3. สาเหตุข ตุ องความบกพร่อ ร่ งทางการเรีย รี นรู้ 47 1 การได้รัด้บรับาดเจ็บ จ็ ทางสมอง 2 กรรมพันธ์ุ 3 สิ่งแวดล้อล้ม ปัญหาหรือ รื ความยากลำ บากทางการเรีย รี นรู้ 1. ความยากลำ บากในการเรียนรู้ทางวิชาการ (Learning and Academic Difficulties) มีความบกพร่อร่งหรือรืความยากลพบาก เกี่ยวกับความจำ สมาธิ หรือรืการจัดระบบ จึงทำ ให้การเรียรีนรู้ทรู้างวิชาการของผู้เผู้รียรีนเหล่านี้มีความอ่อนด้อยไปด้วย 2. ความยากลาบากเกี่ยวกับภาษาและการสื่อสาร (Language and Communication Difficulties) อาจมีภาษาพูดที่มีที่ มีรูปแบบไม่สมบูรณ์ เหมือนเด็กทั่วทั่ๆ ไป มีความยากลำ บากในการ เข้าใจความหมายของภาษา และมีความยากลำ บากในการแสดงความคิดหรือรืความรู้สึรู้ สึกของ ตนเอง โดยจะสังเกตเห็นได้จากการที่เที่ด็กเหล่านี้จะมีความยากลาบากในการเรียรีนรู้คำรู้ คำ ศัพท์ใท์หม่ ๆ การทำ ตามคาสั่ง การเข้าใจคำ ถาม การออกเสียงคำ และการแสดงออกเพื่อให้ ผู้อื่ผู้อื่นรู้เรู้กี่ยวกับสิ่งที่ตที่นเองต้องการสาหรับรัผู้เผู้รียรีนที่มีที่ มีความบกพร่อร่งที่ไที่ม่ใช่ด้ช่ ด้านภาษา หรือรื เป็น nonverbal learning disabilities จะมีความยากลำ บากในการเข้าใจเกี่ยวกับ ภาษากาย ภาษาท่าท่ทาง และการเลือกใช้ภช้าษาในการปฏิสัมพันธ์กัธ์ กับผู้อื่ผู้อื่น
3. ความยากลาบากเกี่ยวกับการรับรู้และการเคลื่อนไหว (Perceptual and Motor Difficulties) อาจมีความยากลาบากในการจำ แนกรูปร่าร่ง ลักษณะของตัวอักษร การคัดลอกงาน จากกระดานดำ การทำ ตามคำ สั่งที่มีที่ มีหลายขั้นขั้ตอน เช่นช่ความสัมพันธ์รธ์ะหว่างตัวอักษร กับเสียง การที่ต้ที่ ต้องให้ความสนใจกับสิ่งเร้าร้ที่เที่กี่ยวข้อง และการต้องทำ งานในช่วช่งเวลาที่ เหลือนอกจากนี้ผู้เผู้รียรีนที่มีที่ มีความบกพร่อร่งทางการเรียรีนรู้อรู้าจมีความบกพร่อร่งในการทำ งาน ของกล้ามเนื้อมัดเล็กและมัดใหญ่ โดยความบกพร่อร่งของกล้ามเนื้อใหญ่อาจแสดงออกโดย ท่าท่ทางการเดินที่ดูที่ดูงุ่มงุ่ง่าง่ม การทรงตัวที่ไที่ม่ค่อยสมดุล การที่ไที่ม่สามารถจับหรือรืเตะลูกลูบอล ได้ หรือรืการที่ไที่ม่สามารถเคลื่อนไหวหรือรืเต้นรำ ตามจังหวะได้ 4. ความยากลำ บากเกี่ยวกับพฤติกติรรม อารมณ์และสังคม (Social-Emotional and Behavioral Difficulties) มีปัญหาทางด้านพฤติกรรมและสังคมโดยจะเห็นได้จากการที่เที่ด็กไม่เห็นคุณค่าของ ตนเอง การหลีกเลี่ยงการทำ งานที่ไที่ด้รับรัมอบหมาย การแยกตัวออกจากสังคม มีความ รู้สึรู้ สึกโดดเดี่ยว ความคับข้องใจ ซึ่งซึ่สิ่งเหล่านี้อาจส่งผลต่อการเรียรีนและการทำ นาย พฤติกรรมที่เที่กิดขึ้นตามมาของเด็ก ที่เที่ป็นเช่นช่นี้ก็เนื่องมาจากการที่เที่ด็กเหล่านี้มีความอ่อน ด้อยเกี่ยวกับทักทัษะทางสังคมทาให้เด็กไม่เข้าใจเกี่ยวกับตัวชี้แชี้นะทางสังคม (Social cues) จึงทำ ให้การปฏิสัมพันธ์กัธ์ กับผู้อื่ผู้อื่นมีความล้มเหลวเพราะไม่รู้ว่รู้ ว่าในการปฏิสัมพันธ์กัธ์ กับผู้อื่ผู้อื่นใน บริบริทต่าง ๆ นั้น ตนเองควรพูดหรือรืแสดงพฤติกรรมอย่างไรจึงจะเหมาะสม 48
1.1 ใช้คำช้ คำ สั่งที่มีที่ มีความเฉพาะเจาะจง โดยการใช้ข้ช้ ข้อความที่สื่ที่ สื่อความหมายได้ชัดชัเจนหรือรือาจมี ตัวอย่างประกอบ 1.2 ใช้คช้พสั่งที่เที่ป็นประโยคง่าง่ย ๆ สั้น ๆ หากต้องใช้คช้พสั่งยาว ๆ ที่มีที่ มีความต่อเนื่องเป็นขั้นขั้ตอน ให้แยกคำ สั่งนั้นออกเป็นส่วน ๆ และให้ผู้เผู้รียรีนทพงานตามคพสั่งแต่ละส่วนในการเรียรีน แต่ละครั้งรั้ 1.3 ควรหลีกเลี่ยงการใช้คช้พสั่งที่ไที่ม่ชัดชัเจนหรือรืทพให้เกิดความสับสน ยกตัวอย่างเช่นช่ ใช้คำช้ คำว่า “เขียนประโยคแต่ละประโยค 5 ครั้งรั้ ” จะดีกว่าการใช้คช้พว่า “ฝึกการสะกดคำ ” 1.4 การบรรยายเกี่ยวกับเนื้อหาในบทเรียรีนควรใช้คช้าง่าง่ยๆ และควรใช้คช้พเดิมๆ ที่ผู้ที่เผู้รียรีนมี ความคุ้นเคย รวมทั้งทั้มีการนพเสนอเนื้อหาเป็นขั้นขั้ตอนย่อยๆ เพื่อให้ผู้เผู้รียรีนสามารถ เรียรีนรู้แรู้ละเข้าใจได้ มากที่สุที่สุดเท่าท่ที่เที่ป็นไปได้ 1.5 มีการทำ สัญญาในการเรียรีนร่วร่มกันระหว่างผู้เผู้รียรีนกับครู 1.6 หลีกเลี่ยงการให้งานเดี่ยว หรือรืกิจกรรมการเรียรีนการสอนที่ไที่ม่กระตุ้นความสนใจ ของผู้เผู้รียรีนรวมทั้งทั้กิจกรรมที่กิที่ กินเวลานาน โดยกิจกรรมที่ดีที่ ดีควรเป็นกิจกรรมที่ช่ที่วช่ยให้ ผู้เผู้รียรีนมีความกระตือรือรืร้นร้ ในการเรียรีน 49 หลัก ลั การ รูปแบบ เทคนิค/วิธีวิก ธี ารสอน และการจัด จั หาผลิตลิ และใช้เทคโนโลยีสิ่ยีสิ่งอานวยความสะดวก สื่อ บริกริารและความช่วยเหลือ ลื อื่น อื่ ใดทางการศึกษาสำ หรับ รั บุค บุ คลที่มี ที่ ค มี วามบกพร่อร่งทางการเรีย รี นรู้ 1. กลยุทยุธ์ทั่วทั่ๆ ไปที่ใช้ในการเรียนการสอนผู้เรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ 2. กลยุทยุธ์ที่ใช้ในการเรียนการสอนผู้เรียนที่มีปัญหาในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ 2.1 ใช้สิ่ช้สิ่งที่ช่ที่วช่ยการรับรัรู้ทรู้างการมองเห็นของผู้เผู้รียรีน (visual cueing) เช่นช่กล่อล่ง ข้อข้ความวงกลมการขีดขีเส้นใต้ เพื่อแสดงข้อข้ความหรือรืข้อข้มูลมูที่ต้ที่อต้งการเน้น 2.2 ใช้สช้มุดมุกราฟสพหรับรัการเรียรีนพืชคณิต เพื่อช่วช่ยใช้ผู้ช้เผู้รียรีนสามารถเขียขีนตัวตัเลขใน แต่ลต่ะหลักลั ให้ตรงกันกั ได้โด้ดยง่าง่ย โดยการใช้คช้อลัมลัน์เป็นตัวตักำ กับกั 2.3 เว้นว้ระยะห่างของโจทย์ปัย์ ปัญหาในแต่ลต่ะข้อข้ ให้เห็นอย่าย่งชัดชัเจน 2.4 จัดจักลุ่มลุ่ ปัญหาที่คที่ล้าล้ยกันกัเข้าข้ด้วด้ยกันกั 2.5 ถ้าถ้ผู้เผู้รียรีนมีปัมี ปัญหาในการลอกงานจากหนังสือเรียรีน ให้ครูหรือรืเพื่อนช่วช่ยลอกให้ และ ให้ผู้เผู้รียรีนทำ ภาระงานนั้นให้สมบูรบูณ์ด้วด้ยตนเอง 2.6 หลังลัจากครูได้แด้ สดงตัวตัอย่าย่งบนกระดานแล้วล้ ให้ผู้เผู้รียรีนออกมาทาโจทย์ที่ย์มีที่มี ลักลัษณะคล้าล้ย ๆกันกั ให้สมบูรบูณ์ เพื่อฝึกความพร้อร้มในการแก้ปัก้ ปัญหาทาง คณิตศาสตร์
3.1 ใช้หช้นังสือเสียงเพื่อช่วช่ยให้ผู้เผู้รียรีนที่มีที่ มีปัญหาเกี่ยวกับการอ่านสามารถเข้าใจเนื้อหาที่เที่รียรีน ได้โด้ดยใช้กช้ารฟัง 3.2 ลดจพนวนหน้าของแบบฝึกหัด หรือรืหนังสือประกอบการอ่านอื่น ๆ เพื่อลดความ วิตกกังวลของผู้เผู้รียรีน 3.3 ใช้กช้ระดาษที่มีที่ มีสีสดใสทาบบนข้อความที่จที่ะอ่าน เพื่อช่วช่ยให้ผู้เผู้รียรีนสามารถจดจ่ออยู่กัยู่กับ ข้อความที่อ่ที่ อ่าน 3.4 ใช้แช้ผ่นผ่ ใส หรือรืแผ่นผ่พลาสติกที่มีที่ มีสดใสทาบบนข้อความที่จที่ะอ่านเพื่อช่วช่ยให้ผู้เผู้รียรีน สามารถจดจ่ออยู่กัยู่กับข้อความที่อ่ที่ อ่าน 3.5 ใช้กช้ระดาษทำ เป็นหน้าต่างการอ่าน (reading window) ซึ่งซึ่สามารถติดประโยคหรือรื ข้อความ เพื่อช่วช่ยเหลือให้ผู้เผู้รียรีนสามารถติดตามและให้ความสนใจในเรื่อรื่งที่อ่ที่ อ่าน 3.6 ให้เพื่อนช่วช่ยอ่านงานที่คที่รูมอบหมายให้กับผู้เผู้รียรีนที่มีที่ มีปัญหาเกี่ยวกับการอ่าน 3.7 ขีดเส้นใต้คำ สำ คัญชหรือรื ใจความสาคัญ เพื่อเพิ่มความสนใจในรายละเอียดที่สที่าคัญ 3.8 ใช้กช้ารอ่านซ้าซ้ๆ ซึ่งซึ่รวมถึงการที่คที่รูอ่านเรื่อรื่งให้เด็กฟังแล้ว หลังจากนั้นครูอ่านเรื่อรื่ง และให้เด็กอ่านตามจนสุดท้าท้ยให้ผู้เผู้รียรีนอ่านเรื่อรื่งด้วยตนเอง 50 หลัก ลั การ รูปแบบ เทคนิค/วิธีวิก ธี ารสอน และการจัด จั หาผลิตลิ และใช้เทคโนโลยีสิ่ยีสิ่งอานวยความสะดวก สื่อ บริกริารและความช่วยเหลือ ลื อื่น อื่ ใดทางการศึกษาสำ หรับ รั บุค บุ คลที่มี ที่ ค มี วามบกพร่อร่งทางการเรีย รี นรู้ 3. กลยุทยุธ์ที่ใช้ในการสอนผู้เรียนที่มีปัญหาเกี่ยวกับการอ่าน 4. กลยุทยุธ์ที่ใช้ในการสอนผู้เรียนที่มีปัญหาเกี่ยวกับการเขียน 4.1 จัดจัเวลาให้เพียงพอสำ หรับรัการเขียขีนอย่าย่งน้อย 20 นาทีต่ทีอต่วันวั 4.2 หาหัวข้อข้หลาย ๆ หัวข้อข้ สาหรับรัการเขียขีน 4.3 บูรบูณาการเข้าข้กับกัวิชวิาอื่นอื่ๆ 4.4 สร้าร้งบรรยากาศให้สนุกนุสนานเพื่อส่งเสริมริการเขียขีน 4.5 เน้นกระบวนการสำ คัญในการเขียขีน คือ ร่าร่งต้นต้ฉบับบัลงมือมืเขียขีน เขียขีน ทบทวนใหม่ 4.6 เน้นการเรียรีบเรียรีงเนื้อความ ให้ความเอาใจใส่กับกัการสะกด และเครื่อรื่งหมาย วรรค ตอนหลังลัจากเขียขีนเรียรีบร้อร้ยแล้วล้ 4.7 สอนทักทัษะในการเรียรีบเรียรีงเนื้อหา เช่นช่การประชุมชุการระดมความคิด การเขียขีนรูป ประโยคและการประเมินมิการเขียขีน 4.8 ให้ผู้เผู้รียรีนหาจุดจุมุ่งมุ่หมายของตนเองในขณะที่กำที่กำลังลัเขียขีน
5.1 เมื่อต้องการสั่งให้ผู้เผู้รียรีนทำ อะไร ให้ครูมองตาผู้เผู้รียรีนก่อนทุกทุครั้งรั้เพื่อสร้าร้งความมั่นมั่ใจ หรือรื ให้กำ ลังใจ หรือรืกระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจ 5.2 หลังจากบอกให้ผู้เผู้รียรีนทพอะไรแล้ว ให้ผู้เผู้รียรีนทบทวนคพสั่งให้ครูฟังอีกครั้งรั้หนึ่ง 5.3 ให้คำ สั่งทั้งทั้วิธีกธีารให้ผู้เผู้รียรีนได้เห็นและได้ยิน โดยการเขียนบนกระดานดาและอ่าน คำ สั่งให้ฟัง 5.4 เมื่อผู้เผู้รียรีนไม่เข้าใจคพสั่งของครู ให้เพื่อนที่คที่อยทพหน้าที่ช่ที่วช่ยเหลือ หรือรืเพื่อนที่นั่ที่ นั่ง ใกล้ ๆ ช่วช่ยทบทวนคพสั่งของครูให้ผู้เผู้รียรีนทราบ 5.5 ถ้าเป็นไปได้ในเวลาเดียวกันควรให้คพสั่งกับผู้เผู้รียรีนเพียงหนึ่งหรือรืสองคำ สั่งเท่าท่นั้น 51 หลัก ลั การ รูปแบบ เทคนิค/วิธีวิก ธี ารสอน และการจัด จั หาผลิตลิ และใช้เทคโนโลยีสิ่ยีสิ่งอำ นวยความสะดวก สื่อ บริกริารและความช่วยเหลือ ลื อื่น อื่ ใดทางการศึกษาสาหรับ รั บุค บุ คลที่มี ที่ ค มี วามบกพร่อร่งทางการเรีย รี นรู้ 5. กลยุทยุธ์ที่ใช้ในการสอนผู้เรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ให้สามารถ ทำ ตามคำ สั่ง 6. กลยุทยุธ์ที่ใช้ในการสอนให้ผู้เรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้สามารถทำ งาน ได้เสร็จ 6.1 ใช้กช้ารทพสัญญาร่วร่มกันกัระหว่าว่งครูกับกัผู้เผู้รียรีนในการทพภาระงานที่ไที่ด้รัด้บรัมอบ หมายให้แล้วล้เสร็จ ร็ โดยในสัญญาจะต้อต้งมีกมีารระบุงบุานที่ต้ที่อต้งทาให้เสร็จ ร็ ระยะ เวลาในการทพ รวมทั้งทั้การให้รางวัลวั โดยทั้งทั้ครูและผู้เผู้รียรีนต้อต้งเซ็น ซ็ สัญญา ร่วร่มกันกั 6.2 ให้เวลาว่าว่งกับกัเด็ก ด็ ในการทำ กิจกิกรรมที่ตที่นเองชอบหลังลัจากทำ งานที่ไที่ด้รัด้บรั มอบหมายเสร็จ ร็ สิ้นแล้วล้ 6.3 จัดจัทาข้อข้มูลมูของผู้เผู้รียรีนเพื่อแสดงถึงถึจานวนงานที่ผู้ที่เผู้รียรีนทำ เสร็จ ร็ ในแต่ลต่ะวันวั 6.4 แบ่งบ่ภาระงานนั้น ๆ ออกเป็นงานย่อย่ย ๆ และให้รางวัลวักับกัผู้เผู้รียรีนหลังลัจาก ทำ งานย่อย่ยแต่ลต่ะชิ้นชิ้เสร็จ ร็ สิ้นสมบูรบูณ์แล้วล้ 6.5 การให้งานกับกัผู้เผู้รียรีนที่มีที่คมีวามยากลำ บากในการทางานให้เสร็จ ร็ ควรเริ่มริ่จาก การให้งานเพียงหนึ่งอย่าย่งต่อต่วันวัหลังลัจากนั้นเพิ่มเป็นสองอย่าย่ง และค่อย ๆ เพิ่มขึ้นขึ้ ตามความเหมาะสม 6.6 ใช้เช้อกสารเพื่อแสดงภาระงานที่เที่ด็ก ด็ ต้อต้งทำ โดยผู้ปผู้กครองจะต้อต้งเซ็น ซ็ ชื่อชื่ใน เอกสารนี้ทุกทุวันวั
7.1 สอนให้ผู้เผู้รียรีนทราบเกี่ยวกับกฎระเบียบ และข้อควรปฏิบัติในชีวิชีวิตประจำ วัน 7.2 ให้อยู่ใยู่กล้ชิดชิกับผู้เผู้รียรีนในสถานการณ์ที่อที่าจทำ ให้ผู้เผู้รียรีนเกิดความสับสน เพื่อจะได้ คอยแนะนำ ช่วช่ยเหลือ เช่นช่ ในการเลือกตั้งตั้การฝึกซ้อซ้มการเกิดเพลิงไหม้ เป็นต้น 7.3 จัดทพตารางกิจกรรมการเรียรีนการสอนที่ต้ที่ ต้องปฏิบัติในแต่ละคาบให้ผู้เผู้รียรีนทราบ 7.4 ใช้สีช้ สีเป็นเครื่อรื่งหมายเพื่อแสดงถึงวิชาต่าง ๆ ที่เที่รียรีน เช่นช่การอ่านจะใช้สีช้ สีฟ้าบนตาราง เรียรีน และเอกสารต่าง ๆ เกี่ยวกับการอ่านจะเก็บไว้ในแฟ้มเอกสารสีฟ้า ในขณะที่ หนังสือเรียรีนวิชาการอ่านจะหุ้มด้วยปกสีฟ้า เป็นต้น 7.5 บอกให้ผู้เผู้รียรีนทราบเป็นประจำ ทุกทุวันว่าเวลาใดเป็นการเรียรีนวิชาอะไร เนื้อหาใด และ กิจกรรมใดบ้าง 52 หลัก ลั การ รูปแบบ เทคนิค/วิธีวิก ธี ารสอน และการจัด จั หาผลิตลิ และใช้เทคโนโลยีสิ่ยีสิ่งอำ นวยความสะดวก สื่อ บริกริารและความช่วยเหลือ ลื อื่น อื่ ใดทางการศึกษาสาหรับ รั บุค บุ คลที่มี ที่ ค มี วามบกพร่อร่งทางการเรีย รี นรู้ 7. กลยุทยุธ์ที่ใช้ในการสอนบุคบุคลที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้เกี่ยวกับทักษะ การจัดระเบียบ 1. ใช้กช้ระดาษที่มีที่สีมี สีสดใส (a bright construction paper) ทาบบนข้อข้ความที่จที่ะอ่าอ่น เพื่อช่วช่ยให้ผู้เผู้รียรีนสามารถจดจ่อจ่อยู่กัยู่บกัข้อข้ความที่อ่ที่าอ่น ตัว ตั อย่าย่งนวัต วั กรรมที่ใที่ ช้พัฒนาผู้เ ผู้ รีย รี นที่มี ที่ ค มี วามบกพร่อร่งทางการเรีย รี นรู้ ด้า ด้ นการอ่าอ่น 2.ใช้กช้ระดาษทำ เป็นหน้าต่าต่งการอ่าอ่น (reading window) ซึ่งซึ่สามารถติดติ ประโยค หรือรืข้อข้ความเพื่อช่วช่ยให้ผู้เผู้รียรีนสามารถติดติตามและให้ความสนใจในเรื่อรื่งที่อ่ที่าอ่น
53 ตัว ตั อย่าย่งนวัต วั กรรมที่ใที่ ช้พัฒนาผู้เ ผู้ รีย รี นที่มี ที่ ค มี วามบกพร่อร่งทางการเรีย รี นรู้ ด้า ด้ นการเขียน 1. การฝึกประสาทสัมผัสผัทางการเห็นเพื่อการจาตัวตัเลข พยัญยัชนะ สระ เช่นช่เป็น การใช้สัช้ สัญญาณไฟเพื่อกำ หนดทิศทิทางของการเขียขีนตัวตัเลขอย่าย่งถูกถูต้อต้ง 2. การใช้นิ้ช้ นิ้วสัมผัสผัตามร่อร่งตัวตัอักอัษร 3. การให้รู้จัรู้กจัตำ แหน่งของพยัญยัชนะ สระ และวรรณยุกยุต์ขต์องไทย เช่นช่
54 ตัว ตั อย่าย่งนวัต วั กรรมที่ใที่ ช้พัฒนาผู้เ ผู้ รีย รี นที่มี ที่ ค มี วามบกพร่อร่งทางการเรีย รี นรู้ ด้า ด้ นการคิดคำ นวณทางคณิตศาสตร์ 1. การใช้ตัช้วตัอักอัษรจาง โดยเริ่มริ่ให้เห็นความสัมพันธ์รธ์ะหว่าว่งจพนวนกับกัตัวตัเลขที่ สมบูรบูณ์ รวมทั้งทั้ ใช้สีช้ สีแสดงจุดจุเริ่มริ่ต้นต้หลังลัจากนั้นค่อย ๆ ให้ตัวตัอักอัษรจางลงที ละน้อย จนสุดสุท้าท้ยให้เด็ก ด็ จำ และเขียขีนได้เด้อง โดยสามารถฝึกกับกัตัวตัอักอัษรอื่นอื่ๆ โดยเฉพาะตัวตัอักอัษรที่คที่ล้าล้ยกันกั 2. การนับโดยใช้นิ้ช้ นิ้วมือมื
บุค บุ คลที่มี ที่ ค มี วามบกพร่อ ร่ ง ทางการพูด พู และภาษา 55
56 การจัดการศึกษาสำ หรับบุค บุ คลที่มี ที่ มี ความบกพร่องทางการพูดและภาษา 1.ความหมาย บุคคลที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา หมายถึง บุคคลที่มีความบกพร่องในการเปล่งเสียงพูด เช่นช่เสียงผิดปกติ อัตราความเร็วและจังหวะการพูดผิดปกติ หรือบุคคลที่มีความ บกพร่องในเรื่องความเข้าใจหรือการใช้ภช้าษาพูด การเขียนหรือ ระบบสัญลักษณ์อื่นที่ใช้ใช้นการติดต่อสื่อสาร ซึ่งอาจเกี่ยวกับรูป แบบเนื้อหาและหน้าที่ของภาษา (ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องการกำ หนดประเภทและหลักเกณฑ์ของคนพิการทางการ ศึกษา พ.ศ.2552) การพูดพู (speech) คือ การสื่อความหมายโดยการเปล่งล่เสียงซึ่งซึ่เป็น หนทางที่อิที่สอิระและสะดวกที่สุที่ดสุมีปมีระสิทธิภธิาพสูงสูการที่จที่ะพูดพูเป็นคำ หรือรื ประโยคเพื่อสื่อความหมายต้อต้งมีกมีารวางแผนและการควบคุมการทำ งานของ ระบบประสาทที่แที่ม่นม่ยำ และทำ งานอย่าย่งประสานกันกัตามลำ ดับดัขั้นขั้ตอนตาม แผนที่วที่างไว้ เพื่อออกมาเป็นคำ พูที่พูต้ที่อต้งการ (สุมสุาลี ดีจดีงกิจกิ:2554)
1.พูดไม่ชัดชั ( articulation disorders) เป็นความผิดผิ ปกติทางการพูดที่เที่กี่ยวกับ การเปล่งเสียงและพยัญชนะ เช่นช่ออกเสียง/อ/ แทน /ก/ สาเหตุของการพูดไม่ชัด แบ่งเป็น 2 กลุ่มลุ่คือ 1. ความผิดปกติขติองโครงสร้างและการทำ งานของอวัยวะที่ใช้ในการพูด หรือการฟัง การทำ งานของอวัยวะที่มีที่ มีส่วนทำ ให้มีอาการพูดไม่ชัดชั ได้แก่ ลิ้นไก่ เพดานอ่อน เพดานแข็ง ปุ่มเหงืองืก ฟัน ปาก ลิ้น และโพรงจมูก ความผิดผิ ปกติที่พที่บ เช่นช่ 1.1 ความผิดผิ ปกติของระบบประสาทควบคุมการพูด เกิดจากความผิดผิ ปกติ ของเส้นเลือดที่ไที่ปเลี้ยงสมอง ได้แก่ เส้นเลือดสมองตีบ ตันหรือรืแตก หรือรือุบัติเหตุที่ กระทบกระเทือทืนสมองมีผลให้ไม่สามารถควบคุมการพูดมีทั้งทั้แบบที่มีที่ มีอาการอ่อนแรง ของกล้ามเนื้อ เช่นช่ ปากเบี้ยว ปากปิดไม่สนิทมีน้ำ ลายยืด ลิ้นเฉ หรือรืสำ ลักง่าง่ย 1.2 ความผิดผิ ปกติทางการได้ยิน ผู้ที่ผู้ที่มีที่ มีภาวะหูตึงไม่สามารถพูดได้ชัดชัเจน เนื่องจากได้ยินเสียงของผู้อื่ผู้อื่นไม่ชัดชัเสียงที่พูที่พูดออกมาจึงผิดผิเพี้ยนไปตามเสียงที่ตัที่ ตัว เองได้ยิน อีกทั้งทั้ ในขณะที่พูที่พูดก็ได้ยินเสียงพูดของตัวเองไม่ชัดชัด้วย จึงทำ ให้ไม่ สามารถแก้ไขคำ พูดของตัวเองได้ ยิ่งมีอาการหูตึงมากเท่าท่ ใด การพูดไม่ชัดชัมากขึ้น เท่าท่นั้น 1.3 ความผิดผิ ปกติของอวัยวะในช่อช่งปาก เช่นช่ - เอ็นยึดใต้ลิ้นสั้น ทดสอบโดยการให้แลบลิ้น ถ้าเอ็นยึดใต้ลิ้นสั้น จะ แลบลิ้นออกมาไม่พ้นริมริ ฝีปาก หรือรืแลบลิ้นแตะมุมปากซ้าซ้ย-ขวา ไม่ถึงมุมปาก ถ้าเอ็น ยึดใต้ลิ้นสั้นมากจะไม่สามารถม้วนลิ้นแตะเพดานบนได้ - ปากแหว่งเพดานโหว่ ทำ ให้มีลมรั่วรั่ออกจมูก ฟังอู้อี้มีเสียงขึ้นจมูก เมื่อ ให้พูด สาวสวยใส่เสื้อสีแสด 2. ประเภทของการบกพร่อ ร่ งทางการพูด พู ความบกพร่อร่งทางการพูด พู แบ่งบ่ ได้ 3 ประเภท คือ 57
2. การเรียนรู้นิสัยการพูดที่ไม่ถูก เป็นสาหตุของการพูดไม่ชัดชัที่พที่บได้บ่อยใน เด็กที่อที่าจเกิดปัจจัยต่างๆ ดังนี้ 2.1 ขาดการส่งเสริมการพูดให้ถูก พบในกรณีที่เที่ด็กเล็กพูดไม่ชัดชัแล้วผู้ใผู้หญ่ไม่แก้ไข กลับแสดงความเอ็นดูหรือรืหัวเราะขบขัน ทำ ให้เด็กเข้าใจว่าการพูดไม่ชัดชัเป็นสิ่งที่น่ที่ น่า รักรัน่าเอ็นดู เด็กจึงคงการพูดนี้ไว้จนเป็นนิสัย 2.2 เด็กใช้การพูดไม่ชัดเพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้ใหญ่ มักพบในครอบครัวรัที่มีที่ มี ลูกลูเล็กๆติดๆกัน โดยพี่ซึ่งซึ่อาจพูดได้ชัดชัแล้ว แต่เมื่อเห็นพ่อแม่ดูแลเอาใจใส่น้อง มากกว่า จึงเลียนแบบการพูดไม่ชัดชัของน้องเพื่อเรียรีกร้อร้งความสนใจ 2.3 ขาดแบบอย่างการพูดที่ถูก พบในกรณีที่เที่ด็กอยู่ใยู่นครอบครัวรัที่มีที่ มีคนพูดไม่ชัดชั รวมถึงพี่เลี้ยงเด็กจึงเลียนแบบการพูดไม่ชัดชัของคนที่อที่ยู่ใยู่กล้ชิดชิ 2.4 มีการเคลื่อนไหวอวัยวะที่ไม่ถูก เด็กบางคนพูดไม่ชัดชัเพราะเด็กเคลื่อนไหวอวัยวะ ที่ใที่ช้ใช้นการพูดไม่ถูกหรือรืมีการเคลื่อนไหวที่ไที่ม่ต่อเนื่องตามหลักเกณฑ์ของการออก เสียงคำ ศัพท์นัั้ท์ นัั้น เช่นช่ พูด "ตา" เป็น "กา" เพราะไม่เคลื่อนไหวลิ้นขณะออกเสียง พูด "แม่" เป็น "แอ้" เพราะไม่ปิดริมริ ฝีปากให้สนิทก่อนออกเสียง พูด "สาม" เป็น "สา" เพราะไม่หุบปากเมื่อออกเสียงจบ เมื่อพบว่าเด็กพูดไม่ชัดชัควรให้เด็กได้รับรัการแก้ไขในทันทัทีเทีพราะถ้าปล่อยทิ้งทิ้ ไว้อาจทำ ให้เกิดความเคยชินชิต่อการพูดที่ไที่ม่ถูกจนติดเป็นนิสัยทำ ให้แก้ไขได้ยาก รวม ทั้งทั้ยังเกิดผลเสียอื่นๆ ตามมาด้วย เช่นช่ 1. เกิดปัญหาในการอ่าน 2. เกิดปัญหาในการเขียนสะกดคำ 3. ผลการเรียรีนไม่ดีเท่าท่ที่คที่วร 2. ประเภทของการบกพร่อ ร่ งทางการพูด พู (ต่อ ต่ ) 58
การพูดไม่ชัดชัที่พที่บในระยะแรกเมื่อเด็กเริ่มริ่หัดพูด ถือว่าเป็นการพูดไม่ชัดชัที่ เป็นไปตามพัฒนาการตามธรรมชาติ เนื่องจากโครงสร้าร้งและการทำ งานของอวัยวะ ที่ใที่ช้ใช้นการพูดยังทำ งานได้ไม่สมบูรณ์เต็มที่ แต่เมื่อเด็กมีอายุมยุากขึ้นสามารถควบคุม การเคลื่อนไหวของอวัยวะที่ใที่ช้ใช้นการพูด เช่นช่ ปาก ลิ้น และขากรรไกร ได้ดีขึ้น ร่วร่มกับการที่เที่ด็กรู้จัรู้ จักฟังและเลียนแบบการออกเสียงที่ถูที่ถูกต้องจากบุคคลที่อที่ยู่รยู่อบ ข้างจะช่วช่ยให้เด็กเรียรีนรู้วิรู้ วิธีกธีารออกเสียงและพัฒนาการพูดของตนเองให้ชัดชัเจนขึ้น ตามประสบการณ์และอายุที่ยุที่เที่พิ่มขึ้นได้ การที่จที่ะตัดสินใจว่าเด็กคนใดมีการพูดไม่ชัดชัที่ จำ เป็นต้องได้รับรัการแก้ไข อาจใช้เช้กณฑ์ต่อไปนี้ 1. อายุมยุากกว่า 3 ปีแล้ว ยังไม่สามารถออกเสียงสระและยังผันผัวรรณยุกยุต์ไทยไม่ครบ ทุกทุเสียง 2. อายุมยุากกว่า 3 ปี 5 เดือนแล้ว ยังไม่สามารถออกเสียงพยัญชนะท้าท้ยคำ (ตัวสะกด) ทุกทุเสียงได้อย่างถูกต้อง เช่นช่พูด “ผัดผั ” เป็น “ผักผั ” หรือรื “ช้าช้ง” เป็น “ช้าช้น” 3. การออกเสียงพยัญชนะไม่ได้ตามเกณฑ์ ดังแสดงไว้ในตาราง อายุ (ปี/เดือน) เสียงที่พูที่พูดได้ชัดชั 2/0 – 2/6 ม น ห ย ค อ 2/6 – 3/0 เพิ่มเสียง ว บ ก ป 3/0 – 3/6 เพิ่มเสียงฟต ท ด ล จ ง 3/6 – 4/0 เพิ่มเสียงพ ช ส อายุ7ยุปีขึ้นไป เพิ่มเสียง ร เกณฑ์ก ฑ์ ารพิจารณาการพูด พู ที่ไที่ ม่ชั ม่ ชั ด 59
2. พูดเสียงผิดปกติ (voice disorders) หมายถึง การเปล่งเสียงที่ผิที่ดผิ ปกติไม่ เหมาะสมกับเพศ และ วัย เช่นช่ผู้ชผู้ายพูดเสียงแหลมเหมือนผู้หผู้ ญิง เด็กพูดเสียงต่างๆ หรือรืผู้หผู้ ญิงพูดเสียงต่างแบบเสียงผู้ชผู้าย หรือรืการพูด เสียงเบาหรือรืดังเกินไปอย่างไม่ เหมาะสมกับสถานการณ์ หรือรืพูดเสียงแตกพร่าร่แหบ ลมแทรก เสียงขาดเป็น ช่วช่ง ๆ พูดเสียงอยู่ใยู่นคอ เป็นต้น (สุมาลี ดีจงกิจ, 2554) การพิจารณาว่าเสียงผิดผิ ปกติหรือรื ไม่มากน้อยเพียงใด พิจารณาจากระดับเสียง เด็กจะ มีระดับเสียงสูง พอเข้าสู่วัยรุ่นรุ่ระดับเสียงจะทุ้มทุ้ขึ้น ผู้ชผู้ายจะมีระดับเสียงทุ้มทุ้มากกว่าผู้ หญิงความดังของเสียงในการพูดแต่ละครั้งรั้จะต้องเหมาะสมกับสถานการณ์ที่พูที่พูด และขึ้นอยู่กัยู่กับสถานที่ ลักษณะของห้องที่พูที่พูดและจำ นวนของผู้ฟัผู้ฟังด้วยคุณภาพของ เสียง ปกติคุณภาพของเสียงจะใส ฟังแล้วสบายหู เหมาะสมกับเพศและวัย คุณภาพ เสียงที่ผิที่ดผิ ปกติ ได้แก่ เสียงห้าว เสียงลมแทรก เสียงแหบ เสียงขึ้นจมูก เสียงกระซิบซิ 3. พูดจังหวะผิดปกติ (fluency disorders) เป็นความผิดผิ ปกติเกี่ยวกับความ คล่องและจังหวะในการพูด อาการพูดผิดผิ ปกติที่พที่บมาก คือ การพูดติดอ่าง ซึ่งซึ่มี ลักษณะดังต่อไปนี้ - พูดซ้ำ คำ เช่นช่“แม่ แม่ แม่ แม่ จะไปไหนต่อ” เป็นการพูดซ้ำ ๆ คำ เดิมมากกว่า 3 ครั้งรั้ขึ้นไป - พูดซ้ำ เสียงหรือรืซ้ำ พยางค์ เช่นช่“ม-ม-ม-ม-ไม่ใช่”ช่ - พูดลากเสียง เช่นช่“สสสสสเสื้อของเขา” - พูดติดแบบไม่มีเสียงออกมา เช่นช่“.....เปิดประตูให้หน่อย” - พูดและหยุดยุอย่างไม่เหมาะสม เช่นช่“เสื้อของ....เขา” - พูดและหยุดยุระหว่างพยางค์ในคำ ที่ต้ที่ ต้องการพูด เช่นช่“ฉันจะไปโรงพ....ยาบาล” บางคนจะแสดงพฤติกรรมร่วร่มอื่นๆ 2. ประเภทของการบกพร่อ ร่ งทางการพูด พู (ต่อ ต่ ) 60
พฤติกรรมดังกล่าว ได้แก่เพื่อขจัดความเครียรีดและต่อสู้ดิ้นรนที่จที่ะพูดออกมาให้ได้ 1. ขมวดคิ้ว กระพริบริตาถี่ ๆ ไม่มองสบตาคู่สนทนา กระทืบทืเท้าท้ 2. อาการอ้าปากค้าง เม้มปาก เกร็ง ร็ ที่ปที่าก ลิ้น คอ และหน้าอก หรือรืมีอาการสั่น กระตุกที่กที่ล้ามเนื้อบริเริวณปาก 3. อาย โกรธ ประหม่า กลัว เครียรีด คับข้องใจ มีปมด้อย ขาดความเชื่อชื่มั่นมั่ในตนเอง และมักหลีกเลี่ยงการเข้าสังคม เนื่องจากการมีประสบการณ์พูดที่ไที่ม่ดี 4. หลีกเลี่ยงคำ หรือรืสถานการณ์ที่คที่าดว่าจะพูดติดอ่าง อาจจะไม่พูดจนกว่าจะมั่นมั่ใจ ว่าจะพูดได้คล่อง หรือรื ใช้คำช้ คำอื่นแทนคำ ที่ต้ที่ ต้องการจะพูด (พรจิต จิตรถเวช, 2550) สาเหตุของการพูดติดอ่างสาเหตุที่แที่ท้จท้ริงริของอาการติดอ่างยังไม่แน่ชัดชัอาจ จัดอยู่ใยู่นพวกไม่ทราบสาเหตุที่แที่ท้จท้ริงริส่วนหนึ่งเชื่อชื่ว่าอาจเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม ขณะเดียวกัน การเรียรีนรู้วิรู้ วิธีกธีารพูดอย่างผิดผิๆตั้งตั้แต่เด็กก็มีส่วนที่ทำที่ ทำ ให้พูดติดอ่างได้ เช่นช่กัน ตัวอย่างเช่นช่หากอวัยวะที่ใที่ช้สำช้ สำหรับรัพูดในตัวเด็กยังทำ งานไม่ประสานกัน แล้วเด็กถูกผู้ใผู้หญ่เร่งร่รัดรั ให้พูดคำ ต่าง ๆ มากเกินไป จะทำ ให้เด็กพูดไม่ชัดชัพูดซ้ำ ๆ หรือรืนึกคำ ศัพท์ไท์ม่ออก ยิ่งหากผู้ใผู้หญ่ตำ หนิ จะยิ่งทำ ให้เด็กเกิดความเครียรีด ไม่มั่นมั่ใจ อาย หลีกเลี่ยงที่จที่ะพูด ซึ่งซึ่จะกระตุ้นให้เด็กติดอ่างมากขึ้น 2. ประเภทของการบกพร่อ ร่ งทางการพูด พู (ต่อ ต่ ) 61
การจัดการศึกษาสำ หรับบุค บุ คลที่มี ที่ มี ความบกพร่องทางการพูดและภาษา ภาษา (Language) ภาษา คือ รหัสที่คนในสังคมใช้ร่ช้ ร่วมกันอย่างเป็นระบบ เป็น สิ่งที่แทนความคิดของมนุษย์โดยการใช้ สัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่สร้าง โดยเจ้าของภาษาที่มีกฎเกณฑ์หรือไวยากรณ์ที่ควบคุมกำ หนดการ ใช้ภช้าษานั้นๆสิ่งสำ คัญของภาษาคือผู้ส่งภาษาต้องใช้รช้หัสร่วมกับ ผู้รับภาษาได้ การสื่อความหมายจึงจะเกิดขึ้น ตัวอย่างเช่นช่ ถ้าเด็กออกเสียง “อา คา อา ดา” เราไม่เรียกว่าเป็นภาษา เพราะ รหัสที่เด็กแสดงออกมาไม่สามารถใช้เช้ป็นรหัสร่วมในสังคมได้ (สุมาลี ดีจงกิจ : 2554) ความผิดผิ ปกติขติองภาษา ความผิดผิ ปกติที่ติเที่กี่ยกี่วข้อข้งกับกัพัฒนาการทางภาษาความบกพร่อร่งด้าด้นความ เข้าข้ ใจ และการใช้ภช้าษา แบ่งบ่ออกเป็น 2 ประเภท คือ 1.ความผิดผิ ปกติขติองภาษาช่วงวัย วั พัฒนา เป็นความผิดผิ ปกติที่ติเที่กี่ยกี่วข้อข้งกับกั พัฒนาการทางด้าด้นภาษาและการพูดพูในช่วช่งที่เที่ด็ก ด็ มีพัมี พัฒนาการด้าด้นภาษาอย่าย่ง ต่อต่เนื่อง เช่นช่เด็ก ด็ เริ่มริ่พูดพูช้าช้มีลัมีกลัษณะความบกพร่อร่งที่สัที่สังเกตได้ คือ เด็ก ด็ ไม่ ค่อยเข้าข้ ใจคำ พูดพูของผู้อื่ผู้นอื่ทำ ให้ตอบสนองต่อต่คำ พูดพูของผู้อื่ผู้นอื่ ไม่ถูม่กถูเริ่มริ่พูดพูคำ ที่ มีคมีวามหมายได้ล่ด้าล่ช้าช้กว่าว่เด็ก ด็ คนอื่นอื่ๆที่อที่ยู่ใยู่นวัยวัเดียดีวกันกัพูดพูได้ได้ม่สม่มอายุ สื่อสารกับกัผู้อื่ผู้นอื่ด้วด้ยคำ พูดพูไม่ไม่ด้ หรือรืถ้าถ้พูดพูก็ไก็ ม่สม่ามารถเล่าล่เรื่อรื่งต่อต่เนื่องกันกั ได้ หรือรืพูดพูได้ได้ม่เม่หมาะสม หรือรืตรงกับกั สถานการณ์ที่กำที่กำลังลัพูดพูอยู่ (สุมสุาลี ดีจดีงกิจกิ, 2554) 62
เกณฑ์ที่ฑ์ ใที่ช้รช้ะบุว่บุาว่เด็ก ด็ พูดพูช้าช้พิจารณาจากอายุที่ยุเที่ด็ก ด็ เริ่มริ่พูดพูจำ นวนคำ ศัพท์ และประเภทของคำ ศัพท์ที่ท์เที่ด็ก ด็ รู้จัรู้กจัและพูดพูได้ ดังดันี้ 1) อายุที่ยุแที่สดงออกให้รู้ว่รู้าว่ ฟังเข้าข้ ใจภาษาและเริ่มริ่ต้นต้พูดพูเด็ก ด็ อายุ 1 ปี ถึงถึ1 ปี 6 เดือดืน ที่ยัที่งยั ไม่เม่ข้าข้ ใจคำ พูดพูและไม่เม่ริ่มริ่พูดพูเป็นคำ ๆ เป็นเด็ก ด็ ที่มีที่คมีวามโน้มเอียอีงที่ จะพูดพูช้าช้ถ้าถ้อายุ 2 ปี แล้วล้ยังยั ไม่พูม่ดพูเป็นคำ ที่มีที่คมีวามหมายถือถืว่าว่เด็ก ด็ นั้นพูดพูช้าช้ผิดผิ ปกติ 2) จำ นวนคำ ศัพท์ เด็ก ด็ อายุ 1 ปี ที่เที่ข้าข้ ใจคำ พูดพูน้อยกว่าว่10 คำ อายุ 2 ปี รู้จัรู้กจั และพูดพูน้อยได้น้ด้ น้อยกว่าว่200 คำ และอายุ 3 ปี รู้จัรู้กจัและพูดพูน้อยกว่าว่900 คำ เป็นข้อข้บ่งบ่ชี้ว่ชี้าว่พูดพูช้าช้ผิดผิ ปกติ 3) ประเภทของคำ ศัพท์ เด็ก ด็ อายุ 2-3 ปี จะเข้าข้ ใจและพูดพูคำ ศัพท์ไท์ด้หด้ลากหลาย ได้แด้ก่ คำ นาม สรรพนาม กริยริา คุณศัพท์ วิเวิศษณ์ บุพบุบท สันธาน อุทาน เช่นช่ ชื่อชื่คน สัตว์ สิ่งของ อวัยวัวะของร่าร่งกาย พืช ผักผัผลไม้ อาหาร สี คำ บอกความ รู้สึรู้ สึก สถานที่ ทิศทิทาง เวลา ขนาด จำ นวน ระยะทาง เป็นต้นต้ถ้าถ้เด็ก ด็ เข้าข้ ใจและ พูดพูคำ ศัพท์ไท์ด้เด้ฉพาะบางประเภท หรือรืมีคำมี คำ ศัพท์แท์ต่ลต่ะประเภทน้อยเมื่อมื่มีอมีายุ เพิ่มขึ้นขึ้แสดงว่าว่มีกมีารพูดพูช้าช้ผิดผิ ปกติ (รัชรันี สุภสุวัตวัรจริยริากุลกุ , 2550) เด็ก ด็ พูดพูช้าช้มีสมีาเหตุจตุากปัญหาต่าต่ง ๆ ต่อต่ ไปนี้ 1. ประสาทหูพิการ 2. ปัญญาอ่ออ่น 3. สมองพิการ 4. ออทิสทิติกติ 5.ขาดการกระตุ้นตุ้ทางภาษาและการพูดพูที่เที่หมาะสม ได้แด้ก่ เด็ก ด็ ที่ถูที่กถูทอดทิ้งทิ้ เช่นช่ถูกถูเลี้ยลี้งในสถานสงเคราะห์ การปล่อล่ยให้เด็ก ด็ ดูโทรทัศทัน์หรือรืเล่นล่คน เดียดีว มีสมีภาพที่อที่ยู่แยู่ออัดอัพ่อแม่ดูม่แดูลไม่ทั่ม่วทั่ถึงถึเด็ก ด็ ที่ขที่าดโอกาส เช่นช่เด็ก ด็ เจ็บ จ็ ป่วยเรื้อรื้รังรัผู้เผู้ลี้ยลี้งขาดความรู้แรู้ละประสบการณ์ในการเลี้ยลี้งเด็ก ด็ และเด็ก ด็ ที่ถูที่กถู เลี้ยลี้งดูอดูย่าย่งผิดผิๆ เช่นช่ ได้รัด้บรัการดูแดูลเอาอกเอาใจมากเกินกิ ไป 63
2. ภาวะเสียการสื่อความ (Aphasia) เป็นความบกพร่อร่งทางภาษาเนื่องจาก การมีพมียาธิสธิภาพของสมองส่วนที่คที่วบคุมภาษา ทำ ให้มีปัมี ปัญหาทางการสื่อ ความหมาย ด้าด้นการฟัง การพูดพูการอ่าอ่น และการเขียขีนอย่าย่งใดอย่าย่งหนึ่ง หรือรืหลายอย่าย่งรวมกันกัเช่นช่เด็ก ด็ ไม่เม่คยพูดพูหรือรื ใช้ภช้าษาเลย หรือรืเด็ก ด็ เคยพูดพู หรือรื ใช้ภช้าษามาก่อก่นแต่สูต่ญสูเสียความสามารถดังดักล่าล่วในเวลาต่อต่มา เด็ก ด็ อาจ จะเป็น Motor aphasia คือ ไม่อม่าจจะพูดพูสื่อความหมายได้ หรือรืเป็น Sensory aphasia คือ ไม่สม่ามารถเข้าข้ ใจภาษาพูดพูได้ สาเหตุขตุอง Aphasia 1. ความผิดผิ ปกติขติองระบบเส้นเลือลืดในสมอง (Cerebrovascular Accident - CVA or Stroke) เป็นสาเหตุใตุห้เกิดกิอะเฟเชียชีได้บ่ด้อบ่ยที่สุที่ดสุซึ่งซึ่ทำ ให้สมอง ส่วนที่คที่วบคุมภาษาขาดเลือลืดไปเลี้ยลี้งและตายไป ภาวะดังดักล่าล่ว มีดัมีงดันี้ 1.1 ภาวการณ์แข็ง ข็ ตัวตัของหลอดเลือลืด (Thrombosis) 1.2 ภาวการณ์อุดตันตัของเส้นเลือลืด (Embolism) 1.3 ภาวะเลือลืดออกในสมอง (Cerebral hemorrhage) 2. สาเหตุอื่ตุนอื่ๆ ได้แด้ก่ 2.1 การเกิดกิอุบัติบัเติหตุทตุางสมอง (Head injury) เช่นช่ ศีรษะได้รัด้บรัความ กระทบกระเทือทืนจากรถชนถูกถูตี ถูกถูแทง เป็นต้นต้ 2.2 การมีโมีรคในสมอง เช่นช่เนื้องอกในสมอง ซึ่งซึ่จะกดทับทัเนื้อสมองให้ตาย ไป สมองอักอัเสบจากเชื้อชื้ไวรัสรัเป็นต้นต้ 64
การฝึกพูดพูมีวัมีตวัถุปถุระสงค์ให้ผู้มีผู้ปัมี ปัญหาภาษาและการพูดพูสามารถสื่อความ หมายได้ โดยใช้คช้วามสามารถที่เที่หลือลือยู่อยู่ย่าย่งเต็ม ต็ ศักยภาพ เพื่อให้สามารถ พึ่งตัวตัเองและดำ รงชีวิชีตวิอยู่ใยู่นสังคมได้ ในกรณีที่คที่วามผิดผิ ปกติมีติ สมีาเหตุมตุา จากความบกพร่อร่งของอวัยวัวะหรือรืความพิการทางร่าร่งกาย จำ เป็นต้อต้งได้รัด้บรั การรักรัษาจากแพทย์ผู้ย์เผู้ชี่ยชี่วชาญ เช่นช่การผ่าผ่ตัดตัแก้ไก้ขความพิการ หรือรืความ บกพร่อร่งของอวัยวัวะที่ใที่ช้ใช้นการพูดพูก่อก่นการแก้ไก้ข หรือรืฟื้นฟูสมรรถภาพของ การสื่อความหมาย สำ หรับรั ในรายที่แที่ก้ไก้ขทางด้าด้นการแพทย์ไย์ม่ไม่ด้ หรือรื ไม่มีม่ มี ความบกพร่อร่งด้าด้นร่าร่งกาย สามารถรับรัการแก้ไก้ขได้เด้ลย มีวิมีธีวิกธีารฝึกหลายวิธีวิ ธี ขึ้นขึ้อยู่กัยู่บกั ปัญหา ดังดันี้ การพูด พู ไม่ชัม่ ชัด แก้ไก้ขการพูดพูโดยฝึกให้เด็ก ด็ ออกเสียงสระ หรือรืพยัญยัชนะ แต่ลต่ะเสียงโดยฝึกให้รู้จัรู้กจัวางอวัยวัวะที่ใที่ช้ใช้นการพูดพูให้ถูกถูตำ แหน่ง ฝึกให้รู้จัรู้กจั คุณลักลัษณะของเสียงแต่ลต่ะเสียง และฝึกให้รู้จัรู้กจั ฟังเปรียรีบเทียทีบเสียงของคำ ต่าต่ง ๆ การฝึกจะฝึกจากเสียงที่ง่ที่าง่ยไปยาก เช่นช่ ฝึกออกเสียงสระ พยัญยัชนะ ก่อก่น แล้วล้จึงจึฝึกในระดับดัพยางค์ คำ วลี ประโยค สนทนา และฝึกในระดับดัที่ สามารถนำ ไปใช้ใช้นชีวิชีตวิ ประจำ วันวั ได้ถูด้กถูต้อต้ง การพูด พู เสียงผิดผิ ปกติ การฝึกแก้ไก้ขการพูดพูขึ้นขึ้อยู่กัยู่บกั ปัญหาของการใช้เช้สียง ที่ไที่ม่เม่หมาะสม แบ่งบ่ออกเป็น 2 กรณีคือ กรณีแรกเป็นการที่เที่ส้นเสียงและอวัยวัวะที่เที่กี่ยกี่วกับกัการออกเสียงทำ งาน มากเกินกิ ไป (hyperfunction)ส่วนใหญ่มัญ่กมัเกิดกิ ในกรณีที่มีที่นิมี นิสัยการใช้เช้สียงไม่ ถูกถูต้อต้ง มีหมีลักลัการฝึกเสียงคือ ฝึกให้มีคมีวามตระหนักรู้ถึรู้งถึการใช้เช้สียงอย่าย่ง ถูกถูวิธีวิ ธีโดยหลีกลีเลี่ยลี่งการใช้เช้สียงที่ไที่ม่ถูม่กถูต้อต้ง เช่นช่ตะโกนแข่งข่กับกัเสียงในสิ่ง แวดล้อล้ม พูดพูเค้นเสียง พูดพูมากเกินกิ ไป เป็นต้นต้นอกจากนี้ยังยัต้อต้งฝึกฟังแยก เสียงที่ปที่กติแติละที่ผิที่ดผิ ปกติ และแยกความแตกต่าต่งของลักลัษณะการใช้เช้สียงที่ ถูกถูต้อต้งและการใช้เช้สียงที่ผิที่ดผิ ฝึกใช้รช้ะดับดัเสียงที่เที่หมาะสม ส่วนอีกอีกรณีคือ การที่เที่ส้นเสียงทำ งานน้อยเกินกิ ไป (hypofunction)จน ไม่สม่ามารถปิดหรือรืเปิดได้ อย่าย่งเหมาะสมในขณะต้อต้งการออกเสียงต้อต้งฝึก ให้เส้นเสียงทำ งานอย่าย่งพอดีแดีละเหมาะสม เพื่อให้สามารถเปล่งล่เสียงดังดั หรือรืเบา และมีคุมีคุณภาพเสียงตามความต้อต้งการของผู้พูผู้ดพูได้ หลักลัการ เทคนิค วิธีวิก ธี ารช่วยเหลือ ลื และการจัดจัการศึกษา สำ หรับรับุค บุ คลที่มี ที่ ค มี วามบกพร่อร่งทางการพูด พู และภาษา 65
การจัดจัการศึกษาสำ หรับรับุค บุ คลที่มี ที่ ค มี วามบกพร่อร่งทางการพูด พู และ ภาษา การศึกษาของเด็ก ด็ ในวัยวัเรียรีน ครูที่มีที่กมีารสังเกต จะทำ การส่งต่อต่เด็ก ด็ ที่มีที่ทัมีกทัษะการสื่อความหมายที่ไที่ม่ดีม่ ไดีปรับรัความช่วช่ยเหลือลืพิเศษ เมื่อมื่เด็ก ด็ ถูกถูคัด แยกว่าว่มีคมีวามบกพร่อร่งทางการพูดพูหรือรืภาษา และได้รัด้บรับริกริารพิเศษ จากนักแก้ไก้ขการพูดพูแล้วล้ครูควรทำ งานและให้ความร่วร่มมือมือย่าย่งใกล้ชิล้ดชิกับกั นักแก้ไก้ขการพูดพูนักแก้ไก้ขการพูดพูสามารถให้การแนะแนวและคำ แนะนำ ที่ สามารถนำ ไปปฏิบัฏิติบั ไติด้จด้ริงริไปใช้ใช้นชั้นชั้เรียรีนปกติ ตัวตัอย่าย่งเช่นช่นักแก้ไก้ขการ พูดพูอาจจะแนะนำ หนทางที่คที่รูสามารถเพิ่มพูนพูภาษาพูดพูของเด็ก ด็ คือการเป็นผู้ ฟังที่สที่นใจ ให้โอกาสเด็ก ด็ ได้พูด้ดพูถึงถึสิ่งที่สที่นใจมากขึ้นขึ้ถามคำ ถามปลายเปิดที่ สนับสนุนนุให้เด็ก ด็ พูดพูคุยมากขึ้นขึ้นักแก้ไก้ขการพูดพูและครูสามารถทำ การสอน เป็นคณะในหน่วยการเรียรีนเฉพาะซึ่งซึ่บูรบูณาการการเรียรีนการสอนภาษา เข้าข้ ไปในหลักลั สูตสูรปกติ ตัวตัอย่าย่งเช่นช่หน่วยการเรียรีนเกี่ยกี่วกับกั สิ่งแวดล้อล้มใน ท้อท้งถิ่นถิ่ซึ่งซึ่อาจจะได้ผด้ลลัพลัธ์เธ์ป็นรายงานการเขียขีนเรื่อรื่งสั้นของเด็ก ด็ การส่ง จดหมายถึงถึบรรณาธิกธิารของหนังสือพิมพ์ท้อท้งถิ่นถิ่การอภิปภิรายโดยคณะ วิทวิยากรหรือรืการโต้วต้าที เป็นต้นต้ หลักลัการ เทคนิค วิธีวิก ธี ารช่วยเหลือ ลื และการจัดจัการศึกษา สำ หรับรับุค บุ คลที่มี ที่ ค มี วามบกพร่อร่งทางการพูด พู และภาษา 66
หลักลัการสอน ครูสามารถปรับรั ปรุงการสอนของตนเองและปรับรั สิ่งแวดล้อล้มทางภาษา ในชั้นชั้เรียรีนเพื่อให้เหมาะสมกับกัเด็ก ด็ ที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการพูดพูและภาษา ได้โด้ดยใช้หช้ลักลัการและวิธีวิกธีารสอน ดังดันี้ 1. พูดพูให้ช้าช้ลง 2. จัดจั สิ่งแวดล้อล้มการสื่อความหมายที่ผ่ที่อผ่นคลาย โดยใช้กช้ารหยุดยุเป็นช่วช่งสั้น ๆ ระหว่าว่งการโต้ตต้อบ 3. จัดจัรูปแบบของภาษาที่ดีที่ด้ดีวด้ยการปรับรั ให้ง่าง่ยและเหมาะสม 4. ยอมรับรั สิ่งที่เที่ด็ก ด็ ต้อต้งพูดพูมากกว่าว่พูดพูอย่าย่งไร โดยเฉพาะเด็ก ด็ ติดติอ่าอ่ง 5. จัดจัวางหลักลัการสนทนาที่ดีที่ดีโดยที่ไที่ม่มีม่กมีารขัดขัการสนทนา จะเป็นการสลับลั การพูดพู 6. ฟังนักเรียรีนพูดพูอย่าย่งเอาใจใส่ 7. จัดจั ให้มีคมีรูสอนพิเศษ 8. ให้การชมเชยแก่เก่ด็ก ด็ สำ หรับรัความพยายาม 9. ประเมินมิผลงานจากผลลัพลัธ์ไธ์ม่ใม่ช่รช่ะดับดัการเรียรีนรู้เรู้ฉพาะ 10.จัดจักิจกิกรรมที่หที่ลากหลายเพื่อว่าว่เด็ก ด็ จะได้สด้ามารถทำ ได้ดีด้ ดีอย่าย่งน้อยก็บ ก็ าง งานในหลายวิชวิา ของภาคเรียรีนหรือรืของปีการศึกษา สื่อการเรีย รี นการสอน สื่อการเรียรีนการสอนโดยทั่วทั่ ไปเหมือมืนกับกัของเด็ก ด็ ปกติ โดยครูปรับรั ให้ เหมาะสมกับกักิจกิกรรมการสอนเด็ก ด็ ที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการพูดพูหรือรืภาษา หนังสือเกี่ยกี่วกับกัวรรณคดีสำดี สำหรับรัเด็ก ด็ อาจจะเป็นหนังสืออ่าอ่นง่าง่ย นิทาน หนังสือเล่มล่ ใหญ่ เหมาะสำ หรับรัการสอนภาษาและการพูดพูของเด็ก ด็ เกมต่าต่ง ๆ ที่อที่าจใช้บัช้ตบัรคำ หรือรืภาพประกอบการเล่นล่บัตบัรคำ และภาพควรจะเริ่มริ่ขนาด และสีสันที่เที่หมาะสม ปลอดภัยภัและจูงจูใจเด็ก ด็ เป็นต้นต้ โดยพิจารณาให้เหมาะ สมกับกัวุฒิวุภฒิาวะ ระดับดัชั้นชั้เรียรีน และระดับดัความสามารถของเด็ก ด็ หลักลัการ เทคนิค วิธีวิก ธี ารช่วยเหลือ ลื และการจัดจัการศึกษา สำ หรับรับุค บุ คลที่มี ที่ ค มี วามบกพร่อร่งทางการพูด พู และภาษา 67
บรรยากาศในการสอน 1. ห้องเรียรีนหรือรืสถานที่สที่อนพูดพูสำ หรับรัเด็ก ด็ ที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการพูดพู และภาษาควรเงียงีบ ไม่มีม่เมีสียงรบกวน ทั้งทั้ต้อต้งไม่พม่ลุกลุพล่าล่น เพราะจะทำ ให้ สมาธิขธิองผู้สผู้อนและเด็ก ด็ ที่รัที่บรัการฝึกเสียไป 2. แสงสว่าว่งต้อต้งมีพมีอ จะช่วช่ยลดความเครียรีดของเด็ก ด็ ลงไปได้ อากาศถ่าถ่ยเท ได้ดีด้ ดีมีแมี สงสว่าว่ง การประเมินมิผลการเรีย รี น เนื่องจากการเรียรีนการสอนเด็ก ด็ ที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการพูดพูและภาษา ใช้หช้ลักลั สูตสูรปกติ จึงจึประเมินมิผลตามระเบียบีบการประเมินมิผลตามหลักลั สูตสูร โดยเน้นการประเมินมิผลที่ผที่ลลัพลัธ์กธ์ารเรียรีนรู้ (พิมพ์พรรณ เทพสุเสุมธา นนท์,ท์สุวสุพิชชา ประสิทธิธัธิญธักิจกิ, 2549) การกระทำ การแสดงออกของเด็ก ด็ หลาย ๆ ด้าด้น ตามสภาพความเป็นจริงริมีกมีารใช้ข้ช้อข้มูลมูและวิธีวิกธีารที่หที่ลาก หลายในการประเมินมิเช่นช่การสังเกต การตรวจงาน และการประเมินมิ โดยใช้ แฟ้มสะสมผลงาน เป็นต้นต้ หลักลัการ เทคนิค วิธีวิก ธี ารช่วยเหลือ ลื และการจัดจัการศึกษา สำ หรับรับุค บุ คลที่มี ที่ ค มี วามบกพร่อร่งทางการพูด พู และภาษา 68
การพัฒนาผู้เ ผู้ รีย รี นที่มี ที่ มี ความบกพร่อ ร่ งทาง พฤติก ติ รรม หรือ รื อารมณ์ 69
70 การพัฒนาผู้เผู้รียรีนที่มีที่คมีวามบกพร่อร่ง ทางพฤติกติรรม หรือรือารมณ์ การพัฒนาผู้เผู้รียรีนที่มีที่คมีวามบกพร่อร่ง ทางพฤติกติรรม หรือรือารมณ์ 1.ความหมาย บุบุคบุบุคลที่ที่มีที่มีที่คมีมีวามบกพร่ร่อร่ร่งทางพฤติติกติติรรมหรืรือรืรือารมณ์ณ์ณ์ณ์ ตามประกาศกระทรวงศึศึศึศึกษาธิธิกธิธิาร เรื่รื่อรื่รื่ง กํกํกํากํหนด ประเภทและหลัลักลัลัเกณฑ์ฑ์ขฑ์ฑ์องคนพิพิพิกพิารทางการศึศึศึศึกษา พ.ศ. 2552 หมายถึถึงถึถึบุบุคบุบุคลที่ที่มีที่มีที่คมีมีวามบกพร่ร่อร่ร่งทางพฤติติกติติรรม หรืรือรืรือารมณ์ณ์ณ์ณ์ ได้ด้แด้ด้ก่ก่ก่ก่บุบุคบุบุคลที่ที่มีที่มีที่พมีมีฤติติกติติรรมเบี่บี่บี่ยบี่บี่บี่งเบนไปจากปกติติเติติป็ป็ป็ น ป็ นอย่ย่าย่ย่งมาก และปัปัปัญปัหาทาง พฤติติกติติรรมนั้นั้นั้นั้นเป็ป็ป็ น ป็ นไป อย่ย่าย่ย่งต่ต่อต่ ต่เนื่นื่นื่นื่อง ซึ่ซึ่งซึ่ซึ่เป็ป็ป็ น ป็ นผล จากความบกพร่ร่อร่ร่งหรืรือรืรืความผิผิดผิผิ ปกติติทติติางจิจิตจิจิ ใจหรืรือรืรืสมองในส่ส่ส่ส่วน ของการรัรับรัรัรู้รู้รู้รู้รู้รู้อารมณ์ณ์ณ์ณ์หรืรือรืรืความคิคิคิดคิเช่ช่นช่ ช่ โรคจิจิตจิจิเภท โรคซึซึมซึซึเศร้ร้าร้ร้ โรคสมองเสื่สื่สื่สื่อม เป็ป็ป็ น ป็ นต้ต้นต้ต้ จากการศึศึศึศึกษาผลงานการวิวิจัวิจัวิยจัจัของนันันันักจิจิตจิจิวิวิทวิวิยาและนันันันักการศึศึศึศึกษา จํจํจําจํนวนมาก อาจจํจํจําจํแนกพฤติติกติติรรม ที่ที่เที่ที่ป็ป็ป็ น ป็ นปัปัปัญปัหาออกได้ด้ด้ด้ 2 ประเภท คืคืคือคื พฤติติกติติรรมที่ที่เที่ที่กิกิดกิกิจากความขัขัดขัขัแย้ย้งย้ย้ภายในตัตัวตัตัเด็ด็ก ด็ ก ด็ เองและพฤติติกติติรรมที่ที่เที่ที่กิกิดกิกิ จาก ความขัขัดขัขัแย้ย้งย้ย้ระหว่ว่าว่ว่งเด็ด็ก ด็ ก ด็ กักับกักั สิ่สิ่สิ่สิ่งแวดล้ล้อล้ล้มที่ที่อที่ที่ยู่ยู่ใยู่ยู่กล้ล้ตัล้ตัล้วตัตัเด็ด็ก ด็ ก ด็ การก้ก้าก้ก้วร้ร้าร้ร้ว และก่ก่อก่ก่กวน การเคลื่ลื่อลื่ลื่นไหวที่ที่ผิที่ผิที่ดผิผิ ปกติติติติและ การปรัรับรัรัตัตัวตัตัที่ที่ไที่ที่ม่ม่ถูม่ถูม่กถูถูต้ต้อต้ต้ง เป็ป็ป็ น ป็ น พฤติติกติติรรมที่ที่เที่ที่กิกิดกิกิขึ้ขึ้ขึ้นขึ้ขึ้ขึ้จากความขัขัดขัขัแย้ย้งย้ย้ระหว่ว่าว่ว่งเด็ด็ก ด็ ก ด็ กักับกักั สิ่สิ่สิ่สิ่งแวดล้ล้อล้ล้มรอบตัตัวตัตั เด็ด็ก ด็ ก ด็ ส่ส่ส่ส่วนความวิวิตวิวิกกักังกักัวล การมีมีปมีมีมด้ด้อด้ด้ย การหนีนีนีนีสัสัสัสังคม ความผิผิดผิผิ ปกติติติติ ทางการเรีรียรีรีน มีมีสมีมีาเหตุตุมตุตุาจากความขัขัดขัขัแย้ย้งย้ย้ภายในตัตัวตัตัเด็ด็ก ด็ ก ด็ เอง ซึ่ซึ่งซึ่ซึ่จะได้ด้ด้ด้ กล่ล่าล่ล่วโดยละเอีอียอีอีดดัดังดัดันี้นี้นี้นี้ 2.ลัลักลัลัษณะและประเภทของบุบุคบุบุคลที่ที่มีที่มีที่คมีมีวามบกพร่ร่อร่ร่งทางพฤติติกติติรรมหรืรือรืรือารมณ์ณ์ณ์ณ์
1. การก้ก้า ก้ า ก้ วร้ร้า ร้ า ร้ ว - ก่ก่อก่ก่กวน บุบุคบุบุคลที่ที่มีที่มีที่คมีมีวามบกพร่ร่อร่ร่งทางพฤติติกติติรรมหรืรือรืรื อารมณ์ณ์ณ์ณ์มัมักมัมัแสดงออกในทางก้ก้าก้ก้วร้ร้าร้ร้ว ก่ก่อก่กวนความสงบสุขสุของผู้อื่ผู้นอื่อก่กวนความสงบสุขสุของผู้อื่ผู้นอื่ พฤติติกติติรรมที่ที่แที่ที่สดงออกในทางก้ก้าก้ก้วร้ร้าร้ร้วอาจรวมไปถึถึงถึถึการแสดงออกซึ่ซึ่งซึ่ซึ่ ความโหดร้ร้าร้ร้ย ทารุรุรุรุณสัสัสัสัตว์ว์ว์ว์ชกต่ต่อต่ย ทําทํร้าร้ยร่าร่งกายตนเองและผู้อื่ผู้นอื่ข่มข่ขู่ อต่ย ทําทํร้าร้ยร่าร่งกายตนเองและผู้อื่ผู้นอื่ข่มข่ขู่ คุคุคุกคุคาม หวีวีดวีวีร้ร้อร้ร้ง กระทืทืบทืทืเท้ท้าท้ท้ ไม่ม่เม่ม่คารพ เชื่ชื่อชื่ชื่ฟัฟัฟังฟัครูรูรูรูและพ่พ่พ่อพ่แม่ม่ม่ม่ ฝ่ฝ่ฝ่าฝ่ ฝืฝืฝืนฝืคํคํคําคํ สั่สั่สั่สั่ง ของครูรูรูรูหรืรือรืรืพ่พ่พ่อพ่แม่ม่ม่ม่เด็ด็ก ด็ ก ด็ ที่ที่มีที่มีที่พมีมีฤติติกติติรรมในลัลักลัลัษณะนี้นี้นี้นี้มัมักมัมัมีมีคมีมีวาม ขัขัดขัขัแย้ย้งย้ย้กักับกักัคน ใกล้ล้เล้ล้คีคีคียคีง พฤติติกติติรรมอาจรุรุรุรุนแรงขึ้ขึ้ขึ้นขึ้ขึ้ขึ้หากไม่ม่ไม่ม่ด้ด้รัด้รัด้บรัรัการแก้ก้ไก้ก้ข 2. การเคลื่ลื่อ ลื่ อ ลื่ นไหวที่ที่ที่ผิ ที่ที่ผิ ที่ ดผิผิ ปกติติติติหมายถึถึงถึถึการไม่ม่อม่ม่ยู่ยู่นิ่ยู่นิ่ยู่นิ่นิ่ง เคลื่ลื่อลื่ลื่นไหวอยู่ยู่ยู่ยู่ ตลอดเวลาโดยปราศจากจุจุดจุจุหมาย เด็ด็ก ด็ ก ด็ ที่ที่มีที่มีที่คมีมีวามบกพร่ร่อร่ร่งทางพฤติติกติติรรม อาจมีมีพมีมีฤติติกติติรรมในลัลักลัลัษณะนี้นี้นี้นี้นอกจากนี้นี้นี้นี้ยัยังยัยัมีมีคมีมีวามสนใจสั้สั้สั้สั้น สนใจบท เรีรียรีรีนได้ด้ได้ด้ม่ม่นม่ม่าน ขาดสมาธิธิใธิธินการเรีรียรีรีน หัหัหันหัเหความสนใจไปสู่สู่สู่สู่สิ่สู่สิ่สู่สิ่สิ่งอื่อื่นอื่อื่ ได้ด้ง่ด้ง่ด้าง่ง่ย เด็ด็ก ด็ ก ด็ ที่ที่มีที่มีที่กมีมีารเคลื่ลื่อลื่ลื่นไหวที่ที่ผิที่ผิที่ดผิผิ ปกติตินี้ตินี้ตินี้นี้อาจมีมีปัมีปัมี ปัญปัหาการก้ก้าก้ก้วร้ร้าร้ร้วร่ร่วร่ร่มด้ด้วด้ด้ยก็ก็ไก็ก็ ด้ด้ด้ด้ การศึศึศึศึกษาโดยโรบิบินบิบิ (Robins: 1980, อ้อ้าอ้อ้งถึถึงถึถึ ในกรมสามัมัญมัมั ศึศึศึศึกษา กระทรวง ศึศึศึศึกษาธิธิกธิธิาร ชุชุดชุชุเอกสารศึศึศึศึกษาด้ด้วด้ด้ยตนเอง วิวิชวิวิาการศึศึศึศึกษาพิพิพิเพิศษ เรื่รื่อรื่รื่ง การจัจัดจัจั การศึศึศึศึกษาสํสํสํสําหรัรับรัรับุบุคบุบุคล ที่ที่มีที่มีที่ปัมีปัมี ปัญปัหาทางพฤติติกติติรรมหรืรือรืรือารมณ์ณ์ณ์ณ์เล่ล่มล่ล่ที่ที่ที่ที่ 10. 2550) พบว่ว่าว่ว่มีมีเมีมีด็ด็ก ด็ ก ด็ ประเภทนี้นี้นี้นี้ประมาณ 1% - 5% ของ ประชากรในวัวัยวัวั ประถม ศึกษา 3. ความวิวิตวิวิกกักัง กั ง กั วลและปมด้ด้อ ด้ อ ด้ ย บุบุคบุบุคลที่ที่มีที่มีที่คมีมีวามบกพร่ร่อร่ร่งทางพฤติติกติติรรม หรืรือรืรือารมณ์ณ์ณ์ณ์อาจไม่ม่กม่ม่ล้ล้าล้ล้พูพูดพูพูกล้ล้าล้ล้แสดงออกในชั้ชั้นชั้ชั้เรีรียรีรีน บางคนมีมีคมีมีวาม ประหม่ม่าม่ม่อย่ย่าย่ย่งเห็ห็ ห็ น ห็ นได้ด้ชัด้ชัด้ดชัชัเมื่มื่อมื่มื่จํจํจําจํเป็ป็ป็ น ป็ นต้ต้อต้ต้งออกไปรายงานหน้น้น้น้าชั้ชั้นชั้ชั้บางคนมีมีมีมี อาการตัตัวตัตัร้ร้อร้ร้นและเป็ป็ป็ น ป็ นไข้ข้เข้ข้มื่มื่อมื่มื่ถึถึงถึถึเวลาไปโรงเรีรียรีรีน บางคนขาดความมั่มั่นมั่มั่ ใจใน ตนเอง บางคนร้ร้อร้ร้งไห้ห้ห้บ่ห้บ่อบ่บ่ย พฤติติกติติรรมเหล่ล่าล่ล่นี้นี้นี้นี้จัจัดจัจัเป็ป็ป็ น ป็ นพฤติติกติติรรมที่ที่เที่ที่กิกิดกิกิจาก ความวิวิตวิวิกกักังกักัวล หรืรือรืรืเกิกิดกิกิจากปมด้ด้อด้ด้ยของแต่ต่ลต่ต่ะบุบุคบุบุคล เด็ด็ก ด็ ก ด็ ที่ที่มีที่มีที่พมีมีฤติติกติติรรมใน ลัลักลัลัษณะดัดังดัดักล่ล่าล่ล่วนี้นี้นี้นี้ถืถือถืถืว่ว่าว่ว่เป็ป็ป็ น ป็ นเด็ด็ก ด็ ก ด็ ที่ที่มีที่มีที่คมีมีวามบกพร่ร่อร่ร่งทางพฤติติกติติรรมแต่ต่คต่ต่วาม รุรุรุรุนแรงของพฤติติกติติรรม ในแต่ต่ลต่ต่ะบุบุคบุบุคลอาจแตกต่ต่าต่ต่งกักันกักั ไป พฤติติกติติรรมที่ที่ค่ที่ค่ที่ค่อค่น ข้ข้าข้ข้งรุรุรุรุนแรงและสม่ํม่ํา ม่ํ า ม่ํ เสมอเท่ท่าท่ท่นั้นั้นั้นั้นจึจึงจึจึจัจัดจัจัเป็ป็ป็ น ป็ นพฤติติกติติรรมของเด็ด็ก ด็ ก ด็ ที่ที่ต้ที่ต้ที่อต้ต้งได้ด้รัด้รัด้บรัรั บริริกริริารทางการศึศึศึศึกษาพิพิพิเพิศษ 71 2.ลัลักลัลัษณะและประเภทของบุบุค บุ ค บุ คลที่ที่ที่มี ที่ที่มี ที่ ค มี ค มี วามบกพร่ร่อร่ร่งทางพฤติติกติติรรม หรืรือ รื อ รื อารมณ์ณ์ ณ์ณ์(ต่ต่อต่ต่ )
4. การหนีนี นีนีสัสัสัสั งคม การหนีนีนีนีสัสัสัสังคมหรืรือรืรืการปลีลีกลีลีตัตัวตัตัออกจากสัสัสัสังคม เป็ป็ป็ น ป็ น พฤติติกติติรรมที่ที่เที่ที่บี่บี่บี่ยบี่บี่บี่งเบนอย่ย่าย่ย่งหนึ่นึ่นึ่นึ่ง ของเด็ด็ก ด็ ก ด็ สัสัสัสังเกตได้ด้จด้ด้ากการที่ที่เที่ที่ด็ด็ก ด็ ก ด็ ไม่ม่พูม่พูม่ดพูพูคุคุคุยคุ ไม่ม่เม่ม่ล่ล่นล่ล่กักับกักัเพื่พื่พื่อพื่น ไม่ม่ร่ม่ร่ม่วร่ร่มกิกิจกิกิกรรมที่ที่ทที่ที่างโรงเรีรียรีรีนจัจัดจัจัขึ้ขึ้ขึ้นขึ้ขึ้ขึ้เด็ด็ก ด็ ก ด็ ประเภทนี้นี้นี้นี้มีมีมีมี ลัลักลัลัษณะเป็ป็ป็ น ป็ นคนขี้ขี้ขี้อขี้ขี้ขี้าย พูพูดพูพูไม่ม่เม่ม่ก่ก่งก่ก่ ไม่ม่กม่ม่ล้ล้าล้ล้พูพูดพูพูต่ต่อต่ต่หน้น้น้น้าสาธารณชน ไม่ม่กม่ม่ล้ล้าล้ล้พูพูดพูพู ในที่ที่ปที่ที่ระชุชุมชุชุบางคนเป็ป็ป็ น ป็ นคนเจ้จ้าจ้จ้อารมณ์ณ์ณ์ณ์เด็ด็ก ด็ ก ด็ เหล่ล่าล่ล่นี้นี้นี้นี้ขาดทัทักทัทัษะที่ที่จํที่จํที่จําจํเป็ป็ป็ น ป็ นใน การติติดติติต่ต่อต่ต่กักับกักัผู้ผู้อื่ผู้อื่ผู้นอื่อื่ขาดความเชื่ชื่อชื่ชื่มั่มั่นมั่มั่ ในตนเองในด้ด้าด้ด้นการพูพูดพูพูเด็ด็ก ด็ ก ด็ จึจึงจึจึชอบ อยู่ยู่ยู่ยู่คนเดียดีว ทําทํงานคนเดียดีว เด็ก ด็ เหล่าล่นี้อาจมีปมีฏิสัฏิ สัมพันธ์กัธ์บกัเด็ก ด็ อื่นอื่ ได้ แต่ยู่คนเดียดีว ทําทํงานคนเดียดีว เด็ก ด็ เหล่าล่นี้อาจมีปมีฏิสัฏิ สัมพันธ์กัธ์บกัเด็ก ด็ อื่นอื่ ได้ แต่ มัมักมัมัเป็ป็ป็ น ป็ นไปในลัลักลัลัษณะแสดงอาการก้ก้าก้ก้วร้ร้าร้ร้ว ไม่ม่มีม่มีม่วุมีวุมีฒิวุฒิวุภฒิฒิาวะ หรืรือรืรืไม่ม่ก็ม่ก็ม่แ ก็ แ ก็ สดง พฤติติกติติรรมทางสัสัสัสังคมที่ที่ไที่ที่ม่ม่เม่ม่หมาะสม 5. ความผิผิดผิผิ ปกติติใติตินการเรีรีย รี ย รี น สัสัสัสังคมมัมักมัมักํกํกํากํหนดว่ว่าว่ว่หน้น้น้น้าที่ที่สํที่สํที่สํสําคัคัคัญคัของเด็ด็ก ด็ ก ด็ คืคืคือคืการเรีรียรีรีน เด็ด็ก ด็ ก ด็ ที่ที่มีที่มีที่ผมีมีลการเรีรียรีรีน ดีดีดีดีมัมักมัมัเป็ป็ป็ น ป็ นที่ที่ชื่ที่ชื่ที่นชื่ชื่ชอบของครูรูรูรูผู้ผู้ปผู้ผู้กครอง และเพื่พื่พื่พื่อน เด็ก ด็ ที่เที่รียรีนไม่ดีม่อดีาจไม่ไม่ด้รัด้บรัการยกย่อย่งเท่าท่ที่คที่วร ซึ่งซึ่มีผมีลต่อต่ พื่อน เด็ก ด็ ที่เที่รียรีนไม่ดีม่อดีาจไม่ไม่ด้รัด้บรัการยกย่อย่งเท่าท่ที่คที่วร ซึ่งซึ่มีผมีลต่อต่ การปรัรับรัรัตัตัวตัตัของเด็ด็ก ด็ ก ด็ เด็ด็ก ด็ ก ด็ ที่ที่เที่ที่รีรียรีรีนไม่ม่ดีม่ดีม่อดีดีาจกลายเป็ป็ป็ น ป็ นเด็ด็ก ด็ ก ด็ ที่ที่มีที่มีที่ปัมีปัมี ปัญปัหา การศึศึศึศึกษา วิวิจัวิจัวิยจัจัเป็ป็ป็ น ป็ นจํจํจําจํนวนมากระบุบุว่บุว่บุาว่ว่เด็ด็ก ด็ ก ด็ ที่ที่มีที่มีที่มีมีความบกพร่ร่อร่ร่งทางพฤติติกติติรรมมีมีผมีมีลการ เรีรียรีรีนต่ํต่ํา ต่ํ า ต่ํ โดยเฉพาะอย่ย่าย่ย่งยิ่ยิ่ยิ่งยิ่ยิ่ยิ่ในด้ด้าด้ด้นการอ่อ่าอ่อ่น การสะกดคํคํคําคํและคณิณิณิณิตศาสตร์ร์ร์ร์ 6. โรคสมาธิธิสั้ธิสั้ธิสั้สั้ น แบ่บ่งบ่บ่เป็ป็ป็ น ป็ น 4 ประเภท 6.1 สมาธิธิสั้ธิสั้ธิสั้สั้ น (Inattention) จะมีมีอมีมีาการไม่ม่สม่ม่นใจเรื่รื่อรื่รื่งใดเรื่รื่อรื่รื่งหนึ่นึ่นึ่นึ่ง ได้ด้นด้ด้าน ไม่ม่ว่ม่ว่ม่าว่ว่จะเป็ป็ป็ น ป็ นเนื้นื้นื้นื้อหาสาระ หรืรือรืรืรายละเอีอียอีอีด วอกแวก ถูถูกถูถูรบกวน จาก ตัตัวตัตักระตุ้ตุ้นตุ้ตุ้หรืรือรืรืที่ที่เที่ที่รีรียรีรีกว่ว่าว่ว่ "สิ่สิ่สิ่สิ่งเร้ร้าร้ร้" ภายนอกได้ด้ง่ด้ง่ด้าง่ง่ย ทํทําทํทํ ให้ห้ห้ขห้าดความ รัรับรัรัผิผิดผิผิ ชอบจึจึงจึจึเป็ป็ป็ น ป็ นอุอุอุปอุสรรคในการเรีรียรีรีนและการทํทําทํทํงานในวัวัยวัวัผู้ผู้ใผู้ผู้หญ่ญ่ญ่ 6.2 ซุซุก ซุ ก ซุ ซน/อยู่ยู่ไยู่ยู่ม่ม่นิ่ม่นิ่ม่นิ่นิ่ง (Hyperactivity) มีมีอมีมีาการซุซุกซุซุซนมากผิผิดผิผิ ปกติติติติ อยู่ยู่ยู่ไยู่ม่นิ่ม่นิ่ง รบกวนผู้อื่ผู้นอื่ สามารถเคลื่อลื่นไหวหรือรืทําทํอะไรได้ทั้ด้งทั้วันวั โดยไม่ ไยู่ม่นิ่ม่นิ่ง รบกวนผู้อื่ผู้นอื่ สามารถเคลื่อลื่นไหวหรือรืทําทํอะไรได้ทั้ด้งทั้วันวั โดยไม่ เหน็น็ น็น็ ดเหนื่นื่นื่นื่อย ในวัวัยวัวัผู้ผู้ใผู้ผู้หญ่ญ่อญ่ญ่าการซุซุกซุซุซนจะหายไปแต่ต่จต่ต่ะอยู่ยู่ไยู่ยู่ม่ม่นิ่ม่นิ่ม่นิ่นิ่ง 6.3 หุหุ หุ น หุ นหัหั หั น หั นพลัลัน ลั น ลั แล่ล่นล่ล่ (Impulsiveness) มีมีอมีมีาการไม่ม่ยั้ม่ยั้ม่งยั้ยั้คิคิคิดคิ ไม่ม่อม่ม่ดทน รอคอยไม่ม่เม่ม่ ป็ป็ป็ น ป็ น ไม่ม่คิม่คิม่ คิดคิก่ก่อก่ก่นพูพูดพูพูหรืรือรืรืก่ก่อก่ก่นทํทําทํทํเบื่บื่อบื่บื่ง่ง่าง่ง่ย ควบคุคุคุมคุตนเองให้ห้ห้อห้ยู่ยู่ใยู่ยู่น กฎกติติกติติาหรืรือรืรืระเบีบียบีบีบได้ด้ยด้ด้าก หงุงุดงุงุหงิงิดงิงิ โมโหง่ง่าง่ง่ย ทํทําทํทํ ให้ห้ห้อห้ยู่ยู่ร่ยู่ร่ยู่วร่ร่มใน ครอบครัรัวรัรั สัสัสัสังคมโรงเรีรียรีรีน และสัสัสัสังคมภายนอกได้ด้ยด้ด้าก 6.4 อาการผสม 2 แบบ หรืรือ รื อ รื 3 แบบ ตามข้ข้ ข้ า ข้ างต้ต้น ต้ น ต้ ซึ่ซึ่งซึ่ซึ่ทํทําทํทํ ให้ห้ห้มีห้มีอมีมีาการ มากขึ้ขึ้ขึ้นขึ้ขึ้ขึ้ทํทําทํทํ ให้ห้ห้เห้กิกิดกิกิความยากลํลํลําลํบาก ในการช่ช่วช่ช่ยเหลืลือลืลืมากขึ้ขึ้ขึ้นขึ้ขึ้ขึ้ 2.ลัลักลัลัษณะและประเภทของบุบุค บุ ค บุ คลที่ที่ที่มี ที่ที่มี ที่ ค มี ค มี วามบกพร่ร่อร่ร่งทางพฤติติกติติรรม หรืรือ รื อ รื อารมณ์ณ์ ณ์ณ์(ต่ต่อต่ต่ ) 72
ลักลัษณะของ พฤติกติรรม ความรุนแรงของพฤติกติรรม ปานกลาง มาก (รุนแรง) 1. การก้าก้วร้าร้วก่อก่กวน ชกต่อต่ย ทําทํร้าร้ยร่าร่งกาย โกรธ จัดจั ฝ่าฝืนกฎระเบียบีบ ข่มข่ขู่ คุกคามผู้อื่ผู้นอื่ ไม่คม่ารพยําเกรง ทําทํลายข้าข้วของ ทําทํร้าร้ยตนเอง ทําทํร้าร้ย ร่าร่งกาย ผู้อื่ผู้นอื่ทําทํลายข้าข้ว ของเสียหาย 2. การเคลื่อลื่นไหว ผิดผิ ปกติ อยู่นิ่ยู่ นิ่งไม่ไม่ด้ ลุกลุลี้ลุลี้กลุลน ขาด ความสนใจ ในบทเรียรีนหรือรื สิ่งที่อที่ยู่รยู่อบตัวตัติดติตาม มา ด้วด้ยการก้าก้วร้าร้ว และก่อก่กวน สมาธิขธิองผู้อื่ผู้นอื่ มีกมีารเคลื่อลื่นไหวที่แที่ปลก ๆ และ ซ้ํา ซ้ํ ๆ ในลักลัษณะ เดิมดิ 3. ความวิตวิกกังกัวล ปมด้อด้ย ขาดความเชื่อชื่มั่นมั่ ในตนเอง หลีกลีเลี่ยลี่งสถานการณ์บาง อย่าย่ง ร้อร้งไห้บ่อบ่ย ๆ มีคมีวามวิตวิกกังกัวลสูงสูความ สามารถ ด้าด้นทักทัษะเสื่อมลง แสดงความผิดผิหวังวัอย่าย่ง รุนแรง ต่อต่ความ เปลี่ยลี่นแปลงเพียง เล็ก ล็ นอย 4. การหนีสังคม ไม่พูม่ดพูคุยกับกัเพื่อนหรือรืผู้ใผู้กล้ ชิดชิ ไม่ยม่อมพบเพื่อนหรือรืผู้ ใกล้ชิล้ดชิ ปฏิเฏิสธทุกทุคนที่ เกี่ยกี่วข้อข้ง เหมือมืนกันกักับกัข้อข้ความ ด้าด้นซ้าซ้ย เพียงแต่ รุนแรงกว่าว่ 5. ความผิดผิ ปกติ ทางการเรียรีน ผลการเรียรีนต่ํา ต่ํ ลงทุกทุวิชวิา ความสามารถทางสมองเสื่อม ลง สมองเฉื่อยชา ความจํา เสื่อมมีคมีวามบกพร่อร่ง ทางภาษา ตารางแสดงลัลักลัลัษณะทของบุบุค บุ ค บุ คลที่ที่ที่มี ที่ที่มี ที่ ค มี ค มี วามบกพร่ร่อร่ร่งทางพฤติติกติติรรม หรืรือ รื อ รื อารมณ์ณ์ ณ์ณ์ 73
1. อาจเกิกิดกิกิจากความผิผิดผิผิ ปกติติทติติางร่ร่าร่ร่งกาย เช่ช่นช่ช่ ได้ด้รัด้รัด้บรัรับาดเจ็จ็บ จ็ บ จ็ ทางสมอง หรืรือรืรืความผิผิดผิผิ ปกติติทติติางกายภาพอื่อื่นอื่อื่ๆ 2. สาเหตุตุทตุตุางจิจิตจิจิวิวิทวิวิยา เป็ป็ป็ น ป็ นสาเหตุตุเตุตุฉพาะตัตัวตัตับุบุคบุบุคล อาจไม่ม่สม่ม่ามารถปรัรับรัรั อารมณ์ณ์ณ์ณ์และปรัรับรัรัตัตัวตัตั ให้ห้ห้เห้ข้ข้าข้ข้กักับกักั 3. สาเหตุตุมตุตุาจากสภาพแวดล้ล้อล้ล้ม ไม่ม่สม่ม่ามารถปรัรับรัรัตัตัวตัตั ให้ห้ห้เห้ข้ข้าข้ข้กักับกักั สัสัสัสังคมได้ด้ด้ด้ เช่ช่นช่ช่คนอื่อื่นอื่อื่ๆ สภาพครอบครัรัวรัรัไม่ม่อม่ม่บอุ่อุ่อุ่นอุ่อุ่อุ่แตกแยก ขาดความสุสุขสุสุ การอบรมเลี้ลี้ลี้ยลี้ลี้ลี้งดูดูดูดูขาดการเอาใจใส่ส่ส่ส่หรืรือรืรืรัรังรัรัเกีกียกีกีจ เด็ด็ก ด็ ก ด็ มีมีคมีมีวามคัคัคับคัข้ข้อข้ข้งใจ มีมีคมีมีวามเก็ก็บ ก็ บ ก็ กดทางอารมณ์ณ์ณ์ณ์ตั้ตั้งตั้ตั้แต่ต่เต่ต่กิกิดกิกิ ปล่ล่อล่ล่ยให้ห้ห้คห้นอื่อื่นอื่อื่ดูดูแดูดูล ทอดทิ้ทิ้ทิ้งทิ้ทิ้ทิ้ 4. โรค Hyper Active และ Autism ไม่ม่รู้ม่รู้ม่รู้รู้สรู้รู้าเหตุตุตุตุ (อรอนงค์ค์ค์ค์เย็ย็น ย็ น ย็ อุอุอุทอุก: 2536, อ้อ้าอ้อ้งถึถึงถึถึใน กรมสามัมัญมัมั ศึศึศึศึกษา กระทรวงศึศึศึศึกษาธิธิกธิธิาร ชุชุดชุชุเอกสารศึศึศึศึกษา ด้ด้วด้ด้ยตนเอง วิวิชวิวิาการศึศึศึศึกษาพิพิพิเพิศษ เรื่รื่อรื่รื่ง การจัจัดจัจัการศึศึศึศึกษาสํสํสํสําหรัรับรัรับุบุคบุบุคลที่ที่มีที่มีที่มีมี ปัปัปัญปัหาทางพฤติติกติติรรมหรืรือรืรือารมณ์ณ์ณ์ณ์เล่ล่มล่ล่ที่ที่ที่ที่ 10. 2550) 5. โรคสมาธิธิสั้ธิสั้ธิสั้สั้น (อ้อ้าอ้อ้งถึถึงถึถึในกรมสามัมัญมัมั ศึศึศึศึกษา กระทรวงศึศึศึศึกษาธิธิกธิธิาร ชุชุดชุชุ เอกสารศึศึศึศึกษาด้ด้วด้ด้ยตนเอง วิวิชวิวิา การศึศึศึศึกษาพิพิพิเพิศษ เรื่รื่อรื่รื่ง การจัจัดจัจัการศึศึศึศึกษาสํสํสํสําห รัรับรัรับุบุคบุบุคลสมาธิธิสั้ธิสั้ธิสั้สั้น เล่ล่มล่ล่ที่ที่ที่ที่ 17 : 2550) พัพัพันพัธุธุธุกธุรรม มีมีกมีมีารถ่ถ่าถ่ถ่ยทอดถึถึงถึถึลูลูกลูลูหลาน สารสื่สื่สื่สื่อประสาท ทํทําทํทํงานไม่ม่สม่ม่มบูบูรบูบูณ์ณ์ณ์ณ์ สมองส่ส่ส่ส่วนหน้น้น้น้าทํทําทํทํงานผิผิดผิผิ ปกติติติติมีมีผมีมีลทํทําทํทํ ให้ห้ห้คห้วบคุคุคุมคุสมาธิธิยธิธิาก ขาด การคิคิคิดคิก่ก่อก่ก่นทํทําทํทํควบคุคุคุมคุการหุหุหุนหุหัหัหันหัพลัลันลัลัแล่ล่นล่ล่ ไม่ม่ไม่ม่ด้ด้หด้ด้รืรือรืรืเป็ป็ป็ น ป็ นไปอย่ย่าย่ย่ง ยากลํลํลําลํบาก สมองถูถูกถูถูทํทําทํทํ ให้ห้ห้เห้สีสีสีสียหาย เช่ช่นช่ช่การขาดออกซิซิเซิซิจน การติติดติติเชื้ชื้อชื้ชื้ใน ระหว่ว่าว่ว่งตั้ตั้งตั้ตั้ครรภ์ภ์ภ์ภ์การบาดเจ็จ็บ จ็ บ จ็ ระหว่ว่าว่ว่งคลอด เยื่ยื่อยื่ยื่หุ้หุ้หุ้มหุ้สมองอัอักอัอัเสบเหล่ล่าล่ล่นี้นี้นี้นี้ เป็ป็ป็ น ป็ นต้ต้นต้ต้ การไหลเวีวียวีวีนของโลหิหิหิตหิ ในสมองผิผิดผิผิ ปกติติติติโดยเฉพาะในส่ส่ส่ส่วน เกี่กี่กี่ยกี่กี่กี่วกักับกักั สมาธิธิธิธิ คลื่ลื่นลื่ลื่ ไฟฟ้ฟ้ฟ้าฟ้ ในสมองผิผิดผิผิ ปกติติติติหรืรือรืรืไม่ม่สม่ม่มดุดุลดุดุ สารเสพติติดติติทุทุกทุทุประเภท พ่พ่พ่อพ่แม่ม่ที่ม่ที่ม่ ใที่ที่ช้ช้สช้ช้ารเสพติติดติติเป็ป็ป็ น ป็ นประจํจํจําจํ ก่ก่อก่ก่นการตั้ตั้งตั้ตั้ครรภ์ภ์หภ์ภ์รืรือรืรืระหว่ว่าว่ว่ง สิ่สิ่สิ่สิ่งแวดล้ล้อล้ล้มเป็ป็ป็ น ป็ นพิพิพิษพิ สาเหตุตุอื่ตุอื่ตุนอื่อื่ๆ เช่ช่นช่ช่มารดาเครีรียรีรีดหรืรือรืรืไม่ม่สม่ม่มบูบูรบูบูณ์ณ์ณ์ณ์ระหว่ว่าว่ว่งตั้ตั้งตั้ตั้ครรภ์ภ์ภ์ภ์ เป็ป็ป็ น ป็ นต้ต้นต้ต้ 74
1. การให้ห้ ห้ แ ห้ แรงเสริริมริริหรืรือ รื อ รื รางวัวัล วั ล วั การเรีรียรีรีนรู้รู้รู้รู้เรู้รู้กิกิดกิกิขึ้ขึ้ขึ้นขึ้ขึ้ขึ้จากผลกระทบที่ที่มีที่มีที่ต่มีต่มีอต่ต่พฤติติกติติรรมของเด็ด็ก ด็ ก ด็ ใน สภาพแวดล้ล้อล้ล้มต่ต่าต่ต่ง ๆ ถ้ถ้าถ้ถ้ผลกระทบนั้นั้นั้นั้น เป็ป็ป็ น ป็ นที่ที่น่ที่น่ที่น่น่าพึพึพึงพึพอใจสํสํสํสําหรัรับรัรัเด็ด็ก ด็ ก ด็ เด็ด็ก ด็ ก ด็ ก็ก็ ก็ก็ มัมักมัมัชอบกระทํทําทํทํ สิ่สิ่สิ่สิ่งนั้นั้นั้นั้นซ้ํซ้ํา ซ้ํ า ซ้ํ อีอีกอีอีแต่ต่ถ้ต่ถ้ต่าถ้ถ้ผลที่ที่เที่ที่กิกิดกิกิตามมาไม่ม่น่ม่น่ม่ น่น่าพึพึพึงพึพอใจ เด็ด็ก ด็ ก ด็ ก็ก็จ ก็ จ ก็ ะ ลด การกระทํทําทํทํหรืรือรืรืทํทําทํทํพฤติติกติติรรมซ้ํซ้ํา ซ้ํ า ซ้ํ ๆ น้น้น้น้อยลง ในที่ที่นี้ที่นี้ที่ นี้นี้เราจะกล่ล่าล่ล่วถึถึงถึถึเฉพาะ ผลที่ที่ตที่ที่ามมาในทางที่ที่น่ที่น่ที่น่น่าพึพึพึงพึพอใจ เพื่พื่พื่อพื่ที่ที่จที่ที่ะ พัพัพัฒพันาการเรีรียรีรีนรู้รู้รู้รู้ขรู้รู้องนันันันักเรีรียรีรีน ผลที่ที่เที่ที่กิกิดกิกิขึ้ขึ้ขึ้นขึ้ขึ้ขึ้ ในทางน่น่น่น่าพึพึพึงพึพอใจนั้นั้นั้นั้นมีมีชื่มีชื่มีอชื่ชื่เรีรียรีรีกว่ว่าว่ว่ “แรงเสริริมริริทางบวก” และ มัมักมัมัจะหมายถึถึงถึถึรางวัวัลวัวั (Rewards) รางวัวัลวัวัคืคืคือคืบางสิ่สิ่สิ่สิ่งบางอย่ย่าย่ย่งที่ที่เที่ที่ด็ด็ก ด็ ก ด็ จะ พยายามทํทําทํทํงานเพื่พื่พื่อพื่ ให้ห้ห้ไห้ด้ด้มด้ด้า เช่ช่นช่ช่ทํทําทํทํงานเพื่พื่พื่อพื่หวัวังวัวั ให้ห้ห้ไห้ด้ด้คํด้คํด้ คําคํชม หรืรือรืรืขนม สิ่สิ่สิ่สิ่งของที่ที่แที่ที่ตกต่ต่าต่ต่งกักันกักันั้นั้นั้นั้นจะใช้ช้เช้ช้ป็ป็ป็ น ป็ นรางวัวัลวัวั สํสํสํสําหรัรับรัรัเด็ด็ก ด็ ก ด็ ในกรณีณีณีณีต่ต่าต่ต่ง ๆ กักันกักัผู้ผู้ใผู้ผู้ช้ช้ช้ช้ จะต้ต้อต้ต้งรู้รู้รู้รู้จัรู้จัรู้กจัจัเลืลือลืลืกแรงเสริริมริริที่ที่จที่ที่ะเหมาะสมกักับกักัเด็ด็ก ด็ ก ด็ การชมว่ว่าว่ว่ “เก่ก่งก่ก่ ” อาจจะ ใช้ช้ไช้ช้ด้ด้ผด้ด้ลดีดีกัดีกัดีบกักัเด็ด็ก ด็ ก ด็ คนหนึ่นึ่นึ่นึ่งแต่ต่อต่ต่าจจะใช้ช้ไช้ช้ด้ด้ผด้ด้ลไม่ม่ดีม่ดีม่กัดีกัดีบกักัเด็ด็ก ด็ ก ด็ อีอีกอีอีคนหนึ่นึ่นึ่นึ่ง ผู้ผู้ใผู้ผู้ช้ช้ต้ต้ช้ช้อต้ต้ง สัสัสัสังเกตว่ว่าว่ว่การให้ห้ห้รห้างวัวัลวัวัชนินินินิดไหนมีมีปมีมีระสิสิสิสิทธิธิภธิธิาพที่ที่สุที่สุที่ดสุสุและจะต้ต้อต้ต้งถูถูกถูถูใช้ช้ช้ช้ ทัทันทัทัทีทีที่ทีที่ทีเที่ที่ด็ด็ก ด็ ก ด็ แสดงพฤติติกติติรรมที่ที่พึที่พึที่พึงพึปรารถนาออกมา 2. การกระตุ้ตุ้น ตุ้ น ตุ้ เตืตือ ตื อ ตื น (Prompting) เป็ป็ป็ น ป็ นเทคนินินินิคสํสํสํสําคัคัคัญคั ประการหนึ่นึ่นึ่นึ่งที่ที่ใที่ที่ช้ช้ใช้ช้นการช่ช่วช่ช่ยเหลืลือลืลืเด็ด็ก ด็ ก ด็ ให้ห้ห้เห้กิกิดกิกิการ เรีรียรีรีนรู้รู้รู้รู้รู้รู้ได้ด้แด้ด้ก่ก่ก่ก่การกระตุ้ตุ้นตุ้ตุ้เตืตือตืตืน ทางกาย คืคืคือคืการจัจับจัจัมืมือมืมืของเด็ด็ก ด็ ก ด็ ให้ห้ห้ทํห้ทําทํทํงาน การกระตุ้ตุ้นตุ้ตุ้ด้ด้วด้ด้ยท่ท่าท่ท่ทาง คืคืคือคืการสาธิธิตธิธิหรืรือรืรืแสดงวิวิธีวิธีวิปธีธีฏิฏิบัฏิบัฏิติบัติบังติติานให้ห้ห้เห้ด็ด็ก ด็ ก ด็ ดูดูดูดูและ เลีลียลีลีนแบบกักับกักัการชี้ชี้แชี้ชี้นะ อาจด้ด้วด้ด้ยนิ้นิ้นิ้นิ้ว หรืรือรืรืด้ด้วด้ด้ยใบหน้น้น้น้า สายตา และการกระ ตุ้ตุ้นตุ้ตุ้ด้ด้วด้ด้ยวาจา คืคืคือคืการออกคํคํคําคํ สั่สั่สั่สั่ง ช้ช้าช้ช้หรืรือรืรืชี้ชี้แชี้ชี้จงด้ด้วด้ด้ยคํคํคําคํพูพูดพูพู 3. การวิวิเวิวิคราะห์ห์ ห์ ง ห์ งาน (Task Analysis) คืคืคือคืการแตกงานออกเป็ป็ป็ น ป็ นขั้ขั้นขั้ขั้ตอนเล็ล็ก ล็ ก ล็ ๆ ที่ที่เที่ที่ด็ด็ก ด็ ก ด็ สามารถกระทํทําทํทํ ได้ด้สํด้สํด้ สํสําเร็ร็จ ร็ จ ร็ ซึ่ซึ่งซึ่ซึ่ แต่ต่ลต่ต่ะขั้ขั้นขั้ขั้ตอนของงาน จะนํนํนํนําไปสู่สู่สู่สู่พสู่สู่ ฤติติกติติรรมที่ที่พึที่พึที่พึงพึประสงค์ค์ค์ไค์ด้ด้ด้ด้ 75
4. การตะล่ล่อล่ล่มกล่ล่อล่ล่มเกลา (Shaping) คืคืคือคืการสอนพฤติติกติติรรมที่ที่ยุ่ที่ยุ่ที่งยุ่ยุ่ยากซ้ํซ้ํา ซ้ํ า ซ้ํซ้ซ้อซ้ซ้นด้ด้วด้ด้ยวิวิธีวิธีวิกธีธีารดัดังดัดันี้นี้นี้นี้ 4.1 การสอนแบบเดิดินดิดิหน้น้น้น้า คืคืคือคืการสอนตามลํลํลําลํดัดับดัดัขั้ขั้นขั้ขั้ตอนของการ วิวิเวิวิคราะห์ห์ห์งห์าน 4.2 การสอนแบบถอยหลัลังลัลัคืคืคือคืการนํนํนํนําขั้ขั้นขั้ขั้ตอนสุสุดสุสุท้ท้าท้ท้ยของงานมา สอนก่ก่อก่ก่น และจะต้ต้อต้ต้งให้ห้ห้รห้างวัวัลวัวัทุทุกทุทุครั้รั้งรั้รั้แก่ก่กก่ก่ารตอบสนองในขั้ขั้นขั้ขั้ตอนที่ที่เที่ที่ด็ด็ก ด็ ก ด็ กระทํทําทํทํ ได้ด้ด้ด้ซึ่ซึ่งซึ่ซึ่ขั้ขั้นขั้ขั้ตอนเหล่ล่าล่ล่นั้นั้นั้นั้นจะต่ต่อต่ต่เนื่นื่นื่นื่องไปสู่สู่สู่สู่พสู่สู่ ฤติติกติติรรมที่ที่พึที่พึที่พึงพึประสงค์ค์ค์ค์ 5. การเลีลีย ลี ย ลี นแบบ โดยจากกริริยริริาท่ท่าท่ท่ทางและคํคํคําคํพูพูดพูพูซึ่ซึ่งซึ่ซึ่ช่ช่วช่ช่ยให้ห้ห้เห้ด็ด็ก ด็ ก ด็ คุ้คุ้คุ้นคุ้เคยกักับกักัแบบอย่ย่าย่ย่ง ที่ที่ผู้ที่ผู้ที่อื่ผู้อื่ผู้นอื่อื่แสดงออก และจะ สามารถเลีลียลีลีนแบบอย่ย่าย่ย่งของพฤติติกติติรรมใหม่ม่ม่ม่ๆ ได้ด้ต่ด้ต่ด้อต่ต่ ไป หลัลักลัลั สูสูตสูสูรหรัรับรัรับุบุคบุบุคลที่ที่มีที่มีที่คมีมีวามบกพร่ร่อร่ร่งทางพฤติติกติติรรมหรืรือรืรือารมณ์ณ์ณ์ณ์ ควรมีมีลัมีลัมีกลัลัษณะสอดคล้ล้อล้ล้งกักับกักั ปัปัปัญปัหาและความต้ต้อต้ต้งการของเด็ด็ก ด็ ก ด็ ประเภทนี้นี้นี้นี้ จึจึงจึจึมีมีคมีมีวามจํจํจําจํเป็ป็ป็ น ป็ นในการปรัรับรัรั ปรุรุรุรุงหลัลักลัลั สูสูตสูสูรสํสํสํสําหรัรับรัรันันันันักเรีรียรีรีนทั่ทั่วทั่ทั่ ไปให้ห้ห้ห้เหมาะ สมกักับกักัเด็ด็ก ด็ ก ด็ ประเภทนี้นี้นี้นี้โดยเฉพาะหลัลักลัลั สูสูตสูสูรสํสํสํสําหรัรับรัรับุบุคบุบุคลที่ที่มีที่มีที่คมีมีวามบกพร่ร่อร่ร่ง ทางพฤติติกติติรรมหรืรือรืรือารมณ์ณ์ณ์ณ์ควร มีมีเมีมีนื้นื้นื้นื้อหาครอบคลุลุมลุลุดัดังดัดันี้นี้นี้นี้ 1. วิวิชวิวิาสามัมัญมัมั 2. การพัพัพัฒพันาความคิคิคิดคิรวบยอดต่ต่อต่ต่ตนเอง 3. พฤติติกติติรรมทางสัสัสัสังคมที่ที่เที่ที่หมาะสม 4. กลวิวิธีวิธีวิใธีธีนการจัจัดจัจัการกักับกักัความบกพร่ร่อร่ร่งทางพฤติติกติติรรม หรืรือรืรือารมณ์ณ์ณ์ณ์ 76
การจัจัดจัจัหลัลักลัลั สูสูตสูสูรสํสํสํสําหรัรับรัรัเด็ด็ก ด็ ก ด็ ที่ที่มีที่มีที่คมีมีวามต้ต้อต้ต้งการพิพิพิเพิศษจะต้ต้อต้ต้ง สอดคล้ล้อล้ล้งกักับกักั ปรัรัชรัรัญาของการจัจัดจัจัการศึศึศึศึกษาพิพิพิเพิศษ ปรัรัชรัรัญาการศึศึศึศึกษาพิพิพิเพิศษ ข้ข้อข้ข้หนึ่นึ่นึ่นึ่งระบุบุว่บุว่บุาว่ว่ ในการจัจัดจัจัการศึศึศึศึกษาพิพิพิเพิศษนั้นั้นั้นั้น ควรจัจัดจัจัเพื่พื่พื่อพื่สนองความ ต้ต้อต้ต้งการและ ความสามารถของเด็ด็ก ด็ ก ด็ และเพื่พื่พื่อพื่แก้ก้ไก้ก้ขข้ข้อข้ข้บกพร่ร่อร่ร่งของเด็ด็ก ด็ ก ด็ หาก ข้ข้อข้ข้บกพร่ร่อร่ร่งของเด็ด็ก ด็ ก ด็ ได้ด้รัด้รัด้บรัรัการแก้ก้ไก้ก้ขแล้ล้วล้ล้ควรส่ส่ส่ส่ง เด็ด็ก ด็ ก ด็ เข้ข้าข้ข้เรีรียรีรีนร่ร่วร่ร่มกักับกักัเด็ด็ก ด็ ก ด็ ทั่ทั่วทั่ทั่ ไปโดยเร็ร็ว ร็ ว ร็ ที่ที่สุที่สุที่ดสุสุดัดังดัดันั้นั้นั้นั้นหากเด็ด็ก ด็ ก ด็ ที่ที่มีที่มีที่ปัมีปัมี ปัญปัหาทางพฤติติกติติรรมหรืรือรืรือารมณ์ณ์ณ์ณ์ สามารถเรีรียรีรีนร่ร่วร่ร่มกักับกักัเด็ด็ก ด็ ก ด็ ทั่ทั่วทั่ทั่ ไปได้ด้ด้ด้ควรส่ส่ส่ส่งเด็ด็ก ด็ ก ด็ เข้ข้าข้ข้เรีรียรีรีนร่ร่วร่ร่มกักับกักัเด็ด็ก ด็ ก ด็ ทั่ทั่วทั่ทั่ ไปเต็ต็ม ต็ ม ต็ เวลา และมีมีบมีมีริริกริริารอื่อื่นอื่อื่เพื่พื่พื่อพื่ช่ช่วช่ช่ยขจัจัดจัจัข้ข้อข้ข้บกพร่ร่อร่ร่ง ของเด็ด็ก ด็ ก ด็ เด็ด็ก ด็ ก ด็ ที่ที่เที่ที่รีรียรีรีนร่ร่วร่ร่มกักับกักั เด็ด็ก ด็ ก ด็ ทั่ทั่ทั่วทั่ ไปได้นั้ด้ นั้นเรียรีนหลักลั สูตสูรเดียดีวกันกักับกัหลักลั สูตสูรสําหรับรัเด็ก ด็ ทั่วทั่ ไป แต่ วทั่ไปได้นั้ด้ นั้นเรียรีนหลักลั สูตสูรเดียดีวกันกักับกัหลักลั สูตสูรสําหรับรัเด็ก ด็ ทั่วทั่ ไป แต่ ถ้ถ้าถ้ถ้หากเด็ด็ก ด็ ก ด็ มีมีพมีมีฤติติกติติรรมที่ที่รุที่รุที่รุรุนแรงจนกระทั่ทั่งทั่ทั่ ไม่ม่สม่ม่ามารถเรีรียรีรีนร่ร่วร่ร่มกักับกักัเด็ด็ก ด็ ก ด็ ทั่ทั่วทั่ทั่ ไปได้ด้เด้ด้ด็ด็ก ด็ ก ด็ เหล่ล่าล่ล่นี้นี้นี้นี้จึจึงจึจึควรเรีรียรีรีนในหลัลักลัลั สูสูตสูสูรพิพิพิเพิศษ จนกระทั่ทั่งทั่ทั่เด็ด็ก ด็ ก ด็ มีมีมีมี พฤติติกติติรรมเป็ป็ป็ น ป็ นที่ที่ยที่ที่อมรัรับรัรัมากขึ้ขึ้ขึ้นขึ้ขึ้ขึ้พอที่ที่จที่ที่ะเรีรียรีรีนร่ร่วร่ร่มกักับกักัเด็ด็ก ด็ ก ด็ ทั่ทั่วทั่ทั่ ไปได้ด้ด้ด้จึจึงจึจึส่ส่ส่ส่งเด็ด็ก ด็ ก ด็ เข้ข้าข้ข้เรีรียรีรีนร่ร่วร่ร่มกักับกักัเด็ด็ก ด็ ก ด็ ทั่ทั่วทั่ทั่ ไป ดัดังดัดันั้นั้นั้นั้นหลัลักลัลั สูสูตสูสูรสํสํสํสําหรัรับรัรับุบุคบุบุคลที่ที่มีที่มีที่ปัมีปัมี ปัญปัหาทาง พฤติติกติติรรมหรืรือรืรือารมณ์ณ์ณ์ณ์อาจมีมีมีมี2 หลัลักลัลั สูสูตสูสูร คืคืคือคืหลัลักลัลั สูสูตสูสูรสํสํสํสําหรัรับรัรัเด็ด็ก ด็ ก ด็ ทั่ทั่วทั่ทั่ ไป และหลัลักลัลั สูสูตสูสูรพิพิพิเพิศษ หลัลักลัลั สูสูตสูสูรพิพิพิเพิศษสํสํสํสําหรัรับรัรับุบุคบุบุคลที่ที่มีที่มีที่ปัมีปัมี ปัญปัหาทางพฤติติกติติรรมหรืรือรืรือารมณ์ณ์ณ์ณ์ เป็ป็ป็ น ป็ นหลัลักลัลั สูสูตสูสูรที่ที่มีที่มีที่เมีมีนื้นื้นื้นื้อหาและวิวิธีวิธีวิกธีธีาร ที่ที่มุ่ที่มุ่ที่งมุ่มุ่ขจัจัดจัจัความบกพร่ร่อร่ร่งทางพฤติติกติติรรม ของเด็ด็ก ด็ ก ด็ หลัลักลัลั สูสูตสูสูรดัดังดัดักล่ล่าล่ล่วจึจึงจึจึควรเน้น้น้น้นทัทักทัทัษะทางสัสัสัสังคม เนื่นื่นื่นื่องจากบุบุคบุบุคล ที่ที่ที่ที่ มีมีคมีมีวามบกพร่ร่อร่ร่งทางพฤติติกติติรรมหรืรือรืรือารมณ์ณ์ณ์ณ์ขาดทัทักทัทัษะทางสัสัสัสังคม ซึ่ซึ่งซึ่ซึ่เป็ป็ป็ น ป็ น อุอุอุปอุสรรคต่ต่อต่ต่การเรีรียรีรีนของเด็ด็ก ด็ ก ด็ ทัทักทัทัษะ ทางสัสัสัสังคม หมายถึถึงถึถึพฤติติกติติรรมที่ที่ที่ที่ เกี่กี่กี่ยกี่กี่กี่วข้ข้อข้ข้งกักับกักั ปฏิฏิสัฏิสัฏิ สัสัมพัพัพันพัธ์ธ์รธ์ธ์ะหว่ว่าว่ว่งเด็ด็ก ด็ ก ด็ กักับกักัเพื่พื่พื่อพื่นและผู้ผู้อื่ผู้อื่ผู้นอื่อื่หลัลักลัลั สูสูตสูสูรที่ที่จที่ที่ะกล่ล่าล่ล่ว ถึถึงถึถึต่ต่อต่ต่ ไปนี้นี้นี้นี้มีมีมีมี2 หลัลักลัลั สูสูตสูสูร เป็ป็ป็ น ป็ นหลัลักลัลั สูสูตสูสูรพิพิพิเพิศษสํสํสํสําหรัรับรัรัเด็ด็ก ด็ ก ด็ ที่ที่มีที่มีที่คมีมีวามบกพร่ร่อร่ร่ง ทางพฤติติกติติรรมในระดัดับดัดั ประถมศึศึศึศึกษา และมัมัธมัมัยมศึศึศึศึกษา 77
1. หลัลัก ลั ก ลั สูสูต สู ต สู รในระดัดับ ดั บ ดั ประถมศึศึ ศึศึ กษา หลัลักลัลั สูสูตสูสูรที่ที่จที่ที่ะกล่ล่าล่ล่วถึถึงถึถึต่ต่อต่ต่ ไป นี้นี้นี้นี้มีมีชื่มีชื่มีอชื่ชื่ว่ว่าว่ว่ ACCEPTS ซึ่ซึ่งซึ่ซึ่ย่ย่อย่ย่มาจาก A Curriculum for Children's Effective Peer and Teacher Skill (Walker, et.al., 1983, อ้อ้าอ้อ้งถึถึงถึถึใน กรมสามัมัญมัมั ศึศึศึศึกษา กระทรวงศึศึศึศึกษาธิธิกธิธิาร ชุชุดชุชุเอกสารศึศึศึศึกษาด้ด้วด้ด้ยตนเอง วิวิชวิวิาการศึศึศึศึกษา พิพิพิเพิศษ เรื่รื่อรื่รื่ง การจัจัดจัจัการ ศึศึศึศึกษาสํสํสํสําหรัรับรัรับุบุคบุบุคลที่ที่มีที่มีที่ปัมีปัมี ปัญปัหาทางพฤติติกติติรรมหรืรือรืรื อารมณ์ณ์ณ์ณ์เล่ล่มล่ล่ที่ที่ที่ที่ 10. 2550) หลัลักลัลั สูสูตสูสูรนี้นี้นี้นี้มีมีจุมีจุมีดจุจุมุ่มุ่งมุ่มุ่หมายสํสํสํสําคัคัคัญคัคืคืคือคื เพื่พื่พื่อพื่เตรีรียรีรีมบุบุคบุบุคลที่ที่มีที่มีที่คมีมีวามบกพร่ร่อร่ร่งทางพฤติติกติติรรมหรืรือรืรือารมณ์ณ์ณ์ณ์ ตั้ตั้งตั้ตั้แต่ต่รต่ต่ะดัดับดัดัอนุนุบนุนุาล จนถึถึงถึถึชั้ชั้นชั้ชั้ ประถมศึศึศึศึกษาปีปีปีที่ปีที่ที่ที่ 6 ให้ห้ห้มีห้มีคมีมีวามพร้ร้อร้ร้มที่ที่เที่ที่รีรียรีรีน ร่ร่วร่ร่มกักับกักันันันันักเรีรียรีรีนทั่ทั่วทั่ทั่ ไป เนื้นื้นื้นื้อหาของหลัลักลัลั สูสูตสูสูรเกี่กี่กี่ยกี่กี่กี่วกักับกักัการฝึฝึฝึกฝึ ให้ห้ห้นัห้นันันักเรีรียรีรีนมีมีมีมี ทัทักทัทัษะในการปรัรับรัรัตัตัวตัตั ให้ห้ห้เห้ป็ป็ป็ น ป็ นที่ที่ยที่ที่อมรัรับรัรัของเพื่พื่พื่อพื่น ๆ ในหลัลักลัลั สูสูตสูสูรที่ที่มีที่มีที่ทัมีทัมีกทัทัษะที่ที่ที่ที่ นันันันักเรีรียรีรีนจะต้ต้อต้ต้งเรีรียรีรีนทั้ทั้งทั้ทั้หมด 28 ทัทักทัทัษะ แบ่บ่งบ่บ่ออกเป็ป็ป็ น ป็ น 5 หมวด คืคืคือคื 1. ทัทักทัทัษะในชั้ชั้นชั้ชั้เรีรียรีรีน 2. ทัทักทัทัษะเบื้บื้อบื้บื้งต้ต้นต้ต้ ในการติติดติติต่ต่อต่ต่กักับกักัผู้ผู้อื่ผู้อื่ผู้อื่นอื่อื่ 3. ทัทักทัทัษะในการคบเพื่พื่พื่อพื่น 4. ทัทักทัทัษะในการรัรักรัรัษาความเป็ป็ป็ น ป็ นมิมิตมิมิรกักับกักัผู้ผู้อื่ผู้อื่ผู้อื่นอื่อื่ 5. ทัทักทัทัษะในการแก้ก้ปัก้ปัก้ ปัญปัหา ทัทักทัทัษะในชั้ชั้นชั้ชั้เรีรียรีรีนเป็ป็ป็ น ป็ นทัทักทัทัษะที่ที่จํที่จํที่จําจํเป็ป็ป็ น ป็ น ที่ที่จที่ที่ะช่ช่วช่ช่ยให้ห้ห้นัห้นันันักเรีรียรีรีน สามารถเรีรียรีรีนหนันันันังสืสืสืสือได้ด้ด้ด้เช่ช่นช่ช่ทัทักทัทัษะในการฟัฟัฟังฟัคํคํคําคํ สั่สั่สั่สั่งคํคํคําคํ สอนของครูรูรูรูด้ด้วด้ด้ย ความตั้ตั้งตั้ตั้ ใจ ทัทักทัทัษะในการปฏิฏิบัฏิบัฏิติบัติบัตติติามคํคํคําคํ สั่สั่สั่สั่งครูรูรูรูเป็ป็ป็ น ป็ นต้ต้นต้ต้ ส่ส่ส่ส่วนทัทักทัทัษะอื่อื่นอื่อื่ๆ เป็ป็ป็ น ป็ น ทัทักทัทัษะในการ ปฏิฏิบัฏิบัฏิติบัติบัต่ติต่ติอต่ต่เพื่พื่พื่พื่อนและผู้อื่ผู้นอื่พื่อนและผู้อื่ผู้นอื่ 78
2. หลัลัก ลั ก ลั สูสูต สู ต สู รในระดัดับ ดั บ ดั มัมัธ มั ธ มั ยมศึศึ ศึศึ กษา หลัลักลัลั สูสูตสูสูรที่ที่จที่ที่ะกล่ล่าล่ล่วถึถึงถึถึต่ต่อต่ต่ ไป นี้นี้นี้นี้มีมีชื่มีชื่มีอชื่ชื่ว่ว่าว่ว่ Structured Learning Curriculum (Golstien, et al. 1980, อ้อ้าอ้อ้ง ถึถึงถึถึในกรมสามัมัญมัมั ศึศึศึศึกษา กระทรวงศึศึศึศึกษาธิธิกธิธิาร ชุชุดชุชุเอกสารศึศึศึศึกษา ด้ด้วด้ด้ยตนเอง วิวิชวิวิาการศึศึศึศึกษาพิพิพิเพิศษ เรื่รื่อรื่รื่ง การจัจัดจัจัการศึศึศึศึกษาสํสํสํสําหรัรับรัรับุบุคบุบุคลที่ที่มีที่มีที่ปัมีปัมี ปัญปัหาทาง พฤติติกติติรรมหรืรือรืรือารมณ์ณ์ณ์ณ์เล่ล่มล่ล่ที่ที่ที่ที่ 10. 2550) เป็ป็ป็ น ป็ นหลัลักลัลั สูสูตสูสูรในระดัดับดัดัมัมัธมัมัยมศึศึศึศึกษา ที่ที่มีที่มีที่คมีมีวามคล้ล้าล้ล้ยคลึลึงลึลึกักับกักัหลัลักลัลั สูสูตสูสูรแรก แต่ต่มีต่มีต่เมีมีนื้นื้นื้นื้อหาต่ต่าต่ต่งกักันกักัหลัลักลัลั สูสูตสูสูรนี้นี้นี้นี้ ประกอบด้ด้วด้ด้ยทัทักทัทัษะที่ที่จํที่จํที่จําจํเป็ป็ป็ น ป็ น 50 ทัทักทัทัษะ จํจํจําจํแนกได้ด้เด้ด้ป็ป็ป็ น ป็ น 6 หมวด คืคืคือคื 1. ทัทักทัทัษะเบื้บื้อบื้บื้งต้ต้นต้ต้ทางสัสัสัสังคม 2. ทัทักทัทัษะความก้ก้าก้ก้วหน้น้น้น้าทางสัสัสัสังคม 3. ทัทักทัทัษะเกี่กี่กี่ยกี่กี่กี่วกักับกักัความรู้รู้รู้รู้สึรู้สึรู้ สึสึกนึนึนึนึกคิคิคิดคิ 4. ทัทักทัทัษะในการขจัจัดจัจัความก้ก้าก้ก้วร้ร้าร้ร้ว 5. ทัทักทัทัษะในการขจัจัดจัจัความเครีรียรีรีด 6. ทัทักทัทัษะในการวางแผน หลัลักลัลั สูสูตสูสูรนี้นี้นี้นี้มีมีจุมีจุมีดจุจุมุ่มุ่งมุ่มุ่หมายเฉพาะแต่ต่ลต่ต่ะพฤติติกติติรรมมีมีวิมีวิมีธีวิธีวิฝึธีฝึธีฝึกฝึ ทัทักทัทัษะตลอดจนวิวิธีวิธีวิปธีธีระเมิมินมิมิผล เมื่มื่อมื่มื่นันันันักเรีรียรีรีนเรีรียรีรีนจบหลัลักลัลั สูสูตสูสูรนี้นี้นี้นี้แล้ล้วล้ล้จะถูถูกถูถู ส่ส่ส่ส่งไปเรีรียรีรีนร่ร่วร่ร่มกักับกักัเด็ด็ก ด็ ก ด็ ทั่ทั่วทั่ทั่ ไปหลัลักลัลั สูสูตสูสูรทั้ทั้งทั้ทั้ สองนี้นี้นี้นี้ได้ด้นํด้นํด้ นํนํามาทดลองแล้ล้วล้ล้ ปรากฏว่ว่าว่ว่เป็ป็ป็ น ป็ นหลัลักลัลั สูสูตสูสูรที่ที่มีที่มีที่ผมีมีลต่ต่อต่ต่พฤติติกติติรรมของนันันันักเรีรียรีรีนเป็ป็ป็ น ป็ น อย่ย่าย่ย่งดีดีดีดีแต่ต่ยัต่ยัต่งยัยั ไม่ม่สม่ม่ามารถแก้ก้ปัก้ปัก้ ปัญปัหาพฤติติกติติรรมของนันันันักเรีรียรีรีนได้ด้ทุด้ทุด้กทุทุปัปัปัญปัหา จึจึงจึจึมีมีข้มีข้มีอข้ข้เสนอแนะ ว่ว่าว่ ในการใช้หช้ลักลั สูตสูรนี้ ควรใช้วิช้ธีวิกธีารปรับรัพฤติกติรรมของนักเรียรีนควบคู่ าว่ ในการใช้หช้ลักลั สูตสูรนี้ ควรใช้วิช้ธีวิกธีารปรับรัพฤติกติรรมของนักเรียรีนควบคู่ กักันกักั ไปด้ด้วด้ด้ยจึจึงจึจึจะได้ด้ผด้ด้ลสมบูบูรบูบูณ์ณ์ณ์ณ์ 79
การจัจัดจัจัการเรีรียรีรีนการสอนอาจกระทํทําทํทํ ได้ด้ใด้ด้นลัลักลัลัษณะใดลัลักลัลัษณะ หนึ่นึ่นึ่นึ่งต่ต่อต่ต่ ไปนี้นี้นี้นี้ 1. จัจัดจัจั ให้ห้ห้เห้รีรียรีรีนในชั้ชั้นชั้ชั้พิพิพิเพิศษ และได้ด้รัด้รัด้บรัรัความช่ช่วช่ช่ยเหลืลือลืลืเพิ่พิ่พิ่มพิ่เติติมติติ ใน ด้ด้าด้ด้นการปรัรับรัรัพฤติติกติติรรม 2. จัจัดจัจั ให้ห้ห้เห้รีรียรีรีนในชั้ชั้นชั้ชั้พิพิพิเพิศษในโรงเรีรียรีรีนทั่ทั่วทั่ทั่ ไป โดยนันันันักเรีรียรีรีนอยู่ยู่ใยู่ยู่น ชั้ชั้นชั้ชั้พิพิพิเพิศษตลอดเวลา 3.ในบางเวลาจัจัดจัจั ให้ห้ห้เห้รีรียรีรีนในชั้ชั้นชั้ชั้พิพิพิเพิศษในโรงเรีรียรีรีนทั่ทั่วทั่ทั่ ไป โดยให้ห้ห้ห้ เด็ด็ก ด็ ก ด็ มีมีโมีมีอกาสไปเรีรียรีรีนร่ร่วร่ร่มกักับกักัเด็ด็ก ด็ ก ด็ ทั่ทั่วทั่ทั่ ไปในชั้ชั้นชั้ชั้ ปกติติติติ 4. จัจัดจัจั ให้ห้ห้เห้รีรียรีรีนในชั้ชั้นชั้ชั้พิพิพิเพิศษในโรงเรีรียรีรีนพิพิพิเพิศษหรืรือรืรืศูศูนศูศูย์ย์กย์ย์ารศึศึศึศึกษา พิเศษ 5. จัจัดจัจั ให้ห้ห้คห้รูรูรูรูการศึศึศึศึกษาพิพิพิเพิศษไปสอนตามบ้บ้าบ้บ้น โดยเฉพาะในกรณีณีณีณี ที่ที่นัที่นัที่นันักเรีรียรีรีนมีมีปัมีปัมี ปัญปัหาทางพฤติติกติติรรม ในขั้ขั้นขั้ขั้รุรุรุรุนแรง มิมิอมิมิาจเข้ข้าข้ข้รัรับรัรัการบริริกริริาร ทางการศึศึศึศึกษาจากโรงเรีรียรีรีนได้ด้ด้ด้ ชั้ชั้นชั้ชั้พิพิพิเพิศษควรเป็ป็ป็ น ป็ นชั้ชั้นชั้ชั้เล็ล็ก ล็ ก ล็ ๆ มีมีนัมีนัมี นันักเรีรียรีรีนไม่ม่มม่ม่ากนันันันักและควรมีมีคมีมีรูรูรูรูผู้ผู้ผู้ผู้ ช่ช่วช่ช่ยอย่ย่าย่ย่งน้น้น้น้อย 1 คน สํสํสํสําหรัรับรัรัเด็ด็ก ด็ ก ด็ 1 กลุ่ลุ่มลุ่ลุ่ ในการเรีรียรีรีนการสอนครูรูรูรูควรนํนํนํนํากลวิวิธีวิธีวิใธีธีนการปรัรับรัรัพฤติติกติติรรมมา ใช้ช้กักัช้ช้บกักันันันันักเรีรียรีรีน เพื่พื่พื่พื่อให้นักเรียรีนเปลี่ยลี่นแปลง พฤติกติรรมจากพฤติกติรรมที่ไที่ม่พื่อให้นักเรียรีนเปลี่ยลี่นแปลง พฤติกติรรมจากพฤติกติรรมที่ไที่ม่ พึพึพึงพึประสงค์ค์ค์มค์าเป็ป็ป็ น ป็ นพฤติติกติติรรมที่ที่พึที่พึที่พึงพึประสงค์ค์ค์ค์ควรจัจัดจัจักิกิจกิกิกรรมการเรีรียรีรีนการ สอน ให้ห้ห้นัห้นันันักเรีรียรีรีนมีมีโมีมีอกาสประสบความสํสํสํสําเร็ร็จ ร็ จ ร็ ในการเรีรียรีรีน นันันันักเรีรียรีรีนจะได้ด้รัด้รัด้บรัรั การกระตุ้ตุ้นตุ้ตุ้ให้ห้ห้เห้ปลี่ลี่ลี่ยลี่ลี่ลี่นแปลงพฤติติกติติรรมทีทีลทีทีะน้น้น้น้อย และตามลํลํลําลํดัดับดัดัขั้ขั้นขั้ขั้ โดยเน้น้น้น้น ความสํสํสํสําเร็ร็จ ร็ จ ร็ ของนันันันักเรีรียรีรีนเป็ป็ป็ น ป็ นหลัลักลัลั การเรีรียรีรีนการสอนควรมีมีทั้มีทั้มีงทั้ทั้การสอนเป็ป็ป็ น ป็ นรายบุบุคบุบุคล และสอน เป็ป็ป็ น ป็ นกลุ่ลุ่มลุ่ลุ่ย่ย่อย่ย่ย ๆ เมื่มื่อมื่มื่นันันันักเรีรียรีรีนมีมีพัมีพัมี พัฒพันาการ อยู่ยู่ใยู่ยู่นเกณฑ์ฑ์ที่ฑ์ที่ฑ์ดีที่ดีที่พดีดีอที่ที่จที่ที่ะสอน เป็ป็ป็ น ป็ นกลุ่ลุ่มลุ่ลุ่ย่ย่อย่ย่ยได้ด้ด้ด้ควรสอนเป็ป็ป็ น ป็ นกลุ่ลุ่มลุ่ลุ่ย่ย่อย่ย่ย ทั้ทั้งทั้ทั้นี้นี้นี้นี้เพื่พื่พื่อพื่ ให้ห้ห้นัห้นันันักเรีรียรีรีนมีมีโมีมีอกาสฝึฝึฝึกฝึ และพัพัพัฒพันา ทัทักทัทัษะทางสัสัสัสังคมและการเข้ข้าข้ข้กักับกักัเพื่พื่พื่อพื่น ก่ก่อก่ก่นที่ที่จที่ที่ะกลัลับลัลัเข้ข้าข้ข้ไปเรีรียรีรีน ในโรงเรีรียรีรีนทั่ทั่วทั่ทั่ ไป 80
นันันันักเรีรียรีรีนทุทุกทุทุคนควรมีมีแมีมีผนการจัจัดจัจัการศึศึศึศึกษาเฉพาะบุบุคบุบุคลและ แผนการสอนเฉพาะบุบุคบุบุคล การประเมิมินมิมิผล ความก้ก้าก้ก้วหน้น้น้น้าของนันันันักเรีรียรีรีนจะ ต้ต้อต้ต้งเป็ป็ป็ น ป็ นไปตามจุจุดจุจุมุ่มุ่งมุ่มุ่หมายที่ที่กํที่กํที่กํากํหนดไว้ว้ใว้ว้นแผนนี้นี้นี้นี้จุจุดจุจุมุ่มุ่งมุ่มุ่หมายที่ที่กํที่กํที่กํากํหนด แผนการ จัจัดจัจัการศึศึศึศึกษาเฉพาะบุบุคบุบุคลควรเน้น้น้น้นความสํสํสํสําเร็ร็จ ร็ จ ร็ ทางการเรีรียรีรีน การ สร้ร้าร้ร้งทัทัศทัทันคติติที่ติที่ติถูที่ถูที่กถูถูต้ต้อต้ต้งต่ต่อต่ต่ตนเอง พัพัพัฒพันาการ ทางสัสัสัสังคม ตลอดจนการรู้รู้รู้รู้จัรู้จัรู้กจัจั ปรัรับรัรัตัตัวตัตั ให้ห้ห้เห้ข้ข้าข้ข้กักับกักัคนอื่อื่นอื่อื่และสิ่สิ่สิ่สิ่งแวดล้ล้อล้ล้ม การจัจัดจัจัควรพิพิพิจพิารณาถึถึงถึถึองค์ค์ค์ปค์ระกอบทางด้ด้าด้ด้นสภาพแวดล้ล้อล้ล้มใน ปัปัปัจปัจุจุบัจุบัจุนบับัของแต่ต่ลต่ต่ะคน อาทิทิทิทิที่ที่พัที่พัที่พักพัอาศัศัศัศัย สภาพแวดล้ล้อล้ล้มในโรงเรีรียรีรีน/ที่ที่ทํที่ทํที่าทํทํ งาน และในชุชุมชุชุชน โดยอาศัศัศัศัยการสัสัสัสังเกตว่ว่าว่ว่ สภาพแวดล้ล้อล้ล้มนั้นั้นั้นั้น เอื้อื้ออื้อื้อํอํอําอํนวย หรืรือรืรืเป็ป็ป็ น ป็ นอุอุอุปอุสรรคต่ต่อต่ต่การปฏิฏิบัฏิบัฏิติบัติบัตติตินอย่ย่าย่ย่งไร และให้ห้ห้จัห้จัดจัจั สภาพแวดล้ล้อล้ล้มที่ที่ที่ที่ เหมาะสมที่ที่มีที่มีที่ลัมีลัมีกลัลัษณะสํสํสํสําคัคัคัญคั 3 ประการ คืคืคือคื 1. ให้ห้ห้โห้อกาสในการดํดํดําดํรงชีชีวิวิชีชีตวิวิการศึศึศึศึกษาตลอดจนการใช้ช้เช้ช้วลาว่ว่าว่ว่ง และนันันันันทนาการ 2. ส่ส่ส่ส่งเสริริมริริ ให้ห้ห้มีห้มีคมีมีวามเป็ป็ป็ น ป็ นอยู่ยู่ที่ยู่ที่ยู่ดีที่ดีที่ดีดีทั้ทั้งทั้ทั้ทางกาย จิจิตจิจิ ใจ วัวัตวัวัถุถุแถุถุละ สังคม 3. ส่ส่ส่ส่งเสริริมริริความมั่มั่นมั่มั่คง เพิ่พิ่พิ่มพิ่พูพูนพูพูความรู้รู้รู้รู้รู้รู้มิมิตมิมิรภาพ และการให้ห้ห้กห้าร ช่ช่วช่ช่ยเหลืลือลืลืทางสัสัสัสังคม 81
การพัฒนาผู้เ ผู้ รีย รี น ออทิสทิ ติก ติ 82
ปัจจุบัจุนบัยังยั ไม่สม่ามารถระบุสบุาเหตุที่ตุแที่ท้จท้ริงริของการเกิดกิภาวะออทิสทิซึมซึได้อด้ย่าย่ง ชัดชัเจน ในอดีตดีเคยมีกมีารให้น้ำ หนักกับกั ปัจจัยจัด้าด้นสิ่งแวดล้อล้ม เช่นช่รูปแบบ การเลี้ยลี้งดู รวมถึงถึมีกมีารศึกษาเกี่ยกี่วกับกั สภาวะด้าด้นสุขสุภาพของคนใน ครอบครัวรัอายุขยุองแม่ที่ม่ตั้ที่งตั้ครรภ์แภ์ละปัจจัยจัด้าด้นประชากรศาสตร์ การได้รัด้บรั สารพิษ และปัญหาระหว่าว่งคลอดหรือรืระหว่าว่งตั้งตั้ครรภ์ อย่าย่งไรก็ต ก็ าม การ ศึกษาวิจัวิยจัเกี่ยกี่วกับกัภาวะออทิสทิซึมซึทั้งทั้หมดจวบจนถึงถึปัจจุบัจุนบัทำ ให้มีหมีลักลัฐาน สนับสนุนนุว่าว่ความผิดผิ ปกติดัติงดักล่าล่วเป็นเรื่อรื่งของความผิดผิ ปกติขติองสมอง ที่มีที่มี ปัจจัยจัทางพันธุกรรมเข้าข้มาเกี่ยกี่วข้อข้งเป็นหลักลักล่าล่วคือ ภาวะออทิสทิซึมซึเกิดกิ จากเซลล์สล์มองที่ผิที่ดผิ ปกติ และความไม่สม่มดุลดุของสารเคมีใมีนระบบประสาท และยังยัพบความผิดผิ ปกติขติองบางตำ แหน่งในสมองของเด็ก ด็ กลุ่มลุ่นี้เมื่อมื่เทียทีบ กับกั สมองของเด็ก ด็ ทั่วทั่ ไป รวมไปถึงถึเด็ก ด็ ที่มีที่ภมีาวะผิดผิ ปกติขติองโครโมโซมเอ็ก อ็ ซ์ (Fragile X syndrome) ด้วด้ย 83 เด็ก ด็ ออทิสทิติกติ (Autistic Children) หรือรืเด็ก ด็ ที่มีที่ภมีาวะออทิสทิซึมซึ ภาวะออทิสทิซึมซึมีสมีาเหตุมตุาจากอะไร? คือ ภาวะระบบประสาททำ งานซับซัซ้อซ้น ผู้ที่ผู้เที่ป็นออทิสทิติกติจะมีคมีวามสามารถ เกี่ยกี่วกับกัการปฏิสัฏิ สัมพันธ์กัธ์บกัผู้คผู้นในสังคม พัฒนาการทางภาษา และทักทัษะการ สื่อสารด้อด้ยกว่าว่คนปกติ ทั้งทั้นี้ ผู้ป่ผู้ป่วยออทิสทิติกติมักมัมีพมีฤติกติรรมทำ อะไรเหมือมืน เดิมดิซ้ำ ๆ เช่นช่ โยนของไปมา สะบัดบัมือมืซ้ำ ๆ หรือรืชอบพูดพูเลียลีนแบบ โดยอาการ อาจรุนแรงหรือรื ไม่รุม่รุนแรงก็ไก็ ด้ เพราะผู้ป่ผู้ป่วยออทิสทิติกติแต่ลต่ะคนมีปัมี ปัญหาและ ความรุนแรงที่แที่ตกต่าต่งกันกั
84 เด็ก ด็ ออทิสทิติกติมีลัมีกลัษณะอย่าย่งไร? ไม่สม่บตา ตั้งตั้ ใจฟังหรือรืดูคดูนอื่นอื่น้อย หรือรืมีคมีวามบกพร่อร่งในการตอบสนองกับกับุคบุคล รอบข้าข้งน้อย ไม่รู้ม่รู้จัรู้กจัการแบ่งบ่ ปันของเล่นล่หรือรืทำ กิจกิกรรมอื่นอื่ร่วร่มกับกับุคบุคลรอบข้าข้ง มีกมีารตอบสนองที่ไที่ม่ปม่กติต่ติอต่อารมณ์โกรธ ความเครียรีด หรือรืการแสดงความ รักรัจากบุคบุคลอื่นอื่ ภาวะบกพร่อร่งด้าด้นการปฎิสัฎิ สัมพันธ์ทธ์างสังคม ส่วนใหญ่เญ่ด็ก ด็ ออทิสทิติกติจะมีปัมี ปัญหา ด้าด้นการปฏิสัฏิ สัมพันธ์ทธ์างสังคม โดยมีพมีฤติกติรรมดังดันี้ เด็ก ด็ ออทิสทิติกติจะมีภมีาวะบกพร่อร่งด้าด้นการปฏิสัฏิ สัมพันธ์ทธ์างสังคม ภาวะบกพร่อร่ง ด้าด้นการสื่อสาร และการแสดงพฤติกติรรมที่ซ้ำที่ซ้ำๆ ซึ่งซึ่เป็นสิ่งที่พ่ที่พ่อแม่คม่วรสังเกต และเปรียรีบเทียทีบกับกัเด็ก ด็ ในวัยวัเดียดีวกันกัดังดันี้ ภาวะบกพร่อร่งด้าด้นการสื่อสาร โดยทั่วทั่ ไปแล้วล้เด็ก ด็ ในวัยวัเตาะแตะหรือรืเมื่อมื่ย่าย่ง เข้าข้ขวบปีแรก จะเริ่มริ่พูดพูได้สด้องสามคำ และรู้จัรู้กจัหันมามองเมื่อมื่ถูกถูเรียรีกชื่อชื่ หรือรืชี้ขชี้องเล่นล่ที่ต้ที่อต้งการได้แด้ต่สำต่ สำหรับรัเด็ก ด็ ออทิสทิติกติจะมีพมีฤติกติรรม ดังดันี้ ไม่ตม่อบสนองหรือรืตอบสนองช้าช้เมื่อมื่มีคมีนเรียรีกชื่อชื่หรือรืเรียรีกให้สนใจ มีกมีารพัฒนาที่ล่ที่าล่ช้าช้ทางด้าด้นท่าท่ทาง เช่นช่การชี้แชี้ละแสดงสิ่งของให้ผู้อื่ผู้นอื่ดู ส่งเสียงและพูดพูอ้ออ้แอ้ใอ้นช่วช่งปีแรก แต่หต่ลังลัจากนั้นจะหยุดยุพฤติกติรรมดังดั กล่าล่ว การพัฒนาด้าด้นภาษาล่าล่ช้าช้ เรียรีนรู้กรู้ารสื่อสารโดยใช้รูช้รูปภาพหรือรืสัญลักลัษณ์ของตัวตัเอง พูดพูเพียงคำ เดียดีวหรือรืพูดพูซ้ำ ไปซ้ำ มา ไม่สม่ามารถพูดพูเป็นประโยคได้ พูดพูทวนคำ ที่ไที่ด้ยิด้นยิซ้ำ ๆ ใช้คำช้ คำแปลกๆ สื่อความหมายแปลกๆ เฉพาะคนที่ใที่กล้ชิล้ดชิกับกัเด็ก ด็ จึงจึจะเข้าข้ ใจ
ขั้นตอนแรก การคัดกรองแบบทั่วทั่ ไป คือ การตรวจสุขสุภาพของเด็ก ด็ โดยกุมกุาร แพทย์ ขั้นขั้ตอนนี้จะแสดงถึงถึปัญหาทางด้าด้นพัฒนาการของเด็ก ด็ ขั้นตอนที่สที่ อง คือ การประเมินมิ โดยทีมทีแพทย์แย์ละผู้เผู้ชี่ยชี่วชาญเฉพาะด้าด้น ซึ่งซึ่ ขั้นขั้ตอนนี้เด็ก ด็ จะถูกถูวินิวิ นิจฉัยว่าว่มีภมีาวะออทิสทิซึมซึหรือรื ไม่ การวินิวิ นิจฉัยว่าว่เด็ก ด็ มีภมีาวะออทิสทิซึมซึมีคมีวามสำ คัญอย่าย่งยิ่งยิ่เพราะเมื่อมื่ สามารถระบุไบุด้ ว่าว่เด็ก ด็ มีคมีวามผิดผิ ปกติเติร็ว ร็ เท่าท่ ใด ก็จ ก็ ะสามารถนำ เด็ก ด็ เข้าข้รับรัการรักรัษาหรือรืบำ บัดบั ได้ เร็ว ร็ ขึ้นขึ้เท่าท่นั้น ซึ่งซึ่จะช่วช่ยให้เด็ก ด็ มีพัมี พัฒนาการที่ดีที่ขึ้ดีขึ้นขึ้และสามารถดำ รงชีวิชีตวิ ใน สังคมได้ตด้ามศักยภาพที่สที่ามารถพัฒนาได้ ทั้งทั้นี้ การวินิวิ นิจฉัยเด็ก ด็ ออทิสทิติกติควรเริ่มริ่ ตั้งตั้แต่อต่ายุ 2 ขวบ โดยมีงมีานวิจัวิยจับางฉบับบั ได้แด้นะนำ ว่าว่การคัดกรองจะมีปมีระโยชน์ เมื่อมื่เด็ก ด็ มีอมีายุ 18 เดือดืน หรือรืเด็ก ด็ กว่าว่นั้น โดยมี 2 ขั้นขั้ตอน คือ เมื่อมื่ทราบว่าว่เด็ก ด็ มีภมีาวะออทิสทิซึมซึการใช้โช้ปรแกรมการช่วช่ยเหลือลืแบบใช้โช้รงเรียรีน เป็นฐาน ร่วร่มกับกัการรักรัษาโดยการให้ยา จะช่วช่ยบรรเทาพฤติกติรรมที่ไที่ม่พึม่ พึง ประสงค์ของเด็ก ด็ และช่วช่ยเพิ่มความสามารถของเด็ก ด็ เพื่อการเติบติ โตและเรียรีนรู้ ทักทัษะใหม่ๆม่ ได้ ซึ่งซึ่เทคนิคที่เที่ป็นที่นิที่นิยมที่สุที่ดสุสำ หรับรั ใช้แช้ก้ไก้ขปัญหาเด็ก ด็ ออทิสทิติกติ คือการวิเวิคราะห์พฤติกติรรมประยุกยุต์ หรือรื ABA (Applied Behavior Analysis) อันอั เป็นเทคนิคการปรับรัพฤติกติรรมที่มีที่จุมีดจุมุ่งมุ่หมายในการซ่อซ่มแซมพฤติกติรรมไม่พึม่ พึง ประสงค์และการเสริมริแรงพฤติกติรรมใหม่ เช่นช่การเรียรีนรู้ที่รู้จที่ะพูดพูเล่นล่และตอบ สนอง รวมถึงถึการลดพฤติกติรรมบางอย่าย่งลง 85 การช่วช่ยเหลือลืหรือรืแก้ไก้ขเด็ก ด็ ออทิสทิติกติมีคมีวามสำ คัญอย่าย่งไร? การแสดงพฤติกติรรมซ้ำ ๆ โดยทั่วทั่ ไปเด็ก ด็ ออทิสทิติกติมักมัแสดงพฤติกติรรมที่ซ้ำที่ซ้ำไป ซ้ำ มา ซึ่งซึ่บางคนอาจแสดงพฤติกติรรมดังดักล่าล่วอย่าย่งรุนแรง ชัดชัเจน ในขณะที่ บางคนอาจแสดงพฤติกติรรมดังดักล่าล่วเพียงเล็ก ล็ น้อย เช่นช่เล่นล่นิ้วมือมืกระพือ แขน เดินดิ ในท่าท่เฉพาะ ซ้ำ ๆ นอกจากนี้ ยังยัมีคมีวามสนใจจดจ่อจ่กับกับางสิ่งบาง อย่าย่งมากเป็นพิเศษ เช่นช่บางคนอาจชอบดูล้ดูอล้รถที่หที่มุนมุประภาคาร ตัวตัเลข หรือรืสัญลักลัษณ์ เนื่องจากเด็ก ด็ ออทิสทิติกติ ไม่รู้ม่รู้จัรู้กจัการยืดยืหยุ่นยุ่จึงจึมักมัจะยึดยึติดติ อะไรแบบเดิมดิๆ พวกเขาจะรับรั ประทานอาหารแบบเดิมดิๆ เวลาเดิมดิๆ ทุกทุวันวั หรือรื ไปโรงเรียรีนก็จ ก็ ะชอบไปเส้นทางเดิมดิๆ เป็นต้นต้
2. ทักทัษะการใช้ชีวิตวิ ประจำ วันวัเด็ก ด็ ออทิสทิติกติ การใช้ชีช้วิชีตวิ ประจำ วันวัของเด็ก ด็ ออทิสทิติกติก็เ ก็ หมือมืนกับกัการใช้ชีช้วิชีตวิ ประจำ วันวัของเด็ก ด็ ปกติทั่ติวทั่ ไป เพียงแต่เต่ด็ก ด็ ออทิสทิติกติมีคมีวามสามารถในการช่วช่ยเหลือลืตัวตัเองในการ ทำ กิจกิวัตวัรประจำ วันวั ได้น้ด้ น้อยกว่าว่หรือรื ไม่สม่ามารถช่วช่ยเหลือลืตัวตัเองได้ ถ้าถ้เทียทีบกับกั เด็ก ด็ ปกติใตินช่วช่งวัยวัเดียดีวกันกัและมักมัจะมีกมีารแสดงอารมณ์ที่แที่ตกต่าต่งจากเด็ก ด็ ปกติ ทั่วทั่ ไป จึงจึควรได้รัด้บรัการดูแดูลอย่าย่งใกล้ชิล้ดชิจากบุคบุคลรอบข้าข้งเพื่อให้เขามี พัฒนาการที่ดีที่ขึ้ดีขึ้นขึ้ทั้งทั้ด้าด้น ร่าร่งกาย อารมณ์ สังคมและสติปัติ ปัญญา แล้วล้ สามารถใช้ ชีวิชีตวิ ในสังคมได้อด้ย่าย่งปกติสุติขสุ กระบวนการสำ คัญ พัฒนาทักทัษะด้านต่าต่ง ๆ ของเด็กออทิสทิติกติ 86 1. ทักทัษะทางการรับรัรู้แรู้ละการเคลื่อ ลื่ นไหว การเคลื่อลื่นไหวร่าร่งกายของบุคบุคลออทิสทิติกติจะมีคมีวามผิดผิ ปกติใตินการเคลื่อลื่นไหว อย่าย่งใดอย่าย่งหนึ่ง หรือรือาจจะมีหมีลายๆด้าด้น ดังดันั้นการฝึกทักทัษะการรับรัรู้ และการ เคลื่อลื่นไหวสำ หรับรับุคบุคลออทิสทิติกติเพื่อช่วช่ยให้เด็ก ด็ สามารถพัฒนาศักยภาพทางด้าด้น ร่าร่งกาย กล้าล้มเนื้อมัดมัเล็ก ล็ กล้าล้มเนื้อมัดมั ใหญ่ การรับรัรู้ปรู้ระสาทสัมผัสผัการประสาน สัมพันธ์กัธ์บกั ส่วนต่าต่ง ๆ ของร่าร่งกาย (ตา มือมืเท้าท้แขน ขา) รวมไปถึงถึการออกกำ ลังลักายจึงจึจำ เป็นสำ หรับรับุคบุคลออทิสทิติกติ 3. พัฒนาการทางสติปัติ ปัญญา หลายคนมักมัเข้าข้ ใจว่าว่เด็ก ด็ ออทิสทิติกติกับกั ปัญญาอ่ออ่นเป็นภาวะเดียดีวกันกัซึ่งซึ่จริงริๆ แล้วล้ ออทิสทิติกติเป็นคนละภาวะกับกั ปัญญาอ่ออ่น สามารถแยกจากกันกั โดยการส่ง ประเมินมิระดับดั สติปัติ ปัญญา อย่าย่งไรก็ต ก็ าม โรคออทิสทิติกติ สามารถพบร่วร่มกับกัภาวะ ปัญญาอ่ออ่นได้ถึด้งถึร้อร้ยละ 50 ในบางกรณีโรคออทิสทิติกติ สามารถมีรมีะดับดั สติปัติ ปัญญา มากกว่าว่คนปกติ และมีคมีวามสามารถพิเศษในระดับดัอัจอัฉริยริะ เช่นช่ความสามารถ ในการวาดรูปหรือรืความสามารถในการจำ ปฏิทิฏินทิครูและผู้ปผู้กครองจำ เป็นต้อต้ง ให้เด็ก ด็ ออทิสทิติกติ ได้เด้รียรีนรู้ใรู้นวิชวิาพื้นฐาน ได้แด้ก่ วิชวิาคณิตศาสตร์ เช่นช่การรู้จัรู้กจั ตัวตัเลข บวก ลบ จำ นวน วิชวิาภาษาไทย เช่นช่การรู้จัรู้กจัชื่อชื่การเขียขีนชื่อชื่รู้จัรู้กจัอักอัษร และคำ พื้นฐานที่ใที่ช้ใช้นการใช้ชีช้วิชีตวิเพื่อให้เด็ก ด็ กลุ่มลุ่นี้ช่วช่ยเหลือลืตัวตัเองได้
กระบวนการสำ คัญ พัฒนาทักทัษะด้านต่าต่ง ๆ ของเด็กออทิสทิติกติ ความผิดผิ ปกติด้ติาด้นสังคม ได้แด้ก่ ไม่สม่บตา ชอบเล่นล่คนเดียดีว สนใจสิ่งของ มากกว่าว่คน ไม่เม่ข้าข้ ใจอารมณ์ความรู้สึรู้ สึกผู้อื่ผู้นอื่เฉยเมยไม่แม่ สดงอารมณ์ ความผิดผิ ปกติด้ติาด้นภาษา ได้แด้ก่ พูดพูช้าช้หรือรื ไม่พูม่ดพูเลย มีภมีาษาแปลกๆ ไม่ชี้ม่นิ้ชี้ นิ้ว บอกเวลาอยากได้อด้ะไร ความผิดผิ ปกติด้ติาด้นพฤติกติรรม ได้แด้ก่ ทำ อะไรซ้ำ ๆ ปรับรัตัวตัยาก ทำ กิจกิวัตวัรต้อต้ง มีขั้มีนขั้ตอนเหมือมืนเดิมดิ 4. การรับรัรู้กรู้ารแสดงออกด้าด้นภาษาและอารมณ์ โรคออทิสทิติกติเป็นโรคที่เที่กิดกิจากความผิดผิ ปกติขติองสมองที่ทำที่ทำให้เกิดกิอาการผิดผิ ปกติ 3 ด้าด้นใหญ่ๆญ่ ได้แด้ก่ ด้าด้นภาษา การสื่อสาร ทักทัษะทางสังคม และเกิดกิ พฤติกติรรมซ้ำ ๆ โดยสามารถสังเกตพบได้ก่ด้อก่นอายุ 3 ขวบ รวมถึงถึมีพมีฤติกติรรมที่มีที่มี ขีดขีจำ กัดกัมีกมีารแสดงออกที่ผิที่ดผิ ปกติจติากเด็ก ด็ ทั่วทั่ ไป เด็ก ด็ ออทิสทิติกติ สามารถเรียรีนรู้ มีคมีวามรู้สึรู้ สึกที่จที่ะรักรัผูกผูพัน มอบความห่วงใยให้คนอื่นอื่ที่เที่ขารักรั ได้ เพียงแต่กต่าร แสดงออกของความรักรัของเด็ก ด็ ออทิสทิติกติอาจจะมีน้มี น้อยหรือรืมากไม่เม่ท่าท่กันกัและอาจ แสดงออกมาแตกต่าต่งจากคนทั่วทั่ ไป พฤติกติรรมน่าสงสัยว่าว่เด็ก ด็ ๆ อาจเป็นโรค ออทิสทิติกติ สังเกตจากความผิดผิ ปกติ ดังดันี้ 5. การประยุก ยุ ต์ใต์ ช้สื่อการสอนที่เ ที่ หมาะสม นอกเหนือจากกระบวนการดังดัที่กที่ล่าล่วมาทั้งทั้หมดแล้วล้อีกอีหนึ่งกระบวนการหรือรื อาจใช้คำช้ คำว่าว่เป็นเทคนิคเสริมริ สำ คัญก็คื ก็ คือการประยุกยุต์ใต์ช้สื่ช้ สื่อการสอนศึกษาพิเศษ หรือรืสื่อการสอนเด็ก ด็ ออทิสทิติกติที่เที่หมาะสมนั่นเองค่ะ สื่อการสอน อันอัหมายถึงถึของ เล่นล่วัสวัดุอุดุ อุปกรณ์ วิธีวิกธีารหรือรืเทคนิคต่าต่ง ๆ ที่ใที่ช้ปช้ระกอบในกิจกิกรรมส่งเสริมริ พัฒนาการเด็ก ด็ นับว่าว่เป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่มีที่คมีวามสำ คัญและมีปมีระสิทธิภธิาพ มาก ๆ ในการช่วช่ยฝึกให้เด็ก ด็ โดยเฉพาะเด็ก ด็ ๆ ที่มีที่ข้มีอข้กำ จัดจั ในการเรียรีนรู้แรู้ละจดจำ อย่าย่งเด็ก ด็ ออทิสทิติกติ สามารถเรียรีนรู้แรู้ละจดจำ สิ่งที่เที่ขาควรทำ หรือรื ไม่คม่วรทำ ในแต่ ละวันวั ได้ด้ด้วด้ยตัวตัเอง แทบไม่ต้ม่อต้งพึ่งพาผู้ปผู้กครองในระยะยาว ซึ่งซึ่สื่อการสอนเด็ก ด็ ออ ทิสทิติกติ ในปัจจุบัจุนบัมีหมีลากหลายชิ้นชิ้มากมายที่ไที่ด้รัด้บรัการประดิษดิฐ์คิฐ์ คิดค้นและถูกถู ทดลองใช้มช้าแล้วล้ว่าว่มีปมีระสิทธิภธิาพ สามารถนำ มาใช้งช้านได้จด้ริงริๆ เพื่อส่งเสริมริ ทักทัษะพัฒนาการในด้าด้นต่าต่ง ๆ ของเด็ก ด็ ออทิสทิติกติ 87
2) ส่งเสริมริความสามารถเด็ก ด็ (Ability Enhancement) ถ้าถ้มุ่งมุ่แก้ไก้ขความบกพร่อร่งเพียงด้าด้นเดียดีว ก็จ ก็ ะยิ่งยิ่ทำ ให้หมดพลังลั ใจเร็ว ร็ เนื่องจากมองเห็นแต่ปัต่ ปัญหา แต่ถ้ต่าถ้มุ่งมุ่ส่งเสริมริความสามารถควบคู่ไปด้วด้ย จะช่วช่ย ให้มีกำมี กำลังลั ใจ เนื่องจากมองเห็นการเปลี่ยลี่นแปลง ความสามารถในที่นี้ที่ นี้ไม่จำม่ จำเป็น ต้อต้งเป็นความสามารถพิเศษเสมอไป แต่คืต่ คือสิ่งที่เที่ด็ก ด็ สามารถทำ ได้ เช่นช่ ส่งเสียง อะไรได้บ้ด้าบ้ง พูดพูคำ ว่าว่อะไรได้บ้ด้าบ้ง เล่นล่อะไรเป็นบ้าบ้ง ดูแดูลช่วช่ยเหลือลืตัวตัเองในเรื่อรื่ง อะไรได้บ้ด้าบ้ง แล้วล้ขยายความสามารถที่ทำที่ทำได้เด้หล่าล่นี้ให้ดียิ่ดียิ่งยิ่ขึ้นขึ้ โดยเปิดโอกาสให้ เด็ก ด็ ได้ทำด้ทำบ่อบ่ยๆ แล้วล้ สอนเพิ่มในเรื่อรื่งที่ใที่กล้เล้คียงกับกั สิ่งที่เที่ด็ก ด็ ทำ ได้ ก็จ ก็ ะยิ่งยิ่ทำ ให้ เรียรีนรู้ไรู้ด้ง่ด้าง่ยขึ้นขึ้และขยายขอบเขตความสามารถเพิ่มขึ้นขึ้การเสริมริ สร้าร้งโอกาสให้ เด็ก ด็ ได้เด้ล่นล่ของเล่นล่ที่หที่ลากหลาย ได้ทำด้ทำกิจกิกรรมที่หที่ลากหลาย เช่นช่ดนตรี กีฬกีา งานศิลปะต่าต่งๆ ช่วช่ยงานที่พ่ที่พ่อแม่ทำม่ทำ ก็จ ก็ ะช่วช่ยให้เด็ก ด็ มีโมีอกาสแสดงความสามารถ ให้เห็นเพิ่มขึ้นขึ้ แนวทางดูแลช่วช่ยเหลือเด็กออทิสทิติกติ 88 1) ส่งเสริมริพลังลัครอบครัวรั (Family Empowerment) ครอบครัวรัมีบมีทบาทสำ คัญที่สุที่ดสุในกระบวนการดูแดูลช่วช่ยเหลือลืเด็ก ด็ ออทิสทิ ติกติ ไม่ใม่ช่หช่น้าที่ขที่องใครคนใดคนหนึ่ง แต่เต่ ป็นหน้าที่ขที่องทุกทุคน พลังลัครอบครัวรั คือ พลังลัแห่งความสำ เร็จ ร็ ความรู้ครู้วามเข้าข้ ใจเกี่ยกี่วกับกัออทิสทิติกติเป็นสิ่งที่เที่รียรีนรู้ไรู้ด้ และมีคมีวามจำ เป็นอย่าย่งยิ่งยิ่ที่จที่ะต้อต้งเรียรีนรู้ เพราะจะช่วช่ยให้การดูแดูลช่วช่ยเหลือลืเป็น ไปในทิศทิทางที่ถูที่กถูต้อต้ง ผู้ปผู้กครองทุกทุคนเริ่มริ่ต้นต้ที่ไที่ม่รู้ม่รู้เรู้หมือมืนกันกัแต่ปต่ลายทางแห่ง ความสำ เร็จ ร็ ต่าต่งกันกัตามการเรียรีนรู้ขรู้องแต่ลต่ะคน ทักทัษะต่าต่งๆ จะสั่งสมตาม ประสบการณ์ในการดูแดูลช่วช่ยเหลือลืที่ไที่ด้ลด้งมือมืทำ ไป ไม่ต้ม่อต้งกังกัวลว่าว่จะทำ ไม่ไม่ด้หด้รือรื ทำ ได้ได้ม่ดีม่ ดีแต่คต่วรเริ่มริ่ต้นต้ลงมือมืฝึกเด็ก ด็ ก่อก่นแล้วล้ค่อยๆ พัฒนาวิธีวิกธีารตามคำ ชี้แชี้นะ จากผู้เผู้ชี่ยชี่วชาญ
แนวทางดูแลช่วช่ยเหลือเด็กออทิสทิติกติ 89 3) ส่งเสริมริพัฒนาการ (Early Intervention) การส่งเสริมริพัฒนาการ คือการจัดจักิจกิกรรมเพื่อใช้ใช้นการส่งเสริมริ ให้เด็ก ด็ มี พัฒนาการเป็นไปตามวัยวั โดยยึดยึหลักลัและลำ ดับดัขั้นขั้พัฒนาการของเด็ก ด็ ปกติ ควร ทำ ตั้งตั้แต่อต่ายุน้ยุน้อย โดยต้อต้งทำ อย่าย่งเข้มข้ข้นข้ สม่ำ เสมอ และต่อต่เนื่องในระยะเวลาที่ นานพอ การออกแบบการฝึกต้อต้งให้เหมาะสมตามสภาพปัญหา ความสามารถ และความเร็ว ร็ ในการเรียรีนรู้ขรู้องแต่ลต่ะคนที่มีที่คมีวามแตกต่าต่งกันกัทักทัษะพื้นฐานใน การเรียรีนรู้ที่รู้คที่วรเริ่มริ่ฝึกเป็นอันอัดับดัแรก เพื่อดึงดึเด็ก ด็ ออกจากโลกส่วนตัวตัของเขา เองมาเรียรีนรู้โรู้ลกภายนอก ควรเน้นในเรื่อรื่งการมองหน้าสบตา การมีสมีมาธิ การ ฟัง และทำ ตามคำ สั่ง การฝึกทักทัษะเหล่าล่นี้ในระยะเริ่มริ่ต้นต้จะใช้เช้วลานาน และเห็น การเปลี่ยลี่นแปลงช้าช้ทำ ให้เกิดกิความเครียรีดทั้งทั้กับกัผู้ปผู้กครองและตัวตัเด็ก ด็ เอง แต่ เมื่อมื่เด็ก ด็ มีทัมีกทัษะพื้นฐานเหล่าล่นี้ดีแดีล้วล้การต่อต่ยอดในทักทัษะที่ยที่ากขึ้นขึ้ก็จ ก็ ะไม่ใม่ช่เช่รื่อรื่ง ยากอีกอีต่อต่ ไป 4) พฤติกติรรมบำ บัดบั (Behavior Therapy) โปรแกรมพฤติกติรรมบำ บัดบั ประกอบด้วด้ย การวิเวิคราะห์พฤติกติรรมแบบ ประยุกยุต์ (Applied Behavior Analysis - ABA) และกระบวนการฝึกปรับรั พฤติกติรรม (Behavioral Modification Procedure) โดยมีวัมีตวัถุปถุระสงค์เพื่อ ส่งเสริมริพฤติกติรรมที่เที่หมาะสมให้คงอยู่ต่ยู่อต่เนื่อง หยุดยุพฤติกติรรมที่เที่ป็นปัญหา และ สร้าร้งพฤติกติรรมใหม่ที่ม่ต้ที่อต้งการ nการทำ พฤติกติรรมบำ บัดบัตั้งตั้แต่อต่ายุน้ยุน้อยๆ และทำ อย่าย่งต่อต่เนื่องเป็นสิ่งที่สำที่สำคัญที่สุที่ดสุไม่ว่ม่าว่จะใช้โช้ปรแกรมใดก็ต ก็ าม พบว่าว่ช่วช่ยเสริมริ สร้าร้งทักทัษะด้าด้นภาษา ด้าด้นสังคม และทักทัษะอื่นอื่ๆ นอกจากนี้ยังยัช่วช่ยลดระดับดั ความเครียรีดของผู้ปผู้กครองด้วด้ย เทคนิคที่ใที่ช้มีช้พื้มี พื้นฐานมาจากหลักลัการของทฤษฎี การเรียรีนรู้ เทคนิคที่ใที่ช้ไช้ด้ผด้ลดีคืดี คือ การให้แรงเสริมริเมื่อมื่มีพมีฤติกติรรมที่ต้ที่อต้งการ แรงเสริมริมีทั้มีงทั้ สิ่งที่จัที่บจัต้อต้งได้ เช่นช่ขนม ของเล่นล่ สติกติเกอร์ และสิ่งที่จัที่บจัต้อต้งไม่ไม่ด้ เช่นช่คำ ชมเชย ตบมือมืยิ้มยิ้ ให้ กอด เป็นต้นต้
5) การฟื้นฟูส ฟู มรรถภาพทางการแพทย์ (Medical Rehabilitation) การแก้ไก้ขการพูดพู (Speech Therapy) ถ้าถ้เด็ก ด็ พูดพูได้เด้ร็ว ร็ โอกาสที่จที่ะมีพัมี พัฒนาการทางภาษาใกล้เล้คียงปกติก็ติจ ก็ ะเพิ่ม มากขึ้นขึ้ ในขณะเดียดีวกันกัการใช้ภช้าษาที่ไที่ม่เม่หมาะสมก็ล ก็ ดลงด้วด้ย ดังดันั้นการแก้ไก้ข การพูดพูจึงจึมีคมีวามสำ คัญ ผู้เผู้ชี่ยชี่วชาญที่แที่ก้ไก้ขการพูดพูคือ นักแก้ไก้ขการพูดพู (Speech Therapist/ Speech Pathologist) แต่ผู้ต่ที่ผู้มีที่บมีทบาทสำ คัญไม่ใม่ช่ผู้ช่เผู้ชี่ยชี่วชาญ แต่คืต่ คือผู้ ปกครองซึ่งซึ่อยู่ใยู่กล้ชิล้ดชิกับกัเด็ก ด็ ดังดันั้นไม่ใม่ช่กช่ารรอจนถึงถึวันวันัดแล้วล้ค่อยฝึกเท่าท่นั้น เพราะจะไม่เม่กิดกิ ประโยชน์เท่าท่ที่คที่วร ผู้ปผู้กครองสามารถกระตุ้นตุ้ให้มีกมีารพูดพูได้โด้ดย ผ่าผ่นการเล่นล่ ได้เด้ช่นช่กันกัพยายามสร้าร้งสถานการณ์ ที่กที่ระตุ้นตุ้ให้เกิดกิการสื่อสารขึ้นขึ้ เช่นช่เวลาเล่นล่ต่อต่จิ๊กจิ๊ซอว์ ก็อ ก็ าจเอาไปซ่อซ่นชิ้นชิ้หนึ่งเพื่อให้เด็ก ด็ ถามหา หรือรือาจเอา รองเท้าท้ของคนอื่นอื่มาให้เด็ก ด็ ใส่ เพื่อให้เด็ก ด็ บอกว่าว่ ไม่ใม่ช่ หรือรืถามหารองเท้าท้ของ ตนเอง เป็นต้นต้นอกจากนี้ควรนำ เทคนิควิธีวิกธีารฝึก ซึ่งซึ่ได้รัด้บรัการแนะนำ จากผู้ เชี่ยชี่วชาญ มาปฏิบัฏิติบัอติย่าย่งต่อต่เนื่องที่บ้ที่าบ้น การพูดพูเป็นวิธีวิกธีารสื่อความหมายที่สำที่สำคัญที่สุที่ดสุแต่ถ้ต่าถ้ยังยั ไม่สม่ามารถพูดพูได้ ก็จำ ก็ จำเป็นต้อต้งหาวิธีวิกธีารอื่นอื่มาทดแทน เพื่อให้สามารถบอกความต้อต้งการของ ตนเองได้ ซึ่งซึ่เรียรีกวิธีวิกธีารเหล่าล่นี้ว่าว่การสื่อความหมายทดแทน (Augmentative and Alternative Communication; AAC) เพื่อใช้ทช้ดแทนการพูดพูเป็นการชั่วชั่คราว หรือรื โดยถาวรในรายที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการพูดพูอย่าย่งรุนแรง ตัวตัอย่าย่งเช่นช่ กลวิธีวิกธีารรับรัรู้ผ่รู้าผ่นการมอง (Visual Strategies) โปรแกรมแลกเปลี่ยลี่นภาพเพื่อ การสื่อสาร (Picture Exchange Communication System; PECS) เครื่อรื่งโอภา (Communication Devices) และโปรแกรมปราศรัยรัเป็นต้นต้ กิจกิกรรมบำ บัดบั (Occupational Therapy) เป็นการประยุกยุต์กิต์จกิวัตวัร หรือรืกิจกิกรรม มาใช้ใช้นการตรวจประเมินมิวินิวิ นิจฉัย ส่งเสริมริบำ บัดบัรักรัษา และฟื้นฟูสมรรถภาพ ให้สามารถกลับลั ไปดำ รงชีวิชีตวิ ในสังคม ได้ ช่วช่ยเสริมริ สร้าร้งสมาธิ ทักทัษะการคิด พัฒนากล้าล้มเนื้อมัดมัเล็ก ล็ และการทำ งาน ประสานกันกัของกล้าล้มเนื้อ ผ่าผ่นกิจกิกรรมการเรียรีนรู้ต่รู้าต่งๆ โดยนักกิจกิกรรมบำ บัดบั (Occupational Therapist) จะเป็นผู้ที่ผู้ปที่ระยุกยุต์ใต์ช้กิช้จกิกรรมต่าต่งๆ มาช่วช่ยในการ บำ บัดบัเด็ก ด็ ตามสภาพปัญหาของแต่ลต่ะคน แนวทางดูแลช่วช่ยเหลือเด็กออทิสทิติกติ 90
แนวทางดูแลช่ 91 วช่ยเหลือเด็กออทิสทิติกติ 6) การฟื้นฟูส ฟู มรรถภาพทางการศึกษา (Educational Rehabilitation) การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการศึกษา มีบมีทบาทสำ คัญในการเพิ่มทักทัษะพื้น ฐานด้าด้นสังคม การสื่อสาร และทักทัษะทางความคิด ซึ่งซึ่ทำ ให้เกิดกิผลดีใดีนระยะยาว โดยเนื้อหาหลักลั สูตสูรจะเน้นการเตรียรีมความพร้อร้ม เพื่อให้เด็ก ด็ สามารถใช้ใช้นชีวิชีตวิ ประจำ วันวัจริงริๆ ได้ แทนการฝึกแต่เต่พียงทักทัษะทางวิชวิาการเท่าท่นั้น แผนการจัดจัการศึกษาเฉพาะบุคบุคล (Individualized Education Program; IEP) จำ เป็นต้อต้งออกแบบให้เหมาะสมกับกัความสามารถ ความบกพร่อร่ง และความ สนใจของเด็ก ด็ แต่ลต่ะคน เพื่อให้เกิดกิการเรียรีนรู้ที่รู้ง่ที่าง่ย ไม่สัม่ สับสน เด็ก ด็ สามารถนำ ทักทัษะที่ไที่ด้จด้ากชั้นชั้เรียรีนไปใช้นช้อกห้องเรียรีน ปัจจุบัจุนบัมีทมีางเลือลืกในการศึกษาเพิ่มขึ้นขึ้ทั้งทั้ ในรูปแบบโรงเรียรีนการศึกษาพิเศษ เฉพาะทาง โรงเรียรีนเรียรีนร่วร่ม ห้องเรียรีนคู่ขนาน ห้องเรียรีนปกติ รวมถึงถึการ ศึกษานอกโรงเรียรีน และการศึกษาตามอัธอัยาศัย 7) การฟื้นฟูส ฟู มรรถภาพทางสังคม (Social Rehabilitation) การฝึกฝนทักทัษะในชีวิชีตวิ ประจำ วันวั (Activity of Daily Living Training) ควรมีกมีารจัดจักระบวนการเรียรีนรู้ใรู้นเรื่อรื่งกิจกิวัตวัรประจำ วันวั ให้เด็ก ด็ สามารถทำ ได้ด้ด้วด้ยตนเองเต็ม ต็ ความสามารถที่เที่ขามีอมียู่ โดยต้อต้งการความช่วช่ยเหลือลื น้อยที่สุที่ดสุในการฝึกฝน เด็ก ด็ จำ เป็นต้อต้งเรียรีนรู้จรู้นสามารถปฏิบัฏิติบั ไติด้ และเกิดกิเป็น ความเคยชินชิติดติตัวตั ไปใช้ใช้นชีวิชีตวิ ประจำ วันวั ได้ เพื่อให้เด็ก ด็ ช่วช่ยเหลือลืตัวตัเองได้ตด้าม ศักยภาพ ลดการดูแดูลของพ่อแม่หม่รือรืผู้ปผู้กครอง และเกิดกิความภาคภูมิภูใมิจ เมื่อมื่เขา สามารถทำ อะไรได้ด้ด้วด้ยตัวตัเอง การฝึกฝนทักทัษะสังคม (Social Skill Training) ทักทัษะสังคม เป็นความบกพร่อร่งที่สำที่สำคัญของเด็ก ด็ ออทิสทิติกติดังดันั้นจึงจึต้อต้ง ให้การฝึกฝนด้าด้นนี้เป็นพิเศษ ซึ่งซึ่ทำ ได้โด้ดยจำ ลองเหตุกตุารณ์ หรือรืสถานการณ์ ทางสังคมต่าต่งๆ เพื่อให้ทดลองปฏิบัฏิติบัจตินเกิดกิความชำ นาญ หรือรืการสอนโดยให้ จดจำ รูปแบบบทสนทนาในสถานการณ์ต่าต่งๆ เพื่อนำ มาใช้โช้ดยตรง
แนวทางดูแลช่วช่ยเหลือเด็กออทิสทิติกติ 92 8) การฟื้นฟูส ฟู มรรถภาพทางอาชีพ (Vocational Rehabilitation) แนวคิดการฟื้นฟูสมรรถภาพทางอาชีพชี ในปัจจุบัจุนบัเปลี่ยลี่นจากการให้ ทำ งานในสถานพยาบาล หรือรื โรงงานในอารักรัษ์ มาสู่ตสู่ลาดแรงงานจริงริหรือรื การประกอบอาชีพชี ส่วนตัวตัภายใต้กต้ารชี้แชี้นะ การฝึกอาชีพชีการจัดจัหางาน และ การสนับสนุนนุอย่าย่งเป็นระบบ เพื่อไปสู่เสู่ป้าหมายให้บุคบุคลออทิสทิติกติ สามารถ ทำ งาน มีรมีายได้ และดำ รงชีวิชีตวิ โดยอิสอิระ พึ่งพาผู้อื่ผู้นอื่น้อยที่สุที่ดสุจึงจึต้อต้งมีกมีาร เตรียรีมความพร้อร้มทักทัษะที่จำที่จำเป็นในการทำ งาน เช่นช่การตรงต่อต่เวลา การปรับรั ตัวตัเข้าข้กับกัหัวหน้างาน และเพื่อนร่วร่มงาน ความปลอดภัยภั ในการทำ งาน เป็นต้นต้ และฝึกทักทัษะพื้นฐานเฉพาะทางอาชีพชีควบคู่กันกั ไป บุคบุคลออทิสทิติกติ สามารถประกอบอาชีพชี ได้ปด้กติ ตามความถนัดของแต่ลต่ะ คน ถ้าถ้มีกมีารเตรียรีมความพร้อร้มอย่าย่งเหมาะสม และสังคมมีคมีวามเข้าข้ ใจ 9) การรักรัษาด้วด้ยยา (Pharmacotherapy) การรักรัษาด้วด้ยยาไม่ไม่ด้มีด้เมีป้าหมายเพื่อรักรัษาให้หายขาดจากออทิสทิติกติ โดยตรง แต่นำต่ นำมาใช้เช้พื่อบรรเทาอาการบางอย่าย่งที่เที่กิดกิร่วร่มด้วด้ย เด็ก ด็ ไม่จำม่ จำเป็น ต้อต้งรักรัษาด้วด้ยยาทุกทุคน และเมื่อมื่ทานยาแล้วล้ก็ไก็ ม่จำม่ จำเป็นต้อต้งทานต่อต่เนื่องไป ตลอดชีวิชีตวิเช่นช่กันกัแพทย์จย์ะพิจารณาปรับรัขนาดยา หรือรืหยุดยุยา เมื่อมื่อาการเป้า หมายทุเทุลาลงแล้วล้ ในปัจจุบัจุนบัยังยั ไม่พม่บว่าว่มียมีาตัวตั ใดที่ช่ที่วช่ยแก้ไก้ขความบกพร่อร่งด้าด้นการสื่อสาร และด้าด้นสังคม ซึ่งซึ่เป็นปัญหาหลักลัของเด็ก ด็ ออทิสทิติกติ ได้ ส่วนยาที่นำที่นำมาใช้พช้บว่าว่มี ประโยชน์ในการลดพฤติกติรรมอยู่ไยู่ม่นิ่ม่นิ่ง ไม่มีม่ สมีมาธิ หุนหันพลันลัแล่นล่ก้าก้วร้าร้ว และหมกมุ่นมุ่
แนวทางดูแลช่วช่ยเหลือเด็กออทิสทิติกติ 93 10) การบำ บัดบัทางเลือ ลื ก (Alternative Therapy) นอกจากแนวทางหลักลัที่ใที่ช้ใช้นการบำ บัดบัรักรัษาข้าข้งต้นต้แล้วล้ ในปัจจุบัจุนบัยังยัมี แนวทางการบำ บัดบัทางเลือลืกที่หที่ลากหลาย สามารถเลือลืกใช้คช้วบคู่กับกัแนวทาง หลักลัตามความเหมาะสมกับกั สภาพปัญหา และผลการตอบสนองที่ไที่ด้รัด้บรัของเด็ก ด็ แต่ลต่ะคน สิ่งสำ คัญที่คที่วรทำ ความเข้าข้ ใจคือ การบำ บัดบัทางเลือลืกใช้เช้สริมริแนวทางหลักลั ให้มีปมีระสิทธิผธิลเพิ่มขึ้นขึ้ ไม่ใม่ช่กช่ารนำ มาใช้โช้ดดๆ เพียงอย่าย่งเดียดีวแล้วล้ ได้ผด้ล การ บำ บัดบัทางเลือลืกดังดักล่าล่วประกอบด้วด้ย 1. การสื่อความหมายทดแทน (Augmentative and Alternative Communication; AAC) 2. ศิลปะบำ บัดบั (Art Therapy) 3. ดนตรีบำรี บำบัดบั (Music Therapy) 4. เครื่อรื่งเอชอีจีอี จี(HEG; Hemoencephalogram) 5. การฝังเข็ม ข็ (Acupuncture) 6. การบำ บัดบัด้วด้ยสัตว์ (Animal Therapy) 7. การบำ บัดบัด้วด้ยหุ่นยนต์ (Robot Therapy)
ศึกษาเกี่ยกี่วกับกัภาวะออทิสทิซึมซึในด้าด้นการรักรัษาและมีส่มี ส่วนร่วร่มในการตัดตั สินใจ เกี่ยกี่วกับกัการรักรัษา หาข้อข้มูลมูว่าว่อะไรเป็นสาเหตุที่ตุทำที่ทำให้ลูกลูของตนเองมีพมีฤติกติรรมที่ไที่ม่เม่หมาะสม และจะทำ อย่าย่งไรให้ลูกลูแสดงพฤติกติรรมที่เที่หมาะสมออกมา ถ้าถ้คุณพ่อคุณแม่ เข้าข้ ใจว่าว่อะไรเป็นสาเหตุที่ตุทำที่ทำให้ลูกลูเกิดกิพฤติกติรรมไม่เม่หมาะสม ก็จ ก็ ะช่วช่ยให้ สามารถจัดจัการสถานการณ์ที่เที่ป็นสาเหตุที่ตุทำที่ทำให้เกิดกิพฤติกติรรมดังดักล่าล่วได้ดีด้ ดี ขึ้นขึ้ ยอมรับรัความจริงริว่าว่ลูกลูมีภมีาวะออทิสทิซึมซึ สนุกนุสนานกับกัพฤติกติรรมแปลกๆ ของ ลูกลูและหยุดยุการเปรียรีบเทียทีบลูกลูของตนกับกัคนอื่นอื่แสดงความรักรัแบบไม่มีม่ มี เงื่องื่นไขและยอมรับรัที่จที่ะช่วช่ยเหลือลืลูกลูของตนเองอย่าย่งเต็ม ต็ ที่ อย่าย่ยอมแพ้ อย่าย่รีบรีด่วด่นสรุปเกี่ยกี่วกับกัชีวิชีตวิของลูกลูว่าว่จะเป็นอย่าย่งไร เพราะเด็ก ด็ ที่มีที่ภมีาวะออทิสทิซึมซึสามารถเติบติ โต และพัฒนาความสามารถของตนเองได้ หาก ได้รัด้บรัการสนับสนุนนุ มีตมีารางเวลาและรูปแบบในการดำ เนินชีวิชีตวิ ประจำ วันวัที่ชัที่ดชัเจน สม่ำ เสมอ เพื่อ ให้ลูกลูรู้สึรู้ สึกมั่นมั่คง ปลอดภัยภัและรู้จัรู้กจั ให้รางวัลวัเพื่อเสริมริแรงพฤติกติรรมที่พึที่พึง ประสงค์ เรียรีนรู้กรู้ารสื่อสารที่ไที่ม่ไม่ด้ใด้ช้ภช้าษา เพื่อทำ ความเข้าข้ ใจและสื่อสารกับกัลูกลูเช่นช่ การอ่าอ่นความต้อต้งการของลูกลูโดยสังเกตสิ่งที่ลูที่กลูแสดงออก แม้เม้ขาจะไม่ไม่ด้ พูดพูออกมา 94 พ่อแม่ ผู้ปผู้กครองจะช่วช่ยเหลือหรือรืแก้ไก้ขปัญหาได้อย่างไร?
การพัฒนาผู้เ ผู้ รีย รี น ด้ว ด้ ยวิธี วิ ก ธี ารทาง กายภาพบำ บัด บั 95
ความรู้ทั่ รู้ ว ทั่ ไปเกี่ย กี่ ว กับ กั โรคที่พ ที่ บบ่อ บ่ ย และจำ เป็นต้อ ต้ งทำ กายภาพบำ บัด บั 96