The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือโครงการปรับบ้าน ปีการศึกษา 2566

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Mari saa, 2023-08-24 23:18:44

คู่มือโครงการปรับบ้าน ปีการศึกษา 2566

คู่มือโครงการปรับบ้าน ปีการศึกษา 2566

การดำ เนินกิจกรรมอาชาบำ บัด 147 ลักษณะการเคลื่อนไหวของม้า 1.ม้า ม้ อยู่นิ่ ยู่ นิ่ ง เป็นท่าท่ทางก่อก่นการเคลื่อลื่นไหว ใช้ใช้นการฝึกการทรงตัวตัขั้นขั้พื้นฐาน 2. ม้า ม้ เดิน ดิ เป็นท่าท่ทางการเดินดิของม้าม้ที่ใที่กล้เล้คียง กับกัการเดินดิของคน เป็นการปรับรัท่าท่ทาง และการลงน้ำ หนักตัวตัของเด็ก ด็ ให้ดีขึ้ดีขึ้นขึ้ 3. ม้า ม้ วิ่ง วิ่ เหยาะ เป็นท่าท่ที่ใที่ช้กช้ารทรงตัวตัมากกว่าว่ ปกติ เหมาะกับกัเด็ก ด็ ที่มีที่คมีวามสามารถใน การทรงตัวตัค่อนข้าข้งดี สื่อสารได้ และ ออกคำ สั่งกับกัม้าม้ ได้เด้บื้อบื้งต้นต้ 4. ม้า ม้ วิ่ง วิ่ เร็ว ร็ เป็นท่าท่ทางขั้นขั้ สูงสูเหมาะกับกัเด็ก ด็ ที่ มีคมีวามสามารถในการควบคุมลำ ตัวตัดี มากในท่าท่นั่ง มักมั ใช้ส่ช้ ส่งเสริมริเด็ก ด็ เพื่อเข้าข้ ร่วร่มการแข่งข่ขันขักีฬกีา


การดำ เนินกิจกรรมอาชาบำ บัด 148 รูปแบบการเดิน 1. เดินเป็นสี่เหลี่ย ลี่ ม มีผลกระทบต่อร่างกายน้อย มักใช้ปช้ระเมินความสามารถเด็กบนหลังม้าใน ครั้งแรก มักใช้กัช้ กับเด็กที่ทรงตัวเองได้แต่ยังไม่ดีมาก รูปแบบการเดิน : 2. เดินเป็นวงกลม มีผลกระทบต่อร่างกายในระนาบซ้ายขวาและ การหมุน มักใช้กัช้ กับเด็กที่มีความไม่สมมาตรของร่างกาย 2 ด้าน วงกลมควรมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 เมตร รูปแบบการเดิน : 3. เดินเป็นเลข 8 มีผลกระทบต่อร่างกายในระนาบซ้ายขวาและการหมุน มักใช้กัช้ กับเด็กที่มีความไม่สมมาตรของร่างกาย พัฒนาจากการเดินวงกลม รูปแบบการเดิน :


การดำ เนินกิจกรรมอาชาบำ บัด 149 รูปแบบการเดิน (ต่อ ต่ ) 4. เดินซิกแซก มีผลกระทบต่อร่างกายในระนาบซ้ายขวาและ การหมุน มักใช้ใช้นการเพิ่มการควบคุมการทรงตัว ควรวางกรวยห่างกัน ระยะ 1 ช่วช่งม้า รูปแบบการเดิน : 5. เดินข้ามสิ่งกีดขวาง มีผลกระทบต่อร่างกายในระนาบบนล่าง ซ้าย ขวาและการหมุน มักใช้ใช้นการเพิ่มการควบคุมการทรงตัว ระดับความยากมากกว่าแบบก่อนหน้า รูปแบบการเดิน :


การดำ เนินกิจกรรมอาชาบำ บัด 150 ลักษณะของเด็กบนหลังม้า 1. เด็ก ด็ นั่งบนหลัง ลั ม้า ม้ 1.1 เด็ก ด็ นั่งหันหน้าไปทางหัวม้าม้1.2 เด็ก ด็ นั่งหันหน้าไปทางหางม้าม้ 2. เด็ก ด็ นอนคว่ำ บนหลัง ลั ม้า ม้ 2.1 เด็กนอนคว่ำ ตามตัวม้า 2.2 เด็กนอนคว่ำ ขวางตัวม้า 3. เด็ก ด็ นอนหงายตามลำ ตัว ตั ม้า ม้


การดำ เนินกิจกรรมอาชาบำ บัด ตัว ตั อย่างกิจกรรม และแนวทางการจัดกิจกรรมบนหลังม้า 151 1. กิจกิกรรมหยิบยิบอลใส่ตะกร้า ร้ ให้ผู้เผู้รียรีนหยิบยิลูกลูบอล พลาสติกติจากมือมืผู้สผู้อนหรือรืตะกร้าร้แชร์บร์อล ใส่ในตะกร้าร้ พลาสติกติตามตำ แหน่งที่ผู้ที่สผู้อนจัดจัเตรียรีมไว้ 2. กิจกิกรรม MODEL สัตว์น้ ว์ น้ อย ให้ผู้เผู้รียรีนหยิบยิ MODEL สัตว์จว์ากมือมืผู้สผู้อนหรือรืกล่อล่งพลาสติกติ ใส่ในกล่อล่งพลาสติกติ หรือรืตะกร้าร้แชร์บร์อล ตามตำ แหน่งที่ผู้ที่สผู้อนจัดจัเตรียรีมไว้ 3. กิจกิกรรม ส่งเสริมริด้า ด้ นการทรงตัว ตั ในการส่งเสริมริด้าด้น การทรงตัวตัผู้สผู้อนสามารถปรับรัระดับดัความยาก-ง่าง่ยในการ ทำ กิจกิกรรม โดยการปรับรัตำ แหน่งที่ตั้ที่งตั้วัตวัถุแถุละที่ใที่ส่วัตวัถุ 4. กิจกิกรรม ส่งเสริมริด้า ด้ นการสื่อสาร ให้ผู้สผู้อนเริ่มริ่จาก การใช้คำช้ คำ สั่งง่าง่ย ๆ เพียง 1 ขั้นขั้ตอน โดยจะต้อต้งออกคำ สั่ง ซ้ำ ๆ ทุกทุครั้งรั้ที่ใที่ห้ผู้เผู้รียรีนปฏิบัฏิติบัตติามคำ สั่ง ให้หลีกลีเลี่ยลี่งการ พูดพูประโยคยาว ๆ เพราะจะทำ ให้ผู้เผู้รียรีนเกิดกิความสับสน หลังลัจากนั้นกระตุ้นตุ้ให้ผู้เผู้รียรีนเปล่งล่เสียงตาม


กิจกรรมหลังลงจากม้า 152 1. ลูบ ลู ม้า ม้ และกล่าล่วขอบคุณ 2. ทบทวนชื่อม้า ม้ ครู เพื่อน ๆ และทบทวนความรู้ห รู้ ลัง ลั เรีย รี น เพื่อทบทวน ความเข้าข้ ใจ ครูสร้าร้งความรู้สึรู้ สึกผ่อผ่นคลายให้กับกันักเรียรีนด้วด้ยการพูดพูคุยเรื่อรื่ง ทั่วทั่ ไป ครูกล่าล่วชื่นชื่ชม ให้กำ ลังลั ใจ และนัดหมายวันวัเวลาในครั้งรั้ถัดถั ไป


กิจกรรมหลังลงจากม้า ตามองไปข้างหน้าน้จับศรีษะเอียงไป ด้านข้าง พยายามให้หูแตะไหล่ งอแขนข้ามศีรษะ มือข้างนึงจับข้อศอก ข้างที่ข้ามศีรษะ ดึงข้อศอกจนรู้สึกตึง ประสานนิ้วไปด้านหลัง ค่อย ๆ ยกแขน ขึ้น ค้างไว้แล้วปล่อยลง ยินแยกขา ยกแขนหนึ่งข้าง แล้วโน้มน้ตัว ไปอีกข้างหนึ่ง จนรู้สึกตึงบริเวณลำ ตัว ข้างที่ยกแขนขึ้น ประสานนิ้วมือ ยื่นไปด้านหน้าน้ระดับหัว ไหล่ หันฝ่าฝ่มือออกด้านนอกยืดแขนตึง แขนขาเหยียดตรง ก้มตัวไปจับปลาย เท้า จนรู้สึกตึงบริเวณน่อง ต้นขา ด้านหลัง สะโพกและหลัง ยืนแยกขา มือเท้าสะเอว ค่อย ๆ กางขา ออกให้รู้สึกตึงกล้ามเนื้อขาด้านใน หลังตรง งอขาที่อยู่ด้านหน้าน้ขาด้าน หลังงอเข่าชิดพื้น โน้มน้ ไปด้านหน้าน้ จนรู้สึกตึงบริเวณสะโพกด้านหน้าน้ ยืยืยืดยืเหยียียียีด กล้ล้ล้าล้มเนื้นื้นื้นื้อนื้คอด้ด้ด้าด้นข้ข้ข้าข้ง ยืยืยืดยืเหยียียียีดกล้ล้ล้าล้มเนื้นื้นื้นื้อนื้ หัหัหัวหัไหล่ล่ล่ด้ล่ด้ด้าด้นหน้น้าน้น้และหน้น้าน้น้อก ยืยืยืดยืเหยียียียีดกล้ล้ล้าล้มเนื้นื้นื้นื้อนื้ต้ต้ต้นต้ แขน ด้ด้ด้าด้นหน้น้าน้น้และหัหัหัวหัไหล่ล่ล่ด้ล่ด้ด้าด้นข้ข้ข้าข้ง ยืยืยืดยืเหยียียียีดกล้ล้ล้าล้มเนื้นื้นื้นื้อนื้ ลำลำลำลำตัตัตัวตัด้ด้ด้าด้นข้ข้ข้าข้ง ยืยืยืดยืเหยียียียีด กล้ล้ล้าล้มเนื้นื้นื้นื้อนื้หลัลัลังลัส่ส่ส่วส่นบน ยืยืยืดยืเหยียียียีดกล้ล้ล้าล้มเนื้นื้นื้นื้อนื้ น่อง ต้ต้ต้นต้ ขาด้ด้ด้าด้นหลัลัลังลั สะโพกและหลัลัลังลั ยืยืยืดยืเหยียียียีดกล้ล้ล้าล้มเนื้นื้นื้นื้อนื้ สะโพกด้ด้ด้าด้นใน ยืยืยืดยืเหยียียียีดกล้ล้ล้าล้มเนื้นื้นื้นื้อนื้ สะโพกด้ด้ด้าด้นหน้น้าน้น้ นั่งเหยียดเข่าให้ตรง โน้มน้ตัว แขนขาเหยียดตรง มือจับปลายเท้า ยืยืยืดยืเหยียียียีดกล้ล้ล้าล้มเนื้นื้นื้นื้อนื้ น่น่น่อน่งและต้ต้ต้นต้ ขาด้ด้ด้าด้นหลัลัลังลั ยืยืยืดยืเหยียียียีด กล้ล้ล้าล้มเนื้นื้นื้นื้อนื้น่น่น่อน่ง แขนขาเหยียดตรง ก้มตัวไปจับ ปลายเท้า กระดกข้อเท้าขึ้น จนรู้สึก ตึงบริเวณน่อง 1 2 3 4 5 7 8 9 10 6 153 3. ยืด ยื เหยีย ยี ดกล้า ล้ มเนื้อ/COOL DOWN วิธีวิก ธี ารยืด ยื เหยีย ยี ดกล้า ล้ มเนื้อ : ยืด ยื เหยีย ยี ดกล้า ล้ มเนื้อท่าท่ละ 10 ครั้ง รั้ โดยยืด ยื ค้างไว้ค ว้ รั้ง รั้ ละ 10-15 วินวิาที


กิจกรรมหลังลงจากม้า 154 4. ให้อาหารม้า ม้ 5. ทำ ความสะอาดม้า ม้


การพัฒนาผู้เ ผู้ รีย รี น ด้ว ด้ ยวิธี วิ ก ธี ารทาง กิจ กิ กรรมบำ บัด บั 155


การฟื้นฟูสภาพ ในการรับ รั ประทาน อาหาร โดย นักกิจ กิ กรรมบำ บัด บั 156


การฟื้นฟูสมรรถในการรับประทานอาหาร 1. การควบคุมการเคลื่อนไหวร่างกาย เด็กพิการทางสมองมีปัญหาในการควบคุมส่วนของร่าร่งกาย เนื่องจากมีความตึงตัวของกล้ามเนื้อที่ผิ ที่ ดผิ ปกติ เช่นช่แบบแข็งเกร็ง ร็ แบบ อ่อนปวกเปียก ส่งผลต่อการควบคุมศีรษะ การทรงตัวในท่าท่นั่ง การใช้ มือ การที่อ ที่ วัยวะต่าง ๆ ที่เ ที่ กี่ยวข้อง เช่นช่ ศีรษะ ไหล่ แขน และอวัยวะใน ช่อช่งปากไม่ได้อยู่ใ ยู่ นแบบแผนที่ถู ที่ ถู กต้อง กระบวนการรับรั ประทานอาหาร การดูด การเคี้ยว และการกลืน จึงไม่สามารถทำ งานได้อย่างมี ประสิทธิภธิาพ ทำ ให้เด็กพิการทางสมองไม่สามารถช่วช่ยเหลือตนเองใน การรับรั ประทานอาหาร และการดื่มได้ “เด็กพิการที่มี ที่ มีปัญหาในการควบคุมส่วนของร่าร่งกาย ทำ ให้ไม่สามารถช่วช่ยเหลือตนเองในการรับรั ประทาน อาหาร และการดื่มได้ ถ้าเด็กได้รับรั โอกาสในการ ฝึกฝน และให้การช่วช่ยเหลือที่ถู ที่ ถู กต้อง จะช่วช่ยให้เด็ก สามารถช่วช่ยเหลือตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่ ผู้ อื่ น” ลักษณะความผิดปกติแ ติ ละปัญหาที่พ ที่ บ ในการรับประทานอาหารของเด็กพิเศษ 5 ด้าน 157


1.1 การควบคุมศีรษะ ปัญหาที่พบ เด็กพิการทางสมองไม่สามารถควบคุมศีรษะให้อยู่ใ ยู่ นแนวกึ่งกลาง ลำ ตัวได้อย่างมั่นมั่คง ศีรษะหงายหรือ รื แหงนไปทางด้านหลังมากเกินไป หรือ รื ก้มต่ำ มากเกินไป ซึ่งซึ่จะส่งผลต่อกระบวนการรับรั ประทานอาหาร คือ ทำ ให้เด็กมีการเคี้ยว การกลืนลำ บาก และอาจสำ ลักได้ 1.2 การทรงตัว ตัในท่านั่ง ปัญหาที่พบ เด็กพิการทางสมองมีปัญหาในการทรงตัวท่าท่นั่ง ซึ่งซึ่พบได้หลาย แบบ ได้แก่ นั่งเองไม่ได้ นั่งได้แต่ลำ ตัวโน้มมาด้านหน้า ศีรษะแหงนไป ด้านหลังมากกว่าปกติ หรือ รื นั่งเองได้บ้างแต่ต้องใช้มืช้ มื อช่วช่ยพยุง ยุ จะส่ง ผลต่อกระบวนการรับรั ประทานอาหาร ทำ ให้มีปัญหาการปิดเปิดริมริ ฝีปาก กลืนลำ บาก สำ ลัก และไม่สามารถใช้มืช้ มื อมาช่วช่ยเหลือตนเองใน การรับรั ประทานอาหารได้ 158


1.3 ความสามารถในการใช้มือ ปัญหาที่พ ที่ บ เด็กพิการทางสมองมีความบกพร่อร่งในการเอื้อม การกำ สหสัมพันธ์ ระหว่างตาและมือ และความคล่องแคล่วในการหยิบจับ ส่งผลต่อความ สามารถในการช่วช่ยเหลือตนเองในการรับรั ประทานอาหาร 2. การรับความรู้สึกของผิวหนังบริเวณใบหน้าและช่องปาก ความผิดผิ ปกติของการรับรัความรู้สึรู้ สึ กบริเริวณใบหน้า และช่อช่งปาก พบได้ 2 ลักษณะ คือ การรับรัความรู้สึรู้ สึ กไวกว่าปกติ และการรับรัความรู้สึรู้ สึ กช้าช้กว่า ปกติ ซึ่งซึ่ความผิดผิ ปกติเหล่านี้จะมีผลต่อการทำ งานของอวัยวะในช่อช่งปาก เช่นช่ ในภาวะการรับรัความรู้สึรู้ สึ กไวปกติ เมื่อถูกสัมผัสผัเบา ๆ หรือ รื มีอาหารอยู่ ในปาก กล้ามเนื้อปากจะเกร็ง ร็ แน่น จะส่งผลต่อความสามารถในการเคี้ยว และการกลืนได้ 159


เด็กหลีกหนีต่อการสัมผัสผัของพ่อแม่ พี่เลี้ยง อย่างรุนแรงมาก ๆ โดยเฉพาะการสัมผัสผัเบา ๆ ที่บ ที่ ริเริวณใบหน้าและช่อช่งปาก โดยร่าร่งกาย จะเหยียดเกร็ง ร็ ทั้งทั้ตัว หรือ รื ร้อร้งไห้ เด็กสำ รอกอาหารอยู่เ ยู่ สมอ เมื่อถูกสัมผัสผับริเริวณตอนหน้าของช่อช่งปาก ในขณะป้อนอาหารด้วยช้อช้น เด็กมักกัดงับงัช้อช้นบ่อยครั้งรั้หรือ รื กัดฟัน แน่นเมื่อมีอาหารอยู่ใ ยู่ นปาก เด็กไม่ยอมใช้มืช้ มื อในการเล่นกิจกรรมต่าง ๆ ความตึงตัวของกล้ามเนื้อปาก ลิ้น ลำ คอ มีลักษณะอ่อนปวกเปียกอย่าง ชัดชัเจน การเคลื่อนไหวของอวัยวะในช่อช่งปากไม่คล่องแคล่ว การปิดริมริ ฝีปาก ไม่ดี การเคลื่อนของลิ้นไม่คล่องแคล่ว การรับความรู้สึกไวกว่าปกติ สังเกตได้จาก การรับความรู้สึกช้ากว่าปกติ สังเกตได้จาก 3. การทำ งานของกล้ามเนื้ออวัยวะบริเวณปากและช่องปาก ในกระบวนการรับรั ประทานอาหารปกติ เด็กจะต้องสามารถ ควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อรอบปากลิ้น ไปจนถึงกล้ามเนื้อ ภายในครูให้ทำ งานประสานกันอย่างดี แต่เรามักพบว่าเด็กพิการทางสมอง มีการปิด-เปิดของริมริ ฝีปาก และขากรรไกรในทิศทิทางต่าง ๆ ไม่คล่องแคล่ว เด็กจะอ้าปากตลอดเวลาทำ ให้เกิดภาวะน้ำ ลายไหลย้อยได้ง่าง่ย การเคี้ยว เป็นไปได้ยากลำ บาก นอกจากนี้อาจจะพบการเคลื่อนไหวของลิ้นที่ผิ ที่ ดผิ ปกติ เช่นช่ควบคุมลิ้นไม่ได้ ลิ้นคับปาก ลิ้นยื่นออกมานอกปากตลอดเวลา ทำ ให้การคลุก ลุ เคล้าอาหาร และส่งอาหารไปให้ฟันบด ตลอดจนการกลืน ลำ บาก 160


การดูด การเคี้ยว การกลืน เด็กพิการที่มี ที่ มีปัญหาในการควบคุมศีรษะได้ไม่ดี มีปัญหาการกลืน ลำ บาก และมีการสร้าร้งน้ำ ลายมากเกินไป จะพบภาวะน้ำ ลายไหลย้อย ได้ เด็กพิการที่มี ที่ มี น้ำ ลายไหลย้อยเนื่องจาก การควบคุมการปิด เปิดขา กรรไกร ปาก หรือ รื การเคลื่อนไหวลิ้น ทำ ได้ไม่ดีพอ 4. ความบกพร่องด้านการดูด การเคี้ยว และการกลืน ความผิดผิ ปกติที่พ ที่ บได้ คือ ไม่มีพฤติกรรมการดูดโดยการห่อริมริ ฝีปาก มาปิดรอบหัวนม หรือ รื หลอดดูด การดูดไม่มีแรงเพียงพอ และไม่สามารถ ม้วนลิ้นลิ้ที่จ ที่ ะดูด ความผิดผิ ปกติที่พ ที่ บได้ คือ เมื่อเด็กอายุ 2 ขวบแล้ว ยังไม่สามารถเคี้ยว อาหาร อาจเกิดจากความผิดผิ ปกติของฟัน ความผิดผิ ปกติของขากรรไกร เช่นช่ ขากรรไกรยึดติดแน่น การยื่นของขากรรไกรมาด้านหน้า การหดกลับของ ขากรรไกร และการเคลื่อนไหวของขากรรไกรไม่พัฒนาตามวัย ความผิดผิ ปกติที่พ ที่ บได้ คือ ขากรรไกร หรือ รื ริมริ ฝีปากไม่ปิดขณะกลืน การกลืน หรือ รื การหายใจยังรีบ รี เร่งร่กลืนลำ บาก การแหงนของศีรษะไป ทางด้านหลังมากในขณะกลื่น ซึ่งซึ่ส่งผลให้เด็กสำ ลักได้ 5. ปัญหาน้ำ ลายไหลย้อย เกิดได้จาก 2 สาเหตุ ดังนี้ 161


ปัญหา การควบคุมศีรษะ การทรงตัว ตั และความสามารถในการใช้มือ วิธีการช่วยเหลือ เด็กเล็ก 1. จัดให้นอนบนหมอน ที่อ ที่ ยู่บ ยู่ นตัก โดยหันหน้าเด็กเข้าหาผู้ฝึ ผู้ ฝึ ก 2. ประคองศีรษะหรือ รื กดบริเริวณหน้าอกของเด็ก 3. จัดแขนทั้งทั้ สองข้างมาข้างหน้า 4. จัดสะโพกและเข่าทั้งทั้ สองข้างให้งอและกางออก เด็กโต 1. จัดเด็กนั่งบนเก้าอี้ที่เ ที่ ตรีย รี มไว้ ให้ศีรษะอยู่ใ ยู่ นแนวกึ่งกลาง ลำ ตัวตรง ก้นแนบชิดชิกับมุมด้านในเก้าอี้ บางรายอาจต้องรัดรั สะโพก 2. จัดสะโพก เข่า และข้อเท้าท้งอ 90 องศา ฝ่าเท้าท้วางแบนราบกับพื้น กรณีที่เ ที่ ท้าท้ ไม่ถึงพื้นอาจใช้มช้านั่งเตี้ยๆ วางเท้าท้เพื่อให้เท้าท้ราบกับพื้น 3. จัดแขนทั้งทั้2 ข้าง โน้มมาด้านหน้าและวางอยู่บ ยู่ นโต๊ะ วิธีวิก ธี ารช่วยเหลือ ลื หรือ รื การบำ บัด บั ความผิดผิ ปกติ 162 ในการรับ รั ประทานอาหาร


กายสัมผัสผับริเริวณเหงือ งื ก นวดเหงือ งื กด้านนอกบนและล่าง โดยเริ่มริ่จาก ตรงกลางเหงือ งื ก นวดไปด้านซ้าซ้ยสุดแนวเหงือ งื ก และย้อนกลับมาจุด เริ่มริ่ต้น และนวดไปทางด้านขวา ทำ ซ้ำ ประมาณ 3 ครั้งรั้ ปัญหา การรับความรู้สึกของผิวหนังบริเวณใบหน้า และช่องปาก วิธีการช่วยเหลือ 1.สัมผัสผัด้วยความแข็งแรงมั่นมั่คง จากส่วนที่มี ที่ มี ความทนต่อความรู้สึรู้ สึ ก ค่อนข้างมากก่อน เช่นช่ลำ ตัว สะโพก และขา เพื่อให้เด็กยอมรับรัแล้วค่อย ให้การสัมผัสผับริเริวณแขน ใบหน้า และช่อช่งปาก เป็นต้น 2.ใช้วิช้ วิธีท ธี างอ้อมไม้ให้เด็กรู้ เช่นช่ขอดูฟันหน่อย พร้อร้มสอดเข้าไปนวด บริเริวณเหงือ งื ก กระพุ้งแก้ม และเพดานปาก 3.ในช่วช่งแรกของการสัมผัสผั ใบหน้า ถ้าเด็กมีพฤติกรรมต่อต้าน ขัดขืน ร้อร้งไห้ เกร็ง ร็ หรือ รื มีการเพิ่มความตึงตัวของกล้ามเนื้อบริเริวณปาก ให้หยุด ยุ ก่อน ไปเริ่มริ่ให้การกระตุ้นส่วนของร่าร่งกายที่ย ที่ อมรับรัก่อน แล้วใช้ควช้าม พยายามใหม่อีกครั้งรั้ ในวันหลัง 4. ภายหลังการสัมผัสผัจะมีการหลั่งลั่น้ำ ลายเพิ่มมากขึ้น ควรกระตุ้นให้ เด็กปิดปาก และกลืนน้ำ ลายด้วย 5. เด็กที่มี ที่ มีปัญหาการรับรัความรู้สึรู้ สึ กของช่อช่งปากผิดผิ ปกติ มักพบร่วร่มกับ การรับรัความรู้สึรู้ สึ กบริเริวณส่วนต่างๆ ของร่าร่งกายร่วร่มด้วย เพราะฉะนั้นควร ส่งเสริมริการประมวลการรับรัความรู้สึรู้ สึ กสัมผัสผัเพื่อส่งเสริมริการรับรั สัมผัสผั ใน กิจกรรมที่ใที่ ช้มืช้ มื อสัมผัสผัหรือ รื กายสัมผัสผั ได้สมบูรณ์ขึ้น เช่นช่การเล่นถังทราย การระบายสีด้วยนิ้วมือ การปั้นดินน้ำ มัน 6. การให้กายสัมผัสผับริเริวณในช่อช่งปาก 163


กายสัมผัสผับริเริวณลิ้นลิ้วางนิ้วมือบริเริวณกลางลิ้น นวดดันจาก กลางลิ้นลิ้ ไปด้านหลัง กายสัมผัสผับริเริวณกระพุ้งแก้ม วางนิ้วมือบริเริวณตรงกลางกระพุ้งแก้ม นวดในทิศทิทางขึ้น ขึ้ และลง โดยเริ่มริ่จากตรงกลางอย่างน้อยข้างละ 3 ครั้งรั้ทำ ทั้งทั้ซ้าซ้ยและขวา กายสัมผัสผับริเริวณเพดานปาก วางนิ้วบริเริวณกลางเพดานแข็ง นวดใน ทิศทิทางด้านหน้าไปด้านหลังทำ ซ้ำ ประมาณ 3 ครั้งรั้ ข้อควรระวัง 1.นวดด้วยแรงกดพอประมาณ 2.ถ้าเด็กต่อต้านการสัมผัสผัมาก หรือรืมีอาการเกร็ง ร็ เพิ่มขึ้นระหว่างการสัมผัสผั ให้หยุดยุก่อน และ ไปเริ่มริ่บริเริวณที่เที่ด็กยอมรับรัการสัมผัสผัหรือรืเริ่มริ่ใหม่ในวันหลัง 3.การนวดบริเริวณช่อช่งปาก จะกระตุ้นให้มีการหลั่งลั่น้ำ ลายมากขึ้น ผู้บำผู้บำบัดควรบอกให้เด็ก ปิดปากและกลืนน้ำ ลายภายหลังที่สัที่ สังเกตพบว่าน้ำ ลายเพิ่มมากขึ้น 164


นิ้วหัวแม่มือกดบริเริวณคางใต้ริมริ ฝีปากล่าง ใช้ควช้บคุมการปิดเปิดของขา กรรไกรร่วร่มกับกระตุ้นให้ศีรษะก้มมาด้านหน้า นิ้วชี้วชี้างอยู่ต ยู่ ามแนวขากรรไกร เพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวในแนวเฉียง ออกด้านข้าง นิ้วกลางวางอยู่ใ ยู่ ต้คางเด็ก พร้อร้มแรงกดบริเริวณฐานลิ้นเพื่อป้องกันขา กรรไกรเคลื่อนที่ล ที่ ง ปลายแขนวางแนบไปกับกระดูกหน้าอก พร้อร้มแรงกดลงเพื่อกระตุ้นให้ ศีรษะ ไหล่ ก้มมาด้านหน้า ปัญหา การทำ งานของกล้ามเนื้ออวัยวะบริเวณปากและช่องปาก วิธีการช่วยเหลือในการควบคุมขากรรไกร วางนิ้วมือ 3 นิ้ว บริเริวณริมริ ฝีปาก และแนวขากรรไกร ดังนี้ 1. เข้าทางด้านหน้าของเด็ก 1.1 ผู้ฝึ ผู้ ฝึ กใช้มืช้ มื อข้างถนัดจับบริเริวณคางเด็ก โดย 1.2 ผู้ฝึ ผู้ ฝึ กบอกให้เด็กมีการเคลื่อนไหวขากรรไกรในทิศทิทางปิด – เปิด (อ้าและปิดปาก) โดยช่วช่งประคองให้เด็กเรีย รี นรู้ทิรู้ ศททิางตามแนวแรงจากนิ้ว ผู้ฝึ ผู้ ฝึ ก ข้อควรระวัง แรงกดของนิ้วหัวแม่มือให้ในแนวตรง ไม่ควรให้ในแนวดึงลงเพราะจะทำ ให้มีการอ้าปากได้ 165


นิ้วหัวแม่มือวางอยู่บ ยู่ นแนวขากรรไกรขึ้นมาถึงกกหู เพื่อยับยั้งยั้การ เคลื่อนไหวในแนวเฉียง นิ้วชี้วชี้างอยู่บ ยู่ นริมริ ฝีปากบน พร้อร้มแรงกด เพื่อกระตุ้นศีรษะก้มมาด้าน หน้า นิ้วกลางวางใต้ริมริ ฝีปากของเด็ก นิ้วนางวางอยู่ใ ยู่ ต้คางเด็ก พร้อร้มแรงกดในทิศทิทางขึ้นตรงบริเริวณฐาน ของลิ้นลิ้เพื่อช่วช่ยควบคุมการปิดของขากรรไกร นิ้วก้อยวางแนบไปกับกระดูกหน้าอด พร้อร้มแรงกดในทิศทิทางขึ้นตรง บริเริวณฐานของลิ้นลิ้เพื่อช่วช่ยควบคุมการปิดของขากรรไกร 2. เข้าทางด้านข้างของเด็ก 2.1 ผู้ฝึ ผู้ ฝึ กใช้มืช้ มื อข้างถนัดจับบริเริวณคางของเด็ก 2.2 ผู้ฝึ ผู้ ฝึ กบอกให้เด็กเคลื่อนไหวขากรรไกรในทิศทิทางต่างๆ โดยผู้ฝึ ผู้ ฝึ กช่วช่ย ประคองทิศทิทางการเคลื่อนไหวขากรรไกรของเด็ก 2.3 เทคนิคการควบคุมขากรรไกรด้วย 3 นิ้ว สามารถนำ มาใช้ฝึช้ ฝึ กควบคุม การเคลื่อนไหวริมริ ฝีปากไปพร้อร้มกันได้ 166


วิธีการช่วยเหลือในการควบคุมริมฝีปาก วิธีการที่ 1 ในเด็กที่สที่ ามารถปฏิบัติตามคำ สั่งได้ และมีความตึงตัวของกล้ามเนื้อใกล้ เคียงปกติ ใช้บช้ริหริารกล้ามเนื้อเพื่อกระตุ้นให้ริมริ ฝีปากมีการเคลื่อนไหวใน ทิศทิทางต่าง ๆ เช่นช่ ให้เด็กเลียนแบบการห่อปาก การเหยียดปาก (ยิ้ม) การ เม้มริมริ ฝีปาก การออกเสียง อา อู อี เอ็ม พี ฝึกการเล่นหรือ รื ทำ กิจกรรมต่างๆ เช่นช่เป่านกหวีด เป่าเทีย ที น เป่าฟองสบู่ การอ้าปากกว้าง ๆ วิธีการที่ 2 กระตุ้นการปิดริมริ ฝีปากโดยใช้นิ้ช้ นิ้วชี้ และนิ้วกลางลูบ ลู ด้วยแรงกด สม่ำ เสมอ บริเริวณด้านข้างแต่ละด้านของริมริ ฝีปากในทิศทิทางลง ด้านซ้าซ้ย 3 ครั้งรั้ด้านขวา 3 ครั้งรั้แล้วจับริมริ ฝีปากบนและล่างปิดเข้าหากันด้วยนิ้วชี้ และนิ้วหัวแม่มือนานประมาณ 1-2 วินาที ทำ เช่นช่เดียวกันนี้กับริมริ ฝีปาก ล่าง แต่ลูบ ลู ด้วยแรงกดในทิศทิทางขึ้น 167


วิธีการที่ 3 กระตุ้นการปิดริมริ ฝีปากโดยใช้นิ้ช้ นิ้วชี้แชี้ละนิ้วหัวแม่มือจับริมริ ฝีปาก ดึงออกแล้วปล่อยให้ดีดตัวกลับ วิธีการที่ 4 การแลบลิ้น ลิ้ 1.ผู้ฝึ ผู้ ฝึ กใช้ไช้ม้กดลิ้นลิ้แตะที่ปที่ ลายลิ้น และค่อยๆ ถอยออก กระตุ้นให้ เด็กแลบลิ้นลิ้ตาม 2.ผู้ฝึ ผู้ ฝึ กใช้อช้มยิ้ม หรือ รื น้ำ หวาน แตะริมริ ฝีปากล่าง กระตุ้นให้เด็กแลบ ลิ้นลิ้ออกมาเลีย 168


การตวัดลิ้น ลิ้ ไปซ้าย – ขวา 1.ผู้ฝึ ผู้ ฝึ กใช้ไช้ม้กดลิ้นลิ้หรือ รื ช้อช้นแตะด้านข้างของลิ้น กระตุ้นให้ เด็กเอียงลิ้นลิ้ ไปด้านข้าง 2.เพิ่มความแข็งแรงโดยใช้ไช้ม้กดลิ้นแตะด้านข้างของช่อช่งปากให้เด็ก ออกแรงต้านกับไม้กดลิ้นลิ้ 3.ผู้ฝึ ผู้ ฝึ กกระตุ้นให้เด็กใช้ปช้ลายลิ้นแตะบริเริวณกระพุ้งแก้ม ซ้าซ้ย – ขวา ด้านในช่อช่งปาก การกระดกลิ้น ลิ้ ขึ้น - ลง 1.ผู้ฝึ ผู้ ฝึ กใช้ไช้ม้กดลิ้นลิ้แตะที่ปที่ ลายลิ้น พร้อร้มกับยกขึ้นและกระตุ้นให้เด็ก กระดกลิ้นลิ้ 2.ผู้ฝึ ผู้ ฝึ กใช้ลูช้ก ลู อม หรือ รื น้ำ ผึ้ง ผึ้ แตะริมริ ฝีปากบน กระตุ้นให้เด็กแลบลิ้น ออกมาแตะ 3.ผู้ฝึ ผู้ ฝึ กใช้ลูช้ก ลู อม หรือ รื น้ำ ผึ้ง ผึ้ แตะริมริ ฝีปากล่าง กระตุ้นให้เด็กแลบลิ้น ลงมาแตะ 169


การควบคุมภาวะที่มี ที่ มี ลิ้น ลิ้ ยื่นเข้าและออกช่องปากตลอดเวลา 1.หลีกเลี่ยงการป้อนอาหารขณะที่เ ที่ ด็กแลบลิ้นออกมา 2.ในขณะป้อนอาหารพยายามวางช้อช้นแตะกลางลิ้น พร้อร้มทั้งทั้กด และดันไปด้านหลัง ร่วร่มกับการช่วช่ยปิดขากรรไกร และริมริ ฝีปาก ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมติ ฝึกการแลบลิ้นก่อน การตวัดลิ้นไปซ้าซ้ย – ขวา หรือรืการกระดกลิ้นขึ้น - ลง ปัญหา ความบกพร่องด้านการดูด วิธีการช่วยเหลือ วิธีการที่ 1 สำ หรับรัเด็กเล็ก 1.จัดท่าท่ ให้เหมาะสม (ดูวิธีจ ธี ากหัวข้อการจัดท่าท่ สำ หรับรัการรับรั ประทาน อาหาร) 2.ผู้ฝึ ผู้ ฝึ กสอดนิ้วก้อยเข้าไปในช่อช่งปากเด็ก ขยับนิ้วก้อยแตะบริเริวณเพดาน บนเป็นระยะๆ 170


ผู้ฝึ ผู้ ฝึ กใช้นิ้ช้ นิ้วมือปิดปลายหลอดกาแฟที่มี ที่ มี น้ำ หวานอยู่ป ยู่ ระมาณ 3 ใน 4 ของ หลอด และวางบนลิ้นลิ้ โดยให้เป็นแนวเฉียงประมาณ 45 องศา กระตุ้น ให้เด็กห่อปากปิดรอบหลอดกาแฟ พร้อร้มทั้งทั้ ใช้ลิ้ช้ลิ้นช่วช่ยดูดน้ำ ออก ผู้ฝึ ผู้ ฝึ กค่อยๆ เปิดมือที่ปที่ ลายหลอดออกให้น้ำ ไหลลงสู่ปากเด็ก ผู้ฝึ ผู้ ฝึ กช่วช่ยเด็กเบาๆ บริเริวณแก้ม และขยับหลอดขึ้นลง เพื่อช่วช่ยกระตุ้น การดูด 3.ใช้เช้ทคนิคการควบคุมขากรรไกรด้วย 3 นิ้ว (ดูวิธีจ ธี ากหัวข้อ การควบคุมขากรรไกร) กระตุ้นให้เด็กปิดปากและขากรรไกร 4. กระตุ้นโดยใช้หัช้ หัวจุกนมสอดเข้าไปในช่อช่งปาก โยกขวดนมเบาๆ ให้ แตะเพดานบนเป็นพักๆ หยุด ยุ โยกเมื่อเด็กเริ่มริ่ดูดเอง และเริ่มริ่โยกอีกครั้งรั้เมื่อ เด็กหยุด ยุ ดูด วิธีการที่ 2 สำ หรับรัเด็กโต 1.ในกรณีที่เ ที่ ด็กไม่มีการเคลื่อนไหวของริมริ ฝีปาก และลิ้นในลักษณะการ ดูดเลย ให้ฝึกการห่อริมริ ฝีปากให้แข็งแรง และฝึกการเคลื่อนไหวของลิ้น ก่อน (ดูวิธีก ธี ารจากหัวข้อการควบคุมริมริ ฝีปาก และการควบคุมการ เคลื่อนไหวลิ้นลิ้ ) 2. ฝึกการดูดน้ำ จากหลอด โดยวิธีก ธี ารดังต่อไปนี้ 171


เมื่อเด็กมีแรงดูดเพิ่มมากขึ้น ลดระดับหลอดกาแฟให้ต่ำ ลงเรื่อรื่ยๆ เพิ่มแรงการดูดน้ำ จากหลอด โดยใช้หช้ลอดกาแฟที่มีที่ มีขนาดเล็กลง และยาวขึ้น หรือรืเพิ่มความข้นของน้ำ การกระตุ้นการดูด ควรทำ ซ้ำ ๆ เพื่อให้เด็กเกิดการเรียรีนรู้กรู้ารเคลื่อนไหว ริมริ ฝีปาก ลิ้น ที่ สัมพันธ์กัธ์ กัน เพื่อให้เกิดแรงดูดในช่อช่งปากได้ ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมติ ปัญหา ความบกพร่องด้านการเคี้ยว วิธีการช่วยเหลือ 1.ในกรณีที่เ ที่ ด็กยังควบคุมขากรรไกรไม่ได้ ให้ใช้เช้ทคนิคการควบคุมขา กรรไกรด้วย 3 นิ้วช่วช่ย และฝึกให้เด็กอ้าปากกว้างๆ สลับกับการปิดปาก 2.ออกกำ ลังกายกล้ามเนื้อที่ใที่ ช้ใช้นการเคี้ยว โดยสอดเยลลี่แข็งที่ผู ที่ ก ผู เชือ ชื ก ไว้โผล่ออกนอกช่อช่งปาก เพื่อไม่ให้เด็กกลืนเข้าไป เข้าทางด้านข้างตรง บริเริวณฟันกราม แล้วกระตุ้นให้เด็กเคี้ยว โดยผู้ฝึ ผู้ ฝึ กใช้เช้ทคนิคการควบคุมขา กรรไกร ช่วช่ยขยับขากรรไกรในแนวขึ้น ลง และหมุน คล้ายการบดของฟัน กับอาหาร 3. ฝึกการเคี้ยว โดยใช้อช้าหารอ่อนชิ้นชิ้เล็กๆ สอดเข้าด้านข้างของช่อช่งปาก บริเริวณฟันกราม พร้อร้มทั้งทั้ สอดนิ้วตามเข้าไปนวดบริเริวณเหงือ งื กในลักษณะ วงกลม เมื่อเด็กเคี้ยวได้ละเอียดแล้วกระตุ้นการปิดปากและกลืน 172


นวดบริเริวณแก้มด้านนอกทั้งทั้ สองข้าง ในลักษณะเป็นวงกลม ใช้นิ้ช้ นิ้วของผู้ฝึ ผู้ ฝึ กนวดใต้คางในทิศททิางหมุนเป็นวงกลม 4. กระตุ้นการเคี้ยว โดยใช้เช้ทคนิค ดังต่อไปนี้ ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมติ ไม่ควรใช้อช้าหารที่เที่มื่อถูกกับน้ำ แล้วละลายติดเพดานหรือรืเหงืองืก เช่นช่ขนมปัง ปัญหา ความบกพร่องด้านการกลืน วิธีการช่วยเหลือ 1.จัดให้เด็กนั่งในท่าท่ที่ถู ที่ ถู กต้อง 2.กระตุ้นการหลั่งลั่น้ำ ลาย โดยนวดเหงือ งื กด้านนอก ทั้งทั้บนและล่าง 3. ใช้นิ้ช้ นิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง ลูก ลู ด้วยแรงกดพอสมควรบริเริวณด้านข้าง กล่องเสียงในทิศทิทางขึ้น ขึ้ เริ่มริ่จากกระดูกไหปลาร้าร้ขึ้นไปจนถึงใต้คาง พร้อร้มกระตุ้นให้เด็กปิดปาก กระดกปลายลิ้นเตะเพดานบน และกลืน 173


ขณะกลืนต้องใช้ขช้ากรรไกร และริมริ ฝีปากปิดก่อน อาหารที่จที่ะนำ มาฝึกกลืนในช่วช่งแรก ควรเป็นอาหารข้นที่จัที่ จับตัวเป็นก้อน เช่นช่ สังขยา เยลลี่ เพื่อป้องกันการสำ ลัก เมื่อกลืนได้ดีขึ้น จึงปรับรัความข้นของอาหารให้ลดลง การควบคุมสิ่งแวดล้อม ไม่เข้มงวดมากเกินไป ควรอยู่ใยู่นสถานการณ์ที่ผ่ที่อผ่นคลาย เด็กมี ความเพลิดเพลิน และใช้เช้วลาพอสมควรอย่างเร่งร่รัดรัเด็ก 4. กรณีที่เ ที่ ด็กปิดปากไม่ได้ ผู้ฝึ ผู้ ฝึ กใช้เช้ทคนิคการควบคุม ขากรรไกรด้วย 3 นิ้ว ช่วช่ยให้ขากรรไกรปิด 5. ถ้าเด็กสามารถควบคุมการกลืนได้บ้าง เปลี่ยนเป็นอาหารอ่อน โดยใช้ช้ช้อช้นกดบริเริวณกลางลิ้นและให้เด็กเปิดปาก กระดกปลายลิ้นแตะ เพดานบน และกลืน ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมติ ปัญหา น้ำ ลายไหลย้อย เนื่องจากมีปัญหาในการควบคุมศีรษะได้ไม่ดี มีปัญหา การกลืนลำ บาก และมีการสร้างน้ำ ลายมากเกินไป จะพบภาวะน้ำ ลายไหล ย้อยได้ วิธีการช่วยเหลือ ใช้กิช้ กิจกรรมเพื่อกระตุ้นการควบคุมศีรษะ เช่นช่กระตุ้นการควบคุมศีรษะ ในท่าท่นอนหงาย ท่าท่นอนคว่ำ ท่าท่นั่ง ในรายที่มี ที่ มี ความรุนแรงมาก จำ เป็นต้อง ดัดแปลงที่พ ที่ ยุง ยุ ศีรษะ ลำ ตัวให้เหมาะสม เพื่อให้ร่าร่งกายส่วนต่างๆ อยู่ใ ยู่ น แนวที่เ ที่ หมาะสม ช่วช่ยให้อวัยวะในช่อช่งปากทำ หน้าที่ไที่ ด้ถูกต้องมากขึ้น 174


ปัญหา น้ำ ลายไหลย้อย เนื่องจาก การควบคุมการปิดเปิดขากรรไกร ปาก หรือการเคลื่อนไหวลิ้น ลิ้ ทำ ได้ไม่ดีพอ วิธีการช่วยเหลือ ใช้เช้ทคนิคการควบคุมขากรรไกร การควบคุมการเคลื่อนไหวริมริ ฝีปาก การควบคุมการเคลื่อนไหวลิ้น ใช้เทคนิค “การปรับพฤติก ติ รรม” มาช่วยแก้ปัญหาน้ำ ลายไหลย้อย ผู้ดู ผู้ ดู แลคอยสังเกตพฤติกรรม ร่วร่มกับใช้กช้ารพูดย้ำ บ่อยๆ ให้เด็กปิดปาก กลืนน้ำ ลายด้วยตนเอง และให้แรงเสริมริทางบวก เช่นช่ขนม คำ ชมเชย เมื่อ เด็กแสดงพฤติกรรม ดังต่อไปนี้ 1. สามารถกลืนน้ำ ลายได้เอง และไม่เปียกชื้น ชื้ นาน 5 – 10 นาที 2. ไม่มีภาวะน้ำ ลายไหลยืดได้นาน 5 – 10 นาที เมื่อทำ ได้อย่างสม่ำ เสมอจะช่วช่ยให้เด็กเกิดการเรีย รี นรู้ และมีการรับรัรู้ดีรู้ ดี ขึ้น ว่าต้องกลืนน้ำ ลาย เมื่อมีน้ำ ลายออกมาเต็มปาก จะช่วช่ยให้ภาวะนี้ค่อยๆ ลด ลงได้ 175


การพัฒนาผู้เ ผู้ รีย รี น ด้ว ด้ ยวิธี วิ ก ธี ารทาง จิต จิ วิท วิ ยาคลินิ ลิ นิ ก 176


กิจ กิ กรรมส่งเสริม ริ พัฒนาการด้า ด้ น อารมณ์และจิต จิ ใจ โดย นักจิต จิ วิท วิ ยา 177


พัฒนาการด้า ด้ นอารมณ์และจิต จิ ใจ 178 การทำ งานของสมอง การทำ งานของสมองเป็นหนึ่งในระบบที่ซั ที่ ซั บซ้อนที่สุที่ ด สุ ใน ธรรมชาติ สมองของมนุษ นุ ย์จ ย์ ะควบคุมและสั่งการกระบวนการ และพฤติก ติ รรมทางจิต จิ ทั้ง ทั้ หมดของคนเราทั้ง ทั้ ขณะที่มี ที่ สมี ติแ ติ ละ ไม่รู้ ม่ รู้ สึรู้ สึ กตัว ตั หน้าที่ต ที่ ามระบบการทำ งาน เปลือ ลื กสมอง (หรือ รื ที่เ ที่ รีย รี กอีก อี อย่า ย่ งว่า ว่ ซีรีบ รี รัม รั ) แบ่ง บ่ ออก เป็นสองซีก ได้แ ด้ ก่ ซีกซ้าย และ ซีกขวา ซึ่งแยกจากกัน กั แต่ เชื่อมต่อ ต่ กัน กั อยู่ โดยแต่ล ต่ ะซีกจะควบคุมการรับ รั รู้แ รู้ ง่มุ ง่ ม มุ ที่แ ที่ ตก ต่า ต่ งกัน กั นอกจากนี้สมองยัง ยั ประกอบด้ว ด้ ยกลีบ ลี สมองจำ นวนสี่ กลีบ ลี ที่มี ที่ ลั มี ก ลั ษณะเป็นคู่ (โดยกลีบ ลี ข้างหน้าอยู่ซี ยู่ ซี กซ้าย อีก อี ข้าง หนึ่งอยู่ซี ยู่ ซี กขวา) ซึ่งแต่ล ต่ ะกลีบ ลี จะเกี่ย กี่ วข้องกับ กั ระบบการทำ งาน ของสมองในเรื่อ รื่ งเฉพาะทางต่า ต่ งกัน กั ไป ความเชี่ยวชาญของสมองแต่ล ต่ ะซีก ด้านหน้าของสมอง สมองซีกซ้าย สมองซีกขวา ส่วนนี้จะควบคุมและประสานการ ทำ งานทางด้า ด้ นขวาของร่า ร่ งกาย เป็นด้า ด้ นวิเ วิ คราะห์ของสมอง มีห มี น้าที่เ ที่ กี่ย กี่ วข้องกับ กั ตรรกะ การ ใช้เหตุผ ตุ ล การตัด ตั สินใจ คำ พูด พู และภาษา สมองซีกซ้าย ................................................ สมองซีกขวา ส่วนนี้จะควบคุมและประสานการทำ งานทางด้า ด้ นซ้ายของร่า ร่ งกาย เป็นด้า ด้ นสร้า ร้ งสรรค์ของสมอง เกี่ย กี่ วข้องกับ กั การรับ รั ข้อมูล มู ทางประสาทสัมผัสผั เช่น การรับ รั รู้ภ รู้ าพ การได้ยิ ด้ น ยิ


พัฒนาการด้า ด้ นอารมณ์และจิต จิ ใจ 179 การทำ งานของสมอง ระบบลิมบิก โครงสร้างที่ซั ที่ ซั บซ้อนนี้เกี่ย กี่ วข้องกับการประมวลผลการ ตอบสนองทางอารมณ์และการสร้างความทรงจำ ไฮโปทาลามัสมั เกี่ย กี่ วข้องกับ กั การควบคุมอุณ อุ หภูมิ ภู ข มิ องร่า ร่ งกาย และระดับ ดั น้ำ รวมถึงการตอบสนองทาง พฤติก ติ รรมหลัก ลั ๆ ทาลามัส ประมวลผลและส่งข้อมูลไปยังพื้นที่ สมองที่อ ที่ ยู่เ ยู่ หนือขึ้นไป ออลแฟกทอรี บัลบ์ ถ่ายทอดสารเกี่ย กี่ วกับกลิ่น ลิ่ ไปยังพื้นที่ลิ ที่ ลิ มบิก ส่วนกลางเพื่อประมวลผล อะมิกดาลา ประมวลผลทางอารมณ์ซึ่งส่งผลต่อ ต่ การ เรียนรู้และความจำ ฮิปฮิ โปแคมปัส เปลี่ย ลี่ นความจำ ระยะสั้นให้เป็นความ จำ ระยะยาว


พัฒนาการด้า ด้ นอารมณ์และจิต จิ ใจ 180 สมองกับ กั อารมณ์ อารมณ์ส่งผลกระทบอย่า ย่ งมากต่อ ต่ ชีวิต วิ ของผู้ค ผู้ น โดยควบคุม พฤติก ติ รรมของคนเรา มีค มี วาม หมายต่อ ต่ การดำ รงชีวิต วิ และเป็น แก่น ก่ ของความเป็นมนุษ นุ ย์ แต่ใต่ น ความเป็นจริง ริ อารมณ์เป็นผลมา จากการตอบสนองทางสรีร รี วิท วิ ยา ในสมองที่ถู ที่ ถู กกระตุ้น ตุ้ โดยสิ่งเร้า ร้ ต่า ต่ ง ๆ สมองกับ กั อารมณ์มีค มี วามเกี่ย กี่ วข้องกัน กั หากบุค บุ คลได้รั ด้ บ รั การกระตุ้น ตุ้ จากสิ่งเร้า ร้ เช่น มองเห็นงู โดยผ่า ผ่ นการแปลความ หมายของสมองส่วนการมองเห็น (Visual cortex)ข้อมูล มู จะ ถูกส่งผ่า ผ่ นกระแส ประสาทไปยัง ยั สมองส่วนต่า ต่ ง ๆ จึง จึ ทำ ให้ เกิด กิ การตอบสนอง เพื่อเตรีย รี มพร้อ ร้ มต่อ ต่ การเกิด กิ ปฎิกิ ฎิ ริ กิ ย ริ าสู้ หรือ รื หนี (Fight or flight) อารมณ์พื้นฐานของมนุษ นุ ย์ ได้แด้ก่ อารมณ์โกรธ กลัวลั ประหลาดใจ ขยะแขยง รังรัเกีย กี จ มีค มี วามสุข สุ สนุก นุ สนาน และเศร้าร้อารมณ์แต่ลต่ะชนิดก็ มีค มี วามเกี่ย กี่ วข้องและกระตุ้น ตุ้ สมองแต่ลต่ะส่วนมากน้อยแตกต่าต่งกันกัเช่น เมื่อ มื่ มีเ มี รื่อ รื่ งที่ทำ ที่ ทำให้ตกใจกลัวลั สมองส่วนอมิกมิดาลา ซึ่งทำ หน้าที่ค ที่ วบคุม เหตุผ ตุ ลและอารมณ์จะถูกกระตุ้น ตุ้ ทำ ให้วงจรต่าต่ง ๆ ทำ งานมีก มี ารส่งกระแส ประสาทไปยังยัก้าก้นสมองทำ หน้าที่สำที่สำคัญในการควบคุมการทำ งานของ ร่าร่งกาย และมีก มี ารตอบสนองต่อต่ความกลัวลัด้วด้ยการกระตุ้น ตุ้ ระบบประสาท อัตอั โนมัติมั ใติห้ทำ งาน จึง จึ เกิดกิอาการ เช่น ใจสั่น เหงื่อ งื่ แตก


พัฒนาการด้า ด้ นอารมณ์และ 181 จิต จิ ใจในแต่ล ต่ ะช่วงวัย วั วัยเด็กตอนต้น ต้ 2-6 ปี 2-3 ปี อารมณ์ขึ้น ขึ้ ๆ ลง ๆ ไม่ยอมยืดหยุ่น ยุ่ ต้องเอา ให้ได้อย่างใจต้องการ รู้ถึ รู้ ถึ งเพศของตน เริ่มริ่สนใจ ความแตกต่างทางร่า ร่ งกายระหว่างหญิงและชาย 3-6 ปี ควบคุมอารมณ์ได้ดี ด้ ขึ้ ดี ขึ้ น ขึ้ แข่ง ข่ ขัน ขั แย่ง ย่ ชิง ชิ ความรัก รั ความสนใจจากพ่อแม่ก ม่ ารเล่น ล่ ชอบเล่น ล่ ปีนป่ายชอบเล่น ล่ ไม้ลื่ ม้ น ลื่ ชอบเล่น ล่ สมมติ อ่อ อ่ นไหว ต่อ ต่ คำ ชมและคำ ตำ หนิ รู้จั รู้ ก จั กลัว ลั อธิบ ธิ ายถึง ถึ ความ กลัว ลั และความวิต วิ กกัง กั วลนั้นได้ดี ด้ ขึ้ ดี ขึ้ น ขึ้


พัฒนาการด้า ด้ นอารมณ์และ 182 จิต จิ ใจในแต่ล ต่ ะช่วงวัย วั วัย วั เด็ก ด็ ตอนกลาง 6-9 ปี เด็ก ด็ มัก มั จะมีอ มี ารมณ์ที่ดี ที่ เ ดี มื่อ มื่ มีเ มี รื่อ รื่ งที่ ดีเ ดี ข้า ข้ มาและจิต จิ ใจของเขาก็สก็ ามารถที่จ ที่ ะ สัมผัสผั เรื่อ รื่ งดีเ ดี รื่อ รื่ งนั้นได้ อ่อ อ่ นไหวง่า ง่ ย ต่อ ต่ การติเ ติ ตีย ตี น และการเยาะเย้ย ย้ ชอบ การชมเชยจากพ่อแม่ คุณครู ต้อ ต้ งการ สร้า ร้ งความพอใจให้ครู ชอบเอาใจ คุณครู ทำ หน้าที่ด้ ที่ ว ด้ ยความรับ รั ผิด ผิ ชอบ


สามารถยอมรับ รั ตนเอง มีเหตุผลรู้จั รู้ จั ก พิจารณาสิ่งต่าง ๆ มีความสนใจในเพศ ตรงข้าม และเริ่ม ริ่ เปลี่ยนบุคลิกภาพตัวเอง ให้เป็นที่น่ ที่ น่ าดึงดูด อาจมีอารมณ์แปรปรวน ง่า ง่ ย อารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ จากมีความสุข หัวเราะ อาจเปลี่ยนเป็นเศร้า ร้ ภายในไม่กี่ นาที เด็กอาจใช้เ ช้ วลากับพ่อแม่น้อยลง และ ใช้เ ช้ วลากับเพื่อนมากกว่า อาจมีความสนใจ และจินตนาการที่เ ที่ กี่ยวกับความรัก รั และ ความสำ เร็จ ร็ พัฒนาการด้า ด้ นอารมณ์และ 183 จิต จิ ใจในแต่ล ต่ ะช่วงวัย วั วัย วั เด็ก ด็ ตอนปลาย 9-12 ปี


เริ่ม ริ่ แสดงออกถึงสิ่งที่ต ที่ นเองชอบ สิ่ง ที่ต ที่ นเองถนัด ค่อนข้างเจ้าอารมณ์ ขาด เหตุผล ขาดความเชื่อ ชื่ มั่น มั่ ในตนเอง อารมณ์จะปั่นป่วน เปลี่ยนแปลงง่า ง่ ย หงุด งุ หงิด งิ ง่า ง่ ย เครีย รี ดง่า ง่ ย โกรธง่า ง่ ย อาจ เกิดอารมณ์ซึม ซึ เศร้า ร้ โดยไม่มีสาเหตุได้ง่า ง่ ย อารมณ์ที่ไที่ ม่ดีเหล่านี้อาจทำ ให้เกิด พฤติกรรมเกเร ก้าวร้า ร้ ว มีผลต่อการ เรีย รี นและการดำ เนินชีวิ ชีวิ ต พัฒนาการด้า ด้ นอารมณ์และ 184 จิต จิ ใจในแต่ล ต่ ะช่วงวัย วั วัย วั รุ่น รุ่ ตอนต้น ต้ 12-15 ปี


ต้องการความเป็นอิสระ มักจะมีความ รู้สึรู้ สึ กที่เ ที่ปิดเผยเชื่อ ชื่ มั่น มั่ ในตนเอง รู้สึรู้ สึ กว่าตน มีความสุข แต่ในบางครั้ง รั้ ก็อาจจะหดหู่ มี ความสงสัยอยู่ต ยู่ ลอดเวลาได้ รู้สึรู้ สึ กชอบและ ไม่ชอบความรุนแรง ไม่ค่อยจะยอมใครง่า ง่ ย ๆ แต่บางครั้ง รั้ ก็จะโอบอ้อมอารี บางครั้ง รั้ ก็ เป็นคนเห็นแก่ตัวแบบเด็ก ๆ มักจะมีความ รู้สึรู้ สึ กนึกคิดขัดแย้งกับผู้ใ ผู้ หญ่อยู่เ ยู่ สมอ ถ้าพ่อ แม่ให้โอกาสเด็กวัยรุ่น รุ่ ได้แสดงความเห็น ก็จะช่ว ช่ ยให้เด็กเรีย รี นรู้วิ รู้ วิ ธีก ธี ารขึ้นทีล ที ะน้อย ถ้าไม่เปิดโอกาสเลยเด็กจะเกิดความเครีย รี ด และเกิดปัญหาทางอารมณ์ตามมา พัฒนาการด้า ด้ นอารมณ์และ 185 จิต จิ ใจในแต่ล ต่ ะช่วงวัย วั วัยรุ่นตอนกลาง 15-18 ปี


1. ความบกพร่องทางด้านสติปัติ ปั ญญา หรือปัญญาอ่อน (Mental Retardation) 2. ความบกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning Disabilities) หรือ รื LD 3. ความบกพร่องทางด้านอารมณ์หรือพฤติก ติ รรม (Emotional or Behavioral Disorders) 4. ความบกพร่องในการสื่อสาร (Communication Disorders) 5. ความบกพร่องด้านการได้ยิน (Hearing Impairment) 6. ความบกพร่องด้านการมองเห็น (Visual Impairment) 7. ความบกพร่องด้านร่างกาย (Physical Disabilities) 8. ออทิสติก ติ (Autistic) พัฒนาการด้า ด้ นอารมณ์และ 186 จิต จิ ใจในเด็ก ด็ พิเศษ ประเภทของกลุ่ม ลุ่ เด็ก ด็ พิเศษ เด็ก ด็ พิเศษมีค มี วามหลากหลายมาก ดังดันั้นจึง จึ มีก มี ารแบ่งบ่ ประเภทของเด็ก ด็ พิเศษเป็นหลายกลุ่มลุ่หลายประเภท ในที่นี้ที่ นี้ จะแบ่งบ่กลุ่มลุ่เด็ก ด็ พิเศษตามความบกพร่อร่งเป็น 8 ประเภท ได้แด้ก่


เด็ก ด็ ที่มีที่ค มี วามบกพร่อร่งทางสติปัติ ปัญญามักมัมีปัมี ปัญหาสำ คัญอย่าย่ง หนึ่ง นั่นคือ ปัญหาการเรีย รี นรู้ สิ่งที่ทำที่ทำให้เด็ก ด็ มีปัมี ปัญหาในการ เรีย รี นรู้ คือ เด็ก ด็ ไม่สม่ามารถมีสมี มาธิหธิรือ รื ไม่สม่ามารถใส่ใจในสิ่งที่ เรีย รี นรู้ไรู้ด้เด้ป็นเวลายาวนาน หรือ รื ในเวลาที่เที่หมาะสมอย่าย่งเพียงพอ นอกจากนั้นเด็ก ด็ กลุ่มลุ่นี้ยังยัมีปัมี ปัญหาเกี่ย กี่ วกับกัความจำ เด็ก ด็ มีข้ มี อข้ จำ กัดกั ในการจดจำ ข้อข้มูล มู ต่าต่ง ๆ การที่เที่ด็ก ด็ มีปัมี ปัญหาเกี่ย กี่ วกับกัการจำ ทำ ให้เด็ก ด็ ประสบกับกั ปัญหา การจัดจัการกับกัตนเอง (Selfregulation) เด็ก ด็ กลุ่มลุ่นี้จึง จึ มักมัขาดแรงจูง จู ใจ โดยเฉพาะอย่าย่งยิ่งยิ่ เด็ก ด็ ที่มีที่มีประสบการณ์ล้มล้เหลว เด็ก ด็ จะเรีย รี นรู้ว่รู้าว่ตัวตัเองไม่มีม่ค มี วาม สามารถทำ ให้ไม่มีม่แ มี รงจูง จู ใจที่จที่ะกระทำ สิ่งต่าต่ง ๆ เด็ก ด็ จะเกิดกิความ เชื่อ ชื่ ว่าว่ตนเองมีค มี วามสามารถที่จที่ะควบคุมหรือ รื จัดจัการสิ่งต่าต่ง ๆ ได้เด้พียงเล็ก ล็ น้อย ดังดันั้นเมื่อ มื่ เด็ก ด็ เผชิญชิหน้ากับกังานที่ท้ที่าท้ทายเด็ก ด็ จะ ยอมแพ้อย่าย่งง่าง่ยดาย 187 พัฒนาการด้านอารมณ์และ จิตใจในเด็กพิเศษ 1. ความบกพร่อ ร่ งทางด้า ด้ นสติปัติ ปั ญญา หรือ รืปัญญาอ่อ อ่ น


188 พัฒนาการด้านอารมณ์และ จิตใจในเด็กพิเศษ เด็ก ด็ ที่มีที่ค มี วามบกพร่อร่งทางการเรีย รี นรู้มั รู้ ก มั มีปัมี ปั ญหาทาง อารมณ์มากว่าว่เด็ก ด็ ปกติเติพราะเด็ก ด็ มัก มั แปลสถานการณ์ทาง สังคมผิดผิพลาดเป็นผลให้อาจแปลความรู้สึรู้ สึ กและอารมณ์ของ คนอื่น อื่ ผิดผิพลาด เด็ก ด็ ส่วนใหญ่สญ่ามารถบอกได้ว่ ด้ าว่เขาถูก ถู รบกวนจากคนอื่น อื่ เด็ก ด็ มัก มั ประสบปัญหาการทำ ความเข้า ข้ ใจใน มุม มุ มองของคนอื่น อื่ ลัก ลั ษณะพฤติกติรรมบางอย่าย่งของเด็ก ด็ กลุ่มลุ่ นี้อาจเป็นการสร้า ร้ งความลำ บากใจให้กับ กั ผู้อื่ ผู้ น อื่ หากเขามี ปฏิสัฏิ สั มพันธ์ด้ ธ์ ว ด้ ย ในการสนทนาเด็ก ด็ มัก มั มีปัมี ปั ญหาในการสร้า ร้ ง มิตมิรภาพหรือ รื ดำ รงไว้ซึ่ ว้ งซึ่มิตมิรภาพ ทำ ให้เด็ก ด็ กลุ่มลุ่นี้มัก มั มีค มี วาม เข้า ข้ ใจตนเองไม่ดีม่นั ดี นั ก เด็ก ด็ ที่มีที่ค มี วามบกพร่อร่งทางการเรีย รี นรู้จึ รู้ ง จึ เรีย รี นรู้ที่ รู้ จที่ะยอมแพ้มากกว่าว่เอาชนะ หรือ รื กลายเป็นเด็ก ด็ ที่หที่มด หรือ รื ไม่มีม่แ มี รงจูง จู ใจ ดัง ดั นั้นเด็ก ด็ จึง จึ มีแ มี นวโน้มที่จที่ะมีปัมี ปั ญหาใน การเรีย รี นด้า ด้ นวิชวิาการ 2. ความบกพร่อ ร่ งทางการเรีย รี นรู้


189 พัฒนาการด้านอารมณ์และ จิตใจในเด็กพิเศษ เด็ก ด็ ที่อที่ยู่ใยู่นกลุ่มลุ่นี้มัก มั มีปัมี ปั ญหาพฤติกติรรมที่แที่สดงออกถึง ถึ ความก้า ก้ วร้า ร้ วรุนแรง เช่นช่ชกต่อต่ยทะเลาะเบาะแว้ง ว้ ไม่เม่ ป็นที่ ยอมรับ รั ของเพื่อน ๆ เด็ก ด็ บางคนมีอ มี าการอยู่ไยู่ม่สุม่ข สุ และมีปัมี ปั ญหา เกี่ย กี่ วกับ กั สมาธิ ร่วร่มกับ กั อาการสมองได้รั ด้ บ รั ความกระทบ กระเทือ ทื น (brain injury) หรือ รื บางทีเ ที รีย รี กเด็ก ด็ กลุ่มลุ่นี้ว่าว่ “อัน อั ธพาล” เพราะเด็ก ด็ พวกนี้มัก มั ทำ ร้า ร้ ยผู้อื่ ผู้ น อื่ โดยที่ไที่ม่มีม่ค มี วาม รู้สึรู้ สึ กผิดผิ ไม่สม่ามารถอยู่ใยู่นกฎระเบีย บี บใด ๆ หรือ รื ไม่มีม่วิ มี นัวิ นั ยใด ๆ เด็ก ด็ ก้า ก้ วร้า ร้ วมัก มั ล้ม ล้ เหลวในการเรีย รี น ทำ ให้อนาคตมืด มื มน นอกจากนั้นยัง ยั มีปัมี ปั ญหาในการปรับ รั ตัว ตั และปัญหาสุข สุ ภาพจิตจิ โดยเฉพาะเด็ก ด็ ชาย ในขณะที่เที่ด็ก ด็ กลุ่มลุ่ที่ขี้ที่ ขี้ วิ ขี้ ตวิกกัง กั วล ขี้อ ขี้ าย ค่อน ข้า ข้ งหวั่น วั่ ไหวง่าง่ย นั้นมีโมี อกาสที่จที่ะมีง มี านทำ และมัก มั สามารถ เอาชนะปัญหาบุค บุ ลิกลิภาพของตนเองได้ 3. ความบกพร่อ ร่ งทางด้า ด้ นอารมณ์หรือ รื พฤติก ติ รรม


190 พัฒนาการด้านอารมณ์และ จิตใจในเด็กพิเศษ 4. ความบกพร่องในการสื่อสาร เด็ก ด็ จะมีปัมี ปั ญหาในการเรีย รี บเรีย รี งประโยค การลำ ดับ ดั คำ และพูด พู ไม่ชัม่ด ชั ภาวะไม่พูม่ด พู บางสถานการณ์ (Selective Mutism) หรือ รื ลัก ลั ษณะที่เที่ด็ก ด็ จะไม่ยม่อมพูด พู อย่าย่งเด็ด ด็ ขาดเมื่อ มื่ อยู่ใยู่นสถานการณ์เฉพาะซึ่งซึ่ส่วนใหญ่มัญ่ก มั เป็นที่โที่รงเรีย รี น ส่ง ผลต่อต่ความรู้สึรู้ สึ กไม่มั่ม่น มั่ ใจในตนเอง การถูก ถู ล้อ ล้ เลีย ลี นจาก กลุ่มลุ่เพื่อน นำ ไปสู่การมีพ มี ฤติกติรรมไม่กม่ล้า ล้ แสดงออก ความ รู้สึรู้ สึ กภาคภูมิ ภู ใมิจในตนเองต่ำ อ่ออ่นไหวง่าง่ยกับ กั การกระทำ และ คำ พูด พู ของผู้อื่ ผู้ น อื่


191 พัฒนาการด้านอารมณ์และ จิตใจในเด็กพิเศษ เด็ก ด็ ขาดความภูมิ ภู ใมิจและมั่น มั่ ใจในตนเอง ซึ่งซึ่อาจกระทบ ต่อต่ความสัมพันธ์กั ธ์ บ กั เพื่อนและครอบครัว รั เนื่องจากเด็ก ด็ มี ปัญหาในการฟัง การเข้า ข้ ร่วร่มกิจกิกรรมเป็นกลุ่มลุ่จึง จึ เป็นเรื่อ รื่ งที่ ยากยิ่งยิ่ขึ้น ขึ้ ไปอีก อี ส่งผลให้เด็ก ด็ ไม่สม่ามารถเข้า ข้ ร่วร่มกิจกิกรรม หรือ รื เล่นล่ สนุก นุ กับ กั เพื่อนได้ รู้สึรู้ สึ กแตกต่าต่งไปจากคนอื่น อื่ เพราะ ไม่สม่ามารถใช้โช้ ทรศัพท์มื ท์ อ มื ถือ ถื หรือ รืฟังเพลงได้เ ด้ หมือ มื นเพื่อน รู้สึรู้ สึ กอาย เนื่องจากตนเองจำ เป็นต้อ ต้ งตะโกนเวลาพูด พู ซึ่งซึ่อาจ ทำ ให้เด็ก ด็ กลัว ลั การสนทนา และแยกไปอยู่คยู่นเดีย ดี ว และการ สูญเสียการได้ยิ ด้ นยิมีผ มี ลกระทบต่อต่พัฒนาการด้า ด้ นอารมณ์และ จิตจิ ใจ และทัก ทั ษะทางสังคม ทำ ให้เด็ก ด็ สูญสู เสียความมั่น มั่ ใจ เกิดกิ ความเครีย รี ดและรู้สึรู้ สึ กโดดเดี่ย ดี่ วได้ 5. ความบกพร่อ ร่ งด้า ด้ นการได้ยิ ด้ น ยิ


192 พัฒนาการด้านอารมณ์และ จิตใจในเด็กพิเศษ 6. ความบกพร่องด้านการมองเห็น การตอบสนองทางอารมณ์เด็ก ด็ ที่มีที่ค มี วามบกพร่อร่ง ทางการมองเห็น ควรได้รั ด้ บ รั การกระตุ้น ตุ้ ให้แสดงออกในการ ตอบสนองทางอารมณ์อย่าย่งเหมาะสมโดยการแสดงออกทาง สีหน้า การพลัด ลั พรากจากกัน กั เด็ก ด็ อาจเกิดกิความกัง กั วลใจถ้า ถ้ ไม่มีม่ผู้ มี ใ ผู้ หญ่อญ่ยู่ใยู่กล้ ๆ ดัง ดั นั้น ผู้ใ ผู้ หญ่ต้ญ่อ ต้ งลดความกัง กั วลใจของ เด็ก ด็ โดยบอกเด็ก ด็ ว่าว่ผู้ใ ผู้ หญ่ยัญ่ง ยั อยู่ใยู่นบริเริวณนั้นๆถึง ถึ แม้ว่ ม้ าว่จะอยู่ ไกลออกไปก็ต ก็ าม รวมถึง ถึ การกลัว ลั คนแปลกหน้า เด็ก ด็ ที่มีที่ค มี วาม บกพร่อร่งทางการมองเห็นควรได้รั ด้ บ รั การสัมผัสผั กับ กั คนแปลก หน้าขณะที่สที่มาชิกชิ ในบ้า บ้ นอยู่ด้ยู่ว ด้ ย โดยค่อยๆแนะนำ ให้เด็ก ด็ รู้จั รู้ ก จั คนแปลกหน้าไม่คม่วรจู่โ จู่ จมเด็ก ด็


193 พัฒนาการด้านอารมณ์และ จิตใจในเด็กพิเศษ เด็ก ด็ ที่มีที่ค มี วามบกพร่อร่งทางด้า ด้ นร่าร่งกายอาจมีอ มี าการ ความบกพร่อร่งทางด้า ด้ นสติปัติ ปั ญญา มีค มี วามบกพร่อร่งทางการ เรีย รี นรู้ มีค มี วามบกพร่อร่งทางด้า ด้ นอารมณ์หรือ รื พฤติกติรรม มี ความบกพร่อร่งด้า ด้ นการติดติต่อต่ สื่อสาร เป็นต้น ต้ เด็ก ด็ ที่มีที่ร มี ะดับ ดั สติปัติ ปั ญญาปกติจติะยิ่งยิ่อ่ออ่นไหวมากต่อต่ความบกพร่อร่งหรือ รื ความพิการของตนเองมากขึ้น ขึ้ ขาดแรงจูง จู ใจง่าง่ย เด็ก ด็ ที่ขที่าด แรงจูง จู ใจย่อย่มไม่สม่ามารถเรีย รี นรู้ไรู้ ด้ถึ ด้ ง ถึ แม้สม้ มองจะไม่มีม่ ปัมี ปั ญหา เลยก็ต ก็ าม เช่นช่เด็ก ด็ ที่เที่ป็นโรคกล้า ล้ มเนื้อเสื่อมอาจรู้สึรู้ สึ กหดหู่ ไม่อม่ยากทำ อะไร เพราะสภาพร่าร่งกายถดถอยลงเรื่อ รื่ ย ๆ ใน กรณีเด็ก ด็ ที่ไที่ด้รั ด้ บ รั ความช่วช่ยเหลือ ลื จากบุคคลรอบข้า ข้ งตลอด เวลา ย่อย่มมีโมี อกาสทำ สิ่งต่าต่ง ๆ ด้ว ด้ ยตัว ตั เองน้อยลง มัก มั รู้สึรู้ สึ กว่าว่ ตนไม่สม่ามารถดำ เนินชีวิ ชี ตวิเองได้ เด็ก ด็ กลุ่มลุ่นี้จะขาดความรู้สึรู้ สึ ก ภาคภูมิ ภู ใมิจในตนเอง 7. ความบกพร่อ ร่ งด้า ด้ นร่า ร่ งกาย


194 พัฒนาการด้านอารมณ์และ จิตใจในเด็กพิเศษ 8. ออทิสทิ ติก ติ แม้ว่ ม้ าว่เด็ก ด็ ออทิสทิติกติจะไม่เม่ข้า ข้ ใจอารมณ์ ความรู้สึรู้ สึ กนึกคิด ของคนอื่น อื่ จากการสังเกตสีหน้าและท่าท่ทาง แต่ตัต่ว ตั เด็ก ด็ เองมี อารมณ์ ความรู้สึรู้ สึ กของเขาเอง รู้สึรู้ สึ กโกรธ เศร้า ร้ เหงา อิจอิฉา ดีใดี จ ต้อ ต้ งการความรัก รั ความสนใจ เช่นช่เดีย ดี วกับ กั เด็ก ด็ ทั่ว ทั่ ไป และ เด็ก ด็ ออทิสทิติกติ สามารถเรีย รี นรู้ มีค มี วามรู้สึรู้ สึ กที่จที่ะรัก รั ผูก ผู พัน มอบ ความห่วงใยให้คนอื่น อื่ ที่เที่ขารัก รั ได้ เพียงแต่กต่ารแสดงออกของ ความรัก รั ของเด็ก ด็ ออทิสทิติกติอาจจะมีน้ มี น้ อยหรือ รื มากไม่เม่ท่าท่กัน กั และ อาจแสดงออกมาแตกต่าต่งจากคนทั่ว ทั่ ไป


195 ตัว ตั อย่า ย่ งกิจ กิ กรรมที่ส่ที่ส่ งเสริม ริ พัฒนาการ ด้า ด้ นอารมณ์และจิต จิ ใจ บล็อ ล็ กตัว ตั ต่อ ต่ เล่นต่อบล็อกอย่างอิสระ ต่อบล็อกเป็นรูปทรงต่าง ๆ ต่อบล็อกแยกตามสี อื่น ๆ วิธีการเล่น Attachment เสริมริ สร้าร้งความ ผูก ผู พันกับผู้ป ผู้ กครองเมื่อได้ใช้เช้วลา ร่วร่มกันในการเล่น Self-esteem เมื่อเด็กได้รับรัการ ชมจากผู้ป ผู้ กครอง เด็กจะเกิด ความภาคภูมิใจในตนเองและเห็น คุณค่าในตนเอง Competence หลังจากได้รับรัคำ ชมเด็กจะเกิดความเชื่อ ชื่ มั่นมั่ว่า ตนเองทำ ได้ และกล้าที่จ ที่ ะ แสดงออกถึงความสามารถของ ตนเองมากขึ้น ขึ้ Emotional stability เมื่อเด็กไม่ สามารถต่อตัวบล็อกหรือ รื เกิด ปัญหาและเด็กได้ลองแก้ปัญหา ด้วยตนเองโดยมีผู้ป ผู้ กครองคอย ช่วช่ยเหลือ จะส่งเสริมริ ให้เด็กรู้จัรู้ จัก ยืดหยุ่น ยุ่ ต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ ตนเองเผชิญชิ ได้ พัฒนาการที่พึงประสงค์


196 ตัว ตั อย่า ย่ งกิจ กิ กรรมที่ส่ที่ส่ งเสริม ริ พัฒนาการ ด้า ด้ นอารมณ์และจิต จิ ใจ ตุ๊ก ตุ๊ ตา เล่นตุ๊กตาอย่างอิสระ เล่นเป็นบทบาทสมมติ เช่นช่พ่อแม่ ลูก ลู หรือ รื ขายของ เล่นแต่งตัวสวมเสื้อผ้าผ้ ให้ตุ๊กตา วิธีการเล่น Self-control เมื่อเด็กได้ใช้ จินตนาการของตนเองได้เต็มที่ ส่งเสริมริ ให้เด็กรู้จัรู้ จักควบคุมตนเอง และนำ ไปสู่เป้าหมายของตนเอง ได้ Problem-solving skills การเล่น ที่เ ที่ ด็กได้แสดงออกได้เต็มที่ส่ที่ ส่ง เสริมริ ให้เด็กเกิดทักทัษะการแก้ ปัญหา การวิเคราะห์และตัดสินใจ เพื่อให้บรรลุเ ลุ ป้าหมาย Self-esteem เมื่อเด็กได้รับรัการ ชมจากผู้ป ผู้ กครอง เด็กจะเกิด ความภาคภูมิใจในตนเองและเห็น คุณค่าในตนเอง Competence เมื่อเด็กแต่งตัวให้ ตุ๊กตาได้สำ เร็จ ร็ เด็กจะเกิดความ เชื่อ ชื่ มั่นมั่ว่าตนเองทำ ได้ และกล้าที่ จะแสดงออกถึงความสามารถของ ตนเองมากยิ่งขึ้น ขึ้ พัฒนาการที่พึงประสงค์


Click to View FlipBook Version