The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

53252907 นางสาวกฤณชา ศิลาจันทร์ (1)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jaae8384, 2021-06-26 22:55:12

การบริหารงานวิชาการ

53252907 นางสาวกฤณชา ศิลาจันทร์ (1)

250

อบการบริหารงานวิชาการของโรงเรยี นในโครงการหอ้ งเรยี นพิเศษวทิ ยาศาสตร์(ตอ่ )

าน ฐานนยิ ม ฐานนิยม- ควอไทล์ 3 ควอไทล์ 1 พิสยั ระหว่าง ความสอดคลอ้ ง
) (Mo) มัธยฐาน (Q3) (Q1) ควอไทล์ ของความเห็น
(Mo – Md.)
(QR=Q3 – Q1)

5.0 0 5.0 4.5 0.5 สอดคลอ้ ง

5.0 0 5.0 5.0 0 สอดคลอ้ ง

5.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคลอ้ ง

5.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคล้อง

5.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคล้อง

5.0 0 5.0 4.5 0.5 สอดคล้อง

4.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคลอ้ ง
5.0 0 5.0 4.5 0.5 สอดคลอ้ ง
5.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคล้อง

250

ตารางท่ี 21 ผลการวิเคราะห์ความสอดคล้องของความเหน็ สาหรบั องค์ประกอ

ตวั แปรการบรหิ ารงานวิชาการของโรงเรียน มธั ยฐา
ในโครงการห้องเรยี นพิเศษวิทยาศาสตร์ (Md.)

33. ส่งเสรมิ และพฒั นาครจู ดั การเรียนรูโ้ ดยใหผ้ ู้เรยี นมที ักษะด้านการคิด 5.0
วเิ คราะห์ สังเคราะห์ มีวจิ ารณญาณและความคดิ สรา้ งสรรค์
34. สง่ เสริมให้ครูจดั การเรียนรโู้ ดยเน้นกระบวนการคิดโดยใชก้ ระบวนการ 5.0
ทางวิทยาศาสตร์
35. สนบั สนนุ งบประมาณสาหรับการจัดหาและผลติ สื่อการเรยี นรสู้ าหรับการ 5.0
จัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
36. จดั หาสอื่ การเรยี นรู้ท่ีสอดคลอ้ งกบั ความต้องการในแตล่ ะกล่มุ สาระ 4.0
37. มีหอ้ งเรียนทีท่ ันสมยั มคี รภุ ณั ฑ์ อุปกรณก์ ารเรียนการสอนที่ครบถว้ นและ 5.0
มีสภาพแวดล้อมทีเ่ อ้อื การเรยี นรู้
38. จดั กระบวนการเรียนรูโ้ ดยใช้เทคโนโลยีและนวตั กรรมท่ีหลากหลายและ 5.0
เหมาะสมกับธรรมชาติของเนื้อหาและผเู้ รียน
39. ประเมินผลการพฒั นาและการใช้สอื่ นวัตกรรมและเทคโนโลยเี พื่อ 5.0
การศกึ ษาอยา่ งสมา่ เสมอ
การพฒั นากจิ กรรมเสรมิ ศักยภาพการเรียนรู้ของผเู้ รียน 5.0
40. พฒั นาผเู้ รยี นใหม้ คี ณุ ลักษณะอันพงึ ประสงคต์ ามหลักสูตรสถานศกึ ษา 5.0
41.ส่งเสรมิ และพฒั นาผู้เรียนใหม้ คี วามร้คู วามเขา้ ใจพน้ื ฐานทางวทิ ยาศาสตร์
คณติ ศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

251

อบการบริหารงานวชิ าการของโรงเรยี นในโครงการห้องเรยี นพเิ ศษวิทยาศาสตร์(ต่อ)

าน ฐานนิยม ฐานนิยม- ควอไทล์ 3 ควอไทล์ 1 พสิ ยั ระหวา่ ง ความสอดคล้อง
) (Mo) มธั ยฐาน (Q3) (Q1) ควอไทล์ ของความเหน็
(Mo – Md.)
(QR=Q3 – Q1)

5.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคลอ้ ง

5.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคลอ้ ง

0 1.0 5.0 4.0 1.0 สอดคล้อง

4.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคล้อง
5.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคล้อง

5.0 0 5.0 4.5 0.5 สอดคล้อง

5.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคลอ้ ง

5.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคล้อง
5.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคล้อง

251

ตารางที่ 21 ผลการวิเคราะห์ความสอดคล้องของความเห็นสาหรับองค์ประกอ

ตัวแปรการบรหิ ารงานวชิ าการของโรงเรยี น มธั ยฐา
ในโครงการห้องเรยี นพเิ ศษวิทยาศาสตร์ (Md.)

42. จัดให้ผเู้ รียนมกี ารศึกษาดว้ ยตนเอง(Individual study) โดยมคี รทู ป่ี รกึ ษา 5.0
ตดิ ตามผลอย่างต่อเนอ่ื ง
43.ศกึ ษา วเิ คราะหน์ ักเรยี นหรอื คน้ หาความเปน็ เลศิ ของนักเรยี นรายบคุ คล 5.0
ดว้ ยเครอื่ งมอื ที่หลากหลาย
44. สง่ เสริมใหผ้ เู้ รียนมผี ลสัมฤทธแิ์ ละพฒั นาการทางการเรยี นในระดับสูง 5.0
45. สง่ เสริมพฒั นาใหผ้ ู้เรยี นมคี วามสามารถในการคดิ วเิ คราะห์ คิดสงั เคราะห์ 5.0
คิดอย่างมีวิจารณญาณและความคดิ สรา้ งสรรค์ในระดับสูง
46. สง่ เสรมิ พัฒนาใหผ้ ูเ้ รยี นมีเจตคติทีด่ ตี ่อวิทยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์และ 5.0
เทคโนโลยี
47. ส่งเสริมใหผ้ ู้เรียนรกั การเรยี นรู้ มที ักษะในการแสวงหาความรดู้ ว้ ย 5.0
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
48. จดั กิจกรรมท่ีหลากหลายและต่อเนอ่ื งเพอื่ พัฒนาทกั ษะชีวติ ทักษะการ 5.0
ทางานและความเป็นมนษุ ยท์ ส่ี มบรู ณต์ ามพัฒนาการของผเู้ รยี น
49. จัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมและกระตุ้นศกั ยภาพ ความสามารถพเิ ศษและ 5.0
อจั ฉริยภาพอยา่ งเปน็ ระบบ
50. จัดกิจกรรมเพอ่ื บริการสงั คมอยา่ งต่อเน่อื ง 5.0
51. สง่ เสริมใหผ้ ู้เรียนทาโครงงานวิทยาศาสตรแ์ ละสิง่ ประดิษฐ์อย่างเปน็ ระบบ 5.0

252

อบการบริหารงานวชิ าการของโรงเรยี นในโครงการหอ้ งเรียนพเิ ศษวทิ ยาศาสตร์(ตอ่ )

าน ฐานนิยม ฐานนยิ ม- ควอไทล์ 3 ควอไทล์ 1 พิสัยระหวา่ ง ความสอดคลอ้ ง
) (Mo) มัธยฐาน (Q3) (Q1) ควอไทล์ ของความเห็น
(Mo – Md.)
(QR=Q3 – Q1)

5.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคลอ้ ง

5.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคล้อง

5.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคล้อง
5.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคลอ้ ง

5.0 0 5.0 4.0 0.5 สอดคลอ้ ง

5.0 0 5.0 4.0 0.5 สอดคล้อง

5.0 0 5.0 4.0 0.5 สอดคลอ้ ง

5.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคล้อง

5.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคลอ้ ง
5.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคล้อง

252

ตารางที่ 21 ผลการวเิ คราะห์ความสอดคล้องของความเหน็ สาหรับองค์ประกอ

ตัวแปรการบรหิ ารงานวชิ าการของโรงเรยี น มธั ยฐา
ในโครงการหอ้ งเรยี นพเิ ศษวทิ ยาศาสตร์ (Md.)

52. จัดกจิ กรรมนานกั เรียนศกึ ษานอกสถานท่ีเพื่อเพ่ิมพนู ความรู้ประสบการณ์ 5.0
ดา้ นวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
53. จัดอบรมสมั มนาโดยเชญิ วิทยากรผทู้ รงคณุ วุฒิมาเพม่ิ พนู ความรู้ แนวคิด 5.0
เกย่ี วกับวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีอยา่ งสมา่ เสมอ
54. จัดงานนทิ รรศการแสดงผลงานโครงงานวิทยาศาสตร์และส่ิงประดิษฐ์ของ 5.0
ผเู้ รยี นทุกปกี ารศึกษา
55. จดั ใหม้ ีการคดั เลือกและประกาศเกยี รติคุณผลงานโครงงานวทิ ยาศาสตร์ 5.0
ดีเด่น
56. ตดิ ตามผลการเรยี นของนกั เรยี นรายบุคคล ระดับชั้น ระดบั ชว่ งชนั้ และ 5.0
ระดับกลุม่ วิชาในแต่ละปีการศกึ ษา เพ่อื ปรบั ปรงุ แก้ไขและพฒั นาการ
ดาเนินงานด้านวิชาการ 4.0
57. การจัดการเรยี นเพม่ิ เตมิ พเิ ศษที่เหมาะสม ตามความสนใจของผเู้ รียน 5.0
58. สง่ เสรมิ ใหผ้ ู้เรียนไดร้ บั การอบรมเพอ่ื พฒั นาตนเองท้งั ในและนอกประเทศ 5.0
59. สง่ เสริมผูเ้ รียนไดฝ้ กึ ประสบการณแ์ ละทกั ษะทางวิทยาศาสตร์ใน
หนว่ ยงาน องค์กรดา้ นวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี 5.0
60. สง่ เสริมศกั ยภาพของผ้เู รยี น โดยการศกึ ษาดงู าน ศกึ ษาแหลง่ เรยี นรู้ตา่ งๆ

253

อบการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในโครงการหอ้ งเรยี นพิเศษวทิ ยาศาสตร์(ตอ่ )

าน ฐานนยิ ม ฐานนิยม- ควอไทล์ 3 ควอไทล์ 1 พสิ ัยระหว่าง ความสอดคลอ้ ง
) (Mo) มัธยฐาน (Q3) (Q1) ควอไทล์ ของความเห็น
(Mo – Md.)
(QR=Q3 – Q1)

5.0 0 5.0 4.0 0.5 สอดคล้อง

5.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคลอ้ ง

5.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคลอ้ ง

5.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคลอ้ ง

5.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคลอ้ ง

4.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคลอ้ ง
5.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคลอ้ ง
5.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคลอ้ ง

5.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคล้อง

253

ตารางที่ 21 ผลการวเิ คราะห์ความสอดคล้องของความเหน็ สาหรับองคป์ ระกอ

ตัวแปรการบรหิ ารงานวิชาการของโรงเรียน มัธยฐา
ในโครงการห้องเรยี นพิเศษวทิ ยาศาสตร์ (Md.)

การพัฒนาศกั ยภาพครูผสู้ อนและบุคลากรทีเ่ ก่ยี วข้อง 5.0
61. สง่ เสรมิ ใหค้ รูเข้ารับการอบรมเพอื่ เพม่ิ ทักษะเก่ยี วกับการจดั กิจกรรมการ
เรยี นท่ีเหมาะสมกับผู้เรยี น 5.0
62. ส่งเสรมิ พัฒนาครใู นการคน้ คว้า พัฒนาออกแบบการเรียนรูใ้ ห้เหมาะสม
กบั ผู้เรยี น 5.0
63. สนับสนุนใหค้ รไู ดส้ อนตรงตามความสามารถและความถนัด 5.0
64. จดั ครูทมี่ ีความสามารถใหเ้ หมาะสมกบั การการพฒั นาศักยภาพของผเู้ รยี น 5.0
65. จดั กจิ กรรมนาครไู ปศึกษาดูงานโรงเรยี นโครงการห้องเรยี นพเิ ศษ
วทิ ยาศาสตร์ทีม่ ีผลงานการจัดการศึกษาดเี ด่น 5.0
66. สง่ เสริมใหค้ รูได้เพมิ่ พูนความรกู้ ารจดั การเรียนการสอนวทิ ยาศาสตร์
คณิตศาสตร์และเทคโนโลยแี นวใหม่ เชน่ STEM 5.0
67. ส่งเสริมให้ครูมคี ณุ ลกั ษณะทด่ี ี ประพฤติตนตามจรรยาบรรณและเจตคติที่
ดตี อ่ วชิ าชีพ 5.0
68. สร้างขวัญกาลงั ใจในรปู แบบตา่ งๆ แก่ครทู ีจ่ ดั การเรยี นรไู้ ด้อย่างมี
ประสิทธภิ าพ 5.0
69. สง่ เสริมให้ครูศกึ ษา วิเคราะห์ วจิ ัย ตลอดจนการเผยแพรผ่ ลงานวจิ ัยกับ
สถานศึกษา องค์กร หน่วยงานและสถาบันอ่ืนๆ

254

อบการบริหารงานวชิ าการของโรงเรยี นในโครงการหอ้ งเรยี นพิเศษวิทยาศาสตร์(ตอ่ )

าน ฐานนยิ ม ฐานนยิ ม- ควอไทล์ 3 ควอไทล์ 1 พสิ ัยระหวา่ ง ความสอดคลอ้ ง
) (Mo) มัธยฐาน (Q3) (Q1) ควอไทล์ ของความเห็น
(Mo – Md.)
(QR=Q3 – Q1)

5.0 0 5.0 5.0 0 สอดคล้อง

5.0 0 5.0 5.0 0 สอดคล้อง

5.0 0 5.0 5.0 0 สอดคล้อง
5.0 0 5.0 5.0 0 สอดคลอ้ ง
5.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคล้อง

5.0 0 5.0 4.5 0.5 สอดคลอ้ ง

5.0 0 5.0 5.0 0 สอดคลอ้ ง

5.0 0 5.0 4.5 0.5 สอดคลอ้ ง

5.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคล้อง

254

ตารางท่ี 21 ผลการวเิ คราะห์ความสอดคล้องของความเห็นสาหรับองค์ประกอ

ตวั แปรการบรหิ ารงานวชิ าการของโรงเรียน มธั ยฐา
ในโครงการห้องเรยี นพิเศษวทิ ยาศาสตร์ (Md.)

70. ส่งเสรมิ และสนบั สนุนการวจิ ัยเก่ียวกับการพฒั นาหลกั สตู รและ 5.0
กระบวนการจดั การเรียนรู้
71. ตดิ ตาม นิเทศและตรวจสอบการจัดการเรยี นรขู้ องครอู ย่างเปน็ ระบบและ 5.0
ตอ่ เนอ่ื ง
72. สง่ เสริมครใู ห้ไดร้ ับการอบรมเพือ่ พฒั นาตนเองทงั้ ในและนอกประเทศ 5.0
73. ส่งเสริมครกู ลมุ่ สาระวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยมี ที ักษะการ 5.0
คิดและการใชก้ ระบวนการทางวิทยาศาสตร์
74. สง่ เสรมิ ใหค้ รูมคี วามกระตือรอื ร้น สนใจเรยี นรู้และแสวงหาประสบการณ์ 5.0
ใหมๆ่ อยา่ งต่อเนอื่ ง
75. รายงานผลการพัฒนานกั เรยี นและแจ้งข้อมูลข่าวสารใหผ้ ปู้ กครอง ชุมชน 5.0
ได้ทราบอยเู่ สมอ

255

อบการบรหิ ารงานวิชาการของโรงเรยี นในโครงการหอ้ งเรยี นพเิ ศษวทิ ยาศาสตร์(ตอ่ )

าน ฐานนิยม ฐานนิยม- ควอไทล์ 3 ควอไทล์ 1 พิสยั ระหวา่ ง ความสอดคลอ้ ง
) (Mo) มธั ยฐาน (Q3) (Q1) ควอไทล์ ของความเห็น
(Mo – Md.)
(QR=Q3 – Q1)

5.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคล้อง

5.0 0 5.0 4.5 0.5 สอดคลอ้ ง

5.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคลอ้ ง
5.0 0 5.0 4.5 0.5 สอดคล้อง

5.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคลอ้ ง

5.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคล้อง

255

256

จากตารางท่ี 21 ผลการวิเคราะห์ความสอดคล้องของความเห็นสาหรับองค์ประกอบการ
บริหารงานวิชาการของโรงเรียนในโครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ ในการเก็บข้อมูลจาก
แบบสอบถามเดลฟายรอบท่ี 3 โดยวิเคราะห์หาค่ามัธยฐาน ฐานนิยม ความแตกต่างระหว่างฐาน
นิยมกับมัธยฐาน ควอไทล์ที่ 1 ควอไทล์ที่ 3 และพิสัยระหว่างควอไทล์ เม่ือพิจารณาจากเกณฑ์
ความสอดคล้องของผู้เช่ียวชาญ พบว่า ทุกตัวแปรมีค่าพิสัยระหว่างควอไทล์(IQR) ไม่เกิน 1.0 และค่า
ความแตกตา่ งระหวา่ งฐานนิยม(Mode) กับค่ามัยธฐาน(Median) ไม่เกนิ 1.0 ซงึ่ ถือว่าตัวแปรน้ีมีความ
สอดคล้องกัน

4.3 ผลการเปรยี บเทยี บองคป์ ระกอบการบริหารงานวิชาการของโครงการห้องเรียนพิเศษ
วิทยาศาสตร์โดยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสารวจ (Exploratory Factor Analysis) และเทคนิค
การวิจยั เชงิ อนาคต (Ethnographic Delphi Future Research : EDFR)

ตารางท่ี 22 ตารางเปรยี บเทยี บผลการวเิ คราะห์องค์ประกอบ โดยการวเิ คราะ
เชิงอนาคต (Ethnographic Delphi Future Research : EDF

องคป์ ระกอบท่ไี ดจ้ ากการวเิ คราะห์องคป์ ระกอบเชงิ สารวจ
(Exploratory Factor Analysis)

องคป์ ระกอบท่ี 1 การมีสว่ นร่วมในการจดั การศึกษา
1.จดั ทาเอกสารเผยแพร่การจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนแก่สถานศึกษาในบริเวณใกล้เค
ผสู้ นใจท่วั ไป
2.วเิ คราะหส์ ภาพปัญหาและความพร้อมของโรงเรียนเพ่อื จัดทาหลักสตู รสถานศกึ ษา
3.พฒั นาความร้คู วามเข้าใจแกค่ รูเรื่องการนเิ ทศการศึกษา

4.ครูควรทาวิจัยในชนั้ เรยี นทกุ คนเพอ่ื แกไ้ ขปญั หาและพฒั นา
การเรียนรู้
5.จัดทาแผนงาน โครงการนิเทศของโรงเรียนเป็นประจาทุกปีและมีการแต่งต้ังคณะกร
หรือผรู้ บั ผดิ ชอบในการนิเทศการศึกษา
6.ส่งเสรมิ สนบั สนุนใหค้ รจู ดั การเรยี นรทู้ ัง้ ในและนอกโรงเรยี น

7.นาผลการนเิ ทศการศกึ ษาไปปรับปรุงพัฒนาการปฏบิ ตั ิงานและการจดั การเรยี นการส
ของครู
8.ติดตาม นิเทศและตรวจสอบการจดั การเรยี นรู้ของครูอยา่ งเป็นระบบและต่อเน่ือง

257

ะหอ์ งค์ประกอบเชิงสารวจ (Exploratory Factor Analysis) และเทคนิคการวจิ ัย
FR)

องค์ประกอบทไ่ี ด้จากเทคนคิ การวจิ ัยเชิงอนาคต
(Ethnographic Delphi Future Research : EDFR)
องคป์ ระกอบที่ 1 การวางแผนงานด้านวิชาการ
คียงหรือ 1.รูปแบบการบรหิ ารงานวิชาการของโรงเรยี นหอ้ งเรยี นพิเศษวทิ ยาศาสตร์ควรมี
ลักษณะเฉพาะของตนเอง
2. กาหนดนโยบายและแผนการบริหารงานวิชาการสอดคล้องกับ พ.ร.บ.การศกึ ษา
3.จัดการบรหิ ารวิชาการโดยมีการวางแผน การดาเนนิ การ การตรวจสอบและแกไ้ ข
ปรับปรงุ เปน็ ประจาทกุ ปี
4.จัดทารายงานสรุปผลงานวิชาการของโรงเรยี นเป็นประจาทกุ ปแี ละนาขอ้ มูลจากปี
ทผี่ า่ นมาใชใ้ นการพัฒนาดา้ นวิชาการ
รรมการ 5.จดั ให้มแี ผนปฏิบัตงิ านวิชาการตามหลักการที่เหมาะสมกับบรบิ ทของโรงเรียน

6.การบรหิ ารงานวิชาการเน้นการมสี ว่ นร่วมของครแู ละบคุ ลากรทุกฝ่ายและ
สนับสนนุ ให้ครูผ้ปู ฏบิ ตั งิ านวิชาการด้วยการทางานเปน็ ทมี
สอน 7.ไดร้ บั การจดั สรรงบประมาณจากหน่วยงานทีเ่ กี่ยวขอ้ งสนับสนนุ การจดั การศกึ ษา
ในโครงการหอ้ งเรยี นพิเศษวิทยาศาสตร์อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง
8. มกี ารระดมทุนและทรพั ยากรมาใช้ในการจัดการศกึ ษาโครงการหอ้ งเรียนพเิ ศษ
วทิ ยาศาสตร์อยา่ งเพยี งพอ

257

ตารางที่ 22 ตารางเปรยี บเทยี บผลการวเิ คราะหอ์ งค์ประกอบ โดยการวเิ ครา
เชิงอนาคต (Ethnographic Delphi Future Research : ED

องคป์ ระกอบทไี่ ด้จากการวิเคราะห์องคป์ ระกอบเชิงสารวจ
(Exploratory Factor Analysis)

9.มกี ารนเิ ทศตดิ ตาม การประเมนิ ผลเพ่อื ตรวจวดั ความสาเรจ็ ด้านการบรหิ ารงานวิชาก

10.สนับสนนุ และพฒั นาครูใหส้ ามารถใช้เทคโนโลยใี นการจดั การเรยี นรไู้ ดท้ กุ คน

11.ผู้บริหารจดั ให้มรี ะบบการนิเทศการสอนของครูอย่างสมา่ เสมอและประเมนิ ผลการ
ปฏิบัตงิ านของครูเป็นประจาต่อเนอ่ื ง
12.จัดระบบการเทยี บโอนผลการศึกษาที่ถกู ตอ้ งตามระเบียบในปจั จบุ ัน

13.จัดหาหรอื พัฒนาแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนเพอ่ื ใชใ้ นการพัฒนาการเรียนรู้ของนกั เรียน

14.สง่ เสริมความรว่ มมือกบั ผปู้ กครองให้เห็นความสาคัญและรว่ มกนั ดแู ล เอาใจใส่ในกา
พฒั นานักเรยี นรว่ มกบั ครแู ละโรงเรียน
15.ส่งเสรมิ สนับสนนุ ใหค้ รูนาภมู ปิ ญั ญาท้องถน่ิ ใช้ในการจัดการเรยี นรู้

16.มีการจัดทาประกันคณุ ภาพการศึกษาภายใน โดยการมสี ว่ นรว่ มของผบู้ ริหารและคร

258

าะหอ์ งค์ประกอบเชิงสารวจ (Exploratory Factor Analysis) และเทคนคิ การวิจยั
DFR) (ต่อ)

องคป์ ระกอบทีไ่ ดจ้ ากเทคนคิ การวจิ ยั เชงิ อนาคต
(Ethnographic Delphi Future Research : EDFR)
การ 9. มกี ารนเิ ทศตดิ ตาม การประเมนิ ผลเพื่อตรวจวดั ความสาเรจ็ ดา้ นการบริหารงาน
วิชาการ
10. กาหนดให้มกี ารวิจยั ชนั้ เรยี นเปน็ นโยบายทีส่ าคัญอย่างหนึ่งของสถานศกึ ษา

11. จดั ทาแผนงาน โครงการนเิ ทศการศกึ ษาของโรงเรยี นเปน็ ประจาทุกปี

น 12. กาหนดเปา้ หมายในการพัฒนาคณุ ภาพผู้เรยี นในโครงการหอ้ งเรยี นพเิ ศษ
าร วทิ ยาศาสตรอ์ ยา่ งชัดเจน
13. มีการจดั ทาแผนงานโครงการแนะแนว ติดตาม ประเมนิ ผลการแนะแนว
รทู ุกคน การศกึ ษาในโรงเรยี นอยา่ งสมา่ เสมอและต่อเนอื่ ง
14. มีการจดั ทาแผนงานโครงการการวดั ผลประเมินผล ติดตาม ประเมินผลการ
วัดผลประเมนิ ผลโรงเรยี นอย่างสมา่ เสมอและต่อเนอ่ื ง
15. มกี ารจดั ทาแผนงานโครงการนเิ ทศการสอน ตดิ ตาม ประเมินผลการการสอน
ของครูในโรงเรยี นอย่างสมา่ เสมอและตอ่ เน่ือง
16. หน่วยงานหรอื องคก์ รทเ่ี ก่ียวขอ้ งสนับสนุน ดแู ล ติดตามผลการจดั การศึกษา
อย่างตอ่ เนอ่ื ง

258

ตารางที่ 22 ตารางเปรียบเทยี บผลการวิเคราะห์องค์ประกอบ โดยการวิเคราะ
เชิงอนาคต (Ethnographic Delphi Future Research : EDF

องค์ประกอบท่ีไดจ้ ากการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสารวจ
(Exploratory Factor Analysis)

17.จดั ทารายงานสรปุ ผลงานวิชาการของโรงเรยี นอย่างชดั เจนประจาทกุ ปแี ละนาขอ้ มลู
ทผี่ ่านมาใช้ในการพัฒนางานวิชาการ
18.มีการตรวจสอบ ทบทวนหลกั สตู รและประเมนิ ผลการใช้หลกั สูตรทกุ ปีการศึกษา
19.เปิดโอกาสใหช้ มุ ชนท้องถ่ินมีสว่ นรว่ มในการจัดกจิ กรรมพฒั นาผเู้ รียนของโรงเรยี น
20.จดั กิจกรรมพฒั นาผเู้ รียนให้เหมาะสมกบั ความต้องการหรอื ตามศกั ยภาพของผ้เู รยี น
21.จัดทาคู่มือและกาหนดระเบยี บกฎเกณฑ์ใชใ้ นการเทียบโอนผลการเรยี น
22. จัดประชมุ คณะครแู ละผเู้ กย่ี วขอ้ งเพอ่ื วเิ คราะห์หลกั สตู รร่วมกนั ก่อนจัดทาหลกั สตู ร
สถานศกึ ษา
23.จดั ทาคมู่ อื การใชห้ ลกั สูตรสถานศกึ ษาและหลกั สตู รห้องเรยี นพิเศษวทิ ยาศาสตร์มอบ
อย่างทว่ั ถงึ
24.มีการร่วมกนั พฒั นาการจดั กิจกรรมพฒั นาผเู้ รยี นของแต่ละกลมุ่ สาระการเรยี นรู้
25.จัดระบบการเทียบโอนการศกึ ษาท่ีสอดรับกับทกุ สถาบันการศกึ ษาในระดับเดียวกนั
26.การจดั อบรมสัมมนาครใู หม้ ีความรู้ความเข้าใจเกย่ี วกบั การจดั ทาหลักสตู รและการน
หลักสตู รไปใช้
27. มแี ผนงาน โครงการของโรงเรยี นทส่ี ง่ เสรมิ การจัดกจิ กรรมเสริมหลักสตู ร

259

ะหอ์ งคป์ ระกอบเชงิ สารวจ (Exploratory Factor Analysis) และเทคนิคการวจิ ยั
FR) (ต่อ)

องคป์ ระกอบท่ีได้จากเทคนคิ การวจิ ัยเชิงอนาคต
(Ethnographic Delphi Future Research : EDFR)
ลจากปี



บใหค้ รู

นา

259

ตารางท่ี 22 ตารางเปรยี บเทยี บผลการวิเคราะห์องค์ประกอบ โดยการวเิ คราะ
เชิงอนาคต (Ethnographic Delphi Future Research : EDF

องคป์ ระกอบทไี่ ด้จากการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสารวจ
(Exploratory Factor Analysis)

องค์ประกอบท่ี 2 การพฒั นาหลักสูตร
1.จัดทาหลกั สูตรทเี่ น้นพัฒนาและการใชท้ ักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นฐานใน
แสวงหาความรู้ของผเู้ รียนทุกรายวชิ า
2.มกี ารตรวจสอบ ทบทวนหลักสตู รห้องเรยี นพเิ ศษวทิ ยาศาสตร์และประเมินผลการใช้
หลกั สตู รทุกปกี ารศึกษา
3.ครสู อนตรงตามหลักสตู รการศกึ ษาขนั้ ฐานและหลกั สตู รหอ้ งเรยี นพิเศษวิทยาศาสตร์

4.จัดกิจกรรมเพ่อื สง่ เสรมิ และกระตุ้นศกั ยภาพความสามารถพเิ ศษและอจั ฉรยิ ภาพอย่า
ระบบ
5.จัดกระบวนการเรยี นรโู้ ดยใชเ้ ทคโนโลยีและนวัตกรรมทหี่ ลากหลายและเหมาะสมกบั
ธรรมชาตขิ องเน้อื หาและผู้เรยี น
6.จัดกิจกรรมที่หลากหลายและตอ่ เนื่องเพือ่ พัฒนาทกั ษะชีวิต ทักษะการทางานและคว
เป็นมนษุ ยท์ ่สี มบรู ณต์ ามพัฒนาการของผู้เรยี น
7.สง่ เสรมิ และพัฒนานกั เรยี นใหม้ คี วามรู้ ความเข้าใจพืน้ ฐานทางวทิ ยาศาสตร์ คณติ ศาส
และเทคโนโลยี
8.ครจู ดั การเรยี นรโู้ ดยเน้นกระบวนการคิดโดยใชก้ ระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ คณติ ศา
และเทคโนโลยี

260

ะห์องค์ประกอบเชงิ สารวจ (Exploratory Factor Analysis) และเทคนคิ การวจิ ยั
FR) (ต่อ)

องคป์ ระกอบท่ไี ดจ้ ากเทคนคิ การวจิ ัยเชิงอนาคต
(Ethnographic Delphi Future Research : EDFR)
องคป์ ระกอบที่ 2 การพัฒนาหลักสตู ร
นการ 1. วิเคราะหส์ ภาพปญั หาและความพร้อมของโรงเรยี นเพือ่ จัดทาหลกั สตู รสถานศกึ ษา

2. ส่งเสรมิ การจดั ทาหลกั สูตรสถานศกึ ษาตามหลกั สตู รแกนกลางข้ันพน้ื ฐานรว่ มกบั
หลักสตู รห้องเรียนพเิ ศษวิทยาศาสตร์
3. จดั ประชุมครูและผู้เกย่ี วข้องเพ่ือวเิ คราะห์หลักสูตรร่วมกนั ก่อนจดั ทาหลกั สตู ร
สถานศกึ ษา
4. จดั ประชมุ ครูและผ้เู กยี่ วข้องเพื่อวเิ คราะห์หลกั สตู รรว่ มกนั กอ่ นจดั ทาหลักสูตร
างเป็น สถานศกึ ษา

บ 5. จัดอบรมสมั มนาครูให้มคี วามรคู้ วามเข้าใจเกยี่ วกบั การจัดทาหลกั สตู รและการนา
หลกั สตู รห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ไปใช้

วาม 6. ส่งเสรมิ และพฒั นาครผู สู้ อนใหส้ ามารถวิเคราะหห์ ลกั สตู รและวิเคราะหผ์ ูเ้ รียนกอ่ น
นาไปจดั ทาแผนการจดั การเรียนรู้

สตร์ 7. จดั ทาคู่มอื การใช้หลกั สูตรสถานศกึ ษาและหลักสตู รห้องเรยี นพิเศษวิทยาศาสตร์
อยา่ งมรี ะบบและมอบให้ครอู ยา่ งท่วั ถงึ

าสตร์ 8. จดั ทาหลักสตู รใหส้ อดคลอ้ งกับความตอ้ งการของนักเรียน ผูป้ กครองและชมุ ชน

260

ตารางท่ี 22 ตารางเปรยี บเทียบผลการวิเคราะหอ์ งค์ประกอบ โดยการวิเคราะ
เชิงอนาคต (Ethnographic Delphi Future Research : EDF

องคป์ ระกอบท่ไี ด้จากการวิเคราะห์องคป์ ระกอบเชงิ สารวจ
(Exploratory Factor Analysis)

องคป์ ระกอบที่ 2 การพฒั นาหลักสูตร
9.สง่ เสรมิ ใหค้ รกู ลมุ่ สาระวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยีมที กั ษะการคดิ และก
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
10.มรี ะบบเทคโนโลยสี ารสนเทศทมี่ ีประสทิ ธภิ าพสูง ทันสมยั และเพียงพอต่อความต้อง
ของครูและนกั เรียน
11.จัดหลักสตู รท่เี น้นการพฒั นาและการใชท้ ักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์เป็นฐาน
การแสวงหาความรขู้ องผูเ้ รียนทุกรายวชิ า
12.ส่งเสรมิ และพฒั นาครใู หม้ ีความกระตือรอื ร้น สนใจเรียนรแู้ ละแสวงหาประสบการณ
ใหม่ๆ อย่างต่อเน่ือง
13.สง่ เสริมใหค้ รไู ดแ้ ลกเปลย่ี นเรยี นรู้ในการผลิตและพัฒนาสอ่ื นวตั กรรมและเทคโนโลย
ทางการศึกษาท้งั ในและนอกสถานศกึ ษา
14.มีหอ้ งเรียนที่ทันสมัย มีครภุ ณั ฑ์ อปุ กรณ์การเรยี นการสอนทคี่ รบถว้ นและมี
สภาพแวดลอ้ มท่ีเออ้ื ต่อการเรยี นรู้

15.พัฒนาครูใหม้ ีคณุ ลกั ษณะท่ดี ี ประพฤติตนตามจรรยาบรรณและมเี จตคตทิ ี่ดีตอ่ วิชาช

16.มกี ารจดั ระบบการติดตามความกา้ วหน้าของนักเรยี นเมอ่ื นักเรียนจบการศึกษาแลว้

261

ะห์องคป์ ระกอบเชิงสารวจ (Exploratory Factor Analysis) และเทคนิคการวจิ ัย
FR) (ตอ่ )

องค์ประกอบท่ีไดจ้ ากเทคนคิ การวจิ ัยเชิงอนาคต
(Ethnographic Delphi Future Research : EDFR)
องค์ประกอบท่ี 2 การพัฒนาหลักสูตร
การใช้ 9. มกี ารตรวจสอบ ทบทวนหลักสตู รห้องเรยี นพเิ ศษวทิ ยาศาสตร์และประเมนิ ผลการ
ใช้หลักสตู รทกุ ปีการศกึ ษา
งการ 10. ครสู อนตรงตามหลกั สตู รการศกึ ษาขนั้ ฐานและหลกั สตู รห้องเรยี นพิเศษ
วิทยาศาสตร์
นใน 11. จดั หลักสตู รท่เี น้นการพัฒนาและการใช้ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรเ์ ป็น
ฐานในการแสวงหาความรขู้ องผเู้ รยี นทุกรายวชิ า
ณ์

ยี

ชีพ

261

ตารางท่ี 22 ตารางเปรียบเทียบผลการวเิ คราะหอ์ งค์ประกอบ โดยการวเิ คราะ
เชิงอนาคต (Ethnographic Delphi Future Research : EDF

องคป์ ระกอบที่ไดจ้ ากการวเิ คราะห์องค์ประกอบเชิงสารวจ
(Exploratory Factor Analysis)

องคป์ ระกอบที่ 3 การประกันคณุ ภาพการศึกษา
1.ประสานความรว่ มมือกับทกุ ฝ่ายในการติดตาม ตรวจสอบปรบั ปรงุ และพฒั นาระบบ
ประกันคณุ ภาพภายในอยา่ งตอ่ เนอื่ ง
2.จัดทาสรุปรายงานประกันคณุ ภาพภายในของโรงเรียนทกุ ปี
3.สรา้ งความเขา้ ใจในเร่อื งหลักเกณฑแ์ ละวธิ กี ารประเมินของสานักงานรับรองมาตรฐาน
และประเมนิ คุณภาพการศกึ ษา
4.กาหนดเกณฑก์ ารประเมิน เปา้ หมายความสาเร็จของสถานศกึ ษาตามมาตรฐาน
การศกึ ษาและตัวชี้วดั ของต้นสังกดั และสานักงานรับรองมาตรฐานและประเมนิ คุณภาพ
การศึกษา
5.สง่ เสรมิ ใหป้ ระชาชนในชมุ ชน ท้องถ่นิ เข้ามามีสว่ นร่วมในการจดั กจิ กรรมทางวิชาการ
ของโรงเรียน

6.สารวจความตอ้ งการของบุคลากรในโรงเรยี นเพอ่ื พฒั นาด้านวิชาการ
7.สง่ เสรมิ และสนับสนนุ ให้ครู นักเรียนมสี ่วนรว่ มและเตรียมความพรอ้ มในการรบั การ
ประเมนิ จากภายนอก

262
ะหอ์ งค์ประกอบเชิงสารวจ (Exploratory Factor Analysis) และเทคนคิ การวิจัย
FR) (ตอ่ )

องค์ประกอบทไ่ี ด้จากเทคนิคการวจิ ยั เชงิ อนาคต
(Ethnographic Delphi Future Research : EDFR)






262

ตารางที่ 22 ตารางเปรยี บเทียบผลการวเิ คราะหอ์ งค์ประกอบ โดยการวเิ คราะ
เชิงอนาคต (Ethnographic Delphi Future Research : EDF

องค์ประกอบทไี่ ด้จากการวิเคราะห์องคป์ ระกอบเชิงสารวจ
(Exploratory Factor Analysis)

8.วางแผนการพฒั นาคณุ ภาพการศึกษาตามระบบประกันคณุ ภาพการศึกษาใหบ้ รรลตุ า
เปา้ หมายของสถานศกึ ษา
9.มีการประเมินผลการบรหิ ารงานวิชาการให้มปี ระสิทธภิ าพและนาผลจากการประเมนิ
ใช้ในการวางแผนการบรหิ ารงานวชิ าการใหม้ ปี ระสิทธิภาพในปีต่อไป
10.ศึกษา วเิ คราะห์นกั เรียนหรอื คน้ หาความเป็นเลศิ ของนักเรยี นเปน็ รายบคุ คลด้วย
เครอื่ งมือที่หลากหลาย
องค์ประกอบที่ 4 การพฒั นาศกั ยภาพของผู้เรยี น
1.จดั ให้ผ้เู รยี นมกี ารศึกษาด้วยตนเอง(Individual study) โดยมคี รูทป่ี รึกษาตดิ ตามผล
อย่างต่อเน่ือง

2.สง่ เสรมิ ใหผ้ เู้ รียนรักการเรยี นรู้ มที กั ษะในการแสวงหาความรดู้ ว้ ยกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์

3.สง่ เสรมิ พัฒนาให้ผเู้ รียนมคี วามสามารถในการคิดวเิ คราะห์ คิดสังเคราะห์ คดิ อย่างมี
วิจารณญาณและความคดิ สรา้ งสรรค์ในระดับสงู

4.จัดกิจกรรมที่หลากหลายและตอ่ เนอ่ื งเพื่อพัฒนาทักษะชีวติ ทกั ษะการทางานและ
ความเปน็ มนษุ ยท์ สี่ มบรู ณต์ ามพฒั นาการของผเู้ รยี น

263

ะห์องค์ประกอบเชงิ สารวจ (Exploratory Factor Analysis) และเทคนิคการวิจัย
FR) (ต่อ)

องค์ประกอบท่ไี ดจ้ ากเทคนิคการวจิ ัยเชิงอนาคต
(Ethnographic Delphi Future Research : EDFR)
าม



องค์ประกอบที่ 3 การพัฒนาศักยภาพการเรยี นรขู้ องผเู้ รียน
1. พฒั นาผ้เู รียนให้มคี ุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ตามหลักสูตรสถานศกึ ษา

2.ส่งเสรมิ และพัฒนาผเู้ รียนให้มคี วามร้คู วามเขา้ ใจพ้ืนฐานทางวิทยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์
และเทคโนโลยี
3. จัดให้ผเู้ รยี นมกี ารศกึ ษาดว้ ยตนเอง(Individual study) โดยมีครทู ีป่ รึกษาติดตามผล
อยา่ งต่อเนอ่ื ง
4.ศึกษา วเิ คราะห์นักเรยี นหรือคน้ หาความเปน็ เลศิ ของนกั เรยี นรายบุคคลด้วยเครอื่ งมือที่
หลากหลาย

263

ตารางที่ 22 ตารางเปรียบเทยี บผลการวเิ คราะหอ์ งคป์ ระกอบ โดยการวเิ ครา
เชิงอนาคต (Ethnographic Delphi Future Research : ED

องคป์ ระกอบท่ไี ดจ้ ากการวิเคราะห์องค์ประกอบเชงิ สารวจ
(Exploratory Factor Analysis)

5.ส่งเสรมิ พัฒนาใหผ้ ู้เรยี นมเี จตคตทิ ดี่ ีต่อวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตรแ์ ละเทคโนโลยอี ย่าง
เย่ียม
6.ส่งเสรมิ ใหผ้ เู้ รยี นมีทกั ษะในการแสวงหาความรดู้ ว้ ยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

7.ส่งเสรมิ ใหผ้ เู้ รียนมีการพัฒนาการเรยี นรแู้ ละผลสมั ฤทธิอ์ ยา่ งต่อเนอ่ื ง
8.ส่งเสรมิ และพฒั นาผู้เรยี นให้มคี วามรูค้ วามเข้าใจพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ คณติ ศาสต
และเทคโนโลยี
9.ส่งเสรมิ และพฒั นาใหผ้ ูเ้ รียนมเี จตคตทิ ี่ดตี ่อวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

10.จัดกิจกรรมเพอื่ ส่งเสรมิ และกระตนุ้ ศักยภาพ ความสามารถพเิ ศษและอัจฉรยิ ภาพ
อยา่ งเป็นระบบ

264

าะหอ์ งค์ประกอบเชงิ สารวจ (Exploratory Factor Analysis) และเทคนิคการวจิ ัย
DFR) (ตอ่ )

องคป์ ระกอบทีไ่ ดจ้ ากเทคนคิ การวจิ ยั เชิงอนาคต
(Ethnographic Delphi Future Research : EDFR)
งดี 5. ส่งเสรมิ ใหผ้ เู้ รยี นมผี ลสัมฤทธ์ิและพัฒนาการทางการเรยี นในระดบั สูง

6. ส่งเสรมิ พฒั นาให้ผ้เู รียนมีความสามารถในการคิดวเิ คราะห์ คดิ สงั เคราะห์ คดิ อยา่ งมี
วจิ ารณญาณและความคดิ สรา้ งสรรคใ์ นระดบั สูง
7. ส่งเสรมิ พัฒนาใหผ้ ูเ้ รียนมเี จตคตทิ ่ีดตี อ่ วทิ ยาศาสตร์ คณติ ศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ตร์ 8. ส่งเสรมิ ใหผ้ ู้เรยี นรกั การเรยี นรู้ มีทักษะในการแสวงหาความรดู้ ้วยกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์
9. จัดกิจกรรมท่หี ลากหลายและตอ่ เนื่องเพ่อื พฒั นาทกั ษะชวี ิต ทกั ษะการทางานและความ
เปน็ มนุษยท์ ่ีสมบรู ณ์ตามพัฒนาการของผเู้ รียน
10. จดั กจิ กรรมเพื่อส่งเสริมและกระตนุ้ ศักยภาพ ความสามารถพิเศษและอจั ฉรยิ ภาพ
อยา่ งเป็นระบบ
11. จัดกิจกรรมเพ่ือบริการสังคมอย่างต่อเน่ือง
12. ส่งเสรมิ ใหผ้ เู้ รียนทาโครงงานวิทยาศาสตร์และส่งิ ประดษิ ฐอ์ ย่างเปน็ ระบบ
13. จัดกจิ กรรมนานักเรียนศกึ ษานอกสถานทเ่ี พ่ือเพ่มิ พูนความรูป้ ระสบการณด์ า้ น
วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
14. จดั อบรมสมั มนาโดยเชิญวิทยากรผู้ทรงคณุ วุฒิมาเพม่ิ พนู ความรู้ แนวคิดเกย่ี วกบั
วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีอยา่ งสม่าเสมอ

264

ตารางท่ี 22 ตารางเปรยี บเทยี บผลการวเิ คราะห์องคป์ ระกอบ โดยการวเิ คราะ
เชงิ อนาคต (Ethnographic Delphi Future Research : ED

องคป์ ระกอบท่ีได้จากการวเิ คราะห์องคป์ ระกอบเชิงสารวจ
(Exploratory Factor Analysis)

265

ะหอ์ งคป์ ระกอบเชิงสารวจ (Exploratory Factor Analysis) และเทคนคิ การวจิ ัย
DFR) (ต่อ)

องค์ประกอบท่ไี ดจ้ ากเทคนิคการวจิ ยั เชิงอนาคต
(Ethnographic Delphi Future Research : EDFR)
15. จดั งานนิทรรศการแสดงผลงานโครงงานวทิ ยาศาสตรแ์ ละส่งิ ประดิษฐข์ องผู้เรยี นทกุ ปี
การศึกษา
16. จดั ให้มกี ารคดั เลอื กและประกาศเกยี รตคิ ุณผลงานโครงงานวิทยาศาสตร์ดเี ดน่
17. ติดตามผลการเรยี นของนกั เรยี นรายบคุ คล ระดับชัน้ ระดับชว่ งชั้นและระดับกลมุ่ วิชา
ในแตล่ ะ
ปกี ารศึกษา เพือ่ ปรับปรุง แก้ไขและพัฒนาการดาเนินงานด้านวิชาการ
18. การจดั การเรียนเพม่ิ เตมิ พิเศษท่ีเหมาะสม ตามความสนใจของผ้เู รียน
19. สง่ เสริมใหผ้ ู้เรยี นไดร้ บั การอบรมเพ่ือพัฒนาตนเองท้ังในและนอกประเทศ
20. ส่งเสริมผเู้ รยี นไดฝ้ กึ ประสบการณ์และทกั ษะทางวิทยาศาสตรใ์ นหนว่ ยงาน องคก์ ร
ดา้ นวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
21. ส่งเสริมศกั ยภาพของผูเ้ รียน โดยการศกึ ษาดงู าน ศึกษาแหล่งเรยี นรู้ต่างๆ

265

ตารางท่ี 22 ตารางเปรยี บเทยี บผลการวเิ คราะห์องค์ประกอบ โดยการวเิ คราะ
เชิงอนาคต (Ethnographic Delphi Future Research : EDF

องคป์ ระกอบที่ได้จากการวเิ คราะห์องค์ประกอบเชงิ สารวจ
(Exploratory Factor Analysis)

องคป์ ระกอบท่ี 5 การพัฒนาศักยภาพของครู

1.ครศู กึ ษา วิเคราะหห์ ลักสตู รและวเิ คราะหผ์ เู้ รยี นกอ่ นนาไปจัดแผนการจดั การเรยี นรู้

2.จัดใหม้ กี ารเรียนรายวิชาเพิ่มเตมิ แก่นักเรยี นในโครงการหอ้ งเรยี นพิเศษวิทยาศาสตร์
สนบั สนนุ ใหค้ รูไดส้ อนตามความสามารถและความถนดั
3.สง่ เสรมิ ใหค้ รจู ดั ทาแผนการจดั การเรยี นรโู้ ดยเน้นผเู้ รียนเป็นสาคัญและมกี ลวธิ ีการ
สอนทีห่ ลากหลายเหมาะกบั ยุคปัจจบุ ัน
4.สง่ เสรมิ ใหค้ รเู ขา้ รบั การอบรมเพ่ิมทกั ษะเก่ยี วกับการจัดกจิ กรรมการเรยี นที่เหมาะสม
กับผูเ้ รยี น
5.สง่ เสรมิ ใหค้ รจู ดั กจิ กรรมการเรยี นรูโ้ ดยยึดตามหลักสตู รของโรงเรียนและหลักสตู ร
ห้องเรยี นพิเศษวิทยาศาสตร์
6.จดั การบรหิ ารงานวิชาการโดยมกี ารวางแผน การดาเนินการ การตรวจสอบและการ
แก้ไขปรับปรุง
7.ส่งเสรมิ ใหค้ รไู ดแ้ ลกเปลยี่ นเรยี นรใู้ นการผลิตและพัฒนาสือ่ นวตั กรรมและเทคโนโลย
ทางการศึกษาทง้ั ในและนอกสถานศึกษา

266

ะห์องคป์ ระกอบเชงิ สารวจ (Exploratory Factor Analysis) และเทคนคิ การวจิ ัย
FR) (ต่อ)

องค์ประกอบทไี่ ด้จากเทคนคิ การวจิ ัยเชิงอนาคต
(Ethnographic Delphi Future Research : EDFR)
องคป์ ระกอบที่ 4 การพฒั นาศักยภาพครูผูส้ อนและบคุ ลากรท่ีเกีย่ วข้อง
1. ส่งเสรมิ ใหค้ รเู ขา้ รับการอบรมเพือ่ เพม่ิ ทักษะการจดั กจิ กรรมการเรยี นท่ีเหมาะสมกบั
ผเู้ รยี น
2. จดั ครูที่มีความสามารถใหเ้ หมาะสมกับการการพัฒนาศกั ยภาพของผ้เู รยี น
3. สนบั สนุนให้ครไู ดส้ อนตรงตามความสามารถและความถนดั
4. สง่ เสรมิ พัฒนาครใู นการค้นควา้ พฒั นาออกแบบการเรียนรใู้ หเ้ หมาะสมกบั ผเู้ รียน

ม 5. จดั กิจกรรมนาครไู ปศกึ ษาดูงานโรงเรยี นโครงการหอ้ งเรียนพเิ ศษวิทยาศาสตรท์ ม่ี ี
ผลงานการจัดการศกึ ษาดีเดน่
6. สง่ เสรมิ ใหค้ รไู ด้เพ่ิมพนู ความรกู้ ารจัดการเรยี นการสอนวทิ ยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์และ
เทคโนโลยแี นวใหม่ เชน่ STEM
7. สง่ เสรมิ ให้ครมู คี ุณลกั ษณะท่ีดี ประพฤติตนตามจรรยาบรรณและเจตคตทิ ดี่ ตี ่อวชิ าชพี

ยี 8. สรา้ งขวัญกาลังใจในรปู แบบตา่ งๆ แกค่ รทู ่จี ัดการเรียนร้ไู ด้อย่างมปี ระสิทธภิ าพ

266

ตารางที่ 22 ตารางเปรียบเทียบผลการวิเคราะหอ์ งค์ประกอบ โดยการวเิ คราะ
เชิงอนาคต (Ethnographic Delphi Future Research : EDF

องคป์ ระกอบทไ่ี ดจ้ ากการวเิ คราะห์องคป์ ระกอบเชงิ สารวจ
(Exploratory Factor Analysis)

องค์ประกอบท่ี 6 การบริการงานแนะแนว
1.สรา้ งความรู้ความเข้าใจแกท่ ุกฝา่ ยในการใหบ้ รกิ ารแนะแนวแก่นักเรยี น
2.มคี วามร่วมมือกันกบั องค์กรภายนอกในการแนะแนวการศกึ ษาต่อและการประกอบ
อาชีพ

267

ะห์องคป์ ระกอบเชงิ สารวจ (Exploratory Factor Analysis) และเทคนคิ การวจิ ยั
FR) (ตอ่ )

องค์ประกอบทไี่ ดจ้ ากเทคนคิ การวจิ ยั เชงิ อนาคต
(Ethnographic Delphi Future Research : EDFR)
9. ส่งเสรมิ ใหค้ รูศึกษา วเิ คราะห์ วจิ ยั ตลอดจนการเผยแพรผ่ ลงานวิจัยกบั สถานศึกษา
องค์กร หนว่ ยงานและสถาบันอ่นื ๆ
10. สง่ เสริมและสนบั สนุนการวจิ ยั เกี่ยวกับการพฒั นาหลกั สตู รและกระบวนการจดั การ
เรยี นรู้
11. ตดิ ตาม นเิ ทศและตรวจสอบการจัดการเรยี นรขู้ องครอู ยา่ งเปน็ ระบบและตอ่ เน่อื ง
12. ส่งเสรมิ ครูให้ไดร้ บั การอบรมเพื่อพัฒนาตนเองทง้ั ในและนอกประเทศ
13. ส่งเสรมิ ครูกลมุ่ สาระวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยีมที ักษะการคิดและการ
ใช้กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
14. ส่งเสรมิ ให้ครมู คี วามกระตือรือร้น สนใจเรยี นรู้และแสวงหาประสบการณ์ใหมๆ่ อย่าง
ต่อเน่ือง
15. รายงานผลการพัฒนานกั เรยี นและแจง้ ขอ้ มลู ข่าวสารใหผ้ ปู้ กครอง ชมุ ชนได้ทราบ
เสมอ

267

ตารางท่ี 22 ตารางเปรียบเทยี บผลการวิเคราะหอ์ งค์ประกอบ โดยการวเิ คราะ
เชิงอนาคต (Ethnographic Delphi Future Research : EDF

องค์ประกอบทีไ่ ด้จากการวเิ คราะห์องคป์ ระกอบเชิงสารวจ
(Exploratory Factor Analysis)

3.มีการจดั ทาแผนงาน โครงการแนะแนวในโรงเรยี นเปน็ ประจาทกุ ปี
4.จัดระบบการแนะแนวทางวชิ าการและวชิ าชีพของโรงเรยี นโดยเชอ่ื มโยงกับระบบดแู ล
ชว่ ยเหลือนักเรยี น
5.สร้างความตระหนักถงึ ความสาคัญและประโยชน์ของการทาวจิ ยั ในช้นั เรยี นแกค่ รู
6.แตง่ ตัง้ คณะกรรมการแนะแนวของโรงเรยี นเปน็ ผู้รบั ผดิ ชอบงานแนะแนวของโรงเรียน
7.ผู้บริหารและครรู ่วมกันกาหนดมาตรการ เกณฑห์ รือแนวทางในการทาวิจยั ในช้นั เรียน
8.ตดิ ตาม ประเมินผลการแนะแนวการศกึ ษาในโรงเรยี นอย่างสม่าเสมอและต่อเนอ่ื งแล
นาผลการประเมนิ มาปรับปรุงแกไ้ ขพฒั นาการแนะแนวของโรงเรยี น
องค์ประกอบที่ 7 การพัฒนาส่ือการเรยี นการสอน
1.มแี ผนงาน โครงการการผลติ สื่อ นวตั กรรมการเรยี นรู้ให้เหมาะสมกับหลกั สตู ร

2.สรา้ งขวัญกาลังใจในรูปแบบตา่ งๆ แก่ครทู จ่ี ัดการเรยี นรไู้ ดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ

3.สนับสนุนงบประมาณสาหรับการผลิตส่ือ นวัตกรรมการเรยี นรู้อยา่ งเพียงพอ

268

ะห์องค์ประกอบเชิงสารวจ (Exploratory Factor Analysis) และเทคนิคการวจิ ัย
FR) (ต่อ)

องค์ประกอบที่ได้จากเทคนคิ การวจิ ยั เชงิ อนาคต
(Ethnographic Delphi Future Research : EDFR)





ละ

องค์ประกอบที่ 5 การพัฒนากระบวนการเรียนร้แู ละการใช้สอ่ื เทคโนโลยีเพ่อื การศกึ ษา
1.. ส่งเสรมิ ใหค้ รูจดั ทาแผนการจดั การเรยี นรโู้ ดยเน้นผเู้ รยี นเป็นสาคญั และมกี ลวิธกี ารสอน
ท่ีหลากหลายเหมาะกับยุคปัจจุบนั
2. ส่งเสรมิ ให้ครูจดั กิจกรรมการเรยี นรโู้ ดยยดึ ตามหลักสตู รของโรงเรยี นและหลกั สตู ร
หอ้ งเรียนพเิ ศษวิทยาศาสตร์
3. สง่ เสรมิ ให้ครไู ด้แลกเปลย่ี นเรยี นรู้ในการผลิตและพฒั นาสือ่ นวตั กรรมและเทคโนโลยี
ทางการศกึ ษาทั้งในและนอกสถานศึกษา

268

ตารางท่ี 22 ตารางเปรียบเทียบผลการวเิ คราะหอ์ งคป์ ระกอบ โดยการวิเคราะ
เชงิ อนาคต (Ethnographic Delphi Future Research : EDF

องค์ประกอบที่ได้จากการวเิ คราะห์องค์ประกอบเชิงสารวจ
(Exploratory Factor Analysis)

4.จัดหาส่อื การเรยี นรทู้ ส่ี อดคล้องกบั ความตอ้ งการในแตล่ ะกลมุ่ สาระ
5.จดั ระบบการแนะแนวทางวชิ าการและวชิ าชีพภายในโรงเรยี น
6.จัดกจิ กรรมนาครไู ปศึกษาดูงานโรงเรยี นโครงการหอ้ งเรียนพเิ ศษวิทยาศาสตรท์ ม่ี ี
ผลงานการจัดการศึกษาดีเด่น

269

ะหอ์ งค์ประกอบเชิงสารวจ (Exploratory Factor Analysis) และเทคนคิ การวิจยั
FR) (ต่อ)

องคป์ ระกอบท่ีได้จากเทคนิคการวจิ ัยเชงิ อนาคต
(Ethnographic Delphi Future Research : EDFR)
4. จดั ประกวดผลงานครดู า้ นส่อื และนวตั กรรมทางการศกึ ษา
5. สนบั สนนุ และพฒั นาครใู หส้ ามารถใช้เทคโนโลยีในการจดั การเรยี นรู้ไดท้ ุกคน
6. สง่ เสรมิ และพฒั นาครูจดั การเรยี นรู้โดยใหผ้ ู้เรียนมีทักษะด้านการคิดวิเคราะห์
สงั เคราะห์ มีวจิ ารณญาณและความคิดสร้างสรรค์
7. ศกึ ษา วิเคราะหค์ วามจาเปน็ ในการใชส้ อ่ื นวตั กรรมและเทคโนโลยเี พื่อการจดั การเรยี นรู้
8. ส่งเสรมิ ให้ครูจดั การเรยี นร้โู ดยเน้นกระบวนการคดิ โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
9. สนับสนนุ งบประมาณสาหรับการจดั หาและผลติ สื่อการเรยี นรสู้ าหรบั การจดั กจิ กรรม
การเรยี นรู้
10. จดั หาสอ่ื การเรยี นรทู้ ส่ี อดคลอ้ งกับความต้องการในแต่ละกลมุ่ สาระ
11. มีหอ้ งเรียนท่ีทนั สมัย มคี รภุ ณั ฑ์ อุปกรณก์ ารเรียนการสอนที่ครบถ้วนและมี
สภาพแวดล้อมที่เอื้อการเรียนรู้
12. จดั กระบวนการเรยี นรู้โดยใชเ้ ทคโนโลยีและนวตั กรรมทห่ี ลากหลายและเหมาะสมกับ
ธรรมชาตขิ องเนอ้ื หาและผเู้ รยี น
13. ประเมนิ ผลการพฒั นาและการใชส้ อื่ นวตั กรรมและเทคโนโลยเี พ่ือการศึกษาอย่าง
สม่าเสมอ

269

270

จากตารางที่ 22 องค์ประกอบการบรหิ ารงานวชิ าการของโรงเรียนในโครงการห้องเรียนพิเศษ
วิทยาศาสตร์ โดยเทคนิคการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสารวจ(Exploratory Factor Analysis)มี
องค์ประกอบที่สาคัญจานวน 7 องค์ประกอบ คือ 1)การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา มี 27 ตัวแปร
2) การพัฒนาหลักสูตร มี 16 ตัวแปร 3) การประกันคุณภาพการศึกษา มี 10 ตัวแปร 4) การพัฒนา
ศักยภาพของผู้เรยี น มี 10 ตัวแปร 5) การพฒั นาศักยภาพของครู มี 8 ตัวแปร 6) การบริการงานแนะ
แนว มี 8 ตัวแปร และ 7) การพฒั นาสอื่ การเรียนการสอน มี 6 ตัวแปร รวมตัวแปรทั้งส้ิน 85 ตัวแปร
สว่ นอง๕ประกอบการบรหิ ารงานวชิ าการของโรงเรียนในโครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ โดยใช้
เทคนิคการวิจัยเชิงอนาคต(Ethnographic Delphi Future Research: EDFR) พบว่า มีองค์ประกอบ
จานวน 5 องค์ประกอบ คือ 1)การวางแผนงานด้านวิชาการ มี 16 ตัวแปร 2)การพัฒนาหลักสูตร มี
10 ตัวแปร 3)การพัฒนาศักยภาพการเรียนรูข้ องผเู้ รียน มี 21 ตัวแปร 4)การพัฒนาศักยภาพครูผู้สอน
และบุคลากรท่เี กีย่ วขอ้ ง มี 15 ตัวแปร และ 5) การพฒั นากระบวนการเรยี นรู้และการใช้ส่ือเทคโนโลยี
เพอ่ื การศึกษา มี 13 ตวั แปร รวมทัง้ หมด 75 ตวั แปร

ผลการเปรียบเทียบผลการวิเคราะห์องค์ประกอบการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนใน
โครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ โดยเทคนิคการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสารวจ(Exploratory
Factor Analysis) และเทคนิคการวิจัยเชิงอนาคต (Ethnographic Delphi Future Research :
EDFR) พบวา่ การวเิ คราะหอ์ งค์ประกอบเชิงสารวจ (Exploratory Factor Analysis) ประกอบด้วย 7
องค์ประกอบเรียงตามน้าหนกั องค์ประกอบทไ่ี ดจ้ ากมากไปน้อย คอื การมีส่วนรว่ มในการจัดการศึกษา
การพัฒนาหลักสูตร การประกันคุณภาพการศึกษา การพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน การพัฒนา
ศักยภาพของครู การบริการงานแนะแนวและการพัฒนาสื่อการเรียนการสอน ส่วนเทคนิคการวิจัย
เชงิ อนาคต (Ethnographic Delphi Future Research : EDFR) ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ คือ
การวางแผนงานด้านวิชาการ การพัฒนาหลักสูตร การพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน การ
พัฒนาศักยภาพครูผู้สอนและบุคลากรท่ีเกี่ยวข้อง และการพัฒนากระบวนการเรียนรู้และการใช้ส่ือ
เทคโนโลยีเพือ่ การศกึ ษา ซึ่งพบว่าทั้ง 2 วิธี มีองค์ประกอบที่มีตัวแปรเหมือนกันหรือใกล้เคียงกัน มี 5
องค์ประกอบ คือ การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษากับการวางแผนการศึกษา การพัฒนาหลักสูตร
การพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนกับการพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน การพัฒนาศักยภาพของ
ครูกับการพัฒนาศักยภาพของครูผู้สอนและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง และการพัฒนาส่ือการเรียนการสอน
กับการพัฒนากระบวนการเรียนรู้และการใช้ส่ือเทคโนโลยีเพ่ือการศึกษา และมีองค์ประกอบที่มีตัว
แปรต่างกนั มี 2 องคป์ ระกอบ คือ การประกันคุณภาพการศกึ ษาและการบริการงานแนะแนว

บทท่ี 5
สรุป อภปิ รายผลและข้อเสนอแนะ

การวิจัยคร้ังน้ีศึกษา รูปแบบการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในโครงการห้องเรียนพิเศษ
วิทยาศาสตร์ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (mixed methodology) ข้ันตอนแรกเป็นการ
วิจัยเชิงคุณภาพ(qualitative research) และขั้นตอนสุดท้ายเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ(quantitative
research) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทราบ 1) เพ่ือทราบองค์ประกอบการบริหารงานวิชาการของ
โรงเรียนในโครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ 2) เพื่อทราบรูปแบบการบริหารงานวิชาการของ
โรงเรียนในโครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ 3) เพ่ือทราบผลการยืนยันรูปแบบการบริหารงาน
วิชาการของโรงเรียนในโครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ 4) เพื่อเปรียบเทียบองค์ประกอบการ
บริหารงานวิชาการของโรงเรียนในโครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ โดยเทคนิคการวิเคราะห์
องค์ประกอบเชิงสารวจ (Exploratory Factor Analysis) กับเทคนิคการวิจัยเชิงอนาคต
(Ethnographic Delphi Future Research : EDFR) ประชากรที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย
โรงเรียนในโครงการห้องเรียนพิเศษวทิ ยาศาสตร์ จานวน 195 โรงเรยี น และกลุ่มตัวอย่างเป็นโรงเรียน
ในโครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ 131 โรงเรียน โดยผู้ให้ข้อมูลประกอบไปด้วยผู้อานวยการ
รองผู้อานวยการฝ่ายวิชาการ หัวหน้าโครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์และครูผู้สอนในโครงการ
หอ้ งเรยี นพเิ ศษวิทยาศาสตร์ จานวน 524 คน รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามความคิดเห็นแบบ
จัดอนั ดับคณุ ภาพของลิเคอร์ท(Likert) การดาเนนิ การประกอบดว้ ยข้ันตอนต่างๆ ดงั น้ี

ข้นั ตอนท่ี 1 การกาหนดตัวแปรทเี่ ก่ียวขอ้ งในการวิจยั เป็นการทบทวนวรรณกรรมที่เก่ียวข้องกับ
รปู แบบการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนท้ังในและต่างประเทศ โดยการวิเคราะห์เนื้อหา(content
analysis) การเก็บรวบรวมข้อมูลจากการศึกษาการบริหารงานวิชาการดีเด่นของโรงเรียนในโครงการ
ห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ จานวน 3 โรงเรียน คือ โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย โรงเรียนสามเสน
วทิ ยาลัย และโรงเรียนบดินทร์เดชา(สิงห์ สิงหเสนี) เพื่อให้ได้ตัวแปรท่ีต้องการศึกษาแล้วจึงนาผลที่ได้
ไปพัฒนาเป็นแบบสัมภาษณ์ก่ึงโครงสร้าง(semi-structure interview) หลังจากน้ันนาแบบสัมภาษณ์
แบบก่ึงโครงสร้างไปสัมภาษณ์ผู้เช่ียวชาญ จานวน 9 คน ทาการวิเคราะห์เน้ือหาท่ีได้จากการ
สัมภาษณ์ ได้ตัวแปรที่เป็นองค์ประกอบการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในโครงการห้องเรียน
พิเศษวิทยาศาสตร์ จานวน 160 ตวั แปร

ขั้นตอนที่ 2 การเก็บรวบรวมข้อมูลในข้ันตอนของการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ และพัฒนา
รูปแบบการบรหิ ารงานวิชาการ โดยนาเอาตัวแปรท่ีได้จากข้ันตอนที่ 1 มาสร้างเป็นแบบสอบถามเพ่ือ
สอบถามความคิดเห็นแบบจัดอันดับคุณภาพของลิเคอร์ท(Likert) และปรับแก้ตามข้อเสนอแนะของ
อาจารย์ท่ีปรึกษา แล้วนาแบบสอบถามไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 5 คน พิจารณาตรวจสอบความ
เท่ียงตรงเชิงเน้ือหา (content validity) โดยนาผลที่ได้มาวิเคราะห์หาค่าดัชนีความสอดคล้องตาม

271

272

วัตถุประสงค์ (Index of Item – Objective Congruence : IOC) เลือกข้อคาถามท่ีมีค่า IOC ที่
มากกว่า 0.50 ข้ึนไป และปรับปรุงแบบสอบถาม ได้คาถามที่มีความเหมาะสม 132 ข้อ หลังจากนั้น
นาแบบสอบถามไปทดลองใช้ (try out) กับประชากรที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จานวน 8 โรงเรียน
โรงเรียนละ 4 คน ประกอบดว้ ยผู้อานวยการ รองผู้อานวยการฝา่ ยวชิ าการ หัวหน้าโครงการห้องเรียน
พิเศษวิทยาศาสตร์และครูผู้สอนในโครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ รวมจานวน 32 คน นาผลท่ี
ได้มาหาค่าความเชื่อมั่น (reliability) โดยวิธีสัมประสิทธ์ิแอลฟ่าของครอนบาค (Cronbach’s alpha
coefficient) ได้ค่าความเช่ือม่ันของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ .976 และได้แบบสอบถามเพื่อใช้
เก็บรวบรวมจากกลุ่มตัวอย่าง จานวน 131 โรงเรียน โรงเรียนละ 4 คน ประกอบด้วย ผู้อานวยการ
รองผู้อานวยการฝ่ายวิชาการ หัวหน้าโครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์และครูผู้สอนในโครงการ
หอ้ งเรียนพิเศษวทิ ยาศาสตร์ จานวน 524 คน ไดร้ ับแบบสอบถามกลับคืนมา 123 โรงเรียน จานวน
492 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 93.89 นาแบบสอบถามท่ีมีความสมบูรณ์มาทาการวิเคราะห์องค์ประกอบ
เชิงสารวจ (Exploratory Factor Analysis:EFA) ด้วยวิธีการสกัดปัจจัย (Principal Component
Analysis : PCA) แปลผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลเพ่ือสรุปเป็นองค์ประกอบของการบริหารงาน
วิชาการของโรงเรียนในโครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ หลังจากน้ันทาการวิเคราะห์
ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ (path analysis) ได้องค์ประกอบการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนใน
โครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ จานวน 7 ประกอบ ซึ่งมีความสอดคล้องกับผลการวิเคราะห์
องค์ประกอบในครั้งที่ 1 แล้วนาองค์ประกอบท่ีได้ทั้ง 7 องค์ประกอบในขั้นตอนท่ี 2 มาสรุปเป็นร่าง
รูปแบบการบริหารวิชาการของโรงเรยี นในโครงการหอ้ งเรยี นพิเศษวิทยาศาสตร์

ขน้ั ตอนท่ี 3 การตรวจสอบและสร้างรูปแบบท่ีเหมาะสม โดยใช้วิธีการสมั ภาษณ์ความคิดเห็นของ
ผู้เช่ียวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิ ตรวจสอบความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความถูกต้องและการใช้
ประโยชน์ในรูปแบบการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในโครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ด้วย
วิธีการชาติพันธุ์วรรณา(Ethnographic Future Research : EFR) โดยใช้ผู้บริหารระดับนโยบายที่มี
ความเช่ยี วชาญเกยี่ วกับการกาหนดนโยบายและคุณภาพของการบริหารงานวิชาการและผู้อานวยการ
สถานศกึ ษา ซ่ึงกลมุ่ ตัวอย่างได้จากการเลือกแบบเจาะจง (purposive sampling) รวม 5 คน ผลการ
พิจารณาพบว่า รปู แบบการบรหิ ารงานวชิ าการของโรงเรียนในโครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ท่ี
ได้ มีความเปน็ ไปได้ ความถูกตอ้ ง ความเหมาะสมและสามารถนาไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้

ขั้นตอนที่ 4 การวเิ คราะหป์ รับปรงุ และนาเสนอรูปแบบ
ในขน้ั ตอนนี้ผู้วิจยั ได้สรุปขอ้ คดิ เห็น ขอ้ วิจารณ์และข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่ีได้มาปรับปรุง
องคป์ ระกอบของรูปแบบการบรหิ ารงานวิชาการของโรงเรียนในโครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์
เพ่ือให้ได้รูปแบบท่ีเหมาะสม มีความเป็นไปได้ ความถูกต้องและสามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้จริงตาม
ความคิดเหน็ ของผ้ทู รงคณุ วฒุ ิ

273

สถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ใช้การแจกแจงความถ่ี (frequency) ค่าร้อยละ
(percentage) ค่าเฉล่ีย (arithmetic mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(standard deviation) การ
วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสารวจ (exploratory factor analysis) การวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิง
สาเหตุ (path analysis) และการวิเคราะหเ์ นื้อหา(content analysis)

สรปุ ผลการวิจัย

การวิจัยเรื่อง รูปแบบการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในโครงการห้องเรี ยนพิเศษ
วิทยาศาสตร์ ไดข้ ้อคน้ พบ ดงั น้ี

1. องคป์ ระกอบการบรหิ ารงานวิชาการของโรงเรียนในโครงการหอ้ งเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์
1. องค์ประกอบทไี่ ด้จากการวิเคราะห์องค์ประกอบเชงิ สารวจ (Exploratory Factor

Analysis) ประกอบดว้ ย 7 องค์ประกอบเรียงตามน้าหนักองค์ประกอบที่ได้จากมากไปน้อย คือ การมี
ส่วนรว่ มในการจัดการศึกษา การพัฒนาหลักสูตร การประกันคุณภาพการศึกษา การพัฒนาศักยภาพ
ของผู้เรียน การพัฒนาศกั ยภาพของครู การบรกิ ารงานแนะแนวและการพัฒนาสอื่ การเรียนการสอน

1.1 องค์ประกอบที่ 1 “การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา” มีจานวนตัวแปรท่ี
อธิบายองค์ประกอบ 27 ตัวแปร มีค่าน้าหนักปัจจัย (factor loading) อยู่ระหว่าง .520 - .844 มี
ค่าความแปรปรวนของตัวแปรเท่ากับ 46.217 และค่าร้อยละของความแปรปรวนเท่ากับ 35.013
เป็นองค์ประกอบท่ีมีความสาคัญเป็นอันดับ 1 และจัดเรียงลาดับตัวแปรตามค่าน้าหนักปัจจัย(factor
loading) ในองคป์ ระกอบที่ 1 จานวน 27 ตวั แปร

1.2 องค์ประกอบที่ 2 “การพัฒนาหลักสูตร” มีจานวนตัวแปรที่อธิบาย
องค์ประกอบ 16 ตัวแปร มีค่าน้าหนักปัจจัย (factor loading) อยู่ระหว่าง .594 - .788 มีค่า
ความแปรปรวนของตัวแปรเท่ากับ 11.320 และค่าร้อยละของความแปรปรวนเท่ากับ 8.576 เป็น
องค์ประกอบท่ีมีความสาคัญเป็นอันดับ 2 และจัดเรียงลาดับตัวแปรตามค่าน้าหนักปัจจัย(factor
loading) ในองค์ประกอบท่ี 2 จานวน 16 ตวั แปร

1.3 องค์ประกอบท่ี 3 “การประกันคุณภาพการศึกษา” มีจานวนตัวแปรท่ีอธิบาย
องค์ประกอบ 10 ตัวแปร มีค่าน้าหนักปัจจัย (factor loading) อยู่ระหว่าง .513 - .798 มีค่า
ความแปรปรวนของตัวแปรเท่ากับ 5.166 และค่าร้อยละของความแปรปรวนเท่ากับ 3.913 เป็น
องค์ประกอบท่ีมีความสาคัญเป็นอันดับ 3 และจัดเรียงลาดับตัวแปรตามค่าน้าหนักปัจจัย(factor
loading) ในองค์ประกอบท่ี 3 จานวน 10 ตัวแปร

1.4 องค์ประกอบท่ี 4 “การพฒั นาศักยภาพของผู้เรียน” มีจานวนตัวแปรที่อธิบาย
องค์ประกอบ 10 ตัวแปร มีค่าน้าหนักปัจจัย (factor loading) อยู่ระหว่าง .528 - .803 มีค่า
ความแปรปรวนของตัวแปรเท่ากับ 3.819 และค่าร้อยละของความแปรปรวนเท่ากับ 2.893 เป็น

274

องค์ประกอบท่ีมีความสาคัญเป็นอันดับ 4 และจัดเรียงลาดับตัวแปรตามค่าน้าหนักปัจจัย(factor
loading) ในองคป์ ระกอบท่ี 4 จานวน 10 ตัวแปร

1.5 องค์ประกอบที่ 5 “การพัฒนาศักยภาพของครู” มีจานวนตัวแปรท่ีอธิบาย
องคป์ ระกอบ 8 ตวั แปร มีคา่ น้าหนักปจั จัย (factor loading) อยู่ระหว่าง .719 - .811 มีค่าความ
แปรปรวนของตัวแปรเท่ากับ 3.594 และค่าร้อยละของความแปรปรวนเท่ากับ 2.723 เป็น
องค์ประกอบที่มีความสาคัญเป็นอันดับ 5 และจัดเรียงลาดับตัวแปรตามค่าน้าหนักปัจจัย(factor
loading) ในองคป์ ระกอบท่ี 5 จานวน 8 ตวั แปร

1.6 องค์ประกอบท่ี 6 “การบริการงานแนะแนว” มีจานวนตัวแปรที่อธิบาย
องค์ประกอบ 8 ตวั แปร มคี า่ น้าหนกั ปจั จัย (factor loading) อยู่ระหว่าง .506 - .627 มีค่าความ
แปรปรวนของตัวแปรเท่ากับ 3.266 และค่าร้อยละของความแปรปรวนเท่ากับ 2.474 เป็น
องค์ประกอบที่มีความสาคัญเป็นอันดับ 6 และจัดเรียงลาดับตัวแปรตามค่าน้าหนักปัจจัย(factor
loading) ในองค์ประกอบท่ี 6 จานวน 8 ตวั แปร

1.7 องค์ประกอบท่ี 7 “การพัฒนาสื่อการเรียนการสอน” มีจานวนตัวแปรท่ี
อธบิ ายองคป์ ระกอบ 6 ตัวแปร มีค่าน้าหนักปัจจัย (factor loading) อยู่ระหว่าง .699 - .866 มี
ค่าความแปรปรวนของตัวแปรเท่ากับ 3.006 และค่าร้อยละของความแปรปรวนเท่ากับ 2.278 เป็น
องค์ประกอบที่มีความสาคัญเป็นอันดับ 7 และจัดเรียงลาดับตัวแปรตามค่าน้าหนักปัจจัย(factor
loading) ในองคป์ ระกอบที่ 7 จานวน 6 ตวั แปร

2. การวิเคราะหค์ วามสัมพนั ธอ์ งค์ประกอบการบรหิ ารงานวิชาการของโรงเรยี นในโครงการ
หอ้ งเรยี นพเิ ศษวิทยาศาสตร์

ผลจากการวิเคราะห์แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง พบว่า ตัวแปรต้นมี 6
องค์ประกอบ คือ การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา การพัฒนาหลักสูตร การประกันคุณภาพ
การศึกษา การพัฒนาศักยภาพของครู การบริการงานแนะแนวและการพัฒนาส่ือการเรียนการสอน
สว่ นตัวแปรตามคือ การพัฒนาศักยภาพของผเู้ รียน เมือ่ พจิ ารณารายละเอียด พบว่า องค์ประกอบท่ี 1
การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา มีอิทธิพลต่อการพัฒนาหลักสูตร การประกันคุณภาพการศึกษา
การพฒั นาศักยภาพของผู้เรียน การพฒั นาศกั ยภาพของครู การบริการงานแนะแนวและการพัฒนาสื่อ
การเรียนการสอน องค์ประกอบที่ 2 การพัฒนาหลักสูตร มีอิทธิพลต่อการประกันคุณภาพการศึกษา
การพฒั นาศักยภาพของนักเรียนและการพัฒนาศักยภาพของครู และได้รับอิทธิพลโดยตรงจาก การมี
ส่วนร่วมในการจัดการศึกษา องค์ประกอบท่ี 3 การประกันคุณภาพการศึกษามีอิทธิพลต่อการพัฒนา
ศักยภาพของผู้เรียนและการพัฒนาศักยภาพของครู และได้รับอิทธิพลโดยตรงจาก การมีส่วนร่วมใน
การจัดการศึกษา การพัฒนาหลักสูตร การบริการงานแนะแนวและการพัฒนาสื่อการเรียนการสอน

275

องคป์ ระกอบที่ 4 การพฒั นาศกั ยภาพของนักเรยี น ได้รับอิทธิพลโดยตรงจาก การมีส่วนร่วมในการจัด
การศึกษา การพัฒนาหลกั สูตร การประกนั คณุ ภาพการศึกษา การบริการงานแนะแนวและการพัฒนา
สื่อการเรียนการสอน องค์ประกอบท่ี 5 การพัฒนาศักยภาพของครู ได้รับอิทธิพลโดยตรงจาก การมี
ส่วนร่วมในการจัดการศึกษา การพัฒนาหลักสูตร การประกันคุณภาพการศึกษาและการบริการงาน
แนะแนว องค์ประกอบที่ 6 การบริการงานแนะแนว มีอิทธิพลต่อการประกันคุณภาพการศึกษาและ
การพัฒนาศักยภาพของครู องคป์ ระกอบท่ี 7 การพัฒนาส่ือการเรียนการสอน ได้รับอิทธิพลจากการมี
ส่วนร่วมในการจัดการศึกษา และมีอิทธิพลต่อการประกันคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาศักยภาพ
ของผู้เรยี น

นอกจากน้ันวิเคราะหค์ วามสอดคล้องความกลมกลนื ระหวา่ งโมเดลและข้อมลู เชงิ ประจักษ์ พบวา่
ค่าสถิติไคสแควส์ มีค่าเท่ากับ 14.43 (P = 0.00015) แสดงให้เห็นความแตกต่างอย่างมีนัยสาคัญทาง
สถิติ หมายถึง รูปแบบความสัมพันธ์ขององค์ประกอบการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนห้องเรียน
พิเศษวิทยาศาสตร์มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ นอกจากนี้ยังสามารถพิจารณาค่าดัชนี
ความสอดคล้องอื่นๆ ได้อีกเช่น ค่า GFI (Goodness of Fit Index) และ ค่า AGFI (Adjusted
Goodness of Fit Index) มีค่าเข้าใกล้ 1 คือค่า GFI = 0.75 และค่า AGFI = 0.50 ค่า Root
Mean Square Residual(RMR) มีค่าเท่ากับ 0.024 และค่า Standardized Root Mean
Square Residual (SRMR) มีคา่ เข้าใกล้ 0 และไม่เกิน 0.024 ซึ่งในที่นี้มีค่าเท่ากับ 0.0042 แสดงให้
เห็นวา่ รปู แบบโมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ค่าดัชนี Root Mean Square Error
of Approximation (RMSEA) มีค่าเท่ากับ 0.0175 ซึ่งมีค่าอยู่ระหว่าง 0 – 0.05 แสดงว่าโมเดลมี
ความสอดคลอ้ งกับขอ้ มลู เชิงประจักษ์อยูใ่ นระดบั ดี

3. รูปแบบการบรหิ ารงานวชิ าการของโรงเรยี นในโครงการหอ้ งเรยี นพิเศษวทิ ยาศาสตร์
จากการวิเคราะห์ความสมั พนั ธ์ขององค์ประกอบ รูปแบบการบริหารงานวชิ าการของโรงเรยี น ใน

โครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ คือ 1) การมีส่วนร่วมในการจัด
การศึกษา 2) การพัฒนาหลักสูตร 3) การประกันคุณภาพการศึกษา 4) การพัฒนาศักยภาพของ
ผู้เรียน 5) การพัฒนาศักยภาพของครู 6) การบริการงานแนะแนว และ 7) การพัฒนาส่ือการเรียน
การสอน ซ่ึงแสดงเป็นแผนภูมิของรูปแบบการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในโครงการห้องเรียน
พเิ ศษวทิ ยาศาสตร์ ไดด้ งั นี้

F2 F4

F6 F5
F1

F3

F7

276

แผนภูมทิ ี่ 36 แสดงรปู แบบการบรหิ ารงานวิชาการของโรงเรียนในโครงการห้องเรยี นพิเศษ
วทิ ยาศาสตร์

4. การเปรยี บเทยี บผลการวิเคราะหอ์ งค์ประกอบ โดยการวิเคราะหอ์ งค์ประกอบเชิงสารวจ
(Exploratory Factor Analysis) และเทคนิคการวิจัยเชิงอนาคต (Ethnographic Delphi
Future Research : EDFR)

4.1 องค์ประกอบที่ได้จากการดว้ ยเทคนิคการวจิ ยั เชงิ อนาคต (Ethnographic Delphi
Future Research : EDFR) ผวู้ ิจัยจดั หมวดหมตู่ ามองค์ประกอบได้ 5 ด้าน คอื

1) ดา้ นการวางแผนงานดา้ นวิชาการ จานวน 16 ตัวแปร
2) ด้านการพฒั นาหลักสตู รและการนาหลกั สูตรไปใช้ จานวน 10 ตัวแปร
3) ดา้ นการพฒั นากระบวนการเรียนรู้และการใช้ส่ือเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา จานวน 13
ตัวแปร
4) ดา้ นการพัฒนากจิ กรรมเสรมิ ศักยภาพการเรียนรู้ของผ้เู รียน จานวน 21 ตวั แปร
5) ดา้ นการพัฒนาศักยภาพครผู ้สู อนและบคุ ลากรท่เี กยี่ วข้อง จานวน 15 ตวั แปร

4.2 จากการเปรียบเทียบผลการวิเคราะห์องค์ประกอบ โดยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิง
สารวจ (Exploratory Factor Analysis) และเทคนิคการวิจัยเชิงอนาคต (Ethnographic Delphi
Future Research : EDFR) พบว่า การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสารวจ (Exploratory Factor
Analysis) ประกอบดว้ ย 7 องค์ประกอบเรียงตามน้าหนักองค์ประกอบที่ได้จากมากไปน้อย คือ การมี
สว่ นรว่ มในการจัดการศึกษา การพัฒนาหลักสูตร การประกันคุณภาพการศึกษา การพัฒนาศักยภาพ
ของผู้เรียน การพัฒนาศักยภาพของครู การบริการงานแนะแนวและการพัฒนาสื่อการเรียนการสอน
ส่วนเทคนิคการวิจัยเชิงอนาคต (Ethnographic Delphi Future Research : EDFR) ประกอบด้วย
5 องค์ประกอบ คือ การวางแผนงานดา้ นวชิ าการ การพัฒนาหลักสูตร การพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้
ของผู้เรียน การพัฒนาศักยภาพครูผู้สอนและบุคลากรที่เก่ียวข้อง และการพัฒนากระบวนการเรียนรู้
และการใช้ส่ือเทคโนโลยีเพ่ือการศึกษา ซ่ึงพบว่าท้ัง 2 วิธี มีองค์ประกอบที่มีตัวแปรเหมือนกันหรือ
ใกล้เคียงกัน มี 5 องค์ประกอบ คือ การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษากับการวางแผนการศึกษา การ
พัฒนาหลักสูตร การพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนกับการพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน การ
พัฒนาศักยภาพของครูกับการพัฒนาศักยภาพของครูผู้สอนและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง และการพัฒนา
ส่ือการเรียนการสอนกับการพัฒนากระบวนการเรียนรู้และการใช้ส่ือเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา และมี
องค์ประกอบท่ีมีตัวแปรต่างกันมี 2 องค์ประกอบ คือ การประกันคุณภาพการศึกษาและการบริการ
งานแนะแนว

277

การอภิปรายผล

ผลการวิจัยคร้ังน้ี มีประเด็นสาคัญที่ค้นพบจากรูปแบบการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนใน
โครงการหอ้ งเรียนพเิ ศษวทิ ยาศาสตร์ และสามารถนามาอภิปรายผลตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย ได้
ดังน้ี

1. องคป์ ระกอบการบริหารงานวิชาการของโรงเรยี นในโครงการห้องเรียนพเิ ศษวิทยาศาสตร์
ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในโครงการห้องเรียนพิเศษ
วิทยาศาสตร์ ประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ เรียงตามน้าหนักองค์ประกอบ ดังน้ี 1) การมีส่วนร่วมใน
การจดั การศึกษา 2) การพัฒนาหลกั สูตร 3) การประกนั คุณภาพสถานศึกษา 4) การพัฒนาศักยภาพ
ของผเู้ รียน 5) การพัฒนาศักยภาพของครู 6)การบรกิ ารงานแนะแนว และ 7) การพัฒนาสื่อการเรียน
การสอน ซง่ึ เมอ่ื ผวู้ จิ ยั พจิ ารณารายองค์ประกอบ พบว่า

1. องค์ประกอบด้านการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา เป็นองค์ประกอบที่มีความสาคัญ
เป็นอันดับ 1 เม่ือพิจาณาข้อคาถามประกอบด้วยลักษณะต่างๆ ดังต่อไปน้ี 1) จัดทาแผนงาน
โครงการนิเทศของโรงเรียนเป็นประจาทุกปีและมีการแต่งต้ังคณะกรรมการหรือผู้รับผิดชอบในการ
นิเทศการศึกษา 2) มีการนิเทศติดตาม การประเมินผลเพ่ือตรวจวัดความสาเร็จด้านการบริหารงาน
วิชาการ 3) พัฒนาความรู้ความเข้าใจแก่ครูเรื่องการนิเทศการศึกษา 4) ครูควรทาวิจัยในช้ันเรียนทุก
คนเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาการเรียนรู้ 5) จัดทาเอกสารเผยแพร่การจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนแก่
สถานศึกษาในบริเวณใกล้เคียงหรือผู้สนใจท่ัวไป 6) ส่งเสริม สนับสนุนให้ครูจัดการเรียนรู้ทั้งในและ
นอกประเทศ 7) นาผลการนิเทศการศึกษาไปปรับปรุงพัฒนาการปฏิบัติงานและการจัดการเรียนการ
สอนของครู 8) ติดตาม นิเทศและตรวจสอบการจัดการเรียนรู้ของครูอย่างเป็นระบบและต่อเน่ือง 9)
วิเคราะห์สภาพปัญหาและคามพร้อมของโรงเรียนเพ่ือจัดทาหลักสูตรสถานศึกษา 10) สนับสนุนและ
พัฒนาครูให้สามารถใช้เทคโนโลยีในการจัดการเรียนรู้ได้ทุกคน 11) ผู้บริหารจัดให้มีระบบการนิเทศ
การสอนของครูอย่างสม่าเสมอและประเมนิ ผลการปฏบิ ัติงานของครเู ป็นประจาต่อเนื่อง 12) จัดระบบ
การเทียบโอนผลการศึกษาที่ถูกต้องตามระเบียบในปัจจุบัน 13) จัดหาหรือพัฒนาแหล่งเรียนรู้ใน
โรงเรียนเพ่ือใช้ในการพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน 14) ส่งเสริมความร่วมมือกับผู้ปกครองให้เห็น
ความสาคัญและร่วมกันดูแล เอาใจใส่ในการพัฒนานักเรียนร่วมกับครูและโรงเรียน 15) ส่งเสริม
สนบั สนุนให้ครนู าภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถิ่นใช้ในการจัดการเรียนรู้ 16) มีการจัดทาประกันคุณภาพการศึกษา
ภายใน โดยการมสี ว่ นร่วมของผู้บริหารและครูทุกคน 17) จัดทารายงานสรุปผลวิชาการของโรงเรียน
อยา่ งชดั เจนประจาทุกปแี ละนาข้อมูลจากปีท่ีผ่านมาใช้ในการพัฒนางานวิชาการ 18) มีการตรวจสอบ
ทบทวนหลักสูตรและประเมนิ ผลการใช้หลักสตู รทุกปีการศึกษา 19) เปิดโอกาสให้ชุมชนท้องถ่ินมีส่วน
ร่วมในการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของโรงเรียน 20) จัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนให้เหมาะสมกับความ

278

ตอ้ งการหรอื ตามศักยภาพของผู้เรยี น 21) จัดทาค่มู อื และกาหนดระเบียบกฎเกณฑ์ใช้ในการเทียบโอน
ผลการเรียน 22) จัดประชุมคณะครูและผู้เก่ียวข้องเพ่ือวิเคราะห์หลักสูตรร่วมกันก่อนจัดทาหลักสูตร
สถานศึกษา 23) จดั ทาค่มู อื การใช้หลักสตู รสถานศกึ ษาและหลักสูตรห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์มอบ
ใหค้ รอู ยา่ งทว่ั ถงึ 24) มีการรว่ มกนั พฒั นาการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้
25) จัดระบบการเทียบโอนการศึกษาที่สอดรับกับทุกสถาบันการศึกษาในระดับเดียวกัน 26) การจัด
อบรมสัมมนาครูให้มีความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับการจัดทาหลักสูตรและการนาหลักสูตรไปใช้ 27) มี
แผนงาน โครงการของโรงเรียนทสี่ ่งเสรมิ การจัดกจิ กรรมเสรมิ หลกั สตู ร

องค์ประกอบนี้ประกอบด้วยตัวแปรท่ีมีค่าน้าหนักปัจจัย (factor loading) อยู่
ระหว่าง .520 - .844 มีค่าความแปรปรวนของตัวแปรเท่ากับ 46.217 และค่าร้อยละของความ
แปรปรวนเท่ากับ 35.013 ซึ่งอธิบายถึงความสอดคล้องหรือความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรท้ัง 27 ตัว
แปรในองค์ประกอบที่ 1 แสดงให้เห็นว่า ผู้ให้ข้อมูลรูปแบบการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนใน
โครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์มีความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันและสอดคล้องกัน แสดงว่า
ตัวแปรทั้ง 27 ตัวแปรสามารถจัดอยู่ในกลุ่มองค์ประกอบที่ 1 การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ซ่ึง
อธิบายได้ว่า การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาถือว่ามีความสาคัญประการหนึ่งในการส่งเสริมและ
สนบั สนนุ งานวชิ าการให้แก่หน่วยงานท่ีจัดการศึกษา เน่ืองจากว่าการศึกษาสามารถเชื่อมโยงได้ถึงกัน
หมด เพราะการศึกษามีรปู แบบทแ่ี ตกต่างกัน แล้วแต่ว่าหน่วยงานจะจัดรูปแบบการศึกษาเช่นไร แต่มี
จุดมุ่งหมายเดียวกันคือต้องการพัฒนาเยาวชนให้เป็นคนดี มีคุณภาพ สานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพ้ืนฐานได้ให้ข้อเสนอแนะไว้ดังน้ี 1) ประสานความร่วมมือ ช่วยเหลือในการพัฒนา
วิชาการกับสถานศึกษาของรัฐ เอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ท้ังที่จัดการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
และระดับอุดมศึกษา ทั้งบริเวณใกล้เคียงภายในเขตพื้นที่การศึกษา ต่างเขตพ้ืนท่ีการศึกษา 2) สร้าง
เครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาวิชาการกับองค์กรต่าง ๆ ท้ังภายในประเทศ ดังงานวิจัย ศิริกาญจน์
โกสุมภ์ เร่ืองการมีส่วนร่วมของชุมชนและโรงเรียนเพื่อการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน สิ่งสาคัญที่สุดท่ี
เปน็ ส่งิ กาหนดกระบวนการและแบบแผนของการมสี ว่ นร่วมองชมุ ชนและโรงเรียน ในการจัดการศึกษา
ขั้นพื้นฐานท่ีสาคัญท่ีสดุ คือ การกาหนดเปา้ หมายและความหมายของการมีส่วนร่วมตรงกันระหว่างผู้ท่ี
เก่ียวข้องกับการจัดการศึกษาในชุมชนคือผู้นาชุมชน ผู้บริหารโรงเรียน คณะกรรมการโรงเรียน คณะ
ครูและผู้ปกครองนักเรียน และงานวิจัยของ วรณิช สุวรรณฉิม ได้ทาการวิจัยเร่ืองบทบาท
คณะกรรมการโรงเรียนท่ีส่งผลต่อคุณภาพนักเรียนโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสานักงานการ
ประถมศกึ ษาจังหวดั นครปฐม พบว่าบทบาทคณะกรรมการโรงเรียนอยู่ในระดับปานกลาง นอกจากนี้
อาพร สุนทรธรรม ได้ศึกษาวิจัยเร่ืองแนวทางการให้ชุมชนมีส่วนร่วมต่อการปฏิบัติงานวิชาการใน
โรงเรียนประถมศึกษา พบว่า การมีส่วนร่วมของชุมชนในงานวิชาการโดยภาพรวมอยู่ในระดับปาน
กลาง แนวทางใหช้ ุมชนเขา้ มามสี ว่ นรว่ มในการปฏิบัติงานวิชาการในโรงเรียนประถมศึกษา มีแนวทาง
ดังนี้ การวิจัย พบว่าแนวทางการมีส่วนร่วมของชุมชนต่อการปฏิบัติงานวิชาการซ่ึงประกอบด้วยการ
ร่วมคิด การร่วมวางแผน การร่วมปฏิบัติ การร่วมประเมินผลและการร่วมกันผลประโยชน์ในงาน
วิชาการด้านงานหลักสูตรและการนาหลักสูตรไปใช้ ด้านงานวัสดุประกอบหลักสูตรและสื่อการเรียน
การสอน ด้านการเรียนการสอน ด้านวัดผลประเมินผล ด้านงานห้องสมุด ด้านงานนิเทศภายในและ
ด้านงานการอบรมทางวิชาการอย่ใู นระดับปานกลาง เพราะคณะกรรมการหอ้ งเรียนส่วนใหญ่มีวุฒิทาง

279

การศึกษาอยู่ในระดับประถมศึกษา ซ่ึงถือว่าพ้ืนฐานความรู้ค่อนข้างต่า ทาให้ไม่กล้าท่ีจะแสดงความ
คิดเห็น

2. องค์ประกอบด้านการพัฒนาหลักสูตร เป็นองค์ประกอบท่ีมีความสาคัญ เป็นอันดับ 2
เม่ือพิจาณาข้อคาถามประกอบด้วยลักษณะต่างๆ ดังต่อไปนี้ 1) จัดทาหลักสูตรที่เน้นการพัฒนาและ
การใชท้ ักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นฐานในการแสวงหาความรู้ของผู้เรียนทุกรายวิชา 2) มี
การตรวจสอบ ทบทวนหลักสูตรห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์และประเมินผลการใช้หลักสูตรทกปี
การศึกษา 3) ครูสอนตรงตามหลักสูตรการศึกษาขั้นฐานและหลักสูตรห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์
4) จัดกิจกรรมเพ่ือส่งเสริมและกระตุ้นศักยภาพความสามารถพิเศษและอัจฉริยภาพอย่างเป็นระบบ
5) จัดระบบการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมท่ีหลากหลายและเหมาะสมกับธรรมชาติของ
เน้ือหาและผู้เรียน 6) จัดกิจกรรมที่หลากหลายและต่อเน่ืองเพื่อพัฒนาทักษะชีวิต ทักษะการทางาน
และความเป็นมนุษย์ท่ีสมบูรณ์ตามพัฒนาการของผู้เรียน 7) ส่งเสริมและพัฒนานักเรียนให้มีความรู้
ความเข้าใจพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี 8) ครูจัดการเรียนรู้โดยเน้น
กระบวนการคิดโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี 9) ส่งเสริมให้ครู
กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยีมีทักษะการคิดและการใช้กระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ 10) มีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพสูง ทันสมัยและเพียงพอต่อความ
ต้องการของครูและนักเรียน 11) จัดหลักสูตรท่ีเน้นการพัฒนาและการใช้ทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์เป็นฐานในการแสวงหาความรู้ของผู้เรียนทุกรายวิชา 12) ส่งเสริมและพัฒนาครูให้มี
ความกระตือรือร้น สนใจเรียนรู้และแสวงหาประสบการณ์ใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง 13) ส่งเสริมให้ครู
แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการผลิตและพัฒนาส่ือนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษาท้ังในและนอก
สถานท่ี 14) มีห้องเรียนที่ทันสมัย มีครุภัณฑ์ อุปกรณ์การเรียนการสอนท่ีครบถ้วนและมี
สภาพแวดล้อมที่เอ้ือต่อการเรียนรู้ 15) พัฒนาครูให้มีคุณลักษณะที่ดี ประพฤติตนตามจรรยาบรรณ
และมีเจตคติที่ดีต่อวิชาชีพ 16) มีการจัดระบบการติดตามความก้าวหน้าของนักเรียนเมื่อนักเรียนจบ
การศึกษาแล้ว

องค์ประกอบน้ีประกอบด้วยตัวแปรที่มีมีค่าน้าหนักปัจจัย (factor loading) อยู่
ระหว่าง .594 - .788 มีค่าความแปรปรวนของตัวแปรเท่ากับ 11.320 และค่าร้อยละของความ
แปรปรวนเท่ากับ 8.576 ซ่ึงอธิบายถึงความสอดคล้องหรือความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรท้ัง 16 ตัว
แปรในองค์ประกอบท่ี 2 แสดงให้เห็นว่า ผู้ให้ข้อมูลรูปแบบการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนใน
โครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์มีความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันและสอดคล้องกัน แสดงว่า
ตัวแปรท้ัง 16 ตัวแปรสามารถจัดอยู่ในกลุ่มองค์ประกอบที่ 2 การพัฒนาหลักสูตร ซึ่งอธิบายได้ว่า
หลักสูตรเป็นแม่แบบที่จะเป็นตัวช้ีนาสู่ความสาเร็จของการจัดการศึกษาหรือเป็นตัวกาหนดทิศทาง
ของการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ หลักสูตรจึงมีความสาคัญอย่างยิ่งต่อการจัดการศึกษา ซ่ึง ปรียาพร
วงศ์อนุตรโรจน์ กล่าวไว้ว่ามี 3 ประการคือ 1) ทาให้การศึกษาดาเนินไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ 2) ทาให้
การจัดการศึกษามีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล และ 3) หลักสูตรเป็นตัวกาหนดกรอบแนวคิดใน
การจดั การเรยี นการสอน เช่น กาหนดวัตถปุ ระสงค์ กาหนดเนื้อหา กาหนดกิจกรรมการเรียนการสอน

280

กาหนดวิธีการวัดและประเมินผล เป็นต้น เพื่อเป็นแนวทางให้ครูผู้สอนจัดประสบการณ์การเรียนรู้
ให้เป็นไปตามที่หลักสูตรกาหนด นอกจากนี้ หลักสูตรยังทาให้ผู้บริหารมีแนวทางในการใช้หลักสูตร
คือ 1) ผู้บริหารโรงเรียนจะจัดและบริหารหลักสูตรอย่างไรจึงจะเป็นไปตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตร
และ 2) จะจัดสิ่งอานวยความสะดวกอย่างไรที่ทาให้การเรียนการสอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
เน่ืองจากหลักสูตรมีความสาคัญและจาเป็นดังกล่าว ในการจัดการศึกษาผู้บริหารโรงเรียนจึงต้องมี
ความรู้และความเข้าใจในเรื่องของหลักสูตร เช่น สาระสาคัญของหลักสูตร การจัดกิจกรรมตาม
หลกั สูตร และการพัฒนาหลกั สูตร เปน็ ตน้

3. องค์ประกอบดา้ นการประกนั คุณภาพการศึกษา เปน็ องค์ประกอบที่มีความสาคัญ
เป็นอันดับ 3 เม่ือพิจาณาข้อคาถามประกอบด้วยลักษณะต่างๆ ดังต่อไปน้ี 1) ประสานความร่วมมือ
กับทุกฝ่ายในการติดตาม ตรวจสอบปรับปรุงและพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในอย่างต่อเน่ือง
2) จัดทาสรปุ รายงานประกันคุณภาพภายในของโรงเรียนทุกปี 3) สร้างความเข้าใจในเรื่องหลักเกณฑ์
และวิธีการประเมินของสานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา 4) กาหนดเกณฑ์
การประเมิน เปา้ หมายความสาเร็จของสถานศึกษาตามมาตรฐานการศึกษาและตัวช้ีวัดของต้นสังกัด
และสานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา 5) ส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชน
ท้องถิ่นข้ามามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรทางวิชาการของโรงเรียน 6) สารวจความต้องการของ
บุคลากรในโรงเรียนเพ่ือพัฒนาด้านวิชาการ 7) ส่งเสริมและสนับสนุนให้ครู นักเรียนมีส่วนร่วมและ
เตรียมความพร้อมในการรับการประเมินจากภายนอก 8) วางแผนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาตาม
ระบบประกันคุณภาพการศึกษาให้บรรลุตามเป้าหมายของสถานศึกษา 9) มีการประเมินผลการ
บริหารงานวิชาการให้มีประสิทธิภาพและนาผลจากการประเมินใช้ในการวางแผนการบริหารงาน
วิชาการให้มีประสิทธิภาพในปีต่อไป 10) ศึกษา วิเคราะห์นักเรียนหรือค้นหาความเป็นเลิศของ
นักเรยี นเป็นรายบคุ คลดว้ ยเคร่ืองมือทีห่ ลากหลาย

องค์ประกอบน้ีประกอบด้วยตัวแปรที่มีค่าน้าหนักปัจจัย (factor loading) อยู่
ระหว่าง .513 - .798 มีค่าความแปรปรวนของตัวแปรเท่ากับ 5.166 และค่าร้อยละของความ
แปรปรวนเท่ากบั 3.913 ซง่ึ อธบิ ายถงึ ความสอดคลอ้ งหรอื ความสมั พนั ธร์ ะหว่างตัวแปรทั้ง 10 ตัวแปร
ในองค์ประกอบท่ี 3 แสดงให้เห็นว่า ผู้ให้ข้อมูลรูปแบบการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนใน
โครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์มีความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันและสอดคล้องกัน แสดงว่า
ตัวแปรท้ัง 10 ตัวแปรสามารถจัดอยู่ในกลุ่มองค์ประกอบที่ 3 การประกันคุณภาพการศึกษา ซ่ึง
อธิบายไดว้ ่า หมายถึง กระบวนการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา เพ่ือสร้างความม่ันใจและ
เป็นหลักประกันแก่ผู้รับบริการการศึกษาว่า สถานศึกษาจัดการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เรียนมี
คณุ ลกั ษณะตามมาตรฐานที่กาหนดและเป็นท่ียอมรับของสงั คม เพราะการประกันคุณภาพการศึกษามี
ความสาคัญและจาเป็นท่ีจะต้องดาเนินการ เน่ืองจากบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป สถานศึกษา
จะต้องจัดการศึกษาเพ่ือพัฒนาคุณภาพและศักยภาพของคนให้ปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลง
เหล่าน้ัน ซ่ึงสามารถแสดงตารางการเปรียบเทียบมาตรฐานการศึกษาชาติ มาตรฐานการศึกษาข้ัน

281

พ้ืนฐานและมาตรฐานเพื่อการประเมินคุณภาพภายนอกระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซอลลิส (Sallis)
กล่าวว่า การที่จะกาหนดความหมายในเรื่องคุณภาพจาเป็นจะต้องทาความเข้าใจถึงความแตกต่าง
ระหวา่ งแนวคดิ ทีส่ าคญั เกย่ี วกับคุณภาพ 3 แนวคดิ คือ การควบคุมคุณภาพ การประกันคุณภาพ และ
การบริหารจัดการท้ังระบบ ซึ่งได้อธิบายไว้ว่า การควบคุมคุณภาพ (Quality Control) เป็น
กระบวนการของการทาให้คณุ ภาพเปน็ ที่นา่ เช่ือถือ โดยมีการกาหนดคุณภาพและการตรวจสอบเป้นก
ระบวนการของการพื้นฐานที่สาคัญ การประกันคุณภาพ (Quality Assurance) มีความแตกต่างจาก
การควบคุมคุณภาพ เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นก่อนและมีอยู่ตลอดเวลา ในกระบวนการของการ
ประกนั คุณภาพจะมีคามตระหนกั ท่ที าใหเ้ กดิ ความเช่ือมน่ั ในผลผลิต ใหค้ วามสาคัญในผลผลิตหรือการ
กระทาในส่ิงที่ถูกต้องตั้งแต่เร่ิมดาเนินการและตลอดรยะเวลาในการดาเนินการ การบริหารจัดการทั้ง
ระบบ (Total Quality Management) เป็นการรวมเอาการประกันคุณภาพและส่วนประกอบต่าง ๆ
เข้าด้วยกันแล้วพัฒนาให้ก้าวหน้าต่อไป การบริหารจัดการทั้งระบบเป็นวัฒนธรรมในการสร้างสรรค์
คุณภาพตามทอี่ งคก์ รได้ตง้ั เป้าหมายเอาไว้

4. องคป์ ระกอบด้านการพฒั นาศักยภาพของผเู้ รยี น เปน็ องค์ประกอบที่มีความสาคญั
เปน็ อันดบั 4 เมื่อพิจาณาข้อคาถามประกอบด้วยลักษณะต่างๆ ดังต่อไปนี้ 1) จัดให้ผู้เรียนมีการศึกษา
ด้วยตนเอง (Individual study) โดยมีครูท่ีปรึกษาติดตามผลอย่างต่อเน่ือง 2) ส่งเสริมให้ผู้เรียนรัก
การเรียนรู้ มีทักษะในการแสวงหาความรู้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 3) ส่งเสริมพัฒนาให้
ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ คิดอย่างมีวิจารณญาณและความคิด
สร้างสรรค์ในระดับสูง 4) จัดกิจกรรมท่ีหลากหลายและต่อเนื่องเพื่อพัฒนาทักษะชีวิต ทักษะการ
ทางานและความเปน็ มนษุ ย์ที่สมบูรณต์ ามพัฒนาการของผู้เรียน 5) ส่งเสริมพัฒนาให้ผู้เรียนมีเจตคติท่ี
ดีต่อวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างดีเยี่ยม 6) ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทักษะในการ
แสวงหาความรู้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 7) ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีการพัฒนาการเรียนรู้และ
ผลสมั ฤทธ์อิ ยา่ งต่อเน่ือง 8) ส่งเสรมิ และพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ความเข้าใจพ้ืนฐานทางวิทยาศาสตร์
คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี 9) ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทักษะในการแสวงหาความรู้ด้วยกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ 10) จัดกิจกรรมเพ่ือส่งเสริมและกระตุ้นศักยภาพ ความสามารถพิเศษและอัจฉริยภาพ
อย่างเปน็ ระบบ

องค์ประกอบน้ีประกอบด้วยตัวแปรท่ีมีค่าน้าหนักปัจจัย (factor loading) อยู่
ระหว่าง .528 - .803 มีค่าความแปรปรวนของตัวแปรเท่ากับ 3.819 และค่าร้อยละของความ
แปรปรวนเท่ากับ 2.893 ซ่ึงอธิบายถึงความสอดคล้องหรือความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรท้ัง 10 ตัว
แปรในองค์ประกอบท่ี 4 แสดงให้เห็นว่า ผู้ให้ข้อมูลรูปแบบการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนใน
โครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์มีความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันและสอดคล้องกัน แสดงว่า
ตัวแปรทั้ง 10 ตัวแปรสามารถจัดอยู่ในกลุ่มองค์ประกอบท่ี 4 การพัฒนาศักยภาพด้านผู้เรียน ซึ่ง
อธิบายได้ว่า การพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน หมายถึง การจัดการเรียนการสอนในลักษณะที่ให้
ผู้เรียนมีอิสระในการใชส้ ติปญั ญาของตนเอง ให้ผูเ้ รยี นมีความเกยี่ วขอ้ งในกระบวนการเรียนการสอน
เป็นสว่ นตัว ทงั้ ในลักษณะของเป็นผู้รเิ ร่มิ การเรยี นด้วยตนเอง ตลอดจนถึงผลการประเมินผลการเรียน


Click to View FlipBook Version