The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

53252907 นางสาวกฤณชา ศิลาจันทร์ (1)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jaae8384, 2021-06-26 22:55:12

การบริหารงานวิชาการ

53252907 นางสาวกฤณชา ศิลาจันทร์ (1)

204

เผยแพร่การจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนแก่สถานศึกษาในบริเวณใกล้เคียงหรือผู้สนใจทั่วไป รองลงมา
คือตัวแปรท่ี 20 วิเคราะห์สภาพปัญหาและความพร้อมของโรงเรียนเพ่ือจัดทาหลักสูตรสถานศึกษา
และตัวแปรที่ 33 พัฒนาความรู้ความเข้าใจแก่ครูเรื่องการนิเทศการศึกษา ซ่ึงมีค่าน้าหนักปัจจัย
(factor loading) .844, .840 และ .832 ตามลาดับ มีค่าความแปรปรวนของตัวแปรเท่ากับ
19.854 และคา่ ร้อยละของความแปรปรวนเท่ากับ 15.041 แสดงวา่ ตัวแปรท้ัง 27 ตัวแปรเป็นตัวแปร
ท่ีร่วมกันบรรยายองค์ประกอบน้ีได้ดีที่สุด ซ่ึงเมื่อเปรียบเทียบค่าความแปรปรวนของตัวแปรกับ
องค์ประกอบอ่ืนๆแล้ว องค์ประกอบนี้มีความสาคัญเป็นอันดับแรก และเรียกองค์ประกอบนี้ว่า
องคป์ ระกอบด้าน “การมีสว่ นร่วมในการจัดการศึกษา”

ตารางที่ 13 แสดงองคป์ ระกอบท่ี 2

ตวั แปร ขอ้ ความ ค่านา้ หนักปัจจัย

106 จัดทาหลักสูตรทเ่ี น้นพฒั นาและการใช้ทักษะกระบวนการทาง .788

วิทยาศาสตรเ์ ปน็ ฐานในการแสวงหาความรขู้ องผูเ้ รยี นทุกรายวชิ า

107 มีการตรวจสอบ ทบทวนหลักสูตรห้องเรยี นพิเศษวทิ ยาศาสตรแ์ ละ .780

ประเมนิ ผลการใช้หลกั สตู รทกุ ปกี ารศึกษา

108 ครสู อนตรงตามหลักสูตรการศกึ ษาข้นั ฐานและหลักสูตรหอ้ งเรียน .772

พิเศษวทิ ยาศาสตร์

105 จดั กจิ กรรมเพอ่ื ส่งเสริมและกระตุ้นศักยภาพความสามารถพเิ ศษ .763

และอจั ฉรยิ ภาพอย่างเป็นระบบ

103 จัดกระบวนการเรียนร้โู ดยใชเ้ ทคโนโลยแี ละนวัตกรรมท่ี .758

หลากหลายและเหมาะสมกบั ธรรมชาตขิ องเนื้อหาและผูเ้ รียน

104 จัดกิจกรรมท่หี ลากหลายและตอ่ เน่ืองเพ่ือพัฒนาทกั ษะชีวติ ทกั ษะ .746

การทางานและความเปน็ มนุษย์ทีส่ มบูรณ์ตามพัฒนาการของ

ผเู้ รียน

101 สง่ เสริมและพัฒนานกั เรียนให้มคี วามรู้ ความเข้าใจพ้นื ฐานทาง .739

วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

100 ครจู ัดการเรยี นร้โู ดยเน้นกระบวนการคิดโดยใชก้ ระบวนการทาง .729

วทิ ยาศาสตร์ คณิตศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

110 ส่งเสริมให้ครูกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยีมี .710

ทักษะการคดิ และการใช้กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

102 มรี ะบบเทคโนโลยสี ารสนเทศทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพสูง ทนั สมัยและ .704

เพยี งพอต่อความต้องการของครูและนกั เรยี น

205

ตารางที่ 13 แสดงองค์ประกอบท่ี 2 (ตอ่ ) ค่าน้าหนักปจั จยั
.695
ตวั แปร ข้อความ
.679
109 จดั หลกั สตู รท่ีเนน้ การพัฒนาและการใชท้ ักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์เปน็ ฐานในการแสวงหาความรขู้ องผเู้ รยี นทุกรายวิชา .654

111 สง่ เสรมิ และพัฒนาครูให้มีความกระตือรือรน้ สนใจเรียนรแู้ ละ .632
แสวงหาประสบการณ์ใหมๆ่ อย่างต่อเน่อื ง
.618
113 สง่ เสรมิ ใหค้ รไู ด้แลกเปล่ียนเรียนรู้ในการผลติ และพฒั นาส่อื
นวตั กรรมและเทคโนโลยที างการศึกษาทั้งในและนอกสถานศึกษา .594

99 มหี ้องเรยี นท่ีทนั สมยั มีครภุ ัณฑ์ อุปกรณก์ ารเรยี นการสอนที่ 14.845
ครบถว้ นและมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อตอ่ การเรยี นรู้ 11.247
26.288
112 พฒั นาครใู ห้มคี ุณลักษณะที่ดี ประพฤติตนตามจรรยาบรรณและมี
เจตคติท่ีดตี ่อวิชาชีพ

98 มกี ารจัดระบบการติดตามความก้าวหน้าของนกั เรยี นเมอ่ื นักเรยี น
จบการศกึ ษาแล้ว
ค่าความแปรปรวนของตัวแปร (Eigenvalues)

คา่ ร้อยละของความแปรปรวน (Percent of Variance)

ค่าร้อยละของความแปรปรวนสะสม (Percent of Cumulative)

จากตารางท่ี 13 พบว่า องค์ประกอบที่ 2 อธิบายด้วยตัวแปรท่ีสาคัญจานวน 16 ตัวแปร
เรียงตามค่าน้าหนักปัจจัย ได้แก่ตัวแปรที่ 106, 107, 108, 105, 103, 104, 101, 100, 110, 102,
109, 111, 113, 99 และ 98 มีค่าน้าหนักปัจจัย (Factor loading) อยู่ระหว่าง .594 - .788
ตัวแปรที่สาคัญที่สุดขององค์ประกอบน้ีคือคัวแปรที่ 106 จัดทาหลักสูตรท่ีเน้นพัฒนาและการใช้
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นฐานในการแสวงหาความรู้ของผู้เรียนทุกรายวิชา รองลงมา
คือตวั แปรที่ 107 มีการตรวจสอบ ทบทวนหลกั สูตรหอ้ งเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์และประเมินผลการ
ใช้หลักสูตรทุกปีการศึกษา และตัวแปรที่ 108 ครูสอนตรงตามหลักสูตรการศึกษาข้ันฐานและ
หลักสูตรห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีค่าน้าหนักปัจจัย (factor loading) .788, .780 และ
.772 ตามลาดบั มีคา่ ความแปรปรวนของตัวแปรเท่ากับ 14.845 และค่าร้อยละของความแปรปรวน
เท่ากับ 11.247 แสดงว่าตัวแปรทั้ง 16 ตัวแปรเป็นตัวแปรที่ร่วมกันบรรยายองค์ประกอบน้ีได้ดีที่สุด
ซึ่งเม่ือเปรียบเทียบค่าความแปรปรวนของตัวแปรกับองค์ประกอบอื่นๆแล้ว องค์ประกอบนี้มี
ความสาคัญเปน็ อันดับแรก และเรยี กองค์ประกอบนีว้ ่า องคป์ ระกอบด้าน “การพฒั นาหลักสตู ร”

206

ตารางที่ 14 แสดงองคป์ ระกอบท่ี 3 ค่านา้ หนกั ปัจจยั
.798
ตัวแปร ข้อความ .760
.750
81 ประสานความร่วมมือกับทกุ ฝ่ายในการติดตาม ตรวจสอบปรับปรงุ .732
และพัฒนาระบบประกันคณุ ภาพภายในอย่างต่อเน่ือง
.722
82 จดั ทาสรปุ รายงานประกนั คุณภาพภายในของโรงเรียนทุกปี .705
80 สรา้ งความเข้าใจในเร่ืองหลกั เกณฑ์และวิธีการประเมนิ ของ .687
.679
สานกั งานรบั รองมาตรฐานและประเมินคณุ ภาพการศกึ ษา .551
79 กาหนดเกณฑ์การประเมิน เป้าหมายความสาเรจ็ ของสถานศกึ ษา
.513
ตามมาตรฐานการศกึ ษาและตวั ชีว้ ัดของต้นสังกดั และสานักงาน 8.692
รับรองมาตรฐานและประเมนิ คุณภาพการศึกษา 6.585
84 ส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชน ทอ้ งถน่ิ เขา้ มามีสว่ นร่วมในการจดั 32.872
กิจกรรมทางวิชาการของโรงเรยี น
85 สารวจความต้องการของบคุ ลากรในโรงเรียนเพื่อพัฒนาดา้ น
วิชาการ
83 ส่งเสริมและสนบั สนนุ ใหค้ รู นักเรียนมีสว่ นร่วมและเตรียมความ
พร้อมในการรับการประเมินจากภายนอก
77 วางแผนการพฒั นาคุณภาพการศึกษาตามระบบประกนั คุณภาพ
การศกึ ษาใหบ้ รรลุตามเปา้ หมายของสถานศึกษา
76 มีการประเมนิ ผลการบรหิ ารงานวิชาการใหม้ ีประสทิ ธภิ าพและนา
ผลจากการประเมินใชใ้ นการวางแผนการบริหารงานวชิ าการให้มี
ประสทิ ธภิ าพในปตี ่อไป
89 ศกึ ษา วิเคราะห์นักเรียนหรือค้นหาความเปน็ เลิศของนกั เรียนเปน็
รายบคุ คลด้วยเครื่องมือทีห่ ลากหลาย
คา่ ความแปรปรวนของตวั แปร (Eigenvalues)

ค่ารอ้ ยละของความแปรปรวน (Percent of Variance)

ค่าร้อยละของความแปรปรวนสะสม(Percent of Cumulative)

จากตารางท่ี 14 พบว่า องค์ประกอบที่ 3 อธิบายด้วยตัวแปรที่สาคัญจานวน 10 ตัวแปร
เรียงตามค่าน้าหนักปัจจัย ได้แก่ตัวแปรที่ 81, 82, 80, 79, 84, 85, 83, 77, 76 และ 89 มีค่า
น้าหนักปัจจัย (Factor loading) อยู่ระหว่าง .513 - .798 ตัวแปรท่ีสาคัญที่สุดขององค์ประกอบน้ี
คอื ตัวแปรที่ 81 ประสานความรว่ มมอื กบั ทุกฝ่ายในการติดตาม ตรวจสอบปรับปรุงและพัฒนาระบบ
ประกันคุณภาพภายในอย่างต่อเนื่อง รองลงมาคือตัวแปรที่ 82 จัดทาสรุปรายงานประกันคุณภาพ
ภายในของโรงเรียนทุกปี และตัวแปรที่ 80 สร้างความเข้าใจในเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการประเมิน
ของสานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา ซึ่งมีค่าน้าหนักปัจจัย (factor

207

loading) .798, .760, และ .750 ตามลาดบั มคี ่าความแปรปรวนของตัวแปรเท่ากับ 8.692 และ
ค่าร้อยละของความแปรปรวนเท่ากับ 6.585 แสดงว่าตัวแปรท้ัง 10 ตัวแปรเป็นตัวแปรท่ีร่วมกัน
บรรยายองค์ประกอบนี้ได้ดีท่ีสุด ซ่ึงเม่ือเปรียบเทียบค่าความแปรปรวนของตัวแปรกับองค์ประกอบ
อ่ืนๆแล้ว องค์ประกอบนี้มีความสาคัญเป็นอันดับแรก และเรียกองค์ประกอบน้ีว่า องค์ประกอบ
ด้าน “การประกนั คณุ ภาพสถานศกึ ษา”

ตารางที่ 15 แสดงองคป์ ระกอบท่ี 4

ตัวแปร ข้อความ ค่านา้ หนกั ปัจจัย
.803
121 จดั ให้ผู้เรียนมีการศึกษาดว้ ยตนเอง(Individual study) โดยมคี รทู ่ี
ปรึกษาติดตามผลอยา่ งต่อเน่ือง .780

124 สง่ เสริมให้ผู้เรยี นรกั การเรียนรู้ มที ักษะในการแสวงหาความรูด้ ้วย .751
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
.718
122 ส่งเสริมพฒั นาใหผ้ ้เู รียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิด
สังเคราะห์ คิดอยา่ งมวี ิจารณญาณและความคิดสร้างสรรค์ในระดับสูง .645

125 จดั กจิ กรรมท่ีหลากหลายและตอ่ เน่ืองเพอื่ พัฒนาทกั ษะชวี ติ ทกั ษะการ .636
ทางานและความเปน็ มนษุ ยท์ ส่ี มบูรณ์ตามพฒั นาการของผ้เู รยี น
.613
123 สง่ เสรมิ พฒั นาใหผ้ ู้เรยี นมเี จตคตทิ ดี่ ีต่อวทิ ยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ .589
และเทคโนโลยอี ย่างดเี ยย่ี ม
.554
119 ส่งเสรมิ ใหผ้ ู้เรียนมที กั ษะในการแสวงหาความรดู้ ว้ ยกระบวนการ
ทางวทิ ยาศาสตร์ .528

116 สง่ เสรมิ ให้ผูเ้ รียนมกี ารพฒั นาการเรียนรแู้ ละผลสมั ฤทธอิ์ ย่างต่อเนอื่ ง 8.126
120 ส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้มีความรคู้ วามเข้าใจพ้ืนฐานทาง 6.156
39.028
วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
118 สง่ เสรมิ และพัฒนาให้ผเู้ รยี นมีเจตคติที่ดตี ่อวิทยาศาสตร์

คณติ ศาสตร์และเทคโนโลยี
126 จัดกจิ กรรมเพ่ือส่งเสริมและกระตนุ้ ศักยภาพ ความสามารถพิเศษ

และอัจฉรยิ ภาพอย่างเปน็ ระบบ
ค่าความแปรปรวนของตัวแปร (Eigenvalues)
คา่ รอ้ ยละของความแปรปรวน (Percent of Variance)

ค่ารอ้ ยละของความแปรปรวนสะสม (Percent of Cumulative)

จากตารางที่ 15 พบว่า องค์ประกอบท่ี 4 อธิบายด้วยตัวแปรท่ีสาคัญจานวน 10 ตัวแปร
เรียงตามค่าน้าหนักปัจจัย ได้แก่ตัวแปรที่ 121, 124, 122, 125, 123, 119, 116, 120, 18, และ
126 มีค่าน้าหนักปัจจัย (Factor loading) อยู่ระหว่าง .528 - .803 ตัวแปรที่สาคัญที่สุดของ
องค์ประกอบนี้คือตัวแปรที่ 121 จัดให้ผู้เรียนมีการศึกษาด้วยตนเอง โดยมีครูที่ปรึกษาติดตามผล

208

อย่างต่อเนื่อง รองลงมาคือตัวแปรท่ี 124 มีส่งเสริมให้ผู้เรียนรักการเรียนรู้ มีทักษะในการแสวงหา
ความรู้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และตวั แปรที่ 122 ส่งเสริมพัฒนาให้ผู้เรียนมีความสามารถ
ในการคดิ วิเคราะห์ คดิ สงั เคราะห์ คดิ อยา่ งมวี ิจารณญาณ และความคิดสร้างสรรค์ในระดับสูง ซ่ึงมี
ค่าน้าหนักปัจจัย (factor loading) .803, .780 และ .751 ตามลาดับ มีค่าความแปรปรวนของ
ตัวแปรเท่ากับ 8.126 และค่าร้อยละของความแปรปรวนเท่ากับ 6.156 แสดงว่าตัวแปรท้ัง 10 ตัว
แปรเปน็ ตัวแปรท่รี ่วมกันบรรยายองค์ประกอบน้ีได้ดีท่ีสุด ซ่ึงเม่ือเปรียบเทียบค่าความแปรปรวนของ
ตัวแปรกับองค์ประกอบอ่ืนๆแล้ว องค์ประกอบนี้มีความสาคัญเป็นอันดับแรก และเรียก
องคป์ ระกอบน้ีว่า องคป์ ระกอบดา้ น “การพฒั นาศกั ยภาพดา้ นผูเ้ รยี น”

ตารางท่ี 16 แสดงองคป์ ระกอบที่ 5

ตวั แปร ข้อความ คา่ นา้ หนกั ปัจจยั
.811
11 ครศู กึ ษา วเิ คราะห์หลักสตู รและวเิ คราะหผ์ ู้เรยี นก่อนนาไปจดั
แผนการจัดการเรียนรู้ .796

16 จัดใหม้ ีการเรียนรายวิชาเพ่ิมเติมแกน่ ักเรียนในโครงการหอ้ งเรยี น .793
พเิ ศษวทิ ยาศาสตร์ .788

14 สนบั สนุนใหค้ รไู ดส้ อนตามความสามารถและความถนดั .779
12 ส่งเสริมใหค้ รจู ัดทาแผนการจัดการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรยี นเป็นสาคญั
.748
และมกี ลวิธีการสอนทห่ี ลากหลายเหมาะกับยุคปจั จบุ นั
49 สง่ เสริมใหค้ รูเขา้ รับการอบรมเพมิ่ ทักษะเกยี่ วกับการจัดกิจกรรม .746

การเรียนทเ่ี หมาะสมกบั ผเู้ รียน .719
13 ส่งเสริมใหค้ รูจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยยดึ ตามหลักสูตรของ
7.426
โรงเรียนและหลกั สตู รห้องเรยี นพเิ ศษวทิ ยาศาสตร์ 5.626
4 จดั การบรหิ ารงานวิชาการโดยมกี ารวางแผน การดาเนนิ การ การ 44.654

ตรวจสอบและการแก้ไขปรับปรงุ
15 ส่งเสรมิ ให้ครูได้แลกเปลยี่ นเรียนรใู้ นการผลิตและพัฒนาส่ือ

นวตั กรรมและเทคโนโลยที างการศกึ ษาท้งั ในและนอกสถานศกึ ษา
ค่าความแปรปรวนของตัวแปร (Eigenvalues)
คา่ ร้อยละของความแปรปรวน (Percent of Variance)

ค่าร้อยละของความแปรปรวนสะสม (Percent of Cumulative)

จากตารางที่ 16 พบว่า องค์ประกอบท่ี 5 อธิบายด้วยตัวแปรท่ีสาคัญจานวน 8 ตัวแปรเรียง
ตามค่าน้าหนักปัจจัย ได้แก่ตัวแปรที่ 11, 16, 14, 12, 49, 13, 4, และ 15 มีค่าน้าหนักปัจจัย
(Factor loading) อยู่ระหว่าง .719 - .811 ตัวแปรท่ีสาคัญท่ีสุดขององค์ประกอบน้ีคือตัวแปรท่ี 11
ครศู ึกษา วเิ คราะหห์ ลกั สตู รและวิเคราะหผ์ ้เู รียนกอ่ นนาไปจัดแผนการจัดการเรียนรู้ รองลงมาคือตัว

209

แปรท่ี 16 ครคู วรทาวจิ ัยในช้นั เรยี นทุกคนเพอื่ แก้ไขปัญหาและพัฒนา การเรียนรู้ และตัวแปรที่ 14
สนับสนุนให้ครูได้สอนตามความสามารถและความถนัดซ่ึงมีค่าน้าหนักปัจจัย (factor loading)
.811, .796 และ .793 ตามลาดับ มีค่าความแปรปรวนของตัวแปรเท่ากับ 7.426 และค่าร้อยละ
ของความแปรปรวนเท่ากับ 5.626 แสดงว่าตัวแปรท้ัง 8 ตัวแปรเป็นตัวแปรที่ร่วมกันบรรยาย
องค์ประกอบน้ีไดด้ ีท่สี ดุ ซง่ึ เมื่อเปรยี บเทียบค่าความแปรปรวนของตัวแปรกับองค์ประกอบอ่ืนๆ แล้ว
องค์ประกอบน้ีมีความสาคัญเป็นอันดับแรก และเรียกองค์ประกอบนี้ว่า องค์ประกอบด้าน “การ
พฒั นาศักยภาพด้านครูผู้สอน”

ตารางท่ี 17 แสดงองค์ประกอบท่ี 6

ตวั แปร ขอ้ ความ คา่ น้าหนักปัจจัย

65 สรา้ งความรคู้ วามเข้าใจแก่ทุกฝ่ายในการให้บรกิ ารแนะแนวแก่ .627

นักเรยี น

64 มีความร่วมมือกนั กับองค์กรภายนอกในการแนะแนวการศกึ ษาต่อ .598

และการประกอบอาชีพ

60 มกี ารจดั ทาแผนงาน โครงการแนะแนวในโรงเรยี นเปน็ ประจาทกุ ปี .591

66 จัดระบบการแนะแนวทางวิชาการและวิชาชพี ของโรงเรียนโดย .571

เชื่อมโยงกับระบบดแู ลชว่ ยเหลอื นกั เรียน

69 สรา้ งความตระหนักถึงความสาคัญและประโยชน์ของการทาวจิ ยั ใน .544

ช้ันเรียนแก่ครู

62 แตง่ ตัง้ คณะกรรมการแนะแนวของโรงเรียนเป็นผู้รบั ผดิ ชอบงาน .537

แนะแนวของโรงเรียน

70 ผ้บู รหิ ารและครูรว่ มกนั กาหนดมาตรการ เกณฑ์หรือแนวทางใน .529

การทาวิจัยในช้นั เรียน

67 ตดิ ตาม ประเมินผลการแนะแนวการศกึ ษาในโรงเรยี นอยา่ ง .506

สมา่ เสมอและต่อเนือ่ งและนาผลการประเมินมาปรบั ปรุงแก้ไข

พฒั นาการแนะแนวของโรงเรียน

คา่ ความแปรปรวนของตัวแปร (Eigenvalues) 5.888

คา่ ร้อยละของความแปรปรวน (Percent of Variance) 4.461

ค่าร้อยละของความแปรปรวนสะสม (Percent of Cumulative) 49.114

จากตารางที่ 17 พบว่า องค์ประกอบท่ี 6 อธิบายด้วยตัวแปรที่สาคัญจานวน 8 ตัวแปรเรียง
ตามค่าน้าหนักปัจจัย ได้แก่ตัวแปรที่ 65, 64, 60, 66, 98, 62, 70, และ 67 มีค่าน้าหนักปัจจัย
(Factor loading) อยู่ระหว่าง .506 - .627 ตัวแปรที่สาคัญท่สี ุดขององค์ประกอบน้ีคือตัวแปรท่ี 65
สร้างความรู้ความเข้าใจแก่ทุกฝ่ายในการให้บริการแนะแนวแก่นักเรียน รองลงมาคือตัวแปรท่ี 64 มี

210

ความร่วมมือกับองค์กรภายนอกในการแนะแนวการศึกษาต่อและการประกอบอาชีพ และตัวแปรที่
60 มีการจัดทาแผนงาน โครงการแนะแนวในโรงเรียนเป็นประจาทุกปี ซ่ึงมีค่าน้าหนักปัจจัย
(factor loading) .627, .598 และ .591 ตามลาดับ มีค่าความแปรปรวนของตัวแปรเท่ากับ
5.888 และค่าร้อยละของความแปรปรวนเท่ากับ 4.461 แสดงว่าตัวแปรท้ัง 8 ตัวแปรเป็นตัวแปรที่
ร่วมกันบรรยายองค์ประกอบน้ีได้ดีที่สุด ซ่ึงเมื่อเปรียบเทียบค่าความแปรปรวนของตัวแปรกับ
องค์ประกอบอ่ืนๆแล้ว องค์ประกอบนี้มีความสาคัญเป็นอันดับแรก และเรียกองค์ประกอบนี้ว่า
องคป์ ระกอบด้าน “การบริการงานแนะแนว”

ตารางที่ 18 แสดงองค์ประกอบที่ 7

ตัวแปร ข้อความ ค่าน้าหนักปจั จยั

55 มีแผนงาน โครงการการผลติ ส่ือ นวตั กรรมการเรยี นรู้ให้เหมาะสม .866

กับหลกั สตู ร

52 สร้างขวัญกาลังใจในรูปแบบต่างๆ แก่ครูท่จี ัดการเรียนรู้ได้อย่างมี .835

ประสทิ ธภิ าพ

56 สนับสนนุ งบประมาณสาหรบั การผลติ สื่อ นวัตกรรมการเรียนรู้ .815

อยา่ งเพยี งพอ

57 จดั หาส่ือการเรียนรู้ที่สอดคล้องกบั ความต้องการในแต่ละกลุม่ สาระ .811

61 จดั ระบบการแนะแนวทางวิชาการและวิชาชีพภายในโรงเรียน .789

115 จดั กจิ กรรมนาครูไปศึกษาดงู านโรงเรยี นโครงการห้องเรยี นพเิ ศษ .699

วทิ ยาศาสตรท์ มี่ ีผลงานการจดั การศกึ ษาดีเดน่

ค่าความแปรปรวนของตัวแปร (Eigenvalues) 5.216

คา่ ร้อยละของความแปรปรวน (Percent of Variance) 3.952

คา่ รอ้ ยละของความแปรปรวนสะสม (Percent of Cumulative) 53.066

จากตารางท่ี 18 พบว่า องค์ประกอบที่ 7 อธิบายด้วยตัวแปรท่ีสาคัญจานวน ตัวแปรเรียง
ตามค่าน้าหนักปัจจัย ได้แก่ตัวแปรที่ 55, 52, 56, 57, 61 และ 115 มีค่าน้าหนักปัจจัย (Factor
loading) อยู่ระหว่าง .699 - .866 ตัวแปรท่ีสาคัญท่ีสุดขององค์ประกอบนี้คือตัวแปรท่ี 55
มแี ผนงาน โครงการการผลติ สอื่ นวัตกรรมการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับหลักสูตร รองลงมาคือตัวแปร
ท่ี 52 สรา้ งขวญั กาลังใจในรูปแบบต่างๆ แก่ครูท่ีจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตัวแปรท่ี
56 สนับสนุนงบประมาณสาหรับการผลิตส่ือ นวัตกรรมการเรียนรู้อย่างเพียงพอ ซึ่งมีค่าน้าหนัก
ปัจจัย (factor loading) .866, .835 และ .815 ตามลาดับ มีค่าความแปรปรวนของตัวแปร
เท่ากับ 5.216 และค่าร้อยละของความแปรปรวนเท่ากับ 3.952 แสดงว่าตัวแปรท้ัง 6 ตัวแปรเป็น
ตัวแปรที่ร่วมกันบรรยายองค์ประกอบน้ีได้ดีท่ีสุด ซ่ึงเม่ือเปรียบเทียบค่าความแปรปรวนของตัวแปร

211

กับองค์ประกอบอ่ืนๆแล้ว องค์ประกอบนี้มีความสาคัญเป็นอันดับแรก และเรียกองค์ประกอบนี้ว่า
องค์ประกอบด้าน “การพัฒนาสอ่ื การเรียนการสอน”

จากการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสารวจ (exploratory factor analysis) เพื่อสกัดตัว
แปรให้เหลือตัวแปรประกอบท่ีสาคัญ ซ่ึงปรากฏว่าได้องค์ประกอบการบริหารงานวิชาการของ
โรงเรียนในโครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์มาทั้งหมด 7 องค์ประกอบ ผู้วิจัยจึงได้สรุป
องคป์ ระกอบไดด้ ังแผนภมู ทิ ่ี 7

1. การมีสว่ นรว่ มใน 7. การพฒั นาสอื่
การจดั การศึกษา การเรยี นการสอน

2. การพัฒนาหลกั สตู ร องค์ประกอบการบรหิ ารงาน 6. การบริการ
วชิ าการของโรงเรียนในโครงการ งานแนะแนว

ห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์

3. การประกันคณุ ภาพ 5. การพฒั นาศกั ยภาพ
สถานศกึ ษา ของครู

4. การพฒั นาศักยภาพ
ของผูเ้ รยี น

แผนภมู ิที่ 7 แสดงองคป์ ระกอบการบริหารงานวิชาการของโรงเรยี นในโครงการห้องเรียนพิเศษ
วทิ ยาศาสตร์

จากแผนภูมทิ ่ี 7 อธิบายได้วา่ องคป์ ระกอบการบรหิ ารงานวิชาการของโรงเรียนในโครงการ
ห้องเรยี นพิเศษวิทยาศาสตร์ ประกอบดว้ ย 7 องค์ประกอบ โดยมรี ายละเอยี ด ดงั น้ี

องคป์ ระกอบท่ี 1 “การมีสว่ นร่วมในการจดั การศกึ ษา” ประกอบดว้ ย 27 ตวั แปร ดังน้ี
1. จัดทาแผนงาน โครงการนิเทศของโรงเรียนเป็นประจาทุกปีและมีการแต่งต้ัง
คณะกรรมการหรอื ผู้รบั ผิดชอบในการนิเทศการศกึ ษา
2. มกี ารนเิ ทศตดิ ตาม การประเมินผลเพื่อตรวจวดั ความสาเรจ็ ดา้ นการบริหารงานวชิ าการ
3. พฒั นาความรคู้ วามเข้าใจแกค่ รูเร่อื งการนเิ ทศการศกึ ษา
4. ครคู วรทาวจิ ยั ในชั้นเรยี นทุกคนเพอ่ื แก้ไขปญั หาและพัฒนาการเรียนรู้
5. จัดทาเอกสารเผยแพร่การจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนแก่สถานศึกษาในบริเวณใกล้เคียง
หรือผู้สนใจท่วั ไป
6. ส่งเสริม สนับสนนุ ใหค้ รจู ัดการเรียนรทู้ ้งั ในและนอกประเทศ

212

7. นาผลการนิเทศการศึกษาไปปรับปรงุ พัฒนาการปฏบิ ตั ิงานและการจัดการเรียนการสอน
ของครู

8. ตดิ ตาม นเิ ทศและตรวจสอบการจัดการเรียนรูข้ องครอู ยา่ งเปน็ ระบบและต่อเนื่อง
9. วิเคราะห์สภาพปัญหาและคามพร้อมของโรงเรียนเพอ่ื จดั ทาหลักสตู รสถานศึกษา
10. สนับสนนุ และพฒั นาครูใหส้ ามารถใช้เทคโนโลยีในการจัดการเรียนรู้ได้ทกุ คน
11. ผู้บริหารจัดให้มีระบบการนิเทศการสอนของครูอย่างสม่าเสมอและประเมินผลการ
ปฏิบตั ิงานของครเู ป็นประจาตอ่ เน่ือง
12. จัดระบบการเทยี บโอนผลการศกึ ษาท่ีถกู ต้องตามระเบียบในปัจจบุ ัน
13. จัดหาหรอื พฒั นาแหล่งเรยี นรู้ในโรงเรียนเพ่ือใช้ในการพัฒนาการเรยี นรูข้ องนกั เรยี น
14. ส่งเสริมความร่วมมือกับผู้ปกครองให้เห็นความสาคัญและร่วมกันดูแล เอาใจใส่ในการ
พฒั นานักเรียนร่วมกับครแู ละโรงเรียน
15. ส่งเสรมิ สนบั สนุนให้ครูนาภมู ิปญั ญาท้องถิ่นใชใ้ นการจัดการเรยี นรู้
16. มกี ารจัดทาประกันคุณภาพการศึกษาภายใน โดยการมีส่วนร่วมของผู้บริหารและครูทุก
คน
17. จดั ทารายงานสรุปผลวชิ าการของโรงเรียนอย่างชัดเจนประจาทุกปีและนาข้อมูลจากปีที่
ผา่ นมาใช้ในการพฒั นางานวิชาการ
18. มกี ารตรวจสอบ ทบทวนหลกั สตู รและประเมินผลการใชห้ ลักสูตรทกุ ปีการศกึ ษา
19. เปดิ โอกาสให้ชมุ ชนท้องถ่นิ มีส่วนร่วมในการจัดกจิ กรรมพัฒนาผูเ้ รยี นของโรงเรยี น
20. จดั กจิ กรรมพัฒนาผเู้ รียนใหเ้ หมาะสมกับความต้องการหรือตามศักยภาพของผู้เรยี น
21. จดั ทาค่มู ือและกาหนดระเบยี บกฎเกณฑ์ใช้ในการเทียบโอนผลการเรยี น
22. จัดประชุมคณะครูและผู้เก่ียวข้องเพื่อวิเคราะห์หลักสูตรร่วมกันก่อนจัดทาหลักสูตร
สถานศกึ ษา
23. จัดทาคมู่ ือการใช้หลักสูตรสถานศึกษาและหลักสูตรห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์มอบให้
ครูอย่างทั่วถึง
24. มกี ารรว่ มกันพัฒนาการจัดกจิ กรรมพัฒนาผู้เรยี นของแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้
25. จัดระบบการเทียบโอนการศกึ ษาท่ีสอดรับกับทกุ สถาบนั การศึกษาในระดับเดียวกนั
26. การจัดอบรมสัมมนาครูให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดทาหลักสูตรและการนา
หลักสตู รไปใช้
27. มีแผนงาน โครงการของโรงเรยี นทสี่ ง่ เสริมการจดั กิจกรรมเรมิ หลักสตู ร

องคป์ ระกอบที่ 2 “การพฒั นาหลักสูตร” ประกอบดด้วย 16 ตัวแปร ดังนี้
1. จดั ทาหลกั สูตรท่ีเน้นการพัฒนาและการใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นฐาน
ในการแสวงหาความร้ขู องผู้เรยี นทุกรายวชิ า

213

2. มีการตรวจสอบ ทบทวนหลักสูตรห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์และประเมินผลการใช้
หลกั สูตรทกปีการศกึ ษา

3. ครูสอนตรงตามหลักสตู รการศึกษาขัน้ ฐานและหลักสตู รห้องเรียนพเิ ศษวิทยาศาสตร์
4. จัดกิจกรรมเพ่ือส่งเสริมและกระตุ้นศักยภาพความสามารถพิเศษและอัจฉริยภาพอย่าง
เปน็ ระบบ
5. จัดระบบการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่หลากหลายและเหมาะสมกับ
ธรรมชาติของเน้ือหาและผเู้ รยี น
6. จัดกิจกรรมท่ีหลากหลายและต่อเนื่องเพ่ือพัฒนาทักษะชีวิต ทักษะการทางานและ
ความเป็นมนษุ ยท์ ส่ี มบรู ณ์ตามพฒั นาการของผู้เรียน
7. ส่งเสริมและพัฒนานักเรียนให้มีความรู้ ความเข้าใจพ้ืนฐานทางวิทยาศาสตร์
คณติ ศาสตร์และเทคโนโลยี
8. ครูจัดการเรียนรู้โดยเน้นกระบวนการคิดโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
คณิตศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
9. ส่งเสริมให้ครูกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยีมีทักษะการคิดและ
การใชก้ ระบวนการทางวิทยาศาสตร์
10. มีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศท่ีมีประสิทธิภาพสูง ทันสมัยและเพียงพอต่อความ
ต้องการของครูและนกั เรียน
11. จัดหลักสูตรที่เน้นการพัฒนาและการใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นฐานใน
การแสวงหาความรู้ของผู้เรยี นทุกรายวชิ า
12. ส่งเสริมและพัฒนาครูให้มีความกระตือรือร้น สนใจเรียนรู้และแสวงหาประสบการณ์
ใหมๆ่ อยา่ งต่อเนอื่ ง
13. ส่งเสริมให้ครูแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการผลิตและพัฒนาส่ือนวัตกรรมและเทคโนโลยี
ทางการศึกษาทง้ั ในและนอกสถานท่ี
14. มีห้องเรียนที่ทันสมัย มีครุภัณฑ์ อุปกรณ์การเรียนการสอนท่ีครบถ้วนและมี
สภาพแวดล้อมที่เออ้ื ต่อการเรยี นรู้
15. พฒั นาครูใหม้ คี ณุ ลกั ษณะท่ดี ี ประพฤตติ นตามจรรยาบรรณและมเี จตคตทิ ่ีดตี ่อวิชาชีพ
16. มีการจัดระบบการตดิ ตามความก้าวหนา้ ของนักเรียนเมื่อนักเรียนจบการศกึ ษาแล้ว

องคป์ ระกอบท่ี 3 “การประกนั คณุ ภาพการศกึ ษา” ประกอบดว้ ย 10 ตวั แปร ดังน้ี
1. ประสานความร่วมมือกับทุกฝ่ายในการติดตาม ตรวจสอบปรับปรุงและพัฒนาระบบ
ประกันคุณภาพภายในอย่างต่อเน่อื ง
2. จดั ทาสรปุ รายงานประกนั คณุ ภาพภายในของโรงเรียนทกุ ปี

214

3. สร้างความเขา้ ใจในเรือ่ งหลกั เกณฑ์และวิธกี ารประเมนิ ของสานักงานรบั รองมาตรฐานและ
ประเมนิ คณุ ภาพการศึกษา

4. กาหนดเกณฑ์การประเมิน เป้าหมายความสาเร็จของสถานศึกษาตามมาตรฐาน
การศึกษาและตวั ช้วี ดั ของต้นสังกัดและสานกั งานรบั รองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา

5. ส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชน ท้องถ่ินข้ามามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรทางวิชาการของ
โรงเรียน

6. สารวจความต้องการของบคุ ลากรในโรงเรยี นเพื่อพัฒนาด้านวชิ าการ
7. ส่งเสริมและสนับสนุนให้ครู นักเรียนมีส่วนร่วมและเตรียมความพร้อมในการรับการ
ประเมินจากภายนอก
8. วางแผนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาตามระบบประกันคุณภาพการศึกษาให้บรรลุตาม
เปา้ หมายของสถานศกึ ษา
9. มีการประเมินผลการบริหารงานวิชาการให้มีประสิทธิภาพและนาผลจากการประเมินใช้
ในการวางแผนการบรหิ ารงานวิชาการให้มีประสทิ ธิภาพในปตี อ่ ไป
10.ศึกษา วิเคราะห์นักเรียนหรือค้นหาความเป็นเลิศของนักเรียนเป็นรายบุคคลด้วย
เครือ่ งมอื ท่ีหลากหลาย

องค์ประกอบท่ี 4 “การพัฒนาศักยภาพดา้ นผเู้ รยี น” ประกอบดว้ ย 10 ตวั แปร ดังน้ี
1. จัดให้ผู้เรียนมีการศึกษาด้วยตนเอง (Individual study) โดยมีครูที่ปรึกษาติดตามผล
อย่างตอ่ เนื่อง
2. ส่งเสริมให้ผู้เรียนรักการเรียนรู้ มีทักษะในการแสวงหาความรู้ด้วยกระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตร์
3. ส่งเสริมพัฒนาให้ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ คิดอย่างมี
วจิ ารณญาณและความคิดสร้างสรรค์ในระดับสูง
4. จัดกิจกรรมที่หลากหลายและต่อเนื่องเพื่อพัฒนาทักษะชีวิต ทักษะการทางานและความ
เป็นมนษุ ยท์ ่ีสมบูรณ์ตามพัฒนาการของผู้เรยี น
5. ส่งเสริมพัฒนาให้ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างดี
เย่ียม
6. ส่งเสริมให้ผเู้ รียนมีทักษะในการแสวงหาความรูด้ ว้ ยกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
7. ส่งเสรมิ ให้ผเู้ รียนมกี ารพฒั นาการเรียนรู้และผลสมั ฤทธิอ์ ยา่ งตอ่ เน่ือง
8. ส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ความเข้าใจพ้ืนฐานทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์
และเทคโนโลยี
9. สง่ เสริมให้ผเู้ รียนมที ักษะในการแสวงหาความร้ดู ้วยกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

215

10.จัดกิจกรรมเพ่ือส่งเสริมและกระตุ้นศักยภาพ ความสามารถพิเศษและอัจฉริยภาพอย่าง
เป็นระบบ

องคป์ ระกอบท่ี 5 “การพฒั นาศกั ยภาพดา้ นครูผสู้ อน” ประกอบด้วย 10 ตัวแปร ดงั น้ี
1. ครูศกึ ษา วิเคราะห์หลกั สตู รและวเิ คราะห์ผเู้ รียนกอ่ นนาไปจัดแผนการจัดการเรยี นรู้
2. ครูควรทาวิจยั ในชัน้ เรยี นทุกคนเพอ่ื แก้ไขปัญหาและพฒั นาการเรียนรู้
3. สนับสนนุ ให้ครูได้สอนตามความสามารถและความถนดั
4. ส่งเสริมให้ครจู ัดทาแผนการจัดการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญและมีกลวิธีการสอนท่ี
หลากหลายเหมาะกับยคุ ปัจจุบนั
5. ส่งเสริมใหค้ รเู ข้ารบั การอบรมเพมิ่ ทักษะเก่ียวกบั การจดั กจิ กรรมการเรยี นทเ่ี หมาะสมกบั ผ้เู รียน
6. ส่งเสริมให้ครูจัดกิจกรรมการเรียนโดยยึดตามหลักสูตรของโรงเรียนและหลักสูตร
ห้องเรียนพเิ ศษวทิ ยาศาสตร์
7. ผู้บริหาร หวั หน้างาน ครูและคณะ กรรมการสถานศึกษาร่วมกันวางแผนการริหารงาน
วชิ าการประจาปี
8. ส่งเสริมให้ครูได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการผลิตและพัฒนาสื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยี
ทางการศึกษาทง้ั ในและนอกสถานศกึ ษา

องคป์ ระกอบที่ 6 “การบริการงานแนะแนว” ประกอบดว้ ย 8 ตัวแปร ดงั นี้
1. สร้างความรูค้ วามเข้าใจแก่ทุกฝา่ ยในการใหบ้ รกิ ารแนะแนวแก่นักเรียน
2. มคี วามร่วมมอื กันกับองค์กรภายนอกในการแนะแนวการศกึ ษาต่อและการประกอบอาชพี
3. มกี ารจดั ทาแผนงาน โครงการแนะแนวในโรงเรยี นเปน็ ประจาทกุ ปี
4. จัดระบบการแนะแนวทางวิชาการและวิชาชีพของโรงเรียนโดยเช่ือมโยงกับระบบดูแล
ช่วยเหลือนกั เรียน
5. มีการจดั ระบบการตดิ ตามความก้าวหนา้ ของนกั เรียนเม่อื จบการศึกษาแล้ว
6. แตง่ ตง้ั คณะกรรมการแนะแนวของโรงเรยี นเป็นผรู้ บั ผดิ ชอบงานแนะแนวของโรงเรียน
7. ผู้บรหิ ารและครรู ่วมกนั กาหนดมาตรการ เกณฑห์ รอื แนวทางในการทาวิจัยในช้นั เรียน
8. ติดตาม ประเมินผลการแนะแนวการศึกษาในโรงเรียนอย่างสม่าเสมอ ต่อเนื่องและนาผล
การประเมนิ มาปรบั ปรงุ แก้ไขพฒั นาการแนะแนวของโรงเรียน

องคป์ ระกอบท่ี 7 “การพฒั นาส่ือการเรียนการสอน” ประกอบดว้ ย 6 ตัวแปร ดงั นี้
1. มแี ผนงาน โครงการการผลติ ส่อื นวตั กรรมการเรยี นร้ใู หเ้ หมาะสมกบั หลกั สตู ร
2. สร้างขวัญกาลังใจในรูปแบบตา่ งๆ แกค่ รูที่จดั การเรียนรูไ้ ด้อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ
3. สนับสนุนงบประมาณสาหรบั การผลิตส่อื นวัตกรรมการเรียนรู้อยา่ งเพยี งพอ
4. จดั หาส่ือการเรยี นรู้ทสี่ อดคลอ้ งกบั ความต้องการในแตล่ ะกลมุ่ สาระ
5. มกี ารประเมินผลการพัฒนาและการใชส้ อื่ นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการศกึ ษา

216

6. จัดประกวดผลงานดา้ นส่อื และนวัตกรรมทางการศกึ ษา
ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ขององค์ประกอบ (Factor Analysis) พบว่า องค์ประกอบ
การบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในโครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วย 7
องคป์ ระกอบ 85 ตวั แปร ดงั ตอ่ ไปน้ี

F1 การมีส่วนร่วมในการจัดการศกึ ษา (educational participation)
F2 การพัฒนาหลกั สตู ร (curriculum development)
F3 การประกนั คุณภาพการศึกษา (quality assurance)
F4 การพฒั นาศักยภาพของผเู้ รยี น

(potential learning development of student)
F5 การพัฒนาศักยภาพของครู (potential development of teacher)
F6 การบรกิ ารงานแนะแนว (guidance service)
F7 การพัฒนาสื่อการเรียนการสอน ( instructional media development)

ตอนที่ 2 รูปแบบการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในโครงการห้องเรียนพิเศษ
วทิ ยาศาสตร์ โดยการ วิเคราะห์เสน้ ทางความสัมพันธ์เชงิ สาเหตุ (Path Analysis)

2.1 การวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อกันของ
องค์ประกอบการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในโครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ ผู้วิจัย
วิเคราะห์รูปแบบความสัมพันธ์ของการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในโครงการห้องเรียนพิเศษ
วิทยาศาสตร์ ผู้วิจัยได้นาองค์ประกอบทั้ง 7 องค์ประกอบมาหาความสัมพันธ์ซ่ึงกันและกันตามลาดับ
ดังแผนภมู ิท่ี 8

217

การมีสว่ นร่วม การมสี ว่ นร่วม
ในการจัดการศกึ ษา ในการจัดการศกึ ษา

F1 F1

การพัฒนาหลกั สูตร การพัฒนาหลักสูตร
F2 F2

การประกันคณุ ภาพ การประกนั คณุ ภาพ
การศึกษา การศกึ ษา
F3 F3

การพัฒนาศกั ยภาพ การพัฒนาศกั ยภาพ
ของผเู้ รยี น ของผเู้ รียน
F4 F4

การพัฒนาศักยภาพ การพัฒนาศักยภาพ
ของครู ของครู
F5 F5

งานแนะแนว งานแนะแนว
F6 F6

ส่อื การเรยี นการสอน สอ่ื การเรยี นการสอน
F7 F7

แผนภูมทิ ่ี 8 รปู แบบแสดงความสมั พันธร์ ะหว่างองคป์ ระกอบที่มอี ิทธิพลต่อกนั ขององคป์ ระกอบการ
บรหิ ารงานวิชาการของโรงเรียนในโครงการหอ้ งเรียนพเิ ศษวทิ ยาศาสตร์

218

แนวคิดและทฤษฎีที่สนับสนุนความสัมพันธ์ต่อกัน ผู้วิจัยได้ดาเนินการวิเคราะห์เนื้อหา
(content analysis) ดงั น้ี

1. ความสมั พันธร์ ะหวา่ งองค์ประกอบดา้ นการมีสว่ นรว่ มในการจดั การศึกษากับองค์ประกอบ
ด้านการพฒั นาหลักสตู ร

การมีส่วนรว่ ม การพัฒนาหลักสูตร
ในการจดั การศกึ ษา F2

F1

แผนภมู ิท่ี 9 แสดงความสมั พันธ์ระหวา่ งองคป์ ระกอบดา้ นการมสี ว่ นร่วมในการจัดการศึกษา
กบั องคป์ ระกอบดา้ นการพฒั นาหลกั สูตร

แนวคิดข้อสนับสนุนที่เก่ียวข้องกับความสัมพันธ์จากแผนภูมิที่ 9 ความสัมพันธ์ระหว่าง
องค์ประกอบด้านการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษากับองค์ประกอบด้านการพัฒนาหลักสูตร ดังนี้
ฮอร์ทและไฮท์ (Holt and Hinds) พบว่า องค์ประกอบสาคัญที่จะส่งผลต่อคุณภาพสถานศึกษา
ประกอบด้วย องค์ประกอบด้านการมีจุดมุ่งหมายร่วมกัน การมีส่วนร่วมและความรับผิดชอบของ
ผู้เรียน สภาพแวดล้อมทางกายภาพ การได้รับการสนับสนุนจากจากชุมชนและผู้ปกครอง และ
องค์ประกอบด้านการเรียนรู้ ประกอบด้วยหลักสูตร การสอน การพัฒนาบุคลากรและการติดตาม
ความก้าวหน้าของผู้เรียนอย่างสม่าเสมอ คอลเวลและสปิงคส์ (Calwell and Spinks) ได้ศึกษา
เกี่ยวกับคุณลักษณะของการบริหารโรงเรียนที่มีประสิทธิผล พบว่า โรงเรียนท่ี มีประสิทธิผล
ประกอบด้วย เน้นการเรียนการสอน สามารถตรวจสอบได้ การมีส่วนร่วมอย่างเหมาะสม และการมี
แผนงานเพ่อื พฒั นาวิชาชพี ผู้บรหิ ารและครู ศิริกาญจน์ โกสุมภ์ ศึกษาเร่ืองการมีส่วนร่วมของชุมชน
และโรงเรียนเพื่อการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่า สิ่งสาคัญที่สุดในการมีส่วนร่วมของชุมชนและ
โรงเรียนคือการกาหนดเป้าหมายและความเข้าใจท่ีตรงกันระหว่างผู้เก่ียวข้องในการจัดการศึกษา อา
พร สุนทรธรรม พบว่า การมีส่วนรว่ มของชมุ ชนในงานวิชาการโดยภาพรวม ควรมีแนวทางในการส่วน
ร่วมของชุมชนต่อการปฏิบัติงานวิชาการ ซึ่งประกอบด้วย การร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมปฏิบัติ ร่วม
ประเมนิ ผลและร่วมกันรับผลประโยชนใ์ นงานด้านวชิ าการ ดา้ นงานหลักสตู รและการนาหลักสูตรไปใช้
รวมถึงสื่อการเรียนการสอน การวัดผลประเมินผล งานด้านการนิเทศภายในและงานด้านการอบรม
ทางวชิ าการ และพิณสดุ า สริ ิธรังศรแี ละคณะ พบวา่ รูปแบบสถานศกึ ษาทเ่ี ป็นความรว่ มมอื ระหว่างรัฐ
และองค์กรส่วนท้องถ่ิน เอกชนหรือชุมชนแล้วแต่กรณีในลักษณะของสหการทั้งด้านวิชาการ
งบประมาณ การบริหารงานบุคคลและการบริหารท่ัวไป ท้ังด้านพัฒนาหลักสูตร การนิเทศ ติดตาม
และประเมินผล เพ่ือให้เกิดความร่วมมือกันดาเนินงานเพ่ือผู้เรียนซ่ึงเป็นเป้าหมายหลักของการจัด
การศึกษา

219

สรุป จากขอ้ สนบั สนุนท่ีกล่าวไวข้ า้ งต้น แสดงให้เหน็ ถงึ ความสาคัญขององค์ประกอบ
ด้านการมสี ่วนรว่ มในการจดั การศกึ ษามีอทิ ธิพลโดยตรงกบั องคป์ ระกอบดา้ นการพัฒนาหลกั สตู ร

2. ความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบด้านการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษากั บ
องค์ประกอบด้านการประกนั คุณภาพการศึกษา

การมีสว่ นร่วม การประกนั คุณภาพ
ในการจัดการศึกษา การศึกษา
F3
F1

แผนภูมิที่ 10 แสดงความสัมพันธร์ ะหว่างองคป์ ระกอบด้านการมีสว่ นร่วมในการจดั การศึกษา
กบั องค์ประกอบดา้ นการประกันคุณภาพการศึกษา

แนวคิดข้อสนับสนุนที่เก่ียวข้องกับความสัมพันธ์จากแผนภูมิที่ 10 ความสัมพันธ์ระหว่าง
องค์ประกอบด้านการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษากับองค์ประกอบด้าน การประกันคุณภาพ
การศึกษา ดังน้ี วิจิตร อาวะกุล กล่าวถึงการประสานงานในองค์การท่ีมีประสิทธิภาพว่า 1) ปัจจัยที่
กอ่ ให้เกิดการประสานงานที่ดคี อื การเขา้ ใจถงึ นโยบายและแผนการดาเนินงาน ทราบโครงสร้างหน้าที่
การมอบอานาจหน้าท่ีชัดเจนในหน่วยงานนั้นๆ 2) ประสิทธิภาพของการประสานงานที่ดีน้ัน มาจาก
ระบบการติดต่อส่ือสาร การควบคุมการปฏิบัติงานและการติดตามผลการปฏิบัติงาน 3) เทคนิคการ
ประสานงานทนี่ าไปสปู่ ระสิทธิภาพนนั้ ประกอบด้วยการให้คณะกรรมการทางานร่วมกันเป็นกลุ่ม การ
ช่วยกันแก้ปัญหาร่วมกัน สาเร็จ ศรีวิชัยมูล ศึกษาเร่ืองการจัดกิจกรรมเพื่อบริการชุมชนของกลุ่ม
โรงเรยี นประถมศกึ ษาในจงั หวดั เชียงรายพบว่า ประธานกลุ่มโรงเรียนเห็นด้วยกับการเข้าร่วมกิจกรรม
ของชุมชน โดยเฉพาะกิจกรรมวันสาคัญต่าง ๆ ในรอบปีเพราะกิจกรรมเหล่าน้ีสามารถสร้างความ
เข้าใจอันดีต่อชุมชน โดยการสนับสนุนอาคารสถานที่ การให้ความรู้แก่ชุมชนในรูปแบบต่าง ๆ เช่น
เสียงตามสาย ประกาศของโรงเรยี น และการให้การอบรมความรู้ด้านต่าง ๆ แก่ชุมชนทาให้ประชาชน
มีความร้กู วา้ งขวาง สามารถช่วยเหลือผู้อนื่ ได้อีกด้วย ศริ กิ าญจน์ โกสมุ เสนอแนวคิดในการสร้างเสริม
ความรู้ใหช้ ุมชนสาหรบั การมสี ่วนร่วมกับโรงเรียนในการจัดการศึกษาดังน้ี 1) การศึกษาข้อมูลพื้นฐาน
ก่อนดาเนินการ 2) การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน 3) การสร้างเครือข่ายของกลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
กับการจัดการศึกษาของโรงเรียน 4) การสร้างกิจกรรม 5) การต่อรองเพื่อดาเนินการ 6) การร่วม
ดาเนินการ 7) การร่วมประเมินผลการดาเนินการ และ 8) การร่วมกันรับผลประโยชน์จากการ
ดาเนินการ ดงั นัน้ ตอ้ งสรา้ งสานกึ ร่วมและการกระจายอานาจใหผ้ เู้ กยี่ วข้อง

สรุป จากขอ้ สนับสนนุ ท่ีกล่าวไว้ข้างต้น แสดงให้เห็นถึงความสาคัญขององค์ประกอบด้านการ
มีสว่ นร่วมในการจดั การศกึ ษามอี ทิ ธพิ ลโดยตรงกบั องค์ประกอบด้านการประกนั คุณภาพการศึกษา

220

3. ความสัมพันธร์ ะหวา่ งองคป์ ระกอบดา้ นการมสี ว่ นรว่ มในการจัดการศึกษากับองค์ประกอบ
ดา้ นการพฒั นาศักยภาพของผู้เรยี น

การมสี ่วนร่วม การพัฒนาศกั ยภาพ
ในการจดั การศึกษา ของผเู้ รียน
F4
F1

แผนภมู ิที่ 11 แสดงความสมั พนั ธ์ระหวา่ งองคป์ ระกอบดา้ นการมสี ว่ นร่วมในการจัดการศึกษากับ
องคป์ ระกอบดา้ นการพัฒนาศกั ยภาพของผู้เรียน

แนวคิดข้อสนับสนุนที่เก่ียวข้องกับความสัมพันธ์จากแผนภูมิที่ 11 องค์ประกอบด้านการมี
ส่วนรว่ มในการจดั การศกึ ษากับองคป์ ระกอบด้านการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน ได้แก่ มัลฟอร์ด เคน
เดลและเคนเดล(Mulford Kendell and Kendell) ได้ศึกษาเก่ียวกับการปฏิบัติการด้านการบริหาร
และการเรียนรขู้ องนกั เรยี นกับการสังเกตของโรงเรยี นและการกระทาของครู พบว่า โรงเรียนท่ีให้ครูมี
ส่วนร่วมในการตัดสินใจโดยการร่วมมือกันทางานเป็นกลุ่มในระยะเวลาท่ีเหมาะสม มีผลต่อการรับรู้
ของนกั เรยี นในเชิงบวกและส่งผลดีต่อความสัมพันธ์และการกระทามากกว่าการตัดสินใจจากระดับสูง
และพบว่าการขาดการสนับสนุนด้านการจัดการมีผลกระทบต่อความกดดันของครูในโรงเรียน ผู้นาที่
ไม่เหมาะสมจะทาให้นักเรียนมีทัศนคติท่ีไม่ดีต่อโรงเรียน ฮอร์ทและไฮท์ (Holt and Hinds) พบว่า
องค์ประกอบสาคัญที่จะส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียน ประกอบด้วย องค์ประกอบด้านการมี
จุดมุ่งหมายร่วมกัน การมีส่วนร่วมและความรับผิดชอบของผู้เรียน สภาพแวดล้อมทางกายภาพ
การได้รับการสนับสนุนจากจากชุมชนและผู้ปกครอง และองค์ประกอบด้านการเรียนรู้ ประกอบด้วย
หลักสูตร การสอน การพัฒนาบุคลากรและการติดตามความก้าวหน้าของผู้เรียนอย่างสม่าเสมอ
ต่อเน่ือง รุ่งรัชดาพร เวหะชาติ พบว่า สถานศึกษามีหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัด
บรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการสอนและส่งเสริมการเรียนรู้ในลักษณะต่างๆ และขณะเดียวกัน
สถานศึกษาควรส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ในทุกเวลาทุกสถานที่ โดยร่วมมือกับทุกฝ่าย ท้ังผู้ปกครอง
และชุมชนเพื่อส่งเสริมให้มีการพัฒนาผู้เรียนได้อย่างเต็มท่ี อภิชัย กุลชา พบว่า ผู้บริหารโรงเรียนต้อง
พัฒนาการเรียนการสอนให้ผู้ปกครองมีความพึงพอใจมากขึ้น ให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในจัดการเรียน
การสอนมากข้ึน จัดคณะทางานโดยให้ผู้ปกครองเข้ามาช่วยในการจัดการศึกษา และอัจฉรีย์ เสมา
พบว่า นโยบายด้านการจัดการศึกษาเป็นนโยบายท่ีมีความสาคัญในการกาหนดระบบการศึกษาท่ีจะ
ทาหน้าท่ีในการผลิตทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณลักษณะตามความต้องการของสังคม รัฐจึงจาเป็นต้อง
กาหนดให้ชุมชนและท้องถ่ินมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา โดยการกระจายอานาจจากส่วนกลางให้
ประชาชนในทอ้ งถ่นิ เข้ามามสี ว่ นร่วม

221

สรุป จากข้อสนับสนุนที่กล่าวไว้ขา้ งตน้ แสดงให้เห็นถึงความสาคัญขององค์ประกอบด้านการ
มีส่วนรว่ มในการจัดการศึกษามีอทิ ธิพลโดยตรงกบั องค์ประกอบด้านการพัฒนาศักยภาพของผู้เรยี น

4. ความสมั พันธร์ ะหวา่ งองคป์ ระกอบด้านการมสี ว่ นรว่ มในการจัดการศึกษากับองค์ประกอบ
ดา้ นการพฒั นาศกั ยภาพของครู

การมสี ว่ นรว่ ม การพฒั นาศักยภาพ
ในการจดั การศึกษา ของครู
F5
F1

แผนภูมทิ ่ี 12 แสดงความสมั พันธร์ ะหวา่ งองคป์ ระกอบด้านการมสี ว่ นรว่ มในการจดั การศึกษากบั
องค์ประกอบด้านการพฒั นาศกั ยภาพของครู

แนวคิดข้อสนับสนุนท่ีเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์จากแผนภูมิที่ 12 องค์ประกอบด้านการมี
ส่วนร่วมในการจัดการศึกษากับองค์ประกอบด้านการพัฒนาศักยภาพของครู ได้แก่ พิณสุดา สิริธรัง
ศรี พบว่า สถานศึกษาควรมีการพัฒนาครูด้วยตนเองหรือการส่งครูไปพัฒนาเพ่ือนาความรู้มา
พัฒนาการเรียนการสอน การให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม โดยการร่วมคิด ร่วมระดมทุนเพื่อจัดจ้างครู
ภมู ปิ ัญญาทอ้ งถนิ่ เขา้ มาชว่ ยสอนหรอื การจดั แหลง่ เรียนร้ทู ่เี ออ้ื ตอ่ การเรียนการสอนให้ผู้เรียนได้เรียนรู้
จากการปฏิบัติจริง นอกจากนั้น นวัตกรรมการบริการจัดการโดยรวมกลุ่มกันเป็นเครือข่ายความ
ร่วมมือเพื่อช่วยเหลือกันทางวิชาการหรือการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนร่วมกัน จะช่วยลดภาระ
การสอนและการขาดแคลนครูลงได้มาก รุ่งชัชดาพร เวหะชาติ พบว่า การพัฒนาครูควรเป็นการ
แลกเปล่ียนเรียนรู้ระหว่างครูผู้สอนในโรงเรียนและเครือข่าย การให้ครูได้รับการพัฒนาวิธีการเรียน
การสอนและเรียนรู้ส่ิงใหม่ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกและวิชาการท่ีเปลี่ยนแปลง
ไปอยา่ งต่อเนื่อง กุลชญา เท่ียงตรง พบว่าสภาพปัญหาและแนวทางแก้ปัญหาการบริหารงานวิชาการ
ตามแนวการปฏิรูปการศึกษาในด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา คือ ครูขาดความรู้ ความ
เข้าใจในการทาวิจัยในช้ันเรียน แนวทางแก้ปัญหาคือ จัดอบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการให้ความรู้ ความ
เข้าใจและจัดศึกษาดูงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การทาวิจัยอย่างต่อเนื่องกับสถานศึกษาอ่ืน ระวิพรรณ
รมภริ ังและสมชาย บุญศิรเิ ภสัช พบว่า ภาระงานของครูท่ีมากเกินไปส่งผลต่อการพัฒนากระบวนการ
เรียนรู้ ทาให้ครูไม่สามารถปฏิบัติงานด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สถานศึกษาควรสร้างปฏิสัมพันธ์อันดีกับชุมชนและช่วยเหลือชุมชนด้านวิชาการ ด้านอาชีพ เพ่ือให้
เกดิ การมีส่วนรว่ มและเกิดการบูรณาการระหว่างโรงเรียนและชุมชนอย่างย่ังยืน และธีรพล ขยันการ
นาวี พบวา่ ผบู้ ริหารงานวชิ าการกาหนดนโยบายและแนวทางการปฏิบัติงานให้ชัดเจน จัดระบบนิเทศ
ติดตามผลการดาเนินงาน โดยกาหนดเป็นแผนการนิเทศให้เป็นรูปธรรมท่ีชัดเจน ส่งเสริมบุคลากรให้
ได้รับการพัฒนาอย่างย่ังยืนและทั่วถึง โดยจัดโครงการพัฒนาบุคลากร จัดอบรมสัมมนาให้ความรู้แก่

222

ครู และสิ่งที่สาคัญคือการให้ชุมชนเข้ามีบทบาท โดยผ่านผู้นาชุมชน หรือคณะกรรมการสถานศึกษา
เพ่อื ร่วมกันสร้างจติ สานึกในการพฒั นาโรงเรยี นรว่ มกนั

สรุป จากขอ้ สนบั สนนุ ทก่ี ล่าวไว้ขา้ งตน้ แสดงใหเ้ ห็นถึงความสาคัญขององค์ประกอบด้านการ
มสี ว่ นร่วมในการจัดการศึกษามอี ิทธิพลโดยตรงกับองค์ประกอบด้านการการพัฒนาศกั ยภาพของครู

5. ความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบด้านการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษากับ
องคป์ ระกอบด้านการบริการงานแนะแนว

การมสี ว่ นร่วม การบริการงานแนะแนว
ในการจัดการศึกษา F6

F1

แผนภูมทิ ่ี 13 แสดงความสัมพนั ธร์ ะหว่างองค์ประกอบด้านการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษากบั
องคป์ ระกอบดา้ นการบรกิ ารงานแนะแนว

แนวคิดข้อสนับสนุนท่ีเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์จากแผนภูมิท่ี 13 องค์ประกอบด้านการมี
ส่วนรว่ มในการจัดการศึกษากับองค์ประกอบด้านการการบริการงานแนะแนว ได้แก่ โสภณ จุโลทก
กลา่ ววา่ โรงเรียนจะต้องคานึงถึงหลักการและมิติแนวใหม่ เน้นให้ทุกคนในสังคมมีบทบาทในด้านการ
แนะแนว เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญที่สุดและให้เกิดความเท่าเทียมกัน ความสาเร็จของผู้เรียนข้ึนอยู่กับ
ระบบแนะแนว แหล่งการเรียนรู้และข้อมูลสารสนเทศเพ่ือการแนะแนวมีบทบาทต่อความสาเร็จของ
ผู้เรียนและศักยภาพเครือข่ายการแนะแนวได้จากความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ จึงจะส่งผลให้
บรรลุเปา้ หมายทก่ี ารแนะแนวต้องการคือผู้เรียนเป็นคนดี มีปัญญาและมีความสุข ศิริกาญจน์ โกสุมภ์
เร่ืองการมีส่วนร่วมของชุมชนและโรงเรียนเพ่ือการจัดการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน สิ่งสาคัญที่สุดที่เป็นสิ่ง
กาหนดกระบวนการและแบบแผนของการมีส่วนร่วมองชุมชนและโรงเรียน ในการจัดการศึกษาขั้น
พื้นฐานท่ีสาคัญที่สุดคือ การกาหนดเป้าหมายและความหมายของการมีส่วนร่วมตรงกันระหว่างผู้ที่
เก่ียวข้องกับการจัดการศึกษาในชุมชนคือผู้นาชุมชน ผู้บริหารโรงเรียน คณะกรรมการโรงเรียน คณะ
ครูและผู้ปกครองนักเรียน สอดคล้องกับแนวคิดของวิเชียร ยอดจักร กล่าวว่า งานแนะแนวการศึกษา
ควรมกี ารดาเนนิ การแนะแนวโดยความร่วมมือของครูทุกคน ทุกฝ่าย มีการประสานความร่วมมือและ
แลกเปล่ียนเรียนรู้และประสบการณ์ด้านการแนะแนวการศึกษากับสถานศึกษา สร้างบรรยากาศ
ปฏิสัมพันธ์ท่ีส่งเสริมการสอน ผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน มีความสัมพันธ์แบบกัลยาณมิตร
อ่อนน้อมถ่อมตนเป็นแบบอย่างท่ีดีตอ่ ผู้อื่น

สรปุ จากข้อสนบั สนุนทก่ี ล่าวไวข้ า้ งต้น แสดงให้เห็นถึงความสาคัญขององค์ประกอบด้านการ
มีส่วนรว่ มในการจัดการศกึ ษามอี ิทธพิ ลโดยตรงกับองคป์ ระกอบด้านการบริการงานแนะแนว

223

6. ความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบด้านการพัฒนาหลักสูตรกับองค์ประกอบด้านการ
ประกันคุณภาพการศึกษา

การพฒั นาหลกั สตู ร การประกันคุณภาพ
F2 การศึกษา
F3

แผนภมู ทิ ี่ 14 แสดงความสมั พันธร์ ะหวา่ งองคป์ ระกอบด้านการพฒั นาหลักสูตรกับองคป์ ระกอบดา้ น
การประกันคณุ ภาพการศกึ ษา

แนวคิดข้อสนับสนุนท่ีเก่ียวข้องกับความสัมพันธ์จากแผนภูมิท่ี 14 องค์ประกอบด้านการ
พัฒนาหลักสูตรกับองค์ประกอบด้านการประกันคุณภาพการศึกษา ได้แก่ สยาม สุ่มงาม ได้ศึกษา
กระบวนการดาเนินงานปัญหาและแนวทางการแกป้ ญั หาการประกนั คณุ ภาพการศึกษา พบว่า ในด้าน
ปฏริ ปู ครผู สู้ อน สว่ นใหญ่ได้รับการอบรมและพัฒนาคุณภาพเร่ือง การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่
เน้นฝกึ การคิดและการปฏิบัติจริง การปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างท่ีดี การพัฒนาปรับปรุงการเรียนการอ
สอน การพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอนท่ีสร้างเสริมคุณธรรมจริยธรรมและการจัดการ
เรยี นการสอนที่เน้นให้ผูเ้ รียนทางานรว่ มกนั ระวพิ รรณ รมภริ ัง ศึกษาดา้ นการพัฒนาระบบการประกัน
คุณภาพภายในสถานศึกษา พบว่า ครูท่ีบรรจุเข้ารับราชการใหม่บางท่านไม่เข้าใจในโครงสร้างของ
หลักสูตรหรือเข้าใจหลักสูตรคลาดเคลื่อน ส่งผลให้การวางแผนการสอนไม่ตรงตามมาตรฐานท่ี
หลักสูตรกาหนดไว้ ประสิทธิภาพการสอนลดลง แนวทางแก้ปัญหาคือ ควรอบรมเพิ่มเติมความรู้
เกี่ยวกับระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาและการพัฒนาหลักสูตรให้กับครูที่เข้ารับ
ราชการใหม่ สอดคล้องกับปฏล นันทวงศ์และไพโรจน์ ด้วงวิเศษ สรุปว่า หลักสูตรมีความสาคัญย่ิงใน
ฐานะที่เป็นเอกสารที่กาหนดแนวทางในการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียน ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องในการ
จดั การศึกษาทุกฝ่ายต้องยึดถือเป็นแนวปฏบิ ตั ิ เพอ่ื พัฒนาบุคลากรให้มีประสิทธิภาพตามท่ีพึงประสงค์
ใหแ้ ก่สงั คมและประเทศชาติ

สรุป จากขอ้ สนบั สนนุ ที่กลา่ วไว้ข้างต้น แสดงใหเ้ ห็นถึงความสาคัญขององค์ประกอบด้านการ
มีสว่ นร่วมในการจัดการศกึ ษามีอิทธิพลโดยตรงกับองค์ประกอบด้านการการพัฒนาศกั ยภาพของครู

7. ความสมั พันธร์ ะหวา่ งองค์ประกอบดา้ นการพัฒนาหลักสตู รกบั องค์ประกอบด้านการ
พฒั นาศกั ยภาพของผู้เรียน

การพัฒนาหลักสูตร การพฒั นาศักยภาพ
F2 ด้านผเู้ รียน
F4

แผนภมู ทิ ี่ 15 แสดงความสัมพันธร์ ะหว่างองค์ประกอบดา้ นการพฒั นาหลกั สูตรกับองค์ประกอบด้าน
การพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน

224

แนวคิดข้อสนับสนุนท่ีเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์จากแผนภูมิท่ี 15 องค์ประกอบด้านการ
พัฒนาหลักสูตรกับองค์ประกอบด้านการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน ดังน้ี แบ็ตติสัน (Battison) วิจัย
เรื่องบริบทในการพิจารณากรณีศึกษาในการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น โดยศึกษาโครงการปรับปรุง
หลักสูตรท้องถิ่นในโรงเรียนประจาท้องถิ่น 3 แห่ง ในรัฐโอไฮโอ เพื่อหาลักษณะของรูปแบบการ
ตัดสินใจ ผลการวิจัยพบว่า โรงเรียนทั้ง 3 แห่งที่ทาการศึกษา จะมีผู้บริหารและครูผู้สอนเป็นคณะ
กรรมการปรับปรุงหลักสูตร โดยครูผู้สอนจัดว่าเป็นตัวแทนสาคัญ เพราะต้องเกี่ยวข้องกับการประชุม
พิจารณาปรบั ปรงุ หลกั สตู รโรงเรียนในแต่ละครั้งตามหลักการปฏิบัติงานของหน่วยงานการศึกษา ส่วน
สยาม สุ่มงาม ได้ศึกษากระบวนการดาเนินงานปัญหาและแนวทางการแก้ปัญหาการประกันคุณภาพ
การศึกษา พบว่า ในด้านปฏิรูปครูผู้สอน ส่วนใหญ่ได้รับการอบรมและพัฒนาคุณภาพเร่ือง การจัด
กิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นฝึกการคิดและการปฏิบัติจริง การปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี การ
พัฒนาปรับปรุงการเรียนการอสอน การพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอนที่สร้างเสริม
คุณธรรมจริยธรรมและการจัดการเรียนการสอนท่ีเน้นให้ผู้เรียนทางานร่วมกัน สอดคล้องกับวิเชียร
ยอดจักร์ พบว่า หลักสูตรสถานศึกษาเป็นแผนหรือแนวทางในการจัดการเรียนการสอนเพ่ือให้บรรลุ
จุดมุ่งหมายในการจัดการเรียนการสอนท่ีผู้บริหารพึงส่งเสริมให้มีการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา มี
การจัดทาหลักสูตรสถานศึกษาท่ีเน้นการบริการการศึกษา จัดให้มีสภาพแวดล้อมที่เอ้ือต่อการเรียนรู้
มีการส่งเสริมสุขภาพอนามัยและความปลอดภัย และพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ ส่ือเพ่ือการ
เรียนรู้และการให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศท่ีเอื้อต่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง เพ่ือให้ผู้เรียนได้พัฒนา
ศกั ยภาพของตนเอง

สรปุ จากขอ้ สนับสนนุ ทกี่ ลา่ วไวข้ า้ งตน้ แสดงใหเ้ ห็นถึงความสาคัญขององค์ประกอบด้านการ
พฒั นาหลักสูตรมีอทิ ธพิ ลโดยตรงกับองคป์ ระกอบดา้ นการการพฒั นาศกั ยภาพของผูเ้ รียน

8. ความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบด้านการพัฒนาหลักสูตรกับองค์ประกอบด้านการ
พัฒนาศักยภาพของครู

การพฒั นาหลกั สตู ร การพัฒนาศักยภาพ
F2 ของครู
F5

แผนภมู ทิ ี่ 16 แสดงความสัมพนั ธร์ ะหว่างองค์ประกอบดา้ นการพัฒนาหลักสูตรกบั องคป์ ระกอบดา้ น
การพัฒนาศักยภาพของครู

แนวคิดข้อสนับสนุนท่ีเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์จากแผนภูมิที่ 16 องค์ประกอบด้านการ
พฒั นาหลกั สูตรกับองค์ประกอบด้านการพัฒนาศักยภาพของครู ดังนี้ แบ็ตติสัน (Battison) วิจัยเร่ือง
บริบทในการพิจารณากรณีศึกษาในการพัฒนาหลักสูตรท้องถ่ิน โดยศึกษาโครงการปรับปรุงหลักสูตร
ท้องถิ่นในโรงเรียนประจาท้องถิ่น 3 แห่ง ในรัฐโอไฮโอ เพ่ือหาลักษณะของรูปแบบการตัดสินใจ

225

ผลการวิจัยพบว่า โรงเรียนท้ัง 3 แห่งที่ทาการศึกษา จะมีผู้บริหารและครูผู้สอนเป็นคณะ กรรมการ
ปรับปรุงหลักสูตร โดยครูผู้สอนจัดว่าเป็นตัวแทนสาคัญ เพราะต้องเกี่ยวข้องกับการประชุมพิจารณา
ปรับปรงุ หลกั สูตรโรงเรยี นในแตล่ ะครั้งตามหลักการปฏิบัติงานของหน่วยงานการศึกษา สอดคล้องกับ
อานวย แย้มสะอาด พบว่า ผู้บริหารส่วนใหญ่ปฏิบัติงานด้านบริหารวิชาการ คือ ใช้วิธีการประชุมเชิง
ปฏิบัติการเพ่ือค้นหาปัญหาด้านการเรียนการสอน จัดครูเข้าสอนในชั้น เรียนตรงตามความรู้
ความสามารถและความถนัด สอดคล้องกับปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ ที่กล่าวว่า การจัดประมวลการ
สอนเป็นรายวชิ า การจดั ทาแผนการเรยี นทส่ี อดคล้องกับหลักสูตร เพ่ือให้ผู้เรียนมีโอกาสเลือกเรียนได้
ตามความถนดั ความสามารถและความพรอ้ ม จดั กิจกรรมใหผ้ เู้ รียนได้เรยี นร้จู ากประสบการณ์จริง ฝึก
ปฏิบตั ใิ หท้ าได้ คดิ เปน็ ทาเป็น รักการอ่านและเกิดการใฝร่ ้อู ยา่ งต่อเนอื่ ง สอดคลอ้ งกบั สวัสด์ิ กาญจน
สุวรรณ์ ได้เสนอว่า การพัฒนาหลักสูตรควรมีการดาเนินงานเป็นระเบียบแบบแผนต่อเน่ืองกัน
คานึงถึงวิธีการดาเนินงานต่างๆ หลักการและวิธีปฏิบัติตลอดจนองค์ประกอบต่างๆ เช่น การทดสอบ
หลักสูตร การพัฒนาหลักสูตรที่มีประสิทธิภาพ จะต้องมีการอบรมครูผู้สอนให้เข้าใจหลักสูตรใหม่
ความรู้และแนวคดิ ใหม่ๆ การคานึงถึงประโยชน์ในดา้ นพัฒนาจติ ใจและทศั นคติของผเู้ รียน

สรปุ จากข้อสนบั สนุนทกี่ ลา่ วไว้ขา้ งต้น แสดงให้เห็นถึงความสาคัญขององค์ประกอบด้านการ
มสี ่วนรว่ มในการจดั การศกึ ษามอี ิทธพิ ลโดยตรงกับองคป์ ระกอบด้านการการพัฒนาศักยภาพของครู

9. ความสมั พนั ธ์ระหว่างองค์ประกอบดา้ นการประกนั คุณภาพการศึกษากับองค์ประกอบดา้ น
การพฒั นาศักยภาพของผเู้ รียน

การประกันคุณภาพ การพฒั นาศักยภาพ
การศึกษา ด้านผูเ้ รียน
F3 F4

แผนภูมิที่ 17 แสดงความสมั พันธร์ ะหวา่ งองค์ประกอบด้านการประกนั คุณภาพการศึกษากับ
องค์ประกอบด้านการพัฒนาศักยภาพของผูเ้ รยี น

แนวคดิ ข้อสนับสนนุ ท่ีเกยี่ วข้องกบั ความสมั พันธ์จากแผนภูมิท่ี 17 องค์ประกอบด้าน
การประกันคุณภาพการศึกษากับองค์ประกอบด้านการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน ได้แก่ อาดัม
(Adam) พบว่า การปฏบิ ัตทิ ด่ี ที ีส่ ดุ ในการดาเนินงานวชิ าการ ไดแ้ ก่ การกระจายอานาจให้ผู้เก่ียวข้องมี
ส่วนร่วม นโยบายการจัดการศึกษาต้องชัดเจน ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน บุคลากรมีความรู้
ความสามารถในการพัฒนาการเรียนการสอน การเรียนการสอนท่ียึดผู้เรียนเป็นสาคัญ ชุมชนมีส่วน
ร่วมในการจัดการศึกษาและการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน เดวิด(David) พบว่า การปรับปรุงงาน
วิชาการของครจู ะช่วยให้นกั เรยี นมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนสงู ขึ้น ทั้งน้ีเพราะการปฏิบัติที่ดีท่ีสุดของครู
ในการเรยี นการสอนต้องใหค้ วามเสมอภาคทางการเรียนรู้ของผู้เรียน ครูต้องพัฒนาการเรียนการสอน

226

ของตนให้มีคุณภาพ ชูศรี ถนอมกิจ พบว่า การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษามีความ
คล้ายคลึงกัน โดยมีคุณลักษณะเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนเพ่ือพัฒนาให้ผู้เรียนมีความรู้
ความสามารถและเกิดประสทิ ธภิ าพสงู ที่สุด กรมวชิ าการเสนอว่า ระบบประกันคุณภาพการศึกษาของ
สถานศึกษาคือ งานท่ีสถานศึกษาปฏิบัติอยู่และนามาจัดให้เป็นระบบอย่างชัดเจน เพื่อให้เกิดการ
ปฏิบัติงานท่ีได้มาตรฐาน สร้างความม่ันใจต่อสังคมได้ว่า สถานศึกษามีศักยภาพในการจัดการศึกษา
รายงานต่อสาธารณชนได้ว่า ผู้เรียนได้รับการเรียนรู้หรือไม่ เพียงใด ใช้วิธีการใดในการพัฒนาผู้เรียน
เพื่อให้ผู้เรียนมผี ลสมั ฤทธิท์ างการเรียนทสี่ ูงขึน้ สามารถบรรลตุ ามมาตรฐานที่สถานศึกษากาหนด และ
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ กล่าวว่า การพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาจะต้องเริ่มจาก
สถานศกึ ษาทกุ แห่งดาเนินการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของตนเอง ในการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา
นั้นจะต้องมีการประกันคุณภาพภายในผสมผสานอยู่ในกระบวนการจัดการเรียนการสอนเพ่ือให้
คุณภาพของผู้เรียนเป็นไปตามมาตรฐาน เพื่อทาให้ผู้เรียนเป็นคนดี มีความสามารถและมีความสุข
ชว่ ยกันสร้างสรรค์สงั คมใหม้ ีสันติ มีสงิ่ แวดลอ้ มดขี น้ึ สามารถแข่งขันกับประเทศอ่ืนๆ ได้อย่างมีศักดิ์ศรี
ในสงั คมโลกต่อไป

สรปุ จากข้อสนับสนนุ ทก่ี ล่าวไวข้ ้างต้น แสดงใหเ้ ห็นถึงความสาคัญขององค์ประกอบด้านการ
การประกันคณุ ภาพการศึกษามีอทิ ธพิ ลโดยตรงกับองค์ประกอบดา้ นการพัฒนาศักยภาพด้านผเู้ รียน

10. ความสมั พันธ์ระหวา่ งองคป์ ระกอบดา้ นการประกนั คุณภาพการศึกษากับองค์ประกอบ
ดา้ นการพัฒนาส่ือการเรียนการสอน

การประกันคุณภาพ การพฒั นา
การศึกษา สอ่ื การเรียนการสอน
F3
F7

แผนภูมิที่ 18 แสดงความสมั พนั ธร์ ะหว่างองคป์ ระกอบดา้ นการประกันคุณภาพการศกึ ษากับ
องค์ประกอบดา้ นการพฒั นาส่อื การเรยี นการสอน

แนวคิดข้อสนับสนุนที่เก่ียวข้องกับความสัมพันธ์จากแผนภูมิที่ 18 องค์ประกอบด้านการ
ประกันคณุ ภาพการศึกษากับองค์ประกอบด้านการพัฒนาสือ่ การเรยี นการสอน ดังนี้ ชัยสิทธิ์ ตนเจริญ
สุข พบว่า การพัฒนาสื่อ นวัตกรรม เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ควรมีนวัตกรรมการเรียนการสอนท่ี
สอดคล้องกับสถานศึกษา ควรมีการสารวจและใช้แหล่งเรียนรู้ท่ีเก่ียวข้องกับการพัฒนาคุณภาพทาง
การศึกษาท้ังในสถานศึกษา ชุมชนท้องถ่ินในเขตพ้ืนท่ีการศึกษาและพื้นท่ีใกล้เคียง จัดทาเอกสาร
ฐานข้อมูลเพื่อใช้ส่ือสาร แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพ่ือให้ผู้เรียนได้แสวงหาความรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเน่ือง
สอดคล้องกับ รุ่งรัชดาพร เวหะชาติ กล่าวว่า สถานศึกษาต้องต้องส่งเสริมสนับสนุนให้การจัดการ

227

เรียนรู้ของครูอาจารย์บรรลุผล โดยการพัฒนาสื่อและเทคโนโลยีที่มีความหลากหลายและเพียงพอให้
ได้เลอื กพฒั นาและใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้อย่างได้ผล สอดคล้องกับ ธีระ รุญเจริญ กล่าวว่า
สถานศึกษาควรมีการส่ือการเรียนการสอนท่ีเหมาะสมและเอื้อต่อการเรียนรู้ มีการให้บริการ
เทคโนโลยสี ารสนเทศทกุ รูปแบบท่ีเออื้ ต่อการเรียนรูด้ ้วยตนเองและการเรียนรู้แบบมีสว่ นร่วม

สรุป จากขอ้ สนบั สนนุ ทก่ี ล่าวไว้ขา้ งต้น แสดงให้เห็นถึงความสาคัญขององค์ประกอบด้านการ
ประกนั คุณภาพการศกึ ษามีอิทธิพลโดยตรงกับองคป์ ระกอบดา้ นการพฒั นาส่ือการเรียนการสอน

11. ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งองค์ประกอบดา้ นการพัฒนาศักยภาพดา้ นผู้เรียนกับองคป์ ระกอบ
ดา้ นการพัฒนาหลกั สูตร

การพัฒนาศกั ยภาพ การพฒั นาหลกั สูตร
ของผู้เรียน F2
F4

แผนภูมทิ ่ี 19 แสดงความสัมพนั ธ์ระหว่างองค์ประกอบด้านการพัฒนาศักยภาพดา้ นผ้เู รียนกับ
องค์ประกอบด้านการพฒั นาหลกั สูตร

แนวคิดข้อสนับสนุนท่ีเก่ียวข้องกับความสัมพันธ์จากแผนภูมิท่ี 19 องค์ประกอบด้านการ
พัฒนาศักยภาพด้านผู้เรียนกับองค์ประกอบด้านการพัฒนาหลักสูตร ดังนี้ วิเชียร ยอดจักร์ พบว่า
หลักสูตรสถานศึกษาเปน็ แผนหรอื แนวทางในการจัดการเรียนการสอนเพ่ือให้บรรลุจุดมุ่งหมายในการ
จัดการเรียนการสอนที่ผู้บริหารพึงส่งเสริมให้มีการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา มีการจัดทาหลักสูตร
สถานศึกษาที่เน้นการบริการการศึกษา จัดให้มีสภาพแวดล้อมท่ีเอื้อต่อการเรียนรู้ มีการส่งเสริม
สขุ ภาพอนามัยและความปลอดภัย และพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ ส่ือเพ่ือการเรียนรู้และการ
ให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศท่ีเอ้ือต่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาศักยภาพของ
ตนเอง สอดคล้องกับ แบ็ตติสัน (Battison) วิจัยเร่ืองบริบทในการพิจารณากรณีศึกษาในการพัฒนา
หลกั สตู รท้องถ่นิ โดยศกึ ษาโครงการปรับปรงุ หลกั สูตรท้องถ่ินในโรงเรียนประจาท้องถิ่น 3 แห่ง ในรัฐ
โอไฮโอ เพ่ือหาลักษณะของรูปแบบการตัดสินใจ ผลการวิจัยพบว่า โรงเรียน ทั้ง 3 แห่งที่
ทาการศึกษา จะมผี ู้บรหิ ารและครูผู้สอนเป็นคณะ กรรมการปรับปรุงหลักสูตร โดยครูผู้สอนจัดว่าเป็น
ตวั แทนสาคัญ เพราะตอ้ งเกย่ี วขอ้ งกบั การประชมุ พิจารณาปรบั ปรุง หลกั สูตรโรงเรียนในแต่ละคร้ังตาม
หลักการปฏิบัติงานของหน่วยงานการศึกษา สว่ นสยาม สุ่มงาม ไดศ้ กึ ษากระบวนการดาเนินงานปัญหา
และแนวทางการแกป้ ญั หาการประกันคณุ ภาพการศึกษา พบวา่ ในดา้ นปฏริ ูปครผู ู้สอน ส่วนใหญ่ได้รับ
การอบรมและพัฒนาคุณภาพเรื่อง การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นฝึกการคิดและการปฏิบัติ
จริง การปฏบิ ัตติ นเป็นแบบอยา่ งทด่ี ี การพฒั นาปรับปรุงการเรียนการอสอน การพัฒนาหลักสูตร การ

228

จัดการเรียนการสอนที่สร้างเสริมคุณธรรมจริยธรรมและการจัดการเรียนการสอนท่ีเน้นให้ผู้เรียน
ทางานร่วมกัน

สรุป จากขอ้ สนบั สนุนทกี่ ลา่ วไว้ขา้ งต้น แสดงใหเ้ ห็นถึงความสาคัญขององค์ประกอบด้านการ
การพัฒนาศกั ยภาพของผู้เรียนมีอทิ ธพิ ลโดยตรงกบั องค์ประกอบด้านการพฒั นาหลกั สูตร

12. ความสมั พนั ธร์ ะหว่างองคป์ ระกอบด้านการพฒั นาศักยภาพดา้ นผู้เรียนกับองคป์ ระกอบ
ดา้ นการพฒั นาศกั ยภาพของครู

การพัฒนาศกั ยภาพ การพฒั นาศกั ยภาพ
ของผูเ้ รยี น ของครู
F4 F5

แผนภูมิที่ 20 แสดงความสัมพันธร์ ะหวา่ งองคป์ ระกอบดา้ นการพฒั นาศักยภาพด้านผ้เู รยี นกับ
องค์ประกอบดา้ นการพฒั นาศักยภาพของครู

แนวคดิ ข้อสนับสนุนท่ีเก่ยี วขอ้ งกับความสัมพันธ์จากแผนภูมิท่ี 20 องค์ประกอบด้าน
การพัฒนาศักยภาพด้านผู้เรียนกับองค์ประกอบด้านการพัฒนาศักยภาพของครู ดังนี้ เดวิด(David)
พบว่า การปรับปรุงงานวิชาการของครูจะช่วยให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น ทั้งน้ีเพราะ
การปฏบิ ัตทิ ี่ดที ่ีสดุ ของครูในการเรยี นการสอนตอ้ งใหค้ วามเสมอภาคทางการเรียนรู้ของผู้เรียน ครูต้อง
พัฒนาการเรียนการสอนของตนให้มีคุณภาพ ชูศรี ถนอมกิจ พบว่า การบริหารงานวิชาการของ
ผู้บริหารสถานศึกษามีความคล้ายคลึงกัน โดยมีคุณลักษณะเก่ียวกับการจัดการเรียนการสอนเพ่ือ
พัฒนาให้ผู้เรียนมีความรู้ ความสามารถและเกิดประสิทธิภาพสูงท่ีสุด สอดคล้องกับ วิเชียร ยอดจักร์
พบวา่ ในการพัฒนากระบวนการเรียนรขู้ องผูเ้ รยี น ควรมีการส่งเสรมิ ให้ครผู ้สู อนจัดทาแผนการจัดการ
เรยี นรตู้ ามสาระและหน่วยการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ควรส่งเสริมให้ครูผู้สอนจัดกระบวนการ
เรียนรู้โดยจัดเน้ือหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจ ความถนัดของผู้เรียนและการ
ปฏิบตั ิจรงิ และควรสง่ เสรมิ ให้มีการพฒั นาครูผูส้ อนเพอื่ พัฒนากระบวนการเรยี นรู้ตามความเหมาะสม

สรปุ จากขอ้ สนับสนุนที่กล่าวไว้ขา้ งต้น แสดงใหเ้ ห็นถึงความสาคัญขององค์ประกอบด้านการ
พฒั นาศักยภาพของผู้เรยี นมอี ิทธิพลโดยตรงกับองคป์ ระกอบดา้ นการการพฒั นาศักยภาพของครู

13. ความสัมพันธ์ระหว่างองคป์ ระกอบดา้ นการพัฒนาศักยภาพด้านผู้เรียนกับองคป์ ระกอบ
ดา้ นการบรกิ ารงานแนะแนว

229

การพัฒนาศักยภาพ การบรกิ ารงานแนะแนว
ของผูเ้ รียน F6
F4

แผนภมู ทิ ่ี 21 แสดงความสัมพันธ์ระหวา่ งองค์ประกอบด้านการพฒั นาศกั ยภาพด้านผู้เรยี นกบั
องค์ประกอบด้านการบรกิ ารงานแนะแนว

แนวคดิ ข้อสนบั สนนุ ที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์จากแผนภูมิท่ี 21 องค์ประกอบด้าน
การพัฒนาศักยภาพด้านผู้เรียนกับองค์ประกอบด้านการบริการงานแนะแนว ดังนี้ ธีระพร อายุวัฒน์
พบว่า การแนะแนวการศึกษาเป็นกระบวนการที่ครูให้ความรู้ ความเข้าใจแก่นักเรียนท้ังในด้าน
เก่ียวกับการศึกษา การอาชีพและด้านพฤติกรรมส่วนบุคคล ซึ่งทาให้นักเรียนสามารถเลือกแนวทาง
การศึกษา ปรับปรุงพฤติกรรมของตนได้เหมาะสมกับความถนัดและความสามารถทางสติปัญญาของ
ตน ทั้งนี้เพ่ือป้องกันความล้มเหลวหรือข้อผิดพลาดในการเรียนของนักเรียน สอดคล้องกับ คอตเติล
และดาวน์นี(Cottle & Dornie) พบว่า ปัจจัยอย่างน้อยที่สุดประการหนึ่งท่ีทาให้ผู้ทางานแนะแนว
ได้รับความสาเร็จในหน้าที่ของตน ก็คือ ความรู้และประสบการณ์ในการทางานของผู้แนะแนว ยิ่งผู้
แนะแนวมีประสบการณ์มากก็ยิ่งมีประสิทธิภาพในการทางานมากข้ึนเท่านั้น ส่วนทินล์เลย์และแฮริส
(Tinley & Haris) ศึกษาเก่ียวกับการคาดหวังของนักเรียนที่มีต่อครูแนะแนว สรุปได้ว่า นักเรียนมี
ความตอ้ งการครูแนะแนวท่ีมีประสบการณ์ มคี วามจรงิ ใจ มคี วามเชย่ี วชาญและเชื่อถอื ได้

สรุป จากข้อสนบั สนุนที่กล่าวไว้ข้างตน้ แสดงให้เห็นถึงความสาคัญขององค์ประกอบด้านการ
พัฒนาศักยภาพของผู้เรียนมอี ทิ ธิพลโดยตรงกับองคป์ ระกอบดา้ นการบรกิ ารงานแนะแนว

14. ความสัมพันธร์ ะหวา่ งองค์ประกอบดา้ นการพฒั นาศักยภาพด้านผู้เรยี นกบั องคป์ ระกอบ
ด้านการพัฒนาสอ่ื การเรียนการสอน

การพัฒนาศกั ยภาพ การพัฒนา
ของผู้เรยี น สอ่ื การเรยี นการสอน
F4
F7

แผนภูมิท่ี 22 แสดงความสัมพันธร์ ะหว่างองค์ประกอบด้านการพัฒนาศกั ยภาพด้านผูเ้ รียนกบั
องค์ประกอบดา้ นการพฒั นาสื่อการเรียนการสอน

แนวคดิ ข้อสนบั สนุนทีเ่ กี่ยวข้องกับความสัมพันธ์จากแผนภูมิที่ 22 องค์ประกอบด้าน
การพัฒนาศักยภาพด้านผู้เรียนกับองค์ประกอบด้านการพัฒนาสื่อการเรียนการสอน ดังนี้ ทิคตัน
(Tickton) กล่าวว่า ส่ือการเรียนการสอนจะต้องตอบสนองต่อความแตกต่างระหว่างบุคคลได้ เพราะ

230

ส่งเสริมให้ผู้เรียนศึกษาหาความรู้ได้ด้วยตนเองตามความถนัดและความต้องการ รวมทั้งส่งเสริมให้มี
ความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคมมากข้ึน ส่วนเดล(Dale) กล่าวว่า คุณค่าของสื่อการสอนทาให้
ผู้เรียนรู้ความหมายขอบข่ายและเพ่ิมพูนขอบเขตของประสบการณ์ของผู้เรียนให้กว้างขวางมากข้ึน
จดจาได้รวดเร็วแม่นยาข้ึน โดยไม่ต้องอาศัยคาอธิบายและทาให้ผู้เรียนที่มีสติปัญญาแตกต่างกันได้
เข้าใจเน้ือหาที่เรียนเช่นเดียวกัน สอดคล้องกับ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และ
แก้ไขเพ่ิมเติม(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 กาหนดว่า การจัดกระบวนการเรียนรู้ให้สถานศึกษาและ
หน่วยงานทเ่ี กี่ยวข้อง ดาเนนิ การจดั กจิ กรรมให้ผู้เรียนได้เรยี นร้จู ากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้
ทาได้ ฝึกการปฏิบัติให้ทาได้ คิดเป็น ทาเป็น รักการอ่านและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง ส่งเสริม
สนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม ส่ือการเรียน และอานวยความสะดวก
เพอ่ื ให้ผูเ้ รยี นเกดิ การเรียนรู้และมีความรอบรู้

สรุป จากขอ้ สนบั สนุนที่กลา่ วไวข้ ้างตน้ แสดงให้เห็นถึงความสาคัญขององค์ประกอบด้านการ
พฒั นาศักยภาพของผ้เู รียนมีอทิ ธพิ ลโดยตรงกบั องค์ประกอบดา้ นการการพัฒนาส่ือการเรยี นการสอน

15. ความสัมพันธ์ระหวา่ งองคป์ ระกอบด้านการพัฒนาศักยภาพของครูกบั องคป์ ระกอบ
ด้านการมีสว่ นรว่ มในการจัดการศกึ ษา

การพัฒนาศกั ยภาพ การมีสว่ นร่วม
ของครู ในการจัดการศึกษา
F5
F1

แผนภมู ทิ ี่ 23 แสดงความสมั พนั ธ์ระหวา่ งองค์ประกอบดา้ นการพฒั นาศกั ยภาพของครูกบั
องค์ประกอบดา้ นการมีสว่ นร่วมในการจดั การศึกษา

แนวคิดข้อสนับสนุนท่ีเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์จากแผนภูมิที่ 23 องค์ประกอบด้านการ
พัฒนาศักยภาพของครกู บั องค์ประกอบดา้ นการมสี ว่ นร่วมในการจัดการศึกษา ได้แก่ พิณสุดา สิริธรัง
ศรี พบว่า สถานศึกษาควรมีการพัฒนาครูด้วยตนเองหรือการส่งครูไปพัฒนาเพื่อนาความรู้มา
พัฒนาการเรียนการสอน การให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม โดยการร่วมคิด ร่วมระดมทุนเพื่อจัดจ้างครู
ภมู ปิ ญั ญาท้องถนิ่ เขา้ มาชว่ ยสอนหรือการจดั แหลง่ เรยี นรทู้ ี่เออ้ื ต่อการเรียนการสอนให้ผู้เรียนได้เรียนรู้
จากการปฏิบัติจริง นอกจากนั้น นวัตกรรมการบริการจัดการโดยรวมกลุ่มกันเป็นเครือข่ายความ
ร่วมมือเพื่อช่วยเหลือกันทางวิชาการหรือการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนร่วมกัน จะช่วยลดภาระ
การสอนและการขาดแคลนครูลงได้มาก รุ่งชัชดาพร เวหะชาติ พบว่า การพัฒนาครูควรเป็นการ
แลกเปล่ียนเรียนรู้ระหว่างครูผู้สอนในโรงเรียนและเครือข่าย การให้ครูได้รับการพัฒนาวิธีการเรียน
การสอนและเรียนรู้สิ่งใหม่ให้สอดคล้องกับการเปล่ียนแปลงของสังคมโลกและวิชาการที่เปล่ียนแปลง
ไปอย่างต่อเน่ือง กุลชญา เท่ียงตรง พบว่าสภาพปัญหาและแนวทางแก้ปัญหาการบริหารงานวิชาการ

231

ตามแนวการปฏิรูปการศึกษาในด้านการวิจัยเพ่ือพัฒนาคุณภาพการศึกษา คือ ครูขาดความรู้ ความ
เข้าใจในการทาวิจัยในช้ันเรียน แนวทางแก้ปัญหาคือ จัดอบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการให้ความรู้ ความ
เข้าใจและจัดศึกษาดูงานแลกเปล่ียนเรียนรู้ การทาวิจัยอย่างต่อเนื่องกับสถานศึกษาอ่ืน ระวิพรรณ
รมภิรังและสมชาย บญุ ศิริเภสัช พบว่า ภาระงานของครูที่มากเกินไปส่งผลต่อการพัฒนากระบวนการ
เรียนรู้ ทาให้ครูไม่สามารถปฏิบัติงานด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สถานศึกษาควรสร้างปฏิสัมพันธ์อันดีกับชุมชนและช่วยเหลือชุมชนด้านวิชาการ ด้านอาชีพ เพ่ือให้
เกดิ การมีส่วนร่วมและเกิดการบูรณาการระหว่างโรงเรียนและชุมชนอย่างย่ังยืน และธีรพล ขยันการ
นาวี พบวา่ ผู้บรหิ ารงานวิชาการกาหนดนโยบายและแนวทางการปฏิบัติงานให้ชัดเจน จัดระบบนิเทศ
ติดตามผลการดาเนินงาน โดยกาหนดเป็นแผนการนิเทศให้เป็นรูปธรรมท่ีชัดเจน ส่งเสริมบุคลากรให้
ได้รับการพัฒนาอย่างยั่งยืนและทั่วถึง โดยจัดโครงการพัฒนาบุคลากร จัดอบรมสัมมนาให้ความรู้แก่
ครู และส่ิงที่สาคัญคือการให้ชุมชนเข้ามีบทบาท โดยผ่านผู้นาชุมชน หรือคณะกรรมการสถานศึกษา
เพอ่ื รว่ มกนั สรา้ งจิตสานกึ ในการพัฒนาโรงเรยี นร่วมกัน

สรุป จากข้อสนับสนนุ ทกี่ ลา่ วไว้ข้างตน้ แสดงใหเ้ ห็นถึงความสาคัญขององค์ประกอบด้านการ
พฒั นาศกั ยภาพของครมู ีอทิ ธิพลโดยตรงกบั องคป์ ระกอบดา้ นการมีสว่ นร่วมในการจดั การศึกษา

16. ความสมั พันธร์ ะหว่างองค์ประกอบด้านการพฒั นาศักยภาพของครูกับองค์ประกอบ
ดา้ นการพฒั นาหลกั สูตร

การพฒั นาศักยภาพ การพฒั นาหลกั สตู ร
ของครู F2
F5

แผนภมู ิท่ี 24 แสดงความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งองค์ประกอบดา้ นการพัฒนาศักยภาพของครูกับ
องคป์ ระกอบดา้ นการพัฒนาหลกั สูตร

แนวคดิ ขอ้ สนับสนนุ ทเ่ี กยี่ วข้องกับความสัมพันธ์จากแผนภูมิที่ 24 องค์ประกอบด้าน
การพัฒนาศักยภาพของครูกับองค์ประกอบด้านการพัฒนาหลักสูตร ดังน้ี แบ็ตติสัน (Battison) วิจัย
เร่ืองบริบทในการพิจารณากรณีศึกษาในการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น โดยศึกษาโครงการปรับปรุง
หลักสูตรท้องถิ่นในโรงเรียนประจาท้องถิ่น 3 แห่ง ในรัฐโอไฮโอ เพ่ือหาลักษณะของรูปแบบการ
ตัดสินใจ ผลการวิจัยพบว่า โรงเรียนท้ัง 3 แห่งที่ทาการศึกษา จะมีผู้บริหารและครูผู้สอนเป็นคณะ
กรรมการปรับปรุงหลักสูตร โดยครูผู้สอนจัดว่าเป็นตัวแทนสาคัญ เพราะต้องเก่ียวข้องกับการประชุม
พิจารณาปรับปรุง หลักสูตรโรงเรียนในแต่ละครั้งตามหลักการปฏิบัติงานของหน่วยงานการศึกษา
สอดคล้องกับอานวย แย้มสะอาด พบว่า ผู้บริหารส่วนใหญ่ปฏิบัติงานด้านบริหารวิชาการ คือ ใช้
วธิ กี ารประชุมเชิงปฏิบัติการเพ่ือค้นหาปัญหาด้านการเรียนการสอน จัดครูเข้าสอนในช้ันเรียนตรงตาม

232

ความรคู้ วามสามารถและความถนดั สอดคลอ้ งกบั ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ ที่กล่าวว่า การจัดประมวล
การสอนเป็นรายวิชา การจัดทาแผนการเรียนที่สอดคล้องกับหลักสูตร เพื่อให้ผู้เรียนมีโอกาสเลือก
เรียนไดต้ ามความถนัด ความสามารถและความพร้อม จัดกจิ กรรมให้ผ้เู รียนได้เรยี นร้จู ากประสบการณ์
จรงิ ฝกึ ปฏิบตั ิใหท้ าได้ คดิ เปน็ ทาเปน็ รักการอา่ นและเกดิ การใฝร่ ู้อย่างตอ่ เน่ือง

สรปุ จากขอ้ สนบั สนุนทีก่ ลา่ วไว้ขา้ งต้น แสดงให้เห็นถึงความสาคัญขององค์ประกอบด้านการ
พัฒนาศักยภาพของครูมอี ิทธิพลโดยตรงกบั องคป์ ระกอบดา้ นการพัฒนาหลกั สตู ร

17. ความสมั พนั ธ์ระหว่างองคป์ ระกอบดา้ นการพฒั นาศักยภาพของครูกับองคป์ ระกอบ
ดา้ นการพัฒนาศกั ยภาพของผ้เู รยี น

การพฒั นาศักยภาพ การพฒั นาศักยภาพ
ของครู ของผ้เู รียน
F5 F4

แผนภมู ทิ ่ี 25 แสดงความสมั พนั ธ์ระหว่างองค์ประกอบด้านการพฒั นาศักยภาพของครูกบั
องคป์ ระกอบดา้ นการพฒั นาศักยภาพของผู้เรียน

แนวคิดขอ้ สนบั สนุนทเ่ี กี่ยวขอ้ งกับความสัมพันธ์จากแผนภูมิที่ 25 องค์ประกอบด้าน
การพัฒนาศักยภาพของครูกับองค์ประกอบด้านการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน ดังน้ี เดวิด(David)
พบว่า การปรับปรุงงานวิชาการของครูจะช่วยให้นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนสูงขึ้น ทั้งนี้เพราะ
การปฏบิ ตั ิท่ีดีทส่ี ุดของครใู นการเรยี นการสอนตอ้ งใหค้ วามเสมอภาคทางการเรียนรู้ของผู้เรียน ครูต้อง
พัฒนาการเรียนการสอนของตนให้มีคุณภาพ ชูศรี ถนอมกิจ พบว่า การบริหารงานวิชาการของ
ผู้บริหารสถานศึกษามีความคล้ายคลึงกัน โดยมีคุณลักษณะเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนเพ่ือ
พัฒนาให้ผู้เรียนมีความรู้ ความสามารถและเกิดประสิทธิภาพสูงที่สุด สอดคล้องกับ วิเชียร ยอดจักร์
พบวา่ ในการพัฒนากระบวนการเรยี นรขู้ องผูเ้ รยี น ควรมีการส่งเสรมิ ให้ครูผู้สอนจดั ทาแผนการจัดการ
เรียนรูต้ ามสาระและหน่วยการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ควรส่งเสริมให้ครูผู้สอนจัดกระบวนการ
เรียนรู้โดยจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจ ความถนัดของผู้เรียนและการ
ปฏิบตั ิจรงิ และควรสง่ เสริมใหม้ กี ารพฒั นาครผู ู้สอนเพอ่ื พัฒนากระบวนการเรยี นรตู้ ามความเหมาะสม

สรุป จากขอ้ สนบั สนนุ ทกี่ ล่าวไวข้ ้างต้น แสดงให้เห็นถึงความสาคัญขององค์ประกอบด้านการ
พฒั นาศักยภาพของครูมีอิทธพิ ลโดยตรงกบั องค์ประกอบดา้ นการพฒั นาศักยภาพของผูเ้ รียน

18. ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งองคป์ ระกอบด้านการพฒั นาศักยภาพของครูกบั องค์ประกอบ
ดา้ นการพัฒนาสอื่ การเรยี นการสอน

233

การพัฒนาศักยภาพ การพฒั นา
ของครู สอื่ การเรียนการสอน
F5
F7

แผนภูมิท่ี 26 แสดงความสัมพนั ธร์ ะหว่างองคป์ ระกอบดา้ นการพฒั นาศักยภาพของครูกับ
องคป์ ระกอบดา้ นการพฒั นาสื่อการเรยี นการสอน

แนวคดิ ข้อสนบั สนุนที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์จากแผนภูมิที่ 26 องค์ประกอบด้าน
การพัฒนาศักยภาพของครูกับองค์ประกอบด้านการพัฒนาส่ือการเรียนการสอน ดังนี้ ประเสริฐ
ลาวัณย์วิสุทธิ์ พบว่า ในการดาเนินงานวิชาการของโรงเรียน ควรมีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ นา
วิทยากรที่มีความรู้ในการบริหารงานวิชาการมาให้ความรู้แก่ผู้ท่ีเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาของ
โรงเรยี น และโรงเรยี นควรใช้ภมู ปิ ัญญาทอ้ งถน่ิ เปน็ แหลง่ เรียนรู้ของนักเรยี น นอกจากนี้ควรมีการสร้าง
เครือข่ายครูแลกเปล่ยี นเรยี นรกู้ บั สถานศึกษาอืน่ วเิ ชียร ยอดจักร พบว่า การใช้ส่ือการเรียนการสอน
จะทาให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจ มีทักษะ มีเจตคติและเข้าใจในกระบวนการเรียนการสอน
นอกจากน้ีส่ือยังเป็นเคร่ืองกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความรู้ ความเข้าใจได้รวดเร็ว ส่ือการเรียนการสอนท่ี
เพียงพอต่อการจดั การเรยี นรู้ โดยเฉพาะในยุคปฏริ ูปการศึกษาและยุคโลกาภิวัตน์ที่มีการเปล่ียนแปลง
อย่างมากมายและรวดเร็วจนทาให้ผู้เรียนเกดการเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว ง่ายและชัดเจนในเนื้อหาวิชา
มากข้ึน และยังส่งเสริมบรรยากาศที่เอื้อต่อการดาเนินกิจกรรมการเรียนการสอนที่ทาให้เกิด
ปฏิสัมพันธ์ข้ึนระหว่างครูผู้สอนกับผู้เรียนจนเกิดผลดีต่อความรู้ความเข้าใจของผู้เรียน สอดคล้องกับ
แนวคิดของ วัชรี เลี่ยนบรรจง ได้สรุปถึง การจัดหาสื่อวัสดุอุปกรณ์ว่า ผู้บริหารควรจัดหาส่ือวัสดุ
อุปกรณ์และเครอื่ งมอื เครื่องใช้ตา่ งๆ ไว้ให้พร้อมสาหรับบริการแก่ครูผู้สอน ในการจัดการเรียนรู้ที่เน้น
ผ้เู รยี นเป็นสาคญั

สรุป จากขอ้ สนบั สนนุ ทีก่ ล่าวไว้ข้างต้น แสดงให้เห็นถึงความสาคัญขององค์ประกอบด้านการ
พฒั นาศักยภาพของครูมอี ิทธิพลโดยตรงกับองคป์ ระกอบดา้ นการพฒั นาส่อื การเรียนการสอน

19. ความสมั พันธ์ระหวา่ งองค์ประกอบด้านการบริการงานแนะแนวกบั องค์ประกอบดา้ น
การมสี ว่ นร่วมในการจัดการศึกษา

การบริการงานแนะแนว การมสี ่วนร่วม
F6 ในการจัดการศึกษา

F1

แผนภูมิท่ี 27 แสดงความสมั พันธร์ ะหว่างองคป์ ระกอบด้านการบรกิ ารงานแนะแนวกบั องค์ประกอบ
ดา้ นการมสี ่วนรว่ มในการจัดการศกึ ษา

234

แนวคิดข้อสนับสนุนที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์จากแผนภูมิที่ 27 องค์ประกอบด้านการ
บริการงานแนะแนวกับองค์ประกอบด้านการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ได้แก่ โสภณ จุโลทก
กลา่ วว่า โรงเรียนจะต้องคานึงถึงหลักการและมิติแนวใหม่ เน้นให้ทุกคนในสังคมมีบทบาทในด้านการ
แนะแนว เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญที่สุดและให้เกิดความเท่าเทียมกัน ความสาเร็จของผู้เรียนข้ึนอยู่กับ
ระบบแนะแนว แหล่งการเรียนรู้และข้อมูลสารสนเทศเพ่ือการแนะแนวมีบทบาทต่อความสาเร็จของ
ผู้เรียนและศักยภาพเครือข่ายการแนะแนวได้จากความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ จึงจะส่งผลให้
บรรลเุ ป้าหมายท่กี ารแนะแนวต้องการคือผู้เรียนเป็นคนดี มีปัญญาและมีความสุข ศิริกาญจน์ โกสุมภ์
เร่ืองการมีส่วนร่วมของชุมชนและโรงเรียนเพื่อการจัดการศึกษาข้ันพื้นฐาน ส่ิงสาคัญท่ีสุดที่เป็นสิ่ง
กาหนดกระบวนการและแบบแผนของการมีส่วนร่วมองชุมชนและโรงเรียน ในการจัดการศึกษาขั้น
พ้ืนฐานท่ีสาคัญที่สุดคือ การกาหนดเป้าหมายและความหมายของการมีส่วนร่วมตรงกันระหว่างผู้ท่ี
เก่ียวข้องกับการจัดการศึกษาในชุมชนคือผู้นาชุมชน ผู้บริหารโรงเรียน คณะกรรมการโรงเรียน คณะ
ครูและผปู้ กครองนกั เรียน สอดคล้องกับแนวคิดของวิเชียร ยอดจักร กล่าวว่า งานแนะแนวการศึกษา
ควรมีการดาเนินการแนะแนวโดยความรว่ มมือของครทู กุ คน ทุกฝา่ ย มรการประสานความร่วมมือและ
แลกเปลี่ยนเรียนรู้และประสบการณ์ด้านการแนะแนวการศึกษากับสถานศึกษา สร้างบรรยากาศ
ปฏิสัมพันธ์ท่ีส่งเสริมการสอน ผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน มีความสัมพันธ์แบบกัลยาณมิตร
อ่อนน้อมถอ่ มตนเปน็ แบบอย่างที่ดีตอ่ ผู้อ่นื

สรปุ จากข้อสนับสนุนท่ีกล่าวไว้ข้างต้น แสดงใหเ้ ห็นถึงความสาคัญขององค์ประกอบด้านการ
บรกิ ารงานแนะแนวมีอิทธพิ ลโดยตรงกับองคป์ ระกอบดา้ นการมสี ว่ นรว่ มในการจัดการศกึ ษา

20. ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งองคป์ ระกอบด้านการบริการงานแนะแนวกับองค์ประกอบดา้ น
การพัฒนาศักยภาพของผู้เรยี น

การบริการงานแนะแนว การพัฒนาศักยภาพ
F6 ของผู้เรยี น
F4

แผนภมู ิท่ี 28 แสดงความสมั พนั ธ์ระหว่างองค์ประกอบดา้ นการบริการงานแนะแนวกับองคป์ ระกอบ
ดา้ นการพฒั นาศักยภาพของผู้เรยี น

แนวคิดข้อสนับสนนุ ท่ีเก่ียวขอ้ งกับความสัมพันธ์จากแผนภูมิที่ 28 องค์ประกอบด้าน
การบริการงานแนะแนวกับองค์ประกอบด้านการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน ดังนี้ คอตเติลและดาวน์
นี(Cottle & Dornie) พบว่า ปัจจัยอย่างน้อยที่สุดประการหนึ่งท่ีทาให้ผู้ทางานแนะแนวได้รับ
ความสาเร็จในหน้าทข่ี องตน ก็คอื ความร้แู ละประสบการณใ์ นการทางานของผู้แนะแนว ย่ิงผู้แนะแนว
มปี ระสบการณม์ ากก็ยง่ิ มปี ระสิทธิภาพในการทางานมากขึ้นเท่านั้น สอดคล้องกับ ทินล์เลย์และแฮริส

235

(Tinley & Haris) ศึกษาเกี่ยวกับการคาดหวังของนักเรียนท่ีมีต่อครูแนะแนว สรุปได้ว่า นักเรียนมี
ความตอ้ งการครูแนะแนวทม่ี ปี ระสบการณ์ มีความจริงใจ มีความเช่ียวชาญและเช่ือถือได้ และธีระพร
อายวุ ัฒน์ พบว่า การแนะแนวการศึกษาเป็นกระบวนการที่ครูให้ความรู้ ความเข้าใจแก่นักเรียนทั้งใน
ด้านเก่ียวกับการศึกษา การอาชีพและด้านพฤติกรรมส่วนบุคคล ซึ่งทาให้นักเรียนสามารถเลือก
แนวทางการศึกษา ปรับปรุงพฤติกรรมของตนได้เหมาะสมกับความถนัดและความสามารถทาง
สตปิ ญั ญาของตน ทงั้ น้เี พ่ือป้องกันความล้มเหลวหรือข้อผิดพลาดในการเรียนของนักเรยี น

สรปุ จากขอ้ สนับสนนุ ทก่ี ลา่ วไว้ขา้ งต้น แสดงให้เห็นถึงความสาคัญขององค์ประกอบด้านการ
บรกิ ารงานแนะแนวมีอิทธพิ ลโดยตรงกับองคป์ ระกอบดา้ นการพัฒนาศักยภาพดา้ นผูเ้ รียน

21. ความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบด้านการพัฒนาส่ือการเรียนการสอนกับ
องคป์ ระกอบดา้ นการประกนั คุณภาพการศกึ ษา

การพัฒนา การประกนั คณุ ภาพ
สือ่ การเรยี นการสอน การศกึ ษา
F3
F7

แผนภูมทิ ่ี 29 แสดงความสัมพนั ธ์ระหว่างองคป์ ระกอบด้านการพฒั นาส่ือการเรยี นการสอนกบั
องค์ประกอบดา้ นการประกันคุณภาพการศึกษา

แนวคิดข้อสนับสนุนที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์จากแผนภูมิที่ 29 องค์ประกอบด้านการ
พัฒนาสื่อการเรียนการสอนกับองค์ประกอบดา้ นการประกนั คณุ ภาพการศึกษา ดังนี้ ชัยสิทธ์ิ ตนเจริญ
สุข พบว่า การพัฒนาส่ือ นวัตกรรม เทคโนโลยีเพ่ือการศึกษา ควรมีนวัตกรรมการเรียนการสอนที่
สอดคล้องกับสถานศึกษา ควรมีการสารวจและใช้แหล่งเรียนรู้ท่ีเก่ียวข้องกับการพัฒนาคุณภาพทาง
การศึกษาทั้งในสถานศึกษา ชุมชนท้องถิ่นในเขตพ้ืนท่ีการศึกษาและพื้นที่ใกล้เคียง จัดทาเอกสาร
ฐานข้อมูลเพื่อใช้ส่ือสาร แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนได้แสวงหาความรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเน่ือง
สอดคล้องกับ รุ่งรัชดาพร เวหะชาติ กล่าวว่า สถานศึกษาต้องต้องส่งเสริมสนับสนุนให้การจัดการ
เรียนรู้ของครูอาจารย์บรรลุผล โดยการพัฒนาส่ือและเทคโนโลยีท่ีมีความหลากหลายและเพียงพอให้
ไดเ้ ลือกพัฒนาและใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้อย่างได้ผล สอดคล้องกับ ธีระ รุญเจริญ กล่าวว่า
สถานศึกษาควรมีการสื่อการเรียนการสอนท่ีเหมาะสมและเอ้ือต่อการเรียนรู้ มีการให้บริการ
เทคโนโลยีสารสนเทศทกุ รูปแบบทีเ่ อ้อื ตอ่ การเรยี นรดู้ ้วยตนเองและการเรยี นรู้แบบมสี ่วนรว่ ม

สรปุ จากข้อสนบั สนนุ ทีก่ ล่าวไว้ขา้ งต้น แสดงให้เห็นถึงความสาคัญขององค์ประกอบด้านการ
พฒั นาสอื่ การเรียนการสอนมีอิทธิพลโดยตรงกบั องคป์ ระกอบด้านการประกันคณุ ภาพการศึกษา

22. ความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบด้านการพัฒนาส่ือการเรียนการสอนกับ
องคป์ ระกอบดา้ นการพัฒนาศักยภาพของผเู้ รียน

236

การพัฒนา การพัฒนาศกั ยภาพ
สอ่ื การเรียนการสอน ของผ้เู รียน
F4
F7

แผนภูมิที่ 30 แสดงความสมั พันธ์ระหว่างองคป์ ระกอบด้านการพฒั นาสื่อการเรียนการสอนกบั
องค์ประกอบดา้ นการพฒั นาศักยภาพของผ้เู รยี น

แนวคิดข้อสนับสนุนท่ีเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์จากแผนภูมิที่ 30 องค์ประกอบด้าน
การพัฒนาส่ือการเรียนการสอนกับองค์ประกอบด้านการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน ดังนี้ ทิคตัน
(Tickton) กล่าวว่า ส่ือการเรียนการสอนจะต้องตอบสนองต่อความแตกต่างระหว่างบุคคลได้ เพราะ
ส่งเสริมให้ผู้เรียนศึกษาหาความรู้ได้ด้วยตนเองตามความถนัดและความต้องการ รวมท้ังส่งเสริมให้มี
ความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคมมากข้ึน ส่วนเดล(Dale) กล่าวว่า คุณค่าของส่ือการสอนทาให้
ผู้เรียนรู้ความหมายขอบข่ายและเพ่ิมพูนขอบเขตของประสบการณ์ของผู้เรียนให้กว้างขวางมากข้ึน
จดจาได้รวดเร็วแม่นยาข้ึน โดยไม่ต้องอาศัยคาอธิบายและทาให้ผู้เรียนท่ีมีสติปัญญาแตกต่างกันได้
เข้าใจเนื้อหาที่เรียนเช่นเดียวกัน สอดคล้องกับ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และ
แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับท่ี 2) พ.ศ.2545 กาหนดว่า การจัดกระบวนการเรียนรู้ให้สถานศึกษาและ
หน่วยงานทเ่ี กย่ี วขอ้ ง ดาเนนิ การจัดกิจกรรมใหผ้ ้เู รียนได้เรยี นรจู้ ากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้
ทาได้ ฝึกการปฏิบัติให้ทาได้ คิดเป็น ทาเป็น รักการอ่านและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง ส่งเสริม
สนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียน และอานวยความสะดวก
เพื่อให้ผ้เู รียนเกิดการเรยี นรแู้ ละมคี วามรอบรู้

สรุป จากขอ้ สนบั สนนุ ที่กลา่ วไว้ขา้ งตน้ แสดงใหเ้ ห็นถึงความสาคัญขององค์ประกอบด้านการ
พัฒนาสอื่ การเรียนการสอนมีอทิ ธิพลโดยตรงกบั องคป์ ระกอบด้านการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน

23. ความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบด้านการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนกับ
องคป์ ระกอบดา้ นการพฒั นาศักยภาพของครู

การพฒั นา การพัฒนาศกั ยภาพ
สอ่ื การเรยี นการสอน ของครู
F5
F7

แผนภมู ทิ ่ี 31 แสดงความสมั พันธร์ ะหว่างองค์ประกอบด้านการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนกับ
องค์ประกอบด้านการพฒั นาศักยภาพของครู

237

แนวคิดข้อสนับสนุนที่เก่ียวข้องกับความสัมพันธ์จากแผนภูมิที่ 31 องค์ประกอบด้านการ
พัฒนาสื่อการเรียนการสอนกับองค์ประกอบด้านการพัฒนาศักยภาพของครู ดังนี้ ประเสริฐ ลาวัณย์
วิสทุ ธ์ิ พบวา่ ในการดาเนนิ งานวิชาการของโรงเรียน ควรมีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ นาวิทยากรท่ี
มีความรใู้ นการบริหารงานวิชาการมาให้ความรู้แก่ผู้ท่ีเก่ียวข้องกับการจัดการศึกษาของโรงเรียน และ
โรงเรียนควรใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นแหล่งเรียนรู้ของนักเรียน นอกจากน้ีควรมีการสร้างเครือข่ายครู
แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสถานศึกษาอื่น วิเชียร ยอดจักร พบว่า การใช้สื่อการเรียนการสอนจะทาให้
ผเู้ รยี นเกิดความรูค้ วามเข้าใจ มีทกั ษะ มีเจตคติและเข้าใจในกระบวนการเรียนการสอน นอกจากนี้ส่ือ
ยงั เปน็ เครอื่ งกระตุ้นให้ผเู้ รียนเกดิ ความรู้ ความเข้าใจไดร้ วดเร็ว ส่อื การเรียนการสอนที่เพียงพอต่อการ
จัดการเรียนรู้โดยเฉพาะในยุคปฏิรูปการศึกษาและยุคโลกาภิวัตน์ท่ีมีการเปล่ียนแปลงอย่างมากมาย
และรวดเร็วจนทาใหผ้ เู้ รียนเกดการเรยี นรู้ไดอ้ ยา่ งรวดเรว็ ง่ายและชดั เจนในเนอื้ หาวิชามากขึ้น และยัง
ส่งเสริมบรรยากาศที่เอ้ือต่อการดาเนินกิจกรรมการเรียนการสอนที่ทาให้เกิดปฏิ สัมพันธ์ขึ้นระหว่าง
ครูผู้สอนกับผู้เรียนจนเกิดผลดีต่อความรู้ความเข้าใจของผู้เรียน สอดคล้องกับแนวคิดของ วัชรี เล่ียน
บรรจง ได้สรุปถึง การจัดหาส่ือวัสดุอุปกรณ์ว่า ผู้บริหารควรจัดหาสื่อวัสดุอุปกรณ์และเครื่องมือ
เครือ่ งใชต้ ่างๆ ไวใ้ หพ้ รอ้ มสาหรบั บรกิ ารแก่ครผู ูส้ อน ในการจัดการเรียนรทู้ ี่เน้นผเู้ รยี นเปน็ สาคัญ

สรุป จากข้อสนบั สนุนทก่ี ลา่ วไว้ข้างตน้ แสดงใหเ้ ห็นถึงความสาคัญขององค์ประกอบด้านการ
พัฒนาสอื่ การเรียนการสอนมอี ิทธิพลโดยตรงกบั องค์ประกอบด้านการพัฒนาศักยภาพของครู

24. ความสมั พนั ธร์ ะหว่างองคป์ ระกอบด้านการพฒั นาสื่อการเรียนการสอนกบั
องคป์ ระกอบดา้ นการบริการงานแนะแนว

การพฒั นา การบริการงานแนะแนว
ส่อื การเรียนการสอน F6

F7

แผนภูมทิ ่ี 32 แสดงความสมั พนั ธ์ระหวา่ งองค์ประกอบด้านการพฒั นาส่ือการเรียนการสอนกบั
องค์ประกอบด้านการบริการงานแนะแนว

แนวคิดข้อสนับสนุนที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์จากแผนภูมิที่ 32 องค์ประกอบด้านการ
พฒั นาสอื่ การเรยี นการสอนกบั องคป์ ระกอบด้านการบริการงานแนะแนว ดังน้ี แซนดีน(Sandeen) ได้
ศึกษาทัศนะของผู้บริหารงานกิจการนักเรียนที่มีต่อโมเดล AISP พบว่า การใช้วิธีประเมินปัญหาของ
นักเรียนช่วยให้ผู้บริหารสามารถมาใช้เป็นข้อมูลในการดาเนินงานในหน่วยงานได้เป็นอย่างดี เพราะ
ข้อมูลต่างๆ ท่ีได้มาจากสภาพปัญหาของนักเรียนจะเป็นตัวช่วยผู้บริหารงานกิจการนักเรียนและ
คณะทางานเกิดความม่ันใจมากข้ึนเก่ียวกับการตัดสินใจให้ความช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาของ
นกั เรยี นทีอ่ าจเกดิ ขึ้นในดา้ นตา่ งๆ ซึ่งจะเป็นข้อดีที่จะส่งเสริมให้การช่วยเหลือนักเรียนดาเนินไปอย่าง

238

มีประสทิ ธภิ าพ สอดคล้องกับ บารบ์ าร่า(Barbara) พบว่า แนวปฏิบัติท่ีดีที่สุดในการเพ่ิมประสิทธิภาพ
ในการจัดการศึกษา นั่นคือ การใช้ส่ือ เทคโนโลยีในการจัดการเรียนการสอน การเพ่ิมทักษะทางการ
สอนใหค้ รู โรงเรียนให้การสนับสนุนและส่งเสริมด้านทรัพยากร งบประมาณ เพ่ือพัฒนาการเรียนการ
สอนอยู่เสมอ สอดคล้องกับ วิเชียร ยอดจักร์ พบว่า การใช้ส่ือการเรียนการสอนจะทาให้ผู้เรียนเกิด
ความรู้ความเข้าใจ มีทักษะ มีเจตคติและเข้าใจในกระบวนการเรียนการสอน นอกจากน้ีส่ือยังเป็น
เคร่ืองกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความรู้ ความเข้าใจได้รวดเร็ว ส่ือการเรียนการสอนที่เพียงพอต่อการ
จดั การเรียนรู้

สรปุ จากข้อสนบั สนนุ ทกี่ ล่าวไวข้ ้างตน้ แสดงให้เห็นถึงความสาคัญขององค์ประกอบด้านการ
พฒั นาสื่อการเรยี นการสอนมอี ทิ ธิพลโดยตรงกับองค์ประกอบด้านการบริการงานแนะแนว

จากการวเิ คราะหค์ วามสัมพันธเ์ ชิงสาเหตุการบรหิ ารงานวิชาการของโรงเรียนในโครงการ
หอ้ งเรยี นพิเศษวทิ ยาศาสตร์ต่อกัน แสดงเปน็ แผนภมู ิได้ดังนี้

F2 F4

F6 F5
F1

F3

F7

F1 การมสี ่วนรว่ มในการจัดการศึกษา
F2 การพฒั นาหลักสตู ร
F3 การประกันคุณภาพการศกึ ษา
F4 การพฒั นาศักยภาพของผู้เรยี น
F5 การพฒั นาศักยภาพของครู
F6 การบรกิ ารงานแนะแนว
F7 การพัฒนาสื่อการเรยี นการสอน
แผนภมู ิท่ี 33 แสดงรูปแบบสมมติของการบรหิ ารงานวชิ าการของโรงเรียนในโครงการห้องเรยี นพเิ ศษ
วทิ ยาศาสตร์

2.2 การวิเคราะห์เส้นทางเพื่อหาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ (Path Analysis) รูปแบบการ
บริหารงานวชิ าการของโรงเรียนในโครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์

239
การวิเคราะห์รูปแบบการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในโครงการห้องเรียนพิเศษ
วิทยาศาสตร์ ผู้วิจัยได้ดาเนินการวิเคราะห์เส้นทางเพื่อหาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุขององค์ประกอบ
ดังน้ี

แผนภมู ทิ ี่ 34 แสดงผลการวิเคราะห์โครงสร้างความสัมพนั ธ์เชิงเหตแุ ละผล (Path Analysis)

240

เม่ือพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรหลังจากปรับโมเดลแล้ว พบว่าค่า p (p-value)
ของการทดสอบไคสแควส์ = 0.00015 ค่าสถิติไคสแควส์ = 14.43 ค่า df = 1 ค่า x/df = 14.43
ค่า RMSEA (Root Mean Square Error of Approximation) = 0.0175 ค่า NFI (Normal
Fit Index) = 0.88 , ค่า CFI (Comparative Fit Index) = 0.88 , ค่า RMR (Root Mean
Square Residual) = 0.024 , ค่า SRMR (Standard RMR) = 0.0042 , ค่า GFI (Goodness of
Fit Index) = 0.75 , ค่า AGFI (Adjusted Goodness of Fit Index) = 0.50 และค่า PGFI
(Parsimony Goodness of Fit Index) = 0.37

F2 F4

F6 F5
F1

F3

F7

แผนภมู ทิ ี่ 35 รปู แบบการบรหิ ารงานวชิ าการของโรงเรียนในโครงการห้องเรยี นพิเศษวทิ ยาศาสตร์

จากแผนภมู ิที่ 35 พบว่า ตัวแปรตน้ มี 6 องค์ประกอบ คือ การมสี ่วนรว่ มในการจัดการศึกษา
การพัฒนาหลักสูตร การประกันคุณภาพการศึกษา การพัฒนาศักยภาพของครู การบริการงานแนะ
แนวและการพัฒนาสื่อการเรียนการสอน ส่วนตัวแปรตามคือ การพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน เมื่อ
พิจารณารายละเอียด พบว่า องค์ประกอบที่ 1 การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา มีอิทธิพลต่อการ
พัฒนาหลักสูตร การประกันคุณภาพการศึกษา การพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน การพัฒนาศักยภาพ
ของครู การบริการงานแนะแนวและการพัฒนาส่ือการเรียนการสอน องค์ประกอบท่ี 2 การพัฒนา
หลักสตู ร มีอทิ ธิพลต่อการประกันคุณภาพการศึกษา การพัฒนาศักยภาพของนักเรียนและการพัฒนา
ศักยภาพของครู และได้รับอิทธิพลโดยตรงจาก การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา องค์ประกอบที่ 3
การประกันคุณภาพการศึกษามีอทิ ธพิ ลต่อการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนและการพัฒนาศักยภาพของ
ครู และไดร้ ับอทิ ธิพลโดยตรงจาก การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา การพัฒนาหลักสูตร การบริการ
งานแนะแนวและการพัฒนาส่ือการเรียนการสอน องค์ประกอบที่ 4 การพัฒนาศักยภาพของนักเรียน
ไดร้ บั อิทธพิ ลโดยตรงจาก การมีสว่ นรว่ มในการจัดการศึกษา การพัฒนาหลักสูตร การประกันคุณภาพ
การศกึ ษา การบรกิ ารงานแนะแนวและการพัฒนาส่ือการเรียนการสอน องค์ประกอบที่ 5 การพัฒนา
ศักยภาพของครู ได้รับอิทธิพลโดยตรงจาก การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา การพัฒนาหลักสูตร
การประกันคุณภาพการศึกษาและการบริการงานแนะแนว องค์ประกอบท่ี 6 การบริการงานแนะแนว

241

มีอิทธิพลต่อการประกันคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาศักยภาพของครู องค์ประกอบท่ี 7 การ
พฒั นาสอ่ื การเรียนการสอน ไดร้ บั อิทธพิ ลจากการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา และมีอิทธิพลต่อการ
ประกนั คุณภาพการศึกษาและการพฒั นาศักยภาพของผูเ้ รยี น

ตอนที่ 4 การยนื ยันรูปแบบการบรหิ ารงานวิชาการของโรงเรยี นในโครงการห้องเรียนพเิ ศษ
วิทยาศาสตร์

ขั้นตอนน้ีเป็นการนาผลที่ได้จากการวิเคราะห์ทางสถิติ ซ่ึงประกอบด้วยองค์ประกอบและ
รูปแบบการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในโครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ ท่ีได้สัมภาษณ์
ผเู้ ชีย่ วชาญเพอื่ ตรวจสอบยนื ยันในด้านความเหมาะสม เป็นไปได้ ความถูกต้องเชิงทฤษฎีและการใช้
ประโยชน์ได้จริง โดยวิธีการชาติพันธ์ุวรรณา (Ethnographic future research:EFR) การวิเคราะห์
ความถ่ี ค่ารอ้ ยละและความคดิ เหน็ ของผ้เู ชี่ยวชาญเพ่ือยืนยนั ความเหมาะสม

ตารางที่ 19 แสดงคา่ ความถี่และรอ้ ยละของข้อมูลจากความคิดเห็นของผเู้ ชี่ยวชาญทม่ี ีต่อ
องคป์ ระกอบการบริหารงานวิชาการของโรงเรยี นในโครงการหอ้ งเรยี นพเิ ศษวทิ ยาศาสตร์

องค์ประกอบของรปู แบบ ความเหมาะสม ความคดิ เหน็ ของผทู้ รงคณุ วฒุ ิ ความเปน็
ประโยชน์
ความถูกต้อง
ความเป็นไปได้ ครอบคลุม

การมีส่วนร่วมในการจดั จานวน รอ้ ยละ จานวน รอ้ ยละ จานวน ร้อยละ จานวน รอ้ ยละ
การศึกษา
5 100 5 100 5 100 5 100
การพัฒนาหลักสตู ร 5 100 5 100 5 100 5 100

การประกันคณุ ภาพ 5 100 5 100 5 100 5 100
สถานศกึ ษา

การพัฒนาศกั ยภาพ 5 100 5 100 5 100 5 100
ของผเู้ รียน

การพัฒนาศักยภาพของครู 5 100 5 100 5 100 5 100

การบรกิ ารงานแนะแนว 5 100 5 100 5 100 5 100

การพฒั นาส่ือการเรยี นการ 100 5 100 5 100 5 100
สอน 5

รวม 5 100 5 100 5 100 5 100

จากตารางท่ี 19 พบว่า ผู้เช่ียวชาญ จานวน 5 คน มีความคิดเห็นต่อองค์ประกอบของการ
บริหารงานวิชาการของโรงเรียนในโครงการห้องเรยี นพเิ ศษวิทยาศาสตร์ ว่าองค์ประกอบที่ได้จากการ
วิจัยมีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความถูกต้องครอบคลุมและสามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้
จานวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 100

242

จากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 5 ท่านน้ัน มีประเด็นน่าสนใจที่ผู้เช่ียวชาญได้เสนอความ
คดิ เห็นประกอบไว้ ดงั นี้

ตารางที่ 20 การตรวจสอบยนื ยันความสมั พนั ธเ์ ชิงสาเหตุองคป์ ระกอบการบรหิ ารงานวชิ าการของ
โรงเรียน ในโครงการห้องเรียนพเิ ศษวิทยาศาสตร์

ความคดิ เหน็ ของผทู้ รงวฒุ ิ

ความสัมพันธ์ ความเหมาะสม ความเปน็ ไปได้ ความเปน็ ประโยชน์ ความถูกตอ้ ง
ไม่ ครอบคลุม
การตรวจสอบยืนยนั เป็นไป ไม่ เปน็ ไป เป็นไป
ความสมั พันธ์เชิงสาเหตุ เหมาะสม เหมาะสม เป็นไปได้ ไม่ได้ เหมาะสม เหมาะสม ได้ ไมไ่ ด้
องคป์ ระกอบการบรหิ าร
งานวชิ าการของโรงเรียน 5- 5-5- 5-
ในโครงการหอ้ งเรยี น

พเิ ศษวทิ ยาศาสตร์

จากการยืนยันความสัมพันธ์เชิงสาเหตุองค์ประกอบการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนใน
โครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์จากผู้เชี่ยวชาญ พบว่า ผู้เช่ียวชาญทั้ง 5 ท่านมีความคิดเห็น
สอดคลอ้ งกนั ว่า รปู แบบการบรหิ ารงานวิชาการของโรงเรียนในโครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์
มีความชัดเจน เพราะมีตัวแปรต้น ตัวแปรตามท่ีส่งผลกัน เข้าใจง่าย มีความถูกต้องเหมาะสม
เป็นไปได้และสามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้ เนื่องจากพิจารณาองค์ประกอบการบริหารงานวิชาการ
ของโรงเรยี นในโครงการหอ้ งเรยี นพเิ ศษวิทยาศาสตร์ ได้แก่ การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา การ
พัฒนาหลักสูตร การประกนั คณุ ภาพการศกึ ษา การพฒั นาศักยภาพของผู้เรียน การพัฒนาศักยภาพ
ของครู งานแนะแนวและส่ือการเรียนการสอน แล้วพบว่า มีความครอบคลุมสาหรับการบริหารงาน
วชิ าการของโรงเรียนในโครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ทุกด้าน และองค์ประกอบท่ีนามาเสนอ
นั้นเป็นปัจจัยสาคัญในการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาท่ีมีประสิทธิภาพ ซึ่งมี
ความสัมพันธ์ซ่ึงกันและกัน โดยเป้าหมายสูงสุดของโรงเรียนในโครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์
คือการพัฒนาศกั ยภาพของผู้เรียน ซึ่งแสดงถึงการมีคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียน โดยมีผลมาจาก
การพัฒนาศักยภาพของครู การพัฒนาหลักสูตรและการแนะแนว เป็นเคร่ืองมือช่วยมรการพัฒนา
การตรวจสอบการจัดการศกึ ษาอาศัยการมสี ว่ นรว่ มจากทุกฝ่ายในการจดการศึกษา ได้แก่ การมีส่วน
รว่ มของครู บคุ ลากรทางการศึกษา นักเรียน ผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษา วัด ชุมชนและ
ท้องถิ่น ทุกฝ่ายมีบทบาทสาคัญและมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของโรงเรียนและการพัฒนา
ศักยภาพของผูเ้ รยี น การจัดการเรยี นรทู้ ม่ี ีคุณภาพและประสิทธิภาพนั้นต้องอาศัยเคร่ืองมืออีกสื่อการ
เรียนรู้ ซึง่ ต้องเปน็ สื่อการเรยี นรู้ นวัตกรรมและเทคโนโลยี รวมทั้งแหลง่ การเรยี นรตู้ ่างๆท่มี ีความสัน

243

สมัย น่าสนใจ มีความเหมาะสมกับการจัดการเรียนรู้ของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทุก
องคป์ ระกอบของการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในโครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ที่กล่าว
มาน้ัน มีความสัมพันธ์กันทั้งหมด ดังนั้นผู้บริหารสถานศึกษาซึ่งเป็นผู้นาในการบริหารงานวิชาการ
จะต้องอาศัยหลักการและทฤษฎีในการบริหารงานวิชาการเพ่ือพัฒนางานวิชาการของโรงเรียนให้
ประสบความสาเรจ็ มีประสทิ ธิภาพและประสทิ ธผิ ล เพ่ือพฒั นาผู้เรยี นใหม้ คี ณุ ภาพออกสู่สงั คม

ตอนที่ 4 ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบการบริหารงานวิชาการของโรงเรยี นในโครงการ
ห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ด้วยเทคนิคการวิจัยเชิงอนาคต และเปรียบเทียบองค์ประกอบการ
บริหารงานวิชาการของโรงเรียนในโครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ โดยเทคนิคการวิเคราะห์
องค์ประกอบเชิงสารวจ กบั เทคนคิ การวิจัยเชงิ อนาคต จาแนกออกเป็น 3 ตอน ดังนี้

4.1 ผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู รอบท่ี 1 นาแบบสัมภาษณแ์ บบกึ่งโครงสร้าง (semi-structured
interview) ไปสัมภาษณ์ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิเก่ียวกับองค์ประกอบการ
บริหารงานวิชาการของโครงการห้องเรยี นพิเศษวิทยาศาสตร์

4.2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลรอบท่ี 2 โดยการวิเคราะห์ค่ามัธยฐาน ฐานนิยม ค่าความ
แตกตา่ งระหว่างฐานนิยมกับมัธยฐาน และคา่ พสิ ยั ระหวา่ งควอไทล์

4.3 ผลการเปรียบเทียบองค์ประกอบการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในโครงการ
ห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ โดยเทคนิคการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสารวจ กับเทคนิคการวิจัยเชิง
อนาคต

4.1 ผลการวิเคราะหข์ ้อมูลรอบที่ 1 นาแบบสมั ภาษณแ์ บบกึ่งโครงสร้าง (semi-structured
interview) ไปสัมภาษณ์ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญละผู้ทรงคุณวุฒิเกี่ยวกับองค์ประกอบการ
บริหารงานวิชาการของโรงเรียนในโครงการห้องเรียนพเิ ศษวิทยาศาสตร์

ผู้วิจัยได้ดาเนินการสัมภาษณ์ความคิดเห็นของผู้เช่ียวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิ ได้จากการเลือก
แบบเจาะจง (purposive method) จานวน 17 คน ประกอบด้วยผู้บริหารโรงเรียนในโครงการ
ห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ โดยนาแบบสัมภาษณ์แบบก่ึงโครงสร้าง (semi-structured interview)
ไปสัมภาษณ์ความคิดเห็นของผู้เช่ียวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิเก่ียว กับองค์ประกอบการบริหารงาน
วชิ าการของโรงเรยี นในโครงการหอ้ งเรยี นพิเศษวทิ ยาศาสตร์ พบวา่ สาระสาคัญท่ีสามารถนาไปใช้เป็น
กระทงคาถามในการวิจัยด้วยเทคนิคการวิจัยเชิงอนาคตและรวบรวมจัดหมวดหมู่ใหม่ตาม
องคป์ ระกอบท่กี าหนดไว้ สรปุ ได้ดงั นี้

1. ด้านการวางแผนงานด้านวิชาการ สรุปสาระสาคัญได้ดังนี้ กาหนดนโยบายและแผนการ
บริหารงานวิชาการสอดคล้องกับ พ.ร.บ.การศึกษา รูปแบบการบริหารงานวิชาการของโรงเรียน
ห้องเรียนพิเศษวทิ ยาศาสตร์ควรมลี ักษณะเฉพาะของตนเอง จัดการบริหารวิชาการโดยมีการวางแผน
การดาเนนิ การ การตรวจสอบและแก้ไขปรับปรุงเป็นประจาทุกปี จัดทารายงานสรุปผลงานวิชาการ

244

ของโรงเรียนเป็นประจาทุกปีและนาข้อมูลจากปีที่ผ่านมาใช้ในการพัฒนาด้านวิชาการ จัดให้มีแผน
ปฏบิ ัตงิ านวชิ าการตามหลกั การทเี่ หมาะสมกับบริบทของโรงเรียน การบริหารงานวิชาการเน้นการมี
ส่วนร่วมของครูและบุคลากรทุกฝ่ายและสนับสนุนให้ครูผู้ปฏิบัติงานวิชาการด้วยการทางานเป็นทีม
ได้รบั การจดั สรรงบประมาณจากหนว่ ยงานทีเ่ กี่ยวขอ้ งสนบั สนุนการจัดการศึกษาในโครงการห้องเรียน
พเิ ศษวิทยาศาสตรอ์ ยา่ งเพียงพอและต่อเนือ่ ง มีการระดมทนุ และทรัพยากรมาใช้ในการจัดการศึกษา
โครงการหอ้ งเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์อย่างเพียงพอ กาหนดเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนใน
โครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์อย่างชัดเจน กาหนดให้มีการวิจัยชั้นเรียนเป็นนโยบายท่ีสาคัญ
อย่างหน่ึงของสถานศึกษา จัดทาแผนงาน โครงการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนเป็นประจาทุกปี มี
การนิเทศติดตาม การประเมินผลเพื่อตรวจวัดความสาเร็จด้านการบริหารงานวิชาการ มีการจัดทา
แผนงานโครงการแนะแนว ตดิ ตาม ประเมินผลการแนะแนวการศึกษาในโรงเรียนอย่างสม่าเสมอและ
ตอ่ เน่ือง มกี ารจัดทาแผนงานโครงการการวัดผลประเมนิ ผล ตดิ ตาม ประเมนิ ผลการวดั ผลประเมินผล
โรงเรยี นอย่างสม่าเสมอและตอ่ เนือ่ ง มกี ารจัดทาแผนงานโครงการนิเทศการสอน ติดตาม ประเมินผล
การการสอนของครูในโรงเรียนอย่างสม่าเสมอและต่อเนื่อง หน่วยงานหรือองค์กรท่ีเกี่ยวข้อง
สนบั สนนุ ดูแล ตดิ ตามผลการจดั การศึกษาอย่างต่อเนื่อง

2. ด้านการพัฒนาหลกั สตู รและการนาหลักสตู รไปใช้ สรุปสาระได้ดงั น้ี วิเคราะห์สภาพปัญหา
และความพร้อมของโรงเรียนเพ่ือจัดทาหลักสูตรสถานศึกษา ส่งเสริมการจัดทาหลักสูตรสถานศึกษา
ตามหลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐานร่วมกับหลักสูตรห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ จัดประชุมครูและ
ผู้เก่ียวข้องเพื่อวิเคราะห์หลักสูตรร่วมกันก่อนจัดทาหลักสูตรสถานศึกษา จัดอบรมสัมมนาครูให้มี
ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดทาหลักสูตรและการนาหลักสูตรห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ไปใช้
ส่งเสริมและพัฒนาครูผู้สอนให้สามารถวิเคราะห์หลักสูตรและวิเคราะห์ผู้เรียนก่อนนาไปจัดทา
แผนการจัดการเรียนรู้ จัดทาคู่มือการใช้หลักสูตรสถานศึกษาและหลักสูตรห้องเรียนพิเศษ
วิทยาศาสตร์อย่างมีระบบและมอบให้ครูอย่างท่ัวถึง จัดทาหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการ
ของนักเรยี น ผูป้ กครองและชุมชน มีการตรวจสอบ ทบทวนหลักสูตรห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์และ
ประเมินผลการใช้หลักสูตรทุกปีการศึกษา ครูสอนตรงตามหลักสูตรการศึกษาข้ันฐานและหลักสูตร
ห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ จัดหลักสูตรที่เน้นการพัฒนาและการใช้ทักษะกระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตรเ์ ป็นฐานในการแสวงหาความรขู้ องผู้เรยี นทุกรายวิชา

3. ด้านการพฒั นากระบวนการเรียนรู้และการใช้ส่ือเทคโนโลยเี พอ่ื การศึกษา สรุปสาระสาคัญ
ได้ดังนี้ ส่งเสริมให้ครูจัดทาแผนการจัดการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญและมีกลวิธีการสอนท่ี
หลากหลายเหมาะกับยุคปัจจุบัน ส่งเสริมให้ครูจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยยึดตามหลักสูตรของ
โรงเรยี นและหลักสตู รห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ ส่งเสริมให้ครูได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการผลิตและ
พัฒนาสื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษาทั้งในและนอกสถานศึกษา จัดประกวดผลงานครู
ด้านสื่อและนวัตกรรมทางการศึกษา สนับสนุนและพัฒนาครูให้สามารถใช้เทคโนโลยีในการจัดการ
เรียนรู้ได้ทุกคน ศึกษา วิเคราะห์ความจาเป็นในการใช้ส่ือนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพ่ือการจัดการ

245

เรียนรู้ ส่งเสริมและพัฒนาครูจัดการเรียนรู้โดยให้ผู้เรียนมีทักษะด้านการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ มี
วิจารณญาณและความคิดสร้างสรรค์ ส่งเสริม ให้ครูจัดการเรียนรู้โดยเน้นกระบวนการคิดโดยใช้
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สนบั สนุนงบประมาณสาหรบั การจัดหาและผลิตสื่อการเรียนรู้สาหรับการ
จัดกิจกรรมการเรียนรู้ของครู จัดหาสื่อการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความต้องการในแต่ละกลุ่มสาระ มี
ห้องเรียนที่ทันสมัย มีครุภัณฑ์ อุปกรณ์การเรียนการสอนท่ีครบถ้วนและมีสภาพแวดล้อมท่ีเอ้ือการ
เรียนรู้ จัดกระบวนการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมท่ีหลากหลายและเหมาะสมกับธรรมชาติ
ของเน้ือหาและผู้เรียน ประเมินผลการพัฒนาและการใช้สื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
อย่างสม่าเสมอ

4. ด้านการพัฒนากิจกรรมเสริมศักยภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน สรุปสาระสาคัญได้ดังน้ี
พฒั นาผเู้ รยี นให้มีคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ตามหลักสูตรสถานศึกษา ส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้มี
ความรูค้ วามเขา้ ใจพนื้ ฐานทางวทิ ยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี จัดให้ผู้เรียนมีการศึกษาด้วย
ตนเอง(Individual study) โดยมีครูที่ปรึกษาติดตามผลอย่างต่อเน่ือง ศึกษา วิเคราะห์นักเรียนหรือ
ค้นหาความเป็นเลิศของนักเรียนเป็นรายบุคคลด้วยเครื่องมือท่ีหลากหลาย ส่งเสริมให้ผู้เรียนมี
ผลสมั ฤทธิแ์ ละพฒั นาการทางการเรียนในระดับสูง ส่งเสริมพัฒนาให้ผู้เรียนมีความสามารถในการคิด
วิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ คิดอย่างมีวิจารณญาณและความคิดสร้างสรรค์ในระดับสูง ส่งเสริม พัฒนาให้
ผู้เรียนมีเจตคติท่ีดีต่อวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี ส่งเสริมให้ผู้เรียนรักการเรียนรู้ มี
ทักษะในการแสวงหาความรู้ด้วยกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ จัดกจิ กรรมที่หลากหลายและต่อเน่ือง
เพ่ือพัฒนาทักษะชีวิต ทักษะการทางานและความเป็นมนุษย์ท่ีสมบูรณ์ตามพัฒนาการของผู้เรียน จัด
กิจกรรมเพื่อส่งเสริมและกระตุ้นศักยภาพ ความสามารถพิเศษและอัจฉริยภาพอย่างเป็นระบบ จัด
กิจกรรมเพื่อบริการสังคมอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมให้ผู้เรียนทาโครงงานวิทยาศาสตร์และส่ิงประดิษฐ์
อย่างเป็นระบบ จัดกิจกรรมนานักเรียนศึกษานอกสถานที่เพ่ือเพ่ิมพูนความรู้ประสบการณ์ด้าน
วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี จดั อบรมสัมมนาโดยเชิญวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิมาเพิ่มพูนความรู้ แนวคิด
เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างสม่าเสมอ จัดงานนิทรรศการแสดงผลงานโครงงาน
วิทยาศาสตร์และสิ่งประดิษฐ์ของผู้เรียนทุกปีการศึกษา จัดให้มีการคัดเลือกและประกาศเกียรติคุณ
ผลงานโครงงานวิทยาศาสตร์ดีเด่น ติดตามผลการเรียนของนักเรียนรายบุคคล ระดับชั้น ระดับช่วง
ชนั้ และระดับกลุ่มวชิ าในแต่ละปกี ารศกึ ษา เพ่ือปรับปรงุ แก้ไขและพัฒนาการดาเนนิ งานดา้ นวชิ าการ

57) การจัดการเรียนเพ่ิมเติมพิเศษท่ีเหมาะสม ตามความสนใจของผู้เรียน ส่งเสริมให้
ผู้เรียนได้รับการอบรมเพ่ือพัฒนาตนเองท้ังในและนอกประเทศ ส่งเสริมผู้เรียนได้ฝึกประสบการณ์
และทักษะทางวิทยาศาสตร์ในหน่วยงาน องค์กรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ส่งเสริมศักยภาพ
ของผู้เรียน โดยการศึกษาดูงาน ศึกษาแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ด้านการพัฒนาศักยภาพครูผู้สอนและ
บุคลากรทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง สรุปสาระสาคัญได้ดงั นี้ ส่งเสริมให้ครูเข้ารับการอบรมเพื่อเพ่ิมทักษะเก่ียวกับการ
จัดกิจกรรมการเรียนที่เหมาะสมกับผู้เรียน ส่งเสริม พัฒนาครูในการค้นคว้า พัฒนาออกแบบการ
เรียนรู้ให้เหมาะสมกับผู้เรียน สนับสนุนให้ครูได้สอนตรงตามความสามารถและความถนัด จัดครูท่ีมี

246

ความสามารถให้เหมาะสมกับการการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน จัดกิจกรรมนาครูไปศึกษาดูงาน
โรงเรียนโครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ท่ีมีผลงานการจัดการศึกษาดีเด่น ส่งเสริมให้ครูได้
เพ่ิมพนู ความรกู้ ารจดั การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีแนวใหม่ เชน่ STEM
ส่งเสริมให้ครูมีคุณลักษณะท่ีดี ประพฤติตนตามจรรยาบรรณและเจตคติที่ดีต่อวิชาชีพ สร้างขวัญ
กาลังใจในรูปแบบต่างๆ แก่ครูท่ีจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมให้ครูศึกษา วิเคราะห์
วิจัย ตลอดจนการเผยแพร่ผลงานวิจัยกับสถานศึกษา องค์กร หน่วยงานและสถาบันอ่ืนๆ ส่งเสริม
และสนับสนุนการวจิ ัยเก่ียวกับการพัฒนาหลกั สูตรและกระบวนการจัดการเรียนรู้ ติดตาม นิเทศและ
ตรวจสอบการจัดการเรียนรู้ของครูอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ส่งเสริมครูให้ได้รับการอบรมเพื่อ
พฒั นาตนเองท้ังในและนอกประเทศ ส่งเสริมครูกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยีมี
ทกั ษะการคิดและการใชก้ ระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ สง่ เสริมให้ครมู คี วามกระตอื รือรน้ สนใจเรียนรู้
และแสวงหาประสบการณ์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง รายงานผลการพัฒนานักเรียนและแจ้งข้อมูลข่าวสารให้
ผ้ปู กครอง ชุมชนได้ทราบอย่เู สมอ

ผู้วิจัยจัดหมวดหมู่ตามองค์ประกอบได้ 5 ด้าน คือ ด้านการวางแผนงานด้านวิชาการ
จานวน 16 ตัวแปร ด้านการพัฒนาหลักสูตรและการนาหลักสูตรไปใช้ จานวน 10 ตัวแปร ด้านการ
พฒั นากระบวนการเรียนรู้และการใช้ส่ือเทคโนโลยีเพ่ือการศึกษา จานวน 13 ตัวแปร ด้านการพัฒนา
กิจกรรมเสริมศักยภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน จานวน 21 ตัวแปร และการพัฒนาศักยภาพครูผู้สอน
และบคุ ลากรทีเ่ กย่ี วข้อง จานวน 15 ตัวแปร รวมทงั้ สนิ้ 75 ตวั แปร จากนน้ั ผ้วู ิจัยนาตวั แปรที่ได้มาร้าง
แบบสอบถามแบบเดลฟาย(Delphi) สาหรบั การเกบ็ ขอ้ มลู ในรอบที่ 2 ตอ่ ไป

4.2 ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูลรอบที่ 2 โดยการวิเคราะห์ความสอดคล้องของความเห็นสาหรับ
องค์ประกอบการบริหารงานวชิ าการของโรงเรยี นในโครงการห้องเรียนพเิ ศษวทิ ยาศาสตร์

การวิเคราะห์ความสอดคล้องของความเห็นสาหรับองค์ประกอบการบริหารงานวิชาการของ
โรงเรียนในโครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ โดยวิเคราะห์หาค่ามัธยฐาน ฐานนิยม ความ
แตกต่างระหว่างฐานนิยมกับมัธยฐาน ควอไทล์ที่ 1 ควอไทล์ที่ 3 และพิสัยระหว่างควอไทล์เป็นราย
ข้อ ผลดังตารางท่ี 21

ตารางที่ 21 ผลการวเิ คราะห์ความสอดคล้องของความเหน็ สาหรับองคป์ ระกอ

ตวั แปรการบริหารงานวชิ าการของโรงเรียน มธั ยฐา
ในโครงการห้องเรยี นพิเศษวทิ ยาศาสตร์ (Md.)

การวางแผนงานดา้ นวิชาการ 5.0
1. กาหนดนโยบายและแผนการบริหารงานวิชาการสอดคล้องกบั พ.ร.บ. 5.0
การศกึ ษา 5.0
2.รปู แบบการบรหิ ารงานวิชาการของโรงเรยี นห้องเรยี นพเิ ศษวิทยาศาสตร์ 5.0
ควรมลี กั ษณะเฉพาะของตนเอง 5.0
3.จัดการบรหิ ารวิชาการโดยมกี ารวางแผน การดาเนินการ การตรวจสอบและ 4.0
แก้ไขปรับปรุงเปน็ ประจาทุกปี 4.0
4.จดั ทารายงานสรปุ ผลงานวิชาการของโรงเรยี นเปน็ ประจาทกุ ปแี ละนาขอ้ มูล 5.0
จากปีที่ผ่านมาใช้ในการพฒั นาด้านวิชาการ
5.จัดใหม้ แี ผนปฏบิ ตั งิ านวชิ าการตามหลักการท่เี หมาะสมกบั บรบิ ทของ
โรงเรียน
6.การบริหารงานวชิ าการเน้นการมีสว่ นร่วมของครแู ละบคุ ลากรทุกฝา่ ยและ
สนับสนนุ ใหค้ รผู ู้ปฏิบัตงิ านวชิ าการดว้ ยการทางานเปน็ ทมี
7.ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องสนับสนุนการจัด
การศกึ ษาในโครงการห้องเรียนพิเศษวทิ ยาศาสตรอ์ ยา่ งเพียงพอและตอ่ เนอ่ื ง
8. มีการระดมทนุ และทรัพยากรมาใช้ในการจดั การศึกษาโครงการหอ้ งเรยี น
พเิ ศษวทิ ยาศาสตร์อย่างเพียงพอ

247

อบการบริหารงานวิชาการของโรงเรยี นในโครงการหอ้ งเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์

าน ฐานนิยม ฐานนิยม- ควอไทล์ 3 ควอไทล์ 1 พสิ ัยระหวา่ ง ความสอดคล้อง
) (Mo) มธั ยฐาน (Q3) (Q1) ควอไทล์ ของความเห็น
(Mo – Md.)
(QR=Q3 – Q1)

5.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคล้อง

5.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคลอ้ ง

5.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคลอ้ ง

5.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคล้อง

5.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคลอ้ ง

4.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคลอ้ ง

4.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคล้อง

5.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคลอ้ ง

247

ตารางที่ 21 ผลการวิเคราะห์ความสอดคล้องของความเห็นสาหรับองค์ประกอ

ตัวแปรการบรหิ ารงานวิชาการของโรงเรยี น มธั ยฐา
ในโครงการหอ้ งเรยี นพเิ ศษวิทยาศาสตร์ (Md.)

9. กาหนดเป้าหมายในการพัฒนาคณุ ภาพผูเ้ รยี นในโครงการห้องเรยี นพิเศษ 5.0
วทิ ยาศาสตร์อยา่ งชัดเจน
10. กาหนดใหม้ กี ารวจิ ยั ชนั้ เรยี นเป็นนโยบายทีส่ าคญั อย่างหนึ่งของ 5.0
สถานศึกษา
11. จดั ทาแผนงาน โครงการนเิ ทศการศึกษาของโรงเรยี นเปน็ ประจาทกุ ปี 4.0
12. มกี ารนิเทศติดตาม การประเมินผลเพือ่ ตรวจวดั ความสาเร็จดา้ นการ 5.0
บรหิ ารงานวชิ าการ
13. มีการจดั ทาแผนงานโครงการแนะแนว ตดิ ตาม ประเมินผลการแนะแนว 5.0
การศึกษาในโรงเรียนอยา่ งสมา่ เสมอและตอ่ เนื่อง
14. มกี ารจัดทาแผนงานโครงการการวัดผลประเมินผล ตดิ ตาม ประเมนิ ผล 5.0
การวัดผลประเมินผลโรงเรียนอยา่ งสม่าเสมอและต่อเน่อื ง
15. มกี ารจดั ทาแผนงานโครงการนิเทศการสอน ตดิ ตาม ประเมินผลการการ 5.0
สอนของครูในโรงเรยี นอยา่ งสมา่ เสมอและต่อเนอื่ ง
16. หน่วยงานหรอื องคก์ รทเี่ กี่ยวข้องสนับสนนุ ดแู ล ติดตามผลการจดั 4.0
การศกึ ษาอยา่ งตอ่ เนือ่ ง

248

อบการบริหารงานวิชาการของโรงเรยี นในโครงการหอ้ งเรยี นพิเศษวทิ ยาศาสตร์(ตอ่ )

าน ฐานนิยม ฐานนิยม- ควอไทล์ 3 ควอไทล์ 1 พสิ ัยระหวา่ ง ความสอดคลอ้ ง
) (Mo) มัธยฐาน (Q3) (Q1) ควอไทล์ ของความเห็น
(Mo – Md.)
(QR=Q3 – Q1)

5.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคล้อง

5.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคล้อง

4.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคล้อง
5.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคล้อง

5.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคลอ้ ง

5.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคล้อง

5.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคลอ้ ง

4.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคลอ้ ง

248

ตารางที่ 21 ผลการวเิ คราะห์ความสอดคล้องของความเห็นสาหรบั องคป์ ระกอ

ตวั แปรการบริหารงานวิชาการของโรงเรียน มัธยฐา
ในโครงการหอ้ งเรยี นพิเศษวิทยาศาสตร์ (Md.)

การพฒั นาหลักสตู รและการนาหลักสตู รไปใช้ 5.0
16. วิเคราะหส์ ภาพปญั หาและความพรอ้ มของโรงเรยี นเพือ่ จดั ทาหลักสูตร 5.0
สถานศึกษา 4.0
17. สง่ เสริมการจดั ทาหลักสตู รสถานศึกษาตามหลกั สตู รแกนกลางข้นั พื้นฐาน 5.0
ร่วมกบั หลักสตู รหอ้ งเรียนพเิ ศษวทิ ยาศาสตร์ 5.0
18. จดั ประชมุ ครูและผู้เกีย่ วข้องเพอ่ื วิเคราะห์หลักสตู รรว่ มกนั ก่อนจัดทา 4.0
หลักสตู รสถานศกึ ษา 5.0
19. จดั ประชุมครูและผู้เกย่ี วข้องเพือ่ วิเคราะห์หลกั สตู รร่วมกันกอ่ นจัดทา 4.0
หลกั สตู รสถานศกึ ษา
20. จัดอบรมสมั มนาครใู หม้ ีความร้คู วามเข้าใจเก่ยี วกับการจดั ทาหลกั สตู รและ
การนาหลักสูตรห้องเรยี นพเิ ศษวทิ ยาศาสตรไ์ ปใช้
21. สง่ เสริมและพฒั นาครูผสู้ อนใหส้ ามารถวิเคราะหห์ ลักสตู รและวเิ คราะห์
ผเู้ รยี นกอ่ นนาไปจดั ทาแผนการจัดการเรยี นรู้
22. จดั ทาค่มู ือการใช้หลกั สตู รสถานศึกษาและหลกั สตู รหอ้ งเรยี นพิเศษ
วทิ ยาศาสตร์อย่างมรี ะบบและมอบให้ครอู ย่างท่ัวถงึ
23. จัดทาหลกั สตู รใหส้ อดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการของนักเรียน ผปู้ กครองและ
ชุมชน

249

อบการบริหารงานวิชาการของโรงเรยี นในโครงการหอ้ งเรยี นพิเศษวทิ ยาศาสตร์(ตอ่ )

าน ฐานนิยม ฐานนิยม- ควอไทล์ 3 ควอไทล์ 1 พสิ ัยระหวา่ ง ความสอดคลอ้ ง
) (Mo) มัธยฐาน (Q3) (Q1) ควอไทล์ ของความเห็น
(Mo – Md.)
(QR=Q3 – Q1)

5.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคล้อง

5.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคล้อง

4.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคล้อง

5.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคล้อง

5.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคลอ้ ง

4.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคล้อง

5.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคลอ้ ง

4.0 0 5.0 4.0 1.0 สอดคลอ้ ง

249

ตารางที่ 21 ผลการวเิ คราะห์ความสอดคล้องของความเหน็ สาหรับองค์ประกอ

ตวั แปรการบริหารงานวชิ าการของโรงเรียน มธั ยฐา
ในโครงการหอ้ งเรยี นพิเศษวิทยาศาสตร์ (Md.)

24. มีการตรวจสอบ ทบทวนหลักสูตรหอ้ งเรยี นพเิ ศษวิทยาศาสตรแ์ ละ 5.0
ประเมินผลการใช้หลกั สูตรทกุ ปกี ารศกึ ษา
25. ครูสอนตรงตามหลกั สตู รการศึกษาขน้ั ฐานและหลกั สตู รหอ้ งเรยี นพเิ ศษ 5.0
วิทยาศาสตร์
26. จดั หลกั สตู รทเ่ี นน้ การพัฒนาและการใชท้ ักษะกระบวนการทาง 5.0
วิทยาศาสตรเ์ ปน็ ฐานในการแสวงหาความรู้ของผเู้ รียนทกุ รายวชิ า
การพฒั นากระบวนการเรียนร้แู ละการใชส้ ื่อเทคโนโลยเี พอื่ การศึกษา 5.0
27. สง่ เสรมิ ใหค้ รจู ดั ทาแผนการจดั การเรยี นรโู้ ดยเนน้ ผู้เรยี นเปน็ สาคญั และมี
กลวธิ กี ารสอนท่หี ลากหลายเหมาะกบั ยุคปัจจบุ ัน 5.0
28. ส่งเสริมใหค้ รูจดั กจิ กรรมการเรียนรโู้ ดยยดึ ตามหลักสูตรของโรงเรียนและ
หลักสตู รห้องเรยี นพิเศษวทิ ยาศาสตร์ 5.0
29. ส่งเสรมิ ให้ครไู ด้แลกเปลีย่ นเรยี นรูใ้ นการผลิตและพัฒนาส่อื นวตั กรรมและ
เทคโนโลยีทางการศึกษาท้ังในและนอกสถานศึกษา 4.0
30. จัดประกวดผลงานครูด้านสอ่ื และนวตั กรรมทางการศกึ ษา 5.0
31. สนบั สนนุ และพฒั นาครูใหส้ ามารถใช้เทคโนโลยใี นการจดั การเรยี นรไู้ ดท้ ุกคน 5.0
32. ศกึ ษา วิเคราะหค์ วามจาเป็นในการใช้สอื่ นวัตกรรมและเทคโนโลยเี พ่ือ
การจดั การเรยี นรู้


Click to View FlipBook Version