238 ต่อมา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง พิพิธภัณฑสถานส าหรับพระนครขึ้นที่หอคองคอเดีย (ศาลาสหทัยสมาคม ในปัจจุบัน) เรียกว่า "มิวเซียม" หรือ "พิพิธภัณฑสถานหอคองคอเดีย" โดยมีพิธีเปิดเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2417 ซึ่งนับเป็นวันก าเนิดของ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศไทย พิพิธภัณฑสถานตั้งอยู่ภายในพระบรมมหาราชวังเป็นเวลา 13 ปี จนกระทั่ง กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญเสด็จทิวงคต พร้อมกันนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้ยกเลิกต าแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล เป็นเหตุให้พระราชวังบวรสถานมงคล หรือ วังหน้า ว่าง ลง พระองค์จึงโปรดฯ ให้ย้ายพิพิธภัฑสถานมาจัดแสดงโดยใช้พื้นที่ของพระราชวังบวรฯ บางส่วน ได้แก่ พระที่ นั่งศิวโมกขพิมาน พระที่นั่งพุทไธสวรรย์และพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2430 นอกจากนี้ พระองค์ยัง โปรดฯ ให้มีการปรับปรุงพื้นที่เขตวังหน้าและให้ตัดพื้นที่บางส่วนไปใช้ในราชการทหารด้วย ครั้งถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้านายฝ่ายกรมพระราชวังบวรฯ เหลือน้อยพระองค์ พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้านายฝ่ายพระราชวังบวรฯ เข้าไปประทับในพระบรมมหาราชวัง และ พระราชทานพระมหามณเฑียร ณ ขณะนั้นให้เป็นโรงทหาร จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัว พระองค์โปรดฯ ให้ย้ายโรงทหารไปอยู่ที่วังจันทรเกษม (บริเวณกระทรวงศึกษาธิการ ในปัจจุบัน) ส่วน พระราชมณเฑียรของพระราชวังบวรฯ ทั้งหมดจัดเป็นพิพิธภัณฑสถานส าหรับพระนครและหอสมุดพระวชิรญาณ เพื่อจัดตั้งเป็น พิพิธภณัฑสถานส าหรบัพระนคร เมื่อ พ.ศ. 2469 ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น พิพิธภณัฑสถาน แห่งชาติพระนคร เมื่อ พ.ศ. 2477 ในปี พ.ศ. 2510 ได้สร้างอาคารเพิ่มขึ้นอีก 2 หลัง คือ "อาคารมหาสุรสิงหนาท" ปัจจุบัน จัดแสดงความ เป็นมา ศิลปวัตถุ โบราณวัตถุในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ และในยุคประวัติศาสตร์ตั้งแต่อาณาจักรทวารวดีศรี วิชัย ลพบุรีตลอดจนอิทธิพลอารยธรรมอินเดียสมัยก่อนพุทธศักราช 1800 และ "อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์" ปัจจุบัน จัดแสดงศิลปวัตถุจากอาณาจักรล้านนา สุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์ตลอดจนจัดแสดงงานประณีต ศิลป์ ของกรุงรัตนโกสินทร์ แนวทางการจัดแสดง ปัจจุบัน พิพิธภัณสถานแห่งชาติ พระนคร แบ่งการจัดแสดง ออกเป็น 3 หัวเรื่องใหญ่ ๆ คือ 1. ประวัติศาสตร์ชาติไทย จัดแสดงในพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน 2. ประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดีในประเทศไทย จัดแสดงตามยุคสมัย คือ 3. สมัยก่อนประวัติศาสตร์ จัดแสดงในอาคารส่วนหลัง ของ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน 4. สมัยประวัติศาสตร์ จัดแสดงในอาคารใหม่ 2 หลัง ที่สร้างขนาบสองข้างของหมู่วิมานเมื่อ พ.ศ. 2510 โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ สมัยก่อนพุทธศักราช 1800 ได้แก่ สมัยทวารวดีสมัยศรีวิชัย และ สมัยลพบุรีจัด แสดงในอาคารมหาสุรสิงหนาท และส่วนที่ 2 คือ สมัยหลังพุทธศักราช 1800 เป็นต้นมา จนถึง สมัยรัตนโกสินทร์ จัดแสดงในอาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ 5. ประณีตศิลป์ และ ชาติพันธุ์วิทยา จัดแสดงในหมู่พระวิมาน คือ พระที่นั่งวสันตพิมาน พระที่นั่งวายุ สถานอมเรศ และ พระที่นั่งพรหมเมศธาดา ศิลปโบราณวัตถุที่จัดแสดง ได้แก่ เครื่องทอง เครื่องถม เครื่อง มุก เครื่องดนตรีเครื่องไม้จ าหลัก ผ้าโบราณ เครื่องถ้วย เครื่องสูง ราชยานคานหาม อาวุธโบราณ เครื่องใช้ในพิธี พระพุทธศาสนา และ อัฐบริขารของสงฆ์ และ เครื่องการละเล่นต่าง ๆ เช่น หัวโขน หุ่นกระบอก หุ่นเล็ก และหนัง ใหญ่ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมี ราชรถที่ใช้ในกระบวนแห่พระบรมศพ คือพระมหาพิชัยราชรถ เวชยันตรราชรถ ราช
239 รถน้อย และ เครื่องประกอบการพระราชพิธีต่าง ๆ ที่ใช้ใน พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ จัดแสดงใน อาคารโรงราชรถ นอกจากศิลปะโบราณวัตถุแล้ว พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ยังมีโบราณสถานคือ พระที่นั่ง และ พระ ต าหนักบางองค์ ที่เป็นตัวอย่างของ งานสถาปัตยกรรมไทยที่งดงาม เช่น พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ภายในพระที่นั่ง ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ และมีจิตรกรรมฝาผนังที่งดงามยิ่ง พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ ที่ประทับ ของ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระต าหนักแดง ที่ประทับ ของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีใน รัชกาลที่ 2 รวมไปถึง พระที่นั่งขนาดย่อม และศาลาทรงไทยในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ศาลาสรง ศาลาส าราญมุขมาตย์ พระที่นั่งมังคลาภิเษก และ พระที่นั่งปาฏิหาริย์ทัศนัย ด้วยเหตุนี้จึงท าให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ยังคง มีเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมไทย ที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งของเกาะรัตนโกสินทร์ในปัจจุบัน โดยมีการแบ่งผืนที่ จัดแสดงผลงานศิลปกรรมไทยตามยุคสมัยดังนี้ 1. ห้องแสดงผลงานศิลปกรรมไทยยคุสมยัก่อนประวตัิศาสตรช์ าติไทย
240
241 ศิลปะสมยัอาณาจกัรทวารวดี
242 ศิลปะสมยัอาณาจกัรศรีวิชยั
243 ศิลปะสมยัอาณาจกัรละโว้(ลพบุรี)
244 2. ห้องแสดงผลงานศิลปกรรมไทยยคุสมยัสโุขทยั
245
246 3. ห้องแสดงผลงานศิลปกรรมไทยยคุสมยัอยธุยา
247
248 4. ห้องแสดงผลงานศิลปกรรมไทยยคุสมยัรตันโกสินทร ์
249
250 แบบบนัทึกการเรียนร้กูารศึกษาในพิพิธภณัฑสถานแห่งชาติพระนคร ชื่อ.........................................................นามสกุล......................................................เลขที่.................... ระดบัชนั้............................สาขาวิชา...................................................................................................... เข้าศึกษาในพิพิธภณัสถานศึกษาในวนัที่...................เดือน...............................พ.ศ............................ ค าสั ่ง ให้นักเรียนเขียนบันทึกความรู้ลงในกระดาษจดบันทึกที่แจกให้ โดยการเขียนตอบค าถามหลังจากที่ อาจารย์ฟังบรรยายความรู้ที่น านักเรียนเข้าชมผลงานศิลปกรรมในแต่ละยุคสมัย โดยให้นักเรียนเขียนตอบค าถาม ให้ครบทุกข้อ 1. พระที่นั่งพุทไธสวรรค์ 1.1 พระพุทธรูปที่ประดิษฐานพระที่นั่งมีชื่อว่าอะไร…………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………… 1.2 พระพุทธรูปที่ประดิษฐานพระที่นั่งเป็นศิลปะสมัยใด……………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………….. 1.3 ศิลปกรรมที่ถือว่าเป็นเพชรน ้าเอกอยู่ในพระนั่งคืออะไร………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………….. 1.4 งานจิตรกรรมฝาผนังในพระที่นั่งเขียนภาพด้วยสีชนิดใด……………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. 1.5 ภาพที่แสดงอยู่พื้นที่ด้านบนภาพพุทธประวัติเรียกว่าภาพอะไร………………………………………... …………………………………………………………………………………………………………………….. 1.6 หลักการดูภาพงานจิตรกรรมฝาผนังเป็นเรื่องราวต้องดูจากด้านใดไปหาด้านใด……………………… …………………………………………………………………………………………………………………….. 1.7 ภาพจิตรกรรมฝาผนังเขียนขึ้นในยุคสมัยรัชกาลใด…………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. 2. ศิลปกรรมไทยยุคก่อนประวตัิศาสตรช์าติไทย 2.1 ยุคก่อนอาณาจักรในประเทศไทย 2.1.1 งานเครื่องประดับยุคสมัยหินนิยมท าจากวัสดุชนิดใด……………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………….. 2.1.2 ลวดลายที่พบบนเครื่องปั้นดินเผาสมัยยุคหินนิยมเขียนเป็นลวดลายชนิดใด……………………… ……………………………………………………………………………………………………………………..
251 2.1.3 เครื่องประดับสมัยส าริดนิยมท าจากวัสดุชนิดใด……………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………….. 2.1.4 ศิลปะที่แสดงออกถึงความเคารพในความอุดมสมบูรณ์คืออะไร…………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………….. 2.2 ยุคสมัยอาณาจักรทวารวดี 2.2.1 ศิลปะสมัยทวารวดีที่มีรูปนักดนตรีท าจากวัสดุชนิดใด……………………………………………... …………………………………………………………………………………………………………………….. 2.2.2 ศูนย์กลางการปกครองสมัยทวารวดีมีที่ตั้งอยู่ในบริเวณจังหวัดใดในปัจจุบัน……………………… …………………………………………………………………………………………………………………….. 2.2.3 ลักษณะพระพุทธรูปสมัยทวารวดีได้รับอิทธิพลจากอินเดียสมัยใด………………………………... …………………………………………………………………………………………………………………….. 2.2.4 ลักษณะพระพุทธรูปสมัยทวารวดีมีลักษณะอย่างไร………………………………………………... …………………………………………………………………………………………………………………….. 2.2.5 พระพุทธรูปสมัยทวารวดีนิยมเกาะสลักหินขนาดใหญ่เป็นรูปปางค์อะไร…………………………. …………………………………………………………………………………………………………………….. 2.3 ยุคสมยัอาณาจกัรศรีวิชยั 2.3.1 ศูนย์กลางการปกครองสมัยศรีวิชัยมีที่ตั้งอยู่ในบริเวณจังหวัดใดในปัจจุบัน…………………... …………………………………………………………………………………………………………………….. 2.3.2 ลักษณะพระพุทธรูปสมัยศรีวิชัยได้รับอิทธิพลจากอินเดียสมัยใด…………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. 2.3.3 พระอวโลติเกศรมีเครื่องประดับเครื่องทรงเป็นอย่างไร………………………………………... …………………………………………………………………………………………………………………….. 2.3.4 วัสดุมีค่าในเครื่องประดับเครื่องทรงที่พบเฉพาะในสมัยทวารวดีคือชนิดใด…………………... …………………………………………………………………………………………………………………….. 2.3.5 พระพุทธรูปสมัยศรีวิชัยที่รัฐบาลอินโดเนียเซียมอบให้รัฐบาลไทยเกาะสลักด้วยว้สดุชนิดใด... ……………………………………………………………………………………………………………………..
252 2.4 ยุคสมัยอาณาจักรละโว้ 2.4.1 ศูนย์กลางการปกครองสมัยละโว้มีที่ตั้งอยู่ในบริเวณจังหวัดใดในปัจจุบัน…………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. 2.4.2 รูปเคารพในยุคสมัยละโว้ได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาใด………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………….. 2.4.3 รูปเคารพในยุคสมัยละโว้มักนิยมหล่อด้วยโลหะชนิดใด………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………….. 2.4.4 ลวดลายที่พบในสมัยละโว้มีลักษณะเช่นไร……………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………….. 2.4.5 สิ่งปลูกสร้างเทวสถานที่เคารพในสมัยละโว้นิยมท าจากวัสดุใด……………………………… …………………………………………………………………………………………………………………….. 3. ศิลปกรรมไทยยุคสมยัสุโขทยั 3.1 พระพุทธรูปสมัยสุโขทัยได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะสมัยใด…………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. 3.2 ลักษณะพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยมีลักษณะอย่างไร……………………………………………………... …………………………………………………………………………………………………………………….. 3.3 สินค้าการส่งออกไปค้าขายกับประเทศจีนในยุคสมัยสุโขทัยคืองานหัตกรรมประเภทใด…………… …………………………………………………………………………………………………………………….. 3.4 ลวดลายที่พบในสมัยสุโขทัยนิยมสลักเป็นลวดลายประเภทใด………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………….. 3.5 รูปเครื่องประดับเครื่องทรงสามารถพบได้ในงานประติมากรรมชนิดใด……………………………… …………………………………………………………………………………………………………………….. 4. ศิลปกรรมไทยยุคสมยัอยุธยา 4.1 ลักษณะพระพุทธรูปสมัยอยุธยามีลักษณะอย่างไร………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………….. 4.2 เครื่องสังเค็ตสมัยอยุธยาใช้ส าหรับท าอะไร………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………….. 4.3 ลวดลายแกะสลักในงานเครื่องไม้สมัยอยุธยามีลักษณะเป็นอย่างไร…………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………..
253 4.4 ตู้พระธรรมลายรดน ้าที่งดงามที่สุดในศิลปะสมัยอยุธยาเป็นฝีมือสกุลช่างใด…………………………… …………………………………………………………………………………………………………………….. 4.5 ลักษณะพระพุทธรูปที่ประดับเครื่องทรงในสมัยอยุธยาเรียกว่าอะไร………………………………… 5.ศิลปกรรมไทยยุคสมยัรตันโกสินทร์ 5.1 ที่จัดแสดงงานศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ในปัจจุบันในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นเคยเป็นสถานที่ใช้งาน ท าอะไรมาก่อน…………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………….. 5.2 พระที่นั่งศรีวิกากาญจน์ใช้ประโยชน์ส าหรับท าอะไร……………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. 5.3 ในห้องจัดแสดงศาสตราวุธมีภาพเขียนสมุดข่อยจัดแสดงเป็นเนื้ออะไรที่ปรากฏในสมุดข่อย…………… …………………………………………………………………………………………………………………….. 5.4 งานช่างทองที่สลักลวดลายลงในโลหะเครื่องศาสตราวุธเรียกว่าเทคนิคอะไร……………………………... …………………………………………………………………………………………………………………….. 5.5 ห้องจัดแสดงเครื่องโขนมีการจัดท าเครื่องประดับด้วยเทคนิคช่างทองเทคนิคใด…………………………. …………………………………………………………………………………………………………………….. 5.6 การน าเปลือกหอยมาประดับลงในเนื้อไม้เครื่องดนตรีเป็นลวดลายเรียกเทคนิคการท างานหัตถศิลป์ ว่า อย่างไร………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………… 5.7 การเขียนลวดลายลงในถ้วยชามสมัยรัตนโกสินทร์เรียกเทคนิคการท างานหัตถศิลป์ ว่าอย่างไร………… …………………………………………………………………………………………………………………….. 5.8 ผลงานฝีพระหัตถ์รัชกาลที่ 2 ที่น ามาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์คือผลงานใด………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………….. 5.9 การเคาะขึ้นรูปโลหะเป็นรูปทรงและลวดลายมาหุ้งด้านนอกเนื้อไม้หรือผิวโลหะเรียกเทคนิคช่างทอง เทคนิคว่าอย่างไร……………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………….. 5.10 งานสลักลวดลายลงในผิวโลหะท าให้เกิดลวดลายคล้ายงานลายรดน ้าเรียกเทคนิคช่างทองเทคนิคว่า อย่างไร……………………………………………………………………………………………………... ……………………………………………………………………………………………………………………..
254 5.11 งานท าผิวโลหะท าให้เกิดลวดลายผิวโลหะเป็นสีทองเรียกเทคนิคช่างทองเทคนิคว่าอย่างไร…………… …………………………………………………………………………………………………………………….. 5.12 ให้นักเรียนสรุปเอกลักษณ์ลวดลายสมัยรัตนโกสินทร์มีลักษณะเอกลักษณ์เป็นอย่างไร………………… …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. 5.13 นักเรียนชอบงานศิลปะที่จัดแสดงงานศิลปกรรมไทยในห้องแสดงใดมากที่สุด พร้อมอธบายเหตุผล…... …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………….. 5.14 ให้นักเรียนวิเคราะห์จากประเภทลวดลายงานประณีตศิลป์ แต่ละประเภทสามารถน าไปใช้กับการ ออกแบบลวดลายงานเทคนิคงานช่างทองหลวงประเภทใด้อย่างสอดคล้องกัน 5.14.1 ลายรดน ้า มีลวดลายคล้ายกับเทคนิคงานช่างทองหลวง........................................................... …………………………………………………………………………………………………………………….. 5.14.2 ลายกระเบื้องเคลือบ มีลวดลายคล้ายกับเทคนิคงานช่างทองหลงวง.......................................... …………………………………………………………………………………………………………………….. 5.14.3 ลายแกะไม้ มีลวดลายคล้ายกับเทคนิคงานช่างทองหลวง......................................................... …………………………………………………………………………………………………………………….. 5.14.4 ลายประดับมุก มีลวดลายคล้ายกับเทคนิคงานช่างทองหลวง.................................................... ……………………………………………………………………………………………………………………..
255 แผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยที่ 4 หลักสูตร ประกาศนียบตัรวิชาชีพ พทุธศกัราช 2562 สอนครั้งที่ 13 รหสัวิชา 20315-2107 วิชา การเขียนลวดลายไทย หน่วยกิต 1-4-2 หน่วยการเรียนรู้ การศึกษาดงูานศิปกรรมไทย เรื่องการเรียนรู้ ลายไทยในงานช่างทองหลวง ทฤษฎี 5 ชม. 1. สาระส าคัญ ความรู้ ความเข้าใจ หลักการน าลวดลายไทยมาใช้ในงานช่างทองหลวง มีหลักการน ามาใช้โดยเลือกจาก ลักษณะเอกลักษณ์ลายไทยมาใช้ให้เหมาะสมในชิ้นงานแต่ละประเภท หลักการเลือกลวดลายที่มีความ แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับวัสดุและวิธีการสร้างสรรค์ชิ้นงานให้เกิดลวดลายเป็นส าคัญ ดังนั้นวัสดุลวดลายจึงเป็น ส่วนส าคัญของการเลือกใช้เทคนิคในการสร้างสรรค์ ความเข้าใจในการเลือกลวดลายไทยในแต่ละประเภท ใน แต่ละรูปแบบ และการเลือกใช้ลวดลายให้เหมาะสมกับเทคนิคการสร้างสรรค์งานช่างทองหลวงในแต่ละ ประเภทชิ้นงานจึงมีส่วนส าคัญ การสร้างความรู้เข้าใจในการเลือกใช้ลวดลาย การออกแบบลวดลาย งาน ช่างทองหลวง มีเทคนิคการท างานสร้างสรรค์งานศิลปกรรมหลากหลายรูปแบบ มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นมี เทคนิคงาน สลักดุน งานถมเงินถมทอง งานลงยาสี งานคร ่าเงินคร ่าทอง การสร้างสรรค์งานในแต่ละเทคนิค จึงต้องให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจในลวดลาย และการปรับประยุกต์วัสดุให้เข้ากับรูปแบบคติความงามจึง เกิดเป็นผลงานที่เป็นเอกลักษณ์ของศิลปกรรมไทย การน าองค์ความรู้ไปปรับประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์ ชิ้นงานช่างทองหลวง ชิ้นงานศิลปกรรมไทยอีกด้านหนึ่ง เพื่อเป็นการสืบทอดวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่ 2. สมรถนะประจ าหน่วย 2.1 สมรรถนะประจ าหน่วย 2.1.1 สามารถแสดงความรู้เกี่ยวกับลายไทยกับงานช่างทองหลวง 2.1.2 สามารถสรุปการเลือกรูปแบบลายไทยที่เหมาะสมกับเทคนิคการสร้างชิ้นงานช่างทองหลวง 2.1.3 สามารถอภิปรายลักษณะลวดลายไทยกับความสัมพันธ์งานช่างทองหลวงในแต่ละประเภท 2.1.4 สามารถจัดประเภทเอกลักษณ์ลวดลายไทยที่น าไปใช้กับเทคนิคงานช่างทองหลวง 2.1.5 สามารถอธิบายหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับการอนุรักษงานศิลปะลวดลายไทย 2.1.6 มีความตระหนักในคุณค่าด้านศิลปะวัฒนธรรมไทย 2.2เกณฑก์ารปฏิบตัิงานประจา หน่วย 2.2.1 อธิบายความรู้เกี่ยวกับลักษณะงานลายไทยกับงานช่างทองหลวงได้อย่างถูกต้อง 2.2.2 สรุปเอกลักษณ์ลักษณะงานลายไทยกับงานช่างทองหลวงได้อย่างถูกต้อง 2.2.3 เชื่อมโยงวิวัฒนาการงานศิลปกรรมไทยกับความสัมพันธ์งานช่างทองหลวงได้อย่างถูกต้อง 2.3.4 จัดประเภทเอกลักษณ์ลวดลายไทยที่น าไปใช้กับเทคนิคงานช่างทองหลวงได้อย่างถูกต้อง 2.3.5 วิจารณ์คุณค่าด้านศิลปวัฒนธรรมไทยกับประโยชน์กับการน ามาพัฒนางานช่างทองหลวงได้ อย่างเหมาะสม
256 2.3.6 อธิบายหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับการอนุรักษงานศิลปะลวดลายไทยได้อย่างถูกต้อง 2.3.7 ผู้เรียนแสดงพฤติกรรมที่ดีในการเข้าเรียน ตรงต่อเวลา ตอบซักถามข้อสงสัยตามความ เหมาะสม และท าความสะอาดห้องเรียนตามข้อตกลง 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 3.1 จุดประสงค์ทั ่วไป 3.1.1 เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับงานลายไทยกับงานช่างทองหลวง 3.1.2 เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเอกลักษณ์ลักษณะลายไทยกับงานช่างทองหลวงในแต่ละ ประเภทชิ้นงาน 3.1.3 เพื่อให้รู้หลักการน าไปใช้ลวดลายไทยกับเทคนิคงานช่างทองหลวง 3.1.4 เพื่อให้รู้หลักการวิเคราะห์วิวัฒนาการงานศิลปกรรมไทยกับความสัมพันธ์งานช่างทองหลวง 3.1.5 เพื่อให้มีความรู้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับการอนุรักษงานศิลปะลวดลายไทย 3.1.6 มีความตระหนักในคุณค่าด้านศิลปะวัฒนธรรมไทย 3.2 จดุประสงคเ์ชิงพฤติกรรม 3.2.1 อธิบายงานลักษณะเอกลักษณ์งานลายไทยกับงานช่างทองหลวง ได้อย่างถูกต้อง 3.2.2 เลือกรูปแบบลวดลายไทยกับการน าไปใช้ในงานช่างทองหลวงได้อย่างถูกต้อง 3.2.3 วิเคราะห์รูปแบบลายไทยที่เหมาะสมกับการน าไปใช้งานช่างทองหลวงได้ถูกต้อง 3.2.4 จับกลุ่มลักษณะลวดลายไทยให้ตรงกับลักษณะงานศิลกรรมไทยได้ถูกต้องอ 3.2.5 ผู้เรียนแสดงพฤติกรรมที่ดีในการเรียนรู้ซักถามข้อสงสัยตามความเหมาะสม 4. สาระการเรียนรู้ 4.1 ความรู้เกี่ยวกับลายไทยที่ใช้ในงานช่างทองหลวง 4.2 ลายไทยในงานถมเงินถมทอง 4.3 ลายไทยในงานสลักดุน 4.4 ลายไทยในงานคร ่าเงินคร ่าทอง 4.5 ลายไทยในงานลงยาสี 4.6 หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับการอนุรักษงานศิลปะลวดลายไทย 5. กิจกรรมการเรียนรู้ 5.1 การน าเข้าสู่บทเรียน ( 15 นาที) 5.1.1 ครูผู้สอนแจ้งวัตถุประสงค์การเรียนเกี่ยวกับงานลายไทยกับงานช่างทองหลวง 5.1.2 ครูผู้สอนอธิบายลักษณะลวดลายไทยที่น ามาใช้ในงานช่างทองหลวงในแต่ละประเภท 5.2 การเรียนรู้ด้วยสื่อโมดูลลายไทยกับงานช่างทองหลวง ( 120 นาที ) 5.2.1 ครูให้นักเรียนเปิดสื่อการเรียนรู้โมดูลลายไทยกับงานช่างทองหลวง ครูอธิบายการน าลวดลาย ไทยประเภทลายกนก ลายใบเทศ ลายดอกพฒตาล ที่น ามาใช้ในงานช่างทองหลวง
257 5.2.2 ครูถาม-ตอบกับนักเรียนเกี่ยวกับ ลายไทยกับงานช่างทองหลวง ประเภทลายกนก ลายใบ เทศ ลายดอกพฒตาล ที่น ามาใช้ในงานช่างทองหลวง 5.2.3 ครูให้นักเรียนเปิดสื่อการเรียนรู้โมดูลลายไทยกับงานช่างทองหลวง อธิบายเอกลักษณ์ส าคัญ ประเภทลายกนก ลายใบเทศ ลายดอกพฒตาล ที่น ามาใช้ในงานช่างทองหลวง การวิเคราะห์เอกลักษณ์ รูปแบบลวดลายและการปรับประยุกต์เข้ากับเทคนิคงานช่างทองหลวงที่สามารถน าไปปรับประยุกต์ใช้ 5.2.3 ครูถาม-ตอบกับนักเรียนเกี่ยวกับเอกลักษณ์ส าคัญประเภทลายกนก ลายใบเทศ ลายดอกพฒ ตาล ที่น ามาใช้ในงานช่างทองหลวง การวิเคราะห์เอกลักษณ์รูปแบบลวดลายและการปรับประยุกต์เข้ากับ เทคนิคงานช่างทองหลวง 5.2.4 ครูอธิบายเอกลักษณ์ลวดลายไทยกับการน ามาใช้เทคนิคงานถมเงินถมทอง 5.2.5 ครูถาม-ตอบกับนักเรียน โดยครูอธิบายเอกลักษณ์ส าคัญลวดลายไทยกับการน ามาใช้ เทคนิคงานถมเงินถมทองที่สามารถน าไปปรับประยุกต์ใช้ 5.2.6 ครูอธิบายเอกลักษณ์ลวดลายไทยกับการน ามาใช้เทคนิคงานสลักดุน 5.2.6 ครูถาม-ตอบกับนักเรียน โดยครูอธิบายเอกลักษณ์ส าคัญลวดลายไทยกับการน ามาใช้ เทคนิคงานสลักดุนที่สามารถน าไปปรับประยุกต์ใช้ 5.2.7 ครูอธิบายเอกลักษณ์ลวดลายไทยกับการน ามาใช้เทคนิคงานคร ่าเงินคร ่าทอง 5.2.8 ครูถาม-ตอบกับนักเรียน โดยครูอธิบายเอกลักษณ์เทคนิคงานคร ่าเงินคร ่าทองที่สามารถ น าไปปรับประยุกต์ใช้ 5.2.9 ครูอธิบายเอกลักษณ์ลวดลายไทยกับการน ามาใช้เทคนิคงานลงยาสี 5.2.10 ครูถาม-ตอบกับนักเรียน โดยครูอธิบายเอกลักษณ์ส าคัญเทคนิคงานลงยาสีการวิเคราะห์ ผลงานที่สามารถน าไปปรับประยุกต์ใช้ 1) ครูถาม-ตอบกับนักเรียน โดยครูยกตัวอย่างชิ้นงานในแต่ละเทคนิคเชิงช่างงานช่างทอง หลวงถาม-ตอบเกี่ยวกับเอกลักษณ์ส าคัญเอกลักษณ์ส าคัญกับการเลือกรูปแบบลวดลายไทยกับการน าไปใช้ กับการสร้างสรรค์ผลงาน 2) การน ารูปแบบลวดลายไทยมีส่วนส าคัญกับการสร้างสรรค์เทคนิคงานช่างทองหลวงด้าน ใดบ้าง 3) ข้อสังเกตเอกลักษณ์รูปแบบเฉพาลวดลายไทยในแต่รูปแบบกับเทคนิคเชิงช่างมีอะไรบ้าง 5.2.11 ครูนักเรียนช่วยกันสรุปเอกลักษณ์รูปแบบการน าลวดลายไทยมาใช้กับการสร้างงานช่างทอง หลวง 5.2.12 ครูให้นักเรียนท าแบบประเมินความรู้หน่วยการเรียน การศึกษาดงูานศิลปกรรมไทยใน พิพิธภณัฑสถานศึกษาแห่งชาติและการเรียนรู้เรื่องความรู้ลายไทยกับงานช่างทองหลวง ( 40 นาที ) 5.2.13 ครูเปิด Power Point อธิบายหลักการน าหลกัปรชัญาเศรฐกิจพอเพียงมาปรบั ประยุกต์ใช้กบัการอนุรกัษณ์ศิลปวฒันธรรมไทย ( 60 นาที ) 1) ครูอธิบายด้านความมีเหตุผล การศึกษางานลวดลายไทยที่เกี่ยวข้องกับงานช่างทองหลวง และงานเครื่องประดับ 2) ครูอธิบายด้านความพอประมาณ หลักการประยุกต์ลวดลายไทยกับงานช่างทองหลวงและ งานเครื่องประดับ
258 3) ครูอธิบายด้านความมีภูมิคุ้มกัน ความเข้าใจในคุณค่างานช่างทองหลวงงานเครื่องประดับ และงานศิลปกรรมไทย 4) ครูอธิบายเงื่อนไขด้านความรู้และทักษะ การปรับประยุกต์การเขียนลวดลายไทยเข้ากับงาน ช่างทองหลวงและงานเครื่องประดับ 5) ครูอธิบายเงื่อนไขด้านคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม คุณลักษรธพึงประสงค์ ด้านความขยัน พากเพียร รักษาเวลาตรงต่อเวลา 6) ครูอธิบายผลกระทบเพื่อความสมดุล พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง - ด้านสังคม ความรับผิดชอบต่อตนเอง และสังคม การมีจรรยาบรรณในวิชาชีพ - ด้านเศรษฐกิจ การประยุกต์ความรู้น ามาพัฒนาชิ้นงานในรูปแบบใหม่ - ด้านวัฒนธรรม การรักษาศิลปกรรมไทย และการน ามาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสภาพสังคม ปัจจุบัน - ด้านสิ่งแวดล้อม การเรียนรู้ธรรมชาติการสร้างแรงบันดาลใจจากธรรมชาติมาสู่การ ออกแบบลวดลายไทย 5.3 การสรุป และประเมินความรู้หลกัการน าหลกัปรชัญาเศรฐกิจพอเพียงมาปรบั ประยุกต์ใช้ กับการอนุรักษณ์ศิลปวฒันธรรมไทย ( 60 นาที ) 5.3.1 ครูสรุปความส าคัญการน าลวดลายไทยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะกับการเลือกใช้มาออกแบบ ชิ้นงานช่างทองหลวง 5.3.2 ครูสรุปความส าคัญการศึกษาชิ้นงานศิลปกรรมไทยจากการศึกษาชิ้นงานจริงต่อการน าไป ปรับประยุกต์ในการสร้างสรรค์ชิ้นงานช่างทองหลวง 5.3.3 ครูสรุปความส าคัญการน าหลักปรัชญาเศรฐกิจพอเพียงมาปรับประยุกต์ใช้กับการอนุ รักษณ์ศิลปวัฒนธรรมไทย 5.3.4 ครูให้นักเรียนท าแบบทดสอบความรู้หลังจากการเรียนรู้การน าหลักปรัชญาเศรฐกิจพอเพียง มาปรับประยุกต์ใช้กับการอนุรักษณ์ศิลปวัฒนธรรมไทย 5.4 การวดัและประเมินผล 5.4.1 แบบประเมินผลพฤติกรรม 5.4.2 แบบทดสอบความรู้ 6. สื่อและแหล่งการเรียนรู้ 6.1 สื่อโสตทัศน์ 6.1.1 Power Point 6.2 โสตทัศน์อุปกรณ์ 6.2.1 คอมพิวเตอร์ 6.2.2 โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน 6.2.3 แท็บเล็ต
259 6.3 สื่อสิ่งพิมพ์ 6.3.1 หนังสือ ลายไทย ภาพไทย. ปฏิพัทธ์ ดาระดาษ. (2539). 6.3.2 หนังสือ ลายไทย. ภิญโญ สุวรรณคีรี. (2546). 6.4 สื่อบทเรียนอิเลก ็ ทรอนิกส์ 6.4.1 สื่อโมดูล ลายไทยกับงานช่างทองหลวง 6.4.2 Power Point หลักปรัชญาเศรฐกิจพอเพียงมาปรับประยุกต์ใช้กับการอนุรักษณ์ ศิลปวัฒนธรรมไทย 7. หลักฐานการเรียนรู้ 7.1 หลักฐานความรู้ 7.1.1 แผนการจัดการเรียนรู้ 7.1.2 สื่อโมดูล 7.1.3 ใบความรู้ 7.1.4 บันทึกหลังการสอน 8. การวดัและประเมินผลการเรียนรู้ 8.1เครื่องมือการประเมิน 8.1.1 ก่อนเรียนรู้ 8.1.1.1 วิธีการวัดผล การสัมภาษณ์ การอภิปราย 8.1.1.2 เครื่องมือวัด ค าตอบจากการสัมภาษณ์ แนวคิดจากการอภิปราย 8.1.2 ระหว่างเรียนรู้ 8.1.2.1 วิธีการวัดผล ค าตอบจาการสัมภาษณ์ความรู้ความรู้ลวดลายไทยในงานช่างทอง หลวง 8.1.2.2 เครื่องมือวัด การสังเกตจาการตอบค าถามของนักเรียน 8.1.2.3 วิธธีการวัดผล ให้นักเรียนท าแบบทดสอบความรู้ความเข้าใจจากการเรียนหลังจาก เรียนเนื้อหาเรื่องลายไทยกับงานช่างทองหลวง และท าแบบทดสอบการน าหลักการน าหลักปรัชญาเศรฐกิจ พอเพียงมาปรับประยุกต์ใช้กับการอนุรักษณ์ศิลปวัฒนธรรมไทย 8.1.2.4 เครื่องมือวัด ข้อสอบแบบปรนัยเรื่องลายไทยกับงานช่างทองหลวง ข้อสอบอัตนัย หลักการน าหลักปรัชญาเศรฐกิจพอเพียงมาปรับประยุกต์ใช้กับการอนุรักษณ์ศิลปวัฒนธรรมไทย
260 8.2เกณฑก์ารประเมิน 8.2.1 นักเรียนท าแบบทดสอบความรู้ความเข้าใจจากการเรียนหลังจากเรียนเนื้อหา หน่วยการ เรียนการศึกษาดูงานศิลปกรรมไทย ครบเนื้อหาทั้ง 2 เรื่องการศึกษาดูงานศิลปกรรมไทยที่ พิพิธภัณฑสถานศึกษาแห่งชาติเรื่องลายไทยกับงานช่างทองหลวง วิธีการวัดความรู้ความเข้าใจ โดยให้ นักเรียนท าแบบทดสอบข้อสอบแบบปรนัย จากที่นักเรียนท าแบบทดสอบต้องมีผลคะแนนผ่านเกณฑ์การ ประเมินไม่ต ่ากว่า 24 ข้อ จากจ านวนข้อสอบในการทดสอบ 40 ข้อ ภายในเวลา 40 นาที 8.2.2 เกณฑ์การประเมินการความรู้นักเรียนจากท าข้อสอบอัตนัยจากค าถามหลักการน าหลัก ปรัชญาเศรฐกิจพอเพียงมาปรับประยุกต์ใช้กับการอนุรักษณ์ศิลปวัฒนธรรมไทย แสดงความรู้ได้อย่างถูกต้อง อย่างน้อย 6 ข้อ จากทั้งหมด 10 ข้อ ภายในเวลา 30 นาที 8.2.3 เกณฑ์ประเมินพฤติกรรมผู้เรียนแสดงพฤติกรรมถาม-ตอบ ระหว่างการศึกษาในห้องเรียน สื่อโมดูล และการศึกษาหลักการน าหลักปรัชญาเศรฐกิจพอเพียงมาปรับประยุกต์ใช้กับการอนุรักษณ์ ศิลปวัฒนธรรมไทย
261 9. บันทึกผลหลังการจัดการเรียนรู้ 9.1 ข้อสรุปหลังการจัดการเรียนรู้ ด้านผู้สอน การจัดการเรียนการสอนในรูปแบบ online off line สอนได้ครบตามหัวข้อที่ก าหนดในแผนการจัดการเรียนรู้ สอนได้ไม่ครบตามหัวข้อที่ก าหนดในแผนการจัดการเรียนรู้ยังขาดหัวข้อ ดังนี้ แนวทางการแก้ปัญหาการสอนไม่ครบหัวข้อตามแผน ด้านความพร้อมและผลการเรียนรู้ของผู้เรียน จ านวนนักเรียนทั้งหมด คน จ านวนนักเรียนที่เข้าเรียน คน จ านวนนักเรียนที่ขาดเรียน คน เกณฑ์ที่แนะน า คิดเป็นร้อยละ ดีมาก(80-100) ดี (70-79) พอใช้ (60-69) ต้องปรับปรุง (ต ่ากว่า 60) 1 การตรงต่อเวลา ดีมาก ดี พอใช้ ต้องปรับปรุง 2 การแต่งกาย, การปฏิบัติตามระเบียบ ดีมาก ดี พอใช้ ต้องปรับปรุง 3 ความพร้อม, ความตั้งใจในการเรียน ดีมาก ดี พอใช้ ต้องปรับปรุง 4 มีความรับผิดชอบงานที่มอบหมาย ดีมาก ดี พอใช้ ต้องปรับปรุง 5 มีความรู้ ความสามารถ ตรงวัตถุประสงค์ ดีมาก ดี พอใช้ ต้องปรับปรุง อื่นๆ 9.2 ปัญหา อุปสรรค 9.3 ข้อเสนอแนะและแนวทางแก้ปัญหา ลงชื่อ ผู้สอน ( นายพีระยศ แก้วปัญญา ) ลงชื่อ หัวหน้าสาขาวิชา ( นางสาวมาลาริน บุญวันต์ ) ลงชื่อ (นายธรรมนูญ เศวตสุทธิสิริกุล) ครู ท าหน้าที่ในต าแหน่ง รองผู้อ านวยการฝ่ายวิชาการ หมายเหตุปัญหา อุปสรรคและแนวทางแก้ปัญหา ผู้สอนน าไปพัฒนา ในรูปแบบของวิจัยชั้นเรียน หรือพัฒนาการจัดการเรียนรู้ในครั้งต่อไป
262 ใบความรู้ วิชา : การเขียนลวดลายไทย หน่วยการเรียนรู้ : การศึกษาดูงานศิปกรรมไทย เรื่อง : ลายไทยในงานช่างทองหลวง หน้า 1 ลายกนก ความหมายของกระหนก กนก คือ “ชื่อแบบลายไทยประเภทหนึ่ง ใช้ผูกเขียนเป็นลวดลาย มีทั้งระบายสีปิดทองรดน ้า ปั้น หรือ แกะสลัก” (ราชบัณฑิตยสถาน, 2530 : 60) กนก คือ เป็นลายที่ช่างไทยถือว่า เป็นแม่ลาย นอกจากสันนิษฐานว่าเกิดจากลายกระจังผ่าซีกแล้ว ยัง พบว่าน่าจะมีวิวัฒนาการมาจากลายของสกุลศิลปะอื่นๆ อีก เช่น ศิลปะขอมและอู่ทอง แต่ที่เรียกว่าเป็นลาย กนกแท้นั้น น่าจะมีขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา เพราะลายกนกไทยจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือ ปลาย ยอดลายจะไม่เรียบตรง แต่จะท าให้มีความอ่อนและสะบัดคล้ายกฤชชวา ซึ่งลักษณะนี้จะเริ่มมีปรากฏชัดใน ศิลปะอยุธยา ทั้งค าว่า กนก พจนานุกรมได้แปลว่า ทอง ดังนั้น ลายกนกน่าจะเกิดขึ้นพร้อมกับการเขียนลาย รดน ้าซึ่งเป็นลายทอง อันเป็นศิลปะที่เด่นชัดในสมัยอยุธยาเป็นต้นมา (ศิริพงษ์ พะยอมแย้ม, 2525 : 4) กนก คือ ลายที่มีความส าคัญมากในการประดิษฐ์ลายไทย ต้นก าเนิดลายกนกนั้นได้มาจากดอกไม้ ใบไม้ ตาไม้ ฯลฯ ซึ่งน ามาประดิษฐ์เป็นลายกนกมีหลายชนิด (มานิต หล่อพินิจ, 2543 : 8) กนก คือ ลายซึ่งผูกเขียนอยู่ภายในพื้นที่รูปสามเหลี่ยมมุมฉาก บางทีก็เรียก “ลายกนก” ซึ่งแปลว่า ทอง เหตุที่เรียกแม่ลายนี้ว่า “ลายกนก” หรือ “ลายทอง” แผกเพี้ยนไปกว่าชื่อแม่ลายของเก่าเค้าเดิม ดังนี้เห็น ทีจะเข้าใจไขว้เขวไปอย่างหนึ่งอย่างใด ดังค าอธิบายของอาจารย์พระพรหมพิจิตร(พรหม พรหมพิจิตร) ใน เรื่อง “ค าว่าลาย” ว่า “ส่วนค าว่า กระหนก ในปทานุกรมแปลว่า ทองและต้นไม้ที่มีหนาม เมื่อมานึกถึงค าว่า ทองอาจเอาไปท าเป็นกนกขึ้นอย่างหนึ่งก็ได้” แม่ลายกนกนั้น โดยความหมายแท้จริงหมายเอาลักษณะของ ตัวลายอันผูกท าทรงปลายเรียวแหลม แล้วส่วนแง่บากกนกเป็นประดุจหนาม คล้ายกับต้นไม้ซึ่งมีหนาม แหลม จึงเรียกแม่ลายลักษณะเช่นนี้ว่า แม่ลายกนก แม่ลายกระหนกนี้จัดว่าเป็นแม่ลายส าคัญ ใช้เป็นหลักใน การผูกเขียนลวดลายแบบประจ าชาติ ตกแต่งแก่สิ่งของเครื่องใช้เป็นสิ่งประณีตสืบเนื่องกันมานาน จนถึงเวลาในปัจจุบันก็ยังใช้อยู่ แม่ลายกนกอาจประดิษฐ์เป็นตัวมีบากแบ่งตัด และย่อน าไปผูกเป็น ลวดลายได้หลายกระบวน เป็นต้นว่า ผูกเป็นลายเปลวเครือเถา ลายก้านขด ลายเกลียว หรือลายเครือกนก กนก คือ ลวดลายประดิษฐ์อยู่ในโครงรูปสามเหลี่ยม (มักเรียกว่า “กนก”) มีลักษณะเป็นลายประดิษฐ์ ประกอบด้วยตัว กนก กาบ เหงา อยู่ในโครงสร้างรูปสามเหลี่ยม ลายกนกสามตัวจัดว่าเป็นลายส าคัญมาก เท่ากับเป็นแม่บทของกนกต่าง ๆ ทุกชนิด หรือเรียกว่าเป็น “แม่ลาย” กนกทุกชนิดนับว่าแยกออกไปจาก กนกสามตัว เช่น ลายกนกสามตัวเปลว หรือกนกหางหงส์ ลายกนกสามตัวใบเทศ ลายกนกสามตัวหางโต (บุญมา แฉ่งฉายา, 2533 : 67)
263 ใบความรู้ วิชา : การเขียนลวดลายไทย หน่วยการเรียนรู้ : การศึกษาดูงานศิปกรรมไทย เรื่อง : ลายไทยในงานช่างทองหลวง หน้า 2 ภาพที่ 13-1 ลายเส้นช่อลายกนกเปลว
264 ใบความรู้ วิชา : การเขียนลวดลายไทย หน่วยการเรียนรู้ : การศึกษาดูงานศิปกรรมไทย เรื่อง : ลายไทยในงานช่างทองหลวง หน้า 3 รปูแบบลายกนกที่ปรากฏในชิ้นงานช่างทองหลวง ลายกนกในงานช่างทองหลวงนิยมน ามาออกแบบลวดลายในงานสลักดุน และงานคร ่าเงิน คร ่าทอง เนื่องจากลวดลายมีความอ่อนช้อย เหมาะกับการเลือกใช้งานสลักดุน และงานคร ่า เนื่องจากเทคนิคเชิงช่าง สามารถถ่ายทอดความงามของลวดลายความอ่อนช้อยของตัวลายออกมาเป็นชิ้นงานได้ดี รูปแบบตัวลายจะ มีองค์ประกอบการออกแบบลวดลายที่เหมาะสมกับเทคนิคงานสลักดุน และงานคร ่าเป็นส าคัญ ภาพที่ 13-2 ชิ้นงานชายไหวชายแครง (มาจากรูปแบบช่อลายกนกใบเทศ)
265 ใบความรู้ วิชา : การเขียนลวดลายไทย หน่วยการเรียนรู้ : การศึกษาดูงานศิปกรรมไทย เรื่อง : ลายไทยในงานช่างทองหลวง หน้า 4 ภาพที่ 13-3 งานสลักดุนพานกลีบขนุนลายกนกเปลว
266 ใบความรู้ วิชา : การเขียนลวดลายไทย หน่วยการเรียนรู้ : การศึกษาดูงานศิปกรรมไทย เรื่อง : ลายไทยในงานช่างทองหลวง หน้า 5 ลายใบเทศ ความหมายลายใบเทศ ใบเทศ รูปทรงมาจากใบเทศจากธรรมชาติ ความเชื่อลายใบเทศมีที่มามาจากใบฝ้าย และมีความเชื่อว่า ลายใบเทศมี่ได้รับอิทธิพลลวดลายมาจากต่างประเทศ จึงเรียกว่าลายอย่างเทศ และเปลี่ยนเป็นลายใบเทศ (ลายที่ได้รับอิทธิพลลวดลายมาจากประเทศตะวันตก) รูปทรงลวดลายเดียวกับคล้ายลายกระจังตาอ้อย จัดอยู่ ในประเภทเดียวกัน การผูกลายมีการแบ่งตัวตามรูปทรงการออกแบบ มีรูปแบบการน าลายใบเทศมาวางต่อๆ กัน เกิดเป็นพื้นที่ลายใหม่ เช่นลายกนกใบเทศ ลายหน้ากระดานใบเทศ ลายบัวคว ่าบัวหงายใบเทศ ภาพที่ 13-4 ลายเส้นเครื่องประดับทับ ทรวงลายใบเทศ ภาพที่ 13-5 ลายเส้นช่อลายกนก ลายใบเทศ
267 ใบความรู้ วิชา : การเขียนลวดลายไทย หน่วยการเรียนรู้ : การศึกษาดูงานศิปกรรมไทย เรื่อง : ลายไทยในงานช่างทองหลวง หน้า 6 รปูแบบลายใบเทศที่ปรากฏในชิ้นงานช่างทองหลวง ลายใบเทศจึงเป็นลายส าคัญที่งานช่างทองหลวงน ามาออกแบบผูกลวดลายให้เกิดเป็นชิ้นงานช่างทอง หลวงใหม่ๆ เนื่องจากลายใบเทศมีลักษณะลวดลายสามารถประยุกต์ลวดลายเข้ากับรูปแบบงานประดับอัญมณี ได้อย่างลงตัว เหมาะกับการท าชิ้นงานเครื่องประดับ จึงพบการน าลายใบเทศมาออกแบบท าชิ้นงานใน เครื่องประดับไทย และนิยมน างานลงยาสีมาใช้ควบคู่กับการออกแบบลายใบเทศ ภาพที่ 13-6 ชิ้นงานเครื่องประดับหัวปั้นเหน่ง (ลายใบเทศ)
268 ใบความรู้ วิชา : การเขียนลวดลายไทย หน่วยการเรียนรู้ : การศึกษาดูงานศิปกรรมไทย เรื่อง : ลายไทยในงานช่างทองหลวง หน้า 7 ลายพุฒตาล ความหมายลายพุฒตาล พัฒนามาจาก ลายดอกโบตั ๋น มีหลักฐานสืบค้นไปได้ไกลถึงสมัยสุโขทัย จากภาพจารบนแผ่นหินชนวน เล่าเรื่องชาดก ประดับบนเพดานอุโมงค์วัดศรีชุม จ.สุโขทัย ปรากฏ “ลายดอกโบตั๋น” ที่ได้รับอิทธิพลมาจาก ลวดลายบนเครื่องถ้วยจีน ในสมัยราชวงศ์หยวน จวบจนถึงสมัยรัชกาลที่ 3 ช่างไทยได้น ามาประดิษฐ์ผสมกับ ลายเทศ (ลายจากตะวันตก) จนกลายมาเป็น “ลายดอกพุดตาน” อย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน “ลายดอกพุดตาน” เป็นลายประดิษฐ์ที่ได้รับความนิยมมาก แพร่กระจายไปทั่วภูมิภาค รวมไปถึงประเทศราชของประเทศไทย ภาพลายเส้นดอกพุดตานผสมช่อกระหนก ในทรงสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน (หรือ สี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด) “พุดตาน” พรรณไม้มงคลมีสรรพคุณทางยา ดอกสามารถเปลี่ยนสีได้ถึง 3 สี ภายใน 1 วัน อยู่ในวงศ์ชบา มีถิ่น ก าเนิดในประเทศจีน ส่วนหนึ่งของแรงบันดาลใจให้ช่างไทยน ามาประดิษฐ์เป็น “ลายดอกพุดตาน” ในปัจจุบัน ภาพที่13- 7 ภาพลายเส้นลายดอกพุฒตาล
269 ใบความรู้ วิชา : การเขียนลวดลายไทย หน่วยการเรียนรู้ : การศึกษาดูงานศิปกรรมไทย เรื่อง : ลายไทยในงานช่างทองหลวง หน้า 8 รปูแบบลายพฒุตาลที่ปรากฏในชิ้นงานช่างทองหลวง รูปแบบลายพุฒตาลในงานช่างทองหลวงนิยมน ามาออกแบบลวดลายเข้ากับงานสลักดุน งานเครื่องถม งานถมเงินและงานถมทอง ลวดลายเป็นลายมาจากอรงบันดาลใจจากธรรมชาติ ในเชิงช่างนิยมถมพื้นที่ช่องไฟ ให้เกิดมิติตัวลายให้แตกต่างจากตัวลาย จึงนิยมน าลายพุฒตาลมาใช้กับงานถม ภาพที่ 13-8 ชิ้นงานหีบถมลงยา (ลายดอกพุฒตาล)
270 ใบความรู้ วิชา : การเขียนลวดลายไทย หน่วยการเรียนรู้ : การศึกษาดูงานศิปกรรมไทย เรื่อง : ลายไทยในงานช่างทองหลวง หน้า 9 รปูแบบงานช่างทองหลวง งานถม เงินถมทอง เครื่องถมเป็นศิลปหัตถกรรมประเภทประณีตศิลป์ เครื่องถมมีอยู่ 3 แบบ คือ ถมเงิน (หรือถมด า) ถมทอง และถมตะทอง ถมเงินหรือถมดา ถมด าเป็นถมที่เก่าแก่ที่สุดตามความนิยม ถมที่ดีต้องมีสีด าสนิทไม่มี"ตามด" (ตามดคือ จุดขาวบนสีด า) ถมเป็นกรรมวิธีในการผสมของโลหะสามอย่างเข้าด้วยกัน คือ เงิน ตะกั่ว และทองแดง น ามาป่น จนเป็นผง ละเอียด เพื่อโรยลงบนพื้นแผ่นเงิน ที่ขูดร่องหรือตอกเป็นลวดลายไว้แล้ว การที่จะให้ผงถมเกาะแน่นอยู่ที่การ เหยียบพื้น (คือ การแกะหรือตอกร่องลงบนเนื้อเงินที่เป็นพื้นของลายที่ตอก) ถ้าเหยียบพื้นให้มีรอยขรุขระมาก เท่าใด ผงถมก็เกาะได้มากเท่านั้น การถมพื้นนั้น เริ่มด้วยการโปรยผงถม ลงในช่องพื้นที่สลักหรือตอกลายเหยียบพื้น เมื่อเต็มพื้นแล้ว น าไป อบ จนผงถมละลายทั่วหุ่น หลังจากนั้นจึงขัดให้เนื้อสม ่าเสมอกัน จนเห็นลายเด่นชัดบนพื้นสีด า ต้องอาศัยความ ช านาญในการเขียน และการแลลาย การแลลาย หมายถึง การ ต้องแลเป็นเส้นเล็กๆ ตามลวดลายที่สลักดุน เพื่อให้เกิดความวาว ดูแล้วเหมือนเคลื่อนไหวได้ถมเมืองนครผลิตและสลักด้วยมือ นครศรีธรรมราชยังได้ชื่อว่า มีฝีมือในการท าถมด า ถมทอง ถมทองก็คือ ถมด านั่นเอง แต่แตกต่าง ที่ลวดลาย คือ ลายสีเงินได้เปลี่ยนเป็นสีทอง ช่างถมจะเปียกหรือ ละลายทองค าให้เหลวเป็นน ้า โดยใส่ทองแท่งลงในปรอท ปรอทจะละลายทองแท่งให้เป็นน ้า ช่างถมจะชุบน ้า ทองผสมปรอทด้วยพู่กัน เขียนทับลงบนลวดลายสีเงิน การเขียนน ้าทองละลายปรอทนี้ จะต้องใช้ความประณีตเป็นอย่างมาก ต้องเขียนทับลงบนเส้นเงินเท่านั้น เมื่อเขียนเสร็จแล้ว จะใช้ความร้อนไล่ปรอทออกจากทอง ทองก็จะติดแน่นอยู่ บนพื้นที่เขียนน ้าทองนั้น ถมทอง มีความงามตรง ที่เป็นสีทอง ลวดลายกระจ่างเด่นชัด ทองที่ทาทับ ก็จะมีความคงทนนับร้อยปี
271 ใบความรู้ วิชา : การเขียนลวดลายไทย หน่วยการเรียนรู้ : การศึกษาดูงานศิปกรรมไทย เรื่อง : ลายไทยในงานช่างทองหลวง หน้า 10 ถมตะทอง ถมตะทอง เป็นศัพท์ของช่างถม หมายถึง วิธีการระบายทองค า ละลายปรอท หรือแต้มทองเป็นแห่งๆ เฉพาะที่ มิใช่ระบาย จนเต็มเนื้อที่อย่างเดียวกับการท าถมทอง โดยเอาทองค าแท้ๆ ใส่ลงในปรอท ทองละลาย อยู่ในน ้าปรอท เมื่อเอาน ้าปรอท ที่มีทองค าละลายปนอยู่ ไปแต้มตามแห่งที่ต้องการให้เป็นสีทองนั้น ในขั้นแรก ปรอท จะยังคงอยู่ เมื่อไล่ด้วยความร้อนปรอทจะหนี ทองก็จะติดแน่นอยู่บนต าแหน่งหรือลายที่แต้ม ทองนั้น การแต้มทองหรือระบายทองในที่บาง แห่งของถมด า เป็นการเน้นจุดเด่น หรือต้องการ แสดงอวดภาพหรือลาย เด่นๆ ฉะนั้นเครื่องถม ตะทองจึงเป็นของที่หายากกว่าถมเงินหรือถมทอง ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีความนิยมใน ถมตะทอง มากกว่าถมทอง ถมปัด มีเครื่องใช้สอยอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า "ถมปัด" พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2493 ให้ค านิยาม ไว้ว่า "ภาชนะทองแดงที่เคลือบน ้ายา ประสมด้วยลูกปัดป่ นให้เป็นผง ให้เป็นสีและลวดลายต่างๆ" ส่วนค า ว่า "ปั ด" ที่เป็ นนาม ให้ค านิยามว่า "เม็ดแก้วมีรูกลาง ส าหรับร้อยเป็ นเครื่องประดับต่างๆ ที่ เรียกว่า ลูกปัด" ดังนั้น แม้จะมีค าว่า ถม อยู่ด้วย ถมปัดก็ไม่ใช่เครื่องถม ดังที่กล่าวถึงมาแล้วข้างต้นนี้ เพราะ เหตุว่า รูปพรรณถมปัดเป็นโลหะทองแดง และน ้ายา เคลือบประสมด้วยแก้ว ถมปัดนี้ยังไม่ทราบ ว่าเคยมี ณ ที่ ใด ในประเทศไทยเครื่องลงยา ของไทยใช้น ้ายาผสมด้วยแก้ว แต่โลหะก็เป็นเงิน หรือทองค า และหาได้เรียกกัน ว่า ถมปัด ไม่ ในประเทศญี่ปุ่น มีเครื่องใช้สอยชนิดหนึ่งเรียกเป็น ภาษาญี่ปุ่น ชิปโป (Shippo) ท าด้วยทองแดง หรือโลหะอื่นเคลือบน ้ายาประสมด้วยแก้ว ทาง ยุโรปก็มีเรียกว่าคลัวซอนเน (Cloisonne) ทั้งนี้ก็ ตรงกันกับ ถมปัด เข้าใจว่าโลหะลงยาชนิดนี้ใน ประเทศไทยคงมีขึ้นหลังเครื่องถม เมื่อเห็นลงยามี วิธีการท าคล้ายถม ก็เลย ใช้ค าว่าถม และเพราะ เหตุที่เคลือบด้วยแก้วสีไม่ด า จึงเอาค าว่า "ปัด" ซึ่งหมายถึง เม็ดแก้วสีต่างๆ ประกอบ เข้าไปไว้ด้วย ให้เป็นที่เข้าใจว่า เป็นชนิดที่ท าวิธีถมด้วยแก้วสี
272 ใบความรู้ วิชา : การเขียนลวดลายไทย หน่วยการเรียนรู้ : การศึกษาดูงานศิปกรรมไทย เรื่อง : ลายไทยในงานช่างทองหลวง หน้า 11 ภาพที่ 13-9 พานกลีบขนุนเทคนิคงานถมทอง
273 ใบความรู้ วิชา : การเขียนลวดลายไทย หน่วยการเรียนรู้ : การศึกษาดูงานศิปกรรมไทย เรื่อง : ลายไทยในงานช่างทองหลวง หน้า 12 ภาพที่ 13-10 กระโถนและกาน ้าเทคนิคถมทอง
274 ใบความรู้ วิชา : การเขียนลวดลายไทย หน่วยการเรียนรู้ : การศึกษาดูงานศิปกรรมไทย เรื่อง : ลายไทยในงานช่างทองหลวง หน้า 13 ภาพที่ 13-11 กระโถนและคันโทเทคนิคถมทอง
275 ใบความรู้ วิชา : การเขียนลวดลายไทย หน่วยการเรียนรู้ : การศึกษาดูงานศิปกรรมไทย เรื่อง : ลายไทยในงานช่างทองหลวง หน้า 14 ภาพที่ 13-12 หีบโลหะเทคนิคถมทอง
276 ใบความรู้ วิชา : การเขียนลวดลายไทย หน่วยการเรียนรู้ : การศึกษาดูงานศิปกรรมไทย เรื่อง : ลายไทยในงานช่างทองหลวง หน้า 15 ภาพที่ 13-13 ชุดพานพระศรีเทคนิคถมทอง
277 ใบความรู้ วิชา : การเขียนลวดลายไทย หน่วยการเรียนรู้ : การศึกษาดูงานศิปกรรมไทย เรื่อง : ลายไทยในงานช่างทองหลวง หน้า 16 ภาพที่ 13-14 ชุดพานพระศรีเทคนิคถมทอง
278 ใบความรู้ วิชา : การเขียนลวดลายไทย หน่วยการเรียนรู้ : การศึกษาดูงานศิปกรรมไทย เรื่อง : ลายไทยในงานช่างทองหลวง หน้า 17 รปูแบบงานช่างทองหลวง งานสลักดุน สลักดุน เป็นงานฝีมือหมวดหนึ่งของงานช่างไทย อยู่ใน ‘ช่างสิบหมู่’ ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา งานสลัก ดุนที่เกิดขึ้นมาในอดีต บ่งบอกว่าราชส านักมีการสร้างสรรค์ชิ้นงานเพื่อใช้ในราชส านักของ ซึ่งมีลวดลาย ต่างกัน แล้วจึงค่อยๆ แพร่ออกนอกวังหลวง ลักษณะงานสลักดุนมีวิธีการคือน าแผ่นโลหะที่ต้องการสลักดุน มารีดหรือเคาะแผ่ผิวโลหะเป็นแผ่นบางๆ ให้ได้ขนาดที่ต้องการ น าแผ่นโลหะมาสลักเส้นให้เกิดลวดลาย ตามที่ออกแบบ แล้วใช้สิ่วเคาะด้วยค้อนดุนบนผิวโลหะให้เกิดเป็นมิติความสูงขึ้นมา เก็บรายละเอียดผิว ด้านหน้าด้วยสิ่ว แผ่นโลหะที่รองรับการสลักดุนนิยมติดบนกะบะชัน โดยน าเอาชันที่เคี่ยวจนเหลวตาม ส่วนประกอบเทลงบนกะบะชันแล้วน าแผ่นโลหะมาติดบนผิวชัน ชิ้นงานการสลักดุนเมื่อเสร็จแล้วจึงมีความคล้ายกับงานปั้นนูนต ่าและนูนสูง เพียงแต่เทคนิคเชิงช่างใน การท าลวดลายให้เกิดมิติ ใช้การสลักดุนด้วยเครื่องมือค้อนและสิ่วสลักดุนหลายขนาด ใช้ในการสร้างสรรค์ ชิ้นงาน งานสลักดุน เดิมเรียกกันว่างานบุดุน เพราะจะใช้โลหะเป็น แผ่นบางๆ แล้วไปหุ้มบนวัสดุที่มีรูปทรง แล้ว กล่าวคือหุ้มข้างนอกวัตถุเดิม เพื่อให้เกิดความพิเศษ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ เช่น การบุทองค าบนขัน เงิน พานเงิน หรือพระพุทธรูป เป็นต้น แต่ปัจจุบันไม่ค่อยนิยม เพราะวัสดุในปัจจุบันหาได้ง่าย นิยมท าเป็น การหล่อชิ้นงาน หรือการเคาะขึ้นรูปชิ้นงานแทน
279 ใบความรู้ วิชา : การเขียนลวดลายไทย หน่วยการเรียนรู้ : การศึกษาดูงานศิปกรรมไทย เรื่อง : ลายไทยในงานช่างทองหลวง หน้า 18 ผลงานช่างทองหลวง เทคนิคเชิงช่างงานสลกัดนุ ภาพที่ 13-15 กาน ้าเทคนิคงานสลักดุน
280 ใบความรู้ วิชา : การเขียนลวดลายไทย หน่วยการเรียนรู้ : การศึกษาดูงานศิปกรรมไทย เรื่อง : ลายไทยในงานช่างทองหลวง หน้า 19 ภาพที่ 13-16 ลายพุฒตาลกาน ้าเทคนิคงานสลักดุน
281 ใบความรู้ วิชา : การเขียนลวดลายไทย หน่วยการเรียนรู้ : การศึกษาดูงานศิปกรรมไทย เรื่อง : ลายไทยในงานช่างทองหลวง หน้า 20 ภาพที่ 13-17 ผอบทองค าเทคนิคงานสลักดุน
282 ใบความรู้ วิชา : การเขียนลวดลายไทย หน่วยการเรียนรู้ : การศึกษาดูงานศิปกรรมไทย เรื่อง : ลายไทยในงานช่างทองหลวง หน้า 21 ภาพที่ 13-18 พานเทคนิคงานสลักดุน
283 ใบความรู้ วิชา : การเขียนลวดลายไทย หน่วยการเรียนรู้ : การศึกษาดูงานศิปกรรมไทย เรื่อง : ลายไทยในงานช่างทองหลวง หน้า 22 ภาพที่ 13-19 พานลายกนกบนเทคนิคงานสลักดุน
284 ใบความรู้ วิชา : การเขียนลวดลายไทย หน่วยการเรียนรู้ : การศึกษาดูงานศิปกรรมไทย เรื่อง : ลายไทยในงานช่างทองหลวง หน้า 23 ภาพที่ 13-20 พานลายใบเทศเทคนิคงานสลักดุน
285 ใบความรู้ วิชา : การเขียนลวดลายไทย หน่วยการเรียนรู้ : การศึกษาดูงานศิปกรรมไทย เรื่อง : ลายไทยในงานช่างทองหลวง หน้า 24 ภาพที่ 13-21 พานลายเทพพนมเทคนิคงานสลักดุน
286 ใบความรู้ วิชา : การเขียนลวดลายไทย หน่วยการเรียนรู้ : การศึกษาดูงานศิปกรรมไทย เรื่อง : ลายไทยในงานช่างทองหลวง หน้า 25 ภาพที่ 13- 22 พานแว่นฟ้าเทคนิคงานสลักดุน
287 ใบความรู้ วิชา : การเขียนลวดลายไทย หน่วยการเรียนรู้ : การศึกษาดูงานศิปกรรมไทย เรื่อง : ลายไทยในงานช่างทองหลวง หน้า 26 รปูแบบงานช่างทองหลวง งานครา ่เงิน ครา ่ทอง คร ่า หมายถึงงาน ประณีตศิลป์ ประเภทหนึ่งใช้เส้นเงินหรือเส้นทองหรือเส้นนากฝังลง ในเครื่องใช้ที่ทาด้วยเหล็กตกแต่งเป็นลวดลายบนภาชนะ เครื่องใช้ หรือเครื่องอาวุธ งานคร ่า เป็นงานช่าง โบราณประเภทหนึ่ง ในงานช่างสิบหมู่ที่อยู่ในกลุ่มงานช่างแกะ ที่นับวันหาผู้รู้ในวิชาช่างแขนงนี้ได้ยากยิ่ง เช่นเดียวกันกับงานช่างไทยสมัยโบราณหลายอย่างได้สูญหายไป ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนาง เจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงมีต่องานช่างหัตถศิลป์ ไทย โดยโปรดเกล้าฯ ให้อนุรักษ์และฟื้นฟูงานช่างไทย โบราณหลายแขนง ซึ่งงานคร ่าได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ความเป็ นมาของงานคร ่า สันนิษฐานว่า มีกาเนิดที่ประเทศเปอร์เซียและได้แพร่เข้ามาสู่อินเดีย อัฟกานิสถาน จีน เขมร ลาว และไทย โดยเฉพาะภาคใต้ของไทย เช่น เมืองปัตตานี โดยปรากฏชื่องานคร ่าใน กลุ่มช่างสิบหมู่ในสมัยรัตนโกสินทร์ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จนถึงรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขุนสารพัดช่าง ข้าราชการกรมวังนอกได้ควบคุมงานช่างคร ่าในกรม ช่างสิบหมู่ และได้ถ่ายทอดวิชางานคร ่าแก่ นายสมาน ไชยสุกกุมาร ผู้เป็นบุตรของขุนสารพัดช่างซึ่งได้สืบทอด ศิลปะการทาคร ่าสืบต่อมา แต่ก็ไม่ได้เป็นที่รู้จักแพร่หลายของคนทั่วไป ลักษณะงานคร ่า เป็นการตกแต่งลวดลายบนพื้นโลหะประเภทเหล็กโดยใช้เครื่องมือสกัดให้เป็นลวดลาย บนพื้นโลหะต่างชนิด เช่น เงิน ทอง นากลงไปแล้วขัด หรือที่ศัพท์ช่างเรียกว่า กวดผิวให้เรียบจะเกิดลวดลาย จากสีของโลหะที่ต่างกัน ตามลวดลายที่สลักและฝังโลหะไว้ ลงบนผิวหน้าของเครื่องใช้ที่ทาด้วยเหล็ก หากใช้ เส้นเงินฝังเรียก คร ่าเงิน หากใช้เส้นทองฝังเรียก คร ่าทอง หากใช้เส้นนากฝังเรียก คร ่านาก โดยจะต้องทาให้ผิว เหล็กเกิดเป็นรอยที่ละเอียดด้วยการใช้เหล็กสกัดที่คมบางแต่แข็งแกร่งตีสับลายตัดกันไปมาบนผิวโลหะให้เกิด ความขรุขระ จากนั้นจึงใช้เส้นทองหรือเส้นเงิน หรือเส้นนากตอกให้ติดเป็นลวดลายวิจิตรงดงามตามที่ต้องการ ถือเป็นกรรมวิธีการตกแต่งในงานโลหะของช่างไทย