The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

26 53-01-0374 แผนฯ กฏหมายที่ประชาชนควรรู้ ม 4-6

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by pagemaha, 2023-09-29 21:23:04

26 53-01-0374 แผนฯ กฏหมายที่ประชาชนควรรู้ ม 4-6

26 53-01-0374 แผนฯ กฏหมายที่ประชาชนควรรู้ ม 4-6

ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมายที่ประชาชนควรรู้ ม. 4–6 ผลิตและจัดจำหนายโดย บริษัท สำนักพิมพวัฒนาพานิช จำกัด ว�ฒนาพานิช สำราญราษฎร 216–220 ถนนบำรุงเมือง แขวงสำราญราษฎร เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200 โทร. 02 222 9394 • 02 222 5371–2 FAX 02 225 6556 • 02 225 6557 email: [email protected] • ออกแบบการเรียนรู้โดยใช้มาตรฐานการเรียนรู้และผลการเรียนรูเป็นเป้าหมาย • ออกแบบการจัดการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง • ใช้แนวคิด Backward Design ผสมผสานกับแนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้ต่าง ๆ อย่างหลากหลาย • ออกแบบการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะสำคัญของนักเรียนในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้ทักษะชีวิต และการใช้เทคโนโลยี • แบ่งแผนการจัดการเรียนรู้เป็นรายชั่วโมง สะดวกแกการใช้ • มีองค์ประกอบครบถ้วนตามแนวทางการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ของสถานศึกษา • นำไปพัฒนาเป็นผลงานทางวิชาการเพื่อเลื่อนวิทยฐานะได้


ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กลุมสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชาเพิ่มเติม สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย หามละเมิด ทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร B สวนหนึ่งสวนใด เวนแตจะไดรับอนุญาต ī ISBN 978-974-18-6390-7 พิมพ์ที่ บริษัท โรงพิมพ์วัฒนาพานิช จำกัด นายเริงชัย จงพิพัฒนสุข กรรมการผู้จัดการ ระดับมัธยมศึกษาตอนตน หนังสือ​เรียน • แบบ​ฝก​ทักษะ • ฉบับ​สมบูรณแบบ • แผนฯ (CD) พระพุทธศาสนา ม. 1–3 ..................รศ. ดร.จรัส พยัคฆราชศักดิ์​และ​คณะ หนังสือ​เรียน • แบบ​ฝก​ทักษะ • ฉบับ​สมบูรณแบบ • แผนฯ (CD) หนาที่พลเมืองฯ ม. 1–3................................. รศ.ธวัช ทัน​โตภาส และ​คณะ หนังสือ​เรียน • แบบ​ฝก​ทักษะ • ฉบับ​สมบูรณแบบ • แผนฯ (CD) เศรษฐศาสตร ม. 1–3...................................ดร.ขวัญ​นภา สุขคร และ​คณะ หนังสือ​เรียน • แบบ​ฝก​ทักษะ • ฉบับ​สมบูรณแบบ • แผนฯ (CD) ประวัติศาสตรม. 1–3 .............................รศ. ดร.ไพฑูรยมี​กุศล และ​คณะ หนังสือ​เรียน • แบบ​ฝก​ทักษะ • ฉบับ​สมบูรณแบบ • แผนฯ (CD) ภูมิศาสตร ม. 1–3........................................ผศ.สมมต สมบูรณ​และ​คณะ หนังสือ​เรียน • แบบ​ฝก​ทักษะ • ฉบับ​สมบูรณแบบ • แผนฯ (CD) สังคมศึกษา ม. 1–3....................................... รศ.ธวัช ทัน​โตภาส และ​คณะ หนังสือ​เรียน • แผนฯ (CD) กฎหมายนารู ม. 1–3......................................................................................................ปรา​งคสุวรรณ ศักดิ์​โสภณ​กุล ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หนังสือ​เรียน • แบบ​ฝก​ทักษะ • ฉบับ​สมบูรณแบบ • แผนฯ (CD) พระพุทธศาสนา 1 ม. 4–6...............รศ. ดร.จรัส พยัคฆราชศักดิ์​และ​คณะ หนังสือ​เรียน • แบบ​ฝก​ทักษะ • ฉบับ​สมบูรณแบบ • แผนฯ (CD) พระพุทธศาสนา 2 ม. 4–6...............รศ. ดร.จรัส พยัคฆราชศักดิ์​และ​คณะ หนังสือ​เรียน • แบบ​ฝก​ทักษะ • ฉบับ​สมบูรณแบบ • แผนฯ (CD) พระพุทธศาสนา 3 ม. 4–6...............รศ. ดร.จรัส พยัคฆราชศักดิ์​และ​คณะ หนังสือ​เรียน • แบบ​ฝก​ทักษะ • ฉบับ​สมบูรณแบบ • แผนฯ (CD) หนาที่พลเมืองฯ ม. 4–6 เลม 1...................... รศ.ธวัช ทัน​โตภาส และ​คณะ หนังสือ​เรียน • แบบ​ฝก​ทักษะ • ฉบับ​สมบูรณแบบ • แผนฯ (CD) หนาที่พลเมืองฯ ม. 4–6 เลม 2...................... รศ.ธวัช ทัน​โตภาส และ​คณะ หนังสือ​เรียน • แบบ​ฝก​ทักษะ • ฉบับ​สมบูรณแบบ • แผนฯ (CD) หนาที่พลเมืองฯ ม. 4–6................................. รศ.ธวัช ทัน​โตภาส และ​คณะ หนังสือ​เรียน • แบบ​ฝก​ทักษะ • ฉบับ​สมบูรณแบบ • แผนฯ (CD) เศรษฐศาสตรม. 4–6...................................ดร.ขวัญ​นภา สุขคร และ​คณะ ​หนังสือ​เรียน • แบบ​ฝก​ทักษะ • ฉบับ​สมบูรณแบบ • แผนฯ (CD) ประวัติศาสตร​ม. 4–6 เลม 1...................รศ. ดร.ไพฑูรยมี​กุศล และ​คณะ ​หนังสือ​เรียน • แบบ​ฝก​ทักษะ • ฉบับ​สมบูรณแบบ • แผนฯ (CD) ประวัติศาสตร​ม. 4–6 เลม 2...................รศ. ดร.ไพฑูรยมี​กุศล และ​คณะ หนังสือ​เรียน • แบบ​ฝก​ทักษะ • ฉบับ​สมบูรณแบบ • แผนฯ (CD) ภูมิศาสตรม. 4–6........................................ผศ.สมมต สมบูรณและ​คณะ หนังสือ​เรียน • แผนฯ (CD) กฎหมายที่ประชาชนควรรู ม. 4–6....................................................................................ปรา​งคสุวรรณ ศักดิ์​โสภณ​กุล สื่อการเรียนรู้ระดับ ม.ตน–ม.ปลาย กลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 • หนังสือเรียน (ศธ. อนุญาต) • แบบฝึกทักษะ • ฉบับสมบูรณ์แบบ • แผนฯ (CD) ผูเรียบเรียง ปรางค​สุวรรณ ศักดิ์​โสภณ​กุล น.บ., ค.ม. บรรณาธิการ ​สุระ ดา​มา​พงษ กศ.บ., กศ.ม. ดร.​พิษ​ณุ เพชร​พัช​รกุล ศษ.บ., ศศ.ม., กจ.ด. พง​ษศักดิ์ แคลวเครือ ศศ.บ. (เกียรตินิยม), ร.ม. กฎหมายที่ประชาชนควรรู้ ม. 4–6


คำนำ คูมือ​ครู แผนการ​จัดการ​เรียนรู รายวิชา​เพิ่มเติม กฎหมาย​ที่​ประชาชน​ควร​รู ม. 4–6 ระดับ​ มัธยมศึกษา​ตอนปลาย เลม​นี้​เปน​สื่อ​การ​เรียนรู​ที่​จัด​ทำขึ้น​เพื่อ​ใช​เปนแนว​ทางใน​การ​จัดการ​เรียนรู​โดย​ยึด หลักการออกแบบการจัดการเรียนรู​ตามแนวคิด Backward Design ที่เนนผูเรียนเปนศูนยกลาง (Child-Centered) ตามหลักการเนนผูเรียน  เปนสำคัญ ให​นักเรียน​มี​สวนรวม​ใน​กิจกรรม​และ​กระบวนการ​ เรียนรูสามารถ​สราง​องคความรู​ได​ดวย​ตน​เอง ทั้งเปน​รายบุคคล​และ​เปนกลุม บทบาท​ของ​ครู​มี​หนาที่​เอื้อ อำนวย​ความ​สะดวก​ให​นักเรียน​ประสบผล​สำเร็จ โดย​สราง​สถานการณ​การ​เรียนรู​ทั้ง​ใน​หองเรียน​และ ​นอก​หองเรียน ทำให​นักเรียน​สามารถ​เชื่อมโยง​ความรู​ใน​กลุม​สาระ​การ​เรียนรู​อื่น ๆ ได​ใน​เชิง​บูรณาการ​ ดวย​วิธีการ​ที่​หลากหลาย เนน​กระบวนการ​คิด​วิเคราะห สังเคราะห และ​สรุป​ความรู​ดวย​ตน​เอง ทำให​ นักเรียน​ไดรับ​การ​พัฒนา​ทั้ง​ดาน​ความรู​ดาน​คุณธรรม จริยธรรม และ​คานิยม และ​ดาน​ทักษะ/กระบวนการ​ ที่​ดีนำไปสู​การ​อยู​รวมกัน​ใน​สังคม​อยาง​สันติสุข การ​จัดทำ​คูมือ​ครู แผนการ​จัดการ​เรียนรูรายวิชา​เพิ่มเติม กฎหมาย​ที่​ประชาชน​ควร​รู ม. 4–6 ระดับ​มัธยมศึกษา​ตอนปลาย ​เลม​นี้​ได​จัด​ทำตาม​หลักสูตร​แกนกลาง​การ​ศึกษา​ขั้น​พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ภายใน​เลม​ได​นำเสนอ​แผนการ​จัดการ​เรียนรู​เปนราย​ชั่วโมง​ตาม​หนวย​การ​เรียนรู เพื่อให​ครู​นำ ไปใช​ในการ​จัดการ​เรียนรู​ได​สะดวก​ยิ่งขึ้น นอกจากนี้​แตละ​หนวย​การ​เรียนรู​ยังมี​การ​วัด​และ​ประเมินผล​ การ​เรียนรู​ทั้ง 3 ดาน ไดแก ดาน​ความรูดาน​คุณธรรม จริยธรรม และ​คานิยม และ​ดาน​ทักษะ/กระบวนการ ทำให​ทราบ​ผล​การ​เรียนรู​แตละ​หนวย​การ​เรียนรู​ของ​นักเรียน​ได​ทันที คูมือ​ครูแผนการ​จัดการ​เรียนรู​นำเสนอ​เนื้อหา​แบง​เปน 3 ตอน คือ ตอนที่ 1 คำชี้แจงการจัดแผนการจัดการเรียนรู ประกอบดวย​แนวทาง​การ​ใช​แผนการ​จัดการ​ เรียนรู การ​ออกแบบการจัด​การ​เรียนรู​ตาม​แนวคิด Backward Design เทคนิค​และ​วิธีการ​จัดการ​ เรียนรู–การ​วัด​และ​ประเมินผลการเรียน​รูกลุม​สาระสังคมศึกษา ศาสนา และ​วัฒนธรรม ตาราง​วิเคราะห​ ผลการ​เรียนรูกับ​สาระ​การ​เรียนรู​ใน​หนวย​การ​เรียนรูและ​โครงสราง​การ​แบงเวลา​ราย​ชั่วโมง​ใน​การ​จัดการ​ เรียนรู้ ตอนที่ 2 แผนการจัดการเรียนรู​ได​เสนอ​แนะแนวทาง​การ​จัดการ​เรียนรู​แตละ​หนวย​การ​เรียนรู​ ใน​หนังสือ​เรียน แบง​เปน​แผน​ยอย​ราย​ชั่วโมง ซึ่ง​แผนการ​จัดการ​เรียนรู​แตละ​แผนมี​องคประกอบ​ครบถวน​ ตาม​แนวทาง​การ​จัดทำ​แผนการ​จัดการ​เรียนรู​ของ​สถานศึกษา ตอนที่ 3 เอกสาร/ความรู​เสริมสำหรับครู ประกอบดวย​แบบทดสอบ​ตาง ๆ และ​ความรู​เสริม​ สำหรับ​ครูซึ่ง​บันทึก​ลง​ใน​แผน​ซีดี(CD) เพื่อ​อำนวย​ความ​สะดวก​ให​ครู​ใช​ใน​การ​จัด​กิจ​กรรมการ​เรียนรู คูมือ​ครู แผนการ​จัดการ​เรียนรู รายวิชา​เพิ่มเติม กฎหมาย​ที่​ประชาชน​ควร​รู ม. 4–6 ระดับ​ มัธยมศึกษา​ตอนปลาย เลม​นี้​ได​ออกแบบ​การ​เรียนรู​ดวย​เทคนิค​และ​วิธีการ​สอน​อยาง​หลากหลาย หวัง​วา​ จะ​เปน​ประโยชน​ตอ​การ​นำไป​ประยุกต​ใช​ใน​การ​จัดการ​เรียนรู​ให​เหมาะสมกับ​สภาพแวดลอม​ของ​นักเรียน​ ตอไป คณะผูจัดทำ


สารบัญ ตอนที่ 1 คำชี้แจงการจัดแผนการจัดการเรียนรู................................................................1 G แนวทาง​การ​ใช​แผนการ​จัดการ​เรียนรู................................................................................. 2 G การ​ออกแบบ​การ​จัดการ​เรียนรู​ตาม​แนวคิด Backward Design........................................... 5 G เทคนิค​และ​วิธีการ​จัดการ​เรียนรู–การ​วัด​และ​ประเมินผล​การ​เรียนรู กลุม​สาระ​การ​เรียนรู​สังคมศึกษา ศาสนา และ​วัฒนธรรม...................................................17 G ตาราง​วิเคราะห​ผล​การ​เรียนรู​กับ​สาระ​การ​เรียนรู​ใน​หนวย​การ​เรียนรู.....................................19 G โครงสราง​การ​แบงเวลา​ราย​ชั่วโมง​ใน​การ​จัดการ​เรียนรู........................................................20 ตอนที่ 2 แผนการจัดการเรียนรู...................................................................................22 หนวยการเรียนรู​ที่ 1 ความหมายและลักษณะสำคัญของกฎหมาย .......................................23 ผัง​มโนทัศน​เปาหมาย​การ​เรียนรู​และ​ขอบขาย​ภาระ​งาน............................................................23 ผัง​การ​ออกแบบ​การ​จัดการ​เรียนรู หนวย​การ​เรียนรู​ที่ 1 ความ​หมาย​และ​ลักษณะ​สำคัญ​ของ​กฎหมาย...........................................24 แผนการจัดการเรียนรู​ที่ 1 ที่ไหนมีสังคม ที่นั่นมีกฎหมาย ............................................26 แผนการจัดการเรียนรู​ที่ 2 ความหมาย ลักษณะสำคัญ และความสำคัญของกฎหมาย ..........29 แผนการจัดการเรียนรู​ที่ 3 ความสัมพันธ​ระหวางกฎหมายกับศาสตร​แขนงอื่น ....................33 หนวยการเรียนรู​ที่ 2 ที่มาของกฎหมายและระบบกฎหมาย ................................................37 ผัง​มโนทัศน​เปาหมาย​การ​เรียนรู​และ​ขอบขาย​ภาระ​งาน............................................................37 ผัง​การ​ออกแบบ​การ​จัดการ​เรียนรู หนวย​การ​เรียนรู​ที่ 2 ที่มา​ของ​กฎหมาย​และ​ระบบ​กฎหมาย.....................................................38 แผนการจัดการเรียนรู​ที่ 4 ที่มาของกฎหมายและระบบกฎหมาย.....................................40 หนวยการเรียนรู​ที่ 3 ประเภทของกฎหมาย...................................................................45 ผัง​มโนทัศน​เปาหมาย​การ​เรียนรู​และ​ขอบขาย​ภาระ​งาน............................................................45 ผัง​การ​ออกแบบ​การ​จัดการ​เรียนรู หนวย​การ​เรียนรู​ที่ 3 ประเภท​ของ​กฎหมาย ..........................................................................46 แผนการจัดการเรียนรู​ที่ 5 ประเภทของกฎหมาย .......................................................48 หนวยการเรียนรู​ที่ 4 กระบวนการจัดทำกฎหมายลายลักษณ​อักษร ......................................52 ผัง​มโนทัศน​เปาหมาย​การ​เรียนรู​และ​ขอบขาย​ภาระ​งาน............................................................52


ผัง​การ​ออกแบบ​การ​จัดการ​เรียนรู หนวย​การ​เรียนรู​ที่ 4 กระบวนการ​จัดทำ​กฎหมาย​ลายลักษณ​อักษร..........................................53 แผนการจัดการเรียนรู​ที่ 6 ที่มาของกฎหมายและการยกรางกฎหมาย...............................55 แผนการจัดการเรียนรู​ที่ 7 การพิจารณาและขั้นตอนในการจัดทำกฎหมาย........................58 แผนการจัดการเรียนรู​ที่ 8 ลำดับชั้นของกฎหมายลายลักษณ​อักษร.................................62 หนวยการเรียนรู​ที่ 5 การบังคับใช​กฎหมายและการสิ้นผลการบังคับใช​กฎหมาย......................65 ผังมโนทัศนเปาหมายการเรียนรู้และขอบขายภาระงาน............................................................65 ผังการออกแบบการจัดการเรียนรู้ หนวยการเรียนรู้ที่ 5 การบังคับใชกฎหมายและการสิ้นผลการบังคับใชกฎหมาย .....................66 แผนการจัดการเรียนรู​ที่ 9 การบังคับใช​กฎหมายและการสิ้นผลการบังคับใช​กฎหมาย ..........68 หนวยการเรียนรูที่ 6 รัฐธรรมนูญ...............................................................................72 ผังมโนทัศนเปาหมายการเรียนรู้และขอบขายภาระงาน............................................................72 ผังการออกแบบการจัดการเรียนรู้ หนวยการเรียนรู้ที่ 6 รัฐธรรมนูญ........................................................................................73 แผนการจัดการเรียนรู​ที่ 10 รัฐธรรมนูญ .................................................................75 หนวยการเรียนรู​ที่ 7 หลักกฎหมายแพง.......................................................................79 ผังมโนทัศนเปาหมายการเรียนรู้และขอบขายภาระงาน............................................................79 ผังการออกแบบการจัดการเรียนรู้ หนวยการเรียนรู้ที่ 7 หลักกฎหมายแพง...............................................................................80 แผนการจัดการเรียนรู​ที่ 11 หลักกฎหมายแพง .........................................................82 หนวยการเรียนรู​ที่ 8 หลักกฎหมายอาญา .....................................................................86 ผังมโนทัศนเปาหมายการเรียนรู้และขอบขายภาระงาน............................................................86 ผังการออกแบบการจัดการเรียนรู้ หนวยการเรียนรู้ที่ 8 หลักกฎหมายอาญา.............................................................................87 แผนการจัดการเรียนรู​ที่ 12 หลักกฎหมายอาญา........................................................89 หนวยการเรียนรู​ที่ 9 กฎหมายเกี่ยวกับการทะเบียนราษฎร และบัตรประจำตัวประชาชน ..........................................................93 ผังมโนทัศนเปาหมายการเรียนรู้และขอบขายภาระงาน............................................................93 ผังการออกแบบการจัดการเรียนรู้ หนวยการเรียนรู้ที่ 9 กฎหมายเกี่ยวกับการทะเบียนราษฎรและบัตรประจำตัวประชาชน .............94


แผนการจัดการเรียนรู​ที่ 13 กฎหมายเกี่ยวกับการทะเบียนราษฎร ​และบัตรประจำตัวประชาชน.............................................96 หนวยการเรียนรู​ที่ 10 กฎหมายเกี่ยวกับการคุมครองเด็ก................................................101 ผังมโนทัศนเปาหมายการเรียนรู้และขอบขายภาระงาน..........................................................101 ผังการออกแบบการจัดการเรียนรู้ หนวยการเรียนรู้ที่ 10 กฎหมายเกี่ยวกับการคุมครองเด็ก ....................................................102 แผนการจัดการเรียนรู​ที่ 14 กฎหมายเกี่ยวกับการคุมครองเด็ก ....................................104 หนวยการเรียนรู​ที่ 11 กฎหมายเกี่ยวกับการคุมครองผูบริโภค ...........................................108 ผังมโนทัศนเปาหมายการเรียนรู้และขอบขายภาระงาน..........................................................108 ผังการออกแบบการจัดการเรียนรู้ หนวยการเรียนรู้ที่ 11 กฎหมายเกี่ยวกับการคุมครองผูบริโภค .............................................109 แผนการจัดการเรียนรู​ที่ 15 กฎหมายเกี่ยวกับการคุมครองผูบริโภค..............................111 หนวยการเรียนรู​ที่ 12 กฎหมายเกี่ยวกับการรับราชการทหาร...........................................115 ผังมโนทัศนเปาหมายการเรียนรู้และขอบขายภาระงาน..........................................................115 ผังการออกแบบการจัดการเรียนรู้ หนวยการเรียนรู้ที่ 12 กฎหมายเกี่ยวกับการรับราชการทหาร................................................116 แผนการจัดการเรียนรู​ที่ 16 กฎหมายเกี่ยวกับการรับราชการทหาร................................118 หนวยการเรียนรู​ที่ 13 กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดใหโทษ ..............................................122 ผังมโนทัศนเปาหมายการเรียนรู้และขอบขายภาระงาน..........................................................122 ผังการออกแบบการจัดการเรียนรู้ หนวยการเรียนรู้ที่ 13 กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดใหโทษ....................................................123 แผนการจัดการเรียนรู​ที่ 17 กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดใหโทษ...................................125 หนวยการเรียนรู​ที่ 14 ปญหาการใช​กฎหมายในสังคมไทยและแนวทางปองกันแกไข..............129 ผังมโนทัศนเปาหมายการเรียนรู้และขอบขายภาระงาน..........................................................129 ผังการออกแบบการจัดการเรียนรู้ หนวยการเรียนรู้ที่ 14 ปญหาการใชกฎหมายในสังคมไทยและแนวทางปองกันแกไข...............130 แผนการจัดการเรียนรู​ที่ 18 ปญหาการใช​กฎหมายในสังคมไทย ​ และแนวทางปองกันแกไข .............................................132


ตอนที่ 1 คำชี้แจงการจัดแผนการจัดการเรียนรู รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมายที่ประชาชนควรรู กลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม


2 คูมือครู แผนฯ รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมาย​ที่​ประชาชน​ควร​รูม. 4–6 1. แนวทางการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ คูมือครู แผนการจัดการเรียนรู รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมายที่ประชาชนควรรู ม. 4–6 เลมนี้ จัดทำ ขึ้นเพื่อเปนแนวทางใหครูใชประกอบการจัดการเรียนรูกลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งการแบงหนวยการเรียนรูสำหรับจัดทำแผนการจัดการเรียนรู รายชั่วโมงในคูมือครู แผนการจัดการเรียนรูเลมนี้แบงเนื้อหาเปน 14 หนวย เพื่อใหสามารถใชควบคูกับ หนังสือเรียน รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมายที่ประชาชนควรรู ม. 4–6 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายได ประกอบดวยหนวยการเรียนรู ดังนี้ ​ ​หนวย​การ​เรียนรู​ที่ 1 ความหมายและลักษณะสำคัญของกฎหมาย ​ ​หนวย​การ​เรียนรู​ที่ 2 ที่มาของกฎหมายและระบบกฎหมาย ​ ​หนวย​การ​เรียนรู​ที่ 3 ประเภทของกฎหมาย ​ ​หนวย​การ​เรียนรู​ที่ 4 กระบวนการจัดทำกฎหมายลายลักษณอักษร ​ ​หนวย​การ​เรียนรู​ที่ 5 การบังคับใชกฎหมายและการสิ้นผลการบังคับใชกฎหมาย ​หนวย​การ​เรียนรู​ที่ 6 รัฐธรรมนูญ ​ ​หนวย​การ​เรียนรู​ที่ 7 หลักกฎหมายแพง ​ ​หนวย​การ​เรียนรู​ที่ 8 ​หลักกฎหมายอาญา ​หนวย​การ​เรียนรู​ที่ 9 กฎหมายเกี่ยวกับการทะเบียนราษฎรและบัตรประจำตัวประชาชน ​ ​หนวย​การ​เรียนรู​ที่ ​1​0​ กฎหมายเกี่ยวกับการคุมครองเด็ก ​หนวย​การ​เรียนรู​ที่ ​1​1​ ​กฎหมายเกี่ยวกับการคุมครองผูบริโภค ​ ​หนวย​การ​เรียนรู​ที่ ​1​2 กฎหมายเกี่ยวกับการรับราชการทหาร ​หนวย​การ​เรียนรู​ที่ ​1​3 กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดใหโทษ ​ ​หนวย​การ​เรียนรู​ที่ ​1​4 ปญหาการใชกฎหมายในสังคมไทยและแนวทางปองกันแกไข ​ ​คูมือครู แผนการจัดการเรียนรูเลมนี้ไดนำเสนอรายละเอียดไวครบถวนตามแนวทางการจัด แผนการจัดการเรียนรู นอกจากนี้ยังไดออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนใหนักเรียนไดพัฒนา องคความรู สมรรถนะสำคัญ และคุณลักษณะอันพึงประสงคไวอยางครบถวนตามหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ครูควรศึกษาคูมือครู แผนการจัดการเรียนรูเลมนี้ใหละเอียด เพื่อปรับใชใหสอดคลองกับสภาพแวดลอม สถานการณ และสภาพของนักเรียน ​ ​ในแตละหนวยการเรียนรูจะแบงแผนการจัดการเรียนรูออกเปนรายชั่วโมง ซึ่งมีจำนวนมากนอย ไมเทากัน ขึ้นอยูกับความยาวของเนื้อหาสาระ และในแตละหนวยการเรียนรูมีองคประกอบดังนี้ ​ ​1​.​​ผัง​มโนทัศน​เปาหมาย​การ​เรียนรู​และ​ขอบขาย​ภาระ​งาน แสดงขอบขายเนื้อหาการจัดการเรียนรู ที่ครอบคลุมความรู ทักษะ/กระบวนการ คุณธรรม จริยธรรม คานิยม และภาระงาน/ชิ้นงาน ​ ​2​.​​กรอบ​แนวคิด​การ​ออก​แบบ​การ​จัดการ​เรียนรู​ตาม​แนวคิด ​B​a​c​k​w​a​r​d​​D​e​s​i​g​n (Backward Design Template) เปนกรอบแนวคิดในการจัดการเรียนรูของแตละหนวยการเรียนรู แบงเปน 3 ขั้น ไดแก


คูมือครู แผนฯ รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมาย​ที่​ประชาชน​ควร​รูม. 4–6   3 ​ขั้น​ที่ ​1​ ​ผลลัพธปลายทางที่ตองการใหเกิดขึ้นกับนักเรียน ​ ​ ​ขั้น​ที่ ​2​ ​ภาระงานและการประเมินผลการเรียนรูซึ่งเปนหลักฐานที่แสดงวานักเรียนมีผล การเรียนรูตามที่กำหนดไวอยางแทจริง ​ ​ ​ขั้น​ที่ ​3 ​แผนการจัดการเรียนรู จะระบุวาในแตละหนวยการเรียนรูแบงเปนแผนการจัดการ เรียนรูกี่แผน และแตละแผนใชเวลาในการจัดกิจกรรมกี่ชั่วโมง ​ ​3​. ​แผนการ​จัดการ​เรียนรู​ราย​ชั่วโมง เปนแผนการจัดการเรียนรูตามกรอบแนวคิดการออกแบบ การจัดการเรียนรูตามแนวคิด Backward Design ประกอบดวย ​ ​ ​3​.​1​ ​ชื่อ​แผนการ​จัดการ​เรียนรู ประกอบดวยลำดับที่ของแผน ชื่อแผน และเวลาเรียน เชน แผนการจัดการเรียนรูที่ 1 เรื่อง ที่ไหนมีสังคม ที่นั่นมีกฎหมาย เวลา 1 ชั่วโมง ​ ​ ​3​.​2 ​สาระสำคัญ เปนความคิดรวบยอดของเนื้อหาที่นำมาจัดการเรียนรูในแตละแผนการจัดการ เรียนรู ​ ​ ​3​.​3​ ผล​การ​เรียนรู เปนการระบุผลการเรียนรูที่สอดคลองกับมาตรฐานการเรียนรูของแผน การจัดการเรียนรูนี้ ​ ​ ​3​.​4​ ​จุดประสงค​การ​เรียนรู เปนสวนที่บอกจุดมุงหมายที่ตองการใหเกิดขึ้นกับนักเรียน ภายหลังจากการเรียนจบในแตละแผน ทั้งในดานความรู (K) ดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม (A) และดานทักษะ/กระบวนการ (P) ซึ่งสอดคลองสัมพันธกับผลการเรียนรูและเนื้อหาในแผนการ จัดการเรียนรูนั้น ๆ ​ ​ ​3​.​5 การ​วัด​และ​ประเมินผล​การ​เรียนรู เปนการตรวจสอบผลการจัดการเรียนรูวาหลังจาก จัดการเรียนรูในแตละแผนการจัดการเรียนรูแลว นักเรียนมีพัฒนาการ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ตาม เปาหมายที่คาดหวังไวหรือไม และมีสิ่งที่จะตองไดรับการพัฒนาปรับปรุงสงเสริมในดานใดบาง ดังนั้น ในแตละแผนการจัดการเรียนรูจึงไดออกแบบวิธีการและเครื่องมือในการวัดและประเมินผลการเรียนรู ดานตาง ๆ ของนักเรียนไวอยางหลากหลาย เชน การทำแบบทดสอบ การตอบคำถามสั้น ๆ การตรวจ ผลงาน การสังเกตพฤติกรรมทั้งที่เปนรายบุคคลและเปนกลุม เปนตน โดยเนนการปฏิบัติใหสอดคลอง และเหมาะสมกับจุดประสงคการเรียนรูและผลการเรียนรู ​ ​ วิธีการและเครื่องมือในการวัดและประเมินผลการเรียนรูเหลานี้ครูสามารถนำไปใชประเมิน นักเรียนได ทั้งในระหวางการจัดการเรียนรูและการทำกิจกรรมตาง ๆ ตลอดจนการนำความรูไปใชใน ชีวิตประจำวัน ​ ​ ​3​.​6 ​สาระ​การ​เรียนรู เปนหัวขอที่นำมาจัดการเรียนรูในแตละแผนการจัดการเรียนรู ซึ่ง สอดคลองกับสาระการเรียนรูแกนกลาง ​ ​ ​3​.​7 ​แนวทาง​การบูรณาการ เปนการเสนอแนะแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรูในเรื่อง ที่เรียนรูของแตละแผนใหเชื่อมโยงสัมพันธกับสาระการเรียนรูอื่น ๆ ไดแก ภาษาไทย คณิตศาสตร วิทยาศาสตร สุขศึกษาและพลศึกษา ศิลปะ การงานอาชีพและเทคโนโลยี และภาษาตางประเทศ เพื่อให การเรียนรูสอดคลองและครอบคลุมสถานการณจริง ​ ​ ​3​.​8 กระบวนการ​จัดการ​เรียนรู เปนการเสนอแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรูเนื้อหาใน แตละเรื่อง โดยใชแนวคิดและทฤษฎีการเรียนรูตาง ๆ ตามความเหมาะสม ทั้งนี้เพื่อใหครูนำไปใชประโยชน


4 คูมือครู แผนฯ รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมาย​ที่​ประชาชน​ควร​รูม. 4–6 ในการวางแผนการจัดการเรียนรูไดอยางมีประสิทธิภาพ ซึ่งกระบวนการจัดการเรียนรูประกอบดวย 5 ขั้น ไดแก ​ ขั้นที่ 1 นำเขาสูบทเรียน ​ ​ ​ขั้นที่ 2 กิจกรรมการเรียนรู ​ ​ ​ ขั้นที่ 3 ฝกฝนผูเรียน ​ ​ ​ ขั้นที่ 4 นำไปใช ​ ​ ​ ขั้นที่ 5 สรุป ​ ​ ​3​.​9​ กิจกรรม​เสนอ​แนะ เปนกิจกรรมเสนอแนะสำหรับใหนักเรียนไดพัฒนาเพิ่มเติมใน ดานตาง ๆ นอกเหนือจากที่ไดจัดการเรียนรูมาแลวในชั่วโมงเรียน กิจกรรมเสนอแนะมี 2 ลักษณะ คือ กิจกรรมสำหรับผูที่มีความสามารถพิเศษและตองการศึกษาคนควาในเนื้อหานั้น ๆ ใหลึกซึ้งกวางขวาง ยิ่งขึ้น และกิจกรรมสำหรับการเรียนรูใหครบตามเปาหมาย ซึ่งมีลักษณะเปนการซอมเสริม ​ ​ ​3​.​1​0​ ​สื่อ/​แหลง​การ​เรียนรู เปนรายชื่อสื่อการเรียนรูทุกประเภทที่ใชในการจัดการเรียนรู ซึ่งมีทั้งสื่อธรรมชาติ สื่อสิ่งพิมพ สื่อเทคโนโลยี และสื่อบุคคล เชน หนังสือ เอกสารความรู รูปภาพ เครือขายอินเทอรเน็ต วีดิทัศน ปราชญชาวบาน เปนตน ​ ​ ​3​.​1​1 บันทึก​หลัง​การ​จัดการ​เรียนรู เปนสวนที่ใหครูบันทึกผลการจัดการเรียนรูวาประสบ ความสำเร็จหรือไม มีปญหาหรืออุปสรรคอะไรเกิดขึ้นบาง ไดแกไขปญหาและอุปสรรคนั้นอยางไร สิ่งที่ ไมไดปฏิบัติตามแผนมีอะไรบาง และขอเสนอแนะสำหรับการปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรูครั้งตอไป นอกจากนี้ยังอำนวยความสะดวกใหครู โดยจัดทำแบบทดสอบตาง ๆ และความรูเสริมสำหรับ ครูบันทึกลงในแผนซีดี (CD) ประกอบดวย ​ ​​1​.​​แบบทดสอบ​กอน​เรียน​และ​หลัง​เรียน เปนแบบทดสอบเพื่อใชวัดและประเมินผลนักเรียน กอนการจัดการเรียนรูและหลังการจัดการเรียนรู ​ ​​2​.​​แบบทดสอบ​ปลายปเปนแบบทดสอบเพื่อใชวัดและประเมินผลการเรียนรูปลายป 3 ดาน ไดแก 1) ดานความรู มีแบบทดสอบทั้งที่เปนแบบปรนัยและแบบอัตนัย 2) ดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม เปนตารางการประเมิน ​​3) ดานทักษะ/กระบวนการ เปนตารางการประเมิน 3. ใบ​งาน แบบบันทึก และ​แบบ​ประเมิน​ตาง ๆ ​ ​4​. ​เอกสาร/​ความรู​เสริม​สำหรับ​ครูเปนการนำเสนอความรูในเรื่องตาง ๆ แกครู เชน ​ 4.1 ผลการเรียนรู จุดประสงคการเรียนรู และสาระการเรียนรู รายวิชาเพิ่มเติม ส 302 _ _ กฎหมายที่ประชาชนควรรู ม. 4–6 4.2 โครงงาน (Project Work) 4.3 แฟมสะสมผลงาน (Portfolio) 4.4 ผังการออกแบบการจัดการเรียนรูตามแนวคิด Backward Design 4.5 รูปแบบแผนการจัดการเรียนรูรายชั่วโมงที่ออกแบบการจัดการเรียนรูตามแนวคิด Backward Design ​ ​ครูควรศึกษาแผนการจัดการเรียนรูเพื่อเตรียมการสอนอยางมีประสิทธิภาพ จัดกิจกรรมใหนักเรียน ไดพัฒนาครบทุกสมรรถนะสำคัญที่กำหนดไวในหลักสูตร กลาวคือ สมรรถนะในการสื่อสาร การคิด


คูมือครู แผนฯ รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมาย​ที่​ประชาชน​ควร​รูม. 4–6   5 การแกปญหา การใชทักษะชีวิต และการใชเทคโนโลยี รวมถึงคุณลักษณะอันพึงประสงคตามหลักสูตร และกิจกรรมเสนอแนะเพื่อการเรียนรูเพิ่มเติมใหเต็มตามศักยภาพของนักเรียนแตละคน ซึ่งไดกำหนดไว ในแผนการจัดการเรียนรูนี้แลว ​ ​นอกจากนี้ครูสามารถปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรูใหสอดคลองกับสภาพความพรอมของ นักเรียน และสถานการณเฉพาะหนาได ซึ่งจะใชเปนผลงานเพื่อเลื่อนวิทยฐานะได แผนการจัดการเรียนรู นี้ไดอำนวยความสะดวกใหครู โดยไดพิมพโครงสรางแผนการจัดการเรียนรูที่ออกแบบการจัดการเรียนรู ตามแนวคิด Backward Design ใหครูเพิ่มเติมเฉพาะสวนที่ครูปรับปรุงเองไวดวยแลว 2. การออกแบบการจัดการเรียนรูตามแนวคิด Backward Design การจัดการเรียนรูหรือการสอนเปนงานที่ครูทุกคนตองใชกลวิธีตาง ๆ มากมายเพื่อใหนักเรียน สนใจที่จะเรียนรูและเกิดผลตามที่ครูคาดหวัง การจัดการเรียนรูจัดเปนศาสตรที่ตองใชความรูความ สามารถตลอดจนประสบการณอยางมาก ครูบางคนอาจจะละเลยเรื่องของการออกแบบการจัดการเรียนรู หรือการออกแบบการสอน ซึ่งเปนงานที่ครูจะตองทำกอนการเขียนแผนการจัดการเรียนรู ​ ​การ​ออก​แบบ​การ​จัดการ​เรียนรู​ทำ​อยางไร ​ทำไม​จึง​ตอง​ออก​แบบ​การ​จัดการ​เรียนรู ​ ​ครูทุกคนผานการศึกษาและไดเรียนรูเกี่ยวกับการออกแบบการจัดการเรียนรูมาแลว ในอดีต การออกแบบการจัดการเรียนรูจะเริ่มตนจากการกำหนดจุดประสงคการเรียนรู การวางแผนการจัดการ เรียนรู การดำเนินการจัดการเรียนรู และการวัดและประเมินผลการเรียนรู ปจจุบันการเรียนรูไดมีการ เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดลอม เศรษฐกิจ และสังคม รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงดานวิทยาศาสตร และเทคโนโลยีที่เขามามีบทบาทตอการเรียนรูของนักเรียน ซึ่งนักเรียนสามารถเรียนรูไดจากสื่อและ แหลงการเรียนรูตาง ๆ ที่มีอยูรอบตัว ดังนั้นการออกแบบการจัดการเรียนรูจึงเปนกระบวนการสำคัญ ที่ครูจำเปนตองดำเนินการใหเหมาะสมกับศักยภาพของนักเรียนแตละบุคคล ​ ​วิกกินสและแมกไท นักการศึกษาชาวอเมริกันไดเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการออกแบบการจัดการ เรียนรู ซึ่งเขาเรียกวา Backward Design ซึ่งเปนการออกแบบการจัดการเรียนรูที่ครูจะตองกำหนด ผลลัพธปลายทางที่ตองการใหเกิดขึ้นกับนักเรียนกอน โดยเขาทั้งสองใหชื่อวา ความเขาใจที่คงทน (Enduring Understanding) เมื่อกำหนดความเขาใจที่คงทนไดแลว ครูจะตองบอกใหไดวาความเขาใจ ที่คงทนของนักเรียนนี้เกิดจากอะไร นักเรียนจะตองมีหรือแสดงพฤติกรรมอะไรบาง ครูมีหรือใชวิธีการ วัดอะไรบางที่จะบอกวานักเรียนมีหรือแสดงพฤติกรรมเหลานั้นแลว จากนั้นครูจึงนึกถึงวิธีการจัดการ เรียนรูที่จะทำใหนักเรียนเกิดความเขาใจที่คงทนตอไป แนวคิด ​B​a​c​k​w​a​r​d​​D​e​s​i​g​n​ ​ ​Backward Design เปนการออกแบบการจัดการเรียนรูที่ใชผลลัพธปลายทางเปนหลัก ซึ่งผลลัพธ ปลายทางนี้จะเกิดขึ้นกับนักเรียนก็ตอเมื่อจบหนวยการเรียนรู ทั้งนี้ครูจะตองออกแบบการจัดการเรียนรู โดยใชกรอบความคิดที่เปนเหตุเปนผล มีความสัมพันธกัน จากนั้นจึงจะลงมือเขียนแผนการจัดการเรียนรู ขยายรายละเอียดเพิ่มเติมใหมีคุณภาพและประสิทธิภาพตอไป


6 คูมือครู แผนฯ รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมาย​ที่​ประชาชน​ควร​รูม. 4–6 ​ ​กรอบความคิดหลักของการออกแบบการจัดการเรียนรูโดย Backward Design มีขั้นตอนหลัก ที่สำคัญ 3 ขั้นตอน คือ ​ ​ขั้นที่ 1 ​กำหนดผลลัพธปลายทางที่ตองการใหเกิดขึ้นกับนักเรียน ​ ​ขั้นที่ 2​ ​กำหนดภาระงานและการประเมินผลการเรียนรูซึ่งเปนหลักฐานที่แสดงวานักเรียน มีผลการเรียนรูตามที่กำหนดไวอยางแทจริง ​ ​ขั้นที่ 3 วางแผนการจัดการเรียนรู ขั้น​ที่ ​1​​กำหนด​ผลลัพธ​ปลายทาง​ที่​ตองการ​ให​เกิด​ขึ้นกับ​นักเรียน ​ ​กอนที่จะกำหนดผลลัพธปลายทางที่ตองการใหเกิดขึ้นกับนักเรียนนั้น ครูควรตอบคำถามสำคัญ ตอไปนี้ ​ ​1.​ ​นักเรียนควรจะมีความรู ความเขาใจ และสามารถทำสิ่งใดไดบาง ​ ​2. เนื้อหาสาระใดบางที่มีความสำคัญตอการสรางความเขาใจของนักเรียน และความเขาใจที่คงทน (Enduring Understanding) ที่ครูตองการจัดการเรียนรูใหแกนักเรียนมีอะไรบาง ​ ​เมื่อจะตอบคำถามสำคัญดังกลาวขางตน ใหครูนึกถึงเปาหมายของการศึกษา มาตรฐานการเรียนรู ดานเนื้อหาระดับชาติที่ปรากฏอยูในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 รวมทั้ง มาตรฐานการเรียนรูระดับเขตพื้นที่การศึกษาหรือทองถิ่น การทบทวนความคาดหวังของหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน เนื่องจากมาตรฐานแตละระดับจะมีความสัมพันธกับเนื้อหาสาระตาง ๆ ซึ่งมีความ แตกตางลดหลั่นกันไป ดวยเหตุนี้ขั้นที่ 1 ของ Backward Design ครูจึงตองจัดลำดับความสำคัญ และเลือกผลลัพธปลายทางของนักเรียน ซึ่งเปนผลการเรียนรูที่เกิดจากความเขาใจที่คงทนตอไป ​​ ​ความ​เขา​ใจ​ที่​คงทน​ของ​นักเรียน ​ ​ความเขาใจที่คงทนคืออะไร ความเขาใจที่คงทนเปนความรูที่ลึกซึ้ง ไดแก ความคิดรวบยอด ความ สัมพันธ และหลักการของเนื้อหาและวิชาที่นักเรียนเรียนรู หรือกลาวอีกนัยหนึ่งเปนความรูที่อิงเนื้อหา ความรูนี้เกิดจากการสะสมขอมูลตาง ๆ ของนักเรียนและเปนองคความรูที่นักเรียนสรางขึ้นดวยตนเอง ​ ​การ​เขียน​ความ​เขา​ใจ​ที่​คงทน​ใน​การ​ออก​แบบ​การ​จัดการ​เรียนรู ​ ​ถาความเขาใจที่คงทนหมายถึงสาระสำคัญของสิ่งที่จะเรียนรูแลว ครูควรจะรูวาสาระสำคัญ หมายถึงอะไร คำวา สาระสำคัญ มาจากคำวา Concept ซึ่งนักการศึกษาของไทยแปลเปนภาษาไทยวา สาระสำคัญ ความคิดรวบยอด มโนทัศน มโนมติ และสังกัป แตการเขียนแผนการจัดการเรียนรูนิยม ใชคำวา สาระสำคัญ ​ ​สาระสำคัญเปนขอความที่แสดงแกนหรือเปาหมายเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพื่อใหไดขอสรุปรวม และขอแตกตางเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยอาจครอบคลุมขอเท็จจริง กฎ ทฤษฎี ประเด็น และ การสรุปสาระสำคัญและขอความที่มีลักษณะรวบยอดอยางอื่น ​ ​ประเภท​ของ​สาระสำคัญ ​ ​1.​ ​ระดับกวาง (Broad Concept) ​ ​2. ระดับการนำไปใช (Operative Concept หรือ Functional Concept)


คูมือครู แผนฯ รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมาย​ที่​ประชาชน​ควร​รูม. 4–6   7 ​ ​ตัวอยาง​สาระสำคัญ​ระดับ​กวาง ​ ​–​ ​อำนาจอธิปไตย คือ อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ ​ตัวอยาง​สาระสำคัญ​ระดับการ​นำไป​ใช ​ ​– อำนาจอธิปไตย คือ อำนาจสูงสุดที่ใชในการปกครองประเทศ แบงเปน 3 อำนาจ ไดแก อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ ​ ​แนวทาง​การ​เขียน​สาระสำคัญ ​ ​1. ​ใหเขียนสาระสำคัญของทุกเรื่อง โดยแยกเปนขอ ๆ (จำนวนขอของสาระสำคัญจะเทากับ จำนวนเรื่อง) ​ ​2.​ ​การเขียนสาระสำคัญที่ดีควรเปนสาระสำคัญระดับการนำไปใช ​ ​3.​ ​สาระสำคัญตองครอบคลุมประเด็นสำคัญครบถวน เพราะหากขาดสวนใดไปแลวจะทำให นักเรียนรับสาระสำคัญที่ผิดไปทันที ​ ​4.​ ​การเขียนสาระสำคัญที่จะใหครอบคลุมประเด็นสำคัญวิธีการหนึ่ง คือ การเขียนแผนผัง สาระสำคัญ ตัวอยาง​การ​เขียน​แผนผัง​สาระสำคัญ ​ ​สาระสำคัญ​ของ​รูป​แบบ​องคกร​ปกครอง​สวน​ทองถิ่น​ของ​ไทย: องคกรปกครองสวนทองถิ่นของ ไทยมี 5 รูปแบบ คือ องคการบริหารสวนจังหวัด เทศบาล องคการบริหารสวนตำบล เมืองพัทยา และ กรุงเทพมหานคร แตละรูปแบบมีโครงสรางและอำนาจหนาที่เปนของตนเอง ​ ​5.​ ​การเขียนสาระสำคัญเกี่ยวกับเรื่องใดควรเขียนลักษณะเดนที่มองเห็นไดหรือนึกไดออกมา เปนขอ ๆ แลวจำแนกลักษณะเหลานั้นเปนลักษณะจำเพาะและลักษณะประกอบ ​ ​6. การเขียนขอความที่เปนสาระสำคัญ ควรใชภาษาที่มีการขัดเกลาอยางดี เลี่ยงคำที่มีความหมาย กำกวมหรือฟุมเฟอย รูปแบบองคกรปกครอง สวนทองถิ่นของไทย องคการบริหารสวนตำบล เมืองพัทยา กรุงเทพมหานคร เทศบาล องคการบริหารสวนจังหวัด โครงสราง อำนาจหนาที่ โครงสราง อำนาจหนาที่ โครงสราง อำนาจหนาที่ โครงสราง อำนาจหนาที่ โครงสราง อำนาจหนาที่


8 คูมือครู แผนฯ รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมาย​ที่​ประชาชน​ควร​รูม. 4–6 ตัวอยาง​การ​เขียน​สาระสำคัญ ​เรื่อง ​กฎหมาย ​ ​สาระสำคัญ​ของ​กฎหมาย: กฎหมายเปนคำสั่งที่เกิดจากผูปกครอง ใชควบคุมความประพฤติ ของประชาชน หากไมปฏิบัติตามถือวามีความผิดและจะถูกลงโทษตามที่กำหนดไว กฎหมายบางประเภท จะมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการวางระเบียบเรื่องความสัมพันธระหวางบุคคลกับบุคคล และบางประเภท จะกำหนดวาการกระทำหรือการงดเวนการกระทำใดเปนความผิด และมีการกำหนดโทษไว ​ขั้น​ที่ ​2 ​กำหนด​ภาระ​งาน​และ​การ​ประเมินผล​การ​เรียนรู​ซึ่ง​เปน​หลักฐาน​ที่​แสดงวา​นักเรียน มี​ผล​การ​เรียนรู​ตาม​ที่​กำหนด​ไว​อยาง​แทจริง ​ ​เมื่อครูกำหนดผลลัพธปลายทางที่ตองการใหเกิดขึ้นกับนักเรียนแลว กอนที่จะดำเนินการขั้นตอไป ขอใหครูตอบคำถามสำคัญตอไปนี้ – นักเรียนมีพฤติกรรมหรือแสดงออกในลักษณะใดจึงทำใหครูทราบวา นักเรียนบรรลุผลลัพธ ปลายทางตามที่กำหนดไวแลว ​–​ ​ครูมีหลักฐานหรือใชวิธีการใดที่สามารถระบุไดวานักเรียนมีพฤติกรรมหรือแสดงออกตาม ผลลัพธปลายทางที่กำหนดไว ​ ​การออกแบบการจัดการเรียนรูตามแนวคิด Backward Design เนนใหครูรวบรวมหลักฐาน การวัดและประเมินผลการเรียนรูที่จำเปนและมีหลักฐานเพียงพอที่จะกลาวไดวา การจัดการเรียนรูทำให นักเรียนเกิดผลสัมฤทธิ์แลว ไมใชเรียนแคใหจบตามหลักสูตรหรือเรียนตามชุดของกิจกรรมการเรียนรู ที่ครูกำหนดไวเทานั้น วิธีการของ Backward Design ตองการกระตุนใหครูคิดลวงหนาวา ครูควรจะ กำหนดและรวบรวมหลักฐานเชิงประจักษอะไรบางกอนที่จะออกแบบหนวยการเรียนรู โดยเฉพาะ อยางยิ่งหลักฐานดังกลาวควรจะเปนหลักฐานที่สามารถใชเปนขอมูลยอนกลับที่มีประโยชนสำหรับนักเรียน และครูไดเปนอยางดี นอกจากนี้ครูควรใชวิธีการวัดและประเมินแบบตอเนื่องอยางไมเปนทางการและ เปนทางการ ตลอดระยะเวลาที่ครูจัดกิจกรรมการเรียนรูใหแกนักเรียน ซึ่งสอดคลองกับแนวคิดที่ตองการ ใหครูทำการวัดและประเมินผลการเรียนรูระหวางการจัดกิจกรรมการเรียนรูที่เรียกวา สอนไปวัดผลไป กฎหมาย ลักษณะ​จำเพาะ ลักษณะ​ประกอบ เปนคำสั่งของผูปกครอง 3 – ใชควบคุมความประพฤติของประชาชน 3 – หากไมปฏิบัติตามถือวามีความผิดและจะถูกลงโทษ ตามที่กำหนดไว 3 วางระเบียบเรื่องความสัมพันธระหวางบุคคลกับ บุคคล– 3 กำหนดวาการกระทำหรือการงดเวนการกระทำใด เปนความผิด และมีการกำหนดโทษไว – 3


คูมือครู แผนฯ รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมาย​ที่​ประชาชน​ควร​รูม. 4–6   9 ​ ​จึงกลาวไดวาขั้นนี้ครูควรนึกถึงพฤติกรรมหรือการแสดงออกของนักเรียน โดยพิจารณาจาก ผลงานหรือชิ้นงานที่เปนหลักฐานเชิงประจักษ ซึ่งแสดงใหเห็นวานักเรียนเกิดผลลัพธปลายทางตาม เกณฑที่กำหนดไวแลว และเกณฑที่ใชประเมินควรเปนเกณฑคุณภาพในรูปของมิติคุณภาพ (Rubrics) อยางไรก็ตาม ครูอาจจะมีหลักฐานหรือใชวิธีการอื่น ๆ เชน การทดสอบกอนและหลังเรียน การสัมภาษณ การศึกษาคนควา การฝกปฏิบัติขณะเรียนรูประกอบดวยก็ได ​การ​กำหนด​ภาระ​งาน​และ​การ​ประเมินผล​การ​เรียนรู​ซึ่ง​เปน​หลักฐาน​ที่​แสดงวา​นักเรียน​มี​ผล ​การ​เรียนรู​ตาม​ผลลัพธ​ปลายทาง​ที่​กำหนด​ไว​แลว ​ ​หลังจากที่ครูไดกำหนดผลลัพธปลายทางที่ตองการใหเกิดขึ้นกับนักเรียนแลว ครูควรกำหนด ภาระงานและวิธีการประเมินผลการเรียนรู ซึ่งเปนหลักฐานที่แสดงวานักเรียนมีผลการเรียนรูตาม ผลลัพธปลายทางที่กำหนดไวแลว ​ ​ภาระงาน หมายถึง งานหรือกิจกรรมที่กำหนดใหนักเรียนปฏิบัติ เพื่อใหบรรลุตามจุดประสงค การเรียนรู/ผลการเรียนรูที่กำหนดไว ลักษณะสำคัญของงานจะตองเปนงานที่สอดคลองกับชีวิตจริงใน ชีวิตประจำวัน เปนเหตุการณจริงมากกวากิจกรรมที่จำลองขึ้นเพื่อใชในการทดสอบ ซึ่งเรียกวา งานที่ ปฏิบัติเปนงานที่มีความหมายตอผูเรียน (Meaningful Task) นอกจากนี้งานและกิจกรรมจะตองมี ขอบเขตที่ชัดเจน สอดคลองกับจุดประสงคการเรียนรู/ผลการเรียนรูที่ตองการใหเกิดขึ้นกับนักเรียน ​ ​ทั้งนี้เมื่อไดภาระงานครบถวนตามที่ตองการแลว ครูจะตองนึกถึงวิธีการและเครื่องมือที่จะใชวัด และประเมินผลการเรียนรูของนักเรียนซึ่งมีอยูมากมายหลายประเภท ครูจะตองเลือกใหเหมาะสมกับ ภาระงานที่นักเรียนปฏิบัติ ​ ​ตัวอยางภาระงานเรื่อง ปญหาการใชกฎหมายในสังคมไทยและแนวทางปองกันแกไข รวมทั้ง การกำหนดวิธีการวัดและประเมินผลการเรียนรูของนักเรียนดังตาราง


10 คูมือครู แผนฯ รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมาย​ที่​ประชาชน​ควร​รูม. 4–6ตัวอย่างภาระงาน/ชิ้นงาน แผนการจัดการเรียนรูที่ 18 เรื่อง ปญหาการใชกฎหมายในสังคมไทยและแนวทางปองกันแกไขรายวิชาเพิ่มเติม กฎหมายที่ประชาชนควรรูผลการเรียนรู้ที่ 1ตระหนักถึงปญหาการใชกฎหมายในสังคมไทยและสามารถหาแนวทางปองกันแกไขไดจุด​ประสงค การเรียน​รู​สาระ​การเรียน​รูภาระ​งาน/ ผลงาน/ชิ้น​งานการ​วัด​และ​ประเมิน​ผลกิจกรรม การเรียน​รูสื่อการเรียน​รูวิธี​การเครื่องมือเก​ณฑ 1. บอกปญหา กฎหมายที่เกิด จากประชาชน ผูใชกฎหมาย ตัวบทกฎหมาย และเจาหนาที่ ผูใชกฎหมายได 2. วิเคราะหแนวทาง แกไขปญหา ตาง ๆที่เกิดจาก การใชกฎหมาย ในสังคมไทยได 3. ตระหนักถึง ความจำเปนใน การแกไขปญหา ตาง ๆที่เกิดจาก การใชกฎหมาย ในสังคมไทยได 1. ปญหาการใช กฎหมายที่เกิด จากประชาชน ผูใชกฎหมาย 2. ปญหาการใช กฎหมายที่เกิด จากเจาหนาที่ ผูใชกฎหมาย 3. ปญหาที่เกิด จากตัวบท กฎหมาย • อภิปรายเกี่ยว กับปญหาการ ใชกฎหมาย ในสังคมไทย และแนวทาง ปองกันแกไข 1. การอภิปราย 2. ตรวจผลงาน 3. สังเกตการ ทำงานกลุม1. แบบบันทึกผล การอภิปราย 2. แบบประเมิน ผลงาน 3. แบบสังเกต การทำงาน กลุม เกณฑคุณภาพ 4 ระดับ เกณฑคุณภาพ 4 ระดับ เกณฑคุณภาพ 4 ระดับ1. การ แบงกลุม2. การ อภิปราย 3. การ บันทึกผล 4. การ นำเสนอ ผลงาน 1. ภาพขาวเกี่ยวกับ ปญหาการใช กฎหมาย 2. สื่อคอมพิวเตอรชวย สอนเกี่ยวกับปญหา การใชกฎหมายใน สังคมไทยและแนว ทางปองกันแกไข 3. แบบบันทึกผลการ อภิปรายเรื่อง ปญหา การใชกฎหมายใน สังคมไทยและ แนวทางปองกันแกไข 4. ใบงานเรื่อง ปญหา การใชกฎหมายใน สังคมไทยและแนว ทางปองกันแกไข


คูมือครู แผนฯ รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมาย​ที่​ประชาชน​ควร​รูม. 4–6   11 ความเข้าใจที่คงทนจะเกิดขึ้นได้ นักเรียนจะต้องมีความสามารถ 6 ประการ ได้แก่ 1. การอธิบาย ชี้แจง เป็นความสามารถที่นักเรียนแสดงออกโดยการอธิบายหรือชี้แจงในสิ่ง ที่เรียนรู้ได้อย่างถูกต้อง สอดคล้อง มีเหตุมีผล และเป็นระบบ 2. การแปลความและตีความ เป็นความสามารถที่นักเรียนแสดงออกโดยการแปลความ และตีความได้อย่างมีความหมาย ตรงประเด็น กระจ่างชัด และทะลุปรุโปร่ง 3. การประยุกต์ ดัดแปลง และนำไปใช้ เป็นความสามารถที่นักเรียนแสดงออกโดยการนำสิ่ง ที่ได้เรียนรู้ไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิผล มีประสิทธิภาพ และคล่องแคล่ว 4. การมีมุมมองที่หลากหลาย เป็นความสามารถที่นักเรียนแสดงออกโดยการมีมุมมองที่ น่าเชื่อถือ เป็นไปได้ มีความลึกซึ้ง แจ่มชัด และแปลกใหม่ 5. การให้ความสำคัญและใส่ใจในความรู้สึกของผู้อื่น เป็นความสามารถที่นักเรียนแสดงออก โดยการมีความละเอียดรอบคอบ เปิดเผย รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ระมัดระวังที่จะไม่ให้เกิดความ กระทบกระเทือนต่อผู้อื่น 6. การรู้จักตนเอง เป็นความสามารถที่นักเรียนแสดงออกโดยการมีความตระหนักรู้ สามารถ ประมวลผลข้อมูลจากแหล่งที่หลากหลาย ปรับตัวได้ รู้จักใคร่ครวญ และมีความเฉลียวฉลาด นอกจากนี้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ไดกำหนดสมรรถนะ ้ สำคัญของนักเรียนหลังจากสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรไว้ 5 ประการ ดังนี้ 1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรมในการใช้ ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเอง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสารและประสบการณ อันจะเป ์ ็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจาตอรอง่ เพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและ ความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อตนเอง และสังคม 2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิด อย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดอย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ หรือสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่ เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรม และข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจ ความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น ต่อตนเอง สังคม และสิ่งแวดล้อม 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เปนความสามารถในการนำกระบวนการต ็ ่าง ๆ ไปใชในการ ้ ดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงาน และการอยู่ร่วมกันใน สังคม ด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรู้จัก หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น


12 คูมือครู แผนฯ รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมาย​ที่​ประชาชน​ควร​รูม. 4–6 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือกและใช้เทคโนโลยีด้าน ต่าง ๆ มีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคมในด้านการเรียนรู้ การ สื่อสาร การทำงาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสม และมีคุณธรรม นอกจากสมรรถนะสำคัญของนักเรียนหลังจากสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรที่กลาวแล่ ้วข้างต้น หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้กำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพื่อ ให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุขในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ดังนี้ 1. รักชาติศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณลักษณะที่แสดงออกถึงการเป็นพลเมืองดีของชาติ ธำรงไว้ซึ่ง ความเป็นชาติไทย ศรัทธา ยึดมั่นในศาสนา และเคารพเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ผู้ที่รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ จะแสดงออกถึงการเป็นพลเมืองดีของชาติ มีความสามัคคีปรองดอง ภูมิใจ เชิดชูความเป็น ชาติไทย ปฏิบัติตนตามหลักศาสนาที่ตนนับถือ และแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ 2. ซื่อสัตย์สุจริต เป็นคุณลักษณะที่แสดงออกถึงการยึดมั่นในความถูกต้อง ประพฤติตรงตาม ความเป็นจริงต่อตนเองและผู้อื่นทั้งทางกาย วาจา และใจ ผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริตจะประพฤติตรง ตามความเป็นจริงทั้งทางกาย วาจา ใจ และยึดหลักความจริง ความถูกต้องในการดำเนินชีวิต มีความ ละอายและเกรงกลัวต่อการกระทำผิด 3. มีวินัย เป็นคุณลักษณะที่แสดงออกถึงการยึดมั่นในข้อตกลง กฎเกณฑ์ และระเบียบข้อบังคับ ของครอบครัว โรงเรียน และสังคม ผู้ที่มีวินัยจะปฏิบัติตนตามข้อตกลง กฎเกณฑ์และระเบียบข้อบังคับ ของครอบครัว โรงเรียน และสังคมเป็นปกติวิสัย ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น 4. ใฝ่เรียนรู้ เป็นคุณลักษณะที่แสดงออกถึงความตั้งใจ เพียรพยายามในการเรียน แสวงหา ความรู้จากแหล่งการเรียนรู้ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน ผู้ที่ใฝ่เรียนรู้จะแสดงออกถึงความตั้งใจ เพียรพยายามในการเรียนและเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ แสวงหาความรู้จากแหล่งการเรียนรู้ทั้งภายใน และภายนอกโรงเรียนอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการเลือกใช้สื่ออย่างเหมาะสม บันทึกความรู้ วิเคราะห์ สรุปเป็นองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถ่ายทอด เผยแพร่ และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ 5. อยู่อย่างพอเพียง เป็นคุณลักษณะที่แสดงออกถึงการดำเนินชีวิตอย่างพอประมาณ มีเหตุผล รอบคอบ มีคุณธรรม มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี และปรับตัวเพื่ออยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ผู้ที่อยู่อย่าง พอเพียงจะดำเนินชีวิตอย่างประมาณตน มีเหตุผล รอบคอบ ระมัดระวัง อยู่ร่วมกับผู้อื่นด้วยความ รับผิดชอบ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น เห็นคุณค่าของทรัพยากรต่าง ๆ มีการวางแผนป้องกันความเสี่ยง และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง 6. มุ่งมั่นในการทำงาน เป็นคุณลักษณะที่แสดงออกถึงความตั้งใจและรับผิดชอบในการทำหน้าที่ การงานด้วยความเพียรพยายาม อดทน เพื่อให้งานสำเร็จตามเป้าหมาย ผู้ที่มุ่งมั่นในการทำงานจะแสดง ออกถึงความตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายด้วยความเพียรพยายาม ทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ ในการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ให้สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมายที่กำหนดด้วยความรับผิดชอบ และมี ความภาคภูมิใจในผลงาน 7. รักความเป็นไทย เป็นคุณลักษณะที่แสดงออกถึงความภาคภูมิใจ เห็นคุณค่า ร่วมอนุรักษ์ สืบทอดภูมิปัญญาไทย ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะและวัฒนธรรม ใช้ภาษาไทยในการสื่อสาร ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ผู้ที่รักความเป็นไทยจะมีความภาคภูมิใจ เห็นคุณค่า ชื่นชม มีส่วนร่วม


คูมือครู แผนฯ รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมาย​ที่​ประชาชน​ควร​รูม. 4–6   13 ในการอนุรักษ์ สืบทอด เผยแพร่ภูมิปัญญาไทย ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะและวัฒนธรรมไทย มีความกตัญญูกตเวที ใช้ภาษาไทยในการสื่อสารได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม 8. มีจิตสาธารณะ เป็นคุณลักษณะที่แสดงออกถึงการมีส่วนร่วมในกิจกรรมหรือสถานการณ์ที่ ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่น ชุมชน และสังคม ด้วยความเต็มใจ กระตือรือร้น โดยไม่หวังผลตอบแทน ผู้ที่มีจิตสาธารณะจะเป็นผู้ให้และช่วยเหลือผู้อื่น แบ่งปันความสุขส่วนตนเพื่อทำประโยชน์แก่ส่วนรวม เข้าใจ เห็นใจผู้ที่มีความเดือดร้อน อาสาช่วยเหลือสังคม อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยแรงกาย สติปัญญา ลงมือปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหา หรือร่วมสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามให้เกิดในชุมชน โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ดังนั้นการกำหนดภาระงานให้นักเรียนปฏิบัติ รวมทั้งการเลือกวิธีการ เครื่องมือวัดและประเมิน ผลการเรียนรู้นั้น ครูควรคำนึงถึงความสามารถของนักเรียน 6 ประการตามแนวคิด Backward Design สมรรถนะสำคัญ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนหลังจากสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตร ที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น เพื่อให้ภาระงาน วิธีการ และเครื่องมือวัดและประเมินผลการเรียนรู้ครอบคลุมสิ่งที่ สะท้อนผลลัพธ์ปลายทางที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับนักเรียนอย่างแท้จริง นอกจากนี้การออกแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Backward design ในขั้นที่ 2 นี้ ครูจะ ต้องคำนึงถึงภาระงาน วิธีการ เครื่องมือวัดและประเมินผลการเรียนรู้ที่มีความเที่ยงตรง เชื่อถือได้ มีประสิทธิภาพ ตรงกับสภาพจริง มีความยืดหยุ่น และให้ความสบายใจแก่นักเรียนเป็นสำคัญ ขั้น​ที่ ​3​​วาง​แผนการ​จัดการ​เรียนรู ​ ​เมื่อครูมีความรูความเขาใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับการกำหนดผลลัพธปลายทางที่ตองการใหเกิดขึ้นกับ นักเรียน รวมทั้งกำหนดภาระงานและการประเมินผลการเรียนรูซึ่งเปนหลักฐานที่แสดงวานักเรียนเกิด การเรียนรูตามที่กำหนดไวอยางแทจริงแลว ขั้นตอไปครูควรนึกถึงกิจกรรมการเรียนรูตาง ๆ ที่จะจัดให แกนักเรียน การที่ครูจะนึกถึงกิจกรรมตาง ๆ ที่จะจัดใหนักเรียนไดนั้น ครูควรตอบคำถามสำคัญ ตอไปนี้ ​ ​–​ ​ถาครูตองการจะจัดการเรียนรูใหนักเรียนเกิดความรูเกี่ยวกับขอเท็จจริง ความคิดรวบยอด หลักการ ​​และทักษะกระบวนการตาง ๆ ที่จำเปนสำหรับนักเรียน ซึ่งจะทำใหนักเรียนเกิดผลลัพธ ปลายทางตามที่กำหนดไว รวมทั้งเกิดเปนความเขาใจที่คงทนตอไปนั้น ครูสามารถจะใชวิธีการงาย ๆ อะไรบาง ​ ​–​ ​กิจกรรมการเรียนรูที่จะชวยเปนสื่อนำใหนักเรียนเกิดความรูและทักษะที่จำเปนมีอะไรบาง ​ ​– สื่อและแหลงการเรียนรูที่เหมาะสมและดีที่สุด ซึ่งจะทำใหนักเรียนบรรลุตามมาตรฐานของ หลักสูตรมีอะไรบาง ​ ​–​ ​กิจกรรมการเรียนรูตาง ๆ ที่กำหนดไวควรจัดกิจกรรมใดกอนและควรจัดกิจกรรมใดภายหลัง ​ ​– กิจกรรมตาง ๆ ออกแบบไวเพื่อตอบสนองความแตกตางระหวางบุคคลของนักเรียนหรือไม เพราะเหตุใด ​ ​การจัดกิจกรรมการเรียนรูตาง ๆ เพื่อใหนักเรียนเกิดผลลัพธปลายทางตามแนวคิด Backward Design นั้น วิกกินส​​และแมกไทไดเสนอแนะใหครูเขียนแผนการจัดการเรียนรูโดยใชแนวคิดของ WHERETO (ไปที่ไหน) ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้


14 คูมือครู แผนฯ รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมาย​ที่​ประชาชน​ควร​รูม. 4–6 ​ ​W​ ​แทน กิจกรรมการเรียนรูที่จัดใหนั้นจะตองชวยใหนักเรียนรูวาหนวยการเรียนรูนี้จะดำเนิน ไปในทิศทางใด (Where)​​และสิ่งที่คาดหวังคืออะไร (What) มีอะไรบาง ชวยใหครูทราบวานักเรียน มีความรูพื้นฐานและความสนใจอะไรบาง (Where) H​ ​แทน กิจกรรมการเรียนรูควรดึงดูดความสนใจนักเรียนทุกคน (Hook) ทำใหนักเรียนเกิด ความสนใจในสิ่งที่จะเรียนรู (Hold) และใชสิ่งที่นักเรียนสนใจเปนแนวทางในการจัดการเรียนรู ​ ​E​ ​แทน กิจกรรมการเรียนรูควรสงเสริมและจัดให (Equip) นักเรียนไดมีประสบการณ (Experience) ในแนวคิดหลัก/ความคิดรวบยอด ​​และสำรวจ รวมทั้งวินิจฉัย (Explore) ในประเด็น ตาง ๆ ที่นาสนใจ ​ ​R​ ​แทน กิจกรรมการเรียนรูควรเปดโอกาสใหนักเรียนไดคิดทบทวน (Rethink) ปรับ (Revise) ความเขาใจในความรูและงานที่ปฏิบัติ E ​แทน กิจกรรมการเรียนรูควรเปดโอกาสใหนักเรียนไดประเมิน (Evaluate) ผลงาน และสิ่งที่เกี่ยวของกับการเรียนรู ​ ​T ​แทน กิจกรรมการเรียนรูควรออกแบบ (Tailored) สำหรับนักเรียนเปนรายบุคคลเพื่อให สอดคลองกับความตองการ ความสนใจ และความสามารถที่แตกตางกันของนักเรียน ​ ​O แทน การจัดกิจกรรมการเรียนรูตาง ๆ ใหเปนระบบ (Organized) ตามลำดับการเรียนรู ของนักเรียนและกระตุนใหนักเรียนมีสวนรวมในการสรางองคความรูตั้งแตเริ่มแรกและตลอดไป ทั้งนี้ เพื่อการเรียนรูที่มีประสิทธิผล ​ ​อยางไรก็ตาม มีขอสังเกตวา การวางแผนการจัดการเรียนรูที่มีการกำหนดวิธีการจัดการเรียนรู การลำดับบทเรียน รวมทั้งสื่อและแหลงการเรียนรูที่เฉพาะเจาะจงนั้นจะประสบผลสำเร็จไดก็ตอเมื่อ ครูไดมีการกำหนดผลลัพธปลายทาง หลักฐาน ​​และวิธีการวัดและประเมินผลที่แสดงวานักเรียนมี ผลการเรียนรูตามที่กำหนดไวอยางแทจริงแลว การจัดกิจกรรมการเรียนรูเปนเพียงสื่อที่จะนำไปสู เปาหมายความสำเร็จที่ตองการเทานั้น ดวยเหตุนี้ถาครูมีเปาหมายที่ชัดเจนก็จะชวยทำใหการวางแผน การจัดการเรียนรูและการจัดกิจกรรมการเรียนรูสามารถทำใหนักเรียนเกิดผลสัมฤทธิ์ตามที่กำหนดไวได ​ ​โดยสรุปจึงกลาวไดวา ขั้นนี้เปนการคนหาสื่อการเรียนรู แหลงการเรียนรู และกิจกรรมการเรียนรู ที่สอดคลองเหมาะสมกับนักเรียน กิจกรรมที่กำหนดขึ้นควรเปนกิจกรรมที่จะสงเสริมใหนักเรียนสามารถ สรางและสรุปเปนความคิดรวบยอดและหลักการที่สำคัญของสาระที่เรียนรู กอใหเกิดความเขาใจที่คงทน รวมทั้งความรูสึกและคานิยมที่ดีไปพรอม ๆ กับทักษะความชำนาญ


คูมือครู แผนฯ รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมาย​ที่​ประชาชน​ควร​รูม. 4–6   15 Backward Design Template ผังการออกแบบการจัดการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ที่ ขั้นที่ 1 ผลลัพธปลายทางที่ตองการใหเกิดขึ้นกับนักเรียน ผลการ​เรียน​รู​ ความเข้าใจที่คงทนของนักเรียน นักเรียนจะเข้าใจว่า… 1. 2. คำถามสำคัญที่ทำให้เกิดความเข้าใจที่คงทน 1. 2. ความรูของนักเรียนที่นำไปสูความเขาใจที่คงทน นักเรียนจะรูวา… 1. 2. 3. ทักษะ/ความสามารถของนักเรียนที่นำไปสู่ ความเข้าใจที่คงทน นักเรียนจะสามารถ... 1. 2. 3. ขั้นที่ 2 ภาระงานและการประเมินผลการเรียนรู้ซึ่งเป็นหลักฐานที่แสดงว่านักเรียนมีผลการเรียนรู้ ตามที่กำหนดไว้อย่างแท้จริง 1. ภาระงานที่นัก​เรียนต้องปฏิบัติ 1.1 1.2 2. วิธีการและเครื่องมือประเมินผลการเรียนรู้ 2.1 วิธีการประเมินผลการเรียนรู 1) 2) 2.2 เครื่องมือประเมินผลการเรียนรู 1) 2) 3. สิ่งที่มุงประเมิน 3.1 3.2 ขั้นที่ 3 แผนการจัดการเรียนรู้


16 คูมือครู แผนฯ รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมาย​ที่​ประชาชน​ควร​รูม. 4–6 รูปแบบแผนการจัดการเรียนรูรายชั่วโมงจากการออกแบบการจัดการเรียนรู ้ ตามแนวคิด Backward ้ Design เขียนโดยใช้รูปแบบของแผนการจัดการเรียนรู้แบบเรียงหัวข้อ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ ชื่อแผน... (ระบุชื่อและลำดับที่ของแผนการจัดการเรียนรู้) ชื่อเรื่อง... (ระบุชื่อเรื่องที่จะทำการจัดการเรียนรู้) สาระ... (ระบุสาระที่ใช้จัดการเรียนรู้) ชั้น... (ระบุชั้นที่จัดการเรียนรู้) หน่วยการเรียนรู้ที่... (ระบุชื่อและลำดับที่ของหน่วยการเรียนรู้) เวลา... (ระบุระยะเวลาที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ต่อ 1 แผน) สาระสำคัญ... (เขียนความคิดรวบยอดหรือมโนทัศน์ของหัวเรื่องที่จะจัดการเรียนรู้) ผลการเรียนรู้... (ระบุผลการเรียนรู้ที่ใช้เป็นเป้าหมายของแผนการจัดการเรียนรู้) จุดประสงค์การเรียนรู้... (กำหนดใหสอดคล้ องกับสมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะอันพึงประสงค ้ ์ ของนักเรียนหลังจากสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่ง ประกอบด้วยด้านความรู้ (Knowledge: K) ด้านคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม (Affective: A) และ ด้านทักษะ/กระบวนการ (Performance: P)) การวัดและประเมินผลการเรียนรู้... (ระบุวิธีการและเครื่องมือวัดและประเมินผลที่สอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ทั้ง 3 ด้าน) สาระการเรียนรู้... (ระบุสาระและเนื้อหาที่ใช้จัดการเรียนรู้ อาจเขียนเฉพาะหัวเรื่องก็ได้) แนวทางบูรณาการ... (เสนอแนะและระบุกิจกรรมของกลุ่มสาระอื่นที่บูรณาการร่วมกัน) กระบวนการจัดการเรียนรู้... (กำหนดให้สอดคล้องกับธรรมชาติของกลุ่มสาระและการ บูรณาการข้ามสาระ) กิจกรรมเสนอแนะ... (ระบุรายละเอียดของกิจกรรมที่นักเรียนควรปฏิบัติเพิ่มเติม) สื่อ/แหล่งการเรียนรู้... (ระบุสื่อ อุปกรณ์ และแหล่งการเรียนรู้ที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้) บันทึกผลหลังการจัดการเรียนรู้... (ระบุรายละเอียดของผลการจัดการเรียนรูตามแผนที่กำหนดไว ้ ้ อาจนำเสนอข้อเด่นและข้อด้อยให้เป็นข้อมูลที่สามารถใช้เป็นส่วนหนึ่งของการทำวิจัยในชั้นเรียนได้) ในส่วนของการเขียนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้นั้น ให้ครูที่เขียนแผนการจัดการเรียนรู้นำขั้นตอน หลักของเทคนิค วิธีการของการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เช่น การเรียนแบบแก้ปัญหา การศึกษาเป็นรายบุคคล การอภิปรายกลุ่มย่อย/กลุ่มใหญ่ การฝึกปฏิบัติการ การสืบค้นข้อมูล ฯลฯ มาเขียนในขั้นสอน โดยให้คำนึงถึงธรรมชาติของกลุ่มสาระการเรียนรู้ การใช้แนวคิดของการออกแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Backward Design จะช่วยให้ครู มีความมั่นใจในการจัดการเรียนรู้และใช้แผนการจัดการเรียนรู้ของ ˛ ในการจัดการเรียนรู้ได้อย่าง มีประสิทธิภาพต่อไป


คูมือครู แผนฯ รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมาย​ที่​ประชาชน​ควร​รูม. 4–6   17 พระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 24 (2) และ (3) ได ่ ระบุแนวทางการจัดการ ้ เรียนรู้ โดยเน้นการฝึกทักษะกระบวนการคิด การฝึกทักษะการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองจากแหล่งการ เรียนรู้ที่หลากหลาย การฝึกปฏิบัติจริงและการประยุกต์ใช้ความรู้เพื่อการป้องกันและแก้ปัญหา ดังนั้น เพื่อให้การจัดการเรียนรู้สอดคล้องกับนโยบายดังกล่าวนี้ การจัดทำการแผนการจัดการเรียนรู้ในคู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ กฎหมายที่ประชาชนควรรู้ ม. 4–6 เล่มนี้ จึงยึดแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่เน้น ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Child-Centered) เน้นการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง และเน้นการเรียนรู้แบบ บูรณาการที่ผสมผสานเชื่อมโยงสาระการเรียนรูต้ ่าง ๆ กับหัวข้อเรื่องหรือประเด็นที่สอดคล้องกับชีวิต จริง เพื่อให้นักเรียนเกิดการพัฒนาในองค์รวม เป็นธรรมชาติ สอดคล้องกับสภาพและปัญหาที่เกิดใน วิถีชีวิตของนักเรียน แนวทางการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ได้เปลี่ยนแปลงบทบาทของครูจากการ เป็นผู้ชี้นำหรือถ่ายทอดความรู้ ไปเป็นผู้ช่วยเหลือ อำนวยความสะดวก และส่งเสริมสนับสนุนนักเรียน โดยใช้วิธีการต่าง ๆ อย่างหลากหลายรูปแบบ เพื่อใหนักเรียนเกิดการสร ้ ้างสรรค์ความรู้และนำความรู้ ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ กฎหมายที่ประชาชนควรรู้ ม. 4–6 เล่มนี้ จึงได้นำเสนอทฤษฎีและเทคนิควิธีการเรียนการสอนต่าง ๆ มาเป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ เช่น การจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (Brain-Based Learning–BBL) เป็นวิธีการจัดการ เรียนรู้ที่อิงผลการวิจัยทางประสาทวิทยา ซึ่งได้เสนอแนะไว้ว่า ตามธรรมชาตินั้นสมองเรียนรู้ได้อย่างไร โดยได้กล่าวถึงโครงสร้างที่แท้จริงของสมองและการทำงานของสมองมนุษย์ที่มีการแปรเปลี่ยนไปตาม ขั้นของการพัฒนา ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นกรอบแนวคิดของการสร้างสรรค์การจัดการเรียนรู้ได้อย่าง มีประสิทธิภาพ การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning–PBL) เป็นวิธีการ จัดการเรียนรู้ที่ใช้ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ โดยให้ นักเรียนร่วมกันแก้ปัญหาภายใต้การแนะนำของครู ให้นักเรียนช่วยกันตั้งคำถามและช่วยกันค้นหา คำตอบ โดยใช้อาจใช้ความรู้เดิมมาแก้ปัญหา หรือศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมสำหรับการแก้ปัญหา นำข้อมูล ที่ได้จากการค้นคว้ามาสรุปเป็นข้อมูลในการแก้ปัญหา แล้วช่วยกันประเมินการแก้ปัญหาเพื่อใช้ในการ แก้ปัญหาครั้งต่อไป การจัดการเรียนรูแบบพหุปัญญา ้ (Multiple Intelligences) เปนการพัฒนาองค ็ รวมของนักเรียน ์ ทั้งสมองด้านซ้ายและสมองด้านขวา บนพื้นฐานความสามารถและสติปัญญาที่แตกต่างกันของแต่ละ บุคคล มุงหมายจะให ่ นักเรียนสามารถแก ้ ป้ัญหาหรือสรางสรรค้ สิ่งต ์ ่าง ๆ ภายใตความหลากหลายของ้ วัฒนธรรมหรือสภาพแวดล้อม การจัดการเรียนรูแบบร้ วมมือ ่ (Cooperative Learning) เปนการจัดสถานการณ ็และบรรยากาศ์ ให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ร่วมกัน ฝึกให้นักเรียนที่มีลักษณะแตกต่างกันทั้งสติปัญญาและความถนัด ร่วมกันทำงานเป็นกลุ่ม ร่วมกันศึกษาค้นคว้า 3. เทคนิคและวิธีการจัดการเรียนรู–การวัดและประเมินผลการเรียนรู กลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม


18 คูมือครู แผนฯ รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมาย​ที่​ประชาชน​ควร​รูม. 4–6 การจัดการเรียนรู้แบบใช้หมวกความคิด 6 ใบ (Six Thinking Hats) ให้นักเรียนฝึกตั้งคำถาม และตอบคำถามที่ใช้ความคิดในลักษณะต่าง ๆ โดยสามารถอธิบายเหตุผลประกอบ หรือวิเคราะห์ วิจารณ์ได้ การจัดการเรียนรู้แบบสืบสวนสอบสวน (Inquiry Process) เป็นการฝึกให้นักเรียนค้นหา ความรู้ด้วยตนเอง เพื่ออธิบายสิ่งต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ มีหลักเกณฑ์ โดยนักเรียนจะต้องใช้ความ สามารถของตนเองคิดค้น สืบเสาะ แก้ปัญหาหรือคิดประดิษฐ์สิ่งใหม่ด้วยตนเอง การจัดการเรียนรู้แบบกระบวนการแก้ปัญหา (Problem Solving) เป็นการฝึกให้นักเรียน เรียนรู้จากการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยการทำความเข้าใจปัญหา วางแผนแก้ปัญหา ดำเนินการแก้ปัญหา และตรวจสอบหรือมองย้อนกลับ การจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน (Project Work) ซึ่งเป็นวิธีการจัดการเรียนรู้รูปแบบหนึ่งที่ ส่งเสริมให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยตนเองจากการลงมือปฏิบัติ โดยใช้กระบวนการแสวงหาความรู้หรือ ค้นคว้าหาคำตอบในสิ่งที่นักเรียนอยากรู้หรือสงสัย ด้วยวิธีการต่าง ๆ อย่างหลากหลาย การจัดการเรียนรู้ที่เน้นการปฏิบัติ (Active Learning) ให้นักเรียนได้ทดลองทำด้วยตนเอง เพื่อจะได้เรียนรู้ขั้นตอนของงาน รู้จักวิธีแก้ปัญหาในการทำงาน การจัดการเรียนรู้แบบสร้างผังความคิด (Concept Mapping) เป็นการสอนด้วยวิธีการจัดกลุ่ม ความคิดรวบยอด เพื่อให้เห็นความสัมพันธ์กันระหว่างความคิดหลักและความคิดรองลงไป โดยนำเสนอ เป็นภาพหรือเป็นผัง การจัดการเรียนรู้จากประสบการณ์ (Experience Learning) เป็นการจัดกิจกรรม หรือจัด ประสบการณให์ นักเรียนเกิดการเรียนรู ้ จากการปฏิบัติ แล ้วกระตุ้ นให ้ นักเรียนพัฒนาทักษะใหม ้ ๆ เจตคติ ่ ใหม่ ๆ หรือวิธีการคิดใหม่ ๆ การเรียนรู้โดยการแสดงบทบาทสมมุติ(Role Playing) เป็นการจัดกิจกรรมที่ให้นักเรียนได้ แสดงบทบาทในสถานการณ์ที่สมมุติขึ้น โดยอาจกำหนดให้แสดงบทบาทสมมุติที่เป็นพฤติกรรมของ บุคคลอื่น หรือแสดงพฤติกรรมในบทบาทของตนเองในสถานการณ์ต่าง ๆ การเรียนรู้จากเกมจำลองสถานการณ์ (Simulation Gaming) เป็นเทคนิคการจัดการเรียนรู้ที่ คล้ายกับการแสดงบทบาทสมมุติ แต่เป็นการให้เล่นเกมจำลองสถานการณ์ โดยครูนำสถานการณ์จริง มาจำลองไว้ในห้องเรียน โดยการกำหนดกฎ กติกา เงื่อนไขสำหรับเกมนั้น ๆ แล้วให้นักเรียนไปเล่นเกม หรือกิจกรรมในสถานการณ์จำลองนั้น การจัดการเรียนรู้ต้องจัดควบคู่กับการวัดและการประเมินผลตามภาระงาน/ชิ้นงานที่สอดคล้อง กับผลการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้นี้ได้เสนอการวัดและประเมินผลครบทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านความรู้ ด้านคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม และด้านทักษะ/กระบวนการ เน้นวิธีการวัดที่หลากหลายตาม สถานการณ์จริง การดูร่องรอยต่าง ๆ ควบคู่ไปกับการดูกระบวนการทำงาน และผลผลิตของงาน โดย ออกแบบการประเมินก่อนเรียน ระหว่างเรียน หลังเรียน และแบบทดสอบประจำหน่วยการเรียนรู พร้อม แบบฟอร์มและเกณฑ์การประเมิน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ครูไว้พร้อม ทั้งนี้ครูอาจเพิ่มเติมโดยการ ออกแบบการวัดและประเมินด้วยมิติคุณภาพ (Rubrics)


คูมือครู แผนฯ รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมาย​ที่​ประชาชน​ควร​รูม. 4–6   19 4. ตารางวิเคราะหผลการเรียนรูกับสาระการเรียนรูในหนวยการเรียนรู สาร​ะการ​เรียน​รู ผลการเรียน​รูที่ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 หนวยการเรียน​รูที่ 1 ความหมาย​และ​ลักษณะ​สำคัญ​ของ กฎหมาย • หนวยการเรียน​รูที่ 2 ที่มา​ของกฎหมายและ​ระบบ​กฎหมาย • หนวยการเรียน​รูที่ 3 ประเภท​ของกฎหมาย • หนวยการเรียน​รูที่ 4 กระบวนการ​จัด​ทำกฎหมาย​ลายลักษณ อักษร • หนวยการเรียน​รูที่ 5 การบังคับใชกฎหมายและ​การ​สิ้น ผลการบังคับใชกฎหมาย • หนวยการเรียน​รูที่ 6 รัฐธรรมนูญ • หนวยการ​เรียน​รูที่ 7 หลักกฎหมายแพง • หนวยการเรียน​รูที่ 8 หลักกฎหมายอาญา • หนวยการเรียนรูที่ 9 กฎหมาย​เกี่ยวกับ​การ​ทะเบียนราษฎร และ​บัตร​ประจำ​ตัวประชาชน • หนวยการเรียนรูที่ 10 กฎหมาย​เกี่ยวกับ​การคุมครอง​เด็ก • หนวยการเรียน​รูที่ 11 กฎหมาย​เกี่ยวกับ​การคุมครอง​ผู​บริโภค • หนวยการ​เรียน​รูที่ 12 กฎหมาย​เกี่ยวกับ​การ​รับราชการ​ทหาร • หนวยการเรียน​รูที่ 13 กฎหมาย​เกี่ยวกับ​ยาเสพติดใหโทษ • หนวยการเรียน​รูที่ 14 ปญหา​การ​ใชกฎหมาย​ใน​สังคม​ไทย และ​แนวทาง​ปองกัน​แกไข •


20 คูมือครู แผนฯ รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมาย​ที่​ประชาชน​ควร​รูม. 4–6 หนวย​การ​เรียนรู/ แผนการ​จัดการ​เรียนรู เรื่อง เวลา/ จำนวน​ชั่วโมง หนวย​การ​เรียนรู​ที่ 1 ความหมายและ​ลักษณะ​สำคัญ​ของกฎหมาย 3 แผนการจัดการเรียนรูที่ 1 ที่ไหนมีสังคม ที่นั่นมีกฎหมาย 1 แผนการจัดการเรียนรูที่ 2 ความหมาย ลักษณะสำคัญ และความสำคัญของ กฎหมาย 1 แผนการจัดการเรียนรูที่ 3 ความสัมพันธระหวางกฎหมายกับศาสตรแขนงอื่น 1 หนวย​การ​เรียนรู​ที่ 2 ​ที่มา​ของกฎหมายและ​ระบบ​กฎหมาย 2 แผนการจัดการเรียนรูที่ 4 ที่มาของกฎหมายและระบบกฎหมาย 2 หนวย​การ​เรียนรู​ที่ 3 ​ประเภท​ของกฎหมาย 2 แผนการจัดการเรียนรูที่ 5 ประเภทของกฎหมาย 2 หนวยการเรียน​รูที่ 4 กระบวน​การจัด​ทำกฎหมาย​ลายลักษณ​อักษร 3 แผนการจัดการเรียนรูที่ 6 ที่มาของกฎหมายและการยกรางกฎหมาย 1 แผนการจัดการเรียนรูที่ 7 การพิจารณาและขั้นตอนในการจัดทำกฎหมาย 1 แผนการจัดการเรียนรูที่ 8 ลำดับชั้นของกฎหมายลายลักษณอักษร 1 หนวย​การ​เรียนรู​ที่ 5 การบังคับใชกฎหมายและ​การ​สิ้น​ผลการบังคับใช กฎหมาย 3 แผนการจัดการเรียนรูที่ 9 การบังคับใชกฎหมายและการสิ้นผลการบังคับใช กฎหมาย 3 หนวยการเรียน​รูที่ 6 รัฐธรรมนูญ 3 แผนการจัดการเรียนรูที่ 10 รัฐธรรมนูญ 3 ​หนวยการ​เรียน​รูที่ 7 หลักกฎหมายแพง 3 แผนการจัดการเรียนรูที่ 11 หลักกฎหมายแพง 3 หนวย​การ​เรียนรู​ที่ 8 หลักกฎหมายอาญา 3 แผนการจัดการเรียนรูที่ 12 หลักกฎหมายอาญา 3 หนวย​การ​เรียนรู​ที่ 9 กฎหมาย​เกี่ยวกับ​การ​ทะเบียนราษฎร และบัตร​ประจำ​ตัวประชาชน 2 แผนการจัดการเรียนรูที่ 13 กฎหมายเกี่ยวกับการทะเบียนราษฎร และบัตรประจำตัวประชาชน 2 5. โครงสรางการแบงเวลารายชั่วโมงในการจัดการเรียนรู


คูมือครู แผนฯ รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมาย​ที่​ประชาชน​ควร​รูม. 4–6   21 หนวย​การ​เรียนรู/ แผนการ​จัดการ​เรียนรู เรื่อง เวลา/ จำนวน​ชั่วโมง หนวย​การ​เรียนรู​ที่ 10 ​กฎหมาย​เกี่ยวกับ​การคุมครอง​เด็ก 2 แผนการจัดการเรียนรูที่ 14 กฎหมายเกี่ยวกับการคุมครองเด็ก 2 หนวย​การ​เรียนรู​ที่ 11 ​กฎหมาย​เกี่ยวกับ​การคุมครอง​ผู​บริโภค 2 แผนการจัดการเรียนรูที่ 15 กฎหมายเกี่ยวกับการคุมครองผูบริโภค 2 หนวยการเรียน​รูที่ 12 กฎหมาย​เกี่ยวกับ​การ​รับราชการ​ทหาร 2 แผนการจัดการเรียนรูที่ 16 กฎหมายเกี่ยวกับการรับราชการทหาร 2 หนวย​การ​เรียนรู​ที่ 13 กฎหมาย​เกี่ยวกับ​ยาเสพติดใหโทษ 3 แผนการจัดการเรียนรูที่ 17 กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดใหโทษ 3 หนวยการเรียน​รูที่ 14 ปญหา​การ​ใชกฎหมาย​ใน​สังคม​ไทย ​และ​แนวทางปอ​งกัน​แกไข 3 แผนการจัดการเรียนรูที่ 18 ปญหาการใชกฎหมายในสังคมไทย และแนวทางปองกันแกไข 3


ตอนที่ 2 แผนการ​จัดการ​เรียน​รู รายวิชา​เพิ่มเติม กฎหมาย​ที่​ประชาชน​ควร​รู​ กลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม


คุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม 1. ซื่อสัตยสุจริต 2. มีวินัย 3. ใฝเรียนรู 4. มีจิตสาธารณะ ความรู 1. ความหมายของกฎหมาย 2. ลักษณะสำคัญของกฎหมาย 3. ความสัมพันธระหวางศีลธรรม จารีต ประเพณีและกฎหมาย 4. ความสำคัญของกฎหมาย 5. ความสัมพันธระหวางกฎหมาย และศาสตรแขนงอื่น ความหมาย​ และลักษณะ​สำคัญ​ ของกฎหมาย​ ภาระงาน/ชิ้นงาน 1. แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ กฎหมายกับสังคม 2. ตอบคำถามเกี่ยวกับความหมาย และลักษณะสำคัญของกฎหมาย 3. อภิปรายความแตกตางและ ความสัมพันธระหวางกฎหมาย กับศาสตรตาง ๆ ทักษะ/กระบวนการ 1. การสื่อสาร 2. การคิด 3. การแกปญหา 4. การใชทักษะชีวิต 5. การใชเทคโนโลยี ผังมโนทัศน์​เปาหมาย​การเรียน​รูและขอบ​ขาย​ภาระ​งาน ความหมาย และลักษณะสำคัญของกฎหมาย 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ เวลา 3 ชั่วโมง


24 คูมือครูแผนฯ รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมาย​ที่​ประชาชน​ควร​รูม. 4–6 ผังการออกแบบการจัดการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ที่1 ความหมาย​และ​ลักษณะ​สำคัญ​ของกฎหมาย ขั้น​ที่ 1 ผลลัพธป​ลาย​ทาง​ที่​ตองการให​เกิด​ขึ้น​กับ​นักเรียน ผลการเรียน​รู ตระหนักในความสำคัญของกฎหมายวามีประโยชนและจำเปนตอการดำรงอยูของสังคม ความเข้าใจที่คงทนของนักเรียน นักเรียนจะเข้าใจว่า... กฎหมายเป็นเครื่องมือสำคัญที่นำมาใช้ เพื่อให้มนุษย์อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างสันติสุข คำถามสำคัญที่ทำให้เกิดความเข้าใจที่คงทน กฎหมายคืออะไร มีความสำคัญอยางไร ความรู้ของนักเรียนที่นำไปสู่ความเข้าใจที่คงทน นักเรียนจะรู้ว่า... 1. คำสำคัญ ได้แก่ รัฎฐาธิปัตย์ จารีตประเพณี 2. กฎหมายเป็นสาขาหนึ่งของวิชาสังคมศาสตร์ที่ ใช้เป็นเครื่องมือควบคุมให้มนุษย์อยู่รวมกัน ในสังคมได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยและ สงบสุข 3. กฎหมาย คือ กฎเกณฑ์ คำสั่ง หรือข้อบังคับ ที่รัฐบัญญัติขึ้นเพื่อใช้ควบคุมความประพฤติ ของประชาชนในรัฐ หากผู้ใดฝ่าฝืนจะมีความ ผิดและต้องถูกลงโทษ กฎหมายยังเป็นกติกา ของสังคมที่บังคับใหทุกคนปฏิบัติตาม ้ โดยจะ กำหนดสิทธิและหน้าที่ให้แก่บุคคลในสังคม ทั้งนี้การอางวาไม่รู่กฎหมาย้ จะไมเป่นข็อแก้ ตัว้ ใหพนผิดได 4. กฎหมายมีความสัมพันธกับศาสตร ์ แขนงอื่น ์ๆ มากมาย เช่น ประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ จริยศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ เป็นต้น ทักษะ/ความสามารถของนักเรียนที่นำไปสู่ ความเข้าใจที่คงทน นักเรียนจะสามารถ... 1. อธิบายลักษณะทั่วไปของกฎหมาย และทั้ง อธิบายความสัมพันธ์ของกฎหมายกับศาสตร์ สาขาอื่น ๆ ได้ 2. อธิบายความหมายและความสำคัญของ กฎหมาย 3. อภิปรายความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมาย กับศาสตร์แขนงอื่น ขั้น​ที่ 2 ภาระงาน​และ​การ​ประเมิน​ผลการเรียน​รู​ซึ่ง​เปนหลักฐาน​ที่แสดง​วานักเรียน​มี​ผลการเรียน​รู ตามที่​กำหนด​ไวอยาง​แทจริง 1. ภาระงานที่นักเรียนต้องปฏิบัติ 1.1 แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายกับสังคม 1.2 ตอบคำถามเกี่ยวกับความหมายและลักษณะสำคัญของกฎหมาย 1.3 อภิปรายความแตกต่างและความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายกับศาสตรแขนงต่าง ๆ


คูมือครูแผนฯ รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมาย​ที่​ประชาชน​ควร​รูม. 4–6   25 2. วิธีการ​และเครื่องมือ​ประเมิน​ผลการเรียน​รู 2.1 วิธีการประเมินผลการเรียนรู 1) การทดสอบ 2) การประเมินผลงาน/กิจกรรม เป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม 3) การประเมินด้านคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม 4) การประเมินดานทักษะ/ก ้ระบวนการ 2.2 เครื่องมือประเมินผลการเรียนรู 1) แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 2) แบบประเมินผลงาน/กิจกรรมเป็น รายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม 3) แบบประเมินด้านคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม 4) แบบประเมินดานทักษะ/กระบวนการ ้ 3. สิ่ง​ที่​มุงประเมิน 3.1 ความสามารถ 6 ด้าน ได้แก่ การอธิบาย ชี้แจง การแปลความและตีความ การประยุกต์ ดัดแปลง และนำไปใช้ การมีมุมมองที่หลากหลาย การให้ความสำคัญและใส่ใจในความรูสึก ของผู้อื่น และการรู้จักตนเอง 3.2 สมรรถนะสำคัญ ไดแก ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการคิด ​ความสามารถ ในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใชทักษะชีวิต และความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 3.3 คุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม ไดแก รักชาติศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นในการทำงาน รักความเป็นไทย และมีจิตสาธารณะ ขั้น​ที่ 3 แผนการ​จัดการ​เรียน​รู​ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 ที่ไหนมีสังคม ที่นั่นมีกฎหมาย เวลา 1 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 ความหมาย ลักษณะสำคัญ เวลา 1 ชั่วโมง และความสำคัญของกฎหมาย แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 ความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายกับศาสตร์แขนงอื่น เวลา 1 ชั่วโมง


26 คูมือครูแผนฯ รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมาย​ที่​ประชาชน​ควร​รูม. 4–6 แผนการจัดการเรียนรู้ที่1 ที่ไหนมีสังคม ที่นั่นมีกฎหมาย สังคมศึกษา ศาสนา และ​วัฒนธรรม ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ความหมาย​และ​ลักษณะ​สำ​คัญ ของกฎหมาย เวลา 1 ชั่วโมง 1. สาระสำคัญ ทุกสังคมตองมีกฎหมายมาเปนกรอบความประพฤติของสมาชิก เพื่อใหสมาชิกสามารถดำรง ชีวิตรวมกันไดอยางเปนระเบียบเรียบรอย สงบสุข และเพื่อความดำรงอยูของสังคม 2. ผลการเรียนรู ตระหนักในความสำคัญของกฎหมายวามีประโยชนและจำเปนตอการดำรงอยูของสังคม 3. จุดประสงคการเรียนรู 1. อธิบายความหมายของกฎหมายได(K) 2. วิเคราะหลักษณะสำคัญของกฎหมายได(K) 3. เปรียบเทียบความแตกตางระหวางกฎหมายกับจารีตประเพณีศีลธรรม และศาสนาได(P) 4. วิเคราะหไดวากฎหมายมีความสำคัญหรือกอใหเกิดประโยชนแกนักเรียน ครอบครัว และ สังคมได(A) 5. อธิบายความสัมพันธระหวางกฎหมายและศาสตรแขนงอื่น ๆ ได(A) 4. การวัดและประเมินผลการเรียนรู ดาน​ความรู(K) ดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม (A) ดานทักษะ/กระบวนการ (P) 1. ทดสอบก่อนเรียน 2. ซักถามความรูเกี่ยวกับ ้ ความจำเป็นที่สังคมต้องมี กฎหมาย 3. ตรวจผลงาน/กิจกรรมเป็น รายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม • ประเมินพฤติกรรมในการ ทำงานเป็นรายบุคคลในดาน ความมีวินัย ความใฝเรียนรู ฯลฯ • ประเมินพฤติกรรมในการ ทำงานเป็นรายบุคคลและ เป็นกลุ่มในด้านการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา ฯลฯ 5. สาระการเรียนรู ความหมาย ลักษณะสำคัญ ความสัมพันธของกฎหมายกับศีลธรรม จารีตประเพณี ความ สัมพันธของกฎหมายกับศาสตรแขนงอื่น ๆ


คูมือครูแผนฯ รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมาย​ที่​ประชาชน​ควร​รูม. 4–6   27 6. แนวทางการบูรณาการ ภาษาไทย • ฟง พูด อาน และเขียนเกี่ยวกับกฎหมาย การงานอาชีพฯ • สืบคนขอมูลเกี่ยวกับกฎหมายจากอินเทอรเน็ต 7. กระบวนการจัดการเรียนรู ขั้น​ที่ 1 นำ​เขาสู​บทเรียน 1. ครูแจงผลการเรียนรูและจุดประสงคการเรียนรูใหนักเรียนทราบ 2. ครูใหนักเรียนทำแบบทดสอบกอนเรียน 3. ครูใหนักเรียนชวยกันยกตัวอยาง คำสั่ง กฎเกณฑ ระเบียบ ขอบังคับ กฎหมาย ฯลฯ ซึ่ง นำมาใชควบคุมพฤติกรรมของมนุษยในสังคม 4. ครูสุมนักเรียนจำนวน 20 คน ใหยกตัวอยางกฎหมายที่ใชบังคับอยูในสังคมไทยปจจุบัน เชน รัฐธรรมนูญ พ.ร.บ. ยาเสพติดใหโทษ พ.ศ. 2522 5. ครูใหนักเรียนชวยกันยกตัวอยางกฎเกณฑระเบียบ ขอบังคับ ฯลฯ ที่มีลักษณะเชนเดียวกับ กฎหมาย คือ ใชควบคุมพฤติกรรมของมนุษยในสังคม 6. ครูใหนักเรียนชวยกันแสดงความคิดเห็นในประเด็นที่วา “ที่ไหนมีสังคม ที่นั่นมีกฎหมาย” ขั้น​ที่ 2 กิจ​กรรมการ​เรียนรู 7. ครูแจกใบงานที่ 1 เรื่อง ที่ไหนมีสังคม ที่นั่นมีกฎหมาย ใหนักเรียนทำและแสดงความ คิดเห็นตามประเด็นปญหาขอที่ 1 และ 2 8. หลังจากที่นักเรียนทำใบงานเสร็จแลว ครูสุมนักเรียนตอบขอคิดเห็นตามประเด็นปญหาทีละขอ รวบรวมคำตอบที่เหมือนกันหรือคลายกันไวเปนหมวดหมูเดียวกัน 9. ครูสรุปคาตอบใหนักเรียนฟงวา จาก​ประเด็น​ปญหา​ที่ 1: ที่ไหนมีสังคม ที่นั่นจะตองมีกฎหมาย เพราะเมื่อมนุษยมาอยูรวมกัน เปนสังคมอาจมีการขัดแยง ความไมเปนระเบียบ ตลอดถึงความไมสงบเกิดขึ้น จึงจำเปนตองมีระเบียบ กฎเกณฑขอบังคับ และกฎหมายมาใชควบคุมพฤติกรรมของมนุษยในสังคม จาก​ประเด็น​ปญหา​ที่ 2: กฎหมายตองมีลักษณะเปนคำสั่งหรือขอบังคับของผูมีอำนาจใน แผนดิน (รัฏฐาธิปตย) ใชไดทั่วไป และตองมีสภาพบังคับ ทั้งยังทำใหเกิดความสงบขึ้นในแผนดิน ทำให ประชาชนรูจักสิทธิและหนาที่ของตนตามกฎหมาย สรุป​ความคิด​รวบยอด ที่ไหนมีสังคม ที่นั่นจะตองมีกฎหมาย 10. ในขณะปฏิบัติกิจกรรมของนักเรียน ​ครูสังเกตพฤติกรรมในการทำงานและการนำเสนอผลงาน ของนักเรียนตามแบบประเมินพฤติกรรมในการทำงานเปนรายบุคคลและเปนกลุม ขั้น​ที่ 3 ฝกฝน​ผูเรียน 11. ครูใหนักเรียนทำกิจกรรมที่เกี่ยวกับกฎหมายที่ประชาชนควรรูและชวยกันเฉลยคำตอบ ขั้น​ที่ 4 นำไปใช 12. ครูแนะนำใหนักเรียนหาขาวที่เกี่ยวของกับการใชกฎหมายในสังคมไทย แลวนำมาวิเคราะห ถึงความสำคัญของกฎหมายตอสังคมไทย


28 คูมือครูแผนฯ รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมาย​ที่​ประชาชน​ควร​รูม. 4–6 ขั้น​ที่ 5 สรุป 13. ครูและนักเรียนชวยกันสรุปถึงความจำเปนที่สังคมตองมีกฎหมาย แลวใหนักเรียนสรุปลงใน ใบงานที่ 2 เรื่อง ความจำเปนที่สังคมตองมีกฎหมาย 8. กิจกรรมเสนอแนะ ครูใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 4–6 คน อภิปรายเรื่อง หากสังคมไมมีกฎหมาย สังคมนั้น จะเปนอยางไร แลวสงตัวแทนนำเสนอผลงานหนาชั้นเรียน 9. สื่อ/แหลงการเรียนรู 1. แบบทดสอบกอนเรียนและหลังเรียน 2. ใบงานที่ 1 เรื่อง ที่ไหนมีสังคม ที่นั่นมีกฎหมาย 3. ใบงานที่ 2 เรื่อง ความจำเปนที่สังคมตองมีกฎหมาย 4. หนังสือเรียน รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมายที่ประชาชนควรรูม. 4–6 บริษัท สำนักพิมพวัฒนาพานิช จำกัด 10. กระบวนการจัดการเรียนรู 1. ความสำเร็จในการจัดการเรียนรู แนวทางการพัฒนา 2. ปญหา/อุปสรรคในการจัดการเรียนรู แนวทางแกไข 3. สิ่งที่ไมไดปฏิบัติตามแผน เหตุผล 4. การปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู ลงชื่อ ผูสอน / /


คูมือครูแผนฯ รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมาย​ที่​ประชาชน​ควร​รูม. 4–6   29 แผนการจัดการเรียนรู้ที่2 ความหมาย ลักษณะสำคัญ และความสำคัญของกฎหมาย สังคมศึกษา ศาสนา และ​วัฒนธรรม ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ความหมาย​และ​ลักษณะ​สำ​คัญ ของกฎหมาย เวลา 1 ชั่วโมง 1. สาระสำคัญ กฎหมาย คือ กฎเกณฑ คำสั่ง หรือขอบังคับที่รัฐบัญญัติขึ้นเพื่อใชควบคุมความประพฤติของ ประชาชนในรัฐ หากผูใดฝาฝนจะมีความผิดและตองถูกลงโทษ กฎหมายยังเปนกติกาของสังคมที่บังคับ ใหทุกคนปฏิบัติตาม โดยจะกำหนดสิทธิและหนาที่ใหแกบุคคลในสังคม นอกจากนี้การอางวาไมรู กฎหมายไมเปนขอแกตัวใหพนผิดได 2. ผลการเรียนรู ตระหนักในความสำคัญของกฎหมายวามีประโยชนและจำเปนตอการดำรงอยูของสังคม 3. จุดประสงคการเรียนรู 1. อธิบายความหมายของกฎหมายได(K) 2. ตระหนักว่ากฎหมายมีความสำคัญหรือก่อให้เกิดประโยชน์แก่นักเรียน ครอบครัว และ สังคม (A) 3. วิเคราะหลักษณะสำคัญของกฎหมายได(K) 4. การวัดและประเมินผลการเรียนรู ดาน​ความรู(K) ดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม (A) ดานทักษะ/กระบวนการ (P) 1. ซักถามความรูเรื่อง ้ ความหมาย ลักษณะสำคัญ และความสำคัญของกฎหมาย 2. ตรวจผลงาน/กิจกรรมเป็น รายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม • ประเมินพฤติกรรมในการ ทำงานเป็นรายบุคคลในดาน ความมีวินัย ความใฝเรียนรู ฯลฯ • ประเมินพฤติกรรมในการ ทำงานเป็นรายบุคคลและ เป็นกลุ่มในด้านการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา ฯลฯ 5. สาระการเรียนรู 1. ความหมายของกฎหมาย 2. ลักษณะสำคัญของกฎหมาย 3. ความสัมพันธ์ระหว่างศีลธรรม จารีตประเพณีและกฎหมาย 4. ความสำคัญของกฎหมาย


30 คูมือครูแผนฯ รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมาย​ที่​ประชาชน​ควร​รูม. 4–6 6. แนวทางการบูรณาการ ภาษาไทย • ฟัง พูด อ่าน และเขียนเกี่ยวกับความหมาย ลักษณะสำคัญ และความ สำคัญของกฎหมาย การงานอาชีพฯ • สืบค้นข้อมูลเรื่อง ความหมาย ลักษณะสำคัญ และความสำคัญของ กฎหมายจากอินเทอรเน็ต ศิลปะ • จัดป้ายนิเทศเรื่อง ความหมาย ลักษณะสำคัญ และความสำคัญของ กฎหมาย 7. กระบวนการจัดการเรียนรู ขั้น​ที่ 1 นำ​เขาสู​บทเรียน 1. ครูแจ้งผลการเรียนรู้และจุดประสงค์การเรียนรู้ให้นักเรียนทราบ 2. ครูให้นักเรียนดูภาพตัวอย่างจากหน้าหนังสือพิมพ์ ทั้งภาพที่เป็นด้านบวกของผู้ที่ปฏิบัติตาม กฎหมายและภาพด้านลบของผู้ที่ฝ่าฝืนกฎเกณฑ์หรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายในสังคม 3. ครูให้นักเรียนยกตัวอย่าง “ปัญหากฎหมาย” ที่มีผู้เขียนมาถามตามคอลัมน์ถาม–ตอบ ปัญหากฎหมายจากหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารต่าง ๆ แล้วให้นักเรียนที่ยกตัวอย่างปัญหากฎหมาย ดังกล่าวนำปัญหานั้นไปเขียนหรือพิมพ์ใส่กระดาษขนาด A 4 และเก็บไว้ในแฟ้มสะสมงาน ขั้น​ที่ 2 กิจ​กรรมการ​เรียนรู 4. ครูแบงนักเรียนออกเปน 5 กลุม ชี้แจงใหนักเรียนปฏิบัติกิจกรรมที่กำหนดให 5. ครูใหนักเรียนแตละกลุมเขียนชื่อสมาชิกทั้งหมดในกลุมสงครู 6. ครูใหนักเรียนแตละกลุมลงมือปฏิบัติกิจกรรม ดังนี้ กลุมที่ 1 ทำกิจกรรมที่ 1 เรื่อง กฎหมายเปนคำสั่งหรือขอบังคับที่มาจากรัฏฐาธิปตย กลุมที่ 2 ทำกิจกรรมที่ 2 เรื่อง กฎหมายเปนคำสั่งหรือขอบังคับที่ใชไดทั่วไป กลุมที่ 3 ทำกิจกรรมที่ 3 เรื่อง กฎหมายเปนคำสั่งหรือขอบังคับที่ใชไดตลอดไป กลุมที่ 4 ทำกิจกรรมที่ 4 เรื่อง กฎหมายเปนคำสั่งหรือขอบังคับที่ตองปฏิบัติตาม กลุมที่ 5 ทำกิจกรรมที่ 5 เรื่อง ​กฎหมายตองมีสภาพบังคับ 7. ครูให้นักเรียนศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมจากสื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ เชน 1) หนังสือเรียน รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมายที่ประชาชนควรรู้ ม. 4–6 บริษัท สำนักพิมพ์ วัฒนาพานิช จำกัด 2) หนังสือความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายของคณะนิติศาสตร์ทุกมหาวิทยาลัย 3) ใบความรู้เกี่ยวกับปัญหากฎหมายที่ปรากฏในสังคมปัจจุบัน 4) ข่าวจากหนังสือพิมพ์ นิตยสาร วารสารต่างๆ 5) สืบค้นข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต 8. เมื่อทำกิจกรรมเสร็จทุกกลุมแล่ว้ ​ใหทุกกลุมบันทึกขอสรุปลงในใบกิจกรรมที่ครูแจกใหหลังจาก นั้นครูให้นักเรียนจัดกลุ่มใหม่ โดยให้มีสมาชิกจำนวนเท่ากับกลุ่มเดิมและสมาชิกแต่ละคนจะต้องมาจาก กลุ่มเดิมอยางนอยกลุ่มละ 1 คน


คูมือครูแผนฯ รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมาย​ที่​ประชาชน​ควร​รูม. 4–6   31 9. ครูให้นักเรียนเลือกตัวแทนกลุ่มไว้เพื่อส่งเป็นตัวแทนนำเสนอผลการศึกษาหน้าชั้นเรียน 10. ครูสุ่มตัวแทนนักเรียนแต่ละกลุ่มออกมารายงานผลการศึกษากิจกรรมกลุ่มละ 1 คน จนครบ ทั้ง 5 กลุ่ม 11. ครูและนักเรียนรวมกันสรุปความรูจากการทำกิจกรรม 12. ในขณะปฏิบัติกิจกรรมของนักเรียน ครูสังเกตพฤติกรรมในการทำงานและการนำเสนอผลงาน ของนักเรียนตามแบบประเมินพฤติกรรมในการทำงานเปนรายบุคคลและเปนกลุม ขั้น​ที่ 3 ฝกฝน​ผูเรียน 13. ครูให้นักเรียนทำกิจกรรมที่เกี่ยวกับความหมาย ลักษณะสำคัญ และความสำคัญของกฎหมาย และช่วยกันเฉลยคำตอบ ขั้น​ที่ 4 นำไปใช 14. ครูใหนักเรียนเผยแพร ้ความรู่ เกี่ยวกับความหมาย ้ ลักษณะสำคัญ และความสำคัญของกฎหมาย ให้กับบุคคลในครอบครัว พร้อมทั้งบันทึกผลย้อนกลับจากการเผยแพร่ความรู้นั้น ขั้น​ที่ 5 สรุป 15. ครูใหนักเรียนดูแผนภูมิสรุปเกี่ยวกับความหมาย ้ ลักษณะสำคัญ และความสำคัญของกฎหมาย ประกอบการแสดงความคิดเห็น พร้อมทั้งสรุป 16. ครูให้นักเรียนช่วยกันสรุปเนื้อหาที่เรียนไปทั้งหมดในเรื่อง ความหมาย ลักษณะสำคัญ และ ความสำคัญของกฎหมาย แล้วสรุปลงในใบงานที่ 3 เรื่อง ความจำเป็นที่จะต้องรู้กฎหมาย และความ สำคัญของกฎหมายที่มีต่อสังคม 8. กิจกรรมเสนอแนะ ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 3–5 คน จัดป้ายนิเทศเรื่อง ความหมาย ลักษณะสำคัญ และความสำคัญของกฎหมาย เพื่อเผยแพร่ความรู้ในโรงเรียน 9. สื่อ/แหลงการเรียนรู 1. ภาพตัวอย่างจากหน้าหนังสือพิมพ์ ทั้งภาพที่เป็นด้านบวกของผู้ที่ปฏิบัติตามกฎหมายและ ภาพด้านลบของผู้ที่ฝ่าฝืนกฎเกณฑ์หรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายในสังคม 2. ใบงานที่ 3 เรื่อง ความจำเป็นที่จะต้องรู้กฎหมาย และความสำคัญของกฎหมายที่มีต่อสังคม 3. ใบกิจกรรมที่ 1 เรื่อง กฎหมายเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่มาจากรัฏฐาธิปัตย์ 4. ใบกิจกรรมที่ 2 เรื่อง กฎหมายเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่ใช้ได้ทั่วไป 5. ใบกิจกรรมที่ 3 เรื่อง กฎหมายเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่ใช้ได้ตลอดไป 6. ใบกิจกรรมที่ 4 เรื่อง กฎหมายเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่ต้องปฏิบัติตาม 7. ใบกิจกรรมที่ 5 เรื่อง กฎหมายต้องมีสภาพบังคับ 8. แผนภูมิสรุปเกี่ยวกับความหมาย ลักษณะสำคัญ และความสำคัญของกฎหมาย 9. หนังสือเรียน รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมายที่ประชาชนควรรู้ ม. 4–6 บริษัท สำนักพิมพวัฒนาพานิช ์ จำกัด


32 คูมือครูแผนฯ รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมาย​ที่​ประชาชน​ควร​รูม. 4–6 10. กระบวนการจัดการเรียนรู 1. ความสำเร็จในการจัดการเรียนรู แนวทางการพัฒนา 2. ปญหา/อุปสรรคในการจัดการเรียนรู แนวทางแกไข 3. สิ่งที่ไมไดปฏิบัติตามแผน เหตุผล 4. การปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู ลงชื่อ ผูสอน / /


คูมือครูแผนฯ รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมาย​ที่​ประชาชน​ควร​รูม. 4–6   33 แผนการจัดการเรียนรู้ที่3 ความสัมพันธระหวางกฎหมายกับศาสตรแขนงอื่น สังคม​ศึกษา ศาสนา และ​วัฒนธรรม ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ความหมาย​และ​ลักษณะ​สำ​คัญ ของกฎหมาย เวลา 1 ชั่วโมง 1. สาระสำคัญ กฎหมายมีความสัมพันธกับศาสตร ์ แขนงอื่น ์ๆ มากมาย เชน่ ประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ จริยศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ เป็นต้น 2. ผลการเรียนรู ตระหนักในความสำคัญของกฎหมายว่ามีประโยชนและจำเป ์​ ็นต่อการดำรงอยู่ของสังคม 3. จุดประสงคการเรียนรู 1. อธิบายความสัมพันธ์ของกฎหมายกับศาสตร์แขนงอื่น ๆ ได้ (K) 2. ตระหนักในความสำคัญของกฎหมายที่มีต่อศาสตร์แขนงอื่น ๆ (A) 3. วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของกฎหมายกับศาสตร์แขนงอื่น ๆ ได้ (P) 4. การวัดและประเมินผลการเรียนรู ดาน​ความรู(K) ดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม (A) ดานทักษะ/กระบวนการ (P) 1. ซักถามความรูเรื่องความ ้ สัมพันธระหวางกฎหมายกับ ศาสตรแขนงอื่น 2. ตรวจผลงาน/กิจกรรมเป็น รายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม 3. ทดสอบหลังเรียน • ประเมินพฤติกรรมในการ ทำงานเป็นรายบุคคลในดาน ความมีวินัย ความใฝเรียนรู ฯลฯ • ประเมินพฤติกรรมในการ ทำงานเป็นรายบุคคลและ เป็นกลุ่มในด้านการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา ฯลฯ


34 คูมือครูแผนฯ รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมาย​ที่​ประชาชน​ควร​รูม. 4–6 5. สาระการเรียนรู • ความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายกับศาสตร์แขนงอื่น 1) ประวัติศาสตร์ 2) รัฐศาสตร์ 3) จริยศาสตร์ 4) เศรษฐศาสตร์ 6. แนวทางการบูรณาการ ภาษาไทย • ฟัง พูด อ่าน และเขียนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของกฎหมายกับศาสตร์ แขนงอื่น การงานอาชีพฯ • สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับความสัมพันธของกฎหมายกับศาสตรแขนงอื่นจาก อินเทอรเน็ต 7. กระบวนการจัดการเรียนรู ขั้น​ที่ 1 นำ​เขาสู​บทเรียน 1. ครูแจ้งผลการเรียนรู้และจุดประสงค์การเรียนรู้ให้นักเรียนทราบ 2. ครูให้นักเรียนอ่านข่าวจากหนังสือพิมพที่เตรียมมาล ์ ่วงหน้าและแสดงความคิดเห็นในประเด็น ต่อไปนี้ 1) ถ้าสังคมใดไม่มีกฎหมายที่จะนำมาใช้ควบคุมพฤติกรรมของสมาชิกในสังคม จะใช้สิ่งใด เป็นตัวควบคุม 2) ถ้าสังคมใดไม่มีกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ใด ๆ เลย ที่จะมาใช้ควบคุมพฤติกรรมของสมาชิก ในสังคมนั้น สังคมดังกล่าวจะมีสภาพอย่างไร และจะดำรงอยู่ได้หรือไม่ 3. ครูสุ่มนักเรียนแสดงความคิดเห็นประเด็นละ 1–3 คน ขั้น​ที่ 2 กิจ​กรรมการ​เรียนรู 4. ​ครูแบ่งนักเรียนออกเป็น 6 กลุ่ม กลุ่มละ 6–7 คน ศึกษาและสืบคนขอมูลเกี่ยวกับ ความสัมพันธของกฎหมายกับศาสตรแขนงอื่นจากสื่อการเรียนรูตาง ๆ เชน หนังสือเรียน หนังสือใน หองสมุด อินเทอรเน็ต เพื่ออภิปรายความแตกต่างและความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายกับเรื่องต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ กลุ่มที่ 1 อภิปรายเรื่อง กฎหมายกับศาสนา กลุ่มที่ 2 อภิปรายเรื่อง กฎหมายกับศีลธรรมและจริยธรรม กลุ่มที่ 3 อภิปรายเรื่อง กฎหมายกับจารีตประเพณี กลุ่มที่ 4 อภิปรายเรื่อง กฎหมายกับประวัติศาสตร์ กลุ่มที่ 5 อภิปรายเรื่อง กฎหมายกับรัฐศาสตร์ กลุ่มที่ 6 อภิปรายเรื่อง กฎหมายกับเศรษฐศาสตร์


คูมือครูแผนฯ รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมาย​ที่​ประชาชน​ควร​รูม. 4–6   35 5. หลังจากที่อภิปรายจบลง ให้แต่ละกลุ่มสรุปผลการอภิปรายลงในแบบบันทึกผลการอภิปราย เรื่อง ความแตกต่างและความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายกับศาสตร์แขนงต่าง ๆ แล้วส่งตัวแทนนำเสนอ ผลการอภิปรายหน้าชั้นเรียน 6. ครูใหนักเรียนทุกคนช วยกันวิเคราะหแสดงความคิดเห็นเมื่อแต ละกลุ มนำเสนอผลการ อภิปรายจบแลว และเขียนความคิดเห็นลงในแบบบันทึกความคิดเห็นเรื่อง ความแตกตางและความ สัมพันธของกฎหมายกับศาสตรแขนงตาง ๆ 7. ในขณะปฏิบัติกิจกรรมของนักเรียน ครูสังเกตพฤติกรรมในการทำงานและการนำเสนอผลงาน ของนักเรียนตามแบบประเมินพฤติกรรมในการทำงานเปนรายบุคคลและเปนกลุม ขั้น​ที่ 3 ฝกฝน​ผูเรียน 8. ครูใหนักเรียนทำกิจกรรมเกี่ยวกับความสัมพันธของกฎหมายกับศาสตรแขนงอื่นและชวยกัน เฉลยคำตอบ ขั้น​ที่ 4 นำ​ไป​ใช 9. ครูแนะนำใหนักเรียนนำความรูจากการเรียนเรื่อง ​ความสัมพันธของกฎหมายกับศาสตรแขนง อื่น ​ไปวิเคราะหวาการศึกษากฎหมายมีประโยชนตอการศึกษาวิชาอื่น ๆ ในหลักสูตรมัธยมศึกษา ตอนปลายของนักเรียนอยางไรบาง ขั้น​ที่ 5 สรุป 10. ครูและนักเรียนช่วยกันสรุปถึงความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายกับศาสตร์แขนงอื่น และบันทึก ลงในใบงานที่ 4 เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายกับศาสตร์แขนงอื่น 11. ครูให้นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน และช่วยกันเฉลยคำตอบเพื่อตรวจสอบและประเมิน ผลการเรียนรู้ของนักเรียน 8. กิจกรรมเสนอแนะ ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 3–5 คน ทำรายงานเรื่อง ความสัมพันธ์ของกฎหมายกับศาสตร์ แขนงอื่น แล้วส่งตัวแทนนำเสนอผลงานหน้าชั้นเรียน 9. สื่อ/แหลงการเรียนรู 1. แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 2. แบบบันทึกผลการอภิปราย เรื่อง ความแตกตางและความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายกับศาสตร์ แขนงตาง ๆ 3. แบบบันทึกความคิดเห็นเรื่อง ​ความแตกตางและความสัมพันธ์ระหวางกฎหมายกับศาสตร์ แขนงตาง ๆ 4. ใบงานที่ 4 เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายกับศาสตร์แขนงอื่น 5. หนังสือเรียน รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมายที่ประชาชนควรรู้ ​ม. 4–6 บริษัท สำนักพิมพวัฒนาพานิช ์ จำกัด


36 คูมือครูแผนฯ รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมาย​ที่​ประชาชน​ควร​รูม. 4–6 1. ความสำเร็จในการจัดการเรียนรู แนวทางการพัฒนา 2. ปญหา/อุปสรรคในการจัดการเรียนรู แนวทางแกไข 3. สิ่งที่ไมไดปฏิบัติตามแผน เหตุผล 4. การปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู ลงชื่อ ผูสอน / / 10. กระบวนการจัดการเรียนรู


คุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม 1. มีวินัย 2. ใฝเรียนรู 3. มุงมั่นในการทำงาน 4. มีจิตสาธารณะ ความรู 1. ที่มาของกฎหมาย 2. ระบบกฎหมาย ที่มา​ของกฎหมาย และ​ระบบ​กฎหมาย ภาระงาน/ชิ้นงาน 1. ศึกษาคนควาและทำรายงาน เกี่ยวกับที่มาของกฎหมายและ ระบบกฎหมาย 2. ศึกษาและอภิปรายเกี่ยวกับ ที่มาของกฎหมายและระบบ กฎหมาย ทักษะ/กระบวนการ 1. การสื่อสาร 2. การคิด 3. การแกปญหา 4. การใชทักษะชีวิต 5. การใชเทคโนโลยี ผังมโนทัศน์​เปาหมาย​การเรียน​รูและขอบ​ขาย​ภาระ​งาน ที่มา​ของกฎหมาย และ​ระบบ​กฎหมาย 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ เวลา 2 ชั่วโมง


38 คูมือครูแผนฯ รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมาย​ที่​ประชาชน​ควร​รูม. 4–6 ผังการออกแบบการจัดการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ที่2 ที่มาของกฎหมายและ​ระบบ​กฎหมาย ขั้น​ที่ 1 ผลลัพธป​ลาย​ทาง​ที่​ตองการให​เกิด​ขึ้น​กับ​นักเรียน ผลการเรียน​รู รู้และเข้าใจเกี่ยวกับที่มาของกฎหมายและระบบกฎหมาย อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการศึกษา วิชากฎหมาย ความเข้าใจที่คงทนของนักเรียน นักเรียนจะเข้าใจว่า... กฎหมายมีที่มาจาก 2 ทาง คือ กฎหมาย ลายลักษณอักษรและกฎหมายที่ไมเปนลายลักษณ  อักษร กฎหมายนิยมแบงเปน 2 ระบบ ไดแก ระบบกฎหมายลายลักษณอักษร และระบบ กฎหมายที่ไมเปนลายลักษณอักษร คำถามสำคัญที่ทำให้เกิดความเข้าใจที่คงทน 1. กฎหมายมีที่มาอย่างไร 2. กฎหมายแบงออกเป็นกี่ระบบ อะไรบ้าง ความรู้ของนักเรียนที่นำไปสู่ความเข้าใจที่คงทน นักเรียนจะรู้ว่า... 1. คำสำคัญ ได้แก่ ​ราชกิจจานุเบกษา กฎหมาย สิบสองโตะ พระธรรมศาสตรกฎหมาย- ตราสามดวง 2. การศึกษาถึงที่มาของกฎหมายทำใหเขาใจถึง ตนกำเนิดของกฎหมายหรือกฎเกณฑความ ประพฤติของมนุษยวามีที่มาอยางไรและ ความคลี่คลายขยายตัวของกฎเกณฑเหลานั้น จนปรากฏเปนลักษณะของระบบกฎหมายที่ ประกอบดวยกฎเกณฑที่มีลักษณะละเอียด ออนและสลับซับซอนในปจจุบัน ทักษะ/ความสามารถของนักเรียนที่นำไปสู่ ความเข้าใจที่คงทน นักเรียนจะสามารถ... 1. อธิบายที่มาของกฎหมายและระบบกฎหมาย ได้ 2. วิเคราะห์ที่มาของระบบกฎหมาย และจำแนก ระบบกฎหมายที่ประเทศไทยและประเทศอื่น ใช้อยู่ในปัจจุบันได้ ขั้น​ที่ 2 ภาระงาน​และ​การ​ประเมิน​ผลการเรียน​รู​ซึ่ง​เปนหลักฐาน​ที่แสดง​วานักเรียน​มี​ผลการเรียน​รู ตามที่​กำหนด​ไวอยาง​แทจริง 1. ภาระงานที่นักเรียนต้องปฏิบัติ 1.1 ศึกษาค้นคว้าและทำรายงานเกี่ยวกับที่มาของกฎหมายและระบบกฎหมาย 1.2 ศึกษาและอภิปรายเกี่ยวกับที่มาของกฎหมายและระบบกฎหมาย


คูมือครูแผนฯ รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมาย​ที่​ประชาชน​ควร​รูม. 4–6   39 2. วิธีการ​และเครื่องมือ​ประเมิน​ผลการเรียน​รู 2.1 วิธีการประเมินผลการเรียนรู 1) การทดสอบ 2) การประเมินผลงาน/กิจกรรม เป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม 3) การประเมินด้านคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม 4) การประเมินดานทักษะ/ก ้ระบวนการ 2.2 เครื่องมือประเมินผลการเรียนรู 1) แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 2) แบบประเมินผลงาน/กิจกรรมเป็น รายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม 3) แบบประเมินด้านคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม 4) แบบประเมินดานทักษะ/กระบวนการ ้ 3. สิ่ง​ที่​มุงประเมิน 3.1 ความสามารถ 6 ด้าน ได้แก่ การอธิบาย ชี้แจง การแปลความและตีความ การประยุกต์ ดัดแปลง และนำไปใช้ การมีมุมมองที่หลากหลาย การให้ความสำคัญและใส่ใจในความรู้สึก ของผู้อื่น และการรู้จักตนเอง 3.2 สมรรถนะสำคัญ ไดแก ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการคิด ​ความสามารถ ในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใชทักษะชีวิต และความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 3.3 คุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม ไดแก รักชาติศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นในการทำงาน รักความเป็นไทย ​และมีจิตสาธารณะ ขั้น​ที่ 3 แผนการ​จัดการ​เรียน​รู​ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 ที่มาของกฎหมายและระบบกฎหมาย เวลา 2 ชั่วโมง


40 คูมือครูแผนฯ รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมาย​ที่​ประชาชน​ควร​รูม. 4–6 แผนการจัดการเรียนรู้ที่4 ที่มา​ของกฎหมายและ​ระบบ​กฎหมาย สังคมศึกษา ศาสนา และ​วัฒนธรรม ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 ที่มา​ของกฎหมาย และ​ระบบกฎหมาย เวลา 2 ชั่วโมง 1. สาระสำคัญ การศึกษาถึงที่มาของกฎหมายทำใหเขาใจถึงตนกำเนิดของกฎหมายหรือกฎเกณฑความประพฤติ ของมนุษยวามีที่มาอยางไรและความคลี่คลายขยายตัวของกฎเกณฑเหลานั้นจนปรากฏเปนลักษณะ ของระบบกฎหมายที่ประกอบดวยกฎเกณฑที่มีลักษณะละเอียดออนและสลับซับซอนในปจจุบัน 2. ผลการเรียนรู รู้และเข้าใจเกี่ยวกับที่มาของกฎหมายและระบบกฎหมาย อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการศึกษาวิชา กฎหมาย 3. จุดประสงคการเรียนรู 1. อธิบายถึงที่มาของกฎหมายหรือบ่อเกิดของกฎหมายได้ (K) 2. บอกที่มาของกฎหมายที่ใช้อยู่ในประเทศไทยในปัจจุบันได้ (K) 3. วิเคราะห์ที่มาของกฎหมายที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรได้ (P) 4. จำแนกระบบกฎหมายที่ใช้อยู่ในบางประเทศที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยได้ (P) 5. เห็นคุณค่าและความสำคัญของกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่บัญญัติขึ้นโดยฝ่ายต่าง ๆ (A) 4. การวัดและประเมินผลการเรียนรู ดาน​ความรู(K) ดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม (A) ดานทักษะ/กระบวนการ (P) 1. ทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียน 2. ซักถามความรูเกี่ยวกับที่มา ้ ของกฎหมายและระบบ กฎหมาย 3. ตรวจผลงาน/กิจกรรมเป็น รายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม • ประเมินพฤติกรรมในการ ทำงานเป็นรายบุคคลในดาน ความมีวินัย ความใฝ​เรียนรู ฯลฯ • ประเมินพฤติกรรมในการ ทำงานเป็นรายบุคคลและ เป็นกลุ่มในด้านการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา ฯลฯ


คูมือครูแผนฯ รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมาย​ที่​ประชาชน​ควร​รูม. 4–6   41 5. สาระการเรียนรู 1. ที่มาของกฎหมาย 2. ระบบกฎหมาย 6. แนวทางบูรณาการ ภาษาไทย • ฟัง พูด อ่าน และเขียนเกี่ยวกับที่มาของกฎหมายและระบบกฎหมาย การงานอาชีพฯ • จัดป้ายนิเทศหน้าชั้นเรียนเกี่ยวกับ “วิวัฒนาการระบบกฎหมายไทย” และ สืบคนข้ อมูลจากอินเทอร ้ ์เน็ตเกี่ยวกับที่มาของกฎหมายและระบบกฎหมาย 7. กระบวนการจัดการเรียนรู ขั้น​ที่ 1 นำ​เขาสู​บทเรียน 1. ครูแจ้งผลการเรียนรู้และจุดประสงค์การเรียนรู้ให้นักเรียนทราบว่า กฎเกณฑ์ต่าง ๆ จารีต ประเพณีและกฎหมายที่ใช้อยู่ในสังคมไทยแต่ละยุคสมัยย่อมมีที่มาหรือบ่อเกิดที่แตกต่างกัน นักเรียน จะได้ช่วยกันวิเคราะห์ถึงที่มาของกฎหมายประเภทต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ในการศึกษา เกี่ยวกับระบบกฎหมาย ตลอดจนที่มาของกฎหมายทำให้นักเรียนสามารถนำความรู้ที่ได้มาใช้วิเคราะห์ กฎหมายที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวันได้ 2. ครูให้นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน 3. ครูใหนักเรียนดูภาพการดำรงชีวิตและวิถีชีวิตของคนในสังคมไทยสมัยโบราณ ้ เพื่อเปรียบเทียบ กับสมัยปัจจุบันว่ามีอะไรที่แตกต่างกันบ้าง ขั้น​ที่ 2 กิจ​กรรมการ​เรียนรู 4. ครูแบ่งนักเรียนเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 6 คน แบ่งกันรับผิดชอบศึกษาเนื้อหาคนละ 1 หัวข้อ ดังนี้ 1) ที่มาหรือบ่อเกิดของกฎหมายลายลักษณ์อักษร 2) กฎหมายลายลักษณ์อักษรที่บัญญัติขึ้นโดยฝ่ายนิติบัญญัติ 3) กฎหมายลายลักษณ์อักษรที่บัญญัติขึ้นโดยฝ่ายบริหาร 4) กฎหมายลายลักษณ์อักษรที่บัญญัติขึ้นโดยองค์กรปกครองสวนทองถิ่น 5) ลักษณะสำคัญของกฎหมายจารีตประเพณี 6) หลักกฎหมายทั่วไป (หมายเหตุ การแบ่งกลุ่มนักเรียนเป็นการแบ่งกลุ่มล่วงหน้าให้ไปศึกษาค้นคว้าข้อมูลก่อนถึง ชั่วโมงเรียน) 5. ครูให้นักเรียนศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมจากห้องสมุดโรงเรียน หอสมุดคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ศึกษาค้นคว้าในหนังสือเรียน รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมายที่ประชาชนควรรู้ ม. 4–6 บริษัท สำนักพิมพ์วัฒนาพานิช จำกัด 6. ครูใหนักเรียนแต ้ละกลุ่ มสรุปข ่ อมูลที่ได ้ จากการศึกษาค ้นคว้ าในรูป ้แบบรายงานรายบุคคลตาม หัวข้อที่ตนรับผิดชอบ


42 คูมือครูแผนฯ รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมาย​ที่​ประชาชน​ควร​รูม. 4–6 7. เมื่อทำกิจกรรมล่วงหน้าก่อนเข้าชั้นเรียนเสร็จทุกกลุ่มแล้ว เมื่อเข้าสู่ชั้นเรียนครูให้นักเรียนจัด กลุมใหม ่ ่ ใหมีสมาชิกเท ้ ากับกลุ ่ มเดิม ่ และสมาชิกแตละคนจะต่องมาจากกลุ้ มเดิมอยาง ่ นอยกลุมละ่ 1 คน 8. สมาชิกของกลุ่มใหม่แต่ละคนจะต้องถ่ายทอดสิ่งที่ตนศึกษาจากกลุ่มเดิมให้เพื่อนฟังจนครบ ทุกคนทุกหัวข้อ 9. ครูสุมนักเรียนออกมานำเสนอ ่ผลการศึกษาหนาชั้นเรียนในหัวข ้ อที่เพื่อน ้ๆ ในหองเป็นผู ้ กำหนด ้ และนักเรียนทุกคนนำรายงานมาส่งครูตามหัวข้อที่ตนรับผิดชอบ 10. ครูแบ่งกลุ่มนักเรียนที่นั่งใกล้เคียงกันออกเปนกลุม กลุมละ 2–4 คน จำนวน 11 กลุ่ม เพื่อ ศึกษาความรู้จากหนังสือเรียน ห้องสมุด หรืออินเทอร์เน็ต กลุมละ 1 หัวขอ ดังนี้ กลุ่มที่ 1 ศึกษาเรื่อง ที่มาหรือบ่อเกิดของกฎหมายโดยทั่วไป กลุ่มที่ 2 ศึกษาเรื่อง กฎหมายลายลักษณ์อักษรที่มาจากฝ่ายนิติบัญญัติ กลุ่มที่ 3 ศึกษาเรื่อง กฎหมายลายลักษณ์อักษรที่มาจากฝ่ายบริหาร กลุ่มที่ 4 ศึกษาเรื่อง กฎหมายลายลักษณ์อักษรที่มาจากองค์กรปกครองสวนทองถิ่น กลุ่มที่ 5 ศึกษาเรื่อง กฎหมายที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรที่มาจากจารีตประเพณี กลุ่มที่ 6 ศึกษาเรื่อง กฎหมายที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรที่มาจากกฎหมายทั่วไป กลุ่มที่ 7 ศึกษาเรื่อง ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษรหรือระบบประมวลกฎหมาย กลุ่มที่ 8 ศึกษาเรื่อง ระบบกฎหมายที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรหรือระบบกฎหมายจารีต ประเพณี กลุ่มที่ 9 ศึกษาเรื่อง ระบบกฎหมายโซเซียลลิสต์ กลุ่มที่ 10 ศึกษาเรื่อง ระบบกฎหมายศาสนา กลุ่มที่ 11 ศึกษาเรื่อง ความเป็นมาของกฎหมายไทยก่อนการใช้ระบบประมวลกฎหมาย 11. ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันอภิปรายแสดงความคิดเห็นตามประเด็นหัวข้ออภิปราย ใช้เหตุผล หลักการ หรือกฎเกณฑ์ตามหลักวิชากฎหมาย 12. ครูให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นโต้แย้งตามหลักการ ข้อเท็จจริง และเหตุผล ปรับความคิด ของตนให้เข้ากับกลุ่มเพื่อน 13. ครูใหนักเรียนทุกกลุ ้ มสรุปประเด็นอภิปรายเป็นความคิดเห็นของกลุ ่ม่ บันทึกลงในแบบบันทึก ผลการอภิปรายเรื่อง ที่มาของกฎหมายและระบบกฎหมาย 14. ตัวแทนนักเรียนแต่ละกลุ่มออกมารายงานผลการอภิปรายหน้าชั้นเรียน พรอมทั้งเปิดโอกาส ให้เพื่อนกลุ่มอื่นวิจารณ์แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม 15. ในขณะปฏิบัติกิจกรรมของนักเรียน ครูสังเกตพฤติกรรมในการทำงานและการนำเสนอผลงาน ของนักเรียนตามแบบประเมินพฤติกรรมในการทำงานเปนรายบุคคลและเปนกลุม 16. ครูและนักเรียนรวมกันสรุปความรูที่ไดรับจากการอภิปรายเกี่ยวกับที่มาของกฎหมายและ ระบบกฎหมาย ขั้น​ที่ 3 ฝกฝน​ผูเรียน 17. ครูให้นักเรียนทำกิจกรรมที่เกี่ยวกับที่มาของกฎหมายและระบบกฎหมาย


คูมือครูแผนฯ รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมาย​ที่​ประชาชน​ควร​รูม. 4–6   43 18. ครูให้นักเรียนช่วยกันจัดป้ายนิเทศหน้าชั้นเรียนเกี่ยวกับ “วิวัฒนาการระบบกฎหมายไทย” (ช่วยกันทำในช่วงคาบเรียนอิสระ พักกลางวัน และตอนเย็นหลังเลิกเรียน) 19. ครูให้นักเรียนช่วยกันเขียนบทสัมภาษณ์บุคคลในอาชีพต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย เช่น นิติกร ทนายความ อัยการ ผู้พิพากษา อาจารย์ผู้สอนวิชากฎหมาย ฯลฯ โดยนักเรียนจะตกลงแบ่งกัน ไปสัมภาษณ์ในเวลา 1 สัปดาห์ จากนั้นนำผลงานที่ได้จากการสัมภาษณ์มาติดที่ป้ายนิเทศวิวัฒนาการ ระบบกฎหมายของไทย แลวให้คณะกรรมการที่นักเรียนเลือกไว้ 3 คน ช่วยกันตัดสินว่ากลุ่มใดสามารถ สัมภาษณ์ได้น่าสนใจที่สุด และมอบรางวัลให้นักเรียนกลุ่มนั้น ขั้น​ที่ 4 นำ​ไป​ใช 20. ครูแนะนำใหนักเรียนอธิบายเรื่อง ้ ที่มาของกฎหมายและระบบกฎหมาย ใหคนในครอบครัวฟ ้งั ขั้น​ที่ 5 สรุป 21. ครูให้นักเรียนทุกคนช่วยกันสรุปผลการศึกษาเรื่อง ที่มาของกฎหมายและระบบกฎหมาย ครู ช่วยดูแลความถูกต้อง ขณะที่นักเรียนช่วยกันสรุป แลวใหแตละคนบันทึกลงในแบบบันทึกความรู 22. ครูให้นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน และช่วยกันเฉลยคำตอบเพื่อตรวจสอบและประเมิน ผลการเรียนรู้ของนักเรียน 8. กิจกรรมเสนอแนะ 1. ครูและนักเรียนจัดโต้วาทีในญัตติที่เกี่ยวข้องกับระบบกฎหมาย เช่น ระบบกฎหมาย ลายลักษณ์อักษรเหมาะสมกับประเทศไทยมากที่สุด 2. ครูนำนักเรียนไปทัศนศึกษายังรัฐสภา และสร้างสถานการณ์จำลองเกี่ยวกับขั้นตอนในการ ออกพระราชบัญญัติ 3. ครูนำนักเรียนไปตอบปัญหากฎหมาย ณ หน่วยงานจากภายนอกทั้งของภาครัฐและเอกชนที่มี หนังสือเชิญไปร่วม เช่น ศาล มหาวิทยาลัย เป็นต้น 9. สื่อ/แหลงการเรียนรู 1. แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 2. ภาพการดำรงชีวิตและวิถีชีวิตของคนในสังคมไทยสมัยโบราณกับสมัยปัจจุบัน 3. แบบบันทึกผลการอภิปราย เรื่อง ที่มาของกฎหมายและระบบกฎหมาย 4. แบบบันทึกความรู้ 5. หนังสือเรียน รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมายที่ประชาชนควรรู้ ม. 4–6 บริษัท สำนักพิมพวัฒนาพานิช ์ จำกัด


44 คูมือครูแผนฯ รายวิชาเพิ่มเติม กฎหมาย​ที่​ประชาชน​ควร​รูม. 4–6 1. ความสำเร็จในการจัดการเรียนรู แนวทางการพัฒนา 2. ปญหา/อุปสรรคในการจัดการเรียนรู แนวทางแกไข 3. สิ่งที่ไมไดปฏิบัติตามแผน เหตุผล 4. การปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู ลงชื่อ ผูสอน / / 10. กระบวนการจัดการเรียนรู


Click to View FlipBook Version