๒๐๑
คำอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเติม
กล่มุ สาระการเรียนร้ภู าษาตา่ งประเทศ รหัสวชิ า อ 21202 ภาษาอังกฤษฟัง-พูด
ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 ภาคเรยี นที่ 2 เวลา 20 ชั่วโมง จำนวน 0.5 หน่วยกิต
ศกึ ษาภาษาที่ใช้ในการขอร้อง การแนะนำ การช้ีแจง และคำอธิบาย การสนทนา แลกเปล่ียนข้อมูลใน
สถานการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน และใช้ภาษา น้ำเสียง และกิริยาท่าทาง เหมาะสมกับบุคคล สถานที่ และ
โอกาสตามมารยาท สังคม และวัฒนธรรม ของเจ้าของภาษา ฝึกทักษะการฟังพูด เกี่ยวกับชีวติ ประจำวนั และ
สิ่งแวดล้อมตามแนวทางสวนพฤกษศาสตร์ในโรงเรียนรวมทั้งสื่อสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็คทรอนิคส์ โดยใช้ทักษะ
การเรียนรู้และนวัตกรรม ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อและเทคโนโลยี ทักษะชีวิตและอาชีพ เพื่อให้มี
ความสำเร็จทั้งด้านการทำงานและด้านการดำเนินชีวิตในศตวรรษที่ 21 สามารถโต้ตอบ และแสดงความ
คิดเห็นและสามารถนำเสนอผลงาน ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ศิลปวัฒนธรรม
ขนบธรรมเนียมประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ประชาคาอาเซียน โดยเลือกใช้ทักษะกระบวนการฟัง พูด อ่าน
เขียน ทักษะการจำ คิด วิเคราะห์และเขียน สื่อความกระบวนการทำงานกลุ่ม/คู่ และสมรรถนะ 5 สมรรถนะ
คอื ความสามารถในการสอ่ื สาร ความสามารถในการคิด ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้
ทักษะชวี ิต ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
เพื่อให้นักเรียน เป็นผู้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย ใฝ่
เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นในการทำงาน รักความเป็นไทย และมีจิตสาธารณะ อนุรักษ์พลังงานและ
สง่ิ แวดล้อม สบื สานศิลปวฒั นธรรมทอ้ งถ่ิน ชมุ ชนรว่ มพัฒนา โดยยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ผลการเรยี นรู้
1. พดู และปฏิบตั ติ ามคำสงั่ คำขอรอ้ ง คำแนะนำ คำช้ีแจงและคำอธิบายงา่ ยๆท่ีฟังได้
2. สนทนาและเขยี นโต้ตอบข้อมูลเกย่ี วกับตนเองและเร่ืองตา่ ง ๆใกล้ตัว สถานการณ์ ขา่ ว เรอื่ งที่อยใู่ นความ
สนใจของสงั คม และส่ือสารอย่างตอ่ เนื่องและเหมาะสม
3. พูดบรรยายเกีย่ วกบั ตวั เอง ประสบการณ์ ขา่ ว เหตกุ ารณ์ เร่ือง ประเดน็ ตา่ งๆท่ีอย่ใู นความสนใจของสังคม
4. เลือกใช้ภาษาน้ำเสยี งและกริยาทา่ ทาง เหมาะสมกับบคุ คลและโอกาส ตามมารยาทสงั คมและวฒั นธรรม
ของเจ้าของภาษา
5. ค้นคว้า รวบรวมและสรุปข้อมูล ข้อเทจ็ จริง ทีเ่ กี่ยวขอ้ งกบั การอนรุ ักษ์พลังงานและสิง่ แวดล้อมจากแหล่ง
เรียนรอู้ ่ืน และนำเสนอดว้ ยการพดู
6. สนทนาบอกเล่า แสดงความรู้สึก และแสดงความคดิ เหน็ เกี่ยวกับศิลปวฒั นธรรม ขนบธรรมเนยี ม ประเพณี
ภมู ปิ ญั ญาท้องถน่ิ สปู่ ระชาคมอาเซยี น
7. ใชภ้ าษาต่างประเทศในการแสวงหาความรู้แสดงความคิดเห็นท้งั สารคดี และบันเทงิ คดี
8. มที กั ษะในการใชภ้ าษาในการเผยแพร่ ประชาสัมพนั ธข์ อ้ มูลของโรงเรยี นละชุมชนได้
9. มีทักษะในการเรยี นรู้ การทำงานโดยกระบานการกลุ่มและกระบวนการทำงานตาม
10. มคี ณุ สมบตั ิทพ่ี ึงประสงค์ของโรงเรียนและของกลมุ่ สาระภาษาตา่ งประเทศ
รวมทง้ั หมด 10 ผลการเรียนรู้
๒๐๒
คำอธบิ ายรายวิชาเพมิ่ เติม
กลุ่มสาระการเรยี นรภู้ าษาต่างประเทศ รหสั วชิ า อ 22201 ภาษาองั กฤษอา่ น-เขยี น
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 2 ภาคเรยี นที่ 1 เวลา 20 ช่ัวโมง จำนวน 0.5 หนว่ ยกติ
พัฒนาทักษะการอ่านและการเขียน โดยฝึกปฏิบัติตามขั้นตอนและทักษะกระบวนการอ่านและการ
เขียน โดยใช้คำศัพท์ สำนวน โครงสร้างทางภาษาถูกต้องและเหมาะสม เพื่อใช้ในการอ่านเรื่องตา่ ง ๆในชุมชน
ท้องถิ่น และสิ่งแวดล้อมตามแนวทางสวนพฤกษศาสตรใ์ นโรงเรียน รวมทั้งเรื่องราวในกลุม่ ประชาคมอาเซียน
ได้อยา่ งเขา้ ใจ และเขียน สอ่ื สารได้อยา่ งถูกตอ้ ง เหมาะสม ตามกาลเทศะและมารยาทสงั คม
โดยใช้กระบวนการเรียนรูท้ างภาษา เน้นกระบวนการคิดและการเรยี นรู้ของตนเอง กระบวนการสร้าง
ความรู้ กระบวนการปฏิบัติ ทำงานกลุ่ม เพื่อให้เกิดความสามารถในการส่ือสาร การอ่าน การเขียน มีทักษะใน
การใช้ชีวิต ใช้ทักษะการเรียนรู้ เทคโนโลยี ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อและเทคโนโลยี ทักษะชีวิตและอาชีพ
เพ่ือใหม้ คี วามสำเรจ็ ท้ังดา้ นการทำงานและด้านการดำเนินชีวิตในศตวรรษที่ 21 เปน็ ผู้มีคุณลักษณะอันพึง
ประสงค์ ใฝ่เรียน มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่เหมาะสม มีความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มีวินัย ใฝ่
เรียนรู้ มุ่งมั่นในการทำงาน ดำเนินชีวิตโดยใช้หลักปรัชญาแบบเศรษฐกิจพอเพียง รักความเป็นไทย และมี
จิตสาธารณะ
ผลการเรยี นรู้
1. ปฏบิ ัตติ ามขั้นตอนกระบวนการอ่าน ไดอ้ ย่างมปี ระสิทธิภาพ มที ักษะในการอา่ น โดยสามารถตคี วาม จับ
ใจความ สรปุ ความ วเิ คราะหส์ ่งิ ทอี่ ่าน ถา่ ยโอนเปน็ ภาษาเขียนได้
2. ปฏบิ ัตติ ามขัน้ ตอนกระบวนการเขยี นได้อย่างถูกตอ้ ง โดยสามารถเขียนข้อความ ในหัวขอ้ ตา่ ง ๆ ได้
เหมาะสมตามวยั
3. สรา้ งสรรคภ์ าษาในการเขียน โดยใช้ศพั ท์ สำนวน โครงสรา้ งทางภาษาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ และ
มารยาทสังคม
รวมท้ังหมด 3 ผลการเรียนรู้
๒๐๓
คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเติม
กล่มุ สาระการเรยี นรภู้ าษาตา่ งประเทศ รหสั วิชา อ 22202 ภาษาอังกฤษอ่าน-เขียน
ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 2 ภาคเรยี นที่ 2 เวลา 20 ช่ัวโมง จำนวน 0.5 หนว่ ยกติ
การฝึกทักษะการอ่านออกเสียงข้อความ ข่าว ประกาศ และบทร้อยกรองสั้น ๆ ให้ถูกต้องตาม
หลักการอ่านและสามารถออกเสียงที่เหมือนและแตกต่างกันได้อย่างถูกต้อง รวมถึงการฝึกทักษะการเขียน
ประโยคและข้อความเพื่อบรรยายและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่อ่านได้อย่างเหมาะสม และสามารถ
คน้ คว้า รวบรวม สรปุ ขอ้ มูลทมี่ ีเน้ือหาเกีย่ วข้องกับชุมชนและท้องถิน่ ของจังหวดั สมทุ รสาคร และส่ิงแวดล้อม
ตามแนวทางสวนพฤกษศาสตร์ในโรงเรียน ประเทศต่างๆในประชาคมอาเซียน โดยใช้ทักษะการเรียนรู้และ
นวัตกรรม ทักษะด้านสารสนเทศ สือ่ และเทคโนโลยี ทักษะชวี ิตและอาชพี เพอ่ื ให้มีความสำเร็จทงั้ ด้านการ
ทำงานและดา้ นการดำเนินชวี ิตในศตวรรษที่ 21 และนำเสนอด้วยการเขียน ใชภ้ าษาส่อื สารในสถานการณ์
จรงิ สถานการณ์จำลองท่ีเกิดขึ้นในห้องเรยี น สถานศกึ ษา ชุมชน ท้องถนิ่ และสังคม
โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการ กระบวนการสร้างความรู้ กระบวนการคิด กระบวนการ
ปฏิบัติ กระบวนการเรียนรู้ของตนเอง กระบวนการกลุ่ม กระบวนการเรียนภาษา กระบวนการเรียนความรู้
ความเข้าใจ เพื่อให้เกิดความรู้และทักษะในการฟัง การพูด การอ่าน การเขียน มีความสามารถในการสื่อสาร
ในการคิด ในการใช้ทักษะชีวิต ในการใช้เทคโนโลยี เป็นผู้มีคุณลักษณะอัยพึงประสงค์ใฝ่รู้ใฝ่เรยี น มุ่งมั่นใน
การทำงาน มีวินัย รักความเป็นไทย มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่เหมาะสม ดำรงชีวิตให้มีความสุข
ตามหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอ
ดลุ ยเดช รวมท้ังมคี วามซื่อสตั ย์สุจริต มีจติ สาธารณะ
ผลการเรียนรู้
1. อ่านออกเสียงข้อความ ข่าว ประกาศและบทร้อยกรองสนั้ ๆ ถูกตอ้ งตามหลกั การอา่ น
2. ระบหุ รอื เขียนประโยคและข้อความใหส้ มั พันธก์ บั สื่อที่ไมใ่ ช่ความเรียงรปู แบบตา่ งๆที่อา่ น
3. เขียนเพื่อขอและใหข้ ้อมลู บรรยายและแสดงความคดิ เห็นเกีย่ วกับเร่ืองท่อี ่านอยา่ งเหมาะสม
4. เปรยี บเทียบและอธิบายความเหมือนและความแตกตา่ งระหว่างการออกเสยี งประโยคชนดิ ต่าง ๆ
และการลำดบั คำตามโครงสรา้ งประโยคของภาษาอังกฤษและภาษาไทย
5. คน้ ควา้ รวบรวม และสรปุ ข้อมลู หรือข้อเทจ็ จริงทเ่ี กีย่ วขอ้ งกบั สาระการเรียนร้อู ื่นจากแหล่งการเรยี นรู้
และนำเสนอด้วยหรอื การเขียน
6. ใชภ้ าษาสอื่ สารในสถานการณจ์ ริงหรือสถานการณจ์ ำลองท่เี กิดขน้ึ ในห้องเรยี น สถานศกึ ษา และชุมชน
รวมท้ังหมด 6 ผลการเรียนรู้
๒๐๔
คำอธิบายรายวิชาเพม่ิ เติม
กลุ่มสาระการเรียนรภู้ าษาต่างประเทศ รหสั วิชา อ 23201 ภาษาองั กฤษอ่าน-เขยี น
ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 ภาคเรยี นท่ี 1 เวลา 20 ช่ัวโมง จำนวน 0.5 หนว่ ยกิต
ศึกษาเทคนิคกระบวนการการเรียนรู้ในการอ่านคิดวิเคราะห์และการเขียนสื่อความ ระบุหัวข้อเรื่อง
(Topic) ใจความสำคัญ (Main idea) และตอบคำถามจากการอ่านบทสนทนา นิทาน และเรื่องสั้น เขียนแสดง
ความรู้สึก และความคิดเห็นของตนเองเกี่ยวกับเรื่องต่างๆใกล้ตัว กิจกรรมต่างๆพร้อมทั้งให้เหตุผลสั้นๆ
ประกอบอย่างเหมาะสม เขยี นสรปุ ใจความสำคัญแกน่ สาร (Theme) ท่ีไดจ้ ากการวิเคราะห์เร่ืองหรือเหตุการณ์
ที่อยู่ในความสำคัญของสังคม เข้าร่วมจัดกิจกรรม ภาษาและวัฒนธรรมในกลุ่มประชาคมอาเซียนตามความ
สนใจ และสิ่งแวดล้อมตามแนวทางสวนพฤกษศาสตร์ในโรงเรียน ใช้ภาษาต่างประเทศในการสืบค้น ค้นคว้า
ความรู้ ข้อมูลจากเร่อื งและแหลง่ การเรียนรตู้ ่างๆในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพและนำเสนอด้วยการเขียน
โดยใช้ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อและเทคโนโลยี ทักษะชีวิตและอาชีพ
เพอ่ื ให้มีความสำเร็จทั้งด้านการทำงานและดา้ นการดำเนินชีวิตในศตวรรษท่ี 21
เลือกใชท้ ักษะกระบวนการฟงั พดู อ่าน เขยี น ทกั ษะการจำ คดิ วเิ คราะหแ์ ละเขียน ส่อื ความ
กระบวนการทำงานกลุ่ม/คู่ และสมรรถนะ 5 สมรรถนะ คือ ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถใน
การคิด ความสามารถในการแก้ปญั หา ความสามารถในการใชท้ กั ษะชวี ิต ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
เพื่อให้นักเรียน เป็นผู้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย ใฝ่
เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นในการทำงาน รักความเป็นไทย และมีจิตสาธารณะ อนุรักษ์พลังงานและ
ส่งิ แวดล้อม สบื สานศิลปวฒั นธรรมทอ้ งถนิ่ ชมุ ชนรว่ มพฒั นา ยดึ ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง
ผลการเรียนรู้
1. อา่ นออกเสยี งข้อความ ขา่ ว โฆษณา และบทร้อยกรองสัน้ ๆ ถกู ตอ้ งตามหลกั การอา่ น
2. ระบแุ ละเขียนสอ่ื ทไ่ี ม่ใช่ความเรยี งรปู แบบตา่ งๆใหส้ ัมพนั ธก์ ับประโยค และขอ้ ความที่ฟงั หรอื อา่ น
3. เลอื ก/ระบหุ ัวขอ้ เร่ืองใจความสำคญั รายละเอียดสนับสนุน และแสดงความคดิ เห็นเก่ยี วกับเร่ืองที่ฟงั
และอา่ นจากสื่อประเภท ตา่ งๆ พร้อมทัง้ ให้เหตุผลและยกตัวอย่างประกอบ
4. อ่านและเขยี นสรปุ ใจความสำคญั / แก่นสาระ หัวข้อเรอื่ งท่ีได้จากการวเิ คราะห์เร่ือง/ขา่ ว/เหตุการณ/์
สถานการณ์ทอี่ ยู่ในความสนใจของสงั คม
5. เขา้ ร่วม/จัดกิจกรรมทางภาษาและวัฒนธรรมตามความสนใจ
6. เปรียบเทียบและอธบิ ายความเหมอื นและความแตกตา่ งระหว่างการออกเสียงประโยคชนิดตา่ งๆ และ
การลำดับคำตามโครงสรา้ งประโยคของภาษาตา่ งประเทศและภาษาไทย
7. ค้นควา้ รวบรวม และสรุปขอ้ มูล/ ขอ้ เทจ็ จริงทเี่ กี่ยวข้องกับกลมุ่ สาระการเรยี นรอู้ ื่นจากแหล่งเรยี นรู้
และนำเสนอดว้ ยการพูด และการเขยี น
8. ใชภ้ าษาสือ่ สารในสถานการณ์จรงิ /สถานการณจ์ ำลองท่ีเกิดขนึ้ ในห้องเรยี น ชุมชน และสังคม
9. เผยแพร่ /ประชาสัมพันธ์ ข้อมูล ขา่ วสารของโรงเรียน ชมุ ชน และท้องถน่ิ เป็นภาษาต่างประเทศ
รวมทงั้ หมด 9 ผลการเรยี นรู้
๒๐๕
คำอธบิ ายรายวชิ าเพิม่ เติม
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาต่างประเทศ รหสั วิชา อ 23202 ภาษาองั กฤษเพ่ือการส่ือสาร
ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 ภาคเรยี นที่ 2 เวลาเรียน 20 ชั่วโมง จำนวน 0.5 หน่วยกิต
ศึกษาทักษะการฟงั บทสนทนาและข้อความสนั้ ๆ แลว้ จับใจความ และพดู บอกรายละเอยี ดและสรุป
ประเด็นสำคัญได้ อ่านออกเสียงบทสนทนาถูกต้องตามหลักการอ่าน ใช้ภาษาและโครงสร้างทางไวยากรณ์ใน
การพูดโต้ตอบในสถานการณ์ที่แตกต่างหลากหลาย โดยใช้ภาษา น้ำเสียง กิริยาท่าทางที่เหมาะสมตาม
มารยาททางสังคมและวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา เช่น พูดถามและให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งของ เหตุการณ์และ
ความบันเทงิ พดู เชื้อเชญิ พูดคยุ เกย่ี วกบั บุคลิกภาพ ความสามารถและความสนใจของบุคคล เหตุการณ์ข้อมูล
สว่ นบคุ คลในอดีต ใช้คำศพั ท์ในการพูดเก่ียวกับวถิ ีชวี ิตในอดีต ฝกึ การใช้ภาษาในการเรียบเรียงลำดับการเกิด
ของเหตุการณ์ต่าง ๆ พูดให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับประเทศในกลุ่มประชาคมอาเซียน พูดคุยเกี่ยวกับ
สิ่งแวดล้อมตามแนวทางสวนพฤกษศาสตร์ในโรงเรียน พูดให้ข้อเสนอแนะและความคิดเห็นเกี่ยวกับการ
ท่องเที่ยว ใช้คำศัพท์โครงสร้างภาษาในการพูดให้คำแนะนำ การแก้ปัญหา การสรุปความคิดเห็น การพูดคุย
เกี่ยวกับวัฒนธรรม ได้รับการส่งเสริมให้เป็นผู้ที่หมั่นพัฒนาตนเอง ขยันหมั่นเพียร มุ่งมั่นในการทำงาน มี
เหตุผล สามารถแกป้ ัญหาเฉพาะหน้า และมสี ุนทรียภาพทางภาษา
โดยเลือกใช้ทักษะกระบวนการฟัง พูด อ่าน เขียน ทักษะการจำ คิดวิเคราะห์และเขียน สื่อความ
กระบวนการทำงานกลุ่ม/คู่ ควบคู่กับทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อและ
เทคโนโลยี ทักษะชีวิตและอาชีพ เพื่อให้มีความสำเร็จทั้งด้านการทำงานและด้านการดำเนินชีวิตใน
ศตวรรษที่ 21 และสมรรถนะ 5 สมรรถนะ คือ ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการคิด
ความสามารถในการแก้ปญั หา ความสามารถในการใชท้ กั ษะชวี ิต ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
เพอื่ ให้นักเรียน เปน็ ผมู้ ีคุณลักษณะอนั พึงประสงค์ รักชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ ซ่ือสตั ย์สุจริต มีวินัย ใฝ่
เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นในการทำงาน รักความเป็นไทย และมีจิตสาธารณะ อนุรักษ์พลังงานและ
ส่ิงแวดล้อม สืบสานศิลปวฒั นธรรมท้องถน่ิ ชมุ ชนร่วมพฒั นา ยึดปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง
ผลการเรียนรู้
1. ฟังประโยค บทสนทนา แล้ว ระบภุ าพ ประโยค และเขียนเติมคำท่ีขาดหายและตอบคำถามได้
2. พดู ถามตอบใหข้ ้อมูล การวางแผนเกย่ี วกบั กจิ กรรมที่จะทำในอนาคต วัฒนธรรมและกฎระเบียบของ
ชาวอเมรกิ นั และความเป็นไปในชวี ิตประจำวัน
3. พูดใหค้ ำแนะนำ ปรึกษาในสถานการณ์ตา่ ง ๆ ได้
4. พดู สนทนาโต้ตอบเกยี่ วกับประสบการณ์และเหตุการณ์ที่เกิดข้ึนในอดตี
5. อ่านออกเสียง สงู ต่ำของคำ กลุม่ คำ ประโยค อา่ นออกเสียง เช่อื มโยงระหวา่ งคำ และ บทสนทนา ได้
ถูกต้องตามหลักการออกเสียง
6. บอกความหมายของศัพท์และสำนวนจากภาพ เกี่ยวกบั การท่องเท่ยี ว โดยการเดาจากรปู ภาพได้
7. ใช้สำนวนภาษาในการพดู บอกเรอื่ งทไ่ี ม่ดหี รอื ข่าวรา้ ยได้
8. ใช้สำนวนภาษาในการพูดถามตอบข้อมูลเกยี่ วกบั การทอ่ งเที่ยวเดนิ ทางได้
9. ใชส้ ำนวนภาษาในการพูดโตต้ อบในส่ิงทเี่ ขา้ ใจผิดได้
รวมทั้งหมด 9 ผลการเรียนรู้
๒๐๖
กิจกรรมพฒั นาผ้เู รยี น
โครงสร้างกิจกรรมพัฒนาผเู้ รยี นและโครงสร้างเวลาการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรยี น
ชน้ั ประถมศกึ ษา/ ชนั้ มัธยมศึกษา/
กจิ กรรม ปกี ารศกึ ษา ภาคเรยี น
ป.1 ป.2 ป.3 ป.4 ป.5 ป.6 ม.1 ม.2 ม.3
1. กิจกรรมแนะแนว 40 40 40 40 40 40 20 20 20
2. กจิ กรรมนกั เรียน
2.1 กจิ กรรมลูกเสือ/เนตรนารี 30 30 30 30 30 30 15 15 15
2.2 กจิ กรรมชุมนมุ 40 40 40 40 40 40 20 20 20
3. กิจกรรมเพอื่ สังคมและ
สาธารณประโยชน์ 10 10 10 10 10 10 5 5 5
(บูรณาการร่วมกันหน้าที่พลเมือง)
รวม 120 120 120 120 120 120 60 60 60
กิจกรรมพัฒนาผ้เู รยี น
กจิ กรรมพัฒนาผู้เรียน เป็นกิจกรรมท่ีมงุ่ ให้ผู้เรยี นพฒั นาตนเองตามศักยภาพ พฒั นาอยา่ งรอบด้านเพ่ือ
ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม เสริมสร้างให้เป็นผู้มีศีลธรรม จริยธรรม
มีระเบียบวินัย ปลูกฝังและสร้างจิตสำนึกของการทำประโยชน์เพื่อสังคม สามารถจัดการตนเองได้ และอยู่
ร่วมกบั ผู้อ่ืนอยา่ งมีความสุข
โรงเรียนบา้ นสวนหลวง(รัตนวจิ ิตรพิทยาคาร)ได้จัดกิจกรรมพัฒนาผ้เู รียน โดยแบ่งออกเปน็ 3 ลักษณะ
ดังนี้
1. กิจกรรมแนะแนว เป็นกิจกรรมสง่ เสริมและพัฒนาผู้เรียนให้รู้จักตนเอง รู้รักษ์สิ่งแวดล้อม สามารถ
คิดตัดสินใจ คิดแก้ปัญหา กำหนดเป้าหมาย วางแผนชีวิตทั้งด้านการเรียน และอาชีพสามารถปรับตนได้อย่าง
เหมาะสม นอกจากนี้ยังช่วยให้ครูรู้จักและเข้าใจผู้เรียน ทั้งยังเป็นกิจกรรมที่ช่วยเหลือและให้คำปรึกษาแก่
ผปู้ กครองในการมีส่วนร่วมพฒั นาผเู้ รียน
◊ นักเรียนทุกคนต้องเข้าร่วมกิจกรรมแนะแนว 40 ชั่วโมงต่อปีการศึกษา (ระดับประถมศึกษา)และ
20 ช่วั โมงตอ่ ภาคเรยี น (ระดับมธั ยมศกึ ษา)
แนวการจัดกจิ กรรมแนะแนว
1. สำรวจสภาพปญั หา ความต้องการ ความสนใจและธรรมชาติของผูเ้ รยี น
2. ศึกษาวสิ ัยทศั นข์ องสถานศกึ ษาและวเิ คราะห์ข้อมูลของผู้เรยี นทีไ่ ดจ้ ากการสำรวจ
3. กำหนดสดั สว่ นสาระของกิจกรรมในแต่ละด้าน
4. กำหนดแผนการปฏบิ ัติกจิ กรรมแนะแนว
5. การจัดทำรายละเอยี ดของแต่ละกิจกรรม
6. ปฏบิ ตั ิตามแผน วดั และประเมนิ ผล และสรุปรายงาน
2. กิจกรรมนักเรียน เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เข้าร่วมกิจกรรมตามความถนัด และความ
สนใจโดยเนน้ เรอื่ งคุณธรรมจริยธรรม ไม่เห็นแก่ตัว มีระเบียบวนิ ยั มีความเปน็ ผนู้ ำ ผู้ตามทดี่ ี มีความรับผิดชอบ
๒๐๗
การทำงานร่วมกัน รู้จักการแก้ปัญหา การตัดสินใจ ความมีเหตุผล การช่วยเหลือแบ่งปัน เอื้ออาทรและ
สมานฉนั ท์
2.1 กิจกรรมลูกเสือ/เนตรนารี/ยุวกาชาด กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี เป็นกิจกรรมที่มุ่งปลูกฝัง
ระเบียบวินัยและกฎเกณฑ์เพื่อการอยู่ร่วมกันให้รู้จักการเสียสละและบำเพ็ญประโยชน์แก่สังคมและวิถีชีวิตใน
ระบอบประชาธปิ ไตย ซึ่งการจัดกิจกรรมลกุ เสือ เนตรนารี ให้เป็นไปตามข้อบงั คับของสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ
รวมทง้ั ใหส้ อดคลอ้ งกบั หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551 ดังน้ี
1. ลกู เสือสำรอง ชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 1-3
2. ลกู เสือสามัญ ช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 4-6
3. ลูกเสือสามญั รุน่ ใหญ่ ช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 1-3
◊ นักเรียนทกุ คนตอ้ งเขา้ ร่วมกิจกรรมลกู เสือ/เนตรนารี40 ช่ัวโมงต่อปกี ารศกึ ษา (ระดบั
ประถมศึกษา) และ 15 ชั่วโมงตอ่ ภาคเรียน (ระดับมัธยมศึกษา)
แนวการจดั กจิ กรรมลูกเสอื เนตรนารี
1. คำปฏิญาณและกฎ ถือเป็นหลักเกณฑ์ที่ลูกเสือทุกคนให้คำมั่นสัญญาว่าจะปฏิบัติตามกฎ ของ
ลูกเสือกฎของลูกเสอื มีไว้ใหล้ กู เสือเปน็ หลักในการปฏบิ ัติ ไม่ได้ “ห้าม” ทำ หรือ “บงั คบั ให้” ทำ แตถ่ า้ “ทำ” ก็
จะทำให้เกดิ ผลดแี กต่ ัวเอง เปน็ คนดี ได้รบั การยกย่องว่าเป็นผูม้ ีเกยี รตเิ ชอ่ื ถอื ได้
2. เรียนร้จู ากการกระทำ เป็นการพัฒนาส่วนบคุ คล ความสำเรจ็ หรอื ไม่สำเรจ็ ของผลงานอย่ทู ่กี าร
กระทำของตนเองทำให้มคี วามรู้ท่ชี ดั เจน และสามารถแก้ปญั หาต่างๆด้วยตนเองได้ และท้าทาความสามารถ
ของตนเอง
3. ระบบหมู่ เป็นรากฐานอนั แทจ้ ริงของการลูกเสือ เปน็ พ้ืนฐานในการอยูร่ ว่ มกนั การยอมรบั ซึง่ กัน
และกัน การแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ การช่วยเหลือซึ่งกันและกันซึ่งเป็นการเรียนรู้ การใช้ประชาธิปไตย
เบอื้ งต้น
4. การใชส้ ญั ลกั ษณร์ ว่ มกนั ฝึกความเปน็ หนงึ่ เดียวในการเป็นสมาชกิ ลกู เสือ เนตรนารี ดว้ ยการใช้
สญั ลักษณ์รว่ มกนั ได้แก่ เครอ่ื งแบบ เคร่อื งหมาย การทำความเคารพ รหสั คำปฏิญาณ กฎ คติพจน์ คำขวัญ ธง
เป็นต้น วิธีการนี้จะช่วยให้ผู้เรียนตระหนักและภาคภูมิใจในการเป็นสมาชิกขององค์การลูกเสือแห่งโลก ซึ่งมี
สมาชกิ อยู่ทั่วโลกและเปน็ องคก์ รทีม่ ีจำนวนสมาชกิ มากที่สดุ
5. การศึกษาธรรมชาติคือ สิ่งสำคัญอันดับหนึ่งในกิจกรรมลูกเสือ ธรรมชาติอันโปรง่ ใสตามชนบท ป่า
เขา ป่าละเมาะ และพุ่มไม้ เป็นที่ปรารถนาอย่างยิ่งในการทำกิจกรรมกับธรรมชาติ การปีนเขา ตั้งค่ายพักแรม
ในสดุ สปั ดาห์ หรือตามวาระของการอยู่ค่ายพักแรมตามกฎระเบยี บ เป็นทีเ่ สน่หาแกเ่ ดก็ ทุกคน ถ้าขาดส่ิงน้ีแล้ว
กไ็ มเ่ รยี กว่าใช้ชวี ติ แบบลกู เสอื
6. ความก้าวหน้าในการเข้าร่วมกิจกรรมกิจกรรมต่างๆที่จัดให้เด็กทำ ต้องให้มีความก้าวหน้าและ
ดึงดดู ใจ สรา้ งใหเ้ กิดความกระตือรือรน้ อยากทีจ่ ะทำและวตั ถุประสงค์ในการจัดแตล่ ะอยา่ งใหส้ มั พันธ์กับความ
หลากหลายในการพัฒนาตนเอง เกมการเลน่ ท่ีสนกุ สนาน การแขง่ ขนั กันก็เป็นส่งิ ดึงดูดใจและเปน็ การจงู ใจทีด่ ี
7. การสนบั สนุนโดยผู้ใหญ่ ผใู้ หญ่ชีแ้ นะหนทางทถี่ ูกต้องให้แก่เด็กเพื่อให้เขาเกิดความมัน่ ใจในการท่ีจะ
ตัดสินใจกระทำสิ่งใดลงไปทั้งคู่มีความตอ้ งการซึ่งกันและกันเด็กต้องการให้ผู้ใหญ่ช่วยชี้นำ ผู้ใหญ่เองก็ต้องการ
นำพาใหไ้ ปสู่หนทางทด่ี ี ให้ไดร้ บั การพัฒนาอยา่ งถูกต้องและดที สี่ ดุ จงึ เปน็ การรว่ มมอื กนั ทง้ั สองฝ่าย
กจิ กรรมชมุ นมุ เป็นกิจกรรมทผี่ ู้เรียนรวมกล่มุ กันจัดขน้ึ ตามความสามารถ ความถนัด และความสนใจ
ของผู้เรียน เพอ่ื เตมิ เต็มความรู้ ความชำนาญ ประสบการณ์ ทกั ษะ เจตคตเิ พอ่ื พฒั นาตนเองตามศักยภาพ
◊ นักเรียนทุกคนต้องเข้าร่วมกิจกรรมชุมนุม 40 ชั่วโมงต่อปีการศึกษา (ระดับประถมศึกษา) และ
20 ชัว่ โมงต่อภาคเรยี น(ระดบั มธั ยมศึกษา)
๒๐๘
แนวการจดั กจิ กรรมชุมนมุ
1. สำรวจความสนใจของผู้เรยี นในการเลือกเขา้ รว่ มชุมนมุ ชมรม
2. ให้ผูเ้ รียนดำเนินกจิ กรรมได้หลากหลายทงั้ ภายในและภายนอกหอ้ งเรยี น
3. มคี รูท่ปี รึกษา ชมุ นมุ ชมรม
4. แลกเปลย่ี นเรยี นร้แู ละเผยแพร่กจิ กรรม
5. ครทู ่ีปรึกษากจิ กรรมประเมนิ ตามหลักเกณฑก์ ารประเมนิ ผล
๓. กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนบำเพ็ญตนให้เป็น
ประโยชน์ต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติในลักษณะอาสาสมัครเพื่อช่วย ขัดเกลาจิตใจของ
ผูเ้ รียนใหม้ คี วามเมตตากรุณา มคี วามเสยี สละ และมจี ติ สาธารณะเพ่ือช่วยสร้างสรรค์สังคมให้อยู่ร่วมกันอย่างมี
ความสขุ
◊ นักเรียนทุกคนต้องเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ 10 ชั่วโมงต่อปีการศึกษา
(ระดับประถมศึกษา) และ 5 ช่วั โมงตอ่ ภาคเรียน(ระดับมัธยมศกึ ษา)
แนวการจัดกิจกรรมเพ่อื สังคมและสาธารณประโยชน์
1. จดั กจิ กรรมในลักษณะบรู ณาการใน 8 กลมุ่ สาระ และหนา้ ที่พลเมอื ง
2. จดั กจิ กรรมลกั ษณะโครงการ โครงงาน หรือกิจกรรม
3. จดั กจิ กรรมรว่ มกับองค์กรอ่ืน
๒๐๙
แนวทางการประเมนิ ผลกจิ กรรมพฒั นาผเู้ รียน
กิจกรรมพฒั นาผู้เรียน
กิจกรรมแนะแนว กิจกรรมนกั เรียน กิจกรรมเพื่อสงั คมและ
ซ่อมเสริม สาธารณประโยชน์
ไม่ผา่ น
ประเมนิ เกณฑก์ ารประเมิน
ผา่ น 1. เวลาเขา้ ร่วมกิจกรรม
2. การปฏิบตั ิกจิ กรรม
3. ผลงาน/ชิ้นงาน/
คุณลกั ษณะของผเู้ รียน
ส่งผลการประเมิน
การประเมินกจิ กรรมพฒั นาผูเ้ รยี นมี 2 แนวทาง คอื
1. การประเมนิ กจิ กรรมพัฒนาผูเ้ รียนรายกิจกรรม มีแนวปฏิบัตดิ งั นี้
1.1 ตรวจสอบเวลาเขา้ รว่ มกจิ กรรมของผเู้ รยี นใหเ้ ปน็ ไปตามเกณฑ์ทส่ี ถานศึกษากำหนด
1.2 ประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนจากการปฏบิ ตั กิ จิ กรรมและผลงาน/ชิน้ งาน/คณุ ลกั ษณะ
ของผู้เรียนตามเกณฑ์ท่สี ถานศึกษากำหนดดว้ ยวธิ กี ารทีห่ ลากหลาย เนน้ การมสี ว่ นร่วมในการปฏิบตั ิกิจกรรม
1.3 ผู้เรียนที่มีเวลาการเข้าร่วมกิจกรรม มกี ารปฏิบัติกิจกรรมและผลงาน/ชิ้นงาน/
คุณลักษณะตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนดเป็นผู้ผ่านการประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนรายกิจกรรม และนำ
ผลการประเมนิ ไปบนั ทกึ ในระเบยี นแสดงผลการเรยี น
1.4 ผู้เรียนทมี่ ผี ลการประเมนิ ไม่ผา่ นในเกณฑ์เวลาการเขา้ รว่ มกจิ กรรม การปฏบิ ัตกิ ิจกรรม
และผลงาน/ชิ้นงาน/คุณลักษณะตามที่สถานศึกษากำหนดการประเมินผลกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ครู หรือ
ผู้รับผิดชอบต้องดำเนินการซ่อมเสริมและประเมินจนผ่าน ทั้งนี้ควรดำเนินการให้เสร็จสิ้นในปีการศึกษานั้นๆ
ยกเวน้ มเี หตุสุดวสิ ัยใหอ้ ยู่ในดุลพินิจของสถานศึกษา
2. การประเมินกจิ กรรมพฒั นาผูเ้ รียนเพอื่ การตดั สิน
การประเมินกิจกรรมพฒั นาผ้เู รยี นเพือ่ ตัดสินเล่ือนชั้นและจบการศึกษาเปน็ การประเมนิ การ
ผ่านกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเป็นรายปี/รายภาค เพื่อสรุปผลการผ่านในแต่ละกิจกรรม สรุปผลรวมเพื่อสรุปผล
การผ่านในแต่ละกิจกรรม สรุปผลรวมเพื่อเลื่อนชั้นและประมวลผลรวมในปีสุดท้ายเพื่อการจบแต่ละระดับ
การศึกษา โดยการดำเนินการดังกล่าวมีแนวทางปฏิบัติ ดงั น้ี
๒๑๐
2.1 กำหนดให้มีผู้รับผิดชอบในการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของ
ผเู้ รียนทุกคนตลอดระดับการศกึ ษา
2.2 ผู้รับผดิ ชอบสรุปและตดั สินผลการร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของผู้เรียนเป็นรายบุคคลตาม
เกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด เกณฑ์การจบแต่ละระดับการศึกษาที่สถานศึกษากำหนด ผู้เรียนต้องผ่านกิจกรรม
3 กจิ กรรมสำคญั ดงั น้ี
2.1.1 กจิ กรรมแนะแนว
2.2.2 กิจกรรมนักเรียน ได้แก่ กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด ผู้บำเพ็ญประโยชน์
และนกั ศกึ ษาวิชาการทหาร และกิจกรรมชมุ นมุ ชมรม
2.2.3 กิจกรรมเพือ่ สังคมและสาธารณประโยชน์
2.3 ผู้รับผิดชอบเสนอผลการประเมินต่อคณะอนุกรรมการกลุ่มสาระการเรียนรู้และกิจกรรม
พฒั นาผเู้ รียนเพอ่ื ใหค้ วามเห็นชอบ
2.4 ผู้รับผิดชอบเสนอผู้บริหารสถานศึกษาพิจารณาเพื่ออนุมัติผลการประเมินกิจกรรมพัฒนา
ผูเ้ รยี นผา่ นเกณฑก์ ารจบแต่ละระดบั การศกึ ษา
เกณฑก์ ารตัดสิน
1. กำหนดเกณฑ์การประเมินตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดไว้ 2 ระดับ คือ
ผ่าน และ ไม่ผา่ น
2. เกณฑ์การตดั สนิ ผลการประเมนิ รายกจิ กรรม
ผ่าน หมายถึง ผู้เรียนมีเวลาเข้าร่วมกิจกรรมครบตามเกณฑ์ ปฏิบัติกิจกรรม และมีผลงาน/
ชน้ิ งาน/คณุ ลักษณะตามเกณฑท์ ่ีสถานศึกษากำหนด
ไม่ผ่าน หมายถึง ผเู้ รียนมีเวลาเขา้ ร่วมกิจกรรมไม่ครบตามเกณฑ์ ไม่ผา่ นการปฏิบตั กิ ิจกรรมหรือ
มผี ลงาน/ชิ้นงาน/คณุ ลกั ษณะไมเ่ ป็นไปตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด
3. เกณฑก์ ารตัดสนิ ผลการประเมนิ กจิ กรรมพฒั นาผู้เรียนรายป/ี รายภาค
ผ่าน หมายถึง ผู้เรียนมีผลการประเมินระดับ “ผ่าน” ในกิจกรรมสำคัญทั้ง 3 กิจกรรม คือ
กิจกรรมแนะแนว กิจกรรมนักเรียน และกิจกรรมเพื่อสังคมและ
สาธารณประโยชน์
ไม่ผ่าน หมายถึง ผู้เรียนมีผลการประเมินระดับ “ไม่ผ่าน” ในกิจกรรมสำคัญใดกิจกรรมหนึ่ง ใน
3 กิจกรรม คือ กิจกรรมแนะแนว กิจกรรมนักเรียน และกิจกรรมเพื่อสังคมและ
สาธารณประโยชน์
4. เกณฑก์ ารตดั สนิ ผลการประเมนิ กจิ กรรมพัฒนาผเู้ รยี นเพื่อจบระดับการศกึ ษา
ผา่ น หมายถึง ผเู้ รียนมีผลการประเมินระดบั “ผ่าน” ทุกชั้นปใี นระดับการศกึ ษา นน้ั
ไมผ่ า่ น หมายถึง ผู้เรยี นมีผลการประเมินระดับ “ไม่ผา่ น” บางชนั้ ปใี นระดบั การศกึ ษานนั้
( หมายเหตุ การประเมินผลอาจเขียนแยกการประเมินผลแต่ละกิจกรรม หรือเขียนรวมในภาพรวมของ
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนก็ได้ )
๒๑๑
เกณฑ์การจบการศึกษา
หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน กำหนดเกณฑ์กลางสำหรบั การจบการศกึ ษา ไวด้ ังน้ี
(๑) ผู้เรียนเรียนรายวิชาพื้นฐาน และรายวิชา/กิจกรรมเพิ่มเติมตามโครงสร้างเวลาเรียนที่หลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขนั้ พืน้ ฐานกำหนด
(๒) ผูเ้ รียนต้องมผี ลการประเมนิ รายวิชาพื้นฐาน ผ่านเกณฑก์ ารประเมินตามท่สี ถานศกึ ษากำหนด
(๓) ผู้เรียนมีผลการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนในระดับผ่านเกณฑ์การประเมินตามท่ี
สถานศกึ ษากำหนด
(๔) ผู้เรียนมีผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในระดับผ่านเกณฑ์การประเมินตามที่
สถานศึกษากำหนด
(๕) ผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและมีผลการประเมินผ่านเกณฑ์การประเมินตามที่
สถานศึกษากำหนด
เกณฑก์ ารจบหลกั สูตรระดับประถมศกึ ษาโรงเรียนบา้ นสวนหลวง(รัตนวิจิตรพทยาคาร)
1) ผเู้ รียนเรยี นรายวชิ าพื้นฐาน จำนวน ๘๔๐ ชวั่ โมง และรายวิชาเพมิ่ เติม/กจิ กรรมเพิ่มเติมจำนวน
๔๐ ชั่วโมง
2) ผู้เรียนต้องมีผลการประเมินรายวิชาพื้นฐานผ่านทุกรายวิชาโดยมีคะแนนแต่ละรายวิชาร้อยละ ๕๐
ข้ึนไป
3) ผู้เรียนต้องไดร้ บั ผลการเรียนไมต่ ่ำกว่า “1” ทุกรายวชิ า
4) ผู้เรียนมีผลการประเมินอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน ระดับ “ผ่าน” ขึ้นไป ตามเกณฑ์ท่ี
สถานศึกษากำหนด
5) ผเู้ รียนมีผลการประเมนิ คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ ระดับ “ผ่าน” ขนึ้ ไป ตามเกณฑท์ ี่สถานศึกษา
กำหนด
6) ผู้เรียนเขา้ ร่วมกจิ กรรมพัฒนาผูเ้ รียน และมีผลการประเมนิ “ผ่าน” ทุกกจิ กรรม
เกณฑ์การจบการศึกษาระดบั มัธยมศึกษาโรงเรยี นบา้ นสวนหลวง(รัตนวจิ ิตรพทยาคาร)
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน กำหนดเกณฑ์กลางสำหรับการจบการศึกษา ระดับ
มธั ยมศึกษาตอนต้น
1) ผู้เรียนเรียนรายวิชาพื้นฐานและเพิ่มเติมไม่เกิน ๘๑ หน่วยกิต โดยเป็นรายวิชาพื้นฐาน 66
หน่วยกิต และรายวิชาเพิม่ เตมิ 15 หนว่ ยกิต ตามที่สถานศกึ ษากำหนด
2) ผู้เรียนต้องได้หน่วยกิตตลอดหลักสูตรไม่น้อยกว่า 77 หน่วยกิต โดยเป็นรายวิชาพื้นฐาน 66
หน่วยกิต และรายวิชาเพม่ิ เตมิ ไม่น้อยกวา่ 11 หนว่ ยกิต
3) ผเู้ รยี นตอ้ งได้รับผลการเรยี นไมต่ ่ำกวา่ “1” ทุกรายวิชา
4) ผู้เรียนมีผลการประเมินอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน ระดับ “ผ่าน” ขึ้นไป ตามเกณฑ์ท่ี
สถานศึกษากำหนด
5) ผเู้ รยี นมีผลการประเมินคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ ระดบั “ผา่ น” ขึ้นไป ตามเกณฑท์ สี่ ถานศึกษา
กำหนด
6) ผู้เรียนเขา้ รว่ มกจิ กรรมพฒั นาผู้เรยี น และมีผลการประเมนิ “ผ่าน” ทกุ กจิ กรรม
๒๑๒
ระเบียบการวดั และประเมินผลการเรียน
หลกั สูตรสถานศกึ ษาโรงเรียนบา้ นสวนหลวง (รตั นวิจิตรพิทยาคาร)พุทธศกั ราช 2563
ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑
(ฉบบั ปรับปรุง พทุ ธศักราช 2560)
หลักสูตรโรงเรียนบ้านสวนหลวง (รัตนวจิ ิตรพิทยาคาร) พุทธศักราช ๒๕6๓ ตามหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560) จัดทำขึ้นภายใต้กรอบของ
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ บริบทของสภาพชุมชนและสังคม ภูมิปัญญา
ท้องถิ่นของสถานศึกษา เพื่อใช้จัดในการศึกษาของสถานศึกษาเพื่อพัฒนาให้ผู้เรียนเป็นสมาชิกที่ดีของ
ครอบครัว ชุมชน สงั คม ประเทศชาติ และพลโลก ดังนน้ั การวดั และประเมินผลการเรยี นตามหลกั สูตรโรงเรียน
บ้านสวนหลวง (รัตนวิจิตรพิทยาคาร) พุทธศักราช ๒๕63 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช ๒๕๕๑ (ฉบับปรับปรุง 2560) จึงต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดการประเมินผลตามหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขน้ั พื้นฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑ เปน็ หลัก ซึ่งการดำเนินการในการวัดและประเมินผลการ
เรยี นรู้ของหลกั สูตรสถานศกึ ษาได้กำหนดแนวทางในการดำเนินการดงั ต่อไปนี้
วิธกี ารประเมนิ ผลการเรียน
1. การประเมนิ ผลการเรียนรู้ตามกลุ่มสาระ ๘ กลุ่ม
โรงเรียนบา้ นสวนหลวง(รตั นวิจติ รพิทยาคาร) ไดก้ ำหนดสัดสว่ นคะแนนระหว่างเรยี นและปลายปี
แต่ละกลุ่มสาระการเรยี นรู้ ไว้ดงั น้ี
สัดส่วนคะแนน 70:30 ได้แก่ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ภาษาองั กฤษ สังคมศึกษาศาสนาและวฒั นธรรม
สดั ส่วนคะแนน 80:20 ได้แก่ สขุ ศกึ ษาและพลศึกษา ศิลปะ การงานอาชีพ
1. ตัดสนิ ผลการเรียนเป็นรายวิชา โดยนำคะแนนระหว่างเรยี น รวมกับคะแนนปลาย
ภาคเรียนตามอัตราส่วนที่โรงเรยี นกำหนด แล้วนำมาเปล่ียนเป็นระดบั ผลการเรียน และผู้เรียนต้องมเี วลาเรียน
ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๐ ของเวลาเรยี นทัง้ หมดในรายวชิ าน้นั
2. ผู้เรียนต้องได้รับการประเมินทุกตัวชี้วัดของรายวิชานั้นและผ่านตามเกณฑ์ที่สถานศึกษา
กำหนดโดยใหส้ ถานศึกษากำหนดเกณฑ์การผ่านในรายวชิ าพ้ืนฐานและเพิ่มเติมจากการกำหนดจำนวนตัวช้ีวัดที่
ต้องผา่ น ซึง่ ต้องไม่น้อยกวา่ ร้อยละ ๖๐ ของแตล่ ะวิชา
3. การให้ระดับผลการเรียน ในการตดั สินเพ่ือให้ระดับผลการเรียนรายวิชาของกลุ่มสาระการ
เรยี นรู้ ให้ใชต้ ัวเลขแสดงระดบั ผลการเรียน ๘ ระดับ ในแตล่ ะรายวิชาดงั น้ี
คะแนนรอ้ ยละ ระดับผลการเรียน ความหมายของ
๘๐ - ๑๐๐ ๔.๐ ดเี ยย่ี ม
๗๕ - ๗๙ ๓.๕ ดีมาก
๗๐ - ๗๔ ๓.๐ ดี
๖๕ - ๖๙ 2.5 ค่อนข้างดี
๖๐ - ๖๔ 2.0 ปานกลาง
๕๕ - ๕๙ 1.5 พอใช้
๕๐ - ๕๔ 1.0
๐ – ๔๙ 0 ผา่ นเกณฑ์ข้ันตำ่
ตำ่ กว่าเกณฑ์
๒๑๓
2.การวัดและประเมินการอา่ น คิดวเิ คราะห์ และเขยี น สถานศกึ ษากำหนดแนวดำเนินการดงั น้ี
๑. ให้สถานศึกษาแต่งตั้งคณะกรรมการประเมินการอ่านคิด วิเคราะห์และเขียนของสถานศึกษา
เพื่อกำหนดผลการเรียนรู้หรือความสามารถ การอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน จากกลุ่มสาระการเรียนรู้ พร้อม
กำหนดเกณฑ์การตัดสนิ คุณภาพ ( ดเี ยี่ยม ดี และผา่ น )
๒. ใหผ้ ู้สอนและกลุ่มสาระออกแบบการประเมนิ เพื่อประเมินความสามารถ การอ่าน คิด
วเิ คราะหแ์ ละเขียน ใหเ้ หมาะสมกับผู้เรียนแต่ละชั้นปีและการจัดการเรียนรู้แตล่ ะภาคเรยี น
๓. การประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ ประเมินจากรปู แบบดังน้ี
๓.๑ ประเมินจากผลงานและการเขา้ ร่วมกิจกรรมในแต่ละกลมุ่ สาระ โดยใช้วธิ กี ารบรู ณาการ
ความสามารถ การอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน เข้ากับหน่วยการเรียนรู้ในแต่ละรายวิชา โดยมีผลการประเมิน
ของผู้เรยี นเป็นผลงานในหน่วยการเรียนรู้นั้น แลว้ นำผลการประเมินน้ันนบั เข้าเปน็ ผลการประเมินการอ่าน คิด
วเิ คราะห์ และเขยี น
๓.๒ ประเมินจากผลงานและการเข้ารว่ มกิจกรรมระดับโรงเรียน โดยการจดั กจิ กรรม
โครงงาน/กจิ กรรมเสรมิ เชน่ โครงการรกั การอา่ น
๓.๓ ประเมินจากแบบทดสอบมาตรฐานประเมินการอ่าน คดิ วเิ คราะห์และเขยี น
4. ประเมินเมื่อสิน้ ภาคเรยี นตามเกณฑ์ท่ีสถานศึกษากำหนด ดังนี้
ดีเยี่ยม หมายถึง สามารถจับใจความสำคัญได้ครบถ้วน เขียนวิพากษ์วิจารณ์เขียน
สร้างสรรค์แสดงความคิดเห็นประกอบอย่างมีเหตุผล ได้ถูกต้องละสมบูรณ์ใช้ภาษาสุภาพและเรียบเรียงได้
สละสลวย
ดี หมายถึง สามารถจบั ใจความสำคญั ได้ เขียนวิพากษว์ จิ ารณ์และเขยี นสร้างสรรค์
โดยใชภ้ าษาสุภาพ
ผา่ น หมายถึง สามารถจับใจความสำคัญไดแ้ ละเขยี นวพิ ากษว์ จิ ารณ์ไดบ้ ้าง
ไมผ่ า่ น หมายถึง มีพฤติกรมต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
5. ในกรณีท่ีผู้เรียนไม่ผ่านการประเมนิ ใหด้ ำเนนิ การซอ่ มเสริม ปรับปรงุ แกไ้ ข ในสว่ นที่
ไมผ่ ่านการประเมนิ
6. คณะกรรมการนำผลการประเมินนำเสนอคณะกรรมการบริหารหลักสูตรสถานศกึ ษา เพ่ือ
นำเสนอใหผ้ บู้ รหิ ารสถานศกึ ษาอนุมัติการตดั สินการผ่านแต่ละภาคเรยี น
3. การวัดและประเมนิ การเข้ารว่ มกจิ กรรมพัฒนาผ้เู รยี น ในประเมินกจิ กรรมพฒั นาผเู้ รยี นโดยถอื ปฏบิ ัตดิ ังนี้
๑. แจง้ จุดประสงค์และเกณฑ์การผ่าน การเข้ารว่ มกิจกรรมพัฒนาผูเ้ รียนแตล่ ะกิจกรรม
๒. ประเมินการเข้าร่วมกิจกรรมของผู้เรียน การปฏิบัติกิจกรรมและผลงานของผู้เรียน ตามผลการ
เรียนร้เู ม่อื สิ้นภาคเรียนแรก / กลางภาคเรียน เพอ่ื ให้ผ้เู รยี นได้ทราบสถานภาพของตน เพอื่ ทำการปรับปรุงหรือ
สง่ เสริมใหม้ ีประสิทธิภาพย่ิงข้นึ
๓. ประเมินเมื่อส้ินภาคเรียน โดยนำผลการประเมนิ ในหัวข้อ 2 ไปรวมกับผลการประเมินการเข้าร่วม
กิจกรรมเม่ือสิ้นสดุ ภาคเรียนแรก / สนิ้ สดุ กิจกรรม เพือ่ ตัดสนิ ผลการประเมนิ ตามเกณฑ์
๔. เกณฑ์การประเมินกจิ กรรมพัฒนาผ้เู รยี น
ผ หมายถึง ผา่ นเกณฑก์ ารประเมนิ โดยผู้เรียนมีเวลาเขา้ ร่วมกจิ กรรมไมน่ อ้ ยกว่า
ร้อยละ ๘๐ ของเวลาทั้งหมดที่จัดกิจกรรมของแตล่ ะภาคเรียนปฏิบัตกิ ิจกรรมและผลงานของผู้เรียนตามเกณฑ์
ทสี่ ถานศกึ ษากำหนด
๒๑๔
มผ หมายถงึ ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน โดยมีเวลาเข้าร่วมกิจกรรมไม่ถึง
ร้อยละ ๘๐ของเวลาทั้งหมดที่จัดกิจกรรมของแต่ละภาคเรียนและไม่ผ่านการปฏิบัติกิจกรรมและผลงานของ
ผเู้ รยี นตามเกณฑท์ สี่ ถานศกึ ษากำหนด
๕. ในกรณีที่ผู้เรียนไม่ผ่านการประเมิน ให้ดำเนินการซ่อมเสริม ปรับปรุง แก้ไข ในส่วนที่ไม่ผ่านการ
ประเมิน
4. การวัดและประเมนิ คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ ใหถ้ อื ปฏบิ ตั ิดงั นี้
๑. แจ้งคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์เก่ียวกบั คุณธรรม จรยิ ธรรม และคา่ นยิ มของสถานศึกษา และเกณฑ์
การผ่าน
๒. ประเมินคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ทั้งในและนอกหอ้ งเรยี นอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา
๓. ประเมินคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์รายปี/รายภาค ตามเกณฑ์ทีส่ ถานศึกษากำหนด
4. เกณฑ์การประเมินคณุ ลกั ษณะพงึ ประสงค์
ดเี ย่ยี ม หมายถึง ผู้เรียนมีคุณลกั ษณะในการปฏบิ ัตจิ นเป็นนสิ ยั และ นำไปใชใ้ นชีวิตประจำวนั
เพือ่ ประโยชนส์ ุขของตนเองและสงั คม
ดี หมายถึง ผ้เู รยี นมคี ุณลกั ษณะในการปฏบิ ตั ิตามกฎเกณฑ์เพ่อื ให้ เป็นที่ยอมรับของสงั คม
ผ่าน หมายถงึ ผูเ้ รยี นรับรแู้ ละปฏิบตั ิตามกฎเกณฑ์และเงื่อนไขของ สถานศกึ ษา
ไมผ่ า่ น หมายถงึ มพี ฤตกิ รรมไมเ่ ป็นไปตามเกณฑท์ ี่กำหนด
๕. ในกรณที ีน่ ักเรียนไมผ่ ่านการประเมิน ใหด้ ำเนนิ การเข้ารับการอบรมและปฏิบัติคุณความดีชดเชยตาม
แนวทางท่สี ถานศึกษากำหนด
5. การตัดสินผลการเรยี นให้ถือปฏิบตั ดิ งั นี้
๑. พจิ ารณาตัดสนิ ผลการเรยี นเปน็ รายวชิ า
๒. พจิ ารณาตัดสินวา่ ผเู้ รยี นผา่ นเกณฑก์ ารประเมนิ เป็นรายวชิ าไดร้ ะดบั ผลการเรยี น ๑ -๔ เทา่ น้นั
๓. ผู้เรียนไม่ผา่ นเกณฑ์ขัน้ ต่ำท่กี ำหนดให้ ไดร้ ะดับผลการเรียน “ ๐ ”
๔. ผู้เรียนที่ทุจริตในการสอบหรือทุจริตในงานที่มอบหมายให้ทำในรายวิชาใด ครั้งใดให้ได้คะแนน
“ร” ในคร้ังน้ัน
๕. ผู้เรียนที่ไมไ่ ด้วัดผลกลางภาคเรียน/ปลายภาคเรียน ไม่ได้ส่งงานที่ได้รับมอบหมายให้ทำซึง่ งานนน้ั
เป็นส่วนหนึ่งของการตัดสิ้นผลการเรยี น หรือมีเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ประเมินผลการเรียนไม่ได้ ให้ได้ผลการเรียน
“ร”
๖. ผู้เรียนท่ีมีเวลาเรียนไม่ถึงร้อยละ ๘๐ ของเวลาเรียนในแต่ละรายวิชาและไม่ได้รับการผ่อนผันให้
เขา้ รบั การวดั ผลปลายภาคเรียน ให้ได้ผลการเรียน “มส”
๗. ผู้เรียนที่มีเวลาเข้าร่วมกิจกรรม การปฏิบัติกิจกรรมและผลงานของผู้เรียนตามเกณฑ์ที่
สถานศึกษากำหนด โดยผ่านเกณฑ์การประเมิน ให้ได้ผลการเรียน “ผ” ถ้าไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินให้ได้ผล
การเรยี น “มผ”
๘. ผู้เรียนที่ได้รับการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน ให้ได้ผลการประเมินเป็นผ่านและไม่
ผา่ น กรณผี า่ นใหไ้ ด้ระดับผลการเรียนเปน็ ดเี ยี่ยม ดี และผ่าน
๙. ผู้เรียนที่ได้รับการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ให้ได้ผลการประเมินเป็นผ่านและไม่ผ่าน
กรณีผา่ นใหไ้ ดร้ ะดับผลการเรียนเปน็ ดีเยย่ี ม ดี และผา่ น
๒๑๕
6.การเปลี่ยนระดบั ผลการเรียน ใหถ้ ือปฏิบตั ดิ งั น้ี
6.๑. การเปลย่ี นผลการเรียน “ ๐ ”
ให้สถานศึกษาจัดสอนซ่อมเสริมในตัวชี้วัดหรือผลการเรียนรู้ที่ผู้เรียนสอบไม่ผ่านก่อนแล้วจึงสอบแก้ตัวให้และ
ใหส้ อบแกต้ วั ไดไ้ ม่เกิน ๒ ครงั้ ทั้งนต้ี อ้ งดำเนนิ การให้เสรจ็ สิ้นภายในปีการศกึ ษานัน้
- ถ้าผู้เรียนไม่ดำเนินการสอบแก้ตัวตามระยะเวลาที่กำหนดไวน้ ี้ ให้อยู่ในดลุ ยพินิจของสถานศึกษาที่
จะพจิ ารณาขยายเวลาออกไปอีกไม่เกนิ ๑ ภาคเรยี น
- ถ้าสอบแก้ตัว ๒ ครั้งแล้วยังได้ระดับผลการเรียน “ ๐ ” อีก ให้สถานศึกษาแต่งตั้ง
คณะกรรมการดำเนินการเก่ยี วกบั การแกผ้ ลการเรยี นของผูเ้ รียน โดยปฏบิ ัติดังนี้
๑) ใหเ้ รยี นซ้ำรายวิชา ถ้าเป็นรายวิชาพื้นฐาน
๒) ใหเ้ รียนซำ้ หรอื เปลยี่ นรายวิชาเรยี นใหม่ ถา้ เป็นรายวิชาเพิม่ เติม โดยใหอ้ ย่ใู น
ดลุ ยพนิ ิจของสถานศกึ ษา
ในกรณที ่เี ปล่ียนรายวชิ าเรยี นใหม่ ให้หมายเหตุในระเบยี นแสดงผลการเรียนว่าเรยี นแทนรายวิชาใด
6.2. การเปลยี่ นผลการเรยี น “ร”มี ๒ กรณีดังนี้
๑) มเี หตสุ ุดวิสัย ทำให้ประเมนิ ผลการเรียนไม่ได้ เชน่ เจบ็ ป่วย เม่อื ผู้เรยี นได้เขา้ สอบ
หรอื ส่งผลงานที่ตดิ ค้างอยูเ่ สรจ็ เรียบรอ้ ย หรือแก้ปัญหาเสรจ็ ส้ินแล้ว ให้ไดร้ ะดบั ผลการเรยี นปกติ
(ตั้งแต่ ๐ - ๔)
๒) ถ้าสถานศึกษาพจิ ารณาแลว้ วา่ ไม่ใชเ่ หตสุ ดุ วสิ ยั เมื่อผ้เู รียนไดเ้ ขา้ สอบ หรือส่งงานที่ติดค้าง
อยู่เสร็จเรยี บร้อย หรือแก้ปญั หาเสร็จสิน้ แล้ว ให้ได้ระดับผลการเรยี นไมเ่ กิน “ ๑ ”
การเปลี่ยนผลการเรยี น “ร” ให้ดำเนินการแกไ้ ขตามสาเหตุ ให้เสร็จสิ้นภายในปีการศกึ ษานัน้ ถ้า
ผ้เู รียนไมด่ ำเนินการแก้ “ร” ตามระยะเวลาทก่ี ำหนดไว้ ให้ผเู้ รียนเรียนซ้ำรายวชิ า ยกเว้นมเี หตสุ ุดวิสยั ให้อยู่
ในดุลยพินิจของสถานศึกษาที่จะขยายเวลาแก้ “ร” ออกไปอีก ๑ ภาคเรียน แต่เม่ือพ้นกำหนดนี้แล้วให้
ปฏบิ ัตดิ งั น้ี
(๑) ให้เรยี นซ้ำรายวิชา ถา้ เปน็ รายวชิ าพน้ื ฐาน
(๒) ให้เรียนซ้ำหรอื เปลีย่ นรายวิชาเรยี นใหม่ ถ้าเป็นรายวิชาเพิ่มเติม โดยให้อยู่ในดุลยพินิจ
ของสถานศกึ ษา
- ในกรณีทีเ่ ปลีย่ นรายวชิ าเรยี นใหม่ ใหห้ มายเหตุในระเบยี นแสดงผลการเรยี นว่าเรียนแทนรายวิชาใด
6.๓. การเปลี่ยนผลการเรียน “มส”มี ๒ กรณดี ังนี้
1. การเปลยี่ นผลการเรียน “มส” เพราะมเี วลาเรียนไม่ถงึ ร้อยละ ๘๐ แต่มเี วลาเรยี นไมน่ ้อย
กว่ารอ้ ยละ ๖๐ ของเวลเรยี นท้งั หมด ให้สถานศึกษาจัดใหเ้ รียนเพม่ิ เติมโดยใชช้ ั่วโมงสอนซอ่ มเสริม หรือเวลา
ว่าง หรือวันหยุด หรือมอบหมายงานให้ทำ จนมีเวลาเรียนครบตามที่กำหนดไว้สำหรับรายวิชานั้นแล้วจึงให้
สอบเป็นกรณีพิเศษ ผลการสอบแก้ “มส” ให้ได้ระดับผลการเรียนไม่เกิน “๑” การแก้ “มส” กรณีนี้ให้
กระทำใหเ้ สร็จสน้ิ ในปีการศกึ ษานั้น ถา้ ผู้เรยี นไมด่ ำเนินการแก้ “ร” ตามระยะเวลาทีก่ ำหนดไว้ ให้ผเู้ รียนเรยี น
ซ้ำรายวิชา ยกเวน้ มเี หตสุ ดุ วิสยั ให้อยใู่ นดลุ ยพินจิ ของสถานศึกษาท่ีจะขยายเวลาการแก้ “มส” ออกไปอีก
ไม่เกิน ๑ ภาคเรยี น แต่เม่อื พ้นกำหนดนี้แลว้ ให้ปฏิบัติดังนี้
(๑) ให้เรียนซำ้ รายวิชา ถา้ เป็นรายวิชาพ้นื ฐาน
(๒) ให้เรียนซ้ำหรอื เปลีย่ นรายวชิ าเรียนใหม่ ถ้าเปน็ รายวิชาเพ่มิ เตมิ โดยใหอ้ ยใู่ น
ดลุ ยพินิจของสถานศกึ ษา
(3) กรณีผู้เรยี นไดผ้ ลการเรียน “มส” และมเี วลาเรยี นนอ้ ยกวา่ ร้อยละ ๖๐ ของเวลาเรียน
ทั้งหมด ให้สถานศึกษาจัดให้เรียนซ้ำรายวิชาพื้นฐานและรายวิชาเพิ่มเติม หรือเปลี่ยนรายวิชาใหม่ได้สำหรับ
รายวชิ าเพ่ิมเตมิ เทา่ นน้ั
๒๑๖
- ในกรณีที่เปลี่ยนรายวิชาเรียนใหม่ ให้หมายเหตุในระเบียนแสดงผลการเรียนว่าเรียนแทน
รายวิชาใด
- ในกรณภี าคเรยี นที่ ๒ หากผู้เรยี นยงั มีผลการเรียน “ ๐”“ร”“มส” ให้ดำเนินการให้เสร็จส้ิน
ก่อนเปิดเรียนปีการศึกษาถัดไป สถานศึกษาอาจเปิดการเรียนการสอนในภาคฤดูร้อนเพื่อแก้ไขผลการเรียน
ของผู้เรียนได้ ทั้งนี้ โดยสำนักงานเขตพื้นทีก่ ารศึกษา/ต้นสังกัดควรพิจารณาประสานให้มีการดำเนินการเรียน
การสอนในภาคฤดูร้อนเพอ่ื แกไ้ ขผลการเรยี นของผูเ้ รียน
6.๔. การเปลี่ยนผลการเรียน “มผ”
หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑กำหนดให้ผู้เรียนเข้ารว่ มกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ๓
กิจกรรม คอื
๑) กจิ กรรมแนะแนว
๒) กจิ กรรมนกั เรียนซ่ึงประกอบดว้ ย กิจกรรมลกู เสือ เนตรนารี ยวุ กาชาด ผบู้ ำเพ็ญประโยชน์
หรือนักศึกษาวิชาทหาร โดยผู้เรียนเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ๑ กิจกรรมและเลือกเข้าร่วมกิจกรรมชุมนุม หรือ
ชมรมอีก ๑ กิจกรรม
๓) กิจกรรมเพือ่ พฒั นาสงั คมและสาธารณประโยชน์
ในกรณีที่ผู้เรียนได้ผลการเรียน “มผ” ให้สถานศึกษาจัดซ่อมเสริมให้ผู้เรียนทำกิจกรรมจนครบ
ตามเวลาที่กำหนด หรือปฏิบัติกิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณลักษณะที่ต้องปรับปรุง แก้ไข แล้วจึงเปลี่ยนผลการเรียน
จาก “มผ” เป็น “ผ” ทั้งนี้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในปีการศึกษานั้น ยกเว้นมีเหตุสุดวิสัยให้อยู่ในดุลย
พนิ ิจของสถานศึกษา
6.5. การเลื่อนช้ัน ผู้เรียนทีไ่ ด้รบั การตัดสินผลการเรยี นทุกรายวิชาและได้รับการเลือ่ นชัน้ เมือ่ ส้นิ ปี
การศกึ ษา ตอ้ งมีคณุ สมบตั ิดังนี้
๑) รายวิชาพื้นฐาน ได้รับการตดั สนิ ผลการเรียนผา่ นทุกรายวิชา
๒) รายวชิ าเพ่มิ เตมิ ได้รับการตัดสินผลการเรยี นผ่านตามเกณฑ์ท่สี ถานศึกษากำหนด
๓) ผู้เรยี นตอ้ งไดร้ บั การประเมินและมีผลการประเมนิ ผ่านตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนดใน
การอา่ น คดิ วเิ คราะห์และเขยี น คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์
๔) ระดับผลการเรียนเฉลย่ี ในปีการศกึ ษาน้ันควรได้ไมต่ ำ่ กว่า ๑.๐๐
รายวิชาใดที่ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน สถานศึกษาสามารถซ่อมเสริมผู้เรียนให้ได้รับการแก้ไขใน
ภาคเรยี นถัดไป
6.6. การเรยี นซำ้ สถานศึกษาจัดให้ผู้เรยี นเรยี นซ้ำใน ๒กรณี ดังน้ี
๑ กรณีที่ ๑ เรียนซ้ำรายวิชา หากผู้เรียนได้รับการซ่อมเสริมและสอบแก้ตัว ๒ครั้งแล้วไม่
ผ่านเกณฑ์การประเมิน ให้เรียนซ้ำรายวิชานั้น ทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของสถานศึกษาในการจัดให้เรียนซ้ำ
ในช่วงใดช่วงหนึ่งที่สถานศึกษาเห็นว่าเหมาะสม เช่น พักกลางวัน วันหยุด ชั่วโมงว่างหลังเลิกเรียน ภาคฤดู
ร้อน เปน็ ต้น
๒ กรณี ๒เรยี นซำ้ ชน้ั มี ๒ ลกั ษณะ คอื
๑) ผ้เู รยี นมรี ะดับผลการเรยี นเฉลยี่ ในปีการศึกษานั้นต่ำกว่า ๑.๐๐ และมแี นวโน้ม
วา่ จะเป็นปญั หาต่อการเรยี นในระดบั ชนั้ ทส่ี ูงขน้ึ
๒) ผู้เรียนมีผลการเรียน ๐ , ร, มส เกินครึ่งหนึง่ ของรายวชิ าที่ลงทะเบียนเรยี นใน
ปีการศึกษานั้น
๒๑๗
ทั้งนี้ หากเกิดลักษณะใดลักษณะหนึ่ง หรือทั้ง ๒ ลักษณะ ให้สถานศึกษาแต่งตั้งคณะกรรมการ
พิจารณา หากเหน็ วา่ ไมม่ ีเหตุอนั สมควรกใ็ ห้ซ้ำช้ัน ให้อยูใ่ นดลุ ยพนิ ิจของสถานศกึ ษาในการแก้ไขผลการเรียน
7. เกณฑก์ ารจบการศกึ ษา
เกณฑ์การจบการศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน กำหนดเกณฑ์กลางสำหรับการจบการศึกษา
ไวด้ งั น้ี
(๑) ผู้เรียนเรียนรายวิชาพื้นฐาน และรายวิชา/กิจกรรมเพิ่มเติมตามโครงสร้างเวลาเรียนที่หลักสูตร
แกนกลางการศกึ ษาข้ันพื้นฐานกำหนด
(๒) ผู้เรยี นตอ้ งมีผลการประเมนิ รายวิชาพน้ื ฐาน ผ่านเกณฑก์ ารประเมินตามท่ีสถานศกึ ษากำหนด
(๓) ผู้เรียนมีผลการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนในระดับผ่านเกณฑ์การประเมินตามท่ี
สถานศึกษากำหนด
(๔) ผู้เรียนมีผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในระดับผ่านเกณฑ์การประเมินตามท่ี
สถานศกึ ษากำหนด
(๕) ผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและมีผลการประเมินผ่านเกณฑ์การประเมินตามที่
สถานศึกษากำหนด
1. เกณฑก์ ารจบหลักสูตรระดบั ประถมศึกษา
๑) ผู้เรยี นเรียนรายวิชาพน้ื ฐาน จำนวน ๘๔๐ชัว่ โมง และรายวชิ าเพ่ิมเติม/กิจกรรมเพ่ิมเติม
จำนวน ๔๐ ช่วั โมง
2) ผู้เรยี นตอ้ งมผี ลการประเมนิ รายวิชาพน้ื ฐานผ่านทุกรายวชิ าโดยมีคะแนนแตล่ ะรายวชิ าร้อย
ละ ๕๐ ขึ้นไป
3) ผ้เู รียนตอ้ งไดร้ ับผลการเรียนไม่ตำ่ กวา่ “1” ทุกรายวิชา
4) ผู้เรยี นมีผลการประเมินอา่ น คิดวิเคราะหแ์ ละเขียน ระดบั “ผา่ น” ขน้ึ ไป ตามเกณฑ์ที่
สถานศกึ ษากำหนด
5) ผเู้ รียนมผี ลการประเมนิ คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์ ระดบั “ผ่าน” ขึ้นไป ตามเกณฑท์ ี่
สถานศึกษากำหนด
6) ผูเ้ รยี นเข้ารว่ มกจิ กรรมพัฒนาผู้เรยี น และมีผลการประเมิน “ผ่าน” ทุกกจิ กรรม
2.เกณฑ์การจบการศึกษาระดับมัธยมศกึ ษา
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน กำหนดเกณฑ์กลางสำหรับการจบการศึกษา ระดับมัธยมศึกษา
ตอนต้น
1) ผู้เรียนเรยี นรายวิชาพนื้ ฐานและเพม่ิ เติมไมเ่ กิน ๘๑ หนว่ ยกติ โดยเปน็ รายวิชาพืน้ ฐาน
66 หนว่ ยกติ และรายวิชาเพิ่มเติมตามทีส่ ถานศกึ ษากำหนด
2) ผู้เรียนต้องได้หน่วยกิตตลอดหลักสูตรไม่น้อยกว่า 77 หน่วยกิต โดยเป็นรายวิชาพื้นฐาน
66 หน่วยกิต และรายวชิ าเพิม่ เติมไมน่ อ้ ยกวา่ 11 หนว่ ยกิต
3) ผเู้ รยี นตอ้ งไดร้ บั ผลการเรยี นไม่ตำ่ กว่า “1” ทุกรายวชิ า
4) ผู้เรียนมีผลการประเมินอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน ระดับ “ผ่าน” ขึ้นไป ตามเกณฑ์ท่ี
สถานศกึ ษากำหนด
5) ผู้เรียนมีผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ระดับ “ผ่าน” ขึ้นไป ตามเกณฑ์ที่
สถานศกึ ษากำหนด
6) ผูเ้ รยี นเข้ารว่ มกิจกรรมพฒั นาผูเ้ รยี น และมีผลการประเมนิ “ผ่าน” ทุกกิจกรรม
๒๑๘
10. การเทยี บโอนผลการเรยี น
๑ สถานศึกษาเทยี บโอนผลการเรยี นของผู้เรียนทเี่ รียนจากสถานศึกษาได้ในกรณตี ่าง ๆ ไดแ้ ก่ การ
ย้ายสถานศึกษา การเปลี่ยนรูปแบบการศึกษา การย้ายหลักสูตร การละทิ้งการศึกษาและขอกลับเข้ารับ
การศึกษาต่อ การศึกษาจากต่างประเทศและขอเข้าศึกษาต่อในประเทศ หรือเทียบโอนความรู้ ทักษะ
ประสบการณ์จากแหล่งเรียนรู้อื่น ๆ เช่น สถานประกอบการ สถาบันทางศาสนา สถาบันการฝึกอบรมอาชีพ
การศึกษาโดยครอบครัว
๒ การเทียบโอนให้ดำเนินการในชว่ งก่อนเปิดภาคเรียนแรกหรือตน้ ภาคเรยี นแรกที่สถานศึกษารับผู้
ขอเทียบโอนเป็นนักเรียน ทั้งนี้ผู้เรียนที่ได้รับการเทียบโอนผลการเรียนต้องศึกษาต่อเนื่องในสถานศึกษาที่รับ
เทียบโอนอยา่ งนอ้ ย ๑ ภาคเรยี น โดนสถานศึกษาทรี่ ับการเทียบโอนควรกำหนดรายวิชา จำนวนหนว่ ยกิตที่จะ
รับเทียบโอนตามความเมาะสม ซง่ึ พจิ ารณาการเทยี บโอน ดงั น้ี
๒.๑ พิจารณาจากหลกั ฐานการศึกษา ซ่งึ จะให้ขอ้ มูลทีแ่ สดงความรู้ ความสามารถของ
ผเู้ รียนในดา้ นตา่ ง ๆ
๒.๒ พิจารณาจากความรู้ ประสบการณ์ตรงจากการปฏบิ ตั จิ ริง การทดสอบ
การสมั ภาษณ์ เปน็ ตน้
๒.๓ พจิ ารณาจากความสามารถ และการปฏิบตั ิจริง
๒.๔ กรณมี เี หตุผลจำเปน็ ระหวา่ งเรียน ผเู้ รียนสามารถแจง้ ความจำนงขอไปศึกษา
บางรายวชิ าในสถานศกึ ษา สถานประกอบการอ่ืน แลว้ นำมาเทียบโอนได้ โดยความเหน็ ชอบของคณะกรรมการบรหิ าร
หลักสูตรและวิชาการของสถานศกึ ษา
๒.๕ การเทียบโอนผลการเรียนให้ดำเนินการในรูปของคณะกรรมการการเทียบโอนจำนวน
ไม่นอ้ ยกว่า ๓คน แตไ่ ม่ควรเกนิ ๕ คน
๒.๖ การเทียบโอนใหด้ ำเนนิ การดังนี้
๑) กรณผี ้เู ทยี บโอนมีผลการเรยี นมาจากหลักสูตรอ่นื ใหน้ ำรายวิชาหรือหนว่ ยกิต
ที่มีตัวชี้วัด/มาตรฐานการเรียนรู้/ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง/จุดประสงค์/เนื้อหาที่สอดคล้องกันไม่น้อยกว่าร้อยละ
๖๐ มาเทียบโอนผลการเรยี นและพิจารณาให้ระดับผลการเรียนใหส้ อดคลอ้ งกับหลักสูตรท่รี ับเทียบโอน
๒) กรณกี ารเทียบโอนความรู้ ทกั ษะและประสบการณ์ ใหพ้ ิจารณาจากเอกสาร
หลักฐาน (ถ้ามี) โดยให้มกี ารประเมนิ ด้วยเคร่ืองมือที่หลากหลายและใหร้ ะดับผลให้สอดคล้องกับหลักสูตรท่ีรับ
เทียบโอน
๓) กรณีการเทียบโอนที่ผู้เรียนเข้าโครงการแลกเปลี่ยนต่างประเทศ ให้ดำเนินการ
ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง หลักการและแนวปฏิบัติการเทียบชั้นการศึกษาสำหรับผู้เรียนที่เข้า
รว่ มโครงการแลกเปลย่ี น
ทั้งนี้ วิธีการเทียบโอนผลการเรียนให้เป็นไปตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการและแนวปฏิบัติที่
เกย่ี วขอ้ ง
11. เอกสารหลักฐานการศกึ ษา
โรงเรียนบ้าสวนหลวง(รัตนวิจิตรพิยาคาร) จัดให้มีเอกสารการประเมินผลการเรียนต่าง ๆ ตามท่ี
กระทรวงศึกษากำหนด ดังต่อไปน้ี
๑ ระเบยี บแสดงผลการเรยี น (Transcript) (ปพ.๑)
๒ หลกั ฐานแสดงวุฒกิ ารศกึ ษา (ใบประกาศนยี บตั ร) (ปพ.๒)
๓ แบบรายงานผู้สำเร็จการศึกษา (ปพ.๓)
๒๑๙
๔ แบบแสดงผลการพัฒนาคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ (ปพ.๔)
๕ เอกสารแสดงบนั ทึกผลการพัฒนาคุณภาพผเู้ รียน (ปพ.๕)
๖ เอกสารรายงานผลการพฒั นาคณุ ภาพผู้เรียนรายบคุ คล (ปพ.๖)
๗ ใบรับรองผลการศกึ ษา (ปพ.๗)
๘ เอกสารระเบียนสะสม (ปพ.๘)
๙ เอกสารหลกั สูตรสถานศึกษา (ปพ.๙)
๒๒๐
ภาคผนวก