๒๙
รูปต่าง ๆ ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการเร่ืองใด ๆ เร่ืองหนึ่งหรือหลายเรื่องร่วมกัน ในเรื่อง
ต่อไปนใี้ ห้บรรลุตามวัตถปุ ระสงค์และนโยบายการพัฒนาทก่ี ำหนดไว้ คือ
๑) ร่วมทำการศึกษา ค้นคว้าปัญหา และสาเหตุของปัญหาท่ีเกิดข้ึนในชุมชน รวม
ตลอดจนถึงความต้องการของชมุ ชน
๒) รว่ มคดิ หาและสรา้ งรูปแบบและวิธีการพัฒนา เพือ่ แกป้ ัญหาและปัญหาของชมุ ชน
หรอื เพือ่ สรา้ งสรรคส์ ง่ิ ใหมท่ ี่เป็นประโยชนต์ ่อชมุ ชน หรอื สนองความตอ้ งการของชุมชน
๓) ร่วมวางนโยบาย หรือแผนงาน หรือโครงการหรือกิจกรรมเพื่อขจัดและแก้ไข
ปัญหาสนองความตอ้ งการของชุมชน
๔) รว่ มตัดสินใจการใชท้ รัพยากรทีม่ อี ยู่อย่างจำกดั ใหเ้ ปน็ ประโยชน์ตอ่ สว่ นรวม
๕) รว่ มจดั หรอื ปรับปรงุ ระบบการบรหิ ารงานพฒั นาใหม้ ปี ระประสิทธภิ าพและประสทิ ธผิ ล
๖) ร่วมการลงทุนในกิจกรรม โครงการของชุมชนตามขีดความสามารถของตนเอง
และของหนว่ ยงาน
๗) รว่ มปฏิบตั ติ ามนโยบายแผนงาน โครงการและกจิ กรรมใหบ้ รรลตุ ามเป้าหมายทวี่ างไว้
๘) ร่วมควบคุม ติดตาม ประเมินผล และร่วมบำรุงรักษาโครงการและกิจกรรมท่ีได้
ทำไวท้ ้งั โดยเอกชน และรัฐบาลใหใ้ ชป้ ระโยชนไ์ ดต้ ลอดไป๒๗
การมีส่วนร่วมของประชาชน ถือเป็นหลักการท่ีให้ความสำคัญ และเป็นประเด็นหลักที่
สังคมไทยให้ความสนใจเพ่ือพัฒนาการเมืองเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมตามหลักการท่ี
เปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้เก่ียวข้องทุกภาคส่วนร่วมรับรู้ ร่วมคิด และร่วมตัดสินใจเพ่ือสร้างความ
โปรง่ ใสและเพิ่มคณุ ภาพการตัดสนิ ใจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ดีขน้ึ และเป็นทย่ี อมรับร่วมกัน
ของทุก ๆ ฝ่ายในการบริหารราชการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณา
ไทย พ.ศ.๒๕๕๐ จึงให้ความสำคญั ต่อการบรหิ ารราชการท่ีโปร่งใส สุจริต เปิดเผยข้อมูล และการเปิด
๒๗ ไพรัตน์ เดชรินทร์, ชนบทไทย : การพันแปรในอนาคตภายหลังการพัฒนา, (เชียงใหม่ : ศูนย์
วชิ าการสำนักงานการประถมศกึ ษาจงั หวดั เชยี งใหม่, ๒๕๕๒), หน้า ๖-๗.
๓๐
โอกาสให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย และการตัดสินใจ และทฤษฎีเก่ียวกับ
การมสี ว่ นรว่ มของประชาชน๒๘
คำกล่าวที่ว่า “การเมืองเป็นเรื่องของคนทุกคนและทุกคนก็ไม่สามารถปฏิเสธผลกระทบ
ทางการเมืองต่อการดำรงชีวิตของประชาชนได้” คำกล่าวน้ีได้สะท้อนให้นักวิชาการหลายท่านได้หัน
มาให้ความสนใจและศึกษาไว้อย่างมากมายจนสามารถสะท้อนแนวคิดต่าง ๆ ออกมาตามบริบททาง
สังคมการเมืองและวัฒนธรรมของตนเองโดยเฉพาะประเด็นความหมายการมีส่วนร่วมทางการเมืองมี
ผู้ให้แนวคิดไว้อย่างหลากหลายเช่น ไมรอนวีเนอร์ ได้รวบรวมความหมายของการมีส่วนร่วมทางการ
เมอื งไวใ้ นหลายลักษณะต่าง ๆ ใน ๑๐ ประการไดแ้ ก่
๑) การเข้าร่วมทางการเมืองคือการกระทำในรูปแบบการสนับสนุน หรือเป็นการ
กระทำเพ่อื เรียกร้องตอ่ รฐั บาล (support and demand)
๒) การเข้าร่วมทางการเมืองคือพยายามเพ่ือก่อให้เกิดสัมฤทธิผลในการใช้อิทธิพล
(influence) ตอ่ การปฏิบัตงิ านของรฐั บาลหรือการเลอื การรผ้นู ำรัฐบาล
๓) การเข้ารว่ มทางการเมืองคือการกระทำที่ถูกต้องตามกฎหมายของพลเมอื ง (legitimate)
๔) การเข้าร่วมทางการเมืองคือการกระทำท่มี ตี ัวแทนทางการเมอื ง (representation)
๕) การเข้าร่วมทางการเมืองคือสภาพที่บุคคลไม่ต้องการท่ีจะเข้ามามีส่วนร่วม
ทางการเมือง (alienation) เพราะเห็นว่า การเข้ามามีส่วนร่วมน้ันไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์กับตัวเอง
ซึ่งแตกตา่ งจากการเฉยเมยทางการเมือง (apathy) เป็นการขาดความสนใจต่อการเมอื งทง้ั สิ้น
๖) ผู้ท่ีเขา้ ร่วมทางการเมืองจะหมายถึงผูก้ ระตอื รือร้น (active) หรอื ผู้ท่ีมคี วามตื่นตัว
ทางการเมืองเป็นพิเศษ (activists) เช่นผู้ที่สมัครเข้ารับการเลือกตั้ง การเป็นสมาชิกพรรคการเมือง
การร่วมประชุมทางการเมืองและการให้ความสนใจต่อปัญหาสาธารณะ นอกจากน้ันยังรวมถึงการเข้า
ร่วมทางการเมืองในระดับต้น ๆ ได้แก่ การไปใช้สิทธ์ิเลือกต้ัง (ซึ่งถือเป็นการกระทำท่ีมีแรงจูงใจน้อย
มาก) หรือการไม่ได้ไปใช้สิทธ์ิเลือกตั้ง แต่มีการพูดคุยกับเพื่อนบ้านในเรื่องเกี่ยวกับการเมืองการแสดง
ความคิดเห็นและการแสดงประชามติทางการเมืองรวมทั้งการให้ความสนใจติดตามข่าวสารทางการ
เมอื งจากส่อื มวลชน
๒๘ พระเกรียงศักดิ์ กิตฺติปฺญโญ (รักสนิท), “การมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบายการ
พัฒนาชุมชนขององค์การบริหารส่วนตำบลประสงค์ อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี”วิทยานิพนธ์พุทธศาสตร
มหาบณั ฑติ , (บณั ฑติ วทิ ยาลยั : มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๖๐), หนา้ ๒๘.
๓๑
๗) การเข้าร่วมทางการเมืองคือการกระทำที่มีต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา (persistencecontinuum)
ซ่ึงเป็นกิจกรรมที่มีความเป็นสถาบัน (institutionalized) และมีการจัดตั้ง นอกจากน้ันยังรวมไปถึงการ
กระทำท่ีเป็นครั้งคราว ซึ่งเกิดขึ้นมาอย่างทนั ทีทันใด และบีบค้นั ความรุนแรง เช่น การจลาจล การยก
พวกตกี นั การรวมกลุ่ม และการลอบฆ่านักการเมือง
๘) การเข้าร่วมทางการเมืองคือการกระทำที่เป็นความพยายามในการที่จะเข้ามามี
อิทธิพลเหนือการปฏิบัติการของราชการ (bureaucratic actions) และนโยบายสาธารณะ (public
policy)
๙) การเข้าร่วมทางการเมืองคือการกระทำท่ีมีผลต่อการเมืองในระดับชาติ (nationalpolitics)
และการเมอื งในระดับท้องถิ่น
๑๐) การเข้าร่วมทางการเมืองคือการกระทำทางการเมือง (political action) แต่ใน
ขณะเดียวกัน แต่ละสังคมมีการกระทำทางการเมอื งแตกต่างกันออกไป ตามบริบทของสังคมนั้น ๆเช่น
ว่า ในสังคมหนึ่งถือว่าการมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นการกระทำที่เกิดจากความสมัครใจไม่ว่าจะ
ประสบผลสำเร็จหรือไม่ก็ตามหรืออาจเกิดข้ึนเพียงบางครั้งคราวหรือต่อเนื่อง อาจถูกต้องตาม
กฎหมาย หรือไม่ก็ได้ ซึ่งการกระทำเหล่าน้ีเพ่ือการมีอิทธิพลในการจัดสรรนโยบายสาธารณะและ
บรหิ ารนโยบายของรัฐบาล ตลอดจนการเลอื กผ้นู ำทางการเมืองทงั้ ในระดบั ชาติ และระดับทอ้ งถนิ่ ๒๙
สรุปได้ว่า การมสี ่วนร่วมทางการเมืองเป็นกิจกรรมที่ประชาชนร่วมกันเปล่งเสียงกดดันถึง
ความต้องการของกลมุ่ ตน เพื่อให้การกระทำน้ันส่งผลไปถึงรฐั บาลหรือผู้นำทางการเมอื งทั้งระดบั ชาติ
หรือท้องถ่ิน เช่น การเลือกต้ัง การตัดสนิ ใจเชงิ นโยบายของรฐั บาลที่มีผลโดยตรงตอ่ ประชาชน ผลแห่ง
การมีส่วนร่วมทางการเมืองอาจจะสำเร็จหรอื ไมก่ ็ได้
ตารางที่ ๒.๗ สรุปความหมายของการมีสว่ นร่วมของประชาชน
นกั วชิ าการหรือแหล่งข้อมูล แนวคดิ หลัก
ยุวัฒน์ วฒุ เิ มธี การมีส่วนร่วมของประชาชน หมายถึง การเปิดโอกาส
(๒๕๒๖, หนา้ ๒๐.) ใหป้ ระชาชนได้มีสว่ นร่วมในการคิดริเร่ิม การตัดสินใจ การ
ร่วมปฏิบัติและร่วมรับผิดชอบในเรื่องต่าง ๆ อันมี
ผลกระทบถึงตวั ประชาชน
๒๙ Myron Wiener, “Political Participation : Crisis of the Political Process”, in Crisis on
Sequences in Political Development, (Princeton : Princeton University, 1971), pp. 161-163.
อาภรณ์พนั ธ์ จันทร์สวา่ ง ๓๒
(๒๕๒๒, หน้า ๒๖.)
การมีส่วนร่วม เป็นผลมาจากการเห็นพ้องต้องกัน
พฒั น์ บุญยรตั พนั ธ์ ในเรื่องความต้องการและทิศทางของการเปลี่ยนแปลง
(๒๕๑๗, หนา้ ๑๒๙.) และความเห็นพ้องต้องกันน้ันจะต้องมีมากพอที่จะเกิด
การริเร่ิมโครงการเพือ่ การปฏิบัติ
พระเกรยี งศักด์ิ กิตตฺ ิปญฺ โญ (รักสนทิ )
(๒๕๖๐, หนา้ ๒๘.) กระบวนการทำให้ประชาชนมีความสมัครใจเข้ามามี
ส่วนร่วมในการกำหนดการเปล่ียนแปลงเพ่ือตัวประชาชน
เองโดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้วย
ตนเอง และมีส่วนดำเนินการเพ่ือให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์
ดงั ทปี่ รารถนา
การมีส่วนร่วมของประชาชน ถือเป็นหลักการที่ให้
ความสำคัญ และเป็นประเด็นหลักที่สังคมไทยให้ความ
สนใจเพื่อพัฒนาการเมืองเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย
แบบมีส่วนร่วมตามหลักการท่ีเปิดโอกาสให้ประชาชน
และผู้เก่ียวข้องทุกภาคส่วนร่วมรับรู้ ร่วมคิด และร่วม
ตัดสินใจเพื่อสร้างความโปร่งใสและเพ่ิมคุณภาพการ
ตดั สินใจขององค์กรปกครองสว่ นท้องถิ่นใหด้ ขี ้ึน
๒.๒.๒ รูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมือง
รปู แบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองถือวา่ เป็นภาพสะท้อนของการมีส่วนร่วมทางการเมือง
ภาคประชาชนอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งตามแนวคิดของ บาร์เบอร์ เจ เดวิด ได้แบ่งรูปแบบการมีส่วนร่วม
ทางการเมืองไว้ ๒ ประการดงั น้ี
๑) การมสี ่วนรว่ มโดยตรง เป็นลักษณะที่ประชาชนเป็นผู้ดำเนินการปกครองตนเอง
โดยตรง เช่น การบรหิ ารงาน การกำหนดนโยบาย และการตัดสินใจในการดำเนนิ งานดว้ ยตนเอง
๒) การมีส่วนร่วมโดยทางอ้อม เป็นลักษณะท่ีประชาชนเข้ามีส่วนร่วมแต่มิได้เป็น
ผู้ดำเนินการปกครองด้วยตนเองโดยตรง แต่เป็นการเลือกตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่ด้วยวิธีการเลือกตั้ง
โดยประชาชนอย่างเสรี ซึ่งกลไกน้ีต้องการให้ประชาชนเข้ามาควบคุมการบริหารงานฝ่ายปกครองให้
เป็นไปตามความต้องการ๓๐
๓๐ Barber J. David, Citizen Politics, (Chicago: Markham, 1972), p. 3.
๓๓
รูปแบบของกจิ กรรมการมีสว่ นรว่ มทางการเมืองวา่ มี ๒ ลักษณะ ได้แก่
๑) ลักษณะแบบตะวันตก ในประเทศท่ีมีระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตย
ซ่งึ ประชาชนมกั จะเกี่ยวขอ้ งกบั การเมืองโดยความสมัครใจอย่เู สมอ
๒) ลักษณะแบบสังคมคอมมิวนิสต์ ซ่ึงประชาชนถูกบังคับให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับ
การเมอื งในเรื่องทีร่ ฐั บาลเหน็ ว่ามีความจำเป็นตอ่ การบรหิ าร๓๑
รปู แบบการมสี ่วนรว่ มทางการเมืองเปน็ ๒ รปู แบบใหญ่ ๆ ดังนี้
๑) รูปแบบตามธรรมเนียมปฏิบัติ (Conventional Forms) สามารถแบ่งเป็น
รปู แบบยอ่ ย ๆ ได้ดงั นี้
๑.๑) การออกเสยี งเลอื กตง้ั
๑.๒) การสนทนาเร่ืองการเมือง
๑.๓) การรณรงคห์ าเสยี งเลือกต้ัง
๑.๔) การจดั ตั้งและการเขา้ ร่วมเป็นสมาชกิ กลุ่มตา่ ง ๆ
๑.๕) การติดตอ่ สว่ นตวั กบั เจา้ หนา้ ท่กี ารเมือง
๒) รูปแบบท่ีไม่เป็นไปตามธรรมเนียมปฏิบัติ (Unconventional Forms) แบ่งเป็น
รปู แบบ ยอ่ ย ๆ ดงั นี้
๒.๑) การยนื่ ขอ้ เรยี กร้อง
๒.๒) การเดินขบวน
๒.๓) การเขา้ ประจันหนา้ กนั
๒.๔) การละเมิดกฎหมายของสงั คม
๒.๕) การใชค้ วามรุนแรงทางการเมือง
๒.๖) สงครามแบบกองโจรและการปฏิวตั ริ ฐั ประหาร๓๒
อนึ่งรปู แบบการมีส่วนรว่ มทางการเมืองไว้ ๖ รปู แบบดว้ ยกัน ได้แก่
๑) การเลือกตั้ง (Voting) เป็นการมีส่วนร่วมทางการเมอื งทส่ี ามารถแยกกิจกรรมท่ี
เกี่ยวกับการรณรงค์หาเสียงและกิจกรรมท่ีเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองการไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
๓๑ James R. Townsend, Political Participation in Communist China, (Berkley and
LosAngeles : University of California Press, 1967), pp. 25 – 29.
๓๒ Almond, Gabriel A.and Jr. B.G. Powell, Comparative Political Today, (Boston :
LittleBrown and Company, 1976), pp. 145 - 146.
๓๔
เป็นเพียงการแสดงออกของประชาชนถึงความจงรักภักดีต่อระบอบการเมืองมากกว่าเป็นการกระทำ
ตามความต้องการของตน เป็นการไปทำตามความสำนึกในหน้าที่พลเมืองดีมากกว่า ท่ีจะเช่ือว่าการ
ลงคะแนนเสยี งเลอื กตัง้ น้ันจะมผี ลทางการเมอื งทแี่ ตกตา่ งกนั ออกไป
๒) การเป็นเจ้าหน้าที่พรรคการเมืองและผู้รณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง (Party and
Campaign Workers) หมายถึง การเข้ามีส่วนร่วมในพรรคการเมืองท้ังในช่วงระหว่างการเลือกตั้ง
และการรณรงค์หาเสียง การบริจาคเงินช่วยเหลือผู้สมัครรับเลือกตั้ง การชักชวนประชาชนไป
ลงทะเบียนเพื่อสิทธิในการลงคะแนนการเข้าร่วมและสนับสนุนพรรคการเมืองการพยายามชักชวนให้
ประชาชนลงคะแนนเสียงแก่พรรคหรือผู้สมัครที่ตนขอการลงสมัครรับเลือกต้ัง การมีส่วนร่วมทางการ
เมอื งนี้เป็นแบบแผนของความสัมพนั ธร์ ะหว่างปจั เจกชนกับรฐั
๓) การเป็นผู้มีบทบาทในชุมชน (Community Activities) เป็นการก่อต้ังกลุ่ม
เพ่ือแก้ไขปัญหาสังคมหรือร่วมมือกับกลุ่มต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้ว เพ่ือเข้าไปมีบทบาทเกี่ยวกับกิจกรรม
สาธารณะหรือติดต่อกับทางราชการในเร่ืองปัญหาสังคม ผู้มีบทบาทในชุมชนจึงนับว่าเป็นผู้ที่มีความ
กระตือรอื ร้นสงู ตลอดจนมีระดับความผกู พันทางจติ ใจกบั ชมุ ชน
๔) การตดิ ตอ่ กบั ทางราชการ (Contracting Officials) เป็นกิจกรรมท่ีเนน้ เฉพาะ
ของบุคคล ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อบุคคลน้ันเองเท่านั้น เช่น การติดต่อกับทางราชการในเรื่องการเสีย
ภาษีโรงเรียน การทำถนน การตดิ ตอ่ ขอรบั สวสั ดกิ าร เป็นต้น
๕) การเป็นผู้ประท้วง (Protestors) ขอบเขตของกิจกรรมในการมีส่วนร่วมทางการ
เมืองรูปแบบน้ี คือการเข้าร่วมเดินขบวนตามถนน หรือก่อให้เกิดจลาจล (ถ้าจำเป็น) เพ่ือบังคับให้รัฐ
แก้ไขบางสิ่งบางอยา่ งซ่ึงเกีย่ วขอ้ งกบั การเมืองให้ถูกต้อง การประท้วงทีเ่ ปิดเผยต่อสาธารณะชน
๖) การเป็นผู้ส่ือข่าวสารทางการเมือง (Communicators) ได้แก่ การติดต่อ
ข่าวสารทางการเมืองอยู่เสมอ การส่งข่าวสารแสดงการสนับสนุนให้แก่ผู้นำทางการเมืองเมื่อเขา
กระทำในสิ่งที่ถูกต้องหรือส่งคำคัดค้านเมื่อเขากระทำในสิ่งท่ีเลวร้าย การร่วมถกปัญหาทางการเมือง
การให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการเมืองแก่เพ่ือนในชุมชน การให้ความสนใจแก่ทางราชการและการ
เขียนจดหมาย หรือบทความถึงบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ ผู้เข้าร่วมลักษณะน้ีมักจะเป็นคนท่ีมี
การศึกษาสูง มีข้อมูลเก่ียวกับการเมืองมากและมีความสนใจทางการเมืองมากด้วย การเป็นผู้สื่อสาร
๓๕
ทางการเมืองเหล่าน้ีจะวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลมากกว่าเจ้าหน้าท่ีพรรคการเมืองหรือผู้รักชาติ แต่จะไม่
แสดงออกดว้ ยการประท้วง๓๓
นอกจากนี้รูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่สำคัญไว้อย่าง
น่าสนใจดังน้ี
๑) การมีส่วนร่วมในรูปแบบของกลุ่มผลประโยชน์ การรวมตัวกันของบุคคลเป็น
กลุ่มหรือองค์กรในสังคม จะมีเป้าหมายหลักอยู่ท่ีการรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มตนเท่านั้น โดยไม่มี
เป้าหมายท่ีจะเข้าไปเป็นรัฐบาลเพื่อบริหารประเทศแต่อย่างใดสำหรับเป้าหมายของแต่ละกลุ่มจะ
แตกต่างกันไปบางกลุ่มอาจเรียกร้องให้รัฐบาลทำตามสิ่งที่กลุ่มตนต้องการเช่น สมัชชาคนจน ก็จะ
เรียกรอ้ งใหร้ ัฐแก้ไขปัญหาเรื่องท่ีดินทำกนิ หน้ีสนิ ของเกษตรกร ฯลฯ กลุ่มผู้ปกระกอบการเอกชนก็จะ
เรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมาย หรือระเบียบข้อบังคับเดิมหรือการออกกฎหมาย หรือระเบียบ
ข้อบังคับใหม่เพื่ออำนวยความสะดวกแก่กลุ่มของตน เช่น กฎหมายภาษี กฎหมายการค้าและการ
ลงทุน ฯลฯ บางกลุ่มอาจเรียกร้องให้รัฐบาลจัดทำนโยบาย หรือโครงการที่กลุ่มตนได้ประโยชน์ เช่น
การสร้างบอ่ นกาสโิ น การขยายเวลาปิดสถานเรงิ รมย์ เป็นตน้
๒) การมีส่วนร่วมในรูปแบบของพรรคการเมือง เป็นการเข้ามารวมกลุ่มกันของ
บุคคลท่ีมีความเชื่อทางการเมืองที่คล้ายคลึงกัน เป้าหมายหลักจะอยู่ท่ีการส่งสมาชิกลงสมัครรับ
เลือกตั้งเพ่ือไปทำหน้าท่ีทั้งผ่านนิติบัญญัติและฝา่ ยบรหิ าร อย่างไรก็ตาม การเข้ามารวมตวั กันรูปแบบ
พรรคการเมืองยังมีเป้าหมายอ่ืนอีกเช่น การให้การศึกษาทางการเมืองแก่ประชาชน การดูแลและ
รักษาผลประโยชนข์ องส่วนรวม การสร้างผู้นำทางการเมืองการควบคุมติดตามและตรวจสอบทางการ
เมืองฯลฯ ในส่วนของประชาชนก็สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในพรรคการเมืองได้ เช่น การสมัครเป็น
สมาชิกพรรค การเข้าประชุมพรรค การประชาสัมพันธ์ กิจกรรมของพรรค การช่วยรณรงค์หาเสียง
ในช่วงทม่ี ีการเลอื กต้งั ฯลฯ
๓) การมีส่วนรว่ มในรปู แบบของการไปใชส้ ิทธิเลอื กตัง้ การไปออกเสียงเลอื กต้งั ถือ
เป็นรูปแบบท่ีมีความสำคัญของการบริหารในระบอบประชาธิปไตยแต่ส่ิงที่ควรตระหนักคือประเทศท่ี
ให้ประชาชนไปใช้สิทธิเลือกต้ังหรือประเทศท่ีประชาชน ไปใช้สิทธิเลือกตั้งกันอย่างมากมายไม่ได้
หมายความว่า ประเทศนั้นจะเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง การไปใช้สิทธิเลือกตั้งในรูปแบบของ
ประชาธปิ ไตยท่ีแท้จรงิ นั้น ตอ้ งมีลักษณะดังน้ี
๓๓ Lester W. Milbrath, Aspects of Political Development, (Boston : Little, Brown,
1971), pp. 12–16.
๓๖
๓.๑) การใช้สิทธิโดยอิสระ กล่าวคือการไปออกเสียงต้องเกิดจากความสมัครใจ
ไมไ่ ด้เกดิ มาจากการบงั คับหรอื ข่มขู่หรอื สัญญาว่าจะใหผ้ ลตอบแทนในการไปออกเสียง
๓.๒) การเลอื กตั้งโดยลบั การออกเสียงตอ้ งกระทำในคหู าเลือกตั้งแต่เพยี งลำพัง
โดยไม่มีผู้อื่นอยู่ร่วมด้วย เฉพาะผู้กาบัตรเทา่ นั้นท่ีจะทราบว่า ตนเองออกเสียงให้แก่ผู้สมัครคนใด การ
ออกเสียงเลือกต้งั ของบุคคล ไมส่ ามารถประกาศให้ทราบเป็นการท่วั ไปได้
๓.๓) ความเสมอภาคในการเลือกต้ัง บุคคลแต่ละคนมีสิทธิออกเสียงได้คนละ
หน่งึ เสยี งเทา่ นนั้ บตั รทม่ี ีการกาหมายเลขมากกวา่ หนง่ึ หมายเลข ถือเปน็ บัตรเสีย
๓.๔) ความเป็นกลาง บุคคลที่เข้าไปมีส่วนเก่ียวข้องในการเลือกต้ังทุกคนต้อง
ปฏิบตั ิหนา้ ทอี่ ยา่ งเท่ียงธรรม ไมล่ ำเอียงเข้าข้างฝา่ ยใดฝา่ ยหน่ึง
๔) การมีสว่ นร่วมในรูปแบบของการแสดงออก บุคคลมีเสรีภาพในการแสดงความ
คิดเห็นการเขียน การพูด การโฆษณา การพิมพ์ซึ่งการแสดงออกเหล่านี้อาจอยู่ในรูปแบบของการ
วิพากษ์ วิจารณ์ตามสื่อต่าง ๆ ร้านกาแฟ บ้านเรือน สถานที่สาธารณะ ฯลฯ รัฐบาลต้องไม่ขัดขวาง
หรือห้ามปรามการแสดงออกของประชาชน โดยเฉพาะโครงการที่มีผลกระทบต่อชีวิตและความ
เป็นอยู่ของประชาชนและชุมชน รวมทั้งความม่ันคงปลอดภัยของประเทศชาติแล้ว รัฐบาลต้องเปิด
โอกาสให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นก่อนลงมือดำเนินการเสมอเช่น การสร้างท่อก๊าซ การสร้าง
เขือ่ นการสร้างสนามบิน ฯลฯ นอกจากนี้ การแสดงออกที่สำคัญอีกรูปแบบหน่ึง คือการชุมนมุ หรอื การ
ประท้วงโดยสงบและปราศจากอาวธุ รฐั บาลตอ้ งเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงออกเชน่ กัน ท้ังน้ีเพื่อ
จะได้แสดงความโปร่งใสในการทำงานออกมาให้มากที่สุดสำหรับการเข้าไปมีส่วนร่วมของประชาชน
ถือเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารตามระบอบประชาธิปไตยประชาชนต้องตระหนักว่าตนเองเป็น
เจ้าของประเทศและต้องเข้าไปรับผิดชอบในกิจการบ้านเมืองในทุกโอกาสท่ีสามารถกระทำได้
ประชาชนต้องไม่ละเลย หรือเพิกเฉยการกระทำหน้าท่ีในฐานะพลเมืองดีของสังคม หน้าท่ีสำคัญย่ิง
ของประชาชนคือการสร้างเสริมคนดีให้เข้ามาบริหารบ้านเมืองดั งพระบรมราโชวาทของ
พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หัวท่ีทรงพระราชทำนไวว้ ่า “ในบ้านเมอื งนั้น มีทงั้ คนดแี ละคนไมด่ ี ไม่มีใคร
จะทำให้คนทุกคนเป็นดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปรกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช้การทำให้ทุก
คนเป็นคนดี หากแต่อยู่ท่ีการส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมืองและควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มี
อำนาจไม่ใหก้ อ่ ความเดอื ดร้อนวนุ่ วายได”้ ๓๔
๓๔ วรทิพย์ มีมาก และคณะ, หน้าท่ีพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น
ประมขุ , (กรงุ เทพมหานคร : ราไทยเพรส, ๒๕๔๗), หนา้ ๔๘–๔๙.
๓๗
สรุปได้ว่า การมีส่วนร่วมทางการเมืองมีอยู่ ๒ รูปแบบใหญ่ๆ คือ ๑) การมีส่วนร่วม
ทางการเมืองตามที่กฎหมายรับรอง เป็นการกระทำที่ไม่ผิดกฎหมายชอบตามรัฐธรรมนูญและได้รับ
การตราไว้ในกฎหมาย และ ๒) การมสี ว่ นร่วมทางการเมืองท่ีผิดกฎหมาย เป็นการชมุ นุมที่ผิดกฎหมาย
และไม่มกี ฎหมายรับรอง เชน่ การแสดงออกทางการพูด การวิพากษว์ จิ ารณ์ เปน็ ตน้
ตารางที่ ๒.๘ สรุปรูปแบบการมีสว่ นรว่ มทางการเมือง
นักวชิ าการหรอื แหล่งข้อมูล แนวคดิ หลกั
Barber J. David รูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองไว้ ๒ ประการ
(1972), p. 3.) ดังน้ี
๑) การมสี ่วนรว่ มโดยตรง เป็นลักษณะที่ประชาชน
James R. Townsend เปน็ ผดู้ ำเนินการปกครองตนเองโดยตรง
(1967, pp. 25–29.) ๒) การมีส่วนร่วมโดยทางอ้อม แต่เป็นการเลือก
ตัวแทนเข้าไปทำหนา้ ทด่ี ว้ ยวิธกี ารเลือกต้งั
Almond, Gabriel A. รูปแบบของกจิ กรรมการมีส่วนร่วมทางการเมอื งว่า
(1976, pp. 145-146.) มี ๒ ลกั ษณะ ได้แก่
๑) ลักษณะแบบตะวันตก ในประเทศท่ีมีระบอบ
การปกครองระบอบประชาธิปไตยซึ่งประชาชนมักจะ
เกี่ยวข้องกับการเมืองโดยความสมคั รใจอย่เู สมอ
๒) ลักษณะแบบสังคมคอมมิวนิสต์ ซ่ึงประชาชน
ถูกบังคับให้เข้ามาเก่ียวข้องกับการเมืองในเร่ืองท่ี
รฐั บาลเห็นวา่ มีความจำเปน็ ตอ่ การบรหิ าร
รูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็น ๒ รูปแบบ
ใหญ่ ๆ ดงั น้ี
๑) รูปแบบตามธรรมเนยี มปฏบิ ตั ิ
๒) รูปแบบท่ีไม่เป็นไปตามธรรมเนียมปฏิบัติ
แบง่ เป็นรูปแบบย่อย ๆ
๒) การเป็นเจ้าหน้าท่ีพรรคการเมืองและผู้รณรงค์
หาเสยี งเลอื กตง้ั
๓) การเปน็ ผมู้ บี ทบาทในชุมชน
๔) การติดตอ่ กบั ทางราชการ
๕) การเป็นผู้ประทว้ ง
วรทพิ ย์ มมี าก ๓๘
(๒๕๔๗, หนา้ ๔๘–๔๙.)
๖) การเป็นผสู้ ่อื ข่าวสารทางการเมอื ง
รูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบ
ประชาธิปไตยทส่ี ำคัญไว้อยา่ งนา่ สนใจดังน้ี
๑) การมีส่วนร่วมในรปู แบบของกลุ่มผลประโยชน์
๒) การมีส่วนร่วมในรูปแบบของพรรคการเมือง
การสมัครเป็นสมาชกิ พรรค
๓) การมีส่วนร่วมในรูปแบบของการไปใช้สิทธิ
เลอื กตัง้
๔) การมีส่วนร่วมในรูปแบบของการแสดงออก
บุคคลมเี สรภี าพในการแสดงความคดิ เหน็
๒.๒.๓ ระดับการมสี ว่ นร่วมทางการเมอื ง
การมีส่วนร่วมทางการเมืองที่ชัดเจนได้สามารถวัดความมากน้อยได้จึงมีนักวิชาการหลาย
ทา่ น ไดจ้ ัดเรียงลำดบั การมีส่วนรว่ มทางการเมืองจากนอ้ ยไปมาก ได้แก่
๑) การทบ่ี คุ คลตอบสนองส่ิงเร้าทางการเมอื ง เช่น การตดิ ตามขา่ วสารทางการเมอื ง
๒) การไปลงคะแนนเสยี งเลือกตง้ั
๓) การอภิปรายถกเถียงปญั หาทางการเมือง
๔) การพยายามพดู จาชักชวนผ้อู ืน่ เพ่ือไปออกเสยี งเลือกตัง้
๕) การคิดเครอ่ื งหมาย หรือแผน่ ปา้ ยโฆษณาหาเสียง
๖) การตดิ ตอ่ กบั เจ้าหนา้ ทข่ี องรฐั หรอื ผนู้ ำทางการเมือง
๗) การชว่ ยเหลือทางการเงินแก่พรรคการเมอื งหรือผู้สมัครรับเลอื กตั้ง
๘) การเข้าร่วมประชุมทางการเมอื ง
๙) การสละเวลาเพอื่ ชว่ ยหาเสียงเลือกตง้ั
๑๐) การเป็นสมาชกิ ผู้กระตอื รือรน้ ของพรรคการเมอื งพรรคใดพรรคหนึ่ง
๑๑) การเข้ารว่ มประชมุ ในคณะกรรมการกลางของพรรคการเมือง
๑๒) การช่วยหาทุนให้พรรคการเมอื ง
๓๙
๑๓) การสมัครเข้ารบั การเลอื กตงั้
๑๔) การไดร้ ับเลือกเขา้ ดำรงตำแหน่งของรัฐบาลและพรรคการเมือง๓๕
นอกจากนี้ยังพบว่ามีนักวิชาการของไทยได้จัดแบ่งระดับการมีส่วนร่วม ทางการเมืองท่ี
สอดคล้องกับแนวคิดของแอนกัส แคมเบล ซ่ึงสอดคล้องกับบรบิ ทของคนไทยซ่งึ ได้จัดแบ่งไว้ ๓ ระดับ
ดังนี้
๑) การไปลงคะแนนเสียงเลอื กตั้ง
๑.๑) ระดับต่ำสญู ได้แก่ การไมไ่ ปลงคะแนนเสียงเลือกต้ัง
๑.๒) ระดับต่ำสดุ ไดแ้ ก่ การไปเลอื กตัง้ เฉย ๆ โดยไมม่ ีเหตุผล
๑.๓) ระดับต่ำ ๆ ได้แก่ การไปเลอื กต้ังโดยถูกชกั จูง
๑.๔) ระดับตำ่ กลาง ไดแ้ ก่ การไปเลือกตัง้ โดยคิดวา่ เปน็ หน้าท่ี
๑.๕) ระดบั ต่ำสูง ได้แก่ การไปเลือกตั้งโดยคิดวา่ เสยี งของตน คือพลงั ในการ
เปลย่ี นแปลงนโยบาย บุคคลเหลา่ นจ้ี งึ มขี อ้ มูลเกี่ยวกบั ปัญหาทางการเมืองมาก
๒) การเข้าเป็นสมาชกิ กลุ่ม แบ่งไดด้ ังนี้
๒.๑) ระดับปานกลางต่ำ ได้แก่ การเข้าร่วมในระดับสมาชิกท่ัวไปโดยมีสิทธิ
ลงคะแนนเสยี งเหน็ ด้วย หรอื ไมเ่ หน็ ดว้ ยในนโยบายกลุ่ม
๒.๒) ระดับปานกลาง ได้แก่ การได้รบั เลือกตงั้ เป็นกรรมการของกลุ่มท่ีมีอำนาจ
ในการตัดสนิ ใจแทนสมาชกิ คนอ่ืน
๒.๓) ระดับปานกลางสูง ได้แก่ การได้รับเลือกต้ังให้เป็นประธานหรือหัวหน้า
กลมุ่ ทมี่ อี ำนาจในการตัดสินใจและมีโอกาสในการสร้างบารมีให้คนยอมรบั ได้
๓) การเข้ารับการเลือกตั้งเป็นผู้แทน อาจจะเป็นผู้แทนในระดับท้องถิ่น หรือ
ระดบั ชาติ แบ่งได้ดงั น้ี
๓.๑) ระดับสงู ต่ำ ไดแ้ ก่ ระดับทไ่ี ด้รับการยอมรบั จากกล่มุ ให้สมัครใหเ้ ขา้ รบั การ
เลอื กตงั้ ในนามของกลุ่มหรือพรรคได้
๓.๒) ระดบั สูงปานกลาง ได้แก่ ระดับทผี่ ูส้ มัครไดร้ ับการคัดเลือก คือ
๓.๒.๑) ระดบั ท้องถน่ิ ไดแ้ ก่ กำนัน ผู้ใหญ่บา้ นสมาชกิ สภาเทศบาล สมาชิกสภาเขต
๓๕ Lester W. Milbrath, Political participation; how and why do people get involvedin politics?,
(Chicago : Rand McNally political science series, 1965), p. 18.
๔๐
๓.๒.๒) ระดบั จงั หวดั ได้แก่ สมาชกิ สภาจงั หวัด สมาชกิ สภากรงุ เทพมหานคร
๓.๒.๓) ระดับชาติ ได้แก่ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร สมาชกิ วฒุ สิ ภา
๓.๓) ระดับสูงสุด ไดแ้ ก่ ระดบั ผู้ท่ีไดร้ ับการเลือกตงั้ และไดร้ ับการคัดเลือกให้
ดำรงตำแหนง่ ทางการเมืองเช่น ตำแหน่งกรรมาธิการตำแหนง่ รัฐมนตรี เปน็ ตน้ ๓๖
นอกจากนี้ ระดบั การมีส่วนรว่ มทางการเมอื งจากระดับสูงไประดับต่ำ ดงั น้ี
๑) ผมู้ ีตำแหน่งทางการเมืองได้แก่ ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎร นายกเทศมนตรี
๒) ผู้สมัครรบั เลือกต้งั ในตำแห่นงหนึง่ ดังกลา่ วข้างต้น
๓) การช่วยโฆษณาหาเสยี ง เช่น การแจกใบปลิว การวางแผนเลือกตัง้
๔) การเข้าร่วมโดยทางอ้อม เช่น การอ่านหนังสือพิมพ์ ดูโทรทัศน์เก่ียวกับปัญหา
บา้ นเมอื งการถกปัญหาการเมืองการติดกระดมุ ท่ีมตี ราพรรคการเมือง
๕) ไปลงคะแนนเสยี งเลอื กต้ัง
๖) การไม่ไปลงคะแนนเสียงเลอื กตัง้ การไมร่ ูค้ วามเปน็ ไปทางการเมือง๓๗
สรปุ ได้วา่ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนมีหลายระดับ การมสี ่วนร่วมทางการ
เมืองระดับท้องถ่นิ ไปจนถึงระดบั ชาติ โดยสามารถแบง่ ระดับการมีสว่ นรว่ มทางการเมืองอย่างกว้าง ๆ
ไว้ ๓ ระดบั คือ การมสี ่วนรว่ มทางการเมอื งระดบั มาก ปานกลาง และน้อย
ตารางท่ี ๒.๙ สรปุ ระดับการมีสว่ นรว่ มทางการเมอื ง
นกั วิชาการหรอื แหล่งข้อมูล แนวคดิ หลกั
Lester W. Milbrath การมสี ว่ นรว่ มทางการเมอื งจากนอ้ ยไปมาก ไดแ้ ก่
(1965, p. 18.) ๑) การท่ีบุคคลตอบสนองสิ่งเร้าทางการเมืองเช่น การ
ตดิ ตามขา่ วสารทางการเมือง
๒) การไปลงคะแนนเสยี งเลอื กต้งั
๓) การอภปิ รายถกเถียงปญั หาทางการเมือง
๓๖ ขัตติยา กรรณสูต, สตรีกับการเมือง, บทความวิชาการ พัฒนาสังคม : แนวคิดและการปฏิบัติการ,
(กรุงเทพมหานคร : คณะพัฒนาสงั คม สถาบนั บัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, ๒๕๓๕), หนา้ ๑๒๘–๑๓๐.
๓๗ ณรงค์ สนิ สวัสดิ์, จิตวิทยาการเมอื ง, (กรุงเทพมหานคร : มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๒๗), หนา้ ๑๐.
ขตั ติยา กรรณสตู ๔๑
(๒๕๓๕, หน้า ๑๒๘–๑๓๐.)
๔) การพยายามพูดจาชักชวนผู้อื่นเพื่อไปออกเสียง
เลือกตัง้
๕) การคิดเครอ่ื งหมาย หรอื แผน่ ป้ายโฆษณาหาเสียง
๖) การติดต่อกับเจ้าหน้าท่ีของรัฐหรือผู้นำทาง
การเมอื ง
๗) การช่วยเหลือทางการเงินแก่พรรคการเมืองหรือ
ผู้สมคั รรับเลอื กต้ัง
๘) การเข้ารว่ มประชมุ ทางการเมอื ง
๙) การสละเวลาเพ่อื ชว่ ยหาเสียงเลอื กตัง้
๑๐) การเป็นสมาชิกผู้กระตือรือร้นของพรรคการเมือง
พรรคใดพรรคหนึ่ง
๑๑) การเข้าร่วมประชุมในคณะกรรมการกลางของ
พรรคการเมือง
๑๒) การชว่ ยหาทนุ ให้พรรคการเมอื ง
๑๓) การสมคั รเขา้ รับการเลือกตง้ั
๑๔) การได้รับเลือกเข้าดำรงตำแหน่งของรัฐบาลและ
พรรคการเมอื ง
ระดบั การมสี ่วนร่วมทางการเมอื ง
๑) การไปลงคะแนนเสียงเลือกตงั้
๒) การเข้าเปน็ สมาชกิ กลุ่ม
๓) การเขา้ รับการเลือกต้ังเปน็ ผู้แทน อาจจะเป็นผ้แู ทน
ในระดบั ท้องถ่นิ หรือระดับชาติ แบง่ ได้ดงั น้ี
๒) ผู้สมคั รรับเลือกตั้งในตำแหน่ งหนึง่ ดังกล่าวข้างต้น
๓) การช่วยโฆษณาหาเสียง เช่น การแจกใบปลิว การ
วางแผนเลอื กตง้ั
๔) การเขา้ ร่วมโดยทางออ้ ม
๕) ไปลงคะแนนเสียงเลอื กตง้ั
๖) การไม่ไปลงคะแนนเสียงเลือกต้ัง การไม่รู้ความ
เป็นไปทางการเมือง
๔๒
๒.๒.๔ กลุ่มพฤติกรรมตา่ ง ๆ และเงอ่ื นไขในการมสี ่วนร่วมทางการเมือง
การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนยอ่ มสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของกลุ่มต่าง ๆ
และเงอื่ นไขของการเข้ามามบี ทบาท ซึ่งพฤตกิ รรมของผู้ท่มี ีสว่ นร่วมทางการเมืองมีหลายประเภทดังนี้
๑) ชนชนั้ นำระดบั สงู และชนชัน้ นำระดบั กลาง พิจารณาจากการใช้ตำแหน่งและชอื่ เสยี ง
๒) บคุ คลระดบั อนื่ ท่ีมบี ทบาททางการเมืองและมีสว่ นในการใชอ้ ำนาจทางการเมืองดว้ ยไดแ้ ก่
๒.๑) ผูท้ อี่ ยู่ในระดบั ชน้ั ของสังคมทสี่ ามารถใช้อิทธพิ ลทางการเมอื งได้
๒.๒) ผู้ทมี่ ีความต่นื ตัวและเป็นผูด้ ำเนินการทางการเมือง
๓)เป็นผ้ทู ี่สนใจเข้ารว่ มในการประชุมทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นการประชุมระดับเลก็ หรือใหญ่
๔) เป็นผ้ชู ่วยรณรงคห์ าเสียงเลอื กตงั้
๕) เป็นผู้ท่ีติดต่อกับสมาชิกรัฐสภาหรือเจ้าหน้าท่ีทางการเมืองหรือหนังสือพิมพ์ใน
ลักษณะท่ีเป็นการแสดงความคิดเห็น หรือชี้แนะ หรือวิพากษว์ ิจารณ์ในทางการเมอื ง
๖) เป็นผทู้ ่ีพบปะสนทนาในเรอื่ งทางการเมอื งกบั บคุ คลทวั่ ไป
๗) กลุ่มผลประโยชน์
๘) พรรคการเมอื ง๓๘
นอกจากน้ียังพบว่าการมีส่วนร่วมทางการเมืองมักจะมีเงื่อนไขของประชาชนท่ี
เขา้ ไปมีส่วนรว่ มทางการเมอื งสว่ นใหญม่ กั เกดิ ขึ้นภายใตเ้ ง่ือนไข ดงั นี้
๑) ประชาชนต้องมีอิสระในการเข้าร่วม หมายความว่า การมีส่วนร่วมทางการเมือง
ของประชาชนจะต้องไม่เป็นไปโดยการบังคับหรือถูกชักจูง โดยให้ประชาชนได้ตระหนักว่า การเข้ามี
ส่วนร่วมน้นั จะชว่ ยให้บรรลวุ ัตถุประสงค์ทต่ี ้ังไว้
๒) โอกาสหรือช่องทางท่ีประชาชนจะเข้าร่วมได้ต้องมีหลากหลาย โดยเฉพาะ
กระบวนการวางแผนพัฒนาตา่ ง ๆ จะต้องไมจ่ ำกดั อยู่เฉพาะกลุม่ ผู้น้ำหรือตัวแทนกล่มุ ต่าง ๆ ในชุมชน
หรือท้องถิ่นนั้น ๆ เท่าน้ัน แต่ต้องหมายรวมถึง ประชาชนในฐานะผู้เสียภาษีอากร ซ่ึงควรท่ีจะต้องมี
ส่วนรว่ มในการดำเนนิ การตา่ ง ๆ ด้วย
๓) ประชาชนต้องเต็มใจที่จะเข้ามีส่วนร่วม การท่ีให้ประชาชนได้เข้ามีส่วนร่วมใน
การปกครอง ก็คือการที่รัฐตระหนักว่าประชาชนเป็นผู้ได้รับผลการพัฒนา ดังน้ันเพื่อให้เกิดการ
๓๘ จรญู สภุ าพ, หลกั รัฐศาสตร,์ (กรงุ เทพมหานคร : ไทยวัฒนาพานิช, ๒๕๑๔), หน้า ๒๕๔–๒๖๙.
๔๓
ยอมรับหรือให้ความร่วมมือในการวางแผนที่กำหนดข้ึน จึงจำเป็นต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมโดยเต็ม
ใจ๓๙
สรุปได้ว่า กลุ่มพฤติกรรมทางการเมือง ท่ีมีส่วนร่วมทางการเมืองสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเสมอ
คอื เง่ือนไขท่ีเป็นกุญแจสำคญั ของการเมือง ได้แก่ ๑) ความเป็นอิสระของประชาชนในการมีส่วนร่วม
ทางการเมือง ๒) ช่องทางในการเข้าร่วมทางการเมืองต้องหลากหลาย และ๓) กระบวนการทาง
การเมอื งทุกขนั้ ตอนต้องเกดิ จากการยอมรับของประชาชนดว้ ย
ตารางที่ ๒.๑๐ สรปุ กลุ่มพฤตกิ รรมตา่ ง ๆ และเง่อื นไขในการมีส่วนรว่ มทางการเมือง
นกั วิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคดิ หลัก
จรญู สุภาพ พฤติกรรมของผู้ท่ีมีส่วนร่วมทางการเมืองมีหลาย
(๒๕๑๔, หน้า ๒๕๔–๒๖๙.) ประเภทดงั น้ี
๑) ชนช้นั นำระดบั สงู และชนช้นั นำระดบั กลาง
สน่นั วงศ์พัวพนั ธ์ ๒) บุคคลระดับอื่นท่มี ีบทบาททางการเมือง
(๒๕๒๙, หนา้ ๒๓–๒๔.) ๓) เป็นผู้ที่สนใจเข้าร่วมในการประชุมทางการเมืองไม่
วา่ จะเปน็ การประชมุ ระดับเล็ก หรือใหญ่
๔) เปน็ ผชู้ ว่ ยรณรงค์หาเสยี งเลือกตง้ั
๕) เป็นผู้ที่ติดต่อกับสมาชิกรัฐสภาหรือเจ้าหน้าท่ี
ทางการเมอื งหรอื หนงั สอื พิมพ์
๖) เป็นผู้ที่พบปะสนทนาในทางการเมืองกับบุคคล
ทว่ั ไป
๗) กลุ่มผลประโยชน์
๘) พรรคการเมอื ง
ประชาชนท่ีเข้าไปมีสว่ นร่วมทางการเมืองส่วนใหญ่
มกั เกิดขน้ึ ภายใต้เง่อื นไข ดงั น้ี
๑) ประชาชนตอ้ งมอี สิ ระในการเขา้ ร่วม
๒) โอกาสหรือช่องทางที่ประชาชนจะเข้าร่วมได้
๓๙ สน่ัน วงศ์พัวพันธ์, “การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการวางแผนพัฒนาเทศบาล”,
ในเอกสารประกอบความรู้ทางวิชาการการประชุมใหญ่ สันนิบาติเทศบาลแห่งประเทศไทย คร้ังที่ ๒๗ , (๒๕
มถิ นุ ายน ๒๕๒๙), หน้า ๒๓–๒๔.
๔๔
ต้องมีหลากหลาย
๓) ประชาชนต้องเตม็ ใจทจี่ ะเขา้ มสี ่วนร่วม
๒.๒.๕ ลกั ษณะของการมีสว่ นร่วมทางการเมือง
ลกั ษณะของการมีสว่ นรว่ มทางการเมืองของประชาชน จำแนกไว้ ๒ ลักษณะใหญ่ ๆ ได้แก่
๑) การมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยท่ัวไปโดยความหมายที่เป็นรูปธรรมมักมีลักษณะ
ของการแสดงออกซง่ึ การกระทำทางการเมืองโดยมเี ปา้ หมาย หรอื วตั ถุประสงค์ท่ีสำคัญ ได้แก่
๑.๑) การกำหนดตัวผู้ปกครองเป็นการแสดงออกทางการมีส่วนร่วมทางการ
เมืองที่สำคัญท่ีสุดของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย โดยผ่านกระบวนการเลือกต้ัง นั่นหมายถึง
ผู้นำทางการเมืองจะมีโอกาสปฏิบัติหน้าที่ทางการเมืองหรือไม่นั้น หรือจะดำรงอยู่ได้นานเท่าไหร่ก็
ขนึ้ อยกู่ บั การยอมรับหรือการใหฉ้ นั ทำนุมตั จิ ากประชาชนท่ีเปน็ เจ้าของอำนาจอธิปไตย
๑.๒) การผลักดันการตัดสินใจของรัฐบาล ในสังคมประชาธิปไตยท่ัวไปจะมี
ลักษณะเปน็ พหสุ ังคม คือเปน็ สงั คมทีป่ ระกอบด้วยกลุม่ ท่มี ีความหลากหลาย อาทิ ชมรม สมาคม กลุ่ม
อิทธิพล และกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีวัตถุประสงค์เฉพาะของกลุ่ม การเคล่ือนไหว
ต่าง ๆ จะเป็นไปเพ่ือผลประโยชน์ของตน หรือของกลุ่ม ดังนั้น การผลักดันการตัดสินใจของรัฐบาล
โดยกลุ่มอิทธิพลและกลุ่มผลประโยชน์มักจะมีผลต่อการกำหนดนโยบายการพัฒนาประเทศทั้ง ทาง
เศรษฐกิจและสงั คม
๑.๓) การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ซ่ึงถือว่าเป็นไปตามสิทธิและเสรีภาพของการ
ปกครองประเทศตามระบอบประชาธิปไตย การแสดงออกของปัจเจกบุคคลหรือกลุ่มอิทธพิ ลและกลุ่ม
ผลประโยชน์ด้วยการวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของรัฐบาลท้ังในเรื่องนโยบายและการบริหารงานถือ
เป็นการแสดงออกซึง่ การมีส่วนรว่ มทางการเมืองของประชาชนท่มี ีความสำคญั เป็นอย่างยิ่ง
๑.๔) การชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมืองการชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมืองถือ
ว่าเป็นการแสดงออกซึ่งการมีส่วนร่วมทางการเมอื งที่สำคัญในระบอบประชาธิปไตย ทั้งนี้เพื่อแสดงให้
รัฐบาลรู้ว่าประชาชนเห็นด้วย หรือไม่กับนโยบายและการกระทำของรัฐบาลและเพื่อแสดงการ
เรียกร้องให้รัฐบาลตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็ว ซึ่งการชุมนุมมี ๒ ประเภท
ไดแ้ ก่การชุมนุมเคล่อื นไหวเพอื่ สนบั สนุนรัฐบาล และการชมุ นมุ เคล่ือนไหวเพือ่ คัดคา้ นรัฐบาล
๒) การมีส่วนรว่ มทางการเมืองในกระบวนการเลือกตั้งการพิจารณาลกั ษณะของการ
มีส่ วน ร่วมท างการเมื องน้ั น ส าม ารถพิ จารณ าได้จ ากพ ฤติกรรม การมี ส่วน ร่วม ท างการเมืองของ
ประชาชนซึง่ สอดคลอ้ งกบั แนวคดิ ของ เลสเตอรด์ บั เบิลยมู ิลบราท ได้ดังน้ี
๒.๑) การแสดงความสนใจตอ่ กิจกรรมทางการเมอื ง
๔๕
๒.๒) การใช้สทิ ธเิ ลือกตั้ง
๒.๓) การรเิ รม่ิ ประเดน็ พดู คยุ ทางการเมอื ง
๒.๔) การชักจูงให้ผู้อน่ื เลอื กตงั้ ผ้ทู ี่ตนสนับสนุน
๒.๕) การติดกระดุมหรอื ติดสติกเกอร์
๒.๖) การติดตอ่ กับนกั การเมอื งหรอื ผู้นำทางการเมอื ง
๒.๗) การบรจิ าคเงิน
๒.๘) การร่วมประชมุ หรือชมุ นุมทางการเมอื ง
๒.๙) การรว่ มรณรงค์ทางการเมือง
๒.๑๐) การเปน็ สมาชกิ สำคัญญของพรรคการเมอื ง
๒.๑๑) การร่วมประชมุ แกนนำของพรรค
๒.๑๒) การร่วมระดมทุน
๒.๑๓) การเสนอตัวเปน็ คแู่ ขง่ ขันทางการเมือง
๒.๑๔) การดำรงตำแหนง่ ทางการเมอื ง
ประเทศไทยยังได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐
เช่นเดียวกัน ซึ่งได้กำหนดลักษณะของการมีส่วนร่วมของประชาชนให้เปน็ แนวนโยบายการมีส่วนร่วม
ของประชาชนไวใ้ นมาตรา ๘๗ ไว้ ๕ ประการดังน้ี
๑) ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและวางแผนพัฒนา
เศรษฐกิจและสงั คมทง้ั ในระดบั ชาติและระดับท้องถิ่น
๒) ส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจทางการเมือง
การวางแผนพฒั นาทางเศรษฐกิจและสังคม รวมทัง้ การจัดทำบริการสาธารณะ
๓) ส่งเสรมิ และสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการใชอ้ ำนาจ
รฐั ทุกระดบั ในรปู แบบองค์กรทางวชิ าชพี หรือตามสาขาอาชีพทห่ี ลากหลาย หรือรปู แบบอ่นื
๔) ส่งเสริมให้ประชาชนมีความเข้มแข็งในทางการเมืองและจัดให้มีกฎหมายจัดต้ัง
กองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองเพ่ือช่วยเหลือการดำเนินกิจกรรมสาธารณะของชุมชน รวมทั้ง
สนับสนุนการดำเนินการของกลุ่มประชาชนที่รวมตัวกันในลักษณะเครือข่ายทุกรูปแบบให้สามารถ
แสดงความคิดเห็นและเสนอความตอ้ งการของชมุ ชนในพน้ื ที่
๔๖
๕) ส่งเสริมและให้การศึกษาแก่ประชาชนเก่ียวกับการพัฒนาการเมืองและการ
ปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนได้ใช้
สิทธิเลอื กต้งั โดยสจุ รติ และเท่ยี งธรรม๔๐
ลักษณะสำคญั ของการมีส่วนรว่ มทางการเมอื งของไทยตง้ั แตป่ ี พ.ศ. ๒๔๗๕ พอสรปุ ได้ดังนี้
๑) การมีสว่ นรว่ มทางการเมืองของไทยที่เห็นได้ชัดเจนและมีความชอบธรรม คือการ
ไปลงคะแนนเสียงเลอื กต้ัง
๒) การมีส่วนร่วมทางการเมืองที่มีข้ึนเป็นครั้งแรกหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นการหยิบยื่นให้โดยผู้นำการเปล่ียนแปลงการปกครองมิได้
เกิดขึ้นจากการเรียกร้องของมวลชนท้ังหลาย อาจกล่าวได้ว่า ประชาชนส่วนใหญ่ในขณะนั้นยังขาด
ความรคู้ วามเขา้ ใจในเร่อื งของการมสี ว่ นรว่ มทางการเมอื งความต่นื ตัวทางการเมืองยังไม่มมี ากนกั
๓) การมีส่วนร่วมทางการเมืองของไทยนั้นมักมีบทบาทในการสร้างความชอบธรรม
แก่การปกครองของผู้นำ ในการเปล่ียนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ การ
ขยายการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนน้ันนอกจากจะเป็นเป้าหมายของการพัฒนาทาง
การเมืองให้เป็นสมัยใหม่แล้ว คณะผู้ก่อการยังเห็นว่า การมีส่วนร่วมทางการเมืองยังสามารถใช้เป็น
ทม่ี าแห่งความชอบธรรมของระบบใหม่ได้อกี ด้วย
๔) นอกจากการเลือกตงั้ แลว้ การมีส่วนร่วมทางการเมืองยังมีการแสดงออกในลักษณะการ
เข้าไปสร้างความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้นำทางการเมืองรวมท้ังมีการเปล่ียนแปลงผลประโยชน์กับนักการเมือง
เพอ่ื หวังผลให้รัฐบาลตัดสนิ ใจในทางทีเ่ ป็นคุณประโยชน์กบั ตน
๕) การใช้ความรุนแรงทางการเมืองถือว่าการใช้ความรุนแรงทางการเมืองเป็นการมี
ส่วนร่วมทางการเมืองแบบหนึ่ง ถือเป็นการใช้กำลังเพ่ือมีผลต่อการตัดสินใจของรัฐบาล การใช้กำลัง
อาจมุ่งเพื่อก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือต่อชีวิตก็ได้ การใช้ความรุนแรงเป็นเร่ืองที่ผิด
กฎหมายแตก่ ารใช้ความรุนแรงอาจมีสาเหตุต่าง ๆ กันออกไปตามประเภทของความรุนแรง เชน่ มกี าร
ประทว้ งการรฐั ประหาร หรือการปฏิวัติ เปน็ ต้น๔๑
๔๐ ราชกจิ จานเุ บกษา, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พ.ศ.๒๕๕๐, หนา้ ๒๘.
๔๑ สุจิต บุญบงการ, การพัฒนาทางการเมืองของไทย : ปฏิสัมพันธ์ระหว่างทหาร สถาบันทาง
การเมืองและการมสี ่วนร่วมทางการเมอื งของประชาชน, พิมพ์คร้ังที่ ๔, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์
มหาวทิ ยาลัย, ๒๕๔๒), หนา้ ๔๕–๕๑.
๔๗
สรุปได้ว่า ลักษณะของการมีส่วนรว่ มทางการเมืองมีอยู่ ๒ ลักษณะ คือ ๑) การมสี ่วนร่วม
ทางการเมืองโดยตรง เช่น การร่วมประท้วง การเป็นสมาชิกพรรคการเมือง การเลือกตั้ง เป็นต้น ๒)
การมีสว่ นรว่ มทางการเมืองโดยออ้ ม เช่น การถกปัญหาการเมอื ง การตดิ กระดุมท่ีมีตราพรรคการเมอื ง
เป็นต้น
ตารางที่ ๒.๑๑ สรุปลักษณะของการมสี ว่ นร่วมทางการเมือง
นักวิชาการหรอื แหล่งข้อมูล แนวคดิ หลกั
ราชกิจจานเุ บกษา ลักษณะของการมีส่วนร่วมของประชาชนให้เป็น
(๒๕๕๐, หน้า ๒๘.) แนวนโยบายการมีส่วนร่วมของประชาชนไว้ในมาตรา ๘๗
ไว้ ๕ ประการดงั น้ี
สุจติ บญุ บงการ ๑) ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนด
(๒๕๔๒, หน้า ๔๕–๕๑.) นโยบายทง้ั ในระดบั ชาติและระดบั ทอ้ งถ่ิน
๒) ส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนรว่ มของประชาชน
ในการตดั สินใจทางการเมือง
๓) ส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนรว่ มของประชาชน
ในการตรวจสอบการใชอ้ ำนาจรฐั ทกุ ระดบั
๔) สง่ เสริมให้ประชาชนมีความเขม้ แขง็ ในทางการเมือง
๕) ส่งเสริมและให้การศึกษาแก่ประชาชนเก่ียวกับการ
พัฒนาการเมอื งและการปกครองระบอบประชาธิปไตย
ลักษณะสำคัญของการมีส่วนรว่ มทางการเมืองของไทย
ตง้ั แตป่ ี พ.ศ. ๒๔๗๕ พอสรปุ ได้ดังน้ี
๑) การมีส่วนร่วมทางการเมืองของไทยท่ีเห็นได้ คือ
การไปลงคะแนนเสียงเลือกตัง้
๒) การมสี ว่ นรว่ มทางการเมืองทีม่ ขี ้นึ เปน็ คร้งั แรกหลัง
การเปลี่ยนแปลงการปกครองเม่ือวันท่ี ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.
๒๔๗๕
๓) การมีส่วนร่วมทางการเมืองของไทยน้ันมกั มีบทบาท
ในการสร้างความชอบธรรมแก่การปกครองของผนู้ ำ
๔) นอกจากการเลือกตั้งแล้ว การมีส่วนร่วมทางการ
เมื อ งยั งมี ก ารแ ส ดงออ กใน ลั ก ษ ณ ะการเข้ าไป ส ร้ าง
ความสมั พนั ธ์สว่ นตวั กบั ผู้นำทางการเมือง
๔๘
๕) การใช้ความรุนแรงทางการเมืองถือว่าการใช้ความ
รุนแรงทางการเมืองเป็นการมีส่วนร่วมทางการเมืองแบบ
หนง่ึ
๒.๒.๖ ฐานของการมสี ว่ นรว่ มทางการเมือง
คำว่า ฐาน หมายถึงกล่มุ หรือองค์กรท่ีบุคคลสังกดั โดยมจี ุดมุ่งหมายตลอดจนวิธกี ารท่ีเป็น
ของตนเอง ซึ่งแต่ละกลุ่มแต่ละองค์กรต่างก็มีจุดมุ่งหมายและวิธีการที่จะให้ได้มาซ่ึงผลอันเป็นที่
ปรารถนาอาจคล้ายคลึงกัน หรือแตกต่างกัน หรืออาจขัดแย้งกับของอีกกลุ่มหน่ึงหรือองค์กรหน่ึงก็ได้
การเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองโดยผ่านกลุ่มหรือองค์กรน้ีจะสร้างอิทธิพลในลักษณะท่ีกว้างขวางกว่า
การเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองของแต่ละบุคคลมาก ฐานของการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองมี ๔
รปู แบบ ดังนี้
๑) ชนช้ันทางสังคม (Social Class) โดยปกติแล้วพวกท่ีร่ำรวยกับพวกทยี่ ากจนจะ
มีผลประโยชน์แตกต่างกัน และความแตกต่างน้ีเองที่นำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองผู้ท่ีนำเสนอ
แนวความคิดขดั แย้งระหวา่ งชนชน้ั ทเ่ี ด่นทสี่ ดุ คือคาร์ล มาร์กซ์
๒) กลุ่มชุมชน (Communal Groups) หมายถึง กลุ่มบุคคลที่มีเช้ือชาติ ศาสนา
ภาษาและสัญชาติที่เหมือนกัน หรือคล้ายคลึงกัน เช่นในสังคมท่ีมีระดับของความเป็นอันหนึ่งอัน
เดยี วกนั สงู รปู แบบของการมีส่วนรว่ มทางการเมืองของกลุ่มชมุ ชนจะอยู่ในรปู ของสนั ติวธิ ี เป็นต้น
๓) กลุ่มเพื่อนบ้าน (Neighborhood Group) หมายถงึ กลุ่มบุคคลท่ีต้ังบ้านเรือน
หรอื ทอ่ี ยู่อาศัยอยใู่ นบริเวณใกล้เคยี งกัน เช่นชมรมหมู่บา้ นเสรี ชมรมหมู่บา้ นสหกรณ์ เปน็ ต้น
๔) กลุ่มขนาดเล็ก หมายถึง กลุ่มบุคคลท่ีรวมตัวกันโดยมีความผูกพันต่อกันอย่าง
เเน่นเเฟ้นเช่นกลุ่มอุปถัมภ์ซึ่งเป็นการจับกลุ่มกันระหว่าง บุคคลท่ีมีฐานะ ความม่ังค่ังและอิทธิพลไม่
เทา่ เทยี มกันและอยู่ในรูปของการใชป้ ระโยชน์ระหวา่ งกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศยั ๔๒
สรุปได้ว่า การมีส่วนร่วมทางการเมืองที่มีประสิทธิภาพ ควรดำเนินกิจกรรมผ่านฐานทาง
การเมืองท่ีเป็นกลุ่มทางการเมือง ที่ต้ังอยู่ในรูปแบบของชนชั้นทางสังคม กลุ่มชุมชน กลุ่มเพ่ือนบ้าน
กลมุ่ ขนาดเล็ก
๔๒ สิทธิพันธ์ พุทธหุน, ทฤษฎีพัฒนาการเมือง, พิมพ์คร้ังที่ ๗, (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์
มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๔๑), หน้า ๑๖๖–๑๖๗.
๔๙
ตารางท่ี ๒.๑๒ สรปุ ฐานของการมสี ่วนร่วมทางการเมือง
นักวชิ าการหรอื แหล่งข้อมูล แนวคดิ หลกั
สทิ ธิพนั ธ์ พุทธหนุ คำว่า ฐาน หมายถงึ กลุ่มหรือองค์กรทบี่ ุคคลสังกัด โดย
(๒๕๔๑, หน้า ๑๖๖–๑๖๗.) มีจุดมุ่งหมายตลอดจนวิธีการที่เป็นของตนเอง ซึ่งแต่ละ
กลุ่มแต่ละองค์กรต่างก็มีจุดมุ่งหมายและวิธีการที่จะให้
ได้มาซึ่งผลอันเป็นท่ีปรารถนาอาจคล้ายคลึงกัน หรือ
แตกต่างกัน หรืออาจขัดแย้งกับของอีกกลุ่มหนึ่งหรือ
องค์กรหน่งึ กไ็ ด้
๒.๓ แนวคดิ เก่ยี วกบั การปกครองสว่ นทอ้ งถ่ิน
๒.๓.๑ ความหมายของการปกครองส่วนท้องถนิ่
ความหมายของการปกครองส่วนท้องถ่ินได้มีผู้ให้ความหมายหรือนิยามไว้หลายท่าน แต่
โดยส่วนใหญ่แล้วก็จะนิยามความหมายไว้คล้ายคลึงกันซึ่งจะต่างกันก็ตรงท่ีสำนวน ซึ่งสามารถ
พจิ ารณาได้ดงั น้ี
การปกครองส่วนท้องถ่ิน หมายถึง การปกครองที่รัฐบาลกลางให้อำนาจ หรือกระจาย
อำนาจไปให้หน่วยงานการปกครองส่วนท้องถ่ิน เพ่ือเปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นได้มีอำนาจใน
การปกครองร่วมกันท้ังหมดหรือเพียงบางส่วนในการบริหารท้องถิ่นตามหลักการท่ีว่าถ้าอำนาจ
ปกครองมาจากประชาชนในท้องถิ่นแล้ว รัฐบาลของท้องถิ่นก็ย่อมเป็นรัฐบาลของประชาชนโดย
ประชาชนและเพ่ือประชาชน ดังนั้นการบริการการปกครองส่วนท้องถิ่นจึงจำเป็นต้องมีองค์กรของ
ตนเอง อันเกดิ จากการกระจายอำนาจของรัฐบาลกลาง โดยให้องค์กรอันมิได้เป็นส่วนหน่ึงของรฐั บาล
กลางมีอำนาจในการตัดสินใจและบรหิ ารงานภายในทอ้ งถ่ินในเขตอำนาจของตน”๔๓
การปกครองส่วนหนึ่งของประเทศซง่ึ มีอำนาจอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ตามสมควรอำนาจ
อิสระในการปฏิบัติหน้าท่ีไม่มากจนมีผลกระทบกระเทือนต่ออำนาจอธิปไตยของรัฐเพราะชุมชน
ท้องถิ่นมิใช้ชุมชนที่มีอธิปไตย องค์กรปกครองท้องถิ่นมีสิทธิตามกฎหมายและมีองค์กรท่ีจำเป็นเพื่อ
๔๓ เดเนียล วิท, การปกครองส่วนท้องถิ่นไทย, อ้างใน โกวิทย์ พวงงาม, หลักการและมิติใหม่ใน
อนาคต, พมิ พค์ รัง้ ท่ี ๔, (กรุงเทพมหานคร : มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์,๒๕๔๖), หน้า ๒๐.
๕๐
ประโยชน์ในการปฏิบัติหนา้ ทีข่ ององค์กรปกครองท้องถิน่ น่ันเอง”๔๔ การปกครองซ่ึงราชการสว่ นกลาง
ได้มอบอำนาจในการปกครองและบริหารกิจการให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในขอบเขตอำนาจ
หน้าที่และพื้นที่ของตนที่กำหนดไว้ตามกฎหมายโดยมีความเป็นอิสระตามสมควร ไม่ต้องอยู่ในบังคับ
บัญชาของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนกลางเป็นเพียงหน่วยคอยกำกับดูแลให้องค์กรปกครองส่วน
ทอ้ งถ่ินดำเนนิ กิจการไปด้วยความเรียบร้อย หรืออกี นัยหนึง่ การปกครองสว่ นท้องถิ่น คือการกระจาย
อำนาจของราชการส่วนกลางเพ่ือให้ประชาชนในท้องถิ่นนั้น ๆ ได้ปกครองตนเองตามระบอบ
ประชาธปิ ไตย ซึ่งเป็นอิสระต่างหากจากการปกครองของราชการส่วนกลาง ท่ีให้อำนาจแก่ประชาชน
ในท้องถิ่น ได้ปกครองตนเอง๔๕
หน่วยการปกครองส่วนท้องถิน่ ต้องประกอบดว้ ยลักษณะสำคญั ๔ ประการ
๑) ต้องเป็นนิติบุคคลเอกเทศแยกจากส่วนกลางมีขอบเขตการปกครองแน่นอนมี
คณะผู้บริหารมาจากการเลอื กตง้ั
๒) มีอิสระในด้านการคลงั งบประมาณในการจัดเกบ็ ภาษแี ละหารายได้
๓) มีอสิ ระในการกำหนดนโยบายและการบริหารงานของตนเอง
๔) อยภู่ ายใตก้ ารควบคมุ ของรัฐบาลกลางนอ้ ยมาก๔๖
สรุปได้ว่า การปกครองส่วนท้องถิ่น คือ การปกครองท่ีรัฐบาลกลางมอบอำนาจบางส่วน
ให้ประชาชนดำเนินการปกครองตนเอง โดยมีอำนาจในการตัดสินใจ กำหนดนโยบาย และดำเนนิ การ
ภายใต้กรอบที่กฎหมายกำหนดให้อำนาจ และการปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่ในการควบคุมดูแลของ
รฐั บาลกลาง
๔๔ ประหยัด หงส์ทองคำ, “การปกครองส่วนท้องถ่ินไทย”, (กรุงเทพมหานคร : บัณฑิตวิทยาลัย
จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั , ๒๕๒๐), (อัดสำเนา).
๔๕ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ , สารานุกรมปกครองท้องถิ่นไทย. หมวดแนวคิดพ้ืนฐาน :รัฐกับการ
ปกครองสว่ นท้องถ่ิน, สถาบนั พระปกเกล้า, (กรุงเทพมหานคร : ธรรมดาเพลส, ๒๕๔๗), หนา้ ๒๒.
๔๖ วรพิทย์ มีมาก, “ความรู้และความเข้าใจของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลบ้านดาก จังหวัด
เชียงใหม”่ สารนพิ นธ์ปรญิ ญามหาบัณฑิต, บัณฑติ วิทยาลัย, มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่, ๒๕๔๕, หนา้ ๖.
๕๑
ตารางท่ี ๒.๑๓ สรปุ ความหมายของการปกครองส่วนท้องถิน่
นกั วชิ าการหรอื แหล่งข้อมูล แนวคดิ หลกั
โกวทิ ย์ พวงงาม การปกครองส่วนท้องถ่ิน หมายถึง การปกครองที่
(๒๕๔๖, หนา้ ๒๐.) รัฐบาลกลางให้อำนาจ หรือกระจายอำนาจไปให้หน่วยงาน
การปกครองส่วนท้องถ่ิน เพ่ือเปิดโอกาสให้ประชาชนใน
ชวู งศ์ ฉายะบุตร ท้องถ่ินได้มีอำนาจในการปกครองร่วมกนั ทงั้ หมดหรือเพียง
(๒๕๓๙, หนา้ ๑๑–๑๒.) บางสว่ น
การปกครองส่วนหนึง่ ของประเทศ ซง่ึ มีอำนาจอิสระใน
ชูศกั ด์ิ เทีย่ งตรง การปฏิบัติหน้าที่ตามสมควร อำนาจอิสระในการปฏิบัติ
(๒๕๑๘, หน้า ๒๐.) หน้าท่ีจะต้องไม่มากจนมีผลกระทบกระเทือนต่ออำนาจ
อธิปไตยของรัฐ เพราะองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นมิใช้
ประหยดั หงสท์ องคำ ชุมชนท่ีมีอำนาจอธิปไตย องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นมี
(๒๕๒๐, อดั สำเนา). สิทธิตามกฎหมาย และมีองค์การทีจ่ ำเปน็
การปกครองท่ีรัฐบาลกลางได้มอบอำนาจให้หรือ
นครินทร์ เมฆไตรรตั น์ กระจายอำนาจไปให้หน่วยการปกครองที่เกิดจากหลักการ
(๒๕๔๗, หนา้ ๒๒.) กระจายอำนาจ ในการปกครองร่วมรับผิดชอบท้ังหมดหรือ
แต่เพียงบางส่วนในการบริหารงานภายในขอบเขตอำนาจ
หนา้ ท่ีและอาณาเขตของตนทก่ี ำหนดไว้ตามกฎหมาย
การปกครองส่วนหน่ึงของประเทศซ่ึงมีอำนาจอิสระใน
การปฏิบัติหน้าที่ตามสมควรอำนาจอิสระในการปฏิบัติ
หน้าที่ไม่มากจนมีผลกระทบกระเทือนต่ออำนาจอธิปไตย
ของรัฐเพราะชุมชนท้องถิ่นมิใช้ชุมชนที่มีอธิปไตย องค์กร
ปกครองท้องถ่ินมีสิทธิตามกฎหมายและมีองค์กรที่จำเป็น
เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรปกครอง
ท้องถิน่
การปกครองซ่ึงราชการส่วนกลางได้มอบอำนาจในการ
ปกครองและบริหารกิจการให้แก่องค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่น ในขอบเขตอำนาจหนา้ ท่ีและพ้ืนท่ีของตนท่ีกำหนด
ไวต้ ามกฎหมายโดยมีความเปน็ อสิ ระตามสมควร ไมต่ ้องอยู่
ในบังคับบัญชาของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนกลาง
๕๒
เป็นเพียงหน่วยคอยกำกับดูแลให้องค์กรปกครองส่วน
ทอ้ งถ่ินดำเนินกิจการไปดว้ ยความเรียบร้อย
๒.๓.๒ วัตถปุ ระสงคข์ องการปกครองสว่ นทอ้ งถิ่น
จำแนกวัตถุประสงคข์ องการปกครองสว่ นท้องถ่นิ ไวด้ งั นี้
๑) ช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐบาล เป็นส่ิงที่เห็นได้ชัดว่าในการบริหารประเทศ จะต้อง
อาศัยเงินงบประมาณเป็นหลักหากเงินงบประมาณจำกัด ภารกิจที่จะต้องบริการให้กับชุมชนต่าง ๆ
อาจไม่เพียงพอดังน้ันหากจัดให้มีการปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยการปกครองส่วนท้องถ่ินนั้น ๆ ก็
สามารถมีรายได้มีเงินงบประมาณของตนเองเพียงพอที่จะดำเนินการสร้างสรรค์ความเจริญให้กับ
ท้องถิ่นได้ จึงเป็นการแบ่งเบาภาระของรัฐบาลได้เป็นอย่างมาก การแบ่งเบานี้เป็นการแบ่งเบาท้ังใน
ดา้ นการเงนิ ตวั บุคคล ตลอดจนเวลาทใี่ ช้ในการดำเนินการ
๒) เพื่อตอบสนองต่อความต้องการ ของประชาชนในท้องถนิ่ อย่างแท้จริงเน่ืองจาก
ประเทศมีขนาดกว้างใหญ่ความต้องการของประชาชนในแต่ละท้องที่ย่อมมีความแตกต่างกัน การรอ
รับการบริการจากรัฐบาลแต่อย่างเดียว อาจไม่ตรงตามความต้องการท่ีแท้จริงและล่าช้า หน่วยการ
ปกครองส่วนท้องถ่ินท่ีมีประชาชนในท้องถิ่นเป็นผู้บริหารเท่านั้น จึงจะสามารถตอบสนองความ
ต้องการนั้นได้
๓) เพื่อความประหยัด โดยท่ีท้องถ่ินแต่ละแห่งมีความแตกต่างกัน สภาพความ
เป็นอยู่ของประชาชนก็ต่างไปด้วยการจัดตั้งหน่วยปกครองส่วนท้องถิ่นขึ้นจึงมีความจำเป็น โดยให้
อำนาจหน่วยการปกครองส่วนท้องถ่ินจัดเก็บภาษีอากร ซ่ึงเป็นการปกครองส่วนท้องถ่ินและอำนาจ
หน้าท่ีของกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ๑๕ วิธีการหารายได้ให้กับท้องถิ่นเพ่ือนำไปใช้ในการบริหารกิจการ
ของท้องถ่ินทำให้ประหยัดเงินงบประมาณของรัฐบาล ท่ีจะต้องจ่ายให้กับท้องถิ่นท่ัวประเทศเป็นอัน
มาก และแม้จะมีการจัดสรรเงินงบประมาณจากรัฐบาลไปให้บ้างแต่ก็มีเง่ือนไขที่กำหนดไว้อย่าง
รอบคอบ
๔) เพื่อให้หน่วยการปกครองส่วนท้องถ่ินเป็นสถาบันท่ีให้การศึกษาการปกครอง
ระบอบประชาธปิ ไตยแกป่ ระชาชน จากการที่การปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ เปดิ โอกาสให้ประชาชนมีสว่ น
ร่วมในการปกครองตนเอง ไมว่ ่าจะโดยการสมัครรับเลอื กตั้งเพ่ือให้ประชาชนในท้องถ่ินเลอื กเข้าไปทำ
หน้าที่ฝ่ายบริหาร หรือฝ่ายนิติบัญญัติของหน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่นก็ตาม การปฏิบัติหน้าที่ที่
๕๓
แตกต่างกันนี้มีส่วนในการส่งเสริมการเรียนรู้ถึงกระบวนการปกครองระบอบประชาธิปไตยใน
ระดบั ชาตไิ ดเ้ ป็นอยา่ งดี๔๗
สรุปได้ว่า วัตถุประสงค์ของการปกครองส่วนท้องถ่ินจัดตั้งข้ึนมาโดยมีวัตถุประสงค์
ดังนี้คือ ๑) ช่วยแบ่งเบาภาระของรฐั บาล ๒) เพือ่ ตอบสนองความต้องการของประชาชน ๓) เพ่ือความ
ประหยัด ๔) เพื่อให้หน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นสถาบันที่ให้การศึกษาการปกครองระบอบ
ประชาธิปไตยแก่ประชาชน
ตารางท่ี ๒.๑๔ สรุปวัตถุประสงค์ของการปกครองสว่ นท้องถน่ิ
นักวชิ าการหรือแหล่งข้อมูล แนวคดิ หลัก
ชูวงศ์ ฉายะบตุ ร จำแนกวัตถุประสงค์ของการปกครองส่วนท้องถ่ิน
(๒๕๕๕, หน้า ๑๔-๑๕.) ไว้ดังนี้
๑) ชว่ ยแบ่งเบาภาระของรัฐบาล
๒) เพื่อตอบสนองตอ่ ความตอ้ งการของประชาชน
๓) เพื่อความประหยัด
๔) เพื่อให้หน่วยการปกครองส่วนท้องถ่ินเป็นสถาบันท่ี
ให้ การศึ กษ าการป ก ครองระบ อบ ป ระชาธิ ป ไต ยแก่
ประชาชน
๒.๓.๓ ความสำคัญของการปกครองสว่ นท้องถ่นิ
ความสำคัญของการปกครองสว่ นท้องถ่ิน ดังนี้
๑) เพ่ือแบ่งเบาภาระของรัฐบาล ในด้านการเงิน บุคลากร ตลอดจนระยะเวลาท่ีใช้
ดำเนินการให้บริการชุมชน และทำให้เกดิ ความประหยัดเน่ืองจากหน่วยการปกครองส่วนทอ้ งถน่ิ นัน้ ๆ
จะมีเงินงบประมาณ สามารถหารายได้ให้กับท้องถิ่น ทำให้ประหยัดเงินงบประมาณของรัฐบาลที่
จะต้องจ่ายให้กบั ท้องถ่นิ เป็นจำนวนมาก และจะมกี ารจัดสรรเงนิ งบประมาณจากรัฐบาลไปใหบ้ ้างแต่ก็
มีเง่อื นไขท่กี ำหนดไวอ้ ยา่ งรอบคอบ
๔๗ ชูวงศ์ ฉายะบุตร, อ้างในกลุ่มงานผลิตเอกสาร สำนักประชาสัมพันธ์สำนักงานเลขาธิการสภา
ผู้แทนราษฎร, การปกครองส่วนท้องถ่ินและอำนาจหน้าท่ีของกำนันและผู้ใหญ่บ้าน, (กรุงเทพมหานคร : สำนัก
การพมิ พ์ สำนกั งานเลขาธกิ ารสภาผู้แทนราษฎร, ๒๕๕๕), หน้า ๑๔-๑๕.
๕๔
๒) เพ่ือตอบสนองความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง เพราะความ
ต้องการของประชาชนในแต่ละท้องถ่ินย่อมมีความแตกต่างกัน การรอรับบริการจากรัฐบาลเพียงฝ่าย
เดียวอาจไม่ตรงกับความต้องการที่แท้จริง และมักมีความล่าช้า หน่วยการปกครองส่วนท้องถ่ินที่มี
ประชาชนเป็นผู้บริหารย่อมจะสามารถตอบสนองความต้องการได้อย่างแท้จรงิ
๓) เพื่อให้หน่วยการปกครองส่วนท้องถ่ินเป็นสถาบันท่ีให้การศึกษาการปกครอง
ระบอบประชาธิปไตยแก่ประชาชน โดยการปกครองส่วนท้องถ่ินดังกล่าวได้เปิดโอกาสให้ประชาชนมี
สว่ นร่วมในการปกครองตนเอง ทั้งในบทบาทของฝ่ายบริหาร หรือฝ่ายนิติบัญญัติ การปฏิบัติหนา้ ที่ใน
หลากหลายบทบาท มีส่วนในการส่งเสริมการเรียนรู้ถึงกระบวนการปกครองระบอบประชาธิปไตย
ระดับชาตไิ ดเ้ ปน็ อย่างดี๔๘
สรุปได้ว่า ความสำคัญของการปกครองส่วนท้องถ่ิน คือ ๑) เพ่ือแบ่งเบาภาระของรัฐบาล
ในด้านการเงิน และบุคลากร ๒) เพ่ือตอบสนองความตอ้ งการของประชาชนในท้องถ่ิน และ๓) เพื่อให้
หน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นสถาบันท่ีให้การศึกษาการปกครองระบอบประชาธิปไตยแก่
ประชาชน
ตารางที่ ๒.๑๕ สรปุ ลกั ษณะของการปกครองสว่ นทอ้ งถ่นิ
นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคดิ หลัก
ชูวงศ์ ฉายาบุตร, ๑) เพื่อแบ่งเบาภาระของรัฐบาล ในด้านการเงิน
(๒๕๓๙, หน้า ๔.) บุคลากร ตลอดจนระยะเวลาที่ใช้ดำเนินการให้บริการ
ชุมชน รอบคอบ
๒) เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนใน
ท้องถ่นิ อยา่ งแทจ้ รงิ
๓) เพ่ือให้หน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นสถาบันท่ี
ให้ การศึ กษ าการป ก ครองระบ อบ ป ระชาธิ ป ไต ยแก่
ประชาชน
๔๘ ชูวงศ์ ฉายาบตุ ร, การปกครองส่วนท้องถน่ิ ไทย, (กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์สว่ นท้องถ่นิ กรมการ
ปกครอง, ๒๕๓๙), หนา้ ๗๘.
๕๕
๒.๓.๔ ลกั ษณะของการปกครองสว่ นทอ้ งถ่นิ
การปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปของการปกครองตนเองเป็นการปกครองที่ให้ความสำคัญ
ต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถ่ิน และการมีอำนาจอิสระในการปกครองตนเองภายใต้
กฎหมายของรฐั หรือประเทศนน้ั ๆ ดงั นัน้ ลกั ษณะของการปกครองส่วนท้องถิ่นทีส่ ำคญั มีดังน้ี
๑) มีสถานะตามกฎหมาย หน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องมีการจัดต้ังขึ้นโดย
กฎหมาย
๒) มีพ้ืนท่ีและระดับ หน่วยการปกครองส่วนท้องถ่ินจะต้องมีพื้นท่ีการปกครองท่ี
แน่นอนและชัดเจน และควรจะต้องมีการแบ่งระดับการปกครองส่วนท้องถิ่นว่ามีกระดับ เช่น ขนาด
เล็ก ขนาดกลางขนาดใหญ่ เป็นต้น เกณฑ์ท่ีใช้ในการกำหนดพ้ืนที่และระดับของการปกครองส่วน
ท้องถิ่นมีมากมายเช่น สภาพภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ความสำนึกในการปกครองตนเองของ
ประชาชนประสิทธิภาพในการบริหาร รายได้ และความหนาแน่นของประชากร เป็นต้น สำหรับ
ประเทศไทยมีเกณฑ์จัดตั้งและยกฐานะหน่วยการปกครองส่วนท้องถ่ิน ๓ ประการคือรายได้ย้อนหลัง
๓ ปี ไม่รวมเงนิ อดุ หนุนจำนวนประชากรและขนาดพืน้ ท่ี
๓) มีการกระจายอำนาจและหน้าท่ีการปกครองส่วนท้องถ่ินจะต้องมีการกระจาย
อำนาจการปกครองไปให้ท้องถ่ิน โดยการกำหนดอำนาจและหน้าที่ของหน่วยการปกครองส่วน
ท้องถ่ินไว้ในกฎหมายอย่างชัดเจน ดังนั้น การที่หน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีอำนาจและหน้าท่ี
มากนอ้ ยเพยี งใดข้นึ อยูก่ ับนโยบายทางการเมอื งการปกครองเป็นสำคญั
๔) มีความเป็นนิติบุคคล หน่วยการปกครองส่วนท้องถ่ินจะต้องเป็นองค์การนิติ
บุคคลโดยเอกเทศจากองค์การของรัฐบาลกลาง ท้ังนี้ เพื่อการดำเนินงานท่ีถูกต้องตามกฎหมายและ
เพ่ือประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าท่ีของตน เพราะหน่วยการปกครองส่วนท้องถ่ินจะต้องมีงบประมาณ
ทรพั ยส์ นิ หน้ีสนิ และเจา้ หนา้ ทปี่ ฏบิ ัติงานเป็นของตนเอง
๕) มีการเลือกตั้ง การปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องมีหน่วยการปกครองส่วนท้องถ่ิน
ที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนในท้องถ่ินเป็นสำคัญ กล่าวคือจะต้องให้สิทธิแก่ประชาชนใน
ทอ้ งถน่ิ ในการเลือกตั้งคณะเจ้าหนา้ ท่ีผู้บรหิ ารการปกครองสว่ นท้องถิ่นทั้งหมดหรือบางส่วน เพื่อแสดง
ถึงการมีส่วนรว่ มทางการเมืองการปกครอง
๖) มีอำนาจอิสระ หน่วยการปกครองส่วนท้องถ่ินจะต้องไม่อยู่ในสายบังคับบัญชา
ของหน่วยงานรัฐบาลกลาง และมีอำนาจอิสระในการกำหนดนโยบายและการบริหารงานภายใต้
ขอบเขตของกฎหมาย สามารถกำหนดนโยบาย ออกกฎข้อบังคับ เพ่ือกำกับควบคุมให้มีการปฏิบัติ
๕๖
ตามนโยบาย หรือความต้องการของท้องถ่ิน และสามารถใช้ดุลยพินิจของตนในการปฏิบัติกิจการใน
ขอบเขตของกฎหมายโดยไมต่ อ้ งขออนมุ ตั ิจากรัฐบาลกลาง
๗) มีงบประมาณของตนเองหน่วยการปกครองส่วนท้องถ่ินจะต้องมีอำนาจในการ
จัดเก็บรายได้ จัดเก็บภาษีตามขอบเขตท่ีกฎหมายให้อำนาจในการจัดเก็บ เพ่ือให้ท้องถ่ินมรี ายได้เพียง
พอทจ่ี ะทำนบุ ำรุงทอ้ งถนิ่ ใหเ้ จรญิ ก้าวหนา้
๘) มีการกำกับดูแลของรัฐ หน่วยการปกครองส่วนทอ้ งถนิ่ จะต้องมีฐานะเป็นหน่วย
การปกครองระดับรองของรัฐ และอยู่ในการกำกับดูแลของรัฐ ทั้งน้ี เพ่ือประโยชน์ของประชาชน
สว่ นรวมและความม่นั คงแหง่ รฐั ๔๙
สรุปได้ว่า ลักษณะของการปกครองส่วนท้องถ่ิน แบ่งออกเป็น ๔ ประการคือ ๑) การอยู่
ภายใต้ของรัฐบาลกลางน้อยมาก ทั้งการกำหนดนโยบาย และการตัดสินใจ ๒) เป็นนิติบุคคลโดย
เอกภาพ ซง่ึ แยกออกจากสว่ นกลางและมขี อบเขตการปกครองที่ชัดเจน ๓) มีอำนาจอิสสระในทางการ
คัลง เช่น การจัดเก็บภาษี เป็นต้น ๔) มีอำนาจอิสระในการปกครองตนเอง ไม่ต้องขอคำส่ังจาก
ส่วนกลาง
ตารางท่ี ๒.๑๖ สรปุ ลักษณะของการปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ
นักวชิ าการหรือแหล่งข้อมูล แนวคดิ หลกั
วชั รา ไชยสาร ลักษณะของการปกครองสว่ นทอ้ งถิน่ ท่สี ำคัญมีดงั นี้
(๒๕๔๔, หน้า ๑๔๒-๑๔๘.) ๑) มีสถานะตามกฎหมาย
๒)มีพ้นื ท่ีและระดบั
๓) มีการกระจายอำนาจ
๔)มคี วามเป็นนิตบิ ุคคล
๕) มีการเลือกตั้ง
๖)มีอำนาจอสิ ระ
๗) มีงบประมาณของตนเอง
๘)มีการกำกบั ดูแลของรฐั
๔๙ วัชรา ไชยสาร, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐, (กรุงเทพมหานคร :
สำนักพมิ พน์ ติ ธิ รรม, ๒๕๔๔), หน้า ๑๔๒-๑๔๘.
๕๗
๒.๓.๕ ประเภทขององค์การปกครองส่วนทอ้ งถิ่น
องคก์ ารปกครองส่วนท้องถิ่นแบง่ ออกเปน็ ๒ ประเภท ได้แก่
๑) องค์การปกครองส่วนท้องถ่ินแบบท่ัวไป มี ๓ รูปแบบ ได้แก่องค์การบริหารส่วน
จังหวัด เทศบาล และองค์การบรหิ ารส่วนตำบล
๒) องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นแบบพิเศษ มี ๒ รูปแบบ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร
และเมืองพัทยา
ตามบทบัญญัติในหมวด ๙ การปกครองส่วนท้องถิ่น มาตรา ๒๘๕-๒๘๘ ของรัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ท่ีกล่าวถึงท่ีมาขององค์กรปกครองท้องถ่ินโดยสรุปไว้
ดังนี้๕๐
องค์การปกครองส่วนท้องถ่ินต้องมีสภาท้องถิ่นและคณะผู้บริหารท้องถ่ิน หรือผู้บริหาร
ท้องถ่ิน สมาชิกสภาท้องถิ่นต้องมาจากการเลือกต้ัง คณะผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถ่ินให้มา
จากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน หรือมาจากความเห็นชอบของสภาท้องถิ่นการเลือกตั้งสมาชิก
สภาท้องถิ่นและคณะผู้บริหารท้องถ่ิน หรือผู้บริหารท้องถิ่น ที่มาจากการเลือกต้ังโดยตรงของ
ประชาชน ใหใ้ ชว้ ิธอี อกเสยี งลงคะเเนนโดยตรงและลับ สมาชิกสภาท้องถ่ิน คณะผู้บริหารท้องถ่ิน หรือ
ผบู้ ริหารท้องถ่ิน มวี าระการดำรงตำแหน่งคราวละ ๔ ปีคณะผู้บริหารทอ้ งถ่นิ หรือผู้บริหารท้องถ่ิน จะ
เป็นข้าราชการซึ่งดำรงตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำพนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ หรือ
รฐั วสิ าหกจิ หรอื ของราชการสว่ นท้องถ่ินมิได้มีคุณสมบัติของผู้มสี ิทธสิ มคั รรับเลอื กตั้ง หลักเกณฑแ์ ละ
วิธีการเลือกตั้งสมาชิกท้องถิ่นคณะผู้บริหารท้องถ่ิน และผู้บริหารท้องถ่ินให้เป็นไปตามที่กฎหมาย
บัญญัติ ในกรณีท่ีมีการยุบสภาท้องถ่ิน หรือในกรณีที่สมาชิกสภาท้องถ่ินพ้นจากตำแหน่งท้ังคณะและ
ต้องมีการเลือกตั้งคณะผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถ่ินช่ัวคราวมิให้นำบทบัญญัติตามวรรคสอง
วรรคสาม และวรรคหก มาบงั คบั ใชท้ ั้งน้ตี ามกฎหมายกำหนด๕๑
องคป์ ระกอบท่สี ำคัญๆ ของการปกครองสว่ นท้องถิน่ มดี งั น้ี
๕๐ สำนักประชาสัมพันธ์ สำนกั งานเลขาธกิ ารสภาผู้แทนราษฎร, รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช ๒๕๔๐, (กรงุ เทพมหานคร : สำนกั พิมพ์สำนักงานเลขาธกิ ารสภาผู้แทนราษฎร, ๒๕๔๐), หน้า ๑๔๔.
๕๑ สถาบันดำรงราชานุภาพ กองวิชาการและแผนงานร่วมกับสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย
กรมการปกครอง, “ปัญหาการบรหิ ารงานขององค์การบริหารส่วนตำบล”, รายงานการวิจัย, (กรุงเทพมหานคร :
โรงพมิ พส์ ว่ นทอ้ งถน่ิ กรมการปกครอง, ๒๕๔๐), หนา้ ๑๕-๑๖.
๕๘
๑) หน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่น จะได้รับการจัดตั้งข้ึนโดยผลแห่งกฎหมาย และ
หนว่ ยการปกครองส่วนทอ้ งถ่ิน นัน้ ๆ จะมีสภาพเปน็ นติ บิ ุคคล
๒) หน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่น จะได้รับการจัดต้ังขึ้น จะต้องไม่อยู่ในการบังคับ
บญั ชาของหนว่ ยงานทางราชการเพราะจะตอ้ งเปน็ หน่วยงานท่ีมีอำนาจปกครองตนเอง
๓) หน่วยการปกครองส่วนท้องถนิ่ ท่ีจัดตั้งขึ้น ต้องมีองค์กรท่มี าจากการเลือกตั้งโดย
ประชาชนในท้องถน่ิ เพื่อแสดงถงึ การเขา้ มีสว่ นรว่ มทางการเมืองการปกครองของประชาชน
๔) หน่วยการปกครองส่วนท้องถ่ินนั้น จะต้องมีอำนาจในการจัดเก็บรายได้ โดยการ
อนญุ าตจากรัฐเพ่ือให้ท้องถิ่น มรี ายได้นำมาทำนุบำรุงท้องถน่ิ ให้เจริญกา้ วหนา้
๕) หน่วยการปกครองสว่ นท้องถ่ินนนั้ ควรมีอำนาจในการกำหนดนโยบายและมีการ
ควบคุมให้มีการปฏิบัติให้เป็นไปตามนโยบายของตน ตามครรลองของการปกครองท่ีประชาชนมีส่วน
ร่วมทางการเมืองการปกครองอย่างแท้จรงิ
๖) หน่วยการปกครองส่วนท้องถ่ินนั้น ๆ ควรมีอำนาจในการออกกฎข้อบังคับเพ่ือ
กำกบั ใหม้ กี ารปฏิบตั ิไปตามนโยบาย หรอื ความต้องการแหง่ ท้องถ่ินได้ แต่ทง้ั นกี้ ฎข้อบังคับทัง้ ปวงย่อม
ไมข่ ัดตอ่ กฎหมาย หรือข้อบงั คบั อน่ื ใดของรัฐ
๗) หน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่นเมื่อได้รับการจัดตั้งขึ้นแล้วยังคงอยู่ในความ
รับผิดชอบและอยู่ในการกำกับดูแลจากรัฐ เพ่ือประโยชน์และความมั่นคงแห่งรัฐ และประชาชนใน
สว่ นรวมองคก์ ารปกครองสว่ นท้องถ่นิ
ตามบทบัญญัติในหมวด ๑๔ การปกครองส่วนท้องถ่ิน มาตรา ๒๘๑ - ๒๙๐ ของ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ท่ีกล่าวถึงท่ีมาขององค์กรปกครองท้องถิ่น
โดยสรปุ ไว้ ดงั นี้๕๒
๑) รัฐจะต้องให้ความเป็นอิสระแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินตามหลักแห่งการ
ปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น และส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน
เป็นหนว่ ยงานหลกั ในการจดั ทำบรกิ ารสาธารณะ และมีส่วนรว่ มในการตัดสินใจแกไ้ ขปัญหาในพน้ื ที่
๒) การกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องทำเท่าท่ีจำเป็นและมีหลักเกณฑ์
วิธีการและเงื่อนไขท่ีชัดเจนสอดคล้องและเหมาะสมกับรูปแบบขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินทั้งน้ี
๕๒ สำนักประชาสัมพนั ธ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผูแ้ ทนราษฎร, รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย
พุทธศกั ราช ๒๕๔๐, (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ สำนักงานเลขาธกิ ารสภาผู้แทนราษฎร, ๒๕๔๐), หนา้ ๑๔๔
๕๙
ตามท่ีกฎหมายบัญญัติ โดยต้องเป็นไปเพื่อการคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนในท้องถ่ินหรือ
ประโยชน์ของประเทศเป็นส่วนรวม และจะกระทบถึงสาระสำคัญแห่งหลักการปกครองตนเองตาม
เจตนารมณข์ องประชาชนในทอ้ งถน่ิ หรือนอกเหนอื จากทีก่ ฎหมายบัญญัติไวม้ ิได้
๓) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ย่อมมีอำนาจหน้าท่ีโดยท่ัวไปในการดูแลและจัดทำ
บริการสาธารณะเพ่ือประโยชน์ของประชาชนในท้องถ่ิน และย่อมมีความเป็นอิสระในการกำหนด
นโยบาย การบริหาร การจัดับริการสาธารณะ การบริหารงานบุคคล การเงินและการคลัง และมี
อำนาจหน้าที่ของตนเองโดยเฉพาะ โดยต้องคำนึงถึงความสอดคล้องกับการพัฒนาของจังหวัดและ
ประเทศเปน็ สว่ นรวมด้วย
๔) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีสภาท้องถิ่นและคณะผู้บริหารท้องถิ่น หรือ
ผู้บรหิ ารทอ้ งถ่ิน
๕) ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ใดเห็นว่าสมาชิกสภา
ท้องถิ่น คณะผู้บริหารท้องถ่ิน หรือผู้บริหารท้องถ่ินผู้ใดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นน้ันไม่สมควร
ดำรงตำแหน่งต่อไป ให้มีสิทธิลงคะแนนเสียงถอดถอนสมาชิกสภาท้องถ่ิน คณะผู้บริหารท้องถิ่น หรือ
ผู้บริหารท้องถ่ิน ผู้น้ันพ้นจากตำแหน่ง ทั้งนี้ จำนวนผู้มีสิทธิเข้าชื่อหลักเกณฑ์และวิธีการเข้าช่ือการ
ตรวจสอบรายช่ือและการลงคะแนนเสียง ให้เป็นไปตามท่กี ฎหมายบญั ญตั ิ
๖) ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกต้ังในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อ
ประธานสภาท้องถิน่ เพ่ือใหส้ ภาท้องถ่ิน พจิ ารณาออกข้อบัญญตั ิท้องถน่ิ ได้
๗) ประชาชนในท้องถ่ินมีสิทธิมีส่วนร่วมในการบริหารกิจการขององค์กรปกครอง
ส่วนท้องถ่ิน โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ต้องจัดให้มีวิธีการท่ีให้ประชาชนมีส่วนร่วมดังกล่าวได้
ดว้ ย
๘) การแต่งต้ังและการให้ข้าราชการและลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน พ้น
จากตำแหน่ง ต้องเป็นไปตามความเหมาะสมและความจำเป็นของแต่ละท้องถ่ิน โดยการบริหารงาน
บคุ คลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องมีมาตรฐานสอดคล้องกัน และอาจได้รับการพัฒนาร่วมกัน
หรือสับเปลี่ยนบุคลากรระหว่าง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันได้ รวมท้ังต้องได้รับความ
เห็นชอบจากคณะกรรมการข้าราชการส่วนท้องถิ่นซ่ึงเป็นองค์กรกลางบริหารงานบุคคลส่วนท้องถ่ิน
กอ่ น ท้ังน้ี ตามทีก่ ฎหมายบญั ญัติ
๙) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ยอ่ มมีอำนาจหน้าท่ีบำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี
ภมู ิปญั ญาทอ้ งถนิ่ และวัฒนธรรมอนั ดขี องท้องถน่ิ
๖๐
๑๐) องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินย่อมมีอำนาจหน้าท่ีส่งเสริมและรักษาคุณภาพ
สง่ิ แวดล้อมตามทกี่ ฎหมายบัญญัติ
สรุปได้วา่ ๑) องค์การปกครองสว่ นทอ้ งถิ่นแบบท่ัวไป มี ๓ รปู แบบ ได้แก่องคก์ ารบรหิ าร
ส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล ๒) องค์การปกครองส่วนท้องถิน่ แบบพิเศษ มี ๒
รปู แบบ ไดแ้ ก่ กรุงเทพมหานคร และเมืองพทั ยา
ตารางท่ี ๒.๑๗ สรุปประเภทขององคก์ ารปกครองส่วนทอ้ งถิน่
นกั วิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคดิ หลัก
สำนักประชาสัมพันธ์ สำนกั งานเลขาธกิ ารสภา องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท
ผแู้ ทนราษฎร ได้แก่
( ๒๕๔๐, หน้า ๑๔๔.) ๑) องค์การปกครองส่วนท้องถ่ินแบบท่ัวไป มี ๓
รูปแบบ ได้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และ
องค์การบรหิ ารสว่ นตำบล
๒) องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นแบบพิเศษ มี ๒
รูปแบบ ไดแ้ ก่ กรงุ เทพมหานคร และเมืองพัทยา
สถาบนั ดำรงราชานภุ าพ กองวิชาการและ องค์การปกครองส่วนท้องถ่ินต้องมีสภาท้องถิ่นและ
แผนงานรว่ มกับสำนกั งานปลดั กระทรวง คณะผู้บริหารท้องถ่ิน หรือผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภา
มหาดไทย กรมการปกครอง ท้องถ่ินต้องมาจากการเลือกตั้ง คณะผู้บรหิ ารท้องถ่ิน หรือ
(๒๕๔๐), หนา้ ๑๕-๑๖.) ผู้ บ ริ ห ารท้ องถิ่ น ให้ ม าจาก การเลื อกตั้ งโด ยตรงของ
ประชาชน หรือมาจากความเห็นชอบของสภาท้องถ่ินการ
เลือกตงั้ สมาชกิ สภาท้องถ่ินและคณะผู้บริหารท้องถ่นิ หรือ
ผูบ้ รหิ ารท้องถิ่นทม่ี าจากการเลือกตง้ั โดยตรงของประชาชน
สำนกั ประชาสัมพันธ์ สำนกั งานเลขาธกิ ารสภา ๑) รฐั จะต้องให้ความเป็นอิสระแก่องค์กรปกครองส่วน
ผแู้ ทนราษฎร ท้องถ่นิ
(๒๕๔๐, หนา้ ๑๔๔) ๒) การกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องทำ
เทา่ ทีจ่ ำเปน็ และมหี ลกั เกณฑ์
๓) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ย่อมมีอำนาจหน้าท่ี
โดยท่ัวไปในการดูแลและจัดทำบริการสาธารณะเพื่อ
ประโยชนข์ องประชาชน
๔) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีสภาท้องถิ่นและ
๖๑
คณะผบู้ ริหารทอ้ งถ่ิน หรอื ผูบ้ รหิ ารทอ้ งถ่ิน
๕) ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วน
ทอ้ งถ่ิน
๖) ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกต้ังในองค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่น
๗) ประชาชนในท้องถิ่นมีสิทธมิ ีส่วนร่วมในการบริหาร
กจิ การขององค์กรปกครองสว่ น
๘) การแต่งตั้งและการให้ข้าราชการและลูกจ้างของ
องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน พ้นจากตำแหน่ง ต้องเป็นไป
ตามความเหมาะสมและความจำเปน็
๙) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ย่อมมีอำนาจหน้าท่ี
บำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณีภูมิปัญญาท้องถ่ิน และ
วัฒนธรรมอนั ดีของทอ้ งถน่ิ
๑๐) องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินย่อมมีอำนาจหน้าท่ี
ส่งเสริมและรักษาคุณภาพส่ิงแวดล้อมตามที่กฎหมาย
บัญญตั ิ
๒.๓.๖ อำนาจหนา้ ทข่ี ององคก์ รปกครองสว่ นท้องถิ่น
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นองค์กรที่เกิดข้ึนตามหลักการกระจายอำนาจปกครอง
กล่าวคือเป็นองค์กรท่ีรับมอบภารกิจบางอย่างจากรัฐมาดำเนินการจัดทำเอง โดยภารกิจที่จัดทำน้ัน
เป็นเรื่องท่ีมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับท้องถ่ิน และเป็นกิจการท่ีท้องถิ่นสามารถจัดทำได้อย่างมี
ประสิทธิภาพมากกว่ารัฐเนื่องจากเป็นกิจการที่มีลักษณะเฉพาะ ข้ึนอยู่กับสภาพความเป็นอยู่ของ
ท้องถิ่นแต่ละแห่ง ดังน้ันองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินจะเข้าใจปัญหาหาและจัดทำภารกิจได้ดีกว่า
ส่วนกลาง มีอิสระในการบริหารจัดการโดยอยภู่ ายใตก้ ารกำกบั ดแู ลจากสว่ นกลางและมีขอบเขตขึ้นอยู่
กับรัฐเป็นผู้กำหนดอำนาจหน้าท่ีขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน โดยใช้วัตถุประสงค์ของการใช้
อำนาจหน้าท่ีเปน็ เกณฑ์สามารถแบ่งได้เป็น ๒ ประเภทคืออำนาจหน้าท่ีในการจัดทำบริการสาธารณะ
(Service Public) อำนาจหน้าที่ในการควบคุมตรวจสอบ (Police) การบริหารราชการส่วนท้องถ่ิน
คอื การใช้หลักการกระจายอำนาจ (Decentralization) ให้กบั ประชาชนโดยตรง การกระจายอำนาจสู่
ท้องถ่ิน เพ่ือให้ประชาชนมีอำนาจในการตัดสินใจเก่ียวกับกิจการต่าง ๆ ที่เป็นสาธารณะของท้องถิ่น
ด้วยตนเอง ตามภารกิจหน้าท่ีท่ีระบุให้ดำเนินการอย่างชัดเจน มีพื้นท่ีรับผิดชอบชัดเจน มีผู้บริหารที่
๖๒
ไดร้ ับการเลือกตัง้ โดยตรงจากประชาชน หรืออาจจะได้รับความเห็นชอบจากสภาท้องถ่ิน การกระจาย
อำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๖ ได้กำหนดให้องค์กรปกครองส่วน
ท้องถ่ิน ขนาดเล็ก ซึ่งได้แก่เทศบาลองค์การบริหารส่วนตำบล และเมืองพัทยา มีอำนาจหน้าท่ี ๓๑
เรอ่ื งดงั นี้
๑) การจัดทำแผนพัฒนาท้องถนิ่ ของตนเอง
๒) การจัดให้มแี ละบำรุงรกั ษาทางบก ทางน้ำและทางระบายน้ำ
๓) การจดั ให้มแี ละควบคุมตลาด ทา่ เทยี บเรือทา่ ขา้ มและท่ีจอดรถ
๔) การสาธารณปู โภคและการกอ่ สร้างอ่นื ๆ
๕) การสาธารณปู การ
๖) การสง่ เสรมิ การฝึกและการประกอบอาชีพ
๗) การพาณิชย์ และการสง่ เสริมการลงทนุ
๘) การสง่ เสรมิ การท่องเที่ยว
๙) การจดั การศึกษา
๑๐) การสงั คมสงเคราะห์ และการพฒั นาคณุ ภาพชีวิตเด็ก สตรีคนชราและผู้ดอ้ ยโอกาส
๑๑) การบำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถ่ิน และวัฒนธรรมอันดีงามของ
ท้องถน่ิ นนั้
๑๒) การปรบั ปรงุ แหล่งชมุ ชนแออดั และการจดั การเกีย่ วกบั ที่อยอู่ าศยั
๑๓) การจัดใหม้ ีและบำรุงรกั ษาสถานท่พี กั ผ่อนหย่อนใจ
๑๔) การส่งเสรมิ กฬี า
๑๕) การสง่ เสริมประชาธิปไตย ความเสมอภาค และสทิ ธเิ สรภี าพของประชาชน
๑๖) การสง่ เสริมการมีส่วนรว่ มของราษฎรในการพฒั นาทอ้ งถน่ิ
๑๗) การรักษาความสะอาดและความเปน็ ระเบยี บเรยี บร้อยของบา้ นเมอื ง
๑๘) การกำจดั ขยะมลู ฝอย สง่ิ ปฏิกูล และน้ำเสยี
๑๙) การสาธารณสุข การอนามยั ครอบครัวและการรกั ษาพยาบาล
๒๐) การจดั ให้มแี ละควบคุมสุสานและฌาปนสถาน
๖๓
๒๑) การควบคมุ การเลยี้ งสัตว์
๒๒) การจัดใหม้ แี ละควบคุมการฆา่ สตั ว์
๒๓) การรกั ษาความปลอดภัย ความเป็นระเบียบเรียบรอ้ ย และการอนามยั โรงมหรสพและ
สาธารณสถานอ่ืน
๒๔) การจัดการการบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากป่าไม้ท่ีดินทรัพยากรธรรมชาติ
และส่งิ แวดล้อม
๒๕) การผงั เมอื ง
๒๖) การขนส่ง และการวิศวกรรมจราจร
๒๗) การดูแลรกั ษาทส่ี าธารณะ
๒๘) การควบคมุ อาคาร
๒๙) การป้องกนั และบรรเทำสาธารณภัย
๓๐) การรักษาความสงบเรียบร้อย การส่งเสริมและสนับสนุนการป้องกันและรักษา
ความปลอดภัยในชีวิตและทรพั ย์สนิ
๓๑) กิจการอื่นใดท่ีเป็นผลประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นตามท่ีคณะกรรมการ
การกระจายอำนาจฯประกาศกำหนด๕๓
๕๓ นายกิตติศักดิ์ แพรวพรายรัตน์, พฤติกรรมผู้นำของผู้บริหารในองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน
อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา สำนักวชิ าวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยสี ุรนารี
๒๕๕๓, หนา้ ๖.
๖๔
๒.๓.๑ โครงสรา้ งการปกครองส่วนท้องถนิ่ โครงสร้างขององคก์ ารบริหารสว่ นตำบล
โครงสร้างขององค์การบรหิ ารส่วนตำบล๕๔
อบต.
ฝ่ายการเมือง
สภา อบต. ประกอบด้วย คณะกรรมการการบริหาร อบต.
ประกอบดว้ ย
- สมาชิกสภา อบต. ซ่ึงเลือกต้ัง - ประธานกรรมการบรหิ าร อบต.
จากราษฎรหมู่บา้ นล่ะ๒ คน ๑ คน
- กรรมการบริหาร อบต. ๒ คน
- อบต. ใดมีเพียง ๑ หมู่บ้านให้มี - ปลดั อบต. เป็นเลขานกุ าร
สมาชิก อบต. ได้หมู่บ้านล่ะ ๖ -คณะกรรมการบริหาร อบต.
คน
ฝา่ ยประจำ
- อบต. ใดมีเพียง ๒ หมู่บ้านให้มี
สมาชิก อบต. ได้หมู่บ้านล่ะ ๓
คน
ฝ่ายประจำ สว่ นการคลัง สว่ นโยธา ส่วนสาสาธารณสุข
แผนภาพที่ ๒.๑ แสดงโครงสรา้ งขององค์การบริหารส่วนตำบล
๕๔ พิเชษฐ์ วงศเ์ กยี รตขิ จร, แนวคิด ยทุ ธศาสตร์ การบรหิ ารการพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน
(อปท) ในยคุ โลกาภวิ ัตน์ , (กรุงเทพมหานคร : ปญั ญาชน, ๒๕๕๒), หน้า ๓๖.
๖๕
แสดงโครงสร้างการบริหารองคก์ รปกครองส่วนท้องถิ่นตามรฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจักร
ไทย พ.ศ. ๒๕๕๐
องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน
สภาท้องถิ่น ผบู้ รหิ ารท้องถ่นิ
สมาชิก อบจ. นายก อบจ.
สมาชกิ อบต. นายก อบต.
สมาชิก เทศบาล นายกเทศมนตรี
มาจากการเลือกต้ัง
มาจากการเลอื กตัง้
ของประชาชน
โดยตรง
ประชาช
พนกัโดงยานตแรงละ
ข้าราชการส่วน
ทอ้ งถ่นิ
แผนภาพที่ ๒.๒ แสดงทีม่ าของเจ้าหนา้ ท่ีขององค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ
ที่มาการปกครองส่วนท้องถ่ินไทย : พัฒนาการและปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตาม
รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐
๖๖
สรุปได้ว่า การปกครองส่วนท้องถิ่นเกิดขึ้นตามหลักการกระจายอำนาจจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่น
และได้รับมอบหมายภารกิจบางส่วนจากส่วนกลางมาดำเนินการเอง ภารกิจของการปกครองส่วนท้องถ่ิน
นั้นต้องเป็นเร่ืองท่ีเก่ียวกับการปกครองส่วนท้องถิ่นเท่านั้น และการปกครองส่วนท้องถ่ินน้ันเป็นการ
กระจายอำนาจให้ประชาชนมีอำนาจในการตัดสินใจในเร่ืองต่าง ๆ ตามกรอบที่กฎหมายได้วางกรอบ
ไว้
ตารางที่ ๒.๑๘ สรปุ อำนาจหนา้ ทีข่ ององค์กรปกครองส่วนทอ้ งถิน่
นักวิชาการหรอื แหล่งข้อมูล แนวคดิ หลกั
กติ ตศิ ักด์ิ แพรวพรายรัตน์ การบริหารราชการส่วนท้องถ่ิน คือการใช้หลักการ
( ๒๕๕๓, หน้า ๖.) กระจายอำนาจ ให้กับประชาชนโดยตรง การกระจาย
อำนาจสู่ท้องถิ่น เพ่ือให้ประชาชนมีอำนาจในการตัดสินใจ
เกี่ยวกับกิจการต่าง ๆ ที่เป็นสาธารณะของท้องถ่ินด้วย
ตนเอง ตามภารกิจหน้าที่ท่ีระบุให้ดำเนินการอย่างชัดเจน
มีพ้ืนท่ีรับผิดชอบชัดเจน มีผู้บริหารท่ีได้รับการเลือกต้ัง
โดยตรงจากประชาชน
๒.๔ แนวคดิ เกีย่ วกบั หลกั ธรรมทเ่ี กยี่ วกับการปกครองส่วนท้องถิ่น
ผู้วิจัยได้เลือกนำหลักอปริหานิยธรรม ๗ มาเป็นหลักธรรมสำหรับประยุกต์ใช้กับการ
ปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งหลักอปริหานิยธรรม ๗ หมายถึง “ธรรมอันเป็นเหตุแห่งความไม่เส่ือม” หรือ
หมายความว่า “ไม่เป็นเหตุแห่งความหายนะ” ดังมีรายละเอียดเก่ียวกับหลักอปริหานิยธรรม
ดงั ต่อไปนี้
๒.๔.๑. องค์ประกอบของหลกั อปริหานยิ ธรรม
หากจะวิเคราะห์ “อปริหานิยธรรม ๗” ซงึ่ กษัตริย์แหง่ แคว้นวัชชี ซึ่งรวมกันเรยี กว่า กษัตริย์ ลิจ
ฉวี ใช้เป็น “ธรรมาภิบาล” ในการบริหารองค์กรแล้ว พบว่า ธรรมะท้ัง ๗ ขั้นน้ีเป็นข้อปฏิบัติซ่ึงจะ
เสริมสร้างความสามัคคีกลมเกลียวกันอย่างม่ันคงในองค์กรใด ๆ ก็ตามทีประพฤติได้อย่างสม่ำเสมอ
๖๗
และมั่นคง๕๕ อปริหานิยธรรม ๗ (เป็นหลักการร่วมรับผิดชอบท่ีจะช่วยป้องกันความเส่ือม นำไปสู่
ความเจรญิ รุ่งเรอ่ื งโดยส่วนเดียว) ดงั นี้
๑) หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ พบปะปรกึ ษาหารอื กิจการ โดยสมำ่ เสมอ
๒) พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อมเพรียงกันกระทำกิจ
ท้งั หลายท่พี ึงทำร่วมกัน
๓) ไม่ถืออำเภอใจใคร่ต่อความสะดวกบัญญัติวางข้อกำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ อันมิได้
ตกลงบัญญัติกันไว้แล้ว และไม่เหยียบย่ำล้มล้างส่ิงที่ตกลงวางบัญญัติกันไว้แล้ว ถือปฏิบัติมั่นอยู่ใน
บทบัญญัติใหญ่ที่วางไว้เป็นธรรมนูญ
๔) ท่านผู้ใดเป็นผู้ใหญ่มีประสบการณ์ยาวนาน ให้เกียรติเคารพนับถือ ท่านเหล่านั้น
มองเห็นความสำคญั แห่งถอ้ ยคำของทา่ นวา่ เป็นสิง่ อนั พึงรบั ฟัง
๕) ให้เกยี รตแิ ละคุ้มครองกุลสตรี มิให้มีการข่มเหงรังแก
๖) เคารพสักการบูชาเจดีย์ ปูชนียสถาน อนุสาวรีย์ประจำชาติ อันเป็นเครื่องเตือน
ความทรงจำเร้าให้ทำดี และเป็นท่ีรวมใจของหมู่ชน ไม่ละเลย พิธีเคารพบูชาอันพึงทำต่ออนุสรณ์
สถานเหลา่ นั้นตามประเพณี
๗) จัดให้ความอารักขา บำรุง คมุ้ ครอง อนั ชอบธรรม แก่บรรพชิตผู้ทรงศลี ทรงธรรม
บริสุทธิ์ ซ่ึงเป็นหลักใจและเป็นตัวอย่างทางศีลธรรมของประชาชน เต็มใจต้อนรับและหวังให้ท่านโดย
ผาสกุ ๕๖
ในการวิจัยคร้ังนี้ผู้วิจัยได้นำเสนอถึงหลักอปริหานิยธรรม ๗ โดยแยกออกเป็นในแต่ละข้อ
เพอื่ ทำความเข้าใจให้ดยี งิ่ ขน้ึ ดงั น้ี
๑) หม่ันประชุมกันเนืองนิตย์
อปริหานิยธรรม ๗ ประการนี้ ถือเป็นธรรมท่ีปฏิบัติแลว้ จักไม่นำไปสู่ความเส่ือม จักไม่เกิด
ความหายนะแห่งองค์กร คือจะมีแต่ความเจริญ ในหัวข้อเรื่องการประชุม ในหนังสือการคณะสงฆแ์ ละ
๕๕ วศิน อินทสระ, หลักธรรมอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา, (กรุงเทพมหานคร : ธรรมดาการ
พิมพ,์ ๒๕๔๘), หนา้ ๓๒-๓๕.
๕๖ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), ธรรมนูญชีวิต, (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์จันทร์เพ็ญ
,๒๕๕๐), หนา้ ๒๖.
๖๘
การพระศาสนา ซ่ึงน่าจะได้ยกมาเป็นความรู้และเพื่อเป็นข้อสนับสนนุ อปริหานิยธรรม ๗ ประการใน
ขอ้ ท่ี ๑ หมั่นประชมุ กันเนอื งนติ ย์ ไว้ดงั นี้
การประชมุ น้ัน แม้จะมมี ากกต็ าม แต่พอสรปุ โดยลกั ษณะเป็น ๖ ขอ้
๑) การประชุมปรกึ ษาหารอื หรอื พิจารณาหรอื เพ่ือรับทราบ
๒) ประชมุ ชี้แจง สัง่ การมอบงาน หรือนโยบาย
๓) ประชุมฝึกอบรมประชุมเชงิ วชิ าการหรอื เชงิ ปฏิบตั กิ าร
๔) ประชมุ สัมมนา
๕) ประชมุ ปฏบิ ตั ิภารกิจ
๖) ประชุมสงั สรรคห์ รือสร้างสรรค์ความสามัคคี
๑) ลกั ษณะที่ ๒ หมายถึง การประชมุ ท่จี ัดข้นึ
๑.๑) เพอ่ื แนะนำชีแ้ จงเรอ่ื งที่ควรแนะนำชแ้ี จง
๑.๒) เพอ่ื ส่งั การในเร่อื งที่ควรสัง่ การ
๑.๓) เพอ่ื มอบงานใด ๆ ใหร้ ับไปปฏิบัติ
๑.๔) เพ่อื ใหร้ บั ทราบนโยบาย
๒) ลกั ษณะที่ ๓ หมายถึง การประชมุ ผใู้ ตบ้ ังคบั บัญชาหรือกลุ่มชนอ่ืน
๒.๑) เพื่ออบรมให้ไดร้ บั ความรใู้ นเชงิ วชิ าการ
๒.๒) เพื่อฝึกอบรมใหเ้ กิดทักษะในการปฏบิ ัติการ
๓) ลักษณะท่ี ๔ หมายถึง การประชุมเพ่ือแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น เรื่องใด
เรื่องหนึ่งทัง้ ทอ่ี ยู่ในวงงานรับผดิ ชอบหรอื เร่อื งโดยทว่ั ไปเพ่ือหาขอ้ สรปุ แต่ผลของการประชุมเปน็ เพียง
ขอ้ เสนอแนะ ผู้เกย่ี วข้องจะปฏิบตั ิตามหรือไมก่ ไ็ ด้ เพอื่ ให้รบั ทราบนโยบาย
๔) ลักษณะท่ี ๕ หมายถึง การประชุมที่ร่วมกันกระทำกรณียกิจ ทั้งท่ีอยู่ในความ
รบั ผดิ ชอบทั้งในกรณียกิจท่ัวไป
๕) ลักษณะท่ี ๖ หมายถึง การประชุมพบปะสังสรรค์
๕.๑) เพือ่ ใหเ้ กิดความสนิทสนมกลมเกลยี วกนั
๕.๒) เพ่ือให้เกิดพลงั แห่งความสมคั รสมานสามัคคี
การประชุมทุกลกั ษณะ ยอ่ มมีวตั ถปุ ระสงคเ์ ปน็ ๖ คอื
๖๙
๑) เพ่อื ยุติหรือช้/ี ขาดปัญหาใด ๆ
๒) เพอ่ื ใหร้ ับทราบนนโยบาย คำช้แี จง คำสง่ั หรือแนวการปฏบิ ตั ิ
๓) เพื่อพัฒนาทางวิชาการและการปฏบิ ตั ิ
๔) เพอื่ วิจัยข้อมลู และหาขอ้ สรุป
๕) เพอ่ื ดำเนนิ ภารกจิ ในความรับผิดชอบ
๖) เพ่อื สรา้ งสรรค์ความสามัคคี
แตเ่ มอื่ ย่นให้สน้ั ลง คงได้ ๒ คือ
๑) เพ่ือป้องกนั ความเส่ือม
๒) เพอื่ สร้างความเจริญก้าวหน้า
“อปริหานิยธรรม” คอื ป้องกนั ความเสอ่ื ม และเพ่ือสรา้ งความเจริญก้าวหน้า จึงนับว่าอป
ริหานยิ ธรรมน้นั ควรค่าแก่การท่จี ะเป็นที่สนใจ ในการนำไปเปน็ แนวทางปฏิบัติ ยึดเป็นธรรมาภิบาลใน
องคก์ รทท่ี รงคณุ ค่าย่งิ ๕๗
การประชุมรวมหมู่คณะเป็นเนอื งนิตย์ ถอื เปน็ หัวใจสำคญั ของการดำรงรักษาองคก์ ร ใหม้ ี
อุดมการณ์ ร่วมกันในระยะยาว ท้ังนี้เพราะการรวมกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา จะทำให้สมาชิกของ
องค์กรเกดิ ความร้สู ึกที่ดใี นการอยรู่ ว่ มกันอย่างน้อย ๓ ประการคอื
๑) รู้สกึ ว่าตนเปน็ เจ้าขององค์กร
๒) รู้สึกวา่ ตนมีโอกาสในการสร้างสรรค์องค์กร
๓) รู้สกึ ว่าตนเปน็ ผูร้ ับผดิ ชอบองค์กร
องค์กรใดที่สมาชิกมีความรู้สึกท่ีดีทั้ง ๓ ประการนี้ย่อมจะนำไปสู่ความมีอุดมการณ์ เป็น
หน่ึงเดียวกัน และพร้อมที่จะพิทักษ์ปกป้องรักษาองค์กร อย่างเต็มกำลังความรู้ความสามารถ แม้แต่
ชีวิตก็อุทิศให้กับองค์กรได้ นี่คืออานุภาพของการประชุมรว่ มกันอย่างสม่ำเสมอ ของหมู่สงฆ์ ซ่ึงทำให้
พระพทุ ธศาสนา มคี วามม่ันคงอย่ใู นโลกนยี้ าวนานกวา่ สองพันหา้ รอ้ ยปีแลว้ ๕๘
๕๗ พระธรรมปรยิ ตั โิ สภณ (วรวิทย์ คงฺคปญโฺ ญ ), การคณะสงฆ์และการพระศาสนา, (กรงุ เทพมหานคร
: มหาเถรสมาคม, ๒๕๔๘), หนา้ ๒๓
๕๘ พระภาวนาวริ ยิ คุณ (เผด็จ ทตฺตชีโว), ความรูป้ ระมาณ ฐานรากของพระพุทธศาสนา, (กรุงเทพมหานคร : พี
พี พริ้นต้ิง, ๒๕๔๘), หน้า ๑๙.
๗๐
๒) พร้อมเพรียงกนั ประชมุ พรอ้ มเพรยี งกนั เลิกประชุม
พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม และพร้อมเพรียงกันปฏิบตั ิกิจของหมู่
คณะ มีความรับผิดชอบร่วมกัน ดำเนินไปอย่างพร้อมเพรียง และเม่ือถึงตอนทำงานก็ต้องทำงานของ
สว่ นรวมใหด้ ี๕๙
อปริหานิยธรรมข้อที่ ๒ พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม และพร้อม
เพรียงกันทำกิจท่ีจะพึงทำความพร้อมเพรียงกันของหมู่คณะท้ัง ๓ วาระนี้ คือการแสดงออกถึง
เอกภาพของหมู่คณะ หรือความพร้อมใจเป็นหนึ่งเดียวกันของสมาชิกท้ังหมู่คณะ ยินดีเต็มใจที่จะร่วม
เป็นร่วมตายกันท้ังในยามทุกข์และในยามสุขเพ่ือแบกรับภารกิจ ของหมู่คณะให้สำเร็จลุล่วงไปได้ตาม
เป้าหมายและกำหนดเวลา ขณะเดียวกันหากในยามใด ท่ีมีภัยอันตรายมากล้ำกราย สมาชิกท้ังหมด
ต่างก็พร้อมใจกันพิทักษ์รักษาองค์กรให้ผ่านพ้น อุปสรรคและวิกฤตอันตรายไปได้อย่างปลอดภัยและ
สง่างาม โดยไม่เห็นแก่ความเหน่ือยยาก ลำบากใด ๆ ท้ังสิ้นนี่คืออานุภาพแห่งความเป็นเอกภาพของ
หมู่คณะ ซึ่งทำให้องค์กร มีความม่ันคงเป็นปึกแผ่นยืนยาวมาจนถึงปัจจุบัน๖๐ เม่ือมีการประชุมก็ควร
ร่วมกันประชุมพร้อมกัน เลิกประชุมก็เลิกพร้อมกัน ไม่หนีประชุม รับเบี้ยประชุมก็อยู่จนเลิกไม่ใช้รับ
เบ้ียประชุมเสร็จก็หายไป จะได้รู้ว่าเขาประชุมกันเรื่องอะไร มอบหมายภารกิจอะไร ให้ใครบ้างจะได้
ติดตามงานกันได้ถกู ต้อง ขอ้ นที้ ำได้ (แตย่ าก) องคก์ รไหน ๆ กเ็ ขม้ แข็ง๖๑
๓) ไม่ต้งั กฎระเบยี บทีข่ ดั ตอ่ ระเบียบเดมิ
สิกขาบททุกข้อที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว ใคร ๆ ไม่พึงถอน คือไม่ตัดออก ไม่ยกเลิก แม้บางข้อ
อาจไม่เหมาะแก่กาลสถานท่ีก็มีพระพุทธานุญาติพิเศษไว้แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องถอนสิกขาบทใด ๆ
ทงั้ สนิ้ เหมือนกฎหมายทางพระราชอาณาจักร ใคร ๆ ไมพ่ งึ ถอน เพราะถ้าตา่ งคนตา่ งเลิกถอนสิกขาบท
ที่ทรงบัญญัติไว้ ตามความต้องการของตน ๆ ผลสุดก็ไม่มีอะไรเหลือเป็นหลักไว้ควบคุมหมู่คณะ พระ
ศาสนาก็ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ เหมือนกฎหมาย ถ้าต่างคนต่างถอนทีละมาตรา ไม่ช้าก็หมดประเทศชาติ
๕๙ พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจติ ฺโต), อปริหานยิ ธรรม, (กรุงเทพมหานคร : หจก. ดวงกมลปริ้น
ตงิ้ , ๒๕๕๐), หน้า ๑๐.
๖๐ พระภาวนาวริ ิยคุณ (เผด็จ ทตฺตชีโว), ความร้ปู ระมาณ ฐานรากของพระพทุ ธศาสนา, (กรงุ เทพมหานคร : พี
พี พร้นิ ติ้ง, ๒๕๔๘), หนา้ ๒๐.
๖๑ วศิน อินทสระ, หลักธรรมอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา, (กรุงเทพมหานคร : ธรรมดาการ
พิมพ,์ ๒๕๔๘), หน้า ๓๒-๓๕.
๗๑
บ้านเมืองไม่มีกฎหมาย ก็เหมือนบ้านเรือนไม่มีขื่อไม่มีแป ก็มีแต่พินาศ๖๒ การไม่บัญญัติสิ่งท่ีขัดต่อ
บัญญัติเดิมไว้ว่า ข้อน้ีสำคัญ เพราะพูดถึงวัฒนธรรมขององค์กร ว่ าสิ่งไหนดีงาม วัฒนธรรม
ขนบธรรมเนียมท่ีดีของบ้านเมืองของชาติขององค์กร ซ่ึงสืบทอดกันมานั้น เป็นส่ิงสำคัญ เพราะนั้นคือ
ความเป็นชาติ เป็นเอกลักษณ์ หรือสัญลักษณ์ ถือเป็นธรรมาภิบาลอันสำคัญยิ่งองค์กรนั้นย่อม
เขม้ แข็งและแกรง่ ไดน้ าน๖๓
๔) มคี วามเคารพนบั ถอื ตอ่ ผบู้ ังคับบญั ชา
อปริหานิยธรรมข้อที่ ๔ ให้ความเคารพภิกษุท่ีเป็นประธานสงฆ์ และรับฟังถ้อยคำของ
ท่านสำหรับข้อน้ี มุ่งใช้การเคารพนับถือซึ่งกันและกันเป็นหัวใจในการปกครองสงฆ์กล่าวคือใน
พระภิกษุสงฆ์ หมู่หน่ึง ๆ ที่บวชกันมานาน จะประกอบด้วยสมาชิก ๔ ประเภท คือ ๑) พระเถระผู้
บวชมานานและมีอายุมาก ๒) พระเถระผู้มีพรรษามาก ๓) พระอุปัชฌาย์ ผู้เป็นสังฆบิดร ๔) สังฆ
ปริณายกผู้ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหัวหน้า และมีอำนาจในการปกครองสงฆ์หมู่นั่น การท่ีสงฆ์ยัง
ปกครองกันอยู่ได้ ก็เพราะอาศัยความเคารพอยู่ ๒ สถานะ คือ ๑) ในด้านการปกครอง ก็อาศัยความ
เคารพนับถือเชื่อฟังตามฐานะของท่านผู้มีอำนาจที่ได้รับการแต่งตั้งนั้น ๒) ในด้านความประพฤติ ก็
อาศัยความเคารพเชือ่ ฟังท่านผู้มีอายุพรรษามากกว่า ผู้สามารถ เป็นต้นแบบความประพฤติให้กับเรา
ได้ ดังน้ัน การปฏิบัติด้วยความเคารพนับถือ และเชื่อฟังถ้อยคำของพระเถระผู้ใหญ่เช่นนี้ย่อมทำให้
การปกครองสงฆ์มีความเป็นปึกแผ่นม่ันคงเพราะมีพระเถระผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ เป็นต้นแบบ
ด้านความประพฤติ เป็นผู้ชี้นำ และเป็นตน้ แบบดา้ นการปฏิบตั ิธรรม เพอื่ การบรรลุมรรคผลนิพพาน นี่
คืออานุภาพของการปฏิบัติต่อกัน ด้วยความเคารพและให้เกียรติ ซ่ึงกันและกัน ย่อมทำให้
พระพุทธศาสนามีความมนั่ คงเปน็ ปกึ แผน่ ๖๔
การเปิดโอกาสให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเจริญก้าวหน้าในอาชีพ โดยอาจส่งไปอบรม สัมมนา
ค้นคว้าวิจัย สนับสนุนให้ผู้ใต้บังคับบัญชาแต่ละคนได้ทำงานที่เหมาะสมแก่ตนท้ังด้านความสามารถ
และบคุ ลกิ ภาพ เพ่ือให้งานได้ด้วยดี และมคี วามสุขในงาน สอ่ื สารกบั ผู้ใตบ้ ังคบั บัญชาอย่างชัดเจน เมื่อ
ต้องการให้ทำงานใดหรือปฏิบัติอย่างไร และหลีกเล่ียงการส่ือสารทางเดียวให้มากท่ีสุด รักษา
๖๒ พระเทพวิสุทธิญาณ (อุบล นนฺทโก), อธิบายธรรมวิภาค, พิมพ์คร้ังท่ี ๘, (กรุงเทพมหานคร : โรง
พิมพม์ หามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๕๒), หน้า ๑๘๔-๑๘๕.
๖๓ วศิน อินทสระ, หลักธรรมอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา, (กรุงเทพมหานคร : ธรรมดาการ
พมิ พ,์ ๒๕๔๘), หนา้ ๓๒-๓๕.
๖๔ พระภาวนาวริ ิยคุณ (เผด็จ ทตฺตชีโว), ความรูป้ ระมาณ ฐานรากของพระพทุ ธศาสนา, (กรุงเทพมหานคร : พี
พี พรน้ิ ต้งิ , ๒๕๔๘), หนา้ ๒๑.
๗๒
ผลประโยชน์ของผู้ใต้บังคับบัญชา เพ่ือให้ทุกคนอยู่ได้อย่างไม่ลำบาก และเป็นสุข ซ่ึงจะเป็นแรงจูงใจ
ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเสียสละ และทำประโยชน์ให้หน่วยงานเพ่ิมขึ้นยกย่องผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปรากฏ
แก่ผูอ้ ่ืนเมอื่ เขาทำดี แต่เมื่อมีสงิ่ ผดิ พลาดเกิดข้ึนควรเชิญเขา้ พบพูดคุยกันเป็นการส่วนตวั ในบรรยากาศ
ของความจริงใจ๖๕
๕) ใหค้ วามเคารพตอ่ เพศสตรี
ไม่คิดอะไรตามอำนาจของความอยาก อันธรรมดาปุถชุ นทุกคนยังมีตัณหา คอื ความอยาก
จึงจำเป็นต้องระวังตน คอยข่มจิตตน อดทนต่อความอยาก ไม่ปล่อยจิตให้ตกอยู่ภายใต้อำนาจความ
อยากนั้นเม่ือควบคุมจิตได้ ก็ไม่ทำไม่พูด ไม่คิดด้วยอำนาจความอยาก ก็ช่ือว่าไม่ลุอำนาจแก่ความ
อยาก ก็มีแต่ความเจริญ๖๖ การให้ความเคารพต่อเพศสตรี ข้อนี้สำคัญมิใช้น้อยเพราะเตือนเพราะห้าม
มิให้ล่วงเกินบุตรภริยาของใคร เร่ืองบุตรภริยาของผู้ร่วมงานของคนอ่ืน ควรให้เกียรติกัน ไม่นินทำว่า
ร้าย หรือพูดถึงกันในทางไม่ดี เรื่องนี้ เป็นเร่ืองใหญ่ เป็นเร่ืองสำคัญในองค์กรใด ๆ ก็ตาม หากเว้น
หากละ ไม่ปฏิบัติเช่นน้ีเสียได้ ย่อมมีแต่ความสงบ ย่อมมีแต่ความสามัคคี อย่าลืมว่า ลูกเมีย มีอิทธิพล
ตอ่ จิตใจของทุกคน การให้ร้าย การนนิ ทำว่ากล่าว มผี ลกระทบตอ่ ผู้นำ และบคุ ลากรในองคก์ ร องคก์ ร
ใดมเี รอื่ งเชน่ นี้มาก ๆ ยอ่ มขาดความม่ันคง๖๗
๖) ใหค้ วามเคารพตอ่ สถานที่
คนไทยส่วนมากนับถือถึงความสำคัญของสถานที่อยู่ไม่ว่าจะเป็นบ้าน หรือที่ทำงาน หาก
ใครไม่เชื่อถือใครดูถูกของทคี่ นอื่นในองค์กรเขาเช่ือถือ หรือเซ่นไหว้ บูชากราบไหว้อยกู่ ็ต้องเกิดอาการ
ขัดใจกันองค์กรก็อยู่ไม่ได้ ข้อนี้หมายรวมไปถึงขนบธรรมเนียมประเพณี และศาสนา ซึ่งคนในองค์กร
จักตอ้ งให้เกียรติกัน ไม่หลบหลู่ของของใคร ถอื เป็นธรรมาภิบาลทีต่ ้องใชจ้ ิตวทิ ยาเข้ามาช่วยเป็นอย่าง
ยิ่ง๖๘
๖๕ นันทรตั น์ จำปาแดง, การเป็นลกู น้องทีด่ ี, (กรงุ เทพมหานคร : วังอักษร, ๒๕๔๘), หน้า ๒๗.
๖๖ พระเทพวิสุทธิญาณ (อุบล นนฺทโก), อธิบายธรรมวิภาค, พิมพ์ครั้งที่ ๘, (กรุงเทพมหานคร :โรง
พมิ พม์ หามกฏุ ราชวิทยาลัย, ๒๕๕๒), หนา้ ๑๘๖.
๖๗ วศิน อินทสระ, หลักธรรมอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา, (กรุงเทพมหานคร : ธรรมดาการ
พมิ พ,์ ๒๕๔๘), หน้า ๓๒-๓๕.
๖๘ เร่ืองเดยี วกัน, หน้า ๓๒-๓๕.
๗๓
๗) ใหค้ วามดูแลเอาใจใส่ต่อทา่ นผมู้ าเยือน
ในองค์กรแต่ละแห่งในบ้านเมืองในชาติ แต่ละชาติย่อมมีคนดี คนอาวุโส มีคนสำคัญ ซ่ึง
เป็นทรัพยากรบุคคลที่สำคัญ ยิ่งต่อองค์กรนั้น ๆ บุคคลเหล่านี้ ถือเป็นหลักขององค์กร ซึ่งเป็นขุม
ความคิด ขุมประสบการณ์ เป็นส่ิงอันทรงคณุ ค่าขององค์กร ซ่ึงถือเป็นธรรมปฏิบัติท่ีก่อให้เกิดรากฐาน
อันมั่นคงขององค์กร๖๙ การสร้างความประทับใจและค่านิยมแก่ผู้ท่ีมาเยือนไว้ว่า ควรจัดสถานที่ให้
เหมาะสม ให้ความเอาใจใส่ต่อผู้มาติดต่อการเตรียมการล่วงหน้าสำหรับผู้มาติดต่อควรเตรียมเอกสาร
ให้พร้อม การต้อนรับผู้มาติดต่อท่ีนัดหมายไว้ล่วงหน้า ควรเอ่ยช่ือได้อย่างถูกต้อง การสนทนากับผู้มา
ติดต่อควรสนทนาในเรื่องท่ัว ๆ ไป การแนะนำ (Introductions) การขัดจังหวะ ควรใช้วิธีการขัดจังหวะที่
เหมาะสมกับสถานการณ์นั้น ๆ การรักษาเวลานัดหมายไม่ให้ล่วงเลยเวลาจนเกินไป การขอเข้าพบของ
พนักงานในหน่วยงาน หากผู้บังคับบัญชาไม่ว่าง ควรบอกให้เขากลับไปยังแผนกของตนเองก่อน เม่ือ
ผู้บังคับบัญชาว่างแล้วจึงโทรเรียก การต้อนรับผู้มาติดต่อที่มิได้นัดหมายไว้ล่วงหน้า ควรแสดงความ
เป็นมิตรเสมอ การปฏิเสธการขอเข้าพบ โดยการปฏิเสธอย่างสุภาพ การปฏิบัติเมื่อผู้มาติดต่อกลับ
ควรจัดทำสมุดทะเบยี นผ้มู าติดต่อใหเ้ รยี บร้อย เพ่อื เปน็ หลักฐานประจำวนั ๗๐
๒.๔.๒ การประยกุ ต์ใชห้ ลกั อปรหิ านยิ ธรรม ๗ เพ่ือสง่ เสริมการมีสว่ นรว่ มทางการเมอื ง
หลักธรรมในทางพระพุทธศาสนาเป็นหลักธรรมท่ีมีคุณค่าและประโยชน์มากมาย ซึ่งมีทั้ง
หลักธรรมที่ใช้สำหรับประพฤติปฏิบัติของแต่ละบุคคล และหลักธรรมท่ีใช้สำหรับการอยู่ร่วมกันของ
กลุ่มคนให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข โดยเฉพาะหลักอปริหานิยธรรม ซึ่งเปน็ ธรรมสำหรับการ
ปกครองท่ีจะช่วยป้องกันความเส่ือม นำไปสู่ความเจริญรุ่งเรื่องของหมู่คณะ องค์กร หน่วยงานต่าง ๆ
รวมถึงการปกครองระดับประเทศ๗๑ ผู้วิจัยจึงได้ทำการศึกษาค้นคว้าหลักอปริหานิยธรรมที่มีใน
พระพุทธศาสนาเถรวาท โดยแบ่งเน้อื หาสาระออกเปน็ ดังนี้
ประการท่ี ๑ การประชมุ เปน็ นิตย์ หมายถึง ธรรมขอ้ แรกในหลกั “อปรหิ านยิ ธรรม ๗” ท่ี
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพทุ ธเจ้าไดใ้ ห้ไว้ และดูเหมือนคนทำงานในยุคสมัยนี้ก็นยิ มการประชุมกันเป็น
๖๙ อา้ งแล้ว, หน้า ๓๒-๓๕.
๗๐ สมศรี มงคลชัย, การบรกิ ารท่ดี ี, (กรงุ เทพมหานคร : สำนักพมิ พว์ งั อกั ษร, ๒๕๔๕), หน้า ๒๒.
๗๑ บุศรา โพธิสุข “การมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถ่ินของประชาชน : ศึกษาเฉพาะกรณี ตำบล
ช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่”, รายงานการวิจัย, มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขต
เชยี งใหม,่ ๒๕๕๘, หนา้ ๔๙.
๗๔
นิตย์ เพราะถามใครก็ติดประชุมกันทั้งน้ัน จนบางวันมีแต่ประชุมและประชุม ซ่ึงว่าไปก็ดูท่าจะดี
เพราะได้มกี ารพดู คุยกนั บ่อย ๆ งานกน็ า่ จะกา้ วหน้าไปด้วยดี๗๒
ประการท่ี ๒ การพร้อมเพรียงกันประชุม หมายถึง การประชุม - เลกิ ประชุม และกระทำ
กิจท่ีควรทำโดยพร้อมเพรียงกัน เพื่อให้เกิดความยุติธรรมเป็นอันหน่ึงอันเดียวกันของหมู่คนที่อยู่
ร่วมกันไม่กินแหนงแคลงใจกัน จะทำงานอะไรก็สำเร็จได้ เช่นในครอบครัวมีอะไรปรึกษาหารือกันก็
ตอ้ งอยู่พร้อม ๆ กัน เพ่ือทุกคนจะได้ยอมรับในส่ิงทจ่ี ะทำลงไปดว้ ยความเต็มใจ ซึ่งการพร้อมเพรยี งกัน
ประชมุ เลิกประชมุ โดยพรอ้ มเพรียงกนั ซึ่งเปน็ ๑ ในหลักการของหลกั การการประชุมทีด่ ี๗๓
ประการที่ ๓ การไม่บัญญัติ หรือไม่ล้มเลิกข้อบัญญัติตามอำเภอใจ หมายถึง การไม่บัญญัติ
หรือไม่ล้มเลิกระเบียบกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขององค์กร หรือกฎระเบียบข้อบังคับอ่ืน ๆ ตามความต้องการ
ของบุคลใดบุคคลหนึ่งหรือตามความต้องการของกลุ่มคนใดกลุ่มคนหน่ึงหรือตามอิทธิพลใดอิทธิพล
หน่ึง โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง และชอบธรรมการไม่บัญญัติสิ่งท่ีขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญและไม่
เลิกล้มกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือส่ิงท่ีบัญญัติไว้แล้ว เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญ นั้นเป็นกฎหมาย
แม่บทของการปกครองและบริหารประเทศ บ้านเมืองจะสงบสุขได้ ทุกคนจะต้องไม่บัญญัติและไม่
ล้มเลิกระเบียบกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขององค์กร หรือกฎระเบียบข้อบังคับอ่ืน ๆ ตามความพอใจของตน
หรือของกลุม่ โดยไมค่ ำนงึ ถงึ ความถูกต้อง
ประการที่ ๔ การเช่ือฟังผู้บังคับบัญชา หมายถึง การส่งเสริมสนับสนุนและปฏิบัติตาม
ผู้บังคับบัญชา ให้บรรลุไปตามวัตถุประสงค์และนโยบายขององค์กร ปฏิบัติหน้าที่ตามพันธกิจท่ี
ผู้บังคับบัญชามอบหมาย ด้วยความซ่ือสัตย์และขยันหม่ันเพียร ให้ความเคารพเชื่อฟัง ให้เกียรติและ
ป ฏิ บั ติ ต าม ค ำ ส่ั ง ข อ งผู้ บั ง คั บ บั ญ ช า ใน เร่ื อ ง ท่ี เก่ี ย ว ข้ อ งกั บ ห น้ าท่ี พึ ง ป ฏิ บั ติ งา น อ ย่ า งเต็ ม ก ำ ลั ง
ความสามารถ รอบคอบ รวดเร็ว ขยันหมั่นเพียร ถูกต้องสมเหตุสมผลตระหนักถึงหน้าท่ีและความ
รับผดิ ชอบในการปฏิบตั ิงาน เพอ่ื ประโยชนส์ ูงสดุ ของหนว่ ยงาน๗๔
ประการท่ี ๕ เคารพสทิ ธิสตรี หมายถึง การเปดิ โอกาสใหส้ ตรมี ีสว่ นร่วม ทางการเมืองหรือ
การเข้าไปมีบทบาทในตำแหน่งนึ่งสำคัญของภาคราชการและเอกชน ผู้หญิงควรได้ตำแหน่งโดยมี
๗๒ ชัยวฒั น์ ถริ ะพันธ์ุ และ ปาริชาต สถาปิตานนท์, การประชุมอย่างสร้างสรรค์, (กรงุ เทพมหานคร :
ม.ป.ท., ๒๕๔๗), หนา้ ที่ ๔.
๗๓ ปรมะ สตะเวทนิ , หลักนเิ ทศศาสตร,์ พิมพ์ครั้งที่ ๘, (กรงุ เทพมหานคร : ภาพพิมพ,์ ๒๕๓๘), หน้า ๑๐-๑๑.
๗๔ ทศพร ศิริสมั พนั ธ์, คู่มือเทคนิควิธีการส่งเสรมิ ประสิทธภิ าพในหนว่ ยราชการ, (กรงุ เทพมหานคร :
ศูนยป์ ฏิบตั ิการโครงการส่งเสริมประสทิ ธภิ าพในส่วนราชการ สำนักงาน ก.พ.พระราชบญั ญตั ิ ระเบยี บขา้ ราชการพล
เรือน พ.ศ.๒๕๓๕), หนา้ ๖.
๗๕
สัดส่วนที่เทียบกับผู้ชาย ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๔ มาตรา ๓ บุคคล
ย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกันชายและหญิงมีสิทธิเท่า
เทียมกัน ตามหลักปฏญิ ญาสากลว่าดว้ ยสิทธิมนุษยชนแหง่ สหประชาชาติ๗๕
ประการท่ี ๖ ส่งเสริม และรักษาวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม หมายถึง วัฒนธรรมประเพณีอันดี
งามของท้องถน่ิ น้ันมีความสำคัญและเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตมาช่วยปลกู ฝังจิตสานึกให้คนรักท้องถ่ิน
รกั แผน่ ดนิ ของตนเอง วัฒนธรรมประเพณีอนั ดงี ามของ ชาวไทยนัน้ มีมากหลายอาจแตกต่างกันไปในแต่
ละพ้ืนท่ีความเช่ือถือศรัทธาของประชาชนกล่าวโดยสรุปเน้ือหาสาระการแสดงของทุกภาคจะสะท้อน
ให้เห็นถงึ ชีวิตความเป็นอยู่ที่เป็นจรงิ ของคนในสังคม ในท้องถ่ินของตนเองแทรกมุขตลกบา้ งเพ่ือสรา้ ง
อารมณ์ สร้างความสุข สนุกสนานให้กับผู้ฟังผู้ชม วัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของชาวไทยน้ันเป็น
มรดกอนั มคี ่า สมควรช่วยกันส่งเสริมรักษาต่อรวมใจกนั ส่งเสริมและรักษาอนุรักษ์คณุ คา่ ของความเป็น
ไทยใหม้ ัน่ คงยืนยงตลอดไป
ประการท่ี ๗ การอารักขา คมุ้ ครอง ปกป้อง อันชอบธรรม หมายถึง การคุ้มครองการปกปอ้ ง และ
การดำรงรกั ษา พระพทุ ธศาสนาให้คงอยู่ตลอดไปโดยการทำนบุ ำรงุ พระพทุ ธศาสนาด้วยการถวายปัจจยั สี่ ด้วย
การสนับสนุนการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน ด้วยการปลูกฝังจิตสำนึกการมีส่วนร่วมกิจกรรมในทาง
พระพทุ ธศาสนา การสนับสนุนการนำหลักธรรมของศาสนามาใช้เพ่อื เสริมสร้างคณุ ธรรมจริยธรรม และพฒั นา
คณุ ภาพชีวติ
ในการศึกษาคร้ังน้ี ผู้วิจัยได้นำมาประยุกต์ใช้หลักอปหาริหานิยธรรมเพื่อส่งเสริมการมี
ส่วนรว่ มทางการเมืองท้องถนิ่ ของอำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมดิ ังน้ี
๑) การประชุมเป็นนิตย์ หมายถึง การประชุม การปรึกษาหารือการพูดคุยการ
ประสานงานกันอยูเ่ ป็นประจำเพ่ือแก้ไขปัญหาและแลกเปล่ียนความคิดเหน็ ซึ่งกันและกันระหว่างผู้นำ
ทางการเมอื งทอ้ งถิน่ กับประชาชนในพ้นื ทอ่ี ยา่ งตอ่ เน่ืองและสม่ำเสมอ
๒) การพร้อมเพรียงกันประชุม หมายถึง การประชุม - เลกิ ประชมุ และทำกิจกรรม
ทคี่ วรทำโดยพร้อมเพรยี งกัน การลงมติเห็นชอบร่วมกนั
๓) การไม่บัญญัติ หรือไม่ล้มเลิกข้อบัญญัติตามอำเภอใจ หมายถึง การไม่บัญญัติ
หรือไม่ล้มเลิกระเบียบกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ตามความต้องการของบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือตามความ
ต้องการของกลมุ่ คนใดกลุ่มคนหนึง่ โดยไม่คำนึงถงึ ความถกู ต้อง และชอบธรรม
๗๕ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน, สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน, www.pda.or.th.
[สบื ค้นเมื่อ ๑ กนั ยายน ๒๕๖๓]
๗๖
๔) การเชื่อฟังผู้บังคับบัญชา หมายถึง การปฏิบัติหน้าท่ีตามคำส่ังผู้บังคับบัญชา
และผู้นำชุมชน เพ่ือให้บรรลุไปตามวัตถุประสงค์ขององค์กรและชุมชน และนโยบายขององค์กรและ
ชุมชนเพ่อื ใหบ้ รรลุพนั ธกจิ ขององค์กรและชมุ ชน
๕) การให้เกียรติ และคุ้มครองสิทธิสตรี หมายถึง การเปิดโอกาสให้สตรีมีส่วนรว่ ม
และบริหารภายในองค์กรและชุมชนเทศบาลให้มากขึ้น โดยมีบทบาทหน้าที่ใตำแห่นงน่ึงต่าง ๆ ของ
องคก์ รในสัดสว่ นที่ทดั เทียมกับผ้ชู าย และไดร้ บั ความคมุ้ ครองโดยชอบธรรมตามกฎหมาย
๖) การส่งเสริม และรักษาวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม หมายถึง การส่งเสริม และ
รักษาวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นท่ีมีความสำคัญ การปลูกฝังจิตสำนึกให้ประชาชนรัก
ทอ้ งถน่ิ ของตนเองการสนบั สนุนความเชอื่ ถือศรัทธาของประชาชนในท้องถ่ินนน้ั ๆ
๗) การอารักขา คุ้มครอง ปกป้อง อันชอบธรรม หมายถึง การคุ้มครอง การ
ปกป้อง และการดำรงรักษาประเพณีวัฒนธรรมและความเช่ือในพระพุทธศาสนาใหค้ งอยู่ตลอดไปโดย
การสนับสนุนการนำหลักธรรมของศาสนามาใช้เพ่ือเสริมสรา้ งคณุ ธรรมจริยธรรม และพัฒนาคุณภาพ
ชวี ติ
สรุปได้ว่า แนวคิดหลักอปริหานิยธรรม อปริหานิยธรรม ๗ ธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งความ
เส่ือม แต่เป็นธรรมเพ่ือความเจริญ กล่าวคือ ถ้าบุคคล ปฏิบัติตามอปริหานิยธรรม บุคคลน้ัน จะมีแต่
ความเจริญความก้าวหน้าในชีวิต ไม่มีความเส่ือม ความเสียหาย อันเป็นอุปการะมากสำหรับผู้ปฏิบัติ
ผู้บริหาร หมู่ชน และคนในสังคม เป็นหลักการร่วมรับผิดชอบ คือ หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ พบปะ
ปรึกษาหารือกิจการงาน พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม ไม่ถืออำเภอใจใคร่ต่อ
ความสะดวก ให้เกียรติเคารพนับถือ ให้เกียรติและคุ้มครองกุลสตรี เคารพสักการบูชาเจดีย์อารักขา
บำรุง คมุ้ ครอง แก่บรรพชติ ผทู้ รงศีลทรงธรรมบริสทุ ธิ์
๒.๕ ข้อมูลบริบทเรอ่ื งทว่ี จิ ัย
ประชาชนในอำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ได้มีส่วนร่วมทางการเมอื งในการปกครองส่วน
ท้องถ่ินใน ๕ ด้านดังนี้คือ ๑) ด้านการตรวจสอบการทำงาน ประชาชนสามารถร่วมคิด ร่วมทำ และ
ร่วมตัดสินใจโดยตรวจสอบในเร่ืองของการบริหารเป็นไปตามความต้องการของประชาชนหรือไม่ ๒)
ดา้ นการกำหนดนโยบาย ประชาชนสามารถกำหนดนโยบายร่วมกับท้องถ่ินและฟังเสียงประชาชนเป็น
สำคัญ ๓) ด้านการบริหาร ประชาชนสามารถเสนอปญั หาความตอ้ งการของประชาชนต่อการปกครอง
ส่วนท้องถิ่น นำมาสรุปประเด็นและแก้ปัญหาตามลำดับความสำคัญ รวมถึงการเลือกตั้งผู้บริหาร
สมาชกิ และการเสนอขอ้ บัญญัติท้องถน่ิ ๔) ด้านการตดิ ตามข่าวสาร ประชาชนสามารถรับรู้ รับทราบ
และเข้าตรวจสอบเอกสารหรือข้อมูลข่าวสารในทางราชการได้ แสดงความคิดเห็นและใช้สิทธิทาง
๗๗
การเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ และ ๕) หลักอปริหานิยธรรม ประชาชนสามารถประยุกต์หลักธรรมน้ี
มาใช้ในการปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น การพร้อมเพรียงกันประชุม การเช่ือฟังผู้บังคับบัญชา และการ
เคารพสทิ ธิสตรี เป็นตน้ อำเภอเทพสถิตแบง่ พน้ื ท่ีการปกครองออกเปน็ ๕ ตำบล ๙๒ หม่บู ้าน ไดแ้ ก่
๑. ตำบลวะตะแบก ๒๒ หมู่บ้าน
๒. ตำบลหว้ ยยายจวิ๋ ๒๒ หมู่บา้ น
๓. ตำบลนายางกลัก ๑๗ หม่บู ้าน
๔. ตำบลบ้านไร่ ๑๖ หมู่บา้ น
๕. ตำบลโป่งนก ๑๕ หม่บู ้าน
อาณาเขตตำบล : อำเภอเทพสถติ ตั้งอยู่ทางทศิ ตะวันตกเฉียงเหนือของจงั หวัดชัยภูมิ หา่ ง
จากตัวจังหวัดเป็นระยะทางประมาณ ๑๐๕ กิโลเมตร มีเน้ือที่ประมาณ ๘๗๕.๖ ตารางกิโลเมตรหรือ
ประมาณ ๕๔๗,๒๕๐ ไร่ มีอาณาเขตติดต่อดังน้ีอำเภอเทพสถิตต้ังอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของ
จงั หวดั มอี าณาเขตติดต่อกบั เขตการปกครองขา้ งเคียงดงั ต่อไปนี้
ทศิ เหนอื จดอำเภอภักดีชมุ พล และอำเภอหนองบวั ระเหว จังหวดั ชยั ภูมิ
ทิศใต้ จดอำเภอด่านขุนทด และกิ่งอำเภอเทพารักษ์ จังหวดั นครราชสีมา
ทิศตะวันออก จดอำเภอบำเหนจ็ ณรงค์ และอำเภอจตั ุรสั จังหวัดชยั ภูมิ
ทศิ ตะวนั ตก จดอำเภอวิเชียรบุรี จังหวดั เพชรบูรณ์ และอำเภอลำสนธิ จังหวดั ลพบรุ ี๗๖
จำนวนประชากรของอำเภอเทพสถิต : มีประชากรทั้งส้ิน ๕๑,๐๖๘ คน แยกเป็น ชาย
๒๔,๓๕๐ คน หญิง ๒๖,๗๑๘ คน๗๗
ข้อมูลอาชีพของตำบล : ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ได้แก่ ทำไร่มัน
สำปะหลัง สวนผลไม้ เลย้ี งสัตว์ และทำไร่ ทำนาเพือ่ จำหนา่ ยและเพอื่ การบริโภคเอง
๗๖ ข้อมูลและสภาพทั่วไปของอำเภอเทพสถิต, https://pr.prd.go.th/chaiyaphum/ewt_news. (สืบค้นเมื่อ ๑
กนั ยายน ๒๕๖๓)
๗๗ รายงานสถิติจำนวนประชากรและบ้านประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๒, https://stat.dopa.go.th36. (สืบค้นเม่ือ ๑
กนั ยายน ๒๕๖๓)
๗๘
๒.๖ งานวจิ ัยทีเ่ กยี่ วข้อง
จากผลการศึกษางานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการ
ปกครองส่วนท้องถนิ่ ในอำเภอเทพสถติ จงั หวัดชัยภมู ิ พบว่ามีผูศ้ กึ ษาไว้ดงั น้ี
๒.๖.๑ งานวจิ ัยที่เก่ยี วข้องกบั การมีส่วนร่วมทางการเมือง
จากผลการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการ
ปกครองส่วนท้องถ่นิ พบว่ามผี ู้ศกึ ษาไว้ ๓ ท่านดงั น้ี
สุกฤตา จอนดาพรม และโชติมา แก้วกรอง ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง การมีส่วนร่วมทางการ
เมอื งของสตรีไทยในพื้นท่ีองคป์ กครองสว่ นทอ้ งถน่ิ ของภูมิภาคตะวันตก ผลการวิจัยพบว่า ๑) สตรไี ทย
ในพื้นท่ีองค์กรปกครองส่วนทอ้ งถิ่นของภูมิภาคตะวันตกมีส่วนร่วมทางการเมืองอยูใ่ นระดับปานกลาง
๒) ปัจจัยระดับการศึกษา ต่างกัน ส่งผลต่อการเข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองแตกต่างกัน ปัจจัยอาชีพ
และปัจจัยพ้ืนฐานภูมิทางการเมืองต่างกันส่งผลต่อการเข้าร่วมกิจกรรมชุมชน แตกต่างกัน และปัจจัย
การรับส่ือมวลชนเก่ียวกับข่าวสารทางการเมืองต่างกันส่งผลต่อการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง และด้าน
การสนับสนุนพรรคการเมืองแตกต่างกัน สว่ นปัจจัยความสำนึกทางการเมืองมีความสัมพันธ์กับปัจจัย
การมีส่วนร่วมทางการเมืองด้านการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ ๐.๐๕
โดยมีความสัมพันธ์ไปในทางทิศเดียวกันในระดับต่ำมาก และ๓) ประเด็นปัญหาและอุปสรรคของสตรี
ต่อการมสี ่วนรว่ มทางการเมืองพบว่า สตรีไทยส่วนใหญต่ อ้ งรบั ภาระในการดูแลครอบครวั และมีความรู้
ความเขา้ ใจเก่ยี วกับการเมอื งนอ้ ยลง๗๘
ภูสิทธ์ ขันติกุล ได้ศกึ ษาวจิ ัยเรื่อง รูปแบบการมีสว่ นร่วมทางการเมืองของประชาชนเขต
ดุสิตกรุงเทพมหานคร ผลการวิจัยพบว่า ประชาชนเขตดุสิตกรุงเทพมหานครฯ มีส่วนร่วมทางการ
เมืองโดยภาพรวมอยู่ในระดับต่ำ ส่วนรายด้านพบว่า ประชาชนมีส่วนรว่ มทางการเมืองเพียง ๒ ระดับ
เท่าน้ันได้แก่ ระดับปานกลาง และต่ำ ซ่ึงรายด้านท่ีอยู่ระดับปานกลาง ได้แก่ ด้านการใช้สิทธิเลือกตั้ง
ด้านการติดตามข่าวสารทางการเมืองและการสนทนาเร่ืองการเมืองส่วนรายด้านที่อยู่ระดับต่ำได้แก่
ด้านการชุมชนทางการเมืองด้านการติดต่อกับนักการเมืองและด้านการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง
กับพรรคการเมืองและกลุ่มทางการเมืองต่าง ๆ ส่วนปัจจัยท่ีมีอิทธิพลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมือง
ของประชาชนเขตดุสิตกรุงเทพมหานครฯ ได้แก่ ปัจจัยบุคคล ได้แก่ เพศ อายุและสถานภาพ ปัจจัย
๗๘ สุกฤตา จอนดาพรม และโชติมา แก้วกรอง, “การมีส่วนร่วมทางการเมืองของสตรีไทยในพื้นท่ีองค์
ปกครองสว่ นท้องถ่ินของภูมิภาคตะวนั ตก”, วารสารการเมืองการปกครอง การจัดการชมุ ชนเพ่ือพฒั นาทยี งั่ ยนื , ปี
ท่ี ๓ ฉบบั ท่ี ๒, (มีนาคม - สงิ หาคม ๒๕๕๖), หน้า ๑๑๗.