The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

2563 การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการปกครองส่วนท้องถิ่น ในอำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ
THE PUBLIC POLITICAL PARTICIPATION IN LOCAL GOVERNMENT IN THEP SATHIT DISTRICT, CHAIYAPHUM PROVINCE พระมหาทัศพงษ์ ชยเมธี (กลิ่นศรีสุข)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

2563 การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการปกครองส่วนท้องถิ่น ในอำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ THE PUBLIC POLITICAL PARTICIPATION IN LOCAL GOVERNMENT IN THEP SATHIT DISTRICT, CHAIYAPHUM PROVINCE พระมหาทัศพงษ์ ชยเมธี (กลิ่นศรีสุข)

2563 การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการปกครองส่วนท้องถิ่น ในอำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ
THE PUBLIC POLITICAL PARTICIPATION IN LOCAL GOVERNMENT IN THEP SATHIT DISTRICT, CHAIYAPHUM PROVINCE พระมหาทัศพงษ์ ชยเมธี (กลิ่นศรีสุข)

Keywords: 2563,การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการปกครองส่วนท้องถิ่น ในอำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ,THE PUBLIC POLITICAL PARTICIPATION IN LOCAL GOVERNMENT IN THEP SATHIT DISTRICT, CHAIYAPHUM PROVINCE,พระมหาทัศพงษ์ ชยเมธี (กลิ่นศรีสุข)

๗๙

ทางสังคมและเศรษฐกิจ ได้แก่อาชีพ การเป็นสมาชิกกลุ่มทางสังคม บทบาทหน้าท่ีในครอบครัวและ
บทบาทหน้าทใี่ นชุมชน ปจั จัยสภาพแวดลอ้ มทางการเมอื งไดแ้ ก่การรบั รขู้ ่าวสารทางการเมอื งและการ
พัฒนาทางการเมืองปัจจัยทางจิตวิทยาทางการเมืองได้แก่ ความสนใจทางการเมืองพฤติกรรมทาง
การเมืองและการกล่อมเกลาทางการเมืองส่วนปัจจัยที่สามารถพยากรณ์ การมีส่วนร่วมทางการเมือง
ของประชาชนมี ๔ ตัว เรียงจากมากไปน้อย ได้แก่ ความสนใจทางการเมืองการรับรู้ข่าวสารทาง
การเมืองค่านิยมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย และสภาพแวดล้อมส่วนรูปแบบการมีส่วนร่วม
ทางการเมืองของประชาชนเขตดุสิตกรุงเทพมหานครฯ พบว่า ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็น
ลกั ษณะลำดับข้ันฐานเจดีย์ ซ่งึ เปรียบได้ว่าการเป็นฐานเจดยี ์นน้ั ทำให้ประชาชนสามารถเขา้ ถึงได้กอ่ น
สว่ นอ่ืน ๆ มากที่สุด และเข้าถึงง่ายที่สุด โดยเปรยี บให้เห็นว่ากิจกรรมทางการเมืองท่ีประชาชนมีส่วน
ร่วมมากท่ีสุดและเข้าถึงง่ายที่สุด นั่นจะเป็นฐานของการสร้างประชาธิปไตย ซ่ึงกิจกรรมท่ีประชาชน
เขา้ ถึงมากท่ีสุด ไดแ้ ก่ รปู แบบการมสี ว่ นร่วมทางการเมืองโดยไปเลือกตั้งผู้แทนท้องถิ่น หรือ ส.ส. หรือ
ส.ว. น่ังเอง ทั้งน้ีผลการวิจัยยังพบประเด็นท่ีน่าสนใจคือประชาชนพร้อมท่ีจะเลือกไม่เข้าร่วมกิจกรรม
ทางการเมอื งใด ๆ เลย หากกจิ กรรมทางการเมืองน้นั ไม่ไดม้ ีการบงั คับโดยกฎหมาย๗๙

มานพ เข็มเมือง ได้ศึกษาวิจัยเร่ือง การมีส่วนร่วมการเลือกต้ังทางการเมืองท้องถิ่นของ
ประชาชนในเขตเทศบาลตำบลหนองแวง อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ ผลการวิจัยพบว่า ๑.
การมีส่วนร่วมการเลือกตั้งทางการเมืองท้องถิ่นของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลหนองแวง อำเภอ
ละหานทราย จังหวดั บุรีรัมย์ โดยภาพรวมอยู่ในระดบั ปานกลาง เม่อื พจิ ารณาเป็นรายดา้ น พบวา่ ด้าน
การใช้สิทธิการเลือกตั้ง อยู่ในระดับมาก ด้านการรณรงค์การหาเสียงเลือกตั้ง อยู่ในระดับปานกลาง
สว่ นด้านการติดตามตรวจสอบการเลอื กตั้ง อย่ใู นระดบั นอ้ ยโดยเรยี งลำดับจากค่าเฉลยี่ สูงไปหาต่ำดังน้ี
คือ ด้านการใช้สิทธิการเลือกต้ังด้านการรณรงค์การหาเสียงเลือกตั้ง และด้านการตรวจสอบติดตาม
การเลือกต้ัง ตามลำดับ ๒. ความคดิ เห็นและขอ้ เสนอแนะอ่ืน ๆ ที่มจี ำนวนมากท่ีสุดคือควรเปิดโอกาส
ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมให้มากกว่านี้ รองลงมาคือควรให้มีการประชาสัมพันธ์การเลือกต้ังให้
มากกว่าน้ี และควรเปดิ โอกาสใหป้ ระชาชนเขา้ มาตรวจสอบและติดตามการดำเนนิ การตามลำดบั ๘๐

๗๙ ภูสิทธ์ ขันติกุล, “รูปแบบการมีส่วนรว่ มทางการเมืองของประชาชน เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร”,
รายงานการวิจัย, (บณั ฑติ วิทยาลัย : มหาวิทยาลยั ราชภัฏสวนสุนนั ทา, ๒๕๕๓), บทคดั ยอ่ .

๘๐ มานพ เข็มเมือง, การมีส่วนร่วมการเลือกตั้งทางการเมืองท้องถิ่นของประชาชนในเขตเทศบาล
ตำบลหนองแวง อำเภอละหานทราย จังหวดั บุรรี ัมย์, วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์, ปีท่ี ๕ ฉบับท่ี
๑, (มกราคม – มิถุนายน ๒๕๕๖), หน้า ๑๐๘.

๘๐

สรุปได้ว่า การมสี ่วนร่วมของประชาชนอยู่ในระดับปานกลาง พบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการมี
ส่วนร่วมของประชาชนได้แก่ ปัจจัยส่วนบุคคล อาชีพ ระดับการศึกษา และปัจจัยการรับส่ือมวลชน
เกีย่ วกบั ข่าวสารทางการเมือง

ตารางท่ี ๒.๑๙ งานวิจยั ทเี่ กี่ยวข้องกบั การมีส่วนร่วมทางการเมือง

นกั วิชาการหรอื แหล่งข้อมูล สรปุ ผลการวจิ ยั
สุกฤตา จอนดาพรม และโชตมิ า แกว้ กรอง, สตรีไทยในพ้ืนท่ีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของ
๒๕๕๖. ภูมิภาคตะวันตกมีส่วนร่วมทางการเมืองอยู่ในระดับปาน
ภสู ทิ ธ์ ขันติกลุ , ๒๕๕๓. กลาง
ประชาชนเขตดุสิตกรุงเทพมหานครฯ มีส่วนร่วม
มานพ เข็มเมอื ง, ๒๕๕๖. ทางการเมืองโดยภาพรวมอยู่ในระดับต่ำ ส่วนรายด้าน
พบว่า ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองเพียง ๒ ระดับ
เท่าน้ันได้แก่ ระดับปานกลาง และต่ำ ซึ่งรายด้านที่อยู่
ระดับปานกลาง ได้แก่ ด้านการใช้สิทธิเลือกต้ังด้านการ
ติดตามข่าวสารทางการเมืองและการสนทนาเรื่องการเมือง
ส่วนรายด้านที่อยู่ระดับต่ำได้แก่ ด้านการชุมชนทางการ
เมืองด้านการติดต่อกับนักการเมืองและด้านการเข้าร่วม
กิจกรรมทางการเมืองกับพรรคการเมืองและกลุ่มทาง
การเมืองตา่ ง ๆ
การมีส่วนร่วมการเลือกตั้งทางการเมืองท้องถ่ินของ
ประชาชนในเขตเทศบาลตำบลหนองแวง อำเภอละหาน
ทราย จังหวัดบุรีรัมย์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง
เม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการใช้สิทธิการ
เลือกต้ัง อยู่ในระดับมาก ด้านการรณรงค์การหาเสียง
เลือกต้ัง อยู่ในระดับปานกลาง ส่วนด้านการติดตาม
ตรวจสอบการเลือกต้ัง อยู่ในระดับน้อยโดยเรียงลำดับจาก
ค่าเฉล่ียสูงไปหาต่ำดังนี้ คือ ด้านการใช้สิทธิการเลือกตั้ง
ด้านการรณรงค์การหาเสียงเลอื กตงั้ และด้านการตรวจสอบ
ตดิ ตามการเลือกต้งั ตามลำดบั

๘๑

๒.๖.๒ งานวิจยั ทเี่ ก่ยี วข้องกับการตรวจสอบการทำงาน

จากผลการศึกษางานวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับการตรวจสอบการทำงานของประชาชนในการ
ปกครองสว่ นทอ้ งถ่ิน พบวา่ มผี ูศ้ กึ ษาไว้ ๑ ทา่ นดงั น้ี

กสมศักด์ิ ศรีสันติสุข และคณะ ได้ศึกษาวิจัยเร่ือง รูปแบบการมีส่วนร่วมของภาค
ประชาชนในการติดตามตรวจสอบ การดำเนินการขององคก์ รปกครองท้องถน่ิ ด้านโครงสร้างพ้นื ฐาน :
กรณีศึกษาเทศบาลตำบลห้วยโพธ์ิ อำเภอเมืองจังหวัดกาฬสินธุ์ ผลการวิจัยพบว่า ๑) รูปแบบการมี
ส่วนร่วม คอื การเปิดโอกาสใหป้ ระชาชนเขา้ มามสี ่วนรว่ มในการจัดทำประชาคมดา้ นโครงสร้างพื้นฐาน
ซ่งึ เป็นระดับการมีสว่ นร่วมในข้ันแรก ผูใ้ หญ่บ้านยังไม่ทราบบทบาทหน้าที่ในการเข้ามามีส่วนรว่ มของ
ตนเองอีกทั้งยังไม่อยากก้าวก่ายการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนมีรูปแบบ
การมีส่วนร่วมเฉพาะการนำเสนอความต้องการของตนเองเท่านั้นส่วนประเด็นการจัดทำแผนการ
พัฒนาการตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างและการตรวจรับประชาชนไม่ทราบบทบาทของตนเองในการ
เข้ามามีส่วนรว่ ม ๒) ปัญหาอุปสรรคท่ีพบ คือการรับรู้ถึงบทบาทของตนเองในการเข้ามามีส่วนรว่ มใน
การติดตามตรวจสอบการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินด้านโครงสร้างพื้นฐาน และ๓) แนว
ทางแก้ไขปัญหาท่ีสำคัญ คือการช้ีแจงบทบาทในการเข้ามามีส่วนร่วมของประชาชนในการติดตาม
ตรวจสอบการทำงานขององค์กรปกครองสว่ นท้องถ่นิ ให้มากยง่ิ ข้ึนด้วย๘๑

สรุปได้วา่ การมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงาน คือ การเปดิ โอกาสให้ประชาชนเข้า
มามีส่วนร่วมในการจัดทำประชาคม มีส่วนร่วมในการนำเสนอความต้องการของประชาชนและร่วม
ตรวจสอบการจัดซื้อจดั จา้ งของทอ้ งถิน่

ตารางที่ ๒.๒๐ งานวจิ ัยทเ่ี กีย่ วขอ้ งกับการตรวจสอบการทำงาน

นกั วชิ าการหรอื แหล่งข้อมูล สรุปผลการวจิ ัย
กสมศกั ด์ิ ศรีสันติสขุ , ๒๕๕๘. รูปแบบการมีส่วนร่วม คือการเปิดโอกาสให้ประชาชน
เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำประชาคมด้านโครงสร้าง
พื้นฐานซ่ึงเป็นระดับการมีส่วนร่วมในข้ันแรก ผู้ใหญ่บ้าน
ยังไมท่ ราบบทบาทหน้าที่ในการเข้ามามีส่วนรว่ มของตนเอง
อีกท้ังยังไม่อยากก้าวก่ายการทำงานขององค์กรปกครอง

๘๑ สมศกั ดิ์ ศรสี ันติสุข และคณะ, “รปู แบบการมีสว่ นร่วมของภาคประชาชนในการตดิ ตามตรวจสอบ
การดำเนินการขององค์กรปกครองท้องถิ่นด้านโครงสร้างพ้ืนฐาน : กรณีศึกษาเทศบาลตำบลห้วยโพธิ์ อำเภอเมือง
จงั หวดั กาฬสินธ”ุ์ , วารสารรมยสาร, ปีที่ ๑๓ ฉบับที่ ๑, (มกราคม - เมษายน ๒๕๕๘), หน้า ๑๖๔.

๘๒

ส่วนท้องถ่ิน และประชาชนมีรูปแบบการมีส่วนร่วมเฉพาะ
การนำเสนอความต้องการของตนเองเท่านั้นส่วนประเด็น
การจัดทำแผนการพัฒนาการตรวจสอบการจัดซ้ือจัดจ้าง
และการตรวจรับประชาชนไม่ทราบบทบาทของตนเองใน
การเข้ามามีส่วนร่วม ๒) ปัญหาอุปสรรคท่ีพบ คือการรับรู้
ถงึ บทบาทของตนเองในการเข้ามามีส่วนร่วมในการติดตาม
ตรวจสอบการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้าน
โครงสร้างพื้นฐาน และ๓) แนวทางแก้ไขปัญหาทส่ี ำคัญ คือ
การชี้แจงบทบาทในการเข้ามามีส่วนร่วมของประชาชนใน
การติดตามตรวจสอบการทำงานขององค์กรปกครองส่วน
ท้องถ่นิ ให้มากยง่ิ ข้ึนด้วย

๒.๖.๓ งานวจิ ยั ทเ่ี กี่ยวขอ้ งกับการกำหนดนโยบาย

จากผลการศึกษางานวจิ ัยทีเ่ ก่ียวข้องกับการกำหนดนโยบายของประชาชนในการปกครอง
ส่วนทอ้ งถิ่น พบวา่ มีผศู้ กึ ษาไว้ ๓ ทา่ นดงั นี้

พระเกรียงศักด์ิ กิตตฺ ิปฺญโญ (รักสนิท) ไดศ้ ึกษาวจิ ยั เรอื่ ง การมสี ่วนรว่ มของประชาชนใน
การกำหนดนโยบายการพัฒนาชุมชนขององค์การบริหารส่วนตำบลประสงค์ อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุ
ราษฎรธ์ านี ผลการวิจยั พบวา่ ๑) การมสี ว่ นร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบายการพัฒนาชุมชน
ขององค์การบริหารส่วนตำบลประสงค์ อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานีโดยรวมอยู่ในระดับปาน
กลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านเศรษฐกิจ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ด้านโครงสร้าง
พ้ืนฐาน ด้านการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม และด้านแผนทรัพยาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของ
ชุมชน มีค่าเฉล่ียต่ำสุด จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพและรายได้ต่อเดือน พบว่า
โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ๒) ผลการเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนด
นโยบายการพฒั นาชุมชนขององค์การบรหิ ารส่วนตำบลประสงค์ อำเภอท่าชนะ จังหวดั สุราษฎร์ธานี
ท่ีมีอาชีพ และรายได้ต่อเดือนต่างกัน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๐๑ และเพศ
ต่างกัน แตกต่างกันอยา่ งมนี ัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ ส่วนที่มี อายุ และระดับการศึกษาต่างกัน
ไม่แตกต่างกัน ๓) ข้อเสนอแนะเก่ียวกับปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาการมีส่วนร่วมของประชาชน
ในการกำหนดนโยบายการพัฒนาชุมชนขององค์การบริหารส่วนตำบลประสงค์ อำเภอท่าชนะ
จังหวัดสุราษฎร์ธานี ปัญหา พบว่า ด้านโครงสร้างพ้ืนฐาน มีความถ่ีสูงสุด ข้อที่ว่า เปิดโอกาสให้ร่วม
แสดงความคิดเห็นในการแก้ไขปัญหาที่เกิดในชุมชน น้อย สำหรับแนวทางแกไ้ ข พบวา่ ดา้ นโครงสรา้ ง

๘๓

พื้นฐานมีความถ่ีสูงสุด ข้อท่ีว่า ควรอำนวยความสะดวกในการเข้าร่วมรับฟังการกำหนดนโยบายการ
พฒั นาดา้ นโครงสร้างพนื้ ฐานแก่ประชาชน๘๒

ฐานพัฒน์ ทิพย์บรรพต ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “พัฒนาการมีส่วนรว่ มในการวางแผนพัฒนา
ชุมชนของประชาชนตำบลตะปาน อำเภอพนุ พนิ จังหวัดสุราษฎร์ธานี” ผลการวิจัยพบวา่ ระดับการมี
ส่วนร่วมในการวางแผนพัฒนาชุมชน ด้านการร่วมคิดร่วมตัดสินใจในการวางแผนในระดับน้อย ด้าน
การมีส่วนร่วมในการปฏิบัติ ในการวางแผนในระดับน้อย ด้านการมีส่วนร่วมในการประเมินผลอยู่ใน
ระดับปานกลาง ซ่ึงผลที่ได้จากการศึกษานี้ได้นำมาเป็นข้อมูลพื้นฐานการพัฒนาการมีส่วนร่วมในการ
วางแผนพัฒนาชุมชนของประชาชนตำบลตะปานโดยใช้กระบวนการ AIC ขั้นท่ี ๒ การพัฒนาการมี
ส่วนร่วมในการวางแผนพัฒนาชุมชนของผู้เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการโดยกระบวนการAIC จำนวน
๔๐ คน สรุปได้วา่ การเข้าร่วมของผเู้ ข้าประชุมเชิงปฏบิ ัตกิ ารคร้งั น้ีได้เพิม่ ทกั ษะและมเี จตคตทิ ่ีดใี นการ
วางแผนพัฒนาชุมชนโดยมีการแลกเปลยี่ นความรู้ ได้เรียนรู้กระบวนการในการวางแผน ได้มีส่วนร่วม
ในการวิเคราะห์ชุมชนร่วมแสดงความคิดเห็น ร่วมกันกำหนดแนวทางการวางแผนพัฒนาและจัดทำ
แผนงานโครงการต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ส่วนผลการประเมินการพัฒนาการมีส่วนร่วมในการวางแผน
พัฒนาชุมชน โดยการทดสอบความรู้เก่ียวกับการมีส่วนร่วมในการวางแผนพัฒนาชุมชนและทดสอบ
เจตคติท่ีมีต่อกระบวนการการวางแผนพัฒนาชุมชนและสังเกตพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในการทำ
แผนพัฒนาชุมชน พบว่า ผเู้ ข้ารว่ มประชมุ เชงิ ปฏิบัติการมคี วามรู้เกีย่ วกบั การมสี ่วนรว่ มในการวางแผน
พัฒนาชุมชนเพ่มิ ข้ึนและมีเจตคติทีดีต่อการวางแผนพัฒนาชุมชน ส่วนการสงั เกตทักษะความสามารถ
ในการปฏิบัติการพัฒนาการมีส่วนร่วมในการวางแผนพัฒนาชุมชน พบว่าผู้เข้าร่วมประชุมมีทักษะ
ความสามารถในการปฏิบัติและทักษะการวางแผนในระดับท่ีมาก สำหรับข้อเสนอแนะจากการวิจัย
คร้ังน้ี หนว่ ยงานในชุมชนต่าง ๆ ควรนำกระบวนการพฒั นาการมีสว่ นรว่ มในการวางแผนพฒั นาชุมชน
ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของชุมชนแต่ละแห่งเพ่ือให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาและการ
จดั ทำแผนชมุ ชนอย่างแท้จริง๘๓

๘๒ พระเกรียงศักดิ์ กิตฺติปฺญโญ (รักสนิท), “การมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบายการ
พัฒนาชุมชนขององค์การบริหารส่วนตำบลประสงค์ อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี”, วิทยานิพนธ์ปริญญา
พทุ ธศาสตรมหาบัณฑิต, (บณั ฑิตวทิ ยาลัย : มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๖๐), บทคัดย่อ.

๘๓ ฐานพัฒน์ ทิพยบ์ รรพต, “พฒั นาการมีสว่ นร่วมในการวางแผนพัฒนาชุมชนของประชาชนตาบลตะ
ปาน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี”, วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, (สาขาวิชาสังคมศาสตร์
เพอื่ การพัฒนา, บัณฑิตวทิ ยาลัย : มหาวิทยาลัยราชภฏั สรุ าษฎร์ธานี, ๒๕๕๓), หน้า ๖๒.

๘๔

กนกพร แสงศรี ได้วิจัยเรื่อง “การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดแผนพัฒนาตำบล
ขององค์การบริหารส่วนตำบลเกาะปันหยี อำเภอเมือง จังหวัดพังงา”ผลการวิจัยพบว่า ประชาชนท่ีมี
เพศอายุ และอาชีพ ต่างกัน การมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนพัฒนาตำบลขององค์การบริหารส่วน
ตำบลเกาะปันหยี อำเภอเมือง จังหวัดพังงา ไม่แตกต่างกัน ประชาชนท่ีมีระดับการศึกษาและรายได้
ต่างกันการมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนพัฒนาตำบลขององค์การบริหารส่วนตำบลเกาะปันหยี อำเภอ
เมืองจงั หวัดพังงา แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ ๐.๐๕ ประชาชนในตำบลเกาะปันหยี
ที่มีระดับการศึกษาสูงและรายได้สูง เป็นกลุ่มท่ีมีโอกาสทางสังคมสูง ส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพนอก
พ้ืนท่ีทำให้มองเหน็ ความสำคญั ของการมีส่วนรว่ มในการจดั ทำแผนพฒั นาตำบล น้อยกวา่ ประชาชนใน
ตำบลเกาะปันหยีทีม่ รี ะดบั การศึกษาน้อยและรายไดต้ ่ำ๘๔

สรุปได้วา่ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบายอยู่ในระดับปานกลาง และ
พบวา่ ปจั จัยท่มี ผี ลต่อการมสี ่วนรว่ มของประชาชนได้แก่ ปัจจยั สว่ นบุคคล อาชีพ รายได้ ตอ่ เดือน และ
เพศ

ตารางท่ี ๒.๒๑ งานวจิ ยั ทีเ่ ก่ยี วข้องกับการกำหนดนโยบาย

นกั วชิ าการหรือแหล่งข้อมูล สรปุ ผลการวจิ ยั
พระเกรยี งศกั ด์ิ กติ ฺติปฺญโญ (รักสนิท), ๒๕๖๐. การมสี ่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบายการ
พัฒนาชุมชนขององค์การบริหารส่วนตำบลประสงค์
ฐานพฒั น์ ทิพย์บรรพต, ๒๕๕๓. อำเภอท่าชนะ จงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านีโดยรวมอยใู่ นระดับปาน
กลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านเศรษฐกิจ มี
ค่าเฉล่ียสูงสุด รองลงมาคือ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้าน
การศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม และด้านแผนทรัพยากร
รมชาติและส่งิ แวดล้อมของชุมชน มีคา่ เฉลย่ี ต่ำสดุ
ระดับการมีส่วนร่วมในการวางแผนพัฒนาชุมชน ด้าน
การร่วมคิดร่วมตัดสินใจในการวางแผนในระดับน้อย ด้าน
การมีส่วนร่วมในการปฏิบัติ ในการวางแผนในระดับน้อย
ดา้ นการมีสว่ นรว่ มในการประเมินผลอย่ใู นระดับปานกลาง

๘๔ กนกพร แสงศรี, “การมสี ่วนร่วมของประชาชนในการจัดแผนพัฒนาตำบลขององคก์ ารบรหิ ารส่วน
ตำบลเกาะปันหยี อำเภอเมือง จังหวัดพังงา”, วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต (สาขานโยบาย
สาธารณะ, บณั ฑิตวทิ ยาลัย : มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สวนดุสิต, ๒๕๕๓), บทคดั ย่อ.

กนกพร แสงศรี, ๒๕๕๓. ๘๕

ประชาชนที่มีเพศอายุ และอาชีพ ต่างกัน การมีส่วน
ร่วมในการจัดทำแผนพัฒนาตำบลขององค์การบริหารส่วน
ตำบลเกาะปันหยี อำเภอเมือง จังหวัดพังงา ไม่แตกต่างกัน
ประชาชนท่ีมีระดับการศึกษาและรายได้ต่างกันการมีส่วน
ร่วมในการจัดทำแผนพัฒนาตำบลขององค์การบริหารส่วน
ตำบลเกาะปันหยี อำเภอเมืองจังหวัดพังงา แตกต่างกัน
อยา่ งมีนยั สำคญั ทางสถติ ิทรี่ ะดับ ๐.๐๕

๒.๖.๔ งานวิจยั ที่เกีย่ วขอ้ งกบั การบรหิ าร

จากผลการศึกษางานวิจัยที่เก่ียวข้องกับการบริหารของประชาชนในการปกครองส่วน
ท้องถน่ิ พบว่ามผี ู้ศึกษาไว้ ๓ ทา่ นดังน้ี

สิทธ์ิธนัชท์ วารุณสหรัชภณ ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง การมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการ
บริหารงานปกครองส่วนท้องถ่ินองค์การบริหารส่วนตำบลตลาดจินดา อำเภอสามพราน จังหวัด
นครปฐม ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการบริหารงานปกครองส่วน
ท้องถ่ินด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและด้านการมีส่วนร่วมในผลประโยชน์ อยู่ในระดับปาน
กลาง ส่วนด้านการมีส่วนร่วมในการปฏิบตั ิดำเนินงาน และดา้ นการมีส่วนร่วมในการประเมินผลอยูใ่ น
ระดับนอ้ ย นอกจากน้ีกลุ่มตัวอยา่ งมีข้อเสนอแนะว่า ประชาชนต้องการเสนอแนะการทำงานของอบต.
และร้องทกุ ข์เรื่องราวต่าง ๆ ได้หลากหลายช่องทาง ในขณะเดยี วกันต้องการใหอ้ บต. ชแ้ี จงผลการรอ้ ง
ทุกข์ ช้ีแจงการใช้งบประมาณ ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ของ อบต. ให้มากข้ึนและประชาชนต้องการให้
อบต. เป็นผูท้ ำหน้าท่ีประสานงานกลมุ่ ประชาชน เพอ่ื เข้าร่วมกิจกรรมสามารถแสดงความคิดเห็นและ
ข้อเสนอแนะเพื่อใช้เป็นแนวทางวางแผนพัฒนา อบต. เพ่ือประโยชน์ด้านความเป็นอยู่และคุณภาพ
ชีวิตของประชาชน ควรเปิดโอกาสเข้ามาร่วมควบคุมตรวจสอบการปฏิบัติงานตามแผนพัฒนาอบต.
และการบริหารให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยใช้จ่ายเงินงบประมาณอย่างคุ้มค่าและสำหรับการ
พฒั นาท้องถ่นิ ให้มากท่สี ดุ ๘๕

๘๕ สิทธ์ธิ นัชท์ วารุณสหรัชภณ, “การมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการบริหารงานปกครองส่วนท้องถิ่น
องค์การบริหารส่วนตำบลตลาดจินดา อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม”, วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต,
(บัณฑติ วิทยาลยั : มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์, ๒๕๕๙), บทคัดยอ่ .

๘๖

พระนุชิต นาคเสโน (โพวิชัย) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง การมีส่วนร่วมของประชาชนในการ
บริหารจัดการมูลฝอยของเทศบาล ตำบลทุ่งหลวง อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ผลการวิจัย
พบว่า ๑. ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารงานกำจัดมูลฝอยของเทศบาลตำบลทุ่ง
หลวง อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อจำแนกเป็นรายด้านพบว่า
ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารงานกำจัดมูลฝอยของเทศบาลตำบลทุ่งหลวง อำเภอสุวรรณภูมิ
จังหวัดร้อยเอ็ด อยู่ในระดับปานกลาง คือ ด้านการมีส่วนร่วมในการประเมินโครงการ ส่วนด้านการมี
ส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ ด้านการมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน และด้านการมีส่วนร่วมในการ
ตดั สินใจ อย่ใู นระดับมาก ๒. ผลการเปรยี บเทียบการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารงานกำจัด
มูลฝอยของเทศบาลตำบลทุ่งหลวง อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล
พบว่า ประชาชนที่มีอายุ ระดับการศึกษา และรายได้ต่างกัน มีส่วนร่วมในการบริหารงานกำจัดมูล
ฝอยแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ ๐.๐๕ จึงยอมรบั สมมติฐานการวิจยั สว่ นประชาชน
ท่ีมีเพศ และอาชีพต่างกัน มีส่วนร่วมในการบริหารงานกำจัดมูลฝอยไม่แตกต่าง จึงปฏิเสธสมมติฐาน
การวิจยั ๘๖

พระมหาถนอม ฐานวโร (พิมพ์สุวรรณ์) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง การมีส่วนร่วมของประชาชน
ในการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนเทศบาลตำบลบ่อพลับ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม
ผลการวิจัยพบว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนเทศบาล
ตำบลบ่อพลับ อำเภอเมืองจังหวัดนครปฐม โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( = ๓.๒๒) เม่ือ
พิจารณาเป็นรายด้านพบว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารงานขององค์การบริหารส่วน
เทศบาลตำบลบ่อพลับ อำเภอเมืองจังหวัดนครปฐม อยู่ในระดับปานกลางทุกด้านโดยเรียงลำดับจาก
มากไปหาน้อย ๓ ลำดบั แรกดังน้ี ด้านการร่วมคดิ ตัดสินใจ ( = ๓.๒๙) ด้านการร่วมรับผลประโยชน์
( = ๓.๒๕) ด้านการร่วมดำเนนิ การ ( = ๓.๒๔)๘๗

สรุปได้วา่ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารอย่ใู นระดับปานกลาง พบวา่ ปัจจัยท่ี
มผี ลตอ่ การมสี ว่ นรว่ มของประชาชนไดแ้ ก่ ปัจจัยส่วนบุคคล อายุ การศึกษา รายได้

๘๖ พระนุชิต นาคเสโน (โพวิชัย), “การมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการมูลฝอยของ
เทศบาล ตำบลทุ่งหลวง อำเภอสุวรรณภูมิ จงั หวัดร้อยเอ็ด”, สารนิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิต
วิทยาลัย : มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๖๑), บทคัดย่อ.

๘๗ พระมหาถนอม ฐานวโร (พิมพ์สุวรรณ์), “การมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารงานของ
องค์การบริหารส่วนเทศบาลตำบลบ่อพลับ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม” วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสห
วิทยาการ, ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๑ (มกราคม-มิถนุ ายน ๒๕๖๑), หนา้ ๑๗๔.

๘๗

ตารางท่ี ๒.๒๒ งานวิจัยท่เี กยี่ วข้องกบั การบริหาร

นกั วชิ าการหรอื แหล่งข้อมูล สรุปผลการวจิ ัย

สิทธ์ิธนชั ท์ วารณุ สหรชั ภณ, ๒๕๕๙. ก ลุ่ ม ตั ว อ ย่ างมี ส่ ว น ร่ ว ม ข อ งป ระช าช น ต่ อ ก าร

บริหารงานปกครองส่วนท้องถิ่นด้านการมีส่วนร่วมในการ

ตัดสินใจและด้านการมีส่วนร่วมในผลประโยชน์ อยู่ใน

ระดับปานกลาง ส่วนด้านการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติ

ดำเนินงาน และด้านการมีส่วนร่วมในการประเมินผลอยู่ใน

ระดับนอ้ ย

พระนุชิต นาคเสโน (โพวิชัย), ๒๕๖๑. ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารงาน

กำจัดมูลฝอยของเทศบาลตำบลทุ่งหลวง อำเภอสุวรรณภูมิ

จังหวัดร้อยเอ็ด โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อจำแนก

เป็นรายด้านพบว่า ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารงาน

กำจัดมูลฝอยของเทศบาลตำบลทุ่งหลวง อำเภอสุวรรณภูมิ

จังหวัดร้อยเอ็ด อยู่ในระดับปานกลาง คือ ด้านการมีส่วน

ร่วมในการประเมินโครงการ ส่วนด้านการมีส่วนร่วมในการ

รบั ผลประโยชน์ ด้านการมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน และ

ด้านการมสี ว่ นร่วมในการตดั สินใจ อยใู่ นระดับมาก

พระมหาถนอม ฐานวโร (พิมพส์ วุ รรณ)์ , ๒๕๖๑. การมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารงานของ

องค์การบริหารส่วนเทศบาลตำบลบ่อพลับ อำเภอเมือง

จังหวัดนครปฐม โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( =

๓.๒๒) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าการมีส่วนร่วมของ

ประชาชนในการบริหารงานขององค์การบริหารส่วน

เทศบาลตำบลบ่อพลับ อำเภอเมืองจังหวัดนครปฐม อยู่ใน

ระดับปานกลางทกุ ด้านโดยเรียงลำดับจากมากไปหานอ้ ย ๓

ลำดับแรกดังน้ี ด้านการร่วมคิดตัดสินใจ ( = ๓.๒๙)

ด้านการร่วมรับผลประโยชน์ ( = ๓.๒๕) ด้านการร่วม

ดำเนินการ ( = ๓.๒๔)

๘๘

๒.๖.๕ งานวิจยั ทเ่ี ก่ยี วขอ้ งกับการตดิ ตามขา่ วสาร
จากผลการศึกษางานวจิ ัยท่ีเก่ียวข้องกับการติดตามข่าวสารของประชาชนในการปกครอง
ส่วนท้องถิ่น พบวา่ มผี ู้ศึกษาไว้ ๒ ทา่ นดังนี้
รัฐ กันภัย และธรรมนิตย์ วราภรณ์ ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง การรับรู้ข่าวสารและการมีส่วน
ร่วมของประชนที่ส่งผลต่อการพัฒนาท้องถ่ินในองค์การบริหารส่วนตำบล จังหวัดภาคตะวันตก
ตอนล่างผลการวจิ ัยพบว่า ๑) ประชาชนในองค์การบริหารส่วนตำบลเขตจงั หวัดภาคตะวันตกตอนลา่ ง
มกี ารรับรขู้ ่าวสารจากสื่อโทรทัศน์มากท่ีสุด มีส่วนรว่ มในการรับผลประโยชน์จากการพัฒนามากที่สุด
และมีการพัฒนาด้านการศึกษาศาสนา และวัฒนธรรม มากที่สุด ๒) ค่าความสัมพันธร์ ะหว่างการรับรู้
ข่าวสาร และการมีส่วนร่วมของประชาชนกับการพัฒนาท้องถิ่นในองค์การบริหารส่วนตำบลเขต
จงั หวัดภาคตะวันตกตอนล่าง มีความสมั พันธ์ทางบวกทุกตัวและมีนัยสำคญั ทางสถิตทิ ี่ระดับ .๐๑ โดย
ตัวแปรมีคา่ สัมประสทิ ธิ์สหพันธ์กับการพัฒนาท้องถ่ินในองค์กรบริหารสว่ นตำบลมากท่ีสุด คือสัมพันธ์
กับการมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์จากการพัฒนา และตัวแปรที่มีค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์กับ
การพัฒนาท้องถ่นิ ในองค์การบริหารส่วนตำบลท้องถิ่น นอ้ ยทสี่ ุด คือการรับรู้ขา่ วสารจากอินเตอร์เน็ต
๓) การรับรู้ข่าวสารและการมีส่วนร่วมของประชาชน ส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาท้องถ่ินในองค์การ
บริหารส่วนตำบล เขตจังหวัดภาคตะวันตกตอนล่าง มีค่าอำนาจจากการพยากรณ์ ๕๔.๙ ข้อค้นพบ
จากการวิจัยทางคุณภาพจะเห็นได้ว่า ประชาชนส่วนใหญ่ได้รับข่าวสารทางการเมืองจากส่ือหอ
กระจายขา่ วและเสียงตามสายของหมบู่ ้าน๘๘
มยุรี ถนอมสุข ได้ศึกษาวิจัยเร่ือง “การรับรู้ข่าวสารทางการเมืองกับการมีส่วนร่วมทางการ
เมอื งของนสิ ิตภาควิชาพลศึกษา และกฬี าคณะศึกษาศาสตร์และพฒั นศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตรว์ ทิ ยา
เขตกำแพงแสน” ผลการวิจัยพบว่า นิสิตภาควิชาพลศึกษาและกีฬา คณะศึกษาศาสตร์ และพัฒนศาสตร
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตรวิทยาเขตกำแพงแสนมีส่วนรว่ มทางการเมืองอยู่ในระดับน้อย โดยที่ปัจจัย
อายุ ภมู ิลำเนา และการรับรขู้ ่าวสารทางการเมืองไม่มคี วามสัมพนั ธก์ ับการมีส่วนร่วมทางการเมอื งของ
นิสิต ส่วนปัจจัยท่ีมีผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองคือเพศ ชั้นปี รายได้ของครอบครัวอาชีพของ

๘๘ รัฐ กันภัย และธรรมนิตย์ วราภรณ์ , “การรับรู้ข่าวสารและการมีส่วนร่วมของประชนท่ีส่งผลต่อ
การพัฒนาท้องถนิ่ ในองค์การบริหารส่วนตำบล จังหวัดภาคตะวันตกตอนล่าง”, ฉบับภาษาไทย สาขามนุษยศาสตร์
สังคมศาสตร์ และศลิ ปะ, ปีท่ี ๘ ฉบบั ท่ี ๑, (มกราคม - เมษายน ๒๕๕๘), หนา้ ๑๐๗๕.

๘๙

ผู้ปกครอง และการกล่อมเกลาทางการเมืองมีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของนิสิต
อยา่ งมนี ัยสำคัญทางสถติ ทิ ่รี ะดับ .๐๕๘๙

สรุปได้ว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนในการติดตามข่าวสารอยู่ในระดับน้อย พบว่า
ปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนได้แก่ ปัจจัยส่วนบุคคล เพศ ช้ันปี รายได้ของครอบครัว
อาชีพของครอบครวั และการกล่อมเกลทางการเมอื ง

ตารางท่ี ๒.๒๓ งานวจิ ยั ทเี่ กย่ี วข้องกบั การตดิ ตามขา่ วสาร

นกั วชิ าการหรือแหล่งข้อมูล สรปุ ผลการวิจยั
รฐั กันภัย และธรรมนติ ย์ วราภรณ์, ๒๕๕๘. ประชาชนในองค์การบริหารส่วนตำบลเขตจังหวัดภาค
ตะวันตกตอนล่าง มีการรับรู้ข่าวสารจากส่ือโทรทัศน์มาก
มยรุ ี ถนอมสขุ , ๒๕๕๔. ท่ีสุด มีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์จากการพัฒนามาก
ท่ีสุด และมีการพัฒนาด้านการศึกษาศาสนา และ
วัฒนธรรม มากท่ีสุด
พบว่า นิ สิตภาควิชาพลศึกษาและกีฬา คณะ
ศึกษาศาสตร์ และพัฒนศาสตรมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร
วิทยาเขตกำแพงแสนมีส่วนร่วมทางการเมืองอยู่ในระดับ
น้อย โดยที่ปัจจัยอายุ ภูมิลำเนา และการรับรู้ข่าวสารทาง
การเมืองไม่มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมทางการเมือง
ของนิสิต ส่วนปัจจัยท่ีมีผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมือง
คือเพศ ชั้นปี รายได้ของครอบครัวอาชีพของผู้ปกครอง
และการกล่อมเกลาทางการเมืองมีความสัมพันธ์กับการมี
สว่ นรว่ มทางการเมืองของนิสิต อย่างมีนัยสำคญั ทางสถติ ิที่
ระดบั .๐๕

๘๙ มยรุ ี ถนอมสุข, “การรับรู้ข่าวสารทางการเมืองกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของนิสติ ภาควิชาพล
ศึกษาและกฬี า คณะศกึ ษาศาสตรแ์ ละพัฒนศาสตร์มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน”, รายงานการ
วิจยั , (คณะศกึ ษาศาสตร์และพฒั นศาสตร์ : มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์ วทิ ยาเขตกำแพงแสน, ๒๕๕๔), บทคดั ย่อ.

๙๐

๒.๖.๖ งานวิจยั ทเี่ ก่ยี วข้องกบั หลักอปรหิ านยิ ธรรม

จากผลการศึกษางานวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับหลักอปริหานิยธรรมของประชาชนในการ
ปกครองสว่ นทอ้ งถ่ิน พบวา่ มีผศู้ กึ ษาไว้ ๒ ทา่ นดังนี้

ประยงค์ พรมมา ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “การบริหารงานตามหลักอปริหานิยธรรมของ
องค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น” ผลการวิจัยพบว่า พนักงานมีความคิดเห็นต่อการบริหารงาน
ตามหลักอปรหิ านิยธรรมขององค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น โดยรวมอยู่ในระดับมากท่ีสุด ( ̅ =
๔.๕๖) เม่ือพิจารณารายด้านพบว่าพนกั งานมคี วามคิดเห็นตอ่ การบริหารงานตามหลักอปริหานิยธรรม
อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน โดยเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยตามลำดับ คือ ด้านการเคารพเชื่อฟัง
ผู้บังคับบัญชา, ด้านการให้เกียรติและคุ้มครองสิทธิสตรี, ด้านการส่งเสริมและรักษาวัฒนธรรม
ประเพณีอันดีงาม,ด้านการอารักขาคุ้มครองปกป้องอันชอบ, ด้านการพร้อมเพรียงกันประชุม, ด้าน
การประชุมกันเน่ืองนิตย์ , และด้านการไม่บัญญัติ หรือไม่ล้มเลิกข้อบัญญัติดตามอำเภอใจ
ตามลำดบั ๙๐

อนุวัฒน์ ศรีษะเก ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “การประยุกต์ใช้หลักอปริหานิยธรรม ๗ เพื่อการ
ทำงาน : กรณีศึกษาอำเภอหนองนาคำ จังหวัดขอนแก่น” ผลการวิจยั พบว่า การประยุกต์ใชห้ ลักอปริ
หานิยธรรม ๗ ในการบริหารงานองค์การบริหารส่วนตำบลกุดธาตุ อำเภอหนองนาคำ จังหวัด
ขอนแก่น โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากท่ีสุด เม่ือพิจารณาในแต่ละด้านพบว่า ๑) ด้านหม่ันประชุมกัน
เนืองนิตย์ อยู่ในระดับมากท่ีสุด ๒) ด้านพร้อมเพรียงในการประชุม มาประชุม เลิกประชุมและทำ
ภารกิจอ่ืน ๆ ให้พร้อมกัน อยู่ในระดับมากที่สุด ๓) ด้านไม่บัญญัติสิ่งท่ีมิได้บัญญัติ หรือล้มเลิก
ข้อบัญญัติต่าง ๆ อยู่ในระดับมากท่ีสุด ๔) ด้านเคารพนับถือผู้บังคับบัญชา และรับฟังคำแนะนำจาก
ท่านอยู่ในระดับมากท่ีสุด ๕) ด้านไม่ข่มเหงหรือล่วงเกินสตรี อยู่ในระดับมากท่ีสุด ๖) ด้านเคารพ
สักการะปูชนียสถาน ปูชนียวัตถุและรูปเคารพต่าง ๆ อยู่ในระดับมากท่ีสุด ๗) ด้านให้ความคุ้มครอง
พระสงฆผ์ ้ทู รงศีลและนกั บวชอนื่ ๆ อยู่ในระดบั มากทส่ี ดุ ๙๑

สรุปได้ว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนในหลักอปริหานิยธรรมอยู่ในระดับมาก พบว่า
ปัจจัยที่มผี ลตอ่ การมสี ว่ นรว่ มของประชาชนไดแ้ ก่ ปจั จยั ส่วนบุคคล เช่น เพศ และสว่ นราชการ

๙๐ ประยงค์ พรมมา, การบริหารงานตามหลักอปริหานิยธรรมขององค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น,
วทิ ยานพิ นธพ์ ทุ ธศาสตรมหาบัณฑติ , (บัณฑิตวทิ ยาลยั : มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๕๖), บทคัดยอ่ .

๙๑ อนุวัฒน์ ศรษี ะเก, การประยกุ ตใ์ ช้หลักอปรหิ านยิ ธรรม ๗ เพือ่ การทำงาน : กรณีศกึ ษาอำเภอหนอง
นาคำ จงั หวดั ขอนแก่น, วารสาร MBUISC Journal , ปที ่ี ๑ ฉบบั ที่ ๒ (พฤษภาคม – สิงหาคม ๒๕๖๓), หน้า ๖๘.

๙๑

ตารางท่ี ๒.๒๔ งานวจิ ยั ท่เี ก่ยี วข้องกบั หลกั อปริหานิยธรรม

นักวิชาการหรอื แหล่งข้อมูล สรปุ ผลการวิจัย
ประยงค์ พรมมา, ๒๕๕๖. พนักงานมีความคิดเห็นต่อการบริหารงานตามหลักอป
ริหานิยธรรมขององค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น
อนุวฒั น์ ศรษี ะเก, ๒๕๖๓. โดยรวมอยู่ในระดับมากทสี่ ดุ ( ̅ = ๔.๕๖) เมอื่ พจิ ารณาราย
ด้านพบว่าพนักงานมีความคิดเห็นต่อการบริหารงานตาม
หลักอปริหานิยธรรม อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน โดย
เฉลี่ยจากมากไปหาน้อยตามลำดับ คือ ด้านการเคารพเช่ือ
ฟงั ผบู้ ังคับบัญชา, ด้านการให้เกียรติและคุ้มครองสทิ ธิสตรี,
ด้านการส่งเสริมและรักษาวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม
,ด้านการอารักขาคุ้มครองปกป้องอันชอบ, ด้านการพร้อม
เพรียงกันประชุม, ด้านการประชุมกันเนืองนิตย์ , และด้าน
การไม่บัญญัติ หรือไม่ล้มเลิกข้อบัญญัติดตามอำเภอใจ
ตามลำดับ
การประยุกต์ใช้หลักอปริหานิยธรรม ๗ ในการ
บริหารงานองค์การบริหารส่วนตำบลกุดธาตุ อำเภอหนอง
นาคำ จังหวัดขอนแก่น โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากท่ีสุด
เมื่อพิจารณาในแต่ละด้านพบว่า ๑) ด้านหม่ันประชุมกัน
เนืองนิตย์ อยู่ในระดับมากท่ีสุด ๒) ด้านพร้อมเพรียงใน
การประชุม มาประชุม เลิกประชุมและทำภารกิจอื่น ๆ ให้
พร้อมกัน อยูใ่ นระดบั มากที่สุด ๓) ด้านไม่บัญญัติสงิ่ ที่มิได้
บัญญัติ หรือล้มเลิกขอ้ บัญญัติต่าง ๆ อยู่ในระดับมากท่ีสุด
๔) ด้านเคารพนับถือผู้บังคับบัญชา และรับฟังคำแนะนำ
จากท่านอยู่ในระดับมากที่สุด ๕) ด้านไม่ข่มเหงหรือ
ลว่ งเกนิ สตรี อย่ใู นระดบั มากท่สี ุด ๖) ด้านเคารพสกั การะปู
ชนยี สถาน ปชู นียวตั ถุและรูปเคารพตา่ ง ๆ อยใู่ นระดับมาก
ที่สุด ๗) ด้านให้ความคุ้มครองพระสงฆ์ผู้ทรงศีลและ
นกั บวชอนื่ ๆ อยู่ในระดับมากทสี่ ดุ

๙๒

๒.๗ กรอบแนวคิดในการวิจัย

จากการทบทวนแนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยทีเ่ ก่ียวข้อง ผู้วิจยั จึงนำมาสรุปเปน็ กรอบ
แนวคิดในการวิจัย ไดต้ อ่ ไปน้ี

๑) ตัวแปรต้น (Independent Variables) คือปัจจัยส่วนบุคคล ประกอบด้วย
เพศ อายุ การศกึ ษา อาชพี รายได้

๒) ตัวแปรตาม (dependent Variables) คือ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของ
ประชาชนในการปกครองส่วนท้องถ่ิน ในอำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ โดยผู้วิจัยสังเคราะห์จาก
แนวคิดของพระมหาสำราญ นนฺทพุทฺธิ (ทะสูนย์)๙๒ ซ่ึงเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของ
ประชาชนในเขตเทศบาลตำบลร่องคำ อำเภอร่องคำ จังหวัดกาฬสินธุ์ ซ่ึงแบ่งออกเป็น ๕ ด้าน ได้แก่
๑) ดา้ นการตรวจสอบการทำงาน ๒) ด้านการกำหนดนโยบาย ๓) ด้านการบรหิ าร ๔) ดา้ นการติดตาม
ขา่ วสาร และ ๕) หลกั อปรหิ านิยธรรม ดงั แผนภมู ิ ท่ี ๒.๓

๙๒ พระมหาสำราญ นนฺทพุทฺธิ (ทะสูนย์), “การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตเทศบาล
ตำบลร่องคำ อำเภอร่องคำ จังหวัดกาฬสินธ์ุ”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย :
มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๘), หนา้ ๘๗.

ตัวแปรต้น ๙๓
(Independent Variables)
ตัวแปรตาม
ปัจจยั ส่วนบคุ คล (Dependent Variables)
๑) เพศ
๒) อายุ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของ
๓) การศกึ ษา ประชาชนในการปกครองส่วนท้องถิ่น
๔) อาชพี ในอำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ปัจจัย
๕) รายได้ ดา้ นการมีสว่ นร่วมทางการเมือง ๔ ด้าน
ได้แก่
หลกั อปรหิ านิยธรรม ๗
๑) ดา้ นการประชมุ กนั เนืองนิตย์ ๑) ด้านการตรวจสอบการทำงาน
๒) ดา้ นการพร้อมเพรยี งกนั ประชมุ
๓) ด้านการไม่บัญญตั ิหรือไมล่ ้มเลิก ๒) ดา้ นการกำหนดนโยบาย

ข้อบัญญตั ิตามอำเภอใจ ๓) ด้านการบริหาร
๔) ด้านการเคารพเชือ่ ฟังผ้บู งั คับบญั ชา
๕) ดา้ นการใหเ้ กยี รติและคมุ้ ครองสทิ ธสิ ตรี ๔) ด้านการตดิ ตามขา่ วสาร
๖) ด้านการส่งเสริมและรักษา

วฒั นธรรมประเพณีอันดีงาม
๗) ดา้ นการอารักขา คมุ้ ครอง ปกปอ้ ง

อนั ชอบธรรม

แผนภาพท่ี ๒.๓ กรอบแนวคิดในการวจิ ัย

บทที่ ๓

วิธดี ำเนนิ การวิจยั

การศึกษาวิจัยเร่ือง “การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการปกครองส่วนท้องถิ่น ใน
อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ” มีระเบียบวิธีดำเนินการวิจัยท่ีมุ่งวิเคราะห์ผลของการศึกษาโดยมีวิธี
การศกึ ษาดงั ตอ่ ไปน้ี

๓.๑ รูปแบบการวจิ ยั
๓.๒ ประชากร กลมุ่ ตวั อยา่ ง และผู้ใหข้ ้อมูลสำคญั
๓.๓ เครอื่ งมอื ทใี่ ชใ้ นการวิจัย
๓.๔ การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
๓.๕ การวิเคราะหข์ อ้ มลู

๓.๑ รูปแบบการวจิ ยั

รปู แบบการวิจัยคร้ังนี้ ผวู้ ิจัยใช้วิธกี ารวจิ ยั แบบผสม (Mixed Methods) โดยใชร้ ะเบียบวธิ ี
วิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการแจกแบบสอบถาม
กับกลุ่มตัวอย่างท่ีกำหนดไว้ และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และเก็บรวบรวม
ข้อมลู ดว้ ยวิธกี ารสัมภาษณเ์ ชิงลกึ (In depth Interview)

๙๕

๓.๒ ประชากร กลมุ่ ตัวอย่าง และผใู้ ห้ข้อมูลสำคญั

งานวิจัยเร่ือง “การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการปกครองส่วนท้องถ่ิน ในอำเภอ
เทพสถติ จงั หวดั ชยั ภูม”ิ ผู้วจิ ัยน้ันได้ประชากร/ผู้ให้ขอ้ มลู สำคญั ดังน้ี

ก.เชงิ ปริมาณ

๓.๒.๑ ประชากร

๑) ประชากรท่ีใช้ในการวิจัย ได้แก่ ประชาชนผู้ท่ีอาศัยอยู่ในเขตอำเภอเทพสถิต
จังหวัดชัยภูมิ จำนวน ๕ ตำบล มีจำนวนประชากร ๕๑,๐๖๘ คน แยกเป็น ชาย ๒๔,๓๕๐ คน หญิง
๒๖,๗๑๘ คน๑

๓.๒.๒ กลุ่มตัวอย่าง ประชากรทใ่ี ช้ในการวจิ ัย ได้แก่ ประชาชนผูท้ ี่อาศัยอยใู่ นเขตอำเภอ
เทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ จำนวน ๕ ตำบล มีจำนวนประชากร ๕๑,๐๖๘ คน จากจำนวนประชากรทีใ่ ช้
ในการวิจัยดังกล่าว ผู้วิจัยได้คำนวณหาขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่เหมาะสมโดยหลักการคำนวณของ
Yamane’ s ดงั สตู ร ต่อไปน้ี

n =N
1 + Ne2
โดย n หมายถึง
N หมายถึง ขนาดของกลุม่ ประชากร
e หมายถึง จำนวนประชากร
ความคลาดเคลื่อนท่ยี อมให้มไี ด้ (.05)

แทนคา่ ในสตู ร

n= 51,068 n = 397
1 + (51,068 x .052)

๑ รายงานสถิติจำนวนประชากรและบ้านประจำปี พ.ศ.๒๕๖๒, https://stat.dopa.go.th. (สืบคน้ เม่อื ๒ กันยายน
๒๕๖๓)

๙๖

โดยกำหนดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของยามาเน (Yamane) ระดับความเช่ือมั่น ๙๕% ได้
เท่ากับ ๓๙๗ ซ่ึงผู้วิจัยจะกำหนดกลุ่มตัวอย่างในจำนวนเต็ม คือจำนวน ๓๙๗ คน โดยใช้การสุ่มกลุ่ม
ตวั อยา่ งแบบช้ันภมู ิ รายละเอียดดังตารางท่ี ๑

ตารางท่ี ๓.๑ จำนวนประชากรและกลุ่มตวั อย่างในเขตอำเภอเทพสถติ จงั หวัดชัยภูมิ

อำเภอเทพสถติ จำนวน คำนวณสูตร จำนวนกลุ่ม
ตำบลวะตะแบก ประชากร ตัวอยา่ ง
ตำบลหว้ ยยายจิว๋ ๒,๓๙๓ 2,393 x 397
ตำบลนายางกลกั 51,068 ๑๘
ตำบลบ้านไร่ ๑๓,๕๔๐
ตำบลโป่งนก 13,540 x 397 ๑๐๕
รวมจำนวนทั้งหมด ๑๓,๒๘๑ 51,068
๑๐๓
๑๒,๖๕๔ 13,281 x 397
51,068 ๙๘
๙,๒๐๐
12,654x 397 ๗๓
๕๑,๐๖๘ 51,068
๓๙๗
9,200 x 397
51,068

51,068 x 397
51,068

กลุ่มตวั อยา่ ง

ในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างทำได้ด้วยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้การสุ่มอย่าง
มีระบบ ดำเนินการดังน้ี

๑) นำบัญชีรายชื่อประชาชนท้ังหมด แยกตามหน่วยเลือกต้ังใส่หมายเลขกำกับ
รายช่ือเรียงตามลำดับหมายเลขจากน้อยไปหามาก

๒) กำหนดช่วงสุ่ม (Sampling Interval หรือ K ) โดยใช้สูตร

ช่วงสุ่ม (k) = N
n

๓) เลือกตัวเลขเร่มิ ตน้ ทจ่ี ะใชเ้ ป็นจุดเรมิ่ ตน้ ของการส่มุ ตัวอย่าง (Random Start)

๙๗

๔) เร่ิมดำเนินการสุ่มตัวอย่างแบบเป็นระบบ โดยเร่ิมต้นจากค่าตัวเลขที่ได้จาก
ข้ันตอนที่ ๓ จากน้ันก็จะดำเนินการสุ่มตัวอย่างเป็นช่วงตามค่าท่ีคำนวณได้ในข้ันตอนท่ี ๒ จนครบ
๓๙๗ คน

ผใู้ หข้ อ้ มูลสำคัญ

ประชากรสำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ได้แก่ ผู้บริหารองค์การ
บริหารส่วนตำบล ๕ คน นักวิชาการทางรฐั ศาสตร์จำนวน ๑ คน เจ้าคณะอำเภอเทพสถิต จำนวน ๑
รปู และเจ้าคณะตำบลท่ีมีผลงานปรากฏในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา จำนวน ๑ รปู จำนวน ๘ รูป/
คน โดยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In Depth Interview) เป็นผู้ให้ข้อมูลสำคัญ
(Key Informant) ซงึ่ มรี ายนาม ดังตอ่ ไปนี้

๑) พระครูปฏภิ าณธรรมรส (สมพร ธมฺมสาโร) เจ้าคณะอำเภอเทพสถติ

๒) พระมหานรินทร์ สุรปญโฺ ญ อาจารยม์ หาวิทยาลัย

มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั

๓) พระครอู ดุ มครี ีรกั ษ์ (สรอ้ ย ญาณวีโร ) เจ้าคณะตำบลบ้านไร่

๔) นายไพรวลั ย์ แทนทรัพย์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลวะตะแบก

๕) นายประเสริฐ แต่งทรพั ย์ นายกองค์การบรหิ ารสว่ นตำบลหว้ ยยายจ๋ิว

๖) นายยนต์ พนั ธ์ชมภู นายกองค์การบริหารสว่ นตำบลนายางกลัก

๗) นายกรานต์ เขตจันทึก นายกองค์การบรหิ ารสว่ นตำบลบา้ นไร่

๘) นายณัฐวัฒน์ ด้ายรินรัมย์ นายกองค์การบรหิ ารสว่ นตำบลโปง่ นก

๓.๓ เครอื่ งมอื ท่ใี ช้ในการวจิ ยั

งานวิจัยเรื่อง “การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการปกครองส่วนท้องถ่ิน ใน
อำเภอเทพสถิต จงั หวัดชัยภูม”ิ ผวู้ ิจัยนัน้ ไดท้ ำเคร่อื งมือประกอบดว้ ย

๓.๓.๑ แบบสอบถาม
ผู้วจิ ัยดำเนินการสร้างแบบสอบถามดังนี้
๓.๓.๒ ลกั ษณะของเคร่ืองมอื

๑) ลกั ษณะของเครือ่ งมอื สำหรับการแจกแบบสอบถาม

๙๘

เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นแบบสอบถาม (Questionnaire) ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น
ตามกรอบของ “การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการปกครองส่วนท้องถ่ิน ในอำเภอเทพ
สถิต จงั หวัดชยั ภูม”ิ โดยแบง่ ออกเป็น ๓ ตอน ดังน้ี

ตอนท่ี ๑ เป็นแบบสอบถามลักษณะปลายปิดเก่ียวกับปัจจัยด้านบุคคลของผู้ตอบ
แบบสอบถามประกอบดว้ ย เพศ อายุ การศกึ ษา อาชีพ รายได้

ตอนที่ ๒ เป็นแบบสอบถามเก่ียวกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการ
ปกครองสว่ นท้องถ่นิ ในอำเภอเทพสถติ จังหวดั ชยั ภูมิ ๕ ดา้ น ได้แก่ ๑) ด้านการตรวจสอบการทำงาน
๒) ด้านการกำหนดนโยบาย ๓) ด้านการบริหาร ๔) ด้านการติดตามขา่ วสาร และ ๕) หลักอปริหานิย
ธรรม ซ่ึงมีลักษณะเป็นมาตราส่วนประเมินค่า (Rating Scale) มี ๕ ระดับ โดยมีเกณฑ์การให้คะแนน
ดังน้ี๒

๕ หมายถงึ อยใู่ นระดบั มากทส่ี ดุ
๔ หมายถงึ อยูใ่ นระดบั มาก
๓ หมายถึง อยูใ่ นระดบั ปานกลาง
๒ หมายถึง อยใู่ นระดบั น้อย
๑ หมายถงึ อยูใ่ นระดับน้อยท่ีสดุ
การแปลผล
คา่ เฉลยี่ ตั้งแต่ ๔.๒๑-๕.๐๐ หมายความว่า ระดับการมีสว่ นร่วมมากที่สุด
คา่ เฉลยี่ ตัง้ แต่ ๓.๔๑-๔.๒๐ หมายความว่า ระดบั การมีสว่ นรว่ มมาก
คา่ เฉลี่ยตงั้ แต่ ๒.๖๑-๓.๔๐ หมายความว่า ระดบั การมสี ่วนร่วมปานกลาง
คา่ เฉลย่ี ตัง้ แต่ ๑.๘๑-๒.๖๐ หมายความวา่ ระดับการมีส่วนร่วมน้อย
ค่าเฉลี่ยตัง้ แต่ ๑.๐๐-๑.๘๐ หมายความว่า ระดบั การมสี ว่ นรว่ มนอ้ ยทีส่ ุด
ตอนท่ี ๓ เป็นแบบสอบถามเกีย่ วกับการประยุกต์หลักอปริหานิยธรรมในการปกครอง
สว่ นท้องถ่ิน ในอำเภอเทพสถิต จังหวดั ชัยภมู ิ

๒) ลักษณะของเคร่อื งมอื สำหรับการสัมภาษณ์

ในการวิจัยน้ี ใช้การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Structured interview) มีลักษณะเป็น
คำถามแบบปลายเปิด เพ่ือให้ได้ข้อมูลเชิงลึกตรงตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย โดยสัมภาษณ์กลุ่ม

๒ ชุติ ระบอบ และคณะ, ระเบียบวิธีวิจัย, (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต,
๒๕๕๒), หน้า ๑๐๘.

๙๙

ประชากรผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key Informants) ได้แก่ได้แก่ ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบล ๕ คน
นักวิชาการทางรฐั ศาสตรจ์ ำนวน ๑ คน เจา้ คณะอำเภอเทพสถติ จำนวน ๑ รูป และเจ้าคณะตำบลที่มี
ผลงานปรากฏในการเผยแผ่พระพทุ ธศาสนา จำนวน ๑ รปู จำนวน ๘ รูป/คน โดยแบ่งเป็น

๑) พระครูปฏภิ าณธรรมรส (สมพร ธมมฺ สาโร) เจา้ คณะอำเภอเทพสถิต

๒) พระมหานรนิ ทร์ สุรปญโฺ ญ อาจารย์มหาวิทยาลัย

มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั

๓) พระครูอุดมครี ีรกั ษ์ (สรอ้ ย ญาณวีโร ) เจา้ คณะตำบลบ้านไร่

๔) นายไพรวัลย์ แทนทรัพย์ นายกองคก์ ารบริหารส่วนตำบลวะตะแบก

๕) นายประเสรฐิ แต่งทรพั ย์ นายกองคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำบลหว้ ยยายจว๋ิ

๖) นายยนต์ พนั ธช์ มภู นายกองค์การบริหารสว่ นตำบลนายางกลัก

๗) นายกรานต์ เขตจนั ทึก นายกองค์การบริหารสว่ นตำบลบา้ นไร่

๘) นายณัฐวฒั น์ ด้ายรินรมั ย์ นายกองค์การบริหารสว่ นตำบลโป่งนก

๓.๓.๓ การตรวจสอบและหาคุณภาพของแบบสอบถาม

ผวู้ ิจัยได้นำเสนอแบบสอบถามเพ่ือหาคุณภาพแบบสอบถามโดยความเที่ยงตรง (Validity)
และความเชอื่ ม่นั (Reliability) ดงั น้ี

แบบสอบถาม

๑) ขอคำแนะนำจากอาจารยท์ ี่ปรึกษาวิทยานิพนธ์และผู้เช่ียวชาญเพ่ือตรวจสอบเครอื่ งมือ

ที่สร้างไว้

๒) หาความเท่ียงตรง (Validity) โดยการนำแบบสอบถามท่ีสร้างเสรจ็ เสนอประธาน
และกรรมการที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ เพ่ือขอความเห็นชอบและนำเสนอต่อผู้เช่ียวชาญแล้วนำมา
ปรบั ปรุงแกไ้ ขให้เหมาะสมจำนวน ๕ ท่าน ประกอบไปดว้ ย

๒.๑.๑) พระครูสุตธรรมภาณี ผศ. ประธานหลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัย
มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตขอนแกน่

๒.๑.๒) ผศ.ดร.บุรินทร์ ภูสกุล อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น

๒.๑.๓) ผศ.ดร.วิทยาทองดี อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น

๑๐๐

๒.๑.๔) ดร.สมควร นามสีฐาน อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตขอนแก่น

๒.๑.๕) ดร.ปรัชญา มีโนนทองมหาศาล อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตร
มหาบณั ฑติ มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแกน่

๒) ผู้วิจัยนำเครื่องมือท่ีผู้เชี่ยวชาญได้ตรวจสอบไปปรึกษากับที่ปรึกษาโครงการวิจัย
แล้วนำมาหาค่าดัชนีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของแต่ละข้อ (Index of Item - Objective
Congruence :IOC)๓ ได้ค่า IOC ต้ังแต่ ๐.๖ -- ๑.๐ แสดงให้เห็นว่าแบบสอบถามทุกข้อมีความ
สอดคล้องกับวตั ถปุ ระสงค์การวิจยั

๓) หาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ผู้วจิ ัยนำแบบสอบถามท่ีไดป้ รับปรุงแก้ไขแล้วไป
ทดลองใช้เคร่ืองมือ (Try Out) จากกลุ่มตัวอย่างท่ีมีการมีส่วนร่วมของประชาชนในการคล้ายคลึงกัน
คือการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการปกครองส่วนท้องถ่ิน ในอำเภอเทพสถิต จังหวัด
ชัยภูมิ จำนวน ๓๐ ชุด เพื่อหาค่าความเชื่อมั่นด้วยวิธีการหาค่าสัมประสิทธ์ิอัลฟ่า (Alphaα-
coefficient) ตามวิธีการของครอนบาค (Cronbach)๔ ได้ค่าความเช่ือม่ันทั้งฉบับ เท่ากับ ๐.๙๘๓
แสดงให้เห็นวา่ แบบสอบถามมีความเช่ือม่ันอยูใ่ นระดับสงู สามารถนำไปแจกกบั กล่มุ ตวั อย่างไดจ้ รงิ

๔) นำแบบสอบถามท่ีได้รับการปรับปรุงแก้ไขแล้วเสนอต่อาจารย์ท่ีปรึกษา
วิทยานิพนธ์เพ่ือขอความเห็นชอบและจัดพิมพ์แบบสอบถามฉบับสมบูรณ์ในการนำไปใช้แจกกลุ่ม
ตวั อย่างในการวิจยั ต่อไป

แบบสัมภาษณ์
นำแบบสมั ภาษณ์ทสี่ รา้ งเสร็จเรยี บร้อยแล้วไปหาคณุ ภาพของแบบสมั ภาษณ์ ดงั น้ี

๑) ผู้วิจัยทำการหาความเท่ียงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ผู้วิจัยได้หาความ
เท่ียงตรงตามเนื้อหา (Content acidity) โดยนำไปให้ผู้เช่ียวชาญตรวจสอบความถูกต้องและความ
ครอบคลุมของเนื้อหาที่ต้องการศกึ ษา จำนวน ๕ ท่าน

๓ พระมหากฤษฎา กติ ฺติโสภโณ, ผศ.ดร., ระเบียบวิธวี ิจัยทางการจดั การเชงิ พุทธ, (พระนครศรีอยธุ ยา
: สำนกั พมิ พ์มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๖๑), หน้า ๖๗.

๔ สนิ พนั ธ์ุพนิ จิ , เทคนิคการวจิ ยั ทางสังคม, (กรุงเทพมหานคร : บรษิ ัทจูนพลบั ลิซซ่ิง จำกัด, ๒๕๔๗),
หนา้ ๑๙๑.

๑๐๑

๒) นำแบบสัมภาษณม์ าปรับปรุงตามคำแนะนำของผู้เชีย่ วชาญและกรรมการควบคุม
วิทย านิ พ น ธ์ และจั ด พิ มพ์ แบ บ สั มภ าษ ณ์ ฉบั บ ส มบู รณ์ แล้ ว น ำไป สู่ การสั มภ าษณ์ กับ กลุ่ม ตั วอย่าง
เปา้ หมายในการศกึ ษาวจิ ยั ตอ่ ไป

๓.๓.๔ แบบสัมภาษณ์

๑) ศึกษาวิธีการสร้างแบบสัมภาษณ์ที่ใช้ในการเก็บข้อมูลจากเอกสาร ตำราและ
งานวิจยั ท่ีเกี่ยวขอ้ ง เพื่อเป็นแนวทางในการกำหนดกรอบความคดิ ในการสร้างแบบสมั ภาษณ์

๒) ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและเอกสารการวิจัยต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวข้อง โดยพิจารณาถึง
รายละเอียดตา่ ง ๆ เพือ่ ให้ครอบคลมุ วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ัยที่กำหนดไว้

๓) ขอคำแนะนำจากอาจารย์ทป่ี รึกษาเพ่อื ใช้เป็นแนวทางในการสรา้ งแบบสมั ภาษณ์

๔) สร้างแบบสัมภาษณใ์ ห้ครอบคลุมวตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจัยเพอ่ื ใช้เปน็ เครื่องมือใน
การเก็บขอ้ มลู จากผูใ้ ห้ข้อมูลสำคญั (Key Informants) เพือ่ นำมาวิเคราะห์

๓.๔ การเกบ็ รวบรวมข้อมลู

งานวิจัยเร่ือง “การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการปกครองส่วนท้องถิ่น ใน
อำเภอเทพสถิต จงั หวดั ชยั ภมู ิ” ผ้วู จิ ัยไดด้ ำเนินการเกบ็ รวบรวมข้อมลู มขี น้ั ตอน ดงั น้ี

๓.๔.๑ การเก็บรวบรวมขอ้ มูลจากแบบสอบถาม

ในการวิจัยครงั้ นี้ ผูว้ จิ ัยได้ดำเนนิ การเก็บรวบรวมข้อมูลมีข้นั ตอน ดังน้ี

๑) ขอหนังสือจากผู้อำนวยการหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ถึงนายกองค์การบรหิ ารส่วนตำบลทั้ง ๕ ตำบล ในอำเภอ
เทพสถิต เพ่ือขอความอนุเคราะห์ในการตอบแบบสอบถามของประชาชนในอำเภอเทพสถิต จังหวัด
ชัยภมู ิ

๒) นำแบบสอบถามฉบับสมบูรณ์ไปเก็บข้อมูล กับประชาชนในอำเภอเทพสถิต
จังหวัดชัยภูมิ ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างจำนวน ๓๙๗ ชุด และเก็บแบบสอบถามคืนด้วยตนเอง แล้วนำมา
ตรวจสอบความถูกต้อง ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์ท้ังหมดจำนวน ๓๙๗ ชุด คิดเป็นร้อยละ ๑๐๐% ของ
จำนวนแบบสอบถามทง้ั หมด

๓) นำข้อมูลท่ีได้ไปวิเคราะห์และประมวลผลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อการวิจัย
ทางสงั คมศาสตร์ต่อไป

๑๐๒

๓.๔.๒ การเก็บรวบรวมขอ้ มลู จากแบบสัมภาษณ์

ในการวิจยั ครงั้ นี้ ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมขอ้ มลู มีขนั้ ตอน ดงั นี้

๑) ขอหนังสือจากผู้อำนวยการหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ถึงผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informants) เพ่ือขอความ
อนุเคราะห์ในการใหส้ มั ภาษณ์

๒) ทำการนัดวัน เวลา และสถานที่กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informants) เพื่อ
สัมภาษณ์ตามท่ีกำหนดไว้

๓) ดำเนินการสัมภาษณ์ตามวัน เวลาและสถานท่ีทกี่ ำหนดนัดไว้ จนครบทุกประเด็น
โดย ขออนุญาตใช้วธิ ีการจดั บันทกึ และการบันทึกเสยี งประกอบการสัมภาษณ์

๔) นำข้อมูลดิบที่ได้มารวบรวมเพ่ือวิเคราะห์โดยวิธกี ารทเี่ หมาะสมและนำเสนอต่อไป

๓.๕ การวิเคราะห์ขอ้ มูล

การวิเคราะห์ข้อมลู ของงานวิจัยเร่อื ง “การมีส่วนรว่ มทางการเมืองของประชาชนในการปกครอง
สว่ นท้องถน่ิ ในอำเภอเทพสถติ จังหวัดชัยภูม”ิ ผวู้ ิจยั มขี นั้ ตอนการวเิ คราะห์ ดงั น้ี

๓.๕.๑ การวเิ คราะหข์ อ้ มูลจากแบบสอบถาม

การวเิ คราะห์ข้อมูลใชว้ ธิ กี ารวิเคราะหเ์ ชงิ ปรมิ าณ (Quantitative Analysis) เป็นหลักโดย
การดำเนินการข้ันแรก คือนำแบบสอบถามที่เก็บรวบรวมได้ จำนวน ๓๙๗ ชุด นำมาตรวจสอบความ
สมบรู ณ์ของแบบสำรวจ (Editing) แลว้ ดำเนินการลงรหสั ตามคมู่ ือการลงรหสั (Code Book) หลงั จาก
น้นั ได้มกี ารตรวจสอบแบบสำรวจเพอ่ื ความถกู ตอ้ งอีก ๑ ครง้ั แล้วจึงดำเนินการถา่ ยรหัสทั้งหลายลงใน
แบบฟอร์มถ่ายข้อมูล (Transfer Sheet) บรรจุข้อมูลลงในคอมพิวเตอร์และวิเคราะห์ด้วยโปรแกรม
สำเร็จรปู ทางสถิติเพื่อการวิจัยทางสงั คมศาสตร์ เพ่อื หาค่าทางสถติ ิ

การวิเคราะห์ข้อมูลนั้นผู้วิจัยหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต้นและตัวแปรตามโดยการใช้การ
ประมวลผลด้วยเคร่ืองคอมพิวเตอร์โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติเพ่ือการวิจัยทางสังคมศาสตร์เสนอ
ข้อมลู ดังน้ี

๑) ข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่างและพรรณนา ได้แก่ เพศ อายุ
การศึกษา อาชีพ รายได้ สถิติที่ใช้ คือค่าความถี่ (Frequency), ค่าร้อยละ (Percentage), ค่าเฉล่ีย(Mean)
และค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ๒) ข้อมูลเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของ๓)
เปรียบเทียบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการปกครองส่วนท้องถ่ิน ในอำเภอเทพสถิตจังหวัด
ชัยภูมิ โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล สถิติที่ใช้คือการทดสอบค่าที่ (t-test) ในกรณีตัวแปรต้นสองกลุ่ม

๑๐๓

และการทดสอบค่าเอฟ (F-Test) ด้วยวธิ ีการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One Way ANOVA) ในกรณี
ตัวแปรต้นตั้งแต่สามกลุ่มข้ึนไป เมื่อพบว่ามีความแตกต่างจะทำการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยเป็น
รายคู่ด้วยวิธีผลต่างเป็นสำคัญน้อยที่สุด (Least Significant Difference : LSD.) โดยกำหนดระดับนัยสำคัญ
ทางสถิตทิ ่รี ะดับ .๐๕

๒) ข้อมูลข้อเสนอแนะแนวทางจากคำถามปลายเปิด และข้อมูลท่ีได้จากแบบสัมภาษณ์
นำมาจัดกลุ่มคำตอบวิเคราะห์รายข้อ วิเคราะห์โดยเทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท
(Content Analysis Techniques) นำเสนอข้อมูลโดยเขยี นนี้เปน็ ความเรยี งประกอบตาราง

๓.๕.๒ การวิเคราะห์จากแบบสัมภาษณ์

ผวู้ จิ ัยวเิ คราะห์ขอ้ มูลจากแบบสัมภาษณโ์ ดยวิธีการดังนี้

๑) นำขอ้ มลู ที่ไดจ้ ากการสัมภาษณม์ าถอดเสยี งและบันทึกเป็นขอ้ ความ

๒) นำข้อความจากการสัมภาษณ์และการจัดบันทึกมาจำแนกเป็นประเด็นและเรียบ
เรยี งเฉพาะประเด็นท่เี กีย่ วข้องกบั วัตถปุ ระสงค์การวิจัย

๓) วิเคราะห์คำให้สัมภาษณ์ของผู้ให้ข้อมูลสำคัญตามวัตถุประสงค์การวิจัย โดยใช้
เทคนคิ การวเิ คราะหเ์ นอื้ หา (Content Analysis Technique) ประกอบบริบท (Context)

๔) สังเคราะหข์ อ้ มลู ตามวัตถุประสงค์การวิจัยและนำเสนอต่อไป

บทท่ี ๔

ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู

การศึกษาวิจัยเร่ือง “การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการปกครองส่วนท้องถ่ิน ใน
อำเภอเทพสถิต จงั หวัดชัยภูมิ” ผู้วจิ ัยนำแบบสอบถามทรี่ วบรวมได้ จากกลุ่มตวั อยา่ งจำนวน ๓๙๗ คน มา
วิเคราะห์โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปการวิเคราะห์ข้อมูลทางสังคมศาสตร์ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
นำเสนอดงั ต่อไปนี้

๔.๑ ผลการวเิ คราะห์ข้อมูลปจั จยั สว่ นบุคคลของผูต้ อบแบบสอบถาม
๔.๒ ผลการวิเคราะห์ระดับความคิดเห็นเก่ียวกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนใน
การปกครองส่วนทอ้ งถิน่ ในอำเภอเทพสถติ จงั หวดั ชยั ภมู ิ
๔.๓ ผลการเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการปกครองส่วน
ทอ้ งถิน่ ในอำเภอเทพสถติ จงั หวดั ชัยภูมิ
๔.๔ ผลการวิเคราะห์เปรยี บเทียบการมีส่วนร่วมทางการเมืองตามหลักอปริหานิยธรรมใน
การปกครองสว่ นท้องถิ่น ในอำเภอเทพสถิต จงั หวัดชัยภมู ิ
๔.๕ ผลการวิเคราะห์ความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะของประชาชนต่อ
การมสี ่วนรว่ มทางการเมอื งของประชาชนในการปกครองสว่ นท้องถ่ิน ในอำเภอเทพสถติ จังหวัดชยั ภูมิ
๔.๖ ผลจากการสัมภาษณ์การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการปกครองส่วนท้องถ่ิน
ในอำเภอเทพสถติ จังหวดั ชัยภมู ิ
๔.๗ สรปุ องค์ความรู้ทีไ่ ด้รบั จากการวิจยั

๑๐๕

๔.๑ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลปัจจยั ส่วนบคุ คลของผตู้ อบแบบสอบถาม

การศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม ผู้วิจัยได้ศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลของ
ประชาชนในการปกครองส่วนท้องถ่ิน ในอำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ จำแนกตาม เพศ อายุ
การศกึ ษา อาชพี และรายได้ ผลการวิเคราะหข์ ้อมลู ทั่วไปของผูต้ อบแบบสอบถาม มีรายละเอียดดงั ใน
ตารางที่ ๔.๑

ตารางท่ี ๔.๑ จำนวนความถีข่ องผ้ตู อบแบบสอบถาม จำแนกตามเพศ

เพศ จำนวน (n=๓๙๗)
ชาย ๒๐๒ รอ้ ยละ
หญงิ ๑๙๕ ๕๐.๙
๓๙๗ ๔๙.๑
รวม ๑๐๐.๐

จากตารางที่ ๔.๑ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามโดยส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีจำนวน ๒๐๒
คน คดิ เป็นรอ้ ยละ ๕๐.๙ และเปน็ เพศหญิง มีจำนวน ๑๙๕ คน คิดเปน็ รอ้ ยละ ๔๙.๑

ตารางที่ ๔.๒ จำนวนความถี่ของผตู้ อบแบบสอบถาม จำแนกตามอายุ

๑๘ - ๒๕ ปี อายุ จำนวน (n=๓๙๗)
๒๖ - ๓๐ ปี รวม ๑๐๒ ร้อยละ
๓๑ - ๔๐ ปี ๘๓ ๒๕.๗
๔๑ - ๕๐ ปี ๖๐ ๒๐.๙
๕๑ - ๖๐ ปี ๖๐ ๑๕.๑
๖๐ ปีข้นึ ไป ๕๓ ๑๕.๑
๓๙ ๑๓.๔
๓๙๗ ๙.๘
๑๐๐.๐

๑๐๖

จากตารางที่ ๔.๒ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามโดยส่วนใหญ่ มีอายุระหว่าง ๑๘ - ๒๕ มี
จำนวน ๑๐๒ คน คดิ เป็นร้อยละ ๒๕.๗ รองลงมา คือ มีอายรุ ะหว่าง ๒๖ - ๓๐ มจี ำนวน ๘๓ คน คิด
เป็นร้อยละ ๒๐.๙ รองลงมา คือ มีอายุระหว่าง ๓๑ - ๔๐ มีจำนวน ๖๐ คน คิดเป็นร้อยละ ๑๕.๑
รองลงมา คือ มีอายุระหว่าง ๔๑ - ๕๐ มีจำนวน ๖๐ คน คิดเป็นร้อยละ ๑๕.๑ รองลงมา คือ มีอายุ
ระหว่าง ๕๑ - ๖๐ มีจำนวน ๕๓ คน คิดเป็นร้อยละ ๑๓.๔ และน้อยที่สุด คือ มีอายุ ๖๐ ปีข้ึนไป มี
จำนวน ๓๙ คน คดิ เปน็ ร้อยละ ๙.๘

ตารางท่ี ๔.๓ จำนวนความถข่ี องผูต้ อบแบบสอบถาม จำแนกตามการศึกษา

ระดับการศึกษา จำนวน (n=๓๙๗)
ประถมศกึ ษา ๑๕๕
มัธยมศกึ ษาตอนตน้ ๑๗๘ ร้อยละ
มธั ยมศึกษาตอนปลาย ๓๔ ๓๙.๐
ปวช./ปวส. ๒๒ ๔๔.๘
ปริญญาตรี ๖ ๘.๖
ปรญิ ญาโทขน้ึ ไป ๒ ๕.๕
๓๙๗ ๑.๕
รวม ๐.๕
๑๐๐.๐

จากตารางที่ ๔.๓ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามโดยส่วนใหญ่มีการศึกษาอยูในระดับ
มัธยมศึกษาตอนต้น มีจำนวน ๑๗๘ คน คิดเป็นร้อยละ ๔๔.๘ รองลงมา คือ มีการศึกษาอยูในระดับ
ประถมศึกษา มีจำนวน ๑๕๕ คน คิดเป็นร้อยละ ๓๙.๐ รองลงมา คือ มีการศึกษาอยูในระดับ
มัธยมศึกษาตอนปลาย มีจำนวน ๓๔ คน คิดเป็นร้อยละ ๘๖ รองลงมา คือ มีการศึกษาอยูในระดับ
ปวช./ปวส. มีจำนวน ๒๒คน คิดเป็นร้อยละ ๕๕ รองลงมา คือ มีการศึกษาอยูในระดับปริญญาตรี มี
จำนวน ๖ คน คิดเป็นร้อยละ ๑.๕ และน้อยท่ีสุด คือ มีการศึกษาอยูในระดับปริญญาโทขึ้นไป มี
จำนวน ๒ คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ ๐.๕

ตารางท่ี ๔.๔ จำนวนความถีข่ องผ้ตู อบแบบสอบถาม จำแนกตามอาชีพ ๑๐๗

อาชีพ จำนวน (n = ๓๙๗)
ข้าราชการ/รฐั วิสาหกิจ/พนกั งานของรัฐ ๗๖ ร้อยละ
พนักงานบรษิ ัท/พนักงานร้านค้า ๒๖ ๑๙.๑
เจา้ ของกจิ การ/ร้านค้า/ค้าขาย ๓๓ ๖.๕
อาชีพอสิ ระ/ธุรกจิ ส่วนตัว/รับจา้ งท่ัวไป ๑๒๘ ๘.๓
เกษตรกรรม/ปศุสตั ว์ /ประมง ๑๑๙ ๓๒.๒
อน่ื ๆ ๑๕ ๓๐.๐
๓๙๗ ๓.๘
รวม ๑๐๐.๐

จากตารางที่ ๔.๔ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามโดยส่วนใหญ่มีอาชีพ คือ มีอาชีพอิสระ/
ธุรกิจส่วนตัว/รับจ้างท่ัวไป มีจำนวน ๑๒๘ คน คิดเป็นร้อยละ ๓๒.๒ รองลงมา คือ มีอาชีพ
เกษตรกรรม/ปศุสัตว์ /ประมง มีจำนวน ๑๑๙ คน คิดเป็นร้อยละ ๓๐.๐ รองลงมา คือ มีอาชีพ
ข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ/พนักงานของรัฐ มีจำนวน ๗๖ คน คิดเป็นร้อยละ ๑๙.๑ รองลงมา คือ มี
อาชีพเจ้าของกิจการ/ร้านค้า/ค้าขาย มีจำนวน ๓๓ คน คิดเป็นร้อยละ ๘.๓ รองลงมา คือ มีอาชีพ
พนักงานบริษัท/พนักงานร้านค้า มีจำนวน ๒๖ คน คิดเป็นร้อยละ ๖.๕ และน้อยที่สุด คือ มีอาชีพอ่ืน
ๆ มจี ำนวน ๑๕ คน คิดเป็นร้อยละ ๓.๘

ตารางที่ ๔.๕ จำนวนความถี่ของผตู้ อบแบบสอบถาม จำแนกตามรายได้

รายได้ตอ่ เดอื น จำนวน (n = ๓๘๒)
ตำ่ กวา่ ๕,๐๐๐ บาท ๑๖๗ รอ้ ยละ
๕,๐๐๑ - ๑๐,๐๐๐ บาท ๙๔ ๔๒.๑
๑๐,๐๐๑ - ๑๕,๐๐๐ บาท ๘๘ ๒๓.๗
๑๕,๐๐๑ - ๒๐,๐๐๐ บาท ๒๒ ๒๒.๒
๒๐,๐๐๑ ข้นึ ไป ๒๖ ๕.๕
๓๙๗ ๖.๕
รวม ๑๐๐.๐

๑๐๘

จากตารางที่ ๔.๕ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามโดยส่วนใหญ่มีรายได้ต่อเดือน คือ มีรายได้
ต่ำกว่า ๕,๐๐๐ บาท มีจำนวน ๑๖๗ คน คิดเป็นร้อยละ ๔๒.๑ รองลงมา คือ มีรายได้ ๕,๐๐๑ –
๑๐,๐๐๐บาท มจี ำนวน ๙๔ คน คิดเป็นร้อยละ ๒๓.๗ รองลงมา คือ มีรายได้ ๑๐,๐๐๑ – ๑๕,๐๐๐
บาท มีจำนวน ๘๘ คน คิดเป็นรอ้ ยละ ๒๒.๒ รองลงมา คือ มีรายได้ ๒๐,๐๐๑ บาทขึ้นไป มีจำนวน
๒๖ คน คิดเป็นร้อยละ ๖.๕ และมีรายได้น้อยท่ีสุด คือ มีรายได้ ๑๕,๐๐๑ – ๒๐,๐๐๐ บาท มี
จำนวน ๒๒ คน คิดเป็นรอ้ ยละ ๕.๕

๔.๒ ผลการวิเคราะห์ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของ
ประชาชนในการปกครองสว่ นท้องถิ่น ในอำเภอเทพสถิต จังหวดั ชยั ภูมิ

ผลการวิเคราะห์ระดับความคิดเห็นเก่ียวกับส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการ
ปกครองส่วนท้องถิ่น ในอำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ทั้ง ๔ ด้าน ได้แก่ ด้านการด้านการตรวจสอบ
การทำงาน ด้านการกำหนดนโยบาย ด้านการบริหาร และด้านการตดิ ตามข่าวสาร แสดงด้วยค่าเฉลี่ย
และค่าเบ่ยี งเบนมาตรฐาน

ตารางท่ี ๔.๖ ค่าเฉล่ีย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน
ในการปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ ในอำเภอเทพสถิต จงั หวดั ชยั ภมู ิ โดยภาพรวม

การมีส่วนร่วมทางการเมือง (n=๓๙๗)
ระดับการมีส่วนรว่ มทางการเมอื งของ

๑) ด้านการตรวจสอบการทำงาน ̅ S.D. แปลผล
๒) ด้านการกำหนดนโยบาย
๓) ดา้ นการบริหาร ๓.๓๐ ๐.๗๙ ปานกลาง
๔) ด้านการติดตามข่าวสาร ๓.๒๐ ๐.๘๐ ปานกลาง
๓.๒๙ ๐.๗๐ ปานกลาง
รวม ๓.๒๒ ๐.๖๘ ปานกลาง
๓.๒๕ ๐ .๗๔ ปานกลาง

จากตารางที่ ๔.๖ พบว่า การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการปกครองส่วน
ท้องถ่ิน ในอำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (X̅ = ๓.๒๕) เม่ือ
พิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย

๑๐๙

พบว่า ด้านการตรวจสอบการทำงาน มีค่าเฉลี่ยมากท่ีสุด (̅X = ๓.๓๐) รองลงมา คือ ด้านการบริหาร
(X̅ = ๓.๒๙) ด้านการติดตามข่าวสาร (̅X = ๓.๒๒) และด้านการกำหนดนโยบาย (X̅ = ๓.๓๐)
ตามลำดบั

ตารางที่ ๔.๗ ค่าเฉล่ีย ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน และระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน
ในการปกครองส่วนท้องถ่นิ ในอำเภอเทพสถติ จังหวัดชัยภูมิ ด้านการตรวจสอบการ
ทำงาน

การมีสว่ นรว่ มทางการเมือง (n=๓๙๗)
ระดบั การมีส่วนร่วมทางการเมอื งของ

๑) รว่ มเป็นกรรมการในการตรวจสอบ ̅ S.D. แปลผล
การทำงาน
๒) เหน็ ด้วยกับการรอ้ งเรียนเมอ่ื องค์กร ๓.๕๙ ๐.๙๘ มาก
ปกครองสว่ นท้องถน่ิ มีการทุจรติ
คอร์รปั ชัน่ ๓.๑๖ ๑.๐๖ ปานกลาง
๓) ได้มีส่วนร่วมสังเกตการณ์การ
ตรวจสอบการทำงานขององค์กรปกครอง ๓.๒๔ ๐.๘๖ ปานกลาง
สว่ นทอ้ งถิ่น ๓.๒๖ ๐.๙๔ ปานกลาง
๔) มีส่วนร่วมในการตดิ ตามการใช้ ๓.๒๔ ๐.๘๘ ปานกลาง
งบประมาณประจำปี ๓.๓๐ ๐.๗๙ ปานกลาง
๕) ร่วมต่อต้านการกระทำท่ีไมโ่ ปร่งใส

รวม

จากตารางที่ ๔.๗ พบว่า การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการปกครองส่วน
ทอ้ งถ่ิน ในอำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ด้านการตรวจสอบการทำงาน โดยภาพรวมอยูใ่ นระดับปาน
กลาง (̅X = ๓.๓๐) เม่ือพจิ ารณาเป็นรายข้อ เรยี งลำดบั ค่าเฉลย่ี จากมากไปหานอ้ ย พบว่า ขอ้ ท่ี ๑ ร่วม
เป็นกรรมการในการตรวจสอบการทำงาน (X̅ = ๓.๕๙) รองลงมาคือข้อท่ี ๔ มีส่วนร่วมในการติดตาม

๑๑๐

การใช้งบประมาณประจำปี (X̅ = ๓.๒๖) และข้อที่ ๓ ท่านได้มีส่วนร่วมสังเกตการณ์การตรวจสอบ
การทำงานขององค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถ่นิ (̅X = ๓.๒๔) ตามลำดับ

ตารางท่ี ๔.๘ ค่าเฉลี่ย ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน และระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน
ในการปกครองส่วนท้องถิ่น ในอำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ด้านการกำหนด
นโยบาย

การมสี ว่ นร่วมทางการเมือง (n=๓๙๗)
ระดับการมสี ่วนร่วมทางการเมอื งของ

๑) เขา้ ไปมีสว่ นร่วมในการกำหนด ̅ S.D. แปลผล
นโยบาย การวางแผนพัฒนาร่วมกับ
องค์กรปกครองสว่ นท้องถิ่น ๓.๑๗ ๐.๙๑ ปานกลาง
๒) มสี ว่ นร่วมในการเสนอโครงการพัฒนา ๓.๑๑ ๐.๙๗ ปานกลาง
ท้องถ่นิ ๓.๒๔ ๐.๙๔ ปานกลาง
๓) มสี ว่ นร่วมในการแสดงความคดิ เห็น ๓.๒๖ ๐.๙๐ ปานกลาง
และเสนอแนะในการกำหนดนโยบาย ๓.๒๒ ๐.๘๗ ปานกลาง
๔) มสี ่วนร่วมในการลงมตนิ โยบายของ ๓.๒๐ ๐.๘๐ ปานกลาง
องค์กรปกครองส่วนท้องถน่ิ
๕) มีส่วนร่วมช้ีแจงและเผยแพรน่ โยบาย
ให้ชมุ ชนและสงั คมรับทราบ

รวม

จากตารางที่ ๔.๘ พบว่า การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการปกครองส่วน
ท้องถ่ิน ในอำเภอเทพสถิต จังหวดั ชัยภูมิ ด้านการกำหนดนโยบาย โดยภาพรวมอยใู่ นระดับปานกลาง
(X̅ = ๓.๒๐) เม่ือพิจารณาเป็นรายข้อ เรียงลำดับค่าเฉล่ียจากมากไปหาน้อย พบว่า ข้อท่ี ๔ ท่านมี
ส่วนร่วมในการลงมตินโยบายขององคก์ รปกครองส่วนท้องถิ่น (̅X = ๓.๒๖) รองลงมาคือ ข้อที่ ๓ ทา่ น
มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น และเสนอแนะในการกำหนดนโยบาย (̅X = ๓.๒๔) และข้อท่ี ๕
ท่านมสี ่วนรว่ มชี้แจงและเผยแพรน่ โยบายให้ชุมชนและสังคมรบั ทราบ (X̅ = ๓.๒๒) ตามลำดับ

๑๑๑

ตารางท่ี ๔.๙ ค่าเฉล่ีย ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน และระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน
ในการปกครองสว่ นท้องถนิ่ ในอำเภอเทพสถติ จังหวัดชยั ภูมิ ด้านการบรหิ าร

การมสี ่วนร่วมทางการเมอื ง (n=๓๙๗)
ระดับการมสี ่วนรว่ มทางการเมอื งของ

๑) ได้รบั เชญิ เขา้ ร่วมประชมุ เพื่อเสนอปญั หา ̅ S.D. แปลผล
ความตอ้ งการในท้องถ่ิน ๓.๑๙ ๐.๙๑ ปานกลาง
๒) มีส่วนรว่ มคดิ และกำหนดแนวทางการ ๓.๓๖ ๐.๙๒ ปานกลาง
พัฒนาเพอื่ แกไ้ ขปญั หาในท้องถิ่น
๓) องค์กรปกครองส่วนทอ้ งถน่ิ ได้ทำ ๓.๔๒ ๐.๙๔ มาก
ประชาคมเพอื่ นำข้อคดิ เห็นไปประกอบใน
การจัดทำโครงการหรือกิจกรรมตา่ ง ๆ ๓.๑๘ ๐.๘๘ ปานกลาง
๔) องค์กรปกครองสว่ นท้องถิ่นได้ให้
ประชาชนมีสว่ นรว่ มในการตัดสนิ ใจใช้ ๓.๓๑ ๐.๘๑ ปานกลาง
ทรัพยากรในท้องถิน่ ทมี่ ีอยเู่ พอ่ื ประโยชน์ตอ่ ๓.๒๔ ๐.๘๒ ปานกลาง
สว่ นรวม
๕) องคก์ รปกครองส่วนท้องถ่นิ ไดใ้ ห้ ๓.๒๗ ๐.๘๗ ปานกลาง
ประชาชนมสี ว่ นร่วมในการตัดสนิ ใจในดา้ น ๓.๒๙ ๐.๗๐ ปานกลาง
แก้ไขปัญหาความยากจน
๖) ได้เข้าร่วมปรบั ปรงุ การบรหิ ารงานพัฒนา
ขององคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่ิน
๗) มสี ่วนรว่ มควบคุมตรวจสอบการ
ปฏิบัติงานตามแผนพัฒนาขององค์กร
ปกครองส่วนทอ้ งถิน่

รวม

จากตารางที่ ๔.๙ พบว่า การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการปกครองส่วน
ท้องถิ่น ในอำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ด้านการบริหาร โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (̅X =
๓.๒๙) เมื่อพจิ ารณาเป็นรายข้อ เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบวา่ ข้อท่ี ๓ องคก์ รปกครอง

๑๑๒

สว่ นท้องถ่ินได้ทำประชาคมเพ่ือนำข้อคิดเห็นไปประกอบในการจัดทำโครงการหรือกิจกรรมต่าง ๆ (̅X
= ๓.๔๒) รองลงมาคือ ข้อที่ ๒ ท่านมีส่วนร่วมคิดและกำหนดแนวทางการพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาใน
ท้องถิ่น (X̅ = ๓.๓๖) และข้อที่ ๕ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการ
ตัดสนิ ใจในด้านแกไ้ ขปญั หาความยากจน (X̅ = ๓.๓๑) ตามลำดับ

๑๑๓

ตารางท่ี ๔.๑๐ ค่าเฉล่ีย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการ
ปกครองสว่ นทอ้ งถ่นิ ในอำเภอเทพสถติ จงั หวัดชัยภูมิ ดา้ นการตดิ ตามข่าวสาร

การมีสว่ นร่วมทางการเมือง (n=๓๙๗)
ระดบั การมสี ่วนร่วมทางการเมืองของ

๑) ไดต้ ดิ ตามขา่ วสารทางการเมืองและการ ̅ S.D. แปลผล
ปกครองส่วนท้องถ่นิ ๓.๐๘ ๐.๘๖ ปานกลาง
๒) มีความสนใจตดิ ตามข่าวสารเกี่ยวกับการ
ทำงานขององค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถิ่น เช่น ๓.๔๐ ๐.๙๑ ปานกลาง
การจดั เก็บภาษี รายได้ และโครงการตา่ ง ๆ ๓.๒๓ ๐.๘๐ ปานกลาง
เป็นตน้
๓) สอบถามเพือ่ นบา้ นเกี่ยวกับข่าวสาร ๓.๒๒ ๐.๘๓ ปานกลาง
องค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ ๓.๑๙ ๐.๘๙ ปานกลาง
๔) ไดพ้ ูดคยุ กับเพ่อื นบ้านเก่ียวกับการ ๓.๑๙ ๐.๘๓ ปานกลาง
พัฒนาขององค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถ่นิ ๓.๒๓ ๐.๗๙ ปานกลาง
ภายในตำบลหรอื หม่บู ้านของท่าน ๓.๒๔ ๐.๙๗ ปานกลาง
๕) องคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่นิ ได้แจง้ ๓.๒๒ ๐.๖๘ ปานกลาง
ขา่ วสารการทำงานให้ทา่ นทราบ
๖) ได้ตดิ ตามขา่ วสารทางการเมอื งจากส่อื
สิง่ พิมพ์ เชน่ หนังสอื พมิ พ์ เปน็ ต้น
๗) ได้ติดตามข่าวสารทางการเมืองจากสอื่
ออนไลน์ เชน่ เฟสบุค๊ ไลน์ เป็นต้น
๘) ไดต้ ดิ ตามข่าวสารทางการเมืองจากวิทยุ
หรอื โทรทัศน์

รวม

จากตารางที่ ๔.๑๐ พบว่า การมสี ่วนรว่ มทางการเมืองของประชาชนในการปกครองส่วน
ทอ้ งถิ่น ในอำเภอเทพสถิต จังหวดั ชัยภูมิ ด้านการติดตามข่าวสาร โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง
(X̅ = ๓.๒๒) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ข้อที่ ๒ ท่านมี

๑๑๔

ความสนใจติดตามขา่ วสารเก่ยี วกับการทำงานขององคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่ิน (̅X = ๓.๔๐) รองลงมา
คอื ข้อที่ ๘ ท่านได้ติดตามข่าวสารทางการเมืองจากวิทยุหรอื โทรทัศน์ (X̅ = ๓.๒๔) และข้อที่ ๗ ท่าน
ได้ติดตามข่าวสารทางการเมอื งจากส่อื ออนไลน์ (X̅ = ๓.๒๓) ตามลำดบั

ตารางท่ี ๔.๑๑ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับการปฎิบัตติ นตามหลักอปริหานิยธรรมของ
ประชาชน ในอำเภอเทพสถิต จังหวดั ชัยภูมิ โดยภาพรวม

(n=๓๙๗)
การการปฎบิ ัตติ นตามหลักอปรหิ านยิ ธรรม ระดบั การการปฎิบัตติ นตามหลักอปริหานยิ ธรรม

๑) ด้านการประชมุ กันเนืองนิตย์ ̅ S.D. แปลผล
๒) ดา้ นการพร้อมเพรียงกนั ประชุม ๓.๔๘ ๐.๗๒ มาก
๓) ดา้ นการไม่บัญญตั ิ หรอื ไมล่ ้มเลิก ๓.๓๑ ๐.๗๖ ปานกลาง

ขอ้ บัญญัตติ ามอำเภอใจ ๓.๔๔ ๐.๗๔ มาก
๔) ด้านการเคารพเชอ่ื ฟงั ผู้บงั คบั บัญชา ๓.๖๒ ๐.๗๔ มาก

๕) ด้านการให้เกียรติ และค้มุ ครองสิทธิ ๓.๓๘ ๐.๗๐ ปานกลาง
สตรี
๓.๖๙ ๐.๘๐ มาก
๖) ดา้ นการส่งเสริม และรกั ษาวฒั นธรรม
ประเพณอี นั ดงี าม ๓.๘๕ ๐.๗๓ มาก
๓.๒๔ ๐.๖๙ ปานกลาง
๗) ด้านการอารกั ขา คุ้มครอง ปกปอ้ ง อัน
ชอบธรรม
รวม

จากตารางท่ี ๔.๑๑ พบว่า การปฎิบัติตนตามหลักอปริหานิยธรรมของประชาชน ใน
อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (̅X = ๓.๒๔) เมื่อพิจารณาเป็นราย
ขอ้ เรียงลำดับค่าเฉล่ียจากมากไปหาน้อย พบว่า ข้อท่ี ๗ ด้านการอารักขา คุ้มครอง ปกป้อง อันชอบ
ธรรม (̅X = ๓.๘๕) รองลงมาคือ ข้อที่ ๖ ด้านการส่งเสริม และรักษาวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม (X̅
= ๓.๖๙) และข้อที่ ๔ ด้านการเคารพเชอ่ื ฟังผูบ้ งั คบั บญั ชา (X̅ = ๓.๖๒) ตามลำดบั

๑๑๕

ตารางท่ี ๔.๑๒ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับการปฎิบัติตนตามหลักอปริหานิยธรรมของ
ประชาชน ในอำเภอเทพสถิต จงั หวดั ชัยภูมิ ดา้ นการประชุมกนั เนืองนิตย์

การปฎิบัติตนตามหลกั อปริหานยิ ธรรม (n=๓๙๗)
ระดับการปฎบิ ัติตนตามหลักอปรหิ านยิ ธรรม

๑) ให้ความสำคัญกบั การประชุม ̅ S.D. แปลผล
๒) การประชมุ นำมาซงึ่ ความสำเรจ็ ของงาน ๓.๕๔ ๐.๘๖ มาก
๓) การประชุมทำใหก้ ารทำงานมี ๓.๕๖ ๐.๘๒ มาก
ประสทิ ธภิ าพ
๔) การประชุมเป็นการตรวจสอบการ ๓.๕๓ ๐.๘๗ มาก
ทำงานและแกป้ ัญหาต่างๆ
๕) เอาใจใส่ต่อระเบียบวาระการประชมุ ๓.๔๙ ๐.๙๐ มาก
ดว้ ยเสนอหรอื แก้ไขปัญหา
๓.๓๒ ๐.๘๓ ปานกลาง
รวม ๓.๔๙ ๐.๗๒ มาก

จากตารางที่ ๔.๑๒ พบว่า การปฎิบัติตนตามหลักอปริหานิยธรรมของประชาชน ใน
อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ด้านการประชุมกันเนืองนิตย์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X̅ =
๓.๔๙) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ข้อที่ ๒ การประชุม
นำมาซึง่ ความสำเรจ็ ของงาน (X̅ = ๓.๕๖) รองลงมาคือ ขอ้ ท่ี ๑ ท่านใหค้ วามสำคัญกบั การประชุม (X̅
= ๓.๕๔) และขอ้ ที่ ๓ การประชมุ ทำใหก้ ารทำงานมีประสทิ ธิภาพ (X̅ = ๓.๕๓) ตามลำดบั

๑๑๖

ตารางท่ี ๔.๑๓ ค่าเฉล่ีย คา่ เบ่ียงเบนมาตรฐาน และระดับการปฎบิ ัติตนตามหลกั อปรหิ านิยธรรมของ
ประชาชน ในอำเภอเทพสถติ จังหวัดชัยภมู ิ ดา้ นการพร้อมเพรียงกนั ประชุม

การปฎิบตั ติ นตามหลกั อปริหานิยธรรม (n=๓๙๗)
ระดับการปฎิบตั ิตนตามหลักอปรหิ านยิ ธรรม

๑) ได้เขา้ ร่วมการประชุมกอ่ นเวลาหรอื ̅ S.D. แปลผล
ตรงเวลา
๒) ไมล่ ะทง้ิ การประชมุ โดยไม่มีเหตุอัน ๓.๔๓ ๐.๙๔ มาก
สมควร ๓.๒๕ ๐.๙๖ ปานกลาง
๓) ไดเ้ ขา้ รว่ มทำกิจกรรม โดยพรอ้ ม ๓.๓๐ ๐.๘๗ ปานกลาง
เพรียงกัน
๔) ไดแ้ สดงความคดิ เห็นในขณะที่ประชมุ ๓.๓๒ ๐.๘๖ ปานกลาง
เลิกประชมุ ตามเวลาที่กำหนด หรือตามที่ ๓.๒๖ ๐.๙๐ ปานกลาง
ผูน้ ำการประชุมสัง่ เลิก ๓.๓๑ ๐.๗๖ ปานกลาง
๕) เลิกประชมุ ตามเวลาทีก่ ำหนด

รวม

จากตารางท่ี ๔.๑๓ พบว่า การปฎิบัติตนตามหลักอปริหานิยธรรมของประชาชน ใน
อำเภอเทพสถิต จังหวดั ชัยภูมิ ด้านการพรอ้ มเพรียงกันประชุม โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (X̅
= ๓.๓๑) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ข้อที่ ๑ ได้เข้าร่วม
การประชุมก่อนเวลาหรือตรงเวลา (̅X = ๓.๔๓) รองลงมาคือ ข้อท่ี ๔ ได้แสดงความคิดเห็นในขณะที่
ประชุม เลิกประชุม ตามเวลาที่กำหนด (̅X = ๓.๓๒) และข้อท่ี ๓ ได้เข้าร่วมทำกิจกรรม โดยพร้อม
เพรียงกัน (X̅ = ๓.๓๐) ตามลำดับ

๑๑๗

ตารางที่ ๔.๑๔ ค่าเฉลี่ย คา่ เบ่ยี งเบนมาตรฐาน และระดับการปฎบิ ัตติ นตามหลักอปรหิ านิยธรรมของ
ประชาชน ในอำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ด้านการไม่บัญญัติ หรือไม่ล้มเลิก
ขอ้ บัญญตั ติ ามอำเภอใจ

การปฎิบตั ติ นตามหลกั อปรหิ านิยธรรม (n=๓๙๗)
ระดับการปฎบิ ัติตนตามหลักอปรหิ านิยธรรม

๑) ใหค้ วามสำคญั กบั กฎหมายทมี่ อี ยู่ ̅ S.D. แปลผล
๒) ร่วมเป็นกรรมการในการบัญญัติข้อ ๓.๔๓ ๐.๘๔ มาก
กฎหมายของท้องถิ่น
๓) ร่วมตรวจสอบขอ้ บญั ญัตทิ ี่มีอย่ใู ห้เป็น ๓.๔๒ ๐.๘๓ มาก
สากลและทันกับการพฒั นา
๔) ยินดีปฏิบตั ติ ามกฎหมายและระเบียบ ๓.๔๓ ๐.๘๙ มาก
ขอ้ บังคับ
๓.๕๐ ๐.๙๒ มาก
รวม ๓.๔๔ ๐.๗๔ มาก

จากตารางที่ ๔.๑๔ พบว่า การปฎิบัติตนตามหลักอปริหานิยธรรมของประชาชน ใน
อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ด้านการไมบ่ ัญญัติ หรอื ไม่ล้มเลิกข้อบัญญัติตามอำเภอใจ โดยภาพรวม
อยู่ในระดับมาก (̅X = ๓.๔๔) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า
ข้อที่ ๔ ท่านยินดีปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ (X̅ = ๓.๕๐) รองลงมาคือ ข้อท่ี ๑ ท่าน
ให้ความสำคัญกับกฎหมายท่ีมีอยู่ (X̅ = ๓.๔๓) และข้อที่ ๓ ท่านร่วมตรวจสอบข้อบัญญัติท่ีมีอยู่ให้
เปน็ สากลและทันกับการพัฒนา (̅X = ๓.๔๓) ตามลำดับ

๑๑๘

ตารางที่ ๔.๑๕ ค่าเฉล่ีย คา่ เบ่ยี งเบนมาตรฐาน และระดับการปฎิบัตติ นตามหลกั อปริหานิยธรรมของ
ประชาชน ในอำเภอเทพสถิต จังหวดั ชัยภมู ิ ดา้ นการเคารพเชื่อฟงั ผ้บู งั คับบญั ชา

การปฎิบัติตนตามหลักอปรหิ านยิ ธรรม (n=๓๙๗)
ระดบั การปฎบิ ตั ติ นตามหลักอปริหานิยธรรม

๑) ได้ปฏบิ ตั ิตามคำสงั่ ผู้บงั คบั บญั ชา ̅ S.D. แปลผล
เพื่อใหบ้ รรลไุ ปตามวัตถปุ ระสงค์
๒) ไดป้ ฏิบตั ติ ามคำสัง่ ผู้บังคับบญั ชา ๓.๖๒ ๐.๘๐ มาก
เพื่อให้บรรลุไปตามนโยบาย ๓.๖๒ ๐.๘๔ มาก
๓) ไดป้ ฏบิ ัติตามคำสงั่ ผบู้ ังคับบญั ชา ๓.๖๔ ๐.๘๖ มาก
เพื่อให้บรรลุไปตามพันธกจิ ๓.๖๐ ๐.๘๖ มาก
๔) ได้ปฏิบัตติ ามคำสัง่ ผ้บู ังคบั บญั ชา ดว้ ย
ความขยันหมนั่ เพียร ๓.๖๔ ๐.๘๖ มาก
๕) ได้ปฏบิ ัตติ ามคำส่ังผบู้ งั คบั บญั ชา ด้วย ๓.๖๒ ๐.๗๔ มาก
ความเคารพเชอ่ื ฟัง และใหเ้ กียรติ
ผู้บงั คบั บญั ชา

รวม

จากตารางที่ ๔.๑๕ พบว่า การปฎิบัติตนตามหลักอปริหานิยธรรมของประชาชน ใน
อำเภอเทพสถติ จังหวัดชัยภมู ิ ดา้ นการเคารพเชือ่ ฟงั ผู้บังคับบัญชา โดยภาพรวมอยู่ในระดบั มาก (X̅ =
๓.๖๒) เม่ือพิจารณาเป็นรายข้อ เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ข้อที่ ๓ ท่านได้ปฏิบัติ
ตามคำสง่ั ผูบ้ ังคับบัญชา เพ่ือให้บรรลไุ ปตามพันธกิจ (X̅ = ๓.๖๔) รองลงมาคือ ข้อท่ี ๕ ท่านได้ปฏิบัติ
ตามคำส่ังผู้บังคับบัญชา ด้วยความเคารพเช่ือฟัง (X̅ = ๓.๖๔) และข้อที่ ๑ ท่านได้ปฏิบัติตามคำส่ัง
ผู้บังคับบัญชา เพื่อใหบ้ รรลุไปตามวตั ถปุ ระสงค์ (̅X = ๓.๖๒) ตามลำดบั

๑๑๙

ตารางท่ี ๔.๑๖ ค่าเฉล่ีย คา่ เบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับการปฎบิ ัตติ นตามหลกั อปรหิ านิยธรรมของ
ประชาชน ในอำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ด้านการให้เกียรติ และคุ้มครองสิทธิ
สตรี

การปฎิบตั ิตนตามหลักอปรหิ านิยธรรม (n=๓๙๗)
ระดบั การปฎบิ ตั ิตนตามหลักอปริหานิยธรรม

๑) สตรไี ดม้ สี ว่ นรว่ มในการทำงานทาง ̅ S.D. แปลผล
การเมือง
๒) สตรีไดแ้ สดงความคดิ เหน็ ทางการเมือง ๓.๒๓ ๐.๗๙ ปานกลาง
๓) สตรไี ด้มบี ทบาท และหน้าที่ในหมู่บา้ น ๓.๒๖ ๐.๘๑ ปานกลาง
ชุมชน
๔) สตรมี ตี ำแหนง่ หน้าที่ในหมู่บา้ น ชมุ ชน ๓.๒๗ ๐.๘๓ ปานกลาง
๕) สตรีได้รบั ความคุ้มครองโดยชอบธรรม ๓.๔๙ ๐.๘๗ มาก
ตามกฎหมาย
๓.๖๗ ๑.๐๗ มาก
รวม ๓.๓๙ ๐.๗๐ ปานกลาง

จากตารางที่ ๔.๑๖ พบว่า การปฎิบัติตนตามหลักอปริหานิยธรรมของประชาชน ใน
อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ด้านการให้เกียรติ และคุ้มครองสิทธิสตรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับปาน
กลาง (X̅ = ๓.๓๙) เม่ือพิจารณาเป็นรายข้อ เรียงลำดับค่าเฉล่ียจากมากไปหาน้อย พบว่า ข้อท่ี ๕
สตรีได้รับความคมุ้ ครองโดยชอบธรรมตามกฎหมาย (X̅ = ๓.๖๗) รองลงมาคอื ข้อที่ ๔ สตรมี ีตำแหน่ง
หน้าท่ีในหมบู่ ้าน ชุมชน (X̅ = ๓.๔๙) และขอ้ ท่ี ๓ สตรีได้มีบทบาท และหนา้ ท่ีในหมู่บ้าน ชุมชน (X̅ =
๓.๒๗) ตามลำดบั

๑๒๐

ตารางท่ี ๔.๑๗ ค่าเฉล่ีย คา่ เบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับการปฎิบัติตนตามหลกั อปริหานิยธรรมของ
ประชาชน ในอำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ด้านการส่งเสริม และรักษาวัฒนธรรม
ประเพณีอันดีงาม

การปฎบิ ตั ติ นตามหลกั อปรหิ านิยธรรม (n=๓๙๗)
ระดับการปฎิบัตติ นตามหลักอปริหานยิ ธรรม

๑) ได้เข้าร่วมงานส่งเสริมศลิ ปวัฒนธรรม ̅ S.D. แปลผล
ประเพณขี องท้องถน่ิ ๓.๘๐ ๑.๐๒ มาก
๒) ไดร้ ักษาศิลปวฒั นธรรมประเพณขี อง ๓.๕๘ ๐.๙๓ มาก
ทอ้ งถนิ่ ๓.๗๐ ๐.๘๔ มาก
๓) ไดร้ ่วมปลกู ฝังจิตสำนึก ใหป้ ระชาชน
รกั ทอ้ งถนิ่ ของตนเอง ๓.๖๖ ๐.๘๖ มาก
๔) ได้ร่วมส่งเสริมกิจกรรม ทเ่ี ป็น ๓.๖๙ ๐.๘๐ มาก
ประโยชน์ต่อการพฒั นาคุณภาพชวี ิต เช่น
โครงการสง่ เสริมรายได้ ตามหลกั ปรัชญา
เศรษฐกิจพอเพียง

รวม

จากตารางท่ี ๔.๑๗ พบว่า การปฎิบัติตนตามหลักอปริหานิยธรรมของประชาชน ใน
อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ด้านการส่งเสริม และรักษาวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม โดยภาพรวม
อยู่ในระดับมาก (̅X = ๓.๖๙) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ เรียงลำดับค่าเฉล่ียจากมากไปหาน้อย พบว่า
ขอ้ ท่ี ๑ ท่านได้เข้าร่วมงานส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมประเพณีของท้องถิ่น (X̅ = ๓.๘๐) รองลงมาคือ ข้อ
ที่ ๓ ท่านได้ร่วมปลูกฝังจิตสำนึก ให้ประชาชนรักทอ้ งถิ่นของตนเอง (̅X = ๓.๗๐) และขอ้ ท่ี ๔ ท่านได้
รว่ มสง่ เสรมิ กิจกรรม ท่ีเปน็ ประโยชน์ต่อการพัฒนาคณุ ภาพชีวติ (X̅ = ๓.๖๖) ตามลำดับ

๑๒๑

ตารางท่ี ๔.๑๙ ค่าเฉลี่ย คา่ เบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับการปฎบิ ัตติ นตามหลักอปรหิ านิยธรรมของ
ประชาชน ในอำเภอเทพสถติ จังหวัดชัยภูมิ ด้านการอารักขา คุ้มครอง ปกป้อง อัน
ชอบธรรม

การปฎิบตั ติ นตามหลักอปรหิ านยิ ธรรม (n=๓๙๗)
ระดบั การปฎิบตั ติ นตามหลักอปรหิ านยิ ธรรม

๑) ไดป้ กปอ้ งพระพทุ ธศาสนา โดยการทำนุ ̅ S.D. แปลผล
บำรุงด้วยปจั จยั ส่ี ๓.๗๘ ๐.๘๔ มาก
๒) ได้รกั ษาพระพทุ ธศาสนา โดยการ
สนับสนนุ กจิ กรรมของพระพทุ ธศาสนา เช่น ๓.๘๖ ๐.๘๒ มาก
การรกั ษาศีล สมาธิ และปญั ญา บวชชี
พราหมณ์ เปน็ ตน้ ๓.๘๒ ๐.๘๔ มาก
๓) ไดค้ มุ้ ครองพระพทุ ธศาสนา โดยนำ ๓.๘๙ ๐.๘๖ มาก
หลกั ธรรมมาใช้เพอื่ เสรมิ สรา้ งคณุ ธรรม
จริยธรรมใหก้ ับชมุ ชนสงั คม และป้องกนั ภยั ๓.๙๑ ๐.๙๒ มาก
ของพระพทุ ธศาสนา ๓.๘๖ ๐.๗๓ มาก
๔) ไดน้ ำหลักธรรมทางพระพทุ ธศาสนามาใช้
เพื่อพฒั นาคุณภาพชวี ิต
๕) ได้ร่วมมอื กบั วัดบ้านโรงเรยี นเพือ่ ปลูกฝงั
คุณธรรม ศีลธรรม รักษาขนบธรรมเนยี ม
ประเพณีที่ดีงาม ของพระพทุ ธศาสนา เชน่
ออกพรรษา, เขา้ พรรษา เป็นต้น

รวม

จากตารางท่ี ๔.๑๙ พบว่า การปฎิบัติตนตามหลักอปริหานิยธรรมของประชาชน ใน
อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ด้านการอารักขา คุ้มครอง ปกป้อง อันชอบธรรม โดยภาพรวมอยู่ใน
ระดับมาก (̅X = ๓.๘๖) เม่ือพิจารณาเป็นรายขอ้ เรียงลำดบั ค่าเฉลยี่ จากมากไปหาน้อย พบวา่ ข้อท่ี ๕
ท่านได้ร่วมมือกับวัดบ้านโรงเรียนเพ่ือปลูกฝังคุณธรรม ศีลธรรม (X̅ = ๓.๙๑) รองลงมาคือ ข้อที่ ๔

๑๒๒

ท่านได้นำหลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนามาใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต (̅X = ๓.๘๙) และข้อที่ ๒ ท่าน
ได้รักษาพระพุทธศาสนา โดยการสนบั สนนุ กจิ กรรมของพระพทุ ธศาสนา (̅X = ๓.๘๖) ตามลำดับ

๔.๓ ผลการเปรียบเทียบการมีสว่ นร่วมทางการเมืองของประชาชนในการปกครองส่วน
ทอ้ งถน่ิ ในอำเภอเทพสถติ จังหวดั ชัยภูมิ

สมมติฐานที่ ๑ ประชาชนท่ีมีเพศต่างกัน การมีส่วนร่วมทางการเมืองในการปกครองส่วนท้องถ่ิน ใน
อำเภอเทพสถิต จังหวัดชยั ภมู ิ แตกตา่ งกัน

ตารางท่ี ๔.๒๐ การเปรียบเทียบระดับการมสี ่วนรว่ มทางการเมืองของประชาชนในการปกครองส่วน
ท้องถ่ิน ในอำเภอเทพสถติ จังหวัดชยั ภูมิ จำแนกตามเพศ

การมีส่วนร่วมทางการเมอื งของ เพศ (n=๓๙๗)
ประชาชนในการปกครองส่วน ชาย หญิง
ท้องถ่ิน ในอำเภอเทพสถติ จังหวดั ̅X S.D. ̅X S.D. t Sig.

ชัยภมู ิ ๓.๓๐ ๐.๗๒ ๓.๓๐ ๐.๘๖ ๐.๐๙ ๐.๙๒
๑) ดา้ นการตรวจสอบการทำงาน ๓.๒๔ ๐.๗๐ ๓.๑๖ ๐.๘๙ ๑.๐๗ ๐.๒๘
๒) ดา้ นการกำหนดนโยบาย ๓.๓๒ ๐.๖๑ ๓.๒๓ ๐.๗๗ ๑.๒๙ ๐.๑๙
๓) ด้านการบรหิ าร ๓.๒๔ ๐.๖๐ ๓.๒๐ ๐.๗๖ ๐.๗๗ ๐.๔๔
๔) ดา้ นการตดิ ตามขา่ วสาร ๓.๒๙ ๐.๖๐ ๓.๒๑ ๐.๗๖ ๐.๙๒ ๐.๓๕

รวม

จากตารางที่ ๔.๒๐ ผลการเปรยี บเทียบระดับการมีสว่ นรว่ มทางการเมืองของประชาชน
ในการปกครองส่วนท้องถิ่น ในอำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ จำแนกตามเพศ พบว่า ประชาชนที่มี
เพศต่างกันมีส่วนร่วมทางการเมืองในการปกครองส่วนท้องถ่ิน โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธ
สมมติฐานที่ตงั้ ไว้ เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ประชาชนท่ีมเี พศตา่ งกนั มีส่วนร่วมทางการเมอื งใน
การปกครองสว่ นท้องถิ่น ในอำเภอเทพสถิต จงั หวัดชัยภูมิ ทุกด้านไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐาน
ทต่ี ้งั ไว้

๑๒๓

สมมติฐานที่ ๒ ประชาชนท่ีมีอายุตา่ งกัน การมีส่วนร่วมทางการเมืองในการปกครองสว่ นท้องถิ่น ใน
อำเภอเทพสถติ จงั หวดั ชัยภูมิ แตกตา่ งกัน

ตารางท่ี ๔.๒๑ การเปรียบเทียบระดับการมสี ่วนร่วมทางการเมอื งของประชาชนในการปกครองสว่ น
ทอ้ งถิ่น ในอำเภอเทพสถติ จังหวัดชยั ภูมิ จำแนกตามอายุ

การมีส่วนร่วมทางการเมอื งของ (n=๓๙๗)
MS F Sig.
ประชาชนในการปกครองส่วน SS DF

ท้องถิ่น ในอำเภอเทพสถติ จังหวดั ๕
๓๙๑
ชัยภูมิ ๓๙๖

๑) ดา้ นการ ระหวา่ งกลุม่ ๑๓.๒๒ ๓๙๑ ๒.๖๔ ๔.๔๓ ๐.๐๑*
๓๙๖ ๐.๕๙
ตรวจสอบการ ภายในกลุม่ ๒๓๓.๒๗ ๕
๓๙๑
ทำงาน รวม ๒๔๖.๔๙ ๓๙๖

๒) ดา้ นการกำหนด ระหวา่ งกลุ่ม ๑๗.๑๒ ๓๙๑ ๓.๔๒ ๕.๖๗ ๐.๐๐*
๓๙๖ ๐.๖๐
นโยบาย ภายในกลมุ่ ๒๓๖.๑๕ ๕
๓๙๑
รวม ๒๕๓.๒๗ ๓๙๖

๓) ดา้ นการบริหาร ระหว่างกลมุ่ ๑๓.๐๕ ๒.๖๑ ๕.๖๒ ๐.๐๐*
๐.๔๖
ภายในกลมุ่ ๑๘๑.๔๔

รวม ๑๙๔.๔๙

๔) ด้านการตดิ ตาม ระหว่างกลุ่ม ๑๓.๘๓ ๒.๗๖ ๖.๔๒ ๐.๐๐*
๐.๔๓
ข่าวสาร ภายในกลุ่ม ๑๖๘.๓๙

รวม ๑๘๒.๒๓

รวม ระหว่างกลุม่ ๑๓.๕๖ ๒.๗๑ ๖.๑๔ ๐.๐๐*
๐.๔๔
ภายในกลมุ่ ๑๗๒.๕๗

รวม ๑๘๖.๑๓

*มีนยั สำคญั ทางสถติ ิทรี่ ะดับ ๐.๐๕

จากตารางที่ ๔.๒๑ ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ประชาชนที่มีอายุต่างกัน มีส่วน
ร่วมทางการเมืองในการปกครองส่วนท้องถ่ิน โดยรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ

๑๒๔

๐.๐๕ ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ต้ังไว้ เม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ประชาชนที่มีอายุต่างกัน มี
ความคิดเห็นต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการปกครองส่วนท้องถิ่น ในอำเภอเทพ
สถิต จังหวัดชัยภูมิ ด้านการตรวจสอบการทำงาน ด้านการกำหนดนโยบาย ด้านการบริหาร ด้านการ
ติดตามขา่ วสาร แตกตา่ งกนั อย่างมนี ัยสำคัญทางสถิติท่ีระดบั ๐.๐๕ ซงึ่ เปน็ ไปตามสมมติฐานทต่ี ั้งไว้

ดังน้ัน เม่ือพบความแตกต่างกัน จึงได้ทำการทดสอบหาค่าค่าเฉลี่ยรายคู่ โดยใช้วิธีผลต่าง
นัยสำคัญน้อยทสี่ ดุ (Least Significant Difference : LSD.) ดงั นี้

ตารางที่ ๔.๒๒ การเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีผลต่างนัยสำคัญน้อยที่สุดของการมีส่วน
ร่วมทางการเมืองของประชาชนในการปกครองส่วนท้องถ่ิน ในอำเภอเทพสถิต โดย
จำแนกตามอายุ โดยภาพรวม

อายุ X̅ ๑๘ - ๒๕ ๒๖ - ๓๐ อายุ ๕๑ - ๖๐ (n=๓๙๗)
ปี ปี ๓๑ - ๔๐ ๔๑ - ๕๐ ปี
๖๐ ปีขึน้
๓.๒๗ ๓.๕๓ ปี ปี ๓.๑๓ ไป
๑๘ - ๒๕ ปี ๓.๒๗ - -๐.๒๗* ๓.๐๔ ๓.๓๑ ๐.๑๔ ๒.๙๖
๒๖ - ๓๐ ปี ๓.๕๓ ๐.๒๓* -๐.๐๔ ๐.๔๐*
๓๑ - ๔๐ ปี ๓.๐๔ - ๐.๔๙* ๐.๒๒* -๐.๐๙ ๐.๓๑*
๔๑ - ๕๐ ปี ๓.๓๑ ๐.๑๘ ๐.๕๗*
- -๐.๒๗* ๐.๐๘
๕๑ - ๖๐ ปี ๓.๑๓ - - ๐.๓๕*
๖๐ ปขี ้ึนไป ๒.๙๖ ๐.๑๗
*มนี ัยสำคัญทางสถิตทิ ร่ี ะดับ ๐.๐๕
-

จากตารางท่ี ๔.๒๒ พบว่า ประชาชนมีความคิดเห็นต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของ
ประชาชนในการปกครองส่วนท้องถิ่น ในอำเภอเทพสถิต โดยภาพรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญ
ทางสถิติท่ีระดับ ๐.๐๕ จำนวน ๙ คู่ ได้แก่ ประชาชนท่ีมีอายุ ๑๘ - ๒๕ ปี มีส่วนร่วมทางการเมือง
แตกต่างจากประชาชนท่ีมีอายุ ๒๖ - ๓๐ ปี ๓๑ - ๔๐ ปี และ ๖๐ ปีข้ึนไป ประชาชนที่มีอายุ ๒๖ -
๓๐ ปี มสี ว่ นรว่ มทางการเมืองแตกต่างจากประชาชนทม่ี อี ายุ ๓๑ - ๔๐ ปี ๔๑ - ๕๐ ปี และ ๖๐ ปขี ้ึน
ไป ประชาชนทมี่ ีอายุ ๓๑ - ๔๐ ปี มสี ว่ นรว่ มทางการเมอื งแตกตา่ งจากประชาชนที่มีอายุ ๔๑ - ๕๐ ปี

๑๒๕

ประชาชนท่ีมีอายุ ๔๑ - ๕๐ ปี มีส่วนร่วมทางการเมืองแตกต่างจากประชาชนที่มีอายุ ๖๐ ปีขึ้นไป
นอกนน้ั ไมพ่ บความแตกตา่ งรายคู่

ตารางที่ ๔.๒๓ การเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีผลต่างนัยสำคัญน้อยที่สุดของการมีส่วน
ร่วมทางการเมืองของประชาชนในการปกครองส่วนท้องถ่ิน ในอำเภอเทพสถิต โดย
จำแนกตามอายุ ด้านการตรวจสอบการทำงาน

อายุ X̅ ๑๘ - ๒๕ ๒๖ - ๓๐ อายุ ๕๑ - ๖๐ (n=๓๙๗)
ปี ปี ๓๑ - ๔๐ ๔๑ - ๕๐ ปี
๖๐ ปขี ้ึน
๓.๓๒ ๓.๕๔ ปี ปี ๓.๒๔ ไป
๑๘ - ๒๕ ปี ๓.๓๒ - -๐.๒๒ ๓.๐๓ ๓.๔๐ ๐.๐๘ ๓.๐๐
๒๖ - ๓๐ ปี ๓.๕๔ ๐.๒๙* -๐.๐๘ ๐.๓๐*
๓๑ - ๔๐ ปี ๓.๐๓ - ๐.๕๐* ๐.๑๔ -๐.๒๐ ๐.๓๒*
๔๑ - ๕๐ ปี ๓.๔๐ ๐.๑๖ ๐.๕๔*
- -๐.๓๖* ๐.๐๓
๕๑ - ๖๐ ปี ๓.๒๔ - - ๐.๔๐*
๖๐ ปขี ึน้ ไป ๓.๐๐ ๐.๒๔
*มีนยั สำคัญทางสถติ ทิ ่ีระดับ ๐.๐๕
-

จากตารางท่ี ๔.๒๓ พบว่า ประชาชนมีความคิดเห็นต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของ
ประชาชนในการปกครองส่วนท้องถ่ิน ในอำเภอเทพสถิต ด้านการตรวจสอบการทำงาน โดยภาพรวม
แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตทิ ่ีระดับ ๐.๐๕ จำนวน ๗ คู่ ได้แก่ ประชาชนท่ีมีอายุ ๑๘ - ๒๕
ปี มีส่วนร่วมทางการเมืองแตกต่างจากประชาชนที่มีอายุ ๓๑ - ๔๐ ปีและ ๖๐ ปขี นึ้ ไป ประชาชนท่มี ี
อายุ ๒๖ - ๓๐ ปี มีส่วนร่วมทางการเมืองแตกต่างจากประชาชนที่มีอายุ ๓๑ - ๔๐ ปี ๕๑ - ๖๐ ปี
และ ๖๐ ปีข้ึนไป ประชาชนท่ีมอี ายุ ๓๑ - ๔๐ ปี มีส่วนร่วมทางการเมืองแตกต่างกจากประชาชนท่ีมี
อายุ ๔๑ - ๕๐ ปี ประชาชนที่มีอายุ ๔๑ - ๕๐ ปี มีส่วนร่วมทางการเมืองแตกต่างจากประชาชนที่มี
อายุ ๖๐ ปีขนึ้ ไป นอกนั้นไม่พบความแตกต่างรายคู่

๑๒๖

ตารางที่ ๔.๒๔ การเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีผลต่างนัยสำคัญน้อยที่สุดของการมีส่วน
ร่วมทางการเมืองของประชาชนในการปกครองส่วนท้องถ่ิน ในอำเภอเทพสถิต โดย
จำแนกตามอายุ ด้านการกำหนดนโยบาย

อายุ ̅X ๑๘ - ๒๕ ๒๖ - ๓๐ อายุ ๕๑ - ๖๐ (n=๓๙๗)
ปี ปี ๓๑ - ๔๐ ๔๑ - ๕๐ ปี
๖๐ ปีขนึ้
๓.๒๖ ๓.๕๑ ปี ปี ๓.๑๒ ไป
๑๘ - ๒๕ ปี ๓.๒๖ - -๐.๒๕* ๒.๙๑ ๓.๑๙ ๐.๑๔ ๒.๙๑
๒๖ - ๓๐ ปี ๓.๕๑ ๐.๓๕* ๐.๐๗ ๐.๓๙*
๓๑ - ๔๐ ปี ๒.๙๑ - ๐.๖๐* ๐.๓๒* -๐.๒๑ ๐.๓๖*
๔๑ - ๕๐ ปี ๓.๑๙ ๐.๐๗ ๐.๖๐*
- -๐.๒๘* ๐.๐๐
๕๑ - ๖๐ ปี ๓.๑๒ - - ๐.๒๙
๖๐ ปีข้นึ ไป ๒.๙๑ ๐.๒๒
*มนี ัยสำคัญทางสถติ ทิ ่ีระดบั ๐.๐๕
-

จากตารางที่ ๔.๒๔ พบว่า ประชาชนมีความคิดเห็นต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของ
ประชาชนในการปกครองส่วนท้องถ่ิน ในอำเภอเทพสถิต ด้านการกำหนดนโยบาย โดยภาพรวม
แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตทิ ี่ระดับ ๐.๐๕ จำนวน ๘ คู่ ได้แก่ ประชาชนที่มีอายุ ๑๘ - ๒๕
ปี มสี ่วนร่วมทางการเมืองแตกต่างจากประชาชนท่ีมีอายุ ๒๖ - ๓๐ ปี ๓๑ - ๔๐ ปี และ ๖๐ ปีข้ึนไป
ประชาชนที่มีอายุ ๒๖ - ๓๐ ปี มีส่วนร่วมทางการเมืองแตกต่างจากประชาชนที่มีอายุ ๓๑ - ๔๐ ปี
๔๑ - ๕๐ ปี ๕๑ - ๖๐ ปี และ ๖๐ ปีขึ้นไป ประชาชนที่มีอายุ ๓๑ - ๔๐ ปี มีส่วนร่วมทางการเมือง
แตกต่างจากประชาชนที่มีอายุ ๔๑ - ๕๐ ปี นอกนนั้ ไม่พบความแตกต่างรายคู่

๑๒๗

ตารางท่ี ๔.๒๕ การเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีผลต่างนัยสำคัญน้อยท่ีสุดของการมีส่วน
ร่วมทางการเมืองของประชาชนในการปกครองส่วนท้องถิ่น ในอำเภอเทพสถิต โดย
จำแนกตามอายุ ดา้ นการบรหิ าร

อายุ ̅X ๑๘ - ๒๕ ๒๖ - ๓๐ อายุ ๕๑ - ๖๐ (n=๓๙๗)
ปี ปี ๓๑ - ๔๐ ๔๑ - ๕๐ ปี
๖๐ ปขี น้ึ
๓.๒๙ ๓.๕๗ ปี ปี ๓.๑๓ ไป
๑๘ - ๒๕ ปี ๓.๒๙ - -๐.๒๘* ๓.๑๓ ๓.๓๐ ๐.๑๖ ๒.๙๙
๒๖ - ๓๐ ปี ๓.๕๗ ๐.๑๖ -๐.๐๒ ๐.๔๕*
๓๑ - ๔๐ ปี ๓.๑๓ - ๐.๔๔* ๐.๒๗* ๐.๐๐ ๐.๓๐*
๔๑ - ๕๐ ปี ๓.๓๐ ๐.๑๘ ๐.๕๘*
- -๐.๑๗ ๐.๑๔
๕๑ - ๖๐ ปี ๓.๑๓ - - ๐.๓๒*
๖๐ ปีขึ้นไป ๒.๙๙ ๐.๑๔
*มีนัยสำคญั ทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕
-

จากตารางท่ี ๔.๒๕ พบว่า ประชาชนมีความคิดเห็นต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของ
ประชาชนในการปกครองส่วนท้องถิ่น ในอำเภอเทพสถิต ด้านการบริหาร โดยภาพรวมแตกต่างกัน
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ จำนวน ๗ คู่ ได้แก่ ประชาชนท่ีมีอายุ ๑๘ - ๒๕ ปี มีส่วน
รว่ มทางการเมืองแตกต่างจากประชาชนทม่ี ีอายุ ๒๖ - ๓๐ ปี และ ๖๐ ปขี ึน้ ไป ประชาชนท่ีมอี ายุ ๒๖
- ๓๐ ปี มีสว่ นร่วมทางการเมืองแตกต่างจากประชาชนทมี่ ีอายุ ๓๑ - ๔๐ ปี ๔๑ - ๕๐ ปี ๕๑ - ๖๐ ปี
และ ๖๐ ปีข้ึนไป ประชาชนท่ีมีอายุ ๔๑ - ๕๐ ปี มีส่วนร่วมทางการเมืองแตกต่างจากประชาชนที่มี
อายุ ๖๐ ปขี ้นึ ไป นอกนน้ั ไมพ่ บความแตกตา่ งรายคู่

๑๒๘

ตารางท่ี ๔.๒๖ การเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีผลต่างนัยสำคัญน้อยที่สุดของการมีส่วน
ร่วมทางการเมืองของประชาชนในการปกครองส่วนท้องถ่ิน ในอำเภอเทพสถิต โดย
จำแนกตามอายุ ดา้ นการติดตามขา่ วสาร

อายุ X̅ ๑๘ - ๒๕ ๒๖ - ๓๐ อายุ ๕๑ - ๖๐ (n=๓๙๗)
ปี ปี ๓๑ - ๔๐ ๔๑ - ๕๐ ปี
๖๐ ปีขน้ึ
๓.๑๙ ๓.๕๑ ปี ปี ๓.๓๔ ไป
๑๘ - ๒๕ ปี ๓.๑๙ - -๐.๓๑* ๓.๐๙ ๓.๐๔ ๐.๑๖ ๒.๙๓
๒๖ - ๓๐ ปี ๓.๕๑ ๐.๑๑ -๐.๑๔ ๐.๔๗*
๓๑ - ๔๐ ปี ๓.๐๙ - ๐.๔๒* ๐.๑๗ ๐.๐๕ ๐.๒๖*
๔๑ - ๕๐ ปี ๓.๐๔ ๐.๓๐* ๐.๕๗*
- -๐.๒๕* ๐.๑๕
๕๑ - ๖๐ ปี ๓.๓๔ - - ๐.๔๐*
๖๐ ปขี ้นึ ไป ๒.๙๓ ๐.๑๐
*มีนยั สำคัญทางสถติ ทิ ีร่ ะดับ ๐.๐๕
-

จากตารางท่ี ๔.๒๖ พบว่า ประชาชนมีความคิดเห็นต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของ
ประชาชนในการปกครองส่วนท้องถ่ิน ในอำเภอเทพสถิต ด้านการติดตามข่าวสาร โดยภาพรวม
แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตทิ ่ีระดับ ๐.๐๕ จำนวน ๘ คู่ ได้แก่ ประชาชนท่ีมีอายุ ๑๘ - ๒๕
ปี มีส่วนรว่ มทางการเมืองแตกต่างจากประชาชนท่ีมีอายุ ๒๖ - ๓๐ ปี และ ๖๐ ปีข้ึนไป ประชาชนที่
มีอายุ ๒๖ - ๓๐ ปี มีส่วนร่วมทางการเมืองแตกต่างจากประชาชนที่มีอายุ ๓๑ - ๔๐ ปี ๕๑ - ๖๐ ปี
และ ๖๐ ปีข้ึนไป ประชาชนที่มีอายุ ๓๑ - ๔๐ ปี มีส่วนร่วมทางการเมืองแตกต่างจากประชาชนที่มี
อายุ ๔๑ - ๕๐ ปี ประชาชนที่มีอายุ ๔๑ - ๕๐ ปี มีส่วนรว่ มทางการเมืองแตกต่างกจากประชาชนท่ีมี
อายุ ๕๑ - ๖๐ ปี และ ๖๐ ปขี ้ึนไป นอกนน้ั ไม่พบความแตกต่างรายคู่


Click to View FlipBook Version