The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลักสูตรปฐมวัย-66

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by yimma.yo, 2023-05-28 10:22:10

หลักสูตรปฐมวัย-66

หลักสูตรปฐมวัย-66

โรงเรียนนิกรราษฎร์บ ารุงวิทย์ สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานีเขต ๒ ส านักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ หลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๖ ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐


ก ค ำน ำ กระทรวงศึกษาธิการมีค าสั่งที่ สพฐ. ๑๒๒๓/๒๕๖๐ เรื่อง ให้ใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ แทนหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๔๖ เมื่อ วันที่ ๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ เพื่อให้สถานศึกษาหรือสถาบันพัฒนาเด็กปฐมวัยทุกสังกัด น าหลักสูตรไปใช้โดยให้ปรับปรุงให้เหมาะสมกับเด็ก และสภาพท้องถิ่น โรงเรียนนิกรราษฎร์บ ารุงวิทย์ จัดการศึกษาปฐมวัย โดยยึดนโยบายการพัฒนาการศึกษาปฐมวัย หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยของกระทรวงศึกษาธิการ เป็นกรอบทิศทางในการพัฒนาจัดการศึกษามาอย่าง จริงจังและต่อเนื่อง จากค าสั่งกระทรวงศึกษาธิการที่ สพฐ. ๑๒๒๓/๒๕๖๐ โรงเรียนจึงแต่งตั้งคณะกรรมการ จัดท าหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย โรงเรียนนิกรราษฎร์บ ารุงวิทย์ ขึ้น และได้ด าเนินการใช้หลักสูตร สถานศึกษาปฐมวัยมาระยะเวลาหนึ่ง โรงเรียนจึงได้มีการประเมินหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย และน ามาสู่การ พัฒนาปรับปรุงหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัยฉบับนี้ให้มีคุณภาพ และความสอดคล้องกับสภาพการเปลี่ยนแปลง ด้านเศรษฐกิจ สังคม และความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี นโยบายต่างๆที่เกี่ยวข้องของหน่วยงาน และ ประเทศชาติ รวมถึงความต้องการของชุมชน ท้องถิ่น โรงเรียนนิกรราษฎร์บ ารุงวิทย์ จึงได้พัฒนาปรับปรุง หลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย โรงเรียนนิกรราษฎร์บ ารุงวิทย์ พุทธศักราช ๒๕๖๖ ฉบับนี้ขึ้น โรงเรียนนิกรราษฎร์บ ารุงวิทย์ ขอขอบคุณ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน ทั้งคณะกรรมการที่ปรึกษา ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษาปฐมวัย ศึกษานิเทศก์ คณะกรรมการสถานศึกษา คณะผู้บริหารโรงเรียน ครูปฐมวัย ครูชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ตัวแทนผู้ปกครอง ตัวแทนชุมชน ตลอดจนบุคลากรทุกคนที่มีส่วนร่วมในการจัดท า หลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัยโรงเรียนนิกรราษฎร์บ ารุงวิทย์พุทธศักราช ๒๕๖๖ ให้ส าเร็จ และมีความเหมาะสม มีคุณภาพในการน าไปใช้จัดการศึกษาปฐมวัย (นางสาวณัฎฐิพร วงษ์ไทย) ผู้อ านวยการโรงเรียนนิกรราษฎร์บ ารุงวิทย์


ข ประกำศโรงเรียนนิกรรำษฎร์บ ำรุงวิทย์ เรื่อง ให้ใช้หลักสูตรสถำนศึกษำปฐมวัย โรงเรียนนิกรรำษฎร์บ ำรุงวิทย์พุทธศักรำช ๒๕๖๖ ตำมหลักสูตรกำรศึกษำปฐมวัย พุทธศักรำช ๒๕๖๐ ด้วย กระทรวงศึกษาธิการมีค าสั่ง ที่ สพฐ. ๑๒๒๓ /๒๕๖๐ ให้ใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ เพื่อให้การจัดการศึกษาปฐมวัยที่ต้องพัฒนาเด็กตั้งแต่แรกเกิด – ๖ ปี ให้มีพัฒนาการด้าน ร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาที่เหมาะสมกับวัย ความสามารถ และความแตกต่างระหว่างบุคคล เป็นการเตรียมความพร้อมที่จะเรียนรู้และสร้างรากฐานชีวิต ให้พัฒนาเด็กปฐมวัยไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่ สมบูรณ์ เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ และมีความรับผิดชอบต่อตนเองครอบครัว ชุมชน สังคม และ ประเทศชาติ ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๕๔ และโดย อาศัยอ านาจความในมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับ ที่ ๒ ) พ.ศ.๒๕๕๔ กระทรวงศึกษาธิการจึงให้ใช้หลักสูตร พุทธศักราช ๒๕๖๐ แทนหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ๒๕๔๖ เพื่อให้สถานศึกษาหรือสถาบันพัฒนาเด็กปฐมวัยทุกสังกัด น าหลักสูตรไปใช้โดยให้ปรับปรุงให้ เหมาะสมกับเด็กและสภาพท้องถิ่น โรงเรียนนิกรราษฎร์บ ารุงวิทย์ จึงด าเนินการพัฒนาปรับปรุงหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย โรงเรียน นิกรราษฎร์บ ารุงวิทย์ พุทธศักราช ๒๕๖๖ ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ โดยน า สารสนเทศจากการประเมินหลักสูตรมาพัฒนาปรับปรุงหลักสูตรให้มีความเหมาะสมกับสภาพปัจจุบัน และ ความต้องการของชุมชน ท้องถิ่น เพื่อน าไปใช้จัดการศึกษาระดับปฐมวัย ให้เด็กได้รับการพัฒนาให้บรรลุ จุดหมายวิสัยทัศน์ เป้าหมาย และมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามที่หลักสูตรก าหนด ประกาศ ณ วันที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๖ ลงชื่อ ลงชื่อ (นายจ านงค์ อ่อนแย้ม) (นางสาวณัฎฐิพร วงษ์ไทย) ประธานกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้อ านวยการโรงเรียนนิกรราษฎร์บ ารุงวิทย์


ค สำรบัญ หน้ำ ค ำน ำ ก ประกำศใช้หลักสูตรสถำนศึกษำปฐมวัยโรงเรียน ข ส่วนที่ ๑ ข้อมูลพื้นฐำนโรงเรียน ๑ ส่วนที่ ๒ ควำมน ำเกี่ยวกับหลักสูตรกำรศึกษำปฐมวัย ๑๑ ปรัชญาการศึกษาปฐมวัย ๑๑ วิสัยทัศน์ ๑๑ หลักการ ๑๑ จุดหมาย ๑๒ พัฒนาการเด็กปฐมวัย ๑๒ แนวคิดการจัดการศึกษาปฐมวัย ๑๓ ส่วนที่ ๓ หลักสูตรสถำนศึกษำปฐมวัยโรงเรียนนิกรราษฎร์บ ารุงวิทย์ ๑๙ ปรัชญาการศึกษาปฐมวัยของโรงเรียน ๑๙ วิสัยทัศน์ของหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย ของโรงเรียน ๑๙ จุดหมาย ๒๐ มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ๒๒ - ตัวบ่งชี้ ๒๒ - สภาพที่พึงประสงค์ ๒๒ การจัดเวลาเรียน ๓๐ สาระการเรียนรู้ ๓๒ - ประสบการณ์ส าคัญ ๓๒ - สาระที่ควรเรียนรู้ ๔๙ การวิเคราะห์สาระการเรียนรู้รายปี ๕๓ - ชั้นอนุบาล ๒ อายุ ๔-๕ ปี ๕๓ - ชั้นอนุบาล ๓ อายุ ๕-๖ ปี ๖๙


ง สำรบัญ หน้ำ ขอบข่ายเวลาเรียนและสาระการเรียนรู้ เด็กอายุ ๔ ปี ๘๔ ขอบข่ายเวลาเรียนและสาระการเรียนรู้ เด็กอายุ ๕ ปี ๘๖ การจัดหน่วยการเรียนรู้รายปี ๘๗ การจัดประสบการณ์ ๘๙ การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ สื่อและแหล่งการเรียนรู้ ๑๑๐ การประเมินพัฒนาการ ๑๑๙ การบริหารจัดการหลักสูตร ๑๓๕ การเชื่อมรอยต่อระดับการศึกษาปฐมวัย กับ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ๑๓๗ บรรณานุกรม ๑๔๑ ภำคผนวก ๑๔๒ - ค าสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการจัดท าหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย ๑๔๓ - ค าสั่งกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องให้ใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ.ศ.2560 ๑๔๕ - แบบประเมินคุณภาพของแผนการจัดประสบการณ์ ๑๔๖ - แบบฟอร์มการเขียนแผนการจัดประสบการณ์ ๑๔๘ - แบบนิเทศ ติดตามการเรียนการสอน (นิเทศภายใน) ๑๖๘ - การตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตรสถานศึกษาก่อนน าไปใช้ ๑๗๑ - การตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตรสถานศึกษาหลังการน าไปใช้ ๑๗๔


๑ ส่วนที่ ๑ ข้อมูลพื้นฐานโรงเรียน ๑. ข้อมูลทั่วไป ชื่อโรงเรียนนิกรราษฎร์บ ารุงวิทย์ ที่ตั้งเลขที่ 1 / 1 หมู่ 4 ต าบลบึงบอน อ าเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี 12170 สังกัด ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ติดต่อผ่านทางอีเมล์ [email protected] และทางเว็บไซต์ของโรงเรียน http://www.nikornwit.com - เปิดสอนระดับชั้นอนุบาล 2 ถึงระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 - พื้นที่บริการ หมู่ที่ 3 , 4 , 9 ต าบลบึงบอน 2. ประวัติโรงเรียนโดยย่อ โรงเรียนนิกรราษฎร์บ ารุงวิทย์จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2477 โดย นายชม ชาตินนท์ นายอ าเภอหนองเสือ เป็นผู้ริเริ่มจัดตั้ง และมอบให้นายเฉลียว ทยานศิลป์ ศึกษาธิการอ าเภอ นายสุบรรณ ปลัดอ าเภอ เป็นผู้ท าพิธีเปิดใช้ชื่อว่า โรงเรียนประชาบาล ต าบลบึงบอน 2 (วัดบึงบอน) สถานที่เรียนใช้ ศาลาการเปรียญของวัดบึงบอน พ.ศ. 2485 เดือนมิถุนายน ได้ปลูกสร้างโรงเรียนแบบ ป.1 ก กว้าง 8 เมตร ยาว 24 เมตร ยกพื้นสูง 2 เมตร หลังคากระเบื้องปลูกในที่ดินของวัด สิ้นค่าก่อสร้าง 1,800 บาท เป็นเงิน งบประมาณ 1,000 บาท เงินราษฎรบริจาค 800 บาท โดยนายอ าเภอหนองเสือ ขุนนิกร พัว ไพโรจน์และครูใหญ่ นายเชื้อ ม่วงเจ๊ก ประสานงานขอตั้งชื่อโรงเรียนประชาบาล ต าบล บึงบอน 2 (วัด บึงบอน) ให้ชื่อใหม่ว่า โรงเรียนนิกรราษฎร์บ ารุงวิทย์ นายฟู สถานนท์ ศึกษาธิการอ าเภอหนองเสือผู้มา ตรวจรับและเปิดป้ายชื่อโรงเรียนในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2485 พ.ศ. 2504 อาคารช ารุด หักพัง ได้อาศัยศาลาการเปรียญของวัดบึงบอนเป็นที่เรียนและ ด าเนินการขอบริจาคที่ดินจากหลวงประสิทธิ์ กลมัย ได้มอบที่ดินให้ประมาณ 200 ตารางวา โดยท า หนังสือมอบกรรมสิทธิ์ไว้ให้โรงเรียนเป็นหลักฐาน แต่ยังไม่แยกโฉนด พ.ศ. 2505 ได้รับงบประมาณจากทางราชการ 30,000 บาท และเงินราษฎรบริจาคสมทบ 16,000 บาท รวม 46,000 บาท เดือนมีนาคมขอเงินจากราษฎรขุดดินถมที่ปลูกสร้างอาคารเรียน รวม 7 วัน เดือนกรกฎาคมด าเนินการปลูกสร้างอาคารเรียนแบบ ป.1 ขนาด 3 ห้องเรียน 8 × 27 เมตร ยกพื้นสูง 0.90 เมตร หลังคาสังกะสี ไม่มีประตู หน้าต่าง ฝ้าเพดาน และได้ติดต่อขอที่ดิน เพิ่มเติมพร้อมกับท าการแบ่งแยกโฉนดให้เป็นของโรงเรียน โฉนดเลขที่ 5149 เล่มที่ 56 หน้า 49 และเลขที่ 2394 เล่มที่ 24 หน้า 94 รวมเนื้อที่ทั้งสองโฉนด 1 ไร่ 82 ตารางวา พ.ศ. 2523 ได้ด าเนินการถมที่เตรียมไว้ปลูกสร้างอาคารเรียนหลังใหม่ขนาด 35 × 85 เมตร ในที่ของวัด พ.ศ. 2535 ได้รับเงินงบประมาณสร้างอาคารเรียน แบบ สปช.101/26 จ านวน 1 หลัง ขนาด 3 ห้องเรียน งบประมาณ 910,000 บาท พ.ศ. 2536 ได้งบประมาณสร้างอาคารอเนกประสงค์ แบบ สปช.202/26 จ านวน 1 หลัง งบประมาณ 289,000 บาท


๒ พ.ศ. 2537 ได้รับมอบสนามเด็กเล่นจากผู้ปกครอง มูลค่า 8,000 บาท ได้รับมอบเครื่องโรเนียว ไฟฟ้า จากบุตร-ธิดา ของนายเยื้อน สายเงิน จ านวน 1 เครื่อง 25 ธันวาคม พระครูโสภณกิจจารักษ์ บริจาคเครื่องพิมพ์ดีด จ านวน 1 เครื่อง มูลค่า 9,500 บาท พ.ศ. 2539 ได้รับเครื่องโทรทัศน์สี National ขนาด 20 นิ้ว มูลค่า 9,000 บาท เครื่องเล่น VDO มูลค่า 8,500 บาท ได้รับหม้อหุงข้าวแก๊ส 1 ใบ พร้อมถัง ราคา 4,500 บาท จากนางทองม้วน แย้มผกา พ.ศ. 2540 ศิษย์เก่าบริจาคเครื่องถ่ายเอกสาร จ านวน 1 เครื่อง มูลค่า 26,000 บาท ผู้ใหญ่สมศักดิ์ หอมเกษร บริจาคโทรทัศน์สี SHARP ขนาด 20 นิ้ว จ านวน 1 เครื่อง มูลค่า 6,990 บาท นางสมบัติ ยิ้มใหญ่ บริจาคเครื่องคอมพิวเตอร์ จ านวน 1 เครื่อง มูลค่า 7,500 บาท พร้อมเครื่อง ส ารองไฟฟ้า 3,770 บาท พ.ศ. 2541 ได้รับงบประมาณสร้างส้วม แบบ สปช. 601/26 จ านวน 1 หลัง 4 ที่ มูลค่า 110,836 บาท พ.ศ. 2543 ได้รับงบประมาณเปลี่ยนประตูเลื่อน 20,000 บาท พ.ศ. 2546 ได้รับการสนับสนุนจากชุมชน บริจาคตู้เย็นใช้ในกิจการสหกรณ์ จ านวน 1 เครื่อง มูลค่า 7,200 บาท กรกฎาคม นักศึกษามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย บริจาคเงิน 13,000 บาทและเงิน ผ้าป่าการศึกษา14,600 บาท สร้างโรงจอดจักรยานของนักเรียน สิงหาคมได้รับบริจาคเหล็กดัดติดประตู หน้าต่าง อาคาร สปช.101/26 มูลค่า 5,800 บาท พ.ศ. 2547 ได้รับงบประมาณเปลี่ยนหลังคากระเบื้องอาคารเรียนแบบ ป 1 ก 56,000 บาท เงินผ้าป่าอีก 8,000 บาท เดือนตุลาคม ได้รับงบประมาณเปลี่ยนหลังคากระเบื้อง อีก 30,000 บาท เปลี่ยนสายไฟฟ้า อาคารเรียนแบบ ป 1 ก และส้วม สปช.601/26 มูลค่า 35,900 บาท 18 พฤศจิกายน 2547 ได้รับเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องปริ้นท์ พร้อมโต๊ะ เก้าอี้ และเครื่องส ารองไฟฟ้า 1 ชุด พ.ศ. 2548 วันที่ 3 พฤษภาคม ได้รับเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องปริ้นท์และเครื่องส ารองไฟฟ้า 1 ชุด , มูลค่า รวม 89,800 บาท นอ.สมบูรณ์ นอ.ระเบียบ รวงผึ้งหลวง มอบพระพุทธรูป มูลค่า 9,000 บาท พ.ศ. 2549 ได้รับงบประมาณเปลี่ยนตอม่อเสาอาคารเรียน แบบ ป 1 ก จ านวน 111,000 บาท พระครูโสภณกิจจารักษ์ เจ้าอาวาสวัดบึงบอน บริจาคอังกะลุง 15,000 บาท อิเล็คโทน 12,000 บาท พ.ศ. 2551 เดือนสิงหาคม องค์การบริหารส่วนต าบลบึงบอน ได้ก่อสร้างโครงหลังคาสนามเด็ก เล่น ขนาด 6 X 16 เมตร มูลค่า 25,000 บาท เดือนตุลาคม ได้ต่อเติมชั้นล่าง อาคาร สปช. 101/26 เป็นศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (3 ขวบ) ขนาด 6 X 18 เมตร มูลค่า 602,000 บาท พ.ศ. 2552 เดือนกรกฎาคม องค์การบริหารส่วนต าบลบึงบอน ได้ต่อเติมหลังคารอบอาคาร สปช. 101/26 มูลค่า 100,000 บาท พ.ศ. 2554 นางสุรดา อิ่มพงษ์ ย้ายมาด ารงต าแหน่งผู้อ านวยการโรงเรียนนิกรราษฎร์บ ารุงวิทย์ เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2554 งานปรับปรุงห้องสมุดบึงบอนสามัคคี งบประมาณจากผู้บริจาครวมจ านวน 48,100 บาท , พระครูโสภณกิจจารักษ์ เจ้าอาวาสวัดบึงบอน มอบเงินทอดผ้าป่าสามัคคีวันที่ 3 เมษายน 2554 จ านวน 48,930 บาท และเงินถวายเทียนวันเข้าพรรษา จ าวน 20,200 บาท รวมทั้งสิ้น


๓ 117,230 บาท ได้รับงบประมาณก่อสร้างอาคารเรียน แบบ สปช. 2/28 ปรับปรุง 3 ชั้น 6 ห้องเรียน ใต้ถุนโล่ง งบประมาณ 5,000,000 บาท ได้รับงบประมาณซ่อมแซมถนนหน้าโรงอาหาร เนื่องจากประสบภัยน้ าท่วม งบประมาณ 50,000 บาท ในปี พ.ศ. 2559 นายสุทิน ยิ้มถนอม ด ารงต าแหน่งผู้อ านวยการโรงเรียนนิกรราษฎร์บ ารุงวิทย์ เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2559 ในปี พ.ศ. 2561 ได้รับงบสนับสนุนจากชุมชนจัดท าป้ายชื่อโรงเรียนท าด้วยหินอ่อน งบประมาณ 35,000 บาท ในปี พ.ศ. 2563 ได้รับงบปรับปรุงซ่อมแซม จ านวน 192,000 บาท ปรับปรุงทางเชื่อมระหว่าง โรงอาหารไปอาคารอนุบาลเพื่อป้องกันแดดและฝน ในปี พ.ศ. 2564 นางสาวณัฎฐิพร วงษ์ไทยด ารงต าแหน่งผู้อ านวยการโรงเรียนนิกรราษฎร์บ ารุงวิทย์ เมื่อ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 พล.ต.ท.ค ารณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ได้สนับสนุนงบประมาณส่วนตัว ก่อสร้างหลังคาอาหารโดม “ธูปกระจ่าง” ปัจจุบันเปิดเรียนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีอาคารเรียน 2 หลัง อาคารเอนกประสงค์ 1 หลัง ส้วม 1 หลัง การจัดการเรียนการสอน โรงเรียนเปิดท าการสอนตั้งแต่ชั้น อนุบาลปีที่ 2 ถึง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6


๔ อักษรย่อของโรงเรียน น.ว. สีประจ าโรงเรียน ม่วง – เหลือง คติพจน์ สัจเจอัตเถจ ธมฺเมจ อหุสันโต ปติฏฐิตา สัตตบุรุษ (บัณฑิต) ย่อมมั่นคงอยู่ในสัจจะ ปรัชญาของโรงเรียน มีความสุขในการเรียนรู้ มุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่ตั้ง 1/1 หมู่ที่ 4 ต าบลบึงบอน อ าเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี 12170 ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ละติจูด 14.076191 ลองติจูด 100.777953 วิสัยทัศน์ ผู้เรียนมีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา บนพื้นฐานการบริหารแบบมีส่วน ร่วมของชุมชน เพื่อการพัฒนาคุณภาพอย่างยั่งยืน อัตลักษณ์ ภูมิทัศน์เด่น เน้นวิชาการ สานสัมพันธ์ชุมชน เอกลักษณ์ ซื่อสัตย์ สามัคคี มีจิตอาสา คุณธรรมอัตลักษณ์ มีวินัย ซื่อสัตย์ จิตสาธารณะ กลยุทธ์ ๑. พัฒนาคุณภาพผู้เรียนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการ ๒. ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ระเบียบวินัย จิตส านึกของ ผู้เรียนและเสริมสร้างทักษะในการด าเนินชีวิตในสังคมอย่างมี ความสุข


๕ ๓.ส่งเสริมกิจกรรมให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะกระบวนการคิด วิเคราะห์และทักษะที่จ าเป็น เข้าใจหลักศาสนา รักษาสุขภาพ และสิ่งแวดล้อมเข้าร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับภูมิปัญญา และ ประเพณีวัฒนธรรมในท้องถิ่น ๔. พัฒนาครู และบุคลากรทางการศึกษาทั้งระบบ ให้เป็นครูมือ อาชีพมีสมรรถนะเหมาะสมกับการจัดการศึกษาตามมาตรฐาน การศึกษา ๕. บริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลประสานความร่วมมือ กับชุม ชน แ ล ะองค์ก รภ า ยน อกสนับ สนุนให้มีก า ร จั ด สภาพแวดล้อมที่เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ อย่างมีคุณภาพ และ ยั่งยืน ๖. ส่งเสริมสนับสนุนให้ครู และบุคลากรในสถานศึกษาสร้างสื่อ และนวัตกรรมในการจัดการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาผู้เรียน อย่างมีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา พันธกิจ ๑. พัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา ๒. พัฒนาการบริหารแบบมีส่วนร่วมโดยยึดหลักธรรมาภิบาล ๓. พัฒนาครู และบุคลากรในสถานศึกษาให้มีคุณภาพตาม มาตรฐานวิชาชีพ ๔. พัฒนาแหล่งเรียนรู้ และสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนรู้ อย่างเต็มศักยภาพ ๕. จัดหา พัฒนา และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี ในการจัดการ เรียนการสอน ๖. สร้างสื่อนวัตกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพทางการศึกษา ๗. ส่งเสริมให้ชุมชน องค์กร มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา


๖ แผนที่โรงเรียนนิกรราษฎร์บ ารุงวิทย์ อาคารบึงบอนสามัคคี โรงอาหาร ห้องน ้า อาคารเรียน สปช 2/28 อาคารเรียน สปช 101/26 ห้องพยาบาล สนามเด็กเล่น ลาน BBL ลานอเนกประสงค์ ทางเข้า ประตู แปลง เกษตร


๗ 3. ข้อมูลผู้บริหาร ผู้อ านวยการโรงเรียน ชื่อ-สกุล นางสาวณัฎฐิพร วงษ์ไทย วุฒิการศึกษาสูงสุดปริญญาโท ศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต (ศษ.ม.) โทรศัพท์ 063 246 1059 ด ารงต าแหน่งที่โรงเรียนนี้ตั้งแต่ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 จนถึง ปัจจุบัน 4. ข้อมูลครูและบุคลากร ที่ ชื่อ – สกุล ต าแห น่ง / อันดั บ วุฒิ วิชาเอก สอนวิชา หลัก (ระบุ1 วิชา) สอน ประจ าชั้น ๑. น า ง ส า ว กิ่ ง รั ก เยาวภักดิ์ ครู คศ.2 ค.ม. วิจัยและ ประเมินผล การศึกษา ภาษาไทย ป.1-ป.๖ ๒. นางสาวมลกาญจน์ มาตแม้น ครู คศ.๒ คศ. บ. พัฒนา สังคม สังคม ศึกษา ป.๔-ป.6 ๓. น างส า วกัน ต์กมล สุวภาพภัทรพร ครู คศ.๑ ค.บ. การศึกษา ปฐมวัย ปฐมวัย อนุบาล ๓ ๔. นายกิตติศักดิ์ ธระปราบ ครู คศ.1 ค.บ. คณิต ศาสตร์ คณิต ศาสตร์ ป.๔-ป.6 ๕. นางสาวนิตยา กาฬสุวรรณ ครู คศ.1 ศศ. บ. ภาษาไทย ภาษาไทย ป.๓-ป.6 ๖. นางสาวกมลวรรณ ปลอดโปร่ง ครู ผู้ช่วย ค.บ. การศึกษา ปฐมวัย ปฐมวัย อนุบาล ๒ ๗. น าง ส า ว อ าไ พ พ ร จริตรัมย์ ครู ผู้ช่วย วท. บ วิทยาศาสต ร์ ฟิสิกส์ วิทยาศาส ตร์ ป.4-ป.6 ๘. นายธนพล จันทร์ศรี ครู ผู้ช่วย ศษ. บ วิทยาศาสต ร์ทั่วไป วิทยาศาส ตร์ ป.1-ป.3


๘ ๙. นายพิสิษฐ์ หมายชัย ครู ผู้ช่วย คบ. คอมพิวเตอ ร์ศึกษา วิทยาศาส ตร์และ เทคโนโล ยี อนุบาล ๒-ป.6 1๐. นางสาวโกศล อยู่ภักดี ครู อัตรา จ้าง ค.บ. สังคมศึกษา สังคม ศึกษา ป.1-ป.3 1๑. นางสาวพิชชานันท์ ค าภีระ ครู อัตรา จ้าง ค.บ. ภาษาอังกฤ ษ ภาษาอัง กฤษ ป.1-ป.๖ ๑๒. นายทัศนัย น้อยภา ครู อัตรา จ้าง ศษ. บ พลศึกษา พละ ศึกษา ป.1-ป.6 ๑๓. นางสาวแสงเดือน เดชสาคร ธุรการ ม.6 - - - 5. ข้อมูลนักเรียน (ปีการศึกษา 256๖ ) จ านวนนักเรียนในโรงเรียนทั้งสิ้น 1๕๑ คน จ าแนกตามระดับชั้นที่เปิดสอน ระดับชั้นเรียน จ านวนห้อง เพศ รวม ชาย หญิง อ.2 1 ๑๑ ๑๓ ๒๔ อ.3 1 ๑๑ ๗ ๑๘ ป.1 1 ๑๔ ๕ ๑๙ ป.2 1 ๑๖ ๗ ๒๓ ป.3 1 ๑๑ ๑๒ ๒๓ ป.4 1 ๕ ๕ ๑๐ ป.5 1 ๖ ๙ ๑๕ ป.6 1 ๘ ๑๑ ๑๙ รวม 8 ๘๒ ๖๙ ๑๕๑


๙ 6. ข้อมูลอาคารสถานที่ อาคารเรียนจ านวน 2 หลัง อาคารอเนกประสงค์/โรงอาหาร จ านวน 1 หลัง ส้วม 1 หลัง สนามเด็กเล่น 1 สนาม ศาลาพักผ่อน 1 หลัง 7. ข้อมูลสภาพชุมชนโดยรวม 1) สภาพชุมชนรอบบริเวณโรงเรียนมีลักษณะ ชุมชนเกษตรกรรม ได้แก่ หมู่บ้าน หมู่ 3 หมู่ 4 หมู่ 9 มีประชากรประมาณ 2,000 คน บริเวณใกล้เคียงโดยรอบโรงเรียนได้แก่ วัดบึงบอน อาชีพหลัก ของชุมชน คือ ท านา รับจ้าง เนื่องจาก มีที่นาท ากันเอง และเช่าที่นา รับจ้างโรงงานที่มาก่อตั้งในเขต ประมาณ 13 โรงงาน ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ประเพณี/ ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นที่รู้จักโดยทั่วไปคือ ตรุษไทย สาร์ทไทย สงกรานต์ แห่เทียนพรรษา ตักบาตรเทโว กฐิน ผ้าป่า การบวชนาค การเผาศพ 2) ผู้ปกครองส่วนใหญ่ จบการศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ 6 ประกอบอาชีพท านา ร้อยละ 20 รับจ้างร้อยละ 80 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 98.15 อิสลามร้อยละ 1.85 ฐานะทางเศรษฐกิจ รายได้โดยเฉลี่ยต่อปีประมาณ 40,000 บาท 3) โอกาสและข้อจ ากัดของโรงเรียน 3.1 โอกาส 1. โรงเรียนตั้งอยู่ในบริเวณวัดบึงบอน จึงใช้พื้นที่ธรณีสงฆ์ปลูกสร้างอาคารเรียน จ านวน 1 หลัง ประมาณ 200 ตารางวา และใช้พื้นที่เพื่อเป็นประโยชน์ในการใช้สอยของโรงเรียนอีกประมาณ 200 ตารางวา การเดินทางสัญจร ไฟฟ้า ประปาสะดวก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นองค์การบริหาร ส่วนต าบลบึงบอน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครอง และผู้มีอุปการะให้การช่วยเหลือ ทุนการศึกษา อาหารกลางวัน สื่อการเรียนการสอน สื่อเทคโนโลยีค่อนข้างทันสมัย มีแหล่งเรียนรู้ด้าน การเกษตร การขายพันธุ์ไม้ 2. โรงเรียนมีแหล่งเรียนรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่หลากหลาย เช่น ภูมิปัญญาชาวบ้าน ขยายพันธุ์ไม้ใหญ่ ศิลปะงานปั้น งานวาด อาหารไทย ขนมไทย สานปลาตะเพียน ผลิตภัณฑ์จากกล้วย 3. ชุมชนส่วนใหญ่เห็นความส าคัญของการจัดการศึกษา โรงเรียนได้รับความร่วมมือจาก ชุมชนและผู้ปกครองนักเรียนในการพัฒนาการศึกษา 4. บุคลากรมีวิสัยทัศน์ มีคุณวุฒิ มีทักษะความสามารถในการปฏิบัติงานตรงกับ ความ รับผิดชอบตลอดจนมีความทุ่มเทให้กับการปฏิบัติงานอย่างเต็มความสามารถ มีความสามารถ ในการพัฒนา นักเรียนเต็มศักยภาพ


๑๐ 3.2 ข้อจ ากัด 1. นักเรียนร้อยละ 70 มาจากต่างจังหวัดเนื่องจากติดตามผู้ปกครองมารับจ้างท างาน โรงงาน ซึ่งมีรายได้น้อย ฐานะยากจน จึงมีการย้ายสถานที่เรียนบ่อย ส่งผลต่อการเรียนของนักเรียน 2. โรงเรียนมีพื้นที่เพียง 1 ไร่ 82 ตารางวา เป็นที่ราชพัสดุ บริเวณโรงเรียนจึงคับแคบ ไม่สะดวกในการจัดกิจกรรม 3. ขาดการสนับสนุนด้านทรัพยากรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โรงเรียนต้องขอ ความ ช่วยเหลือจากชุมชนเพื่อพัฒนาโรงเรียน 4. ไม่มีรถประจ าทางต้องใช้พาหนะส่วนตัว รถจักรยานยนต์หรือจักรยาน


๑๑ ส่วนที่ ๒ ความน าเกี่ยวกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ๑. ปรัชญาการศึกษาปฐมวัย การศึกษาปฐมวัยเป็นการพัฒนาเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง ๖ ปี บริบูรณ์ อย่างเป็นองค์รวม บนพื้นฐานการอบรมเลี้ยงดู และส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่สนองต่อธรรมชาติและพัฒนาการตามวัยของ เด็กแต่ละคนให้เต็มตามศักยภาพภายใต้บริบทสังคมและวัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่ ด้วยความรัก ความเอื้อ อาทร และความเข้าใจของทุกคน เพื่อสร้างรากฐานคุณภาพชีวิตให้เด็กพัฒนาไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เกิดคุณค่าต่อตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ ๒. วิสัยทัศน์ของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยมุ่งพัฒนาเด็กทุกคนให้ได้รับการพัฒนาด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาอย่างมีคุณภาพและต่อเนื่อง ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างมีความสุขและ เหมาะสมตามวัย มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นคนดี มีวินัย และ ส านึกความเป็นไทย โดยความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา พ่อแม่ ครอบครัว ชุมชน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง กับการพัฒนาเด็ก ๓. หลักการของการศึกษาปฐมวัย เด็กปฐมวัยทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิ เด็ก ตลอดจนได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างเหมาะสม ด้วยปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็กกับพ่อแม่ เด็กกับผู้สอน เด็กกับผู้เลี้ยงดู และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดู การพัฒนา และให้การศึกษาแก่เด็ก ปฐมวัย เพื่อให้เด็กมีโอกาสพัฒนาตนเองตามล าดับขั้นของการพัฒนาการทุกด้านอย่างเป็นองค์รวม มี คุณภาพ และเต็มตามศักยภาพ โดยก าหนดหลักการ ดังนี้ ๑. ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการที่ครอบคลุมเด็กปฐมวัยทุกคน ๒. ยึดหลักการเลี้ยงดูและให้การศึกษาที่เน้นเด็กเป็นส าคัญ โดยค านึงถึงความแตกต่างระหว่าง บุคคล และวิถีชีวิตของเด็ก ตามบริบทของชุมชน สังคม และวัฒนธรรมไทย ๓. ยึดพัฒนาการและพัฒนาเด็กโดยองค์รวม ผ่านการเล่นอย่างมีความหมาย และมีกิจกรรมที่ หลากหลาย ได้ลงมือกระท าในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้เหมาะสมกับวัย และมีการพักผ่อนที่ เพียงพอ ๔. จัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้เด็กมีทักษะชีวิต และสามารถปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียง เป็นคนดี มีวินัย และมีความสุข ๕. สร้างความรู้ ความเข้าใจและประสานความร่วมมือในการพัฒนาเด็กระหว่างสถานศึกษากับพ่อ แม่ครอบครัว ชุมชน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย


๑๒ ๔. จุดหมาย หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย มุ่งให้เด็กมีพัฒนาการตามวัยเต็มตามศักยภาพ และเพื่อให้มีความ พร้อมในการเรียนรู้ต่อไป จึงก าหนดจุดหมายเพื่อให้เกิดกับเด็กเมื่อเด็กจบการศึกษาระดับปฐมวัย ดังนี้ 1. มีร่างกายเจริญเติบโตตามวัย แข็งแรง และมีสุขนิสัยที่ดี 2. มีสุขภาพจิตดี มีสุนทรียภาพ มีคุณธรรม จริยธรรมและจิตใจที่ดีงาม 3. มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีวินัย และอยู่ร่วมกับผู้อื่น ได้อย่างมีความสุข 4. มีทักษะการคิด การใช้ภาษาสื่อสาร และการแสวงหาความรู้ได้เหมาะสมกับวัย ๕. พัฒนาการเด็กปฐมวัย พัฒนาการของเด็กปฐมวัยด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญาแสดงให้เห็นถึงการ เปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้นตามวุฒิภาวะและสภาพแวดล้อมที่เด็กได้รับ พัฒนาการเด็กในแต่ละช่วงวัยอาจเร็ว หรือช้าแตกต่างกันไปในเด็ก แต่ละคน มีรายละเอียด ดังนี้ ๑. พัฒนาการด้านร่างกาย เป็นพัฒนาการที่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นของ ร่างกายในด้านโครงสร้างของร่างกาย ด้านความสามารถในการเคลื่อนไหว และด้านการมีสุขภาพอนามัยที่ดี รวมถึงการใช้สัมผัสรับรู้ การใช้ตาและมือประสานกันในการท ากิจกรรมต่างๆ เด็กอายุ ๓-๕ ปี มีการ เจริญเติบโตรวดเร็วโดยเฉพาะในเรื่องน้ าหนักและส่วนสูง กล้ามเนื้อใหญ่จะมีความก้าวหน้ามากกว่า กล้ามเนื้อเล็ก สามารถบังคับการเคลื่อนไหวของร่างกายได้ดี มีความคล่องแคล่วว่องไวในการเดิน สามารถ วิ่ง กระโดด ควบคุมและบังคับการทรงตัวได้ดี จึงชอบเคลื่อนไหว ไม่หยุดนิ่ง พร้อมที่จะออกก าลังและ เคลื่อนไหวในลักษณะต่างๆส่วนกล้ามเนื้อเล็กและความสัมพันธ์ระหว่างตาและมือยังไม่สมบูรณ์ การสัมผัส หรือการใช้มือมีความละเอียดขึ้น ใช้มือหยิบจับสิ่งของต่างๆได้มากขึ้น ถ้าเด็กไม่เครียดหรือกังวลจะสามารถ ท ากิจกรรมที่พัฒนากล้ามเนื้อเล็กได้ดีและนานขึ้น ๒. พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ เป็นความสามารถในการรู้สึกและแสดงความรู้สึกของเด็ก เช่น พอใจ ไม่พอใจ รัก ชอบ สนใจ เกลียด ฯลฯ โดยที่เด็กรู้จักควบคุมการแสดงออกอย่างเหมาะสมกับวัยและ สถานการณ์ เผชิญกับเหตุการณ์ต่างๆตลอดจนการสร้างความรู้สึกที่ดีและการนับถือตนเองเด็กอายุ ๓-๕ ปี จะแสดงความรู้สึกอย่างเต็มที่ ไม่ปิดบัง ช่อนเร้น เช่น ดีใจ เสียใจ โกรธแต่จะเกิดเพียงชั่วครู่แล้วหายไป การ ที่เด็กเปลี่ยนแปลงอารมณ์ง่ายเพราะมีช่วงความสนใจระยะสั้น เมื่อมีสิ่งใดน่าสนใจก็จะเปลี่ยนความสนใจไป ตามสิ่งนั้น เด็กวันนี้มักหวาดกลัวสิ่งต่างๆ เช่น ความมืด หรือสัตว์ต่างๆ ความกลัวของเด็กเกิดจาก จินตนาการ ซึ่งเด็กว่าเป็นเรื่องจริงส าหรับตน เพราะยังสับสนระหว่างเรื่องปรุงแต่งและเรื่องจริง ความสามารถแสดงอารมณ์ได้สอดคล้องกับสถานการณ์อย่างเหมาะสมกับวัย รวมถึงชื่นชมความสามารถ และผลงานของตนเองและผู้อื่น เพราะยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางน้อยลงและต้องการความสนใจจากผู้อื่น มาก ขึ้น ๓. พัฒนาการด้านสังคม เป็นความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมครั้งแรก ในครอบครัว โดยมีปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่และพี่น้อง เมื่อโตขึ้นต้องไปสถานศึกษา เด็กเริ่มเรียนรู้การติดต่อ และการมีสัมพันธ์กับบุคคลนอกครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กในวัยเดียวกัน เด็กได้เรียนรู้การปรับตัวให้


๑๓ เข้าสังคมกับเด็กอื่น พร้อมๆกับรู้จักร่วมมือในการเล่นกับกลุ่มเพื่อน เจตคติและพฤติกรรมทางสังคมของเด็ก จะก่อขึ้นในวัยนี้และจะฝังแน่นยากที่จะเปลี่ยนแปลงในวัยต่อมา ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าพฤติกรรมทาง สังคมของเด็กวัยนี้ มี ๒ ลักษณะ คือลักษณะแรกนั้น เป็นความสัมพันธ์กับผู้ใหญ่และลักษณะที่สองเป็น ความสัมพันธ์กับเด็กในวัยใกล้เคียงกัน ๔. ด้านสติปัญญา ความคิดของเด็กวัยนี้มีลักษณะยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง ยังไม่สามารถเข้าใจ ความรู้สึกของคนอื่น เด็กมีความคิดเพียงแต่ว่าทุกคนมองสิ่งต่างๆรอบตัว และรู้สึกต่อสิ่งต่างๆ เหมือนตนเอง ความคิดของตนเองเป็นใหญ่ที่สุด เมื่ออายุ ๔-๕ ปี เด็กสามารถโต้ตอบหรือมีปฏิสัมพันธ์กับวัตถุสิ่งของที่อยู่ รอบตัวได้ สามารถจ าสิ่งต่างๆ ที่ได้กระท าซ้ ากันบ่อยๆ ได้ดี เรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น แต่ยังอาศัยการรับรู้เป็น ส่วนใหญ่ แก้ปัญหาการลองผิดลองถูกจากการรับรู้มากกว่าการใช้เหตุผลความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวพัฒนาอย่างรวดเร็วตามอายุที่เพิ่มขึ้น ในส่วนของพัฒนาการทางภาษา เด็กวัยนี้เป็นระยะเวลา ของการพัฒนาภาษาอย่างรวดเร็ว โดยมีการฝึกฝนการใช้ภาษาจากการท ากิจกรรมต่าง ๆ ในรูปของการ พูดคุย การตอบค าถาม การเล่าเรื่อง การเล่านิทานและการท ากิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ภาษาใน สถานศึกษา เด็กปฐมวัยสามารถ ใช้ภาษาแทนความคิดของตนและใช้ภาษาในการติดต่อสัมพันธ์กับคนอื่นได้ ค าพูดของเด็กวัยนี้ อาจจะท าให้ผู้ใหญ่บางคนเข้าใจว่าเด็กรู้มากแล้วแต่ที่จริงเด็กยังไม่เข้าใจความหมายของ ค าและเรื่องราวลึกซึ้งนัก ๖. แนวคิดการจัดการศึกษาปฐมวัย แนวคิดหลักส าคัญเกี่ยวกับพัฒนาการเด็กปฐมวัย โดยถือว่าการเล่นของเด็กเป็นหัวใจส าคัญของ การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ภายใต้การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการท างานของสมอง ผ่านสื่อที่ต้อง เอื้อให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการเล่นประสาทสัมผัสทั้งห้า โดยครูจ าเป็นต้องเข้าใจและยอมรับว่าสังคมและ วัฒนธรรมที่แวดล้อมตัวเด็กมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้และการพัฒนาศักยภาพและพัฒนาการของเด็กแต่ละคน ทั้งนี้ หลักสูตรฉบับนี้มีแนวคิดในการจัดการศึกษาปฐมวัย ดังนี้ ๑. แนวคิดเกี่ยวกับพัฒนาการเด็ก พัฒนาการของมนุษย์เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ต่อเนื่องในตัวมนุษย์เริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิไปจนตลอดชีวิต พัฒนาการของเด็กแต่ละคนจะมีล าดับขั้นตอน ลักษณะเดียวกัน แต่อัตราและระยะเวลาในการผ่านขั้นตอนต่างๆอาจแตกต่างกันได้ขั้นตอนแรกๆจะเป็น พื้นฐานส าหรับพัฒนาการขั้นต่อไป พัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญา แต่ละส่วน ส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน เมื่อด้านหนึ่งก้าวหน้าอีกด้านหนึ่งจะก้าวหน้าตามด้วยในท านองเดียวกันถ้าด้าน หนึ่งด้านใดผิดปกติจะท าให้ด้านอื่นๆผิดปกติตามด้วย แนวคิดเกี่ยวกับทฤษฎีพัฒนาการด้านร่างกายอธิบาย ว่าการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็กมีลักษณะต่อเนื่องเป็นล าดับชั้น เด็กจะพัฒนาถึงขั้นใดจะต้องเกิด วุฒิภาวะของความสามารถด้านนั้นก่อน ส าหรับทฤษฎีด้านอารมณ์ จิตใจ และสังคมอธิบายว่า การอบรม เลี้ยงดูในวัยเด็กส่งผลต่อบุคลิกภาพของเด็ก เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ความรักและความอบอุ่นเป็นพื้นฐานของ ความเชื่อมั่นในตนเอง เด็กที่ได้รับความรักและความอบอุ่นจะมีความไว้วางใจในผู้อื่น เห็นคุณค่าของตนเอง จะมีความเชื่อมั่นในความสามารถของตน ท างานร่วมกับผู้อื่นได้ดี ซึ่งเป็นพื้นฐานส าคัญของความเป็น ประชาธิปไตยและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และทฤษฎีพัฒนาการด้านสติปัญญาอธิบายว่า เด็กเกิดมาพร้อม วุฒิภาวะ ซึ่งจะพัฒนาขึ้นตามอายุ ประสบการณ์ รวมทั้งค่านิยมทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เด็กได้รับ


๑๔ 2. แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กอย่างเป็นองค์รวมและการปฏิบัติที่เหมาะสมกับพัฒนาการ การพัฒนา เด็กอย่างเป็นองครวม เป็นการค านึงถึงความสมดุลและครอบคลุมพัฒนาการของเด็กใหครบทุกด้าน ในการ ดูแลพัฒนาและจัดประสบการณการเรียนรูใหแกเด็กตองไม่เน้นที่ด้านใดด้านหนึ่ง จนละเลยด้านอื่น ๆ ซึ่งใน แต่ละด้านของพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย อารมณ จิตใจ สังคม และสติปัญญา มีองคประกอบต่าง ๆ ที่ตอง การการสงเสริม ใหเด็กเจริญเติบโต และมีพัฒนาการสมวัยอย่างเป็นล าดับขั้นตอน ซึ่งการปฏิบัติที่เหมาะสม กับพัฒนาการ เป็นแนวทางที่ส าคัญในการตัดสินใจที่จะปฏิบัติตอเด็กด้วยความรูความเขาใจ ที่ประกอบด้วย ความเหมาะสม กับวัยหรืออายุของเด็กวาพัฒนาการในชวงวัยนั้น ๆ ของเด็กเป็นอย่างไร ตองการการสงเส ริมอย่างไร การมีความรูทางพัฒนาการตามชวงวัย จะท าใหสามารถท านายพัฒนาการในล าดับตอไปได้ และสามารถวางแผนการจัดประสบการณ เพื่อสงเสริมพัฒนาการและช่วยเหลือเด็กได้อย่างเหมาะสม ส าหรับความเหมาะสมกับเด็กแต่ละคนเป็นการค านึงถึงเด็กเป็นรายบุคคลที่มีความชอบ ความสนใจ ความสามารถ และความถนัดที่แตกต่างกัน โดยใหความส าคัญกับความแตกตางระหว่างบุคคลของเด็ก เพื่อ การปฏิบัติตอเด็กที่ค านึงถึงเด็กเป็นส าคัญ และความเหมาะสมกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่เด็ก อาศัยอยู่เป็นการค านึงถึงบริบทที่แวดลอมเด็ก เพื่อให้การเรียนรูของเด็กเกิดขึ้นอย่างมีความหมายและมี ความเกี่ยวของกับตัวเด็ก ครอบครัว และชุมชนที่เด็กอาศัยอยู่ ซึ่งความรูความเข้าใจดังกล่าว สามารถใชใน การจัดท าหลักสูตรสถานศึกษา การจัดประสบการณการเรียนรู้ที่มีความหมาย การสรางกลุมการเรียนรู ร่วมกัน การประเมินพัฒนาการและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสถานศึกษาหรือสถานพัฒนาเด็ก ปฐมวัยกับผู้ปกครองและชุมชน โดยยึดหลักการตัดสินใจในการปฏิบัติบนฐานความรูจากแนวคิดทฤษฎีและ องคความรูที่ได้จากการวิจัย ๓. แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการเรียนรูที่สอดคลองกับการท างานของสมอง สมองของเด็กเป็น สมองที่สร้างสรรคและมีการเรียนรูที่เกิดขึ้นสัมพันธ์กับอารมณ สมองเป็นอวัยวะที่ส าคัญมากที่สุด และมีการ พัฒนาตั้งแต่อยู่ในครรภมารดา โดยในชวงนี้เซลล์สมองจะมีการพัฒนาเชื่อมต่อและท าหนาที่ในการควบคุม การท างาน พื้นฐานของร่างกาย ส าหรับในชวงแรกเกิดถึงอายุ ๓ ป จะเป็นชวงที่เซลล์สมองเจริญเติบโตและ ขยายเครือข่ายใยสมองอยางรวดเร็ว โดยปัจจัยในการพัฒนาของสมอง ประกอบด้วยพันธุกรรม โภชนาการ และสิ่งแวดลอม สมองจะมีพัฒนาการที่ส าคัญในการควบคุมและมีผลตอการเรียนรูความคิด จินตนาการ ความฉลาด และพัฒนาการ ทุกด้าน การพัฒนาของสมองท าใหเด็กปฐมวัยสามารถเรียนรูสิ่งต่าง ๆ ได้อย่าง รวดเร็วกว่าวัยใด ส าหรับแนวคิด การจัดการเรียนรูที่สอดคลองกับการท างานของสมอง (Brain - based Learning) เป็นการจัดกระบวนการเรียนรูที่สัมพันธ์และสอดคลองกับพัฒนาการทางสมอง โครงสร้างและ การท างานของสมองที่มีการพัฒนาอย่างเป็นล าดับขั้น ตาม ชวงวัย และมีความยืดหยุนท าให การพัฒนาสมองเกิดขึ้นได้ตลอดชีวิต การเชื่อมโยงต่อกันของเซลล์สมอง ที่เป็นเครือข่ายซับซ้อนและ หนาแน่นจะเกิดขึ้นก่อนอายุ ๕ ป ซึ่งเมื่อเซลล์สมองและจุดเชื่อมตอเหล่านี้ได้รับ การกระ ตุนมากขึ้นเท่าใด ยิ่งท าใหสมองมีความสามารถในการเรียนรู้อย่างรวดเร็วและจดจ าได้มากขึ้น แต่หากไม่ได้ รับการกระตุนจากประสบการณที่เด็กได้รับอย่างหลากหลายจะไม่เกิดการเชื่อมตอ โดยการกระตุนจุด เชื่อมตอ เหลานั้นเกิดจากการที่เด็กได้รับประสบการณตรงจากการลงมือท าปฏิบัติด้วยตนเองผนการใช ประสาทสัมผัสทั้งหา เกี่ยว ของสัมพันธ์กับชีวิตประจ าวัน การเรียนรูที่สัมพันธ์กับ พัฒนาการทางสมอง เป็นการเรียนรูจากของจริง ไปหาสัญลักษณ์ จากง่ายไปหายาก จากรูปธรรมไปสู่ นามธรรม โดยค านึงถึงความสามารถตามวัยและพัฒนาการ อย่างไรก็ตาม เมื่อสมองเจริญเติบโตในชวงวัย ต่าง ๆ และเริ่มมีความสามารถในการท าหนาที่ในชวงเวลาที่ต่างกัน จะเห็น วาการเรียนรูและทักษะ บางอย่างจะเกิดขึ้นได้ดีที่สุดในชวงเวลาหนึ่งที่เรียกวา “หน้าต่างโอกาสของ การเรียนรู” ซึ่งเมื่อผ่านชวง


๑๕ เวลานั้นในแต่ละชวงวัย ถาสมองไม่ได้รับการกระตุนหรือได้รับประสบการณที่เหมาะสม โอกาสที่จะฝกอา จยากหรือท าไมได้เลย ผ ูสอนหรือผ ูเกี่ยวของจึงเป็นคนส าคัญที่จะตองคอยสังเกต และใชโอกาสนี้ช่วยเด็ก เพื่อก้าวไปสู่ความสามารถเฉพาะด้านในแต่ละชวงวัย ส าหรับชวงปฐมวัยเป็นชวงโอกาสที่ส าคัญในการพัฒนาทักษะสมองหรือ EF (Executive Function) ซึ่งเป็นกระบวนการทางความคิดของสมองสวนหนา ท าหนาที่เกี่ยวของกับการคิด ความรูสึก และการกระท า โดยสมองสวนนี้ก าลังพัฒนามากที่สุด เป็นชวงของการพัฒนาความสามารถในการคิด การ จัดระเบียบ ตนเอง ซึ่ง สงผลตอการยับยั้งชั่งใจ การคิดไตรตรอง การควบคุมอารมณ การ ยืดหยุนทางความคิด การใสใจจดจอ การวางแผน การตั้งเป้าหมาย ความมุ่งมั่น การจดจ า การเรียกใช้ ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดล าดับ ความส าคัญของเรื่องต่าง ๆ และการลงมือท าอย่างเป็นขั้นตอนจน ส าเร็จ ทักษะสมอง (EF) จึงเป็นทักษะที่ตองได้รับการฝกฝนในชีวิตประจ าวันของเด็กผ่านประสบการณต่าง ๆหลากหลายที่เปิดโอกาสใหเด็กได้คิด ลงมือท า เพื่อใหเกิดความพรอม และมีทักษะที่ส าคัญต่อชีวิตอนาคต นอกจากนี้ สมองยังเป็นอวัยวะส าคัญส าหรับการเรียนรูภาษาและการสื่อสาร การเรียนรูภาษาแม่ ของเด็กจะเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ จากการปฏิสัมพันธ์กับพ อแม่และผ ูสอนหรือผ ูเกี่ยวของใน ชีวิตประจ าวัน และสถานการณรอบตัว สมองมีต าแหนงรับรูต่าง ๆ กัน ได้แก สวนรับภาพ สวนรับเสียง ส วนรับสัมผัสและรับรูการเคลื่อนไหวสวนต่าง ๆ ของร่างกาย สมองสวนต่าง ๆ เหลานี้พัฒนาขึ้นมาได้ช้า หรือเร็วขึ้นอยู่กับการกระตุนของ สิ่งแวดลอมภายนอกโดยสมองเด็กมีความจ าผ่านการฟง ตองการรับรูขอมู ลเสียงพรอมเห็นภาพ เริ่มรูจักเสียง ที่เหมือนและแตกต่าง และสามารถเรียนรูจังหวะของค าได้จากการฟ งซ้ า ๆ สมองของเด็กที่เขาใจเกี่ยวกับภาพ เสียง และสัมผัสแบบต่าง ๆ มีความส าคัญมาก เพราะขอมูลจาก ภาพ เสียง และสัมผัสเหลานี้จะกอรูปขึ้นเป็นเรื่องราวที่จะรับรูและเขาใจซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ ได้ในที่สุด สมองสวนหนานั้นมีหนาที่คิด ตัดสินใจ เชื่อมโยง การรับรูไปสู่การกระท าที่เป็นล าดับขั้นตอน สมองเด็กที่ สามารถเรียนรูภาษาได้ดีตองอยู่ในสิ่งแวดลอมของภาษา ที่เรียนรู้อย่างเหมาะสมจึงจะเรียนรู้ได้ดี ๔. แนวคิดเกี่ยวกับการเล่นของเด็ก การเล่นเป็นหัวใจส าคัญของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ การเล่นอย่างมีจุดมุ่งหมายเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานที่ถือเป็นองค์ประกอบส าคัญในกระบวนการ เรียนรู้ของเด็ก ขณะที่เด็กเล่นจะเกิดการเรียนรู้ไปพร้อมๆกันด้วย จากการเล่นเด็กจะมีโอกาสเคลื่อนไหว ส่วนต่างๆของร่างกาย ได้ใช้ประสาทสัมผัสและการรับรู้ผ่อนคลายอารมณ์และแสดงออกของตนเอง เรียนรู้ ความรู้สึกของผู้อื่น เด็กจะรู้สึกสนุกสนาน เพลิดเพลิน ได้สังเกต มีโอกาสท าการทดลอง คิดสร้างสรรค์ คิด แก้ปัญหาและค้นพบด้วยตนเอง การเล่นช่วยให้เด็กเรียนรู้สิ่งแวดล้อม และช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางด้าน ร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญา ดังนั้นเด็กควรมีโอกาสเล่น ปฏิสัมพันธ์กับบุคคล สิ่งแวดล้อม รอบตัว และเลือกกิจกรรมการเล่นด้วยตนเอง ๕. แนวคิดเกี่ยวกับการค านึงถึงสิทธิเด็ก การสร้างคุณคา และสุขภาวะใหแกเด็กปฐมวัยทุกคน เด็กปฐมวัยควรได้รับการดูแลและพัฒนาอย่างทั่วถึงและเทาเทียมกันทุกคน โดยมีสิทธิในการอยูรอด สิทธิ ได้รับ การคุมครอง สิทธิในด้านพัฒนาการ และสิทธิการมีสวนร่วมตามที่กฎหมายระบุไว เด็กแต่ละคนมี คุณคาในตนเอง และควรสร้างคุณค่าและคุณภาพชีวิตใหเกิดกับเด็กจากการอบรมเลี้ยงดู และการให การศึกษาที่มีคุณภาพ พรอมกับการสงเสริมดานสุขภาวะทั้งด้านร่างกาย อารมณ จิตใจ สังคม และ สติปัญญา จากการได้รับโภชนาการที่ดี การดูแลสุขภาพอนามัย การมีโอกาสพักผ่อน เล่น การปกป อง คุ้มครองจากการเจ็บป่วย และบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ตลอดจนการอยูในสภาพแวดลอมที่สะอาด ปลอดภัย และถูกสุขอนามัย อนึ่ง ส าหรับเด็กปฐมวัยที่เป็นกลุ่มเด็กที่มีความตองการพิเศษหรือกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ควรได้รับการดูแล ช่วยเหลือ และพัฒนาอย่างเหมาะสมเช่นกัน


๑๖ ๖. แนวคิดเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูควบคูการใหการศึกษา การจัดการศึกษาปฐมวัยมุ่งพัฒนา เด็กบนพื้นฐานของการอบรมเลี้ยงดูควบคูกับการใหการศึกษา หรือการสงเสริมกระบวนการเรียนรูที่สนองต อ ธรรมชาติและพัฒนาการตามวัยของเด็กแต่ละคนอย่างเป็นองครวม การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยหมาย รวมถึง การดูแลเอาใจใสเด็กด้วยความรัก ความอบอุน ความเอื้ออาทร การดูแลสุขภาพ โภชนาการและ ความปลอดภัย และการอบรมกลอมเกลาใหเด็กมีจิตใจดี มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น มีการด าเนินชีวิตที่ เหมาะสม และมีทักษะชีวิต การมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีตอเด็ก การเป็นอย่างที่ดีใหแกเด็ก และการปฏิบัติตนของ ผู้ใหญ่ที่ดูแลเด็ก ที่มุ่งตอบสนอง ความตองการทั้งด้านร่างกายและจิตใจของเด็ก โดยมุงใหเด็กมีร่างกาย แข็งแรง มีสุขภาพดี อารมณแจมใส มีความประพฤติดี มีวินัย รูจักควบคุมตนเอง มีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น การอบรมเลี้ยงดูที่มีผลดีต่อพัฒนาการ ของเด็ก คือ การที่ผู้ใหญ่ที่แวดลอมเด็กใหความรัก ความอบอุ่น การ ยอมรับความคิดเห็นของเด็ก การใชเหตุผล ในการอบรมเลี้ยงดู ผู้ใหญ่ที่ดูแลเด็กจะตองเป็นที่มีความมั่นคง ทางอารมณและปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแกเด็ก ใชการสร้างวินัยเชิงบวกในการอบรมบ่มนิสัย ซึ่งจะ ช่วยหเด็กเติบโตขึ้นเป็นผู้ที่มีความภาคภูมิใจในตนเอง มีเป้าหมายชีวิต มีวินัยในตนเอง มีสัมพันธภาพที่ดีต อผู้อื่น สามารถจัดการกับความเครียดและปญหาต่าง ๆ ได้การอบรมเลี้ยงดูจึงเป็นแนวคิดส าคัญที่ครอบครัว และสถานศึกษาหรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยตองปฏิบัติ อย่างสอดคลองต่อเนื่องกัน ๗. แนวคิดเกี่ยวกับการบูรณาการ เด็กปฐมวัยเป็นชวงวัยที่เรียนรูผ่านการเล่นและการท ากิจกรรม ที่เหมาะสมตามวัย เป็นหนาที่ของผ ูสอนตองวางแผนโดยบูรณาการทั้งวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ศิลปะ ภาษา ดนตรี และการเคลื่อนไหว คุณธรรม จริยธรรม สุขภาพอนามัย และศาสตร์อื่น ๆ โดยไม่แบ่งเป็น รายวิชา แต่จะมีการผสมผสานความรูทักษะกระบวนการ และเจตคติของแต่ละศาสตร์ในการจัดประสบกา รณ ซึ่งแตกตางจากการเรียนรูในระดับชั้นอื่น ๆ เป็นการจัดประสบการณการเรียนรูอย่างเป็นธรรมชาติ เหมาะสมตามวัยของเด็ก เพื่อพัฒนาเด็กทั้งด้านร่างกาย อารมณ จิตใจ สังคม และสติปัญญา โดยการจัด ประสบการณ การเรียนรูบูรณาการผ่านสาระการเรียนรูที่ประกอบด้วย ประสบการณ์ ส าคัญด้านร่างกาย อารมณ จิตใจ สังคม และสติปัญญา และสาระที่ควรเรียนรูได้แก่ ตัวเด็ก บุคคลและสถานที่แวดลอมเด็ก ธรรมชาติรอบตัว และสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเด็ก โดยออกแบบการจัดประสบการณและกิจกรรมที่ท าใหเกิด ความหลากหลาย ภายใต สาระการเรียนรูทั้งประสบการณส าคัญและสาระที่ควรเรียนรูที่มีการเชื่อมโยงกับ การพัฒนามาตรฐานคุณลักษณะ ที่พึงประสงคของเด็ก และความสอดคลองกับปรัชญาการศึกษาปฐมวัย ของหลักสูตร โดยมีรูปแบบ การจัดประสบการณตามความเหมาะสมของแต่ละสถานศึกษาหรือสถาน พัฒนาการเด็กปฐมวัย ทั้งนี้ ประสบการณ การเรียนรูของเด็กจะจัดขึ้นโดยค านึงถึงธรรมชาติของเด็กที่เรียน รูผ่านการเล่น การลงมือปฏิบัติ การส ารวจ การทดลอง การสร้างชิ้นงานที่สร้างสรรค และการเห็น แบบอย่างที่ดี การจัดประสบการณการเรียนรูอย่างหลากหลายจะช่วยตอบสนองต่อความแตกต่างระหว่าง บุคคล สงเสริมความชอบ ความสนใจ และความถนัด ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสใหเด็กได้พัฒนา อย่างรอบด้าน พัฒนาทักษะชีวิต และทักษะการเรียนรูที่สอดคลอง กับธรรมชาติ และพัฒนาการตามวัยของ เด็กที่มีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล การจัดประสบการณ การเรียนการสอนในระดับปฐมวัยยึดหลัก การบูรณาการที่วา หนึ่งแนวคิดเด็กสามารถเรียนรูได้หลายกิจกรรม หนึ่งกิจกรรมเด็กสามารถเรียนรู้ได้ หลายทักษะและหลายประสบการณส าคัญ ดังนั้น ผู้สอนจะตองวางแผน การจัดประสบการณในแต่ละวันให เด็กเรียนรูผ่านการเล่นที่หลากหลายกิจกรรม หลากหลายทักษะ หลากหลาย ประสบการณส าคัญอย่าง เหมาะสมกับวัยและพัฒนาการ เพื่อใหบรรลุจุดหมายของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ๘. แนวคิดเกี่ยวกับสื่อ เทคโนโลยี และสภาพแวดลอมที่เอื้อตอการเรียนรูผ ูสอนสามารถน าสื่อ เทคโนโลยี และการจัดสภาพแวดลอมที่เอื้อตอการเรียนรูมาสนับสนุนและเสริมสร้างการเรียนรูของเด็ก


๑๗ ปฐมวัยได้ โดยสื่อเป็นตัวกลางและเครื่องมือเพื่อใหเด็กเกิดการเรียนรูตามจุดประสงคที่วางไว สื่อส าหรับเด็ก ปฐมวัยนั้น สามารถเป็นบุคคล วัสดุ อุปกรณ์ ของเล่น ตลอดจนเทคนิควิธีการ ที่ก าหนดไวได้อย่างง่ายและ รวดเร็ว ท าให้สิ่งที่เป็นนามธรรมเขาใจยากกลายเป็นรูปธรรม เกิดการเรียนรูและคนพบด้วยตนเอง การใช สื่อการเรียนรูตองปลอดภัยตอตัวเด็กและเหมาะสมกับวัย วุฒิภาวะ ความแตกต่างระหว่างบุคคล ความ สนใจ ความชอบ และความตองการของเด็กที่หลากหลาย ควรมีสื่อที่เป็นสื่อของจริง สื่อธรรมชาติ สื่อที่อยู ใกลตัวเด็ก สื่อสะท้อน วัฒนธรรม สื่อภูมิปัญญาทองถิ่น และสื่อเพื่อพัฒนาเด็กในดานต่าง ๆ ใหครบทุก ด้าน ทั้งนี้ สื่อต้องเอื้อใหเด็กเรียนรูผ่านประสาทสัมผัสทั้งหา และสงเสริมการลงมือปฏิบัติจริงของเด็ก โดย การจัดสื่อส าหรับเด็กปฐมวัยตองเริ่มตนจาก สื่อของจริง ของจ าลอง (๓ มิติ) ภาพถ่าย ภาพโครงร่าง (๒ มิติ) และสัญลักษณ์จากรูปธรรมไปสู่นามธรรมตามล าดับ ส าหรับเทคโนโลยีเขามามีบทบาทตอการด ารงชีวิต เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อการตอบสนอง ความตองการและการแก ปญหาในชีวิตประจ าวัน เทคโนโลยี ส าหรับเด็กปฐมวัยสามารถเป็นอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใชในชีวิตประจ าวัน ของเล่นเด็ก และ วิธีการใหม่ ๆ ในการแกปญหาในชีวิตประจ าวัน การใชเทคโนโลยี ที่เหมาะสมตองเป็นการเลือกใชอย่าง จุดมุ่งหมายเครื่องมือประเภทดิจิตอลและอิเล็กทรอนิกส์เป็น สิ่งที่ไม่เหมาะสมตอการใชกับเด็กอายุต่ ากวา ๓ ป ส าหรับเด็กอายุตั้งแต่ ๓ ปขึ้นไป ควรใชกับเด็กอย่างมีจุดมุ่งหมาย และใชเป็นสื่อปฏิสัมพันธ์ จ ากัดชวง เวลาในการใชและมีขอตกลงในการใชอย่างเหมาะสมกับวัย โดยใชเป็นทางเลือกไม่บังคับใช และไม่ใช เทคโนโลยีเพื่อเสริมสื่อหลัก สวนการจัดสภาพแวดลอมที่เอื้อตอการเรียนรูเป็นการจัดเตรียมสภาพแวดลอม ทั้งทางกายภาพ และทางจิตภาพ ทั้งภายในและภายนอกหองเรียนเพื่อเสริมสร้างประสบการณและ สนับสนุนการเรียนรูของเด็ก รวมทั้งการสงเสริมบรรยากาศที่ดีส าหรับการเรียนรูโดยมุงใหผู้สอนและเด็กมี ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน สภาพแวดลอมที่ดีควรสะอาด ปลอดภัย อากาศสดชื่น ผอนคลาย ไม่เครียด เด็กมี โอกาสเรียนร ูเกี่ยวกับตัวเอง และพัฒนาการอย ูร่วมกับผ ูอื่นในสังคม ๙. แนวคิดเกี่ยวกับการประเมินตามสภาพจริง การประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัยยึด วิธีการ สังเกตเป็นส่วนใหญ่ เป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องและสอดคลองสัมพันธ์กับการจัดประสบการณการเรียนรู รวมทั้งกิจกรรมประจ าวัน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อใหได้ข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรูของเด็ก ส าหรับการสงเสริมความก้าวหน้า และช่วยเหลือสนับสนุนเมื่อพบเด็กล่าช้าหรือมีป ญหาที่เกิดจาก พัฒนาการและการเรียนรูไม่ใชการตัดสินผลการศึกษาและไม่ใชแบบทดสอบในการประเมิน เป็นการ ประเมินตามสภาพจริงที่มีการ วางแผนอย่างเป็นระบบ ใชวิธีการและเครื่องมือประเมินที่หลากหลายอย่างมี จุดมุ่งหมาย เหมาะสมกับศักยภาพในการเรียนรูและพัฒนาการตามวัยของเด็ก ตลอดจนรูปแบบการเรียนรู ประสบการณที่เด็กได้รับ และแหล่งข้อมูล ที่เกี่ยวของกับตัวเด็กที่มีการเก็บข้อมูลอย่างรอบด้านโดยใช เรื่องราวเหตุการณ กิจกรรมตามสภาพจริงหรือ คล้ายจริงในชีวิตประจ าวัน เพื่อใหเด็กมีโอกาสแสดงออกถึง ความรูความสามารถ และทักษะต่าง ๆจากการปฏิบัติ กิจกรรมหรือการสร้างงานที่เป็นผลผลิตเพื่อเป็นการ สะท้อนภาพที่แท้จริง มีการน าเสนอหลักฐานในการประเมิน ที่นาเชื่อถือในรูปแบบที่เหมาะสม เพื่อสื่อสาร ผลการประเมินใหแกครอบครัว รวมทั้งผู้เกี่ยวของที่มีสวนร่วมในการพัฒนาเด็ก โดยสามารถบอกได้วาเด็ก เกิดการเรียนรูและมีความก้าวหนาเพียงใด ขอมูลจากการประเมินพัฒนาการ จะช่วยผู้สอนในการวาง แผนการจัดกิจกรรมชี้ใหเห็นความตองการพิเศษของเด็กแต่ละคน ใชเป็นขอมูลในการ สื่อสารกับพ่อแม่ ผู้ปกครองเด็ก และขณะเดียวกันยังใชในการประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพการจัดการศึกษา ใหกับเด็ก ในวัยนี้ได้อีกด้วย ๑๐. แนวคิดเกี่ยวกับการมีสวนร่วมของครอบครัว สถานศึกษาหรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย และชุมชน การพัฒนาเด็กอย่างมีคุณภาพตองอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวของกับเด็ก ซึ่งพ่อแม่


๑๘ ผู้ปกครอง รวมทั้งบุคคลในครอบครัวเป็นผู้ที่อยู่ใกลชิดเด็กมากที่สุด และครอบครัวเป็นจุดเริ่มตนในการ เรียนรูของเด็ก สถานศึกษาหรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยจะเป็นสวนส าคัญที่อบรมเลี้ยงดูและพัฒนาเด็ก จึง ไม่เพียงแต่ แลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการเด็กเทานั้น แต่ยังตองมีการท างานร่วมกับครอบครัวและ ชุมชนที่มี รูปแบบต่าง ๆ เพื่อการพัฒนาเด็กร่วมกัน เชน โปรแกรมการใหการศึกษาแกผู้ปกครองในการ ดูแลและพัฒนา เด็ก โปรแกรมการช่วยเหลือครอบครัวและเด็กในดานสุขภาพอนามัย โภชนาการ และการส งเสริมพัฒนาการ การเยี่ยมบ้านเด็ก การสร้างชวงรอยเชื่อมตอระหว่างการศึกษาระดับอนุบาลกับระดับชั้น ประถมศึกษาปที่ ๑ หรือเขาสู่สถานศึกษา การสื่อสารกับผู้ปกครองในชองทางต่าง ๆ ที่เหมาะสม การขอ อาสาสมัคร ผู้ปกครองที่ มีความสามารถหลากหลาย มีเวลา หรือตองการช่วยเหลือสนับสนุนในการท า กิจกรรมต่าง ๆ การสนับสนุน การเรียนรูของเด็กที่บ้านที่เชื่อมต่อกับสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย การเปิด โอกาสใหผู้ปกครองมีสวนร่วมในการตัดสินใจในการด าเนินงานของสถานศึกษาหรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย การสร้างความร่วมมือใหชุมชน มีสวนร่วมในการจัดกิจกรรม การใหบริการและสนับสนุนตลอดจนการเป็น แหล่งเรียนรูของเด็ก โดยการ มีส่วนร่วมที่มีประสิทธิภาพจะตองอาศัยความไววางใจ ความเคารพซึ่งกันและ กัน รวมทั้งการร่วมรับผิดชอบ ส าหรับการจัดการศึกษาใหแกเด็กปฐมวัยอย่างมีคุณภาพ ๑๑. แนวคิดเกี่ยวกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ความเป็นไทย และความหลากหลาย การเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี สงผลตอวิถีชีวิตและการจัดการศึกษาเพื่อเตรียมเด็กสู่ อนาคต อย่างไรก็ตาม เด็กเมื่อเกิดมาจะเป็นสวนหนึ่งของสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งไม่เพียงแต่จะได้รับ อิทธิพล จากการปฏิบัติแบบดั้งเดิมตามประเพณี มรดก และการถ่ายทอดความรู้ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ แลว ยังได้รับอิทธิพล จากประสบการณ ค่านิยม และความเชื่อของบุคคลในครอบครัวและชุมชนของแต่ละ ที่ด้วย โดยบริบททางสังคม และวัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่หรือแวดลอมรอบตัวเด็กมีอิทธิพลต่อพัฒนาการ และการเรียนรูตลอดจนการพัฒนา ศักยภาพขอแต่ละคน ผู้สอนควรตองเรียนรูบริบททางสังคมและ วัฒนธรรมของเด็กที่ตนรับผิดชอบ เพื่อช่วยให เด็กได้รับการพัฒนาและเกิดการเรียนรูและด าเนินชีวิตอยู่ ในกลุมคนที่มาจากพื้นฐานเหมือนหรือตางจากตน ได้อย่างราบรื่นมีความสุข เป็นการเตรียมเด็กไปสู่สังคมใน อนาคตกับการอยู่ร่วมกับผู้อื่น การท างานร่วมกับผู้อื่น ที่มีความหลากหลายทางความคิด ความเชื่อ และ วัฒนธรรม โดยค านึงถึงความเป็นไทยที่มีมรดกทางวัฒนธรรม ทั้งในด้านภาษา มารยาท คุณธรรมจริยธรรม ศิลปวัฒนธรรม ประเพณีที่งดงาม และที่ส าคัญคือ หลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียงที่เป็นหลักคิดในการ ด าเนินชีวิตที่เนนความพอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน การใชความรูควบคูคุณธรรม โดยในการจัด การศึกษาตองมีการค านึงถึงทั้งด้านเชื้อชาติ ศาสนา เศรษฐสถานะ เพศ วัย ความตองการพิเศษ ที่เป็นความ แตกต่างระหว่างบุคคล โดยสามารถพัฒนาใหเด็กมีความเขาใจในตนเอง เขาใจผู้อื่น และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ ในแนวคิดและความหลากหลายเทาทันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรอบด้าน โดยสถานศึกษา หรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยสามารถจัดท าหลักสูตรสถานศึกษาที่มีอัตลักษณ มีการวางแผน การจัดประสบ การณการเรียนรูและการจัดกิจกรรมที่สร้างความเชื่อมโยงกับสังคม วัฒนธรรม ความเป็นไทย และความ หลากหลาย


๑๙ ส่วนที่ ๓ หลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัยโรงเรียนนิกรราษฎร์บ ารุงวิทย์ หลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๖ ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ โรงเรียนนิกรราษฎร์บ้ารุงวิทย์ ……………………………………………………………………………… ๑. ปรัชญาการศึกษาปฐมวัย โรงเรียนนิกรราษฎร์บ ารุงวิทย์จัดการพัฒนาเด็ก อายุ ๔ – ๖ ปีบนพื้นฐานการอบรมเลี้ยงดูและ การส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่สนองต่อธรรมชาติและพัฒนาการตามวัยของเด็กแต่ละคนให้เต็มตาม ศักยภาพ ภายใต้บริบทสังคมและวัฒนธรรมท้องถิ่น ด้วยความรัก ความเอื้ออาทร และความเข้าใจของทุก คน เพื่อสร้างรากฐานคุณภาพชีวิตให้เด็กพัฒนาไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์เกิดคุณค่าต่อตนเองครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ ๒. วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมาย ๒.๑ วิสัยทัศน์ โรงเรียนนิกรราษฎร์บ ารุงวิทย์มุ่งพัฒนาเด็กปฐมวัย อายุ ๔ – ๖ ปีให้มีพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา เน้นให้เด็กเรียนรู้ผ่านการเล่น การลงมือปฏิบัติ ผ่านสื่อที่ หลากหลายและเรียนรู้อย่างมีความสุข น้อมน าหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้อย่างเหมาะสมกับวัย เป็นคนดี มีวินัย ส านึกรักชุมชนแหล่งเรียนรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และมีเจตคติที่ดีภายใต้ความร่วมมือของ สถานศึกษา พ่อแม่ ครอบครัว ชุมชน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ๒.๒ พันธกิจ ๑. พัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาที่มุ่งเน้นพัฒนาการเด็กปฐมวัยทั้ง ๔ ด้าน อย่างสมดุลและ เต็มศักยภาพมีเจตคติที่ดีต่อท้องถิ่น สนใจใฝ่รู้ และเรียนรู้อย่างมีความสุข ๒. พัฒนาครูและบุคลากรด้านการจัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านการเล่นและการ ลงมือปฏิบัติที่หลากหลาย สอดคล้องกับพัฒนาการเด็ก ๓. ส่งเสริมการจัดสภาพแวดล้อม สื่อ เทคโนโลยีและแหล่งเรียนรู้ในการพัฒนาเด็กปฐมวัย ๔. จัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่หลากหลายซึ่งสอดคล้องกับพัฒนาการทางสมองของเด็ก โดยน าหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและแหล่งเรียนรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น มาใช้เสริมสร้างพัฒนาการ และการเรียนรู้ของเด็ก ๕. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชนในการพัฒนาเด็กปฐมวัย


๒๐ ๒.๓ เป้าหมาย ๑. เด็กปฐมวัยทุกคนได้รับการพัฒนาด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาเป็น องค์รวมอย่างสมดุล มีเจตคติที่ดีต่อท้องถิ่น สนใจใฝ่รู้ และเรียนรู้อย่างมีความสุข ๒. ครูมีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถจัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านการเล่น โดยใช้กระบวนการวางแผน การปฏิบัติ และสอดคล้องกับพัฒนาการเด็ก ๓. มีสภาพแวดล้อม สื่อ เทคโนโลยี และแหล่งเรียนรู้ที่เอื้อต่อการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ปฐมวัยอย่างพอเพียง ๔. ครูน้อมน าหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและแหล่งเรียนรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น มาใช้ในการ จัดประสบการณ์ให้กับเด็กอย่างเหมาะสมกับวัยและบริบทของสถานศึกษา ๕. มีเครือข่าย พ่อแม่ ผู้ปกครอง ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการพัฒนา เด็กปฐมวัยด้วยวิธีการที่หลากหลายและมีความต่อเนื่องในทิศทางเดียวกันกับสถานศึกษา ๓. จุดหมาย หลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย มุ่งให้เด็กมีพัฒนาการตามวัยเต็มตามศักยภาพ และเมื่อมีความพร้อม ในการเรียนรู้ต่อไป จึงก าหนดจุดหมายเพื่อให้เกิดกับเด็กเมื่อเด็กจบการศึกษาระดับปฐมวัย ดังนี้ ๑. มีร่างกายเจริญเติบโตตามวัย แข็งแรง และมีสุขนิสัยที่ดี ๒. มีสุขภาพจิตดี มีสุนทรียภาพ มีคุณธรรม จริยธรรมและจิตใจที่ดีงาม ๓. มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีวินัย และอยู่ร่วมกับผู้อื่น ได้อย่างมีความสุข ๔. มีทักษะการคิด การใช้ภาษาสื่อสาร และการแสวงหาความรู้ได้เหมาะสมกับวัย ๔. พัฒนาการเด็กปฐมวัย พัฒนาการของเด็กปฐมวัยด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และสติปัญญาแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้นตามวุฒิภาวะและสภาพแวดล้อมที่เด็กได้รับ พัฒนาการเด็กในแต่ละช่วงวัยอาจเร็วหรือช้าแตกต่าง กันไปในเด็กแต่ละคน มีรายละเอียด ดังนี้ ๑. พัฒนาการด้านร่างกาย เป็นพัฒนาการที่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นของ ร่างกายในด้านโครงสร้างของร่างกาย ด้านความสามารถในการเคลื่อนไหว และด้านการมีสุขภาพอนามัยที่ดี รวมถึงการใช้สัมผัสรับรู้ การใช้ตาและมือประสานกันในการท ากิจกรรมต่างๆ เด็กอายุ ๓-๕ ปีมีการ เจริญเติบโตรวดเร็วโดยเฉพาะในเรื่องน้ าหนักและส่วนสูง กล้ามเนื้อใหญ่จะมีความก้าวหน้ามากกว่า กล้ามเนื้อเล็ก สามารถบังคับการเคลื่อนไหวของร่างกายได้ดี มีความคล่องแคล่วว่องไวในการเดิน สามารถ วิ่ง กระโดด ควบคุมและบังคับการทรงตัวได้ดี จึงชอบเคลื่อนไหว ไม่หยุดนิ่ง พร้อมที่จะออกก าลังและ เคลื่อนไหวในลักษณะต่างๆส่วนกล้ามเนื้อเล็กและความสัมพันธ์ระหว่างตาและมือยังไม่สมบูรณ์ การสัมผัส


๒๑ หรือการใช้มือมีความละเอียดขึ้น ใช้มือหยิบจับสิ่งของต่างๆได้มากขึ้น ถ้าเด็กไม่เครียดหรือกังวลจะสามารถ ท ากิจกรรมที่พัฒนากล้ามเนื้อเล็กได้ดีและนานขึ้น ๒. พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ เป็นความสามารถในการรู้สึกและแสดงความรู้สึกของเด็ก เช่น พอใจ ไม่พอใจ รัก ชอบ สนใจ เกียด โดยที่เด็กรู้จักควบคุมการแสดงออกอย่างเหมาะสมกับวัยและ สถานการณ์ เผชิญกับเหตุการณ์ต่างๆ ตลอดจนการสร้างความรู้สึกที่ดีและการนับถือตนเอง เด็กอายุ ๓-๕ ปีจะแสดงความรู้สึกอย่างเต็มที่ไม่ปิดบัง ช่อนเร้น เช่น ดีใจ เสียใจ โกรธแต่จะเกิดเพียงชั่วครู่แล้วหายไปการ ที่เด็กเปลี่ยนแปลงอารมณ์ง่ายเพราะมีช่วงความสนใจระยะสั้น เมื่อมีสิ่งใดน่าสนใจก็จะเปลี่ยนความสนใจไป ตามสิ่งนั้น เด็กวันนี้มักหวาดกลัวสิ่งต่างๆ เช่น ความมืด หรือสัตว์ต่างๆ ความกลัวของเด็กเกิดจาก จินตนาการ ซึ่งเด็กว่าเป็นเรื่องจริงส าหรับตน เพราะยังสับสนระหว่างเรื่องปรุงแต่งและเรื่องจริง ความสามารถแสดงอารมณ์ได้สอดคล้องกับสถานการณ์อย่างเหมาะสมกับวัย รวมถึงชื่นชมความสามารถ และผลงานของตนเองและผู้อื่น เพราะยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางน้อยลงและต้องการความสนใจจากผู้อื่นมาก ขึ้น ๓. พัฒนาการด้านสังคม เป็นความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมครั้งแรกใน ครอบครัว โดยมีปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่และพี่น้อง เมื่อโตขึ้นต้องไปสถานศึกษา เด็กเริ่มเรียนรู้การติดต่อและ การมีสัมพันธ์กับบุคคลนอกครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กในวัยเดียวกัน เด็กได้เรียนรู้การปรับตัวให้เข้า สังคมกับเด็กอื่นพร้อมๆกับรู้จักร่วมมือในการเล่นกับกลุ่มเพื่อน จัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อปลูกฝัง และสร้างวัฒนธรรมต่อต้านการทุจริตให้แก่นักเรียนสร้างความตระหนักให้นักเรียน ยึดถือประโยชน์ ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน มีจิตพอเพียงต้านทุจริต ละอายและเกรงกลัวที่จะไม่ทุจริตและไม่ทนต่อ การทุจริตทุกรูปแบบ เจตคติและพฤติกรรมทางสังคมของเด็กจะก่อขึ้นในวัยนี้และจะแฝงแน่นยากที่จะ เปลี่ยนแปลงในวัยต่อมา ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าพฤติกรรมทางสังคมของเด็กวัยนี้ มี ๒ ลักษณะ คือ ลักษณะแรกนั้น เป็นความสัมพันธ์กับผู้ใหญ่และลักษณะที่สองเป็นความสัมพันธ์กับเด็กในวัยใกล้เคียงกัน ๔. ด้านสติปัญญา ความคิดของเด็กวัยนี้มีลักษณะยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง ยังไม่สามารถเข้าใจ ความรู้สึกของคนอื่น เด็กมีความคิดเพียงแต่ว่าทุกคนมองสิ่งต่างๆรอบตัว และรู้สึกต่อสิ่งต่างๆ เหมือนตนเอง ความคิดของตนเองเป็นใหญ่ที่สุด เมื่ออายุ ๔-๕ ปี เด็กสามารถโต้ตอบหรือมีปฏิสัมพันธ์กับวัตถุสิ่งของที่อยู่ รอบตัวได้ สามารถจ าสิ่งต่างๆ ที่ได้กระท าซ้ ากันบ่อยๆ ได้ดี เรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น แต่ยังอาศัยการรับรู้เป็น ส่วนใหญ่ แก้ปัญหาการลองผิดลองถูกจากการรับรู้มากกว่าการใช้เหตุผลความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวพัฒนาอย่างรวดเร็วตามอายุที่เพิ่มขึ้น ในส่วนของพัฒนาการทางภาษา เด็กวัยนี้เป็นระยะเวลา ของการพัฒนาภาษาอย่างรวดเร็ว โดยมีการฝึกฝนการใช้ภาษาจากการท ากิจกรรมต่าง ๆ ในรูปของการ พูดคุย การตอบค าถาม การเล่าเรื่อง การเล่านิทานและการท ากิจกรรมต่าง ๆ ท เกี่ยวข้องกับการใช้ภาษาใน สถานศึกษา เด็กปฐมวัยสามารถ ใช้ภาษาแทนความคิดของตนและใช้ภาษาในการติดต่อสัมพันธ์กับคนอื่นได้ ค าพูดของเด็กวัยนี้ อาจจะท าให้ผู้ใหญ่บางคนเข้าใจว่าเด็กรู้มากแล้วแต่ที่จริงเด็กยังไม่เข้าใจความหมายของ ค าและเรื่องราวลึกซึ้งนัก


๒๒ ๕. มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ก าหนดมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ จ านวน ๑๒ มาตรฐาน ประกอบด้วย ๑. พัฒนาการด้านร่างกาย ประกอบด้วย ๒ มาตรฐานคือ มาตรฐานที่ ๑ ร่างกายเจริญเติบโตตามวัยและมีสุขนิสัยที่ดี มาตรฐานที่ ๒ กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กแข็งแรงใช้ได้อย่างคล่องแคล่วและ ประสานสัมพันธ์กัน ๒. พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ ประกอบด้วย ๓ มาตรฐานคือ มาตรฐานที่ ๓ มีสุขภาพจิตดีและมีความสุข มาตรฐานที่ ๔ ชื่นชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว มาตรฐานที่ ๕ มีคุณธรรม จริยธรรม และมีจิตใจที่ดีงาม ๓. พัฒนาการด้านสังคม ประกอบด้วย ๓ มาตรฐานคือ มาตรฐานที่ ๖ มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาตรฐานที่ ๗ รักธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และความเป็นไทย มาตรฐานที่ ๘ อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขและปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมใน ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมทั้งเกิดวัฒนธรรมต่อต้านการ ทุจริต สร้างความตระหนักให้นักเรียน ยึดถือประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน มี จิตพอเพียงต้านทุจริต ละอายและเกรงกลัวที่จะไม่ทุจริตและไม่ทนต่อการทุจริตทุกรูปแบบ ๔. พัฒนาการด้านสติปัญญา ประกอบด้วย ๔ มาตรฐานคือ มาตรฐานที่ ๙ ใช้ภาษาสื่อสารได้เหมาะสมกับวัย มาตรฐานที่ ๑๐ มีความสามารถในการคิดที่เป็นพื้นฐานการเรียนรู้ มาตรฐานที่ ๑๑ มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ มาตรฐานที่ ๑๒ มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้และมีความสามารถในการแสวงหาความรู้ได้ เหมาะสมกับวัย ๕.๑ ตัวบ่งชี ตัวบ่งชี้เป็นเป้าหมายในการพัฒนาเด็กที่มีความสัมพันธ์สอดคล้องกับมาตรฐานคุณลักษณะที่พึง ประสงค์ ๕.๒ สภาพที่พึงประสงค์ สภาพที่พึงประสงค์เป็นพฤติกรรมหรือความสามารถตามวัยที่คาดหวังให้เด็กเกิด บนพื้นฐาน พัฒนาการตามวัยหรือความสามารถตามธรรมชาติในแต่ละระดับอายุเพื่อน าไปใช้ในการก าหนดสาระเรียนรู้ ใน การจัดประสบการณ์ กิจกรรมและประเมินพัฒนาการเด็ก โดยมีรายละเอียดของมาตรฐาน มาตรฐาน


๒๓ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตัวบ่งชี้ และสภาพที่พึงประสงค์ ดังนี้ มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ๑.พัฒนาการด้านร่างกาย มาตรฐานที่ ๑ ร่างกายเจริญเติบโตตามวัยเด็กมีสุขนิสัยที่ดี ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ อายุ ๔-๕ ปี อายุ ๕-๖ ปี ๑.๑ มีน้ าหนักและ ส่วนสูงตามเกณฑ์ -น้ าหนักและส่วนสูงตาม เกณฑ์ของกรมอนามัย -น้ าหนักและส่วนสูงตามเกณฑ์ของกรม อนามัย ๑.๒ มีสุขภาพอนามัย สุขนิสัยที่ดี -รับป ร ะ ท า น อ า ห า รที่ มี ประโยชน์และดื่มน้ าสะอาด ด้วยตนเอง -รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ได้หลาย ชนิดและดื่มน้ าสะอาดได้ด้วยตนเอง -ล้างมือก่อนรับประทาน อ า ห า ร แ ล ะห ลัง จ า กใ ช้ ห้องน้ าห้องส้วมด้วยตนเอง -ล้างมือก่อนรับประทานอาหารและหลังจาก ใช้ห้องน้ าห้องส้วมด้วยตนเอง -นอนพักผ่อนเป็นเวลา -นอนพักผ่อนเป็นเวลา -ออกก าลังกายเป็นเวลา -ออกก าลังกายเป็นเวลา ๑.๓ รักษาความ ปลอดภัยของตนเองและ ผู้อื่น -เล่นและท ากิจกรรมอย่าง ปลอดภัยด้วยตนเอง -เล่นและท ากิจกรรมและปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่าง ปลอดภัย มาตรฐานที่ ๒ กล้ามเนื อใหญ่และกล้ามเนื อเล็กแข็งแรงใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว และประสานสัมพันธ์กัน ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ อายุ ๔-๕ ปี อายุ ๕-๖ ปี ๒.๑ เคลื่อนไหว ร่างกายอย่าง คล่องแคล่ว ประสานสัมพันธ์ และทรงตัวได้ -เดินต่อเท้าไปข้างหน้าเป็น เส้นตรงได้โดยไม่ต้องกางแขน -เดินต่อเท้าถอยหลังเป็นเส้นตรงได้โดยไม่ต้อง กางเกง -กระโดดขาเดียวอยู่กับที่ได้ โดยไม่เสียการทรงตัว -กระโดดขาเดียว ไปข้างหน้าได้อย่างต่อเนื่องโดย ไม่เสียการทรงตัว -วิ่งหลบหลีกสิ่งกีดขวางได้ -วิ่งหลบหลีกสิ่งกีดขวางได้อย่างคล่องแคล่ว -รับลูกบอลได้ด้วยมือทั้งสอง ข้าง -รับลูกบอลที่กระดอนขึ้นจากพื้นได้ ๒.๒ ใช้มือ-ตา -ใช้กรรไกรตัดกระดาษตาม -ใช้กรรไกรตัดกระดาษตามแนวเส้นโค้งได้


๒๔ ประสานสัมพันธ์ กัน แนวเส้นตรงได้ -เขียนรูปสี่เหลี่ยมตามแบบได้ อย่างมีมุมชัดเจน -เขียนรูปสามเหลี่ยมตามแบบได้อย่างมีมุมชัดเจน -ร้อยวัสดุที่มีรูจนาดเส้นผ่าน ศูนย์ ๐.๕ ซม.ได้ -ร้อยวัสดุที่มีรูขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง๐.๒๕ ซม. ได้ ๒.พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ มาตรฐานที่ ๓ มีสุขภาพจิตดีและมีความสุข ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ อายุ ๔-๕ ปี อายุ ๕-๖ ปี ๓.๑ แสดงออกทาง อารมณ์อย่าง เหมาะสม -แสดงอารมณ์ ความรู้สึกได้ ตามสถานการณ์ -แสดงอา รมณ์ ความรู้สึกได้สอดคล้องกับ สถานการณ์อย่างเหมาะสม ๓.๒ มีความรู้สึกที่ ดีต่อตนเองและ ผู้อื่น -กล้าพูดกล้าแสดงออกอย่าง เหมาะสมบางสถานการณ์ -กล้าพูดกล้าแสดงออกอย่างเหมาะสมตาม สถานการณ์ -แสดงความพอใจในผลงาน และความสามารถของตนเอง -แสดงความพอใจในผลงานและความสามารถ ของตนเองและผู้อื่น มาตรฐานที่ ๔ ชื่นชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ อายุ ๔-๕ ปี อายุ ๕-๖ ปี ๔.๑ สนใจและมี ความสุขและ แสดงออกผ่านงาน ศิลปะ ดนตรีและ การเคลื่อนไหว -สนใจและมีความสุขและ แสดงออกผ่านงานศิลปะ -สนใจและมีความสุขและแสดงออกผ่านงาน ศิลปะ -ส น ใ จ มี ค ว า ม สุ ข แ ล ะ แสดงออกผ่ านเสียงเพลง ดนตรี -สนใจ มีความสุขและแสดงออกผ่านเสียงเพลง ดนตรี -สนใจ มีความสุขและแสดง ท่าทาง/เคลื่อนไหวประกอบ เพลง จังหวะและ ดนตรี -สนใจ มีความสุขและแสดงท่าทาง/เคลื่อนไหว ประกอบเพลง จังหวะและ ดนตรี มาตรฐานที่ ๕ มีคุณธรรม จริยธรรมและมีจิตใจที่ดีงาม


๒๕ ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ อายุ ๔-๕ ปี อายุ ๕-๖ ปี ๕.๑ ซื่อสัตย์ สุจริต - ขออนุญ าตห รือ รอคอยเมื่อ ต้องการสิ่งของของผู้อื่นเมื่อมีผู้ ชี้แนะ - ขออนุญาตหรือรอคอยเมื่อต้องการสิ่งของของ ผู้อื่นด้วยตนเอง ๕.๒ มีความ เมตตา กรุณา มีน้ าใจและ ช่วยเหลือ แบ่งปัน -แสดงความรักเพื่อนและมีเมตตา สัตว์เลี้ยง -แสดงความรักเพื่อนและมีเมตตาสัตว์เลี้ยง -ช่วยเหลือและแบ่งปันผู้อื่นได้เมื่อ มีผู้ชี้แนะ -ช่วยเหลือและแบ่งปันผู้อื่นได้ด้วยตนเอง ๕.๓ มี ความเห็นอก เห็นใจผู้อื่น -แสดงสีหน้ าห รือท่ าท าง รับ รู้ ความรู้สึกผู้อื่น -แสดงสีหน้าหรือท่าทางรับรู้ความรู้สึกผู้อื่นอย่าง สอดคล้องกบสถานการณ์ ๕.๔ มีความ รับผิดชอบ -ท าง านที่ได้ รับมอบหม ายจน ส าเร็จเมื่อมีผู้ชี้แนะ -ท างานที่ได้รับมอบหมายจนส าเร็จด้วยตนเอง ๓.พัฒนาการด้านสังคม มาตรฐานที่ ๖ มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ อายุ ๔-๕ ปี อายุ ๕-๖ ปี ๖.๑ ช่วยเหลือ ตนเองในการ ปฏิบัติ กิจวัตร ประจ าวัน - แต่งตัวด้วยตนเอง - แต่งตัวด้วยตนเองได้อย่างคล่องแคล่ว -รับประทานอาหารด้วยตนเอง - รับประทานอาหารด้วยตนเองอย่างถูกวิธี -ใช้ห้องน้ าห้องส้วมด้วยตนเอง -ใช้และท าความสะอาดหลังใช้ห้องน้ าห้องส้วมด้วย ตนเอง ๖.๒ มีวินัย ในตนเอง -เก็บของเล่นของใช้เข้าที่ด้วย ตนเอง -เก็บของเล่นของใช้เข้าที่อย่างเรียบร้อยด้วยตนเอง -เข้าแถวตาล าดับก่อนหลังได้ ด้วยตนเอง -เข้าแถวตาล าดับก่อนหลังได้ด้วยตนเอง ๖.๓ ประหยัด และพอเพียง -ใ ช้ สิ่ง ข อง เค รื่ องใ ช้ อ ย่ าง ประหยัดและพอเพียงเมื่อมีผู้ ชี้แนะ -ใช้สิ่งของเครื่องใช้อย่างประหยัดและพอเพียงด้วย ตนเอง


๒๖ มาตรฐานที่ ๗ รักธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และความเป็นไทย ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ อายุ ๔-๕ ปี อายุ ๕-๖ ปี ๗.๑ ดูแล รักษา ธรรมชาติ และ สิ่งแวดล้อม -มีส่วนร่วมในการดูแลรักษาธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมเมื่อมีผู้ชี้แนะ -มีส่วนร่วมในการดูแลรักษาธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมด้วยตนเอง -ทิ้งขยะได้ถูกที่ -ทิ้งขยะได้ถูกที่ ๗.๒ มี มารยาท ตาม วัฒนธรรม ไทยและรัก ความเป็น ไทย -ปฏิบัติตนตามมารยาทไทยได้ด้วย ตนเอง -ปฏิบัติตนตามมารยาทไทยได้ ตามกาลเทศะ -กล่าวค าขอบคุณและขอโทษด้วย ตนเอง -กล่าวค าขอบคุณและขอโทษด้วยตนเอง -หยุดเมื่อได้ยินเพลงชาติไทยและเพลง สรรเสริญพระบารมี -ยืนตรงและร่วมร้องเพลงชาติไทยและเพลง สรรเสริญพระมารมี มาตรฐานที่ ๘ อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขและปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ อายุ ๔-๕ ปี อายุ ๕-๖ ปี ๘.๑ ยอมรับความ เหมือนและความ แตกต่างระหว่าง บุคคล -เล่นและท ากิจกรรมร่วมกับ กลุ่มเด็กที่แตกต่างไปจากตน -เล่นและท ากิจกรรมร่วมกับเด็กที่แตกต่างไป จากตน ๘.๒ มีปฏิสัมพันธ์ ที่ดีกับผู้อื่น -เล่นหรือท างานร่วมกับเพื่อน เป็นกลุ่ม -เล่นหรือท างานร่วมกับเพื่อนอย่างมีเป้าหมาย -ยิ้มหรือทักทายหรือพูดคุยกับ ผู้ใหญ่และบุคคลที่คุ้นเคยได้ ด้วยตนเอง -ยิ้มหรือทักทายหรือพูดคุยกับผู้ใหญ่และบุคคล ที่คุ้นเคยได้เหมาะสมกับสถานการณ์ ๘.๓ ปฏิบัติตน เบื้องต้นในการเป็น สมาชิกที่ดีของ -มีส่วนร่วมสร้างข้อตกลงและ ปฏิบัติต ามข้อตกลงเมื่อมีผู้ ชี้แนะ -มีส่วนร่วมสร้างข้อตกลงและปฏิบัติตาม ข้อตกลงด้วยตนเอง


๒๗ สังคม -ปฏิบัติตนเป็นผู้น าและผู้ตามที่ ดีได้ด้วยตนเอง -ปฏิบัติตนเป็นผู้น าและผู้ตามได้เหมาะสมกับ สถานการณ์ -ประนีประนอมแก้ไขปัญหา โดยป ร าศจ ากก า รใช้คว าม รุนแรงเมื่อมีผู้ชี้แนะ -ประนีประนอมแก้ไขปัญหาโดยปราศจากการ ใช้ความรุนแรงด้วยตนเอง -คิ ด แ ย ก แ ย ะ ร ะ ห ว่ า ง ผ ล ป ร ะโ ย ช น์ ส่ ว น ต น กั บ ผลประโยชน์ส่วนรวม ความ อายและความไม่ทนต่อการ ทุจริต STRONG : จิตพอเพียง ต้านทุจริต และพลเมือง กับ ความรับผิดชอบต่อสังคม -คิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตน กับ ผลประโยชน์ส่วนรวม ความอายและความไม่ ทนต่อการทุจริต STRONG : จิตพอเพียงต้าน ทุจริต และพลเมือง กับความรับผิดชอบต่อ สังคม ๔. พัฒนาการด้านสติปัญญา มาตรฐานที่ ๙ ใช้ภาษาสื่อสารได้เหมาะสมกับวัย ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ อายุ ๔-๕ ปี อายุ ๕-๖ ปี ๙.๑ สนทนา โต้ตอบและเล่า เรื่องให้ผู้อื่นเข้าใจ -ฟังผู้อื่นพูดจนจบและสนทนา โต้ตอบสอดคล้องกับเรื่องที่ฟัง -ฟังผู้อื่นพูดจนจบและสนทนาโต้ตอบอย่าง ต่อเนื่องเชื่อมโยงกับเรื่องที่ฟัง -เล่าเรื่องเป็นประโยคอย่าง ต่อเนื่อง -เล่าเป็นเรื่องราวต่อเนื่องได้ ๙.๒ อ่าน เขียน ภาพ และ สัญลักษณ์ได้ -อ่านภ าพ สัญลักษณ์ ค า พร้อมทั้งชี้ หรือกวาดตามอง ข้อความตามบรรทัด -อ่านภาพ สัญลักษณ์ ค า ด้วยการชี้ หรือกวาด ตามองจุดเริ่มต้นและจุดจบของข้อความ -เขียนคล้ายตัวอักษร -เขียนชื่อของตนเอง ตามแบบ เขียนข้อความ ด้วยวิธีที่คิดขึ้นเอง มาตรฐานที่ ๑๐ มีความสามารถในการคิดที่เป็นพื นฐานในการเรียนรู้ ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ อายุ ๔-๕ ปี อายุ ๕-๖ ปี ๑๐.๑ มีความ สามารถในการคิด รวบยอด -บ อ ก ลั ก ษ ณ ะ แ ล ะ ส่ วนป ร ะกอบของสิ่งของ ต่างๆจากการสังเกตโดยใช้ -บอกลักษณะ ส่วนประกอบ การเปลี่ยนแปลง หรือความสัมพันธ์ของสิ่งของต่างๆจากการ สังเกตโดยใช้ประสาทสัมผัส


๒๘ ประสาทสัมผัส -จับคู่และเปรียบเทียบความ แตกต่างหรือความเหมือน ของสิ่งต่างๆโดยใช้ลักษณะที่ สังเกตพบเพียงลักษณะเดียว -จับคู่และเปรียบเทียบความแตกต่างหรือความ เหมือนของสิ่งต่างๆโดยใช้ลักษณะที่สังเกตพบ สองลักษณะขึ้นไป -จ าแนกและจัดกลุ่มสิ่งต่างๆ โดยใช้อย่างน้อยหนึ่งลักษณะ เป็นเกณฑ์ -จ าแนกและจัดกลุ่มสิ่งต่างๆโดยใช้ตั้งแต่สอง ลักษณะขึ้นไปเป็นเกณฑ์ -เ รี ยง ล า ดั บ สิ่ง ข อง ห รื อ เหตุการณ์อย่างน้อย ๔ ล าดับ -เรียงล าดับสิ่งของหรือเหตุการณ์อย่างน้อย ๕ ล าดับ ๑๐.๒ มีความ สามารถในการคิด เชิงเหตุผล -ระบุสาเหตุหรือผลที่เกิดขึ้น ในเหตุการณ์หรือ การกระท า เมื่อมีผู้ชี้แนะ -อธิบายเชื่อมโยงสาเหตุและผลที่เกิดขึ้นใน เหตุการณ์หรือการกระท าด้วยตนเอง -คาดเดา หรือคาดคะเนสิ่งที่ อาจจะเกิดขึ้น หรือมีส่วนร่วม ในการลงความเห็นจากข้อมูล -คาดคะเนสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น และมีส่วนร่วมใน การลงความเห็นจากข้อมูลอย่างมีเหตุผล ๑๐.๓ มีความ สามารถในการคิด แก้ปัญหาและ ตัดสินใจ -ตัดสินใจในเรื่องง่ายๆและ เริ่มเรียนรู้ผลที่เกิดขึ้น -ตัดสินใจในเรื่องง่ายๆและยอมรับผลที่เกิดขึ้น -ระบุปัญหา และแก้ปัญหา โดยลองผิดลองถูก -ร ะบุปัญห าส ร้ างท างเลือกแล ะเลือก วิ ธี แก้ปัญหา


๒๙ มาตรฐานที่ ๑๑ มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ อายุ ๔-๕ ปี อายุ ๕-๖ ปี ๑๑.๑ เล่น/ท างานศิลปะ ตามจินตนาการและ ความคิดสร้างสรรค์ -สร้างผลงานศิลปะเพื่อ สื่ อ ส า ร ค ว า ม คิ ด ความรู้สึกของตนเองโดย มีการดัดแปลงและแปลก ใหม่จากเดิมหรือมีราย ละเอียดเพิ่มขึ้น -สร้างผลงานศิลปะเพื่อสื่อสารความคิด ความรู้สึกของตนเองโดยมีการดัดแปลงและ แปลกใหม่จากเดิมและมีราย ละเอียดเพิ่มขึ้น ๑๑.๒ แสดงท่าทาง/ เคลื่อนไหวตาม จินตนาการอย่าง สร้างสรรค์ -เคลื่อนไหวท่าทางเพื่อ สื่ อ ส า ร ค ว า ม คิ ด คว ามรู้สึกของตนเอง อย่างหลากหลาย -เคลื่อนไหวท่าทางเพื่อสื่อสารความคิด ความรู้สึกของตนเองอย่างหลากหลายและ แปลกใหม่ มาตรฐานที่ ๑๒ มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ และมีความสามารถในการแสวงหาความรู้ได้เหมาะสมกับวัย ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ อายุ ๔-๕ ปี อายุ ๕-๖ ปี ๑๒.๑ มีเจตคติที่ดีต่อ การเรียนรู้ -สนใจซักถามเกี่ยวกับ สั ญ ลั ก ษ ณ์ ห รื อ ตัวหนังสือที่พบเห็น -หยิบหนังสือมาอ่านและเขียนสื่อความคิดด้วย ตนเองเป็นประจ าอย่างต่อเนื่อง -กระตือรือร้นในการเข้า ร่วมกิจกรรม -กระตือรือร้นในการร่วมกิจกรรมตั้งแต่ต้นจน จบ ๑๒.๒ มีความสามารถใน การแสวงหาความรู้ -ค้นหาค าตอบของข้อ สงสัยต่างๆ ตามวิธีการ ของตนเอง -ค้นหาค าตอบของข้อสงสัยต่างๆ ตามวิธีการที่ หลากหลายด้วยตนเอง -ใช้ประโยคค าถามว่า “ที่ไหน” “ท าไม” ใน การค้นหาค าตอบ -ใช้ประโยคค าถามว่า “เมื่อไร” อย่างไร” ใน การค้นหาค าตอบ


๓๐ ๖. การจัดเวลาเรียน โครงสร้างของหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย เพื่อให้การจัดการศึกษาเป็นไปตามหลักการ จุดหมายที่ก าหนดไว้ให้สถานศึกษา และผู้เกี่ยวข้อง กับการเลี้ยงดูเด็กปฏิบัติ ในการจัดท าหลักสูตรสถานศึกษาจึงก าหนดโครงสร้างของหลักสูตรการศึกษา ปฐมวัยของโรงเรียนนิกรราษฎร์บ ารุงวิทย์ ดังนี้ โครงสร้างหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ช่วงอายุ อายุ ๔ - ๖ ปี สาระการเรียนรู้ ประสบการณ์ส าคัญ สาระที่ควรเรียนรู้ - ด้านร่างกาย - ด้านอารมณ์ จิตใจ - ด้านสังคม - ด้านสติปัญญา - เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเด็ก - เรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่แวดล้อม เด็ก - ธรรมชาติรอบตัว - สิ่งต่างๆรอบตัวเด็ก - บูรณาการจักการเรียนการสอนแบบไฮสโคป ในกิจกรรมเสรี ระยะเวลาเรียน จัดการศึกษา ๒ ภาคเรียน : ๑ ปีการศึกษา ชั้นอนุบาลปีที่ ๒ อายุระหว่าง ๔-๕ ปี ชั้นอนุบาลปีที่ ๓ อายุระหว่าง ๕-๖ ปี ก าหนด ๒๐๐ วัน : ๑ ปี ใช้เวลา ๖ ชั่วโมง : ๑ วัน ๓๐ ชั่วโมง/สัปดาห์ หมายเหตุ: ๓ - ๔ ปี มีความสนใจ ๘ - ๑๒ นาที ๔-๕ ปี มีความสนใจ ๑๒ - ๑๕ นาที ๕-๖ ปี มีความสนใจ ๑๕ - ๒๐ นาที * กิจกรรมที่ต้องใช้ความคิดในกลุ่มเล็กและกลุ่มใหญ่ ไม่ควรใช้เวลาต่อเนื่องนานเกินกว่า ๒๐ นาที * กิจกรรมที่เด็กมีอิสระเลือกเล่นเสรี เช่น การเล่นตามมุม การเล่นกลางแจ้ง ใช้เวลา ๔๐ – ๖๐ นาที ๖.๑ ระยะเวลาเรียน โรงเรียนนิกรราษฎร์บ ารุงวิทย์ ก าหนดกรอบโครงสร้างเวลาในการจัดประสบการณ์ให้กับเด็ก ๒ ปี การศึกษา โดยมีเวลาเรียน ๒๐๐ วันต่อปีการศึกษา แต่ละวันเวลา ๖ ชั่วโมง ระดับชั้น กลุ่มอายุ เวลาเรียน อนุบาล ๒ อนุบาล ๓ ๔ – ๕ ปี ๕ – ๖ ปี ๑ ปีการศึกษา (๔๐ สัปดาห์/๒๐๐ วัน ) ๑ ปีการศึกษา (๔๐ สัปดาห์/๒๐๐ วัน )


๓๑ ๖.๒ การก าหนดเวลาเรียนต่อวัน ล าดับ กิจกรรมประจ าวัน อนุบาล ๒ ชั่วโมง (นาที) : วัน อนุบาล ๓ ชั่วโมง (นาที) : วัน ๑ กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ ๒๐ นาที ๒๐ นาที ๒ กิจกรรมเสริมประสบการณ์ ๓๐ นาที ๓๐ นาที ๓ กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ๓๐ นาที ๓๐ นาที ๔ กิจกรรมการเล่นตามมุม ๔๐ นาที ๔๐ นาที ๕ กิจกรรมกลางแจ้ง ๔๐ นาที ๔๐ นาที ๖ เกมการศึกษา ๒๐ นาที ๒๐ นาที รวม ๓ ชม. ๓ ชม. ๗ ทักษะพื้นฐานในชีวิตประจ าวัน (การช่วยเหลือตนเองในการรับประทาน อาหารดื่มนม สุขอนามัย และการนอน พักผ่อน) ๓ ชม. ๓ ชม. รวม ๖ ชม. / วัน ๖ ชม. / วัน ๑,๒๐๐ ชม./ปี ๑,๒๐๐ ชม./ปี ๖.๓ การก าหนดเวลาเรียนต่อสัปดาห์ ๖ กิจกรรมหลัก เวลาเรียน อนุบาล ๒ ชั่วโมง : สัปดาห์ อนุบาล ๓ ชั่วโมง : สัปดาห์ กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ ๑ ชั่วโมง ๔๐ นาที ๑ ชั่วโมง ๔๐ นาที กิจกรรมเสริมประสบการณ์ ๒ ชั่วโมง ๓๐ นาที ๑ ชั่วโมง ๔๐ นาที กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ๒ ชั่วโมง ๓๐ นาที ๒ ชั่วโมง ๓๐ นาที กิจกรรมการเล่นตามมุม ๓ ชั่วโมง ๒๐ นาที ๓ ชั่วโมง ๒๐ นาที กิจกรรมกลางแจ้ง ๓ ชั่วโมง ๒๐ นาที ๓ ชั่วโมง ๒๐ นาที เกมการศึกษา ๑ ชั่วโมง ๔๐ นาที ๑ ชั่วโมง ๔๐ นาที รวม ๑๕ ชม. ๑๕ ชม. ทักษะพื้นฐานในชีวิตประจ าวัน (ดื่มนม รับประทานอาหาร สุขอนามัย และนอนพักผ่อน) ๑๕ ชม. ๑๕ ชม. รวมต่อสัปดาห์ ๓๐ ชม. ๓๐ ชม. รวมทั้งปีการศึกษา (๔๐ สัปดาห์ / ๒๐๐ วัน) ๑,๒๐๐ ชม. ๑,๒๐๐ ชม.


๓๒ ๖.๔ สาระการเรียนรู้รายปี สาระการเรียนรู้ เป็นสื่อกลางในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับเด็ก เพื่อส่งเสริมพัฒนาการ เด็กทุกด้าน ให้เป็นไปตามจุดหมายของหลักสูตรที่ก าหนด สาระการเรียนรู้ ประกอบด้วย ประสบการณ์ ส าคัญ และสาระที่ควรเรียนรู้ ดังนี้ ๑. ประสบการณ์ส าคัญ ประสบการณ์ส าคัญ เป็นแนวส าหรับผู้สอนน าไปใช้ออกแบบการจัดประสบการณ์ให้เด็กเรียนรู้ ลง มือปฏิบัติ และได้รับการส่งเสริมพัฒนาการครอบคลุมทุกด้าน ดังนี้ ๑.๑ ประสบการณ์ส าคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย เป็นการสนับสนุนเด็กได้มีโอกาส พัฒนาการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ (กล้ามเนื้อแขน-ขา ล าตัว) กล้ามเนื้อเล็ก (กล้ามเนื้อมือ-นิ้วมือ) และการ ประสานสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อและระบบประสาท (กล้ามเนื้อมือ-ประสานตา) ในการท ากิจวัตร ประจ าวันหรือกิจกรรมต่างๆ และสนับสนุนให้เด็กมีโอกาสดูแลสุขภาพและสุขอนามัย สุขนิสัย และการ รักษาความปลอดภัย ดังนี้ ด้านร่างกาย ประสบการณ์ส าคัญ ตัวอย่างประสบการณ์และกิจกรรม ๑.๑.๑ ก า รใช้ กล้ามเนื้อใหญ่ (1)การเคลื่อนไหวอยู่กับ ที่ ตบมือ ผงกศรีษะ เคลื่อนไหวไหล่ เอว มือและแขน มือและนิ้วมือ เคาะเท้า เท้าและปลายเท้าอยู่กับที่ (2)ก า ร เ ค ลื่ อ น ไ ห ว เคลื่อนที่ คลาน คืบ เดิน วิ่ง กระโดด สไลด์ ควบม้า ก้าว กระโดด เคลื่อนที่ไปข้าวหน้า-ข้างหลัง ข้างซ้าย-ข้าง ขวา หมุนตัว (3)การเคลื่อนไหวพร้อม วัสดุอุปกรณ์ เคลื่อนไหวร่างกายพร้อมเชือก ผ้าแพร ริบบิ้น วัสดุ อื่นๆ ที่เหมาะสมตามจินตนาการ เพลงบรรเลง ค า บรรยายของผู้สอน (๔) การเคลื่อนไหวที่ใช้ การประสานสัมพันธ์ของ การใช้กล้ามเนื้อใหญ่ ในการขว้างการจับ การ โยน การเตะ เล่นเกมกลางแจ้ง เช่น ลิงชิงบอล ขว้างลูกบอล ถุง ทราย โยนลูกบอลหรือวัสดุอื่นลงตะกร้า เตะบอล (๕) การเล่นเครื่องเล่น สนามอย่างอิสระ เล่นอิสระ เล่นเครื่องเล่นสนาม เล่นปีนป่าย โดน มุด ลอกเครื่องเล่น ปั่นจักรยานสามล้อ ๑.๑.๒ การใช้ กล้ามเนื้อเล็ก (๑) การเล่นเครื่องเล่น สัมผัสและการสร้างสิ่ง ต่างๆจากแท่งไม้ บล็อก ต่อเลโก้ น้อตปักหมุด กระดานตะปู บล็อกไม้หรือ พลาสติก


๓๓ (๒) การเขียนภาพและ เล่นกับสี เขียนภาพด้วยศรีเทียน สีไม้ สีจากวัสดุธรรมชาติ เล่น กับสีน้ า เช่น เป่าสี พับสี หยดสี ละเลงสี กลิ้งสี (๓) การปั้น ปั้นดินเหนียว ดินน้ ามัน ปั้นแป้งโดว์ (๔) การประดิษฐ์สิ่งต่างๆ ด้วยเศษวัสดุ สร้างชิ้นงานจากวัสดุธรรมชาติหรือวัสดุที่เหลือใช้ (๕) การหยิบจับ การใช้ กรรไกร การตัด และการ ร้อยวัสดุ ใช้กรรไกรปลายมนตัดกระดาษหรือใบไม้ ร้อยดอกไม้ และวัสดุ ต่างๆ ฉีก ตัด ปะ กระดาษหรือวัสดุ ธรรมชาติ ๑.๑.๓ การ รั กษ า สุขภ าพ อนามัยที่ดีส่วน ตน (๑) การปฏิบัติตนตาม สุขอนามัย สุขนิสัยที่ดีใน กิจวัตรประจ าวัน ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร ท าความสะอาด หลังจากเข้าห้องน้ า ห้องส้วม รับประทานอาหาร กลางวันครบห้าหมู นอกลางวัน ออกก าลังกาย ดูแล รักษาความสะอาดของใช่ส่วนตัว ๑ .๑ .๔ ก า ร รั ก ษ า ค ว า ม ปลอดภัย (๑) การปฏิบัติตนให้ ป ล อ ด ภั ย ใ น กิ จ วั ต ร ประจ าวัน เล่นเครื่องเล่นที่ถูกวิธี ล้างมือทุกครั้งเมื่อสิ้นสุดการ เล่นระวังรักษาและดูแลตนเองขณะเจ็บป่วย เช่น ปิด ปากไอในขณะเป็นหวัด ไม่ขยี้ตาในขณะตาแดง (๒) การฟังนิทาน เ รื่ อง ร า ว เ ห ตุ ก า ร ณ์ เกี่ยวกับการป้องกันและ รักษาความปลอดภัย ฟังนิทาน เรื่องราว เหตุการณ์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการ ป้องกันและรักษาความปลอดภัย เช่น การข้ามถนน การรับของจากคนแปลกหน้า ของมีคม สัตว์มีพิษ และอันตรายจากสารพิษ (๓) การเล่นเครื่องเล่น อย่างปลอดภัย เล่นเครื่องเล่นสนามตามข้อตกลงอย่างถูกวิธี เช่น ปีน ป่าย โหน ลอด มุด คลาน ด้วยความระมัดระวัง รอ คอยไม่แย่งกันในการเล่น (๔) เล่นบทบาทสมมุติ เหตุการณ์ต่างๆ เล่นบทบาทสมมติการปฏิบัติตามกฎจราจร เช่นการ ข้ามถนน การซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ การคาดเข้ม ขัดนิรภัย และการปฏิบัติตนเมื่อเหตุฉุกเฉิน เช่น ไฟ ไหม้ แผ่นดินไหว พายุ ฯลฯ และสรุปผลที่เกิดจากการ เล่นบทบาทสมมติ ๑ .๑ .๕ ก า ร ต ร ะ ห นั ก รู้ เกี่ยวกับร่างกาย ตนเอง (๑) การเคลื่อนไหวเพื่อ ค ว บ คุ ม ต น เ อง ไ ป ใ น ทิศทาง ระดับ และพื้นที่ เคลื่อนที่ไปในทิศทางต่างๆ เช่น ซ้าย ขวา หน้า หลัง ทั่วบริเวณที่ก าหนดในระดับสูง กลาง และต่ า ที่การ เคลื่อนที่หลากหลายเช่น มุม ลอด คลาน กลิ้ง กระโด (๒) การการเคลื่อนไหว ข้ามสิ่งกีดขวาง การเดิน วิ่ง กระโดดหลบสิ่งกีดขางต่างๆ เช่น ล้อ รถยนต์ ถังน้ ามัน ที่กั้นจราจร ห่วงฮูลาฮูป สิ่งขิง บล็อกไม้ ๑.๒ ประสบการณ์ส าคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้ แสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกของตนเองที่เหมาะสมกับวัย ตระหนักถึงลักษณะพิเศษเฉพาะที่เป็น อัตลักษณ์ ความเป็นตัวของตัวเอง มีความสุข ร่าเริงแจ่มใสการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ได้พัฒนาคุณธรรม


๓๔ จริยธรรม สุนทรียภาพ ความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง และความเชื่อมั่นในตนเองขณะปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ดังนี้ ด้านอารมณ์-จิตใจ ประสบการณ์ส าคัญ ตัวอย่างประสบการณ์และกิจกรรม ๑.๒.๑สุนทรียภาพ ดนตรี (๑) การฟังเพลง การร้อง เ พ ลง แ ล ะ ก า ร แ ส ดง ปฏิกิริยาโต้ตอบเสียงดนตรี ท าท่าทางเคลื่อนไหวร่างกายในลักษณะต่างๆ เช่น โยกตัว ส่ายสะโพก ตบมือ ย่ าเท้า ตามจังหวะและ เสียงเพลง เช่น เพลงบรรเลง เพลงตามสมัยนิยม เพลงตามหน่วยประสบการณ์ เพลงที่สนใน เพลง ประจ าโรงเรียน และเพลงพื้นบ้าน (๒) การเล่นเครื่องดนตรี ประกอบจังหวะ เล่นเครื่องดนตรีประเภทต่างๆ หรือวัสดุ อื่นๆ ประกอบจังหวะเช่น เคาะ เขย่า ตี (๓) การเคลื่อนไหวตาม เสียงเพลง/ดนตรี แสดงท่าทาง เคลื่อนไหวประกอบเสียงเพลง เสียงดนตรีหรือจังหวะช้าเร็ว (๔) การแสดงบทบาท สมมติ เล่นและแสดงบทบาทสมมติเป็นตัวละครตามหน่วย ประสบการณ์หรือนิทาน (๕) การท ากิจกรรมศิลปะ ต่างๆ กิจกรรมศิลปะ เช่น วาดภาพระบายสี ปั้น รอย ฉีก ตัดปะ พับ เล่นกับสีน้ า ประดิษฐ์เศษวัสดุ (๖) การสร้างสรรค์สิ่ง สวยงาม สร้างงานศิลปะตามความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบ ต่างๆเช่น วาดภาพระบายสี ปั้น ร้อย ฉีกตัดปะ พับ เล่นกับสีน้ า ประดิษฐ์เศษวัสดุ การท าสวนถาด และแสดงความคิดเห็นต่อผลงานศิลปะ ๑.๒.๒ การเล่น (๑) การเล่นอิสระ เล่นอิสระ การเล่นที่ใช้จินตนาการ เล่นสมมุติ การ เล่นของเล่นในห้องเรียน บริเวณสนามกลางแจ้ง (๒) การเล่นรายบุคคล กลุ่มย่อย และกลุ่มใหญ่ เล่นเสรี เล่นอิสระในมุม เล่นรายบุคคล กลุ่มย่อย และกลุ่มใหญ่ เล่นร่วมกับเพื่อน เล่นแบบร่วมมือ และเล่นแบบสร้างสรรค์ (๓) การเล่นตามมุม ประสบการณ์/มุมเล่นต่างๆ เล่นตามมุมเล่นในห้องเรียน เล่นสมมุติ (๔) การเล่นนอกห้องเรียน เล่นกลางแจ้ง เช่น เล่นเครื่องเล่นสนามรูปแบบ ต่างๆ เล่นน้ า เล่นทราย การละเล่นพื้นบ้าน ๑.๒.๓ คุณ ธ ร รม จริยธรรม (๑) การปฏิบัติตนตามหลัก ศาสนาที่นับถือ ท ากิจกรรมทางศาสนาที่วัด มัสยิด โบสถ์ ปฏิบัติตน ตามค าสอนของศาสนาที่นับถือ (๒) การฟังนิทานเกี่ยวกับ คุณธรรม จริยธรรม ฟังนิทาน เรื่องราว เหตุการณ์เกี่ยวกับความซื่อสัตย์ ความเมตรากรุณา มีน้ าใจช่วยเหลือแบ่งปัน ความเห็นอกเห็นใจความรับผิดชอบ ประหยัด พอเพียง และความมินัย


๓๕ (๓) การร่วมสนทนา และ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เชิงจริยธรรม ร่วมสนทนาและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข่าว เรื่องราว เหตุการณ์ นิทานเกี่ยวกับคุณธรรม จริยธรรม ตามบริบทของชุมชนหรือกลุ่มเป้าหมาย เฉพาะ ๑ .๒ .๔ ก า ร แ ส ด ง อ อ ก ท า ง อารมณ์ (๑) การพูดสะท้อน ความรู้สึกของตนเองและ ผู้อื่น บอกเล่า ท าท่าทาง ที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกของ ตนเองและผู้อื่น ปรับเปลี่ยนความคิดหรือการ กระท าเมื่อมีสถานการณ์ที่เป็นปัญหา พูดแสดง ความรู้สึกหลังการท ากิจกรรมศิลปะ แสดงสีหน้า ท่าทาง บทบาทตามตัวละคร (๒) การเล่นบทบาทสมมติ เล่นและแสดงบทบาทสมมติเป็นตัวละครตามหน่วย ประสบการณ์หรือนิทาน (๓) การเคลื่อนไหวตาม เสียงเพลง/ดนตรี แสดงท่าทาง เคลื่อนไหวประกอบเสียงเพลง เสียงดนตรีหรือจังหวะช้าหรือเร็ว (๔) การร้องเพลง/การพูด ค าคล้องจอง ร้องเพลงประกอบหน่วยการจัดประสบการณ์ หรือ เพลงที่สนใจอย่างสนุกสนาน (๕) การท างานศิลปะ ท ากิจกรรมศิลปะ เช่น วาดภาพระบายสี ปั้น ร้อย ฉีกตัดปะ พับ เล่นกับสีน้ า ประดิษฐ์วัสดุ ๑.๒.๕ ก า ร มี อั ต ลักษณ์เฉพาะตน และเชื่อว่าตนเองมี ความสามารถ (๑) การปฏิบัติกิจกรรม ต่างๆ ตามความสามารถ ของตนเอง เล่น/ท างานอย่างอิสระตามความถนัดความสนใจ และความสามารถของตนเอง เช่น กิจกรรมศิลปะ กิจกรรมการเคลื่อนไหว กิจกรรมในกิจวัตร ประจ าวัน(โดยเปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมในการ ตัดสินใจเลือกท ากิจกรรมเอง บอกได้ว่าตนเองเป้ นอย่างไร ท าอะไรได้บ้าง บอกความเหมือน ความ ต่างของตนเองและผู้อื่น และบอกความคิดของ ตนเองได้ว่า “อยากเป็นอะไรเมื่อหนูโตขึ้น”) ๑.๒.๖ การเห็นอก เห็นใจผู้อื่น (๑) การแสดงความยินดี เมื่อผู้อื่นมีความสุข เห็นอก เห็นใจเมื่อผู้อื่นเศร้าหรือ เสียใจ และการช่วยเหลือ ปลอบโยนเมื่อคนอื่นได้รับ บาดเจ็บ แสดงความยินดีกับเพื่อนเมื่อเพื่อนมีความสุข เช่น วันเกิด และแสดงความเห็นใจเพื่อนหรือผู้อื่น เช่น ช่วยเหลือ ปลอบโยนเมื่อเพื่อนร้องไห้หรือบาดเจ็บ ๑.๓ ประสบการณ์ส าคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคม เป็นการสนับสนุนให้เด็กมีโอกาส ปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งแวดล้อมต่างๆรอบตัวจากการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ผ่านการเรียนรู้ทางสังคม เช่น การเล่น การท างานกับผู้อื่น ฯลฯ การปฏิบัติกิจวัตรประจ าวัน การแก้ปัญหาข้อขัดแย้งต่างๆ ดังนี้


๓๖ ด้านสังคม ประสบการณ์ส าคัญ ตัวอย่างประสบการณ์และกิจกรรม ๑.๓.๑ การปฏิบัติ กิจวัตรประจ าวัน ด้วยตนเอง (๑) การช่วยเหลือตนเอง ในกิจวัตรประจ าวัน ท ากิจวัตรประจ าวันด้วยตนเอง เช่น แต่งตัว ล้าง มือ รับประทานอาหาร เข้าห้องส้วม (๒) การปฏิบัติตนตาม แนวทางหลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง น าวัสดุที่เหลือใช้มาสร้างชิ้นงาน ใช้สิ่งของ เครื่องใช้อย่างประหยัดและพอเพียง เช่น ยาสีฟัน น้ า วัสดุท างานศิลปะ ๑.๓.๒ ก า ร ดู แ ล รั กษ า ธ ร รมช า ติ และสิ่งแวดล้อม (๑) การมีส่วนร่วม รับ ผิ ด ช อบ ดู แ ล รั กษ า สิ่งแวดล้อมทั้งภายในและ ภายนอกห้องเรียน รับผิดชอบหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เช่น ดูแล รักษาความสะอาดห้องเรียน รดน้ าต้นไม้ เก็บ ขยะ น าวัสดุท้องถิ่น วัสดุเหลือใช้มาสร้างชิ้นงาน ใช้น้ า สิ่งของเครื่องใช้อย่างประหยัด คุ้มค่า เช่น ดินสอ สี กระดาสี (๒) การใช้วัสดุและสิ่งของ เครื่องใช้อย่างคุ้มค่า น าวัสดุที่เหลือใช้มาสร้างชิ้นงาน ใช้สิ่งของอย่าง ประหยัด เช่น ดินสอ สี กาว กระดาษสี (๓) การท างานศิลปะที่น า วัสดุสิ่งของเครื่องใช้ที่ใช้ แล้ว มาใช้ซ้ าหรือแปรรูป แล้วน ากลับมาใช้ใหม่ ประดิษฐ์สิ่งต่างๆ จากวัสดุเหลือใช้ เช่น ขวดน้ า พลาสติก กล่อง เศษผ้า แกนกระดาษ กระดาษสี ไม้ไอศกรีม (๔) การเพาะปลูกและ ดูแลต้นไม้ ปลูกต้นไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ ผักสวนครัว ดูแลรด น้ าพรวนดิน เช่น เพาะถั่วงอก ปลูกผักบุ้ง ต้นหอม (๕) การเลี้ยงสัตว์ เลี้ยงและดูแลให้อาหารสัตว์ เช่น ปลา ไก่ นก (๖) การสนทนาข่าวและ เ ห ตุ ก า ร ณ์ ที่ เ กี่ ย ว กั บ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในชีวิตประจ าวัน สนทนาเกี่ยวกับเหตุการณ์ ผลกระทบที่เกิดจาก ความเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น ฝนตก น้ าท่วม ฝนแล้ง ลมพายุ ๑.๓.๓ การปฏิบัติ ตามวัฒนธรรมท้อง ถิ่ น ที่ อ า ศั ย แ ล ะ ความเป็นไทย (๑) การเล่นบทบาทสมมติ การปฏิบัติตนในความเป็น คนไทย เล่นบทบาทสมมติเกี่ยวกับ การไหว้ การทักทาย และการปฏิบัติตนในวันส าคัญของไทย และ ความส าคัญของท้องถิ่น (๒) การปฏิบัติตนตาม วัฒนธรรมท้องถิ่นที่อาศัย และประเพณีไทย ท ากิจกรรมในวันส าคัญ และ ประเพณีท้องถิ่น ของตน (๓) การประกอบอาหาร ท าอาหารง่ายๆตามหน่วยการจัดประสบการณ์ อาหารในท้องถิ่นหรืออาหารประจ าภาคของ ตนเอง (๔) การศึกษานอกสถานที่ วางแผน ส ารวจ ศึกษาแหล่งเรียนรู้นอกสถานที่ สัมภาษณ์บุคคลต่างๆบันทึกข้อมูล และน าเสนอ


๓๗ ข้อมูล (๕) การเล่นพื้นบ้านของ ไทย การละเล่นไทย เช่น มอญซ่อนผ้า งูกินหาง รีรี ข้าวสาร โพงพาง ๑ .๓ .๔ ก า ร มี ปฏิสัมพันธ์ มีวินัย มีส่ วน ร่ วม แ ล ะ บ ท บ า ท ส ม า ชิ ก ของสังคม (๑) การร่วมก าหนด ข้อตกลงของห้องเรียน มีส่วนร่วมในการก าหนดและจัดท าข้อตกลงของ ห้องเรียน (๒) การปฏิบัติตนเป็น สมาชิกที่ดีของห้องเรียน ปฏิบัติตามข้อตกลงของห้องเรียนที่ร่มกันก าหนด เช่น เก็บของเล่นของใช้เข้าที่ การเข้าแถวรับของ (๓) การให้ความร่วมมือ ในก า รปฏิบัติกิจก ร รม ต่างๆ เข้าร่วมกิจกรรมด้วยความเต็มใจทั้งรายบุคคล กลุ่มย่อย และกลุ่มใหญ่ (๔) การดูแลห้องเรียน ร่วมกัน ดูแลความสะอาดเรียบร้อยของห้องเรียน เช่น จัด ของเล่นของใช้เข้าที่ เทขยะ รดน้ าต้นไม้ (๕) การร่วมกิจกรรมวัน ส าคัญ ปฏิบัติกิจกรรมเกี่ยวกับวันส าคัญในสถานการณ์ จริงหรือสถานการณ์จ าลองตามความเหมาะสม และบริบทของแต่ละสถานศึกษา ๑ .๓ .๕ ก า ร เ ล่ น แล ะท า งานแบบ ร่วมมือร่วมใจ (๑) การร่วมสนทนาและ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น สนทน าแลกเปลี่ยนค ว ามคิดเห็นเกี่ย วกับ เหตุการณ์ในนิทาน เรื่องราว และรับฟังความ คิดเห็นของผู้อื่น (๒) การเล่นและท างาน ร่วมกับผู้อื่น เล่นและท างานร่วมกันเป็นคู่ กลุ่มเล็ก หรือกลุ่ม ใหญ่ (๓) การท าศิลปะแบบ ร่วมมือ ท างานศิลปะร่วมกันเป็นกลุ่มอย่างมีเป้าหมาย ร่วมกัน เช่น ปั้นดินน้ ามัน วาดภาพ ตัดฉีกปะ งานประดิษฐ์ ๑ .๓ .๖ ก า ร แ ก้ ปั ญ ห า ค ว า ม ขัดแย้ง (๑) การมีส่วนร่วมในการ วิธีการแก้ปัญหา ร่วมแสดงความคิดเห็นและน าเสนอความคิดและ ตัดสินใจเลือกวิธีแก้ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องราว เหตุการณ์ต่างๆ (๒) การมีส่วนร่วมในการ แก้ปัญหาความขัดแย้ง มีส่วนร่วมในการเสนอความคิด ตัดสินใจเล ือกวิธี แก้ปัญห าต่ างๆ ที่เกิดขึ้นอย่ าง สันติ วิ ธีใน สถานการณ์ที่มีความขัดแย้ง ๑.๓.๗ การยอมรับ ใน ค ว ามเหมือน และความแตกต่าง ระหว่างบุคคล (๑) การเล่นและท า กิจกรรมร่วมกับกลุ่มเพื่อน เล่นหรือท ากิจกรรมต่างๆร่วมกับเพื่อน เช่น กิจกรรมศิลปะ กิจกรรมการเล่นตามมุม เล่น ทราย และยอมรับความคิดของเพื่อนที่ต่างไปจาก ตน ๑.๔ ประสบการณ์ส าคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้รับรู้


๓๘ เรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวผ่านการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม บุคคล และสื่อต่างๆ ด้วยกระบวนการเรียนรู้ที่ หลากหลาย เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กพัฒนาการใช้ภาษา จินตนาการความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา การคิด เชิงเหตุผล การคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ รอบตัว และมีความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์ที่เป็นพ้นฐาน ของการเรียนรู้ต่อไป ดังนี้ ด้านสติปัญญา ประสบการณ์ส าคัญ ตัวอย่างประสบการณ์และกิจกรรม ๑.๔.๑ การใช้ภาษา (๑) การฟังเสียงต่างๆ ใน สิ่งแวดล้อม ฟังเสียงต่างๆ รอบตัวและบอกเสียงที่ได้ยิน เช่น เสียงหายใจ ลมพัด รถยนต์ คนเดิน สัตว์ร้อง (๒) การฟังและปฏิบัติ ตามค าแนะน า ฟังและปฏิบัติตามค าแนะน า เช่น การเล่นเกม การเคลื่อนไหวตามค าบรรยาย รวมทั้งข้อตกลง ในห้องเรียน (๓) การฟังเพลง นิทาน ค าคล้องจอง บท ร้อย กรอง หรือเรื่องราวต่างๆ ฟังเพลง นิทาน ค าคล้องจอง บทร้อยกลอน ง่ายๆ หรือเรื่องราวต่างๆ (๔) การพูดแสดง ความคิด ความรู้สึก และ ความต้องการ พูดแสดงความคิดเห็น ความรู้สึก ความต้องการ ในสิ่งต่างๆ ใช้ค าถาม ใคร อะไร ท าไม อย่างไร ในสิ่งที่ต้องการทราบ (๕) การพูดกับผู้อื่น เกี่ยวกับประสบการณ์ ข อง ต น เ อง ห รื อ เ ล่ า เรื่องราวกับตนเอง พูดเล่าข่าว เล่าประสบการณ์ หรือเรื่องราว เกี่ยวกับตนเอง หรือเหตุการณ์ประจ าวัน เช่น ครอบครัวของฉัน (๖) การพูดอธิบาย เ กี่ ย ว กั บ สิ่ ง ข อ ง เ ห ตุ ก า ร ณ์ แ ล ะ ค ว า ม สั มพั น ธ์ ข อง สิ่ง ต่างๆ พูดบอกลักษณ์สิ่งของที่สังเกต เล่าข่าว เล่า ประสบการณ์ เช่น กิจกรรมที่ท าในวันหยุด กิจกรรมที่ท าได้ด้วยตนเอง หรือท าร่วมกับเพื่อน และครู หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามล าดับหรือ ช่วงเวลา (๗) การพูดอย่าง สร้างสรรค์ในการเล่นและ การกระท าต่างๆ เล่าสิ่งที่ก าลังเล่น ก าลังท า พูดให้ก าลังใจ ปลอบใจ ค าแนะน า เพื่อนในการเล่นและท างาน อธิบายวิธีเล่นให้เพื่อนฟัง


๓๙ (๘) การรอจังหวะที่ เหมาะสมในการพูด ตอบค าถามและมีมารยาทในการพูด เช่น ยกมือ ก่อนพูดไม่พูดแทรกในขณะที่ผู้อื่นก าลังพูด (๙) การพูดเรียงล าดับค า เพื่อใช้ในการสื่อสาร เรียงค าพูดในสิ่งที่คิดเพื่ออธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจ เช่น พูดเล่าเรื่องจากภาพหรือเหตุการณที่พบ เห็น (๑๐) การอ่านหนังสือ ภาพ นิทานหลากหลาย ประเภท/รูปแบบ อ่านภาพ นิทาน อ่านป้ายและสัญลักษณ์ที่เด็ก สนใจ อ่านนิทานให้เพื่อนฟัง (๑๑) การอ่านอย่างอิสระ ต า ม ล า พัง ก า ร อ่ า น ร่วมกัน การอ่านโดยมีผู้ ชี้แนะ อ่านนิทานหรือหนังสือภาพที่สนใจอย่างอิสระ ตามล าพังในมุมหนังสือ อ่านร่วมกัน โดยครู แนะน าส่วนต่างๆ ของหนังสือตั้งแต่ปกหน้า จนถึงปกหลังแล้วเป็นผู้น าการอ่านโดยชี้ค าใน หนังสือจากซ้ายไปขวา เด็กชี้ละอ่านหนังสือตาม ครูพร้อมกันอ่านชี้แนะโดยครูเป็นผู้น าการอ่าน (๑๒) การเห็นแบบอย่าง การอ่านที่ถูกต้อง ดูตัวรูชี้ค าและกวาดสายตาจากการอ่านหนังสือ นิทาน ป้าย พร้อมบัตรค า แถบประโยค หรือ แผนภูมิเพลง (๑๓) การสังเกตทิศ ทางการอธิบายเกี่ยวกับ สิ่งของ เหตุการณ์ และ ค ว า ม สั มพั น ธ์ ข อง สิ่ง ต่างๆ ดูตัวอย่างการกวาดสายตาอ่านตัวอักษร ค า และข้อความจากซ้ายไปขวา บนมาล่าง (๑๔) การอ่านและชี้ ข้ อ ค ว า ม โ ด ย ก ว า ด สายตาตามบรรทัดจาก ซ้ายไปขวาจากบนลงล่าง ตัวอย่างการกวาดสายตาและชี้ค าอ่านข้อความ หนังสือนิทาน แผนภูมิเพลงจากซ้ายไปขวา บรรทัดบนลงบรรทัดล่าง


๔๐ (๑๕) การสังเกตตัวอักษร ในชื่อของตน ห รือค า คุ้นเคย ชี้หรือบอกตัวอักษรบางตัวที่คุ้นเคยในชื่อตนเอง นิทาน เพลง ค าคล้องจอง ป้ายข้อความ สังเกต บัตรชื่อ นามสกุลตัวเองกับเพื่อนว่ามีอักษรตัว ไหนเหมือนกัน (๑๖) การสังเกตตัวอักษร ที่ประกอบเป็นค าผ่าน หรือเขียนของผู้ใหญ่ มองและชี้ตัวอักษรในค า ข้อความ ประโยค นิทาน แผนภูมิเพลง ปริศนาค าทาย หรือ ประโยคที่ครูเขียน สังเกตทิศทางการเขียนตัว พยัญชนะหรือค าที่คุ้นเคยของครู สังเกตการณ์ เขียนบนทรายหรือการเขียนในอากาศของครู ขดดินน้ ามันเป็นตัวพยัญชนะที่คุ้นเตย เช่น พยัญชนะต้นชื่อของตนเอง (๑๗) การคาดเดาค า วลี ห รื อ ป ร ะ โ ย ค ที่ มี โครงสร้างซ้ าๆ กัน จาก นิทาน เพลง ค าคล้อง จอง เล่นเดาค าบางค าที่คุ้นเคยในหนังสือนิทาน เพลง ค าคล้องจอง เล่นเดาพยัญชนะที่หายไปจากค าที่ คุ้นเคย เล่นเปลี่ยนค าบางค าในประโยคที่มี โครงสร้างซ้ าๆ บันทึกค าพูดเด็ก (๑๘) การเล่นเกมทาง ภาษา เล่นเกม ทางภาษาต่างๆ เช่น หาภาพกับ สัญลักษณ์จับคู่ค ากับภาพ หาตัวอักษรหรือค า บางค าจากนิทานต่อเติมตัวอักษรลงในบัตรค า บิงโกภาษา ลอตโตพยัญชนะกับค าวาดภาพและ แต่งเรื่องราวที่มีโครงเรื่องเดียวกับนิทาน (๑๙) การเห็นแบบอย่าง ของการเขียนที่ถูกต้อง สังเกตตัวอย่างการเขียนของครูในโอกาสต่างๆ เช่น เขียนข้อตกลงชั้นเรียน เขียนประกาศวัน ส าคัญ เขียนวันที่ เดือน ปี ค าบรรยายใต้ผลงาน ศิลปะของเด็ก เขียนบันทึกของเด็ก สังเกต ตัวอักษรหรือสัญลักษณ์ เช่น ป้ายชื่อครู ป้ายชื่อ ตนเอง ปฏิทินในชีวิตประจ าวัน (๒๐) การเขียนร่วมกัน ต ามโ อ ก า ส แ ล ะก า ร เขียนอิสระ เขียนร่วมกับครู เลียนแบบการเขียนของครู ร่วมกับครูลอกตัวอักษรหรือสัญลักษณ์จากบัตร ค าลงในสมุดนิทาน


๔๑ (๒๑) การเขียนค าที่มี ความหมายกับตัวเด็ก / ค าคุ้นเคย เขียนชื่อตนเอง เขียนค าที่คุ้นเคย เขียน สัญลักษณ์จากการอ่านนิทานเรื่องราว เนื้อเพลง ป้ายสัญลักษณ์ต่างๆ ร่วมกัน เขียนค าแต่งป้าย นิเทศ เขียนชื่อติดชั้นวางของส่วนตัว (๒๒) การคิดสะกดค า แ ล ะ เ ขี ย น เ พื่ อ สื่ อ ความหมายด้วยตนเอง อย่างอิสระ เขียนค าง่ายๆ ประกอบภาพตามความสนใจ เขียนชื่อตนเอง เขียนบัตรอวยพรโอกาสต่างๆ เขียนภาพนิทานหรือเรื่องนิทานอย่างอิสระตาม ความสนใจหรือความต้องการของเด็กไม่ใช่ ก าหนดโดยครู การคิดสะกดค าและเขียนอิสระ ของเด็กจึงมีการเขียนแบบลองผิดลองถูกของ เด็กเองซึ่งครูต้องไม่ต าหนิ/ลงโทษเมื่อเด็กเขียน ผิด ๑.๔.๒ การคิดรวบ ย อ ด ก า ร คิ ด เ ชิ ง เหตุผลการตัดสินใจ และแก้ปัญหา (๑) การสังเกตลักษณะ ส่ ว น ป ร ะ ก อ บ ก า ร เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง แ ล ะ ค ว า ม สั มพั น ธ์ ข อง สิ่ง ต่างๆ โดยใช้ประสาท สัมผัสอย่างเหมาะสม - ใช้ประสารทสัมผัสในการสังเกตและบอก ลักษณะหรือส่วนประกอบของสิ่งต่างๆ เช่น ร่างกายของตนเอง สัตว์ พืช สิ่งของเครื่องใช้ ดิน น้ า ท้องฟ้า บริเวณต่างๆ -สังเกตและบอกการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงของร่างกายมนุษย์ สัตว์ พืช เมื่อเจริญเติบโต การเปลี่ยนแปลงของลมฟ้า อากาศ การเปลี่ยนแปลงของวัตถุและสิ่งของ เครื่องใช้ -สังเกตและบอกความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ เช่น การน าสิ่งต่างๆมาใช้ประโยชน์ ความสัมพันธ์ ระหว่างการกระท าบางอย่างกับผลที่เกิดขึ้น เช่น ถ้ารับประทานอาหารแล้วไม่แปรงฟันฟันจะผุ ถ้าใส่น้ าตาลลงไปในน้ าแล้วน้ าตาลจะละลาย ถ้า ปล่อยสิ่งของจากที่สูงแล้วสิ่งของจะตกลงมา (๒) การสังเกตสิ่งต่างๆ และสถานที่จากมุมมองที่ ต่างกัน สังเกตสิ่งของ หรือส ารวจสถานที่ต่างๆ หรือ เล่นปีนป่ายเครื่องเล่นสนามลอดอุโมงค์ และ บอกหรือวาดภาพเกี่ยวกับลักษณะ พื้นที่ ระยะ ต าแหน่งของสิ่งของ สถานที่ หรือเครื่องเล่นจาก มุมมองต่างๆ (๓) การบอกและแสดง - ส ารวจสิ่งต่างๆที่อยู่ในบริเวณหนึ่ง เช่น สิ่งของ ที่อยู่บนโต๊ะ สิ่งของที่อยู่ในห้อง และบอกหรือ


๔๒ ต าแหน่ง วาดภาพแสดงต าแหน่ง ทิศทางหรือระยะทาง ของสิ่งนั้นๆ - ส ารวจสถานที่ต่างๆ ภาพถ่าย ภาพวาด หรือ เขียนแผนผังสถานที่นั้นๆแล้วน ารูปมาอธิบาย ต าแหน่ง ทิศทาง หรือระยะทางของสถานีที่ - เล่นเกมเกี่ยวกับมิติสัมพันธ์ เช่น วางสิ่งของใน ต าแหน่งที่ก าหนด บอกชื่อสิ่งของที่อยู่ใน ต าแหน่งที่ก าหนด บอกต าแหน่ง ทิศทางหรือ ระยะทางของสิ่งของที่ก าหนด ใช้ร่างกาย เคลื่อนที่ไปยังต าแหน่งหรือไปตามทิศทางที่ ก าหนด (๔) การเล่นกับสื่อต่างๆ ที่ เ ป็ น ท รง ก ล ม ท รง สี่ เ ห ลี่ ย ม มุ ม ฉ า ก ทรงกระบอก ทรงกรวย - เล่น ส ารวจ จ าแนกและบอกลักษณะสิ่งของ รอบตัวที่มีลักษณะเหมือนหรือคล้ายทรงกลม ทรงกระบอก ทรงสี่เหลี่ยมมุมฉาก และกรวย - เล่นส ารวจบอกสิ่งของรอบตัวที่มีลักษณะ เห มื อ นห รื อ ค ล้ า ย ภ า พ วง ก ล ม สี่ เ ห ลี่ ย ม สามเหลี่ยม วงรี - เล่นเกมจ าแนกภาพหรือสิ่งของที่มีลักษณะ เหมือนหรือคล้ายวงกลม สี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม และวงรี - ปั้นดินน้ ามันเป็นทรงกลม ทรงกระบอก ทรง สี่เหลี่ยม กรวย และตัดตามแนวนอน แนวตั้ง แนวเฉียง น าส่วนหน้าตัดไปพิมพ์ภาพ - วาดภาพ พับ ตัด ต่อเติมภาพ จากรูปวงกลม สี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม วงรี (๕) การคัดแยก การจัด กลุ่ม และการจ าแนกสิ่ง ต่างๆ ตามลักษณะและ รูปร่าง รูปทรง คัดแยก จ าแนก จัดกลุ่มสิ่งต่างๆ ตามลักษณะ รูปร่าง รูปทรง หรือตามเกณฑ์ต่างๆ ที่ก าหนด เช่น สัตว์ ผลไม้ ใบไม้ ดอกไม้ ดิน หิน ของเล่น สิ่งของเครื่องใช้รอบตัว (๖) การต่อของชิ้นเล็ก เติมในชิ้นใหญ่ให้สมบูรณ์ และการแยกชิ้นส่วน - เล่นต่อ หรือประกอบชิ้นส่วนของของเล่นชิ้น เล็กให้เป็นชิ้นใหญ่ที่สมบูรณ์ตามเงื่อนไขที่ ก าหนดหรืตามจินตนาการ เช่น จิ๊กซอว์ไม้หมุด จิ๊กซอว์รูปภาพ ภาพตัดต่อ ตัวต่อ บล็อก และ แยกชิ้นส่วนของเล่นเก็บเข้าที่ - ประดิษฐ์ชิ้นงานจากวัสดุต่างๆ ที่เป็นชิ้นเล็กให้ เป็นชิ้นใหญ่ เช่น ร้อยลูกปัด ร้อยดอกไม้ ร้อย วัสดุต่างๆ สร้างภาพจากวัสดุธรรมชาติหรือเศษ


๔๓ วัสดุรอบตัว (๗) การท าซ้ า การต่อเติม และการสร้างแบบรูป - ส ารวจหารูปแบบจากสิ่งต่างๆ เช่น ลวดลาย บนเสื้อผ้าหรือสิ่งของเครื่องใช้ ลวดลายบน กระเบื้องปูพื้นหรือผนังห้องในเรื่องสี ลวดลาย ขนาด รูปร่าง รูปทรง และแบบรูปจากท่าทาง เสียง - วางแบบรูปให้เหมือนต้นแบบ หรือต่อเติมจาก ที่ก าหนด หรือสร้างแบบรูปใหม่ขึ้นเอง โดยการ เล่นเกมใช้ของจริง เช่น วางบล็อก ไม้ไอศกรีม ใบไม้ เปลือกหอย ฝาขวด หรือวัสดุอื่นๆ ให้เป็น แบบรูป และโดยการสร้างชิ้นงานหรือวิธีการ ภายใต้เงื่อนไขที่ก าหนด เช่น ร้อยลูกปัด ร้อย ดอกไม้ ท าโมบาย ท าท่าทาง สร้างเสียง (๘) การนับและแสดง จ านวนของสิ่งต่างๆ ใน ชีวิตประจ าวัน - ร้องเพลงหรือท่องค าคล้องจองที่เกี่ยวกับชื่อ เรียกจ านวน - นับปากเปล่าในกิจวัตรประจ าวัน เช่น นับ ขณะที่รอการเข้าแถวหรือนั่งที่ให้เรียบร้อย นับ เพื่อให้เวลากับการเก็บของเข้าที่ นับเพื่อเตรียม ตัวออกจากจุดเริ่มต้นขณะเล่นเกม นับสิ่งต่างๆ เช่น นับเพื่อนในกลุ่ม นับขนมในจาน นับของ เล่น นับสิ่งของเครื่องใช้ - หยิบหรือแสดงสิ่งต่างๆตามจ านวนที่ก าหนด เช่น หยิบจาน แก้วน้ า ผลไม้ ดินสอ ดินน้ ามัน (๙) การเปรียบเทียบและ เรียงล าดับจ านวนของสิ่ง ต่างๆ - เปรียบเทียบจ านวนของสิ่งต่างๆ เช่น จ านวน เด็กชายกับเด็กหญิง จ านวนขนมกับจ านวนเด็ก จ านวนเด็กกับจ านวนเก้าอี้ หรือจ านวนแก้วกับ จ านวนยาสีฟัน โดยใช้การจับคู่กันและสังเกตว่า เท่ากันหรือไม่เท่ากันมากกว่าหรือน้อยกว่า - เรียงล าดับจ านวนของสิ่งต่างๆ เช่น จ าแนก ชนิดของบล็อกแล้วน ามาเรียงล าดับจ านวน โดย การจับคู่หนึ่งต่อหนึ่งและวางบล็อกแต่ละชนิด เรียงเป็นแถวเพื่อเรียงล าดับ ส ารวจและเก็บ ดอกไม้หรือใบไม้ชนิดต่างๆมาเรียงล าดับจ านวน (๑๐) การรวมและการ แยกสิ่งต่างๆ - น าสิ่งต่างๆสองกลุ่มมารวมเข้าด้วยกัน แล้ว บอกจ านวนที่เกิดจากการรวมของสิ่งนั้น เช่น รวมคนสองกลุ่มเข้าด้วยกันแล้วนับและบอก จ านวนทั้งหมด น าบล็อกสองกองมารวมกันแล้ว นับแล้วบอกจ านวนทั้งหมด


๔๔ - แยกกลุ่มย่อยของสิ่งต่างๆ ออกจากกลุ่มใหญ่ แล้วบอกจ านวนที่เหลือในกลุ่มใหญ่ เช่น แยก คนจ านวนหนึ่งออกจากกลุ่มใหญ่แล้วนับและ บอกจ านวนคนที่เหลือในกลุ่มใหญ่ แบ่งขนมให้ เพื่อนแล้วนับและบอกจ านวนที่เหลือในจาน หยิบสีเทียนจ านวนหนึ่งออกจากกล่องแล้วนับ จ านวนสีเทียนที่เหลือในกล่อง (๑๑) การบอกและแสดง อันดับที่ของสิ่งต่างๆ - บอกอันดับที่ตนเองหรือเพื่อนยืนอยู่ในแถว - ชี้ หยิบ หรือวางสิ่งของตามอันดับที่ที่ก าหนด - สนทนาและบอกเกี่ยวกับอันดับที่ใน ชีวิตประจ าวันหรือในกิจกรรม เช่น เป็นลูกคนที่ เท่าไหร่ของครอบครัว ใครมาถึงโรงเรียนอันดับ ที่หนึ่ง อันดับที่สอง อันดับที่สาม บอกอันดับที่ การเลือกมุมเล่น เช่น หนูเลือกเล่นมุมบล็อกเป็น กิจกรรมที่หนึ่งหรือสอง (๑๒) ลงข้อสรุปสิ่งที่ ค้นพบหรือสิ่งที่ได้เรียนรู้ - เล่นในมุมบ้านหรือเล่นบทบาทสมมติร้านขาย ของ ชั่งน้ าหนักสิ่งต่างๆ เช่น ผลไม้ ขนม โดยใช้ ตาชั่งสองแขนอย่างง่ายและใช้วัสดุที่มีรูปร่าง ขนาดและน้ าหนักเท่ากันเป็นหน่วยในการช่าง น้ าหนัก เช่น ไม้บล็อก ลูกแก้ว เหรียญ - เล่นตวงทรายหรือน้ า โดยใช้ภาชนะต่างๆ เช่น ช้อน แก้ว ขวด และบอกปริมาตรของทรายหรือ น้ าที่ตวงตามจ านวนของภาชนะที่ใช้เป็นหน่วย ในการตวง - วัดความยาวหรือความสูงของสิ่งต่างๆโดย เลือกใช้สิ่งที่มีขนาดเท่ากันนพมาต่อกัน เช่น บล็อก ลวดเสียบกระดาษ หลอด ไม้ไอศกรีม หรือส่วนของร่างกาย เช่น ส่วนสูง แล้วบอก ความยาวหรือความสูงตามจ านวนของสิ่งของที่ น ามาใช้เป็นหน่วยในการวัด (๑๓) การชั่ง ตวง วัดสิ่ง ต่างๆ โดยใช้เครื่องมือ แ ล ะ ห น่ ว ย ที่ ไ ม่ ใ ช่ มาตรฐาน - จับคู่สิ่งต่างๆตามลักษณะที่สัมพันธ์กันหรือ ตามที่ก าหนด เช่น จับคู่สิ่งของที่เป็นของจริงที่ ใช่ร่วมกัน เช่น ช้อนกับส้อม จับคู่สิ่งที่เหมือนกัน เช่น ของเล่นที่มีลักษณะเหมือนกัน จับคู่สิ่งที่ แตกต่างกัน เช่น บล็อกที่แตกต่างกันเด็กผู้หญิง กับเด็กผู้ชาย จับคู่ภาพกับเงา จับคู่สัญลักษณ์ ตัวเลขกับสิ่งของที่มีจ านวนตรงกับตัวเลขนั้น - เปรียบเทียบและบอกความเหมือนและความ


๔๕ แตกต่างของลักษณะของสิ่งของสองสิ่ง เช่น สี รูปร่าง ผิวสัมผัส ส่วนประกอบของผลไม้ ดอกไม้ ต้นไม้ ใบไม้ สัตว์ วัตถุหรือสิ่งของเครื่องใช้ - เปรียบเทียบความยาวหรือความสูงของสิ่งของ สองสิ่งที่มีความยาวหรือความสูงแตกต่างกัน ชัดเจน - เปรียบเทียบของสองชิ้นที่มีน้ าหนักแตกต่างกัน อย่างชัดเจน เช่น ลูกฟุตบอลกับลูกเทนนิส ขวด ที่ใส่น้ าเต็มขวดกับขวดเปล่า โดยลองยกด้วยมือ แล้วบอกว่าสิ่งของชิ้นใดหนักหรือเบากว่า - สังเกตปละเปรียบเทียบปริมาตรของสิ่งของ เช่น ทราย น้ า แป้ง ที่อยู่ในภาชนะที่มีรูปร่าง เหมือนกัน ขนาดเท่ากันสองใบว่าสิ่งของใน ภาชนะใบไหนมีปริมาตรมากกว่าหรือน้อยกว่า โดยดูจากความสูงของสิ่งของในภาชนะ - เรียงล าดับความยาวหรือความสูง น้ าหนัก ปริมาตรของสิ่งของแต่ละชนิดตั้งแต่ ๓ สิ่งขึ้นไป เช่น เ รียง ล าดับค ว ามสูงของเด็ก ๓ คน เรียงล าดับของน้ าหนักผลไม้ ๓ ชนิด เรียงล าดับ ปริมาตรของน้ าที่อยู่ในภาชนะ ๓ ใบ (๑๔) การบอกและ เรียงล าดับกิจกรรมหรือ เหตุการณ์ตามช่วงเวลา เชื่อมโยงเวลากับการกระท าและเหตุการณ์ต่างๆ เช่น ทบทวนกิจวัตรประจ าวันและกิจกรรม ประจ าวันตามล าดับเวลา เล่นเกมเรียงล าดับ เหตุการณ์ตามช่วงเวลา เช่น กลางวัน กลางคืน ก่อน หลัง เช้า บ่าย เย็น เมื่อวานนี้ วันนี้ พรุ่งนี้ (๑๕) การใช้ภาษาทาง คณิตศาสตร์กับเหตุการณ์ ในชีวิตประจ าวัน - สังเกตเงินเหรียญและธนบัตรชนิดต่างๆเล่น เกมจ าแนกชนิดของเงินเล่นเกมขายของ จัด กิจกรรมตลาดนัดให้เด็กโดยฝึกการใช้เงินซื้อ และทอนเงิน - สนทนาร่วมกันเกี่ยวกับเหตุการณ์ใน ชีวิตประจ าวันจากเหตุการณ์จริงเรื่องเล่า หรือ นิท าน โ ด ยใ ช้ภ าษ าท างคณิตศ า ส ต ร์ใน เหตุการณ์ต่างๆ เช่น จ านวนเท่าไหร่ เท่ากัน ไม่ เท่ากัน มากกว่า น้อยกว่า มากที่สุด น้อยที่สุกด คนที่ อันดับที่ หรือล าดับที่ รวมกัน ทั้งหมด มากขึ้นหรือเพิ่มขึ้น หรือเยอะขึ้น แบ่งกันหรือ แยกกัน น้อยลงหรือลดลง เหลือ สั้น ยาว สูง


Click to View FlipBook Version