The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลักสูตรปฐมวัย-66

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by yimma.yo, 2023-05-28 10:22:10

หลักสูตรปฐมวัย-66

หลักสูตรปฐมวัย-66

๙๖ ๗. ความเพลิดเพลินสนุกสนาน ๘. การฝึกความจ า ๙. การแสดงออก ๑๐. เนื้อหาของหน่วยการสอน รูปแบบการเคลื่อนไหว ๑. การเคลื่อนไหวพื้นฐาน เป็นกิจกรรมที่ต้องฝึกทุกครั้งก่อนที่จะเริ่มฝึกกิจกรรมอื่นๆต่อไป ลักษณะการจัดกิจกรรมมีจุดเน้นในเรื่องจังหวะและการเคลื่อนไหวหรือท่าทางอย่างอิสระ การเคลื่อนไหว ตามธรรมชาติของเด็ก มี ๒ ประเภท ได้แก่ ๑.๑ การเคลื่อนไหวอยู่กับที่ เช่น ปรบมือ ผงกศีรษะ ขยิบตา ชันเข่า ขยับมือและแขน มือ และนิ้วมือ เท้าและปลายเท้า ๑.๒ การเคลื่อนไหวเคลื่อนที่ เช่น คลาน คืบ เดิน วิ่ง กระโดด ควบม้า ก้าวกระโดด เขย่งก้าวชิด ๒. การเคลื่อนไหวที่สัมพันธ์กับเนื้อหา เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้เคลื่อนไหวร่างกายโดยเน้นการ ทบทวนเรื่องที่ได้รับรู้จากกิจกรรมอื่นและน ามาสัมพันธ์กับสาระการเรียนรู้ หรือเรื่องอื่นๆที่เด็กสนใจ เช่น ๒.๑ การเคลื่อนไหวเลียนแบบ เป็นการเคลื่อนไหวเลียนแบบสิ่งต่างๆรอบตัว เช่น การ เลียนแบบท่าทางสัตว์ การเลียนแบบท่าทางคน การเลียนแบบเครื่องยนต์กลไกและเครื่องเล่น การเลียบ แบบปรากฏการธรรมชาติ ๒.๒ การเคลื่อนไหวตามบทเพลง เป็นการเคลื่อนไหวหรือท าท่าทางประกอบเพลง เช่น เพลงไก่ เพลงข้ามถนน เพลงสวัสดี ๒.๓ การท าท่าทางกายบริหารประกอบเพลงหรือค าคล้องจอง เป็นการเคลื่อนแบบกาย บริหาร อาจจะมีท่าทางไม่สัมพันธ์กับเนื้อหาของเพลงหรือค าคล้องจอง เช่น เพลงก ามือแบบมือ เพลงออก ก าลัง ค าคล้องจองฝนตกพร าพร า ๒.๔ การเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์ เป็นการเคลื่อนไหวที่ให้เด็กคิดสร้างสรรค์ท่าทางขึ้นเอง หรืออาจใช้ค าถามหรือค าสั่ง หรือใช้อุปกรณ์ประกอบ เช่น ห่างหวาย แถบผ้า ริบบิ้น ถุงทราย ๒.๕ การเคลื่อนไหวหรือการแสดงท่าทางตามค าบรรยายที่ครูเล่า หรือเรื่องราว หรือนิทาน ๒.๖ การเคลื่อนไหวหรือการแสดงท่าทางตามค าสั่ง เป็นการเคลื่อนไหวหรือท าท่าทางตาม ค าสั่งของครู เช่น การจัดกลุ่มตามจ านวน การท าท่าทางตามค าสั่ง ๒.๗ การเคลื่อนไหวหรือการแสดงท่าทางตามข้อตกลง เป็นการเคลื่อนไหวหรือท าท่าทาง ตามข้อตกลงที่ได้ตกลงไว้ก่อนเริ่มกิจกรรม ๒.๘ การเคลื่อนไหวหรือการแสดงท่าทางเป็นผู้น า ผู้ตาม เป็นการคิดท่าทางการเคลื่อนไหว อย่างสร้างสรรค์ของเด็กเองแล้วให้เพื่อนปฏิบัติตาม จากขอบข่ายของการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะข้างต้น ผู้สอนควรตระหนักถึงลักษณะของ การเคลื่อนไหวโดยการใช้ส่วนต่างๆของร่างกายให้ประสาทสัมพันธ์กันอย่างสมบูรณ์ ด้วยการเคลื่อนไหว ลักษณะช้า เร็ว นุ่มนวล ท าท่าทางขึงขัง ร่าเริง มีความสุข หรือโศกเศร้า เสียใจ และการเคลื่อนไหวใน ทิศทางที่แตกต่างกันเพื่อเป็นการฝึกให้เด็กได้เคลื่อนไหวที่อิสระโดยใช้บริเวณที่อยู่รอบๆตัวเด็ก ได้แก่ การ เคลื่อนไหวไปข้างหน้าและข้างหลัง ไปข้างซ้ายและข้างขวา เคลื่อนตัวขึ้นและลง หรือหมุนไปรอบตัว โดยให้ มีระดับของการเคลื่อนไหวสูง กลาง และต่ า ในบริเวณพื้นที่ที่เด็กต้องการเคลื่อนไหว สื่อกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ


๙๗ ๑.เครื่องเคาะจังหวะ เช่น ฉิ่ง เหล็กสามเหลี่ยม กรับ ร ามะนา กลอง ๒. อุปกรณ์ประกอบการเคลื่อนไหว เช่น หนังสือพิมพ์ ริบบิ้น แถบผ้า ห่วงหวาย ห่วงพลาสติก ฮูลาฮูบ ถุงทราย แนวการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ 1. เริ่มจากการท ากิจกรรมเคลื่อนไหวพื้นฐาน เพื่อเป็นการเตรียม โดยการแตะสัมผัสส่วนต่างๆ ของร่างกาย ส ารวจการใช้ส่วนต่างๆของร่างกายในการเคลื่อนไหว 2. อธิบายหรือสร้างข้อตกลงร่วมกันในการก าหนดสัญญาณ การใช้เครื่องให้จังหวะ และการ ก าหนดจังหวะ เช่น ข้อตกลงเกี่ยวกับสัญญาณและจังหวะ จะใช้เครื่องเคาะจังหวะเป็นการก าหนดจังหวะให้ สม่ าเสมอและชัดเจน อาจจะก าหนดดั้งนี้ ๒.๑ ให้จังหวะ ๑ ครั้ง สม่ าเสมอ แสดงว่า ให้เด็กเดินหรือเคลื่อนไหวไปเรื่อยๆตามจังหวะ ๒.๒ ให้จังหวะ ๒ ครั้งติดกัน แสดงว่า ให้เด็กหยุดการเคลื่อนไหว โดยเด็กจะต้องหยุดนิ่งจริงๆ หากก าลังอยู่ในท่าใด ก็ต้องหยุดนิ่งในท่านั้น จะเคลื่อนไหวหรือเปลี่ยนท่าไม่ได้ ๒.๓ ให้จังหวะรัว แสดงว่า ให้เด็กเคลื่อนไหวอย่างเร็ว หรือเคลื่อนที่เร็วขึ้นแต่ไม่ใช่การวิ่งและ ส่งเสียงดัง บางกิจกรรมอาจจะหมายถึงการเปลี่ยนต าแหน่ง การท าตามค าสั่ง หรือข้อตกลง ๓. ให้เด็กเคลื่อนไหวอย่างอิสระตามความคิด หรือจินตนาการของตนเอง โดยใช้ส่วนต่างๆของ ร่างกายให้มากที่สุด ในขณะเดียวกันต้องค านึงถึงองค์ประกอบพื้นฐานในการเคลื่อนไหว ได้แก่ การมช้ ร่างกายตนเอง การใช้พื้นที่ การเคลื่อนไหวอย่างมีอิสระ มีระดับและทิศทาง ๔. ให้เด็กทดลองปฏิบัติและปฏิบัติซ้ าเพื่อให้เด็กได้เคลื่อนไหวหลากหลายรูปแบบ ๕. หลังจากปฏิบัติกิจกรรมให้เด็กได้พักผ่อนตามอัธยาศัย โดยให้เด็กนั่งกับพื้นห้อง ผู้สอนเปิดเพลง เบาๆ ข้อเสนอแนะ 1. ควรเริ่มกิจกรรมการเคลื่อนไหวที่เป็นอิสระ และมีวิธีการที่ไม่ยุ่งยากมากนัก เช่น ให้เด็ก ได้กระจายอยู่ภายในห้องหรือบริเวณที่ฝึก และให้เคลื่อนไหวไปตามธรรมชาติของเด็ก 2. ควรให้เด็กได้แสดงออกด้วยตนเองอย่างอิสระและเป็นไปตามความนึกคิดของเด็กเองครูไม่ควร ชี้แนะ 3. ควรเปิดโอกาสให้เด็กคิดหาวิธีเคลื่อนไหว ทั้งที่ต้องเคลื่อนที่และไม่ต้องเคลื่อนที่เป็นรายบุคคล เป็นคู่เป็นกลุ่ม ตามล าดับและกลุ่มไม่ควรเกิน ๕-๖ คน 4. ควรใช้สิ่งของที่หาได้ง่าย เช่น ของเล่น กระดาษ หนังสือพิมพ์ เศษผ้า เชือก ท่อนไม้ ประกอบการเคลื่อนไหวและการให้จังหวะ 5. ควรก าหนดจังหวะและสัญญาณนัดหมายในการเคลื่อนไหวต่างๆหรือเปลี่ยนท่าหรือหยุดให้ เด็กทราบเมื่อท ากิจกรรมทุกครั้ง เช่น เมื่อให้จังหวะ ๑ จังหวะ ให้เด็กท าท่า ๑ ท่า ฯลฯ 6. ควรสร้างบรรยากาศอย่างอิสระ ช่วยให้เด็กรู้สึกอบอุ่น เพลิดเพลิน และรู้สึกสบายและ สนุกสนาน 7. ควรจัดให้มีรูปแบบของการเคลื่อนไหวที่หลากหลาย เพื่อช่วยให้เด็กสนใจมากขึ้น 8. กรณีเด็กไม่เข้าร่วมกิจกรรม ครูไม่ควรใช้วิธีบังคับ ควรให้เวลาและโน้มน้าวให้เด็กสนใจเข้าร่วม กิจกรรมด้วยความสมัครใจ ๙. หลังจากเด็กได้ท ากิจกรรมแล้ว ต้องให้เด็กได้พักและผ่อนคลายอริยาบถ โดยเปิดเพลงจังหวะ ช้าๆเบาๆ


๙๘ ๑๐. การจัดกิจกรรมควรจัดตามตารางกิจวัตประจ าวัน และควรจัดให้เป็นที่น่าสนใจ เกิดความ สนุกสนาน ๒. กิจกรรมเสริมประสบการณ์/กิจกรรมในวงกลม กิจกรรมเสริมประสบการณ์/กิจกรรมในวงกลม เป็นกิจกรรมที่มุ่งเน้นให้เด็กได้พัฒนาทักษะการ เรียนรู้ มีทักษะการฟัง การพูด การอ่าน การสังเกต การคิดแก้ปัญหา การใช้เหตุผล โดยการฝึกปฏิบัติ ร่วมกันและการท างานเป็นกลุ่ม ทั้งกลุ่มย่อยและกลุ่มใหญ่ เพื่อให้เกิดควานคิดรวบยอดเกี่ยวเรื่องที่ได้เรียนรู้ สอดคล้องกับจุดประสงค์ดังนี้ จุดประสงค์ ๑. เพื่อให้เด็กเข้าใจเนื้อหาและเรื่องราวในหน่วยการจัดประสบการณ์ ๒. เพื่อฝึกการใช้ภาษาในการฟัง พูด และการถ่ายทอดเรื่องราว ๓. เพื่อฝึกมารยาทในการฟัง การพูด ๔. เพื่อฝึกความมีระเบียบวินัย ๕. เพื่อให้เด็กเรียนรู้ผ่านการสังเกต เปรียบเทียบ ๖. เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดรวบยอด การคิดแก้ปัญหาและตัดสินใจ ๗. เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้วิธีแสวงหาความรู้ เกิดการเรียนรู้จากการค้นพบด้วยตนเอง ๘. เพื่อฝึกให้กล้าแสดงความคิดเห็น ร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผลและยอมรับฟังความ คิดเห็นของผู้อื่น ๙. เพื่อฝึกให้มีลักษณะนิสัยใฝ่รู้ใฝ่เรียน ๑๐. เพื่อฝึกลักษณะนิสัยให้มีคุณธรรม จริยธรรม ขอบข่ายสาระของกิจกรรมเสริมประสบการณ์/กิจกรรมวงกลม สาระที่ควรเรียนรู้ สาระในส่วนนี้ก าหนดเฉพาะหัวข้อไม่มีรายละเอียด ทั้งนี้เพื่อประสงค์จะให้ ผู้สอนสามารถก าหนดรายละเอียดขึ้นเองให้สอดคล้องกับวัย ความต้องการ ความสนใจของเด็ก อาจยืดหยุ่น ได้โดยค านึงถึงประสบการณ์ และสิ่งแวดล้อมในชีวิตจริงของเด็ก ผู้สอนสามารถน าสาระที่ควรเรียนรู้มา บูรณาการจัดประสบการณ์ต่างๆให้ง่ายต่อการเรียนรู้ ทั้งนี้มิได้ประสงค์ให้เด็กท่องจ าเนื้อหา แต่ต้องการให้ เด็กเกิดแนวคิดหลังจากน าสาระการเรียนรู้นั้นๆมาจัดประสบการณ์ให้เด็กเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายที่ก าหนด ไว้ นอกจากนี้สาระที่ควรเรียนรู้ยังใช้เป็นแนวทางช่วยผู้สอนก าหนดรายละเอียดและความยากง่ายของ เนื้อหาให้เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก สาระที่ควรเรียนรู้ประกอบด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเด็ก เรื่องราว เกี่ยวกับบุคคลและสถานที่แวดล้อมเด็ก ธรรมชาติรอบตัว และสิ่งต่างๆรอบตัวเด็ก ดังนี้เรื่องราวเกี่ยวกับตัว เด็ก เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับชื่อ นามสกุล รูปร่างหน้าตา อวัยวะต่างๆ วิธีระวังรักษาร่างกายให้สะอาดและมี สุขภาพอนามัยที่ดี การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การรักษาความปลอดภัยของตนเอง รวมทั้งการ ปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างปลอดภัย การรู้จักประวัติความเป็นมาของตนเองและครอบครัว การปฏิบัติตนเป็น สมาชิกที่ดีของครอบครัวและโรงเรียน การเคารพสิทธิของตนเองและผู้อื่น การรู้จักแสดงความคิดเห็นของ ตนเองและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น การก ากับตนเอง การเล่นและท าสิ่งต่างๆด้วยตนเองตามล าพังหรือ กับอื่น การแสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกอย่างเหมาะสม การแสดงมารยาทที่ดี การมีคุณธรรม จริยธรรม ๑. เรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่แวดล้อมเด็ก เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับครอบครัว สถานศึกษา ชุมชน และบุคคลต่างๆที่เด็กต้องเกี่ยวข้องหรือใกล้ชิดหรือมีปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจ าวัน สถานที่ส าคัญ วันส าคัญ อาชีพของคนในชุมชน ศาสนา แหล่งวัฒนธรรมในชุมชน สัญลักษณ์ส าคัญของชาติ


๙๙ ไทย และการปฏิบัติตามวัฒนธรรมในท้องถิ่นและความเป็นไทย หรือแหล่งเรียนรู้จากภูมิปัญญาท้องถิ่นอื่นๆ ๒. ธรรมชาติรอบตัว เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับชื่อ ลักษณะ ส่วนประกอบ การเปลี่ยนแปลงและ ความสัมพันธ์ของมนุษย์ สัตว์ พืช ตลอดจรการเรียนรู้เกี่ยวกับดิน น้ า ท้องฟ้า สภาพอากาศ ภัยธรรมชาติ แรงและพลังงานในชีวิตประจ าวันที่แวดล้อมเด็ก รวมทั้งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการรักษาสาธารณ สมบัติ ๓. สิ่งต่างๆรอบตัวเด็ก เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ภาษาเพื่อสื่อความหมายในชีวิตประจ าวัน ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการใช้หนังสือและตัวหนังสือ รู้จักชื่อ ลักษณะ สี ผิวสัมผัส ขนาด รูปร่าง รูปทรง ปริมาตร น้ าหนัก จ านวน ส่วนประกอบ การเปลี่ยนแปลงและความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆรอบตัว เวลา เงิน ประโยชน์การใช้งาน และการเลือกใช้สิ่งของเครื่องใช้ ยานพาหนะ การคมนาคม เทคโนโลยีและการสื่อสาร ต่างๆ ที่ใช้อยู่ในชีวิตประจ าวันอย่างประหยัด ปลอดภัยและรักษาสิ่งแวดล้อม สื่อกิจกรรมเสริมประสบการณ์/กิจกรรมในวงกลม 1. สื่อของจริงที่อยู่ใกล้ตัวและสื่อจากธรรมชาติหรือวัสดุท้องถิ่น เช่น ต้นไม้ ใบไม้ เปลือกหอย เสื้อผ้า 2. สื่อที่จ าลองขึ้น เช่น ต้นไม้ ตุ๊กตาสัตว์ 3. สื่อประเภทภาพ เช่น ภาพพลิก ภาพโปสเตอร์ หนังสือภาพ 4. สื่อ เทคโนโลยี เช่น เครื่องบันทึกเสียง เครื่องขยายเสียง โทรศัพท์ แม่เหล็ก แว่นขยาย เครื่องชั่ง กล้องถ่ายรูปดิจิตอล 5. สื่อแหล่งเรียนรู้ เช่น แหล่งเรียนรู้ภายในและนอกสถานศึกษา เช่น แปลงเกษตร สวนผัก สมุนไพร ร้านค้า สวนสัตว์ แหล่งประกอบการในท้องถิ่น แนวการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์-กิจกรรมในวงกลม การจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์/กิจกรรมในวงกลม จัดได้หลายวิธี ได้แก่ 1. การสนทนาหรือการอภิปราย เป็นการพูดคุย ซักถามระหว่างเด็กกับครู หรือเด็กกับเด็ก เป็น การส่งเสริมพัฒนาการทางงภาษาด้านการพูดและการฟัง โดยการก าหนดประเด็นในการสนทนาหรือ อภิปรายเด็กจะได้แสดงความคิดเห็นและยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ครูหรือผู้สอนเปิดโอกาสให้เด็ก ซักถาม โดยใช้ค าถามกระตุ้นหรือเล่าประสบการณ์ที่แปลกใหม่ น าเสนอปัญหาที่ท้าทายความคิด การ ยกตัวอย่าง การใช้สื่อประกอบการสนทนาหรือการอภิปรายควรใช้สื่อของจริง ของจ าลอง รูปภาพ หรือ สถานการณ์จ าลอง 2. การเล่านิทานและการอ่านนิทาน เป็นกิจกรรมที่ครูหรือผู้สอนเล่าหรืออ่านเรื่องราวจากนิทาน โดยการใช้น้ าเสียงประกอบการเล่าแตกต่างตามบุคลิกของตัวละคร ซึ่งครูหรือผู้สอนควนเลือกสาระของ นิทานให้เหมาะสมกับวัย สื่อที่ใช้อาจเป็นหนังสือนิทาน หนังสือ แผ่นภาพ หุ่นมือ หุ่นนิ้วมือ หรือการแสดง ท่าทางประกอบการเล่าเรื่อง โดยครูใช้ค าถามเพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ เช่น ในนิทานเรื่องนี้มีตัวละครอะไรบ้าง เหตุการณ์ในนิทานเรื่องนี้เกิดขึ้นที่ไหน เวลาใด หรือ ล าดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในนิทาน นิทานเรื่องนี้มี ปัญหาอะไรบ้าง และเด็กๆชอบเหตุการณ์ใดในนิทานเรื่องนี้มากที่สุด ๓. การสาธิต เป็นกิจกรรมที่เด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง โดยแสดงหรือท าสิ่งที่ต้องการให้ เด็กได้สังเกตและเรียนรู้ตามขั้นตอนของกิจกรรมนั้นๆ และเด็กได้อภิปรายและร่วมกันสรุปการเรียนรู้ การ สาธิตในบางครั้งอาจให้เด็กอาสาสมัครเป็นผู้สาธิตร่วมกับครูหรือผู้สอน เพื่อน าไปสู่การปฏิบัติจริงด้วยตนเอง เช่น การเพาะเมล็ด การประกอบอาหาร การเป่าลูกโป่ง การเล่นเกมการศึกษา


๑๐๐ ๔. การทดลอง/การปฏิบัติ เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง จากการลงมือปฏิบัติ ทดลอง การติดแก้ปัญหา มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะคณิตศาสตร์ ทักษะภาษา ส่งเสริมให้ เด็กเกิดข้อสงสัย สืบค้นค าตอบด้วยตนเอง ผ่านการวิเคราะห์ สังเคราะห์อย่างง่าย สรุปผลการทดลอง อภิปรายผลการทดลอง และสรุปการเรียนรู้ โยกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์ง่ายๆ เช่น การเลี้ยงหนอน ผีเสื้อ การปลูกพืช ฝึกการสังเกตการณ์ไหลของน้ า ๕. การประกอบอาหาร เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการทดลองโดยเปิดโอกาสให้เด็กได้ ลงมือทดลองและปฏิบัติด้วยตนเองเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของผัก เนื้อสัตว์ ผลไม้ด้วยวิธการต่างๆ เช่น ต้ม นึ่ง ผัด ทอด หรือการรับประทานสด เด็กจะได้รับประสบการณ์จากการสังเกตการเปลี่ยนแปลงของ อาหาร การรับรู้รสชาติและกลิ่นของอาหาร ด้วยการใช้ประสาทสัมผัสและการท างานร่วมกัน เช่นการ ท าอาหารจากไข่ ๖. การเพาะปลูก เป็นกิจกรรมที่เน้นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ซึ่งเด็กจะได้ เรียนรู้การบูรณาการจะท าให้เด็กได้รีบประสบการณ์โดยท าความเข้าใจความต้องการของสิ่งมีชีวิตในโลก และช่วยให้เด็กเข้าใจความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่รอบตัวโดยการสังเกต เปรียบเทียบ และการคิดอย่าง มีเหตุผล ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้ค้นพบและเรียนรู้ด้วยตนเอง ๗. การศึกษานอกสถานที่ เป็นการจัดกิจกรรมทัศนศึกษาที่ให้เด็กได้เรียนรู้สภาพความเป็นจริงนอก ห้องเรียน จากแหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษา หรือแหล่งเรียนรู้ในชุมชน เช่น ห้องสมุด สวนสมุนไพร วัด ไปรษณีย์ พิพิธภัณฑ์ เพื่อเป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์เรียนรู้แก่เด็ก โดยครูและเด็กร่วมกันวางแผนศึกษา สิ่งที่ต้องการเรียนรู้ การเดินทาง และสรุปผลการเรียนรู้ที่ได้จากการไปศึกษานอกสถานที่ ๘. การเล่นบทบาทสมมติ เป็นกิจกรรมให้เด็กสมมติตนเองเป็นตัวละคร และแสดงบทบาทต่างๆ ตามเนื้อเรื่องในนิทาน เรื่องราวหรือสถานการณ์ต่างๆโดยใช้ความรู้สึกในการแสดง เพื่อให้เด็กเข้าใจเรื่องราว ความรู้สึกและพฤติกรรมของตนเองและผู้อื่นๆควรใช้สื่อประกอบการเล่นสมมติ เช่น หุ่นสวมศีรษะ ที่คาด ศีรษะรูปคนและสัตว์รูปแบบต่างๆ เครื่องแต่งกาย และอุปกรณ์ของจริงชนิดต่างๆ ๙. การร้องเพลงท่องค าคล้องจอง เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับภาษา จังหวะ และการ แสดงท่าทางให้สัมพันธ์กับเนื้อหาของเพลงหรือค าคล้องจอง ครูหรือผู้สอนควรเลือกให้เหมาะสมกับวัยของ เด็ก ๑๐. การเล่นเกม เป็นกิจกรรมที่น าเกมการเรียนรู้เพื่อฝึกทักษะการคิด การแก้ปัญหา และการ ท างานเป็นกลุ่ม เกมที่น ามาเล่นไม่ควรเน้นการแข่งขัน ๑๑. การแสดงละคร เป็นกิจกรรมที่เด็กจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการล าดับเรื่องราว การเรียงล าดับ เหตุการณ์ หรือเรื่องราวจากนิทาน การใช้ภาษาในการสื่อสารของตัวละคร เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้และท าความ เข้าใจบุคลิก ลักษณะของตัวละครที่เด็กสวมบทบาท สื่อที่ใช้ เช่น ชุดการแสดงที่สอดคล้องกับบทบาทที่ ได้รับ บทสนทนาที่เด็กใช้ฝึกสนทนาประกอบการแสดง ๑๒. การใช้สถานการณ์จ าลอง เป็นกิจกรรมที่เด็กได้เรียนรู้แนวทางการปฏิบัติตนเมื่ออยู่ใน สถานการณ์ที่ครูหรือผู้สอนก าหนด เพื่อให้เด็กได้ฝึกการแก้ปัญหา เช่น น้ าท่วม โรคระบาด พบคนแปลก หน้า ข้อเสนอแนะ ๑. การจัดกิจกรรมควรให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง ใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าและมีโอกาสค้นพบ ตัวเองให้มากที่สุด ๒. ผู้สอนควรยอมรับความคิดเห็นที่หลากหลายของเด็กและให้โอกาสเด็กได้ฝึกคิดและแสดงความ


๑๐๑ คิดเห็น ฝึกตั้งสังเกต ๓. การจัดกิจกรรมเชิญวิทยากรมาให้ความรู้เพิ่มเติม เพื่อช่วยให้เด็กสนใจและสนุกสนานยิ่งขึ้น ๔. ในที่เด็กท ากิจกรรม หรือหลังจากท ากิจกรรมเสร็จแล้ว ผู้สอนควรใช้ค าถามปลายเปิดที่ชวนให้ เด็กคิด หลีกเลี่ยงการค าถามที่มีค าตอบ “ใช่” “ไม่ใช่” หรือมีค าถามให้เด็กเลือกและผู้สอนควรให้เวลากับ เด็กคิดค าตอบ ๕. ช่วงระยะเวลาที่จัดกิจกรรมสามารถยืดหยุ่นได้ตามความเหมาะสม โดยค านึงถึงความสนใจของ เด็กและความเหมาะสมของกิจกรรมนั้นๆ เช่น กิจกรรมการศึกษานอกสถานที่ การประกอบอาหาร การ ปลูกพืช อาจใช้เวลานานกว่าที่ก าหนดไว้ ๖. ควนสรุปสิ่งต่างๆที่ได้เรียนรู้ให้เด็กเข้าใจ ซึ่งครูหรือผู้สอน อาจใช้ค าถาม เพลง ค าคล้องจอง เกมการเรียนรู้ แผนภูมิ แผนผังกราฟฟิก ฯลฯ เพื่อน าไปใช้ในชีวิตประจ าวัน ๓. กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ กิจกรรมสร้างสรรค์เป็นกิจกรรมที่มุ่งพัฒนาการกระบวนการคิด การรับรู้เกี่ยวกับความงาม และ ส่งเสริมกระตุ้นให้เด็กแสดงออกทางอารมณ์ ความรู้สึก ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และจินตนาการ โยใช้ กิจกรรมศิลปะหรือกิจกรรมอื่นที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กแต่ละวัยและสอดคล้องกับจุดประสงค์ดังนี้ จุดประสงค์ ๑. เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อมือ และตาให้ประสานสัมพันธ์กัน ๒. เพื่อให้เด็กเกิดความเพลิดเพลิน ชื่นชมในสิ่งที่สวยงาม ๓. เพื่อส่งเสริมการปรับตัวในการท างานร่วมกับผู้อื่น ๔. เพื่อส่งเสริมการแสดงออกและความมั่นใจในตนเอง ๕. เพื่อส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และทักษะทางสังคม ๖. เพื่อส่งเสริมทักษะทางภาษา ๗. เพื่อฝึกทักษะการสังเกต และการแก้ปัญหา ๘. เพื่อส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และจินตนาการ ขอบข่ายการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ การจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ ประกอบด้วย ๑. การวาดภาพและการระบายสี เช่น การวาดภาพด้วยสีเทียน หรือสีไม้ การวาดภาพด้วยสีน้ า ๒. การเล่นกับสีน้ า เช่น การหยดสี การเทสี การเป่าสี ละเลงสีด้วยนิ้วมือ ๓. การพิมพ์ภาพ เช่น การพิมพ์ภาพด้วยพืช การพิมพ์ภาพด้วยวัสดุต่างๆ ๔. การปั้น เช่น การปั้นดินเหนียว การปั้นแป้งปั้น การปั้นดินน้ ามัน การปั้นแป้งขนมปัง ๕. การพับ ฉีก ตัด ปะ เช่น การพับใบตอง การฉีกกระดาษเส้น การตัดภาพต่างๆ ๖. การประติดวัสดุ ๗. การประดิษฐ์ เช่น การประดิษฐ์เศษวัสดุ การร้อย การสาน สื่อกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ๑. การวามดภาพและระบายสี ๑.๑ สีเทียนแท่งใหญ่ สีไม้ สีชอล์ก สีน้ า ๑.๒ พู่กันขนาดใหญ่ (ประมาณเบอร์ ๑๒) ๑.๓ กระดาษ


๑๐๒ ๑.๔ เสื้อคลุม หรือผ้ากันเปื้อน ๒. การเล่นกับสี ๒.๑ การเป่าสี มี กระดาษ หลอดกาแฟ สีน้ า ๒.๒ การหยดสี มีกระดาษ หลอดกาแฟ พู่กัน สีน้ า ๒.๓ การพับสี มี กระดาษ สีน้ า พู่กัน ๒.๔ การเทสี มี กระดาษ สีน้ า ๒.๕ การละเลงสี มี กระดาษ สีน้ า แป้งเปียก ๓. การพิมพ์ภาพ ๓.๑ แม่พิมพ์ต่างๆจากของจริง เช่น นิ้วมือ ใบไม้ ก้านกล้วย ๓.๒ แม่พิมพ์จากวัสดุอื่นๆ เชือก เส้นด้าย ตรายาง ๓.๓ กระดาษ ผ้าเช็ดมือ สีโปสเตอร์ (สีน้ า สีฝุ่น) ฯลฯ) ๔. การปั้น เช่น ดินน้ ามัน ดินเหนียว แป้งโดว์ แผ่นรองปั้น แม่พิมพ์รูปต่างๆ ไม้นวดแป้ง ๕. การพับ ฉีก ตัดปะ เช่น กระดาษ หรือวัสดุอื่นๆที่จะใช้พับ ฉีก ตัด ปะ กรรไกรขนาดเล็ก ปลายมน กาวน้ าหรือแป้งเปียก ผ้าเช็ดมือ ๖. การประดิษฐ์เศษวัสดุ เช่น เศษวัสดุต่างๆ มีกล่องกระดาษ แกนกระดาษ เศษผ้า เศษไหม กาว กรรไกร สี ผ้าเช็ดมือ ๗. การร้อย เช่น ลูกปัด หลอดกาแฟ หลอดด้าย ๘. การสาน เช่น กระดาษ ใบตอง ใบมะพร้าว แนวการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ๑. เตรียมจัดโต๊ะและอุปกรณ์ให้พร้อม และเพียงพอก่อนท ากิจกรรม โดยจัดไว้หลายๆกิจกรรมและ อย่างน้อย ๓-๕ กิจกรรม เพื่อให้เด็กมีอิสระในการเลือกท ากิจกรรมที่สนใจ ๒. ควรสร้างข้อตกลงในการท ากิจกรรม เพื่อฝึกให้เด็กมีวินัยในการอยู่ร่วมกัน ๓. การจัดให้เด็กท ากิจกรรม ควรให้เด็กเลือกท ากิจกรรมอย่างมีระเบียบ และทยอยเข้ากิจกรรมโย จัดโต๊ะละ ๕-๖ คน ๔.การเปลี่ยนแปลงและหมุนเวียนท ากิจกรรม ต้องสร้างข้อตกลงกับเด็กให้ชัดเจน เช่น หาก กิจกรรมใดมีเพื่อครบจ านวนที่ก าหนดแล้ว ให้คอยจนกว่าจะมีที่ว่าง หรือให้ท ากิจกรรมอื่นก่อน ๕. กิจกรรมใดเป็นกิจกรรมใหม่ หรือการใช้วัสดุ อุปกรณ์ใหม่ ครูจะต้องอธิบายวิธีการท า วิธีการใช้ วิธีการท าความสะอาด และการเก็บของเข้าที่ ๖. เมื่อท างานเสร็จหรือหมดเวลา ควรเตือนให้เด็กเก็บวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้เข้าที่และ ช่วยกันดูแลห้องให้สะอาด ข้อเสนอแนะ ๑. ควรจัดการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ให้เด็กท าทุกวัน วันละ ๓-๕ กิจกรรม และให้เด็กเลือก ท าอย่างน้อย ๑-๒ กิจกรรมตามความสนใจ ควรเน้นกระบวนการทางศิลปะของเด็กและไม่เน้นให้เด็กท า เหมือนกันทั้งห้อง ๒. การจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ ควรพยายามหาวัสดุท้องถิ่นมาใช้ก่อนเป็นอันดับแรก ๓. ก่อนให้เด็กท ากิจกรรม ต้องอธิบายวิธีการใช้วัสดุที่ถูกต้องให้เด็กทราบพร้อมทั้งสาธิตให้เด็กดู จนเข้าใจ เช่น การใช้พู่กันหรือกาว จะต้องปาดพู่กันหรือกาวนั้นกับขอบพยัญชนะที่ใส่ เพื่อไม่ให้กาวหรือสี ไหลเลอะเทอะ


๑๐๓ ๔. ควรให้เด็กท ากิจกรรมอิสระ หรือเป็นกลุ่มย่อย เพื่อฝึกการวางแผนและการท างานร่วมกับผู้อื่น ๕. ควรแสดงความสนใจ และชื่นชมผลงานของเด็กทุกคน และน าผลงานของเด็กทุกคนหมุนเวียน จัดแสดงที่ป้ายนิเทศ ๖. หากพบว่าเด็กคนใดสนใจท ากิจกรรมเดียวทุกครั้ง ควรชักชวนให้เปลี่ยนท ากิจกรรมอื่นบ้าง เพราะกิจกรรมสร้างสรรค์แต่ละประเภทพัฒนาเด็กแต่ละด้านแตกต่างกัน และเมื่อเด็กท าตามที่แนะน าได้ ควรให้แรงเสริมทางบวกทุกครั้ง ๗. เมื่อเด็กท างานเสร็จ ควรให้เล่าเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่ท าหรือวาดภาพ โดยเขียนด้วยตัวบรรจงและ ให้เด็กเห็นลีลามือในการเขียนที่ถูกต้อง ๘. เก็บผลงานชิ้นที่แสดงความก้าวหน้าของเด็กเป็นรายบุคคลเพื่อเป็นข้อมูลสังเกตพัฒนาการของ เด็ก ๔. กิจกรรมการเล่นตามมุม กิจกรรมการเล่นตามมุม เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กเล่นอิสระตามมุมเล่น หรือมุม ประสบการณ์ หรือก าหนดเป็นพื้นที่เล่นที่จัดไว้ในห้องเรียน ซึ่งพื้นที่หรือมุมต่างๆเหล่านี้ เด็กมีโอกาสเลือก เล่นได้อย่างเสรีตามความสนใจและความต้องการของเด็ก ทั้งเป็นรายบุคคลและกลุ่มย่อย เด็กอาจจะเลือก ท ากิจกรรมที่ครูจัดเสริมขึ้น เช่น เกมการศึกษา เครื่องเล่นสัมผัส โยจัดให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ จุดประสงค์ ๑. เพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อใหญ่ กล้ามเนื้อเล็ก และการประสานสัมพันธ์ ระหว่างมือกับตา ๒. เพื่อส่งเสริมให้รู้จักปรับตัวอยู่ร่วมกับผู้อื่น มีวินัยเชิงบวก รู้จักการรอคอย เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และให้อภัย ๓. เพื่อส่งเสริมให้เด็กมีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน ครู และสิ่งแวดล้อม ๔. เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางภาษา ๕. เพื่อส่งเสริมให้เด็กมีนิสัยรักการอ่าน ๖. เพื่อส่งเสริมให้เด็กเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองจากการส ารวจ การสังเกต และการทดลอง ๗. เพื่อส่งเสริมให้เด็กเกิดความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ ๘. เพื่อส่งเสริมการคิดแก้ปัญหา การคิดอย่างมีเหตุผลเหมาะสมกับวัย ๙. เพื่อส่งเสริมให้เด็กฝึกคิด วางแผน และตัดสินใจการท ากิจกรรม ๑๐ เพื่อส่งเสริมให้มีทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ๑๑. เพื่อฝึกการท างานร่วมกัน ความรับผิดชอบ และระเบียบวินัย ขอบข่ายของการจัดกิจกรรมการเล่นตามมุม ๑. เปิดโอกาสให้เด็กเลือกท าศิลปะสร้างสรรค์และเล่นตามมุมเล่นในช่วงเวลาเดียวกันอย่าง อิสระ ๒. การจัดมุมเล่นหรือมุมประสบการณ์ ควรจัดอย่างน้อย ๓-๕ มุม ดังตัวอย่างมุมเล่นหรือ มุมประสบการณ์ ๒.๑ มุมบล็อก เป็นมุมที่ส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับมิติสัมพันธ์เกี่ยวการสร้าง ๒.๒ มุมหนังสือ เป็นมุมที่เด็กเรียนรู้ เกี่ยวกับภาษา จากการฟัง การพูด การอ่าน การ เล่านิทาน หรือการยืม-คืน หนังสือ


๑๐๔ ๒.๓ มุมวิทยาศาสตร์หรือมุมธรรมชาติศึกษา เป็นมุมที่เด็กได้เรียนรู้ธรรมชาติรอบตัว ผ่านการเล่นทดลองอย่างง่าย ๒.๔ มุมเครื่องเล่นสัมผัส เป็นมุมที่เด็กได้ฝึกประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา การ สร้างสรรค์ เช่น การร้อย การสานการต่อเข้า การถอดออก ฯลฯ ๒.๕ มุมบทบาทสมมติ เป็นมุมที่เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับบทบาทของแต่ละอาชีพหรือแต่ละ หน้าที่ที่เด็กเลียนแบบบทบาท สื่อกิจกรรมการเล่นตามมุม ๑. มุมบทบาทสมมติอาจจัดเป็นมุมเล่นต่างๆ เช่น ๑.๑ มุมบ้าน ๑) ของเล่นเครื่องใช้ในครัวขนาดเล็ก หรือของจ าลอง เช่น เตา กระทะ ครก กาน้ า เขียง มีด พลาสติก หม้อ จาน ช้อน ถ้วยชาม กะละมัง ๒) เครื่องเล่นตุ๊กตา เสื้อผ้าตุ๊กตา เปลเด็ก ตุ๊กตา ๓) เครื่องแต่งบ้านจ าลอง เช่น ชุดรับแขก โต๊ะเครื่องแป้ง หมอนอิง หวี ตลับแป้ง กระจกขนาดเห็นเต็มตัว ๔) เครื่องแต่งกายบุคคลอาชีพต่างๆที่ใช้แล้ว เช่น ชุดเครื่องแบบทหาร ต ารวจ ชุด เสื้อผ้าผู้ใหญ่ชายและหญิง รองเท้ากระเป๋าถือที่ไม่ใช้แล้ว ๕) โทรศัพท์ เตารีดจ าลอง ที่รีดผ้าจ าลอง ๖) ภาพถ่ายและรายการอาหาร ๑.๒ มุมหมอ ๑) เครื่องเล่นจ าลองแบบเครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์การรักษาผู้ป่วย เช่น หูฟัง เสื้อ คลุมหมอ ๒) อุปกรณ์ส าหรับการเรียนแบบบันทึกข้อมูลผู้ป่วย เช่น กระดาษ ดินสอ ๓) เครื่องชั่งน้ าหนัก วัดส่วนสูง ๑.๓ มุมร้านค้า ๑) กล่องหรือขวดผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ใช้แล้ว ๒) ผลไม้จ าลอง ผักจ าลอง ๓) อุปกรณ์ประกอบการเล่น เช่น เครื่องคิดเลข ลูกคิด ธนบัตรจ าลอง ๔) ป้ายชื่อร้าน ๕) ป้ายชื่อผลไม้ ผักจ าลอง ๒. มุมบล็อก ๒.๑. ไม้บล็อกหรือแท่งไม้ที่มีขนาดและรูปทรงต่างๆกัน เช่น บล็อกตัว บล็อกโต๊ะ จ านวน ตั้งแต่ ๑๐๐ ชิ้นขึ้นไป ๒.๒. ของเล่นจ าลอง เช่น รถยนต์ เครื่องบิน รถไฟ คน สัตว์ ต้นไม้ ๒.๓. ภาพถ่ายต่างๆ ๒.๔. ที่จัดเก็บไม้บล็อกหรือแท่งไม้อาจเป็นชั้น ลังไม้หรือพลาสติก แยกตามรูปทรง ขนาด ๓. มุมหนังสื่อ ๓.๑.หนังสือภาพนิทาน หนังสือภาพที่มีค าและประโยคสั้นๆพร้อมภาพ ๓.๒. ชั้นหรือที่วางหนังสือ


๑๐๕ ๓.๓. อุปกรณ์ต่างๆที่ใช้สร้างบรรยากาศการอ่าน เช่น เสื่อ พรม หมอน ๓.๔. สมุดเซ็นยืมหนังสือกลับบ้าน ๓.๕. อุปกรณ์ส าหรับการเขียน ๓.๖. อุปกรณ์เสริม เช่น เครื่องเสียง แผ่นนิทานพร้อมหนังสือนิทาน หูฟัง ๔. มุมวิทยาศาสตร์ หรือมุมธรรมชาติศึกษา ๔.๑ วัสดุต่างๆจากธรรมชาติ เช่น เมล็ดพืชต่างๆ เปลือกหอย ดิน หิน แร่ ฯลฯ ๔.๒ เครื่องมือเครื่องใช้ในการส ารวจ สังเกต ทดลอง เช่น แว่นขยาย แม่เหล็ก เข็มทิศ เครื่องชั่ง แนวการจัดกิจกรรมเล่นตามมุม ๑. แนะน ามุมเล่นใหม่ เสนอแนะวิธีใช้ การเล่นของเล่นบางชนิด ๒. เด็กและครูร่วมกันสร้างข้อตกลงเกี่ยวกับการเล่น ๓. ครูเปิดโอกาสให้เด็กคิด วางแผน ตัดสินใจเลือกเล่นอย่างอิสระ เลือกท ากิจกรรมที่จัดขึ้น ตามความสนใจของเด็กแต่ละคน ๔. ขณะเด็กเล่น/ท างาน ครูอาจชี้แนะ หรือมีส่วนร่วมในการเล่นกับเด็กได้ ๕. เด็กต้องการความช่วยเหลือและคอยสังเกตพฤติกรรมการเล่นของเด็กพร้อมทั้งจดบันทึก พฤติกรรมที่น่าสนใจ ๖. เตือนให้เด็กทราบล่วงหน้าก่อนหมดเวลาเล่น ประมาณ ๓-๕ นาที ๗. ให้เด็กเก็บของเล่นเข้าที่ให้เรียบร้อยทุกครั้งเมื่อเสร็จสิ้นกิจกรรม ข้อเสนอแนะ ๑. ขณะเด็กเล่น ครูต้องสังเกตความสนใจในการเล่นของเด็ก หากพบว่ามุมใด เด็กส่วนใหญ่ ไม่สนใจที่จะเล่นควรเปลี่ยนหรือจัดสื่อในมุมเล่นใหม่ เช่น มุมบ้าน อาจดัดแปลงหรือเพิ่มเติม หรือ เปลี่ยนเป็นมุมร้านค้า มุมเสริมสวย มุมหมอ ฯลฯ ๒. หากมุมใดมีจ านวนเด็กในมุมมากเกินไปควรเปิดโอกาสให้เด็กเลือกเล่นมุมใหม่ ๓. หากเด็กเลือกมุมเล่นมุมเดียวเป็นระยะเวลานาน ควรชักชวนให้เด็กเลือกมุมอื่นๆด้วย เพื่อให้เด็กมีประสบการณ์เรียนรู้ในด้านอื่นๆด้วย ๔. การจัดสื่อหรือเครื่องเล่นในแต่ละมุม ควรมีการท าความสะอาด หรือสับเปลี่ยนหรือ เพิ่มเติมเป็นระยะโยค านึงถึงล าดับขั้นการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้ที่หลากหลาย ๕. กิจกรรมการเล่นกลางแจ้ง กิจกรรมการเล่นกลางแจ้ง เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้มีโอกาสออกไปนอกห้องเรียน เพื่อ เคลื่อนไหวร่างกายออกก าลัง และแสดงออกอย่างอิสระ โดยยึดความสนใจและความสามารถของเด็กแต่ละ คนเป็นหลักโยจัดให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ ดังนี้ จุดประสงค์ ๑. เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อใหญ่ กล้ามเนื้อเล็ก และการประสานสัมพันธ์ระหว่างอวัยวะต่างๆ ๒. เพื่อส่งเสริมให้มีร่างกายแข็งแรง สุขภาพดี ๓. เพื่อส่งเริมให้เกิดความสนุกสนาน ผ่อนคลายความเครียด ๔. เพื่อปรับตัว เล่นและท างานร่วมกับผู้อื่น


๑๐๖ ๕. เพื่อเรียนรู้การระมัดระวัง รักษาความปลอดภัยทั้งของตนเองและของผู้อื่น ๖. เพื่อฝึกการตัดสินใจ และแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง ๗. เพื่อส่งเสริมให้มีความอยากรู้อยากเห็นสิ่งต่างๆที่แวดล้อมรอบตัว ๘. เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ต่างๆ เช่น การสังเกต การเปรียบเทียบ จ าแนก ฯลฯ ขอบข่ายของกิจกรรมการเล่นกลางแจ้ง ลักษณะกิจกรรมการเล่นกลางแจ้งที่ครูควรจัดให้เด็กเล่น ได้แก่ ๑. การเล่นเครื่องเล่นสนาม เครื่องเล่นสนาม หมายถึง เครื่องเล่นที่อาจเป็นปีนป่าย หมุน ซึ่งท าออกมาในรูปแบบ ต่างๆเ ๑) เครื่องเล่นส าหรับปีนป่าย หรือตาข่ายส าหรับปีนเล่น ๒) เครื่องเล่นส าหรับโยกหรือไกว เช่น ม้าไม้ ชิงช้า ม้านั่งโยก ไม้กระดก ๓) เครื่องเล่นส าหรับหมุน เช่น ม้าหมุน พวงมาลัยรถส าหรับหมุนเล่น ๔) ราวโหนขนาดเล็กส าหรับเด็ก ๕) ต้นไม้ส าหรับเดินทรงตัว หรือไม้กระดานแผ่นเดียว ๖) เครื่องเล่นประเภทล้อเลื่อน เช่น รถสามล้อ รถลากจูง ๒. การเล่นทราย ทรายเป็นสิ่งที่เด็กๆชอบเล่น ทั้งทรายแห้ง ทรายเปียก น ามาก่อเป็นรูปต่างๆได้และ สามารถน าวัสดุอื่นมาประกอบการเล่นตกแต่งได้ เช่น กิ่งไม้ ดอกไม้ เปลือกหอย พิมพ์ขนม ที่ตักทราย ปกติบ่อทรายจะอยู่กลางแจ้ง โยอาจจัดให้อยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้หรือสร้างหลังคาท า ขอบกั้น เพื่อมิให้ทรายกระจัดกระจาย บางโอกาสอาจพรมน้ าให้ชื้นเพื่อเด็กจะได้ก่อเล่น นอกจากนี้ ควรมี วิธการปิดกั้นมิให้สัตว์เลี้ยงลงไปท าความสกปรกในบ่าทรายได้ ๓. การเล่นน้ า เด็กทั่วไปชอบเล่นน้ ามาก การเล่นน้ านอกจากสร้างความพอใจและคลายความเครียด ให้เด็กได้แล้วยังท าให้เด็กเกิดการเรียนรู้อีกด้วย เช่น เรียนรู้ทักษะการสังเกต จ าแนกเปรียบเทียบปริมาตร อุปกรณ์ที่ใส่น้ าอาจเป็นถังที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะหรืออ่างน้ าวางบนขาตั้งที่มั่นคง ความ สูงพอที่เด็กจะยืนได้พอดี และควรมีผ้าพลาสติกกันเสื้อผ้าเปียกให้เด็กใช้คลุมระหว่างเล่น ๔. การเล่นสมมติในบ้านตุ๊กตาหรือบ้านจ าลอง เป็นบ้านจ าลองส าหรับให้เด็กเล่น จ าลองจากบ้านจริงๆอาจท าด้วยเศษวัสดุประเภท ผ้าใบ กระสอบป่าน ของจริงที่ไม่ใช้แล้ว เช่น หม้อ เตา ชาม อ่าง เตารีด เครื่องครัว ตุ๊กตาสมมติเป็นบุคคล ในครอบครัว เสื้อผ้าผู้ใหญ่ที่ไม่ใช้แล้วส าหรับผลัดเปลี่ยน มีการตกแต่งบริเวณใกล้เคียงให้เหมือนบ้านจริงๆ บางครั้งอาจจัดเป็นร้านขายของ สถานที่ท างานต่างๆเพื่อให้เด็กเล่นสมมตตามจินตนาการของเด็กเอง ๕. การเล่นในมุมช่างไม้ เด็กต้องการออกแรงเคาะ ตอก กิจกรรมการเล่นในมุมช่างไม้นี้จะช่วยในการพัฒนา กล้ามเนื้อให้แข็งแรง ช่วยฝึกการใช้มือและการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา นอกจากนี้ยังฝึกให้รักงาน และส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์อีกด้วย ๖. การเล่นเกมการละเล่น กิจกรรมการเล่นเกมการละเล่นที่จัดให้เด็กเล่น เช่น เกมการละเล่นของไทย เกม การละเล่นของท้องถิ่น เช่น มอญซ่อนผ้า รีรีข้าวสาร แม่งู โพงพาง ฯลฯ การละเล่นเหล่านี้ ต้องใช้บริเวณที่


๑๐๗ กว้าง การเล่นอาจเล่นเป็นกลุ่มเล็ก/กลุ่มใหญ่ก็ได้ ก่อนเล่นครูอธิบายกติกาและสาธิตให้เด็กเข้าใจ ไม่ควรน า เกมการละเล่นที่มีกติกายุ่งยากและเน้นการแข่งขันแพ้ชนะ มาจัดกิจกรรมให้กับเด็กวัยนี้ เพราะเด็กจะเกิด ความเครียดและสร้างความรู้สึกที่ไม่ดีต่อตนเอง สื่อกิจกรรมการเล่นกลางแจ้ง ๑. การเล่นเครื่องเล่นสนาม เครื่องเล่นสนาม หมายถึง เครื่องเล่นที่เด็กอาจปีนป่าย หมุน ซึ่งท าออกมาในรูปแบบต่างๆ เช่น ๑.๑ เครื่องเล่นส าหรับปีนป่าย หรือตาข่ายส าหรับปีนเล่น ๑.๒ เครื่องเล่นส าหรับโยกหรือไกว เช่น ม้าไม้ ชิงช้า ม้านั่งโยก ไม้กระดก ๑.๓ เครื่องเล่นส าหรับหมุน เช่น ม้าหมุน พวงมาลัยรถส าหรับหมุนเล่น ๑.๔ ราวโหนขนาดเล็กส าหรับเด็ก ๑.๕ ต้นไม้ส าหรับเดินทรงตัว หรือไม้กระดานแผ่นเดียว ๑.๖ เครื่องเล่นประเภทล้อเลื่อน เช่น รถสามล้อ รถลากจูง ๒. การเล่นทราย ทรายเป็นสิ่งที่เด็กๆชอบเล่น ทั้งทรายแห้ง ทรายเปียก น ามาก่อเป็นรูปต่างๆได้และ สามารถน าวัสดุอื่นมาประกอบการเล่นตกแต่งได้ เช่น กิ่งไม้ ดอกไม้ เปลือกหอย พิมพ์ขนม ที่ตักทราย ปกติบ่อทรายจะอยู่กลางแจ้ง โยอาจจัดให้อยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้หรือสร้างหลังคาท า ขอบกั้น เพื่อมิให้ทรายกระจัดกระจาย บางโอกาสอาจพรมน้ าให้ชื้นเพื่อเด็กจะได้ก่อเล่น นอกจากนี้ ควรมี วิธการปิดกั้นมิให้สัตว์เลี้ยงลงไปท าความสกปรกในบ่าทรายได้ ๓. การเล่นน้ า เด็กทั่วไปชอบเล่นน้ ามาก การเล่นน้ านอกจากสร้างความพอใจและคลายความเครียด ให้เด็กได้แล้วยังท าให้เด็กเกิดการเรียนรู้อีกด้วย เช่น เรียนรู้ทักษะการสังเกต จ าแนกเปรียบเทียบปริมาตร อุปกรณ์ที่ใส่น้ าอาจเป็นถังที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะหรืออ่างน้ าวางบนขาตั้งที่มั่นคง ความ สูงพอที่เด็กจะยืนได้พอดี และควรมีผ้าพลาสติกกันเสื้อผ้าเปียกให้เด็กใช้คลุมระหว่างเล่น ๔. การเล่นสมมติในบ้านตุ๊กตาหรือบ้านจ าลอง เป็นบ้านจ าลองส าหรับให้เด็กเล่น จ าลองจากบ้านจริงๆอาจท าด้วยเศษวัสดุประเภท ผ้าใบ กระสอบป่าน ของจริงที่ไม่ใช้แล้ว เช่น หม้อ เตา ชาม อ่าง เตารีด เครื่องครัว ตุ๊กตาสมมติเป็นบุคคล ในครอบครัว เสื้อผ้าผู้ใหญ่ที่ไม่ใช้แล้วส าหรับผลัดเปลี่ยน มีการตกแต่งบริเวณใกล้เคียงให้เหมือนบ้านจริงๆ บางครั้งอาจจัดเป็นร้านขายของ สถานที่ท างานต่างๆเพื่อให้เด็กเล่นสมมตตามจินตนาการของเด็กเอง ๕ การเล่นในมุมช่างไม้ เด็กต้องการออกแรงเคาะ ตอก กิจกรรมการเล่นในมุมช่างไม้นี้จะช่วยในการพัฒนา กล้ามเนื้อให้แข็งแรง ช่วยฝึกการใช้มือและการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา นอกจากนี้ยังฝึกให้รักงาน และส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์อีกด้วย ๖. การเล่นเกมการละเล่น กิจกรรมการเล่นเกมการละเล่นที่จัดให้เด็กเล่น เช่น เกมการละเล่นของไทย เกม การละเล่นของท้องถิ่น เช่น มอญซ่อนผ้า รีรีข้าวสาร แม่งู โพงพาง ฯลฯ การละเล่นเหล่านี้ ต้องใช้บริเวณที่ กว้าง การเล่นอาจเล่นเป็นกลุ่มเล็ก/กลุ่มใหญ่ก็ได้ ก่อนเล่นครูอธิบายกติกาและสาธิตให้เด็กเข้าใจ ไม่ควรน า


๑๐๘ เกมการละเล่นที่มีกติกายุ่งยากและเน้นการแข่งขันแพ้ชนะ มาจัดกิจกรรมให้กับเด็กวัยนี้ เพราะเด็กจะเกิด ความเครียดและสร้างความรู้สึกที่ไม่ดีต่อตนเอง แนวการจัดกิจกรรม ๑. เด็กและครูร่วมกันสร้างข้อตกลง ๒. จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ประกอบการเล่นให้พร้อม ๓. สาธิตการเล่นเครื่องสนามบางชนิด ๔. ให้เด็กเลือกเล่นอิสระตามความสนใจและให้เวลาเล่นนานพอควร ๕ ครูควรจัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับวัย (ไม่ควรจัดกิจกรรมพลศึกษา) เช่น การเล่นน้ า เล่น ทราย เล่นบ้านตุ๊กตา เล่นในมุมช่างไม้ เล่นบล็อกลวง เครื่องเล่นสนาม เกมการละเล่น เล่นอุปกรณ์กีฬา ส าหรับเด็ก เล่นเครื่องเล่นประเภทล้อเลื่อน เล่นของเล่นพื้นบ้าน (เดินกะลา ฯลฯ) ๖. ขณะเด็กเล่นครูควรดูแลความปลอดภัยและสังเกตพฤติกรรมการเล่น การอยู่ร่วมกันกับเพื่อ ของเด็กอย่างใกล้ชิด ๗. เมื่อหมดเวลาควรให้เด็กเก็บของใช้หรือของเล่นให้เรียบร้อย ๘. ให้เด็กท าความสะอาดร่างกายและดูแลเครื่องแต่งกายให้เรียบร้อยหลังเล่น ข้อเสนอแนะ ๑. หมั่นตรวจตราเครื่องเล่นสนามและอุปกรณ์ประกอบให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัยและใช้การ ได้ดีอยู่เสมอ ๒. ให้โอกาสเด็กเลือกเล่นกลางแจ้งอย่างอิสระทุกวัน อย่างน้อยวันละ ๓๐ นาที ๓. ขณะเด็กเล่นกลางแจ้ง ครูต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อระมัดระวังความปลอดภัยในการ เล่น หากพบว่าเด็กแสดงอารมณ์เหนื่อย อ่อนล้า ควรให้เด็กหยุด ๔. ไม่ควรน ากิจกรรมพลศึกษาส าหรับเด็กประถมศึกษามาใช้สอนกับเด็กระดับปฐมวัยเพราะ ยังไม่เหมาะสมกับวัย ๕. หลังจากเลิกกิจกรรมกลางแจ้ง ควรให้เด็กได้พักผ่อนหรือนั่งพัก ไม่ควรให้เด็กรับประทาน อาหารกลาวงวันหรือดื่มนมทันที เพราะอาจท าให้เด็กอาเจียน เกิดอาการจุกแน่นได้ ๖. เกมการศึกษา เกมการศึกษา (Didactic games) เป็นเกมที่ช่วยพัฒนาสติปัญญาช่วยส่งเสริมให้เด็กเกิดการ เรียนรู้เป็นพื้นฐานการศึกษา มีเกณฑ์กติกาง่ายๆเด็กสามารถเล่นคนเดียวหรือเล่นเป็นกลุ่มได้ ช่วยให้เด็ก สังเกต คิดหาเหตุผลและเกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสี รูปร่าง จ านวน ประเภท และความสัมพันธ์ เกี่ยวกับพื้นที่ ระยะ เกทการศึกษาที่เหมาะสมจะช่วยฝึกทักษะความพร้อมทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาส าหรับเด็กวัย ๓-๖ ปี มีจุดประสงค์ ดังนี้ จุดประสงค์ ๑. เพื่อฝึกทักษะการสังเกต จ าแนก และเปรียบเทียบ ๒. เพื่อฝึกการแยกประเภท การจัดหมวดหมู่ ๓. เพื่อส่งเสริมการคิดหาเหตุผล และตัดสินใจแก้ปัญหา ๔. เพื่อส่งเสริมให้เด็กเกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งที่ได้รู้ ๕. เพื่อส่งเสริมการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา ๖. เพื่อปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมต่างๆ เช่น ความรับผิดชอบ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่


๑๐๙ ปะเภทของเกมการศึกษา ๑. เกมจับคู่ เช่น จับคู่ภาพเหมือน จับคู่ภาพกับเงา จับคู่ภาพที่ซ่อนอยู่ในภาพหลัก จับคู่ภาพที่ มีความสัมพันธ์กัน จับคู่ภาพสัมพันธ์แบบตรงกันข้าม จับคู่ภาพที่สมมาตร จับคู่ภาพแบบอนุกรม ฯลฯ ๒. เกมต่อภาพให้สมบูรณ์ (Jigsaws)หรือภาพตัดต่อ ๓. เกมวางภาพต่อปลาย(โดมิโน) ๔. เกมเรียงล าดับ ๕. เกมการจัดหมวดหมู่ ๖. เกมการศึกษารายละเอียดของภาพ (ลอตโต้) ๗. เกมจับคู่แบบตารางสัมพันธ์ (เมตริกเกม) ๘. เกมพื้นฐานการบวก ๙. เกมหาความสัมพันธ์ตามล าดับที่ก าหนด สื่อเกมการศึกษา ๑. เกมจับคู่ เพื่อให้เด็กได้ฝึกสังเกตสิ่งที่เหมือนกันหรือต่างกันซึ่งอาจเป็นการเปรียบเทียบภาพต่างๆ แล้วจัดเป็นคู่ๆตามจุดมุ่งหมายของเกมแต่ละชุด เกมประเภทจับคู่นี้สามารถแบ่งได้หลายอย่าง ดังนี้ ๑.๑ เกมจับคู่ภาพที่เหมือนกันหรือสิ่งของเดียวกัน ๑.๒ เกมจับคู่ภาพสิ่งที่มีความสัมพันธ์กัน ๑.๓ เกมจับคู่ภาพชิ้นส่วนที่หายไป ๑.๔ เกมจับคู้ภาพที่สมมาตรกัน ๑.๕ เกมจับคู่ภาพที่สัมพันธ์กันแบบอุปมาอุปมัย ๒. เกมภาพตัดต่อ ๒.๑ ภาพตัดต่อที่สัมพันธ์กับหน่วยการเรียนต่างๆ เช่น ผลไม้ ผัก ๒.๒ ภาพตัดต่อแบบมิติสัมพันธ์ ๓. เกมจัดหมวดหมู่ ๓.๑ ภาพสิ่งต่างๆน ามาจัดเป็นพวกๆ ๓.๒ ภาพเกี่ยวกับประเภทของใช้ในชีวิตประจ าวัน ๓.๓ ภาพจัดหมวดหมู่ตามรูปร่าง สี ขนาด รูปทรงเรขาคณิต ๔. เกมภาพต่อปลาย (โดมิโน) ๔.๑ โดมิโนภาพเหมือน ๔.๒ โดมิโนสัมพันธ์ ๕. เกมเรียงล าดับ ๕.๑ เรียงล าดับภาพเหตุการณ์ต่อเนื่อง ๕.๒ เรียงล าดับขนาด ๖. เกมศึกษารายละเอียดของภาพ (ลอตโต) ๗. เกมจับคู่แบบตารามสัมพันธ์ (เมตริกเกม) ๘. เกมพื้นฐานการบวก แนวการจัดกิจรรมเกมการศึกษา ๑. แนะน ากิจกรรมใหม่


๑๑๐ ๒. สาธิต/อธิบาย วิธีเล่นเกมอย่างมีขั้นตอนตามประเภทของเกม ๓. ให้เด็กหมุนเวียนเข้ามาเล่นเป็นกลุ่มหรือรายบุคคล ๔. ขณะที่เด็กเล่นเกมครูเป็นเพียงผู้แนะน า ๕. เมื่อเด็กเล่นเกมแต่ละชุดเสร็จเรียบร้อย ควรให้เด็กตรวจสอบความถูกต้องด้วยตนเอง หรือร่วมกันตรวจกับเพื่อน หรือครูเป็นผู้ช่วยตรวจ ๖. ให้เด็กน าเกมที่เล่นแล้วเก็บใส่กล่อง เข้าที่ให้เรียบร้อยทุกครั้งก่อนเริ่มเกมชุดอื่น ข้อเสนอแนะ ๑. การจัดประสบการณ์เกมการศึกษาในระยะแรก ควรเริ่มสอนโยใช้ของจริง เช่น การจับคู่ กระป๋องแป้งที่เหมือนกัน หรือการเรียงล าดับกระป๋องแป้งตามล าดับสูง-ต่ า ๒. การเล่นเกมในแต่ละวัน อาจจัดให้เล่นทั้งเกมชุดใหม่และเกมชุดเก่า ๓. ครูอาจให้เด็กหมุนเวียนเข้ามาเล่นเกมกับครูทีละกลุ่ม หรือสอนทั้งชั้นตามความ เหมาะสม ๔. ครูอาจให้เด็กที่เล่นได้แล้ว มาช่วยแนะน ากติกาการเล่นในบางโอกาสได้ ๕. การเล่นเกมการศึกษา นอกจากใช้เวลาในช่วงกิจกรรมเกมการศึกษาตามตารางกิจกรรม ประจ าวันแล้วอาจให้เด็กเลือกเล่นอิสระในช่วงเวลากิจกรรมการเล่นตามมุมได้ ๖. การเก็บเกมที่เล่นแล้ว อาจเก็บใส่กล่องเล็กๆหรือใส่ถุงพลาสติกหรือใช้ยางรัดแยกแต่ละ เกม แล้วจัดใส่กล่องใหญ่รวมไว้เป็นชุด ๑๑. การจัดสภาพแวดล้อม สื่อ และแหล่งเรียนรู้ การจัดสภาพแวดล้อม การจัดสภาพแวดล้อมส าหรับเด็กปฐมวัย มีความส าคัญอย่างยิ่งเพราะมีผลต่อการเสริมสร้าง พัฒนาการของเด็กทุกด้านอันได้แก่ พัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม และสติปัญญา ช่วยให้เด็ก ได้รับประสบการณ์ตรง ได้เรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง ๕ ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ในการเข้าสังคม และอยู่ ร่วมกับบุคลอื่นซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการใช้ชีวิตต่อไปในสังคม ช่วยกระตุ้นให้เด็กเกิดความอยากรู้อยากเห็น ค้นคว้า ทดลอง สังเกต คิดหาเหตุผล และแก้ปัญหา ซึ่งเป็นพื้นฐานของกระบวนการคิดของเด็กต่อไปใน อนาคต สิ่งแวดล้อมที่ได้รับการวางแผนเป็นอย่างดีจะเปิดโอกาสให้เด็กได้พัฒนาความรู้สึกของความเป็น อิสระ การเป็นตัวของตัวเองและประสบความส าเร็จ ขณะเดียวกันเด็กก็ได้เรียนรู้ขอบเขตความสามารถของ ตนเองอีกด้วย ดังนั้น การจัดเตรียมสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกชั้นเรียนได้อย่างเหมาะสม ถือเป็นส่วน ส าคัญที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมและการเรียนรู้ของเด็ก สิ่งแวดล้อมเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนการ สอนที่จะช่วยให้ครูบรรลุวัตถุประสงค์ และเป้าหมายที่ตั้งไว้ ดังนั้นสถานศึกษาจึงมีความจ าเป็นที่จะต้องวาง แผนการจัดสภาพแวดล้อมอย่างเหมาะสมกับสภาพและความต้องการของหลักสูตร เพื่อส่งผลให้บรรลุ จุดหมายในการพัฒนาเด็ก การจัดสภาพแวดล้อมจะต้องค านึงถึงสิ่งต่อไปนี้ 1. ความสะอาด ความปลอดภัย 2. ความมีอิสระอย่างมีขอบเขตมรการเล่น


๑๑๑ 3. ความสะดวกในการท ากิจกรรม 4. ความพร้อมของสถานที่ เช่น ห้องเรียน ห้องน้ า สนามเด็กเล่น ฯลฯ 5. ความเพียงพอ เหมาะสมในเรื่องขนาด น้ าหนัก จ านวน สีของสื่อและเครื่องเล่น 6. บรรยากาศในการเรียนรู้ การจัดที่เล่นและมุมประสบการณ์ต่างๆ ๑.การจัดสภาพแวดล้อมในชั้นเรียน ห้องเรียนส าหรับเด็กปฐมวัยควรมีขนาดใหญ่ ทั้งนี้เพราะเด็กต้องการเนื้อที่ในการท างาน เคลื่อนไหว และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้โดยไม่รู้สึกอึดอัด พื้นที่ในการใช้สื่อต่างๆ ส ารวจ เล่นก่อสร้าง และ แก้ปัญหา พื้นที่ในการเคลื่อนไหว พื้นที่ส่วนตัว พื้นที่ส าหรับเล่นคนเดียวและเล่นกับผู้อื่น พื้นที่เก็บของใช้ ส่วนตัว และจัดแสดงผลงาน การจัดสภาพแวดล้อมในห้องเรียนควรยืดหยุ่นได้ และมีชีวิตชีวา ภายใน ห้องเรียนจัดเป็นศูนย์การเรียนหรือมุมต่างๆ อาทิ มุมนิทาน มุมบทบาทสมมติ มุมบล็อก มุมศิลปะ มุมดนตรี มุมวิทยาศาสตร์ มุมคณิตศาสตร์ เป็นต้น เด็กปฐมวัยจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดโดยผ่านการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมรอบตัว ด้วยการลงมือกระท า เด็กจึงต้องการพื้นที่ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ พื้นที่ส าหรับผู้ใหญ่ที่จะร่วมเล่นและสนับสนุนความสนใจของเด็ก การจัดแบ่งพื้นที่ภายในห้องเรียนจะประกอบด้วย ๖ ส่วน ดังนี้ พื้นที่เก็บของใช้ส่วนตัวของเด็ก เช่น ผ้ากันเปื้อน แปรงสีฟัน แก้วน ้า ฯลฯ อาจจะเป็นตู้ยาวแยก เป็นช่องรายบุคคล หรือชั้นวางของเป็นช่องๆ โดยมีชื่อเด็กติดแสดงความเป็นเจ้าของ ๒. พื้นที่กิจกรรมกลุ่มใหญ่ เช่น กิจกรรมฟังนิทาน ร้องเพลงเคลื่อนไหว ฯลฯ ที่ท าร่วมกันทั้งชั้น เรียน ๓. พื้นที่กิจกรรมกลุ่มย่อย เช่น กิจกรรมศิลปะร่วมมือ กิจกรรมท าหนังสือนิทานร่วมกันเป็นกลุ่ม ย่อย กิจกรรมเรียนรู้เกี่ยวกับทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ฯลฯ โดยสมาชิกกลุ่มที่ เหมาะสม คือ ๔-๖ คน ทั้งนี้เพื่อครูจะได้มีโอกาสปฏิสัมพันธ์ได้ใกล้ชิดและทั่วถึงมากขึ้น ๔. พื้นที่ส าหรับมุมเล่น ได้ก าหนดให้มีมุมพื้นฐาน ๕ มุม ประกอบด้วย มุมหนังสือ มุมบล็อก มุม บ้าน มุมศิลปะ และมุมของเล่นซึ่งหมายถึงเครื่องเล่นสัมผัส เกมและของเล่นบนโต๊ะ ทั้งนี้ หลักการเรียกชื่อ มุมต่างๆ ด้วยภาษาที่เด็กเข้าใจ จะไม่ใช้ภาษาซึ่งเป็นนามธรรมมากๆ เช่น มุมบทบาทสมมติ มุมเครื่องเล่น สัมผัส นอกจากนี้ มุมเล่นต้องเปลี่ยนแปลงไปตามความสนใจของเด็ก เช่น เมื่อเด็กเกิดความสนใจ หลากหลายมุมบ้านก็อาจปรับเปลี่ยนเป็นมุมร้านเสริมสวยมุมหมอ หรือมุมร้านค้าได้ตามบริบทของสิ่งที่เด็ก สนใจในขณะนั้น มุมเหล่านี้โรงเรียนได้จัดให้มีของเล่นไว้เพียงพอต่อความต้องการของเด็ก โดยมีการ ผลัดเปลี่ยนของเล่นตามมุมทุกสัปดาห์ และให้เด็กมีส่วนร่วมในการจัดมุมของเล่น มุมต่างๆ ที่โรงเรียนจัดให้ เด็ก ๕. พื้นที่เก็บของใช้ครู เช่น หนังสือ คู่มือครู เอกสารโปรแกรมสื่อการสอนส่วนรวมของชั้นเรียน เช่น วัสดุศิลปะต่าง ๆ เป็นต้น ๖. พื้นที่การจัดแสดงผลงานและการเก็บของ - จัดให้มีที่แสดงผลงานเสนอภาพเขียน หรืองานหัตถกรรมเด็กๆ - จัดที่แสดงให้น่าสนใจและสดชื่น - ให้เด็กเห็นของแปลกๆใหม่ๆที่เด็กไม่เคยเห็น - ส่งเสริมให้เด็กๆรู้จักเลือกสรรว่าจะท าอะไร จัดแสดงอะไร ฯลฯ - กระตุ้นให้เกิดความรู้อยากเห็น


๑๑๒ - สอนให้รู้จักจัดของเป็นกลุ่ม และเลือกของออกมาใช้ตามความต้องการ - สร้างนิสัยในการเก็บของให้เป็นที่เป็นทาง * รูปแบบการจัดพื้นที่ ภายในห้องเรียน จัดได้หลายลักษณะ ขึ้นอยู่กับการใช้งานแต่ละประเภท การจัดเก็บ (Storage) ๑. สื่อที่เหมือนกันจัดเก็บหรือจัดวางไว้ด้วยกัน ๒. ภาชนะบรรจุสื่อควรโปร่งใสเพื่อให้เด็กมองเห็นสิ่งที่อยู่ภายในได้ง่าย และควรมีมือจับเพื่อให้ สะดวกในการขนย้าย ๓. การใช้สัญลักษณ์ (Labels) ควรมีความหมายต่อการเรียนรู้ของเด็ก สัญลักษณ์ท ามาจากสื่อ อุปกรณ์ของจริง ภาพถ่ายหรือภาพส าเนาภาพวาด ภาพโครงร่างหรือภาพประจุด หรือบัตรค าติดคู่กับ สัญลักษณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง วงจร "ค้นหา-ใช้-เก็บคืน" ส่งเสริมการเรียนรู้ เพราะเด็กๆ ได้ฝึกการสังเกต เปรียบเทียบ จัดกลุ่ม เด็กได้สั่งสมประสบการณ์ส่งเสริมความรับผิดชอบ รู้จักมีน ้าใจช่วยเหลือ เป็นการ เรียนรู้ทางสังคม ดังนั้น ครูจึงควรจัดเวลา "เก็บของเล่น" ทุกวันอย่างเพียงพอ มีสัญญาณเตือนก่อนเวลาจะ สิ้นสุด ครูควรช่วยเด็กเก็บของเล่นเพื่อเป็นแบบอย่างและท าให้เด็กสนุกสนาน ครูต้องไม่ใช้การเก็บของเล่น เข้าที่เป็นการลงโทษเด็ก นอกจากนี้สื่อจะต้องจัดวางไว้ในระดับสายตาเด็ก (Eye-level)เพื่อให้เด็กมองเห็นได้ชัดเจน สามารถหยิบใช้และจัดเก็บได้ด้วยตนเองไม่ใช้อยู่สูงจนเป็นอันตรายเวลาเอื้อมหยิบ หรือต้องพึ่งพาผู้ใหญ่ให้ หยิบให้ตลอดเวลา ๒. การจัดสภาพแวดล้อมนอกห้องเรียน ๑. สนามเด็กเล่น ประกอบด้วยเครื่องเล่นประเภทปีนป่าย ทรงตัว สนุกสนาน มีพื้นที่ส าหรับวิ่งเล่น เพียงพอ และไม่เกิดอันตรายต่อเด็ก ๒. ที่พักผ่อน ได้จัดโต๊ะม้าหินอ่อนไว้ตามร่มไม้ ที่เพียงพอส าหรับเด็ก ๓. บริเวณธรรมชาติ มีการปลูกไม้ดอก ไม้ประดับ พืชผักสวนครัวตามฤดูกาล ๔. รั้วกั้นบริเวณอย่างเป็นสัดส่วน และเพื่อความปลอดภัย สื่อและแหล่งการเรียนรู้ สื่อ เป็นตัวกลางในการถ่ายทอดเรื่องราวเนื้อหาจากผู้ส่งไปยังผู้รับในการเรียนการสอน สื่อเป็น ตัวกลางน าความรู้จากผู้สอนสู่เด็ก ท าให้เด็กเกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ที่วางไว้ ช่วยให้เด็กได้รับ ประสบการณ์ตรง ท าให้สิ่งที่เป็นนามธรรมเข้าใจยากกลายเป็นรูปธรรมที่เด็กเข้าใจง่าย เรียนรู้ได้ง่าย รวดเร็ว เพลิดเพลิน เกิดการเรียนรู้และค้นพบด้วยตนเอง ๑.สื่อประกอบการจัดกิจกรรม สื่อประกอบการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และ สติปัญญา ควรมีสื่อทั้งที่เป็นประเภท ๒ มิติ และ ๓ มิติ ที่เป็นสื่อของจริง สื่อธรรมชาติ สื่อที่อยู่ใกล้ตัวเด็ก สื่อสะท้อนวัฒนธรรม สื่อที่ปลอดภัยต่อตัวเด็ก สื่อเพื่อพัฒนาเด็กในด้านต่างๆ ให้ครบทุกด้าน สื่อที่เอื้อให้ เด็กเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า โดยการจัดการใช้สื่อเริ่มต้นจาก สื่อของจริง ภาพถ่าย ภาพโครงร่าง และสัญลักษณ์ ทั้งนี้การใช้สื่อต้องเหมาะสมกับวัย วุฒิภาวะ ความแตกต่างระหว่างบุคคล ความสนใจและ ความต้องการของเด็กที่หลากหลาย ตัวอย่างสื่อประกอบการจัดกิจกรรม มีดังนี้


๑๑๓ กิจกรรมเสรี / การเล่นตามมุม ๑. มุมบทบาทสมมติ อาจจัดเป็นมุมเล่นดังนี้ ๑.๑ มุมบ้าน - ของเล่นเครื่องใช้ในครัวขนาดเล็ก หรือของจ าลอง เช่น เตา กระทะ ครก กาน้ า เขียง มีด พลาสติก หม้อ จานช้อน ถ้วยชาม กะละมัง - เครื่องเล่นตุ๊กตา เสื้อผ้าตุ๊กตา เตียง เปลเด็ก ตุ๊กตา - เครื่องแต่งบ้านจ าลอง เช่น ชุดรับแขก โต๊ะเครื่องแป้ง หมอนอิง กระจกขนาดเห็นเต็ม ตัว หวี ตลับแป้ง - เครื่องแต่งกายบุคคลอาชีพต่างๆ ที่ใช้แล้ว เช่น ชุดเครื่องแบบทหาร ต ารวจ ชุดเสื้อผ้า ผู้ใหญ่ชายและหญิง รองเท้า กระเป๋าถือที่ไม่ใช้แล้ว - โทรศัพท์ เตารีดจ าลอง ที่รีดผ้าจ าลอง - ภาพถ่ายและรายการอาหาร ๑.๒ มุมหมอ - เครื่องแบบเครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์การรักษาผู้ป่วย เช่น หูฟัง เสื้อคลุมหมอ - อุปกรณ์ส าหรับบันทึกข้อมูลผู้ป่วย เช่น กระดาษ ดินสอ ฯลฯ ๑.๓ มุมร้านค้า - กล่องและขวดผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ใช้แล้ว - อุปกรณ์ประกอบการเล่น เช่นเครื่องคิดเลข ลูกคิด ธนบัตรจ าลอง ฯลฯ ๒. มุมบล็อก - ไม้บล็อกหรือแท่งไม้ที่มีขนาดรูปร่างต่างๆ กัน จ านวนตั้งแต่ ๕๐ ชิ้นขึ้นไป - ของเล่นจ าลอง เช่น รถยนต์ เครื่องบิน รถไฟ คน สัตว์ ต้นไม้ ฯลฯ ๓. มุมหนังสือ - หนังสือภาพนิทาน สมุดภาพ หนังสือภาพที่มีค าและประโยคสั้นๆ พร้อมภาพประกอบ - ชั้นหรือที่วางหนังสือ - อุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ในการสร้างบรรยากาศการอ่าน เช่น เสื่อ พรม หมอน ฯลฯ - สมุดเซ็นยืมหนังสือกลับบ้าน - อุปกรณ์ส าหรับการเขียน - อุปกรณ์เสริม เช่น เครื่องเล่นเทป ตลับเทปนิทานพร้อมหนังสือนิทาน หูฟัง ฯลฯ ๔. มุมวิทยาศาสตร์หรือมุมธรรมชาติศึกษา - วัสดุต่างๆ จากธรรมชาติ เช่น เมล็ดพืช ต่างๆ เปลือกหอย ดิน หิน แร่ ฯลฯ - เครื่องมือเครื่องใช้ในการส ารวจ สังเกต ทดลอง เช่น แว่นขยาย แม่เหล็ก เข็มทิศ เครื่องชั่ง ฯลฯ กิจกรรมสร้างสรรค์ ควรมีวัสดุ อุปกรณ์ ดังนี้ 1. การวาดภาพและระบายสี - สีเทียนแท่งใหญ่ สีไม้ สีชอล์ก สีน้ า - พู่กันขนาดใหญ่ ( ประมาณเบอร์ ๑๒ ) - กระดาษ - เสื้อคลุม หรือผ้ากันเปื้อน


๑๑๔ 2. การเล่นกับสี - การเป่าสี มี กระดาษ หลอดกาแฟ สีน้ า - การหยดสี มี กระดาษ หลอดกาแฟ พู่กัน สีน้ า - การพับสี มี กระดาษ สีน้ า พู่กัน - การเทสี มี กระดาษ สีน้ า - การละเลงสี มี กระดาษ สีน้ า แป้งเปียก 3. การพิมพ์ภาพ - แม่พิมพ์ต่างๆ จากของจริง เช่น นิ้วมือ ใบไม้ ก้านกล้วย ฯลฯ - แม่พิมพ์จากวัสดุอื่นๆ เช่น เชือก เส้นด้าย ตรายาง ฯลฯ - กระดาษ ผ้าเช็ดมือ สีโปสเตอร์ (สีน้ า สีฝุ่น ฯลฯ) 4. การปั้น เช่น ดินน้ ามัน ดินเหนียว แป้งโดว์ แผ่นรองปั้น แม่พิมพ์รูปต่างๆ ไม้นวดแป้ง ฯลฯ 5. การพับ ฉีก ตัดปะ เช่นกระดาษ หรือวัสดุอื่นๆ ที่จะใช้พับ ฉีก ตัด ปะ กรรไก ขนาดเล็ก ปลายมน กาวน้ าหรือแป้งเปียก ผ้าเช็ดมือ 6. การประดิษฐ์เศษวัสดุ เช่น เศษวัสดุต่างๆ มีกล่องกระดาษ แกนกระดาษ เศษผ้า เศษไหม กาว กรรไกร สีผ้าเช็ดมือ ฯลฯ 7. การร้อย เช่น ลูกปัด หลอดกาแฟ หลอดด้าย ฯลฯ 8. การสาน เช่น กระดาษ ใบตอง ใบมะพร้าว ฯลฯ 9. การเล่นพลาสติกสร้างสรรค์ พลาสติกชิ้นเล็กๆ รูปทรงต่างๆ ผู้เล่นสามารถน ามาต่อเป็นรูปแบบ ต่างๆ ตามความต้องการ 10.การสร้างรูป เช่น จากกระดานปักหมุด จากแป้นตะปูที่ใช้หนังยางหรือเชือกผูกดึงให้เป็นรูป ต่างๆ ได้ เกมการศึกษา ตัวอย่างสื่อประเภทเกมการศึกษามีดังนี้ 1. เกมจับคู่ - จับคู่ร่างที่เหมือนกัน - จับคู่ภาพเงา - จับคู่ภาพที่ซ่อนอยู่ในภาพหลัก - จับคู่สิ่งที่มีความสัมพันธ์กัน สิ่งที่ใช้คู่กัน - จับคู่ภาพส่วนเต็มกับส่วนย่อย - จับคู่ภาพกับโครงร่าง - จับคู่ภาพชิ้นส่วนที่หายไป - จับคู่ภาพที่เป็นประเภทเดียวกัน - จับคู่ภาพที่ซ้อนกัน - จับคู่ภาพสัมพันธ์แบบตรงกันข้าม - จับคู่ภาพที่สมมาตรกัน - จับคู่ภาพแบบอุปมาอุปไมย - จับคู่อนุกรม


๑๑๕ 1. เกมภาพตัดต่อ - ภาพตัดต่อที่สัมพันธ์กับหน่วยการเรียนต่างๆ เช่น ผลไม้ ผัก ฯลฯ 2. เกมจัดหมวดหมู่ - ภาพสิ่งต่างๆ ที่น ามาจัดเป็นพวก - ภาพเกี่ยวกับประเภทของใช้ในชีวิตประจ าวัน - ภาพจัดหมวดหมู่ตามรูปร่างสี ขนาด รูปทรง เรขาคณิต 3. เกมวางภาพต่อปลาย (โดมิโน) - โดมิโนภาพเหมือน - โดมิโนภาพสัมพันธ์เกมเรียงล าดับ - เรียงล าดับภาพเหตุการณ์ต่อเนื่อง - รียงล าดับขนาด 4. เกมศึกษารายละเอียดของภาพ (ลอตโต) 5. เกมจับคู่แบบตารางสัมพันธ์ (เมตริกเกม) 6. เกมพื้นฐานการบวก กิจกรรมเสริมประสบการณ์/กิจกรรมในวงกลม ตัวอย่างสื่อมีดังนี้ 1. สื่อของจริงที่อยู่ใกล้ตัวและสื่อจากธรรมชาติหรือวัสดุท้องถิ่น เช่น ต้นไม้ ใบไม้ เปลือกหอย เสื้อผ้า 2. สื่อที่จ าลองขึ้น เช่น ลูกโลก ตุ๊กตาสัตว์ฯลฯ 3. สื่อประเภทภาพ เช่น ภาพพลิก ภาพโปสเตอร์ หนังสือ ภาพ ฯลฯ 4. สื่อเทคโนโลยี เช่น วิทยุ เครื่องบันทึกเสียง เครื่องขยายเสียง โทรศัพท์ ฯลฯ กิจกรรมกลางแจ้ง ตัวอย่างสื่อมีดังนี้ 1. เครื่องเล่นสนาม เช่น เครื่องเล่นส าหรับปีนป่าย เครื่องเล่น ประเภทล้อเลื่อน ฯลฯ 2. มีเล่นทราย มีทรายละเอียด เครื่องเล่นทราย เครื่องตวง ฯลฯ 3. ที่เล่นน้ า มีภาชนะใส่น้ าหรืออ่างน้ าวางบนขาตั้งที่มั่นคง ความสูงพอที่เด็กจะยืนได้พอดี เสื้อคลุม หรือผ้ากันเปื้อนพลาสติก อุปกรณ์เล่นน้ า เช่น ถ้วยตวง ขวดต่างๆ สายยางกรวยกรอกน้ า ตุ๊กตา ยาง กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ ตัวอย่างสื่อมีดังนี้ 1. เครื่องเคาะจังหวะ เช่น ฉิ่ง เหล็กสามเหลี่ยม กรับ ร ามะนา กลอง ฯลฯ 2. อุปกรณ์ประกอบการเคลื่อนไหว เช่น หนังสือพิมพ์ ริบบิ้น แถบผ้า ห่วง หวาย ถุงทราย ฯลฯ ๒. การเลือกสื่อ มีวิธีการเลือกสื่อดังนี้ ๑. เลือกให้ตรงให้ตรงกับจุดมุ่งหมายและเรื่องที่สอน ๒. เลือกให้เหมาะสมกับวัยและความสามารถของเด็ก 3. เลือกให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของท้องถิ่นที่เด็กอยู่หรือสถานภาพของสถานศึกษา 4. มีวิธีการใช้ง่าย และน าไปใช้ได้หลายกิจกรรม 5. มีความถูกต้องตามเนื้อหาและทันสมัย


๑๑๖ 6. มีคุณภาพดี เช่น ภาพชัดเจน ขนาดเหมาะสม ไม่ใช้สีสะท้อนแสง 7. เลือกสื่อที่เด็กเข้าใจง่ายในเวลาอันสั้น ไม่ซับซ้อน 8. เลือกสื่อที่สามารถสัมผัสได้ 9. เลือกสื่อเพื่อใช้ฝึก และส่งเสริมการคิดเป็น ท าเป็น และกล้าแสดงความคิดเห็นด้วยความมั่นใจ ๓. การจัดสื่อ สามารถจัดหาได้หลายวิธีดังนี้ 1. จัดหาโดยการขอยืมจากแหล่งต่างๆ เช่นศูนย์สื่อของสถานศึกษาของรัฐบาล หรือสถานศึกษา เอกชน 2. จัดซื้อสื่อและเครื่องเล่นโดยวางแผนการจัดซื้อตามล าดับความจ าเป็นเพื่อให้สอดคล้องกับ งบประมาณที่ทางสถานศึกษาสามารถจัดสรรให้และสอดคล้องกับแผนการจัดประสบการณ์ 3. ผลิตสื่อและเครื่องเล่นขึ้นใช้เองโดยใช้วัสดุที่ปลอดภัยและหาง่ายเป็นเศษวัสดุเหลือใช้ที่มีอยู่ใน ท้องถิ่นนั้นๆ เช่น กระดาษแข็งจากลังกระดาษ รูปภาพจากแผ่นป้ายโฆษณา รูปภาพจากนิตยสาร ต่างๆ เป็นต้น ๔. ขั้นตอนการด าเนินการผลิตสื่อส าหรับเด็ก มีดังนี้ 1. ส ารวจความต้องการของการใช้สื่อให้ตรงกับจุดประสงค์สาระการเรียนรู้และกิจกรรมที่จัด 2. วางแผนการผลิต โดยก าหนดจุดมุ่งหมายและรูปแบบของสื่อให้เหมาะสมกับวัยและ ความสามารถของเด็กสื่อนั้นจะต้องมีความคงทนแข็งแรง ประณีต และสะดวกต่อการใช้ 3. ผลิตสื่อนั้นตามรูปแบบที่เตรียมไว้ 4. น าสื่อไปทดลองใช้หลายๆ ครั้งเพื่อหาข้อดี ข้อเสีย จะได้ปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น 5. น าสื่อที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปใช้จริง ๕.การใช้สื่อ ด าเนินการดังนี้ 1. การเตรียมพร้อมก่อนใช้สื่อ มีขั้นตอนดังนี้ คือ เตรียมตัวผู้สอน - ผู้สอนจะต้องศึกษาจุดมุ่งหมายและวางแผนว่าจะจัดกิจกรรมอะไรบ้าง - เตรียมจัดหาสื่อและศึกษาวิธีการใช้สื่อ - จัดเตรียมสื่อและวัสดุอื่นๆ ที่จะต้องใช้ร่วมกัน - ทดลองใช้สื่อก่อนน าไปใช้จริง เตรียมตัวเด็ก - ศึกษาความรู้พื้นฐานเดิมของเด็กให้สัมพันธ์กับเรื่องที่จะสอน - เร้าความสนใจเด็กโดยใช้สื่อประกอบการเรียนการสอน - ให้เด็กมีความรับผิดชอบ รู้จักใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่ท าลาย เล่นแล้วเก็บให้ถูกที่ เตรียมสื่อให้พร้อมก่อนน าไปใช้ - จัดล าดับการใช้สื่อว่าใช้อะไรก่อนหรือหลัง เพื่อความสะดวกในการสอน - ตรวจสอบและเตรียมเครื่องมือให้พร้อมที่จะใช้ได้ทันที - เตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกับสื่อ การน าเสนอสื่อ เพื่อให้บรรลุผลโดยเฉพาะในกิจกรรมเสริมประสบการณ์ควรปฏิบัติดังนี้


๑๑๗ - สร้างความพร้อมและเร้าความสนใจให้เด็กก่อนจัดกิจกรรมทุกครั้ง - ใช้สื่อตามล าดับขั้นตอนของแผนการจัดกิจกรรมที่ก าหนดไว้ - ไม่ควรให้เด็กเห็นสื่อหลายๆชนิดพร้อมๆกันเพราะจะท าให้เด็กไม่สนใจกิจกรรมที่สอน - ผู้สอนควรยืนอยู่ด้านข้างหรือด้านหลังของสื่อที่ใช้กับเด็กพร้อมทั้งส ารวจข้อบกพร่อง ของ - สื่อที่ใช้ เพื่อน าไปปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น - เปิดโอกาสให้เด็กได้ร่วมใช้สื่อ ๖. ข้อควรระวังในการใช้สื่อการเรียนการสอน การใช้สื่อระดับปฐมวัยควรระวังในเรื่องต่อไปนี้ 1. วัสดุที่ใช้ ต้องไม่มีพิษ ไม่หัก และแตกง่าย มีพื้นผิวเรียบ ไม่เป็นเสี้ยน 2. ขนาด ไม่ควรมีขนาดใหญ่เกินไป เพราะยากต่อการหยิบยก อาจตกลงมาเสียหายและเป็นอันตราย ต่อเด็กหรือใช้ไม่สะดวก เช่น กรรไก ขนาดใหญ่ โต๊ะ เก้าอี้ที่ใหญ่หรือสูงเกินไป และไม่ควรมีขนาดเล็กเกินไป เด็กอาจน าอมหรือกลืนท าให้ติดคอหรือไหลลงท้องได้เล่น ลูกปัด ลูกแก้ว ฯลฯ 3. รูปทรง ไม่เป็นทรงแหลม รูปทรงเหลี่ยม เป็นสัน 4. น้ าหนัก ไม่ควรมีน้ าหนักมาก เพราะเด็กยกหรือหยิบไม่ไหว อาจจะตกลงมาเป็นอันตรายต่อตัวเด็ก 5. สื่อที่เป็นอันตรายต่อตัวเด็ก เช่นสารเคมี วัตถุไวไฟ ฯลฯ 6. สีที่มีอันตรายต่อสายตา เช่น สีสะท้อนแสง ฯลฯ ๗. การประเมินสื่อ ควรพิจารณาจากองค์ประกอบหลัก ๓ ประการคือ ผู้สอน เด็ก และสื่อ เพื่อจะได้ทราบว่าสื่อนั้น ช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้มากน้อยเพียงใด จะได้น ามาปรับปรุงการผลิตและการใช้สื่อได้ดียิ่งขึ้น โดยใช้วิธีการ สังเกต ดังนี้ 1. สื่อนั้นช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้เพียงใด 2. เด็กชอบสื่อนั้นเพียงใด 3. สื่อนั้นช่วยให้การสอนตรงกับจุดประสงค์หรือไม่ ถูกต้องตามสาระการเรียนรู้และทันสมัยหรือไม่ 4. สื่อนั้นช่วยให้เด็กสนใจมากน้อยเพียงใด เพราะเหตุใด ๘. การเก็บรักษาและซ่อมแซมสื่อ การจัดเก็บสื่อเป็นการส่งเสริมให้เด็กฝึกการสังเกต การเปรียบเทียบ การจัดกลุ่ม ส่งเสริม ความรับผิดชอบ ความมีน้ าใจ ช่วยเหลือ ผู้สอนไม่ควรใช้การเก็บสื่อเป็นการลงโทษเด็ก โดยด าเนินการดังนี้ 1. เก็บสื่อให้เป็นระเบียบและเป็นหมวดหมู่ตามลักษณะ ประเภทของสื่อ สื่อที่เหมือนกันจัดเก็บหรือ จัดวางไว้ด้วยกัน 2. วางสื่อในระดับสายตาของเด็ก เพื่อให้เด็กหยิบใช้ จัดเก็บได้ด้วยตนเอง 3. ภาชนะที่จัดเก็บสื่อควรโปร่งใส เพื่อให้เด็กมองเห็นสิ่งที่อยู่ภายในได้ง่ายและควรมีมือจับเพื่อความ สะดวกในการขนย้าย 4. ฝึกให้เด็กรู้ความหมายของรูปภาพหรือสีที่เป็นสัญลักษณ์แทนหมวดหมู่ประเภทสื่อ เพื่อเด็กจะได้ เก็บเข้าที่ได้ถูกต้องการใช้สัญลักษณ์ควรมีความหมายต่อการเรียนรู้ของเด็ก สัญลักษณ์ควรใช้สื่อ


๑๑๘ ของจริง ภาพถ่ายส าเนา ภาพวาด ภาพโครงร่างหรือภาพประจุด หรือบัตรค าติดคู่กับสัญลักษณ์ อย่างใดอย่างหนึ่ง 5. ตรวจสอบสื่อหลังจากที่ใช้แล้วทุกครั้งว่ามีสภาพสมบูรณ์ จ านวนครบถ้วนหรือไม่ 6. ซ่อมแซมสื่อช ารุด และท าเติมส่วนที่ขาดหายไปให้ครบชุด ๙. การพัฒนาสื่อ การพัฒนาสื่อเพื่อใช้ประกอบการจัดกิจกรรมในระดับปฐมวัยนั้น ก่อนอื่นควรได้ส ารวจข้อมูล สภาพปัญหาต่าง ๆ ของสื่อทุกประเภทที่ใช้อยู่ว่ามีอะไรบ้างที่จะต้องปรับปรุงแก้ไข เพื่อจะได้ปรับเปลี่ยนให้ เหมาะสมกับความต้องการ แนวทางการพัฒนาสื่อ ควรมีลักษณะเฉพาะ ดังนี้ 1. ปรับปรุงสื่อให้ทันสมัยเข้ากับเหตุการณ์ ใช้ได้สะดวก ไม่ซับซ้อนเกินไป เหมาะสมกับวัยของเด็ก 2. รักษาความสะอาดของสื่อ ถ้าเป็นวัสดุที่ล้างน้ าได้ เมื่อใช้แล้วควรได้ล้าง หรือปัดฝุ่นให้สะอาดเก็บไว้ เป็นหมวดหมู่ วางเป็นระเบียบหยิบใช้ง่าย 3. ถ้าเป็นสื่อที่ผู้สอนผลิตขึ้นมาใช้เองและผ่านการทดลองใช้มาแล้ว ควรเขียนคู่มือประกอบการใช้ สื่อนั้น โดยบอกชื่อสื่อ ประโยชน์และวิธีใช้สื่อ รวมทั้งจ านวนชิ้นส่วนของสื่อในชุดนั้นและเก็บคู่มือไว้ในซอง หรือถุง พร้อมสื่อที่ผลิต 4. พัฒนาสื่อที่สร้างสรรค์ ใช้ได้เอนกประสงค์ คือเป็นได้ทั้งสื่อเสริมพัฒนาการและเป็นของเล่น สนุกสนานเพลิดเพลิน แหล่งเรียนรู้ โรงเรียนนิกรราษฎร์บ ารุงวิทย์ ให้ความส าคัญกับแหล่งเรียนรู้ เพราะเป็นแหล่งการศึกษาตาม ความสนใจและความต้องการตามอัธยาศัย สามารถปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน การสืบเสาะหาความรู้ การ แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง การสร้างเสริมประสบการณ์ด้วยประสบการณ์ตรง เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอด ชีวิต แหล่งเรียนรู้ส าหรับเด็กปฐมวัยของโรงเรียนนิกรราษฎร์บ ารุงวิทย์มีดังนี้ ๙.๑ แหล่งเรียนรู้ภายในสถานศึกษา แหล่งเรียนรู้ภายในโรงเรียน แหล่งเรียนรู้ภายใน ชื่อแหล่งเรียนรู้ 1. ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ 2. ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ 3.ห้องสมุดโรงเรียน ๔.สวนเศรษฐกิจพอเพียง ๕.แหล่งการเรียนรู้พี่สอนน้อง


๑๑๙ แหล่งเรียนรู้ภายนอกโรงเรียน แหล่งเรียนรู้ภายนอก ชื่อแหล่งเรียนรู้ 1. วัดบึงบอน 2. วัดปัญญานันทาราม 3. องค์การบริหารส่วนต าบลบึงบอน ๔. โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลบึงบอน ๕. พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ๖.พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า ๗.โรงพยาบาลหนองเสือ ๘.อนุสรณ์สถานแห่งชาติ ๑๒. การประเมินพัฒนาการ การประเมินพัฒนาการเด็กอายุ ๓ – ๖ ปี เป็นการประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาของเด็ก โดยถือเป็นกระบวนการต่อตนเอง และเป็น ส่วนหนึ่งของกิจกรรมปกติ ที่จัดให้เด็กในแต่ละวัน ผลที่ได้จากการสังเกตพัฒนาการเด็กต้องน ามาจัดท าสารนิทัศน์หรือจัดท าข้อมูล หลักฐานหรือเอกสารอย่างเป็นระบบ ด้วยการวบรวมผลงานส าหรับเด็กเป็นรายบุคคลที่สามารถบอก เรื่องราวหรือประสบการณ์ที่เด็กได้รับว่าเด็กเกิดการเรียนรู้และมีความก้าวหน้าเพียงใด ทั้งนี้ ให้น าข้อมูลผล การประเมินพัฒนาการเด็กมาพิจารณา ปรับปรุงวางแผล การจัดกิจกรรม และส่งเสริมให้เด็กแต่ละคนได้รับ การพัฒนาตามจุดหมายของหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง การประเมินพัฒนาการควรยึดหลัก ดังนี้ 1. วางแผนการประเมินพัฒนาการอย่างเป็นระบบ 2. ประเมินพัฒนาการเด็กครบทุกด้าน 3. ประเมินพัฒนาการเด็กเป็นรายบุคคลอย่างสม่ าเสมอต่อเนื่องตลอดปี ๔. ประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงจากกิจกรรมประจ าวันด้วยเครื่องมือและวิธีการที่หลากหลาย ไม่ควรใช้แบบทดสอบ 4. สรุปผลการประเมิน จัดท าข้อมูลและน าผลการประเมินไปใช้พัฒนาเด็ก ส าหรับวิธีการประเมินที่เหมาะสมและควรใช้กับเด็กอายุ ๓ – ๖ ปี ได้แก่ การสังเกต การบันทึก พฤติกรรม การสนทนากับเด็ก การสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลจากผลงานเด็กที่เก็บอย่างมีระบบ


๑๒๐ ๑. ประเภทของการประเมินพัฒนาการ การพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของเด็ก ประกอบด้วย ๑) วัตถุประสงค์ (Objective) ซึ่งตาม หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ หมายถึง จุดหมายซึ่งเป็นมาตรฐานคุณลักษณะที่พึง ประสงค์ ตัวบ่งชี้และสภาพที่พึงประสงค์ ๒) การจัดประสบการณการเรียนรู้ (Learning) ซึ่งเป็น กระบวนการได้มาของความรู้หรือทักษะผ่านการกระท าสิ่งต่างๆที่ส าคัญตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ก าหนดให้หรือที่เรียกว่า ประสบการณ์ส าคัญ ในการช่วยอธิบายให้ครูเข้าใจถึงประสบการณ์ที่เด็กปฐมวัย ต้องท าเพื่อเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัว และช่วยแนะผู้สอนในการสังเกต สนับสนุน และวางแผนการ จัดกิจกรรมให้เด็กและ ๓) การประเมินผล(Evaluation) เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมหรือความสามารถตามวัย ที่คาดหวังให้เด็กเกิดขึ้นบนพื้นฐานพัฒนาการตามวัยหรือความสามารถตามธรรมชาติในแต่ละระดับอายุ เรียกว่า สภาพที่พึงประสงค์ ที่ใช้เป็นเกณฑ์ส าคัญส าหรับการประเมินพัฒนาการเด็ก เป็นเป้าหมายและ กรอบทิศทางในการพัฒนาคุณภาพเด็กทั้งนี้ประเภทของการประเมินพัฒนาการ อาจแบ่งได้เป็น ๒ ลักษณะ คือ 1) แบ่งตามวัตถุประสงค์ของการประเมิน การแบ่งตามวัตถุประสงค์ของการประเมิน แบ่งได้ ๒ ประเภท ดังนี้ ๑.๑) การประเมินความก้าวหน้าของเด็ก (Formative Evaluation) หรือการประเมินเพื่อพัฒนา (Formative Assessment) หรือการประเมินเพื่อเรียน (Assessment for Learning) เป็นการประเมิน ระหว่างการจัดระสบการณ์ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผลพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กในระหว่าง ท ากิจกรรมประจ าวัน/กิจวัตรประจ าวันปกติอย่างต่อเนื่อง บันทึก วิเคราะห์ แปลความหมายข้อมูลแล้ว น ามาใช้ในการส่งเสริมหรือปรับปรุงแก้ไขการเรียนรู้ของเด็ก และการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้สอน การประเมินพัฒนาการกับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้สอนจึงเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กันหากขาดสิ่งหนึ่ง สิ่งใดการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ก็ขาดประสิทธิภาพ เป็นการประเมินผลเพื่อให้รู้จุดเด่น จุดที่ควร ส่งเสริม ผู้สอนต้องใช้วิธีการและเครื่องมือประเมินพัฒนาการที่หลากหลาย เช่น การสังเกต การสัมภาษณ์ การรวบรวมผลงานที่แสดงออกถึงความก้าวหน้าแต่ละด้านของเด็กเป็นรายบุคคล การใช้แฟ้มสะสมงาน เพื่อให้ได้ข้อสรุปของประเด็นที่ก าหยด สิ่งที่ส าคัญที่สุดในการประเมินความก้าวหน้าคือ การจัด ประสบการณ์ให้กับเด็กในลักษณะการเชื่อมโยงประสบการณ์เดิมกับประสบการณ์ใหม่ท าให้การเรียนรู้ของ เด็กเพิ่มพูน ปรับเปลี่ยนความคิด ความเข้าใจเดิมที่ไม่ถูกต้อง ตลอดจนการให้เด็กสามารถพัฒนาการเรียนรู้ ของตนเองได้ ๑.๒) การประเมินผลสรุป (Summative Evaluation) หรือ การประเมินเพื่อตัดสินผลพัฒนาการ (Summative Assessment) หรือการประเมินสรุปผลของการเรียนรู้ (Assessment of Learning) เป็น การประเมินสรุปพัฒนาการ เพื่อตัดสินพัฒนาการของเด็กว่ามีความพร้อมตามมาตรฐานคุณลักษณะที่พึง ประสงค์ของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยหรือไม่ เพื่อเป็นการเชื่อมต่อของการศึกษาระดับปฐมวัยกับชั้น ประถมศึกษาปีที่ ๑ ดังนั้น ผู้สอนจึงควรให้ความส าคัญกับการประเมินความก้าวหน้าของเด็กในระดับห้องเรียนมากกว่า การประเมินเพื่อตัดสินผลพัฒนาการของเด็กเมื่อสิ้นภาคเรียนหรือสิ้นปีการศึกษา 2) แบ่งตามระดับของการประเมิน การแบ่งตามระดับของการประเมิน แบ่งได้เป็น ๒ ประเภท ๒.๑) การประเมินพัฒนาการระดับชั้นเรียน เป็นการประเมินพัฒนาการที่อยู่ในกระบวนการจัด ประสบการณ์การเรียนรู้ ผู้สอนด าเนินการเพื่อพัฒนาเด็กและตัดสินผลการพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์


๑๒๑ จิตใจ สังคม และสติปัญญา จากกิจกรรมหลัก/หน่วยการเรียนรู้(Unit) ที่ผู้สอนจัดประสบการณ์ให้กับเด็ก ผู้สอนประเมินผลพัฒนาการตามสภาพที่พึงประสงค์และตัวบ่งชี้ที่ก าหนดเป็นเป้าหมายในแต่ละแผนการจัด ประสบการณ์ของหน่วยการเรียนรู้ด้วยวิธีต่างๆ เช่น การสังเกต การสนทนา การสัมภาษณ์ การรวบรวม ผลงานที่แสดงออกถึงความก้าวหน้า แต่ละด้านของเด็กเป็นรายบุคคล การแสดงกริยาอาการต่างๆของเด็ก ตลอดเวลาที่จัดประสบการณ์เรียนรู้ เพื่อตรวจสอบและประเมินว่าเด็กบรรลุตามสภาพที่พึงประสงค์ละตัว บ่งชี้ หรือมีแนวโน้มว่าจะบรรลุสภาพที่พึงประสงค์และตัวบ่งชี้เพียงใด แล้วแก้ไขข้อบกพร่องเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ผู้สอนควรสรุปผลการประเมินพัฒนาการว่า เด็กมีผลอันเกิดจากการจัดประสบการณ์ การเรียนรู้หรือไม่ และมากน้อยเพียงใด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมหรือสะสมผลการประเมินพัฒนาการ ในกิจกรรมประจ าวัน/กิจวัตรประจ าวัน/หน่วยการเรียนรู้ หรืผลตามรูปแบบการประเมินพัฒนาการที่ สถานศึกษาก าหนด เพื่อน ามาเป็นข้อมูลใช้ปรังปรุงการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ และเป็นข้อมูลในการ สรุปผลการประเมินพัฒนาในระดับสถานศึกษาต่อไปอีกด้วย ๒.๒) การประเมินพัฒนาการระดับสถานศึกษา เป็นการตรวจสอบผลการประเมินพัฒนาการของ เด็กเป็นรายบุคคลเป็นรายภาค/รายปี เพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการศึกษาของเด็กในระดับปฐมวัยของ สถานศึกษาว่าส่งผลตามการเรียนรู้ของเด็กตามเป้าหมายหรือไม่ เด็กมีสิ่งที่ต้องการได้รับการพัฒนาในด้าน ใด รวมทั้งสามารถน าผลการประเมินพัฒนาการของเด็กในระดับสถานศึกษาไปเป็นข้อมูลและสารสนเทศใน การปรับปรุงหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย โครงการหรือวิธีการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ตลอดจนการจัด แผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาปฐมวัยของสถานศึกษาตามแผนการประกันคุณภาพการศึกษาและการ รายงานผลการพัฒนาคุณภาพเด็กต่อผู้ปกครอง น าเสนอคณะกรรมการถานศึกษาขั้นพื้นฐานรับทราบ ตลอดจนเผยแพร่ต่อสาธรณชน ชุมชน หรือหน่วยงานต้นสังกัดหรือหน่วยงานต้นสังกัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่อไป อนึ่ง ส าหรับการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยในระดับเขตพื้นที่การศึกษาหรือระดับประเทศนั้น หากเขตพื้นที่การศึกษาใดมีความพร้อม อาจมีการด าเนินงานในลักษณะของการสุ่มกลุ่มตัวอย่างเด็กปฐมวัย เข้ารับการประเมินก็ได้ ทั้งนี้ การประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยขอให้ถือปฏิบัติตามหลักการการประเมิน พัฒนาการตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ บทบาทหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องในการด าเนินงานประเมินพัฒนาการ การด าเนินงานประเมินพัฒนาการของสถานศึกษานั้น ต้องเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วน ร่วมในการประเมินพัฒนาการและร่วมรับผิดชอบอย่างเหมาะสมตามบริบทของสถานศึกษาแต่ละขนาด ดังนี้ ผู้ปฏิบัติ บทบาทหน้าที่ในการประเมินพัฒนาการ ผู้สอน ๑. ศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย และแนวการปฏิบัติการประเมิน พัฒนาการตามหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย ๒. วิเคราะห์และวางแผนการประเมินพัฒนาการที่สอดคล้องกับหน่วยการ เรียนรู้/กิจกรรมประจ าวัน/กิจวัตรประจ าวัน ๓. จัดประสบการณ์ตามหน่วยการเรียนรู้ ประเมินพัฒนาการ และบันทึกผล การประจ าวัน/กิจวัตรประจ าวัน ๔. รวบรวมผลการประเมินพัฒนาการ แปลผลและสรุปผลการประเมินเมื่อสิ้น ภาคเรียนและสิ้นปีการศึกษา


๑๒๒ ๕. สรุปผลการประเมินพัฒนาการระดับชั้นเรียนลงในสมุดบันทึกผลการ ประเมินพัฒนาการประจ าชั้น ๖. จัดท าสมุดรายงานประจ าตัวนักเรียน ๗. เสนอผลการประเมินพัฒนาการต่อผู้บริหารสถานศึกษาลงนามอนุมัติ ผู้บริหารสถานศึกษา ๑.ก าหนดผู้รับผิดชอบงานประเมินพัฒนาการตามหลักสูตร และวางแนวทาง ปฏิบัติการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยตามหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย ๒. นิเทศ ก ากับ ติดตามให้การด าเนินการประเมินพัฒนาการให้บรรลุเป้าหมาย ๓. น าผลการประเมินพัฒนาการไปจัดท ารายงานผลการด าเนินงานก าหนด นโยบายและวางแผนพัฒนาการจัดการศึกษาปฐมวัย พ่อ แม่ ผู้ปกครอง ๑. ให้ความร่วมมือกับผู้สอนในการประเมินพฤติกรรมของเด็กที่สังเกตได้จากที่ บ้านเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการแปลผลที่เที่ยงตรงของผู้สอน ๒. รับทราบผลการประเมินของเด็กและสะท้อนให้ข้อมูลย้อนกลับที่เป็น ประโยชน์ในการส่งเสริมและพัฒนาเด็กในปกครองของตนเอง ๓. ร่วมกับผู้สอนในการจัดประสบการณ์หรือเป็นวิทยากรท้องถิ่น ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ส ถ า น ศึ ก ษ า ขั้ น พื้นฐาน ๑. ให้ความเห็นชอบและประกาศใช้หลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัยและแนว ปฏิบัติในการประเมินพัฒนาการตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ๒. รับทราบผลการประเมินพัฒนาการของเด็กเพื่อการประกันคุณภาพภายใน ส านักงานเขตพื้นที่ การศึกษา ๑. ส่งเสริมการจัดท าเอกสารหลักฐานว่าด้วยการประเมินพัฒนาการของเด็ก ปฐมวัยของสถานศึกษา ๒. ส่งเสริมให้ผู้สอนในสถานศึกษามีความรู้ ความเข้าใจในแนวปฏิบัติการ ประเมินพัฒนาการตามมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามหลักสูตร สถานศึกษาปฐมวัย ตลอดจนความเข้าใจในเทคนิควิธีการประเมินพัฒนาการใน รูปแบบต่างๆโดยเน้นการประเมินตามสภาพจริง ๓. ส่งเสริม สนับสนุนให้สถานศึกษาพัฒนาเครื่องมือพัฒนาการตามมาตรฐาน คุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยและการจัดเก็บเอกสาร หลักฐานการศึกษาอย่างเป็นระบบ ๔. ให้ค าปรึกษา แนะน าเกี่ยวกับการประเมินพัฒนาการและการจัดท าเอกสาร หลักฐาน ๕. จัดให้มีการประเมินพัฒนาการเด็กที่ด าเนินการโดยเขตพื้นที่การศึกษาหรือ หน่วยงานต้นสังกัดและให้ความร่วมมือในการประเมินพัฒนาการระดับประเทศ แนวปฏิบัติการประเมินพัฒนาการ การประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยเป็นกิจกรรมที่สอดแทรกอยู่ในการจัดประสบการณ์ทุกขั้นตอน โดยเริ่มตั้งแต่การประเมินพฤติกรรมของเด็กก่อนการจัดประสบการณ์ การประเมินพฤติกรรมเด็กขณะ ปฏิบัติกิจรรม และการประเมินพฤติกรรมเด็กเมื่อสิ้นสุดการปฏิบัติกิจกรรม ทั้งนี้ พฤติกรรมการเรียนรู้และ พัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็กที่ได้รับการประเมินนั้น ต้องเป็นไปตามมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตัว บ่งชี้ และสภาพที่พึงประสงค์ของหลักสูตรสถานศึกษาระดับปฐมวัยที่ผู้สอนวางแผนและออกแบบไว้ การ ประเมินพัฒนาการจึงเป็นเครื่องมือส าคัญที่จะช่วยให้การเรียนรู้ของเด็กบรรลุตามเป้าหมายเพื่อน าผลการ


๑๒๓ ประเมินไปปรับปรุง พัฒนาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ และใช้เป็นข้อมูลส าหรับการพัฒนาเด็กต่อไป สถานศึกษาควรมีกระบวนการประเมินพัฒนาการและการจัดการอย่างเป็นระบบสรุปผลการประเมิน พัฒนาการที่ตรงตามความรู้ ความสามารถ ทักษะและพฤติกรรมที่แท้จริงของเด็กสอดคล้องตามหลักการ ประเมินพัฒนาการ รวมทั้งสะท้อนการด าเนินงานการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาอย่างเป็น ระบบและต่อเนื่อง แนวปฏิบัติการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยของสถานศึกษา มีดังนี้ ๑. หลักการส าคัญของการด าเนินการประเมินพัฒนาการตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ สถานศึกษาที่จัดการศึกษาปฐมวัยควรค านึงถึงหลักส าคัญของการด าเนินงานการประเมิน พัฒนาการตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ส าหรับเด็กปฐมวัยอายุ ๓-๖ ปี ดังนี้ ๑.๑ ผู้สอนเป็นผู้รับผิดชอบการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย โดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมีส่วน ร่วม ๑.๒ การประเมินพัฒนาการ มีจุดมุ่งหมายของการประเมินเพื่อพัฒนาความก้าวหน้าของเด็กและ สรุปผลการประเมินพัฒนาการของเด็ก ๑.๓ การประเมินพัฒนาการต้องมีความสอดคล้องและครอบคลุมมาตรฐานคุณลักษณะที่พึง ประสงค์ ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์แต่ละวัยซึ่งก าหนดไว้ในหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย ๑.๔ การประเมินพัฒนาการเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ต้อง ด าเนินการด้วยเทคนิควิธีการที่หลากหลาย เพื่อให้สามารถประเมินพัฒนาการเด็กได้อย่างรอบด้านสมดุลทั้ง ด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา รวมทั้งระดับอายุของเด็ก โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความ เที่ยงตรง ยุติธรรมและเชื่อถือได้ ๑.๕ การประเมินพัฒนาการพิจารณาจากพัฒนาการตามวัยของเด็ก การสังเกตพฤติกรรมการ เรียนรู้และการร่วมกิจกรรม ควบคู่ไปในกระบวนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามความเหมาะสมของแต่ ละระดับอายุ และรูปแบบการจัดการศึกษา และต้องด าเนินการประเมินอย่างต่อเนื่อง ๑.๖ การประเมินพัฒนาการต้องเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้สะท้อนและตรวจสอบผล การประเมินพัฒนาการ ๑.๗ สถานศึกษาควรจัดท าเอกสารบันทึกผลการประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัยในระดับชั้น เรียนและระดับสถานศึกษา เช่น แบบบันทึกการประเมินพัฒนาการตามหน่วยการจัดประสบการณ์ สมุด บันทึกผลการประเมินพัฒนาการประจ าชั้น เพื่อเป็นหลักฐานการประเมินและรายงานผลพัฒนาการและ สมุดรายงานประจ าตัวนักเรียน เพื่อเป็นการสื่อสารข้อมูลการพัฒนาการเด็กระหว่างสถานศึกษากับบ้าน ๒. ขอบเขตของการประเมินพัฒนาการ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้ก าหนดเป้าหมายคุณภาพของเด็กปฐมวัยเป็น มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ซึ่งถือเป็นคุณภาพลักษณะที่พึงประสงค์ที่ต้องการให้เกิดขึ้นตัวเด็กเมื่อ จบหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย คุณลักษณะที่ระบุไว้ในมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ถือเป็นสิ่งจ าเป็น ส าหรับเด็กทุกคน ดังนั้น สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการจัด การศึกษาเพื่อพัฒนาเด็กให้มีคุณภาพมาตรฐานที่พึงประสงค์ก าหนด ถือเป็นเครื่องมือส าคัญในการ ขับเคลื่อนและพัฒนาคุณภาพการศึกษาปฐมวัย แนวคิดดังกล่าวอยู่บนฐานความเชื่อที่ว่าเด็กทุกคนสามารถ พัฒนาอย่างมีคุณภาพและเท่าเทียมได้ ขอบเขตของการประเมินพัฒนาการประกอบด้วย ๒.๑ สิ่งที่จะประเมิน


๑๒๔ ๒.๒ วิธีและเครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน ๒.๓ เกณฑ์การประเมินพัฒนาการ ๒.๑ สิ่งที่จะประเมิน การประเมินพัฒนาการส าหรับเด็กอายุ ๓-๖ ปี มีเป้าหมายส าคัญคือ มาตรฐานคุณลักษณะที่พึง ประสงค์จ านวน ๑๒ ข้อ ดังนี้ ๑. พัฒนาการด้านร่างกาย ประกอบด้วย ๒ มาตรฐาน คือ มาตรฐานที่ ๑ ร่างกายเจริญเติบโตตามวัยและมีสุขนิสัยที่ดี มาตรฐานที่ ๒ กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กแข็งแรงใช้ได้อย่างคล่องแคล่วและ ประสานสัมพันธ์กัน ๒. พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ ประกอบด้วย ๓ มาตรฐาน คือ มาตรฐานที่ ๓ มีสุขภาพจิตดีและมีความสุข มาตรฐานที่ ๔ ชื่นชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว มาตรฐานที่ ๕ มีคุณธรรม จริยธรรม และมีจิตใจที่ดีงาม ๓. พัฒนาการด้านสังคม ประกอบด้วย ๓ มาตรฐาน คือ มาตรฐานที่ ๖ มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาตรฐานที่ ๗ รักธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และความเป็นไทย มาตรฐานที่ ๘ อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขและปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมใน ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ๔. พัฒนาการด้านสติปัญญา ประกอบด้วย ๔ มาตรฐาน คือ มาตรฐานที่ ๙ ใช้ภาษาสื่อสารได้เหมาะสมกับวัย มาตรฐานที่ ๑๐ มีความสามารถในการคิดที่เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ มาตรฐานที่ ๑๑ มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ มาตรฐานที่ ๑๒ มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้และมีความสามารถในการแสวงหาความรู้ได้ เหมาะสมกับวัยสิ่งที่จะประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัยแต่ละด้าน มีดังนี้ ด้านร่างกาย ประกอบด้วย การประเมินการมีน้ าหนักและส่วนสูงตามเกณฑ์ สุขภาพอนามัย สุข นิสัยที่ดี การรู้จักรักษาความปลอดภัย การเคลื่อนไหวและการทรงตัว การเล่นและการออกก าลังกาย และ การใช้มืออย่างคล่องแคล่วประสานสัมพันธ์กัน ด้านอารมณ์ จิตใจ ประกอบด้วย การประเมินความสามารถในการแสดงออกทางอารมณ์อย่าง เหมาะสมกับวัยและสถานการณ์ ความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น มีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ความ สนใจ/ความสามารถ/และมีความสุขในการท างานศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว ความรับผิดชอบในการ ท างาน ความซื่อสัตย์สุจริตและรู้สึกถูกผิด ความเมตตากรุณา มีน้ าใจและช่วยเหลือแบ่งปัน ตลอดจนการ ประหยัดอดออม และพอเพียง ด้านสังคม ประกอบด้วย การประเมินความมีวินัยในตนเอง การช่วยเหลือตนเองในการปฏิบัติ กิจวัตรประจ าวัน การระวังภัยจากคนแปลกหน้า และสถานการณ์ที่เสี่ยงอันตราย การดูแลรักษาธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม การมีสัมมาคารวะและมารยาทตามวัฒนธรรมไทย รักษาความเป็นไทย การยอมรับความ เหมือนและความแตกต่างระหว่างบุคคล การมีสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น การปฏิบัติตนเบื้องต้นในการเป็นสมาชิก ที่ดีของสังคมในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข


๑๒๕ ด้านสติปัญญา ประกอบด้วย การประเมินความสามารถในการสนทนาโต้ตอบและเล่าเรื่องให้ผู้อื่น เข้าใจ ความสามารถในการอ่าน เขียนภาพและสัญลักษณ์ ความสามารถในการคิดแก้ปัญหา คิดเชิงเหตุผล คิดรวบยอด การเล่น/การท างานศิลปะ/การแสดงท่าทาง/เคลื่อนไหวตามจินตนาการและความคิด สร้างสรรค์ของตนเอง การมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้และความสามารถในการแสวงหาความรู้ ๒.๒ วิธีการและเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินพัฒนาการ การประเมินพัฒนาการเด็กแต่ละครั้งควรใช้วิธีการประเมินอย่างหลากหลายเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ สมบูรณ์ที่สุด วิธีการที่เหมาะสมและนิยมใช้ในการประเมินเด็กปฐมวัยมีด้วยกันหลายวิธี ดังต่อไปนี้ ๑. การสังเกตและการบันทึก การสังเกตมีอยู่ ๒ แบบคือ การสังเกตอย่างมีระบบ ได้แก่ การ สังเกตอย่างมจุดมุ่งหมายที่แน่นอนตามแผนที่วางไว้ และอีกแบบหนึ่งคือ การสังเกตแบบไม่เป็นทางการ เป็นการสังเกตในขณะที่เด็กท ากิจกรรมประจ าวันและเกิดพฤติกรรมที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นและผู้สอนจด บันทึกไว้การสังเกตเป็นวิธีการที่ผู้สอนใช้ในการศึกษาพัฒนาการของเด็ก เมื่อมีการสังเกตก็ต้องมีการบันทึก ผู้สอนควรทราบว่าจะบันทึกอะไรการบันทึกพฤติกรรมมีความส าคัญอย่างยิ่งที่ต้องท าอย่างสม่ าเสมอ เนื่องจากเด็กเจริญเติบโตและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงต้องน ามาบันทึกเป็นหลักฐานไว้อย่างชัดเจน การ สังเกตและการบันทึกพัฒนาการเด็กสามารถใช้แบบง่ายๆคือ ๑.๑ แบบบันทึกพฤติกรรม ใช้บันทึกเหตุการณ์เฉพาะอย่างโดยบรรยายพฤติกรรมเด็ก ผู้ บันทึกต้องบันทึกวัน เดือน ปีเกิดของเด็ก และวัน เดือน ปี ที่ท าการบันทึกแต่ละครั้ง ๑.๒ การบันทึกรายวัน เป็นการบันทึกเหตุการณ์หรือประสบการณ์หรือประสบการณ์ที่เกิดขึ้น ในชั้นเรียนทุกวัน ถ้าหากบันทึกในรูปแบบของการบรรยายก็มักจะเน้นเฉพาะเด็กรายที่ต้องการศึกษา ข้อดี ของการบันทึกรายวันคือ การชี้ให้เห็นความสามารถเฉพาะอย่างของเด็ก จะช่วยกระตุ้นให้ผู้สอนได้พิจารณา ปัญหาของเด็กเป็นรายบุคคลช่วยให้ผู้เชียวชาญมีข้อมูลมากขึ้นส าหรับวินิจฉัยเด็กว่าสมควรจะได้รับ ค าปรึกษาเพื่อลดปัญหาและส่งเสริมพัฒนาการของเด็กได้อย่างถูกต้อง นอกจากนั้นยังช่วยชี้ให้เห็นข้อเสีย ของการจัดกิจกรรมและประสบการณ์ได้เป็นอย่างดี ๑.๓ แบบส ารวจรายการ ช่วยให้สามารถวิเคราะห์เด็กแต่ละคนได้ค่อนข้างละเอียด ๒. การสนทนา สามารถใช้การสนทนาได้ทั้งเป็นกลุ่มหรือรายบุคคล เพื่อประเมินความสามารถใน การแสดงความคิดเห็น และพัฒนาการด้านภาษาของเด็กและบันทึกผลการสนทนาลงในแบบบันทึก พฤติกรรมหรือบันทึกรายวัน ๓. การสัมภาษณ์ด้วยวิธีพูดคุยกับเด็กเป็นรายบุคคลและควรจัดในสภาวะแวดล้อมเหมาะสมเพื่อ ไม่ให้เกิดความเครียดและวิตกกังวล ผู้สอนควรใช้ค าถามที่เหมาะสมเปิดโอกาสให้เด็กได้คิดและตอบอย่าง อิสระจะท าให้ผู้สอนสามารถประเมินความสามารถทางสติปัญญาของเด็กแต่ละคนและค้นพบศักยภาพในตัว เด็กได้โดยบันทึกข้อมูลลงในแบบสัมภาษณ์ การเตรียมการก่อนการสัมภาษณ์ ผู้สอนควรปฏิบัติ ดังนี้ - ก าหนดวัตถุประสงค์ของการสัมภาษณ์ - ก าหนดค าพูด/ค าถามที่จะพูดกับเด็ก ควรเป็นค าถามที่เด็กสามารถตอบโต้หลากหลาย ไม่ผิด/ ถูก การปฏิบัติขณะสัมภาษณ์ - ผู้สอนควรสร้างความคุ้นเคยเป็นกันเอง - ผู้สอนควรสร้างสภาพแวดล้อมที่อบอุ่นไม่เคร่งเครียด


๑๒๖ - ผู้สอนควรเปิดโอกาสเวลาให้เด็กมีโอกาสคิดและตอบค าถามอย่างอิสระ - ระยะเวลาสัมภาษณ์ไม่ควรเกิน ๑๐-๒๐ นาที ๔. การรวบรวมผลงานที่แสดงออกถึงความก้าวหน้าแต่ละด้านของเด็กเป็นรายบุคคล โดย จัดเก็บรวบรวมไว้ในแฟ้มผลงาน (portfolio) ซึ่งเป็นวิธีรวบรวมและจัดระบบข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวกับตัวเด็ก โดยใช้เครื่องมือต่างๆรวบรวมเอาไว้อย่างมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน แสดงการเปลี่ยนแปลงของพัฒนาการแต่ละ ด้าน นอกจากนี้ยังรวมเครื่องมืออื่นๆ เช่น แบบสอบถามผู้ปกครอง แบบสังเกตพฤติกรรม แบบบันทึก สุขภาพอนามัย ฯลฯ เอาไว้ในแฟ้มผลงาน เพื่อผู้สอนจะได้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กอย่างชัดเจนและถูกต้อง การเก็บผลงานของเด็กจะไม่ถือว่าเป็นการประเมินผลถ้างานแต่ละชิ้นถูกรวบรวมไว้โดยไม่ได้รับการประเมิน จากผู้สอนและไม่มีการน าผลมาปรับปรุงพัฒนาเด็กหรือปรับปรุงการสอนของผู้สอน ดังนั้นจึงเป็นแต่การ สะสมผลงานเท่านั้น เช่นแฟ้มผลงานขีดเขียน งานศิลปะ จะเป็นเพียงแค่แฟ้มผลงานที่ไม่มีการประเมิน แฟ้ม ผลงานนี้จะเป็นเครื่องมือการประเมินต่อเนื่องเมื่องานที่สะสมแต่ละชิ้นถูกใช้ในการบ่งบอกความก้าวหน้า ความต้องการของเด็ก และเป็นการเก็บสะสมอย่างต่อเนื่องที่สร้างสรรค์โดยผู้สอนและเด็ก ผู้สอนสามารถใช้แฟ้มผลงานอย่างมีคุณค่าสื่อสารกับผู้ปกครองเพราะการเก็บผลงานเด็กอย่าง ต่อเนื่องและสม่ าเสมอในแฟ้มผลงานเป็นข้อมูลให้ผู้ปกครองสามารถเปรียบเทียบความก้าวหน้าที่ลูกของตน มีเพิ่มขึ้น จากผลงานชิ้นแรกกับชิ้นต่อๆมาข้อมูลในแฟ้มผลงานประกอบด้วย ตัวอย่างผลงานการเขียดเขียน การอ่าน และข้อมูลบางประการของเด็กที่ผู้สอนเป็นผู้บันทึก เช่นจ านวนเล่มของหนังสือที่เด็กอ่าน ความถี่ ของการเลือกอ่านที่มุมหนังสือในช่วงเวลาเลือกเสรี การเปลี่ยนแปลงอารมณ์ ทัศนคติ เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้ จะสะท้อนภาพของความงอก งามในเด็กแต่ละคนได้ชัดเจนกว่าการประเมินโดยการให้เกรด ผู้สอนจะต้องชี้แจงให้ผู้ปกครองทราบถึงที่มา ของการเลือกชิ้นงานแต่ละชิ้นงานที่สะสมในแฟ้มผลงาน เช่น เป็นชิ้นงานที่ดีที่สุดในช่วงระยะเวลาที่เลือก ชิ้นงานนั้น เป็นชิ้นงานที่แสดงความต่อเนื่องของงานโครงการ ฯลฯ ผู้สอนควรเชิญผู้ปกครองมามีส่วนร่วมใน การคัดสรรชิ้นงานที่บรรจุลงในแฟ้มผลงานของเด็ก ๕. การประเมินการเจริญเติบโตของเด็ก ตัวชี้ของการเจริญเติบโตในเด็กที่ใช้ทั่วๆไป ได้แก่ น้ าหนัก ส่วนสูง เส้นรอบศีรษะ ฟัน และการเจริญเติบโตของกระดูก แนวทางประเมินการเจริญเติบโต มี ดังนี้ ๕.๑ การประเมินการเจริญเติบโต โดยการชั่งน้ าหนักและวัดส่วนสูงเด็กแล้วน าไปเปรียบเทียบกับ เกณฑ์ปกติในกราฟแสดงน้ าหนักตามเกณฑ์อายุกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งใช้ส าหรับติดตามการเจริญเติบโต โดยรวม วิธีการใช้กราฟมีขั้นตอน ดังนี้ เมื่อชั่งน้ าหนักเด็กแล้ว น าน้ าหนักมาจุดเครื่องหมายกากบาทลงบนกราฟ และอ่านการเจริญเติบโต ของเด็ก โดยดูเครื่องหมายกากบาทว่าอยู่ในแถบสีใด อ่านข้อความบนแถบสีนั้น ซึ่งแบ่งภาวะโภชนาการเป็น ๓ กลุ่มคือ น้ าหนักที่อยู่ในเกณฑ์ปกติ น้ าหนักมากเกนเกณฑ์ น้ าหนักน้อยกว่าเกณฑ์ ข้อควรระวังส าหรับ ผู้ปกครองและผู้สอนคือ ควรดูแลน้ าหนักเด็กอย่างให้แบ่งเบนออกจากเส้นประเมินมิเช่นนั้นเด็กมีโอกาส น้ าหนักมากเกินเกณฑ์หรือน้ าหนักน้อยกว่าเกณฑ์ได้ ข้อควรค านึงในการประเมินการเจริญเติบโตของเด็ก -เด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกันในด้านการเจริญเติบโต บางคนรูปร่างอ้วน บางคนช่วง ครึ่งหลังของขวบปีแรก น้ าหนักเด็กจะขึ้นช้า เนื่องจากห่วงเล่นมากขึ้นและความอยากอาหารลดลงร่างใหญ่ บางคนร่างเล็ก -ภาวะโภชนาการเป็นตัวส าคัญที่เกี่ยวข้องกับขนาดของรูปร่าง แต่ไม่ใช่สาเหตุเดียว


๑๒๗ -กรรมพันธุ์ เด็กอาจมีรูปร่างเหมือนพ่อแม่คนใดคนหนึ่ง ถ้าพ่อหรือแม่เตี้ย ลูกอาจเตี้ยและ พวกนี้อาจมีน้ าหนักต่ ากว่าเกณฑ์เฉลี่ยได้และมักจะเป็นเด็กที่ทานอาหารได้น้อย ๕.๒ การตรวจสุขภาพอนามัย เป็นตัวชี้วัดคุณภาพของเด็ก โดยพิจารณาความสะอาดสิ่ง ปกติขอร่างกายที่จะส่งผลต่อการด าเนินชีวิตและการเจริญเติบโตของเด็ก ซึ่งจะประเมินสุขภาพอนามัย ๙ รายการคือ ผมและศีรษะ หูและใบหู มือและเล็บมือ เท้าและเล็บเท้า ปาก ลิ้นและฟัน จมูก ตา ผิวหนังและ ใบหน้า และเสื้อผ้า ๒.๓ เกณฑ์การประเมินพัฒนาการ การสร้างเกณฑ์หรือพัฒนาเกณฑ์หรือก าหนดเกณฑ์การประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัย ผู้สอน ควรให้ความสนใจในส่วนที่เกี่ยวข้อ ดังนี้ ๑. การวางแผนการสังเกตพฤติกรรมของเด็กอย่างเป็นระบบ เช่น จะสังเกตเด็กคนใดบ้างในแต่ละ วัน ก าหนดพฤติกรรมที่สังเกตให้ชัดเจน จัดท าตารางก าหนดการสังเกตเด็กเป็นรายบุคคล รายกลุ่ม ผู้สอน ต้องเลือกสรรพฤติกรรมที่ตรงกับระดับพัฒนาการของเด็กคนนั้นจริงๆ ๒. ในกรณีที่ห้องเรียนมีนักเรียนจ านวนมาก ผู้สอนอาจเลือกสังเกตเฉพาะเด็กที่ท าได้ดีแล้วและเด็ก ที่ยังท าไม่ได้ ส่วนเด็กปานกลางให้ถือว่าท าได้ไปตามกิจกรรม ๓. ผู้สอนต้องสังเกตจากพฤติกรรม ค าพูด การปฏิบัติตามขั้นตอนในระหว่างท างาน/กิจกรรม และ คุณภาพของผลงาน/ชิ้นงาน ร่องรอยที่น ามาใช้พิจารณาตัดสินผลของการท างานหรือการปฏิบัติ ตัวอย่างเช่น ๑) เวลาที่ใช้ในการท ากิจกรรม/ท างาน ถ้าเด็กไม่ชอบ ไม่ช านาญจะใช้เวลามาก มีท่าทาง อิดออด ไม่กล้า ไม่เต็มใจท างาน ๒) ความต่อเนื่อง ถ้าเด็กยังมีการหยุดชะงัก ลังเล ท างานไม่ต่อเนื่อง แสดงว่าเด็กยังไม่ ช านาญหรือยังไม่พร้อม ๓) ความสัมพันธ์ ถ้าการท างาน/ปฏิบัตินั้นๆมีความสัมพันธ์ต่อเนื่อง ไม่ราบรื่น ท่าทางมือ และเท้าไม่สัมพันธ์กัน แสดงว่าเด็กยังไม่ช านาญหรือยังไม่พร้อม ท่าที่แสดงออกจึงไม่สง่างาม ๔) ความภูมิใจ ถ้าเด็กยังไม่ชื่นชม ก็จะท างานเพียงให้แล้วเสร็จอย่างรวดเร็ว ไม่มีความ ภูมิใจในการท างาน ผลงานจึงไม่ประณีต ๒.๓.๑ ระดับคุณภาพผลการประเมินพัฒนาการเด็ก การให้ระดับคุณภาพผลการประเมินพัฒนาการของเด็กทั้งในระดับชั้นเรียนและระดับสถานศึกษา ควรก าหนดในทิศทางหรือรูปแบบเดียวกัน สถานศึกษาสามารถให้ระดับคุณภาพผลการประเมินพัฒนาการ ของเด็กที่สะท้อนมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ หรือพฤติกรรมที่จะ ประเมิน เป็นระบบตัวเลข เช่น ๑ หรือ ๒ หรือ ๓ หรือเป็นระบบที่ใช้ค าส าคัญ เช่น พอใช้ ควรส่งเสริม ตามที่สถานศึกษาก าหนด ตัวอย่างเช่น ระบบตัวเลข ระบบที่ใช้ค าส าคัญ ๓ ดี ๒ พอใช้ ๑ ควรส่งเสริม


๑๒๘ สถานศึกษาอาจก าหนดระดับคุณภาพของการแสดงออกในพฤติกรรม เป็น ๓ ระดับ ดังนี้ ระดับคุณภาพ ระบบที่ใช้ค าส าคัญ ๑ หรือ ควรส่งเสริม เด็กมีความลังเล ไม่แน่ใจ ไม่ยอมปฏิบัติกิจกรรม ทั้งนี้ เนื่องจากเด็กยังไม่ พร้อม ยังมั่นใจ และกลัวไม่ปลอดภัย ผู้สอนต้องยั่วยุหรือ แสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างหรือต้องคอยอยู่ใกล้ๆ ค่อยๆให้เด็กท าทีละ ขั้นตอน พร้อมต้องให้ก าลังใจ ๒ หรือ พอใช้ เด็กแสดงได้เอง แต่ยังไม่คล่อง เด็กกล้าท ามากขึ้นผู้สอนกระตุ้นน้อยลง ผู้สอนต้องคอยแก้ไขในบางครั้ง หรือคอยให้ก าลังใจให้เด็กฝึกปฏิบัติมาก ขึ้น ๓ หรือ ดี เด็กแสดงได้อย่างช านาญ คล่องแคล่ว และภูมิใจ เด็กจะแสดงได้เองโดยไม่ ต้องกระตุ้น มีความสัมพันธ์ที่ดี ตัวอย่างค าอธิบายคุณภาพ พัฒนาการด้านร่างกาย : สุขภาพอนามัย พัฒนาการด้านร่างกาย : กระโดดเท้าเดียว ระดับคุณภาพ ค าอธิบายคุณภาพ ระดับคุณภาพ ค าอธิบายคุณภาพ ๑ หรือ ควรส่งเสริม ส่งเสริมความสะอาด ๑ หรือ ควรส่งเสริม ท าได้แต่ไม่ถูกต้อง ๒ หรือ พอใช้ สะอาดพอใช้ ๒ หรือ พอใช้ ท า ไ ด้ ถู ก ต้ อ ง แ ต่ ไ ม่ คล่องแคล่ว ๓ หรือ ดี สะอาด ๓ หรือ ดี ท าได้ถูกต้อง และคล่องแคล่ว พัฒนาการด้านอารมณ์ : ประหยัด ระดับคุณภาพ ค าอธิบายคุณภาพ ๑ หรือ ควรส่งเสริม ใช้สิ่งของเครื่องใช้เกินความจ าเป็น ๒ หรือ พอใช้ ใช้สิ่งของเครื่องใช้อย่างประหยัดเป็นบางครั้ง ๓ หรือ ดี ใช้สิ่งของเครื่องใช้อย่างประหยัดตามความจ าเป็นทุกครั้ง ด้านสังคม : ปฏิบัติตามข้อตกลง ระดับคุณภาพ ค าอธิบายคุณภาพ ๑ หรือ ควรส่งเสริม ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ๒ หรือ พอใช้ ปฏิบัติตามข้อตกลง โดยมีผู้ชี้น าหรือกระตุ้น ๓ หรือ ดี ปฏิบัติตามข้อตกลงได้ด้วยตนเอง พัฒนาการด้านสติปัญญา : เขียนชื่อตนเองตามแบบ ระดับคุณภาพ ค าอธิบายคุณภาพ ๑ หรือ ควรส่งเสริม เขียนชื่อตนเองไม่ได้ หรือเขียนเป็นสัญลักษณ์ที่ไม่เป็นตัวอักษร ๒ หรือ พอใช้ เขียนชื่อตนเองได้ มีอักษรบางตัวกลับหัว กลับด้านหรือสลับที่ ๓ หรือ ดี เขียนชื่อเองได้ ตัวอักษรไม่กลับหัว ไม่กลับด้านไม่สลับที่


๑๒๙ ๒.๓.๒ การสรุปผลการประเมินพัฒนาการเด็ก หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ก าหนดเวลาเรียนส าหรับเด็กปฐมวัยต่อปีการศึกษา ไม่น้อยกว่า ๑๘๐ วัน สถานศึกษาจึงควรบริหารจัดการเวลาที่ได้รับนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนา เด็กอย่างรอบด้านและสมดุล ผู้สอนควรมีเวลาในการพัฒนาเด็กและเติมเต็มศักยภาพของแด็ก เพื่อให้การ จัดประสบการณ์การเรียนรู้มีประสิทธิภาพ ผู้สอนต้องตรวจสอบพฤติกรรมที่แสดงพัฒนาการของเด็ก ต่อเนื่องมีการประเมินซ้ าพฤติกรรมนั้นๆอย่างน้อย ๑ ครั้งต่อภาคเรียน เพื่อยืนยันความเชื่อมั่นของผลการ ประเมินพฤติกรรมนั้นๆ และน าผลไปเป็นข้อมูลในการสรุปการประเมินสภาพที่พึงประสงค์ของเด็กในแต่ละ สภาพที่พึงประสงค์ น าไปสรุปการประเมินตัวบ่งชี้และมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามล าดับ อนึ่ง การสรุประดับคุณภาพของการประเมินพัฒนาการเด็ก วิธีการทางสถิติที่เหมาะสมและสะดวก ไม่ยุ่งยากส าหรับผู้สอน คือการใช้ฐานนิยม (Mode) ในบางครั้งพฤติกรรม หรือสภาพที่พึงประสงค์หรือตัว บ่งชี้นิยมมากว่า ๑ ฐานนิยม ให้อยู่ในดุลยพินิจของสถานศึกษา กล่าวคือ เมื่อมีระดับคุณภาพซ้ ามากกว่า ๑ ระดับ สถานศึกษาอาจตัดสินสรุปผลการประเมินพัฒนาการบนพื้นฐาน หลักพัฒนาการและการเตรียมความ พร้อม หากเป็นภาคเรียนที่ ๑ สถานศึกษาควรเลือกตัดสินใจใช้ฐานนิยมที่มีระดับคุณภาพต่ ากว่าเพื่อใช้เป็น ข้อมูลในการพัฒนาเด็กให้พร้อมมากขึ้น หากเป็นภาคเรียนที่ ๒ สถานศึกษาควรเลือกตัดสินใจใช้ฐานนิยมที่ มีระดับคุณภาพสูงกว่าเพื่อตัดสินและการส่งต่อเด็กในระดับชั้นที่สูงขึ้น ๒.๓.๓ การเลื่อนชั้นอนุบาลและเกณฑ์การจบการศึกษาระดับปฐมวัย เมื่อสิ้นปีการศึกษา เด็กจะได้รับการเลื่อนชั้นโดยเด็กต้องได้รับการประเมินมาตรฐานคุณลักษณะที่ พึงประสงค์ทั้ง ๑๒ ข้อ ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย เพื่อเป็นข้อมูลในการส่งต่อยอดการพัฒนาให้กับเด็ก ในระดับสูงขึ้นต่อไป และเนื่องจากการศึกษาระดับอนุบาลเป็นการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ไม่นับเป็น การศึกษาภาคบังคับ จึงไม่มีการก าหนดเกณฑ์การจบชั้นอนุบาล การเทียบโนการเรียน และเกณฑ์การเรียน ซ้ าชั้น และหากเด็กมีแนวโน้มว่าจะมีปัญหาต่อการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้น สถานศึกษาอาจตั้งคณะกรรมการ เพื่อพิจารณาปัญหา และประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการให้ความช่วยเหลือ เช่น เจ้าหน้าที่ สาธารณสุขส่งเสริมต าบล นักจิตวิทยา ฯลฯ เข้าร่วมด าเนินงานแก้ปัญหาได้ อย่างไรก็ตาม ทักษะที่น าไปสู่ความพร้อมในการเรียนรู้ที่สามารถใช้เป็นรอยเชื่อมต่อระหว่างชั้น อนุบาลกับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ที่ควรพิจารณามีทักษะดังนี้ ๑. ทักษะการช่วยเหลือตนเอง ได้แก่ ใช้ห้องน้ า ห้องส้วมได้ด้วยตนเอง แต่งกายได้เอง เก็บของเข้า ที่เมื่อเล่นเสร็จและช่วยท าความสะอาด รู้จักร้องขอให้ช่วยเมื่อจ าเป็น ๒. ทักษะการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ ได้แก่ วิ่งได้อย่างราบรื่น วิ่งก้าวกระโดดได้ กระด้วยสองขาพ้นจาก พื้น ถือจับ ขว้าง กระดอนลูกบอลได้ ๓. ทักษะการใช้กล้ามเนื้อเล็ก ได้แก่ ใช้มือหยิบจับอุปกรณ์วาดภาพและเขียน วาดภาพคนมีแขน ขา และส่วนต่างๆของร่างกาย ตัดตามรอยเส้นและรูปต่างๆ เขียนตามแบบอย่างได้ ๔. ทักษะภาษาการรู้หนังสือ ได้แก่ พูดให้ผู้อื่นเข้าใจได้ ฟังและปฏิบัติตามค าชี้แจงงง่ายๆ ฟัง เรื่องราวและค าคล้องจองต่างๆอย่างสนใจ เข้าร่วมฟังสนทนาอภิปรายในเรื่องต่างๆ รู้จักผลัดกันพูดโต้ตอบ เล่าเรื่องและทบทวนเรื่องราวหรือประสบการณ์ต่างๆ ตามล าดับเหตุการณ์เล่าเรื่องจากหนังสือภาพอย่าง เป็นเหตุเป็นผล อ่านหรือจดจ าค าบางค าที่มีความหมายต่อตนเอง เขียนชื่อตนเองได้ เขียนค าที่มีความหมาย ต่อตนเอง ๕. ทักษะการคิด ได้แก่ แลกเปลี่ยนความคิดและให้เหตุผลได้ จดจ าภาพและวัสดุที่เหมือนและ ต่างกันได้ ใช้ค าใหม่ๆในการแสดงความคิด ความรู้สึก ถามและตอบค าถามเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังเปรียบเทียบ


๑๓๐ จ านวนของวัตถุ ๒ กลุ่ม โดยใช้ค า “มากกว่า” “น้อยกว่า” “เท่ากัน” อธิบายเหตุการณ์/เวลา ตามล าดับ อย่างถูกต้อง รู้จักเชื่อมโยงเวลากับกิจวัตรประจ าวัน ๖. ทักษะทางสังคมและอารมณ์ ได้แก่ ปรับตัวตามสภาพการณ์ ใช้ค าพูดเพื่อแก้ไขข้อขัดแย้งนั่งได้ นาน ๕-๑๐ นาที เพื่อฟังเรื่องราวหรือท ากิจกรรม ท างานจนส าเร็จ ร่วมมือกับคนอื่นและรู้จักผลัดกันเล่น ควบคุมอารมณ์ตนเองได้เมื่อกังวลหรือตื่นเต้น หยุดเล่นและท าในสิ่งที่ผู้ใหญ่ต้องการให้ท าได้ ภูมิใจใน ความส าเร็จของตนเอง ๓. การรายงานผลการประเมินพัฒนาการ การรายงานผลการประเมินพัฒนาการเป็นการสื่อสารให้พ่อแม่ ผู้ปกครองได้รับทราบความก้าวหน้า ในการเรียนรู้ของเด็ก ซึ่งสถานศึกษาต้องสรุปผลการประเมินพัฒนาการ และจัดท าเอกสารรายงานให้ ผู้ปกครองทราบเป็นระยะๆ หรืออย่างน้อยภาคเรียนละ ๑ ครั้ง การรายงานผลการประเมินพัฒนาการสามารถรายงานเป็นระดับคุณภาพที่แตกต่างไปตาม พฤติกรรมที่แสดงออกถึงพัฒนาการแต่ละด้าน ที่สะท้อนมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ทั้ง ๑๒ ข้อ ตาม หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ๓.๑ จุดมุ่งหมายการรายงานผลการประเมินพัฒนาการ ๑) เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้อง พ่อ แม่ และผู้ปกครองใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุงแก้ไข ส่งเสริม และพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก ๒) เพื่อให้ผู้สอนใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ๓) เพื่อเป็นข้อมูลส าหรับสถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษา และหน่วยงานต้นสังกัดใช้ ประกอบในการก าหนดนโยบายวางแผนในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ๓.๒ ข้อมูลในการรายงานผลการประเมินพัฒนาการ ๓.๒.๑ ข้อมูลระดับชั้นเรียน ประกอบด้วย เวลาเรียนแบบบันทึกการประเมิน พัฒนาการตามหน่วยการจัดประสบการณ์ สมุดบันทึกผลการประเมินพัฒนาการประจ าชั้น และสมุด รายงานประจ าตัวนักเรียน และสารนิทัศน์ที่สะท้อนการเรียนรู้ของเด็ก เป็นข้อมูลส าหรับรายงานให้ผู้มีส่วน เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้สอน และผู้ปกครอง ได้รับทราบความก้าวหน้า ความส าเร็จในการ เรียนรู้ของเด็กเพื่อน าไปในการวางแผนก าหนดเป้าหมายและวิธีการในการพัฒนาเด็ก ๓.๒.๒ ข้อมูลระดับสถานศึกษา ประกอบด้วย ผลการประเมินมาตรฐานคุณลักษณะที่พึง ประสงค์ทั้ง ๑๒ ข้อตามหลักสูตร เพื่อใช้เป็นข้อมูลและสารสนเทศในการพัฒนาการจัดประสบการณ์การ เรียนการสอนและคุณภาพของเด็ก ให้เป็นไปตามมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์และแจ้งให้ผู้ปกครอง และผู้เกี่ยวข้องได้รับทราบข้อมูล โดยผู้มีหน้าที่รับผิดชอบแต่ละฝ่ายน าไปปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาเด็กให้ เกิดพัฒนาการอย่างถูกต้อง เหมาะสม รวมทั้งน าไปจัดท าเอกสารหลักฐานแสดงพัฒนาการของผู้เรียน ๓.๒.๓ ข้อมูลระดับเขตพื้นที่การศึกษา ได้แก่ ผลการประเมินมาตรฐานคุณลักษณะที่พึง ประสงค์ทั้ง ๑๒ ข้อ ตามหลักสูตรเป็นรายสถานศึกษา เพื่อเป็นข้อมูลที่ศึกษานิเทศก์/ผู้เกี่ยวข้องใช้วางแผน และด าเนินการพัฒนาคุณภาพการศึกษาปฐมวัยของสถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อให้เกิดการ ยกระดับคุณภาพเด็กและมาตรฐานการศึกษา ๓.๓ ลักษณะข้อมูลส าหรับการรายงานผลการประเมินพัฒนาการ การรายงานผลการประเมินพัฒนาการ สถานศึกษาสามารถเลือกลักษณะข้อมูลส าหรับการรายงาน ได้หลายรูปแบบให้เหมาะสมกับวิธีการรายงานและสอดคล้องกับการให้ระดับผลการประเมินพัฒนาการโดย ค านึงถึงประสิทธิภาพของการรายงานและการน าข้อมูลไปใช้ประโยชน์ของผู้รายงานแต่ละฝ่ายลักษณะ


๑๓๑ ข้อมูลมีรูปแบบ ดังนี้ ๓.๓.๑ รายงานเป็นตัวเลข หรือค าที่เป็นตัวแทนระดับคุณภาพพัฒนาการของเด็กที่เกิด จากการประมวลผล สรุปตัดสินข้อมูลผลการประเมินพัฒนาการของเด็ก ได้แก่ - ระดับผลการประเมินพัฒนาการมี ๓ ระดับ คือ ๓ ๒ ๑ - ผลการประเมินคุณภาพ “ดี” “พอใช้” และ “ควรส่งเสริม” ๓.๓.๒ รายงานโดยใช้สถิติ เป็นรายงานจากข้อมูลที่เป็นตัวเลข หรือข้อความให้เป็นภาพ แผนภูมิหรือเส้นพัฒนาการ ซึ่งจะแสดงให้เห็นพัฒนาการความก้าวหน้าของเด็กว่าดีขึ้น หรือควรได้รับการ พัฒนาอย่างไร เมื่อเวลาเปลี่ยนแปลงไป ๓.๓.๓ รายงานเป็นข้อความ เป็นการบรรยายพฤติกรรมหรือคุณภาพที่ผู้สอนสังเกตพบ เพื่อรายงานให้ทราบว่าผู้เกี่ยวข้อง พ่อ แม่ และผู้ปกครองทราบว่าเด็กมีความสามารถ มีพฤติกรรมตาม คุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามหลักสูตรอย่างไร เช่น - เด็กรับลูกบอลที่กระดอนจากพื้นด้วยมือทั้ง ๒ ข้างได้โดยไม่ใช้ล าตัวช่วยและลูกบอลไม่ ตกพื้น - เด็กแสดงสีหน้า ท่าทางสนใจ และมีความสุขขณะท างานทุกช่วงกิจกรรม - เด็กเล่นและท างานคนเดียวเป็นส่วนใหญ่ - เด็กจับหนังสือไม่กลับหัว เปิด และท าท่าทางอ่านหนังสือและเล่าเรื่องได้ ๓.๔ เป้าหมายของการรายงาน การด าเนินการจัดการศึกษาปฐมวัย ประกอบด้วย บุคลากรหลายฝ่ายร่วมมือประสานงานกัน พัฒนาเด็กทางตรงและทางอ้อม ให้มีพัฒนาการ ทักษะ ความสามารถ คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมและ คุณลักษณะที่พึงประสงค์โดยผู้มีส่วนร่วมเกี่ยวข้องควรได้รับการายงานผลการประเมินพัฒนาการของเด็ก เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการด าเนินงาน ดังนี้ กลุ่มเป้าหมาย การใช้ข้อมูล ผู้สอน -วางแผนและด าเนินการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาเด็ก -ปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาการจัดการเรียนรู้ ผู้บริหารสถานศึกษา -ส่งเสริมพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้ระดับปฐมวัยของสถานศึกษา พ่อ แม่ และผู้ปกครอง -รับทราบผลการประเมินพัฒนาการของเด็ก -ปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก รวมทั้งการดูแลสุขภาพ อนามัยร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และพฤติกรรมต่างๆของเด็ก ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน -พัฒนาแนวทางการจัดการศึกษาปฐมวัยสถานศึกษา ส า นั กง า น เ ข ต พื้ น ที่ การศึกษา/หน่วยงานต้น สังกัด -ยกระดับและพัฒนาคุณภาพการศึกษาปฐมวัยของสถานศึกษาในเขตพื้นที่ การศึกษา นิเทศ ก ากับ ติดตาม ประเมินผลและให้ความช่วยเหลือการ พัฒนาคุณภาพการศึกษาปฐมวัยของสถานศึกษาในสังกัด ๓.๕ วิธีการรายงานผลการประเมินพัฒนาการ การรายงานผลการประเมินพัฒนาการให้ผู้เกี่ยวข้องรับทราบ สามารถด าเนินการ ได้ดังนี้ ๓.๕.๑ การรายงานผลการประเมินพัฒนาการในดอกสารหลักฐานการศึกษา ข้อมูล


๑๓๒ จากแบบรายงาน สามารถใช้อ้างอิง ตรวจสอบ และรับรองผลพัฒนาการของเด็ก เช่น - แบบบันทึกผลการประเมินพัฒนาการประจ าชั้น - แฟ้มสะสมงานของเด็กรายบุคคล - สมุดรายงานประจ าตัวนักเรียน - สมุดบันทึกสุขภาพเด็ก ฯลฯ ๓.๕.๒ การรายงานคุณภาพการศึกษาปฐมวัยให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ สามารถรายงานได้ หลายวิธี เช่น - รายงานคุณภาพการศึกษาปฐมวัยประจ าปี - วารสาร/จุลสารของสถานศึกษา -จดหมายส่วนตัว -การให้ค าปรึกษา -การให้พบครูที่ปรึกษาหรือการประชุมเครือข่ายผู้ปกครอง - การให้ข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตผ่านเว็บไซต์ของสถานศึกษา ภารกิจของผู้สอนในการประเมินพัฒนาการ การประเมินพัฒนาการตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพนั้น เกิดขึ้นใน ห้องเรียนและระหว่างการจัดกิจกรรมประจ าวันและกิจวัตรประจ าวัน ผู้สอนต้องไม่แยกการประเมิน พัฒนาการออกจากการจัดประสบการณ์ตามตารางกิจกรรมประจ าวัน ควรมีลักษณะการประเมิน พัฒนาการในชั้นเรียน (Classroom Assessment) ซึ่งหมายถึง กระบวนการและการสังเกต การบันทึกและ รวบรวมข้อมูลจากการปฏิบัติกิจวัตรประจ าวัน/กิจกรรมประจ าวันตามสภาพจริง (Authentic Assessment) ผู้สอนควรจัดท าข้อมูลหลักฐานหรือเอกสารอย่างเป็นระบบ เพื่อเป็นหลักฐานแสดงให้เห็น ร่องรอยของการเจริญเติบโตพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย แล้วน ามาวิเคราะห์ ตีความ บันทึก ข้อมูลที่ได้จากการประเมินพัฒนาการว่าเด็กรู้อะไร สามารถท าอะไรได้ และจะท าต่อไปอย่างไร ด้วยวิธีการ และเครื่องมือที่หลากหลายทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ทั้งนั้นการด าเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นตลอด ระยะเวลาของการปฏิบัติกิจวัตรประจ าวัน/กิจกรรมประจ าวันและการจัดประสบการณ์เรียนรู้ ดังนั้น ข้อมูลที่เกิดจากการประเมินที่มีคุณภาพเท่านั้น จึงสามารถน าไปใช้ประโยชน์ ตรงตาม เป้าหมาย ผู้สอนจ าเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในหลักการ แนวคิด วิธีด าเนินงานในส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรการจัดประสบการเรียนรู้ เพื่อสามารถน าไปใช้ในการวางแผนและออกแบบการ ประเมินพัฒนาการได้อย่างมีประสิทธิภาพบนพื้นฐานการประเมินพัฒนาการในชั้นเรียนที่มีความถูกต้อง ยุติธรรม เชื่อถือได้ มีความสมบูรณ์ ครอบคลุมตามจุดหมายของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สะท้อนผลและ สภาพความส าเร็จเมื่อเปรียบเทียบกับเป้าหมายของการด าเนินการจัดการศึกษาปฐมวัย ทั้งในระดับนโยบาย ระดับปฏิบัติการ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อไป ๑. ขั้นตอนการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย การประเมินพัฒนาการเด็กของผู้สอนระดับปฐมวัยจะมีขั้นตอนส าคัญๆคล้ายคลึงกับการประเมิน การศึกษาทั่วไป ขั้นตอนต่างๆอาจปรับลด หรือเพิ่มได้ตามความเหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษาและ สอดคล้องกับการจัดประสบการณ์ หรืออาจสลับล าดับก่อนหลังได้บ้าง ขั้นการประเมินพัฒนาการเด็ก ปฐมวัย โดยสรุปควรมี ๖ ขั้นตอน ดังนี้


๑๓๓ ขั้นตอนที่ ๑ การวิเคราะห์มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตัวบ่งชี้ และสภาพที่พึงประสงค์ ตัว บ่งชี้ และสภาพที่พึงประสงค์ที่สัมพันธ์กับหน่วยการจัดประสบการณ์ต่างๆ อันจะเป็นประโยชน์ในการ ด าเนินงานการประเมินพัฒนาการอย่างเป็นระบบและครอบคลุมทั่วถึง ขั้นตอนที่ ๒ การก าหนดสิ่งที่จะประเมินและวิธีการประเมิน ในขั้นตอนนี้สิ่งที่ผู้สอนต้องท าคือ การ ก าหนดการประเด็นการประเมิน ได้แก่ สภาพที่พึงประสงค์ในแต่ละวัยของเด็กที่เกิดจากกาจัดประสบการณ์ ในแต่ การจัดประสบการณ์ มาก าหนดเป็นจุดประสงค์การเรียนรู้ของหน่วยการเรียนรู้ จุดประสงค์ย่อยของ กิจกรรมตามตารางประจ าวัน ๖กิจกรรมหลัก หรือตามรูปแบบการจัดประสบการณ์ที่ก าหนด ผู้สอนต้อง วางแผนและออกแบบวิธีการประเมินให้เหมาะสมกับกิจกรรม บางครั้งอาจใช้การสังเกตพฤติกรรม การ ประเมินผลงาน/ชิ้นงาน การพูดคุยหรือสัมภาษณ์เด็ก เป็นต้น ทั้งนี้วิธีการที่ผู้สอนเลือกใช้ต้องมีความหมาย หลากหลาย หรือมากว่า ๒ วิธีการ ขั้นตอนที่ ๓ การสร้างเครื่องมือและเกณฑ์การประเมิน ในขั้นตอนนี้ ผู้สอนจะต้องก าหนดเกณฑ์ การ ประเมินพัฒนาการให้สอดคล้องกับพฤติกรรมที่จะประเมินในขั้นตอนที่ ๒ อาจใช้แนวทางการก าหนด เกณฑ์ที่ กล่าวมาแล้วข้างต้นในส่วนที่ ๒ เป็นเกณฑ์การประเมินแยกส่วนของแต่ละพฤติกรรมและเกณฑ์ สรุปผลการ ประเมิน พร้อมกับจัดท าแบบบันทึกผลการสังเกตพฤติกรรมตามสภาพที่พึงประสงค์ของแต่ละ หน่วยการจัดประสบการณ์นั้นๆ ขั้นตอนที่ ๔ การด าเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นขั้นตอนที่ผู้สอนออกแบบ/วางแผนและท าการ สังเกต พฤติกรรมของเด็กเป็นรายบุคคล รายกลุ่ม การพูดคุยหรือการสัมภาษณ์เด็ก หรือการประเมินผล งาน/ชิ้นงานของเด็ก อย่างเป็นระบบ เพื่อรวบรวมข้อมูลพัฒนาการของเด็กให้ทั่วถึงครบทุกคน สอดคล้อง และตรงประเด็นการประเมินที่วางแผนไว้ในขั้นตอนที่ ๔ บันทึกลงในเครื่องมือที่ผู้สอนพัฒนาหรือจัดเตรียม ไว้ การบันทึกผลการประเมินพัฒนาการตามสภาพที่พึงประสงค์ของแต่ละหน่วยการจัดประสบการณ์ นั้น ผู้สอนเป็นผู้ประเมินเด็กเป็นรายบุคคลหรือรายกลุ่ม อาจให้ระดับคุณภาพ ๓ หรือ ๒ หรือ ๑ หรือให้ ค าส าคัญที่เป็นคุณภาพ เช่น ดี พอใช้ และควรส่งเสริม ก็ได้ ทั้งนี้ควรเป็นระบบเดียวกันเพื่อสะดวกในการ วิเคราะห์ข้อมูลและแปลผลการประเมินพัฒนาการเด็ก ในระยะต้นควรเป็นการประเมินเพื่อความก้าวหน้า ไม่ควรเป็นการประเมินเพื่อตัดสิ้นพัฒนาการเด็ก หากผลการประเมินพบว่า เด็กอยู่ในระดับ ๑ พฤติกรรม หนึ่งพฤติกรรมใดผู้สอนต้องท าความเข้าใจว่าเด็กคนนั้นมีพัฒนาการเร็วหรือช้า ผู้สอนจะต้องจัด ประสบการณ์ส่งเสริมในหน่วยการจัดประสบการณ์ต่อไปอย่างไร ดังนั้น การเก็บรวบรวมข้อมูลผลการ ประเมินพัฒนาการในแต่ละหน่วยการจัดประสบการณ์ของผู้สอนจึงเป็น การสะสมหรือรวบรวมข้อมูลผล การประเมินพัฒนาการของเด็กรายบุคคล หรือรายกลุ่มนั่นเอง เมื่อผู้สอนจัดประสบการณ์ครบทุกหน่วย การจัดประสบการณ์ตามที่วิเคราะห์สาระการเรียนรู้รายปีของแต่ละภาคเรียน ขั้นตอนที่ ๕ การวิเคราะห์ข้อมูลและแปลผล ในขั้นตอนนี้ ผู้สอนที่เป็นผู้ประเมิน ควรด าเนินดาร ดังนี้ ๑) การวิเคราะห์และแปลผลการประเมินพัฒนาการเมื่อสิ้นสุดหน่วยการจัดประสบการณ์ ผู้สอนจะบันทึกผลการประเมินพัฒนาการของเด็กลงในแบบบันทึกผลการสังเกตพฤติกรรมตามสภาพที่พึง ประสงค์ของหน่วยการจัดประสบการณ์หน่วยที ๑ จนถึงหน่วยสุดท้ายของภาคเรียน ๒) การวิเคราะห์และแปลผลการประเมินประจ าภาคเรียนหรือภาคเรียนที่ ๒ เมื่อสิ้นปี การศึกษา ผู้สอนจะน าผลการประเมินพัฒนาการสะสมที่รวบรวมไว้จากทุกหน่วยการเรียนรู้สรุปลงในสมุด บันทึกผลประเมินพัฒนาการประจ าชั้น และสรุปผลพัฒนาการรายด้านทั้งชั้นเรียน


๑๓๔ ขั้นตอนที่ ๖ การสรุปรายงานผลและการน าข้อมูลไปใช้ เป็นขั้นตอนที่ผู้สอนซึ่งเป็นครูประจ าชั้นจะ สรุปผลเพื่อตัดสินพัฒนาการของเด็กปฐมวัยเป็นรายตัวบ่งชี้รายมาตรฐานและพัฒนาการทั้ง ๔ ด้าน เพื่อ น าเสนอผู้บริหารสถานศึกษาอนุมัติการตัดสิน และแจ้งคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมกับครู ประจ าชั้นจะจัดท ารายงานผลการประเมินประจ าตัวนักเรียน น าข้อมูลไปใช้สรุปผลการประเมินคุณภาพเด็ก ของระบบประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาเมื่อสิ้นภาคเรียนที่ ๒ หรือเมื่อสิ้นปีการศึกษา รายละเอียดการด าเนินงานแต่ละขั้นตอน มีดังนี้ ขั้นตอนที่ ๑ การวิเคราะห์มาตรฐาน ตัวบ่งชี้ และสภาพที่พึงประสงค์ตามหลักสูตรสถานศึกษา โดย น าข้อมูลจากการวิเคราะห์การเรียนรู้รายปีในหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัยมาตรวจสอบความถี่ของตัวบ่งชี้ และสภาพที่พึงประสงค์ว่าเกิดขึ้นกับเด็กตามหน่วยการจัดประสบการณ์เรียนรู้ใดบ้าง ขั้นตอนที่ ๑.๑ การวิเคราะห์สาระการเรียนรู้รายปีของโรงเรียน ขั้นตอนที่ ๑.๒ ตรวจสอบความถี่เพื่อตรวจสอบจ านวนครั้งของตัวบ่งชี้สภาพที่พึงประสงค์ว่า วางแผนให้เกิดพัฒนาการในหน่วยการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ใดบ้างจากหลักสูตรสถานศึกษา ขั้นตอนที่ ๒ ก าหนดสิ่งที่ประเมินและวิธีการประเมิน โดยก าหนดสภาพที่พึงประสงค์ที่วิเคราะห์ไว้ ในขั้นตอนที่ ๑.๒ มาก าหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ใน ๖ กิจกรรมหลัก ๒.๑ การเขียนหรือก าหนดจุดประสงค์การเรียนของหน่วยการจัดประสบการณ์ ๒.๒ การวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู ขั้นตอนที่ ๓ การสร้างเครื่องมือและเกณฑ์การประเมิน ผู้สอนจะต้องก าหนดเกณฑ์การประเมิน พัฒนาการเด็กให้สอดคล้องกับพฤติกรรมที่จะประเมินตามแผนการจัดกิจกรรม พร้อมท าเกณฑ์การประเมิน และสรุปผลการประเมิน พร้อมจัดท าแบบบันทึกผลหลังสอนประจ าหน่วยการจัดประสบการณ์ ขั้นตอนที่ ๔ การด าเนินการเป็นการรวบรวมข้อมูล ขั้นตอนนี้ ผู้สอนที่ท าหน้าที่เป็นผู้ประเมินโดย การสังเกตพฤติกรรมของเด็กรายบุคคล รายกลุ่ม การพูดคุยหรือสัมภาษณ์เด็ก หรือการประเมินผลงาน ชิ้นงานของเด็กอย่างเป็นระบบ ไปพร้อมๆกับกิจกรรมให้เด็ก เพื่อรวบรวมข้อมูลพัฒนาการของเด็กทุกคน และบันทึกลงแบบบันทึกผลหลังสอนประจ าหน่วยการจัดประสบการณ์ ที่จัดเตรียมไว้ ขั้นตอนที่ ๕ การวิเคราะห์ข้อมูลและแปลผลเมื่อสิ้นสุดหน่วยการจัดประสบการณ์ ผู้สอนจะ ตรวจสอบความครบถ้วน สมบูรณ์ของผลการประเมินในแบบบันทึกผลการประเมินพัฒนาการของเด็กหลัง การจัดประสบการณ์ลงในแบบบันทึกผลหลังการจัดประสบการณ์ประจ าหน่วยการจัดประสบการณ์ และ เก็บสะสมเพื่อน าได้สรุปผลในการตัดสินพัฒนาการเด็กในภาพรวมเมื่อสิ้นปีการศึกษา โดยผู้สอนจะน าผล การประเมินพัฒนาสะสมที่รวบรวมไว้ทุกหน่วยการเรียนรู้ มาสรุปลงในสมุดบันทึกผลการประเมิน พัฒนาการประจ าชั้นและสรุปผลพัฒนาการรายด้านทั้งชั้นเรียน ทั้งนี้การสรุปผลการประเมินพัฒนาการ ผู้สอนควรใช้ ฐานนิยม (Mode) จึงเหมาะสมและสอดคล้องกับการประเมินมากที่สุด ตามที่กล่าวมาแล้ว ข้างต้น ขั้นตอนที่ ๖ การสรุปรายงานผลและการน าข้อมูลไปใช้ ครูประจ าชั้นจะสรุปผลเพื่อพัฒนาการของ เด็กปฐมวัยเป็นรายตัวบ่งชี้ รายมาตรฐานและพัฒนาการทั้ง๔ ด้าน และรายงานต่อผู้บริหารสถานศึกษา อนุมัติผลการตัดสินและแจ้งคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมกับครูประจ าชั้นจะจัดท ารายงาน ผลการประเมินพัฒนาการของเด็กรายบุคคล รายภาค และรายปีต่อผู้ปกครองในสมุดรายงานปร าตัวเด็ก นักเรียน


๑๓๕ ๑๓. การบริหารจัดการหลักสูตร การน าหลักสูตรปฐมวัยไปใช้ให้มีประสิทธิภาพตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตร ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการ บริหารจัดการหลักสูตรของสถานศึกษา ได้แก่ ผู้บริหาร ครูผู้สอน ผู้ปกครอง และชุมชน ควรมีบทบาท ดังนี้ ๑.ผู้บริหารสถานศึกษา ๑.๑ ศึกษาท าความเข้าใจหลักสูตร และมีวิสัยทัศน์ด้านการจัดการศึกษาปฐมวัย ๑.๒ คัดเลือกครูผู้สอนที่เหมาะสม โดยควรมีคุณสมบัติ ดังนี้ - มีวุฒิการศึกษาด้านอนุบาล, ปฐมวัย หรือผ่านการอบรมเกี่ยวกับการจัดการศึกษา ปฐมวัย - มีความรักเด็ก จิตใจดี มีอารมณ์ขันและใจเย็น ให้ความเป็นกันเองกับเด็กอย่างเสมอภาค - มีบุคลิกความเป็นครู เข้าใจธรรมชาติของเด็ก - พูดจาสุภาพเรียบร้อย ชัดเจนเป็นแบบอย่างได้ - มีความเป็นระเบียบ สะอาด และรู้จักประหยัด - มีความอดทน ขยัน ซื่อสัตย์ในการปฏิบัติงานและการปฏิบัติต่อเด็ก - มีอารมณ์ร่วมกับเด็ก รู้จักรับฟัง พิจารณาเรื่องราวปัญหาต่างๆของเด็ก และตัดสินปัญหา ต่างๆ อย่างมีเหตุผลและเป็นธรรม - มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่สมบูรณ์ ๑.๓ ส่งเสริมการจัดบริการทางการศึกษาให้เด็กเข้าเรียนอย่างทั่วถึงและเสมอภาคและปฏิบัติการ รับเด็กตามเกณฑ์ที่ก าหนด ๑.๔ ส่งเสริมให้ครูผู้สอน ให้มีความรู้ก้าวหน้าอยู่เสมอ ๑.๕ จัดให้มีข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับเด็กรายบุคคล ๑.๖ นิเทศ ติดตาม ก ากับการใช้หลักสูตรและประเมินผลอย่างเป็นระบบ ๒. บทบาทครูผู้สอนปฐมวัย ๒.๑ จัดประสบการณ์การเรียนรู้ส าหรับเด็กที่เด็กก าหนดขึ้นด้วยตนเอง และครูผู้สอนกับเด็ก ร่วมกันก าหนด โดยเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กให้ครบทุกด้าน ๒.๒ ส่งเสริมให้เด็กใช้ข้อมูลแวดล้อม ศักยภาพตัวของเด็ก และหลักทางวิชาการผลิตกระท า หรือ หาค าตอบในสิ่งที่เด็กเรียนรู้อย่างมีเหตุผล ๒.๓ กระตุ้นให้เด็กร่วมคิด แก้ปัญหา ค้นคว้าหาค าตอบด้วยตนเอง ด้วยวิธีการศึกษาที่น าไปสู่การ ใฝ่รู้และพัฒนาตนเอง ๒.๔ จัดสภาพแวดล้อมและสร้างบรรยากาศการเรียนที่สร้างเสริมให้เด็กท ากิจกรรมได้เต็มศักยภาพ และความแตกต่างของเด็กแต่ละคน ๒.๕ สอดแทรกการอบรมด้านจริยธรรมและค่านิยมที่พึงประสงค์ในการจัดการเรียนรู้และกิจกรรม ต่างๆ อย่างสม่ าเสมอ ๒.๖ ใช้กิจกรรมการเล่นเป็นสื่อการเรียนรู้ส าหรับเด็กให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ๒.๗ ใช้ปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูและเด็กในการด าเนินกิจกรรมการเรียนการสอนอย่างสม่ าเสมอ ๒.๘ จัดการประเมินผลการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับสภาพจริง และน าผลการประเมินมาปรับปรุง


๑๓๖ พัฒนาคุณภาพเด็กอย่างเต็มศักยภาพ ๒.๙ ฝึกให้เด็กช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจ าวัน ๒.๑๐ ฝึกให้เด็กมีความเชื่อมั่น ภูมิใจในตัวเองและกล้าแสดงออก ๒.๑๑ ฝึกการเรียนรู้หน้าที่ ความมีวินัย และการมีนิสัยที่ดี ๒.๑๒ จ าแนกพฤติกรรมเด็ก เพื่อหาแนวทางส่งเสริม หรือแก้ปัญหารายบุคคล ๒.๑๓ ประสานความร่วมมือระหว่างโรงเรียน บ้าน และชุมชน เพื่อให้เด็กได้พัฒนาตามศักยภาพ และมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ๒.๑๔ ใช้เทคโนโลยีและแหล่งเรียนรู้ในชุมชนในการเสริมสร้างการเรียนรู้ให้แก่เด็ก ๒.๑๕ จัดท าวิจัยในชั้นเรียน เพื่อน ามาปรับปรุงพัฒนาหลักสูตร / กระบวนการเรียนรู้และพัฒนา สื่อการเรียนรู้ ๒.๑๖ พัฒนาตนเองให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ มีคุณลักษณะของผู้ใฝ่รู้ และทันต่อข่าวสาร เหตุการณ์เสมอ ๒.๑๗ ท าหน้าที่วางแผนก าหนดหลักสูตร หน่วยการเรียนรู้ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และการ ประเมินผลการเรียนรู้ ๒.๑๘ จัดท าแผนการจัดประสบการณ์ที่เน้นเด็กเป็นส าคัญ ให้เด็กมีอิสระในการเรียนรู้ ๓. บทบาทของพ่อแม่ ผู้ปกครองเด็กปฐมวัย ๓.๑ มีส่วนร่วมในการก าหนดแผนพัฒนาสถานศึกษาและให้ความเห็นชอบ ก าหนดแผนการเรียนรู้ ของเด็กร่วมกับครูผู้สอนและเด็ก ๓.๒ ส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมของสถานศึกษา และกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาเด็กตาม ศักยภาพ ๓.๓ เป็นเครือข่ายการเรียนรู้ จัดบรรยากาศในบ้านให้เอื้อต่อการเรียนรู้ ๓.๔ สนับสนุนทรัพยากรเพื่อการศึกษาตามความเหมาะสมและจ าเป็น ๓.๕ อบรมเลี้ยงดู เอาใจใส่ให้ความรัก ความอบอุ่น ส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาการด้านต่างๆของ เด็ก ๓.๖ ป้องกันและแก้ไขปัญหาพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ ตลอดจนส่งเสริมคุณลักษณะที่พึงประสงค์ โดยประสานความร่วมมือกับครูผู้สอน ๓.๗ เป็นแบบอย่างที่ดีทั้งในด้านการปฏิบัติตนให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ และมีคุณธรรมน าไปสู่ การพัฒนาให้เป็นสถาบันแห่งการเรียนรู้ ๓.๘ มีส่วนรวมในการประเมินผลการเรียนรู้ของเด็ก และประเมินผลการจัดการของสถานศึกษา ๔. บทบาทของชุมชน ๔.๑ มีส่วนร่วมในการบริหารสถานศึกษา ในบทบาทของคณะกรรมการสถานศึกษา สมาคม / ชมรมผู้ปกครอง ๔.๒ มีส่วนร่วมในการจัดท าแผนพัฒนาสถานศึกษา ๔.๓ เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ เครือข่ายการเรียนรู้ให้เด็กได้เรียนรู้และมีประสบการณ์ จาก สถานการณ์จริง ๔.๔ ให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของสถานศึกษา


๑๓๗ ๔.๕ ส่งเสริมให้มีการระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา เพื่อให้สถานศึกษาเป็นแหล่งวิทยาการของ ชุมชน ๔.๖ มีส่วนร่วมในการตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาของสถานศึกษา ท าหน้าที่ เสนอแนะในการพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา ๔.๗ ส่งเสริมสถานศึกษาด้านวิทยากรภายนอกและภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อเสริมสร้างและพัฒนาเด็ก ทุกด้าน รวมทั้งสืบสานจารีตประเพณี ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ๑๔. การเชื่อมต่อของการศึกษาระดับปฐมวัยกับระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ บทบาทของบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ๑. ผู้บริหารสถานศึกษา ๑.๑ จัดประชุมผู้สอนระดับปฐมวัยและระดับชั้นประถมศึกษา ร่วมกันพัฒนารอยเชื่อมต่อของ หลักสูตรทั้งสองระดับให้เป็นแนวปฏิบัติของสถานศึกษา เพื่อผู้สอนทั้งสองระดับ จะได้เตรียม การสอนให้ สอดคล้องกับเด็กในวัยนี้ ๑.๒ จัดเอกสารด้านหลักสูตร และเอกสารทางวิชาการของทั้งสองระดับ มาไว้ให้ผู้สอนและ บุคลากรอื่น ๆ ได้ศึกษา ท าความเข้าใจ อย่างสะดวกและเพียงพอ ๑.๓ จัดกิจกรรมให้ผู้สอนทั้งสองระดับมีโอกาสแลกเปลี่ยน เผยแพร่ความรู้ใหม่ ๆ ที่ได้รับจากการอบรม ดูงาน ๑.๔ จัดเอกสารเผยแพร่ ตลอดจนกิจกรรมสัมพันธ์ในรูปแบบต่าง ๆ ระหว่างสถานศึกษา ผู้ปกครอง และชุมชนอย่างสม่ าเสมอ ๑.๕ จัดปฐมนิเทศผู้ปกครอง ๒ ครั้ง คือ ก่อนเด็กเข้าเรียนชั้นอนุบาลปีที่ ๑ และก่อนที่เด็กจะ เลื่อนขึ้นชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ เพื่อให้ผู้ปกครองเข้าใจการศึกษาทั้งสองระดับ และให้ความร่วมมือ ช่วยเหลือเด็กให้สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้ดีขึ้น ๑.๑.๑ ด้านทักษะพื้นฐานทางภาษา ตัวอย่างการวิเคราะห์การเชื่อมโยง หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช ๒๕๕๑ มาตรฐานที่ ๙ ใช้ภาษาสื่อสารได้ เหมาะสมกับวัย ตัวบ่งชี้ที่ ๙.๑ สนทนาโต้ตอบและ เล่าเรื่องให้ผู้อื่นเข้าใจ สภาพที่พึงประสงค์ ๙.๑.๑ ฟังผู้อื่นพูดจนจบแล ะ ส น ท น า โ ต้ ต อ บ อ ย่ าง ต่ อ เ นื่ อง เชื่อมโยงกับเรื่องที่ฟัง ๙.๑.๒ เล่าเรื่องราวที่ต่อเนื่อง ตัวบ่งชี้ที่ ๙.๒ อ่าน เขียน ภาพและ สัญลักษณ์ได้ สภาพที่พึงประสงค์ ๙.๒.๑ อ่านภาพ สัญลักษณ์ ค า ด้ ว ย ก า ร ชี้ห รื อ ว าดต ามองต าม กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สาระที่ ๑ การอ่าน มาตรฐาน ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้ความคิด เพื่อน าไปตัดสินใจ แก้ปัญหาในการด าเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน ตัวชี้วัดชั้นปี ป.๑ 1. อ่านออกเสียงค า ค าคล้องจองและข้อความสั้นๆ 2. บอกความหมายของค าและข้อความที่อ่าน 3. ตอบค าถามเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน 4. เล่าเรื่องย่อจากเรื่องที่อ่าน 5. คาดคะเนจากเรื่องที่อ่าน 6. อ่านหนังสือตามความสนใจอย่างสม่ าเสมอ และ น าเสนอเรื่องที่อ่าน 7. บอกความหมายของเครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ที่มัก


๑๓๘ จุดเริ่มต้นและจุดจบของข้อความ ๙.๒.๒ เขียนชื่อของตนเองตาม แบบเขียนข้อความด้วยวิธีที่คิดเอง พบเห็นในชีวิตประจ าวัน 8. มีมารยาทในการอ่าน สาระที่ ๒ การเขียน มาตรฐาน ๒.๑ ใช้กระบวนการเขียนสื่อสารเขียนเรียงความ ย่อความและ เขียนเรื่องราวในรูปแบบต่างๆ เขียนรายงาน ข้อมูลสารสนเทศ และรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมีประสิทธิภาพ ตัวชี้วัดชั้นปี ป.๑ 1. คัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด 2. เขียนสื่อสารด้วยค าและประโยคง่ายๆ 3. มีมารยาทในการเขียน สาระที่ ๓ การฟัง การดูและการพูด มาตรฐาน ท ๓.๑ สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด และความรู้สึกในโอกาสต่าง อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์ ตัวชี้วัดชั้นปี ป.๑ 1. ฟังค าแนะน า ค าสั่งง่ายๆและปฏิบัติตาม 2. ตอบค าถามและเล่าเรื่องที่ฟังและดูทั้งที่เป็นความรู้ และความบันเทิง 3. พูดแสดงความคิดเห็นและความรู้สึกจากเรื่องที่ฟัง และดู 4. พูดสื่อสารได้ตามวัตถุประสงค์ 5. มีมารยาทในการฟังการดูและการพูด ๑.๑.๒ ด้านคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ (ส าหรับเด็กอายุ ๓ – ๖) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) กลุ่มสาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ ก ลุ่ ม ส า ร ะ ก า ร เ รี ย น รู้ วิทยาศาสตร์ มาตรฐานที่ ๑๐ มีความสามารถใน การคิดที่เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ ตัวบ่งชี้ที่ ๑๐.๑ มีความสามารถใน การคิดรวบยอด สภาพที่พึงประสงค์ ๑๐.๑.๑ บอกลักษณะ ส่วนประกอบ สาระที่ ๑ จ านวนและพืช คณิต มาตรฐาน ค ๒.๒ ป.๑/๑ จ าแนกรูปสามเหลี่ยม รูปสี่เหลี่ยม วงกลม วงรี ทรง สี่เหลี่ยมมุมฉาก ทรงกลม ส า ร ะที่ ๑ วิท ย า ศ า ส ต ร์ ชีวภาพ มาตรฐาน ว ๑.๑ ตัวชี้วัดชั้นปี ป.๑/๑ ร ะบุพืชและสัตว์ที่ อาศัยอยู่บริเวณต่างๆที่ได้จาก


๑๓๙ การเปลี่ยนแปลงหรือความสัมพันธ์ ของสิ่งต่างๆ จากการสังเกตโดยใช้ ประสาทสัมผัส ๑๐.๑.๒ จับคู่และเปรียบเทียบและ ความเหมือนของสิ่งต่างๆโดยใช้ ลักษณะเด็กที่สังเกตพบ ๒ ลักษณะ ขึ้นไป ๑๐.๑.๓ จ าแนกและจัดกลุ่มสิ่งต่างๆ โดยใช้ตั้งแต่ ๒ ลักษณะ ขึ้นไปเป็น เกณฑ์ ๑๐.๑.๔ เรียงล าดับสิ่งของและ เหตุการณ์อย่างน้อง ๕ ล าดับ ตัวบ่งชี้ที่ ๑๐.๒ มีความสามารถใน การคิดเชิงเหตุผล สภาพที่พึงประสงค์ ๑๐.๒.๑ อธิบายเชื่อมโยงสาเหตุและ ผลที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์หรือการ กระท า ตัวบ่งชี้ที่ ๑๐.๓ มีความสามารถใน การคิดแก้ปัญหาและตัดสินใจ สภาพที่พึงประสงค์ ๑๐.๓.๑ ตัดสินใจในเรื่องง่ายๆและ ยอมรับผลที่เกิดขึ้น ๑๐.๓.๒ ระบุปัญหา สร้างทางเลือก และเลือกวิธีแก้ปัญหา มาตรฐานที่ ๑๒ มีเจตคติที่ดีต่อการ เรียนรู้และมีความสามารถในการ แสวงหาความรู้ได้เหมาะสมกับวัย ตัวบ่งชี้ที่ ๑๒.๑ มีเจตคติที่ดีต่อการ เรียนรู้ ๑๒.๑.๒ กระตือรือร้นในการร่วม กิจกรรมตั้งแต่ต้นจนจบ ตัวบ่งชี้ที่ ๑๒.๒ มีความสามารถใน การแสวงหาความรู้ ๑๒.๒.๑ ค้นหาค าตอบข้อสงสัยต่างๆ โดยใช้วิธีการหลากหลายด้วยตนเอง ทรงกระบอก และกรวย มาตรฐาน ค.๑.๑ ป.๑/๓ เรียงล าดับจ านวนนับ ไม่เกิน ๑๐๐ และ ๐ ตั้งแต่ ๓ ถึง ๕ จ านวน การส ารวจ ป.๑/๒ บอกสภาพแวดล้อมที่ เหมาะสมในบริเวณที่พืชและ สัตว์อาศัยอยู่ที่บริเวณที่ส ารวจ มาตรฐาน ว ๒.๑ ป.๑/๒ ระบุชนิดของวัสดุ และ จัดกลุ่มวัสดุตามสมบัติที่สังเกต ได้ มาตรฐาน ว ๓.๑ ป.๑/๒ อธิบายสาเหตุที่มองไม่ เห็นด า วส่ วนใหญ่ในเ วล า กล างวันจ ากหลัก ฐ านเชิง ประจักษ์ มาตรฐาน ว ๘.๒ ป.๑/๑ แก้ปัญหาอย่างง่ายโย ใช้การลองผิดลองถูก การ เปรียบเทียบ ป.๑/๒ แสดงล าดับขั้นตอน การท างานหรือการแก้ปัญหา อ ย่ า ง ง่ า ย โ ด ย ใ ช้ ภ า พ สัญลักษณ์ หรือ ข้อความ ก ลุ่ ม ส า ร ะ ก า ร เ รี ย น รู้ วิทยาศาสตร์คุณภาพผู้เรียน เมื่อจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ - แสดงความกระตือรือร้น สนใจที่จะเรียนรู้ มีความคิด สร้างสรรค์เกี่ยวกับเรื่องที่จะ ศึกษาตามที่ก าหนดให้หรือ ตามความสนใจ มีส่วนร่วมใน การแสดงความคิดเห็นและ ยอมรับฟังความคิดเห็นของ ผู้อื่น - ตระหนักถึงประโยชน์ของ การใช้ความรู้และกระบวนการ ท าง วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ใ น ก า ร ด ารงชีวิต ศึกษาหาความรู้


๑๔๐ เพิ่มเติม ท าโครงง านห รือ ชิ้นงานที่ก าหนดให้หรือตาม ความสนใจ ๒. ครูผู้สอนระดับปฐมวัย ๒.๑ ผู้สอนระดับชั้นอนุบาลปีที่ ๒ เก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กเป็นรายบุคคล ส่งต่อให้ ผู้สอนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ เพื่อเป็นข้อมูลในการช่วยเหลือเด็กให้ปรับตัวเข้ากับการเรียนรู้ใหม่ ต่อไป ๒.๒ พูดคุยกับเด็กถึงประสบการณ์ดี ๆ ที่เด็กจะได้พบและเรียนรู้ในชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ๒.๓ จัดให้เด็กได้มีโอกาสท าความรู้จักกับผู้สอน และบรรยากาศของห้องเรียนในระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ ๑ ๓. ผู้สอนระดับประถมศึกษา ๓.๑ จัดกิจกรรมให้เด็กและผู้ปกครอง มีโอกาสได้ท าความรู้จัก คุ้นเคยกับผู้สอนและ ห้องเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ก่อนเปิดภาคเรียน ๓.๒ จัดสภาพห้องเรียนให้ใกล้เคียงกับห้องเรียนระดับปฐมวัย ๓.๓ จัดกิจกรรมสร้างข้อตกลงที่เกิดจากเด็กร่วมกันเกี่ยวกับการปฏิบัติตน ๓.๔ เผยแพร่ข่าวสารด้านพัฒนาการ และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเด็ก ผู้ปกครอง ๔. ผู้ปกครอง ๔.๑ ร่วมกิจกรรมที่ทางสถานศึกษาจัดขึ้นอย่างสม่ าเสมอ ๔.๒ ดูแล เอาใจใส่ผู้เรียนอย่างใกล้ชิด ให้ความร่วมมือกับผู้สอนในการส่งเสริมพัฒนาการผู้เรียน เพื่อเด็กจะได้ปรับตัวได้เร็วยิ่งขึ้น


๑๔๑ บรรณานุกรม ส านักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, กระทรวงศึกษาธิการ.(๒๕๖๐). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐. กรุงเทพมหานคร: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. ส านักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, กระทรวงศึกษาธิการ.(เอกสารอัดส าเนา ๒๕๖๐). คู่มือ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐.


๑๔๒ ภาคผนวก


๑๔๓ ค าสั่งโรงเรียนนิกรราษฎร์บ ารุงวิทย์ ที่ ๒๘ / ๒๕๖๖ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการจัดท าหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย โรงเรียนนิกรราษฎร์บ ารุงวิทย์ พุทธศักราช ๒๕๖๖ ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ------------------------------------------------------------------------------ ด้วย กระทรวงศึกษาธิการมีค าสั่ง ที่ สพฐ.๑๒๒๓ /๒๕๖๐ ลงวันที่ ๓ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๐ เรื่อง ให้ ใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ เพื่อให้การจัดการศึกษาปฐมวัยที่ต้องพัฒนาเด็กตั้งแต่แรก เกิด – ๖ ปี ให้มีพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาที่เหมาะสมกับวัย ความสามารถ และความแตกต่างระหว่างบุคคลเป็นการเตรียมความพร้อมที่จะเรียนรู้และสร้างรากฐานชีวิต ให้พัฒนาเด็ก ปฐมวัยไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ และมีความรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๕๔ และโดยอาศัยอ านาจความในมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๔๕ กระทรวงศึกษาธิการจึงให้ใช้หลักสูตร พุทธศักราช ๒๕๖๐ แทนหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ๒๕๔๖ เพื่อให้สถานศึกษาหรือสถานบันพัฒนาเด็ก ปฐมวัยทุกสังกัด น าหลักสูตรไปใช้โดยให้ปรับปรุงให้เหมาะสมกับเด็กและสภาพท้องถิ่น ดังนั้น เพื่อให้ก า รจัดท าหลักสูต รสถ านศึกษ าป ฐมวัยโ รงเ รียน นิก ร ร าษฎ ร์บ า รุงวิทย์ พุทธศักราช ๒๕๖๖ ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ด าเนินไปด้วยความเรียนร้อยและมี ประสิทธิภาพสูงสุด จึงแต่งตั้งคณะกรรมการ ดังนี้ ๑.คณะกรรมการที่ปรึกษา ประกอบด้วย ๑. นายจ านงค์ อ่อนแย้ม ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ๒. นางสาวณัฎฐิพร วงษ์ไทย ผู้อ านวยการโรงเรียน หน้าที่ ให้ค าปรึกษา แนะน า เสนอแนะแนวทาง หรือวินิจฉัยสั่งการเพื่อให้การจัดท าหลักสูตร สถานศึกษาปฐมวัย เป็นไปด้วยความเรียบร้อย บรรลุผลส าเร็จตามวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ ๒.คณะกรรมการบริหารหลักสูตร และวิชาการ ประกอบด้วย ๑. นางสาวณัฎฐิพร วงษ์ไทย ผู้อ านวยการโรงเรียน ประธานกรรมการ ๒. นางสาวกิ่งรัก เยาวภักดิ์ หัวหน้าฝ่ายงานวิชาการ กรรมการ และครูสอน ป.๑ ๓. นางสาวกันต์กมล สุวภาพภัทรพร ครูปฐมวัย กรรมการ ๔. นางสาวกมลวรรณ ปลอดโปร่ง ครูปฐมวัย กรรมการและเลขานุการ หน้าที่ดังนี้ ๑. ศึกษาท าความเข้าใจเอกสารที่เกี่ยวข้องได้แก่ หลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๖ คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ และเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง


๑๔๔ ๒. รวบรวมข้อมูลพื้นฐาน สภาพปัจจุบัน ความต้องการของชุมชนและท้องถิ่น นโยบาย จุดเน้น วิสัยทัศน์ อัตลักษณ์และเอกลักษณ์ของโรงเรียน ตามแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน ๓. ด าเนินการจัดท าหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัยโรงเรียนนิกรราษฎร์บ ารุงวิทย์พุทธศักราช ๒๕๖๖ ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้เสร็จสมบูรณ์ครบองค์ประกอบ โดยปรับปรุงให้ เหมาะสมกับเด็กและสภาพท้องถิ่น ๔. ด าเนินการตรวจสอบคุณภาพหลักสูตร ปรับปรุงคุณภาพหลักสูตร เสนอขอความเห็นชอบ ให้ใช้หลักสูตรต่อคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียน ๕. จัดท าหลักสูตรสถานศึกษาระดับปฐมวัย ให้เป็นรูปเล่มที่สมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๘ เดือน พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ สั่ง ณ วันที่ ๘ เดือน พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ (นางสาวณัฎฐิพร วงษ์ไทย) ผู้อ านวยการโรงเรียนนิกรราษฎร์บ ารุงวิทย์


๑๔๕


Click to View FlipBook Version