The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jehmawisma, 2021-10-15 08:04:24

e-book wisma

e-book wisma

189

เซลล์ของเนื้ อปอด

Histology

1. Pneumocyte 2. Endothelialcell

- Type I แลกเปลี่ยนก๊าซ - สร้างACE
มีจำนวนน้อยกว่า แต่พื้นผิวมากกว่า


- Type II เป็น precursor ของtypeI
มีจำนวนมากกว่า type I

4. Surfactant

3. Alveolarmacrophage - อยู่บนเยื่อบุของ alveolar
- สร้างโดย Pneumocyte type II
- ทำลายสิ่ งแปลกปลอม - ป้องการการแฟบของถุงลมขณะ

หายใจออก

190
โครงสร้างภายนอกของระบบทางเดินหายใจ

1. กระดูกซี่โครงและกล้ามเนื้อยึดซี่โครง

การหายใจเข้าและหายใจออกเกิดจากการทำงานของ
- กล้ามเนื้อกะบังลม
- กล้ามยึดกระดูกซี่โครง

การหายใจเข้า

กล้ามเนื้ อกะบังลมหดตัวและกล้ามเนื้ อยึดกระดูกซี่โครงดึงกระดูกซี่โครง
ให้ยกตัวขึ้น ปริมาตรของช่องอกที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความดันในช่องอกลดลง
ส่ งผลให้อากาศจากภายนอกเคลื่อนที่เข้าสู่ ปอด

การหายใจออก

กล้ามเนื้ อกะบังลมคลายตัวจะยกตัวสูงขึ้ น
เป็นจังหวะเดียวกับกระดูกซี่โครงลดต่ำลง
ทำให้ปริมาตรในช่องอกลดลง ความดันเพิ่มขึ้น
มากกว่าความดันของอากาศภายนอก
อากาศจึงเคลื่อนที่ออกจากปอด

2. กระบังลม (diaphragm)

แผ่นกั้นประกอบขึ้ นด้วยกล้ามเนื้ อและเนื้ อพังผืดแยกช่องท้อง
ออกจากช่องอก มีอาการยืดและหดได้เพื่อช่วยในการหายใจ

3. เยื่อหุ้มปอด

เป็นช่องว่างระหว่างเยื่อหุ้มปอดทั้งสองข้างที่มีสารน้ำบรรจุอยู่ภายใน
เยื่อหุ้มปอดนั้นเป็นเยื่อหุ้มมีน้ำซึมอยู่เพื่อหล่อลื่นเยื่อหุ้มปอดทั้ง 2 ชั้น
ไม่ให้เสียดสีกัน ภายในโพรงเยื่อหุ้มปอดนี้ มีความดันเป็นสูญญากาศซึ่ง
ช่วยในการขยายและหดตัวของปอด

คำศั พท์ระบบหายใจ 191

nasal cavity เนโซว คาวิตี โพรงจมูก
nostril นอส'ทริล รู จมูก
mouth เม้าท์ ปาก
larynx ลา-ริงส
trachea ทราเคีย กล่องเสี ยง
ไรท์ ลัง หลอดลมๅ
right lung ปอดด้านขวา
right bronchus ไรท์ บรอนคัส เเขนงหลอดลมขวา
ไดอะแฟรม กะบังลม
diaphragm ฟาริงส
pharynx เลฟท ลัง คอหอย
left lung ปอดด้านซ้าย

คำศั พท์ระบบหายใจ 192

rib ริบ ซี่โครง
left bronchus เลฟท บรอนคัส เเขนงหลอดลมซ้าย

intercostal อินเตอร์โคสตาล กล้ามเนื้ อระหว่าง
muscles มัสเซิล กระดูกซี่โครง

upper อัปเปอร์ ระบบทางเดินหายใจ
respiratory เรสพิราทอรี่ ส่ วนบน

tract ทราคท์

olfactory ออลแฟกทอรีบัลบ์ เส้ นประสาทรับกลิ่น
bulbs

oral cavity โอรอล คาวิตี ช่องปาก

lower โลวเวอร์ ระบบทางเดินหายใจ
respiratory เรสพิราทอรี่ ส่ วนล่าง

tract ทราคท์

คำศั พท์ระบบหายใจ 193

ciliated epithelium ซีเลียเดทอีพิธิเลี่ยม เยื่อหุ้มเซลล์ของเซลล์
ชั้นบนสุดมีการเปลี่ยนแปลง

เป็นซิเลีย

bronchi บรอง'ไค หลอดลม

bronchioles บรอง'คลีโอล หลอดลมฝอย

alveoli แอลวีโอไล ถุงลม
alveolar duct แอลวีโอลาร์ ดัค
ท่อถุงลม
conducting zone คอนดัคติง โซน
เป็นส่ วนที่ไม่มีการ
respiratory zone เรสพิราทอรี่ โซน แลกเปลี่ยนแก๊ส

เป็นส่ วนที่เกิดการ
แลกเปลี่ยนแก๊ส

nasal bone นาซอว โบน กระดูกจมูก

maxilla แมกซิลล่า ขากรรไกรบน
vomer โวเมอร์ กระดูกกั้นโพรงจมูก

คำศั พท์ระบบหายใจ 194

sphenoid bone สฟีนอยด์ โบน เป็นกระดูกชิ้นหนึ่ งของฐาน
nasal turbinates กะโหลกศี รษะด้านหน้า

ethmoid bone นาโซว เทอร์บีเนท จะมีผนั งกั้นช่องจมูก
nasal spine อยู่ตรงกลาง
cartilage
เอทมอยด์ โบน เป็นกระดูกที่ประกอบเป็น
กะโหลกศี รษะซึ่งกั้น
ระหว่างโพรงจมูก

นาโซว สไพน์ กระดูกสั นหลัง

คาทิเลจ กระดูกอ่อน

frontal sinus ฟรอนทอล ไซนัส โพรงอากาศที่อยู่ใน
กระดูกหน้ าผาก
supperior
turbinate ซุพพรีเรี่ย เทอร์บีเนท ผนั งด้านบน
ของโพรงจมูก

middle มิดเดล เทอร์บีเนท ผนั งตรงกลาง
turbinate ของโพรงจมูก

inferior อินฟรีเรี่ย เทอร์บีเนท ผนั งด้านใน
turbinate ของโพรงจมูก

คำศั พท์ระบบหายใจ 195

tongue ทัง ลิ้น
spheniod sinus สฟีนอยด์ ไซนัส ไซนั สฐานสมอง

choana โค'เอนะ โพรงรู ปกรวยในจมูก

opening of โอเพนนิ่ ง ออฟ ท่อยูสเตเชียน
eustachian ยูสเตเชียน ทูบ

tube เทอร์บีเนท กระดูกม้วน
เอทมอยด์ ไซนัส ช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวควบคุม
Turbinate การไหลเวียนของอากาศ

ethmoid sinus โพรงอากาศที่อยู่ใน
กระดูก ethmoid
maxillary sinus
เเมกซิลลารี่ ไซนัส ไซนั สโหนกแก้ม

sinus ไซนั ส โพรงอากาศบริเวณ
ใบหน้ าและฐานของ

กระโหลกศี รษะ

คำศั พท์ระบบหายใจ 196

nasopharynx นาโซฟาริงซ์ ช่องจมูก
oropharynx ออโรฟาริงซ์ คอหอยหลังช่องปาก
laryngopharynx
ลาริงโกฟาริงซ์ คอหอยหลังกล่องเสี ยง
cricoid
ไครคอยด์ เป็นกระดูกอ่อน
ที่เล็กแต่หนา

และแข็งแรงมาก

hard palete ฮาร์ด พาเลท เพดานแข็ง

hyoid bone ไฮออยด์ โบน กระดูกไฮออยด์

soft palate ซอฟท์ พาเลท เพดานอ่อน
uvula
ยูวิลลา ลิ้นไก่
palatine tonsils
พาลาทีนทอนซิล ต่อมทอนซิลชนิดหนึ่ ง
เป็นคู่และมีลักษณะวงรี

คำศั พท์ระบบหายใจ 197

lingual tonsils ลิงกัวล์ทอนซิล ต่อมทอนซิลที่โคนลิ้น
epiglottis
oesophagus อิพิกลอตติส ลิ้นที่ปิดหลอดลมไว้เพื่อ
ป้องกันไม่ให้อาหารหรือน้ำ
เข้าไปในขณะที่กลืนอาหาร

อีโซฟากัส หลอดอาหาร

right upper lobe ไรท์ อัปเปอร์ โลบ ปอดบนสุดด้านขวา

right bronchus ไรท์ บรอนคัส เเขนงหลอดลมด้านขวา

right middle lobe ไรท์ มิดเดิล โลบ ปอดตรงกลางด้านขวา

right lower lobe ไรท์ โลวเวอร์ โลบ ปอดล่างสุดด้านขวา
cardiac notch คาร์ดีเเอค โนทช์
ส่ วนเว้าของปอด
สำหรับหัวใจ

base of lung เบส ออฟ ลัง ฐานของปอด

คำศั พท์ระบบหายใจ 198

left lower lobe เลฟท์ โลวเวอร์ โลบ ปอดล่างสุดด้านซ้าย
left bronchus เลฟท์ บรอนคัส เเขนงหลอดลมด้านซ้าย

alveolar sacs แอลวีโอล่า เเซคซ์ ถุงลมรวม

left upper lobe เลฟท์ อัปเปอร์ โลบ ปอดบนสุดด้านซ้าย

apex เอเพ็กซ์ ยอดของปอด
atrium เอเทรียม ห้องบนของหัวใจ
mucous gland มิวคัซ เเกลนด์
ต่อมหลั่งเมือก

endothelialcell เอนโดทีเลียม เซลล์ เซลล์บุผนังหลอดเลือด

surfactant เผซอร์เเฟคเทนท์ สารลดแรงตึงผิว

199

- เอกสารประกอบการสอนระบบหายใจ
คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎรธานี

- ผู้ช่วยศาสตราจารย์รำเเพน พรเทพเกษมสันต์.(2561).ระบบหายใจ.
(พิมพ์ครั้งที่7).กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ศิ ลปาบรรณาคาร.
สืบค้นจาก https://shopee.co.th/product/185851344/
6306333352?smtt=0.140867879-1634207427.9

- คําศั พท์จาก : https://dict.longdo.com
https://dictionary.sanook.com

Cardiovascular
system

ระบบไหลเวียนโลหิต 200

Cardiovascular system

ขนาดและที่ตั้ง

หัวใจเป็นอวัยวะที่ประกอบด้วยกล้ามเนื้ อภายในกลวงมีขนาดโต
กว่ากำมือเล็กน้อย จะอยู่ภายใน Pericardiac cavity ในส่วน
Mydiastinum ของทรวงอกระหว่างปอดทั้ง 2 ข้าง ประมาณ1/3

ของหัวใจจะอยู่เอียงไปทางซ้ายของ Mid-line ของร่างกาย
หัวใจมีรูป Cone ส่วนฐาน (Base) อยู่ข้างบนค่อนไปทางขวา

ส่วนยอด (Apex) อยู่ข้างล่างต้นไปทางซ้าย

เยื่อหุ้มหัวใจ

เป็นเนื้ อเยื่อบางๆชั้นนอกสุดของหัวใจที่ห่อหุ้มอยู่โดยรอบนอกหัวใจ
มีลักษณะเหนียวและมีความแข็งแรงทนทาน ประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 2 ชั้น ดังนี้

1.fibrous pericardium เป็นชั้นที่อยู่ด้านนอก มีความแข็งแรง
มีลักษณะเหนียว ทำหน้าที่ห่อหุ้มหัวใจและ
หลอดเลือดใหญ่ที่ต่ออยู่กับหัวใจ (great vessel)

2.serous pericardium เป็นชั้นเนื้อเยื่อบางๆที่อยู่ถัดเข้ามาด้านใน โดย
พัฒนามาจาก mesothelium ซึ่งจะพบเป็นลักษณะ
ของเซลล์แบนๆ เรียงตัวกันหนึ่ งแถว

โครงสร้างโครงหัวใจ 201

ผนังของหัวใจมี 3 ชั้น

ชั้นนอก (pericardium)
ชั้นกลาง (myocardium)
ชั้นใน (endocardium)

หัวใจแบ่งออกเป็น 4 ห้อง

หัวใจห้องบนขวา (right atrium)
หัวใจห้องล่างขวา (right venticle)
หัวใจห้องบนซ้าย (left atrium)
หัวใจห้องล่างซ้าย (left venticle)

หัวใจห้องบนขวา (right atrium)

มีขนาดใหญ่กว่าห้องบนซ้าย แต่แต่ผนังบางกว่าจะมีเส้นเลือดดำใหญ่
มาเปิดเข้าสองเส้น คือ

- superior vena cava รับเลือดดำจากส่วนบนของร่างกาย
คือ ศี รษะ คอ และเเขนทั้งสองข้าง

- inferior vena cava รับเลือดดำจากส่วนล่างของร่างกาย นอกจากนั้น
มีเส้ นเลือดดำที่รับจากกล้ามเนื้ อหัวใจ
ชื่อว่า coronary sinus

เลือดดำจะไหลลงสู่ หัวใจห้องล่างขวาโดยผ่านลิ้นหัวใจ

right atrio-ventricular valve

ลิ้นนี้ มี 3 แฉกเมื่อปิดสนิทจะกัน หรือ
ไม่ให้เลือดไหลย้อนจากหัวใจห้องล่างขวา Tricusppid
ขึ้นมาห้องบนขวาเมื่อ venticle ขึ้นหดตัว

202

หัวใจห้องล่างขวา (right venticle)

ห้องล่างขวารับเลือดจากห้องบนขวา มี Pulmonary artery รับเลือดจาก
ห้องล่างขวามีลิ้นหัวใจ

pulmonary semilunar valve
หรือ

คอยกั้นไม่ให้เลือดที่ไปสู่ปอดไหลย้อนกลับ ลิ้นนี้ มี 3 อัน

ผนังของหัวใจห้องล่างขวาจะหนาวกว่าหัวห้องบนขวา แต่หนาน้อยกว่า
หัวใจห้องล่างซ้าย ประมาณ 1/ 3 เท่า

หัวใจห้องบนซ้าย (left atrium)

หัวใจห้องบนซ้ายมีผนังหนากว่าทางข้างขวา รับเลือดจากปอดทาง

ด้านล่างติดต่อกับหัวใจห้องล่างซ้าย pulmonary veins
โดยมีลิ้นหัวใจชื่อ 4 เส้น

lift atrio-ventricular valve ลิ้นนี้ มี 2 แฉก
หรือ

bicuspid
หรือ

mitral

203

หัวใจห้องล่างซ้าย (left ventricle)

หัวใจห้องล่างซ้ายมีผนังหนาที่สุด ส่วนปลายของหัวใจห้องล่างซ้ายตรง
กับยอดหัวใจ (apex) ของหัวใจจากห้องล่างซ้าย จะมี aorta ซึ่งเป็น
หลอดเลือดแดงที่ใหญ่ที่สุด รับเลือดจากหัวใจห้องล่างซ้ายไปสู่ส่วนต่างๆ
ของร่างกาย มี aortic semilunar valve กั้นอยู่ มีลักษณะเหมือน
pulmonary semilunar valve

กล้ามเนื้ อของหัวใจห้องบนแยกออกต่างหากจากห้องล่าง
มี modified muscular tissue bundle เล็กๆอันนึงพบที่ septum
ติดต่อระหว่างหัวใจห้องบนกับหัวใจห้องล่างเรียกว่า
atrio-ventricular bundle (bundle of his)
การหดตัวของหัวใจห้องบนไปสู่ ห้องล่างแสดงว่าตามปกติหัวใจห้องล่าง
หดตัวตามห้องบน
modified cardiac muscular tissue อยู่เป็นกลุ่มเรียกว่า node 2 แห่ง

1. บริเวณใกล้ใกล้กับเส้นเลือด superior vena cava
ในหัวใจห้องบนขวาเรียกว่า Sinu-atrial node(S-A

node)
2. ส่วนล่างของ interatrial septum เรียกว่า

Atrio-ventricular note (A-C node)

เลือดที่มาเลี้ยงหัวใจ

เส้นเลือดที่มาเลี้ยง (myocradium) คือ (coronary arteries) มี 2 เส้น
ซ้ายและขวาซึ่งกระจายออกเป็นเส้นเลือดฝอย เมื่อเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ
แล้วจะรวมกันเข้าเป็น coronary sinus กลับเข้าสู่หัวใจทางห้องบนขวา

กล้ามเนื้ อหัวใจจำเป็นต้องได้รับเลือดมาเลี้ยงมากเพราะต้องทำงาน
หนั กตลอดเวลา

204

ระบบประสาทที่มาเลี้ยงหัวใจ

หัวใจมีเส้นประสาทมาเลี้ยงมาก พวกหนึ่ งเป็น nerve สำหรับความรู้สึก
(impulse) เกี่ยวกับความเจ็บจากหัวใจเมื่อเวลาขาดออกซิเจน

ส่วนพวก fibers มาจาก parasympathetic autonomy คือจาก
vagus nerve ควบคุมให้การเต้นของหัวใจช้าและเบาลงอีกพวกหนึ่ งจาก
sympathetic nerve จะทำให้หัวใจเต้นเร็วและแรงขึ้น

เลือด (blood) 205

เลือดทำหน้ าที่เป็นตัวกลางติดต่อระหว่างเซลล์ต่างๆทั่วร่างกาย
การไหลเวียนของเลือดจะช่วยให้เซลล์เหล่านั้น ได้รับสภาพแวดล้อมที่
คงที่เหมาะสม
เลือดจะนำอาหารให้เนื้อเยื่อต่างๆ ทุกแห่งของร่างกายตลอดเวลา
นำของเสี ยและสารที่หลั่งจากเนื้ อเยื่อเหล่านั้ นออกไปตามกระแสเลือด
ไปยังอวัยวะหรือเนื้ อเยื่ออื่นเพื่อนำไปใช้หรือกำจัดออก

เลือดจัดเป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดหนึ่ งประกอบด้วย

blood cell
intercellular substance
โดยเฉลี่ยมนุษย์จะมีจำนวนเลือดประมาณ 7-8% ของน้ำหนักร่างกาย
หรือประมาณ 5-6 ลิตร

เลือดจำนวนนี้ หัวใจจะสูบฉีดไปตามเส้นเลือดต่างๆทั่วร่างกาย

ส่ วนประกอบของเลือด

ลักษณะของเลือดจะมีสีแดงสดที่อยู่ในเส้นเลือดแดง (ateries)
มีสีแดงคล้ำ (dark red) เวลาผ่านในเส้นเลือดดำ (veins)
มีความเหนียวหนืด (viscosity)
ประมาณ 5.6 เท่าของน้ำ
มีความถ่วงจำเพาะประมาณ 1.055

เลือดประกอบด้วย 206

1. เซลล์เม็ดเลือดแดง 45%โดยปริมาณ โดยปริมาตรประกอบด้วย
เม็ดเลือดแดง (red blood cells) เม็ดเลือดขาว (white blood cells)
เกล็ดเลือด (blood platelets) ปริมาณของเม็ดเลือดนี้ จะคิดเป็น
เปอร์เซ็นต์เรียกว่า Hematocrit

ในเพศชายมีประมาณ 45%
ในเพศหญิงมีประมาณ 42%

2. เป็นน้ำหรือของเหลวเรียกว่าพลาสม่า (plasma) ประมาณ 55%
โดยปริมาณประกอบด้วย

1. น้ำ 90-92%
2. โปรตีน 8-9%
3. เกลืออนินทรีย์ 0.9%
4. สารอินทรีย์
5. แก๊สต่างๆที่อยู่ในสารละลายมี O2 , Co2 , N2
6. อื่นๆ ได้แก่อฮอร์โมน เอนไซม์ต่างๆ และแอนติบอดี

ชนิ ดของเม็ดเลือด

1. เม็ดเลือดแดง (Red blood cells หรือ Erythrocytes)

เม็ดเลือดแดงเมื่อดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ มีลักษณะกลมแบนหวำ
ตรงกลางไม่มีนิวเคลียส มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 7.5 ไมครอน
หนาประมาณ 3 ไมครอน มีผนังของเซลล์ไม่แข็ง ทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดง
ยืดหยุ่นและเปลี่ยนแปลงร่างกายได้

ขณะที่ผ่านไปตามหลอดเลือดเม็ดเลือด เม็ดแดงประกอบด้วย
สารประกอบโปรตีนชนิดหนึ่ งเรียกว่า ฮีโมโกลบิน (Hemoglobin)

207

ฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) มีธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบสำคัญ ทำให้เกิด
สีขึ้น ฮีโมโกลบินจะรวมกับออกซิเจนกลายเป็น oxyhemoglobin

ทำหน้าที่ สำคัญคือช่วยขนส่งออกซิเจนออกจากปอดไปยังเซลล์ต่างๆของ
เนื้อเยื่อ และนำคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากเนื้อเยื่อไปสู่ปอด

นอกจากนี้ ฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดยังช่วยรักษาความสมดุลของกรดด่าง
ของเลือดอีกด้วย ผู้ชาย จะมีโมโกบิน 16 กรัมต่อเลือด 100 มิลลิลิตร
ส่วนผู้หญิงจะมี 14 กรัมต่อเลือด 100 มิลลิลิตร

2. เม็ดเลือดขาว (White blood cells หรือ Leukocytes)

เม็ดเลือดขาวมีขนาดใหญ่กว่าเม็ดเลือดแดง ในภาวะปกติจะมีจำนวน
ประมาณ 5000-10,000/ลบ.มม.

เม็ดเลือดขาวแบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ
1. พวกที่มี Glanule อยู่ใน cytoplasm เรียก Granulocytes
เป็นเซลล์ที่นิ วเคลียสมีหลายเกรดเม็ดเลือดขาวพวกนี้
จะเกิดมาจากเซลล์ Hemocytoblasts

2. พวกที่ไม่มี Glanule เรียกว่า Agranulocytes มีแหล่งกำเนิดจาก
เนื้ อเยื่อน้ำเหลือง

208

3. เกล็ดเลือด (plastelets หรือ thrombocytes)

เกล็ดเลือดเป็นเซลล์ที่มีขนาดเล็ก รูปร่างกลมแบนเหมือนจาน
(Disc-shaped) ไม่มีสี ไม่มีนิวเคลียสสร้างจากเซลล์ที่เรียกว่า Megakaryocyte
ในไขกระดูกจะมีอายุประมาณ 7-10 วันเเละถูกทำลายที่ตับและม้าม จำนวนของ
เกล็ดเลือดใน 1 ลบ.มม. มีประมาณ 150,000 ถึง 300,000 เซลล์

เกล็ดเลือดจะมีสารที่สำคัญ ทำให้เลือดจับตัวกันเข้าเป็นก้อนและไปอุดตรง
หลอดเลือดที่มีการฉีกขาด ทำให้เลือดหยุด

เส้นเลือด (blood vessels)

การไหลเวียนของเลือดที่ออกจากหัวใจไปยังเนื้ อเยื่อต่างๆทั่วร่างกาย
เกิดขึ้นโดยอาศั ยเส้นเลือดซึ่งแตกสาขาไปทั่วร่างกาย เส้นเลือดแบ่งออกเป็น
ชนิดต่างๆ ดังนี้ คือ

เส้นเลือดเเดง (Arteries)
เส้นเลือดที่นำเลือดออกจากหัวใจจะมีผนังหนา เพื่อรับกับความดันภายใน

เซลล์ เลือดที่สูงทุกๆครั้งที่หัวใจบีบตัวเลือดจะดันผ่านเส้นเลือดขนาดใหญ่
ทำให้ผนังถูกยืดออก เส้นเลือดที่ใหญ่ที่สุดคือ Aorta

Aorta ออกจากหัวใจจะแตกแขนงออกเป็นเส้นเลือดที่ขนาดเล็กลง
ตามลำดับจนเป็นเส้นเลือดขนาดเล็กที่สุดเรียกว่า Arteriole

ผนังของ arteries ขนาดใหญ่จะมี 3 ชั้น

Tunica intima (ชั้นในสุด)
ประกอบด้วย endometrium อยู่ข้างใต้ของ internal elastic lamina

Tunica media (ชั้นกลาง)
ประกอบด้วย elastic connective tissue กับ smooth muscle fibers

Tunica adventitia (ชั้นนอก)
ประกอบด้วย collagenic & elastic fiber connective tissue

เรียงตัวประสานกันอยู่ arteries ขนาดเล็กจะบางลงตามลำดับ

connective tissue 209

vasa vasorum
external elastic membrane
smooth muscle cell

internal elastic membrane
endothelium

TUNICA TUNICA
ADVENTITIA INTIMA

TUNICA
MEDIA

เส้นเลือดฝอย (Capillaries)

เส้นเลือดที่นำเลือดออกจาก arterioles ไปสู่เส้นเลือดดำขนาดเล็ก
ที่เรียกว่า venule เส้นเลือดฝอยผนังบางมากประกอบด้วย endothelial cells
ชั้นเดียว เส้นเลือดฝอยส่วนมากเรียงตัวเป็น network อยู่ในเนื้อเยื่อ

การแลกเปลี่ยนศาลและแร่ธาตุต่างๆระหว่าง plasma กับ tissue fluid
จะเกิดขึ้ นที่เส้ นเลือดฝอย

เส้นเลือดดำ (Veins)
เส้นเลือดที่นำเลือดฝอยรวบรวมไปสู่หัวใจ เส้นลือดดำมีขนาดเท่ากัน

เส้นเลือดเเดง มีผนังบางกว่า มี elastic tissue และ smooth muscles ในผนัง
น้อยกว่า ทั้งนี้ เพราะความดันของโลหิตในเส้นเลือดดำน้อยกว่า

เส้นเลือดดำของเเขนเเละขาเราพบว่ามีลิ้น (valves) ซึ่งมีลักษณะ
คล้ายกระเป๋าอยู่เป็นระยะ

ลิ้นนี้ จะปิดเมื่อเลือดเข้าไปเต็มกระเป๋า เพื่อป้องกันไม่ให้ไหลย้อนกลับ

210

Sinusoids

เป็นเส้นที่เลือดที่คล้าย เส้นเลือดฝอย (capillaries)
พบอยู่ในอวัยวะ เช่น ตับ ม้าม
เป็นส่ วนต่อระหว่างปลายของเส้ นเลือดชนิ ดเดียวกัน
หรือหว่างปลายของ arteries และ veins

การไหลเวียนเลือด (blood circulation)

1. วงจรไหลเวียนผ่านปอด (pulmonary circulation

เลือดจากส่วนต่างๆของร่างกาย และจากผนังของหัวใจเอง
เข้าสู่หัวใจห้องบนขวาผ่าน right atrioventricular valve
เข้เข้าสู่หัวใจห้องล่างขวาผ่าน pulmonary semilunar valve
เข้าสู่ pulmonary artery ผ่านเเขนงของ pulmonary artery
เข้าสู่ pulmonary capillaries ภายในปอด

เลือดจะมีการรับออกซิเจนและถ่ายคาร์บอนไดออกไซด์ออก
Oxygenated blood จะกลับเข้าสู่ pulmonary veins แล้วผ่านเข้าสู่หัวใจ
ห้องบนซ้าย วงจรนี้ เรียกว่า Pulmonary circulation

Pulmonary artery ที่ออกจากหัวใจห้องล่างขวาจะแบ่งออกเป็น
right & left pulmonary

right pulmonary artery

จะทอดไปสู่ขั้วปอดแล้วแบ่งเป็น 3 เเขนงทอดเข้าสู่แต่ละ lobe ปอดของขวา

left pulmonary artery

สั้นกว่าข้างขวาทอดไปสู่ขั้วปอดแล้วแบ่งเป็น 2 แขนง เข้าสู่เเต่ละ lobe ของปอดซ้าย

211

เลือดที่เข้าสู่ปอดจะไปตาม pulmonary capillaries แล้วรับออกซิเจน
พร้อมกับถ่ายคาร์บอนไดออกไซด์ จากนั้นเลือดจะผ่านเข้าสู่หลอดเลือดดำเล็กๆ
ซึ่งหลอดเลือดดำเล็กๆ จำนวนมากเหล่านี้ รวมขึ้นเป็น pulmonary veis
มี pulmonary veis ออกจากปอดข้างละ 2 เส้น

และต่างก็ไปเปิดเข้าหัวใจห้องบนซ้าย

2.วงจรไหลเวียนทั่วร่างกาย (systemic circulation)

จาก left atrium เลือดไหลผ่าน left atrioventricular valve ลงสู่
left venticle แล้วถูกบีบให้ไหลผ่าน aortic semilunar valve
เข้าสู่ ascending aorta จาก ascending aorta จะมีแขนงแยกไปเลี้ยงกับ
กล้ามเนื้อหัวใจคือ Right & Left coronaty arteries ต่อไปเป็น
arch aorta ซึ่งเป็นส่วนโค้งจะมีเเขนงเเยกออกไปอีก 3 แขนง

ระบบไหลเวียนเลือดดำ 212
(veins of the systemic circulation)

เลือดเมื่อผ่านไปถึง capillaries แล้วก็เข้าสู่ vein เส้นเล็กๆ แล้วค่อยๆ
รวนกันขึ้นเป็นเส้นเลือดดำขนาดใหญ่ เข้าทุกที่และกลับเข้าหัวใจในที่สุด

veins ส่วนมากจะทอดคู่ไปกับเส้นเลือดเเดงและมีชื่อคล้ายๆ กัน

เส้นเลือดดำจากสมอง หน้า และคอ ส่วนลึกจะมาร่วมกันเป็น

Internal jugular vein

เส้ นเลือดดำจากศรีษะและหน้ าส่ วนตื้นจะมารวมกันเป็น

External jugular vein

เส้ นเลือดดำจากเเขนรวมกันเป็น

Axillary vein

เส้ นเลือดดำจากขาทั้งหมดรวมกันเป็น

Femoral vein

Coronary sinus เป็นเส้นเลือดที่อยู่บริเวณหัวใจห้องบนซ้ายกับ
หัวใจห้องล่างซ้าย ทำหน้าที่รับทำหน้าที่รับเลือดดำเกือบ
ทั้งหมดจากกล้ามเนื้ อหัวใจเปิดเข้าสู่ หัวใจห้องบนขวา
ทางด้านหลังของ inferior vena cava บางส่วนกลับเข้าสู่
หัวใจ โดยเข้าทางแขนงเส้นเลือดเล็กๆ ซึ่งเปิดเข้าสู่หัวใจ
ห้องบนขวาโดยตรง

The portal system เลือดดำจากท่อทางเดินอาหาร ไปยังตับเพราะเลือดดำ
จากทางเดินอาหารมีอาหาร ที่ย่อยแล้วและถูกดูดซึมมาอยู่ในกระแสเลือดเมื่อ
เลือดนี้ ผ่านตับ วัตถุบางอย่างที่ดูดซึมเข้ามาและไม่เหมาะสมต่อร่างกายจะถูก
ปรับเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมแก่ร่างกายแล้วจึงผ่านจากตับทาง hepatic vein
เข้าสู่ inferior vena cava ต่อ

213

portal vein เป็นเส้นเลือดดำที่เข้าสู่ตับ แล้วแตกแขนงเล็กๆ ออกใปเป็น
sinusoid ภายในตับ จากนั้นเส้นเลือดดำค่อยๆ รวมกันเป็น Hepatic veins
ออกจากตับต่อไป

วงจรไหลเวียนทั่วร่างกาย (systemic circulation)

คลื่นของเลือดภายในหลอดเลือดแดงภายในหลอดเลือดแดงที่มา
กระทบกับผนังของหลอดเลือดเกิดจากหัวใจห้องล่างบีบตัว สามารถใช้
นิ้ วมือคลำบริเวณหลอดเลือดแดงที่อยู่ส่วนผิวตื้นและทอดผ่านตามยาว
ของกระดูกและเนื้อเยื่อที่ค่อนข้างแข็งแรง การขยายตัวของหลอดเลือด
รวมกันจะเท่ากับการเต้นของชีพจร1ครั้ง หรือ เท่ากันการเต้นของหัวใจ1ครั้ง

การเต้นของชีพจรจะเท่ากับการทำงานของหัวใจ ความดันโลหิต
หรือปริมาณเลือดในร่างกายซึ่งจะมีความสั มพันธ์กันทั้งระบบ
เช่น การบีบตัวของหัวใจแต่ละครั้งจะมีเลือดออกมาประมาณ 60-70 ลบ.ซม.
(Stroke Volume หรือ SV) ในขณะที่แรงดันของเลือดมีค่าประมาณ
120 มิลลิเมตรปรอท ปริมาณเลือดที่หัวใจบีบตัวแต่ละครั้ง ทำให้คลำชีพจร
ได้อย่างชัดเจน แต่ถ้ามีปริมาณเลือดออกมาน้อยชีพจรจะเบากว่าปกติ
นอกจากนี้ ปริมาณเลือดในร่างกายมีผลต่อชีพจรด้วย ถ้ามีการเสียเลือดไป
ความดันโลหิตจะต่ำลง ชีพจรคลำได้เบา ไม่ชัดเจน

ตำแหน่ งของหลอดเลือดที่ใช้ในการคลำชีพจร
1.1) Temporal Artery ที่บริเวณขมับ
1.2) External Carotid Artery บริเวณข้างคอ
1.3) Internal Maxillary Artery บริเวณหน้าติ่งหู
1.4) Facial Artery บริเวณมุมขากรรไกรล่าง
1.5) Brachial Artery บริเวณข้อพับด้านใน
1.6) Radial Artery บริเวณข้อมือด้านนิ้ วหัวแม่มือ เป็นตำแหน่งที่นิยมจับชีพจร
1.7) Femoral Artery บริเวณขาหนีบตรงกลาง
1.8) Popliteal Artery บริเวณข้อพับใต้หัวเข่า ถ้างอเข่าจะสามารถคลำได้ง่ายอยู่

ต ตรงกลางๆข้อพับเข่า
1.9) Dorsalis Pedis Artery บริเวณหลังเท้าระหว่างนิ้ วหัวแม่เท้ากับนิ้ วชี้
1.10)Posterior Tibialis Artery บริเวณด้านหลังของตาตุ่มด้านใน

ระบบน้ำเหลือง 214
(lymphatic system)

ระบบน้ำเหลืองมีความสัมพันธ์กับระบบไหลเวียนเลือดมาก ประกอบด้วย
น้ำเหลือง ซึ่งมีลักษณะใสมีส่วนประกอบคล้าย blood plasma แต่ต่างกันที่มี
จำนวนโปรตีนน้อยกว่า น้ำเหลืองจะอยู่ในหลอดน้ำเหลือง โดยเริ่มจากแขนง
เล็กๆคือ capillary network ซึ่งนำน้ำเหลือง tissue fluid ของอวัยวะต่างๆ

Lymphatic capillary เหล่านี้ จะค่อยๆรวมกันเป็นหลอดน้ำเหลือง
ขนาดใหญ่ขึ้นทุกที และในที่สุดจะนำน้ำเหลืองไปเข้า เส้นเลือดดำที่คอ

ระหว่างทางเส้ นน้ำเหลืองจะต้องผ่านต่อมน้ำเหลืองโดยแยกแขนงเป็น
capillary และ sinus ในต่อมน้ำเหลืองแล้วรวมเป็น vessels ก่อนออกจาก
ต่อมน้ำเหลือง

ภายในต่อมน้ำเหลืองส่วนใหญ่จะถูกดูดซึมเข้า venous network
ส่ วนน้ อยผ่านตอบ

ม้าม (spleen)

ม้ามเป็นอวัยวะอยู่ในช่องท้องด้านซ้ายส่ วนบนปรกติจะมีชายโครงบังอยู่
คลําไม่ได้ ภายในม้ามมีช่อง ทางการไหลเวียนเลือดที่ซับซ้อนคดเคี้ยวซึ่งเลือด
ต้องไหลเวียนผ่านเข้าไป

อาจจะตัดออกได้โดยไม่เสียชีวิต มีหน้าที่หลายอย่าง คือ

1. นำเอา red corpuscle ที่หมดอายุออกจากเลือดแล้วนำไปสร้างเป็น
Bile pigment (Bilirubin) จาก haemoglobin ผ่านทางกระแสเลือดไปสู่
ตับซึ่งนำไปสร้างน้ำดีอีกทีนึ ง

2.เก็บธาตุเหล็กที่เกิดจากการทำลายของ haemoglobin และไม่ใช่สร้าง
erythrocytes ใหม่โดย red bone marrow

3.สร้าง antibodies เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันจากโรคต่างๆ
4.สร้าง lymphocytes & monocytes เพื่อปล่อยเข้าศูนย์
5.ในสัตว์ ม้ามสามารถไหลเลือดที่เก็บไว้เข้าสู่กระแสเลือดระหว่างเวลา
ภาวะคับขันได้ (stress)

คำศั พท์ระบบไหลเวียนโลหิต 215

artery อาร์เทอรี่ หลอดเลือดแดง
vein เวน หลอดเลือดดำ
หลอดเลือดฝอย
capillary แคพพิลลารี

tonsils and ทอนซิล เเอน อะดีนอยด์ ต่อมทอนซิล และ
adenoids ต่อมอะดีนอยด์

lymph nodes ลิมพ์ โนดซ์ ต่อมน้ำเหลือง

appendix เเอพเพนดิก ไส้ ติ่ง

bone marrow โบน เเมโรว ไขกระดูก

lymphatic vessels ลิมพ์ฟาติก เวสเซล ท่อน้ำเหลือง

peyer’s patches เพเยอร์สแพซ ต่อมน้ำเหลืองที่อยู่
ด้านบน

ของลำไส้ เล็ก

คำศั พท์ระบบไหลเวียนโลหิต 216

spleen ซพลีน ม้าม
thymus ไทมัส
venules เวนูลซ์ เป็นต่อมไร้ท่อชนิดหนึ่ ง
อยู่ในระบบน้ำเหลือง

เส้ นเลือดฝอย

lung ลัง ปอด

arterioles อาร์เตอรีโอล หลอดเลือดแดง
pulmonary vein
พัลโมนารีเวน หลอดเลือดที่นำเลือดซึ่ง
pulmonary artery มีออกซิเจนมาจากปอด
เข้าสู่ ห้องบนหัวใจด้าน

ซ้าย

พัลโมนารีอาร์เตอรี หลอดเลือดที่นำเลือดซึ่งขาด
ออกซิเจนมาจากห้องล่างของ

หัวใจด้านขวาไปยังปอด

aorta เอออร์ตา เป็นหลอดเลือดที่มีขนาดใหญ่
ที่สุดในร่างกาย ออกมาจากขั้ว
หัวใจทอดยาวจากช่องอกสู่ ช่อง

ท้อง

heart ฮาร์ท หัวใจ

คำศั พท์ระบบไหลเวียนโลหิต 217

right atrium ไรท์ เอเทรียม ห้องขวาบน รับเลือดจาก
right ventricle หลอดเลือดดำใหญ่ 2 เส้นคือ

left atrium Superior vena cava
left ventricle และ Inferior vena cava

diaghragm ไรท์ เวนทริเคิล หัวใจห้องล่างขวา ส่วนที่ทำหน้าที่
รับเลือดต่อจากหัวใจห้องบนขวา

เลฟท์ เอเทรียม ห้องซ้ายบน รับเลือดแดง
ที่ฟอกแล้วจากปอดซ้าย

และขวา

เลฟท์ เวนทริเคิล หัวใจห้องล่างซ้าย ทันทีที่
เลือดมาถึงหัวใจส่ วนนี้
เลือดจะถูกสูบฉี ดไปยัง
ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

ไดอาเเฟรม กะบังลม

arch of aorta อาร์ช ออฟ เอออร์ตา ส่ วนโค้งเอออร์ติก

root of lung รูท ออฟ ลัง ขั้วปอด

apex of heart เอเพกซ์ ออฟ ฮาร์ท ยอดของหัวใจ

คำศั พท์ระบบไหลเวียนโลหิต 218

pulmonary ลิ้นหัวใจที่อยู่ระหว่างหัวใจ
semilunar valve
พัลโมนารี เซมิลูน่ า วาล์ว ห้องล่างขวาและหลอดเลือด

พัลโมนารีอาร์เทอรี

base of heart เบส ออฟ ฮาร์ท ฐานของหัวใจ

aortic semilunar ลิ้นหัวใจที่อยู่ระหว่าง
valve
เอออร์ติก เซมิลูน่ า วาล์ว หัวใจห้องล่างซ้ายและ

หลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ตา

pericardial fluid เพอริคราเดียว ฟลูอิด ของเหลวเยื่อหุ้มหัวใจ

parietal พราหรทอล เยื่อหุ้มหัวใจชั้นนอก
pericardium เพอระคาร์'เดียม เยื่อหุ้มหัวใจชั้นใน

visceral วิสเซอรอล
pericardium เพอระคาร์'เดียม

Wall วอล ผนั ง
endocardium เอนโดคราเดียม
epicardium เยื่อบุโพรงหัวใจ
เนื้ อเยื่อบุโพรงหัวใจ

อิพิคราเดียม ชั้นนอกสุดที่หุ้มหัวใจ

คำศั พท์ระบบไหลเวียนโลหิต 219

myocardium มายโอคราเดียม ชั้นที่หนาที่สุด
skeletal muscle สเกเลทอล มัสเซิล ประกอบด้วยเซลล์

กล้ามเนื้ อหัวใจ

กล้ามเนื้ อลาย

smooth muscle สมูท มัสเซิล กล้ามเนื้ อเรียบ

cradiac muscle คราดีเเอค มัสเซิล กล้ามเนื้ อหัวใจ

กล้ามเนื้ อหัวใจมีเซลล์

intercalated disc อินเทอร์คาเรเตอร์ ดิสก์ เป็นเส้นใยยาว มีลาย

ตามขวาง เซลล์เรียงตัว
หลายทิศทาง และเซลล์มี

แขนงเชื่อมเซลล์

superior vena cava ซุพีเรียเวนาคาวา หลอดเลือดใหญ่ที่นำเลือด
จากส่วนหัว คอ และแขน
ทั้งสองข้างเข้าสู่ หัวใจทาง
ห้องบนของหัวใจด้านขวา

bicuspid valve ไบคัสปิด วาล์ว ลิ้นที่อยู่ระหว่างหัวใจ
ห้องบนด้านซ้ายและ
หัวใจห้องล่างด้านซ้าย

tricuspid valve ไตรคัสปิด วาล์ว กั้นระหว่างหัวใจห้อง
บนขวา กับห้องล่างขวา

220

คำศั พท์ระบบไหลเวียนโลหิต

aortic valve เอออร์ตา วาล์ว เป็นลิ้นหัวใจที่กั้น
pulmonary valve พัลโมนารี วาล์ว ระหว่าง LV กับ aorta
chordae tendinae
คอร์ดีเทนดินี กั้นระหว่างหัวใจห้อง
ล่างขวา กับหลอดเลือด

Pulmonary artery

เครื่องยึดลิ้นหัวใจ

paplilary muscle เเพพพลิลารี่ มัสเซิล ส่วนหนึ่ งของกล้าม
เนื้ อหัวใจของ
left ventricle

right coronary ไรท์ โคโรนารี อาร์เทอร์รี่ หลอดเลือดแดงหัวใจขวา
artery

Left coronary เลฟท์ โคโรนารี หลอดเลือดแดงหัวใจซ้าย
artery อาร์เทอร์รี่

tunica adventitia ทูนิกา แอดเวนทิเชีย เนื้ อเยื่อเกี่ยวพันที่คลุม
รอบหลอดเลือดแดง

tunica media ทูนิกา มีเดย เนื้ อเยื่อชั้นกลาง

คำศั พท์ระบบไหลเวียนโลหิต 221

tunica intima ทูนิกา อินทิมา ผนั งชั้นในสุด
ประกอบด้วย
systemic endothelium
circulation
ซิกเทมิค เซอคูเลชั่น เป็นวงจรของเลือดดี
pulmonary จากหัวใจห้องด้านล่างซ้าย
circulation
ไปเลี้ยงเซลล์ เนื้อเยื่อ
และอวัยวะต่างๆ

พัลโมนารี เซอคูเลชั่น เป็นวงจรที่เลือดเสี ยจาก
หัวใจห้องล่างขวาเดินทาง

ไปยังปอดด้านซ้ายและ
ปอดด้านขวาไปฟอก

renal artery รีนอล อาร์เทอรี่ เลือดที่ไปเลี้ยงไต
carotid คาโรติด
หลอดเลือดแดงใหญ่
ที่บริเวณคอ

femoral เฟมโมรอล ส่ วนหัวและคอของ
radial เรเดียล กระดูกต้นขา

เกี่ยวกับกระดูกเเขน
ท่อนระหว่างข้อมือ

และข้อศอก

222

- เอกสารประกอบการสอนระบบไหลเวียนเลือด
คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี

- ผู้ช่วยศาสตราจารย์รำเเพน พรเทพเกษมสันต์.(2561).
ระบบไหลเวียนเลือด.(พิมพ์ครั้งที่7).กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์
ศิ ลปาบรรณาคาร.สืบค้นจาก https://shopee.co.th/product/
185851344/6306333352?smtt=0.140867879-1634207427.9

- คําศั พท์จาก : https://dict.longdo.com
: https://dictionary.sanook.com

Nervous
system

223

ระบบประสาท

Nervous system

ระบบประสาทของมนุษย์

Human Nervous System

ระบบประสาทส่ วนกลาง ระบบประสาทส่ วนปลาย

Central Nervous System Peripheral Nervous System

สมอง เซลล์ประสาทสั่ งการ Autonomic

Brain Motor neurons

ไขสั นหลัง เซลล์ประสาทรับความรู้สึก Somatic

Spinal cora Sensory neurons

2ระบบประสาทแบ่งออกเป็น ส่วน

1 Central nervous system brain cranial
nerves
ประกอบด้วย สมองและไขสั นหลัง Central
peripheral
nervous nervous
system system

ประสานการทำงานของร่างกายทั้งหมด spinal
nerves
spinal
cord

2 Peripheral nervous system

ประกอบด้วย
- เส้นประสาทสมอง(Cranial nerves)
- เส้นประสาทไขสันหลัง(Spinal nerves)

เซลล์ประสาท NEURON โครงสร้าง 224

เป็นเซลล์เร้าได้ด้วยกระแสไฟฟ้า ที่เล็กที่สุด axon
terminal
dendrite

node of
ranvier

cell body

ทำหน้าที่ ประมวลและส่งข้อมูลผ่าน
สัญญาณไฟฟ้าและเคมี โดยส่งผ่าน

“ ประสานประสาท (synapse) ” axon schwann cell
myelin sheath
1 dendrite แกนประสาทนำออก
nucleus
เป็นแขนงที่ยื่นออกมาจากตัวเซลล์ที่สั้ น
อาจมีอันเดียวหรือหลายอันก็ได้ 5 myelin sheath
นำความรู้สึ กจากภายนอกเข้าหาตัวเซลล์
ไม่ได้ปกคลุมทั้งหมดของ axon
เรียกว่า Afferent process ส่ วนที่ไม่ได้ปกคลุม

2 axon ใยประสาทนำเข้า เรียกว่า nodes of Ranvier

เป็นเเเขนงที่ยื่นออกไปจากตัวเซลล์ เป็นฉนวนไฟฟ้าช่วยทำให้กระแสประสาท
ยาวกว่า dendrite ผ่านไปได้เร็วขึ้ น
รูปกลมยาว ขนาดแตกต่างกันตามตำแหน่ง
มีปลอก myelin sheath คลุมอยู่ 6 node of ranvier
นำกระแสความรู้สึ กออกจากเซลล์ของตัวเอง
ไปยังตัวเซลล์ (cell body) ช่องว่างระหว่างชวานที่หุ้ม axon
ส่งกระแสประสาท เป็นแบบกระโดด
ทำให้มีการทำงานรวดเร็วยิ่งขึ้ น

3 nucleus 7 schwann cell

กลุ่มของเซลล์ประสาทที่อยู่กันอย่าง เป็นเซลล์ค้ำจุนในระบบประสาทรอบนอก
หนาแน่ นภายในสมอง
บริเวณนิ วเคลียสจะเป็น พบในระบบประสาทส่วนกลาง CNS
สร้างเยื่อ myelin เพื่อห่อหุ้มแอกซอนของ
สีเทาเรียกว่า gray matter
ใยประสาท
ที่ถูกรายล้อมด้วยเนื้ อสี ขาว
8 axon terminal
เรียกว่า white matter
ส่ วนที่มีการไซแนปส์
4 cell body สามารถปล่อยสารสื่อประสาทออกมา เพื่อ
ส่ งสั ญญาณไฟฟ้าเคมีหรือ
ค่อนข้างกลมเป็นส่ วนของ กระแสประสาทต่อไป
ไซโทพาซึมและนิ วเคลียส
มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4-25 ไมโครเมตร

225

ประเภทของเซลล์ประสาท TYPE OF NEURON

1 multipolar neuron 3 pseudo-unipolar neuron

เซลล์มีแขนงหลายอัน เซลล์ประสาทขั้วเดียวเทียม
มีทั้ง axon , dendrite เป็นเซลล์ที่มีแอกซอนออกจากตัวเซลล์
เส้นใยเดียวแต่แตกแขนงเป็น dendrite
#one axon and two or more dendrites

2 bipolar neuron 4 unipolar neuron

ลักษณะของเซลล์ที่มี process 2 อัน ลักษณะของเซลล์ที่มี process อันเดียว
1.axon ยื่นออกมาจากตัวเซลล์แล้วจึงแตกออก
2.dendrite
เป็น 2 เเขนง
#one axon one dendrite
#ต้องมี axon ไม่มี dendrite ก็ได้

1 23 4

226

เนื้อเยื่อประสาท 2 ชนิด

1. Gray matter เป็นตัวเซลล์ (cell body) ของเซลล์ประสาท และส่วนต้น
ที่เเขนง (process) ของมันหลายๆอันมารวมกันเข้า พบที่
บริเวณส่วนนอก (cortex) ของสมอง (brain) และส่วนเเกน
ของไขสันหลัง (spinal cord) ใน nuclei และ ganglia

nucleus หรือ nuclei เป็นกลุ่มหรือก้อนของ Nerve cell
หรือ cell body ที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มในสมองและ
ไขสันหลัง ส่วน ganglian หรือ ganglia คือกลุ่มหรือก้อน
ของ Nerve cell ที่รวมกันอยู่ข้างนอกของสมองและ
ไขสั นหลัง

2. White matter ประกอบด้วยเนื้อเยื่อประสาทที่มีปลอก (myelin sheat)
ห่อหุ้ม ซึ่งจะสามารถช่วยให้นำพลังประสาทได้เร็วขึ้น

จะพบในสมอง

gray matter

white matter

ระบบประสาทส่ วนกลาง 227
(Central nervous system)

1.สมอง (brain or encephalon)
บรรจุอยู่ในโพรงกะโหลกศี รษะ (cranial cavity) เป็นส่วนที่

ประกอบด้วย nervous tissue มากที่สุด มีเยอะหุ้มอยู่สามชั้น
เรียกว่า Meninges

สมองจะติดต่อกับไขสั นหลังตรงฐานของสมองในโพรง
กะโหลกศี รษะ แล้วโผล่ออกโดยผ่านรู เรียกว่า Foramen ลง
เข้าไปในโพรงของกระดูกสั นหลัง

สมองมี 3 ส่วน ได้เเก่
สมองส่วนหน้า (forebrain or prosencephalon)
สมองส่วนกลาง (midbrain or mesencephalon)
สมองส่วนหลัง (hindbrain or rhombencephalon)

สมองส่ วนหน้ า
(forebrain or prosencephalon)

1. cerebrum เป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุดของสมอง อยู่ด้านหน้า
แบ่งเป็น 2 ซีกซ้ายขวาเรียกว่า cerebral hemispheres

หน้าที่ของ cerebrum
cerebrum เป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ที่เกี่ยวกับความคิด ความฉลาด

ไหวพริบ(Intelligence) ความจำ(memory) ความยั้งคิดและความรู้สึก
รับผิดชอบต่างๆ

นอกจากนี้ ยังมี nerve centers ที่คอยควบคุมการเคลื่อนไหว ของร่างกาย
ส่วนต่างๆ ทำให้เราเห็น ได้ยินพูดได้ รู้สึกกลิ่นและรส เป็นต้น

228

2. diencephalon เป็นสมองส่วนที่อยู่ข้างใต้และถัดลงมาจาก
cerebrum ด้านหนุ่งติดต่อกับสมองส่วนกลาง ส่วนใหญ่จะประกอบ
ด้วย ผนังของ Third ventricle สมองส่วนนี้ บางทีเรียกว่า Thalamus

หน้าที่ของ diencephalon

เป็นสถานที่สำหรับถ่ายทอดความรู้สึ กที่รับเข้ามาจากประสาทไปสู่
sensory area ของ cerebral cortex

ส่วนด้านหน้าของ diencephalon คือ hypothalamus เป็นตำแหน่งที่สำคัญ
ศูนย์ควบคุมการดำเนิ นงานของระบบประสาทอัตโนมัติ
ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย
ควบคุมการตื่นและการหลับ
รักษาระดับน้ำตาลและเกลือแร่ในร่างกายให้สมดุลอยู่เสมอ
ควบคุมการเผาผลาญอาหารคาร์โบไฮเดรตและไขมัน

interventricular 229
foramen (of monro)
lateral ventricle
anterior
(frontal) posterior
(occipital)
horn
horn

cerebral
aqueduct

Third ventricles fourth ventricle
inferior

(temporal)
horn

ช่องสมอง (ventricles of brain

เป็นช่องภายในสมองซึ่งเป็นที่อยู่ของน้ำเลี้ยงสมองและ ไขสันหลัง
(cerebrospinal fluid:CSF) ประกอบด้วย

1.Lateral ventricle
ขนาดใหญ่มาก อยู่ในซีรีบรัม (cerebrum) มี 2 ข้าง คือ

ข้างขวาและข้างซ้าย
ทำหน้ าที่ผลิตน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสั นหลัง

(cerebrospinal fluid) อยู่

2.Third ventricles
เป็นช่องในสมองที่เกิดจากสมองสองซีกมาประกบกัน

โดย third ventricle มีผนังสองข้างเป็นthalamus และ hypothalamus
ที่อยู่ในสมองแต่ละซีก

3.Fourth ventricle
เป็นช่องที่อยู่ในแนวกลางหากมองจากด้านหน้ าหรือด้านหลัง

จะมีลักษณะพื้นที่เป็นรูปสี่ เหลี่ยมขนมเปียกปูน โดยอยู่ต่อหน้า
cerebellum และอยู่หลังต่อก้านสมองส่วน pons และ medulla

230

น้ำไขสันหลัง (cerebro spinal fluid)

เป็นน้ำใสๆ มีปริมาณ 100-200 cc มีความถ่วงจำเพาะ 1.006
ประกอบด้วย โปรตีน กลูโคส ยูเรีย เกลือ เม็ดโลหิตขาว

น้ำไขสันหลังนี้ ขับออกมาจาก Choroid Plexuses ของ Ventricle
ของสอมอง Choroid plexuses

เป็นกลุ่มร่างเเหของหลอดเลือดฝอยเล็กๆ พบได้ใน ventricle ของสมอง
ทั้ง 3 แห่ง เป็นแหล่งที่ผลิตน้ำไขสันหลังโดยวิธีการกรองออกมาจากเลือด

น้ำไขสันหลังจะไหลเวียนผ่าน ventricles ต่างๆ โดยมีรูติดต่อทั้งทาง
ด้านข้างและตรงกลางเข้าสู่ Subarachnoid space และไหลอยู่ล้อมรอบสมอง

หน้าที่ หล่อมันสมองไม่ให้กระทบกระเทือนกับกระดูกหรือแรงกระแทก
จากภายนอก , เป็นแหล่งสะสมอาหารให้กับเหยื่อประสาท

สมองส่ วนกลาง
(Midbrain or Mesencephalon)

เป็นสมองส่วนที่อยู่ระหว่าง Third และ Forth ventricle อยู่ด้านล่างสุดของ
cerebrum เหนือ pons

ทำหน้ าที่
รับความรู้สึกจาก Spinal cord และส่วนต่างๆของสมอง
มีศูนย์ควบคุมรูม่านตา (pupillary center)
การได้ยินและการสั มผัส

231

สมองส่ วนหลัง
(Hindbrain or Rhombencephalon)

เป็นส่วนของมันสมองก้อนเล็ก ที่ตั้งอยู่ส่วนล่างและข้างหลังช่องของ
กะโหลกศี รษะเรียกว่า cerebellum

ภายนอกประกอบด้วย Gray matter
ภายในเป็น White matter

หน้าที่ของ cerebellum

1. ช่วยทำให้กล้ามเนื้อมี Tone อยู่ได้และควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ
โดยช่วยให้การทำงานของกล้ามเนื้ อทำงานร่วมกันอย่างเป็นหมู่ต่างๆ
เรียกว่า Synergic control ให้มีการประสานกันเป็นอย่างดี

2. ควบคุมลักษณะท่าทาง (posture seflex)

3. ควบคุมการทรงตัว (equilibrium)

232

ไขสันหลัง (spinal cord)

ไขสันหลังเป็นส่วนหนึ่ งของระบบประสาทส่วนกลางอยู่ข้างใน
spinal cavity ของ Vertebral column

อวัยวะที่มีลักษณะเป็นท่อยาวผอม ซึ่งมีเนื้อเยื่อประสาทเป็นส่วน
ประกอบสำคัญ อันได้แก่ เซลล์ประสาท (neuron) และ เซลล์เกลีย (glia)

หรือเซลล์ที่ช่วยค้ำจุนเซลล์ประสาท ซึ่งไขสันหลังจะเป็นส่วนที่ยาว
ต่อลงมาจากสมอง(brain) สมองและไขสันหลังจะรวมกันเป็นระบบประสาท
กลาง (central nervous system) ซึ่งบรรจุภายในและถูกปกป้องโดยกระดูก
สันหลัง (vertebral column)

หน้ าที่ของไขสั นหลัง

1. เป็นศูนย์กลางของ spinal reflex action ของลำตัว แขน ขา
reflex action นี้ จะป้องกันร่างกาย

2. ทำหน้าที่เป็นทางผ่าน (conduction path way) รับกระแสความรู้สึก
ไปสู่สมอง และส่งความรู้สึกออกจากสมองไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย

3. ควบคุมการเจริญเติบโตของอวัยวะและส่วนต่างๆ ที่มีเส้นประสาท
ไขสันหลังไปสู่ หน้าที่เรียกว่า Trophic function

ระบบประสาทส่ วนปลาย 233
(Peripheral nervous system)

ระบบประสาทปลาย เป็นระบบประสาทซึ่งเชื่อมต่อจากส่วนต่างๆ
ของสมองและไขสันหลัง ไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย

ประกอบด้วย

1.ประสาทสมอง (Cranial nerve)
มี 12 คู่ ทอดออกมาจากพื้นล่างของสมองผ่านรูต่างๆ ที่พื้นของกระดูกศรีษะ

ประสาทสมองบางคู่จะทำหน้ าที่รับความรู้สึ ก
บางคู่ทำหน้ าที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว
บางคู่ทำหน้ าที่ทั้งรับความรู้สึ กและทำการเคลื่อนไหว

1.olfactory nerve (s) รับกลิ่นโดยมีเซลล์รับกลิ่นอยู่ที่
2.optic nerve (s) mucous membrane ของจมูก
3.oculomotor nerve (m)
4.trochlear nerve (m) เกี่ยวกับการมองเห็น มีเซลล์รับอยู่ที่
5.trigeminal nerve (s,m) retina ของนัยน์ตา

6.abducent nerve (m) ไปสู่กล้ามเนื้อลูกตา (external eye muscle)
ทำให้มีการเคลื่อนไหว

ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อลูกตา (superior obique
muscle) ทำให้มีการเคลื่อนไหว

รับความรู้สึกจากบริเวณหน้า ศรีษะ ฟัน
เกี่ยวกับความรู้สึ กเจ็บปวดสั มผัส
ร้อน-เย็น ไปสู่เนื้อเยื่อตั้งแต่ศรีษะลงไปใน
ปาก ฟัน ขากรรไก และลิ้นส่วนหน้า เพื่อ
ควบคุมการเคี้ยว

ควบคุมการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้ อ

7.facial nerve (s,m) 234

เ ไปเลี้ยงพี่ลิ้นส่วนหน้าประมาณ 2/3 ทำให้
8.acoustic หรือ รู้รสควบคุมการหดตัวและคลายตัวของ
กล้ามเนื้อบริเวณหน้าและศี รษะ ทำให้มีการ
auditory nerves (s) เคลื่อนไหว แสดงสีหน้าต่างๆ

9.glossopharyngeal มี 2 เเขนง คือ
nerve (S,m) vestibular nerve ควบคุมการทรงตัว
cochlear nerve ทำให้ได้ยิน
10.vagus nerve (s,m)
ไปเลี้ยงลิ้นส่วนหลังประมาณ 1/3
ก รับความรู้สึกจากลิ้น การกลืนเร้าให้หลั่ง
11.spinal accessory น้ำลาย ทำให้กล้ามเนื้อของหลอดคอ
เคลื่อนไหว
nerve (m)
ประกอบด้วยเส้ นประสาทรวมหลายเส้ น
12.hypoglassal nerve (m) ไปสู่อวัยวะต่างๆ เช่น หูด้านนอก , pharynx
larynx , trachea , bronchii
อวัยวะในช่องอกและช่องท้องได้แก่ หัวใจ ,
ปอด , esophagus , กระเพาะ , ลำไส้เล็ก ,
กระเพาะ , ถุงน้ำดี เป็นต้น

หล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อ trapezius และ
sternocleidomastoid ทำให้ศี รษะและไหล่
เคลื่อนไหว

ไปสู่กล้ามเนื้อของลิ้น ควบคุมการหดตัวและ
คลายตัวของกล้ามเนื้ อลิ้น
ทำให้มีการเคลื่อนไหว

หมายเหตุ (s) = Sensory nerve
(m) = Motor nerve
(S,m) = มีทั้ง 2 อย่างที่กล่าวมา

235

2.ประสาทไขสันหลัง (spinal nerve)
เป็นเส้นประสาทที่ออกจากใครสันหลังมีสาม 31 คู่ มีชื่อเรียกตามกระดูกสันหลัง
ดังนี้ คือ

– เส้นประสาทส่วนคอ Cervical nerve มี 8 คู่ คือ C1-8
– เส้นประสาทส่วนอก Thoracic nerve มี 12 คู่ คือ T1-12
– เส้นประสาทส่วนเอว Lumbar nerve มี 5 คู่ L1-5
– เส้นประสาทส่วนกระเบนเหน็บ Sacral nerve มี 5 คู่ S1-5
– เส้นประสาทส่วนก้นกบ Coccygeal nerve มี 1 คู่

หน้ าที่หลักๆของเส้ นประสาทสั นหลังคือ
1.สั่ งงานกล้ามเนื้ อ,อวัยวะต่างๆ
2.รับความรู้สึ ก

*โดยที่เส้ นประสาทสั นหลังแต่ละตำแหน่ งก็จะมีหน้ าที่แตกต่างกัน*

ระบบประสาทอัตโนมัติ 236
(Autonomic nervous system)

ระบบประสารทอัตโนมัติ (ANS) เป็นส่วนหนึ่ งของส่วน efferent part
ของระบบประสาทส่ วนปลายประกอบด้วยneuron

ทำหน้าที่ควบคุมอวัยวะภายในกล้ามเนื้อหัวใจ กล้ามเนื้อเรียบ และต่อมต่างๆ
ในร่างกาย ระบบนี้ ปกติเป็นระบบนอกเหนืออำนาจจิตใจที่ทำงานไปโดยสมอง
มิได้รับรู้

Efferent path ของระบบประสาทอัตโนมัติที่ออกจากระบบประสาท
ส่วนกลางไปสู่ target organ นั้นประกอบไปด้วย neuron สองตัว

คือ preganglionic (presynaptic) neuron มี cell body อยู่ในระบประสาท
ส่วนกลาง และ postganglionic (postsynaptic) neurons มี cell body อยู่ในระบบ
ประสาทส่วนปลายที่มีเป็นปมประสาท (ganglion)

ลักษณะดังกล่าวทำให้ระบบประสาทอัตโนมัติแตกต่างกับระบบประสาททั่วไป
ซึ่งมีเพียง neuron ตัวเดียวก็สามารถสั่งการไปยัง target organ ได้ระบบประสาท
อัตโนมัติสามารถ จำแนกออกตามโครงสร้างและหน้าที่ออกเป็นสองส่วน ได้แก่
ส่วน sympathetic กับ ส่วน parasympathetic


Click to View FlipBook Version