The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การปรับใช้หลักสติปัฏฐาน ๔ ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

การปรับใช้หลักสติปัฏฐาน ๔ ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์

การปรับใช้หลักสติปัฏฐาน ๔ ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์

๓๔ (Trial and Error) ๔๒ ต่อมาเรียกว่า “การเรียนรู้แบบเชื่อมโยง” ส าหรับการทดลองที่เป็นที่รู้กัน โดยทั่วไป คือการน าแมวที่ก าลังหิวขังในกรงและข้างนอกกรงมีอาหารทิ้งไว้ให้ ในกรงนั้น แมวเห็น เชือกซึ่งปลายข้างหนึ่งผูกกับบานประตูไว้ส่วนปลายอีกข้างหนึ่ง เมื่อถูกดึงจะท าให้ประตูเปิด เขาได้ สังเกตเห็นว่าในระยะแรกแมวจะวิ่งไปวิ่งมา ข่วนโน่นกัดนี่จนไปถูกเชือกซึ่งท าให้ประตูเปิดแมว จึงวิ่ง ออกไปกินอาหารได้ เมื่อจับแมวใส่กรงในครั้งต่อๆ ไปแมวจะดึงเชือกได้เร็วขึ้นและในที่สุดแมวสามารถ ดึงเชือกได้ในทันทีที่เข้าไปในกรง เขาจึงสรุปว่าพฤติกรรมของแมวที่ปรากฏในการทดลองเรียกว่า ” การลองผิดลองถูก” ซึ่งการลองผิดลองถูกจะน าไปสู่การเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนอง และการเรียนรู้จะเกิดขึ้น เมื่อมีการเชื่อมโยง (Connection) ระหว่างสิ่งเร้า (Stimuli) และการ ตอบสนอง (Responses) การเรียนรู้แบบลองผิดลองถูกมีใจความส าคัญว่า “เมื่ออินทรีย์กระทบสิ่งเร้า อินทรีย์จะใช้วิธีตอบสนองต่อสิ่งเร้าหลายๆ วิธีจนกว่าจะพบวิธีที่เหมาะสมและถูกต้องกับเหตุการณ์ และสถานการณ์ เมื่อได้รับการตอบสนองที่ถูกต้องก็จะน าไปต่อเนื่องเข้ากับสิ่งเร้านั้นๆ มีผลให้เกิดการ เรียนรู้ขึ้น” เนื้อหาที่ส าคัญของทฤษฎีสัมพันธ์เชื่อมโยงของ Thorndike ดังรายละเอียดต่อไปนี้ ๔.๑. หลักเกณฑ์และล าดับขั้นที่จะน าไปสู่การเรียนรู้ ๔.๑.๑ มีสถานการณ์ที่เป็นปัญหาเป็นสิ่งเร้าให้อินทรีย์แสดงการตอบสนองหรือ แสดงพฤติกรรมออกมา ๔.๑.๒ อินทรีย์จะแสดงอาการตอบสนองหลาย ๆ อย่างเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ๔.๑.๓ ปฏิกิริยาตอบสนองที่ไม่ท าให้เกิดความพอใจจะถูกตัดทิ้งไป ๔.๑.๔ เมื่อปฏิกิริยาตอบสนองที่ไม่ท าให้เกิดความพอใจถูกตัดทิ้งไป จนเหลือ ปฏิกิริยาที่ท าให้เกิดความพอใจ อินทรีย์จะยึดเอากิริยาตอบสนองที่ถูกต้องและจะแสดงตอบสนองต่อ สิ่งเร้า (Interaction) นั้นมากระทบอีก ๔.๒ ลักษณะส าคัญของทฤษฎีสัมพันธ์เชื่องโยงของ Thorndike ได้แก่ ๔.๒.๑ ลักษณะการเรียนรู้แบบลองผิดลองถูก (Trial and Error) ๔.๒.๒ กฎการเรียนรู้ที่ส าคัญ ๓ กฎด้วยกัน คือ กฎแห่งความพร้อม (Law of Readiness) กฎแห่งการฝึกหัด (Law of Exercise) และกฎแห่งผล (Law of Effect) ดังรายละเอียด ต่อไปนี้ ๔.๒.๒.๑ กฎแห่งความพร้อม กฎนี้มีความส าคัญสรุปได้ว่า เมื่อบุคคล พร้อมที่จะท าแล้วได้ท าเขาย่อมเกิดความพอใจ แต่ถ้าบุคคลพร้อมที่จะท าแล้วไม่ได้ท าเขาย่อมเกิด ความไม่พอใจ ในขณะเดียวกัน เมื่อบุคคลไม่พร้อมที่จะท า แต่เขาต้องท า เขาย่อมเกิดความไม่พอใจ ๔.๒.๒.๒ กฎแห่งการฝึกหัด แบ่งเป็น ๒ กฎย่อย คือ ๑. กฎแห่งการได้ใช้ (Law of Use) หมายถึง ตัวเชื่อมระหว่างสิ่ง เร้าและการตอบสนองจะเข้มแข็งขึ้นเมื่อได้ลงมือท าบ่อยๆ ๒. กฎแห่งการไม่ได้ใช้ (Law of Disuse) หมายถึง ตัวเชื่อมระหว่าง สิ่งเร้าและการตอบสนองจะอ่อนก าลังลงเมื่อไม่ได้กระท าอย่างต่อเนื่อง ๔๒ Thorndike, E.L., Animal Intelligence (Original work published in 1911), ( Darien, C.T. : Hafner, 1970), p. 147.


๓๕ ๓. กฎแห่งผล กฎนี้ถือว่าเป็นกฎที่ส าคัญและได้รับความสนใจมาก ที่สุด เนื่องจากกฎนี้หมายถึงตัวเชื่อมระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนอง ซึ่งจะเข้มแข็งหรืออ่อนก าลังนั้น ขึ้นอยู่กับผลต่อเนื่องหลังจากที่ได้ตอบสนองไปแล้ว รางวัลจะมีผลให้พันธะสิ่งเร้าและการตอบสนอง เข้มแข็งขึ้น ส่วนการท าโทษนั้นจะไม่มีผลใดๆ ต่อความเข้มแข็งหรือการอ่อนก าลังของพันธะระหว่าง สิ่งเร้าและการตอบสนอง ๔.๓ นอกจากกฎการเรียนรู้ที่ส าคัญๆ ทั้ง ๓ กฎนี้แล้ว Thorndike ยังได้ตั้งกฎ การเรียนรู้ย่อยอีก ๕ กฎ คือ ๔.๓.๑ การตอบสนองหลากหลาย (Law of Multiple Response) ๔.๓.๒ การตั้งจุดมุ่งหมาย (Law of Set or Attitude) ๔.๓.๓ การเลือกการตอบสนอง (Law of Partial Activity) ๔.๓.๔ การน าความรู้เดิมไปใช้แก้ปัญหาใหม่ (Law of Assimilation or Analogy) ๔.๓.๕ การย้ายความสัมพันธ์(Law of Set or Associative Shifting) ๔.๔ การถ่ายโอนการเรียนรู้(Transfer of Learning) จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อการเรียนรู้ หรือกิจกรรมในสถานการณ์หนึ่งส่งผลต่อการเรียนรู้หรือกิจกรรมในอีกสถานการณ์หนึ่ง การส่งผลนั้น อาจจะอยู่ในรูปของการสนับสนุน หรือส่งเสริมให้สามารถเรียนได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นการถ่ายโอนทางบวก หรืออาจเป็นการขัดขวางท าให้เรียนรู้หรือประกอบกิจกรรมอีกอย่างหนึ่งได้ยากหรือช้าลง จะเป็นการ ถ่ายโอนทางลบก็ได้ การถ่ายโอนการเรียนรู้จึงจัดเป็นพื้นฐานของการเรียนการสอน ๔.๕ การน าหลักการทฤษฎีสัมพันธ์เชื่อมโยงของ Thorndike ไปใช้ในการเรียนการ สอน ประกอบด้วยหลักการต่างๆ ดังนี้ ๔.๕.๑ ก าหนดจุดมุ่งหมายให้ชัดเจน การตั้งจุดมุ่งหมายให้ชัดเจน หมายถึง การตั้งจุดมุ่งหมายที่สามารถสังเกตเห็นการตอบสนองได้อย่างชัดเจน และครูจะต้องจัดแบ่งเนื้อหา ออกเป็นหน่วยๆ ให้นักเรียนได้เรียนทีละหน่วย เพื่อเกิดความรู้สึกพอใจในผลที่เขาเรียนในแต่ละ หน่วยนั้น ๔.๕.๒ การสอนแต่ละหน่วยก็ต้องเริ่มจากง่ายไปหายากเสมอ ๔.๕.๓ มีการสร้างแรงจูงใจและมีการเสริมแรงในการเรียน เพราะจะท าให้ นักเรียนเกิดความพอใจ เมื่อเขาได้รับสิ่งที่สร้างเสริมพลังความรู้สึกทางจิตใจ ๔.๕.๔ การเสริมแรงบวก โดยการให้รางวัลจึงเป็นสิ่งควบคุมพฤติกรรมของ ผู้เรียนนั่นก็คือในขั้นแรก ครูจึงต้องสร้างแรงจูงใจภายนอกให้กับผู้เรียน ครูจะต้องให้ผู้เรียนรู้ผลการ กระท าหรือผลการเรียน เพราะการรู้ผลจะท าให้ผู้เรียนทราบว่าการกระท านั้นถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง ดีหรือไม่ดี พอใจหรือไม่พอใจ ถ้าการกระท านั้นผิดหรือไม่เป็นที่พอใจ เขาก็จะได้รับการแก้ไขปรับปรุง ให้ถูกต้องเพื่อที่จะได้รับสิ่งที่เขาพอใจต่อไป ๔.๕.๕ การตอบสนองของการเรียนรู้ ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่ผู้สอนจัดขึ้น ผู้สอนเป็นคนก าหนดจัดท าและควบคุมสภาพแวดล้อมส าหรับผู้เรียน การเรียนรู้จึงเป็นการคิดขึ้นมา โดยผู้สอนที่เน้นไปที่พฤติกรรมการเสริมแรง เมื่อใช้เทคนิควิธีการในลักษณะเช่นนี้จุดประสงค์การ


๓๖ เรียนรู้จึงเป็นพฤติกรรมของผู้เรียนที่ได้มีการจัดเตรียมไว้ การให้รางวัล และการให้ความส าคัญในวิธี เช่นนี้ก็คือ การเสริมแรงพฤติกรรม ๔.๕.๖ วิธีการเรียนการสอนที่ใช้ คือการสอนตรงๆ ประกอบการแสดงให้ดู และการให้ท าแบบฝึกหัดและปฏิบัติหรือการท าซ้ าๆ และการสอนด้วยการใช้กิจกรรมรูปแบบต่างๆ ที่เน้นให้นักเรียนลงมือกระท า ทั้งเป็นกลุ่มและเป็นรายบุคคล สรุปได้ว่า ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยมช่วยให้ได้เทคนิคและวิธีการในการจัด กิจกรรมต่างๆ เพื่อปรับพฤติกรรมการเรียนรู้ตามหลักอิทธิบาท ๔ ของนักเรียนกลุ่มเป้าหมายตาม วัตถุประสงค์ ๒.๒.๒.๒ ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมเชิงพุทธิปัญญา ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมเชิงพุทธิปัญญา (Social Cognitive Learning Theory) เป็น ทฤษฎีของศาสตราจารย์ Bandura แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) ประเทศ สหรัฐอเมริกา Weiten ได้อธิบายว่า Bandura มีความเชื่อว่าการเรียนรู้ของมนุษย์ส่วนมากเป็นการ เรียนรู้โดยการสังเกตหรือการเลียนแบบ เนื่องจากมนุษย์มีปฏิสัมพันธ์ (Interact) กับสิ่งแวดล้อมที่อยู่ รอบๆ ตัวอยู่เสมอ จากปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและสิ่งแวดล้อมในสังคม ทั้งตัวบุคคลและสิ่งแวดล้อม ต่างก็มีอิทธิพลต่อกันและกัน จึงเป็นการปรับตัวตามจนท าให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ ซึ่งการปรับตัวตาม คือการเลียนแบบที่จัดเป็นวิธีการเรียนรู้วิธีหนึ่ง จนพัฒนาเป็นทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม (Social Learning Theory) และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเพื่อความเหมาะสมคือ “ทฤษฎีปัญญาสังคม” โดยเน้น หลักการเรียนรู้โดยการสังเกต (Observational Learning) การกระท าของผู้อื่นแล้วพยายามท าตาม อย่างอันเป็นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจากการเลียนแบบพฤติกรรมนั้น ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นใน สภาพแวดล้อมทางสังคมที่พบเห็นได้ในชีวิตประจ าวัน เช่น การพูด การแต่งหน้า การท าทรงผม การแต่งกาย เหมือนนักแสดง นักร้อง เป็นต้น๔๓ ผู้วิจัยได้รวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับทฤษฎีการเรียนรู้ปัญญาสังคมของแบนดูรา (Bandura) ที่สรุปโดย Weiten ดังต่อไปนี้ ๑. ความคิดพื้นฐานของทฤษฎีการเรียนรู้ปัญญาสังคม แบนดูราได้ให้ความส าคัญของการ ปฏิสัมพันธ์ของอินทรีย์และสิ่งแวดล้อม และถือว่าการเรียนรู้ก็เป็นผลของปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียน และสิ่งแวดล้อม คือผู้เรียนเมื่อมีการสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมเกิดกระบวนการคิดและแปลความหมาย สิ่งแวดล้อม จึงมีการตอบสนองในลักษณะของพฤติกรรม แบนดูราได้ถือว่าบุคคลที่ต้องการจะเรียนรู้ และสิ่งแวดล้อม เป็นสาเหตุของพฤติกรรมและได้อธิบายการมีปฏิสัมพันธ์ดังนี้ แบนดู ราได้กล่าวถึงความแตกต่ างของก ารเรียน รู้(Learning) และก ารกระท า (Performance) ว่าความแตกต่างนี้ส าคัญมาก เพราะคนอาจจะเรียนรู้อะไรหลายอย่างแต่ไม่กระท า เช่น ผู้สมัครสอบบรรจุครูสังกัดส านักงานการศึกษาขั้นพื้นฐานต้องการสอบได้ และทราบดีว่าการโกง ๔๓ Weiten, Wayne, Psychology : Themes and Variations, Briefer Version 4thed, (U.S.A. : Wadsworth Publishing Company, 2000), p. 184.


๓๗ ในการสอบนั้นท าได้อย่างไร แต่มีจริยธรรมมากพอที่จะไม่โกงการสอบมีเพียงน้อยคนที่จะท าการโกง จริงๆ หลักการของทฤษฎีการเรียนรู้ปัญญาสังคมที่แบนดูราได้ให้ไว้มี ๓ ประการ คือ ๑.๑ กระบวนการเรียนรู้อาศัยทั้งกระบวนการทางปัญญาและทักษะการตัดสินใจ ของผู้เรียน ๑.๒ การเรียนรู้เป็นความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบ ๓ ประการระหว่างตัวบุคคล (Person) สิ่งแวดล้อม (Environment) และพฤติกรรม (Behavior) ซึ่งทั้งสามองค์ประกอบนี้มี อิทธิพลต่อกันและกัน ๑.๓ ผลของการเรียนรู้กับการแสดงออกอาจจะแตกต่างกัน สิ่งที่เรียนรู้แล้วอาจไม่มี การแสดงออกก็ได้เช่น ผลการกระท า (Consequence) ด้านบวก เมื่อเรียนรู้แล้วจะเกิดการแสดง พฤติกรรมเลียนแบบแต่ผลกระท าด้านลบ อาจมีการเรียนรู้ แต่ไม่มีการเลียนแบบ แบนดูราไม่เชื่อว่า พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจะคงตัวอย่างถาวร ทั้งนี้เป็นเพราะสิ่งแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ อีกทั้ง สิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมต่างก็มีอิทธิพลซึ่งกันและกัน ตัวอย่างเช่นเด็กที่มีพฤติกรรมรุนแรงก็คาดหวัง ว่าผู้อื่นจะแสดงพฤติกรรมรุนแรงต่อตนด้วย ความคาดหวังนี้จะส่งเสริมให้เด็กแสดงพฤติกรรมรุนแรง และผลกระทบที่เกิดขึ้นก็คือ เด็กคนอื่นแม้ว่าจะไม่มีพฤติกรรมรุนแรง ก็จะแสดงพฤติกรรมตอบสนอง แบบรุนแรงตามอย่างด้วย ซึ่งเป็นเหตุให้เด็กที่มีพฤติกรรมรุนแรงอยู่แล้ว ยิ่งมีการแสดงพฤติกรรม รุนแรงมากยิ่งขึ้น อันเป็นการย้ าความคาดหวังของตน ตามแนวคิดของแบนดูรานี้จึงสรุปว่า “เด็กที่มี พฤติกรรมรุนแรงจะสร้างบรรยากาศที่รู้สึกรุนแรงรอบๆ ตัวท าให้เด็กคนอื่นที่มีพฤติกรรมไม่รุนแรง แสดงพฤติกรรมตอบสนองรุนแรงได้ เพราะเป็นการแสดงพฤติกรรมต่อสิ่งแวดล้อมที่รุนแรง” ๒. ก ระบ วนก ารของก ารเรียน รู้โดยก ารสังเกต (Observational Learning Processing) กระบวนการขั้นตอนของการเรียนรู้โดยการสังเกตเป็นไปตามล าดับขั้น ดังต่อไปนี้ ๒.๑ ขั้นให้ความสนใจ (Attention Phase) ขั้นตอนนี้ส าคัญ เพราะถ้าไม่มี ขั้นตอนนี้การเรียนรู้อาจจะไม่เกิดขึ้น อันเป็นตอนของผู้เรียนที่ให้ความสนใจต่อตัวแบบ (Modeling) ที่มีความสามารถ มีชื่อเสียง และคุณลักษณะเด่นที่สอดคล้องกับความชอบและความสนใจของตน ๒.๒ ขั้นจ า (Retention Phase) เมื่อผู้เรียนสนใจพฤติกรรมของตัวแบบจะจด จ่อด้วยความตั้งใจมีการบันทึกสิ่งที่สังเกตเห็นไว้ในระบบความจ าของตนเอง ซึ่งมักจะจดจ าไว้เป็นจินต ภาพเกี่ยวกับขั้นตอนการแสดงพฤติกรรมทั้งหมด ๒.๓ ขั้นปฏิบัติ(Reproduction Phase) เป็นขั้นตอนที่ผู้เรียนลองแสดง พฤติกรรมตามตัวแบบซึ่งจะส่งผลให้มีการตรวจสอบการเรียนรู้ที่ได้จดจ าไว้ ๒.๔ ขั้นจูงใจ (Motivation Phase) ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่แสดงถึงผลของ การกระท าจากการแสดงพฤติกรรมตามต้นแบบ ถ้าผลที่ตัวแบบเคยได้รับเป็นไปในทางบวก ก็จะ จูงใจให้ผู้เรียนต้องการแสดงพฤติกรรมตามแบบ แต่ถ้าเป็นไปในทางลบผู้เรียนก็จะงดการแสดง พฤติกรรมนั้น ๓. วิธีจัดการเรียนการสอนที่ใช้แนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้ทางปัญญาสังคมไปใช้ดังนี้ ๓.๑ ครูจะเป็นต้นแบบที่มีอิทธิพลมากที่สุด จึงต้องค านึงอยู่เสมอว่าการเรียนรู้ โดยการสังเกตและเลียนแบบจะเกิดขึ้นได้เสมอ แม้ว่าครูจะไม่ได้ตั้งวัตถุประสงค์ไว้ก็ตาม ดังนั้น ครูจึงต้องแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงค์เพื่อนักเรียนได้ปฏิบัติตามแบบอย่างที่ดี


๓๘ ๓.๒ ใช้การสอนแบบสาธิต เป็นการแสดงให้นักเรียนเห็นและปฏิบัติตามอย่าง อันเป็นการสอนโดยใช้หลักการและขั้นตอนของทฤษฎีปัญญาสังคมทั้งสิ้น ครูจะต้องแสดงตัวอย่างที่ ถูกต้องเท่านั้น จึงจะมีประสิทธิภาพในการแสดงพฤติกรรมเลียนแบบ เพราะความผิดพลาดของครูแม้ ไม่ได้ตั้งใจสามารถส่งผลเสียต่อพฤติกรรมการเลียนแบบของนักเรียนได้เสมอ ๓.๓ ตัวแบบในชั้นเรียนไม่ควรจ ากัดไว้ที่ครูเท่านั้น ควรใช้นักเรียนที่มีคุณสมบัติ เป็นตัวแบบที่ดีได้ในบางกรณี โดยธรรมชาติเพื่อนในชั้นเรียน ย่อมมีอิทธิพลต่อการเลียนแบบกันสูง อยู่แล้ว ครูจึงควรใช้ทักษะจูงใจให้นักเรียนสนใจและเลียนแบบเพื่อนที่มีพฤติกรรมที่ดีมากกว่าเพื่อนที่ มีพฤติกรรมที่ไม่ดี ด้วยวิธีการให้เห็นถึงคุณและโทษของการเลียนแบบดังกล่าว ๓.๔ การใช้สื่อต่างๆ เป็นตัวแบบในการจูงใจให้นักเรียนได้ใช้ปัญญา เพื่อให้มี การคิดพิจารณาอันเป็นการฝึกการคิดวิเคราะห์ในเรื่องที่เรียนรู้ได้เป็นอย่างดี ๓.๕ การให้ตัวอย่างเพื่อการฝึกพูด – เขียน ด้วยส านวนหรือค าประพันธ์สั้นๆ ด้วยตัวแบบช่วยให้ผู้เรียนเกิดทักษะในการพูดและเขียนได้ ๓.๖ แหล่งการเรียนรู้(Resources) วิธีการเลียนแบบมีจ านวนมากมายที่จะ ช่วยให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง ขึ้นอยู่กับครูผู้สอนรู้จักชี้แนะหรือให้ท ากิจกรรมต่างๆ๔๔ แนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมพุทธิปัญญา เน้นเรื่องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตาม ตัวแบบ ซึ่งผู้วิจัยได้น าไปใช้เป็นเทคนิคในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อให้นักเรียนปรับเปลี่ยน พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ให้เป็นพฤติกรรมการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ ๒.๒.๒.๓ ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มปัญญานิยม ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มปัญญานิยม (Cognitive Theories) กลุ่มปัญญานิยม หรือกลุ่ม ความรู้ความเข้าใจ หรือกลุ่มพุทธินิยม (Cognitive) เป็นกลุ่มที่เน้นกระบวนการทางปัญญาหรือ ความคิด นักปัญญานิยมกลุ่มนี้ได้ขยายขอบเขตความคิดทางพฤติกรรมออกไปทางด้านกระบวนการ คิดซึ่งเป็นกระบวนการภายในสมอง โดยมีความเชื่อว่าการเรียนรู้ของมนุษย์ไม่ใช่เรื่องของพฤติกรรมที่ เกิดจากกระบวนการตอบสนองต่อสิ่งเร้าเพียงเท่านั้น แต่การเรียนรู้ของมนุษย์มีความซับซ้อนยิ่งไป กว่านั้น เนื่องจากการเรียนรู้เป็นกระบวนการความคิดที่เกิดจากการสะสมข้อมูล การสร้างความหมาย และความสัมพันธ์ของข้อมูล รวมทั้งการดึงข้อมูลออกมาใช้ในการกระท าและการแก้ปัญหาต่างๆ การ เรียนรู้จึงเป็นกระบวนการทางสติปัญญาของมนุษย์ในการที่สร้างความรู้ความเข้าใจให้กับตนเอง ส าหรับทฤษฎีการเรียนรู้ที่ส าคัญของกลุ่มปัญญานิยมประกอบด้วยทฤษฎีต่างๆ ได้แก่ ทฤษฎีการเรียนรู้ของกลุ่ม Gestalt (Gestalt Theory) ทฤษฎีเครื่องหมาย (Sign Theory) ทฤษฎี พัฒนาการทางสติปัญญ าของPiaget (Piaget’s Intellectual Development Theory) ทฤษฎี พัฒนาการทางสติปัญญาของ Bruner (Bruner’s Theory of Discovery of Learning) ทฤษฏีการ เรียนรู้อย่างมีความหมาย (A Theory of Meaningful Verbal Learning) ทฤษฎีประมวลสารสนเทศ (Information Processing Model) ทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเอง (Constructivism) และ ๔๔ Weiten, Wayne, Ibid, p. 183 - 185.


๓๙ ทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเองโดยการสร้างสรรค์ชิ้นงาน (Constructionism) ฒ๊รายละเอียดของ แต่ละทฤษฎีดังต่อไปนี้ ๑. ท ฤษ ฎี ก า รเรียน รู้ข อ งก ลุ่ม Gestalt (Gestalt Theory) Plotnik ได้ อ ธิบ าย แนวความคิดทางการเรียนรู้ของกลุ่ม Gestalt ว่าเป็นการจัดสิ่งเร้าต่างๆ มารวมกัน ให้เกิดการรับรู้ โดยส่วนรวมก่อนแล้ว จึงแยกวิเคราะห์เพื่อเรียนรู้ในส่วนย่อยทีละส่วนในล าดับต่อไป๔๕ โดยสรุปการ เรียนรู้ไว้ ดังนี้ ๑.๑ การเรียนรู้เป็นกระบวกการทางความคิดซึ่งเป็นกระบวนการภายในตัวมนุษย์ ๑.๒ บุคคลจะเรียนรู้จากสิ่งเร้าที่เป็นส่วนรวมได้ดีกว่าส่วนย่อย ๑.๓ การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ ๒ ลักษณะ คือ ๑.๓.๑ การรับรู้ (Perception) เป็นกระบวนการที่บุคคลใช้ประสาทสัมผัสกับสิ่งเร้า แล้วถ่ายโยงเข้าสู่สมองเพื่อผ่านเข้าสู่กระบวนการคิด สมองหรือจิตจะใช้ประสบการณ์เดิมสมองหรือ จิตจะใช้ประสบการณ์เดิมตีความหมายของสิ่งเร้าและแสดงปฏิกิริยาตอบสนองไปตามที่สมองหรือจิต ตีความหมาย ๑.๓.๒ การหยั่งเห็น (Insight) เป็นการค้นพบหรือเกิดความเข้าใจในช่องทาง แก้ปัญหาอย่างฉับพลันทันที อันเนื่องมาจากผลการพิจารณาปัญหาโดยส่วนรวม และการใช้ กระบวนการทางความคิดและสติปัญญาของบุคคลนั้น ๑.๔ กฎการจัดระเบียบการรับรู้ของ Gestalt มีดังต่อไปนี้ ๑.๔.๑ กฎแห่งความแน่นอนหรือชัดเจน (Law of Pragnanz) ประสบการณ์เดิมมี อิทธิพลต่อการรับรู้ของบุคคล การรับรู้ของบุคคลต่อสิ่งเร้าเดียวกันอาจแตกต่างกันได้เพราะใช้ ประสบการณ์เดิมของตนมารับรู้ส่วนรวมและส่วนย่อยซึ่งแตกต่างกันเมื่อต้องการให้บุคคลเกิดการรับรู้ ในสิ่งเดียวกันต้องก าหนดองค์ประกอบขึ้น ๒ ส่วน คือ ภาพหรือข้อมูลที่ต้องการให้สนใจเพื่อเกิดการ เรียนรู้ในขณะนั้น (Figure) และส่วนประกอบหรือพื้นฐานของการรับรู้ (Background) ซึ่งเป็น สิ่งแวดล้อมที่ประกอบอยู่ในการเรียนรู้นั้นๆ ที่ผู้สอนยังไม่ต้องการให้ผู้เรียนสนใจในขณะนั้น ปรากฏว่า วิธีการแก้ปัญหาโดยก าหนด Figure และ Background ของ Gestalt ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ เพราะ สามารถท าให้มนุษย์เกิดการเรียนรู้ด้วยการรับรู้อย่างเดียวกันได้ ๑.๔.๒ กฎแห่งความคล้ายคลึง (Law of Similarity) สิ่งเร้าใดที่มีลักษณะเหมือนกัน หรือคล้ายคลึงกันบุคคลมักรับรู้เป็นพวกเดียวกัน โดยใช้เป็นหลักการในการวางรูปกลุ่มของการรับรู้ เช่น กลุ่มของเส้นหรือสีที่คล้ายคลึงกันที่เป็นสิ่งเร้าใดๆ ก็ตามที่มีรูปร่าง ขนาด หรือสีที่คล้ายกันคนเรา มักจะรับรู้ว่าเป็นสิ่งเดียวกันหรือพวกเดียวกัน ๑.๔.๓ กฎแห่งความใกล้เคียง (Law of Proximity) สิ่งเร้าที่มีความใกล้เคียงกัน บุคคลมักรับรู้ว่าเป็นพวกเดียวกัน สาระส าคัญคือถ้าสิ่งใดหรือสถานการณ์ใดที่เกิดขึ้นในเวลา ต่อเนื่องกันหรือในเวลาเดียวกัน อินทรีย์จะเรียนรู้ว่าเป็นเหตุและผลกันหรือสิ่งเร้าใดๆ ที่อยู่ใกล้ชิดกัน บุคคลมีแนวโน้มที่จะรับรู้สิ่งต่างๆ ที่อยู่ใกล้ชิดกันเป็นพวกเดียวกันเป็นหมวดหมู่เดียวกัน ๔๕ Plotnik, Rod, Introduction to Psychology, 4 thed, (U.S.A. : Cole Publishing Company, 1996), pp. 208 - 211.


๔๐ ๑.๔.๔ กฎแห่งความสมบูรณ์ (Law of Closure) แม้สิ่งเร้าที่บุคคลรับรู้จะยังไม่ สมบูรณ์ แต่บุคคลสามารถรับรู้ในลักษณะสมบูรณ์ได้ ถ้าบุคคลมีประสบการณ์เดิมในสิ่งเร้านั้น สาระส าคัญคือ ถึงแม้ว่าสถานการณ์หรือปัญหายังไม่สมบูรณ์ อินทรีย์ก็จะเกิดการเรียนรู้ได้จาก ประสบการณ์เดิมต่อสถานการณ์นั้น สรุปว่าแม้มีสิ่งเร้าบางส่วนขาดหายไป ผู้เรียนก็ยังสามารถรับรู้ สิ่งเร้านั้นให้เป็นภาพสมบูรณ์ ได้โดยอาศัยประสบการณ์เดิม ๑.๔.๕ กฎแห่งความต่อเนื่อง (Law of Continuity) สิ่งเร้าที่มีความต่อเนื่องกัน หรือมีทิศทางไปในทางเดียวกัน บุคคลมักรับรู้เป็นพวกเดียวกันหรือเรื่องเดียวกันหรือเป็นเหตุผล เดียวกัน สรุปว่าเมื่อสิ่งเร้ามีทิศทางในแนวทางเดียวกัน ผู้เรียนก็จะรับรู้ได้ว่าเป็นพวกเดียวกัน ๑.๔.๖ กฎแห่งความคงที่ (Law of Stability) ในความหมายของสิ่งที่รับรู้ตามความ เป็นจริงคือ เมื่อบุคคลรับรู้สิ่งเร้าในภาพรวมและจะมีความคงที่ในการรับรู้ในสิ่งนั้นในลักษณะเป็น ภาพรวมดังกล่าว ถึงแม้ว่าสิ่งเร้านั้นจะเปลี่ยนแปรไปเมื่อรับรู้ในแง่มุมอื่น ๑.๕ การรับรู้ของบุคคลอาจผิดพลาดบิดเบือนไปจากความเป็นจริงได้เนื่องมาจากการ จัดกลุ่มลักษณะสิ่งเร้าที่ท าให้เกิดภาพลวงตา เช่น การไปอยู่ท่ามกลางคนผอมกว่า ท าให้เราดูท้วม หรือเมื่อไปอยู่ท่ามกลางคนอ้วนกว่า ท าให้เราดูผอม เป็นต้น หรือการคิดว่ายังมีคนอื่นๆ อีกมากมายที่ ยากจนและล าบากมากกว่าเรา เรายังดีมีบ้านอยู่ มีข้าวปลาอาหารกินทุกมื้อ โดยไม่คิดเปรียบเทียบ กับคนที่มีฐานะหรือต าแหน่งหน้าที่การงานเหนือกว่าตน เป็นต้น ๑.๖ การเรียนรู้แบบหยั่งเห็น (Insight) Kohler ได้สังเกตการเรียนรู้แบบหยั่งเห็นโดย ทดลองกับลิง สังเกตลิงที่พยายามเอากล้วยที่แขวนอยู่สูงเกินกว่าจะเอื้อมถึง ในที่สุดลิงก็เกิดความคิดที่ จะเอาไม้ไปสอยกล้วยที่แขวนลงมากินได้ สรุปได้ว่า ลิงมีการเรียนรู้แบบหยั่งเห็นซึ่งเป็นการค้นพบหรือ เกิดความเข้าใจในแนวทางแห่งการแก้ปัญหาอย่างฉับพลันทันที อันเนื่องมาจากผลการพิจารณาปัญหา โดยรวม และการใช้กระบวนการทางความคิดและสติปัญญาของบุคคลนั้น โดยการเชื่อมโยง ประสบการณ์เดิมกับปัญหาในสถานการณ์ที่เผชิญอยู่ ดังนั้น ปัจจัยส าคัญของการเรียนรู้แบบหยั่งเห็น คือประสบการณ์ หากมีการสะสมประสบการณ์ไว้มากการเรียนรู้แบบหยั่งเห็น ก็จะเกิดขึ้นได้มาก เช่นกัน การประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ สามารถด าเนินการได้ดังนี้ ๑. ผู้สอนควรส่งเสริมกระบวนการคิดให้แก่ผู้เรียน โดยให้ท ากิจกรรมจากง่ายและยาก หรือซับซ้อนมากขึ้นตามล าดับ ๒. ผู้สอนควรสอนโดยการเสนอภาพรวมให้ผู้เรียนเห็นและเข้าใจก่อนการเสนอส่วนย่อย ๓. ผู้สอนควรส่งเสริมให้ผู้เรียนมีประสบการณ์มากๆ เพื่อได้รับประสบการณ์ที่หลากหลาย จะท าให้เกิดการเรียนรู้แบบหยั่งเห็นได้มากขึ้น ๔. ผู้สอนควรจัดประสบการณ์ใหม่ให้สัมพันธ์กับประสบการณ์เดิม ๕. ผู้สอนควรมีการจัดระเบียบสิ่งเร้าที่ต้องการให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ ๖. ผู้สอนไม่จ าเป็นต้องน าเสนอเนื้อหาทั้งหมดที่สมบูรณ์แก่ผู้เรียน ควรน าเสนอเฉพาะ เนื้อหาที่ส าคัญบางส่วนซึ่งผู้เรียนสามารถใช้ประสบการณ์เดิมมาเติมให้สมบูรณ์ได้ ๗. ผู้สอนควรเสนอบทเรียนหรือจัดเนื้อหาให้มีความต่อเนื่องกัน


๔๑ ๒. ทฤษฎีเครื่องหมาย (Sign Theory) กาแล็ท (Kalat) ได้อธิบายแนวคิดเกี่ยวกับทฤษฎี เครื่องหมายว่า นักจิตวิทยาชาวอเมริกันที่ชื่อ Edward C.Tolman เป็นผู้เสนอทฤษฎีเครื่องหมายหรือ ทฤษฎีความคาดหมาย (Expectancy Theory) ซึ่งได้ปรับมาจากทฤษฎีแสดงพฤติกรรมจุดมุ่งหมาย (Purposive Behavior) โทรแมนได้ให้แนวคิดว่า “การเรียนรู้เกิดจากการใช้เครื่องหมายเป็นตัวชี้ทาง ให้แสดงพฤติกรรมไปสู่จุดหมายปลายทาง” ดังข้อสรุปทฤษฎีการเรียนรู้เครื่องหมายได้ดังนี้ ๒.๑ ในการเรียนรู้ต่างๆ ผู้เรียนมีความคาดหมายรางวัล (Reward Expectancy) หากรางวัลที่คาดว่าจะได้รับไม่ตรงกันกับความพอใจและความต้องการผู้เรียนจะพยายามแสวงหา รางวัลหรือสิ่งที่ต้องการต่อไป ๒.๒ ในขณะที่ผู้เรียนพยายามไปให้ถึงจุดหมายที่ต้องการ ผู้เรียนก็จะเกิดการเรียนรู้ เครื่องหมายสัญลักษณ์สถานที่และสิ่งอื่นๆ ที่เป็นเครื่องชี้ทางตามไปด้วย ๒.๓ ผู้เรียนมีความสามารถที่จะปรับการเรียนรู้ของตนไปตามสถานการณ์ที่ เปลี่ยนไป โดยไม่กระท าซ้ าๆ ในทางที่ไม่สามารถสนองความต้องการหรือวัตถุประสงค์ของตน ๒.๔ การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในบุคคลใดบุคคลหนึ่งนั้นบางครั้งอาจจะไม่แสดงออก ในทันทีแต่อาจจะแฝงอยู่ในตัวผู้เรียนก่อน และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมหรือจ าเป็น ก็จะแสดงออก (Latent Learning) ๔๖ การประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ ด าเนินการได้ดังนี้ ๑. ผู้สอนควรสร้างแรงขับหรือแรงจูงใจให้เกิดขึ้นในตัวผู้เรียน โดยมีการกระตุ้นให้ผู้เรียน พยายามไปให้ถึงจุดหมายที่ต้องการ ๒. ผู้สอนควรให้เครื่องหมายสัญลักษณ์หรือสิ่งอื่นๆ ที่เป็นเครื่องชี้ทางควบคู่ไปด้วย เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุจุดมุ่งหมายที่ก าหนดไว้ ๓. ผู้สอนควรมีการปรับเปลี่ยนสถานการณ์การเรียนรู้ ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยให้ผู้เรียน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนได้ ๔. ผู้สอนควรมีการใช้วิธีการทดสอบหลายๆ วิธีมีการทดสอบบ่อยๆ หรือติดตามผลระยะ ยาวซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนได้แสดงสิ่งที่เรียนรู้ออกมาได้ ๓ . ท ฤ ษ ฎี พั ฒ น า ก า ร ท า ง ส ติ ปั ญ ญ า ข อ ง Piaget (Piajet’s Intellectual Development Theory) Piaget ได้ท าการศึกษาพัฒนาการทางด้านความคิดของเด็กว่า มีขั้นตอน หรือกระบวนการคิดอย่างไร และได้พบว่า การเรียนรู้ของเด็กเป็นไปตามพัฒนาการทางสติปัญญา ซึ่งจะมีการพัฒนาการไปตามวัยต่างๆ โดยธรรมชาติ ดังนั้น จึงไม่ควรเร่งเด็กให้ข้ามขั้นจาก พัฒนาการขั้นหนึ่งไปสู่อีกขั้นหนึ่ง เพราะจะท าให้เกิดผลเสียแก่เด็ก แต่อย่างไรก็ตาม การจัด ประสบการณ์ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กในช่วงที่ก าลังพัฒนาไปสู่ขั้นที่สูงกว่า สามารถช่วยให้เด็ก พัฒนาไปได้อย่างรวดเร็วได้ เขาจึงเน้นความส าคัญของการเข้าใจธรรมชาติและพัฒนาการของเด็ก ๔๖ Kalat, James W., Introduction to Psychology, 5 thed, (U.S.A. : Wadsworth, 1999), pp. 199 - 218.


๔๒ มากกว่าการกระตุ้นเด็กจนเป็นการเร่งพัฒนาการเร็วขึ้น๔๗ จึงได้สรุปทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา ของ Piaget ดังหลักการต่อไปนี้ ๓.๑ พัฒนาทางการสติปัญญาของบุคคลเป็นไปตามวัย ๔ วัย ดังนี้ ๓.๑.๑ ขั้นรับรู้ด้วยประสาทสัมผัส (Sensorimotor Period) เป็นขั้นพัฒนาการ ในช่วงอายุ ๐ - ๒ ปี เป็นลักษณะของการรับรู้และการกระท าของเด็กที่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง ซึ่งยัง ไม่สามารถเข้าใจความคิดของบุคคลอื่นๆ ๓.๑.๒ ขั้นก่อนปฏิบัติการการคิด (Preoperational Period) เป็นขั้นพัฒนาการ ในช่วงอายุ ๒ - ๗ ปี เป็นลักษณะของความคิดที่ยังขึ้นอยู่กับการรับรู้และการกระท าเป็นส่วนใหญ่ ยังไม่สามารถที่จะใช้เหตุผลอย่างลึกซึ้งได้ ๓ .๑ .๓ ขั้น ก ารคิดแบบ รูป ธรรม (Concrete Operational Period) เป็น ขั้น พัฒนาการในช่วงอายุ ๗ - ๑๑ ปี เป็นลักษณะของการเรียนรู้ที่ต้องอาศัยการสัมผัสแบบรูปธรรม เช่น จากภาพหรือหุ่นจ าลอง หรือสถานที่จริง เป็นต้น และเด็กยังสามารถเรียนรู้และใช้สัญลักษณ์ได้ด้วย ๓.๑.๔ ขั้นสุดท้าย เป็นขั้นการคิดแบบนามธรรม (Formal Operational Period) เป็นขั้นพัฒนาการในช่วงอายุ ๑๑ - ๑๕ ปี เป็นลักษณะของการคิดเป็นนามธรรม สามารถรู้และเข้าใจ เรื่องต่างๆ ที่ไม่สามารถแสดงให้เห็นด้วยอุปกรณ์ต่างๆ ได้ ในลักษณะของการคิดจินตนาการและใช้ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการเรียนรู้เช่น เข้าใจว่าความดี ความชั่ว ความรับผิดชอบ มีลักษณะ อย่างไร ๓.๒ ภาษาและกระบวนการคิดของเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่ เด็กจะคิดภาษาขึ้นมาเองและ ใช้ในกลุ่มเป็นภาษาง่ายๆ ภาษาเหล่านี้จะปรากฏในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น ในที่สุดก็จะหายไป ๓.๓ กระบวนการทางสติปัญญามีลักษณะการซึมซับหรือการดูดซึมและการปรับและการ จัดระบบ สามารถอธิบายได้ดังนี้ ๓.๓.๑ การซึมซับหรือดูดซับ (Assimilation) เป็นกระบวบการทางสมองในการรับ ประสบการณ์เรื่องราวและข้อมูลต่างๆเข้ามาสะสมเก็บไว้เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป ๓.๓.๒ การปรับและการจัดระบบ (Accommodation) เป็นกระบวนการทางสมอง ในการปรับประสบการณ์เดิมและประสบการณ์ใหม่ ให้เข้ากันเป็นระบบหรือเครือข่ายทางปัญญาที่ตน สามารถเข้าใจได้ เกิดเป็นโครงสร้างทางปัญญาใหม่ขึ้น โดยลักษณะที่เกิดจากขั้นของการปรับ หากการปรับเป็นไปอย่างผสมผสานกลมกลืน จะก่อให้เกิดสภาพที่มีความสมดุลขึ้น หากบุคคลไม่ สามารถปรับประสบการณ์ใหม่และประสบการณ์เดิมให้เข้ากันได้จะเกิดภาวะความไม่สมดุลขึ้น ซึ่งจะ ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางปัญญาในตัวบุคคล การประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ด าเนินการได้ดังนี้ ๑. การพัฒนาเด็กควรค านึงถึงพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กและจัดในลักษณะ ประสบการณ์ให้เหมาะสมกับพัฒนาการของเขา ไม่ควรบังคับให้เด็กเรียนในสิ่งที่ยังไม่พร้อมหรือยาก ๔๗ Piaget, J.,Judgment and Reasoning in the Child, (Paterson, N.J. : Littlefield Adams, 1964), p. 100 - 119.


๔๓ เกินความสามารถและวัยของพวกเขา เพราะจะท าให้เด็กเกิดความท้อถอยและมีเจตคติที่ไม่ดีต่อสิ่งที่ เรียน ส าหรับการจัดประสบการณ์ควรค านึงถึงสิ่งต่อไปนี้ ๑.๑ การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เด็กเกิดการเรียนรู้ตามวัยของเขาเอง ซึ่งจะช่วย ให้เด็กพัฒนาไปสู่พัฒนาการขั้นสูงขึ้นได้ ๑.๒ เด็กแต่ละคนมีพัฒนาการแตกต่างกันถึงแม้อายุจะเท่ากัน แต่ระดับพัฒนาการ อาจไม่เท่ากัน ดังนั้น จึงไม่ควรเปรียบเทียบเด็กกับเด็กอื่นๆ แต่เปรียบเทียบกับตนเองให้มีพัฒนาการ ไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปได้อย่างแน่นอน และควรให้เด็กมีอิสระที่จะเรียนรู้และ พัฒนาความสามารถของเขาไปตามระดับพัฒนาการของเขา ๑.๓ ผู้สอนควรสอนสิ่งที่เป็นรูปธรรมเสียก่อน โดยเฉพาะเด็กระดับประถม ศึกษา เพื่อช่วยให้เด็กเข้าใจลักษณะต่างๆ ได้ดีขึ้น ๒. การให้ความสนใจและสังเกตเด็กอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้ได้ทราบลักษณะเฉพาะของเด็ก อีกทั้งยังท าให้เด็กเกิดความไว้วางใจผู้สอน เมื่อมีปัญหาจะกล้าบอกและขอค าปรึกษาแนวทางแก้ไขท า ให้ช่วยป้องกันเด็กไม่ให้มีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ได้ ๓. การสอนเด็กเล็กๆ เขาจะรับรู้ส่วนรวม (Whole) ได้ดีกว่าส่วนย่อย (Part) ดังนั้น ผู้สอนจึงควรสอนภาพรวมก่อนแล้ว จึงแยกสอนทีละส่วนจะช่วยให้เรียนรู้ได้ง่ายขึ้น ๔. การสอนสิ่งใดให้กับเด็กควรเริ่มจากสิ่งที่เด็กคุ้นเคยหรือมีประสบการณ์มาก่อนแล้ว จึงเสนอสิ่งใหม่ที่มีความสัมพันธ์กับสิ่งเก่า การท าเช่นนี้จะช่วยเด็กซึมซับและจัดระบบความรู้ได้ดี ๕. การเปิดโอกาสให้เด็กได้รับประสบการณ์แล้วมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมมากๆ จะช่วยให้เด็กซึมซับข้อมูลเข้าสู่โครงสร้างทางสติปัญญาและพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กได้ดี ๔. ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของ of Bruner (Bruner's Theory Discovery Learning) Bruner เป็นนักจิตวิทยาที่สนใจเรื่องของพัฒนาการทางสติปัญญาตามทฤษฎีของ Piaget ซึ่งเขาเชื่อว่ามนุษย์เลือกจะรับรู้สิ่งที่ตนเองสนใจและการเรียนรู้ เกิดจากกระบวนการค้นพบด้วย ตนเอง (Discovery Learning) ๔๘ ส าหรับสาระส าคัญของแนวคิดตามทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของ Bruner สรุปได้ดังนี้ ๔.๑ การจัดโครงสร้างของความรู้ให้มีความสัมพันธ์และสอดคล้องกับพัฒนาการทาง สติปัญญาของเด็กจะมีผลต่อการเรียนรู้ของเด็ก ๔.๒ การจัดหลักสูตรและกิจกรรมการเรียนรู้ ให้เหมาะสมกับระดับความพร้อมของ ผู้เรียนและสอดคล้องกับพัฒนาการทางสติปัญญาของผู้เรียน จะช่วยให้การเรียนรู้เกิดขึ้นได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ๔.๓ การคิดแบบหยั่งรู้(Intuition) เป็นการคิดหาเหตุผลด้วยตนเองโดยอิสระที่ สามารถช่วยพัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ได้ ๔๘ Bruner, J.S., Study in Cognitive Growth : A Collaboration at the Center for Cognitive Studies, (New York : John Wilety and Sons, 1966), pp. 221 - 225.


๔๔ ๔.๔ แรงจูงใจภายในเป็นปัจจัยส าคัญที่จะช่วยให้ผู้เรียนประสบผลส าเร็จในการ เรียนรู้ ๔.๕ ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของมนุษย์แบ่งเป็น ๓ ขั้น ดังนี้ ๔.๕.๑ ขั้นการเรียนรู้จากการกระท า (Enactive Stage) คือ ขั้นของการ เรียนรู้จากการใช้ประสาทสัมผัสรับรู้สิ่งต่างๆ การลงมือกระท าช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ได้ดี ๔.๕.๒ขั้นการเรียนรู้จากการคิด (Iconic Stage) คือ ขั้นที่เด็กสามารถ จินตนาการสร้างมโนภาพในใจได้ และสามารถเรียนรู้จากภาพแทนของจริงได้ ๔.๕.๓ ขั้นการเรียนรู้สัญลักษณ์และนามธรรม (Symbolic Stage) คือ ขั้นการ เรียนรู้ในเรื่องต่างๆ ที่ซับซ้อนและเป็นนามธรรมได้ ๔.๖ การเรียนรู้เกิดขึ้นได้จากการที่คนเราสามารถสร้างความคิดรวบยอดหรือสามารถจัด ประเภทของสิ่งต่างๆ ได้อย่างชัดเจนและเหมาะสม ๔.๗ การเรียนรู้ที่ได้ผลดีที่สุด คือการให้ผู้เรียนสามารถค้นพบการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ๔.๘ การจัดประสบการณ์เรียนรู้ ให้ผู้เรียนได้ค้นพบการเรียนรู้ด้วยตนเอง ท าให้ผู้เรียน เกิดการเรียนรู้ได้ดี การประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้สามารถด าเนินการได้ดังนี้ ๑. ผู้สอนควรจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียนได้ค้นพบการเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งเป็น กระบวนการเรียนรู้ที่ดี มีความหมายต่อผู้เรียนและช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี ๒. ก่อนสอนผู้สอนต้องมีการวิเคราะห์และจัดโครงสร้างเนื้อหาสาระให้เหมาะสมกับการ เรียนรู้ของผู้เรียน ๓. ผู้สอนควรจัดความคิดรวบยอดเนื้อหาสาระวิธีสอนและกระบวนการเรียนรู้ให้ เหมาะสมกับขั้นพัฒนาการทางสติปัญญาของผู้เรียน ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี ๔. ผู้สอนควรส่งเสริมให้ผู้เรียนได้คิดโดยอิสระให้มาก เพราะจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความคิด สร้างสรรค์ได้มาก ๕. ผู้สอนควรสร้างแรงจูงใจภายในให้แก่ผู้เรียน เพื่อเป็นแรงขับให้ผู้เรียนต้องการศึกษา ค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง ๖. ผู้สอนควรฝึกให้ผู้เรียนเกิดความคิดรวบยอดในเรื่องต่างๆ เพื่อน าไปสู่ทักษะการค้นพบ ความรู้ด้วยตนเอง ๕. ทฤษฎีการเรียนรู้อย่างมีความหมาย (A Theory of Meaningful Verbal Learning) คิดค้นโดย Ausubel ที่เน้นความส าคัญของการเรียนรู้อย่างมีความเข้าใจและมีความหมาย ทฤษฎีนี้ อธิบายการเรียนรู้ที่เรียกว่า Meaningful Verbal Learning คือเมื่อผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยการเชื่อมโยง สิ่งที่เรียนรู้ใหม่หรือข้อมูลใหม่ ซึ่งอาจจะเป็นความคิดรวบยอด (Concept) ใหม่ในโครงสร้าง สติปัญ ญ ากับค วาม รู้เดิมที่มีอยู่ในสมองของผู้เรียน อยู่แล้ ว ซึ่งท ฤษฎีนี้บ างค รั้งเรียกว่า “Subsumption Theory” เขาได้อธิบายความหมายของการเรียนรู้อย่างมีความหมายว่า หมายถึง การเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้มาจากการอ่าน ที่ผู้สอนอธิบายสิ่งที่จะต้องเรียนรู้ให้ทราบและผู้เรียนรับฟังด้วย ความเข้าใจ โดยผู้เรียนเห็นความสัมพันธ์ของสิ่งที่เรียนรู้กับโครงสร้างพุทธิปัญญาที่ได้เก็บไว้ใน ความจ าและจะสามารถน ามาใช้ในอนาคต นอกจากนี้ ยังได้ชี้ให้เห็นว่าทฤษฏีนี้มีวัตถุประสงค์


๔๕ เพื่อที่จะอธิบายเกี่ยวกับพุทธิปัญญา โดยเชื่อว่าการเรียนรู้จะมีความหมายแก่ผู้เรียน หากการเรียนรู้ นั้นสามารถเชื่อมโยงกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่รู้มาก่อน การน าเสนอความคิดรวบยอดหรือกรอบมโนทัศน์หรือ กรอบความคิด หลักส าคัญของแนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้อย่างมีความหมายนั้น ให้ความส าคัญกับ โครงสร้างทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ของมนุษย์ และได้แบ่งการรับรู้ออกเป็น ๔ ประเภท ได้แก่ การเรียนรู้โดยเรียนรู้อย่างมีความหมาย การเรียนรู้โดยการท่องจ า การเรียนรู้โดยการค้นพบอย่างมี ความหมาย และการเรียนรู้โดยการค้นพบแบบท่องจ า เขายังเสนอแนะเกี่ยวกับ Advance Organizer ว่าเป็นเทคนิคที่ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างมีความหมาย จากการสอนหรือบรรยายของผู้สอนโดย การสร้างความเชื่อมโยงระหว่างความรู้ที่มีมาก่อนกับข้อมูลใหม่ หรือความคิดรวบยอดใหม่ที่จะต้อง เรียนจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมายที่ไม่ต้องท่องจ า๔๙ การประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้สามารถด าเนินการได้ดังนี้ ๑. ผู้สอนควรมีการแนะน าบทเรียนก่อนการเรียนการสอนและก่อนที่จะสอนสิ่งใดใหม่ควร มีการส ารวจความรู้ความเข้าใจของผู้เรียนเสียก่อนว่า มีพอเพียงที่จะเข้าใจในเรื่องที่เรียนใหม่หรือไม่ ถ้ายังไม่มีหรือมีไม่พอ ก็ต้องจัดให้ก่อนสอนเรื่องใหม่ ๒. ผู้สอนควรสอนโดยไม่เน้นการท่องจ า แต่สอนให้เกิดการสร้างความเชื่อมโยงระหว่าง ความรู้ที่มีมาก่อนกับข้อมูลใหม่หรือความคิดรวบยอดใหม่ที่จะต้องเรียน ๓. ผู้สอนควรใช้Advance Organizer ที่เป็นเทคนิคที่ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างมี ความหมายจากการสอนหรือบรรยายของผู้สอน ๔. ผู้สอนควรช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย โดยการจัดเรียบเรียงข้อมูล ข่าวสารที่ต้องการให้เรียนรู้ออกเป็นหน่วยย่อยๆ หรือหมวดหมู่ ๕. ผู้สอนควรน าเสนอกรอบหลักการกว้างๆ ก่อนที่จะให้เรียนรู้ในเรื่องใหม่ ๖. ผู้สอนควรแบ่งบทเรียนเป็นหัวข้อที่ส าคัญและบอกให้ทราบเกี่ยวกับหัวข้อส าคัญที่เป็น ความคิดรวบยอดใหม่ที่จะต้องเรียน ๒.๒.๓ วิธีการศึกษาพฤติกรรมและความต้องการของวัยรุ่น วิธีการศึกษาพฤติกรรม คือ วิธีการที่ถูกน ามาใช้ในการแสวงหาความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับ พฤติกรรม ซึ่งวิชาใดๆ ที่มีความเป็นศาสตร์ จะน าวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการแสวงหาความรู้ ทั้งสิ้น ซึ่งวิธีการทางวิทยาศาสตร์นี้ประกอบด้วย ๕ ขั้นตอน คือ ก าหนดปัญหา ตั้งสมมุติฐาน รวบรวม ข้อมูล วิเคราะห์ ข้อมูล และสรุปผล ตามล าดับ ขั้นตอนดังกล่าวเป็นแนวทางส าหรับวิธีการศึกษา พฤติกรรมโดยต้องด าเนินการตาม แม้ว่าแต่ละวิธีจะมีรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกันไปก็ตาม ส าหรับวิธีการศึกษาพฤติกรรมกระท าได้หลายวิธีตามลักษณะของพฤติกรรมที่ศึกษา ดังนี้ ๑. การทดลอง (Experimental Method) เป็นการศึกษาพฤติกรรมในทางจิตวิทยาที่เป็น วิทยาศาสตร์สูงมาก โดยมุ่งศึกษาความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลระหว่างเหตุการณ์สองเหตุการณ์ และ เหตุการณ์ที่เป็นเหตุ เรียกว่า ตัวแปรอิสระ (Independent Variable) ส่วนเหตุการณ์ที่เป็นผล ๔๙ Ausubel, D.P., The Psychology of Meaningful Verbal Learning, (New York: John Wilety and Sons, 1966), p. 221 - 225.


๔๖ เรียกว่า ตัวแปรตาม (Dependent Variable) การปฏิบัติต่อตัวแปรอิสระ เรียกว่า การจัดกระท า (Treatment) ในการทดลองแต่ละครั้ง ผู้ทดลองต้องตั้งสมมุติฐานก่อนแล้วท าการทดลอง การทดลอง มี ๒ ลักษณะ คือ การทดลองในห้องปฏิบัติการ และการทดลองภาคสนาม ในการทดลองแต่ละครั้ง ต้องค านึงถึง การปฏิบัติซ้ า หมายถึงว่าการกระท าซ้ าอีกครั้งแม้ว่าจะบุคคลและสถานที่กันก็ได้ผลอย่าง เดิมทุกครั้ง นักจิตวิทยาควรท า การทดลองซ้ าๆ หลายๆ ครั้ง เพื่อให้ได้ผลอย่างเดิมเพื่อให้เกิดความ มั่นใจส่วนการควบคุมตัวแปรนั้น จะเห็นได้ว่าในการทดลองแต่ละครั้งมีข้อจ ากัด เพราะการที่จะ ควบคุมตัวแปรใดตัวแปรหนึ่งนั้น อาจจะมีตัวแปรซ้อนมาท าให้ผลลัพธ์คลาดเคลื่อนไปจากความเป็น จริงได้ ในการสรุปผลก็เช่นเดียวกันต้องมีขอบเขตจ ากัด คือ ผลการทดลองจะเกิดลักษณะนี้ได้เฉพาะ ในกลุ่มทีมีคุณลักษณะแบบนั้นเท่านั้น ซึ่งไม่สามารถน าไปใช้กับกลุ่มอื่นที่แตกต่างกันออกไปได้ข้อดี ของการทดลองก็คือ นักจิตวิทยาสามารถควบคุมตัวแปรต่างๆ ที่เป็นสาเหตุของพฤติกรรมได้ ท าให้ แน่ใจได้ว่าอะไรเป็นสาเหตุอะไรเป็นผล ๒. การส ารวจ (Survey Method) เป็นการศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์เช่นกัน แม้ว่าจะไม่ เข้มข้นนักก็ยังมีวิธีการศึกษาตัวแปร เหมือนการทดลองแต่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร จะเป็นเหตุ เป็นผลแก่กันไม่ได้และผู้ศึกษาไม่มีการจัดกระท าต่อตัวแปร กระท าเพียงแค่ศึกษาตัวแปรอย่างมี ระบบในสถานการณ์ที่พบ การส ารวจจ าเป็นต้องอาศัยเครื่องมือที่มีทั้งความเชื่อถือได้ (Reliability) ความเที่ยงตรง (Validity) รวมทั้งกลุ่มตัวอย่างที่ได้มาจากการสุ่มตัวอย่าง ด้วยวิธีการที่เหมาะสม เพื่อให้เป็นตัวแทนที่ดีของประชากร ๓. วิธีการตรวจสอบจิตตนเอง (Introspection Method) วิธีการตรวจสอบจิตตนเอง หรือวิธีการพินิจภายในนี้ หมายถึง วิธีการที่บุคคลสังเกตตนเองหรือส ารวจตนเอง โดยการให้บุคคล พิจารณาความรู้สึกของตนเอง ส ารวจตรวจสอบตนเอง แล้วรายงานถึงสาเหตุและความรู้สึกของ ตนเองออกมาซึ่งในการตรวจสอบจิตตนเอง บางครั้งอาจใช้วิธีการนึกย้อนทบทวนไปถึงเหตุการณ์ที่ เกิดขึ้นและฝังใจหรือประทับใจในอดีต อาจกลายเป็นปมขัดแย้งซึ่งเป็นสาเหตุท าให้เกิดพฤติกรรมนั้นๆ ๔. วิธีทางคลินิก (Clinical Method) เป็นการศึกษาพฤติกรรมแบบลึก (In-Depth Study) รายใดรายหนึ่งโดยใช้เครื่องมือหลายๆ อย่างเพื่อให้ได้ข้อมูลหลายๆ ด้าน และใช้ระยะ เวลานาน เพื่อให้ทราบสาเหตุของพฤติกรรมของบุคคลนั้น ๆ ตลอดจนได้ข้อความรู้ใหม่ๆ ที่จะน าไปใช้ กับกรณีอื่นๆ ได้นักจิตวิทยาจะไม่เพียงแต่ศึกษาเรื่องตามที่คนไข้เล่าให้ฟังเท่านั้น ยังต้องมีการเก็บ รวบรวมข้อมูลจากประสบการณ์ในอดีต ชีวประวัติศึกษาความสัมพันธ์ในครอบครัวและสิ่งแวดล้อม เพื่อดูภูมิหลังทางสังคมของคนไข้ โดยใช้เครื่องมือต่างๆ เช่น การทดสอบ การศึกษารายกรณี การสังเกต การสัมภาษณ์ สังคมมิติ การทดสอบทางจิตวิทยา อาทิ การทดสอบบุคลิกภาพ การฉายจิต เพื่อศึกษาเจตคติ ความต้องการทางอารมณ์และทางจิตใจ เพื่อดูสาเหตุของความผิดปกติทาง บุคลิกภาพนั้นๆ ว่ามีสาเหตุที่แท้จริงมาจากอะไร ๕. การสังเกตอย่างมีระบบ (Systematic Observation) พฤติกรรมเป็นจ านวนไม่น้อย จ าเป็นต้องศึกษาในสถานการณ์ปกติที่สถานการณ์นั้นเกิดขึ้น โดยการเฝ้าสังเกตและบันทึกพฤติกรรม ของ กลุ่มตัวอย่างซึ่งเรียกว่า การสังเกตอย่างมีระบบ วิธีการนี้ต้องนิยามพฤติกรรมที่จะสังเกตให้ ชัดเจนและวัดได้ เรียกว่า นิยามปฏิบัติการ (Operational Definition) การสังเกตเป็นวิธีการที่มีความ ชัดเจน ง่าย และสะดวก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้สังเกตว่าจะมีความรู้ความเข้าใจ มีทักษะความช านาญ


๔๗ มีความสามารถในการสังเกตมากน้อยแค่ไหน สิ่งเหล่านี้ผู้สังเกตควรได้รับการฝึกฝนการสังเกตมาเป็น อย่างดีการสังเกตที่ดีนั้นจะต้องมีจุดมุ่งหมายว่าจะสังเกตเรื่องอะไร สังเกตไปท าไม สถานการณ์และ สภาพการณ์ที่ต้องการสังเกต จ านวนครั้งในการสังเกต ระยะเวลา วันเวลาในการสังเกต สิ่งเหล่านี้ต้อง ก าหนดให้ชัดเจนและที่ส าคัญผู้ที่ท าการสังเกต ต้องไม่มีอคติต่อผู้ถูกสังเกต และเรื่องที่ท าการสังเกต อยู่รวมทั้งจะต้องท าการสังเกต โดยไม่ให้กลุ่มตัวอย่างรู้ตัวว่า มีใครคอยสังเกตอยู่ การสังเกตอาจจะใช้ เครื่องมือช่วยบันทึกรายละเอียดด้วย เช่น เครื่องบันทึกเสียง การถ่ายภาพยนตร์ เครื่องมือตรวจนับผู้ มาใช้บริการของห้างสรรพสินค้า เป็นต้น ๖. การใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) การใช้แบบสอบถามเหมาะส าหรับในการศึกษา พฤติกรรมของบุคคลที่มีจ านวนมากๆ และต้องการค าตอบอย่างรวดเร็ว ท าให้ประหยัดเวลาค่าใช้จ่าย อื่นๆ แบบสอบถามที่ใช้จะต้องเป็นเครื่องมือที่มีความเป็นมาตรฐาน มีคุณภาพ มีความเที่ยงตรง มีความ เชื่อมั่นได้ สามารถวัดในสิ่งที่เราต้องการจะวัดในการให้ตอบแบบสอบถาม มักจะถามเกี่ยวกับเจตคติ เกี่ยวกับเรื่องที่ ต้องการจะทราบ เมื่อรวบรวมข้อมูลจากการตอบแบบสอบถามได้แล้ว ก็จะใช้วิธีการทาง สถิติวิจัยหาค าตอบออกมา เพื่อให้ได้ผลที่ชัดเจนขึ้น ควรน าวิธีการอื่นมาใช้ตรวจสอบอีกครั้ง เช่น การสัมภาษณ์ การสังเกต เป็นต้น ๗. การทดสอบทางจิตวิทยา (Psychological Testing) แบบทดสอบทางจิตวิทยาเป็น เครื่องมือที่ใช้วัดลักษณะพฤติกรรมที่แอบแฝงอยู่ภายในตัวบุคคล ซึ่งเป็นสิ่งที่บุคคลพยามยามปกปิด ซ่อนเร้นไว้จะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม อาทิ การตรวจเช็คระดับสติปัญญา การวัดความถนัดและ ความสนใจ การตรวจลักษณะของบุคลิกภาพและอารมณ์ ซึ่งในขั้นตอนของการสร้างแบบทดสอบนั้น ต้องผ่านกระบวนการที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้ได้แบบทดสอบที่แม่นตรง๕๐ พฤติกรรมมีผลต่อการด ารงชีวิตของมนุษย์คุณภาพชีวิตจะดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับพฤติกรรม ของบุคคลนั้น มนุษย์สามารถที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองในทางดีได้ หากมีจิตใจมีความ แข็งแกร่งและแน่วแน่ ๒.๓ พฤติกรรมมนุษย์ในทัศนะพระพุทธศาสนา มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ย่อมมีการแสดงออกมาทางพฤติกรรมของมนุษย์ ซึ่งเป็นผลมาจาก การแสดงปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งเร้าในสถานการณ์ต่างๆ พฤติกรรมของมนุษย์ พระพุทธศาสนาได้ จ าแนกพฤติกรรมมนุษย์ในลักษณะต่างๆ ดังนี้ ๒.๓.๑ บ่อเกิดพฤติกรรมมนุษย์ ตามหลักพระพุทธศาสนา ได้กล่าวถึงจุดเริ่มต้นอันเป็นบ่อเกิดของพฤติกรรมด้านต่างๆ ของมนุษย์ว่ามี๒ ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้ ๑. เกิดจากตัณหา ได้แก่ พอใจ ชอบใจ ยินดีอยากรักใคร่ ต้องการที่ไม่ดีไม่สบาย ไม่เกื้อกูลเป็นอกุศล ๕๐ ลักขณา สริวัฒน์, สุขวิทยาจิตและการปรับตัว, (กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร์, ๒๕๔๕), หน้า ๑๓.


๔๘ ๒. เกิดจากฉันทะ ได้แก่ พอใจ ยินดี อยากรักใคร่ ต้องการที่ดีงาม สบายเกื้อกูล เป็นกุศล ตัณหาแปลได้อีกอย่างว่าความกระหาย ความทะยาน ความอยาก ความเสน่หา ความดิ้นรน ความ กระสับกระส่าย กระวนกระวาย ไม่รู้จักอิ่ม ตัณหาเกิดจากเวทนาเป็นปัจจัย โดยมีอวิชชาเป็นมูลเหตุ กล่าวคือเมื่อบุคคลรับรู้อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่น่าชอบใจหรือไม่น่าชอบใจก็ตาม เช่น เห็นรูปสวย หรือน่าเกลียด ได้ยินเสียงไพเราะหรือหนวกหู เป็นต้น แล้วเกิดความรู้สึกสุขหรือทุกข์หรือเฉย ๆ ขึ้นใน เวลานั้น ตัณหาก็จะเกิดขึ้นในลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง คือถ้ารู้สึกสุขพฤติกรรมที่แสดงออกมาก็ยินดี ชื่นชอบ คล้อยตามไปติดใจใฝ่รักอยากได้ ถ้ารู้สึกทุกข์ พฤติกรรมที่แสดงออกมาก็ยินร้ายขัดใจชิงชัง อยากเลี่ยงหนีหรืออยากให้สูญสิ้นไปเสีย ถ้ารู้สึกเฉยๆ พฤติกรรมที่แสดงออกมาก็เพลินๆ เรื่อยเฉื่อยไป พฤติกรรมเหล่านี้ เป็นไปได้เอง โดยไม่ต้องใช้ความคิด ไม่ต้องใช้ความรู้ความเข้าใจอะไรเลย จึงอาจพูดได้อย่างง่าย ๆ ว่าตัณหานั่นเอง เป็นบ่อเกิดของพฤติกรรมต่างๆ ของมนุษย์ ดังนั้น บทบาท และการท าหน้าที่ของตัณหาเหล่านี้ ได้เป็นตัวก าหนดการด าเนินชีวิตส่วนใหญ่ของมนุษย์ ผู้คอย พะเน้าพะนอหล่อเลี้ยงไว้และเทิดทูน ให้เป็นผู้บังคับบัญชาที่ตนจงรักภักดีเชื่อฟัง พร้อมกันนั้นก็เป็น แหล่งก่อปมปัญหาให้แก่ชีวิต และสังคมของมนุษย์เป็นที่มาของความหวัง ความหวาดกลัว ความ ระแวง ความเคียดแค้นชิงชัง ความมัวเมาลุ่มหลง และความทุกข์ ความเดือดร้อนต่าง ๆ ตัณหาที่เป็น บ่อเกิดของพฤติกรรมมนุษย์แบ่งเป็น ๓ ด้าน ดังนี้ ๑. กามตัณหา คือ ความกระหาย อยากได้อารมณ์ที่น่าชอบใจ มาเสพเสวย ปรนเปรอตน หรือความทะยานอยากในกาม ๒. ภวตัณหา คือ ความกระหาย อยากในความถาวรมั่นคง มีคงอยู่ตลอดไป ความใหญ่โตโดด เด่นของตน หรือความทะยานอยากในภพ ๓. วิภวตัณหา คือ ความกระหาย อยากในความดับสิ้น ขาดสูญแห่งตัวตน หรือความ ทะยานอยากในวิภพ คืออยากไม่เป็นโน้นเป็นนี่ ตัณหาทั้ง ๓ ด้านนี้ ย่อมท าให้พฤติกรรมของมนุษย์ด าเนินไปในทิศทางต่าง ๆ เช่น ได้สิ่งที่ ชอบใจพอใจก็เป็นสุข และแสวงหาสิ่งที่ชอบใหม่ไปเรื่อย ๆ ถ้าได้สิ่งที่ไม่น่าชอบใจก็อยากจะไปให้พ้น จากสิ่งเหล่านั้น ซึ่งพฤติกรรมจะเป็นอย่างไรนั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครมีตัณหาทั้ง ๓ ด้านนี้ มากน้อย อย่างไร ส่วนฉันทะ ซึ่งในที่นี้หมายถึงกุศลธรรมคือฉันทะ หมายถึง ความพึงพอใจ ความชอบความ อยากได้ในสิ่งที่ดีงาม เกื้อกูลต่อชีวิตจิตใจ เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขทั้งแก่ตนและคนอื่น หรือแปลอีก อย่างหนึ่งได้ว่า มีความพอใจในความดีงาม ความต้องการในความจริง ความต้องการเล็งไปถึงความรู้ คือเท่ากับพูดว่าต้องการรู้ความจริง ต้องการเข้าถึงตัวธรรม ดังนั้น พฤติกรรมที่เป็นฉันทะนี้ ย่อมมีการ แสดงออกมาในทางดีงาม สร้างสรรค์ใฝ่ดี รักดี เป็นต้น บ่อเกิดของพฤติกรรมในพระพุทธศาสนา จึงมุ่งเน้นที่มโนกรรมที่มีตัณหาและฉันทะเป็นมูลเหตุและเป็นสมุฏฐานในการเกิดพฤติกรรมต่างๆ ของ มนุษย์ โดยพฤติกรรมที่เกิดขึ้นนั้นมีทั้งดีและไม่ดี และที่เป็นกลาง ๆ คือไม่ดีไม่ชั่วก็มี ทั้งนี้เนื่องมาจาก เจตสิก ที่มาอาศัยจิตเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดเจตสิก จึงเป็นพลังที่ควบคุมร่างกายมนุษย์ ให้กระท าการ ต่างๆ ในการแสดงพฤติกรรมทุกๆ อย่างที่ปรากฏออกมาทางกาย วาจา และใจ เมื่อกล่าวตามทรรศนะ ของพระอภิธรรม พอประมวลความได้ว่า ในขณะจิตหนึ่งที่เกิดขึ้นและดับไป ก่อนที่จิตดวงอื่นจะ


๔๙ เกิดขึ้นต่อเนื่องกันไปนั้น ต้องอาศัยจิตและเจตสิกที่เกิดขึ้นท ากิจหน้าที่ของตน จึงจะท าให้การแสดง พฤติกรรมนั้นส าเร็จลุล่วงไปได้๕๑ พฤติกรรมของมนุษย์ทั้ง ๓ ลักษณะนี้ มีต้นเหตุหรือสาเหตุของการเกิดพฤติกรรม ซึ่งในทางพระพุทธศาสนากล่าวว่า เพราะมีแรงจูงใจทั้งภายในและภายนอก คือตัวของบุคคลเอง และ สิ่งแวดล้อม เป็นตัวกระตุ้นให้บุคคลมีพฤติกรรมทั้งปัจจัยภายใน และปัจจัยภายนอก ดังรายละเอียด ต่อไปนี้ ๒.๓.๑.๑ แรงจูงใจภายใน พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้กล่าวถึงแรงจูงใจของมนุษย์ว่าแรงจูงใจในการ กระท าหรือพฤติกรรมของมนุษย์ที่แสดงออกมานั้น มี ๒ ประเภท ได้แก่ ๑. ประเภทที่ ๑ คือ ความพอใจ ชอบใจ ยินดี อยาก รักใคร่ ต้องการ ที่ไม่ดี ไม่สบาย ไม่เกื้อกูล เป็นอกุศล เรียกว่า “ตัณหา” ๒. ประการที่ ๒ คือ ความพอใจ ชอบใจ ยินดี อยาก รักใคร่ ต้องการ ที่ดีงาม สบาย เกื้อกูล เป็นกุศล เรียกว่า ฉันทะ กล่าวโดยอธิบายนั้น หมายถึงว่า ตัณหากับฉันทะ มีลักษณะก่อให้เกิดแรงจูงใจภายในตัว ของมนุษย์ก่อนที่เขาจะกระท าสิ่งใด ๆ ลงไป หากแตกต่างกันโดยลักษณะปฏิบัติที่ตรงกันข้ามเสมอ คือ ความอยากเพราะตัณหานั้น เป็นไปเพื่อความทุกข์แก่ผู้กระท า เนื่องจากสิ่งที่คิด สิ่งที่กระท า สิ่งที่พูด ปะปนด้วยอกุศลจิต มีความไม่ผ่องใสของจิตเป็นพื้นฐาน เช่นความอยากได้สิ่งของคนอื่นที่ เรียกว่า โลภะ โดยไม่ค านึงถึงหลักศีล ๕ ว่าจะละเมิดสิทธิของคนอื่นหรือไม่ ขอให้ได้สิ่งที่ตนปรารถนา นั้น ก็เป็นอันพอใจใช้ได้แล้ว เป็นต้น นี้เรียกว่า อยาก เพราะมีตัณหาชักน าภายในใจ ส่วนฉันทะนั้น มีลักษณะเป็นความอยากที่ใคร่ดี ใฝ่การท าดี พูดดีและคิดดีโดยมีกุศล เจตนาเป็นพื้นฐานของจิตใจ ก่อนที่จะกระท าสิ่งใด ๆ จึงมีผลท าให้ได้รับความสุขเป็นผลเช่น การท าบุญประเภทต่าง ๆ มีการเจริญเมตตาจิตแผ่สรรพสัตว์ทั้งปวง การบริจาคทาน การรักษาศีล ๕ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ มีกุศลเจตนาเป็นเบื้องต้น จึงท าให้การกระท าออกมาดี พูดก็ดีและมีแนวความคิด ตริตรองไปในทิศทางที่ดี ไม่เบียดเบียน ท าร้ายคนอื่น สัตว์อื่น เป็นต้น๕๒ ๒.๓.๑.๒ แรงจูงใจภายนอก ตามหลักพุทธธรรมนั้น ท่านถือว่าแรงจูงใจภายนอก ย่อมมาจากตัณหา และฉันทะเช่นกัน เป็นเครื่องกระตุ้นจิตใจ แล้วแสดงออกมาในลักษณะของอารมณ์หรืออายตะภายนอกที่บุคคลไปสัมผัส หรือถูกต้องเข้า แล้วสติไม่สามารถสกัดกั้นไว้ทันท่วงที และขาดปัญญาในการไตร่ตรอง ตรวจสอบ ทบทวน กล่าวคือ อารมณ์ทั้ง ๕ ได้แก่ รูปที่น่าพอใจ เสียงที่น่าพอใจกลิ่นที่น่าพอใจ รสที่น่าพอใจ โผฏฐัพพะ (สิ่งต้องกาย) ที่น่าพอใจ หรือที่เรียกว่า กามตัณหานั้นเอง๕๓ นอกจากนั้น แล้วแรงจูงใจ ๕๑ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), พุทธธรรม ฉบับปรับปรุงขยายความ, หน้า ๔๙๐. ๕๒ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๔๙๐. ๕๓ ดูรายละเอียดใน ที.ม. (ไทย) ๑๐/๒๙๗/๓๔๓.


๕๐ ในทางนอกยังรวมไปถึง ความอยากในความมั่นคงถาวรตลอดไป ความอยากเด่น อยากดัง ที่เรียกว่า ภวตัณหา และประการสุดท้าย ก็คือการปฏิเสธสิ่งที่ตนเองไม่ชอบใจ ไม่พอใจทั้งปวงเสีย อยากดับสิ้น ไป ที่เรียกว่า วิภวตัณหา แรงจูงใจทั้ง ๒ ลักษณะดังกล่าวมานี้ คือ ตัณหามุ่งประสงค์เวทนา และจึงต้องการสิ่ง ส าหรับเอามาเสพเสวยเวทนา หรือสิ่งที่จะปรนปรือตัณหา ตัณหาอาศัยอวิชชาคอยหล่อเลี้ยงและให้ โอกาส พัวพันเกี่ยวเนื่องอยู่กับเรื่องตัวตน เอาอัตตาเป็นศูนย์กลาง และน าไปสู่ปริเยสนาหรือการ แสวงหา ส่วนฉันทะ มุ่งประสงค์อัตถะ คือ ประโยชน์(หมายถึงสิ่งที่มีคุณค่าแท้จริงของชีวิต คล้ายกับ ที่ปัจจุบันเรียกว่าคุณภาพชีวิต) และจึงต้องการความจริงสิ่งที่ดีงาม หรือภาวะที่ดีงาม ฉันทะก่อตัวขึ้น จากโยนิโสมนสิการ คือความรู้จักคิดหรือคิดถูกวิธีคิดตามสภาวะเหตุผล เป็นภาวะกลางๆ ของธรรม ไม่ผูกพันกับอัตตา และน าไปสู่อุตสาหะหรือวิริยะความพากเพียร แล้วให้เกิดการกระท าตามมา๕๔ การแสดงพฤติกรรมตามหลักพระพุทธศาสนาเป็นกระบวนการท างานของจิตว่า จิตของ บุคคลมีกระบวนการท างานโดยเริ่มต้นจากการที่มีสิ่งต่าง ๆ จากภายนอก (อายตนะภายนอก) ซึ่งประกอบด้วยรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมะ (ธรรมารมณ์) มากระทบกับอวัยวะรับสัมผัส (อายตนะภายใน) ซึ่งประกอบด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจท าให้เกิดการรับรู้(วิญญาณ) ซึ่งมีชื่อ เรียกตามอวัยวะที่รับรู้ เช่น การรับรู้ทางตา เรียกว่า จักขุวิญญาณ การรับรู้ทางหูเรียกว่า โสตวิญญาณ เป็นต้น การรับรู้จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยการจดจ าข้อมูลเดิมที่จิตใจรับเก็บสะสมไว้ ซึ่งนักจิตวิทยา ปัจจุบันเรียกว่า มโนภาพ หรือรหัสภาพ รหัสสัญลักษณ์ หรือรหัสข้อความ แต่ในทางหลักพุทธธรรม เรียกว่า สัญญาซึ่งประกอบด้วยรูปสัญญา โสตสัญญา ฆานสัญญา เป็นต้น เมื่อการรับรู้เกิดขึ้นสิ่งที่เกิด ตามมาก็คือการคิด (จิตสังขาร) เมื่อการคิดเกิดขึ้น ความรู้สึก (เวทนา) ก็จะเกิดขึ้นตามมา และสุดท้าย ก็ส่งผลให้เกิดพฤติกรรม หรืออีกทางหนึ่ง เมื่ออวัยวะรับสัมผัสกระทบกับสิ่งภายนอกวิญญาณหรือการ รับรู้จะเข้ามาตรวจสอบ ท าให้เกิดการประชุมพร้อมกันขององค์ประกอบทั้ง ๓ สิ่ง เรียกว่า ผัสสะ ก็จะส่งผลให้เกิดเป็นความรู้สึกเวทนาในทันที แล้วการคิดเกิดขึ้นตามมา และสุดท้ายส่งผลไปยังการ แสดงพฤติกรรมเช่นเดียวกัน๕๕ และแสดงพฤติกรรมต่างๆ ออกมาที่อยู่ภายใต้พื้นฐานจริตทั้ง ๖ หรือ ลักษณะอุปนิสัย ๖ ประเภทของบุคคล มีดังนี้ ๑. ราคจริต ผู้มีราคะเป็นความประพฤติปกติ หมายถึง จิตของบุคคลผู้ท่องเที่ยวไปใน อารมณ์ที่รักสวยรักงาม คือ พอใจในรูปสวย เสียงไพเราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสนิ่มนวล บุคคลที่ จริตไปในทางรักสวยรักงาม ชอบการมีระเบียบสะอาด มีท่าทางมารยาทนุ่มนวลไพเราะอ่อนหวาน แต่งกายสะอาดประณีต สรุปคือเป็นบุคคลที่มีอารมณ์จิตหนักไปทางรักสวยรักงามเป็นส าคัญ ๒. โทสจริต ผู้มีโทสะเป็นความประพฤติเป็นปกติ หมายถึง จิตของผู้มีอารมณ์หนักไปทาง มักโกรธ ใจร้อน ขี้หงุดหงิด คนที่มีจริตไปในทางนี้ จะมีลักษณะค่อนข้างแก่เร็วพูดเสียงดัง เดินแรง ท างานหยาบไม่ค่อยละเอียดถี่ถ้วน แต่งตัวไม่ค่อยพิถีพิถัน สรุปคือเป็นบุคคลที่มีอารมณ์หนักไปทางมัก มีโทสะ ใจร้อน และหงุดหงิดง่าย ๕๔ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), พุทธธรรม ฉบับปรับปรุงขยายความ, หน้า ๔๙๔. ๕๕ วินิช สุธารัตน์, ความคิดและความคิดสร้างสรรค์, (กรุงเทพมหานคร: สุวีริยาสาส์น, ๒๕๔๗), หน้า ๓๕.


๕๑ ๓. โมหจริต ผู้มีโมหะเป็นความประพฤติปกติ หมายถึง จิตของบุคคลที่มีอารมณ์หนักไป ทางงมงาย เซื่องซึม ลุ่มหลงในทรัพย์สมบัติชอบสะสมมากกว่าจ าหน่ายแจกออกไปชอบเอารัดเอา เปรียบเห็นแก่ตัว ไม่ชอบบริจาคทานการกุศลต่างๆ สรุปคือเป็นบุคคลที่มีอารมณ์หนักไปในทางชอบ เอาแต่ไม่ชอบให้ และเซื่องซึมบ่อย ๆ ๔. สัทธาจริต ผู้มีศรัทธาเป็นความประพฤติเป็นปกติ หมายถึง จิตของบุคคลที่มีอารมณ์ หนักไปทางความเชื่ออย่างมาก บางครั้งจะเชื่อโดยไม่มีเหตุผล บุคคลผู้มีจริตนี้อยู่มากจะถูกหลอกลวง อยู่เป็นประจ า เพราะมีความเชื่อเป็นพื้นฐานและขาดความไตร่ตรอง สรุปคือเป็นบุคคลที่มีอารมณ์ หนักไปทางความเชื่อในสิ่งต่างๆ โดยขาดการพิจารณา ๕. พุทธิจริต (ญาณจริต) ผู้มีความประพฤติปกติ หมายถึง จิตของบุคคลที่มีอารมณ์หนัก ไปทางใช้สติปัญญาเป็นพื้นฐาน เป็นคนเจ้าปัญญาความคิด มีความเฉลียวฉลาด มีไหวพริบ มีความ จ าดี สรุปคือเป็นบุคคลที่มีอารมณ์หนักไปทางใช้ปัญญาเป็นปกติ ๖. วิตกจริต ผู้มีวิตกเป็นความประพฤติ หมายถึง จิตของบุคคลที่มีอารมณ์หนักไปทาง ฟุ้งซ่าน ชอบคิดในเรื่องที่เป็นไปไม่ได้หรือเพ้อฝัน ตัดสิ้นใจไม่เด็ดขาด มีเรื่องราวต่างๆ เข้ามาแล้ว ก็ตรองคิดแต่ไม่กล้าตัดสินใจ คนที่มีจริตนี้อยู่มากจะเป็นโรคประสาท ไม่ใคร่สดชื่น หาความสุข สบายยาก สรุปคือเป็นบุคคลที่มีอารมณ์หนักไปทางชอบคิดเป็นปกติ แต่ไม่ค่อยกล้าตัดสินใจ เมื่อกล่าวโดยสรุป จริต ๖ เป็นสิ่งจูงใจเป็นส าคัญที่มีอยู่ภายในจิตใจของทุกคนบุคคลที่มีจริตหนักไป ในทางไหน จะมีพฤติกรรมที่ปรากฏออกมาทางร่างกายจะเป็นไปตามจริตนั้น๕๖ พฤติกรรมหรืออาการกระท าต่าง ๆ ซึ่งเป็นกิริยาที่แสดงออกมาทางร่างกาย วาจาและใจ โดยอาศัยระบบประสาท กล้ามเนื้อ ระบบต่อม และความรู้สึกนึกคิด สิ่งเร้าต่าง ๆ มากระตุ้นท าให้จิต เกิดสภาวะทางอารมณ์ โดยอาศัยจิตใจเป็นตัวรับรู้อารมณ์ และแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ออกมาทาง พฤติกรรมภายใต้พื้นฐานทางจริตทั้ง ๖ ประการ ของแต่ละบุคคลว่ามีพื้นเพ นิสัยอย่างไร และแสดง ออกมาทางกาย วาจา และใจ เป็นพฤติกรรมต่าง ๆ และมีความแตกต่างกันออกไปในทุก ๆ ด้าน ที่มีทั้งด้านที่ดีและไม่ดี คือการแสดงออกทางกาย วาจา และใจ ที่เป็นสุจริต และเป็นทุจริต เป็นกุศล และอกุศลในที่สุด ดังนั้น ลักษณะพฤติกรรมของมนุษย์จึงมี ๓ ประการ คือ พฤติกรรมทางกาย คือ พฤติกรรมที่แสดงออกทางการกระท าทางกาย เรียกว่า กายกรรม พฤติกรรมทางวาจา คือ พฤติกรรม ที่แสดงออกทางการพูด เรียกว่าวจีกรรม และพฤติกรรมทางความคิด คือ พฤติกรรมทางใจ เรียกว่า มโนกรรม และแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ออกมา ดังนี้ ๑. พฤติกรรมที่ดี จึงหมายถึงการกระท าออกมาทางกายวาจา และใจ คือ การปฏิบัติ ด าเนินชีวิตตามหลักของเบญจศีล ๕ ประการ คือ การไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ การไม่ประพฤติผิด ในกาม การไม่พูดเท็จ และการไม่ดื่มสุราเมรัย และเป็นผู้มีความสังวร ระวังส ารวมจิตใจของตนเอง เป็นส าคัญ เป็นผู้ที่ประกอบด้วยเมตตา กรุณา มีความซื่อสัตย์ สุจริต มีหิริโอตตัปปะ และแสดง พฤติกรรมออกมาอย่างเหมาะสม รู้จักยับยั้งช่างใจ ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับตนเองและสังคม สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีสันติสุข ๕๖ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์, หน้า ๓๘.


๕๒ ๒. พฤติกรรมที่ไม่ดี จึงหมายถึงการแสดงออกมาทางด้านที่ไม่ดี ทางกายวาจา และใจที่ เป็นอกุศล ไม่ด าเนินชีวิตตามหลักเบญจศีล คือ มีการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ดื่มสุราเมรัย และไม่ด าเนินชีวิตตามหลักเบญจธรรม ไม่เป็นผู้ความสังวร ระวัง ส ารวมจิตใจของตนเอง คือ เป็นผู้ที่ขาดความเมตตา กรุณา ขาดความซื่อสัตย์ สุจริตธรรม และหิริ โอตตัปปะ ขาดความยับยั้ง ช่างใจ ใช้อารมณ์มากว่าเหตุผลในการกระท าสิ่งต่าง ๆ จนเป็นเหตุให้ตนเอง และสังคมได้รับความสบ สนวุ่นวาย และเดือดร้อนในที่สุด การที่พระพุทธเจ้าทรงวางศีล ๕ เป็นหลักปฏิบัติเบื้องต้นส าหรับสังคมคฤหัสถ์ จึงเป็นการ วางรากฐานของสันติภาพไปด้วย เพราะศีล ๕ เป็นสันติภาพภายในตัวของมันเอง เจตนารมณ์ก็เป็นไป เพื่อการปฏิบัติตามก็เป็นแนวทางสันติวิธี ทุกส่วนประกอบของศีล ๕ ล้วนเกื้อหนุนและส่งเสริมให้เกิด สันติภาพทั้งทางตรงและทางอ้อม พุทธศาสนาเน้นการกระท า (กรรมวาทและกิริยาวาท) ว่าด้วยความพากเพียรพยายามของ มนุษย์ (วิริยวาท) ถ้าจ าแนกการแสดงออกของพฤติกรรม สามารถจ าแนกได้เป็น ๓ ทาง คือ ๑) พฤติกรรมทางกาย เรียกว่ากายกรรม ๒) พฤติกรรมทางวาจา เรียกว่าวจีกรรม ๓) พฤติกรรมที่สืบ เนื่องมาจากภายใน คือจิต เรียกว่ามโนกรรม ๕๗ นอกจากนี้ ค าสอนของพระพุทธศาสนาได้ยึดถือเอาการ กระท าของมนุษย์ เป็นเครื่องตัดสินว่าบุคคลนั้นเป็นคนดีหรือคนชั่ว มิได้ยึดถือเอาเรื่องชาติโคตร ตระกูล ยศ ความรู้ อ านาจ เพศ และวัย เป็นเครื่องวัด หากแต่วัดที่การแสดงออกหรือการกระท าของแต่ ละบุคคล ดังพระพุทธพจน์ที่ว่า “น ชจฺจา วสโล โหติ น ชจฺจา โหติ พฺราหฺมโณ กมฺมุนา วสโล โหติ กมฺมุนา โหติ พฺราหฺมโณ”แปลเป็นใจความว่า “บุคคลไม่เป็นคนถ่อยเพราะชาติ ไม่เป็นพราหมณ์เพราะ ชาติ แต่เป็นคนถ่อยเพราะกรรม เป็นพราหมณ์เพราะกรรม” และมีใจความว่า “...บุคคลเป็นพราหมณ์ เพราะชาติก็หามิได้แต่เป็นพราหมณ์เพราะกรรม ไม่เป็นพราหมณ์ ก็เพราะกรรม เป็นชาวนาก็เพราะ กรรม เป็นศิลปิน เป็นพ่อค้า เป็นผู้รับใช้ เป็นโจร เป็นนักรบอาชีพ เป็นปุโรหิต และแม้เป็นพระราชา ก็เพราะกรรม... โลกย่อมเป็นไปเพราะกรรม หมู่สัตว์ย่อมเป็นไปเพราะกรรม สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็น เครื่องผูกพัน บุคคลเป็นพราหมณ์เพราะกรรม” ลักษณะค าสอนในพุทธศาสนาเป็นกรรมวาทและกิริยาวาท กล่าวคือความดีความชั่ว หรือ สิ่งที่หรือไม่ดี ล้วนมีความเกี่ยวข้องกันกับการกระท าของมนุษย์ทั้งสิ้น ดังนั้น ค าว่า “กรรม” ก็คือการ แสดงออกทางกาย วาจา หมายรวมไปถึงใจนั่นเอง การกระท าทั้งหมดนี้ เรียกว่าพฤติกรรม การแสดง ทางกายวาจาที่มีใจเป็นผู้บังคับบัญชาให้กระท าสิ่งต่างๆ ทั้งดีบ้าง ชั่วบ้าง นี่เองที่เป็นที่มาของ พฤติกรรมทั้งหมด ๒.๓.๒ ประเภทของพฤติกรรม หลักค าสอนในพระพุทธศาสนา ได้จ าแนกประเภทแห่งพฤติกรรมไว้หลายลักษณะตาม เกณฑ์ต่าง ๆ เช่น จ าแนกตามคุณภาพหรือตามธรรมที่เป็นมูลเหตุให้เกิดพฤติกรรม จ าแนกตามทวาร หรือทางแสดงออกของพฤติกรรม หรือจ าแนกตามความสัมพันธ์ของพฤติกรรมกับผลที่เกิดจากการ ๕๗ ม.ม. (ไทย) ๑๓/๕๗/๕๕ - ๕๖.


๕๓ แสดงพฤติกรรม เนื่องจากค าสอนเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์นี้ มีปรากฏมากมายในคัมภีร์ทาง พระพุทธศาสนา ทั้งในส่วนพระไตรปิฎกและอรรถกถาต่าง ๆ จึงขอน ามากล่าวโดยสังเขป ดังนี้ พฤติกรรมของมนุษย์ จ าแนกตามทางหรือทวารที่แสดงพฤติกรรมได้เป็น ๓ ประเภท คือ ก. กายทวาร พฤติกรรมทางกาย คือการกระท าที่แสดงออกทางกาย หรือกระท าด้วยกาย ข. วจีกรรม พฤติกรรมทางวาจา คือ การกระท าที่แสดงออกทางวาจา หรือค าพูด ค. มโนกรรม พฤติกรรมทางใจ คือ การกระท าที่กระท าทางใจ หรือความนึกคิด๕๘ พฤติกรรมที่เกิดขึ้นตามทวาร หรือทางที่แสดงพฤติกรรมออกมาทั้ง ๓ ประเภทนั้น ไม่ได้ระบุลงไปให้แน่ชัด ว่าเป็นการกระท าที่ดี หรือเป็นการกระท าที่ไม่ดี หากมุ่งกล่าวในเชิงวิถีด าเนิน ชีวิตหรือจริยธรรมที่เป็นรูปธรรมชัดเจนแล้ว พระพุทธศาสนาแบ่งประเภทพฤติกรรมออกเป็น ๒ ประการ คือ ๑. กุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ คือ ทางแห่งพฤติกรรมที่เป็นความดี อันน าไปสู่ความสุข ความเจริญทางกาย วาจา และใจ โดยแบ่งออกเป็น ดังนี้ ๑) กายกรรม ๓ ได้แก่ พฤติกรรมทางกาย ๓ อย่าง คือ ก. ปาณาติปาตา เวรมณี เจตนาเครื่องเว้นจากการฆ่า และการเบียดเบียนสัตว์ มีชีวิต และมีเมตตากรุณา ช่วยเหลือเกื้อกูลบุคคลอื่นหรือสัตว์อื่น ข. อทินนาทานา เวรมณี เจตนาเครื่องเว้นจากการถือเอาสิ่งของ ที่เจ้าของมิได้ ให้โดยเคารพกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของบุคคลอื่น ค. กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี เจตนาเครื่องเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ไม่กล่าวละเมิดประเวณี ๒) วจีกรรม ๔ ได้แก่ พฤติกรรมทางวาจา ๔ อย่างคือ ก. มุสาวาทา เวรมณี เจตนาเครื่องเว้นจากการพูดเท็จ เพราะเหตุแห่งตน หรือบุคคลอื่นหรือเพราะเห็นแก่ผลประโยชน์ใด ๆ ข. ปิสุณวาจา เวรมณี เจตนาเครื่องเว้นจากการพูดส่อเสียด อันเป็นการ กล่าวยุยงให้คนอื่นแตกความสามัคคีกัน ค. ผรุสาวาจา เวรมณี เจตนาเครื่องเว้นจากการพูดค าหยาบ พูดแต่ถ้อยค า อ่อนหวานสุภาพ ง. สัมผัปปลาปา เวรมณี เจตนาเครื่องเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ พูดแต่ค าจริง มีประโยชน์ประกอบด้วยเหตุผล ถูกกาลเทศะ ๓) มโนกรรม ๓ ได้แก่ พฤติกรรมทางใจ ๓ อย่างคือ ก. อนภิชฌา ความไม่มีจิตคิดโลภ อยากได้ของผู้อื่น ข. อัพยาบาท ความไม่มีจิตคิดปองร้าย หรือคิดเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ค. สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ เช่น เห็นว่าทานมีผลการบูชา มีผล วิบากของ กรรมดีกรรมชั่วมี เป็นต้น ๕๘ ม.ม. (ไทย) ๑๓/๕๗/๕๕., องฺ.ติก. (ไทย) ๒๐/๑๔๗ - ๑๕๔/๓๙๕ - ๓๙๙.


๕๔ ๒. อกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ คือทางแห่งพฤติกรรม ที่เป็นความชั่ว อันน าไปสู่ความ เสื่อมความทุกข์ทางกาย วาจา และใจ มีนัยแห่งอรรถาธิบาย ตรงกันข้ามกับกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ อีกอย่างหนึ่งสามารถจ าแนกพฤติกรรมของมนุษย์ ตามสภาพความสัมพันธ์กับผลที่เกิดขึ้น จากพฤติกรรมนั้นๆ ได้ ๔ อย่างคือ ๑. พฤติกรรมด า มีผลด า ได้แก่ กายสังขาร วจีสังขาร และมโนสังขาร ที่แสดงออกในทาง เบียดเบียน เช่น ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร เป็นต้น ๒. พฤติกรรมขาว มีผลขาว ได้แก่ กายสังขาร วจีสังขาร และมโนสังขารที่แสดงออก ในทางไม่เบียดเบียด แต่สร้างสรรค์ เช่น การประพฤติตามกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ ๓. พฤติกรรมทั้งขาวและด า มีผลทั้งขาวและด า ได้แก่ กายสังขาร วจีสังขาร และมโน สังขารที่มีการแสดงออกในทางที่เบียดเบียนบ้าง ไม่เบียดเบียนบ้าง เช่น พฤติกรรมของมนุษย์ทั่วๆ ไป ๔. พฤติกรรมไม่ด าไม่ขาว มีผลไม่ด าไม่ขาว ได้แก่ พฤติกรรมเช่นนี้เป็นไปเพื่อความสิ้น กรรม ได้แก่ เจตนาเพื่อละกรรมทั้ง ๓ ดังกล่าว หรือกล่าวโดยองค์ธรรม ได้แก่ โพชฌงค์ ๗ หรือมรรค มีองค์ ๘ ๕๙ ๒.๓.๓ ระดับของพฤติกรรม เนื่องจากพุทธปรัชญา ถือว่ามนุษย์มีองค์ประกอบ ๒ ประการด้วยกัน คือกายและจิต เหมือนกันทุกชาติทุกศาสนาทั่วสากลโลก แต่สิ่งที่ท าให้มนุษย์แตกต่างกัน ในด้านความประพฤตินั่นคือ จริยธรรมและคุณธรรม กล่าวคือความประพฤติ เป็นเครื่องแบ่งระดับบุคคล พุทธศาสนาได้แบ่ง พฤติกรรมของบุคคล ที่มีผลเชิงคุณค่าทางจริยธรรมได้หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นระดับของการให้ผล ของพฤติกรรมนั้นๆ หรือระดับที่เกี่ยวข้องกับความเป็นไปของวิถีชีวิต ซึ่งกล่าวพอสังเขป ดังนี้ ๒.๓.๓.๑ แบ่งตามระดับการให้ผลของพฤติกรรม ๑. ระดับภายในจิตใจ เนื่องด้วยพฤติกรรมที่มนุษย์แสดงออกมา ย่อมสืบเนื่องมาจากจิตใจ นั่นเอง โดยมีการสั่งสมคุณสมบัติต่างๆ เช่น กุศลธรรม (ฝ่ายดี) และอกุศลธรรม (ฝ่ายชั่ว) คุณภาพและ สมรรถภาพของจิตนั้น จึงมีอิทธิพลต่อการปรุงแต่งความรู้สึกนึกคิด ความโน้มเอียงความนิยมชมชอบ และความสุข ความทุกข์เป็นต้นอย่างไรบ้าง กล่าวคือเมื่อจิตใจ ที่สั่งสมความชั่วไว้พฤติกรรมที่แสดง ออกมาย่อมมีผลชั่ว พฤติกรรมที่จิตใจสั่งสมความดีไว้ พฤติกรรมที่แสดงออกมา ย่อมเป็นไปในทางที่ดี งาม สร้างสรรค์ เป็นต้น ๒. ระดับบุคลิกภาพ จากการกระท าต่างๆ ที่มนุษย์แสดงออกมา ย่อมมีผลต่อการสร้าง เสริมนิสัย ปรุงแต่งลักษณะพฤติกรรมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกท่าที การวางตน ปรับตัว ความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับคนอื่นๆ และต่อสถานการณ์ หรือสภาพแวดล้อมทั่วๆ ไป อย่างไรบ้าง การให้ผลต่อพฤติกรรมระดับนี้ ต่อเนื่องมาจากระดับที่หนึ่งนั่นเอง และมีขอบเขตคาบเกี่ยวกันแต่ น ามาแยกพิจารณา เพื่อให้มองเห็นแง่มุมของการให้ผลต่อความเป็นไปของชีวิตชัดเจนมากยิ่งขึ้น ๕๙ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๑๒/๒๙๑, ม.ม. (ไทย) ๑๓/๘๑/๗๙ - ๘๑.


๕๕ ๓. ระดับวิถีชีวิตของบุคคล เมื่อบุคคลมีพฤติกรรมอย่างไร ย่อมก่อให้เกิดผลต่อความ เป็นไปของชีวิตต่างๆ เช่น ความเสื่อม ความเจริญ ความล้มเหลว ความส าเร็จ ลาภ ยศ สรรเสริญและ ความสูญเสียต่างๆ ซึ่งรวมเรียกว่าโลกธรรมทั้งหลาย ๔. ระดับสังคม พฤติกรรมที่บุคคลแสดงมาทั้งหมด ย่อมมีผลต่อความเป็นไปของสังคม อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ท าให้เกิดความเสื่อมความเจริญ ของสังคมความร่มเย็นเป็นสุขของสังคม ความทุกข์ยากเดือดร้อนร่วมกันของมนุษย์ทั้งหลาย รวมทั้งผลจากการที่มนุษย์กระท าต่อ สภาพแวดล้อมอื่น ๆ แล้ว จึงย้อนกลับหาตัวมนุษย์แต่ละคน๖๐ ๒.๓.๓.๒ แบ่งตามระดับคุณภาพของพฤติกรรมที่แสดงออก ๑. ระดับอกุศลกรรม คือ พฤติกรรมที่ไม่ดีหรือเป็นไปในทางที่ท าลายเบียดเบียนไม่ สร้างสรรค์ หมายถึง พฤติกรรมที่เกิดจากอกุศลมูล คือ โลภะ โลภ โทสะ โกรธ หรือโมหะ หลง ๒. ระดับกุศลกรรม คือ พฤติกรรมที่แสดงออกไปในทางที่ดีที่เจริญ และสร้างสรรค์ เป็น พฤติกรรมที่เกิดจากกุศลมูล คือ อโลภะ (ไม่โลภ) อโทสะ (ไม่โกรธ) หรืออโมหะ (ไม่หลง)๖๑ ๒.๓.๓.๓ แบ่งตามระดับของการพัฒนาชีวิต การแบ่งตามระดับของการพัฒนาชีวิตมี ๓ ระดับ ดังนี้ ๑. พฤติกรรมระดับศีล ได้แก่ การพัฒนาพฤติกรรมที่แสดงออกมาทางกาย วาจา ให้ด าเนินไปในทิศทางถูกต้องดีงาม เช่น การปฏิบัติตามศีล ๕ รู้จักเลี้ยงชีพด้วยสัมมาชีพ รวมไปถึง ความขยันหมั่นเพียรในการประกอบอาชีพที่สุจริต เป็นพฤติกรรมที่การด ารงอยู่ของตน ด้วยการมีส่วน ช่วยสร้างสรรค์รักษาให้เอื้ออ านวยต่อการมีชีวิตอยู่ร่วมกัน เป็นพื้นฐานที่ดีส าหรับการพัฒนาคุณภาพ จิตและปัญญา เป็นต้น๖๒ ๒. พฤติกรรมระดับสมาธิ ได้แก่ เมื่อการด ารงตนในระดับศีล อยู่ในขอบเขตที่ดีงามแล้ว ย่อมส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพของจิต หรือการปรับปรุงจิตให้มีคุณภาพและสมรรถภาพสูงขึ้นไป ตามล าดับ ซึ่งพฤติกรรมระดับนี้ย่อมเอื้อต่อการมีชีวิตที่ดีงาม และพร้อมที่จะใช้งานในทางปัญญาอย่าง ได้ผลดีที่สุด ๓. พฤติกรรมระดับปัญญา คือพฤติกรรมระดับนี้ ถือว่าเป็นพฤติกรรมระดับสูง กล่าวคือ การด าเนินชีวิตเป็นไปอย่างไม่ประมาท รู้จักมองและเข้าใจสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง หรือรู้เท่าทัน ธรรมดาของสังขารธรรมทั้งหลายที่ท าให้เป็นอยู่ และท าการต่าง ๆ ด้วยปัญญา รู้จักวางใจวางท่าที และปฏิบัติต่อโลกและชีวิตได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ในทางที่เป็นไปเพื่อแผ่ขยายประโยชน์สุข มีจิตใจผ่องใสไร้ทุกข์เป็นอิสระ และสดชื่นเบิกบาน พฤติกรรมระดับนี้จะแสดงตัวออกมาไม่เฉพาะที่ การปฏิบัติของบุคคลเท่านั้น แต่ยังแสดงถึงภารกิจที่มนุษย์จะต้องจัดท าในระดับชุมชนและสังคมด้วย ๖๐ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), พุทธธรรม ฉบับปรับปรุงขยายความ, หน้า ๑๘๗. ๖๑ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๐๕/๒๕๙. ๖๒ องฺ.ติก. (ไทย) ๒๐/๑๙/๓๑๙ - ๓๒๐.


๕๖ กล่าวคือ การจัดวางระเบียบแบบแผน จัดตั้งสถาบันและกิจการต่างๆ จัดแจงกิจกรรมและวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้สาระของพฤติกรรมระดับนี้ เป็นไปในหมู่มนุษย์หรือให้มนุษย์ด ารงอยู่ในสาระการพัฒนา กรรมเป็นตัวการให้เกิดกรรมวิบาก กรรมวิบากที่เกิดจากกรรมดี กรรมชั่ว ย่อมท าให้ เจ้าของกรรมเป็นทุกข์ เดือดร้อน ทั้งกายและใจ ทั้งโลกนี้และโลกหน้า กรรมวิบากที่เกิดจากกรรมดี ย่อมท าให้เจ้าของกรรมเป็นสุขทั้งกายและใจ ทั้งโลกนี้และโลกหน้า ดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ใน เวรัญชกสูตร สรุปได้ว่า ผู้ประพฤติอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ คือ ประพฤติทางกาย วาจา ใจ ย่อมได้รับความทุกข์ในชาตินี้ และไปเกิดในทุคติในชาติหน้า ผู้ประพฤติกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ คือ ประพฤติดี ทางกาย วาจา ใจ ย่อมได้รับความสุขในชาตินี้และไปเกิดในสุคติในชาติหน้า๖๓ อกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ หมายถึง ทางแห่งอกุศลกรรม ทางท าความชั่ว กรรมชั่วอัน เป็นทางน าไปสู่ความเสื่อม ความทุกข์หรือทุคติ อกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ แบ่งตามทางที่ท ากรรมมี ๓ ประการ คือ กายทุจริต ๓ ประเภท วจีทุจริต ๔ ประเภท และมโนทุจริต ๓ ประเภท ก. กายทุจริต มี ๓ ประเภท คือ ๑. ปาณาติบาต การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ๒. อทินนาทาน การถือเอาสิ่งของเขามิได้ให้ ๓. กาเมสุมิจฉาจาร การประพฤติผิดในกาม ข. วจีทุจริต มี ๔ ประเภท คือ ๑. มุสาวาท การกล่าวค าเท็จ ๒. ปิสุณวาจา การกล่าวค าส่อเสียด ๓. ผรุสวาท การกล่าวค าหยาบ ๔. สัมผัปปลาปะ การกล่าวค าเพ้อเจ้อ ค. มโนทุจริต มี ๓ ประเภท คือ ๑. อภิชฌา ความเพ่งเล็งทรัพย์อยากได้ทรัพย์ของผู้อื่นด้วยความโลภ ๒. พยาบาท ความผูกอาฆาตจองเวรผู้อื่นด้วยอ านาจแห่งความโกรธ ๓. มิจฉาทิฎฐิ ความเห็นผิดจากท านองคลองธรรม๖๔ กุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ จึงหมายถึงทางแห่งกุศลกรรม ทางท าความดี กรรมดี อันเป็นทางน าไปสู่ความเจริญหรือสุคติมี ๑๐ ประการ๖๕ แบ่งตามทางที่ท ากรรมมี๓ ประการ คือกาย สุจริต ๓ ประเภท วจีสุจริต ๔ ประเภท และมโนสุจริต ๓ ประเภท ดังต่อไปนี้ กายสุจริต มี ๓ ประเภท คือ ๑. ปาณาติปาตวิรัติ การงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ รวมถึงการให้ชีวิตสัตว์ ๖๓ ม.มู. (ไทย) ๑๒/๔๘๙ - ๔๙๐/๓๗๔ - ๓๗๗. ๖๔ มีความเห็นว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล การเซ่นทรวงไม่มีผล การบูชาไม่มีผล ผลวิบากกรรมที่ท าดีท าชั่ว ไม่มีผล โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี บิดาไม่มี มารดาไม่มี สัตว์ผู้อุปปาติกะไม่มี. พระพรหมโมลี, (วิลาศ ญาณวโร), กรรม ทีปนีเล่ม ๑, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร: ดอกหญ้า, 2545), หน้า ๕๒๐. ๖๕ พระพรหมคุณาภรณ์, (ป.อ.ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, หน้า ๒๗๗.


๕๗ ๒. อทินนาทานวิรัติ การงดเว้นจากการลักทรัพย์สิ่งของผู้อื่นรวมถึงการบริจาค ทาน ๓. กาเมสุมิจฉาจารวิรัติ การงดเว้นจากการประพฤติผิดทางกามและส ารวมระวัง ในกาม วจีสุจริต มี ๔ ประเภท คือ ๑. มุสาวาทวิรัติ การงดเว้นจากการกล่าวค าเท็จ ๒. ปิสุณวาจาวิรัติ การงดเว้นจากการกล่าวค าส่อเสียด ๓. ผรุสวาทวิรัติ การงดเว้นจากการกล่าวค าหยาบ ๔. สัมผัปปลาปวิรัติ การงดเว้นจากการกล่าวค าเพ้อเจ้อ มโนสุจริต มี ๓ ประเภท คือ ๑. อนภิชฌา ความไม่คิดโลภอยากได้ทรัพย์ของผู้อื่น ๒. อัพยาบาท ไม่คิดพยาบาทปองร้าย (ไม่คิดร้าย) ๓. สัมมาทิฎฐิ ไม่มีความคิดเห็นผิดท านองคลองธรรม๖๖ อกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ เป็นทางแห่งการท าความชั่ว อันมีสาเหตุมาจากกิเลสโลภะ โลภ โทสะ โกรธ และโมหะ คือหลง ท าให้ประกอบกรรมชั่วทางกาย ทางวาจา และทางใจ กุศล กรรมบถ ๑๐ ประการ จึงเป็นทางแห่งการท าความดี อันมีสาเหตุมาจากกิเลส คือ อโลภะ ไม่โลภ อโทสะ ไม่โกรธ และอโมหะ ไม่หลง ท าให้ประกอบกรรมดีทางกาย ทางวาจา และทางใจ เพราะกรรม ทั้ง ๒ นี้เป็นสาเหตุที่ท าให้มนุษย์และสัตว์บนโลกนี้ มีความแตกต่างกัน และต้องเวียนว่ายตายเกิดไม่ จบสิ้น การดับกรรม จึงต้องท าด้วยการละอกุศลกรรมอันเป็นเหตุให้กุศลกรรมดับไปด้วย โดยใช้หลักการปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ ประการ ๒.๔ หลักเกณฑ์ในการตัดสินพฤติกรรมมนุษย์ ในการตัดสินพฤติกรรมหรือการกระท าว่าถูกผิด หรือดีชั่วนั้น ในการสังคมจะยึดหลัก กฎหมายและหลักศีลธรรม ดังนี้ ๒.๔.๑ หลักเบญจศีล ศีล คือ กรอบหรือเกณฑ์ แนวทางประพฤติปฏิบัติทางกายและทางวาจา ไม่ละเมิดไปจาก กรอบอันควร ก็ถือว่ายังพอใช้ได้ หากผู้ใดอยู่ในกรอบของศีลดีแล้ว ก็ย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้มีโลภะ ความ โลภ โทสะ ความโกรธ โมหะ ความหลงน้อย คู่ควรแก่การเกิดใหม่ในสุคติภูมิ ทั้งโลกสวรรค์และโลก มนุษย์อย่างใดอย่างหนึ่ง ตามหลักการแล้ว ศีล ๕ ความเป็นเครื่องชั่งน้ าหนัก โลภะ โทสะ โมหะ เกณฑ์การตัดสินการล่วงละเมิดศีล ๕ ประการ ดังนี้ ๖๖ มีความเห็นว่า ทานที่ให้แล้วผล การเซ่นทรวงมีผล การบูชามีผล ผลวิบากกรรมที่ท าดีท าชั่วมีผล โลกนี้ มีอยู่ โลกหน้ามีอยู่ มารดามีอยู่ สัตว์ทั้งหลายผู้เป็นอุปปาติกะ มีอยู่. พระพรหมโมลี, (วิลาศ ญาณวโร), กรรมทีปนี เล่ม ๑, หน้า ๖๐๒.


๕๘ ๑. การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต หากกระท าเพราะโลภ อยากกินเนื้อ หรือโกรธแค้นเกินระงับหรือ หลงเชื่อลัทธิผิด ๆ เช่น บูชายัญแพะเพื่อปลดปล่อยวิญญาณพวกมันไปสู่สุคติภูมิ อย่างนี้มีหนึ่งแต้ม ใหญ่ส าหรับการไปสู่ทุคติภูมิ ๒. การลักขโมย หากกระท าเพราะโลภ อยากเอามาเป็นของตน หรือท าลายของเขา เพื่อแก้แค้นหรือหลงส าคัญผิด เช่น ลักของคนรวยที่ไม่เดือดร้อนจะไม่บาป อย่างนี้มีหนึ่งแต้มใหญ่ ส าหรับการไปสู่ทุคติภูมิ ๓. การผิดลูกเขาเมียใคร หากกระท าเพราะโลภอยากเสพกามจนหน้ามืด หรือล่วงละเมิด เพื่อให้เกิดความเจ็บใจ หรือหลงเชื่อแนวคิดวิปริต เช่น น าสาวพรหมจรรย์มาข่มขืนจะท าให้เทพพอใจ อย่างนี้มีหนึ่งแต้มใหญ่ส าหรับการไปสู่ทุคติภูมิ ๔. การพูดปดมดเท็จ หากกระท าเพราะโลภอยากได้หน้า หรือปั้นน้ าเป็นตัวด้วยความ อาฆาต อยากให้ศัตรูประสบความหายนะ หรือหลงเห็นไปว่าการโหกพกลมหลอกลวงใครๆ ได้เป็นการ แสดงความฉลาดเฉลียวเหนือผู้อื่น อย่างนี้มีหนึ่งแต้มใหญ่ส าหรับการไปสู่ทุคติภูมิ ๕. การดื่มสุรายาเมา หากกระท าเพราะโลภ ในรสบาดลิ้นชวนเคลิ้ม หรืออยากประชด ชีวิตให้สถานการณ์ยิ่งย่ าแย่ลงไป หรือหลงมองตามเพื่อนว่าการดื่มสุรายาเมานั้น เป็นสิ่งน่าชื่นชม อย่างนี้มีหนึ่งแต้มใหญ่ส าหรับการไปสู่ทุคติภูมิ นี้คือผลของการละเมิดศีล ๕ ไว้พอเป็นแนวทาง โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องพูดจานั้น ขยายเพิ่มจากพูดปดมดเท็จออกไป เป็นวจีทุจริต ๔ เมื่อพิจารณาวิเคราะห์แล้ว จะเห็นได้ว่า การละเมิดศีล ข้อที่ ๑ นั้น มีผลกระทบหรือและ มีความเชื่อมโยงกับกระบวนการควบคุมทางสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งพฤติกรรมการควบคุมทาง สังคมแบบที่เป็นทางการนั้น จะปรากฏออกในรูปแบบของมาตรการต่าง ๆ โดยเฉพาะกฎหมายถือว่ามี ความจ าเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสังคมไทยในปัจจุบันที่มีความซับซ้อน เพิ่งมีความขัดแย้งเพิ่มมากขึ้น ย่อมเป็นการยากที่จะจัดการกับปัญหาหากยังใช้กฎจารีตอยู่ กฎหมายจะเปลี่ยนแปลงให้กับ สถานการณ์ใหม่ๆ ได้เร็วกว่า และสามารถบังคับใช้กับทุกคนในสังคม โดยไม่มีข้อที่ยกเว้น มีการ ก าหนดลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจน สามารถควบคุมพฤติกรรมของคนให้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขได้จัดว่า เป็นการควบคุมทางสังคมที่เข้มงวดที่สุด ซึ่งผสมผสานเข้ากับจารีตประเพณี ความเชื่อมาแต่ครั้ง โบราณกาลในสังคมไทย ในประมวลกฎหมายอาญาของไทยก็ปรากฏให้เห็นถึงหลักความประพฤติคือ ศีล ๕ ที่เป็นข้อห้ามทางพระพุทธศาสนาอยู่อย่างชัดเจน สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบในอีกมิติหนึ่ง ถึงแม้ว่าหลักศีล ๕ ในพระพุทธศาสนาจะเป็นเพียงห้าม มิได้บังคับว่าทุกคนจะต้องประพฤติปฏิบัติ ตามหลักศีล ๕ เสมอไป แต่ในขณะที่กฎหมายก าหนดบทลงโทษผู้กระท าผิดด้านต่างๆ ไว้อย่างเข้มงวด จนอาจจะกล่าวได้ว่า ผู้ที่ละเมิดข้อบัญญัติของกฎหมายในทางสังคม จัดว่าเป็นผู้ละเมิดหลักศีลธรรม ขั้นต้นคือหลักศีล ๕ ในพระพุทธศาสนาด้วยนั่นเอง อันจะส่งผลต่อความสงบสุขในสังคมอย่างชัดเจน ในขณะเดียวกันผู้ละเมิดหลักศีล ๕ ในบางกรณีถึงแม้ก็จัดว่าเป็นผู้ละเมิดต่อกฎหมายทางบ้านเมืองไป ด้วยเช่นเดียวกัน สะท้อนให้เห็นว่าสิ่งที่ถือเป็นความผิดตามหลักศีล ๕ ก็ถือเป็นความผิดตามหลัก กฎหมายบ้านเมืองด้วย ๖๗ ๖๗ ชุมพร สังขปรีชา, ปรัชญาและทฤษฎีการเมืองว่าด้วยธรรมชาติมนุษย์, (กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๓๑), หน้า ๑๕๕.


๕๙ กฎหมายสังคมไทยปัจจุบัน นับว่ามีความส าคัญเป็นอย่างมาก ต่อกระบวนการควบคุม ทางสังคม ดังมีผู้กล่าวไว้ว่า “กลไกหรือสถาบันสังคม ที่ส าคัญส าหรับการจัดการลงโทษคนที่ไม่มี เหตุผล ภายใต้หลักความยุติธรรมโดยธรรมชาตินั้น คือกฎหมายที่ก าหนดขึ้นโดยส่วนกลาง การมีผู้ พิพากษาหรือศาลยุติธรรมที่เป็นที่ยอมรับ และมีความเป็นกลางโดยแท้จริง และอ านาจในการจับกุม และลงโทษบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคม” ๒.๔.๒ หลักกฎหมาย กฎหมายในฐานะที่เป็นเครื่องมือหลักในการควบคุมทางสังคม มีความส าคัญเป็นอย่าง มากต่อการด าเนินชีวิตของประชาชนในสังคมที่มากไปด้วยการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน ซึ่งจะเห็นได้ ว่าเป็นการละเมิดศีลอย่างชัดเจน ดังต่อไปนี้ ๒.๔.๒.๑ ความผิดต่อชีวิตและร่างกายผู้อื่น (ความผิดการละเมิดศีลข้อที่ ๑) การกระท าความผิดหรือเบียดเบียนต่อร่างกายและชีวิตอื่น ในทางพระพุทธศาสนาถือว่า เป็นการล่วงละเมิดศีลข้อที่ ๑ ในทางกฎหมายเองก็ถือว่าเป็นความผิดทางอาญา ซึ่งการฆ่านั้นตาม ทรรศนะของหลักศีล ๕ ในพระพุทธศาสนา และหลักกฎหมายก็มีลักษณะที่คล้ายคลึงกันที่ว่า เจตนา เป็นส าคัญ การฆ่านั้นเราจะฆ่าเอง หรือใช้ให้ผู้อื่นฆ่า หรือยุยงให้ผู้อื่นฆ่าโดยเจตนา ก็ถือว่ามีผลเท่ากัน นอกจากการฆ่าโดยตรงแล้ว การท าร้าย การทรมานสัตว์ให้ได้รับความล าบาก ซึ่งเรียกว่า อนุโลม การฆ่า อันเป็นการท าให้สัตว์หรือบุคคลสูญเสียอิสรภาพนั้น ก็จัดว่าอยู่ในข้อที่ท าศีลให้บกพร่อง เช่น การท าร้ายร่างกาย การท าให้เสียโฉม ท าให้ล าบาก ทุพพลภาพ หรือการท าให้เกิดความเจ็บปวด การทรมานเป็นต้น ก็จัดเป็นความผิดฐานท าร้ายร่างกายผู้อื่น๖๘ ก. โทษความผิดต่อชีวิตทางกฎหมาย มาตรา ๒๘๘ บัญญัติว่า “ผู้ใดฆ่าผู้อื่น ต้องระวางโทษประหารชีวิต จ าคุกตลอดชีวิต หรือ จ าคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี” มาตรา ๒๘๙ บัญญัติว่า “ผู้ใด (๑) ฆ่าบุพการี(๒) ฆ่าเจ้าพนักงาน ซึ่งกระท าการตาม หน้าที่ หรือเพราะเหตุที่จะกระท า หรือได้กระท าการตามหน้าที่ (๓) ฆ่าผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานในการ ที่เจ้าพนักงานนั้นกระท าตามหน้าที่ หรือเพราะเหตุที่บุคคลนั้นจะช่วยหรือได้ช่วยเจ้าพนักงาน ดังกล่าวแล้ว (๔) ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน (๕) ฆ่าผู้อื่นโดยทรมาน หรือโดยกระท าทารุณโหดร้าย (๖) ฆ่าผู้อื่นเพื่อตระเตรียมการ หรือเพื่อความสะดวกในการที่จะกระท าความผิดอย่างอื่นหรือ (๗) ฆ่าผู้อื่นเพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระท าความผิดอื่น เพื่อปกปิด ความผิดอื่นของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดที่ตนได้กระท าไว้ต้องระวางโทษประหาร ชีวิต” ๖๘ พระมหาเกรียงศักดิ์ กิตฺติชโย (ไชยสมศรี), ศึกษาวิเคราะห์หลักศีล ๕ ที่มีผลกระทบต่อกระบวนการ ควบคุมทางสังคม, รายงานการวิจัย, (นครปฐม : มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย, ๒๕๕๐), หน้า ๑๐๖.


๖๐ มาตรา ๒๙๐ บัญญัติว่า “ผู้ใดมิได้มีเจตนาฆ่า แต่ท าร้ายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ ความตาย ต้องระวางโทษจ าคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี ถ้าความผิดนั้นมีลักษณะประการหนึ่งประการ ใดดังที่บัญญัติไว้ใน มาตรา ๒๘๙ ผู้กระท าต้องระวางโทษจ าคุกตั้งแต่สามปีถึงยี่สิบปี” และมาตรา ๒๙๑ บัญญัติว่า “ผู้ใดกระท าโดยประมาท และการกระท านั้นเป็นเหตุ ให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองหมื่นบาท” เป็นต้น๖๙ ข. โทษความผิดต่อร่างกายทางกฎหมาย (การเบียดเบียนท าร้ายกัน) การละเมิดศีลข้อที่ ๑ นั้นไม่ว่าจะเป็นการกระท าของบุคคลหนึ่งต่ออีกบุคคลหนึ่ง ด้วยวิธี ใดก็ตาม จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของบุคคลผู้ถูกกระท า ไม่ว่าจะเป็นการท าร้าย โดยการยิง ฟัน ชกต่อย ให้กินยาพิษ ให้งูกัด ให้กินของมึนเมา หรือแกล้งท าให้เขาตกใจ เป็นต้น การท าร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระท าได้รับอันตรายสาหัส ๘ อย่าง เช่น ตาบอด แขนขาด ขาด้วน เป็นต้น ถือว่าเป็นการละเมิดศีลข้อที่ ๑ ทั้งสิ้น เมื่อมีการละเมิดแล้วทางสังคม ก็มีกฎหมายมาบังคับ หรือเอาผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ บัญญัติว่า “ผู้ใด ท าร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย หรือจิตใจ ของผู้อื่นนั้น ผู้นั้นกระท าความผิดฐานท าร้ายร่างกาย ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่ เกินสี่พันบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ” มาตรา ๒๙๗ บัญญัติว่า “ผู้ใด กระท าความผิดฐานท าร้ายร่างกาย จนเป็นเหตุให้ ผู้ถูกกระท าร้ายรับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจ าคุกตั้งแต่หกเดือน ถึงสิบปีอันตรายสาหัสนั้น คือ (๑) ตาบอด หูหนวก ลิ้นขาด หรือเสียฆานประสาท (๒) เสียอวัยวะสืบพันธุ์ หรือความสามารถสืบพันธุ์ (๓) เสียแขน ขา มือ เท้า นิ้วหรืออวัยวะอื่นใด (๔) หน้าเสียโฉมอย่างติดตัว (๕) แท้งลูก (๖) จิตพิการ อย่างติดตัว (๗) ทุพพลภาพ หรือป่วยเจ็บเรื้อรังซึ่งอาจถึงตลอดชีวิต (๘) ทุพพลภาพหรือป่วยเจ็บด้วย อาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน หรือจนประกอบกรณียกิจ ตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ” ๗๐ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีความผิดฐานทรมานสัตว์ หรือใช้งานสัตว์เกินก าลัง อันเป็นไปในลักษณะที่ หลักศีล ๕ ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า “การท าทรกรรม” จัดเป็นอนุโลมปาณาติบาตโดยไม่มีความ จ าเป็น (เพื่อความสนุกสนาน) หรือการใช้ก าลังประทุษร้ายต่อผู้อื่น ให้ได้รับความทุกข์ทรมาน ดังประมวลกฎหมายอาญาภาคลหุโทษบัญญัติไว้เช่น มาตรา ๓๘๑ บัญญัติว่า “ผู้ใดกระท าการทารุณต่อสัตว์หรือฆ่าสัตว์โดยให้ได้รับ ทุกขเวทนาอันไม่จ าเป็น ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาทหรือทั้งจ า ทั้งปรับ” มาตรา ๓๘๒ บัญญัติว่า “ผู้ใดใช้ให้สัตว์ท างานจนเกินสมควรหรือใช้ให้ท างาน อันไม่สมควร เพราะเหตุที่สัตว์นั้นป่วยเจ็บชราหรืออ่อนอายุ ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกิน หนึ่งพันบาทหรือทั้งจ าทั้งปรับ” ๖๙ สนอง ศิริกุลวัฒนา และ พ.ต.อ. สุวิชัย ศิริกุลวัฒนา, ประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมถึง ฉบับที่ ๑๖ พ.ศ. ๒๕๔๖), (กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์ พัฒนาหลักสูตร จ ากัด, ๒๕๔๖), หน้า ๖๗ – ๖๘. ๗๐ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๖๘ - ๖๙.


๖๑ มาตรา ๓๙๑ บัญญัติว่า “ผู้ใดใช้ก าลังท าร้ายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิด อันตรายแก่กาย หรือจิตใจ ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ” เป็นต้น๗๑ ค. โทษความผิดฐานท าให้แท้งลูกทางกฎหมาย การท าให้แท้งลูก หมายถึง การท าให้ลูกในครรภ์ตายในขณะอยู่ในครรภ์ หรือการฆ่า ทารกในครรภ์ก่อนคลอดจากครรภ์มารดา ถือว่าเป็นการท าให้แท้งลูกทั้งสิ้น ทรรศนะในทาง พระพุทธศาสนาถือว่าเป็นบาป และเป็นการละเมิดศีลข้อปาณาติบาต ซึ่งโดยหลักศีล ๕ แล้วไม่ควร กระท าแท้ง เพราะชาวพุทธถือว่ามนุษย์เริ่มมีชีวิตตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา และตามหลักสิทธิมนุษยชน เด็กไม่ควรถูกฆ่าตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ตามหลักกฎหมายอาญาบัญญัติไว้ว่าการท าแท้งเป็นเรื่องที่ ผิดไม่ว่าจะโดยวิธีการใดก็ตาม เช่น ใช้ก าลังกาย ใช้ยากิน ฉายแสงหรือเอายาฉีดเข้าไปในมดลูก เป็นต้น ไม่เป็นข้อส าคัญ จะเป็นการกระท าด้วยตนเอง ให้ผู้อื่นกระท าก็ตามถือเป็นความผิดทั้งหมด ตามประมวลกฎหมายอาญา มีความว่า มาตรา ๓๐๑ บัญญัติไว้ว่า “หญิงใดท าให้ตนเองแท้งลูก หรือยอมให้ผู้อื่นท าให้ตนแท้งลูก ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ” เป็นต้น๗๒ ๒.๔.๒.๒ ความผิดฐานลักทรัพย์และวิ่งราวทรัพย์ (ความผิดการละเมิดศีลข้อที่ ๒) กิริยาที่ถือเอาสิ่งของที่ไม่มีผู้ให้ด้วยอาการแห่งโจร ได้แก่ การลัก ขโมยเอาสิ่งของของผู้อื่น ในเวลาเงียบสงัด ไม่ให้เจ้าของรู้เห็น ลักสิ่งของที่ตั้งไว้ไม่มีเจ้าของ หรือของใครอยู่ที่นั้น เรียกว่า การลักทรัพย์ ส่วนกิริยาที่หยิบเอาของในเวลาที่เจ้าของเผลอ กล่าวคือเห็นคนถือของมา และเจ้าของ ก าลังเผลอเข้าแย่งของแล้ววิ่งหนีไป และกิริยาที่ฉกฉวยลักเอาสิ่งของของบุคคลอื่นไม่ได้ให้โดยซึ่งๆ หน้า โดยเจตนาประสงค์ต่อผลและเล็งเห็นผล หรือมูลเหตุชักจูงใจทุจริต ถือเป็นความผิดฐานลัก ทรัพย์และวิ่งราวทรัพย์ ซึ่งประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติโทษไว้ ๗๓ มาตรา ๓๓๔ บัญญัติว่า “ผู้ใด เอาทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวม อยู่ด้วยไป โดยทุจริต ผู้นั้น กระท าความผิดฐานลักทรัพย์ ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหก พันบาท” มาตรา ๓๓๕ บัญญัติว่า “ผู้ใด ลักทรัพย์(๑) ในเวลากลางคืน (๒) ในที่หรือบริเวณที่มีเหตุ เพลิงไหม้ การระเบิด อุทกภัย หรือในที่หรือบริเวณที่มีอุบัติเหตุ เหตุทุกขภัยแก่รถไฟ หรือยานพาหนะ อื่นที่ประชาชนโดยสาร หรือภัยพิบัติอื่นท านองเดียวกันหรืออาศัยโอกาสที่มีเหตุเช่นว่านั้นหรืออาศัย โอกาสที่ประชาชนก าลังตื่นกลัว ภยันตรายใดๆ (๓) โดยท าอันตรายสิ่งกีดกั้นส าหรับคุ้มครองบุคคล หรือทรัพย์ หรือโดยผ่านสิ่งเช่นว่านั้นเข้าไปด้วยประการใด ๆ (๔) โดยเข้าทางช่องทางซึ่งได้ท าขึ้นโดย ๗๑ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๙๐. ๗๒ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๗๐. ๗๓ พระมหาเกรียงศักดิ์ กิตฺติชโย (ไชยสมศรี), ศึกษาวิเคราะห์หลักศีล ๕ ที่มีผลกระทบต่อกระบวนการ ควบคุมทางสังคม, หน้า ๑๐๖.


๖๒ ไม่ได้จ านงให้เป็นทางคนเข้า หรือเข้าทางช่องทางซึ่งผู้เป็นใจเปิดไว้ให้ (๕) โดยแปลงตัวหรือปลอมตัว เป็นผู้อื่น มอมหน้าหรือท าด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจ าหน้าได้(๖) โดยลวงว่าเป็นเจ้าพนักงาน (๗) โดยมีอาวุธ หรือโดยร่วมกระท าความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป (๘) ในเคหสถาน สถานที่ ราชการหรือสถานที่ที่จัดไว้เพื่อให้บริการสาธารณที่ตนได้เข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือซ่อนตัวอยู่ ในสถานที่นั้นๆ (๙) ในสถานที่บูชาสาธารณ สถานีรถไฟ ท่าอากาศยานที่จอดรถ หรือเรือสาธารณะ ส าธารณ สถ านส าห รับขน ถ่ ายสินค้ าห รือใน ยวดย าน ส าธารณ ะ (๑๐) ที่ใช้ห รือมีไว้เพื่ อ สาธารณประโยชน์ (๑๑) ที่เป็นของนายจ้างหรือที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้าง (๑๒) ที่เป็น ของผู้มีอาชีพกสิกรรม บรรดาที่เป็นผลิตภัณฑ์ พืชพันธุ์ สัตว์หรือเครื่องมืออันมีไว้ส าหรับประกอบ กสิกรรมหรือได้มาจากการกสิกรรมนั้น ต้องระวางโทษจ าคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สอง พันบาท ถึงหนึ่งหมื่นบาท” เป็นต้น๗๔ โทษคือความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ ตามมาตรา ๓๓๖ บัญญัติไว้ว่า “ผู้ใดลักทรัพย์โดย ฉกฉวยเอาซึ่งหน้า ผู้นั้นกระท าความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่ เกินหนึ่งหมื่นบาท ถ้าการวิ่งราวทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ผู้กระท าต้องระวาง โทษจ าคุกตั้งแต่สองปีถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สี่พันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท ถ้าการวิ่งราวทรัพย์เป็น เหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ผู้กระท าต้องระวางโทษจ าคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หกพัน บาท ถึงสองหมื่นบาท ถ้าการวิ่งราวทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ผู้กระท าต้องระวางโทษ จ าคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสามหมื่นบาท” เป็นต้น๗๕ ก. โทษความผิดฐานกรรโชก รีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์และปล้นทรัพย์ กิริยาที่แสดงอ านาจให้เจ้าของตกใจกลัว แล้วยอมให้สิ่งของโดยวิธีการใดๆ ก็ตาม เช่น ขู่เข็ญว่าจะท าอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน จนเจ้าของทรัพย์นั้น ยอมมอบสิ่งของ ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินให้ เรียกว่า กรรโชกทรัพย์กิริยาข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมเพื่อให้ได้ประโยชน์ใน ลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยการขู่เข็ญว่าจะเปิดเผย ความลับซึ่งการเปิดเผยนั้นจะท าให้ผู้ถูกขู่เข็ญหรือ บุคคลที่สามเสียหาย จนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น เรียกว่า การรีดเอาทรัพย์กิริยาที่ถือเอาทรัพย์สิน ของผู้อื่นโดยใช้ก าลังท าร้ายเจ้าของทรัพย์สินให้ได้รับบาดเจ็บ หรือขู่เข็ญแล้ว เอาของไป เรียกว่า การชิงทรัพย์ และกิริยาที่เรียกว่าชิงทรัพย์ โดยร่วมกันกระท าความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป เรียกว่า การปล้นทรัพย์ การกระท าเหล่านี้ทั้งหมดถือเป็นการกระท าความผิดที่เข้าข่ายการละเมิด ทรัพย์สินของผู้อื่นทั้งสิ้น ข. โทษความผิดฐานยักยอก กิริยาที่ยักยอกทรัพย์สินของคนที่ถูกยืมไปไว้เสียในที่อื่น กล่าวคือเบียดบังเอาครอบครอง ทรัพย์สินซึ่งเป็นของผู้อื่นมาเป็นของตนโดยทุจริต ถือเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ผู้อื่น ผู้กระท าการ ดังกล่าวถือเป็นความผิดทั้งทางกฎหมายและศีลธรรม ซึ่งประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติไว้ เช่น ๗๔ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๗๘. ๗๕ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๗๘.


๖๓ มาตรา ๓๕๒ บัญญัติว่า “ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่น หรือซึ่งผู้อื่น เป็นเจ้าของ รวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ผู้นั้นกระท าความผิดฐาน ยักยอก ต้องระวางโทษ จ าคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ เป็นต้น” มาตรา ๓๕๕ บัญญัติว่า “ผู้ใดเก็บได้ซึ่งสังหาริมทรัพย์อันมีค่า อันซ่อนหรือฝังไว้โดย พฤติการณ์ซึ่งไม่มีผู้ใดอ้างว่าเป็นเจ้าของได้ แล้วเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือของผู้อื่น ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ” ๗๖ เป็นต้น ๒.๔.๒.๓ ความผิดฐานการล่วงละเมิดทางเพศ (ความผิดการละเมิดศีลข้อที่ ๓) การล่วงละเมิดศีลข้อที่ ๓ คือล่วงประเวณีของกันและกัน เพราะภรรยาใคร สามีใคร ลูกใครเขาก็หวง ไม่ประสงค์จะให้ใครมารังแกข่มเหงน้ าใจ ในปัจจุบันมีปัญหาในสังคมต่างๆ มากมาย ปรากฏให้เห็นอยู่เป็นประจ าทางหน้าหนังสือพิมพ์และวารสารต่าง ๆ เกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นการโทรมหญิง การข่มขืนกระท าช าเรา การหลอกลวงหญิงสาวไปค้าประเวณี การข่มขืน แล้วฆ่า ซึ่งเป็นการกระท าให้เกิดความเสื่อมเสียในทางเพศแก่ผู้อื่น ซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดศีลข้อ ๓ ซึ่งมีโทษในทางกฎหมายก็ได้บัญญัติโทษไว้ เช่น มาตรา ๒๗๖ บัญญัติว่า “ผู้ใด ข่มขืนกระท าช าเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยขู่เข็ญ ด้วยประการใด ๆ โดยใช้ก าลังประทุษร้าย โดยหญิงอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้หรือโดยท าให้ หญิงเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจ าคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่แปดพันบาท ถึงสี่หมื่นบาท ถ้าการกระท าความผิดตามวรรคแรก ได้กระท าโดยมีหรือใช้อาวุธ ปืนหรือวัตถุระเบิด หรือโดยร่วมกระท าความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ต้องระวางโทษจ าคุกตั้งแต่สิบห้า ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สามหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาทหรือจ าคุกตลอดชีวิต” เป็นต้น ๗๗ ๒.๔.๒.๔ ความผิดฐานแจ้งความเท็จหรือบอกเล่าความเท็จ (ความผิดการละเมิดศีล ข้อที่ ๔) การแจ้งความเท็จ เป็นการน าเอาความไม่จริงไปแจ้ง โดยเจตนาคือผู้แจ้งรู้ว่าเป็นเท็จ และ รู้อยู่ว่าผู้ที่ตนแจ้งนั้นเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่และท าให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย และยังรวมไปถึงการ ประกาศข้อความที่เป็นเท็จแก่ประชาชนทั่วไป จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นตื่นตระหนก เกินกว่าความเป็นจริง หลักกฎหมายประกอบด้วยการลงโทษผู้แจ้งความเท็จทั่วไป ตามประมวลกฎหมายอาญา เช่น บทบัญญัติทางกฎหมาย ดังต่อไปนี้ มาตรา ๓๘๔ บัญญัติว่า “ผู้ใด แกล้งบอกเล่าความเท็จให้เลื่องลือจนเป็นเหตุให้ประชาชน ตื่นตกใจ ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ ๗๘ มาตรา ๓๖๗ บัญญัติว่า “ผู้ใด เมื่อเจ้าพนักงานถามชื่อหรือที่อยู่เพื่อปฏิบัติการตาม กฎหมาย ไม่ยอมบอกหรือแกล้งบอกชื่อหรือที่อยู่อันเป็นเท็จ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท” ๗๖ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๘๕. ๗๗ สนอง ศิริกุลวัฒนา และ พ.ต.อ. สุวิชัย ศิริกุลวัฒนา, ประมวลกฎหมายอาญา, หน้า ๖๒. ๗๘ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๙๐.


๖๔ มาตรา ๑๗๓ บัญญัติว่า “ผู้ใด แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานซึ่งอาจท าให้ผู้อื่น หรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจ า ทั้งปรับ” ๗๙ เป็นต้น ก. โทษความผิดฐานเบิกความเท็จ การเบิกความเท็จเป็นการน าเอาความไม่จริงมาให้การต่อศาลในกระบวนการยุติธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติโทษไว้เช่นบทบัญญัติตามกฎหมาย มีความว่า มาตรา ๑๗๗ บัญญัติว่า “ผู้ใด เบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล ถ้าความ เท็จนั้นเป็นข้อส าคัญในคดี ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจ า ทั้งปรับ ถ้าความผิดดังกล่าวในวรรคแรก ได้กระท าในการพิจารณา คดีอาญา ผู้กระท าต้องระวางโทษ จ าคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท” เป็นต้น๘๐ ข. โทษความผิดฐานฟ้องเท็จและแปลข้อความเป็นเท็จ ลักษณะความผิดฐานฟ้องเท็จ เป็นการเอาความไม่จริงไปฟ้องร้องต่อศาล ประกอบกับ เจตนา องค์ความผิดซึ่งรู้อยู่แล้วว่าเป็นเรื่องเท็จ หรือเรื่องไม่จริงไปฟ้องกล่าวหาผู้อื่นต่อศาลว่า กระท า ความผิดอาญา หรือว่ากระท าความผิดอาญาแรงกว่าที่เป็นความจริง เป็นการฟ้องเท็จกล่าวหาว่า กระท าผิดอาญาทั้งที่ไม่ได้ผิดตามฟ้อง เป็นการแกล้งฟ้องเพื่อให้ต้องรับโทษทางอาญาหรือมีการ กระท าความผิดอาญาที่เบา แต่แกล้งฟ้องในความผิดที่หนัก ส่วนลักษณะความผิด ฐานแปลความเป็น เท็จก็คือ แปลข้อความหรือความหมายผิดในข้อส าคัญไม่ตรงกับความจริง เป็นการแปลโดย เจ้าพนักงานในต าแหน่งตุลาการ พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดีหรือพนักงานสอบสวนเป็นผู้แปลให้คู่ความ น าล่ามมาแปลโดยได้รับอนุญาตจากศาล และแปลข้อความ หรือความหมายนั้นให้ผิดไปในข้อส าคัญ โดยเจตนาคือรู้อยู่แล้วว่า ข้อความหรือความหมายที่ตนแปลนั้นไม่ตรงกับความจริง ตามประมวล กฎหมายอาญาบัญญัติโทษความผิดทั้ง ๒ ประเภทนี้ไว้ เช่น บทบัญญัติตามกฎหมายว่า มาตรา ๑๗๕ บัญญัติว่า “ผู้ใด เอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระท า ความผิด อาญา หรือว่ากระท าความผิดอาญาแรงกว่าที่เป็นจริง ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่ เกินหนึ่งหมื่นบาท” มาตรา ๑๗๘ บัญญัติว่า “ผู้ใด ซึ่งเจ้าพนักงานในต าแหน่งตุลาการ พนักงาน อัยการผู้ว่า คดีหรือพนักงานสอบสวน ให้แปลข้อความหรือความ หมายใดแปลข้อความ หรือความหมายนั้นให้ผิด ไปในข้อส าคัญ ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ” เป็นต้น๘๑ ๗๙ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๘. ๘๐ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๔๕. ๘๑ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๔๕.


๖๕ ๒.๔.๒.๕ ความผิดฐานเสพสิ่งเสพติดให้โทษ (ความผิดการละเมิดศีล ข้อที่ ๕) ก. การละเมิดมาตรการแนวทางควบคุมทางกฎหมาย ศีลข้อที่ ๕ ซึ่งนโยบายการควบคุมปัญหาสุราของประเทศไทยมีการก าหนดขึ้นและ เปลี่ยนแปลงไปตามไปตามสถานการณ์เรื่อยมาในประวัติศาสตร์ ซึ่งสะท้อนพัฒนาการของสังคมใน การมองและแก้ไขปัญหาเกี่ยวเนื่องด้วยสุรา ซึ่งอาจพอมองได้เป็นแนวคิดใหญ่ ๆ ได้ ๓ แนวคิด คือ ประการแรก เน้นเป้าหมายการก าหนดนโยบายสุราเพื่อประโยชน์ของรัฐ แนวคิดที่สอง เริ่มเน้นเป้าหมายการก าหนดนโยบายควบคุมอุปทาน และควบคุม ผลกระทบอุบัติเหตุจราจร และ แนวคิดที่สาม เป็นการเน้นเป้าหมายการก าหนดนโยบายควบคุมปัญหาเรื่องสุรา เพื่อประโยชน์ด้านสุขภาพของประชาชนและสังคม ในปัจจุบัน มีปรากฏการณ์ทางสังคมหลายประการ ที่เป็นปัจจัยเอื้ออ านวยให้เกิดการ ก าหนดนโยบายในลักษณะดังกล่าว ได้แก่ การมีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ ฉบับร่างโดยประชาชนซึ่ง เน้นความส าคัญของประชาชนเป็นเป้าหมายในการพัฒนา จนต่อมาท าให้เกิดการปฏิรูปการเมือง เกิด ระบบการเมืองที่มีเสถียรภาพ ท าให้การออกกฎหมายหรือนโยบายและมาตรการต่าง ๆ สามารถท าได้ ในปริมาณที่มากและรวดเร็ว ก่อให้เกิดกระแสการปฏิรูประบบสุขภาพของประเทศไทย และมีการ นโยบายและมาตรการต่าง ๆ หลายมาตรการ ในระยะเวลาสั้นๆ ดังจะได้น าเสนอ ดังต่อไปนี้ มาตรการควบคุมทางกฎหมายเกี่ยวกับการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น ปรากฏ ออกมาในรูปแบบของการป้องกัน เพื่อมิให้ผู้ที่ดื่มสุราไปก่อความเดือดร้อนวุ่นวาย ตามสถานที่ต่าง ๆ หรือก่อความเดือดร้อนแก่บุคคลอื่น ตามประมวลกฎหมายอาญาภาคลหุโทษ เช่น มาตรา ๓๗๘ ที่บัญญัติว่า “ผู้ใด เสพสุราหรือของเมาอย่างอื่น จนเป็นเหตุให้ตนเมา ประพฤติวุ่นวายหรือครองสติไม่ได้ขณะอยู่ในถนนสาธารณะหรือสาธารณสถาน ต้องระวางโทษปรับไม่ เกินห้าร้อยบาท” ๘๒ นอกจากนี้ ก็ยังมีร่างพระราชบัญญัติ(พระราชบัญญัติ) จราจรทางบกเพิ่มเติม โดยแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ เกี่ยวกับการเพิ่มโทษของผู้ขับขี่ที่ดื่มสุรา หรือเสพยาเสพติดให้โทษหรือเสพวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท โดยมีสาระส าคัญ ดังนี้ ๑. ผู้ใด ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๔๓ (๒) ของร่างพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ขับขี่ รถยนต์ในขณะเมาสุราหรือเมาอย่างอื่น) ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกิน ๑ ปี จากเดิมจ าคุกไม่เกิน ๓ เดือน ปรับไม่เกิน ๕,๐๐๐ - ๒๐,๐๐๐ บาท จากเดิมปรับไม่เกิน ๒,๐๐๐ - ๑๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ และให้ศาลสั่งให้ท างานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ไม่เกิน ๗ วัน และให้พักใบอนุญาตขับขี่ไม่ น้อยกว่า ๒ เดือน ๒. ผู้ใด ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๔๓ (๒) ของร่างพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ขับขี่รถยนต์ในขณะเมาสุราหรือเมาอย่างอื่น) จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจ ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกิน ๒ ปี ปรับไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ - ๔๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ และให้ศาล สั่งพักใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า ๖ เดือน ๘๒ สนอง ศิริกุลวัฒนา และ พ.ต.อ. สุวิชัยศิริกุลวัฒนา, ประมวลกฎหมายอาญา, หน้า ๙๐.


๖๖ ๓. ผู้ใด ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๔๓ (๒) ของร่างพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ขับขี่รถยนต์ในขณะเมาสุราหรือเมาอย่างอื่น) จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษ จ าคุกไม่เกิน ๒ - ๖ ปี ปรับไม่เกิน ๔๐,๐๐๐ - ๑๐๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ และให้ศาลสั่งพัก ใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า ๑ ปี หรืออาจเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ ๔. ผู้ใด ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๔๓ (๒) ของร่างพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ขับขี่รถยนต์ในขณะเมาสุราหรือเมาอย่างอื่น) จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจ าคุกไม่ เกิน ๓ - ๑๐ ปี ปรับไม่เกิน ๖๐,๐๐๐ – ๒๐๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอน ใบอนุญาตขับขี่โดยไม่ต้องรอค าพิพากษาถึงที่สุด ในส่วนของผู้ขับรถที่เสพยาเสพติดให้โทษ หรือเสพวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท จนเป็น เหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกิน ๒ - ๖ ปี ปรับไม่เกิน ๔๐,๐๐๐ - ๑๒๐,๐๐๐ บาท และให้ศาลสั่งพักใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า ๑ ปี แต่ถ้าฝ่าฝืนจนเป็นเหตุให้ผู้อื่น ถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกิน ๓ - ๑๐ ปี ปรับไม่เกิน ๖๐,๐๐๐ – ๒๐๐,๐๐๐ บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ ๘๓ การแสดงออกของมนุษย์ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นทางกายวาจาและพฤติกรรมที่สืบ เนื่องมาจากใจ ก็เรียกว่าเป็นกรรมได้ตามหลักพระพุทธศาสนาถือว่าในบรรดาพฤติกรรมทั้งที่เป็น ภายนอก คือกายกรรม วจีกรรม และที่สืบเนื่องอยู่ภายใน ได้แก่ มโนกรรมนั้น มโนกรรมถือว่ามีผลต่อ พฤติกรรมของมนุษย์ที่จะด าเนินไปในทางสร้างสรรค์หรือทางท าลายมากที่สุดนั้น ๒.๕ หลักสติปัฏฐาน 4 ในพระพุทธศาสนา สติปัฏฐาน หมายถึง ธรรมเป็นที่ตั้งของสติข้อปฏิบัติมีสติเป็นประธาน การตั้งสติก าหนด พิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นเท่าทันตามความเป็นจริง การมีสติก ากับดูสิ่งต่าง ๆ และความเป็นไป ทั้งหลาย โดยรู้เท่าทันตามสภาวะของมัน ไม่ถูกครอบง าด้วยความยินดียินร้าย ที่ท าให้มองเห็นเพี้ยน ไปตามอ านาจกิเลส มี๔ อย่าง คือ สติในกาย เวทนา จิต และธรรม๘๔ ดังรายละเอียดต่างๆ ต่อไปนี้ ๒.๕.1 ความหมายสติปัฏฐาน 4 สติ คือ ความตามระลึก ความหวนระลึก สติ กิริยาที่ระลึก ความทรงจ าความไม่เลื่อนลอย ความไม่หลงลืม๘๕ สติ แปลว่า ธรรมชาติเครื่องระลึกหรือความเอาใจใส่ ไม่ประมาทไม่เผลอ ก าหนดรู้สิ่ง ทั้งหลายตามความเป็นจริง, ปัฏฐาน แปลว่า ที่ตั้ง หรือที่ก าหนด ดังนั้น สติปัฏฐาน จึงแปลว่า ที่ตั้งอยู่ ของสติ โดยนัยคือการมีสติก ากับอยู่เสมอ โดยหลักการคือการตั้งสติ หรือใช้สติก าหนดรู้ในฐานทั้ง 4 ๘๓ หนังสือพิมพ์ข่าวสด, ปีที่ ๒๘ ฉบับที่ ๑๐๐๘๔ (๑๙ ตุลาคม ๒๕๔๘) : ๑๐. ๘๔ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์, หน้า ๒๙๖. ๘๕ อภิ.สงฺ. (ไทย) 34/1358/339.


๖๗ คือ กาย เวทนา จิต และสภาวธรรม ให้รู้เท่าทันตามความเป็นจริง สักแต่ว่าเป็นสิ่งนั้นๆ ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา๘๖ ค าว่า สติ ในสติปัฏฐาน 4 คือ ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม หรือสติสัมปชัญญะ นั่นคือการรับรู้ ว่าอะไรก าลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน และสติจะต้องประกอบอยู่กับวัตถุสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ก าลังเกิดขึ้นเป็นการ เฉพาะอยู่เสมอ ค าว่า “สติปัฏฐาน” เป็นค าศัพท์สมาสที่มาจากศัพท์ 2 ศัพท์ คือ สติ และ ปัฏฐาน “สติ” แปลว่า การระลึกรู้ เป็นปัจจุบันเฉพาะหน้า ค าว่า “ปัฏฐาน” แปลว่า เข้าไปตั้ง เพราะฉะนั้น “สติ ปัฏฐาน” แปลว่า ธรรมเครื่องระลึกที่เป็นไปอย่างต่อเนื่อง หมายถึง สติที่ตั้งมั่น ได้แก่ สติเจตสิก พร้อมสัมปยุตตธรรม๘๗ พระพุทธองค์ทรงบัญญัติสติปัฏฐาน 4 ประการนี้ เพื่อความหมดจด ของสัตว์ทั้งหลายเพื่อ ก้าวล่วง โสกะ (ความเศร้าโศก) และปริเทวะ (ความคร่ าครวญ) เพื่อดับทุกข์ (ความทุกข์กาย) และ โทมนัส (ความทุกข์ใจ) เพื่อบรรลุญาณธรรม เพื่อให้บรรลุกุศลธรรม เพื่อท าให้แจ้งพระนิพพาน๘๘ จากที่ได้กล่าวมาข้างต้น สติเป็นความระลึกได้ จ าได้ในคณะปัจจุบันอยู่เสมอและสติ ปัฏฐาน 4 หมายถึง การตั้งสติก าหนดรู้ทันทุกขณะ รู้เท่าทันความจริงตามธรรมชาติที่เป็นอยู่ด้วย ความเป็นจริง โดยอาศัยที่ตั้งของฐานทั้ง 4 คือ กาย เวทนา จิต และสภาวธรรม ๒.๕.๒ สติปัฏฐาน ๔ หลักสติปัฏฐาน ๔ คือ การเจริญสติตามหลักมหาสติปัฏฐานสูตร มีหลักการและวิธีการ ปฏิบัติที่ท าให้เกิดสติเรียกว่า “สติปัฏฐาน” มี ๔ ประการ คือ ๑. สติพิจารณาเห็นกายในกาย มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติก าจัดอภิชฌาและโทมนัส เสียได้ในโลก เรียกว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ๒. สติพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติก าจัดอภิชฌาและ โทมนัสเสียได้ในโลก เรียกว่า เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ๓. สติพิจารณาเห็นจิตในจิต มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติก าจัดอภิชฌาและโทมนัส เสียได้ในโลก เรียกว่า จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ๔. สติพิจารณาเห็นธรรมในธรรม มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติก าจัดอภิชฌาและ โทมนัสเสียได้ในโลก เรียกว่า ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน สติปัฏฐาน 4 มีหลักการส าคัญ คือ ในการก าหนดอิริยาบถใหญ่ คือ การยืน เดิน นั่ง หรือ นอน ก็ให้รู้ชัดถึงอิริยาบถเหล่านั้นว่าเป็นเช่นไรในทุกอิริยาบถที่เคลื่อนไหว อิริยาบถที่ง่ายต่อการก าหนด คือ อิริยาบถใหญ่ ได้แก่ ยืน เดิน นั่ง นอน มีรายละเอียด ดังนี้ ๘๖ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุต̣โต), พุทธธรรม ฉบับปรับปรุงขยายความ, หน้า 810. ๘๗ พระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ), มหาสติปัฏฐานสูตร ทางสู่พระนิพพาน, แปลโดยพระคันธ สาราภิวงศ์, (กรุงเทพมหานคร: ไทยรายวันการพิมพ์, 2549), หน้า 24. ๘๘ ที.ม. (ไทย) 10/301/373.


๖๘ การยืน ให้ยืนตัวตรงแขนสองข้างไขว้หลัง มือจับกันไว้ เพื่อเก็บมือไว้มิให้แกว่งไกวซึ่งท า ให้เสียสมาธิ การยืนตรงนี้จะดูทะมัดทะแมง สง่าผ่าเผย เมื่อยืนตัวตรงแล้ว ล าคอจะต้องตั้งตรงด้วย ทอดสายตาไปที่พื้นตรงหน้าประมาณ 4 ศอก ต้องลืมตาขณะยืนโดยหรี่ตาลงหรือลืมตาครึ่งหนึ่ง ในขณะที่ยืนอยู่ให้สติไปท าหน้าที่ตรงอาการยืน ยืนก็รู้ว่ายืนเท่านั้น ให้ก าหนดว่า “ยืนหนอๆๆ” การเดิน การปฏิบัติโดยมากมักใช้การ “เดินจงกรม” ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามหลักสติ ปัฏฐาน โดยก าหนดก าหนดให้เดินเป็นระยะหรือจังหวะ เริ่มตั้งแต่เดินจงกรม 1 ระยะ ไปจนกระทั่งถึง 6 ระยะตามล าดับ โดยเริ่มเมื่อก าหนดว่า “ยืนหนอ” 3 ครั้งแล้ว ค่อยๆ เคลื่อนเท้าไปด้านหน้า เท้าแรก คือ เท้าขวา ก าหนดอาการเคลื่อนย้ายไปในขณะนั้นว่า “ขวาย่างหนอ” สติจับที่อาการ เคลื่อนไหว การก้าวย่างอย่าก้าวยาวหรือสั้นจนเกินไป ให้ก้าวประมาณคืบกว่าๆ หรือเท่ากับความยาว ของช่วงเท้า อย่ายกสูงหรือต่ าเกินไป ไม่ให้ก้มดูเท้าที่ก าลังขวาย่างหรือซ้ายย่างอยู่ จิตรู้มิใช่ตาดู ข้อควรปฏิบัติในขณะเดินคือ เมื่อมีอารมณ์ภายนอกแทรกเข้ามา เช่น รูปหรือเสียง ถ้ารูปปรากฏชัด หรือเสียงได้ยินชัด ก็ให้หยุดยืน ก าหนดรูปหรือเสียงนั้นก่อน “เห็นหนอ” “ได้ยินหนอ” เมื่อรูปหรือ เสียงหายไป จึงค่อยก าหนดเดิน “ซ้ายย่างหนอ” “ขวาย่างหนอ” ต่อ เพราะถ้าไม่หยุดยืนก าหนด จะกลายเป็นสองอารมณ์ ขณิกสมาธิไม่มั่นคง สติจับอารมณ์ได้ไม่ดีจิตจะขบคิดเรื่องต่างๆ มากมาย แต่ถ้าหากความคิดไม่ชัดเจน จิตวอกแวกไปตามธรรมชาติไม่ต้องสนใจ ให้ตั้งใจก าหนด “ขวาย่าง หนอ” “ซ้ายย่างหนอ” จิตจะไปจับอยู่กับการเดินได้เอง มีค าบริกรรมเมื่อก้าวย่างจะเปลี่ยนไปตาม ระยะ ดังนี้ จงกรม 1 ระยะ บริกรรมว่า “ขวาย่างหนอ – ซ้ายย่างหนอ” จงกรม 2 ระยะ บริกรรมว่า “ยกหนอ – เหยียบหนอ” จงกรม 3 ระยะ บริกรรมว่า “ยกหนอ – ย่างหนอ – เหยียบหนอ” จงกรม 4 ระยะ บริกรรมว่า “ยกส้นหนอ – ยกหนอ – ย่างหนอ – เหยียบหนอ” จงกรม 5 ระยะ บริกรรมว่า “ยกส้นหนอ – ยกหนอ – ย่างหนอ – ลงหนอ – ถูกหนอ” จงกรม 6 ระยะ บริกรรมว่า “ยกส้นหนอ – ยกหนอ – ย่างหนอ – ลงหนอ – ถูกหนอ – กดหนอ” การนั่งสมาธิในการฝึกปฏิบัตินั้น ส่วนมากจะใช้การนั่งสมาธิ แบ่งเป็น 3 แบบ ได้แก่ 1. ท่านั่งแบบเรียงขา คือ วิธีนั่งโดยวางขาเรียงกันบนพื้นให้ขาซ้ายไว้ด้านนอก ขาขวาอยู่ ด้านใน มีข้อดี คือ ส่งผลให้เกิดทุกขเวทนาช้า เพราะไม่ได้ทับขา 2. ท่านั่งแบบซ้อนขา คือ วิธีนั่งโดยใช้ขาขวาวางซ้อนทับขาซ้าย เป็นแบบที่อาจก่อให้เกิด สภาวะเหน็บชาได้ง่าย 3. ท่านั่งแบบคู้บัลลังก์หรือนั่งขัดสมาธิเพชร คือ วิธีนั่งคู้เข่าทั้งสองข้างให้แนบลงที่พื้น แล้วเอาขาไขว้กันทับฝ่าเท้า ท่านั่งแบบนี้จะท าให้เกิดสภาวะปวดส่งผลให้มีเวทนากล้า นอกจากท่านั่งทั้ง 3 ประเภทที่กล่าวมาแล้วนี้ ผู้ฝึกปฏิบัติสามารถนั่งพับเพียบหรือนั่งบน เก้าอี้ก็ได้ ตามสมควรแก่ศักยภาพของแต่ละคน


๖๙ ในสติปัฏฐาน ๔ มีใจความเป็นสาระส าคัญโดยสังเขป ดังนี้ ๑. กายานุปัสสนา คือ การพิจารณากาย หรือตามดูรู้ทันกาย ได้แก่ ๑.๑ อานาปานปัพพะ คือ ข้อก าหนดการไปในที่สงัด นั่งท่าสมาธิตั้งสติก าหนด ลมหายใจเข้าออก โดยอาการต่างๆ ๑.๒ อิริยาบถปัพพะ คือ ข้อก าหนดยืน เดิน นั่ง นอน หรือร่างกายอยู่ในอาการ อย่างไรๆ ก็รู้ชัดในอาการที่เป็นอยู่นั้น ๆ ๑.๓ สัมปชัญญปัพพะ คือ ข้อก าหนดสัมปชัญญะในการกระท าทุกอย่าง และความ เคลื่อนไหวทุกอย่าง เช่น การก้าวเดิน การเหลียวมอง การเหยียดมือ นุ่งห่มผ้า กิน ดื่ม เคี้ยว ถ่าย อุจจาระ ปัสสาวะ การตื่น การหลับ การพูด การนิ่ง เป็นต้น ๑.๔ ปฏิกูลมนสิการปัพพะ คือ ข้อก าหนดการพิจารณาร่างกายของตน ตั้งแต่ศีรษะ จรดปลายเท้า ซึ่งมีส่วนประกอบที่ไม่สะอาดต่างๆ มากมาย มารวมๆ อยู่ด้วยกัน ๑.๕ ธาตุมนสิการปัพพะ คือ ข้อก าหนดการพิจารณาร่างกายของตน โดยให้เห็นแยก ประเภทเป็นธาตุ ๔ แต่ละอย่างๆ ๑.๖ นวสีวถิกาปัพพะ คือ ข้อก าหนดการมองเห็นศพที่อยู่ในสภาพต่างๆ กัน โดยระยะเวลา ๙ ระยะ ตั้งแต่ตายใหม่ๆ ไปจนถึงกระดูกผุ ในแต่ละกรณีให้ย้อนนึกถึงร่างกายของตน ว่าก็จะต้องเป็นเช่นนั้น ๒. เวทนานุปัสสนา คือ การตามดูรู้ทันเวทนา คือ เมื่อเกิดความรู้สึกสุขก็ดีทุกข์ก็ดี เฉยๆ ก็ดีทั้งที่เป็นชนิดสามิส และนิรามิส ก็รู้ชัด ตามที่เป็นอยู่ในขณะนั้นๆ ๓. จิตตานุปัสสนา คือ การตามดูรู้ทันจิต คือ จิตของตนในขณะนั้นๆ เป็นอย่างไร เช่น มีราคะ ไม่มีราคะมีโทสะ ไม่มีโทสะ มีโมหะ ไม่มีโมหะ ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิหลุดพ้น ยังไม่หลุดพ้น ฯลฯ ก็รู้ชัด ตามที่มันเป็นอยู่ในขณะนั้นๆ ๔. ธัมมานุปัสสนา คือ การตามดูรู้ทันธรรม ได้แก่ ๔.๑ นิวรณ์คือ รู้ชัดในขณะนั้นๆ ว่า นิวรณ์๕ แต่ละข้อมีอยู่ในใจตนหรือไม่ ที่ยังไม่ เกิดเกิดขึ้นได้อย่างไร ที่เกิดขึ้นแล้ว ละได้อย่างไร ที่ละได้แล้ว ไม่เกิดขึ้นอย่างไร รู้ชัดตามที่เป็นไปอยู่ ในขณะนั้นๆ ๔.๒ ขันธ์คือ ก าหนดรู้ว่า ขันธ์๕ แต่ละอย่างคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร ดับไปได้ อย่างไร ๔.๓ อายตนะ คือ รู้ชัดในอายตนะภายในภายนอกแต่ละอย่างๆ รู้ชัดในสังโยชน์ที่ เกิดขึ้น เพราะอาศัยอายตนะนั้นๆ รู้ชัดว่า สัญโญชน์ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้นได้อย่างไร ที่เกิดขึ้นแล้ว ละเสีย ได้อย่างไร ที่ละได้แล้ว ไม่เกิดขึ้นได้ต่อไปอย่างไร ๔.๔ โพชฌงค์คือ รู้ชัดในขณะนั้นๆ ว่า โพชฌงค์๗ แต่ละอย่างๆ มีอยู่ในใจตนหรือไม่ ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้นได้อย่างไร ที่เกิดขึ้นแล้ว เจริญเต็มบริบูรณ์ได้อย่างไร ๔.๕ อริยสัจ คือ รู้ชัดอริยสัจ ๔ แต่ละอย่างๆ ตามความเป็นจริง ว่าคืออะไร เป็นอย่างไร ในตอนท้ายของทุกข้อที่กล่าวนี้มีข้อความอย่างเดียวกันว่า “ภิกษุพิจารณาเห็นกาย ในกาย ภายใน (ของตนเอง) อยู่บ้าง พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกของคนอื่นอยู่บ้าง พิจารณาเห็น กายในกาย ทั้งภายในภายนอกอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายอยู่บ้าง พิจารณาเห็น


๗๐ ธรรมคือความเสื่อมสิ้นไปในกายอยู่บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นและความเสื่อมสิ้นไปใน กายอยู่บ้าง “ก็แล เธอมีสติด ารงต่อหน้าว่า “มีกายอยู่” เพียงแค่เพื่อความรู้เพียงแค่เพื่อความระลึก แล เธอเป็นอยู่อย่างไม่อิงอาศัย ไม่ถือมั่นสิ่งใดๆ ในโลก” สติปัฏฐาน ก็คือการก าหนดระลึกรู้ในการเจริญสติที่เป็นไปทั้งสมถะและวิปัสสนาภาวนา มีจุดมุ่งหมายที่แท้จริงคือการปลดเปลื้องจิต ให้พ้นจากความทุกข์ทั้งหลายอย่างสิ้นเชิง ซึ่งต้องด าเนิน ตามสติปัฏฐาน ๔ ใช่หรือไม่ เพื่อเป็นการตอบค าถามเหล่านี้จากการปฏิบัติจริง ดังรายละเอียดต่อไปนี้ ๒.๕.๒.๑ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน การพิจารณากายในกายอันเป็นที่ตั้งให้เกิดสติ ในพระไตรปิฎก แบ่งออกเป็นหมวด ๆ คือ อานาปานพรรพ พึงพิจารณาส่วนที่เป็นกาย ตั้งแต่ลมหายใจเข้าและลมหายใจออก พร้อมอุบายในการ พิจารณาอย่างประณีต และอิริยาบถบรรพ สัมปชัญญบรรพ ปฏิกูลมนสิการบรรพ ธาตุมนสิการบรรพ และนวสีวถิกถาบรรพ มีรายละเอียดดังต่อไปนี้ ๑. อานาปานบรรพ หมวดว่าด้วยลมหายใจเข้าออก หมายถึง ให้เจริญวิปัสสนา กรรมฐานโดยตั้งสติไว้ที่ฐานคือลมหายใจเข้าออก มีวิธีพิจารณา ดังนี้ ๑.๑ เมื่อห ายใจเข้ายาว ให้ รู้สึกตัวชัดว่าเราห ายใจเข้ายาว เมื่อห ายใจเข้าสั้น ให้รู้สึกตัวว่าเราหายใจเข้าสั้น ๑.๒ เมื่อหายใจออกยาว ให้รู้สึกตัวชัดว่าเราหายใจออกยาว เมื่อหายใจออกสั้น ให้รู้สึกตัวชัดว่าเราหายใจออกสั้น ๑.๓ ให้ศึกษาก าหนดรู้กองลมทั้งปวง ขณะหายใจเข้า ขณะหายใจออก ๑.๔ ให้ศึกษาก าหนดรู้ระงับกายสังขาร ขณะหายในเข้าและขณะหายใจออก ผู้เจริญวิปัสสนาพึงตั้งสติก าหนดพิจารณาหายใจเข้าออก ให้ท าตัวเหมือนช่างกลึงหรือ ลูกมือของนายช่างกลึงที่ขยัน เมื่อชักเชือกยาวก็รู้ชัดว่าเราชักยาว เมื่อชักเชือกสั้น ก็รู้ชัดว่าเราชักเชือก สั้น แม้ในอรรถกถาชื่อสุมังคลวิลาสินีอธิบายว่าผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานด้วยการตั้งสติก าหนดลม หายใจเข้าออกเป็นอารมณ์ ถือว่าได้ก าหนดพิจารณาทั้งนามและรูปคือ การที่ได้ก าหนดพิจารณาว่า ลมหายใจเข้าออกมีได้ เพราะอาศัยมหาภูตรูปอีก ๓ อย่าง คือ ปฐวี อาโป เตโช และอาศัยอุปาทาย รูป จัดเป็นการก าหนดรูป๘๙ ส่วนการที่ได้ก าหนดอาการที่จิตได้สัมผัส จัดเป็นนามจากนั้น ก็พิจารณา ถึงปัจจัยให้ลมหายใจเข้าออกเกิดดับซึ่งก็คือปัจจัยของนามรูปนั้นเอง แล้วก็เห็นชัดตามความเป็นจริง ว่าลมหายใจเข้าออกนี้ เป็นเพียงธรรมที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นและดับไป ไม่ใช่สัตว์หรือบุคคลแล้วก็เจริญ วิปัสสนาไปตามล าดับจนได้บรรลุอรหัตผล๙๐ ผู้เห็นภัยในวัฏสงสารต้องพิจารณาเห็นกายในกายโดย อุบายอย่างนี้จึงจะถูกต้องตามสภาวะและถูกต้องตามพุทธประสงค์อันแท้จริง๙๑ ๘๙ ที.ม.อ. (ไทย) ๒/๓๗๔/๓๗๙. ๙๐ ที.สี. (ไทย) ๙/๓๔๓/๒๗๗. ๙๑ พระธรรมธีรราชมหามุนี(โชดกญาณสิทฺธิ), วิปัสสนากรรมฐาน ภาค ๑ ว่าด้วยวิปัสสนากรรมฐาน ทั่วไป, (กรุงเทพมหานคร: อมรินทร์ พริ้นติ้ง กรุ๊พ, ๒๕๓๒), หน้า ๑๑๓ – ๑๑๔.


๗๑ เมื่อพิจารณากายานุปัสสนาตามนี้แล้ว ย่อมได้รับผลตามล าดับ ได้แก่ ย่อมพิจารณาเห็น กายนี้โดยความไม่เที่ยงด้วยอ านาจอนุปัสสนาทั้ง ๗ มีอนิจจานุปัสสนาเป็นต้น ไม่เห็นเป็นของเที่ยง ย่อมพิจารณาเห็นกายนี้โดยความเป็นทุกข์ ไม่เห็นเป็นสุข ย่อมพิจารณาเห็นกายนี้โดยความเป็น อนัตตา ไม่เห็นเป็นอัตตา ย่อมเบื่อหน่าย ไม่เพลิดเพลิน ย่อมคลายก าหนัด ไม่ก าหนัดย่อมดับไปไม่เกิด อีก ย่อมสละได้ไม่ยึดมั่นไม่ถือมั่น ผู้ที่พิจารณาเห็นกายไม่เที่ยง ย่อมละความส าคัญผิดคิดว่าเที่ยง เสียได้ ผู้ที่พิจารณาเห็นกายเป็นทุกข์ย่อมละความเห็นคิดว่าเป็นสุขเสียได้ ผู้ที่พิจารณาเห็นกายเป็น อนัตตา ย่อมละความส าคัญผิดคิดว่าเป็นอัตตาเสียได้ เมื่อเบื่อหน่ายย่อมละความเพลิดเพลินเสียได้ เมื่อคลายก าหนัดย่อมละราคะเสียได้เมื่อดับย่อมละความเกิดขึ้นเสียได้ และเมื่อสละย่อมละการ ยึดมั่น เสียได้๙๒ อานาปานบรรพ ว่าด้วยสติก าหนดลมหายใจเข้าออก มีรูปแบบให้ตั้งจิตไว้บริเวณท้อง เหนือสะดือขึ้นมา ๒ นิ้ว เมื่อหายใจเข้า ท้องจะมีอาการพองขึ้น ก าหนดว่า พองหนอ เมื่อหายใจออก ท้องจะมีอาการยุบ ให้ก าหนดว่า ยุบหนอ ลมหายใจยาว ก็รู้ว่ายาว ลมหายใจสั้นก็รู้ว่าสั้น ลงกันได้กับ อานาปานสติในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ๒. อิริยาปถบรรพ หมวดว่าด้วยอิริยาบถหมายถึงให้เจริญวิปัสสนากรรมฐาน โดยตั้งสติ ไว้ที่ฐานคืออิริยาบถ ๔ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน มีรายละเอียด (๑) เมื่อเดินก็ให้รู้ชัดว่าเราเดิน (๒) เมื่อ ยืนก็ให้รู้ชัดว่าเราเดิน (๓) เมื่อนั่งก็ให้รู้ชัดว่าเรานั่ง (๔) เมื่อนอนก็ให้รู้ชัดว่าเรานอน ผลของการปฏิบัติ ด้วยอิริยาบถนี้จะท าให้ผู้ปฏิบัติเห็นกายในกายภายในบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในและภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมทั้งความเกิดขึ้นและความเสื่อมในกาย บ้าง จนกระทั่งเห็นชัดเจนว่ามีเพียงกายแต่กาย ในความเห็นนั้น ไม่ประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิ ปราศจากความยึดมั่น๙๓ ในอรรถกถาชื่อสุมังคลวิลาสินีได้อธิบายว่า ผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานด้วย การตั้งสติก าหนดลมหายใจเข้าออกเป็นอารมณ์ ถือว่าได้ก าหนดพิจารณาทั้งรูปและนามนั่น คือได้ ก าหนดพิจารณาเห็นว่าการเคลื่อนไหวอิริยาบถต่างๆ ได้แก่ เดิน ยืน นั่ง นอน อันเป็นรูปเกิดมีได้ เพราะอาศัยวาโยธาตุพัดลมและวาโยธาตุพัดผันให้เกิดการเคลื่อนไหวได้นั้น เพราะอาศัยจิตอันเป็น นาม เมื่อพิจารณาเห็นปัจจัยให้เกิดการเคลื่อนไหวอิริยาบถอย่างนี้แล้ว ก็จะท าให้เห็นชัดตามเป็นจริง ว่าการเคลื่อนไหวอิริยาบถทั้งหมดนี้เกิดมีได้ด้วยอาศัยเหตุปัจจัย ไม่ใช่สัตว์บุคคล ตัวตน เรา เขา แล้วเจริญวิปัสสนาไปตามล าดับ จนได้บรรลุอรหัตผล๙๔ อิริยาบถบรรพว่าด้วยอิริยาบถ ให้ก าหนดจิตตามความเคลื่อนไหวของร่างกาย เช่น ยืนก็รู้สึกว่ายืน ให้ก าหนดว่า ยืนหนอ เดิน ก็รู้ว่าเดิน ย่างขาขวา ก าหนดว่า ขวาย่างหนอ ย่างขาซ้าย ก าหนดว่า ซ้ายย่างหนอ นั่ง ก็ให้รู้ว่านั่ง ก าหนดว่า นั่งหนอ นอนก็รู้ว่านอน ก าหนดว่า นอนหนอ เป็นต้น เป็นการฝึกสติให้ทันกับอิริยาบถทุกอิริยาบถ ลงกันได้กับ อิริยาบถบรรพในกายานุปัสสนาสติ ปัฏฐาน ๙๒ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๓๗๘/๒๘๙. ๙๓ ที.ม. (บาลี) ๑๐/๓๗๕/๒๙๐. ๙๔ ที.ม.อ. (ไทย) ๒/๓๗๕/๓๘๑ – ๓๘๒.


๗๒ ๓. สัมปชัญญบรรพ หมวดว่าด้วยสัมปชัญญะ หมายถึง ให้เจริญวิปัสสนาโดยตั้งสติไว้ที่ ฐานคืออิริยาบถย่อยต่างๆ เช่น มีก้าวไปข้างหน้า ถอยหลัง คู้แขน เหยียดแขน การกิน ดื่ม คิด อาบน้ า ถ่ายอุจจาระปัสสาวะ เป็นต้น ผลที่เกิดจากการปฏิบัติตามแนวสัมปชัญญะบรรพ นี้เป็นเช่นเดียวกับผล ที่เกิดขึ้นแก่ผู้เจริญวิปัสสนาในอิริยาปถบรรพ คือท าให้ผู้ปฏิบัติพิจารณาเห็นกายภายในบ้าง พิจารณา เห็นกายภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความ เกิดขึ้นในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความ เกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายบ้าง จนกระทั่งเห็นชัดว่ามีแต่กายอยู่ในความเห็นนั้น ไม่ประกอบด้วย ตัณหาและทิฏฐิปราศจากความยึดมั่น๙๕ ผู้ที่เจริญวิปัสสนากรรมฐานด้วยการตั้งสติก าหนดพิจารณา อิริยาบถย่อยต่าง ๆ เหล่านี้ย่อมเกิดปัญญาพิจารณาเห็นประโยชน์และโทษในการเคลื่อนไหวอิริยาบถ (สาตถกสัมปชัญญะ) พิจารณาเห็นสิ่งที่เกื้อกูลและไม่เกื้อกูลหนุนต่อการปฏิบัติ(สัปปายะสัมปชัญญะ) พิจารณาเห็นอารมณ์ที่จิตชอบและไม่ชอบ (โคจรสัมปชัญญะ) และพิจารณาเห็นไม่ให้เกิดความยินดี ยินร้ายในการเคลื่อนไหวอิริยาบถ (อสัมโมหสัมปชัญญะ) เมื่อเป็นเช่นนี้ ถือได้ว่าพิจารณาเห็นทั้งรูป นามนั่นคือได้พิจารณาเห็นอิริยาบถใหญ่และอิริยาบถย่อยเหล่านั้น เกิดมีได้เพราะรูปคือวาโยธาตุเป็น ตัวพัดผันและการพัดผันของวาโยธาตุ เกิดมีได้ด้วยอาศัยจิต (ความคิด) เป็นเหตุปัจจัยให้เกิด๙๖ สัมปชัญญะบรรพว่าด้วยสัมปชัญญะ ความรู้พร้อมในอิริยาบถย่อยอื่น ๆ จากอิริยาบถหลัก คือ ยืน เดิน นั่ง นอน ให้ก าหนดจิตตามรู้อารมณ์ย่อย เช่น การคู้ ก าหนดว่า คู้หนอ การเหยียด ก าหนด ว่า เหยียดหนอ การก้าวกลับ การดื่ม การกิน เป็นต้น ด้วยโยนิโสมนสิการ เหมือนในอิริยาปถบรรพ จึงลงตัวได้กับสัมปชัญญบรรพในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ๔. ปฏิกูลมนสิการบรรพ หมวดว่าด้วยการพิจารณาถึงสิ่งน่าเกลียด หมายถึง ให้พิจารณา หรือก าหนดรู้ความน่าเกลียดปฏิกูลของร่างกาย โดยพิจารณาเห็นร่างกายตั้งแต่ปลายเท้าจรดศีรษะซึ่ง มีหนังหุ้มโดยรอบ เต็มไปด้วยของไม่สะอาดชนิดต่างๆ คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดีเสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ าตา น้ ามันเหลว น้ าลาย น้ ามูก ไขข้อ มูตร (น้ าปัสสาวะ) ๙๗ เบื้องต้น ให้ตั้งสติ ก าหนดพิจารณาร่างกายให้เห็นเป็นของน่าเกลียด ว่าให้พิจารณาร่างกายเหมือนไถ้มีปาก ๒ ข้าง เต็มด้วยธัญชาติต่างๆ คือ ข้าวสาลีข้าวเปลือก ถั่วเขียว ถั่วเหลือง งา ข้าวสาร คนผู้มีตาดี(ไม่บอด) แก้ไถ้นั้นออกก็จะเห็นได้ว่านี้คือข้าวสาลีนี้คือข้าวเปลือก นี้คือถั่วเหลือง นี้คือถั่วเขียว นี้คืองา นี้คือข้าวสาร๙๘ ผลที่เกิดจากการปฏิบัติตามแนวนี้ย่อมเป็นเช่นเดียวกับที่กล่าวมาแล้ว คือท าให้ผู้ ปฏิบัติพิจารณาเห็นกายภายในบ้าง พิจารณาเห็นกายภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายทั้ง ภายในทั้งภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความ เสื่อมในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายบ้าง จนกระทั่งเห็นชัดว่ามี ๙๕ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๓๗๖/๓๐๕. ๙๖ ที.ม.อ. (ไทย) ๒/๒๑๔/๑๖๖. ๙๗ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๓๗๗/๓๐๖ – ๓๐๗. ๙๘ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๓๗๗/๒๙๑.


๗๓ แต่กายอยู่ในความเห็นนั้น ไม่ประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิปราศจากความยึดมั่น๙๙ ผู้ที่เจริญวิปัสสนา ก ร รม ฐ าน ด้ ว ย ก า ร ตั้งส ติก าห น ด พิ จ า รณ า ร่ างก า ยให้ เห็ น เป็ น ข องน่ าเก ลี ย ด นี้๑๐๐ ย่อมพิจารณาเห็นร่างกายที่ประกอบด้วยมหาภูตรูป ๔ คือ ปฐวีอาโป เตโช วาโย ว่าเป็นเหมือนไถ้มี ปาก ๒ ข้าง และพิจารณาเห็นอาการ ๓๒ มีผม ขน เล็บ เป็นต้นนั้น ว่าเป็นเหมือนธัญชาติที่บรรจุ เต็มไถ้นั้น๑๐๑ ปฏิกูลมนสิการบรรพ หมวดว่าด้วยการพิจารณาถึงสิ่งน่าเกลียด ไม่ได้มุ่งหลักพิจารณา ความน่าเกลียดของรูปนามโดยตรง แต่ยังให้รู้โดยนัย เช่น รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เป็นอสุภะ โดยสภาพอยู่แล้ว เมื่อตาเห็นรูป จมูกดมกลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายสัมผัสโผฏฐัพพะ หรือใจกระทบอารมณ์ ก็ให้ก าหนดตามอารมณ์นั้น จะรู้สภาพตามความเป็นจริง ๕. ธาตุมนสิการบรรพ หมวดว่าด้วยการพิจารณ าโดยความเป็นธาตุ หมายถึง ให้พิจารณาเห็นร่างกายว่ามีธาตุต่างๆ อัน ได้แก่ ธาตุดิน ธาตุน้ า ธาตุลม และธาตุไฟ๑๐๒ ผู้เจริญ วิปัสสนาพึงตั้งสติก าหนดพิจารณาร่างกายโดยความเป็นธาตุ ให้พิจารณาเหมือนคนฆ่าโคหรือลูกมือ คนฆ่าโคผู้ขยันฆ่าโคแล้ว แบ่งออกเป็นในแต่ละสัดส่วน๑๐๓ ผลที่เกิดจากการปฏิบัติตามแนวนี้ย่อมเป็น เช่นเดียวกับที่กล่าวมาแล้ว คือท าให้ผู้ปฏิบัติพิจารณาเห็นกายภายในบ้าง พิจารณาเห็นกายภายนอก บ้าง พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมใน กายบ้าง นกระทั่งเห็นชัดว่ามีแต่กายอยู่ในความเห็นนั้น ไม่ประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิปราศจาก ความยึดมั่น๑๐๔ ในกรณีนี้มีค าอุปมาเหมืนกับว่าคนฆ่าโคขณะเลี้ยงโคอยู่ก็ดี ขณะน าโคมายังที่ฆ่าก็ดี ขณะผูกไว้ในที่ฆ่านั้นก็ดีขณะฆ่าก็ดีขณะมองดูโคที่ถูกฆ่าตายก็ดีความส าคัญว่าโคยังมีอยู่ตราบเท่าที่ ยังไม่ได้ช าแหละชิ้นส่วนออกจากกันเป็นชิ้นๆ เมื่อใด เขาช าแหละออกเป็นชิ้นๆ แล้วความส าคัญว่าโค ก็หายไปเหลืออยู่ ก็เพียงแต่ความส าคัญว่าเป็นชิ้นเนื้อเท่านั้น ผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐานด้วยวิธีนี้ พึงตั้งสติก าหนดพิจารณาร่างกายให้เห็นเป็นธาตุ ก็เป็นดุจเดียวกัน๑๐๕ ดังนั้นความส าคัญว่าเป็นสัตว์ ย่อมหายไป เหลือได้แต่ความส าคัญว่าเป็นธาตุ ธาตุมนสิการบรรพ หมวดว่าด้วยการพิจารณาโดยความเป็นธาตุในขั้นต้น ไม่ได้มุ่ง พิจารณาธาตุโดยตรง แต่ยังให้รู้โดยนัย ดังปฏิกูลมนสิการบรรพ ๖. นวสีวถิกาบรรพ หมวดว่าด้วยการพิจารณาเห็นศพในป่า หมายถึง การพิจารณาหรือ ก าหนดรู้ความเป็นศพที่เปลี่ยนแปลงไปในอาการทั้ง ๙ เหล่านี้คือ การพิจารณากายส่วนย่อยในกาย ส่วนใหญ่โดยมีสติสัมปชัญญะ ก าหนดรู้ว่ากายนี้เป็นสักว่ากาย (รูป) มิใช่เป็นสัตว์บุคคล ตัวตน เรา ๙๙ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๓๗๖/๒๙๐ - ๒๙๑. ๑๐๐ ที.ม.อ. (ไทย) ๑/๓๗๗/๓๘๔. ๑๐๑ ที.สี. (ไทย) ๙/๓๔๓/๒๗๗. ๑๐๒ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๓๗๘/๓๐๗ - ๓๐๘. ๑๐๓ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๓๗๘/๒๙๒. ๑๐๔ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๓๗๖/๒๙๐ - ๒๙๑. ๑๐๕ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๓๗๙/๒๙๔.


๗๔ เขา รู้แล้วละ ปล่อยวาง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเรา เป็นของเราแล้ว ก็จะเกิดความเบื่อหน่ายคลาย ก าหนัด๑๐๖ นวสีวถิกาบรรพ หมวดว่าด้วยการพิจารณาเห็นศพในป่าช้า แม้ไม่ได้สร้างเมรุเผาศพ มีลานตั้งเชิงตะกอน (กองฟอน) ภายในวัด ก่อนจะเผา ท่านให้เด็ก ๆ และคนทั่วไป ขึ้นไปดูศพบนเชิง ตะกอนก่อน ซึ่งเชื่อว่าจะท าให้เด็ก ๆ และคนทั่วไป เข้าใจในไตรลักษณ์ชีวิตมากขึ้น การเจริญสติในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน สติก าหนดพิจารณากายในกายนั้น คือการเจริญ สติในอานาปานบรรพ หมวดว่าด้วยลมหายใจเข้าออก อิริยาบถบรรพ หมวดว่าด้วยอิริยาบถ สัมปชัญญะบรรพ หมวดว่าด้วยสัมปชัญญะ ปฏิกูลมนสิการบรรพ หมวดว่าด้วยการพิจารณาถึงสิ่ง น่าเกลียด ธาตุมนสิการบรรพ หมวดว่าด้วยการพิจารณาโดยความเป็นธาตุ และนวสีวถิกถาบรรพ หมวดว่าด้วยการพิจารณาเห็นศพในป่าช้า เพราะฉะนั้น รูปแบบการฝึกสติในกายานุปัสสนา ส่วนที่ เป็นอานาปานบรรพ อิริยาปถบรรพ ชัดเจน แต่ได้พัฒนาในส่วนปฏิกูลมนสิการบรรพ ธาตุมนสิการ บรรพ และนวสีวถิกาบรรพโดยอ้อม จึงถือว่าเป็นกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ๒.๕.๒.๒ เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน การพิจารณาเวทนาในเวทนา คือพิจารณาทั้งเวทนา ๙ เพื่อจะได้ปฏิบัติได้ถูกต้อง ดังนี้ ๑. พิจารณาหรือก าหนดรู้สุขเวทนา ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ๒. พิจารณาหรือก าหนดรู้ทุกขเวทนา ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ๓. พิจารณาหรือก าหนดรู้เวทนาคือความรู้สึกที่ไม่สุขไม่ทุกข์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ๔. พิจารณาหรือก าหนดรู้สุขเวทนาที่เกิดขึ้น อันประกอบไปด้วยอามิสหรือเหยื่อล่อมีรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เป็นต้น ที่เป็นปัจจุบัน ๕. พิจารณาหรือก าหนดรู้สุขเวทนาที่เกิดขึ้น อันไม่ประกอบไปด้วยอามิสในปัจจุบัน ๖. พิจารณาหรือก าหนดรู้ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้น อันประกอบไปด้วยอามิสในปัจจุบัน ๗. พิจารณาหรือก าหนดรู้ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้น อันไม่ประกอบไปด้วยอามิสในปัจจุบัน ๘. พิจารณาหรือก าหนดรู้ความไม่สุขไม่ทุกข์ที่เกิดขึ้น อันประกอบไปด้วยอามิสที่เป็น ปัจจุบัน (๙) พิจารณาหรือก าหนดรู้ความไม่สุขไม่ทุกข์ที่ไม่ประกอบไปด้วยอามิสในปัจจุบัน๑๐๗ การมีสติพิจารณาหรือก าหนดรู้เวทนาทั้งหมดที่เกิดขึ้นในปัจจุบันว่า เวทนานี้เป็นสักว่า เวทนา (นาม) ไม่ใช่สัตว์บุคคล ตัวตน เรา เขา รู้แล้วละ ปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าเรา สุข เราทุกข์ เราเจ็บ เราปวด เราได้เราเสีย แล้วจะเกิดความเบื่อหน่ายคลายก าหนัด ๑๐๖ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๓๗๙/๓๐๘ - ๓๑๓. ๑๐๗ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๓๘๐/๓๑๓ - ๓๑๔.


๗๕ การฝึกสติด้วยการก าหนดอารมณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยการก าหนดลมหายใจเป็นหลัก และฝึกสติให้ก าหนดรู้เวทนาไปในตัว เช่น หายใจเข้า หายใจออก รู้สึกสุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นกลางๆ ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ท า พูด คิด รู้สึกสุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นกลางๆ อายตนะ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ปรากฏ รู้สึกสุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ เป็น กลางๆ ให้ก าหนดจิตตามอารมณ์นั้นว่าสุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นต้น เพราะฉะนั้น การฝึกสติ ด้วยการก าหนดรู้อารมณ์อันท าให้เกิดเวทนาต่าง ๆ จึงลงได้กับเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ๒.๕.๑.๓ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน การพิจารณาจิตในจิต เพื่อก าหนดรู้อาการของจิต ๑๖ อาการ จัดเป็นคู่ ๆ ดังนี้ ๑. จิตมีราคะหรือจิตปราศจากราคะ ก็มีสติก าหนดรู้แล้วปล่อยวาง ๒. จิตมีโทสะหรือจิตปราศจากโทสะ ก็มีสติก าหนดรู้แล้วปล่อยวาง ๓. จิตมีโมหะหรือจิตปราศจากโมหะ ก็มีสติก าหนดรู้แล้วปล่อยวาง ๔. จิตหดหู่หรือจิตฟุ้งซ่าน ก็มีสติก าหนดรู้แล้วปล่อยวาง ๕. จิตตั้งมั่นหรือจิตไม่ตั้งมั่น ก็มีสติก าหนดรู้แล้วปล่อยวาง ๖. จิตใหญ่ (จิตในญาณ) หรือจิตไม่ใหญ่ ก็มีสติก าหนดรู้แล้วปล่อยวาง ๗. จิตมีที่อื่นเหนือกว่าหรือจิตไม่มีที่อื่นเหนือกว่า ก็มีสติก าหนดรู้แล้วปล่อยวาง ๘. จิตหลุดพ้นหรือจิตไม่หลุดพ้น ก็มีสติก าหนดรู้แล้วปล่อยวาง๑๐๘ การมีสติพิจารณาหรือก าหนดรู้ตามอาการต่าง ๆ ของจิตทั้งหมดที่กล่าวมาโดยเห็นว่าจิตนี้ ก็เป็นสักว่าจิตมิใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา รู้แล้วละปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเรา ของๆ เรา เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ปรุงแต่ง เพราะเมื่อเราปล่อยวาง มันก็จะว่างเมื่อมันว่างแล้ว ก็ไม่วุ่นวาย การที่ เราวุ่นวายเป็นทุกข์อยู่ในปัจจุบัน ก็เป็นเพราะเราไปปรุงแต่งเอาอาการของจิตจากอารมณ์ที่กระทบ แล้วมีอุปาทานยึดมั่นว่าเป็นเรา เป็นเขา ยึดมั่นถือมั่นว่า เป็นตัวเป็นตน การก าหนดรู้เท่าทันอาการ ของจิต จึงเรียกว่า จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน การได้ฝึกสติด้วยการก าหนดอารมณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยการก าหนดลมหายใจเป็น หลัก เป็นการฝึกสติให้รู้ทันอารมณ์ที่เกิดขึ้นเป็นปัจจุบัน เช่น ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้ดมกลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายสัมผัสโผฏฐัพพะ ใจกระทบด้วยธรรมารมณ์ ก็ให้ก าหนดสติไว้ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้ก าหนดที่รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ถือว่าเป็นการกั้นจิตจากอายตนะเหล่านั้น ไม่ให้อภิชฌาและโทมนัสเกิดขึ้นในจิตได้ เมื่อฝึกสติได้จนช านาญคล่องแคล่วเป็นธรรมชาติแล้ว จิตก็จะ รู้อาการของจิต ๑๖ อาการ คือจิตมีราคะหรือจิตปราศจากราคะก็มีสติก าหนดรู้แล้วปล่อยวาง เป็นต้น เพราะฉะนั้น การฝึกสติด้วยการก าหนดอารมณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นการกั้นจิตจากอายตนะ ไม่ให้ อภิชฌาและโทมนัสเกิดขึ้นในจิตได้ จึงเป็นการปฏิบัติจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ๑๐๘ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๓๘๑/๓๑๔ - ๓๑๕.


๗๖ ๒.๕.๑.๔ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน คัมภีร์พระไตรปิฎกได้กล่าวไว้ว่า สติก าหนดพิจารณาเห็นธรรมในธรรม เรียกว่า ธัมมานุปัสสนา คือ การพิจารณาเห็นธรรม ๕ ประการ ได้แก่ นิวรณ์บรรพ ขันธบรรพ อายตนบรรพ โพชฌงคบรรพ และสัจจบรรพ ดังรายละเอียดต่อไปนี้ ๑. นิวรณ์บรรพ หมวดว่าด้วยนิวรณ์ หมายถึง การมีสติพิจารณาหรือก าหนดรู้ธรรมที่กั้น จิตไม่ให้หลุดพ้น มี ๕ อย่าง ดังนี้ ๑.๑ กามฉันทะ ได้แก่ ๑) เมื่อกามฉันทะมีอยู่ในจิต ก็ให้รู้ชัดว่ากามฉันทะมีอยู่ในจิต ๒) เมื่อกามฉันทะไม่มีอยู่ในจิต ก็ให้รู้ชัดว่าไม่มีอยู่ในจิต ๓) ให้รู้ชัดทางที่กามฉันทะจะเกิด ซึ่งยังไม่เกิดขึ้น ๔) ให้รู้ชัดทางที่จะละกามฉันทะ ซึ่งเกิดขึ้นแล้ว ๕) ให้รู้ชัดทางที่จะไม่ท าให้กามฉันทะ ที่ละได้แล้วเกิดขึ้น กามฉันทะเกิดขึ้น เพราะท าไว้ในใจโดยไม่แยบคายในสุภนิมิต (เห็นว่ารูปงาม) จึงท าให้เกิดและส่งผลแก่กามฉันทะให้ เจริญยิ่งขึ้น๑๐๙ ๑.๒ พยาบาท ได้แก่ เมื่อพยาบาท มีอยู่ในจิต ก็ให้รู้ชัดว่าพยาบาทมีอยู่ในจิต เมื่อพยาบาทไม่มีอยู่ในจิต ก็ให้รู้ชัดว่าไม่มีอยู่ในจิต ให้รู้ชัดทางที่พยาบาทซึ่งยังไม่เกิดขึ้นจะเกิด ให้รู้ชัดทางที่จะละพยาบาทซึ่งเกิดขึ้นแล้ว ให้รู้ชัดทางที่จะไม่ท าให้พยาบาทที่ละได้แล้วเกิดขึ้น เนื่องจากการท าไว้ใจโดยไม่แยบคายในปฏิฆะนิมิต ๑.๓ ถีนมิทธะ ได้แก่ เมื่อถีนมิทธะมีอยู่ในจิต ก็ให้รู้ชัดว่าถีนมิทธะมีอยู่ในจิต เมื่อถีน มิทธะไม่มีอยู่ในจิตก็ให้รู้ชัดว่าไม่มีอยู่ในจิต ให้รู้ชัดทางที่ถีนมิทธะซึ่งยังไม่เกิดขึ้นจะเกิด ให้รู้ชัดทางที่ จะละถีนมิทธะซึ่งเกิดขึ้นแล้ว ให้รู้ชัดทางที่จะไม่ท าให้ถีนมิทธะที่ละได้แล้วเกิดขึ้น ถีนมิทธะเกิดขึ้น เพราะท าไว้ในใจโดยไม่แยบคายในอกุศลธรรมทั้งหลายคือความไม่ยินดี ความเกียจคร้านอาการเมา อาหารและอาการที่จิตหดหู่๑๑๐ ๑.๔ อุทธัจจกุกกุจจะ ได้แก่ เมื่ออุทธัจจกุกกุจจะมีอยู่ในจิต ก็ให้รู้ชัดว่า อุทธัจจกุกกุจจะ มีอยู่ในจิต เมื่ออุทธัจจกุกกุจจะไม่มีอยู่ในจิต ก็ให้รู้ชัดว่าไม่มีอยู่ในจิต ให้รู้ชัดทางที่อุทธัจจกุกกุจจะซึ่ง ยังไม่เกิดขึ้นจะเกิด ให้รู้ชัดทางที่จะละอุทธัจจกุกกุจจะซึ่งเกิดขึ้นแล้ว ให้รู้ชัดทางที่จะไม่ท าให้อุทธัจจ กุกกุจจะที่ละได้แล้วเกิดขึ้น อุทธัจจกุกกุจจะเกิดขึ้น เพราะท าไว้ในใจโดยไม่แยบคายในอาการที่จิต ไม่สงบ๑๑๑ ๑๐๙ ส .ม. (ไทย) ๑๙/๒๓๒/๑๗๕. ๑๑๐ ที.ม.อ. (ไทย) ๒/๓๘๒/๓๙๔. ๑๑๑ ส .ม. (ไทย) ๑๙/๒๓๒/๑๗๕.


๗๗ ๑.๕ วิจิกิจฉา ได้แก่ เมื่อวิจิกิจฉ ามีอยู่ในจิต ก็ให้ รู้ชัดว่าวิจิกิจฉามีอยู่ในจิต เมื่อวิจิกิจฉาไม่มีอยู่ในจิต ก็ให้รู้ชัดว่าไม่มีอยู่ในจิต ให้รู้ชัดทางที่วิจิกิจฉาซึ่งยังไม่เกิดขึ้นจะเกิด ให้รู้ชัด ทางที่จะละวิจิกิจฉาซึ่งเกิดขึ้นแล้ว ให้รู้ชัดทางที่จะไม่ท าให้วิจิกิจฉาที่ละได้แล้วเกิดขึ้น ๑๑๒ วิจิกิจฉา เกิดขึ้น เพราะท าไว้ในใจโดยไม่แยบคายในธรรมที่ชวนให้สงสัย๑๑๓ ๒. ขันธบรรพ หมวดว่าด้วยขันธ์ หมายถึง ให้เจริญวิปัสสนากรรมฐานโดยตั้งสติไว้ที่ฐาน คือขันธ์ ๕ อัน ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอธิบายโดยสังเขปดังต่อไปนี้ ๒.๑ รูป ให้พิจารณาเห็นไปตามล าดับคือพิจารณาว่ารูปเป็นอย่างนี้เกิดขึ้นอย่างนี้และ ดับไป ๒.๒ เวทนา ให้พิจารณาโดยเห็นไปตามล าดับ คือ พิจารณาว่าเวทนาเป็นอย่างนี้เกิดขึ้น อย่างนี้ และดับไป มีอธิบายว่า เวทนาคือความรู้สึกแบ่งออกได้เป็น ๓ ประเภท คือ สุขเวทนา (ความรู้สึกเป็นสุข) ทุกขเวทนา (ความรู้สึกเป็นทุกข์) และอทุกขมสุขเวทนา (ความรู้สึกไม่เป็นสุขไม่ เป็นทุกข์๑๑๔ ๒.๓ สัญญา ให้พิจารณาโดยเห็นไปตามล าดับคือ พิจารณาว่าสัญญาเป็นอย่างนี้ เกิดขึ้น อย่างนี้และดับไป มีอธิบายว่า สัญญาคือความจ าได้หมายรู้ ความก าหนดหมาย แบ่งออกได้เป็น ๖ ประเภท คือ รูปสัญญา (ความจ าได้หมายรู้รูป) สัททสัญญา (ความจ าได้หมายรู้เสียง) คันธสัญญา (ความจ าได้หมายรู้กลิ่น) รสสัญญา (ความจ าได้หมายรู้รส) โผฏฐัพพสัญญา (ความจ าได้หมายรู้สิ่ง สัมผัสทางกาย) ธัมมสัญญา (ความจ าได้หมายรู้ธรรมารมณ์คือสิ่งสัมผัสทางใจ) ๑๑๕ ๒.๔ สังขาร ให้พิจารณาโดยเห็นไปตามล าดับ คือ พิจารณาว่าสังขารเป็นอย่างนี้เกิดขึ้น อย่างนี้และดับไป มีอธิบายว่า สังขารคือสภาวะที่ปรุงแต่งจิต เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “เจตสิก” มี ๕๐ คือ สัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ ปกิณณกเจตสิก ๖ อกุศลเจตสิก ๑๔ โสภณเจตสิก ๒๕ ๒.๕ วิญญาณ ให้พิจารณาโดยเห็นไปตามล าดับ คือพิจารณาว่าวิญญาณเป็นอย่างนี้ เกิดขึ้นอย่างนี้ และดับไป วิญญาณคือการรับรู้ แบ่งออกได้เป็น ๖ ประเภท คือจักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ๑๑๖ ผลที่เกิดจากการปฏิบัติเช่นนี้ จะท าให้ผู้ปฏิบัติพิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายในบ้าง พิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในธรรมบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเลื่อมในธรรมบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมใสในธรรมบ้าง จนกระทั่งเห็นชัดว่ามีแต่ธรรมอยู่ใน ความเห็นนั้นไม่ประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิปราศจากความยึดมั่น ๑๑๒ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๓๘๒/๓๑๖ - ๓๑๗. ๑๑๓ ส .ม. (ไทย) ๑๙/๒๓๒/๑๗๖. ๑๑๔ ส .สฬา. (ไทย) ๑๘/๒๕๙/๒๘๗. ๑๑๕ องฺ. ฉกฺก. (ไทย) ๒๒/๖๑/๙๑. ๑๑๖ อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๑๒๑/๕๙.


๗๘ ๓. อายตนบรรพ หมวดว่าด้วยอายตนะ หมายถึง ให้เจริญวิปัสสนากรรมฐานโดยตั้งสติไว้ ที่ฐานคืออายตนะ ซึ่งแบ่งออกได้เป็นอายตนะภายใน คือ จักขุ (ตา) โสตะ (หู) ฆานะ (จมูก) ชิวหา (ลิ้น) กาย (กาย) มโน (ใจ) และอายตนะภายนอกคือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ โดยให้พิจารณาดังนี้ ๓.๑ จักขุกับรูป ให้รู้จักจักขุ ให้รู้จักรูปและให้รู้จักจักขุกับรูปอันเป็นที่อาศัย ให้สังโยชน์ เกิดขึ้น อนึ่ง สังโยชน์ที่ยังไม่เกิดจะเกิดขึ้นด้วยวิธีใด ให้รู้จักวิธีนั้น สังโยชน์ที่เกิดขึ้นแล้วจะละเสียได้ ด้วยวิธีใด ให้รู้ชัดวิธีนั้น สังโยชน์ที่ละได้แล้วจะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยวิธีใด ให้รู้จักวิธีนั้น ๓.๒ โสตะกับเสียง ให้รู้จักโสตะ ให้รู้จักเสียง และได้รู้จักโสตะกับเสียงอันเป็นที่อาศัย ให้สังโยชน์เกิดขึ้น อนึ่ง สังโยชน์ที่ยังไม่เกิดจะเกิดขึ้นด้วยวิธีใด ให้รู้จักวิธีนั้น สังโยชน์ที่เกิดขึ้นแล้วจะ ละเสียได้ด้วยวิธีใด ให้รู้จักวิธีนั้น สังโยชน์ที่ละได้แล้วจะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยวิธีใด ให้รู้จักวิธีนั้น ๓.๓ ฆานะกับกลิ่น ให้รู้จักฆานะ ให้รู้จักกลิ่น และให้รู้จักฆานะกับกลิ่นอันเป็นที่อาศัย ให้สังโยชน์เกิดขึ้น อนึ่ง สังโยชน์ที่ยังไม่เกิดจะเกิดขึ้นด้วยวิธีใด ให้รู้จักวิธีนั้น สังโยชน์ที่เกิดขึ้นแล้วจะ ละเสียได้ด้วยวิธีใด ให้รู้จักวิธีนั้น สังโยชน์ที่ละได้แล้วจะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยวิธีใด ให้รู้จักวิธีนั้น ๓.๔ ชิวหากับรส ให้รู้จักชิวหา ให้รู้จักรส และให้รู้จักชิวหากับรสอันเป็นที่อาศัย ให้สังโยชน์เกิดขึ้น อนึ่ง สังโยชน์ที่ยังไม่เกิดจะเกิดขึ้นด้วยวิธีใด ให้รู้จักวิธีนั้น สังโยชน์ที่เกิดขึ้นแล้วจะ ละเสียได้ด้วยวิธีใด ให้รู้จักวิธีนั้น สังโยชน์ที่ละได้แล้วจะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยวิธีใด ให้รู้จักวิธีนั้น ๓.๕ กายกับโผฏฐัพพะ ให้รู้จักกาย ให้รู้จักโผฏฐัพพะ และให้รู้จักกายกับโผฏฐัพพะอัน เป็นที่อาศัย ให้สังโยชน์เกิดขึ้น อนึ่ง สังโยชน์ที่ยังไม่เกิดจะเกิดขึ้นด้วยวิธีใด ให้รู้จักวิธีนั้น สังโยชน์ที่ เกิดขึ้นแล้วจะละเสียได้ด้วยวิธีใด ให้รู้จักวิธีนั้น สังโยชน์ที่ละได้แล้วจะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยวิธีใด ให้รู้จักวิธีนั้น ๓.๖ มโนกับธรรมารมณ์ให้รู้จักมโน ให้รู้จักธรรมารมณ์ และให้รู้จักมโนกับธรรมารมณ์ อันเป็นที่อาศัย ให้สังโยชน์เกิดขึ้น อนึ่ง สังโยชน์ที่ยังไม่เกิดจะเกิดขึ้นด้วยวิธีใด ให้รู้จักวิธีนั้น สังโยชน์ ที่เกิดขึ้นแล้วจะละเสียด้วยวิธีใด ให้รู้จักวิธีนั้น สังโยชน์ที่ละได้แล้วจะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยวิธีใด ให้รู้จัก วิธีนั้น ผลที่เกิดจากการปฏิบัติเช่นนี้จะท าให้ผู้ปฏิบัติพิจารณาเห็นธรรมในธรรมในภายในบ้าง พิจารณาเห็นธรรมในธรรมในภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งกายในทั้งภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในธรรมบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในธรรมบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในธรรมบ้าง จนกระทั่งเห็นชัดว่ามีแต่ธรรมอยู่ใน ความเห็นนั้นไม่ประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิปราศจากความยึดมั่น๑๑๗ ๔. โพชฌงคบรรพ หมวดว่าด้วยโพชฌงค์ (องค์ธรรมเครื่องสนับสนุนให้เกิดการตรัสรู้) หมายถึง ให้เจริญวิปัสสนากรรมฐานโดยตั้งสติไว้ที่ฐานคือโพชฌงค์ ๗ โดยให้พิจารณาดังต่อไปนี้ ๔.๑ สติสัมโพชฌงค์ เมื่อสติสัมโพชฌงค์มีอยู่ภายในจิต ให้รู้ชัดว่าสติสัมโพชฌงค์ มีอยู่ภายในจิต หรือเมื่อสติสัมโพชฌงค์ไม่มีอยู่ภายในจิต ก็ให้รู้ชัดว่าสติสัมโพชฌงค์ไม่มีอยู่ภายในจิต ให้รู้ชัดวิธีที่จะท าให้สติสัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว บริบูรณ์ต่อไป องค์ธรรมเครื่องสนับสนุนให้เกิดการ ๑๑๗ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๓๘๕/๓๐๐.


๗๙ ตรัสรู้คือมีสติสัมปชัญญะในอิริยาบถต่าง ๆ ไม่คบบุคคลผู้หลงลืมสติ คบบุคคลผู้มีสติปรากฏชัด และมี จิตน้อมไปในการท าสติให้เกิดขึ้น๑๑๘ ๔.๒ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ธรรมเครื่องสนับสนุนให้เกิดการตรัสรู้คือธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ เกิดขึ้นได้เพราะเหตุ ๗ ประการ ได้แก่ หมั่นสอบถาม ท าวัตถุให้สละสลวย (ท าร่างกายให้สะอาด) ปรับอินทรีย์ให้เสมอ (ปรับสัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญาให้เท่ากัน) ไม่คบคนมีปัญญาทราม (คนโง่) คบคนที่ฉลาด พิจารณาให้แตกฉาน และมีใจน้อมไปในการท าธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ให้เกิดขึ้น ๔.๓ วิริยสัมโพชฌงค์องค์ธรรมเครื่องสนับสนุนให้เกิดการตรัสรู้คือวิริยสัมโพชฌงค์ เกิดขึ้นได้เพราะเหตุ ๑๑ ประการ ได้แก่ พิจารณาให้เห็นภัยในอบาย พิจารณาให้เห็นอานิสงส์ของ ความเพียร พิจารณาดูทางไปบิณฑบาต เคารพในบิณฑบาต พิจารณาให้เห็นว่าตัวเองเป็นทายาทผู้ ยิ่งใหญ่ในพระพุทธศาสนา พิจารณาให้เห็นว่าพระพุทธเจ้าคือบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ พิจารณาให้เห็นว่าการ เกิด (มาเป็นมนุษย์) เป็นของยิ่งใหญ่ พิจารณาให้เห็นว่าเพื่อนสพรหมจารีเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ อยู่ห่างไกลผู้เกียจคร้าน คบบุคคลผู้ปรารภความเพียรและมีใจน้อมไปในการท าวิริยสัมโพชฌงค์ ให้เกิดขึ้น ๔.๔ ปีติสัมโพชฌงค์องค์ธรรมเครื่องสนับสนุนให้เกิดการตรัสรู้คือ ปีติสัมโพชฌงค์ เกิดขึ้นได้เพราะเหตุ ๗ ประการ ได้แก่ ระลึกถึงพระพุทธเจ้า (พุทธานุสสติ) ระลึกถึงพระธรรม (ธัมมา นุสสติ) ระลึกถึงพระสงฆ์(สังฆานุสสติ) ระลึกถึงศีล (สีลานุสสติ) ระลึกถึงการเสียสละ (จาคานุสสติ) ระลึกถึงเทวดา (เทวตานุสสติ) ระลึกถึงความสงบ (อุปสมานุสสติ) ไม่คบบุคคลผู้หยาบกระด้าง คบบุคคลผู้มีจิตอ่อนโยน พิจารณาพระสูตรต่างๆที่ชวนให้น่าเลื่อมใส และมีใจน้อมไปในการท าปีติสัม โพชฌงค์ให้เกิดขึ้น๑๑๙ ๔.๕ ปัสสิทธิสัมโพชฌงค์องค์ธรรมเครื่องสนับสนุนให้เกิดการตรัสรู้ คือ ปัสสัทธิ สัมโพชฌงค์เกิดขึ้นได้เพราะเหตุ ๗ ประการ ได้แก่ บริโภคอาหารที่ประณีต อยู่ในที่ที่มีภูมิอากาศ สบาย อยู่ในอิริยาบถที่สบาย บ าเพ็ญเพียรได้พอเหมาะ ไม่คบบุคคลผู้มีกายไม่สงบ คบบุคคลผู้มีกาย สงบ มีใจน้อมไปในการท าปัสสิทธิสัมโพชฌงค์ให้เกิดขึ้น ๔.๖ สมาธิสัมโพชฌงค์องค์ธรรมเครื่องสนับสนุนให้เกิดการตรัสรู้ คือ สมาธิสัมโพชฌงค์ เกิดขึ้นได้เพราะเหตุ ๑๑ ประการ ได้แก่ท าวัตถุให้สละสลวย ปรับอินทรีย์ให้เสมอกัน ฉลาดในนิมิต ประคองจิตในคราวที่หดหู่ ข่มจิตในคราวที่ฟูขึ้น (ฟุ้งซ่าน) ปลอบจิตให้ยินดีในคราวที่เกิดความไม่ยินดี เพ่งดูจิตเฉยในคราวที่จิตสงบ ไม่คบบุคคลผู้มีจิตไม่เป็นสมาธิ คบบุคคลผู้มีจิตเป็นสมาธิ พิจารณาฌาน และวิโมกข์ และมีใจน้อมไปในการท าสมาธิสัมโพชฌงค์ให้เกิดขึ้น๑๒๐ ๔.๗ อุเบกขาสัมโพชฌงค์องค์ธรรมเครื่องสนับสนุนให้เกิดการตรัสรู้ คือ อุเบกขา สัมโพชฌงค์ เกิดขึ้นได้เพราะเหตุ ๕ ประการ ได้แก่ วางใจเป็นกลางในสัตว์ วางใจเป็นกลางในสังขาร ไม่คบบุคคลผู้รักใคร่สัตว์และสังขาร คบบุคคลผู้มีใจเป็นกลางในสัตว์และสังขาร และมีใจน้อมไปในการ ท าอุเบกขาสัมโพชฌงค์ให้เกิดขึ้น ๑๑๘ ที.ม.อ. (ไทย) ๒/๓๘๕/๔๐๑. ๑๑๙ ที.ม.อ. (ไทย) ๒/๓๘๕/๔๐๗. ๑๒๐ ที.ม.อ. (ไทย) ๒/๓๘๕/๔๐๙.


๘๐ ผลที่เกิดจากการปฏิบัติเช่นนี้ จะท าให้ผู้ปฏิบัติพิจารณาเห็นธรรมในธรรมในภายในบ้าง พิจารณาเห็นธรรมในธรรมในภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในธรรมบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในธรรมบ้างพิจารณา เห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในธรรมบ้าง จนกระทั่งเห็นชัดว่ามีแต่ธรรมอยู่ในความเห็น นั้นไม่ประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิปราศจากความยึดมั่น๑๒๑ ๕. สัจจบรรพ หมวดว่าด้วยสัจจะ หมายถึง ให้เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานโดยตั้งสติไว้ที่ ฐานคือสัจจะ ๔ ดังนี้ ๕.๑ ทุกข์ให้พิจารณาเห็นว่าทุกข์ที่เป็นอริยสัจ ได้แก่ความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก ความคร่ าครวญ ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ การประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่ รัก ความพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก ความไม่ได้สมปรารถนา โดยสรุปแล้ว ก็ได้แก่ขันธ์อันเป็นปัจจัย ให้เกิดอุปาทาน๑๒๒ ๕.๒ สมุทัย ให้พิจารณาเห็นว่าสมุทัย ที่เป็นอริยสัจได้แก่ตัณหา ๓ คือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา และให้พิจารณาเห็นว่าตัณหานี้เกิดและตั้งอยู่ด้วยอายตนะภายใน อายตนะ ภายนอก วิญญาณ ๖ คือผัสสะ ๖ เวทนา ๖ สัญญา ๖ สัญเจตนา (ความจงใจ) ๖ วิตก (ความตรึก) ๖ วิจาร (ความตริตรอง) ๖ ๑๒๓ ๕.๓ นิโรธ ให้พิจารณาเห็นว่านิโรธ ที่เป็นอริยสัจ ได้แก่ ความส ารอกและความดับ โดยไม่เหลือ ความสละ ความส่งคืน ความปล่อยวาง ความไม่มีอาลัยในตัณหา และให้พิจารณาเห็นว่า การดับตัณหานั้นให้ดับที่อายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ วิญญาณ ๖ ผัสสะ ๖ เวทนา ๖ สัญญา ๖ สัญเจตนา ๖ วิตก ๖ วิจาร ๖ ๑๒๔ ๕.๔ มรรค ให้พิจารณาเห็นว่ามรรค (ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์) มี ๘ องค์คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิและให้พิจารณาเห็นดังต่อไปนี้ ๑) สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ หมายถึง ความรู้จักทุกข์ ความรู้จักเหตุเกิดทุกข์ ความรู้จักความดับทุกข์ ความรู้จักข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ๒) สัมมาสังกัปปะ ด าริชอบ หมายถึง ด าริในการออกจากกาม ด าริในความไม่ พยาบาท ด าริในอันไม่เบียดเบียน ๓) สัมมาวาจา เจรจาชอบ หมายถึง เว้นจากการพูดเท็จ เว้นจากการพูด ส่อเสียด เว้นจากการพูดค าหยาบ เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ ๑๒๑ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๓๘๕/๓๐๑. ๑๒๒ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๓๘๗ - ๓๙๙/๓๒๔ - ๓๒๘. ๑๒๓ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๔๐๐/๓๒๙ – ๓๓๒. ๑๒๔ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๔๐๑/๓๓๒ – ๓๓๔.


๘๑ ๔) สัมมากัมมันตะ การงานชอบ หมายถึง เว้นจากการฆ่าสัตว์ เว้นจากการ ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ เว้นจากการประพฤติผิดในกาม ๕) สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพชอบ หมายถึง เว้นจากการเลี้ยงชีพที่ผิดต่างๆ แล้ว เลี้ยงชีวิตด้วยการเลี้ยงชีพชอบ ๖) สัมมาวายามะ เพียรชอบ หมายถึง เพียรระวังอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดไม่ให้ เกิดขึ้น เพียรละอกุศลธรรมที่เกิดขึ้น เพียรท ากุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น เพียรรักษากุศลธรรมที่ เกิดขึ้นแล้วให้คงอยู่ ๗) สัมมาสติ ระลึกชอบ หมายถึง พิจารณาเห็นกาย เวทนา จิต ธรรมมีความ เพียร มีสติมีสัมปชัญญะก าจัดความยินดียินร้ายในโลกได้ ๘) สัมมาสมาธิ ตั้งใจมั่นชอบ หมายถึง สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมจน บรรลุปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌานตามล าดับ๑๒๕ การมีสติก าหนดรู้พิจารณาเห็นธรรมที่ปรากฏขึ้นรู้แล้วละ ปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่า ดี ชั่ว ถูก ผิด เพียงพิจารณาเห็นว่าธรรมก็เป็นเพียงสักว่าธรรม ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ไม่มี ความยึดมั่นถือมั่น๑๒๖ การเจริญสติในธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน สติก าหนดพิจารณาธรรมในธรรมนั้น คือการ เจริญสติพิจารณาเห็นธรรม ๕ ได้แก่ นิวรณบรรพ หมวดว่าด้วยนิวรณ์ ขันธบรรพ ว่าด้วยขันธ์ อายตนบรรพ ว่าด้วยอายตนะ โพชฌงคบรรพ ว่าด้วยโพชฌงค์ และสัจจบรรพ ว่าด้วยสัจจะ ๒.๖ กรรมฐานกับการพัฒนาจริยธรรม ๒.๖.๑ ความหมายของจริยธรรม “จริยธรรม” มีความหมายกว้างขวางมาก แต่มีความหมายเป็นสากล คือเป็นหลักที่ควร ประพฤติในการอยู่ร่วมกันเพื่อการอยู่อย่างไม่เป็นทุกข์ ซึ่งมีผู้ให้ความหมายต่างๆ ของจริยธรรม ไว้ ดังนี้ พุทธทาสภิกขุ ให้ความหมายว่า “ ค าว่าจริยธรรม ตรงกับค าว่า Ethics ในภาษาอังกฤษ จริย แปลว่า ควรประพฤติหรือพึงประพฤติ” ๑๒๗ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน ให้ความหมายไว้ว ่า ค าว่า “จริยธรรม หมายถึง ธรรมที่เป็นข้อประพฤติ ปฏิบัติ ศีลธรรม กฎศีลธรรม” ๑๒๘ ๑๒๕ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๔๐๒/๓๓๕ - ๓๓๘. ๑๒๖ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๔๐๓/๓๓๗ – ๓๓๘. ๑๒๗ พุทธทาสภิกขุ, การสร้างเสริมจริยธรรมแก่เด็กวัยรุ่น, (กรุงเทพมหานคร: สมชายการพิมพ์, ๒๕๓๑), หน้า ๓. ๑๒๘ ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒, หน้า ๒๙๑.


๘๒ กรมวิชาการ จริยธรรม หมายถึง การอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข ถ้าคนในสังคมมี จริยธรรมสูง สังคมนั้นจะมีแต่ความเจริญ ผู้มีจริยธรรมสูงจะประพฤติปฏิบัติแต่ในสิ่งที่ดีและบรรลุถึง สภาพชีวิตอันทรงคุณค่าอันพึงประสงค์ ๑๒๙ ดวงเดือน พันธุมนาวิน ได้ให้ความหมายของจริยธรรมว่า จริยธรรม (Morality) เป็นค าที่มี ความหมายกว้างขวาง หมายถึงลักษณะทางสังคม หลายลักษณะของมนุษย์และมีขอบเขตรวมถึงทาง สังคมต่าง ๆ ด้วย ลักษณะและพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรม จะมีคุณสมบัติประเภทใดประเภท หนึ่งในสองประเภทคือ เป็นลักษณะที่สังคมต้องการให้สมาชิกมีในสังคมนั้น คือเป็นพฤติกรรมที่สังคม นิยมชมชอบให้การสนับสนุนและผู้กระท าส่วนมากเกิดความพอใจว่า การกระท านั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เหมาะสม ส่วนอีกประเภทหนึ่งคือลักษณะที่สังคมไม่ต้องการให้มีอยู่ในสมาชิกในสังคม เป็นการ กระท าที่สังคมลงโทษหรือพยายามก าจัด และผู้กระท าพฤติกรรมนั้นส่วนมากรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และไม่สมควร ฉะนั้น ผู้ที่มีจริยธรรมสูงคือผู้ที่มีลักษณะและพฤติกรรมประเภทแรกมากและประเภท หลังน้อย๑๓๐ พินิจ รัตนกุล ได้ให้ความหมายจริยธรรมในทัศนะของนักปรัชญาว่า จริยธรรม (Ethics) นั้น เป็นค าที่เรานิยมใช้ในเรื่องของการตัดสินคุณค่าของพฤติกรรมของมนุษย์ว่า เป็นการกระท าที่ สมควร ถูกต้อง ดี หรือตรงกันข้าม การกระท าที่ไม่มีจริยธรรมคือการกระ ท าที่ไม่สมควร ไม่ดีการที่เราต้องก าหนดคุณค่าของการกระท าที่ว่า ดีหรือไม่ดี สมควรหรือไม่สมควร ก็เพราะต้องการ แบ่งแยกพฤติกรรมที่แสดงออกเป็นประเภทต่างๆ เพื่อจะได้ส่งเสริมด้วยวิธีการต่างๆ ให้คนท าแต่สิ่งที่ ดีหรือที่สมควรและให้ละเว้นการกระท า ตรงกันข้ามโดยเหตุที่พฤติกรรมของมนุษย์ไม่ได้เป็นเพียงการ แสดงออกของสัญชาติญาณแบบพฤติกรรมของสัตว์ หากแต่มีการเลือกการตัดสินใจเป็นประการ ส าคัญ๑๓๑ จริยธรรม หมายถึง ธรรมที่เป็นธรรมที ่เป็นข้อประพฤติ ปฏิบัติ ศีลธรรม กฎศีลธรรม ซึ่งแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมที่ดีงาม ถูกต้อง และเหมาะสม เพื่อให้คนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขใน สังคม ๑๒๙ กรมวิชาการ. “กรอบแนวคิดเพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมที่เน้นความมีวินัยและ ความเป็นประชาธิปไตย, (กรุงเทพมหานคร: กรมวิชาการ, ๒๕๔๑), หน้า ๑๐. ๑๓๐ ดวงเดือน พันธุมนาวิน, รายงานการสัมมนาจริยธรรมในสังคมไทยปัจจุบัน, ส านักงาน คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ส านักนายกรัฐมนตรี, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์กรมการศาสนา, ๒๕๒๒), หน้า ๓๒ – ๓๓. ๑๓๑ พินิจ รัตนกุล, ปัญหาจริยธรรมในสังคมไทยปัจจุบัน : ทัศนะของนักปรัชญา, ส านักงาน คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์กรมการศาสนา, ๒๕๒๒), หน้า ๑๑๖.


๘๓ ๒.๖.๒ ความส าคัญของจริยธรรม มนุษย์ในสังคมถ้าขาดจริยธรรมอะไรจะเกิดขึ้น ความไม่มีระเบียบวินัย ความป่าเถื่อนไร้ คุณธรรม การข่มเหงเบียดเบียน เอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน ความไร้น้ าใจไมตรี ความไม่พัฒนา และความตกต่ าในทุกๆ ด้าน ย่อมจะหลีกไม่พ้นอย่างแน่นอน จริยธรรมจึงเป็นตัวก าหนดสถานะและ สภาวการณ์ของชีวิต และสังคมที่สูงส่งและเหมาะสมกับความเป็นมนุษย์ ที่ยกย่องตนเองว่า เป็นสัตว์ ประเสริฐ ความส าคัญของพุทธจริยธรรมพอประมวลสรุปได้ดังนี้ ๑. จริยธรรมท าให้มนุษย์ต่างจากสัตว์ พฤติกรรมของสัตว์ย่อมขาดการควบคุมทางจิตใจ เพราะสัตว์ขาดปัญญาที่จะใช้เหตุผลในการยับยั้งชั่งใจถึงความถูกผิด ดีชั่ว ควรหรือไม่ควรอย่างไร แต่เนื่องจากมนุษย์มีจริยธรรมจึงมีเหตุผลในการกระท าใดๆ หากมนุษย์คนใดขาดจริยธรรมก็จะกระท า การใดๆ เยี่ยงสัตว์ เพราะไม่มีการควบคุมจิตใจของตน ไม่มีความอดทนอดกลั้น จริยธรรมจึงเป็นตัว บ่งชี้ความแตกต่างระหว่างคนและสัตว์ ๒. จริยธรรมเป็นธรรมนูญของชีวิต รัฐธรรมนูญเป็นหลัก ที่ใช้ในการปกครองประเทศ เป็นบรรทัดฐานในการบริหารงานของรัฐ ท านองเดียวกัน จริยธรรมถือได้ว่าเป็นธรรมนูญแห่งชีวิต เพราะเป็นบรรทัดฐานในการปกครองตนเอง ที่ใช้ในการควบคุมนาวาชีวิตให้แล่นไปในทิศทางที่ถูกที่ ควร ท าให้ชีวิตประสบความสุขและความดีตามควรแก่อัตภาพของแต่ละบุคคล ถ้าหากปราศจาก ธรรมนูญชีวิต ก็จะเปรียบได้กับเรือที่ขาดหางเสือย่อมจะแล่นไปไร้ทิศทางที่แน่ชัด ๓. จริยธรรมเป็นสิ่งจ าเป็นส าหรับสังคม เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์สังคมจ าเป็นต้องอยู่ รวมกันเป็นกลุ่ม และจะต้องมีข้อปฏิบัติที่เหมาะสมต่อกัน เพื่อให้เกิดสันติสุขขึ้นในสังคม พุทธจริยธรรมจะเป็นตัวเชื่อมระหว่างสมาชิกในสังคมให้เกิดสภาพการณ์ที่พึงปรารถนาต่อกันและกัน ๔. จริยธรรมเป็นอุดมการณ์สูงสุดส าหรับชีวิต ความดีสูงสุดส าหรับชีวิตเป็นสิ่งที่มนุษย์แต่ ละคนไขว่คว้าแสวงหา แต่การที่มนุษย์จะประสบความส าเร็จได้มาซึ่งสิ่งที่แสวงหานั้น จะต้องอาศัย จริยธรรมเป็นเครื่องมือที่ส าคัญในการบรรลุความดีสูงสุด ซึ่งเรียกว่า อุดมคติได้แก่ ความสุข สวรรค์ นิพพาน หรือความพึงพอใจในชีวิตของตน๑๓๒ ๒.๖.๓ ประเภทของพุทธจริยธรรม จริยธรรมมีหลายระดับ ซึ่งสามารถจ าแนกตามระดับกว้าง ๆ ได้ ๒ ระดับ ได้แก่ ระดับ ของผู้ครองเรือน คือโลกียธรรม และระดับของผู้ที่สละบ้านเรือนแล้วคือโลกุตตรธรรม การจัดระดับขั้นของจริยธรรมในพระพุทธศาสนานั้น เป็นการจัดเพื่อให้เห็นความแตกต่าง ของประเภทต่าง ๆ ของหลักค าสอนในพระพุทธศาสนา และต้องการชี้ให้เห็นว่าพระพุทธศาสนามีค า สอนตั้งแต่เริ่มต้นหรือพื้นฐานไปจนถึงสูงสุด หรือด าเนินไปถึงความพ้นทุกข์ได้ อีกนัยหนึ่ง คือ ค าสอน ของพระพุทธศาสนานี้มีเป้าหมายเพื่อจะให้พุทธศาสนิกชนน าไปเป็นแนวทางแห่งการประพฤติปฏิบัติ ส าหรับพัฒนาตนเองและสังคมส่วนรวมด้วย คือ ถ้าตนเองมีพุทธจริยธรรมประจ าตัว แล้วก็จะท าให้ สามารถด าเนินชีวิตให้เป็นสุขได้ ค าสอนด้านจริยธรรมของพระพุทธศาสนา แบ่งได้เป็น ๓ ขั้น ได้แก่ ๑๓๒ สถาพร บุญเลี้ยง, จริยธรรมกับชีวิต, (เลย : สถาบันราชภัฎเลย, ๒๕๓๖) หน้า ๒.


Click to View FlipBook Version