The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการสอนงานปรับแต่งเครื่องยนต์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by จักรกฤษณ์ เกิดนก, 2023-04-05 02:51:16

แผนการสอนงานปรับแต่งเครื่องยนต์

แผนการสอนงานปรับแต่งเครื่องยนต์

เรื่อง 1.1 ประเภทและการเกิดมลพิษในไอเสียรถยนต์ 1.2 อันตรายและวิธีกำจัดควันดำในเครื่องยนต์ดีเซล 1.3 มิเตอร์วิเคราะห์ไอเสียเครื่องยนต์เบนซิน 1.4 การตรวจวัดไอเสียรถยนต์เบนซินและดีเซลด้วยเครื่องวัด 1.5 การทำงานและตรวจสภาพตัวฟอกไอเสีย 1.6 การทำงานและตรวจสภาพออกซิเจนเซนเซอร์ 1.7 การทำงานของเครื่องตรวจวัดควันดำแบบกระดาษกรองและแบบทึบแสง 1. สาระสำคัญ มลพิษในไอเสียเครื่องยนต์ (Exhaust Gas Emission) ที่เกิดจากการเผาไหม้ไอดีของเครื่องยนต์ เบนซิน ประกอบด้วย ไฮโดรคาร์บอน (HC) ออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) และคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) สำหรับ CO เกิดมาก ในขณะที่รถยนต์ติดเครื่องจอดนิ่ง จึงพบมากในบริเวณที่มีการจราจรติดขัด เมื่อหายใจเอา CO เข้าไป จะไปรวมตัวกับ เฮโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงได้มากกว่าออกซิเจน ถึง 200-250 เท่า จะไปลดความสามารถของเลือดในการนำออกซิเจน จากปอดไปยังเนื้อเยื่อต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นผลให้เกิดความจำเสื่อม เกิดอาการตามัว ถ้าสูดหายใจเข้าเป็นปริมาณมาก ๆ อาจทำให้เสียชีวิตได้ 2. สมรรถนะประจำหน่วย 2.1 บอกประเภทและการเกิดมลพิษในไอเสียรถยนต์ได้ 2.2 บอกถึงอันตรายและวิธีกำจัดควันดำในเครื่องยนต์ดีเซลได้ 2.3 ใช้มิเตอร์วิเคราะห์ไอเสียเครื่องยนต์เบนซินได้ 2.4 ตรวจวัดไอเสียรถยนต์เบนซินและดีเซลด้วยเครื่องวัดได้ 2.5 อธิบายการทำงานและตรวจสภาพตัวฟอกไอเสียได้ 2.6 อธิบายการทำงานและตรวจสภาพออกซิเจนเซนเซอร์ได้ 2.7 อธิบายการทำงานของเครื่องตรวจวัดควันดำแบบกระดาษกรองและแบบทึบแสงได้ 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 3.1 ทราบประเภทและการเกิดมลพิษในไอเสียรถยนต์ 3.2 ทราบอันตรายและวิธีกำจัดควันดำในเครื่องยนต์ดีเซล 3.3 เข้าใจการใช้มิเตอร์วิเคราะห์ไอเสียเครื่องยนต์เบนซิน 3.4 เข้าใจวิธีตรวจวัดไอเสียรถยนต์เบนซินและดีเซลด้วยเครื่องวัด 3.5 ทราบการทำงานและตรวจสภาพตัวฟอกไอเสีย


3.6 เข้าใจการทำงานและตรวจสภาพออกซิเจนเซนเซอร์ 3.7 ทราบการทำงานของเครื่องตรวจวัดควันดำแบบกระดาษกรองและแบบทึบแสง 3.8 สามารถปฏิบัติงานด้วยความเรียบร้อยปลอดภัยได้ 4. สาระการเรียนรู้ 4.1 ประเภทและการเกิดมลพิษในไอเสียรถยนต์ 4.2 อันตรายและวิธีกำจัดควันดำในเครื่องยนต์ดีเซล 4.3 มิเตอร์วิเคราะห์ไอเสียเครื่องยนต์เบนซิน 4.4 การตรวจวัดไอเสียรถยนต์เบนซินและดีเซลด้วยเครื่องวัด 4.5 การทำงานและตรวจสภาพตัวฟอกไอเสีย 4.6 การทำงานและตรวจสภาพออกซิเจนเซนเซอร์ 4.7 การทำงานของเครื่องตรวจวัดควันดำแบบกระดาษกรองและแบบทึบแสง 5. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน 88. ครูซักถามนักเรียนเกี่ยวกับประเภทและอันตรายของไอเสีย 89. นักเรียนแสดงความคิดเห็น ขั้นสอน 90. ครูอธิบาย ประเภทและการใช้เครื่องวิเคราะห์ไอเสีย 91. ครูตั้งคำถามเกี่ยวกับการไอเสียเครื่องเบนซินและดีเซล นักเรียนตอบ 92. ให้นักเรียนทำแบบประเมินกิจกรรมการเรียนรู้ที่ 10.1 93. ให้นักเรียนทำแบบประเมินกิจกรรมการเรียนรู้ที่ 10.2 94. ให้นักเรียนทำแบบประเมินกิจกรรมการเรียนรู้ที่ 10.3 ขั้นสรุปและการประยุกต์ 95. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเนื้อหา การวิเคราะห์ไอเสียเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล 96. ให้นักเรียนทำแบบประเมินผลการเรียนรู้ท้ายหน่วยที่ 10 6. สื่อและแหล่งการเรียนรู้ 6.1หนังสือเรียนวิชางานปรับแต่งเครื่องยนต์เบื้องต้น 20101-2109 6.2อุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับใบงานต่างๆ 7. หลักฐานการเรียนรู้ 7.1 แบบฝึกหัดหน่วยที่ 10


8. กิจกรรมเสนอแนะ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 9. เอกสารอ้างอิง งานปรับแต่งเครื่องยนต์เบื้องต้น 20101-2109 รศ.อำพล ซื่อตรง 10. การวัดผลและประเมินผล 10.1 กำหนดการประเมินทักษะพิสัย 10.2 เครื่องมือที่ใช้ประเมินทักษะพิสัย 10.3 เครื่องมือการประเมินจิตพิสัย 11. บันทึกหลังการเรียนรู้


พส.8 แผนการจัดการเรียนรู้ รหัสวิชา 20101 – 2109 วิชา งานปรับแต่งเครื่องยนต์ ชื่อหน่วย หน่วยที่ 11 การบำรุงรักษาเครื่องยนต์ตามระยะ เรื่อง 1.1 จุดมุ่งหมายและการอ่านตารางการบำรุงรักษาตามระยะ 1.2 การบำรุงรักษาน้ำหล่อเย็นและน้ำมันเครื่อง 1.3 การบำรุงรักษากรองอากาศและสายพานปั๊มน้ำ 1.4 การบำรุงรักษาแบตเตอรี่และหัวเทียน 1.5 การบำรุงรักษาลิ้นเครื่องยนต์ 1. สาระสำคัญ เครื่องยนต์ที่ใช้งานไปนาน ๆ ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงของชิ้นส่วนที่อยู่ภายในเกิดขึ้น เนื่องมาจากการสึกหรอ ของชิ้นส่วนที่เป็นไปตามสภาวะการใช้งานที่แตกต่างกัน สภาพการสึกหรอของ ชิ้นส่วนจะไม่สามารถชี้เฉพาะลงไปได้ อย่างชัดเจนว่าชิ้นส่วนใดควรจะได้รับการซ่อมแซม เปลี่ยนออก หรือบำรุงรักษาเท่านั้น ดังนั้น การบำรุงรักษาตามระยะทางหรือช่วงเวลาที่กำหนดตามคู่มือที่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ ได้กำหนดบ่งชัดถึง การที่จะต้องตรวจสอบเครื่องยนต์ให้เป็นไปตามระยะเวลา หรือเป็นการป้องกัน การชำรุดเสียหายของเครื่องยนต์ที่จะ เกิดขึ้นล่วงหน้า อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาค่าใช้จ่ายทีเกิดขึ้นจาก การชำรุดเสียหาย อันเนื่องมาจากสาเหตุของการขาดการ บำรุงรักษาเครื่องยนต์ที่ดี 2. สมรรถนะประจำหน่วย 2.1 บอกจุดมุ่งหมายและการอ่านตารางการบำรุงรักษาตามระยะได้ 2.2 ปฏิบัติการบำรุงรักษาน้ำหล่อเย็นและน้ำมันเครื่องได้ถูกต้อง 2.3 ปฏิบัติการบำรุงรักษากรองอากาศและสายพานปั๊มน้ำได้ 2.4 ปฏิบัติการบำรุงรักษาแบตเตอรี่และหัวเทียนได้ 2.5 ปฏิบัติการบำรุงรักษาลิ้นเครื่องยนต์ได้ 3. จุดประสงค์การเรียนรู้


3.1 เข้าใจจุดมุ่งหมายและการอ่านตารางการบำรุงรักษาตามระยะ 3.2 ทราบการบำรุงรักษาน้ำหล่อเย็นและน้ำมันเครื่อง 3.3 ทราบการบำรุงรักษากรองอากาศและสายพานปั๊มน้ำ 3.4 ทราบการบำรุงรักษาแบตเตอรี่และหัวเทียน 3.5 ทราบการบำรุงรักษาลิ้นเครื่องยนต์ 3.6 สามารถปฏิบัติงานด้วยความเรียบร้อยปลอดภัยได้ 4. สาระการเรียนรู้ 4.1 จุดมุ่งหมายและการอ่านตารางการบำรุงรักษาตามระยะ 4.2 การบำรุงรักษาน้ำหล่อเย็นและน้ำมันเครื่อง 4.3 การบำรุงรักษากรองอากาศและสายพานปั๊มน้ำ 4.4 การบำรุงรักษาแบตเตอรี่และหัวเทียน 4.5 การบำรุงรักษาลิ้นเครื่องยนต์ 5. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน 97. ครูซักถามนักเรียนเกี่ยวกับการบำรุงรักษาตามระยะ 98. นักเรียนแสดงความคิดเห็น ขั้นสอน 99. ครูอธิบาย ประเภทของการบำรุงรักษา 100. ครูตั้งคำถามเกี่ยวกับการบำรุงรักษาเครื่องยนต์ นักเรียนตอบ ขั้นสรุปและการประยุกต์ 101. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเนื้อหา การบำรุงรักษาเครื่องยนต์ 102. ให้นักเรียนทำแบบประเมินผลการเรียนรู้ท้ายหน่วยที่ 11 6. สื่อและแหล่งการเรียนรู้ 6.1หนังสือเรียนวิชางานปรับแต่งเครื่องยนต์เบื้องต้น 20101-2109 6.2อุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับใบงานต่างๆ 7. หลักฐานการเรียนรู้ 7.1 แบบฝึกหัดหน่วยที่ 11 8. กิจกรรมเสนอแนะ …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………


………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 9. เอกสารอ้างอิง งานปรับแต่งเครื่องยนต์เบื้องต้น 20101-2109 รศ.อำพล ซื่อตรง 10. การวัดผลและประเมินผล 10.1 กำหนดการประเมินทักษะพิสัย 10.2 เครื่องมือที่ใช้ประเมินทักษะพิสัย 10.3 เครื่องมือการประเมินจิตพิสัย 11. บันทึกหลังการเรียนรู้


พส.9 เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน รหัสวิชา 20101 – 2109 วิชา งานปรับแต่งเครื่องยนต์ ท-ป-น 1-6-3 แบบประเมินแบบประมาณค่า (Ratting scale) ประเด็นการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน 5 4 3 2 1 มัลติมิเตอร์ปรับแต่งเครื่องยนต์ 1.การทำงานและการใช้มัลติมิเตอร์แบบอนาล็อกและแบบดิจิตอล 2.การบำรุงรักษามัลติมิเตอร์ 3.การตรวจไดโอด คอนเดนเซอร์และคอยล์จุดระเบิด 4.การตรวจแรงดันไฟรั่วและแรงดันไฟตก 5.การทำงานอย่างปลอดภัยและเป็นระเบียบ รวม รวมทั้งหมด (5 คะแนน+4 คะแนน+3 คะแนน+2 คะแนน+1 คะแนน) คะแนนรวม (60%)


พส.9 เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน รหัสวิชา 20101 – 2109 วิชา งานปรับแต่งเครื่องยนต์ ท-ป-น 1-6-3 แบบประเมินแบบประมาณค่า (Ratting scale) ประเด็นการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน 5 4 3 2 1 การใช้คู่มือซ่อมรถยนต์และเครื่องมือพิเศษ 1.ผลดี/ผลเสียและผลกระทบจากการปรับแต่งเครื่องยนต์ 2.การถอดและติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 3.การจำลองสภาพปัญหาเครื่องยนต์ 4.การตรวจสอบวงจรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 5.การตรวจการขาดและลัดวงจรไฟฟ้า 6.การทำงานอย่างปลอดภัยและเป็นระเบียบ รวม รวมทั้งหมด (5 คะแนน+4 คะแนน+3 คะแนน+2 คะแนน+1 คะแนน) คะแนนรวม (60%)


พส.9 เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน รหัสวิชา 20101 – 2109 วิชา งานปรับแต่งเครื่องยนต์ ท-ป-น 1-6-3 แบบประเมินแบบประมาณค่า (Ratting scale) ประเด็นการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน 5 4 3 2 1 การตรวจระบบระบายความร้อนและหล่อลื่นเครื่องยนต์ 1.การวิเคราะห์ข้อขัดข้องระบบระบายความร้อน 2.การทำงานและการตรวจความดันระบบน้ำหล่อเย็น 3.การทำงานและการตรวจเทอร์โมสตัต 4.การทำงานและตรวจสภาพพัดลมไฟฟ้า 5.การทำงานและตรวจความดันได้น้ำมันเครื่อง 6.การทำงานอย่างปลอดภัยและเป็นระเบียบ รวม รวมทั้งหมด (5 คะแนน+4 คะแนน+3 คะแนน+2 คะแนน+1 คะแนน) คะแนนรวม (60%)


พส.9 เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน รหัสวิชา 20101 – 2109 วิชา งานปรับแต่งเครื่องยนต์ ท-ป-น 1-6-3 แบบประเมินแบบประมาณค่า (Ratting scale) ประเด็นการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน 5 4 3 2 1 การตรวจแบตเตอรี่รถยนต์ 1.แบตเตอรี่แบบต้องบริการและไม่ต้องบริการ 2.การตรวจสภาพแบตเตอรี่เบื้องต้น 3.ปัญหาการประจุไฟมากและน้อยเกินไป 4.ความสามารถในการจ่ายไฟของแบตเตอรี่ 5.การทำงานอย่างปลอดภัยและเป็นระเบียบ รวม รวมทั้งหมด (5 คะแนน+4 คะแนน+3 คะแนน+2 คะแนน+1 คะแนน) คะแนนรวม (60%)


พส.9 เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน รหัสวิชา 20101 – 2109 วิชา งานปรับแต่งเครื่องยนต์ ท-ป-น 1-6-3 แบบประเมินแบบประมาณค่า (Ratting scale) ประเด็นการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน 5 4 3 2 1 การวัดกำลังอัดเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล 1.วัตถุประสงค์และอธิบายสาเหตุการวัดกำลังอัด 2.การตรวจวัดกำลังอัดเครื่องยนต์เบนซิน 3.การตรวจวัดกำลังอัดเครื่องยนต์ดีเซล 4.การทำงานอย่างปลอดภัยและเป็นระเบียบ รวม รวมทั้งหมด (5 คะแนน+4 คะแนน+3 คะแนน+2 คะแนน+1 คะแนน) คะแนนรวม (60%)


พส.9 เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน รหัสวิชา 20101 – 2109 วิชา งานปรับแต่งเครื่องยนต์ ท-ป-น 1-6-3 แบบประเมินแบบประมาณค่า (Ratting scale) ประเด็นการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน 5 4 3 2 1 การปรับแต่งระบบน้ำมันดีเซล 1.การวิเคราะห์สาเหตุข้อขัดข้องระบบน้ำมันดีเซล 2.การตรวจสภาพปั๊มป้อนน้ำมันดีเซลแบบแถวเรียง 3.การใช้เกจตรวจวัดความดันน้ำมันดีเซลที่เครื่องยนต์ได้ 4.การตรวจระบบปั๊มดีเซลแบบจานจ่าย 5.การตรวจระบบปั๊มดีเซลแบบคอมมอนเรล 6.การทำงานอย่างปลอดภัยและเป็นระเบียบ รวม รวมทั้งหมด (5 คะแนน+4 คะแนน+3 คะแนน+2 คะแนน+1 คะแนน) คะแนนรวม (60%)


พส.9 เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน รหัสวิชา 20101 – 2109 วิชา งานปรับแต่งเครื่องยนต์ ท-ป-น 1-6-3 แบบประเมินแบบประมาณค่า (Ratting scale) ประเด็นการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน 5 4 3 2 1 การปรับแต่งระบบไฟประจุแบตเตอรี่ 1.การแปลงกระแสไฟฟ้าและตรวจการควบคุมการจ่ายไฟ 2.การตรวจแรงดันไฟตกในวงจรไฟอัลเตอร์เนเตอร์ 3.การตรวจการจ่ายไฟของอัลเตอร์เนเตอร์ 4.การทำงานอย่างปลอดภัยและเป็นระเบียบ รวม รวมทั้งหมด (5 คะแนน+4 คะแนน+3 คะแนน+2 คะแนน+1 คะแนน) คะแนนรวม (60%)


พส.9 เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน รหัสวิชา 20101 – 2109 วิชา งานปรับแต่งเครื่องยนต์ ท-ป-น 1-6-3 แบบประเมินแบบประมาณค่า (Ratting scale) ประเด็นการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน 5 4 3 2 1 การปรับแต่งระบบไฟสตาร์ตเครื่องยนต์ 1.การแก้ปัญหาข้อขัดข้องของระบบสตาร์ต 2.การใช้แคลมป์มิเตอร์ตรวจกระแสไฟสตาร์ต 3.การตรวจสภาพมอเตอร์สตาร์ตบนรถยนต์ 4.การตรวจแรงดันไฟตกในระบบสตาร์ต 5.การทำงานอย่างปลอดภัยและเป็นระเบียบ รวม รวมทั้งหมด (5 คะแนน+4 คะแนน+3 คะแนน+2 คะแนน+1 คะแนน) คะแนนรวม (60%)


พส.9 เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน รหัสวิชา 20101 – 2109 วิชา งานปรับแต่งเครื่องยนต์ ท-ป-น 1-6-3 แบบประเมินแบบประมาณค่า (Ratting scale) ประเด็นการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน 5 4 3 2 1 การปรับแต่งระบบไฟจุดระเบิด 1.การใช้มิเตอร์วัดความเร็วรอบเครื่องยนต์ 2.การตรวจคอยล์จุดระเบิดได้ 3.การปรับแต่งไฟจุดระเบิดด้วยไทมิ่งไลต์ 4.การปรับแต่งระบบไฟจุดระเบิดแบบจานจ่ายรวมอุปกรณ์จุดระเบิด 5.การปรับแต่งเครื่องยนต์ตามสภาพหน้าหัวเทียน 6.การทำงานอย่างปลอดภัยและเป็นระเบียบ รวม รวมทั้งหมด (5 คะแนน+4 คะแนน+3 คะแนน+2 คะแนน+1 คะแนน) คะแนนรวม (60%)


พส.9 เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน รหัสวิชา 20101 – 2109 วิชา งานปรับแต่งเครื่องยนต์ ท-ป-น 1-6-3 แบบประเมินแบบประมาณค่า (Ratting scale) ประเด็นการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน 5 4 3 2 1 การวิเคราะห์ไอเสียเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล 1.ประเภทและมลพิษในไอเสียรถยนต์ 2.อันตรายและควันดำในเครื่องยนต์ดีเซล 3.มิเตอร์วิเคราะห์ไอเสียเครื่องยนต์เบนซิน 4.การตรวจวัดไอเสียรถยนต์เบนซินและดีเซลด้วยเครื่องวัด 5.การทำงานและตรวจสภาพตัวฟอกไอเสีย 6.การทำงานและตรวจสภาพออกซิเจนเซนเซอร์ 7.การทำงานของเครื่องตรวจวัดควันดำแบบกระดาษกรองและแบบทึบแสง 8.การทำงานอย่างปลอดภัยและเป็นระเบียบ รวม รวมทั้งหมด (5 คะแนน+4 คะแนน+3 คะแนน+2 คะแนน+1 คะแนน) คะแนนรวม (60%)


พส.9 เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน รหัสวิชา 20101 – 2109 วิชา งานปรับแต่งเครื่องยนต์ ท-ป-น 1-6-3 แบบประเมินแบบประมาณค่า (Ratting scale) ประเด็นการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน 5 4 3 2 1 การบำรุงรักษาเครื่องยนต์ตามระยะ 1.จุดมุ่งหมายและการอ่านตารางการบำรุงรักษาตามระยะ 2.การบำรุงรักษาน้ำหล่อเย็นและน้ำมันเครื่อง 3.การบำรุงรักษากรองอากาศและสายพานปั๊มน้ำ 4.การบำรุงรักษาแบตเตอรี่และหัวเทียน 5.การบำรุงรักษาลิ้นเครื่องยนต์ 6.การทำงานอย่างปลอดภัยและเป็นระเบียบ รวม รวมทั้งหมด (5 คะแนน+4 คะแนน+3 คะแนน+2 คะแนน+1 คะแนน) คะแนนรวม (60%)


พส.10 แบบประเมินจิตพิสัย แบบประเมินแบบตรวจสอบรายการ (checklist) พฤติกรรมที่สังเกต มี (1) ไม่มี (0) หมายเหตุ 1.การมาเรียนและการทำกิจกรรมหน้าเสาธง 1,5,6 2.การแต่งกายถูกต้องตามระเบียบแบบพอเพียง 2,10 3.กิริยาสุภาพ,เรียบร้อย,ปฏิบัติตามพระราชดำรัส 3,8,9,11 4.ความตั้งใจและสนใจเรียน 4 5.ความรับผิดชอบต่องานและส่วนรวม 7,12 รวมคะแนน (5 คะแนน/สัปดาห์) หมายเหตุ บูรณาการตามค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ


พส.11 บันทึกหลังการเรียนรู้ รหัสวิชา ........................ ชื่อวิชา ................................................................... ระดับชั้น ............... กลุ่ม ........ แผนกวิชา .................................................. วันที่สอน .................เดือน ................................พ.ศ. .................. หน่วยที่ .......... ชื่อหน่วย .............................. .. .. ......................................................... จำนวน ............ คาบ 1. ผลการประเมินการจัดการเรียนรู้ การใช้แผนการสอน ระดับความเหมาะสม มากที่สุด 5 มาก 4 ปานกลาง 3 น้อย 2 น้อยที่สุด 1 การบรรลุจุดประสงค์ เนื้อหาที่สอน ห้องเรียน/โรงฝึกงาน กิจกรรมการเรียนการสอนของครูและผู้เรียนมีส่วนร่วม สื่อการสอนที่ตรงกับเนื้อหาและสามารถสื่อสารได้เข้าใจ เครื่องมือ/อุปกรณ์ และความเพียงพอต่อผู้เรียน เวลาที่ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล รวม 2. ข้อสรุปหลังการจัดการเรียนรู้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………… 3. ปัญหาอุปสรรคที่พบ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………… 4. แนวทางแก้ปัญหาหรือการพัฒนา ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………… 5. บันทึกอื่นๆ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………… ลงชื่อ...........................................ครูผู้สอน (...........................................) .........../................/............ ลงชื่อ...........................................หัวหน้าแผนกวิชา (...........................................) .........../................/............


พส.12 ใบความรู้ (Information Sheets) รหัสวิชา 20101 - 2109 วิชา งานปรับแต่งเครื่องยนต์ ชื่อหน่วย มัลติมิเตอร์ปรับแต่งเครื่องยนต์ เรื่อง มัลติมิเตอร์ปรับแต่งเครื่องยนต์ จำนวนชั่วโมงสอน 14 ชั่วโมง จุดประสงค์การเรียนรู้ รายการเรียนรู้ - จุดประสงค์ทั่วไป 1.เข้าใจการทำงานและการใช้มัลติมิเตอร์แบบอนาล็อก และแบบดิจิตอล 2.ทราบวิธีการบำรุงรักษามัลติมิเตอร์ 3.เข้าใจวิธีการตรวจไดโอด คอนเดนเซอร์ และคอยล์จุด ระเบิด 4.เข้าใจการตรวจแรงดันไฟรั่วและแรงดันไฟตก 5.ทราบวิธีการตรวจไฟสตาร์ตและไฟประจุแบตเตอรี่ - จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม 1.อธิบายการทำงานและการใช้มัลติมิเตอร์แบบ อนาล็อกและแบบดิจิตอล 2.แนะนำการบำรุงรักษามัลติมิเตอร์ 3.อธิบายการตรวจไดโอด คอนเดนเซอร์ และคอยล์จุด ระเบิด 1.การทำงานและการใช้มัลติมิเตอร์แบบอนาล็อกและ แบบดิจิตอล 2.การบำรุงรักษามัลติมิเตอร์ 3.การตรวจไดโอด คอนเดนเซอร์ และคอยล์จุดระเบิด 4.การตรวจแรงดันไฟรั่วและแรงดันไฟตก 5.การตรวจไฟสตาร์ตและไฟประจุแบตเตอรี่ แบบประเมินผลการเรียนรู้ท้ายหน่วยที่ 1 ลงชื่อ...........................................รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ (นางสาวสุจีรา วิชาชาติ) ............/................../............


4.อธิบายการตรวจแรงดันไฟรั่วและแรงดันไฟตก 5.อธิบายการตรวจไฟสตาร์ตและไฟประจุแบตเตอรี่ เนื้อหาสาระ 1.การทำงานและการใช้มัลติมิเตอร์แบบอนาล็อกและแบบดิจิตอล มิเตอร์แบ่งตามการแสดงผลได้เป็น 2 แบบ คือ แบบเข็มชี้หรือเรียกว่า แบบอนาล็อก (Analog Meter) และแบบตัวเลขหรือเรียกว่า แบบดิจิตอล (Digital Meter) ทั้ง 2 แบบเรียกว่า Circuit Tester มิเตอร์แบบอนาล็อกเป็นมิเตอร์แบบทั้งเดิมที่แสดงผลการวัดด้วยเข็มชี้ เข็มชี้เคลื่อนที่เป็นมุม หรือเคลื่อนที่ เป็นทางตรง มีข้อจำกัดคือ ค่าที่อ่านได้มีค่าความลูกต้องสูงเฉพาะขณะแสดงค่าตัวเลข หลักหน่วยถึงหลักสิบเท่านั้น สำหรับค่าตัวเลขหลักร้อยขึ้นไปจะเป็นค่าประมาณ คือ อ่านละเอียดยาก รูปที่ 1.1 ส่วนประกอบของมัลติมิเตอร์ปรับแต่งเครื่องยนต์แบบอนาล็อก มิเตอร์แบบดิจิตอล เป็นมิเตอร์ที่แสดงผลเป็นตัวเลขโดยตรง แม้ว่าจะมีช่วงแสดงค่าความ ถูกต้องสูงกว่า มิเตอร์แบบอนาล็อก แต่ไม่อาจชดเชยความสามารถของมิเตอร์แบบอนาล็อกได้หมด มิเตอร์แบบอนาล็อกจึงยังคง เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย ในกรณีที่วัดค่าที่มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เช่น ความเร็วรอบเครื่องยนต์จะอ่านแบบ อนาล็อกง่ายกว่าแบบดิจิตอล มิเตอร์แบบดิจิตอลสามารถปรับย่านการวัดค่าให้เหมาะสมกับค่าที่ต้องการวัดได้โดยอัตโนมัติ สำหรับวัด ความกว้างของคลื่นการฉีดเบนซิน วัดความเร็วรอบเครื่องยนต์ และอื่นๆ จอแสดงผลเป็นตัวเลขขนาดใหญ่ พร้อม ส่วนแสดผลเป็นบาร์กราฟ(บางรุ่น) ข้อดีของมัลติมิเตอร์แบบดิจิตอลมีดังนี้ 1. แสดงผลการวัดแม่นยำและละเอียด 2. มองจากทิศทางใดของมิเตอร์ก็ได้ผลตรงกัน 3. แสดงขั้วบวกและขั้วลบ (Indecater Polarity) 4. ไม่ต้องปรับตั้งก่อนการใช้งานมาเป็นตัวเลขโดยตรง


รูปที่ 1.2 มัลติมิเตอร์ปรับแต่งเครื่องยนต์แบบดิจิตอล 1.1การทำงานและการใช้โวลต์มิเตอร์แบบอนาล็อก 1.1.1 ส่วนประกอบของโวลต์มิเตอร์แบบอนาล็อก (Analog Volmeter) และแบบดิจิตอล 1. พื้นฐานโวลต์มิเตอร์แบบอนาล็อก โวลต์มิเตอร์แบบอนาล็อกเป็นมิเตอร์แบบขดลวดเคลื่อนที่ (Moving Coil Instrument) คือ มิเตอร์วัดไฟฟ้าแบบใช้แม่เหล็กถาวร (Permanent Magnet) แบบเกือกม้าครอบขดลวดมิเตอร์ หน้าที่แม่เหล็กถาวร คือ 1) กระจายเส้นแรงแม่เหล็กออกไปโดยรอบด้วยจำนวนที่สมํ่าเสมอ 2) เพื่อลดความด้านทานแม่เหล็กระหว่างขั้วแม่เหล็กทั้งสอง เป็นการเพิ่มจำนวนเส้นแรง แม่เหล็ก รูปที่ 1.3 ส่วนประกอบหลักของมัลติมิเตอร์แบบอนาล็อก 2. ส่วนประกอบโวลต์มิเตอร์แบบอนาล็อก ส่วนประกอบของส่วนที่หมุน เป็นทุ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทำด้วยอะลูมิเนียม มีขดลวด มิเตอร์(Meter Winding) พันอยู่โดยรอบ แกนหมุนเป็นเพลายาว รองรับด้วยแบริ่งขนาดเล็ก ทุ่นมีหน้าที่ยึดขดลวด และช่วยถ่วงเข็มมิเตอร์ด้วยกระแสไหลวนอีกด้วย การหมุนของทุ่นควบคุมด้วยสปริงใย 2 ตัว โดยอยู่คนละข้างของ


ทุ่น และสปริงใยยังเป็นตัวนำกระแสไฟฟ้าเข้าไปให้ขดลวดมิเตอร์อีกด้วย เมื่อมีไฟฟ้ากระแสตรงไหลผ่านขดลวด (รูปที่ 1.3 ) ขดลวดจะหมุนอยู่ในศูนย์ของ ขั้วแม่เหล็ก ถาวร ด้วยเส้นแรงแม่เหล็กที่เกิดขึ้น ความเข้มของสนามแม่เหล็กขึ้นอยู่กับจำนวนกระแสไฟฟ้าที่ไหล ผ่านขดลวด ดังนั้น อำนาจแม่เหล็กที่ทำให้ขดลวดหมุนย่อมเป็นอัตราส่วนโดยตรงกับกระแสไฟฟ้า เมื่อเพิ่ม กระแสไฟฟ้าให้ผ่านมาก เข็มจะเคลื่อนที่ไปมาก สเกลจึงแบ่งระยะเท่ากันตลอดได้ และระบบ แบบนี้ใช้วัดละเอียด ได้ดีมาก มิเตอร์แบบขดลวดเคลื่อนที่สามารถนำมาวัดได้ทั้งไฟฟ้ากระแสตรงและไฟฟ้า กระแสสลับโดย ที่ตัวมิเตอร์มีสวิตช์เลือกรายการ (Selecter Switch) โดยบิดสวิตช์เลือกรายการไปอยู่ที่ตำแหน่ง DC (-) เมื่อต้องการวัดไฟฟ้ากระแสตรง หรือหมุนไปอยู่ที่ตำแหน่ง AC (~) เมื่อต้องการวัดไฟฟ้ากระแสสลับ 3. คุณลักษณะมัลติมิเตอร์ปรับแต่งเครื่องยนต์แบบดิจิตอล มัลติมิเตอร์ปรับแต่งเครื่องยนต์แบบดิจิตอล เป็นมัลติมิเตอร์ที่พัฒนาขึ้นจากเทคโนโลยี ทางด้านอิเล็กทรอนิกส์และดิจิตอล โดยการรวมเอาดิจิตอลโวลต์มิเตอร์ ดิจิตอลแอมมิเตอร์ และดิจิตอล โอห์ม มิเตอร์เข้าด้วยกันเป็นพื้นฐาน ใช้การแสดงผลการวัดค่าด้วยตัวเลข ช่วยให้การวัดค่าการอ่านค่า มีความถูกต้อง แม่นยำมากขึ้น แก้ความผิดพลาดที่เกิดจากการอ่านค่าผิดได้ มีความสะดวกในการ ใช้งานมากขึ้น 4. หน้าจอและการแสดงผลดิจิตอลมัลติมิเตอร์ หน้าจอของมัลติมิเตอร์แบบดิจิตอลผลิตขึ้นจากคริสตอลเหลว (LCD) แสดงผลด้วย ตัวเลข และอักษรสีดำ พื้นสีเทาอ่อน มัลติมิเตอร์แต่ละรุ่นแต่ละแบบ และแต่ละบริษัทมีความแตกต่างกัน ในส่วน หน้าจอแสดงผล ค่าตัวเลขและตัวอักษรที่แสดงไว้มีรายละเอียดแตกต่างกัน แต่การใช้งาน การอ่านค่ามีหลักการ คล้ายกัน 5. ส่วนประกอบด้านหน้ามัลติมิเตอร์


รูปที่ 1.4 แสดงส่วนประกอบของมัลติมิเตอร์ด้านหน้า 1. จอแสดงผลเป็นดิจิตอลและอนาล็อก(Digital and Analog Display) La ไฟแสดงตัวเลข 4 หลัก Lb สัญลักษณ์แสดงการใช้งาน Lc ส่วนการแสดงผลแบบกราฟแท่ง 2. ปุ่มการใช้งาน (Function Buttons) ใช้กดเลือกการตรวจวัด จะปรากฏสัญลักษณ์ที่ ตรงกับงานที่ต้องการบนจอเพื่อยืนยันการเลือก 3. สวิตช์เลือกรายการแบบหมุน (Rotary Selector Switch) ใช้หมุนไปยังตำแหน่งที่ ต้องการใช้หรือปิดมิเตอร์ 4. ขั้ววัดอุณหภูมิ (Temperature Terminal) ใช้สำหรับเสียบสายวัดอุณหภูมิ 5. ขั้วสายตรวจสอบ (Test Lead Terminals) สายสีดำใช้กับขั้ว COM สายสีแดงใช้วัด กระแสไฟฟ้า (A) หรือแรงดันไฟฟ้า (V) 6. หน้าจอมัลติมิเตอร์แบบดิจิตอล (Digital Display)


รูปที่ 1.5 แสดงหน้าจอมัลติมิเตอร์แบบดิจิตอล 7. การเลือกรายการและย่านวัด (Function and Range Select) รูปที่ 1.6 แสดงสวิตช์เลือกรายการของมัลติมิเตอร์แบบดิจิตอล สวิตช์เลือกรายการสามารถหมุนได้ทั้งซ้าย และขวา ย่านที่จะวัดมิเตอร์จะเลือกให้เองโดย อัตโนมัติ แต่ถ้าต้องการเลือกย่านที่จะวัดก็สามารถเลือกได้เอง ด้วย โดยการกดปุ่ม RANGE ถ้าเลือกย่านที่จะวัด ต่ำ กว่าค่าที่จะวัดมากเกินไป มิเตอร์แสดงรหัส OL (Over Limit) บนจอ 1.1.2 วงจรไฟและการใช้โวลต์มิเตอร์แบบอนาล็อก 1. วงจรโวลต์มิเตอร์เบื้องต้น


ตัวต้านทานอันดับ (Series Resistor) เป็น ตัวต้านทานที่ต่ออันดับกับ ขดลวดมิเตอร์หรือโวลต์มิเตอร์เพื่อลดปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่าน ขดลวดมิเตอร์ไม่ให้เกินกว่าค่ากระแสไฟฟ้าที่ ขดลวด มิเตอร์หรือโวลต์มิเตอร์ทนได้ ค่าความต้านทาน มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับแรงดันไฟฟ้าที่ป้อนเข้าในวงจร 2. โวลต์มิเตอร์แบบหลายย่านการวัด โวลต์มิเตอร์ที่วัดค่าแรงดันไฟฟ้าเพียงย่านเดียวไม่เพียงพอกับความต้องการจึงมีการ เพิ่มย่านการวัดแรงดันไฟฟ้าได้มากขึ้น โดยหาตัวต้านทานค่าต่าง ๆ ที่เหมาะสมต่ออันดับกับขดลวดมิเตอร์ ใช้สวิตช์ เลือกย่านการวัด (Range Switch) ตามความต้องการ 3. หลักการใช้โวลต์มิเตอร์ 3.1 โวลต์มิเตอร์มีความต้านทานภายในสูงมากใช้ต่อขนานกับวงจรหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่ ต้องการวัด ต่ออนุกรมกับวงจรไม่ได้ 3.2 เพื่อความปลอดภัยให้เลือกย่านการวัดสูงสุดไว้ก่อน แล้วจึงลดย่านการวัดตามความ เหมาะสม ให้อ่านได้ที่บริเวณกึ่งกลางย่านการวัด 3.3 การวัดไฟฟ้าในรถยนต์ ต้องเลือกขั้วสายมิเตอร์ไฟฟ้าให้ตรงกับขั้วบวกหรือลบ และต่อปากคีบ (Test Leads) ส่วนที่ไม่มีความต้านทานหรือส่วนที่ร้อนจัด รูปที่ 1.7 แสดงการวัดแรงดันไฟแบตเตอรี่โดยการต่อขนาน 1.1.3 การวัดแรงดันไฟกระแสตรงด้วยโวลต์มิเตอร์แบบอนาล็อก


รูปที่ 1.8 แสดงการวัดแรงดันไฟกระแสตรงด้วยโวลต์มิเตอร์แบบอนาล็อก การวัดแรงดันไฟกระแสตรง 1) สามารถวัดแรงดันไฟฟ้าไดไม่เกิน 1,000โวลต์ 2) ถ้าไม่แน่ใจว่าแรงดันไฟฟ้าที่จะวัดมีค่ามากน้อยเพียงใด ให้ปรับย่านการวัดไปที่ 1,000 โวลต์ ก่อนจึงจะปลอดภัย 3) เสียบสายวัดสีดำเข้าที่รูเสียบสาย Com (-) และเสียบสายวัดสีแดงเข้าที่รูเสียบสายบวก (+) 4) ต่อด้ามสายวัดสีดำเข้าที่ขั้วลบของวงจรและด้ามสายวัดสีแดงเข้าที่ขั้วบวกของวงจร ถ้าต่อสาย วัดผิดเข็มชี้จะตีกลับทำให้มัลติมิเตอร์เสียหายได้ 5) ถ้าใช้ย่านการวัด 10, 50, 250 โวลต์ สามารถอ่านค่าได้โดยตรงจากสเกลได้เลย คือ 0-10, 0- 50 และ 0-250 ตามสเกลหน้าปัดที่แสดงไว้ 6) ถ้าใช้ย่านการวัด 0.1 โวลต์ อ่านค่าได้จากสเกล 0-10 เมื่ออ่านค่าได้เท่าใด ให้นำค่าที่อ่านได้ หารด้วย 100 7) ถ้าใช้ย่านการวัด 0.5 โวลต์ อ่านค่าได้จากสเกล 0-50 เมื่ออ่านค่าได้เท่าใด นำค่าที่อ่านได้หาร ด้วย 100 8) ถ้าใช้ย่านการวัด 2.5 โวลต์ อ่านค่าได้จากสเกล 0-250 เมื่ออ่านค่าได้เท่าใด นำค่าที่อ่านได้ หารด้วย 100 9) ถ้าใช้ย่านการวัด 1,000 โวลต์ อ่านค่าได้จากสเกล 0-10 เมื่ออ่านค่าได้เท่าใด นำค่าที่อ่านได้ คูณด้วย 100 1.1.4 การวัดแรงดันไฟกระแสสลับด้วยโวลต์มิเตอร์แบบอนาล็อก


รูปที่ 1.9 แสดงวิธีการวัดแรงดันไฟกระแสสลับด้วยโวลต์มิเตอร์แบบอนาล็อก การวัดแรงดันไฟกระแสสลับ โวลต์มิเตอร์ทั่วไปสามารถวัดแรงดันไฟกระแสสลับมีย่านการวัดตั้งแต่ 2.5โวลต์ ถึง 1,000 โวลต์ ขั้นตอนการวัด 1) สามารถวัดแรงดันไฟฟ้าไม่เกิน 1,000โวลต์แด1 ถ้าวัดแรงดันไฟฟ้าที่มากกว่า 1,000โวลต์ จะทำ ให้มัลติมิเตอร์เสียหายได้ 2) ถ้าไม่แน่ใจว่าแรงดันไฟฟ้าที่จะวัดมีค่ามากน้อยเพียงใดให้ปรับย่านการวัดไปที่ 1,000 โวลต์ ก่อน 3) การนำไปใช้วัดแรงดันไฟกระแสสลับไม่ต้องคำนึงถึงขั้วบวกและขั้วลบของมัลติมิเตอร์ 4) การอ่านสเกลจะใช้สเกลเขียนว่า ACV ให้ดูเข็มที่ตรงขีดเห็นสีแดง แต่นำเอาตัวเลข 0-10, 0-50 และ 0-250 ตามลำดับ การอ่านค่าและการใช้สเกลย่านวัดแรงดันไฟกระแสสลับ ย่านตั้งวัด (V) สเกลใช้อ่าน (V) การอ่านค่า ค่าที่วัดได้ (V) 2.5 0-2.5 อ่านโดยตรง 0-2.5 10 0-10 อ่านโดยตรง 0-10 50 0-50 อ่านโดยตรง 0-50 250 0-250 อ่านโดยตรง 0-250 1,000 0-10 เอา 100 คูณค่าที่อ่านได้ 0-1,000 1.2การทำงานและการใช้แอมมิเตอร์แบบอนาล็อก 1.2.1 พื้นฐานและการใช้งานแอมมิเตอร์แบบอนาล็อก


รูปที่ 1.10 แสดงส่วนประกอบ และสเกลของแอมมิเตอร์ แอมมิเตอร์ (Ammeter) เป็นมิเตอร์มีความต้านทานภายในน้อย เพราะใช้สะพานไฟ (Low Resistance Shunt) เป็นสะพานไฟที่ทำหน้าที่เป็นตัวต้านทาน ภายในต่ออนุกรมกับวงจรที่ต้องการวัด แต่ จะนำไปวัดกระแสไฟแบตเตอรี่โดยตรงที่ขั้วบวกกับขั้วลบ โดยไม่ผ่านสะพานไฟไม่ได้โดยเด็ดขาด สะพานไฟที่มี ความต้านทานเพียงเล็กน้อยนี้ จะเป็นตัวกำหนดให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านขดลวดหมุนของแอมมิเตอร์ และยอมให้ กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้โดยสะดวก ไม่เป็นอันตรายต่อแอมมิเตอร์ ถ้านำแอมมิเตอร์ไปต่อวัดกระแสไฟฟ้าโดยตรง จากอัลเตอร์เนเตอร์หรือแบตเตอรี่ โดยไม่ผ่านสะพานไฟ จะมีผลเท่ากับเป็นการต่อลัดวงจรของแอมมิเตอร์ จึงเป็น อันตรายโดยตรงกับ แอมมิเตอร์ หลักการใช้แอมมิเตอร์ รูปที่ 1.11 แสดงการต่อแอมมิเตอร์อนุกรมกับวงจรไฟฟ้า 1) แอมมิเตอร์มีความต้านทานภายในตํ่ามาก จึงต่อแอมมิเตอร์อนุกรมกับวงจรได้ แต่อย่าต่อ ขนานกับวงจร เป็นการต่อลัดวงจร อันตรายมาก เช่น แบตเตอรี่ หรืออัลเตอร์เนเตอร์


โดยตรง 2) เลือกขั้วต่อสายไฟแอมมิเตอร์ให้ตรงขั้วบวก และขั้วลบ 3) เลือกย่านสูงสุดไว้ก่อน แล้วจึงเลือกย่านการ วัดตามความเหมาะสม 4) แอมมิเตอร์ในมัลติมิเตอร์ใช้วัดกระแสไฟชาร์จ แบตเตอรี่และสตาร์ตเครื่องยนต์โดยตรงไม่ได้ เพราะใช้กระแสไฟฟ้ามาก 1.2.2 การวัดกระแสไฟตรงด้วยแอมมิเตอร์แบบอนาล็อก รูปที่ 1.12 แสดงวิธีการวัดกระแสไฟตรงด้วยแอมมิเตอร์แบบอนาล็อก 1) วัดกระแสไฟตรงได้ไม่เกิน 0.25 A 2) ถ้าไม่แน่ใจว่ากระแสไฟตรงที่จะวัดมีค่ามากน้อยเพียงใด ให้ปรับย่านการวัดไปที่ย่านการวัด 0.25 A ก่อน ถึงจะปลอดภัย 3) เสียบสายวัดสีดำเข้าที่รูเสียบสาย Com (-) และเสียบสายวัดสีแดงเข้าที่รูเสียบสายบวก (+) 4) ตัดวงจรที่ต้องการวัดกระแสไฟฟ้าแล้วต่อมิเตอร์อนุกรมกับวงจร โดยต่อด้ามสายวัดสีแดงเข้า กับขั้วบวกและต่อด้ามสายวัดสีดำเข้ากับวงจร 5) ถ้าใช้ย่านการวัด 50 ไมโครแอมป์สามารถอ่านค่าจากสเกลได้ถึง 0-50 โดยไม่ต้องนำเอาค่า อะไรไป คูณหรือหาร มีหน่วยเป็นไมโครแอมป์ (µA) 6) ถ้าใช้ย่านการวัด 2.5 มิลลิแอมป์ 25 มิลลิแอมป์ และ 0.25 แอมป์ สามารถอ่านได้จาก สเกล เดียวกัน คือ 0-250


7) ถ้าใช้ย่านการวัด 2.5 มิลลิแอมป์ ให้นำเอา 100 ไปหารค่าที่ได้จากการอ่านสเกล 0-250 8) ถ้าใช้ย่านการวัด 25 มิลลิแอมป์ ให้นำเอา 10 ไปหารค่าที่ได้จากการอ่านสเกล 0-250 9) ถ้าใช้ย่านการวัด 0.25 แอมป์ ให้นำเอา 1,000 ไปหารค่าที่ได้จากการอ่านสเกล 0-250 1.3 การทำงานและการใช้โอห์มมิเตอร์แบบอนาล็อก 1.3.1 พื้นฐานและการใช้งานโอห์มมิเตอร์แบบอนาล็อก โอห์มมิเตอร์ (Ohmmeter) เป็นมิเตอร์วัดความต้านทานในระบบไฟฟ้ามีสวิตช์ให้ เลือกตามสเกลความต้านทานสูงหรือต่ำ โอห์มมิเตอร์ ประกอบด้วย ถ่านไฟฉาย (Power Supply) ตัวต้านทานและกัลป์วา นอมิเตอร์ (Galvanometer) ถ้ามีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านมาก เข็มชี้ไปทางขวามากแต่แทนที่เข็มจะชี้แสดงค่าของ กระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านไมโครแอมมิเตอร์ กลับเป็นค่าของความต้านทาน(โอห์ม) เพราะสเกลของโอห์มมิเตอร์ สลับกับสเกลของแอมมิเตอร์หรือโวลต์มิเตอร์ รูปที่ 1.13 แสดงส่วนประกอบของโอห์มมิเตอร์ สเกลของโอห์มมิเตอร์มักมีย่านวัดหลายขนาดแต่ละย่านใช้กระแสไฟฟ้าจาก ถ่านไฟฉาย ถ้ายังไม่ต่อปากคีบสายโอห์มมิเตอร์ความต้านทานภายนอกจะสูงมาก จนเข็มตีไปทางซ้ายสุด เพราะ โอห์มมิเตอร์ไม่ครบวงจร หากเอาปากคีบสายโอห์มมิเตอร์ต่อกัน ความต้านทานภายนอกไม่มี เข็มจะตีไปทางขวา สุด ถ้าความต้านทานภายนอกเท่ากับความต้านทานภายในเข็มของโอห์มมิเตอร์จะชี้ตรงกลางสเกล หลักการใช้โอห์มมิเตอร์


1) อย่าวัดความต้านทานของวงจรขณะที่มีกระแสไฟฟ้าอยู่ในวงจร 2) ต่อปากคีบสายมิเตอร์ขนานกับวงจรที่ต้องการวัด โดยไม่ต้องคำนึงถึงขั้วบวกหรือขั้วลบ 3) ปรับเข็มโอห์มมิเตอร์ (Coil Calibrator) จนกระทั่งเข็มโอห์มมิเตอร์ชี้บนสเกล 0 Ω 4) ถ้าปรับเข็มโอห์มมิเตอร์แล้วขึ้นไม่ถึง 0 Ω ให้เปลี่ยนถ่านไฟฉายภายในโอห์มมิเตอร์ 1.3.2 การใช้โอห์มมิเตอร์ โอห์มมิเตอร์ใช้วัดความต้านทาน หาข้อบกพร่องของวงจรไฟฟ้า เพื่อวิเคราะห์ปัญหา เช่น สาย หัวเทียนที่ทำด้วยแกนลวดทองแดงจะไม่มีความต้านทานหรือมีน้อยมาก แต่ถ้าสายหัวเทียนคาร์บอนประเภทเป็น เส้นใยลินินคลุกกับผงถ่านหุ้มด้วยฉนวนที่ใช้ป้องกันคลื่นรบกวนวิทยุ ที่เรียกว่า Suppressor Wire จะมีความ ต้านทานภายในประมาณ 3,000-7,000 โอห์มต่อฟุต ไม่มีโลหะสื่อไฟฟ้าเลยมีเครื่องหมายพิมพ์ไว้ที่ฉนวนว่า TVRsLR (TV- Radio Suppressor) รูปที่ 1.14 แสดงวิธีการปรับและการวัดความต้านทาน วิธีการวัดความต้านทาน 1) หมุนสวิตช์เลือกย่านการวัด ไปยังตำแหน่งวัดความต้านทานที่ต้องการ 2) คีบสายสีแดงกับสีดำเข้าด้วยกัน เพื่อปรับเข็มมิเตอร์ 3) ปรับปุ่มปรับเข็มมิเตอร์ 0 Ω (Ohm.-Coil Calibrator) จนกระทั่งเข็มของมิเตอร์ชี้ที่ 0 Ω บนสเกล โอห์มมิเตอร์ 4) แยกสายสีแดงกับสีดำออกจากกัน แล้วแยกไปคีบแต่ละปลายของงาน หรืออุปกรณ์ที่ต้องการ ตรวจวัด 5) อ่านค่าที่เข็มชี้บนสเกลแล้วนำไปเปรียบเทียบกับค่ากำหนด


รูปที่ 1.15 แสดงการตรวจวัดไดโอด วิธีตรวจวัดไดโอด 1) วิธีสลับขั้วไดโอดดังรูปที่ 1.15 ผ่านได้ด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่งผ่านไม่ได้ 2.การบำรุงรักษามัลติมิเตอร์ (Multimeter Maintenance) การบำรุงรักษาเป็นวิธีการช่วยให้สามารถใช้งานได้เป็นระยะเวลานานๆ ซึ่งมีขั้นตอนในการปฏิบัติ ดังต่อไปนี้ 1) ควรศึกษาคู่มือการใช้มัลติมิเตอร์ให้เข้าใจอย่างละเอียดและถูกต้อง 2) ควรวางมัลติมิเตอร์ในตำแหน่งแนวราบ ไม่วางตั้งหรือวางตะแคง เพราะจะมีผลต่อขดลวดใน มิเตอร์ 3) ควรระมัดระวังในการปรับย่านการวัด (Range) ให้ถูกต้องก่อนทำการวัดเสมอ เช่น ไม่ปรับย่าน โอห์มไปวัดค่ากระแสไฟฟ้าหรือแรงดันไฟฟ้า เพราะจะทำให้ย่านโอห์มเสียหายได้หรือ การตั้งย่าน การวัดไม่เหมาะสม คือ ต่ำกว่าค่าที่วัดจะทำให้เข็มมิเตอร์ตีขึ้นอย่างแรง อาจจะคดงอหรือหักได้ 4) อย่าให้มัลติมิเตอร์ได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง 5) เมื่อไม่ใช้มัลติมิเตอร์เป็นเวลานานควรถอดถ่านไฟออก 6) การใช้มัลติมิเตอร์ควรอยู่ในสภาพปกติ คือมีฝาครอบห่อหุ้มเสมอ 7) ขณะที่ทำการวัดค่ากระแสไฟฟ้าหรือแรงดันไฟฟ้า ถ้ามีการเปลี่ยนย่านวัดจะต้องปลดสายวัดออก จากจุดที่วัดก่อนเสมอ 8) ในขณะที่ทำการวัดค่าความต้านทาน ถ้าหากว่าค่าที่อ่านได้ไม่ชัดเจนจำเป็นต้องเปลี่ยนย่านวัด จะต้องปรับค่าศูนย์ (Zero Ohm Adjust) ก่อนทุกครั้ง 9) ในขณะที่ทำการวัดค่าความต้านทาน อย่าใช้มือไปสัมผัสที่จุดต่อสายวัดกับอุปกรณ์ทั้ง 2 ข้าง


เพราะจะทำให้ผลการวัดผิดพลาด 10) ในขณะที่ทำการวัดค่าความต้านทาน ต้องไม่มีแรงดันไฟปรากฏอยู่ที่ตัวความต้านทานนั้น 11) ควรตรวจถ่านไฟภายในโอห์มมิเตอร์เสมอ และเปลี่ยนเมื่อไฟอ่อนหรือหมดอายุ ( สังเกตได้จาก ปรับค่าศูนย์ไม่ได้ในย่านการวัดค่าความต้านทาน Rx1Ω ) 3.การตรวจไดโอด คอนเดนเซอร์ และคอยล์จุดระเบิด 1) การตรวจไดโอด (Diode Test) รูปที่ 1.16 แสดงการตรวจวัดไอโอด a. หมุนสวิตช์เลือกรายการไปที่ตำแหน่ง b. เสียบสายวัดสีดำเข้าที่ขั้ว COM c. เสียบสายวัดสีแดงเข้าที่ขั้ว d. แตะปลายสายสีดำเข้าที่ขั้วลบไดโอด e. แตะปลายสายสีแดงเข้าที่ขั้วบวกของไดโอด f. สลับปลายสายสีแดงแตะขั้วลบและสายสีดำแตะขั้วบวก ข้อควรจำ ไดโอดที่ดีจะอ่านค่าจากจอได้ค่าต่ำเมื่อวัดตรงตามขั้ว (Forward Bias) และจะอ่านได้ค่า สูงเมื่อวัดสลับขั้ว (Reverse Bias) ไดโอดที่เสียจะอ่านค่าจากจอได้เหมือนกัน ทั้งการวัดตรงตามขั้วและวัด สลับขั้ว ค่าที่อ่านได้จะอยู่ระหว่าง 1.0หรือ3.6 โอห์ม 2) การตรวจคอนเดนเซอร์ (Condensor Test)


รูปที่ 1.17 แสดงวิธีการตรวจคอนเดนเซอร์ a. ปิดสวิตช์เลือกฟังก์ชั่นไปที่ Capacitance b. กดปุ่มสลับฟังก์ชั่นเพื่อเลือกฟังก์ชั่น c. เสียบสายวัดสีดำเข้าที่ขั้ว COM d. เสียบสายวัดสีแดงเข้าที่ขั้ว e. แตะปลายสายวัดเข้าที่ตัวคอนเดนเซอร์ตามที่แสดงในรูปที่ 1.17 ข้อควรจำ คอนเดนเซอร์หรือเรียกว่า คาปาซิเตอร์ (Capacitor) ถ้าใช้มือแตะปลายสายวัดขณะวัด อาจจะทำให้ไม่สามารถวัดค่าได้แม่นยำ 3) การตรวจคอยล์จุดระเบิด


รูปที่ 1.18 แสดงวิธีการตรวจคอยล์จุดระเบิด การตรวจความต้านทานขดลวดไฟแรงต่ำ (Primary Resistance Test) 1. หมุนสวิตช์เลือกรายการไปที่ Ω 2. ต่อสายเสียบมิเตอร์ดังรูปที่ 1.18 ก 3. ปลดสายไฟของคอยล์ออกทั้งหมด 4. ต่อหัวสายวัดลบที่ขั้วลบของคอยล์ 5. ต่อหัวสายวัดบวกที่ขั้วบวกของคอยล์ 6. ตรวจความต้านทานขดลวดไฟแรงต่ำ กำหนดให้ : 1.5 – 3.0 Ω การตรวจความต้านทานขดลวดไฟแรงสูง (Secondary Resistance Test) 1. หมุนสวิตช์เลือกรายการไปที่ Ω 2. ต่อสายเสียบมิเตอร์ดังรูปที่ 1.18 ข 3. ปลดสายไฟของคอยล์ออกทั้งหมด 4. ต่อหัวสายวัดลบที่ขั้วสายไฟแรงสูงของคอยล์


5. ต่อหัวสายวัดบวกที่ขั้วบวกของคอยล์ 6. ตรวจความต้านทานขดลวดไฟแรงสูง กำหนดให้ : 9 – 15 kΩ 4.การตรวจแรงดันไฟรั่วและแรงดันไฟตก การตรวจแรงดันไฟรั่วที่ผิวฝาแบตเตอรี่ (Surface Discharge Test) 1. หมุนสวิตช์เลือกรายการไปที่ Voltage 2. หัวสายลบจี้ไว้ที่ขั้วลบ 3. กดปุ่ม Min/Max 4. สัมผัสหัวสายวัดบวกทั่วผิวฝาแบตเตอรี่รอบ ๆ ขั้วบวกแบตเตอรี่ โดยไม่ให้สัมผัสขั้วบวก กำหนดให้ : ไม่เกิน 0.5 โวลต์ ข้อควรจำ : ฝาแบตเตอรี่เปียกชื้นหรือสกปรกทำให้ไฟรั่ว ระหว่างขั้วแบตเตอรี่ได้ การตรวจสภาพการมีฟองของแบตเตอรี่ (No Load Test) 1. ถอดขั้วลบแบตเตอรี่ 2. หมุนสวิตช์เลือกรายการไปที่ Voltage 3. ต่อหัวสายวัดลบที่ขั้วแบตเตอรี่ลบ 4. กดปุ่ม Min/Max ข้อควรจำ : ให้ปิดสวิตช์จุดระเบิด OFF เสมอ ป้องกันผลกระทบระบบคอมพิวเตอร์ในรถ ผลการอ่าน (โวลต์) แบตเตอรี่มีไฟ (%) 12.6 100 12.4 75 12.2 50 12.0 25 การตรวจแรงดันไฟตกที่สายไฟเข้าโซลินอยด์มอเตอร์สตาร์ต (Starter Solenoid Test) 1. หมุนสวิตช์เลือกรายการไปที่ Voltage


2. ต่อหัวสายวัดบวกที่ขั้วบวกแบตเตอรี่ 3. ต่อหัวสายวัดลบที่หัวสายไฟแบตเตอรี่ที่เข้าโซลินอยด์ 4. กดปุ่ม Min/Max 5. ปลดสายไฟคอยล์ไม่ให้เครื่องยนต์ติด 6. สตาร์ตเครื่องยนต์ 2-3 วินาที กำหนดให้ : ไม่เกิน 0.3 โวลต์ การตรวจแรงดันไฟตกที่สายไฟเข้ามอเตอร์สตาร์ต (Complete Starter Circuit Test) 1. หมุนสวิตช์เลือกรายการไปที่ Voltage 2. ต่อหัวสายวัดบวกที่ขั้วบวกแบตเตอรี่ 3. ต่อหัวสายวัดลบที่หัวสายไฟแบตเตอรี่ที่เข้ามอเตอร์สตาร์ต 4. กดปุ่ม Min/Max 5. ปลดสายไฟคอยล์ไม่ให้เครื่องยนต์ติด 6. สตาร์ตเครื่องยนต์ 2-3 วินาที กำหนดให้ : ไม่เกิน 0.8 โวลต์ ข้อควรจำ : โซลินอยด์ไม่ดีมีผลกระทบต่อแรงดันไฟตกให้ตรวจสายไฟและขั้วต่อสายไฟ 5.การตรวจไฟสตาร์ตและไฟประจุแบตเตอรี่


รูปที่ 1.19 แสดงการตรวจกระแสไฟสตาร์ต และการตรวจแรงดันไฟประจุแบตเตอรี่ การตรวจกระแสไฟสตาร์ต (Starter Current Test) 1. ต่อหัวคล้องวัดกระแสไฟฟ้าที่สายแบตเตอรี่บวกหรือลบ (ดูทิศทางคล้องตามลูกศรที่หัวคล้อง) 2. หมุนสวิตช์เลือกรายการไปที่ 400 mV (1 mV = 1A) 3. กดปุ่ม Min/Max 4. ปลดสายไฟคอยล์ไม่ให้เครื่องยนต์ติด 5. สตาร์ตเครื่องยนต์ 2-3 วินาที เครื่องยนต์ 4 สูบ : 150 – 180 แอมป์ เครื่องยนต์ 6 สูบ : 180 – 210 แอมป์ การตรวจแรงดันไฟประจุแบตเตอรี่ที่แบตเตอรี่ (Battery Voltage Test) 1. หมุนสวิตช์เลือกรายการไปที่ Voltage 2. ต่อหัวสายวัดบวกที่ขั้วบวกแบตเตอรี่ 3. ต่อหัวสายวัดลบที่ขั้วลบแบตเตอรี่ 4. กดปุ่ม Min/Max


5. ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกตัว OFF 6. ติดเครื่องยนต์ไว้ที่ 1,500 รอบ/นาที 7. ตรวจแรงตันไฟแบตเตอรี่ กำหนดให้ : 12.5 – 13.5 โวลต์ การตรวจแรงดันไฟฟ้าออกจากอัลเตอร์เนเตอร์(Alternator Voltage Output Test) 1. หมุนสวิตช์เลือกรายการไปที่ Voltage 2. ต่อหัวสายวัดบวกที่ขั้ว B+ ของอัลเตอร์เนเตอร์ 3. ต่อหัวสายวัดลบที่ขั้วลบของแบตเตอรี่ 4. กดปุ่ม Min/Max 5. ติดเครื่องยนต์ไว้ที่ 1,500 รอบ/นาที 6. ตรวจแรงดันไฟประจุแบตเตอรี่ กำหนดให้ : 13.5 – 14.8 โวลต์ การตรวจกระแสไฟฟ้าออกจากอัลเตอร์เนเตอร์(Alternator Amperage Output Test) 1. เสียบสายหัวคล้องวัดกระแสไฟฟ้าที่มิเตอร์ 2. ต่อหัวคล้องวัดกระแสไฟฟ้าที่สายแบตเตอรี่ บวกหรือลบ 3. หมุนสวิตช์เลือกรายการไปที่ Voltage (1 mV = 1 A) 4. ปิดสวิตช์อุปกรณ์ไฟฟ้าทุกตัว OFF 5. ติดเครื่องเร่งไว้ที่ 1,500 รอบ/นาที 6. ตรวจกระแสไฟประจุแบตเตอรี่ กำหนดให้ : ประมาณ 5 – 15 แอมป์ ข้อควรจำ : กระแสไฟประจุแบตเตอรี่มากน้อยขึ้นอยู่กับ สภาพแบตเตอรี่และความเร็วรอบเครื่องยนต์


คำถาม แบบประเมินผลการเรียนรู้ท้ายหน่วยที่ 1 ตอนที่ 1 1. ข้อดีของมิเตอร์แบบอนาล็อกคืออะไร ก. มีขนาดกะทัดรัด ข. น้ำหนักน้อย ค. อ่านค่าที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วได้ดี ง. อ่านค่าที่เปลี่ยนแปลงช้าได้ดี 2. ข้อเสียของมิเตอร์แบบอนาล็อกคืออะไร ก. มีขนาดใหญ่ ข. แสดงผลเที่ยงตรงช้า ค. แสดงผลเที่ยงตรงไม่เกินหลัก 10 ง. แสดงผลเที่ยงตรงยาก 3. ข้อดีของมิเตอร์แบบดิจิตตอลคืออะไร ก. ตัวเลขเรืองแสง ข. ตัวเลขมีหลายขนาด ค. แสดงผลรวดเร็ว ง. แสดงผลอ่านง่ายและเที่ยงตรง 4. ข้อเสียของมิเตอร์แบบดิจิตอล คืออะไร


ก. ราคาแพง ข. เปลืองถ่านไฟ ค. เสียง่าย ง. ไม่เหมาะกับงานช่างยนต์ 5. โวลต์มิเตอร์ มีกี่ย่านวัด ก. 1 ข. 3 ค. 5 ง. 8 6. การวัดแรงดันไฟกระแสสลับต่อสายมิเตอร์ อย่างไร ก. ต่อสายสีดำเข้ากับลบ ข. ต่อสายสีดำเข้ากับบวก ค. ต่อสายอย่างใดก็ได้ ง. แล้วแต่แรงดันไฟฟ้า 7. แอมมิเตอร์ เป็นมิเตอร์ประเภทใด ก. ความต้านทานภายในน้อย ข. ความต้านทานภายในมาก ค. ความต้านทานภายนอกน้อย ง. ความต้านทานภายนอกมาก 8. สเกลโอห์มมิเตอร์เป็นอย่างไร


ก. มีความต้านทานต่ำ ข. มีความต้านทานสูง ค. สลับกับสเกลแอมมิเตอร์ ง. สลับกับสเกลโวลต์มิเตอร์ 9. ถ่านไฟในมิเตอร์ ใช้สำหรับอะไร ก. โวลต์มิเตอร์ ข. แอมมิเตอร์ ค. โอห์มมิเตอร์ ง. โวลต์มิเตอร์และแอมมิเตอร์ 10. ไม่ควรใช้โอห์มมิเตอร์ในวงจรไฟฟ้าอย่างไร ก. วงจรไม่มีไฟ ข. วงจรมีไฟ ค. วงจรขนาน ง. วงจรอนุกรม 11. ความต้านทานขดลวดไฟแรงต่ำของคอยล์ กี่โอห์ม ก. ประมาณ 0.5 – 2.0 Ω ข. ประมาณ 1.5 – 3.0 Ω ค. ประมาณ 2.5 – 4.0 Ω ง. ประมาณ 3.5 – 5.0 Ω 12. ความต้านทานขดลวดไฟแรงสูงของคอยล์ กี่โอห์ม ก. ประมาณ 5 - 10 kΩ ข. ประมาณ 10 - 15 kΩ ค. ประมาณ 15 – 20 kΩ ง. ประมาณ 20 – 25 kΩ


13. แรงดันไฟในวงจรไฟตกได้เท่าใด ก. ไม่เกิน 0.1 โวลต์ ข. ไม่เกิน 0.2 โวลต์ ค. ไม่เกิน 0.3 โวลต์ ง. ไม่เกิน0.4 โวลต์ 14. เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ใช้กระแสไฟสตาร์ตเท่าใด ก. ประมาณ 100-150 แอมป์ ข. ประมาณ 150-180 แอมป์ ค. ประมาณ 180-210 แอมป์ ง. ประมาณ 270-310 แอมป์ 15. แรงดันไฟออกจากอัลเตอร์เนเตอร์กี่โวลต์ ก. ประมาณ 13.5 – 14.8 ข. ประมาณ 14.8 – 15.8 ค. ประมาณ 15.8 – 16.8 ง. ประมาณ 16.8 – 17.8 16. กระแสไฟประอุแบตเตอรี่กี่แอมป์ ก. ประมาณ 2 – 3 ข. ประมาณ 3 – 4 ค. ประมาณ 4 – 5 ง. ประมาณ 5 – 6


17. ความเร็วอัลเตอร์เนเตอร์จ่ายไฟที่ความเร็วเท่าใด ก. ประมาณ 800 รอบ/นาที ข. ประมาณ 1,000 รอบ/นาที ค. ประมาณ 1,500 รอบ/นาที ง. ประมาณ 2,500 รอบ/นาที 18. มัลติมิเตอร์แสดงผลไม่เที่ยงเกิดจากอะไร ก. อุณหภูมิ ข. ความเร็วรอบ ค. ถ่านมิเตอร์ไม่ดี ง. แบตเตอรี่รถไม่ดี ตอนที่ 2 1. พื้นฐานโวลต์มิเตอร์แบบอนาล็อกเป็นอย่างไร 2. จงเขียนหลักการใช้โวลต์มิเตอร์มา 3 ข้อ 3. จงเขียนหลักการใช้แอมมิเตอร์มา 3 ข้อ 4. จงเขียนหลักการใช้โอห์มมิเตอร์มา 3 ข้อ 5. จงวาดภาพการวัดแรงดันไฟกระแสตรงด้วยแอมมิเตอร์แบบอนาล็อก 6. ข้อดีของมัลติมิเตอร์ปรับแต่งเครื่องยนต์มี 4 ข้อ คืออะไร 7. จงเขียนลำดับการตรวจแรงดันไฟออกจากอัลเตอร์เนเตอร์ 8. จงเขียนลำดับการตรวจไดโอดด้วยมัลติมิเตอร์แบบดิจิตอล 9. เมื่อเปิดสวิตช์แล้วแต่มัลติมิเตอร์ปรับแต่งเครื่องยนต์ไม่ทำงาน ต้องตรวจอะไรบ้าง บอกมา 3 ข้อ 10. จงเขียนภาพการตรวจไดโอดด้วยมัลติมิเตอร์แบบดิจิตอลตรวจตรงขั้วและสลับขั้ว


เฉลยคำถาม ตอนที่ 1 1. ค 2. ง 3. ง 4. ก 5. ก 6. ค 7. ข 8. ค 9. ข 10. ก 11. ก 12.ข 13.ค 14.ข 15.ง 16.ข 17.ค 18.ก เอกสารอ้างอิง งานปรับแต่งเครื่องยนต์เบื้องต้น 20101-2109 รศ.อำพล ซื่อตรง พส.12 ใบความรู้ (Information Sheets) รหัสวิชา 20101 - 2109 วิชา งานปรับแต่งเครื่องยนต์ ชื่อหน่วย การใช้คู่มือซ่อมรถยนต์และเครื่องมือพิเศษ เรื่อง การใช้คู่มือซ่อมรถยนต์และเครื่องมือพิเศษ จำนวนชั่วโมงสอน 7 ชั่วโมง จุดประสงค์การเรียนรู้ รายการเรียนรู้


- จุดประสงค์ทั่วไป 1.ทราบผลดี/ผลเสียและผลกระทบจากการปรับแต่ง เครื่องยนต์ 2.เข้าใจวิธีการถอดและติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าและ อิเล็กทรอนิกส์ 3.ทราบวิธีการจำลองสภาพปัญหาเครื่องยนต์ 4.เข้าใจวิธีการตรวจวงจรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 5.เข้าใจวิธีการตรวจการขาดและการลัดวงจรไฟฟ้า - จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม 1.แนะนำผลดี/ผลเสียและผลกระทบจากการปรับแต่ง เครื่องยนต์ 2.อธิบายการถอดและติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าและ อิเล็กทรอนิกส์ 3.อธิบายการจำลองสภาพปัญหาเครื่องยนต์ 4.อธิบายการตรวจสอบวงจรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 5.อธิบายการตรวจการขาดและลัดวงจรไฟฟ้า 1.ผลดี/ผลเสียและผลกระทบจากการปรับแต่ง เครื่องยนต์ 2.การถอดและติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 3.การจำลองสภาพปัญหาเครื่องยนต์ 4.การตรวจวงจรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 5.การตรวจการขาดและการลัดวงจรไฟฟ้า แบบประเมินผลการเรียนรู้ท้ายหน่วยที่ 2 เนื้อหาสาระ การใช้คู่มือการซ่อมรถยนต์ (Car Repair Manual) จะทำให้เกิดประโยชน์โดยตรงต่องานปรับแต่ง เครื่องยนต์ เพราะมีข้อมูลรายละเอียดของเครื่องยนต์แต่ละรุ่นอาจแตกต่างกันและมีหลาย ๆ อย่างที่ต้องศึกษา ค้นคว้าให้สามารถปรับแต่งเครื่องยนต์ได้ตรงเป้าหมาย เครื่องยนต์เมื่อใช้งานไปชิ้นส่วนต่างๆ ของเครื่องยนต์ย่อมมีการสึกหรอเกิดขึ้นตามระยะเวลา เช่น หัว เทียนบอด แบตเตอรี่เสื่อม เครื่องยนต์เดินไม่เรียบ เครื่องยนต์เร่งไม่ขึ้น ลิ้นมีเสียงดัง เครื่องยนต์หลวม สิ่งเหล่านี้ถ้า ไม่ปรับแต่งตามระยะเวลาจะทำให้ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ต่ำลง เครื่องยนต์ชำรุดเร็วกว่าปกติ ดังนั้น หากถึง กำหนดระยะการปรับแต่งควรปรับแต่งเพื่อรักษาอายุการใช้งาน เพื่อให้เครื่องยนต์อยู่ในสภาพการทำงานอย่าง สมบูรณ์ มีอายุการใช้งานนานและปลอดภัย การปรับแต่งเครื่องยนต์ (Tune up) คือ การตรวจสอบ (Inspect) การ ปรับแต่ง (Adjust) การทำความสะอาด (Clean) การเปลี่ยนหรือการซ่อม (Replace or Repair) เพื่อให้รถใช้ใต้ใน สภาพปกติ (Assure Good Vehicle) ไม่ใช้การซอมใหญ่ (Overhaul) 1. ผลดี/ผลเสียและผลกระทบจากการปรับแต่งเครื่องยนต์ 1.1 ผลดี/ผลเสียและผลกระทบน้ำหล่อเย็น 1. ผลดีที่เกิดจากการปรับแต่งเครื่องยนต์ 1) เครื่องยนต์ทำงานมีประสิทธิภาพดี


2) การสึกหรอชินส่วนของเครื่องยนต์ลดน้อยลง 3) เครื่องมีกำลังสม่ำเสมอเร่งขึ้นได้ทันใจ 4) อายุการใช้งานของเครื่องยาวนาน 5) ลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง 6) ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง 7) ปลอดภัยในการใช้งาน 2. ผลเสียที่เกิดจากขาดการปรับแต่งเครื่องยนต์ 1) ประสิทธิภาพการทำงานเครื่องยนต์ลดลง 2) การสึกหรอชิ้นส่วนเร็วกว่าปกติ 3) อายุการใช้งานของเครื่องยนต์สั้น 4) อุปกรณ์ที่เกี่ยวช้องเสียหายเพิ่มขึ้น 5) เพิ่มค่าใช้จ่ายมากขึ้น 6) เสียเวลาในการซ่อมเครื่องยนต์ 7) อาจเกิดอันตรายระหว่างการใช้งาน เช่น เครื่องดับ 3. ผลกระทบจากระบบหล่อเย็น 1) น้ำหล่อเย็นแห้งไม่ได้ระดับ เกิดความร้อนสูงผิดปกติ ชิ้นส่วนเคลื่อนไหวเสียดสีซึ่งกันและ กัน เกิดความร้อนเพิ่มขึ้น ทำให้ชื้นส่วนสึกหรอเร็ว 2) น้ำหล่อเย็นที่ไหลหมุนวนภายในเครื่องยนต์เพื่อหล่อเย็นส่วนต่าง ๆ ของเครื่องยนต์ ถ้าน้ำ หล่อเย็นมีสิ่งสกปรกเจือปน น้ำหล่อเย็นไหลหมุนวนไม่สะดวก เช่น สิ่งสกปรกที่เจือปนมา กับน้ำ อาจเป็นตะกอนกั้นทางเดินของน้ำหล่อเย็นทำให้ระบายความร้อนไม่ได้เต็มที่ หรือ ทำให้น้ำเดือดเครื่องยนต์จะสึกหรอเร็วขึ้น 1.2 ผลกระทบระบบหล่อลื่น/เชื้อเพลิง/กรองอากาศและตั้งลิ้น 1. ผลกระทบจากระบบหล่อลื่น


1) ระดับน้ำมันเครื่องในห้องเพลาข้อเหวี่ยง ถ้าระดับน้ำมันเครื่องต่ำกว่าขีดที่กำหนด จะทำ ให้การไหลเวียนของน้ำมันเครื่องไม่ดี เนื่องจากปั๊มน้ำมันเครื่องไม่สามารถ ทำงานได้เต็มที่ และทำให้ปั๊มน้ำมันเครื่อง สึกหรอด้วย ชิ้นส่วนต่าง ๆ ของเครื่องจะสึกหรอมากด้วย 2) น้ำมันเครื่องสกปรก หรือความหนืดลดน้อยลง จะทำให้ชิ้นส่วนสึกหรอเร็วขึ้น รูปที่ 2.1 แสดงการตรวจสอบสิ่งปนเปื้อนในน้ำมันหล่อลื่น 2. ผลกระทบจากกรองเชื้อเพลิง ถ้าไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิงอุดตันหรือ ชำรุดเนื่องจากขาดการบำรุงรักษา จะทำให้ปั๊ม น้ำมันเชื้อเพลิงและหัวฉีดสึกหรอได้ การเผาไหม้จะไม่สมบูรณ์เนื่องจากการฉีดน้ำมันผิด จังหวะ หรือฉีดมากน้อยกว่ากำหนดทำให้กำลังเครื่องยนต์ตก 3. ผลกระทบจากกรองอากาศ ถ้าไส้กรองสกปรกอุดตัน จะทำให้อากาศมีสิ่งเจือปนเข้าไปในห้องเผาไหม้ หรือ อากาศเข้าไปในห้องเผาไหม้ไม่เพียงพอ การเผาไหม้ไม่สมบูรณ์กำลังเครื่องยนต์ตกชิ้นส่วนสึก หรอเร็ว รูปที่ 2.2 แสดงการตรวจทำความสะอาดกรองอากาศ


4. ผลกระทบจากการปรับตั้งลิ้น 1) ตั้งลิ้นห่าง ลิ้นเปิดช้าปิดเร็ว มีเสียงดัง บรรจุไอดีและคายไอเสียได้น้อย 2) ตั้งลิ้นแคบ ลิ้นเปิดเร็วปิดช้า อันตราย ลิ้นเปิดค้าง (ลิ้นยัน) และลิ้นไหม้ เพราะ เปิด อยู่นาน รูปที่ 2.3 แสดงการปรับตั้งลิ้น 2. การถอดและติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 2.1 การถอด/ติดตั้งขั้วแบตเตอรี่และปรับแต่งชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ 1. การถอดและติดตั้งขั้วแบตเตอรี่ 1.1 ก่อนทำงานเกี่ยวกับระบบไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ให้ปลดขั้วลบ (Battery Ground Cable) ของแบตเตอรี่ออกก่อน เพื่อฟ้องกันการลัดวงจร 1.2 เมื่อทำการปลดและต่อสายแบตเตอรี่ ให้ปิดสวิตช์ชุดระเบิดและสวิตช์ไฟทั้งหมด จากนั้นจึงคลายนอตยึดขั้วสายขั้วแบตเตอรี่ออกจนสุด อย่าบิดหรืองัดขั้ว 1.3 เมื่อปลดขั้วแบตเตอรี่ออกแล้ว ข้อมูลต่าง ๆ ของนาฬิกา วิทยุ รหัสวิเคราะห์ปัญหา ต่าง ๆ ที่บันทึกไว้ในหน่วยความจำจะถูกลบ ดังนั้น จะต้องตรวจ ข้อมูลเหล่านี้ และจดบันทึกเอาไว้ก่อนถอดขั้วแบตเตอรี่ 2. การปรับแต่งชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (Semiconductor Parts) 2.1 อย่าเปิดฝาครอบกล่อง ECU ถ้าไม่จำเป็นจริง (เนื่องจากขั้ว IC ที่ไต้รับการสัมผัส อาจถูกทำลายด้วยไฟฟ้าสถิต) 2.2 การปลดขั้วต่ออิเล็กทรอนิกส์ให้ดึงที่ขั้วต่อ อย่าดึงที่สาย


Click to View FlipBook Version