Klebsiella pneumoniae เป็นแบคทีเรียที่พบมากที่สุด ร้อยละ มากไปกว่านั้นพบว่าผู้ป่วยท่ีใส่สายสวนหลอดเลือดด�ำส่วนกลาง
38.5 (172/447) รองลงมาได้แก่ Staphylococcus aureus (central venous catheter; CVC) เสียชีวิตมากกว่าผู้ท่ีไม่ได้
รอ้ ยละ 31.3 (140/447) ซ่งึ สอดคล้องกบั การศกึ ษาในประเทศไทย ใส่ CVC ซึง่ สอดคล้องกบั การศึกษาแบบ Meta-analysis ที่พบว่า
ในปี 25536 และการศึกษาในประเทศอินเดียท่ีพบแบคทีเรีย ผูท้ ่ใี ส่ CVC เสียชวี ติ มากกว่าผูท้ ี่ไม่ได้ใส่ CVC21 โดยการศกึ ษานี้พบ
แกรมลบ ได้แก่ Escherichia coli มากท่ีสุดและรองลงมาได้แก่ ผปู้ ว่ ย HA-BSI ทสี่ วนคาสายสวนหลอดเลอื ดดำ� สว่ นกลาง (CLABSI)
Klebsiella pneumoniae เช่นกัน17 ซึ่งแบคทีเรียนี้สอดคล้อง ร้อยละ 40.5 ใกลเ้ คยี งโรงพยาบาลอืน่ ๆ ทพี่ บร้อยละ 49.218 และ
กับผู้ปว่ ยท่ีมกี ารติดเชือ้ ในโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ที่พบมกี าร พบสัดสว่ นการเสยี ชีวิตภายใน 14 วันของผู้ป่วย CLABSI รอ้ ยละ
ติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะมากที่สุด ร้อยละ 56.8 เมื่อเทียบ 61.5 และ NON- CLABSI รอ้ ยละ 53.8 คิดเป็น 1.2 เท่า ซึ่งน้อย
กับระบบทางเดินหายใจและระบบหัวใจและหลอดเลือด อย่างไร กวา่ การศกึ ษาทผี่ า่ นมา ทพ่ี บว่าผทู้ ีใ่ ส่ CVC เสยี ชีวติ มากกวา่ ผทู้ ไ่ี ม่
กต็ ามผลการศกึ ษาของโรงพยาบาลเลดิ สนิ และสถาบนั โรคทรวงอก ไดใ้ ส่ CVC 2.75 เทา่ 21 อยา่ งไรกต็ ามในผปู้ ว่ ยทพี่ บเชอื้ ดอ้ื ยา สดั สว่ น
ในปี 2016 พบ Klebsiella pneumoniae มากทส่ี ดุ 18 ซึง่ ทง้ั 2 การเสียชีวติ ภายใน 14 วนั มากกว่าผปู้ ่วยท่ไี ม่พบเชอื้ ดอื้ ยา 4.5 เทา่
โรงพยาบาลมีการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจมากท่ีสุด สอดคล้อง สอดคลอ้ งกบั การศกึ ษาทผี่ า่ นมาทพี่ บการเสยี ชวี ติ ภายใน 30 วนั ของ
กับแบคทเี รยี ทีพ่ บเช่นกนั ผทู้ ่พี บจุลชพี ดือ้ ยาในกระแสเลือด รอ้ ยละ 5320, 21
สถานการณ์จุลชีพดื้อยาของโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ผลการทดสอบความไวของเชื้อแบคทเี รยี ตอ่ ยาต้านจุลชีพ
ในปี ค.ศ. 2017-18 พบเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ โดยเฉพาะกลุ่มท่ีมี ในปี ค.ศ. 2016-18 พบว่า ยาในกลมุ่ cephalosporin มีความไว
ความส�ำคญั ในการเฝา้ ระวัง ทง้ั VRE, CRE, MDR และ MRSA ซ่ึง ของเช้ือแบคทีเรียต่อยาต้านจุลชีพน้อยลงซึ่งเป็นไปได้ว่ามีการใช้
เป็นกลุ่มส�ำคัญระดับฉุกเฉิน ท่ี WHO ประกาศว่าเป็นเช้ือดื้อยาที่ ยาจ�ำนวนมากข้ึนท�ำให้แบคทีเรียมีการปรับตัวดื้อต่อยาต้านจุลชีพ
เปน็ ปญั หาสำ� คญั 7 ซงึ่ มคี วามเสย่ี งสงู ตอ่ การเกดิ การแพรร่ ะบาดของ ตามทพี่ บวา่ ทว่ั โลกในปี 2000-10 มกี ารใชย้ ากลมุ่ cephalosporin
เชอื้ ดอื้ ยาในโรงพยาบาล และเมอ่ื นำ� ผลการเพาะเชอ้ื พบจลุ ชพี ดอ้ื ยา มากที่สุด2 ซ่ึงมีความสอดคล้องกับการศึกษานี้ที่พบแบคทีเรีย
มาเทียบเคียงกับผู้ป่วย HA-BSI พบจุลชีพด้ือยาชนิดใดชนิดหน่ึง แกรมลบ ได้แก่ Escherichia coli มากท่ีสุด จึงอาจมีการใช้ยา
หรือด้อื ยาหลายขนานร้อยละ 37.0 (26/79) และพบเชอ้ื รา รอ้ ยละ กลมุ่ นมี้ ากและสง่ ผลใหม้ กี ารด้อื ยาตา้ นจุลชพี มากขึ้น และถา้ มกี าร
22.8 (18/79) โดยจุลชีพดื้อยาชนิดใดชนิดหน่ึงน้ันเป็นจุลชีพกลุ่ม ศึกษาเพิ่มเติม ถึงข้อมูลการใช้ยาต้านจุลชีพในแต่ละกลุ่ม โดยดู
ESKAPE รอ้ ยละ 53.8 (14/26) ซงึ่ การตดิ เชอ้ื ดอื้ ยาในกลมุ่ ESKAPE แนวโน้มการด้ือยาต้านจุลชีพแต่ละชนิดจะท�ำให้เห็นรูปแบบของ
เม่ือเทียบกับ NON-ESKAPE มีการศึกษาวิจัยท่ีแสดงให้เห็นว่า การดอื้ ยาตา้ นจลุ ชพี ไดช้ ดั เจนยงิ่ ขนึ้ อยา่ งไรกต็ ามเมอื่ ดสู ดั สว่ นการ
ทำ� ใหเ้ พมิ่ อตั ราการปว่ ย ระยะเวลาการรกั ษาตวั ในโรงพยาบาลและ เสียชีวิตในผู้ป่วย HA-BSI จุลชีพที่พบมากท่ีสุดได้แก่ Klebsiella
เพ่ิมตน้ ทุนคา่ ใชจ้ า่ ยระหว่างการรกั ษา19โดยท่จี ุลชีพกล่มุ SCN พบ pneumoniae (CRE) และ Candida จึงอาจมีหลายปัจจัยที่
มากท่ีสุดแต่ไม่พบในผู้ป่วย HA-BSI จึงอาจเป็นไปได้ว่ามีการปน เก่ียวข้องกบั การเสยี ชีวติ ของผู้ป่วย เช่น โรคของผปู้ ว่ ย โรคประจ�ำ
เป้อื นของจุลชพี ระหวา่ งเก็บสิง่ ส่งตรวจ เนอ่ื งจากคำ� นยิ ามของการ ตัว ระยะเวลาการให้ยาปฏิชีวนะ ชนิดของยาปฏิชีวนะและระยะ
พบจุลชีพกลุ่ม Common commensal ต้องพบจุลชีพในส่ิงส่ง เวลาในการให้ยาปฏิชีวนะ ซ่ึงเป็นข้อจ�ำกัดของการศึกษาน้ีท่ีไม่ได้
ตรวจ 2 specimen16 ออกแบบการเก็บข้อมูลตา่ งๆ ในปัจจยั ท่กี ล่าวมา
สรปุ
ในประเทศไทยปี 2004-10 มีการศึกษาในผู้ป่วยที่รับไว้
รกั ษาตวั ในโรงพยาบาลมากกวา่ 2 วนั และพบจลุ ชพี ดอ้ื ยาในกระแส การใช้ WHONET Program ทำ� ใหส้ ามารถเขา้ ถงึ ขอ้ มลู จลุ ชพี
เลือดนนั้ เสยี ชวี ิตภายใน 30 วนั รอ้ ยละ 5320 แต่ในการศึกษานน้ี ับ ทสี่ ง่ ตรวจเพาะเชอื้ ทง้ั หมด โดยสามารถนำ� ขอ้ มลู มาวเิ คราะหจ์ ำ� แนก
จ�ำนวนวันเสียชีวิตภายใน 14 วัน ซ่ึงอ้างอิงจากการนับระยะเวลา ตามลกั ษณะการตดิ เชอ้ื ในโรงพยาบาล จลุ ชพี กอ่ โรคทง้ั ทดี่ อื้ ยาและ
การติดเช้ือคร้ังใหม่ของการติดเชื้อที่ต�ำแหน่งเดิมของค�ำนิยามการ ไม่ด้ือยาได้ทันต่อสถานการณ์ ส่งผลให้สามารถจัดการปัญหาได้
ติดเชอื้ ของ CDC 2017 โดยถ้าพบจุลชพี อื่นภายใน 14 วนั หลังจาก อย่างเหมาะสม และจากผลการศึกษาพบผู้ป่วยที่ใส่ CVC เสียชวี ติ
วันท่ีพบจุลชีพคร้ังแรกแสดงว่ายังเป็นการติดเชื้อต�ำแหน่งเดิมแต่มี มากกว่าผู้ทีไ่ มไ่ ด้ใส่ CVC และผปู้ ว่ ยทีพ่ บเชื้อดือ้ ยาตา้ นจลุ ชีพ เสยี
จุลชพี เพมิ่ อีก 1 ชนดิ 16 ดงั น้นั ถ้าผ้ปู ว่ ยเสียชวี ิตภายใน 14 วนั น่าจะ ชวี ติ มากกวา่ ผทู้ ไี่ มพ่ บเชอื้ ดอ้ื ยาตา้ นจลุ ชพี ซงึ่ เปน็ ประเดน็ สำ� คญั ใน
เป็นการเสียชวี ิตจากจลุ ชพี นัน้ ๆ การให้ข้อมูลย้อนกลับแก่ผู้ท่ีเกี่ยวข้องกับการดูแลรักษาผู้ป่วย ถึง
ความจำ� เปน็ ในการใส่ CVC และมาตรการในการปอ้ งกนั การตดิ เชอื้
ผลการศกึ ษาผปู้ ว่ ย HA-BSI 79 ราย พบจลุ ชีพดอื้ ยาชนดิ การใชย้ าปฏชิ วี นะ มากไปกวา่ นนั้ การศกึ ษานใี้ นกลมุ่ แบคทเี รยี แกรม
ใดชนิดหน่ึงหรือด้ือยาหลายขนานร้อยละ 37.0 (26/79) และ ลบ พบ Escherichia coli มากท่ีสุดทัง้ ชนดิ ทไ่ี ม่ดื้อยา และดอื้ ยา/
เสยี ชีวติ ภายใน 14 วัน ร้อยละ 57.7 (15/26) ซงึ่ ใกล้เคียงกบั การ ต้านจุลชีพชนิดใดชนิดหนึ่งหรือด้ือยาหลายขนาน ซึ่งจุลชีพนี้
ศึกษาที่ผ่านมาท่ีพบร้อยละ 53.020 ถึงแม้ว่าการนับจ�ำนวนวันเสีย
ชีวิต รปู แบบการศกึ ษาและจ�ำนวนกลุ่มตวั อยา่ งมคี วามแตกต่างกนั
250 | วารสารกรมการแพทย์
สอดคลอ้ งกบั สถติ ขิ องการตดิ เชอื้ ในโรงพยาบาล ทพ่ี บวา่ การตดิ เชอ้ื จึงมีความส�ำคัญมาก จะท�ำให้อุบัติการณ์เชื้อดื้อยาลดลง สูญเสีย
ระบบทางเดินปัสสาวะมากท่ีสุด22,23 ซึ่งการท่ีพบการติดเช้ือจุลชีพ ค่าใช้จ่ายน้อยลง และลดอัตราการตายจากเชื้อด้ือยาเมื่อเทียบกับ
Escherichia coli และ Klebsiella pneumoniae ในกระแสเลอื ด โรงพยาบาลทใ่ี ชย้ าตา้ นจุลชีพไม่เหมาะสม
น้ี อาจเปน็ ไปได้ว่าเป็นการติดเชื้อแบบทุติยภูมิ ดังนนั้ การเฝา้ ระวงั กติ ตกิ รรมประกาศ
การติดเชือ้ ในโรงพยาบาล อาจตอ้ งค�ำนึงถึงการรักษาผ้ปู ว่ ยท่มี ีการ
ติดเชื้อแบบปฐมภูมิให้เหมาะสมและครอบคลุม รวมท้ังการใช้ยา ขอขอบคุณนายแพทย์สมบูรณ์ ทศบวร ผู้อ�ำนวยการ
ตา้ นจลุ ชพี ทเี่ หมาะสม (antimicrobial stewardship) เนอื่ งจากผล โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ที่ให้การสนับสนุนในท�ำการศึกษา
การทดสอบความไวของเช้ือแบคทีเรียต่อยาต้านจุลชีพ ใน ปีค.ศ. ในคร้ังนี้ โดยได้รับความร่วมมืออย่างดีจากกลุ่มภารกิจด้านการ
2016-18 พบว่า ยาในกลุ่ม cephalosporin ที่ใช้บ่อยในผู้ป่วยท่ี พยาบาล เจ้าหน้าท่ีงานการพยาบาลป้องกันและควบคุมการติด
ตดิ เชื้อระบบทางเดนิ ปัสสาวะ หรือเพาะเชื้อพบ Escherichia coli เชอ้ื คณะทำ� งานเฝา้ ระวงั การตดิ เชอื้ ในโรงพยาบาล และขอขอบคณุ
น้ันมีความไวของเช้ือแบคทีเรียต่อยาต้านจุลชีพน้อยลง หรือการ ทีมวิทยากรจาก US-CDC กองวิชาการแพทย์ กรมการแพทย์ ที่
ด้ือยาเพิ่มสูงขึ้น24-26 จึงอาจส่งผลท�ำให้เกิดความล้มเหลวในการ สนบั สนนุ ดา้ นวชิ าการเพ่ือท�ำการศกึ ษาคร้งั น้ี
รักษาได้ ดังน้ันการเลือกยาต้านจุลชีพที่เหมาะสมกับจุลชีพก่อโรค
References 9. Agarwal A, Kapila K, Kumar S. WHONET Software for the
1. Thamlikitkul V. Handbook for prevention and control Surveillance of Antimicrobial Susceptibility. Med J Armed
Forces India 2009;65:264-6.
to antimicrobial resistance in hospitals. Health Systems
Research Institute,ThaiHealth Promotion Foundation, Faculty 10. Frieri M, Kumar K, Boutin A. Antibiotic resistance. J Infect
of Medicine Siriraj Hospital, The Government Pharmaceutical Public Health 2017;10:369-78.
Organization, International Development Research Center
(IDRC), Canada; 2015:120 11. Kheder S. Application of WHONET 5 Software for the
2. Sumpradit N, Suttajit S, Poonpolsub S, Chuanchuen R, Surveillance and Analysis of Antimicrobial Resistance in A
Prakongsai P. Landscape of antimicrobial resistance situation Sudanese Hospital 2012. J Pharm Biomed Sci2012;6:1-10.
and action in Thailand. Bangkok: Aksorn graphic and design
publisher house; 2015:145 12. Natale A, Stelling J, Meledandri M, Messenger LA, D’Ancona
3. Chalermchaikit T, Lertworapreecha M, Sasipreeyajan J. F. Use of WHONET-SaTScan system for simulated real-time
Antimicrobial-Resistant Patterns of Salmonella in Thai detection of antimicrobial resistance clusters in a hospital
Rural-Chicken and Farmed-Broilers. J Thai Vet Med Assoc in Italy, 2012 to 2014. Euro Surveill 2017;22:30484.
2005;1:56.
4. O’Neill J. Review on antimicrobial resistance. Tackling drug 13. Vong S, Anciaux A, Hulth A, Stelling J, Thamlikitkul V,
resistance globally; final report and recommendations Gupta S, et al. Using information technology to improve
;2016:84. surveillance of antimicrobial resistance in South East Asia.
5. Centers for Disease Control and Prevention. CDC—ANTIBIOTIC BMJ 2017;358:j3781.
RESISTANCE.[Internet]. 2017 [cited 2017 Feb 6]. Available
from: https://www.cdc.gov/budget/documents/fy2017/ 14. Bureau of Information office of the permanent Secretary of
ar-factsheet.pdf. MOPH. The Department of Medical Science collaborated
6. Phumart P, Thamlikitkul V, Riewpaiboon A, Prakongsai with the sixty hospitals to monitor antimicrobial resistance
P, Limwattananon S, Health and economic impacts of with the WHONET program. [Internet]. 2010 [cited 2018
antimicrobial resistance infections in Thailand; A preliminary Mar 12]. Available from: http://pr.moph.go.th/iprg/ include/
study. Journal of Health System Research 2012;6:352-60. admin_hotnew/show_hotnew.php?idHot_new=66068.
7. World Health Organization. Global Priority List of
Antibiotic-Resistant Bacteria to Guide Research, Discovery 15. MGR online. The Ministry of Public Health warns that
and Development of New Antibiotics. [Internet]. 2017 [cited the situation of antimicrobial resistance in the country is
2017 Feb 6]. Available from: http://www.who.int/ likely to increase in 2014. [Internet]. [cited 2018 Apr 10].
8. WHO. WHO Collaborating Centre for Surveillance of Available from: http://www.manager.co.th/asp-bin/Print-
Antimicrobial Resistance WHO Collaborating Centres Global News.aspx?NewsID=9570000068267.
database. [Internet]. [cited 2018 Mar 4]. Available from: http://
apps.who.int/whocc/Detail.aspx?cc_ref=USA-181&. 16. Centers for Disease Control and Prevention. National
Healthcare Safety Network (NHSN) Patient Safety
Component Manual. [Internet].2017 [cited 2017 Oct 05].
Available from: https://www.cdc.gov/nhsn/pdfs/pscmanual/
pcsmanual_current.pdf.
ปีท่ี 45 ฉบบั ท ่ี 4 ตลุ าคม - ธนั วาคม 2563 | 251
17. Gandra S, Tseng KK, Arora A, Bhowmik B, Robinson ML, 22. Infection Control Committee. Annal Report 2017 Surveillance
Panigrahi B, et al. The Mortality Burden of Multidrug-resistant for Healthcare Associated Infection. Nopparat Rajathanee
Pathogens in India: A Retrospective, Observational Study. Clin Hospital: The nursing of Infection prevention and control
Infect Dis 2018;69:563-70. Department;2017.
18. Bumrungsak R, Watagulsin P, Kasemsaisuwan A, Tantilipikara 23. Infection Control Committee. Annal Report 2018 Surveillance
P, Sammanmit Y, Sawanpanyalert N. Surveillance for for Healthcare Associated Infection. Nopparat Rajathanee
healthcare-associated bloodstream infections (HA-BSIs). Hospital: The nursing of Infection prevention and control
Journal of the Department of Medical Service. 2018; 43:125-9. Department;2018.
19. Founou RC, Founou LL, Essack SY. Clinical and economic 24. Pathology group of Nopparat Rajathanee Hospital. Annal
impact of antibiotic resistance in developing countries: Report 2016 of Antimicrobial Susceptibility. Nopparat
a systematic review and meta-analysis. PloS One 2017;12:e Rajathanee Hospital: The Department of Microbiology;2016.
0189621.
25. Pathology group of Nopparat Rajathanee Hospital. Annal
20. Lim C, Takahashi E, Hongsuwan M, Wuthiekanun V, Report 2017 of Antimicrobial Susceptibility. Nopparat
Thamlikitkul V, Hinjoy S, et al. Epidemiology and burden Rajathanee Hospital: The Department of Microbiology;2017.
of multidrug-resistant bacterial infection in a developing
country. Elife 2016;5:e18082. 27. Pathology group of Nopparat Rajathanee Hospital. Annal
report 2018 of Antimicrobial Susceptibility. Nopparat
21. Ziegler MJ, Pellegrini DC, Safdar N. Attributable mortality of Rajathanee Hospital: The Department of Microbiology;2018.
central line associated bloodstream infection: systematic
review and meta-analysis. Infection 2015;43:29-36.
252 | วารสารกรมการแพทย์
รายงานผู้ปว่ ย
การใสฟ่ นั เทียมชนดิ ถอดไดใ้ นผู้ปว่ ยจิตเภททมี่ อี าการ
tardive dyskinesia
สวุ รรณี ตุ่มทอง ท.บ.
สถาบันจติ เวชศาสตรส์ มเดจ็ เจา้ พระยา แขวงคลองสาน เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร 10600
Abstract: Fitting of Removable Dentures in Schizophrenic
Patient Complicated with Tardive Dyskinesia: A Case Report
Suwannee Toomtong, D.D.S.
Somdet Chaopraya Institute of Psychiatry, Khwang Khlong San,
Khet Khlong San, Bangkok, 10600
(E-mail: [email protected])
(Received: April 13, 2020; Revised: May 16, 2020; Accepted: June 18, 2020)
We report a schizophrenic patient who developed involuntary movement of her mouth and tongue during a
dental visit. Tardive dyskinesia was suspected from her antipsychiatric medications, then her psychiatrist was consulted
and notified about her concurrent symptoms. The dental management includes tooth extraction, prosthodontic
treatment including single maxillary denture and lower partial removable acrylic denture with non anatomical teeth
to minimize lateral force and improved stability. Denture adhesive is employed to increase retention of the maxillary
denture. The result shows a satisfaction of mastication and recovery of facial esthetic. Both the dentist and patient
are very satisfied with the treatment.
Keywords: Tardive dyskinesia, Schizophrenic patient, Removable denture
บทคดั ยอ่ มีการด�ำเนินโรคเร้ือรังและมีความเสื่อมถอยเป็นส่วนใหญ่ พบได้
Tardive dyskinesia เป็นผลข้างเคียงท่ีเกิดข้ึนช้าๆ จาก ประมาณร้อยละ 1 ของประชาชนทั่วไป เริ่มพบอาการได้ต้ังแต่
ช่วงวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ตอนต้น ส่งผลกระทบกับผู้ป่วยท้ังเร่ืองการ
ยารักษาโรคจิต มีลักษณะอาการเคล่ือนไหวผิดปกติซ�้ำๆ โดยไม่ เรียน การประกอบอาชีพ การใช้ชีวิตในสังคม แนวทางการรักษา
สามารถควบคุมได้ ส่วนใหญ่เริ่มพบการเคล่ือนไหวผิดปกติบริเวณ โรคจติ เภทประกอบดว้ ย การรกั ษาทางชวี ภาพ ไดแ้ ก่ การรกั ษาดว้ ย
ใบหนา้ และอวยั วะช่องปากก่อน บทความนีน้ �ำเสนอรายงานผู้ปว่ ย ยาและการรักษาด้วยไฟฟ้า การรักษาทางจิตสังคม การรักษาด้วย
จิตเภทที่เริ่มมีอาการ tardive dyskinesia โดยทันตแพทย์เป็นผู้ จิตบ�ำบัดและการฟื้นฟูทางจิตเวชฺ การรักษาด้วยยารักษาโรคจิต
พบเหน็ อาการขยบั ปากและลนิ้ ไปมาโดยไมส่ ามารถควบคมุ ได้ และ เป็นการรักษาหลักส�ำหรับผู้ป่วย ในระยะเฉียบพลันเพื่อลดอาการ
ได้ปรึกษาจิตแพทย์เพื่อหาแนวทางแก้ไข ทันตแพทย์ให้การรักษา โรคจติ ปกปอ้ งผปู้ ว่ ยใหพ้ น้ จากพฤตกิ รรมทเี่ ปน็ อนั ตรายตอ่ ผปู้ ว่ ยเอง
ทางทันตกรรมโดยการถอนฟัน ท�ำฟันเทียมชนิดถอดได้ท้ังปากบน ระยะทำ� ใหค้ งสภาพเพอื่ ลดโอกาสทอี่ าการรนุ แรงเพม่ิ ขน้ึ และระยะ
และฟนั เทยี มบางส่วนฐานอะครลิ ิกลา่ ง โดยเลอื กฟนั ชนิดไรป้ ุ่มฟัน คงสภาพเพ่อื ป้องกันการก�ำเริบของโรคจติ ยารกั ษาโรคจิตเป็นกลุ่ม
เพ่ือลดแรงกระทำ� ดา้ นข้างและเพิม่ ความเสถียรใหฟ้ นั เทียม ใชส้ าร ยาท่อี อกฤทธ์ิโดยการปิดกั้นตัวรับโดพามีน (dopamine) ในสมอง
ยดึ ฟันเทียมชว่ ยเพ่มิ แรงยดึ ในฟันเทยี มทั้งปากบน ผลการรักษาพบ เป็นหลัก โดยยาที่ปิดกั้นตัวรับโดพามีนชนิดท่ีสองได้ดีจะสามารถ
ว่าผู้ป่วยสามารถใช้ฟันเทียมบดเคี้ยวอาหารได้และมีความสวยงาม ลดอาการทางจิตได้ดีกว่าด้วย อย่างไรก็ตามตัวรับโดพามีนของคน
ของใบหน้าดีขึ้น ทันตแพทย์และผู้ป่วยพึงพอใจต่อการรักษาเป็น ไม่ได้มีผลเฉพาะโรคจิตเท่าน้ันยังมีผลต่อการท�ำงานของสมองส่วน
อย่างมาก อนื่ ๆ ทำ� ใหเ้ กิดผลขา้ งเคียงไดห้ ลายระบบ1
ค�ำส�ำคัญ: Tardive dyskinesia, ผปู้ ่วยจิตเภท ฟันเทยี ม Tardive dyskinesiaเปน็ หนง่ึ ในผลขา้ งเคยี งในกลมุ่ อาการ
ชนิดถอดได้ เอ็กตราพิรามิดลั (extrapyramidal symptoms; EPS) ทเ่ี กิดขน้ึ
บทนำ� ช้าๆ เกือบทั้งหมดของผู้มีอาการเกิดหลังจากผู้ป่วยรับประทาน
ยารักษาโรคจิตติดต่อกันนานเกิน 6 เดือน โดยยารักษาโรคจิตรุ่น
โรคจิตเภทเป็นโรคท่ีมีกลุ่มอาการหลากหลาย โดยมีความ แรก (first-generation antipsychotics, typical antipsychotic
ผดิ ปกตทิ ง้ั ทางดา้ นความคดิ อารมณ์ ประสาทสมั ผสั และพฤตกิ รรม
ปีท่ ี 45 ฉบบั ท่ี 4 ตลุ าคม - ธนั วาคม 2563 | 253
drugs) จะเกดิ ผลขา้ งเคยี งมากกวา่ ยารกั ษาโรคจติ รนุ่ สอง (second- ผปู้ ว่ ยสว่ นใหญม่ กั ไมป่ ระสบความสำ� เรจ็ ในการใสฟ่ นั เทยี ม7 อยา่ งไร
generation antipsychotics, atypical antipsychotic drugs)1-3 กต็ ามพบวา่ สมั พนั ธภาพทด่ี รี ะหวา่ งผปู้ ว่ ยและทนั ตแพทยเ์ ปน็ ปจั จยั
ผู้ป่วยจะมีลักษณะการเคล่ือนไหวผิดปกติซ�้ำๆ โดยไม่สามารถ สำ� คญั ทส่ี ง่ เสรมิ ใหก้ ารใสฟ่ นั เทยี มประสบความสำ� เรจ็ 13 ทนั ตแพทย์
ควบคุมได้ เช่น ตวดั ล้นิ แลบล้นิ มว้ นลนิ้ เค้ียวปาก หอ่ ปาก ขมวด ควรใช้ศิลปะของวิชาชีพในการท�ำความเข้าใจผู้ป่วย มีความต้ังใจ
ค้ิว เลิกคิ้วหยีตา อาจมีอาการเกร็งหรือหดตัวของกล้ามเน้ือคอ ใสใ่ จในการรกั ษา แผนการรกั ษาทางทนั ตกรรมมีความยดื หยุน่ ใช้
หลงั ร่วมดว้ ย ได้แก่ บดิ คอ บิดตัว หรอื ยกั ไหล1่ -3 ส่วนใหญเ่ ร่ิมพบ ทักษะในการส่ือสารและการจัดการผู้ป่วยอย่างเหมาะสม เพื่อให้
การเคลื่อนไหวผิดปกติท่ีไม่สามารถควบคุมได้บริเวณใบหน้าและ ผู้ป่วยสามารถใช้ฟันเทียมได้ รายงานผู้ป่วยรายนี้ มีวัตถุประสงค์
อวัยวะช่องปากก่อน โดยพบการเคลื่อนไหวผิดปกติของกล้ามเน้ือ เพ่ือน�ำเสนอ ผู้ปว่ ยจติ เภทท่เี ริม่ มอี าการ tardive dyskinesia โดย
ลิ้นมากท่สี ุด4-5 ทนั ตแพทยเ์ ปน็ ผพู้ บเหน็ อาการขยบั ปากและลนิ้ ไปมาโดยไมส่ ามารถ
ควบคมุ ได้ และไดป้ รกึ ษาจติ แพทยเ์ พอื่ หาแนวทางแกไ้ ข ทนั ตแพทย์
การเคลื่อนไหวผิดปกติท่ีไม่สามารถควบคุมได้ของอวัยวะ ใหก้ ารรกั ษาทางทนั ตกรรมโดยการถอนฟนั ทำ� ฟนั เทยี มชนดิ ถอดได้
ช่องปาก (oral dyskinesia) ทันตแพทย์มักเป็นผู้พบเห็นความ ท้ังปากบนและฟนั เทียมบางสว่ นฐานอะครลิ ิกล่าง
ผิดปกติเหล่านี้ก่อน6 ลักษณะอาการที่พบเห็นชัดเจน ได้แก่ ตวัด รายงานผู้ปว่ ย
ลิ้น แลบลน้ิ ม้วนล้ิน เคย้ี วปาก หอ่ ปาก การขยบั ขากรรไกรไปมา
เป็นต้น โดยมีระดับความรุนแรง การกระจายโรคท่ีแตกต่างกัน ผู้ป่วยหญิงไทย โสด อายุ 58 ปี การศึกษาระดับประถม
สามารถจ�ำแนกสาเหตุและลักษณะอาการได้ 3 ชนิด ได้แก่ (1) ศึกษาตอนต้น ไม่ได้ประกอบอาชีพ มีประวัติรักษาโรคจิตเภทมา
tardive dyskinesia1-4 พบได้ร้อยละ 20 ของผู้ป่วยท่รี ักษาดว้ ยยา นานกว่า 30 ปี ไม่มีโรคประจ�ำตวั อื่น ต้ังแต่ปี พ.ศ. 2545 ผ้ปู ว่ ย
รักษาโรคจิตรุ่นแรกและเกิดได้มากข้ึนในผู้ป่วยเพศหญิงวัยผู้ใหญ่ รักษาโรคจิตเภทแบบผู้ป่วยนอกจากโรงพยาบาลแห่งอื่นสังกัดกรม
(2) edentulous dyskinesia6 พบในผปู้ ว่ ยทถี่ อนฟนั ไปทง้ั ปากนาน สุขภาพจิตตามสิทธิบัตรทอง ปัจจุบันได้รับการรักษาด้วยยา ดังน้ี
ทั้งไมไ่ ดใ้ ส่ฟนั เทียมหรอื ฟนั เทยี มไม่ดี อาการเคล่อื นไหวผิดปกตพิ บ perphenazine 8 มิลลกิ รัม รบั ประทานคร้ังละ 1 เมด็ วันละ 2 คร้ัง
เฉพาะภายในอวัยวะชอ่ งปากเท่านน้ั เชน่ เคีย้ วปาก ห่อปาก การ หลงั อาหาร เช้าเยน็ benzhexal 2 มลิ ลกิ รัม รับประทานครงั้ ละ
ขยบั ขากรรไกรไปมา ไมพ่ บอาการเกรง็ หรอื หดตวั ของกลา้ มเนอื้ เมอ่ื 1 เม็ด วนั ละ 3 คร้งั หลังอาหารเช้า กลางวัน เยน็ clorazepate
อา้ ปากจะไมพ่ บการเคล่ือนไหวผดิ ปกตขิ องลิ้น (3) spontaneous 5 มิลลิกรมั รบั ประทานคร้งั ละ 1 เมด็ วันละ 2 ครั้ง หลงั อาหารเช้า
oral dyskinesia6 พบได้ร้อยละ 12 ของผู้ป่วยจิตเภทที่ไม่เคยได้ เย็น sodium valproate 200 มลิ ลกิ รมั รับประทานคร้งั ละ 2 เมด็
ยารักษาโรคจิตและพบได้ร้อยละ 10-40 ในผู้ป่วยโรคสมองเส่ือม วันละ 2 คร้ัง หลังอาหารเช้า เย็น diazepam 2 มิลลิกรัม รับ
ออทสิ ตกิ ปญั ญาออ่ น และ rett syndrome เปน็ ตน้ การเคลอ่ื นไหว ประทานครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้ง หลงั อาหารเชา้ กลางวัน เยน็
ผิดปกติท่ีไม่สามารถควบคุมได้ของอวัยวะช่องปากเป็นสาเหตุให้
ผู้ป่วยพูด เคี้ยวและกลืนอาหารล�ำบาก เกดิ แผลกดั กระแทกได้งา่ ย ผู้ป่วยเร่ิมรับการรักษาทางทันตกรรมแบบผู้ป่วยนอกที่
ทานอาหารได้น้อยลง ขาดความม่ันใจในการเข้าสังคม6 นอกจาก กลุ่มงานทันตกรรม สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา ตั้งแต่
น้ีอาการดังกล่าวยังเพ่ิมความยุ่งยากในการท�ำฟันเทียม และส่งผล ปี พ.ศ. 2551 เน่อื งจากไปรกั ษาทีค่ ลนิ ิกเอกชนแล้วทันตแพทยไ์ ม่
ต่อเสถียรภาพของฟันเทียมท้ังปาก4-5,7 การรักษาทางทันตกรรมใน สามารถให้การรักษาได้ ทันตแพทย์ประเมินอาการทางจิต พบว่า
ผปู้ ว่ ยจิตเภท นอกจากการซักประวตั คิ วามเจบ็ ปว่ ยและโรคประจ�ำ ผู้ป่วยมีระดับการรับรู้ สภาวะทางจิต อาการท่ัวไปอยู่ในระดับดี
ตัวแล้ว ทันตแพทย์ควรซักถามอาการเจ็บป่วยทางจิต และจ�ำเป็น ความสามารถในการส่ือสารระดับปานกลาง การยอมรับการรักษา
ตอ้ งประเมินระดับอาการทางจติ พฤตกิ รรม อารมณ์ ความร่วมมือ ทางทันตกรรมระดับปานกลาง ทันตแพทย์ตรวจสภาพช่องปาก
ของผู้ป่วยร่วมด้วยทุกคร้ังที่ให้การรักษา นอกจากน้ียังต้องค�ำนึง และวางแผนการรักษาพบว่าผู้ป่วยมีทันตสุขภาพค่อนข้างแย่ มี
ถึงผลข้างเคียงจากยาท่ีใช้รักษาโรคจิต ส่วนใหญ่ท�ำให้น�้ำลายลด ฟันผหุ ลายซี่ เหงอื กอักเสบ แผนการรักษาสว่ นใหญ่เปน็ การอุดฟนั
ลง เกิดภาวะปากแห้ง ส่งผลให้ผู้ป่วยจิตเภทมีปัญหาทันตสุขภาพ ถอนฟัน ขูดหินน�้ำลายและให้ทันตสุขศึกษา เริ่มให้การรักษาทาง
รุนแรง เกิดโรคฟันผุ โรคปริทันต์มาก8-9 จากการส�ำรวจสภาวะ ทันตกรรมอยา่ งตอ่ เนื่องโดยทันตแพทย์คนเดมิ ตามแผนการรกั ษา
ทันตสุขภาพผู้ป่วยจิตเภททั้งในและต่างประเทศพบว่ามีค่าเฉล่ีย ทก่ี ำ� หนดไวจ้ นเสรจ็ สนิ้ ยกเวน้ การใสฟ่ นั เทยี มเนอื่ งจากผปู้ ว่ ยปฏเิ สธ
ฟนั ผุ ถอน อดุ และอตั ราการสูญเสียฟนั สูงกวา่ กลุ่มประชากรทัว่ ไป การใสฟ่ นั เทยี ม หลงั จากนนั้ นดั ตรวจเปน็ ระยะทกุ 3-4 เดอื น พบวา่
ถึงสองเท่า10-11 การใส่ฟันเทียมเป็นส่ิงจ�ำเป็นในผู้ป่วยท่ีสูญเสียฟัน ผู้ปว่ ยมีฟันผุเพม่ิ เกอื บทกุ คร้ังที่มาพบทันตแพทย์ จนกระทัง่ ปี พ.ศ.
ฟันเทียมจะช่วยในการบดเค้ียวอาหาร การพูดออกเสียงให้ชัดเจน 2558 ผปู้ ว่ ยเรม่ิ เคย้ี วอาหารลำ� บาก ใชฟ้ นั หนา้ เคยี้ วอาหารเนอื่ งจาก
และเสริมบุคลิกภาพ เป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ท่ีสูญเสีย ขากรรไกรบนมีฟันถูกถอนไปหลายซี่ ทันตแพทย์ได้ช้ีแจงให้ผู้ป่วย
ฟนั ใหด้ ีขนึ้ 12 การท�ำฟันเทียมใหผ้ ปู้ ว่ ยจติ เภททมี่ ีการเคลอ่ื นไหวผิด และญาตเิ หน็ ความจำ� เปน็ ในการใสฟ่ นั เทยี ม เพอ่ื ชว่ ยบดเคยี้ วอาหาร
ปกตไิ มส่ ามารถควบคมุ ไดข้ องอวยั วะชอ่ งปากรว่ มดว้ ยเปน็ สง่ิ ทย่ี าก4 และได้ท�ำฟันเทียมชนิดถอดได้บางส่วนฐานอะคริลิกในขากรรไกร
254 | วารสารกรมการแพทย์
บนเพือ่ ทดแทนฟันจำ� นวน 8 ซี่ บรเิ วณ 12 13 14 15 16 24 25 ถกู ผลกั ออกมาดา้ นรมิ ฝปี ากมาก (รปู ท่ี 1) ตำ� แหนง่ ปลายฟนั ยน่ื จาก
26 ผปู้ ว่ ยใหค้ วามรว่ มมอื ใสฟ่ นั เทยี มไดเ้ ฉพาะตอนทานอาหาร หลงั แนวเดิมประมาณ 3.5 มิลลเิ มตร และโยกระดบั 2 ฟนั ซี่ 23 เคล่อื น
จากน้นั นดั ตรวจเปน็ ระยะทกุ 3-4 เดือน ในปพี .ศ. 2561 ผปู้ ว่ ยมา เข้ามาทางด้านใกล้กลางมากขึ้น ฟันท้ังสามซี่วัดร่องลึกปริทันต์ได้
ตรวจสขุ ภาพฟนั ตามนดั (ผปู้ ว่ ยเลอื่ นนดั 1 ครงั้ ทำ� ใหร้ ะยะเวลาหา่ ง 8-10 มิลลิเมตร การตรวจทางภาพรังสีพบวา่ ระดับกระดูกรองรบั
ไป 8 เดือน) ทนั ตแพทยพ์ บวา่ ฟนั หน้าบนเคลอื่ นเปลย่ี นต�ำแหน่งไป รากฟันทง้ั สามซเี่ หลือน้อยกว่าร้อยละ 50 พบชอ่ งเอน็ ยึดปรทิ นั ตม์ ี
มาก ลักษณะถูกผลักออกไปด้านริมฝีปาก ท�ำให้ผู้ป่วยไม่สามารถ ความกวา้ งกว่าปกติ (รปู ที่ 2)
ใส่ฟันเทียมเดิมได้ ร่วมกับผู้ป่วยมีกล้ามเนื้อช่องปากเคล่ือนไหว
ผิดปกติ มีอาการขยับปากและล้ินไปมาโดยไม่สามารถควบคุมได้ ขากรรไกรลา่ งเหลอื ฟนั จำ� นวน 10 ซี่ ตง้ั แตซ่ ่ี 35-45 สภาวะ
โดยเฉพาะกล้ามเนื้อลน้ิ ไม่พบอาการเกรง็ หรือหดตัวของกลา้ มเนอ้ื ปริทันต์โดยทั่วไปพบเหงือกร่น 2 มิลลิเมตร วัดร่องลึกปริทันต์ได้
คอ ทันตแพทย์ซักประวตั เิ พิ่มเติมจากญาตทิ �ำใหท้ ราบว่า เมื่อ 2-3 3 มิลลิเมตรโดยทั่วไป แนวแกนฟันหน้าล่างเอียงออกมาทางด้าน
ปีท่ีแล้ว ผู้ป่วยได้รับการปรับเปล่ียนยารักษาโรคจิตเป็นยารักษา ริมฝีปาก การสบฟัน ฟันหน้าล่างสบคร่อมฟันหน้าบน (รูปที่ 3)
โรคจติ รุ่นแรก ผ้ปู ่วยมปี ริมาณน้�ำลายลดลงเล็กนอ้ ย ไม่พบภาวะปากแห้ง
การตรวจภายในช่องปาก เม่ืออยู่ในท่าพัก ผู้ป่วยอ้าปากพบล้ินเคล่ือนไหวไปมา
ขากรรไกรบนเหลือฟนั จ�ำนวน 3 ซี่ ได้แก่ ซี่ 11 21 และ 23 ตลอดเวลา ทางดา้ นหนา้ ด้านขา้ งแล้วม้วนไปด้านหลัง ลกั ษณะการ
พบวา่ ฟนั ท้งั สามซี่มีการเคลอ่ื นเปลีย่ นตำ� แหน่งจากเดมิ เมอื่ เปรียบ เคล่ือนไหวผิดปกติไม่สามารถควบคุมได้ของอวัยวะช่องปาก ใน
เทยี บจากฟันเทยี มเก่าพบวา่ ฟันหน้าบนซี่ 11 และ 21 แนวแกนฟนั ผ้ปู ว่ ยรายน้ี คาดวา่ เป็นอาการ tardive dyskinesia
รปู ที่ 1 ฟนั หนา้ บนท้ังสามซ่ีเคลื่อนเปลย่ี นต�ำแหนง่ รูปท่ี 2 ภาพถ่ายรงั สีแสดงระดับกระดกู รองรับรากฟันทงั้ สามซี่
รปู ที่ 3 ฟนั หน้าบนและลา่ งถกู ผลกั ออกมาดา้ นริมฝปี าก ฟันหน้าลา่ งสบคร่อมฟันหน้าบน
ปีท ่ี 45 ฉบบั ท่ ี 4 ตุลาคม - ธนั วาคม 2563 | 255
การวินิจฉัย เฉพาะบุคคลในช่องปากผู้ป่วย ท�ำการปั้นแต่งขอบให้กลมกลืนกับ
Tardive dyskinesia การท�ำงานของกล้ามเน้ือและเนื้อเย่ือรอบช่องปากด้วยคอมเพานด์
ฟนั 11 21 และ 23 โรคปรทิ ันตอ์ ักเสบเร้อื รังระดบั รนุ แรง พิมพ์แบบ (stick modeling compound) จากนั้นพิมพ์ทับด้วย
มสี ันเหงือกวา่ งในขากรรไกรบนบรเิ วณ 17 16 15 14 13 วัสดุพิมพ์ปาก โมโนเฟสโพลีไวนิลไซลอกเซน (monophase
12 22 24 25 26 และ 27 polyvinylsiloxane) จัดผ้ปู ่วยในทา่ นัง่ ตรง ใชป้ ริมาณวัสดุให้พอดี
ขากรรไกรลา่ งบริเวณ 36 37 46 และ 47 มากทสี่ ดุ เพอื่ ปอ้ งกนั วสั ดสุ ว่ นเกนิ ไหลลงหลอดอาหารหรอื หลอดลม
การสบฟนั ฟันหนา้ ล่างสบคร่อมฟันหน้าบน ของผู้ป่วย หาขอบเขตส่วนก้ันท้ายฟันเทียม (posterior palatal
แผนการรักษา seal) สำ� หรบั ขากรรไกรลา่ งพมิ พด์ ว้ ยวสั ดพุ มิ พป์ ากไฮโดรคอลลอยด์
ทันตแพทย์ปรึกษาจิตแพทย์ เรื่องอาการเคล่ือนไหวผิด ผันกลบั ไม่ได้ โดยใช้ถาดพมิ พ์ปากส�ำเรจ็ รูป
ปกติไม่สามารถควบคุมได้ของอวัยวะช่องปากผู้ป่วย โดยจิตแพทย์
ได้ปรับลดขนาดยารักษาโรคจิตที่คาดว่าเป็นสาเหตุของ tardive ครงั้ ที่ 4 ลองแท่นกัดบนและล่างในปากผู้ป่วย (occlusion
dyskinesia คือ perphenazine ที่เป็นยารักษาโรคจิตรุ่นแรก rim) เพอื่ หาแนวระนาบสบฟนั (occlusal plane) มิตดิ งิ่ (vertical
จากวนั ละ 2 ครง้ั เหลอื วนั ละ 1 คร้งั แผนการรักษาทางทนั ตกรรม dimension) ประเมินความอูมนูน การออกเสียง ก�ำหนดเส้น
ประกอบด้วย กึ่งกลางใบหน้าและเส้นรอยย้ิม จากน้ันบันทึกความสัมพันธ์ขา
1. ถอนฟันซี่ 11 21 และ 23 กรรไกรในตำ� แหน่งสบศูนย์ (centric relation record) โดยท�ำให้
2. ขากรรไกรบน ทำ� ฟันเทียมชนิดถอดได้ทั้งปากบน ผู้ป่วยผ่อนคลาย ทันตแพทย์ใช้สองมือประคองและดันขากรรไกร
3. ขากรรไกรล่าง ท�ำฟันเทียมชนิดถอดได้บางส่วนฐาน ล่างผู้ป่วยไปในต�ำแหน่งสบศูนย์ ท�ำการเลือกสีฟันและเลือกใช้ฟัน
อะคริลกิ บรเิ วณ 36 37 46 และ 47 อธิบายแผนการรกั ษาทาง ชนดิ ไร้ป่มุ ฟนั (non anatomical teeth)
ทันตกรรมให้ผู้ป่วยและญาติทราบ ค้นหาสาเหตุที่ท�ำให้ผู้ป่วยไม่
อยากใสฟ่ นั เทียมเพ่ือหาแนวทางแก้ไขปัญหารว่ มกัน เม่ือญาตแิ ละ ครงั้ ท่ี 5 ลองฟนั ในปากผ้ปู ่วย ประเมนิ ความความสวยงาม
ผู้ปว่ ยยอมรับแผนการรักษา จึงเร่มิ ให้การรักษาโดยมีข้นั ตอนดงั น้ี การพูดออกเสียงและตรวจสอบการสบฟัน
คร้งั ท่ี 1 ถอนฟันซี่ 11 21 23 เย็บแผลโดยใช้ไหมละลาย
รอแผลถอนฟันหายประมาณ 3 เดือน จึงเร่มิ นัดทำ� ฟันเทยี ม ครั้งท่ี 6 ใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้ทั้งปากในขากรรไกรบน
ครง้ั ท่ี 2 พมิ พแ์ บบขนั้ ตน้ ในขากรรไกรบนดว้ ยวสั ดพุ มิ พป์ าก และฟนั เทยี มบางสว่ นฐานอะครลิ กิ ในขากรรไกรลา่ ง (รปู ท่ี 4 และ 5)
ไฮโดรคอลลอยดผ์ ันกลับไมไ่ ด้ (irreversible hydrocolloid) เพอ่ื ตรวจสอบผิวดา้ นใน tissue surface ขอบเขตฟนั เทียม ความแนบ
น�ำไปท�ำถาดพิมพ์ปากเฉพาะบุคคล สนทิ ตามขอบ การยดึ อยู่ การสบฟนั ใหค้ ำ� แนะนำ� การใชง้ าน อธบิ าย
ครั้งที่ 3 พมิ พส์ นั เหงอื กว่างขากรรไกรบนขัน้ สุดทา้ ย (final การใส่ถอดฟันเทียม การดูแลท�ำความสะอาดฟันในช่องปากและ
impression) เพ่ือลอกเลียนรายละเอียดใกล้เคียงกับเนื้อเย่ือใน ฟันเทียมแก่ผู้ป่วยและญาตินัดหมายเพื่อตรวจสอบและติดตาม
ช่องปากมากที่สุด ในขั้นตอนน้ีเริ่มจากการลองถาดพิมพ์ปาก ผลการรกั ษา
คร้ังท่ี 7 เป็นต้นไป นัดผู้ป่วยกลับมาติดตามผลการรักษา
และแก้ไข 1 วันหลังใส่ฟันเทียมและนัดจนกระทั่งผู้ป่วยใช้งานได้
ไมม่ ปี ญั หา หลงั จากน้ันนดั เป็นระยะทกุ 3 เดอื น
รปู ที่ 4 ใสฟ่ ันเทยี มชนิดถอดได้ทง้ั ปากในขากรรไกรบน และฟนั เทียมบางส่วนฐานอะครลิ กิ ในขากรรไกรล่าง
256 | วารสารกรมการแพทย์
รูปท่ี 5 ภาพใบหน้าผ้ปู ว่ ยหลังใสฟ่ ันเทยี ม
ผลการรักษา ส�ำหรับผู้ป่วยรายนี้ทันตแพทย์พบอาการ tardive dyskinesia
ผู้ป่วยสามารถใช้ฟันเทียมเค้ียวอาหารได้ ไม่เจ็บ แต่พบ ล้ินมีการเคล่ือนไหวผิดปกติอย่างชัดเจน จึงรายงานจิตแพทย์
ปัญหาฟันเทียมบนหลุดง่าย จึงแนะน�ำให้ผู้ป่วยใช้สารยึดฟันเทียม ผู้ให้การรักษาเพื่อหาแนวทางแก้ไข โดยจิตแพทย์ได้ปรับลดขนาด
(denture adhesive) ชนิดครีมช่วยยึดฟันเทียมทั้งปากบน โดย ยารักษาโรคจิตที่คาดว่าเป็นสาเหตุของ tardive dyskinesia คือ
อธิบายเน้นย้�ำวิธีการใช้และการท�ำความสะอาด ส่วนฟันเทียมล่าง Perphenazine ที่เป็นยารักษาโรคจิตรุ่นแรกจากวันละ 2 คร้ัง
ชว่ งแรกผปู้ ว่ ยไมส่ ามารถถอดไดด้ ว้ ยตนเองตอ้ งใหผ้ ดู้ แู ลคอยใสถ่ อด เหลอื วนั ละ 1 ครง้ั
ให้ การติดตามผลการรักษาหลงั 3 เดือน อาการขยบั ปากลดลงแต่
ยังพบการเคลื่อนไหวท่ีผิดปกติของกล้ามเนื้อล้ิน ผู้ป่วยสามารถใช้ การท�ำฟันเทียมชนิดถอดได้ส�ำหรับผู้ป่วยรายน้ี มีข้ันตอน
ฟันเทียมบดเค้ียวอาหารได้และมีความสวยงามของใบหน้าดีขึ้น ทแ่ี ตกตา่ งจากผูป้ ่วยทว่ั ไป คือ (1) การพมิ พป์ าก การพิมพป์ ากข้นั
สามารถดูแลฟันเทียมและท�ำความสะอาดฟันที่เหลือในช่องปาก สดุ ทา้ ยในขากรรไกรบนไมส่ ามารถกระตนุ้ ใหผ้ ปู้ ว่ ยเคลอื่ นไหวกลา้ ม
ได้เป็นอยา่ งดี เนื้อรอบปากเอง ขณะพิมพ์ทันตแพทย์ช่วยท�ำการปั้นแต่งขอบให้
วิจารณ์ กลมกลืนกับการท�ำงานของกล้ามเน้ือในขากรรไกรล่างเนื่องจาก
การให้การรักษาทางทันตกรรมส�ำหรับผู้ป่วยจิตเภท ผู้ป่วยมีอาการเคลื่อนไหวของลิ้นตลอดเวลาโดยไม่สามารถควบคุม
ทันตแพทยจ์ �ำเป็นตอ้ งประเมินระดบั อาการทางจิต อารมณ์ ความ ได้ จึงไม่ได้ท�ำถาดพิมพ์ปากเฉพาะบุคคลเพื่อสร้างรอยพิมพ์ใช้
ร่วมมือของผู้ป่วยร่วมด้วยทุกคร้ังที่ให้การรักษา นอกจากน้ียังต้อง งาน (functional impression) ท�ำการพิมพ์ด้วยวัสดุพิมพ์ปาก
ค�ำนึงถึงอาการข้างเคียงจากยารักษาโรคจิตที่ส่งผลต่ออวัยวะช่อง ไฮโดรคอลลอยด์ผันกลับไม่ได้โดยใช้ถาดพิมพ์ปากส�ำเร็จรูป ตรวจ
ปาก8-9 อาการ tardive dyskinesia จัดเป็นผลข้างเคียงจากยา รอยพิมพ์ท่ีได้ครอบคลุมขอบเขตฐานฟันเทียม ในวันใส่ฟันเทียม
รกั ษาโรคจติ ทท่ี นั ตแพทยม์ กั เปน็ ผพู้ บเหน็ ความผดิ ปกตกิ อ่ นจำ� เปน็ ตรวจสอบความแนบสนิท ความยาวขอบอีกคร้ังโดยกรอปรับลด
ต้องซกั ประวตั ิเพิ่มเติม ตรวจลกั ษณะอาการ ประเมนิ ความรนุ แรง ความยาวฐานฟันเทียมดา้ นแกม้ เลก็ น้อย (2) การปรับแต่งแท่นกัด
จ�ำแนกสาเหตุการเกิดโรคและส่งปรึกษาจิตแพทย์ผู้ให้การรักษา14 ขผี้ ง้ึ บน ปรบั ความอมู นนู ดา้ นหนา้ ใหม้ ี labial support โดยทวั่ ไปจะ
ปรบั แตง่ ใหอ้ ยหู่ นา้ ตอ่ incisive papilla 8-10 มลิ ลเิ มตร และมรี ะยะ
เหล่ือมแนวราบ (overjet) เล็กนอ้ ย ผปู้ ่วยรายนี้มีการยุบละลายตวั
ปที ี่ 45 ฉบบั ท ี่ 4 ตลุ าคม - ธนั วาคม 2563 | 257
ของสันเหงือกว่างขากรรไกรบนทางด้านหน้าร่วมกับแกนฟันหน้า ตอ้ งอธิบายใหท้ ราบถงึ ความจำ� เปน็ และประโยชนข์ องฟนั เทียม ให้
ล่างเอียงออกมาทางริมฝีปาก เมื่อปรับแต่งแท่นกัดบนให้ได้ความ ขอ้ มลู เรอ่ื งคา่ ใชจ้ า่ ย ขน้ั ตอนการรกั ษาและนดั ผปู้ ว่ ยในชว่ งบา่ ย รว่ ม
สวยงามของใบหน้า โดยไม่รบกวนการท�ำงานของกล้ามเนื้อรอบ กับทันตแพทยท์ ราบวา่ ญาตอิ ยากพาผปู้ ่วยไปเทยี่ วต่างจังหวดั และ
ปาก (orbicularis oris muscle) ไดต้ �ำแหน่งแทน่ กัดบนอยู่หน้าต่อ ประสงค์ให้ผู้ป่วยได้รับประทานอาหารอย่างอ่ืน นอกจากโจ๊กหรือ
incisive papilla 13 มิลลเิ มตร แต่อยหู่ ลังฟันหนา้ ลา่ ง 2 มลิ ลเิ มตร ข้าวต้มทุกมื้อ ทันตแพทย์ได้ใช้ประเด็นน้ีเป็นแรงจูงใจกระตุ้นให้
(3) การเลือกฟันชนิดไร้ปมุ่ ฟันและการเรียงฟันแบบ monoplane ผ้ปู ว่ ยยอมท�ำฟันเทยี ม ในขน้ั ตอนการใสฟ่ นั เทยี ม ทันตแพทย์ตอ้ ง
occlusal concept ซงึ่ เหมาะสมสำ� หรบั ผปู้ ว่ ยทก่ี ลา้ มเนอ้ื ชอ่ งปาก ใหเ้ วลาผปู้ ว่ ยปรบั ตวั กบั การใสฟ่ นั เทยี ม ในชว่ งแรกใหใ้ สเ่ ฉพาะตอน
เคลอื่ นไหวผดิ ปกตชิ ว่ ยลดแรงสบฟนั กดี ขวางดา้ นขา้ ง ทำ� ใหฟ้ นั เทยี ม เค้ียวอาหาร ท�ำให้ผู้ป่วยทานอาหารได้หลายชนิด ผู้ป่วยและญาติ
มีความเสถยี รดีข้ึน13,15 มคี วามสขุ มากขนึ้ ในการนดั ครงั้ ตอ่ ไป เมอ่ื ผปู้ ว่ ยคนุ้ ชนิ กบั ฟนั เทยี ม
มากขนึ้ ญาตแิ จง้ วา่ ผปู้ ว่ ยขอใสฟ่ นั เทยี มทกุ ครงั้ เมอ่ื ตอ้ งทานอาหาร
อยา่ งไรก็ตาม ผลการรกั ษาพบปัญหาฟันเทยี มบนหลุดงา่ ย และต้องการใสเ่ มอื่ ตอ้ งออกนอกบา้ น
จากการประเมนิ พบวา่ สาเหตหุ ลกั เกดิ จากผปู้ ว่ ยไมส่ ามารถควบคมุ
การท�ำงานของกล้ามเนื้อรอบปากได้ ร่วมกับผลข้างเคียงของยา นอกจากน้ีงานทันตกรรมป้องกันและการให้ทันตสุขศึกษา
รักษาโรคจิตท�ำให้ผู้ป่วยมีน�้ำลายลดลง ส่งผลต่อแรงยึดฟันปลอม เป็นส่ิงส�ำคัญส�ำหรับผู้ป่วยจิตเภท9 ผู้ป่วยจิตเภทส่วนใหญ่มักรับ
ลดลง ส�ำหรับการเพ่ิมแรงยึดฟันเทียมทั้งปากในผู้ป่วยท่ีมีอาการ ประทานอาหารท่ีมีน้�ำตาลสูง ละเลยการดูแลสุขภาพช่องปาก จึง
tardive dyskinesia ปัจจุบันมีรายงานการน�ำรากฟันเทียมมาใช้ เกิดโรคฟันผุและโรคปริทันต์ได้ง่าย ทันตแพทย์ต้องให้ค�ำแนะน�ำ
รว่ มในการใสฟ่ ันเทียมทั้งปากในผู้ปว่ ยเหลา่ นี้ 7,13 แต่ยงั อยรู่ ะหวา่ ง และความรู้แก่ผู้ป่วยและญาติในการดูแลฟันเทียมและท�ำความ
การติดตามผลการรักษาและมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง นอกจากนี้ยัง สะอาดฟันที่เหลือในช่องปาก มีการใช้ฟลูออไรด์เสริมเพื่อควบคุม
มีค�ำแนะน�ำให้ใช้สารยึดฟันเทียมเพื่อเพิ่มแรงยึดในผู้ป่วยที่กล้าม โรคฟนั ผุ รวมถึงนดั ติดตามผลทุก 3 เดือน เพื่อคงสภาพอนามยั ชอ่ ง
เนื้อช่องปากเคล่ือนไหวผิดปกติ13,16 ดังน้ันผู้ป่วยรายนี้ทันตแพทย์ ปากและฟนั เทยี มใหม้ สี ภาพดตี อ่ ไป โดยประเมนิ อาการทางจติ และ
จึงแนะน�ำให้ใช้สารยึดฟันเทียมช่วยยึดฟันเทียมท้ังปากบนขณะใช้ ความสามารถในการดูแลท�ำความสะอาดชอ่ งปากร่วมด้วยทกุ ครงั้
งาน โดยเลือกใช้ชนิดครีมที่หาซ้ือง่ายในท้องตลาด อธิบายวิธีการ สรปุ
ใช้แก่ผู้ป่วยและญาติ เนื่องจากผู้ป่วยมีน�้ำลายลดลงจึงแนะน�ำให้
บบี ครมี บนฟนั เทยี มทเี่ ปยี ก เนน้ ยำ้� ปรมิ าณทใี่ ชใ้ หเ้ หมาะสม ไมม่ าก อาการ tardive dyskinesia จัดเป็นผลข้างเคียงจากยา
จนเกินไปและเนน้ การท�ำความสะอาดใหล้ า้ งครมี ออกใหห้ มด รักษาโรคจิตท่ีทันตแพทย์มักเป็นผู้พบเห็นความผิดปกติก่อน ควร
ปรึกษาจติ แพทยเ์ พือ่ หาแนวทางแกไ้ ข การท�ำฟันเทียมชนดิ ถอดได้
ผู้ป่วยจติ เภทท่มี ีอาการ tardive dyskinesia ส่วนใหญ่ไม่ ส�ำหรับผู้ป่วยจิตเภทท่ีกล้ามเน้ือช่องปากมีการเคลื่อนไหวผิดปกติ
ประสบความสำ� เรจ็ ในการใสฟ่ นั เทยี ม7 แตผ่ ปู้ ว่ ยรายนี้ สมั พนั ธภาพ ทนั ตแพทยต์ อ้ งอธบิ ายแผนการรกั ษาใหผ้ ปู้ ว่ ยและญาตทิ ราบ เนน้ ยำ�้
ท่ีดีระหว่างผู้ป่วยและทันตแพทย์เป็นปัจจัยส�ำคัญที่ส่งเสริมให้การ ผู้ป่วยและญาติในการดูแลฟันเทียมและท�ำความสะอาดฟันท่ีเหลือ
ใส่ฟันเทียมประสบความส�ำเร็จ ผู้ป่วยและญาติมีความเช่ือถือ ไว้ ในช่องปาก นัดตรวจติดตามผลการรักษาเป็นระยะ โดยประเมิน
วางใจทนั ตแพทยผ์ ใู้ หก้ ารรกั ษาเกดิ การยอมรบั รว่ มมอื ในการรกั ษา อาการทางจิตและความสามารถในการดูแลท�ำความสะอาดช่อง
ทนั ตแพทยเ์ ขา้ ใจลกั ษณะผปู้ ว่ ย ใชท้ กั ษะการสอื่ สารและการจดั การ ปากร่วมดว้ ยทุกครั้ง
ผูป้ ว่ ยระหวา่ งการรักษา ผู้ป่วยรายนีเ้ รม่ิ แรกไม่ต้องการใส่ฟันเทียม
เนอ่ื งจากกงั วลเรอ่ื งคา่ ใชจ้ า่ ยและไมอ่ ยากทำ� ฟนั ชว่ งเชา้ ทนั ตแพทย์
References 5. Anusa AM, Thavarajah R, Nayak D, Joshua E, Rao UK,
1. Udomratn P,Vasiknanonte S, editors. Textbook of Ranganathan K. A study on drug-Induced tardive dyskinesia:
orofacial musculature involvement and patient’s awareness.
schizophrenia. The Psychiatric Association of Thailand. J Orofac Sci 2018; 10:86-95.
Songkhla: Chanmuang Press; 2009.
2. Jain R, Correll CU. Tardive dyskinesia: recognition, patient 6. Blanchet PJ, Rompré PH, Lavigne GJ, Lamarche C. Oral
assessment, and differential diagnosis. J Clin Psychiatry 2018; dyskinesia: a clinical overview. Int J Prosthodont 2005;
79:16-23. 18:10-9.
3. Cornett EM, Novitch M, Kaye AD, Kata V, Kaye AM. Medication-
Induced tardive dyskinesia: a review and update. Ochsner 7. Lumetti S, Ghiacci G, Macaluso GM, Amore M, Galli C,
J 2017; 17:162-74. Calciolari E, et al. Tardive dyskinesia, oral parafunction,
4. Chaubey S, Chaturvedi TP, Tripathi MN. Dental implications and Implant-supported rehabilitation. Care Rep Dent 2016;
of tardive dyskinesia: a concise review. Dysphrenia 2013; 1-7.
3:126-8.
258 | วารสารกรมการแพทย์
8. Thatreenaranon S. Dental management in psychiatric patient. 13. Zarb GA, Bolender CL, Eckert SE, Jacob RF, Fenton AH,
J Dent Assoc Thai 2009; 59:51-62. Mericske-Stern R. Prosthodontic treatment for edentu-
lous patients: complete dentures and implant-supported
9. Purkayastha SD, Gurenlian J. Oral healthcare for patients prostheses 12th edition. St. Louis: Mosby; 2004.
with schizophrenia. [cited 2020 Jun 2]. Avialable from:
https://decisionsindentistry.com/article/oral-healthcare- 14. Prabhu SS, Almousa S, Fotier K, Reebye UN. Diagnosis of
patients-schizophrenia/. tardive dyskinesia in an oral surgical office. Clin Med Rev
Case Rep 2018; 5:226.
10. Wey MC, Loh S, Doss JG, Bakar AK, Kisely S. The oral health
of people with chronic schizophrenia: a neglected public 15. Chindavanig V. Removable prosthodontics core content
health burden. Aust N Z J Psychiatry 2016; 50:685-94. review 2. [cited 2020 Jun 2]. Avialable from: http://www.
dent.chula.ac.th/upload/download/30/file_18_1505.pdf.
11. Toomtong S. Oral health status of schizophrenic patient.
Bangkok: Somdet chawpraya institute of psychiatry; 2005. 16. Kumar PR, Shajahan PA, Mathew J, Koruthu A, Aravind P,
Ahammed MF. Denture Adhesives in Prosthodontics: An
12. Roumanas ED. The social solution - denture esthetics, Overview. J Int Oral Health 2015;7:93-5.
phonetics, and function. J Prosthodont 2009; 18:112-5.
ปที ่ ี 45 ฉบบั ท่ ี 4 ตุลาคม - ธนั วาคม 2563 | 259
บทฟ้ นื วชิ าการ
การตรวจเสน้ ประสาทสมองคทู่ ี่ 7 และ 8 ดว้ ยเครอื่ งสรา้ งภาพ
สนามแมเ่ หล็กไฟฟา้ 3T โดยเทคนคิ 3D T2 weighted
ทสี่ ถาบนั ประสาทวทิ ยา
ศรายทุ ธ วงศ์เหลา วท.บ.
สถาบันประสาทวทิ ยา แขวงท่งุ พญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 10400
Detection of the 7th and 8th Cranial Nerve by MRI 3T Using
3D T2 Weighted Technique at Prasat Neurological Institute
Sarsyut Wonglao, B.Sc.
Prasat Neurological Institute, Khwang Thung Phyathai. Khet Ratcha Thewi,
Bangkok, 10400
(E – mail: sr – [email protected])
(Received: August 13, 2019; Revised: May 12, 2020; Accepted: June 26, 2020)
บทน�ำ ของเสน้ ประสาทสมองคทู่ ี่ 7 และ 8 ได้ชัดเจน เนื่องดว้ ยเป็นเทคนิค
สถาบันประสาทวิทยามีการตรวจเส้นประสาทสมอง การสร้างภาพที่ใช้ความหนาของสไลซ์ท่ีบางและความคมชัดของ
ภาพท่ีสูง รวมท้ังสามารถน�ำข้อมูลไปใช้สร้างภาพในแนวอื่นๆได้
(cranial nerves) เป็นจ�ำนวนมาก รวมท้ังเส้นประสาทสมองคทู่ ี่ 7 ผู้เขียนได้ศึกษาเนื้อหาเกี่ยวกับลักษณะโครงสร้าง (anatomical
เส้นประสาทเฟเชียล (facial nerve) และคู่ที่ 8 เส้นประสาท structure) ของเสน้ ประสาทสมองคทู่ ี่ 7 และ 8 ถึงหน้าท่ีและผลก
เวสทิบวิ โลคอเคลียร์ (vestibulocochlear nerve) การสร้างภาพ ระทบเนื่องจากเส้นประสาทถูกท�ำลาย รวมทั้งเทคนิคในการสร้าง
เพ่ือแยกเส้นประสาทสมองค่ทู ี่ 7 และค่ทู ี่ 8 ดว้ ยเคร่อื งสร้างภาพ ภาพ หลกั การทางฟสิ กิ ส์ ขอ้ ดีและข้อจำ� กัดของแตล่ ะเทคนคิ เพื่อ
สนามแม่เหล็กไฟฟ้า (magnetic resonance imaging; MRI) ให้บคุ ลากรทางการแพทยท์ ีส่ นใจ สามารถใชเ้ พอ่ื พจิ ารณาและเป็น
ให้เห็นความแตกต่าง รวมทั้งความคมชัดของภาพนั้น โดยท่ัวไป แนวทางในการสร้างภาพเส้นประสาทสมอง
การตรวจสมองด้วยเทคนิคธรรมดา (routine technique) ไม่
เพยี งพอทจี่ ะสามารถแยกเสน้ ประสาทสมองคทู่ ี่ 7 และ 8 ไดช้ ดั เจน เน้ือหา
จำ� เปน็ ตอ้ งอาศยั การสรา้ งภาพสนามแมเ่ หลก็ ดว้ ยเทคนคิ พเิ ศษชว่ ย ลักษณะโครงสร้างของเสน้ ประสาทสมองคู่ที่ 7 และ 8 ซึ่ง
ซงึ่ เรียกเทคนิคการสร้างภาพนว้ี ่า 3D (three - dimensional) T2 รวมอยใู่ น internal auditory canal (IAC) หรอื internal acoustic
weighted เทคนคิ การสรา้ งภาพโดยวธิ นี จ้ี ะชว่ ยแยกความแตกตา่ ง meatus (IAM) (รูปที่ 1)
260 | วารสารกรมการแพทย์
รปู ท่ี 1 ลักษณะของเสน้ ประสาทสมองคทู่ ี่ 7 และ ค่ทู ี่ 8 ซง่ึ รวมอยู่ใน IAC (ทมี่ า: http://www.medicalook.com)
เส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 เสน้ ประสาทเฟเชียล (Facial nerve)1-2 gland, lacrimal gland และ pharyngeal gland รวมท้ัง
มจี ุดก�ำเนิดมาจากกา้ นสมอง (brain stem) ทอี่ ยู่ระหวา่ ง sphenoid sinus, frontal sinus, maxillary sinus, ethmoid
sinus และ nasal cavity
pons และ medulla หรอื เรยี กบรเิ วณนั้นวา่ pontomedullary
junction ควบคุมการท�ำงานของกล้ามเนื้อในการแสดงสีหน้า 1.2 เสน้ ใยประสาทควบคมุ การทำ� งานกลา้ มเนอ้ื Stapedius
(muscle of facial expression) กลา้ มเนอ้ื สเตพเี ดยี ส (stapedius ท่อี ยใู่ น Middle ear
muscle) รับความรู้สึกพิเศษเกี่ยวกับรสชาติจากด้านหน้า 2/3
ของลิ้น การท�ำงานของต่อมน้�ำลายและต่อมน้�ำตา (ยกเว้นต่อม 1.3 Chorda tympani เปน็ เสน้ ใยประสาทพเิ ศษท่ีควบคุม
พาโรติด) ความรู้สึกเกี่ยวกับรสชาติจากด้านหน้า 2/3 ของลิ้น รวมทั้ง
submandibular gland และ sublingual gland
ลักษณะกายวิภาค (anatomical) สามารถแบ่งออกเป็น
2 ส่วน ดงั นี้ 2. ภายนอกกระโหลกศีรษะ (extracranial) อยู่ระหว่าง
stylomastoid foramen และ sarotid gland ประกอบดว้ ยเสน้ ใย
1. ภายในกระโหลกศีรษะ (intracranial) เสน้ ประสาทอยู่ ประสาทควบคมุ การท�ำงานของกลา้ มเนอื้ ตา่ งๆดังน้ี
ภายในโพรงกระโหลกศีรษะ (cranial cavity) และทอดออกจาก
stylomastoid foramen ของ temporal bone ประกอบด้วย 2.1 เส้นใยประสาท posterior auricular ควบคุมการ
motor root และ sensory root รวมกนั เปน็ เส้นประสาทเฟเชียล เคลื่อนไหวของกล้ามเนอื้ รอบๆหู
แลว้ แยกออกเป็นแขนงของเสน้ ใยประสาทตา่ งๆไดแ้ ก่
2.2 เส้นใยประสาทควบคมุ การทำ� งานกล้ามเน้ือ digastric
1.1 เสน้ ใยประสาท greater petrosal เปน็ เส้นประสาท 2.3 เส้นใยประสาทควบคุมการท�ำงานกล้ามเน้ือ
ประเภท Parasympathetic ท่ีครอบคลมุ ไปถึงตอ่ ม (gland) หรอื Stylohyoid
อวัยวะคัดหล่ังต่างๆ ประกอบไปด้วย nasal gland, palatine 2.4 เสน้ ใยประสาท 5 แขนง ทอี่ ยใู่ น parotid gland ควบคมุ
การทำ� งานของกลา้ มเน้ือแสดงของสีหนา้ (รูปท่ี 2)
ปีท ี่ 45 ฉบบั ท่ี 4 ตลุ าคม - ธนั วาคม 2563 | 261
รปู ท่ี 2 5 เสน้ ใยประสาทท่ีควบคุมกลา้ มเนือ้ แสดงสีหนา้ (ท่ีมา: http://www.entokey.com)
2.4.1 เสน้ ใยประสาท temporal ควบคมุ frontalis และ ผลกระทบเม่อื เส้นประสาทเฟเชียลถูกท�ำลาย
Orbicularis oculi 1. กล้ามเนอื้ ใบหนา้ อมั พาต (facial palsy)
2.โรคใบหน้าอัมพาตครง่ึ ชกี (bell’s palsy)
2.4.2 เส้นใยประสาท zygomatic ควบคุม orbicularis
oculi เส้นประสาทสมองคู่ที่ 8 เส้นประสาทเวสทิบิวโลคอเคลียร์
(vestibulocochlear nerve)3-4
2.4.3 เสน้ ใยประสาท buccal ควบคมุ orbicularis oris,
buccinator และ zygomaticus มจี ดุ กำ� เนดิ มาจากนวิ เคลยี ส 2 กลมุ่ ทอ่ี ยตู่ ดิ กนั ภายในกา้ น
สมอง (brain stem) ท�ำหน้าท่เี กีย่ วกับรับความรสู้ ึกการไดย้ นิ การ
2.4.4 เส้นใยประสาท marginal mandibular ควบคุม หมุนและแรงโน้มถ่วง (ซ่ึงส�ำคัญในการทรงตัวและการเคลื่อนไหว)
Mentalis เส้นประสาทนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน (รูปที่ 3)
2.4.5 เสน้ ใยประสาท cervical ควบคุม platyma
รปู ที่ 3 Cochlear และ Vestibular portion (ทมี่ า: http://www.antranik.org.com)
262 | วารสารกรมการแพทย์
1. Cochlear portion ทำ� หนา้ ที่เกี่ยวกบั การรับและได้ยนิ (รปู ที่ 4) ไดแ้ ก่
เสยี ง 2.1 Superior vestibular
2.2 Inferior vestibular
2. Vestibular portion ท�ำหน้าที่เกี่ยวกับการรู้ต�ำแหน่ง
ของรา่ งกาย เพอ่ื รกั ษาสมดลุ ในการทรงตวั ซงึ่ แบ่งออกเปน็ 2 ส่วน
รปู ที่ 4 Superior และ Inferior vestibular (ท่มี า: http://www.otorrinos2do.wordpress.com)
ผลกระทบเม่อื เสน้ ประสาทเวสทบิ ิวโลคอเคลียรถ์ ูกท�ำลาย ขอบเขตท่กี วา้ ง เม่อื routine MRI sequence ไม่สามารถตรวจหา
1. มีความผดิ ปกตใิ นการได้ยินเสียง พยาธิสภาพบรเิ วณนน้ั ได้ อาจจะเนอื่ งจากโครงสร้างทางกายวภิ าค
1.1 การไดย้ ินเสยี งลดลง (hearing loss) ของเนอื้ เย่อื บรเิ วณนน้ั ๆ
1.2 การได้ยินเสยี งรบกวนในหู (tinnitus)
2. มคี วามผดิ ปกตใิ นการรกั ษาสมดลุ การทรงตวั อาจเกดิ ขน้ึ พารามิเตอร์ (Parameter)
TR (Repetition time) /TE (Time to echo) = 6.1/2.9
ข้างเดียวหรอื พรอ้ มกันทัง้ 2 ขา้ ง และมีผลท�ำให้ผู้ป่วยเสียสมดุลใน ms, Field of view (FOV) = 150x150, Voxel size = 0.5x0.5x0.5
การทรงตัว ร่างกายอาจสามารถหรือไม่สามารถปรบั ตวั เพ่ือรักษา mm3, Flip angle (FA) = 50°, Matrix size = 320x288, Slice
สมดุลในการทรงตัว อาจต้องอาศัยการท�ำงานของอวัยวะอ่ืนช่วย per slab = 56 และ Acquisition time = 5 min 6 sec
ชดเชยในการปรบั ตวั ทัง้ น้ีขึน้ อยู่กบั ความรนุ แรงของอาการ หลักการทางฟิสกิ ส์
เทคนิคการทำ� 3D T2 weighted โดยเคร่อื ง MRI 3T (Tesla) Steady state sequence เป็นการสรา้ งภาพโดยเทคนิค
ทสี่ ถาบันประสาทวิทยามี 2 เทคนิค ได้แก่ gradient echo ซ่ึงน�ำสัญญาณที่เหลืออยู่ในแนว transverse
magnetization มาใช้ร่วมในการกระตุ้นสัญญาณครั้งต่อไป โดย
1. 3D Constructive interferense in steady state การ refocuse สัญญาณ steady-state magnetization ของ
(CISS)5-8 สัญญาณในแนว transverse magnetization ระหว่าง TR ใน
สญั ญาณ steady state นน้ั ซงึ่ ประกอบไปดว้ ยสญั ญาณ 2 ประเภท
เปน็ ชอ่ื Pulse sequence ของบรษิ ทั Siemens สว่ นบรษิ ทั คอื สญั ญาณ free induction decay (S+) และ spin echo (S-)
อืน่ ๆก็เรยี กชื่อตา่ งๆกนั เช่น FIESTA-C ของ GE, Balanced-FFE (ดงั รปู ท่ี 5) โดยเทคนคิ balanced-steady state free precission
ของ Philip, True SSFP ของ Toshiba และ BASG ของ Hitachi (TrueFISP ของ siemens, FIESTA ของ GE, balanced-FFE ของ
เป็นต้น เป็นเทคนิค fully refocused steady-state gradient Philip เป็นต้น) (ดังรูปที่ 6) โดยใชท้ งั้ 2 สัญญาณในการสรา้ งภาพ
echo ซ่ึงเทคนิคนี้สามารถตรวจหาพยาธิสภาพของรอยโรคได้ใน
ปที ี่ 45 ฉบับท่ี 4 ตุลาคม - ธันวาคม 2563 | 263
รูปท่ี 5 สัญญาณ Free induction decay (S+) และ Spin echo (S-) (ทม่ี า: http://doi.org/10.1148/rg.284075031)
รูปที่ 6 balanced-steady state free precission sequence (ที่มา http//courses.washington.edu/radxphys/r3.html)
3D CISS เปน็ เทคนคิ การสรา้ งภาพประกอบดว้ ย TrueFISP เกดิ ขนึ้ ในการสรา้ งภาพ เรยี กสญั ญาณรบกวนนวี้ า่ banding artifact
2 sequences โดยการกระตนุ้ สญั ญาณครงั้ แรกดว้ ย phase angle (รูปท่ี 8) สาเหตุเกิดจากความแตกต่างทางกายวิภาคของเน้ือเยื่อ
ของ RF pulse ทเ่ี หมอื นกนั และอีกคร้งั ต่างกัน (ดงั รปู ที่ 7) แล้วน�ำ บริเวณท่ีกระตุ้นสัญญาณก่อให้เกิดความไม่สม�่ำเสมอของสนาม
สัญญาณท้ัง 2 มารวมกนั เพ่ือลดสัญญาณรบกวน (artifact) ทจี่ ะ แมเ่ หล็ก (inhomogeneous)
264 | วารสารกรมการแพทย์
รูปท่ี 7 Phase angle ของ RF pulse ที่เหมอื นกนั และต่างกนั (α = Flip angle)
(ที่มา: http://www.SiemensMedical.com/MagnetsFlows/Fastimaging techniques)
รปู ท่ี 8 banding artifact
(ที่มา http//www.mriquestions.com)
ลกั ษณะของภาพ 3D CISS เยื่ออ่ืนๆมีสัญญาณท่ีต่�ำ ส่งผลดีในการแยกความแตกต่างของภาพ
ผลจากการสร้างภาพด้วยเทคนคิ 3D CISS (รูปที่ 9) ท�ำให้ ระหวา่ งเนื้อเยือ่ อน่ื ๆ ได้ดี เชน่ น�้ำกับเสน้ ประสาทสมอง เปน็ ตน้ จงึ
เกดิ ค่า T2 relaxation time ท่ียาว และ T1 relaxation time ท่ี เหมาะแก่การสรา้ งภาพ cisternography, CSF rhinorrhea และ
ส้ัน ส่งผลให้สัญญาณของไขมันและน�้ำสูงข้ึน ในขณะเดียวกันเนื้อ เส้นประสาทสมอง
ปีท ี่ 45 ฉบบั ที่ 4 ตลุ าคม - ธนั วาคม 2563 | 265
รปู ท่ี 9 ลกั ษณะของภาพ 3D CISS ในแนวตา่ งๆ ดงั นี้
A แสดงภาพแนวหน้า-หลงั (coronal), B แสดงภาพ
แนวบน-ลา่ ง (transverse) และ C แสดงภาพแนว
ขวา-ซา้ ย (sagittal) โดยท่ี VII คือเส้นประสาทสมอง
คู่ที่ 7, VIII คือเส้นประสาทสมองคู่ที่ 8, SVN คือ
superior vestibular nerve และ IVN คือ inferior
vestibular nerve
ข้อดีของเทคนิค 3D CISS ลด specific absortion rate (SAR), turbo factor จ�ำนวนมาก,
1. Signal to noise ratio (SNR) และ contrast to noise echo spacing ทสี่ ้นั มาก (3-4 ms) และ sampling efficiencies
ratio (CNR) มคี า่ สงู สูง ซ่งึ จะได้ภาพทีม่ ี resolution ท่สี ูง ภายในเวลาทย่ี อมรบั ได้
2. สามารถแยกน้�ำและเนอื้ เยื่ออืน่ ๆไดด้ ี
3. ลดสัญญาณรบกวนท่ีเกิดจากการเคล่ือนท่ีของน้�ำ พารามิเตอร์ (Parameter)
ไขสันหลัง (cerebro - spinal fluid; CSF) หรอื เสน้ เลือด (vessels) TR/TE = 1,000/130 ms, FOV = 150x150, Voxel size
ตา่ งๆ = 0.5x0.5x0.5 mm3, FA = 120°, Matrix size = 320x320, Echo
4. ลดความไม่สมำ่� เสมอของสนามแมเ่ หล็ก train length = 96, Slice per slab = 56 และ Acquisition time
ข้อจ�ำกัดของเทคนคิ 3D CISS = 3 min 39 sec
1. ใช้เวลานาน
2. แสดงรายละเอียดของเน้ือเยื่อต่างๆได้ไม่ดี (poor หลักการทางฟสิ กิ ส์
contrast) เชน่ gray - white matter เปน็ ต้น ขอ้ จำ� กัดทีส่ ำ� คัญของเทคนคิ 3D T2 TSE คือปริมาณความ
2. 3D T2 sampling perfection with application ร้อนหรอื SAR ที่เพ่มิ ข้นึ เน่ืองจากการให้ RF refocusing pulses
optimized contrast by using different flip angle จำ� นวนมาก ปริมาณความรอ้ นทเี่ กิดข้นึ เปน็ สัดสว่ นกับ flip angle
evolution (SPACE)9-10 ดังน้นั 180º RF pulse ทใี่ ห้จะกอ่ ใหเ้ กดิ ความรอ้ นได้ 4 เท่า ของ
เป็นช่ือ pulse sequence ของบริษัท Siemens ส่วน 90º RF pulse ถงึ แมว้ า่ การลดขนาด flip angle refocusing pulse
บรษิ ทั อืน่ อย่างเช่น CUBE ของ GE, VISTA ของ Philips, isoFSE ลงจะชว่ ยใหป้ รมิ าณความรอ้ นลดลง แตอ่ ยา่ งไรกต็ ามจะสง่ ผลทำ� ให้
ของ Hitachi และ 3D MVOX ของ Toshiba เป็นตน้ เปน็ เทคนิค สัญญาณหรือ signal intensity ลดลงดว้ ยเช่นกนั
single - slab 3D Turbo spin echo (TSE) หรอื fast spin echo เม่อื ลดขนาดของ flip angle refocusing pulse ต�ำ่ กว่า
(FSE) ทใี่ ช้ RF refocusing pulse โดย variable flip angle เพอ่ื 180º RF pulse หรอื ทีน่ ิยมใช้ variable flip angle pulses ซ่งึ จะ
เปน็ แบบ linearly หรอื sinosoidally ramp (รูปท่ี 10)
266 | วารสารกรมการแพทย์
รปู ที่ 10 Variable flip angle pulses แบบตา่ งๆ (ท่ีมา http//www.mriquestions.com/Reduce Flip Angle FSE)
สญั ญาณทอี่ อกมาจะมสี ญั ญาณชนดิ หนงึ่ ทเ่ี รยี กวา่ Pseudo- ลักษณะของภาพ 3D T2 SPACE
steady state (PSS) เป็นสัญญาณที่เกิดเน่ืองจากการสลายตัว ผลจากการสร้างภาพโดยเทคนิค 3D T2 SPACE จะได้
ชา้ ของ T1 และ T2 relaxation time สญั ญาณนจ้ี ะถูกนำ� ไปรวม ภาพที่มี SNR และ CNR สูงข้ึน เน่ืองจากใช้ hyper-echoes,
กับสัญญาณในแนว Longitudinal magnetization ท่ีจะกระตุ้น sampling efficiencies สูง แสดงรายละเอียดของเน้ือเยื่อต่างๆ
สัญญาณในครง้ั ต่อไป มผี ลท�ำให้ได้ signal intensity สูงข้ึน แสดง ได้มาก susceptibility, flow และ chemical shift artifact
ใหเ้ หน็ ว่าการเพมิ่ สญั ญาณ PSS สง่ ผลดีต่อ signal intensity จงึ ไม่มีผลต่อการสร้างภาพและลักษณะของภาพจะคล้ายๆ กับภาพ
จ�ำเป็นตอ้ งอาศยั เทคนดิ variable flip angle pulses ใน echo ของ 2D T2 spin echo (รูปท่ี 11)
train ซงึ่ เทคนคิ นเ้ี รยี กวา่ transition between pseudo – steady
state (TRAPS)
รูปที่ 11 ลักษณะของภาพ 3D T2 SPACE ในแนวต่างๆ
ดังนี้ A แสดงภาพแนวหน้า-หลงั (coronal), B แสดง
ภาพแนวบน-ล่าง (transverse) และ C แสดงภาพแนว
ขวา-ซา้ ย (sagittal)
ปีท ี่ 45 ฉบับที่ 4 ตุลาคม - ธันวาคม 2563 | 267
ขอ้ ดขี องเทคนิค 3D T2 SPACE ตา่ งกัน โดยเทคนคิ 3D CISS เป็นเทคนคิ การสรา้ งภาพ gradient
1. High resolution 3D images (isotropic) echo ในขณะทเี่ ทคนิค 3D T2 SPACE เปน็ เทคนิคการสร้างภาพ
2. ลด SAR limit Spin echo ซ่งึ ท่ีสถาบนั ประสาทวทิ ยาไดน้ ำ� ทงั้ 2 เทคนิคนม้ี าใชใ้ น
3. ไม่มีผลต่อ susceptibility, flow และ chemical การตรวจและพบวา่ รงั สแี พทยแ์ ตล่ ะคนเลอื กใชเ้ ทคนคิ ทแี่ ตกตา่ งกนั
shift artifact
4. แสดงรายละเอยี ดของเน้ือเยื่อต่างๆได้ดี จากสถิตกิ ารตรวจเส้นประสาทสมองคทู่ ่ี 7 และ 8 ทกี่ ล่มุ
5. Image acquisition time ยอมรับได้ เม่ือเทียบกับ งานประสาทรังสีวิทยา ระบุส่วนตรวจ IAC จากระบบ pictures
resolution ทีไ่ ด้ achiving and communication system (PACS) พบว่าปี 2557
ข้อจำ� กดั ของเทคนิค 3D T2 SPACE เทคนคิ นชี้ ่วยลดข้อ มจี ำ� นวน 22 ราย ใช้เทคนคิ 3D CISS 7 ราย (31.82%), 3D T2
จ�ำกัดต่างๆ เช่น SAR limit, SNR ท่ีลดลง เน่ืองจากลด flip angle SPACE 2 ราย (9.09%) และอื่นๆ 13 ราย (59.09%) ปี 2558 มี
อาศยั เทคนิค TRAPS เพอ่ื เพ่ิม SNR จ�ำนวน 21 ราย ใช้เทคนคิ 3D CISS 6 ราย (28.57%), T2 SPACE
4 ราย (19.05%) และอืน่ ๆ 11 ราย (52.38%) ปี 2559 มจี ำ� นวน
วจิ ารณ์ 15 ราย ใชเ้ ทคนคิ 3D CISS 1 ราย (6.66%), 3D T2 SPACE 7 ราย
จากการศึกษาการตรวจเพ่ือแยกเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 (46.67%) และอื่นๆ 7 ราย (46.67%) ปี 2560 มจี �ำนวน 12 ราย
และ 8 โดยเทคนคิ การตรวจพิเศษทเ่ี รียกว่า 3D T2 weighted พบ ใชเ้ ทคนคิ 3D CISS 0 ราย (0%), 3D T2 SPACE 3 ราย (25%)
วา่ มี 2 เทคนคิ คือ เทคนิค 3D CISS และ 3D T2 SPACE ซ่ึงท้ัง 2 และอน่ื ๆ 9 ราย (75%) และปี 2561 มีจ�ำนวน 30 ราย ใชเ้ ทคนิค
เทคนคิ นม้ี หี ลกั การฟสิ กิ ส์ ลกั ษณะของภาพ ขอ้ ดแี ละขอ้ จำ� กดั ทแ่ี ตก 3D CISS 1 ราย (3.34%), 3D T2 SPACE 13 ราย (43.33%) และ
อน่ื ๆ 16 ราย (53.33%)
รูปที่ 12 กราฟแสดงเปอรเ์ ซน็ การใชเ้ ทคนคิ 3D CISS และ 3D T2 SPACE ตง้ั แตป่ ี 2557-2561
จากกราฟ (ดงั รปู ที่ 12) แสดงใหเ้ หน็ วา่ ตง้ั แตป่ ี 2557-2561 ไดด้ กี วา่ ในกรณที มี่ เี นอ้ื งอกสมอง (tumor) และขอบเขตของหลอด
รงั สแี พทยเ์ ลอื กใชเ้ ทคนคิ 3D T2 SPACE มากกวา่ 3D CISS จากการ เลือดไดช้ ดั กว่า ง่ายตอ่ การวินจิ ฉยั โรค
สอบถามพบว่า 3D T2 SPACE แสดงรายละเอียดของเน้ือเย่ือต่างๆ
268 | วารสารกรมการแพทย์
AB
รปู ที่ 13 เปรียบเทยี บภาพ ระหว่าง A แสดงภาพ transverse 3D CISS กับ B แสดงภาพ transverse 3D T2 SPACE
เม่ือนำ� เอา 2 เทคนิคนม้ี าวิเคราะหท์ ฤษฏีและพารามิเตอร์ เนอ้ื เยอ่ื ตา่ งๆ ไดด้ ี จงึ มกี ารนำ� เทคนคิ 3D T2 SPACE มาใชใ้ นการทำ�
ทใ่ี ชใ้ นการสร้างภาพท่สี ถาบนั ประสาทวทิ ยา ผู้ศึกษาพบวา่ เทคนคิ 3D Navigator เพอ่ื วางแผนการผา่ ตดั อยา่ งไรกต็ ามจะเลอื กเทคนคิ
3D CISS ใชเ้ วลานานกว่า 3D T2 SPACE โดยทีพ่ ารามิเตอรอ์ ่นื ๆ ชนดิ ใดน้นั กข็ ึ้นอยกู่ บั รังสีแพทยข์ องแต่ละที่ ซึ่งทั้ง 2 เทคนคิ น้นั กม็ ี
เหมือนกนั และไมต่ ่างกัน แต่ในทางทฤษฏี เทคนคิ 3D CISS แยก ข้อดีและขอ้ จ�ำกัดทแี่ ตกตา่ งกัน
เส้นประสาทสมองคู่ท่ี 7 และ 8 ได้ชัดเจน เน่ืองจากเทคนิคนี้มี สรุป
ผลท�ำให้ SNR และ CNR ระหว่างน�้ำและเส้นประสาทสมองมีค่า
แตกต่างกันสูง สังเกตได้จากเนื้อเยื่อต่างๆที่แสดงรายละเอียดไม่ 3D CISS แสดงความแตกต่างและแยกเส้นประสาทสมอง
ชัดเจน (ดังรปู ที่ 13) ในทางตรงขา้ มเทคนคิ 3D T2 SPACE เป็น ค่ทู ี่ 7 และ 8 ได้ชดั เจน เพราะใหค้ ่า SNR และ CNR ระหว่างน�้ำ
เทคนคิ ทส่ี ามารถตรวจไดค้ รอบคลมุ พยาธสิ ภาพมากกวา่ เทคนคิ 3D และเส้นประสาทสมองท่สี งู ในขณะท่ี 3D T2 SPACE สามารถแสดง
CISS และให้ Resolution ของภาพสงู สามารถแสดงรายละเอียด รายละเอยี ดเนือ้ เย่อื ต่างๆ ได้ดี
References 6. Mrimaster.com. CISS (Fiesta-C, Phase balanced SARGE, PBSG).
1. Liam Curry. The facial nerve (CN VII). (Internet). (cited 2015 (Internet).(cited 2014 Dec 30). Available from: http://www.
mrimaster.com/True FISP Dual Excitation/CISS.htm.
June15). Available from: http://www.teachmeanatomy.info/
head/cranial-nerves/facial-nerve.htm. 7. Siemens medical. Variants of the gradient echo technique
2. Wikipedia. Facial nerve. (Internet). (cited 2014 Sep26). (CISS). Magnets, Flows and Artifacts. Erlangen, Germany:
Available from: http://www.en.wikipedia.org/wiki/Facial_ Siemens Medical Solution, 2010; 104-2.
nerve.htm.
3. Teachme Anatomy. The Vestibulocochlear nerve (CN VIII). 8. Questions and Answers in MRI.FIESTA vs FIESTA-C. (Internet).
(Internet). (cited 2015 Dec14). Available from: http://www. (cited 2014). Available from: http//www.mriquestions.com/
teachmeanatomy.info/head/cranial-nerves/vestibulocochlear. fiesta-v-fiesta-c.htm.
htm
4. Wikipedia. Vestibulocochlear nerve. (Internet). (cited 2014 9. Runge VM, Nitz WR, Schmeets SH. 3D Imaging SPACE. The
Sep26). Available from: http://www.en.wikipedia.org/wiki/ Physics of Clinical MR Taught Through Images. New York:
Vestibulocochlear_nerve.htm. Thieme, 2009; 2: 76-2.
5. Runge VM, Nitz WR, Schmeets SH. Constructive Interference
in a Steady State (CISS). The Physics of Clinical MR Taught 10. Questions and Answers in MRI. Reduced Flip Angle FSE.
Through Images. New York: Thieme, 2009; 2: 60-2. (Internet).(cited 2014).Available from: http//www.
mriquestions.com/reduced-flip-angle-fse.htm.
ปีที่ 45 ฉบับท ่ี 4 ตลุ าคม - ธันวาคม 2563 | 269
ดรรชนีปีที่ 45
มกราคม – ธนั วาคม 2563
ดรรชนผี ูน้ พิ นธ์
กชกร หริ ญั ญากร ก 193(4) จฬุ าภรณ์ ลิมวัฒนานนท ์ 98(3)
กนกพร ฉายะบรุ ะกลุ 35(1) เจตนา รองเดช 86(1)
กนกวรรณ พรมชาติ 111(4) เจนจริ า บวั เชย ฉ 37(4)
กมลวรรณ พ่อค้า 135(3) ช
กฤษณะพงศ์ มโนธรรม 120(1) ฉวีวรรณ ภักดีธนากุล 18(3)
กวยิ า มาณะวทิ 62(4) เฉลมิ พล ไชยรตั น์ ฐ 122(4)
กองกาญจน์ พรสงู สง่ 42(1) ณ
กำ� พล เครอื คำ� ขาว 155(1) ชญานิน เวชภตู ิ ด 202(4)
กิตติกา เจยี มจติ 55(4) ชญานิศ แกว้ แสง 111(1)
กิตติวรรณ สุพิชญางกรู 35(1) ชนญั ญู มงคล 208(4)
กิติยา นม่ิ กลุ 25, 34(3) ชมพูนทุ วิจติ รสงวน 55(4)
เกรียง ต้งั สงา่ 111(4) ชไมพร มีหนองหวา้ 74(2)
เกรยี งไกร เฮงรัศมี 29(1) ชลธดิ า ใบมว่ ง 226(4)
ชัชฎา โพธิพุกกณะ 116(3)
ขวญั ชนก เตจ๊ะฟอง ข 81(4) ชัญดากญั จ์ แอน่ ปัญญา 78(1)
ขวัญประชา เชียงไชยสกุลไทย 82(2) ชยั พร สชุ าติสนุ ทร 107(2)
ขวญั รตั น์ หวังผลพฒั นศริ ิ 127(2), 68(4) ชยั โรจน์ ซงึ สนธิพร 226(4)
ชัยวฒุ ิ ยศถาสุโรดม 141(2)
คมสิงห์ เมธาวกี ลุ ค 29(1) ชาลิณี ขันทะ 101(4)
คริส ผลประเสริฐ 35(1) ชตุ มิ า สิมะสาธติ กลุ 116(3)
ชมุ พล พรี ะทพิ ยมงคล 37(4)
จกั รพงษ์ เฮงตระกลู เวนิช จ 111(4) ชศู กั ด์ิ เกษมศานติ ์ 141(2)
จักรพนั ธ์ จำ� ปาเทศ 19, 141(2) โชติรส วงศส์ ายเชือ้ 184(2)
จนั ทนา เกดิ บางแขม
จนั ทร์ทพิ ย์ จุนทการ 31(2) ฐติ นิ นั ท์ อนสุ รณ์วงศ์ชัย 51(3)
จาตุรงค์ ตนั ตบิ ัณฑติ 120(1)
จารุภทั ร อศั วพลังกลู 55(4) ณรงค์ ศลิ ปะสะคราญ 12(1)
จณิ หจ์ ุฑา ชัยเสนา ดาลลาส 138(4) ณัฐธยา สง่า 116(3)
จดิ าพร อินทพงษ์ 31(2) ณฐั พงศ์ เลปนานนท ์ 67(3)
จติ อารยี ์ จอดสนั เทียะ 111(4) ณัฐวฒุ ิ วงษ์ดีไทย 86(1)
จินตนา สะตะ 120(2)
จิรันดา ไกรฤทธชิ ยั 129(4) ดนุภทั ร รตั นวราห 200(2)
จิราภรณ์ คุ้มศร ี 116(3) ดาราวรรณ ตะ๊ ปนิ ตา 81(4)
จิราวรรณ ฉายจรญู 175, 243(4) เดอื นเพญ็ หอ่ รตั นาเรอื ง 67(3)
จรี พร อนิ นอก 55(4)
76(3)
270 | วารสารกรมการแพทย์
ตฤษณา สนุ ทราคม ต 67, 131(3) นิศากร ล้ิมธเนศกลุ 37(4)
เตือนใจ สินอ�ำไพสิทธ์ ิ 167(4) นชุ นาถ แกว้ มาตร 31(2)
นุชนารถ เขยี นนุกูล 243(4)
ถ 82(2) บปุ ผาชาติ ขนุ อนิ ทร ์ บ 116(3)
เบญจารัตน์ ทรรทรานนท์ 98(2)
ถาวร สกุลพาณชิ ย์
131(3)
ทรงศักด์ิ บวั เบกิ ท 48(2) ป 18(3)
ทวิพร หอสวุ รรณศักด ิ์ 94(1) 31(2)
ทับทมิ เช้ือหมอ 94(1) ปฏิฐา จลุ ละโพธิ 18(3)
ทพิ วรรณ สวุ รรณพล 129(4) ปฐวี คงขนุ เทยี น 67(3)
เทติยา วริ ิไฟ 32(4) ปณชิ า พลพนิ จิ 98(2)
เทพพิทักษ์ ต�ำเมอื ง 86(1) ประพนธ์ นพิ ัทธสจั ก์ 37(4)
ปรารถนา วิทยาไพโรจน์ 116(3)
ธนพร หนั หาบุญ ธ 67(3) ปริชญา งามเชดิ ตระกูล 129(4)
ธนวิทย์ อนิ ทรารกั ษ์ 91(2), 236(4) ปทั ม์ดวงพกั ตร์ เพง็ สุทธ ์ิ
ธนวุฒิ อดุ มเวช ปิยพร พยัฆพรม 116(3)
ธนะรตั น์ อ่มิ สุวรรณศร ี 51(3) ปยิ รัตน์ สมันตรัฐ 175, 243(4)
ธภสั ส์ธรณ์ นโิ ครธานนท ์ 59(3), 17, 208(4) 175, 243(4)
ธราธิป ลขิ สทิ ธ์ิพนั ธุ ์ พ
ธวัช องิ ศโิ รรตั น ์ 98(3) 191(2)
ธชั ณรงค์ ธญั ญศร ี 104(1) พรจันทร์ สัยละมัย 101(4)
ธัญน์ชนก พรมดาว 66(2) พรนภา เอ่ยี มลออ 82(2)
ธัญพิมล เกณสาคู 52(1) พรพิมล อรรถพรกศุ ล 86(1)
ธนั วา ขตั ยิ ศ 67(3) พรรนอ กลน่ิ กหุ ลาบ 111(1)
167(4) พรสวรรค์ โพธิส์ ว่าง 177(2)
นพมณี ตนั ตเิ วทเรืองเดช น 226(4) พัชนี ธรรมวันนา 31(2)
นภัสสรณ์ รงั สเิ วโรจน ์ พัฒนา เต็งอำ� นวย 134(2)
นภาพร บุญยืน 202(4) พาช่นื โพทัพ 75(4)
นรากรณ์ นราธิกรณ์ฤทธ์ ิ 81(4) พิชญาภา พิชะยะ 91(4)
นรศิ เจียรบรรจงกิจ 111(4) พชิ ามญช์ุ ปณุ โณทก 25(3)
นฤมล สวรรค์ปญั ญาเลศิ 134(2) พมิ ประภา กจิ วธิ ี 129(4)
นฤมล อารยะพพิ ัฒน์ 236(4) พมิ พจ์ ัน ปิน่ สนุ ทร 236(4)
นันทกาญจน์ สุวรรณปิฎกกลุ 175, 243(4) พิไลพร ฉัตราธกิ ลุ 175, 243(4)
นันทา ชัยพชิ ิตพนั ธ์ 170(2) พไิ ลลกั ษณ์ อัคคไพบลู ย์ โอกาดะ 107(3)
นัยนา วฒั นากูล 116(3) เพญ็ พกั ตร์ คงกลุ ทอง
นาฏสริ ี พานเข็ม 12(1) เพญ็ มาศ ธรี ะวณิชตระกลู 111(4)
นำ้� ฝน สุขเกษม 175, 243(4) เพยี งพมิ พ์ ตนั ตลิ ีปิกร 148(4)
นิภา มหารชั พงศ ์ 107(3) แพรวไพลนิ สมพีร์วงศ์ 82(2)
นริ มล พจน์ดว้ ง 74(2) 184(4)
นริ ะชา ศรวี งษ ์ 137(1), 120(2) ภทั ราภรณ์ มศี ริ ิ ภ
184(2) ภัสสรุ ยี ์ ชีพสมุ นต ์
65(1) ภาสกร สวนเรือง
ภูษติ ประคองสาย
ปที ่ ี 45 ฉบบั ท่ ี 4 ตุลาคม - ธนั วาคม 2563 | 271
เมธา อภิวฒั นากุล ม วรี ยา น้อยศิร ิ 55(4)
ย 65(1) วีรยทุ ธ ศรีทุมสุข 167(4)
ยุทธชัย จนั ทภา 67(3)
ยุทธชัย ตรสิ กุล ร วีระศักด์ิ ธรรมคณุ านนท์
ยทุ ธนา เนตรวงศ์ 101(4)
ยุทธนา สมานมิตร ล 154(2) ศรัณญา ขันธเดช ศ 260(4)
ยพุ า เพ็งธรรม ว 13(3) ศรายุทธ วงศ์เหลา ส 25, 34(3), 193(4)
ยพุ า ศรณั ยูเศรษฐ ์ 90(3) ศศธิ ร ทวีเดช 18(3)
ยวุ ดี รอดจากภยั 175, 243(4) ศิรินนั ท์ วเิ ศษสินธ์ุ 111(1)
ยุวลี ฉายวงศ์ 86(1) ศิรนิ ันท์ สังขท์ อง 165(2)
75(4) ศิริวทิ ย์ อัสวฒั ิวงศ์ 226(4)
รมร แยม้ ประทุม 137(1), 120(2) ศิวฤทธ์ิ รศั มจี นั ทร ์ 116(3)
รังสิยา บัวสม้ 130(1) ศภุ รักษ์ แนววงศ์ 44(4)
รัชดาภรณ์ วรรณส ุ ศุภรศั มิ์ พันธธ์ุ นะสริ ิ 111(1)
รชั ดาภา สดี าดาษ 98(2) ศภุ วทิ ู สุขเพ็ง 226(4)
รัตน์ธีรา ดฐิ วชิ ัยรตั น ์ 116(3) ศภุ สิทธิ์ พรรณารโุ ณทัย
รุ่งทวิ า ใจจา 37(4) 71(1)
116(3) สกนธ์ สุภากลุ 76(3)
ลัดดาวัลย์ ช่นื สนทิ 101(4) สมครติ ศรีพลแทน่ 104(1)
ลาวัลย์ รักษนาเวศ 81(4) สมจินต์ จินดาวิจักษณ์ 59, 116(3), 208(4)
สมชาย ธนะสิทธิชยั 191(2)
วนศรี ไพศาลตนั ติวงศ ์ 116(3) สมบัติ มากัน 184(2)
วรนตุ ร อรุณรัตนโชต ิ 177(2) สมฤดี ล้นิ ทอง 65(1)
วรรณวรา ตัณฑ์กลุ รัตน์ สหรฐั องั ศมุ าศ 38(2)
วรวรรณ สมั ฤทธม์ิ โนพร 208(4) สนั ติ เลิศวรรณวิทย์ 55(4)
วรญั ญา ครองแก้ว 208(4) สายใจ เลศิ โรจน์ปญั ญา 18(3)
วรางคณา จนั ทรค์ ง 243(4) สายทพิ ย์ ลีวรกานต์ 78(1)
วโรดม ชทู รงเดช 243(4) สาล่ี ผ่องสวา่ ง 31(2)
วัฒนา สว่างศรี 116(3) สาวิตรี หลักทอง 66(2)
วารุณี เศวตประวชิ กุล 62(4) สทิ ธิ เชาวช์ ่นื 12(2)
วนิ ยั ลีสมิทธ์ 25, 34(3) สทิ ธ์ิ ภคไพบลู ย์ 32(4)
วนิ ยั ศรีสะอาด 76(3) สทิ ธโิ ชค เลาหะวลิ ยั 175, 243(4)
วิบูลย์ กาญจนพัฒนกลุ 208(4) สินจยั เขื่อนเพชร 82(3)
วิพรร ณัฐรังสี 111(4) สริ สิ รรค์ จริยพงศ์ไพบูลย์ 202(4)
วิภาดา ขาวรุ่งเรอื ง 59(3) สกุ รม ชเี จริญ 184(4)
วิมลพรรณ โชติแสงทอง 149(2) สขุ ุม เจยี มตน 184(4)
วริ าศณิ ี เฉลมิ ชวลติ 91(2) สุคนธา คงศลี 111(4)
วณี า พร้อมประเสรฐิ 116(3) สุชัญญา พรหมนิม่ 111(1)
วรี นันท์ วิชาไทย 191(2) สุทธดิ า ทาคำ� สขุ 56(2)
75(4) สุธน ณรงคช์ ยั กุล 165(2)
154(4) สุพจน์ ภูเก้าลว้ น 98(3)
18(3) สุพล ลิมวัฒนานนท์ 184(4)
สุพัตรา โลหะโรจน์วิเชยี ร 162(4)
สุภาภรณ์ สุทธิวานชิ
272 | วารสารกรมการแพทย์
สมุ นกาญจน์ ลาภกติ ติเจรญิ ชยั 42(3) อรวรรณ ปนิ่ ประยูร 82(3)
สุมาภรณ์ แซ่ลิม่ 107(2) อรสา ออ่ นจันทร์ 82(3)
สุรฐั ญา ศริ อิ าชากลุ 75(4) อรอนงค์ นิลวลัยกลุ 149(2)
สุรนิ ทร์ อวดรา่ ง 75(4) อรอนงค์ สุพรรณจนาภพ 67(3)
สุรีพร คนละเอียด 208(4) อรณุ ี ไทยะกลุ 59(3), 17, 208(4)
สวุ ภรณ์ สง่ เสรมิ ลอ้ สกลุ 71(1) อลสิ า ช่วงอรณุ 184(2)
สวุ รรณา พลู เสม 78(1) อัครวนิ ด�ำรงค์วฒั นโภคิน 86(1)
สวุ รรณี ตุ่มทอง 253(4) อังสนา ฉตั รรัตนแสง 134(2)
โสฬส อนุชปรดี า 37(4) อญั ชลี เพม่ิ สุวรรณ 71(1)
อัญชลี อัตชู 131(3)
หทยั วรรณ มว่ งตาด ห 37(4) อญั ชษิ ฐา นุม่ โต 191(2)
อัธยา ค�ำปิว 162(4)
อนตุ พงษ์ ชจู นั ทร์ อ 21(1) อารยา ประเสริฐชยั 62(4)
อรชร ทองบรุ าณ 26(2) อ�ำนาจ ลขิ ิตกุลธนพร 143(1)
อรทัย เขียวเจรญิ 226(4) อทิ ธิฤทธ์ิ ค�ำฟอง 75(4)
อรยา กวา้ งสขุ สถติ ย์ 215(4) อดุ ม ไกรฤทธชิ ัย 184(4)
อรรถพล ไพสิฐเกรยี งไกร 29(1) อทุ ุมพร วงษ์ศิลป์ 82(2)
อรรถวุฒิ เลศิ พมิ ลชัย 107(3) อมุ าพร ทอ่ แกว้ 123(3)
อรรถสิทธ์ิ ศรสี ุบตั ิ 59, 116(3), 208(4) อุไรรตั น์ คูหะมณี 137(1)
เอกภพ แสงอริยวนชิ 17(4)
เอศเธระ ประทปี ทองคำ� 94(1), 24(4)
ดรรชนหี ัวเรอื่ ง 123(3)
149(2)
ก 59(3)
การจัดการปุ่มกระดูกบริเวณดา้ นในของขากรรไกรลา่ งและป่มุ กระดกู ด้านนอกของขากรรไกรบน กอ่ นการใส่ฟันเทียมชนิดถอดได:้ 260(4)
รายงานผปู้ ว่ ย 1 ราย
170(2)
การใชย้ าไทกีซยั คลินในทารกแรกเกิดป่วยทีพ่ บการตดิ เชือ้ ด้ือยาหลายกลุ่มในหนว่ ยทารกแรกเกดิ สถาบนั สขุ ภาพเด็กแหง่ ชาตมิ หาราชนิ ี 82(2)
การตรวจสขุ ภาพประจ�ำปีภายใต้สวัสดกิ ารรกั ษาพยาบาลข้าราชการ: การตรวจใดได้ประโยชน์? 48(2)
การตรวจเส้นประสาทสมองคู่ท่ี 7 และ 8 ด้วยเคร่ืองสร้างภาพสนามแมเ่ หลก็ ไฟฟ้า 3T โดยเทคนคิ 3D T2 weighted
91(4)
ทส่ี ถาบันประสาทวิทยา
การตดิ ตามประเมนิ สมรรถนะการปฏิบัตงิ านในบทบาทพยาบาลวิชาชีพหลงั การอบรมของผูผ้ ่านการอบรมหลักสูตรการพยาบาล 17(4)
เฉพาะทางสาขาการพยาบาลผเู้ สพและผตู้ ดิ สารเสพตดิ รุน่ ที่ 1 โรงพยาบาลธัญญารกั ษ์ขอนแก่นร่วมกบั คณะพยาบาลศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
การทบทวนอัตราค่าบรกิ ารการแพทยฉ์ ุกเฉิน ภายใตโ้ ครงการพฒั นาขอ้ เสนอ UCEP ด้านการเงนิ การคลงั
การบาดเจ็บของลนิ้ ไกใ่ นการผา่ ตัดต่อมทอนซลิ :ศกึ ษาเปรียบเทยี บระหวา่ งการใช้ผา้ คลอ้ งลนิ้ ไก่ กบั วธิ มี าตรฐานในโรงพยาบาลยโสธร
การประเมนิ คุณภาพทางคลินิกของภาพหลอดเลอื ดจากการลดปริมาณรงั สี ในหัตถการรงั สรี ่วมรกั ษาทางระบบประสาท
ในสถาบนั ประสาทวทิ ยา
การประเมินต้นทุน-ประสทิ ธิผลของการคดั กรองมะเร็งหลอดอาหารในผ้ปู ่วยมะเรง็ คอหอยส่วนล่างดว้ ย วิธี transnasal
esophagoscopy เปรียบเทยี บกับ rigid esophagoscopy
ปีท ี่ 45 ฉบบั ที ่ 4 ตลุ าคม - ธนั วาคม 2563 | 273
การประเมนิ ปริมาณรงั สีทผี่ ิวผปู้ ่วยจากการถ่ายภาพรงั สีวนิ จิ ฉัยทว่ั ไปในสถาบนั ประสาทวทิ ยาโดยใชค้ ่าผลคณู ปรมิ าณรังสีกับพื้นที่ 90(3)
การประเมินผลความรแู้ ละการปฏบิ ัตขิ องพยาบาลกอ่ นและหลังการใชแ้ นวทางปฏิบตั ิการพยาบาลเพื่อปอ้ งกันการตดิ เชื้อในกระแสโลหิต 129(4)
ทีส่ มั พนั ธก์ ับการใสส่ ายสวนหลอดเลอื ดดำ� สว่ นกลางในผูป้ ว่ ยศลั ยกรรมทารกแรกเกดิ 202(4)
การเปรียบเทยี บประสิทธิผลการฝังเข็มและยาทามาดอลในการรกั ษาอาการบาดเจ็บข้อเท้าเฉยี บพลนั 67(3)
การเปรยี บเทยี บผลการระงับปวดหลงั ผา่ ตดั ด้วยวธิ ีepidural analgesia และ intravenous fentanyl 162(4)
infusionในผปู้ ว่ ยเดก็ สมองพิการท่มี ารับการผา่ ตัดใหญท่ างศลั ยกรรมกระดูก
236(4)
การเปรยี บเทียบภาวะคลืน่ ไส้อาเจยี นระหวา่ งผปู้ ว่ ยท่ีได้รับยาต้านอาการอาเจียน และผปู้ ่วยทไ่ี ด้รบั ยาต้านอาการอาเจยี นร่วมกับนำ้� ขิง
ในผูป้ ว่ ยมะเร็งที่ไดร้ บั ยาเคมีบ�ำบัดสตู ร AC และ FAC โรงพยาบาลมะเรง็ ลพบุรี 37(4)
การเปรียบเทียบยา 0.05% ออกซเี มทาโซลีนทางจมกู กับยา 3% อฟี ดี รีนทางจมูก เพือ่ ลดอาการ คัดจมูก: การวจิ ัยเชิงทดลองแบบสมุ่ 143(1)
ชนิดมกี ลมุ่ ควบคมุ แบบปกปิดสองทาง
56(2)
การเปรียบเทยี บระหวา่ ง Double-guidewire กับ Single-guidewire technique ตอ่ ระดับ อะไมเลสและไลเปสใน 24 ชั่วโมงหลังสอ่ ง
กลอ้ งทางเดนิ น�ำ้ ดี 78(1)
81(4)
การผ่าตดั ปิดเพดานช่องปากแบบ One-stage และ Two-stageกบั ผลลัพธ์ความกว้างของ dental arch: การทบทวนวรรณกรรมอยา่ ง 154(2)
เปน็ ระบบและการวเิ คราะห์อภมิ าน
184(2)
การผา่ ตดั อกี ครั้งเพอ่ื หยุดเลือดภายหลังการผ่าตัดหัวใจ : อตั ราการตาย ต�ำแหน่งท่มี เี ลอื ดออก ผลลพั ธก์ ารรักษาและผลของความล่าช้า
ในการผ่าตัดซ�ำ้ 13(3)
การพฒั นาแนวทางการปฏิบตั กิ ารพยาบาลแบบ ABCs ในผู้ปว่ ยโรคเลือดออกในสมองระยะเฉยี บพลัน ในงานการพยาบาลผู้ป่วยหนกั 91(2)
ศัลยกรรมโรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่ 111(1)
154(4)
การพฒั นาระบบการฟ้ืนฟูสมรรถภาพของผ้เู สพติดเมทแอมเฟตามีนโดยครอบครวั อปุ ถัมภ์
35(1)
การพัฒนาระบบการส่งเสริมการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตผุ ลในการปอ้ งกันการเกิดเชอื้ ด้ือยาในโรงพยาบาลเลย 226(4)
107(3)
การพัฒนาระบบบริการพยาบาลผู้ป่วยมะเร็งตับชนิดปฐมภมู ิท่ไี ด้รบั ยาเคมบี �ำบัดทางหลอดเลือดแดงในตับ
111(4)
ในสถาบนั มะเรง็ แหง่ ชาติ 21(1)
การรกั ษาโรคนิว่ ในไตด้วยวิธีผ่าตัด Percutaneous Nephrolithotomyในโรงพยาบาลยโสธร ปี 2555-2556และโรงพยาบาลนครพนม 101(4)
ปี 2560-2562
82(3)
การลดความปวดในการส่องกล้องตรวจโพรงจมูกชนิดแข็งระหวา่ งยาชาลิโดเคนร้อยละหนง่ึ รว่ มกบั ยาออกซ่ีเมตาโซลนี และยาชาลิโดเคน
ร้อยละสองรว่ มกบั ยาออกซเ่ี มตาโซลนี : การวิจัยเชงิ ทดลองแบบสุ่มชนิดมีกลุ่มควบคุมแบบปกปิดสองทาง
การวัดปรมิ าณรังสีทผ่ี ิวจากการถา่ ยภาพเอกซเรย์ระบบดิจิทัลโดยใช้อปุ กรณว์ ัดรงั สโี อเอสแอลชนดิ นาโนดอท
การวิเคราะหต์ น้ ทุนประสทิ ธิผลในกลุ่มยาขดั ขวางการจับตัวรับแอนจโิ อเทนซนิ ทโี่ รงพยาบาลระดบั ตติยภมู ใิ นผู้ป่วยโรคความดนั โลหิตสูง
การศกึ ษาความเป็นไปไดท้ างกายวภิ าคในการผ่าตดั ย้ายเสน้ ประสาทรับความรูส้ ึกสว่ นตน้ื ของเส้นประสารทเรเดยี ลไปเส้นประสาทรบั
ความรสู้ ึกของเสน้ ประสาทอัลนาในการบาดเจบ็ ของแขนงประสารทเบรเคียลชนิดรยางค์ส่วนปลาย
การศึกษาตน้ ทนุ ภาพรวมและรายกิจกรรมบริการแผนกอุบัตเิ หตุและฉุกเฉิน เพ่ือพฒั นาแนวทางต้นทุนมาตรฐาน
การศกึ ษาต�ำแหน่งและระดับจดุ สงู สุดของขอบเหงอื กบริเวณฟันหน้าบนในสภาวะเหงอื กปกติ
การศึกษาแบบยอ้ นหลังเปรียบเทยี บผู้ป่วยโรคไตเรอ้ื รังระยะสุดท้ายระหวา่ งผ้ปู ว่ ยท่ีตดั สินใจปฏเิ สธกับผปู้ ่วยทยี่ อมรับการรักษาด้วยวิธี
การล้างไต
การศกึ ษาแบบสุม่ เปรยี บเทยี บระหว่างการยึดตาขา่ ยสงั เคราะห์โดยใชต้ ัวยึดโลหะ กับการใช้กาว ในการผา่ ตดั ไส้เลื่อนขาหนีบ
การศึกษาประสทิ ธผิ ลของการใชเ้ ทคนิคกระจกบ�ำบัดรว่ มกับการฝึกกจิ กรรมบำ� บดั ต่อการฟืน้ ฟูรยางค์สว่ นบนในผปู้ ่วยโรคหลอดเลอื ด
สมอง
การศกึ ษาเปรยี บเทยี บคุณสมบัตขิ องแผน่ ยางกนั น้�ำลาย ถงุ มือส�ำหรบั ตรวจวนิ จิ ฉยั ทางการแพทย์จากน้�ำยางธรรมชาติ และ ถงุ มือ
ส�ำหรบั ตรวจวินจิ ฉัยทางการแพทยจ์ ากยางไนไทรล์ โดยพิจารณาจากคุณสมบัติทางกายภาพ: ความตา้ นแรงดงึ ความยืดและความ
ทนทานต่อการฉีกขาด
274 | วารสารกรมการแพทย์
การศกึ ษาเปรยี บเทยี บผลการป้องกนั การเกิดภาวะแทรกซ้อนหลงั การผา่ ตัดมะเร็งเต้านมวิธี Modified Radical Mastectomy 66(2)
โดยการใส่สายระบาย 2 วิธี 86(1)
165(2)
การศึกษาเปรียบเทียบองค์ประกอบทางชวี ภาพของนำ�้ เลอื ดทอี่ ุดมไปด้วยเกลด็ เลอื ดหลงั ป่ันด้วยชุดปัน่ แยกชนดิ มีเจลและไมม่ ีเจล 19(2)
การศกึ ษาผลการใชย้ าตา้ นไวรัส Rilpivirine ในผู้ติดเชือ้ เอชไอวีในโรงพยาบาลกระบี่
การศึกษาผลการรกั ษาระยะส้ันของการผ่าตดั แบบแผลเล็กในผู้ป่วยโรคลิน้ หวั ใจเอออร์ติกในสถาบันโรคทรวงอก 94(1)
การศึกษาผลของการใช้เซลลต์ ้นกำ� เนิดมเี ซนไคมจ์ ากเน้ือเย่ือภายในช่องปากของผปู้ ่วยเพอ่ื การเจรญิ ทดแทนของอวยั วะปริทนั ต์: 18(3)
การวิเคราะห์อภิมาน 24(4)
การศกึ ษาผลของรากฟนั เทียมสองราก (ระบบขา้ วอร่อย) เพื่อช่วยยึดฟนั เทยี มทั้งปากชิ้นลา่ งชนดิ ถอดได้
การศึกษาผลทางคลินิกของการใชเ้ ทคนคิ วศิ วกรรมแผน่ เซลล์เพื่อการทดแทนของอวยั วะปริทันต:์ การทบทวนอยา่ งเป็นระบบและการ 65(1)
127(2)
วเิ คราะห์อภิมาน 26(2)
การศกึ ษาระดบั ของเม็ดเลอื ดขาวชนิดเมโมรี่บเี ซลล์ (ซีดี 27+ ซีดี 19+)ในผู้ป่วยกลมุ่ โรคนิวโรไมอิไลตสิ ออปติกาที่ตรวจพบแอนตบิ อดตี้ อ่ 253(4)
อควอพอรนิ ชนิดทสี่ ี่ 12(2)
การส�ำรวจการให้บรกิ ารทางการแพทย์ด้านโรคลมชักในประเทศไทย
การสำ� รวจสภาวะสุขภาพช่องปากของผ้ปู ว่ ยโรคลมชกั ในสถาบันประสาทวิทยา 12(1)
การใสฟ่ ันเทยี มชนิดถอดไดใ้ นผู้ปว่ ยจิตเภททมี่ ีอาการ tardive dyskinesia : รายงานผูป้ ่วย 134(2)
116(3)
ค 193(4)
137(1)
ความชกุ และปัจจัยเสีย่ งของภาวะแทรกซ้อนทางไตจากโรคเบาหวานในผปู้ ่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่โรงพยาบาลปางศิลาทอง
จังหวัดกำ� แพงเพชร 130(1)
98(2)
ความชุกของโรคทางจติ เวชในผ้ปู ว่ ยเสพตดิ กัญชาทีเ่ ขา้ รับการรักษาแบบผู้ป่วยใน ในสถาบันบำ� บดั รกั ษา และฟ้นื ฟูผ้ตู ิดยาเสพติดแห่งชาติ 55(4)
บรมราชชนนี
51(3)
ความชกุ และสาเหตขุ องการนอนโรงพยาบาลดว้ ยอาการชักในโรงพยาบาลสระบุรี 31(2)
ความปลอดภยั และประสทิ ธผิ ลของการใชส้ ารสกัดกญั ชาทางการแพทย์เกรดยาตวั แรกของประเทศไทย ในผู้ป่วยมะเรง็ ระยะทา้ ย
ความแมน่ ยำ� ของตัวบง่ ชีท้ างชีวภาพในน�้ำลายในการตรวจหารอยโรคมะเร็งชอ่ งปาก : การวิเคราะห์อภมิ าน 184(4)
ความรอบร้ดู า้ นสุขภาพกับบทบาทของอาสาสมคั รสาธารณสุขประจำ� หมู่บา้ น (อสม.) ในการปอ้ งกนั โรคเรอื้ รัง
ความรู้ ทศั นคติ และการปฏิบตั ิเกยี่ วกบั การป้องกันการตดิ เชอื้ ในผปู้ ว่ ยมะเร็งของพยาบาลวิชาชพี หอผปู้ ว่ ยใน 75(4)
โรงพยาบาลมะเรง็ อุดรธานี 200(1)
ความรแู้ ละทัศนคตขิ องผูเ้ ข้ารว่ มกจิ กรรมการป้องกันอบุ ัตเิ หตุในเดก็ ปฐมวยั
ความไวและความจำ� เพาะของการแปลผลภาพถา่ ยทางรงั สีทรวงอกด้วยปญั ญาประดิษฐ์ในผู้ป่วยมะเรง็ ปอด
ความสมั พันธข์ องค่าการท�ำงานของไตในเลอื ดกับผลการตรวจอัลตราซาวด์ไตในโรคไตเรือ้ รัง
ความสัมพันธ์ของภาวะมวลกล้ามเนือ้ นอ้ ยและการเกิดกระดูกสะโพกหักในผสู้ งู อายุ
ความสมั พันธ์ระหว่างปจั จัยคัดสรรกับความผาสกุ ทางใจของผดู้ แู ลเดก็ ออทสิ ติกในภาคตะวันออกของประเทศไทย
ต
ต้นทนุ กิจกรรมการฟอกเลือดด้วยเคร่อื งไตเทยี มในผปู้ ว่ ยไตวายเรอ้ื รงั ระยะสุดท้ายท่ีเปน็ ผู้ป่วยใน ภายใต้นโยบายหลักประกนั สุขภาพ
ถว้ นหน้า โรงพยาบาลราชวถิ ี ปงี บประมาณ 2560
ตน้ ทนุ ต่อหนว่ ยและจุดคมุ้ ทุนของการรกั ษาโรคมะเร็งศรี ษะและล�ำคอโดยเทคนิคการฉายรังสแี บบแปรความเข้มและการฉายรังสีแปร
ความเข้มเชิงปรมิ าตรแบบหมนุ ในโรงพยาบาลมะเรง็ ลพบรุ ี
ท
เทคนิคการสอ่ งกล้อง Fiber optic laryngoscope ทางมะเรง็ ศรี ษะและลำ� คอ
ปที ี่ 45 ฉบับท ี่ 4 ตุลาคม - ธันวาคม 2563 | 275
น 135(3)
แนวทางการป้องกันและรักษาภาวะถอนยาแก้ปวดกลุม่ opioid และยานอนหลบั กลมุ่ benzodiazepine ในผ้ปู ว่ ยเดก็ วกิ ฤต 155(1)
บ 138(4)
191(1)
บทบาทแพทย์ในการตรวจพสิ จู น์เด็กถกู ทารุณกรรมที่ศีรษะ 148(4)
62(4)
ป 104(1)
76(3)
ประสทิ ธผิ ลการฉดี วัคซนี นวิ โมคอคคัสในผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรังท่เี ขา้ รบั การรักษาในโรงพยาบาลสงฆ์
ประสทิ ธผิ ลของการพฒั นามาตรฐานการพยาบาลผตู้ ิดยาและสารเสพตดิ ผูป้ ่วยหนกั 122(4)
ปริมาณรงั สีท่แี ผอ่ อกมาจากการตรวจกระดูกทวั่ ตวั 34(3)
ปัจจยั ที่มีความสมั พนั ธก์ ับพฤติกรรมการดแู ลสุขภาพชอ่ งปากของผปู้ ่วยเสพยากลุม่ เมทแอมเฟตามีน ในโรงพยาบาลธัญญารักษ์ 167(4)
ปจั จยั ทม่ี ีความสัมพนั ธต์ ่อการวนิ จิ ฉยั ล่าช้ามะเร็งช่องปากในโรงพยาบาลระดบั ตตยิ ภูมิ ราชวถิ ี 68(4)
ปัจจัยทมี่ ผี ลต่อการพยากรณก์ ารรกั ษาในผู้ปว่ ยทีม่ ภี าวะเลือดออกบรเิ วณกา้ นสมองระดบั พอนส์ ในโรงพยาบาลมหาสารคาม
ปัจจัยที่มผี ลตอ่ ระยะเวลาทีล่ ่าช้าตงั้ แต่ผปู้ ว่ ยพบบุคลากรทางการแพทยจ์ นไดร้ บั การสวนหวั ใจในผู้ป่วยกล้ามเนอ้ื หวั ใจตายเฉยี บพลนั 38(1)
107(1)
ชนิด ST-Segment Elevation Myocardial Infarction (STEMI) ท่ีหอ้ งฉกุ เฉินโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี
ปัจจัยทม่ี ีผลตอ่ สภาวะความเสี่ยงต่อการเกดิ โรคฟันผใุ นกลุม่ ผูป้ ว่ ยโรคเบาหวาน โรงพยาบาลสงั ขะ จงั หวดั สรุ นิ ทร์ 215(4)
ปจั จยั ท่มี อี ทิ ธพิ ลตอ่ การคงอยู่ในองค์กรของพยาบาลวชิ าชพี สถาบนั ประสาทวทิ ยา สังกัดกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข 208(4)
ปจั จยั เสย่ี งในการเกดิ ชักซ�้ำในผ้ปู ว่ ยสงู อายุท่ีมาด้วยอาการชักครงั้ แรก
เปรยี บเทยี บผลลัพธ์ของการผา่ ตดั ถุงน้�ำดีแบบกล้องวีดทิ ัศน์ระหวา่ งเทคนิค combine retrograde caudal-antegrade cranial 52(1)
32(4)
approach และเทคนิค retrograde caudal approach ในโรงพยาบาลสมุทรปราการ
เปา้ หมายการพัฒนาที่ย่ังยนื ด้านสขุ ภาพในเอเชีย: การวเิ คราะหจ์ ดั กลมุ่ ปัจจยั และการถดถอยพหุ 42(3)
29(1)
ผ
120(1)
ผลการรักษาผูป้ ว่ ยเพมฟกิ ัสชนิดรุนแรงที่ดอ้ื ตอ่ การรกั ษา หรอื มีขอ้ หา้ มในการใช้คอร์ตโิ คสเตยี รอยด์ ดว้ ยการใช้อิมมูโนโกลบลู นิ หยดเข้า
หลอดเลอื ดด�ำ: รายงานกล่มุ ผปู้ ว่ ย 71(1)
ผลของการใช้ยาสกัดกญั ชาชนิด THC เดน่ ในผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลาม 25(3)
131(3)
ผลของการผา่ ตดั เกบ็ รกั ษากะโหลกศรี ษะผปู้ ่วยใตผ้ วิ หนงั ในผู้ป่วยบาดเจบ็ ศีรษะ: เปรียบเทียบวธิ ีการผา่ ตดั ปดิ กะโหลกทันทีเมอ่ื พรอ้ ม
และแบบรอระยะเวลา
ผลของการผา่ ตดั ดว้ ยวิธขี อง Kasai ในการรกั ษาผปู้ ว่ ยทางเดินน้ำ� ดตี ันทโี่ รงพยาบาลตติยภมู ิ
ผลของโปรแกรมการให้คำ� ปรกึ ษาผ่าน ไลน์ แอพพลเิ คช่นั ทม่ี ีตอ่ ความเครียดและความเชื่อม่นั ในศกั ยภาพของตนเองของผ้ดู แู ลผปู้ ่วยลา้ ง
ไตทางช่องท้อง
ผลทางคลนิ ิกของผปู้ ่วยโรคหวั ใจเตน้ ระรกิ ท่มี ีโรคล้ินหวั ใจชนดิ ทไี่ มไ่ ดเ้ กดิ จากโรคหัวใจรมู าติกในประเทศไทย
พ
พฤตกิ รรมความปลอดภยั ในการทำ� งานของอาสาสมคั รก้ชู ีพจงั หวดั ชลบุรี
ภ
ภาระทางเศรษฐศาสตร์ของโรงพยาบาลชุมชนส�ำหรบั การดูแลผปู้ ่วยโรคไตเรอื้ รังระยะก่อนการบ�ำบัดทดแทนไต
ภาวะการณ์ความเสี่ยงฟันผใุ นผปู้ ่วยที่มีภาวะโรคเบาหวานโดยใชโ้ ปรแกรม cariogram ในโรงพยาบาลสังขะ
จงั หวัดสรุ นิ ทร์
ภาวะเปน็ พิษจากยาชาในผู้ป่วยเด็กทารก
276 | วารสารกรมการแพทย์
ม 177(1)
โมเดลสมการโครงสร้างเชิงเสน้ ของพฤติกรรมการท�ำงานทมี่ ุ่งนวัตกรรมของพยาบาลในโรงพยาบาลมะเร็งภูมภิ าค 175(4)
กรมการแพทย์
243(4)
ร
42(1)
ระบาดวทิ ยาการติดเช้ือในกระแสเลือด โรงพยาบาลนพรตั นราชธานี ปี 2018 98(3)
120(1)
ศ 74(1)
141(1)
ศกึ ษาสถานการณก์ ารด้ือยาตา้ นจุลชีพและการดื้อยาต้านจุลชีพกลุม่ ESKAPE Bacteria ในผปู้ ่วยที่มกี ารตดิ เชื้อในกระแสเลอื ด
โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ปี 2017-2018 ด้วยโปรแกรม WHONET
อ
อัตราการกลับมาตดิ ตามผลการรกั ษาทางทันตกรรมของผูป้ ว่ ยเด็กพิเศษทไ่ี ด้รบั การรกั ษาทางทนั ตกรรมภายใตก้ ารดมยาสลบ
ทสี่ ถาบันสุขภาพเด็กแหง่ ชาตมิ หาราชนิ ี
อัตราการครอบครองยาตา้ นการชกั ของผูป้ ว่ ยโรคลมชกั เด็กในสถาบนั สขุ ภาพเดก็ แห่งชาติมหาราชนิ ี
อตั ราการรอดชีพของผ้ปู ว่ ยกระดูกสะโพกหกั ทมี่ ภี าวะโซเดยี มในเลือดตำ�่ เม่ือแรกรบั
อัตราความสำ� เร็จของฟันท่ีไดร้ บั การบูรณะเพือ่ รองรับฟนั เทียมครอ่ มราก กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสขุ
อตั รารอดชวี ติ ในระยะยาว ภายหลังการผา่ ตัดเลาะเยอ่ื ห้มุ หัวใจ ในผ้ปู ่วยโรคถงุ หุ้มหัวใจอกั เสบเรือ้ รงั
ในสถาบันโรคทรวงอก
ก ดรรชนีคำ� สำ� คัญ 84(2)
144(1)
กระดูกสะโพกหัก การทบทวน 135(2)
กล้ามเน้ือหวั ใจตายเฉียบพลัน 121(1) การทบทวนวรรณกรรมอยา่ งเปน็ ระบบ 39(2)
กลมุ่ อาการนิวโรไมอิไลตสิ ออปตกิ า 123(4) การนอนโรงพยาบาล
กญั ชา 66(1) การบาดเจ็บของทอ่ น้�ำดี 6(1)
การรักษา 209(4) การบาดเจ็บของเสน้ ประสาทเบรเคยี ล 3 84(2)
การเก็บรกั ษากะโหลกศีรษะใต้ผวิ หนัง 216(4) การเบกิ จ่าย 131(1)
การคงอยูใ่ นองคก์ ร 52(1) การปฏิบตั ิ 18(4)
การจดั อนั ดบั และระดับ 168(4) การประเมนิ ต้นทนุ -ประสิทธผิ ล 131(1)
การฉายรงั สแี บบแปรความเขม้ 108(2) การปอ้ งกันการติดเชือ้ ในผู้ป่วยมะเรง็ 138(1)
การฉายรังสีแปรความเขม้ เชงิ ปรมิ าตรแบบหมนุ 76(4) การป้องกนั โรคเร้อื รัง 99(2)
การดูแลแบบประคับประคอง 76(4) การปอ้ งกันอุบัติเหตุในเดก็ ปฐมวยั 57(2)
การดูแลสายสวนหลอดเลอื ดดำ� ส่วนกลาง 209(4) การผา่ ตดั ซ�้ำ 49(2)
การตรวจกระดกู ทัว่ ตัว 130(4) การผ่าตัดต่อมทอนซิล 67(2)
การตรวจช่องปากด้วยตนเอง 148(4) การผ่าตดั เตา้ นม และเลาะต่อมน้ำ� เหลอื งทร่ี ักแร้ 39(2)
การตรวจอัลตราซาวด์ 104(1) การผ่าตดั ถงุ นำ�้ ดีแบบกล้องวีดิทศั น์ 20(2)
การติดเชอ้ื ดือ้ ยาหลายกลุ่ม 45(4) การผ่าตดั แบบแผลเล็ก 52(1)
การติดเช้ือในกระแสเลือด 149(2) การผ่าตดั ปิดกะโหลกทนั ทเี มอื่ พร้อม 52(1)
การติดเช้ือในกระแสเลอื ดทีเ่ กดิ ในโรงพยาบาล 176(4) การผ่าตัดปดิ กะโหลกแบบรอระยะเวลา 144(1)
การติดตามประเมนิ ผล 244(4) การผ่าตดั ปิดเพดานชอ่ งปาก 36(1)
การถา่ ยภาพเอกซเรย์ระบบดิจทิ ลั 171(2) การผา่ ตดั ยา้ ยเส้นประสาท 142(2)
112(1) การผ่าตดั ลอกเย่ือหุ้มหัวใจ
ปีที ่ 45 ฉบับที่ 4 ตลุ าคม - ธนั วาคม 2563 | 277
การผา่ ตดั และไม่ผา่ ตัด 121(1) ค่าการทำ� งานของไตในเลือด 45(4)
การตอ่ ลำ� ไสเ้ ข้ากบั เนอื้ เยอ่ื ข้ัวตบั 32(4) คา่ ใช้จา่ ย 72(1)
การพฒั นาระบบ 155(2) ค�ำนิยามการตดิ เช้ือในโรงพยาบาล 176(4)
การพฒั นาระบบบริการพยาบาล 185(2) เคร่อื งแยกวิเคราะห์เซลล์ 66(1)
การแพทยฉ์ กุ เฉนิ 84(2) เครื่องวดั รงั สชี นิดนาโนดอท 112(1)
การฟอกเลือดด้วยเคร่อื งไตเทียม 185(4) เครือ่ งเอกซเรยห์ ลอดเลือด 92(4)
การมองโลกทางบวก 32(2) แคนนาบินอยด์ 209(4)
การยดึ ตาขา่ ยสังเคราะห ์ 22(1) คัดจมกู 237(4)
การรกั ษาทางทันตกรรม 43(1)
การรักษาโรคปรทิ ันต์ 95(1), 25(4) ง 79(1)
การรับรูภ้ าระในการดูแล 32(2)
การรว่ั ของทอ่ น้�ำดี 39(2) งานการพยาบาลผ้ปู ว่ ยหนักศลั ยกรรม 76(4)
การลดการบาดเจบ็ ของล้ินไก่ 49(2)
การลดปรมิ าณรงั สี 92(4) จดุ ค้มุ ทนุ จ 84(2)
การวเิ คราะหจ์ ดั กลุ่มและปัจจัย 108(2)
การวเิ คราะห์ต้นทุนประสิทธิผล 18(4) ฉุกเฉนิ วกิ ฤต ฉ 155(2)
การวิเคราะห์ถดถอยพหุ 108(2)
การวเิ คราะห์อภิมาน 144(1) เชือ้ ดือ้ ยา ช 95(1)
การสง่ เสรมิ การใชย้ าปฏชิ วี นะอย่างสมเหตุผล 155(2)
การสนับสนุนทางสังคม 32(2) ซ 43(1)
การส่องกลอ้ งตรวจโพรงจมูก 92(2) 244(4)
การสอ่ งกลอ้ งหลอดอาหาร 18(4) เซลล์ต้นก�ำเนิดมีเซนไคม์ในชอ่ งปาก
กจิ กรรมบำ� บัดเพ่อื ฟื้นฟรู ยางค์ส่วนบน 102(4) 185(4)
การประเมินทางเดนิ หายใจดว้ ยเครอ่ื งวดั ลมหายใจเข้า 237(4) ด 227(4)
การผา่ ตัดดว้ ยวธิ รของ kasai 32(4) 76(4)
เดก็ ที่ตอ้ งการได้รับการดูแลรักษาเป็นพเิ ศษ
ค ดอ้ื ยาต้านจุลชพี 13(2)
ครอบครัวอุปถัมภ์ 82(4) ต้นทนุ กจิ กรรม ต 131(1)
ครีแอตนิ นี 45(4) ต้นทุนกิจกรรมบรกิ ารยอ่ ย 99(2)
ความกวา้ งของส่วนโคง้ แนวฟนั (dental arch width) 144(1) ต้นทุนต่อหน่วย 149(2)
ความจ�ำเพาะ 56(4) ตัวบง่ ชีท้ างชวี ภาพในน้ำ� ลาย 39(2)
ความชุก 13(1), 135(2) ไตรกลเี ซอไรด์ 39(2)
ความผาสุกทางใจ 32(2) 102(4)
ความผูกพนั ตอ่ องค์กร 168(4) ท
ความพงึ พอใจในงาน 168(4)
ความรอบรูด้ ้านสุขภาพ 138(1) ทัศนคติ
ความรู้ 131(1) ทศั นคติ
ความรู้ 99(2) ทารกแรกเกดิ
ความลา่ ชา้ โดยผู้ป่วย 104(1) เทคนิค Antegrade cranial approach
ความล่าช้าโดยแพทย์ 104(1) เทคนคิ Retrograde caudal approach
ความลา่ ชา้ ในการวนิ ิจฉัย 104(1) เทคนคิ กระจกบ�ำบัด
ความวกิ ารของกระดกู 95(1), 25(4)
ความไว 56(4)
278 | วารสารกรมการแพทย์
น 163(4) พฤตกิ รรมการดแู ลสขุ ภาพชอ่ งปาก 63(4)
79(1) พฤติกรรมการทำ� งานทมี่ งุ่ นวตั กรรม 178(2)
น้ำ� ขงิ พฤติกรรมความปลอดภัย 121(2)
แนวทางการปฏิบตั ิการพยาบาล 130(4) พลาสม่าท่ีมปี ริมาณเกลด็ เลอื ดสงู 87(1)
แนวทางปฏิบตั ิการพยาบาลเพอ่ื ป้องกันการติดเชือ้ เพมฟิกัสอาการรุนแรง 216(4)
ในกระแสโลหิตที่สมั พันธ์กับการใส่สายสวนหลอดเลือดดำ� เพมฟกิ ัสทดี่ อ้ื ต่อการรักษา 216(4)
สว่ นกลาง เพมฟกิ ัสทมี่ ีข้อห้ามของยาสเตยี รอยด ์ 216(4)
เบาหวานชนดิ ท่ี 2 บ 13(2) ฟ 75(2)
253(4)
ป 128(2) ฟันท่บี รู ณะเพ่ือรองรับฟนั เทยี มครอ่ มราก 75(2)
192(2) ฟนั เทียมชนดิ ถอดได้
ประเทศไทย 112(1) ฟันบูรณะดว้ ยสง่ิ คลมุ บนรากฟนั 56(4)
ประสทิ ธผิ ล 148(4) 57(2)
ปรมิ าณรงั สที ี่ผิว 75(2) ภ 72(1)
ปริมาณรงั สที ี่แผ่ออกมา 69(4) 67(2)
ปัจจัยมผี ลตอ่ อตั ราความสำ� เรจ็ 56(4) ภาพรังสีทรวงอก 163(4)
ปจั จัยเสี่ยง 20(2) ภายหลงั ผ่าตดั หัวใจ 121(1)
ปัญญาประดิษฐ ์ 108(2) ภาระทางเศรษฐศาสตร์ 13(2)
เปลย่ี นลน้ิ หัวใจเอออรต์ ิก 122(4) ภาวะของเหลวค่งั ใต้แผลผา่ ตัด
เปา้ หมายการพฒั นาท่ียง่ั ยืนดา้ นสขุ ภาพ ภาวะคลื่นไส้อาเจยี น 18(4)
ปฏิเสธการล้างไต ภาวะโซเดียมในเลอื ดต่�ำ 104(1)
ภาวะแทรกซ้อนทางไตจากโรคเบาหวาน 185(2)
ผ 20(2) ภาวะปอดอักเสบ 67(2)
49(2) 62(4)
ผลการรกั ษาระยะส้ัน 22(1) ม 209(4)
ผ้าคล้องล้ินไก่ 32(2) 192(2)
ผา่ ตดั สอ่ งกล้อง totally extraperitoneal repair (TEP) 192(2) มะเรง็ คอหอยสว่ นลา่ ง 66(1)
ผู้ดูแลเดก็ ออทสิ ติก 253(4) มะเร็งชอ่ งปาก 121(1)
ผู้ติดยาและสารเสพติดผปู้ ่วยหนัก 185(2) มะเร็งตับ 144(1)
ผปู้ ่วยจิตเภท 185(4) มะเรง็ เต้านม 178(2)
ผูป้ ว่ ยทีไ่ ดร้ ับยาเคมบี �ำบดั ทางหลอดเลือดแดงในตับ 52(1) มะเร็งปอด
ผู้ปว่ ยใน 79(1) มะเรง็ ระยะลุกลาม 165(2)
ผปู้ ว่ ยบาดเจบ็ ศรี ษะ 130(4) มาตรฐานการพยาบาล 165(2)
ผปู้ ่วยโรคเลือดออกในสมองระยะเฉยี บพลนั 13(1) เมโมร่บี เี ซลล์ 165(2)
ผูป้ ่วยศัลยกรรมทารกแรกเกดิ 62(4) เมื่อแรกรบั 62(4)
ผปู้ ่วยเสพติดกญั ชา 69(4) แมก๊ ซิลลาร-ี ไฮโปเพลเซยี (maxillary hypoplasia) 155(4)
ผปู้ ว่ ยเสพยา 82(4) โมเดลสมการโครงสรา้ งเชิงเส้น 163(4)
ผู้สูงอาย ุ 171(2) 92(2)
ผเู้ สพติดเมทแอมเฟตามนี ย
ผู้เสพและผตู้ ิดสารเสพตดิ
ยา efavirenz
พ 171(2) ยา lopinavir/ritonavir
178(2) ยา rilpivirine
พยาบาลเฉพาะทาง 131(1), 168(4) ยากลมุ่ เมทแอมเฟตามีน
พยาบาลในโรงพยาบาลมะเรง็ ภูมภิ าคกรมการแพทย์ ยาขัดขวางการจับตวั รบั แอนจโิ อเทนซนิ
พยาบาลวชิ าชีพ ยาเคมบี �ำบดั
ยาชาเฉพาะที่
ปีที ่ 45 ฉบับท่ ี 4 ตุลาคม - ธันวาคม 2563 | 279
ยาต้านอาการอาเจยี น 163(4) วธิ ตี น้ ทนุ จุลภาค 227(4)
ยาไทกีซยั คลิน 149(2) วิศวกรรมแผ่นเซลล์ 25(4)
ยาละลายล่มิ เลอื ด 29(1) เวชศาสตร์นวิ เคลียร์ 148(4)
ยาหดหลอดเลือด 92(2)
ยาออกซเี มทาโซลีน 237(4) ส 13(1)
ยาอฟิ ดี รีน 237(4) 27(2)
สถานบ�ำบดั รกั ษาและฟน้ื ฟผู ้ตู ิดยาเสพติดแหง่ ชาติ 171(2)
ร 123(4) บรมราชชนนี 38(4)
82(4) สภาวะสขุ ภาพช่องปาก 36(1)
ระดบั ความรนุ แรงของการคัดกรองผ้ปู ว่ ยแรกรับ 72(1) สมรรถนะพยาบาลวชิ าชพี 36(1)
ระบบการฟื้นฟูสมรรถภาพ 123(4) ส่องกลอ้ งทางเดนิ น�ำ้ ดีและตับอ่อน 22(1)
ระยะก่อนการบ�ำบัดทดแทนไต 92(4) เสน้ ประสาทรบั ความรู้สึกของเสน้ ประสาทอลั นา
ระยะเวลาส่งตอ่ เพ่อื สวนหัวใจ 155(4) เส้นประสาทรบั ความรู้สกึ ส่วนตน้ื ของเสน้ ประสาทเรเดียล 185(4)
รงั สรี ่วมรกั ษาทางระบบประสาท 72(1), 45(4) ไสเ้ ลือ่ นขาหนีบ
โรคความดันโลหติ สูง 13(1) 38(4)
โรคไตเร้อื รัง 139(4) หลักประกนั สุขภาพถว้ นหนา้ ห 43(1)
โรคทางจิตเวช 142(2) 121(1)
โรคปอดเรอื้ รงั 135(2) อ 75(2)
โรคเยอื่ หมุ้ หัวใจอกั เสบเรอ้ื รัง 27, 128(2), 69(4) 75(2)
โรคลมชกั 29(1) อะไมเลส 84(2)
โรคลมชกั 29(1), 102(4) อตั ราการกลับมาตรวจ 142(2)
โรคลิ้นหวั ใจชนดิ ทไ่ี ม่ได้เกิดจากโรคหวั ใจรูมาตกิ 29(1) อัตราการรอดชีพ 45(4)
โรคหลอดเลือดสมอง 29(1) อัตราการอย่รู อด 22(1)
โรคหัวใจเตน้ ระรกิ 112(4) อัตราความสำ� เรจ็ 69(4)
โรคหวั ใจเตน้ ระริกชนดิ ท่ไี ม่มีโรคหัวใจ 128(2) อตั ราคา่ บรกิ าร 92(2)
โรคไตเรอื้ รังระยะสุดทา้ ย 176, 244(4) อตั รารอดชวี ิตในระยะยาว 121(2)
โรงพยาบาลทุตยิ ภูมิ 185(4) อตั ราการกรองของไต 138(1)
โรงพยาบาลนพรตั นราชธาน ี 32(4) อาการเจ็บปวดเรื้อรงั 227(4)
โรงพยาบาลราชวิถ ี อาการชักซำ้� 165(2)
โรคทางเดินน�้ำดีตัน 57(2) อาการปวด 108(2)
29(1) อาสาสมคั รกูช้ ีพ 216(4)
เลอื ดออก ล 38(4) อาสาสมคั รสาธารณสุขประจำ� หมบู่ ้าน
เลอื ดออกผดิ ปกติ อุบัตเิ หตุและฉกุ เฉิน 13(2)
ไลเปส 139(4) เอชไอวี
168(4) เอเชีย
ว 95(1), 25(4) อิมมโู นโกลบินหยดเขา้ หลอดเลอื ดลำ�
วัคซีนนวิ โมคอคคัส ฮีโมโกลบิน เอ 1 ซี ฮ
วัฒนธรรมองคก์ ร
วเิ คราะห์อภมิ าน
280 | วารสารกรมการแพทย์
Aiumlaor P INDEX TO VOLUME 45 184(2)
Akkapaiboon Okada P 94(1)
Anpunya C JANUARY – DECEMBER, 2020 116(3)
Anuchapreeda S 21(1)
Anusornvongchai T AUTHER-INDEX 131(3)
Apiwattanakul M 25(3)
Arayaphiphat N A Chuangaroon A
Arunratanachot W 31(2)
Asawaplungkul J 175, 243(4) Chueamor T 86(1)
Atsawattiwong S 25(3) Chuensanit L 81(4)
Attacho A 78(1) Chujan A 98(2)
Attapornkusol P 37(4) Chullabodhi P 101(4)
Aungsumart S 51(3) Chusongdej W 67(3)
65(1)
Baimuang C 66(2)
Bodhibukkana C 170(2) D
Boonyuen N 29(1)
Buachoey J 208(4) Dallas C. J 111(4)
Buasom R 138(4) Damrongwattanapokin A 193(4)
165(2) Darawan T 94(1)
Chaipichitpan N 131(3) Dardaranonda B
Chairat C 175, 243(4) Ditwichairut R 59(3), 17, 208(4)
Chalermchawalit W 65(1) Duenpen H 76(3)
Chankong W 111(4)
Chanthapha Y BE
Chaocheun S 91(2), 236(4)
Chatrrattanasang A 226(4) Engsirorat T
Chattrathikul P 116(3) 19(2)
Chayaburakul K 82(3)
Chayjaroon J 111(4) H 55(4)
Chaywong Y 184(4)
Cheebsumon P 37(4) Hengrussamee K 236(4)
Cheechareoan S 116(3) Hengtrakulvenit J 120(2)
Chiangchaisakulthai K 20(1), 141(2)
Chindavijak S Hirunyakorn K
Chotsaengthong W
C Horsuwansak T
12(1)
122(4) I
75(4) Imsuwanasri T
62(4) Innok J
154(2) Intapong J
66(2) Intrarak T
134(2)
91(4) J
35(1) Jampates C
55(4) Jariyapongpaiboon S
130(1) Jiamjit K
148(4) Jiamton S
202(4) Jianbunjongkit N
82(2) Jodsuntea J
104(1) Juntakarn C
191(2)
ปที ี่ 45 ฉบับท ่ี 4 ตลุ าคม - ธันวาคม 2563 | 281
Kaewmart N K 31(2) Limwattananon C M 98(3)
Kaewsang C L 111(1) Limwattananon S N 98(3)
Kanjanapattanakul W 149(2) Linthong S 184(2)
Kantadeth S 101(4) Loharojwichean S O 184(4)
Kasemsarn C 141(2) P
Kensakoo T 167(4) Maharachpong N 120(2)
Khampiew A 162(4) Maharachpong N 137(1)
Khaowroongrueng V 116(3) Makan S 191(2)
Khattiyod T 226(4) Manavid K 62(4)
Khiaocharoen O 226(4) Manotham K 120(1)
Khongkhunthian P 18(3) Meenongwa C 74(2)
Khuanped S 175, 243(4) Meesiri P 111(4)
Khuhamanee U 137(1) Methavigul K 29(1)
Khumsri J 175, 243(4) Mongkol C 208(4)
Khunta C 101(4) Moungthard H 37(4)
Kiennukul N 243(4)
Kitwitee P 134(2) Naewvong S 116(3)
Klingularb P 191(2) Napatsorn R 81(4)
Kluakamkao G 155(1) Naratikornrit N 134(2)
Koedbangkham J 31(2) Narongchaikul S 56(2)
Kongkulthong P 129(4) Nattapong L 67(3)
Kongsin S 184(4) Nattarangsi W 91(2)
Konlaeaid S 208(4) Netwong Y 90(3)
Krairittichai J 116(3) Ngamcherdtrakul P 98(2)
Krairittichai U 184(4) Nikrothanond T 98(3)
Krongkaew W 116(3) Nilwalaikul O 149(2)
Kuanchanok T 81(4) Nimkul K 25, 34(3)
Kumfong I 75(4) Nipattasat P 18(3)
Kunin B 116(3) Noisiri W 55(4)
Kwangsukstid O 215(4) Numto A 191(2)
Lakthong S 31(2) Onjun O 82(3)
Laohawilai S 32(4) Ornanong S 67(3)
Lapkitichaloenchai S 42(3)
Leesmidt V 111(4) 12(2)
Leevarakarn S 18(3) Pakapaiboon S 18(3)
Lertpimonchai A 107(3) Pakdethanakul C 107(3)
Lertrojpanya S 55(4) Pankhem N 226(4)
Lertvanavit S 38(2) Pannarunothai S 37(4)
Likitkulthanaporn A 143(1) Peeratippayamongkol C 86(1)
Likkasitipun T 104(1) Pengtum Y 71(1)
Limthanetkul N 37(4) Permsuwan U
282 | วารสารกรมการแพทย์
Phaisaltuntiwongs W R 208(4) Saranyusej Y T 75(4)
Phaisitkriengkrai A S 29(1) Sata J 129(4)
Phengsuthi P 37(4) Sawangsri W 76(3)
Pholprasert C 35(1) Sawanpanyalert N 175, 243(4)
Phukaoluan S 165(2) Sawetprawichkul W 208(4)
Phuntanasiri S 44(4) Sealim S 107(2)
Pichaya P 177(2) Seedadard R 116(3)
Pinprayoon O 82(3) Shoosongdej W 34(3)
Pinsunthon P 75(4) Simasatikul C 116(3)
Pohka K 135(3) Sinlapasacram N 12(1)
Pojdoung N 184(2) Sinumpaisit T 167(4)
Poliny UNG 177(2) Siriarechakul S 75(4)
Pongsavang S 78(1) Sompeewong P 107(3)
Ponpinij P 31(2) Songsak B 48(2)
Poonnotok P 31(2) Songsermlosakul S 71(1)
Poonsem S 78(1) Sookpeng S 111(1)
Pornsoongsong K 42(1) Soontrakom T 131(3)
Posawang P 101(4) Sripontan S 76(3)
Potup P 111(1) Srisa-ard W 59(3)
Prakongsai P 184(4) Srisubat A 59, 116(3), 208(4)
Prasertchai A 62(4) Srithumsuk W 167(4)
Prateeptongkum E 94(1), 24(4) Sriwong N 65(1)
Prathana W 67(3) Suanrueang P 82(2)
Prayakprom P 116(3) Suchatsoonthorn C 107(2)
Prommachat K 111(4) Sukasem N 74(2)
Promnim S 111(4) Sungthong S 111(1)
Promprasert W 154(4) Supakul S 171(1)
Supichyangur K 35(1)
Raksanaves L 177(2) Suttiwanich S 162(4)
Ratanavaraha D 200(2) Suwanpidokkul N 116(3)
Rodjapuy Y 120(2) Suwanpol T 129(4)
Rodjarkpai Y 137(1)
Rongdet J 86(1) Tanaporn H 67(3)
Rungtiwa J 81(4) Tantibundhit C 55(4)
Rusmeechan S 226(4) Tantilipikara P 175, 243(4)
Tantivesruangdet N 202(4)
Sailamai P 116(3) Tarkamsuk S 111(1)
Sakunphanit T 82(2) Tawkaew U 123(3)
Samanmit Y 175, 243(4) Teerawanittrakul P 236(4)
Samantarath P 129(4) Teng-umnuay P 86(1)
Samritmanoporn W 243(4) Thaiyakul A 59(3), 17, 208(4)
Sangariyavanich E 17(4) Thanasithichai S 59, 116(3), 208(4)
Thanyasri T, 52(1)
ปที ่ ี 45 ฉบบั ท่ี 4 ตุลาคม - ธันวาคม 2563 | 283
Thaweedej S 25, 34(3), 193(4) Wangphonphatthanasiri K W 127(2), 68(4)
Thongburan O 26(2) Wannasu R 37(4)
Thummuang T 86(1) Wattanakul N
Thumvanna P 82(2) Wirifai T 175, 243(4)
Tonkulrat W 243(4) Wisetsin S 32(4)
Toomtong S 253(4) Wongdeethai N 18(3)
Trisakul Y 13(3) Wonglao S 86(1)
Trisana S 67(3) Wongsaichue C 260(4)
Tunchanok P 67(3) Wongsin U 184(2)
Tungsanga K 111(4) 82(2)
Uadrang S U 75(4) Yampratoom R, Y 98(2)
Udomwech T 51(3) Yottasurodom C, 141(2)
Veerasak T V 67(3) Zungsontiporn C Z 226(4)
Vejaphuti C 202(4)
Vichathai W 18(3)
Vijitrsaguan C 55(4)
SUBJECT INDEX
A 66(2)
236(4)
A Comparative Study of 2 Radivac Drain Placement Methods for Prevention of Complications after Modified Radical 82(3)
Mastectomy 177(2)
111(4)
A Comparison of Intranasal 0.05% Oxymetazoline and Intranasal 3% Ephedrine for Reducing Nasal Congestion: A 82(2)
Double-Blind Randomized Controlled Trial 184(4)
35(1)
A Comparison Study of Physical Properties of Dental Dam, Latex Examination Gloves and Nitrile Examination Gloves: 59(3)
Tensile Strength, Elongation and Tear Strength Properties
A Linear Structural Equation Model of Innovation Work Behavior of Nurses in Regional Cancer Hospital Department of
Medical Services
A Retrospective Comparison of Thai patients with End-Stage Renal Disease who chose to Decline or Receive Dialysis
Therapy
A Review of Emergency Medical Service Rate under a Project of Financial Recommendation for Universal Coverage for
Emergency Patients (UCEP)
Activity-Based Costing of Hemodialysis for End-Stage Renal Disease Hospitalized Patients under the Universal Health
Care Coverage Policy in Fiscal Year 2017: A Case Study of Rajavithi Hospital
Anatomical Feasibility Study of Superficial Branch of Radial Sensory Nerve Transfer to Sensory Branch of Ulnar Nerve
in Lower Arm Type of Brachial Plexus Injury
Annual Health Checkup According to the Civil Servants Medical Benefit Scheme: Which Test are Useful?
284 | วารสารกรมการแพทย์
C 25(3)
Caries Risk Profile of Diabetes Mellitus Patients Using Cariogram in Sangkha Hospital, Surin Province 215(4)
29(1)
Clinical Outcome of Severe, Recalcitrant or Steroid Contraindicated Pemphigus Treated with Intravenous 202(4)
Immunoglobulin: A Case Series
37(4)
Clinical Outcomes of AF Patients with Non-Rheumatic Valvular Heart Disease in Thailand
86(1)
Comparative Effectiveness of Acupuncture and Tramadol for Treatment of Acute Ankle Injury
162(4)
Comparison between Double-Guidewire and Single-Guidewire Techniques to Serum Amylase and Lipase Levels at 24
Hours after Endoscopic Retrograde Cholangiopancreatography 21(1)
Comparison of Bioactive Proteins in Platelet-Rich Plasma (PRP) Obtained from Gel Particles and Non-Gel Particles by 38(2)
using a Commercial Centrifuge Column kit 44(4)
154(4)
Comparison of Nausea and Vomiting among Patients Whose Receiving Antiemesis Drug and Antiemesis Drug with
Ginger in Cancer Patients Receiving AC and FAC Formulations, Lopburi Cancer Hospital 17(4)
Comparison of Staple Fixation Versus N-butyl-2- cyanoacrylate Fixation in Laparoscopic Totally Extraperitoneal 26(2)
260(4)
Inguinal Hernia Repair: A Randomized Controlled Trial
78(1)
Comparison Outcome of Laparoscopic Cholecystectomy Surgery between Combine Retrograde Caudal-Antegrade
Cranial Approach and Retrograde Caudal Approach in Samut Prakan Hospital 19(2)
Correlation of Renal Function Tests with Ultrasonographic Findings in Chronic Kidney Disease 71(1)
Cost-Effectiveness Analysis of Angiotensin-II Receptor Blocker in Hypertension Patients at Tertiary Hospital 101(4)
138(4)
Cost-Effectiveness Analysis of Esophageal Cancer Screening in Patients with Hypopharyngeal Cancer Using Transnasal
Esophagoscopy Compared with Rigid Esophagoscopy 42(3)
D 67(3)
Dental Status and Oral Health of Patients with Epilepsy in Prasart Neurological Institute: A Survey Study 91(4)
Detection of the 7th and 8th Cranial Nerve by MRI 3T Using 3D T2 Weighted Technique at Prasat Neurological Institute 129(4)
Development of ABCs Nursing Practice Guideline for Acute Hemorrhagic Stroke Patients in the Surgical Intensive Care
Unit at Chiang Mai Neurological Hospital
E
Early Result of Minimally Invasive Aortic Valve Replacement (MIAVR) in Central Institute of Thailand
Economic Burden on Public Health Expenditure of Patients with Pre-dialysis Chronic Kidney Disease at a Community
Hospital
Effectiveness of Mirror Therapy Combines with Occupational Therapy Program on Upper Extremity Rehabilitation in
Stroke
Effectiveness of Pneumococcal Vaccine among Chronic Respiratory Disease Monks in Priest Hospital
Effects of Line Application Individual Counseling Program towards Stress and Self-Potential of Care Giver of CAPD
Patients
Epidural Analgesia Versus Intravenous Fentanyl Infusion in Children with Cerebral Palsy Undergo Major Orthopedic
Surgery: Randomized Controlled Trial
Evaluation of Clinical Image Quality Following Radiation Dose Reduction in Procedures of Interventional
Neuroradiology in Prasat Neurological Institute
Evaluation of Knowledge and Practice of Nurses Before and After Implementation of Clinical Practice Guideline for
Prevention of Central Venous Catheter-Related Blood Stream Infections (CRBSI) in Neonatal Surgical Patients
ปที ี ่ 45 ฉบบั ท่ ี 4 ตุลาคม - ธันวาคม 2563 | 285
F 122(4)
104(1)
Factors Associated with Delay First Medical Contact to Device Time in Patient with Acute ST-Segment Elevation 34(3)
Myocardial Infarction at Emergency Department, Nopparat Rajathanee Hospital 62(4)
200(2)
Factors of Delayed Diagnosis of Oral Cancer in Rajavithi Supertertiary Care Hospital 253(4)
Factors Related to Caries Risk among Diabetes Mellitus Patients in Sangkha Hospital, Surin Province
Factors Related to Dental Care Behaviors among Patient Taking Methamphetamine in Thanyarak Hospital 107(3)
Fiber Optic Laryngoscopy for Head and Neck Cancer: Technique, Limitation and Applications
Fitting of Removable Dentures in Schizophrenic Patient Complicated with Tardive Dyskinesia: A Case Report 135(3)
G 137(1)
Gingival Zenith of the Maxillary Anterior and Premolar Teeth in Normal Gingiva 98(2)
Guidelines for the Prevention and Treatment of Withdrawal Syndrome from Opioid Analgesics and Benzodiazepine in
130(1)
Pediatric Intensive Care Patients
131(3)
H
141(2)
Health Literacy and Role of Village Health Volunteer In Chronic Disease Prevention
226(4)
K 155(1)
Knowledge and Attitudes of Participants on Childhood Injury Prevention Program 98(3)
Knowledge, Attitudes, and Practices Regarding Infection Prevention in Cancer Patients Among Registered Nurses
in the inpatient Udornthani Cancer Hospital 143(1)
L 52(1)
32(4)
Local Anesthetic Systemic Toxicity (LAST) in an Infant 208(4)
Long-term Survival after Pericardiectomy in Chronic Constrictive Pericarditis at Central Chest Institute of Thailand 18(3)
(CCIT)
M
Macro- and Micro-Costing of Accident and Emergency Services for Developing Standard Costing Guideline
Medical Role in Proving Child Abuse in the Head
Medicine Possession Ratio of Antiepileptics in Pediatric Patients with Epilepsy in Queen Sirikit National Institute of
Child Health
O
One-stage and Two-stage Palatoplasty and Dental Arch Width Outcome: A Systematic Review and Meta-Analysis
Outcome of the Subcutaneous Autologous Skull Flap Preservation in Traumatic Head Injury: Comparison between the
Early and Late Cranioplasty
Outcomes of Kasai Operation for Treatment of Patients with Biliary Atresia at a Tertiary Care Hospital
Outcomes of THC Enriched in Advanced Staged Cancer Patients
Outcomes of Two Implants (Khao Aroi System) Retained Mandibular Overdenture
286 | วารสารกรมการแพทย์
P 91(2)
Pain Reduction in Rigid Nasendoscopy between 1% Lidocaine with Oxymetazoline and 2% Lidocaine with 3(3)
Oxymetazoline: A Double-Blind Randomized Controlled Trial
12(2)
Percutaneous Nephrolithotomy in Patients with Renal Calculi at Yasothorn Hospital during 2012 – 2013 and 134(2)
Nakhonphanom Hospital during 2017 – 2019 1
12(1)
Prevalance and Risk Factors of Diabetic Nephropathy in Type 2 Diabetes Patients at Pangsilathong Hospital, 76(3)
Kamphaeng Phet Province, Thailand
Prevalence and Causes of Seizure-Related Hospitalization in Epileptic Patient at Saraburi Hospital 148(4)
Prevalence of Psychiatric Disorders in Inpatients Cannabis Dependents at Princess Mother National Institute on Drug
42(1)
Abuse Treatment
Prognostic Factors in Patients with Primary Pontine Hemorrhage in Mahasarakham Hospital 56(2)
68(4)
R
116(3)
Radiation Dose Obtained from Whole Body Bone Scans 120(2)
Recall Rate of Children with Special Health Care Needs Receiving Dental Treatment under General Anesthesia at 55(4)
165(2)
QSNICH 74(2)
Re-operation to Stop Bleeding after Cardiac Surgery: Mortality, Source of Bleeding, Outcomes and Effects of Time to 127(2)
120(1)
Delay Re-Operation
Risk of Recurrent Seizure in First Ever Seizure in Elderly 193(4)
51(3)
S
184(2)
Safety and Efficacy Evaluation of the 1st Legalized Pharmaceutical Grade Medical Cannabis for Palliative Cancer in 81(4)
Thailand 94(1)
Safety Behaviors of Emergency Medical Responder Working in Chonburi 24(4)
Sensitivity and Specificity of Artificial Intelligence for Chest Diagnostic Radiology in Lung Cancer 191(2)
Study of Rilpivirine use in HIV-Infected People at Krabi Hospital 175(4)
Success Rate of Tooth-Supported Overdenture Abutment, Department of Medical Services, Ministry of Public Health
Survey of Medical Facilities in Epilepsy Care in Thailand
Survival of Fracture Neck of Femur Patients Hyponatremia at Admission
T
The Accuracy of Salivary Biomarkers for Detection of Oral Cancer: A Meta-Analysis
The Association of Sarcopenia and Elderly Hip Fracture
The Development of Nursing Service System for Primary Liver Cancer Patients Receiving Transarterial
Chemoembolization (TACE) at National Cancer Institute
The Development of Rehabilitation System for Methamphetamine Abuser: The Foster Families Model
The Effect of Autologous Intraoral Mesenchymal Stem Cells for Periodontal Tissue Regeneration: A Meta-Analysis
The Effect of Cell Sheet Engineering for Periodontal Tissue Regeneration in Clinical Studies: A Systematic Review and
Meta-analysis
The Effectiveness of the Development of Nursing Standard of Severe Substance Use Disorder
The Epidemiology of Bloodstream infection (BSI) in Nopparat Rajathanee Hospital, 2018
ปที ี่ 45 ฉบบั ท ่ี 4 ตุลาคม - ธันวาคม 2563 | 287
The Evaluation of Entrance Surface Air Kerma from Conventional Diagnostic Radiography in Prasat Neurological 90(3)
Institute Using Dose Area Product Values 167(4)
170(2)
The Factors Influencing on the Organization’s Retention of Registered Nurses in Prasat Neurological Institute under the 107(2)
Affiliation of the Department of Medical Services, Ministry of Public Health 65(1)
123(3)
The Follow-up Evaluation on Nursing Competency after Completing the 1st Program of Nursing Specialty Program in 111(1)
Substance Abuse and Dependence by Thanyarak Khonkaen Hospital and Mahasarakham University 31(2)
243(4)
The Health-related Sustainable Development Goals in Asia: Cluster, Factor, and Multiple Regression Analysis 54(2)
The Level of Memory B Cells (CD27+ CD19+) in Patient with Neuromyelitis Optica Spectrum Disorder with Positive 75(4)
AQP4-IgG Antibody 149(2)
48(2)
The Management of Torus Mandibularis and Maxillary Buccal Exostosis before Loading Single Complete Denture and
Removable Partial Denture
The Measurement of Entrance Surface Air Kerma for Digital Radiography Using OSL NanoDot™ Dosimeter
The Relationship between Selected Factors and Psychological Well-being among Caregivers of Children with Autism in
the Eastern Thailand
The Study of Antimicrobial Resistance (AMR) and ESKAPE Bacteria Have Been Reported In -Healthcare Associated
Bloodstream Infections (HA-BSI) by WHONET Program in Nopparat Rajathanee Hospital, 2017-2018
The System Development of the Antimicrobial Stewardship Program for Antimicrobial Resistance Prevention at Loei
Hospital 1
U
Unit Cost and Break–Even Point of the Intensity Modulated Radiotherapy and the Volumetric Modulated Arc Therapy
for Head and Neck Cancer Treatment in Lopburi Cancer Hospital
Use of Tigecycline in Neonates with Extensively Drug Resistant Organisms Infections in Neonatal Units of Queen Sirikit
National Institute of Child Health
Uvula injury in Tonsillectomy: A Comparative Study between the Use of Gauze to Hold the Uvula and Conventional
Method in Yasothon Hospital
A KEYWORD INDEX 154(4)
60(3)
A UCEP review Angiotensin-II Receptor Blockers 39(2)
Accident and emergency 83(2) Annual checkup 30(1)
Activity-based costing 226(4) Antegrade cranial approach 162(4)
Acupuncture 185(4) Anticoagulant 98(3)
Acute ankle injury 202(4) Antiemesis drug 154(2), 244(4)
Acute hemorrhagic stroke patient 202(4) Antiepileptic 154(2)
Advanced stage cancer 78(1) Antimicrobial resistance 19(2)
Affecting factors 209(4) Antimicrobial stewardship 55(4)
After cardiac surgery 74(2) Aortic valve replacement (AVR) 107(2)
AMR 56(2) Artificial intelligence 30(1)
Amylase 244(4) Asia
37(4) Atrial fibrillation
288 | วารสารกรมการแพทย์
Attitudes 130(1), 98(2) Common bile duct injury 39(2)
Community-acquired pneumonia 138(4)
B 39(2) Constrictive pericarditis 141(2)
33(4) Coping prosthesis 74(2)
Bile leakage 30(1) Cost of service item 226(4)
Biliary atresia 56(2) Cost-effectiveness analysis 17(4)
Bleeding 60(3) Cost-Effectiveness Analysis 154(4)
Bleeding 51(3) Costs 71(1)
Blood test 18(3) CRE 244(4)
Body composition monitor 35(1) Creatinine 44(4)
Bone loss 75(4) CSMBS 60(3)
Brachial plexus injury 66(2)
Break-even point 123(3) D 91(2)
Breast cancer 105(1)
Buccal exostosis Decongestant 143(1)
Delay diagnosis 62(4)
CA-BSI C 175(4) Dental arch width 82(3)
Dental care behavior 18(3)
Cancer 117(3) Dental dam 26(2)
Dental implant 42(1)
Cannabinoids 117(3), 209(4) Dental status 123(3)
Dental treatment 86(1)
Cannabis 209(4) Denture 34(3)
Dermalink Thailand 25(3)
Cannabis dependents 12(1) Diabetes 12(2)
Diabetes mellitus 90(3)
CAPD patients 42(3) Diabetic nephropathy 111(1)
Diagnostic Reference Levels (DRLs) 91(4)
Caregiver burden perception 31(2) Digital radiography 90(3)
Digital subtraction angiography 37(4)
Caregiver of children with ASD 31(2) Dose Area Product (DAP) 62(4)
Double-guidewire technique 112(4)
Caries risk 25(3) Drug abuse
Decline dialysis therapy 52(1)
Cariogram 25(3) 19(2)
E 71(1)
Caudal block 131(3) 165(2)
Early cranioplasty 191(2)
Cell sheet engineering 24(4) Early result
Economic burden 68(4)
Celtac Thailand 86(1) Efavirenz 82(3)
Effectiveness 120(2)
Central venous catheter care 129(4) eGFR, Renal function test
Elderly
Cerebral palsy 68(3) Elongation
Emergency medical responder
Chemotherapy 162(4)
Chest radiograph 55(4)
Childhood injury prevention 98(2)
Children with special health care need 42(1)
Chronic disease prevention 137(1)
Chronic kidney disease 71(1), 44(4)
Chronic pain 21(1)
Chronic respiratory disease 138(4)
Civil Servants Medical Benefit Scheme 60(3)
Clinical practice guideline for prevention of central
venous catheter-related blood stream infections
(CRBSI) 129(4)
Cluster and factor analysis 107(2)
ปที ี่ 45 ฉบบั ท ี่ 4 ตุลาคม - ธนั วาคม 2563 | 289
Emergency medical services 83(2) I 18(3)
Emergency severity index 122(4) 75(4)
Entrance skin air kerma (ESAK) 111(1) Implant stability 131(3)
Entrance Skin Dose (ESD) 90(3) IMRT 21(1)
Entrance Surface Air Kerma (ESAK) 90(3) Infant 177(2)
Ephedrine 236(4) Inguinal hernia 185(4)
Epidural analgesia 68(3) Innovative work behavior 91(4)
Epilepsy 26, 134(2), 98(3), 68(4) In-patient 68(3)
Epilepsy care 127(2) Interventional Neuroradiology 215(4)
ERCP 37(4) Intravenous fentanyl infusion 215(4)
ESKAPE 244(4) Intravenous immunoglobulin
Esophagoscopy 17(4) IVIG 167(4)
Esthetics 108(3)
Estimated glomerular filtration rate 44(4) Job satisfaction J 32(4)
End-stage renal discase 112(4) 130(1), 98(2)
F 200(2) Kasai operation K 21(1)
122(4) Knowledge 39(2)
Fiber optic laryngoscope 65(1) 52(1)
First medical contact to device time 170(2) L 82(3)
Flow cytometry 82(4) 51(3)
Follow-up evaluation 120(1) Laparoscopic 42(3)
Foster families Laparoscopic cholecystectomy 177(2)
Fracture femur 42(1) Late cranioplasty 37(4)
162(4) Latex examination gloves 184(2)
General anesthesia G 108(3) Lean tissue index 131(3)
Ginger 108(3) Line Application counseling program 91(2)
Gingiva Linear Structural Equation Model 141(2)
Gingival zenith 175(4), 244(4) Lipase 165(2)
Liver cancer 55(4)
H 137(1) Local anesthetic systemic toxicity
185(4) Local anesthetics 68(3)
HA-BSI 12(2) Long-term survival 143(1)
HA-BSI rate 33(4) Lopinavir/ ritonavir 244(4)
Health literacy 34(3) Lung cancer 117(3)
Hemodialysis 165(2) 83(2)
Hemoglobin A1c 134(2) Major orthopedic surgery M 98(3)
Hepatic portoenterostomy 154(4) Maxillary hypoplasia 65(1)
High caries risk 120(1) MDR 21(1)
HIV 17(4) Medical cannabis
Hospitalization Medical service rate
Hypertension Medicine possession ratio
Hyponatremia at first admission Memory B cells
Hypopharyngeal cancer Mesh fixation
290 | วารสารกรมการแพทย์
Mesoprase-20 86(1) Organization’s retention 167(4)
Meta-analysis 94, 143(1), 24, 193(4) Organizational commitment 167(4)
Methamphetamine Osseous defect 94(1), 24(4)
Methamphetamine abusers 82(4) Osteoporotic fracture 51(3)
Micro-costing approach 226(4) Ottawa Ankle Rules 202(4)
Minimally invasive 19(2) Oxymetazoline 236(4)
Mirror therapy technique 101(4)
Modified radical mastectomy 66(2) P
Morphology 108(3) Pain 91(2)
MPR 98(3)
Multidrug-resistant 150(2) Palatoplasty 143(1)
Multiple regression analysis 107(2)
Palliative care 117(3), 209(4)
Patient delay 105(1)
N Peak nasal inspiratory flow 236(4)
Percutaneous nephrolithotomy 13(3)
NanodotTM 111(1) Pericardiectomy 141(2)
Nasal obstruction 236(4) Periodontal treatment 94(1), 24(4)
Nasendoscopy 91(2) Physical properties 82(3)
Nausea and vomiting 162(4) Physician delay 105(1)
Neonatal surgical patients 129(4) Platelet-rich Plasma 86(1)
Neonate 150(2) Pneumococcal vaccine 138(4)
Neuromyelitis Optica Spectrum Disorder (NMOSD) 65(1) POA definition 175(4)
Neurotization or nerve transfer 35(1) Postoperative pain control 68(3)
Nitrile examination gloves 82(3) Practices 130(1)
Non-rheumatic valvular heart disease 30(1) Pre-dialysis 71(1)
Nonvalvular atrial fibrillation 3 0(1) Prevalence 12(1), 134(2)
Nopparat Rajathanee Hospital 175, 244(4) Preventing infections in cancer patients 130(1)
Nurses in cancer region hospital Department of Primary pontine hemorrhage 76(3)
Medical Services 177(2) Princess Mother National Institute on Drug Abuse
Nursing competency 170(2) Treatment 12(1)
Nursing practice guideline 78(1) Prognostic indicators 76(3)
Nursing service system 184(2) Psychiatric disorders 12(1)
Nursing specialty 170(2) Psychological well-being 31(2)
Nursing standard 191(2) R
O 101(4) Radiation dose reduction 91(4)
120(1) Radiation exposure 148(4)
Occupational therapy for upper extremity 31(2) Rajavithi Hospital 185(4)
training 105(1), 193(4) Ranking and rating 107(2)
Operation and Non operation 34(3) Recalcitrant pemphigus 215(4)
Optimism 94(1) Recall rate 42(1)
Oral cancer 105(1) Recurrent seizure 68(4)
Oral health behavior 167(4) Reduction of injury of uvula 48(2)
Oral mesenchymal stem cells Registered nurses 130(1),167(4)
Oral self-exam Rehabilitation system 82(4)
Organization culture
ปีท่ี 45 ฉบบั ท่ี 4 ตุลาคม - ธันวาคม 2563 | 291
Reimburses 83(2) T 82(3)
Removable denture 200(2)
Renal calculi 13(3) Tardive dyskinesia 82(3)
Re-operation 56(2) Tear strength 21(1)
Resonance frequency analysis 18(3) Technique 127(2)
Retrograde caudal approach 39(2) Tensile strength
Rilpivirine 165(2) TEP 107(2)
Risk 68(4) Thailand 150(2)
The health-related sustainable development 48(2)
Safety behaviors S 120(2) goals 74(2)
Tigecycline 123(3)
Salivary biomarker 193(4) Tonsillectomy 202(4)
Tooth-supported overdenture 184(2)
Sarcopenia 51(3) Torus mandibularis 52(1)
Tramadol 215(4)
Schizophrenic patient Transarterial chemoembolization 12(2)
Traumatic head injury 12(2)
Secondary hospital 127(2) Treatment
Triglyceride 44(4)
Self-Potential 42(3) Type 2 diabetes 75(4)
185(4)
Selphyl 86(1) 48(2)
Sensitivity 55(4) 202(4)
137(1)
Sensory branch of ulnar nerve 35(1) 75(4)
244(4)
Seroma formation 66(2)
148(4)
Severe pemphigus 215(4) U
Severe substance use disorder 191(2) Ultrasonography
Unit cost
Social support 31(2) Universal health coverage
Uvula protection gauze
Specificity 55(4)
Steroid contraindicated 215(4)
Stress 42(3)
Stroke 30(1), 101(4) V
ST-segment elevation myocardial infarction 122(4) VAS pain score
Village health volunteer
Subcutaneous autologous skull flap preservation 52(1) VMAT
VRE
Substance abuse and dependence 170(2)
Success rate 74(2)
Superficial branch of radial sensory nerve 35(1)
Surgical intensive care unit 78(1) W
Survival 120(1) Whole body bone scan
Survival rate 74(2)
System development 154(2),82(4)
Systematic review 143(1)
292 | วารสารกรมการแพทย์
กวารรสมารการแพทย์
คำ� ชี้แจงการสง่ เร่อื งเพ่ือลงพิมพ์
วารสารกรมการแพทย์ยินดีรบั เรือ่ งวชิ าความรทู้ างการ ไม่บ่อย หรือไม่เคยมีอาการมาก่อน หรือโรคท่ีมีลักษณะหรือ
แพทย์และวิชาท่ีมีความสัมพันธ์กับวิชาแพทย์ตลอดจนประวัติ การด�ำเนินโรคท่ีไม่ตรงแบบควรประกอบด้วยหัวข้อดังต่อไปน้ี
ที่เก่ียวกับกรมการแพทย์ตลอดจนประวัติท่ีเกี่ยวกับกรมการ บทน�ำ รายงานผ้ปู ่วย วิจารณ์ สรปุ กติ ตกิ รรมประกาศ และ
แพทย์และการสาธารณสุข เพ่ือลงพิมพ์ โดยสนับสนุนให้ เอกสารอ้างอิง
บทความเปน็ ภาษาไทย แต่มีบทคัดยอ่ เป็นภาษาอังกฤษ เรื่อง บทฟื้นวิชา (Refresher Course) เป็นบทความ
ที่ส่งมาพิมพ์ต้องไม่เคยตีพิมพ์ในวารสารฉบับอื่นมาก่อน และ ที่รวบรวมความรู้เรื่องใดเรื่องหน่ึงทางด้านการแพทย์และ
เม่อื ตพี มิ พแ์ ล้วตอ้ งไม่ตีพมิ พใ์ นวารสารอ่ืน สาธารณสุข โดยเรยี บเรียงจากวารสารหรือหนังสือตา่ งๆ ทงั้ ใน
และต่างประเทศประกอบด้วย บทน�ำ ความรเู้ รือ่ งโรคทน่ี �ำมา
การส่งต้นฉบบั เขยี น บทวิจารณ์และเอกสารอา้ งอิง ความยาวเรื่องไมค่ วรเกนิ
ใหพ้ มิ พห์ นา้ เดยี วบนกระดาษสน้ั ขนาด A4 TH Sarabun 12 หนา้ กระดาษพิมพ์
PSK ขนาด Font 16 point บนมุมขวาของกระดาษพิมพ์ ปกิณกะ (Miscellany) เป็นบทความท่วั ไปทีม่ ีขนาด
ใส่เลขหน้าก�ำกับทุกหน้า การเขียนต้นฉบับควรใช้ภาษาไทย เล็กเน้ือหาอาจเข้าข่ายหรือไม่เข้าข่ายบทความต่างๆ ที่กล่าว
ให้มากที่สุด ยกเว้นแต่ค�ำภาษาอังกฤษที่แปลไม่ได้ หรือแปล มาขา้ งตน้
แลว้ ท�ำใหใ้ จความไมช่ ัดเจน ส่งตน้ ฉบับ 3 ชุด (รวมทง้ั ตาราง ย่อเอกสาร (Abstract) เป็นการย่อเอกสารจาก
และภาพ ไม่ควรเกิน 5 ตาราง/รูป) พร้อม CD หรือ DVD บทความภาษาต่างประเทศหรือบทความภาษาไทย ซึ่งตีพิมพ์
(Program Microsoft Word) ตน้ ฉบับไม่ตอ้ งพบั ลงทะเบียน ไม่เกิน 2 ปี ควรมบี ทวิจารณส์ ั้นๆ ของผู้ยอ่ ประกอบดว้ ย
ถ้าส่งทางไปรษณีย์พร้อมทั้งจดหมายก�ำกับจากผู้เขียนเพื่อขอ จดหมายถงึ บรรณาธกิ าร (Letter to the Edi-tor)
ใหพ้ ิจารณาตพี มิ พ์ หรือจดหมายโต้ตอบ (Correspondence) เป็นเวทีโต้ตอบ
ระหว่างนักวิชาการผู้อ่านกับเจ้าของบทความที่ตีพิมพ์ ช้ี
ประเภทของบทความ ความคิดเห็นท่ีแตกต่างหรือความไม่สมบูรณ์ ข้อผิดพลาดของ
นิพนธ์ต้นฉบับ (Original Article) เป็นรายงานผล รายงาน
การศึกษา ค้นคว้า หรอื วิจยั ควรประกอบด้วยหวั ข้อตามลำ� ดบั
ต่อไปน้ี ชื่อเรื่องช่ือผู้นิพนธ์ บทคัดย่อทั้งภาษาไทยและภาษา การเตรียมต้นฉบับ
องั กฤษ บทนำ� วตั ถุ วธิ กี าร ผล วจิ ารณ์ สรปุ กติ ตกิ รรมประกาศ ช่ือเร่ือง ต้องมีท้ังภาษาไทยและภาษาอังกฤษควรส้ัน
เอกสารอ้างองิ ความยาวเรื่องไม่ควรเกิน 12 หนา้ พมิ พ์ ได้ใจความ และสื่อเป้าหมายหลักของการศึกษา (Concise
รายงานผู้ป่วย (Case Report) ควรเป็นรายงาน but informative)
ผู้ป่วยท่ีไม่ธรรมดา เป็นโรคหรือกลุ่มอาการโรคใหม่ที่พบได้
ปีท ่ี 45 ฉบบั ท ี่ 4 ตุลาคม - ธันวาคม 2563 | 293
ชอื่ -สกลุ / คณุ วฒุ ขิ องผเู้ ขยี นและหนว่ ยงานชอื่ -สกลุ ท่ีสำ� คัญและเป็นประเดน็ ในการวิเคราะห์ หรือเปรียบเทยี บกบั
และหน่วยงาน ใช้เป็นค�ำเต็มท้ังภาษาไทยและภาษาอังกฤษ สมมตฐิ านทว่ี างไว้
ปรญิ ญาหรอื คณุ วฒุ ใิ ชต้ วั ยอ่ ทเี่ ปน็ สากลทงั้ ภาษาไทยและภาษา วิจารณ์ วิจารณ์ผลการศึกษาว่าตรงกับวัตถุประสงค์
องั กฤษ หรือสมมติฐานที่ตั้งไว้หรือไม่ เหมือนหรือแตกต่างจากงาน
บทคัดย่อ วารสารกรมการแพทย์ใช้บทคัดย่อใน ของผู้อื่นหรือไม่อย่างไร และเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น เน้นเฉพาะ
รูปแบบร้อยแก้ว หรือ Unstructured abstracts ใช้ภาษา ที่ส�ำคัญและใหม่ๆ และผลสรุปที่ได้จาการค้นพบนั้นๆ อย่า
ท่ีรัดกุมและเป็นประโยคสมบูรณ์ควรระบุเน้ือหาท่ีจ�ำเป็นสิ่ง น�ำเนื้อหาในบทน�ำหรอื ผลมากล่าวซ้ำ� ในบทวิจารณ์ ควรแสดง
ตรวจพบหลักและผลสรุปและข้อมูลทางสถิติท่ีส�ำคัญ เน้น ขอ้ เด่น ขอ้ ด้อย Implication ของการศึกษา รวมท้ังขอ้ เสนอ
ผลการศึกษาท่ีพบใหม่และส�ำคัญ ในภาษาอังกฤษควรเป็น แนะในการศึกษาในอนาคต
ประโยคอดีต ไม่ควรมคี �ำยอ่ ไม่มีการอา้ งองิ เอกสาร และ/หรือ สรุป สรปุ ใหต้ รงกับผลทตี่ อ้ งการจากวตั ถุประสงคข์ อง
เขยี นในรปู แบบของ Structured abstracts ซงึ่ ประกอบดว้ ย การศึกษา ให้ข้อเสนอแนะในการน�ำผลการศึกษาไปใช้ หรือ
ภมู ิหลัง (background) วัตถปุ ระสงค์ (objectives) วธิ กี ารท�ำ ประเด็นปัญหาส�ำหรับการศึกษาครง้ั ต่อไป
วจิ ัย (methods) ผลการวิจัย (results) และบทสรปุ การวิจยั
(conclusions) เอกสารอา้ งองิ
บทคัดยอ่ ภาษาไทยของบทความภาษาองั กฤษใหใ้ ส่ชอ่ื ผู้เขียนต้องรับผิดชอบในความถูกต้องของเอกสาร
ผู้นิพนธ์ ช่ือเร่ืองเป็นภาษาไทยไว้เหนือเน้ือความย่อส�ำหรับ อ้างองิ
บทคดั ยอ่ ภาษาองั กฤษของบทความภาษาไทยใหใ้ สช่ อื่ เรอ่ื ง ชอ่ื การอา้ งองิ เอกสารใชร้ ะบบ Vancouver โดยใสห่ มายเลข
เต็มของผูน้ พิ นธ์เป็นภาษาอังกฤษไว้เหนือเนอ้ื ความย่อ อารบิค (Arabic) เอกสารอ้างอิงบนไหล่บรรทัดด้านขวา ไม่
ค�ำสำ� คญั หรือคำ� หลัก (Keywords) ควรมี 3 - 5 คำ� ตอ้ งใสว่ งเลบ็ เรยี งตามลำ� ดบั และตรงกบั ทอี่ า้ งองิ ไวใ้ นเนอื้ เรอื่ ง
ใสไ่ วท้ า้ ยบทคัดยอ่ ส�ำหรับทำ� ดัชนเี ร่ือง (subject index) ถ้าต้องการอ้างอิงซ้�ำให้ใช้หมายเลขเดิม การอ้างอิงผู้เขียนใน
เน้อื เรือ่ ง ควรใช้ภาษาไทยให้มากท่ีสดุ ยกเว้นคำ� ศพั ท์ บทความภาษาไทยให้เรียงล�ำดับจากช่ือต้น ตามด้วยนามสกุล
ทางเทคนิคที่จ�ำเป็นใช้ภาษาท่ีอ่านง่ายเข้าใจง่าย กะทัดรัด การอ้างอิงผู้เขียนในบทความภาษาอังกฤษให้เรียงล�ำดับจาก
ชัดเจน หากจะใช้ค�ำย่อต้องระบุค�ำเต็มในครั้งแรกก่อน มีการ นามสกุลผู้เขียน ตามด้วยอกั ษรย่อของชอ่ื ต้นและชอื่ กลาง
อา้ งองิ เอกสารเปน็ ตวั เลขเรยี งตามลำ� ดบั เนอื้ เรอื่ งควรประกอบ การอ้างอิงเอกสารให้ใช้ช่ือเรื่องตามรูปแบบของ U.S.
ดว้ ย National Library of Medicine ที่ตพี มิ พใ์ น Index Medicus
บทน�ำ ให้อธิบายถึงเหตุผล ความเป็นมาที่น�ำไปสู่ ทกุ ปี หรือดูจาก web site http://nim.nih.gov หรือใช้ตาม
วัตถุประสงค์ของการศึกษา ทบทวนวรรณกรรมที่จ�ำเป็น ไส้ แบบทใ่ี ชใ้ นเอกสารน้ันๆ
วตั ถปุ ระสงคข์ องการศึกษาไวเ้ ป็นรอ้ ยแลว้ ที่ท้ายบทน�ำ ไม่ตอ้ ง ผเู้ ขียนต้องอ้างอิงและเขียนเอกสารอา้ งองิ เป็นภาษา
ใส่ข้อมลู และผลสรปุ ของการศึกษา องั กฤษเท่านน้ั
วัตถแุ ละวิธีการ อธบิ ายถงึ วธิ ีการศึกษา รูปแบบ ช่วง การเขียนเอกสารอ้างอิงในวารสารกรมการแพทย์มี
เวลา สถานที่ การคดั เลือกกล่มุ ตัวอย่าง กลมุ่ ควบคุม เคร่อื งมือ หลักเกณฑด์ งั ตัวอยา่ งต่อไปน้ี
ทใี่ ชใ้ นการศกึ ษา มาตรการหรอื วธิ ี (Intervention) ทใี่ ช้ ถา้ เปน็ 1. การอ้างอิงจากวารสารวิชาการ ล�ำดับที่. ชื่อ
วิธที ่ีเป็นที่รจู้ ักกันท่ัวไปให้ระบุในเอกสารอา้ งองิ ถา้ เป็นวธิ ใี หม่ ผนู้ พิ นธ.์ ช่อื บทความ. ชือ่ ยอ่ วารสาร. ปีที่พมิ พ์; ปที ่ี (vol):
ใหอ้ ธบิ ายใหผ้ อู้ า่ นเขา้ ใจและสามารถนำ� ไปใชไ้ ด้ ระบวุ ธิ กี ารเกบ็ หน้าแรก-หน้าสดุ ทา้ ย.
ขอ้ มูลการวเิ คราะห์ วธิ ีการทางสถิติท่ใี ช้ 1. ชยั เยนทร์ รตั นวจิ ารณ์, กุหลาบ หวังดีศิริกลุ . การ
ผล แสดงผลท่ีได้จากการศึกษาอย่างชัดเจนให้ผู้อ่าน ศึกษาปัจจัยที่เก่ียวข้องกับภาวะสายตาผิดปกติของ
อา่ นและทำ� ความเขา้ ใจไดง้ า่ ย ผลตอ้ งสอดคลอ้ งกบั วตั ถปุ ระสงค์ นิสิตจฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย. จุฬาลงกรณ์เวชสาร
ของการศึกษา บรรยายเป็นร้อยแก้วในกรณีที่มีตัวเลขไม่มาก 2529; 28:279-70.
หรือไม่ซบั ซอ้ นถ้าตวั เลขมากตวั แปรมากให้ใช้ตาราง และแปล 2. Campbell D, Hall M, Lemon J, Carr-Hill R,
ความหมายของผลที่พบหรือวเิ คราะห์จากตาราง แสดงเฉพาะ Pritchard C, Samphier M. Clinical birthweight
294 | วารสารกรมการแพทย์
standards for a total population in the 1980. Proceedings of the 10th International
Br J ObstetGynaecol 1987; 100:436-45. Congress of EMG and Clinical Neuro-
หากมีผนู้ พิ นธม์ ากกวา่ 6 คน ใหใ้ สช่ อื่ เพียง 6 คนแรก physiology; 1995 Oct. 15-19; Kyoto, Japan.
แล้วตามด้วย “et al.” ในวารสารภาษาองั กฤษหรือตามด้วย Amsterdam: Elsevier; 1996.
“และคณะ” ในวารสารภาษาไทย 4. การอา้ งองิ วทิ ยานพิ นธ์ลำ� ดบั ท.่ี ชอื่ ผเู้ ขยี น.ชอ่ื เรอ่ื ง
2. การอ้างอิงจากหนงั สอื ต�ำรา หรือรายงาน (ประเภทปริญญา). ภาควชิ า, คณะ. เมอื ง: มหาวทิ ยาลัย; ปี
2.1 หนังสือหรือต�ำราท่ผี นู้ พิ นธเ์ ขียนท้งั เล่ม ลำ� ดบั ที่ไดป้ รญิ ญา.
ท.่ี ผ้นู พิ นธ์/หน่วยงาน. ช่อื หนงั สือ. ครง้ั ทีพ่ ิมพ์. เมอื งทพี่ มิ พ์. 1. Kaplan SJ. Post-hospital home health care:
ส�ำนักพมิ พ;์ ปีท่ีพมิ พ์. หนงั สือหรือตำ� รา แตง่ โดยผนู้ ิพนธ์ the elderly’s access and utilization (disser-
1. พรจนั ทร์ สวุ รรณชาต. กฎหมายกบั การประกอบ tation). St.Louis (MO): Washington Univ.:
วิชาชีพการพยาบาลและผดุงครรภ์.กรุงเทพ- 1995.
มหานคร. เดอะเบสทก์ ราฟฟคิ แอนดป์ รนิ้ ท;์ 2542 5. การอ้างอิงจากรายงานการวิจัยพิมพ์โดยผู้ให้ทุน
2. Jones KL. Smith’s recognizable patterns ลำ� ดบั ท.ี่ ชอ่ื ผเู้ ขยี น. ชอ่ื เรอื่ ง. เมอื งทพี่ มิ พ:์ หนว่ ยงานทพี่ มิ พ/์
of human malformation. 5th ed. Philadel- แหลง่ ทุน; ปีท่ีพิมพ.์ เลขท่รี ายงาน.
phia: WB Saunder; 1997. 6. การอ้างอิงจากสื่ออิเลก็ ทรอนิกส์
2.2 หนังสอื มีบรรณาธิการ 1. Morse SS. Factors in the emergence of
1. วิลาวัณย์ จึงประเสริฐ, สุจริต สุนทรธรรม, infectious disease. Emerg Infect Dis (serial
บรรณาธิการ. อาชีวเวชศาสตร์ ฉบับพิษวิทยา. online) 1995; Jan-Mara (cited 1996 Jun
กรุงเทพมหานคร : ไซเบอรเ์ พรส; 2542. 5): 1(1):[24 screens]. Available from: URL;
2. Norman IJ, Reddfern SJ, editors. Mental http://www.cdc.gov/ncidod/EID/eid.htm.
health care for elderly people. New York: 2. Hemodynamics III: the ups and down of
Churchill Livingstone;1996. hemodynamics (computer program).
บทใดบทหนึ่งในหนังสือหรือต�ำรา ล�ำดับที่. ผู้นิพนธ์. Ver-sion 2.2. Orlando (FL): Computerized
ชอ่ื เสียง. ใน: ชื่อบรรณาธกิ าร, บรรณาธกิ าร. ช่อื หนงั สอื . ครัง้ ท่ี Educational Systems: 1993.
พมิ พ.์ เมอื งทพ่ี มิ พ.์ สำ� นกั พมิ พ;์ ปที พี่ มิ พ.์ หนา้ แรก-หนา้ สดุ ทา้ ย 3. CDI, clinical dermatology illustrated
1. ธรี ะ ลลี านนั ทกจิ , ชทู ติ ย์ ปานปรชี า. นเิ วศบำ� บดั (monograph on CD-ROM). Reeves JRT,
(Milieu Therapy) ใน: เกษม ตันติผลาชีวะ, Maibach H. CMEA Multimedia Group,
บรรณาธิการ. ต�ำราจติ เวชศาสตร์ เลม่ 2. พิมพ์ producers. 2nd ed. Verison 2.0. San Diego :
คร้ังท่ี 2 กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัย CMEA: 1995.
ธรรมศาสตร;์ 2536 หน้า 961-96. 7. อน่ื ๆ
2. Wentz AC. Infertility. In: Jones HW III, Wentz 1. พจนานุกรมราชบัณฑิตสถาน พ.ศ.2525 พิมพ์
AC, Burnett LS, eds. Novak’s text-book of ครั้งท่ี 5 กรุงเทพมหานคร: อักษรเจริญทัศน์;
gynecology. 11th ed. Baltimore: Williams 2538. หน้า 545
& Wilkins; 1988.p. 263-302. 2. พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522. ประกาศ
3. การอา้ งองิ รายงานการประชมุ /สมั มนา(Conference กระทรวงสาธารณสุข ฉบับท่ี 98 พ.ศ.2529,
Proceedings) ล�ำดับท่ี. ช่ือบรรณาธิการ, บรรณาธิการ. ราชกจิ จานเุ บกษาฉบบั พเิ ศษเล่มที่ 103, ตอนท่ี
ชื่อเรื่อง. ช่ือการประชุม. วันเดือนปีท่ีประชุม; สถานที่จัด 23. (ลงวนั ท่ี 16 กุมภาพนั ธ์ 2529)
ประชุม. เมืองทพี่ มิ พ:์ ส�ำนกั พิมพ์; ปที ีพ่ ิมพ์.
1. Kimura J, Shibasaki H, editors. Recent
advances in clinical neurophysiology.
ปีที่ 45 ฉบับท ี่ 4 ตลุ าคม - ธนั วาคม 2563 | 295