The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการเรียน_วิชางานไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by วรเวก, 2021-09-19 03:56:03

เอกสารประกอบการเรียน_วิชางานไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

เอกสารประกอบการเรียน_วิชางานไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

ทงั้ วงจร
วจะแตกต่างกนั ไปตามค่าความต้านทานทม่ี ี โดย
ฟาไหลนอ้ ย
ทานทุกตวั จะเท่ากบั กระแสไฟฟ้ าทจี่ า่ ยใหก้ บั

93

เครอ่ื งมอื วดั ทางไฟฟ้ า

 โอห์มมเิตอร์
 โวลต์มเิตอร์
 แอมปม์ เิตอร์



โวลต์มเิตอร์

 เครอ่ื งมอื ใชว้ ดั ความต่างศกั ย์ระหว่างจุด 2
 โวลต์มเิตอร์ทด่ี ตี ้องมคี วามต้านทานภายใน
 ในการใชโ้ วลต์มเิตอร์ต้องต่อโวลต์มเิตอร์แบ

2 จุด ในวงจรไฟฟ้ า
นมากๆ
บบขนานกบั จุดคู่ทต่ี ้องการวดั ความต่างศกั ย์









แอมปม์ เิตอร์

 เครอื่ งมอื ทใี่ชว้ ดั ปรมิ าณกระแสไฟฟ้ า
 แอมมเิตอร์ทดี่ ตี ้องมคี วามต้านทานภายในน
 การใชแ้ อมมเิตอร์ต้องต่อแอมมเิตอร์อนุกร

นอ้ ยๆ
รมกบั วงจรไฟฟ้ า



Bommm





โอห์มมเิตอร์

 ใชว้ ดั ความต้านทานของอุปกรณ์อเิลก็ ทรอน
 การใชโ้ อห์มมเิตอร์ต้องต่อแบบขนานกบั อุป

นกิ ส์ในวงจรไฟฟ้ า
ปกรณ์ทตี่ ้องการวดั ความต้านทานนน้ั









บทที่ 2
ความปลอดภัยในงานไฟฟ้า

หัวข้อเร่อื ง
1. หลักความปลอดภัยในการใชไ้ ฟฟา้
2. วัสดแุ ละอุปกรณ์ไฟฟ้าในฟารม์

จุดประสงค์ทั่วไป
1. เพ่ือให้นกั เรยี นมีความรู้ ความเข้าใจเลอื กใชเ้ ครื่องมืองานไฟฟ้าในฟาร์มและวัสดุอุปกรณ์ไฟฟ้าในฟาร์ม

ใหเ้ หมาะสมและปลอดภัยตามหลกั วิชาการ
2. เพ่ือให้นกั เรยี นมีกจิ นิสยั ท่ีดีด้านคุณธรรม จรยิ ธรรม เร่อื ง ความตรงต่อเวลา ความรับผดิ ชอบ ความใฝร่ ู้

ความมรี ะเบียบวนิ ยั

จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม
1. เลอื กเครอื่ งมือและวสั ดอุ ุปกรณไ์ ฟฟ้าในฟาร์มได้ตามหลักวิชาการ
2. บอกชนดิ และประเภทวสั ดอุ ุปกรณไ์ ฟฟา้ ในฟารม์ ได้ถูกตอ้ ง
3. มีทักษะในการปฏบิ ัตงิ านไฟฟ้าในฟาร์มรว่ มกบั ผู้อ่นื ได้อยา่ งปลอดภยั
4. ตระหนักและเหน็ คุณค่าของการใช้เครื่องมอื และวสั ดอุ ุปกรณอ์ ย่างคุ้มค่า ประหยดั ตามหลักปรัชญา

เศรษฐกิจพอเพียง

สาระสาคญั
หลกั ความปลอดภัยในการใชไ้ ฟฟ้า

ปจั จุบนั ไฟฟา้ มีการจาเป็นต่อชวี ติ ประจาวนั มาก ซง่ึ ไม่มใี ครปฏเิ สธถึงความสะดวกสบายท่ีไดร้ บั จากการใช้
ไฟฟ้ารวมถงึ งานอุตสาหกรรม และธุรกจิ ต้องใช้ไฟฟ้าเป็นปัจจัยสาคญั ไฟฟ้ามีประโยชนม์ ากมายก็จริงแต่ในเวลา
เดียวกนั ก็มีอนั ตรายอยใู่ นตัวของมนั เองถ้าร้จู ักใช้ก็จะได้ประโยชนม์ หาศาล ถ้าใช้ผดิ วิธีก็อาจจะไดร้ ับอันตรายถงึ ชีวติ
จึงควรเขา้ ใจและรพู้ น้ื ฐานทางดา้ นความปลอดภัยในการใช้ไวบ้ า้ ง เพราะความประมาทหรือเพิกเฉยต่อสงิ่ ท่ีเกิดข้ึน
เพยี งเลก็ น้อยก็อาจนามาสู่ความหายนะ และการสญู เสยี ต่างๆ ในชีวติ ประจาวันของเราต้ังแต่เช้าขึน้ มาไฟฟา้ เข้ามามี
สว่ นพัวพนั กับการดาเนนิ ชีวิตตลอดท้งั วัน จนกระทง่ั เขา้ นอนกย็ ังใช้ไฟฟ้าแต่วา่ มาตรฐานความปลอดภัยของระบบ
ไฟฟา้ ในบา้ น ผใู้ ช้ยังไมใ่ ห้ความสนใจเท่าท่ีควร ดงั น้ันความปลอดภัยในการใช้ไฟฟา้ จึงเป็นเร่ืองที่ควรได้รบั ความ
สนใจ ในการศึกษาไฟฟา้ ทาอันตรายใหแ้ ก่ร่างกายไดผ้ ทู้ ี่จะได้รับอันตรายจากเครื่องใชไ้ ฟฟ้านนั้ เนื่องจากสว่ นหนึ่ง
สว่ นใดของร่างกายบังเอญิ ไปแตะ และต่อเป็นส่วนหนง่ึ ในวงจร

ไฟฟ้าหรือสมั ผสั ถูกสายสองเส้นหรอื เพยี งเสน้ เดยี ว หรอื อาจจะไปสมั ผสั ถูกวตั ถุท่ีมีกระแสไฟฟา้ รั่วไหลแตเ่ พียงจุด
เดยี วในขณะท่รี า่ งกายส่วนอ่ืนสัมผสั อยู่กับพ้ืนดินครบวงจรทาให้เกดิ อนั ตรายแก่ร่างกายข้นึ ไฟฟ้าให้โทษแก่มนุษย์
สามารถแบ่งออกไดเ้ ป็น

1. เปน็ อนั ตรายแกช่ ีวติ สิง่ ท่ีทาใหเ้ สยี ชวี ิตหรือได้รบั อนั ตรายเพียงบาดเจ็บ คือ การไหลของกระแสไฟฟ้า
(วดั เป็นจานวนแอมแปร)์ ซึ่งจะมปี ริมาณเพยี งเลก็ น้อย ถ้าเปน็ กระแสไฟสลบั ก็สามารถจะทาอนั ตรายถงึ เสียชีวติ ได้
ถา้ หากว่ากระแสไฟฟ้านน้ั ไดไ้ หลผ่านอวัยวะท่ีสาคัญ ๆ เชน่ หวั ใจ อันตรายต่าง ๆ ท่ีเกิดขึ้นกับรา่ งกายมีอาการ 4
อยา่ ง คือ

1.1 กลา้ มเนื้อแขง็ ตัว
1.2 หวั ใจเตน้ เรว็ กว่าปกติ และหยุดทางาน
1.3 เซลลภ์ ายในร่างกายถูกทาลาย
1.4 ระบบประสาทชะงกั
2. เป็นอันตรายต่อทรพั ย์สนิ อันตรายต่อทรพั ย์สนิ ไดแ้ ก่ การเกดิ เพลงิ ไหม้และระเบิด ทาใหท้ รพั ยส์ นิ
เสยี หายปลี ะมากๆ เนอ่ื งจากความประมาทหรือความรู้เทา่ ไมถ่ ึงการณ์

โดยปกตแิ ลว้ สภาพรา่ งกายแตล่ ะส่วนของคนเราจะมีความต้านทานกระแสมากน้อยไมเ่ ทา่ กัน ในขณะท่ี
ผวิ หนังแหง้ สนทิ จะมคี วามตา้ นทานประมาท 100,000-600,000 โอหม์ แตถ่ า้ เกิดมคี วามชนื้ หรือเหงื่อ เพยี งเล็กน้อย
ความตา้ นทานจะลดลงเหลอื เพียง 800-1,000 โอหม์ เท่าน้ันดงั นั้นกระแสไฟฟา้ จึงสามารถผ่านรา่ งกายไดโ้ ดยง่าย
อนั ตรายทีจ่ ะได้รับน้ัน ขึน้ อยู่กบั กระแสไฟฟ้าท่ไี หลผา่ นร่างกาย ถา้ มีกระแสไฟฟา้ ไหลผา่ นนอ้ ยก็ได้รบั อันตรายน้อย
ถ้าไหลผ่านมากอันตรายท่ีได้รบั ก็มีเพิ่มมากขน้ึ ตามลาดับ ซ่งึ พอสรุปปริมาณของกระแสไฟฟ้าที่มีผลต่อรา่ งกายได้
ดังนี้

จานวนกระแสไฟฟา้ อาการหรืออันตรายท่ีเกดิ ขนึ้ แก่รา่ งกาย
1-3 มิลลแิ อมแปร์ กล้ามเนื้อกระตกุ เล็กน้อยไม่ถึงขัน้ อนั ตรายแตก่ ็อาจดิน้ ไม่ยอมหลดุ
8 มิลลแิ อมแปร์ กลา้ มเนอื้ กระตกุ รุนแรงเปน็ เหตใุ หล้ ้มฟาด หรือตกจากท่สี ูง
10 มิลลิแอมแปร์ กล้ามเนื้อกระตุกรุนแรงยิ่งขึ้น และอาจไดร้ บั บาดแผลไหม้พองด้วย

เนอ่ื งจากผู้ที่ถูกไฟฟา้ ช๊อต สว่ นมากไมส่ ามารถบงั คับตัวเองให้หลดุ พ้นจากไฟฟา้ จึงถูกกระแสไฟฟา้ ไหลผา่ น
ร่างกายเป็นเวลานาน ดงั น้นั ถา้ ไมม่ บี ุคคลอื่นชว่ ยเหลอื อยา่ งทันทว่ งที อนั ตรายทีไ่ ด้รับกจ็ ะสาหสั มากข้ึน คอื หวั ใจ
เตน้ รัวเรว็ หรือชา้ ซง่ึ อาจไดร้ ับอันตรายถึงชวี ติ ถา้ ระยะเวลานานกว่ากาหนด ดงั นี้

15 มิลลิแอมแปร์ นานกว่า 2 นาที
20 มิลลิแอมแปร์ นานกว่า 1 นาที
30 มลิ ลแิ อมแปร์ นานกวา่ 35 วินาที
100 มลิ ลแิ อมแปร์ นานกวา่ 3 วินาที
500 มลิ ลแิ อมแปร์ นานกวา่ 11/100 วนิ าที
* 1,000 มลิ ลแิ อมแปรน์ านกว่า 1/100 วินาที

* กลา้ มเนื้อบรเิ วณทรวงอกขยายตัวมากถา้ ไม่ได้รบั การช่วยเหลืออย่างทนั ท่วงที นอกจากทก่ี ล่าวมาแลว้ ยงั
มีองคป์ ระกอบอนื่ ๆ อีก เช่น ตาแหน่งที่สมั ผัส กลา่ วคือ ถา้ กระแสไฟฟา้ ไหลผ่านร่างกายบรเิ วณอวยั วะสาคัญ เชน่
บรเิ วณศรี ษะหรือทรวงอก อันตรายทีไ่ ดร้ บั จะมีมากกวา่ กระแสไฟฟา้ ไหลผ่านส่วนอืน่ ของรา่ งกาย และถ้ารา่ งกายถูก
กระแสไฟฟ้าเป็นบรเิ วณกว้าง อนั ตรายก็อาจจะสาหสั มากขึ้นด้วย

วธิ ชี ่วยเหลือผู้ถูกกระแสไฟฟ้าดูด

ข้อควรระวังในขณะชว่ ยเหลือผถู้ กู กระแสไฟฟ้าดดู ติดอยู่ อย่าใชอ้ วยั วะรา่ งกายของทา่ นแตะต้องรา่ งหรือ
เส้ือผา้ ทเี่ ปียกชน้ื ของผถู้ ูกไฟฟ้าดูดติดอยู่เปน็ อนั ขาด มิฉะน้ันทา่ นอาจดดู ไปดว้ ย การชว่ ยเหลอื ให้พน้ จาก
กระแสไฟฟา้ ให้เลือกใชว้ ธิ ใี ดวธิ หี นง่ึ ดังน้ี

1. ตัดกระแสไฟฟา้ โดยปลดสวิตช์ หรือคัทเอาท์ หรอื เตา้ เสียบออก
2. หากตดั กระแสไฟฟ้าไม่ได้ ให้ใช้ไมแ้ หง้ หรือวสั ดทุ ีเ่ ป็นฉนวนไฟฟ้าเข่ียสง่ิ ที่มกี ระแสไฟฟ้าออกไปให้พน้
3. ใหใ้ ชผ้ ้าหรือเชือกแห้งคลอ้ งแขน ขา หรือลาตัว ผถู้ ูกไฟฟ้าดดู ชกั ลากออกไปให้พน้ สิ่งที่มีกระแสไฟฟ้าหาก
ผูถ้ ูก ไฟดดู สลบหมดสตใิ หท้ าการปฐมพยาบาลใหฟ้ ืน้ ต่อไป

ขอ้ ควรระวังเกี่ยวกับการใช้ไฟฟ้า
1. อยา่ ใชส้ วิทชป์ ิด-เปดิ ไฟฟ้าบนเตยี งนอน เพราะอาจพลกิ ตัวนอนทับแตก จะถกู ไฟฟ้าดูดได้
2. อย่าเปดิ วิทยุหรือใช้ไฟฟ้าในหอ้ งนา้ ท่ีช้ืนแฉะ ถ้ากระแสไฟฟา้ ร่วั อาจเปน็ อนั ตรายถึงชวี ิตได้
3. อปุ กรณ์ไฟฟ้าท่ีแตกชารดุ ควรซอ่ มแซมหรอื เปลี่ยนใหเ้ รียบรอ้ ย
4. อยา่ ใชข้ ้อต่อแยก เสยี บปลกั๊ หลายทาง เป็นการใช้กระแสไฟเกนิ กาลงั อาจทาให้สายร้อนและเกดิ ไฟไหม้

ได้
5. อย่าใชว้ สั ดอุ ืน่ แทนฟวิ ส์ หรือใชฟ้ ิวส์เกนิ ขนาด
6. อยา่ ปลอ่ ยใหส้ ายเครื่องไฟฟ้า เช่น พัดลม ลอดใตเ้ ส่อื หรือพรม เปลือกหุ้มหรือฉนวนอาจแตกเกิดไฟชอ๊ ต

ไดง้ ่าย
7. อย่าเดนิ สายไฟช่วั คราวอย่างลวก ๆ อาจเกิดอันตรายได้
8. อย่าแก้ไฟฟ้าเองโดยไมม่ คี วามรู้
9. อยา่ เดนิ สายไฟตดิ รว้ั สังกะสีหรือเหล็กโดยไมใ่ ช้วธิ ีร้อยในทอ่ ไฟฟ้าอาจรั่วเป็นอันตรายได้
10. อย่าปล่อยให้เคร่ืองใชไ้ ฟฟ้าเปียกนา้ เพราะนา้ จะเป็นสะพานให้ไฟฟ้าร่วั ไหลออกมาได้
11. อยา่ ใช้เครื่องมือไฟฟา้ ท่ีไม่มฉี นวนหมุ้ เป็นท่จี ับ เช่น ไขควง หวั แรง้ เครื่องวดั ไฟฟ้า ฯลฯ
12. อยา่ นาเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้กระแสตรงไปใช้กบั ไฟกระแสสลับ ควรตรวจสอบให้ดเี สยี ก่อน
13. สวิทชแ์ ละสะพานไฟ (Cut Out) ทุกแห่งตอ้ งปิด-เปดิ ได้สะดวก
14. อย่ายนื บนพน้ื คอนกรตี ด้วยเทา้ เปลา่ ขณะปฏบิ ัตงิ านเก่ียวกบั ไฟฟา้ ควรใช้ผา้ ยางหรอื สวมใสร่ องเท้า

ความปลอดภัยในปฏบิ ตั ิงานไฟฟ้า
1. กอ่ นปฏบิ ัตงิ านต้องตรวจดูเสยี กอ่ นว่า เครื่องมือ และอปุ กรณ์ ตา่ ง ๆ ที่ใช้ในงานไฟฟา้ ชารดุ แตก หัก

หรือเปล่า
2. ก่อนปฏบิ ัตงิ าน เช่น การต่อสายไฟ ควรยกสะพานไฟ (Cut Out) ออกเสียก่อน
3. ขณะทางานไมค่ วรหยอกล้อกันเป็นอันขาด
4. ไม่ควรเส่ยี งอันตรายเมื่อไม่มคี วามแนใ่ จ
5. ขณะทางานมือ เทา้ ต้องแห้ง หรอื สวมรองเท้า
6. ก่อนปฏบิ ัติงาน ควรจะเขียนวงจรดเู สียกอ่ นเพ่ือความไม่ประมาท
7. เมือ่ เสร็จงาน ก่อนจา่ ยกระแสไฟฟ้า ควรตรวจสอบวงจรไฟฟ้าให้ละเอยี ดและถูกต้องเสียกอ่ น
8. เมือ่ จะจ่ายกระแสไฟฟ้าต้องดูใหแ้ น่ใจ ว่าไม่มใี ครปฏิบตั ิงานไฟฟ้าอยู่
9. ไมค่ วรนาฟวิ สท์ ีโ่ ตกว่าขนาดทีใ่ ช้ หรือวสั ดุอืน่ ๆ เชน่ ลวดทองแดงแทนฟวิ ส์
10. รอยต่อสายไฟฟา้ ต้องใช้ผา้ เทปพนั สายให้เรียบร้อยเสียก่อน
11. ตอ่ วงจรให้เสรจ็ เสยี กอ่ น จงึ นาปลายสายทงั้ คเู่ ขา้ แผงสวทิ ช์
12. สายเครอื่ งมือไฟฟ้าต้องใช้ชนิดหุม้ ฉนวน 2 ชน้ั ถ้าขาดต้องเปลีย่ นใหม่ทัง้ เส้น

เราจะป้องกนั อันตรายได้อย่างไร
กระแสไฟฟา้ ท่ีไหลไปตามทางเดนิ ไฟฟ้าน้นั ถ้ามที างไหลของกระแสมากกวา่ หนง่ึ ทางแลว้ กระแสไฟฟา้ จะ

ไหลไปในทางทมี่ ีความต้านทานน้อยที่สุด ดังนัน้ เพ่อื ใหร้ า่ งกาย มีความต้านทาน มากมีกระแสไฟฟ้าผ่านน้อย
หรอื ไม่ไหลผา่ นเลย จึงพอจาแนกวิธีปอ้ งกันไดด้ งั นี้

1. การตอ่ สายดิน (Ground) เครอ่ื งใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่จะมโี ครงสร้างภายนอกเปน็ โลหะ เชน่ เครอื่ งซักผ้า
ต้เู ย็น เตารีด ปมั๊ น้า สวา่ น เปน็ ตน้ อปุ กรณ์ ไฟฟ้าเหล่านี้ เมือ่ มีการชารดุ ของไฟฟา้ เชน่ ฉนวนเสื่อมสภาพ หรือมี

การแตกหักของฉนวน ทาใหส้ ายไฟไปสมั ผัสกับโครงโลหะของเคร่ืองไฟฟ้าน้นั ๆ กระแสไฟฟา้ ก็สามารถรว่ั ไหล มายงั
โครงสรา้ งน้ันได้และเม่ือมผี ู้นาอปุ กรณ์ไฟฟา้ ชนิดน้ันๆ ในขณะท่ีทางานอยู่ กระแสไฟฟ้าก็จะไหลผ่านตัวผทู้ างาน
หรอื ผู้สัมผสั อุปกรณน์ น้ั ลงสูด่ ินทาให้ได้รับอนั ตรายได้วิธีปอ้ งกันอุบตั ิเหตดุ ังกลา่ วคือ การตอ่ สายดินโดยใช้สายไฟฟ้า
ตอ่ กับโครงสรา้ งสว่ นที่เป็นโลหะของอปุ กรณห์ รือเครื่องใชไ้ ฟฟา้ เหลา่ นั้นลงดนิ เพ่ือเปน็ ทางให้กระแสไฟฟ้าท่อี าจจะ
ร่วั ไหลออกมาจากอุปกรณ์ไฟฟ้าเหล่านั้น (เพราะเหตเุ นื่องจากฉนวนเสอื่ มสภาพหรือฉีกขาด) ไหลลงส่ดู ินโดยผ่าน
ทางสายดินที่ไดต้ ่อไว้ แทนทีจ่ ะไหลผา่ นตวั ผู้ใชง้ านหรอื ผู้ที่ไปสมั ผัสอุปกรณเ์ หลา่ นั้น ซึ่งวิธีการป้องกันโดยใช้สายดนิ
นเ้ี ปน็ วธิ ีมาตรฐานทนี่ ิยมใช้กันอย่ทู ัว่ ไป

อปุ กรณ์ไฟฟ้าบางชนดิ มสี ายเดินตอ่ ให้เรียบร้อยแล้ว ปลกั๊ ไฟท่ีใช้งานจึงมี 3 ขาดังนนั้ การนามาใชง้ านจึง
ควรจดั เตรยี มเตา้ เสยี บที่มสี ายดนิ พร้อมอยู่แล้ว คือ เดนิ สายไฟไว้ 3 เสน้ โดยใช้เส้นหนง่ึ เปน็ สายเช่ือมตอ่ ลงดินหรือ
เดินสายร้อยท่อโลหะและใชท้ ่อโลหะเปน็ สายดินหรือถ้าเดินสายไฟฟา้ ไว้เป็นชนดิ 2 เส้น อยแู่ ลว้ ก็ให้เดินสายเพิ่มอีก
เสน้ หน่ึงเพอ่ื ใช้เปน็ สายดิน โดยทส่ี ายดนิ ทีใ่ ช้จะต้องโตไมน่ ้อยกวา่ 1/3 ของสายไฟฟา้ ท้งั สองเส้นทีใ่ ชง้ านอยู่ หรือถ้า
เปน็ อปุ กรณไ์ ฟฟ้าชนิดทไี่ มม่ สี ายดิน ผใู้ ชง้ านก็ควรจะต่อสายดินจากโครงโลหะของเคร่ืองไฟฟ้านน้ั ลงดนิ โดยตรง ซง่ึ
อาจจะต่อสายดินเขา้ กบั ทอ่ ประปาทีเ่ ป็นโลหะ หรอื ต่อเข้ากบั แทง่ โลหะไร้สนมิ (Ground Rod) ขนาด
เส้นผา่ ศนู ย์กลาง 1 เซนตเิ มตร ยาวไมน่ อ้ ยกว่า 150 เซนติเมตร และฝังลกึ จากผวิ ดินอย่างนอ้ ย 30 เซนตเิ มตร กจ็ ะ
ได้ระบบสายดนิ ทีส่ มบูรณ์ อนั ตรายท่อี าจจะเกิดขน้ึ ก็จะไมม่ ี

2. การใชฉ้ นวนป้องกันไฟฟ้า (Insulation)
ฉนวนหมุ้ สายไฟฟา้ หรือหุม้ สายอปุ กรณ์ไฟฟ้าตา่ งๆ นั้น เป็นสิ่งท่ีชารุดฉกี ขาดได้ และฉนวนหมุ้ สายจะชารุด
งา่ ยยงิ่ ขนึ้ ถา้ ผู้ใชง้ านใช้อยา่ งขาดการทะนถุ นอมและไม่เอาใจใส่ เชน่ การดึงหรอื กระชากผา่ น ของมีคมหรือวัตถทุ ่มี ี
ขอบหรือมุมแข็ง การวางไวใ้ นทางทม่ี ีการเหยียบไปมา หรอื มวี ัตถุหนัก ๆ เคล่ือนทบั อยู่เสมอ ก็เป็นเหตใุ หฉ้ นวน
ชารุดเสียหายได้นอกจากนี้การตอ่ สายไฟฟ้าใช้งานอย่างชัว่ คราวมกั จะใชต้ ะปตู อกกดทบั ไว้ ทาใหฉ้ นวนชารุด
กลายเปน็ สายเปลอื ยไปจุดตอ่ ต่าง ๆ ทตี่ ่อไว้มิไดม้ กี ารพันฉนวนป้องกันซง่ึ จะกลายเปน็ จดุ อันตรายไปด้วยสง่ิ เหลา่ น้ี
ถ้าผู้ใช้งานละเลยไมใ่ ห้ความเอาใจใส่กจ็ ะนาอันตรายมาสู่ตัวผูใ้ ชง้ านได้

เพ่ือเป็นการป้องกนั จึงควรหม่นั ตรวจสภาพฉนวนของสายไฟฟ้าหรือสายอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เพื่อหารอย
แตกปริ หรอื ฉีกขาดโดยเฉพาะอยา่ งย่งิ ตรงขัว้ ต่ออุปกรณ์ไฟฟา้ เช่น ขว้ั หลอด ปลั๊ก ถ้าพบว่ามีการชารุดอยา่ ปล่อย
ทงิ้ ไว้ควรรบี ซ่อมแซมหรอื เปลี่ยนทันที

3. การใช้สวติ ช์ตัดวงจรอตั โนมตั ิ (Earth leakage circuit breaker) อุปกรณไ์ ฟฟ้าชนดิ น้ี เปน็ อปุ กรณ์ท่ี
สามารถตดั วงจรไฟฟา้ ทันทีท่ีมกี ระแสไฟฟา้ รว่ั ไหลออกจากวงจรการทางานอปุ กรณช์ นิดนีค้ ือ ปกตใิ นวงจรไฟฟ้าจะมี
กระแสไฟฟา้ ไหลในสายไฟท้ัง 2 สายเท่ากัน แต่เมื่อเกิดมีกระแสไฟฟ้าร่ัวไหลลงดิน โดยผ่านรา่ งกายหรอื ผ่านตวั นา
อื่น ๆ กต็ าม กระแสไฟฟ้าท่ไี หลในสายท้งั สองจะไมเ่ ท่ากนั เม่ือเกิดภาวะดังกล่าว อปุ กรณ์ตรวจสอบการรั่วของ
กระแสไฟฟ้าจะส่งสญั ญาณไปยงั สวิตชอ์ ัตโนมตั ิ ซึง่ ทาหน้าที่ตัดวงจรทันทกี ่อนทจี่ ะมีผไู้ ดร้ ับอันตรายจาก
กระแสไฟฟา้ นบั ว่าเพิ่มความปลอดภยั ให้แกผ่ ใู้ ช้งานมากย่ิงข้ึน อยา่ งไรก็ตาม อุปกรณด์ ังกลา่ วยงั มีราคาแพงอยมู่ าก

การเดินสายไฟฟ้าและตดิ ต้งั อปุ กรณ์ไฟฟ้า
ผ้ขู อใช้ไฟฟ้าจะตอ้ งพจิ ารณาเลือกใช้ชนดิ และขนาดของสายไฟฟ้าให้ถูกต้องตามมาตรฐานและข้อกาหนด

ของการไฟฟ้านครหลวง หรอื การไฟฟา้ ส่วนภูมิภาคท้ังนข้ี ึ้นอยู่กับวา่ บ้านเรือนตั้งอยบู่ ริเวณใด โดยมีช่างผ้มู คี วามรู้
ความชานาญ รวมทั้งเลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟา้ ท่ีมคี ุณภาพ เพ่ือให้เกิดความปลอดภยั ต่อชวี ิตและทรัพย์สินของผใู้ ชเ้ อง

อุปกรณ์ไฟฟา้
อปุ กรณไ์ ฟฟา้ ทีจ่ ะนาไปตดิ ตง้ั ใช้งาน เช่น สายไฟฟา้ สวิตชต์ ัดตอน คารท์ รดิ จฟ์ วิ ส์ สวิตชต์ ดั ตอนอตั โนมตั ิ

หลอดไฟฟา้ หลอดฟลูออเรสเซนต์ บัลลาสต์ สตาร์เตอร์ ควรเลือกใชแ้ ตช่ นิดที่มีคุณภาพดีและมีเคร่ืองหมาย
มาตรฐานหรือ ม.อ.ก. แสดงไวจ้ ากกระทรวงอุตสาหกรรมเท่านัน้ หากอุปกรณใ์ ดเปน็ ผลิตภณั ฑ์ทย่ี ังมิไดม้ ผี ู้ไดร้ บั
ใบอนุญาตให้แสดงเครื่องหมายมาตรฐานจากกระทรวงอตุ สาหกรรม ก็ให้เลอื กใช้อุปกรณ์ ท่ีมีคณุ ภาพเช่อื ถือได้
ข้อกาหนดตา่ งๆนอกเหนอื จากที่ได้กล่าวมาแลว้ ข้างตน้ โปรดสอบถามและขอคาแนะนาไดท้ สี่ านักงานการไฟฟ้าใน
พื้นทีน่ ้ัน

การปฐมพยาบาลผู้ทไ่ี ด้รับอันตรายจากไฟฟา้
การช่วยเหลอื ให้พน้ จากกระแสไฟฟา้ ให้เลือกใชว้ ิธใี ดวิธีหนงึ่ ดังน้ี
1. ตัดกระแสไฟฟ้าโดยปลดสวติ ช์ หรอื คัทเอาท์ หรอื เตา้ เสียบออก
2. หากตดั กระแสไฟฟ้าไมไ่ ด้ ให้ใชไ้ ม้แห้ง หรอื วัสดุท่เี ปน็ ฉนวนไฟฟา้ เขย่ี สิง่ ทีม่ ีกระแสไฟฟา้ ออกไปให้พ้น
3. ให้ใชผ้ า้ หรอื เชอื กแห้งคลอ้ งแขน ขา หรือลาตัว ผ้ถู กู ไฟฟ้าดูดชกั ลากออกไปใหพ้ ้นสิ่งทม่ี ีกระแสไฟฟ้า หากผู้

ถูกไฟดดู สลบหมดสติให้ทาการปฐมพยาบาลให้ฟน้ื ตอ่ ไป

การช่วยเหลือด้วยวิธีปฐมพยาบาล
1. หากหวั ใจหยุดเตน้ (ตรวจโดยเอาหูฟังที่หน้าอกหรือจับชพี จร) ให้ใช้วิธี "นวดหวั ใจภายนอก" โดยเอามือ

กดตรงทีต่ ้ังหัวใจให้ยบุ ลงไป 3 - 4 เซนติเมตร เปน็ จงั หวะ ๆ เท่าจงั หวะการเตน้ ของหวั ใจ (ผู้ใหญ่วินาทีละ 1 คร้ัง
เดก็ เลก็ วินาทีละ 2 ครัง้ ) นวด 10 - 15 ครัง้ เอาหแู นบฟงั ครั้งหนึง่

2. หากไม่หายใจ (ตรวจโดยดูการขยายของซี่โครงและหน้าอก) ให้ใชว้ ธิ เี ป่าลมเข้าทางปากหรือทางจมูกของ
ผู้ป่วย ดงั น้ีคือ

การเปา่ ปาก จับผูป้ ว่ ยนอนหงาย ใชห้ ัวแมม่ ือง้างปลายคางผู้ปว่ ยให้ปากอา้ ออก หากมเี ศษอาหารหรือวสั ดุ
ใดๆ ใหล้ ้วงออกให้หมด แลว้ จบั ศรี ษะให้เงยหน้ามาก ๆ ผชู้ ว่ ยเหลืออา้ ปากแลว้ ประกบกบั ปากผู้ป่วยให้สนิท และ
เป่าลมเขา้ ไปอยา่ งแรงจนปอดผู้ป่วยขยายออก (ซ่โี ครงและหน้าอกพองข้ึน) แลว้ ปลอ่ ยให้ลมหายใจของผ้ปู ว่ ยออก
เอง แลว้ เปา่ อีก ทาเชน่ น้ีเป็นจงั หวะ ๆ เทา่ กับจังหวะหายใจปกติ (ผูใ้ หญ่นาทลี ะ 12 - 15 ครง้ั เดก็ เล็กนาทีละ 20 -
30 ครงั้ ) ถ้าเป่าปากไม่ได้ให้ปดิ ปากผูป้ ่วยแล้วเปา่ เขา้ ทางจมูกแทน ถ้าผ้ปู ่วยหัวใจหยดุ เตน้ และไม่หายใจดว้ ย ให้
นวดหัวใจสลบั กับการเปา่ ปาก ถา้ มผี ู้ชว่ ยเหลือเพยี งคนเดียวก็ใหเ้ ปา่ ปาก 2 ครั้ง สลับกบั การนวดหวั ใจ 15 ครั้ง หรอื
ถ้ามีผชู้ ว่ ยเหลอื สองคน กใ็ หน้ วดหวั ใจสลับกับการเป่าปากเป็นทานองเดียวกัน โดยเป่าปาก 1 ครั้ง นวดหัวใจ 5 คร้งั
การปฐมพยาบาลนี้ ตอ้ งรีบทาทันที หากช้าเกินกว่า 4 - 6 นาที โอกาสที่จะฟื้นมนี อ้ ย ขณะพาส่งแพทย์ก็ควรทาการ
ปฐมพยาบาลไปดว้ ยตลอดเวลา

หน่วยที่ 7 เคร่อื งมอื วัดทดสอบวงจรไฟฟ้าและอิเลก็ ทรอนกิ ส์ 134

หนว่ ยท่ี 7

เรอ่ื ง เครอ่ื งมอื วดั ทดสอบวงจรไฟฟ้าและอเิ ลก็ ทรอนิกส์

หัวขอ้ เรื่อง

1. มลั ตมิ ิเตอร์
1.1 สว่ นประกอบของมลั ตมิ ิเตอร์
1.2 ยา่ นการวัด
1.3 การเตรยี มมัลติมิเตอรก์ อ่ นทาํ การวดั
1.4 สเกลการวดั
1.4.1 การวัดแรงดนั ไฟฟ้ากระแสตรง
1.4.2 การวัดแรงดนั ไฟฟ้ากระแสสลบั
1.4.3 การวดั กระแสไฟฟา้
1.4.4 การวดั คา่ ความต้านทาน
1.5 ข้อควรระวังในการใชม้ ัลติมิเตอร์

2. ออสซลิ โลสโคป
2.1 ปมุ่ ปรบั และหนา้ ท่ีการทาํ งาน
2.2 การใช้งานออสซลิ โลสโคป
2.2.1 การวัดแรงดันไฟฟา้ กระแสตรง
2.2.2 การวัดแรงดนั ไฟฟ้ากระแสสลบั
2.2.3 การวดั คาบเวลาและความถี่
2.2.4 การเตรยี มออสซลิ โลสโคปกอ่ นการใช้งาน

3. เครอ่ื งกําเนดิ สัญญาณไฟฟ้า
3.1 ลักษณะและส่วนประกอบ
3.2 วธิ ีการใช้งาน

จดุ ประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม

1. บอกส่วนประกอบของมัลตมิ เิ ตอรไ์ ด้
2. เลอื กยา่ นวดั ของมลั ตมิ เิ ตอร์ได้
3. อธบิ ายข้ันตอนการเตรียมมัลติมเิ ตอรก์ อ่ นทําการวัดได้
4. อธิบายป่มุ ปรบั และหนา้ ทก่ี ารทํางานของออสซลิ โลสโคปได้
5. อา่ นคา่ การวัดแรงดนั คาบเวลาและความถข่ี องออสซิลโลสโคปได้
6. อธบิ ายวธิ กี ารใชง้ านเครอ่ื งกําเนิดสญั ญาณได้
7. ปฏบิ ัตกิ ารวัด และอา่ นคา่ มลั ติมิเตอร์ ออสซิลโลสโคป และเครอื่ งกําเนิดสญั ญาณได้
8. แสดงพฤตกิ รรมลกั ษณะนิสยั ความมรี ะเบียบวนิ ัย ความละเอยี ดรอบคอบ ความประหยดั
และความสามคั คใี นการทาํ งานร่วมกนั

หน่วยท่ี 7 เครื่องมือวัดทดสอบวงจรไฟฟ้าและอิเลก็ ทรอนิกส์ 135

ใบเนื้อหาท่ี 7

ส่ิงท่ีจําเป็นในการปฏิบัติเก่ียวกับงานไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์คือ เครื่องมือที่ใช้ในการตรวจสอบ
วัดและวิเคราะห์การทํางานของวงจร ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยให้สามารถตรวจสอบการทํางานของวงจรได้ง่าย
สะดวก และสามารถซ่อมแซมในกรณีเกิดความเสียหายขึ้น ให้สามารถทํางานได้เป็นปกติ เครื่องมือวัด
และเทคนิคการวัดที่มีความเข้าใจและใช้งานถูกขั้นตอน ได้แก่ มัลติมิเตอร์ ออสซิลโลสโคป เครื่อง
กําเนิดสัญญาณ

1. มลั ตมิ เิ ตอร์

มัลติมิเตอร์ คอื เครอื่ งมือวัดทางไฟฟา้ ทนี่ าํ เอาเคร่อื งวัดพ้ืนฐานทางฟ้า เช่น โวลตม์ ิเตอร์
แอมปม์ เิ ตอร์ และโอหม์ มิเตอรไ์ วใ้ นเคร่ืองเดียวกัน ใช้ขดลวดเคลือ่ นที่ (Moving coil movenment)
ตวั เดียวกนั ซึง่ เรยี กวา่ มัลติมเิ ตอร์ มีท้ังแบบเขม็ ช้ี (Analoge multimeter) และแบบตวั เลข (Digital
multimeter)

1.1 สว่ นประกอบของมลั ตมิ เิ ตอร์
มัลติมิเตอร์ เป็นมิเตอร์ใช้วัดปริมาณไฟฟ้าได้หลายชนิด ถูกสร้างขึ้นเพ่ืออํานวย

ความสะดวกแก่ผู้ใช้ในการวัดปริมาณไฟฟ้า เช่น วัดแรงดัน วัดกระแส วัดความต้านทาน และวัด
ปริมาณไฟฟ้าอื่นๆ การรู้จักส่วนประกอบต่างๆ ของมัลติมิเตอร์จึงเป็นเรื่องจําเป็นที่จะช่วยให้สามารถใช้
งานมลั ติมิเตอร์ไดอ้ ยา่ งถกู ต้องและเกิดความปลอดภัย ส่วนประกอบของมัลตมิ ิเตอร์ แสดงดงั ภาพที่ 7.1

8

1
72

3
6
54

ภาพที่ 7.1 สว่ นประกอบของมลั ติมิเตอร์เคียวริสุ รุน่ 1109
(ท่ีมา : เอกราช ราชราวี, 2561)

หนว่ ยท่ี 7 เครือ่ งมือวัดทดสอบวงจรไฟฟ้าและอเิ ล็กทรอนิกส์ 136

จากภาพท่ี 7.1 แสดงตําแหน่งส่วนต่างๆ ของมัลติมิเตอร์เคียวริสุรุ่น 1109 เป็น มัลติมิเตอร์
รุ่นท่ีนิยมใช้งานและมีมัลติมิเตอร์ยี่ห้ออ่ืนๆ ที่สร้างเลียนแบบมัลติมิเตอร์รุ่นน้ีมากมาย ส่วนต่างๆ
ถูกกาํ กบั ไว้ด้วยหมายเลข แต่ละสว่ นอธบิ ายรายละเอียดไดด้ ังน้ี

หมายเลข  คือ สกรูใช้สําหรับปรับแต่งตําแหน่งเข็มช้ีของมิเตอร์ ให้ช้ีท่ีตําแหน่งด้าน

ซา้ ยมอื สุดของสเกลพอดี คือ ช้ที ่ีเลข 0 หรือ เลข  ของสเกล
หมายเลข  คือ ปุ่มสําหรับปรับแต่งให้เข็มช้ีของมิเตอร์ช้ีท่ีตําแหน่งศูนย์โอห์มพอดี ขณะ

สัมผัสปลายสายวัดของมิเตอรเ์ ข้าดว้ ยกนั เมอ่ื ใช้ยา่ นวดั โอห์ม (Ω) ของมิเตอร์

หมายเลข  คือ สวติ ช์ปรับเลอื กย่านวดั สามารถหมุนไดร้ อบตัว ใช้สําหรบั เลอื กปรมิ าณ
ไฟฟา้ ทจ่ี ะวดั และการต้ังยา่ นวดั ที่เหมาะสม

หมายเลข  คือ ขวั้ วัดกระแสไฟสลับ ยา่ น 15 แอมป์
หมายเลข  คือ ข้ัวต่อขั้วลบ (-COM) ของมิเตอร์ หรือข้ัว N ใช้สําหรับต่อสายวัดเส้นสีดํา
เพ่อื ใชว้ ัดปรมิ าณไฟฟ้า
หมายเลข  คือ ข้ัวต่อข้ัวบวก (+) ของมิเตอร์ หรือข้ัว P ใช้สําหรับต่อสายวัดเส้นสีแดง
เพอ่ื ใชว้ ดั ปรมิ าณไฟฟา้
หมายเลข  คือ ข้ัวตอ่ เอาต์พุต (Output) เป็นขั้วต่อใช้สําหรับวัดความดังของสัญญาณเสียง
เช่น จากวงจรขยายเสยี ง วัดออกมาหน่วยเปน็ เดซเิ บล (dB)
หมายเลข  คือ เข็มชี้ของมิเตอร์

1.2 ยา่ นการวัด

ย่านการวัด DC.V ย่านการวัด AC.V

ยา่ นการวัด DC.mA ย่านการวดั Ω

ภาพที่ 7.2 ยา่ นการวัดมัลตมิ ิเตอร์แบบเข็ม
(ท่มี า : เอกราช ราชราว,ี 2561)

- ยา่ นการวัด DC.V = วดั แรงดนั ไฟฟ้ากระแสตรง
- ย่านการวดั AC.V = วัดแรงดันไฟฟา้ กระแสสลับ
- ยา่ นการวัด DC.mA = วัดกระแสไฟฟา้ ตรง

- ยา่ นการวัด Ω = วัดค่าความต้านทาน

หน่วยที่ 7 เครื่องมือวัดทดสอบวงจรไฟฟา้ และอิเล็กทรอนิกส์ 137

1.3 การเตรยี มมัลติมเิ ตอรก์ อ่ นทําการวดั
1.3.1 วางมิเตอรใ์ นทร่ี าบ เขม็ จะตอ้ งชีท้ ี่เลขศนู ย์ด้านซา้ ยสุด ถา้ ไมต่ รงให้ใชไ้ ขควง

ปรับท่สี กรูปรบั เขม็ แสดงผลให้ทับกับเลขศนู ย์พอดี

สกรูปรับเขม็ แสดงผล

ภาพที่ 7.3 การปรบั เขม็ ชท้ี เี่ ลขศูนย์
(ท่ีมา : เอกราช ราชราวี, 2561)

1.3.2 ในการวัดคา่ ความต้านทาน ให้นําสายวดั ทั้งสองเส้นมาสัมผสั กนั แล้วปรบั ทปี่ ่มุ

0Ω ADJ ให้เขม็ มาชีอ้ ยทู่ ศี่ นู ย์โอห์มทุกครง้ั ที่เปลย่ี นย่านการวัดความต้านทาน

1.4 สเกลการวดั
สเกลหน้าปัดของมัลติมิเตอร์จะมีหลายสเกล แต่ละสเกลใช้สําหรับการแสดงค่าปริมาณ

ไฟฟ้าที่แตกต่างกัน ถูกแยกออกเป็นสเกลหลายช่องหลายแถว แต่ละช่องแต่ละแถวใช้แสดงปริมาณไฟฟ้า
แต่ละชนิดโดยเฉพาะ การใช้การอ่านค่าจําเป็นต้องทําความเข้าใจเพื่อการใช้งานท่ีถูกต้อง ลักษณะ
สเกลหนา้ ปัดของมัลติมเิ ตอร์ แสดงดังภาพท่ี 7.4

1 8
2

37

6
4

5

ภาพท่ี 7.4 สเกลหน้าปัดของมิเตอรเ์ คยี วริสุ รุ่น 1109
(ทม่ี า : เอกราช ราชราวี, 2561)

จากภาพที่ 7.5 แสดงสเกลหน้าปัดสําหรับแสดงค่าปริมาณไฟฟ้าชนิดต่างๆ ของมัลติมิเตอร์
เคียวริสุ รุ่น 1109 แต่ละสเกลใช้แสดงปริมาณไฟฟ้าแต่ละชนิด ถูกกํากับไว้ด้วยหมายเลข แต่ละส่วน
อธิบายรายละเอียดไดด้ ังน้ี

หน่วยที่ 7 เคร่อื งมอื วัดทดสอบวงจรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 138

หมายเลข  คือ สเกลใช้แสดงค่าความต้านทาน Ω ใช้สําหรับอ่านค่าความต้านทานเมื่อ
ตง้ั ยา่ นวดั ความตา้ นทานหรอื ยา่ น Ω

หมายเลข  คือ สเกลใช้แสดงค่าแรงดันไฟฟ้ากระแสตรง (DC.V) และกระแสไฟฟ้าตรง
(DC.A) ใช้สําหรับอ่านค่าแรงดันไฟฟ้าตรง เม่ือต้ังย่านวัดแรงดันไฟฟ้าตรงหรือย่าน DC.V และใช้
สําหรับอ่านค่ากระแสไฟฟ้าตรง เมื่อต้ังย่านวัดกระแสไฟฟ้าตรงหรือย่าน DC.mA และอ่านค่า AC
50V UP เพอ่ื ต้งั ยา่ นแรงดันไฟฟา้ กระแสสลบั 50 โวลตข์ ้ึนไป

หมายเลข คือ สเกลใช้แสดงค่าแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับ (AC.V) ใช้สําหรับอ่านค่า
แรงดนั ไฟฟ้ากระแสสลับหรอื ยา่ น AC 10V

หมายเลข  คือ สเกลใช้แสดงค่าอัตราขยายกระแสไฟฟ้าตรงของตัวทรานซิสเตอร์ (hFE)
ใชส้ าํ หรับอา่ นคา่ อัตราขยายกระแสไฟฟา้ ตรงของตัวทรานซิสเตอร์เมอ่ื ต้งั ยา่ นวัดโอห์ม ทีต่ ําแหนง่ x10 (hFE)

หมายเลข  คือ สเกลใช้แสดงค่าความดังของสัญญาณเสียงบอกค่าการวัดออกมาเป็น
เดซิเบล (dB) ใช้สําหรับอ่านค่าความดังของสัญญาณเสียง เม่ือต้ังย่านวัดที่แรงดันไฟฟ้ากระแสสลับ
หรือยา่ น AV.C

หมายเลข  คือ สเกลใช้แสดงค่าแรงดันภาระ (Load Voltage) ในการวัดไดโอด (LV)
ใช้สําหรับอ่านแรงดันภาระท่ีวัดไดโอดด้วยย่านวัดโอห์ม เป็นทั้งการวัดกระแสไบแอสตรงและ
กระแสไบแอสกลับ เชน่ เดียวกบั การวัด LI

หมายเลข  คือ สเกลใช้แสดงค่ากระแสร่ัวซึมหรือกระแสร่ัวไหล (Leakage Current)
ของตัวทรานซิสเตอร์ (ICEO) ใช้สําหรับอ่านค่ากระแสร่ัวไหลระหว่างขาคอลเลกเตอร์ (C) และขาอิมิตเตอร์
(E) ของตัวทรานซิสเตอร์เม่ือขาเบส (B) เปิดลอย และยังใช้แสดงค่ากระแสภาระ (Load Current) ในการ
วัดไดโอด (LI) ใช้สาํ หรบั อ่านกระแสภาระที่วัดไดโอดดว้ ยย่านวัดโอหม์

หมายเลข  คือ กระจกเงา เพ่ือให้การอ่านค่าบนสเกลที่แสดงด้วยเข็มชี้ของมิเตอร์
ถูกต้องที่สุด การอ่านค่าท่ีถูกต้องคือตําแหน่งที่เข็มชี้ของมิเตอร์จริงกับตําแหน่งเข็มชี้ของมิเตอร์ใน
กระจกเงาซ้อนกนั พอดี

1.4.1 การวดั แรงดันไฟฟา้ กระแสตรง
การวัดแรงดันไฟฟ้ากระแสตรง ต้ังสวิตช์เลือกย่านวัดไปที่ DC.V มัลติมิเตอร์

เคียวริสุ รุ่น 1109 มีท้ังหมด 7 ย่านวัด เต็มเสกลคือย่าน 0.1V, 0.5 V, 2.5 V, 10 V, 50 V, 250 V
และ 1,000 V แสดงภาพท่ี 7.5

ภาพที่ 7.5 แสดงย่านวดั แรงดนั ไฟฟา้ กระแสตรง (DC.V)
(ทีม่ า : เอกราช ราชราว,ี 2561)

หนว่ ยท่ี 7 เครอ่ื งมอื วดั ทดสอบวงจรไฟฟา้ และอิเลก็ ทรอนกิ ส์ 139

การวัดแรงดันไฟฟ้ากระแสตรง ขัน้ ตอนการวดั ค่าปฏบิ ัติดงั น้ี
1. สายวัดสีแดงเสียบเข้าท่ีขั้วต่อข้ัวบวก (+) สายวัดสีดําเสียบเข้าท่ีขั้วต่อข้ัวลบ (-COM)
ของมเิ ตอร์ การวัดคา่ ใช้สายวดั ทงั้ สองเสน้ ไปวัดค่าแรงดัน
2. ปรับสวิตช์เลือกย่านวัดไปย่านท่ีเหมาะสม หากไม่ทราบค่าแรงดันไฟฟ้ากระแสตรง
ให้ตั้งย่านวดั ทยี่ ่านสูงสดุ ไว้กอ่ นท่ี 1,000 V
3. การวัดแรงดันไฟฟ้ากระแสตรงต้องนํามิเตอร์ไปต่อขนานกับวงจร และขณะวัดต้อง
คาํ นงึ ถงึ ขัว้ ของมิเตอร์ใหต้ รงกับข้ัวของแรงดันทจ่ี ะวดั โดยยึดหลักดังต่อไปนี้ ข้ัวบวกแหล่งจ่ายแรงดัน
ต่อกบั ขว้ั บวกของมิเตอร์ ขว้ั ลบแหลง่ จ่ายแรงดนั ต่อกบั ข้วั ลบของมิเตอร์ การต่อมัลติมิเตอร์วัดแรงดันไฟฟ้า
กระแสตรง แสดงดงั ภาพที่ 7.6

1E21V + 1RK1 +
- V-1 DC.Volt

ภาพที่ 7.6 แสดงการวัดแรงดนั ไฟฟ้ากระแสตรง
4. ก่อนต่อมัลติมิเตอร์วัดแรงดันไฟฟ้ากระแสตรงที่ค่าแรงดันสูงควรตัดไฟของวงจร
ท่ีจะวัดออกกอ่ น เมอ่ื ตอ่ มลั ติมิเตอรเ์ ขา้ วงจรเรยี บรอ้ ยแลว้ จึงต่อไฟเขา้ วงจรท่ีจะวัด
5. อย่าจับสายวัดหรือตัวมัลติมิเตอร์ขณะวัดแรงดันไฟฟ้ากระแสตรงท่ีค่าแรงดันสูงเมื่อ
วดั เสร็จเรยี บร้อยควรตัดไฟทีท่ าํ การวดั เสียกอ่ นจงึ ปลดสายวัดของมลั ติมเิ ตอร์ออกจากวงจร
6. การอ่านคา่ การใชส้ เกล และการตัง้ ย่านวัด แสดงไดด้ ังตารางท่ี 7.1

ตารางที่ 7.1 แสดงการอ่านคา่ การใช้สเกลและการต้งั ย่านวัดแรงดนั ไฟฟา้ กระแสตรง

ย่านการวดั สเกลใช้อ่าน การอ่านคา่ ค่าท่ีวัดได้
0.1 V 0 – 10 ใช้ 0.01 คณู ค่าทีอ่ ่านได้ 0 – 0.1 V
0.5 V 0 – 50 ใช้ 0.01 คณู ค่าทอ่ี า่ นได้ 0 – 0.5 V
2.5 V 0 – 250 ใช้ 0.01 คณู คา่ ท่อี ่านได้ 0 – 2.5 V
10 V 0 – 10 อ่านโดยตรง 0 – 10 V
50 V 0 – 50 อ่านโดยตรง 0 – 50 V
250 V 0 – 250 อา่ นโดยตรง 0 – 250 V
1,000 V 0 – 10 ใช้ 100 คณู คา่ ที่อา่ นได้ 0 – 1000 V

1.4.2 การวดั แรงดนั ไฟฟา้ กระแสสลับ
การวัดแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับ ต้ังสวิตช์เลือกย่านไปที่ AC.V มัลติมิเตอร์เคียวริ

สุ รุ่น 1109 มีทั้งหมด 4 ย่านวัด เต็มสเกลคือย่าน 10 V, 50 V, 250 V และ 1,000 V แสดงภาพท่ี 7.6
การอา่ นค่าแรงดนั อา่ นท่สี เกล AC.V

หนว่ ยท่ี 7 เคร่อื งมอื วดั ทดสอบวงจรไฟฟ้าและอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ 140

ภาพท่ี 7.7 แสดงย่านการวัดไฟฟ้ากระแสสลบั (AC.V)
(ท่มี า : เอกราช ราชราว,ี 2561)

ข้ันตอนการวดั ค่าปฏบิ ตั ิดงั นี้
1. สายวัดสีแดงเสียบเข้าที่ข้ัวต่อข้ัวบวก (+) สายวัดสีดําเสียบเข้าท่ีขั้วต่อข้ัวลบ

(-COM) ของมิเตอร์ การวัดค่าใช้สายวัดท้ังสองเส้นวัดค่าแรงดัน แต่ขณะวัดค่าแรงดันไม่ต้องคํานึงถึง
ข้วั บวก ข้วั ลบ เหมอื นการวัดแรงดันไฟฟ้ากระแสตรง

2. ปรับสวิตช์เลือกย่านวัดไปย่านที่เหมาะสม หากไม่ทราบค่าแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับ
ใหต้ ้ังย่านวดั ท่ีย่านสูงสดุ ไว้กอ่ นที่ 1,000 V

3. การวดั แรงดันไฟฟ้ากระแสสลับ ต้องนํามิเตอร์ไปต่อขนานกับวงจรโดยไม่ต้องคํานึงถึง
ขัว้ วัด การตอ่ มัลติมเิ ตอร์ ดงั ภาพที่ 7.8

ภาพที่ 7.8 ภาพแสดงการวดั แรงดันไฟฟ้ากระแสสลบั
ภาพที่ 7.8 การวัดแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับ

4. ก่อนต่อมัลติมิเตอร์วัดแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับค่าสูง ควรตัดไฟของวงจรที่จะวัด
ออกก่อนต่อมัลตมิ ิเตอรเ์ ข้าวงจร

5. อย่าจับสายวัดหรือตัวมัลติมิเตอร์ขณะวัดแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับค่าสูง เม่ือวัด
เสร็จเรียบรอ้ ยควรตัดไฟที่ทาํ การวดั เสียก่อนจงึ ปลดสายวดั ของมลั ติมิเตอรอ์ อกจากวงจร

6. การอ่านคา่ การใชส้ เกลและการต้ังยา่ นวดั แสดงไดด้ งั ตารางท่ี 7.2

หนว่ ยท่ี 7 เครอ่ื งมือวัดทดสอบวงจรไฟฟา้ และอเิ ล็กทรอนิกส์ 141

ตารางที่ 7.2 แสดงการอ่านคา่ การใชส้ เกลและการต้งั ยา่ นวดั แรงดนั ไฟฟา้ กระแสสลบั

ยา่ นการวัด สเกลใช้อา่ น การอ่านค่า ค่าทว่ี ดั ได้
10 V 0 – 10 อา่ นโดยตรง 0 – 10 V
50 V 0 – 50 อ่านโดยตรง 0 – 50 V
250 V 0 – 250 อา่ นโดยตรง 0 – 250 V
1,000 V 0 – 10 ใช้ 100 คณู คา่ ทอ่ี ่านได้ 0 – 1,000 V

1.4.3 การวัดกระแสไฟฟ้า
การวัดกระแสไฟฟ้า ควรต้ังสวิตช์เลือกย่านไปที่ DC.mA มัลติมิเตอร์เคียวริสุ

รนุ่ 1109 มีท้ังหมด 4 ย่านวัดเต็มสเกล คือย่าน 50 μA, (0.1 V.DC) 2.5 mA, 25 mA และ 0.25 A
(250 mA)

ภาพท่ี 7.9 การตง้ั คา่ ย่านวดั DC.mA
(ท่ีมา : เอกราช ราชราวี, 2561)

1) สายวัดสีแดงเสียบเข้าท่ีข้ัวต่อข้ัวบวก (+) สายวัดสีดําเสียบเข้าท่ีขั้วต่อข้ัวลบ
(-COM) ของมิเตอร์ การวัดค่าใช้สายวัดทง้ั สองเส้นไปวัดคา่ กระแส

2) ปรบั สวิตช์เลือกย่านวัดไปที่ย่านท่ีเหมาะสม หากไม่ทราบค่าไฟฟ้ากระแสตรง
ใหต้ ั้งยา่ นวัดทย่ี ่านสูงสดุ ไวก้ อ่ นท่ี 0.25 A

3) การวัดกระแสไฟฟ้าตรงต้องนํามิเตอร์ต่ออนุกรมกับวงจร และขณะวัดต้อง
คํานึงถึงขั้วของมิเตอร์ให้ตรงกับขั้วของแรงดันแหล่งจ่ายในวงจรโดยยึดหลักดังน้ี ขั้วบวกแหล่งจ่าย
แรงดันต่อกบั ขั้วบวกของมิเตอร์ ขว้ั ลบแหล่งจ่ายแรงดนั ต่อกับขัว้ ลบของมิเตอร์

DC. Ampmeter

ภาพที่ 7.10 ภาพแสดงการตอ่ แอมมเิ ตอร์วดั กระแสไฟฟา้

หน่วยที่ 7 เคร่อื งมอื วัดทดสอบวงจรไฟฟา้ และอิเล็กทรอนกิ ส์ 142

4) ยา่ นวดั กระแสไฟฟา้ กระแสตรง 50 μA เปน็ ย่านเดียวกบั ย่านวัดแรงดันไฟฟ้า
ตรง 0.1 V ในยา่ นน้ที าํ หนา้ ทเี่ ปน็ ทั้งมิเตอร์วัดแรงดนั ไฟฟา้ กระแสตรงเตม็ สเกล 0.1 V และเปน็ มิเตอร์
วดั กระแสไฟฟา้ กระแสตรงเตม็ สเกล 50 μA

5) การอา่ นค่า การใชส้ เกล และการต้งั ยา่ นวดั แสดงได้ตามตาราง 7.3

ตารางท่ี 7.3 แสดงการอ่านคา่ การใช้สเกลและการตัง้ ย่านวัดกระแสไฟฟา้ กระแสตรง

ย่านการวดั สเกลใชอ้ า่ น การอา่ นคา่ คา่ ที่วดั ได้

50 μA 0 – 50 อ่านโดยตรงในหน่วย μA 0 - 50 μA
2.5 mA 0 – 250 ใช้ 0.01 คณู คา่ ท่อี ่านได้ในหน่วย mA 0 - 2.5 mA
25 mA 0 – 250 ใช้ 0.1 คูณค่าท่ีอา่ นได้ในหนว่ ย mA 0 - 25 mA
0.25 A(250 mA) 0 – 250 อ่านโดยตรงในหนว่ ย mA 0 – 250 mA

1.4.4 การวัดคา่ ความต้านทาน

การวัดความต้านทาน ตั้งสวิตช์เลือกย่านไปท่ี Ω มัลติมิเตอร์เคียวริสุ รุ่น

1109 มีทัง้ หมด 4 ย่านวัด คอื ยา่ น x1, x10, x1k และ x10k แสดงภาพที่ 7.11

ภาพท่ี 7.11 แสดงย่านการวัดความตา้ นทาน (Ω)
(ทม่ี า : เอกราช ราชราวี, 2561)

1) สายวัดสีแดงเสียบเข้าที่ขั้วต่อข้ัวบวก (+) สายวัดสีดําเสียบเข้าท่ีข้ัวต่อข้ัวลบ
(-COM) ของมิเตอร์ การวดั คา่ ใชส้ ายวัดทง้ั สองเส้นไปวัดคา่ ความตา้ นทาน

2) ก่อนนําโอห์มมิเตอร์ไปใช้วัดความต้านทานทุกคร้ัง ต้องปรับแต่งเข็มช้ีของมิเตอร์
ให้ช้ีค่าท่ี 0Ω ก่อน โดยสัมผัสปลายสายวัดสีดํากับสีแดงของมิเตอร์เข้าด้วยกัน ปรับแต่งปุ่มปรับ 0Ω ADJ
จนเข็มชี้ของมเิ ตอร์ชที้ ต่ี าํ แหน่ง 0Ω พอดี ลักษณะการปรบั แตง่ โอห์มมเิ ตอร์



ปรบั ให้เข็มชีท้ ี่ 0Ω พอดี

+

ภาพที่ 7.12 การปรบั แต่งปุ่ม 0Ω ADJ

หนว่ ยที่ 7 เคร่ืองมือวดั ทดสอบวงจรไฟฟ้าและอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ 143

3) เมื่อปรับโอห์มมิเตอร์เรียบร้อย สามารถนําโอห์มมิเตอร์ไปวัดค่าความต้านทาน
ได้อยา่ งถูกตอ้ ง ค่าท่ีอา่ นมาได้จากโอห์มมเิ ตอร์ คือ ค่าความตา้ นทานของตวั ต้านทานตัวนน้ั



-+

ภาพท่ี 7.13 แสดงการวดั คา่ ความตา้ นทานด้วยโอหม์ มเิ ตอร์
4) การอา่ นคา่ การใชส้ เกล และการตงั้ ย่านวัด แสดงไดต้ ามตารางที่ 7.4

ตารางท่ี 7.4 แสดงการอ่านค่าการใชส้ เกลและการตง้ั ยา่ นวดั ความตา้ นทาน

ยา่ นการวดั สเกลใช้อา่ น การอา่ นค่า ค่าท่วี ดั ได้
1 0– 
10 อา่ นคา่ โดยตรง 0 – 2 kΩ
1k ใช้ 10 คณู คา่ ทอี่ ่านได้ 0 – 20 kΩ
10k อ่านค่าโดยตรงในหน่วย kΩ 0 – 2 MΩ
ใช้ 10 คูณคา่ ทอี่ า่ นได้ในหน่วย kΩ 0 – 20 MΩ

1.5 ขอ้ ควรระวังในการใชม้ ัลตมิ เิ ตอร์
มัลติมิเตอร์เป็นมิเตอร์ที่มีส่วนประกอบของอุปกรณ์หลายชนิด แต่ละชนิดมีขนาด

เล็กและบอบบาง ในส่วนเคล่ือนไหวประกอบด้วยเข็มชี้มิเตอร์ ต้องระมัดระวังอย่างมาก ตลอดจนการ
นาํ ไปใชง้ านก็ต้องระวงั ในเรอ่ื งปริมาณไฟฟ้าท่ที าํ การวดั กล่าวโดยสรปุ เป็นข้อๆ ได้ดงั น้ี

1.5.1 ส่วนเคลื่อนไหวของมัลติมิเตอร์ ประกอบด้วยขดลวดเส้นเล็กมากๆ และมีส่วน
ของเดือยและรองเดือยขนาดเล็กเช่นกัน มีความบอบบาง มีโอกาสชํารุดเสียหายได้ง่าย หากได้รับกระแส
ไหลผ่านมากเกินไป หรือหากได้รับการกระทบกระเทือนแรงๆ ท่ีเกิดจากการตกหล่น เกิดการถูก
กระแทก แรงๆ ตลอดจนการตั้งย่านวัดปรมิ าณไฟฟ้าผดิ พลาด

1.5.2 การวัดปริมาณไฟฟ้าต่างๆ ที่ไม่ทราบค่า ครั้งแรกควรตั้งย่านการวัดในย่าน
สูงสุดไว้ก่อน เม่ือวัดค่าแล้วจึงค่อยๆ ลดย่านการวัดต่ําลงมาให้ถูกต้องกับปริมาณไฟฟ้าที่วัดค่า และ
ต้องตอ่ ขวั้ บวก (+) ลบ (-) ใหถ้ กู ต้อง

1.5.3 การต้ังย่านวัดปริมาณไฟฟ้าชนิดหนึ่ง แต่นําไปวัดปริมาณไฟฟ้าอีกชนิดหน่ึง
จะมผี ลต่อการทําให้มัลติมิเตอรช์ าํ รุดเสยี หายได้ เชน่ ตั้งย่านวดั กระแส แต่นําไปวัดแรงดนั เปน็ ต้น

1.5.4 ห้ามวัดค่าความต้านทานด้วยย่านวัดโอห์มของมัลติมิเตอร์ ในวงจรที่มี
กําลังไฟฟ้าจ่ายอยู่ เพราะจะทําให้ย่านวัดโอห์มของมัลติมิเตอร์ชํารุดเสียหายได้ ต้องตัดไฟฟ้าออก
จากวงจรก่อนและนาํ ขาตัวตา้ นทานหรือขาอปุ กรณ์ตัวทต่ี อ้ งการวดั ออกจากวงจรเสียกอ่ น

หนว่ ยท่ี 7 เคร่ืองมอื วัดทดสอบวงจรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 144

1.5.5 ขณะพักการใช้มัลติมิเตอร์ทุกคร้ังควรปรับสวิตช์เลือกย่านวัดไฟท่ีย่าน 1,000
V.DC หรือ 1,000 V.AC เสมอ เพราะเป็นย่านวัดที่มีความต้านทานภายในมัลติมิเตอร์สูงสดุ เป็นการ
ปอ้ งกันความผดิ พลาดในการใช้งานครั้งต่อไป หรอื ใหป้ รบั สวิตช์เลือกย่านวดั ไปท่ีตําแหน่ง OFF เสมอ

1.5.6 ถ้าต้องการหยุดการใช้งานมัลติมิเตอร์เป็นเวลานานๆ ควรนําแบตเตอร่ีที่ใส่ไว้
ในมลั ตมิ ิเตอร์ออกมาจากมัลติมิเตอร์ให้หมด เพื่อป้องกันการเส่ือมของแบตเตอร่ี และการเกิดสารเคมี
ไหลออกมาจากแบตเตอรี่ อาจกัดกร่อนอุปกรณ์ต่างๆ ภายในมัลติมิเตอร์จนชํารุดเสียหายได้ ในการ
เกบ็ มัลตมิ ิเตอรไ์ ม่ควรเกบ็ ไวใ้ นบริเวณทมี่ ีอุณหภมู ิสงู หรือมคี วามช้ืนมาก หากมคี วามจําเป็นต้องเก็บใน
บริเวณดงั กล่าว หรอื ไมแ่ นใ่ จควรหาถุงพลาสติกห่อหมุ้ มัลตมิ ิเตอร์อีกชน้ั ใหม้ ดิ ชิดกอ่ นการเกบ็

1.5.7 ในกรณีการตั้งย่านวัดผิดพลาด จนทําให้มัลติมิเตอร์วัดค่าปริมาณไฟฟ้าอ่ืนๆ
ไม่ข้ึนให้ตรวจสอบฟิวส์ท่ีอยู่ภายในมัลติมิเตอร์ เป็นตัวป้องกันไฟฟ้าเกินว่าขาดหรือไม่ หากฟิวส์ขาด
ใหใ้ ชฟ้ ิวสส์ ํารองทมี่ ีอย่ใู ส่แทน และทดลองใชม้ ลั ตมิ เิ ตอร์อีกครง้ั

2. ออสซลิ โลสโคป

ออสซิลโลสโคป (Oscilloscope) เป็นเครื่องมือวัดทางไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์อีกชนิดหนึ่ง
ท่ีมีบทบาทสําคัญต่อการใช้งานในการวัดทดสอบประจําห้องปฏิบัติการทดลอง สามารถนําไปใช้งานได้
หลายอย่างคล้ายกับมัลติมิเตอร์ แต่มีข้อดีกว่ามัลติมิเตอร์หลายประการด้วยกันคือ วัดและแสดงผล
การวัดได้รวดเร็ว สามารถแสดงสัญญาณท่ีวัดได้ออกมาเป็นภาพปรากฏบนจอภาพให้เห็นได้ วัดค่าเวลา
ของสญั ญาณได้ วดั ความถข่ี องสญั ญาณได้

2.1 ปุ่มปรับและหน้าที่การทํางาน ออสซิลโลสโคปที่ถูกสร้างขึ้นมาใช้งาน ท่ีนิยมใช้งานเป็น
ชนิด 2 เสน้ ภาพ (Dual Trace Oscilloscope) สามารถวดั สญั ญาณอินพตุ ได้ในเวลาพรอ้ มกัน 2 อินพุต ใช้
วัดแรงดันไฟฟ้ากระแสตรง แรงดันไฟฟ้ากระแสสลับ วัดคาบเวลา วัดความถี่ วัดความแตกต่างเฟสของ
สัญญาณ

ภาพที่ 7.14 แสดงออสซลิ โลสโคปชนดิ 2 เสน้ ภาพของ HAMEG
(ทมี่ า : http://www.doctronics.co.uk/scope.htm)

หน่วยท่ี 7 เคร่ืองมอื วดั ทดสอบวงจรไฟฟา้ และอเิ ล็กทรอนกิ ส์ 145

ชอ่ื ปุม่ หนา้ ที่การใชง้ าน
1. POWER on/off
2. INTENS (Indensity) เปิด – ปดิ เคร่อื ง
3. FOCUS
4. TR (Trace Rotation) ปรบั ความสวา่ งของเส้นภาพ
5. X – Y
(X – Y Mode) ปรับความคมชัดของเสน้ ภาพ

6. X – POS สกรปู รับความลาดเอียงของเสน้ ภาพ

7. HOLD OFF ปุ่มควบคุมเลือกการทํางานของวงจรภายในมี 2 ภาวะ คอื
ปลอ่ ย : เครื่องทํางานในสภาวะปกติ
8. TRIG (Trigger)
9. TV.SEP กด : เข้าสูก่ ารทาํ งานของ X – Y Mode โดยการหยุดการทํางาน
ของวงจรกวาดภาพ แลว้ ป้อนสัญญาณอินพตุ เข้า CH.1 เปน็
(TV Synchronization ระบบเบีย่ งเบนในแนวตง้ั (Y) และปอ้ นสัญญาณอินพตุ เข้า
Separator) CH.II เปน็ ระบบเบยี งเบนในแนวนอน (X) และให้ระวังสาร
ฟอสเฟอรท์ ่ฉี าบไว้ อาจไหมไ้ ดห้ ากไมม่ สี ญั ญาณจากระบบ
10. TRIG. เบ่ยี งเบนในแนวนอน
AC-DC-HF-LF-~
(Trigger Selector) ป่มุ ควบคุมการเลือ่ นเสน้ ภาพในแนวนอนและเมือ่ ใชง้ านในตําแหนง่
X-Y Mode ก็ยงั คงทําหนา้ ทเ่ี ลือ่ นเส้นภาพในแนวนอนเชน่ เดมิ

ควบคุมการกวาดสัญญาณเพอื่ ให้สญั ญาณทรกิ เกอรท์ าํ งานไดถ้ ูกตอ้ ง
จะไม่ซ้อน ปกติจะปรับไว้ตาํ แหน่งทวนเขม็ นาฬกิ าจนสดุ

ถา้ หาก LED ติดสวา่ ง แสดงว่ามสี ัญญาณทรกิ เกอร์พลั สม์ ากระตนุ้

ควบคุมการซงิ ค์ (Sync) ด้วยสัญญาณภาพของ TV เพื่อใช้วดั
สัญญาณโทรทศั น์ มี 3 ตาํ แหนง่ คือ
OFF = ออสซลิ โลสโคปทํางานในสภาวะปกติ
TV : H = วัดความถ่ีของ TV แนวนอน (Line Frequency)
TV : V = วัดความถี่ของ TV แนวต้งั (Frame Frequency)

เลอื กแหลง่ กําเนิดสัญญาณทรกิ เกอรข์ องสญั ญาณอนิ พตุ แนวนอนให้
เหมาะสมมี 5 ตําแหนง่ คอื
AC : ใชว้ ัดความถี่ไฟสลบั 10 Hz – 20 MHz
DC : ใชว้ ดั ไฟตรงและความถีไ่ ฟสลบั ตั้งแต่ DC-20 MHz
HF : ใช้วดั ความถสี่ ูงต้ังแต่ 1.5 kHz – 40 MHz
LF : ใชว้ ดั ความถี่ตํา่ ต้งั แต่ DC – 1 kHz
~ : ใชส้ ญั ญาณไฟสลับจากแหลง่ จา่ ยภายในเป็นสัญญาณทรกิ

หน่วยที่ 7 เคร่ืองมอื วัดทดสอบวงจรไฟฟา้ และอเิ ล็กทรอนกิ ส์ 146

ช่อื ป่มุ หน้าทกี่ ารใชง้ าน

11. + / - กาํ หนดจดุ เรม่ิ ตน้ สญั ญาณทริกเกอร์ มี ภาวะ คือ

ปล่อย : เปน็ + จุดเร่มิ ตน้ ของสญั ญาณทรกิ เกอร์เกดิ ในช่วงขาข้ึน

ของสัญญาณภาพ (Rising Edge)

กด : เปน็ – จุดเริ่มต้นของสญั ญาณทรกิ เกอรเ์ กดิ ในช่วงขาลง

ของสัญญาณภาพ (Falling Edge)

12. TIME / DIV ป่มุ ปรบั ความเร็วของฐานเวลา (Timebase) ในการกวาดภาพตัง้ แต่

0.5 s/cm ถงึ 0.2 s/cm

13. Variable ป่มุ ปรบั เปล่ยี นช่วงเวลาการกวาดของฐานเวลา ในอตั ราเพม่ิ ขน้ึ

(Time Variable Control) 2.5:1 ปกติจะปรบั ไวต้ าํ แหนง่ ทวนเข็มนาฬิกาจนสุด (ตําแหนง่ CAL)

14. EXT. ปุม่ เลอื กรับสญั ญาณทริกเกอรข์ องระบบเบีย่ งเบนแนวนอน

(External Triggering) ปล่อย : ใชส้ ญั ญาณทรกิ เกอรภ์ ายในเครอ่ื ง

กด : ใช้สญั ญาณทรกิ เกอร์จากภายนอกซ่งึ จะถกู ปอ้ นเขา้ ทีป่ ่มุ

TRIG. INP. (หมายเลข 15)

15. TRIG. INP. เปน็ ขัว้ ตอ่ BNC สาํ หรบั สญั ญาณทริกจากภายนอกเครอ่ื งในสภาวะ

(Trigger Input) ท่ปี มุ่ EXT (หมายเลข 14) ถูกกดและความแรงของสัญญาณท่ี

ป้อนเขา้ ต้องไมเ่ กิน 100 VP

16. AT / NORM ปุ่มควบคุมการทริกสญั ญาณบนจอภาพเพอื่ ใหภ้ าพหยดุ นงิ่ โดยจะ

(Automatic / Normal) ทาํ งานรว่ มกบั ปมุ่ LEVEL (หมายเลข 17) มี 2 สภาวะ คือ

ปล่อย : จะควบคมุ การทรกิ โดยอัตโนมัตภิ ายในเครอ่ื งทาํ ใหม้ องเห็น

เสน้ ภาพสวา่ งบนจอ แม้จะไมม่ สี ญั ญาณอนิ พตุ ปอ้ นเข้ามา

และถา้ หากปรบั ปมุ่ LEVEL ไม่ถกู ต้องภาพจะไม่หยดุ นิ่ง

กด : จะเป็นการควบคมุ การทริกแบบปกติธรรมดาซง่ึ ตอ้ งมี

สัญญาณอินพุตป้อนเข้าจงึ จะเห็นเส้นภาพสว่างบนจอ

และตอ้ งปรับปมุ่ LEVEL ในตาํ แหน่งทถ่ี ูกต้องจงึ จะ

ปรากฏภาพให้เห็น

17. LEVEL ปุม่ ปรบั เขา้ จดุ ทริกเกอรใ์ ช้รว่ มกับปุม่ AT/NORM (หมายเลข 16)

ถา้ เลอื กจุดทริกเกอร์ได้เหมาะสมภาพจะหยุดนง่ิ ไม่ซ้อนกนั

18. X – MAG. X10 เม่อื กดปุ่มนี้จะขยายฐานเวลาในแนวนอน (X) เพ่มิ ขึน้ อีก 10 เทา่ โดย

(X – Magnification X10) สามารถวดั ได้เพม่ิ ข้นึ เปน็ 20 ns/cm และทํางานค่กู ับป่มุ Variable

(หมายเลข 13)

หน่วยที่ 7 เคร่อื งมอื วัดทดสอบวงจรไฟฟา้ และอิเล็กทรอนกิ ส์ 147

ชือ่ ปุ่ม หน้าที่การใชง้ าน

19. CAL 0.2 V – 2 V จุดทดสอบเคร่ือง/ปรบั แตง่ โพรบ 10 : 1 = 0.2 VPP
(Calibrator) 100 : 1 = 2 VPP (รปู คลืน่ สีเ่ หลยี่ ม ความถี่ 1 kHz)

20. COMPONENT ปุ่มตรวจสอบอปุ กรณ์อิเล็กทรอนิกสต์ ่าง ๆ โดยนําอปุ กรณท์ ่ตี ้องการ

TESTER ตรวจสอบเข้าข้วั เสยี บของ COMPONENT TESTER และจุดเสยี บของ

ขว้ั ต่อลงกราวนด์ (หมายเลข 24 หรอื หมายเลข 34)

21. Y – POS. I ควบคุมเสน้ ภาพเล่อื นขึน้ –ลง ในแนวต้ัง (Y) ช่องวัดท่ี 1 (CH.I) และ

(Y – Position I) เม่อื ใช้งานในตาํ แหนง่ X–Y Mode จะยงั คงทําหน้าทปี่ รับเส้นภาพ

ข้ึน–ลง ในแนวตั้งเช่นเดมิ

22. INVERT (CH.I) เม่อื ถูกกดลงจะกลบั เฟสช่องวดั ท่ี 1 (CH.I) และเมอ่ื ใช้ร่วมกับปุ่ม

ADD (หมายเลข 30) จะเป็นการรวมกนั ทางพชี คณติ

23. CH.I VERT. INP. เปน็ ขวั้ ตอ่ BNC อินพุตชอ่ งวัดที่ 1 Input Impedance

Channel I Vertical Input) เทา่ กบั 1 MΩ ความจุ 30 pF

24. Ground ข้วั ตอ่ ลงกราวนด์

25. DC–AC–GD สวติ ช์เลอื กสญั ญาณเพอ่ื สง่ ผา่ นไปยังภาคขยายแกนตง้ั ของช่องวัดท่ี 1

(CH.I) มี 3 ตําแหน่ง คือ

DC : ทุกสัญญาณอินพตุ จะถูกปอ้ นเข้าโดยตรง

AC : สญั ญาณอินพุตจะถกู คปั ปลิ้งดว้ ยตวั เกบ็ ประจุ ทาํ ให้สัญญาณ

ดซี ีถูกกั้นไว้ใหผ้ ่านไดเ้ ฉพาะสัญญาณเอซี

GD : สญั ญาณอนิ พุตถูกตดั ออกและตอ่ ลงกราวนด์ไมม่ ีสัญญาณ

ปอ้ นเขา้ สวู่ งจร

26. VOLTS/DIV ป่มุ ลดทอนสญั ญาณท่ปี อ้ นเขา้ ช่องวดั ที่ 1 (หมายเลข 23) สามารถ

(Volts/Division) เลอื กความไวของสัญญาณอินพตุ ไดเ้ ปน็ mv/cm หรือ V/cm และ

เมื่อใช้งานในตาํ แหน่ง X-Y Mode จะทําหนา้ ท่ีปรับแตง่ ลดทอน

สญั ญาณในแนวแกนตง้ั (Y)

27. VAR. GAIN ปรับความแรงของสัญญาณชอ่ งวดั ที่ 1 ไดต้ ่อเนอ่ื ง ซ่ึงถกู ปรับต้ังไว้

(Variable Gain) ด้วยปุม่ VOLTS/DIV (หมายเลข 26) และสามารถเลือกความไวเพม่ิ ขึ้น

ไดใ้ นอตั รา 2.5 : 1 ปกตจิ ะปรบั ไว้ตําแหนง่ ทวนเข็มนาฬิกาจนสดุ

28. CH I/II-TRIG.I/II ปมุ่ เลอื กสญั ญาณทริกเกอร์ท่ี 1 และช่องวดั ท่ี 2 เพือ่ ควบคมุ การซงิ ก์

(Sync) ให้ปรากฏสญั ญาณบนจอภาพ มี 2 ภาวะ คือ ปล่อย : ทริก

จากวงจรภายในของชอ่ งวัดท่ี 1

หนว่ ยที่ 7 เครอ่ื งมอื วดั ทดสอบวงจรไฟฟ้าและอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ 148

ช่ือปุม่ หน้าท่กี ารใชง้ าน
กด : ทรกิ จากวงจรภายในของช่องวดั ท่ี 2 และเมอื่ ใชร้ ่วมกับป่มุ
29. DUAL
DUAL (หมายเลข 29) และปุม่ ADD (หมายเลข 30) จะ
30. ADD เปน็ การเลือกสญั ญาณทริก ตามภาวะการทาํ งานของเครอ่ื ง
31. VOLTS/DIV ขณะน้ัน
ป่มุ กดสําหรับเลือกแสดงภาพบนจอ มี 2 ภาวะ คือ
(Volts/Division) ปล่อย : แสดงภาพเพยี งชอ่ งวัด (Channel) เดยี ว ตามทเ่ี ลอื กไวท้ ี่
32. VAR.GAIN ปุม่ (CH I-II-TRIG.I/II) (หมายเลข 28)
33. DC – AC – GD กด : แสดงภาพพรอ้ มกนั ทัง้ 2 Channel (CH.I และ CH.II) โดย
34. Ground ทาํ งานแบบกวาดสลบั ชอ่ งในแต่ละคาบ (Alternate : ALT)
35. CH. II VERT.INP. สาํ หรับวดั ความถ่สี งู และเมอื่ ทาํ งานรว่ มกบั ปุ่ม ADD
(หมายเลข 30) จะเป็นการทาํ งานแบบ CHOP (กวาดย่อย
(Channel II Vertical หลายครัง้ ในแต่ละคาบ/สวติ ช์สลับไปมาระหว่างรูปคล่นื ด้วย
Input) ความถี่สงู ) จึงเหมาะท่ีจะใช้วัดรปู คลื่นความถ่ี
36. INVERT (CH.II) เม่ือถกู กดจะนาํ เอาสัญญาณอินพุตของ CH.I และ CH.II ร่วมเขา้ ด้วยกัน
ทางพชี คณิตและตอ้ งใชง้ านร่วมกับปุ่ม INVERT (หมายเลข 22)
37. Y – POS.II ปุม่ ลดทอนสัญญาณที่ป้อนเขา้ ทางช่องวดั ท่ี 1 (หมายเลข 35) ทาํ งาน
เหมือนกบั ปุ่มหมายเลข 26 และเมื่อใช้งานในตาํ แหนง่ X-Y Mode
จะทาํ หนา้ ทป่ี รับแตง่ ลดทอนสัญญาณในแนวแกนนอน (X)
ปรบั ความแรงของสญั ญาณช่องวัดท่ี 2 ไดต้ ่อเนือ่ ง ซงึ่ ถูกปรับต้ังไวด้ ้วย
ป่มุ VOLTS/DIV (หมายเลข 31) ทาํ งานเหมอื นกบั ปุ่มหมายเลข 27
สวติ ช์เลือกสัญญาณเพือ่ สง่ ผา่ นไปยังภาคขยายแกนต้งั ของช่องวดั ที่ 2
ทํางานเหมือนกับปุ่มหมายเลข 25
ขว้ั ตอ่ ลงกราวนด์
เปน็ ชอ่ งตอ่ BNC อนิ พตุ ช่องวัดที่ 2 Input Impedance เทา่ กับ
1 MΩ ความจุ 30 ใช้สญั ลกั ษณ์ pF

ป่มุ กลับเฟสสัญญาณชอ่ งวัดที่ 2 เชน่ เดียวกับหมายเลข 22 หากใช้งาน
รว่ มกับปมุ่ ADD (หมายเลข 30) จะเป็นการรวมกนั ทางพชี คณติ และเม่อื
อยูใ่ นตาํ แหนง่ X-Y Mode จะไมม่ ผี ลใด ๆ
ปมุ่ ควบคุมเส้นภาพเลอื่ นข้ึน-ลงในแนวแกนตง้ั (Y) ชอ่ งวัดท่ี 2 และเมอื่
ใชง้ านในตําแหน่ง X–Y Mode จะไมม่ ีผลใด ๆ ตอ่ การวดั

หนว่ ยที่ 7 เครือ่ งมอื วัดทดสอบวงจรไฟฟา้ และอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ 149

2.2 การใช้งานออสซิลโลสโคป ออสซลิ โลสโคปมปี ระโยชนม์ ากสําหรบั การวัดและวิเคราะห์
รูปคลนื่ สญั ญาณ แต่งานทางไฟฟา้ สว่ นใหญม่ กั จะใช้ออสซิลโลสโคปเพื่อการวัดแรงดันไฟฟ้า คาบเวลา
และความถี่ รวมถงึ การวดั ความตา่ งเฟสของสัญญาณ

2.2.1 การวัดแรงดันไฟฟ้ากระแสตรง ภาพที่ปรากฏบนจอออสซิลโลสโคปจะเป็น
เส้นตรงตามแนวนอน ดังนั้น เมื่อเทียบกับจุดอ้างอิงเส้นอาจจะเล่ือนขึ้นด้านบน หรือเลื่อนลงด้านล่าง
กไ็ ดข้ น้ึ อยู่กบั ศักยไ์ ฟฟ้าทที่ ําการวดั และทดสอบ

VDC

ภาพที่ 7.15 แสดงการวัดแรงดันไฟฟ้ากระแสตรง
(ท่มี า : http://www.doctronics.co.uk/scope.htm)
การอ่านค่าแรงดันไฟฟา้ กระแสตรง (VDC) จากหน้าจอ อา่ นได้โดยใช้สมการดงั น้ี

VDC = (ค่า VOLT/DIV ทต่ี ั้งไว)้  (จาํ นวนชอ่ งที่นบั ได)้

ตวั อยา่ งที่ 7.1 จากภาพท่ี 7.12 ออสซลิ โลสโคปตัง้ VOLTS/DIV ไว้ท่ี 2 V จะอา่ นค่าแรงดันไฟฟา้
กระแสตรงท่วี ดั ได้มคี า่ กีโ่ วลต์

วธิ ที ํา
VDC = VOLTS/DIV ที่ตั้งไว้ x จาํ นวนช่องท่นี ับได้
VDC = 2 V x 2

ตอบ ค่าแรงดนั ไฟฟ้ากระแสตรงทวี่ ัดได้เทา่ กับ 4 V
2.2.2 การวัดแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับ การวัดแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับด้วย

ออสซิลโลสโคปจะได้รูปสัญญาณไฟฟ้ากระแสสลับ ขึ้นบนจอภาพเหมือนรูปร่างสัญญาณท่ีป้อนเข้ามา
การอ่านคา่ แรงดนั ไฟฟา้ กระแสสลับมักอา่ นค่าออกมาเป็นแรงดนั ยอด (Vp) และแรงดันยอดถึงยอด (Vp-p)
สัญญาณภาพปรากฏบนจอภาพ

หน่วยที่ 7 เคร่ืองมือวัดทดสอบวงจรไฟฟา้ และอิเลก็ ทรอนกิ ส์ 150

Vp
Vp-p

Vp

1 ไซเกลิ

ภาพท่ี 7.16 แสดงการวดั แรงดันไฟฟ้ากระแสสลับเป็นคา่ Vp และ Vpp
(ท่ีมา : http://www.doctronics.co.uk/scope.htm)

การอ่านคา่ แรงดันไฟฟ้ากระแสสลับ อา่ นไดโ้ ดยใชส้ มการดงั น้ี
VP = (VOLTS/DIV ท่ีต้ัง) x (จํานวนชอ่ งสญั ญาณแนวดง่ิ ซกี เดียว)
Vp-p = Vp x 2

ตัวอย่างที่ 7.2 จากภาพท่ี 7.16 ออสซลิ โลสโคปตง้ั VOLTS/DIV ไว้ท่ี 10 V จะอา่ นคา่
แรงดนั ไฟฟ้ากระแสสลบั เป็นค่า Vp และ Vp-p ได้เทา่ ไร

วธิ ที ํา
สตู ร Vp = (VOLTS/DIV ทต่ี ัง้ ) x (จาํ นวนชอ่ งสญั ญาณแนวดง่ิ ซกี เดียว)
Vp = 10 V x 2
= 20 Vp
Vp-p = Vp x 2
Vp-p = 20 Vp X 2

ตอบ แรงดันไฟฟา้ กระแสสลบั มคี ่าเทา่ กบั 40 Vp-p
2.2.3 การวัดคาบเวลาและความถ่ี การอ่านคาบเวลา ความถี่จากรูปคล่ืน

สัญญาณไฟฟ้ากระแสสลับใดๆ ที่ปรากฏบนหน้าจอของออสซิลโลสโคป จะพิจารณาจากรูปคล่ืนเพียง

1 ไซเกิล (Cycle) เทา่ นน้ั ดงั นั้น ถ้าหากในจอภาพมีรปู คล่นื หลายๆ ไซเกลิ จะตอ้ งปรับแต่งรูปคลื่นให้มี

จํานวนลกู คล่นื ประมาณ 1-2 ไซเกลิ ทงั้ น้ีเพอื่ ให้ไดค้ ่าท่ีละเอยี ดที่สดุ (ปรบั ที่ปุ่ม TIME/DIV)

เนื่องจากคาบเวลา (Period ; T) และความถี่ (Frequency ; F) มีค่าเป็นสัดส่วนผกผัน

ซ่งึ กนั และกนั ดังนน้ั T= 1
F
และ 1
เม่ือ F= T

T = (คา่ TIME/DIV ทต่ี ัง้ ไว้)  (จาํ นวนชอ่ งตามแนวใน 1 ไซเกิล)

หน่วยท่ี 7 เครอ่ื งมอื วัดทดสอบวงจรไฟฟา้ และอิเล็กทรอนิกส์ 151

ตวั อยา่ งที่ 7.3 ถ้าหากปมุ่ TIME/DIV ตั้งไวท้ ี่ 0.5 ms จงคาํ นวณหาคาบเวลาและความถข่ี อง

รปู คล่นื

วธิ ีทาํ T = (คา่ TIME/DIV ทีต่ ัง้ ไว้)  (จํานวนชอ่ งตามแนวใน 1 ไซเกลิ )

= 0.5 ms  10

= 5 ms
ตอบ คาบเวลา = 5 10-3 second
1
จาก F = T

= 1
5  103
ตอบ ความถี่ = 200 Hz

2.2.4 การเตรยี มออสซลิ โลสโคปกอ่ นการใช้งาน
1) ตรวจสอบไฟ AC ทใ่ี ชก้ บั ออสซิลโลสโคปทรี่ ะบุไวท้ ีป่ ล๊ักไฟ AC ดา้ นหลงั

เคร่อื งวา่ ตรงกับแรงดัน AC Line ที่ใช้อยู่หรือไม่
2) เสยี บปลก๊ั ไฟ AC กดปมุ่ Power เพือ่ เปิดเครอื่ งหลอด LED จะติดแสดงการ

ทาํ งานรอประมาณ 10 วนิ าที จะปรากฏเส้นภาพขึน้ บนจอ
3) เล่ือนสวิตช์ DC-AC-GD มาท่ี GD ภาพบนจอจะเปน็ เส้นตรงแนวนอน
4) ปรับปุม่ Y-POS ใหเ้ ส้นตรงอยูใ่ นตําแหน่งก่ึงกลางจอ
5) ปรับปุ่ม INTENT และ Focus ให้ไดเ้ สน้ ท่คี มชัดทสี่ ุด
6) ต่อสายวัดเขา้ ทขี่ ว้ั Input ของออสซลิ โลสโคปพร้อมทจ่ี ะวัดสญั ญาณ

หนว่ ยที่ 7 เครอื่ งมอื วัดทดสอบวงจรไฟฟ้าและอเิ ลก็ ทรอนิกส์ 152

3. เคร่อื งกําเนิดสญั ญาณไฟฟา้

เคร่ืองกําเนิดสัญญาณไฟฟ้า (Signal Generator) หรือฟังก์ช่ันเจนเนอเรเตอร์(Function
Generator) คือ เคร่ืองมือท่ีใช้ผลิตสัญญาณทางไฟฟ้ารูปร่างต่างๆ เช่น รูปซายน์ (Sine Wave)
รูปสเ่ี หล่ียม (Square Wave) รปู สามเหลย่ี มหรือรูปฟนั เลอื่ ย (Triangle or Saw Tooth Wave)

3.1 ลักษณะและส่วนประกอบ

ภาพท่ี 7.17 แสดงเคร่ืองกําเนดิ สัญญาณทางไฟฟ้า
(ทมี่ า : เอกราช ราชราวี, 2561)

หมายเลข 1 LED แสดงการทํางาน
หมายเลข 2 สวิตช์ ปดิ –เปิด เครอ่ื ง (POWER)
หมายเลข 3 ตวั ปรับลดทอนสญั ญาณ (ATTEUATOR)
หมายเลข 4 ขว้ั ตอ่ สัญญาณขาออก (OUTPUT)
หมายเลข 5 ป่มุ เลือกรปู สญั ญาณ (WAVE FORM)
หมายเลข 6 ป่มุ เลอื กย่านความถี่ (FREQ. RANGE)
หมายเลข 7 ตัวปรับความถี่
หมายเลข 8 สเกลความถ่ี
หมายเลข 9 เข็มชี้คา่ ความถี่

3.2 วิธีการใช้งาน
1. เปิดปุ่ม POWER (หมายเลข 2)
2. เลอื กรปู แบบสญั ญาณจากปมุ่ เลือกรูปสญั ญาณ (หมายเลข 5)
3. เลอื กยา่ นวดั จากปุ่มเลอื กย่านความถี่ (หมายเลข 6)
4. ปรับคา่ ความถจ่ี ากสเกล (หมายเลข 7)
5. ปรับคา่ ความแรงสัญญาณโดยการหมนุ ตวั ปรับระดับแรงดันขาออก
6. ตอ่ สายต่อเขา้ ขว้ั ตอ่ สัญญาณขาออก
7. ใช้ออสซลิ โลสโคปวดั ความแรงและรูปสญั ญาณกอ่ นตอ่ ใหก้ ับวงจร

หนว่ ยท่ี 7 เคร่อื งมือวดั ทดสอบวงจรไฟฟ้าและอิเลก็ ทรอนิกส์ 153

8. หากสญั ญาณแรงเกนิ ไปใหป้ รบั ลดความแรงจากตวั ปรับลดทอนสัญญาณ (หมายเลข 3)
9. การใช้งานควรต่อผ่านตัวเก็บประจุ เพื่อกันไฟตรงจากวงจรท่ีต่อไหลเข้าเคร่อื งกําเนิด

สัญญาณ
เคร่ืองกําเนิดสัญญาณยังแบ่งออกตามย่านความถี่ คือ ย่านความถี่เสียง (Audio Frequency)
มักเรียกว่า เอเอฟเจนเนอเรเตอร์ (AF Generator) และย่านความถ่ีวิทยุ (Radio Frequency) มักเรียกว่า
อาร์เอฟเจนเนอเรเตอร์ (RF Generator) นอกจากนี้ยังมีเครื่องกําเนิดสัญญาณรูปส่ีเหลี่ยมท่ีสามารถ
ปรับช่วงความกว้างของสัญญาณ (Pulse Width) ได้ เรียกว่า พัลส์เจนเนอเรเตอร์ (Pulse Generator)
และ เครื่องกําเนิดสัญญาณรูปซายน์ที่สามารถปรับช่วงความถี่ในช่วงกว้างเรียกว่า สวีฟ เจนเนอเรเตอร์
(Sweep Generator) ซ่งึ มักใชก้ ับวงจรวทิ ยุ–โทรทัศน์

สรุป

มัลติมิเตอร์เป็นมิเตอร์ใช้วัดปริมาณไฟฟ้าได้หลายชนิด ถูกสร้างข้ึนมาเพ่ืออํานวยความสะดวก
ต่อผู้ใช้ โครงสร้างของมัลติมิเตอร์ประกอบด้วยส่วนประกอบของอุปกรณ์หลายชนิด แต่ละชนิดมีขนาด
เล็กและบอบบาง ย่ิงในส่วนเคลื่อนไหวย่ิงต้องระมัดระวัง เพราะชํารุดเสียหายได้ง่ายหากถูกกระทบ
กระเทือนแรง ๆ การนําไปใช้งานต้องมีความระมัดระวังในเรื่องปริมาณไฟฟ้าที่จะวัดต้องไม่มากเกิน
กวา่ ยา่ นท่ตี ง้ั วดั กรณีไมท่ ราบค่าปริมาณไฟฟ้าท่จี ะวัดควรตัง้ ย่านวัดสูงสุดไว้กอ่ น

การวัดปริมาณไฟฟ้าชนิดไฟฟ้ากระแสตรง (DC) ไม่ว่าเป็นแรงดันไฟฟ้าหรือกระแสไฟฟ้า ขณะ
ต่อมัลติมิเตอร์วัดวงจรไฟฟ้านั้น ๆ ต้องคํานึงถึงข้ัวของมัลติมิเตอร์ และข้ัวแรงดันของแหล่งจ่ายในวงจร
ส่วนปริมาณไฟฟ้าชนิดกระแสสลับ (AC) ไม่ว่าเป็นแรงดันไฟฟ้าหรือกระแสไฟฟ้า ขณะต่อมัลติมิเตอร์วัด
วงจรไฟฟ้า ไม่ตอ้ งคํานงึ ถึงขวั้ ของมัลติมิเตอร์และขว้ั แรงดันของแหล่งจ่ายในวงจร

ความสําคัญอีกประการหน่ึง คือการตั้งย่านวัดปริมาณไฟฟ้า ต้องตั้งย่านวัดปริมาณไฟฟ้า
ให้ถูกต้องตามชนิดของปริมาณไฟฟ้า เพราะการตั้งย่านวัดผิดชนิดอาจมีผลทําให้มัลติมิเตอร์ชํารุด
เสียหายได้ และการตั้งย่านวัดท่ีเหมาะสมเป็นสิ่งจําเป็นเช่นกัน จะช่วยให้การอ่านค่าการวัดมีความ
ถูกต้องมากข้ึน การวัดปริมาณไฟฟ้าบางอย่างต้องทําการปรับแต่งมิเตอร์ก่อนการวัดค่าเสมอ เช่น
การวดั ความตา้ นทาน การวัดจะถกู ตอ้ งได้นัน้ ก่อนการวดั คา่ ตอ้ งปรับแตง่ มเิ ตอร์ก่อนทกุ ครงั้

ออสซิลโลสโคป สร้างขึ้นมาเพื่อวัดแรงดันไฟฟ้า วัดคาบเวลาของสัญญาณ วัดความถ่ีของ
สัญญาณ และวัดความต่างเฟสของสญั ญาณ ออสซิลโลสโคปท่ีผลิตข้ึนมามีหลายรุ่น หลายแบบและ
หลายยหี่ อ้ จาํ เป็นตอ้ งทําการศึกษาคูม่ อื การใช้เคร่ืองใหเ้ ขา้ ใจก่อนนาํ ออสซลิ โลสโคปไปใชง้ าน

หนว่ ยที่ 7 เครอ่ื งมือวัดทดสอบวงจรไฟฟา้ และอเิ ลก็ ทรอนิกส์ 154

แบบฝกึ หดั หนว่ ยท่ี 7

เรอื่ ง เครื่องมือวัดทดสอบวงจรไฟฟา้ และอเิ ล็กทรอนิกส์

ตอนท่ี 1
คาํ สงั่ จงเติมคาํ ในช่องวา่ งต่อไปนี้ (คะแนนเต็ม 15 คะแนน เวลา 20 นาที)

AB C

ภาพที่ 7.1 แสดงการอ่านย่านวัดแรงดนั ไฟฟา้
1. เมื่อตั้งย่านวัดไวท้ ่ี 50 DC.V อา่ นคา่ ไดก้ ่ีโวลต์

A…………………….โวลต์
B…………………….โวลต์
C…………………….โวลต์
2. เม่อื ตัง้ ยา่ นวัดไวท้ ่ี 250 AC.V อ่านค่าไดก้ ่ีโวลต์
A…………………….โวลต์
B…………………….โวลต์
C…………………….โวลต์

A BC

ภาพท่ี 7.2 แสดงการอา่ นย่านวดั กระแสไฟฟ้า

หนว่ ยที่ 7 เครอ่ื งมือวดั ทดสอบวงจรไฟฟ้าและอเิ ลก็ ทรอนิกส์ 155

3. เม่ือตั้งยา่ นวดั ไว้ท่ี 25 mA อา่ นคา่ ได้ก่ีมิลลแิ อมป์
A…………………….มิลลแิ อมป์
B…………………….มิลลแิ อมป์
C…………………….มิลลแิ อมป์

4. เมือ่ ต้ังยา่ นวดั ไว้ท่ี 2.5 mA อ่านค่าได้ก่ีมิลลแิ อมป์
A…………………….มลิ ลแิ อมป์
B…………………….มลิ ลแิ อมป์
C…………………….มิลลแิ อมป์

5. เม่อื ตงั้ ย่านวัดไว้ท่ี 0.1 mA อา่ นคา่ ได้ก่ีมลิ ลแิ อมป์
A…………………….มิลลแิ อมป์
B…………………….มลิ ลแิ อมป์
C…………………….มิลลแิ อมป์

6. เมื่อต้ังยา่ นวดั ไวท้ ่ี 0.5 mA อ่านคา่ ได้กี่มิลลแิ อมป์
A…………………….มลิ ลแิ อมป์
B…………………….มิลลแิ อมป์
C…………………….มิลลแิ อมป์

A BC

ภาพท่ี 7.3 แสดงการอา่ นย่านวัดความตา้ นทาน

7. เมื่อตั้งย่านวดั ไว้ท่ี R10k อ่านคา่ ได้ก่ีกิโลโอหม์
A…………………….กิโลโอหม์
B…………………….กโิ ลโอหม์
C…………………….กิโลโอหม์

8. เม่ือต้ังย่านวดั ไวท้ ่ี 1k อ่านค่าได้ก่ีกโิ ลโอหม์
A…………………….กิโลโอห์ม
B…………………….กิโลโอห์ม
C…………………….กโิ ลโอห์ม


Click to View FlipBook Version