การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดี เรื่องอิศรญาณภาษิต โดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี กชพร หน่ายโย รายงานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ปีการศึกษา 25๖6
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดี เรื่องอิศรญาณภาษิต โดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี นางสาวกชพร หน่ายโย รหัสนักศึกษา ๖๒๑๐๐๑๐๑๒๐๓ รายงานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ปีการศึกษา 25๖6
ก ชื่อเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดี เรื่องอิศรญาณภาษิต โดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏ อุดรธานี อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ผู้วิจัย กชพร หน่ายโย อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์มัลลิกา มาภา ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย ปีการศึกษา ๒๕๖๖ บทคัดย่อ การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดี เรื่อง อิศรญาณภาษิต โดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ๘๐/๘๐ ๒) เพื่อเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดี เรื่องอิศรญาณภาษิต โดยใช้เทคนิค STAD และแอปพลิเคชัน Word Wall ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ระหว่างก่อนเรียนกับหลัง เรียน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓/๑ จ านวน ๒๗ คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้เรื่องอิศรญาณภาษิต จ านวน ๕ แผน แบบฝึกหัด และแบบทดสอบที่ใช้ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน จ านวน ๒๐ ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย เลขคณิต ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติ One Group Pretest – Posttest Design ผลการวิจัยปรากฏว่า ๑) แสดงให้เห็นว่าผลการการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง อิศรญาณภาษิต โดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการร่วมมือ STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ มีประสิทธิภาพเท่ากับ ๘๐.๒๒ เป็นไปตามเกณฑ์ที่ก าหนดไว้คือ ร้อยละ๘๐ และ ๒) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง อิศรญาณภาษิต โดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ ร่วมมือ STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังเรียน ซึ่งคิดเป็นค่าเฉลี่ยร้อยละ ๘๓.๑๔ สูงกว่าเกณฑ์ที่ก าหนดไว้ คือร้อยละ ๘๐ อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ ๐.๐๕
ข กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยเล่มนี้ส าเร็จลุล่วงได้ด้วยความกรุณาจาก อาจารย์มัลลิกา มาภา ที่ปรึกษา ที่กรุณาให้ค าปรึกษา ขัดเกลาข้อมูล ตลอดจนชี้แนะแนวทางในการท าวิจัย ทั้งนี้ยังให้แนวคิดใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการวิจัยในครั้งนี้ และดูแลให้ก าลังใจผู้วิจัยด้วยความเอาใจใส่เสมอมา ขอขอบพระคุณ อาจารย์สาขาวิชาภาษาไทย และอาจารย์คณะครุศาสตร์ทุกท่านที่ให้ ค าแนะน าเกี่ยวกับเครื่องมือและเอกสารในการท าวิจัย และเสียสละเวลาให้ค าปรึกษาที่เป็นประโยชน์ เป็นอย่างยิ่งในการท าวิจัยครั้งนี้ ขอขอบพระคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดวงสมร กิจโกศล คุณครูจิราภรณ์ เหลาสิทธิ์ และ คุณครูสุจิตรา ประชามิ่ง ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในการตรวจเครื่องมือต่าง ๆ ที่ใช้ประกอบการเก็บข้อมูล วิจัยในครั้งนี้ ขอขอบพระคุณ ผู้อ านวยการ คณะครูและนักเรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏ อุดรธานีที่ให้ความร่วมมือและอนุญาตให้ผู้วิจัยศึกษาบริบทโรงเรียนและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ในชั้นเรียน รวมทั้งให้ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ ขอขอบพระคุณ บิดา มารดา รวมทั้งญาติพี่น้องทุกท่าน ที่คอยให้ค าชี้แนะ คอยให้ความรัก ความห่วงใย รวมทั้งช่วยเหลือในด้านทุนทรัพย์ และให้ก าลังใจผู้วิจัยเสมอมา ขอขอบคุณเพื่อนสาขาวิชาภาษาไทย ชั้นปีที่ ๕ ทุกคนที่ให้ก าลังใจ ให้ค าแนะน าที่ดี และ คอยสอบถามความก้าวหน้าของงานวิจัยด้วยความปรารถนาดีตลอดมา กชพร หน่ายโย
ค สารบัญ เรื่อง หน้า บทคัดย่อ………………………………………………………………………………………………………………….. ก กิตติกรรมประกาศ……………………………………………………………………………………………………… ข สารบัญ…………………………………………………………………………………………………………………….. ค สารบัญภาพ……………………………………………………………………………………………………………… ช สารบัญตาราง…………………………………………………………………………………………………………… ซ บทที่ ๑ บทน า………………………………………………………………………………………………………….. ๑ ๑.๑ ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา……………………………………………………………… ๑ ๑.๒ วัตถุประสงค์ของการวิจัย………………………………………………………………………………….. ๔ ๑.๓ สมมติฐานการวิจัย……………………………………………………………………........................... ๕ ๑.๔ ขอบเขตของการวิจัย………………………………………………………………………………………… ๕ ๑.๕ นิยามศัพท์เฉพาะ…………………………………………………………………………………………….. ๕ ๑.๖ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ……………………………………………………………………………….. ๗ บทที่ ๒ เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง……………………………………………………………………… ๘ ๒.๑ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓………………………………………………………………………………………… ๙ 2.๒ การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning)…………………………………….. ๑๕ ๒.3. รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD……………………………………………. ๒๕ ๒.4. อิศรญาณภาษิต……………………………………………………………………………………………… ๓๔ ๒.5. โปรแกรม Word Wall……………………………………………………………………………………. ๓๗ ๒.6. การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน………………………………………………………………………… ๓๙ ๒.7. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง………………………………………………………………………………………... ๔๒ ๒.8. กรอบแนวคิดวิจัย…………………………………………………………………………………………... ๔๗ บทที่ ๓ วิธีด าเนินการวิจัย…………………………………………………………………………………………. ๔๙ ๓.๑ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง……………………………………………………………………………….. ๔๙ ๓.๒ แบบแผนการวิจัย…………………………………………………………………………………………….. ๔๙ ๓.๓ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย…………………………………………………………………………………… ๕๐ ๓.๔ การสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ………………………………………………………… ๕๐ ๓.๕ การเก็บรวบรวมข้อมูล………………………………………………………………………………………. ๕๓ ๓.๖ การวิเคราะห์ข้อมูล…………………………………………………………………………………………… ๕๔ ๓.๗ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล…………………………………………………………………………… ๕๕
ง สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า บทที่ ๔ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล………………………………………………………………………………… ๕๖ ๔.๑ ล าดับขั้นตอนการน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล……………………………………………… ๕๖ ๔.๒ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล…………………………………………………………………………………… ๕๗ บทที่ ๕ สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ………………………………………………………….. ๖๒ ๕.๑ วัตถุประสงค์ของการวิจัย……………………………………………………………………………… ๖๒ ๕.๒ สมมุติฐานของการวิจัย………………………………………………………………………………… ๖๒ ๕.๓ สรุปผลการวิจัย…………………………………………………………………………………………… ๖๒ ๕.๔ อภิปรายผลการวิจัย……………………………………………………………………………………… ๖๓ ๕.๕ ข้อเสนอแนะ………………………………………………………………………………………………… ๖๓ บรรณนานุกรม……………………………………………………………………………………………………… ๖๖ ภาคผนวก…………………………………………………………………………………………………………….. ๗๐ ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย………………………...... ๗๑ ภาคผนวก ข ข้อมูลแสดงความสอดคล้องของเครื่องมือ……………………………………………. ๗๖ ภาคผนวก ค แผนการจัดการเรียนรู้………………………………………………………………………. ๘๘ ภาคผนวก ง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย…………………………… ๒๑๘ ภาคผนวก จ ภาพการจัดกิจกรรมการเรียนรู้…………………………………………………………… ๒๒๓ ภาคผนวก ฉ ตัวอย่างผลการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน……………………………………. ๒๒๙ ภาคผนวก ช ประวัติผู้วิจัย……………………………………………………………………………………. ๒๓๔
ช สารบัญภาพ หน้า ภาพที่ ๑ กรอบแนวคิดงานวิจัย ๔๘
ซ สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ ๑ รูปแบบก ารทดลองแบบกลุ่มตัวอย่างเดียว ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนการทดลอง…………………………………………………………………………. ๕๐ ตารางที่ ๒ แบบแผนการวิจัยจ าแนกตามตัวแปรตาม……………………………………………………… ๕๐ ตารางที่ ๓ การแสดงประสิทธิภาพกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้……………………………... ๕๗ ตารางที่ ๔ แสดงประสิทธิภาพของผลการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย……………………………… ๕๘ ตารางที่ ๕ แสดงผลรวมคะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละของคะแนน ก่อนเรียน และหลังเรียนรายวิชาภาษาไทย……………………………….......................................... ๕๙ ตารางที่ ๖ แสดงคะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบทีแบบไม่อิสระและ ระดับนัยส าคัญทางสถิติของการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาไทย………… ๖๑
1 บทที่ 1 บทน ำ ๑.๑ ควำมเป็นมำและควำมส ำคัญของปัญหำ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช ๒๕๕๑ ในการมุ่งพัฒนาผู้เรียน ทุกคน ซึ่งเป็นก าลังของชาติให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตส านึก ในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมทั้ง เจตคติ ที่จ าเป็นต่อ การศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นส าคัญบนพื้นฐาน ความเชื่อว่าทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2553: ๓) การเรียนรู้ในกลุ่มสาระภาษาไทย เป็นกลุ่มสาระที่ผู้เรียนทุกคนในระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษาต้องเรียนรู้ ทั้งนี้เพราะกลุ่มสาระภาษาไทยเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนจนเกิดความช านาญ ในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร การเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อน าไปใช้ในชีวิตจริง ซึ่งผู้เรียน ต้องเรียนรู้ทั้ง 5 สาระ กล่าวคือ สาระที่ 1 การอ่าน สาระที่ 2 การเขียน สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย และสาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม จาก 5 สาระ ที่กล่าวมานั้น กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ก าหนดคุณภาพของผู้เรียนเมื่อผู้เรียนส าเร็จการศึกษา ใน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งสาระการเรียนรู้ที่ส าคัญสาระหนึ่ง คือ สาระที่ 5 วรรณคดีและ วรรณกรรม โดยก าหนดให้นักเรียน “วิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อศึกษาข้อมูล แนวความคิด คุณค่าของงานประพันธ์ และเพื่อความเพลิดเพลิน การเรียนรู้และท าความเข้าใจบทเห่ บทร้องเล่น ของเด็ก เพลงพื้นบ้านที่เป็นภูมิปัญญาที่มีคุณค่าของไทย ซึ่งได้ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี เรื่องราวของสังคมในอดีต และความงดงามของภาษา เพื่อให้เกิด ความซาบซึ้งและภูมิใจ ในบรรพบุรุษที่ได้สั่งสมสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน” (ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้ แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย, 2551: 2) นักเรียนจึงจ าเป็นต้องได้รับการจัดการเรียนรู้ ตามสาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม วร รณคดีไทยเป็นสื่อคว ามบันเทิง รูปแบบหนึ่งของไทยจากอดีตสู่ปัจจุบัน โดยตามความหมายของค าว่าวรรณคดี คือหนังสือที่ได้รับยกย่องว่าแต่งดี มีศิลปะการใช้ภาษาถ้อยค า เป็นสื่อในการสร้างสรรค์และมีความไพเราะ มีการกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกตามอารมณ์ของ ผู้ประพันธ์และยังให้ความรู้ให้ข้อคิดอันเป็นคุณประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น ดังที่รื่นฤทัย สัจจพันธุ์ (2523: ๓) ได้กล่าวถึงวรรณคดีไว้ว่า เป็นงานศิลปะที่สร้างความเพลิดเพลินด้วยสุนทรียภาพทาง ภาษาจากถ้อยค า และโวหารการบรรยายและพรรณนา วรรณคดีจึงมีพลังจูงใจผู้อ่านให้มีอารมณ์รัก เศร้า ขบขัน สมเพช สงสาร โกรธ ชื่นชม ปีติฯลฯ คุณสมบัติของวรรณคดีข้อนี้จึงเรียกได้ว่าเป็น อาหารใจ นอกจากนี้ วรรณคดียังเป็นเครื่องบันทึกสภาพสังคม ขนบธรรมเนียม ประเพณี และ ศิลปวัฒนธรรมที่ดีงามของ ไทยไว้อีกด้วย และชัตสุณี สินธุสิงห์ (2532: ๖๕) อธิบายคุณค่าของ
2 วรรณคดีไว้ว่า วรรณคดีไม่ใช่แต่จะท าให้ผู้อ่านเพลิดเพลินไปกับเนื้อหาและการใช้ภาษาอันงดงาม เท่านั้น หากแต่ยังน าความรอบรู้มาสู่ผู้อ่าน ทั้งในเรื่องของสรรพวิทยาการด้านต่าง ๆ และในเรื่องของ โลกและชีวิตจริง วรรณคดียังเพิ่มพูนความรู้อื่น ๆ เช่น ประเพณี วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ การเมือง การปกครอง และการด ารงชีวิต เป็นต้น ซึ่งสอดคล้องกับบุญเหลือ เทพยสุวรรณ (2539: ๔๑) ได้กล่าวถึงความส าคัญของวรรณคดีว่า วรรณคดีเป็นกระจกส่องลักษณะสังคมของตน และอาจเป็น เครื่องด ารงวัฒนธรรม ผู้ที่อ่านงานเขียนวรรณคดีและวรรณกรรมจึงสามารถสร้างจินตนาการเข้าใจ และเกิดความซาบซึ้ง โดยบันทึกไว้เป็นวรรณคดีและ วรรณกรรมอันล้ าค่าที่ควรแก่การเรียนรู้ เพื่ออนุรักษ์และสืบสานให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป ดังเจตนารมณ์ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม นั้น ได้ก าหนดมาตรฐานการเรียนรู้ของผู้เรียนไว้ว่า ผู้เรียนต้องเข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์ วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่าและน ามาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง (กระทรวงศึกษาธิการ, 2553: ๔) ดังนั้น การเรียนวรรณคดีไทยจึงเป็นการพัฒนาความรู้ ความคิด วิเคราะห์ วิจารณ์ และ สร้างสรรค์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนน าข้อคิดที่ได้จากวรรณคดีไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงต่อไป จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า วรรณคดีเป็นเนื้อหาที่กระทรวงศึกษาธิการได้เล็งเห็นถึง ความส าคัญ เรื่อง อิศรญาณภาษิต ก็เป็นหนึ่งในบทเรียนวรรณคดีประเภทค าสอนที่ปรากฏในบทเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ เป็นกลอนเพลงยาวที่แต่งขึ้นในสมัยสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว โดยหม่องเจ้าอิศรญาณ เนื่องจากความน้อยพระทัยที่คนในสังคมมองว่าพระองค์สติไม่ดี พระองค์จึงพิสูจน์ตนเอง โดยพระราชนิพนธ์กลอนเพลงยาวในเชิงประชดเสียดสีสังคม ทั้งหมด 52 ค ากลอน แม้จะเป็นเรื่องสั้น ๆ แต่ให้คุณค่ามหาศาลแก่ผู้อ่าน เพราะเนื้อหา มีวัตถุประสงค์เพื่อสั่งสอน และให้แนวทางในการด ารงชีวิต ให้ข้อปฏิบัติในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม เพื่อสร้างความสงบเรียบร้อยแก่สังคม หลักธรรมค าสอนที่ควรปฏิบัติในเนื้อหาแบ่งออกเป็นหลายด้าน เน้นในด้านการปฏิบัติตน การให้ความส าคัญกับผู้อาวุโส การพูด การฟัง การคบมิตร การคิด อย่างมีวิจารณญาณ การมีสติเป็นต้น โดยค าสอนทั้งหมดเป็นสัจธรรมที่พิสูจน์ได้ สามารถน ามาปรับ ใช้ในชีวิตประจ าวันของคนทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ไม่เพียงแต่เป็น วรรณคดีสุภาษิตที่ใช้ภาษาเข้าใจง่าย แต่มีคุณค่าด้านวรรณศิลป์ ปรากฏการใช้ส านวนไทย โวหารภาพพจน์สอดแทรกในเนื้อหา เพื่อสอนใจผู้อ่านได้อย่างแยบยล จึงควรค่าอย่างยิ่งแก่การเรียนรู้ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ต้องมีทักษะการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม ประพฤติตนให้อยู่ในท านองคลองธรรม เพื่อที่จะได้เติบโตเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ ประพฤติตนได้อย่างเหมาะสม และอยู่ในสังคมได้อย่างมี ความสุข อย่างไรก็ตาม การเรียนการสอนวรรณคดีแนวสุภาษิต มีปัญหาหลายปัจจัยที่ส่งผล ให้การเรียนการสอนไม่เกิดประสิทธิภาพ และส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาต่ า ไม่ว่าจะเป็นปัญหา ที่เกิดจากแบบเรียนรายวิชาวรรณคดีที่มีเนื้อหายาว สื่อการสอน กระบวนการสอนที่ขาด
3 ความน่าสนใจ ไม่หลากหลาย อีกทั้งประสบการณ์การเรียนวรรณคดีได้สร้างธรรมชาติของวรรณคดี ในอุดมคติของนักเรียนคือ เป็นเรื่องที่เข้าถึงยาก เข้าใจยาก ไกลตัว ไม่สนุกสนาน ไม่มีชีวิต ซับซ้อน โดยเฉพาะวรรณคดีสุภาษิต ที่ปรากฏเฉพาะตัวหนังสือไม่มีเรื่องราว อ่านแล้วจะต้องมาแปลภาษาไทย เป็นภาษาไทย เพื่อให้เข้าใจเนื้อหาที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อ ทัศนคติด้านลบนี้จึงสร้างความเบื่อหน่าย ให้แก่วรรณคดีแนวสุภาษิต และเป็นเรื่องยากที่จะลบทัศนคติด้านลบที่มีต่อวรรณคดีด้านสุภาษิตได้ ดังนั้นผู้เรียนจึงไม่เกิดการบูรณาการเนื้อหาไปปรับใช้ในชีวิต มองว่าวรรณคดีคือความล้าสมัยของ บทเรียน ที่ไม่สามารถน ามาปรับใช้ได้กับปัจจุบันได้ อีกทั้งยังไม่เห็นคุณค่าด้านภาษา เนื้อหาที่เป็น หลักธรรมค าสอนที่จรรโลงใจผู้อ่าน อย่างไรก็ตามวิธีการที่จะช่วยในการแก้ปัญหาดังกล่าว คือ การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน (ชลธิชา หอมฟุ้ง, ๒๕๕๘: ๔) ดังนั้น ผู้วิจัยจึงสนใจการจัดการเรียนรู้แบบการใช้เทคนิค STAD เนื่องจากเป็น การเรียนรู้แบบร่วมมือรูปแบบหนึ่ง ที่จัดผู้เรียนเข้ากลุ่มคละความสามารถ (เก่ง-กลาง-อ่อน) กลุ่มละ 4-5 คน เพื่อท างานร่วมกันโดยก าหนดให้สมาชิกของกลุ่มได้รับเนื้อหาสาระและศึกษาเนื้อหา สาระนั้นร่วมกัน ซึ่งผู้เรียนอาจต้องท าแบบทดสอบในแต่ละตอนและเก็บคะแนนของตนไว้ ผู้เรียน ทุกคนท าแบบทดสอบครั้งสุดท้าย ซึ่งเป็นการทดสอบรวบยอดและน าคะแนนของตนไปหาคะแนน พัฒนาการ สมาชิกในกลุ่มน าคะแนน พัฒนาการของแต่ละคนในกลุ่มมารวมกันเป็นคะแนนของกลุ่ม ผู้สอนจะต้องใช้เทคนิค การเสริมแรง เช่น การให้รางวัล ค าชมเชย เป็นต้น (ทิศนา แขมมณี, 2559) ซึ่งการเรียนแบบนี้นักเรียนรู้จักช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ท ากิจกรรมร่วมกัน และแก้ไขปัญหาจนส าเร็จ ตามเป้าหมายของกลุ่ม งานวิจัยที่สนับสนุนวิธีการสอนแบบการใช้เทคนิค STAD สามารถ เพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สอดคล้องกับผลการศึกษาของ อดิศร ขาวสะอาด (2555) ผลวิจัยพบว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD มีผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านจับใจความ ส าคัญหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน จุติพร เวฬุวรรณ (2559) ได้ศึกษาการสร้างและหาประสิทธิภาพ แผนการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ (STAD) ประกอบแบบฝึกทักษะอ่านเขียนเรียนภาษา ราชาธิราชกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามเกณฑ์ 80/80 ผลการศึกษา ค้นคว้าพบว่า มีประสิทธิภาพ 87.82/85.32 สูงกว่า เกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ก าหนดไว้ นอกจากนี้ผลการศึกษาของประพันธ์ บุญพิมพ์ (2555) ได้ศึกษา การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน เรื่อง ค าที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตราของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ระหว่าง การเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD กับการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้(4MAT) พบว่า นักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD (X= 26.65,S.D. = 1.84) มีผลสัมฤทธิ์ ทาง การเรียนสูงกว่านักเรียนที่เรียนรู้แบบวัฏจักร การเรียนรู้ (4MAT) (X = 25.24, S.D.= 1.18) อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ.01 นอกจากนี้ การจัดการเรียนการสอนที่มีรูปแบบที่หลากหลายเป็นสิ่งที่ครูผู้สอนคิดค้น อยู่เสมอ เพื่อให้การเรียนเนื้อหาภาษาไทยที่เนื้อหาเยอะ มีความสนุกสนานน่าสนใจ ซึ่งหลายปี การศึกษาที่ผ่านมา สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า (โควิด – 19) ส่งผลกระทบ
4 ต่อการเรียนในชั้นเรียนเป็นอย่างมาก ท าให้ทั้งครูและนักเรียนนักศึกษาท าให้แพลตฟอร์ตต่าง ๆ เข้ามามีบทบาท รวมถึงแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่ตอบสนองการจัดการเรียนการสอน ได้ดี เมื่อสถานการณ์ปกติการน าแอปพลิเคชัน ไปปรับใช้เป็นสื่อช่วยสอนขณะเรียนในชั้นเรียนก็เป็นอีกหนึ่ง ทางเลือกที่ดี เพราะว่ามีรูปแบบหลากหลายเต็มไปด้วยประสิทธิภาพ มีความแปลกใหม่ สนุกสนาน ดึงดูดความน่าสนใจของผู้เรียนได้ดี ท าให้เป็นที่นิยมจากครูผู้สอน ซึ่งมีหลายแอปพลิเคชัน ไม่ว่าจะเป็น Kahoot Plickers ZipGrade Quizizz Word Well ฯลฯ ซึ่งแอปพลิเคชันเหล่านี้นับว่า สามารถเป็นสื่อช่วยสอนในการจัดการเรียนการสอนได้ทุกกระบวนการ สามารถสร้างเกมที่สอดคล้อง กับบทเรียนไม่ว่าจะเป็นบิงโก เปิดแผ่นป้าย เติมค า จับคู่ค า มีหลายรูปลักษณะที่หลากหลาย ให้เลือกสรร นอกจากนี้ยังสามารถสร้างแบบทดสอบ ให้ผู้เรียนแข่งขันกันภายในชั้นเรียนพร้อมเฉลย และครูผู้สอนยังได้ข้อมูลเก็บคะแนนเพื่อประเมินนักเรียน ซึ่งแอปฟลิเคชันเหล่านี้เหมาะกับการสอน ในปัจจุบันเป็นอย่างมาก ทั้งในรูปแบบการเรียนการสอนในชั้นเรียนและการเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยี ทั้งนี้Word Wall ก็เป็นแอปพลิเคชันส าหรับสร้างเกมการศึกษาออนไลน์ที่น่าสนใจ มีรูปแบบหลากหลาย เช่น จับคู่ สุ่มค าถาม อักษรไขว้ เรียงล าดับ แบบทดสอบสามารถเก็บข้อมูล การเข้าใช้งานโดยการพิมพ์ชื่อนักเรียน เก็บคะแนนได้ และเพิ่มความสนุกด้วยการมีตารางแสดงอันดับ แข่งขัน สามารถสลับ Template ได้ เช่น เกมจับคู่ สามารถเปลี่ยนเป็นเกมอักษรไขว้ โดยไม่ต้อง สร้างใหม่ สามารถสร้างเป็นเกมออนไลน์ หรือพิมพ์เป็นใบงาน ก าหนดรายละเอียดในแต่ละเกมได้ เช่น การจับเวลา การแสดงค าตอบการแสดงตารางอันดับ ส่งให้ผู้เรียนเข้าเล่นได้ง่ายโดยการส่ง เป็นลิงค์ และติดตามการเข้าเล่นของผู้เรียนได้เพียงแค่ให้นักเรียนพิมพ์ชื่อ ซึ่งเหมาะแก่การน ามา บูรณาการกับการจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือ จะช่วยให้การประเมินบทเรียนมีความหลากหลาย สนุกและได้ความรู้เพิ่มมากขึ้น จากเหตุผลดังกล่าว ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะน ารูปแบบการจัดการเรียนการสอน แบบร่วมมือ STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall มาใช้ในกิจกรรมการเรียนภาษาไทย เรื่อง อิศรญาณภาษิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เพื่อให้นักเรียนได้ร่วมมือกันการเรียนรู้พัฒนา และฝึกฝน ทักษะการท างานร่วมกับผู้อื่นของตนเอง เพื่อให้การเรียนทุกด้านพัฒนาอย่างสมดุล ส่งผลให้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้สูงขึ้น มีทักษะการท างานร่วมกับผู้อื่นมากขึ้น ซึ่งจะส่งเสริมให้การจัด กิจกรรมการเรียนรู้ในวิชาภาษาไทยมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 1.2 วัตถุประสงค์ของกำรวิจัย 1. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีเรื่องอิศรญาณภาษิต โดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดี เรื่อง อิศรญาณภาษิต โดยใช้เทคนิค STAD และแอปพลิเคชัน Word Wall ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน
5 1.3 สมมุติฐำนของกำรวิจัย 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องอิศรญาณภาษิต โดยการจัดการเรียนรู้ โดยใช้กระบวนการร่วมมือ STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 หลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาภาษาไทย เรื่องอิศรญาณภาษิต โดยการจัดการเรียนรู้ โดยใช้กระบวนการร่วมมือ STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 1.4 ขอบเขตของกำรวิจัย 1. ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จ านวน 3 ห้อง รวมนักเรียนทั้งหมด 88 คน 2. กลุ่มตัวอย่าง ได้มาด้วยการเลือกแบบเจาะจง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3/1 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีอ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จ านวน 27 คน 3. เนื้อหาสาระของการวิจัย เนื้อหาสาระของการวิจัยครั้งนี้ คือ วรรณคดีหน่วย การเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง อิศรญาณภาษิต ตามหลักสูตรแกนกลาง พ.ศ. 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย วิชาภาษาไทย ประกอบด้วยจ านวน 5 แผน ดังนี้ 3.1 เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอิศรญาณภาษิต จ านวน 1 ชั่วโมง 3.2 เรื่อง เนื้อหาและข้อคิดด้านการพูด จ านวน 1 ชั่วโมง 3.3 เรื่อง เนื้อหาและข้อคิดด้านการคบมิตร จ านวน 1 ชั่วโมง 3.4 เรื่อง เนื้อหาและข้อคิดด้านการปฏิบัติตนในสังคม จ านวน 1 ชั่วโมง 3.5 เรื่อง การประยุกต์ใช้ค าสอนเพื่อปรับใช้ในชีวิต จ านวน 1 ชั่วโมง 4. ตัวแปรในการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้มีตัวแปร ดังนี้ 4.1 ตัวแปรต้น คือ รูปแบบการจัดการเรียนการสอนโดยใช้เทคนิค STAD และ แอปพลิเคชัน Word Wall 4.2 ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีเรื่อง อิศรญาณภาษิต 5. ระยะเวลาในการวิจัยครั้งนี้ใช้เวลา 5 ชั่วโมง เป็นเวลา 2 สัปดาห์ 1.5 นิยำมศัพท์เฉพำะ 1. อิศรญาณภาษิต หรือเรียกกันว่า เพลงยาวอิศรญาณ หรือภาษิตอิศรญาณ เป็นวรรณคดีค าสอน มีลักษณะเป็นกลอนเพลงยาวที่ไพเราะคมคาย ให้คติสอนใจแก่ผู้อ่าน เจ้าอิศรญาณเป็นผู้ทรงนิพนธ์ขึ้นตั้งแต่ครั้งยังทรงผนวชอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร โดยแต่งเป็นกลอนเพลง
6 ยาวจ านวน 52 ค ากลอน อิศรญาณภาษิต มีเนื้อหาที่เป็นค าสั่งสอนแบบเตือนสติ และแนะน าเกี่ยวกับ การประพฤติปฏิบัติให้เป็นที่พอใจของผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ที่มีอ านาจมากกว่าสอนว่าควรจะท าอย่างไร จึงจะอยู่ในสังคมได้ โดยปราศจากภัยแก่ตนท าอย่างไรจึงจะประสบความส าเร็จสมหวังบางตอน ก็เน้นเรื่องการเห็นคุณค่า และความส าคัญของผู้อื่นโดยไม่สบประมาทหรือดูแคลนกัน โดยทั้งนี้ การสอนบางครั้งอาจเป็นการบอกตรง ๆ หรือบางครั้งก็สอนโดยค าประชดประชันเหน็บแนมเนื้อหา ส่วนใหญ่จะสั่งสอนให้คนมีปัญญา ไม่หลงใหลกับค าเยินยอ สอนให้รู้จักคิดไตร่ตรองก่อนพูด รู้จักเคารพผู้อาวุโส รู้จักท าตามที่ผู้ใหญ่แนะน ารู้จักกตัญญูผู้ใหญ่ 2. เทคนิค STAD หมายถึง รูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือกันเป็นการ เรียนรู้อีกรูปแบบหนึ่ง ที่มีชื่อเต็มว่า Student Teams Achievement Divisions เป็นการจัด กิจกรรมการเรียนการสอน ซึ่งก าหนดให้นักเรียนที่มีความสามารถแตกต่างกัน ท างานร่วมกัน เป็นกลุ่ม ๆ ละ 4-5 คน ซึ่งประกอบด้วย นักเรียนที่เรียนเก่ง 1 คน นักเรียนที่เรียนปานกลาง 2-3 คน และนักเรียนที่เรียนอ่อน 1 คน ซึ่งมีขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ ดังนี้ 1. ขั้นน าเสนอเนื้อหา โดยการทบทวนพื้นฐานความรู้เดิม จากนั้นครูสอนเนื้อหาใหม่ กับนักเรียนกลุ่มใหญ่ทั้งชั้น 2. ขั้นปฏิบัติกิจกรรมกลุ่ม โดยนักเรียนในกลุ่ม 4-5 คน ร่วมกันศึกษากลุ่มย่อย นักเรียนเก่งจะอธิบายให้นักเรียนอ่อนฟังและช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการท ากิจกรรม 3. ขั้นทดสอบย่อย นักเรียนแต่ละคนจะท าแบบทดสอบด้วยตนเอง ไม่มี การช่วยเหลือกัน 4. คิดคะแนนความก้าวหน้าแต่ละคนและของกลุ่มย่อย ครูตรวจผลการสอบของ นักเรียน โดยคะแนนที่นักเรียนท าได้ในการทดสอบจะถือเป็นคะแนนรายบุคคล แล้วน าคะแนน รายบุคคลไปแปลงเป็นคะแนนกลุ่ม 5. ชมเชย ยกย่อง บุคคลหรือกลุ่มที่มีคะแนนยอดเยี่ยม นักเรียนคนใดท าคะแนนได้ ดีกว่าครั้งก่อน จะได้รับค าชมเชยเป็นรายบุคคล และกลุ่มใดท าคะแนนได้ดีกว่าครั้งก่อนจะได้รับ ค าชมเชยทั้งกลุ่ม 3. แอปพลิเคชัน Word Wall เป็นเครื่องมือที่ใช้สร้างแบบทดสอบเพื่อประเมินผล ออนไลน์ที่มีเทมเพลทหลากหลาย เช่น ถามตอบแบบปรนัย จับคู่ เปิดแผ่นป้าย เรียงล าดับ อักษรไขว้ ฯลฯ รองรับผู้เล่นที่สามารถเข้าร่วมเกมเดียวได้สูงสุดถึง 500 คน สามารถแสดงผลคะแนน จากการทดสอบได้ทันที แสดงผลได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ สามารถใส่ภาพและเสียงประกอบ ได้ ผู้เรียนสามารถท าแบบทดสอบผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลากหลาย แพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ตโดยใช้อุปกรณ์ชนิดใดก็ได้กับเบราว์เซอร์ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ แล็ปท็อป แท็บเล็ต หรือ สมาร์ทโฟน จึงเหมาะกับผู้เรียนในยุคปัจจุบันคือเป็นการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และยังใช้เพื่อประเมินผลการเรียนได้
7 4. การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ คือการให้นักเรียนร่วมมือในการเรียน เป็นกิจกรรม การเรียนการสอนที่ต้องการเน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ร่วมกันเกิดการร่วมมือ รับผิดชอบและช่วยเหลือกัน มีการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน และฝึกการท างานร่วมกับผู้อื่นซึ่งเป็นการพัฒนาทักษะ ทางสังคมให้กับผู้เรียนด้วย 5. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย หมายถึง ความรู้ของผู้เรียนที่เกิดขึ้น จากการเรียนรู้โดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall ที่วัด โดยแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง อิศรญาณภาษิต 6. ค่าประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 หมายถึง การหาประสิทธิภาพของการเรียน โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD และโปรแกรม Word Wall ตัวเลข 80 ตัวแรก คือนักเรียนทั้งหมดท าแบบฝึกหัดหรือแบบทดสอบย่อยได้คะแนนเฉลี่ยไม่ต่ ากว่าร้อยละ 80 ส่วนตัวเลข 80 ตัวหลัง คือ คะแนนเฉลี่ยจากการท าแบบทดสอบหลังเรียนของผู้เรียนได้คะแนนเฉลี่ย ไม่ต่ ากว่าร้อยละ 80 1.6 ประโยชน์ที่คำดว่ำจะได้รับจำกกำรวิจัย 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีเรื่องอิศรญาณภาษิต กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย โดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ 80/80 2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการวรรณคดี เรื่องอิศรญาณภาษิต กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย โดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
8 บทที่ 2 เอกสำรและงำนวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการวิจัยเรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดี เรื่องอิศรญาณภาษิต โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัย ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1. หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 1.1 หลักการและความส าคัญของกลุ่มสาระภาษาไทย 1.2 จุดมุ่งหมายของหลักสูตร 1.3 สาระมาตรฐานการเรียนรู้ด้านวรรณคดีและวรรณกรรม 1.4 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง 1.5 คุณภาพของผู้เรียน 2. การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) 2.1 ความหมายของการจัดการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ 2.2 ลักษณะส าคัญของการเรียนรู้แบบร่วมมือ 2.3 ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ 2.4 ข้อดีและประโยชน์ของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ 3. รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD 3.1 ความหมายของรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD 3.2 รูปแบบของการจัดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD 3.3 ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD 3.4 ข้อดีและประโยชน์ของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD 4. อิศรญาณภาษิต 4.1 ความหมาย 4.2 ประวัติความเป็นมา 4.3 รูปแบบและเนื้อหา 4.4 คุณค่า 5. โปรแกรม Word Wall 5.1 ความหมายของโปรแกรม Word Wall 5.2 รูปแบบ/ส่วนประกอบของโปรแกรม Word Wall 5.3 ข้อดีและประโยชน์ของโปรแกรม Word Wall 5.4 วิธีการใช้โปรแกรม Word Wall
9 6. การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 6.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 6.2 องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 6.3 เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนภาษาไทย 6.๔ วัตถุประสงค์ของการใช้เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนวิชาภาษาไทย 7. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 9.1 งานวิจัยด้านการสอนเกี่ยวกับอิศรญาณภาษิต 9.2 งานวิจัยเกี่ยวกับแนวคิด STAD 8. กรอบแนวคิดวิจัย 1. หลักสูตรกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน พุทธศักรำช 2551 กลุ่มสำระกำรเรียนรู้ภำษำไทย 1.1 หลักกำรและควำมส ำคัญของกลุ่มสำระภำษำไทย ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ และเสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสาร เพื่อสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ท าให้สามารถประกอบกิจธุระ การงาน และ ด ารงชีวิตร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุข และเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์จากแหล่งข้อมูลสารสนเทศต่าง ๆ เพื่อพัฒนาความรู้ กระบานการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ และสร้างสรรค์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนน าไปใช้ในการพัฒนาอาชีพ ให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็นสื่อแสดงภูมิ ปัญญาของบรรพบุรุษ ด้านวัฒนธรรม ประเพณี สุนทรียภาพเป็นสมบัติล้ าค่าควรแก่การเรียนรู้ อนุรักษ์ และสืบสานให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป ซึ่งภาษาไทยเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนจนเกิด ความช านาญในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร การเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อน าไปใช้ในชีวิตจริง มี 5 ทักษะดังนี้ การอ่าน การอ่านออกเสียงค า ประโยค การอ่านบทร้อยแก้ว ค าประพันธ์ชนิดต่าง ๆ การอ่านในใจเพื่อสร้างความเข้าใจ และการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ความรู้จากสิ่งที่อ่าน เพื่อน าไปปรับใช้ในชีวิตประจ าวัน การเขียน การเขียนสะกดค าตามอักษรวิธี การเขียนสื่อสารรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ การเขียนเรียงความย่อความ เขียนรายงานจากการศึกษาค้นคว้า เขียนตามจินตนาการ เขียนวิเคราะห์ วิจารณ์ และเขียนเชิงสร้างสรรค์ การฟัง การดู และการพูด การฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ การพูดแสดงความคิดเห็น ความรู้สึก พูดล าดับเรื่องราวต่าง ๆ อย่างเป็นเหตุเป็นผล การพูดในโอกาสต่าง ๆ ทั้งเป็นทางการและ ไม่เป็นทางการ และการพูดเพื่อโน้มน้าวใจ
10 หลักการใช้ภาษาไทย ศึกษาธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของภามาไทย การใช้ภาษาให้ถูกต้อง เหม าะสมกับโอก าสและบุคคล ก ารแต่งบทประพันธ์ประเภทต่ าง ๆ และอิทธิพลของ ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย วรรณคดีและวรรณกรรม วิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อศึกษาข้อมูล แนวความคิด คุณค่าของงานประพันธ์ และเพื่อความเพลิดเพลิน การเรียนรู้และท าความเข้าใจบทเห่ บทร้องเล่น ของเด็กเพลงพื้นบ้านที่เป็นภูมิปัญญาที่มีคุณค่าของไทย ซึ่งได้ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี เรื่องราวของสังคมในอดีต และความงดงามของภา ษา เพื่อให้เกิด ความซาบซึ้งและภูมิใจในบรรพบุรุษที่ได้สั่งสมสืบทอดมาจมถึงปัจจุบัน 1.2 จุดมุ่งหมำยของหลักสูตร กระทรวงศึกษาธิการ (2551: 6 - 7) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงก าหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิดกับผู้เรียนเมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ ๑) มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัย และปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือยึดหลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง ๒) มีความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และมีทักษะชีวิต 3) มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกก าลังกาย 4) มีความรักชาติ มีจิตส านึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลกยึดมั่นในวิถีชีวิต และการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 5) มีจิตส านึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนา สิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะที่มุ่งท าประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคม อย่างมีความสุข นอกจากนี้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะ ส าคัญ ๕ ประการ ดังนี้ 1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสารมีวัฒนธรรม ในการใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเอง เพื่อแลกเปลี่ยน ข้อมูลข่าวสารและประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจา ต่อรองเพื่อขจัด และ ลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสาร ด้วยหลักเหตุผลและความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ โดยค านึงถึง ผลกระทบที่มีต่อตนเองและสังคม 2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์การคิดสังเคราะห์ การคิดอย่างสร้างสรรค์การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการคิดเป็นระบบเพื่อน าไปสู่การสร้าง องค์ความรู้หรือสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม
11 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรค ต่าง ๆ ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจความสัมพันธ์ และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ประยุกต์ ความรู้มาใช้ในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาและมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยค านึงถึงผลกระทบ ที่เกิดขึ้นต่อตนเองสังคมและสิ่งแวดล้อม 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการน ากระบวนการ ต่าง ๆ ไปใช้ในการด าเนินชีวิตประจ าวันการเรียนรู้ด้วยตนเองการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การท างานและ การอยู่ร่วมกัน ในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคลการจัดการปัญหาและ ความขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและ สภาพแวดล้อมและการรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือกและใช้ เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคมในด้าน การเรียนรู้ การสื่อสารการท างาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้องเหมาะสมและมีคุณธรรม 1.3 สำระมำตรฐำนกำรเรียนรู้ด้ำนวรรณคดีและวรรณกรรม สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทย อย่างเห็นคุณค่าและน ามาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง 1.4 ตัวชี้วัดและสำระกำรเรียนรู้แกนกลำง ตัวชี้วัดระบุสิ่งที่นักเ รียนพึงรู้และปฏิบัติได้ รวมทั้งคุณลักษณะของผู้เรียน ในแต่ละระดับชั้น ซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานการเรียนรู้ มีความเฉพาะเจาะจงและมีความเป็นรูปธรรม น าไปใช้ในการก าหนดเนื้อหาจัดท าหน่วยการเรียนรู้ จัดการเรียนการสอน และเป็นเกณฑ์ส าคัญ ส าหรับการวัดประเมินผลเพื่อตรวจสอบคุณภาพผู้เรียน ตัวชี้วัดและสำระกำรเรียนรู้ สำระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ ๓ 1. สรุปเนื้อหาวรรณคดี วรรณกรรมและวรรณกรรมท้องถิ่นในระดับที่ยากยิ่งขึ้น วรรณคดี วรรณกรรม และวรรณกรรมท้องถิ่นเกี่ยวกับ – ศาสนา – ประเพณี – พิธีกรรม – สุภาษิตค าสอน – เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ – บันเทิงคดี 2. วิเคราะห์วิถีไทยและคุณค่าจากวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน 3. สรุปความรู้และข้อคิดจากการอ่าน เพื่อน าไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงการวิเคราะห์ วิถีไทย และคุณค่าจากวรรณคดีและวรรณกรรม
12 4. ท่องจ าและบอกคุณค่าบทอาขยานตามที่ก าหนด และบทร้อยกรองที่มีคุณค่า ตามความสนใจและน าไปใช้อ้างอิง บทอาขยานและบทร้อยกรองที่มีคุณค่า – บทอาขยานตามที่ก าหนด – บทร้อยกรองตามความสนใจ 1.5 คุณภำพของผู้เรียน จบชั้นประถมศึกษำปีที่ 3 อ่านออกเสียงค า ค าคล้องจอง ข้อความ เรื่องสั้น ๆ และบทร้อยกรองง่าย ๆ ได้ถูกต้อง คล่องแคล่ว เข้าใจความหมายของค าและข้อความที่อ่าน ตั้งค าถามเชิงเหตุผล ล าดับเหตุการณ์ คาดคะเนเหตุการณ์ สรุปความรู้ข้อคิดจากเรื่องที่อ่าน ปฏิบัติตามค าสั่ง ค าอธิบายจากเรื่องที่อ่านได้ เข้าใจความหมายของข้อมูลจากแผนภาพ แผนที่ และแผนภูมิ อ่านหนังสืออย่างสม่ าเสมอ และมีมารยาทในการอ่าน มีทักษะในการคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด เขียนบรรยาย บันทึกประจ าวัน เขียนจดหมายลาครู เขียนเรื่องเกี่ยวกับประสบการณ์ เขียนเรื่องตามจินตนาการและ มีมารยาทในการเขียนเล่ารายละเอียดและบอกสาระส าคัญตั้งค าถาม ตอบค าถาม รวมทั้งพูด แสดงความคิด ความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและดู พูดสื่อสารเล่าประสบการณ์และพูดแนะน า หรือพูดเชิญชวนให้ผู้อื่นปฏิบัติตามและมีมารยาทในการฟัง ดู และพูด สะกดค าและเข้าใจความหมายของค า ความแตกต่างของค าและพยางค์ หน้าที่ของค า ในประโยค มีทักษะการใช้พจนานุกรมในการค้นหาความหมายของค า แต่งประโยคง่าย ๆ แต่งค าคล้องจอง แต่งค าขวัญ และเลือกใช้ภาษาไทยมาตรฐานและภาษาถิ่นได้เหมาะสมกับกาลเทศะ เข้าใจและสามารถสรุปข้อคิดที่ได้จากการอ่านวรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อน าไปใช้ ในชีวิตประจ าวัน แสดงความคิดเห็นจากวรรณคดีที่อ่าน รู้จักเพลงพื้นบ้าน เพลงกล่อมเด็ก ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของท้องถิ่น ร้องบทร้องเล่นส าหรับเด็กในท้องถิ่น ท่องจ าบทอาขยานและ บทร้อยกรอง ที่มีคุณค่าตามความสนใจได้ จบชั้นประถมศึกษำปีที่ 6 อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองเป็นท านองเสนาะได้ถูกต้อง อธิบาย ความหมายโดยตรงและความหมายโดยนัยของค า ประโยค ข้อความ ส านวนโวหารจากเรื่องที่อ่าน เข้าใจค าแนะน า ค าอธิบายในคู่มือต่าง ๆ แยกแยะข้อคิดเห็นและข้อเท็จจริง รวมทั้งจับใจความส าคัญ ของเรื่องที่อ่านและน าความรู้ความคิดจากเรื่องที่อ่านไปตัดสินใจแก้ปัญหา ในการด าเนินชีวิตได้ มีมารยาทและมีนิสัยรักการอ่าน และเห็นคุณค่าสิ่งที่อ่าน มีทักษะในการคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัดและครึ่งบรรทัด เขียนสะกดค า แต่งประโยคและเขียนข้อความ ตลอดจนเขียนสื่อสารโดยใช้ถ้อยค าชัดเจนเหมาะสม ใช้แผนภาพ โครงเรื่องและแผนภาพความคิด เพื่อพัฒนางานเขียน เขียนเรียงความ ย่อความ จดหมายส่วนตัว
13 กรอกแบบรายการต่าง ๆ เขียนแสดงความรู้สึกและความคิดเห็น เขียนเรื่องตามจินตนาการ อย่างสร้างสรรค์ และมีมารยาทในการเขียน พูดแสดงความรู้ ความคิดเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและดู เล่าเรื่องย่อหรือสรุปจากเรื่องที่ฟัง และดู ตั้งค าถาม ตอบค าถามจากเรื่องที่ฟังและดู รวมทั้งประเมินความน่าเชื่อถือจากการฟังและดู โฆษณาอย่างมีเหตุผล พูดตามล าดับขั้นตอนเรื่องต่าง ๆ อย่างชัดเจน พูดรายงานหรือประเด็นค้นคว้า จากการฟัง การดู การสนทนา และพูดโน้มน้าวได้อย่างมีเหตุผล รวมทั้งมีมารยาทในการดูและพูด สะกดค าและเข้าใจความหมายของค า ส านวน ค าพังเพยและสุภาษิต รู้และเข้าใจ ชนิดและหน้าที่ของค าในประโยค ชนิดของประโยค และค าภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ใช้ค าราชา ศัพท์และค าสุภาพได้อย่างเหมาะสม แต่งประโยค แต่งบทร้อยกรองประเภทกลอนสี่ กลอนสุภาพ และกาพย์ยานี 11 เข้าใจและเห็นคุณค่าวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน เล่านิทานพื้นบ้าน ร้องเพลง พื้นบ้านของท้องถิ่น น าข้อคิดเห็นจากเรื่องที่อ่านไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง และท่องจ าบทอาขยาน ตามที่ก าหนดได้ จบชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 3 อ่านออกเสียงบท ร้อยแก้ วและบท ร้อยก รองเป็นท านองเสน าะได้ถูกต้อง เข้าใจความหมายโดยตรงและความหมายโดยนัย จับใจความส าคัญและรายละเอียดของสิ่งที่อ่าน แสดงความคิดเห็นและข้อโต้แย้งเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน และเขียนกรอบแนวคิด ผังความคิด ย่อความ เขียนรายงาน จากสิ่งที่อ่านได้ วิเคราะห์ วิจารณ์ อย่างมีเหตุผล ล าดับความอย่างมีขั้นตอนและ ความเป็นไปได้ของเรื่องที่อ่าน รวมทั้งประเมินความถูกต้องของข้อมูลที่ใช้สนับสนุนจากเรื่องที่อ่าน เขียนสื่อสารด้วยลายมือที่อ่านง่ายชัดเจน ใช้ถ้อยค าได้ถูกต้องเหมาะสมตามระดับภาษาเขียนค าขวัญ ค าคม ค าอวยพรในโอกาสต่าง ๆ โฆษณา คติพจน์ สุนทรพจน์ ชีวประวัติ อัตชีวประวัติและ ประสบการณ์ต่าง ๆ เขียนย่อความ จดหมายกิจธุระ แบบกรอกสมัครงาน เขียนวิเคราะห์ วิจารณ์ และแสดงความรู้ความคิด หรือโต้แย้งอย่างมีเหตุผล ตลอดจนเขียนรายงานการศึกษาค้นคว้าและ เขียนโครงงาน พูดแสดงความคิดเห็น วิเคราะห์ วิจารณ์ ประเมินสิ่งที่ได้จากการฟังและดูน าข้อคิด ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวัน พูดรายง านเรื่องหรือประเด็น ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า อย่างเป็นระบบมีศิลปะในการพูด พูดในโอกาสต่าง ๆ ได้ตรงตามวัตถุประสงค์ และพูดโน้มน้าว อย่างมีเหตุผล น่าเชื่อถือ รวมทั้งมีมารยาทในการฟัง ดู และพูด เข้าใจและใช้ค าราชาศัพท์ ค าบาลีสันสกฤต ค าภาษาต่างประเทศอื่น ๆ ค าทับศัพท์ และศัพท์บัญญัติในภาษาไทย วิเคราะห์ความแตกต่างในภาษาพูด ภาษาเขียน โครงสร้างของประโยค รวม ประโยคซ้อน ลักษณะภาษาที่เป็นทางการ กึ่งทางการและไม่เป็นทางการ และแต่งบทร้อยกรอง ประเภทกลอนสุภาพ กาพย์ และโคลงสี่สุภาพ
14 สรุปเนื้อหาวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน วิเคราะห์ตัวละครส าคัญ วิถีชีวิตไทย และคุณค่าที่ได้รับจากวรรณคดีวรรณกรรมและบทอาขยาน พร้อมทั้งสรุปความรู้ข้อคิด เพื่อน าไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง จบชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 6 อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองเป็นท านองเสนาะได้ถูกต้องและเข้าใจ ตีความ แปลความ และขยายความเรื่องที่อ่านได้ วิเคราะห์วิจารณ์เรื่องที่อ่าน แสดงความคิดเห็น โต้แย้งและเสนอความคิดใหม่จากการอ่านอย่างมีเหตุผล คาดคะเนเหตุการณ์จากเรื่องที่อ่าน เขียนกรอบแนวคิด ผังความคิด บันทึกย่อความ และเขียนรายงานจากสิ่งที่อ่าน สังเคราะห์ ประเมินค่า และน าความรู้ความคิดจากการอ่านมาพัฒนาตน พัฒนาการเรียน และพัฒนาความรู้ ทางอาชีพ และน าความรู้ความคิดไปประยุกต์ใช้แก้ปัญหาในการด าเนินชีวิต มีมารยาทและมีนิสัย รักการอ่าน เขียนสื่อสารในรูปแบบต่าง ๆ โดยใช้ภาษาได้ถูกต้องตรงตามวัตถุประสงค์ย่อความ จากสื่อที่มีรูปแบบและเนื้อหาที่หลากหลาย เรียงความแสดงแนวคิดเชิงสร้างสรรค์โดยใช้โวหารต่าง ๆ เขียนบันทึกรายงานการศึกษาค้นคว้าตามหลักการเขียนทางวิชาการ ใช้ข้อมูลสารสนเทศในการอ้างอิง ผลิตผลงานของตนเองในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งสารคดีและบันเทิงคดี รวมทั้งประเมินงานเขียนของผู้อื่น และน ามาพัฒนางานเขียนของตนเอง ตั้งค าถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและดู มีวิจารณญาณในการเลือก เรื่องที่ฟังและดู วิเคราะห์วัตถุประสงค์ แนวคิด การใช้ภาษา ความน่าเชื่อถือของเรื่องที่ฟังและดู ประเมินสิ่งที่ฟังและดูแล้วน าไปประยุกต์ใช้ในการด าเนินชีวิต มีทักษะการพูดในโอกาสต่าง ๆ ทั้งที่ เป็นทางการและไม่เป็นทางการโดยใช้ภาษาที่ถูกต้อง พูดแสดงทรรศนะ โต้แย้ง โน้มน้าว และเสนอ แนวคิดใหม่อย่างมีเหตุผล รวมทั้งมีมารยาทในการฟัง ดู และพูด เข้าใจธรรมชาติของภาษา อิทธิพลของภาษา และลักษณะของภาษาไทย ใช้ค า และกลุ่มค าสร้างประโยคได้ตรงตามวัตถุประสงค์ แต่งค าประพันธ์ประเภทกาพย์ โคลง ร่าย และฉันท์ ใช้ภาษาได้เหมาะสมกับกาลเทศะและใช้ค าราชาศัพท์และค าสุภาพได้อย่างถูกต้อง วิเคราะห์หลักการ สร้างค าในภาษาไทย อิทธิพลของภาษาต่างประเทศในภาษาไทยและภาษาถิ่น วิเคราะห์และประเมิน การใช้ภาษาจากสื่อสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ วิเคราะห์ วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมตามหลักการวิจารณ์วรรณคดีเบื้องต้น รู้และเข้าใจลักษณะเด่น ของวรรณคดีภูมิปัญญาทางภาษาและวรรณกรรมพื้นบ้าน เชื่อมโยงกับการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ และวิถีไทย ประเมินคุณค่าด้านวรรณศิลป์ และน าข้อคิดจากวรรณคดีและวรรณกรรมไปประยุกต์ใช้ ในชีวิตจริง จากที่กล่าวมาจะเห็นว่า หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย หลักการและความส าคัญของกลุ่มสาระภาษาไทย จุดมุ่งหมายของหลักสูตร สาระมาตรฐานการเรียนรู้ด้านวรรณคดีและวรรณกรรม ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง
15 คุณภาพของผู้เรียนมีความส าคัญต่องานวิจัยเป็นอย่างมาก เนื่องจากจะเป็นข้อก าหนดต่าง ๆ ที่เป็นมาตรฐานในการจัดการศึกษา อีกทั้งยังเป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้ให้เพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ ทางการศึกษาให้ผู้เรียนบรรลุเป้าหมายที่ผู้ท าวิจัยก าหนด 2. กำรจัดกำรเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) 2.1 ควำมหมำยของกำรจัดกำรสอนแบบกลุ่มร่วมมือ การจัดการเรียนการสอนแบบกลุ่มร่วมมือหรือร่วมมือกันเรียนรู้ (Cooperative Learning) ได้มีผู้ให้ความหมายไว้ดังนี้ บุญชม ศรีสะอาด (2541: 122) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ หมายถึง วิธีการ สอนที่มุ่งให้ผู้เรียนร่วมมือในการเรียน ซึ่งมีวิธีการดังนี้ 1. ครูสอนบทเรียน 2. นักเรียนกลุ่มละ 4 คน ท างานร่วมกันตามที่ครูก าหนด มีการเปรียบเทียบค าถาม ซักถาม ตรวจงานกัน 3. แนะให้คนเก่งในกลุ่มอธิบายแบบฝึกหัดให้เพื่อน 4. เมื่อเรียนจบบทเรียนให้นักเรียนทุกคนท าแบบทดสอบสั้น ๆ ด้วยตนเอง 5. ตรวจผลการสอบ หาค่าเฉลี่ยของแต่ละกลุ่ม 6. นักเรียนคนใดท าได้ดีขึ้นครูจะชมเชย และกลุ่มใดท าได้ดีขึ้นก็จะได้รับค าชมเชย พิมพ์พันธ์ เดชะคุปต์ (2544: 6) กล่าว่า การเรียนแบบร่วมมือ หมายถึง วิธีสอนแบบหนึ่ง โดยก าหนดให้นักเรียนที่มีความสามารถต่างกันท างานพร้อมกันเป็นกลุ่มขนาดเล็ก โดยทุกคน มีความรับผิดชอบงานของตนเองและงานส่วนรวม ร่วมกันมีปฏิสัมพันธ์กันและกัน มีทักษะการท างาน กลุ่ม เพื่อให้งานบรรลุเป้าหมาย ส่งผลให้เกิดความพอใจอันเป็นลักษณะเฉพาะของกลุ่มร่วมมือ สุวิทย์มูลค า และอรทัย มูลค า (2545: 134) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยจะหมายถึง กระบวนการเรียนรู้ที่จัดให้ผู้เรียนได้ร่วมมือและช่วยเหลือกันในการเรียนรู้โดย แบ่งกลุ่มผู้เรียนที่มีความสามารถต่างกันออกเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ซึ่งเป็นลักษณะการรวมกลุ่มอย่างมี โครงสร้างที่ชัดเจน มีการท างานร่วมกัน มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มีการช่วยเหลือพึ่งพาอาศัย ซึ่งกันและกัน มีความรับผิดชอบร่วมกันทั้งในส่วนตนและส่วนรวมเพื่อให้ตนเองและสมาชิกทุกคน ในกลุ่มประสบความส าเร็จตามเป้าหมายที่ก าหนดไว้ บุญน า เทียงดี (2548: 17) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ หมายถึง การจัด สภาพแวดล้อมทางการเรียน โดยให้นักเรียนที่มีความสามารถแตกต่างกันและเพศต่างกันเรียนร่วมกัน เป็นกลุ่มเล็ก ๆ โดยทุกคนมีส่วนร่วมในการเรียนร่วมกัน ท ากิจกรรมและเปลี่ยนความคิดเห็น และร่วมกันแก้ปัญหาความส าเร็จของกลุ่มเกิดจากความรับผิดชอบของแต่ละคนในกลุ่ม แคทรียา ใจมูล (2550: 10) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ หมายถึง การจัด การเรียนการสอนที่แบ่งผู้เรียนออกเป็นกลุ่มเล็ก ๆ สมาชิกในกลุ่มมีความสามารถแตกต่างกัน
16 มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มีการช่วยเหลือสนับสนุนซึ่งกันและกัน และมีความรับผิดชอบร่วมกัน ทั้งในส่วนตนและส่วนรวม เพื่อให้กลุ่มได้รับความส าเร็จตามเป้าหมายที่ก าหนด จอห์นสัน และจอห์นสัน (Johnson and Johnson, 1978 อ้างถึงใน บัญญัติช านาญกิจ, ๒๕๕๕) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ หมายถึง การสอนที่จัดประสบการณ์การเรียนรู้ ให้ผู้เรียนเป็นกลุ่มเล็ก กลุ่มละประมาณ 3 - 5 คน โดยสมาชิกในกลุ่มมีความแตกต่างกันทางด้านเพศ เชื้อชาติ ความสามารถทางการเรียน ฯลฯ ผู้เรียนแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รับผิดชอบการท างานของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มร่วมกัน จากความหมายของการเรียนรู้แบบร่วมมือที่นักการศึกษากล่าวไว้ สรุปได้ว่า การเรียนรู้ แบบร่วมมือเป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนได้ท างานร่วมกันเป็นกลุ่ม ๆ ละ 4 - 5 คน โดยผู้เรียนในกลุ่มมีความสามารถที่แตกต่างกัน โดยประกอบด้วยสมาชิกที่เป็นคนเก่ง ปานกลาง และ อ่อนจนเกิดการเรียนรู้จากการแลกเปลี่ยน การรับผิดชอบต่อกิจกรรมที่กลุ่มได้รับมอบหมายจนเกิด ความส าเร็จ ซึ่งถือเป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญให้ผู้เรียนได้ฝึกการสื่อสาร ช่วยเหลือ และมีรางวัลเป็นแรงจูงใจจนประสบความส าเร็จ 2.2 ลักษณะส ำคัญของกำรเรียนรู้แบบร่วมมือ วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2542: 42 - 43) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นการจัดสภาพแวดล้อมทางการเรียนให้แก่ผู้เรียนได้เรียนรู้ ร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก แต่ละกลุ่มประกอบด้วยสมาชิกที่มีความสามารถแตกต่างกัน โดยแต่ละคน มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการเรียนรู้ และในความส าเร็จของแต่ละกลุ่ม ทั้งโดยการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็น การแบ่งปันทรัพยากรการเรียนรู้ รวมทั้งเป็นก าลังใจให้กันและกัน คนที่เรียนเก่ง จะช่วยเหลือคนที่เรียนอ่อนกว่าสมาชิกในกลุ่มไม่เพียงแต่รับผิดชอบต่อการเรียนของตนเท่านั้น หากแต่จะต้องร่วมรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของเพื่อนสมาชิกทุกคนในกลุ่ม ความส าเร็จ ของแต่ละบุคคลคือความส าเร็จของกลุ่ม ซึ่งองค์ประกอบส าคัญของการเรียนรู้แบบร่วมมือ มีดังนี้ 1. ประสบการณ์เป็นขั้นตอนที่ครูผู้สอนพยายามกระตุ้นให้ผู้เรียนน าประสบการณ์เดิม ของตนออกมาใช้ในการเรียน แบ่งปันประสบการณ์ของตนกับเพื่อน ๆ ที่อาจจะมีประสบการณ์คล้าย หรือแตกต่างกัน 2. การสะท้อนความคิดและอภิปราย เป็นขั้นตอนที่ผู้เรียนได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น และความรู้สึกของตนเอง แลกเปลี่ยนกับสมาชิกในกลุ่ม ซึ่งครูผู้สอนจะเป็นผู้ก าหนดประเด็นวิเคราะห์ วิจารณ์ ผู้เรียนจะได้เรียนรู้ถึงความคิด ความรู้สึกของผู้อื่น ซึ่งแตกต่างไปจากตนซึ่งจะช่วยให้เกิดการ เรียนรู้ที่กว้างขึ้น และผลของการสะท้อนความคิดเห็นหรืออภิปรายจะท าให้ได้ข้อสรุปที่หลากหลาย และผู้เรียนได้เรียนรู้การท างานเป็นทีม 3. ความเข้าใจและเกิดความคิดรวบยอด เป็นขั้นตอนการสร้างความเข้าใจและน าไปสู่ การเกิดความคิดรวบยอด อาจจะเกิดขึ้นโดยผู้เรียนเป็นฝ่ายริเริ่มและครูช่วยเติมแต่งให้สมบูรณ์หรือ ครูอาจน าทางแล้วผู้เรียนสานต่อจนความคิดนั้นสมบูรณ์เป็นความคิดรวบยอด
17 4.การทดลองหรือประยุกต์แนวคิด เป็นขั้นตอนที่ผู้เรียนที่ได้รับความรู้ที่เกิดขึ้นใหม่ ไป ประยุกต์ใช้ในลักษณะหรือสถานการณ์ต่าง ๆ จนเกิดเป็นแนวทางปฏิบัติของผู้เรียนเอง สุวิทย์ มูลค า และอรทัย มูลค า (2546: 134 - 135) ได้กล่าวถึงการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือว่ามีองค์ประกอบส าคัญ ดังนี้ 1. การมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันในทางบวก หมายถึง การที่สมาชิกในกลุ่ม มีการท างานอย่างมีเป้าหมายร่วมกัน มีการแข่งขันมีการใช้วัสดุอุปกรณ์และข้อมูลต่าง ๆ ร่วมกัน มีบทบาทหน้าที่และประสบความส าเร็จร่วมกัน รวมทั้งได้รับผลประโยชน์หรือรางวัลโดยเท่าเทียมกัน 2. การปฏิบัติสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดระหว่างการท างานกลุ่ม เป็นการเปิดโอกาสให้ สมาชิกในกลุ่มแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน อธิบายความรู้ให้แก่เพื่อนสมาชิกในกลุ่มฟังและ มีการให้ข้อมูลย้อนกลับซึ่งกันและกัน 3. การตรวจสอบความรับผิดชอบของสมาชิกแต่ละคน เป็นกิจกรรมที่ตรวจเช็กหรือ ทดสอบให้มั่นใจว่าสมาชิกมีความรับผิดชอบต่องานกลุ่มหรือไม่เพียงใดโดยสามารถที่จะทดสอบ เป็นรายบุคคล เช่น การสังเกต การท างาน การสุ่มถามปากเปล่า เป็นต้น 4. การใช้ทักษะระหว่างบุคคลและทักษะการท างานกลุ่ม ในการเรียนรู้แบบร่วมมือนี้ เพื่อให้งานประสบผลส าเร็จ ผู้เรียนควรจะได้รับการฝึกฝนทักษะระหว่างบุคคลและทักษะการท างาน กลุ่ม เช่น ทักษะการสื่อสาร ทักษะการเป็นผู้น าทักษะการตัดสินใจและการแก้ปัญหา และทักษะ กระบวนการกลุ่ม เป็นต้น 5. กระบวนการกลุ่มเป็นกระบวนการที่มีขั้นตอน ซึ่งสมาชิกแต่ละคนจะต้องท าความ เข้าใจในเป้าหมายการท างาน มีการวางแผนด าเนินงานตามแผน ประเมินผลงานและปรับปรุงงาน ร่วมกัน จอห์นสัน และจอห์นสัน (Johnson and Johnson. 1978 อ้างถึงใน บัญญัติ ช านาญกิจ. ๒๕๕๕) กล่าวถึง ลักษณะส าคัญของการเรียนแบบร่วมมือไว้ 5 ประการ ดังนี้ 1. การสร้างความรู้สึกพึ่งพากันทางบวกให้เกิดขึ้นในกลุ่มนักเรียน (Positive Interdependence) วิธีการที่ท าให้นักเรียนเกิดความรู้สึกพึ่งพากัน จะต้องจัดกิจกรรมการเรียน การสอนให้มีการพึ่งพากันในด้านการได้รับประโยชน์จากความส าเร็จของกลุ่มร่วมกัน เช่น รางวัลหรือ คะแนนและพึ่งพากันในด้านกระบวนการท างาน เพื่อให้งานกลุ่มสามารถบรรลุได้ตามเป้าหมาย โดยมีการก าหนดบทบาทของแต่ละคนที่เท่าเทียมกันและสัมพันธ์ต่อกันจึงจะท าให้งานส าเร็จ และการแบ่งงานให้นักเรียนแต่ละคนในกลุ่มให้มีลักษณะที่ต่อเนื่องกัน ถ้าขาดสมาชิกคนใดจะท าให้ งานด าเนินต่อไปไม่ได้ 2. การมีปฏิสัมพันธ์ที่ส่งเสริมกันระหว่างนักเรียน (Face-to-facePromotive Interaction) คือ นักเรียนในแต่ละกลุ่มจะมีการอภิปราย อธิบาย ซักถาม แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งกันและกัน เพื่อให้สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มเกิดการเรียนรู้ และการเรียนรู้เหตุผลซึ่งกันและกัน ให้ข้อมูลย้อนกลับเกี่ยวกับการท าง านของตน สมาชิกในกลุ่มมีการช่วยเหลือ สนับสนุน
18 กระตุ้น ส่งเสริมและให้กาลังใจซึ่งกันและกัน ในการท างานและการเรียนเพื่อให้ประสบผลส าเร็จบรรลุ เป้าหมายของกลุ่ม 3. ความรับผิดชอบของสมาชิกแต่ละบุคคล ( Individual Accountability) ได้แก่ ความรับผิดชอบในก ารเ รียนรู้ของสม าชิกแต่ละคน โดยต้องท าง านที่ได้รับมอบหมาย อย่างเต็มความสามารถ ต้องรับผิดชอบในผลการเรียนของตนเองและของเพื่อนสมาชิกในกลุ่ม ทุกคนในกลุ่มจะรู้ว่าใครต้องการความช่วยเหลือ ส่งเสริมสนับสนุนในเรื่องใด มีการกระตุ้นกนและกัน ให้ท างานที่ได้รับ มอบหมายให้สมบูรณ์ มีการตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจวานักเรียนเกิดการเรียนรู้ เป็นรายบุคคลหรือไม่โดย สมาชิกทุกคนในกลุ่มต้องมีความมั่นใจ และพร้อมที่จะได้รับการทดสอบ เป็นรายบุคคลเพื่อเป็นการประกันว่าสมาชิกทุกคนในกลุ่มมีความรับผิดชอบร่วมกันกับกลุ่ม 4. ทักษะระหว่างบุคคลและทักษะการท างานกลุ่มย่อย (Interpersonal and Small Group Skills) การท างานกลุ่มย่อยจะต้องได้รับการฝึกฝนทักษะทางสังคมและทักษะในการท างาน กลุ่มเพื่อให้สามารถท างานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ดังนั้นนักเรียนควรจะต้องท าความรู้จักกัน เรียนรู้ลักษณะนิสัยและสร้างความไว้วางใจต่อกันและกัน รับฟังและยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น อย่างมี เหตุผล รู้จักติดต่อสื่อสาร และสามารถตัดสินใจแก้ปัญหาข้อขัดแย้งในการท างานร่วมกัน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 5. กระบวนการกลุ่ม (Group Process) เป็นกระบวนการท างานที่มีขั้นตอนหรือวิธีการ ที่จะช่วยให้การด าเนินงานของกลุ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมายได้ โดยสมาชิกกลุ่ม ต้องท าความเข้าใจในเป้าหมายการท างานวางแผนปฏิบัติงานและด าเนินงานตามแผนร่วมกัน และ ที่ส าคัญจะต้องมีการประเมินผลงานของกลุ่ม ประเมินกระบวนการท างานกลุ่ม ประเมินบทบาทของ สมาชิกว่าสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มสามารถปรับปรุงการท างานของตนให้ดีขึ้นได้อย่างไร สมาชิกทุกคน ในกลุ่ม ช่วยกันแสดงความคิดเห็น และตัดสินใจว่าควรมีการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงอะไรและ อย่างไร ดังนั้นกระบวนการกลุ่มจะเป็นเครื่องมือที่ส าคัญที่น าไปสู่ความส าเร็จของกลุ่ม สลาวิน (Slavin. 1990: 4 – 20 อ้างถึงใน ศิริลักษณ์ นาควิสุทธิ์. ๒๕๔๘) ได้กล่าวถึง ลักษณะส าคัญของการเรียนแบบร่วมมือไว้ 6 ประการ ดังนี้ 1. เป้าหมายของกลุ่ม (Group Goals) หมายถึง กลุ่มมีเป้าหมายร่วมกัน คือ การยอมรับผลงานของกลุ่ม 2. การรับผิดชอบเป็นบุคคล (Individual Accountability) หมายถึง ความส าเร็จของ กลุ่มซึ่งขึ้นอยู่กับผลการเรียนรู้รายบุคคลของสมาชิกในกลุ่ม และงานพิเศษที่ได้รับผิดชอบ เป็นรายบุคคลผล ของการประเมินรายบุคคลจะมีผลต่อคะแนนความส าเร็จของกลุ่ม 3. โอกาสในความส าเร็จเท่าเทียมกัน (Equal Opportunities for Success) หมายถึง การที่นักเรียนได้รับโอกาสที่จะท าคะแนนให้กับกลุ่มของตนได้เท่าเทียมกัน 4. การแข่งขันเป็นทีม (Team Competition) การเรียนแบบร่วมมือจะมีการแข่งขัน ระหว่างทีมซึ่งหมายถึงการสร้างแรงจูงใจให้เกิดขึ้นภายในทีม
19 5. งานพิเศษ (Task Specialization) หมายถึง การออกแบบของงานย่อย ๆ ของ แต่ละกลุ่มให้นักเรียนแต่ละคนรับผิดชอบ ซึ่งนักเรียนแต่ละคนจะเกิดความภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือกลุ่ม ของตนให้ประสบผลส าเร็จ ลักษณะงานจะเป็นการพึ่งพาซึ่งกันและกัน มีการตรวจสอบความถูกต้อง 6. การดัดแปลงความต้องการของแต่ละบุคคลได้อย่างให้เหมาะสม (Adaptation to Individual Needs) หมายถึง การเรียนแบบร่วมมือแต่ละประเภทจะมีบางประเภทได้ดัดแปลง การสอนให้เหมาะกับความต้องการของแต่ละบุคคล พิมพ์พันธ์ เดชะคุปต์ (2544: 6) กล่าวถึงลักษณะส าคัญของการเรียนแบบร่วมมือไว้ 6 ข้อ ดังนี้ 1. องค์ประกอบของกลุ่มประกอบด้วย ผู้น าสมาชิกและกระบวนการกลุ่ม 2. สมาชิกมีตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป 3. กลุ่มประกอบด้วยสมาชิกที่มีความสามารถทางการเรียน เพศ และเชื้อชาติคละกัน 4. สมาชิกทุกคนต้องมีบทบาทหน้าที่ชัดเจนและท างานไปพร้อม ๆ กัน รวมทั้ง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคละกัน 5. สมาชิกทุก ๆ คน ต้องมีความรับผิดชอบร่วมกัน 6. คะแนนของกลุ่มคือคะแนนที่ได้จากคะแนนสมาชิกแต่ละคนร่วมกัน จากลักษณะส าคัญของการเรียนรู้แบบร่วมมือดังกล่าวที่นักการศึกษาได้เสนอไว้นั้น สรุปได้ว่า ในการเรียนรู้แบบร่วมมือผู้เรียนจะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ความคิดเห็นการได้ช่วยเหลือกัน ภายในกลุ่ม นักเรียนที่เก่งจะได้ฝึกความเป็นผู้น า นักเรียนที่เรียนปานกลางจะได้พัฒนาตนเองและ นักเรียนที่เรียนอ่อนจะมีความพยายามจากการช่วยเหลือของเพื่อน จนท าให้มีความเข้าใจและ สามารถแก้ปัญหาอย่างมีล าดับขั้นตอนได้ และเกิดความสามัคคี ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจร่วมกัน ในหมู่คณะ โดยต้องอาศัยหลักพื้นฐาน 5 ประการ คือ 1. การพึ่งพาอาศัยกันเชิงบวก ซึ่งหมายถึง การร่วมมือร่วมใจกันภายในกลุ่มเพื่อให้ ผลงานของกลุ่มนั้นประสบความส าเร็จ 2. การปฏิสัมพันธ์กันโดยตรง ซึ่งหมายถึง การแลกเปลี่ยนความคิดซึ่งกันและกันและ ยอมรับในความคิดของสมาชิกที่อยู่ภายในกลุ่มเพื่อคัดเลือกในสิ่งที่ถูกต้องที่สุด 3. การมีความรับผิดชอบในกลุ่ม หมายถึง ความส าเร็จของสมาชิกทุกคนภายในกลุ่มที่มี ความรู้และความเข้าใจ มีความรับผิดชอบในภาระงานที่ได้รับมอบหมายครบทุกคน 4. การมีทักษะในความสัมพันธ์กลับกลุ่มเล็กและผู้อื่น หมายถึง ความสามารถในการ ติดต่อสื่อสารสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ โดยมีลักษณะของการเป็นผู้น า ผู้ตามสามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ โดย มีสมาชิกภายในกลุ่มร่วมกันแก้ปัญหา ซึ่งน าไปสู่การไว้วางใจและการยอมรับในการตัดสินใจของกลุ่ม ในที่สุด 5. การมีกระบวนการกลุ่ม หมายถึง นักเรียนซึ่งเป็นสมาชิกในกลุ่มสามารถใช้ทักษะ ทางสังคม วิเคราะห์การท างานของกลุ่มจนสามารถแก้ไขปัญหาได้
20 2.3 ขั้นตอนกำรจัดกำรเรียนรู้แบบร่วมมือ วัฒนาพร ระงับทุกข์(2542: 35) ได้กล่าวถึงขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือไว้ ๕ ขั้นตอน ดังนี้ 1. ขั้นเตรียม กิจกรรมในขั้นเตรียมประกอบด้วย ครูแนะน าทักษะในการเรียนรู้ร่วมกัน จะจัดจัดเป็นกลุ่มย่อยประมาณ 2 - 6 คน ครูควรแนะน าเกี่ยวกับระเบียบของกลุ่มบทบาทหน้าที่ของ สมาชิกกลุ่มแจ้งวัตถุประสงค์ของบทเรียนและการท ากิจกรรมร่วมกัน และการฝึกฝนทักษะพื้นฐาน จ าเป็นส าหรับการท ากิจกรรมกลุ่ม 2. ขั้นสอน ครูน าเข้าสู่บทเรียน และแนะน าเนื้อหา แนะน าแหล่งข้อมูลและมอบหมาย งานให้นักเรียนแต่ละกลุ่ม 3. ขั้นท ากิจกรรมกลุ่ม นักเรียนเรียนรู้ร่วมกันในกลุ่มย่อย โดยที่แต่ละคนมีบทบาท ตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มจะได้ร่วมกันรับผิดชอบต่อผลงานของกลุ่ม ในขั้นนี้ครูจะก าหนดให้นักเรียนใช้เทคนิคต่าง ๆ กัน เช่น Jigsaw, TGT, STAD, TIA, GT, LT, CIRC,CO-op-Coop เป็นต้น เพราะเทคนิควิธีการแต่ละครั้งที่ใช้จะต้องเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ ในการเรียนแต่ละเรื่องในการเรียนแต่ละครั้งอาจต้องใช้เทคนิคการเรียนแบบร่วมมือหลาย ๆ เทคนิค ประกอบกันเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการเรียน 4. ขั้นตรวจสอบผลงานและทดสอบ ในขั้นนี้เป็นการตรวจสอบว่าผู้เรียนได้ปฏิบัติหน้าที่ ครบ ถ้วนแล้วหรือยัง ผลการปฏิบัติเป็นอย่างไร เน้นการตรวจสอบผลงานกลุ่มและรายบุคคล ในบาง กรณีผู้เรียนอาจต้องซ่อมเสริมส่วนที่ยังขาดบกพร่องต่อจากนั้นเป็นการทดสอบความรู้ 5. ขั้นสรุปบทเรียนและประเมินผลการท างานกลุ่ม ครูและผู้เรียนช่วยกนสรุปบทเรียน ถ้ามีสิ่งที่ผู้เรียนยังไม่เข้าใจครูควรอธิบายเพิ่มเติม ครูและนักเรียนช่วยกันประเมินผลการท างาน และ พิจารณาวาอะไรคือจุดเด่นของงานและอะไรคือสิ่งที่ควรปรับปรุงแก้ไข ปาริชาต สมใจ (2549: 50) กล่าวถึงขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ไว้ดังนี้ 1. ขั้นน า ครูแจ้งจุดประสงค์ในการเรียนหรือทบทวนเนื้อหาเดิมที่มีความสัมพันธ์ เกี่ยวข้องกับเนื้อหาใหม่ที่จะเรียนในชั่วโมง 2. ขั้นน าเสนอบทเรียนต่อทั้งชั้น ในขั้นนี้จะเป็นการสอนเนื้อหาสาระโดยใช้สื่อต่าง ๆ โดยประกอบการสอนและใช้รูปแบบการสอนต่าง ๆ หลักการทฤษฎีการสอน โดยเลือกให้เหมาะสมกับ เนื้อหาแต่ละชั่วโมงซึ่งน าเสนอโดยครูผู้สอน จากนั้นผู้เรียนจะมีการปรึกษาหารือและอธิบายความรู้แก่ กัน หากมีสมาชิกในกลุ่มคนใดยังไม่เข้าใจเนื้อหาที่ครูได้เสนอไปแล้วนั้น เพื่อนในกลุ่มต้องรับผิดชอบ สอนเพื่อนคนนั้นให้เข้าใจ ทั้งนี้เพราะหลังจากที่ได้เรียนจบเนื้อหาแล้วครูจะท าการทดสอบ วัดความก้าวหน้าของกลุ่มจากความสามารถของสมาชิกแต่ละคนจึงไม่ควรมีสมาชิกคนใด ที่ไม่เข้าใจ
21 3. ขั้นแยกกลุ่มย่อย ในแต่ละกลุ่มจะประกอบด้วยสมาชิก จ านวน 4 คน โดยที่สมาชิก ของกลุ่มจะคละความสามารถและเพศ ดังนั้นในกลุ่มหนึ่ง ๆ จะประกอบไปด้วยนักเรียนที่เก่ง 1 คน เรียนปานกลาง 2 คน และเรียนอ่อน 1 คน 4. ขั้นทดสอบย่อย หลักจากที่ได้ศึกษาเนื้อหาสาระและร่วมมือกันแก้ปัญหาต่าง ๆ ทุกชั่วโมงจะมีการทดสอบย่อย โดยผู้เรียนแต่ละคนจะต้องท าแบบทดสอบด้วยตนเองไม่มี การช่วยเหลือกัน เหมือนขณะปฏิบัติกิจกรรม ทุกคนจะต้องท าคะแนนให้ดีที่สุดเพราะคะแนนของ ทุกคนในกลุ่มจะถูก น ามาเฉลี่ยเป็นคะแนนของกลุ่ม การคิดค านวณคะแนนความก้าวหน้าของ แต่ละบุคคลและของกลุ่มจะ เริ่มวัดตั้งแต่ชั่วโมงแรกที่มีการจัดการเรียนรู้ ภาวินีค าชารี(2550: 30) กล่าวถึงขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ไว้ดังนี้ 1. ขั้นเตรียม ประกอบด้วย ครู เป็นที่ปรึกษาให้ค าแนะน าถึงบทบาทของนักเรียน การแบ่งกลุ่มการเรียน การแจ้งวัตถุประสงค์ของการเรียนในแต่ละบทเรียนแต่ละคาบและฝึกฝนทักษะ พื้นฐานที่จ าเป็นส าหรับการท ากิจกรรมกลุ่ม 2. ขั้นสอน ครูจะท าการสอนในรูปแบบกิจกรรมการเรียนการสอนที่ประกอบด้วย การน าเข้าสู่ บทเรียน แนะน าเนื้อหา แนะน าแหล่งข้อมูล และมอบหมายงานให้นักเรียนในแต่ละกลุ่ม ซึ่งจะได้รับงานเป็นชุด เพื่อฝึกให้มีความรับผิดชอบในเรื่องการแบ่งปันให้กับสมาชิกในกลุ่ม 3. ขั้นท ากิจกรรมกลุ่ม นักเรียนแต่ละคนจะมีบทบาทหน้าที่ในการท ากิจกรรมกลุ่ม ตามที่ ได้รับมอบหมาย และจะช่วยเหลือกันท าให้เกิดการเสริมแรงและการสนับสนุนกัน 4. ขั้นตรวจสอบผลงานและทดสอบ เป็นการตรวจสอบว่าผู้เรียนได้ปฏิบัติหน้าที่ ครบถ้วนหรือไม่ ผลการปฏิบัติเป็นอย่างไร เน้นการตรวจสอบผลงานกลุ่มและรายบุคคล ต่อจากนั้น เป็นการทดสอบ 5. ขั้นสรุปบทเรียนและประเมินผลการท างานกลุ่ม ครูและนักเรียนช่วยกันสรุปบทเรียน ถ้ามีสิ่งที่ผู้เรียนยังไม่เข้าใจ ครูควรอธิบายเพิ่มเติมและช่วยกันประเมินผลการท างานกลุ่มหาจุดเด่น สิ่งที่ควรปรับปรุงแก้ไข จากขั้นตอนการเรียนรู้แบบร่วมมือที่นักการศึกษาได้กล่าวไว้ สรุปได้ว่า การจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือ มีขั้นตอนที่ส าคัญสรุปได้ดังนี้ 1. ขั้นเตรียมการ ผู้สอนชี้แจงจุดประสงค์ของบทเรียน ผู้สอนจัดกลุ่มผู้เรียนเป็นกลุ่ม ย่อย กลุ่มละประมาณไม่เกิน 6 คน มีสมาชิกที่มีความสามารถแตกต่างกัน ผู้สอนแนะน าวิธีการท างาน กลุ่ม และบทบาทของสมาชิกในกลุ่ม 2. ขั้นสอน ผู้สอนน าเข้าสู่บทเรียน บอกปัญหาหรืองานที่ต้องการให้กลุ่มแก้ไข หรือ คิดวิเคราะห์หาค าตอบ ผู้สอนแนะน าแหล่งข้อมูลค้นคว้า หรือให้ข้อมูลพื้นฐานส าหรับการคิดวิเคราะห์ ผู้สอนมอบหมายงานที่กลุ่มต้องท าให้ชัดเจน 3. ขั้นท ากิจกรรมกลุ่ม ผู้เรียนร่วมมือกันท างานตามบทบาทหน้าที่ที่ได้รับทุกคนร่วม รับผิดชอบร่วมคิด ร่วมแสดงความคิดเห็น การจัดกิจกรรมในขั้นนี้ครูควรใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบ
22 ร่วมแรงร่วมใจ ที่น่าสนใจและเหมาะสมกับผู้เรียน เช่น การเล่าเรื่องรอบวง มุมสนทนาคู่ตรวจสอบ คู่คิด ฯลฯ ผู้สอนสังเกตการท างานของกลุ่ม คอยเป็นผู้อ านวยความสะดวกให้ความกระจ่างในกรณี ที่ผู้เรียนสงสัยต้องการความช่วยเหลือ 4. ขั้นตรวจสอบผลงานและทดสอบ ขั้นนี้ผู้เรียนจะรายงานผลการท างานกลุ่ม ผู้สอนและเพื่อนกลุ่มอื่นอาจซักถามเพื่อให้เกิดความกระจ่างชัดเจน เพื่อเป็นการตรวจสอบผลงานของ กลุ่มและรายบุคคล 5. ขั้นสรุปบทเรียนและประเมินผลการท างานกลุ่ม ขั้นนี้ผู้สอนและผู้เรียนช่วยกันสรุป บทเรียน ผู้สอนควรช่วยเสริมเพิ่มเติมความรู้ ช่วยคิดให้ครบตามเป้าหมายการเรียนที่ก าหนดไว้และ ช่วยกันประเมินผลการท างานกลุ่มทั้งส่วนที่เด่นและส่วนที่ควรปรับปรุงแก้ไข 2.4 ข้อดีและประโยชน์ของกำรจัดกำรเรียนรู้แบบร่วมมือ การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือนั้นมุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดความรู้จากความร่วมมือกันของ สมาชิกภายในกลุ่ม ซึ่งมีนักการศึกษากล่าวถึงประโยชน์ของการจัดการเรียนรูปแบบร่วมมือไว้ดังนี้ ทิศนา แขมมณี (2545: 101 - 102) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือไว้ดังนี้ 1. มีความพยายามที่จะบรรลุเป้าหมายมากขึ้น (Greater Efforts to Achieve) การเรียนรู้แบบร่วมมือช่วยให้ผู้เรียนมีความพยายามที่จะเรียนรู้ให้บรรลุเป้าหมาย เป็นผลท าให้ ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนสูงขึ้นและผลงานมากขึ้นการเรียนรู้จึงมีความคงทนมากขึ้น (Long-term Retention) มีแรงจูงใจภายในและแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ มีการใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้เหตุผล ดีขึ้นและคิดอย่างมีวิจารณญาณมากขึ้น 2. มีความสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนดีขึ้น (More Positive Relationship among Students) การเรียนรู้แบบร่วมมือช่วยให้ผู้เรียนมีน้ าใจนักกีฬามากขึ้น ใส่ใจในผู้อื้นมากขึ้น เห็นคุณค่าของความ แตกต่าง ความหลากหลาย การประสานสัมพันธ์และการรวมกลุ่ม 3. มีสุขภาพจิตดีขึ้น (Greater Psychological Health) การเรียนรู้แบบร่วมมือช่วยให้ ผู้เรียนมีสุขภาพจิตทีดีขึ้น มีความรู้สึกที่ดีเกี่ยวกับตนเองและมีความเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้น นอกจากนั้นยังช่วยพัฒนาทักษะทางสังคม และความสามารถในการเผชิญกับความเครียดและ ความผันแปรต่าง ๆ อุไรรัตน์ ธุระสุข (2550: 26) ได้สรุปถึงประโยชน์ของการจัดการเรียนรูปแบบร่วมมือ ว่า 1. ช่วยเสริมสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ดี ผู้เรียนทุกคนในกลุ่มช่วยเหลือหรือ แลกเปลี่ยน และให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน ในบรรยากาศที่เป็นกันเองและเปิดเผย สมาชิกในกลุ่ม ทุกคนกล้าถามค าถามที่ตนไม่เข้าใจบรรยากาศเช่นนี้น าไปสู่การอภิปรายซักถามทั้งภายในชั้นและ นอกชั้นเรียนอันน าไปสู่การเรียนรู้แบบไร้พรมแดน
23 2. ก่อให้เกิดการเรียนรู้ในกลุ่มย่อย การแบ่งผู้เรียนเป็นกลุ่มจะเป็นการเปิดโอกาสให้ ผู้เรียนได้พูดคุย อภิปราย ซักถาม จนเกิดความเข้าใจอย่างชัดเจน คนที่เรียนเก่งสามารถช่วยเหลือ คนที่เรียนอ่อนกว่าให้ตามเพื่อนทัน 3.ช่วยลดปัญหาความมีระเบียบวินัยในชั้นเรียน ผู้เรียนจะให้ก าลังใจยอมรับและร่วมมือ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สมาชิกในกลุ่มทุกคนจะรับผิดชอบในความส าเร็จของกลุ่ม จึงจ าเป็น ต้องร่วมมือกันพัฒนาเสริมสร้างพฤติกรรมที่พึงประสงค์ให้เกิดขึ้นในกลุ่ม 4. ช่วยกระชับคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยของทั้งห้องเรียน เมื่อผู้เรียนเก่ง จะช่วยเหลือผู้เรียนอ่อน เขาจะเรียนรู้ความคิดรวบยอดของสิ่งที่ก าลังเรียนได้ชัดเจนขึ้นขณะที่ผู้เรียน อ่อนสามารถเรียนรู้จากเพื่อนที่ใช้ภาษาใกล้เคียงกันได้ง่ายกว่าการเรียนกับครู 5. ส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ได้ศึกษาค้นคว้าท างานและ การแก้ปัญหาด้วยตนเอง และมีอิสระทีจะเลือกวิธีการเรียนรู้ด้วยตนเอง 6. ผู้เรียนที่มี่ประสบการณ์ในการเรียนรู้แบบร่วมมือ จะมีทักษะในการบริหารจัดการซึ่ง เป็นผู้น าการแก้ปัญหา การมีมนุษยสัมพันธ์และสื่อสารความหมาย 7. การเรียนรู้แบบร่วมมือช่วยผู้เรียนให้ออกไปใช้ชีวิตในโลกของความเป็นจริงซึ่งเป็น โลกที่ต้องอาศัยความร่วมมือมากกว่าการแข่งขัน จอห์นสันและจอห์นสัน (Johnson and Johnson.1978: 27 - 30 อ้างถึงในบัญญัติ ช านาญกิจ. ๒๕๕๕) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการเรียนแบบร่วมมือไว้ สรุปได้ 9 ประการ ดังนี้ 1. นักเรียนเก่งที่เข้าใจค าสอนของครูได้ดี จะเปลี่ยนค าสอนของครูเป็นภาษาพูดของ นักเรียนแล้วอธิบายให้เพื่อนฟังได้และท าให้เพื่อนเข้าใจได้ดีขึ้น 2. นักเรียนที่ท าหน้าที่อธิบายบทเรียนให้เพื่อนฟังจะเข้าใจบทเรียนได้ดีขึ้น 3. การสอนเพื่อนเป็นการสอนแบบตัวต่อตัว ท าให้นักเรียนได้รับความเอาใจใส่และ มีความสนใจมากยิ่งขึ้น 4. นักเรียนทุกคนต่างก็พยายามช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพราะครูคิดคะแนนเฉลี่ยของ ทั้งกลุ่มด้วย 5. นักเรียนทุกคนเข้าใจดีว่าคะแนนของตน มีส่วนช่วยเพิ่มหรือลดค่าเฉลี่ยของกลุ่ม ดังนั้นทุกคนต้องพยายามปฏิบัติหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้กลุ่มประสบ ความส าเร็จ 6. นักเรียนทุกคนมีโอกาสฝึกทักษะทางสังคม มีเพื่อนร่วมกลุ่มและเป็นการเรียนรู้ วิธีการท างานเป็นกลุ่ม ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากเมื่อเข้าสู่ระบบการท างานอันแท้จริง 7. นักเรียนได้มีโอกาสเรียนรู้กระบวนการกลุ่ม เพราะในการปฏิบัติงานร่วมกันนั้น ก็ต้องมีการทบทวนกระบวนการท างานของกลุ่มเพื่อให้ประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน หรือคะแนนของ กลุ่มดีขึ้น
24 8. นักเรียนเก่งจะมีบทบาททางสังคมในชั้นมากขึ้น เขาจะรู้สึกว่าเขาไม่ได้เรียนหรือ หลบไปท่องหนังสือเฉพาะตน เพราะเขาต้องมีหน้าที่ต่อสังคมด้วย 9. ในการตอบค าถามในห้องเรียน หากตอบผิดเพื่อนจะหัวเราะ แต่เมื่อท างานเป็นกลุ่ม นักเรียนจะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ถ้าหากตอบผิดก็ถือว่าผิดทั้งกลุ่มคนอื่น ๆ อาจจะให้ ความช่วยเหลือบ้าง ท าให้นักเรียนในกลุ่มมีความผูกพันกันมากขึ้น อาเรนด์ส (Arends. 1994: 345 – 346 อ้างถึงใน พิมพ์พันธ์ เดชะคุปต์. 2544: 6) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการเรียนแบบร่วมมือไว้สรุปได้ 5 ประการ ดังนี้ 1. ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การเรียนแบบร่วมมือนี้เป็นการเรียนที่จัดให้นักเรียนได้ ร่วมมือกันเรียนเป็นกลุ่มเล็กประมาณ 2 - 6 คน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเรียนร่วมกันนับว่าเป็น การเปิดโอกาสให้นักเรียนทุกคนในกลุ่มได้แสดงความคิดเห็นและแสดงออก ตลอดจนลงมือกระท า อย่างเท่าเทียมกัน มีการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เช่น นักเรียนที่เก่งช่วยนักเรียนที่ไม่เก่งท าให้ นักเรียนที่เก่งมีความรู้สึกภาคภูมิใจ รู้จักสละเวลา และช่วยให้เข้าใจในเรื่องที่ดีขึ้น ส่วนนักเรียน ที่ไม่เก่งก็จะซาบซึ้งในน้ าใจเพื่อนมีความอบอุ่น รู้สึกเป็นกันเอง กล้าซักถามในข้อสงสัยมากขึ้น จึงง่ายต่อการท าความเข้าใจในเรื่องที่เรียน ที่ส าคัญในการเรียนแบบร่วมมือนี้คือ นักเรียนในกลุ่มได้ ร่วมกันคิด ร่วมกันท างานจนกระทั่งสามารถหาค าตอบที่เหมาะสมที่สุดได้ ถือว่าเป็นการสร้างความรู้ ด้วยตนเอง ช่วยให้ความรู้ที่ได้รับเป็นความรู้ที่มีความหมายต่อนักเรียนอย่างแท้จริงจึงมีผลท าให้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้น 2. ด้านการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล การเรียนแบบร่วมมือเปิดโอกาสให้ นักเรียนที่มีภูมิหลังต่างกันได้มาท างานร่วมกัน พึ่งพาซึ่งกันและกัน มีการรับฟังความคิดเห็นกันเข้าใจ และเห็นใจสมาชิกในกลุ่ม ท าให้เกิดการยอมรับกันมากขึ้น เกิดความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ซึ่งจะส่งผลให้มีความรู้สึกที่ดีต่อผู้อื่นในสังคมมากขึ้น 3. ด้านทักษะในการท างานร่วมกันให้เกิดผลส าเร็จที่ดี และการรักษาความสัมพันธ์ที่ดี ทางสังคม การเรียนแบบร่วมมือช่วยปลูกฝังทักษะในการท างานเป็นกลุ่มท าให้นักเรียนไม่มีปัญหา ในการท างานร่วมกับผู้อื่น และส่งผลให้งานกลุ่มประสบผลส าเร็จตามเป้าหมายร่วมกัน ทักษะ ทางสังคมที่นักเรียนจะเกิดการเรียนรู้ ได้แก่ ความเป็นผู้น า การสร้างความไว้วางใจกัน การตัดสินใจ การสื่อสาร การจัดการกับข้อขัดแย้ง ทักษะเกี่ยวกับการจัดกลุ่มสมาชิกภายในกลุ่ม เป็นต้น 4. ด้านทักษะการร่วมมือกันแก้ปัญหาในการท างานกลุ่ม สมาชิกกลุ่มจะท าความเข้าใจ ใน ปัญหาร่วมกัน จากนั้นก็ระดมความคิดช่วยกันวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา เมื่อทราบสาเหตุของ ปัญหาสมาชิกในกลุ่มก็จะแสดงความคิดเห็นเพื่อหาวิธีการแก้ไขปัญหาอภิปรายให้เหตุผลซึ่งกันและกัน จนสามารถตกลงร่วมกันได้ว่าจะเลือกวิธีการใดในการแก้ปัญหาจึงเหมาะสมพร้อมกับลงมือร่วมกัน แก้ปัญหาตามขั้นตอนที่ก าหนดไว้ ตลอดจนท าการประเมินกระบวนการแก้ปัญหาของกลุ่มด้วย 5. ด้านการท าให้รู้จักและตระหนักในคุณค่าของตนเอง ในการท างานกลุ่มสมาชิกกลุ่ม ทุกคนจะได้แสดงความคิดเห็นร่วมกัน การที่สมาชิกในกลุ่มยอมรับในความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิก
25 ด้วยกัน ย่อมท าให้สมาชิกในกลุ่มนั้นมีความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเองและคิดว่าตนเองมีคุณค่าที่สามารถ ช่วยให้กลุ่มประสบผลส าเร็จได้ จากข้อดีและประโยชน์ของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือที่นักการศึกษาได้กล่าวไว้ สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือท าให้ผู้เรียนมีทักษะทางสังคมที่ดี เกิดความสามัคคีในหมู่คณะ รู้จักปรับตัว เพื่อประโยชน์กับกลุ่มที่ต้องอยู่ร่วมกัน ท าให้เกิดความพยายามเพื่อให้บรรลุ เป้าหมาย มีระเบียบวินัย เอาใจใส่ รู้จักช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น ท าให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยของห้องดีขึ้น มีเจตคติที่ดีต่อการเรียน และพัฒนาไปสู่การอยู่ร่วมกันกับบุคคลอื่นในสังคมที่ใหญ่ขึ้นได้ 3. รูปแบบกำรจัดกำรเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD 3.1 ควำมหมำยของกำรจัดกำรเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ได้มีผู้ให้ความหมายไว้ดังนี้ ธีระพงษ์ ฤทธิ์ทอง (2545: 170) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนแบบร่วมมืออีกรูปแบบหนึ่ง Slavin แห่งมหาวิทยาลัย จอห์น ฮ็อพ กินส์ (John Hopkins) เป็นผู้พัฒนาขึ้น เป็นเทคนิคการจัดกิจกรรมที่เหมาะสมกับการสอนเนื้อหา ความรู้ความเข้าใจ อาจใช้หนังสือเรียน หรือใบความรู้เป็นสื่อการเรียนรู้ของนักเรียน สุวิทย์ มูลค า และอรทัย มูลค า (2546: 170 - 175) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือ เทคนิค STAD หมายถึง การเรียนรู้แบบร่วมมืออีกรูปแบบหนึ่งคล้ายกันกับเทคนิค TGT ที่แบ่งผู้เรียนที่มีความสามารถแตกต่างกันออกเป็นกลุ่มเพื่อท างานร่วมกัน กลุ่มละประมาณ 4-5 คน โดยก าหนดให้สมาชิกของกลุ่มได้เรียนรู้ในเนื้อหาสาระที่ผู้สอนจัดเตรียมไว้ แล้วท าการทดลองความรู้ คะแนนที่ได้จากการทดสอบของสมาชิกแต่ละคนน ามาบวกเป็นคะแนนของทีม ผู้สอนจะต้องใช้เทคนิค การเสริมแรง เช่น ให้รางวัล ค าชมเชย เป็นต้น ดังนั้นสมาชิกกลุ่มจะต้องมีการก าหนดเป้าหมาย ร่วมกันเพื่อความส าเร็จของกลุ่ม ภาไฉน เข็มเพ็ชร (2547: 10) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD เป็นเทคนิคที่พัฒนาขึ้นโดย สลาวิน (Slavin) เป็นการเรียนแบบนักเรียนมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อเพื่อน โดยมีความหมายจากค าศัพท์ภาษาอังกฤษที่ว่า S - Student หมายถึง กลุ่มผู้เรียนที่มีความสามารถ ทางการเรียนที่แตกต่างกัน ซึ่งอยู่รวมกันในห้องเรียนที่มีสภาพแวดล้อมเดียวกัน T - Team หมายถึง กลุ่มผู้เรียนที่มีสมาชิกที่คละความสามารถทางการเรียน ผู้ที่มีความรู้จะต้องอธิบายให้ความช่วยเหลือ แก่สมาชิกที่ยังไม่เข้าใจ A - Achievement หมายถึง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของกลุ่ม จะดูได้จากการประเมิน ตามสภาพของสมาชิกในกลุ่ม และแบบทดสอบที่ผู้สอนสร้างขึ้น D - Division หมายถึง การแบ่งผู้เรียนออกเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ประมาณ กลุ่มละ 4 - 5 คน โดย มีอัตราส่วนระหว่างนักเรียนเก่ง ปานกลาง และอ่อน เป็น 1 : 2 : 1
26 แคทรียา ใจมูล (2550: 14) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD หมายถึง การเรียนที่จัดให้ผู้เรียนได้เรียนเป็นกลุ่มคละกันในระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือ ระดับสูง 1 คน ระดับปานกลาง 2 คน และระดับอ่อน 1 คน จุดประสงค์หลัก คือ ช่วยให้นักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนต่ ามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น และมุ่งเน้นให้ผู้เรียนท างานร่วมกันเป็นกลุ่ม สุคนธ์ สินธพานนท์ และคณะ (2552: 38) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD หมายถึง เทคนิคแบ่งปันความส าเร็จมีการพัฒนามาจากเทคนิคการจัดทีมแข่งขัน (TGT) แต่จะเป็นการร่วมมือระหว่างสมาชิกในกลุ่ม โดยทุกคนจะต้องพัฒนาความรู้ของตนเองในเรื่องที่ผู้สอน ก าหนด ซึ่งจะมีการช่วยเหลือแนะน าความรู้ให้แก่กัน มีการทดสอบความรู้เป็นรายบุคคล แทนการแข่งขัน และรวมคะแนนเป็นกลุ่ม กลุ่มที่ได้คะแนนมากที่สุดจะเป็นฝ่ายชนะ นักการศึกษา ที่คิดเทคนิค STAD คือ สลาวิน (Slavin) จากความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ดังกล่าวสรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD เป็นการเรียนที่จัดขึ้นให้ผู้เรียนที่ได้แบ่งกลุ่ม คละความสามารถกัน คือ เก่ง ปานกลาง และอ่อน ได้ด าเนินกิจกรรมร่วมกัน โดยมีผลคะแนน จากการทดสอบหลังการเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ของสมาชิกแต่ละคน มาเป็นคะแนนของกลุ่ม โดยเปรียบเทียบกับคะแนนฐาน แล้วเกิดคะแนนพัฒนาการเพื่อตัดสิน การแข่งขัน เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้การท างานที่เป็นทีม จนสามารถท าให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น ได้ ๓.2 รูปแบบขอ งกำรจัดกิจกรรมกำรจัดกำรเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD นักการศึกษาได้กล่าวถึงรูปแบบของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ไว้ ดังต่อไปนี้ วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2542: 37 - 38) กล่าวถึงรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ ร่วมมือเทคนิค STAD ว่าเป็นการจัดการเรียนรู้ที่ใช้การทดสอบรายบุคคลแทนการแข่งขันมีขั้นตอน ดังนี้ 1.ครูน าเสนอ หรือเนื้อหาใหม่ หรืออาจน าเสนอด้วยสื่อที่น่าสนใจใช้การสอนโดยตรง หรือ ตั้งประเด็นให้ผู้เรียนอภิปราย 2.จัดผู้เรียนเป็นกลุ่ม ๆ ละ 4 - 5 คน ให้สมาชิกมีความสามารถคละกัน มีทั้งความสามารถ สูง ปานกลาง และต่ า 3.แต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษา ทบทวนเนื้อหาที่ครูน าเสนอจนเข้าใจ 4.ผู้เรียนทุกคนในกลุ่มท าแบบทดสอบ เพื่อวัดความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาที่เรียน 5.ตรวจค าตอบของผู้เรียน น าคะแนนของสมาชิกทุกคนในกลุ่มมารวมกันเป็นคะแนนกลุ่ม 6.กลุ่มที่ได้คะแนนสูงสุด (ในกรณีที่แต่ละกลุ่มมีจ านวนสมาชิกไม่เท่ากันให้ใช้คะแนนเฉลี่ย แทนการรวม) จะได้รับค าชมเชย โดยอาจติดประกาศไว้ที่บอร์ด หรือป้ายนิเทศของห้องเรียน
27 ยงยุทธ กนไชยศักดิ์ (2545: 16 - 17) กล่าวถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD ว่าประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ 1.การน าเสนอบทเรียน (Class Presentation) เป็นการสอนโดยตรงจากครูที่มีการบรรยาย อภิปราย 2. การจัดกลุ่ม (Teams) ในแต่ละกลุ่มจะประกอบด้วยสมาชิกที่มีความสามารถคละกัน คือ เก่ง ปานกลาง และอ่อน สมาชิกภายในกลุ่มมีการอภิปรายปัญหาร่วมกัน ช่วยกันแก้ไขข้อผิดพลาด เพื่อให้สมาชิกทุกคนในกลุ่มมีความรู้ความเข้าใจมากที่สุด ท าให้เกิดความผูกพัน มีปฏิสัมพันธ์ภายใน กลุ่มมีการยอมรับซึ่งกันและกัน 3. การทดสอบ (Quizzes) หลังจากครูน าเสนอบทเรียน จะมีการทดสอบนักเรียน เป็นรายบุคคล โดยไม่เปิดโอกาสให้นักเรียนปรึกษากันในขณะที่ท าการทดสอบ ซึ่งเป็นสาเหตุ ให้นักเรียนจะต้องมีความรับผิดชอบต่อตนเอง 4. คะแนนพัฒนาเป็นรายบุคคล (Individual Improvement Scores) แนวคิดหลักของ การให้คะแนนแบบนี้ก็เพื่อให้นักเรียนแต่ละคนบรรลุวัตถุประสงค์ หรือเพื่อแสดงออกถึงความสามารถ ของตนเองให้ดีกว่าครั้งก่อน นักเรียนแต่ละคนสามารถท าคะแนนสูงสุดให้กลุ่มของตนได้ เพราะ คะแนนพัฒนานี้ได้จากการเปรียบเทียบคะแนนที่นักเรียนท าแบบทดสอบได้กับคะแนนพื้นฐานของ ตนเอง ซึ่งคิดมาจากคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบที่ผ่านมา 5. การตระหนักถึงความส าเร็จของกลุ่ม (Teams Recognition) กลุ่มจะได้รับรางวัลก็ต่อเมื่อ กลุ่มนั้นได้รับความส าเร็จเหนือกลุ่มอื่น ซึ่งตัดสินกันด้วยคะแนนพัฒนาสมาชิกทุกคนในกลุ่ม มาเป็นคะแนนของกลุ่ม สุวิทย์ มูลค า และอรทัย มูลค า (2546: 170 - 175) กล่าวถึงรูปแบบการจัดกิจกรรม การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ว่ามีองค์ประกอบส าคัญดังนี้ 1. การเสนอเนื้อหา ผู้สอนทบทวนบทเรียนที่เรียนมาแล้วและน าเสนอเนื้อหาสาระ หรือ ความคิดรวบยอดใหม่ 2. การท างานเป็นทีมหรือกลุ่ม ผู้สอนจัดผู้เรียนที่มีความสามารถต่างกัน จัดให้คละกันและ ชี้แจงให้ผู้เรียนทราบถึงบทบาทหน้าที่ของสมาชิกในกลุ่มที่จะต้องช่วยและร่วมกันเรียนรู้ เพราะผล การเรียนของสมาชิกแต่ละคนส่งผลต่อผลรวมของกลุ่ม 3. การทดสอบย่อย สมาชิกหรือผู้เรียนทุกคนท าแบบทดสอบย่อยเป็นรายบุคคลหลังจาก เรียนรู้หรือท ากิจกรรมแล้ว 4. คะแนนพัฒนาการของผู้เรียน เป็นคะแนนการพัฒนาหรือความก้าวหน้าของสมาชิก แต่ละคน ซึ่งผู้สอนและผู้เรียนอาจร่วมกันก าหนดคะแนนการพัฒนาเป็นเกณฑ์ขึ้นมาก็ได้ เช่น
28 คะแนนจากการทดสอบ คะแนนความก้าวหน้า ได้คะแนนต่ ากว่าคะแนนมาตรฐานมากกว่า 10 คะแนน 0 ได้คะแนนต่ ากว่าคะแนนมาตรฐาน 1-10 คะแนน 5 ได้คะแนนเท่าคะแนนมาตรฐาน 10 ได้คะแนนสูงกว่าคะแนนมาตรฐาน 1-10 คะแนน 15 ได้คะแนนมากกว่าคะแนนมาตรฐาน 10 คะแนน 20 ได้คะแนนเต็ม 30 ที่มา : สลาวิน (Slavin). 1995 : 80 5. การรับรองผลงานและเผยแพร่ชื่อเสียงทีม เป็นการประกาศผลงานทีมเพื่อรับรอง และ ยกย่องชมเชยในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ปิดประกาศ ให้รางวัล ประกาศเสียงตามสาย เป็นต้น ๓.3 ขั้นตอนกำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD การสอนด้วยวิธีการ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD เป็นการสอนแบบร่วมมือที่สลาวิน (Slavin. 1990: 56 – 60 อ้างถึงใน ศิริลักษณ์นาควิสุทธิ์. 2548: 2–3 ) ได้พัฒนาขึ้นซึ่งมีขั้นตอนการสอน 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1. การน าเสนอบทเรียน (Class Presentation) เป็นการน าเสนอความคิดรวบยอดใหม่ หรือบทเรียนใหม่ โดยส่วนมากแล้วจะเป็นวิธีการสอนโดยตรงของผู้สอน ด้วยการบรรยาย การอภิปราย ในการน าเสนอความคิดรวบยอดหรือบทเรียน 2. การจัดกลุ่ม (Teams) จะจัดผู้เรียนเป็นกลุ่ม ประกอบด้วยสมาชิกกลุ่มละ 4 - 5 คน ผู้เรียนแต่ละกลุ่มจะแบ่งแบบคละความสามารถในด้านต่าง ๆ เพื่อร่วมกันศึกษาเนื้อหา และปฏิบัติ ตามกติกา การเรียนรู้แบบร่วมมือในบทบาทต่าง ๆ เช่น เป็นผู้หาค าตอบ เป็นผู้สนับสนุนและเป็นผู้จด บันทึก การแบ่งกลุ่มลักษณะนี้จุดประสงค์หลักเพื่อการเรียนรู้ร่วมกันของผู้เรียน ซึ่งสมาชิกทุกคน ในกลุ่มมีการช่วยเหลือกัน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีภายในกลุ่มมีการนับถือตนเองและ ยอมรับต่อกัน ซึ่งท าได้ดังนี้ 2.1 จัดล าดับนักเรียนในชั้นจากเก่งที่สุดไปหาอ่อนที่สุด โดยยึดตามผลการเรียน ที่ผ่านมาซึ่งอาจจะเป็นคะแนนจากการทดสอบ เกรด หรือการพิจารณาท าให้ดีที่สุดเท่าที่จะท าได้ 2.2 หาจ านวนกลุ่มทั้งหมดว่ามีกี่กลุ่ม ควรประกอบด้วยสมาชิกประมาณ 5 คน ฉะนั้นจ านวนทั้งหมดมีกี่กลุ่ม หาได้จากการหารจ านวนนักเรียนทั้งหมดด้วย 5 ผลหารก็คือ จ านวน กลุ่มทั้งหมด ถ้าหารไม่ลงตัวอนุโลมให้บางกลุ่มมีสมาชิก 6 คน 2.3 ก าหนดนักเรียนเข้ากลุ่ม แต่ละกลุ่มต้องประกอบด้วยนักเรียนที่มีระดับผล การเรียนเก่ง ปานกลาง อ่อน และระดับผลการเรียนโดยเฉลี่ยของทุกคนจะต้องใกล้เคียงกัน ซึ่งอาจท าได้ดังนี้ ให้ชื่อทั้ง 6 กลุ่ม กรณีนักเรียน 30 คน ด้วยอักษร A-F จากนั้นจัดนักเรียนเข้ากลุ่ม โดยเริ่มจาก คนที่เรียนเก่งที่สุดในห้อง อยู่ในกลุ่ม A ไล่ลงมาเรื่อย ๆ จนถึง F คนที่ 6 จะอยู่ในกลุ่ม F
29 จากนั้นเริ่มใหม่ไล่ย้อนกลับ คือให้คนที่ 7 อยู่ในกลุ่ม F จากนั้นไล่ไปเรื่อย ๆ คนที่ 8 จะอยู่ในกลุ่ม E ท าซ้ าแบบเดิม จนถึงนักเรียนที่อ่อนที่สุด ซึ่งจะได้นักเรียนเข้ากลุ่มคละความสามารถคือ เก่ง : ปาน กลาง : อ่อน ตามอัตราส่วน 1 : 2 : 1 3. การทดสอบ (Quizs) หลังจากที่ผู้สอนได้เสนอบทเรียน ไปแล้ว 1 - 2 คาบ จะมีการทดสอบ ผู้เรียนเป็นรายบุคคล โดยไม่เปิดโอกาสให้ปรึกษากันในระหว่าง ท าการทดสอบเพื่อวัดความรู้ ความเข้าใจในเนื้อหาที่เรียนมาแล้ว ดังนั้นผู้เรียนแต่ละคนจึงต้อง มีความรับผิดชอบต่อตัวเองในการรับความรู้จากผู้สอนและเพื่อน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยวิธี เรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD สลาวิน (Slavin. 1990: 56 – 60 อ้างถึงใน ศิริลักษณ์ นาควิสุทธิ์. 2548: 2–3 ) ได้เสนอ ขั้นตอนในการเรียนรู้เพื่อสามารถน าไปสู่การทดสอบผลของการจัดการเรียนรู้ไว้ 4 ขั้นตอน ดังนี้ 3.1 ขั้นการสอน (Teaching) ใช้เวลาประมาณ 30 - 60 นาที ในการสอนเนื้อหาเรื่องหนึ่ง โดยด าเนินตามแผนการจัดการเรียนรู้ และในการน าเสนอบทเรียนของครู ควรที่จะครอบคลุม ถึงการน าเข้าสู่บทเรียน การพัฒนาและการฝึกโดยให้แนวปฏิบัติ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 3.1.1 การน าเข้าสู่บทเรียน (Opening) เป็นการเร้าความสนใจของผู้เรียนให้อยากรู้ อยากเห็น ครูควรบอกให้ผู้เรียนทราบว่าจะเรียนอะไร มีความส าคัญอย่างไร กระตุ้นให้นักเรียนอยาก เรียนด้วยการสาธิต หรือยกปัญหาและเหตุการณ์ในชีวิตประจ าวัน เป็นต้น นอกจากนั้นครูควรทบทวน สั้น ๆ เกี่ยวกับความรู้เดิม 3.1.2 การพัฒนา (Development) อาจจัดกิจกรรมดังต่อไปนี้ 1) ทดสอบโดยวัดจุดประสงค์ 2) เน้นความหมายทางการเรียนไม่ใช่การจ า 3) ยกสาระและทักษะต่าง ๆ โดยใช้อุปกรณ์ที่ชัดเจน 4) ประเมินความเข้าใจของนักเรียนบ่อย ๆ ด้วยการถาม 5) อธิบายว่าค าตอบนั้นท าไมจึงถูกและไม่ถูกต้องกรณีทีไม่ชัดเจน 6) เมื่อนักเรียนเข้าใจความส าคัญแล้วให้น าสู่สาระต่อไป 3.1.3 การฝึกโดยใช้แนวทางปฏิบัติ (Guided Practice) เป็นการฝึกปฏิบัติให้ผู้เรียน ปฏิบัติเกี่ยวกับบทเรียนที่น าเสนอโดยแนะแนวทางให้ ครูอาจจะถามแล้วให้นักเรียนทุกคนคิดค าตอบ สุ่มนักเรียนเพื่อให้ตอบค าถาม ซึ่งควรจะให้นักเรียนตอบค าถามซัก 1-2 ค าถาม แล้วให้ข้อมูล ย้อนกลับ 3.2 ขั้นการเรียนเป็นกลุ่ม (Team Study) หลังจากที่ครูน าเสนอบทเรียนแล้ว นักเรียนจะได้ ลงมือฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง โดยศึกษาใบงานร่วมกับเพื่อน ๆ ในกลุ่ม เอกสารในขั้นตอนนี้คือ ใบงาน และกระดาษค าตอบ กลุ่มละ 2 ชุด ซึ่งสมาชิกในกลุ่มจะต้องร่วมกันคิดและช่วยกันท างาน ในวันแรก ของการเรียน ครูจะต้องอธิบายถึงความหมายของการท างานกลุ่ม และเทคนิคต่าง ๆ ในการเรียน เป็นกลุ่ม ดังนี้
30 3.2.1 นักเรียนทุกคนต้องรับผิดชอบในการท าให้เพื่อนสมาชิกทุกคนในกลุ่มเข้าใจ เนื้อหาการเรียนอย่างกระจ่างชัด 3.2.2 นักเรียนทุกคนจะเสร็จสิ้นงานทีได้รับมอบหมายได้ ก็ต่อเมื่อสมาชิกทุกคนใน กลุ่มเรียนรู้เนื้อหานั้น ๆ กระจ่างชัดแล้ว 3.2.3 นักเรียนควรขอความช่วยเหลือจากเพื่อนในกลุ่มก่อนจะถามครู 3.2.4 นักเรียนในกลุ่มปรึกษาพูดคุยกันเบา ๆ นอกจากนี้ควรกระตุ้นให้นักเรียนทราบ กฎบางอย่าง เช่น 1) ให้สมาชิกเลื่อนโต๊ะเข้ามาใกล้กัน 2) แนะน านักเรียนแต่ละกลุ่มท างานเป็นคู่ หากมีคนที่ไม่เข้าใจค าถาม หรือ ท าไม่ได้สมาชิกในกลุ่มต้องรับผิดชอบในการอธิบายให้เข้าใจ ๓) เน้นให้นักเรียนทราบว่าพวกเราจะจบบทเรียนก็ต่อเมื่อแน่ใจว่า สมาชิก ทุกคนในกลุ่มท าคะแนนทดสอบได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ๔) ต้องแน่ใจว่านักเรียนศึกษาเนื้อหาในใบงานจริง ๆ ขณะที่นักเรียนท างานกัน เป็นกลุ่ม ครูผู้สอนควรเดินดูให้ทั่ว ให้ค าชมเชยกับกลุ่มที่ท าได้ดี และสังเกตว่าสมาชิกในกลุ่ม ท าอย่างไรบ้าง 5) หากผู้เรียนมีค าถามให้ถามเพื่อนสมาชิกในกลุ่มก่อนที่จะถามครู 6) ขณะที่นักเรียนร่วมกันท างานในกลุ่ม ครูผู้สอนควรเดินดูให้ทั่วทั้งห้องให้ค า ชมเชยกับกลุ่มที่ท าได้ดี และนั่งดูว่าสมาชิกในกลุ่มท าอย่างไรบ้าง 4. คะแนนพัฒนาการรายบุคคล (Individual Improvement Scores) แนวคิดหลัก ของการให้คะแนนแบบนี้ก็เพื่อให้ผู้เรียนแต่ละคนบรรลุวัตถุประสงค์ นักเรียนแต่ละคนจะมีคะแนน พื้นฐาน ซึ่งคิดมาจากคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบหลาย ๆ ครั้ง 4.1 ผู้เรียนแต่ละคนท าการทดสอบย่อย เพื่อวัดความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาสาระ ที่ได้เรียนรู้จากข้อทดสอบของผู้สอน 4.2 ผู้สอนและผู้เรียนอาจร่วมกันตรวจผลการทดสอบของสมาชิกแต่ละคน 4.3 ทีมจัดท าคะแนนความก้าวหน้าของสมาชิกแต่ละคนและกลุ่มคะแนนของ แต่ละคนในทีมคิดค านวณจากผลต่างระหว่างคะแนนของการทดสอบย่อยกับคะแนนฐาน ซึ่งมีเกณฑ์ ในการให้คะแนนดังตาราง 1 การก าหนดคะแนนพื้นฐาน คะแนนพื้นฐานเป็นคะแนนเฉลี่ย ซึ่งได้มา จากการทดสอบย่อย 3 ครั้ง หรือมากกว่า หรือจะใช้คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนปีที่แล้วก็ได้
31 ตัวอย่ำง ผลกำรทดสอบย่อยของเด็กหญิง ก. ครั้งที่ 1 ได้คะแนน 80 ครั้งที่ 2 ได้คะแนน 74 ครั้งที่ 3 ได้คะแนน 80 รวมคะแนน 234 ดังนั้น คะแนนพื้นฐานของดรุณีในที่นี้คือ 78 5. การตระหนักถึงความส าเร็จของกลุ่ม (Team Recognition) การที่กลุ่มได้รับรางวัล ก็ต่อเมื่อกลุ่มนั้นได้รับความส าเร็จเหนือกลุ่มอื่น ซึ่งจะตัดสินด้วยคะแนนที่ได้มาจากการท า แบบทดสอบของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่ม แล้วคิดเป็นคะแนนพัฒนาน ามาเฉลี่ยเป็นคะแนนของกลุ่ม ตารางเกณฑ์การตัดสินระดับคะแนนความก้าวหน้าของกลุ่ม คะแนนเฉลี่ยของทีม ตัดสินอยู่ระดับ คะแนนเฉลี่ยของทีมเท่ากับ 15-19 จัดอยู่ในระดับเก่ง คะแนนเฉลี่ยของทีมเท่ากับ 20-24 จัดอยู่ในระดับเก่งมาก คะแนนเฉลี่ยของทีมเท่ากับ 25-30 จัดอยู่ในระดับยอดเยี่ยม ที่มา : สลาวิน (Slavin) 1995 : 76 จากหลักการและแนวคิดของวิธีการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD และการแสดง ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD จะเห็นว่าการจัดการเรียนรู้แบบนี้ เป็นการเรียนโดยเน้นผู้เรียนเป็นส าคัญอย่างแท้จริง เพราะคือการเรียนที่จัดให้ผู้เรียนได้เรียนเป็นกลุ่ม คละกันตามระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือ ระดับสูง 1 คน ระดับปานกลาง 2 คน และระดับอ่อน 1 คน ซึ่งกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ มีล าดับขั้นตอน คือ ขั้นน าเสนอต่อชั้นเรียน ขั้นการเรียน เป็นกลุ่มขั้นการทดสอบ และขั้นตระหนักถึงความส าเร็จของกลุ่ม 3.4 ข้อดีและประโยชน์ของกำรจัดกำรเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD สุรศักดิ์ หลาบมาลา (2531: 3 - 5) กล่าวถึงข้อดีของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD ไว้ดังนี้ 1. นักเรียนที่เก่งได้รับผลดีหรือมีความรู้เพิ่มขึ้นจากวิธีการเรียนแบบร่วมมือเพราะ เขามีโอกาสอภิปรายและสาธิตให้เพื่อนดูจึงมีโอกาสปฏิบัติมาก จ าได้มากได้ความคิดตามเพื่อนมาก จึงท าให้เกิดความคิดคล่องในเนื้อหาที่เรียนมากขึ้น 2. การเรียนแบบร่วมมือไม่ท าให้ความคิดวิเคราะห์ และการให้เหตุผลระดับสูงของ นักเรียนที่เก่งลดลง เพราะวิธีการจัดการเรียนรู้ไม่เน้นการฝึกซ้ าอีก เขามีเวลาในการเรียนหลักการคิด
32 วิเคราะห์ และการให้เหตุผลมากขึ้น การวิจัยพบว่านักเรียนที่เก่งมักจะใช้กลยุทธ์วิธีการแก้ปัญหา ระดับสูงเมื่อเรียนแบบร่วมมือ 3. นักเรียนที่เก่งจะเก่งทางวิชาการเมื่อเรียนแบบร่วมมือ เพราะเขาทราบว่าต้องอธิบาย บทเรียนให้เพื่อนฟังจึงศึกษาอย่างถ่องแท้ การที่ได้อธิบายเนื้อหาที่เรียนหลาย ๆ ครั้ง และได้ตรวจงาน ของเพื่อนท าให้เข้าใจเนื้อหาในบทเรียนได้ดีกว่าเดิม 4. นักเรียนที่อ่อนไม่ถ่วงเวลาการเรียนรู้ของนักเรียนที่เก่ง เพราะนักเรียนที่อ่อน ทราบว่าตนต้องรับฟังค าอธิบายจากเพื่อนที่เก่งจึงตั้งใจฟัง 5. ผลการวิจัยพบว่านักเรียนที่เก่งจะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น หากเรียนแบบ ร่วมมือ เพราะการเรียนแบบร่วมมือจะต้องอธิบายเนื้อหาในบทเรียนให้เพื่อนในกลุ่มฟัง ซึ่งการเรียน เพื่ออธิบายท าให้คนอื่นฟัง จะมีความละเอียดลึกซึ้งมากกว่าการเรียนเพื่อตอบข้อสอบ 6. การเรียนแบบร่วมมือนั้นคนอื่น ๆ ในกลุ่มต้องพึ่งพาและยอมรับความช่วยเหลือจาก นักเรียนที่เก่ง เพราะผลการสอบคิดเป็นคะแนนกลุ่ม จึงท าให้คนอื่นเห็นว่านักเรียนที่เก่ง เป็นความหวังต่างกับการเรียนแบบอื่นที่ท าให้คนอื่นคิดว่านักเรียนที่เก่งไม่ได้ช่วยเหลือพวกเขาท าให้ นักเรียนที่เก่งมีปัญหาทางสังคม 7. การเรียนแบบร่วมมือจะช่วยส่งเสริมทักษะทางสังคมให้แก่นักเรียน เพราะนักเรียน ทุกคนรู้สึกว่าตนมีกลุ่มมีเพื่อนที่คอยช่วยเหลือกัน จึงท าให้นักเรียนมีความรักใคร่ซึ่งกันและกัน บารูดี (Baroody. 1993: 2 – 102 อ้างถึงใน บัญญัติ ช านาญกิจ. ๒๕๕๕) ได้ กล่าวถึงประโยชน์ที่ส าคัญของการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD ไว้ดังนี้ 1. ช่วยส่งเสริมให้เกิดการเรียนเนื้อหาได้ดี 2. ส่งเสริมให้เกิดความสามารถในการแกปัญหา และการให้เหตุผล แนวทาง ในการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา และช่วยให้เกิดการช่วยเหลือในกลุ่มเพื่อน 3 แนวทาง คือ 2.1 การอภิปรายร่วมกันกับเพื่อนในกลุ่มย่อยให้ผู้เรียนได้แก้ปัญหา โดยค านึงถึง บุคคลอื่น ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนได้ตรวจสอบและปรับปรุงแนวคิดและค าตอบ 2.2 ช่วยให้เข้าใจปัญหาแต่ละคนในกลุ่ม เนื่องจากพื้นฐานความรู้ของแต่ละคน ต่างกัน 2.3 ผู้เรียนเข้าใจการแก้ปัญหาจากการท างานกลุ่ม 3. ส่งเสริมความมันใจในตนเอง 4. ส่งเสริมทักษะทางสังคมและทักษะการสื่อสาร อาเรนด์ส (Arends. 1994: 345 – 346 อ้างถึงใน บัญญัติ ช านาญกิจ. ๒๕๕๕) ได้ กล่าวถึงประโยชน์ของการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ไว้ดังนี้ 1.ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นการจัดให้ผู้เรียนได้ร่วมมือกนเรียนเป็นกลุ่มเล็กประมาณ 2 - 6 คน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเรียนร่วมกัน นับว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนทุกคน ในกลุ่มได้แสดงความคิดเห็นและแสดงออก ตลอดจนลงมือกระท าอย่างเท่าเทียมกัน มีการให้
33 ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เช่น คนเรียนเก่งช่วยคนที่เรียนไม่เก่ง ท าให้คนที่เรียนเก่ง มีความรู้สึก ภาคภูมิใจ รู้จักสละเวลาและช่วยให้เข้าใจในเรื่องที่ดีขึ้น ส่วนคนที่เรียนไม่เก่งก็จะซาบซึ้งในน้ าใจเพื่อน มีความอบอุ่น รู้สึกเป็นกันเอง กล้าซักถามในข้อสงสัยมากขึ้น จึงง่ายต่อการท าความเข้าใจในเรื่อง ที่เรียนที่ส าคัญใน การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD คือ ผู้เรียนในกลุ่มร่วมกันคิด ร่วมกันท างาน จนกระทั่งสามารถ หาค าตอบที่เหมาะสมที่สุดได้ถือว่าเป็นการสร้างความรู้ด้วยตนเอง ช่วยให้ความรู้ ที่ได้รับเป็นความรู้ที่มีความหมายต่อผู้เรียนอย่างแท้จริง จึงมีผลท าให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ ผู้เรียนสูงขึ้น 2. ด้านการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เป็นการเรียนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนที่มีภูมิ หลังต่างกันได้มาท างานร่วมกัน พึ่งพาอาศัยกัน มีการรับฟังความคิดเห็นกัน เข้าใจและเห็นใจสมาชิก ในกลุ่ม ท าให้เกิดการยอมรับกันมากขึ้น เกิดความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันซึ่งจะส่งผลให้มีความรู้สึกที่ดี ต่อผู้อื่นในสังคมนมากขึ้น 3. ด้านทักษะในการท างานร่วมกัน ท าให้เกิดผลส าเร็จที่ดี และการรักษาความสัมพันธ์ที่ดี ทางสังคม ช่วยปลูกฝังทักษะในการท างานเป็นกลุ่ม ท าให้ผู้เรียนไม่มีปัญหาในการท างานร่วมกับผู้อื่น และส่งผลให้งานประสบผลส าเร็จตามเป้าหมายร่วมกัน 4. ด้านทักษะการร่วมมือแก้ปัญหาในการท างานกลุ่ม สมาชิกกลุ่มจะได้รับความเข้าใจ ในปัญหาร่วมกัน จากนั้นก็ระดมความคิดช่วยกันวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา เมื่อทราบสาเหตุของ ปัญหาสมาชิกกลุ่มก็จะแสดงความคิดเห็นเพื่อหาวิธีแก้ไข 5. ด้านการท าให้รู้จักและตระหนักในคุณค่าของตนเองในการท างานกลุ่ม สมาชิกกลุ่มทุกคน จะได้แสดงความคิดเห็นร่วมกัน การที่สมาชิกในกลุ่มยอมรับในความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกด้วยกัน ย่อมท าให้สมาชิกในกลุ่มนั้นมีความภาคภูมิใจในตนเองและคิดว่าตนเองมีคุณค่าที่สามารถให้กลุ่ม ประสบความส าเร็จได้ สมจิตร หงส์สา (2551: 27) ได้กล่าวถึงข้อดีของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ไว้ดังนี้ 1. ผู้เรียนมีความเอาใจใส่รับผิดชอบตัวเองและกลุ่มร่วมกับสมาชิกอื่น 2. ส่งเสริมให้ผู้เรียนที่มีความสามารถต่างกันได้เรียนรู้ร่วมกัน 3. ส่งเสริมให้ผู้เรียนผลัดเปลี่ยนการเป็นผู้น า 4. ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ฝึกและเรียนรู้ทักษะทางสังคมโดยตรง 5. ผู้เรียนมีความตื่นเต้น สนุกสนานกับการเรียนรู้ ข้อดีดังกล่าวสรุปได้ว่า ในการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD นั้น เป็นการเพิ่มทักษะ ทางสังคมให้กับผู้เรียนทุกคนให้ได้พัฒนาศักยภาพของตนเองให้เพิ่มมากขึ้น ส่งเสริมให้เกิด ความรับผิดชอบ สามัคคี และไม่ท าให้เกิดความเบื่อ หน่ายในการเรียนจนเกิดความส าเร็จในที่สุด
34 4. อิศรญำณภำษิต 4.1 ควำมหมำยของอิศรญำณภำษิต นางฟองจัน สุขยิ่ง และคณะ (2555: 31 - 37) กล่าวถึงเรื่อง อิศรญาณภาษิต ไว้ดังนี้ อิศรญาณภาษิต หรือเรียกกันว่าเพลงยาวอิศรญาณ หรือภาษิตอิศรญาณ เป็นวรรณคดีค าสอน มีลักษณะเป็นกลอนเพลงยาวที่ไพเราะคมคาย ให้คติสอนใจแก่ผู้อ่านเจ้าอิศรญาณ เป็นผู้ทรงนิพนธ์ขึ้น ตั้งแต่ครั้งยังทรงผนวชอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร โดยแต่งเป็นกลอนเพลงยาวจ านวน 52 ค ากลอน อิศรญาณภาษิตมีเนื้อหาที่เป็นค าสั่งสอนแบบเตือนสติ และแนะน าเกี่ยวกับการประพฤติ39 ปฏิบัติ ให้เป็นที่พอใจของผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ที่มีอ านาจมากกว่าสอนว่าควรจะท าอย่างไรจึงจะอยู่ในสังคมได้ โดยปราศจากภัยแก่ตน ท าอย่างไรจึงจะประสบความส าเร็จสมหวังบางตอนก็เน้นเรื่องการเห็นคุณค่า และความส าคัญของผู้อื่นโดยไม่สบประมาทหรือดูแคลนกัน โดยทั้งนี้การสอนบางครั้งอาจเป็นการ บอกตรง ๆ หรือบางครั้งก็สอนโดยค าประชดประชันเหน็บแนมเนื้อหาส่วนใหญ่จะสั่งสอนให้คน มีปัญญาไม่หลงใหลกับค าเยินยอ สอนให้รู้จักคิดไตร่ตรองก่อนพูด รู้จักเคารพผู้อาวุโส รู้จักท าตาม ที่ผู้ใหญ่แนะน า รู้จักกตัญญูผู้ใหญ่ 4.2 ประวัติควำมเป็นมำ อิศรญาณภาษิต เรียกอีกอย่างว่า “เพลงยาวอิศรญาณ” หม่อมเจ้าอิศรญาณนิพนธ์เพลงยาว ฉบับนี้ขึ้น เพื่อสะท้อนความคิดเห็นที่มีต่อสังคมในยุคนั้น พร้อมเสนอแนะแนวทางปฏิบัติตนแต่ไม่ถึง ขั้นสอน 4.2.1 จุดประสงค์ในกำรแต่ง แต่งเชิงประชดประชัน เสียดสีสังคม เพื่อสั่งสอนเตือนใจ เกี่ยวกับข้อปฏิบัติตน ต่อผู้อื่น 4.2.2 ผู้แต่ง หม่อมเจ้าอิศรญาณ 4.3 รูปแบบและเนื้อหำ 4.3.1 รูปแบบค ำประพันธ์ แต่งด้วยค าประพันธ์ประเภท กลอนเพลงยาว ซึ่งมีลักษณะบังคับเหมือนกลอน สุภาพ แต่กลอนเพลงยาวเป็นกลอนที่บังคับบทขึ้นต้นเพียง ๓ วรรค จัดเป็นกลอนขึ้นต้น ไม่เต็มบท ขึ้นต้นด้วยวรรครับในบทแรก ส่วนบทต่อ ๆ ไป มี ๔ วรรคตลอด สัมผัสเป็นแบบกลอน สุภาพ ไม่จ ากัดความยาวในการแต่งแต่นิยมจบด้วยบาทคู่ และต้องลงด้วยค าว่าเอย จ านวนค าในวรรค อยู่ระหว่าง ๗-๙ ค า ซึ่งมีลักษณะคล้ายกลอนสุภาพ แต่มีจุดที่แตกต่างออกไป 2 อย่างหลัก ๆ ได้แก่ ๑.กลอนเพลงยาวจะขึ้นต้นด้วยวรรครับ (วรรคที่สอง) ดังนั้น บทแรกของกลอน เพลงยาวจึงมีเพียง 3 วรรค ขณะที่กลอนสุภาพหนึ่งบทจะมี 4 วรรค
35 อิศรญาณชาญกลอนอักษรสาร เทศนาค าไทยให้เป็นทาน โดยต านานศุภอรรถสวัสดี ๒.อิศรญาณภาษิตจะลงท้ายด้วยค าว่า เอย แต่กลอนสุภาพไม่จ าเป็นต้องลงท้าย ด้วยเอย 4.3.๒ เรื่องย่อ อิศรญาณภาษิตมีเนื้อหาที่เป็นค าสั่งสอนแบบเตือนสติ และแนะน าเกี่ยวกับ การประพฤติปฏิบัติให้เป็นที่พอใจของผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ที่มีอ านาจมากกว่าสอนว่าควรจะท าอย่างไร จึงจะอยู่ในสังคมได้โดยปราศจากภัยแก่ตน ท าอย่างไรจึงจะประสบความส าเร็จสมหวังบางตอนก็เน้น เรื่องการเห็นคุณค่าและความส าคัญของผู้อื่นโดยไม่สบประมาทหรือดูแคลนกัน โดยทั้งนี้การสอน บางครั้งอาจเป็นการบอกตรง ๆ หรือบางครั้งก็สอนโดยค าประชดประชันเหน็บแนม เนื้อหาส่วนใหญ่ จะสั่งสอนให้คนมีปัญญา ไม่หลงใหลกับค าเยินยอ สอนให้รู้จักคิดไตร่ตรองก่อนพูด รู้จักเคารพผู้อาวุโส รู้จักท าตามที่ผู้ใหญ่แนะน ารู้จักกตัญญูผู้ใหญ่ 4.4 คุณค่ำ 4.4.1 คุณค่ำด้ำนเนื้อหำ อิศรญาณภาษิต มุ่งให้ข้อคิดคติสอนใจผู้คนในสมัยก่อน โดยค าสอนนี้แสดงให้เห็น ความจัดเจนโลกของกวี การถ่ายทอดความคิด ความเชื่อและวิถีการปฏิบัติตนให้ดีงาม เพื่อให้อยู่ ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างปกติสุข ซึ่งค าสอนดังกล่าวยังคงน ามาใช้ในสังคมไทยปัจจุบันได้เป็นอย่าง ดี เนื้อหาอิศรญาณภาษิต มีคุณค่าในเชิงค าสอนว่าควรท าอย่างไรจึงจะอยู่ในสังคมได้ ไม่เป็นภัย แก่ตนเองและผู้อื่น โดยการสอนทั้งแบบประชดประชัน เหน็บแนมและบอกกล่าวโดยตรงใช้ภาษา ที่วรรณกรรมค าสอนจะมีคุณค่าด้านเนื้อหาที่มุ่งเน้นไปในทิศทางเดียวกัน คือมุ่งเน้นสอนบุคคลในเรื่อง ต่าง ๆ ซึ่งกวีจะมีวัตถุประสงค์ในการสอนว่าจะสอนบุคคลประเภทใด เช่น สอนเด็ก สอนผู้ใหญ่ สอนบุรุษ สอนสตรีและสอนในเรื่องใด วรรณกรรมค าสอนจะเน้นสอนในสิ่งที่ท าให้ผู้อ่านได้รับ ประโยชน์และเกี่ยวข้องกับการด าเนินชีวิตประจ าวันในด้านต่าง ๆ เช่น สอนเด็กจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับ การให้เห็นความส าคัญของการศึกษา ให้ขยันหมั่นเพียร สอนข้าราชการจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับ แนวทางการปฏิบัติตน ให้รับราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นหลักสอนสตรีจะมีเนื้อหา เกี่ยวข้องกับการประพฤติตนเป็นกุลสตรีที่ดีอิศรญาณภาษิตจัดเป็น วรรณกรรมค าสอนที่กวีมีวัตถุประสงค์เพื่อสั่งสอนและให้แนวทางข้อคิดต่าง ๆ ในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ในสังคม คุณค่าด้านเนื้อหาของอิศรญาณภาษิตเป็นประโยชน์ส าหรับผู้อ่าน เนื่องด้วยกวีได้น าประเด็น ในเรื่องต่าง ๆ มาสั่งสอนได้อย่างชัดเจนและสามารถน าไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวันได้ ผู้อ่านที่ดี จึงควรอ่านอย่างพินิจพิเคราะห์พิจารณาเพื่อสังเคราะห์เนื้อหาที่ได้อาน 4.4.2 คุณค่ำด้ำนวรรณศิลป์อิศรญำณภำษิตเป็นวรรณกรรมค ำสอนที่กวีมี จุดมุ่งหมายเพื่อสั่งสอนเตือนใจให้มนุษย์มีสติไตร่ตรองก่อนที่จะลงมือท าสิ่งใด ซึ่งเป็นค าสอนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตนต่อผู้อื่นในสังคม ร่วมกันได้อย่างมีความสุขจากเรื่องปรากฏ
36 การใช้ส านวนไทยหลายส านวน ท าให้บทประพันธ์มีความโดดเด่น กวีสามารถใช้ส านวนภาษาได้ คมคาย การน าส านวนมาใช้มีความเหมาะสมอย่างยิ่ง ดังนี้ ๑) การใช้โวหาร อิศรญาณภาษิตมีความโดดเด่นในการใช้โวหารเพื่อ การเปรียบเทียบกวีสามารถเลือกใช้ถ้อยค าเมื่อต้องการสอนในเรื่องนามธรรมให้ผู้อ่านเข้าใจได้ด้วย การน าไปเปรียบเทียบกับธรรมชาติที่พบเห็นได้ง่ายในชีวิตประจ าวัน ๒) การเล่นเสียง อิศรญาณภาษิตเป็นวรรณกรรมที่มีความถึงพร้อมในด้าน วรรณศิลป์ดีเด่นในโวหารเปรียบเทียบ รวมทั้งกวีเลือกใช้ถ้อยค าให้เกิดสัมผัสคล้องจองภายในวรรค ท าให้มีความไพเราะและจดจ าได้ง่าย ๓) การใช้ส านวน เป็นลักษณะเด่นทางวรรณศิลป์ คือมีการใช้ส านวนไทย หลายส านวนร้อยเรียง ท าให้ภาษามีความคมคายและมีความหมายลึกซึ้งกินใจ ท าให้ผู้อ่านเข้าใจได้ โดยไม่ต้องขยายความมาก โดยเฉพาะการใช้ส านวนไทยที่มีความเกี่ยวข้องกับการด าเนินชีวิตของคน ในสังคมสมัยนั้น มีทั้งส านวนเปรียบเปรย เหน็บแนมหรือประชดประชัน 4.4.3 คุณค่ำด้ำนสังคมและสะท้อนวิถีไทย อิศรญาณภาษิตเป็นวรรณกรรมประเภทค าสอนที่สันนิษฐานว่าเกิดขึ้นในรัชสมัย ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งในช่วงระยะเวลานั้นสังคมไทยเริ่มมีการผสมผสาน ระหว่างโครงสร้าง ของสังคมไทยกับการรับอิทธิพลตะวันตก นอกจากอิศรญาณภาษิตจะสะท้อน ให้เห็นสภาพสังคม ณ ช่วงเวลาได้อย่างชัดเจนแล้ว คุณค่าจากเรื่องยังคงสืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน ดังนี้ 1) ให้ความส าคัญแก่ผู้อาวุโส 2) สอนให้ส ารวมจิตใจของตนอยู่เสมอ 3) สอนให้รู้จักประมาณตน 4) สอนให้รู้จักขยันหมั่นเพียร 5) สอนการอยู่ร่วมกันของสังคม 6) การท าบุญท าทานให้ท าตามก าลังทรัพย์ของตน 4.4.4 ข้อคิดที่สำมำรถน ำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ ำวัน อิศรญาณสุภาษิตเป็นวรรณกรรมที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อสอน โดยเฉพาะเรื่อง การปฏิบัติท าให้อยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข ดังนั้นการอ่านวรรณคดีประเภทนี้ผู้อ่านจะได้รับข้อคิด ในด้านต่าง ๆ ซึ่งสามารถน าไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวันได้ โดยขึ้นอยู่กับวัยและประสบการณ์ของ แต่ละบุคคล ดังต่อไปนี้ 1) การพึ่งพาอาศัยกัน 2) การปรับตัวให้เข้ากับสังคมและการวางตัวให้เหมาะสม 3) การให้ความเคารพผู้อาวุโส 4) การมีสติ 5) การรับราชการ
37 6) การรู้จักใช้จ่าย 7) การคบมิตร 8) ความสามัคคี 9) ท าดีได้ดี ท าชั่วได้ชั่ว 10) ให้รู้จักตนเอง การอ่านวรรณคดีประเภทค าสอน ผู้อ่านอาจไม่รู้สึกว่าตนก าลังได้รับการสั่งสอน โดยตรง เพราะความเพลิดเพลินในส านวนโวหาร ประโยชน์สูงสุดของการอ่านอิศรญาณภาษิต คือ การได้คติเตือนใจ ได้แนวทางส าหรับการประพฤติปฏิบัติตนเพื่อให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข สิ่งที่ส าคัญที่สุดคือสัจธรรมค าสอนในเรื่องเป็นความจริงที่สามารถ พิสูจน์ได้แม้ว่าจะเป็นเพียงเรื่องสั้น ๆ แต่ก็ให้ประโยชน์แก่ผู้อ่านอย่างมหาศาล ถ้าผู้อ่านน ามาปฏิบัติในชีวิตประจ าวัน (นางฟองจัน สุขยิ่ง และคณะ, 2555: 57-64) 5. โปรแกรม Word Wall นับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 โลกได้เข้าสู่ยุคของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communication Technology: ICT) หรือ ไอซีที ท าให้วิถีการเรียนรู้และ การด าเนินชีวิตของมนุษย์ในสังคมปรับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ด้วยความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยี และการส่งเสริมจากทุกภาคส่วน ท าให้เกิดการพัฒนา นวัตกรรมและแอปพลิเคชันต่าง ๆ เป็นจ านวน มาก ยิ่งเทคโนโลยีมีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้นเท่าใด ยิ่งท าให้มีนวัตกรรมและแอปพลิเคชันรูปแบบ ต่าง ๆ มากขึ้นเท่านั้น ทุกสังคมจึงต้องปรับตัวและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงนั้นอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ โดยเฉพาะวงการการศึกษา การน าเอานวัตกรรมและแอปพลิเคชันทางการศึกษามาใช้ในการจัด การเรียนการสอนสามารถพัฒนาคุณภาพและศักยภาพในการเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่ เช่น การน าเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มาปรับใช้กับระบบการศึกษาไม่ว่าจะด้านการเรียนการสอน การบริหาร จัดการ ตลอดจนการบริการทางวิชาการต่าง ๆ ท าให้การด าเนินการทางการศึกษาเป็นไปอย่างราบรื่น ปัจจุบันแอปพลิเคชันเพื่อการศึกษาก าลังมีบทบาทและความส าคัญในการเรียน แอปพลิเคชัน Word Wall เป็นสื่อช่วยสอนที่ครูผู้สอนน ามาปรับใช้กับการศึกษาเป็นจ านวนมาก เพราะสามารถ ปรับใช้กับการสอนหลายรูปแบบ ทั้งบทเรียนหลักภาษาและวรรณคดี ผู้วิจัยจึงเลือกใช้แอปพลิเคชัน Word Wall ร่วมกับกระบวนการสอนแบบร่วมมือ STAD เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดการเรียน การสอนให้มีผลสัมฤทธิ์ที่ดีมากขึ้น 5.1 ควำมหมำยของโปรแกรม Word Wall Word Wall เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ถูกออกแบบให้รับรองการท างานหรือกิจกรรม ด้านการศึกษา เพื่อประโยชน์ของผู้ใช้เป็นเครื่องมือส าหรับสร้างสื่อการสอน และแบบทดสอบออนไลน์ ซึ่งสามารถน าไปใช้ส าหรับการเรียนการสอนออนไลน์ได้เป็นอย่างดี
38 5.2 รูปแบบ/ส่วนประกอบของโปรแกรม Word Wall Word wall สามารถใช้เพื่อสร้างกิจกรรมแบบโต้ตอบและพิมพ์ได้ แม่แบบส่วนใหญ่ของ เรามีให้เลือกทั้งแบบโต้ตอบและแบบพิมพ์ได้ การโต้ตอบจะเล่นบนอุปกรณ์ที่เปิดใช้งานบนเว็บไซต์ เช่น คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต โทรศัพท์ หรือไวท์บอร์ดแบบโต้ตอบ โดยสามารถให้นักเรียนเล่นแยกกัน หรือให้ครูเป็นคนน าโดยที่นักเรียนสลับกันออกมายืนหน้าชั้นเรียน เอกสารพิมพ์ได้สามารถพิมพ์ ออกมาโดยตรงหรือดาวน์โหลดเป็นไฟล์ PDF วิธีนี้สามารถใช้ร่วมกับแบบโต้ตอบหรือเป็นกิจกรรม เดี่ยว ๆ เมื่อคุณสร้างกิจกรรมแล้ว คุณสามารถสลับไปยังแม่แบบอื่นได้ด้วยคลิกเดียว ซึ่งช่วยให้ ประหยัดเวลาและยอดเยี่ยมส าหรับการสร้างความแตกต่างและการตอกย้ าความรู้ซึ่งรูปแบบทั้งหมด ของแอปพลิเคชัน Word wall มีทั้งหมด 32 รูปแบบ มี 18 แบบ ที่สามารถสร้างได้โดยไม่ต้องช าระ ดังนี้ - แบบทดสอบ - เกมตอบค าถาม - จับคู่ - หาคู่ - เปิดกล่อง - ล้อสุ่ม - คู่ที่ตรงกัน - ค าสลับอักษร - ท าให้ไม่สับสนปนเป - การเรียงล าดับกลุ่ม - การไล่ล่าเขาวงกต - ตีตัวตุ่น - ค าที่ขาดหายไป - แผนภาพที่มีป้ายก ากับ - ท าลูกโป่งให้แตก - ไพ่แบบสุ่ม - จริงหรือเท็จ - เครื่องบิน 5.3 ข้อดีและประโยชน์ของโปรแกรม Word Wall 5.3.1 สร้างได้ง่ายจาก Template เช่น แบบทดสอบ จับคู่ เรียงล าดับ อักษรไขว้ 5.3.2 สามารถสลับ Template ได้ เช่น เกมจับคู่ สามารถเปลี่ยนเป็นเกมอักษรไขว้ โดยไม่ต้องสร้างใหม่ 5.3.3 สามารถสร้างเป็นเกมออนไลน์ หรือพิมพ์เป็นใบงาน
39 5.3.4 ก าหนดรายละเอียดในแต่ละเกมได้ เช่น การจับเวลา การแสดงค าตอบการแสดง ตารางอันดับ 5.3.5 ส่งให้ผู้เรียนเข้าเล่นได้ง่ายโดยการส่งเป็นลิงก์ และติดตามการเข้าเล่นของผู้เรียน ได้เพียงแค่ให้นักเรียนพิมพ์ชื่อ 5.3.6 สามารถใช้ในการสร้างสื่อการสอนประเภทเกมออนไลน์ หรือสามารถพิมพ์ เป็นใบงานให้นักเรียน 5.3.7 สร้างสื่อได้หลายรูปแบบ เช่น จับคู่ ล้อสุ่ม แบบทดสอบ ตีตัวตุ่น เรียงล าดับ และอีกมากมายถึง 18 แบบ ซึ่งถ้าสมัครแบบเสียค่าใช้จ่ายสามารถเลือกได้ถึง 32 แบบ ๕.๔ วิธีกำรใช้โปรแกรม Word Wall ๕.๔.๑ เข้าเว็บไซต์https://wordwall.net เลือกเข้าสู่ระบบ (หรือสมัครใช้งานในกรณี ไม่มีบัญชี) 5.4.2 การสมัครสมาชิก 5.4.3 เริ่มการออกแบบกิจกรรมคลิก “สร้างกิจกรรมแรกของคุณตอนนี้” หรือ “สร้าง กิจกรรม” จากนั้นจะพบกับรูปแบบของสื่อที่จะสร้างจ านวนมาก เช่น จับคู่ ล้อสุ่ม แบบทดสอบ ตีตัวตุ่น เรียงล าดับ และอีกมากมาย 5.4.4 เลือกรูปแบบของเกมที่ต้องการ จากนั้นกรอกข้อมูลค าถามให้ถูกต้อง ให้ตั้งชื่อ กิจกรรม สร้างค าถาม และสร้างค าตอบ (ข้อดีของ โปรแกรมคือสามารถค้นหาภาพประกอบ จาก Internet ได้ทันที หรือ Upload จากไฟล์รูปภาพใน Computer ของตนเองได้) เมื่อสร้างเสร็จ แล้วให้คลิก “เสร็จแล้ว” 5.4.5 ได้เกมที่ต้องการ สามารถแชร์ให้กับนักเรียนเพื่อเล่นเกม โดยการท าให้เป็น สาธารณะ 5.4.6 คลิกปุ่มแชร์ หรือมอบหมายงานให้กับนักเรียน 6. กำรวัดผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียน 6.1 ควำมหมำยของผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นความสามารถของนักเรียนในด้านต่าง ๆ ซึ่งเกิดจากนักเรียน ได้รับประสบการณ์จากกระบวนการเรียนการสอนของครู โดยครูต้องศึกษาแนวทางในการวัดและ ประเมินผลการสร้างเครื่องมือวัดให้มีคุณภาพนั้น ได้มีผู้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ ดังนี้ สมพร เชื้อพันธ์(2547: 53) สรุปว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์หมายถึง ความสามารถ ความส าเร็จและสมรรถภาพด้านต่าง ๆของผู้เรียนที่ได้จากการเรียนรู้อันเป็น ผลมาจาก การเรียนการสอนการฝึกฝนหรือประสบการณ์ของแต่ละบุคคลซึ่งสามารถวัดได้จากการทดสอบ ด้วยวิธีการต่าง ๆ พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยินดีสุข (2548: 125) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงขนาดของความส าเร็จที่ได้จากกระบวนการเรียนการสอน
40 ปราณี กองจินดา (2549: 42) กล่าว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหมายถึง ความสามารถ หรือ ผลส าเร็จที่ได้รับจากกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและประสบการณ์44 เรียนรู้ทางด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย และยังได้จ าแนกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ตาม ลักษณะของวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอนที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลที่เกิดจากกระบวนการเรียน ซึ่งจะได้รับจากการเรียนการสอนการศึกษาค้นคว้าการอบรมและการสั่งสอนรวมถึงประสบการณ์ ต่าง ๆ ผ่านกระบวนการเรียนรู้และกระบวนการสอนที่จะท าให้นักเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรม และสามารถวัดได้โดยการแสดงออกมาทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย และ ด้านทักษะพิสัย 6.2 องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียน บลูม (Bloom, 1976: 52 อ้างถึงใน วรรณทิพา รอดแรงค้า, 2540 : 101) ได้ กล่าวถึงตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในโรงเรียนดังต่อไปนี้ 1. พฤติกรรมด้านความรู้ ความคิด หมายถึง ความสามารถทั้งหลายของนักเรียน ซึ่งประกอบด้วยความถนัดและพื้นฐานของนักเรียน 2. คุณลักษณะด้านจิตพิสัย หมายถึง สภาพการณ์หรือแรงจูงใจที่จะท าให้นักเรียน เกิดการเรียนรู้ใหม่ ได้แก่ ความสนใจ เจตคติที่มีต่อเนื้อหาที่เรียนในโรงเรียน ระบบการเรียน ความคิดเห็นเกี่ยวกับตนเอง และลักษณะบุคลิกภาพ 3. คุณภาพการสอน ได้แก่ การรับค าแนะน า การมีส่วนร่วมในการเรียนการสอน การเสริมแรงจากครู การแก้ไขข้อผิดพลาด และรู้ผลว่าตนเองกระท าได้ถูกต้องหรือไม่ 4. คุณลักษณะของนักเรียน ได้แก่ ความพร้อมทางสมอง และทางสติปัญญา ความพร้อมทางด้านร่างกาย และความสามารถทางด้านทักษะของร่างกาย คุณลักษณะทางจิตใจ ซึ่ง ได้แก่ ความสนใจ แรงจูงใจ เจตคติและค่านิยม สุขภาพ ความเข้าใจเกี่ยวกับตนเอง ความเข้าใจ ในสถานการณ์ อายุ เพศ 5. คุณลักษณะของผู้สอน ได้แก่ สติปัญญา ความรู้ในวิชาที่สอน การพัฒนาความรู้ ทักษะทางร่างกาย คุณลักษณะทางจิตใจ สุขภาพ ความเข้าใจเกี่ยวกับตนเอง ความเข้าใจ ในสถานการณ์ อายุ เพศ 6. พฤติกรรมระหว่างผู้สอนและนักเรียน ได้แก่ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับนักเรียน จะต้องมีพฤติกรรมที่เป็นมิตรต่อกัน เข้าใจกันมีความสัมพันธ์ที่ดีและมีความรู้สึกที่ดีต่อกัน 7. คุณลักษณะของกลุ่มนักเรียน ได้แก่ โครงการของกลุ่มตลอดจนความสัมพันธ์ของ กลุ่มเจตคติ ความสามัคคี และภาวะผู้น าผู้ตามที่ดีของกลุ่ม 8. คุณลักษณะของพฤติกรรมเฉพาะตัว ได้แก่ การตอบสนองต่อการเรียน การมีเครื่องมือและอุปกรณ์พร้อมในการเรียน ความสนใจต่อบทเรียน
41 6.3 เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์กำรเรียนภำษำไทย ผลสัมฤทธิ์การเรียนภาษาไทยเป็นผลส าเร็จของการเรียนภาษาไทยของผู้เรียนและ การสอนของครูผู้สอน เช่น ผลสัมฤทธิ์เข้าใจเนื้อหาวิชา ผู้เรียนแต่ละคนจะประสบความส าเร็จใน เข้าใจหรือตีความเนื้อหาไม่เท่ากันแม้จะเรียนอยู่ในระดับชั้นเดียวกันและมีสภาพแวดล้อมในการเรียน ที่คล้ายกัน ผลสัมฤทธิ์ของการเข้าใจของผู้เรียนขึ้นอยู่กับความสามารถทางสมอง ความสนใจ และ ประสบการณ์ของผู้เรียน การรู้ผลสัมฤทธิ์การเรียนแต่ละทักษะของผู้เรียนจะช่วยให้ผู้สอนและผู้เรียน น าผลไปใช้พัฒนาการสอน และการเรียนให้ดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามการวัดผลสัมฤทธิ์จ าเป็นต้องใช้ เครื่องมือที่มีมาตรฐานเพื่อผลที่วัดออกมา จะได้มีความเชื่อถือกระบวนการวัดผลจึงต้องมีระบบซึ่งเป็น ข้อตกลงร่วมกันเกี่ยวกับการบริหารการใช้เครื่องมือวัดผล (สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์, 2551: 55) 6.2 วัตถุประสงค์ของกำรใช้เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์กำรเรียนวิชำภำษำไทย การใช้เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนมีวัตถุประสงค์ดังนี้ (สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์, 2551: 55) 1. เป็นการวัดพื้นฐานการเรียนภาษาไทยของผู้เรียนก่อนที่กิจกรรมการเรียนจะเริ่มขึ้น ผู้สอนอาจท าการวัดพื้นฐานการเรียนในชั่วโมงแรกของการเปิดภาคเรียนเพื่อน าผลมาวินิจฉัยว่าผู้เรียน มีพื้นฐานความรู้ในเรื่องที่จะเรียนภาษาไทยมากหรือน้อย ผู้สอนจะได้น าผลมาใช้เป็นแนวทาง ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนต่อไป 2. เป็นการวัดผลภายหลังที่ผู้เรียนได้เรียนเนื้อหาครบถ้วนตามวัตถุประสงค์ที่ก าหนดไว้ เช่น ในภาคเรียนหนึ่งก าหนดให้ผู้เรียนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางภาษาไทย โดยสามารถจ า เข้าใจ น าไปใช้ วิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินค่าได้ อย่างน้อยร้อยละ 60 มีเนื้อหาสาระจากแบบเรียน และหนังสืออ่านประกอบซึ่งเป็นสื่อใช้ฝึกความรู้ทางภาษาไทยให้นักเรียนเปลี่ยนพฤติกรรมตาม วัตถุประสงค์ การวัดผลโดยใช้เครื่องมือวัดผลฤทธิ์จะช่วยให้ผู้สอนรู้ว่าผู้เรียนประสบความส าเร็จตาม เกณฑ์อย่างน้อยร้อยละ 60 หรือไม่ถ้าค าตอบออกมาว่าไม่ ก็จ าเป็นต้องหาทางปรับปรุงแก้ไขต่อไป 3. เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างคะแนนของผู้เรียนแต่ละคนกับคะแนนเฉลี่ยของ กลุ่มผู้เรียนเพื่อพิจารณาว่าสูงหรือต่ าจากค่าเฉลี่ย เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงกิจกรรม การเรียนการสอนในการพัฒนาให้ผู้เรียนแต่ละคนให้มีผลสัมฤทธิ์ในการเรียนสูงขึ้นกว่าเดิม 4. เปรียบเทียบความก้าวหน้าในการเรียนระหว่างคะแนนก่อนเรียนกับคะแนน หลังเรียน การทดสอบก่อนเรียนจะใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนจึงด าเนินการสอน ตามวัตถุประสงค์เมื่อครบตามเวลาที่ก าหนดการสอน แล้วจึงทดสอบหลังเรียนด้วยข้อทดสอบ ชุดเดียวกับการวัดผลก่อนเรียน จากนั้นจึงน าคะแนนทั้งสองครั้งมาเปรียบเทียบกัน เพื่อพิจารณา ความแตกต่างว่าคะแนนหลังเรียนสูงขึ้นหรือต่ ากว่าเดิม ผลที่ปรากฏจะใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุง แผนการสอนภาษาไทย เพื่อจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์สูงขึ้น 5. เปรียบเทียบเวลาที่ใช้ในการท าข้อสอบกับเวลาเฉลี่ยที่เป็นมาตรฐาน ผู้เรียนบางคน อาจใช้เวลามากหรือน้อยจากเวลาที่เป็นมาตรฐานของการท าข้อสอบ การใช้เวลาที่แตกต่างกัน
42 อาจชี้ให้เห็นทั้งข้อดีและข้อบกพร่อง ข้อดีคือผู้เรียนท าข้อสอบได้จึงใช้เวลาน้อยกว่าที่ก าหนด ข้อบกพร่องคือเมื่อท าข้อสอบไม่ได้ จะใช้วิธีการเดา ท าให้เสร็จเร็วกว่าเวลาที่ก าหนด นอกจากนั้น บางคนอาจท าข้อสอบไม่ทันตามเวลา ข้อสังเกตตามที่กล่าวมานี้จะช่วยให้ผู้สอนน ามาปรับการบริหาร เครื่องมือให้ผู้เรียนใช้เวลาในการท าข้อสอบได้ตามที่ก าหนดต่อไป 6. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ในการเรียนภาษาไทยระหว่างทักษะต่าง ๆ ได้แก่ ฟัง พูด อ่าน และเขียน โดยน าคะแนนที่ได้มาปรับเป็นคะแนนมาตรฐาน แล้วจึงน ามาเปรียบเทียบกัน ท าให้เห็นความแตกต่างของคะแนนผลสัมฤทธิ์การเรียนของแต่ละทักษะ ซึ่งจะชี้ให้เห็นว่าควรปรับปรุง ทักษะใดให้มีผลสัมฤทธิ์อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับทักษะอื่น ๆ 7. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนภาษาไทยกับผลการเรียนวิชาอื่น ๆ โดยปรับให้เป็น คะแนนมาตรฐาน แล้วจึงน าไปเปรียบเทียบกันจะท าให้เห็นคะแนนผลสัมฤทธิ์วิชาภาษาไทยใกล้เคียง กับวิชาอื่น ๆ หรือไม่ เพื่อผู้สอนและผู้เรียนจะได้ปรับปรุงผลการเรียนของแต่ละวิชาให้ดีขึ้น จากวัตถุประสงค์ของการใช้เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนภาษาไทย ที่กล่าวมา ข้างต้น สรุปได้ว่า การใช้เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนมีวัตถุประสงค์ เพื่อวัดความรู้พื้นฐาน ก่อนเรียน วัดผลหลังเรียน เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างคะแนนของผู้เรียนแต่ละคนกับคะแนน เฉลี่ยของกลุ่ม และเปรียบเทียบความก้าวหน้าในการเรียนระหว่างคะแนนก่อนเรียนกับคะแนน หลังเรียน ผู้วิจัยน าความรู้นี้ไปใช้ในงานวิจัยโดยการสร้างเครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อใช้ในการพัฒนาและเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 ที่เรียนเรื่องอิศรญาณภาษิต ด้วยใช้เทคนิคการร่วมมือ STAD โดยร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall ซึ่งให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และให้คะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ตามวัตถุประสงค์ที่ได้ก าหนดไว้ 7. งำนวิจัยที่เกี่ยวข้อง 7.1 งำนวิจัยด้ำนกำรสอนเกี่ยวกับอิศรญำณภำษิต สุทธิเกียรติ เพิ่มขึ้น (2560) ได้ศึกษาเรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องอิศรญาณภาษิตของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการสอนแบบร่วมมือโดยใช้ เทคนิค STAD และการสอนแบบปกติ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง อิศรญาณภาษิต ที่ได้รับการการสอนแบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD และการสอนแบบปกติ 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนเรื่อง อิศรญาณภาษิต ที่ได้รับการการสอนแบบร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD ทั้งก่อนการสอนและหลังการสอน 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง อิศรญาณภาษิต ที่ได้รับการสอนแบบปกติทั้งก่อนการสอนและหลังการสอน กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนทวีธาภิเศก บางขุนเทียน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3 ห้อง 4 จ านวน 29 คน เป็นกลุ่มทดลองและ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ห้อง 5 จ านวน 29 คน เป็นกลุ่มควบคุม รวมทั้งหมด 58 คน ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2560 ซึ่งได้มาจากการสุ่ม