43 อย่างง่าย (simple random sampling)โดยการจับสลาก (lottery) 2 ห้องเรียน เครื่องมือที่ใช้ใน การวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยน าเสนอ ผลการหาประสิทธิภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ส าหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3 โดยผู้เชี่ยวชาญ หาได้จากการหาค่า IOC และการหาค่าความยากง่าย (p) ค่าอ านาจจ าแนก (r) และหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ โดยใช้สูตร KR-20 ได้จากโปรแกรม ส าเร็จรูปการวิเคราะห์ด้วยเทคนิค 25% และ 27% ส าหรับการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง อิศรญาณภาษิต ที่ได้รับ การสอนแบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD และการสอนแบบปกติจะใช้สถิติวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย (X) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และทดสอบความแตกต่างระหว่างคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง อิศรญาณภาษิตเฉลี่ยหลังจากการทดลองของวิธีทั้ง 2 วิธีโดยใช้การทดสอบค่าที(t-test) แบบกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มเป็นอิสระต่อกัน (t –test independent) ส่วนการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน เรื่อง อิศรญาณภาษิตที่สอนแบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD และการสอนแบบปกติ ทั้งก่อนและหลังเรียน จะใช้สถิติวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย (X) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) โดยใช้ทดสอบ ค่าที (t-test) แบบกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มไม่เป็นอิสระต่อกัน (t –test dependent) ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนกลุ่มทดลองที่ได้รับการสอนแบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุม ที่ได้รับการสอนแบบปกติอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ที่ ระดับ .05 2) นักเรียนที่ได้รับการการสอนแบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD มีผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนที่ได้รับ การสอนแบบปกติ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 อชิรญา กองค า (2562) ได้ศึกษา เรื่อง การเปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่าน อย่างมีวิจารณญาณ เรื่อง อิศรญาณภาษิต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่สอนโดยวิธีสอนแบบ SQ4R กับวิธีสอนแบบปกติ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านอย่างมี วิจารณญาณ เรื่อง อิศรญาณภาษิตของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่สอนโดยวิธีสอนแบบ SQ4R กับ วิธีสอนแบบปกติ2) เปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ เรื่อง อิศรญาณ ภาษิต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่สอนโดยวิธีสอนแบบ SQ4R ก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ เรื่อง อิศรญาณภาษิตของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่สอนโดยวิธีสอนแบบปกติก่อนเรียนและหลังเรียน ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนหนองแค “สรกิจพิทยา” อ าเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 4 ซึ่งก าลังศึกษาอยู่ใน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 จ านวน 12 ห้อง มีนักเรียนทั้งหมด 476 คน และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/3 จ านวน 36 คน และ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/11 จ านวน 36 คน รวมจ านวนนักเรียน 72 คน ซึ่งก าลังศึกษาอยู่
44 โรงเรียนหนองแค “สรกิจพิทยา” อ าเภอ หนองแค จังหวัดสระบุรี ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาเขต 4 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 ได้มาจากการน าคะแนนสอบปลายภาคเรียน ที่ 1 มาวิเคราะห์ด้วยสถิติone-way ANOVA โดยเลือกห้องเรียนที่คละความสามารถของนักเรียน กลุ่มเก่ง ปานกลาง และกลุ่มอ่อนแล้วตัดห้องเรียนที่เก่งสุดออก 2 ห้อง และตัดห้องเรียนที่อ่อนสุด ออก 2 ห้อง จะเหลืออยู่ 8 ห้อง จากนั้นน ามาวิเคราะห์ค่าความแปรปรวน ทางเดียว (one-way ANOVA) และเลือกมาจ านวน 2 ห้องที่มีผลคะแนนไม่แตกต่างกันจากการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม ด้วยวิธีการจับสลากแบ่งนักเรียนออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ 1) กลุ่มทดลอง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/11 จ านวน 36 คน เรียนด้วย แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่สอนโดยวิธีสอนแบบ SQ4R 2) กลุ่มควบคุม คือ นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/3 จ านวน 36 คน เรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่สอนโดยวิธีสอน แบบปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ โดยวิธีสอนแบบ SQ4R จ านวน 6 แผน 2) แผนการจัดการเรียนรู้ โดยวิธีสอนแบบปกติ จ านวน 6 แผน และ 3) แบบทดสอบความสามารถ 2 ด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ เรื่อง อิศรญาณภาษิต ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เป็นแบบทดสอบคู่ขนาน ปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จ านวนชุดละ 30 ข้อ ส าหรับทดสอบก่อนและ หลังเรียน โดยได้รับการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญแล้วน ามาหาค่า ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าเฉลี่ย (̅ ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และ ทดสอบค่าที t test แบบ Dependent Sample และแบบ Independent Sample ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้1) ความสามารถด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ เรื่อง อิศรญาณภาษิตของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่สอนโดยวิธีสอนแบบ SQ4R กับวิธีสอนแบบปกติ แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ความสามารถด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ เรื่อง อิศรญาณภาษิตของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่สอนโดยวิธีสอนแบบ SQ4R ก่อนเรียนและ หลังเรียน พบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ . 05 3) ความสามารถด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ เรื่อง อิศรญาณภาษิตของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 ที่สอนโดยวิธีสอนแบบปกติก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 7.2 งำนวิจัยเกี่ยวกับแนวคิด STAD ลลิลทิพย์ วรรณพงษ์และแสงสุรีย์ ดวงค าน้อย (2563) ได้ศึกษาเรื่อง การศึกษา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติต่อการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดการ เรียนรู้เชิงรุกร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD โดยให้นักเรียนมีคะแนนผ่านเกณฑ์ตั้งแต่
45 ร้อยละ 70 ขึ้นไป และมีจ านวนนักเรียนผ่านเกณฑ์ตั้งแต่ร้อยละ 70 ขึ้นไปจากจ านวนนักเรียน ทั้งหมดและ 2) ศึกษาเจตคติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการเรียนวรรณคดีไทยที่ได้รับ การจัดการเรียนรู้เชิงรุก ร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนพระธาตุหนองสามหมื่น สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 30 ก าลังศึกษาอยู่ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 จ านวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบ เจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มี 2 ประเภท ประกอบด้วย 1) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้จ านวน 9 แผน 2) เครื่องมือที่ใช้ในการ เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จ านวน 30 ข้อ และแบบวัดเจตคติที่มีต่อการเรียนวรรณคดีไทย จ านวน 30 ข้อ โดยใช้ สถิติพื้นฐานเป็นค่าเฉลี่ยค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละ ผลการวิจัย พบว่า 1) นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยของนักเรียน ทั้งหมดเท่ากับ 22.23 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 74.11 และมีจ านวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 46 จ านวน 25 คน คิดเป็นร้อยละ 83.33 จากจ านวนนักเรียนทั้งหมด ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ ที่ก าหนด 2) เจตคติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการเรียนวรรณคดีไทยที่ได้รับการจัดการ เรียนรู้เชิงรุก ร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับเห็นด้วย (X= 3.71, S.D.= 0.07) ชณานันต์ สุขสาคร (2562) ได้ศึกษาเรื่อง การพัฒนาความสามารถในการเขียน ย่อความโดยใช้สื่อสิ่งพิมพ์จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการเขียนยอความโดยใช้ สื่อสิ่งพิมพ์จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียน เทียบกับระดับคะแนนตามเกณฑ์ของโรงเรียน 2) เพื่อศึกษาผลการเปรียบเทียบความสามารถใน การเขียนย่อความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้สื่อสิ่งพิมพ์จัด การเรียนเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่นักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ก าลังเรียนภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนแห่งหนึ่งในสหวิทยา เขตพุทธสาคร อ าเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาครสังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา จังหวัดสมุทรสาคร จ านวน 24 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่ายโดยการจับฉลาก 1 ห้องเรียน จาก 2 ห้องเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบไปด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้จานวน 4 แผ่น 2) สื่อสิ่งพิมพ์ 4 ประเภท 3) แบบทดสอบวัดความสามารถการเขียนย่อความจากสื่อสิ่งพิมพ์ 4 ประเภท เครื่องมือวิจัยทั้ง 3 ประเภทได้ตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 คน มีค่าดัชนี สอดคลองกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย (IOC) เท่ากับ 0.67 - 1.00 ทุกฉบับ ส าหรับแบบทดสอบ วัดความสามารถการเขียนย่อความ ค่าความยากง่ายเท่ากับ 0.44-0.58 ค่าอ านาจจ าแนกเท่ากับ 0.34-0.48 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.89 เก็บรวบรวมข้อมูลโดยผู้วิจัยเป็นผู้จัดการเรียนรู้ ด้วยตนเองกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนแห่งหนึ่งในสหวิทยาเขตพุทธสาครโดยใช้เวลา
46 4 สัปดาห์รวม 10 ชั่วโมงวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย( ( X) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และ การทดสอบค่า (t – test) ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนทุกคนสามารถเขียนย่อความได้หลังเข้าร่วมกิจกรรม การเรียนรู้ แบบร่วมมือกันเทคนิค STAD สูงกว่าก่อนท ากิจกรรมกลุ่มทุกคน โดยมีคะแนนเพิ่มระหว่าง 5-15 คะแนน คนที่เพิ่มมากที่สุดคือคนที่ 24 เพิ่มขึ้น 15 คะแนน คนที่เพิ่มน้อยที่สุดคือคนที่ 9 เพิ่มขึ้น 5 คะแนน คะแนนต่ าสุดก่อนเรียนคือ 47 คะแนน และคะแนนสูงสุดก่อนเรียนคือ 67 คะแนน คะแนนต่ าสุดหลังเรียนคือ 55 คะแนน และคะแนนสูงสุดหลังเรียนคือ 75 คะแนน 2) นักเรียนทุกคน มีความสามารถในการเขียนย่อความหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนและ เมื่อเปรียบเทียบนักเรียนทั้งห้องมี ผลความสามารถแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ( X = 64.67) (S.D = 6.85) ผ่องพรรณ วงศ์กระบากถาวร (2562) ได้ศึกษาเรื่อง ผลการใช้แผนผังความคิด ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD เรื่อง หลักการใช้ภาษาไทยกลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีความมุ่งหมายคือ (1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แผนผังความคิดประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD เรื่อง หลักการ ใช้ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แผนผังความคิดประกอบ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD เรื่อง หลักการใช้ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 (3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแผนผังความคิด ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD เรื่อง หลักการใช้ภาษาไทย กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 (4) เพื่อศึกษาแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ของนักเรียน หลังจาก การใช้แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แผนผังความคิดประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มร่วมมือ เทคนิค STAD เรื่อง หลักการใช้ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จ านวน 20 คน โรงเรียนกระบากวิทยาคาร สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ (1) แผนการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยโดยใช้แผนผังความคิด ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD เรื่อง หลักการใช้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จ านวน 21 แผน ๒๑ ชั่วโมง (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง หลักการใช้ภาษาไทย แบบเลือกตอบชนิด 4 ตัวเลือกจ านวน 40 ข้อ มีค่าความยาก ดังนี้0.20 - 0.80 มีค่าอ านาจจ าแนกตั้งแต่ 0.21-0.63 และค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ของ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ เท่ากับ 0.93 (3) แบบวัดแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์หลังจากการใช้กิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้แผนผังความคิด ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD เรื่อง หลักการใช้ภาษาไทย จ านวน 20 ข้อ มีค่าอ านาจจ าแนก (B) ตั้งแต่ 0.37-0.81 มีค่า
47 ความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.93 และวิเคราะห์ ข้อมูลด้วยสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าดัชนีประสิทธิผล ผลการศึกษาปรากฏ ดังนี้ 1. พัฒนาการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แผนผังความคิดประกอบการจัดกิจกรรม การเรียนรู้กลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD เรื่อง หลักการใช้ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.02/83.37 ตามเกณฑ์ 80/80 ๒. ดัชนีประสิทธิผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้แผนผังความคิดประกอบการจัด กิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD เรื่อง หลักการใช้ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 มีค่าเท่ากับ .7238 แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าทางการ เรียนรู้คิดเป็น ร้อยละ 72.38 ๓. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้แผนผังความคิด ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD เรื่อง หลักการใช้ภาษาไทย กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 ๔. แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ของนักเรียนที่ใช้แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แผนผังความคิด โดย ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD เรื่อง หลักการใช้ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีค่า 4.45 อยู่ในระดับดี 8. กรอบแนวคิดวิจัย การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ได้รับการพัฒนาขึ้นโดย Robert E. Slavin ซึ่งการจัดการเรียนรู้ตามวิธีนี้จะมีการแบ่งผู้เรียนเป็นกลุ่มที่มีความสามารถแตกต่างกัน เน้นให้มีการ แบ่งงานกันท าช่วยเหลือกัน ร่วมกันท างานที่ได้รับมอบหมาย ส่วนการทดสอบจะท าเมื่อเรียนจบ เนื้อหานั้น และจะเป็นการทดสอบรายบุคคลช่วยเหลือกัน เมื่อได้คะแนนการสอบของสมาชิกในกลุ่ม แต่ละ คนจะน ามาเฉลี่ยเป็นคะแนนของกลุ่ม มีการประกาศคะแนนของกลุ่ม และถ้ากลุ่มใดมีคะแนน เฉลี่ยถึงเกณฑ์ที่ก าหนดก็จะมีรางวัลให้ (Slavin. 1995: 4 - 54) ซึ่งการจัดการเรียนรู้แบบ STAD มี 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ขั้นน าเข้าสู่บทเรียน 2) ขั้นน าเสนอบทเรียน 3 ) ขั้นฝึกปฏิบัติกิจกรรม (โดยผู้สอนแนะน า) 4) ขั้นท างานเป็นกลุ่ม (กลุ่มย่อย) 5) ขั้นทดสอบย่อยโดยใช้แอปพลิเคชัน Word wall 6) ขั้นสรุปและ ประเมินผล โดยผู้วิจัยได้คิดค้นขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดี เรื่อง อิศรญาณภาษิต โดยการจัดการ
48 เรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD และแอปพลิเคชัน Word wall ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ตามกรอบแนวคิด ดังแสดงในภาพ ภำพที่ ๑ : กรอบแนวคิดวิจัย การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD มีขั้นตอนดังนี้ 1. ขั้นน าเข้าสู่บทเรียน 2. ขั้นน าเสนอบทเรียน 3. ขั้นฝึกปฏิบัติกิจกรรมท างานเป็นกลุ่ม (กลุ่ม ย่อย) โดยผู้สอนแนะน า 4. ขั้นทดสอบย่อยโดยใช้แอปพลิเคชัน Wordwall 5. ขั้นสรุปและประเมินผล ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดี เรื่อง อิศรญาณภาษิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
49 บทที่ 3 วิธีด ำเนินกำรวิจัย การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดี เรื่องอิศรญาณ ภาษิต โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word wall ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีให้มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80/80 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดี เรื่องอิศรญาณภาษิต โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word wall ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน ผู้วิจัยได้น าเสนอวิธีด าเนินการศึกษาตามหัวข้อ ดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. แบบแผนการวิจัย 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. การสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ 5. การเก็บรวบรวมข้อมูล 6. การวิเคราะห์ข้อมูล 7. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. ประชำกรและกลุ่มตัวอย่ำง 1.1 ประชำกร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย ราชภัฏอุดรธานี อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 256๖ จ านวน ๓ ห้อง รวมนักเรียนทั้งหมด ๘๘ คน มีการจัดนักเรียนเป็นแบบคละความสามารถ (เก่ง ปานกลาง อ่อน) 1.2 กลุ่มตัวอย่ำง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/๑ มีนักเรียน ๒๗ คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 256๖ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีอ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ที่ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) 2. แบบแผนกำรวิจัย การศึกษาครั้งนี้มีแบบแผนการทดลอง (Experimental Design) กลุ่มเดียวทดสอบก่อน และหลังการทดลอง (One Group Pretest – Posttest Design) การวิจัยครั้งนี้เป็น การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word wall วิชาภาษาไทย เรื่อง อิศรญาณภาษิต โดยใช้แบบแผนการวิจัยแบบ One Group Pretest - Posttest Design (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2538: 249) ซึ่งมีลักษณะแบบแผนการวิจัย ดังตารางที่ 2
50 กลุ่ม สอบก่อน ทดลอง สอบหลัง E T1 X T2 ตำรำงที่ 2 รูปแบบกำรทดลองแบบกลุ่มตัวอย่ำงเดียว ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน สัญลักษณ์ ที่ใช้ในแบบแผนกำรทดลอง E แทน กลุ่มทดลอง (Experimental Group) T1 แทน การทดสอบก่อนเรียน (Pretest) X แทน วิธีการหรือสื่อนวัตกรรมที่เลือกใช้ T2 แทน การทดสอบหลังเรียน (Posttest) ตัวแปรตำม แบบแผนกำรวิจัย หมำยเหตุ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน One Group Pretest - Posttest Design ใช้แบบทดสอบฉบับเดิม ตำรำงที่ 3 แบบแผนกำรวิจัยจ ำแนกตำมตัวแปรตำม 3. เครื่องมือที่ใช้ในกำรวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย 1. แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่องอิศรญาณภาษิต โดยใช้เทคนิคการจัด การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word wall ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 จ านวน 5 แผน รวมเวลา 5 ชั่วโมง 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องอิศรญาณภาษิต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ชนิดตัวเลือก 4 ตัวเลือก จ านวน 20 ข้อ 2.1 แบบฝึกท้ายแผนการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องอิศรญาณภาษิต จ านวน 5 แผน แผนละ 10 ข้อ 2.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยก่อนเรียนและหลังเรียน แบบตัวเลือก 20 ข้อ 4. กำรสร้ำงและหำประสิทธิภำพของเครื่องมือ วิจัยก าหนดรายละเอียดของการสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ดังนี้ ๑.แผนกำรจัดกำรเรียนรู้วิชำภำษำไทย เรื่องอิศรญำณภำษิต ผู้ศึกษาได้ด าเนินการสร้าง ดังนี้
51 1.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ของส านักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ เกี่ยวกับคุณภาพผู้เรียน ตัวชี้วัด มาตรฐานการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้แกนกลาง การวัดและการประเมินผลการเรียนรู้ กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 1.2 วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อหา จุดประสงค์การเรียนรู้ เวลาที่ใช้และมาตรฐาน การเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 1.3 ศึกษาและวิเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และการจัดการเรียนเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD 1.4 ศึกษาหลักสูตรและโครงสร้างสถานศึกษาของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏ อุดรธานีกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ๑.๕ ก าหนดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ สื่อการจัดการเรียนรู้ รวมทั้งการวัดผลและ ประเมินผลการจัดการเรียนรู้แต่ละครั้ง โดยพิจารณาให้สอดคล้องกับเนื้อหา จุดประสงค์ และ การเรียนรู้ตามรูปแบบของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ๑.๖ ศึกษาเนื้อหาสาระ เรื่องอิศรญาณภาษิต ในหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานภาษาไทย วรรณคดีและวรรณกรรม ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ๑.๗ สร้างแผนการจัดการเรียนรู้ โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD จ านวน 5 แผน รวม 5 ชั่วโมง ดังนี้ ๑.เรื่อง ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับอิศรญาณภาษิต จ านวน 1 ชั่วโมง ๒.เรื่อง เนื้อหาเรื่องอิศรญาณภาษิต ๑ จ านวน 1 ชั่วโมง ๓.เรื่อง เนื้อหาเรื่องอิศรญาณภาษิต ๒ จ านวน 1 ชั่วโมง ๔.เรื่อง ข้อคิดด้านการปฏิบัติตนในสังคม จ านวน 1 ชั่วโมง ๕.เรื่อง การประยุกต์ใช้ค าสอนเพื่อปรับใช้ในชีวิต จ านวน 1 ชั่วโมง โดยแต่ละแผนประกอบด้วยสาระส าคัญ มาตรฐานการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้จุดประสงค์ การเรียนรู้ เนื้อหา กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อการจัดการเรียนรู้ และการวัดการประเมินผล การเรียนรู้ โดยกิจกรรมการจัดการเรียนรู้เป็นไปตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนการด าเนินกิจกรรมการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ขั้นน าเข้าสู่บทเรียน เป็นการเตรียมตัวนักเรียนก่อนเริ่มเรียน และก่อนที่ครูจะน าเสนอ เนื้อหาเพื่อให้รู้ว่านักเรียนก าลังจะเรียนเรื่องอะไร โดยการน าความรู้และทักษะที่นักเรียนมีอยู่เดิมมา สัมพันธ์กับบทเรียนที่ครูก าลังจะสอน ซึ่งท าได้โดยการหากิจกรรมที่เร้าความสนใจของนักเรียน แล้วเชื่อมโยงไปสู่บทเรียน 2) ขั้นน าเสนอบทเรียน เป็นการน าเสนอความคิดรวบยอดใหม่หรือบทเรียนใหม่โดย ส่วนมากแล้วจะเป็นวิธีการสอนโดยตรงของผู้สอน ด้วยการบรรยาย การอภิปราย ในการน าเสนอ ความคิดรวบยอดหรือบทเรียน 3) ขั้นฝึกปฏิบัติกิจกรรมท างานเป็นกลุ่ม (โดยผู้สอนแนะน า) เป็นการจัดผู้เรียนเป็นกลุ่ม ประกอบด้วยสมาชิก กลุ่มละ 4-5 คน ผู้เรียนแต่ละกลุ่มจะแบ่งแบบคละความสามารถในด้านต่าง ๆ
52 เก่ง กลาง อ่อน ซึ่งวัดจากคะแนนสอบก่อนเรียน ให้สมาชิกที่มีความหลากหลายร่วมกันศึกษาเนื้อหา และปฏิบัติตามกติกา การเรียนรู้แบบร่วมมือในบทบาทต่าง ๆ เช่น เป็นผู้หาค าตอบเป็นผู้สนับสนุน และเป็นผู้จดบันทึก การแบ่งกลุ่มลักษณะนี้ จุดประสงค์หลักคือ เพื่อการเรียนรู้ร่วมกันของผู้เรียน ซึ่งสมาชิกทุกคนในกลุ่มมีการช่วยเหลือกัน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ มีก ารยอม รับต่อกัน และมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีภายในกลุ่ม ซึ่งผู้สอนชี้แจ้งให้ผู้เรียนทราบเกี่ยวกับกิจกรรมการเรียนรู้ภาระงาน หรือชิ้นงาน และวิธีการท าแบบทดสอบโดยการใช้แอปพลิเคชัน Word wall 4) ขั้นทดสอบย่อยโดยใช้แอปพลิเคชัน Word wall เมื่อผู้เรียนได้น าเสนอบทเรียนไปแล้ว จะมีการทดสอบผู้เรียนเป็นรายบุคคลโดยใช้แอปพลิเคชัน Word wall ซึ่งจะไม่มีการปรึกษากัน ในระหว่างการท าข้อสอบ เพื่อวัดความรู้ความเข้าในใจเนื้อหาที่เรียนมาแล้ว ดังนั้นผู้เรียนแต่ละคน จึงต้องมีความรับผิดชอบต่อตัวเองในการรับความรู้จากผู้สอนและเพื่อนในกลุ่ม 5) ขั้นสรุปและประเมินผล หลังจากที่ผู้เรียนได้ท าแบบทดสอบแล้ว จะมีการหาคะแนน พัฒนาการรายบุคคล ซึ่งนักเรียนแต่ละคนมีคะแนนพื้นฐานที่คิดมาจากคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบ หลาย ๆ ครั้ง และมีการตระหนักถึงความส าเร็จของกลุ่ม ซึ่งการที่กลุ่มจะได้รับรางวัล ก็เมื่อกลุ่มนั้นได้คะแนนมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ ซึ่งจะตัดสินด้วยคะแนนที่ได้จากการท าแบบทดสอบของ สมาชิกแต่ละคนในกลุ่ม แล้วคิดเป็นคะแนนพัฒนาน ามาเฉลี่ยเป็นคะแนนของกลุ่ม จากนั้นผู้สอนและ ผู้เรียนสรุปบทเรียนร่วมกัน 1.8 ปรับปรุง และแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ 1.9 น าแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนที่ก าลังศึกษา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีปีการศึกษา 256๖ ที่ไม่ใช่ กลุ่มตัวอย่างของการวิจัย และได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย จ านวน 4 คน (ทดลองเดี่ยว) ซึ่งประกอบด้วยนักเรียนที่มีความสามารถ อยู่ในระดับสูง 1 คน ปานกลาง 2 คน และอ่อน 1 คน เพื่อตรวจสอบข้อบกพร่องและปรับปรุงแก้ไขเกี่ยวกับการใช้ส านวนภาษา 1.10 น าแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนที่ก าลังศึกษา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีปีการศึกษา 256๖ ที่ไม่ใช่ กลุ่มตัวอย่างของการวิจัย และได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย จ านวน 12 คน (ทดลองกลุ่มเล็ก) ประกอบด้วยนักเรียนที่มี ความสามารถอยู่ในระดับสูง 3 คน ปานกลาง 6 คน และต่ า 3 คน เพื่อหาข้อบกพร่องเกี่ยวกับเวลาสื่อการสอนปริมาณเนื้อหาและกิจกรรมในแต่ละแผนการจัด การเรียนรู้ แล้วปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ 1.11 น าแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วเสนอผู้เชี่ยวชาญอีกครั้ง เพื่อตรวจสอบ และปรับปรุงแก้ไขเป็นฉบับสมบูรณ์ที่ใช้ในการทดลองภาคสนาม 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียนวิชำภำษำไทย เรื่องอิศรญาณภาษิต แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องอิศรญาณภาษิต ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบมี 4 ตัวเลือก มีขั้นตอน ในการสร้างและหาประสิทธิภาพ ดังนี้
53 2.1 ศึกษาทฤษฎี วิธีสร้างเทคนิคการเขียนข้อสอบแบบเลือกตอบ คู่มือการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เรื่องอิศรญาณภาษิต ตามหลักสูตรการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 2.2 สร้างตารางวิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหา 2.3 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องอิศรญาณภาษิต แบบปรนัย ชนิดเลือกตอบมี 4 ตัวเลือก จ านวน 20 ข้อ ให้ครอบคลุมเนื้อหาสาระและผลการเรียนรู้ ที่คาดหวัง 2.4 น าแบบทดสอบที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจ านวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ ด้านการสอนวิชาภาษาไทย การวิจัยและด้านการวัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรง เชิงเนื้อหา (Content Validity) ของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item objective congruence : IOC) ระหว่างจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา กระบวนการจัดการเรียนรู้และการวัดประเมินผล โดยให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านพิจารณาตรวจสอบ ให้คะแนน ดังนี้ - ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบวัดได้สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง - ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อสอบวัดได้สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง -ให้คะแนนเป็น -1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบวัดได้ไม่สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ ที่คาดหวัง 2.5 น าผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ วิเคราะห์หาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อ ค าถามของแบบทดสอบกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยหาค่า IOC ซึ่งที่ใช้ได้มีค่าได้ระหว่าง 0.67 - 1.00 ทุกข้อ 2.6 น าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไปทดลอง (Try Out) กับนักเรียนที่ก าลัง เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีปีการศึกษา 256๖ ที่เรียน วิชาภาษาไทย เรื่องอิศรญาณภาษิต ผ่านมาแล้วและไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างของการวิจัย จ านวน 30 คน แล้วน าคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์หาค่าความยากง่าย (P) และค่าอ านาจจ าแนก (r) เป็นรายข้อ 2.7 น าข้อสอบที่คัดเลือกแล้วจ านวน 20 ข้อ ไปทดสอบเพื่อหาค่าความเชื่อมั่นของ แบบทดสอบทั้งฉบับ โดยใช้สูตรของคูเดอร์ - ริชาร์ดสัน KR-20 2.8 น าแบบทดสอบที่ได้ไปวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 256๖ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีที่เป็นกลุ่มตัวอย่างในการทดลอง ภาคสนามต่อไป 5. กำรเก็บรวบรวมข้อมูล การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีเรื่องอิศรญาณภาษิต โดยการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีผู้วิจัยมีขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้
54 1. ศึกษาหลักสูตร วิเคราะห์หลักสูตร ก าหนดจุดประสงค์การเรียนรู้และสาระการเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตามหลักสูตรแกนการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 เกี่ยวกับเรื่อง อิศรญาณ ภาษิต 2. ศึกษาวิธีสร้างและเขียนแบบทดสอบประเภทเลือกตอบจากหนังสือการวัดผล การศึกษาของ (สมนึก ภัททิยธนี, 2549: 202-232) 3. ติดต่อประสานงานกับครูในโรงเรียนเพื่อขอความร่วมมือในการศึกษาและทดลอง จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall เรื่อง อิศรญาณภาษิต 4. เลือกนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ก าลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 256๖ 5. จัดท าแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง อิศรญาณภาษิต และประเมินความสอดคล้อง เชิงเนื้อหา (IOC) 6. สร้างแบบทดสอบ เรื่อง อิศรญาณภาษิต และเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเพื่อตรวจสอบ ความถูกต้องและประเมินความเหมาะสมโดยผู้เชี่ยวชาญ 7. สร้างและหาคุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์คัดเลือก คุณภาพ มีค่า IOC ค่าความยาก ค่าอ านาจจ าแนก และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 8. ก่อนการทดลองให้นักเรียนท าแบบทดสอบ (Pre-test) วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาภาษาไทย เรื่องอิศรญาณภาษิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้แอปพลิเคชัน Word wall เพื่อน าคะแนนมาวิเคราะห์เป็นคะแนนก่อนเรียน 9. ด าเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall เรื่อง อิศรญาณภาษิตที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง โดยผู้วิจัยและผู้ช่วยนักวิจัยเป็นผู้ออกแบบ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เอง ใช้เวลา 5 ชั่วโมงโดยผู้วิจัยด าเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กับนักเรียน กลุ่มตัวอย่าง โดยใช้การจักการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall เรื่อง อิศรญาณภาษิต และแผนการจัดการเรียนรู้ จ านวน 5 ชุด/แผน รวม 5 ชั่วโมง โดยระหว่าง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ครูผู้สอนและผู้ช่วยผู้วิจัยจะท าการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนไปด้วย 10. เมื่อสิ้นสุดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ท าการทดสอบหลังเรียน (Post-test) กับ นักเรียนกลุ่มเดิมในโรงเรียน ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย เป็นเอกสารทั้งสองฉบับเป็นชุดเดียวกันกับที่ใช้ทดสอบก่อน 11. เมื่อสิ้นสุดการทดลองสอนแล้ว น าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ภาษาไทย เรื่องอิศรญาณภาษิต ชุดเดิมไปทดสอบนักเรียนอีกครั้ง จากนั้นน าผลที่ได้ไปวิเคราะห์ข้อมูล ทางสถิติต่อไป 12.หาประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ 13.น าคะแนนจากการตรวจแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบประเมิน ทักษะการอ่านจับใจความ มาวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีทางสถิติ เพื่อตรวจสอบสมมติฐาน
55 6. กำรวิเครำะห์ข้อมูล การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีเรื่องอิศรญาณภาษิต โดยการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ได้ด าเนินการการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนการสอนวรรณคดีเรื่องอิศรญาณ ภาษิต โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง ตามเกณฑ์ 80/80 ด้วยค่าประสิทธิภาพของกระบวนการ และ ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E1/E2) 2. ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องอิศรญาณภาษิต ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 โดยการหาคะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและร้อยละ 3. วิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall ก่อนเรียนและหลังเรียนมาคิดคะแนนเป็นร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) แล้วน าคะแนนมาทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติ t-test Dependent Sample (พวงรัตน์ทวีรัตน์, 2543: 165-167) 7. สถิติที่ใช้ในกำรวิเครำะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยเลือกใช้สถิติ ดังนี้ สถิติพื้นฐำน 1.ค่าเฉลี่ย × 2.เบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) สถิติที่ใช้ในกำรวิเครำะห์คุณภำพของเครื่องมือ 1. ค่าความยากง่าย (Difficulty) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2. ค่าอ านาจจ าแนก (Discrimination) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3. ค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4. หาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) 61 IOC = ƩR N เมื่อ IOC เป็นดัชนีความสอดคล้อง ƩR เป็นผลรวมความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N เป็นจ านวนของผู้เชี่ยวชาญ สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐำน ๑.สถิติที่ใช้ทดสอบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนกับเกณฑ์ ร้อยละ ๘๐ คือการทดสอบทีแบบกลุ่มเดียว ๒.สถิติที่ใช้ทดสอบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนกับหลังเรียน คือการทดสอบทีแบบไม่อิสระ
๕๖ บทที่ ๔ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัย เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดี เรื่อง อิศรญาณภาษิต โดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ผู้วิจัยน าเสนอ ผลการวิเคราะห์ตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังต่อไปนี้ 1. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีเรื่องอิศรญาณภาษิต โดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย ราชภัฏอุดรธานีให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดี เรื่องอิศรญาณภาษิต โดยใช้เทคนิค STAD และแอปพลิเคชัน Word Wall ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย ราชภัฏอุดรธานี ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน การวิจัย เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีเรื่อง อิศรญาณภาษิต โดยใช้ เทคนิค STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียน สาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีผู้วิจัยได้เสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตามล าดับ ดังนี้ ๔.๑ ล าดับขั้นตอนการน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ๔.๒ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ๔.๑ ล าดับขั้นตอนการน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ด าเนินการตามล าดับ ดังนี้ ตอนที่ ๑ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีเรื่องอิศรญาณภาษิต โดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน สาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์80/80 ตอนที่ ๒ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดี เรื่องอิศรญาณภาษิตโดยใช้เทคนิค STAD และแอปพลิเคชัน Word Wall ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน
๕๗ ๔.๒ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ ๑ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีเรื่องอิศรญาณภาษิต โดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน สาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีโดยการหาร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (̅ ) และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) แล้วเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีเรื่อง อิศรญาณภาษิต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กับเกณฑ์ที่ก าหนดไว้ ร้อยละ ๘๐/๘๐ ตารางที่ ๓ การแสดงประสิทธิภาพกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้แผนการจัดการ เรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง อิศรญาณภาษิต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่จัดการเรียนรู้โดยใช้ เทคนิค STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall จ านวน ๒๗ คน ดังนี้ เลขที่ ก่อนเรียน (๒๐) คะแนนระหว่างเรียน รวม ระหว่าง เรียน (๕๐) หลังเรียน (๒๐) แผนที่ ๑ (๑๐) แผนที่ ๒ (๑๐) แผนที่ ๓ (๑๐) แผนที่ ๔ (๑๐) แผนที่ ๕ (๑๐) ๑. ๔ ๘ ๙ ๙ ๘ ๙ ๔๓ ๑๖ ๒. ๘ ๗ ๗ ๙ ๑๐ ๑๐ ๔๓ ๑๘ ๓. ๖ ๗ ๗ ๗ ๖ ๗ ๓๔ ๑๔ ๔. ๖ ๘ ๘ ๗ ๙ ๙ ๔๑ ๑๕ ๕. ๗ ๘ ๗ ๘ ๘ ๙ ๔๐ ๑๖ ๖. ๑๐ ๘ ๗ ๘ ๘ ๘ ๓๙ ๑๙ ๗. ๕ ๗ ๘ ๘ ๙ ๙ ๔๑ ๑๗ ๘. ๗ ๖ ๘ ๘ ๙ ๙ ๔๐ ๑๘ ๙. ๑๐ ๗ ๘ ๗ ๘ ๙ ๓๙ ๑๗ ๑๐. ๕ ๘ ๘ ๘ ๙ ๘ ๔๑ ๑๗ ๑๑. ๕ ๘ ๗ ๘ ๘ ๙ ๔๐ ๑๖ ๑๒. ๕ ๗ ๙ ๗ ๘ ๘ ๓๙ ๑๖ ๑๓. ๘ ๗ ๘ ๗ ๙ ๙ ๔๐ ๑๘ ๑๔. ๕ ๗ ๘ ๗ ๙ ๙ ๔๐ ๑๗ ๑๕. ๖ ๘ ๙ ๘ ๘ ๙ ๔๒ ๑๗ ๑๖. ๔ ๘ ๗ ๘ ๘ ๘ ๓๙ ๑๘ ๑๗. ๘ ๗ ๘ ๘ ๙ ๘ ๔๐ ๑๗ ๑๘ ๙ ๗ ๗ ๘ ๘ ๘ ๓๘ ๑๖ ๑๙. ๖ ๘ ๗ ๘ ๙ ๙ ๔๑ ๑๘ ๒๐. ๖ ๗ ๘ ๗ ๘ ๙ ๓๙ ๑๖ ๒๑. ๓ ๗ ๘ ๗ ๘ ๘ ๓๘ ๑๕ ๒๒. ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๘ ๓๘ ๑๕
๕๘ จากตารางที่ ๓ แสดงให้เห็นว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓/๑ ที่เรียนวิชาภาษาไทย เรื่องอิศรญาณภาษิต โดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ได้คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน จากการท าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเท่ากับคิดเป็นร้อยละ ๓๒.๐๓ โดยมีส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐานเท่ากับ ๔.๕๓ ส่วนคะแนนเฉลี่ยระหว่างเรียนได้จากการท าแบบฝึกทักษะเท่ากับ ๔๐.๑๑ คิดเป็นร้อยละ ๘๐.๒๒ โดยมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ ๕.๓๓ และได้คะแนนเฉลี่ยหลังเรียน จากการท าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเท่ากับ ๑๖.๖๒ คิดเป็นร้อยละ ๘๓.๑๔ โดยมีส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ ๑.๘๗ ตารางที่ ๔ แสดงประสิทธิภาพของผลการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง อิศรญาณภาษิต ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓/๑ จ านวน ๒๗ คน จ านวน นักเรียน (N) คะแนนแบบฝึกทักษะ (E1) คะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน หลังเรียน (E2) คะแนนเต็ม คะแนน เฉลี่ย ร้อยละ คะแนนเต็ม คะแนน เฉลี่ย ร้อยละ ๒๗ ๕๐ ๔๐.๑๑ ๘๐.๒๒ ๒๐ ๑๖.๖๒ ๘๓.๑๔ เลขที่ ก่อนเรียน (๒๐) คะแนนระหว่างเรียน รวม ระหว่าง เรียน (๕๐) หลังเรียน (๒๐) แผนที่ ๑ (๑๐) แผนที่ ๒ (๑๐) แผนที่ ๓ (๑๐) แผนที่ ๔ (๑๐) แผนที่ ๕ (๑๐) ๒๓. ๖ ๘ ๗ ๘ ๑๐ ๑๐ ๔๓ ๑๖ ๒๔. ๗ ๘ ๘ ๘ ๙ ๙ ๔๒ ๑๘ ๒๕. ๑๑ ๘ ๘ ๙ ๘ ๙ ๔๒ ๑๘ ๒๖. ๑๑ ๙ ๘ ๑๐ ๑๐ ๑๐ ๔๗ ๑๙ ๒๗. ๔ ๘ ๘ ๙ ๘ ๘ ๔๑ ๑๓ รวม ๑๗๓ ๑๘๘ ๑๙๙ ๒๐๖ ๒๒๔ ๒๒๘ ๑,๐๘๓ ๔๔๙ ̅ ๖.๔๐ ๖.๙๖ ๗.๓๗ ๗.๖๒ ๘.๒๙ ๘.๔๔ ๔๐.๑๑ ๑๖.๖๒ S.D ๔.๕๓ ๐.๓๘ ๐.๓๙ ๐.๖๘ ๑.๑๗ ๑.๓๖ ๕.๓๓ ๑.๘๗ ร้อยละ ๓๒.๐๓ ๓๔.๘๑ ๓๖.๘๕ ๓๘.๑๔ ๔๑.๔๘ ๔๒.๒๒ ๘๐.๒๒ ๘๓.๑๔
๕๙ จากตารางที่ ๔ แสดงให้เห็นว่าผลการจัดการเรียนรู้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓/๑ ที่เรียน วิชาภาษาไทย เรื่อง อิศรญาณภาษิต โดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีมีประสิทธิภาพเท่ากับ ๘๐.๒๒/๘๓.๑๔ แสดงว่าการจัดการเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย เรื่อง อิศรญาณภาษิต ส าหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ที่จัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall ที่ผู้วิจัย สร้างขึ้น มีประสิทธิภาพผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ E1/E2 = ๘๐/๘๐ และสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ตอนที่ ๒ ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง อิศรญาณภาษิต โดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีจ านวน ๒๗ คน โดยได้คะแนน จากการท าแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ส าหรับการเก็บรวบรวมข้อมูลครั้งนี้ ผู้วิจัยให้นักเรียน กลุ่มตัวอย่างท าแบบทดสอบก่อนเข้าสู่บทเรียน เพื่อตรวจสอบความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับรายวิชา ภาษาไทย เรื่อง อิศรญาณภาษิต และท าแบบทดสอบ หลังเรียนหลังจากการใช้แผนการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ เรื่อง อิศรญาณภาษิต ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ที่จัดการเรียนรู้โดยใช้ กระบวนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall โดยใช้แบบทดสอบ เป็นฉบับเดียวกันทั้งก่อนเรียน และหลังเรียน จากนั้นได้น าคะแนนของผู้เรียนมาวิเคราะห์ ซึ่งปรากฏผลดังตารางต่อไปนี้ ตารางที่ ๕ แสดงผลรวมคะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละของคะแนน ก่อนเรียน และหลังเรียนรายวิชาภาษาไทย เรื่อง อิศรญาณภาษิต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ที่จัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ ๓/๑ จ านวน ๒๗ คน เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน เลขที่ คะแนนก่อนเรียน (๒๐) คะแนนหลังเรียน (๒๐) ผลต่างคะแนน (D) ๑ ๔ ๑๖ ๑๒ ๒ ๘ ๑๘ ๑๐ ๓ ๖ ๑๔ ๘ ๔ ๖ ๑๕ ๙ ๕ ๗ ๑๖ ๙ ๖ ๑๐ ๑๙ ๙ ๗ ๕ ๑๗ ๑๒ ๘ ๗ ๑๘ ๑๑ ๙ ๑๐ ๑๗ ๗ ๑๐ ๕ ๑๗ ๑๒ ๑๑ ๕ ๑๖ ๑๑ ๑๒ ๕ ๑๖ ๑๑
๖๐ เลขที่ คะแนนก่อนเรียน (๒๐) คะแนนหลังเรียน (๒๐) ผลต่างคะแนน (D) ๑๓ ๘ ๑๘ ๑๐ ๑๔ ๕ ๑๗ ๑๒ ๑๕ ๖ ๑๗ ๑๑ ๑๖ ๔ ๑๘ ๑๔ ๑๗ ๘ ๑๗ ๙ ๑๘ ๙ ๑๖ ๗ ๑๙ ๖ ๑๘ ๑๒ ๒๐ ๖ ๑๖ ๑๐ ๒๑ ๓ ๑๕ ๑๒ ๒๒ ๕ ๑๕ ๑๐ ๒๓ ๖ ๑๖ ๑๐ ๒๔ ๗ ๑๘ ๑๑ ๒๕ ๑๑ ๑๘ ๗ ๒๖ ๑๑ ๑๙ ๘ ๒๗ ๔ ๑๓ ๙ รวม ๑๗๓ ๔๔๙ ๒๗๖ ̅ ๖.๔๐ ๑๖.๖๒ - S.D. ๔.๕๓ ๑.๘๗ - ร้อยละ ๓๔.๘๑ ๘๓.๑๔ - จากตารางที่ ๕ แสดงให้เห็นว่าผลการจัดการเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย เรื่อง อิศรญาณภาษิต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ที่จัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓/๑ ได้คะแนนทดสอบก่อนเรียนเฉลี่ยเท่ากับ ๖.๔๐ คิดเป็นร้อยละ ๓๔.๘๑ โดยมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ ๔.๕๓ และได้คะแนนทดสอบหลังเรียน เฉลี่ยเท่ากับ ๑๖.๖๒ คิดเป็นร้อยละ ๘๓.๑๔ โดยมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ ๑.๘๗ แสดงว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และคะแนนหลังเรียนไม่น้อยกว่า ร้อยละ ๘๐ ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้จากนั้นผู้วิจัยน าคะแนนของการทดสอบก่อนเรียนและการทดสอบ หลังเรียนไปวิเคราะห์หาดัชนีประสิทธิผลปรากฏผลดังตาราง ต่อไปนี้ ตารางที่ ๖ แสดงคะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบทีแบบไม่อิสระ และระดับนัยส าคัญทางสถิติของการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาไทย เรื่อง อิศรญาณภาษิต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ที่จัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับ แอปพลิเคชัน Word Wall โดยเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓/๑ (N = ๒๗)
๖๑ ผลการทดสอบ ̅ S.D. t-test Sig ก่อนเรียน ๖.๔๐ ๔.๕๓ ๗๒.๔๖ ๐.๐๕ หลังเรียน ๑๖.๖๒ ๑.๘๗ มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕ จากตารางที่ ๖ พบว่า การทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ ๓/๑ มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ ๖.๔๐ คะแนน และ ๑๖.๖๒ คะแนน ตามล าดับ เมื่อเปรียบเทียบ ระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕ ดังนั้น การวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง อิศรญาณภาษิต โดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ ร้อยละ ๘๐ ซึ่งท าให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยเทคนิคดังกล่าว เป็นวิธีสอนที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการคิดวิเคราะห์และช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจในเนื้อหาอย่างละเอียด ถี่ถ้วน อีกทั้งยังเป็นวิธีการที่ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติร่วมกัน ซึ่งจะท าให้ประสิทธิภาพในการเรียนและ เข้าใจเนื้อหาวิชาภาษาไทยเพิ่มมากยิ่งขึ้น
๖๒ บทที่ ๕ สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ในการวิจัย เรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดี เรื่องอิศรญาณภาษิต โดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ผู้วิจัยน าเสนอการสรุป ผลการวิจัย อภิปรายผล และมีข้อเสนอแนะ โดยมีล าดับดังน ี้ ๕.๑ วัตถุประสงค์ของการวิจัย ๕.๒ สมมติฐานของการวิจัย ๕.๓ สรุปผลการวิจัย ๕.๔ อภิปรายผลการวิจัย ๕.๕ ข้อเสนอแนะ ๕.๑ วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีเรื่องอิศรญาณภาษิต โดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย ราชภัฏอุดรธานีให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดี เรื่องอิศรญาณภาษิต โดยใช้เทคนิค STAD และแอปพลิเคชัน Word Wall ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏ อุดรธานี ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน ๕.๒ สมมุติฐำนของกำรวิจัย 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องอิศรญาณภาษิต โดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ กระบวนการร่วมมือ STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาภาษาไทย เรื่องอิศรญาณภาษิต โดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ กระบวนการร่วมมือ STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ๕.๓ สรุปผลกำรวิจัย ๕.๓.๑ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องอิศรญาณภาษิต โดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ กระบวนการร่วมมือ STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพเท่ากับ ๘๐.๒๒/๘๓.๑๔ แสดงว่าในการจัดการเรียนรู้ดังกล่าวที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ E๑/E๒ = ๘๐/๘๐ และสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน
๖๓ ๕.๓.๒ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาภาษาไทย เรื่องอิศรญาณภาษิต โดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ กระบวนการร่วมมือ STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีนัยส าคัญที่ .๐๕ ซึ่งนักเรียนได้คะแนนทดสอบก่อนเรียนเฉลี่ย เท่ากับ ๖.๔๐ คิดเป็นร้อยละ ๓๔.๘๑ โดยมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ ๔.๕๓ และได้คะแนน ทดสอบหลังเรียนเฉลี่ยเท่ากับ ๑๖.๖๒ คิดเป็นร้อยละ ๘๓.๑๔ โดยมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ ๑.๘๗ แสดงว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ๕.๔ อภิปรำยผลกำรวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยมีประเด็นที่จะอภิปรายผลการวิจัยดังนี้จากผลการวิจัยเรื่อง การพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดี เรื่องอิศรญาณภาษิต โดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีสามารถน าไปสู่การอภิปรายผลได้ดังต่อไปน ี้ จากผลการวิจัยที่พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดี เรื่องอิศรญาณภาษิต โดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ หลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓/๑ ที่เรียนวิชาภาษาไทย เรื่องอิศรญาณภาษิต โดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ ๓ ได้คะแนนทดสอบก่อนเรียนเฉลี่ยเท่ากับ ๖.๔๐ คิดเป็นร้อยละ ๓๔.๘๑ โดยมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ ๔.๕๓ และได้คะแนนทดสอบหลังเรียนเฉลี่ยเท่ากับ ๑๖.๖๒ คิด เป็นร้อยละ ๘๓.๑๔ โดยมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ ๑.๘๗ แสดงว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และคะแนนหลังเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๐ ตามเกณฑ์ ที่ตั้งไว้ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก เทคนิค STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall เป็นรูปแบบ การจัดการเรียนรู้ที่เน้นพัฒนาทักษะกระบวนการท างานเป็นกลุ่มและเรียนรู้ไปพร้อมกัน การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือท าให้ผู้เรียนมีทักษะทางสังคมที่ดี เกิดความสามัคคีในหมู่คณะ รู้จักปรับตัว เพื่อประโยชน์กับกลุ่มที่ต้องอยู่ร่วมกัน ท าให้เกิดความพยายามเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย มีระเบียบวินัย เอาใจใส่ รู้จักช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น ดังท ี่สุวิทย์ มูลค า และอรทัย มูลค า (2546) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD หมายถึง การเรียนรู้แบบร่วมมืออีกรูปแบบหนึ่ง คล้ายกันกับเทคนิค TGT ที่แบ่งผู้เรียนที่มีความสามารถแตกต่างกันออกเป็นกลุ่มเพื่อท างานร่วมกัน กลุ่มละประมาณ 4-5 คน โดยก าหนดให้สมาชิกของกลุ่มได้เรียนรู้ในเนื้อหาสาระที่ผู้สอนจัดเตรียมไว้ แล้วท าการทดลองความรู้ คะแนนที่ได้จากการทดสอบของสมาชิกแต่ละคนน ามาบวกเป็นคะแนน ของทีม ผู้สอนจะต้องใช้เทคนิคการเสริมแรง นอกจากนั้น การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ยังช่วยท าให้ผู้เรียนรู้จักการวางแผนการท างานภายในกลุ่ม ซึ่งตรงกับ แนวคิดของ นิตยา ชังคมานนท์ (๒๕๔๔) ที่ได้อธิบายขั้นตอนของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD โดยเริ่มต้นตั้งแต่ การจัดกลุ่ม การก าหนดหัวข้อ การปรึกษาภายในกลุ่ม การแบ่ง หน้าที่ภายในกลุ่ม ซึ่งท าให้ผู้เรียน เกิดการพัฒนาทั้งทักษะด้านความรู้และทักษะด้านการวิเคราะห ์
๖๔ การใช้เทคนิค STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall ช่วยท าให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิด รวบยอด สามารถอธิบายล าดับหรือองค์ประกอบของเรื่องที่เรียนได้เป็นอย่างดี ซึ่งสอดคล้องกับ แนวคิดของ ศิริลักษณ์ นาควิสุทธิ์(2548) กล่าวว่าหลักการและแนวคิดของวิธีการจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือเทคนิค STAD และการแสดงขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD จะเห็นว่าการจัดการเรียนรู้แบบนี้ เป็นการเรียนโดยเน้นผู้เรียนเป็นส าคัญอย่างแท้จริง เพราะคือการเรียนที่จัดให้ผู้เรียนได้เรียนเป็นกลุ่มคละกันตามระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือ ระดับสูง 1 คน ระดับปานกลาง 2 คน และระดับอ่อน 1 คน ซึ่งกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ มีล าดับขั้นตอน คือ ขั้นน าเสนอต่อชั้นเรียน ขั้นการเรียนเป็นกลุ่มขั้นการทดสอบ และขั้นตระหนักถึง ความส าเร็จของกลุ่ม ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ สุวิทย์ มูลค า และอรทัย มูลค า (2546) กล่าวถึง รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ว่ามีองค์ประกอบส าคัญที่มีขั้นตอนอย่าง ชัดเจน ตั้งแต่การจัดองคืประกอบของการเรียนรู้การน าเสนอบทเรียน (Class Presentation) การจัดกลุ่ม (Teams) จัดล าดับนักเรียนในชั้นจากเก่งที่สุดไปหาอ่อนที่สุด ซึ่งเป็นกระบวนการเรียนรู้ ที่ท าให้ผู้เรียนมีระบบในการจัดการความคิดโดยการเรียนรู้ร่วมกันจากกลุ่มและถ่ายทอดความรู้ ความคิดภายในกลุ่ม นักเรียนในกลุ่มได้ร่วมกันคิด ร่วมกันท างานจนกระทั่งสามารถหาค าตอบ ที่เหมาะสมที่สุดได้ ถือว่าเป็นการสร้างความรู้ด้วยตนเอง ช่วยให้ความรู้ที่ได้รับเป็นความรู้ ที่มีความหมายต่อนักเรียนอย่างแท้จริงจึงมีผลท าให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้น จากผลการวิจัยและการอภิปรายผลดังกล่าว เป็นเหตุผลส าคัญที่สนับสนุนว่าผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนวิชาภาษาไทย เรื่องอิศรญาณภาษิต โดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการร่วมมือ STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย ราชภัฏอุดรธานี อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี มีผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ๕.๕ ข้อเสนอแนะ จากการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ค้นพบข้อสังเกตจากประสบการณ์ตรงที่อาจก่อให้เกิดประโยชน์ ต่อการศึกษาต่อไปนี้ ข้อเสนอแนะเพื่อกำรน ำผลกำรวิจัยไปใช้ ๑. การจัดกิจกรรมโดยใช้กระบวนการร่วมมือ STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall นั้นสามารถช่วยท าให้ผู้เรียนเกิดมีความสนุกสนานในแอปพลิเคชัน และมีความกระตือรือร้น ในการท ากิจกรรมจริง แต่ทั้งนี้ผู้สอนจ าเป็นต้องอธิบายข้อปฏิบัติและข้อตกลงในการร่วมกิจกรรม ให้ชัดเจน ให้ผู้เรียนได้เข้าใจอย่างถ่องแท้เสียก่อนเริ่มกิจกรรม โดยเฉพาะกระบวนการร่วมมือ STAD ที่ใช้ร่วมกับแอปพลิเคชัน ในแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๑ หากผู้เรียนมีความเข้าใจในกระบวนการเรียนรู้ ตั้งแต่แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๑ จะเป็นผลดีต่อการจัดการเรียนรู้แผนการจัดการเรียนรู้ถัดไป และ การจัดการเรียนรู้จะราบรื่นไปได้ด้วยดี
๖๕ ๒. กระบวนการร่วมมือ STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall เป็นกระบวนการที่มีขั้นตอน ที่ต้องใช้เวลาในการจัดกลุ่มตามระดับความสามารถผู้เรียน ซึ่งจ าเป็นต้องใช้เวลาในการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ค่อนข้างมาก ท าให้อาจจะมีบางครั้งที่เกิดปัญหาการจัดกิจกรรมไม่อยู่ภายใต้ตามเวลา ที่ก าหนด ดังนั้นผู้สอนจึงจ าเป็นต้องควบคุมและกระตุ้นผู้เรียนให้ปฏิบัติตามกระบวนการให้ทัน ตรงตามเวลา และผู้สอนจ าเป็นจะต้องจัดการกับการใช้แอปพลิเคชัน Word Wall เนื่องจาก เป็นการใช้เครื่องมือสื่อสารและอินเทอร์เน็ตจึงเกิดปัญหาด้านการเชื่อมต่อสัญญาณโทรศัพท์บ่อยครั้ง ดังนั้นครูผู้สอนจึงจ าเป็นต้องจัดการเวลาและควบคุมผู้เรียนให้ร่วมกิจกรรมภายในเวลาที่ก าหนดไว้ ๓. การจัดการเรียนรู้กระบวนการร่วมมือ STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall จ านวน ๕ แผน ด้วยการใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ซ้ า สามารถก่อให้เกิดทั้งผลดีและผลเสีย ผลดีคือผู้เรียน สามารถท าความเข้าใจวิธีการท ากิจกรรมได้ไวมากขึ้นตามล าดับ แต่ผลเสียคือนักเรียนเกิดความเบื่อ หน่าย และต้องการปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มกิจกรรมที่เร้าความสนใจได้มากขึ้นจึงอาจให้เกิดสถานการณ์ ที่ผู้เรียนไม่สนใจในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้ ข้อเสนอแนะในกำรวิจัยครั้งต่อไป ๑. ควรมีการปรับวิธีการใช้การจัดการเรียนรู้กระบวนการร่วมมือ STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall ให้เพียงพอต่อเวลาที่ก าหนด โดยผู้สอนอาจจะต้องพยายามอธิบายเนื้อหาที่สอนให้ กระชับและเหมาะแก่เวลา เพื่อเป็นการประหยัดเวลาและเป็นการแก้ปัญหาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ให้การจัดการเรียนรู้และการจัดกิจกรรมอยู่ภายใต้เวลาที่ก าหนดไว้ ๒. ควรมีการประยุกต์ใช้ความรู้จากสาระการเรียนรู้อื่น ๆ เข้ากับการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้นักเรียนเกิดความสนใจ สามารถประยุกต์ใช้ความรู้ตามความถนัดของตนเอง อีกทั้งยังช่วยให้ ผู้เรียนได้พัฒนาด้านการปฏิสัมพันธ์ในรูปแบบของการท างานเป็นกลุ่ม
๖๖ บรรณำนุกรม กระทรวงศึกษาธิการ. (2553). หลักสูตรแกนกลำงกำรศึกษำขั้นพื้นฐำนพุทธศักรำช 2551. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. แคทรียา ใจมูล. (2550). ผลกำรจัดกำรเรียนรู้โดยใช้เทคนิค STAD ในกลุ่มสำระกำรเรียนรู้ คณิตศำสตร์เรื่องอัตรำส่วนและร้อยละ ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 2 โรงเรียนห้วยส้ำนยำววิทยำ ส ำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำเชียงรำยเขต 2. วิทยานิพนธ์ ค.ม. (หลักสูตรและการสอน). เชียงราย: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิยาลัยราชภัฏเชียงราย. ชณานันต์ สุขสาคร. (2562). กำรพัฒนำควำมสำมำรถในกำรเขียนย่อควำมโดยใช้สื่อสิ่งพิมพ์ จัดกำรเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD เป็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษำปีที่ 5. วิทยานิพนธ์หลักสูตรจากการศึกษามหาบัณฑิต. สาขาวิชาหลักสูตรและการสอนคณะ ศึกษาศาสตร์. มหาวิทยาลัยบูรพา. ชัตสุนีย์ สินธุสิงห์. (2532). วรรณคดีทัศนำ. กรุงเทพมหานคร: โครงการตาราคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ทิศนา แขมมณี. (2559). ศำสตร์กำรสอนองค์ควำมรู้เพื่อกำรจัดกระบวนกำรเรียนรู้โดยที่มี ประสิทธิภำพ. (พิมพ์ครั้งที่ 20). กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ธีระพงษ์ ฤทธิ์ทอง. (2545). กำรศึกษำผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียนวิชำคณิตศำสตร์และกำรให้ควำม ร่วมมือต่อกลุ่มของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 3 ที่ได้รับกำรสอนโดยใช้กิจกรรมกำรเรียน แบบSTADกับกิจก รรมกำ รเ รียนตำมคู่มือครูขอ ง สสวท. วิทย านิพนธ์ กศ.ม . (การวิจัยการศึกษา). มหาสารคาม: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. บุญชม ศรีสะอาด. (2541). กำรพัฒนำกำรสอน. กรงเทพฯ: สุรีวิริยาสาสน์. บุญเหลือ เทพยสุวรรณ และหม่อมหลวง. (2539). แนะแนวทำงกำรศึกษำวรรณคดี. กรุงเทพฯ: บัณฑิตการพิมพ์. บุญน า เที่ยงดี. (2548). กำรเปรียบเทียบควำมสำมำรถในกำรคิดวิเครำะห์ และผลสัมฤทธิ์ทำงกำร เรียนกลุ่มสำระกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์ เรื่องร่ำงกำยมนุษย์และสัตว์ ชั้นประถมศึกษำ ปีที่ 6 ระหว่ำงนักเรียนที่เรียนรู้โดยใช้กลุ่มร่วมมือแบบ STAD. วิทยานิพนธ์ กศ.ม., มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, มหาสารคาม. ประพันธ์ บุญพิมพ์. (2555). กำรเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียน เรื่อง ค ำที่มีตัวสะกดไม่ตรง มำตรำของนักเรียนชั้นประถมศึกษำปีที่ 3 ระหว่ำงกำรเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD กับกำรเรียนรู้แบบวัฏจักรกำรเรียนรู้ (4MAT). นครพนม: วารสารมหาวิทยาลัยนครพนม. ปราณี กองจินดา. (2549). กำรเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียนคณิตศำสตร์และทักษะกำรคิด เลขในใจ ของนักเรียนที่ได้รับกำรสอนตำมรูปแบบซิปปำ โดยใช้แบบฝึกหัดที่เน้นทักษะ กำรคิดเลขในใจ กับนักเรียนที่ได้รับกำรสอนโดยใช้คู่มือครู. วิทยานิพนธ์ ค.ม. (หลักสูตรการสอน). พระนครศรีอยุธยา: บัณฑิตมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา.
๖๗ ปาริชาต สมใจ. (2549). กำรพัฒนำผลกำรเรียนรู้เรื่อง โจทย์ปัญหำของนักเรียนชั้นประถมศึกษำ ปีที่ ๓ โดยกำรจัดกำรเรียนรู้แบบร่วมมือกันเทคนิคกลำมผลสัมฤทธ์ (STAD) ร่วมกัน เทคนิค SWDL. วิทยานิพนธ์หลักสูตรการศึกษามหาบัณฑิต:สาขาวิชาหลักสูตรและ วิธีการสอนและการนิเทศ มหาวิทยาลัยศิลปากร. พิมพันธ์ เดชะคุปต์. (2544). กำรเรียนกำรสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นส ำคัญ: แนวคิดวิธีและเทคนิค กำรสอน 1. กรุงเทพฯ: เดอะมาสเตอร์กรุ๊ฟแมนเนจเม้นท์. พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยินดีสุข. (2548). วิธีวิทยำกำรสอนวิทยำศำสตร์ทั่วไป. กรุงเทพฯ: พัฒนาคุณภาพวิชาการ. พลอยไพลิน นิลกรรณ์. (2564 ). กำรสร้ำงสรรค์กิจกรรมกำรวัดและประเมินผลระดับชั้นเรียนด้วย Wordwall. สืบค้นเมื่อ 1 สิงหาคม 2565, จาก https://www.skprivate.go.th/file. ฟองจัน สุขยิ่ง และคณะ. (2555). ภำษำไทยวรรณคดีและวรรณกรรม ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ ๓. กรุงเทพฯ: อักษรเจริญทัศน์ อจท. ภาวินี ค าชารี. (2550). กำรจักกิจกรรมกำรเรียนรู้ตำมแนวทฤษฎีสร้ำงองค์ควำมรู้ด้วยตนเอง ร่วมกับ กำรเรียนแบบร่วมมือเทคนิคSTADที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียนคณิตศำสตร์. นครพนม: วารสารครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีที่ 47 (ฉบับเพิ่มเติม 2). ภาไฉน เข็มเพ็ชร. (2547). กำรจัดกำรเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตร์ มหาบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์ศึกษา: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ยงยุทธ กันไชยศักดิ์. (2545). กำรสร้ำงแผนกำรสอนวิชำคณิตศำสตร์ เรื่อง วงกลม ตำมรูปแบบ เอส ที เอ ดี มีไว้เพื่อส ำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษำปีที 3. การค้นคว้าแบบอิสระ ศษ.ม. (คณิตศาสตร์ศึกษา). บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. รื่นฤทัย สัจจพันธ์. (2523). ควำมรู้ทั่วไปทำงภำษำและวรรณกรรมไทย. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัย รามค าแหง. ลลิลทิพย์ วรรณพงษ์และแสงสุรีย์ ดวงค าน้อย. (2563). กำรศึกษำผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียนและ เจตคติต่อกำรเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 4 ที่ได้รับกำรจัดกำร เรียนรู้เชิงรุกร่วมกับกำรเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD. อุบลราชธานี: มหาวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัยวิทยาเขตอุบลราชธานี. วัฒนาพร ระงับทุกข์. (2542). แผนกำรสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลำง. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ: วัฒนาพานิช. วัลยา บุญอากาศ. (2556). ผลกำรจัดกำรเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ ทำงกำรเรียนและทักษะกำรคิดวิเครำะห์วิชำคณิตศำสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษำ ปีที่ 6. วิทยานิพนธ์ค.ม.(หลักสูตรและการสอน). สาขาวิชาคณิตศาสตร์: มหาวิทยาลัย ราชภัฏร าไพพรรณี.
๖๘ สรัลยา ชาวนา และมนตรี อนันตรักษ์. (2557). ผลกำรเรียนรู้ภำษำไทย เรื่อง ชนิดและหน้ำที่ ของค ำโดยกำรจัดกิจกรรมด้วยกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษำ ปีที่ 1 คณะศิลปะศำสตร์และวิทยำศำสตร์. นครพนม: มหาวิทยาลัยนครพนม. สุคนธ์ สินธพานนท์. (2552). นวัตกรรมกำรเรียนกำรสอนเพื่อพัฒนำคุณภำพของเยำวชน. (พิมพ์ครั้งที่3). กรุงเทพฯ: 9119 เทคนิคพริ้นติ้ง. สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์. (2545). หลักและวิธีสอนอ่ำนภำษำไทย. (พิมพ์ครั้งที่ 7.) กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช. สุรศักดิ์ หลาบมาลา. (2531). “กำรเรียนกำรสอนแบบรวมมือ”,วำรสำรสำรวิทยำจำรย, (ฉบับที่ 2), หน้า 4-8. สืบค้นเมื่อ 1 สิงหาคม 2565, จาก https://jci.snru.ac.th. สุวิทย์ มูลค าและอรทัย มูลค า. (2544). เทคนิควิธีกำรจัดกำรเรียนกำรสอน. กรุงเทพฯ: ภาพพิมพ์. สุวิทย์ มูลค า และอรทัย มูลค า. (2546). วิธีจัดกำรเรียนรู้: เพื่อพัฒนำควำมรู้และทักษะ. กรุงเทพฯ: ภาพพิมพ์. สุทธิเกียรติ เพิ่มขึ้น. (2560). กำรเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียนเรื่องอิศรญำณภำษิตของ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษำปี ที่ 3 ที่ได้รับกำรสอนแบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD และกำรสอนแบบปกติ. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยรามค าแหง. สมพร เชื้อพันธ์. (2547). กำรเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียนคณิตศำสตร์ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษำปีที่ 3 โดยใช้วิธีกำรจัดกำรเรียนกำรสอน แบบสร้ำงองค์ควำมรู้ด้วยตนเองกับ กำรจัดกำรเรียนกำรสอนตำมปกติ. วิทยานิพนธ์ ค.ม. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยราชภัฏ พระนครศรีอยุธยา. อชิรญา กองค า. (2562). กำรเปรียบเทียบควำมสำมำรถด้ำนกำรอ่ำนอย่ำงมีวิจำรณญำณ เรื่อง อิศรญำณภำษิต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 3 สอนโดยวิธีสอนแบบ SQ4R กับ วิธีสอนแบบปกติ. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยรามค าแหง. อดิศร ขาวสะอาด. (2555). กำรพัฒนำผลสัมฤทธิ์ทำงกำรอ่ำนจับใจควำมและคุณลักษณะจิต สำธำรณะของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 2 โรงเรียนนวลนรดิศวิทยำคม รัชมังคลำภิเษก ที่จัดกำรเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยศิลปากร. อดิศร ขาวสะอาด. (2555). “กำรพัฒนำผลสัมฤทธิ์ทำงกำรอ่ำนจับใจควำมและคุณลักษณะ จิตสำธำรณะของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 2 โรงเรียนนวลนรดิศวิทยำคม รัชมังคลำภิเษก ที่จัดกำรเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD”. วารสารวิชาการ Veridian E-Journal. ปีที่ 6, (ฉบับที่ 2), 253-257. สืบค้นเมื่อ 1 สิงหาคม 2565 จาก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Veridian-E-Journal/article/view. อลงกรณ์ ตั้งสมุทร. (2564). Wordwall. สืบค้นเมื่อ 1 สิงหาคม 2565, จาก https://www. ninetechno.com.
๖๙ Arends. (1994). Learning to Teach. 4rd ed. (พิมพ์พันธ์ เดชคุปต์, ผู้แปล). New York: McGraw Hill. Bloom. (1996). Model of Teaching. (วรรณทิพา รอดแรงค้า, ผู้แปล). Allyn and Bacon: London. Johnson and Johnson. (1974). Instructional,Structure: Cooperative, Competitive, or individualistic of Teaching. (บัญญัติ ช านาญกิจ, ผู้แปล).Review of Educational Research, 44. Slavin, (1995). Cooperative learning: Theore, research and practice. Englewood Cliffs. (ศิริลักษณ์ นาควิสุทธิ์, ผู้แปล). NJ: Prenticehall. Slavin. (1995). Cooperative Learning. (ศิริลักษณ์ นาควิสุทธิ์, ผู้แปล). Allyn and Bacon: London.
๗๐ ภาคผนวก
๗๑ ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
๗๒ รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจเครื่องมือวิจัย ๑. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดวงสมร กิจโกศล ต าแหน่ง รองผู้อ านวยการโรงเรียน โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ๒. นางจิราภรณ์ เหลาสิทธิ์ ต าแหน่ง หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ๓. นางสาวสุจิตรา ประชามิ่ง ต าแหน่ง ครู กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
๗๓
๗๔ จิราภรณ์ จิราภรณ์
๗๕
๗๖ ภาคผนวก ข ข้อมูลแสดงความสอดคล้องของเครื่องมือ
๗๗ ผลการวิเคราะห์ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๑ เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอิศรญาณภาษิต โดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall ล าดับ ประเด็น ผลการพิจารณา คนที่ ๑ คนที่ ๒ คนที่ ๓ IOC สรุปผล ๑. สาระส าคัญถูกต้องเหมาะสม ๑.๑ สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๑.๒ เนื้อหาเหมาะสมกับวัยและความ สนใจของผู้เรียน +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๑.๓ กิจกรรมการเรียนรู้เหมาะสมกับ จุดประสงค์และสาระการเรียนรู้ +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๑.๔ สาระการเรียนรู้ และจุดประสงค์ การเรียนรู้ สอดคล้องกับตัวชี้วัด +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๒. จุดประสงค์การเรียนรู้สอดคล้องกับเนื้อหาสาระและการวัดประเมินผล ๒.๑ สอดคล้องกับเนื้อหา +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๒.๒ มีความชัดเจนเข้าใจง่าย ๐ +๑ +๑ ๐.๖๖ ใช้ได้ ๒.๓ มีการระบุพฤติกรรมที่ต้องการวัด ชัดเจน +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๒.๔ ส่งเสริมให้นักเรียนใช้กระบวนการ คิด +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๓. กระบวนการจัดการเรียนรู้ ๓.๑ สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ ที่คาดหวัง +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๓.๒ สอดคล้องและเหมาะสมกับเนื้อหา +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๓.๓ กิจกรรมการจัดการเรียนรู้เป็น ล าดับ ขั้นตอน +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๓.๔ ระยะเวลาในการจัดกิจกรรม เหมาะสม +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๔. สื่อประกอบการจัดการเรียนรู้ ๔.๑ สื่อการเรียนรู้น่าสนใจ ตรงตาม เนื้อหาและเหมาะสมกับธรรมชาติ ของวิชา +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๔.๒ สื่อเหมาะสมกับผู้เรียน +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๔.๓ สื่อสอดคล้องกับจุดประสงค์ การเรียนรู้และกิจกรรม +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้
๗๘ ล าดับ ประเด็น ผลการพิจารณา คนที่ ๑ คนที่ ๒ คนที่ ๓ IOC สรุปผล ๔.๔ ช่วยให้ผู้เรียนรู้วิธีการใช้สื่อและ แหล่งข้อมูลต่าง ๆ เพื่อการศึกษา +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๕. วิธีการวัดและประเมินผล ๕.๑ สอดคล้องและครอบคลุมทุกด้าน ตรงตามจุดประสงค์ +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๕.๒ วัดและประเมินผลเน้นการประเมิน ตามสภาพจริง +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๕.๓ เกณฑ์ที่ใช้วัดและประเมินผล ครอบคลุมจุดประสงค์การเรียนรู้ +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๕.๔ เครื่องมือที่ใช้วัดและประเมินผล ครอบคลุมจุดประสงค์การเรียนร ู้ +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้
๗๙ ผลการวิเคราะห์ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๒ เรื่อง เนื้อหาและข้อคิดด้านการพูด โดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall ล าดับ ประเด็น ผลการพิจารณา คนที่ ๑ คนที่ ๒ คนที่ ๓ IOC สรุปผล ๑. สาระส าคัญถูกต้องเหมาะสม ๑.๑ สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๑.๒ เนื้อหาเหมาะสมกับวัยและความ สนใจของผู้เรียน +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๑.๓ กิจกรรมการเรียนรู้เหมาะสมกับ จุดประสงค์และสาระการเรียนรู้ +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๑.๔ สาระการเรียนรู้ และจุดประสงค์ การเรียนรู้ สอดคล้องกับตัวชี้วัด +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๒. จุดประสงค์การเรียนรู้สอดคล้องกับเนื้อหาสาระและการวัดประเมินผล ๒.๑ สอดคล้องกับเนื้อหา +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๒.๒ มีความชัดเจนเข้าใจง่าย +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๒.๓ มีการระบุพฤติกรรมที่ต้องการวัด ชัดเจน +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๒.๔ ส่งเสริมให้นักเรียนใช้กระบวนการ คิด +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๓. กระบวนการจัดการเรียนรู้ ๓.๑ สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ ที่คาดหวัง +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๓.๒ สอดคล้องและเหมาะสมกับเนื้อหา +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๓.๓ กิจกรรมการจัดการเรียนรู้เป็น ล าดับ ขั้นตอน +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๓.๔ ระยะเวลาในการจัดกิจกรรม เหมาะสม ๐ +๑ +๑ ๐.๖๖ ใช้ได้ ๔. สื่อประกอบการจัดการเรียนรู้ ๔.๑ สื่อการเรียนรู้น่าสนใจ ตรงตาม เนื้อหาและเหมาะสมกับธรรมชาติ ของวิชา +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๔.๒ สื่อเหมาะสมกับผู้เรียน +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๔.๓ สื่อสอดคล้องกับจุดประสงค์ การเรียนรู้และกิจกรรม +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้
๘๐ ล าดับ ประเด็น ผลการพิจารณา คนที่ ๑ คนที่ ๒ คนที่ ๓ IOC สรุปผล ๔.๔ ช่วยให้ผู้เรียนรู้วิธีการใช้สื่อและ แหล่งข้อมูลต่าง ๆ เพื่อการศึกษา +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๕. วิธีการวัดและประเมินผล ๕.๑ สอดคล้องและครอบคลุมทุกด้าน ตรงตามจุดประสงค์ +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๕.๒ วัดและประเมินผลเน้นการประเมิน ตามสภาพจริง +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๕.๓ เกณฑ์ที่ใช้วัดและประเมินผล ครอบคลุมจุดประสงค์การเรียนรู้ +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๕.๔ เครื่องมือที่ใช้วัดและประเมินผล ครอบคลุมจุดประสงค์การเรียนร ู้ +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้
๘๑ ผลการวิเคราะห์ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๓ เรื่อง เนื้อหาและข้อคิดด้านการคบมิตร โดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall ล าดับ ประเด็น ผลการพิจารณา คนที่ ๑ คนที่ ๒ คนที่ ๓ IOC สรุปผล ๑. สาระส าคัญถูกต้องเหมาะสม ๑.๑ สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๑.๒ เนื้อหาเหมาะสมกับวัยและความ สนใจของผู้เรียน +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๑.๓ กิจกรรมการเรียนรู้เหมาะสมกับ จุดประสงค์และสาระการเรียนรู้ +๑ +๑ ๐ ๐.๖๖ ใช้ได้ ๑.๔ สาระการเรียนรู้ และจุดประสงค์ การเรียนรู้ สอดคล้องกับตัวชี้วัด +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๒. จุดประสงค์การเรียนรู้สอดคล้องกับเนื้อหาสาระและการวัดประเมินผล ๒.๑ สอดคล้องกับเนื้อหา +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๒.๒ มีความชัดเจนเข้าใจง่าย +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๒.๓ มีการระบุพฤติกรรมที่ต้องการวัด ชัดเจน +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๒.๔ ส่งเสริมให้นักเรียนใช้กระบวนการ คิด +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๓. กระบวนการจัดการเรียนรู้ ๓.๑ สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ ที่คาดหวัง +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๓.๒ สอดคล้องและเหมาะสมกับเนื้อหา +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๓.๓ กิจกรรมการจัดการเรียนรู้เป็น ล าดับ ขั้นตอน +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๓.๔ ระยะเวลาในการจัดกิจกรรม เหมาะสม +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๔. สื่อประกอบการจัดการเรียนรู้ ๔.๑ สื่อการเรียนรู้น่าสนใจ ตรงตาม เนื้อหาและเหมาะสมกับธรรมชาติ ของวิชา +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๔.๒ สื่อเหมาะสมกับผู้เรียน +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๔.๓ สื่อสอดคล้องกับจุดประสงค์ การเรียนรู้และกิจกรรม +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้
๘๒ ล าดับ ประเด็น ผลการพิจารณา คนที่ ๑ คนที่ ๒ คนที่ ๓ IOC สรุปผล ๔.๔ ช่วยให้ผู้เรียนรู้วิธีการใช้สื่อและ แหล่งข้อมูลต่าง ๆ เพื่อการศึกษา +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๕. วิธีการวัดและประเมินผล ๕.๑ สอดคล้องและครอบคลุมทุกด้าน ตรงตามจุดประสงค์ +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๕.๒ วัดและประเมินผลเน้นการประเมิน ตามสภาพจริง +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๕.๓ เกณฑ์ที่ใช้วัดและประเมินผล ครอบคลุมจุดประสงค์การเรียนรู้ +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๕.๔ เครื่องมือที่ใช้วัดและประเมินผล ครอบคลุมจุดประสงค์การเรียนร ู้ +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้
๘๓ ผลการวิเคราะห์ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๔ เรื่อง เนื้อหาและข้อคิดด้านการปฏิบัติตนในสังคม โดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall ล าดับ ประเด็น ผลการพิจารณา คนที่ ๑ คนที่ ๒ คนที่ ๓ IOC สรุปผล ๑. สาระส าคัญถูกต้องเหมาะสม ๑.๑ สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๑.๒ เนื้อหาเหมาะสมกับวัยและความ สนใจของผู้เรียน +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๑.๓ กิจกรรมการเรียนรู้เหมาะสมกับ จุดประสงค์และสาระการเรียนรู้ +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๑.๔ สาระการเรียนรู้ และจุดประสงค์ การเรียนรู้ สอดคล้องกับตัวชี้วัด +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๒. จุดประสงค์การเรียนรู้สอดคล้องกับเนื้อหาสาระและการวัดประเมินผล ๒.๑ สอดคล้องกับเนื้อหา +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๒.๒ มีความชัดเจนเข้าใจง่าย +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๒.๓ มีการระบุพฤติกรรมที่ต้องการวัด ชัดเจน +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๒.๔ ส่งเสริมให้นักเรียนใช้กระบวนการ คิด +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๓. กระบวนการจัดการเรียนรู้ ๓.๑ สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ ที่คาดหวัง +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๓.๒ สอดคล้องและเหมาะสมกับเนื้อหา +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๓.๓ กิจกรรมการจัดการเรียนรู้เป็น ล าดับ ขั้นตอน +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๓.๔ ระยะเวลาในการจัดกิจกรรม เหมาะสม +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๔. สื่อประกอบการจัดการเรียนรู้ ๔.๑ สื่อการเรียนรู้น่าสนใจ ตรงตาม เนื้อหาและเหมาะสมกับธรรมชาติ ของวิชา +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๔.๒ สื่อเหมาะสมกับผู้เรียน +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๔.๓ สื่อสอดคล้องกับจุดประสงค์ การเรียนรู้และกิจกรรม +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้
๘๔ ล าดับ ประเด็น ผลการพิจารณา คนที่ ๑ คนที่ ๒ คนที่ ๓ IOC สรุปผล ๔.๔ ช่วยให้ผู้เรียนรู้วิธีการใช้สื่อและ แหล่งข้อมูลต่าง ๆ เพื่อการศึกษา +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๕. วิธีการวัดและประเมินผล ๕.๑ สอดคล้องและครอบคลุมทุกด้าน ตรงตามจุดประสงค์ +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๕.๒ วัดและประเมินผลเน้นการประเมิน ตามสภาพจริง +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๕.๓ เกณฑ์ที่ใช้วัดและประเมินผล ครอบคลุมจุดประสงค์การเรียนรู้ +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๕.๔ เครื่องมือที่ใช้วัดและประเมินผล ครอบคลุมจุดประสงค์การเรียนร ู้ +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้
๘๕ ผลการวิเคราะห์ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๕ เรื่อง การประยุกต์ใช้ค าสอนเพื่อปรับใช้ในชีวิต โดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับแอปพลิเคชัน Word Wall ล าดับ ประเด็น ผลการพิจารณา คนที่ ๑ คนที่ ๒ คนที่ ๓ IOC สรุปผล ๑. สาระส าคัญถูกต้องเหมาะสม ๑.๑ สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๑.๒ เนื้อหาเหมาะสมกับวัยและความ สนใจของผู้เรียน +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๑.๓ กิจกรรมการเรียนรู้เหมาะสมกับ จุดประสงค์และสาระการเรียนรู้ +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๑.๔ สาระการเรียนรู้ และจุดประสงค์ การเรียนรู้ สอดคล้องกับตัวชี้วัด +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๒. จุดประสงค์การเรียนรู้สอดคล้องกับเนื้อหาสาระและการวัดประเมินผล ๒.๑ สอดคล้องกับเนื้อหา +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๒.๒ มีความชัดเจนเข้าใจง่าย +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๒.๓ มีการระบุพฤติกรรมที่ต้องการวัด ชัดเจน +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๒.๔ ส่งเสริมให้นักเรียนใช้กระบวนการ คิด +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๓. กระบวนการจัดการเรียนรู้ ๓.๑ สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ ที่คาดหวัง +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๓.๒ สอดคล้องและเหมาะสมกับเนื้อหา +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๓.๓ กิจกรรมการจัดการเรียนรู้เป็น ล าดับ ขั้นตอน +๑ ๐ +๑ ๐.๖๖ ใช้ได้ ๓.๔ ระยะเวลาในการจัดกิจกรรม เหมาะสม +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๔. สื่อประกอบการจัดการเรียนรู้ ๔.๑ สื่อการเรียนรู้น่าสนใจ ตรงตาม เนื้อหาและเหมาะสมกับธรรมชาติ ของวิชา +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๔.๒ สื่อเหมาะสมกับผู้เรียน +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๔.๓ สื่อสอดคล้องกับจุดประสงค์ การเรียนรู้และกิจกรรม +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้
๘๖ ล าดับ ประเด็น ผลการพิจารณา คนที่ ๑ คนที่ ๒ คนที่ ๓ IOC สรุปผล ๔.๔ ช่วยให้ผู้เรียนรู้วิธีการใช้สื่อและ แหล่งข้อมูลต่าง ๆ เพื่อการศึกษา +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๕. วิธีการวัดและประเมินผล ๕.๑ สอดคล้องและครอบคลุมทุกด้าน ตรงตามจุดประสงค์ +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๕.๒ วัดและประเมินผลเน้นการประเมิน ตามสภาพจริง +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๕.๓ เกณฑ์ที่ใช้วัดและประเมินผล ครอบคลุมจุดประสงค์การเรียนรู้ +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้ ๕.๔ เครื่องมือที่ใช้วัดและประเมินผล ครอบคลุมจุดประสงค์การเรียนร ู้ +๑ +๑ +๑ ๑ ใช้ได้
๘๗ ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง อิศรญาณภาษิต ข้อที่ ผลการประเมิน IOC สรุปผล คนที่ ๑ คนที่ ๒ คนที่ ๓ ใช้ได้ ตัดทิ้ง ๑ +๑ +๑ +๑ ๑ √ ๒ +๑ +๑ +๑ ๑ √ ๓ +๑ +๑ +๑ ๑ √ ๔ +๑ +๑ +๑ ๑ √ ๕ +๑ +๑ +๑ ๑ √ ๖ +๑ +๑ +๑ ๑ √ ๗ +๑ +๑ +๑ ๑ √ ๘ +๑ +๑ +๑ ๑ √ ๙ +๑ +๑ +๑ ๑ √ ๑๐ +๑ +๑ +๑ ๑ √ ๑๑ +๑ +๑ +๑ ๑ √ ๑๒ +๑ +๑ +๑ ๑ √ ๑๓ +๑ +๑ +๑ ๑ √ ๑๔ +๑ +๑ +๑ ๑ √ ๑๕ +๑ +๑ +๑ ๑ √ ๑๖ +๑ +๑ +๑ ๑ √ ๑๗ +๑ +๑ +๑ ๑ √ ๑๘ +๑ +๑ +๑ ๑ √ ๑๙ +๑ +๑ +๑ ๑ √ ๒๐ +๑ +๑ +๑ ๑ √ ๒๑ +๑ +๑ +๑ ๑ √ ๒๒ +๑ +๑ +๑ ๑ √ ๒๓ +๑ +๑ +๑ ๑ √ ๒๔ +๑ +๑ +๑ ๑ √ ๒๕ +๑ +๑ +๑ ๑ √ ๒๖ +๑ +๑ +๑ ๑ √ ๒๗ +๑ +๑ +๑ ๑ √ ๒๘ +๑ +๑ +๑ ๑ √ ๒๙ +๑ +๑ +๑ ๑ √ ๓๐ +๑ +๑ +๑ ๑ √
๘๘ ภาคผนวก ค แผนการจัดการเรียนรู้
๘๙ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๑ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ หน่วยการเรียนรู้ที่ ๒ อิศรญาณภาษิต เวลา ๑๑ คาบ เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอิศรญาณภาษิต เวลา ๕๐ นาที ครูผู้สอน นางสาวกชพร หน่ายโย โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี วันที่สอน วันจันทร์ ที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๖ ห้อง ม.๓/๓ วันจันทร์ ที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๖ ห้อง ม.๓/๒ วันอังคาร ที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๖ ห้อง ม.๓/๑ ๑. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด ๑.๑ มาตรฐานการเรียนรู้ ท ๑.๑ การอ่าน ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อน าไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหา ในการด าเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน ท ๕.๑ วรรณคดีและวรรณกรรม เป็นสาระที่เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดี และวรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่า และน ามาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ๑.๒ ตัวชี้วัด ท ๑.๑ ม. ๓/๑๐ มีมารยาทในการอ่าน ท ๕.๑ ม.๓/๑ สรุปเนื้อหาวรรณคดี วรรณกรรมและวรรณกรรมท้องถิ่นในระดับที่ยากยิ่งขึ้น ท ๕/๑ ม. ๓/๔ ท่องจ าและบอกคุณค่าบทอาขยานตามที่ก าหนด และบทร้อยกรองที่มีคุณค่า ตาม ความสนใจและน าไปใช้อ้างอิง ๒. จุดประสงค์การเรียนรู้ ๒.๑ นักเรียนสามารถบอกความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอิศรญาณภาษิตได้(K) ๒.๒ นักเรียนสรุปความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอิศรญาณภาษิตได้(P) ๒.๓ นักเรียนมีส่วนร่วมในชั้นเรียน (A) ๓. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ๓.๑ มีวินัย ๓.๒ ใฝ่เรียนรู้ ๓.๓ มุ่งมั่นในการท างาน ๔. สมรรถนะส าคัญ ๔.๑ ความสามารถในการสื่อสาร ๔.๒ ความสามารถในการคิด ๔.๓ ความสามารถในการแก้ปัญหา ๔.๓ ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต
๙๐ ๕. สาระส าคัญ อิศรญาณภาษิต (อ่านว่า อิด-สะ-ระ-ยาน-พา-สิด) เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เพลงยาว เจ้า อิศรญาณ โดยมาจากชื่อผู้แต่ง คือ หม่อมเจ้าอิศรญาณ (มหากุล) กวีคนส าคัญในสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) บวกกับค าว่า ภาษิตซึ่งหมายถึง ถ้อยค าที่กล่าว สืบต่อกันมา ดังนั้น ค าว่า ‘อิศรญาณ ภาษิต’ จึงหมายถึงถ้อยค าของหม่อมเจ้าอิศรญาณที่บอกเล่า สืบต่อกันมา ๖. สาระการเรียนรู้ ๖.๑ ที่มาความส าคัญของกลอนเพลงยาวอิศรญาณภาษิต ๖.๒ ประวัติผู้แต่ง ๖.๓ ลักษณะค าประพันธ์ ๖.๔ เรื่องย่อ ๖.๔ บทอาขยานบทหลัก ๗. ชิ้นงานหรือภาระงาน ๗.๑ แผนผังความคิด ๗.๒ แบบทดสอบ ๘. กระบวนการจัดการเรียนรู้ ขั้นเตรียมความพร้อม ๑. ครูกล่าวทักทายนักเรียนและให้นักเรียนท ากิจกรรม Brain gym ชื่อกิจกรรมว่า “เกมฝึก สมอง” โดยครูจะมีภาพในสไลด์ซึ่งแต่ละแผ่นภาพเขียนชนิดสีต่าง ๆ ดังนี้ ส้ม ม่วง แดง ฟ้า น้ าเงิน ชมพู เหลือง เขียว โดยค าว่า ฟ้า อาจใช้ตัวหนังสือสีส้ม ค าว่า แดง อาจใช้ตัวหนังสือสีชมพู ค าว่า เหลือง อาจใช้ตัวหนังสือสีน้ าเงิน เป็นต้น และแต่ละภาพจะมีพื้นหลังเป็นสีที่แตกต่างกัน ซึ่งมีกติกา ดังนี้ ให้นักเรียนพูดออกเสียงตามเงื่อนไขที่ครูสั่ง รอบที่ ๑ อ่านค าอ่านจากตัวหนังสือ รอบที่ ๒ พูดสีในตัวหนังสือ รอบที่ ๓ พูดสีพื้นหลังของภาพ กิจกรรม เกมฝึกสมอง เป็นกิจกรรมที่บริหารสมอง ท าให้นักเรียนมีสมาธิและเป็นกิจกรรม ที่สร้างความสนุก สร้างเสียงหัวเราะ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่บทเรียน
๙๑ การจัดการเรียนรู้โดยใช้ STAD ขั้นที่ ๑ ขั้นทบทวนความรู้ และให้ความรู้ใหม่ ๑. ครูถามค าถามกระตุ้นความสนใจ “นักเรียนเคยได้ยินค าว่า กลอนเพลงยาวไหม นักเรียน คิดว่าคืออะไร และแตกต่างจากกลอนธรรมดาอย่างไร” (แนวค าตอบ : อาจจะมีทั้งเคยได้ยินและไม่เคยได้ยิน ผู้สอนพิจารณาค าตอบนักเรียนตาม ดุลยพินิจ) ๒. ครูให้นักเรียนท ากิจกรรมใน Kahoot ๘ ข้อ เมื่อนักเรียนเข้า Kahoot กรอกรหัสห้อง และ กรอกชื่อเล่นโดยตั้งเองให้สร้างสรรค์ ซึ่งจะมีค าถามเกี่ยวกับ ผู้แต่ง จุดมุ่งหมายในการแต่ง ฉันทลักษณ์ และเนื้อเรื่อย่ออิศรญาณภาษิต ครูอธิบายประกอบเฉลยให้นักเรียนได้รู้ความรู้เบื้องต้น อิศรญาณภาษิต ๓. จากนั้นนักเรียนเรียนรู้ค าศัพท์จากการท ากิจกรรม “บิงโกหรรษา” อธิบายกติกา ดังนี้ ๓.๑ ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ ๔-๕ คน ๓.๒ ครูจะมีค าศัพท์มาให้บนหน้าจอ ๓.๓ ให้นักเรียนท าตาราง แนวนอน ๔ ช่อง แนวตั้ง ๔ ช่อง ครูจะวาดให้ดูบนหน้า กระดาน จากนั้นช่วยเลือกค าอยู่บนหน้าจอมา ๑๖ ค า เขียนลงในตารางให้ครบทุกช่องเริ่มกิจกรรม โดยครูจะสุ่มโดยฉลากค าค าศัพท์เมื่อครูจับได้ค าที่นักเรียนมีในตาราง ให้นักเรียนกากบาทค าค านั้น การบิงโกจะบิงโก ๔ ค า ในแนวนอน แนวตั้ง และแนวเฉียง กลุ่มใดบิงก่อนจะได้รับดาวสะสม โดยการเล่นบิงโกครูเมื่อครูเลือกจับฉลากค าใดครูจะให้นักเรียนช่วยกันทายความหมายของค าศัพท์ และครูจะเฉลยค าศัพท์ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะบิงโก และบอกความหมายของค าศัพท์ที่เหลือ ขั้นที่ ๒ กระบวนการกลุ่ม ๑.ครูแบ่งกลุ่มให้นักเรียนกลุ่มละ ๔-๕ คน แบ่งคนเก่งปานกลางและอ่อนคละกันในกลุ่ม ศึกษาเรื่องประวัติความเป็นอิศรญาณภาษิตอย่างละเอียดจากใบความรู้ เรื่องอิศรญาณภาษิต ๒. สมาชิกในกลุ่มช่วยกันท าแผนผังความคิด โดยตามครูจะมีแผนผังความคิดมาให้แล้วให้ นักเรียนช่วยกันเติมความรู้จากหัวข้อที่ครูน ามาให้ ๓. แผนผังความคิดจะมีหัวข้อดังนี้ ผู้แต่ง ปีที่แต่ง จุดประสงค์ในการแต่ง ลักษณะค าประพันธ์ ความหมายของค าศัพท์ ขั้นที่ ๓ ท าแบบทดสอบย่อยรายบุคคล ๑. ครูให้นักเรียนท าแบบทดสอบใน Wordwall ๑๐ ข้อ โดยมีกติกาดังนี้ ๑.๑ ให้นักเรียนที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันกระจายตัวกัน โดนสลับที่นั่งกับเพื่อนกลุ่มอื่น ๆ ๑.๒ ให้นักเรียนเข้า Wordwall จาก Link ที่คุณครูส่งให้ ๑.๓ ให้นักเรียนกรอกชื่อจริงพร้อมเลขที่ก่อนกดเล่นเกม ๒. ครูเปิดโอกาสนักเรียนสอบถามข้อสงสัยหลังจากท าแบบทดสอบเรียบร้อย ขั้นที่ ๔ ทราบผลคะแนน
๙๒ ๑. นักเรียนฟังคะแนนสอบความก้าวหน้ารายบุคคลของตนเองและของกลุ่ม และจัดล าดับ คะแนนสูงสุด ขั้นที่ ๕ สรุปความรู้ ๑. นักเรียนที่ท าคะแนนได้สูงสุดรายกลุ่มและรายบุคคลได้รับรางวัลและค าชมเชยจากครู ๒. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเนื้อหาแบบแผนผังความคิดเรื่องอิศรญาณภาษิต จากค าถาม ดังนี้ ๒.๑ ใครเป็นผู้แต่งเรื่องอิศรญาณภาษิต (หม่องเจ้าอิศรญาณ) ๒.๒ ลักษณะค าประพันธ์เรื่องอิศรญาณภาษิตเป็นแบบใด (กลอนเพลงยาว) ๒.๓ เรื่องอิศรญาณภาษิตมีจุดประสงค์ในการแต่งเพื่ออะไร (สะท้อนความคิดเห็นที่มี ต่อสังคมและเสนอแนะแนวทาง) ให้นักเรียนช่วยกัน ช่วยกันคนตอบ และมีตัวแทนมาเขียนสรุปเป็น แผนผังความคิดบนหน้ากระดาน ๙. การสร้างบรรยากาศเชิงบวก ๑. การให้รางวัล การชื่นชมและสร้างบรรยากาศเป็นกันเองในชั้นเรียน ๑๐. สื่อและแหล่งการเรียนรู้ ๑๐.๑ หนังสือเรียนวรรณคดีวิจักษ์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ๑๐.๒ ใบความรู้ เรื่อง ประวัติความเป็นมาอิศรญาณภาษิต ๑๐.๓ สื่อ Power Point ๑๐.๔ แอปพลิเคชัน word wall ๑๐.๕ แอปพลิเคชัน Kahoot ๑๐.๖ เกมฝึกสมอง https://docs.google.com/presentation ๑๐.๗ แบบฝึกหัด ๑๐.๘ แบบทดสอบก่อนเรียน