38 เดินสังเกตนักเรียนทุกกลุ่ม เพื่อให้คำแนะนำในการสร้างแบบจำลองอนุภาคแก่นักเรียนอย่าง ใกล้ชิด 5. นักเรียนแต่ละกลุ่มออกแบบตารางบันทึกผลการทดลองลงในใบกิจกรรมที่ 5.1 แล้วบันทึกผลการดำเนินกิจกรรม ลงไปในตารางที่ออกแบบไว้ 6. นักเรียนแต่ละกลุ่มนำผลการทดลองมาอภิปรายและลงข้อสรุปผลการทดลองลง ไปในใบกิจกรรมที่ 5.1 7. นักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอผลการดำเนินกิจกรรม โดยใช้เวลาในการ นำเสนอกลุ่มละ 3 นาที 8. คุณครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอผลการทำกิจกรรม โดยติดผลการทำกิจกรรม รอบผนังห้องเรียนหรือจัดแสดงที่โต๊ะ 9. คุณครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายผลการทำกิจกรรมและเปรียบเทียบผลการทำ กิจกรรมของกลุ่มอื่นกับของกลุ่มตนเอง รวมทั้งวิเคราะห์จุดเด่นและจุดด้อยแบบจำลองของแต่ละกลุ่ม 10. คุณครูและนักเรียนอภิปรายคำตอบร่วมกันเพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า อนุภาคของ ของแข็งจะสั่นอยู่กับที่และเรียงชิดกัน โดยมีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคมากกว่าของเหลวและแก๊ส อนุภาคของของเหลวอยู่ใกล้กัน โดยมีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคน้อยกว่าของแข็งแต่มากกว่าแก๊ส อนุภาคของของเหลวจึงเคลื่อนที่ได้ แต่ไม่เป็นอิสระ โดยจะเคลื่อนที่รอบ ๆ อนุภาคใกล้เคียง อนุภาค ของแก๊สอยู่ห่างกันมาก โดยมีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคน้อยมาก อนุภาคจึงเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระ ทุกทิศทาง ขั้นที่ 4 ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) 1. คุณครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายเพื่อนำไปสู่ความรู้เกี่ยวกับเรื่อง สถานะและ ความหนาแน่นเป็นสมบัติของสารอย่างหนึ่งโดยครูใช้คำถามนำการอภิปราย ดังนี้ - ของแข็งมีความหนาแน่นมากกว่าของเหลวเสมอไปหรือไม่ เพราะเหตุใด (แนวคำตอบ ไม่เสมอไป เพราะของแข็งอาจมีความหนาแน่นน้อยกว่าของเหลวได้) - เพราะเหตุใดนํ้าแข็งจึงลอยนํ้าได้ (แนวคำตอบ เพราะสารที่มีความหนาแน่นตํ่ากว่าจะลอยอยู่บนสารที่มีความ หนาแน่นมากกว่า และนํ้าที่อุณหภูมิห้องมีความหนาแน่นมากกว่าน้ำแข็ง นํ้าแข็งจึงลอยนํ้า ได้) - ทำไมเรือที่ทำจากเหล็ก จึงลอยที่ผิวนํ้าได้
39 (แนวคำตอบ เพราะปริมาตรของเรือเหล็กส่วนใหญ่เป็นปริมาตรของอากาศ ส่วน เหล็กจะเป็นส่วนของโครงสร้างรอบนอก ทำให้มวลต่อปริมาตรหรือความหนาแน่นน้อยกว่า นํ้า เรือจึงลอยที่ผิว นํ้าได้) ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินผล (Evaluation) 1. คุณครูตรวจใบกิจกรรมที่ 5.1 แบบจำลองอนุภาคของสสารในแต่ละสถานะเป็น อย่างไร และตอบคำถามระหว่างเรียน เพื่อประเมินความเข้าใจ 2. คุณครูตรวจใบกิจกรรมการทดลองที่ 5.1 เรื่อง อนุภาคของของแข็ง ของเหลว และแก๊ส 3. คุณครูตรวจใบงานที่ 5.1 แบบจำลองอนุภาคของสสารในแต่ละสถานะ 4. คุณครูแนะนำให้นักเรียนศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมเรื่องจากห้องสมุดและอินเตอร์เน็ต 9. สื่อการเรียนรู้และแหล่งเรียนรู้ 9.1 Power Point เรื่อง แบบจำลองอนุภาคของสารในแต่ละสถานะ 9.2 หนังสือวิทยาศาสตร์ ม.1 สสวท. เล่ม 2 9.3 การสืบค้นข้อมูลแหล่งเครือข่าย Internet สืบค้นข้อมูลในหัวข้อ อนุภาคของสาร 10. การวัดผลและประเมิลผลการเรียนรู้ จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีวัด เครื่องมือ เกณฑ์การ ประเมิน 1. นักเรียนอธิบายการจัดเรียงอนุภาค แรงยึด เหนี่ยวระหว่างอนุภาคและการเคลื่อนที่ของ อนุภาคของสสารชนิดเดียวกันในสถานะ ของแข็ง ของเหลว และแก๊สได้ (K) ตรวจใบงานที่ 5.1 แบบจำลองอนุภาค ของสสารในแต่ละ สถานะ ใบงานที่ 5.1 แบบจำลอง อนุภาคของ สสารในแต่ละ สถานะ นักเรียนผ่าน เกณฑ์การ ประเมิน ร้อยละ 70 2. นักเรียนเปรียบเทียบการจัดเรียงอนุภาค แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคและการ เคลื่อนที่ของอนุภาคของสสารชนิดเดียวกันใน สถานะของแข็ง ของเหลว และแก๊สได้ (K) สังเกตพฤติกรรม การทำการ ปฏิบัติการทดลอง ทางวิทยาศาสตร์ แบบประเมิน การปฏิบัติการ ทดลองทาง วิทยาศาสตร์ นักเรียนผ่าน เกณฑ์การ ประเมิน ร้อยละ 70
40 จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีวัด เครื่องมือ เกณฑ์การ ประเมิน 3. นักเรียนสามารถสร้างแบบจำลองอนุภาค ของสสารในแต่ละสถานะได้ (P) ตรวจใบกิจกรรมที่ 5.1 แบบจำลอง อนุภาคของสสาร ในแต่ละสถานะ เป็นอย่างไร ตรวจใบกิจกรรม ที่ 5.1 แบบจำลอง อนุภาคของ สสารในแต่ละ สถานะเป็น อย่างไร นักเรียนผ่าน เกณฑ์การ ประเมิน ร้อยละ 70 4. นักเรียนอภิปรายเกี่ยวกับแบบจำลอง อนุภาคของสสารไปใช้ให้เกิดประโยชน์ (A) การสังเกตนักเรียน นำเสนอผลงาน หน้าชั้นเรียน แบบประเมิน การนำเสนอ ผลงานหน้าชั้น เรียน นักเรียนผ่าน เกณฑ์การ ประเมิน ร้อยละ 70
41
42
43 เกณฑ์การประเมินพฤติกรรมระหว่างเรียนตามคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ประเด็นการประเมิน คําอธิบายระดับคุณภาพ/ระดับคะแนน 3 คะแนน 2 คะแนน 1 คะแนน การตอบคำถาม ให้ความร่วมมือในการตอบ คำถามอย่างเต็มที่ ตอบได้ดี ถูกต้องครบถ้วน ให้ความร่วมมือในการตอบ คำถามอย่างเต็มที่ ตอบได้ดี ถูกต้องบางคำถาม ให้ความร่วมมือในการตอบ คำถามอย่างเต็มที่ ตอบได้ดี แต่ถูกต้องน้อยมาก ใฝ่เรียนรู้ ตั้งใจเรียน เอาใจใส่และมี ความพยายามในการเรียนรู้ ดีเยี่ยม ตั้งใจเรียน เอาใจใส่และมี ความพยายามในการเรียนรู้ ปานกลาง ตั้งใจเรียน เอาใจใส่และมี ความพยายามในการเรียนรู้ พอใช้ มุ่งมั่นในการทำงาน เอาใจใส่ต่อการปฏิบัติหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย ตั้งใจและ รับผิดชอบในการทำงานให้ สำเร็จดีเยี่ยม เอาใจใส่ต่อการปฏิบัติหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย ตั้งใจและ รับผิดชอบในการทำงานให้ สำเร็จปานกลาง เอาใจใส่ต่อการปฏิบัติหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย ตั้งใจและ รับผิดชอบในการทำงานให้ สำเร็จพอใช้ เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 0 - 2 ควรปรับปรุงอย่างยิ่ง 3 - 4 ควรปรับปรุง 5 - 6 พอใช้ 7 – 8 ดี 9 - 10 ดีมาก เกณฑ์การผ่าน ระดับพอใช้ขึ้นไปถือว่าผ่านเกณฑ์
44 เกณฑ์การประเมินผลการแบบฝึกหัด ประเด็นการประเมิน คําอธิบายระดับคุณภาพ/ระดับคะแนน 4 คะแนน 3 คะแนน 2 คะแนน 1 คะแนน ความถูกต้อง ทำแบบฝึกหัดถูกต้อง ร้อยละ 80 ขึ้นไป ทำแบบฝึกหัดถูกต้อง ร้อยละ 65 – 79 ทำแบบฝึกหัดถูกต้อง ร้อยละ 50 - 64 ทำแบบฝึกหัดถูกต้อง น้อยกว่าร้อยละ 50 ความเป็นระเบียบ ทำแบบฝึกหัดมีความ เป็นระเบียบ สะอาด เรียบร้อยดีมาก ทำแบบฝึกหัดมีความ เป็นระเบียบ สะอาด เรียบร้อยดี ทำแบบฝึกหัดเป็น ระเบียบ สะอาด เรียบร้อยปานกลาง ทำแบบฝึกหัดเป็น ระเบียบ สะอาด เรียบร้อยพอใช้ ความตรงต่อเวลา ส่งแบบฝึกหัดทันตาม เวลาที่กำหนด ส่งแบบฝึกหัดล่าช้ากว่า เวลาที่กำหนดไป 1 วัน ส่งแบบฝึกหัดล่าช้า กว่าเวลาที่กำหนดไป 3 วัน ส่งแบบฝึกหัดล่าช้า กว่าเวลาที่กำหนด มากกว่า 3 วัน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 0 - 4 ควรปรับปรุงอย่างยิ่ง 5 - 6 ควรปรับปรุง 7 - 8 พอใช้ 9 – 10 ดี 11 - 12 ดีมาก เกณฑ์การผ่าน ระดับพอใช้ขึ้นไปถือว่าผ่านเกณฑ์
45 ใบกิจกรรมที่5.1 แบบจำลองอนุภาคของสสารในแต่ละสถานะเป็นอย่างไร จุดประสงค์ : 1. รวบรวมข้อมูลและสร้างแบบจำลองเพื่ออธิบายการจัดเรียงอนุภาค แรงยึดเหนี่ยว ระหว่าง อนุภาคและการเคลื่อนที่ของอนุภาคของสสารในสถานะของแข็ง ของเหลว และแก๊ส 2. เปรียบเทียบการจัดเรียงอนุภาค แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค และการเคลื่อนที่ ของ อนุภาคของสสารในสถานะของแข็ง ของเหลว และแก๊ส วัสดุและอุปกรณ์ ……………………………………….……………………………………………………………………………………… วิธีดำเนินกิจกรรม 1. คาดคะเนและบันทึกการจัดเรียงอนุภาค แรงยึดเหี่ยวระหว่างอนุภาค และการเคลื่อนที่ ของสาสารในสถานะ ของแข็ง ของเหลว และแก๊ส และสร้างแบบจำลองอนุภาคตามที่คาดคะเน 2. รวบรวมข้อมูลแบบจำลองอนุภาคของสสารแต่ละสถานะเกี่ยวกับการจัดเรียงอนุภาค แรง ยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค และการเคลื่อนที่ของอนุภาคของสสารในสถานะ ของแข็ง ของเหลว และ แก๊ส จากสื่อบนอินเตอร์เน็ตหรือแหล่งเรียนรู้อื่น ๆ 3. วิเคราะห์ข้อมูลแบบจำลองอนุภาคที่รวบรวมได้ในข้อ 2 และปรับแก้แบบจำลองอนุภาคที่ สร้างไว้ จากการคาดคะเนในข้อ 1 ให้ถูกต้อง 4. นำเสนอแบบจำลองอนุภาคที่ปรับแก้แล้ว โดยอธิบายและเปรียบเทียบแบบจำลองอนุภาค ของสาสารในแต่ละสถานะ บันทึกผลการทำกิจกรรม การจัดเรียงอนุภาคของสสาร สถานะของแข็ง สถานะของเหลว สถานะแก๊ส ใบกิจกรรมที่ 5.1 แบบจำ ลองอนุภำคของสสำรในแต่ละสถำนะเป็ นอย่ำงไร
46 คำถามท้ายกิจกรรม 1. การจัดเรียงอนุภาค แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค และการเคลื่อนที่ของอนุภาคของสสารในสถานะ ของแข็งของเหลว และแก๊สเป็นอย่างไร เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2.แบบจำลองอนุภาคที่สร้างขึ้น มีอะไรบ้างที่ไม่สามารถแสดงให้เห็นตามความเป็นจริง ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. จากกิจกรรม สรุปได้ว่าอย่างไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ********************************************
47 ใบกิจกรรมที่5.1 แบบจำลองอนุภาคของสสารในแต่ละสถานะเป็นอย่างไร จุดประสงค์ : 1. รวบรวมข้อมูลและสร้างแบบจำลองเพื่ออธิบายการจัดเรียงอนุภาค แรงยึดเหนี่ยว ระหว่าง อนุภาคและการเคลื่อนที่ของอนุภาคของสสารในสถานะของแข็ง ของเหลว และแก๊ส 2. เปรียบเทียบการจัดเรียงอนุภาค แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค และการเคลื่อนที่ ของ อนุภาคของสสารในสถานะของแข็ง ของเหลว และแก๊ส วัสดุและอุปกรณ์กระดาษ ดินสอสี กรรไกร และวัสดุและอุปกรณ์อื่น ๆ เช่น ดินน้ำมัน โฟม ลูก ปิงปอง วิธีดำเนินกิจกรรม 1. คาดคะเนและบันทึกการจัดเรียงอนุภาค แรงยึดเหี่ยวระหว่างอนุภาค และการเคลื่อนที่ ของสาสารในสถานะ ของแข็ง ของเหลว และแก๊ส และสร้างแบบจำลองอนุภาคตามที่คาดคะเน 2. รวบรวมข้อมูลแบบจำลองอนุภาคของสสารแต่ละสถานะเกี่ยวกับการจัดเรียงอนุภาค แรง ยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค และการเคลื่อนที่ของอนุภาคของสสารในสถานะ ของแข็ง ของเหลว และ แก๊ส จากสื่อบนอินเตอร์เน็ตหรือแหล่งเรียนรู้อื่น ๆ 3. วิเคราะห์ข้อมูลแบบจำลองอนุภาคที่รวบรวมได้ในข้อ 2 และปรับแก้แบบจำลองอนุภาคที่ สร้างไว้ จากการคาดคะเนในข้อ 1 ให้ถูกต้อง 4. นำเสนอแบบจำลองอนุภาคที่ปรับแก้แล้ว โดยอธิบายและเปรียบเทียบแบบจำลองอนุภาค ของสาสารในแต่ละสถานะ บันทึกผลการทำกิจกรรม การจัดเรียงอนุภาคของสสาร สถานะของแข็ง สถานะของเหลว สถานะแก๊ส ใบกิจกรรมที่ 5.1 แบบจำ ลองอนุภำคของสสำรในแต่ละสถำนะเป็ นอย่ำงไร
48 คำถามท้ายกิจกรรม 1. การจัดเรียงอนุภาค แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค และการเคลื่อนที่ของอนุภาคของสสารในสถานะ ของแข็งของเหลว และแก๊สเป็นอย่างไร เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร การจัดเรียงอนุภาค แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค และการเคลื่อนที่ของอนุภาคของสสารใน แต่ละสถานะมีความแตกต่างกัน อนุภาคของของแข็งจะเรียงชิดกัน โดยมีแรงยึดเหนี่ยวระหว่าง อนุภาคของของแข็งมากกว่าของเหลวและแก๊ส และสั่นอยู่กับที่ อนุภาคของของเหลวอยู่ใกล้กัน โดย แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคของของเหลวน้อยกว่าของแข็งแต่มากกว่าแก๊ส อนุภาคของของเหลวจึง เคลื่อนที่ได้ แต่ไม่เป็นอิสระ โดยจะเคลื่อนที่รอบ ๆ อนุภาคใกล้เคียง อนุภาคของแก๊สอยู่ห่างกันมาก โดยแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคน้อยมาก อนุภาคจึงเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระทุกทิศทาง 2.แบบจำลองอนุภาคที่สร้างขึ้น มีอะไรบ้างที่ไม่สามารถแสดงให้เห็นตามความเป็นจริง เช่น ขนาดอนุภาค จำนวนอนุภาค ระยะห่างระหว่างอนุภาค การเคลื่อนที่ของอนุภาค 3. จากกิจกรรม สรุปได้ว่าอย่างไร การจัดเรียงอนุภาค แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค และการเคลื่อนที่ของอนุภาคของสสารใน สถานะของแข็ง ของเหลว และแก๊สมีทั้งส่วนที่เหมือนกันและแตกต่างกัน อนุภาคของของแข็งจะเรียง ชิดกันมากกว่าของเหลวและแก๊ส โดยมีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคมากกว่าของเหลวและแก๊ส อนุภาคของของแข็งสั่นอยู่กับที่ ในขณะที่อนุภาคของของเหลวเคลื่อนที่ได้รอบๆ อนุภาคใกล้เคียงและ อนุภาคของแก๊ส ********************************************
49 ใบกิจกรรมการทดลองที่ 5.1 เรื่อง อนุภาคของของแข็ง ของเหลว และแก๊ส ชื่อ ……………………………………….…………………..……… เลขที่ ………..… ชั้น ……...… กลุ่ม ………… คำชี้แจง ให้นักเรียนศึกษาและลงมือปฏิบัติการทดลอง เรื่อง อนุภาคของของแข็ง ของเหลว และแก๊ส และบันทึกรายละเอียด ของข้อมูลอภิปรายผลและสรุปผล จุดประสงค์ 1. ลงมือปฏิบัติการทดลองตามขั้นตอนได้ 2. ออกแบบตารางการทดลองได้ 3. อภิปรายและสรุปผลการทดลองได้ 4. สามารถนำเสนอรายงานผลการทดลองต่อสมาชิกในห้องได้ ตอนที่ 1 แบบจำลองอนุภาคของ ของแข็ง ของเหลว และแก๊ส 1.1 อุปกรณ์และสารเคมี รายการ หน่วยนับ อุปกรณ์ 1. ขวดพลาสติกขนาด 500 cm³ 2. เม็ดโฟมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5-10 mm 3. จุกยาง 4. ท่อนำแก๊ส 1 ขวด 1 ถุง 1 อัน 1 ท่อ สารเคมี ไม่ใช้สารเคมี 1.2 วิธีการทดลอง 1.2.1 นำขวดพลาสติกขนาด 500 cm³ ที่ก้นขวดเจาะรูขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 mm ประมาณ 10-15 รูบรรจุเม็ดโฟมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5-10 mm ลงในขวดใบนี้ประมาณ 80 cm³ ปิด ปากขวดด้วยจุกยางที่มีท่อนำแก๊ส 1 ท่อเสียบอยู่ ใบกิจกรรมการทดลองที่ 5.1 เรื่อง อนุภาคของของแข็ง ของเหลว และแก๊ส
50 1.2.2 ควํ่าปากขวดลง จากนั้นเป่าลมเข้าไปในท่อนำแก๊สอย่างช้าๆ เบาๆ สังเกตการเคลื่อนตัว ของเม็ดโฟม บันทึกผล 1.2.3 ค่อยๆ เป่าลมให้แรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงแรงที่สุด สังเกตการเคลื่อนตัวของเม็ดโฟม บันทึก ผลการเปลี่ยนแปลงทุกครั้งที่เป่าลมลงไปในขวด 1.3 ให้นักเรียนออกแบบตารางบันทึกผลเพื่อนำเสนอข้อมูลในการทดลองต่อไปนี้ การเป่าลมในท่อ การเปลี่ยนแปลงของเม็ดโฟม เป่าลมอย่างช้าๆ เบาๆ เป่าลมแรงขึ้น เป่าลมแรงที่สุด 1.4 อภิปรายผล ………………………………………………………………………………………………………………..…………………… …………………………………………………………………………………………..………………………………………… ……………………………………………………………………..……………………………………………………………… ………………………………………………..…………………………………………………………………………………… …………………………..………………………………………………………………………………………………………… ……..………………………………………………………………………………………………………………..……………… ……………………………………………………………………………………………….……………………………………… 1.5 สรุปผล ………………………………………………………………………………………………………………..…………………… …………………………………………………………………………………………..………………………………………… ……………………………………………………………………..……………………………………………………………… ………………………………………………..…………………………………………………………………………………… …………………………..………………………………………………………………………………………………………… ……..………………………………………………………………………………………………………………..……………… ……………………………………………………………………………………………….………………………………………
51 คำชี้แจง ให้นักเรียนเติมคำหรือประโยคในช่องว่างต่อไปนี้ให้ถูกต้อง คำชี้แจง ให้นักเรียนทำเครื่องหมาย ลงในช่องที่คิดว่าถูกและทำเครื่องหมาย ลงในช่องที่คิดว่าผิด ..............1. จุ๊กกรู้เทน้ำสีแดงปริมาตร 50 บาศก์เซนติเมตร ลงในบีกเกอร์ ผลการทดลองที่เกิดขึ้น คือ น้ำสี แดงมีปริมาตรเท่าเดิม ..............2. แก๊สออกซิเจนมีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคน้อยมาก และมีช่องว่างระหว่างอนุภาคมากที่สุด ..............3. ของเหลวและแก๊สสามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้ตามภาชนะที่บรรจุและมีปริมาตรไม่คงที่ ..............4. แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคของแก๊สน้อยมาก ทำให้แก๊สฟุ้งกระจายได้อย่างอิสระ ..............5. โทรศัพท์มีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคเรียงชิดกันและสั่นอยู่กับที่ ..............6. อนุภาคของสสารทุกสถานะจะเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระตลอดเวลา ..............7. อากาศจะเปลี่ยนรูปร่าง เมื่อถูกปล่อยออกจากลูกโป่ง ..............8. หนังสือ มีรูปร่างคงที่ และมีปริมาตรคงที่ ..............9. หินจะมีรูปร่างเปลี่ยนไป เมื่อหยิบจากพื้นใส่กล่อง ..............10. น้ำนม มีรูปร่างที่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้ แบบจำลอง อนุภาคของสสาร สถานะ …………………………………... …………………………………... …………………………………... ระยะห่างระหว่าง อนุภาค …………………………………... …………………………………... …………………………………... …………………………………... …………………………………... …………………………………... แรงยึดเหนี่ยว ระหว่างอนุภาค …………………………………... …………………………………... …………………………………... …………………………………... …………………………………... …………………………………... การเคลื่อนที่ของ อนุภาค …………………………………... …………………………………... …………………………………... …………………………………... …………………………………... …………………………………... ใบงานที่ 5.1 เรื่อง แบบจำลองอนุภาคของสสารในแต่ละสถานะ ชื่อ....................................................................ชั้น.............เลขที่.......... คะแนน ตอนที่2 ตอนที่1
52 คำชี้แจง ให้นักเรียนเติมคำหรือประโยคในช่องว่างต่อไปนี้ให้ถูกต้อง แบบจำลอง อนุภาคของสสาร สถานะ ของแข็ง ของเหลว แก๊ส ระยะห่างระหว่าง อนุภาค อนุภาคอยู่ชิดกัน อนุภาคอยู่ห่างกันมากกว่า ของแข็งแต่น้อยกว่าแก๊ส อนุภาคอยู่ห่างกัน มากที่สุด แรงยึดเหนี่ยว ระหว่างอนุภาค มีแรงยึดเหนี่ยวมากที่สุด มีแรงยึดเหนี่ยวน้อยกว่า ของแข็งแต่มากกว่าแก๊ส มีแรงยึดเหนี่ยวน้อยที่สุด การเคลื่อนที่ของ อนุภาค อนุภาคสั่นอยู่กับที่ อนุภาคเคลื่อนที่รอบๆ อนุภาคใกล้เคียง อนุภาคเคลื่อนที่ได้อย่าง อิสระทุกทิศทาง คำชี้แจง ให้นักเรียนทำเครื่องหมาย ลงในช่องที่คิดว่าถูกและทำเครื่องหมาย ลงในช่องที่คิดว่าผิด ..........1. จุ๊กกรู้เทน้ำสีแดงปริมาตร 50 บาศก์เซนติเมตร ลงในบีกเกอร์ ผลการทดลองที่เกิดขึ้น คือ น้ำสีแดงมีปริมาตรเท่าเดิม ..... ...2. แก๊สออกซิเจนมีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคน้อยมาก และมีช่องว่างระหว่างอนุภาคมาก ที่สุด ..... .....3. ของเหลวและแก๊สสามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้ตามภาชนะที่บรรจุและมีปริมาตรไม่คงที่ ..... .....4. แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคของแก๊สน้อยมาก ทำให้แก๊สฟุ้งกระจายได้อย่างอิสระ ..... .....5. โทรศัพท์มีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคเรียงชิดกันและสั่นอยู่กับที่ ..... .....6. อนุภาคของสสารทุกสถานะจะเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระตลอดเวลา ..... .....7. อากาศจะเปลี่ยนรูปร่าง เมื่อถูกปล่อยออกจากลูกโป่ง ..... .....8. หนังสือ มีรูปร่างคงที่ และมีปริมาตรคงที่ ..... ....9. หินจะมีรูปร่างเปลี่ยนไป เมื่อหยิบจากพื้นใส่กล่อง ..... ....10. น้ำนม มีรูปร่างที่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้ ใบงานที่ 5.1 เรื่อง แบบจำลองอนุภาคของสสารในแต่ละสถานะ ชื่อ....................................................................ชั้น.............เลขที่.......... คะแนน ตอนที่2 ตอนที่1
53 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 รหัสวิชา ว21102 วิชา วิทยาศาสตร์2 ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรียนที่ 5 เรื่อง พลังงานความร้อน เวลา 28 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของสสาร เวลา 4 ชั่วโมง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ชื่อผู้สอน นางสาววชิรญา สอนสาระ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ ตัวชี้วัด มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอน พลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติ ของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ม.1/1วิเคราะห์แปลความหมายข้อมูลและคำนวณ ปริมาณความร้อนที่ทำให้สสาร เปลี่ยนอุณหภูมิ และเปลี่ยนสถานะโดยใช้ สมการ Q = mc∆t และ Q = mL ม.1/2 ใช้เทอร์มอมิเตอร์ในการวัดอุณหภูมิของสสาร 2. สาระสำคัญ • เมื่อสสารได้รับหรือสูญเสียความร้อนอาจทำให้สสารเปลี่ยนอุณหภูมิเปลี่ยนสถานะหรือ เปลี่ยน รูปร่าง • ปริมาณความร้อนที่ทำให้สสารเปลี่ยนอุณหภูมิขึ้นกับมวลความร้อนจำเพาะและอุณหภูมิที่ เปลี่ยนไป • ปริมาณความร้อนที่ทำให้สสารเปลี่ยนสถานะ ขึ้นกับมวลและความร้อนแฝงจำเพาะโดย ขณะที่ สสารเปลี่ยนสถานะอุณหภูมิจะไม่เปลี่ยนแปลง
54 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 3.1 นักเรียนอธิบายการเปลี่ยนอุณหภูมิของสสารเนื่องจากได้รับหรือสูญเสียความร้อน (K) 3.2 นักเรียนสามารถใช้เทอร์มอมิเตอร์ในการวัดอุณหภูมิของสสารได้อย่างถูกต้อง (P) 3.3 นักเรียนวิเคราะห์สถานการณ์ แปลความหมายข้อมูล และคำนวณปริมาณความร้อนที่ทำ ให้สสารเปลี่ยนอุณหภูมิและเปลี่ยนสถานะ (P) 3..4 นักเรียนสามารถนำความรู้เรื่อง การเปลี่ยนอุณหภูมิของสสารไปประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจำวันได้(A) 4. สาระการเรียนรู้ ด้านความรู้ (Knowledge) - การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของสสาร - ปริมาณความร้อน - ความร้อนจำเพาะ - อุณหภูมิ ด้านทักษะ/กระบวนการ (Process) - การใช้เทอร์มอมิเตอร์ - การคำนวณ 5. สมรรถนะ 5.1 ความสามารถในการสื่อสาร 5.2 ความสามารถในการแก้ปัญหา 5.3 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 6. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 6.1 มุ่งมั่นในการทำงาน 6.2 ใฝ่เรียนรู้ 7. ชิ้นงาน/ภาระงาน - ใบงานที่ 5.2 เรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของสสาร
55 8. กิจกรรมการเรียนการสอน กระบวนการเรียนรู้ วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Method : 5E) ชั่วโมงที่ 1-2 ขั้นที่ 1 ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) 1. ให้นักเรียนสังเกตภาพ การใช้เทอร์มอคัปเปิลวัดอุณหภูมิของอาหาร ร่วมกัน อภิปรายและตอบคำถามว่า นักเรียนสังเกตเห็นอะไรในภาพ (แนวคำตอบ เทอร์มอคัปเปิลวัดอุณหภูมิของอาหาร) 2. คุณครูตั้งคำถามชวนคิดกับนักเรียนมนุษย์ได้รับพลังงานความร้อนมาจากที่ ใดบ้าง? (แนวคำตอบ - ดวงอาทิตย์ - พลังงานในของเหลวร้อนใต้พื้น - การเผาไหม้ของเชื้อเพลิง - พลังงานไฟฟ้า - พลังงานนิวเคลียร์ 3. คุณครูสนทนากับนักเรียนเกี่ยวกับความร้อน และให้นักเรียนสังเกตภาพการ ทำอาหารโดยตั้งคำถามกับนักเรียนว่า ทำอย่างไรถึงจะต้มน้ำในหม้อให้เร็วที่สุด? (แนวคำตอบ ลดปริมาณน้ำ เพิ่มความแรงของไฟ) 4. นักเรียนช่วยกันอภิปรายและแสดงความคิดเห็น เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การทดลอง เรื่อง ปัจจัยใดบ้างที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของสสาร ขั้นที่ 2 ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) 1. คุณครูแบ่งกลุ่มนักเรียน กลุ่มละ 5-6 คน 2. คุณครูให้อ่านวิธีดำเนินกิจกรรมที่ 5.2 ปัจจัยใดบ้างที่มีผลต่อการ เปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของสสาร ตอนที่ 1 - 2 และร่วมกันอภิปรายในประเด็นดังต่อไปนี้ - กิจกรรมนี้เกี่ยวกับอะไร ( ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของน้ำและสาร อื่น ๆ ) - กิจกรรม ตอนที่ 1 นักเรียนต้องสังเกตหรือรวบรวมข้อมูลอะไรบ้าง และมีวิธีบันทึก ผลอย่างไร (นักเรียนต้องสังเกตและบันทึกอุณหภูมิของน้ำในบีกเกอร์ ทุก ๆ 30 วินาที เป็น เวลา 3 นาที) - ร่วมกันระบุปัญหา สมมติฐาน และตัวแปรที่เกี่ยวข้องของการทดลองตอนที่ 1
56 ปัญหา จำนวนเทียนไขมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของน้ำหรือไม่ สมมติฐาน เช่น น้ำที่ได้รับความร้อนจากเทียนไขจำนวนมากกว่า จะมีอุณหภูมิสูงขึ้นมากกว่า ตัวแปรต้น จำนวนเทียนไข ตัวแปรตาม อุณหภูมิของน้ำ ตัวแปรควบคุม ชนิด ขนาด และความสูงของเทียนไข ปริมาณน้ำ ขนาดและชนิดของบีกเกอร์ ระยะเวลาที่ให้ความร้อน ลักษณะการติดตั้งหรือตำแหน่งของ เทอร์มอมิเตอร์ - การทำกิจกรรม ตอนที่ 2 ต้องใช้วัสดุและอุปกรณ์ใดบ้าง ( นักเรียนตอบตามรายการวัสดุอุปกรณ์ ครูควรแนะนำวิธีและข้อควรระวัง ในการใช้ชุดตะเกียงแอลกอฮอล์และเทอร์มอมิเตอร์ การควบคุมตัวแปรเพื่อให้ผลการทดลอง น่าเชื่อถือ เช่น ควรใช้ชุดตะเกียงแอลกอฮอล์ชุดเดียวกันเป็นแหล่งความร้อนให้กับน้ำทั้ง 2 บีกเกอร์) - นักเรียนต้องสังเกตหรือรวบรวมข้อมูลอะไรบ้าง และมีวิธีบันทึกผลอย่างไร ( นักเรียนต้องสังเกตและบันทึกอุณหภูมิของน้ำในบีกเกอร์ ทุก ๆ 1 นาที เป็นเวลา 5 นาที) - ร่วมกันระบุปัญหา สมมติฐาน และตัวแปรที่เกี่ยวข้องของการทดลองตอนที่ 2 ปัญหา มวลของน้ำมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของน้ำหรือไม่ สมมติฐาน เช่น น้ำที่มีมวลน้อยกว่าจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นมากกว่า ตัวแปรต้น มวลของน้ำ ตัวแปรตาม อุณหภูมิของน้ำ ตัวแปรควบคุม ปริมาณความร้อนที่น้ำได้รับ ขนาดและความสูง ของเปลวไฟจากตะเกียงแอลกอฮอล์ (แหล่งความร้อนจากตะเกียงแอลกอฮอล์ชุดเดียวกัน) ขนาดและชนิดของบีกเกอร์ ระยะเวลาที่ให้ความร้อน ชนิดของเทอร์มอมิเตอร์ ลักษณะการ ติดตั้งหรือตำแหน่งของเทอร์มอมิเตอร์ 3. คุณครูใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบค่อย ๆ ปล่อยความรับผิดชอบ (Gradual Release of Responsibility: GRR) โดย ตอนที่ 1 ครูเป็นผู้สาธิตการทำการทดลองหน้าชั้นเรียน ตอนที่ 2 นักเรียนทำการทดลองเป็นกลุ่มย่อยตามวิธีการทดลองในหนังสือ เรียนวิทยาศาสตร์
57 ตอนที่ 3 นักเรียนแต่ละกลุ่มออกแบบและทำการทดลองด้วยตัวเองเพื่อ ตอบคำถามที่ครูกำหนดให้ 4. เตรียมชุดอุปกรณ์ จำนวน 1 ชุด ไว้หน้าชั้นเรียน จากนั้นครูให้ตัวแทนนักเรียน 2 – 3 คน ออกมาสาธิตการทดลอง โดยครูให้ความช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด 5. ให้ตัวแทนนักเรียนบันทึกผลการทดลองในตารางที่ออกแบบไว้บนกระดาน เพื่อให้นักเรียนร่วมกันสังเกตผลการทดลอง 6. แสดงวิธีการเขียนกราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิกับเวลาเป็น ตัวอย่างหน้าชั้นเรียน 7. ร่วมกันอภิปรายและตอบคำถามท้ายกิจกรรมเพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า ปริมาณความ ร้อนที่น้ำได้รับส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของน้ำ โดยน้ำในบีกเกอร์ที่ได้รับความร้อน จากเทียนไข 2 เล่ม มีอุณหภูมิสูงขึ้นมากกว่า ในบีกเกอร์ที่ได้รับความร้อนจากเทียนไข 1 เล่ม 8. แจกอุปกรณ์ให้นักเรียนทำกิจกรรมตอนที่ 2 ร่วมกัน นักเรียนทำกิจกรรมตาม ขั้นตอนพร้อมกับบันทึกผลการสังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น 9. เดินสังเกตนักเรียนทุกกลุ่ม เพื่อแนะนำการทำกิจกรรมแก่นักเรียนอย่างใกล้ชิด โดยเน้นให้นักเรียนทุกคนได้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม นอกจากนี้ครูควรสังเกตการบันทึก ผลการสังเกตของนักเรียนเพื่อให้ข้อแนะนำหากเกิดข้อผิดพลาดหรือไม่ครบถ้วนในการบันทึก ผล รวมทั้งนำข้อมูลที่ควรจะปรับปรุงและแก้ไขมาใช้ประกอบการอภิปรายหลังทำกิจกรรม 10. ครูนำอภิปรายว่า จากการทดลองตอนที่ 1 และ 2 นักเรียนทราบแล้วว่า ปริมาณความร้อนที่น้ำได้รับและมวลของน้ำมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของน้ำ นักเรียน คิดว่าชนิดของสสารมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของสสารหรือไม่ อย่างไร (มี สสารแต่ ละชนิดมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิแตกต่างกัน เมื่อได้รับความร้อนเท่ากัน) เพื่อนำไปสู่การ ออกแบบการทดลอง 11. ร่วมกันระบุปัญหา สมมติฐาน และตัวแปรที่เกี่ยวข้องของการทดลองตอนที่ 3 ปัญหา ชนิดของสสารมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของสสารหรือไม่ สมมติฐาน เช่น สสารต่างชนิดกันจะมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิแตกต่างกัน ตัวแปรต้น ชนิดของสสาร ตัวแปรตาม อุณหภูมิของสสาร ตัวแปรควบคุม ปริมาณความร้อนที่สสารได้รับ มวลของสสาร ขนาดและ ความสูงของเปลวไฟจากตะเกียงแอลกอฮอล์(แหล่งความร้อนจากตะเกียงแอลกอฮอล์ชุด เดียวกัน) ขนาดและชนิดของ บีกเกอร์ ระยะเวลาที่ให้ความร้อน ชนิดของเทอร์มอมิเตอร์ ลักษณะการติดตั้งหรือตำแหน่งของเทอร์มอมิเตอร์
58 12. แจกอุปกรณ์ให้นักเรียนทำกิจกรรมร่วมกัน นักเรียนทำกิจกรรมตามขั้นตอน พร้อมกับบันทึกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ขั้นที่ 3 ขั้นอภิปรายและลงข้อสรุป (Explanation) 1. ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายและตอบคำถามท้ายกิจกรรม จากนั้นนำเสนอ และเปรียบเทียบผลการทำกิจกรรมกับกลุ่มอื่น ๆ หากมีข้อมูลใดคลาดเคลื่อนควรอภิปรายแก้ไขให้ ถูกต้อง ตอนที่ 1 สรุปว่า ปริมาณความร้อนที่น้ำได้รับส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลง อุณหภูมิของน้ำ โดยน้ำในบีกเกอร์ที่ได้รับความร้อนจากเทียนไข 2 เล่ม มีอุณหภูมิสูงขึ้น มากกว่า ในบีกเกอร์ที่ได้รับความร้อนจากเทียนไข 1 เล่ม ตอนที่ 2 สรุปได้ว่า มวลของน้ำมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของน้ำ โดยน้ำมวล 75 กรัมมีอุณหภูมิสูงขึ้นมากกว่าน้ำมวล 150 กรัม เมื่อได้รับความร้อนปริมาณ เท่ากัน ตอนที่ 3 สรุปว่า ชนิดของสสารมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ โดยเมื่อ เวลาผ่านไป กลีเซอรอลหรือน้ำมันพืชมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นมากกว่าน้ำ 2. คุณครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยใช้แนว คำถามว่า การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของสารจากความร้อน ขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง (แนวคำตอบ มวล ความร้อนจำเพาะของสาร และอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไปของ สาร) 3. คุณครูให้นักเรียนดูภาพเท้าคนเดินบนทราย 4. คุณครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายถึงความร้อนที่ได้รับ และตั้งคำถามว่าสสาร แต่ละ ชนิดได้รับปริมาณความร้อนที่ทำให้สสารมวล 1หน่วย มีอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 1 หน่วย เรียกว่าอะไร (แนวคำตอบ ความร้อนจำเพาะมวล)
59 ชั่วโมงที่ 3-4 ขั้นที่ 3 ขั้นอภิปรายและลงข้อสรุป (Explanation) 1. คุณครูถามคำถามทบทวนความรู้เดิมของนักเรียนว่า ปริมาณความร้อนที่ทำให้ สารเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิขึ้นอยู่กับปัจจัยใดบ้าง (แนวคำตอบ มวล ความร้อนจำเพาะ และอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง) 2. คุณครูเขียนสมการคำนวณหาปริมาณความร้อนที่ทำให้สารเปลี่ยนแปลง อุณหภูมิบนกระดาน Q = mcΔt จากนั้นครูอธิบายความหมายของตัวแปร และหน่วยของตัวแปรที่ใช้คำนวณ Q คือ ปริมาณความร้อนที่ได้รับหรือสูญเสียไปมีหน่วยเป็นแคลอรี ( cal ) m คือ มวลของวัตถุ มีหน่วยเป็นกรัม (g) c คือ ความจุความร้อนจำเพาะของวัตถุมีหน่วยเป็นแคลอรีต่อกรัมองศา เซลเซียส (cal/g ํC) ∆t คือ อุณหภูมิที่เปลี่ยนไปมีหน่วยเป็นองศาเซลเซียส ( ํC) 3. คุณครูยกตัวอย่างโจทย์การคำนวณหาปริมาณความร้อนที่ทำให้สาร เปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.1 เล่ม 2 และให้นักเรียนฝึกการคำนวณ โดยทำแบบฝึกหัดเรื่องความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของสสาร ในหนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ ม.1 เล่ม 2 ลงในสมุด 4. คุณครูให้นักเรียนทำใบงานที่ 5.2 เรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ของสสาร โดยคุณครูแนะนำการคำนวณปริมาณความร้อนที่ทำให้อุณหภูมิของสสาร เปลี่ยนแปลง และร่วมกันอภิปรายนักเรียนเพื่อให้นักเรียนมีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น ขั้นที่ 4 ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) 1. คุณครูและนักเรียนอภิปรายร่วมกันถึงเทอร์มอมิเตอร์ว่าคืออะไร (แนวคำตอบ เครื่องมือที่ใช้สำหรับวัดอุณหภูมิ เรียกว่า เทอร์มอมิเตอร์ (thermometer) ซึ่งมักผลิตมาจากปรอทหรือแอลกอฮอล์ เมื่อของเหลวได้รับความร้อน จะมี การขยายตัวไปตามช่องเล็กๆ ซึ่งมีสเกลบอกอุณหภูมิเป็นตัวเลข)
60 2. คุณครูสอนอธิบาย เรื่อง การคำนวณหน่วยที่ใช้วัดอุณหภูมิว่าหน่วยของ อุณหภูมิได้แก่ องศาเซลเซียส องศาฟาเรนไฮต์และเคลวิน มีความสัมพันธ์กัน สามารถเปลี่ยน จากหน่วยหนึ่งเป็นหน่วยหนึ่งได้ โดยมีความสัมพันธ์ ดังนี้ 2. คุณครูยกตัวอย่างโจทย์การคำนวณหาหน่วยที่ใช้วัดอุณหภูมิในหนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ ม.1 เล่ม 2 3. คุณครูให้นักเรียนทำใบงานที่ 5.2 เรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ของสสาร ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินผล (Evaluation) 1. คุณครูตรวจแบบฝึกหัดวิทยาศาสตร์ 2. คุณครูตรวจใบงานที่ 5.2 เรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของ สสาร 3. คุณครูประเมินนักเรียนจากการทำใบงาน โดยใช้แบบสังเกตพฤติกรรมการ ทำงานรายกลุ่ม 4. คุณครูประเมินการใช้งานอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ โดยการสังเกต 9. สื่อการเรียนรู้และแหล่งเรียนรู้ 9.1 Power Point เรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของสสาร 9.2 หนังสือวิทยาศาสตร์ ม.1 สสวท. เล่ม 2 9.3 การสืบค้นข้อมูลแหล่งเครือข่าย Internet สืบค้นข้อมูลในหัวข้อ ความร้อนกับการ เปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของสสาร
61 10. การวัดผลและประเมิลผลการเรียนรู้ จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีวัด เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน 1. นักเรียนอธิบายการเปลี่ยน อุณหภูมิของสสารเนื่องจาก ได้รับหรือสูญเสียความร้อน (K) ตรวจใบงานที่ 5.2 เรื่อง ความร้อนกับการ เปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ของสสาร ใบงานที่ 5.2 เรื่อง ความ ร้อนกับการเปลี่ยนแปลง อุณหภูมิของสสาร นักเรียนผ่านเกณฑ์ การประเมิน ร้อย ละ 70 2. นักเรียนสามารถใช้ เทอร์มอมิเตอร์ในการวัด อุณหภูมิของสสารได้อย่าง ถูกต้อง (P) สังเกตพฤติกรรมการ ทำการปฏิบัติการ ทดลองทาง วิทยาศาสตร์ แบบประเมินการ ปฏิบัติการทดลองทาง วิทยาศาสตร์ นักเรียนผ่านเกณฑ์ การประเมิน ร้อย ละ 70 3. นักเรียนวิเคราะห์ สถานการณ์ แปลความหมาย ข้อมูล และคำนวณปริมาณ ความร้อนที่ทำให้สสารเปลี่ยน อุณหภูมิและเปลี่ยนสถานะ (P) ตรวจแบบฝึกหัดเรื่อง ความร้อนกับการ เปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ของสสารในสมุด แบบฝึกหัดเรื่อง ความ ร้อนกับการเปลี่ยนแปลง อุณหภูมิของสสาร นักเรียนผ่านเกณฑ์ การประเมิน ร้อย ละ 70 4. นักเรียนสามารถนำความรู้ เรื่อง การเปลี่ยนอุณหภูมิของ สสารไปประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจำวันได้(A) การสังเกตนักเรียน นำเสนอผลงานหน้าชั้น เรียน แบบประเมินการ นำเสนอผลงานหน้าชั้น เรียน นักเรียนผ่านเกณฑ์ การประเมิน ร้อย ละ 70
62
63
64 เกณฑ์การประเมินพฤติกรรมระหว่างเรียนตามคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ประเด็นการประเมิน คําอธิบายระดับคุณภาพ/ระดับคะแนน 3 คะแนน 2 คะแนน 1 คะแนน การตอบคำถาม ให้ความร่วมมือในการตอบ คำถามอย่างเต็มที่ ตอบได้ดี ถูกต้องครบถ้วน ให้ความร่วมมือในการตอบ คำถามอย่างเต็มที่ ตอบได้ดี ถูกต้องบางคำถาม ให้ความร่วมมือในการตอบ คำถามอย่างเต็มที่ ตอบได้ดี แต่ถูกต้องน้อยมาก ใฝ่เรียนรู้ ตั้งใจเรียน เอาใจใส่และมี ความพยายามในการเรียนรู้ ดีเยี่ยม ตั้งใจเรียน เอาใจใส่และมี ความพยายามในการเรียนรู้ ปานกลาง ตั้งใจเรียน เอาใจใส่และมี ความพยายามในการเรียนรู้ พอใช้ มุ่งมั่นในการทำงาน เอาใจใส่ต่อการปฏิบัติหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย ตั้งใจและ รับผิดชอบในการทำงานให้ สำเร็จดีเยี่ยม เอาใจใส่ต่อการปฏิบัติหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย ตั้งใจและ รับผิดชอบในการทำงานให้ สำเร็จปานกลาง เอาใจใส่ต่อการปฏิบัติหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย ตั้งใจและ รับผิดชอบในการทำงานให้ สำเร็จพอใช้ เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 0 - 2 ควรปรับปรุงอย่างยิ่ง 3 - 4 ควรปรับปรุง 5 - 6 พอใช้ 7 – 8 ดี 9 - 10 ดีมาก เกณฑ์การผ่าน ระดับพอใช้ขึ้นไปถือว่าผ่านเกณฑ์
65 เกณฑ์การประเมินผลการแบบฝึกหัด ประเด็นการประเมิน คําอธิบายระดับคุณภาพ/ระดับคะแนน 4 คะแนน 3 คะแนน 2 คะแนน 1 คะแนน ความถูกต้อง ทำแบบฝึกหัดถูกต้อง ร้อยละ 80 ขึ้นไป ทำแบบฝึกหัดถูกต้อง ร้อยละ 65 – 79 ทำแบบฝึกหัดถูกต้อง ร้อยละ 50 - 64 ทำแบบฝึกหัดถูกต้อง น้อยกว่าร้อยละ 50 ความเป็นระเบียบ ทำแบบฝึกหัดมีความ เป็นระเบียบ สะอาด เรียบร้อยดีมาก ทำแบบฝึกหัดมีความ เป็นระเบียบ สะอาด เรียบร้อยดี ทำแบบฝึกหัดเป็น ระเบียบ สะอาด เรียบร้อยปานกลาง ทำแบบฝึกหัดเป็น ระเบียบ สะอาด เรียบร้อยพอใช้ ความตรงต่อเวลา ส่งแบบฝึกหัดทันตาม เวลาที่กำหนด ส่งแบบฝึกหัดล่าช้ากว่า เวลาที่กำหนดไป 1 วัน ส่งแบบฝึกหัดล่าช้า กว่าเวลาที่กำหนดไป 3 วัน ส่งแบบฝึกหัดล่าช้า กว่าเวลาที่กำหนด มากกว่า 3 วัน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 0 - 4 ควรปรับปรุงอย่างยิ่ง 5 - 6 ควรปรับปรุง 7 - 8 พอใช้ 9 – 10 ดี 11 - 12 ดีมาก เกณฑ์การผ่าน ระดับพอใช้ขึ้นไปถือว่าผ่านเกณฑ์
66 คำชี้แจง ให้นักเรียนแสดงการคำนวณหาค่าปริมาณความร้อนที่ทำให้อุณหภูมิของสสารเปลี่ยนแปลงดังต่อไปนี้โดย ละเอียด 1. ความร้อนที่ทองสูญเสียมีค่ากี่แคลอรี เมื่อทองมวล 100 กรัม มีอุณหภูมิลดลงจาก 50 องศาเซลเซียส เป็น 20 องศาเซลเซียส (ความร้อนจำเพาะของทอง มีค่า 0.03 แคลอรี/กรัม องศาเซลเซียส) .............................................................................................................................................................................. ....................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................... 2. ถ้าต้องการทำให้แท่งแก้วมวล 0.5 กิโลกรัม มีอุณหภูมิสูงขึ้นจาก 25 องศาเซลเซียส เป็น 200 องศาเซลเซียสต้อง ให้ความร้อนแก่แท่งแก้วนี้กี่แคลอรี (ความร้อนจำเพาะของแท่งแก้ว มีค่า 0.2 แคลอรี/กรัม องศาเซลเซียส) .............................................................................................................................................................................. ....................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................... 3. ต้องให้ความร้อนแก่ทองแแดงมวล 100 กรัม ที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส กี่แคลอรี เพื่อให้ทองแดงเริ่ม หลอมเหลว (จุดหลอมเหลวของทองแดง มีค่า 1,083 องศาเซลเซียส ความร้อนจำเพาะของทองแดง มีค่า 0.09 แคลอรี/กรัม องศาเซลเซียส) .............................................................................................................................................................................. ....................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................... ใบงานที่ 5.2 เรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของสสาร ชื่อ....................................................................ชั้น.............เลขที่.......... คะแนน ตอนที่1
67 คำชี้แจง ให้นักเรียนแสดงการคำนวณหาค่าของอุณหภูมิดังต่อไปนี้โดยละเอียด 1. ถ้านิดหน่อยเปิดแอร์ในห้องเรียนให้มีอุณหภูมิเท่ากับ 25 ˚C แสดงว่ามีค่าอุณหภูมิกี่เคลวิน (K) .............................................................................................................................................................................. ....................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................ ....................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................... .............................................................................................................................................................................. ....................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................... 2. อิ่มเอมวัดอุณหภูมิของน้ำได้323 K สามารถคิดอุณหภูมิได้กี่องศาฟาเรนไฮต์(˚F) .............................................................................................................................................................................. ....................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................ ....................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................... .............................................................................................................................................................................. ....................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................... ************************************** ตอนที่2
68 คำชี้แจง ให้นักเรียนแสดงการคำนวณหาค่าปริมาณความร้อนที่ทำให้อุณหภูมิของสสารเปลี่ยนแปลงดังต่อไปนี้โดย ละเอียด( 6 คะแนน) 1. ความร้อนที่ทองสูญเสียมีค่ากี่แคลอรี เมื่อทองมวล 100 กรัม มีอุณหภูมิลดลงจาก 50 องศาเซลเซียส เป็น 20 องศาเซลเซียส (ความร้อนจำเพาะของทอง มีค่า 0.03 แคลอรี/กรัม องศาเซลเซียส) (2 คะแนน) วิธีทำ จากสมการ Q = mcΔt Q = 100 g x 0.03 cal/g °C x (50 °C - 20 °C) Q = 100 g x 0.03 cal/g °C x 30 °C Q = 90 cal ตอบ ทองสูญเสียความร้อนปริมาณ 90 แคลอรี 2. ถ้าต้องการทำให้แท่งแก้วมวล 0.5 กิโลกรัม มีอุณหภูมิสูงขึ้นจาก 25 องศาเซลเซียส เป็น 200 องศาเซลเซียสต้อง ให้ความร้อนแก่แท่งแก้วนี้กี่แคลอรี (ความร้อนจำเพาะของแท่งแก้ว มีค่า 0.2 แคลอรี/กรัม องศาเซลเซียส) (2 คะแนน) วิธีทำ จากสมการ Q = mcΔt Q = 500 g x 0.2 cal/g °C x (200 °C - 25 °C) Q = 500 g x 0.2 cal/g °C x 175 °C Q = 17,500 cal ตอบ แท่งแก้วต้องได้รับความร้อนปริมาณ 17,500 แคลอรี 3. ต้องให้ความร้อนแก่ทองแแดงมวล 100 กรัม ที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส กี่แคลอรี เพื่อให้ทองแดงเริ่ม หลอมเหลว (จุดหลอมเหลวของทองแดง มีค่า 1,083 องศาเซลเซียส ความร้อนจำเพาะของทองแดง มีค่า 0.09 แคลอรี/กรัม องศาเซลเซียส) (2 คะแนน) วิธีทำ จากสมการ Q = mcΔt Q = 100 g x 0.09 cal/g °C x (1,083 °C - 30 °C) Q = 100 g x 0.09 cal/g °C x 1,053 °C Q = 100 g x 0.09 cal/g °C x 1,053 °C Q = 9,477 cal ตอบ ต้องให้ความร้อนแก่ทองแดง 9,477 แคลอรี ใบงานที่ 5.2 เรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของสสาร ชื่อ....................................................................ชั้น.............เลขที่.......... คะแนน ตอนที่1
69 คำชี้แจง ให้นักเรียนแสดงการคำนวณหาค่าของอุณหภูมิดังต่อไปนี้โดยละเอียด ( 4 คะแนน) 1. ถ้านิดหน่อยเปิดแอร์ในห้องเรียนให้มีอุณหภูมิเท่ากับ 25 ˚C แสดงว่ามีค่าอุณหภูมิกี่เคลวิน (K) (2 คะแนน) วิธีทำ จาก C/100 = K-273/100 (C/100)*100 = K-273 C = K-273 แทนค่า 25 = K-273 K = 25+273 K = 298 K ตอบ ห้องเรียนที่มีอุณหภูมิเท่ากับ 25 ˚C มีค่าอุณหภูมิ 298 เคลวิน 2. อิ่มเอมวัดอุณหภูมิของน้ำได้323 K สามารถคิดอุณหภูมิได้กี่องศาฟาเรนไฮต์(˚F) (2 คะแนน) วิธีทำ จาก K-273/100 = F-32/180 แทนค่า 323-273/100 = F-32/180 นำ20มาหารทั้ง2ข้าง 323-273/5 = F-32/9 323-273/5 = F-32/9 50/5 = F-32/9 10 = F-32/9 90 = F-32 F = 90+32 F = 122 ˚F ตอบ น้ำอุณหภูมิ 323 K สามารถคิดอุณหภูมิได้ 122 องศาฟาเรนไฮต์ ตอนที่2
70 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 รหัสวิชา ว21102 วิชา วิทยาศาสตร์2 ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรียนที่ 5 เรื่อง พลังงานความร้อน เวลา 28 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง ความร้อนกับการขยายตัวและหดตัวของสสาร เวลา 4 ชั่วโมง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ชื่อผู้สอน นางสาววชิรญา สอนสาระ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ ตั้วชี้วัด มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอ พลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติ ของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ ประโยชน์ ม.1/3 สร้างแบบจำลองที่อธิบายการขยายตัวหรือ หดตัวของสสารเนื่องจากได้รับ หรือสูญเสียความร้อน ม1/4 ตระหนักถึงประโยชน์ของความรู้ของการหด และขยายตัวของสสารเนื่องจาก ความร้อนโดยวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาและเสนอแนะ วิธีการนำความรู้มาแก้ปัญหาใน ชีวิตประจำวัน 2. สาระสำคัญ • ความร้อนทำให้สสารขยายตัวหรือหดตัวได้เนื่องจากเมื่อสสารได้รับความร้อนจะทำให้ อนุภาคเคลื่อนที่เร็วขึ้นทำให้เกิดการขยายตัว แต่เมื่อสสารคายความร้อนจะทำให้อนุภาค เคลื่อนที่ช้าลงทำให้เกิดการหดตัว • ความรู้เรื่องการหดและขยายตัวของสสาร เนื่องจากความร้อนนำไปใช้ประโยชน์ได้ด้าน ต่างๆ เช่น การสร้างถนน การสร้างรางรถไฟ การทำเทอร์มอมิเตอร์
71 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 3.1 นักเรียนสามารถสร้างแบบจำลองที่อธิบายการขยายตัวและหดตัวของสสารเนื่องจาก ได้รับหรือสูญเสียความร้อน (K) 3.2 นักเรียนปฏิบัติการทดลองความร้อนกับการขยายตัวและหดตัวของสสาร (P) 3.3 นักเรียนตระหนักถึงประโยชน์ของความรู้ของการหดและขยายตัวของสสารเสนอแนะ วิธีการนำความรู้มาแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้ (A) 4. สาระการเรียนรู้ ด้านความรู้ (Knowledge) - การขยายตัวและหดตัวของสสาร - การใช้ประโยชน์จากการขยายตัวและหดตัวของสสาร ด้านทักษะ/กระบวนการ (Process) - การสร้างแบบจำลอง 5. สมรรถนะ 5.1 ความสามารถในการสื่อสาร 5.2 ความสามารถในการแก้ปัญหา 5.3 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 6. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 6.1 มุ่งมั่นในการทำงาน 6.2 ใฝ่เรียนรู้ 7. ชิ้นงาน/ภาระงาน - ใบงานที่ 5.3 เรื่อง ความร้อนกับการขยายตัวหรือหดตัวของสสาร - แผ่นพับ เรื่อง การยกตัวของถนน
72 8. กิจกรรมการเรียนการสอน กระบวนการเรียนรู้ วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Method : 5E) ชั่วโมงที่ 1-2 ขั้นที่ 1 ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) 1. คุณครูให้นักเรียนดูภาพบอลลูน 2. คุณครูร่วมกันอภิปรายกับนักเรียนเกี่ยวกับความร้อนต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ของสาร ดังนี้ - นักเรียนสังเกตเห็นอะไรในภาพ ( แนวคำตอบ การลอยตัวของบอลลูน) - บอลลูนสามารถลอยอยู่ในอากาศได้อย่างไร (แนวคำตอบ ความหนาแน่นอากาศภายในบอลลูนน้อยกว่าความหนาแน่น อากาศภายนอก) 4. คุณครูนำภาพการยกตัวของถนนมาให้นักเรียนดู
73 5. ร่วมกันอภิปรายและตอบคำถามดังต่อไปนี้ - นักเรียนสังเกตเห็นอะไรในภาพ (แนวคำตอบ การยกตัวของถนน) - จากภาพนักเรียนคิดว่าเกิดจากสาเหตุใด (แนวคำตอบ นักเรียนตอบตามความคิดของตนเอง ) 6. ชี้แจงนักเรียนว่า นักเรียนจะสามารถอธิบายได้ว่าความร้อนสามารถทำให้ถนนยก ตัวขึ้นได้อย่างไร หลังจากที่นักเรียนได้ทำกิจกรรมที่ 5.3 ความร้อนส่งผลต่อสสารแต่ละสถานะ อย่างไร ขั้นที่ 2 ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) 1. นักเรียนอ่านจุดประสงค์ของกิจกรรม จากนั้นครูใช้คำถามเพื่ออภิปรายดังนี้ - กิจกรรมนี้เกี่ยวกับเรื่องอะไร (แนวคำตอบ ผลของความร้อนต่อการเปลี่ยนแปลงขนาดของอากาศ น้ำ และเหล็ก) - หลังการทำกิจกรรมแล้ว นักเรียนจะรู้อะไร (แนวคำตอบ อธิบายผลของความร้อนต่อการเปลี่ยนแปลงขนาดของอากาศ น้ำ และเหล็ก) - คุณครูให้นักเรียนแบ่งนักเรียนออกเป็น 9 กลุ่ม โดยให้แต่ละกลุ่มศึกษาผล ของความร้อนต่อการเปลี่ยนแปลงขนาดของสสารที่แตกต่างกัน ดังนี้ กลุ่มที่ 1 2 และ 3 ทำกิจกรรมตอนที่ 1 ศึกษาผลของความร้อนต่อ การเปลี่ยนแปลงขนาดของอากาศ กลุ่มที่ 4 5 และ 6 ทำกิจกรรมตอนที่ 2 ศึกษาผลของความร้อนต่อ การเปลี่ยนแปลงขนาดของน้ำ กลุ่มที่ 7 8 และ 9 ทำกิจกรรมตอนที่ 3 ศึกษาผลของความร้อนต่อ การเปลี่ยนแปลงขนาดของเหล็ก 2. คุณครูให้นักเรียนอ่านวัสดุ อุปกรณ์ และวิธีดำเนินกิจกรรม จากนั้นครูอภิปราย วิธีการทำกิจกรรมให้นักเรียนทราบ และแสดงวีดิทัศน์สาธิตการทำกิจกรรม เรื่อง การขยายตัว และหดตัวของสสารในแต่ละสถานะเป็นอย่างไร 3. คุณครูแจกอุปกรณ์ให้นักเรียนทำกิจกรรมร่วมกัน นักเรียนทำกิจกรรมตาม ขั้นตอนพร้อมกับบันทึกผลการสังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับสารที่แต่ละกลุ่มได้รับ โดย
74 ครูเดินสังเกตนักเรียนทุกกลุ่ม เพื่อแนะนำการทำกิจกรรมแก่นักเรียนอย่างใกล้ชิด โดยเน้นให้ นักเรียนทุกคนได้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม ขั้นที่ 3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (explanation) 1. นักเรียนในแต่ละกลุ่มร่วมกันอภิปรายและตอบคำถามท้ายกิจกรรม จากนั้น นำเสนอและเปรียบเทียบผลการทำกิจกรรมกับกลุ่มอื่น ๆ 2. นักเรียนอภิปรายเพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า เมื่ออากาศ น้ำ และลูกกลมเหล็กได้รับความ ร้อนจะมีปริมาตรเพิ่มขึ้นและขยายตัว ในทางตรงกันข้ามเมื่ออากาศ น้ำ และลูกกลมเหล็ก สูญเสียความร้อนจะมีปริมาตรลดลงและหดตัว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นการ เปลี่ยนแปลงในระดับอนุภาคของสสาร 3. คุณครูให้นักเรียนทำใบงานที่ 5.3 เรื่อง ความร้อนกับการขยายตัวหรือหดตัวของ สสาร 4. คุณครูมอบหมายงานให้แก่นักเรียน โดยจากสถานการณ์ถนนยกตัวขึ้น เนื่องจากความร้อน คุณครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มทำแผ่นพับเพื่ออธิบายสาเหตุของการยกตัว ของถนน พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อสื่อสารให้คนใน ชุมชนเข้าใจเหตุการณ์ดังกล่าว โดยนักเรียนต้องใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายและใช้แบบจำลองอนุภาค ของสสารประกอบการอธิบาย ชั่วโมงที่ 3-4 ขั้นที่ 4 ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) 1. คุณครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม 9 กลุ่ม โดยแต่ละกลุ่มอภิปรายเกี่ยวกับแผ่นพับที่ มอบหมายไปในชั่วโมงที่แล้ว นักเรียนแต่ละกลุ่มผลัดกันเล่าสิ่งที่ตนได้ศึกษามาให้สมาชิกใน กลุ่มฟัง 2. นักเรียนแต่ละกลุ่มระดมความคิด แล้วสรุปข้อมูลเป็นความรู้ของกลุ่ม - สาเหตุของการยกตัวของถนน - แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น - ผลกระทบต่อคนในชุมชน 3. คุณครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มสร้างแบบจำลองการขยายและหดตัวของสสารแต่ละ สถานะเมื่อได้รับความร้อน โดยการสืบค้นข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตและหนังสือเรียน
75 4. นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนออกมานำเสนอผลการสืบค้นข้อมูลหน้าชั้นเรียน แนวคำตอบ 5. ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายผลจากการปฏิบัติกิจกรรม คำถามดังนี้ - การขยายตัวหรือหดตัวของสสารแต่ละสถานะเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร (แนวคำตอบ นักเรียนตอบตามความเข้าใจ) - การขยายตัวหรือหดตัวของวัตถุที่ได้รับความร้อนใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง (แนวคำตอบ การวางรางรถไฟ การเว้นรอยต่อของสะพาน การขึงสายไฟ เป็นต้น) 6. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินผล (Evaluation) 1. คุณครูตรวจตรวจใบงานที่ 5.3 เรื่อง ความร้อนกับการขยายตัวหรือหดตัวของ สสาร
76 2. ประเมินการนำเสนอแนะแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาจากสาเหตุของการ ยกตัวของถนน 9. สื่อการเรียนรู้และแหล่งเรียนรู้ 9.1 Power Point เรื่อง ความร้อนกับการขยายตัวหรือหดตัวของสสาร 9.2 หนังสือวิทยาศาสตร์ ม.1 สสวท. เล่ม 2 9.3 วีดิทัศน์สาธิตการทำกิจกรรม เรื่อง การขยายตัวและหดตัวของสสารในแต่ละ สถานะเป็น อย่างไร 9.4 การสืบค้นข้อมูลแหล่งเครือข่าย Internet สืบค้นข้อมูลในหัวข้อ ความร้อนกับการ ขยายตัวหรือหดตัวของสสาร 10. การวัดผลและประเมิลผลการเรียนรู้ จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีวัด เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน 1. นักเรียนสามารถสร้าง แบบจำลองที่อธิบายการขยายตัว และหดตัวของสสารเนื่องจาก ได้รับหรือสูญเสียความร้อน (K) ตรวจใบงานที่ 5.3 เรื่อง ความร้อนกับ การขยายตัวหรือหด ตัวของสสาร ใบงานที่ 5.3 เรื่อง ความร้อนกับการ ขยายตัวหรือหดตัว ของสสาร นักเรียนผ่านเกณฑ์ การประเมิน ร้อยละ 70 ขึ้นไป 2. นักเรียนปฏิบัติการทดลอง ความร้อนกับการขยายตัวและหด ตัวของสสาร (P) สังเกตการ ปฏิบัติการทดลอง ทางวิทยาศาสตร์ แบบประเมินการ ปฏิบัติการทดลอง ทางวิทยาศาสตร์ นักเรียนผ่านเกณฑ์ การประเมิน ระดับดี ขึ้นไป 3. นักเรียนตระหนักถึงประโยชน์ ของความรู้ของการหดและ ขยายตัวของสสารเสนอแนะ วิธีการนำความรู้มาแก้ปัญหาใน ชีวิตประจำวันได้ (A) สังเกตการนำเสนอ หน้าชั้นเรียน แบบประเมินการ นำเสนอผลงานหน้า ชั้นเรียน นักเรียนผ่านเกณฑ์ การประเมิน ร้อยละ 70 ขึ้นไป
77
78
79 เกณฑ์การประเมินพฤติกรรมระหว่างเรียนตามคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ประเด็นการประเมิน คําอธิบายระดับคุณภาพ/ระดับคะแนน 3 คะแนน 2 คะแนน 1 คะแนน การตอบคำถาม ให้ความร่วมมือในการตอบ คำถามอย่างเต็มที่ ตอบได้ดี ถูกต้องครบถ้วน ให้ความร่วมมือในการตอบ คำถามอย่างเต็มที่ ตอบได้ดี ถูกต้องบางคำถาม ให้ความร่วมมือในการตอบ คำถามอย่างเต็มที่ ตอบได้ดี แต่ถูกต้องน้อยมาก ใฝ่เรียนรู้ ตั้งใจเรียน เอาใจใส่และมี ความพยายามในการเรียนรู้ ดีเยี่ยม ตั้งใจเรียน เอาใจใส่และมี ความพยายามในการเรียนรู้ ปานกลาง ตั้งใจเรียน เอาใจใส่และมี ความพยายามในการเรียนรู้ พอใช้ มุ่งมั่นในการทำงาน เอาใจใส่ต่อการปฏิบัติหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย ตั้งใจและ รับผิดชอบในการทำงานให้ สำเร็จดีเยี่ยม เอาใจใส่ต่อการปฏิบัติหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย ตั้งใจและ รับผิดชอบในการทำงานให้ สำเร็จปานกลาง เอาใจใส่ต่อการปฏิบัติหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย ตั้งใจและ รับผิดชอบในการทำงานให้ สำเร็จพอใช้ เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 0 - 2 ควรปรับปรุงอย่างยิ่ง 3 - 4 ควรปรับปรุง 5 - 6 พอใช้ 7 – 8 ดี 9 - 10 ดีมาก เกณฑ์การผ่าน ระดับพอใช้ขึ้นไปถือว่าผ่านเกณฑ์
80 เกณฑ์การประเมินผลการแบบฝึกหัด ประเด็นการประเมิน คําอธิบายระดับคุณภาพ/ระดับคะแนน 4 คะแนน 3 คะแนน 2 คะแนน 1 คะแนน ความถูกต้อง ทำแบบฝึกหัดถูกต้อง ร้อยละ 80 ขึ้นไป ทำแบบฝึกหัดถูกต้อง ร้อยละ 65 – 79 ทำแบบฝึกหัดถูกต้อง ร้อยละ 50 - 64 ทำแบบฝึกหัดถูกต้อง น้อยกว่าร้อยละ 50 ความเป็นระเบียบ ทำแบบฝึกหัดมีความ เป็นระเบียบ สะอาด เรียบร้อยดีมาก ทำแบบฝึกหัดมีความ เป็นระเบียบ สะอาด เรียบร้อยดี ทำแบบฝึกหัดเป็น ระเบียบ สะอาด เรียบร้อยปานกลาง ทำแบบฝึกหัดเป็น ระเบียบ สะอาด เรียบร้อยพอใช้ ความตรงต่อเวลา ส่งแบบฝึกหัดทันตาม เวลาที่กำหนด ส่งแบบฝึกหัดล่าช้ากว่า เวลาที่กำหนดไป 1 วัน ส่งแบบฝึกหัดล่าช้า กว่าเวลาที่กำหนดไป 3 วัน ส่งแบบฝึกหัดล่าช้า กว่าเวลาที่กำหนด มากกว่า 3 วัน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 0 - 4 ควรปรับปรุงอย่างยิ่ง 5 - 6 ควรปรับปรุง 7 - 8 พอใช้ 9 – 10 ดี 11 - 12 ดีมาก เกณฑ์การผ่าน ระดับพอใช้ขึ้นไปถือว่าผ่านเกณฑ์
81 คำชี้แจง ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้ให้ถูกต้อง 1. จงบอกปรากฏการณ์การขยายหรือหดตัวของสสารที่สามารถพบเห็นได้ในชีวิตประจำวันมา 4 ปรากฏการณ์ 1.1 ................................................................................................................................................... 1.2 ................................................................................................................................................... 1.3 ................................................................................................................................................... 1.4 ................................................................................................................................................... 2.จงวาดภาพแสดงการเปลี่ยนแปลงของน้ำแข็งเมื่อได้รับความร้อน 3.จงวาดภาพแสดงการเปลี่ยนแปลงของการจัดเรียงอนุภาคของของแข็งเมื่อได้รับความเย็น 4.จงวาดภาพแสดงการเปลี่ยนแปลงของการจัดเรียงอนุภาคของของเหลวเมื่อได้รับความร้อน 5.จงวาดภาพแสดงการเปลี่ยนแปลงของการจัดเรียงอนุภาคของแก๊สเมื่อได้รับความเย็น ใบงานที่ 5.3 เรื่อง ความร้อนกับการขยายตัวหรือหดตัวของสสาร ชื่อ....................................................................ชั้น.............เลขที่.......... คะแนน
82 คำชี้แจง ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้ให้ถูกต้อง 1. จงบอกปรากฏการณ์การขยายหรือหดตัวของสสารที่สามารถพบเห็นได้ในชีวิตประจำวันมา 4 ปรากฏการณ์ (2 คะแนน) 1.1 การเคลื่อนที่ของบอลลูน 1.2 การสร้างถนน 1.3 การติดตั้งเสาไฟฟ้า 1.4 การสร้างสะพานหรือรางรถไฟ 2.จงวาดภาพแสดงการเปลี่ยนแปลงของน้ำแข็งเมื่อได้รับความร้อน 3.จงวาดภาพแสดงการเปลี่ยนแปลงของการจัดเรียงอนุภาคของของแข็งเมื่อได้รับความเย็น 4.จงวาดภาพแสดงการเปลี่ยนแปลงของการจัดเรียงอนุภาคของของเหลวเมื่อได้รับความร้อน 5.จงวาดภาพแสดงการเปลี่ยนแปลงของการจัดเรียงอนุภาคของแก๊สเมื่อได้รับความเย็น ใบงานที่ 5.3 เรื่อง ความร้อนกับการขยายตัวหรือหดตัวของสสาร ชื่อ....................................................................ชั้น.............เลขที่.......... คะแนน เฉลย
83 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 รหัสวิชา ว21102 วิชา วิทยาศาสตร์2 ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรียนที่ 5 เรื่อง พลังงานความร้อน เวลา 28 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร เวลา 4 ชั่วโมง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ชื่อผู้สอน นางสาววชิรญา สอนสาระ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ ตัวชี้วัด มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติ ของสสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลง สถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกิดปฏิกิริยาเคมี มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติ ของคลื่น ปรากฏการณ์ที่ เกี่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ม.1/1 วิเคราะห์แปลความหมายข้อมูล และคำนวณปริมาณความร้อนที่ทำให้สสาร เปลี่ยนอุณหภูมิ และเปลี่ยนสถานะ โดยใช้สมการ Q = mc∆t และ Q = mL ม.1/2 ใช้เทอรมอมิเตอรในการวัดอุณหภูมิของสสาร ม.1/10 อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานความร้อนกับการเปลี่ยนสถานะของสสาร โดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์และแบบจำลอง 2. สาระสำคัญ ความร้อนมีผลต่อการเปลี่ยนสถานะของสสาร เมื่อให้ความร้อนแก่สสาร อนุภาคของของ สสารจะมีพลังงานและอุณหภูมิเพิ่มขึ้นจนถึงระดับหนึ่ง ซึ่งสสารจะใช้ความร้อนในการเปลี่ยนสถานะ จากสถานะหนึ่งเป็นสถานะหนึ่ง เรียกความร้อนที่ใช้ในการเปลี่ยนสถานะว่า ความร้อนแฝง ปริมาณความร้อนที่ทำให้สสารมวล 1 กรัม เปลี่ยนสถานะโดยไม่เปลี่ยนอุณหภูมิ เรียกว่า ความร้อนแฝงปริมาณความร้อนที่ทำให้สสารเปลี่ยนสถานะ ขึ้นอยู่กับมวลของสสาร และความร้อน แฝงจำเพาะของสาร
84 ปริมาณความร้อนที่ทำให้สสารเปลี่ยนสถานะขึ้นกับมวลและความร้อนแฝงจำเพาะ โดย ขณะที่สสารเปลี่ยนสถานะ อุณหภูมิจะไมเปลี่ยนแปลง เมื่อสสารได้รับความร้อน อนุภาคจะเคลื่อนที่ เร็วขึ้นและเคลื่อนที่ออกห่างกันมากขึ้น แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคจะลดลง จนสสารเปลี่ยนสถานะ นักเรียนสามารถวิเคราะห์ แปลความหมายข้อมูล และคำนวณปริมาณความร้อนที่ทำให้สสารเปลี่ยน สถานะโดยใช้สมการ Q = mL 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. นักเรียนคำนวณปริมาณความร้อนที่ทำให้สสารเปลี่ยนสถานะได้ (K) 2. นักเรียนสามารถใช้เทอรมอมิเตอรในการวัดอุณหภูมิของสสารได้ (P) 3. นักเรียนสร้างแบบจำลองเพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานความร้อนกับการ เปลี่ยนสถานะของสสารได้(P) 4. นักเรียนสามารถยกตัวอย่างสถานการณ์ในชีวิตประจำวันที่ความร้อนทำให้สสารเปลี่ยน อุณหภูมิ ขนาดหรือสถานะได้ (A) 4. สาระการเรียนรู้ ด้านความรู้ (Knowledge) -การเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร ด้านทักษะ/กระบวนการ (Process) - การสร้างแบบจำลอง 5. สมรรถนะ 5.1 ความสามารถในการสื่อสาร 5.2 ความสามารถในการแก้ปัญหา 5.3 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 6. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 6.1 มุ่งมั่นในการทำงาน 6.2 ใฝ่เรียนรู้
85 7. ชิ้นงาน/ภาระงาน - ใบงานที่ 5.4 เรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนสถานะของสสาร - ใบกิจกรรม เรื่อง การหาปริมาณความร้อนที่ทำให้สสารเปลี่ยนสถานะ 8. กิจกรรมการเรียนการสอน กระบวนการเรียนรู้ วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Method : 5E) ชั่วโมงที่ 1-2 ขั้นที่ 1 ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) 1. คุณครูให้นักเรียนสังเกตภาพไอศกรีมและร่วมกันอภิปรายการละลายของไอศกรีม โดยให้นักเรียนตอบตามความเข้าใจของตนเอง 2. คุณครูให้นักเรียนสังเกตวีดิโอธารน้ำแข็งถล่ม 3. คุณครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายถึงการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสารว่า เกี่ยวข้องกับความร้อนอย่างไรและตอบคำถามดังต่อไปนี้
86 - จากวีดิโอมีการเปลี่ยนแปลงของสสารชนิดใดสสารชนิดดังกล่าวเกิดการ เปลี่ยนแปลงอย่างไร (แนวคำตอบ พบการเปลี่ยนแปลงของน้ำแข็งโดยน้ำแข็งเปลี่ยนสถานะเป็นน้ำ หรือ น้ำแข็ง หลอมเหลวเป็นน้ำ ) - ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้เกี่ยวข้องกับความร้อนและการเปลี่ยนสถานะอย่างไร (แนวคำตอบ ครูให้นักเรียนตอบคำถามด้วยตนเอง โดยครูยังไม่เฉลยคำตอบ) 4. คุณครูให้นักเรียนทำกิจกรรมทบทวนความรู้ก่อนเรียนเกี่ยวกับการเปลี่ยนสถานะ ของสสาร 5. คุณครูตั้งคำถามว่า “ความร้อนมีผลต่อการเปลี่ยนสถานะของสสารอย่างไร ขณะที่สสารเปลี่ยนสถานะ สสารมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิหรือไม่ อย่างไร” เพื่อนำเข้าสู่การ ทำกิจกรรมที่ 5.4 ขั้นที่ 2 ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) 1. คุณครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่มออกเป็น 9 กลุ่ม โดยให้แต่ละกลุ่มศึกษา เรื่อง ความ ร้อนทำให้สสารเปลี่ยนสถานะได้อย่างไร 2. คุณครูนักเรียนทำกิจกรรมที่ 5.4 โดยให้นักเรียนอ่านวิธีดำเนินกิจกรรมในหนังสือ และร่วมกันอภิปรายเพื่อให้การทำกิจกรรมเป็นไปอย่างถูกต้อง 3. คุณครูแจกอุปกรณ์ให้นักเรียนทำกิจกรรมร่วมกัน นักเรียนทำกิจกรรมพร้อมกับ บันทึกผลการสังเกต โดยคุณครูควรเดินสังเกตนักเรียนทุกกลุ่ม เพื่อแนะนำการทำกิจกรรมแก่ นักเรียนอย่างใกล้ชิด โดยเน้นให้นักเรียนทุกคนได้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม 4. นักเรียนแต่ละกลุ่มนำข้อมูลที่ได้ไปเขียนกราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง อุณหภูมิกับเวลา ตั้งแต่เริ่มวัดอุณหภูมิของน้ำแข็งจนสิ้นสุดการทำกิจกรรมโดยใช้กระดาษ กราฟ
87 ขั้นที่ 3 ขั้นอภิปรายและลงข้อสรุป (Explanation) 1. นักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอผลการทดลอง โดยใช้เวลาในการนำเสนอกลุ่ม ละ 2 นาที 2. คุณครูและนักเรียนร่วมอภิปรายข้อมูลที่ได้จากการทำกิจกรรม 3. คุณครูให้นักเรียนตอบคำถามท้ายกิจกรรม 4. คุณครูนำอภิปรายเพื่อให้นักเรียนร่วมกันสรุปผลการทำกิจกรรม พบว่า เมื่อให้ ความร้อนแก่น้ำจนเปลี่ยนสถานะจากของแข็งเป็นของเหลว และของเหลวเป็นแก๊ส อุณหภูมิ ของน้ำขณะเปลี่ยนสถานะจะคงที่ ชั่วโมงที่ 3-4 ขั้นที่ 4 ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) 1. คุณครูให้นักเรียนทำใบงานที่ 5.4 เรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนสถานะของสสาร 2. คุณครูนำนักเรียนอภิปรายถึงปริมาณความร้อนกับการเปลี่ยนสถานะ ความร้อน แฝง ความร้อนแฝงจำเพาะ การคำนวณปริมาณความร้อนที่ทำให้สสารเปลี่ยนสถานะจาก หนังสือเรียน 3. นักเรียนทำคำถามชวนคิดเพื่อฝึกทักษะการคำนวณ โดยครูอธิบายแต่ละข้อให้ นักเรียนเข้าใจมากยิ่งขึ้น 4. คุณครูให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดที่ 5.4 เรื่อง การหาปริมาณความร้อนที่ทำให้ สสารเปลี่ยนสถานะ ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินผล (Evaluation) 1. คุณครูตรวจใบงานที่ 5.4 เรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนสถานะของสสาร 2. คุณครูตรวจแบบฝึกหัดที่ 5.4 เรื่อง การหาปริมาณความร้อนที่ทำให้สสารเปลี่ยน 3. คุณครูตรวจคำถามชวนคิดในสมุด 9. สื่อการเรียนรู้และแหล่งเรียนรู้ 9.1 Power Point เรื่อง ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร 9.2 หนังสือวิทยาศาสตร์ ม.1 สสวท. เล่ม 2 9.3 การสืบค้นข้อมูลแหล่งเครือข่าย Internet สืบค้นข้อมูลในหัวข้อ ความร้อนกับการ เปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร