188 8. กิจกรรมการเรียนการสอน กระบวนการเรียนรู้วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับวิธีทำนาย สังเกต และอธิบาย (POE) ชั่วโมงที่ 1-2 ขั้นที่ 1 ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) 1. คุณครูแจ้งคำอธิบายรายวิชาและจุดประสงค์การเรียนรู้ให้นักเรียนทราบ 2. คุณครูเข้าสู่กระบวนการทำนาย เกี่ยวกับเรื่อง ความดันอากาศ โดยนำสมุดหรือ หนังสือหลายเล่มมาวางซ้อนกัน จากนั้นใช้คำถามถามนักเรียน ดังนี้ - หนังสือเล่มใดถูกกดด้วยแรงมากที่สุด และน้อยที่สุด (แนวคำตอบ หนังสือเล่มที่อยู่ข้างล่างถูกกดมากที่สุด และเล่มบนสุดถูกกด น้อยที่สุด) - คุณครูนำอภิปรายเกี่ยวกับ หนังสือที่วางซ้อนกันว่าหนังสือเล่มที่ 1 เปรียบ ได้กับพื้นโลก ส่วนหนังสือเล่มที่ 2 เปรียบได้กับอากาศที่อยู่เหนือพื้นโลก ดังนั้น พื้นผิวโลกจึง ถูกแรงกดจากอากาศที่อยู่สูงขึ้นไป แรงชนิดนี้เรียกว่า แรงดันอากาศ หรือความดันอากาศ ซึ่ง นักเรียนจะได้เรียนรู้ในหัวข้อต่อไป - นักเรียนคิดว่า ความดันอากาศมีผลกระทบต่อตัวเราหรือไม่ อย่างไร และ ให้นัดเรียนตอบคำถามปากเปล่าโดยไม่มีการเฉลยว่าถูกหรือผิด (แนวคำตอบ พิจารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยให้อยู่ในดุลยพินิจของ ครูผู้สอน ตัวอย่างเช่น ความดันอากาศมีผลกระทบต่อตัวเรา เช่น ความดันอากาศส่งผลต่อการ ขยายตัวและหดตัวของปอด เป็นต้น) - คุณครูถามนักเรียนว่า ปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงความดัน อากาศ
189 (แนวคำตอบ พิจารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยให้อยู่ในดุลยพินิจของ ครูผู้สอน ตัวอย่างเช่น ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงความดันอากาศ ได้แก่ อุณหภูมิ ความ หนาแน่นของอากาศ เป็นต้น) 3. คุณครูเข้าสู่กระบวนการสังเกตโดยให้นักเรียนดูภาพ ว่าวที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า ใน เทศกาลว่าวนานชาติ โดยครูใช้คำถามดังนี้ - ว่าวที่มีน้ำหนักมากสามารถลอยขึ้นไปในอากาศได้อย่างไร (แนวคำตอบนักเรียนตอบตามความเข้าใจ) 4. คุณครูให้นักเรียนทำกิจกรรมทบทวนความรู้ก่อนเรียนแล้วนำเสนอผลการทำ กิจกรรม หากพบว่านักเรียนยังทำกิจกรรมทบทวนความรู้ก่อนเรียนไม่ถูกต้องครูควรทบทวน หรือแก้ไขความเข้าใจผิดของนักเรียนเพื่อให้นักเรียนมีความรู้พื้นฐานที่ถูกต้องและเพียงพอที่จะ เรียนเรื่องความกดอากาศและลมต่อไป 5. ครูนำเข้าสู่กิจกรรมที่ 6.3 อากาศมีแรงกระทำต่อวัตถุหรือไม่อย่างไร โดยเชื่อมโยง จากภาพว่าวที่ลอยบนฟ้าว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ขั้นที่ 2 ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) 1. คุณครูแบ่งกลุ่มนักเรียนเป็นกลุ่มละ 3 – 5 คน จำนวน 9 กลุ่ม 2. คุณครูให้นักเรียนศึกษาวิธีดำเนินกิจกรรมในแบบเรียน และร่วมกันอภิปรายใน ประเด็นดังต่อไปนี้ 2.1 กิจกรรมนี้เกี่ยวกับเรื่องอะไร (แนวคำตอบ แรงและทิศทางของแรงที่อากาศกระทำต่อวัตถุ) 2.2 กิจกรรมนี้มีจุดประสงค์อย่างไร (แนวคำตอบ นักเรียนตอบตามความคิดของตนเอง)
190 2.3 วิธีดำเนินกิจกรรมมีขั้นตอนโดยสรุปอย่างไร (แนวคำตอบ บรรจุถุงพลาสติกลงในขวดโหลโดยไม่รีดถุงให้แนบกับขวด จากนั้นดึงถุงพลาสติกขึ้นจากก้นขวด บันทึกผล ทดลองอีกครั้งหนึ่งโดยบรรจุถุงพลาสติกลงใน ขวดโหลและรีดถุงให้แนบกับขวด คาดคะเนผลที่จะเกิดขึ้นจากนั้นดึงถุงพลาสติกขึ้นจากก้นขวด โดยจัดขวดให้อยู่ในมุมต่าง ๆ สังเกตสิ่งที่เกิดขึ้น และบันทึกผล) 3. คุณครูให้นักเรียนทำกิจกรรม โดยครูสังเกตการทำกิจกรรมของนักเรียนอย่าง ใกล้ชิด เพื่อให้คำแนะนำ ครูนำ ข้อมูลที่ได้จากการสังเกตมาใช้ประกอบการอภิปรายหลัง กิจกรรม เช่น ครูแนะนำเกี่ยวกับการดึงถุงพลาสติกออกจากขวดโหล หรือการรีดถุงพลาสติกให้ แนบกับด้านในของขวดโหล ขั้นที่ 3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป 1. คุณครูให้นักเรียนตอบคำถามท้ายกิจกรรม จากนั้นนำเสนอ และอภิปรายคำตอบ ร่วมกันเพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า อากาศมีแรงกระทำต่อวัตถุทุกทิศทุกทาง 2. คุณครูให้นักเรียนศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากหนังสือเรียนเกี่ยวกับแรงดันและความ ดัน ความดันในระดับความสูงต่าง ๆ ผลของอุณหภูมิต่อความดันอากาศ และผลของความดัน อากาศต่อการดำรงชีวิต จากนั้นตอบคำถามระหว่างเรียน ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปราย คำตอบ 3. คุณครูอธิบายความหมายของความดันอากาศ “ความดันอากาศเปลี่ยนแปลงได้ โดยมีปัจจัยสำคัญคือระดับความสูงของพื้นที่และอุณหภูมิของอากาศ พื้นที่ที่มีระดับความสูง มาก ความดันอากาศมีค่าต่ำ ส่วนพื้นที่ที่มีความสูงน้อย ความดันอากาศจะมีค่าสูง เนื่องจาก แรงโน้มถ่วงของโลกทำให้บริเวณใกล้พื้นผิวโลกมีโมเลกุลอากาศอยู่หนาแน่นกว่าบริเวณที่อยู่ สูงขึ้นไป อากาศบริเวณใกล้ผิวโลกจึงมีความดันมากกว่าอากาศบริเวณที่อยู่สูงขึ้นไป นอกจากนั้นอุณหภูมิอากาศยังส่งผลต่อความดันอากาศ เนื่องจากอากาศที่มีอุณหภูมิสูงกว่าจะ เคลื่อนที่ได้อย่างอิสระกว่า จึงมีความหนาแน่นน้อยกว่า อากาศที่มีอุณหภูมิสูงกว่าจึงมีความดัน อากาศต่ำกว่า” 4. คุณครูและนักเรียนร่วมกันอภิปราย หากมีแนวคิดคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับเรื่องนี้ ให้ นักเรียนร่วมกันอภิปรายเพื่อแก้ไขแนวคิดคลาดเคลื่อนให้ถูกต้อง เช่น แนวคิดคลาดเคลื่อน อากาศมีแรงกระทำในทิศทางลงเท่านั้น แนวคิดที่ถูกต้อง อากาศมีแรงกระทำในทุกทิศทาง
191 ขั้นที่ 4 ขั้นขยายความรู้ 1. คุณครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มทำกิจกรรม เรื่อง การสร้างแบบจำลองความดัน อากาศ โดยให้นักเรียนศึกษากิจกรรม และวิธีปฏิบัติในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.1 เล่ม 2 แล้วบันทึกผล และตอบคำถามท้ายกิจกรรมในแบบฝึกหัดวิทยาศาสตร์ ม.1 เล่ม 2 2. คุณครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนกลุ่ม เพื่อออกมานำเสนอผลการทำ กิจกรรม เรื่อง การสร้างแบบจำลองความดันอากาศ หน้าชั้นเรียน 3. คุณครูและนักเรียนร่วมกันอภิปราย และให้นักเรียนตอบคำถามท้ายกิจกรรม ดังนี้ - ปัจจัยใดบ้างที่มีผลต่อความดันอากาศ และส่งผลต่อความดันอากาศอย่างไร (แนวคำตอบ มี 3 ปัจจัย ดังนี้ 1. จำนวนโมเลกุลของอากาศ : จำนวนโมเลกุลของอากาศเพิ่ม ความดันอากาศ จะมากขึ้น 2. อุณหภูมิอากาศ : บริเวณที่มีอุณหภูมิสูง โมเลกุลของอากาศจะเคลื่อนที่เร็ว และขยายตัวออก ทำให้บริเวณนั้นมีความดันอากาศลดลง แต่ถ้าบริเวณนั้นมีอุณหภูมิต่ำ โมเลกุลของอากาศจะอยู่ชิดกันมาก อากาศจึงหนาแน่นขึ้น ส่งผลให้ความดันอากาศเพิ่มขึ้น 3. ความสูง : ที่ระดับความสูงเพิ่มขึ้น ความดันอากาศจะลดต่ำลง เนื่องจากความ สูงที่เพิ่มขึ้น จะส่งผลให้บริเวณนั้นมีอุณหภูมิลดต่ำลง หรือปริมาณแก๊สมีน้อยกว่าบริเวณผิว โลก) -ประเมินแบบจำลองของกลุ่มอื่นว่าแสดงถึงเนื้อหาที่ถูกต้องและครบถ้วนหรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ ขึ้นอยู่กับแบบจำลองของนักเรียนแต่ละกลุ่ม) 4. คุณครูทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการใช้แนวคำถาม เช่น - เครื่องมือที่ใช้วัดความดันอากาศมีอะไรบ้าง (แนวตอบ บารอมิเตอร์แบบปรอท บารอมิเตอร์แบบแอนิรอยด์ อัลติมิเตอร์ และ บารอกราฟ) - ให้อธิบายหลักการทำงานของบารอมิเตอร์แบบต่าง ๆ (แนวคำตอบ บารอมิเตอร์แบบปรอท อากาศจะดันปรอทที่อยู่ภายในภาชนะ ทำให้ ระดับปรอทในหลอดแก้วสูงขึ้น ซึ่งแสดงถึงค่าความดันอากาศบารอมิเตอร์แบบแอนิรอยด์ ตลับ โลหะภายในจะยุบตัวเมื่อความดันอากาศสูงขึ้นอัลติมิเตอร์ใช้หลักการทำงานเดียวกับ บารอมิเตอร์แบแอนิรอยด์ บารอกราฟใช้หลักการเดียวกับบารอมิเตอร์แบบแอนิรอยด์ แต่จะ ต่อกับแขนปากกาให้ขีดบนกระดาษกราฟ)
192 - บรรยากาศมีค่าเป็นเท่าไร (แนวคำตอบ บรรยากาศ มีค่าเท่ากับ 760 มิลลิเมตรปรอท) - ความดันอากาศบนดอยอินทนนท์มีค่ามากกว่าหรือน้อยกว่า 760 มิลลิเมตรปรอท (แนวคำตอบ น้อยกว่า 760 มิลลิเมตรปรอท) ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินผล (Evaluation) 1. คุณครูตรวจใบงานที่ 6.3 เรื่อง เครื่องมือวัดความดันอากาศ 2. คุณครูตรวจใบกิจกรรม 6.3 อากาศมีแรงกระทำต่อวัตถุหรือไม่ อย่างไร 3. คุณครูตรวจแบบประเมินการสร้างแบบจำลองเครื่องมือวัดความดันอากาศ และลม ชั่วโมงที่ 3-4 ขั้นที่ 1 ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) 1. คุณครูกระตุ้นความสนใจของนักเรียนเกี่ยวกับเรื่อง ความดันอากาศ โดยให้ นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนมาทำกิจกรรม “เป่าให้ไวไปให้ถึง” โดยให้นักเรียนตัวแทนใช้ หลอดเป่าลูกปิงปองให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้าตามระยะทางที่กำหนด หาผู้ที่เป่าลูกปองเข้าส้นชัย ก่อนเป็นกลุ่มที่ชนะ 2. คุณครูเข้าสู่กระบวนการทำนายโดยใช้คำถามถามนักเรียน ดังนี้ - ลูกปิงปองเคลื่อนที่ได้อย่างไร (แนวคำตอบ เกิดจากการเป่าลม) - ลมที่เป่าลูกปิงปองเกิดจากอะไร (แนวคำตอบ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงความดันอากาศลมจากการเป่าของ มนุษย์)
193 - เมื่อความดันอากาศของ 2 พื้นที่แตกต่างกันจะทำให้เกิดผลอย่างไร จากนั้น (แนวคำตอบ ตอบตามความเข้าใจของนักเรียน) 3. ครูนำเข้าสู่กิจกรรมที่ 6.4 ลมเกิดขึ้นได้อย่างไร โดยเชื่อมโยงจากกิจกรรม “เป่า ให้ไวไปให้ถึง” ขั้นที่ 2 ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) 1. คุณครูแบ่งกลุ่มนักเรียนเป็นกลุ่มละ 3 – 4 คน จำนวน 9 กลุ่ม 2. คุณครูเข้าสู่กระบวนการสังเกต โดยให้นักเรียนศึกษาวิธีดำเนินกิจกรรมใน แบบเรียน และร่วมกันอภิปรายในประเด็นดังต่อไปนี้ 2.1 กิจกรรมนี้เกี่ยวกับเรื่องอะไร (แนวคำตอบ ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราเร็วลม) 2.2 กิจกรรมนี้มีจุดประสงค์อย่างไร (แนวคำตอบ นักเรียนตอบตามความคิดของตนเอง) 2.3 วิธีดำเนินกิจกรรมมีขั้นตอนโดยสรุปอย่างไร (แนวคำตอบ เจาะรูบนขวดพลาสติกที่ไม่มีฝาปิด 2 ใบ แล้วเชื่อมต่อขวด พลาสติกทั้ง 2 ใบ ด้วยแผ่นใสม้วนเป็นท่อ นำชุดขวดพลาสติกทั้งสองไปวางไว้ในขันพลาสติก 2 ใบ แล้วรินน้ำที่มีอุณหภุมิต่างกัน จากนั้นแหย่ก้านธูปที่ติดไฟลงไปในรูที่เจาะไว้ตรงกึ่งกลางท่อ ใสและสังเกตผลที่เกิดขึ้น ทำซ้ำอีกครั้งโดยจัดให้ความแตกต่างของอุณหภูมิของน้ำในชุดทดลอง ทั้งสองชุดต่างกัน จากนั้นทำซ้ำอีกครั้งโดยจัดให้ความยาวของท่อใสในชุดทดลองทั้งสองชุด ต่างกัน) 3. คุณครูให้นักเรียนนักเรียนลองตั้งสมมติฐานว่า เมื่อปล่อยควันธูปเข้าไปในท่อใส แล้ว จะเกิดผลอย่างไร และบันทึกสมมติฐานที่ตั้งไว้ก่อนการทดลองทั้ง 2 ตอน 4. คุณครูให้นักเรียนทำกิจกรรม โดยทำตามแนวทางที่ได้อภิปรายร่วมกัน ครูสังเกต การทำกิจกรรมเพื่อให้คำแนะนำแก่นักเรียน ครูนำข้อมูลที่ได้จากการสังเกตมาใช้ประกอบการ อภิปรายหลังกิจกรรม เช่น วิธีการสังเกตการเคลื่อนที่ของควันธูป ขั้นที่ 3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป 1. คุณครูให้นักเรียนพิจารณาสมมติฐานที่ตั้งไว้ก่อนทำกิจกรรมและผลการสังเกต หลังทำกิจกรรมว่าเหมือนหรือต่างกันอย่างไรจากนั้นนำเสนอและอภิปรายข้อสรุปที่ถูกต้อง ร่วมกัน
194 2. คุณครูให้นักเรียนตอบคำถามท้ายกิจกรรม จากนั้นนำเสนอและอภิปรายคำตอบ ร่วมกันเพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า ถ้าความแตกต่างของความดันอากาศระหว่างบริเวณ 2 บริเวณ มี ค่ามากกว่า อากาศจะเคลื่อนที่จากบริเวณหนึ่งไปยังอีกบริเวณหนึ่งได้เร็วกว่า และระยะทาง ระหว่างบริเวณที่มีความดันอากาศแตกต่างกันนั้นมีค่ามากกว่า อากาศจะเคลื่อนที่จากบริเวณ หนึ่งไปยังอีกบริเวณหนึ่งได้ช้ากว่า 3. คุณครูให้นักเรียนอ่านข้อมูลเพิ่มเติมจากหนังสือเรียน เกี่ยวกับอัตราเร็วลม ปัจจัย ที่มีผลต่ออัตราเร็วและทิศทาง ลม อุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจวัดลม จากนั้นทำกิจกรรมเสริม และตอบคำถามระหว่างเรียน จากนั้นครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายคำตอบ 4. คุณครูอธิบายความหมายของ ลม “ลมเคลื่อนที่ได้เนื่องจากความแตกต่างของ ความดันอากาศ หรือในทางอุตุนิยมวิทยาเรียกว่าความกดอากาศ โดยปัจจัยที่มีผลต่อการ เคลื่อนที่ของลม ได้แก่ ความกดอากาศระหว่าง 2 บริเวณ ระยะห่างระหว่างสองบริเวณและ สภาพแวดล้อม หรือสิ่งกีดขวางทางเดินของลม” 5. ถ้าคุณครูพบว่านักเรียนมีแนวคิดคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับเรื่องนี้ ให้นักเรียนร่วมกัน อภิปรายเพื่อแก้ไขแนวคิดคลาดเคลื่อนให้ถูกต้อง เช่น แนวคิดคลาดเคลื่อน ลมเคลื่อนที่จาก บริเวณที่มีอุณหภูมิอากาศสูงไปยังบริเวณที่มีอุณหภูมิอากาศต่ำ แนวคิดที่ถูกต้อง ลมเคลื่อนที่ จากบริเวณที่มีความกดอากาศสูง(อุณหภูมิต่ำ ) ไปยังบริเวณที่มีความกดอากาศต่ำ (อุณหภูมิ อากาศสูง) ขั้นที่ 4 ขั้นขยายความรู้ 1. คุณครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษาอุปกรณ์ที่ใช้วัดทิศทางลม หรือ ศรลม จาก หนังสือเรียนหรืออินเทอร์เน็ต 2. คุณครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มอภิปรายร่วมกันว่าอุปกรณ์ที่ใช้วัดทิศทางลม หรือ ศร ลม มีการทำงานอย่างไร ประกอบด้วยสิ่งใดบ้าง 3. คุณครูให้นักเรียนประดิษฐ์ศรลม เพื่อนำไปใช้วัดทิศทางลม
195 ตัวอย่างการประดิษฐ์ศรลม 4. คุณครูเชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้ในเรื่องต่อไปว่า องค์ประกอบของลมฟ้าอากาศมี ความสัมพันธ์กัน เช่น ความกดอากาศและลมมีความสัมพันธ์กัน ความกดอากาศมี ความสัมพันธ์กับอุณหภูมิอากาศ ความกดอากาศและลมเป็นองค์ประกอบของลมฟ้าอากาศซึ่ง ส่งผลต่อสภาพอากาศ ของพื้นที่นั้น ๆ เช่น ความแตกต่างของความกดอากาศ ทำให้เกิดลมแรง และอาจเกิดเป็นพายุได้ ครูใช้คำถามกระตุ้นความสนใจว่ามีปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลต่อความชื้น และความชื้นมีความสำคัญอย่างไร ต่อสภาพลมฟ้าอากาศ ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินผล (Evaluation) 1. คุณครูตรวจใบกิจกรรมที่ 6.4 เหตุใดลมจึงเคลื่อนที่เร็วต่างกัน 2. คุณรูตรวจแบบประเมินการสร้างแบบจำลองเครื่องมือวัดทิศทางลม 9. สื่อการเรียนรู้และแหล่งเรียนรู้ 9.1 Power Point เรื่อง ความกดอากาศและลม 9.2 หนังสือวิทยาศาสตร์ ม.1 สสวท. เล่ม 2 9.3 กิจกรรม “เป่าให้ไวไปให้ถึง” 9.4. การสืบค้นข้อมูลแหล่งเครือข่าย Internet สืบค้นข้อมูลในหัวข้อ ความกด อากาศและลม
196 10. การวัดผลและประเมิลผลการเรียนรู้ จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีวัด เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน 1. นักเรียนอธิบายปัจจัยที่มีผล ต่ออัตราเร็วลมได้ (K) การตรวจใบงาน เรื่อง เครื่องมือวัดความดัน อากาศและลม ใบงาน เรื่อง เครื่องมือวัดความดัน อากาศและลม นักเรียนผ่านเกณฑ์ การประเมิน ร้อย ละ 70 ขึ้นไป การตรวจใบกิจกรรม 6.3 อากาศมีแรงกระทำต่อ วัตถุหรือไม่ อย่างไร ใบกิจกรรม 6.3 อากาศมีแรงกระทำ ต่อวัตถุหรือไม่ อย่างไร ผ่านเกณฑ์การ ประเมิน ระดับ พอใช้ขึ้นไป 2. นักเรียนอธิบายแรงและ ทิศทางของแรงที่อากาศกระทำ ต่อวัตถุได้ (K) การตรวจใบกิจกรรมที่ 6.4 เหตุใดลมจึงเคลื่อนที่เร็ว ต่างกัน ใบกิจกรรมที่ 6.4 เหตุใดลมจึงเคลื่อนที่ เร็วต่างกัน ผ่านเกณฑ์การ ประเมิน ระดับ พอใช้ขึ้นไป การตรวจแบบประเมินการ สร้างแบบจำลองเครื่องมือ วัดทิศทางลม ประเมินการสร้าง แบบจำลองเครื่องมือ วัดทิศทางลม นักเรียนผ่านเกณฑ์ การประเมิน ระดับ ดีขึ้นไป 3. นักเรียนสามารถสร้าง แบบจำลองที่อธิบาย ความสัมพันธ์ระหว่างความดัน อากาศกับความสูงจากพื้นโลกได้ (P) การตรวจแบบประเมินการ สร้างแบบจำลองเครื่องมือ วัดความดันอากาศและลม แบบประเมินการ สร้างแบบจำลอง เครื่องมือวัดความดัน อากาศและลม นักเรียนผ่านเกณฑ์ การประเมิน ระดับ ดีขึ้นไป 4. นักเรียนมีความกระตือรือร้น ในการทำกิจกรรมและมีความ รับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับ มอบหมาย (A) สังเกตพฤติกรรมการทำ กิจกรรมของผู้เรียน แบบสังเกต พฤติกรรมการทำ กิจกรรมของผู้เรียน ผ่านเกณฑ์การ ประเมินในระ ดับ พอใช้ขึ้นไปร้อยละ 60
197
198
199 เกณฑ์การประเมินพฤติกรรมระหว่างเรียนตามคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ประเด็นการประเมิน คําอธิบายระดับคุณภาพ/ระดับคะแนน 3 คะแนน 2 คะแนน 1 คะแนน การตอบคำถาม ให้ความร่วมมือในการตอบ คำถามอย่างเต็มที่ ตอบได้ดี ถูกต้องครบถ้วน ให้ความร่วมมือในการตอบ คำถามอย่างเต็มที่ ตอบได้ดี ถูกต้องบางคำถาม ให้ความร่วมมือในการตอบ คำถามอย่างเต็มที่ ตอบได้ดี แต่ถูกต้องน้อยมาก ใฝ่เรียนรู้ ตั้งใจเรียน เอาใจใส่และมี ความพยายามในการเรียนรู้ ดีเยี่ยม ตั้งใจเรียน เอาใจใส่และมี ความพยายามในการเรียนรู้ ปานกลาง ตั้งใจเรียน เอาใจใส่และมี ความพยายามในการเรียนรู้ พอใช้ มุ่งมั่นในการทำงาน เอาใจใส่ต่อการปฏิบัติหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย ตั้งใจและ รับผิดชอบในการทำงานให้ สำเร็จดีเยี่ยม เอาใจใส่ต่อการปฏิบัติหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย ตั้งใจและ รับผิดชอบในการทำงานให้ สำเร็จปานกลาง เอาใจใส่ต่อการปฏิบัติหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย ตั้งใจและ รับผิดชอบในการทำงานให้ สำเร็จพอใช้ เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 0 - 2 ควรปรับปรุงอย่างยิ่ง 3 - 4 ควรปรับปรุง 5 - 6 พอใช้ 7 – 8 ดี 9 - 10 ดีมาก เกณฑ์การผ่าน ระดับพอใช้ขึ้นไปถือว่าผ่านเกณฑ์
200 เกณฑ์การประเมินผลการแบบฝึกหัด ประเด็นการประเมิน คําอธิบายระดับคุณภาพ/ระดับคะแนน 4 คะแนน 3 คะแนน 2 คะแนน 1 คะแนน ความถูกต้อง ทำแบบฝึกหัดถูกต้อง ร้อยละ 80 ขึ้นไป ทำแบบฝึกหัดถูกต้อง ร้อยละ 65 – 79 ทำแบบฝึกหัดถูกต้อง ร้อยละ 50 - 64 ทำแบบฝึกหัดถูกต้อง น้อยกว่าร้อยละ 50 ความเป็นระเบียบ ทำแบบฝึกหัดมีความ เป็นระเบียบ สะอาด เรียบร้อยดีมาก ทำแบบฝึกหัดมีความ เป็นระเบียบ สะอาด เรียบร้อยดี ทำแบบฝึกหัดเป็น ระเบียบ สะอาด เรียบร้อยปานกลาง ทำแบบฝึกหัดเป็น ระเบียบ สะอาด เรียบร้อยพอใช้ ความตรงต่อเวลา ส่งแบบฝึกหัดทันตาม เวลาที่กำหนด ส่งแบบฝึกหัดล่าช้ากว่า เวลาที่กำหนดไป 1 วัน ส่งแบบฝึกหัดล่าช้า กว่าเวลาที่กำหนดไป 3 วัน ส่งแบบฝึกหัดล่าช้า กว่าเวลาที่กำหนด มากกว่า 3 วัน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 0 - 4 ควรปรับปรุงอย่างยิ่ง 5 - 6 ควรปรับปรุง 7 - 8 พอใช้ 9 – 10 ดี 11 - 12 ดีมาก เกณฑ์การผ่าน ระดับพอใช้ขึ้นไปถือว่าผ่านเกณฑ์
201 คำชี้แจง ให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องมือวัดความดันอากาศในหัวข้อเครื่องมือที่กลุ่มของ ตนเองได้รับ แล้วเขียนรายละเอียดลักษณะและการทำงานของเครื่องมือดังกล่าวลงใต้รูปให้สอดคล้อง กับเครื่องมือที่หัวข้อที่กลุ่มนักเรียนได้รับ ภาพเครื่องมือวัด ความดันอากาศ ชื่อเครื่องมือวัด ความดันอากาศ ลักษณะ หลักการทำงาน ใบงานที่ 6.3 เรื่อง เครื่องมือวัดความดันอากาศ ชื่อ....................................................................ชั้น.............เลขที่.......... คะแนน
202 คำชี้แจง ให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องมือวัดความดันอากาศในหัวข้อเครื่องมือที่กลุ่มของ ตนเองได้รับ แล้วเขียนรายละเอียดลักษณะและการทำงานของเครื่องมือดังกล่าวลงใต้รูปให้สอดคล้อง กับเครื่องมือที่หัวข้อที่กลุ่มนักเรียนได้รับ ภาพเครื่องมือวัด ความดันอากาศ ชื่อเครื่องมือวัด ความดันอากาศ ลักษณะ หลักการทำงาน แอนิรอยด์ บารอมิเตอร์ เป็นตลับโลหะปิดผนึกที่ นำอากาศออกไปบางส่วน และเชื่อมต่อกับกลไกที่ แสดงค่าความดันอากาศ โดยตรง ใช้หลักการยุบตัวหรือพองตัวของ ตลับโลหะตามความดันของ บรรยากาศ แอลติมิเตอร์ ลักษณะคล้ายกับแอนิ รอยด์บารอมิเตอร์ แต่ ปรับหน้าปัดให้บอก ความสูงได้ ความกดอากาศจะลดลง 1 มิลลิเมตรปรอท ทุก ๆ ความสูงที่ เพิ่มขึ้น 11 เมตร มักใช้บอก ระดับความสูงของเครื่องบิน บารอมิเตอร์ แบบปรอท ประกอบด้วยหลอดแก้ว ปลายปิดข้างหนึ่งที่มี ปรอทบรรจุอยู่เต็ม คว่ำ อยู่ในภาชนะที่บรรจุ ปรอท แรงดันจากอากาศภายนอกจะ ดันปรอทในภาชนะให้ไหลเข้าไป ในหลอดแก้ว ซึ่งความสูงของ ปรอทในหลอดแก้วจะแสดงค่า ความดันอากาศ บารอกราฟ คล้ายกับบารอมิเตอร์ แบบแอนิรอยด์แต่จะต่อ กับแขนปากกาให้ขีดบน กระดาษกราฟท ี ่ หุ้ ม กระบอกหมุนที่หมุนด้วย นาฬิกา ใช้หลักการยุบตัวหรือพองตัวของ ตลับโลหะตามความดันของ บรรยากาศ เฉลย ใบงานที่ 6.3 เรื่อง เครื่องมือวัดความดันอากาศ ชื่อ....................................................................ชั้น.............เลขที่.......... คะแนน
203 ใบกิจกรรมที่5.1 แบบจำลองอนุภาคของสสารในแต่ละสถานะเป็นอย่างไร จุดประสงค์ สังเกตและอธิบายแรงและทิศทางของแรงที่อากาศกระทำต่อวัตถุ วัสดุและอุปกรณ์ 1. 2. 3. 4. 5. 6. วิธีดำเนินกิจกรรม 1. ใส่ถึงพลาสติกลงไปในขวดโหล พับปากถุงส่วนที่เลยพ้นปากขวดโหลลงมาด้านข้างขวด 2. ดึงถุงพลาสติกขึ้นจากก้นขวดโหล สังเกตว่าดึงออกง่ายหรือยาก บันทึกผล 3. รีดถุงพลาสติกให้แนบกับด้านข้างและก้นขวดโหลให้มากที่สุด แล้วใช้ยางรัดปากขวดโหล กับถุงพลาสติกให้แน่น 4. คาดคะเนว่าถ้าดึงถุงพลาสติกในข้อ 3 ให้ขึ้นจากก้นขวดโหลจะดึงได้ง่ายหรือยาก เมื่อ เทียบกับการดึงในข้อ 2 บันทึกผลการคาดคะเน 5. ดึงถุงพลาสติกขึ้นจากก้นขวดโหลเมื่อวางขวดแนบกับพื้นผิว สังเกตว่าดึงง่ายหรือยาก บันทึกผล 6. จัดขวดโหลให้อยู่ในลักษณะต่าง ๆ ดังรูป สังเกตว่าดึงง่ายหรือยาก บันทึกผล ภาพการจัดอุปกรณ์ในกิจกรรม ใบกิจกรรมที่ 6.3 เรื่อง ความสำคัญของบรรยากาศ
204 บันทึกผลการทำกิจกรรม กิจกรรม ผลการทำกิจกรรม/การคาดคะเน 1. การดึงถุงพลาสติกขึ้นจากก้นขวดโดยไม่รีดถุง ให้แนบสนิทกับด้านในของขวด ……………………………………………………………… ……………………………………………………………… 2. การคาดคะเนเมื่อรีดถุงพลาสติกให้แนบสนิทกับ ด้านในของขวดแล้วดึงถุงพลาสติกขึ้นจากก้นขวด ……………………………………………………………… ……………………………………………………………… 3. การดึงถุงพลาสติกขึ้นจากก้นขวดโหลโดยรีดถุง ให้แนบสนิทกับด้านในของขวด ……………………………………………………………… ……………………………………………………………… 4. การดึงถุงพลาสติกขึ้นจากก้นขวดโหลโดยรีดถุง ให้แนบสนิทกับด้านในของขวดและจัดขวดโหลให้ อยู่ในลักษณะต่าง ๆ 4.1 เมื่อเอียงขวดโหล 4.2 เมื่อคว่ำขวดโหล 4.3 เมื่อวางขวดโหลในแนวระดับ 4.1 ……………………………………………………………… …………………………………………………………….…… 4.2 ……………………………………………………………… …………………………………………………………….… 4.3 …………………………………………………………….. ………………………………………………..…………… คำถามประกอบกิจกรรม 1. แรงที่ใช้ในการดึงถุงพลาสติกขึ้นจากก้นขวดโหลก่อนและหลังการรีดถุงพลาสติกให้แนบไปกับขวดโหล มีความ แตกต่างกันอย่างไร เพราะเหตุใด ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………... 2. เมื่อจัดขวดโหลให้อยู่ในลักษณะต่าง ๆ แรงที่ใช้ในการดึงถุงพลาสติกออกจากขวดโหล เหมือนหรือแตกต่างกัน อย่างไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..… สรุปผลกิจกรรม ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
205 ใบกิจกรรมที่5.1 แบบจำลองอนุภาคของสสารในแต่ละสถานะเป็นอย่างไร จุดประสงค์ สังเกต ทดลอง วิเคราะห์และอธิบายปัจจัยที่มีผลต่ออัตราเร็วลม วัสดุและอุปกรณ์ 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. 10. วิธีดำเนินกิจกรรม ตอนที่ 1 1. จัดอุปกรณ์ดังภาพ 2. รินน้ำอุณหภูมิห้อง และน้ำร้อนจัดลงในขันใบที่ 1 และ 2 ตามลำดับ จัดเป็นชุดทดลองที่ 1 โดยให้ระดับน้ำในขัน สูงประมาณ 5 cm. ตั้งชุดทดลองทิ้งไว้ 20 นาที 3. จุดธูปและแหย่ก้านธูปเข้าไปในรูที่เจาะไว้ตรงกลางของท่อแผ่นใส เพื่อให้ควันเข้าไปในท่อ 4. บันทึกเวลาที่ควันธูปเคลื่อนที่จากจุดกึ่งกลางไปยังเครื่องหมายที่ระยะ 10 cm 5. ทำซ้ำในขั้นตอนที่ 2 – 4 อีกครั้ง โดยเปลี่ยนอุณหภูมิของน้ำในขันใบที่ 1 และ 2 เป็นน้ำเย็นจัดและน้ำ ร้อนจัด ตามลำดับ จัดเป็นชุดการทดลองที่ 2 โดยก่อนการทดลองให้คาดคะแนว่าควันธูปจะเคลื่อนที่เร็วขึ้นหรือช้า ลง แผ่นใส 1 แผ่น ม้วนเป็นท่อเจาะรูตรงกลาง ทำเครื่องหมายที่ระยะ 10 cm จากรูตรงกลางทั้งสองด้าน นำท่อแผ่นใสสอดเข้าไป ในขวดพลาสติก 2 ใบ นำชุดอุปกรณ์ไปวางในขัน ใบกิจกรรมที่ 6.4 เรื่อง ความสำคัญของบรรยากาศ
206 ตอนที่ 2 1. ทำกิจกรรมเช่นเดียวกับขั้นตอนที่ 5 ของตอนที่ 1 โดยเปลี่ยนท่อแผ่นใสเป็นใช้แผ่นใส 3 แผ่น ม้วนเป็น ท่อ เจาะรูตรงกลาง ทำเครื่องหมายที่ระยะ 10 cm เช่นเดิม จัดเป็นชุดทดลองที่ 3 โดยก่อนกาทดลองให้คาดคะเน ว่าควันธูปจะเคลื่อนที่เร็วขึ้นหรือช้าลง เมื่อเทียบกับชุดทดลองที่ 2 บันทึกผลการทำกิจกรรม ตอนที่ 1 ชุดทดลอง เวลาที่ควันธูปเคลื่อนที่จากจุดกึ่งกลางไปยังระยะ 10 cm. (วินาที) ชุดทดลองที่ 1 ชุดทดลองที่ 2 ตอนที่ 2 ชุดทดลอง เวลาที่ควันธูปเคลื่อนที่จากจุดกึ่งกลางไปยังระยะ 10 cm. (วินาที) ชุดทดลองที่ 2 ชุดทดลองที่ 3 คำถาประกอบกิจกรรม ตอนที่ 1 1. อากาศในท่อใสมีทิศทางการเคลื่อนที่อย่างไร ทราบได้อย่างไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. ความดันอากาศในขวดใบใดมีค่าสูงกว่า เพราะเหตุใด ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. การเคลื่อนที่ของอากาศในท่อใสมีความสัมพันธ์กับความดันอากาศอย่างไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 4. อัตราเร็วลมในชุดทดลองใดมีค่ามากกว่า เพราะเหตุใด ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… สรุปผลกิจกรรม ตอนที่ 1 ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………
207 ตอนที่ 2 1. หากพิจารณาเฉพาะชุดทดลองที่ 2 และ 3 การทดลองนี้มีตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรควบคุม คืออะไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. อัตราเร็วลมในชุดทดลองใดมีค่ามากกว่า เพราะเหตุใด ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… สรุปผลกิจกรรม ตอนที่ 2 ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… สรุปผลกิจกรรม ทั้ง 2 ตอน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………….……………..… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………….….……….…… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………….……….………
208 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 13 รหัสวิชา ว21102 วิชา วิทยาศาสตร์2 ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรียนที่ 6 เรื่อง กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศ เวลา 32 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง ความชื้น เวลา 4 ชั่วโมง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ชื่อผู้สอน นางสาววชิรญา สอนสาระ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ ตัวชี้วัด มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลกกระบวนการ เปลี่ยนแปลงภายในโลกและบนผิวโลกธรณีพิบัติภัยกระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้า อากาศ และภูมิอากาศโลกรวมทั้งผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ม.1/2 อธิบายปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของลมฟ้าอากาศจาก ข้อมูลที่รวบรวมได้ 2. สาระสำคัญ ลมฟ้า อากาศ เป็นสภาวะของอากาศในเวลาหนึ่งของพื้นที่หนึ่งที่มีการเปลี่ยนแปลง ตลอดเวลาขึ้นอยู่กับองค์ประกอบลมฟ้าอากาศ ได้แก่อุณหภูมิอากาศความกดอากาศลมความชื้น เมฆและหยาดน้ำฟ้า โดยหยาดน้ำฟ้าที่พบบ่อย ในประเทศไทยได้แก่ฝนองค์ประกอบลม ฟ้า อากาศเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ปริมาณรังสีจากดวงอาทิตย์และ ลักษณะพื้นผิวโลกส่งผลต่ออุณหภูมิอากาศ อุณหภูมิอากาศและปริมาณไอน้ำส่งผลต่อ ความชื้นความ กดอากาศส่งผลต่อลม ความชื้น และลมส่งผลต่อเมฆ 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1.นักเรียนสามารถอธิบายความชื้นสัมบูรณ์ ความชื้นสัมพัทธ์ได้(K) 2. นักเรียนสามารถคำนวณความชื้นสัมบูรณ์ ความชื้นสัมพัทธ์ได้(P) 3. นักเรียนตระหนักถึงประโยชน์ของความชื้นและนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิต ประจำวันได้ (A)
209 4. สาระการเรียนรู้ ด้านความรู้ (Knowledge) - ความชื้น - ความชื้นสัมบูรณ์ - ความชื้นสัมพัทธ์ ด้านทักษะ/กระบวนการ (Process) - 5. สมรรถนะ 5.1 ความสามารถในการสื่อสาร 5.2 ความสามารถในการแก้ปัญหา 5.3 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 6. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 6.1 มุ่งมั่นในการทำงาน 6.2 ใฝ่เรียนรู้ 7. ชิ้นงาน/ภาระงาน - ใบงานที่ 6.5 เรื่อง ความชื้นอากาศ
210 8. กิจกรรมการเรียนการสอน กระบวนการเรียนรู้ วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Method : 5E) ชั่วโมงที่ 1-2 ขั้นที่ 1 ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) 1. คุณครูพานักเรียนไปชมทะเลหมอกสวยๆและพระอาทิตย์ขึ้นที่บนภูทับเบิก โดย การเปิด วีดิทัศน์ให้นักเรียนชม https://www.youtube.com/watch?v=d7bJvDBNLuk 2. คุณครูให้นักเรียนดูภาพทะเลหมอก ครูตั้งคำถามชวนคิดโดยใช้คำถามดังนี้ - นักเรียนเคยเห็นทะเลหมอกหรือไม่ ทะเลหมอกเกิดขึ้นช่วงไหน (แนวคำตอบ นักเรียนตอบตามความเข้าใจ) - ทะเลหมอกเกิดขึ้นได้อย่างไร (แนวคำตอบ นักเรียนตอบตามความเข้าใจ) - หยดน้ำที่เกาะข้างแก้วน้ำเย็นเกิดขึ้นได้อย่างไร (แนวคำตอบ นักเรียนตอบตามความเข้าใจ) 3. คุณครูให้นักเรียนทำกิจกรรมทบทวนความรู้ก่อนเรียนนำเสนอผลการทำกิจกรรม หากพบว่านักเรียนยังทำกิจกรรมทบทวนความรู้ก่อนเรียนไม่ถูกต้อง ครูควรทบทวนหรือแก้ไข ความเข้าใจผิดของนักเรียน เพื่อให้นักเรียนมีความรู้พื้นฐานที่ถูกต้องและเพียงพอที่จะเรียน เรื่องความชื้นต่อไป 4. คุณครูให้นักเรียนศึกษาและตอบคำถามเกี่ยวกับปริมาณไอน้ำในอากาศ ความชื้น สัมบูรณ์ ปริมาณไอน้ำอิ่มตัวและความชื้นสัมพัทธ์จากหนังสือเรียน จากนั้นครูและนักเรียน อภิปรายร่วมกันเกี่ยวกับความหมายและความสัมพันธ์ของปริมาณไอน้ำในอากาศ ความชื้น สัมบูรณ์ ปริมาณไอน้ำอิ่มตัว และความชื้นสัมพัทธ์ เพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า ไอน้ำในอากาศทำให้
211 อากาศมีความชื้น ค่าความชื้นสัมบูรณ์แสดงปริมาณไอน้ำที่มีอยู่จริงในอากาศโดยมีหน่วยเป็น กรัมต่อลูกบาศก์เมตร ณ อุณหภูมิใดอุณหภูมิหนึ่ง อากาศสามารถรับไอน้ำได้ในปริมาณจำกัด โดยปริมาณไอน้ำอิ่มตัวหรือปริมาณไอน้ำสูงสุดที่อากาศรับได้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิอากาศ ค่า ความชื้นสัมพัทธ์แสดงความสามารถของอากาศในการรับปริมาณไอน้ำ ณ ขณะนั้นว่าอากาศมี ปริมาณไอน้ำในอากาศเท่าไร เทียบกับความสามารถที่จะรับได้ทั้งหมด และจะสามารถรับได้อีก เท่าไรโดยแสดงค่าเป็นเปอร์เซ็นต์ 5. คุณครูนำเข้าสู่กิจกรรมที่ 6.5 ปัจจัยที่มีผลต่อความชื้นสัมพัทธ์มีอะไรบ้าง โดย อธิบายความสำคัญของความชื้นสัมพัทธ์ซึ่งแสดงถึงความสามารถในการรับไอน้ำในอากาศจึง ทำให้นักวิทยาศาสตร์นำค่าความชื้นสัมพัทธ์ไปใช้ประโยชน์ในการแปลความหมายและทำนาย ลมฟ้าอากาศได้ ซึ่งการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความชื้นสัมพัทธ์จะทำให้นักเรียนเข้าใจ กระบวนการที่เกี่ยวกับลมฟ้าอากาศมากขึ้น ขั้นที่ 2 ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) 1. คุณครูแบ่งกลุ่มนักเรียนเป็นกลุ่มละ 3 – 5 คน จำนวน 9 กลุ่ม 2. คุณครูให้นักเรียนศึกษาวิธีดำเนินกิจกรรมในแบบเรียน และร่วมกันอภิปรายใน ประเด็นดังต่อไปนี้ 2.1 กิจกรรมนี้เกี่ยวกับเรื่องอะไร (แนวคำตอบ ปัจจัยที่มีผลต่อความชื้นสัมพัทธ์) 2.2 กิจกรรมนี้มีจุดประสงค์อย่างไร (แนวคำตอบ นักเรียนตอบตามความคิดของตนเอง) 2.3 วิธีดำเนินกิจกรรมมีขั้นตอนโดยสรุปอย่างไร (แนวคำตอบ ศึกษาการใช้ไซครอมิเตอร์ วางแผนการทำงาน ตรวจวัดและ บันทึกความชื้นสัมพัทธ์โดยใช้ไซครอมิเตอร์ ตามสถานที่และเวลาที่ได้ออกแบบไว้ รวมทั้ง บันทึกลักษณะทางกายภาพในพื้นที่ที่เลือก จากนั้นนำข้อมูลมาสร้างกราฟ) 5. คุณครูให้นักเรียนศึกษาและอภิปรายวิธีการใช้ไซครอมิเตอร ์จากหนังสือเรียน โดยนักเรียนตอบคำถามในเกร็ดน่ารู้เพื่อประเมินความเข้าใจการใช้ไซครอมิเตอร์ 6. คุณครูให้นักเรียนร่วมกันวางแผนเพื่อเลือกสถานที่และเวลาที่ใช้ในการวัดอุณหภูมิ อากาศ และความชื้นสัมพัทธ์ รวมทั้งออกแบบวิธีการบันทึกผลที่สังเกตได้ 9. นักเรียนทำกิจกรรมตามแผนที่วางไว้ ครูสังเกตการตรวจวัดความชื้นสัมพัทธ์ของ นักเรียนเพื่อให้คำแนะนำและนำข้อมูลจากการสังเกตมาใช้ประกอบการอภิปรายหลังกิจกรรม
212 10. คุณครูให้นักเรียนเก็บข้อมูลลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ที่นักเรียนเลือกศึกษา นำข้อมูลที่ได้จากการตรวจวัดมาสร้างกราฟเส้นที่แสดงการเปลี่ยนแปลงความชื้นสัมพัทธ์ใน เวลาต่างๆ และเตรียมนำเสนอผลการทำกิจกรรม โดยครูแนะนำวิธีการสร้างกราฟให้แก่ นักเรียน เพื่อเพิ่มความเข้าใจมากยิ่งขึ้น ขั้นที่ 3 ขั้นอภิปรายและลงข้อสรุป (Explain) 1. คุณครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอผลการทำกิจกรรม และนำผลงานติดแสดง หน้าห้องเรียนเพื่อเปรียบเทียบข้อมูลของแต่ละกลุ่ม 2. คุณครูให้นักเรียนตอบคำถามท้ายกิจกรรม จากนั้นครูและนักเรียนร่วมกัน อภิปรายคำตอบเพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า “ปัจจัยที่มีผลต่อค่าความชื้นสัมพัทธ์คือ อุณหภูมิอากาศ และลักษณะทางกายภาพของพื้นที่” 3. คุณครูให้นักเรียนศึกษาเนื้อหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับความชื้นในหนังสือเรียน ตอบ คำถามระหว่างเรียน และอภิปรายสรุปร่วมกันเกี่ยวกับความชื้นสัมพัทธ์ การเกิดละอองน้ำ เมฆ หมอก น้ำค้าง ตามตัวอย่าง 4. คุณครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายและสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ เพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า “อากาศมีความชื้นซึ่งสามารถแสดงค่าความชื้นในอากาศโดยใช้ค่าความชื้นสัมบูรณ์และ ความชื้นสัมพัทธ์ ปัจจัยที่ส่งผลต่อความชื้นสัมบูรณ์คือปริมาณไอน้ำในอากาศปัจจัยที่ส่งผลต่อ ความชื้นสัมพัทธ์คือ ปริมาณไอน้ำในอากาศ และอุณหภูมิอากาศ ทั้งนี้สภาพแวดล้อมของพื้นที่ ที่ตรวจวัดมีผลต่อปริมาณไอน้ำในอากาศ และอุณหภูมิอากาศด้วย เมื่ออากาศอิ่มตัว หรือมี ความชื้นสัมพัทธ์ 100% และอุณหภูมิอากาศลดลงอีกเล็กน้อยไอน้ำในอากาศจะเกิด การ ควบแน่นกลายเป็นละอองน้ำ เกิดเป็นเมฆหมอก และน้ำค้างอุณหภูมิขณะไอน้ำในอากาศเกิด การควบแน่น เรียก อุณหภูมิจุดน้ำค้าง” 5. ถ้าคุณครูพบว่านักเรียนมีแนวคิดคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับเรื่องนี้ ให้นักเรียนร่วมกัน อภิปรายเพื่อแก้ไขแนวคิดคลาดเคลื่อนให้ถูกต้อง เช่น แนวคิดคลาดเคลื่อน อากาศชื้นหนักกว่า อากาศแห้ง แนวคิดที่ถูกต้องอากาศชื้นเบากว่าอากาศแห้ง น้ำในสถานะแก๊สมีมวลน้อยกว่า อากาศแห้ง ชั่วโมงที่ 3-4 ขั้นที่ 4 ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) 1. คุณครูถามคำถามเพื่อทดสอบความเข้าใจของนักเรียน ดังนี้ - ความชื้นอากาศคืออะไร
213 (แนวคำตอบ ความชื้นอากาศ คือ ปริมาณไอน้ำที่มีอยู่ในอากาศในแต่ละ วัน) - ให้อธิบายหลักการทำงานของไซครอมิเตอร์ (แนวคำตอบ น้ำในกระเปาะจะระเหยโดยดูดความร้อนจากกระเปาะของ เทอร์มอมิเตอร์ทำให้อุณหภูมิที่อ่านได้จากเทอร์มอมิเตอร์กระเปาะเปียกมีค่าต่ำลง ทำให้ อุณหภูมิที่อ่านได้จากเทอร์มอมิเตอร์กระเปาะเปียกมีค่าต่ำกว่ากระเปาะแห้ง จากนั้นนำค่า ผลต่างอุณหภูมินี้ไปอ่านค่าความชื้นสัมพัทธ์ในตาราง) - ความชื้นสัมพัทธ์คืออะไร (แนวคำตอบ ความชื้นสัมพัทธ์ (relative humidity) คือ อัตราส่วนระหว่าง มวลของไอน้ำที่มีอยู่จริงในอากาศขณะนั้น กับมวลของไอน้ำที่อากาศซึ่งมีปริมาตรและอุณหภูมิ เดียวกันจะรับได้เต็มที่ (อากาศอิ่มตัว) มีหน่วยวัดเป็นเปอร์เซ็นต์) - ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงความชื้นอากาศได้แก่อะไรบ้าง (แนวคำตอบ ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงความชื้นอากาศ ได้แก่ ลักษณะพื้นที่ในแต่ละบริเวณ และอุณหภูมิ) - ค่าความชื้นอากาศที่นิยมใช้คือค่าความชื้นอากาศใด และสามารถ คำนวณหาค่าความชื้นอากาศดังกล่าวได้อย่างไร (แนวคำตอบ ค่าความชื้นอากาศที่นิยมใช้คือ ค่าความชื้นสัมพัทธ์ คำนวณ ได้จากค่าความชื้นอากาศในอากาศที่มีอยู่ ณ ขณะนั้น หารด้วยค่าความชื้นอากาศที่มากที่สุดที่ อากาศบริเวณนั้นสามารถรับได้ และคูณด้วย 100) - ปัจจัยใดที่ส่งผลต่อค่าความชื้นสัมพัทธ์ และหากปัจจัยดังกล่าวมีค่าสูงขึ้น จะส่งผลต่อความชื้นสัมพัทธ์อย่างไร (แนวคำตอบ ปัจจัยที่มีผลต่อค่าความชื้นสัมพัทธ์คือ อุณหภูมิ หากอุณหภูมิ สูงขึ้นจะทำให้ความสามารถในการรองรับความชื้นอากาศของอากาศสูงขึ้น ทำให้ค่าความชื้น สัมพัทธ์ลดต่ำลง) - เครื่องมือใดนำมาหาค่าความชื้นอากาศ และมีหลักการในการวัดความชื้น อากาศอย่างไร (แนวคำตอบ สามารถหาค่าความชื้นอากาศได้โดยใช้ไฮกรอมิเตอร์แบบ กระเปาะเปียก-กระเปาะแห้ง มีหลักการในการวัดคือ วัดจากความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิที่ ได้จากเทอร์มอมิเตอร์ปกติ และอุณหภูมิจากเทอร์มอมิเตอร์ที่มีผ้าเปียกหุ้มกระเปาะ หาก อากาศมีความชื้นอากาศน้อย น้ำจากผ้าเปียกจะระเหยทำให้วัดค่าอุณหภูมิของกระเปาะที่มีผ้า
214 เปียกได้ต่ำลง ผลต่างระหว่างอุณหภูมิทั้งสองกระเปาะจึงมีค่ามากขึ้นเมื่ออุณหภูมิต่ำ จากนั้นนำ ผลต่างอุณหภูมิที่ได้ไปอ่านค่าในตาราง) 2. คุณครูให้นักเรียนอ่านและอภิปรายวิธีการคำนวณความชื้นสัมบูรณ์ ซึ่งสามารถ คำนวณได้จากสูตรต่อไปนี้ 3. คุณครูให้นักเรียนอ่านและอภิปรายวิธีการคำนวณความชื้นสัมบูรณ์ เพื่อให้ได้ข้อ สรุปว่า ความชื้นสัมบูรณ์ เป็นอัตราส่วนระหว่างมวลของไอน้ำในอากาศ (หน่วยเป็นกรัม) กับ ปริมาตรของไอน้ำในอากาศ (หน่วยเป็นลูกบาศก์เมตร) ณ อุณหภูมิเดียวกัน 4. คุณครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายเพื่อศึกษาวิธีการคำนวณความชื้นสัมบูรณ์ โดยให้นักเรียนอ่านและทำความเข้าใจโจทย์ตัวอย่างในหนังสือเรียนทีละข้อ เพื่อให้เข้าใจ แนวทางในการวิเคราะห์และวิธีการหาคำตอบ 5. คุณครูให้นักเรียนคำนวณความชื้นสัมบูรณ์ โดยทำใบงานที่ 6.5 เรื่อง ความชื้น อากาศ โดยครูอธิบายให้กับนักเรียนที่ไม่เข้าใจรายบุคคลเพื่อให้มีความเข้าใจยิ่งขึ้น 6. คุณครูให้นักเรียนอ่านและอภิปรายวิธีการคำนวณความชื้นสัมพัทธ์ซึ่งสามารถ คำนวณได้จากสูตรต่อไปนี้ 7. คุณครูให้นักเรียนอ่านและอภิปรายวิธีการคำนวณความชื้นสัมพัทธ์เพื่อให้ได้ข้อ สรุปว่า ความชื้นสัมพัทธ์เป็นร้อยละของ อัตราส่วนระหว่างมวลของไอน้ำที่มีอยู่จริงในอากาศ ขณะนั้น กับมวลของไอน้ำอิ่มตัว 8. คุณครูให้นักเรียนคำนวณความชื้นสัมพัทธ์ โดยทำใบงานที่ 6.5 เรื่อง ความชื้น อากาศ โดยครูอธิบายให้กับนักเรียนที่ไม่เข้าใจรายบุคคลเพื่อให้มีความเข้าใจยิ่งขึ้น 9. คุณครูให้นักเรียนศึกษาผลกระทบของความชื้นอากาศที่มีต่อการดำรงชีวิต เพิ่มเติมจากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.1 เล่ม 2 หรือจากแหล่งการเรียนรู้อื่น ๆ จากนั้นทำ แผนผังสรุปเกี่ยวกับ ความชื้นอากาศมีผลต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์อย่างไรบ้าง โดย ยกตัวอย่างและอธิบายผลของความชื้นอากาศที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ
215 ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินผล (Evaluation) 1. ครูตรวจใบงานที่ 6.5 เรื่อง ความชื้นอากาศ 9. สื่อการเรียนรู้และแหล่งเรียนรู้ 9.1 Power Point เรื่อง ความชื้นของอากาศ 9.2 หนังสือวิทยาศาสตร์ ม.1 สสวท. เล่ม 2 9.3 การสืบค้นข้อมูลแหล่งเครือข่าย Internet สืบค้นข้อมูลในหัวข้อ ความชื้นของอากาศ 10. การวัดผลและประเมิลผลการเรียนรู้ จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีวัด เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน 1. นักเรียนสามารถอธิบายความชื้น สัมบูรณ์ ความชื้นสัมพัทธ์ได้(K) การทำใบงานที่ 6.5 เรื่อง ความชื้นอากาศ ใบงานที่ 6.5 เรื่อง ความชื้นอากาศ นักเรียนผ่านเกณฑ์ การประเมิน ร้อยละ 70 ขึ้นไป 2. นักเรียนสามารถคำนวณความชื้น สัมบูรณ์ ความชื้นสัมพัทธ์ได้(P) การทำใบงานที่ 6.5 เรื่อง ความชื้นอากาศ ใบงานที่ 6.5 เรื่อง ความชื้นอากาศ นักเรียนผ่านเกณฑ์ การประเมิน ร้อยละ 70 ขึ้นไป 3. นักเรียนตระหนักถึงประโยชน์ของ ความชื้นและนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ ในชีวิตประจำวันได้ (A) สังเกตพฤติกรรมการ ทำกิจกรรมของ ผู้เรียน แบบสังเกต พฤติกรรมการทำ กิจกรรมของผู้เรียน ผ่านเกณฑ์การ ประเมินในระ ดับ พอใช้ขึ้นไปร้อยละ 60
216
217
218 เกณฑ์การประเมินพฤติกรรมระหว่างเรียนตามคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ประเด็นการประเมิน คําอธิบายระดับคุณภาพ/ระดับคะแนน 3 คะแนน 2 คะแนน 1 คะแนน การตอบคำถาม ให้ความร่วมมือในการตอบ คำถามอย่างเต็มที่ ตอบได้ดี ถูกต้องครบถ้วน ให้ความร่วมมือในการตอบ คำถามอย่างเต็มที่ ตอบได้ดี ถูกต้องบางคำถาม ให้ความร่วมมือในการตอบ คำถามอย่างเต็มที่ ตอบได้ดี แต่ถูกต้องน้อยมาก ใฝ่เรียนรู้ ตั้งใจเรียน เอาใจใส่และมี ความพยายามในการเรียนรู้ ดีเยี่ยม ตั้งใจเรียน เอาใจใส่และมี ความพยายามในการเรียนรู้ ปานกลาง ตั้งใจเรียน เอาใจใส่และมี ความพยายามในการเรียนรู้ พอใช้ มุ่งมั่นในการทำงาน เอาใจใส่ต่อการปฏิบัติหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย ตั้งใจและ รับผิดชอบในการทำงานให้ สำเร็จดีเยี่ยม เอาใจใส่ต่อการปฏิบัติหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย ตั้งใจและ รับผิดชอบในการทำงานให้ สำเร็จปานกลาง เอาใจใส่ต่อการปฏิบัติหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย ตั้งใจและ รับผิดชอบในการทำงานให้ สำเร็จพอใช้ เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 0 - 2 ควรปรับปรุงอย่างยิ่ง 3 - 4 ควรปรับปรุง 5 - 6 พอใช้ 7 – 8 ดี 9 - 10 ดีมาก เกณฑ์การผ่าน ระดับพอใช้ขึ้นไปถือว่าผ่านเกณฑ์
219 เกณฑ์การประเมินผลการแบบฝึกหัด ประเด็นการประเมิน คําอธิบายระดับคุณภาพ/ระดับคะแนน 4 คะแนน 3 คะแนน 2 คะแนน 1 คะแนน ความถูกต้อง ทำแบบฝึกหัดถูกต้อง ร้อยละ 80 ขึ้นไป ทำแบบฝึกหัดถูกต้อง ร้อยละ 65 – 79 ทำแบบฝึกหัดถูกต้อง ร้อยละ 50 - 64 ทำแบบฝึกหัดถูกต้อง น้อยกว่าร้อยละ 50 ความเป็นระเบียบ ทำแบบฝึกหัดมีความ เป็นระเบียบ สะอาด เรียบร้อยดีมาก ทำแบบฝึกหัดมีความ เป็นระเบียบ สะอาด เรียบร้อยดี ทำแบบฝึกหัดเป็น ระเบียบ สะอาด เรียบร้อยปานกลาง ทำแบบฝึกหัดเป็น ระเบียบ สะอาด เรียบร้อยพอใช้ ความตรงต่อเวลา ส่งแบบฝึกหัดทันตาม เวลาที่กำหนด ส่งแบบฝึกหัดล่าช้ากว่า เวลาที่กำหนดไป 1 วัน ส่งแบบฝึกหัดล่าช้า กว่าเวลาที่กำหนดไป 3 วัน ส่งแบบฝึกหัดล่าช้า กว่าเวลาที่กำหนด มากกว่า 3 วัน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 0 - 4 ควรปรับปรุงอย่างยิ่ง 5 - 6 ควรปรับปรุง 7 - 8 พอใช้ 9 – 10 ดี 11 - 12 ดีมาก เกณฑ์การผ่าน ระดับพอใช้ขึ้นไปถือว่าผ่านเกณฑ์
220 คำชี้แจง ให้นักเรียนแสดงการคำนวณเกี่ยวกับความชื้นต่อไปนี้โดยละเอียด 1. ณ อุณหภูมิ 28 องศาเซลเซียส อากาศปริมาตร 25 ลูกบาศก์เมตร มีปริมาณไอน้ำอยู่ 1500 กรัม จงหาว่าอากาศมีความชื้นสมบูรณ์เท่าไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ....................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................... 2. ถ้าอากาศในห้องเรียนมีปริมาตร 250 ลูกบาศก์เมตร พบมวลของไอน้ำในอากาศ 6,250 กรัม จงหาว่าอากาศมี ความชื้นสมบูรณ์เท่าไร (2 คะแนน) ....................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................... 3. ณ อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส อากาศอิ่มตัวด้วยไอน้ำ 160 กรัมต่อลูกบาศก์เมตร แต่ในขณะนั้นมีไอน้ำอยู่เพียง 120 กรัมต่อลูกบาศก์เมตร จงหาว่าอากาศมีความชื้นสัมพัทธ์เท่าไร (2 คะแนน) ...................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................... . .................................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................................... 4. ณ อุณหภูมิ 28 องศาเซลเซียส อากาศปริมาตร 30 ลูกบาศก์เมตร มีปริมาณไอน้ำอยู่ 2520 กรัม แต่ ณ เวลานั้นอากาศสามารถรับไอน้ำได้เต็มที่ถึง 6000 กรัม จงหาความชื้นสมบูรณ์และความชื้นสัมพัทธ์ของ อากาศ (4 คะแนน) .............................................................................................................................................................................. ....................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................... .............................................................................................................................................................................. ใบงานที่ 6.4 เรื่อง ความชื้นอากาศ ชื่อ....................................................................ชั้น.............เลขที่.......... คะแนน
221 1. ณ อุณหภูมิ 28 องศาเซลเซียส อากาศปริมาตร 25 ลูกบาศก์เมตร มีปริมาณไอน้ำอยู่ 1500 กรัม จงหาว่าอากาศมีความชื้นสมบูรณ์เท่าไร ( จากสูตร ความชื้นสัมบูรณ์ = มวลของไอน้ำในอากาศ ปริมาตรของอากาศ แทนค่า ความชื้นสัมบูรณ์ = 1500 g /25 m 3 = 60 กรัม/ลูกบาศก์เมตร ตอบ อากาศมีความชื้นสมบูรณ์ 60 กรัม/ลูกบาศก์เมตร 2. ถ้าอากาศในห้องเรียนมีปริมาตร 250 ลูกบาศก์เมตร พบมวลของไอน้ำในอากาศ 6,250 กรัม จงหาว่าอากาศมี ความชื้นสมบูรณ์เท่าไร จากสูตร ความชื้นสัมบูรณ์ = มวลของไอน้ำในอากาศ ปริมาตรของอากาศ แทนค่า ความชื้นสัมบูรณ์ = 6250 g /250 m 3 = 25 กรัม/ลูกบาศก์เมตร ตอบ อากาศมีความชื้นสมบูรณ์ 25 กรัม/ลูกบาศก์เมตร 3. ณ อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส อากาศอิ่มตัวด้วยไอน้ำ 160 กรัมต่อลูกบาศก์เมตร แต่ในขณะนั้นมีไอน้ำอยู่เพียง 120 กรัมต่อลูกบาศก์เมตร จงหาว่าอากาศมีความชื้นสัมพัทธ์เท่าไร (2คะแนน) จากสูตร ความชื้นสัมพัทธ์ = มวลของไอน้ำในอากาศ x 100 มวลของไอน้ำอิ่มตัว แทนค่า ความชื้นสัมพัทธ์ = 120 g/m 3 x 100 160 g/m3 = 75 % ตอบ อากาศมีความชื้นสัมพัทธ์75 เปอร์เซ็นต์หรือร้อยละ 75 4. ณ อุณหภูมิ 28 องศาเซลเซียส อากาศปริมาตร 30 ลูกบาศก์เมตร มีปริมาณไอน้ำอยู่ 2520 กรัม แต่ ณ เวลานั้นอากาศสามารถรับไอน้ำได้เต็มที่ถึง 6000 กรัม จงหาความชื้นสมบูรณ์และความชื้นสัมพัทธ์ของ อากาศ จากสูตร ความชื้นสัมบูรณ์ = มวลของไอน้ำในอากาศ ปริมาตรของอากาศ แทนค่า ความชื้นสัมบูรณ์ = 2520 g /30 m 3 = 84 กรัม/ลูกบาศก์เมตร จากสูตร ความชื้นสัมพัทธ์ = มวลของไอน้ำในอากาศ x 100 มวลของไอน้ำอิ่มตัว แทนค่า ความชื้นสัมพัทธ์ = 84 g/m 3 x 100 = 42 % 200 g/m3 ตอบ ความชื้นสมบูรณ์มีค่า 84 กรัม/ลูกบาศก์เมตร และความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศมีค่า 42 เปอร์เซ็นต์หรือร้อยละ 42 ใบงานที่ 6.4 เรื่อง ความชื้นอากาศ ชื่อ....................................................................ชั้น.............เลขที่.......... คะแนน เฉลย
222 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 14 รหัสวิชา ว21102 วิชา วิทยาศาสตร์2 ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรียนที่ 6 เรื่อง กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศ เวลา 32 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง เมฆและฝน เวลา 4 ชั่วโมง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ชื่อผู้สอน นางสาววชิรญา สอนสาระ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ ตัวชี้วัด มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลกกระบวนการ เปลี่ยนแปลงภายในโลกและบนผิวโลกธรณีพิบัติภัยกระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้า อากาศ และภูมิอากาศโลกรวมทั้งผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ม.1/2 อธิบายปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของลมฟ้าอากาศจาก ข้อมูลที่รวบรวมได้ 2. สาระสำคัญ ลมฟ้า อากาศ เป็นสภาวะของอากาศในเวลาหนึ่งของพื้นที่หนึ่งที่มีการเปลี่ยนแปลง ตลอดเวลาขึ้นอยู่กับองค์ประกอบลมฟ้าอากาศได้แก่อุณหภูมิอากาศ ความกดอากาศ ลม ความชื้นเมฆ และหยาดน้ำฟ้าโดยหยาดน้ำฟ้าที่พบบ่อยในประเทศไทย ได้แก่ ฝน องค์ประกอบลมฟ้าอากาศ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ปริมาณรังสีจากดวงอาทิตย์และลักษณะ พื้นผิวโลกส่งผลต่ออุณหภูมิอากาศ อุณหภูมิอากาศและปริมาณไอน้ำส่งผลต่อความชื้น ความกด อากาศส่งผลต่อลม ความชื้นและลมส่งผลต่อเมฆ 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. นักเรียนสามารถวิเคราะห์และอธิบายชนิดของเมฆและปริมาณฝนได้(K) 2. นักเรียนสามารถตรวจวัดปริมาณเมฆปกคลุมบนท้องฟ้าได้(P) 3. นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการทำกิจกรรมและมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับ มอบหมาย (A)
223 4. สาระการเรียนรู้ - ลักษณะเมฆ - ปริมาณเมฆปกคลุม - ปริมาณฝน 5. สมรรถนะ 5.1 ความสามารถในการสื่อสาร 5.2 ความสามารถในการแก้ปัญหา 5.3 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 6. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 6.1 มุ่งมั่นในการทำงาน 6.2 ใฝ่เรียนรู้ 7. ชิ้นงาน/ภาระงาน - ใบงานที่ 6.6 เรื่อง เมฆและฝน 8. กิจกรรมการเรียนการสอน กระบวนการเรียนรู้วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับวิธีทำนาย สังเกต และ อธิบาย (POE) ชั่วโมงที่ 1-2 ขั้นที่ 1 ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) 1. คุณครูแจ้งผลการเรียนรู้ ให้นักเรียนทราบ 2. คุณครูกระตุ้นความสนใจของนักเรียนเกี่ยวกับเมฆและฝนโดยใช้ภาพถ่าย ดาวเทียมที่เป็นภาพเคลื่อนไหวจากเว็บไซต์ http://www.sattmet.tmd.go.th/satmet/mergesat.html ที่แสดงปริมาณเมฆเหนือ พื้นที่ประเทศไทย โดยอาจใช้คำถามกระตุ้นความสนใจดังนี้
224 - จากภาพบริเวณใดมีเมฆปกคลุม ทราบได้อย่างไร (แนวคำตอบ นักเรียนตอบตามความเข้าใจ) - นักเรียนคิดว่าพื้นที่ใดน่าจะเกิดฝน เพราะเหตุใด (แนวคำตอบ นักเรียนตอบตามความเข้าใจ) 3. คุณครูกระตุ้นความสนใจของนักเรียนเกี่ยวกับเรื่อง เมฆและฝน โดยใช้คำถามเพื่อ กระตุ้นนักเรียน ดังนี้ - คุณครูให้นักเรียนสังเกตลักษณะและปริมาณของเมฆที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า แล้วถามนักเรียนว่า เมฆมีรูปร่างลักษณะเป็นอย่างไร (แนวคำตอบ พิจารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยให้อยู่ในดุลยพินิจของ ครูผู้สอน ตัวอย่างเช่น มีลักษะเป็นก้อน มีลักษณะเป็นแผ่นหนาสีเทา เป็นต้น) - คุณครูถามนักเรียนว่า เมฆทำให้เกิดฝนตกได้อย่างไร (แนวคำตอบ พิจารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยให้อยู่ในดุลยพินิจของ ครูผู้สอน ตัวอย่างเช่น เมฆมีละอองน้ำอยู่ ละอองน้ำเหล่านี้จะรวมตัวใหญ่ขึ้นจนตกลงมาเป็น ฝน) - คุณครูถามนักเรียนว่า การเกิดเมฆและฝนมีความสัมพันธ์กันหรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ พิจารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยให้อยู่ในดุลยพินิจของ ครูผู้สอน ตัวอย่างเช่น สัมพันธ์กัน หากเกิดเมฆมากก็จะมีโอกาสเกิดฝนมากด้วย เป็นต้น) 4. คุณครูให้นักเรียนทำกิจกรรมทบทวนความรู้ก่อนเรียน แล้วนำเสนอผลการทำ กิจกรรม หากพบว่านักเรียนยังทำกิจกรรมทบทวนความรู้ก่อนเรียนไม่ถูกต้อง ครูควรทบทวน หรือแก้ไขความเข้าใจผิดของนักเรียน เพื่อให้มีความรู้พื้นฐานที่ถูกต้องและเพียงพอที่จะเรียน เรื่องเมฆและฝนต่อไป
225 5. คุณครูนำเข้าสู่การทำกิจกรรมที่ 6.6 เมฆที่เห็นเป็นอย่างไร ครูตั้งคำถามกระตุ้น ความสนใจว่า บางครั้งเราสามารถทำนายสภาพอากาศล่วงหน้าโดยใช้ข้อมูลจากลักษณะเมฆ ในท้องฟ้าที่เราสังเกตได้ นักเรียนคิดว่าเมฆในแต่ละวันมีลักษณะเหมือนกัน หรือ แตกต่างกัน อย่างไรบ้าง ขั้นที่ 2 ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) 1. คุณครูแบ่งกลุ่มนักเรียนเป็นกลุ่มละ 3 – 5 คน จำนวน 9 กลุ่ม 2. คุณครูให้นักเรียนศึกษาวิธีดำเนินกิจกรรมในแบบเรียน และร่วมกันอภิปรายใน ประเด็นดังต่อไปนี้ 2.1 กิจกรรมนี้เกี่ยวกับเรื่องอะไร (แนวคำตอบ ลักษณะเมฆ และการตรวจวัด) 2.2 กิจกรรมนี้มีจุดประสงค์อย่างไร (แนวคำตอบ นักเรียนตอบตามความคิดของตนเอง) 2.3 วิธีดำเนินกิจกรรมมีขั้นตอนโดยสรุปอย่างไร (แนวคำตอบ อภิปรายวิธีสังเกตเมฆบนท้องฟ้าตามความคิด ของตนเอง สังเกตวาดภาพ และจำแนกเมฆตามเกณฑ์ของตนเอง ศึกษาการสังเกตเมฆตามวิธีการที่ น่าเชื่อถือ สังเกตเมฆ และบันทึกข้อมูล) 3. คุณครูให้นักเรียนอภิปรายร่วมกันในประเด็นดังนี้ - หากนักเรียนสังเกตเมฆในท้องฟ้า นักเรียนคิดว่าควรจะได้ข้อมูลอะไรบ้าง และจะมีวิธีบอกปริมาณเมฆในท้องฟ้าได้อย่างไร 4. คุณครูให้นักเรียนสังเกตและวาดภาพเมฆ จำแนกเมฆที่พบตามเกณฑ์ของตนเอง และบอกปริมาณเมฆในท้องฟ้าตามวิธีการที่ได้อภิปรายร่วมกันจากข้อ 1 แล้วนำเสนอ 5. คุณครูให้นักเรียนศึกษาลักษณะของเมฆ การจำแนกเมฆตามเกณฑ์มาตรฐานของ นักวิทยาศาสตร์และวิธีการตรวจวัดปริมาณเมฆปกคลุม จากนั้นให้นักเรียนวางแผนการสังเกต เมฆในช่วงเช้า กลางวัน และเย็นตามลำดับ โดยนักเรียนอาจทำกิจกรรมเสริม ทำอย่างไรจึง สังเกตได้ง่ายขึ้น ขั้นที่ 3 ขั้นอภิปรายและลงข้อสรุป (Explain) 1. คุณครูให้นักเรียนตอบคำถามท้ายกิจกรรม จากนั้นนำเสนอ และอภิปรายคำตอบ ร่วมกันเพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า เมฆมีหลายรูปร่างลักษณะ ในแต่ละช่วงเวลาของวัน ปริมาณเมฆ และลักษณะเมฆแตกต่างกันไป
226 2. คุณครูให้นักเรียนอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัจจัยที่ทำให้เมฆเปลี่ยนแปลงใน หนังสือเรียนและตอบคำถามระหว่างเรียน 3. คุณครูนำเข้าสู่การเรียนรู้เรื่องฝน โดยถามคำถามทบทวนความรู้ในประเด็น หยาดน้ำฟ้าคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร และให้นักเรียนตอบตามความเข้าใจของตนเอง 4. คุณครูให้นักเรียนอ่านข้อมูลเกี่ยวกับฝน ในแบบเรียน แล้วตอบคำถามระหว่าง เรียน จากนั้นร่วมกันอภิปรายคำตอบเปิดโอกาสให้นักเรียนทำกิจกรรมเสริม ปริมาณฝนวัดได้ อย่างไร 5. คุณครูให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายและสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้เพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า “เมฆมีหลายลักษณะ การจัดประเภทเมฆจัดโดยใช้ลักษณะและความสูงเป็นเกณฑ์ เมฆและ ฝนมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ปัจจัยที่ทำให้เมฆมีการเปลี่ยนแปลงได้แก่ ปริมาณไอน้ำในอากาศและสภาพแวดล้อมของพื้นที่ที่ส่งผลต่อปริมาณไอน้ำในอากาศ อุณหภูมิอากาศ ฤดูและ ลมนอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่ทำให้ฝนมีการเปลี่ยนแปลงเช่นปริมาณเมฆ ฤดูกาล พื้นที่หรือภูมิภาค และสภาพภูมิประเทศ” 6. ถ้าคุณครูพบว่านักเรียนมีแนวคิดคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับเรื่องนี้ ให้ร่วมกันอภิปราย เพื่อแก้ไขแนวคิดคลาดเคลื่อนให้ถูกต้อง เช่น แนวคิดคลาดเคลื่อน เมฆมีสีเข้มหรือดำ เนื่องจากมีมลพิษอากาศอยู่ในเมฆนั้น แนวคิดที่ถูกต้องเมฆมีสีเข้มหรือดำเนื่องจากปริมาณ ละอองน้ำหรือเกล็ดน้ำแข็งในเมฆนั้นมีปริมาณมากและมีความหนาแน่นมากจนแสงไม่ สามารถลอดผ่านก้อนเมฆมาได้จึงสังเกตเห็นเมฆมีสีเข้มหรือดำ แนวคิดคลาดเคลื่อน ฝนตก เนื่องจากเมฆมีมวลมาก แนวคิดที่ถูกต้อง ฝนตกเนื่องจากขนาดของละอองน้ำในเมฆมีขนาด ใหญ่ขึ้นจนไม่สามารถลอยอยู่ในอากาศได้ ชั่วโมงที่ 3-4 ขั้นที่ 4 ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) 1. คุณครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน แล้วส่งตัวแทนกลุ่มออกมารับใบงาน เรื่อง เมฆและฝน 2. คุณครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มสังเกตรูปร่างลักษณะของเมฆ โดยให้นักเรียนถ่ายรูป หรือวาดรูปเมฆลักษณะต่าง ๆ มาอย่างน้อย 3 รูป รูปละ 1 ลักษณะ แล้วนำรูปมาแปะบนใบ งาน เรื่อง เมฆและฝน ตอนที่ 1 ในช่องบันทึกผลรูปภาพเมฆ 3. คุณครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษาเกี่ยวกับเรื่อง เมฆและฝน จากหนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ ม.1 เล่ม 2 หรือสืบค้นจากแหล่งเรียนรู้อื่น ๆ แล้วบันทึกผลการสืบค้นข้อมูล
227 เกี่ยวกับรูปภาพเมฆที่นักเรียนแปะบนใบงาน เรื่อง เมฆและฝน ตอนที่ 1 ลงในช่องตาราง บันทึกผลการสืบค้น 4. คุณครูถามนักเรียนต่อว่า นักเรียนคิดว่า เมฆและฝนมีความสัมพันธ์กันหรือไม่ อย่างไร 5. คุณครูจัดเตรียมชุดการทดลองสาธิต โดยนำบีกเกอร์ที่มีน้ำตั้งบนที่บังลม ดังนี้ 6. คุณครูให้นักเรียนคาดคะเนผลการทดลองก่อนการทดลอง และสังเกตผลการ ทดลองเมื่อครูจุดไฟที่ตะเกียง แล้วนำไปวางใต้บีกเกอร์เพื่อต้มน้ำในบีกเกอร์ให้เดือด และ สังเกตน้ำในบีกเกอร์เมื่อเริ่มเดือดให้นำแผ่นกระจกมาอังไว้เหนือบีกเกอร์ จากนั้นดับไฟแล้ว พร้อมทั้งบันทึกผลการเปลี่ยนแปลง 7. คุณครูให้นักเรียนสืบค้นเกี่ยวกับการเกิดเมฆและฝนในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.1 เล่ม 2 หรือสืบค้นจากแหล่งเรียนรู้อื่น ๆ จากนั้นสรุปและอภิปรายผลการทดลอง 8. คุณครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนกลุ่ม เพื่อออกมานำเสนอผลการทำ กิจกรรมของแต่ละกลุ่มหน้าชั้นเรียน โดยคุณครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายและหาข้อสรุป จากการปฏิบัติกิจกรรมในใบงานที่ 5.6 เรื่อง เมฆและฝน ตอนที่ 1 โดยร่วมกันอภิปรายว่า รูปภาพเมฆของกลุ่มเพื่อนที่นำเสนอควรเป็นเมฆชนิดใด อยู่ในชั้นระดับความสูงใด และมี ลักษณะอย่างไร 9. คุณครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายและหาข้อสรุปจากการปฏิบัติกิจกรรมในใบ งานที่ 5.6 เรื่อง เมฆและฝน ตอนที่ 2 โดยใช้แนวคำถามต่อไปนี้ - เมื่อจุดไฟตะเกียง มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้น (แนวคำตอบ มีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิในอากาศที่แตกต่างกัน ทำให้ ความดันอากาศแตกต่างกันด้วย) - มีการเปลี่ยนแปลงของน้ำในบีกเกอร์อย่างไรบ้าง (แนวคำตอบ น้ำในบีกเกอร์ระเหยขึ้นไปกระทบกับแผ่นกระจกข้างบน รวมกันเป็นหยดน้ำแล้วหยดตกลงมาที่บีกเกอร์อีกครั้ง) แผ่นกระจก บีกเกอร์ใส่น้ำ ตะเกียงแอลกอฮอล์
228 - ให้แต่ละกลุ่มร่วมกันสรุปวัฏจักรการเกิดเมฆและฝน - ครูให้นักเรียนสรุปปัจจัยที่ทำให้เกิดวัฏจักรการเกิดเมฆและฝน ซึ่งหาก ขาดปัจจัยบางตัวไป อาจจะส่งผลกระทบต่อการเกิดเมฆและฝน - ผลสรุปของการทดลองนี้คืออะไร (แนวคำตอบนักเรียนควรสรุปได้ว่า เมื่อน้ำได้รับอุณหภูมิสูงหรือได้รับความ ร้อน น้ำจะระเหยกลายเป็นไอน้ำขึ้นไปในอากาศ จนถึงระดับที่อากาศมีอุณหภูมิต่ำ เสมือน อากาศอิ่มตัวด้วยไอน้ำ จะเกิดการควบแน่นเป็นละอองน้ำรวมตัวกันเรียกว่า เมฆ และเมื่อ ละอองน้ำมีขนาดใหญ่ขึ้นจนเมฆไม่สามารถพยุงน้ำไว้ได้ จะตกลงมาในรูปของ น้ำฝน) - ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดเมฆและฝน คืออะไรบ้าง (แนวคำตอบ ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดเมฆและฝน ได้แก่ ความชื้นอากาศ และความดันอากาศ) 10. คุณครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการทำกิจกรรม เพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า “เมื่อ น้ำได้รับอุณหภูมิสูงหรือได้รับความร้อน น้ำจะระเหยกลายเป็นไอน้ำขึ้นไปในอากาศ จนถึง ระดับที่อากาศมีอุณหภูมิต่ำ เสมือนอากาศอิ่มตัวด้วยไอน้ำ จะเกิดการควบแน่นเป็นละอองน้ำ รวมตัวกันเรียกว่า เมฆ และเมื่อละอองน้ำมีขนาดใหญ่ขึ้นจนเมฆไม่สามารถพยุงน้ำไว้ได้ จะ ตกลงมาในรูปของ น้ำฝน” 11. คุณครูถามนักเรียนว่า เมฆและฝนมีอิทธิพลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมอย่างไร (แนวคำตอบ พิจารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยให้อยู่ในดุลยพินิจของครูผู้สอน ตัวอย่างเช่น ส่งผลต่อการเลือกถิ่นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ ส่งผลต่อการตัดสินใจปลูกพืชผัก ทางการเกษตร เป็นต้น) ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินผล (Evaluation) 1. คุณครูทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการใช้คำถามต่อไปนี้ - ใช้เกณฑ์อะไรในการแบ่งชนิดของเมฆ (แนวคำตอบ ระดับความสูงของเมฆ รูปร่างเมฆ เป็นต้น) - การเกิดเมฆเกี่ยวข้องกับการเกิดฝนอย่างไร (แนวคำตอบ เมฆเกิดจากไอน้ำที่เกิดจากการระเหยและการคายน้ำของพืช รวมตัวกันเป็นละอองน้ำลอยอยู่ในอากาศ หากละอองน้ำในเมฆรวมตัวและมีขนาดใหญ่จน อากาศไม่สามารถพยุงไว้ได้ ละอองน้าจะตกลงมาเป็นฝน) 2. คุณครูตรวจใบงานที่ 6.6 เรื่อง เมฆและฝน
229 9. สื่อการเรียนรู้และแหล่งเรียนรู้ 9.1 Power Point เรื่อง เมฆและฝน 9.2 หนังสือวิทยาศาสตร์ ม.1 สสวท. เล่ม 2 9.3 การสืบค้นข้อมูลแหล่งเครือข่าย Internet โรงเรียนจ่านกร้อง สืบค้นข้อมูลใน หัวข้อ เมฆและฝน 10. การวัดผลและประเมิลผลการเรียนรู้ จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีวัด เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน 1.นักเรียนสามารถวิเคราะห์และ อธิบายชนิดของเมฆและปริมาณ ฝนได้ (K) การทำใบงานที่ 6.6 เรื่อง เมฆและฝน ใบงานที่ 6.6 เรื่อง เมฆและฝน นักเรียนผ่านเกณฑ์ การประเมิน ร้อยละ 70 ขึ้นไป 2. นักเรียนสามารถตรวจวัด ปริมาณเมฆปกคลุมบนท้องฟ้าได้ (P) สังเกตการปฏิบัติการ ทดลองทาง วิทยาศาสตร์ แบบประเมินการ ปฏิบัติการทดลอง ทางวิทยาศาสตร์ นักเรียนผ่านเกณฑ์ การประเมินระดับ ดี ขึ้นไป 3. นักเรียนมีความกระตือรือร้น ในการทำกิจกรรมและมีความ รับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับ มอบหมาย (A) สังเกตการปฏิบัติการ ทดลองทาง วิทยาศาสตร์ แบบประเมินการ ปฏิบัติการทดลอง ทางวิทยาศาสตร์ นักเรียนผ่านเกณฑ์ การประเมินระดับ ดี ขึ้นไป
230
231
232 เกณฑ์การประเมินพฤติกรรมระหว่างเรียนตามคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ประเด็นการประเมิน คําอธิบายระดับคุณภาพ/ระดับคะแนน 3 คะแนน 2 คะแนน 1 คะแนน การตอบคำถาม ให้ความร่วมมือในการตอบ คำถามอย่างเต็มที่ ตอบได้ดี ถูกต้องครบถ้วน ให้ความร่วมมือในการตอบ คำถามอย่างเต็มที่ ตอบได้ดี ถูกต้องบางคำถาม ให้ความร่วมมือในการตอบ คำถามอย่างเต็มที่ ตอบได้ดี แต่ถูกต้องน้อยมาก ใฝ่เรียนรู้ ตั้งใจเรียน เอาใจใส่และมี ความพยายามในการเรียนรู้ ดีเยี่ยม ตั้งใจเรียน เอาใจใส่และมี ความพยายามในการเรียนรู้ ปานกลาง ตั้งใจเรียน เอาใจใส่และมี ความพยายามในการเรียนรู้ พอใช้ มุ่งมั่นในการทำงาน เอาใจใส่ต่อการปฏิบัติหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย ตั้งใจและ รับผิดชอบในการทำงานให้ สำเร็จดีเยี่ยม เอาใจใส่ต่อการปฏิบัติหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย ตั้งใจและ รับผิดชอบในการทำงานให้ สำเร็จปานกลาง เอาใจใส่ต่อการปฏิบัติหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย ตั้งใจและ รับผิดชอบในการทำงานให้ สำเร็จพอใช้ เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 0 - 2 ควรปรับปรุงอย่างยิ่ง 3 - 4 ควรปรับปรุง 5 - 6 พอใช้ 7 – 8 ดี 9 - 10 ดีมาก เกณฑ์การผ่าน ระดับพอใช้ขึ้นไปถือว่าผ่านเกณฑ์
233 เกณฑ์การประเมินผลการแบบฝึกหัด ประเด็นการประเมิน คําอธิบายระดับคุณภาพ/ระดับคะแนน 4 คะแนน 3 คะแนน 2 คะแนน 1 คะแนน ความถูกต้อง ทำแบบฝึกหัดถูกต้อง ร้อยละ 80 ขึ้นไป ทำแบบฝึกหัดถูกต้อง ร้อยละ 65 – 79 ทำแบบฝึกหัดถูกต้อง ร้อยละ 50 - 64 ทำแบบฝึกหัดถูกต้อง น้อยกว่าร้อยละ 50 ความเป็นระเบียบ ทำแบบฝึกหัดมีความ เป็นระเบียบ สะอาด เรียบร้อยดีมาก ทำแบบฝึกหัดมีความ เป็นระเบียบ สะอาด เรียบร้อยดี ทำแบบฝึกหัดเป็น ระเบียบ สะอาด เรียบร้อยปานกลาง ทำแบบฝึกหัดเป็น ระเบียบ สะอาด เรียบร้อยพอใช้ ความตรงต่อเวลา ส่งแบบฝึกหัดทันตาม เวลาที่กำหนด ส่งแบบฝึกหัดล่าช้ากว่า เวลาที่กำหนดไป 1 วัน ส่งแบบฝึกหัดล่าช้า กว่าเวลาที่กำหนดไป 3 วัน ส่งแบบฝึกหัดล่าช้า กว่าเวลาที่กำหนด มากกว่า 3 วัน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 0 - 4 ควรปรับปรุงอย่างยิ่ง 5 - 6 ควรปรับปรุง 7 - 8 พอใช้ 9 – 10 ดี 11 - 12 ดีมาก เกณฑ์การผ่าน ระดับพอใช้ขึ้นไปถือว่าผ่านเกณฑ์
234 ใบกิจกรรมที่ 6.6 เรื่อง เมฆและฝน ตอนที่ 1 ชนิดของเมฆ ขั้นตอนการทำกิจกรรม 1. ให้นักเรียนถ่ายภาพหรือวาดรูปเมฆที่สังเกตเห็นได้อย่างน้อย 3 ลักษณะ แล้วสืบค้นหาชื่อชนิดเมฆ ประเภทของเมฆแบ่งตามระดับความสูง และรูปร่างลักษณะของเมฆ จากนั้นบันทึกลงในตารางบันทึก ผล ดังนี้ ชื่อเมฆ ภาพประกอบ ประเภทของเมฆ แบ่งตามระดับ ความสูง รูปร่างลักษณะของเมฆ ชื่อ............................................................. ชั้น...............เลขที่........
235 ตอนที่ 2 การเกิดเมฆและฝน ขั้นตอนการทำกิจกรรม 1. ให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับการเกิดเมฆและฝน จากนั้นระบุผลการทดลองจากรูปที่คาด ว่าน่าจะเกิดขึ้น และสาเหตุที่คิดว่าเป็นเช่นนั้น 2. ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนออกมานำเสนอผลการทดลองที่คาดว่าน่าจะเกิดขึ้น และ สาเหตุที่คิดว่าเป็นเช่นนั้น 3. ให้นักเรียนสังเกตผลการทดลองที่เกิดขึ้นจริงเมื่อครูจุดตะเกียงแอลกอฮอล์ 4. ให้นักเรียนบันทึกผลการทดลองลงในใบงาน และเขียนสรุปและอภิปรายผลเปรียบเทียบกับ การเกิดเมฆและฝน ผลการทดลองที่คาดว่าน่าจะเกิดขึ้น และสาเหตุที่คิดว่าเป็นเช่นนั้น ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................ ................................................................ ............................................................................................................................. ................................... ผลการทดลองที่เกิดขึ้นจริง ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................ ................................................................ ............................................................................................................................. ................................... สรุปผลและอภิปรายผลการทดลอง ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................ ................................................................ ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................... ................................................................. แผ่นกระจก บีกเกอร์ใส่น้ำ ตะเกียง
236 คำถามท้ายกิจกรรม ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดเมฆและฝน ได้แก่อะไรบ้าง และมีผลต่อการเกิดเมฆและฝนอย่างไร ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................ ................................................................ ............................................................................................................................. ...................................
237 ใบกิจกรรมที่ 6.6 เรื่อง เมฆและฝน ตอนที่ 1 ชนิดของเมฆ ขั้นตอนการทำกิจกรรม 1. ให้นักเรียนถ่ายภาพหรือวาดรูปเมฆที่สังเกตเห็นได้อย่างน้อย 3 ลักษณะ แล้วสืบค้นหาชื่อชนิดเมฆ ประเภทของเมฆแบ่งตามระดับความสูง และรูปร่างลักษณะของเมฆ จากนั้นบันทึกลงในตารางบันทึก ผล ดังนี้ ชื่อเมฆ ภาพประกอบ ประเภทของเมฆ แบ่งตามระดับ ความสูง รูปร่างลักษณะของเมฆ เฉลย