249
คำอธบิ ายรายวชิ า
กลมุ่ สาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รายวิชาชีววิทยา 5 รหัสวชิ า ว33255 ช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี 6
ภาคเรียนท่ี 1
จำนวน 40 ชว่ั โมง จำนวน 1 หน่วยกติ
ศกึ ษาชีววทิ ยาเก่ยี วกับโครงสร้าง และหนา้ ท่ีของระบบประสาทของไฮดรา พลานาเรีย ไส้เดือนดิน กุ้ง
หอย แมลง และสัตว์มกี ระดูกสันหลัง โครงสรา้ งและหน้าที่ของเซลลป์ ระสาท การเปลี่ยนแปลงของศกั ย์ไฟฟา้ ท่ี
เยื่อหุ้มเซลล์ของเซลล์ประสาทและกลไกการถ่ายทอดของกระแสประสาท โครงสร้างของระบบประสาท
ส่วนกลางและระบบประสาทรอบนอก โครงสร้างและหน้าที่ของ สมองส่วนหน้า สมองส่วนกลาง สมองส่วน
หลงั และไขสันหลัง การทำงานของระบบประสาทโซมาติก และระบบประสาทอตั โนวัติ โครงสรา้ ง หนา้ ท่ี และ
โรคที่เกย่ี วขอ้ งกับตา หู จมกู ล้ิน และผวิ หนังของมนษุ ย์ ตำแหนง่ ของจุดบอดโฟเวยี ความไวของการรับสัมผัส
ของผิวหนงั โครงสร้างและหน้าท่ีของอวัยวะท่เี กยี่ วข้องกับการเคลอื่ นทขี่ องแมงกะพรนุ หมึก ดาวทะเลไสเ้ ดือน
ดิน แมลง ปลา และนก โครงสร้างและหน้าที่ของกระดูกและกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว และ
เคล่ือนทข่ี องมนุษย์ การทำงานของขอ้ ต่อ การทำงานของกลา้ มเน้อื โครงร่างที่เก่ียวขอ้ งกับการเคลื่อนไหว และ
การเคลื่อนที่ของมนุษย์ การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศและการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศในสัตว์ โครงสร้างและ
หน้าที่ของอวัยวะในระบบสบื พนั ธเุ์ พศชายและระบบสืบพันธุ์เพศหญงิ กระบวน การสรา้ งสเปริ ม์ กระบวนการ
สร้างเซลล์ไข่ การปฎิสนธิของมนุษย์ การเจริญเติบโตระยะเอม็ บริโอ ระยะหลังของเอ็มบริโอของกบ ไก่ และ
มนุษย์ หน้าที่ของฮอร์โมนจากต่อมไร้ท่อและเน้ือเยื่อทีส่ รา้ งฮอร์โมน พฤติกรรมที่มีมาแต่กำเนิด พฤติกรรมท่ี
เกิดจากการเรียนรู้ของสัตว์ ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมกับวิวัฒนาการของระบบประสาท การสื่อสาร
ระหว่างสตั ว์ทที่ ำใหส้ ตั ว์แสดงพฤติกรรม
โดยใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อฝึกทักษะสืบค้นข้อมูล อธิบาย เปรียบเทียบ
ยกตวั อยา่ ง บอก สังเกต และเขียนแผนผัง
เพื่อให้เกดิ ความรู้ความเข้าใจ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไดอ้ ย่างถูกต้อง เกิดความสามารถ
ในการคิด ความสามารถในการส่อื สาร และความสามารถในการใช้เทคโนโลยีไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ
ผลการเรยี นรู้
1. สืบค้นข้อมูล อธิบาย และ เปรียบเทียบโครงสร้างและหน้าที่ของระบบประสาทของไฮดรา
พลานาเรีย ไสเ้ ดือนดิน กุง้ หอย แมลง และสตั ว์มกี ระดูกสันหลงั
2. อธบิ ายเกี่ยวกบั โครงสร้างและหนา้ ท่ขี องเซลลป์ ระสาท
3. อธิบายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของศักย์ไฟฟ้าที่เยื่อหุ้มเซลล์ของ เซลล์ประสาท และกลไกการ
ถ่ายทอดกระแสประสาท
4. อธบิ ายและสรปุ เก่ยี วกบั โครงสรา้ งของระบบประสาท ส่วนกลางและระบบประสาทรอบนอก
5. สืบค้นข้อมูล อธิบายโครงสร้าง และหน้าที่ของส่วนต่าง ๆ ในสมอง ส่วนหน้า สมองส่วนกลาง
สมอง สว่ นหลัง และไขสนั หลัง
6. สืบค้นข้อมูล อธิบาย เปรียบเทียบ และยกตัวอย่างการ ท างานของระบบประสาทโซมาติก และ
ระบบประสาทอตั โนวตั ิ
250
7. สืบค้นข้อมูล อธิบายโครงสร้าง และหน้าท่ีของ ตา หูจมูก ลิ้น และ ผิวหนังของมนุษย์ยกตวั อย่าง
โรคต่าง ๆ ทเี่ กยี่ วข้อง และบอกแนวทางในการดแู ลปอ้ งกันและรกั ษา
8. สงั เกตและอธบิ ายการหา ตำแหนง่ ของ จุดบอดโฟเวยี และความไวในการรับสัมผัสของผวิ หนัง
9. สบื คน้ ขอ้ มลู อธิบาย และเปรียบเทียบโครงสรา้ งและหนา้ ทขี่ องอวัยวะที่เก่ียวข้องกับการ เคลื่อนที่
ของแมงกะพรุน หมึก ดาว ทะเล ไส้เดอื นดนิ แมลง ปลา และ นก
10. สืบค้นข้อมูลและอธิบาย โครงสร้างและหน้าที่ของกระดูก และกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการ
เคลือ่ นไหวและการเคลอ่ื นทีข่ องมนุษย์
11. สังเกตและอธิบายการทำงานของข้อต่อชนิดต่างๆ และการทำงานของกล้ามเนื้อโครงร่างท่ี
เกย่ี วข้องกบั การเคล่ือนไหวและการเคลอ่ื นท่ีของมนษุ ย์
12. สืบค้นข้อมูล อธิบาย และยกตัวอย่าง การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศและการสืบพันธุแ์ บบอาศัย
เพศในสตั ว์
13. สบื ค้นข้อมูล อธิบายโครงสรา้ ง และหนา้ ที่ของอวัยวะในระบบสืบพนั ธุ์เพศชายและระบบสืบพันธุ์
เพศหญงิ
14. อธิบายกระบวนการสร้างสเปิร์ม กระบวนการสร้างเซลลไ์ ข่ และการปฏิสนธใิ นมนุษย์
15. อธบิ ายการเจริญ เติบโตระยะ เอม็ บริโอและระยะหลังเอ็มบริโอของกบ ไก่ และมนษุ ย์
16. สืบค้นข้อมลู อธิบาย และเขียน แผนผงั สรปุ หนา้ ท่ีของฮอรโ์ มนจากต่อมไรท้ ่อและเนื้อเย่ือที่สร้าง
ฮอรโ์ มน
17. สืบคน้ ข้อมลู อธิบาย เปรียบเทียบ และยกตวั อยา่ ง พฤตกิ รรมที่เปน็ มาแตก่ ำเนิดและพฤติกรรมท่ี
เกิดจากการเรยี นร้ขู องสัตว์
18. สบื คน้ ขอ้ มูล อธบิ าย และ ยกตวั อยา่ งความสัมพันธร์ ะหว่าง พฤตกิ รรมกับววิ ฒั นาการของระบบ
ประสาท
19. สืบค้นขอ้ มลู อธิบาย และ ยกตวั อย่างการสอื่ สารระหวา่ งสตั ว์ ที่ทำให้สัตว์แสดงพฤตกิ รรม
รวมทงั้ หมด 19 ผลการเรยี นรู้
251
รายวิชาชีววทิ ยา 5 โครงสร้างรายวิชา ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 6
ภาคเรยี นที่ 1 จำนวน 1 หน่วยกิต
รหัสวิชา ว33255
หนว่ ย ชอ่ื หนว่ ย
ท่ี การเรียนรู้ จำนวน 40 ชวั่ โมง
1 ระบบประสาท
ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา น้ำหนัก
(ชั่วโมง) คะแนน
1. สืบค้นข้อมูล - สตั ว์สว่ นใหญม่ รี ะบบ 9 10
อธิบาย เปรยี บเทียบ ประสาททำใหส้ ามารถรับรู้
โครงสรา้ งและหนา้ ท่ี และตอบสนองต่อส่ิงเร้าได้
ของระบบประสาท เช่น ไฮดรา มีร่างแห
ของไฮดรา พลานา ประสาท พลานาเรีย
เรีย ไสเ้ ดือนดิน กงุ้ ไส้เดือนดิน กงุ้ หอย และ
หอย แมลง และสัตว์มี แมลงมปี มประสาทและ
กระดูกสันหลงั เส้นประสาท สว่ นสัตว์มี
2. อธิบายเกย่ี วกับ กระดกู สนั หลงั มสี มอง ไข
โครงสร้างและหนา้ ที่ สนั หลงั ปมประสาทและ
ของเซลลป์ ระสาท เส้นประสาท
3. อธบิ ายเกย่ี วกับการ - หนว่ ยทำงานของระบบ
เปลี่ยนแปลงของ ประสาท คอื เซลล์
ศกั ยไ์ ฟฟา้ ทเี่ ย่ือหมุ้ ประสาท ซ่ึงประกอบด้วย
เซลลข์ อง เซลล์ ตวั เซลล์ และ
ประสาท และกลไก เส้นใยประสาททท่ี ำหนา้ ท่ี
การ ถ่ายทอดกระแส รับและสง่ กระแสประสาท
ประสาท เรยี กวา่ เดนไดรตแ์ ละแอก
4. อธิบายและสรุป ซอน ตามลำดบั
เกยี่ วกับ โครงสรา้ ง - เซลล์ประสาทจำแนก
ของระบบประสาท ตามหนา้ ที่ ไดเ้ ปน็ เซลล์
ส่วนกลางและระบบ ประสาทรบั ความรู้สกึ
ประสาทรอบนอก เซลล์ประสาทส่งั การและ
5. สืบค้นขอ้ มูล เซลล์ประสาทประสานงาน
อธบิ ายโครงสร้าง และ - เซลล์ประสาทจำแนก
หน้าทขี่ องส่วนต่าง ๆ ตามรูปร่างไดเ้ ปน็ เซลล์
ในสมอง สว่ นหนา้ ประสาทข้ัวเดียว เซลล์
สมองสว่ นกลาง สมอง ประสาทขั้วเดียวเทียม
ส่วนหลัง และไขสนั เซลล์ประสาทสองขว้ั และ
หลงั เซลล์ประสาทหลายขว้ั
6. สืบคน้ ขอ้ มูล - กระแสประสาทเกิดจาก
อธบิ าย เปรียบเทยี บ การเปล่ียนแปลงศกั ยไ์ ฟฟา้
252
หนว่ ย ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา น้ำหนัก
ท่ี การเรียนรู้ (ช่ัวโมง) คะแนน
และยกตัวอยา่ งการ ทเ่ี ยอื่ ห้มุ เซลล์ของเดน
ทำงานของระบบ ไดรต์และแอกซอน ทำให้มี
ประสาทโซมาตกิ และ การถ่ายทอดกระแส
ระบบประสาท ประสาทจากเซลลป์ ระสาท
อัตโนวตั ิ ไปยงั เซลลป์ ระสาท หรอื
7. สบื ค้นขอ้ มูล เซลลอ์ ืน่ ๆ ผ่านทาง
อธิบายโครงสรา้ ง และ ไซแนปส์
หน้าทข่ี อง ตา หูจมูก - ระบบประสาทของมนุษย์
ลิ้น และ ผิวหนงั ของ แบ่งไดเ้ ปน็ 2 ระบบตาม
มนุษย์ยกตวั อย่างโรค ตำแหน่งและโครงสรา้ ง คอื
ตา่ ง ๆ ท่ีเก่ยี วข้อง ระบบประสาท
และบอกแนวทางใน สว่ นกลาง ได้แก่ สมองและ
การดูแลป้องกันและ ไขสันหลัง และระบบ
รกั ษา ประสาทรอบนอก ได้แก่
8. สงั เกตและอธิบาย เส้นประสาทสมองและ
การหา ตำแหนง่ ของ เสน้ ประสาทไขสันหลัง
จุดบอดโฟเวีย และ - สมองแบ่งออกเป็น 3
ความไวในการรบั ส่วน คือ สมองสว่ นหน้า
สัมผสั ของผวิ หนัง สมองส่วนกลาง และสมอง
ส่วนหลัง สมองแตล่ ะสว่ น
จะควบคุมการทำงานของ
รา่ งกายแตกตา่ งกันโดยมี
เสน้ ประสาทท่ีแยกออก
จากสมอง 12 คู่ ไปยงั
อวัยวะต่างๆ ซ่ึงบางคู่ทำ
หนา้ ทรี่ บั ความรู้สึก
เขา้ สู่สมอง หรอื นำคำสง่ั
จากสมองไปยังหน่วย
ปฏบิ ตั ิงาน หรือทำหนา้ ท่ี
ท้ังสองอย่าง
- ไขสนั หลงั เปน็ สว่ นทตี่ ่อ
จากสมองอย่ภู ายในกระดูก
สันหลัง และมีเส้นประสาท
แยกออกจากไขสันหลังเปน็
คู่ ซึ่งทำหน้าท่ปี ระมวลผล
การ
หน่วย ชื่อหน่วย ผลการเรียนรู้ 253
ท่ี การเรยี นรู้
สาระการเรยี นรู้ เวลา น้ำหนัก
(ชว่ั โมง) คะแนน
ตอบสนองโดยไขสนั หลงั
เชน่ การเกิดรเี ฟล็กซช์ นดิ
ตา่ ง ๆ และการถ่ายทอด
กระแสประสาทระหว่าง
ไขสันหลงั กับสมอง
- เสน้ ประสาทไขสันหลัง
ทุกคจู่ ะทำหน้าทีร่ บั
ความรูส้ ึกเขา้ สู่ไขสนั หลัง
และนำคำสง่ั ออกจากไขสัน
หลงั
- ระบบประสาทรอบนอก
สว่ นทส่ี งั่ การแบง่ เป็น
ระบบประสาทโซมาติกซง่ึ
ควบคุมการทำงานของ
กลา้ มเนอ้ื โครงร่าง และ
ระบบประสาทอตั โนวตั ิ
ซึง่ ควบคุมการทำงานของ
กลา้ มเน้ือหัวใจ กล้ามเนือ้
เรียบ และต่อมต่างๆ
- ระบบประสาทอัตโนวตั ิ
แบง่ การทำงานเป็น 2
ระบบ คือ ระบบประสาท
ซมิ พาเทติก และระบบ
ประสาทพาราซมิ พาเทตกิ
ซ่งึ ส่วนใหญท่ ำงานตรงกนั
ขา้ มเพ่ือรักษาดลุ ยภาพ
ของกระบวนการต่าง ๆ
ในรา่ งกาย
- ตา หู จมกู ลน้ิ และ
ผิวหนัง เปน็ อวัยวะรบั
ความรู้สกึ ท่ีรบั สง่ิ เรา้ ท่ี
แตกต่างกัน จงึ มี
ความสำคัญ
ทคี่ วรดแู ล ปอ้ งกนั และ
รกั ษาให้สามารถทำงานได้
เปน็ ปกติ
หน่วย ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ 254
ท่ี การเรยี นรู้
สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนัก
(ชว่ั โมง) คะแนน
- ตาประกอบด้วย ชั้นส
เคลอราโครอยด์และเรตินา
เลนสต์ าเป็นเลนสน์ ูนอยถู่ ัด
จากกระจกตา
ทำหน้าท่ีรวมแสงจากวัตถุ
ไปท่ีเรตนิ า ซ่งึ
ประกอบด้วย เซลล์รับแสง
และเซลล์ประสาทที่
นำกระแสประสาทสสู่ มอง
- หูประกอบดว้ ย ๓ ส่วน
คือ หสู ว่ นนอก หสู ่วนกลาง
และหสู ว่ นใน ภายในหูสว่ น
ในมคี อเคลีย ซึง่
ทำหน้าที่รับและเปลีย่ น
คล่นื เสยี งเปน็ กระแส
ประสาท นอกจากน้ยี งั มีเซ
มิเซอร์คิวลารแ์ คเเนล ทำ
หน้าทรี่ ับรู้เก่ียวกบั การทรง
ตัวของรา่ งกาย
- จมูกมีเซลลป์ ระสาทรับ
กล่นิ อยภู่ ายในเยอื่ บุจมกู ท่ี
เปน็ ตวั รบั สารเคมีบางชนดิ
แลว้ เกดิ กระแสประสาท
สง่ ไปยงั สมอง
- ล้นิ ทำหน้าท่รี บั รส โดยมี
ตุ่มรับรสกระจายอยทู่ ัว่ ผวิ
ล้ินดา้ นบน ตมุ่ รับรสมี
เซลลร์ บั รสอยภู่ ายใน เม่ือ
เซลล์รับรสถูกกระตนุ้ ด้วย
สารเคมี
จะกระตุ้นเดนไดรต์ของ
เซลลป์ ระสาทเกิดกระแส
ประสาทสง่ ไปยังสมอง
- ผวิ หนัง มีหนว่ ยรบั ส่ิงเร้า
หลายชนดิ เชน่ หน่วยรับ
สมั ผัส หน่วยรับแรงกด
255
หน่วย ช่อื หนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา น้ำหนัก
ท่ี การเรียนรู้
(ชวั่ โมง) คะแนน
2 การเคล่ือนที่ของ
สิ่งมีชีวิต หน่วยรบั ความเจบ็ ปวด
หนว่ ยรับอุณหภมู ิ
- สบื คน้ ขอ้ มลู อธิบาย - สิ่งมีชีวติ เซลลเ์ ดียวบาง 4 5
และเปรยี บเทยี บ ชนิดเคลอ่ื นทีโ่ ดยการไหล
โครงสรา้ งและหน้าท่ี ของไซโทพลาซึม บางชนดิ
ของอวัยวะท่เี กีย่ วข้อง ใชแ้ ฟลเจลลมั หรอื ซเิ ลยี ใน
กับการ เคลอ่ื นท่ีของ การเคลอ่ื นท่ี
แมงกะพรนุ หมกึ ดาว - สัตว์ไม่มกี ระดูกสันหลงั
ทะเล ไสเ้ ดือนดนิ เช่น แมงกะพรนุ เคล่อื นท่ี
แมลง ปลา และ นก โดยอาศัยการหดตวั ของ
- สบื ค้นขอ้ มลู และ เนื้อเยื่อบริเวณขอบกระดิง่
อธิบาย โครงสรา้ งและ และแรงดนั นำ้
หนา้ ทขี่ องกระดกู และ - หมกึ เคล่อื นท่ีโดยอาศัย
กลา้ มเนอ้ื ท่เี ก่ียวขอ้ ง การหดตวั ของกลา้ มเนื้อ
กบั การ เคลอื่ นไหว บรเิ วณลำตวั ทำใหน้ ้ำ
และการเคลื่อนทีข่ อง ภายในลำตวั พ่นออกมา
มนุษย์ ทางไซฟอน ส่วนดาวทะเล
- สังเกตและอธบิ าย ใช้ระบบทอ่ นำ้ ในการ
การทำงาน ของขอ้ ตอ่ เคลอื่ นที่
ชนิดต่างๆ และการ - ไสเ้ ดือนดินมีการเคลอื่ นที่
ทำงานของกล้ามเนือ้ โดยอาศัยการหดตวั และ
โครงร่างที่ เกี่ยวข้อง คลายตวั ของกล้ามเนอ้ื วง
กับการเคลื่อนไหวและ และกล้ามเนือ้ ตามยาวซงึ่
การเคลอื่ นทข่ี อง ทำงานในสภาวะตรงกนั
มนษุ ย์ ข้าม
- แมลงเคล่ือนทโี่ ดยใช้ปีก
หรือขา ซง่ึ มีกลา้ มเนือ้
ภายในเปลอื กห้มุ ทำงานใน
สภาวะตรงกนั ข้าม
- สตั ว์มีกระดูกสนั หลัง เช่น
ปลา เคลอ่ื นที่โดยอาศยั
การหดตวั และคลายตวั ของ
กล้ามเนอื้ ท่ยี ึดติดอยู่
กับกระดกู สันหลงั ท้ัง 2
ข้าง ทำงานในสภาวะ
ตรงกนั ข้าม และมคี รีบที่
256
หนว่ ย ชือ่ หน่วย ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา น้ำหนัก
ท่ี การเรยี นรู้
(ช่ัวโมง) คะแนน
3 ระบบตอ่ มไรท้ ่อ
อยู่ในตำแหนง่ ต่าง ๆ ช่วย
โบกพดั ในการเคลือ่ นท่ี
ส่วนนกเคลื่อนทโ่ี ดยอาศัย
การหดตวั และคลายตวั ของ
กล้ามเน้ือ
กดปีกกับกลา้ มเน้ือยกปีก
ซ่งึ ทำงานในสภาวะตรงกนั
ข้าม
- มนษุ ย์เคล่อื นท่โี ดยอาศัย
การทำงานของกระดกู และ
กล้ามเน้ือซึ่งยดึ กนั ด้วยเอ็น
ยึดกระดกู
บริเวณทีก่ ระดกู ตง้ั แต่ 2
ชนิ้ มาต่อกนั เรียกวา่ ขอ้ ต่อ
และยดึ กันด้วยเอน็ ยดึ ข้อ
- กระดกู เป็นเน้อื เย่อื ทีใ่ ช้
ค้ำจุนและทำหนา้ ทใี่ นการ
เคล่อื นไหวของร่างกาย
แบ่งตามตำแหน่งไดเ้ ปน็
กระดูกแกนและกระดูก
รยางค์
- กลา้ มเน้อื ในร่างกาย
มนุษยแ์ บ่งออกเปน็
กล้ามเนอ้ื โครงรา่ ง
กล้ามเนื้อหวั ใจ และ
กลา้ มเนื้อเรียบ
กลา้ มเนอ้ื ทง้ั ๓ ชนิด พบ
ในตำแหนง่ ทีต่ ่างกันและมี
หนา้ ทแี่ ตกตา่ งกัน
- กล้ามเนื้อโครงรา่ งสว่ น
ใหญท่ ำงานรว่ มกันเป็นคู่ ๆ
ในสภาวะตรงกนั ข้าม
16. สบื ค้นข้อมูล - ฮอร์โมนเป็นสารที่ 8 10
อธิบาย และเขียน ควบคุมสมดลุ ต่าง ๆ ของ
แผนผงั สรปุ หน้าท่ีของ ร่างกายโดยผลติ จากต่อม
ฮอร์โมนจากต่อมไรท้ อ่
257
หน่วย ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรยี นรู้ (ชั่วโมง) คะแนน
และเนื้อเยอื่ ท่ีสร้าง ไรท้ ่อหรอื เน้ือเย่ือ โดยต่อม
ฮอรโ์ มน ไร้ทอ่ นี้
จะกระจายอยตู่ ามตำแหน่ง
ตา่ ง ๆ ท่ัวร่างกาย
- ต่อมไร้ทอ่ ทสี่ รา้ งหรอื
หลั่งฮอร์โมน ไมม่ ีทอ่ ใน
การลำเลยี งฮอร์โมนออก
จากตอ่ มจึงถกู ลำเลียงโดย
ระบบหมนุ เวยี นเลอื ดไปยัง
อวยั วะเปา้ หมายท่ีจำเพาะ
เจาะจง
- ตอ่ มไพเนยี ลสรา้ งเมลา
โทนินซ่ึงยบั ยงั้ การ
เจริญเติบโตของอวัยวะ
สืบพนั ธุ์ช่วงก่อนวัยเจริญ
พันธ์ุ
และตอบสนองต่อการ
เปล่ียนแปลงของแสงใน
รอบวนั
- ตอ่ มใต้สมองสว่ นหน้า
สร้างและหลง่ั โกรท
ฮอรโ์ มนโพรแลกทิน
ACTH TSH FSH LH
เอนดอร์ฟินซงึ่ ทำหนา้ ที่
แตกตา่ งกนั
- ต่อมใต้สมองสว่ นหลัง
หลง่ั ฮอร์โมนซง่ึ สรา้ งจากไฮ
โพทาลามัส คอื ADH และ
ออกซิโทซิน ซ่งึ ทำหน้าท่ี
แตกตา่ งกนั
- ตอ่ มไทรอยด์สร้างไทรอก
ซนิ ซ่ึงควบคุมอัตราเม
แทบอลซิ ึมของรา่ งกาย
และสร้างแคลซโิ ทนนิ
ซง่ึ ควบคุมระดบั แคลเซยี ม
ในเลอื ด ใหป้ กติ
หน่วย ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ 258
ท่ี การเรยี นรู้
สาระการเรียนรู้ เวลา น้ำหนัก
(ช่วั โมง) คะแนน
- ตอ่ มพาราไทรอยด์สร้าง
พาราทอรโ์ มนซึ่งควบคุม
ระดบั แคลเซยี มในเลอื ดให้
ปกติ
- ตับออ่ นมีกล่มุ เซลล์ท่ี
สรา้ งอนิ ซูลินและกลูคา
กอนซงึ่ ควบคมุ ระดบั
น้ำตาลในเลือดให้ปกติ
- ตอ่ มหมวกไตสว่ นนอก
สรา้ งกลูโคคอรต์ ิคอยดม์ ิเน
ราโลคอร์ตคิ อยด์ และ
ฮอร์โมนเพศ ซึง่ มหี นา้ ท่ี
แตกตา่ งกัน สว่ นต่อม
หมวกไตส่วนในสรา้ ง
เอพิเนฟรินและนอร์
เอพเิ นฟริน ซง่ึ มีหนา้ ท่ี
เหมือนกนั
- อัณฑะมกี ลุ่มเซลลส์ รา้ ง
เทสโทส- เทอโรน สว่ นรงั
ไข่มีกลุ่มเซลลท์ ี่สรา้ งอสี
โทรเจน และโพรเจสเทอ
โรน ซึ่งมีหนา้ ทแ่ี ตกตา่ งกนั
- เนอื้ เยื่อบางบริเวณของ
อวยั วะ เช่น รก ไทมัส
กระเพาะอาหาร และลำไส้
เล็ก สามารถสรา้ งฮอรโ์ มน
ได้หลายชนิด ซงึ่ มหี นา้ ที่
แตกต่างกัน
- การควบคมุ การหล่ัง
ฮอร์โมนจากตอ่ มไรท้ ่อ มี
ทง้ั การควบคุมแบบ
ปอ้ นกลับยบั ยง้ั และการ
ควบคุมแบบป้อนกลับ
กระตุน้ เพ่อื รักษาดุลยภาพ
ของรา่ งกาย
259
หน่วย ชอื่ หนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรยี นรู้ (ชว่ั โมง) คะแนน
- ฟโี รโมนเปน็ สารเคมีท่ี
ผลติ จากต่อมมีท่อของสตั ว์
ซงึ่ สง่ ผลตอ่ สตั ว์ตัวอืน่ ท่ี
เปน็ ชนดิ เดยี วกัน
4 ระบบสืบพนั ธ์แุ ละ 12. สืบคน้ ข้อมูล - การสบื พนั ธแ์ุ บบไมอ่ าศยั 13 10
การเจริญเตบิ โต อธิบาย และ เพศของสตั ว์เปน็ การ
ยกตวั อย่าง การ สบื พนั ธุท์ ไ่ี มม่ กี ารรวมของ
สืบพันธุแ์ บบไมอ่ าศยั เซลลส์ ืบพนั ธ์ุ เช่น การ
เพศและการสืบพนั ธ์ุ แตกหนอ่ และการงอกใหม่
แบบอาศัยเพศในสตั ว์ - การสบื พนั ธ์แุ บบอาศัย
13. สบื คน้ ขอ้ มูล เพศของสตั วเ์ ป็นการ
อธิบายโครงสร้าง และ สืบพนั ธุท์ เ่ี กิดจากการรวม
หนา้ ที่ของอวยั วะใน นวิ เคลยี สของเซลลส์ ืบพนั ธุ์
ระบบสืบพันธ์ุเพศชาย ซึง่ มีทั้งการปฏสิ นธิ
และระบบสบื พนั ธุ์ ภายนอกและการปฏสิ นธิ
เพศหญงิ ภายใน สัตวบ์ างชนดิ มี 2
14. อธิบาย เพศในตัวเดยี วกนั แตก่ าร
กระบวนการสร้าง ผสมพันธุ์สว่ นใหญจ่ ะผสม
สเปริ ม์ กระบวนการ ขา้ มตวั
สรา้ งเซลล์ไข่ และการ - การสืบพนั ธุ์ของมนษุ ย์มี
ปฏสิ นธใิ นมนุษย์ กระบวนการสรา้ งสเปิร์ม
15. อธบิ ายการเจรญิ จากเซลล์สเปอรม์ าโทโก
เติบโตระยะ เอ็มบรโิ อ เนยี มภายในอณั ฑะ และ
และระยะหลัง กระบวนการสรา้ งเซลลไ์ ข่
เอ็มบริโอของกบ ไก่ จากเซลล์โอโอโกเนยี ม
และมนุษย์ ภายในรงั ไข่
- อวัยวะสบื พันธ์ขุ องเพศ
ชายประกอบดว้ ย อณั ฑะ
ทำหนา้ ที่สร้างสเปิร์มและ
ฮอรโ์ มนเพศชาย และ
มโี ครงสร้างอนื่ ๆ ที่ทำ
หนา้ ทลี่ ำเลยี งสเปริ ์ม สร้าง
นำ้ เล้ียงสเปิรม์ และสาร
หลอ่ ลนื่ ท่อปัสสาวะ
- อณั ฑะประกอบด้วย
หลอดสรา้ งสเปริ ม์ ซง่ึ
หน่วย ชื่อหนว่ ย ผลการเรยี นรู้ 260
ท่ี การเรยี นรู้
สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนัก
(ชั่วโมง) คะแนน
ภายในมีเซลล์สเปอร์มาโท
โกเนยี มที่เป็นเซลล์ตง้ั ต้น
ของกระบวนการสร้าง
สเปิรม์
- อวัยวะสืบพันธุ์ของเพศ
หญงิ ประกอบด้วย รงั ไข่
ทอ่ นำไข่ มดลูก และชอ่ ง
คลอด รังไข่ทำหนา้ ที่
สร้างเซลล์ไข่และฮอร์โมน
เพศหญิง
- กระบวนการสร้างสเปิร์ม
เร่ิมต้นจากสเปอรม์ าโทโก
เนยี มแบ่งเซลล์แบบไมโท
ซสิ ได้ สเปอรม์ าโท-
โกเนยี มจำนวนมาก ซึง่
ตอ่ มาบางเซลลพ์ ฒั นา
เป็นสเปอร์มาโทไซต์
ระยะแรก โดยสเปอรม์ าโท
ไซต์
ระยะแรกจะแบ่งเซลล์แบบ
ไมโอซสิ I ไดส้ เปอร์มาโท
ไซต์ ระยะทส่ี องซง่ึ จะแบ่ง
เซลลแ์ บบไมโอซสิ II
ไดส้ เปอร์มาทดิ ตามลำดับ
จากนัน้ พัฒนาเปน็
สเปิร์ม
- กระบวนการสรา้ งเซลล์
ไขเ่ ริ่มจากโอโอโกเนียม
แบ่งเซลลแ์ บบไมโทซิสได้
โอโอโกเนียม ซ่ึงจะพฒั นา
เป็นโอโอไซตร์ ะยะแรก
แล้วแบ่งเซลล์แบบไมโอซสิ
I ได้โอโอไซตร์ ะยะท่สี องซง่ึ
จะเกิดการตกไข่ต่อไป
เม่ือไดร้ บั การกระตุ้นจาก
สเปริ ม์ โอโอไซต์ระยะท่ี
261
หน่วย ช่ือหน่วย ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา น้ำหนัก
ท่ี การเรียนรู้ คะแนน
17. สบื ค้นข้อมูล (ชว่ั โมง)
5 พฤตกิ รรมของ อธบิ าย เปรียบเทยี บ 5
สตั ว์ และยกตัวอย่าง สองจะแบ่งแบบไมโอซสิ II
พฤติกรรมท่เี ป็นมาแต่
แลว้ พัฒนาเป็นเซลลไ์ ข่
- การปฏิสนธิเกิดขึ้น
ภายในท่อนำไข่ได้ไซโกต
ซงึ่ จะเจรญิ เปน็ เอม็ บริโอ
และไปฝังตัวที่ผนงั มดลกู
จนกระทั่งครบกำหนด
คลอด
- การเจริญเตบิ โตของสัตว์
เชน่ กบ ไก่ และสัตว์เลีย้ ง
ลกู ดว้ ยน้ำนม จะเรมิ่ ต้น
ด้วยการแบง่ เซลล์
ของไซโกต การเกิดเนอื้ เย่อื
เอม็ บริโอ 3 ชั้น คือ เอกโท
เดริ ม์ เมโซเดิร์ม และเอน
โดเดิร์ม การเกดิ อวยั วะ
โดยมกี ารเพ่ิมจำนวน
ขยายขนาด และ
การเปลีย่ นแปลงรูปร่าง
ของเซลล์เพอ่ื ทำหนา้ ที่
เฉพาะอยา่ ง ซ่งึ พฒั นาการ
ของอวัยวะตา่ ง ๆจะทำให้
มกี ารเกิดรปู รา่ งทแ่ี น่นอน
ในสัตวแ์ ตล่ ะชนดิ
- การเจรญิ เตบิ โตของ
มนุษยจ์ ะมขี ั้นตอนคลา้ ย
กับการเจรญิ เติบโตของ
สัตว์เล้ยี งลูกดว้ ยนำ้ นม
อ่ืน ๆ โดยเอม็ บริโอจะฝงั
ตวั ทีผ่ นังมดลกู และมกี าร
แลกเปลย่ี นสารระหวา่ งแม่
กับลกู ผ่านทางรก
- พนั ธกุ รรมและ 4
สงิ่ แวดลอ้ มมผี ลต่อการ
แสดงพฤตกิ รรม
262
หน่วย ชือ่ หนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา น้ำหนัก
ท่ี การเรยี นรู้ (ชว่ั โมง) คะแนน
กำเนิดและพฤตกิ รรม - พฤตกิ รรมทเ่ี ปน็ มาแต่
ทเ่ี กดิ จากการเรยี นรู้ กำเนดิ แบ่งออกไดเ้ ป็น
ของสตั ว์ หลายชนดิ เชน่ โอเรยี นเต
18. สืบค้นข้อมูล ชนั (แทกซสิ และไคนซี ิส)
อธบิ าย และ รเี ฟล็กซ์ และฟิกแอกชัน
ยกตัวอยา่ ง แพทเทริ น์
ความสัมพันธร์ ะหวา่ ง - พฤตกิ รรมท่ีเกิดจากการ
พฤตกิ รรมกบั เรียนรู้ แบ่งไดเ้ ปน็ แฮบบิชู
วิวฒั นาการของระบบ เอชนั การฝังใจ การ
ประสาท เชอ่ื มโยง (การลองผดิ ลอง
19. สบื ค้นขอ้ มูล ถูกและการมีเง่อื นไข) และ
อธิบาย และ การใช้เหตุผล
ยกตัวอย่างการสอ่ื สาร - ระดบั การแสดง
ระหว่างสตั ว์ ท่ที ำให้ พฤติกรรมทีส่ ัตว์แต่ละชนิด
สตั วแ์ สดงพฤตกิ รรม แสดงออกจะแตกต่างกัน
ซึง่ เป็นผลมาจาก
วิวฒั นาการของระบบ
ประสาททแี่ ตกตา่ งกัน
- การสอื่ สารเปน็ พฤตกิ รรม
ทางสงั คมแบบหน่งึ ซึ่งมี
หลายวธิ ี เช่น การสื่อสาร
ดว้ ยทา่ ทาง การสื่อสาร
ดว้ ยเสียง การส่อื สารด้วย
สารเคมี
และการส่ือสารดว้ ยการ
สมั ผสั
หนว่ ยการเรียนรู้ 36 50
กลางภาค 2 20
ปลายภาค 2 30
รวม 40 100
263
คำอธิบายรายวิชา
กลุม่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
รายวิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ 5 รหัสวชิ า ว33265 ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 6
ภาคเรยี นที่ 1 จำนวน 40 ช่วั โมง จำนวน 1 หน่วยกิต
ศกึ ษาการแบ่งช้นั และสมบัติของโครงสรา้ งโลก รอยตอ่ ระหวา่ งชัน้ โครงสรา้ งพรอ้ มหลกั ฐาน สนับสนุน
ศึกษาการเคลื่อนทข่ี องแผน่ ธรณตี ามทฤษฎีธรณแี ปรสัณฐานพร้อมหลกั ฐานสนับสนุน ศกึ ษาสาเหตุและรูปแบบ
แนวรอยต่อของแผน่ ธรณีทสี่ มั พันธก์ ารเคลื่อนท่ขี องแผน่ ธรณี และหลักฐาน ทเ่ี ปน็ ผลจากการเคลื่อนทขี่ องแผ่น
ธรณี ศกึ ษาสาเหตุ กระบวนการเกดิ และผลจากการเกิดภูเขาไฟ ระเบดิ แผน่ ดนิ ไหว และสนึ ามิ พรอ้ มแนวทาง
การเฝ้าระวังและปฏิบัติตนให้ปลอดภัย รวมทั้งอธิบาย ลำดับเหตุการณ์ทางธรณีวิทยาในอดีตจากการใช้
หลกั ฐานท่พี บในปจั จบุ ัน
โดยใช้กระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสืบค้นข้อมูล การสังเกต วิเคราะห์
เปรียบเทยี บ อธิบาย อภปิ ราย และสรปุ
เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ มีทักษะปฏิบัติ การทางวิทยาศาสตร์
รวมทั้งทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ในด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านการคิดและการแกป้ ัญหา
ด้านการสื่อสาร สามารถสือ่ สารสิง่ ท่ีเรียนรู้และนำความร้ไู ปใชใ้ นชีวิต ของตนเอง มีจิตวิทยาศาสตร์ จริยธรรม
คุณธรรม และคา่ นยิ มท่เี หมาะสม
ผลการเรยี นรู้
1. อธิบายการแบง่ ช้นั และสมบตั ขิ องโครงสร้างโลก พร้อมยกตวั อย่างขอ้ มูลท่ีสนบั สนุน
2. อธิบายหลกั ฐานทางธรณวี ิทยาที่สนับสนุนการเคลื่อนที่ของแผ่นธรณี
3. ระบุสาเหตุ และอธิบายแนวรอยต่อของแผ่นธรณีที่สัมพันธ์การเคลื่อนที่ของแผ่นธรณี พร้อม
ยกตัวอยา่ งหลักฐานทางธรณวี ทิ ยาท่ีพบ
4. วเิ คราะหห์ ลักฐานทางธรณีวทิ ยาทีพ่ บในปัจจุบัน และอธบิ ายลำดับเหตุการณท์ างธรณีวิทยาในอดตี
5. อธิบายสาเหตุ กระบวนการเกิดภูเขาไฟระเบิดและปัจจัยที่ทำ ให้ความรุนแรงของการปะทุและ
รูปรา่ งของภูเขาไฟแตกต่างกัน รวมทัง้ สบื ค้นขอ้ มูลพ้ืนทีเ่ สี่ยงภัย ออกแบบและนำ เสนอแนวทางการเฝ้าระวัง
และการปฏบิ ตั ิตนใหป้ ลอดภยั
6. อธิบายสาเหตุ กระบวนการเกิด ขนาดและความรุนแรง และผลจากแผ่นดินไหว รวมทั้งสืบค้น
ข้อมูลพ้ืนทเี่ สี่ยงภัย ออกแบบและนำ เสนอแนวทางการเฝ้าระวงั และปฏิบัตติ นให้ปลอดภยั
7. อธิบายสาเหตุ กระบวนการเกดิ และผลจากสนึ ามิ รวมทั้งสืบค้นข้อมูลพนื้ ท่ีเสี่ยงภัยออกแบบและ
นำ เสนอแนวทางการเฝ้าระวังและการปฏบิ ัติตนใหป้ ลอดภัย
รวมท้ังหมด 7 ผลการเรียนรู้
264
โครงสรา้ งรายวชิ า
รายวชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ 5 รหัสวิชา ว33265 ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 6
จำนวน 1 หนว่ ยกิต
ภาคเรยี นท่ี 1 จำนวน 40 ชัว่ โมง
หนว่ ย ช่ือหน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา น้ำหนัก
ท่ี การเรยี นรู้
1 โครงสรา้ งโลก (ช่วั โมง) คะแนน
2 การแปรสัณฐาน 1. อธิบายการแบง่ ชั้น - การศึกษาโครงสร้างโลก 10 10
ของแผ่นธรณี
และสมบัตขิ อง ใช้ขอ้ มูลหลายดา้ น เชน่
โครงสรา้ งโลก องคป์ ระกอบทางเคมขี อง
พรอ้ มยกตวั อย่าง หินและแร่ องคป์ ระกอบ
ข้อมลู ท่ีสนบั สนนุ ทางเคมีของอุกกาบาต
ข้อมูลคล่นื ไหว สะเทือนท่ี
เคล่ือนท่ีผ่านโลก จงึ
สามารถแบ่งช้นั โครงสรา้ ง
โลกได้๒ แบบ คือ
โครงสรา้ งโลก ตาม
องค์ประกอบทางเคมีแบ่ง
ไดเ้ ป็น ๓ ชั้น ไดแ้ ก่
เปลอื กโลก เนอ้ื โลก และ
แก่นโลก และ โครงสรา้ ง
โลกตามสมบตั เิ ชิงกล แบง่
ได้เปน็ ๕ ช้นั ได้แก่ ธรณี
ภาค ฐานธรณีภาค มัชฌิม
ภาค แก่นโลกชน้ั นอก และ
แก่นโลกชนั้ ใน นอกจากนี้
ยังมีการค้นพบรอยตอ่
ระหวา่ งชนั้ โครงสร้างโลก
เชน่ แนวแบง่ เขตโมโฮโรวิ
ซิกแนวแบง่ เขตกเู ทนเบิรก์
แนวแบ่งเขตเลห์แมน
2. อธิบายหลักฐาน - แผน่ ธรณตี า่ ง ๆ เป็น 13 20
ทางธรณวี ทิ ยาท่ี ส่วนประกอบของธรณีภาค
สนบั สนุน ซงึ่ เปน็ ช้ันนอกสุดของ
การเคลอ่ื นที่ของแผน่ โครงสร้างโลก โดยมกี าร
ธรณี เปลี่ยนแปลงขนาดและ
3. ระบสุ าเหตุและ ตำแหนง่ ต้ังแตอ่ ดตี จนถึง
อธบิ ายแนวรอยตอ่ ของ ปจั จุบัน การเคลื่อนที่ของ
แผ่นธรณี แผ่นธรณดี ังกลา่ ว อธิบาย
265
หน่วย ชือ่ หนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนกั
ท่ี การเรยี นรู้ (ชัว่ โมง) คะแนน
ท่ีสมั พันธก์ บั การ ไดต้ ามทฤษฎีธรณแี ปร
เคล่ือนท่ขี องแผน่ ธรณี สณั ฐาน ซ่ึงมี รากฐานมา
พรอ้ มยกตวั อยา่ ง จากทฤษฎีทวีปเลือ่ นและ
หลกั ฐานทาง ทฤษฎี การแผข่ ยายพื้น
ธรณวี ิทยาที่พบ สมุทร โดยมหี ลักฐานที่
4. วเิ คราะห์หลักฐาน สนับสนนุ ไดแ้ กร่ ูปร่างของ
ทางธรณีวทิ ยาทพ่ี บใน ขอบทวีปท่ีสามารถ
ปัจจุบนั เช่อื มตอ่ กันได้ ความ
และอธิบายลำดับ คลา้ ยคลึงกนั ของกลุ่มหิน
เหตกุ ารณท์ าง และแนวเทอื กเขา ซากดกึ
ธรณวี ทิ ยา ดำบรรพ์รอ่ งรอย การ
ในอดตี เคลือ่ นทีข่ อง ตะกอนธาร
น้ำแข็ง ภาวะแม่เหล็กโลก
บรรพกาล อายุหินของพื้น
มหาสมทุ ร รวมท้งั การ
คน้ พบ สันเขากลางสมทุ ร
และร่องลกึ กน้ สมทุ ร
- การพาความรอ้ นของ
แมกมาภายในโลก ทำให้
เกดิ การเคลอ่ื นท่ีของแผน่
ธรณตี ามทฤษฎีธรณี แปร
สัณฐาน ซ่ึง
นกั วทิ ยาศาสตร์ไดส้ ำรวจ
พบ หลกั ฐานทาง
ธรณวี ิทยา ไดแ้ ก่ ธรณี
สัณฐาน และธรณี
โครงสร้างที่บริเวณแนว
รอยตอ่ ของ แผ่นธรณีเชน่
ร่องลึกก้นสมทุ ร หม่เู กาะ
ภูเขาไฟ รูปโค้ง แนวภเู ขา
ไฟ แนวเทือกเขา หบุ เขา
ทรดุ และสันเขากลาง
สมทุ ร รอยเลือ่ น
นอกจากนี้ ยังพบการเกิด
ธรณีพิบตั ภิ ยั ท่บี รเิ วณแนว
รอยตอ่ ของแผน่ ธรณีเช่น
หน่วย ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ 266
ท่ี การเรยี นรู้
สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนัก
(ช่ัวโมง) คะแนน
แผน่ ดนิ ไหว ภูเขาไฟระเบิด
สึนามิซงึ่ หลักฐานดังกล่าว
สมั พันธก์ บั รูปแบบ การ
เคลอ่ื นทีข่ องแผน่ ธรณี
นักวทิ ยาศาสตร์ จึงสรปุ ได้
ว่าแนวรอยต่อของแผน่
ธรณมี ี๓ รปู แบบ ได้แก่
แนวแผ่นธรณีแยกตวั แนว
แผน่ ธรณี เคลอ่ื นท่ีเขา้ หา
กนั แนวแผ่นธรณีเคลื่อนที่
ผา่ นกัน ในแนวราบ
- การลำดับชน้ั หนิ เป็น
การศกึ ษาการวางตัว การ
แผก่ ระจายลำดบั อายุ
ความสมั พันธข์ องชนั้ หิน
รอยชน้ั ไมต่ อ่ เนอ่ื ง และ
หลักฐานทางธรณีวทิ ยา
อืน่ ๆ ท่ีปรากฏ ทำให้
ทราบลำดบั เหตกุ ารณท์ าง
ธรณีวิทยา กาเปล่ียนแปลง
สภาพแวดลอ้ ม
ววิ ฒั นาการของสงิ่ มีชวี ติ ที่
เกิดข้ึนบนโลกตง้ั แต่
กำเนดิ โลกจนถงึ ปจั จุบัน
- หลกั ฐานทางธรณีวทิ ยา
ได้แกซ่ ากดึกดำบรรพ์ หนิ
และลกั ษณะโครงสร้างทาง
ธรณีซ่งึ นำมา หาอายไุ ด๒้
แบบ ได้แก่อายุ
เปรยี บเทียบ คอื อายขุ อง
ซากดกึ ดำบรรพ์หนิ และ/
หรือ เหตุการณ์ทาง
ธรณวี ิทยา เม่ือเทียบกบั
ซากดึกดำบรรพห์ นิ และ/
หรือเหตุการณท์ าง
ธรณีวิทยาอืน่ ๆ และอายุ
267
หน่วย ชือ่ หนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา น้ำหนัก
ท่ี การเรยี นรู้
(ชัว่ โมง) คะแนน
3 ธรณีพิบัติภัย
สมั บูรณ์คือ อายุทรี่ ะบุ
เปน็ ตัวเลขของหนิ และ/
หรอื เหตุการณ์ทาง
ธรณวี ิทยาซง่ึ คำนวณได้
จากไอโซโทปของธาตุ
- ขอ้ มลู จากอายุ
เปรียบเทยี บและอายุ
สมั บูรณ์ สามารถนำมา
จดั ทำมาตราธรณกี าลคือ
การลำดับ ช่วงเวลาของ
โลกตงั้ แต่เกิดจนถงึ ปัจจบุ ัน
แบ่งออกเป็น บรมยุค
มหายุคยคุ และสมยั ซึ่งแต่
ละ ช่วงเวลามีสิ่งมีชวี ิต
สภาพแวดล้อมและ
เหตุการณ์ ทีเ่ กดิ ข้นึ
แตกต่างกนั
5. อธบิ ายสาเหตุ - ภเู ขาไฟระเบิด เกดิ จาก 13 20
กระบวนการเกดิ ภูเขา การแทรกดันของแมกมา
ไฟระเบิด และปัจจัยท่ี ข้นึ มาตามส่วนเปราะบาง
ทำให้ความรนุ แรงของ หรอื รอยแตก บนเปลอื ก
การปะทุ และรูปร่าง โลก มักพบหนาแน่น
ของภเู ขาไฟแตกตา่ ง บรเิ วณรอยต่อ ระหว่าง
กนั รวมทง้ั สืบคน้ แผน่ ธรณีทำให้บรเิ วณ
ขอ้ มูลพืน้ ท่เี สย่ี งภัย ดงั กล่าวเป็นพนื้ ท่ี เสย่ี งภยั
ออกแบบและนำเสนอ ความรุนแรงของการปะทุ
แนวทางการเฝา้ ระวัง และรูปรา่ ง ของภเู ขาไฟที่
และการปฏิบัตติ น ให้ แตกต่างกันขึ้นอยกู่ บั
ปลอดภยั องค์ประกอบ ของแมกมา
6. อธบิ ายสาเหตุ ผลจากการระเบดิ ของภูเขา
กระบวนการเกิด ไฟมที ั้ง ประโยชน์และโทษ
ขนาดและ ความ จึงตอ้ งศึกษาแนวทางใน
รุนแรง และผลจาก การ เฝ้าระวงั และการ
แผ่นดนิ ไหว รวมทง้ั ปฏิบัติตนให้ปลอดภัย
สืบคน้ ขอ้ มลู พ้ืนทีเ่ ส่ียง - แผน่ ดินไหวเกดิ จากการ
ภยั ออกแบบและ ปลดปล่อยพลงั งานทีส่ ะสม
268
หนว่ ย ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนกั
ท่ี การเรยี นรู้ (ชวั่ โมง) คะแนน
นำเสนอ แนวทางการ ไว้ของเปลือกโลกในรูปของ
เฝ้าระวงั และการ คลน่ื ไหวสะเทอื น
ปฏบิ ัตติ น ให้ปลอดภยั แผน่ ดินไหวมขี นาดและ
7. อธิบายสาเหตุ ความรุนแรงแตกตา่ งกนั
กระบวนการเกดิ และ และทำลายทรพั ยส์ นิ ศูนย์
ผลจาก เกิดแผน่ ดินไหวมกั อยู่
สนึ ามริ วมทั้งสืบค้น บริเวณรอยต่อของแผน่
ข้อมูลพ้ืนทเ่ี สี่ยงภยั ธรณีและพนื้ ท่ีภายใต้
ออกแบบ อิทธิพลของการเคลื่อนของ
และนำเสนอแนว แผ่นธรณที ่ีระดับ ความลกึ
ทางการเฝา้ ระวังและ ต่างกนั ให้บริเวณดงั กลา่ ว
การปฏิบตั ติ น เป็นพื้นที่เสยี่ งภัย
ใหป้ ลอดภัย แผ่นดินไหว ซ่งึ สง่ ผลให้
ส่ิงก่อสร้างเสียหาย เกิด
อนั ตรายตอ่ ชวี ติ และ
ทรัพย์สนิ จึงตอ้ งศึกษา
แนวทางในการเฝา้ ระวัง
และการปฏบิ ตั ิตน ให้
ปลอดภยั
- สึนามคิ ือคล่ืนนำ้ ที่เกิด
จากการแทนทมี่ วลนำ้ ใน
ปริมาณมหาศาล ส่วนมาก
จะเกิดในทะเล หรอื
มหาสมุทร โดยคลืน่ มี
ลกั ษณะเฉพาะ คอื ความ
ยาวคลน่ื มากและเคล่ือนที่
ด้วยความเรว็ สูง เมือ่ อยู่
กลางมหาสมทุ รจะมคี วาม
สงู คลืน่ นอ้ ย และอาจเพม่ิ
ความสูงข้นึ อย่างรวดเร็ว
เมอื่ คล่ืน เคลอ่ื นท่ีผ่าน
บรเิ วณน้ำตืน้ ทำให้พนื้ ท่ี
บริเวณ ชายฝั่งบางบริเวณ
เป็นพ้ืนที่เสย่ี งภัยสึนามิ
ก่อให้เกดิ อันตรายแก่
มนุษยแ์ ละสงิ่ กอ่ สรา้ ง ใน
269
หนว่ ย ชื่อหนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรียนรู้ (ชว่ั โมง) คะแนน
หน่วยการเรียนรู้
กลางภาค บริเวณชายหาดนนั้ จงึ ต้อง
ปลายภาค ศึกษาแนวทาง ในการเฝ้า
รวม ระวัง และการปฏิบัตติ นให้
ปลอดภยั
36 50
2 30
2 20
40 100
270
คำอธิบายรายวิชา
กลุม่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รายวชิ าฟิสิกส์ 6 รหสั วิชา ว33216 ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 6
ภาคเรียนท่ี 2
จำนวน 60 ชั่วโมง จำนวน 1.5 หนว่ ยกติ
ศึกษาการเกิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า สเปกตรัมของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า โพลาไรเซชันของคล่ืน
แม่เหล็กไฟฟ้า การสื่อสารโดยอาศัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า สมมติฐานของพลังค์ ทฤษฎีอะตอมของโบร์
ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก ทวิภาวะของคลื่นและอนุภาค เสถียรภาพของนิวเคลียส กัมมันต ภาพรังสี
ปฏิกิรยิ านิวเคลียร์ พลังงานนวิ เคลยี รแ์ ละ ฟสิ ิกสอ์ นุภาค
โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสืบค้นข้อมูล การสังเกต วิเคราะห์
เปรยี บเทียบ อธบิ าย อภปิ ราย และสรุป
เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ มีทักษะปฏิบัติการ ทางวิทยาศาสตร์
รวมทั้งทกั ษะแห่งศตวรรษที่ 21 ในด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านการคิดและการแก้ปัญหา ด้านการ
สือ่ สาร สามารถส่อื สารสงิ่ ท่ีเรยี นรแู้ ละนาํ ความรูไ้ ปใช้ในชวี ิตของตนเอง มีจิตวิทยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คุณธรรม
และคา่ นยิ มท่ีเหมาะสม
ผลการเรยี นรู้
1. อธิบายการเกิดและลักษณะเฉพาะของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า แสงไม่โพลาไรส์ แสงโพลาไรส์เชิงเสน้
และแผ่นโพลารอยดร์ วมท้งั อธบิ ายการนําคล่นื แม่เหลก็ ไฟฟ้าในช่วงความถี่ตา่ ง ๆ ไปประยุกต์ใช้ และหลักการ
ทํางานของอปุ กรณท์ เ่ี กย่ี วข้อง
2. สืบค้นและอธิบายการสื่อสารโดยอาศัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในการส่งผ่านสารสนเทศ และ
เปรยี บเทียบการสือ่ สารด้วยสัญญาณแอนะล็อกกับสญั ญาณดจิ ทิ ลั
3. อธิบายสมมติฐานของพลังค์ ทฤษฎีอะตอมของโบร์ และการเกิดเส้นสเปกตรัมของอะตอม
ไฮโดรเจน รวมท้ังคํานวณปรมิ าณตา่ ง ๆ ทีเ่ กีย่ วข้อง
4. อธิบายปรากฏการณ์โฟโตอเิ ล็กทริกและคํานวณพลังงานโฟตอน พลงั งานจลนข์ องโฟโตอเิ ลก็ ตรอน
และฟงั กช์ ันงานของโลหะ
5. อธิบายทวิภาวะของคล่ืนและอนุภาค รวมท้งั อธิบายและคาํ นวณความยาวคล่นื เดอบรอยล์
6. อธิบายกมั มนั ตภาพรงั สีและความแตกต่างของรังสีแอลฟา บตี าและแกมมา
7. อธิบายและคํานวณกัมมันตภาพของนิวเคลียสกัมมันตรังสี รวมทั้งทดลอง อธิบาย และคํานวณ
จํานวนนวิ เคลยี สกมั มันตรงั สที ีเ่ หลอื จากการสลายและคร่งึ ชีวติ
8. อธิบายแรงนิวเคลียร์ เสถียรภาพของนิวเคลียส และพลังงานยึดเหนี่ยว รวมทั้งคํานวณปริมาณ
ต่าง ๆ ทเี่ กี่ยวข้อง
9. อธิบายปฏิกริ ิยานวิ เคลยี ร์ ฟชิ ชนั และฟิวชัน รวมทั้งคํานวณพลังงานนวิ เคลียร์
10. อธิบายประโยชน์ของพลังงานนิวเคลียร์และรังสี รวมทั้งอันตรายและการป้องกันรังสีในด้าน
ตา่ ง ๆ
11. อธิบายการค้นคว้าวิจัยด้านฟิสิกส์อนุภาค แบบจําลองมาตรฐาน และการใช้ประโยชน์จากการ
ค้นควา้ วจิ ัยดา้ นฟิสกิ สอ์ นภุ าคในดา้ นต่าง ๆ
รวมท้ังหมด 11 ผลการเรยี นรู้
271
รายวชิ าฟสิ ิกส์ 6 โครงสรา้ งรายวชิ า ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 6
ภาคเรยี นท่ี 2 จำนวน 1.5 หน่วยกิต
รหสั วิชา ว33216
หนว่ ย ชอื่ หน่วย
ท่ี การเรยี นรู้ จำนวน 60 ช่ัวโมง
1 คลื่น
แมเ่ หล็กไฟฟ้า ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา น้ำหนัก
(ชั่วโมง) คะแนน
2 ฟิสกิ สอ์ ะตอม 1. อธบิ ายการเกิดและ
ลักษณะเฉพาะของ 10 8
คลืน่ แมเ่ หล็กไฟฟ้า
แสงไม่โพลาไรส์ แสง 18 12
โพลาไรส์เชิงเส้น และ
แผน่ โพลารอยดร์ วมท้ัง
อธิบายการนาํ คลนื่
แม่เหล็กไฟฟ้าในช่วง
ความถ่ีต่าง ๆ ไป
ประยกุ ตใ์ ช้ และ
หลกั การทาํ งานของ
อปุ กรณท์ ี่เก่ียวข้อง
2. สืบค้นและอธิบาย
การสื่อสารโดยอาศยั
คลนื่ แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ ใน
การส่งผ่านสารสนเทศ
และเปรียบเทียบการ
ส่ือสารดว้ ยสัญญาณ
แอนะลอ็ กกับสญั ญาณ
ดจิ ทิ ัล
3. อธบิ ายสมมติฐาน
ของพลังค์ ทฤษฎี
อะตอมของโบร์ และ
การเกดิ เส้นสเปกตรมั
ของอะตอมไฮโดรเจน
รวมทงั้ คํานวณปรมิ าณ
ต่าง ๆ ที่เกย่ี วขอ้ ง
4. อธิบาย
ปรากฏการณ์โฟโตอิ
เลก็ ทริกและคํานวณ
พลังงานโฟตอน
พลังงานจลนข์ องโฟโต
หนว่ ย ชอื่ หน่วย ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้ 272
ท่ี การเรียนรู้ เวลา นำ้ หนัก
(ชั่วโมง) คะแนน
อเิ ลก็ ตรอนและ
28 30
ฟังก์ชนั งานของโลหะ
5. อธบิ ายทวิภาวะ
ของคล่ืนและอนภุ าค
รวมท้งั อธิบายและ
คาํ นวณความยาวคล่ืน
เดอบรอยล์
3 ฟิสิกสน์ วิ เคลียร์ 6. อธิบาย
และฟิสกิ สอ์ นภุ าค กัมมนั ตภาพรงั สแี ละ
ความแตกต่างของรังสี
แอลฟา บตี าและ
แกมมา
7. อธบิ ายและคาํ นวณ
กมั มนั ตภาพของ
นิวเคลียสกมั มันตรังสี
รวมท้งั ทดลอง อธบิ าย
และคาํ นวณจาํ นวน
นวิ เคลียสกัมมันตรงั สี
ท่เี หลือจากการสลาย
และครึง่ ชวี ิต
8. อธบิ ายแรง
นวิ เคลยี ร์ เสถียรภาพ
ของนวิ เคลยี ส และ
พลงั งานยึดเหน่ียว
รวมทั้งคํานวณปรมิ าณ
ตา่ ง ๆ ที่เก่ยี วขอ้ ง
9. อธิบายปฏกิ ริ ิยา
นิวเคลียร์ ฟิชชัน
และฟิวชนั รวมทง้ั
คํานวณพลงั งาน
นิวเคลียร์
10. อธบิ ายประโยชน์
ของพลงั งานนวิ เคลียร์
และรงั สี รวมทง้ั
อันตรายและการ
หนว่ ย ชื่อหนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ 273
ท่ี การเรียนรู้ เวลา น้ำหนัก
(ช่วั โมง) คะแนน
ป้องกันรงั สีในดา้ น
ตา่ ง ๆ
11. อธบิ ายการ
คน้ คว้าวิจยั ด้านฟิสิกส์
อนุภาค แบบจําลอง
มาตรฐาน และการใช้
ประโยชน์จากการ
คน้ ควา้ วิจยั ดา้ นฟิสิกส์
อนภุ าคในด้านต่าง ๆ
หนว่ ยการเรียนรู้ 54 50
3 20
กลางภาค 3 30
60 100
ปลายภาค
รวม
274
คำอธิบายรายวชิ า
กลุ่มสาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
รายวิชาเคมี 6 รหัสวิชา ว33236 ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 6
ภาคเรยี นที่ 2
จำนวน 40 ชวั่ โมง จำนวน 1 หนว่ ยกติ
ตั้งคำถามหรือกำหนดปัญหาท่ีอยู่บนพืน้ ฐานของความรู้และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ ที่แสดงให้
เหน็ ถึงการใชค้ วามคิดระดับสูง ทีส่ ามารถสำรวจตรวจสอบหรือศกึ ษาคน้ ควา้ ได้อย่างครอบคลมุ และเช่ือถือได้
สร้างสมมติฐานที่มีทฤษฎีรองรับ หรือคาดการณ์สิ่งที่จะพบเพื่อนำไปสู่การสำรวจตรวจสอบ ออกแบบ
วิธีการสำรวจตรวจสอบตามสมมติฐานที่กำหนดไว้อย่างเหมาะสม มีหลักฐานเชิงประจักษ์ เลือกวัสดุ
อุปกรณ์ รวมทั้งวธิ กี ารในการสำรวจตรวจสอบอย่างถกู ต้อง ท้งั ในเชงิ ปรมิ าณและคณุ ภาพ และบนั ทกึ ผลการ
สำรวจตรวจสอบอย่างเปน็ ระบบ ตระหนกั ถงึ ความสำคัญและเห็นคุณค่าของความร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ใช้ความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการดำรงชีวิตและการ
ประกอบอาชีพ ทำโครงงาน หรือชิ้นงานได้ตามความสนใจ มีความซาบซึ้งห่วงใยในการใช้และการรักษา
ทรพั ยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดล้อมอยา่ งรคู้ า่
โดยใช้การสืบเสาะหาความรู้ การสำรวจตรวจสอบ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรแ์ ละทักษะ
การเรยี นรใู้ นศตวรรษที่ 21 การสบื ค้นและการอภปิ ราย โดยบรู ณาการความร้ตู ามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจ
พอเพยี งและอาเซียนศกึ ษา
เพื่อให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ มีความสามารถในการตัดสิน
การแก้ปัญหา การนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน มีจิตวิทยาศาสตร์ จริยธรรม คุณธรรม และค่านิยมที่
เหมาะสม โดยบูรณาการความรตู้ ามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียงและอาเซยี นศึกษา
ผลการเรยี นรู้
1. กำหนดปัญหาและนำเสนอแนวทางการแก้ปญั หาโดยใช้ความรู้ทางเคมีจากสถานการณ์ที่เกดิ ขึน้
ในชีวติ ประจำวนั การประกอบอาชีพหรืออุตสาหกรรม
2. แสดงหลักฐานถงึ การบูรณาการความรู้ทางเคมรี ่วมกบั สาขาวชิ าอ่นื รวมทั้งทกั ษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์หรอื กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม โดยเน้นการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และความคิด
สรา้ งสรรค์ เพือ่ แกป้ ญั หาในสถานการณห์ รอื ประเด็นทีส่ นใจ
3. นำเสนอผลงานหรือชิ้นงานที่ได้จากการแก้ปัญหาในสถานการณ์หรือประเด็นที่สนใจโดยใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศ
4. แสดงหลักฐานการเข้าร่วมการสัมมนา การเข้าร่วมประชุมวิชาการ หรือการแสดงผลงาน
สง่ิ ประดิษฐ์ในงานนทิ รรศการ
รวมทัง้ หมด 4 ผลการเรียนรู้
275
รายวิชาเคมี 6 โครงสร้างรายวชิ า ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 6
ภาคเรยี นท่ี 2 จำนวน 1 หน่วยกิต
รหัสวชิ า ว33236
หนว่ ย ชอ่ื หนว่ ย
ท่ี การเรียนรู้ จำนวน 40 ช่ัวโมง
1 เคมกี บั การ
แก้ปญั หา ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนัก
(ชว่ั โมง) คะแนน
1. กำหนดปัญหาและ - สถานการณ์บาง
36 50
นำเสนอแนวทางการ สถานการณใ์ น
แกป้ ญั หาโดยใช้ความรู้ ชีวติ ประจำวนั
ทางเคมจี าก
การประกอบอาชพี หรือ
สถานการณท์ ี่เกิดข้นึ
อตุ สาหกรรม สามารถ
ในชวี ติ ประจำวนั การ นำความรู้ทางเคมไี ปใช้
ประกอบอาชพี หรอื ประโยชนห์ รือแก้ปัญหา
อตุ สาหกรรม ได้
- การศกึ ษาและการ
2. แสดงหลักฐานถึง
การบรู ณาการความรู้ แก้ปญั หาในสถานการณ์
ทางเคมีร่วมกับ
สาขาวชิ าอนื่ รวมทง้ั หรือ
ทกั ษะกระบวนการ ประเดน็ ทส่ี นใจทำไดโ้ ดย
ทางวทิ ยาศาสตร์หรือ การบรู ณาการความรู้
กระบวนการออกแบบ ทางเคมรี ว่ มกับ
เชงิ วิศวกรรม โดยเน้น วิทยาศาสตรแ์ ขนงอน่ื
การคดิ วิเคราะห์ การ รวมท้ัง
แกป้ ญั หา และ
คณิตศาสตรเ์ ทคโนโลยี
ความคิดสรา้ งสรรค์
เพ่ือแก้ปัญหาใน และทกั ษะกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตรห์ รอื
สถานการณ์หรือ กระบวนการออกแบบ
ประเด็นท่สี นใจ เชงิ วศิ วกรรม โดยเนน้
3. นำเสนอผลงาน การคดิ วิเคราะห์
หรอื ชนิ้ งานท่ีได้จาก แก้ปญั หา
การแก้ปญั หาใน และความคิดสรา้ งสรรค์
สถานการณห์ รอื
ประเดน็ ทส่ี นใจโดยใช้ - การนำเสนองานหรือ
เทคโนโลยีสารสนเทศ แสดงผลงาน เปน็ การเปดิ
4. แสดงหลักฐานการ โอกาสให้ผมู้ สี ว่ นร่วมได้
เขา้ ร่วมการสมั มนา แลกเปลย่ี นแนวคดิ
การเข้ารว่ มประชมุ ผลงาน รวมทงั้ เพ่ิมโอกาส
วิชาการ หรอื การแสดง ในการพัฒนางาน
276
หนว่ ย ชื่อหนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรยี นรู้ (ช่วั โมง) คะแนน
ผลงานส่ิงประดิษฐ์ใน โดยใชเ้ ทคโนโลยี
งานนทิ รรศการ สารสนเทศเปน็ เครอ่ื งมอื
ประกอบการนำเสนอ ซง่ึ
จะทำใหก้ ารสื่อสาร
มปี ระสิทธภิ าพมากขน้ึ
- การสมั มนา การประชมุ
วิชาการ หรือการ
ร่วมแสดงผลงาน
ส่งิ ประดิษฐใ์ นงาน
นิทรรศการ
เป็นการเปดิ โอกาสใหผ้ มู้ ี
ส่วนร่วมได้แลกเปลยี่ น
ความคิด แสดงทัศนคติ
ตอ่ กรณศี ึกษา
สถานการณ์
หรอื ประเดน็ สำคัญทาง
เคมีซ่งึ ชว่ ยส่งเสรมิ
ใหพ้ ฒั นากระบวนการคิด
ทักษะการสื่อสาร
ทกั ษะการใช้เทคโนโลยี
เพ่ือการคน้ ควา้ และ
การส่ือสาร ซง่ึ สามารถทำ
ได้หลายระดบั โดย
อาจเปน็ ระดับชัน้ เรียน
โรงเรยี น กลมุ่ โรงเรยี น
ชุมชน ระดับชาติหรือ
นานาชาติ
หน่วยการเรียนรู้ 36 50
กลางภาค 2 20
ปลายภาค 2 30
รวม 40 100
277
คำอธิบายรายวชิ า
กลุ่มสาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
รายวิชาชวี วิทยา 6 รหัสวชิ า ว33256 ช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 6
ภาคเรียนท่ี 2
จำนวน 40 ชั่วโมง จำนวน 1 หน่วยกิต
ศึกษาชีววิทยาเกี่ยวกับความสำคัญของหลากหลายทางชีวภาพ ความเชื่อมโยงระหว่างความ
หลากหลายทางพันธุกรรม ความหลากหลายที่สปีชีส์ และความหลากหลายของระบบนิเวศ การเกิดเซลล์
เริ่มแรกของสิ่งมีชีวติ และวิวฒั นาการของสิ่งมีชีวติ เซลล์เดียว สิ่งมีชีวิตกลุ่มแบคทีเรีย สิ่งมีชีวิตกลุ่มโพรทิสต์
สิ่งมีชีวิตกลุ่มพืช สิ่งมีชีวิตกลุ่มฟังไจ และสิ่งมีชีวิตกลุ่มสัตว์ การจำแนกสิ่งมีชีวิตจากหมวดหมู่ใหญ่จนถึง
หมวดหมู่ย่อย วิธีการเขียนชื่อวิทยาศาสตร์ในลำดับขั้นสปีชีส์ การสร้างไดโคโตมัสคีย์ กระบวนการถ่ายทอด
พลังงานในระบบนิเวศ การเกิดไบโอแมกนิฟิเคชนั วัฏจักรไนโตรเจน วัฏจักรกำมะถนั และวัฎจักรฟอสฟอรสั
ลักษณะของไบโอม การเปลี่ยนแปลงแทนที่แบบปฐมภูมิ การเปลี่ยนแปลงแทนที่ทุติยภูมิ ลักษณะของ
ประชากรของสิ่งมีชีวิต การเพิ่มของประชากรแบบเอ็กโพเนนเชียล และแบบลอจิสติก ปัจจัยที่ควบคุมการ
เจริญเติบโตของประชากร ปัญหาการขาดแคลนน้ำ การเกิดมลพิษทางน้ำ ผลกระทบที่มีต่อมนุษย์ และ
แผนการจัดการน้ำ ปัญหามลพิษทางอากาศ และผลกระทบที่มีต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ปัญหาที่เกิดกับ
ทรัพยากรดิน และผลกระทบที่มีต่อมนุษย์ ปัญหาและผลกระทบที่เกิดจากการทำลายป่าไม้ ปัญหาและ
ผลกระทบทที่ ำใหส้ ัตว์ปา่ มจี ำนวนลดลง
โดยใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อฝึกทักษะอภิปราย อธิบาย ยกตัวอย่าง สร้าง
ไดโคโตมัสคีย์ วิเคราะห์ บอก เขยี นแผนภาพ สืบคน้ ข้อมลู เปรียบเทียบ สรุป และเสนอแนวทาง
เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไดอ้ ย่างถูกต้อง เกิดความสามารถ
ในการคดิ ความสามารถในการสื่อสาร และความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยีได้อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ
ผลการเรยี นรู้
1. อภิปรายความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ และความเชื่อมโยงระหว่างคว าม
หลากหลายทางพันธกุ รรม ความหลากหลายของสปีชสี ์ และความหลากหลายของระบบนิเวศ
2. อธิบายการเกดิ เซลล์เร่ิมแรกและวิวฒั นาการของสิ่งมีชีวติ เซลลเ์ ดยี ว
3. อธบิ ายลกั ษณะสำคญั และยกตวั อย่างสิง่ มีชวี ิตกลมุ่ แบคทเี รยี ส่งิ มชี ีวติ กลุ่มโพรทสิ ต์ สง่ิ มชี ีวิต
กลมุ่ พชื สงิ่ มีชีวิตกลุม่ ฟังไจ และสงิ่ มชี ีวิตกลุ่มสัตว์
4. อธบิ าย และยกตวั อย่างการจำแนกส่ิงมชี วี ติ จากหมวดหมใู่ หญ่จนถงึ หมวดหมู่ยอ่ ย และวิธีการเขยี น
ช่อื วทิ ยาศาสตรใ์ นลำาดบั ขั้นสปีชีส์
5. สรา้ งไดโคโทมสั คยี ์ในการระบุส่ิงมีชวี ติ หรือตวั อยา่ งทก่ี ำหนด
6. วเิ คราะห์ อธิบาย และยกตัวอยา่ งกระบวนการถ่ายทอดพลงั งานในระบบนิเวศ
7. อธิบาย ยกตวั อย่างการเกิดไบโอแมกนิฟเิ คชัน และบอกแนวทางในการลดการเกิดไบโอ-
แมกนิฟิเคชัน
8. สืบค้นข้อมูล และเขียนแผนภาพ เพื่ออธิบายวัฏจักรไนโตรเจน วัฏจักรกำามะถัน และวัฏจักร
ฟอสฟอรสั
9. สืบค้นข้อมูล ยกตัวอย่าง และอธิบายลักษณะของไบโอมที่กระจายอยู่ตามเขตภูมิศาสตร์ต่างๆ
บนโลก
278
10. สบื ค้นข้อมลู ยกตวั อย่าง อธบิ าย และเปรียบเทียบการเปล่ียนแปลงแทนทแ่ี บบปฐมภมู ิและการ
เปลย่ี นแปลงแทนท่ีแบบทุติยภมู ิ
11. สืบค้นข้อมูล อธิบาย ยกตัวอย่าง และสรุปเกี่ยวกับลักษณะเฉพาะของประชากรของสิ่งมีชีวิต
บางชนดิ
12. สืบค้นข้อมูล อธิบาย เปรียบเทียบ และยกตัวอย่างการเพิ่มของประชากรแบบเอ็กโพเนนเชียล
และการเพ่ิมของประชากรแบบลอจสิ ตกิ
13. อธบิ าย และยกตัวอยา่ งปจั จยั ท่ีควบคุมการเติบโตของประชากร
14. วิเคราะห์ อภปิ ราย และสรปุ ปญั หาการขาดแคลนนำ้ การเกดิ มลพิษทางน้ำ และผลกระทบท่มี ีต่อ
มนุษยแ์ ละส่งิ แวดลอ้ ม รวมทงั้ เสนอแนวทางการวางแผนการจัดการนำ้ และการแกไ้ ขปัญหา
15. วิเคราะห์ อภิปราย และสรุปปัญหาที่เกิดกับทรัพยากรดิน และผลกระทบที่มีต่อมนุษย์และ
สิ่งแวดลอ้ ม รวมทั้งเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา
16. วิเคราะห์ อภิปราย และสรุปปัญหามลพิษทางอากาศ และผลกระทบที่มีต่อมนุษย์และ
สงิ่ แวดล้อม รวมทง้ั เสนอแนวทางการแกไ้ ขปญั หา
17. วเิ คราะห์ อภิปราย และสรปุ ปัญหาผลกระทบทีเ่ กดิ จากการทำลายป่าไม้ รวมทั้งเสนอแนวทางใน
การปอ้ งกนั การทำลายปา่ ไม้และการอนรุ ักษป์ ่าไม้
18. วิเคราะห์ อภิปราย และสรปุ ปัญหาผลกระทบท่ที ำาให้สตั ว์ป่ามีจำนวนลดลง และแนวทางในการ
อนรุ ักษส์ ตั วป์ ่า
รวมทั้งหมด 18 ผลการเรยี นรู้
279
รายวชิ าเคมี 6 โครงสรา้ งรายวิชา ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 6
ภาคเรยี นที่ 2 จำนวน 1 หนว่ ยกติ
รหสั วิชา ว33236
จำนวน 40 ช่วั โมง
หนว่ ย ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา น้ำหนัก
ท่ี การเรยี นรู้ (ชว่ั โมง) คะแนน
1. อภปิ ราย - ความหลากหลายทาง
1 ความหลากหลาย ความสำคญั ของความ ชวี ภาพประกอบด้วย 12 15
ทางชวี ภาพ หลากหลายทาง ความหลากหลายทาง
ชวี ภาพ และความ พนั ธุกรรม ความ
เชอื่ มโยงระหวา่ ง หลากหลาย
ความหลากหลายทาง ของสปีชีส์ และความ
พนั ธกุ รรม ความ หลากหลายของระบบ
หลากหลายของ นเิ วศ
สปีชีส์ และความ - การแปรผนั ทาง
หลากหลายของระบบ พนั ธุกรรมทำใหเ้ กดิ ความ
นเิ วศ หลากหลายทาง
2. อธิบายการเกดิ พนั ธุกรรม ซง่ึ สง่ิ มีชวี ติ ใด
เซลลเ์ ร่ิมแรกและ ทีม่ คี วาม
วิวัฒนาการของ หลากหลายทาง
สิ่งมชี วี ติ เซลล์เดยี ว พันธุกรรมมากยอ่ มทำให้
3. อธิบายลกั ษณะ มโี อกาส อยรู่ อดเพ่ิมข้นึ
สำคญั และยกตัวอย่าง และสบื ทอดลูกหลาน
ส่ิงมชี ีวติ กลุม่ ตอ่ ไปได้
แบคทีเรยี ส่งิ มีชวี ติ - สิ่งมีชวี ิตท่ีดำรงชีวติ อยู่
กลุ่มโพรทสิ ต์ สิ่งมชี วี ติ ในสิง่ แวดลอ้ มต่างๆ ได้
กล่มุ พืชสง่ิ มชี วี ิตกลุม่ ผา่ นกระบวนการคัดเลอื ก
ฟงั ไจ และสง่ิ มีชีวติ โดยธรรมชาติหรอื โดย
กลุ่มสตั ว์ มนุษย์มาเป็นระยะเวลา
4. อธิบาย และ ยาวนานหลายช่วั รนุ่ ซึ่ง
ยกตัวอย่างการจำแนก อาจเกดิ เปน็ สปชี ีสใ์ หม่
สิ่งมีชีวติ จากหมวดหมู่ ส่งผลให้เกิดความ
ใหญจ่ นถงึ หมวดหมู่ หลากหลายของสปีชสี ์
ยอ่ ย และวิธีการเขียน - แหลง่ ทีอ่ ยูอ่ าศัยแต่ละ
ช่ือวทิ ยาศาสตรใ์ น แหล่งที่สิ่งมีชวี ิตอาศยั อยู่
ลำดบั ขน้ั สปชี ีส์ น้นั จะมีองคป์ ระกอบของ
280
หน่วย ชือ่ หนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรียนรู้ (ช่วั โมง) คะแนน
5. สร้างไดโคโทมัสคีย์ ปัจจัยทางกายภาพและ
ในการระบสุ ่งิ มชี ีวิต ปัจจัยทางชวี ภาพท่ี
หรือตวั อยา่ งทีก่ ำหนด แตกต่างกนั ทำาใหเ้ กดิ
ความหลากหลายของ
ระบบนิเวศ
- จุดเริ่มตน้ ของ
ววิ ัฒนาการของเซลลเ์ กดิ
จาก โมเลกุลของ
สารอินทรยี ์ โดยเซลล์
รปู แบบแรก
ทีเ่ กิดขนึ้ คอื เซลลโ์ พรคาริ
โอต และมีวิวฒั นาการ
ข้นึ มาเป็นเซลลย์ ูคารโิ อต
และจากสงิ่ มชี วี ติ
เซลล์เดียว เป็นส่งิ มชี วี ติ
หลายเซลลท์ ่มี โี ครงสรา้ ง
แบบง่ายๆ จนกลายมา
เปน็ สิง่ มีชีวิตหลายเซลล์ที่
มีโครงสรา้ งซับซ้อนมาก
ขึ้นตามลำดับ
- แบคทเี รียเป็นส่ิงมีชีวิต
พวก
โพรคาริโอต ผนงั เซลล์มี
เพปทโิ ดไกลแคนเปน็
องค์ประกอบสำคญั
แบคทีเรียท่ัวไปสร้าง
อาหารเองไมไ่ ด้ ดำารง
ชวี ติ แบบผ้สู ลาย
สารอนิ ทรีย์หรอื แบบ
ปรสิตแต่แบคทีเรียบาง
กล่มุ เชน่ ไซยาโน
แบคทเี รยี สร้างอาหารเอง
281
หน่วย ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา น้ำหนกั
ท่ี การเรยี นรู้ (ชั่วโมง) คะแนน
ไดจ้ ากกระบวนการ
สังเคราะห์ด้วยแสง
- โพรทิสตเ์ ป็นสิง่ มชี วี ติ
พวกยคู าริโอต มีลกั ษณะ
หลากหลาย ทง้ั ที่เปน็
สิง่ มชี ีวิตเซลล์เดยี วหรือ
ส่ิงมชี วี ติ หลายเซลล์ที่ยัง
ไมพ่ ฒั นาไปเป็นเนื้อเยอ่ื
อาจมหี รือไมม่ ีผนังเซลล์
เป็นสว่ นประกอบของ
เซลล์
- พืชเป็นส่ิงมีชีวติ หลาย
เซลล์พวกยูคารโิ อต มี
ผนังเซลลซ์ งึ่ มเี ซลลโู ลส
เป็นองคป์ ระกอบ
มวี ัฏจกั รชวี ติ แบบสลบั
และมรี ะยะเอ็มบริโอใน
การสบื พนั ธ์ุแบบอาศัย
เพศ พชื สร้างอาหารเอง
ได้จากกระบวนการ
สงั เคราะหด์ ้วยแสง
- ฟังไจเปน็ ส่ิงมีชีวิตพวกยู
คาริโอต มที ้งั สง่ิ มชี วี ติ
เซลลเ์ ดยี วและหลาย
เซลล์ เซลล์ของฟงั ไจยัง
ไม่พัฒนาไปเปน็ เนอื้ เย่ือ
ผนังเซลลม์ ไี คทนิ เปน็
องคป์ ระกอบสำคัญ ฟังไจ
สรา้ งอาหารเองไม่ไดแ้ ละ
ดำรง ชีวิตแบบผูส้ ลาย
สารอินทรียห์ รอื แบบ
ปรสิต
282
หนว่ ย ชื่อหนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรียนรู้ (ช่วั โมง) คะแนน
- สตั วเ์ ปน็ สิง่ มชี ีวติ หลาย
เซลล์พวกยูคาริโอต ไม่
สามารถสร้างอาหารเอง
ได้ตอ้ งไดร้ ับอาหาร
จากสง่ิ มชี วี ติ อนื่ สว่ นใหญ่
มรี ะบบย่อยอาหาร บาง
ชนิดอาจเปน็ ปรสิต สัตวม์ ี
ระยะเอ็มบริโอ
ในการสืบพันธ์แุ บบอาศัย
เพศ
- สัตว์อาจแบง่ เป็นกลมุ่
ยอ่ ยโดยพิจารณาลกั ษณะ
ตา่ งๆ คือ เนอ้ื เยอ่ื
สมมาตร การ
เปล่ยี นแปลงของบลาสโท
พอร์ การเจริญในระยะตัว
อ่อน ทำใหอ้ าจแบง่ สตั ว์
เปน็ กลมุ่ ยอ่ ย เช่น กลมุ่
ฟองนำ้
กลมุ่ ไฮดรา กลมุ่ หนอนตัว
แบน กล่มุ หอยและหมกึ
กลุ่มไสเ้ ดือนดนิ กลุม่
หนอนตวั กลม กลุ่มสตั ว์ท่ี
มขี าเปน็ ปล้อง กล่มุ ดาว
ทะเลและปลงิ ทะเล และ
กลุ่มสัตว์ท่ีมีโนโทคอรด์
- การจำแนกส่ิงมชี วี ิต
ออกเป็นหมวดหมู่
เป็นลำาดับขั้นตา่ งๆ เรมิ่
จากหมวดหมใู่ หญ่แลว้
แบ่ง
เป็นหมวดหมยู่ ่อย มีดงั นี้
คงิ ดอม ไฟลัม คลาส ออร์
283
หน่วย ชื่อหน่วย ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา น้ำหนัก
ท่ี การเรยี นรู้ (ชว่ั โมง) คะแนน
เดอร์ แฟมลิ ี จนี ัส และส
ปชี ีส์
- ชอ่ื วทิ ยาศาสตรข์ อง
สง่ิ มชี วี ิตในลำดับข้นั สปี
ชสี ท์ ี่ตั้งขนึ้ ตามระบบทวิ
นามเพื่อใช้ในการระบุ
ถงึ สง่ิ มชี วี ิตแตล่ ะชนดิ ให้
มคี วามเข้าใจถูกตอ้ ง
ตรงกัน ประกอบ ด้วย 2
ส่วน โดยสว่ นแรกเปน็
ชื่อสกลุ ส่วนหลงั เป็นคำท่ี
ระบุลักษณะพิเศษของ
สิ่งมชี ีวติ ชนิดนนั้ หรือ
เปน็ คำาท่ีมีความหมาย
เฉพาะ โดยท้ัง 2 ส่วนน้ี
ต้องเปน็ ภาษาละตนิ
- ไดโคโทมัสคยี ์ เป็น
เครื่องมอื ท่ใี ชเ้ พอ่ื ระบุ
หมวดหมู่ของส่ิงมีชีวิต
ลำดบั ขัน้ ตา่ งๆ โดยมี
หลักเกณฑ์
ในการนำาลกั ษณะท่ี
ตา่ งกันของสง่ิ มีชีวิตมา
พจิ ารณาเปน็ คู่- วิทเท
เกอร์ เสนอแนวความคิด
ทว่ี า่ สิ่งมชี ีวติ พวก ยคู าริ
โอตมีวิวัฒนาการมาจาก
สง่ิ มชี ีวติ
พวกโพรคาริโอต และ
จำแนกสง่ิ มชี วี ติ เป็น 5 คิ
งดอม ประกอบ ดว้ ย มอ
เนอรา โพรทิสตา พืช
ฟังไจ และสตั ว์
284
หน่วย ชื่อหนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา น้ำหนัก
ท่ี การเรยี นรู้ (ช่ัวโมง) คะแนน
- โวสซแ์ ละคณะ จำแนก
2 ระบบนิเวศและ 12 10
ประชากร สิ่งมชี ีวติ เปน็ 3 โดเมน
ประกอบด้วย แบคทีเรยี
อารเ์ คีย และยคู ารีอา
โดยแนวความคิดการ
จำแนกส่ิงมีชวี ติ แต่ละ
โดเมนเป็นกลุ่มยอ่ ยจะใช้
หลกั ท่ีว่าสิง่ มชี ีวิตใน
กลมุ่ เดยี วกนั มีสาย
วิวัฒนาการมาจากบรรพ
บรุ ษุ รว่ มกัน
6. วเิ คราะห์ อธิบาย - ระบบนิเวศจะดำารงอยู่
และยกตวั อย่าง ได้ต้องมกี ระบวนการ
กระบวนการถ่ายทอด ตา่ งๆ เกดิ ข้ึน
พลงั งาน
กระบวนการที่สำคญั
ในระบบนิเวศ
7. อธบิ าย ยกตวั อย่าง ได้แก่
การถ่ายทอดพลังงาน
การเกดิ ไบโอแมกนิ และการหมนุ เวียนสาร
ฟเิ คชนั และบอก การถา่ ยทอดพลงั งานใน
ระบบนิเวศสามารถ
แนวทางในการลดการ
เกดิ ไบโอแมกนิ ฟเิ ค
ชนั แสดงได้ด้วยแผนภาพท่ี
8. สืบคน้ ข้อมูล และ เรยี กวา่ โซอ่ าหาร สายใย
เขยี นแผนภาพ เพื่อ อาหาร และพรี ะมดิ ทาง
นิเวศวิทยา
อธิบายวฏั จักร
ไนโตรเจน วฏั จักร - พลังงานที่ถ่ายทอดไป
กำมะถัน และวฏั จกั ร ในแต่ละลำาดบั ขน้ั การ
กินอาหารมปี รมิ าณที่ไม่
ฟอสฟอรสั เท่ากนั พลังงานสว่ นใหญ่
9. สืบคน้ ขอ้ มูล จะสูญเสียไปในรปู ความ
ร้อนระหว่างการถา่ ยทอด
ยกตวั อยา่ ง และ จากส่ิงมีชวี ติ หนงึ่ ไปยงั
อธิบายลักษณะของไบ ส่ิงมีชวี ิตอกี ชนิดหนง่ึ
โอมทก่ี ระจายอยูต่ าม
เขตภูมิศาสตร์ต่างๆ
บนโลก
285
หนว่ ย ชื่อหนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนกั
ท่ี การเรยี นรู้ (ชวั่ โมง) คะแนน
10. สืบคน้ ขอ้ มูล - การถ่ายทอดพลงั งานใน
ยกตวั อย่าง อธิบาย ระบบนิเวศบางคร้ัง
และเปรยี บเทียบการ อาจทำาให้มีสารพิษ
เปล่ียนแปลงแทนที่
แบบปฐมภูมิและการ สะสมอยู่ในส่งิ มีชวี ิตดว้ ย
เรียกวา่
เปลย่ี นแปลงแทนที่ การเกดิ ไบโอแมกนิฟเิ ค
แบบทตุ ิยภูมิ ชนั ซึ่งอาจมรี ะดับความ
เขม้ ข้นของสารพิษมาก
11. สืบค้นขอ้ มูล ขนึ้ ตามลำดับข้นั ของการ
อธิบาย ยกตัวอย่าง กนิ จนอาจก่อให้เกดิ
และสรุปเก่ยี วกับ
ลกั ษณะเฉพาะของ
ประชากรของส่ิงมชี วี ติ อันตรายต่อส่ิงมชี วี ิต
- สารต่างๆ ในระบบ
บางชนิด
12. สบื คน้ ข้อมูล นิเวศมกี ารหมุนเวยี น
อธิบาย เปรียบเทยี บ เกดิ ข้ึนผ่านท้ังในสิง่ มีชีวติ
และยกตวั อยา่ งการ
เพ่มิ ของประชากร และส่ิงไม่มชี ีวติ กลับคนื
สู่ระบบอย่างเปน็ วัฏจักร
แบบเอก็ โพเนนเชียล เช่น วัฏจกั รไนโตรเจน
และการเพิ่มของ วัฏจกั ร กำมะถนั และวัฏ
ประชากรแบบ จักรฟอสฟอรสั
- ไบโอมคอื ระบบนเิ วศ
ลอจสิ ติก ขนาดใหญท่ กี่ ระจายอยู่
13. อธิบาย และ ตามเขตภูมิศาสตร์ต่างๆ
บนโลก เช่น ไบโอม
ยกตวั อยา่ งปัจจยั ที่ ทนุ ดรา ไบโอมสะวนั นา
ควบคุมการเติบโตของ
ประชากร
ไบโอมทะเลทราย โดยแต่
ละไบโอมจะมี
ลกั ษณะเฉพาะของปจั จัย
ทางกายภาพ ชนดิ ของพชื
และชนดิ ของสตั ว์
- ระบบนเิ วศมกี าร
เปลย่ี นแปลงได้ การ
เปลี่ยนแปลงที่เกิดขนึ้
อย่างชา้ ๆ ทำใหร้ ะบบ
286
หนว่ ย ชื่อหนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนกั
ท่ี การเรียนรู้ (ชวั่ โมง) คะแนน
นิเวศสามารถ ปรับสมดุล
ได้ แตก่ ารเปลยี่ นแปลงท่ี
เกิดขน้ึ อย่างรวดเร็วอาจ
ส่งผลกระทบตอ่
องค์ประกอบทางชีวภาพ
ในระบบนิเวศทำาให้เกดิ
การเปลย่ี นแปลงแทนท่ี
ของส่งิ มีชวี ติ ข้ึน
- การเปลยี่ นแปลงแทนท่ี
ทางนเิ วศวทิ ยา มที ้งั การ
เปลย่ี นแปลงแทนทแ่ี บบ
ปฐมภูมิและแบบ
ทุติยภูมิ
- ประชากรของส่ิงมีชวี ิต
ทุกชนิดมลี กั ษณะหลาย
ประการที่เป็น
ลักษณะเฉพาะ เช่น
ขนาดของ
ประชากร ความหนาแนน่
ของประชากร การ
กระจายตัวของสมาชกิ ใน
ประชากร โครงสร้าง
อายุของประชากร
อัตราส่วนระหวา่ งเพศ
อตั ราการเกดิ และอตั รา
การตาย การอพยพเข้า
การอพยพออกของ
ประชากร และการรอด
ชีวิตของสมาชิกทีม่ ีอายุ
ตา่ งกัน
- ลกั ษณะเฉพาะของ
ประชากรมอี ิทธิพลตอ่
287
หนว่ ย ชอ่ื หนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา น้ำหนัก
ท่ี การเรียนรู้ (ชั่วโมง) คะแนน
14. วิเคราะห์ การเปลยี่ นแปลงขนาด
3 มนุษยก์ ับความ อภิปราย และสรุป ของประชากรซงึ่ เป็น 12 15
ยง่ั ยนื ของ ปัญหาการขาดแคลน กระบวนการทเี่ กิดขนึ้ อยู่
ทรพั ยากร เสมอ
ธรรมชาติและ นำ้ การเกดิ มลพิษทาง - การเพม่ิ ประชากร
สง่ิ แวดล้อม น้ำ และผลกระทบท่ีมี แบบเอ็กโพ เนนเชียลเป็น
การเพิ่มจำนวนประชากร
อยา่ งรวดเรว็ แบบทวีคูณ
- การเพมิ่ ประชากร
แบบลอจิสตกิ เป็นการ
เพิม่ จำนวนประชากรที่
ขนึ้ อยูก่ บั สภาพแวดล้อม
หรือ
มตี วั ต้านทานใน
สง่ิ แวดล้อมมาเกี่ยวข้อง
- การเตบิ โตของ
ประชากรข้ึนกับปจั จยั
ต่างๆ ซง่ึ แบ่งได้เปน็
ปัจจยั ท่ีข้นึ กับความ
หนาแนน่ ของประชากร
และปจั จยั ทีไ่ ม่ข้นึ กบั
ความหนาแน่นของ
ประชากร
- ประชากรมนษุ ยม์ ีอตั รา
การเติบโตอยา่ งรวดเร็ว
แบบเอ็กโพ เนนเชียล
หลังจากการปฏวิ ัติ
ทางอตุ สาหกรรมเปน็ ตน้
มา
- ปญั หาท่เี กิดกบั
ทรพั ยากรนำ้ สว่ นใหญ่
เกดิ จากการปลอ่ ยน้ำที่
288
หนว่ ย ชื่อหนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา น้ำหนกั
ท่ี การเรียนรู้ (ชั่วโมง) คะแนน
ต่อมนษุ ยแ์ ละ ผ่านการใช้ประโยชนจ์ าก
สิ่งแวดลอ้ ม รวมทั้ง กจิ กรรม
เสนอแนวทางการวาง ตา่ งๆ ของมนุษย์และยัง
แผนการจัดการนำ้ และ ไมไ่ ด้รบั การบำบดั ลงสู่
การแก้ไขปัญหา
แหล่งน้ำ ทำใหเ้ กดิ มลพษิ
15. วเิ คราะห์ ทางนำ้
อภิปราย และสรปุ - การตรวจสอบคณุ ภาพ
น้ำนิยมใช้การหาค่า
ปญั หาทเี่ กดิ กบั ปริมาณออกซเิ จนที่
ทรัพยากรดนิ และ
ผลกระทบทม่ี ีต่อ
มนษุ ย์และส่งิ แวดล้อม ละลายนำ้ และค่าปริมาณ
รวมทง้ั เสนอแนว ออกซิเจนทจ่ี ุลนิ ทรยี ใ์ น
ทางการแกไ้ ขปัญหา นำ้ ใช้ในการยอ่ ยสลาย
สารอนิ ทรีย์ในนำ้
16. วิเคราะห์
อภปิ ราย และสรปุ - การจัดการทรัพยากร
ปญั หามลพษิ ทาง นำ้ าเพ่ือให้เกดิ ประโยชน์
อากาศ และผลกระทบ สงู สดุ ควรมีการวาง
ที่มีต่อมนษุ ย์และ แผนการใช้น้ำา การแก้ไข
สง่ิ แวดลอ้ ม รวมทง้ั
เสนอแนวทางการ ปัญหาคุณภาพน้ำ รวมทัง้
การปลูกจิตสำนึกในการ
แกไ้ ขปญั หา ใชน้ ้ำอยา่ งถูกต้อง
17. วิเคราะห์ - การปนเป้อื นของ
สารเคมี ฝุ่นละออง และ
อภิปราย และสรุป
ปญั หาผลกระทบที่เกิด
จากการทำลายป่าไม้ จลุ ินทรยี ์ต่างๆ ทำใหเ้ กิด
รวมท้ังเสนอแนวทาง มลพิษทางอากาศ ซง่ึ เกดิ
ในการปอ้ งกันการ ได้ทง้ั จากธรรมชาตแิ ละ
ทำลายป่าไม้และการ จากการกระทำของมนษุ ย์
อนรุ ักษ์ปา่ ไม้ - การเกิดมลพิษทาง
18. วเิ คราะห์ อากาศทเ่ี กิดข้นึ เองตาม
อภิปราย และสรปุ ธรรมชาติ เชน่ การเกดิ
ปญั หาผลกระทบท่ีทำา พายุ การเกิดไฟป่า และ
ใหส้ ัตวป์ ่ามีจำนวน
ลดลง และแนวทางใน การเกดิ แก๊สพิษจากการ
การอนรุ ักษ์สัตว์ปา่ ย่อยสลายของจุลนิ ทรยี ์
289
หน่วย ชื่อหนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนกั
ท่ี การเรยี นรู้ (ชวั่ โมง) คะแนน
- การเกิดมลพิษทาง
อากาศทเ่ี กิดจากการ
กระทำของมนษุ ย์ เชน่
การใช้เชื้อเพลงิ ฟอสซิลใน
รปู แบบตา่ งๆ
- การจัดการทรพั ยากร
อากาศควรประกอบดว้ ย
การกำหนดนโยบาย และ
วางแผนงานเพื่อปอ้ งกนั
และแก้ไข รวมทั้งการ
ปลกู จติ สำนึกในการดแู ล
รกั ษาคุณภาพอากาศ
- มลพษิ ทางดนิ และ
ปัญหาความเสอ่ื มโทรม
ของดิน ส่วนใหญ่มีสาเหตุ
จากการกระทำของมนษุ ย์
- การจัดการทรัพยากร
ดนิ เพ่อื ใหเ้ กิดประโยชน์
สงู สุดควรมีการปอ้ งกัน
และการแก้ปญั หาการเกดิ
มลพิษและความเสอ่ื ม
โทรมของดนิ รวมท้งั การ
ปลกู จิตสำนึกในการใช้ดนิ
อย่างถูกต้อง
- พืน้ ที่ป่าไม้ที่ลดลงอาจมี
สาเหตุมาจากธรรมชาติ
เช่น ไฟป่า แผ่นดนิ ไหว
ภเู ขาไฟระเบิด
หรอื อาจมสี าเหตมุ าจาก
การกระทำของมนุษย์
เชน่ การตัดไม้ทำลายป่า
การบกุ รกุ พน้ื ทป่ี ่า
290
หน่วย ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรยี นรู้ (ชว่ั โมง) คะแนน
เพ่อื ครอบครองทด่ี นิ การ
เผาป่า การทำเหมืองแร่
- พน้ื ทปี่ า่ ไม้ท่ลี ดลงทำให้
ภูมิประเทศมสี ภาพแห้ง
แลง้ เกดิ อทุ กภยั เกดิ การ
พงั ทลายของดิน
ตลอดจนการเพ่ิมขนึ้ ของ
แกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์
ซึ่งเปน็ แก๊สเรือนกระจก
ชนิดหน่ึง นอกจากนี้
ทำาให้สตั ว์ป่าและพชื
พรรณธรรมชาติลด
จำนวนลงหรอื
สูญพนั ธ์ุได้
- การจดั การทรัพยากรป่า
ไมค้ วรจดั การให้มี
ทรัพยากรคงอยูอ่ ยา่ ง
ยงั่ ยืนหรือเพ่มิ ขึน้ เช่น
การกำหนดพื้นที่ป่า
อนรุ กั ษ์ ส่งเสริมการปลูก
ปา่ ป้องกนั การบุกรกุ ป่า
การใช้ไม้มปี ระสทิ ธภิ าพ
รวมถึงการปลกู จติ สำนึก
เร่ืองการอนรุ กั ษ์ป่าไม้
- การลดจำนวนลงของ
สัตว์ป่าเป็นผล
เนือ่ งมาจากการกระทำ
ของมนุษย์เปน็ สว่ นใหญ่
คอื
การทำใหแ้ หล่งทอี่ ยู่อาศัย
ลดลงและการล่าสัตว์ป่า
- การจัดการทรัพยากร
สตั ว์ป่าควรมกี าร
291
หน่วย ชื่อหนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรยี นรู้ (ช่วั โมง) คะแนน
หน่วยการเรยี นรู้ ดำเนินการให้มีพ้ืนทปี่ า่ ไม้
กลางภาค เพอ่ื การอย่อู าศยั อยา่ ง 36 40
ปลายภาค เพยี งพอ 2 30
รวม รวมท้ังการไมท่ ำรา้ ยสตั ว์ 2 30
ป่าหรือทำใหส้ ัตวป์ ่าลด 40 100
จำนวนลง รวมท้งั การ
ปลกู จิตสำนึกให้ช่วยกัน
อนุรกั ษ์
292
คำอธบิ ายรายวิชา
กลุม่ สาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รายวิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ 6 รหสั วิชา ว33266 ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 6
ภาคเรยี นที่ 2 จำนวน 40 ช่วั โมง จำนวน 1 หนว่ ยกิต
ศึกษา วิเคราะห์ และอธิบายส่วนประกอบบนทรงกลมฟ้า การระบุตำแหน่งบนทรงกลมฟ้า
การเคลอ่ื นท่ีปรากฏของดวงอาทิตย์และดวงดาว เวลาสรุ ิยคติ มุมหา่ งและตำแหนง่ ของดาวเคราะห์ในวงโคจร
การเคล่อื นท่ีปรากฏของดาวเคราะหว์ งในและดาวเคราะห์วงนอก เทคโนโลยีกับการสำรวจอวกาศ เทคโนโลยี
อวกาศกบั การประยกุ ต์
โดยใช้กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ กระบวนการสบื เสาะหาความรู้ การสืบค้นขอ้ มูล การสังเกต การ
วเิ คราะห์ การอภิปราย การอธิบายและการสรปุ ผล
เพื่อใหผ้ ูเ้ รียนเกดิ ความรู้ ความคิด และความเข้าใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ สือ่ สารสิ่งท่ีเรียนรู้
และนำความรไู้ ปใชใ้ นชวี ิตตนเอง ตลอดจนมจี ิตวิทยาศาสตร์ จริยธรรม คณุ ธรรม และค่านิยมท่ถี ูกต้อง
ผลการเรียนรู้
1. สรา้ งแบบจำลองทรงกลมฟา้ สงั เกตและเชื่อมโยงจุดและเส้นสำคญั ของแบบจำลองทรงกลมฟ้ากับ
ทอ้ งฟ้าจริง และอธิบายการระบุพกิ ดั ของดาวในระบบขอบฟา้ และระบบศนู ย์สูตร
2. สงั เกตท้องฟ้าและอธบิ ายเสน้ ทางการข้นึ การตกของดวงอาทิตยแ์ ละดาวฤกษ์
3. อธิบายเวลาสุริยคติปรากฏ โดยรวบรวมข้อมูลและเปรียบเทียบเวลาขณะที่ดวงอาทิตย์ผ่านเม
ริเดียนของผู้สังเกตในแตล่ ะวนั
4. อธิบายเวลาสุริยคตปิ านกลาง และการเปรยี บเทยี บเวลาของแต่ละเขตเวลาบนโลก
5. อธิบายมุมห่างที่สัมพันธ์กับตำแหน่งในวงโคจร และอธิบายเชื่อมโยงกับตำแหน่งปรากฏของดาว
เคราะห์ท่สี ังเกตได้จากโลก
6. สืบค้นข้อมูล อธิบายการสำรวจอวกาศ โดยใช้กล้องโทรทรรศน์ในช่วงความยาวคลื่นต่าง ๆ
ดาวเทียม ยานอวกาศ สถานีอวกาศ และนำเสนอแนวคิดการนำความรู้ทางด้านเทคโนโลยีอวกาศมา
ประยุกต์ใชใ้ นชวี ติ ประจำวันหรอื ในอนาคต
7. สบื ค้นข้อมูล ออกแบบ และนำเสนอกจิ กรรมการสงั เกตดาวบนท้องฟ้าดว้ ยตาเปล่าและ/หรือกล้อง
โทรทรรศน์
รวมท้งั หมด 7 ผลการเรียนรู้
293
โครงสร้างรายวิชา
รายวิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ 6 รหัสวชิ า ว33266 ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 6
จำนวน 1 หนว่ ยกิต
ภาคเรยี นที่ 2 จำนวน 40 ชว่ั โมง
หนว่ ย ชอ่ื หนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา น้ำหนัก
ท่ี การเรียนรู้
1 ทรงกลมทอ้ งฟา้ (ชวั่ โมง) คะแนน
2 การเคลอ่ื นท่ี 1. สร้างแบบจำลอง - ทรงกลมฟ้า เป็นทรงกลม 4 10
ปรากฎของดาว
เคราะห์ ทรงกลมฟา้ สงั เกต สมมติขนาดใหญท่ ี่มี
และเชอื่ มโยงจุดและ รศั มอี นันต์ มีจุดศูนยก์ ลาง
เส้นสำคญั ของ ของโลกเปน็ จดุ ศูนยก์ ลาง
แบบจำลองทรงกลม ของทรงกลมฟ้า มีดวงดาว
ฟ้ากับทอ้ งฟา้ จริง และ และเทหฟ์ ้าต่าง ๆ
อธบิ ายการระบพุ ิกัด ปรากฏอยู่บนผวิ ของทรง
ของดาวในระบบขอบ กลมฟ้านี้ การระบพุ ิกดั
ฟ้า และระบบศนู ย์ ของดวงดาวและเทหฟ์ า้
สตู ร ต่าง ๆ บนทรงกลมฟา้
ตามระบบทสี่ ำคัญ ได้แก่
ระบบขอบฟ้า เปน็ ระบบ
ที่อา้ งองิ จากตำแหนง่
ผสู้ ังเกตบนโลก โดยระบุ
พกิ ดั เปน็ มมุ ทิศและ
มมุ เงย อ้างองิ กบั ทิศเหนือ
และเสน้ ขอบฟ้าของ
ผ้สู ังเกต
ระบบศูนย์สูตร เปน็
ระบบที่อ้างอิงกบั เส้นศนู ย์
สตู รฟา้ และจุดวิษวุ ตั ระบุ
พกิ ัดเปน็ ไรตแ์ อสเซนชนั
และเดคลิเนชัน
2. สังเกตทอ้ งฟ้าและ - โลกหมุนรอบตัวเองจาก 16 20
อธิบายเสน้ ทางการขนึ้ ทางทิศตะวันตกไปทาง
การตกของดวงอาทติ ย์ ทิศตะวนั ออก ทำให้เกดิ
และดาวฤกษ์ ปรากฏการณ์การขึน้
294
หนว่ ย ชื่อหนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรียนรู้ (ช่ัวโมง) คะแนน
3. อธบิ ายเวลาสรุ ิยคติ การตกของดวงอาทติ ยแ์ ละ
ปรากฏ โดยรวบรวม ดวงดาวในรอบวัน
ข้อมูลและเปรียบเทียบ ซึง่ เสน้ ทางปรากฏของการ
เวลาขณะท่ีดวงอาทติ ย์ ขน้ึ การตกของดวงอาทติ ย์
ผ่านเมรเิ ดียนของผู้ - เวลาสรุ ยิ คติปานกลาง
สังเกตในแตล่ ะวนั กำหนดโดยให้มดี วงอาทิตย์
4. อธบิ ายเวลาสรุ ยิ คติ สมมตเิ คลื่อนทบ่ี นเส้นศูนย์
ปานกลาง และการ สตู รฟา้ ดว้ ยอตั ราเร็ว
เปรียบเทียบเวลาของ สม่ำเสมอ ช่วงเวลา
แต่ละเขตเวลาบนโลก ระหวา่ งการเหน็ จุด
5. อธบิ ายมุมห่างท่ี ศูนยก์ ลางของดวงอาทิตย์
สัมพนั ธ์กับตำแหน่งใน ผา่ นเมรเิ ดียนคร้งั แรกถงึ
วงโคจร และอธิบาย คร้งั ถัดไปเรียกวา่ ๑ วัน สุริ
เชอื่ มโยงกบั ตำแหนง่ ยคติปานกลาง ซึ่งยาว ๒๔
ปรากฏของดาว ช่วั โมง๐ นาที ๐ วนิ าที
เคราะหท์ ส่ี งั เกตได้จาก เวลาสรุ ิยคติปานกลางกรี
โลก นซิ เป็นเวลาสรุ ิยคตปิ าน
กลางท่ใี ช้เมรเิ ดยี นของหอ
ดดู าวกรีนซิ ในประเทศ
อังกฤษเปน็ ตวั กำหนดซึ่ง
นำมาใชใ้ นการกำหนดเขต
เวลามาตรฐานสากลของ
ตำแหน่งอ่นื ๆ บนโลก
- โลกและดาวเคราะหท์ ุก
ดวงหมนุ รอบตัวเองและ
โคจรรอบดวงอาทิตย์จาก
ทิศตะวนั ตกไปทาง
ทิศตะวันออก หรือในทิศ
ทวนเขม็ นาฬิกาจาก
มมุ มองด้านบน คนบนโลก
จะสงั เกตเห็นดาวเคราะห์
295
หน่วย ชื่อหน่วย ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรยี นรู้ (ชั่วโมง) คะแนน
มตี ำแหนง่ ปรากฏแตกต่าง
กันในช่วงวนั เวลาตา่ ง ๆ
เพราะดาวเคราะห์มมี มุ ห่าง
ทีแ่ ตกตา่ งกนั
- มมุ หา่ งของดาวเคราะห์
คอื มุมระหวา่ งเส้นตรง
ทเี่ ช่อื มระหว่างโลกกับดาว
เคราะห์กับเส้นตรงท่ี
เชอ่ื มระหว่างโลกกบั ดวง
อาทติ ย์ เมือ่ วดั บน
เส้นสรุ ยิ วถิ ี โดยดาว
เคราะหอ์ าจอยูห่ ่างจาก
ดวงอาทติ ย์ไปทางทิศ
ตะวันออก หรอื ทางทิศ
ตะวันตก ซง่ึ มีการเรียกชอื่
ตามตำแหน่งของ
ดาวเคราะหใ์ นวงโคจร
ขนาดของมมุ หา่ ง
และทศิ ทางของมุมห่าง
- ดาวเคราะห์ทีม่ ีมมุ หา่ ง
ต่างกันจะมตี ำแหน่ง
ปรากฏบนท้องฟา้ แตกตา่ ง
กัน โดยตำแหนง่ ปรากฏ
ของดาวเคราะหว์ งในจะอยู่
ใกลข้ อบฟา้ ในชว่ งเวลา
ใกล้ร่งุ หรือเวลาหวั คำ่ ส่วน
ตำแหนง่ ปรากฏของดาว
เคราะห์วงนอกจะสามารถ
เหน็ ไดใ้ นช่วงเวลาอืน่ ๆ
นอกจากน้ี มมุ หา่ งยงั
สามารถนำมาอธบิ าย
296
หนว่ ย ชอื่ หนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา น้ำหนัก
ท่ี การเรียนรู้ (ช่ัวโมง) คะแนน
ปรากฏการณ์ทางดารา
ศาสตร์ เช่น ดาวเคยี งเดือน
ดาวเคราะห์ชมุ นมุ ดาว
เคราะหผ์ า่ นหนา้ ดวง
อาทิตย์
3 เทคโนโลยอี วกาศ 6. สืบค้นขอ้ มูล - มนษุ ยใ์ ช้เทคโนโลยี 16 20
กับการ อธบิ ายการสำรวจ อวกาศในการศึกษา เพ่อื
ประยุกต์ใช้ อวกาศ โดยใชก้ ล้อง ขยายขอบเขตความรดู้ ้าน
โทรทรรศนใ์ นช่วง วิทยาศาสตร์ และ
ความยาวคล่นื ต่าง ๆ ในขณะเดียวกนั มนุษยไ์ ด้
ดาวเทยี ม ยานอวกาศ นำเทคโนโลยีอวกาศ
สถานอี วกาศ และ มาใชป้ ระโยชนใ์ นด้าน
นำเสนอแนวคิดการนำ ตา่ ง ๆ เช่น วสั ดศุ าสตร์
ความรทู้ างดา้ น อาหาร การแพทย์
เทคโนโลยอี วกาศมา - นกั วทิ ยาศาสตร์ได้สรา้ ง
ประยุกต์ใชใ้ น กลอ้ งโทรทรรศน์ เพอ่ื
ชีวิตประจำวนั หรือใน ศึกษาแหลง่ กำเนิดของรังสี
อนาคต หรอื อนภุ าคในอวกาศ
7. สบื คน้ ขอ้ มูล ในชว่ งความยาวคลื่นตา่ ง
ออกแบบ และนำเสนอ ๆ ไดแ้ ก่ คล่ืนวทิ ยุ
กจิ กรรมการสงั เกตดาว ไมโครเวฟ อินฟาเรด
บนทอ้ งฟ้าด้วยตาเปล่า - ยานอวกาศ คอื
และ/หรอื กลอ้ ง ยานพาหนะทน่ี ำมนุษย์
โทรทรรศน์ หรืออปุ กรณท์ างดารา
ศาสตรข์ ึ้นไปสู่อวกาศ เพื่อ
สำรวจหรือเดนิ ทางไปยงั
ดาวดวงอนื่ ส่วนสถานี
อวกาศ คือ ห้องปฏบิ ัติการ
ลอยฟ้าท่ีโคจรรอบโลก
ใช้ในการศึกษาวิจยั ทาง
วทิ ยาศาสตร์ในสาขา
297
หน่วย ชื่อหนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรียนรู้ (ชวั่ โมง) คะแนน
หน่วยการเรยี นรู้
กลางภาค ตา่ ง ๆ ในสภาพไร้น้ำหนัก
ปลายภาค
รวม - ดาวเทยี ม คืออุปกรณท์ ่ี
ใชใ้ นการสำรวจวตั ถุ
ทอ้ งฟ้าและนำมา
ประยกุ ต์ใช้ในดา้ นต่าง ๆ
เชน่
การสอ่ื สารโทรคมนาคม
การระบตุ ำแหน่งบนโลก
การสำรวจ
ทรพั ยากรธรรมชาติ
อุตุนยิ มวิทยา
โดยดาวเทียมมีหลาย
ประเภทสามารถแบง่ ได้
ตามเกณฑ์วงโคจรและการ
ใช้งาน
36 40
2 30
2 30
40 100