หน่วย ชื่อหนว่ ย ผลการเรยี นรู้ 149
ท่ี การเรยี นรู้
สาระการเรยี นรู้ เวลา น้ำหนกั
(ชัว่ โมง) คะแนน
การกระจดั =
sin( + ∅)
ความเรว็ =
cos( + ∅)
ความเรง่ =
− 2 sin( +
∅)
- ความเรง่ แปรผันตรงกบั
การกระจัดแตม่ ที ศิ ทางตรง
ข้ามกันสัมพันธก์ ันตาม
สมการ
= − 2 ส่วน
ความเรว็ สัมพันธก์ บั การ
กระจดั ตามสมการ =
−+ √ 2 − 2
- การเคล่อื นทแี่ บบฮาร์มอ
นกิ อย่างงา่ ยของวตั ถจุ ะมี
แรงทด่ี งึ วตั ถใุ หก้ ลบั มาท่ี
ตำแหนง่ สมดลุ เรียกแรงนี้
ว่าแรงดึงกลับ (restoring
force)การสัน่ ของมวลตดิ
ปลายสปรงิ และการแกว่ง
ของลูกตุม้ อย่างงา่ ยเป็น
ตัวอยา่ งของการเคล่อื นที่
แบบฮาร์มอนกิ อยา่ งง่าย
- การส่ันของมวลตดิ ปลาย
สปรงิ แรงดงึ กลับเทา่ กบั –
kx จากกฎการเคล่ือนที่ข้อ
ทส่ี องของ
นิวตันจะได้ ความสัมพันธ์
ระหวา่ งคา่ คงตัวสปรงิ
(k)มวลของวัตถุ (m) กับ
ความถีเ่ ชิงมุม
150
หน่วย ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรยี นรู้ (ช่วั โมง) คะแนน
ตามสมการ ω = √ -
และ จากความสมั พนั ธ์
ระหวา่ งความถีเ่ ชงิ มมุ กับ
คาบและความถี่จะได้
คาบ T = 2 √
ความถี่ f = 1 √
2
ในทำนองเดียวกันนีข้ อง
การแกว่งของลกู ต้มุ อย่าง
ง่ายแรงดงึ กลบั เทา่ กบั
−mg sin เมื่อ
พิจารณากรณี
θ < 10°จะได้
ความถีเ่ ชิงมุม ω =
√
คาบ T = 2 √
ความถ่ี f = 1 √
2
- เม่อื ให้วัตถุส่นั หรือแกวง่
อย่างอสิ ระเช่น
การเคลอื่ นที่แบบฮารม์ อ
นิกอยา่ งง่ายในวัตถุติด
สปริงหรือลูกตุ้มอยา่ งง่าย
วัตถจุ ะส่นั ด้วยความถ่ี
เฉพาะตัวค่าหนง่ึ เรยี ก
ความถ่ธี รรมชาติ
(natural frequency)
เมือ่ วัตถุถกู กระตุ้นต่อ
เนอ่ื งให้ส่ันอย่างอสิ ระ
151
หน่วย ชือ่ หนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรยี นรู้
(ช่ัวโมง) คะแนน
2 คลนื่
ด้วยแรงหรอื พลงั งานทีม่ ี
ความถีเ่ ท่ากบั หรอื
ใกล้เคียงกับ ความถี่
ธรรมชาติของวตั ถุ วัตถุ
น้นั จะสน่ั ดว้ ยความถี่
ธรรมชาติของวตั ถุนน้ั และ
สนั่ ดว้ ยแอมพลิจูดทคี่ ่า
มาก เรยี กปรากฏการณน์ ี้
วา่ การส่ันพ้อง
(resonance)
เม่อื ใหว้ ตั ถุสนั่ หรือแกว่ง
อย่างอสิ ระ เชน่ การ
เคลอ่ื นทแ่ี บบฮาร์มอนิกอ
ยา่ งง่ายในวัตถุตดิ สปรงิ
หรือลกู ตุ้มอยา่ งงา่ ย วตั ถุ
จะส่ันหรอื แกวง่ ด้วย
ความถี่เฉพาะตวั ค่าหน่งึ
เรียก ความถธี่ รรมชาติ
(natural frequency) เม่อื
วัตถุถกู กระตุ้นต่อเนอื่ งให้
สัน่ อย่างอิสระดว้ ยแรงหรอื
พลงั งานทม่ี ีความถี่เท่ากบั
หรอื ใกลเ้ คียงกับ ความถ่ี
ธรรมชาตขิ องวัตถุ วัตถุนน้ั
จะสั่นด้วยความถ่ีธรรมชาติ
ของวัตถุน้ันและส่นั ด้วย
แอมพลิจูดท่ีค่ามาก เรยี ก
ปรากฏการณ์น้วี า่ การส่นั
พ้อง (resonance)
3. อธบิ าย คลื่นเป็นปรากฏการณก์ าร 20 16
ปรากฏการณ์คลืน่ ถา่ ยโอนพลงั งานจากทห่ี นึง่
ชนดิ ของคล่ืน ไปอกี ทหี่ นงึ่ คลื่นทถี่ า่ ย
สว่ นประกอบของคลน่ื โอนพลงั งานโดยตอ้ งอาศัย
การแผข่ องหน้าคล่นื ตวั กลาง เรยี กว่า คลื่นกล
ดว้ ยหลกั การของฮอย ส่วนคลืน่ แมเ่ หลก็ ไฟฟ้า
152
หนว่ ย ชื่อหนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรียนรู้ (ชั่วโมง) คะแนน
เกนส์ และการรวมกัน ถา่ ยโอนพลังงานโดยไม่
ของคลนื่ ตามหลักการ ต้องอาศยั ตัวกลาง
ซอ้ นทบั พรอ้ มทงั้ นอกจากนีย้ ังจำแนกชนดิ
คำนวณอัตราเร็ว ของคลน่ื ออกเปน็ สองชนดิ
ความถ่ี และความยาว ไดแ้ ก่ คลนื่ ตามขวาง และ
คลื่น คล่ืนตามขวาง คลนื่ ทีเ่ กิด
4. สงั เกตและอธบิ าย จากแหลง่ กำเนดิ คลื่นที่ส่ง
การสะท้อน การหกั เห คลื่นอยา่ งตอ่ เนื่องและมี
การแทรกสอด และ รปู แบบที่ซำ้ กนั บรรยายได้
การเลี้ยวเบนของคลืน่ ด้วย การกระจดั สันคล่ืน
ผวิ นำ้ รวมทง้ั คำนวณ ทอ้ งคลื่น เฟส ความยาว
ปรมิ าณตา่ ง ๆ ที่ คลนื่ ความถ่ี คาบ แอมพลิ
เกีย่ วข้อง จูด และอัตราเรว็ โดย
อัตราเรว็ ความถ่ี และ
ความยาวคลน่ื มี
ความสมั พันธ์ตาม สมการ
v = fλ
- พฤติกรรมของคล่นื คล่นื
แสดงพฤตกิ รรมการ
สะท้อนเมื่อกระทบส่ิงกีด
ขวางหรือรอยตอ่ ของ
ตัวกลางทต่ี ่างกัน
- การสะท้อนของคลนื่
เป็นไปตามกฎการสะทอ้ น
คือ มมุ สะท้อนเท่ากับมุม
ตกกระทบ คลืน่ สะท้อนใน
เชือกจะกลับเฟสเมอ่ื ปลาย
เชือกตรึงแน่น และคล่นื
สะทอ้ นในเชือกมีเฟสคง
เดมิ เมอ่ื ปลายเชอื กอิสระ
- คล่ืนเกดิ การหักเหเมือ่
เคลือ่ นท่ีผ่านรอยตอ่ ของ
ตัวกลางทต่ี า่ งกนั โดยคล่นื
มีความถีค่ งท่ี แต่อตั ราเรว็
คล่ืนเปลยี่ นไปเปน็ ไปตาม
153
หน่วย ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนกั
ท่ี การเรยี นรู้ (ชว่ั โมง) คะแนน
กฎการหักเหแทนดว้ ย
สมการ sin 1 = 1
sin 2 2
- เมอื่ คล่ืนสองขบวน
เคล่ือนทมี่ าพบกันเกิดการ
แทรกสอดกัน ถา้ คลื่นจาก
แหลง่ กำเนดิ S1และ S2 มี
ความถเี่ ท่ากัน เฟสตรงกัน
แอมพลิจูดเทา่ กัน เมือ่
แทรกสอดกนั เกดิ ตำแหนง่
ทรี่ วมแบบเสรมิ เรียกวา่
และแบบหักล้าง เรียกว่า
บพั โดยตำแหนง่ ที่เกดิ ปฏิ
บพั เปน็ ไปตามสมการ
| 1 − 1 | =
เม่ือ n = 0, 1, 2, 3,
… และตำแหน่งที่เกิดบพั
เปน็ ไป
ตามสมการ| 1 −
1 | = ( =
1)
2
เมอ่ื n = 1, 2, 3, …
- คล่ืนอาพนั ธส์ องขบวน
เคลอ่ื นที่สวนทางกนั จะเกดิ
การแทรกสอดเกดิ เปน็ ปฏิ
บัพและบพั ท่อี ยูน่ ่ิง โดยมี
ระยะระหวา่ งบพั ท่ถี ดั กัน
และปฏิบพั ทถ่ี ดั กนั เท่ากับ
คร่ึงหน่ึงของความยาวคล่ืน
เรยี กว่า คล่นื นง่ิ
- คลนื่ เกิดการเลยี้ วเบน
เมื่อเคลอ่ื นทีพ่ บขอบของ
154
หนว่ ย ชือ่ หนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา น้ำหนัก
ท่ี การเรยี นรู้ คะแนน
5. ทดลองและอธบิ าย (ช่ัวโมง)
3 แสงเชงิ คลนื่ การแทรกสอดของแสง 8
ผา่ นสลิตคแู่ ละเกรตติง ส่ิงกดี ขวางหรอื ช่องแคบ
การเล้ยี วเบนและการ
แทรกสอดของแสง แลว้ มีคล่นื แผอ่ อกจากของ
ผา่ นสลิตเดยี่ ว รวมท้ัง
คำนวณปริมาณต่าง ๆ ของสงิ่ กดี ขวางไปทาง
ทเี่ กี่ยวข้อง
ด้านหลงั ได้
- แสงเปน็ คลื่น 10
แมเ่ หลก็ ไฟฟ้าความยาว
คล่ืนอยู่ในชว่ งประมาณ
400-700 นาโนเมตร ซง่ึ
ตามนษุ ย์รับรไู้ ด้ และแสดง
พฤติกรรมการแทรกสอด
และการเลย้ี วเบน
เช่นเดยี วกบั คล่นื กล
- การแทรกสอดของแสง
ผา่ นแสงผ่านสลิตคู่ จาก
การแทรกสอดของแสงตาม
การทดลองของ ธอมัส ยงั
พจิ ารณาวา่ เมอ่ื แสงผา่ นส
ลิตคู่ช่องของสลิต
เหมอื นกับเปน็ แหล่งกำเนิด
แสงอาพันธ์ ทำให้เกดิ การ
แทรกสอดของแสงตำแหน่ง
บนฉากท่ีแทรกสอดแบบ
เสริม เกดิ แถบสว่าง ซ่ึงมี
ความต่างระยะทาง
∆ = หรอื
sin = เม่ือ
n = 0, 1, 2,… ตำแหนง่
บนฉากทแ่ี ทรกสอดแบบ
หักลา้ ง เกิดแถบมือ ซึง่ มี
ความตา่ งระยะทาง
∆ = ( − 1)
2
หรือ sin =
( − 1) เมอ่ื n =
2
1, 2, 3, … โดยท่คี วาม
155
หน่วย ชื่อหนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนกั
ท่ี การเรยี นรู้ (ชัว่ โมง) คะแนน
กวา้ งของแถบสวา่ ง ความ
สวา่ ง และระยะระหวา่ ง
แถบสว่างจะพอๆ กนั
- การเลยี้ วเบนของแสง
ผา่ นสลิตเดี่ยว เมื่อฉายแสง
ผ่านสลิตเด่ียว จะเกดิ การ
เลย้ี วเบนและการแทรด
สอดของแสง เกดิ แถบสว่าง
และแถบมดื บนฉาก โดย
แถบสวา่ งกลางกวา้ งและ
สวา่ งทสี่ ดุ แถบสวา่ ง
ดา้ นขา้ งทัง้ สองจะมีความ
สวา่ งลดลงตามลำดับ
ตำแหนง่ ทเี่ ปน็ แถบมืด
พจิ ารณาโดยแบ่งช่องสลติ อ
อกเป็นส่วนๆ แลว้ ใช้
หลกั การของฮอยเกนส์
กำหนดจุดบนหน้าคลืน่ ท่ี
ผ่านสลิตแต่ละส่วนเป็น
แหล่งกำเนิดคล่ืนท่ีจบั คูก่ นั
แล้วหกั ลา้ งกนั ซง่ึ ทำให้ได้
ความสมั พนั ธ์ ดงั น้ี
sin =
n=1, 2, …
ทงั้ สลติ ค่แู ละสลิตเด่ยี ว
ถ้าสลิตอยู่หา่ งฉากมากๆ
และค่ามุม θ > 10°
ทำให้sin ≈ tan
โดยสลติ คู่สามารถใช้
ความสัมพนั ธ์ =
เมอื่ =
0,1, 2, … และ
= ( − 1)
2
156
หนว่ ย ชอื่ หน่วย ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา น้ำหนัก
ท่ี การเรียนรู้ (ช่ัวโมง) คะแนน
6. ทดลองและอธบิ าย
4 แสงเชงิ รังสี การสะท้อนของแสงที่ เม่อื = 1, 2, … ใน 17
ผิววัตถุตามกฎการ การหาแถบสว่างและแถบ
สะทอ้ น เขยี นรงั สขี อง มดื ตามลำดบั และสำหรับส
แสงและคำนวณ ลติ เดี่ยวใช้ =
ตำแหน่งและขนาด
ภาพของวตั ถุเมอ่ื แสง
ตกกระทบกระจกเงา
ราบและกระจกเงาทรง เมอื่ = 1, 2, … ใน
กลม รวมทงั้ อธิบาย การหาแถบมดื
การนำความรเู้ รอ่ื งการ
สะทอ้ นของแสงจาก เกรตติงเปน็ อปุ กรณ์ทาง
กระจกเงาราบและ
กระจกเงาทรงกลมไป แสงทปี่ ระกอบดว้ ยช่อง
แคบจำนวนมาก เมื่อแสง
ผ่านจะเลย้ี วเบน ทำให้แสง
แต่ละสแี ยกออกจากกัน
เนอ่ื งจากแสงแต่ละสี
เล้ียวเบนในมมุ ท่ีต่างกัน หา
ตำแหน่งของแสงแตล่ ะสี
จากความสมั พนั ธ์
sin
= หรือ
=
เมอื่ = 0,1, 2, …
- การสะท้อนของแสง 16
(reflection of light) เปน็
ปรากฏการณท์ ี่แสง
เดินทางจากตวั กลางทม่ี ี
ความหนาแน่นคา่ หน่ึง
มายังตัวกลางท่มี ีคา่ ความ
หนาแนน่ อกี ตัวหนึง่ ทำให้
แสงตกกระทบกับตัวกลาง
ใหม่ แลว้ สะทอ้ นกลับสู่ตวั
เดมิ เม่อื แสงตกกระทบผิว
วัตถุจะเกดิ การสะทอ้ นของ
แสง โดยเป็นไปตามกฎการ
สะท้อน ดังนี้
157
หนว่ ย ชื่อหนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรียนรู้ (ช่วั โมง) คะแนน
ใช้ประโยชน์ใน - มุมตกกระทบกบั มมุ
ชวี ิตประจำวนั สะท้อน
7. ทดลอง และ - รงั สตี กกระทบ รังสี
อธบิ ายความสัมพนั ธ์ สะท้อน และเสน้ แนวฉาก
ระหว่างดรรชนีหกั เห อยู่ในระนาบเดียวกนั
มุมตกกระทบ และมุม - การหักเหของแสง
หกั เหรวมทงั้ อธบิ าย (refraction of light)
ความสัมพันธ์ระหวา่ ง
ความลึกจรงิ และความ เกดิ ขึน้ เมื่อแสงมกี าร
ลึกปรากฏ มมุ วกิ ฤต เดินทางจากตวั กลางหนงึ่
ไปอีกตวั กลางหน่ึง ทำให้มี
และการสะทอ้ นกลับ อตั ราเรว็ เปล่ียนไป โดย
หมดของ แสง และ อตั ราสว่ นระหวา่ งอตั ราเร็ว
คำนวณปรมิ าณตา่ ง ๆ แสงในสญุ ญากาศกบั
ที่เกย่ี วข้อง
8. ทดลองและเขยี น อตั ราเร็วแสงในตวั กลางใด
รังสีของแสงเพื่อแสดง ๆ คือ ดรรชนีหักเห (index
ภาพทีเ่ กดิ จากเลนส์ of refraction) =
บางหาตำแหน่งขนาด และ n1 sin 1 =
ชนิดของภาพและ
ความสัมพนั ธร์ ะหว่าง n2 sin 2เรยี กวา่ กฎ
ของสเนลล์ (Snell’s law)
ระยะวตั ถุระยะภาพ
และความยาวโฟกัส - การหกั เหของแสงเป็นไป
รวมทั้งคำนวณปริมาณ ตามกฎการหักเห (law of
ตา่ งๆที่เกี่ยวขอ้ งและ refraction) คอื
อธิบายการนำความรู้ n1 sin 1 =
เรื่องการหกั เหของแสง n2 sin 2
ผ่านเลนส์บางไปใช้ รังสีตกกระทบ รังสีหักเห
ประโยชนใ์ น และเสน้ แนวฉาก อยู่ใน
ชีวติ ประจำวัน
9. อธิบาย ระนาบเดียวกัน
ปรากฏการณ์ - ในกรณที ่แี สงเดนิ ทาง
ธรรมชาตทิ เ่ี กีย่ วกับ จากตัวกลางท่ีมีดรรชนหี ัก
เหมากไปตัวกลางทม่ี ี
แสง เชน่ รุง้ การทรง ดรรชนีหกั เหน้อย จะทำให้
กลด มริ าจ และการ มุมหักเหโตกว่ามมุ ตก
เหน็ ท้องฟ้า เป็นสี กระทบ เมอื่ เพ่มิ มุมตก
158
หนว่ ย ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรียนรู้ (ช่วั โมง) คะแนน
ต่างๆ ในชว่ งเวลา กระทบจนมมี มุ หกั เหเป็น
ต่างกัน มมุ 90 องศาพอดีเรยี กมมุ
10. ทดลองและ ตกกระทบนี้ว่ามุมวกิ ฤต
อธิบายความสัมพันธ์ (critical angle, θc ) ซงึ่
ระหวา่ งดรรชนีหักเห
มุมตกกระทบ และมมุ เป็นไปตามสมการ 2
หักเห รวมท้ังอธบิ าย 1
ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ ง sin =
ถ้ามุมตกกระทบโต กวา่ มุม
ความลึกจริงและความ วิกฤตจะทำใหไ้ ม่มแี สงหกั
ลกึ ปรากฏ มุมวกิ ฤต เหผ่านเข้าสู่ตัวกลางทม่ี ี
และการสะทอ้ นกลบั ดรรชนีหักเหนอ้ ย มแี ต่แสง
หมดของแสง และ ส่วนทีส่ ะทอ้ นกลับใน
คำนวณปริมาณตา่ ง ๆ ตัวกลางเดมิ เท่าน้ัน เรียก
ท่ีเกี่ยวข้อง
ปรากฏการณ์นี้ว่า การ
สะท้อนกลบั หมด (total
internal reflection) เมื่อ
ให้แสงขาวผ่านปรซิ ึมจะ
พบว่าแสงท่ีหักเหออกจาก
ปรซิ ึมจะแยกออกเป็นแสง
สีต่าง ๆ เรียกปรากฏการณ์
นีว้ า่ การกระจายแสง
(dispersion of light)
- เม่อื แสงจากวัตถุถกู ทำให้
เปล่ยี นเสน้ ทางเดนิ มาเข้า
ตา เชน่ การสะทอ้ นกับ
กระจกเงาราบ การหักเห
ผา่ นเลนสบ์ าง การสะทอ้ น
จากกระจกเงาทรงกลม ทำ
ใหเ้ ห็นวัตถุตรงตำแหน่งท่ี
แนวรงั สที เี่ ปล่ยี นเส้นทาง
มาเขา้ ตาตดั กนั ซึง่ อาจไม่
พบวัตถุจรงิ ตรงตำแหนง่
นัน้ เรียกสิง่ ทีม่ องเหน็ วา่
ภาพ (image)
- กระจกเงาราบสามารถ
สะทอ้ นแสงได้ดภี าพของ
159
หน่วย ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรยี นรู้ (ชั่วโมง) คะแนน
วัตถทุ เี่ กิดจากการสะทอ้ น
กับกระจกเงาราบหาได้
จากการเขยี นรงั สขี องแสง
หรอื ใช้ความสมั พันธ์
′ = −
- เมอื่ แสงจากวัตถเุ ดิน
ทางผา่ นรอยตอ่ ระหวา่ ง
ตวั กลางที่มีดรรชนีหักเห
ตา่ งกนั ตำแหน่งภาพที่
มองเหน็ จะตา่ งไปจาก
ตำแหน่งของวัตถุจรงิ ทำให้
ความลกึ ที่ปรากฏตอ่
สายตาต่างไปจากความลึก
จรงิ ของวัตถซุ ึง่ หาได้จาก
การเขยี นรงั สขี องแสง หรือ
ใช้ความสัมพนั ธ์ ′ =
- เลนส์บางทำงานโดยใช้
หลกั การหกั เหของแสง ทำ
จากแก้วหรอื พลาสตกิ ทมี่ ี
ผิวโคง้ ทรงกลมท้ังสองขา้ ง
ไม่ขนานกัน เลนสบ์ างมี2
ชนดิ คือ เลนส์นูน
(convex lens) และเลนส์
เว้า (concave lens)เมอ่ื
วางวตั ถหุ น้าเลนสบ์ างจะ
เกดิ ภาพของวัตถโุ ดย
ตำแหนง่ ขนาดและชนดิ
ของภาพทีเ่ กิดขึน้ หาได้
จากการเขียนรงั สีของแสง
หรอื ใช้ความสมั พนั ธ์ 1 =
1 + 1 ซ่งึ เรยี กว่า
′
สมการของเลนส์บาง
หน่วย ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ 160
ท่ี การเรยี นรู้
สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนกั
(ชัว่ โมง) คะแนน
- กำลงั ขยาย
(magnification, M)
เทา่ กบั อัตราสว่ นความสูง
ของภาพ ′
บความสงู ของวตั ถุ ดัง
สมการ
′
=
- กระจกเงาทรงกลมทำ
ด้วยวสั ดุท่ีสามารถสะท้อน
แสงได้ดเี ช่นเดียวกับ
กระจกเงาราบ กระจกเงา
ทรงกลม
มี2 ชนดิ คือ กระจกโคง้
เว้า (concave mirror)
และกระจกโค้งนูน
(convex mirror)เมือ่ วาง
วตั ถหุ น้ากระจกเงาทรง
กลมจะเกิดภาพของวัตถุ
โดยตำแหน่ง ขนาดและ
ชนิดของภาพที่เกิดขน้ึ หา
ได้จากการเขียนรงั สีของ
แสงและการคำนวณโดยใช้
รูปแบบสมการท่ีเหมือนกับ
สมการของเลนสบ์ าง
-การมองเห็นแสงสเี ป็นการ
รับรอู้ ยา่ งหนึ่งทเ่ี กิดขึน้ ใน
สมองเมอ่ื มีแสงมากระทบ
บนจอตา (retina) ซงึ่ มี
เซลล์รปู กรวย (cone cell)
3ชนิดคอื ชนดิ S ชนิดM
และชนดิ L โดยเซลล์รปู
กรวยแต่ละชนดิ จะมีการ
ตอบสนองต่อแสงทม่ี คี วาม
ยาวคลนื่ ตา่ งๆท่แี ตกต่าง
หน่วย ชื่อหน่วย ผลการเรียนรู้ 161
ท่ี การเรยี นรู้
สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนกั
(ชัว่ โมง) คะแนน
กนั การมองเหน็ สขี องวัตถุ
จะข้นึ กบั แสงสที ี่ตก
- กระทบกบั วตั ถแุ ละสารสี
บนวตั ถุโดยสารสีจะ
ดูดกลืนบางแสงสีและ
สะท้อนบางแสงสี
เมอื่ แสงสีสะทอ้ นจากวตั ถุ
มาเขา้ ตาทำให้สามารถ
มองเห็นวตั ถเุ ปน็ สตี ่างๆได้
แสงสีแดงแสงสีเขยี วและ
แสงสนี ้ำเงนิ จดั เป็นแสงสี
ปฐมภมู ิ (primary
colours of light) เพราะ
เมอ่ื แสงสเี หลา่ นม้ี าผสมกนั
จะไดเ้ ปน็ แสงสีตา่ งๆครบ
ทุกสสี ่วนสารสีนำ้ เงินเขยี ว
สารสีเหลอื งและสารสแี ดง
มว่ งจัดเปน็ สารสปี ฐมภูมิ
(primary colours of
pigment) เพราะเมื่อสารสี
เหล่านี้มาผสมกนั จะได้
- สตี ่างๆครบทกุ สีถ้าเซลล์
รปู กรวยชนิดใดชนดิ หนึง่
หรือมากกว่ามคี วาม
บกพรอ่ งจะมองเหน็ สี
แตกตา่ งไปจากคนปกติ
เรยี กความผดิ ปกติในการ
มองเหน็ สีนว้ี า่ การบอดสี
(colour blindness)
- ความรู้เร่ืองแสงเชิงรงั สี
สามารถนำไปใชอ้ ธบิ าย
ปรากฏการณธ์ รรมชาติเชน่
รุ้งการทรงกลดมริ าจและ
การเห็นท้องฟา้ เป็นสตี า่ งๆ
162
หนว่ ย ชื่อหนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรยี นรู้ (ช่ัวโมง) คะแนน
หน่วยการเรียนรู้ ในช่วงเวลาต่างกันรวมท้งั
กลางภาค การใช้ประโยชนเ์ ก่ียวกับ 54 40
ปลายภาค แสงในชวี ติ ประจำวันเชน่ 3 20
รวม กล้องโทรทรรศนก์ ล้อง 3 30
จุลทรรศนแ์ ละกล้อง 60 100
ถา่ ยรปู
163
คำอธบิ ายรายวิชา
กล่มุ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
รายวชิ าเคมี 3 รหสั วชิ า ว32233 ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 5
ภาคเรียนที่ 1
จำนวน 40 ชว่ั โมง จำนวน 1 หนว่ ยกติ
ศึกษาและอธิบายความสัมพันธ์ของปริมาตร ความดัน และอุณหภูมิ คำนวณหาปริมาตร ความดัน
หรืออุณหภูมิของแก๊สตามกฎของบอยล์ กฎของชาร์ล กฎของเกย์ – ลูสแซก และกฎรวมแก๊ส คำนวณหา
ปริมาตร ความดัน อุณหภูมิ จำนวนโมล หรือมวลของแก๊ส ตามกฎของอาโวกาโดร และกฎแก๊สอุดมคติ
คำนวณความดันย่อย หรือจำนวนโมลของแก๊สในแก๊สผสมโดยใช้กฎความดันย่อยของดอลตัน ศึกษาและ
ทดลองการแพร่และอัตราการแพร่ของแก๊ส คำนวณเกี่ยวกับกฎการแพร่ผ่านของเกรแฮม ศึกษาเทคโนโลยีที่
เกี่ยวข้องกับสมบัติของแก๊ส ศึกษาและทดลองเกี่ยวกับอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี คำนวณหาอัตราการ
เกิดปฏิกริ ิยาเคมีของสารจากกราฟ ศกึ ษาและวเิ คราะห์แนวคดิ เก่ยี วกับการเกิดปฏิกิริยาเคมี โดยใชท้ ฤษฎีจลน์
และการชนกนั ของอนภุ าค ศกึ ษาทดลอง และอธบิ ายผลของความเข้มข้น พนื้ ท่ผี วิ ของสารตัง้ ตน้ อุณหภูมิ และ
ตวั เร่งปฏกิ ริ ิยาทีม่ ีต่ออัตราการเกิดปฏิกริ ิยาเคมี ยกตัวอยา่ งและอธิบายปัจจัยทีม่ ีผลตอ่ อัตราการเกิดปฏิกิริยา
เคมีในชีวิตประจำวันและอุตสาหกรรม ศึกษาการเกิดปฏิกิริยาไปข้างหน้า ปฏิกิริยาย้อนกลับ และปฏิกิริยาท่ี
ผันกลับได้ ทดลองเกี่ยวกับปฏิกิริยาที่ผันกลับได้ ศึกษาและทดลองสมดุลเคมีในปฏิกิริยา วิเคราะห์
ความสมั พันธ์ระหวา่ งความเข้มข้นของสารตา่ งๆ ณ ภาวะสมดุล ค่าคงทส่ี มดลุ กับสมการเคมี คำนวณหาค่าคงท่ี
สมดุล และหาความเขม้ ขน้ ของสารในปฏกิ ริ ยิ า ณ ภาวะสมดลุ ทดลองเพือ่ ศกึ ษาผลของความเขม้ ขน้ ความดัน
และอุณหภูมติ ่อภาวะสมดุลและค่าคงทีส่ มดลุ ศึกษาหลักของเลอชาเตอริเอ และการนำหลักเลอชาเตอรเิ อไป
ใช้อธิบายสมดุลเคมีของกระบวนการที่เกิดขึ้นในสิ่งมีชีวิต ปรากฎการณ์ในธรรมชาติและกระบวนการใน
อุตสาหกรรม
โดยใช้การเรียนรู้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสำรวจตรวจสอบ
สามารถนำความรูแ้ ละหลักการไปใช้ประโยชน์ เช่อื มโยง อธบิ ายปรากฎการณ์ หรอื แกป้ ญั หาในชวี ิตประจำวัน
สามารถจัดกระทำและวิเคราะห์ข้อมูล สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ มีความสามารถในการตัดสินใจแก้ปัญหา มีจิต
วทิ ยาศาสตร์ เห็นคุณคา่ ของวิทยาศาสตร์ มจี รยิ ธรรม คณุ ธรรมและคา่ นยิ มท่ีเหมาะสม
ผลการเรียนรู้
1. อธิบายความสัมพันธ์และคำนวณปริมาตรความดัน หรืออุณหภูมิของแก๊สที่ภาวะต่าง ๆ ตามกฎของ
บอยล์ กฎของชารล์ กฎของเกย์–ลสู แซก
2. คำนวณปริมาตร ความดัน หรอื อณุ หภูมิของแกส๊ ท่ภี าวะตา่ ง ๆ ตามกฎรวมแก๊ส
3. คำนวณปริมาตร ความดัน อุณหภูมิ จำนวนโมล หรอื มวลของแก๊ส จากความสมั พันธ์ตามกฎของอาโว
กาโดร และกฎแกส๊ อดุ มคติ
4. คำนวณความดันยอ่ ยหรือจำนวนโมลของแกส๊ ในแก๊สผสม โดยใช้กฎความดันย่อยของดอลตัน
5. อธิบายการแพร่ของแก๊สโดยใช้ทฤษฎีจลน์ของแก๊ส คำนวณและเปรียบเทียบอัตราการแพร่ของแก๊ส
โดยใช้กฎการแพร่ผา่ นของ เกรแฮม
164
6. สบื ค้นข้อมลู นำเสนอตัวอย่าง และอธบิ ายการประยกุ ตใ์ ช้ความรู้เกยี่ วกับสมบตั ิและกฎตา่ ง ๆ ของแก๊ส
ในการอธบิ ายปรากฏการณ์ หรือแกป้ ัญหาในชีวติ ประจำวนั และในอตุ สาหกรรม
7. ทดลอง และเขยี นกราฟการเพิม่ ขึ้นหรอื ลดลงของสารทท่ี ำการวดั ในปฏิกริ ยิ า
8. คำนวณอตั ราการเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมี และเขียนกราฟการลดลงหรือเพิม่ ขนึ้ ของสารที่ไมไ่ ดว้ ดั ในปฏิกริ ยิ า
9. เขียนแผนภาพ และอธบิ ายทิศทางการชนกันของอนภุ าคและพลังงานท่ีสง่ ผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยา
เคมี
๑๐. ทดลอง และอธิบายผลของความเขม้ ข้น พื้นที่ผิวของสารตั้งต้น อุณหภูมิ และตัวเร่งปฏิกิรยิ าทีม่ ีต่อ
อัตราการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมี
11. เปรยี บเทียบอัตราการเกดิ ปฏกิ ิรยิ าเมื่อมกี ารเปล่ยี นแปลงความเข้มข้น พนื้ ท่ีผิวของสารตั้งต้นอณุ หภูมิ
และตวั เร่งปฏกิ ิรยิ า
12. ยกตวั อย่าง และอธิบายปัจจัยทม่ี ผี ลต่ออตั ราการเกดิ ปฏิกิริยาเคมีในชวี ิตประจำวันหรืออุตสาหกรรม
13. ทดสอบ และอธิบายความหมายของปฏิกริ ิยาผันกลับไดแ้ ละภาวะสมดลุ
๑๔. อธิบายการเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นของสาร อัตราการเกิดปฏิกิริยาไปข้างหน้า และอัตราการ
เกิดปฏกิ ริ ยิ ายอ้ นกลับ เม่อื เรม่ิ ปฏิกิริยาจนกระทัง่ ระบบอยใู่ นภาวะสมดลุ
15. คำนวณค่าคงท่สี มดุลของปฏิกิริยา
16. คำนวณความเข้มขน้ ของสารท่ีภาวะสมดุล
17. คำนวณค่าคงทสี่ มดลุ หรอื ความเข้มข้นของปฏิกิรยิ าหลายขน้ั ตอน
18. ระบุปัจจัยที่มีผลต่อภาวะสมดุลและค่าคงที่สมดุลของระบบ รวมทั้งคาดคะเนการเปลี่ยนแปลงที่
เกดิ ขึ้นเมอ่ื ภาวะสมดุลของระบบถูกรบกวน โดยใชห้ ลกั ของเลอชาเตอลเิ อ
19. ยกตัวอย่าง และอธิบายสมดุลเคมีของกระบวนการที่เกิดขึ้นในสิ่งมีชีวิต ปรากฏการณ์ในธรรมชาติ
และกระบวนการในอุตสาหกรรม
รวมทงั้ หมด 19 ผลการเรียนรู้
165
รายวชิ าเคมี 3 โครงสรา้ งรายวชิ า ช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี 5
ภาคเรยี นที่ 1 จำนวน 1 หนว่ ยกิต
รหสั วชิ า ว32233
หนว่ ย ชือ่ หน่วย
ท่ี การเรียนรู้ จำนวน 40 ชั่วโมง
1 แกส๊
ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนัก
(ช่ัวโมง) คะแนน
1. อธบิ าย - พฤตกิ รรมของแกส๊ และ 10 20
ความสมั พนั ธแ์ ละ ความสัมพนั ธ์ระหวา่ ง
คำนวณปริมาตรความ ปริมาตร ความดัน และ
ดนั หรอื อณุ หภมู ขิ อง อณุ หภมู ิของแก๊ส อธบิ าย
แก๊สทภี่ าวะต่าง ๆ ไดด้ ้วยกฎของบอยล์กฎ
ตามกฎของบอยล์ กฎ ของชาร์ล กฎของ
ของชารล์ กฎของเกย์– เกย-์ ลสู แซก และกฎรวม
ลูสแซก แกส๊ ซ่ึงสามารถนำมาใช้
2. คำนวณปริมาตร ในการคำนวณปริมาตร
ความดัน หรอื อณุ หภมู ิ ความดนั หรอื อุณหภูมิ
ของแกส๊ ท่ภี าวะตา่ ง ๆ ของแกส๊ ทภี่ าวะต่าง ๆ ได้
ตามกฎรวมแก๊ส - ความสัมพนั ธ์ระหว่าง
3. คำนวณปริมาตร ปริมาตร และจำนวนโมล
ความดนั อณุ หภูมิ หรอื มวลของแก๊ส อธบิ าย
จำนวนโมล หรอื มวล ความสัมพันธไ์ ด้ดว้ ย
ของแกส๊ จาก กฎของอาโวกาโดร สำหรับ
ความสัมพันธ์ตามกฎ ความสมั พนั ธ์ระหวา่ ง
ของอาโวกาโดร และ ปริมาตร ความดัน
กฎแกส๊ อดุ มคติ อุณหภมู แิ ละจำนวนโมล
4. คำนวณความดัน ของแก๊ส อธบิ ายได้ดว้ ยกฎ
ย่อยหรอื จำนวนโม แกส๊ อดุ มคติซ่ึงสามารถ
ลของแก๊สในแก๊สผสม นำมาใชใ้ นการคำนวณและ
โดยใช้กฎความดนั ย่อย การอธบิ ายการ
ของดอลตนั เปลีย่ นแปลงที่เกีย่ วขอ้ งกับ
5. อธิบายการแพรข่ อง จำนวนโมลของแก๊ส
แกส๊ โดยใชท้ ฤษฎีจลน์ ที่ภาวะต่าง ๆ ได้
ของแกส๊ คำนวณและ - ในธรรมชาตแิ ก๊สส่วน
เปรียบเทียบอัตราการ ใหญอ่ ยรู่ วมกันเปน็ แกส๊
แพร่ของแกส๊ โดยใช้ ผสม
กฎการแพร่ผา่ นของ ในกรณีทแ่ี ก๊สในแกส๊ ผสม
เกรแฮม ไมท่ ำปฏกิ ิรยิ ากัน
166
หน่วย ชอ่ื หนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรียนรู้
(ชัว่ โมง) คะแนน
2 อตั ราการ
เกดิ ปฏกิ ิรยิ าเคมี 6. สบื ค้นข้อมูล ความดนั ของแกส๊ แต่ละ
นำเสนอตัวอย่าง และ ชนิดแปรผนั ตามเศษส่วน
อธิบายการประยกุ ต์ใช้ โมลของแก๊ส ทม่ี อี ยู่ในแก๊ส
ความรเู้ กยี่ วกับสมบตั ิ ผสมตามกฎ
และกฎต่าง ๆ ของ ความดันยอ่ ยของดอลตนั
แก๊สในการอธบิ าย - แก๊สสามารถแพรไ่ ด้การ
ปรากฏการณ์ หรอื แพร่ของแก๊สอธบิ าย
แก้ปญั หาใน ไดด้ ้วยทฤษฎีจลน์ของแก๊ส
ชีวติ ประจำวันและใน ที่อุณหภมู เิ ดียวกนั
อุตสาหกรรม แก๊สจะแพร่ได้ชา้ หรือเร็ว
ขน้ึ อยกู่ บั มวลโมเลกลุ
ของแกส๊ อัตราการแพร่
ของแก๊สเป็นสดั ส่วน
ผกผนั กับรากทีส่ องของ
มวลโมเลกุลของแก๊ส
สัมพนั ธก์ ับกฎการแพรผ่ ่าน
ของเกรแฮม
- สมบัตแิ ละกฎตา่ ง ๆ ของ
แกส๊ สามารถนำไปใช้
อธบิ ายปรากฏการณห์ รอื
ประยกุ ต์ใชใ้ นชวี ิต
ประจำวันและใน
อุตสาหกรรม
7. ทดลอง และเขียน - ปฏิกริ ยิ าเคมีแตล่ ะ 15 15
กราฟการเพม่ิ ขน้ึ หรือ ปฏิกริ ิยามอี ัตราการเกิด
ลดลงของสารที่ทำการ ปฏกิ ริ ิยาเคมีต่างกนั โดย
วัดในปฏิกิริยา อาจวัดจากการลดลง
8. คำนวณอตั ราการ ของสารตงั้ ต้นหรือการ
เกิดปฏกิ ิรยิ าเคมี และ เพ่มิ ขึ้นของผลติ ภัณฑ์
เขียนกราฟการลดลง ตอ่ หน่ึงหนว่ ยเวลา และ
หรือเพ่มิ ขึน้ ของสารที่ หารดว้ ยเลขสัมประสทิ ธิ์
ไมไ่ ดว้ ดั ในปฏิกริ ิยา ของสารนัน้ ๆในสมการ
9. เขยี นแผนภาพ และ เคมีเพอ่ื ใหไ้ ด้อตั ราการเกิด
อธบิ ายทศิ ทางการชน ปฏกิ ริ ยิ าเคมีที่เท่ากนั ไมว่ ่า
กันของอนภุ าคและ จะเป็นการวัดจาก
พลงั งานที่ส่งผลตอ่ สารตั้งตน้ หรือผลติ ภัณฑ์
167
หน่วย ช่อื หน่วย ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรยี นรู้
(ช่ัวโมง) คะแนน
3 สมดลุ เคมี
อตั ราการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ า - ปฏิกริ ิยาเคมีจะเกิดขึ้นได้
เคมี ก็ตอ่ เมือ่ อนภุ าคของสารต้ัง
๑๐. ทดลอง และ ตน้ ชนกันในทิศทางท่ี
อธิบายผลของความ เหมาะสมและมี
เข้มขน้ พนื้ ทผ่ี ิวของ พลงั งานอยา่ งนอ้ ยเทา่ กบั
สารต้ังตน้ อุณหภมู ิ พลังงานกอ่ กมั มนั ต์
และตัวเรง่ ปฏิกิริยาทม่ี ี ดงั นนั้ อตั ราการ
ต่ออตั ราการ เกิดปฏกิ ิรยิ าจงึ ขนึ้ กับทิศ
เกดิ ปฏกิ ิริยาเคมี ทางการชน
11. เปรียบเทียบอัตรา และพลังงานทเ่ี กิดจากการ
การเกิดปฏกิ ิรยิ าเม่ือมี ชน
การเปลี่ยนแปลงความ - อตั ราการเกิดปฏกิ ริ ยิ า
เข้มข้น พืน้ ทผี่ วิ ของ เคมขี องสารหน่งึ ๆ ขึ้นอยู่
สารต้ังต้นอณุ หภูมิ กับความเข้มข้น พนื้ ท่ีผิว
และตวั เรง่ ปฏิกริ ยิ า อุณหภูมติ วั เรง่ และ
12. ยกตัวอย่าง และ ตัวหนว่ งปฏิกริ ยิ า
อธบิ ายปจั จัยท่มี ีผลตอ่ นอกจากนีอ้ ตั ราการเกิด
อตั ราการเกิดปฏกิ ริ ยิ า ปฏกิ ิรยิ าเคมยี ังขึน้ อย่กู บั
เคมีในชีวิตประจำวัน ชนิดของสารทที่ ำ
หรืออุตสาหกรรม ปฏกิ ิรยิ าด้วย
13. ทดสอบ และ - ความรู้เกย่ี วกับปจั จยั ทม่ี ี
อธบิ ายความหมายของ ผลต่ออตั ราการเกิด
ปฏกิ ริ ิยาเคมสี ามารถ
ปฏิกริ ยิ าผนั กลบั ได้ นำมาใชอ้ ธิบาย
และภาวะสมดลุ กระบวนการ
ที่เกดิ ข้นึ ในชีวติ ประจำวนั
หรืออตุ สาหกรรม
๑๔. อธิบายการ - ปฏกิ ิรยิ าเคมีที่สามารถ 15 15
เปลีย่ นแปลงความ ดำเนินไปขา้ งหนา้ และ
เขม้ ขน้ ของสาร อัตรา ยอ้ นกลบั ได้เรยี กว่า
การเกิดปฏิกิรยิ าไป ปฏิกริ ิยาผันกลบั ไดเ้ ม่อื
ขา้ งหน้า และอัตรา ปฏกิ ิรยิ าดำเนนิ ไปความ
การเกดิ ปฏกิ ริ ิยา เขม้ ข้นของสารต้งั ต้น
ยอ้ นกลบั เมือ่ เริ่ม และอัตราการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ า
ปฏกิ ิริยาจนกระท่ัง ไปข้างหนา้ จะลดลง
168
หนว่ ย ชื่อหนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนกั
ท่ี การเรียนรู้ (ช่วั โมง) คะแนน
ระบบอยใู่ นภาวะ ส่วนความเขม้ ขน้ ของ
สมดุล ผลิตภัณฑแ์ ละอัตราการ
15. คำนวณคา่ คงที่ เกดิ ปฏิกริ ิยาย้อนกลับจะ
สมดุลของปฏิกิริยา เพมิ่ ขน้ึ เมอ่ื อตั ราการเกิด
16. คำนวณความ ปฏกิ ิริยาไปข้างหน้าเทา่ กับ
เข้มขน้ ของสารที่ภาวะ อัตราการเกดิ
สมดุล ปฏิกริ ยิ ายอ้ นกลับ ระบบ
17. คำนวณค่าคงที่ จะอยู่ในภาวะสมดุล
สมดุลหรือความ ทม่ี ีความเข้มข้นของสารตง้ั
เข้มขน้ ของปฏกิ ริ ยิ า ต้นและผลติ ภัณฑ์คงที่
หลายขน้ั ตอน เรยี กว่า สมดลุ พลวตั
18. ระบุปัจจยั ทมี่ ีผล - ณ ภาวะสมดุล
ต่อภาวะสมดลุ และ ความสมั พันธร์ ะหว่างความ
ค่าคงที่สมดลุ ของ เข้มข้น
ระบบ รวมทง้ั ของผลิตภณั ฑ์กับสารต้ัง
คาดคะเนการ ต้น แสดงไดด้ ว้ ย
เปลี่ยนแปลงที่เกดิ ขึน้ ค่าคงที่สมดุล ซ่ึงเป็น
เมือ่ ภาวะสมดุลของ ค่าคงท่ี ณ อณุ หภมู ิหนง่ึ
ระบบถกู รบกวน โดย - ค่าคงทส่ี มดุลของ
ใชห้ ลักของเลอชาเตอลิ ปฏิกริ ยิ าหลายขัน้ ตอน หา
เอ ไดจ้ าก
19. ยกตวั อยา่ ง และ ผลคูณของคา่ คงทีส่ มดุล
อธิบายสมดุลเคมขี อง ของปฏกิ ิรยิ าย่อยที่นำ
กระบวนการท่เี กดิ ขึ้น สมการเคมมี ารวมกนั โดย
ในสิ่งมชี วี ิต ถา้ มีการคูณสมการย่อย
ปรากฏการณใ์ น ใหย้ กกำลังคา่ คงท่ีสมดุล
ธรรมชาติและ ด้วยตัวเลขทคี่ ูณ และ
กระบวนการใน หากมกี ารกลบั ข้างสมการ
อุตสาหกรรม ใหก้ ลบั คา่ คงท่ีสมดลุ
เป็นตัวหาร
- เมือ่ ระบบทอี่ ยูใ่ นภาวะ
สมดลุ ถกู รบกวน โดยการ
เปลี่ยนแปลงความเข้มข้น
ของสาร ความดนั หรอื
อณุ หภมู ิระบบจะเกดิ การ
เปลย่ี นแปลงเพ่ือเข้าสู่
169
หน่วย ชื่อหนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา น้ำหนัก
ท่ี การเรียนรู้ (ช่ัวโมง) คะแนน
หน่วยการเรียนรู้
กลางภาค ภาวะสมดุลอกี ครัง้ ตาม
ปลายภาค หลักของเลอชาเตอลเิ อ
รวม ท้งั นี้การเปลย่ี นแปลง
อุณหภูมมิ ีผลทำให้
คา่ คงที่สมดลุ เปล่ยี นแปลง
- ความรูเ้ กี่ยวกับสมดุลเคมี
สามารถนำมาใชอ้ ธบิ าย
กระบวนการท่เี กดิ ข้ึนใน
สิ่งมีชีวิต ปรากฏการณ์
ในธรรมชาติและ
กระบวนการใน
อุตสาหกรรม
36 50
2 20
2 30
40 100
170
คำอธิบายรายวิชา
กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
รายวิชาชวี วทิ ยา 3 รหสั วิชา ว32253 ชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 5
ภาคเรยี นที่ 1
จำนวน 40 ชว่ั โมง จำนวน 1 หนว่ ยกิต
ศึกษาชวี วิทยาเกี่ยวกบั ชนิดและลักษณะของเนือ้ เยอ่ื พชื โครงสรา้ งภายในของราก ลำต้น และใบ ของ
พืชใบเลี้ยงเดี่ยว และพืชใบเลี้ยงคู่ การแลกเปลี่ยนแก๊สและการคายน้ำของพืช กลไกการลำเลียงน้ำและธาตุ
อาหารของพืช ความสำคญั ของธาตุอาหารที่มผี ลตอ่ การเจรญิ เติบโตของพชื กลไกการลำเลียงอาหารในพชื การ
ทดลองของนักวิทยาศาสตร์ในอดีตเก่ียวกบั กระบวนการสังเคราะหด์ ้วยแสง ขั้นตอนที่เกิดขึ้นในกระบวนการ
สังเคราะห์ด้วยแสงของพืช C3 กลไกการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ในพืช C3 พืช C4 และพืชCAM ความเข้มข้น
ของแสง ความเขม้ ขน้ คาร์บอนไดออกไซด์ และอุณหภูมิ ทมี่ ีผลต่อการสงั เคราะห์ดว้ ยแสงของพืช วัฏจักรชีวิต
แบบสลบั ของพืชดอก กระบวนการสรา้ งเซลล์สืบพนั ธ์ุเพศผู้ และเพศเมยี ของพืชดอก การปฏิสนธิของพืชดอก
การเกดิ เมล็ดและการเกิดผลของพืชดอก โครงสร้างของเมลด็ และผล การใช้ประโยชนต์ า่ ง ๆ ของเมล็ดและผล
ปัจจยั ท่ีมีผลตอ่ การงอกของเมล็ด สภาพพักตวั ของเมลด็ การแก้สภาพพักตวั ของเมล็ด บทบาท หน้าที่ และการ
นำไปใช้ในการเกษตรของออกซิน ไซไทไคนนิ จบิ เบอเรลลิน เอทลิ ีน และกรดแอบไซซกิ ส่ิงเร้าภายนอกที่มีผล
ตอ่ การเจริญเตบิ โตของพชื
โดยใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อฝึกทักษะอธิบาย เขียนแผนผัง สังเกต เปรียบเทียบ
สบื ค้นข้อมูล ยกตัวอย่าง สรปุ อภิปราย บอก และทดลอง
เพือ่ ให้เกดิ ความรู้ความเขา้ ใจ เกิดความสามารถในการคิด ความสามารถในการส่ือสาร ความสามารถ
ในการแกป้ ญั หา และความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยีไดอ้ ย่างมปี ระสิทธิภาพ
ผลการเรียนรู้
1. อธบิ ายเกี่ยวกับชนดิ และลกั ษณะของเน้อื เย่อื พืช และเขียนแผนผงั เพือ่ สรปุ ชนิดของเนื้อเยื่อพชื
2. สังเกต อธิบาย และเปรียบเทียบโครงสร้างภายในของรากพืชใบเลี้ยงเดี่ยว และรากพืชใบเลี้ยงคู่
จากการตดั ตามขวาง
3. สังเกต อธิบาย และเปรยี บเทยี บโครงสร้างภายในของลำตน้ พืชใบเล้ียงเดย่ี ว และลำต้นพืชใบเลี้ยง
คู่จากการตัดตามขวาง
4. สังเกต และอธบิ ายโครงสร้างภายในของใบพืชจากการตดั ตามขวาง
5. สืบค้นข้อมลู สงั เกต และอธบิ ายการแลกเปลย่ี นแก๊ส และการคายน้ำของพชื
6. สบื คน้ ข้อมลู และอธิบายกลไกการลำเลยี งน้ำ และธาตุอาหารของพชื
7. สืบค้นข้อมูล อธิบายความสำคญั ของธาตอุ าหาร และยกตัวอย่างธาตุอาหารที่สำคญั ที่มผี ลต่อการ
เจรญิ เตบิ โตของพชื
8. อธบิ ายกลไกการลำเลียงอาหารในพชื
9. สืบค้นข้อมูล และสรุปการศึกษาที่ได้จากการทดลองของนักวิทยาศาสตร์ในอดีตเกี่ยวกับ
กระบวนการสงั เคราะหด์ ้วยแสง
10. อธิบายขัน้ ตอนท่ีเกดิ ข้นึ ในกระบวนการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสงของพืช C3
11. เปรยี บเทยี บกลไกการตรึงคาร์บอนไดออกไซดใ์ นพืช C3 พืช C4 และพืชCAM
12. สืบค้นขอ้ มลู อภปิ ราย และสรุปปจั จยั ความเข้มข้นของคารบ์ อนไดออกไซด์ และอณุ หภูมิ ท่ีมีผล
ตอ่ การสงั เคราะหด์ ว้ ยแสงของพืช
171
13. อธิบายวัฏจักรชวี ติ แบบสลับของพชื ดอก
14. อธิบาย และเปรียบเทียบกระบวนการสร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ และเพศเมียของพืชดอก และ
อธิบายการปฏิสนธิของพืชดอก
15. อธิบายการเกิดเมล็ด และการเกิดผลของพืชดอก โครงสร้างของเมล็ด และผล และยกตัวอย่าง
การใช้ประโยชน์ต่าง ๆ ของเมลด็ และผล
16. ทดลอง และอธิบายเกยี่ วกับปจั จยั ตา่ ง ๆ ทม่ี ผี ลตอ่ การงอกของเมล็ด สภาพพกั ตัวของเมล็ด และ
บอกแนวทางในการแก้สภาพพักตวั ของเมลด็
17. สบื คน้ ขอ้ มลู อธิบายบทบาท และหน้าทีข่ องออกซนิ ไซไทไคนนิ จบิ เบอเรลลิน เอทิลีน และกรด
แอบไซซิก และอภปิ รายเกี่ยวกับการนำไปใชป้ ระโยชนท์ างการเกษตร
18. สืบค้นข้อมลู ทดลอง และอภปิ รายเกยี่ วกบั สิง่ เร้าภายนอกทมี่ ผี ลต่อการเจรญิ เตบิ โตของพืช
รวมท้งั หมด 18 ผลการเรียนรู้
172
รายวชิ าชวี วิทยา 3 โครงสรา้ งรายวชิ า ชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 5
ภาคเรียนท่ี 1 จำนวน 1 หน่วยกติ
รหัสวิชา ว32253
จำนวน 40 ช่วั โมง
หน่วย ช่ือหนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรยี นรู้ (ช่ัวโมง) คะแนน
1 โครงสรา้ งและ 1. อธิบายเก่ยี วกับ - เนอ้ื เยอื่ พชื แบ่งเป็น ๒ 8 10
หน้าทีข่ องพชื ดอก ชนดิ และลกั ษณะของ กล่มุ ใหญ่ คอื เนอื้ เยื่อ
เนื้อเยอ่ื พชื และเขยี น เจรญิ
แผนผังเพือ่ สรุปชนดิ และเนอื้ เยื่อถาวร
ของเน้ือเย่อื พชื - เนอ้ื เย่อื เจริญแบ่งเป็น
2. สงั เกต อธิบาย และ เนอ้ื เยือ่ เจรญิ ส่วนปลาย
เปรียบเทยี บโครงสรา้ ง เนอ้ื เย่อื เจริญเหนือข้อ และ
ภายในของรากพชื ใบ เนอ้ื เยอ่ื เจรญิ ดา้ นข้าง
เล้ยี งเดยี่ ว และรากพชื - เนื้อเยือ่ ถาวร
ใบเลีย้ งคู่จากการตดั เปลย่ี นแปลงมาจาก
ตามขวาง เน้ือเยอ่ื เจริญ
3. สังเกต อธิบาย และ เนื้อเยอ่ื ถาวรอาจแบ่งได้
เปรยี บเทยี บโครงสร้าง เป็น ๓ ระบบ คอื ระบบ
ภายในของลำต้นพชื ใบ เนื้อเยอ่ื ผิว ระบบเนอื้ เย่อื
เลยี้ งเดยี่ ว และลำต้น พนื้ และระบบเนือ้ เยอ่ื
พืชใบเลย้ี งคู่จากการ ท่อลำเลียง ซ่งึ ทำหน้าท่ี
ตัดตามขวาง ตา่ งกนั
4. สงั เกต และอธบิ าย - ราก คือ สว่ นแกนของพชื
โครงสร้างภายในของ ท่โี ดยทวั่ ไปเจรญิ อยู่
ใบพืชจากการตัดตาม ใตร้ ะดบั ผวิ ดิน ทำหน้าท่ี
ขวาง ยดึ หรอื คำ้ จนุ ใหพ้ ืช
5. สบื คน้ ข้อมูล สงั เกต เจรญิ เติบโตอยูก่ บั ท่ีได้
และอธบิ ายการ และยังมหี นา้ ท่สี ำคัญใน
แลกเปลย่ี นแก๊ส และ การดูดน้ำและธาตอุ าหาร
การคายนำ้ ของพชื ในดนิ เพ่อื สง่ ไปยังส่วน
6. สบื คน้ ขอ้ มูล และ ตา่ ง ๆ ของพชื
อธิบายกลไกการ - โครงสรา้ งภายในของ
ลำเลียงนำ้ และธาตุ ปลายรากที่ตดั ตามยาว
อาหารของพืช ประกอบดว้ ย เน้ือเย่ือ
7. สบื ค้นขอ้ มูล เจริญ แบง่ เป็นบริเวณ
อธิบายความสำคญั ตา่ ง ๆ คือ บริเวณหมวก
ของธาตุอาหาร และ ราก บรเิ วณเซลลก์ ำลงั
173
หนว่ ย ชื่อหนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา น้ำหนกั
ท่ี การเรียนรู้ (ชว่ั โมง) คะแนน
ยกตวั อย่างธาตุอาหาร แบง่ ตวั บรเิ วณเซลล์
ท่ีสำคญั ท่ีมผี ลตอ่ การ ขยายตัวตามยาว และ
เจรญิ เตบิ โตของพืช บรเิ วณทเี่ ซลล์มีการ
8. อธบิ ายกลไกการ เปลย่ี นแปลงไปทำหน้าท่ี
ลำเลียงอาหารในพชื เฉพาะและเจรญิ เตบิ โต
เตม็ ท่ี
- โครงสรา้ งภายในของราก
ระยะการเติบโตปฐมภมู ิ
เมื่อตัดตามขวางจะเห็น
โครงสรา้ งแบ่งเป็น ๓ ชน้ั
เรยี งจากด้านนอกเขา้ ไป
คอื ช้ันเอพเิ ดอรม์ ิส
ช้นั คอรเ์ ทกซ์ และชัน้ สตีล
ในช้นั สตีลจะพบ
มัดทอ่ ลำเลียงทม่ี ีลักษณะ
แตกตา่ งกนั ในพชื ใบเล้ียง
เดี่ยวและพืชใบเลีย้ งคู่
- โครงสร้างภายในของราก
ระยะการเติบโตทุตยิ ภมู ิ
ช้นั เอพิเดอรม์ ิสจะถูก
แทนที่ดว้ ยชน้ั เพรเิ ดิร์ม ซึ่ง
มีคอร์กเป็นเน้ือเยอื่ สำคัญ
ชน้ั คอรเ์ ทกซ์อาจมกี าร
เปล่ยี นแปลงเกดิ เซลล์ทที่ ำ
ให้มีความแข็งแรงเพ่ิมขนึ้
หรือเกิดเซลล์ทีส่ ะสม
อาหารเพ่ิมขึน้
ส่วนลักษณะมัดท่อลำเลียง
จะเปลย่ี นไป เนื่องจากมี
การสรา้ งเนือ้ เย่อื ลำเลียง
เพิ่มข้นึ - ลำต้น คือ ส่วน
แกนของพชื ทโ่ี ดยทัว่ ไป
เจรญิ
อยูเ่ หนือระดบั ผิวดินถัด
ขึน้ มาจากราก ทำหน้าที่
หน่วย ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ 174
ท่ี การเรยี นรู้
สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนกั
(ชว่ั โมง) คะแนน
สร้างใบและชูใบ ลำเลยี ง
นำ้ ธาตอุ าหาร และ
อาหารทพ่ี ชื สร้างข้ึนสง่ ไป
ยังส่วนตา่ ง ๆ
- โครงสรา้ งภายในของลำ
ตน้ ระยะการเตบิ โตปฐมภมู ิ
เมื่อตัดตามขวางจะเหน็
โครงสร้างแบ่งเป็น ๓ ช้นั
เรียงจากดา้ นนอกเขา้ ไป
คอื ช้ันเอพิเดอรม์ ิส
ช้นั คอรเ์ ทกซ์ และชั้นสตีล
ซงึ่ ชั้นสตีลจะพบมดั
ท่อลำเลยี งทีม่ ีลกั ษณะ
แตกต่างกันในพืช
ใบเลี้ยงเด่ียว และพชื ใบ
เล้ยี งคู่
- ลำตน้ ในระยะการเตบิ โต
ทุตยิ ภมู ิ จะมีเสน้ รอบวง
เพ่ิมข้นึ และมโี ครงสร้าง
แตกต่างจากเดมิ เนอื่ งจาก
มีการสร้างเนือ้ เย่อื
เพริเดิร์ม และเนอ้ื เยื่อ
ท่อลำเลียงทตุ ยิ ภมู ิเพมิ่ ขนึ้
- ใบมหี นา้ ที่สังเคราะหด์ ้วย
แสง แลกเปลี่ยนแกส๊
และคายน้ำ ใบของพืชดอก
ประกอบดว้ ย กา้ นใบ
แผน่ ใบ เส้นกลางใบ และ
เส้นใบ พืชบางชนดิ อาจ
ไมม่ กี ้านใบ ทีโ่ คนกา้ นใบ
อาจพบหรอื ไมพ่ บหใู บ
- โครงสรา้ งภายในของใบ
ตัดตามขวาง ประกอบด้วย
เน้อื เยื่อ ๓ กลุ่ม ได้แก่ เอพิ
เดอร์มิส มโี ซฟิลล์
และเน้ือเยอ่ื ทอ่ ลำเลยี ง
หน่วย ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ 175
ท่ี การเรยี นรู้
สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนกั
(ชวั่ โมง) คะแนน
- พชื มีการแลกเปลยี่ นแกส๊
และการคายน้ำผา่ นทาง
ปากใบเป็นสว่ นใหญ่ ปาก
ใบพบได้ที่ใบและ
ลำตน้ อ่อน เมื่อความชื้น
สมั พัทธ์ในอากาศ
ภายนอกตำ่ กวา่ ความช้ืน
สมั พทั ธ์ภายในใบพชื
ทำให้นำ้ ภายในใบพชื
ระเหยเปน็ ไอออกมาทาง
รูปากใบ เรียกว่า การคาย
น้ำ
- ความชื้นในอากาศ ลม
อณุ หภมู ิ สภาพน้ำในดิน
ความเขม้ ของแสง เป็น
ปัจจยั ท่มี ีผลต่อการคายนำ้
ของพชื
- พชื ดูดน้ำและธาตอุ าหาร
ต่าง ๆ จากดิน โดยเซลล์
ขนรากแลว้ ลำเลียงผ่านช้ัน
คอร์เทกซเ์ ข้าสู่
เนือ้ เย่อื ลำเลยี งนำ้ ในช้นั
สตีล ซ่ึงเปน็ การดดู นำ้ จาก
ดนิ สูเ่ น้อื เยื่อลำเลยี งนำ้ ใน
แนวระนาบ และลำเลยี ง
ไปยังส่วนต่าง ๆ ของพชื ใน
แนวดิ่ง
- ในสภาวะปกตกิ าร
ลำเลยี งนำ้ จากรากสยู่ อด
ของพืชอาศยั แรงดึงจาก
การคายนำ้ รว่ มกบั
แรงโคฮชี นั แรงแอดฮชี นั
- ในภาวะทบ่ี รรยากาศมี
ความช้ืนสมั พทั ธส์ งู มาก
จนไม่สามารถเกิดการคาย
นำ้ ไดต้ ามปกติ นำ้ ที่
176
หน่วย ช่ือหน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา น้ำหนัก
ท่ี การเรยี นรู้
(ช่ัวโมง) คะแนน
2 การสังเคราะห์
ดว้ ยแสง เข้าไปในเซลลร์ ากจะทำให้
เกดิ แรงดนั เรยี กวา่
แรงดันราก ทำใหเ้ กิด
ปรากฏการณก์ ตั เตชนั
- พืชแต่ละชนิดต้องการ
ปรมิ าณและชนิดของ
ธาตุอาหารแตกต่างกนั
สามารถนำความรู้
เกีย่ วกับสมบตั ขิ องธาตุ
อาหารชนิดตา่ ง ๆ ท่ีมีผล
ตอ่ การเจรญิ เตบิ โตของพืช
ในสารละลายธาตุอาหาร
เพ่ือให้พืชเจริญเตบิ โตได้
ตามทต่ี ้องการ
- อาหารทไ่ี ด้จาก
กระบวนการสงั เคราะห์
ด้วยแสงจากแหลง่ สรา้ ง
จะถูกเปลย่ี นแปลงเปน็
ซูโครสและลำเลยี งผ่านทาง
ทอ่ โฟลเอม็ โดยอาศยั
กลไกการลำเลยี งอาหาร
9. สืบค้นขอ้ มูล และ - การศึกษาค้นคว้าของ 12 15
สรุปการศึกษาที่ได้จาก นกั วิทยาศาสตร์ในอดตี
การทดลองของ ทำใหไ้ ด้ความรูเ้ กย่ี วกบั
นกั วิทยาศาสตร์ในอดีต กระบวนการสงั เคราะห์
เกย่ี วกับกระบวนการ ดว้ ยแสงมาเป็นลำดับข้ัน
สงั เคราะห์ด้วยแสง จนได้ข้อสรปุ ว่า
10. อธบิ ายข้นั ตอนที่ คาร์บอนไดออกไซด์ และ
เกดิ ข้ึนในกระบวนการ นำ้ เป็นวัตถดุ ิบท่พี ืชใช้
สงั เคราะห์ดว้ ยแสงของ ในกระบวนการสังเคราะห์
พืช C3 ด้วยแสง และผลผลิต
11. เปรียบเทียบกลไก ที่ได้ คอื นำ้ ตาล ออกซเิ จน
การตรึง - กระบวนการสงั เคราะห์
คาร์บอนไดออกไซดใ์ น ด้วยแสงมี ๒ ขั้นตอน คือ
พืช C3 พชื C4 และ ปฏกิ ิริยาแสง และการตรึง
พืชCAM คารบ์ อนไดออกไซด์
177
หน่วย ชื่อหน่วย ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนกั
ท่ี การเรยี นรู้ (ชวั่ โมง) คะแนน
12. สบื คน้ ขอ้ มูล - ปฏกิ ิรยิ าแสงเปน็
อภิปราย และสรุป ปฏิกิรยิ าทเ่ี ปลยี่ นพลงั งาน
ปัจจัยความเข้มข้นของ แสงเป็นพลงั งานเคมี โดย
คาร์บอนไดออกไซด์ แสงออกซไิ ดสโ์ มเลกุลสาร
และอุณหภูมิ ทม่ี ีผลต่อ สที ่ไี ทลาคอยดข์ องคลอ
การสงั เคราะหด์ ว้ ยแสง โรพลาสต์ ทำให้เกดิ การ
ของพชื ถา่ ยทอดอิเลก็ ตรอน ได้
ผลติ ภัณฑ์เป็น ATP และ
NADPH+ H+ ในสโตรมา
ของคลอโรพลาสต์
- การตรงึ
คาร์บอนไดออกไซด์ เกดิ
ในสโตรมา โดยใช้RuBP
และเอนไซมร์ ูบิสโก ได้สาร
ท่ีประกอบดว้ ย
คาร์บอน ๓ อะตอม คอื
PGA โดยใช้ ATP และ
NADPH ที่ได้จากปฏิกิรยิ า
แสงไปรดี วิ ซ์
สารประกอบคาร์บอน ๓
อะตอม ได้เป็นน้ำตาล
ทีม่ ีคารบ์ อน ๓ อะตอม คอื
PGAL ซ่งึ สว่ นหนึง่
จะถูกนำไปสร้าง RuBP
กลบั คนื เป็นวัฏจักร
โดยพืช C3 จะมกี ารตรงึ
คารบ์ อนไดออกไซด์ดว้ ย
วัฏจักรคลั วินเพยี งอยา่ ง
เดยี ว
- พชื C4 ตรงึ คาร์บอนอนิ
นทรีย์ ๒ ครั้ง ครัง้ แรก
เกดิ ขนึ้ ที่เซลลม์ โี ซฟลิ ล์
โดย PEP และเอนไซม์
เพบคารบ์ อกซเิ ลส ได้
สารประกอบทมี่ คี ารบ์ อน
178
หน่วย ชอ่ื หน่วย ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรยี นรู้ (ชว่ั โมง) คะแนน
3 การสบื พันธ์ุ และ 13. อธิบายวฏั จักร ๔ อะตอม คอื OAA ซึ่งจะ
การเจริญเติบโต ชีวติ แบบสลบั ของพชื มีการเปลยี่ นแปลง
ของพชื ดอก ดอก ทางเคมไี ดส้ ารประกอบทม่ี ี
คารบ์ อน ๔ อะตอม
14. อธิบาย และ คือ กรดมาลิก ซ่งึ จะถูก
เปรยี บเทียบ ลำเลยี งไปจนถงึ เซลล์
บันเดิลชีทและปล่อย
กระบวนการสรา้ ง คารบ์ อนไดออกไซด์
เซลลส์ ืบพนั ธุเ์ พศผู้ ในคลอโรพลาสตเ์ พ่อื ใช้
และเพศเมยี ของพชื ในวัฏจกั รคัลวนิ ต่อไป
- พืช CAM มกี ลไกในการ
ตรงึ คารบ์ อนไดออกไซด์
คล้ายพชื C4 แตม่ กี ารตรึง
คารบ์ อนอนินทรยี ์
ทงั้ ๒ คร้ังในเซลล์เดียวกนั
โดยเซลลม์ กี ารตรงึ
คารบ์ อนอนินทรียค์ รง้ั แรก
ในเวลากลางคนื
และปล่อยออกมาในเวลา
กลางวันเพอ่ื ใช้ใน
วัฏจักรคลั วนิ ตอ่ ไป
- ปัจจยั ที่มีผลตอ่ การ
สงั เคราะห์ดว้ ยแสง เชน่
ความเขม้ ของแสง ความ
เขม้ ขน้ ของ
คาร์บอนไดออกไซด์
อณุ หภมู ิ ปรมิ าณน้ำในดนิ
ธาตุอาหาร อายุใบ
- พชื ดอกมวี ัฏจักรชีวติ 10 15
แบบสลบั ประกอบด้วย
ระยะที่สรา้ งสปอร์ เรยี ก
ระยะสปอโรไฟต์ (2n)
และระยะทีส่ รา้ งเซลล์
สบื พันธ์ุ เรียก
ระยะแกมีโทไฟต์ (n)
179
หน่วย ชือ่ หนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรียนรู้ (ชว่ั โมง) คะแนน
ดอก และอธบิ ายการ - สว่ นประกอบของดอกท่ี
ปฏสิ นธิของพืชดอก เกี่ยวข้องกับการสบื พันธ์ุ
15. อธิบายการเกดิ โดยตรงคือชน้ั เกสรเพศผู้
เมล็ด และการเกดิ ผล และช้ันเกสรเพศเมยี
ของพืชดอก โครงสร้าง ซง่ึ จำนวนรงั ไขเ่ กี่ยวข้องกับ
ของเมลด็ และผล และ การเจริญเป็นผล
ยกตัวอย่างการใช้ ชนดิ ต่าง ๆ
ประโยชน์ต่าง ๆ ของ - พชื ดอกสร้างไมโครสปอร์
เมลด็ และผล และเมกะสปอร์ ซึง่ อาจ
16. ทดลอง และ สรา้ งในดอกเดยี วกนั หรอื
อธิบายเก่ียวกบั ปัจจัย ต่างดอกหรือตา่ งต้นกนั
ต่าง ๆ ทม่ี ีผลต่อการ - การสร้างไมโครสปอรข์ อง
งอกของเมล็ด สภาพ พชื ดอกเกดิ ข้ึนโดย
พักตวั ของเมล็ด และ ไมโครสปอร์มาเทอร์เซลล์
บอกแนวทางในการแก้ แบง่ เซลล์แบบ
สภาพพกั ตวั ของเมลด็ ไมโอซสิ ได้ไมโครสปอร์
โดยไมโครสปอร์น้ี
แบ่งเซลลแ์ บบไมโทซิสได้
๒ เซลล์ คือ ทิวบเ์ ซลล์
และเจเนอเรทฟิ เซลล์ เม่ือ
มีการถา่ ยเรณไู ปตกบน
ยอดเกสรเพศเมีย ทิวบ์
เซลลจ์ ะงอกหลอดเรณู
และเจเนอเรทฟิ เซลลแ์ บ่ง
ไมโทซสิ ได้เซลล์สืบพนั ธ์ุ
เพศผู้ ๒ เซลล์
- การสร้างเมกะสปอร์
เกดิ ข้นึ ภายในออวุลในรังไข่
โดยเซลล์ท่เี รยี กวา่ เมกะ
สปอรม์ าเทอร์เซลล์
แบง่ ไมโอซสิ ได้เมกะสปอร์
ซง่ึ ในพชื สว่ นใหญ่
จะเจริญพัฒนาตอ่ ไปได้
เพียง ๑ เซลล์ ท่ีเหลอื อกี
๓ เซลล์จะฝอ่ เมกะสปอร์
จะแบ่งไมโทซสิ ๓ ครั้ง
หน่วย ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ 180
ท่ี การเรยี นรู้
สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนกั
(ชั่วโมง) คะแนน
ได้ ๘ นวิ เคลยี ส ท่ี
ประกอบด้วย ๗ เซลล์โดย
ม๑ี เซลล์ ที่ทำหน้าท่เี ป็น
เซลลส์ ืบพันธ์ุ เรียก
เซลลไ์ ข่ สว่ นอีก ๑ เซลล์มี
๒ นวิ เคลยี ส เรยี ก
โพลารน์ ิวคลไี อ
- การปฏสิ นธขิ องพชื ดอก
เปน็ การปฏิสนธิคู่ โดย
คู่หนึง่ เปน็ การรวมกันของ
สเปริ ์มเซลลห์ น่ึง
กบั เซลล์ไขไ่ ดเ้ ป็นไซโกต
ซงึ่ จะเจริญและพฒั นา
ไปเป็นเอ็มบริโอ และอกี คู่
หน่ึงเปน็ การรวมกนั
ของสเปิรม์ อีกเซลล์หนง่ึ กบั
โพลาร์นิวคลไี อ
ไดเ้ ปน็ เอนโดสเปิรม์
นิวเคลียส ซง่ึ จะเจริญและ
พฒั นาตอ่ ไปเปน็ เอนโด
สเปริ ม์
- ภายหลงั การปฏิสนธิ
ออวุลจะมกี ารเจรญิ
และพฒั นาไปเป็นเมลด็
และรงั ไขจ่ ะมีการเจรญิ
และพัฒนาไปเปน็ ผล
- โครงสร้างของเมลด็
ประกอบด้วย เปลอื กเมลด็
เอ็มบริโอ และเอนโด
สเปริ ์ม โครงสร้างของผล
ประกอบดว้ ย ผนงั ผล และ
เมล็ด ซ่งึ แต่ละส่วน
ของโครงสรา้ งจะมี
ประโยชน์ต่อพชื เองและต่อ
สง่ิ มชี ีวิตอ่นื
181
หน่วย ช่อื หน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรียนรู้ (ช่ัวโมง) คะแนน
- เมล็ดท่ีเจริญเตม็ ท่ีจะมี
การงอกโดยมปี จั จัยต่าง ๆ
ท่มี ผี ลตอ่ การงอกของเมลด็
เชน่ นำ้ หรอื ความชื้น
ออกซิเจน อณุ หภมู ิ และ
แสง เมล็ดบางชนดิ
สามารถงอกไดท้ นั ที แต่
เมลด็ บางชนดิ ไมส่ ามารถ
งอกได้ทนั ทเี พราะอยู่ใน
สภาพพักตวั
- เมล็ดบางชนดิ มสี ภาพพกั
ตัวเนื่องจากมีปัจจัย
บางประการทม่ี ผี ลยบั ยัง้
การงอกของเมลด็
ซง่ึ สภาพพกั ตัวของเมลด็
สามารถแก้ไขได้หลายวธิ ี
ตามปจั จัยทีย่ ับยง้ั
4 การควบคมุ การ 17. สบื คน้ ขอ้ มูล - พืชสรา้ งสารควบคุมการ 6 10
เจรญิ เตบิ โต และ อธบิ ายบทบาท และ เจริญเติบโตหลายชนดิ
ตอบสนองของพืช หนา้ ทขี่ องออกซนิ ไซ ท่สี ว่ นต่าง ๆ ซึง่ สารนีเ้ ป็น
ไทไคนนิ จบิ เบอเรลลนิ ส่ิงเร้าภายในที่มผี ล
เอทลิ นี และกรดแอบ ตอ่ การเจรญิ เติบโตของพืช
ไซซิก และอภปิ ราย เช่น ออกซนิ ไซโทไคนิน
เก่ยี วกับการนำไปใช้ จิบเบอเรลลนิ เอทิลีน และ
ประโยชน์ทาง กรดแอบไซซิก
การเกษตร - แสงสวา่ ง แรงโน้มถว่ ง
18. สบื ค้นข้อมูล ของโลก สารเคมี และน้ำ
ทดลอง และอภปิ ราย เป็นส่งิ เรา้ ภายนอกทมี่ ีผล
เก่ยี วกบั สิง่ เร้า ต่อการเจรญิ เติบโต
ภายนอกที่มีผลตอ่ การ ของพืช
เจรญิ เตบิ โตของพืช -ความรู้เก่ยี วกบั การ
ตอบสนองตอ่ ส่ิงเร้าภายใน
และสิ่งเร้าภายนอกที่มีผล
ต่อการเจรญิ เตบิ โต
ของพชื สามารถนำมา
ประยุกต์ใช้ควบคุม
182
หนว่ ย ชื่อหนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรยี นรู้ (ช่ัวโมง) คะแนน
หนว่ ยการเรียนรู้ การเจริญเติบโตของพชื
กลางภาค เพิ่มผลผลิต และยืดอายุ 36 50
ปลายภาค ผลผลติ ได้ 2 20
รวม 2 30
40 100
183
คำอธบิ ายรายวชิ า
กล่มุ สาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รายวชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ 3 รหสั วชิ า ว32263 ชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 5
ภาคเรยี นที่ 1 จำนวน 40 ช่ัวโมง จำนวน 1 หนว่ ยกิต
ศกึ ษาเกีย่ วกบั องค์ประกอบของอากาศ พลงั งานจากดวงอาทติ ย์ อณุ หภูมขิ องอากาศ ปัจจัยท่ีมีผลต่อ
การรับและคายพลงั งานจากดวงอาทิตย์ ผลทม่ี ตี อ่ อุณหภมู ิของอากาศในแต่ละบริเวณของโลก กระบวนการท่ี
ทำให้เกิดสมดลุ พลังงานของโลก การเกดิ ลม ผลของแรงเนื่องจากความแตกตา่ งของความกดอากาศ
การหมุนเวียนระบบลม แบบจำลองการหมุนเวียนอากาศ การหมุนเวียนอากาศตามเขตละติจูด ผลจากการ
หมุนเวียนของระบบลม พายุ พายฝุ นฟ้าคะนอง ทอร์นาโด พายหุ มุนเขตร้อน การเกิดมาสุม อิทธพิ ลของมรสุม
ต่อประเทศไทย ร่องมรสมุ การหมุนเวยี นของน้ำในมหาสมุทร การแบง่ ช้ันนำ้ ในมหาสมุทร ผลกระทบจากการ
หมุนเวยี นของกระแสนำ้ ในมหาสมุทร
โดยใชก้ ระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ การสบื ค้นขอ้ มลู การสงั เกต การ
วิเคราะห์ การอภปิ ราย การอธบิ ายและการสรปุ
เพือ่ ให้เกิดความรู้ ความคิด และความเข้าใจ มีความสามารถในการตัดสนิ ใจ สอื่ สารสงิ่ ทเี่ รยี นรู้และนำ
ความรไู้ ปใชใ้ นชวี ิตของตนเอง ตลอดจนมจี ิตวทิ ยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คุณธรรม และค่านิยมที่ถูกตอ้ งเหมาะสม
ผลการเรยี นรู้
1. อธิบายปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการรบั รู้และคายพลงั งานจากดวงอาทิตย์แตกต่างกัน และผลที่มีตอ่
อณุ หภมู อิ ากาศในแตล่ ะบริเวณของโลก
2. อธบิ ายกระบวนการทท่ี ำใหเ้ กดิ สมดุลพลังงานของโลก
3. อธบิ ายผลของแรงเนอื่ งจากความแตกต่างของความกดอากาศ แรงคอรอิ อลิส แรงสศู่ นู ย์กลางและ
แรงเสียดทานที่มตี อ่ การหมนุ เวียนของอากาศ
4. อธบิ ายการหมนุ เวียนของอากาศตามเขตละตจิ ูดและผลทม่ี ตี อ่ ภูมอิ ากาศ
5. อธบิ ายปจั จัยที่ทำให้เกดิ การแบ่งชัน้ นำ้ ในมหาสมุทร
6. อธิบายปัจจัยที่ทำให้เกิดการหมุนเวียนของน้ำในมหาสมุทรและรูปแบบการหมุนเวียนของน้ำใน
มหาสมุทร
7. อธิบายผลของการหมุนเวียนของน้ำในมหาสมุทรที่มีต่อลักษณะลมฟ้าอากาศ สิ่งมีชีวิต และ
ส่ิงแวดลอ้ ม
รวมท้งั หมด 7 ผลการเรยี นรู้
184
โครงสรา้ งรายวิชา
รายวิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ 3 รหสั วิชา ว32263 ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 5
จำนวน 1 หนว่ ยกิต
ภาคเรยี นที่ 1 จำนวน 40 ชว่ั โมง
หนว่ ย ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา น้ำหนัก
ท่ี การเรียนรู้
(ช่วั โมง) คะแนน
1 สมดุลพลงั งาน
ของโลก 1. อธบิ ายปจั จัยสำคัญ - บรเิ วณต่าง ๆ ของโลก 10 10
ท่มี ผี ลต่อการรบั รแู้ ละ ได้รบั พลังงานจากดวง
คายพลงั งานจากดวง อาทิตยใ์ นรปู ของคล่นื
อาทติ ยแ์ ตกต่างกนั แม่เหลก็ ไฟฟา้ ในปริมาณที่
และผลทมี่ ีตอ่ อุณหภมู ิ แตกตา่ งกัน เน่ืองจากโลก
อากาศในแต่ละบริเวณ มสี ณั ฐาน
ของโลก คลา้ ยทรงกลมและแกน
2. อธบิ าย หมุนโลกเอียงทำมุมกับ
กระบวนการท่ที ำให้ แนวตั้งฉากกับระนาบการ
เกดิ สมดุลพลังงานของ โคจรของโลกรอบดวง
โลก อาทิตย์ สง่ ผลต่อการตก
กระทบของรังสี
ดวงอาทติ ย์ ซงึ่ สว่ นที่ผ่าน
เขา้ มาในชน้ั บรรยากาศ
จนถงึ พนื้ ผิวโลก จะเกดิ
กระบวนการสะทอ้ น
ดดู กลืน และถ่ายโอน
พลงั งาน แลว้ ปลดปล่อย
กลบั ส่อู วกาศแตกตา่ งกัน
เน่ืองจากปัจจยั ต่าง ๆ เช่น
ลกั ษณะของพ้ืนผิว ชนิด
และปรมิ าณของแกส๊ เรือน
กระจก ละอองลอย และ
เมฆ ทำให้พืน้ ผิวโลกแตล่ ะ
บรเิ วณมีอณุ หภูมอิ ากาศ
แตกตา่ งกนั
- พลงั งานจากดวงอาทิตย์
โดยเฉลยี่ ทโ่ี ลกไดร้ บั เท่ากบั
พลังงานเฉลี่ยท่ีโลก
ปลดปลอ่ ยกลับสู่อวกาศ
ทำใหเ้ กิดสมดุลพลังงาน
ของโลก ส่งผลให้อณุ หภูมิ
185
หนว่ ย ชื่อหนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรียนรู้ (ชว่ั โมง) คะแนน
เฉลย่ี ของพ้นื ผิวโลกในแต่
ละปีคอ่ นข้างคงท่ี
2 การหมนุ เวียนของ 3. อธบิ ายผลของแรง - การหมนุ เวยี นของ 15 15
อากาศบนโลก เน่อื งจากความ อากาศเกิดขึ้นจากความกด
แตกตา่ งของความกด อากาศทแ่ี ตกตา่ งกัน
อากาศ แรงคอริออลิส ระหว่างสองบรเิ วณ โดย
แรงสู่ศนู ยก์ ลางและ อากาศเคลื่อนท่จี ากบรเิ วณ
แรงเสยี ดทานทม่ี ตี ่อ ทม่ี คี วามกดอากาศสูงไปยงั
การหมนุ เวยี นของ บริเวณที่มคี วามกดอากาศ
อากาศ ต่ำซ่งึ จะเห็นไดช้ ัดเจนใน
4. อธบิ ายการ การเคลอื่ นทขี่ องอากาศใน
หมุนเวียนของอากาศ แนวราบและเม่อื พิจารณา
ตามเขตละตจิ ดู และผล ในการเคลอ่ื นทข่ี องอากาศ
ทมี่ ีตอ่ ภูมอิ ากาศ ในแนวดง่ิ จะพบวา่ อากาศ
เหนอื บริเวณความกด
อากาศต่ำ
จะมีการยกตวั ขน้ึ ขณะที่
อากาศเหนอื บรเิ วณความ
กดอากาศสงู จะจมตัวลง
โดยการเคล่ือนท่ีของ
อากาศทงั้ ในแนวราบและ
แนวดิ่งน้ี ทำใหเ้ กิด
เป็นการหมุนเวยี นของ
อากาศ
- การหมุนรอบตัวเองของ
โลกจะทำให้เกิดแรงคอริ
ออลสิ ซงึ่ มีผลให้ทศิ ทางการ
เคลือ่ นท่ีของอากาศเบนไป
โดยอากาศที่เคลอื่ นที่ใน
บริเวณ
ซกี โลกเหนอื จะเบนไป
ทางขวาจากทิศทางเดิม
สว่ นบริเวณซกี โลกใต้จะ
เบนไปทางซ้ายจากทิศทาง
เดิม เชน่ ลมค้า และมรสมุ
หน่วย ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ 186
ท่ี การเรยี นรู้
สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนัก
(ชั่วโมง) คะแนน
- แรงสู่ศูนยก์ ลางซงึ่ ทำให้
เกดิ การหมุนของลม เช่น
พายุหมุนเขตร้อน ทอร์นา
โด พายงุ วงชา้ ง และ
แรงต้านการเคล่ือนทีข่ อง
วตั ถุ หรอื แรงเสียดทาน
ส่งผลต่ออัตราเรว็ ลม เช่น
พายไุ ต้ฝุ่นเมอื่ เคลอ่ื นตวั
เข้าสู่ชายฝ่งั จะลดระดบั
ความรุนแรงลงเป็นพายุ
โซนร้อนหรอื ดีเพรสชั่น
- แต่ละบรเิ วณของโลกมี
ความกดอากาศแตกต่าง
กนั ประกอบกบั อทิ ธพิ ล
จากการหมนุ รอบตัวเอง
ของโลกทำใหอ้ ากาศในแต่
ละซีกโลกเกิดการ
หมุนเวียนของอากาศตาม
เขตละติจูด แบง่ ออกเป็น
๓ แถบ โดยแต่ละแถบมี
ภมู ิอากาศแตกต่างกนั
ไดแ้ ก่ การหมุนเวียนแถบ
ข้ัวโลกมภี ูมิอากาศแบบ
หนาวเยน็ การหมุนเวียน
แถบละติจูดกลาง มี
ภูมิอากาศแบบอบอุ่น และ
การหมนุ เวียนแถบเขตร้อน
มภี มู ิอากาศแบบร้อนชืน้
- บรเิ วณรอยต่อของการ
หมนุ เวยี นอากาศแตล่ ะ
แถบละติจูด จะมีลักษณะ
ลมฟ้าอากาศท่แี ตกต่างกนั
เชน่ บรเิ วณใกล้ศนู ย์สูตรมี
ปริมาณหยาดน้ำฟ้าเฉล่ยี
สูงกว่าบรเิ วณอ่นื บรเิ วณ
ละตจิ ูด ๓๐ องศา มี
187
หนว่ ย ชือ่ หน่วย ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา น้ำหนัก
ท่ี การเรียนรู้
(ช่วั โมง) คะแนน
อากาศแหง้ แลง้ สว่ น
บรเิ วณละติจดู ๖๐ องศา
อากาศมคี วามแปรปรวน
สงู
3 การหมนุ เวียนของ 5. อธบิ ายปัจจัยทท่ี ำ - น้ำในมหาสมุทรมี 15 15
น้ำในมหาสมทุ ร ใหเ้ กดิ การแบ่งชัน้ นำ้
อุณหภมู ิและความเคม็ ของ
ในมหาสมุทร
6. อธิบายปจั จยั ที่ทำ นำ้ แตกตา่ งกันในแต่ละ
ใหเ้ กดิ การหมุนเวยี น บริเวณ และแต่ละระดับ
ของนำ้ ในมหาสมทุ ร
และรูปแบบการ ความลกึ ซงึ่ หากพิจารณา
หมนุ เวยี นของน้ำใน มวลนำ้ ในแนวด่ิง
มหาสมุทร
และใชอ้ ณุ หภูมเิ ปน็ เกณฑ์
7. อธิบายผลของการ
หมุนเวยี นของนำ้ ใน จะสามารถแบง่ ชนั้ น้ำได้
มหาสมุทรทมี่ ีต่อ
เปน็ ๓ ช้ัน คอื น้ำชัน้ บน
ลักษณะลมฟา้ อากาศ
สิ่งมีชีวติ และ นำ้ ชัน้ เทอร์โมไคลน์
ส่ิงแวดลอ้ ม และน้ำชน้ั ล่าง
- การหมนุ เวยี นของ
กระแสน้ำผิวหนา้ ใน
มหาสมทุ รไดร้ บั อิทธพิ ล
จากการหมนุ เวียนของ
อากาศ
ในแตล่ ะแถบละตจิ ดู เป็น
ปัจจัยหลกั ประกอบกับ
แรงคอรอิ อลิสทำใหบ้ รเิ วณ
ซีกโลกเหนอื มกี าร
ไหลเวียนของกระแสน้ำ
ผิวหน้าในทิศทางตาม
เข็มนาฬิกา และทวนเขม็
นาฬิกาในซกี โลกใต้ซ่งึ
กระแสน้ำผวิ หน้าใน
มหาสมทุ รมีทงั้ กระแส
น้ำอนุ่ และกระแสนำ้ เยน็
สว่ นการหมุนเวยี น
กระแสน้ำลึกเป็นการ
หมนุ เวยี นของนำ้ ชัน้ ล่าง
เกดิ จาก
188
หนว่ ย ชื่อหน่วย ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา น้ำหนัก
ท่ี การเรยี นรู้ (ชั่วโมง) คะแนน
หนว่ ยการเรยี นรู้
กลางภาค ความแตกต่างของอุณหภมู ิ
ปลายภาค และความเค็มของนำ้ โดย
รวม กระแสนำ้ ผิวหน้าและ
กระแสนำ้ ลึกจะหมุนเวียน
ตอ่ เนอ่ื งกนั
- การหมุนเวยี นอากาศ
และน้ำในมหาสมุทร สง่ ผล
ตอ่ ลกั ษณะอากาศ
ส่ิงมชี วี ติ และสงิ่ แวดล้อม
แตกตา่ งกนั ไป เชน่ การ
เกิดน้ำผุดนำ้ จม จะส่งผล
ต่อความอดุ มสมบูรณ์ของ
ชายฝั่ง เชน่ กระแสนำ้ อ่นุ
กัลฟส์ ตรมี ท่ีทำใหบ้ าง
ประเทศในทวปี ยโุ รป
ไม่หนาวเย็นจนเกนิ ไปนกั
และเม่ือการหมนุ เวยี น
อากาศและน้ำใน
มหาสมุทรแปรปรวน ทำให้
เกดิ ผลกระทบตอ่ สภาพลม
ฟ้าอากาศ เชน่
ปรากฏการณ์เอลนโี ญและ
ลานญี า ซ่งึ เกดิ จากความ
แปรปรวน
ของลมคา้ และส่งผลต่อ
สภาพลมฟ้าอากาศของ
ประเทศทอ่ี ยู่บรเิ วณ
มหาสมุทรแปซฟิ กิ รวมถงึ
บรเิ วณอนื่ ๆ บนโลก
38 40
1 30
1 30
40 100
189
คำอธบิ ายรายวชิ า
กลมุ่ สาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
รายวชิ าฟสิ กิ ส์ 4 รหสั วิชา ว32214 ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 5
ภาคเรียนที่ 2
จำนวน 60 ชวั่ โมง จำนวน 1.5 หนว่ ยกิต
ศึกษาการเกิดเสียง การเคลื่อนที่ของเสียง การสะท้อน การหักเห การแทรกสอด และการเลี้ยวเบน
ของคลน่ื เสียง การได้ยนิ เสยี ง ความเขม้ เสยี ง คุณภาพเสียง มลพษิ ทางเสียง คลน่ื นงิ่ ของเสียง การส่ันพ้องของ
เสียง การเกิดบีต ปรากฏการณ์ดอปเพลอร์ คลื่นกระแทกของเสียง ธรรมชาติของไฟฟ้าสถิต การเหนี่ยวนำ
ไฟฟ้าสถิต กฎของคูลอมบ์ สนามไฟฟ้า ศักย์ไฟฟ้า ความต่างศักย์ ความจุและพลังงานสะสมในตัวเก็บประจุ
การต่อตวั เก็บประจุ กระแสไฟฟ้าในลวดตวั นำ กฎของโอห์ม สภาพตา้ นทาน การตอ่ ตวั ตา้ นทานอีเอ็มเอฟของ
แหล่งกำ เนิดไฟฟา้ กระแสตรง พลังงานไฟฟ้า กำลงั ไฟฟ้า การตอ่ แบตเตอรี่ การวเิ คราะหว์ งจรไฟฟา้ กระแสตรง
การเปลยี่ นพลังงานทดแทนเป็นพลังงานไฟฟา้ และเทคโนโลยีดา้ นพลงั งาน
โดยใชก้ ระบวนการทางวิทยาศาสตร์การสบื ค้นขอ้ มูลการอภปิ รายการอธิบายการวเิ คราะหก์ ารทำนาย
และการทดลอง
เพื่อให้เกิดความรู้ความคิดความเข้าใจสามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้มีความสามารถในการตัดสินใจนำ
ความรไู้ ปใช้ในชวี ิตประจำวนั มีจติ วทิ ยาศาสตรจ์ รยิ ธรรมคุณธรรมและค่านยิ มท่ีเหมาะสม
ผลการเรยี นรู้
1. อธิบายการเกิดเสียง การเคลื่อนทีข่ องเสียง ความสัมพันธ์ระหว่างคลื่นการกระจัดของอนุภาคกบั
คลื่นความดัน ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราเร็วของเสียงในอากาศที่ขึ้นกับอุณหภูมิในหน่วยองศาเซลเซียส
การสะท้อน การหักเห การแทรกสอด การเล้ียวเบน ของคล่ืนเสยี ง รวมทง้ั คำนวณปริมาณต่าง ๆ ที่เกย่ี วข้อง
2. อธิบายความเข้มเสียง ระดับเสียง องค์ประกอบของการได้ยิน คุณภาพเสียง และมลพิษทางเสียง
รวมท้ังคำนวณปริมาณต่าง ๆ ทีเ่ กยี่ วข้อง
3. ทดลอง และอธิบายการเกิดการสั่นพ้องของอากาศในท่อปลายเปิดหนึ่งด้าน รวมทั้งสังเกตและ
อธิบายการเกดิ บีต คลน่ื นงิ่ ปรากฏการณด์ อปเพลอร์ คล่นื กระแทกของเสยี ง คำนวณปริมาณต่าง ๆ ท่ีเกย่ี วข้อง
และนำความรเู้ ร่ืองเสียงไปใช้ในชวี ติ ประจำวนั
4. ทดลอง และอธิบายการทำวัตถุที่เป็นกลางทางไฟฟ้าให้มีประจุไฟฟ้าโดยการขัดสีกันและการ
เหนี่ยวนำ ไฟฟา้ สถติ
5. อธิบาย และคำนวณแรงไฟฟ้าตามกฎของคูลอมบ์
6. อธิบาย และคำ นวณสนามไฟฟ้าและแรงไฟฟ้าที่กระทำกับอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าที่อยู่ใน
สนามไฟฟ้า รวมทัง้ หาสนามไฟฟ้าลพั ธ์เนื่องจากระบบจดุ ประจโุ ดยรวมกนั แบบเวกเตอร์
7. อธบิ าย และคำนวณพลังงานศกั ย์ไฟฟ้า ศกั ย์ไฟฟ้า และ ความต่างศักย์ระหวา่ งสองตำแหน่งใด ๆ
8. อธบิ ายส่วนประกอบของตวั เก็บประจุ ความสัมพันธ์ระหวา่ งประจุไฟฟา้ ความตา่ งศกั ย์ และความจุ
ของตวั เกบ็ ประจุ และอธบิ ายพลงั งานสะสมในตัวเกบ็ ประจุ และความจสุ มมลู รวมท้งั คำนวณปริมาณต่าง ๆ ที่
เก่ียวข้อง
9. นำความรูเ้ รือ่ งไฟฟา้ สถิตไปอธิบายหลกั การทำงานของเครือ่ งใชไ้ ฟฟ้าบางชนิด และปรากฏการณ์
ในชวี ิตประจำวนั
190
10. อธิบายการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนอิสระและกระแสไฟฟ้าในลวดตัวนำ ความสัมพันธ์ระหว่าง
กระแสไฟฟ้าในลวดตัวนำ กับความเร็วลอยเลือ่ นของอิเล็กตรอนอิสระ ความหนาแน่นของอิเล็กตรอนในลวด
ตวั นำ และพ้ืนทีห่ น้าตัดของลวดตัวนำ และคำนวณปริมาณตา่ ง ๆ ทีเ่ กย่ี วข้อง
11. ทดลอง และอธิบายกฎของโอห์ม อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างความต้านทานกับความยาว
พื้นที่หน้าตัด และสภาพต้านทานของตัวนำ โลหะที่อุณหภูมิคงตัว และคำ นวณปริมาณต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
รวมท้ัง อธิบายและคำ นวณความต้านทานสมมูลเมื่อนำ ตวั ตา้ นทานมาต่อกันแบบอนุกรมและแบบขนาน
12. ทดลอง อธิบาย และคำ นวณอีเอ็มเอฟของแหล่งกำเนิดไฟฟ้ากระแสตรง รวมทั้งอธิบายและ
คำนวณพลงั งานไฟฟ้า และกำ ลังไฟฟา้
13. ทดลอง และคำนวณอีเอ็มเอฟสมมูลจากการต่อแบตเตอรี่แบบอนุกรมและแบบขนาน รวมทั้ง
คำนวณปริมาณตา่ ง ๆ ท่เี กี่ยวข้องในวงจรไฟฟา้ กระแสตรงซึ่งประกอบดว้ ยแบตเตอรี่และตวั ต้านทาน
14. อธิบายการเปลี่ยนพลังงานทดแทนเป็นพลังงานไฟฟ้า รวมทั้งสืบค้นและอภิปรายเกี่ยวกับ
เทคโนโลยีที่นำ มาแก้ปัญหาหรือตอบสนองความต้องการทางด้านพลังงาน โดยเน้นด้านประสิทธิภาพและ
ความคุ้มคา่ ด้านคา่ ใช้จา่ ย
รวมทง้ั หมด 14 ผลการเรียนรู้
191
รายวชิ าฟิสกิ ส์ 4 โครงสร้างรายวิชา ชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 5
ภาคเรยี นที่ 2 จำนวน 1.5 หน่วยกิต
รหสั วิชา ว32214
หน่วย ช่อื หน่วย
ท่ี การเรยี นรู้ จำนวน 60 ช่วั โมง
1 เสียง
ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนัก
(ชว่ั โมง) คะแนน
1. อธิบายการเกดิ - เสยี งเปน็ คลนื่ กลและ 16 10
เสยี ง การเคลอื่ นที่ของ คลนื่ ตามยาว เกิดจาก การ
เสยี ง ความสมั พนั ธ์ ถา่ ยโอนพลงั งานจากการ
ระหว่างคล่นื การ สั่นของแหล่ง กำเนิดเสยี ง
กระจดั ของอนุภาคกับ ผ่านอนุภาคตวั กลางทำให้
คลน่ื ความดนั อนุภาค ของตัวกลางสนั่
ความสมั พนั ธร์ ะหว่าง อตั ราเรว็ เสยี งในอากาศ
อตั ราเรว็ ของเสยี งใน ขึน้ กับ อุณหภมู ขิ องอากาศ
อากาศทขี่ ึ้นกับ คำนวณไดจ้ ากสมการ v =
อุณหภมู ิในหนว่ ยองศา 331 + 0.6 TC
เซลเซียส การสะทอ้ น - เสยี งมสี มบตั ิการ
การหักเห การแทรก สะทอ้ น การหกั เห การ
สอด การเล้ยี วเบน แทรกสอด และการ
ของคลื่นเสียง รวมท้ัง เลย้ี วเบน
คำนวณปริมาณต่าง ๆ
- กำลงั เสยี งเป็นอตั ราการ
ทีเ่ กีย่ วขอ้ ง ถ่ายโอนพลังงานเสียง
2. อธิบายความเขม้ จากแหล่งกำเนิดเสียง
เสียง ระดับเสยี ง กำลังเสยี งตอ่ หนง่ึ หน่วย
พน้ื ที่ ของหน้าคลืน่ ทรง
องคป์ ระกอบของการ
ได้ยนิ คณุ ภาพเสียง
และมลพษิ ทางเสยี ง กลมเรยี กว่า ความเข้ม
รวมท้งั คำนวณปรมิ าณ เสยี ง คำนวณไดจ้ าก
ต่าง ๆ ทเี่ กยี่ วขอ้ ง สมการ I = P
3. ทดลอง และอธิบาย A
การเกิดการส่นั พ้อง
- ระดับเสยี งเปน็ ปริมาณ
ของอากาศในทอ่ ที่บอกความดงั ของเสียง
ปลายเปิดหน่ึงดา้ น โดยหาได้จากลอการิทึม
รวมทัง้ สังเกตและ ของอัตราส่วนระหว่าง
อธิบายการเกิดบตี ความเขม้ เสยี งกับความ
คลน่ื นิ่ง เข้มเสยี งอ้างอิงที่มนษุ ย์
ปรากฏการณ์ดอป
เพลอร์ คล่นื กระแทก
192
หนว่ ย ชื่อหนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา น้ำหนกั
ท่ี การเรียนรู้ (ชว่ั โมง) คะแนน
ของเสียง คำนวณ เรม่ิ ได้ยิน ตามสมการ ᵦ
ปริมาณตา่ ง ๆ ที่
= 10log ( I )
เก่ียวข้อง
และนำ ความรเู้ ร่อื ง I0
เสยี งไปใช้ใน
- ระดับสงู ต่ำของเสยี ง
ชีวิตประจำวัน ขนึ้ กับความถี่ของเสียง
เสยี งทไี่ ด้ยนิ มลี ักษณะ
เฉพาะตัวแตกตา่ งกนั
เนื่องจากมคี ณุ ภาพเสยี ง
แตกต่างกนั
- เสียงท่มี ีระดบั เสียงสงู
มากหรอื เสยี งบาง
ประเภท ทม่ี ผี ลตอ่ สภาพ
จิตใจของผฟู้ ังจดั เปน็
มลพิษ ทางเสียง
- ถ้าอากาศในท่อถกู
กระตนุ้ ด้วยคลื่นเสยี งที่มี
ความถี่ เทา่ กบั ความถี่
ธรรมชาติของอากาศใน
ท่อน้ัน จะเกิดการสั่นพ้อง
ของเสยี ง โดยความถี่ใน
การ เกิดการสั่นพ้องของ
ท่อปลายเปิดหนึง่ ด้าน
คำนวณ ไดจ้ ากสมการ
= เม่ือ
=1,3,5…
- ถา้ เสียงจาก
แหล่งกำเนิดเสียงสอง
แหลง่ ทีม่ ีความถ่ี ต่างกัน
ไมม่ ากมาพบกนั จะเกิด
บีต ทำใหไ้ ด้ยนิ เสียงดงั
ค่อย เปน็ จังหวะ
- คลืน่ เสียงสองขบวนท่มี ี
ความถี่เท่ากนั มาแทรก
193
หน่วย ชื่อหน่วย ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนกั
ท่ี การเรยี นรู้ (ชวั่ โมง) คะแนน
สอดกนั จะทำให้เกดิ คล่นื
นิง่
- เมอื่ แหลง่ กำเนิดเสียง
เคลอื่ นท่ีโดยผฟู้ งั อยนู่ งิ่
ผฟู้ งั เคลอื่ นที่โดย
แหลง่ กำเนดิ เสยี งอยูน่ ิง่
หรอื ทัง้ แหล่งกำเนดิ และ
ผู้ฟังเคลือ่ นทเ่ี ข้าหรือออก
จากกนั ผู้ฟังจะไดย้ นิ
เสียงทม่ี ีความถี่เปล่ียนไป
เรยี กว่า ปรากฏการณ์ด
อปเพลอร์
- ถา้ แหลง่ กำเนดิ เสียง
เคลือ่ นที่ดว้ ยอตั ราเร็ว
มากกวา่ อตั ราเร็วเสยี งใน
ตวั กลางเดียวกัน จะเกิด
คล่ืนกระแทก ทำให้เสยี ง
ตามแนวหน้าคล่นื
กระแทก มพี ลงั งานสูง
มากมีผลทำให้ผสู้ งั เกตใน
บรเิ วณใกล้ เคยี งได้ยิน
เสยี งดงั มาก
- ความรู้เร่อื งเสียงนำไป
ประยกุ ตใ์ ชใ้ นด้านต่าง ๆ
เชน่ การปรบั เทียบเสียง
เครอ่ื งดนตรี อธิบาย
หลักการ ทำงานของ
เครอื่ งดนตรี การเปลง่
เสียงของมนุษย์ การ
ประมง การแพทย์
ธรณีวทิ ยา อตุ สาหกรรม
เปน็ ต้น
194
หนว่ ย ช่ือหนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา น้ำหนัก
ท่ี การเรยี นรู้ (ชั่วโมง) คะแนน
4. ทดลอง และอธบิ าย - การนำวัตถทุ เี่ ปน็ กลาง
2 ไฟฟ้าสถิต การทำวตั ถุที่เป็นกลาง 20 20
ทางไฟฟ้าให้มีประจุ
ไฟฟ้าโดยการขัดสกี นั ทางไฟฟ้ามาขัดสกี นั จะทำ
และการเหนีย่ วนำ
ไฟฟา้ สถติ ใหว้ ัตถไุ ม่เป็นกลางทาง
5. อธบิ าย และ
คำนวณแรงไฟฟา้ ตาม ไฟฟา้ เนื่องจาก
กฎของคูลอมบ์
6. อธิบาย และ อเิ ลก็ ตรอนถูกถา่ ยโอนจาก
คำนวณสนามไฟฟ้า
และแรงไฟฟ้าทกี่ ระทำ วตั ถุหนง่ึ ไปอีกวตั ถหุ นงึ่
กบั อนภุ าคท่ีมีประจุ
ไฟฟ้าท่ีอยูใ่ น โดยการถา่ ยโอนประจุ
สนามไฟฟา้ รวมทง้ั หา
สนามไฟฟ้าลัพธ์ เป็นไปตาม กฎการอนุรกั ษ์
เนือ่ งจากระบบจดุ
ประจุโดยรวมกนั แบบ ประจุไฟฟา้
เวกเตอร์
7. อธิบาย และ - เม่อื นำวตั ถทุ ม่ี ีประจุ
คำนวณพลงั งาน
ศกั ยไ์ ฟฟา้ ศกั ยไ์ ฟฟา้ ไฟฟา้ ไปใกล้ตัวนำไฟฟ้า
และ ความต่างศกั ย์
ระหวา่ งสองตำแหนง่ จะทำให้เกิดประจุชนดิ ตรง
ใด ๆ
8. อธบิ าย ข้ามบนตัวนำทางด้าน ท่ี
สว่ นประกอบของตัว
เก็บประจุ ใกล้วตั ถุและประจชุ นดิ
ความสัมพันธร์ ะหวา่ ง
ประจุไฟฟ้า ความต่าง เดยี วกนั ดา้ นท่ไี กลวตั ถุ
ศกั ย์ และความจขุ อง
ตัวเกบ็ ประจุ และ เรยี กวธิ กี ารนวี้ า่ การ
อธบิ ายพลงั งานสะสม
ในตัวเก็บประจุ และ เหน่ยี วนำไฟฟ้าสถิต ซ่ึง
ความจุสมมูล รวมท้ัง
คำนวณปริมาณตา่ ง ๆ สามารถใช้วิธีการนใ้ี นการ
ทำใหว้ ตั ถมุ ปี ระจไุ ด้
- จุดประจุไฟฟา้ มีแรง
กระทำซ่งึ กันและกนั โดยมี
ทิศอยูใ่ นแนวเส้นตรง
ระหวา่ งจดุ ประจทุ ัง้ สอง
และมีขนาดของแรง
ระหวา่ งจุดประจุแปรผนั
ตรง กับผลคูณของขนาด
ของประจทุ ั้งสอง และ
แปรผกผันกบั กำลังสอง
ของระยะหา่ ง ระหว่างจดุ
ประจุ ซ่ึงเปน็ ไปตามกฎ
ของคูลอมบ์ เขียนแทนได้
ดว้ ยสมการ 1 2
2
12 =
เมื่อ =
4 0
195
หน่วย ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรยี นรู้ (ชวั่ โมง) คะแนน
ทเ่ี ก่ียวขอ้ ง - รอบอนุภาคทม่ี ปี ระจุ
9. นำความร้เู ร่อื ง ไฟฟ้า 1 มสี นามไฟฟา้
ไฟฟา้ สถิตไปอธิบาย 1
หลักการทำงานของ ขนาด = 2
เครื่องใช้ไฟฟา้ บางชนิด
ทำให้เกิดแรงไฟฟา้ กระทำ
และปรากฏการณ์ใน
ชวี ติ ประจำวนั ต่ออนุภาค ท่ีมีประจไุ ฟฟ้า
- สนามไฟฟา้ ทตี่ ำแหน่งใด
ๆ มีความสัมพนั ธ์กบั แรง
ไฟฟ้า ทีก่ ระทำต่อประจุ
ไฟฟา้ 2 ตามสมการ
= 12
2
- สนามไฟฟ้าลพั ธเ์ นื่องจาก
จดุ ประจุหลายจุดประจุ
เท่ากบั ผลรวมแบบ
เวกเตอรข์ องสนามไฟฟ้า
เน่อื งจากจดุ ประจุแตล่ ะจุด
ประจุ
- ตวั นำทรงกลมท่ีมปี ระจุ
ไฟฟ้ามีสนามไฟฟา้ ภายใน
ตัวนำเปน็ ศูนย์ และ
สนามไฟฟา้ บนตวั นำมี
ทศิ ทาง ตัง้ ฉากกับผวิ ตวั นำ
น้ัน โดยสนามไฟฟา้
เน่ืองจาก ประจบุ นตวั นำ
ทรงกลมทต่ี ำแหนง่ ห่าง
จากผิว ออกไปหาได้
เช่นเดยี วกับสนามไฟฟ้า
เน่ืองจาก จุดประจทุ ่มี ี
จำนวนประจุเท่ากนั แตอ่ ยู่
ที่ศูนยก์ ลาง ของทรงกลม
- สนามไฟฟ้าของแผ่น
โลหะคขู่ นานเป็น
สนามไฟฟ้า สมำ่ เสมอ
- ประจทุ อี่ ยู่ในสนามไฟฟา้
มพี ลงั งานศักย์ไฟฟ้า
196
หน่วย ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรยี นรู้ (ช่วั โมง) คะแนน
คำนวณได้จากสมการ
= 1 2
- พลังงานศกั ย์ไฟฟา้ ที่
ตำแหนง่ ใด ๆ ต่อหน่ึง
หน่วย ประจุ เรียกว่า
ศกั ย์ไฟฟา้ ทีต่ ำแหนง่ นน้ั
โดย ศกั ย์ไฟฟ้าทีต่ ำแหนง่
ซ่ึงอยหู่ ่างจากจุดประจุ
แปรผันตรงกับขนาดของ
ประจุ และแปรผกผันกบั
ระยะทางจากจุดประจถุ ึง
ตำแหนง่ นั้น เขียนแทนได้
ดว้ ยสมการ =
- ศกั ยไ์ ฟฟ้ารวมเนื่องจาก
จุดประจหุ ลายจดุ ประจุ
คอื ผลรวมของศกั ยไ์ ฟฟา้
เนื่องจากจุดประจุ แต่ละ
จดุ ประจุ เขยี นแทนไดด้ ้วย
สมการ =
∑ =
- ความต่างศกั ย์ระหว่าง
สองตำแหนง่ ใด ๆ ใน
บรเิ วณ ท่ีมีสนามไฟฟา้ คอื
งานในการเคล่ือนประจุ
บวก หน่ึงหนว่ ยจาก
ตำแหนง่ หน่งึ ไปอีก
ตำแหนง่ หน่งึ เขยี นแทนได้
ดว้ ยสมการ −
→
=
- ความต่างศกั ย์ระหวา่ ง
สองตำแหนง่ ใด ๆ ใน
สนามไฟฟา้ สมำ่ เสมอ
ขึน้ กับขนาดของ
สนามไฟฟ้า และระยะทาง
197
หน่วย ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนกั
ท่ี การเรยี นรู้ (ชัว่ โมง) คะแนน
ระหว่างสองตำแหน่งนนั้
ในแนว ขนานกับ
สนามไฟฟ้า ตามสมการ
− =
- ตวั เก็บประจุ
ประกอบดว้ ยตวั นำไฟฟ้า
สองชิ้น ท่ีคั่นด้วยฉนวน
โดยปริมาณประจุท่ีเกบ็ ได้
ขน้ึ อยกู่ ับความตา่ งศกั ย์
คร่อมตวั เก็บประจุ และ
ความจขุ องตัวเก็บประจุ
ตามสมการ =
∆
- ตวั เกบ็ ประจจุ ะมพี ลังงาน
สะสมซ่ึงมีคา่ ขึน้ กับ ความ
ตา่ งศักยแ์ ละปริมาณประจุ
ตามสมการ = 1 ∆
2
- เมื่อนำตัวเกบ็ ประจมุ าต่อ
แบบอนุกรม ความจุสมมูล
มีค่าลดลง ตามสมการ
1= 1+1+
1 2
1 +⋯
3
- เมือ่ นำตัวเกบ็ ประจุมาต่อ
แบบขนาน ความจุสมมูล
มีค่าเพ่ิมข้ึน ตามสมการ
= 1 + 2 + 3
+⋯
- ความรเู้ รอื่ งไฟฟ้าสถติ
สามารถนำไปอธิบาย การ
ทำงานของเคร่อื งใชไ้ ฟฟ้า
บางชนดิ เชน่ เครื่องกำจัด
ฝุน่ ในอากาศ เครื่องพ่นสี
เคร่ืองถ่าย ลายน้ิวมอื และ
เครือ่ งถ่ายเอกสาร
198
หนว่ ย ช่อื หน่วย ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา น้ำหนัก
ท่ี การเรยี นรู้ (ช่ัวโมง) คะแนน
10. อธิบายการ
3 ไฟฟา้ กระแส เคลื่อนทีข่ อง - ความร้เู รือ่ งไฟฟ้าสถิตยัง 20
อิเลก็ ตรอนอิสระและ สามารถนำไปอธิบาย
กระแสไฟฟ้าในลวด ปรากฏการณใ์ น
ตัวนำ ความสัมพนั ธ์ ชีวิตประจำวันได้ เชน่
ระหวา่ งกระแสไฟฟ้า ฟ้าผ่า ประกายไฟจากการ
ในลวดตวั นำ กับ เสียดสกี นั ของวตั ถุ ซึง่ ช่วย
ความเรว็ ลอยเลอื่ นของ ให้ สามารถป้องกนั
อิเลก็ ตรอนอสิ ระ อันตรายท่อี าจเกดิ ข้ึน
ความหนาแนน่ ของ
อิเล็กตรอนในลวด - เมือ่ ตอ่ ลวดตวั นำกบั 20
ตวั นำ แหลง่ กำเนิดไฟฟา้
และพน้ื ที่หนา้ ตดั ของ อิเลก็ ตรอนอสิ ระท่ีอย่ใู น
ลวดตวั นำ และ ลวดตวั นำจะเคล่อื นที่ใน
คำนวณปริมาณต่าง ๆ ทศิ ตรงขา้ มกับสนามไฟฟา้
ทเ่ี กี่ยวข้อง ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้า ซึง่
11. ทดลอง และ ทศิ ของกระแสไฟฟา้ มี
อธบิ ายกฎของโอหม์ ทศิ ทางเดียวกับสนาม
อธบิ ายความสัมพันธ์ ไฟฟา้ หรือมที ิศทางจากจุด
ระหว่างความต้านทาน ท่มี ศี กั ยไ์ ฟฟา้ สงู ไปยัง จุดท่ี
กับความยาว มีศักยไ์ ฟฟา้ ต่ำกว่า
พนื้ ทหี่ น้าตัด และ - กระแสไฟฟ้าในตวั นำ
สภาพต้านทานของ ไฟฟา้ มีความสมั พันธ์ กบั
ตวั นำ โลหะท่อี ณุ หภมู ิ ความเรว็ ลอยเลือ่ นของ
คงตวั และคำ นวณ อเิ ลก็ ตรอนอสิ ระ ความ
ปรมิ าณต่าง ๆ ที่ หนาแน่นของ
เกยี่ วขอ้ ง รวมทงั้ อิเล็กตรอนอสิ ระในตวั นำ
อธิบายและคำ นวณ และพนื้ ที่หนา้ ตดั ของตวั นำ
ตามสมการ =
- เ ม ื ่ อ อ ุ ณ ห ภ ู ม ิ ค ง ตั ว
กระแสไฟฟ้าในตัวนำโลหะ
ความต่างศักย์ที่ปลายท้ัง
สองและความต้านทาน
ข อ ง ต ั ว น ำ น ั ้ น มี
ความสัมพันธ์กันตามกฎ