The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Phuwadon Nikonphan, 2022-05-19 05:42:21

Full_ม.ปลาย

Full_ม.ปลาย

99

หนว่ ย ช่ือหนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนัก

ท่ี การเรยี นรู้ (ชว่ั โมง) คะแนน

ธรรมและจรรยาบรรณการ

ใช้สัตว์ทดลอง

2 เคมที ี่เปน็ พนื้ ฐาน 3. สบื ค้นข้อมูล - ส่ิงมชี ีวิตประกอบดว้ ย 14 15

ของสง่ิ มชี ีวิต อธิบายเกย่ี วกับสมบัติ ธาตุและสารประกอบใน

ของน้ำ และบอก รา่ งกายของส่งิ มชี วี ิตมนี ำ้

ความสำคญั ของน้ำทม่ี ี เปน็ องคป์ ระกอบ

ต่อสง่ิ มีชีวติ และ มากที่สดุ น้ำประกอบดว้ ย

ยกตวั อยา่ งธาตชุ นิด ธาตุไฮโดรเจนและ

ตา่ งๆ ท่ีมีความสำคัญ ออกซิเจน มีสมบตั ิในการ

ต่อร่างกายสิง่ มชี ีวิต เป็นตวั ทำละลายท่ีดี เกบ็

4. สืบค้นขอ้ มูล ความร้อนไดด้ ี และมีความ

อธบิ ายโครงสร้างของ จคุ วามรอ้ นสูง ซึ่งชว่ ย

คารโ์ บไฮเดรต ระบุ รักษาดุลยภาพของเซลลไ์ ด้

กลุ่มของคารโ์ บไฮเดรต - ธาตุที่ส่งิ มชี วี ติ ตอ้ งการจะ

รวมท้ังความสำคญั ของ อยู่ในรูปของไอออนใน

คารโ์ บไฮเดรตท่ีมตี ่อ มนษุ ย์และสตั ว์ ธาตจุ ะชว่ ย

ส่ิงมชี วี ิต ใหก้ ารทำงานของ

5. สืบคน้ ข้อมูล ระบบต่าง ๆ ในร่างกาย

อธิบายโครงสร้างของ ดำเนินไปตามปกติ

โปรตนี และ นอกจากนใ้ี นกระดกู ฟัน

ความสำคัญของ และกล้ามเนื้อจะมีธาตุ

โปรตนี ท่มี ตี อ่ สง่ิ มชี ีวติ เป็นองคป์ ระกอบด้วย

6. สืบคน้ ขอ้ มูล - คารโ์ บไฮเดรต

อธบิ ายโครงสรา้ งของ ประกอบด้วย ธาตคุ าร์บอน

ลิพิด และความสำคัญ ไฮโดรเจน และออกซเิ จน

ของลพิ ิดท่ีมตี ่อ แบง่ ตามขนาดโมเลกลุ

ส่งิ มชี วี ิต ออกได้เป็น ๓ กลุ่ม คือ มอ

7. อธบิ ายโครงสร้าง โนแซ็กคาไรด์

ของกรดนวิ คลีอกิ ระบุ ไดแซ็กคาไรด์ และพอลิ

ชนิดของกรดนวิ คลอี ิก แซก็ คาไรด์

และความสำคัญของ - โปรตีนมีกรดอะมโิ นเปน็

กรดนวิ คลอี ิก หน่วยยอ่ ย ประกอบด้วย

ท่ีมีตอ่ สิ่งมชี ีวิต ธาตุคารบ์ อน ไฮโดรเจน

8. สืบค้นข้อมูล และ ออกซเิ จน และไนโตรเจน

อธิบายปฏกิ ิริยาเคมีท่ี บางชนดิ อาจมี ธาตุ

เกดิ ขน้ึ ในสง่ิ มชี ีวติ

100

หน่วย ชอื่ หน่วย ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนกั

ท่ี การเรยี นรู้ (ชวั่ โมง) คะแนน

9. อธิบายการทา้ งาน ฟอสฟอรัส เหล็ก และ

ของเอนไซม์ ในการเรง่ กำมะถนั

ปฏกิ ริ ิยาเคมใี น เป็นองคป์ ระกอบ

สง่ิ มีชวี ติ และระบุ - ลพิ ิดประกอบด้วย ธาตุ

ปจั จยั ที่มีผลตอ่ การ คาร์บอน ไฮโดรเจน และ

ทำงานของเอนไซม์ ออกซิเจน เปน็

สารประกอบที่ละลายไดด้ ี

ในตัวทำละลายท่ีเปน็

สารอินทรยี ์ ลิพดิ กล่มุ

สำคัญ

ทีพ่ บในส่งิ มีชีวติ เช่น กรด

ไขมนั ไตรกลเี ซอไรด์ ฟอส

โฟลพิ ดิ สเตอรอยด์

- กรดนิวคลอิ ิก

ประกอบด้วย หน่วยยอ่ ย

เรยี กวา่

นวิ คลีโอไทด์ โมเลกุลของนิ

วคลีโอไทด์ ประกอบด้วย

หมฟู่ อสเฟต น้ำตาลท่มี ี

คารบ์ อน 5 อะตอม

และเบสทม่ี ีไนโตรเจนเป็น

องค์ประกอบ

- กรดนิวคลิอิกเป็น

องคป์ ระกอบของสาร

พนั ธุกรรม ทำหน้าท่เี ก็บ

และถ่ายทอดข้อมูลทาง

พนั ธกุ รรม

มี 2 ชนดิ คือ DNA และ

RNA

- เมแทบอลซิ มึ เปน็

ปฏกิ ิริยาเคมที เ่ี กิดขน้ึ

ภายในเซลลข์ องส่ิงมชี ีวิต

ปฏกิ ริ ิยาเคมี ประกอบดว้ ย

ปฏิกริ ยิ าคายพลังงาน และ

ปฏิกิรยิ าดูดพลงั งาน

ปฏกิ ริ ยิ าเคมเี หลา่ นจ้ี ะ

101

หนว่ ย ช่ือหน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนัก

ท่ี การเรยี นรู้ (ชว่ั โมง) คะแนน

ดำเนนิ ไปไดอ้ ย่างรวดเร็ว

จำเป็นตอ้ งอาศยั เอนไซม์

ช่วยเร่งปฏิกริ ยิ า

- เอนไซม์สว่ นใหญเ่ ป็นสาร

ประเภทโปรตีน ทำหน้าที่

เรง่ ปฏกิ ิรยิ าเคมี ในขณะท่ี

เกิด ปฏิกิริยาเคมใี นเซลล์

สารตงั้ ตน้ จะเขา้ ไปจับกบั

เอนไซม์

ทบ่ี ริเวณจำเพาะของ

เอนไซม์ทเ่ี รียกวา่ บรเิ วณ

เร่ง ถ้าสารตัง้ ต้นมี

โครงสร้างเขา้ กบั บริเวณเรง่

ได้

สารตงั้ ตน้ นนั้ จะถกู

เปลย่ี นเปน็ สารผลติ ภัณฑ์

- อุณหภมู ิ สภาพความเปน็

กรด-เบส และตัวยับยง้ั

เอนไซม์เป็นปัจจยั ทีม่ ีผล

ตอ่ การทำงานของเอนไซม์

3 เซลลแ์ ละการทำน 10. บอกวิธกี าร และ - กล้องจลุ ทรรศน์เป็น 18 15

งานของเซลล์ เตรียมตวั อยา่ ง เคร่ืองมอื ทใ่ี ช้ศึกษา

ส่งิ มีชวี ิตเพ่ือศึกษา สิ่งมชี ีวติ ขนาดเลก็ ทีไ่ ม่

ภายใตก้ ลอ้ งจุลทรรศน์ สามารถเหน็ ได้ดว้ ยตาเปล่า

แบบใช้แสง วัดขนาด และรายละเอียดโครงสรา้ ง

โดยประมาณ และวาด ของเซลล์

ภาพท่ีปรากฏภายใต้ - กลอ้ งจลุ ทรรศนใ์ ชแ้ สง

กล้อง บอกวธิ ีการใช้ เชิงประกอบ และกล้อง

และการดแู ลรกั ษา จุลทรรศนใ์ ช้แสงแบบ

กลอ้ งจลุ ทรรศนแ์ บบ สเตอริโออาศัยเลนส์ในการ

ใช้แสงท่ีถกู ต้อง ทำให้เกิดภาพขยาย

11. อธิบายโครงสรา้ ง - กล้องจุลทรรศน์

และหน้าทีข่ องส่วนท่ี อเิ ล็กตรอนทำให้เกดิ ภาพ

หอ่ หุ้มเซลล์ ในเซลล์ ขยาย โดยอาศยั เลนส์

พืชและเซลล์สัตว์ แม่เหล็กไฟฟา้ รวมลำ

อเิ ลก็ ตรอนซึ่งมีอย่ดู ้วยกัน

102

หนว่ ย ชื่อหนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนัก

ท่ี การเรียนรู้ (ชั่วโมง) คะแนน

12. สืบค้นข้อมูล ๒ ชนดิ คือ ชนิดสอ่ งผ่าน

อธบิ าย และระบชุ นดิ และชนิดส่องกราด

หน้าทีข่ องออร์แกเนลล์ - ตวั อยา่ งสง่ิ มชี วี ิตทีน่ ำมา

13. อธิบายโครงสรา้ ง ศกึ ษาภายใต้กล้อง

และหนา้ ท่ีของ จุลทรรศน์ใช้แสงตอ้ งมี

นวิ เคลยี ส วิธีการเตรยี มท่ถี กู ต้องและ

14. อธบิ าย และ เหมาะสมกับชนดิ ของ

เปรียบเทยี บการแพร่ ส่ิงมีชีวติ เพอ่ื ให้เกิด

ออสโมซิส การแพร่ ประสทิ ธิภาพในการศึกษา

แบบฟาซลิ ิเทต และ - กล้องจุลทรรศนใ์ ชแ้ สง

แอกทีฟทรานสปอรต์ เปน็ เคร่อื งมอื ทม่ี คี วาม

15. สืบค้นข้อมูล ละเอยี ด

อธบิ าย และเขยี น ซับซอ้ น และราคาคอ่ นข้าง

แผนภาพการลา้ เลยี ง สูง จงึ ควรใชอ้ ย่างถูกวธิ ี มี

สารในโมเลกุลใหญ่ การเกบ็ และดแู ลรักษาที่

ออกจากเซลล์ ด้วย ถกู ตอ้ ง เพอื่ ให้สามารถใช้

กระบวน การ งานไดน้ าน

เอกโซไซโทซสิ และ - เซลล์เปน็ หนว่ ยพ้นื ฐานที่

การลา้ เลียงสาร เลก็ ทส่ี ุดของสิ่งมีชวี ติ

โมเลกลุ ใหญ่เขา้ สู่เซลล์ โครงสรา้ งพน้ื ฐานของเซลล์

ด้วยกระบวนการเอน ประกอบด้วย ส่วนทีห่ อ่ หมุ้

โดไซโทซิส เซลล์ ไซโทพลาซึม และ

16. สังเกตการแบ่ง นวิ เคลียส

นวิ เคลยี สแบบไมโทซิส - สว่ นทหี่ ่อหมุ้ เซลล์ที่พบ

และแบบไมโอซิสจาก ในเซลลท์ ุกชนดิ คือ เยอื่

ตัวอย่างภายใต้กล้อง หมุ้ เซลล์ แตใ่ นแบคทีเรีย

จลุ ทรรศน์ พร้อมทั้ง สาหรา่ ย ฟังไจ และพชื

อธบิ ายและ จะมีผนังเซลล์เปน็ ส่วน

เปรียบเทียบการแบง่ ห่อหมุ้ เซลลเ์ พม่ิ เติมข้ึนมา

นิวเคลยี สแบบไมโทซิส อีกชน้ั หน่ึง

และแบบไมโอซสิ - โครงสรา้ งของเยือ่ หุ้ม

17. อธิบาย เซลลป์ ระกอบด้วยโมเลกุล

เปรียบเทยี บ และสรปุ ของฟอสโฟลพิ ดิ เรียงเปน็

ข้นั ตอนการหายใจ สองช้ัน และมโี ปรตีนแทรก

ระดบั เซลล์ในภาวะที่มี หรืออยู่ท่ีผิวทัง้ สองด้าน

ออกซิเจนเพียงพอ ของฟอสโฟลพิ ิด

103

หนว่ ย ชื่อหนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนกั

ท่ี การเรยี นรู้ (ชัว่ โมง) คะแนน

และภาวะทีม่ ี - ไซโทพลาซมึ อยู่ภายใน

ออกซิเจนไม่เพยี งพอ เยอ่ื ห้มุ เซลล์ ประกอบด้วย

ไซโทซอลและออร์แกเนลล์

- นวิ เคลยี สเป็นศูนยก์ ลาง

ควบคุมการทำงานของ

เซลล์ยูคารโิ อต

ประกอบด้วยเย่ือหุม้ ซงึ่

ภายในมี DNA RNA และ

โปรตนี บางชนิด

11 สารต่างๆ มีการ

เคลอ่ื นทเี่ ข้าและออกจาก

เซลลอ์ ยูต่ ลอดเวลาโดย

กระบวนการตา่ ง ๆ ได้แก่

การแพร่ ออสโมซิส การ

แพร่แบบฟาซิลิเทต แอก

ทีฟทรานสปอรต์

กระบวนการเอกโซไซโทซสิ

กระบวนการเอนโดไซโท

ซสิ

- แก๊สต่าง ๆ เขา้ หรอื ออก

จากเซลลโ์ ดยการแพร่ สว่ น

น้ำเข้าหรือออกจากเซลล์

ผ่านเยอ่ื หุม้ เซลล์

โดยออสโมซิส

- ไอออนและสารบางอยา่ ง

ทไ่ี มส่ ามารถลำเลียงผ่าน

เยอ่ื หุม้ เซลลโ์ ดยตรงได้

จำเป็นต้องอาศัย

โปรตนี ทีอ่ ยบู่ นเย่ือหมุ้

เซลล์เป็นตัวพาสารนั้นเขา้

และออกจากเซลล์ เรยี กว่า

การแพรแ่ บบ

ฟาซลิ เิ ทต

- แอกทีฟทรานสปอรต์

เป็นการลำเลยี งสารจาก

หน่วย ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ 104
ท่ี การเรยี นรู้
สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนัก
(ช่วั โมง) คะแนน

บรเิ วณที่มคี วามเขม้ ข้นต่ำ
ไปยงั บรเิ วณทีม่ ี
ความเข้มข้นสงู
- สารบางอย่างที่ไม่
สามารถแพร่ผา่ นเยอ่ื หุ้ม
เซลลห์ รอื ลำเลียงผ่าน
โปรตีนทีเ่ ป็นตัวพาไดจ้ ะถูก
ลำเลยี งออกจากเซลล์ ดว้ ย
กระบวนการเอกโซไซโทซสิ
- สารท่ีมีขนาดใหญจ่ ะ
สามารถลำเลียงเขา้ สู่เซลล์
ดว้ ยกระบวนการเอนโดไซ
โทซสิ ซง่ึ แบ่งเปน็ 3 แบบ
ได้แก่ พโิ นไซโทซิส ฟาโก
ไซโทซสิ และการนำสาร
เขา้ ส่เู ซลล์โดยอาศยั ตัวรบั
- การแบง่ เซลล์ของ
สิง่ มีชีวติ เปน็ การเพ่มิ
จำนวนเซลล์ ซงึ่ เป็น
กระบวนการทเี่ กิดขน้ึ
ต่อเนือ่ งกันเปน็ วัฏจกั ร
โดยวัฏจักรของเซลล์
ประกอบดว้ ยอนิ เตอร์เฟส
การแบง่ นิวเคลยี สแบบไม
โทซิสและ
การแบง่ ไซโทพลาซึม
- การแบง่ นิวเคลยี สมี 2
แบบ คอื การแบง่
นิวเคลยี สแบบไมโทซิสและ
การแบง่ นิวเคลยี สแบบ
ไมโอซสิ
- การแบ่งนวิ เคลียสแบบไม
โทซสิ ประกอบด้วย
ระยะโพรเฟส เมทาเฟส
แอนาเฟส และเทโลเฟส

หน่วย ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ 105
ท่ี การเรยี นรู้
สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนัก
(ชัว่ โมง) คะแนน

- การแบง่ นวิ เคลียสแบบไม
โอซสิ ประกอบดว้ ย
ระยะโพรเฟส I เมทาเฟส I
แอนาเฟส I เทโลเฟส I
ระยะโพรเฟส II เมทาเฟส
II แอนาเฟส II และเทโล
เฟส II
- การแบ่งนิวเคลยี สแบบไม
โทซิสทำให้เซลล์รา่ งกาย
เพิม่ จำนวนเพอื่ การ
เจริญเตบิ โต และซอ่ มแซม
สว่ นทส่ี ึกหรอหรอื ถกู
ทำลายไปได้ ส่วนการแบ่ง
นวิ เคลียสแบบไมโอซสิ มี
ความ สำคัญต่อสง่ิ มีชีวติ ใน
กระบวนการสร้างเซลล์
สืบพันธุ์
- การแบง่ ไซโทพลาซึมใน
เซลลพ์ ืชจะมกี ารสรา้ งแผน่
กน้ั เซลล์และเซลลส์ ัตวจ์ ะมี
การคอดเว้า
เข้าหากนั ของเยอื่ หุม้ เซลล์
- การหายใจระดบั เซลล์
เปน็ การสลายสารอาหารท่ี
มพี ลังงานสูง โดยมี
ออกซิเจนเปน็ ตวั รับ
อเิ ลก็ ตรอนตัวสุดท้าย
ประกอบด้วย ๓ ขัน้ ตอน
คอื ไกลโคลิซิส วัฏจกั รเค
รบส์ และกระบวนการ
ถ่ายทอดอเิ ลก็ ตรอน
- การหายใจระดบั เซลล์
พลงั งานสว่ นใหญ่ไดจ้ าก
ข้นั ตอนการถา่ ยทอด
อิเลก็ ตรอน พลังงานนจ้ี ะ

106

หน่วย ชอื่ หน่วย ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา น้ำหนกั
ท่ี การเรียนรู้
(ช่วั โมง) คะแนน

ถกู เก็บไวใ้ นพนั ธะเคมใี น

โมเลกลุ ของ ATP

- ในภาวะท่ีมีออกซิเจนไม่

เพียงพอ ทำใหก้ ารหายใจ

ของเซลลไ์ ม่สมบรู ณ์ จึง

เกดิ ได้เฉพาะไกลโคลซิ ิสผล

ทีไ่ ด้จากการหายใจใน

สภาวะน้ใี นสัตวจ์ ะไดก้ รด

แลกติก ในจุลนิ ทรีย์และ

พืชอาจได้กรดแลกตกิ หรือ

เอทลิ แอลกอฮอล์

หนว่ ยการเรียนรู้ 38 40

กลางภาค 1 30

ปลายภาค 1 30

รวม 40 100

** ปรบั จำนวนชั่วโมง**

107

คำอธบิ ายรายวิชา

กล่มุ สาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

รายวิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ 1 รหัสวชิ า ว31261 ช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 4

ภาคเรียนที่ 1 จำนวน 40 ชัว่ โมง จำนวน 1 หนว่ ยกิต

ศกึ ษาการแบ่งชน้ั และสมบตั ขิ องโครงสรา้ งโลก รอยตอ่ ระหว่างชนั้ โครงสร้างพรอ้ มหลกั ฐาน สนบั สนุน
ศึกษาการเคลอื่ นท่ีของแผน่ ธรณีตามทฤษฎธี รณแี ปรสัณฐานพร้อมหลักฐานสนบั สนนุ ศึกษาสาเหตแุ ละรูปแบบ
แนวรอยต่อของแผน่ ธรณที ส่ี ัมพนั ธก์ ารเคลื่อนท่ีของแผน่ ธรณี และหลกั ฐาน ที่เปน็ ผลจากการเคลอื่ นที่ของแผ่น
ธรณี ศกึ ษาสาเหตุ กระบวนการเกดิ และผลจากการเกิดภูเขาไฟ ระเบดิ แผ่นดินไหว และสึนามิ พรอ้ มแนวทาง
การเฝ้าระวังและปฏิบัติตนให้ปลอดภัย รวมทั้งอธิบาย ลำดับเหตุการณ์ทางธรณีวิทยาในอดีตจากการใช้
หลกั ฐานท่พี บในปัจจบุ นั

โดยใช้กระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสืบค้นข้อมูล การสังเกต วิเคราะห์
เปรียบเทียบ อธิบาย อภิปราย และสรุป เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ มี
ทักษะปฏิบัติ การทางวิทยาศาสตร์ รวมทั้งทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ในด้านการใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศ ด้านการคิดและการแก้ปัญหา ด้านการสื่อสาร สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ใน
ชวี ติ ของตนเอง มจี ิตวิทยาศาสตร์ จริยธรรม คณุ ธรรม และคา่ นยิ มทเี่ หมาะสม

ผลการเรียนรู้
1. อธิบายการแบง่ ชั้นและสมบัตขิ องโครงสรา้ งโลก พร้อมยกตวั อยา่ งขอ้ มูลท่สี นบั สนนุ
2. อธิบายหลักฐานทางธรณีวิทยาที่สนับสนนุ การเคลอ่ื นทข่ี องแผน่ ธรณี
3. ระบุสาเหตุ และอธิบายแนวรอยต่อของแผ่นธรณีที่สัมพันธ์การเคลื่อนที่ของแผ่นธรณี พร้อม

ยกตวั อย่างหลกั ฐานทางธรณวี ิทยาทีพ่ บ
4. วิเคราะห์หลกั ฐานทางธรณวี ทิ ยาทีพ่ บในปัจจบุ นั และอธบิ ายลำดับเหตุการณท์ างธรณีวทิ ยาในอดีต
5. อธิบายสาเหตุ กระบวนการเกิดภูเขาไฟระเบิดและปัจจัยที่ทำ ให้ความรุนแรงของการปะทุและ

รปู ร่างของภูเขาไฟแตกต่างกนั รวมทง้ั สบื ค้นขอ้ มูลพนื้ ทเ่ี ส่ียงภัย ออกแบบและนำ เสนอแนวทางการเฝ้าระวัง
และการปฏิบตั ิตนให้ปลอดภยั

6. อธิบายสาเหตุ กระบวนการเกิด ขนาดและความรุนแรง และผลจากแผ่นดินไหว รวมทั้งสืบค้น
ขอ้ มูลพ้ืนทเ่ี สย่ี งภัย ออกแบบและนำ เสนอแนวทางการเฝา้ ระวังและปฏิบตั ติ นใหป้ ลอดภยั

7. อธบิ ายสาเหตุ กระบวนการเกิด และผลจากสึนามิ รวมทงั้ สบื คน้ ขอ้ มูลพน้ื ที่เสี่ยงภัยออกแบบและ
นำ เสนอแนวทางการเฝา้ ระวังและการปฏิบัติตนให้ปลอดภยั

รวมท้ังหมด 7 ผลการเรยี นรู้

108

โครงสรา้ งรายวชิ า

รายวชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ 1 รหัสวิชา ว31261 ช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 4
จำนวน 1 หน่วยกิต
ภาคเรียนท่ี 1 จำนวน 40 ชัว่ โมง

หนว่ ย ช่ือหน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรยี นรู้
1 โครงสรา้ งโลก (ช่ัวโมง) คะแนน

2 การแปรสัณฐาน 1. อธบิ ายการแบง่ ช้ัน - การศึกษาโครงสรา้ งโลก 10 10
ของแผ่นธรณี
และสมบัตขิ อง ใช้ขอ้ มูลหลายด้าน เชน่

โครงสร้างโลก องคป์ ระกอบทางเคมขี อง

พร้อมยกตวั อย่าง หินและแร่ องค์ประกอบ

ข้อมลู ท่ีสนบั สนนุ ทางเคมีของอุกกาบาต

ข้อมูลคล่นื ไหว สะเทอื นท่ี

เคล่ือนท่ีผ่านโลก จึง

สามารถแบ่งช้นั โครงสรา้ ง

โลกได้๒ แบบ คือ

โครงสรา้ งโลก ตาม

องค์ประกอบทางเคมีแบ่ง

ไดเ้ ป็น ๓ ชั้น ได้แก่

เปลอื กโลก เนอ้ื โลก และ

แก่นโลก และ โครงสร้าง

โลกตามสมบตั เิ ชิงกล แบ่ง

ได้เปน็ ๕ ช้นั ได้แก่ ธรณี

ภาค ฐานธรณีภาค มัชฌิม

ภาค แก่นโลกช้นั นอก และ

แก่นโลกชนั้ ใน นอกจากน้ี

ยังมีการค้นพบรอยต่อ

ระหวา่ งชนั้ โครงสร้างโลก

เชน่ แนวแบง่ เขตโมโฮโรวิ

ซิกแนวแบง่ เขตกูเทนเบิร์ก

แนวแบ่งเขตเลหแ์ มน

2. อธิบายหลักฐาน - แผน่ ธรณตี า่ ง ๆ เป็น 14 20

ทางธรณีวทิ ยาที่ ส่วนประกอบของธรณภี าค

สนับสนุน ซงึ่ เปน็ ช้ันนอกสดุ ของ

การเคลอื่ นทขี่ องแผน่ โครงสร้างโลก โดยมีการ

ธรณี เปลี่ยนแปลงขนาดและ

3. ระบสุ าเหตุและ ตำแหนง่ ต้ังแตอ่ ดีต จนถงึ

อธบิ ายแนวรอยต่อของ ปจั จุบัน การเคลอื่ นทีข่ อง

แผ่นธรณี แผ่นธรณดี ังกลา่ ว อธบิ าย

109

หน่วย ชือ่ หนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนกั

ท่ี การเรยี นรู้ (ชัว่ โมง) คะแนน

ท่ีสมั พันธก์ บั การ ไดต้ ามทฤษฎีธรณีแปร

เคล่ือนท่ขี องแผน่ ธรณี สณั ฐาน ซ่ึงมี รากฐานมา

พรอ้ มยกตวั อยา่ ง จากทฤษฎีทวีปเลือ่ นและ

หลกั ฐานทาง ทฤษฎี การแผข่ ยายพื้น

ธรณวี ิทยาที่พบ สมุทร โดยมหี ลักฐานท่ี

4. วเิ คราะห์หลักฐาน สนับสนนุ ไดแ้ กร่ ูปรา่ งของ

ทางธรณีวทิ ยาทพ่ี บใน ขอบทวีปท่ีสามารถ

ปัจจุบนั เช่อื มตอ่ กันได้ ความ

และอธิบายลำดับ คลา้ ยคลึงกนั ของกลุ่มหิน

เหตกุ ารณท์ าง และแนวเทอื กเขา ซากดกึ

ธรณวี ทิ ยา ดำบรรพร์ อ่ งรอย การ

ในอดตี เคลือ่ นทีข่ อง ตะกอนธาร

น้ำแข็ง ภาวะแม่เหลก็ โลก

บรรพกาล อายุหินของพื้น

มหาสมทุ ร รวมท้งั การ

คน้ พบ สันเขากลางสมทุ ร

และร่องลกึ กน้ สมทุ ร

- การพาความรอ้ นของ

แมกมาภายในโลก ทำให้

เกดิ การเคลอ่ื นท่ีของแผ่น

ธรณตี ามทฤษฎีธรณี แปร

สัณฐาน ซ่ึง

นกั วทิ ยาศาสตร์ได้สำรวจ

พบ หลกั ฐานทาง

ธรณวี ิทยา ไดแ้ ก่ ธรณี

สัณฐาน และธรณี

โครงสร้างที่บริเวณแนว

รอยตอ่ ของ แผ่นธรณเี ชน่

ร่องลึกก้นสมทุ ร หมเู่ กาะ

ภูเขาไฟ รูปโค้ง แนวภูเขา

ไฟ แนวเทือกเขา หุบเขา

ทรดุ และสันเขากลาง

สมทุ ร รอยเลือ่ น

นอกจากนี้ ยังพบการเกิด

ธรณีพิบตั ภิ ยั ท่บี รเิ วณแนว

รอยตอ่ ของแผน่ ธรณีเชน่

หน่วย ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ 110
ท่ี การเรยี นรู้
สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนัก
(ช่วั โมง) คะแนน

แผ่นดนิ ไหว ภเู ขาไฟระเบดิ
สนึ ามซิ ่ึงหลกั ฐานดงั กล่าว
สัมพันธ์กับรูปแบบ การ
เคล่ือนที่ของแผ่นธรณี
นกั วิทยาศาสตร์ จงึ สรปุ ได้
วา่ แนวรอยตอ่ ของแผ่น
ธรณีมี๓ รูปแบบ ไดแ้ ก่
แนวแผ่นธรณแี ยกตัว แนว
แผน่ ธรณี เคลอื่ นท่ีเขา้ หา
กัน แนวแผน่ ธรณเี คลือ่ นท่ี
ผ่านกัน ในแนวราบ
- การลำดบั ช้ันหิน เป็น
การศึกษาการวางตัว การ
แผก่ ระจายลำดบั อายุ
ความสมั พนั ธข์ องชั้นหิน
รอยช้นั ไมต่ อ่ เนอื่ ง และ
หลกั ฐานทางธรณวี ิทยา
อน่ื ๆ ทีป่ รากฏ ทำให้
ทราบลำดับเหตุการณท์ าง
ธรณีวทิ ยา การ
เปลีย่ นแปลง
สภาพแวดลอ้ ม
ววิ ัฒนาการของสงิ่ มชี วี ติ ท่ี
เกดิ ขนึ้ บนโลกตั้งแต่
กำเนิดโลกจนถงึ ปัจจุบัน
- หลักฐานทางธรณวี ทิ ยา
ได้แกซ่ ากดึกดำบรรพ์ หนิ
และลกั ษณะโครงสรา้ งทาง
ธรณซี ่ึงนำมา หาอายุได๒้
แบบ ไดแ้ กอ่ ายุ
เปรียบเทยี บ คอื อายุของ
ซากดึกดำบรรพห์ ิน และ/
หรอื เหตุการณ์ทาง
ธรณีวิทยา เมอ่ื เทียบกับ
ซากดกึ ดำบรรพ์หิน และ/
หรอื เหตกุ ารณ์ทาง

111

หน่วย ชื่อหนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรียนรู้
(ช่วั โมง) คะแนน
3 ธรณีพิบตั ภิ ยั
ธรณีวิทยาอื่น ๆ และอายุ

สัมบรู ณค์ อื อายุท่รี ะบุ

เป็นตัวเลขของหิน และ/

หรือเหตกุ ารณ์ทาง

ธรณวี ิทยาซึ่งคำนวณได้

จากไอโซโทปของธาตุ

- ข้อมูลจากอายุ

เปรียบเทยี บและอายุ

สมั บรู ณ์ สามารถนำมา

จัดทำมาตราธรณีกาลคือ

การลำดับ ช่วงเวลาของ

โลกตงั้ แตเ่ กดิ จนถงึ ปัจจุบัน

แบง่ ออกเป็น บรมยุค

มหายคุ ยคุ และสมยั ซง่ึ แต่

ละ ชว่ งเวลามสี ่ิงมชี ีวติ

สภาพแวดลอ้ มและ

เหตกุ ารณ์ ท่เี กิดขึน้

แตกต่างกัน

5. อธบิ ายสาเหตุ - ภเู ขาไฟระเบดิ เกิดจาก 14 20

กระบวนการเกิดภูเขา การแทรกดนั ของแมกมา

ไฟระเบดิ และปัจจัยที่ ขึน้ มาตามสว่ นเปราะบาง

ทำให้ความรนุ แรงของ หรอื รอยแตก บนเปลอื ก

การปะทุ และรูปรา่ ง โลก มักพบหนาแนน่

ของภเู ขาไฟแตกตา่ ง บรเิ วณรอยตอ่ ระหว่าง

กนั รวมทัง้ สืบค้น แผ่นธรณีทำให้บริเวณ

ข้อมลู พื้นท่ีเสย่ี งภยั ดงั กล่าวเปน็ พื้นที่ เสีย่ งภยั

ออกแบบและนำเสนอ ความรนุ แรงของการปะทุ

แนวทางการเฝา้ ระวัง และรูปร่าง ของภูเขาไฟที่

และการปฏิบัตติ น ให้ แตกตา่ งกันขึ้นอยูก่ ับ

ปลอดภยั องค์ประกอบ ของแมกมา

6. อธิบายสาเหตุ ผลจากการระเบดิ ของภเู ขา

กระบวนการเกิด ไฟมที ้งั ประโยชนแ์ ละโทษ

ขนาดและ ความ จงึ ตอ้ งศึกษาแนวทางใน

รุนแรง และผลจาก การ เฝา้ ระวงั และการ

แผ่นดินไหว รวมท้ัง ปฏบิ ัติตนให้ปลอดภยั

สืบคน้ ข้อมลู พน้ื ท่เี ส่ียง

112

หน่วย ชือ่ หนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนัก

ท่ี การเรยี นรู้ (ชัว่ โมง) คะแนน

ภัย ออกแบบและ - แผน่ ดนิ ไหวเกิดจากการ

นำเสนอ แนวทางการ ปลดปล่อยพลังงานท่ีสะสม

เฝา้ ระวงั และการ ไวข้ องเปลือกโลกในรูปของ

ปฏบิ ตั ติ น ให้ปลอดภยั คล่ืนไหวสะเทอื น

7. อธบิ ายสาเหตุ แผ่นดนิ ไหวมีขนาดและ

กระบวนการเกิด และ ความรุนแรงแตกต่างกนั

ผลจาก และทำลายทรพั ยส์ นิ ศนู ย์

สึนามิรวมทง้ั สืบค้น เกดิ แผน่ ดนิ ไหวมักอยู่

ขอ้ มูลพ้ืนท่เี สีย่ งภัย บริเวณรอยต่อของแผ่น

ออกแบบ ธรณแี ละพน้ื ทีภ่ ายใต้

และนำเสนอแนว อทิ ธิพลของการเคลื่อนของ

ทางการเฝา้ ระวงั และ แผ่นธรณีทรี่ ะดบั ความลึก

การปฏบิ ัตติ น ต่างกนั ให้บรเิ วณดงั กลา่ ว

ให้ปลอดภยั เป็นพ้นื ท่เี สย่ี งภยั

แผน่ ดนิ ไหว ซึง่ สง่ ผลให้

สิ่งก่อสร้างเสียหาย เกิด

อันตรายตอ่ ชีวติ และ

ทรพั ยส์ ิน จงึ ตอ้ งศกึ ษา

แนวทางในการเฝ้าระวัง

และการปฏิบตั ิตน ให้

ปลอดภัย

- สึนามคิ อื คลนื่ น้ำทีเ่ กิด

จากการแทนทีม่ วลน้ำ ใน

ปริมาณมหาศาล สว่ นมาก

จะเกิดในทะเล หรือ

มหาสมทุ ร โดยคลนื่ มี

ลักษณะเฉพาะ คือ ความ

ยาวคลนื่ มากและเคลอื่ นท่ี

ดว้ ยความเร็วสงู เมอื่ อยู่

กลางมหาสมทุ รจะมคี วาม

สงู คล่ืนน้อย และอาจเพม่ิ

ความสงู ข้ึนอย่างรวดเร็ว

เม่ือคล่ืน เคล่อื นท่ีผ่าน

บรเิ วณนำ้ ตน้ื ทำใหพ้ ้นื ที่

บริเวณ ชายฝ่งั บางบริเวณ

113

หนว่ ย ชื่อหนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรยี นรู้ (ชัว่ โมง) คะแนน
หนว่ ยการเรยี นรู้
กลางภาค เปน็ พน้ื ทเ่ี ส่ยี งภัยสนึ ามิ
ปลายภาค กอ่ ให้เกิดอนั ตรายแก่
รวม มนุษย์และสิ่งกอ่ สรา้ ง ใน
บริเวณชายหาดนนั้ จงึ ต้อง
ศกึ ษาแนวทาง ในการเฝ้า
ระวัง และการปฏบิ ตั ิตนให้
ปลอดภยั

38 50

1 30

1 20

40 100

114

คำอธบิ ายรายวชิ า

กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

รายวิชาวทิ ยาการคำนวณ 2 รหัสวชิ า ว31201 ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 4

ภาคเรยี นท่ี 2 จำนวน 20 ชัว่ โมง จำนวน 0.5 หน่วยกิต

ศึกษาหลักการของแนวคิดเชิงคำนวณ การแยกส่วนประกอบและการย่อยปัญหา การหารูปแบบ
การคิดเชงิ นามธรรม ตัวอย่างและประโยชน์ของแนวคิดเชงิ คำนวณเพ่ือแก้ปญั หาในชีวิตประจำวนั ประยุกต์ใช้
แนวคดิ เชงิ คำนวณในการออกแบบขั้นตอนวิธีสำหรับแก้ปญั หา การแกป้ ญั หาด้วยคอมพิวเตอร์ การระบุข้อมูล
เข้า ข้อมูลออก และเงื่อนไขของปัญหา การออกแบบขั้นตอนวิธี การทำซ้ำ การจัดเรียงและค้นหาข้อ มูล

ตัวอย่างการออกแบบขั้นตอนวิธีเพื่อแก้ปัญหาด้วยคอมพิวเตอร์ การศึกษาตัวอย่างโครงงานทางเทคโนโลยี
สารสนเทศ การกำหนดปัญหา ศึกษา วางแผน ดำเนินงาน สรุปผลและเผยแพร่ ในการพัฒนาโครงงานที่มี
การบูรณาการร่วมกบั วชิ าอ่ืนและเชอ่ื มโยงกบั ชีวติ จริง

ผลการเรียนรู้

1. ประยุกตใ์ ชแ้ นวคดิ เชิงคำนวณในการพัฒนาโครงงานที่มีการบูรณาการกบั วชิ าอน่ื อยา่ ง สร้างสรรค์
และเชอ่ื มโยงกบั ชวี ิตจรงิ

รวมทง้ั หมด 1 ผลการเรยี นรู้

115

รายวิชาวิทยาการคำนวณ 2 โครงสร้างรายวิชา ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 4
ภาคเรยี นที่ 2 จำนวน 0.5 หน่วยกติ
รหัสวิชา ว31201

จำนวน 20 ชั่วโมง

หน่วย ชอื่ หนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนัก
คะแนน
ท่ี การเรียนรู้ (ช่วั โมง)
๑๕
๑ แนวคดิ เชิง 1. ประยุกตใ์ ช้แนวคิด -ขน้ั ตอนวธิ ี 4
๑๕
คำนวณ เชงิ คำนวณในการ -การแยกส่วนประกอบและ
20
พัฒนาโครงงานท่มี ี การย่อยปัญหา
50
การบูรณาการกับวิชา -การหารูปแบบ 20
30
อนื่ อยา่ ง สรา้ งสรรค์ -การคิดเชิงนามธรรม 100

และเชอ่ื มโยงกบั ชีวิต

จรงิ

๒ การแกป้ ัญหาและ 1. ประยุกต์ใชแ้ นวคิด - การแกป้ ัญหาดว้ ย 4
คอมพวิ เตอร์
ข้ันตอนวธิ ี เชงิ คำนวณในการ - การระบขุ ้อมูลเข้า ข้อมลู 10
ออก และเง่ือนไขของ
พัฒนาโครงงานทม่ี ี ปัญหา 18
- การออกแบบข้ันตอนวธิ ี 1
การบรู ณาการกบั วชิ า - การทำซำ้ 1
- การจดั เรียงและคน้ หา 20
อืน่ อยา่ ง สร้างสรรค์ ขอ้ มลู
- การกำหนดปญั หา
และเช่ือมโยงกับชีวิต
- การศึกษาและกำหนด
จรงิ ขอบเขตของปญั หา
- การวางแผนและ
๓ การพฒั นา ว ๔.๒/๑ ออกแบบโครงงาน
โครงงาน - การดำเนนิ งาน
- การสรปุ ผลและการ
เผยแพรผ่ ลงาน

หนว่ ยการเรียนรู้
กลางภาค
ปลายภาค
รวม

116

คำอธบิ ายรายวิชา

กลุ่มสาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

รายวชิ าฟสิ ิกส์ 2 รหสั วิชา ว31212 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4
ภาคเรียนที่ 2
จำนวน 60 ชัว่ โมง จำนวน 1.5 หน่วยกติ

ศึกษาหลักการของกลศาสตร์ในเรื่องสมดุลกลและเงื่อนไขที่ทำให้วัตถุหรือระบบอยู่ในสมดุลกล

ศูนยก์ ลางมวลของวัตถุและผลของศนู ย์ถ่วงที่มตี ่อเสถยี รภาพของวตั ถุ งาน พลงั งาน ความสมั พนั ธ์ระหว่างงาน
และพลงั งานจลน์ ความสัมพนั ธ์ระหว่างงานกบั พลงั งานศกั ย์โน้มถว่ ง และความสมั พันธ์ระหว่างขนาดของแรงที่
ใชด้ งึ สปริงกับระยะทส่ี ปรงิ ยดื ออก แรงอนรุ ักษ์ กฎการอนุรกั ษ์พลงั งาน กำลัง เครอ่ื งกลอยา่ งง่าย ประสิทธภิ าพ

และการได้เปรียบเชงิ กลของเคร่ืองกลอย่างง่ายบางชนดิ โมเมนตัม การชนของวตั ถุในหนงึ่ มิติ การดล แรงดล
และกฎการอนุรักษโ์ มเมนตมั การเคลอื่ นท่ีแบบโพรเจกไทล์ และการเคล่ือนทีแ่ บบวงกลมในระนาบระดับ

โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสืบค้นข้อมูล การสังเกต วิเคราะห์
เปรยี บเทียบ อธบิ าย อภิปราย และสรปุ เพ่ือให้เกดิ ความรู้ ความเขา้ ใจ มคี วามสามารถในการตัดสินใจ มที กั ษะ
ปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ รวมทั้งทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ในด้านการใช้เทคดนดลยีสารสนเทศ

ด้านการคิดแก้ปัญหา ด้านการสื่อสาร สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ และนำความรูไ้ ปใช้ในชีวิตของตนเอง มีจิต
วิทยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คุณธรรม และค่านยิ มทเี่ หมาะสม

ผลการเรยี นรู้
1. อธิบายสมดุลกลของวัตถุ โมเมนต์ และผลรวมของโมเมนต์ทีม่ ีตอ่ การหมุน แรงคู่ควบและผลของ

แรงคู่ควบที่มีต่อสมดุลของวัตถุ เขียนแผนภาพของแรงที่กระทำต่อวัตถุอิสระเมื่อวัตถุอยู่ในสมดุลกล และ

คำนวณปริมาณต่าง ๆ ที่เกยี่ วข้อง รวมทั้งทดลองและอธบิ ายสมดลุ ของแรงสามแรง
2. สังเกต และอธบิ ายสภาพการเคล่ือนที่ของวตั ถุ เมอ่ื แรงทก่ี ระทำตอ่ วตั ถผุ ่านศูนยก์ ลางมวลของวัตถุ

และผลของศนู ยถ์ ว่ งท่ีมีต่อเสถยี รภาพของวัตถุ
3. วเิ คราะหแ์ ละคำนวณงานของแรงคงตัว จากสมการและพ้ืนทใ่ี ตก้ ราฟความสมั พันธร์ ะหว่างแรงกับ

ตำแหนง่ รวมทั้งอธิบาย และคำนวณกำลังเฉล่ยี

4. อธิบาย และคำนวณพลังงานจลน์ พลังงานศักย์ พลังงานกล ทดลองหาความสัมพนั ธ์ระหว่างงาน
กับพลังงานจลน์ ความสัมพันธร์ ะหวา่ งงานกบั พลังงานศักย์โนม้ ถว่ ง ความสมั พนั ธร์ ะหว่างขนาดของแรงที่ใช้ดึง

สปริงกับระยะที่สปริงยืดออก และความสัมพันธ์ระหว่างงานกับพลังงานศักย์ยืดหยุ่น รวมทั้งอธิบาย
ความสัมพันธ์ระหวา่ งงานของแรงลัพธ์ และพลังงานจลน์ และคำนวณงานทีเ่ กิดขึน้ จากแรงจากแรงลพั ธ์

5. อธิบายกฎการอนุรกั ษ์พลังงานกล รวมทัง้ วเิ คราะห์ และคำนวณปริมาณต่าง ๆ ทเ่ี ก่ียวข้องกับการ

เคล่อื นทีข่ องวตั ถุในสถานการณ์ตา่ ง ๆ โดยใชก้ ฎการอนุรักษ์พลังงานกล
6. อธิบายการทำงาน ประสิทธิภาพและการได้เปรยี บเชิงกลของเครื่องกลอย่างง่ายบางชนิด โดยใช้

ความรูเ้ รื่องงานและสมดลุ กล รวมทัง้ คำนวณประสิทธิภาพและการได้เปรยี บเชงิ กล
7. อธิบาย และคำนวณโมเมนตัมของวัตถุ และการดลจากสมการและพื้นที่ใต้กราฟความสัมพันธ์

ระหวา่ งแรงลพั ธ์กบั เวลา รวมทั้งอธิบายความสมั พันธ์ระหว่างแรงดลกบั โมเมนตมั

8. ทดลอง อธิบาย และคำนวณปรมิ าณต่าง ๆ
ที่เก่ยี วกบั การชนของวัตถุในหนึง่ มติ ิ ทั้งแบบยดื หยุน่ ไมย่ ดื หย่นุ และการดดี ตวั แยกจากกนั ในหนง่ึ มิติซึ่งเป็นไป

ตามกฎการอนรุ ักษ์โมเมนตัม

117

9. อธิบาย วิเคราะห์ และคำนวณปริมาณต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทล์ และ
ทดลองการเคลื่อนทแี่ บบโพรเจกไทล์

10. ทดลอง และอธิบายความสัมพันธร์ ะหวา่ งแรงสู่ศนู ยก์ ลาง รศั มขี องการเคลือ่ นท่ี อัตราเรว็ เชิงเส้น
อัตราเร็วเชงิ มมุ และมวลของวตั ถุ ในการเคล่ือนท่แี บบวงกลมในระนาบระดบั รวมทง้ั คำนวณปรมิ าณต่าง ๆ ท่ี
เก่ยี วขอ้ ง และประยุกตใ์ ชค้ วามรู้การเคลื่อนที่แบบวงกลม ในการอธบิ ายการโคจรของดาวเทียม

รวมท้งั หมด 10 ผลการเรยี นรู้

118

รายวชิ าฟิสิกส์ 2 โครงสร้างรายวชิ า ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 4
ภาคเรียนท่ี 2 จำนวน 1.5 หน่วยกติ
รหสั วชิ า ว31212
หน่วย ช่อื หนว่ ย
ท่ี การเรียนรู้ จำนวน 60 ชว่ั โมง
1 สมดลุ กล
ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนัก
(ชวั่ โมง) คะแนน
1. อธิบายสมดุลกล - สมดุลกลเป็นสภาพทว่ี ัตถุ
ของวตั ถุ โมเมนต์ และ รกั ษาสภาพการเคลื่อนที่ 12 10
ผลรวมของโมเมนต์ท่ีมี ใหค้ งเดมิ คือหยดุ นิง่ หรอื
ตอ่ การหมุน แรงคู่ควบ เคลอ่ื นที่ดว้ ยความเรว็ คง
และผลของแรงคู่ควบท่ี ตวั หรอื หมนุ ด้วยความเรว็
มตี ่อสมดุลของวตั ถุ เชงิ มมุ คงตัว
เขยี นแผนภาพของแรง - วตั ถุจะสมดลุ ต่อการ
ทก่ี ระทำต่อวัตถอุ สิ ระ เลื่อนทค่ี ือหยุดนิง่ หรอื
เม่ือวัตถอุ ยู่ในสมดุลกล เคล่ือนท่ดี ว้ ยความเรว็ คง
และคำนวณปริมาณ ตวั เมื่อแรงลัพธท์ ่ีกระทำ
ต่าง ๆ ท่ีเก่ียวขอ้ ง ตอ่ วัตถเุ ปน็ ศูนยเ์ ขียนแทน
รวมท้ังทดลองและ ไดด้ ว้ ยสมการ
อธบิ ายสมดุลของแรง
สามแรง n
2. สังเกต และอธบิ าย
สภาพการเคล่อื นทีข่ อง ∑ F⃑ i = 0
วตั ถุเมื่อแรงทกี่ ระทำ
ต่อวัตถผุ ่านศูนย์กลาง i=0
มวลของวตั ถุและผล
ของศนู ยถ์ ่วงท่ีมีต่อ - วตั ถจุ ะสมดุลตอ่ การหมนุ
เสถยี รภาพของวตั ถุ คือไมห่ มนุ หรือหมุนดว้ ย
ความเรว็ เชิงมุมคงตัวเมือ่
ผลรวมของโมเมนตท์ ่ี
กระทำต่อวัตถุเป็นศูนย์
เขยี นแทนได้ดว้ ยสมการ

n

∑ Mi = 0

i=0

โดยโมเมนต์คำนวณได้จาก
สมการ M = Fl
- เมือ่ มแี รงค่คู วบกระทำ
ต่อวัตถุแรงลัพธจ์ ะเทา่ กบั
ศูนย์ ทำใหว้ ัตถุสมดุลตอ่
การเลื่อนท่แี ตไ่ มส่ มดุลตอ่
การหมนุ
- การเขยี นแผนภาพของ
แรงท่กี ระทำตอ่ วตั ถอุ ิสระ
สามารถนำมาใชใ้ นการ

119

หน่วย ชอ่ื หนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา น้ำหนัก

ท่ี การเรยี นรู้ (ช่วั โมง) คะแนน

พจิ ารณาแรงลพั ธ์และ

ผลรวมของโมเมนตท์ ่ี

กระทำต่อวัตถุเม่ือวัตถุ อยู่

ในสมดุลกล

2 งานและพลังงาน 3. วิเคราะห์และ - พลงั งานเป็ความสามารถ 22 20

คำนวณงานของแรงคง ในการทำงาน

ตัว จากสมการและ - พลังงานจลน์เป็น

พื้นทีใ่ ตก้ ราฟ พลงั งานของวัตถทุ ่ีกำลัง

ความสมั พนั ธร์ ะหว่าง เคลอื่ นท่ีคำนวณได้จาก

แรงกบั ตำแหน่ง สมการ

รวมท้งั อธบิ าย และ = 1 2
2
คำนวณกำลังเฉลย่ี - พลังงานศกั ย์เปน็ พลงั งาน
4. อธิบาย และ
ทเี่ ก่ียวข้องกบั ตำแหน่ง
คำนวณพลังงานจลน์
พลังงานศักย์ พลงั งาน หรือรูปร่างของวัตถุ แบ่ง
กล ทดลองหา
ออกเปน็ พลังงานศกั ย์โนม้
ความสมั พันธร์ ะหวา่ ง
งานกับพลังงานจลน์ ถ่วง คำนวณไดจ้ ากสมการ

= ℎ

และพลังงานศักยย์ ดื หยนุ่
ความสมั พันธ์ระหวา่ ง คำนวณไดจ้ ากสมการ
งานกบั พลังงานศกั ย์
โน้มถ่วง ความสัมพันธ์ = 1 2

2
- พลงั งานกลเป็นผลรวม
ระหว่างขนาดของแรง ของพลงั งานจลน์
ท่ีใชด้ งึ สปรงิ กบั ระยะที่ และพลังงานศักย์ตาม
สปรงิ ยดื ออก และ สมการ
ความสัมพันธร์ ะหวา่ ง
= +

งานกับพลังงานศกั ย์ - แรงทที่ ำให้เกดิ งานโดย

ยดื หยนุ่ รวมทัง้ อธิบาย งานของแรงนั้นไมข่ ึ้นกับ
ความสัมพันธร์ ะหวา่ ง เสน้ ทางการเคลือ่ นที่ เช่น

งานของแรงลัพธ์ และ แรงโน้มถว่ งและแรงสปรงิ
พลังงานจลน์ และ เรยี กว่า แรงอนรุ กั ษ์
คำนวณงานท่เี กดิ ขึน้ - งานและพลังงานมี
จากแรงจากแรงลพั ธ์ ความสมั พันธ์กนั โดยงาน
5. อธิบายกฎการ ของแรงลพั ธเ์ ท่ากบั
อนรุ กั ษ์พลงั งานกล พลงั งานจลนข์ องวตั ถทุ ี่
รวมทั้งวเิ คราะห์ และ เปลีย่ นไป ตามทฤษฎีบท

คำนวณปริมาณตา่ ง ๆ

120

หนว่ ย ชื่อหนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนัก

ท่ี การเรยี นรู้ (ชว่ั โมง) คะแนน

ท่เี ก่ียวข้องกับการ งาน-พลงั งานจลน์ เขยี น

เคลื่อนทีข่ องวัตถุใน แทนได้ดว้ ยสมการ

สถานการณ์ต่าง ๆ โดย = ∆
ใช้กฎการอนรุ กั ษ์ - ถ้างานทีเ่ กิดขน้ึ กับวัตถุ
เป็นงานเน่ืองจากแรง
พลงั งานกล
6. อธบิ ายการทำงาน อนรุ ักษ์เทา่ นน้ั พลังงานกล
ประสิทธภิ าพและการ ของวตั ถุจะคงตัวซึ่งเปน็ ไป
ไดเ้ ปรียบเชงิ กลของ ตามกฎการอนุรกั ษ์
เครือ่ งกลอย่างงา่ ยบาง พลงั งานกล เขยี นแทนได้
ชนิด โดยใชค้ วามรู้ ดว้ ยสมการ
เร่อื งงานและสมดลุ กล + = ค่าคงตวั
โดยที่พลงั งานศักย์อาจ
รวมทง้ั คำนวณ
ประสิทธภิ าพและการ เปล่ียนเปน็ พลงั งานจลน์
- กฎการอนรุ ักษ์พลงั งาน
ไดเ้ ปรยี บเชงิ กล
กลใช้วิเคราะหก์ าร

เคลือ่ นทตี่ ่าง ๆ เชน่ การ

เคลื่อนท่ขี องวัตถุทต่ี ิด

สปริงการเคล่ือนท่ภี ายใต้

สนามโนม้ ถ่วงของโลก

- การทำงานของเครื่องกล

อยา่ งงา่ ย ได้แก่ คาน รอก

พื้นเอยี ง ล่มิ สกรู และ ล้อ

กับเพลา ใชห้ ลกั ของงาน

และสมดลุ กลประกอบการ

พจิ ารณาประสิทธิภาพ

และการได้เปรยี บเชงิ กล

ของเครอ่ื งกลอยา่ งง่าย

ประสทิ ธภิ าพคำนวณได้

จากสมการ

=


× 100%

การได้เปรียบเชิงกล

คำนวณไดจ้ ากสมการ

. . = =


121

หน่วย ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา น้ำหนัก
ท่ี การเรยี นรู้ (ช่ัวโมง) คะแนน
7. อธบิ าย และ - วัตถทุ ่ีเคลอื่ นที่จะมี
3 โมเมนตมั และการ คำนวณโมเมนตัมของ โมเมนตัมซงึ่ เปน็ ปรมิ าณ 6 5
ชน วตั ถุ และการดลจาก เวกเตอร์มคี า่ เท่ากับผลคูณ
สมการและพ้นื ทีใ่ ต้ ระหว่างมวล
กราฟความสัมพันธ์ และความเร็วของวตั ถุ ดัง
ระหวา่ งแรงลพั ธก์ ับ สมการ
เวลา รวมทั้งอธบิ าย
ความสมั พันธ์ระหวา่ ง =
แรงดลกับโมเมนตมั
8. ทดลอง อธิบาย - เม่ือมแี รงลพั ธก์ ระทำตอ่
และคำนวณปรมิ าณ วตั ถจุ ะทำใหโ้ มเมนตัมของ
ตา่ ง ๆ วตั ถุเปลยี่ นไป โดยแรง
ทเ่ี กย่ี วกบั การชนของ ลพั ธ์เทา่ กับอัตราการ
วตั ถุในหนึง่ มิติ ทง้ั แบบ เปลี่ยนโมเมนตมั ของวัตถุ
ยดื หยนุ่ ไมย่ ดื หย่นุ - แรงลพั ธท์ ี่กระทำต่อวัตถุ
และการดีดตวั แยกจาก ในเวลาสน้ั ๆ เรียกวา่ แรง
กนั ในหน่งึ มติ ซิ งึ่ เปน็ ไป ดล โดยผลคูณของแรงดล
ตามกฎการอนรุ กั ษ์ กบั เวลา เรยี กวา่ การดล
โมเมนตัม ตามสมการ



= [∑ ] ∆

=1

ซึ่งการดลอาจหาไดจ้ าก
พืน้ ที่ใตก้ ราฟระหว่างแรง
ดลกับเวลา
- ในการชนกันของวัตถุ
และการดดี ตัวออกจากกัน
ของวัตถใุ นหนึง่ มิติ เมื่อไม่
มแี รงภายนอกมากระทำ
โมเมนตมั ของระบบมคี ่าคง
ตวั ซ่งึ เป็นไปตามกฎการ
อนุรกั ษ์โมเมนตัม เขียน
แทนไดด้ ้วยสมการ

=

โดย เป็นโมเมนตัมของ
ระบบกอ่ นชน
และ เปน็ โมเมนตัมของ
ระบบหลังชน
- ในการชนกันของวัตถุ
พลงั งานจลน์ของระบบ

122

หน่วย ชอ่ื หน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรยี นรู้ (ชวั่ โมง) คะแนน
9. อธบิ าย วเิ คราะห์
4 การเคล่อื นที่แนว และคำนวณปรมิ าณ อาจคงตวั หรอื ไม่คงตัวกไ็ ด้ 10
โค้ง ต่าง ๆ ทเี่ กยี่ วขอ้ งกับ การชนที่พลงั งานจลน์ของ
การเคลื่อนที่แบบ ระบบคงตัวเป็นการชน
โพรเจกไทล์ และ แบบยดื หยุน่ ส่วนการชนที่
ทดลองการเคลอ่ื นท่ี พลังงานจลน์ของระบบไม่
แบบโพรเจกไทล์ คงตวั เป็นการชนแบบไม่
10. ทดลอง และ ยดื หยนุ่
อธบิ ายความสมั พนั ธ์
ระหวา่ งแรงสู่ - การเคลอื่ นทีแ่ นวโคง้ 12
ศนู ยก์ ลาง รศั มขี อง พาราโบลาภายใตส้ นาม
การเคล่ือนที่ อัตราเร็ว โน้มถ่วง โดยไม่คิดแรงต้าน
เชิงเส้น อตั ราเรว็ ของอากาศเปน็ การ
เชงิ มมุ และมวลของ เคล่อื นทแ่ี บบโพรเจกไทล์
วัตถุ ในการเคลื่อนท่ี วัตถมุ ีการเปลีย่ นตำแหนง่
แบบวงกลมในระนาบ ในแนวด่ิงและแนวระดับ
ระดบั รวมทั้งคำนวณ พร้อมกนั และเปน็ อิสระตอ่
ปริมาณต่าง ๆ ที่ กัน สำหรบั การเคลือ่ นที่ใน
เก่ียวข้อง และ แนวด่ิงเป็นการเคลอื่ นท่ที ี่มี
ประยุกตใ์ ชค้ วามรกู้ าร แรงโน้มถ่วงกระทำจึงมี
เคล่อื นท่ี ความเร็วไม่คงตัว ปริมาณ
แบบวงกลม ในการ ต่าง ๆ มคี วามสมั พนั ธต์ าม
อธบิ ายการโคจรของ สมการ
ดาวเทยี ม
= +

∆ = [ + ]
2

∆ = + 1 2
2

2 = 2 + 2 ∆

ส่วนการเคลื่อนทใ่ี นแนว
ระดบั ไมม่ แี รงกระทำจงึ มี
ความเรว็ คงตัว ตำแหนง่
ความเรว็ และเวลา มี
ความสัมพนั ธ์ตามสมการ

∆ =

- วตั ถุท่ีเคลื่อนที่เป็น
วงกลมหรือสว่ นของวงกลม
เรยี กวา่ วัตถุนนั้ มกี าร

123

หน่วย ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา น้ำหนัก
ท่ี การเรยี นรู้ (ช่วั โมง) คะแนน
เคลื่อนทีแ่ บบวงกลม ซึง่ มี
แรงลัพธท์ ่ีกระทำกับวตั ถุ
ในทศิ เข้าส่ศู ูนย์กลาง
เรียกว่า แรงสศู่ นู ย์กลาง
ทำใหเ้ กิดความเร่งสู่
ศนู ยก์ ลางทมี่ ขี นาดสัมพนั ธ์
กับรศั มขี องการเคลอ่ื นท่ี
และอัตราเรว็ เชงิ เส้นของ
วตั ถซุ ง่ึ แรงสู่ศนู ยก์ ลาง
คำนวณได้จากสมการ

2
=

- นอกจากนีก้ ารเคล่อื นที่
แบบวงกลมยงั สามารถ
อธิบายได้ด้วยอัตราเรว็
เชิงมุม ซึ่งมคี วามสัมพนั ธ์
กบั อัตราเร็วเชงิ เสน้ ตาม
สมการ = และแรง
ส่ศู ูนยก์ ลางมีความสัมพันธ์
กบั อตั ราเร็วเชิงมุมตาม
สมการ

= 2

- ดาวเทยี มที่โคจรในแนว
วงกลมรอบโลกมแี รงดงึ ดูด
ท่ีโลกกระทำต่อดาวเทยี ม
เป็นแรงส่ศู นู ยก์ ลาง
ดาวเทียมทม่ี วี งโคจรคา้ ง
ฟา้ ในระนาบของเส้นศูนย์
สูตรมคี าบการโคจรเท่ากับ
คาบการหมุนรอบตัวเอง
ของโลก หรือมอี ัตราเร็ว
เชิงมมุ เท่ากบั อตั ราเรว็
เชิงมุมของตำแหนง่ บนพ้ืน
โลก ดาวเทยี มจงึ อยู่ตรงกบั

124

หน่วย ชื่อหนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา น้ำหนัก
ท่ี การเรยี นรู้ (ช่ัวโมง) คะแนน
หน่วยการเรยี นรู้
กลางภาค ตำแหนง่ ทก่ี ำหนดไวบ้ นพื้น
ปลายภาค โลกตลอดเวลา
รวม
58 50
1 20
1 30
60 100

125

คำอธบิ ายรายวิชา

กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

รายวิชาเคมี 2 รหัสวิชา ว31232 ช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ 4
ภาคเรยี นที่ 2
จำนวน 40 ชัว่ โมง จำนวน 1 หน่วยกิต

ศึกษาเกี่ยวกับมวลอะตอมของธาตุ มวลของธาตุ 1 อะตอม มวลอะตอมเฉลี่ยของธาตุ มวลโมเลกุล
ของสาร ความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนโมล อนุภาค มวล และปริมาตรของแก๊สที่ STP ศึกษาหน่วยและการ
คำนวณความเข้มขน้ ของสารละลาย การทดลองเตรียมสารละลาย การเปรยี บเทียบจุดเดือดและจุดหลอมเหลว
ของสารบรสิ ุทธิ์และสารละลาย ศึกษาความหมายและเขียนสูตรโมเลกุล สตู รเอมพิรคิ ัล หรอื สูตรอย่างง่ายและ
สตู รโครงสรา้ ง การคำนวณหามวลเปน็ ร้อยละจากสูตร การคำนวณหาสูตรเอมพิริคัลและสูตรโมเลกุลของสาร
ศกึ ษาการเขยี นและการดลุ สมการเคมี ทดลองและคำนวณหาอัตราสว่ นจำนวนโมลของสารต้ังตน้ ท่ที ำปฏิกิริยา
พอดีกัน ศึกษาสมบัตขิ องระบบปดิ และระบบเปิด ศึกษาและฝกึ คำนวณปรมิ าณสารในปฏกิ ริ ิยาเคมีที่เปน็ ไป
ตามกฎทรงมวล กฎสัดสว่ นคงท่ี ศกึ ษา ทดลอง และคำนวณ ปรมิ าตรของแก๊สในปฏิกริ ยิ าเคมีตามกฎของเกย์-
ลูสแซก และกฎของอาโวกาโดร ศึกษาและฝึกคำนวณหาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณของสารในสมการเคมี
นน้ั ๆ และสมการเคมที ี่เกีย่ วข้องมากกว่าหน่ึงสมการ สารกำหนดปริมาณ ผลได้รอ้ ยละ

โดยใชก้ ระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ เพ่อื ฝกึ ทักษะ การแปลความหมาย การเขียนและดลุ สมการเคมี
การคำนวณ การระบุ การบูรณาการความรู้และทักษะในการอธิบายปรากฏการณ์ในชีวิตประจำวัน การ
แกป้ ัญหาบอกความหมาย อธบิ าย การเตรียมสารละลาย และการเปรยี บเทียบ

เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์อย่างถกู ต้อง สามารถนำความรู้
และหลักการไปใช้ประโยชน์ เชื่อมโยง อธบิ ายปรากฏการณ์ หรอื แก้ปญั หาในชวี ติ ประจำวนั สามารถจัดกระทำ
และวิเคราะหข์ ้อมูล สอ่ื สารสิ่งทีเ่ รียนรู้ มีความสามารถในการตัดสินใจแก้ปญั หา มีจิตวทิ ยาศาสตร์ เห็นคุณค่า
ของวิทยาศาสตร์ มจี รยิ ธรรม คณุ ธรรมและค่านยิ มทีเ่ หมาะสม

ผลการเรียนรู้
๑. บอกความหมายของมวลอะตอมของธาตุ และคำนวณมวลอะตอมเฉลี่ยของธาตุ มวลโมเลกุล และ

มวลสูตร
๒. อธิบาย และคำนวณปริมาณใดปริมาณหนึ่งจากความสัมพันธ์ของโมล จำนวนอนุภาค มวล และ

ปรมิ าตรของแก๊สท่ี STP
๓. คำนวณอตั ราสว่ นโดยมวลของธาตอุ งคป์ ระกอบของสารประกอบตามกฎสัดส่วนคงที่
๔. คำนวณสูตรอยา่ งง่ายและสตู รโมเลกุลของสาร
๕. คำนวณความเข้มข้นของสารละลายในหนว่ ยต่าง ๆ
๖. อธิบายวิธีการ และเตรียมสารละลายให้มีความเข้มข้นในหน่วยโมลาริตี และปริมาตรสารละลาย

ตามท่ีกำหนด
๗. เปรยี บเทียบจุดเดือดและจุดเยือกแขง็ ของสารละลายกับสารบริสุทธิ์ รวมท้ังคำนวณ จุดเดือดและ

จุดเยอื กแขง็ ของสารละลาย
๘. แปลความหมายสญั ลกั ษณใ์ นสมการเคมเี ขยี นและดุลสมการเคมีของปฏิกริ ยิ าเคมีบางชนดิ

126

๙. คำนวณปริมาณของสารในปฏกิ ิริยาเคมีทเ่ี กี่ยวขอ้ งกับมวลสาร
๑๐. คำนวณปริมาณของสารในปฏกิ ิริยาเคมีทเ่ี กี่ยวขอ้ งกับความเขม้ ข้นของสารละลาย
๑๑. คำนวณปริมาณของสารในปฏิกริ ยิ าเคมที ่ีเกีย่ วข้องกบั ปรมิ าตรแก๊ส
๑๒. คำนวณปรมิ าณของสารในปฏิกิรยิ าเคมหี ลายขนั้ ตอน
๑๓. ระบุสารกำหนดปริมาณ และคำนวณปริมาณสารต่าง ๆ ในปฏกิ ริ ยิ าเคมี
๑๔. คำนวณผลได้ร้อยละของผลติ ภณั ฑ์ในปฏกิ ิรยิ าเคมี

รวมทัง้ หมด 14 ผลการเรียนรู้

127

รายวชิ าเคมี 2 โครงสรา้ งรายวิชา ชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 4
ภาคเรียนท่ี 2 จำนวน 1 หนว่ ยกิต
รหัสวิชา ว31232

จำนวน 40 ช่วั โมง

หนว่ ย ชื่อหนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา น้ำหนัก
ท่ี การเรยี นรู้ (ชวั่ โมง) คะแนน
๑. บอกความหมาย - มวลอะตอมของธาตุ เปน็
1 ปริมาณสมั พันธ์ ๑ ของมวลอะตอมของ มวลของธาตุ๑ อะตอม 18 25
ธาตุ และคำนวณมวล ซง่ึ เป็นผลรวมของมวล
อะตอมเฉลยี่ ของธาตุ โปรตอน นิวตรอน และ
มวลโมเลกุล และมวล อิเลก็ ตรอน แตเ่ นอื่ งจาก
สตู ร อเิ ลก็ ตรอนมมี วลน้อยมาก
๒. อธิบาย และ เม่ือเทียบกบั โปรตอนและ
คำนวณปรมิ าณใด นวิ ตรอน ดงั นนั้
ปริมาณหน่ึงจาก มวลอะตอมจึงมคี ่า
ความสัมพันธข์ องโมล ใกล้เคียงกับผลรวมของ
จำนวนอนุภาค มวล มวลโปรตอนและนิวตรอน
และปรมิ าตรของแกส๊ - มวลอะตอมเฉล่ียของธาตุ
ที่ STP เปน็ ค่าเฉล่ยี จากค่า
๓. คำนวณอตั ราสว่ น มวลอะตอมของแตล่ ะ
โดยมวลของธาตุ ไอโซโทปของธาตชุ นิดน้นั
องคป์ ระกอบของ ตามปรมิ าณท่มี ใี น
สารประกอบตามกฎ ธรรมชาติ
สดั ส่วนคงที่ - มวลโมเลกุลและมวลสูตร
๔. คำนวณสูตรอยา่ ง เป็นผลรวมของ
ง่ายและสูตรโมเลกุล มวลอะตอมเฉล่ียของธาตทุ ี่
ของสาร เป็นองคป์ ระกอบ
๕. คำนวณความ ของสารน้นั
เขม้ ขน้ ของสารละลาย - โมลเปน็ ปรมิ าณสารทีม่ ี
ในหน่วยตา่ ง ๆ จำนวนอนุภาคเท่ากบั
๖. อธิบายวิธีการ และ เลขอาโวกาโดรคอื 6.02
เตรยี มสารละลายใหม้ ี × 1023 อนุภาค
ความเขม้ ขน้ ในหน่วย มวลของสาร ๑ โมล ท่มี ี
โมลารติ ี และปรมิ าตร หนว่ ยเป็นกรมั เรยี กว่า
สารละลายตามท่ี มวลต่อโมล ซง่ึ มีค่าตวั เลข
กำหนด เท่ากบั มวลอะตอม

128

หนว่ ย ชื่อหน่วย ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนกั

ท่ี การเรยี นรู้ (ชัว่ โมง) คะแนน

๗. เปรยี บเทยี บจดุ มวลโมเลกุลหรือมวลสตู ร

เดอื ดและจุดเยอื กแข็ง ของสารนั้น สำหรบั สาร

ของสารละลายกบั สาร ทม่ี สี ถานะแกส๊ ๑ โมล จะ

บริสทุ ธิ์ รวมท้งั มีปรมิ าตรเทา่ กับ

คำนวณ จุดเดอื ดและ 22.4 ลูกบาศกเ์ ดซเิ มตร

จดุ เยอื กแขง็ ของ ที่ STP

สารละลาย - สารประกอบเกิดจากการ

รวมตัวของธาตุต้งั แต่

๒ ชนดิ ข้ึนไป โดยมี

อตั ราสว่ นโดยมวลของธาตุ

องคป์ ระกอบคงท่เี สมอ

ตามกฎสดั ส่วนคงที่

- สูตรเคมสี ามารถแสดงได้

ดว้ ยสูตรเอมพริ ิคลั หรือ

สตู รอยา่ งงา่ ยและสูตร

โมเลกุล ซ่งึ สูตรอย่างง่าย

คำนวณไดจ้ ากร้อยละโดย

มวลและมวลอะตอม

ของธาตอุ งค์ประกอบ และ

ถา้ ทราบมวลโมเลกุล

ของสารจะสามารถคำนวณ

สูตรโมเลกุลได้

- สารที่พบใน

ชวี ติ ประจำวันจำนวนมาก

อยใู่ นรูป

ของสารละลาย การบอก

ปริมาณของสาร

ในสารละลายสามารถบอก

เป็นความเข้มข้น

ในหนว่ ยรอ้ ยละ สว่ นใน

ลา้ นสว่ น

ส่วนในพนั ล้านสว่ น โมลาริ

ตีโมแลลิตี

129

หน่วย ช่ือหน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนัก

ท่ี การเรยี นรู้ (ช่วั โมง) คะแนน

และเศษส่วนโมล

- การเตรียมสารละลายให้

มคี วามเขม้ ข้นและ

ปริมาตรของสารละลาย

ตามทกี่ ำหนด ทำไดโ้ ดย

การละลายตัวละลายที่เปน็

สารบรสิ ุทธิ์ใน

ตวั ทำละลายหรอื นำ

สารละลายที่มีความเขม้ ขน้

มาเจอื จางด้วยตัวทำ

ละลายโดยปรมิ าณของสาร

ที่ใชข้ ึ้นอยู่กบั ความเขม้ ขน้

และปรมิ าตรของ

สารละลายท่ีตอ้ งการ

- สารละลายมีจุดเดือดและ

จุดเยือกแขง็ แตกต่างไป

จากสารบริสทุ ธ์ิทีเ่ ปน็ ตวั ทำ

ละลายในสารละลาย

โดยสมบัติทเ่ี ปลย่ี นแปลง

ไปข้ึนอย่กู ับปรมิ าณ

ของตัวละลายในตัวทำ

ละลาย และชนิดของ

ตัวทำละลาย

2 ปรมิ าณสัมพนั ธ์ ๒ ๘. แปลความหมาย - ปฏิกิรยิ าเคมีเป็นการ 18 25

สญั ลักษณ์ในสมการ เปลย่ี นแปลงท่มี ีสารใหม่

เคมีเขยี นและดุล เกดิ ข้นึ จากการจัดเรียงตัว

สมการเคมีของ ใหมข่ องอะตอมธาตุ

ปฏกิ ิริยาเคมบี างชนดิ โดยจำนวนและชนดิ ของ

๙. คำนวณปรมิ าณ อะตอมธาตไุ มเ่ ปล่ยี นแปลง

ของสารในปฏิกริ ิยา ปฏกิ ริ ิยาเคมเี ขียนแสดงได้

เคมีทเี่ กี่ยวข้องกบั มวล ด้วยสมการเคมี

สาร ซึง่ ประกอบดว้ ยสูตรเคมี

ของสารตั้งต้นและ

130

หนว่ ย ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนัก

ท่ี การเรียนรู้ (ชัว่ โมง) คะแนน

๑๐. คำนวณปริมาณ ผลิตภัณฑล์ ูกศรแสดง

ของสารในปฏิกิริยา ทิศทางของการเกดิ

เคมีทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั ปฏิกิริยา และเลข

ความเขม้ ขน้ ของ สมั ประสิทธขิ์ องสารตั้งตน้

สารละลาย และผลติ ภัณฑท์ ด่ี ุลแล้ว

๑๑. คำนวณปรมิ าณ นอกจากนอ้ี าจมสี ัญลกั ษณ์

ของสารในปฏิกิรยิ า แสดงสถานะของสาร หรอื

เคมที ี่เกีย่ วขอ้ งกับ ปจั จยั อื่นทเี่ กี่ยวขอ้ ง

ปริมาตรแก๊ส ในการเกิดปฏิกิริยาเคมี

๑๒. คำนวณปริมาณ - การดุลสมการเคมีทำได้

ของสารในปฏกิ ิริยา โดยการเติมเลข

เคมหี ลายขั้นตอน สมั ประสทิ ธิ์

๑๓. ระบสุ ารกำหนด หน้าสารต้งั ตน้ และ

ปริมาณ และคำนวณ ผลติ ภัณฑเ์ พ่อื ใหอ้ ะตอม

ปริมาณสารต่าง ๆ ใน ของธาตุในสารต้ังต้นและ

ปฏิกริ ิยาเคมี ผลิตภัณฑเ์ ท่ากนั

๑๔. คำนวณผลไดร้ ้อย - การเปลี่ยนแปลงปรมิ าณ

ละของผลติ ภัณฑ์ใน สารในปฏกิ ริ ิยาเคมี

ปฏกิ ิรยิ าเคมี มคี วามสมั พันธ์กันตามเลข

สมั ประสทิ ธิ์

ในสมการเคมีซ่งึ บอกถึง

อตั ราสว่ นโดยโมลของสาร

ในปฏกิ ริ ิยา สามารถ

นำมาใชใ้ นการคำนวณ

ปริมาณของสารท่ีเกย่ี วข้อง

กบั มวล ความเข้มขน้

ของสารละลาย และ

ปริมาตรของแก๊สได้

- ความสมั พันธ์ของโมล

สารตั้งต้นและผลิตภณั ฑ์

ในปฏิกริ ยิ าเคมหี ลาย

ข้ันตอน พจิ ารณาได้จาก

131

หน่วย ชื่อหนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรียนรู้ (ชั่วโมง) คะแนน
หน่วยการเรียนรู้
กลางภาค เลขสัมประสทิ ธ์ขิ องสมการ
ปลายภาค
รวม เคมรี วม

- ปฏกิ ิรยิ าเคมีท่สี ารตง้ั ตน้

ทำปฏกิ ิริยาไม่พอดีกัน

สารตั้งต้นทีท่ ำปฏกิ ริ ิยา

หมดก่อน เรยี กว่า

สารกำหนดปริมาณ ซง่ึ เปน็

สารท่กี ำหนดปริมาณ

ผลิตภัณฑ์ทีเ่ กดิ ขึ้น และ

ปรมิ าณสารต้ังต้นอืน่

ที่ทำปฏกิ ริ ยิ าไปเม่ือสิ้นสดุ

ปฏิกิรยิ า

- ผลติ ภัณฑ์ท่เี กิดขึน้ จรงิ ใน

ปฏิกิรยิ าเคมีส่วนใหญ่

มปี รมิ าณน้อยกว่าที่

คำนวณไดต้ ามทฤษฎี

ซ่ึงค่าเปรียบเทยี บผลได้

จรงิ กบั ผลไดต้ ามทฤษฎี

เป็นรอ้ ยละ เรียกวา่ ผลได้
รอ้ ยละ

36 50

2 20

2 30

40 100

132

คำอธบิ ายรายวิชา

กลมุ่ สาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

รายวิชาชวี วิทยา 2 รหสั วิชา ว31252 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4
ภาคเรียนท่ี 2
จำนวน 40 ช่วั โมง จำนวน 1 หนว่ ยกิต

ศึกษาชีววิทยาเกี่ยวกับการทดลองของเมนเดล กฎแห่งการแยก และกฎแห่งการรวมกลุ่มกันอย่าง

อิสระ การนำกฎของเมนเดลไปใช้อธิบายการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม และคำนวณโอกาสในการเกิด
ฟีโนไทป์ และจีโนไทป์ การถ่ายทอดลักษณะทางพันธกุ รรม ที่เป็นสว่ นขยายของพันธุศาสตร์เมนเดล ลักษณะ
ทางพันธุกรรม ทม่ี ีการแปรผันไม่ต่อเนื่อง และลักษณะทางพันธุกรรมท่ีมีการแปรผนั ต่อเนื่อง การถ่ายทอดยีน

บนโครโมโซม ลักษณะทางพันธุกรรมที่ถูกควบคุมด้วยยีนบนออโตโซม และยีนบนโครโมโซมเพศ สมบัติ และ
หน้าที่ของสารพันธุกรรม โครงสร้าง และองค์ประกอบทางเคมีของ DNA และการจำลอง DNA ขั้นตอนใน

กระบวนการสังเคราะห์โปรตีน และหน้าทข่ี อง DNA และRNA ในกระบวนการสังเคราะห์โปรตีน ความสมั พันธ์
ระหว่างสารพันธุกรรม แอลลีล โปรตีน และลักษณะทางพันธุกรรม การเกิดมิวเทชัน ระดับยีน และระดับ
โครโมโซม สาเหตกุ ารเกิดมวิ เทชัน โรค และกลมุ่ อาการที่เป็นผลของการเกดิ มิวเทชัน หลักการสร้าง สิ่งมีชีวิต

ดัดแปรพนั ธกุ รรมโดยใชด้ ีเอ็นเอรีคอมบิแนนท์ การนำเทคโนโลยีดีเอน็ เอไปประยกุ ต์ใช้ทัง้ ในด้าน สิ่งแวดล้อม
นติ ิวิทยาศาสตร์ การแพทย์ การเกษตร และอุตสาหกรรม หลักฐานและข้อมลู ท่ีใชอ้ ธิบายการเกิด วิวัฒนาการ

ของส่งิ มชี วี ติ แนวคิดเกย่ี วกับวิวัฒนาการของส่ิงมีชีวติ ของฌอง ลามารก์ และทฤษฎเี ก่ียวกับ วิวัฒนาการของ
สิ่งมีขีวิตของชาลส์ ดาร์วิน เงื่อนไขของภาวะสมดุลของฮาร์ดี-ไวนเ์ บิร์ก ปัจจัยที่ท าให้เกิดการ เปลี่ยนแปลง
ความถี่ของแอลลีลในประชากร การคำนวณหาความถี่ของแอลลีล และจีโนไทป์ของประชากร โดยใช้หลักของ

ฮารด์ -ี ไวน์เบริ ก์ กระบวนการเกดิ สปีชสี ์ใหม่ของสง่ิ มีชีวิต
โดยใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อฝึกทักษะสืบค้นข้อมูล อธิบาย สรุป วิเคราะห์

เปรียบเทียบ ยกตวั อยา่ ง ระบุ อภปิ ราย และคำนวณ
เพื่อให้เกดิ ความรู้ความเข้าใจ เกิดความสามารถในการคดิ ความสามรถในการสื่อสาร ความสามารถ

ในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต และความสามารถในการใช้เทคโนโลยีได้อย่างมี

ประสทิ ธภิ าพ

ผลการเรยี นรู้
1. สบื คน้ ขอ้ มูล อธบิ ายสมบัตแิ ละหน้าท่ีของสารพนั ธุกรรม โครงสร้างและองคป์ ระกอบทางเคมขี อง

DNA และสรปุ การจำาลอง DNA
2. อธิบายและระบุขั้นตอนในกระบวนการสังเคราะห์โปรตีนและหน้าที่ของ DNA และ RNAแต่ละ

ชนดิ ในกระบวนการสงั เคราะห์โปรตีน
3. สืบค้นข้อมูล และอธิบายการเกิดมิวเทชันระดับยีนและระดับโครโมโซม สาเหตุการเกิดมิวเทชัน

รวมท้งั ยกตัวอยา่ งโรคและกลุ่มอาการทเ่ี ปน็ ผลของการเกิดมิวเทชัน
4. สบื คน้ ข้อมลู อธิบายและสรปุ ผลการทดลองของเมนเดล
5. สรุปความสมั พนั ธร์ ะหว่างสารพันธุกรรม แอลลลี โปรตีน ลักษณะทางพนั ธุกรรม และเชื่อมโยงกับ

ความรูเ้ รอ่ื งพนั ธุศาสตรเ์ มนเดล

133

6. อธิบายและสรุปกฎแหง่ การแยกและกฎแห่งการรวมกลุม่ อย่างอิสระ และนำากฎของเมนเดลนี้ไป
อธิบายการถ่ายทอดลกั ษณะทางพันธกุ รรมและใช้ในการคำานวณโอกาสใน การเกิดฟีโนไทป์และจโี นไทป์แบบ
ต่างๆ ของรุ่น F1 และ F2

7. สืบค้นข้อมูล วิเคราะห์ อธิบาย และสรุปเกี่ยวกับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมที่เป็นส่วน
ขยายของพนั ธศุ าสตรเ์ มนเดล

8. สืบค้นข้อมูล วิเคราะห์ และเปรียบเทียบลักษณะทางพันธุกรรมที่มีการแปรผันไม่ต่อเนื่องและ
ลักษณะทางพันธกุ รรมท่มี ีการแปรผันตอ่ เนื่อง

9. อธิบายการถ่ายทอดยีนบนโครโมโซม และยกตัวอย่างลักษณะทางพันธุกรรมที่ถูกควบคุมด้วยยีน
บนออโตโซมและยนี บนโครโมโซมเพศ

10. อธิบายหลักการสร้างส่งิ มีชีวิตดดั แปรพันธกุ รรมโดยใชด้ ีเอ็นเอรีคอมบิแนนท์
11. สืบค้นข้อมูล ยกตัวอย่าง และอภิปรายการนำาเทคโนโลยีทางดีเอ็นเอไปประยุกต์ทั้งในด้าน
ส่ิงแวดล้อม นติ ิวิทยาศาสตร์ การแพทย์ การเกษตร และอุตสาหกรรม และข้อควรคำานงึ ถึงดา้ นชีวจรยิ ธรรม
12. สืบค้นข้อมูลและอธิบายเก่ียวกับหลักฐานที่สนับสนุนและข้อมูลที่ใช้อธิบายการเกิดวิวัฒนาการ
ของสง่ิ มชี ีวติ
13. อธิบายและเปรียบเทียบแนวคิดเกี่ยวกับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตของฌอง ลามาร์กและทฤษฎี
เกีย่ วกบั วิวฒั นาการของสิ่งมชี วี ิตของชาลส์ ดารว์ ิน
14. ระบุสาระสำคัญและอธิบายเงื่อนไขของภาวะสมดุลของฮาร์ดี-ไวน์เบิร์ก ปัจจัยที่ทำให้เกิดการ
เปลีย่ นแปลงความถี่ของแอลลลี ในประชากร พรอ้ มทั้งคำนวณหาความถ่ขี องแอลลีลและจโี นไทปข์ องประชากร
โดยใช้หลักของฮาร์ดี-ไวน์เบิร์ก
15. สบื คน้ ขอ้ มลู อภปิ ราย และอธิบายกระบวนการเกิดสปชี ีส์ใหม่ของสง่ิ มีชวี ิต

รวมทง้ั หมด 15 ผลการเรยี นรู้

134

รายวชิ าชวี วิทยา 2 โครงสร้างรายวิชา ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 4
ภาคเรียนที่ 2 จำนวน 1 หน่วยกิต
รหสั วิชา ว31252
หน่วย ช่ือหน่วย
ท่ี การเรยี นรู้ จำนวน 40 ชัว่ โมง
1 โครโมโซมและ
สารพนั ธกุ รรม ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนัก

(ช่ัวโมง) คะแนน

1. สืบคน้ ข้อมูล - DNA เป็นพอลิเมอรข์ อง 9 10

อธิบายสมบัติและ นวิ คลโี อไทด์ แต่ละนวิ คลี

หนา้ ท่ขี องสาร โอไทดป์ ระกอบดว้ ย

พันธุกรรม โครงสร้าง นำ้ ตาลดีออกซี-

และองค์ประกอบทาง ไรโบส หมฟู่ อสเฟต และไน

เคมขี อง DNA และ โตรจนี ัสเบส คือ A T C

สรปุ การจำลอง และ G

ดีเอน็ เอ - โมเลกุลของ DNA เป็น

2. อธบิ ายและระบุ พอลนิ วิ คลโี อไทด์ 2 สาย

ข้นั ตอนใน เรยี งสลับทิศและบดิ เปน็

กระบวนการ เกลยี วเวยี นขวา

สงั เคราะหโ์ ปรตีนและ โดยการเขา้ คู่กนั ของสาย

หนา้ ท่ีของ DNA DNA เกิดจากการจบั คขู่ อง

และ RNA แต่ละชนดิ เบสคู่สม คอื A คูก่ ับ T

ในกระบวนการ และ C คกู่ ับ G

สังเคราะหโ์ ปรตนี - ยนี คอื สาย DNA บาง

3. สบื คน้ ขอ้ มูลและ ช่วงทีค่ วบคมุ ลักษณะทาง

อธบิ ายการเกดิ มิวเท พันธุกรรมได้ โดยยีน

ชันระดบั ยนี และระดับ กำหนดลำดบั กรด

โครโมโซม อะมโิ นของโปรตีนซึง่ ทำ

สาเหตกุ ารเกิด หน้าทีเ่ ปน็ โครงสร้าง

มวิ เทชัน รวมท้งั เอนไซม์ และอื่นๆ มผี ลทำ

ยกตวั อย่างโรคและ ให้เซลล์และส่ิงมีชีวติ

กลมุ่ อาการท่ีเป็นผล ปรากฏลักษณะต่างๆ ได้

ของการเกิดมิวเทชัน - DNA จำลองตัวเองได้โดย

ใช้สายหนึง่ เป็นแม่แบบ

และสร้างอีกสายขึน้ มาใหม่

ซึง่ จะมีโครงสร้าง

และลำดับนิวคลโี อไทด์

เหมือนเดิม

- DNA ควบคมุ ลกั ษณะ

ทางพนั ธุกรรมของส่งิ มชี ีวิต

หน่วย ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ 135
ท่ี การเรยี นรู้
สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนกั
(ช่วั โมง) คะแนน

ได้ โดยการสร้าง RNA 3
ประเภท คือ
mRNA tRNA และ rRNA
ซงึ่ ร่วมกนั ทำหนา้ ทใ่ี น
กระบวนการสงั เคราะห์
โปรตีน
- RNA เปน็ พอลิเมอรข์ องนิ
วคลีโอไทดส์ ายเดย่ี ว แตล่ ะ
นวิ คลโี อไทด์ประกอบด้วย
นำ้ ตาลไรโบส
หมฟู่ อสเฟต และไนโตร
จนี ัสเบส คือ A U C และ
G
- มวิ เทชนั เป็นการ
เปลยี่ นแปลงของลำาดบั
หรอื จำนวนนวิ คลีโอไทดใ์ น
DNA ซึ่งอาจนำไปสู่การ
เปลย่ี นแปลงโครงสรา้ ง
และการทำงานของโปรตีน
ซึ่งถา้ การเปลย่ี นแปลง
ดังกลา่ วเกดิ ในเซลล์
สืบพันธุ์จะสามารถ
ถา่ ยทอดไปยังรนุ่ ต่อ ๆ ไป
ได้ และทำให้เกิดความแปร
ผันทางพันธุกรรมของ
สิง่ มชี ีวิตการเกิดมิวเทชันมี
สาเหตุมาจากปัจจัยต่างๆ
เช่น รังสี และสารเคมี
- การขาดหายไปหรอื
เพ่ิมขนึ้ ของนวิ คลีโอไทด์
และการแทนทค่ี ่เู บส เปน็
การเกดิ มวิ เทชนั ระดับยีน
เช่น โรคโลหิตจางชนดิ ซกิ
เคิล-เซลล์ เปน็ ผลมาจาก
การแทนท่คี ู่เบส
- การเปล่ียนแปลง

136

หน่วย ชื่อหนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา น้ำหนัก
ท่ี การเรียนรู้
(ชว่ั โมง) คะแนน
2 การถา่ ยทอด
ลกั ษณะทาง โครงสร้างของโครโมโซม
พันธุกรรม
เชน่ หายไปหรอื เพิม่ ขึน้

บางสว่ น และการ

เปล่ยี นแปลงจำนวน

โครโมโซม เช่น การลดลง

หรอื เพิม่ ขนึ้ ของโครโมโซม

บางแทง่ หรือท้ังชุด

เปน็ สาเหตขุ องการเกดิ มิว

เทชนั ระดับโครโมโซม เชน่

กลมุ่ อาการคริดูชาต์และ

กลมุ่ อาการดาวน์ กล่มุ

อาการเทอร์เนอรแ์ ละกลมุ่

อาการไคลน์เฟลเทอร์

4. สืบค้นข้อมูล - เมนเดลศึกษาการ 9 10

อธิบายและสรุปผล ถ่ายทอดลักษณะทาง

การทดลองของเมน พนั ธุกรรมโดยการผสม

เดล พันธถุ์ ่ัวลนั เตา จนสรุปเปน็

5. สรุปความสัมพันธ์ กฎแหง่ การแยกและกฎ

ระหวา่ งสารพนั ธุกรรม แหง่ การรวมกลุ่มอย่าง

แอลลีล โปรตีน อิสระ

ลักษณะทางพนั ธุกรรม - กฎแห่งการแยกมี

และเชือ่ มโยงกับ ใจความว่า แอลลลี ที่อยู่

ความรู้เรื่องพนั ธุ เป็นค่จู ะแยกออกจากกนั

ศาสตรเ์ มนเดล ในระหว่างการสรา้ งเซลล์

6. อธิบายและสรุปกฎ สืบพนั ธุ์ โดยเซลล์สืบพันธุ์

แห่งการแยกและกฎ แตล่ ะเซลล์จะมีเพยี งแอล

แห่งการรวมกลมุ่ อย่าง ลีลใดแอลลลี หน่ึง

อิสระ และนำกฎของ - กฎแห่งการรวมกลุม่

เมนเดลนไี้ ป อยา่ งอิสระมีใจความว่า

อธบิ ายการถา่ ยทอด หลังจากคขู่ องแอลลีลแยก

ลกั ษณะทางพันธกุ รรม ออกจากกนั แตล่ ะแอลลีล

และใช้ในการคำานวณ จะจดั กลุ่มอย่างอิสระกับ

โอกาสใน การเกดิ ฟโี น แอลลีลอ่นื ๆ ท่แี ยกออก

ไทปแ์ ละจโี นไทป์แบบ จากค่เู ช่นกนั ในการเขา้ ไป

ตา่ งๆ ของรนุ่ F1 และ อยใู่ นเซลล์

F2 สบื พันธ์ุ

137

หนว่ ย ชื่อหนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา น้ำหนกั

ท่ี การเรียนรู้ (ช่ัวโมง) คะแนน

7. สบื คน้ ข้อมูล - การถ่ายทอดลักษณะทาง

วิเคราะห์ อธิบาย และ พนั ธุกรรมบางลักษณะให้

สรุปเกี่ยวกบั การ อตั ราสว่ นทีแ่ ตกตา่ งจาก

ถา่ ยทอดลักษณะทาง ผลการศึกษาของเมนเดล

พันธกุ รรมท่ีเป็น เรียกลกั ษณะเหลา่ น้วี ่า

ส่วนขยายของพันธุ ลักษณะทางพนั ธุกรรมท่ี

ศาสตรเ์ มนเดล เป็นสว่ นขยายของพนั ธุ

8. สืบคน้ ขอ้ มูล ศาสตร์เมนเดล เชน่ การ

วเิ คราะห์ และ ขม่ ไม่สมบูรณ์ การข่ม

เปรยี บเทยี บลักษณะ ร่วมกนั มลั ตเิ ปิลแอลลีล

ทางพนั ธกุ รรมท่ีมกี าร ยีนบนโครโมโซมเพศ และ

แปรผันไมต่ อ่ เนื่องและ พอลิยีน

ลักษณะทางพนั ธุกรรม - ลกั ษณะพันธุกรรมบาง

ที่มกี ารแปรผนั ลักษณะมีความแตกตา่ งกนั

ตอ่ เนอ่ื ง ชดั เจน เช่น การมตี ิ่งหู

9. อธิบายการ หรือไมม่ ตี ่ิงหู ซงึ่ เปน็

ถ่ายทอดยนี บน ลักษณะทางพนั ธุกรรมทม่ี ี

โครโมโซม และ การแปรผนั ไม่ต่อเนอ่ื ง

ยกตวั อย่างลกั ษณะ - ลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม

ทางพนั ธุกรรมที่ถูก บางลักษณะมคี วาม

ควบคุมดว้ ยยนี แตกต่างกันเลก็ น้อยและ

บนออโตโซมและยนี ลดหล่ันกนั ไป เชน่ ความ

บนโครโมโซมเพศ สูงและสีผวิ ของมนุษยถ์ ูก

ควบคุมโดยยนี หลายคูซ่ ่ึง

เป็นลกั ษณะทางพันธกุ รรม

ท่ีมีการแปรผันต่อเนื่อง

และสิง่ แวดล้อมอาจมีผล

ตอ่ การแสดงลักษณะน้ัน

- โครโมโซมภายในเซลล์

รา่ งกายแบ่งเป็นออโตโซม

และโครโมโซมเพศ

ลักษณะทางพันธกุ รรม

สว่ นใหญ่ถูกควบคมุ ด้วยยีน

บน ออโตโซม บางลกั ษณะ

ถูกควบคุมดว้ ยยนี บน

138

หนว่ ย ชอ่ื หนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรยี นรู้
(ชั่วโมง) คะแนน
3 เทคโนโลยที าง
ดีเอน็ เอ  โครโมโซมเพศซ่ึงส่วนมาก

4 ววิ ัฒนาการ เปน็ ยีนบนโครโมโซม X

- เมือ่ มีการสร้างเซลล์

สบื พนั ธ์ุ ยนี บนโครโมโซม

เดยี วกนั ทีอ่ ยใู่ กล้กนั มักจะ

ถูกถา่ ยทอดไปด้วยกัน แต่

การเกิดครอสซิงโอเวอรใ์ น

การแบ่งเซลล์แบบไมโอซสิ

อาจทำให้ยีนบนโครโมโซม

เดียวกนั แยกจากกันได้

ส่งผลให้รูปแบบของเซลล์

สืบพนั ธ์ุที่ได้แตกต่างไป

จากกรณที ่ไี มเ่ กดิ ครอสซงิ

โอเวอร์

10. อธิบายหลกั การ - การใชเ้ ทคโนโลยีทางดี 9 10

สร้างสิ่งมชี ีวติ ดัดแปร เอน็ เอ ในการสร้างดเี อน็ เอ

พันธกุ รรมโดยใช้ดีเอน็ รคี อมบแิ นนท์ สามารถ

เอรีคอมบิแนนท์ นำไปใชใ้ นการสรา้ ง

11. สืบค้นขอ้ มูล สงิ่ มชี ีวติ ดดั แปรพนั ธุกรรม

ยกตัวอย่าง และ โดยนำยนี ท่ีต้องการมาตดั

อภปิ รายการนำา ตอ่ ใส่ในสง่ิ มชี ีวิต ทำให้

เทคโนโลยที างดีเอ็นเอ สง่ิ มชี ีวิตน้ันมีสมบัติตาม

ไปประยุกตท์ ง้ั ในด้าน ต้องการ

สิ่งแวดล้อม - เทคโนโลยีทางดีเอน็ เอ

นิตวิ ิทยาศาสตร์ สามารถนำไปประยุกต์ใช้

การแพทย์ การเกษตร ในดา้ นต่างๆ เช่น

และอุตสาหกรรม และ สิ่งแวดล้อม นติ ิ

ข้อควรคำานงึ ถงึ ดา้ น วทิ ยาศาสตร์การแพทย์

ชวี จรยิ ธรรม การเกษตร และ

อุตสาหกรรม โดยการใช้

เทคโนโลยที างดีเอน็ เอตอ้ ง

คำนงึ ถงึ ความปลอดภัย

ทางชวี ภาพ ชีวจรยิ ธรรม

และผลกระทบตอ่ สงั คม

12. สบื ค้นขอ้ มูลและ - หลักฐานที่ทำให้เชอื่ วา่ 9 10

อธิบายเก่ียวกับ สิ่งมีชีวิตมวี ิวฒั นาการ เชน่

139

หนว่ ย ชื่อหนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา น้ำหนกั

ท่ี การเรียนรู้ (ชัว่ โมง) คะแนน

หลกั ฐานที่สนบั สนนุ ซากดกึ ดำบรรพ์ กายวภิ าค

และข้อมลู ท่ีใชอ้ ธิบาย เปรียบเทียบ

การเกิดววิ ัฒนาการ วทิ ยาเอ็มบริโอ การ

ของส่ิงมีชวี ิต แพร่กระจาย

13. อธบิ ายและ ของสง่ิ มีชีวติ ทางภมู ศิ าสตร์

เปรยี บเทียบแนวคิด การศึกษาทางชวี ภมู ศิ าสตร์

เก่ยี วกบั วิวัฒนาการ และ

ของสิ่งมีชีวิตของฌอง ดา้ นชีววทิ ยาระดับโมเลกุล

ลามารก์ และทฤษฎี - มนุษย์มกี ารสืบสาย

เก่ยี วกับววิ ัฒนาการ ววิ ัฒนาการมาเป็น

ของสง่ิ มชี วี ติ ของชาลส์ เวลานาน โดยมีหลักฐานที่

ดารว์ ิน สนับสนุนจากซากดกึ ดำ

14. ระบสุ าระสำคัญ บรรพ์

และอธบิ ายเง่อื นไข ของบรรพบุรุษมนุษย์ท่ี

ของภาวะสมดุลของ ค้นพบและจากการ

ฮาร์ด-ี ไวน์เบิร์ก ปัจจัย เปรียบเทียบลำดับเบสบน

ท่ีทำาใหเ้ กดิ DNA ระหวา่ งมนษุ ยก์ บั

การเปลย่ี นแปลง ไพรเมตอ่ืนๆ

ความถข่ี องแอลลลี ใน - ฌอง ลามาร์ก ไดเ้ สนอ

ประชากร พรอ้ ม แนวคิดเพือ่ อธบิ ายเกีย่ วกบั

ท้ังคำานวณหาความถี่ ววิ ัฒนาการของสง่ิ มีชีวิตว่า

ของแอลลลี และจีโน สง่ิ มีชีวติ มีการ

ไทป์ของประชากรโดย เปลยี่ นแปลงโครงสร้างให้

ใช้หลักของฮาร์ดี-ไวน์ เข้ากบั สภาพแวดล้อม โดย

เบิร์ก อาศยั กฎการใชแ้ ละไม่ใช้

15. สบื คน้ ข้อมูล และกฎแห่งการ

อภิปราย และอธบิ าย ถ่ายทอดลกั ษณะทเี่ กิด

กระบวนการเกิดสปชี ีส์ ข้นึ มาใหม่

ใหม่ของสิ่งมีชีวติ - ชาลส์ ดารว์ ินเสนอ

ทฤษฎีเกี่ยวกับววิ ัฒนาการ

ของสงิ่ มีชวี ิตว่าเกิดจาก

การคดั เลอื กโดยธรรมชาติ

โดยสิ่งมชี วี ิต มแี นวโนม้ ที่

จะใหก้ ำเนิดลกู ท่ีมีลักษณะ

แตกต่างกนั จำนวนมาก แต่

มีเพยี งจำนวนหนงึ่ ที่

หน่วย ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ 140
ท่ี การเรยี นรู้
สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนกั
(ชั่วโมง) คะแนน

เหมาะสมกบั
สภาพแวดล้อม สามารถมี
ชวี ติ รอด และถา่ ยทอด
ลกั ษณะท่ีเหมาะสมไปยัง
รนุ่ ตอ่ ไปได้
- เมอื่ ประชากรอยใู่ นภาวะ
สมดลุ ของฮารด์ ี-ไวน์เบิร์ก
โดยกลมุ่ ประชากรมขี นาด
ใหญ่ ไมม่ กี าร
ถ่ายเทยีนระหวา่ งกลมุ่
ประชากร ไมเ่ กิดมวิ เทชนั
สมาชกิ ทกุ ตวั มีโอกาสผสม
พนั ธุ์ได้เทา่ กัน และ
ไม่เกิดการคดั เลือกโดย
ธรรมชาติ จะทำให้ความถี่
ของแอลลลี ของลักษณะ
นน้ั ไมเ่ ปล่ยี นแปลง
ไม่ว่าจะผ่านไปกีร่ นุ่ กต็ าม
เปน็ ผลให้ลักษณะนนั้ ไม่
เกิดววิ ัฒนาการ
-การเปลยี่ นแปลงความถ่ี
ของยีนหรอื แอลลีลใน
ประชากร เกดิ จากปัจจยั
หลายประการนำไปสกู่ าร
เกดิ ววิ ัฒนาการ
- สปีชสี ์ใหม่จะเกิดข้ึนได้
เมอ่ื ไมม่ กี ารถ่ายเท
เคล่ือนยา้ ยยนี ระหวา่ ง
ประชากรหนง่ึ กับอกี
ประชากรหนึง่ ในรนุ่ บรรพ
บุรษุ ทำให้ประชากรทง้ั
สองมีโครงสรา้ งทาง
พันธุกรรมทแี่ ตกต่างกนั
และววิ ัฒนาการเกดิ เป็นสปี
ชสี ์ใหม่

141

หนว่ ย ชื่อหนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรียนรู้ (ชว่ั โมง) คะแนน
หน่วยการเรียนรู้
กลางภาค - ปจั จยั ทีท่ ำให้เกิดสปีชีส์
ปลายภาค ใหมอ่ าจเกิดได้ 2 แนวทาง
รวม คอื การเกดิ สปีชีสใ์ หม่จาก
การแบ่งแยก
ทางภมู ศิ าสตร์และการ
เกดิ สปีชสี ์ใหม่ในเขต
ภมู ศิ าสตรเ์ ดียวกัน

36 40

2 30

2 30

40 100

142

คำอธบิ ายรายวชิ า

กลุม่ สาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

รายวิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ 2 รหัสวิชา ว31262 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4

ภาคเรียนท่ี 2 จำนวน 40 ช่ัวโมง จำนวน 1 หนว่ ยกติ

ศึกษาเกี่ยวกับการตรวจสอบ การระบุชนิดของแร่ สมบัติของแร่ การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรแร่

อย่างเหมาะสมการตรวจสอบและจำแนกประเภทของหิน การระบุชื่อหิน วิเคราะห์สมบัติของหิน การใช้
ประโยชน์จากทรัพยากรหินอย่างเหมาะสม กระบวนการเกิดและการสำรวจแหล่งปิโตรเลียมและถ่านหิน
ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากปิโตรเลียมและถ่านหิน การอ่านและแปลความหมายจากแผนที่ภูมิประเทศและแผนท่ี

ธรณวี ิทยา การประยุกตใ์ ช้ความรเู้ กย่ี วกับแผนทใ่ี นชีวิตประจำวนั
โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพ่ือฝกึ ทักษะ การตรวจสอบ การระบุ การวเิ คราะห์ การนำเสนอ

การตรวจสอบ การจำแนกประเภท การอธิบาย การอ่านและความหมายแผนที่ และการยกตัวอย่าง
เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์อย่างถูกต้อง สามารถนำความรู้

และหลกั การไปใชป้ ระโยชน์ เช่อื มโยง อธบิ ายปรากฏการณ์ หรือแกป้ ญั หาในชวี ิตประจำวนั สามารถจัดกระทำ

และวิเคราะหข์ อ้ มูล สอ่ื สารส่งิ ทเ่ี รียนรู้ มีความสามารถในการตัดสินใจแก้ปัญหา มจี ิตวทิ ยาศาสตร์ เห็นคุณค่า
ของวทิ ยาศาสตร์ มจี รยิ ธรรม คุณธรรมและคา่ นยิ มทีเ่ หมาะสม

ผลการเรยี นรู้
1. ตรวจสอบ และระบุชนิดแร่ รวมท้งั วิเคราะห์สมบตั ิและนำเสนอการใชป้ ระโยชนจ์ ากทรัพยากรแร่

ทเี่ หมาะสม
2. ตรวจสอบ จำแนกประเภท และระบชุ อ่ื หนิ รวมท้งั วิเคราะหส์ มบัติและนำเสนอการใชป้ ระโยชน์ของ

ทรัพยากรหินทีเ่ หมาะสม
3. อธบิ ายกระบวนการเกิด และการสำรวจแหลง่ ปโิ ตรเลียมและถา่ นหนิ โดยใช้ขอ้ มูลทางธรณวี ทิ ยา
4. อธบิ ายสมบัติของผลติ ภัณฑ์ทไี่ ดจ้ ากปโิ ตรเลยี มและถ่านหนิ พร้อมนำเสนอการใชป้ ระโยชนอ์ ยา่ ง

เหมาะสม
5. อา่ นและแปลความหมายจากแผนทภ่ี ูมปิ ระเทศและแผนท่ีธรณีวทิ ยาของพื้นที่ที่กำหนดพร้อมท้งั

อธบิ ายและยกตัวอย่างการนำไปใชป้ ระโยชน์

รวมท้งั หมด 5 ผลการเรยี นรู้

143

โครงสร้างรายวิชา

รายวชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ 2 รหัสวิชา ว31262 ช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 4
จำนวน 1 หนว่ ยกติ
ภาคเรียนท่ี 2 จำนวน 40 ชัว่ โมง

หนว่ ย ชอื่ หน่วย ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรียนรู้
(ชว่ั โมง) คะแนน
1 ทรัพยากรธรณี
1. ตรวจสอบและระบุ - แร่ คือ ธาตหุ รือ 24 25

ชนิดแร่ รวมท้งั สารประกอบ อนนิ ทรยี ์ที่มี

วเิ คราะหส์ มบตั ิและ สถานะเปน็ ของแขง็

นำเสนอการใช้ เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

ประโยชน์จาก มโี ครงสร้างภายในท่เี ป็น

ทรัพยากรแรท่ ี่ ระเบยี บ และมสี ตู รเคมี

เหมาะสม และสมบตั อิ ืน่ ๆ ที่แน่นอน

2. ตรวจสอบจำแนก หรืออาจเปล่ยี นแปลงได้

ประเภท และระบุชือ่ ภายใต้วงจำากดั ทำให้แรม่ ี

หินรวมท้ังวิเคราะห์ สมบตั ิทางกายภาพท่ี

สมบัตแิ ละนำเสนอการ แนน่ อน สามารถนำมาใช้

ใช้ประโยชน์ของ เพ่อื ตรวจสอบชนิดของแร่

ทรัพยากรหนิ ที่ ทางกายภาพ และการทำ

เหมาะสม ปฏกิ ริ ยิ าเคมีกับกรด

3. อธิบายกระบวน - ทรัพยากรแรส่ ามารถนำา

การเกดิ และการ ไปใชเ้ ป็นวตั ถดุ บิ ใน

สำรวจแหลง่ อุตสาหกรรมไดห้ ลาย

ปโิ ตรเลียมและ ประเภท เชน่ อาหารและ

ถา่ นหนิ โดยใชข้ ้อมูล ยา

ทางธรณีวทิ ยา เครอ่ื งมอื แพทย์ อปุ กรณ์

4. อธิบายสมบัติของ อเิ ล็กทรอนกิ ส์ อญั มณี

ผลิตภัณฑ์ทีไ่ ดจ้ าก - หนิ เป็นมวลของแข็งท่ี

ปิโตรเลียมและถ่านหนิ ประกอบด้วยแรช่ นิดเดียว

พร้อมนำเสนอการใช้ หรือหลายชนดิ ต้ังแต่ 1

ประโยชน์อย่าง ชนิดขนึ้ ไป หรอื

เหมาะสม ประกอบดว้ ยแกว้

ธรรมชาตหิ รอื สสารจาก

สง่ิ มชี ีวิต ที่เกิดขึน้ เอง

รวมตัวกันอยู่ตามธรรมชาติ

- หนิ สามารถจำแนกตาม

ลักษณะการเกดิ และเนือ้

หน่วย ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ 144
ท่ี การเรยี นรู้
สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนกั
(ชว่ั โมง) คะแนน

หนิ ได้เปน็ 3 ประเภท
ไดแ้ ก่ หนิ อคั นี
หนิ ตะกอน และหินแปร
การระบุช่ือของหนิ แตล่ ะ
ประเภท จะใช้ลักษณะและ
องค์ประกอบ
ทางแร่ของหนิ เปน็ เกณฑ์
หนิ สามารถนำไปใช้
ประโยชน์ได้หลายด้าน
เชน่ วัสดุก่อสรา้ ง
เครอ่ื งประดบั วัตถุดบิ ใน
อุตสาหกรรม
- ทรัพยากรปโิ ตรเลียมและ
ถา่ นหนิ เป็นทรัพยากร
สน้ิ เปลอื งที่มอี ยู่อย่างจำกดั
ใช้แล้วหมด
ไปไม่สามารถเกดิ ขึน้
ทดแทนได้ ในเวลา
อนั รวดเรว็ ทรพั ยากร
ปิโตรเลียมและถ่านหนิ ถกู
นำมาใชใ้ นอตุ สาหกรรมที่
สำคญั ของประเทศ เช่น
การคมนาคม
การผลิตไฟฟ้า เช้อื เพลงิ ใน
อุตสาหกรรมตา่ ง ๆ
- การศึกษากระบวนการ
เกดิ และการสำรวจแหล่ง
ปโิ ตรเลียมและถา่ นหินตอ้ ง
ใช้ความร้พู ้นื ฐาน
ธรณีวทิ ยาหลายด้าน เชน่
ตะกอนวทิ ยา การลำดับ
ชัน้ หนิ ธรณโี ครงสร้าง
รวมทัง้ วิธีการและเทคนคิ
ต่าง ๆ ทีเ่ หมาะสมเพอ่ื ทจ่ี ะ
นำทรัพยากรมาใชไ้ ดอ้ ย่าง
คมุ้ คา่ และยัง่ ยืน

145

หนว่ ย ช่ือหนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา น้ำหนัก

ท่ี การเรียนรู้ (ชวั่ โมง) คะแนน

2 แผนทภ่ี มู ปิ ระเทศ 5. อ่านและแปล - แผนทภี่ มู ปิ ระเทศ เป็น 12 15

และแผนที่ ความหมายจาก แผนที่ แผนทีท่ ี่สร้างเพ่ือจำลอง

ธรณีวทิ ยา ภูมปิ ระเทศและแผนที่ ลักษณะของผิวโลกหรือ

ธรณวี ทิ ยาของพน้ื ท่ีท่ี บางสว่ นของพนื้ ท่ี

กำหนดพร้อมทั้ง บนผวิ โลก โดยมีทิศทางท่ี

อธิบายและยกตวั อย่าง ชดั เจน และมาตราสว่ น

การนำไปใช้ประโยชน์ ขนาดตา่ งๆ ตามความ

เหมาะสมกบั การใช้งาน

แผนท่ภี มู ปิ ระเทศมกั แสดง

เสน้ ช้ันความสงู และ

คำอธิบายสัญลกั ษณ์ตา่ งๆ

ทีป่ รากฏในแผนท่ี

- แผนท่ธี รณีวทิ ยา เปน็

แผนท่แี สดงการกระจายตัว

ของหินกลมุ่ ตา่ งๆ ทโ่ี ผล่ให้

เห็นบนพื้นผวิ

ทำให้ทราบถงึ ขอบเขตของ

หนิ ในพืน้ ที่ นอกจากนย้ี งั

แสดงลกั ษณะการวางตวั

ของชัน้ หิน ซากดึกดำ

บรรพ์ และธรณีโครงสร้าง

- ขอ้ มูลจากแผนท่ีภมู ิ

ประเทศและแผนทธ่ี รณี

สามารถนำไปใช้วาง

แผนการใชป้ ระโยชนแ์ ละ

ประเมินศกั ยภาพของพ้นื ที่

ได้อย่างเหมาะสม เช่น

ประเมนิ ศักยภาพแหลง่

ทรพั ยากรธรณี ต่างๆ การ

วางผังเมอื ง การสรา้ งเขื่อน

ฯลฯ

หน่วยการเรยี นรู้ 36 40

กลางภาค 2 30

ปลายภาค 2 30

รวม 40 100

146

คำอธิบายรายวิชา

กลมุ่ สาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

รายวชิ าฟิสกิ ส์ 3 รหสั วชิ า ว32213 ช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 5
ภาคเรยี นที่ 1
จำนวน 60 ชว่ั โมง จำนวน 1.5 หน่วยกติ

ศกึ ษาลักษณะการเคลือ่ นที่แบบฮาร์มอนกิ อยา่ งง่าย ปรมิ าณทเี่ ก่ยี วขอ้ งกับการเคลื่อนที่แบบฮาร์มอนิ

กอย่างง่าย แรงกับการสั่นของมวลติดปลายสปริงและลูกตุ้มอย่างง่าย ความถี่ธรรมชาติและการสั่นพ้อง
ธรรมชาติของคลื่น อัตราเร็วของคลื่น หลักการที่เกี่ยวกับคลื่น พฤติกรรมของคลื่น แนวคิดเกี่ยวกับ แสงเชิง
คลื่น การแทรกสอดของแสงผ่านสลิตคู่ การเลย้ี วเบนของแสงผ่านสลิตเดย่ี ว การเลีย้ วเบนของ แสงผ่านเกรตติง

การสะทอ้ นและการหักเหของแสง การมองเห็นและการเกิดภาพ ภาพจากเลนสแ์ ละ กระจกเงาทรงกลม แสงสี
และการมองเหน็ แสงสี ปรากฏการณธ์ รรมชาติและการใชป้ ระโยชนเ์ ก่ยี วกับแสง

โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้การสืบค้นข้อมูล การสังเกต วิเคราะห์
เปรียบเทยี บ การทดลอง คำนวณ แปลความหมาย อภิปราย อธบิ ายและนำไปใชป้ ระโยชน์

เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความรู้ ความเขา้ ใจ มีความสามารถในการตัดสนิ ใจ มที กั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
รวมทั้งทักษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 ในด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านการคิดและการแก้ปญั หา สามารถ
สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ในชีวิตของตนเอง มีจิตวิทยาศาสตร์ จริยธรรม คุณธรรม และค่านิยมที่
เหมาะสม

ผลการเรยี นรู้
1. ทดลองและอธิบายการเคลื่อนที่แบบฮาร์มอนิกอย่างง่ายของวัตถุติดปลายสปริงและลูกตุ้มอย่าง

งา่ ยรวมทง้ั คำนวณปริมาณต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
2. อธิบายความถ่ีธรรมชาติของวตั ถแุ ละการเกิดการส่ันพ้อง
3. อธบิ ายปรากฏการณ์คลน่ื ชนดิ ของคล่ืน ส่วนประกอบของคลน่ื การแผ่ของหนา้ คลื่นด้วยหลักการ

ของฮอยเกนส์ และการรวมกันของคล่ืนตามหลักการซอ้ นทบั พรอ้ มทงั้ คำนวณอัตราเร็ว ความถี่ และความยาว
คลืน่

4. สังเกตและอธิบายการสะท้อน การหักเห การแทรกสอด และการเลีย้ วเบนของคลื่นผิวน้ำ รวมท้งั
คำนวณปริมาณตา่ ง ๆ ท่ีเกีย่ วขอ้ ง

5. ทดลอง และอธบิ ายการแทรกสอดของแสงผ่านสลติ คแู่ ละเกรตตงิ การเลีย้ วเบนและการแทรกสอด
ของแสงผา่ นสลติ เด่ียว รวมทง้ั คำนวณปริมาณตา่ ง ๆ ทเ่ี ก่ียวข้อง

6. ทดลอง และอธิบายการสะท้อนของแสงที่ผิววัตถุตามกฎการสะท้อน เขียนรังสีของแสงและ
คำนวณตำแหน่งและขนาดภาพของวัตถุ เมื่อแสงตกกระทบกระจกเงาราบและกระจกเงาทรงกลม รวมทั้ง
อธิบายการนำความรู้เรื่องการสะท้อนของแสงจากกระจกเงาราบ และกระจกเงาทรงกลม ไปใช้ประโยชน์ใน
ชวี ิตประจำวัน

7. ทดลอง และอธิบายความสมั พนั ธ์ระหวา่ งดรรชนีหกั เห มุมตกกระทบ และมุมหักเหรวมทั้งอธิบาย
ความสัมพันธ์ระหว่างความลึกจริงและความลึกปรากฏ มุมวิกฤตและการสะท้อนกลับหมดของ แสง และ
คำนวณปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเี่ กีย่ วขอ้ ง

147

8. ทดลอง และเขียนรงั สขี องแสงเพ่อื แสดงภาพทเ่ี กิดจากเลนส์บาง หาตำแหนง่ ขนาด ชนดิ ของภาพ
และความสัมพันธร์ ะหว่างระยะวัตถุ ระยะภาพและความยาวโฟกัส รวมทั้งคำนวณปริมาณต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
และอธิบายการนำความรูเ้ รอื่ งการหกั เหของแสงผา่ นเลนส์บางไปใชป้ ระโยชน์ ในชีวิตประจำวนั

9. อธบิ ายปรากฏการณ์ธรรมชาตทิ ีเ่ ก่ียวกบั แสง เช่น ร้งุ การทรงกลด มริ าจ และการเหน็ ท้องฟา้ เป็นสี
ตา่ ง ๆ ในชว่ งเวลาตา่ งกัน

10. สังเกต และอธิบายการมองเห็นแสงสี สีของวัตถุ การผสมสารสี และการผสมแสงสี รวมท้ัง
อธิบายสาเหตขุ องการบอดสี

รวมท้งั หมด 10 ผลการเรยี นรู้

148

รายวชิ าฟสิ ิกส์ 3 โครงสร้างรายวิชา ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 5
ภาคเรียนที่ 1 จำนวน 1.5 หน่วยกิต
รหสั วิชา ว32213
หนว่ ย ชอ่ื หนว่ ย
ท่ี การเรยี นรู้ จำนวน 60 ช่ัวโมง
1 การเคล่ือนที่
แบบฮารม์ อ ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนัก
นกิ อย่างง่าย
(ชั่วโมง) คะแนน

1. ทดลองและ - การสน่ั (vibration) หรอื

อธบิ ายการเคลอื่ นท่ี การแกวง่ กวดั
แบบฮารม์ อนกิ อย่าง (oscillation) ทงั้ สองคำน้ี
งา่ ยของวตั ถตุ ิดปลาย หมายถึงกาเคลื่อนท่ี
เดยี วกนั การสัน่ แบบทีง่ ่าย
สปริงและลกู ตุ้มอย่าง
งา่ ยรวมทัง้ คำนวณ ท่สี ุดคือการเคลอ่ื นท่ีแบบ
ปรมิ าณต่างๆ ท่ี ฮารม์ อนกิ อยา่ งง่าย
เก่ยี วข้อง (simple
2. อธบิ ายความถี่
harmonicmotion) เป็น
การเคลื่อนท่กี ลับไปมาซำ้
ธรรมชาตขิ องวตั ถุและ รอยเดิมผา่ นตำแหนง่
การเกิดการสนั่ พ้อง สมดลุ (equilibrium

position) มคี าบและแอม

พลจิ ดู คงตวั

- เมือ่ ฉายแสงใหข้ นานกบั

ระนาบการเคลือ่ นทขี่ อง

วตั ถแุ บบวงกลมด้วย

อตั ราเร็วเชงิ มุมคงตัว เงา

ของวัตถบุ นฉากจะ

เคลอ่ื นทกี่ ลับไปกลบั มาซำ้

รอยเดมิ ในแนวตรงมี

ความเร่งเข้าสู่จดุ สมดลุ ซ่ึง

เปน็ การเคล่อื นท่ี แบบฮาร์

มอนิกอย่างง่ายจากการ

วิเคราะหก์ ารเคลื่อนที่ของ

เงากับการเคลอื่ นทีแ่ บบ

วงกลมของวตั ถสุ รปุ เปน็

สมการของปริมาณที่

เกี่ยวข้องกบั การเคลื่อนท่ี

แบบฮารม์ อนิกอยา่ งง่าย

ของเงาได้ดงั น้ี


Click to View FlipBook Version