199
หนว่ ย ชื่อหนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนกั
ท่ี การเรียนรู้ (ช่วั โมง) คะแนน
ความตา้ นทานสมมูล ของโอหม์ เขยี นแทนได้ดว้ ย
เมือ่ นำ ตัวตา้ นทานมา สมการ = (1)
ต่อกนั แบบอนุกรมและ
แบบขนาน
12. ทดลอง อธิบาย
และคำ นวณอีเอม็ เอฟ - ความต้านทานของวัตถุ
ของแหล่งกำ เนิด เมื่ออุณหภูมิคงตัว ขึ้นอยู่
ไฟฟ้ากระแสตรง กับชนิดและรูปร่างของวัตถุ
ตามสมการ =
- ค่าความต้านทานของตัว
รวมทง้ั อธบิ ายและ ต้านทานอ่านได้จาก แถบสี
คำนวณพลงั งานไฟฟ้า บนตัวตา้ นทาน
และกำ ลังไฟฟ้า
- เมือ่ นำตวั ตา้ นทานมาต่อ
13. ทดลอง และ แบบอนุกรม ความต้านทาน
คำนวณอเี อ็มเอฟ สมมลู มีค่าเพ่ิมขน้ึ ตาม
สมมูลจากการต่อ สมการ = 1 +
แบตเตอรแ่ี บบอนุกรม 2 + 3 + ⋯
และแบบขนาน รวมทัง้ - เม่ือนำตัวตา้ นทานมาตอ่
คำนวณปรมิ าณต่าง ๆ แบบขนาน ความต้านทาน
ที่เกีย่ วขอ้ งใน สมมูลมคี ่าลดลง ตาม
วงจรไฟฟ้ากระแสตรง สมการ 1 = 1 +
ซงึ่ ประกอบด้วย 1
แบตเตอรแ่ี ละตวั 1 + 1 +⋯
ตา้ นทาน
2 3
14. อธิบายการ
เปล่ียนพลังงาน - แหล่งกำเนดิ ไฟฟา้
ทดแทนเป็นพลงั งาน กระแสตรง เช่น แบตเตอรี่
ไฟฟ้า รวมท้งั สบื คน้ เปน็ อปุ กรณ์ท่ใี หพ้ ลังงาน
และอภิปรายเกย่ี วกบั ไฟฟ้าแกว่ งจร พลังงาน
เทคโนโลยีท่ีนำ มา ไฟฟ้าท่ีประจุไฟฟ้าได้รบั ตอ่
แก้ปัญหาหรือ หนง่ึ หนว่ ย ประจุไฟฟา้ เม่ือ
ตอบสนองความ เคลอ่ื นท่ีผ่านแหล่งกำเนิด
ไฟฟา้ เรียกวา่ อเี อ็มเอฟ
คำนวณได้จากสมการ
ต้องการทางดา้ น = ∆ +
พลงั งาน โดยเนน้ ด้าน - พลงั งานไฟฟา้ ทถ่ี ูกใช้ไป
ประสิทธภิ าพและ ในเคร่ืองใช้ไฟฟ้าใน หน่ึง
หนว่ ยเวลา เรียกว่า
ความคมุ้ ค่าด้าน
กำลงั ไฟฟ้า ซึง่ มคี า่ ข้ึนกบั
ค่าใช้จา่ ย
ความต่างศกั ยแ์ ละ
200
หน่วย ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา น้ำหนกั
ท่ี การเรยี นรู้ (ชวั่ โมง) คะแนน
กระแสไฟฟา้ คำนวณ ได้
จากสมการ
= ∆ และ
= ∆
- เมือ่ นำแบตเตอร่ีมาตอ่
แบบอนุกรม อีเอ็มเอฟ
สมมูล และความต้านทาน
ภายในสมมลู มีค่าเพิ่มขึน้
ตามสมการ
= 1 + 2 + 3 +
⋯ และ
= 1 + 2 + 3 +
⋯ ตามลำดบั
- เม่อื นำแบตเตอร่ที ่ี
เหมือนกันมาต่อแบบขนาน
อีเอม็ เอฟสมมูลมีค่าคงเดมิ
และความตา้ นทาน ภายใน
สมมลู มีค่าลดลง ตาม
สมการ
= 1 = 2 = 3 =
⋯ และ 1 = 1 +
1
1 + 1 +⋯
2 3
- กระแสไฟฟ้าในวงจรไฟฟ้า
กระแสตรงที่ ประกอบด้วย
แบตเตอร่แี ละตวั ต้านทาน
คำนวณได้ตามสมการ
=
+
- การนำพลงั งานทดแทนมา
ใชเ้ ป็นการแก้ปญั หา หรอื
ตอบสนองความต้องการ
ด้านพลังงาน เชน่ การ
เปล่ียนพลงั งานนวิ เคลยี ร์
เปน็ พลังงานไฟฟา้ ใน
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และการ
เปลยี่ นพลังงาน แสงอาทติ ย์
201
หนว่ ย ชื่อหนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรียนรู้ (ชวั่ โมง) คะแนน
หน่วยการเรยี นรู้
กลางภาค เป็นพลงั งานไฟฟา้ โดยเซลล์
ปลายภาค สรุ ยิ ะ
รวม - เทคโนโลยตี ่าง ๆ ทน่ี ำมา
แก้ปัญหาหรอื ตอบสนอง
ความตอ้ งการทางด้าน
พลงั งานเป็นการนำความรู้
ทกั ษะและกระบวนการ
ทางวทิ ยาศาสตร์มาสรา้ ง
อปุ กรณห์ รือผลติ ภัณฑต์ า่ ง
ๆ ทีช่ ่วยใหก้ ารใช้ พลงั งาน
มปี ระสิทธภิ าพยิ่งข้นึ
54 50
3 20
3 30
60 100
202
คำอธิบายรายวชิ า
กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รายวิชาเคมี 4 รหัสวิชา ว32234 ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี 5
ภาคเรยี นท่ี 2
จำนวน 40 ชัว่ โมง จำนวน 1 หน่วยกติ
ศกึ ษาไอออนในสารละลายกรดและเบส ทฤษฎีกรด – เบส ของอาร์เรเนียส เบรินสเตด–ลาวรี และลิว
อิส ศกึ ษาและทดลองเกี่ยวกับการถา่ ยโอนโปรตอนของสารละลายกรด – เบส ศึกษาคู่กรด – เบส คำนวณและ
เขียนสมการการแตกตัวของกรด – เบส การคำนวณค่าคงทีก่ ารแตกตวั เปน็ ไอออนของกรดอ่อนและเบสออ่ น
ศึกษาและทดลองการแตกตัวเป็นไอออนของน้ำ การคำนวณค่าคงที่ ของการแตกตัวของน้ำ pH ของ
สารละลายกรด – เบส ศกึ ษาและทดลองเร่ืองปฏกิ ิริยาสะเทิน และปฏกิ ิริยาการเกิดเกลอื จากปฏกิ ริ ยิ าระหว่าง
สารละลายกรดกับสารละลายเบส ปฏิกิริยาไฮโดรลิซิสของเกลือ ศึกษาเกีย่ วกับการไทเทรตสารละลายกรด –
เบส การเขียนกราฟและการหาจุดสมมูลจากกราฟของการไทเทรตและการคำนวณหาความเข้มข้นของ
สารละลายกรด – เบส ศกึ ษาหลักการเลือกใช้อินดิเคเตอร์สำหรบั ไทเทรตกรด – เบส ศึกษาและทดลองสมบัติ
ความเป็นบัฟเฟอร์ของสารละลาย ศึกษาและทดลองการถ่ยโอนอิเล็กตรอนในปฏิกิริยาระหว่างโลหะกับ
สารละลายของโลหะไอออน ศึกษาปฏิกิริยาออกซิเดชัน ปฏิกิริยารีดักชัน ปฏิกิริยารีดอกซ์ ตัวรีดิวซ์ และตัว
ออกซไิ ดส์ การเขยี นและดลุ สมการรดี อกซโ์ ดยใชเ้ ลขออกซิเดชันและครึง่ ปฏิกิริยา ศึกษาเซลลไ์ ฟฟา้ เคมี ศึกษา
และทดลองเกี่ยวกับหลักการของเซลลก์ ัลป์วานิก ศึกษาเกี่ยวกับการเขียนแผนภาพของเซลล์กัลป์วานิก การ
หาค่าศักยไ์ ฟฟา้ ของเซลลแ์ ละศักย์ไฟฟา้ มาตรฐานของครึง่ เซลล์ ปฏกิ ริ ยิ าในเซลลก์ ลั ป์วานิก ประเภทเซลล์ปฐม
ภูมแิ ละทตุ ิยภมู บิ างชนดิ ทดลองเพ่ือศึกษาหลกั การสร้างและการทำงานของเซลล์สะสมไฟฟา้ แบบตะกว่ั ศกึ ษา
หลกั การของเซลล์อิเลก็ โทรไลตกิ และทดลองการแยกสารละลายด้วยไฟฟ้าตามหลักการของเซลลอ์ ิเล็กโทรไล
ติก ศึกษาการแยกสารที่หลอมเหลวด้วยไฟฟ้า ศึกษาและทดลองชุบโลหะด้วยกระแสไฟฟ้า ศึกษาวิธีการทำ
โลหะให้บริสุทธิ์ ศึกษาและทดลองเกี่ยวกับการผุกร่อนและการป้องกันการผุกร่อนของโลหะ ศึกษา
ความกา้ วหน้าทางเทคโนโลยที เ่ี กีย่ วข้องกับเซลลไ์ ฟฟา้ เคมี
โดยใช้การเรียนรู้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสำรวจตรวจสอบ
สามารถ นำความร้แู ละหลกั การไปใชป้ ระโยชน์ เช่ือมโยง อธบิ ายปรากฎการณ์ หรือแกป้ ัญหาในชวี ติ ประจำวัน
สามารถจัดกระทำและวิเคราะห์ข้อมูล สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ มีความสามารถในการตัดสินใจแก้ปัญหา มีจิต
วิทยาศาสตร์ เหน็ คณุ คา่ ของวิทยาศาสตร์ มจี ริยธรรม คณุ ธรรมและค่านยิ มทีเ่ หมาะสม
ผลการเรียนรู้
๑. ระบุ และอธบิ ายวา่ สารเป็นกรดหรือเบสโดยใช้ทฤษฎีกรด–เบสของอาร์เรเนียส เบรนิ สเตด–ลาวรี
และลวิ อสิ
๒. ระบคุ กู่ รด-เบสของสารตามทฤษฎีกรด-เบสของเบรนิ สเตด-ลาวรี
๓. คำนวณ และเปรยี บเทียบความสามารถในการแตกตัวหรอื ความแรงของกรดและเบส
๔. คำนวณค่า pH ความเข้มข้นของไฮโดรเนียมไอออนหรือไฮดรอกไซด์ไอออนของสารละลายกรด
และเบส
๕. เขียนสมการเคมแี สดงปฏกิ ิริยาสะเทนิ และระบคุ วามเปน็ กรด-เบสของสารละลายหลังการสะเทนิ
๖. เขียนปฏิกริ ยิ าไฮโดรลซิ สิ ของเกลือ และระบุความเปน็ กรด-เบสของสารละลายเกลือ
๗. ทดลอง และอธิบายหลักการการไทเทรตและเลือกใช้อินดิเคเตอร์ท่ีเหมาะสมสำหรับ การไทเทรต
กรด-เบส
203
๘. คำนวณปรมิ าณสารหรอื ความเขม้ ข้นของสารละลายกรดหรือเบสจากการไทเทรต
๙. อธบิ ายสมบตั ิ องคป์ ระกอบ และประโยชนข์ องสารละลายบฟั เฟอร์
๑๐. สืบค้นข้อมูล และนำเสนอตัวอย่างการใช้ประโยชน์และการแก้ปัญหาโดยใช้ความรู้เกี่ยวกับ
กรด–เบส
๑๑. คำนวณเลขออกซเิ ดชัน และระบุปฏกิ ริ ิยาที่เป็นปฏิกิรยิ ารีดอกซ์
๑๒. วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงเลขออกซิเดชันและระบุตัวรีดิวซ์และตัวออกซิไดส์ รวมทั้งเขียนคร่ึง
ปฏิกิรยิ าออกซเิ ดชันและครึง่ ปฏิกิริยารีดกั ชนั ของปฏิกริ ยิ ารีดอกซ์
๑๓. ทดลอง และเปรียบเทียบความสามารถในการเป็นตัวรีดิวซ์หรือตัวออกซิไดส์ และเขียนแสดง
ปฏกิ ริ ิยารีดอกซ์
๑๔. ดุลสมการรีดอกซด์ ว้ ยการใชเ้ ลขออกซเิ ดชนั และวธิ คี รง่ึ ปฏิกิรยิ า
๑๕. ระบุองค์ประกอบของเซลล์เคมีไฟฟ้า และเขียนสมการเคมีของปฏิกิริยาที่แอโนดและแคโทด
ปฏกิ ิรยิ ารวม และแผนภาพเซลล์
๑๖. คำนวณค่าศักย์ไฟฟ้ามาตรฐานของเซลล์และระบุประเภทของเซลล์เคมีไฟฟ้า ขั้วไฟฟ้า และ
ปฏิกริ ิยาเคมีท่เี กดิ ขนึ้
๑๗. อธบิ ายหลักการทำงาน และเขียนสมการแสดงปฏกิ ริ ยิ าของเซลล์ปฐมภมู แิ ละเซลล์ทตุ ิยภมู ิ
๑๘. ทดลองชบุ โลหะและแยกสารเคมีดว้ ยกระแสไฟฟ้า และอธิบายหลกั การทางเคมีไฟฟ้าที่ใช้ในการ
ชบุ โลหะ การแยกสารเคมีดว้ ยกระแสไฟฟา้ การทำโลหะให้บรสิ ุทธ์ิ และการป้องกันการกดั กร่อนของโลหะ
๑๙. สืบค้นข้อมูล และนำเสนอตัวอย่างความก้าวหนา้ ทางเทคโนโลยีทีเ่ กีย่ วข้องกับเซลล์เคมีไฟฟ้าใน
ชีวติ ประจำวัน
รวมทง้ั หมด 19 ผลการเรียนรู้
204
รายวชิ าเคมี 4 โครงสร้างรายวชิ า ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 5
ภาคเรยี นที่ 2 จำนวน 1 หนว่ ยกิต
รหสั วชิ า ว32234
หน่วย ช่ือหนว่ ย
ท่ี การเรียนรู้ จำนวน 40 ช่วั โมง
1 กรด - เบส
ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา น้ำหนัก
(ช่ัวโมง) คะแนน
๑. ระบุ และอธิบายวา่ - ตามทฤษฎกี รด-เบส 18 25
สารเป็นกรดหรอื เบส ของเบรินสเตด–ลาวรเี มอ่ื
โดยใช้ทฤษฎีกรด–เบส กรดหรอื เบสละลายนำ้ หรอื
ของอาร์เรเนียส เบ ทำปฏกิ ิรยิ ากับสารอื่น
รนิ สเตด–ลาวรี และ จะมีการถา่ ยโอนโปรตอน
ลิวอิส ระหว่างสารตัง้ ตน้
๒. ระบคุ กู่ รด-เบสของ ทเี่ ปน็ กรดและเบส เกดิ
สารตามทฤษฎีกรด- เปน็ ผลิตภัณฑ์ซึง่ เปน็
เบสของเบรินสเตด- โมเลกลุ หรือไอออนท่ีเป็นคู่
ลาวรี กรด-เบสของ
๓. คำนวณ และ สารตัง้ ต้นนัน้ โดยสารที่
เปรยี บเทียบ เปน็ คู่กรด-เบสกันจะมี
ความสามารถในการ โปรตอนต่างกัน ๑
แตกตัวหรือความแรง โปรตอน
ของกรดและเบส - กรดและเบสแต่ละชนดิ
๔. คำนวณคา่ pH สามารถแตกตวั ในน้ำได้
ความเข้มขน้ ของไฮโดร แตกตา่ งกนั กรดแก่หรือ
เนยี มไอออนหรอื ไฮดร เบสแก่สามารถแตกตวั
อกไซด์ไอออนของ เป็นไอออนในน้ำไดเ้ กอื บ
สารละลายกรดและ สมบูรณส์ ่วนกรดอ่อน
เบส หรือเบสออ่ นแตกตวั เป็น
๕. เขียนสมการเคมี ไอออนไดน้ อ้ ย
แสดงปฏิกิรยิ าสะเทิน โดยความสามารถในการ
และระบุความเปน็ แตกตวั หรอื ความแรง
กรด-เบสของ ของกรดหรือเบสอาจ
สารละลายหลงั การ พจิ ารณาได้จากคา่ คงท่ี
สะเทนิ การแตกตัวของกรดหรือ
๖. เขียนปฏิกริ ิยา เบส หรอื ปริมาณ
ไฮโดรลซิ สิ ของเกลือ การแตกตัวเป็นรอ้ ยละของ
และระบคุ วามเป็น กรดหรอื เบส
กรด-เบสของ - นำ้ บริสทุ ธ์ิที่อณุ หภูมิ ๒๕
สารละลายเกลอื องศาเซลเซียสแตกตัว
205
หนว่ ย ชื่อหนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรียนรู้ (ชั่วโมง) คะแนน
๗. ทดลอง และ ให้ไฮโดรเนียมไอออน
อธิบายหลักการการ และไฮดรอกไซดไ์ อออน
ไทเทรตและเลอื กใช้ ที่มคี วามเขม้ ข้นเทา่ กนั คือ
อินดเิ คเตอรท์ ี่ 1.0x10-7 โมลต่อลิตร
เหมาะสมสำหรบั การ โดยมีคา่ คงทก่ี ารแตกตัว
ไทเทรตกรด-เบส ของนำ้ เท่ากับ
๘. คำนวณปรมิ าณสาร 1.0 x 10-14
หรอื ความเขม้ ข้นของ - เมอื่ กรดหรือเบสแตกตัว
สารละลายกรดหรอื ในนำ้ คา่ ความเป็นกรดเบส
เบสจากการไทเทรต ของสารละลายแสดงได้
๙. อธิบายสมบัติ ดว้ ยคา่ pH ซง่ึ
องคป์ ระกอบ และ สัมพนั ธ์กบั ความเขม้ ขน้
ประโยชนข์ อง ของไฮโดรเนียมไอออน
สารละลายบัฟเฟอร์ โดยสารละลายกรดมีความ
๑๐. สบื คน้ ขอ้ มูล และ เขม้ ขน้ ของไฮโดรเนยี ม
นำเสนอตวั อยา่ งการ ไอออนมากกวา่ 1.0 x
ใชป้ ระโยชนแ์ ละการ 10-7 โมลตอ่ ลติ ร
แก้ปญั หาโดยใช้ความรู้ หรือมคี า่ pH น้อยกวา่ ๗
เกย่ี วกบั ส่วนสารละลายเบสมี
กรด–เบส ความเขม้ ขน้ ของไฮโดร
เนียมไอออนนอ้ ยกว่า
1.0 x 10-7 โมลต่อลติ ร
หรอื มีค่า pH มากกวา่ ๗
- ปฏกิ ิริยาสะเทนิ ระหว่าง
กรดแกแ่ ละเบสแก่
ให้สารละลายทเี่ ปน็ กลาง
ปฏกิ ิริยาสะเทิน
ระหวา่ งกรดแก่และเบส
อ่อน ให้สารละลาย
ท่ีเปน็ กรด ส่วนปฏกิ ริ ิยา
สะเทินระหว่างกรดอ่อน
และเบสแก่ ใหส้ ารละลาย
ท่เี ป็นเบส
- เกลือท่ไี ดจ้ ากการสะเทิน
ของกรดแก่ด้วยเบสอ่อน
หน่วย ชื่อหน่วย ผลการเรียนรู้ 206
ท่ี การเรยี นรู้
สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนกั
(ชัว่ โมง) คะแนน
เม่ือละลายในน้ำจะ
เกิดปฏิกริ ิยาไฮโดรลิซสิ ได้
สารละลายทมี่ สี มบัตเิ ปน็
กรด ส่วนเกลือท่ไี ด้จาก
การสะเทนิ ของกรดออ่ น
ดว้ ยเบสแก่ เมอ่ื ละลาย
ในนำ้ จะเกดิ ปฏิกิริยาไฮโดร
ลซิ ิสไดส้ ารละลาย
ที่มสี มบตั ิเปน็ เบส
- การไทเทรตเปน็ เทคนคิ
ในการวเิ คราะห์หาปรมิ าณ
หรอื ความเขม้ ข้นของสารที่
ทำปฏิกิรยิ าพอดกี ัน
จดุ ท่ีสารทำปฏกิ ิรยิ าพอดี
กันเรยี กว่า จดุ สมมลู
ในทางปฏิบัตจิ ุดสมมูลของ
ปฏิกิริยาอาจไม่สามารถ
สังเกตเห็นได้จงึ สังเกตจาก
การเปล่ียนสีของ
อนิ ดเิ คเตอรเ์ พื่อบอกจดุ ยุติ
ของการไทเทรตดังน้นั
อินดเิ คเตอรท์ ่เี หมาะสมใน
การไทเทรตกรด-เบส
ควรเป็นอินดิเคเตอร์ท่ี
เปลย่ี นสีในช่วง pH ตรง
กบั
หรอื ใกลเ้ คียงกบั pH ของ
สารละลาย ณ จุดสมมูล
- ปรมิ าณกรดและเบสท่ที ำ
ปฏิกิริยาพอดีกันจาก
การไทเทรตกรด-เบส
สามารถนำไปคำนวณ
ความเข้มขน้ ของกรดหรือ
เบสท่ีตอ้ งการทราบ
ความเขม้ ข้นได้
207
หนว่ ย ชอื่ หนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา น้ำหนัก
ท่ี การเรยี นรู้ (ชั่วโมง) คะแนน
๑๑. คำนวณเลข
2 ไฟฟ้าเคมี ออกซเิ ดชนั และระบุ - สารละลายบฟั เฟอรเ์ ปน็ 25
ปฏิกริ ยิ าทเ่ี ปน็ สารละลายของกรดอ่อน
ปฏกิ ริ ยิ ารีดอกซ์ กบั เกลอื ของกรดอ่อนนน้ั
๑๒. วเิ คราะห์การ หรอื เบสอ่อนกับเกลือ
เปลย่ี นแปลงเลข ของเบสอ่อนน้ัน เมอ่ื เตมิ
ออกซเิ ดชนั และระบุ กรด เบส หรือนำ้ จะมีผล
ตัวรีดวิ ซ์และตวั ออกซิ ตอ่ การเปล่ยี นแปลงค่า pH
ไดส์ รวมทั้งเขียนครึง่ น้อยกว่า
ปฏิกริ ิยาออกซเิ ดชัน สารละลายทวั่ ไป สมบัติ
และครึง่ ปฏิกริ ิยา เฉพาะของสารละลาย
รดี กั ชนั ของปฏิกริ ยิ ารี บัฟเฟอรเ์ ปน็ ประโยชน์ตอ่
ดอกซ์ การควบคมุ pH
๑๓. ทดลอง และ ของระบบในส่ิงมชี วี ติ และ
เปรยี บเทียบ สิ่งแวดลอ้ ม
- ความรูเ้ กยี่ วกบั กรด-เบส
สามารถนำมาใช้ประโยชน์
และแก้ปญั หาใน
ชวี ิตประจำวัน
เกษตรกรรม
อตุ สาหกรรม และ
การแพทย์
- เคมีไฟฟ้าเปน็ การศึกษา 18
เกี่ยวกบั การเปล่ียนแปลง
ระหวา่ งพลงั งานไฟฟ้าและ
การเกดิ ปฏิกิรยิ าเคมี
ท่มี กี ารถา่ ยโอนอเิ ล็กตรอน
แล้วทำให้เกิดการ
เปลีย่ นแปลงเลข
ออกซิเดชนั ซ่งึ เป็นเลขที่
แสดง
ประจไุ ฟฟ้าหรือประจุ
ไฟฟา้ สมมติของอะตอม
ธาตุ
เรียกปฏิกริ ิยาชนิดนว้ี า่
ปฏกิ ริ ิยารดี อกซ์
208
หนว่ ย ชื่อหนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนกั
ท่ี การเรียนรู้ (ชัว่ โมง) คะแนน
ความสามารถในการ - ปฏกิ ริ ยิ ารีดอกซม์ ีท้ังครึ่ง
เป็นตัวรีดิวซห์ รือตวั ปฏกิ ริ ิยาทมี่ ีการให้
ออกซิไดส์ และเขยี น อิเลก็ ตรอน เรยี กว่า ครง่ึ
แสดงปฏกิ ิรยิ ารีดอกซ์ ปฏิกริ ิยาออกซิเดชนั
๑๔. ดลุ สมการรดี อกซ์ และคร่งึ ปฏิกริ ิยาท่ีมกี าร
ดว้ ยการใชเ้ ลข รับอิเล็กตรอน เรยี กวา่
ออกซเิ ดชัน และวธิ ี ครึง่ ปฏกิ ริ ิยารีดกั ชัน
ครง่ึ ปฏกิ ริ ยิ า โดยสารท่ีใหอ้ ิเลก็ ตรอน
๑๕. ระบอุ งค์ประกอบ จะมีเลขออกซิเดชนั เพม่ิ ข้ึน
ของเซลลเ์ คมีไฟฟ้า เรยี กวา่ ตวั รดี ิวซ์
และเขยี นสมการเคมี ส่วนสารทร่ี บั อิเล็กตรอนจะ
ของปฏิกิรยิ าที่แอโนด มเี ลขออกซิเดชัน
และแคโทดปฏกิ ิริยา ลดลง เรียกวา่ ตวั ออกซิ
รวม และแผนภาพ ไดส
เซลล์ - การเปรียบเทียบ
๑๖. คำนวณค่า ความสามารถในการเปน็
ศักย์ไฟฟา้ มาตรฐาน ตัวรดี ิวซ์
ของเซลล์และระบุ หรือตัวออกซิไดสส์ ามารถ
ประเภทของเซลล์ พิจารณาได้จากผล
เคมีไฟฟา้ ข้ัวไฟฟ้า การทดลองของปฏกิ ริ ยิ ารี
และปฏกิ ิรยิ าเคมีท่ี ดอกซ์
เกดิ ขึน้ - ปฏกิ ิริยารีดอกซ์เขยี น
๑๗. อธิบายหลักการ แทนไดด้ ้วยสมการรีดอกซ์
ทำงาน และเขียน ซึ่งการดุลสมการรดี อกซท์ ำ
สมการแสดงปฏกิ ริ ิยา ไดโ้ ดยการใช้
ของเซลล์ปฐมภมู แิ ละ เลขออกซเิ ดชนั และวธิ คี ร่งึ
เซลลท์ ุตยิ ภมู ิ ปฏิกริ ิยา
๑๘. ทดลองชุบโลหะ - เซลล์เคมไี ฟฟ้า
และแยกสารเคมีด้วย ประกอบด้วยแอโนด
กระแสไฟฟ้า และ แคโทด และ
อธบิ ายหลักการทาง สารละลายอิเล็กโทรไลต์ซ่ึง
เคมีไฟฟา้ ที่ใช้ในการ อาจเช่อื มตอ่ กันดว้ ย
ชุบโลหะ การแยก สะพานเกลอื โดยทแ่ี อโนด
สารเคมดี ว้ ย เกิดปฏกิ ริ ิยาออกซิเดชนั
กระแสไฟฟา้ การทำ และแคโทดเกดิ ปฏิกิรยิ า
โลหะให้บริสุทธ์ิ และ รดี ักชนั ทำใหอ้ ิเลก็ ตรอน
209
หนว่ ย ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนกั
ท่ี การเรยี นรู้ (ชวั่ โมง) คะแนน
การปอ้ งกนั การกัด เคลื่อนทจ่ี ากแอโนดไป
กรอ่ นของโลหะ แคโทด เซลล์เคมีไฟฟา้
๑๙. สบื ค้นข้อมูล และ สามารถเขียนแสดงได้ด้วย
นำเสนอตัวอย่าง แผนภาพเซลล์
ความก้าวหน้าทาง - คา่ ศักย์ไฟฟา้ มาตรฐาน
เทคโนโลยที ี่เก่ยี วข้อง ของเซลลค์ ำนวณได้จาก
กับเซลลเ์ คมไี ฟฟา้ ใน ค่าศกั ยไ์ ฟฟา้ มาตรฐานของ
ชวี ิตประจำวนั คร่งึ เซลล์ถ้าคา่
ศกั ย์ไฟฟา้ ของเซลลเ์ ป็น
บวก แสดงวา่ ปฏิกริ ยิ า
รีดอกซ์เกดิ ขึน้ ไดเ้ อง ซง่ึ ทำ
ให้เกดิ กระแสไฟฟ้า
เรียกเซลลช์ นิดน้ีว่า เซลล์
กลั วานิก แตถ่ ้าคา่
ศกั ย์ไฟฟ้าของเซลลเ์ ปน็ ลบ
แสดงวา่ ปฏกิ ริ ยิ า
รดี อกซไ์ ม่สามารถเกดิ ได้
เอง ตอ้ งมกี ารให้กระแส
ไฟฟา้ จึงจะเกิดปฏิกริ ิยาได้
เซลลช์ นดิ น้ีเรยี กว่า
เซลลอ์ ิเล็กโทรลิตกิ
- เซลล์เคมีไฟฟา้ สามารถ
นำไปใช้ประโยชนไ์ ด้
ในชวี ิตประจำวนั เช่น
แบตเตอร่ีซง่ึ มที ้งั เซลลป์ ฐม
ภูมิ
และเซลล์ทุติยภูมโิ ดย
ปฏกิ ริ ิยาเคมีทเ่ี กิดขึ้น
ภายในเซลลป์ ฐมภูมไิ ม่
สามารถทำใหเ้ กิดปฏิกริ ยิ า
ยอ้ นกลับได้โดยการประจุ
ไฟ จึงไมส่ ามารถนำกลับ
มาใชไ้ ด้อกี ปฏิกริ ยิ าเคมีที่
เกิดขึ้นภายใน
เซลลท์ ุตยิ ภูมิสามารถทำให้
เกดิ ปฏกิ ริ ิยายอ้ นกลบั
210
หน่วย ชื่อหนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรียนรู้ (ชว่ั โมง) คะแนน
หน่วยการเรยี นรู้
กลางภาค ไดโ้ ดยการประจุไฟ จึงนำ
ปลายภาค กลับมาใชไ้ ดอ้ กี
รวม - เซลล์อิเล็กโทรลิติกสา
มารถนำไปใช้ประโยชน์ได้
ทงั้ ในชวี ติ ประจำวัน และ
ในอุตสาหกรรม
หลายประเภท เชน่ การชุบ
โลหะ การแยกสารเคมี
ดว้ ยกระแสไฟฟา้ การทำ
โลหะใหบ้ ริสุทธิ์
การปอ้ งกันการกดั กรอ่ น
ของโลหะ
- ปฏิกริ ยิ าเคมีหลาย
ปฏิกิรยิ าทีพ่ บใน
ชวี ติ ประจำวัน
เป็นปฏิกิรยิ ารดี อกซเ์ ชน่
ปฏกิ ริ ิยาการเผาไหม้
ปฏิกริ ยิ าในเซลลเ์ คมไี ฟฟ้า
ซ่งึ ความรู้เรอ่ื ง
เซลลเ์ คมีไฟฟ้าและ
ความกา้ วหน้าทาง
เทคโนโลยี
ทเี่ กีย่ วข้องกบั เซลล์
เคมีไฟฟา้ นำไปสู่
นวตั กรรม
ด้านพลงั งานท่ีเป็นมิตรต่อ
สงิ่ แวดล้อม
36 50
2 20
2 30
40 100
211
คำอธิบายรายวิชา
กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
รายวิชาชวี วทิ ยา 4 รหัสวิชา ว32254 ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 5
ภาคเรียนท่ี 2
จำนวน 40 ชัว่ โมง จำนวน 1 หนว่ ยกิต
ศึกษาชีววิทยาเกี่ยวกบั โครงสร้าง และกระบวนการย่อยอาหารของสัตว์ที่ไม่มีทางเดนิ อาหาร สัตว์ที่มที างเดิน
อาหารแบบไม่สมบูรณ์ และสัตว์ที่มีทางเดินอาหารแบบสมบูรณ์ การกินอาหารของไฮดรา และพลานาเรีย
โครงสร้าง หน้าที่ และกระบวนการย่อยอาหาร การดูดซึมสารอาหารภายในระบบย่อยอาหารของมนุษย์
โครงสร้างที่ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนแก๊สของฟองน้ำ ไฮดรา พลานาเรีย ไส้เดือนดิน แมลง ปลา กบ และนก
โครงสร้างของปอดในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม โครงสร้างที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนแก๊ส และกระบวนการ
แลกเปล่ยี นแก๊สของมนุษย์ การทำงานของปอด และการทดลองวัดปริมาตรของอากาศในการหายใจออกของ
มนุษย์ เปรยี บเทยี บระบบหมุนเวียนเลอื ดแบบเปิด และระบบหมุนเวียนเลือดแบบปดิ ทิศทางการไหลของเลือด
และการเคลื่อนที่ของเซลล์เม็ดเลือดในหางปลา ความสัมพันธ์ระหว่างขนาดของหลอดเลือดกับความเร็วใน
การไหลของเลือด โครงสร้าง และการทำงานของหัวใจ หลอดเลอื ดของมนุษย์ โครงสร้างหัวใจของสตั ว์เล้ียงลูก
ดว้ ยน้ำนม ทศิ ทางการไหลของเลอื ดผ่านหัวใจมนุษย์ ความแตกต่างของเซลล์เม็ดเลอื ดแดง เซลลเ์ ม็ดเลือดขาว
เพลตเลต และพลาสมา หมเู่ ลือด และหลักการใหแ้ ละรบั เลือดในระบบ ABO และระบบ Rh ส่วนประกอบและ
หน้าทข่ี องน้ำเหลือง โครงสร้างและหน้าท่ีของหลอดนำ้ เหลอื งและต่อมน้ำเหลอื ง กลไกการต่อต้านหรือทำลาย
ส่งิ แปลกปลอมแบบไมจ่ ำเพาะและแบบจำเพาะ การสร้างภูมคิ มุ้ กนั กอ่ เองและภูมิคุม้ กันรบั มา ความผิดปกติ
ของระบบภูมิคุ้มกันทีท่ ำให้เกิดเอดส์ ภูมิแพ้ การสร้างภูมิต้านทานต่อเนือ้ เยื่อตนเอง โครงสร้างและหน้าที่ใน
การกำจดั ของเสยี ออกจากรา่ งกายของฟองนำ้ ไฮดรา พลานาเรยี ไสเ้ ดอื นดิน แมลง และสตั วม์ ีกระดูก สันหลัง
โครงสร้างและหน้าทีข่ องไต โครงสร้างที่ใช้ลำเลียงปัสสาวะออกจากรา่ งกาย กลไกการทำงานของหน่วยไตใน
การกำจัดของเสยี ออกจากร่างกาย ขั้นตอนการกำจัดของเสียออกจากร่างกายโดยหน่วยไต ความผิดปกติของ
ไตอนั เนอื่ งมาจากโรคตา่ ง
โดยใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อฝึกทักษะสืบค้นข้อมูล อธิบาย เปรียบเทียบ สังเกต
ทดลอง สรุป เขียนแผนผงั และยกตัวอย่าง
เพอ่ื ให้เกดิ ความรู้ความเขา้ ใจ เกิดความสามารถในการคิด ความสามารถในการส่อื สาร ความสามารถ
ในการแก้ปัญหา และความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยีได้อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ
ผลการเรียนรู้
1. สืบค้นข้อมูล อธิบาย และเปรียบเทียบโครงสร้าง และกระบวนการย่อยอาหารของสัตว์ที่ไม่มี
ทางเดินอาหาร สตั ว์ที่มที างเดนิ อาหารแบบไมส่ มบูรณ์ และสตั ว์ที่มีทางเดินอาหารแบบสมบรู ณ์
2. สังเกต อธบิ าย การกินอาหารจของไฮดรา และ พลานาเรีย
3. อธิบายเกี่ยวกับโครงสร้าง หน้าที่ และกระบวนการย่อยอาหาร และการดูดซึมสารอาหารภายใน
ระบบยอ่ ยอาหารของมนุษย์
4. สืบค้นข้อมูล อธิบาย และเปรียบเทียบโครงสร้างที่ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนแก๊สของฟองน้ำ ไฮดรา
พลานาเรยี ไสเ้ ดอื นดิน แมลง ปลา กบ และนก
5. สังเกต และอธิบายโครงสรา้ งของปอดในสตั ว์เลย้ี งลกู ดว้ ยนำ้ นม
212
6. สืบค้นข้อมูล อธิบายโครงสร้างที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนแก๊ส และกระบวนการแลกเปลีย่ นแก๊สของ
มนุษย์
7. อธบิ ายการทำงานของปอด และทดลองวดั ปรมิ าตรของอากาศในการหายใจออกของมนษุ ย์
8. สืบค้นข้อมูล อธิบาย และเปรียบเทียบระบบหมุนเวียนเลือดแบบเปิด และระบบหมุนเวียนเลือด
แบบปดิ
9. สังเกต และอธบิ ายทิศทางการไหลของเลือด และการเคล่อื นที่ของเซลล์เม็ดเลือดในหางปลา และ
สรปุ ความสมั พันธร์ ะหว่างขนาดของหลอดเลือดกบั ความเรว็ ในการไหลของเลือด
10. อธบิ ายโครงสรา้ ง และการทำงานของหวั ใจ และหลอดเลือดของมนุษย์
11. สังเกต และอธบิ ายโครงสรา้ งหวั ใจของสัตว์เลีย้ งลูกด้วยนำ้ นม ทิศทางการไหลของเลือดผ่านหัวใจ
มนษุ ย์ และเขียนแผนผังสรุปการหมนุ เวียนเลอื ดของมนษุ ย์
12. สืบค้นข้อมูล ระบุความแตกต่างของเซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว เพลตเลต และ
พลาสมา
13. อธิบายหมู่เลือด และหลักการให้ และรบั เลือดในระบบ ABO และระบบ Rh
14. อธิบาย และสรุปเกี่ยวกับส่วนประกอบ และหน้าที่ของน้ำเหลือง รวมทั้งโครงสร้าง และหน้าท่ี
ของหลอดนำ้ เหลอื ง และตอ่ มน้ำเหลอื ง
15. สืบค้นข้อมูล อธิบาย และเปรียบเทียบกลไกการต่อต้าน หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบไม่
จำเพาะและแบบจำเพาะ
16. สืบค้นข้อมูล อธิบาย และเปรียบเทียบการสรา้ งภมู คิ มุ้ กันกอ่ เอง และภมู คิ มุ้ กนั รบั มา
17. สบื คน้ ข้อมลู และอธบิ ายเกย่ี วกับความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่ทำให้เกิดเอดส์ ภูมิแพ้ การ
สร้างภูมติ ้านทานตอ่ เน้ือเย่ือตนเอง
18. สบื ค้นขอ้ มูล อธบิ าย และเปรียบเทยี บโครงสร้าง และหน้าทใ่ี นการกำจดั ของเสียออกจากร่างกาย
ของฟองนำ้ ไฮดรา พลานาเรีย ไส้เดอื นดิน แมลง และสตั วม์ กี ระดูกสนั หลัง
19. อธบิ ายโครงสรา้ ง และหน้าทข่ี องไต และโครงสรา้ งทีใ่ ช้ลำเลียงปัสสาวะออกจากร่างกาย
20. อธิบายกลไกการทำงานของหนว่ ยไตในการกำจัดของเสยี ออกจากร่างกาย และเขียนแผนผังสรุป
ขน้ั ตอนการกำจัดของเสยี ออกจากร่างกายโดยหนว่ ยไต
21. สบื ค้นข้อมูล อธิบาย และยกตัวอย่างเก่ยี วกบั ความผดิ ปกติของไตอันเนื่องมาจากโรคต่าง ๆ
รวมทง้ั หมด 21 ผลการเรยี นรู้
213
รายวิชาชีววิทยา 4 โครงสรา้ งรายวิชา ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5
ภาคเรียนที่ 2 จำนวน 1 หน่วยกิต
รหัสวชิ า ว32254
จำนวน 40 ช่วั โมง
หนว่ ย ชือ่ หนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา น้ำหนัก
ท่ี การเรยี นรู้ คะแนน
1. สบื ค้นข้อมูล (ช่ัวโมง)
1 ระบบย่อยอาหาร อธิบาย และ 10
เปรยี บเทยี บโครงสรา้ ง - รา มีการปล่อยเอนไซม์ 8
และกระบวนการยอ่ ย ออกมาย่อยอาหาร
อาหารของสตั ว์ทีไ่ มม่ ี นอกเซลล์ สว่ นอะมบี าและ
ทางเดินอาหาร สัตว์ที่ พารามีเซยี มมีการยอ่ ย
มีทางเดินอาหารแบบ อาหารภายในฟูดแวควิ โอล
ไม่สมบูรณ์ และสัตว์ที่ โดยเอนไซมใ์ น
มีทางเดินอาหารแบบ ไลโซโซม
สมบรู ณ์ - ฟองน้ำ ไม่มีทางเดนิ
2. สังเกต อธบิ าย การ อาหารแตจ่ ะมเี ซลล์พิเศษ
กนิ อาหารจของไฮดรา ทำหน้าทจี่ ับอาหารเข้าสู่
และ พลานาเรยี เซลลแ์ ล้วยอ่ ยภายในเซลล์
3. อธิบายเกยี่ วกบั โดยเอนไซม์ในไลโซโซม
โครงสร้าง หน้าที่ และ - ไฮดราและพลานาเรยี มี
กระบวนการยอ่ ย ทางเดนิ อาหาร
อาหาร และการดูดซมึ แบบไมส่ มบูรณ์ จะกนิ
สารอาหารภายใน อาหารและขบั กากอาหาร
ระบบย่อยอาหารของ ออกทางเดยี วกนั
มนุษย์ - ไสเ้ ดือนดนิ แมลง สตั วไ์ ม่
มกี ระดูกสนั หลงั ส่วนใหญ่
และสัตวม์ ีกระดกู สันหลัง
จะมที างเดนิ อาหาร
แบบสมบูรณ์
- การย่อยอาหารของ
มนษุ ยป์ ระกอบดว้ ย การ
ย่อย
เชงิ กลโดยการบดอาหารให้
มขี นาดเลก็ ลง และ
การยอ่ ยทางเคมโี ดยอาศัย
เอนไซมใ์ นทางเดิน
อาหาร ทำให้โมเลกลุ ของ
อาหารมขี นาดเล็กจนเซลล์
214
หนว่ ย ช่อื หน่วย ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา น้ำหนัก
ท่ี การเรยี นรู้
(ช่ัวโมง) คะแนน
2 ระบบหายใจ
สามารถดูดซึมและนำไปใช้
ได้
- การยอ่ ยอาหารของ
มนษุ ย์เกดิ ขนึ้ ท่ีชอ่ งปาก
กระเพาะอาหาร และลำไส้
เลก็
- สารอาหารที่ย่อยแล้ว
วิตามินบางชนิด และ
ธาตุอาหารจะถกู ดดู ซึมท่ี
วิลลสั เขา้ สู่หลอดเลอื ดฝอย
แลว้ ผา่ นตับก่อนเข้าสู่หัวใจ
ส่วนสารอาหารประเภท
ลพิ ดิ และวิตามนิ ท่ีละลาย
ในไขมนั
จะถูกดูดซึมเข้าสูห่ ลอด
นำ้ เหลอื งฝอย
- อาหารที่ไมถ่ กู ย่อยหรือ
ย่อยไมไ่ ดจ้ ะเคล่อื นต่อไป
ยังลำไส้ใหญ่ นำ้ ธาตุ
อาหาร และวิตามิน
บางส่วน
ดดู ซมึ เขา้ สูผ่ นงั ลำไสใ้ หญ่
ทเี่ หลอื เปน็ กากอาหาร
จะถกู กำจดั ออกทางทวาร
หนัก
4. สืบคน้ ข้อมูล - ไสเ้ ดือนดนิ มกี าร 8 10
อธิบาย และ แลกเปลี่ยนแก๊สผา่ นเซลล์
เปรียบเทียบโครงสร้าง บริเวณผิวหนงั ทเ่ี ปยี กชน้ื
ทีท่ ำหนา้ ท่แี ลกเปลีย่ น - แมลงมีการแลกเปล่ยี น
แกส๊ ของฟองน้ำ แกส๊ โดยผ่านทางทอ่ ลม
ไฮดรา พลานาเรยี ซงึ่ แตกแขนงเปน็ ท่อลม
ไสเ้ ดอื นดนิ แมลง ปลา ฝอย
กบ และนก - ปลาเปน็ สตั ว์นำ้ มกี าร
5. สงั เกต และอธบิ าย แลกเปล่ียนแก๊สท่ีละลาย
โครงสร้างของปอดใน อยู่ในน้ำผา่ นเหงอื ก
สตั วเ์ ล้ยี งลกู ดว้ ยนำ้ นม
215
หนว่ ย ชื่อหน่วย ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา น้ำหนัก
ท่ี การเรียนรู้
(ช่วั โมง) คะแนน
3 ระบบหมุนเวยี น
เลือด 6. สืบคน้ ข้อมูล - สตั ว์สะเทินนำ้ สะเทนิ บก
ระบบนำ้ เหลอื ง
และระบบ อธิบายโครงสรา้ งทีใ่ ช้ ใช้ปอดและผวิ หนัง
ภูมิคมุ้ กนั
ในการแลกเปลี่ยนแก๊ส ในการแลกเปลย่ี นแก๊ส
และกระบวนการ - สตั ว์เลือ้ ยคลาน สัตว์ปีก
แลกเปล่ียนแก๊สของ และสตั วเ์ ลย้ี งลูก
มนษุ ย์ ดว้ ยน้ำนมอาศยั ปอดใน
7. อธิบายการทำงาน การแลกเปลย่ี นแก๊ส
ของปอด และทดลอง - ทางเดนิ หายใจของมนุษย์
วัดปริมาตรของอากาศ ประกอบด้วย ชอ่ งจมกู
ในการหายใจออกของ โพรงจมูก คอหอย กล่อง
มนษุ ย์ เสียง ทอ่ ลม หลอดลม
และถุงลมในปอด
- ปอดเปน็ บรเิ วณท่มี กี าร
แลกเปล่ยี นแก๊สระหว่าง
ถุงลมกบั หลอดเลือดฝอย
และบริเวณเซลลข์ อง
เนอื้ เยื่อตา่ ง ๆ มีการ
แลกเปล่ยี นแก๊ส โดยการ
แพรผ่ า่ นหลอดเลือดฝอย
เชน่ กัน
- การหายใจเข้าและการ
หายใจออกเกิดจาก
การเปลยี่ นแปลงความดัน
ของอากาศภายในปอด
โดยการทำงานร่วมกนั ของ
กลา้ มเน้อื กะบังลม
และกล้ามเนื้อระหวา่ ง
กระดูกซ่โี ครง และควบคมุ
โดยสมองสว่ นพอนส์และ
เมดลั ลาออบลองกาตา
8. สืบค้นข้อมูล - ส่ิงมชี ีวิตเซลลเ์ ดียวและ 10 15
อธบิ าย และ สัตว์ทีม่ โี ครงสร้างร่างกาย
เปรียบเทียบระบบ ไมซ่ ับซ้อนมกี ารลำเลียง
หมนุ เวียนเลอื ดแบบ สารตา่ ง ๆ โดยการแพร่
เปิด และระบบ ระหวา่ งเซลล์กบั
สิ่งแวดล้อม
216
หนว่ ย ชื่อหนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรียนรู้ (ช่วั โมง) คะแนน
หมุนเวียนเลอื ดแบบ - สัตว์ที่มโี ครงสร้างร่างกาย
ปดิ ซบั ซอ้ นจะมีการลำเลยี ง
9. สงั เกต และอธิบาย สารโดยระบบหมุนเวียน
ทิศทางการไหลของ เลือด ซึ่งประกอบดว้ ย
เลอื ด และการ หวั ใจ หลอดเลอื ด และ
เคลื่อนที่ของเซลล์เม็ด เลือด
เลือดในหางปลา และ - ระบบหมุนเวียนเลอื ดมี
สรุปความสมั พันธ์ ๒ แบบ คอื ระบบ
ระหวา่ งขนาดของ หมนุ เวียนเลือดแบบเปิด
หลอดเลอื ดกบั และระบบหมุนเวียนเลือด
ความเร็วในการไหล แบบปดิ
ของเลือด - ระบบหมุนเวียนเลือด
10. อธิบายโครงสร้าง แบบเปดิ พบในสัตวจ์ ำพวก
และการทำงานของ หอย แมลง ก้งุ ส่วนระบบ
หวั ใจ และหลอดเลอื ด หมุนเวียนเลอื ดแบบปิด
ของมนษุ ย์ พบในไสเ้ ดือนดนิ และสัตว์
11. สงั เกต และ มกี ระดกู สันหลงั
อธิบายโครงสรา้ งหัวใจ - ระบบหมนุ เวียนเลอื ด
ของสัตว์เลยี้ งลูกดว้ ย ของมนษุ ย์ ประกอบด้วย
นำ้ นม ทิศทางการไหล หวั ใจ หลอดเลอื ด และ
ของเลือดผ่านหัวใจ เลือด ซงึ่ เลอื ดไหลเวยี น
มนษุ ย์ และเขียน อยเู่ ฉพาะในหลอดเลือด
แผนผงั สรปุ การ - หัวใจมเี อเตรยี มทำหนา้ ที่
หมนุ เวียนเลอื ดของ รับเลอื ดเข้าสหู่ ัวใจ และ
มนุษย์ เวนตรเิ คลิ ทำหนา้ ท่สี ูบฉดี
12. สืบค้นขอ้ มูล ระบุ เลอื ดออกจากหัวใจ
ความแตกต่างของ โดยมลี น้ิ กน้ั ระหว่างเอ
เซลลเ์ ม็ดเลอื ดแดง เตรยี มกบั เวนตริเคิล และ
เซลล์เม็ดเลือดขาว ระหว่างเวนตรเิ คลิ กบั
เพลตเลต และ หลอดเลือดทน่ี ำเลือด
พลาสมา ออกจากหัวใจ
13. อธิบายหม่เู ลอื ด - เลือดออกจากหัวใจทาง
และหลกั การให้ และ หลอดเลอื ดเอออตาร์
รับเลือดในระบบ ABO อารเ์ ตอรี อารเ์ ตอริโอล
และระบบ Rh หลอดเลอื ดฝอย เวนูล เวน
217
หนว่ ย ชื่อหนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรียนรู้ (ชั่วโมง) คะแนน
14. อธิบาย และสรุป และเวนาคาวา แลว้ เขา้ สู่
เกีย่ วกบั สว่ นประกอบ หวั ใจ
และหนา้ ที่ของ - ขณะท่หี วั ใจบบี ตัวสบู ฉีด
น้ำเหลือง รวมทง้ั เลอื ด ทำให้เกดิ
โครงสรา้ ง และหน้าที่ ความดันเลือดและชีพจร
ของหลอดนำ้ เหลอื ง สภาพการทำงาน
และต่อมน้ำเหลอื ง ของร่างกาย อายุ และเพศ
15. สืบคน้ ขอ้ มูล ของมนุษย์ เปน็ ปัจจยั
อธบิ าย และ ทมี่ ีผลตอ่ ความดนั เลือด
เปรียบเทยี บกลไกการ และชพี จร
ตอ่ ตา้ น หรือทำลายส่ิง - เลอื ดมนษุ ยป์ ระกอบดว้ ย
แปลกปลอมแบบไม่ เซลล์เม็ดเลอื ดชนิดตา่ ง ๆ
จำเพาะและแบบ เพลตเลต และพลาสมา ซึ่ง
จำเพาะ ทำหนา้ ทแ่ี ตกตา่ งกัน
16. สบื คน้ ขอ้ มูล - หมเู่ ลือดของมนษุ ย์
อธิบาย และ จำแนกตามระบบ ABO ได้
เปรยี บเทียบการสร้าง เป็น
ภมู คิ ุ้มกนั กอ่ เอง และ เลอื ดหมู่ A B AB และ O
ภมู ิคุ้มกันรับมา ซึง่ เรียกชอ่ื ตามชนดิ
17. สบื คน้ ข้อมูล และ ของแอนตเิ จนที่เยอ่ื ห้มุ
อธบิ ายเกยี่ วกบั ความ เซลล์เมด็ เลือดแดง
ผิดปกตขิ องระบบ และจำแนกตามระบบ Rh
ภมู ิคุม้ กันท่ที ำให้เกิด ได้เป็น เลอื ดหมู่ Rh+
เอดส์ ภูมิแพ้ การสรา้ ง และ Rh- การใหแ้ ละรบั
ภูมิต้านทานตอ่ เลือดมีหลักว่า แอนตเิ จน
เน้อื เยื่อตนเอง ของผใู้ หต้ อ้ งไม่ตรงกบั
แอนติบอดขี องผู้รบั และ
การให้และรับเลอื ดที่
เหมาะสมที่สดุ คอื ผใู้ ห้
และผ้รู บั ควรมีเลือดหมู่
ตรงกนั
- ของเหลวที่ซึมผ่านผนงั
หลอดเลอื ดฝอยออกมา
อยรู่ ะหว่างเซลล์ เรยี กว่า
น้ำเหลอื ง ทำหน้าที่
หน่วย ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ 218
ท่ี การเรยี นรู้
สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนัก
(ช่ัวโมง) คะแนน
หลอ่ เลี้ยงเซลล์และ
สามารถแพรเ่ ข้าสู่
หลอดนำ้ เหลอื งฝอย ซึ่ง
ต่อมาหลอดนำ้ เหลอื งฝอย
จะรวมกันมขี นาดใหญ่ข้ึน
และเปดิ เข้าสู่ระบบ
หมนุ เวยี นเลือดทหี่ ลอด
เลือดเวนใกล้หัวใจ
- ระบบนำ้ เหลอื ง
ประกอบดว้ ย น้ำเหลอื ง
หลอดนำ้ เหลือง และตอ่ ม
นำ้ เหลือง โดยทำหน้าท่ี
นำน้ำเหลืองกลับเขา้ สู่
ระบบหมุนเวยี นเลอื ด
ต่อมนำ้ เหลอื งเป็นที่อยูข่ อง
เซลลเ์ ม็ดเลอื ดขาว
ทำหนา้ ที่ทำลายส่งิ
แปลกปลอมท่ลี ำเลียงมา
กับน้ำเหลอื ง
- กลไกท่ีรา่ งกายต่อต้าน
หรือทำลายส่ิงแปลกปลอม
มีอยู่ ๒ แบบ คือ แบบ
จำเพาะและแบบไม่
จำเพาะ
- ตอ่ มไขมัน ต่อมเหงื่อ ท่ี
ผวิ หนังชว่ ยป้องกนั และ
ยบั ย้ังการเจริญของ
จลุ นิ ทรยี บ์ างชนดิ และเม่อื
เชอ้ื โรคหรอื ส่ิงแปลกปลอม
เข้าสรู่ า่ งกาย เซลล์
เมด็ เลือดขาวชนิดนวิ โทร
ฟลิ และโมโนไซต์
จะมีการตอ่ ต้านและ
ทำลายสิ่งแปลกปลอม
โดยกระบวนการฟาโกไซ
โทซิส ส่วนอีโอซโิ นฟลิ
หน่วย ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ 219
ท่ี การเรยี นรู้
สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนัก
(ช่วั โมง) คะแนน
เกีย่ วขอ้ งกับการทำลาย
ปรสติ เบโซฟิลเกี่ยวขอ้ ง
กบั ปฏกิ ิริยาการแพ้ ซง่ึ เป็น
การตอ่ ตา้ นหรือ
ทำลายส่งิ แปลกปลอมแบบ
ไม่จำเพาะ
- การตอ่ ตา้ นหรอื ทำลาย
สิ่งแปลกปลอมแบบ
จำเพาะจะเกย่ี วขอ้ งกบั การ
ทำงานของลิมโฟไซต์
ชนดิ เซลลบ์ ีและเซลล์ที
- อวยั วะที่เกีย่ วข้องกบั การ
สรา้ งและตอบสนอง
ของลมิ โฟไซต์
ประกอบดว้ ย ต่อม
นำ้ เหลือง ทอนซลิ
ม้าม ไทมัส และเนอ้ื เยอื่
น้ำเหลืองทีผ่ นังลำไสเ้ ลก็
- การสรา้ งภมู ิคมุ้ กนั แบบ
จำเพาะของรา่ งกาย มี
๒ แบบ คอื ภมู คิ มุ้ กันก่อ
เองและภมู คิ มุ้ กนั รบั มา
- การได้รับวัคซีนหรอื ทอก
ซอยด์เปน็ ตัวอยา่ งของ
ภมู คิ ุม้ กันกอ่ เอง โดยการ
กระตุน้ ใหร้ ่างกาย
สรา้ งภูมคิ ้มุ กนั ข้นึ ดว้ ย
วธิ กี ารใหส้ ารทเ่ี ป็น
แอนติเจน
เข้าสรู่ ่างกาย สว่ น
ภมู ิคมุ้ กนั รบั มาเป็นการรับ
แอนติบอดโี ดยตรง เช่น
การได้รับซรี ัม การไดร้ ับ
น้ำนมแม่
220
หน่วย ชื่อหน่วย ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา น้ำหนัก
ท่ี การเรียนรู้
(ช่วั โมง) คะแนน
4 ระบบขับถา่ ย
- เอดส์ ภูมิแพ้ และการ
สรา้ งภูมิต้านทานตอ่
เนื้อเย่อื
ตนเอง เปน็ ตวั อยา่ งของ
อาการท่เี กิดจากระบบ
ภมู คิ ้มุ กนั ของรา่ งกายที่
ทำงานผิดปกติ
18. สืบค้นข้อมูล - อะมีบา และพารามเี ซยี ม 10 15
อธบิ าย และ เป็นสงิ่ มชี ีวติ เซลล์เดียว
เปรยี บเทยี บโครงสรา้ ง ที่มีคอนแทรกไทลแ์ วคิว
และหนา้ ท่ใี นการกำจดั โอลทำหน้าท่ีในการกำจัด
ของเสียออกจาก และรกั ษาดุลยภาพของนำ้
รา่ งกายของฟองนำ้ และแร่ธาตุในเซลล์
ไฮดรา พลานาเรยี - ฟองน้ำและไฮดรามีเซลล์
ไส้เดอื นดิน แมลง และ สว่ นใหญส่ ัมผัสกับนำ้
สตั วม์ กี ระดกู สันหลงั โดยตรง ของเสียจงึ ถกู
19. อธิบายโครงสรา้ ง กำจัดออกโดยการแพร่สู่
และหน้าท่ีของไต และ สภาพแวดลอ้ ม
โครงสร้างทีใ่ ช้ลำเลียง - พลานาเรียใชเ้ ฟลมเซลล์
ปัสสาวะออกจาก ซ่ึงกระจายอยู่ ๒ ข้าง
รา่ งกาย ตลอดความยาวของลำตวั
20. อธบิ ายกลไกการ ทำหน้าท่ีขับถ่ายของเสยี
ทำงานของหน่วยไตใน - ไส้เดอื นดินใช้เนฟริเดียม
การกำจดั ของเสียออก แมลงใชม้ ัลพเิ กียนทิวบูล
จากรา่ งกาย และเขยี น และสัตวม์ กี ระดูกสันหลัง
แผนผังสรปุ ขัน้ ตอน ใชไ้ ตในการขบั ถ่าย
การกำจัดของเสียออก ของเสีย
จากรา่ งกายโดยหน่วย - ไตเปน็ อวยั วะทที่ ำหน้าท่ี
ไต เก่ยี วกับการขบั ถ่าย
21. สบื ค้นข้อมูล และรกั ษาดลุ ยภาพของน้ำ
อธบิ าย และ และแร่ธาตใุ นรา่ งกาย
ยกตวั อย่างเกย่ี วกับ - ไตประกอบด้วยบริเวณ
ความผิดปกติของไต สว่ นนอก ที่เรียกวา่
อันเนือ่ งมาจากโรค คอรเ์ ทก็ ซ์ และบรเิ วณส่วน
ตา่ ง ๆ ใน ทเ่ี รียกว่า เมดัลลา
หน่วย ชื่อหน่วย ผลการเรียนรู้ 221
ท่ี การเรยี นรู้
สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนัก
(ชว่ั โมง) คะแนน
และบรเิ วณสว่ นปลายของ
เมดัลลาจะยืน่ เข้าไป
จรดกับส่วนทเี่ ป็นโพรง
เรียกว่า กรวยไต
โดยกรวยไตจะตอ่ กบั ท่อไต
ซง่ึ ทำหนา้ ที่ลำเลยี ง
ปัสสาวะไปเกบ็ ไว้ท่ี
กระเพาะปสั สาวะเพอื่
ขบั ถ่าย
ออกนอกรา่ งกาย
- ไตแต่ละขา้ งของมนษุ ย์
ประกอบด้วยหนว่ ยไต
ลักษณะเปน็ ทอ่ ปลายข้าง
หน่งึ เป็นรปู ถว้ ย
เรยี กวา่ โบวแ์ มนส์แคปซูล
ลอ้ มรอบกล่มุ หลอดเลอื ด
ฝอย ท่ีเรียกวา่ โกล
เมอรลู ัส
- กลไกในการกำจัดของ
เสียออกจากรา่ งกาย
ประกอบด้วยการกรอง
การดูดกลับ และการ
หลง่ั สารท่เี กินความ
ต้องการออกจากร่างกาย
- โรคน่วิ และโรคไตวายเปน็
ตัวอยา่ งของโรคทเี่ กดิ จาก
ความผดิ ปกตขิ องไต ซ่งึ
ส่งผลกระทบต่อการรักษา
ดลุ ยภาพของสารใน
รา่ งกาย
- นอกจากไตท่ที ำหนา้
รักษาดลุ ยภาพของน้ำแร่
ธาตุ
และกรด-เบส ผิวหนัง และ
ระบบหายใจ ยงั มีสว่ น
222
หนว่ ย ชื่อหน่วย ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา น้ำหนัก
ท่ี การเรียนรู้ (ชัว่ โมง) คะแนน
หน่วยการเรยี นรู้ ช่วยในการรกั ษาดลุ ยภาพ
กลางภาค เหล่านี้ดว้ ย 36 50
ปลายภาค 2 20
รวม 2 30
40 100
223
คำอธิบายรายวชิ า
กลุ่มสาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รายวชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ 4 รหสั วชิ า ว32264 ชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 5
ภาคเรยี นท่ี 2 จำนวน 40 ช่วั โมง จำนวน 1 หนว่ ยกติ
ศกึ ษาเกย่ี วกับการเกิดเมฆ เสถยี รภาพอากาศ แนวปะทะอากาศ การเปลี่ยนแปลงภมู อิ ากาศของโลก
ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลก ข้อมูลสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลก
ปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดข้ึนจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลก เช่น ปรากฏการณ์แอลนีโญและลานีญา
ปรากฏการณเ์ รอื นกระจก การเกิดคลนื่ ความร้อน สามารถอธิบายเกย่ี วกับเรอ่ื งพยากรณ์อากาศ การตรวจสอบ
อากาศ ขั้นตอนการพยากรณ์อากาศ วิธีการพยากรณ์อากาศ และแผนที่อากาศได้ การทำความเข้าใจของ
ปรากฏการณต์ ่างๆ ซึ่งเกิดข้ึนจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภมู อิ ากาศของโลก
โดยใชก้ ระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กระบวนการสบื เสาะหาความรู้ การสืบค้นข้อมลู การสังเกต การ
วิเคราะห์ การอภปิ ราย การอธบิ ายและการสรุป
เพื่อให้เกิดความรู้ ความคดิ และความเขา้ ใจ มีความสามารถในการตดั สินใจ สอ่ื สารส่งิ ทเ่ี รยี นรแู้ ละนำ
ความรไู้ ปใช้ในชีวิตของตนเอง ตลอดจนมีจติ วิทยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คณุ ธรรม และคา่ นยิ มที่ถูกต้องเหมาะสม
ผลการเรยี นรู้
1. อธบิ ายความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งเสถยี รภาพอากาศและการเกดิ เมฆ
2. อธบิ ายการเกดิ แนวปะทะอากาศแบบต่างๆและลกั ษณะลมฟา้ อากาศทเี่ กย่ี วขอ้ ง
3. อธิบายปัจจยั ต่างๆที่มีผลตอ่ การเปลี่ยนแปลงภมู อิ ากาศของโลก พร้อมยกตัวอย่างขอ้ มูลสนบั สนุน
4. วิเคราะห์และอภิปรายเหตุการณ์ที่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก และนำเสนอแนว
ปฏิบตั ิของมนุษย์ทีม่ ีสว่ นช่วยในการชะลอการเปลีย่ นแปลงภูมอิ ากาศโลก
5. แปลความหมายสัญลักษณ์ลมฟ้าอากาศบนแผนที่อากาศ
6. วิเคราะห์และคาดการณ์ลักษณะลมฟา้ อากาศเบื้องต้นจากแผนทอ่ี ากาศและข้อมูลสารสนเทศอน่ื ๆ
เพ่อื วางแผนในการประกอบอาชพี และการดำเนินชวี ติ ใหส้ อดคล้องกับสภาพลมฟ้าอากาศ
รวมทง้ั หมด 6 ผลการเรียนรู้
224
โครงสร้างรายวชิ า
รายวชิ าโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ 4 รหัสวิชา ว32264 ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 5
จำนวน 1 หน่วยกิต
ภาคเรยี นที่ 2 จำนวน 40 ช่ัวโมง
หน่วย ชื่อหนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรยี นรู้
(ชว่ั โมง) คะแนน
1 การเกดิ เมฆ
1. อธบิ ายความ - เสถียรภาพอากาศ 12 15
สัมพันธร์ ะหว่าง หมายถงึ สภาวะของ
เสถียรภาพอากาศและ บรรยากาศที่ชว่ ยส่งเสรมิ
การเกิดเมฆ หรอื ยับยงั้ ให้ก้อนอากาศ
2. อธิบายการเกิดแนว เคล่อื นทขี่ ้ึนลงในแนวดงิ่
ปะทะอากาศแบบ ในกรณีท่กี ้อนอากาศมี
ตา่ งๆและลกั ษณะลม อณุ หภูมิต่ำกวา่ อณุ หภูมิ
ฟ้าอากาศที่เกีย่ วขอ้ ง ของอากาศท่ีอยโู่ ดยรอบ
ก้อนอากาศนน้ั จะไม่
สามารถยกตวั สงู ขึ้นไดม้ าก
นัก และจมตวั กลบั สู่ท่ีเดมิ
เรยี กว่า อากาศ
มเี สถียรภาพ จะพบสภาวะ
อากาศแจ่มใส เมฆน้อย
หรอื ปราศจากเมฆ ส่วน
สภาวะอากาศไม่มี
เสถยี รภาพนนั้ อุณหภูมิ
กอ้ นอากาศจะสูงกว่า
อุณหภูมขิ องอากาศ
โดยรอบทำาให้กอ้ นอากาศ
ยกตวั ขนึ้ อยา่ งรวดเรว็ เกดิ
เมฆในแนวตง้ั เช่น เมฆ
คิวมโู ลนิมบัส
- แนวปะทะอากาศเกดิ
จากการเคลอื่ นทปี่ ะทะกัน
ของก้อนอากาศทีส่ มบตั ิ
ต่างกนั ตงั้ แตส่ องกอ้ น
ขึน้ ไป แนวปะทะอากาศ
แบ่งออกได้ 4 รปู แบบคอื
แนวปะทะอากาศอุ่น ซงึ่
มักพบเมฆแผ่น
225
หน่วย ชื่อหนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรียนรู้ (ชว่ั โมง) คะแนน
3. อธบิ ายปัจจยั ต่างๆ
2 การเปลีย่ นแปลง ทม่ี ผี ลตอ่ การ เช่น เมฆซีรร์ ัส อลั โตส 15
ภูมิอากาศ เปลี่ยนแปลง เตรตัส เกิดฝนกระจาย
ภูมอิ ากาศของโลก เป็นบริเวณกว้าง แนว
พรอ้ มยกตวั อยา่ ง ปะทะอากาศเย็น เกดิ เมฆ
ขอ้ มลู สนบั สนุน ก้อนเชน่ เมฆควิ มโู ลนิมบัส
4. วิเคราะหแ์ ละ ทำให้อากาศแปรปรวนเกิด
อภิปรายเหตุการณ์ ท่ี ฝนฟา้ คะนอง แนวปะทะ
เป็นผลจากการ อากาศรวม เกิดเมฆควิ มู
เปล่ยี นแปลง โลนิมบสั ท่ีส่งผลต่อการเกิด
ภูมิอากาศโลก และ พายฝุ น แนวปะทะอากาศ
นำเสนอแนวปฏิบัติ คงท่ี จะมลี กั ษณะอากาศ
ของมนษุ ย์ที่มีส่วนช่วย แจม่ ใสจนถงึ มเี มฆบางสว่ น
ในการชะลอ การ และอาจสง่ ผลให้เกิดแนว
เปลย่ี นแปลง ปะทะอากาศแบบอ่นื ต่อไป
ภมู ิอากาศโลก ได้
- โลกได้รบั พลังงานจาก 12
ดวงอาทติ ย์ โดยปริมาณ
พลังงานเฉลย่ี ที่โลกได้รับ
เท่ากับพลังงานเฉลีย่
ทโ่ี ลกปลดปล่อยกลับสู่
อวกาศ ทำให้เกิดสมดุล
พลงั งานของโลก ส่งผลให้
อณุ หภูมิเฉลี่ยของโลก ใน
แต่ละปีคอ่ นข้างคงทแี่ ละมี
ลกั ษณะภมู อิ ากาศที่ไม่
เปลยี่ นแปลง หากสมดุล
พลงั งาน
ของโลกเกดิ การ
เปล่ยี นแปลงไปจะทำาให้
อณุ หภมู ิเฉลย่ี ของ
พืน้ ผิวโลกและภมู อิ ากาศ
เกิด
การเปล่ียนแปลงได้ โดยมี
ปัจจัยหลายประการทั้ง
ปัจจัยที่เกดิ ข้ึนตาม
ธรรมชาติและปัจจยั
หน่วย ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ 226
ท่ี การเรยี นรู้
สาระการเรยี นรู้ เวลา น้ำหนัก
(ช่วั โมง) คะแนน
ทเี่ กดิ จากกิจกรรมของ
มนษุ ย์ เช่น การ
เปล่ยี นแปลงความรขี องวง
โคจรโลกรอบดวงอาทติ ย์
การเปลยี่ นแปลงมมุ เอยี ง
ของแกนหมนุ โลกและการ
หมนุ ควงของแกนหมุนโลก
รวมทัง้ ชนดิ และปรมิ าณ
ของละอองลอย เมฆ และ
แก๊สเรือนกระจก ซึ่งมี
ขอ้ มูลสนบั สนนุ การ
เปลีย่ นแปลง
อณุ หภมู โิ ลกตั้งแตอ่ ดีตถงึ
ปัจจบุ ันไดจ้ ากการ
วิเคราะห์หลักฐานต่างๆ
เชน่ แกนน้ำแขง็
- การเปล่ยี นแปลง
ภมู ิอากาศโลกอาจส่งผล
กระทบตอ่ สิง่ มชี ีวิตและ
ส่ิงแวดล้อม เช่น การ
เพม่ิ ข้ึน
ของอุณหภูมเิ ฉลยี่ โลก การ
ละลายของน้ำแข็งขั้วโลก
และการเพิม่ ข้นึ ของ
ระดบั น้ำทะเล
การเปล่ยี นแปลงของระบบ
นิเวศทง้ั ทางบก และทาง
ทะเล
- มนุษยอ์ าจมีส่วนช่วยใน
การชะลอการเปล่ยี นแปลง
ภมู อิ ากาศโลกได้ โดยการ
ลดปจั จยั ที่ทำให้
เกิดการเปลี่ยนแปลงสมดุล
พลังงานทีเ่ กดิ จากกระทำ
ของมนุษย์
227
หน่วย ชือ่ หนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา น้ำหนัก
ท่ี การเรยี นรู้ (ช่ัวโมง) คะแนน
3 ข้อมลู สารสนเทศ 5. แปลความหมาย - แบบแสดงขอ้ มูลของ 12 10
ทาอตุ ุนิยมวทิ ยา สญั ลกั ษณล์ มฟ้า สถานตี รวจอากาศผิวพืน้
กบั การใช้ อากาศบนแผนที่ เป็นการแสดงขอ้ มูลตรวจ
ประโยชน์ อากาศ อากาศท่ีแสดงในรปู
6. วเิ คราะหแ์ ละ สัญลกั ษณห์ รอื ตัวเลขท่ี
คาดการณ์ลกั ษณะลม ปรากฏบนแผนท่ีอากาศ
ฟ้าอากาศเบอ้ื งตน้ จาก เช่น อุณหภมู ิ ความชืน้
แผนทอี่ ากาศและ ความกดอากาศ
ข้อมูลสารสนเทศอืน่ ๆ ความเร็วและทศิ ทางลม
เพอ่ื วางแผนในการ ปริมาณและชนิดของเมฆ
ประกอบอาชพี และ ทำาให้ทราบลักษณะ
การดำเนนิ ชวี ิตให้ อากาศ ณ สถานีนัน้ ๆ
สอดคลอ้ งกบั สภาพลม ในเวลาท่ีมกี ารตรวจวดั
ฟา้ อากาศ เม่อื นำข้อมูลของสถานี
ตรวจอากาศผิวพ้นื มา
แสดงในแผนท่อี ากาศ
ทำาให้สามารถวิเคราะห์
ลกั ษณะอากาศในบรเิ วณ
กวา้ งได้ เช่น บรเิ วณความ
กดอากาศสงู
หยอ่ มความกดอากาศตำ่
พายุหมุนเขตร้อน รอ่ ง
ความกดอากาศต่ำ
- การแปลความหมาย
สญั ลกั ษณท์ ่ีปรากฏบน
แผนท่อี ากาศ รว่ มกบั
ข้อมลู สารสนเทศอน่ื ๆ เช่น
โปรแกรมประยุกตเ์ กีย่ วกบั
การพยากรณอ์ ากาศ
เรดารต์ รวจอากาศ
ภาพถา่ ยดาวเทียม
และค่าทางสถิติ สามารถ
นำมาวเิ คราะหร์ ูปแบบ
คาดการณ์การเกิดและการ
เปลยี่ นแปลง
228
หน่วย ชื่อหนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรียนรู้ (ชั่วโมง) คะแนน
หน่วยการเรยี นรู้
กลางภาค ปรากฏการณท์ างลมฟา้
ปลายภาค อากาศในช่วงเวลาต่างๆ
รวม ซง่ึ สามารถนำมา ใช้
วางแผนการดำเนินชีวติ ให้
สอดคลอ้ งกับสภาพลมฟา้
อากาศ เชน่ การเลือก
ชว่ งเวลาในการเพาะปลูก
ใหส้ อดคล้องกบั
ฤดูกาล การเตรียมพร้อม
รบั มือสภาพอากาศ
แปรปรวน
36 40
2 30
2 30
40 100
229
คำอธิบายรายวชิ า
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รายวชิ าฟสิ กิ ส์ 5 รหัสวชิ า ว33215 ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 6
ภาคเรียนท่ี 1
จำนวน 60 ชว่ั โมง จำนวน 1.5 หน่วยกติ
ศึกษาแนวคิดทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้าของแมกซ์เวลล์ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและสเปกตรัมคลื่น
แมเ่ หลก็ ไฟฟ้า หลกั การของสสารและฟิสกิ สแ์ ผนใหม่ในเรื่อง ความร้อน การเปล่ียนสถานะของสาร ทฤษฎจี ลน์
ของแกส๊ กฎของแกส๊ และพลงั งานภายในระบบของแกส๊ ความดันในของไหลและกฎพาสคัล แรงพยุงและหลัก
อาร์คมิ ดี ีส ความตึงผิว การเคลอื่ นท่ใี นของไหล และหลักแบร์นลู ลี
โดยใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อฝึกทักษะ การสังเกต การทดลอง การเปรียบเทียบ
คำนวณ เขียน สืบค้นขอ้ มูล วิเคราะห์ แปลความหมาย อภิปราย อธิบายและนำไปใชป้ ระโยชน์
เพือ่ ให้เกดิ ความรู้ความเช้าใจ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรไ์ ด้อย่างถูกต้องและเหมาะสม เกิด
ความสามารถในการคิด ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้
ทกั ษะชีวิต และความสามารถในการใช้เทคโนโลยีไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธิภาพ
ผลการเรียนรู้
1. สงั เกต และอธิบายเส้นสนามแม่เหล็กอธิบายและคำนวณฟลักซ์แมเ่ หล็กในบริเวณทก่ี ำหนดรวมท้ัง
สงั เกตและอธบิ ายสนามแมเ่ หลก็ ทเ่ี กิดจากกระแสไฟฟ้าในลวดตัวนำเส้นตรงและโซเลนอยด์
2. อธิบาย และคำนวณแรงแม่เหล็กที่กระทำต่ออนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่ใสนามแม่เหล็กแรง
แม่เหลก็ ท่ีกระทำตอ่ เสน้ ลวดท่ีมีกระแสไฟฟา้ ผ่านและวางในสนามแม่เหลก็ รัศมีความโคง้ ของการเคล่ือนท่ีเมื่อ
ประจุเคล่ือนทต่ี งั้ ฉากกับสนามแมเ่ หล็ก รวมท้ังอธบิ ายแรงระหวา่ งเส้นลวดตวั นำคู่ขนานทีม่ ีกระแสไฟฟา้ ผ่าน
3. อธิบายหลักการทำงานของแกลแวนอมิเตอรแ์ ละมอเตอรไ์ ฟฟ้ากระแสตรง รวมทั้งคำนวณปริมาณ
ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
4. สงั เกต และอธบิ ายการเกิดอีเอม็ เอฟเหน่ยี วนำกฎการเหนย่ี วนำของฟาราเดย์ และคำนวณปริมาณ
ตา่ ง ๆ ท่ีเกย่ี วข้อง รวมทั้งนำความรูเ้ ร่อื งอีเอม็ เอฟเหนี่ยวนำไปอธิบายการทำงานของเครอ่ื งใช้ไฟฟ้า
5. อธบิ าย และคำนวณความต่างศกั ย์อาร์เอม็ เอสและกระแสไฟฟ้าอารเ์ อ็มเอส
6. อธิบายหลักการทำงานและประโยชน์ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับ 3 เฟส การแปลงอีเอ็ม
เอฟของหม้อแปลง และคำนวณปรมิ าณต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวขอ้ ง
7. อธิบาย และคำนวณความร้อนท่ีทำให้สสารเปลี่ยนอุณหภูมิ ความร้อนท่ที ำให้สสารเปลี่ยนสถานะ
และความร้อนท่ีเกิดจากการถา่ ยโอนตามกฎการอนุรักษ์พลงั งาน
8. อธิบายสภาพยืดหยุ่นและลักษณะการยืดและหดตัวของวัสดุที่เปน็ แทง่ เมื่อถูกกระทำด้วยแรงคา่
ตา่ ง ๆ รวมทั้งทดลอง อธิบายและคำนวณความเคน้ ตามยาว ความเครียดตามยาว และมอดลุ สั ของยัง และนำ
ความรเู้ ร่อื งสภาพยดื หยนุ่ ไปใช้ในชวี ติ ประจำวัน
9. อธิบาย และคำนวณความดันเกจ ความดันสัมบูรณ์ และความดันบรรยากาศ รวมทั้งอธิบาย
หลักการทำงานของแมนอมิเตอร์บารอมิเตอร์ และเครอ่ื งอัดไฮดรอลกิ
10. ทดลอง อธบิ าย และคำนวณขนาดแรงพยงุ จากของไหล
11. ทดลอง อธิบาย และคำนวณความตึงผิวของของเหลว รวมทั้งสังเกตและอธิบายแรงหนืดของ
ของเหลว
230
12. อธิบายสมบัติของของไหลอุดมคติ สมการความต่อเนื่อง และสมการแบร์นูลลี รวมทั้งคำนวณ
ปริมาณ ตา่ ง ๆ ท่เี กีย่ วขอ้ ง และนำความร้เู กย่ี วกับสมการความตอ่ เนื่องและสมการแบร์นูลลี ไปอธิบาย
หลักการทำงานของอปุ กรณต์ ่าง ๆ
13. อธิบายกฎของแก๊สอดุ มคตแิ ละคำนวณปรมิ าณต่าง ๆ ท่ีเกีย่ วขอ้ ง
14. อธิบายแบบจำลองของแก๊สอุดมคติ ทฤษฎีจลน์ของแก๊ส และอัตราเร็วอาร์เอ็มเอสของโมเลกุล
ของแก๊ส รวมทง้ั คำนวณปริมาณต่าง ๆ ท่เี กี่ยวข้อง
15. อธิบาย และคำนวณงานที่ทำโดยแก๊สในภาชนะปิดโดยความดันคงตัว และอธิบายความสมั พันธ์
ระหวา่ งความร้อน พลงั งานภายในระบบ และงานรวมท้งั คำนวณปริมาณต่าง ๆ ท่เี ก่ยี วข้องและนำความรู้เรื่อง
พลงั งานภายในระบบไปอธิบายหลักการทำงานของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน
รวมทง้ั หมด 15 ผลการเรยี นรู้
231
รายวชิ าฟสิ กิ ส์ 5 โครงสร้างรายวิชา ชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 6
ภาคเรยี นท่ี 1 จำนวน 1.5 หนว่ ยกติ
รหัสวิชา ว33215
หนว่ ย ชอ่ื หน่วย
ท่ี การเรยี นรู้ จำนวน 60 ช่วั โมง
1 แมเ่ หล็ก และ
ไฟฟา้ ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา น้ำหนัก
(ชวั่ โมง) คะแนน
1. สังเกต และอธบิ าย - เส้นสนามแม่เหลก็ เปน็
เสน้ สนามแมเ่ หล็ก เสน้ สมมตทิ ี่ใช้แสดงบริเวณ 20 15
อธิบาย ที่มสี นามแมเ่ หล็ก โดย
และคำนวณฟลักซ์ บรเิ วณทม่ี ีเสน้
แมเ่ หล็กในบริเวณท่ี สนามแม่เหลก็ หนาแนน่
กำหนดรวมท้งั สงั เกต มากแสดงวา่ เปน็ บรเิ วณที่
และอธบิ ายสนามแม่ สนามแมเ่ หล็ก
เหล็กท่เี กิดจากกระแส มคี วามเขม้ มาก
ไฟฟ้าในลวดตัวนำ - ฟลกั ซแ์ ม่เหล็ก คอื
เสน้ ตรงและโซ จำนวนเส้นสนามแมเ่ หลก็
เลนอยด์ ท่ผี า่ นพ้ืนท่ีทีพ่ ิจารณา และ
2. อธบิ าย และ อตั ราส่วนระหว่างฟลักซ์
คำนวณแรงแมเ่ หล็กท่ี แม่เหล็กตอ่ พ้ืนทีต่ งั้ ฉากกับ
กระทำต่อ สนามแม่เหลก็ คือ ขนาด
อนภุ าคท่มี ีประจุไฟฟ้า ของสนามแมเ่ หล็ก เขยี น
เคลื่อนทีใ่ น แทนไดด้ ้วยสมการ
สนามแม่เหลก็
แรงแม่เหล็กท่กี ระทำ ∅
ตอ่ เสน้ ลวดทีม่ ี =
กระแสไฟฟา้
ผ่านและวางในสนาม - เมื่อมกี ระแสไฟฟ้าผ่าน
แม่ ลวดตวั นำเส้นตรงหรอื โซ
เหล็ก รัศมีความโคง้ เลนอยด์จะเกดิ
ของการเคลือ่ นที่เมือ่ สนามแมเ่ หลก็ ขึ้น
ประจเุ คลื่อนทต่ี ัง้ ฉาก - อนภุ าคที่มปี ระจุไฟฟ้า
กบั เคลือ่ นท่ีเข้าไปใน
สนามแม่เหลก็ รวมท้ัง สนามแมเ่ หล็ก จะเกิดแรง
อธบิ ายแรงระหว่าง กระทำต่ออนภุ าคนนั้
เสน้ ลวดตวั นำคู่ขนาน คำนวณไดจ้ ากสมการ
ท่ีมีกระแสไฟฟา้ ผ่าน
= sin
- กรณีที่ประจุไฟฟ้าเคลื่อน
ท่ีตัง้ ฉากเขา้ ไปใน
สนามแมเ่ หล็ก จะทำให้
ประจุเคลอ่ื นทเี่ ปล่ียนไป
โดยรัศมคี วามโคง้ ของการ
232
หนว่ ย ชื่อหนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนกั
ท่ี การเรียนรู้ (ชัว่ โมง) คะแนน
3. อธิบายหลกั การ เคลือ่ นที่คำนวณไดจ้ าก
ทำงานของแกลแวนอ สมการ
มิเตอร์ =
และมอเตอรไ์ ฟฟา้
กระแสตรง รวมท้งั - ลวดตวั นำท่มี ี
กระแสไฟฟา้ ผา่ นและอยใู่ น
คำนวณปรมิ าณต่างๆ สนามแม่เหลก็ จะเกิดแรง
ทีเ่ ก่ียวขอ้ ง กระทำต่อลวดตัวนำนน้ั
โดยทศิ ทางของแรงหาได้
4. สังเกต และอธิบาย จากกฎมอื ขวา และ
การเกิดอเี อ็มเอฟ คำนวณขนาดของแรงได้
เหน่ยี วนำกฎการ จากสมการ
เหนย่ี วนำของฟารา = sin
เดย์ และคำนวณ
- เมื่อวางเส้นลวดสองเสน้
ปริมาณตา่ ง ๆ ท่ี
เกย่ี วขอ้ ง รวมทั้งนำ ขนานกันและมี
ความรู้เร่อื งอีเอ็มเอฟ กระแสไฟฟา้ ผ่านท้ังสอง
เหน่ียวนำไปอธบิ าย เสน้ จะเกดิ แรงกระทำ
การทำงานของ
ระหว่างลวดตัวนำทงั้ สอง
เคร่อื งใช้ไฟฟ้า
- เมื่อมกี ระแสไฟฟา้ ผา่ น
5. อธิบาย และ
ขดลวดตัวนำที่อยู่ใน
คำนวณความต่างศกั ย์ สนามแมเ่ หล็กจะมโี มเมนต์
อาร์เอ็มเอสและกระ ของแรงคู่ควบกระทำต่อ
แสไฟฟ้าอาร์เอม็ เอส ขดลวดทำให้ขดลวดหมนุ
6. อธบิ ายหลกั การ ซง่ึ นำไปใช้อธิบายการ
ทำงานและประโยชน์ ทำงานของแกลแวนอ
ของเครือ่ งกำเนิดไฟฟา้ มเิ ตอร์และมอเตอร์ไฟฟ้า
กระแสสลับ 3 เฟส กระแสตรง โดยโมเมนต์
การแปลงอเี อม็ เอฟ ของแรงคู่ควบ
ของหมอ้ แปลง และ คำนวณได้จากสมการ
คำนวณปริมาณตา่ ง ๆ = cos
- เมอ่ื มีฟลักซแ์ มเ่ หล็ก
ทเ่ี กี่ยวขอ้ ง
เปลี่ยนแปลงตัดขดลวด
ตัวนำจะเกดิ อเี อ็มเอฟ
เหน่ยี วนำในขดลวดตวั นำ
น้นั อธิบายไดโ้ ดยใชก้ ฎการ
เหน่ยี วนำของฟาราเดย์
233
หน่วย ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา น้ำหนกั
ท่ี การเรยี นรู้ (ช่ัวโมง) คะแนน
เขียนแทนได้ดว้ ยสมการ
= − ∆∅
∆
- ทศิ ทางของกระแสไฟฟา้
เหนีย่ วนำหาไดโ้ ดยใช้กฎ
ของเลนซ์
- ความรเู้ กีย่ วกบั อเี อม็ เอฟ
เหนยี่ วนำไปใชอ้ ธิบายการ
ทำงานของเครือ่ งกำเนดิ
ไฟฟา้ และการทำงานของ
เครื่องใชไ้ ฟฟา้ ตา่ ง ๆ เช่น
แบลลัสตแ์ บบขดลวดของ
หลอดฟลูออเรสเซนต์ การ
เกดิ อีเอ็มเอฟกลับใน
มอเตอรไ์ ฟฟา้ มอเตอร์
ไฟฟ้าเหนย่ี วนำ และกีตาร์
ไฟฟา้
- ไฟฟา้ กระแสสลับที่ส่งไป
ตามบา้ นเรอื น มคี วามต่าง
ศักย์และกระแสไฟฟ้า
เปลย่ี นแปลงไปตามเวลา
ในรปู ของฟังกช์ ันแบบไซน์
- การวัดความต่างศกั ยแ์ ละ
กระแสไฟฟ้าสลับใช้ค่ายัง
ผลหรือค่ามเิ ตอร์ ซงึ่ เปน็
คา่ เฉลย่ี แบบรากทสี่ องของ
กำลงั สองเฉล่ยี คำนวณได้
จากสมการ
= 0
√2
= 0
√2
- เคร่ืองกำเนดิ ไฟฟา้
กระแสสลับ ๓ เฟส มี
ขดลวดตัวนำ 3 ชุด แต่ละ
ชดุ วางทำมมุ 120 องศา
ซึ่งกนั และกนั ไฟฟ้า
234
หน่วย ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรยี นรู้ (ช่ัวโมง) คะแนน
7. อธิบาย และ กระแสสลับจากขดลวดแต่
2 ความร้อน และ คำนวณความร้อนที่ทำ ละชดุ 10 10
แก๊ส ใหส้ สารเปลย่ี น จะมีเฟสตา่ งกนั 120
อณุ หภมู ิ ความรอ้ นท่ี องศา ซ่ึงชว่ ยใหม้ ี
ทำให้สสารเปลยี่ น ประสทิ ธิภาพในการผลติ
สถานะ และความรอ้ น และการส่งพลังงานไฟฟา้
ทเี่ กิดจากการถ่ายโอน - ไฟฟา้ กระแสสลับที่ส่งไป
ตามกฎการอนุรกั ษ์ ตามบา้ นเรือนเปน็ ไฟฟา้
พลงั งาน กระแสสลับที่ต้องเพิม่ อเี อ็ม
8. อธิบายกฎของแก๊ส เอฟจากโรงไฟฟ้าแล้วลด
อุดมคติและคำนวณ อเี อ็มเอฟใหม้ ีค่าทต่ี อ้ งการ
โดยใช้หม้อแปลงซึง่
ประกอบด้วยขดลวดปฐม
ภมู แิ ละขดลวดทตุ ิยภมู ิ
- ไฟฟา้ กระแสสลับที่ผ่าน
ขดลวดปฐมภมู ิของหมอ้
แปลงจะทำใหเ้ กดิ อีเอ็ม
เอฟเหน่ียวนำในขดลวด
ทุตยิ ภูมิของหมอ้ แปลง
โดยอีเอ็มเอฟในขดลวด
ทตุ ิยภมู ิขนึ้ กบั อีเอ็มเอฟใน
ขดลวดปฐมภูมิและจำนวน
รอบของขดลวดทั้งสอง
ตามสมการ 2 = 2
1 1
- เมือ่ สสารไดร้ ับหรอื คาย
ความร้อน สสารอาจมี
อณุ หภมู ิเปลย่ี นไป และ
สสารอาจเปล่ยี นสถานะ
โดยไมเ่ ปลยี่ นอณุ หภมู ิ ซึ่ง
ปรมิ าณความร้อนท่ีทำให้
สสารเปล่ียนอณุ หภมู ิ
คำนวณไดจ้ ากสมการ
Q = mcΔT
ส่วนปริมาณของพลังงาน
ความร้อนทีท่ ำให้สสาร
235
หนว่ ย ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรียนรู้ (ช่วั โมง) คะแนน
ปรมิ าณตา่ ง ๆ ที่ เปล่ยี นสถานะคำนวณได้
เกยี่ วขอ้ ง จากสมการ
9. อธบิ ายแบบจำลอง Q = mL
ของแกส๊ อุดมคติ - วัตถุท่มี ีอุณหภูมิสูงกว่า
ทฤษฎีจลน์ของแกส๊ จะถา่ ยโอนความรอ้ นไปสู่
และอตั ราเร็วอาร์เอ็ม วตั ถุที่มีอุณหภมู ิตำ่ กว่า
เอสของโมเลกลุ ของ เป็นไปตามกฎการอนรุ ักษ์
แก๊ส รวมท้งั คำนวณ พลังงาน โดยปรมิ าณความ
ปรมิ าณต่าง ๆ ที่ รอ้ นทว่ี ตั ถหุ นง่ึ ให้จะ
เท่ากบั ปริมาณความรอ้ นท่ี
เกย่ี วข้อง
10. อธบิ าย และ วตั ถหุ นงึ่ รับ เขียนแทนได้
คำนวณงานทท่ี ำโดย ดว้ ยสมการ
Qลด = Qเพิ่ม
แกส๊ ในภาชนะปดิ โดย
ความดันคงตัว และ - เมื่อวัตถมุ อี ุณหภูมิเท่ากนั
อธบิ ายความสัมพนั ธ์
จะไมม่ กี ารถ่ายโอน ความ
ระหว่างความรอ้ น รอ้ น เรยี กวา่ วัตถอุ ยู่ใน
พลงั งานภายในระบบ สมดุลความร้อน
และงาน - แกส๊ อดุ มคตเิ ปน็ แก๊สที่
รวมทั้งคำนวณปรมิ าณ โมเลกลุ มขี นาดเลก็ มากไม่
ต่าง ๆ ท่เี ก่ียวขอ้ ง
มแี รงยึดเหน่ยี วระหวา่ ง
และนำความรูเ้ รื่อง โมเลกุล มีการเคลือ่ นที่
พลงั งานภายในระบบ แบบส่มุ และมีการชนแบบ
ไปอธบิ ายหลักการ ยืดหยุ่น
ทำงานของเคร่อื งใชใ้ น - ความสมั พันธ์ระหว่าง
ชีวิตประจำวนั
ความดัน ปรมิ าตร และ
อณุ หภมู ิของแก๊สอุดมคติ
เป็นไปตามกฎของแก๊ส
อดุ มคติ เขียนแทนได้ดว้ ย
สมการ
= =
- จากแบบจำลองของแกส๊
อดุ มคติ กฎการเคลอ่ื นท่ี
ของนวิ ตัน และจากกฎของ
แกส๊ อุดมคติ ทำให้สามารถ
ศกึ ษาสมบัตทิ างกายภาพ
บางประการของแก๊สได้
236
หน่วย ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา น้ำหนัก
ท่ี การเรยี นรู้ (ช่วั โมง) คะแนน
ไดแ้ ก่ ความดนั พลงั งาน
จลนเ์ ฉลี่ย
และอัตราเรว็ อาร์เอม็ เอส
ของโมเลกุลของแก๊สได้
- จากทฤษฎจี ลน์ของแก๊ส
ความดนั และพลงั งานจลน์
เฉลี่ยของโมเลกุลของแก๊ส
มีความสมั พนั ธต์ ามสมการ
= 2 ⃑
3
สว่ นอตั ราเร็วอาร์เอ็มเอสข
องโมเลกลุ ของแกส๊ คำนวณ
ได้จากสมการ
= √3
- ในภาชนะปิดเมอ่ื มกี าร
เปล่ยี นแปลงปริมาตรของ
แก๊สโดยความดันคงตัว
งานทเี่ กิดขึ้นคำนวณได้
จากสมการ
=
- โมเลกุลของแก๊สอุดมคติ
ในภาชนะปดิ จะมีพลงั งาน
จลน์ โดยพลังงานจลน์รวม
ของโมเลกลุ เรียกวา่
พลงั งานภายในของแกส๊
หรอื พลงั งานภายในระบบ
ซึ่งแปรผนั ตรงกบั จำนวน
โมเลกุลและอุณหภมู ิ
สัมบรู ณ์ของแก๊ส
- พลงั งานภายในระบบมี
ความสมั พนั ธก์ ับความร้อน
และงาน เช่น เมอื่ มกี าร
ถ่ายโอนความร้อนในระบบ
ปิด ผลของการถ่ายโอน
ความรอ้ นน้ีจะเทา่ กบั
ผลรวมของพลังงานภายใน
237
หน่วย ชื่อหนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา น้ำหนัก
ท่ี การเรยี นรู้ (ชว่ั โมง) คะแนน
11. อธิบายสภาพ
3 ของแข็ง ของไหล ยืดหยนุ่ และลักษณะ ระบบท่ีเปลย่ี นแปลงกับ 15
การยืด งาน เปน็ ไปตามกฎการ
และหดตวั ของวัสดทุ ่ี อนรุ ักษพ์ ลงั งานเรียกกฎ
เป็นแท่ง เม่ือถกู ข้อทีห่ นง่ึ ของอุณหพล
กระทำดว้ ยแรงค่าตา่ ง ศาสตร์
ๆ รวมทงั้ ทดลอง แสดงได้ดว้ ยสมการ
อธิบายและคำนวณ
ความเคน้ ตามยาว = +
ความเครียดตามยาว
และมอดลุ สั ของยัง - ความร้เู ร่อื งพลังงาน
และนำความรู้เรอ่ื ง ภายในระบบสามารถนำไป
สภาพยดื หยนุ่ ไปใช้ใน ประยกุ ต์ในดา้ นตา่ ง ๆ เช่น
ชวี ติ ประจำวัน การทำงานของเครอ่ื งยนต์
12. อธบิ าย และ ความรอ้ น ตเู้ ยน็
คำนวณความดนั เกจ เคร่อื งปรับอากาศ
ความดัน
สมั บูรณ์ และความดัน - สมบัติท่ีวัสดเุ ปลยี่ นรูป 20
บรรยากาศ รวมทงั้ และกลบั ส่รู ูปเดมิ เม่อื หยุด
อธบิ ายหลกั การทำงาน ออกแรงกระทำเรียกวา่
ของแมนอมิเตอร์ สภาพยืดหยุ่น ถ้ายังออก
บารอมิเตอร์ และ แรงต่อไป วัสดจุ ะขาดหรือ
เคร่ืองอดั ไฮดรอลกิ เสียรูปอย่างถาวร
- ในกรณที ี่วตั ถมุ ีการ
เปล่ยี นแปลงความยาวถา้
ออกแรงกระทำต่อเส้นลวด
ไมเ่ กินขีดจำกดั การแปรผัน
ตรง ความยาวทเี่ พ่ิมขน้ึ
ของเสน้ ลวดแปรผนั ตรงกบั
ขนาดของแรงดงึ ทำให้
ความเครยี ดตามยาวท่ี
เกดิ ข้นึ แปรผันตรงกับ
ความเค้นตามยาว โดย
ความเคน้ ตามยาวคำนวณ
ไดจ้ ากสมการ =
สว่ นความเครยี ด
ตามยาวคำนวณได้จาก
สมการ = ∆
0
- อตั ราสว่ นความเคน้
ตามยาวต่อความเครยี ด
238
หนว่ ย ชื่อหนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา น้ำหนัก
ท่ี การเรียนรู้ (ช่วั โมง) คะแนน
13. ทดลอง อธบิ าย ตามยาว เรยี กว่า มอดุลัส
และคำนวณขนาดแรง ของยัง ซึ่งมคี า่ ขึน้ กับชนดิ
พยุงจากของไหล ของวัสดุ คำนวณไดจ้ าก
14. ทดลอง อธิบาย สมการ = หรือ
และคำนวณความตึง Y = /
∆ / 0
ผวิ ของของเหลว
- ถ้าวัสดุมีมอดลุ ัสของยัง
รวมทั้งสงั เกตและ สงู แสดงว่าวัสดุนน้ั
อธบิ ายแรงหนืดของ เปลยี่ นแปลงความยาวได้
ของเหลว
นอ้ ย ถ้าออกแรงเพ่ิมข้นึ
15. อธบิ ายสมบตั ิของ เกนิ ขีดจำกดั สภาพยดื หยุ่น
ของไหลอุดมคติ
วสั ดไุ ม่สามารถกลับคนื สู่
สมการ สภาพเดมิ ได้ สมบตั นิ ี้
ความต่อเนอ่ื ง และ นำไปใชพ้ ิจารณาในการ
สมการแบร์นลู ลี
เลอื กวัสดุท่ีเหมาะสมกบั
รวมทงั้ การใชง้ าน
คำนวณปรมิ าณตา่ ง ๆ - ภาชนะทีม่ ขี องเหลว
ทเี่ กีย่ วข้อง และนำ บรรจอุ ยูจ่ ะมแี รงเนอ่ื งจาก
ความรู้ ของเหลวกระทำตอ่ พื้นผวิ
เก่ียวกบั สมการความ ภาชนะ โดยขนาดของแรง
ตอ่ เน่ืองและสมการ ที่ของเหลวกระทำตัง้ ฉาก
แบรน์ ูลลี ไปอธบิ าย ต่อพืน้ ทีห่ น่งึ หน่วย
หลักการทำงานของ เป็นความดนั ในของเหลว
อุปกรณต์ า่ ง ๆ
- ความดนั ท่ีเคร่ืองมือวดั ได้
เรยี กวา่ ความดันเกจ
คำนวณได้จากสมการ
= ℎ สว่ นผลรวม
ของความดันบรรยากาศ
และความดันเกจ เรียกว่า
ความดันสัมบูรณ์ คำนวณ
ไดจ้ ากสมการ
= 0 +
- คา่ ของความดนั อ่านได้
จากเคร่ืองวัดความดนั เชน่
แมนอมเิ ตอร์ บารอมเิ ตอร์
- เมือ่ เพมิ่ ความดัน ณ
ตำแหน่งใด ๆ ในของเหลว
239
หน่วย ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนกั
ท่ี การเรยี นรู้ (ช่วั โมง) คะแนน
ทอ่ี ยู่นง่ิ ในภาชนะปดิ ความ
ดนั ทเี่ พมิ่ ข้นึ จะส่งผ่านไป
ทกุ ๆ จดุ ในของเหลวนน้ั
เรยี กวา่ กฎพาสคัลกฎน้ี
นำไปใช้อธิบายการทำงาน
ของเครอ่ื งอัดไฮดรอลกิ
- วตั ถุที่อยู่ในของไหล
ท้ังหมดหรือเพียงบางสว่ น
จะถกู แรงพยุงจากของไหล
กระทำ โดยขนาดแรงพยงุ
เทา่ กับขนาดนำ้ หนกั ของ
ของไหลที่ถกู วัตถแุ ทนที่
ตามหลักของอารค์ มิ ีดสี ซ่งึ
ใช้อธบิ ายการลอยการจม
ของวตั ถตุ า่ ง ๆในของไหล
ขนาดแรงพยงุ จากของไหล
คำนวณไดจ้ ากสมการ
=
- ความตงึ ผิวเป็นสมบตั ิ
ของของเหลวท่ยี ึดผิว
ของเหลวไวด้ ว้ ยแรงดงึ ผิว
ปรากฏการณ์ทเ่ี ปน็ ผลจาก
ความตึงผวิ เช่น การเดนิ
บนผวิ นำ้ ของแมลงบาง
ชนิด การซมึ ตามรเู ลก็
หรอื การโคง้ ของผิว
ของเหลว โดยความตึงผวิ
ของของเหลวคำนวณได้
จากสมการ
γ =
- ความหนืดเป็นสมบตั ิของ
ของไหล วตั ถทุ ่ีเคลือ่ นทีใ่ น
ของไหลจะมแี รงเน่อื งจาก
ความหนืดตา้ นการ
เคล่อื นทีข่ องวัตถุ เรยี กวา่
แรงหนืด
240
หน่วย ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา น้ำหนัก
ท่ี การเรยี นรู้ (ชวั่ โมง) คะแนน
หน่วยการเรยี นรู้ - ของไหลอดุ มคติเป็นของ
กลางภาค ไหลทม่ี ีการไหลอย่าง 54 40
ปลายภาค สม่ำเสมอ ไม่มีความหนดื 6 30
รวม บีบอัดไม่ได้ และไหลโดยไม่ 6 30
หมนุ มอี ัตราการไหลตาม 60 100
สมการความต่อเนอ่ื ง Av =
คา่ คงตวั
- ตำแหน่งสองตำแหนง่ บน
สายกระแสเดียวกันของ
ของไหลอุดมคตทิ ่ไี หลอย่าง
สม่ำเสมอ จะมีผลรวมของ
ความดันสมั บูรณ์ พลังงาน
จลนต์ ่อหนงึ่ หน่วยปรมิ าตร
และพลังงานศกั ย์ตอ่ หนึง่
หนว่ ยปริมาตร เป็นคา่ คง
ตัวตามสมการแบรน์ ลู ลี
+ 1 2 + ℎ =
2
ค่าคงตัว
241
คำอธิบายรายวิชา
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รายวิชาเคมี 5 รหัสวิชา ว33235 ช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 6
ภาคเรียนท่ี 1
จำนวน 40 ชั่วโมง จำนวน 1 หนว่ ยกติ
ศกึ ษาความรู้ สบื ค้นขอ้ มลู วเิ คราะห์ ทดลอง ทดสอบเกี่ยวกบั เรื่อง สารประกอบอินทรีย์ การ
เขียนสูตร วิเคราะหโ์ ครงสร้าง ระบุประเภทของสารประกอบอนิ ทรยี ์จากหมู่ฟังก์ชัน เรยี กช่ือสารประกอบ
อินทรียป์ ระเภทต่างๆ ตามระบบ IUPAC เขียนไอโซเมอร์โครงสร้างของสารประกอบอินทรีย์ประเภทต่างๆ
ได้ วิเคราะห์และเปรียบเทียบจุดเดือดและการละลายในน้ำของสารประกอบอินทรีย์ท่มี ีหมู่ฟงั ก์ชัน ขนาด
โมเลกุล หรือโครงสร้างต่างกัน ทดสอบปฏิกิริยาและเขียนสมการเคมีอธิบายการเกิดปฏกิ ิริยาต่างๆ ของ
สารประกอบอินทรีย์และสืบค้นข้อมูลการนำสารประกอบอินทรีย์ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันและ
อุตสาหกรรมพอลเิ มอร์ ปฏิกิริยาการเกิดพอลิเมอร์ โครงสร้างและสมบตั ิของพอลิเมอร์รวมทั้งการนำไปใช้
ประโยชน์ ประเภทของพลาสตกิ และผลิตภัณฑย์ าง รวมทง้ั การนำไปใชป้ ระโยชน์ การปรบั เปล่ยี นโครงสร้าง
และการสังเคราะห์พอลเิ มอร์ ผลกระทบจากการใช้พอลเิ มอร์และแนวทางแก้ไข
โดยใช้การสืบเสาะหาความรู้ การสำรวจตรวจสอบ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะ
การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 การสบื คน้ และการอภปิ ราย โดยบูรณาการความร้ตู ามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียงและอาเซียนศึกษา
เพื่อให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ สามารถสื่อสารส่ิงที่เรียนรู้ มีความสามารถในการตัดสิน
การแก้ปัญหา การนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน มีจิตวิทยาศาสตร์ จริยธรรม คุณธรรม และค่านิยมที่
เหมาะสม
ผลการเรียนรู้
1. สืบค้นข้อมูลและนำเสนอตัวอย่างสารประกอบอินทรีย์ทีม่ พี นั ธะเดี่ยว พันธะคู่ หรือพันธะสามที่
พบในชีวติ ประจำวนั
2. เขียนสูตรโครงสร้างลิวอิส สูตรโครงสร้างแบบย่อและสูตรโครงสร้างแบบเส้นของสารประกอบ
อนิ ทรีย์
3. วเิ คราะห์โครงสรา้ ง และระบปุ ระเภทของสารประกอบอินทรยี จ์ ากหมฟู่ งั กช์ ัน
4. เขียนสูตรโครงสร้างและเรียกชื่อสารประกอบอินทรีย์ประเภทต่างๆที่มีหมู่ฟังก์ชันไม่เกิน 1 หมู่
ตามระบบ IUPAC
5. เขยี นไอโซเมอร์โครงสร้างของสารประกอบอนิ ทรยี ป์ ระเภทต่างๆ
6. วิเคราะห์และเปรียบเทียบจุดเดือดและการละลายในน้ำของสารประกอบอินทรีย์ที่มีหมู่ฟังก์ชัน
ขนาดโมเลกุลหรือโครงสรา้ งต่างกนั
7. ระบุประเภทของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนและเขียนผลิตภัณฑ์จากปฏิกิริยาการเผาไหม้
ปฏกิ ิรยิ ากับโบรมนี หรือปฏิกิริยากับโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต
8. เขียนสมการเคมีและอธิบายการเกิดปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเคชั ปฏิกิริยาการสังเคราะห์เอไมด์
ปฏกิ ริ ยิ าไฮโดรลิซสิ และปฏกิ ริ ยิ าสะปอนนิฟเิ คชัน
9. ทดสอบปฏิกริ ยิ าเอสเทอริฟเิ คชนั ปฏกิ ริ ิยาไฮโดรลซิ ิสและปฏิกริ ยิ าสะปอนนฟิ เิ คชัน
242
10. สืบค้นข้อมูล และนำเสนอตัวอย่างการนำสารประกอบอนิ ทรยี ์ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวนั
และอตุ สาหกรรม
11. ระบปุ ระเภทของปฏิกริ ยิ าการเกดิ พอลิเมอร์จากโครงสรา้ งของมอนอเมอรห์ รอื พอลเิ มอร์
12. วิเคราะห์และอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างและสมบัติของพอลิเมอร์ รวมทั้งการ
นำไปใชป้ ระโยชน์
13. ทดสอบ และระบปุ ระเภทของพลาสตกิ และผลติ ภัณฑย์ าง รวมทง้ั การนำไปใชป้ ระโยชน์
14. อธิบายผลของการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง และการสังเคราะห์พอลิเมอร์ที่มีต่อสมบัติของพอลิ
เมอร์
15. สบื ค้นขอ้ มูล และนำเสนอตวั อย่างผลกระทบจากการใชแ้ ละการกำจดั ผลิตภณั ฑ์พอลเิ มอร์
และแนวทางแกไ้ ข
รวมทั้งหมด 15 ผลการเรยี นรู้
243
รายวิชาเคมี 5 โครงสรา้ งรายวิชา ช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 6
ภาคเรียนท่ี 1 จำนวน 1 หนว่ ยกติ
รหสั วชิ า ว33235
หน่วย ชือ่ หน่วย
ท่ี การเรยี นรู้ จำนวน 40 ชวั่ โมง
1 สารประกอบ
อินทรีย์ ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา นำ้ หนัก
(ชวั่ โมง) คะแนน
1. สบื ค้นขอ้ มูลและ - สารประกอบอินทรยี ์เป็น 18 25
นำเสนอตัวอย่าง สารประกอบของ
สารประกอบอินทรีย์ท่ี คารบ์ อนสว่ นใหญพ่ บใน
มพี ันธะเด่ยี ว พนั ธะคู่ สงิ่ มีชีวิต มโี ครงสรา้ ง
หรอื พันธะสามทีพ่ บใน หลากหลายและแบ่งได้
ชีวติ ประจำวัน หลายประเภท เนื่องจาก
2. เขยี นสูตรโครงสร้าง ธาตคุ ารบ์ อนสามารถเกิด
ลิวอิส สูตรโครงสร้าง พนั ธะโคเวเลนต์กบั ธาตุ
แบบย่อและสูตร คาร์บอนดว้ ยพันธะเดี่ยว
โครงสร้างแบบเส้นของ พนั ธะคู่ พันธะสาม
สารประกอบ อินทรยี ์ นอกจากนย้ี งั สามารถเกิด
3. วเิ คราะห์โครงสร้าง พันธะโคเวเลนตก์ บั ธาตุ
และระบุประเภทของ อืน่ ๆ ไดอ้ ีกด้วย และมกี าร
สารประกอบอินทรีย์ นำสารประกอบ
จากหม่ฟู งั ก์ชัน อนิ ทรยี ไ์ ปใช้ประโยชน์
4. เขยี นสูตรโครงสรา้ ง อยา่ งหลากหลาย
และเรยี กชือ่ - โครงสรา้ งของ
สารประกอบอินทรยี ์ สารประกอบอนิ ทรียแ์ สดง
ประเภทต่างๆที่มีหมู่ ไดด้ ้วย
ฟงั ก์ชันไมเ่ กนิ 1 หมู่ สตู รโครงสร้างลิวอสิ สตู ร
ตามระบบ IUPAC โครงสรา้ งแบบยอ่
5. เขียนไอโซเมอร์ หรอื สตู รโครงสร้างแบบ
โครงสร้างของ เสน้
สารประกอบอินทรยี ์ - สารประกอบอนิ ทรีย์มี
ประเภทต่างๆ หลายประเภท การ
6. วิเคราะห์และ พจิ ารณา
เปรยี บเทยี บจดุ เดอื ด ประเภทของสารประกอบ
และการละลายในนำ้ อนิ ทรีย์อาจใช้หมูฟ่ ังกช์ นั
ของสารประกอบ เปน็ เกณฑ์ไดเ้ ป็นแอลเคน
อนิ ทรียท์ ี่มหี มฟู่ ังก์ชนั แอลคนี แอลไคน์
ขนาดโมเลกุลหรอื อะโรมาตกิ ไฮโดรคารบ์ อน
โครงสร้างต่างกนั แอลกอฮอลอ์ เี ทอร์
244
หนว่ ย ชื่อหนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา น้ำหนกั
ท่ี การเรียนรู้ (ช่วั โมง) คะแนน
7. ระบุประเภทของ เอมนี แอลดีไฮดค์ ีโตน กรด
สารประกอบ คาร์บอกซิลกิ
ไฮโดรคารบ์ อนและ เอสเทอรเ์ อไมด์
เขยี นผลิตภัณฑ์จาก - การเรยี กช่อื สารประกอบ
ปฏกิ ิริยาการเผาไหม้ อนิ ทรีย์ประเภทแอลเคน
ปฏกิ ริ ยิ ากับโบรมนี แอลคีน แอลไคน์
หรอื ปฏิกริ ิยากบั แอลกอฮอล์อเี ทอร์เอมนี
โพแทสเซียมเปอร์แมง แอลดีไฮด์คีโตน กรดคาร์
กาเนต บอกซลิ ิก เอสเทอร์
8. เขยี นสมการเคมี และเอไมด์จะเรยี กตาม
และอธบิ ายการ ระบบ IUPAC หรือ
เกิดปฏิกิริยาเอสเทอ อาจเรียกโดยใช้ช่อื สามญั
รฟิ เิ คชั ปฏกิ ริ ยิ าการ - ปรากฏการณ์ท่ีสารมีสูตร
สังเคราะหเ์ อไมด์ โมเลกุลเหมอื นกันแตม่ ี
ปฏกิ ิรยิ าไฮโดรลซิ สิ สมบตั แิ ตกต่างกนั เรียกวา่
และปฏกิ ิรยิ าสะปอน ไอโซเมอรซิ มึ และ
นฟิ เิ คชัน เรยี กสารแตล่ ะชนิดวา่ ไอ
9. ทดสอบปฏิกิรยิ าเอ โซเมอร์ไอโซเมอรท์ ม่ี ี
สเทอริฟเิ คชนั สตู รโมเลกุลเหมอื นกนั แตม่ ี
ปฏกิ ิรยิ าไฮโดรลซิ สิ สตู รโครงสรา้ งต่างกัน
และปฏกิ ิริยาสะปอน เรยี กวา่ ไอโซเมอร์
นิฟิเคชัน โครงสรา้ ง
10. สืบค้นขอ้ มูล - สารประกอบอินทรยี ท์ ีม่ ี
และนำเสนอตัวอยา่ ง หมู่ฟงั กช์ นั ขนาดโมเลกลุ
การนำสารประกอบ หรือโครงสร้างของสาร
อินทรยี ไ์ ปใช้ประโยชน์ ตา่ งกันจะมีจุดเดือดและ
ในชวี ิตประจำวนั และ การละลายในน้ำต่างกัน
อตุ สาหกรรม สำหรบั การละลายของ
สารพิจารณาได้จากความมี
ขวั้ ของตัวละลาย
และตัวทำละลาย โดยสาร
สามารถละลายได้
ในตัวทำละลายทม่ี ขี ้วั
ใกล้เคยี งกนั
- สารประกอบอนิ ทรีย์
ประเภทแอลเคน แอลคีน
หน่วย ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ 245
ท่ี การเรยี นรู้
สาระการเรยี นรู้ เวลา น้ำหนัก
(ชัว่ โมง) คะแนน
แอลไคนอ์ ะโรมาติก
ไฮโดรคารบ์ อน เป็น
สารประกอบ
ไฮโดรคารบ์ อน ซึ่งเม่ือ
เกดิ ปฏกิ ริ ยิ า
การเผาไหมป้ ฏกิ ริ ิยากับ
โบรมีนและปฏกิ ริ ิยากบั
โพแทสเซียมเปอรแ์ มงกา
เนต จะให้ผลของ
ปฏิกริ ยิ าตา่ งกัน จึง
สามารถใช้เป็นเกณฑ์
ในการจำแนกประเภทของ
สารประกอบ
ไฮโดรคาร์บอนได้
- กรดคารบ์ อกซลิ ิกทำ
ปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์ได้
เป็นเอสเทอร์เรียกวา่
ปฏกิ ริ ิยาเอสเทอรฟิ ิเคชนั
กรดคารบ์ อกซิลกิ ทำ
ปฏิกริ ิยากับเอมีนเกิดเป็น
เอไมด์เอสเทอรแ์ ละเอไมด์
สามารถเกดิ ปฏกิ ริ ิยา
ไฮโดรลิซสิ ปฏกิ ิริยาไฮโดร
ลิซิสของเอสเทอร์
ในเบสแอลคาไลเรยี กว่า
ปฏกิ ิรยิ าสะปอนนิฟิเคชัน
- สารประกอบอินทรยี ์
สามารถนำไปใช้ประโยชน์
ได้มากมายใน
ชวี ติ ประจำวนั รวมทั้ง
นำไปใชเ้ ป็น
สารต้งั ต้นและตวั ทำละลาย
ในอุตสาหกรรม
ดา้ นต่างๆเช่น
อุตสาหกรรมเชือ้ เพลิงและ
พลงั งาน
246
หนว่ ย ช่อื หน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรียนรู้
(ชว่ั โมง) คะแนน
2 พอลิเมอร์
อตุ สาหกรรมอาหารและยา
อตุ สาหกรรมเกษตร
11. ระบปุ ระเภทของ - พอลิเมอรเ์ ปน็ สารท่ีมี 18 25
ปฏิกิรยิ าการเกิดพอลิ โมเลกุลขนาดใหญ่
เมอร์จากโครงสรา้ ง ซงึ่ ประกอบด้วยหนว่ ยยอ่ ย
ของมอนอเมอรห์ รอื ทเ่ี รียกวา่ มอนอเมอร์
พอลเิ มอร์ เชอื่ มต่อกันดว้ ยพนั ธะโคเว
12. วิเคราะหแ์ ละ เลนต์โดยมีทัง้
อธบิ ายความสัมพนั ธ์ พอลิเมอร์ธรรมชาติและพอ
ระหว่างโครงสร้างและ ลิเมอรส์ ังเคราะห์
สมบตั ิของพอลเิ มอร์ ปฏกิ ริ ยิ าการเกิดพอลิเมอร์
รวมท้งั การ นำไปใช้ อาจเปน็ ปฏิกริ ิยาแบบ
ประโยชน์ ควบแน่นหรอื ปฏกิ ิริยา
13. ทดสอบ และระบุ แบบเติม ขึน้ อยู่กบั
ประเภทของพลาสติก หม่ฟู งั ก์ชันและโครงสรา้ ง
และผลิตภัณฑย์ าง ของมอนอเมอร์
รวมทง้ั การนำไปใช้ - พอลิเมอร์มีโครงสร้าง
ประโยชน์ ต่างกนั อาจเป็นโครงสร้าง
14. อธิบายผลของ แบบเสน้ แบบกิ่ง หรอื
การปรบั เปลย่ี น แบบร่างแห ขึ้นอยกู่ บั ชนิด
โครงสร้าง และการ ของมอนอเมอรแ์ ละภาวะ
สังเคราะหพ์ อลิเมอร์ท่ี ของปฏิกริ ยิ าการเกดิ
มตี อ่ สมบัติของพอลิ พอลิเมอร์ซงึ่ โครงสร้างของ
เมอร์ พอลเิ มอร์ส่งผลตอ่
15. สบื ค้นขอ้ มูล จดุ หลอมเหลว ความ
และนำเสนอตัวอย่าง หนาแน่น ความเปราะ
ผลกระทบจากการใช้ ความเหนียว ความยืดหยุน่
และการกำจัด จึงสามารถนำไป
ผลติ ภัณฑพ์ อลเิ มอร์ ประยุกต์ใช้ได้อยา่ ง
และแนวทางแก้ไข หลากหลาย
- พอลิเมอร์ทีใ่ หค้ วามร้อน
แล้วสามารถนำกลับมา
ข้นึ รูปใหมไ่ ด้เรยี กว่า พอลิ
เมอร์เทอรม์ อพลาสตกิ
ส่วนใหญ่มีโครงสรา้ งแบบ
เสน้ และแบบกง่ิ
247
หน่วย ชอื่ หน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา น้ำหนัก
ท่ี การเรยี นรู้ (ชั่วโมง) คะแนน
หน่วยการเรียนรู้
กลางภาค สว่ นพอลเิ มอรท์ ่ีให้ความ
ปลายภาค ร้อนแล้วไมอ่ อ่ นตัว
จึงไมส่ ามารถนำกลับมาขน้ึ
รปู ใหมไ่ ด้เรียกวา่
พอลเิ มอรเ์ ทอรม์ อเซต มี
โครงสร้างแบบร่างแห
พลาสตกิ มีทงั้ ท่ีเปน็ พอลิ
เมอร์เทอร์มอพลาสตกิ
และพอลิเมอร์เทอร์มอเซต
ผลติ ภัณฑย์ างเปน็
พอลิเมอร์เทอร์มอเซต ซง่ึ
ทำใหม้ ีสมบตั ิและ
การนำไปใชป้ ระโยชน์
ตา่ งกัน
- การปรบั เปลยี่ น
โครงสรา้ งหรือการ
สงั เคราะห์
พอลเิ มอร์เช่น วลั คาไนเซ
ชัน การสงั เคราะห์
โคพอลเิ มอรก์ ารสังเคราะห์
พอลิเมอร์นำไฟฟ้า
เปน็ การปรบั ปรุงคุณภาพ
ของพอลเิ มอรเ์ พื่อให้ได้
ผลติ ภัณฑ์ทีส่ ามารถ
นำไปใช้ประโยชนไ์ ด้
อย่างเหมาะสมและ
หลากหลายมากข้ึน
- การใชแ้ ละการกำจัด
ผลติ ภัณฑพ์ อลิเมอรอ์ าจส่ง
ผลกระทบตอ่ สง่ิ มีชีวติ และ
สงิ่ แวดล้อม จงึ ควร
ตระหนกั ถึงผลกระทบที่
เกิดขึ้น และแนวทางแก้ไข
36 50
2 20
2 30
หนว่ ย ชื่อหน่วย ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ 248
ท่ี การเรียนรู้ รวม
เวลา น้ำหนัก
(ชว่ั โมง) คะแนน
40 100