The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยในชั้นเรียน ม.2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by NutKung Jr., 2024-03-11 13:51:34

วิจัยในชั้นเรียน ม.2

วิจัยในชั้นเรียน ม.2

ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ผสมสื่อ GeoGebra เรื่อง การแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสอง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเขาแก้ววิทยาสรรพ์ นายนพณัฐณ์ ผิวสวัสดิ์ นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู สาขาวิชาคณิตศาสตร์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย


ชื่อเรื่อง ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ผสมสื่อ GeoGebra เรื่อง การแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสอง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเขาแก้ววิทยาสรรพ์ ชื่อผู้วิจัย นายนพณัฐณ์ ผิวสวัสดิ์ ชื่อปริญญาตรี ครุศาสตร์บัณทิต (ค.บ.) สถาบัน มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย สาขาวิชา คณิตศาสตร์ อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์เสาวภาคย์ วงไกร ปีการศึกษา 2565


ก บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัย 1) เพื่อศึกษาผลการจัดกิจกรรมทางการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสอง ของนักเรียนหลังจากที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD รวมกับสื่อ GeoGebra เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 2) เพื่อ เปรียบเทียบผลการจัดกิจกรรมทางการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสอง ของ นักเรียนหลังจากที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ผสมสื่อ GeoGebra ก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่ ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ผสมสื่อ GeoGebra กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเขาแก้ววิทยาสรรพ์ อำเภอเชียงคาน จังหวัด เลย ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวนทั้งหมด 33 คน เนื้อหาที่ใช้ในงานวิจัย เรื่อง การแยกตัวประกอบของ พหุนาม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง การแยกตัวประกอบของ พหุนามดีกรีสอง โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ สืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ผสมสื่อ GeoGebra 2) แบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ก่อนเรียนและหลัง เรียน เรื่อง การแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสอง แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 3) แบบ ประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อวิชาคณิตศาสตร์ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ผสมสื่อ GeoGebra การวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ทดสอบสมมุติฐานได้แก่ สถิติ t test ที่เปรียบเทียบ ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียวเทียบกับเกณฑ์ (One sample t test) วิเคราะห์คะแนนของนักเรียนหลังจากที่ ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD รวมกับสื่อ GeoGebra เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 และสถิติทีที่เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มที่ไม่เป็นอิสระต่อ กัน (Dependent samples t test) คือ เปรียบเทียบผลการจัดกิจกรรมทางการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การ แยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสอง ของนักเรียนหลังจากที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ผสมสื่อ GeoGebra ก่อนเรียนและหลังเรียน


ข กิตติกรรมประกาศ การวิจัยในเรื่อง ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับ การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ผสมสื่อ GeoGebra เรื่อง การแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสอง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเขาแก้ววิทยาสรรพ์ครั้งนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี เพราะได้รับความกรุณา แนะนำ ช่วยเหลือเป็นอย่างดียิ่งจาก ครูพรทิพย์ วรรณชัย ครูพี่เลี้ยง ครูวิจิตรา กรมทอง หัวหน้ากลุ่มสาระการ เรียนรู้คณิตศาสตร์โรงเรียนเขาแก้ววิทยาสรรพ์ ตลอดจนอาจารย์เสาวภาคย์ วงไกร อาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย จาก มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ซึ่งผู้ศึกษารู้สึกซาบซึ้งและเป็นพระคุณอย่างยิ่ง จึงขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้ ผู้ศึกษาขอขอบพระคุณเจ้าของเอกสารและงานวิจัยทุกท่านที่ผู้วิจัยได้นำมาศึกษา อ้างอิง ในการทำวิจัย ครั้งนี้รวมถึงคณะครูโรงเรียนเขาแก้ววิทยาสรรพ์ที่ให้ความร่วมมือ ตลอดจนอำนวยความสะดวก สุดท้ายขอขอบคุณ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเขาแก้ววิทยาสรรพ์ อำเภอเชียงคานจังหวัดเลย ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวนทั้งหมด 33 คน นพณัฐณ์ ผิวสวัสดิ์ ผู้วิจัย


ค ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มเป้าหมายนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเขาแก้ววิทยาสรรพ์ อำเภอเชียงคานจังหวัดเลย ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 พบว่านักเรียนส่วนใหญ่เป็นเพศชายคิดเป็นร้อยละ 57.58 จากนักเรียนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด 33 คน 2) ผลการศึกษาการจัดกิจกรรมทางการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรี สอง ของนักเรียนหลังจากที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือเทคนิค STAD ผสมสื่อ GeoGebra เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 มีผลการเรียนรู้หลังเรียนของคะแนนสอบ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 สูงกว่าเกณฑ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ผสมสื่อ GeoGebra มีค่าเฉลี่ยเลขคณิตก่อนเรียนและหลังเรียนเท่ากับ 4.71 และ 14.85 ตามลำดับ มีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.41 และ 2.50 ตามลำดับ จากการทดสอบความแตกต่าง ของค่าเฉลี่ยเลขคณิตด้วยค่าที (t-test dependent) พบว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ผสมสื่อ GeoGebra มีคะแนนผลการเรียนวิชา คณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) ผลการศึกษาความพึงพอใจต่อวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ผสมสื่อ GeoGebra ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ที่สุด (̅= 4.52 , .. = 0.76 ) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่าข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ข้อที่ 5 การเรียน ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ผสมสื่อ GeoGebra ช่วยเป็นวิธีการเรียนที่น่าสนใจ (̅= 4.57 , .. = 0.63 ) รองลงมา คือ ข้อ 2.การจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ผสมสื่อ GeoGebra ช่วยให้เรียนรู้ ได้อย่างรวดเร็ว และ ข้อ 3.การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD ผสมสื่อ GeoGebra ช่วยให้เข้าใจเนื้อหาของบทเรียนมากขึ้น (̅= 4.53 , .. = 0.63 และ .. = 0.57 )ตามลำดับ ข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ข้อที่ ครูส่งเสริมให้นักเรียนทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม และ รายบุคคล(̅= 4.20 , .. = 0.66 )ค่าความเชื่อมั่น (Reliability) แบบสัมประสิทธิ์แอลฟามีค่าเท่ากับ 0.87


ง สารบัญ เรื่อง หน้า บทคัดย่อ ก กิตติกรรมประกาศ ข ผลการวิจัย ค สารบัญ ง สารบัญตาราง จ บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา วัตถุประสงค์ของการวิจัย สมมติฐานของการศึกษา ขอบเขตของการวิจัย นิยามศัพท์เฉพาะการวิจัย กรอบแนวคิดในการวิจัย ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1 1 5 6 6 7 10 11 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ผลการเรียนรู้และแบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ ความพึงพอใจต่อวิชาคณิตศาสตร์ สื่อ GeoGebra งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 12 14 17 31 39 48 48 บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย กลุ่มเป้าหมาย แบบแผนการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิจัย 56 56 56 57 62 63 64 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ลำดับขั้นในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 66 66 67 67 บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายและข้อเสนอแนะ 70


จ เรื่อง หน้า สรุปผล อภิปราย ข้อเสนอแนะ 70 71 73 บรรณานุกรม 74 ภาคผนวก 80 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบเครื่องมือการวิจัย 81 ภาคผนวก ข หนังสือขอความอนุเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือในการวิจัย 83 ภาคผนวก ค แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ก่อนเรียนและหลังเรียน 88 90 166 ภาคผนวก ง แบบประเมิน 172 ภาคผนวก จ ค่าดัชนีความสอดคล้อง 185 ภาคผนวก ฉ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อมูล 192 193 198 ประวัติผู้จัดทำ 211 สารบัญตาราง เรื่อง หน้า ตารางที่ 1 เปรียบเทียบขั้นตอนการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบของ SCIS และรูปแบบการเรียน การสอน 5E Bybee และคณะ (2006: 8 - 10) 23 ตารางที่ 2 บทบาทครูในการเรียนการสอน 5E ตามแนวคิดของ Bybee และคณะ (1997; cited in Bybee และคณะ, 2006: 34) 28 ตารางที่ 3 บทบาทของนักเรียนในการเรียนการสอน 5E ตามแนวคิดของ Bybee และคณะ (1997; cited in และคณะ, 2006: 33) 29 ตารางที่ 4 ตารางแสดงแผนการทดลองในการวิจัย “ผลการกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ผสมสื่อ GeoGebra เรื่อง การแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสอง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเขาแก้ว วิทยาสรรพ์ )” 56 ตารางที่ 5 กรอบแนวคิดการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E)ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือเทคนิค STAD ผสมสื่อ GeoGebra และการจัดการเรียนการสอนแบบปกติ 58 ตารางที่ 6 แสดงข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มเป้าหมายนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเขาแก้ววิทยา สรรพ์ อำเภอเชียงคานจังหวัดเลย ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวนทั้งหมด 33 คน 67 ตารางที่ 7 ผลศึกษาผลการจัดกิจกรรมทางการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแยกตัวประกอบของ พหุนามดีกรีสอง ของนักเรียนหลังจากที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการ 67


ฉ เรื่อง หน้า จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ผสมสื่อ GeoGebra เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 ใช้ค่าที (t-test one Sample) ตารางที่ 8 ผลการเปรียบเทียบการจัดกิจกรรมทางการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแยกตัว ประกอบของพหุนามดีกรีสอง ของนักเรียนหลังจากที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ผสมสื่อ GeoGebra ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ค่าที (t-test dependent) 68 ตารางที่ 9 ผลการศึกษาความพึงพอใจต่อวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ สืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ผสมสื่อ GeoGebra 68 ตารางที่ 10 ค่าดัชนีความสอดคล้องแบบประเมินความสอดคล้องแผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการ แยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสอง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเขาแก้ววิทยาสรรพ์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E ) ผสมสื่อ GeoGebra 188 ตารางที่ 11 ค่าดัชนีความเที่ยงตรงแบบประเมินความเที่ยงตรงแบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ เรื่อง การ แยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสองชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเขาแก้ววิทยาสรรพ์ 189 ตารางที่ 12 ค่าดัชนีเที่ยงตรงแบบประเมินความเที่ยงตรงแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อ วิชาคณิตศาสตร์ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือเทคนิค STAD ผสมสื่อ GeoGebra 191 ตารางที่ 13 ค่าความยาก (p) ค่าอำนาจจำแนก (r) และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับของแบบทดสอบวัดผล การเรียนรู้ เรื่อง การแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสอง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 192 ตารางที่ 14 แสดงผลศึกษาผลการจัดกิจกรรมทางการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแยกตัว ประกอบของพหุนามดีกรีสอง ของนักเรียนหลังจากที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ผสมสื่อ GeoGebra เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 ใช้ค่าที (t-test one Sample) 195 ตารางที่ 15 แสดงผลการเปรียบเทียบการจัดกิจกรรมทางการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแยกตัว ประกอบของพหุนามดีกรีสอง ของนักเรียนหลังจากที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ผสมสื่อ GeoGebra ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ค่าที (t-test dependent) 197 ตารางที่ 16 ผลการศึกษาความพึงพอใจต่อวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ สืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ผสมสื่อ GeoGebra 198


1 บทที่ 1 บทนำ 1.1) ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา คณิตศาสตร์มีบทบาทสําคัญยิ่งต่อความสําเร็จในการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เนื่องจากคณิตศาสตร์ช่วยให้ มนุษย์มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ คิดอย่างมีเหตุมีผล เป็นระบบ มีแบบแผน สามารถวิเคราะห์ปัญหาหรือ สถานการณ์ได้อย่างรอบคอบและถี่ถ้วน ช่วยให้คาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจ แก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม และสามารถนําไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้คณิตศาสตร์ยังเป็นเครื่องมือในการศึกษาด้าน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และศาสตร์อื่นๆ อันเป็นรากฐานในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของชาติให้มีคุณภาพและ พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้ ทัดเทียมกับนานาชาติ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560) สอดคล้องกับคํากล่าวของ สิริพร ทิพย์คง (2560) ที่ว่าคณิตศาสตร์ช่วยพัฒนาให้แต่ละบุคคลเป็นคนที่สมบูรณ์ เป็นพลเมืองดี เพราะ คณิตศาสตร์ช่วยส่งเสริมความมีเหตุผล ความเป็นคนช่างคิด ช่างริเริ่มสร้างสรรค์ มีระบบระเบียบในการคิด มีการ วางแผนในการทํางาน มีความสามารถในการตัดสินใจ มีความรับผิดชอบต่อกิจการงานที่ได้รับมอบหมาย ตลอดจน มีลักษณะของความเป็นผู้นําในสังคม จากความสําคัญของคณิตศาสตร์ดังกล่าว หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ในมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด (ฉบับปรังปรุง พ.ศ. 2560) จึงได้กําหนดเป้าหมาย ในการเรียนคณิตศาสตร์เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะที่จําเป็นสําหรับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 นั้นคือ ให้ผู้เรียนมีทักษะ ด้านการคิดวิเคราะห์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ การแก้ปัญหา การคิดสร้างสรรค์ การใช้เทคโนโลยี การสื่อสาร และการร่วมมือ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560) การเรียนการสอนในวิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่น่าเบื่อและเป็นวิชาที่ยาก ดังนั้นการจัดการเรียนการสอน ควรให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียนการสอน ครูแนะนำและสาธิตแล้วให้นักเรียนปฏิบัติ ให้นักเรียนแสดงความคิด เองอย่างมีเหตุผล ให้นักเรียนฝึกคิดวิเคราะห์ ครูผู้สอนต้องอธิบายให้เข้าใจก่อนแล้วจึงให้จำ ครูอย่าด่วนสรุปเพราะ จะทำให้นักเรียนไม่ได้คิด มีการใช้สื่อบ้าง ใช้สภาพที่อยู่ในชีวิตจริงของนักเรียนมาใช้เป็นบริบทในการเรียนให้ใช้สิ่ง ตีพิมพ์หรือสื่อโฆษณาเป็นแหล่งความรู้ในชุมชน ใช้ของจริงและของจำลองเป็นสื่อการสอน ให้นักเรียนรู้จักคิดเอง ทำเอง แก้ปัญหาเอง ควรมีวิธีการสอนที่หลากหลาย และใช้วิธีการสอนแบบร่วมมือบ้าง เพื่อให้นักเรียนรู้จักการ ทำงานร่วมกับเพื่อน ควรใช้การสอนแบบถาม-ตอบ และร่วมกันแสดงความคิดเห็นบ้าง บางครั้งอาจสอนโดย แบ่งเป็นฐานโดยกำหนดให้ทำงานกลุ่มหมุนเวียน นักเรียนจะได้รู้จักการแบ่งงานและช่วยเหลือกัน เนื้อหาบาง เนื้อหาที่น่าเบื่อ ควรนำ เกม เพลงมาช่วยบางโอกาส (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2563.) ลักษณะคณิตศาสตร์เป็นนามธรรม การที่จะให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพและมีความสุขในการ เรียนนั้นจะต้องมีความสมดุลระหว่างสาระทางความรู้ ทักษะกระบวนการควบคู่ไปกับ คุณธรรม จริยธรรม และ ค่านิยมในส่วนของทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์นับว่ามีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ เพราะจะสามารถนำไปใช้ในการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ ด้านทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ที่จำเป็นสำหรับผู้เรียน ทุกคนไว้ในสาระที่ 6 ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ มาตรฐาน ค.6.1 คือ มีความสามารถในการแก้ปัญหา


2 การให้เหตุผล การสื่อสาร การสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์ และการนำเสนอ การเชื่อมโยงความรู้ต่าง ๆ ทาง คณิตศาสตร์ และเชื่อมโยงคณิตศาสตร์กับศาสตร์อื่นๆ และมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (กุหลาบ สีชาลี. 2560 : 1) จากการสอบถามครูพี่เลี้ยง ครูผู้สอนสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ และครูที่ปรึกษานักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 โรงเรียนเขาแก้ววิทยาสรรพ์สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เลย - หนองบัวลำภูได้ให้ความคิดเห็น ว่า การสอนคณิตศาสตร์เป็นเรื่องที่ยาก และจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากล่าวว่านักเรียนในสมัยนี้มีภาวะการ เรียนที่ถดถอยสืบเนื่องจากเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมามีโรคโควิด 19 ทำให้นักเรียนติดโทรศัพท์และขาดบรรยากาศการ เรียนรู้ในห้องเรียนการทำงานเป็นทีมส่งผลให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของโรงเรียนเขาแก้ววิทยาสรรพ์มี พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ต่ำและในปีการศึกษานี้นักเรียนได้รวมห้องกันทำให้นักเรียนห้อง 1 และห้อง 2 มีความ พร้อมในการเรียนต่างกัน ขาดความรู้ ความเข้าใจ ทักษะในการวิเคราะห์และการคิดคำนวณเป็นสาเหตุที่ทำให้การ เรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ไม่ประสบผลสำเร็จ พบว่า เนื้อหาสาระเกี่ยวกับการแยกตัวประกอบ ของพหุนามดีกรีสอง ซึ่งประกอบด้วย การแยกตัวประกอบของพหุนามโดยใช้สมบัติการแจกแจง การแยกตัว ประกอบของพหุนามดีกรีสองตัวแปรเดียว การแยกตัวประกอบของพหุนามดีดรีสองที่เป็นกำลังสองสมบูรณ์ และ การแยกตัวประกอบของพหุนามดีดรีสองที่เป็นผลต่างกำลังสอง นักเรียนไม่สามารถแยกตัวประกอบของพหุนามได้ และยังสับสนในการแยกตัวประกอบของพหุนามในรูปผลต่างของกําลังสอง ซึ่งเป็นเนื้อหาในสาระคณิตศาสตร์ของ ช่วงชั้นที่ 3 และเมื่อติดตามปัญหาการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในระดับมัธยมศึกษา พบว่า ปัญหาอีกอย่างหนึ่ง คือ นักเรียนไทย เป็นโรคชนิดหนึ่งอาจเรียกได้ว่า “Mathophobia” โรคกลัวคณิตศาสตร์ การไม่ชอบคณิตศาสตร์ ทําให้การเรียนวิชาการในรูปแบบที่ต้องจินตนาการ และการสร้างความคิดสูญหายไป หากพิจารณาปัจจัยสําคัญใน การเรียนการสอน ที่เป็นสาเหตุ พบว่า มาจากวิธีการเรียนการสอนในโรงเรียน (ยืน ภู่วรวรรณ และสมชาย นํา ประเสริฐชัย, 2561, หน้า 56-57) ปัจจัยที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนมีอยู่หลายปัจจัย ปัจจัยทางจิตลักษณะ ด้านเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ควรเร่งพัฒนา โดย Bibiana Nongsiej & Ibadani Syiem (2014) ได้กล่าวว่า เจตคติ (Attitude) เป็นผลโดยตรงจากประสบการณ์การเรียนรู้ของการเรียนในวิชาต่าง ๆ โดย เจตคติจากประสบการณ์จากการเรียนรู้นั้นสามารถทําให้ผู้เรียน ชอบ ไม่ชอบ พึงพอใจ ไม่พอใจ และรักไม่รักใน วิชานั้น ๆ ซึ่งในปัจจุบันพบว่ามีนักเรียนส่วนมากมี เจตคติที่ไม่ดีต่อวิชาคณิตศาสตร์ เป็นเพราะนักเรียนคิดว่า คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ยากต่อการทําความ เข้าใจ มีการวิเคราะห์โจทย์ปัญหาซับซ้อนซึ่งต้องใช้ความคิดในระดับสูง หรือเป็นเพราะครูผู้สอนที่ใช้วิธีการสอนเนื้อหาเดิม ๆ ทําให้ผู้เรียนไม่สามารถเข้าใจเนื้อหาที่เป็นนามธรรมได้ จึง เป็นผลทําให้ผู้เรียนไม่มีความสุขและไม่พึงพอใจในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ส่งผลให้นักเรียนส่วนมากมี เจตคติต่อ วิชาคณิตศาสตร์ในทางลบ จากข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นว่าเจตคติเป็นสิ่งสําคัญในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์และ เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ควรพัฒนาให้กับนักเรียน ดังนั้นเจตคติจึงเป็นความรู้สึกและพฤติกรรมที่มีต่อสิ่ง ๆ หนึ่งของแต่ละบุคคล (Petty & Cacioppo, 1984) โดยถ้าบุคคลใดที่มีเจตคติทางบวกต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็จะแสดงพฤติกรรม ทางบวกต่อสิ่ง ๆ นั้น ในทางตรงกัน ข้าม ถ้าบุคคลใดที่มีเจตคติทางลบต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็จะแสดง พฤติกรรมทางลบต่อสิ่ง ๆ นั้นเช่นกัน โดย Maio และ Haddock (2009) ได้อธิบายว่าเจตคติ มีพื้นฐานมาจากองค์ประกอบ 3 ด้าน คือ ด้านความรู้ (Cognitive) ด้าน


3 ความรู้สึก (Afective) และด้านพฤติกรรม (Behavior) โดยองค์ประกอบทั้งสามด้านนี้จะสอดคล้องกัน ถ้า องค์ประกอบ ด้านใดด้านหนึ่งเปลี่ยนแปลงเจตคติของบุคคลนั้นจะเปลี่ยนแปลงไปด้วย ดังนั้นถ้าเราสามารถพัฒนา เจตคติของนักเรียนให้ดียิ่งขึ้นจากด้านใดด้านหนึ่งขององค์ประกอบของเจตคติจะทําให้นักเรียนมี เจตคติต่อวิชา คณิตศาสตร์ที่ดีมากยิ่งขึ้น อีกทั้งจากงานวิจัยของ Sabita Mahanta & Mofidu Islam (2012) ที่ศึกษาเกี่ยวกับ เจตคติ พบว่าเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์มีความสัมพันธ์ทางบวก อย่างมีนัยสําคัญกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คณิตศาสตร์ ซึ่งสอดคล้องกับ Bibiana Nongsiej & badani Syiem (2014) ที่ได้ทําการวิจัยกับนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาจํานวน 1,101 คน ในเมือง Shitlong พบว่าเจตคติมีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วย จาก งานวิจัย ดังกล่าวจึงสามารถสรุปได้ว่านักเรียนที่มีเจตคติทางบวกต่อวิชาคณิตศาสตร์จะมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน วิชาคณิตศาสตร์สูงกว่านักเรียนที่มีเจตคติทางลบต่อวิชาคณิตศาสตร์ นอกเหนือจากปัจจัยด้านความรู้และเจตคติแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่สําคัญคือแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ต่อ การเรียน (Achievement Motivation) McCelland และคณะ (1953) ได้กล่าวว่าลักษณะของ ผู้ที่มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ต่ํา คือ จะเป็นผู้ที่ไม่มีความกล้าเสี่ยง ไม่มีความกระตือรือร้น ไม่มีความ รับผิดชอบต่อตนเอง ไม่รู้จักการวางแผนใน การดําเนินชีวิตและไม่มีการจัดระบบการทํางานของ ตนเอง ในขณะที่ จํารูญ เทียมธรรม (2561) กล่าวถึงปัญหา ของการจัดการศึกษาที่ครูผู้สอนประสบ อยู่คือ พฤติกรรมการเรียนของนักเรียนที่ไม่เหมาะสม ซึ่งเกิดจากการไม่ ตั้งใจเรียน พูดคุยกันใน ห้องเรียน ขาดการวางแผนในการเรียนและผู้เรียนไม่มีเป้าหมายในการเรียน ซึ่งพฤติกรรม เหล่านี้ ทําให้การสอนของครูผู้สอนและการเรียนรู้ของผู้เรียนไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ทําให้กิจกรรม การเรียน การสอนของครูไม่ดําเนินไปในทิศทางที่พึงประสงค์ตลอดจนผู้เรียนไม่ประสบ ความสําเร็จในการเรียนเท่าที่ควร ซึ่ง ปัญหาที่พบในปัจจุบันพบว่านักเรียนขาดแรงจูงใจในการ เรียน ไม่มีการตั้งเป้าหมายในการเรียน ขาดการวางแผน ในการเรียน ไม่มีความพยายามในการทํางาน และขาดความกระตือรือร้นนั้น ส่งผลให้นักเรียนไม่อยากเรียนวิชา คณิตศาสตร์ ซึ่งปัญหาเหล่านี้เป็น ปัญหาใหญ่ที่ควรได้รับการแก้ไข ดังนั้นการพัฒนาผู้เรียนให้มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ในการเรียนจึงเป็น สิ่งที่สําคัญและมีความจําเป็นเป็นอย่างมาก แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์เป็นหนึ่งในแรงจูงใจพื้นฐานของมนุษย์ที่มี 3 ประการ คือ แรงจูงใจใฝ่ สัมฤทธิ์ แรงจูงใจ ใฝ่สมาคม และแรงจูงใจใฝ่อํานาจ (McClelland, 1980 อ้างถึงใน เอื้อมพร บัวสรวง, 2563) โดย McClelland ได้ ให้ความสําคัญในเรื่องแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์มากกว่าแรงจูงใจ ในด้านอื่น ๆ เพราะเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับ ความสําเร็จมากที่สุดและ McCleland ได้ ให้ความหมายของแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ว่าเป็นความต้องการของแต่ละ บุคคลที่จะแสดง พฤติกรรม เพื่อให้ตนเองกระทําการสิ่งใดให้สําเร็จตามมาตรฐานตามที่ตนเองได้ตั้งไว้ (Standard of Excellence) และทําให้เหนือกว่าผู้อื่นโดยจะรู้สึกภูมิใจเมื่อประสบความสําเร็จ และรู้สึกเสียใจเมื่อประสบความ ล้มเหลว เช่นเดียวกับ Awan, Noureen & Naz (2011) ที่ได้ ให้ความหมายของแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ว่าเป็นการแสดงออกถึงความ ต้องการของแต่ละบุคคลในการทําให้ตนเองกระทําการสิ่งใดให้สําเร็จ ลุล่วงตามมาตรฐานที่ตนเอง ได้ตั้งเป้าหมายไว้ในวิชาคณิตศาสตร์ จากงานวิจัยของ สุมิตตรา เจิมพันธ์ (2560) ที่ได้ศึกษาเรื่องจิตลักษณะและประสบการณ์ที่ เกี่ยวข้องกับ พฤติกรรมการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายพบว่า แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ต่อการ เรียนรู้คณิตศาสตร์มีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ในการเรียนคณิตศาสตร์ โดย Hall และ Goetz (2013) ได้อธิบาย


4 ว่าการที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะมีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูง นั้น สามารถพิจารณาได้จากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้ นั้น นั่นหมายความว่าการที่ผู้เรียนมี แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูงจะทําให้มีความมุมานะ บากบั่น และความพยายา มใน การทํางานสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ให้สําเร็จจะทําให้มีผลสัมฤทธิ์ในการเรียนสูง ในทางตรงกันข้ามถ้าผู้เรียนมีแรงจูงใจใฝ่ สัมฤทธิ์ต่ําจะ ทําให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนตต่ำลงไปด้วย เช่นเดียวกับงานวิจัยของ จิราภรณ์ คุณสิทธิ์ (2562) ที่ได้ศึกษานักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จํานวน 397 คน พบว่าแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์มี ความสัมพันธ์ทางบวก อย่างมีนัยสําคัญกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (r = 0.46 , p < 0.01) จาก งานวิจัยข้างต้นจึงสามารถสรุปได้ว่าการที่ นักเรียนมีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ที่สูง กล่าวคือจะมีความต้องการที่จะประสบความสําเร็จ ในการเรียนคณิตศาสตร์และจะมีผลสัมฤทธิ์ในการ เรียนคณิตศาสตร์ที่สูงขึ้นด้วย ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ Samia Jabeen & Mahmood Ahmed Khan (2013) ที่ศึกษาแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ของนักเรียนกลุ่มที่มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนต่ํา และสูง พบว่ากลุ่มของนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงจะมีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูง มีความ คาดหวังต่องานที่ทําและต้องการที่จะประสบความสําเร็จ ในทางตรงข้ามพบว่ากลุ่มของนักเรียนที่มี ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนต่ําจะมีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ต่ำ ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนในปัจจุบันควรมีการพัฒนานักเรียนใน ด้านจิตลักษณะประเภทแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์เพื่อให้นักเรียนมีความต้องการที่จะประสบความสําเร็จในการทํางาน หรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับวิชาคณิตศาสตร์อันนําไปสู่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ที่ดียิ่งขึ้น จากที่กล่าวมา ข้างต้นสรุปได้ว่าจิตลักษณะที่ดี คือ เจตคติที่ดีและแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ที่สูงนับว่าเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนดีขึ้น รูปแบบการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ในปัจจุบันมีการพัฒนาที่หลากหลาย ซึ่ง การเรียนรู้แบบสืบ เสาะหาความรู้ 5E (Inquiry Cycle) ก็เป็นรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่ กระตุ้นให้ผู้เรียนได้ค้นหาคําตอบด้วย ตัวเอง ผ่านกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) ขั้นสํารวจและค้นหา (Exploration) ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) และขั้นประเมิน (Evaluation)ซึ่งการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E เป็นการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาผู้เรียนให้สร้างองค์ ความรู้ได้ด้วยตนเอง โดยเน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ (สุนีย์ เหมะประสิทธิ์. 2560 :3) ซึ่งสอดคล้องกับผลงานวิจัยเรื่อง การเปรียบเทียบผลการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เรื่องโจทย์ปัญหาระคน โดย ใช้วัฏจักรการเรียนรู้ 5E กับการเรียนรู้ปกติ พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของกลุ่มที่ใช้วัฏจักรการเรียนรู้ 5E สูง กว่ากลุ่มการเรียนรู้ปกติ (อารีย์ ปานถม. 2563 : 74) การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์และเจตคติต่อการเรียนสุขศึกษา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างการจัดการเรียนรู้โดยการใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบวัฏจักรการ เรียนรู้ 5E กับการสอนตามคู่มือครู พบว่า นักเรียนกลุ่มที่เรียนโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักร 5E มี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติสูงกว่าการสอนตามคู่มือครู (ปราศรัย สุพรหมอินทร์, 2561 : 118) การพัฒนา แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่องระบบ ต่าง ๆ ในร่างกาย ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 ได้แสดงว่าผู้เรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์หลังเรียนเพิ่มขึ้นคิดเป็น ร้อยละ 75.44 และมีความพึง พอใจต่อการเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (บัวไข รักหินลาด. 2559 : 99) การจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD (ทิศนา แขมมณี, 2561, น.266) เป็นการ จัดการเรียนรู้ที่ จําแนกผู้เรียนตามผลการเรียนรู้ออกเป็นกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มละประมาณ 4 - 5 คน ประกอบด้วยผู้เรียนที่เรียนเก่ง 1


5 คน ผู้เรียนที่เรียนปานกลาง 2 - 3 คน และผู้เรียนที่เรียนอ่อน 1 คน โดยที่ผู้เรียนแต่ละคนจะมีส่วนร่วมอย่าง แท้จริงในการเรียนรู้และในความสําเร็จของกลุ่ม ซึ่งผลของการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD นั้นจะ ส่งผลทําให้ผู้เรียนมีผลการเรียนรู้สูงขึ้น เนื่องจากผู้เรียนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน สมาชิกในกลุ่ม สามารถถามปัญหาที่ไม่ เข้าใจได้สะดวก ไม่เกรงกลัวเหมือนถามครูผู้สอน คนที่เข้าใจเนื้อหาเมื่อได้อธิบายให้เพื่อน ในกลุ่ม ฟังก็เป็นการทบทวนความรู้ของตนเองและเพิ่มความมั่นใจให้ตนเองด้วย การจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ เทคนิค STAD เป็นการจัดกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติและผู้เรียนมีความ สนุกสนานในการเรียน ส่วนในด้านพฤติกรรมผู้เรียนจะมีพฤติกรรมที่ดี รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีน้ำใจ รู้จักช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รู้จัก รับผิดชอบต่อหน้าที่ วิธีการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD สามารถนํามาใช้ได้กับการเรียนทุกวิชา และทุกระดับชั้น และจะมีประสิทธิผลอย่างยิ่งกับกิจกรรมการเรียนรู้ที่มุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาในด้านการ แก้ปัญหา การกําหนดเป้าหมายในการเรียนรู้ การคิดแบบหลากหลาย การปฏิบัติภารกิจที่ซับซ้อน การเน้น คุณธรรม จริยธรรม การ เสริมสร้างประชาธิปไตยในชั้นเรียน ทักษะทางสังคม การสร้างวินัยความรับผิดชอบ ร่วมกันและความร่วมมือภายในกลุ่ม ซึ่งสอดคล้องกับ กระทรวงศึกษาธิการ (2560) กล่าวว่า คุณภาพผู้เรียนเมื่อ จบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายแล้ว ผู้เรียนควรจะมีทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ที่จําเป็นคือ สามารถ แก้ปัญหาด้วยวิธีที่หลากหลายและใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม สามารถให้เหตุผล สื่อสาร สื่อความหมายทาง คณิตศาสตร์และนําเสนอ มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถเชื่อมโยงความรู้ต่าง ๆ ทางคณิตศาสตร์และเชื่อมโยง คณิตศาสตร์กับศาสตร์อื่น ๆ ได้ จากเหตุผลข้างต้น ผู้วิจัยสนใจในการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือเทคนิค STAD ผสมสื่อ GeoGebra มาใช้ทดลองสอนกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง การ แยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสอง เพื่อช่วยพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแยกตัว ประกอบของพหุนามดีกรีสอง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเขาแก้ววิทยาสรรพ์ 1.2) วัตถุประสงค์ในการวิจัย 1.2.1 เพื่อศึกษาผลการจัดกิจกรรมทางการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแยกตัวประกอบของพหุนาม ดีกรีสอง ของนักเรียนหลังจากที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือเทคนิค STAD รวมกับสื่อ GeoGebra เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 1.2.2 เพื่อเปรียบเทียบผลการจัดกิจกรรมทางการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแยกตัวประกอบของ พหุนามดีกรีสอง ของนักเรียนหลังจากที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ผสมสื่อ GeoGebra ก่อนเรียนและหลังเรียน 1.2.3 เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ผสมสื่อ GeoGebra


6 1.3) สมมติฐานของการวิจัย 1.3.1 นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD ผสมสื่อ GeoGebra มีผลการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์สูงขึ้น 1.3.2 นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสอง ของนักเรียนหลังจากที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD ผสมสื่อ GeoGebra ในช่วงหลังเรียนสูงกว่าช่วงก่อนเรียน 1.3.3 นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD ผสมสื่อ GeoGebra มีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ในช่วงหลังเรียนสูงกว่าช่วงก่อนเรียน 1.4) ขอบเขตของการวิจัย 1.4.1 กลุ่มเป้าหมาย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเขาแก้ววิทยาสรรพ์ อำเภอเชียงคานจังหวัดเลย ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2565 จำนวนทั้งหมด 33 คน 1.4.2 เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยเป็นเนื้อหารายวิชาคณิตศาสตร์ รหัสวิชา ค22102 ตามหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) โรงเรียนเขาแก้ววิทยาสรรพ์ อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง การแยกตัวประกอบของพหุนาม ดีกรีสอง ประกอบด้วยเนื้อหาย่อย ได้แก่ 1. การแยกตัวประกอบของพหุนามโดยใช้สมบัติการแจกแจง 2. การแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสองตัวแปรเดียว 3. การแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสองที่เป็นกำลังสองสมบูรณ์ 4. การแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสองที่เป็นผลต่างของกำลังสอง 1.4.3 ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ในการดำเนินการวิจัยครั้งนี้ ดำเนินการในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โดยใช้เวลาในการทดลองรวม 9 คาบ รวมทั้งสิ้น 9 ชั่วโมง โดยดำเนินการสอนตามตารางเรียนปกติ 1.4.4 ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย - ตัวแปรอิสระ คือ การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือเทคนิค STAD ผสมสื่อ GeoGebra ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 - ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ ความพึงพอใขการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2


7 1.5) นิยามศัพท์เฉพาะที่ใช้ในการวิจัย 1. ผลการจัดกิจกรรม หมายถึง ผลการเรียนคะแนนทางการเรียนของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ประเมินจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ เรื่อง การแยกตัวประกอบของพหุนาม ที่ครูผู้สอนสร้างขึ้น โดยวัดให้ ครอบคลุมตามจุดประสงค์การเรียนรู้ทั้งด้านพุทธิพิสัย ทักษะพิสัย และจิตพิสัย 2. . การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) หมายถึง กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry proce) ที่ให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ใหม่ด้วยตนเอง โดยครูเป็นผู้กระตุ้นให้ผู้เรียน เกิดความคิดในการเสาะแสวงหา ความรู้ โดยการใช้คําถามหรือสถานการณ์เพื่อให้นักเรียนได้ ค้นพบคําตอบและแก้ปัญหาด้วยตนเองโดยใช้ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วยขั้นตอน การจัดการเรียนรู้ 5 ขั้น คือ 1) ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) เป็นขั้นของการนําเข้าสู่บทเรียน โดยใช้การ สนทนา การ ใช้คําถาม สถานการณ์หรือกิจกรรมที่ทําให้ผู้เรียนเกิดความสนใจและอยากรู้อยากเรียน 2) ขั้นสํารวจและค้นหา (Exploration) เป็นขั้นที่ผู้เรียนจะได้ทํากิจกรรมต่าง ๆ ในการ สํารวจ และค้นคว้าในเนื้อหาและสร้างแนวความคิดที่ได้มาจากประสบการณ์ของนักเรียนเองและมีการร่วมกันระดมสมอง กําหนดแนวทางในการสํารวจตรวจสอบ กําหนดทางเลือกที่เป็นไปได้ แล้วลงมือปฏิบัติการสํารวจและค้นคว้า 3) ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) เป็นขั้นที่ผู้เรียนนําข้อมูลมาวิเคราะห์ แปล ผล สรุปผลและนําเสนอในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อแสดงถึงองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นและเป็นการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็น ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน 4) ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) เป็นขั้นของการนําองค์ความรู้ที่สร้างขึ้นไปเชื่อมโยง ความรู้ ใหม่ ๆ นําไปใช้ในเนื้อหาที่ยากหรือซับซ้อนมากยิ่งขึ้น หรือค้นคว้าเพิ่มเติมในประเด็นที่ ผู้เรียนสนใจ 5) ขั้นประเมิน (Evaluation) เป็นขั้นการประเมินการเรียนรู้ด้วยกระบวนการต่าง ๆ เพื่อ ตรวจสอบสิ่งที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ว่ามีความถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนเพียงใด 3. การจัดการเรียนรู้แบบแบบร่วมมือเทคนิค STAD หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ที่จัดนักเรียน ออกเป็นกลุ่มมีสมาชิก 4 คนที่มีความสามารถทางด้านการเรียนคละกัน ช่วยเหลือกัน ศึกษาเนื้อหาสาระ ความคิด รวบยอดและทักษะต่าง ๆ ตามที่ครูนําเสนอ ทุกคนมีความรับผิดชอบต่อผลสําเร็จของกลุ่ม เวลาเรียนทุกคน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แต่เวลาสอบแต่ละคนต้องทํา ด้วยตนเองและทําให้ดีที่สุด นําคะแนนที่ได้ไปเทียบกับ คะแนนพื้นฐาน เพื่อหาคะแนน ความก้าวหน้าของแต่ละคน นําคะแนนความก้าวหน้าของทุกคนในกลุ่มมาหา ค่าเฉลี่ยเพื่อเป็น คะแนนพัฒนาของกลุ่ม จากนั้นประกาศยกย่องหรือให้รางวัลกลุ่มที่ได้คะแนนพัฒนาตามเกณฑ์ ที่ กําหนดไว้ และมี 4 ขั้นตอนในการดําเนินการสอน ดังนี้ 1) ขั้นสอน (Teach) 1.1 การนําเข้าสู่บทเรียน (Opening) 1.1.1 เสนอบทเรียนในภาพกว้างเกี่ยวกับสิ่งที่จะเรียน ความสําคัญของบทเรียน กระตุ้นให้ นักเรียนเกิดความสนใจอยากเรียนด้วยวิธีการต่าง ๆ 1.1.2 ครูอาจให้นักเรียนสนทนากันเกี่ยวกับเรื่องที่จะเรียนเพื่อเป็น การกระตุ้นความสนใจ ก่อนเรียน


8 1.1.3 ทบทวนความรู้เดิม หรือทักษะที่จําเป็นในการเรียนบทเรียนใหม่โดยย่อ 1.2 การพัฒนาความรู้ใหม่ (Development) 1.2.1 ครูเสนอบทเรียนต่อชั้น ตามวัตถุประสงค์ที่กําหนดไว้หรือสอน การแก้ปัญหาตาม กระบวนการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ได้แก่ 1) ขั้นทําความเข้าใจปัญหา 2) ชั้นวางแผนแก้ปัญหา 3) ขั้น ดําเนินการแก้ปัญหาและ 4) ขั้นตรวจสอบผล โดยใช้เทคนิค การบรรยาย การใช้คําถาม การใช้สื่อ การยกตัวอย่าง เป็นต้น 1.2.2 มีการประเมินและให้การช่วยเหลือนักเรียนอยู่ตลอดเวลา 1.3 การชี้แนะแนวทางปฏิบัติ (Guided practice) 1.3.1 ให้นักเรียนทุกคนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาหรือตัวอย่างหรือตอบคําถามจากการ นําเสนอของครู 1.3.2 สุ่มเรียกนักเรียน ซึ่งจะทําให้นักเรียนทุกคนต้องได้เตรียมตัวตอบคําถามอยู่ตลอดเวลา 1.3.3 ในขั้นนี้ไม่ควรมอบงานมากเกินไป ควรให้นักเรียนทั้งห้อง 1 หรือ 2 ปัญหาก็พอ จากนั้นครูให้ข้อมูลป้อนกลับ เพื่อให้นักเรียนได้เปรียบเทียบคําตอบของตนกับของครูอย่างมีเหตุผล 2) ขั้นฝึกปฏิบัติเป็นกลุ่ม (Team study) 2.1 นักเรียนศึกษาในกลุ่มย่อย โดยที่นักเรียนแต่ละกลุ่มมารับซองกิจกรรมจากครู ซึ่งประกอบด้วยใบความรู้ ใบงาน เฉลยใบงาน แล้วร่วมกันศึกษาหาวิธีการแก้ปัญหา จนมั่นใจว่าทุกคนในกลุ่ม เข้าใจและจะสามารถนําเสนอในหน้าชั้น ทําแบบทดสอบ แบบฝึกหัดต่าง ๆ ด้วยตนเอง 2.2 ครูสุ่มตัวแทนของแต่ละกลุ่มออกมานําเสนอวิธีการแก้ปัญหาของกลุ่ม ต่อหน้าชั้นเรียนเพื่อให้ เพื่อน ๆ กลุ่มอื่นได้แสดงความคิด หรือสอบถามแนวคิดที่ได้มาซึ่งคําตอบ 2.3 ครูและนักเรียนช่วยกันสรุปถึงเนื้อหาที่เรียนมาจากการนําเสนอ ของแต่ละกลุ่มเป็นองค์ ความรู้ร่วมกัน 3) ขั้นทดสอบ (Test) ให้นักเรียนทําแบบทดสอบเป็นรายบุคคล (Individual quiz) โดยนักเรียนไม่ อนุญาตให้ปรึกษากันหรือช่วยเหลือกัน 4) ขั้นการรับรองผลงานกลุ่ม (Team recognition) 4.1 ตรวจและให้คะแนนของแต่ละคน 4.2 นําคะแนนแต่ละคนมาหาคะแนนพัฒนาของแต่ละคน 4.3 นําคะแนนพัฒนาแต่ละคนมาหาคะแนนของกลุ่ม โดยการหาคะแนนเฉลี่ย ของกลุ่มจาก คะแนนพัฒนาของสมาชิกแต่ละคน 4.4 ประกาศและให้รางวัลกลุ่ม 4. การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยเริ่มต้นจากการสอนของครู จากนั้นให้นักเรียนทำแบบทดสอบ จัด กลุ่มนักเรียนที่มีสมาชิกกลุ่ม ๆ ละ 4-5 คน คละความสามารถทางการเรียน ประกอบด้วย คนเก่ง 1 คน ปานกลาง


9 2 คน อ่อน 1 คน นักเรียนได้เรียนรู้เป็นกลุ่มย่อย แต่ละคนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ทุกคนช่วยเหลือกันในการเรียน โดยกิจกรรมกลุ่มย่อยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ซึ่งมีขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) เป็นขั้นของการนําเข้าสู่บทเรียน โดยใช้การ สนทนา การ ใช้คําถาม การใช้สื่อการสอน ซึ่งช่วยชี้ให้เห็นประเด็นที่นักเรียนต้องศึกษา 2) ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) เป็นขั้นดําเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามวิธีที่ได้กําหนดไว้ 3) ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) เป็นขั้นที่นําข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ แปลผล สรุปผลและ นําเสนอในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อแสดงถึงองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นและเป็นการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็น ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน 4) ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) เป็นขั้นที่นําเอาองค์ความรู้ที่ได้มาใช้ประโยชน์ทั้งในเนื้อหาที่ ยากหรือซับซ้อนมากยิ่งขึ้น 5) ขั้นประเมิน (Evaluation) เป็นการตรวจสอบสิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้ว่ามีความถูกต้องหรือ คลาดเคลื่อนเพียงใด ซึ่งเป็นการประเมินด้านความรู้และความเข้าใจ


10 1.6) กรอบแนวคิดในการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยศึกษาหลักการและแนวคิดที่เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ผสมสื่อ GeoGebraผู้วิจัยจึงได้กำหนดกรอบแนวคิดของการวิจัย ดังภาพประกอบที่ 1 การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับ การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD 1. ขั้นสอน (Teach) 2. ขั้นฝึกปฏิบัติเป็น กลุ่ม (Team study) 4. ขั้นการรับรองผลงาน กลุ่ม (Team recognition) 3. ขั้นทดสอบ (Test) ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) ขั้นประเมิน (Evaluation) ผลการเรียนรู้ เจตคติและ แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์การเรียนรู้ วิชาคณิตศาสตร์ ตัวแปรอิสระ ตัวแปรตาม ภาพประกอบที่ 1 กรอบแนวคิดของการวิจัย


11 1.7) ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD มีเจตคติและแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์วิชาคณิตศาสตร์สูงขึ้น 2. เป็นแนวทางให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD 3. เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษางานวิจัยเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาการเรียนการสอน คณิตศาสตร์ 4. ผลการวิจัยครั้งนี้จะช่วยพัฒนาผลการเรียนรู้ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์และเป็นแนวทางในการ พัฒนาปรับปรุงการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น


12 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ผสมสื่อ GeoGebra เรื่อง การแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสอง ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเขาแก้ววิทยาสรรพ์ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อทำความเข้าใจ เกี่ยวกับหลักทฤษฎีและผลการวิจัยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้และได้นำเสนอตามหัวข้อต่อไปนี้ 1) เอกสารที่เกี่ยวกับกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ 1.1 ความหมายของวิชาคณิตศาสตร์ 1.2 ความสำคัญของวิชาคณิตศาสตร์ 1.3 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ 1.4 คุณภาพผู้เรียน 1.5 มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด และสาระแกนกลาง สาระที่ 1 จำนวนและพีชคณิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2) การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD 2.1 การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD 2.1.1 องค์ประกอบที่สำคัญของเทคนิค STAD 2.1.2 วิธีดำเนินการในแต่ละกิจกรรมที่ใช้เทคนิค STAD 2.1.3 วิธีการคิดคะแนนกลุ่มและคะแนนพัฒนา 2.1.4 ทฤษฎีจิตวิทยาที่นำมาใช้ในการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD 2.2 การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) 2.2.1 ความเป็นมาของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) 2.2.2 ความหมายและแนวคิดพื้นฐานของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ หาความรู้ (5E) 2.2.3 การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) 2.2.4 บทบาทของครูและนักเรียนในการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) 3) ผลการเรียนรู้และแบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ 3.1 ความหมายของผลการเรียนรู้ 3.2 แบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ 4) ความพึงพอใจต่อวิชาคณิตศาสตร์ 4.1 ความหมายของความพึงพอใจและความพึงพอใจต่อวิชาคณิตศาสตร์ 4.2 ความสำคัญของความพึงพอใจต่อวิชาคณิตศาสตร์


13 4.3 องค์ประกอบของความพึงพอใจต่อวิชาคณิตศาสตร์ 4.4 การวัดความพึงพอใจต่อวิชาคณิตศาสตร์ 4.5 ประโยชน์ของการศึกษาความพึงพอใจต่อวิชาคณิตศาสตร์ 5) สื่อ GeoGebra 6) งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6.1 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD 6.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) 6.3 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ 6.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์


14 1) เอกสารที่เกี่ยวกับกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาชั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560)กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ 1.1) ความหมายของวิชาคณิตศาสตร์ Webster (1980 อ้างถึงใน ไพรวัลย์ เสนงาม, 2561, หน้า 21) ได้ให้ความหมายของคณิตศาสตร์ไว้ว่า หมายถึง กลุ่มของวิชาต่าง ๆ ได้แก่ เลขคณิต เรขาคณิต แคลคูลัส ซึ่งเกี่ยวกันกับปริมาณ ขนาด รูปร่างและ ความสัมพันธ์ คุณสมบัติ โดยการใช้จำนวนและสัญลักษณ์ ไพรวัลย์ เสนงาม (2561, หน้า 21) กล่าวว่าคณิตศาสตร์ หมายถึง วิชาที่ว่าด้วยการคิดคำนวณและ เป็นเครื่องมือในการพัฒนาสมองทั้งด้านทักษะและกระบวนการคิดของมนุษย์ อุไรวรรณ กิมเฮง (2563, หน้า 13) กล่าวว่า คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ว่าด้วยการคิดคำนวณที่เกี่ยวกับ ตัวเลขเน้นความเข้าใจ โดยจัดให้มีความสัมพันธ์กันและคำนึงถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันสามารถนำความรู้ ทางคณิตศาสตร์ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีเหตุผลและนำไปแก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีระบบ ปราณี จิณฤทธิ์ (2561, หน้า10) ได้ให้ความหมายว่า คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับจำนวนตัวเลข การคิดคำนวณ การวัด เรขาคณิต พีชคณิต และทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ เพื่อพิสูจน์หาเหตุผล และ สามารถนำเหตุผลนั้นไปใช้กับวิชาอื่น หรือการประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน มัทนา สีแสด (2561, หน้า 14) ได้ให้ความหมายว่า คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ว่าด้วยการคำนวณโดยอาศัย จำนวนตัวเลข ปริมาตร ขนาด รูปร่าง และสัญลักษณ์ เป็นสื่อในการสร้างความเข้าใจ ความคิดที่เป็นระบบ มี เหตุผล มีวิธีการ และหลักการที่แน่นอน เป็นศาสตร์ และศิลป์ในการพัฒนาการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ให้มี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยจัดให้มีความสัมพันธ์กัน และคำนึงถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจำวัน ไข่มุก มณีศรี (2560, หน้า 25) ได้ให้ความหมายว่า คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่เกี่ยวกับพื้นฐานทางจำนวน ตัวเลข การคำนวณ และการจัดโดยสัมพันธ์กับตัวเลข และสัญลักษณ์ (Symbols) แทนจำนวนเพื่อสื่อความหมาย และเข้าใจกันได้ เป็นเครื่องมือที่แสดงความคิดเห็นเป็นระเบียบแบบแผน ที่ประกอบไปด้วยเหตุผล ซึ่งมีวิธีการ และ หลักเกณฑ์ที่แน่นอน เพื่อสามารถนำไปใช้ในการแก้ปัญหาภายในชีวิตประจำวันได้ จากความหมายของคณิตศาสตร์ข้างต้นสรุปได้ว่า คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่เกี่ยวกับพื้นฐานการคิด คำนวณโดยอาศัยจำนวนตัวเลข ปริมาตร ขนาด รูปร่าง และสัญลักษณ์เป็นเครื่องมือที่ในการพัฒนาสมองทั้งด้าน ทักษะและกระบวนการคิดของมนุษย์ ที่ประกอบไปด้วยเหตุผลซึ่งมีวิธีการหลักเกณฑ์ที่แน่นอน ในการพัฒนาการ เรียนการสอนคณิตศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และคำนึงถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจำวัน 1.2) ความสำคัญของคณิตศาสตร์ กรมวิชาการ (2560, หน้า 1) ได้กล่าวถึง ความสำคัญของคณิตศาสตร์ไว้ว่าคณิตศาสตร์ มี บทบาทสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาความคิดของมนุษย์ทำให้มนุษย์มีความคิดสร้างสรรค์คิดอย่างมีเหตุผล เป็นระบบ ระเบียบ มีแบบแผน สามารถวิเคราะห์ปัญหาและสถานการณ์ได้อย่างถี่ถ้วนรอบคอบ ทำให้สามารถคาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจและแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม คณิตศาสตร์เป็นเครื่องมือในการศึกษาวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีตลอดจนศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องคณิตศาสตร์จึงมีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตและช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต


15 ให้ดีขึ้น นอกจากนี้คณิตศาสตร์ยังช่วยพัฒนามนุษย์ให้สมบูรณ์มีความสมดุลทั้งทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา และ อารมณ์ สามารถคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็นและสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2561, หน้า 1) กล่าวว่า คณิตศาสตร์มีบทบาท สำคัญยิ่งต่อการพัฒนาความคิดมนุษย์และมนุษย์ได้ใช้คณิตศาสตร์เป็นเครื่องมือในการศึกษาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและศาสตร์อื่นๆ คณิตศาสตร์ช่วยให้มนุษย์มีความคิด ริเริมสร้างสรรค์ คิดอย่างมีเหตุผล คิดอย่างเป็น ระบบและมีระเบียบแบบแผนสามารถวิเคราะห์ปัญหาและสถานการณ์ได้อย่างรอบคอบถี่ถ้วน สามารถคาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจ และแก้ปัญหาได้ จิรพันธ์ จันจินะ (2563, หน้า 12) กล่าวว่า คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่สามารถพัฒนาความคิดของคน ส่งเสริมให้เกิดการคิดอย่างเป็นระบบระเบียบ สามารถวิเคราะห์ปัญหา วางแผน ตัดสินใจแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง และมีเหตุผล เป็นเครื่องมือในการศึกษาเรียนรู้ในศาสตร์แห่งความรู้ในสาขาอื่นๆ อาจกล่าวว่าคณิตศาสตร์ช่วย พัฒนามนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ผลลัพธ์ที่ได้หลังจากเรียนวิชานี้ส่งผลให้ผู้เรียนสามารถคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น และอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข มัทนา สีแสด (2561, หน้า 15) กล่าวถึง ความสำคัญของคณิตศาสตร์ว่า คณิตศาสตร์มีความสำคัญ ทั้ง ในการพัฒนาผู้เรียนให้รู้จักใช้ความคิด มีเหตุผล รู้จักวิธีการแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ และเป็นทักษะที่สำคัญที่ต้องใช้ ทั้งในชีวิตประจำวันของทุกคนทั้งในด้านการประกอบอาชีพ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีต่างๆ ตลอดจนช่วย ปลูกฝังคุณลักษณะที่ดีของการเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่ดี ในการดำเนินชีวิตทางสังคมให้เป็นคนดี คนเก่ง และมี ความสุข สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ ลักขณา ภูวิลัย (2561, หน้า 12) กล่าวว่า คณิตศาสตร์มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาความคิดของ มนุษย์ ทำให้มนุษย์มีความคิดสร้างสรรค์ คิดอย่างมีเหตุผล เป็นระเบียบ มีแบบแผน สามารถวิเคราะห์ปัญหา และ สถานการณ์ได้อย่างถี่ถ้วนรอบคอบ ทำให้สามารถคาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจ และแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องและ เหมาะสม จากการศึกษาความสำคัญของวิชาคณิตศาสตร์ข้างต้นพอจะสรุปได้ว่า คณิตศาสตร์เป็นวิชาสำคัญยิ่ง ต่อการพัฒนาความคิดมนุษย์ส่งเสริมให้เกิดการคิดอย่างเป็นระบบระเบียบ สามารถวิเคราะห์ปัญหา วางแผน และ แก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม 1.3) สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ 1 จำนวนและพีชคณิต มาตรฐาน ค 1.1 เข้าใจความหลากหลายของการแสดงจำนวน ระบบจำนวน การดำเนินการของ จำนวน ผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการ สมบัติของการดำเนินการ และนำไปใช้ มาตรฐาน ค 1.2 เข้าใจและวิเคราะห์แบบรูป ความสัมพันธ์ ฟังก์ชัน ลำดับและอนุกรม และ นำไปใช้ มาตรฐาน ค 1.3 ใช้นิพจน์ สมการ และอสมการ อธิบายความสัมพันธ์ หรือช่วยแก้ปัญหาที่ กำหนดให้


16 สาระที่ 2 การวัดและเรขาคณิต มาตรฐาน ค 2.1 เข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับการวัด วัดและคาดคะเนขนาดของสิ่งที่ต้องการวัด และ นำไปใช้ มาตรฐาน ค 2.2 เข้าใจและวิเคราะห์รูปเรขาคณิต สมบัติของรูปเรขาคณิต ความสัมพันธ์ระหว่าง รูปเรขาคณิต และทฤษฎีบททางเรขาคณิต และนำไปใช้ สาระที่ 3 สถิติและความน่าจะเป็น มาตรฐาน ค 3.1 เข้าใจกระบวนการทางสถิติและใช้ความรู้ทางสถิติในการแก้ปัญหา มาตรฐาน ค 3.2 เข้าใจหลักการนับเบื้องต้น ความน่าจะเป็นและนำไปใช้ สาระที่ 4 แคลคูลัส มาตรฐาน ค 4.1 เข้าใจลิมิตและความต่อเนื่องของฟังก์ชัน อนุพันธ์ของฟังก์ชัน และปริพันธ์ของ ฟังก์ชัน และนำไปใช้ 1.4) คุณภาพผู้เรียน จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 1) มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับจำนวนจริง ความสัมพันธ์ของจำนวนจริง สมบัติของจำนวนจริง และใช้ความรู้ความเข้าใจนี้ในการแก้ปัญหาในชีวิตจริง 2) มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอัตราส่วน สัดส่วน และร้อยละ และใช้ความรู้ความเข้าใจนี้ในการ แก้ปัญหาในชีวิตจริง 3) มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเลขยกกำลังที่มีเลขชี้กำลังเป็นจำนวนเต็ม และใช้ความรู้ความ เข้าใจนี้ในการแก้ปัญหาในชีวิตจริง 4) มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ระบบสมการเชิงเส้นสองตัวแปร และ อสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว และใช้ความรู้ความเข้าใจนี้ในการแก้ปัญหาในชีวิตจริง 5) มีความรู้ความเข้าใจและใช้ความรู้เกี่ยวกับคู่อันดับ กราฟของความสัมพันธ์ และฟังก์ชันกำลัง สอง และใช้ความรู้ความเข้าใจเหล่านี้ในการแก้ปัญหาในชีวิตจริง 6) มีความรู้ความเข้าใจทางเรขาคณิตและใช้เครื่องมือ เช่น วงเวียนและสันตรง รวมทั้งโปรแกรม The Geometer’s Sketchpad หรือโปรแกรมเรขาคณิตพลวัตอื่น ๆ เพื่อสร้างรูปเรขาคณิต ตลอดจนนำความรู้ เกี่ยวกับการสร้างนี้ไปประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาในชีวิตจริง 7) มีความรู้ความเข้าใจและใช้ความรู้ความเข้าใจนี้ในการหาความสัมพันธ์ระหว่างรูปเรขาคณิต สองมิติและรูปเรขาคณิตสามมิติ 8) มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตรของปริซึม ทรงกระบอก พีระมิด กรวย และ ทรงกลม และใช้ความรู้ความเข้าใจนี้ในการแก้ปัญหาในชีวิตจริง 9) มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสมบัติของเส้นขนาน รูปสามเหลี่ยมที่เท่ากันทุกประการ รูป สามเหลี่ยมคล้าย ทฤษฎีบทพีทาโกรัสและบทกลับ และนำความรู้ความเข้าใจนี้ไปใช้ในการแก้ปัญหาในชีวิตจริง


17 10) มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการแปลงทางเรขาคณิตและน าความรู้ความเข้าใจนี้ไปใช้ในการ แก้ปัญหาในชีวิตจริง 11) มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องอัตราส่วนตรีโกณมิติและนำความรู้ความเข้าใจนี้ไปใช้ในการ แก้ปัญหาในชีวิตจริง 12) มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องทฤษฎีบทเกี่ยวกับวงกลมและนำความรู้ความเข้าใจนี้ไปใช้ในการ แก้ปัญหาคณิตศาสตร์ 13) มีความรู้ความเข้าใจทางสถิติในการนำเสนอข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และแปลความหมาย ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับแผนภาพจุด แผนภาพต้น-ใบ ฮิสโทแกรม ค่ากลางของข้อมูล และแผนภาพกล่อง และใช้ ความรู้ความเข้าใจนี้ รวมทั้งนำสถิติไปใช้ในชีวิตจริงโดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม 14) มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความน่าจะเป็นและใช้ในชีวิตจริง 1.5) มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด และสาระแกนกลาง สาระที่ 1 จำนวนและพีชคณิต ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 สาระที่ 1 จำนวนและพีชคณิต มาตรฐาน ค 1.2 เข้าใจและวิเคราะห์แบบรูป ความสัมพันธ์ ฟังก์ชัน ลำดับและอนุกรม และนำไปใช้ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ม.2 1. เข้าใจหลักการการดำเนินการของพหุนาม และใช้พหุนามในการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ พหุนาม - พหุนาม - การบวก การลบ และการคูณของพหุนาม - การหารพหุนามด้วยเอกนามที่มีผลหาร เป็นพหุนาม 2. เข้าใจและใช้การแยกตัวประกอบของพหุนาม ดีกรีสองในการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ การแยกตัวประกอบของพหุนาม - การแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสอง โดยใช้ ➢ สมบัติการแจกแจง ➢ กำลังสองสมบูรณ์ ➢ ผลต่างของกำลังสอง 2) การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยเริ่มต้นจากการสอนของครู จากนั้นให้นักเรียนทำ แบบทดสอบ จัดกลุ่มนักเรียนที่มีสมาชิกกลุ่ม ๆ ละ 4-5 คน คละความสามารถทางการเรียน ประกอบด้วย คนเก่ง 1 คน ปานกลาง 2 คน อ่อน 1 คน นักเรียนได้เรียนรู้เป็นกลุ่มย่อย แต่ละคนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ทุกคน ช่วยเหลือกันในการเรียน โดยกิจกรรมกลุ่มย่อยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ซึ่งมีขั้นตอนการ จัดการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ดังนี้


18 1) ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) เป็นขั้นของการนําเข้าสู่บทเรียน โดยใช้การ สนทนา การ ใช้คําถาม การใช้สื่อการสอน ซึ่งช่วยชี้ให้เห็นประเด็นที่นักเรียนต้องศึกษา 2) ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) เป็นขั้นดําเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามวิธีที่ได้ กําหนดไว้ 3) ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) เป็นขั้นที่นําข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ แปลผล สรุปผล และนําเสนอในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อแสดงถึงองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นและเป็นการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็น ช่วยเหลือซึ่ง กันและกัน 4) ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) เป็นขั้นที่นําเอาองค์ความรู้ที่ได้มาใช้ประโยชน์ทั้งในเนื้อหาที่ ยากหรือซับซ้อนมากยิ่งขึ้น 5) ขั้นประเมิน (Evaluation) เป็นการตรวจสอบสิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้ว่ามีความถูกต้องหรือ คลาดเคลื่อนเพียงใด ซึ่งเป็นการประเมินด้านความรู้และความเข้าใจ 2.1 ) การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD (Student Teams Achievement Divisions) เป็นหนึ่ง ในเทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือ พัฒนาขึ้นโดย โรเบิร์ต อี สลาวิน เพื่อเป็นทางเลือกหนึ่ง สําหรับการเรียนเป็นกลุ่ม โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อจูงใจให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้น กล้า แสดงออกและช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการทํา ความเข้าใจเนื้อหาวิชาต่าง ๆ ซึ่งเทคนิคนี้สามารถใช้ได้กับทุกวิชา เป็นวิธีที่เน้นความสําคัญของการเรียนเป็นกลุ่ม ช่วยฝึกทักษะทางสังคม โดยผู้เรียนจะต้องสร้างสัมพันธภาพระหว่างผู้เรียนด้วยการใช้ความคิดร่วมกัน แลกเปลี่ยน ประสบการณ์และเหตุผล ทําให้ได้รับรู้อารมณ์และความรู้สึกนึกคิดของสมาชิกในกลุ่ม ตลอดจนฝึกการเรียนรู้และ ฝึก ความรับผิดชอบต่อส่วนร่วมเพื่อความสําเร็จของกลุ่ม ทําให้ผู้เรียนมองเห็นคุณค่าของการร่วมมือ 2.1.1) องค์ประกอบที่สำคัญของเทคนิค STAD จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (Johnson and Johnson, 1994 : 31-32 อ้างถึงใน ทิศนา แขมมณี 2547 : 99-100) กล่าวว่า การเรียนรู้จะเป็นแบบร่วมมือได้ ต้องมีองค์ประกอบที่สําคัญ5 ประการดังนี้ 1) การพึ่งพาและเกื้อกูลกัน (positive interdependence) 2) การปรึกษาหารือกันอย่างใกล้ชิด (face-to-face promotive interaction) 3) ความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ของสมาชิกแต่ละคน (individual accountability) 4) การใช้ทักษะการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและทักษะการทํางานกลุ่มย่อย (interpersonal and small-group skills ) 5) การวิเคราะห์กระบวนการกลุ่ม (group processing) ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ (2561 : 198) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคการเรียนรู้แบบ ร่วมมือ กันแบบ STAD จําเป็นต้องมีองค์ประกอบที่สําคัญ ดังนี้ 1) รางวัลของกลุ่ม ซึ่งเป็นเป้าหมายที่กลุ่มต้องการจะบรรลุ 2) ผลของความรับผิดชอบรายบุคคล เป็นผลที่ได้จากการทดสอบสมาชิกซึ่งต้องทํา ด้วย ตนเองเป็นรายบุคคล เมื่อได้ผลการทดสอบแล้วจึงนํามาเฉลี่ยเป็นคะแนนกลุ่ม ดังนั้นสมาชิกทุก คนในกลุ่มจึงต้อง ร่วมมือกันสร้างความเข้าใจในเนื้อหาวิชาร่วมกัน เพื่อเตรียมตัวก่อนจะเข้ารับการ ทดสอบ


19 3) โอกาสความสําเร็จที่เท่าเทียมกัน หมายถึงสมาชิกทุกคนในกลุ่มไม่ว่าจะเรียน เก่ง ปาน กลางหรืออ่อน ล้วนมีโอกาสประสบความสําเร็จอย่างเท่าเทียมกันเพราะเกิดจากการมี ประสบการณ์ทํางานร่วมกัน องค์ประกอบที่สําคัญของเทคนิค STAD อยู่ที่ทักษะการร่วมมือกันในกลุ่ม จะเกิดความ ร่วมมือกันได้ก็ ต่อเมื่อนักเรียนมองเห็นโอกาสความสําเร็จที่เท่าเทียมกัน ตระหนักถึงความ รับผิดชอบต่อตนเองและกลุ่ม ตลอดจน มองเห็นรางวัลที่กลุ่มจะได้รับเมื่อทําสําเร็จ นักเรียนจะเกิดปฏิสัมพันธ์ในการปรึกษาและการพึ่งพาอาศัยกันเกิดเป็น ความรู้สึกร่วมกันในกลุ่ม พยายามเพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งความสําเร็จ 2.1.2) วิธีดำเนินการในแต่ละกิจกรรมที่ใช้เทคนิค STAD สุวิทย์ มูลคำและ อรทัย มูลคํา (2547: 182) กล่าวถึงขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดย ใช้เทคนิค STAD มีดังนี้ 1) ขั้นเตรียมเนื้อหา ประกอบด้วยการจัดเตรียมเนื้อหาสาระหรือเรื่องที่จะให้ผู้เรียน ได้เรียนรู้ โดยจัดเป็นกิจกรรมให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง รวมทั้งสื่อ วัสดุอุปกรณ์หรือ แหล่งเรียนรู้ ใบความรู้ ใบงาน เป็นต้น อีกทั้งยังมีการจัดเตรียมแบบทดสอบย่อยเพื่อวัดผลด้วย 2) ขั้นจัดทีม ผู้สอนจัดทีมผู้เรียน โดยให้คละกันทั้งเพศและความสามารถ ทีมละประมาณ 4- 5 คน เช่น ทีมที่มีสมาชิก 4 คน อาจประกอบด้วยชาย 2 คน หญิง 2 คน เป็นคนเก่ง 1 คน ปานกลาง 2 คน และ อ่อน 1 คน เป็นต้น 3) ขั้นเรียนรู้ขั้นเรียนรู้เริ่มจากผู้สอนให้คําแนะนําวิธีการเรียนรู้ ทีมวางแผนการเรียนรู้ โดย แบ่ง ภาระหน้าที่กัน เช่น ผู้อ่าน ผู้หาคําตอบ ผู้สนับสนุน ผู้จดบันทึก ผู้ประเมิน เป็นต้น หลังจากนั้นสมาชิกในแต่ ละกลุ่มศึกษาเนื้อหาสาระและทํากิจกรรมตามใบงานที่ผู้สอนกําหนด ซึ่งการเรียนรู้ โดยวิธีนี้เน้นการให้ความร่วมมือ ช่วยเหลือกันในทีมมาก หลังจากนั้นสมาชิกในทีมประเมินเพื่อ ทบทวนความรู้ความเข้าใจในเนื้อหา 4) ขั้นทดสอบ เมื่อผู้เรียนแต่ละทีมได้เรียนรู้ร่วมกันแล้ว ผู้เรียนแต่ละคนทําการทดสอบย่อย เพื่อ วัดความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาสาระที่ได้เรียนรู้ เมื่อทดสอบเสร็จผู้สอนและผู้เรียนอาจร่วมกันตรวจ ผลการ ทดสอบของสมาชิกแต่ละคน หลังจากนั้นทีมจึงจัดทําคะแนนการพัฒนาของสมาชิกแต่ละ คน และสรุปเป็นคะแนน การพัฒนาของกลุ่ม 5) ขั้นการรับรองผลงานและเผยแพร่ชื่อเสียงทีม เป็นการประกาศผลงานของทีมว่าแต่ละทีม อยู่ในระดับคุณภาพใด รับรองยกย่อง ชมเชย ทีมที่มีคะแนนการพัฒนาสูในรูปแบบต่างๆ เช่น การปิดประกาศ การ ให้รางวัล การลง จดหมายข่าว การประกาศเสียงตามสาย เป็นต้น ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ (2561 : 182) กล่าวว่า กิจกรรมการเรียนการสอนด้วยเทคนิค STAD มีขั้นตอน ดังต่อไปนี้ 1) การเตรียมการ ครูต้องเตรียมการจัดกลุ่มผู้เรียน ซึ่งแต่ละกลุ่มควรประกอบด้วยสมาชิก 4 คน เป็น ผู้ที่มีความสามารถทางการเรียนสูง 1 คน ปานกลาง 2 คนและอ่อน 1 คน ครูควรจัดกลุ่มให้มีความ สมดุล กัน โดยใช้ข้อมูลจากคะแนนการทดสอบ หรือผลการเรียนเดิม หรือขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของ ผู้สอน ครูควรจัด กลุ่มให้ผู้เรียนเองเพราะถ้าครูให้ผู้เรียนจัดกลุ่มเอง ผู้เรียนจะเลือกอยู่กลุ่มเดียวกับผู้ ที่ชอบพอสนิทสนมกันเท่านั้น 2) การจัดกิจกรรมการสอน การสอนนั้นเริ่มต้นด้วยการนําเข้าสู่บทเรียน เป็นการเร้าความ สนใจของผู้เรียนให้ อยากรู้อยากเห็นอยากเรียน เป็นการเข้าสู่การนําเสนอบทเรียน ครูควรจะบอกผู้เรียนถึงสิ่งที่ เรียนว่า คืออะไร มีความสําคัญอย่างไร ครูควรทบทวนสั้น ๆ เกี่ยวกับทักษะหรือข้อมูลที่ผู้เรียนรู้อยู่แล้ว กระตุ้นให้


20 ผู้เรียนอยากเห็นด้วยการสาธิต การใช้อุปกรณ์ประกอบการอธิบาย หรือยกตัวอย่างปัญหา ในชีวิตจริง ครูจัดทํา เอกสารสรุปเกี่ยวกับการเรียนเป็นกลุ่มให้แต่ละกลุ่ม 3) การทํางานเป็นกลุ่ม ครูให้เวลาในการตั้งชื่อกลุ่มก่อนที่ครูจะแจกใบงานและ กระดาษคําตอบ หลังจาก นั้นให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติด้วยตนเองโดยการศึกษาใบงานร่วมกันกับเพื่อนสมาชิก เปิด โอกาสให้ในกลุ่มจะต้องเรียนรู้เนื้อหานั้นๆ ให้เข้าใจและช่วยกันทําใบงาน ทําให้เกิดความรับผิดชอบร่วมกัน ในการ ทําให้เพื่อนสมาชิกทุกคนเข้าใจในบทเรียน อีกทั้งยังช่วยกันตรวจสอบความถูกต้องของ คําตอบก่อนนําส่งครู บทบาทของครูคือสังเกตการณ์และประเมินพฤติกรรมการทํางานกลุ่ม และให้ ความช่วยเหลือเมื่อจําเป็น นอกจากนี้ครูอาจมีการซักถามสมาชิกในกลุ่มเพื่อตรวจสอบความเข้าใจ เกี่ยวกับสิ่งที่เรียนรู้ร่วมกัน 4) การทดสอบ การทดสอบหลังจากการทํางานเป็นกลุ่ม เป็นการทดสอบรายบุคคลว่า ผู้เรียน ได้รับความรู้มากน้อยเพียงใด หลังจากทําแบบทดสอบเสร็จสามารถแลกเปลี่ยนกระดาษคําตอบกับ เพื่อน เพื่อตรวจสอบ และเก็บสะสมคะแนนไว้เมื่อเรียนจบบทเรียนแล้ว 5) การตระหนักถึงความสําเร็จของกลุ่ม การตระหนักถึงความสําเร็จของกลุ่ม มีวัตถุประสงค์ เพื่อชี้ให้เห็นถึงคะแนนของ แต่ละบุคคลที่มีการเพิ่มขึ้นทันทีที่ผู้สอนคํานวณคะแนนของผู้เรียนแต่ละคน ก็จะชี้ถึง คะแนนของ แต่ละคนที่เพิ่มขึ้น และจัดทําคะแนนกลุ่ม มีการให้รางวัลหรือประกาศนียบัตรชมเชยให้กับกลุ่มที่ ทํา คะแนนสูงๆ จะช่วยให้ผู้เรียนเชื่อมโยงกันระหว่างการทําคะแนนของตนให้ดีที่สุดกับตระหนัก ถึงความสําเร็จของ กลุ่ม และได้รับรางวัลซึ่งเป็นแรงจูงใจในการเรียนที่ดีด้วย จากการศึกษาขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD จึงสรุปได้ว่า ขั้นตอน การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD ที่จะนํามาใช้ในการวิจัยประกอบด้วย ขั้นเตรียมการ โดย เริ่มต้นด้วยการบอกเรื่องที่จะเรียนรู้และทบทวนความรู้เดิม ต่อมาคือขั้นการจัด กิจกรรมการสอนความรู้ใหม่ ขั้น การทํางานเป็นกลุ่ม โดยครูแบ่งกลุ่มนักเรียนเป็นกลุ่มย่อยคละ ความสามารถ จํานวน 4-5 คน และจัดกิจกรรมให้ นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติร่วมกัน ตามด้วยขั้น ทดสอบ และขั้นสุดท้ายคือขั้นวัดรายบุคคลเพื่อประเมินผลความสําเร็จ ของแต่ละกลุ่ม 2.1.3) วิธีการคิดคะแนนกลุ่มและคะแนนพัฒนา สลาวิน (Slavin, 1990 : 80) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือ กัน แบบ STAD จะมีการทดสอบย่อยในแต่ละตอน และการทดสอบครั้งสุดท้ายซึ่งเป็นการทดสอบ รวบยอดและนํา คะแนนของตนไปหาคะแนนพัฒนาการ ดังนี้ คะแนนพื้นฐาน หาได้จากค่าเฉลี่ยของคะแนนทดสอบย่อยที่ผู้เรียนแต่ละคนทําได้ คะแนนที่ได้ ได้จากการนําคะแนนทดสอบครั้งสุดท้ายลบคะแนนพื้นฐาน คะแนนพัฒนาการ ถ้าคะแนนที่ได้คือ - 11 ขึ้นไป คะแนนพัฒนาการเท่ากับ 0 - 1 ถึง – 10 คะแนนพัฒนาการเท่ากับ 10 +1 ถึง 10 คะแนนพัฒนาการเท่ากับ 20 +11 คะแนนพัฒนาการเท่ากับ 30 นําคะแนนพัฒนาการของแต่ละคนในกลุ่มมารวมกันเป็นคะแนนกลุ่ม กลุ่มใดมีคะแนน พัฒนาการ ของกลุ่มสูงสุด กลุ่มนั้นจะได้รับรางวัล


21 2.1.4) ทฤษฎีจิตวิทยาที่นำมาใช้ในการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ (2561 : 182) กล่าวว่า การเรียนรู้แบบร่วมมือกันเทคนิค STAD มีความ เกี่ยวข้องกับทฤษฎีจิตวิทยาดังนี้ 1. ทฤษฎีการเสริมแรง (Reinforcement theory) ของ สกินเนอร์ (Skinner) การเรียนแบบร่วมมือ เป็นการเรียนที่ผู้เรียนจะต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สมาชิก จะได้รับ มอบหมายหน้าที่ทุกคน และยึดหลักว่าความสําเร็จของตนคือความสําเร็จของกลุ่ม ดังนั้น ในการทํางานจะต้องมี การให้กําลังใจกัน อาจเป็นคําชมเชย รางวัล เพื่อเป็นแรงกระตุ้นให้สมาชิกทุก คนทํางานให้ดีที่สุด เพื่อผลสําเร็จ ของกลุ่ม ซึ่งหลักการดังกล่าวมีพื้นฐานมาจากวิธีการปรับพฤติกรรม (behavior modification) เป็นแนวคิดทฤษฎี การเรียนรู้การวางเงื่อนไขแบบกระทํา (operant conditioning) มีแนวคิดว่า การกระทําใด ๆ ที่ได้รับการเสริมแรง จะมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้น อีกส่วนการกระทําใด ๆ ที่ไม่ได้รับการเสริมแรง จะมีแนวโน้มที่จะลดลงและหายไปใน ที่สุด ในการ เรียนแบบร่วมมือนั้นจะเกิดพฤติกรรมการให้ความสนใจ การยอมรับ การให้คําชมเชยจากกลุ่มเพื่อน ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวจะเป็นตัวเสริมแรงที่มีประสิทธิภาพมาก โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่นที่มักจะมี พฤติกรรมการชอบอยู่ รวมกันเป็นกลุ่ม เชื่อและทําตามกลุ่มเพื่อนมากกว่าครู รูปแบบกิจกรรมที่ให้ กลุ่มเพื่อนกล่าวคําชมเชย เกิดการ ยอมรับการให้ความสนใจ และเน้นให้ผู้เรียนเป็นทั้งผู้สอน จะทําให้ผู้เรียนได้แสดงความสามารถอย่างเต็มศักยภาพ ขณะเดียวกันก็เป็นผู้รับฟังและการให้การยอมรับ ชมเชยผู้พูด พฤติกรรมดังกล่าวจะมีผลต่อความรู้สึกของผู้กําลัง ทําหน้าที่ได้เป็นอย่างดี และขณะที่ รับฟังการสอน ผู้รับฟังก็มีโอกาสแสดงความคิดเห็นของตนได้อย่างเต็มที่ ส่วน ด้านการประเมินผล การให้รางวัล การมอบเกียรติบัตรแก่กลุ่มที่มีคะแนนสูงสุด 3 อันดับแรก ก็จะเป็นตัวกระตุ้นให้ มี การแสดงพฤติกรรมได้ต่อไป 2. ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม (Social learning theory) การเรียนรู้แบบร่วมมือ เป็นการเรียนที่เน้นให้ผู้เรียนทํางานร่วมกันเป็นกลุ่ม เหมือนกับการ อยู่ร่วมกันในสังคมหนึ่ง ซึ่งการทํางานแบบร่วมมือจะสร้างสัมพันธภาพอันดีต่อกัน การเรียนรู้ซึ่งกันและกันเกิดจาก การสังเกตสิ่งรอบ ๆ ตัว ซึ่งตรงตามทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมแบนดูรา (Bandura) กล่าวว่า คนเราเรียนรู้ในสิ่ง ต่าง ๆ ที่อยู่รอบ ๆ ตัวเราอยู่เสมอ ซึ่งส่วนใหญ่เป็น การสังเกต (Observation learning) หรือการเลียนแบบจาก ตัวแบบ (ประสาท อิศรปรีคา, 2562 : 28) ตัวแบบสามารถถ่ายทอดทั้งความคิด และการแสดงออกได้พร้อม ๆ กัน อีกทั้งตัวแบบจะยังทําหน้าที่ ยับยั้งการเกิดพฤติกรรม โดยตัวแบบอาจเป็นบุคคลจริง ๆ (live mode) หรือตัวแบบ สัญลักษณ์ (Symbolic) ก็ได้ (ทิศนา แขมมณี, 2562 : 234) ดังนั้นการเรียนโดยใช้กระบวนการเรียนแบบร่วมมือ สมาชิกจะแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ได้แก่ การให้ความช่วยเหลือร่วมมือกัน การมีน้ำใจ เมตตากรุณา การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การรู้จักการ เกรงใจผู้อื่น การเอาใจ เขามาใส่ใจเรา พฤติกรรมเหล่านี้จะมีการเลียนแบบเกิดขึ้นในห้องเรียน เป็น การสอนที่เรียกว่า เพื่อนช่วยเพื่อน ทุก คนจะเห็นภาพของการสอนเพื่อนๆ ซึ่งกันและกัน หากตนเอง รู้สึกประทับใจเพื่อนคนใดคนหนึ่ง ก็จะเลียนแบบ พฤติกรรมของเพื่อนคนนั้น โดยสังเกตจาก พฤติกรรมของเพื่อน ซึ่งจะมีการจดจําใส่ใจและแสดงตามตัวแบบ นอกจากนี้การได้มีปฏิสัมพันธ์ กับสมาชิกในกลุ่ม ยังทําให้เกิดทัศนคติที่ดีต่อการเรียนการสอน เพื่อนร่วมชั้น วิชาที่ เรียน ตลอด จนถึงครูผู้สอน อันจะส่งผลดีต่อไปในอนาคต


22 3. ทฤษฎีความต้องการของมาสโลว์ (Maslow) การเรียนแบบร่วมมือ เป็นการจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียนได้ใช้ความสามารถ เฉพาะตัวและ ศักยภาพของตนเองร่วมมือกันแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้บรรลุผลสําเร็จได้ โดยสมาชิกต่าง ตระหนักว่าแต่ละคนล้วนเป็น ส่วนหนึ่งของกลุ่มได้ร่วมคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหา ผู้เรียนได้ลงมือ ปฏิบัติด้วยตนเอง การทํางานร่วมกันกับผู้อื่นจะทํา ให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจผู้อื่น เข้าใจตนเอง รู้จัก ตนเอง ซึ่งโดยธรรมชาติของคนแล้วล้วนต้องการการยอมรับจาก ผู้อื่น จากคนในสังคม และต้องการ แสวงหาสิ่งแปลก ๆ ใหม่ๆ เพื่อสนองความต้องการของตน ซึ่งมาสโลว์มองว่า เด็กมีธรรมชาติที่ พร้อมจะศึกษาสํารวจสิ่งต่าง ๆ คนทุกคนมีแรงภายในที่จะผลักดันให้ไปถึงสภาพที่เรียกว่า การ รู้จัก ตนเองตรงตามสภาพที่เป็นจริงหรือต้องการที่จะตระหนักในความสามารถของตน ซึ่งหมายถึงการ ยอมรับ ตนเองทั้งในส่วนที่บกพร่องและส่วนดี ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นที่มีต่อตนเอง ประสาท อิศรปรีดา (2562: 310-312) กล่าวว่า ความต้องการ คือสภาวะที่เกิดจากความไม่สมดุลทั้ง ร่างกายและจิตใจ ความต้องการของคน มักไม่ได้รับการตอบสนองอย่างสมบูรณ์ เมื่อได้รับการ ตอบสนองระดับหนึ่งแล้วก็จะเกิดความต้องการมากขึ้นไปอีก ระดับหนึ่ง จากแนวคิดทฤษฎีของมาสโลว์ แสดงว่ามนุษย์ทุกคนล้วนมีความต้องการ จะสนองความ ต้องการให้ตนเอง และความต้องการจะได้รับการตอบสนองก็ต่อเมื่อความต้องการขั้นต้นได้รับการ ตอบสนองอย่าง เพียงพอก่อน การจัดการเรียนการสอนจึงสามารถนําเอาทฤษฎีของมาสโลว์ไปใช้ได้ โดยการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมี การพัฒนาให้เกิดสมรรถภาพทั้ง 3 ด้านไปพร้อมกัน คือ ความรู้(cognitive) ค้านอารมณ์ (effective) และด้าน ทักษะ (psychomotor) ครูควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ รู้จักคิด รู้จักใช้เหตุผล มีความชื่นชมหรือมีความพึงพอใจที่ ดีต่อสิ่งที่เรียน โดยเฉพาะผู้เรียนได้เป็นผู้ลงมือ กระทํากิจกรรมต่าง ๆ ด้วยตนเอง ครูเป็นเพียงผู้จัดเตรียมสื่อและ เป็นผู้ให้คําแนะนํา ซึ่งสอดคล้องกับ การเรียนแบบร่วมมือ ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ร่วมมือกันทํางานเป็นกลุ่ม โดยเน้น ให้สมาชิกเป็นผู้ ปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่ ซึ่งสมาชิกทุกคนจะมีโอกาสแสดงความสามารถของตนอย่างเต็ม ศักยภาพ ทําให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าและสําคัญต่อกลุ่ม 4. ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา (Cognitive theory) การเรียนแบบร่วมมือ เป็นการเรียนที่เน้นการช่วยเหลือ ให้ผู้เรียนได้ลงมือกระทํา ร่วมกันคิด แก้ปัญหา เรียนรู้ด้วยตนเองจนเกิดความรู้ความเข้าใจ แนวคิดดังกล่าวมีพื้นฐานมาจาก ทฤษฎีพัฒนาการทาง สติปัญญาซึ่งมีแนวคิดว่าเมื่อผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัว จะทําให้เกิดความคิดเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นรูปธรรม และมีการพัฒนาต่อไปเรื่อย ๆ จนสามารถคิด ในสิ่งที่เป็นนามธรรมได้ ทฤษฎีพัฒนาการทาง สติปัญญาของเพียเจต์ (Piaget) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสร้างคนให้มีความสามารถทําสิ่งใหม่ มิใช่เป็นแต่ผู้คอย ลอกเลียนแบบผู้อื่น สร้างคนให้มีความคิด สร้างสรรค์ รู้จักประดิษฐ์และค้นคว้าแสวงหาความรู้ ต้องการกระตุ้นให้มี ความคิดวิพากษ์วิจารณ์ รู้จักพิสูจน์สิ่งต่างๆ เพื่อให้ผู้เรียนเป็นผู้ที่มีความกระตือรือร้นพยายามแสวงหาความรู้ด้วย ตนเอง ซึ่ง ส่วนหนึ่งเกิดตามธรรมชาติและอีกส่วนหนึ่งเกิดจากครูเป็นผู้จัดให้ แนวคิดของเปียเจต์ จึงสอดคล้องกับ การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ที่มุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ พูดคุย อภิปราย ซักถามกัน ส่งเสริมให้ได้พัฒนาความคิด ได้ศึกษาค้นคว้าทํางานและแก้ปัญหาด้วย ตนเอง ช่วยทําให้ผู้เรียนเกิดความมั่นใจใน ตนเองมากยิ่งขึ้น


23 2.2 ) การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) 2.2.1) ความเป็นมาของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) รูปแบบการเรียนการสอน 5E มีพื้นฐานมาจากวงจรการเรียนรู้ (Learning Cycle) โดย Atkin และ Karplus (1997 cited in Bybee และคณะ, 2006.8 - 10) ได้เสนอวงจรการเรียนรู้นี้เป็นครั้งแรก และได้มี การนําวงจรการเรียนรู้มาใช้ในการศึกษาและปรับปรุงหลักสูตรวิทยาศาสตร์ (Science Curriculum Improvement Study: SCIS) ของประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี 1967 ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ขั้นสํารวจค้นหา (Exploration) 2) ขั้นประดิษฐ์ (Invention) 3) ขั้นค้นพบ (Discovery) ต่อมาในปี 1989 Barman และ Kotar (1989: 21 - 22) ได้ดัดแปลงและวงจรการ เรียนรู้ ออกเป็น 4 ขั้น ได้แก่ 1) ขั้นสํารวจ (Exploration Phase) 2) ขั้นแนะนํามโนทัศน์ (Concept Introduction Phase) 3) ขั้นประยุกต์ใช้มโนทัศน์ (Concept Application Phase) 4) ขั้นประเมินและอภิปราย (Evaluation and Discussion Phase) ต่อมา Martin และคณะ (1994: 193) ได้ปรับปรุงวงจรการเรียนรู้ของ Barman และ Kotar ได้แก่ 1) ขั้นสํารวจ (Exploration Phase) 2) ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation Phase) 3) ขั้นขยายมโนทัศน์ (Expansion Phase) 4) ขั้นประเมินผล (Evaluation Phase) ต่อมา Bybee และคณะ (1997 cited in Bybee และคณะ, 2006: 8 - 10) นักพัฒนาหลักสูตร จัดทําหลักสูตรชีววิทยา (Biological Science Curriculum Study: BSCS) ของ ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เสนอ รูปแบบการเรียนการสอน 5E ซึ่งป็นที่รู้จักในอีกชื่อหนึ่งว่า “BSCS 5E Instructional Model” โดยเพิ่มเติมและ ปรับเปลี่ยนขั้นตอนวงจรการเรียนรู้ตามแนวคิดของวงจร การเรียนรู้ที่ใช้ในการศึกษาและปรับปรุงหลักสูตร วิทยาศาสตร์ (SCIS) ซึ่งเปรียบเทียบขั้นตอนการ เรียนการสอนได้ดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 เปรียบเทียบขั้นตอนการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบของ SCIS และรูปแบบการเรียน การสอน 5E Bybee และคณะ (2006: 8 - 10) SCIS MODEL BSCS 5E Instruction ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) ขั้นสํารวจค้นหา (Exploration) ขั้นสํารวจค้นหา (Exploration) ขั้นประดิษฐ์ (Invention) ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) ขั้นค้นพบ (Discovery) ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) ขั้นประเมินผล (Evaluation)


24 2.2.2) ความหมายและแนวคิดพื้นฐานของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) รูปแบบการเรียนการสอน 5E หมายถึง การเรียนการสอนที่ได้รับการจัดเป็นระบบ เพื่อให้เกิดการ เรียนรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ที่ประกอบด้วย 5 ขั้นตอนโดยมีพื้นฐานมาจากทฤษฎีสรรคนิยม ซึ่งมี ความเชื่อว่า การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในตัวผู้เรียน ซึ่งจะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่พบเห็นกับ ความเข้าใจที่ผู้เรียนมีอยู่แล้ว โดยทฤษฎีนี้มีพื้นฐานมาจากทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจียต์ ที่ผู้เรียน แต่ละคนพยายามที่จะนําความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ที่ตนพบเห็น มาสร้างเป็นโครงสร้างทางปัญญา โดย เชื่อมโยงโลกภายนอกและโลกภายใน โดยการดูดซึม (Assimulation) ซึ่งจะนําไปสู่โครงสร้างทางปัญญาและหาก เกิดข้อขัดแย้งทางปัญญาจะทําให้เกิดภาวะไม่สมดุล (Disequilibrium) ซึ่งจะทําให้เกิดกระบวนการปรับให้ เหมาะสม (Accommodation) ส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางปัญญาและทําให้เกิดการเรียนรู้ที่มี ความหมายโดยที่ผู้สอนจัดสภาพการเรียนใหม่ให้ผู้เรียนเกิดความขัดแย้งทางปัญญาหรือเกิดภาวะไม่สมดุลขึ้น ซึ่ง เป็นสภาวะที่ประสบการณ์ใหม่ไม่สอดคล้องกับประสบการณ์เติม ผู้เรียนต้องพยายามปรับข้อมูลใหม่กับ ประสบการณ์เดิมที่มีอยู่แล้วสร้างเป็นความรู้ใหม่ที่สามารถคลี่คลายสถานการณ์ที่เป็นปัญหาหรือขจัดความขัดแย้ง ทางปัญญาใต้ ความรู้ใหม่ที่ได้สามารถเชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิม เกิดการเรียนรู้ที่มีความหมาย เป็นความรู้ที่ สร้างด้วยตนเอง โดยที่ผู้สอนไม่ได้เป็นผู้สร้างให้ (ทิศนา แขมมณี, 2560: 32) จึงกล่าวสรุปได้ว่า รูปแบบการเรียนการสอน 5E หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นให้นักเรียน สํารวจ สืบค้นข้อมูล เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่และแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ด้วยตนเอง โดยเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนรู้เข้า กับประสบการณ์หรือความรู้เดิมซึ่งประกอบด้วย 5 ขั้น 2.2.3) การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) Bytee และคณะ (1997; cited in Bytee และคณะ, 2006: 8 - 10) นักพัฒนาหลักสูตรที่กี่ยว ข้องกับการศึกษาและจัดทําหลักสูตรชีววิทยา (Biological Science Curriculum Study: BSCS) ของประเทศ สหรัฐอเมริกาได้เสนอรูปแบบการเรียนการสอน 5E ซึ่งมี 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) เป็นขั้นสร้างความสนใจให้ นักเรียนเกิดความ อยากรู้อยากเห็นผ่านกิจกรรมสั้น ๆ และการล้วงความรู้เดิม เพื่อต้องการให้นักเรียนเชื่อมโยงประสบการณ์เดิมกับ ปัจจุบัน 2) ขั้นสํารวจค้นคว้า (Exploration) เป็นขั้นที่ให้นักเรียนมีประสบการณ์ในการสร้างองค์ ความรู้ใหม่ โดยใช้ความรู้เดิม ผ่านการวางแผน ตรวจสอบปัญหา ดําเนินการสํารวจ ตรวจสอบสืบค้น รวบรวม ข้อมูล และลงมือปฏิบัติ 3) ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) เป็นขั้นที่ให้โอกาสนักเรียนได้ แสดงความ เข้าใจเกี่ยวกับความคิดรวบยอด ทักษะกระบวนการ และการปฏิบัติ และเป็นขั้นตอนที่เป็น โอกาสให้ครูแนะนํา ความคิดรวบยอด ทักษะกระบวนการและการปฏิบัติเพื่อให้นักเรียนมีความเข้าที่ ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น 4) ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) เป็นขั้นในการกระตุ้นและขยายความ เข้าใจเกี่ยวกับ ความคิดรวบยอดและทักษะ ผ่านประสบการณ์ใหม่ ให้นักเรียนได้พัฒนาความเข้าใจให้ ลึกและกว้างขึ้น 5) ขั้นประเมินผล (Evaluation) เป็นขั้นที่ให้นักเรียนได้ประเมินความเข้าใจ และ ความสามารถของตนเอง และครูได้ประเมินความก้าวหน้าของนักเรียนตามวัตถุประสงค์ของเรียน


25 สุนีย์ เหมาะประสิทธิ์ (2561: 7 - 8) ได้นํารูปแบบการเรียนการสอน 5E ของ หลักสูตรชีววิทยา ของประเทศสหรัฐอเมริกา (Biological Science Curiculum Study หรือ BSCS) มาตัดแปลงเพื่อให้เหมาะสมกับ เด็กไทย โดยมุ่งเน้นให้นักเรียนสามารถรวมกันแสวงหา ค้นพบและ สร้างองค์รวมรู้ด้วยตนเอง อีกทั้งยังให้นักเรียนมี โอกาสประสบผลสําเร็จในการเรียนรู้อย่างมีความสุขภายใต้สภาพการณ์ที่จําลองหรือที่เป็นจริงแห่งชีวิต เพื่อให้ นักเรียนมีทักษะชีวิตและทักษะทางสังคม การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E ที่ได้ตัดแปลงประกอบด้วย 1) ขั้นนํา (Engagement Phase) เป็นขั้นที่ครูกระตุ้นเพื่อสร้างความสนใจ แก่นักเรียน หรือตรวจสอบ/ทบทวนความรู้และประสบการณ์เดิมของนักเรียน เพื่อนําเข้าสู่การเรียนรู้ บทเรียนใหม่ 2). ขั้นสํารวจข้อมูลเพื่อการค้นพบ (Exploration Phase) เป็น ขั้นที่นักเรียนได้ปฏิบัติ กิจกรรมโดยอาจปฏิบัติเป็นกลุ่มและรายบุคคล โดยนักเรียนสามารถนําความรู้ และประสบการณ์เดิมมาสัมพันธ์กับ ความรู้ใหม่จึงทําให้นักเรียนสามารถค้นพบหรือสร้างความรู้ด้วย ตนเองโดยครูมีบทบาทเป็นผู้อํานวยความสะดวก ในการเรียนรู้ เป็นที่ปรึกษาและเป็นผู้กระตุ้นให้ ผู้เรียนเกิดการค้นพบ สร้างความรู้ด้วยตนเอง กล่าวโดยสรุป ขั้นนี้ เป็นขั้นที่นักเรียนเกิดหรือค้นพบมโนมติ (Concept) 3) ขั้นอธิบาย/ขั้นนําเสนอข้อมูลเพื่อการค้นพบ (Explanation Phase) เป็นขั้นที่ นักเรียนอธิบายหรือนำเสนอมโนมติหรือความรู้ที่นักเรียนค้นพบในขั้นที่ 2 โดยอาจใช้ความรู้ และประสบการณ์เดิม เป็นฐาน ประกอบกับหลักฐานและข้อมูลที่ค้นพบใหม่ ครูมีบทบาทตั้งคําถาม และให้ความรู้หรือข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อให้นักเรียนกระจ่างชัดยิ่งขึ้น 4) ขั้นขยายหรือขั้นประยุกต์ใช้มโนมติ/ขั้นประยุกต์ใช้ (Elaboration Phase) เป็น ขั้นตอนที่นักเรียนประยุกต์ใช้มโนมติในสถานการณ์ใหม่หรือในสภาพที่เป็นจริง หรือขยายมโนมตินั้น ๆ ให้กว้างขึ้น จนก่อให้เกิดความรู้สึกลึกซึ้ง หรือมโนมติอื่น ๆ ที่สัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกัน 5) ขั้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Evaluation Phase) ขั้นนี้เป็นการประเมินการ เรียนรู้ด้วย กระบวนการต่าง ๆ โดยมุ่งให้นักเรียนนําความรู้ที่ได้มาประมวล และประยุกต์ใช้หรือผลการ ค้นพบมาจัดแสดงเพื่อ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ความคิด ทักษะ และความพึงพอใจต่อการทํากิจกรรมต่าง ๆ โดยมี ปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน และ ปฏิสัมพันธ์กับครู อันก่อให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2560: online) ได้เผยแพร่ รูปแบบการ เรียนการสอน 5E ซึ่งมีขั้นตอนการจัดการเรียนการสอนดังนี้ 1) การสร้างความสนใจ (Engage) เป็นการนําเข้าสู่บทเรียนหรือเรื่องที่ สนใจ ซึ่งอาจ เกิดขึ้นเองจากความสงสัยหรือความสนใจของตัวนักเรียนเอง หรือเกิดจากการอภิปราย ภายใน เรื่องที่น่าสนใจอาจ มาจากเหตุการณ์ที่กําลังเกิดขึ้นอยู่ในช่วงเวลานั้น หรือเป็นเรื่องที่เชื่อมโยง กับความรู้เดิมที่เพิ่งเรียนมารู้มาแล้วเป็น ตัวกระตุ้นให้นักเรียนสร้างคําถาม กําหนดประเด็นที่จะศึกษา ในกรณีที่ยังไม่มีประเด็นใดน่าสนใจ ครูอาจะจัด กิจกรรมหรือสถานการณ์เพื่อกระตุ้น ยั่วยุ หรือท้าทาย ให้นักเรียนตื่นเต้น สงสัย ใครรู้ อยากรู้อยากเห็น หรือ ขัดแย้ง เพื่อนําไปสู่การแก้ปัญหา การศึกษา ค้นคว้า หรือการทดลอง แต่ไม่ควรบังคับให้นักเรียนยอมรับประเด็น หรือปัญหาที่ครูกําลังสนใจเป็น เรื่องที่จะศึกษา ทําได้หลายแบบ เช่น สาธิต ทดลอง นําเสนอข้อมูล เล่าเรื่อง เหตุการณ์ ให้ค้นคว้า อ่านเรื่อง อภิปราย/พูดคุย สนทนา ใช้เกม ใช้สื่อ วัสดุอุปกรณ์ สร้างสถานการณ์/ปัญหาที่ น่าสนใจ ที่ น่าสงสัยแปลกใจ


26 2) การสํารวจค้นหา (Explore) นักเรียนดําเนินการสํารวจ ทดลอง ค้นหา และรวบรวม ข้อมูล วางแผนกําหนดการสํารวจตรวจสอบ หรือออกแบบการทดลอง ลงมือปฏิบัติ เช่น สังเกต วัด ทดลอง รวบรวมข้อมูล ข้อสนเทศ หรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ 3) การอธิบาย (Explain) นักเรียนนําข้อมูลที่ได้จากการสํารวจและค้นหา มาวิเคราะห์ แปลผล สรุปและอภิปราย พร้อมทั้งนําเสนอผลงานในรูปแบบต่างๆ ซึ่งอาจเป็นรูปวาด ตาราง แผนผัง ผลงานมี ความหลากหลาย สนับสนุนสมมติฐานที่ตั้งไว้หรือโต้แย้งกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ หรือไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่กําหนด ไว้ โดยมีการอ้างอิงความรู้ประกอบการให้เหตุผลสมเหตุสมผล การลงข้อสรุปถูกต้องเชื่อถือได้ มีเอกสารอ้างอิงและ หลักฐานชัดเจน 4) การขยายความรู้ (Elaborate) 4.1 ครูจัดกิจกรรมหรือสถานการณ์ เพื่อให้นักเรียนมีความรู้ลึกซึ้งขึ้นหรือขยาย กรอบความคิตกว้างขึ้นหรือเชื่อมโยงความรู้เดิมสู่ความรู้ใหม่หรือนําไปสู่การศึกษา ค้นคว้า ทดลอง เพิ่มขึ้น เช่น ตั้ง ประเด็นเพื่อให้นักเรียน ชี้แจงหรือร่วมอภิปรายแสดงความคิดเห็น เพิ่มเติมให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซักถามให้นักเรียน ชัดเจนหรือกระจ่างในความรู้ที่ไต้หรือเชื่อมโยงความรู้ที่ได้ กับความรู้เดิม 4.2 นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรม เช่น อธิบายและขยายความรู้ เพิ่มเติมมีความ ละเอียดมากขึ้น ยกสถานการณ์ ตัวอย่าง อธิบายเชื่อมโยงความรู้ที่ได้เป็นระบบและ ลึกซึ้งยิ่งขึ้น หรือสมบูรณ์ ละเอียดขึ้น นําไปสู่ความรู้ใหม่หรือความรู้ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ประยุกต์ความรู้ที่ได้ ไปใช้ในเรื่องอื่นหรือสถานการณ์อื่นๆ หรือสร้างคําถามใหม่และออกแบบการสํารวจ ค้นหา และ รวบรวมเพื่อนําไปสู่การสร้างความรู้ใหม่ 5) การประเมิน (Evaluate) 5.1 นักเรียนระบุสิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้ทั้งด้านกระบวนการและ ผลผลิต 5.2 นักเรียนตรวจสอบความถูกต้องของความรู้ที่ได้ เช่น วิเคราะห์ วิจารณ์ แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน คิดพิจารณาให้รอบคอบทั้งกระบวนการและผลงาน อภิปราย ประเมินปรับปรุง เพิ่มเติมและสรุป ถ้ายังมีปัญหา ให้ศึกษาทบทวนใหม่อีกครั้ง อ้างอิงทฤษฎีหรือ หลักการและเกณฑ์ เปรีย บเทียบ ผลกับสมมติฐาน เปรียบเทียบความรู้ใหม่กับความรู้เติม 5.3 นักเรียนทราบจุดเด่น จุตต้อยในการศึกษาค้นคว้า หรือทดลอง สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2561: online) ได้เผยแพร่ รูปแบบการ สอนแบบสืบเสาะหาความรู้ของประกอบด้วยขั้นตอนที่สําคัญดังนี้ 1) ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) เป็นการนําเข้าสู่บทเรียนหรือเรื่อง ที่สนใจซึ่ง เกิดขึ้นจากความสงสัย หรืออาจเริ่มจากความสนใจของตัวนักเรียนเองหรือเกิดจากการ อภิปรายภายในกลุ่ม เรื่อง ที่น่าสนใจอาจมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในช่วงเวลานั้น หรือเป็นเรื่องที่ เชื่อมโยงกับความรู้เดิมที่เพิ่งเรียนรู้ มาแล้ว เป็นตัวกระตุ้นให้นักเรียนสร้างคําถาม กําหนดประเด็นที่ ศึกษา ในกรณีที่ไม่มีประเด็นใดที่น่าสนใจ ครูอาจ ให้ศึกษาจากสื่อต่าง ๆ หรือเป็นผู้กระตุ้นด้วยการ เสนอด้วยประเด็นขึ้นมาก่อน แต่ไม่ควรบังคับให้นักเรียนยอมรับ ประเด็นหรือคําถามที่ครูกําลังสนใจ เป็นเรื่องที่จะใช้ศึกษา เมื่อมีคําถามที่น่าสนใจและนักเรียนส่วนใหญ่ยอมรับให้ เป็นประเด็นที่ต้องการ ศึกษา จึงร่วมกันกําหนดขอบเขตและแจกแจงรายละเอียดของเรื่องที่จะศึกษาให้มีความ ชัดเจนมากขึ้น อาจรวมทั้งการรับรู้ประสบการณ์เดิมหรือความรู้จากแหล่งต่าง ๆ ที่จะช่วยให้นําไปสู่ความเข้าใจ เรื่อง หรือประเด็นที่จะศึกษามากขึ้น และมีแนวทางที่ใช้ในการสํารวจตรวจสอบอย่างหลากหลาย


27 2) ขั้นสํารวจและค้นหา (Exploration) เมื่อทําความเข้าใจในประเด็นหรือ คําถามที่ สนใจจะศึกษาอย่างถ่องแท้แล้ว ก็มีการวางแผนกําหนดแนวทางสําหรับการตรวจสอบ ตั้งสมมติฐาน กําหนด ทางเลือกที่เป็นไปได้ ลงมือปฏิบัติเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล ข้อสนเทศ หรือ ปรากฏการณ์ต่าง ๆ วิธีการตรวจสอบ อาจทําได้หลายวิธี เช่นทําการทดลอง ทํากิจกรรมภาคสนามการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อช่วยสร้างสถานการณ์จําลอง (Simulation) การศึกษาหาข้อมูลจากเอกสาร อ้างอิงหรือจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลอย่างเพียง พอที่จะใช้ในขั้นต่อไป 3) ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) เมื่อได้ข้อมูลอย่างเพียงพอ จากการสํารวจ ตรวจสอบแล้ว จึงนําข้อมูลข้อสนเทศที่ได้วิเคราะห์ แปลผล สรุปผลและนําเสนอผลที่ ได้ในรูปต่าง ๆ เช่น บรรยาย สรุป สร้างแบบจําลองทางคณิตศาสตร์ หรือรูปวาด สร้างตาราง ฯลฯ การค้นพบในขั้นนี้อาจเป็นไปได้หลายทาง เช่น สนับสนุนสมติฐานที่ตั้งไว้ โต้แย้งกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ หรือไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ได้กําหนดไว้ แต่ผลที่ได้จะ อยู่ในรูปใดก็สามารถสร้างความรู้และช่วยให้ เกิดการเรียนรู้ได้ 4) ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) เป็นการนําความรู้ที่สร้างขึ้นไปเชื่อมโยงกับความรู้ เดิมหรือความคิดที่ได้ค้นคว้าเพิ่มเติมหรือนําแบบจําลองหรือข้อสรุปที่ได้ไปใช้อธิบาย สถานการณ์หรือเหตุการณ์อื่น ๆ ถ้าใช้อธิบายเรื่องต่าง ๆ ได้มากก็แสดงว่าข้อจํากัดน้อย ซึ่งจะช่วยให้เชื่อมโยงกับเรื่องต่าง ๆ และทําให้เกิดความรู้ กว้างขวางขึ้น 5) ขั้นประเมิน (Evaluation) เป็นการประเมินการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ ต่าง ๆ ว่านักเรียนมีความรู้อะไรบ้าง อย่างไร และมากน้อยเพียงใด จากขั้นนี้จะนําไปสู่การนําความรู้ไปประยุกต์ใช้ ในเรื่องอื่น ๆ การนําความรู้หรือแบบจําลองไปใช้อธิบายหรือประยุกต์ใช้กับเหตุการณ์ หรือเรื่องอื่น ๆ จะนําไปสู่ข้อ โต้แย้งหรือข้อจํากัดซึ่งจะก่อให้เกิดประเด็นหรือคําถาม หรือปัญหาที่ จะต้องสํารวจตรวจสอบต่อไป ทําให้เกิดเป็น กระบวนการที่ต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ จึงเรียกว่า Inquiry cycle กระบวนการสืบเสาะหาความรู้จึงช่วยให้นักเรียน เกิดการเรียนรู้ทั้งเนื้อหาหลัก และหลักการ ทฤษฎี ตลอดจนลงมือปฏิบัติ เพื่อให้ได้ความรู้ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการ เรียนต่อไป อีกประการหนึ่งการจัดกิจกรรมการจัดกิจกรรมเรียนรู้แบบนี้ แม้ดําเนินขั้นตอนไปยัง ไม่ครบวัฏ จักรก็สามารถขึ้นต้นวัฏจักรใหม่เพื่อสืบเสาะเรื่องใหม่ซ้อนอยู่ในวัฏจักรเติมได้อีก เช่น เมื่อ ครูจัดกิจกรรมอยู่ใน ขั้นตอนขยายความรู้ ครูไม่ใช้วิธีการบรรยาย แต่ครูต้องการจัดกิจกรรมอื่นแทน ดังนั้นครูอาจสร้างความสนใจ เพื่อให้นักเรียนสงสัยต่อแล้วสํารวจและค้นหาเพิ่มเติมต่อไป (สมบัติ การจนารักพงศ์, 2561: 7) จึงกล่าวสรุปได้ว่า รูปแบบการเรียนการสอน 5E ประกอบด้วย 5 ขั้นคือ 1. ขั้นสร้าง ความสนใจ (Engagement) เป็นขั้นที่ทําให้นักเรียนเกิดความอยากรู้อยากเห็นโดยเชื่อมประสบการณ์ เดิมกับปัจจุบัน เพื่อ เตรียมความพร้อมที่จะเข้าสู่บทเรียนหรือโจทย์ปัญหาใหม่ เช่น สาธิต เล่าเรื่อง เหตุการณ์ สนทนา สร้าง สถานการณ์หรือปัญหาที่น่าสงสัยแปลกใจ 2. ขั้นสํารวจค้นคว้า (Exploration) เป็นขั้นที่ให้นักเรียนมีประสบการณ์ ร่วมกันในการตรวจสอบสถานการณ์หรือปัญหา โดยการวางแผน สํารวจ รวบรวมข้อมูล สังเกต วัต วิเคราะห์ และ ลงข้อสรุป 3. ขั้นอธิบายและลง ข้อสรุป (Explanationa) เป็นขั้นที่ให้โอกาสนักเรียนได้แสดงความเข้าใจของ ตนเองเกี่ยวกับความคิด รอบยอดและวิธีการแก้โจทย์ปัญหาโดยมีการอ้างอิงความรู้ประกอบการให้เหตุผล มีการลง ข้อสรุปที่ ถูกต้องเชื่อถือได้ โดยมีครูให้คําแนะนําเพื่อให้นักเรียนมีความเข้าที่ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น 4. ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) เป็นขั้นในการประยุกต์ ขยายหรือเพิ่มเติมการใช้สัญลักษณ์ นิยาม คําอธิบาย และ ทักษะไปสู่


28 สถานการณ์ใหม่หรือโจทย์ปัญหาที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เพื่อให้นักเรียนมีความรู้ลึกซึ้งขึ้นหรือ ขยายกรอบความคิด กว้างขึ้นหรือเชื่อมโยงความรู้เติมสู่ความรู้ใหม่หรือนําไปสู่การศึกษาค้นคว้าง ทดลองเพิ่มขึ้น และ 5. ขั้นประเมินผล (Evaluation) เป็นขั้นในการประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียน โดยครูและนักเรียนมีส่วนร่วมในการประเมินทั้ง ด้านกระบวนการ ผลผลิต และความถูกต้องของ ความรู้ที่ได้ 2.2.4) บทบาทของครูและนักเรียนในการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) BSCS พัฒนาหลักสูตรอย่างรอบคอบ โดยออกแบบในแต่ละส่วนเพื่อเป็นตัวอย่าง ของขั้นตอน การเรียนการสอน และนอกจากนี้ยังเป็นเครื่องมือสําหรับครูเพื่อนําไปใช้ในการวิจัย เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องมือนี้จะมี โอกาสทําให้ครูบรรลุผลดีที่สุด BSCS ได้แนะนําบทบาทของครู และ นักเรียนในการนํารูปแบบการเรียนการสอน 5E ไปใช้ ดังตารางที่ 2 และ 3 ตารางที่ 2 บทบาทครูในการเรียนการสอน 5E ตามแนวคิดของ Bybee และคณะ (1997; cited in Bybee และคณะ, 2006: 34) ขั้นตอนการเรียนการสอน สิ่งที่ครูทํา สอดคล้องกับ 5E ไม่สอดคล้องกับ 5E 1. การสร้างความสนใจ (Engagement) - สร้างความสนใจ - สร้างความอยากรู้อยากเห็น - ตั้งคําถามกระตุ้นให้นักเรียนคิด - ดึงเอาคําตอบที่ยังไม่ครอบคลุมสิ่ง ที่นักเรียนรู้หรือแนวคิด หรือเนื้อหา - อธิบายแนวคิด - ให้คําจํากัดความและคําตอบ - สรุปประเด็นให้ - จัดคําตอบให้เป็นหมวดหมู่ - บรรยาย 2. การสํารวจและค้นหา (Exploration) - ส่งเสริมให้นักเรียนทํางานร่วมกัน ในการสํารวจตรวจสอบ - สังเกตและฟังการโต้ตอบกัน ระหว่าง นักเรียนกับนักเรียน - ซักถามเพื่อนําไปสู่การสํารวจ ตรวจสอบของนักเรียน - ให้เวลานักเรียนในการคิดข้อสงสัย ตลอดจนปัญหาต่าง ๆ - ทําหน้าที่ให้คําปรึกษาแก่นักเรียน - เตรียมคําตอบไว้ให้ - บอกหรืออธิบายวิธีการแก้ปัญหา - จัดคำตอบให้เป็นหมวดหมู่ - บอกนักเรียนเมื่อนักเรียนทําไม่ ถูก - ให้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่ใช้ใน การแก้ปัญหา - นํานักเรียนแก้ปัญหาที่ละ ขั้นตอน 3. การอธิบายและ ลงข้อสรุป (Explantion) - ส่งเสริมให้นักเรียนอธิบายแนวคิด หรือให้คำจํากัดความด้วยคําพูดของ นักเรียนเอง - ให้นักเรียนแสดงหลักฐาน ให้ เหตุผลและอธิบายให้กระจ่าง - ให้นักเรียนอธิบาย ให้คำจํากัด ความและขึ้บอกส่วนประกอบต่าง ๆ ในแผนภาพ - ยอมรับคําอธิบายโดยไม่มี หลักฐานหรือไม่มีเหตุผลประกอบ - ไม่สนใจคําอธิบายของนักเรียน - แนะนํานักเรียนโดยปราศจาก การเชื่อมโยงแนวคิดหรือทักษะ


29 ขั้นตอนการเรียนการสอน สิ่งที่ครูทํา สอดคล้องกับ 5E ไม่สอดคล้องกับ 5E - ให้นักเรียนใช้ประสบการณ์เดิม ของตนเป็นพื้นฐานในการอธิบาย แนวคิด 4. การขยายความรู้ (Elaboration) - คาดหวังให้นักเรียนได้ใช้ประโยชน์ จากการชี้บอกส่วนต่าง ๆ ใน แผนภาพ คําจํากัดความและอธิบาย สิ่งที่เรียนรู้มาแล้ว - ส่งเสริมให้นักเรียนนําสิ่งที่นักเรียน ได้เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้หรือขยาย ความรู้และทักษะในสถานการณ์ใหม่ - ให้นักเรียนอธิบายอย่างมี ความหมายและอ้างถึงข้อมูลที่มีอยู่ พร้อมทั้งแสดงหลักฐานและถาม คําถามนักเรียนว่าได้เรียนรู้อะไรบ้าง หรือได้แนวคิดอะไร - ให้คําตอบที่ชัดเจน - บอกนักเรียนเมื่อนักเรียนทําไม่ ถูก - ใช้เวลามากในการบรรยาย - นำนักเรียนแก้ปัญหาที่ละ ขั้นตอน - อธิบายวิธีแก้ปัญหา 5. การประเมินผล (Evaluation) - สังเกตนักเรียนในการนําแนวคิด และทักษะใหม่ไปประยุกต์ใช้ - ประเมินความรู้และทักษะนักเรียน - หาหลักฐานที่แสดงว่านักเรียน เปลี่ยนความคิดหรือพฤติกรรม - ทดสอบคํานิยามศัพท์และ ข้อเท็จจริง - ให้แนวคิดใหม่ - สร้างความคลุมเครือ - ส่งเสริมการอภิปรายที่ไม่ เชื่อมโยงแนวคิดหรือทักษะ ตารางที่ 3 บทบาทของนักเรียนในการเรียนการสอน 5E ตามแนวคิดของ Bybee และคณะ (1997; cited in และคณะ, 2006: 33) ขั้นตอนการเรียนการสอน สิ่งที่นักเรียนทํา สอดคล้องกับ 5E ไม่สอดคล้องกับ 5E 1. การสร้างความสนใจ (Engagement) - ถามคําถามเช่น ทําไม สิ่งนี้จึง เกิดขึ้น ฉันได้เรียนรู้อะไรบ้าง เกี่ยวกับสิ่งนี้ - แสดงความสนใจ - ถามหาคําตอบที่ถูก - ตอบเฉพาะคําตอบที่ถูก - ยืนยันค้าตอบหรือคําอธิบาย ค้นหาวิธีการแก้ปัญหาเพียงวิธี เดียว 2. การสํารวจและค้นหา (Exploration) - คิดอย่างมีสระแต่อยู่ในขอบเขต ของกิจกรรม - ใ ห ้ ค นอื ่ นค ิ ดแ ล ะส ํ าร วจ ตรวจสอบ


30 ขั้นตอนการเรียนการสอน สิ่งที่นักเรียนทํา สอดคล้องกับ 5E ไม่สอดคล้องกับ 5E - ท ด ส อ บ ก า ร ค า ด ค ะ เ น แ ส ะ สมมติฐาน - คาดคะเนและตั้งสมมติฐานใหม่ - พยายามหาทางเลือกในการ แก้ปัญหาและอภิปรายทางเลือก เหล่านั้นกับคนอื่น ๆ - บันทึกการสังเกตและให้ข้อคิดเห็น - ลงข้อสรุป - ทํางานเพียงลําพังโดยมี ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นน้อยมาก - ปฏิบัติอย่างสับสนไม่มีเป้าหมาย ที่ชัดเจน - เมื่อแก้ปัญหาได้แล้วก็ไม่คิดต่อ 3. การอธิบายและ ลงข้อสรุป (Explantion) - อธิบายการแก้ปัญหาหรือคําตอบที่ ซับซ้อน - ฟังคําอธิบายของคนอื่นอย่างคิด วิเคราะห์ - ถามคําถามเกี่ยวกับสิ่งที่คนอื่นได้ อธิบาย - ฟังและพยายามทําความเข้าใจ เกี่ยวกับสิ่งที่ครูอธิบาย - อ้างอิงกิจกรรมที่ได้ปฏิบัติมาแล้ว - ใช้ข้อมูลที่ได้จากการบันทึก/ สังเกตในการอธิบาย - อธิบายโดยไม่มีการเชื่อมโยงกับ ประสบการณ์เดิม - ยกตัวอย่างและประสบการณ์ที่ ไม่เกี่ยวข้องกัน - ยอมรับคําอธิบายโดยไม่ให้ เหตุผล - ไม่สนใจคําอธิบายของคนอื่นซึ่ง มีเหตุผลพอที่จะเชื่อถือได้ 4. การขยายความรู้ (Elaboration) - นำการขี้บอกส่วนประกอบต่าง ๆ ใ น แ ผ น ภ า พ ค ำ จ ํ า ก ั ด ค ว า ม คําอธิบายและทักษะไปประยุกต์ใช้ ในสถานการณ์ใหม่ที่คล้ายกับ สถานการณ์เดิม - ใช้ข้อมูลเพิ่มในการถามคําถาม กำหนดจุดประสงค์ในการแก้ปัญหา การตัดสินใจและออกแบบการ ทดลอง - ลงข้อสรุปอย่างสมเหตุสมผลจาก หลักฐานที่ปรากฏ - บันทึกการสังเกตและอธิบาย - ตรวจสอบความเข้าใจกับเพื่อน ๆ - ปฏิบัติโดยไม่มีเป้าหมายชัดเจน - ไม่สนใจข้อมูลหรือหลักฐานที่มี อยู่ - อธิบายเหมือนกับที่ครูจัดเตรียม ไว้หรือกำหนดไว้


31 ขั้นตอนการเรียนการสอน สิ่งที่นักเรียนทํา สอดคล้องกับ 5E ไม่สอดคล้องกับ 5E 5. การประเมินผล (Evaluation) - ตอบคําถามปลายเปิดโดยใช้การ สังเกตหลักฐานและคําอธิบายที่ ยอมรับมาแล้ว - แสดงออกถึงความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับความคิดรวบยอดหรือ ทักษะ - ประเมินความก้าวหน้าหรือความรู้ ด้วยตนเอง - ถามคำถามที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริม ให้มีการสำรวจตรวจสอบต่อไป - ข้อสรุปโดยปราศจากหลักฐาน หรือคำอธิบายที่เป็นที่ยอมรับ มาแล้ว - ตอบแต่เพียงว่าถูกหรือผิดและ อธิบายให้คำจำกัดความโดยใช้ ความจำ - ไม่สามารถอธิบายเพื่อแสดง ความเข้าใจด้วยคำพูดของตนเอง 3) ผลการเรียนรู้และแบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ 3.1) ผลการเรียนรู้ องค์การยูเนสโก (UNESCO อ้างถึงใน Harvey, 2004) กล่าวว่าผลการเรียน (outcomes) คือ ผลที่ คาดหวัง หรือผลสําเร็จของหลักสูตร หรือการบรรลุเป้าหมายของวัตถุประสงค์ ขององค์กรดังที่แสดงให้เห็นได้โดย ระดับตัวชี้วัด เช่น ทัศนคติ ทักษะทางปัญญา และความรู้ของผู้เรียน ผลการเรียนรู้ของผู้เรียน (Student learning outcomes) จะเป็นตัวที่บอกถึงสิ่งที่ผู้เรียนจะต้องรู้ เข้าใจ และสามารถนําไปปฏิบัติได้ภายหลังจากที่ได้สําเร็จ กระบวนการในการเรียนรู้แล้ว เช่นเดียวกันกับทักษะทางปัญญาและทักษะในทางปฏิบัติที่ผู้เรียนจะต้องได้รับและ ปฏิบัติได้หลังจากสําเร็จในแต่ละหน่วยการเรียนรู้ รายวิชา หรือหลักสูตร ผลการเรียนรู้จะมาพร้อมกับเกณฑ์การ ประเมินที่ระบุเกณฑ์ขั้นต่ำ ในขณะที่การให้คะแนนจะอยู่บนพื้นฐานของความตั้งใจที่อยู่นอกเหนือ หรือภายใต้ เกณฑ์นั้น ผลการเรียนรู้ต่างจากจุดมุ่งหมายการเรียนรู้ซึ่งจุดมุ่งหมายการเรียนรู้นั้นจะให้ ความสนใจกับผลสําเร็จ มากกว่าความตั้งใจสอนของครูผู้สอน ผลการเรียนรู้ (learning outcomes) เป็นความสามารถของผู้เรียนในด้านต่างๆ ซึ่งเกิดจากการที่ ผู้เรียนได้รับประสบการณ์จากกระบวนการเรียนการสอนของครู โดยครูต้องศึกษาแนวทางในการ วัดและ ประเมินผล รวมทั้งการสร้างเครื่องมือวัดให้มีคุณภาพมีผู้ให้ความหมายของผลการเรียนรู้ไว้ เช่น ศันสนีย์ ทรัพย์เจริญ (2563) ได้ให้ความหมายว่า ผลการเรียนรู้เป็นสิ่งที่สะท้อนถึง ความสามารถใน การเรียนรู้ ทัศนคติ ทักษะด้านปัญญา รวมไปถึงความรู้ของผู้เรียนอันเกิดจากการ เรียนรู้ของผู้เรียนทั้งในและนอก ห้องเรียน อย่างไรก็ตามผลการเรียนรู้นอกจากจะเป็นตัวชี้วัด ความสําเร็จในการเรียนแล้วยังเป็นตัวชี้วัด ความสําเร็จในการสอนของครูอีกด้วยโดยผลการเรียนรู้ นั้นจะต้องมีเกณฑ์ที่วัดได้ครอบคลุมทั่วถึงทั้งในแง่ของสาระ ความรู้และการนําไปใช้ อรจริยา ประยูรเพชร (2563) ได้ให้ความหมายว่า ผลการเรียนรู้ หมายถึง สิ่งที่พัฒนาขึ้นใน ตัวผู้เรียน ทั้งจากการเรียนในห้องเรียน กิจกรรมในและนอกหลักสูตร ปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นกับ อาจารย์ประสบการณ์ที่ เกิดขึ้นในช่วงที่เรียนเเละผลการเรียนรู้ มุ่งพัฒนาผู้เรียนทั้ง 3 ด้าน คือ พุทธิ พิสัย จิตพิสัยและทักษะพิสัย โดย


32 กําหนดทั้งจุดมุ่งหมายทั่วไปและจุดมุ่งหมายเฉพาะแต่ละรายวิชา ซึ่งจะเน้นการปฏิบัติมากขึ้น โดยคํานึงถึง พัฒนาการทางร่างกายและจิตใจ ตลอดจนปลูกฝังนิสัยที่ดี งามเพื่อให้เป็นพลเมืองดี วิชัย เสวกงาม (2560) ได้ให้ความหมายว่า ผลการเรียนรู้ หมายถึงสิ่งที่ผู้เรียนสามารถทําได้ อันเป็นผล มาจากการเรียนรู้ของผู้เรียน เป็นการแสดงออกถึงการเรียนรู้ของผู้เรียน ทั้งความรู้ ทักษะ การคิด ทักษะการปฏิบัติ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ลีฮาร์วีย์ (Lee Harvey 2004) ได้ให้ความหมายว่า ผลการเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรม ทักษะ และความรู้ที่ผู้เรียนคาดว่าจะได้รับและสามารถปฏิบัติได้หลังจากจะช่วงระยะเวลาของการศึกษา ผลการเรียนจะ สะท้อนให้เห็นถึงระดับความรู้ของประชากรของประเทศ ในการวัดผลการ เรียนรู้จะกระทําในส่วนของด้านความรู้ (พุทธิพิสัย) ทักษะ และพฤติกรรม (จิตพิสัย) ที่ผู้เรียนจึง ได้รับหลักจากจบหลักสูตร การประเมินสามารถกระทําได้ โดยคณะผู้บริหาร เขตพื้นที่การศึกษา ระดับชาติ และในระดับนานาชาติ ในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ต้องวัดให้ครอบคลุมองค์ประกอบทั้ง 3 ด้าน คือ 1) ผลการเรียนรู้ด้านพุทธิพิสัย ผลการเรียนรู้ด้านพุทธิพิสัย คือ สาระความรู้ ความเข้าใจในเนื้อหาวิชาเป็นพฤติกรรมด้าน สมองหรือด้านสติปัญญาของผู้เรียน แบ่งออกเป็น 6 ระดับ จากความสามารถขั้นต่ำไปขั้นสูง ดังนี้ 1.1) ความรู้ความจําเป็นความสามารถในการระลึกได้ถึงเรื่องราวที่ผ่านมา และสามารถ ถ่ายทอดออกมาได้อย่างถูกต้อง เช่น เพื่อให้ผู้เรียนสามารถบอกสูตรการหาพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้า ได้ เพื่อให้ผู้เรียน สามารถบรรยายขั้นตอนการตอนกิ่งได้ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถบ่งชี้โทษของบุหรี่ได้ 1.2) ความเข้าใจ เป็นความสามารถในการขยายความรู้ความจําให้กว้างไกล ออกไปอย่าง สมเหตุสมผล โดยการแปลความดีความ ขยายความ เช่น เพื่อให้ผู้เรียนอ่านแผนผังที่กําหนดให้ได้ เพื่อให้ผู้เรียน คาดคะเนแนวโน้มของข้อมูลจากกราฟที่กําหนดให้ได้ 1.3) การนําไปใช้เป็นความสามารถนําความรู้ความจําและความเข้าใจไปใช้ แก้ปัญหาใน สถานการณ์แปลกๆใหม่ๆ ได้เช่น เพื่อให้ผู้เรียนสามารถแก้ปัญหาโจทย์คณิตศาสตร์เกี่ยวกับการคูณ ได้ เพื่อให้ ผู้เรียนสามารถใช้คําราชาศัพท์ได้เหมาะสมกับสถานการณ์ 1.4) การวิเคราะห์ ความสามารถในการแยกแยะสิ่งต่างๆออกเป็นส่วนย่อยๆ เพื่อค้นหา ความ จริงหรือความสําคัญที่แฝงเร้นอยู่ในสิ่งนั้น เช่น เพื่อให้ผู้เรียนสามารถบอกสาเหตุสําคัญของปัญหา มลภาวะ เป็นพิษในปัจจุบันได้ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถตั้งชื่อเรื่องจากบทความที่กําหนดให้อ่านได้ 1.5) การสังเคราะห์ ความสามารถในการรวบรวมสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกันแล้วเกิดเป็นสิ่ง ใหม่ที่ ดีขึ้นกว่าเดิม เช่น เพื่อให้ผู้เรียนเขียนเรียงความได้ เพื่อให้ผู้เรียนวางแผนการจัดแสดงละครได้ 1.6) การประเมินค่า ความสามารถในการตัดสินคุณค่าของสิ่งต่างๆ หรือเรื่องราวต่างๆ อย่าง มีกฎเกณฑ์ เช่น เพื่อให้ผู้เรียนตัดสินความน่าเชื่อถือจากข่าวที่กําหนดให้อ่านได้ เพื่อให้ผู้เรียน เปรียบเทียบ คุณภาพของอาหารจากการสังเกตการปฏิบัติการปรุงอาหารแต่ละครั้งได้ 2) ผลการเรียนรู้ด้านทักษะพิสัย ผลการเรียนรู้ด้านทักษะพิสัย คือ ทักษะหรือความสามารถในการนําความรู้ไปใช้ เป็น ความสามารถในการปฏิบัติสิ่งต่างๆ โดยใช้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆของร่างกายทํางานประสานกับ ประสาทสัมผัสได้


33 อย่างคล่องแคล่ว เช่น เพื่อให้ผู้เรียนร้องเพลงได้ถูกตามทํานองและจังหวะ เพื่อให้ ผู้เรียนตัดเย็บเสื้อตามแบบตัดได้ เพื่อให้ผู้เรียนอ่านทํานองเสนาะได้ 3) ผลการเรียนรู้ด้านจิตพิสัย ผลการเรียนรู้ด้านจิตพิสัย คือ พฤติกรรม ทัศนคติ แนวคิด ความเชื่อ อุปนิสัย เป็นพฤติกรรม ด้านจิตใจอารมณ์ และความรู้สึกของผู้เรียน เช่น ความสนใจ ความพึงพอใจ ค่านิยม ความก้าวร้าว การ ปรับตัว รวมถึงคุณธรรมต่างๆ เช่น เพื่อให้ผู้เรียนสนุกสนาน เพลิดเพลินในวิชาศิลปะเพื่อให้ผู้เรียน มีมารยาทในการพูดต่อ หน้าสาธารณะชน เพื่อให้ผู้เรียนมีความสามารถในการควบคุมอารมณ์ ผลการเรียนรู้ทั้ง 3 ด้าน มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน คือ ถ้าบุคคลมีความรู้ที่ถูกต้องก็จะทําให้ ปฏิบัติกิจรรมได้อย่างถูกต้อง เมื่อปฏิบัติถูกต้อง ก็จะมีความรู้สึกที่ดี พึงพอใจในการปฏิบัติของ ตน คอยหาโอกาสที่ จะปฏิบัติบ่อยๆ จนเกิดความชํานาญ และความมีคุณธรรมจริยธรรมจะช่วยให้ บุคคลนําความรู้ความสามารถไปใช้ ในทางที่ถูกต้อง ดังนั้นการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน จึงต้อง พัฒนาผลการเรียนรู้ไปพร้อมๆ กันทั้ง 3 ด้าน คือ ผลการเรียนรู้ด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย และด้าน ทักษะพิสัยและไม่ควรละเลยที่จะวัดผลการเรียนรู้ด้านใดด้าน หนึ่งไป เพราะผลการวัดจะช่วย ตรวจสอบได้ว่าผู้เรียนมีผลการเรียนรู้ด้านใดบกพร่องบ้าง ครูจะได้ปรับกรุงแก้ไขให้ ผู้เรียนมีผลการ เรียนรู้ที่สมบูรณ์ทั้ง 3 ด้าน นอกจากนี้ควรวัดให้ครอบคลุมผลการเรียนรู้ (learning outcome) 5 ด้าน คือ 1) ด้านคุณธรรม จริยธรรม 1.1) มีความซื่อสัตย์สุจริต 1.2) มีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม 1.3) มีจิตอาสา เสียสละ และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่น 1.4) มีวินัย เคารพสิทธิและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น 1.5) มีสํานึกในความเป็นไทย และแสดงออกถึงความรักและความผูกพันต่อ ท้องถิ่น 2) ด้านความรู้ 2.1) มีความรู้ ความเข้าใจหลักการและทฤษฎีพื้นฐาน 2.2) มีความรอบรู้อย่างกว้างขวาง และมีโลกทัศน์ที่กว้างไกล 2.3) สามารถนําความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการดํารงชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ 2.4) มีความสนใจ ใฝ่รู้ และติดตามความก้าวหน้าทางวิชาการ 2.5) มีความรู้ และซาบซึ้งในคุณค่าและศิลปวัฒนธรรม 3) ด้านทักษะทางปัญญา 3.1) มีความสามารถวิเคราะห์หาข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบ 3.2) มีความสามารถในการประเมินข้อมูลแนวคิดและหลักฐานใหม่จาก แหล่งข้อมูลที่หลากหลายและใช้ข้อมูลที่ได้มาแก้ปัญหา 3.3) มีการให้เหตุผลและข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ 4) ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเละความรับผิดชอบ


34 4.1) มีส่วนช่วยและเอื้อต่อการแก้ปัญหาในกลุ่มได้อย่างสร้างสรรค์ 4.2) มีการแสดงออกซึ่งภาวะผู้นําและบทบาทผู้ตามได้อย่างเหมาะสม 4.3) เคารพและศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข 4.4) มีจิตสาธารณะ และใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม 4.5) สามารถวางแผนและรับผิดชอบในการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง 5) ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 5.1) มีความสามารถในการรวบรวม วิเคราะห์ แปลความ และนําเสนอ ข้อมูลในการแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม 5.2) มีความสามารถใช้เทคโนโลยีในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประมวลผล แปลความหมาย และนําเสนอข้อมูลสารสนเทศ 5.3) สามารถสรุปประเด็นและสื่อสาร ทั้งการพูด และการเขียน ได้อย่าง เหมาะสม 5.4) สามารถเลือกใช้รูปแบบในการนําเสนอข้อมูลที่เหมาะสมสําหรับกลุ่ม บุคคลที่แตกต่างกันได้ 5.5) สามารถใช้ภาษาต่างประเทศในการสื่อสารได้อย่างเหมาะสม จากเนื้อหาดังกล่าวอาจสรุปได้ว่า ผลการเรียนรู้ หมายถึง ผลที่เกิดจากกระบวนการเรียนการ สอนที่จะทํา ให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและสามารถวัดได้โดยการแสดงออกมาทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านพุทธิพิสัย ด้าน จิตพิสัย และด้านทักษะพิสัย และในการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นการวัดด้วยแบบทดสอบที่จะออกแบบโดย ผู้สอนหรือจากแบบทดสอบมาตรฐานก็ได้ มีเกณฑ์ในการให้คะแนนและมีรูปแบบการวัดทั้งด้านปฏิบัติและด้าน เนื้อหา 3.2) แบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ เป็นเครื่องมือวัดผลที่สําคัญยิ่งและนิยมใช้มากที่สุด แบบทดสอบวัดผล การเรียนรู้ที่ดีจะช่วยให้ครูทราบสถานภาพของผู้เรียนและการสอนของครูว่าเป็น เช่นไร มีด้านใดดีหรือควร ปรับปรุงอย่างไร แบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัด ทางด้านความรู้ (cognitive domain) ได้แก่ความจํา ความเข้าใจ การนําไปใช้ วิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินค่า ลักษณะของแบบทดสอบจะมี 2 ประการ คือ แบบปรนัย (ประกอบด้วยข้อสอบแบบ ถูกผิด จับคู่เติมคําหรือแบบตอบสั้น และเลือกตอบ) และ อัตนัย ในการออกข้อสอบผู้ออกข้อสอบจะ สร้างตารางวิเคราะห์หลักสูตร ซึ่งประกอบด้วยจุดประสงค์การเรียนรู้ หรือเนื้อหากับพฤติกรรมที่จะ วัดโดยผู้ออกข้อสอบต้องวิเคราะห์ว่าในแต่ละจุดประสงค์การเรียนรู้หรือเนื้อหาต่างๆ นั้น จะวัด พฤติกรรมใดบ้าง พฤติกรรมละข้อและมีผู้ให้ความหมายของแบบทดสอบ ดังนี้ บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์ (2561, น.72) ให้ความหมาย แบบทดสอบว่า เป็นวิธีการเชิง ระบบที่ใช้ใน การเปรียบเทียบพฤติกรรมของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ณ เวลาหนึ่ง หรือของบุคคล คนเดียวหรือหลายคนใน เวลาต่างกัน


35 บราวน์ (Brown อ้างถึงใน บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์, 2561, น.72) ให้ความหมาย แบบทดสอบว่า เป็นวิธีการเชิงระบบที่ใช้สําหรับวัดตัวอย่างพฤติกรรม ตามความหมายแบบทดสอบ จะมีลักษณะที่สําคัญ 3 ประการ 1) แบบทดสอบเป็นวิธีเชิงระบบ (Systematic procedure) หมายความว่า แบบทดสอบนั้น จะต้องมีกฎเกณฑ์แน่นอนเกี่ยวกับโครงการการบริหารจัดการและการให้คะแนน 2) แบบทดสอบเป็นเป็นการวัดพฤติกรรม (behaviors) ซึ่งจะวัดเฉพาะพฤติกรรมที่วัดได้ เท่านั้น โดยผู้ตอบสนองตอบต่อข้อคําถามที่กําหนดให้ มิใช่เป็นการวัดโดยตรง 3) แบบทดสอบเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพฤติกรรมที่ต้องการวัดทั้งหมด (Sample of all possible items) ตามความเป็นจริง ไม่มีแบบทดสอบชุดใดที่จะมีข้อคําถามวัดพฤติกรรมที่ต้องการได้ ทั้งหมด ฉะนั้นจึงต้อง ตกลงว่าข้อคําถามในแบบทดสอบเป็นตัวแทนของข้อคําถามทั้งหมดที่ใช้วัด พฤติกรรมนั้น และถ้าผู้ตอบตอบข้อ คําถามใดคําถามหนึ่งถูกจะต้องให้คะแนนเท่ากัน อุทุมพร (ทองอุไทย) จามรมาน (2560) แบบทดสอบได้แก่เครื่องมือตรวจสอบทางการศึกษา ที่กระตุ้น สมองให้แสดงพฤติกรรมออกมาในเชิงความสามารถของบุคคลนั้นๆ ประกอบด้วยข้อสอบ จํานวนหนึ่ง ซึ่งข้อสอบ ได้แก่ ข้อความหรือข้อคําถามที่เกี่ยวข้องกับจุดมุ่งหมายในการทดสอบ และ เนื้อหาสาระที่ทดสอบเฉพาะอย่างและ เกี่ยวข้องกับบุคคลที่ถูกทดสอบ ในการวัดความรู้จะใช้แบบทดสอบ ซึ่งความรู้ในที่นี้มาจากคําว่า knowledge ซึ่งพจนานุกรม ฉบับ ราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. 2561 ได้ให้ความหมายไว้ว่า ความรู้ หมายถึง สิ่งที่สั่งสมมาจาก การศึกษาเล่าเรียน การ ค้นคว้า หรือประสบการณ์ รวมทั้งความสามารถเชิงปฏิบัติและทักษะ ซึ่งความรู้เป็นความจริงที่มีถูกและผิด ซึ่ง ถูกผิดเป็นไปตามหลักวิชาและเหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ ที่สามารถตรวจสอบและพิสูจน์ได้ คําว่า ความรู้มีลักษณะ เป็นเพียงแนวคิด ของพฤติกรรมหรืออาการ เท่านั้น มิได้มีส่วนประกอบของเนื้อหารวมด้วยเลยเพราะจะถา มว่า ท่านมีความรู้หรือไม่เฉย ๆ ไม่ได้ เลย ต้องมีเนื้อหาที่ต้องการถามรวมอยู่ด้วยจึงจะตอบได้เช่น ท่านมีความรู้เรื่อง เมืองไทยหรือไม่ ท่าน มีความรู้เรื่องสุขภาพหรือไม่คําว่าเมืองไทย สุขภาพ เป็นเนื้อหาที่เป็นสิ่งกระตุ้น ให้ผู้ตอบ แสดง พฤติกรรมหรืออาการของความรู้ออกมา แล้ววัดพฤติกรรมหรืออาการของความรู้นั้นระดับของ ความรู้ บลูม (Bloom) ได้แบ่งระดับความรู้ออกเป็นด้านต่าง ๆ ดังนี้ 1) ความจํา ได้แก่ความสามารถในการจดจําหรือระลึกถึงเรื่องราวที่เคยเรียนรู้ เคยมี ประสบการณ์มาก่อน 1.1) ความรู้จําเพาะเรื่อง เป็นการระลึกข้อมูลในส่วนย่อย ที่เฉพาะเรื่องและแยกเป็น ส่วนโดด ๆ 1.2) ความรู้จําวิถีทางและวิธีการดําเนินการเฉพาะเรื่องเป็นการระลึกถึงข้อมูลที่เกี่ยวกับ ระเบียบแบบแผน ประเพณีแนวโน้ม และลําดับก่อนหลังแยกประเภทและจัดหมวดหมู่ 1.3) ความรู้จําเรื่องสากลและนามธรรม เป็นการระลึกข้อมูลเกี่ยวกับหลักการ ข้อสรุป ทั่วไป ทฤษฎี และโครงสร้าง 2) ความเข้าใจ ความสามารถในการอธิบายสื่อความหมายและขยายความในเรื่องราวและ เหตุการณ์ต่าง ๆ ด้วยคําพูดหรือภาษาของตน พฤติกรรมที่ใช้วัดความเข้าใจ ได้แก่ 2.1) การแปลความเป็นการให้ความหมายจับใจความให้ถูกต้องตรงตาม


36 ความเป็นจริง ของสิ่งหรือเรื่องราวต่างๆ ที่ต้องการสื่อความหมายรวมทั้งการแปลใจความ 2.2) การตีความเป็นการอธิบายความหมายและสรุปเรื่องราวด้วยการจัด ระเบียบ หรือเรียบเรียงเนื้อหาใหม่ 2.3) การขยายความ การเป็นขยายเนื้อหาความรู้ที่เนื้อไปกว่าความรู้ 3) การนําไปใช้เป็นความสามารถที่ต้องทําความเข้าใจอย่างท่องแท้ในวิธีการ หลักการ แนวคิด หรือนามธรรมเรื่องนั้น ๆ 4) การวิเคราะห์ เป็นความสามารถในการแยกแยะ แตกเป็นชิ้นส่วนย่อย ๆ จัดเรียงเป็นลําดับ ของส่วนย่อย ๆ นั้นให้เห็นความสําคัญ 5) การสังเคราะห์เป็นความสามารถในการรวม ผสมผสานส่วนย่อย ๆ เข้าด้วยกันให้เป็น เรื่อง เดียวในลักษณะการจัดเรียงรวบรวมที่มีแบบแผนหรือโครงสร้างใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน สมนึก ภัททิยธนี (2563) ได้ให้ความหมายของแบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ว่า หมายถึง แบบทดสอบ วัดสมรรถภาพทางสมองต่างๆ ที่ผู้เรียนได้รับการเรียนรู้ผ่านมาแล้ว ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ แบบทดสอบที่ครู สร้างกับแบบทดสอบมาตรฐาน แต่เนื่องจากครูต้องทําหน้าที่วัดผล ผู้เรียน คือเขียนข้อสอบวัดผลที่ตนได้สอน ซึ่ง เกี่ยวข้องโดยตรงกับแบบทดสอบที่ครูสร้างและมี หลายแบบแต่ที่นิยมใช้มี 6 แบบ ดังนี้ 1) ข้อสอบแบบอัตนัยหรือความเรียง ลักษณะทั่วไปเป็นข้อสอบที่มีเฉพาะคําถาม แล้วให้ผู้เรียน เขียนตอบอย่างเสรี เขียนบรรยายตามความรู้ และข้อคิดเห็นแต่ละคน 2) ข้อสอบแบบกาถูก-ผิด ลักษณะทั่วไป ถือได้ว่าข้อสอบแบบกาถูก-ผิด คือ ข้อสอบแบบ เลือกตอบที่มี 2 ตัวเลือก แต่ตัวเลือกดังกล่าวเป็นแบบคงที่และมีความหมายตรงกันข้าม เช่น ถูก-ผิด ใช่ ไม่ใช่ จริงไม่จริง เหมือนกัน-ต่างกัน เป็นต้น 3) ข้อสอบแบบเติมคํา ลักษณะทั่วไปเป็นข้อสอบที่ประกอบด้วยประโยคหรือ ข้อความที่ยังไม่ สมบูรณ์ให้ผู้ตอบเติมคํา หรือประโยค หรือข้อความลงในช่องว่างที่เว้นไว้นั้น เพื่อให้มีใจความสมบูรณ์และถูกต้อง 4) ข้อสอบแบบตอบสั้นๆ ลักษณะทั่วไปข้อสอบประเภทนี้คล้ายกับข้อสอบแบบ เติมคํา แต่ แตกต่างกันที่ข้อสอบแบบตอบสั้นๆ เขียนเป็นประโยคคําถามสมบูรณ์ (ข้อสอบเติมคําเป็น ประโยคที่ยังไม่สมบูรณ์) แล้วให้ผู้เรียนเป็นคนเขียนตอบ คําตอบที่ต้องการจะสั้นและกะทัดรัดได้ ใจความสมบูรณ์ไม่ใช่เป็นการบรรยายแบบ ข้อสอบอัตนัยหรือความเรียง 5) ข้อสอบแบบจับคู่ลักษณะทั่วไป เป็นข้อสอบเลือกตอบชนิดหนึ่งโดยมีคําหรือ ข้อความแยกจาก กันเป็น 2 ชุด แล้วให้ผู้เรียนเลือกจับคู่ว่า แต่ละข้อความในชุดหนึ่ง (ตัวยืน) จะคู่กับ คํา หรือข้อความใดในอีกชุด หนึ่ง (ตัวเลือก) ซึ่งมีความสัมพันธ์กันอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ผู้ออก ข้อสอบกําหนดไว้ 6) ข้อสอบแบบเลือกตอบ ลักษณะทั่วไปข้อสอบแบบเลือกตอบนี้จะประกอบด้วย 2 ตอน ตอนนํา หรือคําถามกับตอนเลือก ในตอนเลือกนี้จะประกอบด้วยตัวเลือกที่เป็นคําตอบถูกและ ตัวเลือกที่เป็นตัวลวง ปกติ จะมีคําถามที่กําหนดให้ผู้ตอบพิจารณาแล้วหาตัวเลือกที่ถูกต้องมากที่สุดเพียงตัวเลือกเดียวจากตัวเลือกอื่นๆ และ คําถามแบบเลือกตอบที่ดีนิยมใช้ตัวเลือกที่ใกล้เคียงกัน ดู เผิน ๆ จะเห็นว่าทุกตัวเลือกถูกหมดแต่ความจริงมี น้ําหนักถูกมากน้อยต่างกัน ประเภทของแบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้


37 แบบทดสอบที่ใช้ทางการศึกษามีแตกต่างกันหลายประเภท แล้วแต่ยึดหลักเกณฑ์ที่ใช้ใน การ จําแนกต่างกันดังนี้ 1) จําแนกตามกระบวนการในการสร้าง จําแนกได้ 2 ประเภท คือ 1.1) แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเอง (teache made test) เป็นแบบทดสอบที่ครูสร้าง ขึ้นเฉพาะคราวเพื่อใช้ทดสอบผลสัมฤทธิ์และความสามารถทางวิชาการของผู้เรียน ) 1.2) แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized test) เป็นแบบทดสอบที่สร้างขึ้นด้วย กระบวนการ หรือวิธีการที่ซับซ้อนมากกว่าแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเอง เมื่อสร้างขึ้นแล้วมีการ นําไปทดลองสอบ วิเคราะห์ด้วยวิธีการทางสถิติหลายครั้ง เพื่อปรับปรุงให้มีคุณภาพดี มีความเป็น มาตรฐานแบบทดสอบมาตรฐานจะ มีความเป็นมาตรฐานอยู่ 2 ประการ คือ 1.2.1) มาตรฐานในการดําเนินการสอบ เพื่อควบคุมตัวแปรที่จะมี ผลกระทบต่อคะแนนของผู้สอบ ดังนั้นข้อสอบมาตรฐานจึงจําเป็นต้องมีคู่มือดําเนินการสอบไว้เป็น แนวปฏิบัติ สําหรับผู้ใช้ข้อสอบ 1.2.2) มาตรฐานในการแปลความหมายคะแนน ข้อสอบมาตรฐานมีเกณฑ์สําหรับ เปรียบเทียบคะแนนให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งเรียกว่า เกณฑ์ปกติ (norm) 2) จําแนกตามจุดมุ่งหมายในการใช้ประโยชน์ จําแนกได้ 3 ประเภทดังนี้ 2.1) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ (achievement test) หมายถึงแบบทดสอบที่ใช้วัด ความรู้ความสามารถ ทักษะเกี่ยวกับวิชาการที่ได้เรียนรู้มาว่ารับรู้ไว้ได้มากน้อยเพียงไร 2.2) แบบทดสอบความถนัด (aptitude test) เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดความสามารถ ที่ เกิดจากการสะสมประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้มาในอดีต ส่วนมากใช้ในการทํานายสมรรถภาพของ บุคคลว่าสามารถ เรียนไปได้ไกลเพียงใดแบบทดสอบวัดความถนัดแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ 2.2.1) แบบทดสอบความถนัดทางการเรียน (scholastic aptitude test) หมายถึง แบบทดสอบวัดความถนัดทางด้านวิชาการต่าง ๆ เช่น ความถนัดทางด้านภาษา ด้าน คณิตศาสตร์เหตุผล เป็นต้น 2.2.2) แบบทดสอบความถนัดเฉพาะอย่างหรือความถนัดพิเศษ (Specific aptitude test) หมายถึง แบบทดสอบวัดความถนัดที่เกี่ยวกับอาชีพหรือความสามารถพิเศษที่ นอกเหนือจาก ความสามารถด้านวิชาการ เช่น ความถนัดเชิงกล ความถนัดทางด้านดนตรี ศิลปะ การแกะสลัก กีฬา เป็นต้น 2.3) แบบทดสอบวัดบุคลิกภาพ (personal social test) มีหลายประเภท 2.3.1) แบบทดสอบวัดความพึงพอใจ (Attitude test) ใช้วัดความพึงพอใจของ บุคคลที่มีต่อบุคคล สิ่งของ การกระทํา สังคม ประเทศ ศาสนา และอื่นๆ 2.3.2) แบบทดสอบวัดความสนใจอาชีพ 2.3.3) แบบทดสอบวัดการปรับตัว ความมั่นใจ 3) จําแนกตามรูปแบบคําถามและวิธีการตอบ จําแนกได้ 3 ประเภท ดังนี้ 3.1) แบบทดสอบอัตนัย (Subjective test) แบบทดสอบประเภทนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะ ให้ผู้ตอบได้ตอบยาว ๆ แสดงความคิดเห็นเต็มที่ ผู้สอบมีความรู้ในเนื้อหานั้นมากน้อยเพียงไรก็เขียน ออกมาให้หมด ภายในเวลาที่กําหนดให้


38 3.2) แบบทดสอบปรนัย (objective test) เป็นแบบทดสอบที่มุ่งให้ผู้สอบตอบสั้น ๆ ใน แต่ละข้อวัดความสามารถเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงเรื่องเดียวได้แก่ แบบทดสอบแบบต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ 3.2.1) แบบถูกผิด (true - false) 3.2.2) แบบเติมคํา (completion) 3.2.3) แบบจับคู่ (matching) 3.2.4) แบบเลือกตอบ (multiple choices) 4) จําแนกตามลักษณะการตอบ จําแนกได้ 3 ประเภท ดังนี้ 4.1) แบบทดสอบภาคปฏิบัติ (performance test) ได้แก่ ข้อสอบภาคปฏิบัติทั้งหลาย เช่น วิชาพลศึกษาให้แสดงท่าทางประกอบเพลง วิชาหัตถศึกษาให้ประดิษฐ์ของใช้ด้วยเศษวัสดุ ให้ ทําอาหารใน วิชาคหกรรมศาสตร์ เป็นต้น 4.2) แบบทดสอบเขียนตอบ (paper - pencil test) เป็นแบบทดสอบที่ใช้การเขียน ตอบทุกชนิด ได้แก่ แบบทดสอบปรนัย และอัตนัยที่ใช้กันอยู่ทั่วไปใน โรงเรียน รวมทั้งการเขียน รายงานซึ่งต้องใช้ กระดาษ ดินสอ หรือปากกาเป็นเครื่องมือสําคัญในการสอบ 4.3) แบบทดสอบด้วยวาจา (oraltest) เป็นแบบทดสอบที่ผู้สอบใช้การโต้ตอบด้วย วาจา แทนที่จะเป็นการเขียนตอบ หรือปฏิบัติ เช่น การสอบสัมภาษณ์ การสอบท่องจํา เป็นต้น 5) จําแนกตามเวลาที่กําหนดให้ตอบ จําแนกได้ 2 ประเภท ดังนี้ 5.1) แบบทดสอบวัดความเร็ว (Speed test) เป็นแบบทดสอบที่มุ่งวัดทักษะความ คล่องแคล่วในการคิด ความแม่นยําในการรู้เป็นสําคัญ แบบทดสอบประเภทนี้มักมีลักษณะค่อนข้าง ง่ายแต่มี จํานวนข้อมาก และให้เวลาทําน้อย ใคร ทําเสร็จก่อนและถูกต้องมากที่สุดถือว่ามี ประสิทธิภาพสูงสุด 5.2) แบบทดสอบวัดความสามารถสูงสุด (power test) มีลักษณะค่อนข้างยากและ ให้ เวลาทํามากเพียงพอในการตอบ เป็นการสอบวัดความสามารถในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยให้เวลา ผู้สอบทําจนสุด ความสามารถ หรือจนกระทั่งทุกคนทําเสร็จ เช่น การให้ค้นคว้ารายงาน การทํา วิทยานิพนธ์ หรือข้อสอบอัตนัย บางอย่างก็อนุโลมจัดอยู่ในประเภทนี้ได้ จิรัชญา ทิขัตติ (2561) สรุปประเภทของแบบทดสอบการวัดผลการเรียนรู้ ไว้ 3 ประเภทคือ 1) เป็นแบบทดสอบของครูหรือแบบทดสอบมาตรฐาน 2) เป็นแบบทดสอบแบบอิงเกณฑ์หรือแบบทดสอบแบบอิงกลุ่ม 3) เป็นลักษณะการวัดด้านปฏิบัติหรือการวัดด้านเนื้อหา หลักเกณฑ์ในการสร้างแบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ ในการสร้างแบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ ผู้วิจัยได้วิเคราะห์จากนักการศึกษา หลาย ๆ ท่าน ที่กล่าวถึงหลักเกณฑ์ไว้สอดคล้องกัน และได้ลําดับเป็นขั้นตอนดังนี้ 1) เนื้อหาหรือทักษะที่ครอบคลุมในแบบทดสอบนั้น จะต้องเป็นพฤติกรรมที่สามารถ วัดผลการเรียนรู้ได้ 2) ผลการเรียนรู้ที่ใช้แบบทดสอบวัดนั้นถ้านําไปเปรียบเทียบกันจะต้องให้ทุกคนมีโอกาส เรียนรู้ในสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นได้ครอบคลุมและเท่าเทียมกัน


39 3) วัดให้ตรงกับจุดประสงค์ การสร้างแบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ ควรจะวัดตาม วัตถุประสงค์ทุกอย่างของการสอน และจะต้องมั่นใจว่าได้วัดสิ่งที่ต้องการจะวัดได้จริง 4) การวัดผลการเรียนรู้ เป็นการวัดความเจริญงอกงามของผู้เรียน การเปลี่ยนแปลงและ ความก้าวหน้าไปสู่วัตถุประสงค์ที่วางไว้ ดังนั้นครูควรจะทราบว่าก่อนเรียนผู้เรียนมีความรู้ ความสามารถอย่างไร เมื่อเรียนเสร็จแล้วมีความรู้แตกต่างจากเดิมหรือไม่ โดยการทดสอบก่อนเรียน และทดสอบหลังเรียน 5) การวัดผลเป็นการวัดผลทางอ้อม เป็นการยากที่จะใช้ข้อสอบแบบเขียนตอบวัด พฤติกรรม ตรงๆ ของบุคคลได้ สิ่งที่วัดได้คือ การตอบสนองต่อข้อสอบ ดังนั้น การเปลี่ยนวัตถุประสงค์ให้เป็น พฤติกรรมที่จะสอบ จะต้องทําอย่างรอบคอบและถูกต้อง 6) การวัดผลการเรียนรู้ เป็นการยากที่จะวัดทุกสิ่งทุกอย่างที่สอนได้ภายในเวลาจํากัด สิ่ง ที่ วัดได้เป็นเพียงตัวแทนของพฤติกรรมทั้งหมดเท่านั้น ดังนั้นต้องมั่นใจว่าสิ่งที่วัดนั้นเป็นตัวแทน แท้จริงได้ 7) การวัดผลการเรียนรู้เป็นเครื่องช่วยพัฒนาการสอนของครู และเป็นเครื่องช่วยในการ เรียน ของผู้เรียน 8) ในการศึกษาที่สมบูรณ์นั้น สิ่งสําคัญไม่ได้อยู่ที่การทดสอบแต่เพียงอย่างเดียวการ ทบทวน การสอนของครูก็เป็นสิ่งสําคัญยิ่ง 9) การวัดผลการเรียนรู้ ควรจะเน้นในการวัดความสามารถในการใช้ความรู้ให้เป็น ประโยชน์ หรือการนําความรู้ไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ๆ 10) ควรใช้คําถามให้สอดคล้องกับเนื้อหาวิชาและวัตถุประสงค์ที่วัด 11) ให้ข้อสอบมีความเหมาะสมกับผู้เรียนในด้านต่างๆ เช่น ความยากง่ายพอเหมาะ มี เวลาพอสําหรับผู้เรียนในการทําข้อสอบ จากเนื้อหาดังกล่าวอาจสรุปได้ว่า แบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดทางด้านความรู้ ทักษะ และสมรรถภาพด้านสมองด้านต่าง ๆ ของผู้เรียนที่เป็นผลมาจากการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ของครูผู้สอนว่า ผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ตั้งไว้เพียงใด และในการสร้างแบบทดสอบครูผู้สอนควรสร้างแบบทดสอบให้มีความ เหมาะสมกับผู้เรียนและครอบคลุม จุดประสงค์การเรียนรู้ที่ต้องการวัด 4) ความพึงพอใจต่อวิชาคณิตศาสตร์ 4.1) ความหมายของความพึงพอใจและความพึงพอใจต่อวิชาคณิตศาสตร์ ความพึงพอใจ ตรงกับภาษาอังกฤษที่ว่า Attitude ซึ่งแปลว่า โน้มเอียง เหมาะสม โดยมีนักวิชาการ และนักการศึกษาได้ใช้คําอื่น ๆ ที่มีความหมายเช่นเดียวกันคือคําว่า ทัศนคติ ซึ่งทัศนคติหรือความพึงพอใจ เป็นจิต ลักษณะอย่างหนึ่งจึงมีนักวิชาการและนักจิตวิทยาได้ให้คํานิยามหรือคําจํากัดความไว้ ดังนี้ Thurstone (1931) ได้นิยาม ความพึงพอใจ ไว้ว่าเป็นผลรวมทั้งหมดของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับ ความรู้สึก ความคิด ความกลัว อคติที่มีต่อบางสิ่งบางอย่าง โดยสามารถวัดได้จากความคิดของบุคคลที่มีต่อสิ่ง ๆ หนึ่ง เพราะความพึงพอใจเป็นระดับของความรู้สึกในทั้งในด้านบวกและด้านลบที่มีต่อสิ่ง ๆ หนึ่ง ทางจิตวิทยา ไม่ ว่าสิ่ง ๆ นั้นจะเป็นบุคคล สัตว์ สิ่งของ สถานที่ หรือสถานการณ์ต่าง ๆ ก็ตาม Alport (1935) ได้ให้คําจํากัดความของความพึงพอใจว่าเป็นสภาพพร้อมทางจิตซึ่งเกิดขึ้นโดย ประสบการณ์ โดยสภาพความพร้อมนี้จะเป็นตัวกําหนดทิศทางหรือปฏิกิริยาที่มีต่อบุคคล สิ่งของ หรือสถานการณ์ ที่ เกี่ยวข้อง


40 Thurstone (1946) ได้อธิบาย ความพึงพอใจ ไว้ว่าเป็นระดับของความสัมพันธ์ทางบวกหรือทางลบที่ มีต่อวัตถุหรือสิ่ง ๆ หนึ่งในทางจิตวิทยา Katz และ Stotland (1959) ได้อธิบายว่าความพึงพอใจเป็นแนวโน้มหรือการโอนเอียงไปในทางใด ทางหนึ่งที่ได้จากการประเมินวัตถุหรือสัญลักษณ์ทางวัตถุต่าง ๆ ซึ่งเอนเอียงไปในทิศทางที่แน่นอน Oskamp (1977) ได้อธิบายว่าความพึงพอใจเป็นความรู้สึกที่ชัดเจนที่มีต่อบุคคล วัตถุ หรือ สถานการณ์หนึ่ง ๆ ในทางบวกหรือทางลบ Petty B. และ Cacioppo J. (1984) ได้อธิบายว่า ความพึงพอใจ เป็นสิ่งที่บ่งบอกความรู้สึกทางบวก หรือทางลบที่มีต่อสิ่ง ๆ หนึ่งของแต่ละบุคคล Eiser (1986) ได้ให้คําอธิบายเกี่ยวกับความพึงพอใจไว้ว่าเป็นความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย ไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจต่อสิ่ง ๆ หนึ่งที่มนุษย์สะท้อนออกมาจากการได้รับ การกระทําหรือคําพูด ใด ๆ Eagly และ Chaiken (1993) ได้ให้นิยามของ ความพึงพอใจ ไว้ว่าเป็นแนวโน้มทางจิตวิทยาที่ ชัดเจน โดย แสดงออกผ่านพฤติกรรมความชอบหรือไม่ชอบต่อสิ่ง ๆ หนึ่ง Bohner และ Wanke (2002) ได้อธิบายว่า ความพึงพอใจ เป็นพฤติกรรมหรือความรู้สึกที่เป็น ผลรวม ทั้งหมดที่ได้จากการประเมินสิ่ง ๆ หนึ่ง Maio G. R. และ Haddock G. (2009) ได้อธิบายว่า ความพึงพอใจ เป็นผลมาจากการประเมินผล ทั้งหมดที่มีต่อสิ่ง ๆ หนึ่ง โดยพื้นฐานมาจากองค์ประกอบ 3 ด้าน คือ ความรู้ ความรู้สึก พฤติกรรม จากความหมายหรือคํานิยามที่นักการศึกษาได้กล่าวไว้ จึงสรุปได้ว่า ความพึงพอใจ เป็นพฤติกรรม หรือความรู้สึกที่แสดงออกต่อบุคคล วัตถุ หรือสถานการณ์หนึ่ง ๆ ซึ่งสามารถแสดงออกมาได้ทั้งทิศ ทางบวกและ ทางลบ โดยสามารถแสดงออกได้ในหลายลักษณะ เช่น ชอบหรือไม่ชอบ พอใจหรือไม่ พอใจ เห็นด้วยหรือไม่เห็น ด้วย เป็นต้น จากความหมายของความพึงพอใจดังกล่าวได้มีนักการศึกษาอธิบายความหมายความพึงพอใจต่อวิชา คณิตศาสตร์ Neale (1969) ได้อธิบายว่าความพึงพอใจต่อวิชาคณิตศาสตร์ว่าเป็นความรู้สึกชื่นชอบหรือไม่ ชื่นชอบ วิชาคณิตศาสตร์ อยากมีส่วนร่วมหรือหลีกเลี่ยงกิจกรรมทางคณิตศาสตร์ เป็นความรู้สึกที่เชื่อว่า วิชาคณิตศาสตร์ตี หรือไม่ดีและเชื่อว่าคณิตศาสตร์มีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์ Aliken (1979) ได้อธิบายความหมายของความพึงพอใจต่อวิชาคณิตศาสตร์ว่าเป็นความเพลิดเพลิน การให้ความสําคัญและความเป็นอิสระจากความกลัวที่มีต่อวิชาคณิตศาสตร์ Cileciz (1999) ได้อธิบายว่าความพึงพอใจต่อวิชาคณิตศาสตร์ว่าเป็นความรู้สึกชื่นชอบหรือ รู้สึกกลัว วิชาคณิตศาสตร์ จากสิ่งที่ได้รับหรือจากการประเมินการมีส่วนร่วมของตนเองในวิชา คณิตศาสตร์โดยสามารถระบุ ออกมาเป็นพฤติกรรมหรือความรู้สึก เช่น ความชื่นชอบ ความกลัว ความสุข การให้ความสําคัญ ความน่าสนใจ ความมั่นใจ เป็นต้น Zan และ Martino (2007) ได้อธิบายว่าความพึงพอใจต่อวิชาคณิตศาสตร์ว่าเป็นการแสดงออกทาง อารมณ์ทางบวกหรือทางสบที่มีต่อวิชาคณิตศาสตร์


41 Rosetta Zen (2013) ได้อธิบายว่าความพึงพอใจต่อวิชาคณิตศาสตร์ว่าเป็นความรู้สึกของบุคคล ที่มี ต่อการเรียนหรือการทํางานที่เกี่ยวข้องกับวิชาคณิตศาสตร์ โดยผู้ที่มีความพึงพอใจที่ดีต่อวิชา คณิตศาสตร์จะแสดง พฤติกรรมและอารมณ์ในทางบวกต่อวิชาคณิตศาสตร์ ในขณะเดียวกันผู้ที่มี ความพึงพอใจที่ไม่ดีต่อวิชาคณิตศาสตร์ จะแสดงพฤติกรรมและอารมณ์ในทางลบต่อวิชาคณิตศาสตร์ ดุจเดือน พันธุมนาวิน (2547) ได้อธิบายว่าความพึงพอใจต่อวิชาคณิตศาสตร์ คือ ปริมาณการ เห็น ประโยชนและโทษในการเรียนวิชาคณิตศาสตร ความรู้สึกพอใจและไม่พอใจกับวิชาคณิตศาสตรที่ตน กําลังเรียน และพรอมที่จะแสดงพฤติกรรมในการเรียนวิชาคณิตศาสตรตามความรู้สึกนึกคิดของตน รุจิเรขราณี กุลสุวรรณ (2561) ได้อธิบายว่าความพึงพอใจต่อวิชาคณิตศาสตร์ คือ ความรู้สึกนึก คิด ความคิดเห็น อารมณ์ และทําที่ที่นักเรียนมีต่อวิชาคณิตศาสตร์ภายหลังจากการที่มีประสบการณ์ ในวิชา คณิตศาสตร์ ทั้งในลักษณะพึงพอใจ เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ชอบหรือไม่ชอบ โดยแสดงออก พฤติกรรมออกมาใน ทางบวกหรือทางลบ ชญานิน คมพจน์ (2561) ได้อธิบายว่าความพึงพอใจต่อวิชาคณิตศาสตร์ คือ ความรู้สึกนึกคิด ความ คิดเห็น อารมณ์และท่าทีที่นักเรียนมีต่อวิชาคณิตศาสตร์ จากความหมายของความพึงพอใจต่อการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของนักการศึกษาที่ได้ให้ไว้ ผู้วิจัยกล่าว โดย สรุปได้ว่าความพึงพอใจต่อวิชาคณิตศาสตร์ คือ สภาพความรู้สึกนึกคิด พฤติกรรม อารมณ์และท่าที ที่นักเรียนมีต่อ วิชาคณิตศาสตร์ที่แสดงออกมาในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง โดยผู้ที่มีความพึงพอใจที่ดีต่อ วิชาคณิตศาสตร์ จะแสดง พฤติกรรมและอารมณ์ในทางบวกต่อวิชาคณิตศาสตร์ ในขณะเดียวกันผู้ที่มีความพึงพอใจที่ไม่ดีต่อวิชาคณิตศาสตร์ จะแสดงพฤติกรรมและอารมณ์ในทางลบต่อวิชาคณิตศาสตร์ 4.2) ความสําคัญของความพึงพอใจต่อวิชาคณิตศาสตร์ Katz (อ้างถึงใน Loudon & Bitta, 1993) ได้กล่าวถึงความสําคัญของความพึงพอใจว่า ความพึงพอใจ เป็น จิตลักษณะที่สําคัญและเป็นสิ่งที่ควรศึกษาเพราะความพึงพอใจในตัวบุคคลสามารถทําหน้าที่ในการแสดง ท่าที่ หรือพฤติกรรมออกมา ซึ่งมี 4 ประการ ดังนี้ 1) หน้าที่ในการปรับตัว (Adjustment Function) ความพึงพอใจช่วยให้มนุษย์ปรับตัวในการเข้า หา สิ่งที่ทําให้ได้รับความพึงพอใจหรือหลักเสี่ยงสิ่งที่ไม่พึงพอใจ ซึ่งคือการยึดแนวทางที่ก่อให้เกิดต่อตัว มนุษย์เอง มากที่สุดและหลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็นโทษให้เกิดน้อยที่สุด จึงทําให้มนุษย์สามารถปรับตัวให้เข้ากับ สภาพแวดล้อมต่าง ๆ เพื่อให้มนุษย์ในสภาพแวดล้อมนั้น ๆ เกิดความพอใจ 2) หน้าที่ในการป้องกันตนเอง (Ego - Defensive Function) ความพึงพอใจช่วยปกป้องอัต ลักษณ์หรือภาพลักษณ์ของตนเองต่อความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในจิตใจและแสดงออกมาเพื่อปกป้อง ตนเอง โดย การสร้างความนิยมนับถือตนเอง หลีกเลี่ยงจากสิ่งที่ไม่พอใจหรือสร้างความพึงพอใจขึ้นมา เพื่อรักษาหน้าตา 3) หน้าที่ในการแสดงออกของค่านิยม (Value Expressive Function) ผลจากการที่ความพึง พอใจ ถูกสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตนเองเพื่อปิดบังความพึงพอใจที่แท้จริงไม่ให้ปรากฏ แต่ความพึงพอใจที่ทําหน้าที่ แสดงออก ถึงค่านิยมจะพยายามแสดงลักษณะตัวตนของมนุษย์ที่แท้จริงออกมาเพื่อทําหน้าที่ให้บุคคลแสดงค่านิยม ของตนเอง ซึ่งเป็นการแสดงออกทางความพึงพอใจที่จะสร้างความพอใจให้กับบุคคลที่แสดงความพึงพอใจนั้น ออกมา เพราะเป็นการแสดงค่านิยมพื้นฐานที่แต่ละบุคคลพอใจ


Click to View FlipBook Version