The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วิจัย การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย เรื่อง พระอภัยมณี ตอน กำเนิดสุดสาคร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R ร่วมกับวิธีการสอนโดยใช้เกมเป็นฐาน

วิจัยในชั้นเรียนวิชาภาษาไทย ของ
ธนาวุฒิ ชะฎาแก้ว

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย เรื่อง พระอภัยมณี ตอน กำเนิดสุดสาคร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R ร่วมกับวิธีการสอนโดยใช้เกมเป็นฐาน วิจัยในชั้นเรียนวิชาภาษาไทย ของ ธนาวุฒิ ชะฎาแก้ว เสนอต่อคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของ การศึกษาตามหลักสูตรปริญญาการศึกษาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย ลิขสิทธิ์เป็นของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม


การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย เรื่อง พระอภัยมณี ตอน กำเนิดสุดสาคร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R ร่วมกับวิธีการสอนโดยใช้เกมเป็นฐาน วิจัยในชั้นเรียนวิชาภาษาไทย ของ ธนาวุฒิ ชะฎาแก้ว เสนอต่อคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของ การศึกษาตามหลักสูตรปริญญาการศึกษาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย ลิขสิทธิ์เป็นของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม


ประกาศคุณูปการ การวิจัย เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย เรื่อง พระอภัยมณี ตอน กำเนิด สุดสาคร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R ร่วมกับวิธีการสอนโดยใช้เกมเป็นฐาน สำเร็จสมบูรณ์ได้ด้วยความกรุณา เมตตา และความช่วยเหลืออย่างสูงยิ่งจาก อาจารย์วรางคณา เทศนา และอาจารย์ ดร.วัฒนพงษ์ คงสืบเสาะ อาจารย์ที่ปรึกษาการวิจัย ที่ได้ให้ความรู้และคำปรึกษา พร้อมทั้ง ให้กําลังใจ อํานวยความสะดวกในการดำเนินการวิจัยครั้งนี้อย่างดีตลอดมา ผู้วิจัยขอขอบพระคุณเป็น อย่างสูง ขอขอบพระคุณอาจารย์จินตนา ชาญวงษ์สนิท คุณครูพี่เลี้ยง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาภาษาไทย โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (ฝ่ายประถม) ที่ได้กรุณาช่วยเหลือและให้ความอนุเคราะห์ ระหว่างดำเนินการวิจัย อีกทั้งยังเป็นกําลังใจ ให้คำปรึกษา และช่วยเหลือในทุก ๆ ด้านตลอดมา ขอขอบพระคุณโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (ฝ่ายประถม) สังกัดสำนักงาน คณะกรรมการการอุดมศึกษา ตำบลตลาด อำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม ที่ได้กรุณา ช่วยเหลือและให้ความอนุเคราะห์ชั่วโมงสอนเป็นจำนวน 6 ชั่วโมง ในการดำเนินการวิจัยในครั้งนี้พร้อม ทั้งอํานวยความสะดวกในระหว่างดำเนินการวิจัยเป็นอย่างดีจึงทำให้การวิจัยครั้งนี้เป็นไปด้วยความ เรียบร้อย และสำเร็จลุล่วงได้อย่างสมบูรณ์ ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลอันเป็นประโยชน์ต่อการวิจัยในชั้นเรียนครั้งนี้ โดยเฉพาะเว็บไซต์ ของโครงการเครือข่ายห้องสมุดในประเทศไทยThaiLIS (Thai Library Integrated System) สำนักคณะกรรมการการอุดมศึกษา ที่ผู้วิจัยได้ศึกษางานวิจัยและเอกสารที่เกี่ยวข้อง จนทำให้ การศึกษาวิจัยบรรลุวัตถุประสงค์สำเร็จเรียบร้อย และเกิดประโยชน์ต่อผู้ที่ศึกษา รวมถึงเป็นแนวทางใน การวิจัยในครั้งต่อไป ขอขอบพระคุณบิดา มารดา และครอบครัวของผู้วิจัยเป็นอย่างสูง ที่ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี ทั้งกำลังใจและทุนทรัพย์ในการวิจัยทางการศึกษาครั้งนี้ คุณค่า และประโยชน์ใด ๆ ในการจัดทำผู้วิจัย ขอมอบเป็นเครื่องบูชาพระคุณบิดา มารดา ครู อาจารย์ทุกท่านที่ได้อบรมสั่งสอนผู้วิจัยตลอดมา สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณความรัก ความมุ่งมั่น และความเชื่อมั่นของผู้วิจัยที่มีต่อการวิจัยในครั้งนี้ ซึ่งเป็นอีกก้าวหนึ่งที่สำคัญสำหรับการทำวิจัย อันเป็นหน้าที่ที่สำคัญของการเป็นครูในอนาคตเพื่อแก้ไข ปัญหาและพัฒนาให้กับนักเรียน และเพื่อก้าวไปสู่การศึกษาและต่อยอดในการทำวิจัยต่อไปด้วยกำลังใจ ที่เข้มแข็งอย่างไม่สิ้นสุด ธนาวุฒิ ชะฎาแก้ว


ชื่อเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย เรื่อง พระอภัยมณี ตอน กำเนิดสุดสาคร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R ร่วมกับวิธีการสอนโดยใช้เกมเป็นฐาน ผู้วิจัย ธนาวุฒิ ชะฎาแก้ว อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์วรางคณา เทศนา และอาจารย์ ดร.วัฒนพงษ์ คงสืบเสาะ ปริญญา กศ.บ. สาขาวิชา ภาษาไทย มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2565 บทคัดย่อ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย เรื่อง พระอภัยมณี ตอน กำเนิดสุดสาคร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R ร่วมกับวิธีการสอนโดยใช้เกมเป็นฐาน การวิจัย ครั้งนี้มีความมุ่งหมายของการวิจัย 1. เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง พระอภัยมณี ตอน กำเนิดสุดสาคร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R ร่วมกับวิธีการสอนโดยใช้ เกมเป็นฐาน ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วรรณคดีไทย เรื่อง พระอภัยมณี ตอน กำเนิดสุดสาคร ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R ร่วมกับวิธีการสอนโดยใช้เกมเป็นฐาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย มหาสาคาม (ฝ่ายประถม) สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ตำบลตลาด อำเภอเมือง มหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 35 คน โดยวิธีการสุ่ม ตัวอย่างแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง พระอภัยมณี ตอน กำเนิดสุดสาคร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R ร่วมกับวิธีการสอนโดยใช้ เกมเป็นฐาน ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย เรื่อง พระอภัยมณี ตอน กำเนิดสุดสาคร จำนวน 1 ฉบับ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยปรากฏดังนี้


1. ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง พระอภัยมณี ตอนกำเนิด สุดสาคร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R ร่วมกับวิธีการสอนโดยใช้เกมเป็นฐาน มีประสิทธิภาพเท่ากับ 92.21/83.86 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย เรื่อง พระอภัยมณี ตอน กำเนิด สุดสาคร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R ร่วมกับวิธีการ สอนโดยใช้เกมเป็นฐาน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คำสำคัญ : ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน, วรรณคดีไทย, พระอภัยมณี, การจัดการเรียนรู้แบบSQ4R, วิธีการสอนโดยใช้เกมเป็นฐาน


TITLE DEVELOPING THAI LITERATURE LEARNING ACHIEVEMENT ON “PHRA APHAI MANI” CHAPTER THE BIRTH OF “SUDSAKORN” FOR PRATHOMSUKSA 4 STUDENTS USING SQ4R TECHNIQUE WITH THE GAME-BASED LEARNING RESEARCHER Thanawut Chadakaew ADVISORS Warangkana Tesana and Dr. Watthanapong khongsuepsor DEGREE B.Ed. MAJOR Thai Language UNIVERSITY Mahasarakham University ACADEMIC YEAR 2565 ABSTRACT Developing thai literature learning achievement on “Phra Aphai Mani” chapter the birth of “Sudsakorn” for Prathomsuksa 4 students using SQ4R technique with the game-based learning. The purposes of the research were to: 1) develop Thai literature lesson plans on “Phra Aphai Mani” chapter the birth of “Sudsakorn” for Prathomsuksa 4 students using SQ4R technique with the game-based learning with an efficiency of 80/80, 2) Developing Prathomsuksa 4 students’ learning achievement between before and after learning of Thai literature on “Phra Aphai Mani” chapter the birth of “Sudsakorn” by using SQ4R technique with the game-based learning, The sample used for the study consisted of thirty-fivePrathomsuksa 4/2 students at Mahasakam University Demonstration School (Primary Division), 1nd semester of academic year 2022. They were cluster Random Sampling selected. The instruments used were Thai literature lesson plans entitled “Phra Aphai Mani” chapter the birth of “Sudsakorn” by using SQ4R technique with the game-based learning with an efficiency of 80/ 80 and a Thai literature achievement test entitled “Phra Aphai Mani” chapter the birth of “Sudsakorn”. Data was analyzed by using percentage, mean, and standard deviation.


1. Effectiveness of Thai language lesson plan on “Phra Aphai Mani” chapter the birth of “Sudsakorn” for Prathomsuksa 4 students using SQ4R technique with the game-based learning was 92.21/83.86, which is higher than the 80/80 threshold. 2. Comparison of achievement in Thai literature on “Phra Aphai Mani” chapter the birth of “Sudsakorn” for Prathomsuksa 4 students using SQ4R technique with the game-based learning after learning was statically higher than before learning at the .05 level of significant. Keywords: Academic achievement, Thai literature, Phra Aphai Mani, SQ4R


สารบัญ บทที่ หน้า 1 บทนำ .......................................................................................................................... ........ ภูมิหลัง .................................................................................................................... ........ ความมุ่งหมายของการวิจัย .............................................................................................. สมมติฐานของการวิจัย …………………………………………………………………………………........ ความสำคัญของการวิจัย ................................................................................................. ขอบเขตของการวิจัย ………………………………………………………………………………………..... นิยามศัพท์เฉพาะ ............................................................................................................ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ……………………………………………………………………………..... แนวคิดที่เกี่ยวกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม ......................................... แนวคิดที่เกี่ยวกับวรรณคดี ……………………………………………………………………..………...... แนวคิดที่เกี่ยวกับวรรณคดีไทย เรื่อง พระอภัยมณี…………………………………………………. แนวคิดที่เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R …………………………………………………...... แนวคิดวิธีการสอนโดยใช้เกมเป็นฐาน……………………………………………………………….……. แนวคิดที่เกี่ยวกับแผนการจัดการเรียนรู้ ……………………………………………………………...... แนวคิดที่เกี่ยวกับการหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ …………………………..... แนวคิดที่เกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน …………………………………………………………...... งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ………………………………………………………………………………..………...... 3 วิธีดำเนินการวิจัย ................................................................................................. ............... ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ............................................................................................. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย …………………………………………………………………………………...... การสร้างเครื่องมือ …………………………………………………………………………………..……....... แบบแผนการทดลอง ………………………………………………………………………………………..... การเก็บรวบรวมข้อมูล ……………………………………………………………………………………...... 1 1 5 6 6 6 7 9 9 13 26 35 42 55 65 67 74 81 81 82 82 89 90


บทที่ การจัดกระทำข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล ……………………………………………………………..... สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ …………………………………………………………………………………...... 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล .................................................................................................. ....... สัญลักษณ์ที่ใช้ในการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล …………………………………………....... ลำดับขั้นตอนในการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ……………………………………………..... ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ……………………………………………………………………………………...... 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ …………………………………………………………………...... ความมุ่งหมายของการวิจัย ………………………………………………………………………………..... สรุปผล ..................................................................................................................... ....... อภิปรายผล ……………………………………………………………………………………………………..... ข้อเสนอแนะ …………………………………………………………………………………………………...... บรรณานุกรม ............................................................................................................ ................. ภาคผนวก ..................................................................................................................... ............. ภาคผนวก ก ผู้เชี่ยวชาญตรวจเครื่องมือในการวิจัย ............................................................ ภาคผนวก ข หนังสือขอความอนุเคราะห์ ........................................................................... ภาคผนวก ค เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ................................................................................ ภาคผนวก ง แบบประเมินคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ............................................... ภาคผนวก จ ผลการหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย……………………………………………… ภาคผนวก ฉ ผลการหาประสิทธิภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย………………………………… ประวัติผู้วิจัย............................................................................................................... ................. หน้า 90 91 95 95 95 96 99 99 99 100 102 104 111 112 114 118 148 174 190 197


บัญชีตาราง ตาราง หน้า 1 ตัวชี้วัด และสาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 …………………………………………………………………………………....... 2 แสดงกำหนดการสอนแผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง พระอภัยมณี ตอน กำเนิดสุดสาคร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R ร่วมกับวิธีการสอนโดยใช้เกมเป็นฐาน……………………………………………..………………...... 3 แสดงการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อหา และจุดประสงค์การเรียนรู้ จำนวนข้อสอบที่สร้างและต้องการใช้จริง …………………………………..……………………..... 4 แบบแผนการทดลอง The single group, pretest-posttest Design ………………...... 5 คะแนนเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละของคะแนน ที่ได้จากการประเมินพฤติกรรม ใบงาน แบบทดสอบย่อยระหว่างเรียน คะแนนก่อนเรียนและคะแนนหลังเรียน ……………………...…………………………………....... 6 สรุปคะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน……………...................... 7 ประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง กำเนิดสุดสาคร ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R ร่วมกับวิธีการสอนโดยใช้เกมเป็นฐาน............................................................................ 8 วิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง กำเนิดสุดสาคร ด้วยการจัดการเรียนรู้ แบบ SQ4R ร่วมกับวิธีการสอนโดยใช้เกมเป็นฐาน……………………………………………..... 12 83 88 89 96 97 97 98


1 บทที่ 1 บทนำ ภูมิหลัง ภาษาไทยเป็นเอกลักษณและวัฒนธรรมประจำชาติ แสดงถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนใน ชาติที่มีประวัติความเป็นมาอันยาวนานคูกับชาติไทย มีลักษณะเดนเฉพาะตัวที่แตกตางจากภาษาอื่น ทั้งการมีตัวอักษรและการใชภาษาพูดหรือภาษาเขียน ภาษาไทยมีคุณค่าและประโยชนตอสังคมไทย โดยใช เป็นสื่อกลางที่กอใหเกิดความเขาใจอันดีระหว่างคนไทยที่อยู่ร่วมกันในสังคม เป็นแกนกลางในการสืบทอด วัฒนธรรมอันเป็นมรดกจากบรรพชนมาถึงคนไทยในปัจจุบัน และการมีภาษาใช้เป็นของตนเองเช่นนี้ ทำให้ การสื่อสารระหว่างคนในชาติไม่เกิดปัญหา เพราะมีภาษาช่วยสื่อความหมาย ความคิด ความรู้สึกและ ความเข้าใจให้เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าเราจะส่งข่าวสาร ศึกษาเล่าเรียน ประกอบอาชีพ ก็ใช้ภาษาไทย เป็นเครื่องแสดงความหมาย ความคิด ความรู้สึกทั้งสิ้น การใช้ภาษาเดียวกันเป็นเครื่องผูกพันความรู้สึกของ มนุษย์ให้แน่นแฟ้นยิ่งกว่าสิ่งอื่น เพราะทำให้เกิดความรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน ก่อให้เกิดความสามัคคี เป็นผลดี ต่อการปกครองประชาชนให้เกิดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ทำให้ประเทศไทยคงความเป็นชาติไว้ได้ ความสำคัญของภาษาไทยดังกล่าว เป็นสิ่งที่คนไทยควรตระหนักว่าเรามีหน้าที่รักษาภาษาไทยให้คงอยู่ เป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องใช้ภาษาให้ถูกต้อง โดยเฉพาะครูภาษาไทยควรถือว่า การสอนภาษาไทย เป็น วิธีการสำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะและกฎเกณฑ์ของภาษาไทยที่ ผู้ใช้ภาษายึดถือเป็นหลักร่วมกันทั้งชาติเพื่อจะได้ช่วยกันรักษาภาษาไว้ไม่ผันแปรไปตามบุคคลหรือ สิ่งแวดล้อมรวดเร็วเกินไปนัก จนกระทั่งภาษาขาดระเบียบแบบแผนไป (อัฐพล อินต๊ะเสนา, 2561 : 15) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562 มาตรา 4 กล่าวว่า “การศึกษา”หมายความว่า กระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคม โดย การถ่ายทอดความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหน้าทาง วิชาการ การสร้างองค์ความรู้ อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อม สังคมการเรียนรู้และปัจจัยเกื้อหนุนให้ บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต หมวด 4 แนวการจัดการศึกษา มาตรา 22 ระบุว่า การจัดการศึกษา ต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ และ


2 มาตรา 23 ระบุว่าการจัดการศึกษา ทั้งการศึกษาในระบบการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ต้องเน้นความสำคัญ ทั้งความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้ และบูรณาการตามความเหมาะสมของแต่ละ ระดับการศึกษาในแต่ละเรื่อง โดยเฉพาะข้อ 4 ระบุว่า ความรู้ และทักษะด้านคณิตศาสตร์ และด้านภาษา เน้นการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง (สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา, 2545 : 2) สอดคล้อง กับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 เกี่ยวกับการเสริมสร้างและพัฒนา ศักยภาพทุนมนุษย์ของประเทศไทย และจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการในการพัฒนาเยาวชนสู่ศตวรรษที่ 21 พัฒนาศักยภาพ พัฒนาคนให้มีทักษะ ความรู้ และความสามารถในการดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่า เด็กทุก คนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพสูงตามมาตรฐานสากล สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2562) ที่มีเป้าหมายของ หลักสูตรในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และกระบวนการนำหลักสูตรไปสู่การปฏิบัติในระดับเขตพื้นที่ การศึกษาและสถานศึกษา โดยได้มีการกำหนดวิสัยทัศน์ จุดหมาย สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ มาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชี้วัดที่ชัดเจนเพื่อใช้เป็นทิศทางในการจัดทำหลักสูตรการเรียน การสอนในแต่ละระดับ นอกจากนั้นได้กำหนดโครงสร้างเวลาเรียน พื้นฐานของแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ ในแต่ละชั้นปีไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน และเปิดโอกาสให้สถานศึกษาเพิ่มเติมเวลาเรียน ได้ตามความพร้อมและจุดเน้น อีกทั้งได้ปรับกระบวนการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ เกณฑ์การจบ การศึกษาแต่ละระดับ และเอกสารแสดงหลักฐานทางการศึกษาให้มีความสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ และมีความชัดเจนต่อการนำไปปฏิบัติ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้จัดให้มีการจัดการเรียนการสอน วรรณคดีวรรณกรรมไทยแก่ผู้เรียนในทุกระดับชั้น ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงระดับชั้น มัธยมศึกษา โดยกำหนดให้วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอยู่ในสาระที่ 5 ของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานวิชาภาษาไทย มีจำนวน 1 มาตรฐาน คือ ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่าง เห็นคุณค่าและนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ซึ่งตัวชี้วัดในแต่ละระดับชั้นก็จะมีความแตกต่างกันไป สิ่งที่ นักเรียนจะต้องเรียนเกี่ยวกับวรรณคดีนั้น หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ระบุไว้ในจุดมุ่งหมาย ของการเรียนรู้วรรณคดีและวรรณกรรมว่านักเรียนสามารถวิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อศึกษา ข้อมูล แนวความคิด คุณค่าของงานประพันธ์ และเพื่อความเพลิดเพลิน ซึ่งได้ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี เรื่องราวของสังคมในอดีต และความงดงามของภาษา เป็นบทเรียนที่ได้ สั่งสมและสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2551)


3 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้กล่าวถึงความสำคัญและคุณค่าของวรรณคดี วรรณกรรมไทยไว้ว่าเป็นงานสร้างสรรค์ล้ำค่าของมนุษย์ มนุษย์สร้างและสื่อสารเรื่องราวของชีวิต วัฒนธรรมและอารมณ์ความรู้สึกที่เกี่ยวข้องหรือสะท้อนความเป็นไปของมนุษย์ด้วยกลวิธีการใช้ถ้อยคำ สำนวนภาษาที่มีความเหมือนหรือแตกต่างกันไป เมื่อผู้อ่านได้อ่านวรรณคดีแล้วจะสามารถเห็นถึงคุณค่า ของวรรณคดีในแง่มุมต่าง ๆ ประการแรกคือ คุณค่าทางด้านวรรณศิลป์ เป็นการใช้กลวิธีในการแต่ง การเลือกใช้ถ้อยคำที่ไพเราะ การใช้ภาษาที่สละสลวย การใช้ถ้อยคำสร้างภาพได้ชัดเจน ประการที่สองคือ คุณค่าทางปัญญา ผู้อ่านจะได้รับความรู้มากยิ่งขึ้น ทั้งด้านวิทยาการ ความรู้รอบตัว และรู้เท่าทันคน วรรณคดีบางเรื่องทำให้ผู้อ่านเห็นเล่ห์เหลี่ยม นิสัยใจคอและความคิดของคน เช่น เรื่องสามก๊ก ของ เจ้าพระยาพระคลัง (หน) นอกจากนี้ยังได้เห็นถึงสัจธรรมหรือธรรมที่ผู้อ่าน สามารถนำมาใช้ประโยชน์หรือ ปฏิบัติในชีวิตจริงได้เช่น โคลงโลกนิติ ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร ประการ สุดท้ายคือ คุณค่าทางสังคม เป็นคุณค่าในด้านวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ศิลปะ ประวัติศาสตร์ เกียรติภูมิ บุคคลสำคัญของชาติ สภาพชีวิต ความเป็นอยู่ทำให้เข้าใจการดำเนินชีวิตและความคิดของมนุษย์ ส่งเสริมให้ผู้อ่านเห็นอกเห็นใจ เอื้อเฟื้อ เสียสละ พัฒนาสังคม ช่วยอนุรักษ์สิ่งที่มีคุณค่าของชาติและ สนับสนุนการกระทำที่ดีงาม (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2558) แม้ว่าสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจะตระหนักถึงความสำคัญของการเรียน วรรณคดีวรรณกรรมไทยว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องสอนแก่ผู้เรียนเพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจ สามารถวิเคราะห์เรื่องราวในแง่มุมต่าง ๆ ได้ จนกระทั่งเกิดความซาบซึ้งใจในวรรณคดีและวรรณกรรม แต่ ปรากฏว่าในการจัดการเรียนการสอนวรรณคดีวรรณกรรมไทยนั้นยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ปัญหา อาจเกิดจากการที่ผู้เรียนเกิดความเบื่อหน่ายและไม่สนใจเรียนวรรณคดีวรรณกรรมไทย เมื่อขาดความสนใจ เรียนจึงทำให้ผลสัมฤทธิ์อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเกณฑ์ ซึ่งกุสุมา รักษมณี (2547) กล่าวไว้ว่า ผู้ที่ไม่ชอบเรียน วรรณคดีส่วนใหญ่กล่าวว่าไม่รู้จะเรียนไปทำไม เป็นเพราะผู้เรียนยังไม่เห็นคุณค่า ซึ่งจับมาวัดชั่งตวงไม่ได้ ตรงกับคำกล่าวของชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ (2558) กล่าวว่า ผู้เรียนไม่ชอบวรรณคดีเพราะรู้สึกว่าวรรณคดีไม่ สนุก ไม่เหมาะสมกับวัย เป็นเรื่องที่ล้าสมัยและเนื้อหาไม่เกิดประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต นอกจากนั้น การเรียนการสอนวรรณคดียังประสบปัญหาหลายประการ เช่น นักเรียนไม่สนใจเรียน เห็นว่าวรรณคดีไทย เป็นเรื่องเพ้อฝันไร้เหตุผล ครูไม่มีวิธีสอนที่จูงใจนักเรียนให้เกิดความสนใจ มุ่งสอนเพื่อให้นักเรียนท่องจำเพื่อ นำไปใช้ในการสอบ ครูบางคนยึดติดกับการสอนแบบเดิม ขาดการศึกษาค้นคว้า ไม่พยายามใช้เทคนิคการ สอนแบบใหม่ ทำให้นักเรียนขาดความสนใจ ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการจัดการเรียนการสอน


4 วรรณคดีไทย เรื่อง พระอภัยมณี ตอน กำเนิดสุดสาคร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียน สาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (ฝ่ายประถม) ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีต่ำ นักเรียนมี เจตคติการเรียนวรรณคดีที่ไม่ดี ซึ่งในระดับประถมศึกษาการปลูกฝังให้มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนวรรณคดีถือ เป็นพื้นฐานและมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง จากสภาพปัญหาดังกล่าวผู้วิจัยต้องการปรับปรุง แก้ไข และให้มีการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวรรณคดีไทย เรื่อง พระอภัยมณี ตอนกำเนิดสุดสาคร ให้ดียิ่งขึ้น ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R จากการศึกษาของ เมขลา ลือโสภา (2555 : 5) ได้กล่าวว่าการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R เป็นรูปแบบ การจัดการเรียนรู้ที่ใช้กระบวนการอ่านในการสร้างความรู้และความคิด เป็นวิธีการสอนการอ่านได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในการอ่าน สามารถคาดเดาหลักการของเรื่องที่อ่านได้ รวมทั้งจดจำสิ่งที่อ่านได้อย่างรวดเร็ว และศศิธร ไชยเทศ (2554 : 26) ได้กล่าวถึงความหมายของ การจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R ไว้ว่า เป็นวิธีการสอนอ่านที่เป็นระบบ ช่วยส่งเสริมความเข้าใจในการอ่าน การตีความ การขยายความ สรุปและจับใจความจากเรื่องที่อ่านด้วยตนเอง โดยเน้นการอ่านซ้ำจนเข้าใจและ จดจำเนื้อเรื่องได้ นอกจากนี้การจัดการเรียนรู้ในปัจจุบัน มีการประยุกต์นำศาสตร์การสอนที่หลากหลายและ เชื่อมโยงเข้ากับผู้เรียนในแต่ละช่วงวัย เพื่อดึงดูดให้ผู้เรียนสนใจในบทเรียน เข้าใจเนื้อหา และมี ความพึงพอใจในการเรียนรู้ ซึ่งการสอนด้วยเกมได้รับความนิยมในการนำมาใช้ประยุกต์เข้ากับบทเรียนใน ปัจจุบัน ผู้สอนสามารถเป็นผู้สร้างเกมขึ้นมาเพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์สื่อการสอน ประเภทเกมเพื่อการเรียนรู้จัดว่าเป็นสื่อการสอนประเภทหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมให้ผู้เรียนมี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้น ช่วยพัฒนาความรู้และทักษะกระบวนการคิด โดยจุดประสงค์หลักของการ สร้างเกมคอมพิวเตอร์ทุกชนิด คือ การมุ่งหวังให้เกมเป็นสื่อกลางที่ช่วยให้ผู้เล่นรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของเกม ช่วยกระตุ้นจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์แก่ผู้เล่น ตลอดจนให้ผู้เล่น รู้สึกผ่อนคลายและพึงพอใจใน การเล่น (ลดาวัลย์ แย้มครวญ และ ศุภกฤษฏิ์ นิวัฒนากูล, 2560) การเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานเป็นวิธีการ หนึ่งที่สามารถส่งเสริมการเรียนรู้ส่วนบุคคลและ/หรือกลุ่มบุคคลที่ทำงานเป็นทีมได้เกมที่นำมาใช้เป็น เครื่องมือในการเรียนรู้ เช่น เกมดิจิทัลที่เล่นผ่านเครื่องเล่นวิดีโอ คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต หรือการใช้เกมรูปแบบ กระดาษ เช่น บัตรคำ ซึ่งวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ด้วยเกม คือ การสร้าง ความสนใจในการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนให้มีความสนุกไปพร้อม ๆ กับการเรียนรู้ เกมจะช่วยเพิ่มทักษะในด้าน ต่าง ๆ ให้กับผู้เรียนได้โดยที่ผู้สอนสามารถเป็นผู้สร้างเกมขึ้นเพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตาม


5 วัตถุประสงค์ที่กำหนด ได้ฝึกฝนเทคนิคหรือทักษะต่าง ๆ ที่ต้องการ โดยให้ผู้เรียนเล่นตามกติกา และ นำเนื้อหา ข้อมูลของเกม วิธีการเล่น และผลการเล่นเกมของผู้เรียนมาใช้เพื่อสรุปการเรียนรู้ การจัดประสบการณ์โดยใช้เกมเป็น การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ส่งเสริม กระบวนการเล่น ฝึกการสังเกต มีความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งที่เรียน สรุปความรู้ที่ได้รับอย่างสนุกสนาน (กฤดาภัทร สีหารีและคณะ, 2561) จากหลักการและเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ทำให้ผู้วิจัยมีความสนใจที่จะพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนวรรณคดีไทย เรื่อง พระอภัยมณี ตอน กำเนิดสุดสาคร ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R ร่วมกับ วิธีการสอนโดยใช้เกมเป็นฐาน จึงได้ดำเนินการจัดทำวิจัย เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดี ไทย เรื่อง พระอภัยมณี ตอน กำเนิดสุดสาคร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R ร่วมกับวิธีการสอนโดยใช้เกมเป็นฐาน โดยผลจากการจัดทำวิจัยในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ที่จะช่วยพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย เรื่อง พระอภัยมณี ตอนกำเนิดสุดสาคร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 อีกทั้งยังได้แนวทางในการจัดการเรียนการสอนวรรณคดี ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R ร่วมกับ วิธีการสอนโดยใช้เกมเป็นฐาน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และระดับชั้นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอีกด้วย ความมุ่งหมายของการวิจัย 1. เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง พระอภัยมณี ตอน กำเนิดสุดสาคร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R ร่วมกับวิธีการสอนโดยใช้เกมเป็นฐาน ที่มี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย เรื่อง พระอภัยมณี ตอน กำเนิดสุดสาคร ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้ แบบ SQ4R ร่วมกับวิธีการสอนโดยใช้เกมเป็นฐาน


6 ความสำคัญของการวิจัย 1. ผลจากการวิจัยในครั้งนี้ ช่วยพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย เรื่อง พระอภัยมณี ตอน กำเนิดสุดสาคร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R ร่วมกับวิธีการสอนโดยใช้ เกมเป็นฐาน 2. ได้แนวทางการจัดการเรียนการสอนวรรณคดีไทย เรื่อง พระอภัยมณี ตอน กำเนิดสุดสาคร ด้วย การจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R ร่วมกับวิธีการสอนโดยใช้เกมเป็นฐาน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และระดับชั้น อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง สมมุติฐานของการวิจัย นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R ร่วมกับวิธีการสอน โดยใช้เกมเป็นฐาน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย เรื่อง พระอภัยมณี ตอน กำเนิดสุดสาคร หลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียน ขอบเขตของการวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (ฝ่ายประถม) สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ตำบลตลาด อำเภอ เมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 123 คน 1.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 โรงเรียน สาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (ฝ่ายประถม) สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ตำบลตลาด อำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 35 คน โดยวิธีการ สุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม 2. ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย 2.1 ตัวแปรต้น ได้แก่การจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R ร่วมกับวิธีการสอนโดยใช้เกมเป็นฐาน 2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย


7 3. เนื้อหาในการวิจัย เนื้อหาในการวิจัย ได้แก่ วรรณคดีไทย เรื่อง พระอภัยมณี ตอน กำเนิดสุดสาคร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ประกอบกับแผนการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R ร่วมกับวิธีการสอนโดยใช้เกมเป็น ฐาน จำนวน 6 แผน จำนวน 6 ชั่วโมง 4. ระยะเวลาในการวิจัย ดำเนินการวิจัยในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 นิยามศัพท์เฉพาะ 1. วรรณคดีไทย หมายถึง วรรณกรรมหรืองานเขียนที่ยกย่องกันว่าดี มีสาระและมีคุณค่าทาง วรรณศิลป์ การใช้คำว่าวรรณคดีเพื่อประเมินค่าของวรรณกรรมเกิดขึ้นในพระราชกฤษฎีกา ตั้งวรรณคดี สโมสร ในสมัยรัชกาลที่ 6 2. การจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R หมายถึง วิธีการสอนอ่านเพื่อหาข้อมูลสำคัญของเรื่อง โดยให้ นักเรียนอ่านอย่างคร่าว ๆ เพื่อสำรวจหาใจความสำคัญของเรื่อง (Survey) และต่อจากนั้นเป็นการตั้งคำถาม (Question) ขั้นตอนต่อไปให้นักเรียนได้อ่านเพื่อหาคำตอบของคำถามที่ตั้งไว้ (Read) แล้วให้นักเรียนจด บันทึกข้อมูลต่าง ๆ (Record) จากนั้นให้นักเรียนทบทวนเรื่องที่อ่านจากข้อมูลที่จดบันทึกไว้ (Recite) และ ขั้นตอนสุดท้ายให้นักเรียนได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่อง ที่นักเรียนได้อ่าน (Reflect) 3. วิธีการสอนโดยใช้เกมเป็นฐาน หมายถึง วิธีการสอนประเภทหนึ่งที่สามารถนำมาประยุกต์เข้า บทเรียน เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ส่วนบุคคลและกลุ่มบุคคลที่ทำงานเป็นทีมได้ เกมที่นำมาใช้เป็นเครื่องมือใน การเรียนรู้ เช่น เกมดิจิทัลที่เล่นผ่านเครื่องเล่นวิดีโอ คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต หรือการใช้เกม รูปแบบ กระดาษ เช่น บัตรคำ 4. แผนการจัดการเรียนรู้ หมายถึง แผนการจัดการเรียนการสอนที่ผู้สอนจัดทำขึ้นจากคู่มือครูทำ ให้ทราบว่าจะสอนเนื้อหาใด อย่างไร ใช้สื่อการเรียนอย่างไร มีการประเมินอย่างไร 5. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสำเร็จที่เกิดจากการเรียนการสอน การฝึกฝน หรือ ประสบการณ์ต่าง ๆ รวมถึงความสามารถ ความรู้ ทักษะ หรือหมายถึง ผลของการเรียนการสอนหรือผลงาน ที่นักเรียนได้จากการประกอบกิจกรรมต่าง ๆ จากการเรียนรู้ตามหลักสูตรของโรงเรียนและประสบการณ์ที่ ได้จากบ้านและสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ


8 6. ประสิทธิภาพแผนการจัดการเรียนรู้ หมายถึง ประสิทธิภาพของกระบวนการและประสิทธิภาพ ของผลลัพธ์ ประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) คือค่าที่บ่งบอกว่าแผนการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R นั้น สามารถพัฒนานักเรียนให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องหรือไม่ ซึ่งเก็บข้อมูลจากคะแนนใบงาน คะแนน แบบทดสอบย่อย และคะแนนพฤติกรรมการเรียน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2) คือค่าที่บ่งบอกว่า แผนการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R นั้น สามารถส่งผลให้นักเรียนสัมฤทธิ์ผล หรือบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนด ไว้มากน้อยเพียงใด โดยคำนวณจากคะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียนของ นักเรียนทกุคน


9 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัย เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย เรื่อง พระอภัยมณี ตอน กำเนิด สุดสาคร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R ร่วมกับวิธีการสอนโดยใช้เกมเป็นฐาน ผู้วิจัยได้ดำเนินการศึกษา เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1. แนวคิดที่เกี่ยวกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการ เรียนรู้ภาษาไทย สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม 2. แนวคิดที่เกี่ยวกับวรรณคดี 3. แนวคิดที่เกี่ยวกับวรรณคดีไทย เรื่อง พระอภัยมณี 4. แนวคิดที่เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R 5. แนวคิดวิธีการสอนโดยใช้เกมเป็นฐาน 6. แนวคิดที่เกี่ยวกับแผนการจัดการเรียนรู้ 7. แนวคิดที่เกี่ยวกับการหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ 8. แนวคิดที่เกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 9. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แนวคิดที่เกี่ยวกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม กระทรวงศึกษาธิการ (2551) ได้กล่าวถึงหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ดังนี้ 1. ทำไมต้องเรียนภาษาไทย ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติเป็นสมบัติทางวัฒนธรรม อันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ และเสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเครื่องมือใน การติดต่อสื่อสาร เพื่อสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทำให้สามารถประกอบกิจธุระ การงาน


10 และดำรงชีวิตร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุข และเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์จากแหล่งข้อมูลสารสนเทศต่าง ๆ เพื่อพัฒนาความรู้ พัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ และสร้างสรรค์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนนำไปใช้ในการพัฒนาอาชีพให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็นสื่อแสดงภูมิปัญญาของ บรรพบุรุษ ด้านวัฒนธรรม ประเพณีและสุนทรียภาพ เป็นสมบัติล้ำค่าควรแก่การเรียนรู้ อนุรักษ์ และสืบ สานให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป 2. เรียนรู้อะไรในภาษาไทย ภาษาไทยเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนจนเกิดความชำนาญในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร การเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อนำไปใช้ในชีวิตจริง 2.1 การอ่าน การอ่านออกเสียงคำ ประโยค การอ่านบทร้อยแก้ว คำประพันธ์ชนิดต่างๆ การอ่านในใจเพื่อสร้างความเข้าใจ และการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ความรู้จากสิ่งที่อ่าน เพื่อนำไปปรับใช้ ในชีวิตประจำวัน 2.2 การเขียน การเขียนสะกดตามอักขรวิธี การเขียนสื่อสารโดยใช้ถ้อยคำและรูปแบบ ต่าง ๆ ของการเขียน ซึ่งรวมถึงการเขียนเรียงความย่อความ รายงานชนิดต่าง ๆ การเขียนตามจินตนาการ วิเคราะห์วิจารณ์ และเขียนเชิงสร้างสรรค์ 2.3 การฟัง การดู และการพูด การฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ การพูดแสดงความ คิดเห็นความรู้สึก พูดลำดับเรื่องราวต่าง ๆ อย่างเป็นเหตุเป็นผล การพูดในโอกาสต่าง ๆ ทั้งเป็นทางการและ ไม่เป็นทางการ และการพูดเพื่อโน้มน้าวใจ 2.4 หลักการใช้ภาษาไทย ธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของภาษาไทย การใช้ภาษาให้ถูกต้อง เหมาะสมกับโอกาสและบุคคล การแต่งบทประพันธ์ประเภทต่าง ๆ และอิทธิพลของภาษาต่างประเทศใน ภาษาไทย 2.5 วรรณคดีและวรรณกรรม วิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อศึกษาข้อมูล แนวความคิด คุณค่าของงานประพันธ์ และความเพลิดเพลิน การเรียนรู้และทำความเข้าใจบทเห่ บทร้อง เล่นของเด็ก เพลงพื้นบ้านที่เป็นภูมิปัญญาที่มีคุณค่าของไทย ซึ่งได้ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี เรื่องราวของสังคมในอดีต และความงดงามของภาษาเพื่อให้เกิดความซาบซึ้งและ ภูมิใจในบรรพบุรุษที่ได้สั่งสมสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน


11 3. คุณภาพผู้เรียน 3.1 จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 3.1.1 อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองเป็นทำนองเสนาะได้ถูกต้อง อธิบาย ความหมายโดยนัยของคำ ประโยค ข้อความ สำนวนโวหารจากเรื่องที่อ่าน เข้าใจคำแนะนำ คำอธิบายใน คู่มือต่าง ๆ แยกแยะข้อคิดเห็นและข้อเท็จจริง รวมทั้งจับใจความสำคัญของเรื่องที่อ่านและนำความรู้ ความคิดจากเรื่องที่อ่านไปตัดสินใจแก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตได้มีมารยาทในการอ่าน มีนิสัยรักการอ่าน และเห็นคุณค่าสิ่งที่อ่าน 3.1.2 มีทักษะในการคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัดและครึ่งบรรทัดเขียนสะกดคำ แต่งประโยคและเขียนข้อความ ตลอดจนเขียนสื่อสารโดยใช้ถ้อยคำชัดเจนเหมาะสม ใช้แผนภาพโครงเรื่อง และแผนภาพความคิด เพื่อพัฒนางานเขียน เขียนเรียงความ ย่อความ จดหมายส่วนตัวกรอกแบบรายการ ต่าง ๆ เขียนแสดงความรู้สึกและความคิดเห็น เขียนเรื่องตามจินตนาการอย่างสร้างสรรค์และมีมารยาทใน การเขียน 3.1.3 พูดแสดงความรู้สึก ความคิดเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและดูเล่าเรื่องย่อหรือสรุปจาก เรื่องที่ฟังและดูตั้งคำถามจากเรื่องที่ฟังและดูรวมทั้งประเมินความน่าเชื่อถือจากการฟัง และดูโฆษณาอย่าง มีเหตุผล พูดตามลำดับขั้นตอนเรื่องต่าง ๆ อย่างชัดเจน พูดรายงานหรือประเด็นค้นคว้าจากการฟัง การดู การสนทนา และการพูดโน้มน้าวได้อย่างมีเหตุผล รวมทั้งมีมารยาทในการดูและพูด 3.1.4 สะกดคำและเข้าใจความหมายของคำ สำนวน คำพังเพยและสุภาษิต รู้และ เข้าใจชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค ชนิดของประโยค และคำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ใช้คำราชา ศัพท์และคำสุภาพได้อย่างเหมาะสม แต่งประโยค แต่งบทร้อยกรองกลอนสี่ กลอนสุภาพ และกาพย์ยานี 11 3.1.5 เข้าใจและเห็นคุณค่าวรรณกรรมคดีและวรรณกรรมที่อ่าน เล่านิทานพื้นบ้าน ร้องเพลงพื้นบ้านของท้องถิ่น นำข้อคิดเห็นจากเรื่องที่อ่านไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง และท่องจำบทอาขยาน ตามที่กำหนดได้(กระทรวงศึกษาธิการ.2553, หน้า 39-40)


12 4.สาระการเรียนรู้ 4.1 สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้ และความคิด เพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน 4.2 สาระที่ 2 การเขียน มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียน เขียนสื่อสาร เขียน เรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่องราวในรูปแบบต่าง ๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศ และรายงาน การศึกษาค้นคว้าอย่างมีประสิทธิภาพ 4.3 สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟังและดูอย่าง มีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด ความรู้สึกในโอกาสต่าง ๆ อย่างมีวิจารณญาณ และสร้างสรรค์ 4.4 สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษา และ หลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้ เป็นสมบัติของชาติ 4.5 สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดี และวรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่าและนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง 5. ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางที่เกี่ยวข้อง 5.1 สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดี และวรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่าและนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง สำหรับตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีดังนี้ ตาราง 1 ตัวชี้วัด และสาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม ชั้นประถมศึกษาปี่ 4 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.4 1. ระบุข้อคิดจากนิทานพื้นบ้านหรือ นิทานคติธรรม 2. อธิบายข้อคิดจากการอ่านเพื่อ นำไปใช้ในชีวิตจริง วรรณคดีและวรรณกรรม เช่น - นิทานพื้นบ้าน - นิทานคติธรรม - เพลงพื้นบ้าน - วรรณคดีและวรรณกรรมในบทเรียน และตาม


13 3. ร้องเพลงพื้นบ้าน เพลงพื้นบ้าน 4. ท่องจำบทอาขยานตามที่กำหนด และบทร้อยกรองที่มี คุณค่าตามความสนใจ บทอาขยานและบทร้อยกรองที่มี คุณค่า - บทอาขยานตามที่กำหนด - บทร้อยกรองตามความสนใจ จากการศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ผู้วิจัยสามารถสรุปได้ว่า กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ได้การจำแนกสาระการเรียนรู้ออกเป็น 5 สาระ ได้แก่ สาระการอ่าน สาระการเขียน สาระการฟัง การดู และการพูด สาระหลักการใช้ภาษาไทย สาระวรรณคดีและวรรณกรรม นอกจากนี้ได้ทำการศึกษาสาระวรรณคดีและวรรณกรรม ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 4 พบว่ามีทั้งหมด 4 ตัวชี้วัด เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับการนำมาใช้เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย เรื่อง พระอภัยมณี ผู้วิจัยจึงพิจารณาและได้คัดเลือกสาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม ประกอบด้วย ตัวชี้วัดที่ 2 2. อธิบายข้อคิดจากการอ่านเพื่อนำไปใช้ในชีวิตจริง ตัวชี้วัดที่ 4 ท่องจำบทอาขยานตามที่กำหนด และบท ร้อยกรองที่มีคุณค่าตามความสนใจ และมีการบูรณาการด้านทักษะการอ่าน ทักษะการเขียน ซึ่งอยู่ใน สาระ ที่ 1 การอ่าน และสาระที่ 2 การเขียน ตามลำดับ แนวคิดที่เกี่ยวกับวรรณคดี 1. ความหมายของวรรณคดี สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (2558) ได้ให้ความหมายของวรรณคดีไว้ว่า วรรณคดี หมายถึง วรรณกรรมหรืองานเขียนที่ยกย่องกันว่าเขียนดีและมีคุณค่าทางวรรณศิลป์ สามารถทำให้ผู้อ่าน เกิดอารมณ์สะเทือนใจ มีความคิดเป็นแบบแผน ใช้ภาษาไพเราะ เหมาะแก่การให้ประชาชนได้อ่าน เพราะ สามารถกล่อมเกลาจิตใจให้ประณีตรู้ผิดชอบชั่วดี พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2556) ได้ให้ความหมายของวรรณคดีไว้ว่าวรรณคดี หมายถึง วรรณกรรมที่ได้รับยกย่องว่าแต่งดีมีคุณค่าเชิงวรรณศิลป์ เช่น พระราชพิธีสิบสองเดือน มัทนะ พาธา สามก๊ก เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน


14 วิภา กงกะนันทน์ (2556) ได้ให้ความหมายของวรรณคดี กล่าวโดยสรุป คำว่า “วรรณคดี” และ คำว่า“วรรณกรรม” มีความหมายเดียวกันคือ ผลงานประเภทหนึ่งของมนุษย์ที่ใช้ ภาษาเป็นเครื่องมือ สื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นภาษาพูดหรือภาษาเขียนก็ตาม แต่วรรณคดีหรือวรรณกรรมต่างจากคำพูดหรือข้อเขียน ที่ใช้ในการสนทนาสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน ด้วยภาษาในวรรณคดีหรือในวรรณกรรมเป็นภาษา ที่ผู้แต่งใช้ อารมณ์ และสติปัญญา คิด คัดสรร กลั่นกรอง วรรณคดีหรือวรรณกรรมเป็นผลงาน ที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อบันทึกหรือบรรยาย ความรู้สึก อารมณ์ ความคิด ความใฝ่ฝัน จินตนาการและ ประสบการณ์ของคนให้ปรากฏออกมาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งตามใจปรารถนา ฟองจันทร์ สุขยิ่ง และคณะ (2555) ได้ให้ความหมายของวรรณคดีไว้ว่า วรรณคดี คือ งาน ประพันธ์ที่มีคุณค่าและวรรณศิลป์ มีศิลปะทางการประพันธ์อย่างสูง สามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกนึก คิดและจินตนาการของมนุษย์ รวมทั้งบันทึกเรื่องราวชีวิตและสังคมแต่ละยุคแต่ละสมัยไว้ วรรณคดีให้ ประโยชน์ในการจรรโลงใจ ให้ความรู้ ให้คุณค่าทางอารมณ์และปัญญา เป็นงานประพันธ์ ที่ถือเป็นมรดกทาง ภาษาและภูมิปัญญาที่ได้รับการยกย่องผ่านกาลเวลาเป็นระยะเวลานาน พระยาอนุมานราชธน (2518 : 4-5) ได้ให้ความหมายของวรรณคดีไว้ว่า วรรณคดี คือ ข้อเขียน ที่กวีแต่งขึ้นเป็นหนังสือ จะแต่งดีหรือไม่ดี เป็นเรื่องดีหรือเลว จะเป็นหนังสือของชาติใด ภาษาใดหรือยุค สมัยใด ก็ได้ชื่อว่าเป็นวรรณคดีทั้งนั้น นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องที่เล่าต่อ ๆ กันมาเป็นเรื่องความรู้หรือนิยาย นิทาน แม้จะไม่ได้จดไว้ในหนังสือในภาษาอังกฤษก็ใช้คำว่าวรรณคดี โดยอนุโลมได้เหมือนกัน เรียกว่า Oral Literature คือวรรณคดีที่เล่าปากต่อปากหรือว่าวรรณคดี มุขปาฐะ วรรณคดีความหมายอีกนัยหนึ่งหมายถึง บทประพันธ์ที่มีค่าทางอารมณ์ความรู้สึกแก่ผู้อ่าน ผู้ฟัง กุหลาบ มัลลิกะมาส (2517) ได้ให้ความหมายของวรรณคดีไว้ว่า วรรณคดีเป็นวรรณกรรมที่ ได้รับการยกย่องว่าแต่งดี มีวรรณศิลป์หรือศิลปะการเรียบเรียงเพื่อความสะเทือนใจ จากการศึกษาความหมายของวรรณคดี ผู้วิจัยสามารถสรุปได้ว่า วรรณคดี หมายถึง วรรณกรรม หรืองานเขียนที่ได้รับการยกย่องว่าแต่งดี มีการใช้ถ้อยคำภาษาที่สละสลวย ไพเราะ และกินใจ สามารถทำ ให้ผู้อ่านเกิดจินตนาการ เกิดอารมณ์คล้อยตามและรู้สึกสะเทือนใจ นอกจากนี้ ยังมีคุณค่าให้แง่คิดขัดเกลา จิตใจ และบอกเล่าเรื่องราวชีวิตความเป็นมาของคนไทยและสังคมในอดีต


15 2. ความสำคัญและคุณค่าของวรรณคดีไทย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2558) ได้กล่าวถึงความสำคัญและคุณค่าของ วรรณคดีวรรณกรรมไทยไว้ สรุปได้ว่า วรรณคดีเป็นงานสร้างสรรค์ล้ำค่าของมนุษย์ มนุษย์สร้าง และสื่อสาร เรื่องราวของชีวิต วัฒนธรรมและอารมณ์ความรู้สึกที่เกี่ยวข้องหรือสะท้อนความเป็นไปของมนุษย์ ด้วย กลวิธีการใช้ถ้อยคำสำนวนภาษาที่มีความเหมือนหรือแตกต่างกันไป เมื่อผู้อ่านได้อ่านวรรณคดีแล้วจะ สามารถเห็นถึงคุณค่าของวรรณคดีในแง่มุมต่าง ๆ ดังนี้ 1. คุณค่าทางด้านวรรณศิลป์ เป็นการใช้กลวิธีในการแต่ง การเลือกใช้ถ้อยคำที่ไพเราะ การใช้ภาษาที่สละสลวย การใช้ถ้อยคำสร้างภาพได้ชัดเจน 2. คุณค่าทางปัญญา ผู้อ่านจะได้รับความรู้มากยิ่งขึ้น ทั้งด้านวิทยาการความรู้รอบตัวและ รู้เท่าทันคน วรรณคดีบางเรื่องทำให้ผู้อ่านเห็นเล่ห์เหลี่ยม นิสัยใจคอและความคิดของคน เช่น เรื่องสามก๊ก ของเจ้าพระยาพระคลัง (หน) นอกจากนี้ยังได้เห็นถึงสัจธรรมหรือธรรมที่ผู้อ่านสามารถนำมาใช้ประโยชน์ หรือปฏิบัติในชีวิตจริงได้ เช่น โคลงโลกนิติ ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาเดชาดิศร 3. คุณค่าทางสังคม เป็นคุณค่าในด้านวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะ ประวัติศาสตร์ เกียรติภูมิ บุคคลสำคัญของชาติ สภาพชีวิตความเป็นอยู่ทำให้เข้าใจการดำเนินชีวิต และ ความคิดของมนุษย์ส่งเสริมให้ผู้อ่านเห็นอกเห็นใจ เอื้อเฟื้อ เสียสละ พัฒนาสังคม ช่วยอนุรักษ์สิ่งที่มีคุณค่า ของชาติและสนับสนุนการกระทำที่ดีงาม ศรีวิไล ดอกจันทร์ (2529 : 10-13) ได้กล่าวถึงความสำคัญและคุณค่าของวรรณคดีวรรณกรรม ไทยในด้านต่าง ๆ สามารถสรุปได้ ดังนี้ 1. คุณค่าด้านอารมณ์ หมายถึง สิ่งเร้าให้มนุษย์เกิดอารมณ์หรือรับรู้อารมณ์ที่เป็น “รสชาติ ของชีวิต” เพราะวรรณคดีนั้นมีรสต่าง ๆ ซึ่งสันสกฤตแบ่งไว้ถึง 9 รส คือ ศฤงคารรส หาสยรส กรุณารส รุทรรส วีรรส ภยานกรส พีภัตสรส อัพภูตรส ศานติรส สำหรับรสของไทย แบ่งไว้ทั้งหมด 4 รส คือ เสาวรจนีย์ นารีปราโมทย์ พิโรธวาทัง สัลปังคพิสัย 2. คุณค่าทางปัญญา นอกจากความสนุกเพลิดเพลินจากรสต่าง ๆ ของวรรณคดีแล้ว ผู้อ่าน วรรณคดีย่อมจะพัฒนาสติปัญญาทั้งทางโลกและทางธรรม โดยได้ความรู้ข้อคิดและแนวปฏิบัติ หรือ การเข้าใจชีวิตและผู้คนเพิ่มขึ้น จากการเรียนรู้พฤติกรรมของตัวละคร คำสนทนา สุภาษิตตลอดจนคติจาก เหตุการณ์ ที่เป็นโครงเรื่องทั้งหมดรวมถึงทัศนะของผู้เขียนที่แฝงไว้


16 3. คุณค่าทางศีลธรรม วรรณคดีนอกจากจะให้ความรู้ ความคิด ซึ่งพัฒนาสติปัญญา วรรณคดียังยกระดับจิตใจหรือจรรโลงใจผู้อ่านด้วย แม้ว่าวรรณคดีจะฉายภาพตัวละคร ที่ไม่อาจ เอาแบบอย่างได้ แต่วรรณคดีก็ได้แสดงให้เห็นผลของการกระทำเช่นกัน ผู้อ่านที่ใช้ความไตร่ตรองย่อมจะรับ สารที่ผู้เขียนมุ่งส่งได้ไม่ยากนัก 4. คุณค่าทางวัฒนธรรม วัฒนธรรมเป็นวิถีการดำเนินชีวิต เป็นความเจริญของมนุษย์ทั้ง ด้านจิตใจและวัตถุ เป็นสิ่งที่ถ่ายทอดต่อกันมา วรรณคดีก็เป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง และยังทำหน้าที่ถ่ายทอด วัฒนธรรมอื่น ๆ อีกด้วย ดังนั้นเราจะเห็นว่าการศึกษาวรรณคดีนั้นเราได้เรียนรู้วัฒนธรรมแขนงต่าง ๆ และ วิถีการดำเนินชีวิตของคนในชาติอย่างละเอียดลออยิ่งไปกว่าที่กล่าวไว้ในวิชาประวัติศาสตร์วัฒนธรรม ทำ ให้เข้าใจวรรณคดี และวรรณคดีก็ทำให้เราเข้าใจมนุษย์ในวัฒนธรรมเดียวกันได้อย่างลึกซึ้ง บางขณะจึงมี การศึกษาวรรณคดีเปรียบเทียบ เพื่อทำความเข้าใจคนชาติอื่นและวัฒนธรรมอื่นกว้างขวางออกไป 5. คุณค่าทางประวัติศาสตร์วรรณคดีทำให้ผู้อ่านได้ทราบถึงความเป็นมาของชาติ ประเทศและบุคคล แม้วรรณคดีจะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับประวัติศาสตร์ก็ยังสามารถให้ความรู้ ทางด้านประวัติศาสตร์โดยเฉพาะสังคมวิทยาในประวัติศาสตร์และบางครั้งทั้งวรรณคดียังเป็นหลักฐาน ประกอบการพิจารณาหลักฐานทางประวัติศาสตร์อื่น ๆ เช่นพงศาวดาร เป็นต้น เพราะถือว่าวรรณคดี ไม่มี ความลำเอียง หรือมุ่งแสดงภาพเพื่อประวัติศาสตร์โดยตรง แต่วรรณคดีเป็นกระจกสะท้อนภาพ ซึ่งติดเอาสภาพสังคม เศรษฐกิจ ชีวิต การเมือง การปกครอง และการสงครามเข้ามาไว้ด้วย 6. คุณค่าทางจิตนาการ จินตนาการต่างจากอารมณ์ เพราะอารมณ์คือความรู้สึก จินตนาการคือความคิดฝัน เป็นบ่อเกิดของความริเริ่มสร้างสรรค์ในการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมาใช้ และพัฒนาโลกมนุษย์ให้ดีหรือเลวยิ่งขึ้น 7. คุณค่าทางชีวิตและประสบการณ์ วรรณคดีนั้นผู้ที่จะสร้างขึ้นมาได้ต้องใช้ชีวิต และสั่งสมประสบการณ์ไว้มากพอสมควร และต้องมีพัฒนาการทางอารมณ์ขึ้นอีกด้วย จะเขียนเรื่องราว ที่ดู สมจริง มีแง่มุมและการแสดงออกให้เห็นอารมณ์ ความรู้สึกทั้งด้านลบและบวก ของมนุษย์ทั้งด้านที่พึง ปกปิดและด้านที่ควรเปิดเผย ดังนั้นเมื่อผู้เขียนสร้างวรรณคดีขึ้นมา วรรณคดีจึงเป็นทางลัดของชีวิตและ ประสบการณ์ เป็นการเข้าใจชีวิตทางอ้อม และเป็นการเรียนรู้โดยมิต้องรอเวลา รอโอกาส และรอให้ พรหมลิขิตบันดาลให้ชีวิตเป็นเช่นตัวละคร ก็สามารถจะมีประสบการณ์ที่ได้จากการเรียนรู้ และอ่าน วรรณคดีนั้นเอง


17 8. คุณค่าทางความจริง และการเข้าใจความเป็นจริง วรรณคดีซึ่งสะท้อนชีวิตนั้น สะท้อน ความจริงและทำให้เราต้องยอมรับความจริงว่ามันเป็นเช่นนั้น ความจริงไม่เกี่ยวกับความถูกต้อง หรือความดี งาม ความจริงคือสิ่งที่เป็นอยู่ แม้ว่าจะถูกห้ามด้วยกฎหมาย ศีลธรรม จารีต ประเพณีก็ตาม เราจึงพบว่า วรรณคดีบางเรื่องแสดงความขัดแย้ง ระหว่างความจริงกับความที่ควรจะเป็น และนี่ก็คือสัจธรรม ที่เป็นอยู่ แม้ปัจจุบันเราก็ยังมีความขัดแย้งเช่นนี้ในสังคม 9. คุณค่าทางความคิดและการวิจารณ์ วรรณคดีกระตุ้นความรู้สึกนึกคิดเป็นอย่างดี วรรณคดีมีพลังทำให้เกิดความตื่นตัวของประสาทสัมผัส เช่น เห็นภาพ ได้ยินเสียง ได้กลิ่น รู้สึกถึงความ นุ่มนวล อ่อนโยน หยาบกระด้าง หรือดีรสนานาประการ ความเร้าของวรรณคดีนั้นกระตุ้นให้มนุษย์เกิด ความคิดพัฒนาวิธีการคิดเป็นลำดับจนอาจทำให้เกิดความต้องการจะแสดงออกซึ่งความคิดนั้น เช่น โดยการ พูดหรือเขียน เรียกว่าการวิจารณ์ หรือโดยการสร้างสรรค์สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่สื่อความนึกคิดได้ เช่น จิตรกรรม ประติมากรรม หรือสถาปัตยกรรม เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงว่ามนุษย์เกิดแรงบันดาลใจ เกิดความคิด คล้อยตาม เกิดความต้องการคัดค้านหรือสนับสนุน เรียกว่า เกิดความงอกงามทางความคิดเพิ่มเติมจากที่ วรรณคดีได้แสดงไว้ 10. คุณค่าทางภาษาและการสื่อสาร วรรณคดีเป็นทั้งสื่อและสาร วรรณคดีมีรูปและเนื้อหา รูปคือแบบหรือสื่อที่บรรจุเนื้อหาหรือสาระ พลังของสื่อนั้นช่วยส่งให้สารมีผลกระทบต่อผู้รับตัวของสื่ออัน ได้แก่ภาษาและแบบการเขียน เช่น ฉันทลักษณ์ย่อมมีคุณค่าต่อผู้อ่านให้เห็นความสามารถทางการใช้ภาษา และการสรรคำให้เห็นความงามของภาษาที่กวีหรือผู้เขียนนำมาผูกร้อยให้เป็นระเบียบที่สอดคล้องกับ เรื่องราว อันทำให้ผู้อ่านพัฒนาความสามารถทางภาษาโดยไม่รู้ตัว รื่นฤทัย สัจจพันธุ์ (2523 : 2-3) ได้กล่าวถึงความสำคัญและคุณค่าของวรรณคดีวรรณกรรมไทยว่ามี คุณค่าต่อผู้อ่านและผู้ศึกษา 2 ประการ สรุปได้ดังนี้ 1. คุณค่าทางอารมณ์ วรรณคดีเป็นงานศิลปะที่สร้างความเพลิดเพลินด้วยสุนทรียภาพทางภาษา จากถ้อยคํา และโวหารการบรรยายและพรรณนา วรรณคดีจึงมีพลังจูงใจผู้อ่านให้มีอารมณ์ รัก เศร้า ขบขัน สมเพช สงสาร โกรธ ชื่นชม เป็นต้น คุณสมบัติของวรรณคดีข้อนี้ จึงเรียกได้ว่า เป็นอาหารทางใจ


18 2. คุณค่าทางปัญญา วรรณคดีให้ความรู้ในสาขาวิชาต่าง ๆ ที่กวีถ่ายทอดไว้อย่างตั้งใจและไม่ตั้งใจ นอกจากนี้ยัง มีข้อคิดที่มีประโยชน์ ให้เห็นแก่นแท้ของชีวิต เข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ ผู้ศึกษาจึงอาจจดจําสิ่งต่าง ๆ ได้ จากการอ่านวรรณคดี และนําความรู้มาเป็นอุทาหรณ์ในการดำเนินชีวิต จากการศึกษาความสำคัญและ คุณค่าของวรรณคดีไทย ผู้วิจัยสามารถสรุปได้ว่า วรรณคดีมีคุณค่าทางด้านปัญญาในการให้ความรู้ในแง่มุม ต่าง ๆ ทั้งทางด้านประวัติศาสตร์ การเมือง การปกครอง แง่คิดคติสอนใจ ขนบธรรมเนียมประเพณีรวมถึง การสืบทอดศิลปวัฒนธรรมอันดีงามในอดีตมาสู่ปัจจุบัน ในด้านภาษาทำให้ผู้อ่านได้เรียนรู้ถึงความประณีต งดงามของการใช้ภาษาในการสื่อ ความหมาย และในด้านอารมณ์ความรู้สึกวรรณคดีเป็นเรื่องที่ประเทือง อารมณ์ของผู้อ่าน ให้ความรู้สึกเพลิดเพลินก่อให้เกิดสุนทรียภาพภายในจิตใจของผู้อ่าน 3. องค์ประกอบของวรรณคดี สายทิพย์ นุกูลกิจ (2537 : 86-90) ได้อธิบายองค์ประกอบของวรรณคดี สรุปได้ดังนี้ 1. รูปแบบคําประพันธ์ หมายถึง ลักษณะร่วมของงานประพันธ์อันเป็นวิถีทางที่ผู้ประพันธ เลือกใช้ในการนําเสนอเนื้อหาไปสู่ผู้อ่านรูปแบบคําประพันธ์ได้ เช่น กาพย์ กลอน โคลง ร่าย ฉันท์ เป็นต้น ลักษณะคําประพันธ์แต่ละชนิด กวีจะเลือกใช้ให้เหมาะสมกับเนื้อหา 2. เนื้อหา คือสาระสำคัญอันเป็นส่วนประกอบของแก่นเรื่อง หรือแนวคิดสำคัญ โครงเรื่อง ตัวละคร และฉาก เป็นต้น 2.1 แก่นเรื่องหรือแนวคิด คือ สาระข้อคิดเห็นหรือความตั้งใจของกวีที่ต้องการจะสื่อ มายังผู้อ่าน กวีจะเชื่อมโยงโครงเรื่อง ตัวละคร ฉาก บทสนทนา และส่วนประกอบต่าง ๆ ทั้งหมดเข้าด้วยกัน เพื่อแสดงแก่นเรื่องหรือแนวคิดสำคัญออกมา แก่นเรื่องจะมีจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกัน 2.2 โครงเรื่อง หมายถึง การลำดับเหตุการณ์ผู้แต่งวางจุดมุ่งหมายไว้ เหตุการณ์ คือ เรื่องที่เกิดโดยทั่วไป เนื้อเรื่องในวรรณคดีมักจะเป็นเรื่องการรบ การผจญภัย ตัวละครเอกต้องผจญ ปัญหา และหาวิธีการแก้ปัญหาต่าง ๆ และมักจบลงด้วยความสุขและความสำเร็จ เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่สอดแทรกลง ในตัวเรื่อง ทำให้เกิดเป็นเรื่องราวต่าง ๆ เป็นเรื่องสำคัญผู้อ่านต้องพิจารณาว่ากวีได้กำหนดเหตุการณ์แต่ละ ขั้นตอนอย่างไร สอดคล้องสัมพันธ์กันตลอดเรื่องหรือไม่ เหตุการณ์ใดสำคัญ เหตุการณ์ใดไม่สำคัญ เป็นเหตุ เป็นผลกับเนื้อเรื่องหรือไม่ เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่กวีสร้างขึ้นมามีความสมจริงหรือไม่


19 2.3 ตัวละคร คือผู้มีบทบาทในเนื้อเรื่อง กวีมักจะให้ตัวละครแสดงออกมา ให้เห็นด้าน อารมณ์ ด้านศีลธรรมจรรยาโดยใช้ตัวละครแสดงบทบาทต่าง ๆ เช่น ด้วยคําพูด หรือที่เรียกว่าบทสนทนา หรือด้วยการกระทำที่เรียกว่า บทบาท ควรพิจารณาว่าตัวละครมีพฤติกรรมอย่างไร พฤติกรรมที่แสดงออกดี หรือไม่ มีความสมจริงเพียงใด 2.4 ฉาก กวีมักใช้ฉากที่เป็นบ้านเมือง สภาพความเป็นอยู่ ขนบธรรมเนียม ประเพณี รวมทั้งธรรมชาติต่าง ๆ มาสร้างเป็นเหตุการณ์ในเรื่อง ควรพิจารณาว่ากวีพรรณนาฉากได้ถูกต้อง สมจริง ใช้ ถ้อยคําให้เห็นภาพหรือไม่ ฉากต่าง ๆ นั้นสอดคล้องกับเนื้อเรื่องและการดำเนินเรื่องหรือไม่ กวีมี ความสามารถในการพรรณนาฉากได้อย่างประณีต วิจิตร และงดงามเพียงใด 3. กลวิธีการแต่ง วรรณคดีร้อยกรอง เรื่องหนึ่ง ๆ กวีจะใช้กลวิธีต่าง ๆ เพื่อทำให้วรรณคดี หรือวรรณกรรมนั้น ๆ มีคุณค่า น่าสนใจ กลวิธีต่าง ๆ นั้น ได้แก่ 3.1 ความไพเราะของบทร้อยกรอง คือความไพเราะอันเกิดจากรสคํา และความ ไพเราะอันเกิดจากรสความ 3.1.1 ความไพเราะอันเกิดจากรสคํา เกิดจากการที่กวีเลือกสรรคําที่มีเสียงเสนาะ อันเกิดจากการใช้คําเลียนเสียงธรรมชาติ คําที่เล่นเสียงวรรณยุกต์ คําที่เล่นเสียงสัมผัสคล้องจองกัน การเล่น คํา เสียงหนักเบา การหลากคํา การใช้คําพ้องเสียงและคําซ้ำ การใช้ลีลาจังหวะของคำ ทำให้เกิดความ ไพเราะได้ 3.1.2 ความไพเราะอันเกิดจากรสความ เกิดจากการที่กวีเลือกใช้คําที่มี ความหมายกระชับ ชัดเจน ใช้คำถูกต้องตามความหมายที่ต้องการ เลือกใช้คําที่เหมาะสมแก่เนื้อเรื่อง ฐานะ ของบุคคลและอารมณ์ในเนื้อเรื่อง 3.2 กลวิธีการนําเสนอ กวีจะใช้วิธีนําเสนอเพื่อให้วรรณคดีและวรรณกรรมนั้น ๆ น่าสนใจ น่าติดตามหรือน่าประทับใจต่าง ๆ เช่น เสนอสาระสำคัญอย่างตรงไปตรงมาหรือเสนอแบบให้ ตีความหรือความเปรียบ เป็นต้น 4. การใช้ภาษา วรรณคดีร้อยกรอง กวีมักใช้ศิลปะในการนําถ้อยคําสํานวนโวหาร มา ประกอบทำให้ผู้อ่านเกิดจินตภาพและมีอารมณ์ร่วมหรือคล้อยตามไปด้วย กวีจะเลือกใช้คํามาเปรียบเทียบ ด้วยลักษณะต่าง ๆ กัน วิทย์ ศิวะศริยานนท์ (2529 : 12) ได้อธิบายองค์ประกอบของวรรณคดีว่ามี องค์ประกอบ 2 ส่วน คือ เนื้อหา และรูปแบบ


20 1. เนื้อหา คือ เรื่องราวที่ผู้แต่งถ่ายทอดให้ผู้อ่านผู้ฟังรับรู้ เรื่องราวนี้ผู้แต่งอาจจะ ผูกขึ้นมา จากความรู้ ความคิด อารมณ์ความรู้สึก ประสบการณ์ จินตนาการ ชีวทรรศน์หรือโลกทรรศน์ก็ได้ 2. เนื้อหายังรวมถึง “สาร” ที่ผู้แต่งต้องการสื่อถึงผู้อ่านผู้ฟังด้วยรูปแบบ หมายถึง ลักษณะ รวมของประเภทงานประพันธ์ที่ผู้แต่งใช้ในการถ่ายทอดเนื้อหาไปสู่ผู้อ่าน เช่น นิราศ นิทานคํากลอน กาพย์ เห่เรือ คําฉันท์ ลิลิต บทความ บันทึก จดหมายเหตุ เรื่องสั้น นวนิยาย กุหลาบ มัลลิกะมาส (2522 : 99-102) อธิบายองค์ประกอบของวรรณคดีสรุปได้ 5 องค์ประกอบ หลัก ๆ ดังนี้ 1. แก่นเรื่อง หรือ สารัตถะของเรื่อง (Theme) แก่นเรื่อง หรือ สารัตถะของเรื่อง คือ ทัศนะที่ผู้แต่งแสดงให้เห็นถึงธรรมดาอย่างใด อย่างหนึ่งหรือหลายอย่างของมนุษย์ เรียกว่า ชีวิทัศน์ นอกจากนี้ยังกล่าวถึงทัศนะที่ผู้แต่ง มองดูความ เป็นไปในโลกมนุษย์ หรือที่เรียกว่าโลกทัศน์ แล้วนํามาแสดงในวรรณคดีเพื่อเป็นการสื่อสารให้ผู้อ่านได้ ประจักษ์ สารัตถะจึงเป็นจุดมุ่งหมายอันเป็นแก่นกลางของเรื่อง นักเขียนที่ดีย่อมแสดงโลกทัศน์หรือชีวิทัศน์ ของตนอย่างแจ่มชัด จนผู้อ่านรับทราบได้ว่าอะไรเป็นความคิดสำคัญของบันเทิงคดีเรื่องนี้ 2. โครงเรื่อง (Plot) โครงเรื่อง หมายถึง การลำดับเหตุการณ์ในเรื่อง เหตุการณ์เหล่านั้นต้องมีความต่อเนื่อง รวมถึงบทบาททั้งหมดของตัวละครที่แสดงออกในเรื่อง เราเข้าใจบทบาทของตัวละครได้ด้วยคําพูดครรลอง ความคิดของตัวละครนั้น ๆ การสนทนาความคิดของตัวละครอื่น ๆ ในเรื่อง และจากรูปร่างหน้าตาของตัว ละครเอง การบ่งลักษณะนิสัยใจคอของตัวละครไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม เป็นส่วนสำคัญของโครงเรื่อง โครง เรื่องเกิดขึ้นได้เพราะตัวละคร โครงเรื่องกับตัวละครจึงแยกกันไม่ออก โครงเรื่องแสดงแนวคิดของเรื่องให้ ผู้อ่านเข้าใจได้ 3. ตัวละคร (Character) ตัวละคร คือบุคคลที่ผู้แต่งสมมุติขึ้นมาเพื่อให้กระทำพฤติกรรมในเรื่อง คือผู้มีบทบาท ในเนื้อเรื่อง หรือเป็นผู้ทําให้เรื่องเคลื่อนไหวดำเนินไปสู่จุดหมายปลายทาง ตัวละครตามนัยดังกล่าวนี้มิได้ หมายถึงมนุษย์เท่านั้น หากแต่รวมถึงพวกพืช สัตว์ และสิ่งของด้วย นักเขียนบางคนนิยมใช้สัตว์ ต้นไม้ ดอกไม้ ภาชนะ ฯลฯ เป็นตัวละคร มีความคิดและการกระทำอย่างคน


21 4. ฉากและบรรยากาศ (Setting) ฉาก หรือสภาพแวดล้อมของตัวละคร เป็นองค์ประกอบสำคัญอีกอย่างหนึ่งของเนื้อหา ฉากหรือสภาพแวดล้อมของตัวละครโดยจะเป็นสถานที่และบรรยากาศที่ให้ตัวละครโลดแล่นไปตามเรื่องราว ฉากอาจจะเป็นสถานที่จริง ๆ ที่มีอยู่ หรือไปดูไปสัมผัสได้ 5. บทสนทนา (Dialogue) บทสนทนา คือคําพูดของตัวละครที่ใช้โต้ตอบกันในเรื่อง บทสนทนานับเป็น องค์ประกอบสำคัญของเรื่องบันเทิงคดีได้ประการหนึ่ง เพราะช่วยให้ผู้อ่านได้ทราบถึงแนวคิดของผู้แต่ง ทราบถึงบุคลิกลักษณะของตัวละคร ข้อขัดแย้งระหว่างตัวละคร ภูมิหลังและรายละเอียดต่าง ๆ ได้โดยผู้แต่ง ไม่ต้องบรรยายหรือพรรณนาความให้ยืดยาว นอกจากนี้ยังทำให้ที่ผู้อ่านได้รับความเพลิดเพลินไปพร้อมกัน ด้วย จากการศึกษาองค์ประกอบของวรรณคดี ผู้วิจัยสามารถสรุปได้ว่า วรรณคดี มีองค์ประกอบ 3 ด้าน คือ องค์ประกอบด้านเนื้อหา เป็นเรื่องราวที่ผู้เขียนผูกขึ้นจากอารมณ์ ความรู้สึก ประสบการณ์จินตนาการสู่ ผู้อ่านประกอบด้วย แก่นเรื่อง โครงเรื่อง ตัวละคร ฉาก และบทสนทนา องค์ประกอบด้านภาษา คือถ้อยคํา ที่ผู้เขียนใช้ในการถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ สู่ผู้อ่าน องค์ประกอบด้านรูปแบบ คือรูปแบบของการแต่ง วรรณคดีแบ่งออกเป็นร้อยแก้วและร้อยกรอง 4. วัตถุประสงค์ของการสอนวรรณคดี อิงอร สุพันธุ์วณิช และคนอื่น ๆ (2554) ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์การสอนวรรณคดีไทย สรุปได้ ว่า ความมุ่งหมายในการสอนวรรณคดีไทยมีหลายประการ เช่น การสอนเพื่อให้อ่านเอาความบันเทิง อ่าน เพื่อให้เกิดความรู้ อ่านเพื่อศึกษาวัฒนธรรม เพราะวรรณคดีเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม แต่ที่สำคัญที่สุด คือ การสอนวรรณคดีเพื่อให้นักเรียนเข้าใจชีวิตเพราะกวีเป็นผู้ที่เห็นภาพชีวิตอย่างกว้างขวางที่สุด มีความรู้สึก อย่างลึกซึ้งที่สุด และการเรียนการสอนจึงทำให้นักเรียนได้รู้จักและเข้าใจชีวิตของมนุษย์ด้วยกันได้ดียิ่งขึ้น ทัศนีย์ ศุภเมธี (2542) ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์การสอนวรรณคดี สรุปได้ว่า การเรียนการสอน วรรณคดีเป็นการฝึกให้ผู้เรียนได้ใช้ทักษะทางภาษาทั้งด้านการฟัง พูด อ่านและเขียน เพิ่มพูนความรู้และ ประสบการณ์ทางด้านภาษาและรูปแบบคําประพันธ์ชนิดต่าง ๆ โดยสอนให้ผู้เรียนได้รับความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ได้รับความไพเราะจนเกิดเป็นความซาบซึ้งใจในวรรณคดี นอกจากนี้เนื้อหาวรรณคดียัง สอดแทรกความรู้ ข้อคิด ประเพณี วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ ที่สามารถสอนให้ผู้เรียนได้เข้าใจสภาพชีวิตและ


22 ความเป็นอยู่ของคนในสมัยนั้น ๆ รวมถึงเพื่อให้ผู้เรียนรู้จักสังเกต ลักษณะนิสัยของตัวละคร พฤติกรรมของ ตัวละครมาเปรียบเทียบกับชีวิตจริง สุจริต เพียรชอบ และสายใจ อินทรัมพรรย์ (2538) ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์การสอนวรรณคดี ไทย สรุปได้ว่า การสอนวรรณคดีไทยนั้นครูจะต้องสอนให้นักเรียนเรียนรู้และเข้าใจความหมายของคำว่า วรรณคดี ให้รู้จักลักษณะรูปแบบและข้อบังคับของวรรณคดีเรื่องต่าง ๆ สามารถอ่านทำความเข้าใจ วิเคราะห์เรื่องราวความหมายและคําศัพท์ในเรื่องได้ รวมถึงนักเรียน สามารถที่จะวิพากษ์วิจารณ์เนื้อหาและ พฤติกรรมของตัวละคร เข้าถึงอรรถรสของเรื่องราวจนกระทั่งเห็นคุณค่าของวรรณคดี สามารถนําคติ แนวคิด ข้อคิดต่าง ๆ จากวรรณคดีไทยมาใช้ในชีวิตได้อย่างถูกต้อง อีกทั้งครูยังต้องสอนวรรณคดีไทยให้ สนุกสนานเพลิดเพลินและสร้างให้นักเรียน เกิดทัศนคติที่ดีต่อวรรณคดีไทย จากการศึกษาวัตถุประสงค์ในการสอนวรรณคดี ผู้วิจัยสามารถสรุปได้ว่า วัตถุประสงค์ในการสอน วรรณคดีมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจวรรณคดีทั้งในด้านรูปแบบและด้านเนื้อหา เมื่อผู้เรียนได้เรียน วรรณคดีจะทำให้เกิดความซาบซึ้งกินใจ ได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลิน ได้สาระความรู้ ข้อคิดแนวคิด ต่างๆ จากเรื่อง สามารถวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์หรือพฤติกรรมของตัวละครได้อย่างเหมาะสม รวมถึงได้ เรียนรู้ประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ปรากฏในวรรณคดีและสามารถนําไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้ 5. แนวทางการจัดการเรียนการสอนวรรณคดีไทย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2558) ได้กล่าวถึงแนวทางการจัดการเรียนการ สอนวรรณคดีไทย สรุปได้เป็นด้านต่าง ๆ ดังนี้ 1. ด้านผู้เรียน ในการจัดการเรียนการสอนวรรณคดีไทย ครูควรคำนึงถึงความแตกต่างของนักเรียน ตลอดจนความสนใจของนักเรียนโดยยึดหลักนักเรียนเป็นสำคัญ โดยจะต้องพยายามให้นักเรียนมีส่วนร่วมใน การเรียนการสอนมากที่สุด เปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความคิดเห็นอย่างเสรี ซึ่งครูต้องใจกว้างที่จะ ยอมรับฟังและเคารพความคิดเห็นของนักเรียน ให้นักเรียนได้ใช้ความคิด และเหตุผลในเชิงการ วิพากษ์วิจารณ์ให้มากที่สุด โดยครูเป็นผู้คอยให้ความช่วยเหลือและแนะนํา เพื่อให้นักเรียนได้คิดและ ตัดสินใจอย่างมีเหตุผล


23 2. ด้านเนื้อหา การจัดการเรียนการสอนวรรณคดีและวรรณกรรมไทยควรจัดการเรียนการสอน แบบ บูรณาการให้สัมพันธ์กับหลักภาษาและทักษะการใช้ภาษาต่าง ๆ ทั้งด้านการฟัง การพูด การอ่าน และการ เขียน ครูควรเป็นผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับวรรณคดีอย่างแท้จริง และมีทัศนคติที่ดีต่อวรรณคดีและการสอน วรรณคดีไทย และในการจัดการเรียนการสอนครูควรเน้นการคิดรวบยอดมากกว่าเนื้อหา เพราะการเน้น เนื้อหามากเกินไปนักเรียนจะไม่มีโอกาสซาบซึ้งถึงความงาม และความไพเราะของวรรณคดี นอกจากนี้ครูไม่ ควรจํากัดอยู่กับวรรณคดีมรดกเท่านั้น สามารถนําเอาวรรณกรรมปัจจุบันมาให้นักเรียนได้ศึกษาด้วย เพราะ วรรณกรรมปัจจุบันมีลักษณะเนื้อเรื่องที่ใกล้เคียงกับชีวิตประจำวันของนักเรียน ซึ่งจะทำให้นักเรียนสนใจใน งานประพันธ์มากยิ่งขึ้น 3. ด้านกิจกรรม วิธีสอน เทคนิคการสอนและสื่อการสอน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวรรณคดีนั้น ควรเลือกกิจกรรมนําเข้าสู่บทเรียนที่ เหมาะสมกับเรื่องที่จะสอนเพื่อดึงดูดและจูงใจนักเรียน ในขั้นตอนการสอนครูควรเลือกใช้วิธีสอนอย่าง หลากหลาย ไม่ควรเน้นการถอดความ แต่ควรเน้นวิธีการที่ฝึกให้นักเรียนได้คิด ใช้เหตุผล ศึกษาค้นคว้า ข้อมูลและร่วมกันทำกิจกรรม โดยปลูกฝังให้นักเรียนใช้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการเรียนวรรณคดีไทย เช่น การแต่งคําประพันธ์ การแข่งขันโต้กลอนสด สักวา การจัดแสดงละคร นอกจากนี้สื่อประกอบการเรียน การสอนวรรณคดีต้องไม่จำเจ ซึ่งการเลือกใช้สื่อประกอบการเรียน การสอนนั้นครูควรคำนึงถึงประโยชน์ ความเหมาะสมและผลการใช้ที่คุ้มค่า ขั้นตอนการประเมินผล ครูควรมีการประเมินการเรียนการสอน วรรณคดีไทยทุกครั้ง เพราะครูจะได้ทราบผลการสอน และผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน ซึ่งครูควรตั้งวัตถุประสงค์ ในการสอนให้ชัดเจน เพื่อให้สามารถประเมินผลการเรียนการสอนได้ครอบคลุม ในขั้นตอนของการสอนเนื้อหาวรรณคดีวรรณกรรม ครูควรฝึกให้นักเรียน จับแนวคิด ประเด็นสำคัญด้วยการใช้คําถาม ใคร ทำอะไร ที่ไหน กับใคร เมื่อไร ทําไม อย่างไร เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจการ กระทำหรือพฤติกรรมของตัวละครและเจตนาของผู้เขียนเรื่อง หากวรรณคดีเป็นเรื่องยาวครูผู้สอนควรเล่า เรื่องย่ออย่างมีชั้นเชิง ยั่วยุให้ผู้เรียนกระตือรือร้นอยากไปค้นคว้า หาฉบับสมบูรณ์อ่านเองหรือใช้กิจกรรม นําไปสู่การค้นคว้าเพิ่มเติม หากมีคำศัพท์ยากในเรื่องครูผู้สอนไม่ควรกังวลมากเกินไป ควรให้ผู้เรียนได้ เพลิดเพลินกับการอ่านออกเสียงไปจนจบย่อหน้าหรือจบตอน เพื่อทำความเข้าใจในระหว่างที่กําลังอ่าน จากนั้นใช้วิธีการอธิบายหรืออภิปรายเนื้อหาหรือคำศัพท์ร่วมกันเมื่อนักเรียนอ่านจบ นอกจากนี้ครูควรเน้น ให้นักเรียนพินิจพิเคราะห์ตัวละคร ทั้งคําพูด ความคิด การกระทำ ความเชื่อ ความเป็นอยู่ เพื่อนํามา


24 เปรียบเทียบกับเหตุการณ์และความเป็นอยู่ในชีวิตปัจจุบัน รวมทั้งวิเคราะห์เจตนาและข้อคิดที่ได้จากการ อ่านวรรณคดี 4. ด้านสภาพและบรรยากาศในการเรียนรู้ ครูควรคำนึงถึงเรื่องความสนุกสนานเพลิดเพลิน ความจรรโลงใจ ความบันเทิง ซึ่งครู ควรจัดกิจกรรมประกอบการสอนหลาย ๆ ชนิด เพื่อช่วยให้บรรยากาศในการเรียนการสอนน่าสนใจและ เสริมสร้างจินตนาการของนักเรียน เช่น การขับเสภา การร้องเพลง การอ่านทํานองเสนาะ การแสดงบทบาท สมมติ การฟ้อนรํา การวาดภาพ วาดการ์ตูน การประดิษฐ์สิ่งของที่เกี่ยวเนื่องกับวรรณคดี การโต้วาที การ ทายปัญหา การแต่งคําประพันธ์ การทำสมุดภาพ เป็นต้น นอกจากนี้ครูควรเน้นให้นักเรียนศึกษาค้นคว้า จากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ เช่น ห้องสมุด การสัมภาษณ์ การศึกษา นอกสถานที่หรืออาจจัดการเรียนการสอน วรรณคดีไทยเป็นกิจกรรมเสริมหลักสูตรเพื่อปรับเปลี่ยนบรรยากาศในการเรียนการสอน ซึ่งจะช่วยให้การ สอนวรรณคดีไทยได้ผลมากยิ่งขึ้น เช่น การจัดนิทรรศการ การแสดงละคร การจัดสัปดาห์ทางวรรณคดีไทย ชุมนุมวรรณศิลป์ ชุมนุมวรรณกรรม ชุมนุมวรรณคดี เป็นต้น กระทรวงศึกษาธิการ (2544 : 334-339) ได้กล่าวถึงแนวทางการจัดการเรียนการสอนวรรณคดี ไทย สรุปได้ดังนี้ 1. อ่านเข้าใจ แบ่งเป็น 1.1 เข้าใจเรื่องสามารถจับใจความสำคัญของเรื่องได้ รู้ว่าเรื่องนั้นคือเรื่องอะไร กล่าวถึง ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร 1.2 เข้าใจคำศัพท์ สามารถเข้าใจความหมายของศัพท์ยากหรือศัพท์ตามยุคสมัย 2. ได้เสียงเสนาะ ฝึกให้นักเรียนอ่านออกเสียงบทประพันธ์ สังเกตความต่างของการอ่าน แบบธรรมดา และอ่านออกเสียงตามอารมณ์ของข้อความ 3. เจาะแนวคิดสำคัญ สอนให้นักเรียนสามารถจับแนวคิดสำคัญของเรื่อง (Theme) โดย ให้อ่านเรื่องให้เข้าใจ แล้วประมวลเรื่องราวทั้งหมดสู่แนวคิดสำคัญของเรื่อง 4. หมั่นวิเคราะห์วินิจฉัย การสอนให้นักเรียนรู้จักวิเคราะห์วินิจฉัย คือการสอนให้นักเรียน แยกแยะและพิจารณาเรื่องที่อ่านได้ทั้งรูปแบบ เนื้อหา กลวิธีและการใช้ภาษาว่าแต่ละองค์ประกอบมี รายละเอียดอย่างไร 5. ใส่ใจวิจารณ์ การสอนให้นักเรียนกล้าแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องที่อ่าน 6. ประสานกิจกรรม หากครูผู้สอนเลือกกิจกรรมต่าง ๆ ใช้ประกอบการเรียนการสอน


25 วรรณคดีและวรรณกรรมจะทำให้การเรียนการสอนสนุกและน่าสนใจยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้นักเรียน เข้าใจและจำเนื้อหาได้ดียิ่งขึ้นด้วยกิจกรรมในการสอนวรรณคดี เช่น กิจกรรมบทบาทสมมุติ กิจกรรมการ แสดงละคร กิจกรรมขับร้องฟ้อนรํา กิจกรรมวาดภาพ กิจกรรมค้นคว้า กิจกรรมทายปัญหา ฯลฯ 7. สัมพันธ์เนื้อหา การเรียนการสอนวรรณคดีและวรรณกรรมให้สัมพันธ์เนื้อหาอื่น ๆ ทั้ง ในวิชาเดียวกันและต่างวิชา เช่น สอนให้สัมพันธ์กับราชาศัพท์ สอนให้สัมพันธ์กับหลักภาษา สอนให้สัมพันธ์ กับเนื้อหาวิชาประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ฯลฯ ทัศนีย์ ศุภเมธี (2542) ได้กล่าวถึงแนวทางและความสำคัญในการสอนวรรณคดีไว้สรุปได้ดังนี้ 1. ครูควรสอนโดยการยั่วยุให้นักเรียนเกิดความคิดและตีความเรื่องราวจากวรรณคดี ให้ นักเรียนช่วยกันวิเคราะห์ วิจารณ์ สรุปแนวคิดต่าง ๆ จากการอ่านวรรณคดี ไม่ควรเข้มงวด หรือบังคับให้ ผู้เรียนท่องจำเนื้อหาวรรณคดี เพราะจะทำให้นักเรียนเกิดความเบื่อหน่าย 2. ครูควรจูงใจผู้เรียนด้วยการอ่านคําประพันธ์ที่ไพเราะ ให้นักเรียนเกิดความซาบซึ้งใน ลีลาและความไพเราะของถ้อยคํา และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนฝึกอ่านทํานองเสนาะเป็นกลุ่ม เพราะผู้เรียนแต่ ละคนมีความสามารถไม่เท่ากัน อาจทำให้นักเรียนบางคนรู้สึกอาย 3. ครูควรบูรณาการการเรียนรู้เนื้อหาวรรณคดีวรรณกรรมกับเนื้อหาอื่น ๆ ทั้งการฟัง พูด อ่าน และเขียน โดยให้สัมพันธ์กันกับกระบวนการคิด สามารถวิจารณ์บอกแก่นความคิด แนวความคิด หรือ ข้อคิดจากการฟังและอ่านได้ รวมถึงใช้วรรณคดีเป็นสื่อในการเรียนรู้เรื่องต่าง ๆ เช่น คำศัพท์ สํานวน เข้าใจ ในธรรมชาติของมนุษย์และสภาพสังคมไทยที่เกี่ยวกับศาสนา ขนบ ความเชื่อ ประเพณี ศิลปวัฒนธรรม 4. ครูควรสร้างศรัทธาให้ผู้เรียนรักและนิยมชมชอบ เนื่องจากจะเป็นการง่ายต่อการจูงใจ ชี้แนะแนวทางในการเรียนแก่ผู้เรียน 5. ครูควรจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่สนุกสนานแปลกใหม่ เช่น การร้องเพลง แสดงละคร เล่นเกม แสดงบทบาสมมติ จัดนิทรรศการหรือวาดภาพ 6. ครูควรมีความเข้าใจและความคิดรวบยอดในเรื่องที่จะสอนอย่างแม่นยํา ถ่ายทอดผ่าน กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงความคิดรวบยอดนั้น ๆ ได้เอง จากการศึกษาแนวทางการจัดการเรียนการสอนวรรณคดีไทย ผู้วิจัยสามารถสรุปได้ว่า ในการ จัดการเรียนการสอนวรรณคดีไทย ครูผู้สอนควรคำนึงถึงผู้เรียนเป็นสำคัญ ครูต้องจัดบรรยากาศที่เหมาะสม ในการเรียนการสอน หาเทคนิควิธีสอนและวิธีการประเมินผลที่เหมาะสมกับผู้เรียน รวมถึงคำนึงถึงผลการ


26 เรียนรู้ที่จะเกิดขึ้นแก่ผู้เรียนทั้งในส่วนของเนื้อหา ความสนุกสนานเพลิดเพลิน ความรู้ที่คงทนความเข้าใจ ความซาบซึ้งในวรรณคดี และให้ผู้เรียนสามารถนําความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ในชีวิตจริงได้ แนวคิดที่เกี่ยวกับวรรณคดีไทย เรื่อง พระอภัยมณี พระอภัยมณี เป็นวรรณคดีชิ้นเยี่ยมเรื่องหนึ่งของไทย ผลงานชิ้นเอกของพระสุนทรโวหาร หรือ สุนทรภู่ กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ประพันธ์ขึ้นเป็นนิทานคำกลอนที่มีความยาวมากถึง 94 เล่มสมุดไทย เมื่อพิมพ์เป็นเล่มหนังสือ จะมีความยาวกว่าหนึ่งพันสองร้อยหน้า ระยะเวลาในการประพันธ์ไม่มีการระบุไว้ อย่างแน่ชัด แต่คาดว่าสุนทรภู่เริ่มประพันธ์ราวปี พ.ศ. 2364–2366 และแต่ง ๆ หยุด ๆ ไปตลอดเป็นระยะ สิ้นสุดการประพันธ์ราว พ.ศ. 2388 รวมเวลามากกว่า 20 ปี 1. จุดมุ่งหมายในการแต่ง สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่าสุนทรภู่คิดแต่ง หนังสือ ขึ้นเพื่อเลี้ยงตัวในเวลาติดคุก และคงจะแต่งทีละเล่มสองเล่มเรื่อยมาเพราะเป็นหนังสือเล่มยาว ต่อมา สุนทรภู่ไปพึ่งพระบารมีของพระองค์เจ้าลักษณานุคุณ (พระเจ้าลูกยาเธอ ในพระบาทสมเด็จพระนางแต่ง เรื่อง พระอภัยมณีอีกตอนหนึ่ง แต่ไปค้างอยู่เพียงใดไม่ทราบ พ.ศ. 2375 พระองค์เจ้าลักษณานุคุณ สิ้นพระชนม์และต่อมากรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ (พระพี่นางของพระองค์เจ้าลักษณานุคุณ พระเจ้าลูกยาเธอ ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) ทรงพระเมตตาสุนทรภู่มากอีก พระองค์หนึ่ง เหตุที่ทรงอุปการะ สุนทรภู่นั้นกล่าวกันว่า หนังสือเรื่องพระอภัยมณีเป็นที่พอพระหฤทัยทรงเห็นว่า เรื่องแต่งไว้ยังค้างอยู่จึงมี รับสั่งให้แต่งถวายต่อไป สุนทรภู่แต่งเรื่องพระอภัยมณีมาได้ 49 เล่มสมุดไทย จะจบเรื่องในตอน พระอภัยมณีออกบวช แต่กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพมีรับสั่งให้แต่งต่อไปอีก ด้วยเหตุนี้สุนทรภู่จึงต้องคิดเรื่อง พระอภัยมณี(สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, 2513 : 38) จากข้อความดังกล่าวจะเห็นได้ว่า เรื่องพระอภัยมณี สุนทรภู่แต่งขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายใน การแต่งอยู่ 2 ประการคือ 1) แต่งเพื่อขายหาเลี้ยงชีพตนในยามที่ตกทุกข์ได้ยาก 2) แต่งถวายเจ้านายที่ อุปการะ ได้แก่ พระองค์เจ้าลักษณานุคุณ และพระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ส่วนตอนใดจะแต่ง เพื่อเลี้ยงชีพ หรือตอนใดแต่งเพื่อถวายเจ้านายนั้นไม่มีหลักฐานแน่ชัด


27 2. ระยะเวลาในการแต่ง ในการศึกษาวรรณคดีนั้นหากเราจะสืบค้นให้รู้เวลาในการเขียนเรื่องของกวีคนใดคนหนึ่ง โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นนิยายย่อมเป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะจะทำให้เข้าใจเนื้อเรื่องวรรณคดีเรื่อง นั้น ๆ ได้อย่างละเอียดลึกซึ้ง และยังทำให้เห็นความคิดอ่านของสังคมในขณะนั้นด้วย เพราะตามปกติกวีหรือ นักปราชญ์ย่อมอดไม่ได้ที่จะนำพฤติการณ์ต่าง ๆ ซึ่งแวดล้อมตนอยู่มาใส่ไว้ในบท ประพันธ์ของตน (เปลื้อง ณ นคร, 2506 : 502) จันทร์จิรายุวัฒน์ รัชนี (2499 : 147-149) กล่าวว่า “ในระหว่างที่สุนทรภู่ติดคุกในรัชกาลที่ 2 ได้เริ่มแต่งนิทานคำกลอนเรื่องพระอภัยมณีนับตั้งแต่ต้นเรื่อง ส่วนเรื่องตั้งแต่เกาะแก้วพิสดาร เป็นเรื่องที่ แต่งขึ้นในรัชกาลที่ 3 ระหว่างบวช เปลื้อง ณ นคร (2506 : 602) กล่าวว่า “การสันนิษฐานเวลาแห่งนี้ ไม่มีทางอื่นนอกจากอนุมาน ได้จากข้อความต่าง ๆ ในนิพนธ์ของสุนทรภู่ ถึงแม้จะมีคำบอกเล่าของผู้มีอายุที่ได้ฟังต่อ ๆ กันมา เช่นว่า เรื่องพระอภัยมณีนี้กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงชักชวนให้สุนทรภู่แต่งก็หาหลักฐานอื่นมา สนับสนุนไม่ได้ นิพนธ์ของสุนทรภู่ที่กล่าวถึงเรื่องพระอภัยมณีในบทเห่กับเรื่อง รำพันพิลาป ในเรื่อง รำพันพิลาปได้ออกชื่อพระอภัยมณีไว้สองสามแห่งพอจะสรุปได้ว่า สุนทรภู่คงจะแต่งเรื่องพระอภัยมณี ในปี พ.ศ. 2371 สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่า สุนทรภู่น่าจะแต่งแต่ง เรื่องพระอภัยมณี คราวจำคุกในรัชการที่ 2 เหตุด้วยสุนทรภู่ได้เป็นขุนสุนทรโวหารแล้ว ครั้งหนึ่งกำลังเมา สุราไปหามารดา มารดาว่ากล่าวกลับทำร้ายมารดา จึงถูกรับสั่งให้เอาตัวไปไว้ (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, 2513 : 18) ธนิต อยู่โพธิ์ (อ้างถึงใน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, 2513 : 18) ได้กล่าวแย้งพระมติของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพว่า “เข้าใจว่าคงจะแต่ง หนังสือเรื่องใดเรื่องหนึ่งขายเป็นอาชีพ แต่คงไม่ใช่เรื่องพระอภัยมณี เพราะเรื่องพระอภัยมณี นั้นเข้าใจว่า สุนทรภู่เริ่มแต่งในรัชกาลที่ 3 สรุปได้ว่า ระยะเวลาในการแต่งเรื่องพระอภัยมณียังมีข้อถกเถียงกันถึงเวลาที่แน่นอนใน การแต่งอยู่หลายกระแส แต่พอจะสรุปได้ว่า สุนทรภู่เริ่มแต่งเรื่องพระอภัยมณีตอนต้น ๆ รัชกาลที่ 2 แต่ เรื่องส่วนใหญ่แต่งต่อในสมัยรัชกาลที่ 3 และแต่งจบตอนพระอภัยมณีออกบวชในสมัยรัชกาลที่ 4 ส่วนจะ แต่งตอนไหนระยะใดไม่มีหลักฐานปรากฏ


28 3. ที่มาของเรื่องพระอภัยมณี จากการศึกษาเรื่องที่มาของพระอภัยมณีสามารถสรุปสาระสำคัญเกี่ยวกับที่มาของวรรณคดี ประจักษ์ ประภาพิทยากร (2529 : 49) กล่าวว่า “สุนทรภู่เริ่มแต่งพระอภัยมณีเมื่อครั้ง ต้องโทษในรัชกาลที่ 2 เพราะดื่มสุราแล้วทะเลาะกับญาติผู้ใหญ่ สุนทรภู่จึงแต่งเรื่องพระอภัยมณีขึ้นเพื่อ ต้องการขายเอาเงิน แล้วยังมีความประสงค์ที่จะหวังในพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานอภัยโทษจึงให้ ตัวเองและใช้ชื่อหนังสือว่า “พระอภัยมณี” มีคำว่า “อภัย” ก็เพราะต้องการพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเรื่องนี้จะจริงหรือเท็จอย่างไรไม่ทราบได้เป็นเรื่องเล่ามาไม่ทราบแหล่งที่มา จากข้อความดังกล่าวจะเห็นได้ว่าเป็นจริงได้เพราะท่านผู้รู้ส่วนมากลงความเห็นว่า สุนทรภู่แต่ง พระอภัยมณีในคุก ดังนั้นเมื่อสุนทรภู่แต่งพระอภัยมณีในคุกใหม่ ๆ นั้นคงจะยังไม่ได้รับ พระราชทานอภัย โทษทันที ส่วน เจือ สตะเวทิน (2501 : 114) กล่าวว่า “สุนทรภู่ตั้งชื่อเรื่องพระอภัยมณีจากเหตุที่สมเด็จฯ กรมพระปรมานุชิตชิโนรสทรงให้อภัยสุนทรภู่คือ สมเด็จฯ กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงถือว่า สุนทรภู่เป็น กวีเมื่อจะเข้าเฝ้าพระองค์เมื่อใดก็ทรงอนุญาตเสมอ สุนทรภู่จึงให้ชื่อผลงานนี้ว่า “พระอภัยมณี” สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ กล่าวว่า “เรื่องพระอภัยมณี สุนทรภู่ ตั้งใจแต่งโดยประณีตทั้งตัวเรื่อง (อ้างใน ทศพร วงศ์รัตน์, 2550 : 3) ถ้อยคำและสำนวนส่วนตัว เรื่องนั้น พยายามตรวจตราหาเรื่องราวที่ปรากฏอยู่ในหนังสือต่าง ๆ บ้าง เรื่องที่รู้โดยผู้อื่นบอกเล่าบ้าง เอามา ตริตรองเลือกคัดประดิษฐ์แต่งต่อ ประกอบกับความคิดของสุนทรภู่เอง เช่น เรื่องอาหรับราตรี ซึ่ง สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงพบนั้นมีหลายแห่งเป็นต้นว่า ที่สุนทรภู่คิดให้พระอภัยมณีชำนาญในการเป่าปี่ ซึ่งแปลกใจจากวีรบุรุษในหนังสือเรื่องอื่น ๆ นั้น ก็มีเค้ามูลอยู่ในหนังสือพงศาวดารจีนเรื่องไซ่อั่น และ “ที่สุนทรภู่แต่งหนังสือเรื่องพระอภัยมณีท่านบอกไว้อย่างชัดเจนว่า เป็นเรื่องแต่งเล่นคือ มิได้มีประสงค์ที่จะ ให้ใครเชื่อว่าเป็นความจริงอย่างในพงศาวดาร” สรุปได้ว่า สุนทรภู่น่าจะสร้างงานจากความรู้ทางประวัติศาสตร์เรื่องในสมุดภาพ ไตรภูมิ เหตุการณ์บ้านเมือง และคนแวดล้อมส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ ในสมัยนั้นตลอดจนความรู้รอบตัวของตนมาแต่ง เป็นเรื่องพระอภัยมณี


29 4. ลักษณะคำประพันธ์ คำประพันธ์ในเรื่อง พระอภัยมณี เป็นกลอนสุภาพทั้งหมด ด้วยเป็นความถนัดอย่างพิเศษของกวี ผู้นี้ ภาษาที่ใช้มีความเรียบง่ายตามแบบฉบับของสุนทรภู่ มีสัมผัสในไพเราะงดงามโดยตลอด ทำให้เป็นที่ นิยมอ่านเรื่อยมาแม้ในปัจจุบัน พระอภัยมณี ตามฉบับพิมพ์ของหอพระสมุด มีความยาวทั้งสิ้น 24,500 คำกลอน คิดเป็นจำนวน คำตามวจีวิภาคได้ 392,000 คำ แต่หากนับตามความยาวฉบับเต็ม (ซึ่งรวมส่วนที่สุนทรภู่แต่งเพิ่มตามรับสั่ง ของกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ จะมีความยาวถึง 48,686 คำกลอน นับเป็นหนังสือกลอนขนาดมหึมา และเป็น มหากาพย์คำกลอนที่ยาวมากที่สุดในโลกเรื่องหนึ่งที่ประพันธ์โดยกวีท่านเดียว ในส่วนของ การดำเนิน เนื้อเรื่อง พระอภัยมณี มีโครงเรื่องย่อย ๆ แทรกไปตลอดทางคือจากเหตุการณ์หนึ่งนำไปสู่เหตุและผลอีก เหตุการณ์หนึ่ง ซึ่งเป็นลักษณะงานเขียนที่สามารถเขียนไปได้เรื่อย ๆ อย่างไรก็ดีอาจนับเหตุการณ์สำคัญ หรือไคลแมกซ์ของเรื่องได้ ในตอนทัพลังกากับทัพพระอภัยมณีรบกันจนถึงขั้นเด็ดขาด ต้องแหลกลาญกันไป ข้างใดข้างหนึ่ง แต่สุนทรภู่ก็สามารถคลี่คลายไคลแมกซ์นี้ได้อย่างสวยงาม 4. ชื่อตอนทั้งหมดที่สุนทรภู่แต่ง ประกอบด้วย 64 ตอน ดังนี้ 4.1 พระอภัยมณีกับศรีสุวรรณเรียนวิชา 4.2 นางผีเสื้อลักพระอภัยมณี 4.3 ศรีสุวรรณเข้าเมืองรมจักร 4.4 ศรีสุวรรณพบนางเกษรา 4.5 ศรีสุวรรณเกี้ยวนางเกษรา 4.6 ศรีสุวรรณรบท้าวอุเทน 4.7 ศรีสุวรรณพยาบาลนางเกษรา 4.8 อภิเษกศรีสุวรรณ 4.9 พระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อ 4.10 พระอภัยมณีได้นางเงือก 4.11 นางสุวรรณมาลีไปเที่ยวทะเล 4.12 พระอภัยมณีพบนางสุวรรณมาลี 4.13 พระอภัยมณีโดยสารเรือนางสุวรรณมาลี 4.14 พระอภัยมณีเรือแตก


30 4.15 สินสมุทรโดยสารเรือโจรสุหรั่ง 4.16 สินสมุทรพบศรีสุวรรณ 4.17 ศรีสุวรรณกับสินสมุทรตามพระอภัยมณี 4.18 พระอภัยมณีโดยสารเรืออุศเรน 4.19 พระอภัยมณีพบศรีสุวรรณกับสินสมุทร 4.20 สินสมุทรรบกับอุศเรน 4.21 พระอภัยมณีเกี้ยวนางสุวรรณมาลี 4.22 พระอภัยมณีครองเมืองผลึก 4.23 พระอภัยมณีอภิเษกกับนางสุวรรณมาลี 4.24 กำเนิดสุดสาคร 4.25 สุดสาครเข้าเมืองการะเวก 4.26 อุศเรนตีเมืองผลึก 4.27 เจ้าละมานตีเมืองผลึก 4.28 สุดสาครตามพระอภัยมณี 4.29 ศึกเก้าทัพตีเมืองผลึก 4.30 พระอภัยมณีตีเมืองใหม่ 4.31 พระอภัยมณีพบนางละเวง 4.32 ศรีสุวรรณอาสาตีด่านดงตาล 4.33 ย่องตอดสะกดทัพ 4.34 นางละเวงคิดหย่าทัพ 4.35 พระอภัยมณีติดท้ายรถ 4.36 พระอภัยมณีทำผูกคอตายได้นางละเวง 4.37 ศรีสุวรรณกับสินสมุทรถูกทำเสน่ห์ 4.38 นางสุวรรณมาลีข้ามไปเมืองลังกา 4.39 นางสุวรรณมาลีมีสารตัดพ้อ 4.40 สุดสาครถูกเสน่ห์ 4.41 นางสุวรรณมาลีหึงหน้าป้อม


31 4.42 หัสไชยแก้เสน่ห์ 4.43 นางเสาวคนธ์ยิงแก้ม 4.44 กษัตริย์สามัคคี 4.45 นางเสาวคนธ์ขุดโคตรเพชร 4.46 พระอภัยมณีกลับเมือง 4.47 อภิเษกสินสมุทร 4.48 นางเสาวคนธ์หนี 4.49 นางเสาวคนธ์แปลงเป็นฤๅษี 4.50 นางเสาวคนธ์ได้เมืองวาหุโลม 4.51 สุดสาครตามนางเสาวคนธ์ 4.52 พระอภัยมณีทำศพท้าวสุทัศน์ 4.53 มังคลาครองเมืองลังกา 4.54 มังคลาชิงโคตรเพชร 4.55 มังคลาจับนางสุวรรณมาลีและท้าวทศวงศ์ 4.56 หัสไชยตีด่านเมืองลังกา 4.57 สุดสาครรบกับมังคลา 4.58. นางละเวงช่วยนางสุวรรณมาลีและท้าวทศวงศ์ 4.59 พระอภัยมณี ศรีสุวรรณไปเมืองลังกา 4.60 พระอภัยมณีรบกับมังคลา 4.61 สังฆราชบาทหลวงเผาเมืองลังกา 4.62 พระอภัยมณีเข้าเมืองลังกา 4.63 อภิเษกหัสไชย 4.64 พระอภัยมณีออกบวช หลังเหตุการณ์พระอภัยมณีออกบวช มีผู้แต่งเรื่องต่อออกไปอีก เช่น นางเงือกได้ตัดหางและ กลายเป็นมนุษย์ แต่นั่นไม่ใช่งานประพันธ์ของสุนทรภู่ ในฉบับพิมพ์ของหอพระสมุดจึงย่อเนื้อหาส่วนหลัง เรียบเรียงเป็นร้อยแก้วบรรจุไว้ท้ายเล่ม


32 รวมทั้งหมด 64 ตอน แต่สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กระทรวงศึกษาธิการได้บรรจุ ตอน กำเนิดสุดสาคร ลงในหลักสูตรแกนกลางและหนังสือเรียนวรรณคดีลำนำ ให้ผู้เรียนได้ศึกษาเรียนรู้เนื่องจาก ในตอน กำเนิดสุดสาครมีเนื้อหา โครงเรื่อง ตัวละคร ฉาก คุณค่า และข้อคิด ที่มีเหมาะกับระดับชั้นและ ช่วงวัยของผู้เรียน ซึ่งผู้เรียนสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ในอนาคตได้ 5. เรื่องย่อพระอภัยมณี พระอภัยมณีกับศรีสุวรรณเป็นโอรสของท้าวสุทัศน์เจ้าเมืองรัตนา พระอภัยมณี ไปเรียนเป่าปี่ ศรีสุวรรณเรียนกระบี่กระบอง ท้าวสุทัศน์โกรธมากที่ไปเรียนวิชาไม่สมศักดิ์ศรีของกษัตริย์จึงไล่ออกจาก บ้านเมือง ทั้งสองจึงรอนแรมมาพบพราหมณ์สามคนในป่า พระอภัยมณีเป่าปี่จนทุกคนแรมมามาพบ พราหมณ์สามคนหลับสนิท นางผีเสื้อสมุทรได้ยินเสียงของพระอภัยมณีจึงตามเสียงมาพบก็นึกรัก จึงอุ้มพระ อภัยมณีเข้าไปอยู่ด้วยในถ้ำ จนกระทั่งมีบุตรชื่อ สินสมุทร สินสมุทรมีร่างกายเป็นมนุษย์แต่มีนัยน์ตาเป็นสี แดงและมีเขี้ยวเหมือนยักษ์ นางผีเสื้อสมุทรได้ขังพระอภัยมณีและสินสมุทร ไว้ในถ้ำส่วนตนเอง เป็นฝ่ายหา อาหารมาเลี้ยง วันหนึ่งขณะที่นางผีเสื้อสมุทรออกไปหาอาหาร สินสมุทรซึ่งมีพละกำลังมหาศาลได้ผลักก้อนหิน ที่ปิดปากถ้ำหนีออกไปเที่ยว แล้วจับเงือกมาให้พ่อดู เงือกขอชีวิตโดยจะพาสองพ่อลูกหนีไปเกาะแก้วพิสดาร ซึ่งเป็นที่พำนักของโยคี วันต่อมาพระอภัยมณีออกอุบายให้นางผีเสื้อสมุทรขึ้นไปบนภูเขา แล้วสองพ่อลูกก็ขี่ หลังเงือกสองผัวเมียโดยมีเงือกลูกสาวชื่อ นางสุวรรณมัจฉา ติดตามมาด้วย เมื่อถึงเกาะแก้วพิสดาร นางผีเสื้อสมุทรก็ตามมาทันจึงจับเงือกผัวเมียกิน ผีเสื้อสมุทรไม่สามารถเข้าใกล้เกาะแก้วพิสดารได้ด้วย เพราะฤทธิ์อาคมของโยคีคุ้มครองอยู่ นางสุวรรณมัจฉาต้องหลบหลีกนางผีเสื้อสมุทรไปอยู่ที่แอ่งน้ำในถ้ำบน เกาะและได้อยู่กินกับพระอภัยมณีจนมีบุตรชื่อ สุดสาคร เมื่อศรีสุวรรณและพราหมณ์ทั้งสามฟื้นจากมนต์วิเศษไม่พบพระอภัยมณีจึงออกติดตามหาจนถึง เมืองรมจักรซึ่งกำลังมีศึก ศรีสุวรรณอาสารบจนชนะศึกจึงได้อภิเษกกับนางเกษรา ราชธิดาของเจ้าเมือง รมจักรจนมีธิดาชื่อ นางอรุณรัศมี เจ้าเมืองผลึกและพระธิดาชื่อนางสุวรรณมาลี ซึ่งเป็นคู่หมั้นของอุศเรน โอรสเจ้าเมืองลังกาออกเที่ยวทะเลถูกพายุพัดไปติดอยู่เกาะแก้วพิสดาร หลังพายุสงบพระอภัยมณีและ สินสมุทรจึงขอโดยสารเรือกลับเมืองด้วย เมื่อนางผีเสื้อสมุทรรู้ข่าวจึงออกติดตามและบันดาลให้เกิดพายุจน เรือแตก เจ้าเมืองผลึกตาย


33 สินสมุทรและนางสุวรรณมาลีหนีไปทางหนึ่ง พระอภัยมณีหนีไปทางหนึ่ง ในที่สุดพระอภัยมณี จึงจำใจเป่าปี่ให้นางผีเสื้อสมุทรอกแตกตายและร่างกลายเป็นหิน สินสมุทรพานางสุวรรณมาลีหนีไปอาศัยอยู่ เกาะแห่งหนึ่ง มีเรือโจรฝรั่งมาพบเข้าจึงรับคนทั้งสองไปด้วย วันหนึ่ง นายโจรจะเข้ามาปลุกปล้ำนาง สุวรรณมาลีสินสมุทรจึงฆ่านายโจรแล้วคุมเรือโจรสลัดเดินทางต่อไปจนถึงเมืองรมจักร ได้พบกับพระเจ้าอา ศรีสุวรรณจึงช่วยกันออกติดตามหาพระอภัยมณี โดยมีนางอรุณรัศมีคอยติดตามไป ฝ่ายอุศเรนรู้ข่าวเรื่องคู่หมั้นเรือแตกก็จัดเรือออกตามหา ระหว่างทางก็รับพระอภัยมณีลงเรือไป ด้วย ตนมาพบกับเรือของสินสมุทร พระอภัยมณีให้สินสมุทรคืนนางสุวรรณมาลีให้เพราะเห็นแก่บุญคุณของ อุศเรนที่เคยช่วยเหลือตน สินสมุทรไม่ยอมเพราะอยากได้นางสุวรรณมาลีเป็นแม่ จึงรบกัน สินสมุทรจับ อุศเรนได้แต่พระอภัยมณีขอชีวิตอุศเรนไว้ สินสมุทรจึงปล่อยอุศเรนกลับเมืองลังกา นางมณฑาดีใจมากที่ นางสุวรรณมาลีธิดารอดตาย กลับมาจึงอภิเษกนางสุวรรณมาลีกับพระอภัยมณีมีธิดาฝาแฝดชื่อ สร้อยสุวรรณและจันทร์สุดา อุศเรนเมื่อได้ข่าวพระอภัยมณีกับสุวรรณมาลีก็โกรธแค้นมากจึงจัดทัพออกไป รบเมืองผลึก และเสียชีวิตในสนามรบอุศเรนแค้นจนอกแตกตาย นางละเวงน้องสาวของอุศเรนได้ขึ้นครอง เมืองแทน ในระหว่างสงครามเจ้าลังกาบิดาของอุศเรน นางละเวงให้ช่างวาดรูปนางพร้อมทั้งประกาศว่า ผู้ใด ที่สามารถฆ่าพระอภัยมณี ได้จะอภิเษกสมรสกับนางและได้ครองเมืองลังกา พระอภัยมณีจับข้าศึกแล้วยึดรูป นางมาได้ เวทมนตร์ในรูปนั้นทำให้พระอภัยมณีหลงใหล กล่าวถึง สุดสาคร โอรสของพระอภัยมณีกับนางสุวรรณมัจฉา สุดสาครเป็นเด็กแข็งแกร่ง มีพลัง มหาศาลและได้ศึกษาศิลปะวิทยาต่าง ๆ จากโยคีจนแกร่งกล้า เมื่อสุดสาครอายุครบ 3 ขวบ โยคีได้เสก หวายวิเศษและสอนให้ไปจับม้ามังกร สุดสาครสามารถจับได้ โยคีจึงเล่าเรื่องพ่อและบวชเป็นโยคีน้อย ขี่ม้านิลมังกรและถือไม้เท่ากายสิทธิ์ออกติดตามหาพ่อ สุดสาครต้องผจญภัยกับภูตปีศาจมากมาย แต่ก็ สามารถต่อสู้ได้จนพบชีเปลือยเฒ่าเจ้าเล่ห์หลอกผลักสุดสาครจนตกเหวและขโมยไม้เท้ากายสิทธิ์ไป โยคี ช่วยสุดสาครขึ้นจากเหว ก่อนสอนว่า อย่าได้ไว้ใจใครง่าย ๆ ม้านิลมังกร สุดสาครมายังเมืองการะเวกพบ ชีเปลือยนอนหลับอยู่จึงแย่งไม้เท้ากายสิทธิ์กลับคืน ทหารเมืองการะเวกจับตัวชีเปลือยนำไปให้พระสุริโยทัย เจ้าเมืองการะเวก แต่สุดสาครขอชีวิตชีเปลือยไว้เจ้าเมืองการะเวกนึกรักสุดสาครจึงเลี้ยงไว้เป็นบุตรอีกคน หนึ่ง สุดสาครจึงเป็นเพื่อนเล่นกับธิดาและโอรส เจ้าเมืองการะเวก คือ เสาวคนธ์กับหัสไชยเป็นเวลาถึง 10 ปี


34 เมื่อสุดสาครอายุได้ 13 ปี จึงกราบลาพระสุริโยทัยเพื่อออกตามหาพ่อ เสาวคนธ์และหัสไชยขอ ตามไปด้วย เมื่อทั้งสามเดินทางไปถึงเมืองผลึกพบกองทัพล้อมเมืองอยู่ สุดสาครจึงส่งข่าวเข้าไปในเมือง นางสุวรรณมาลีจึงขอให้สุดสาครช่วยกันศึกไว้ก่อนระหว่างรอสินสมุทรและศรีสุวรรณยกทัพมาช่วย ส่วนพระอภัยมณีก็ป่วยยังไม่ได้สติเพราะลุ่มหลงรูปนางละเวง สินสมุทรเห็นปิ่นกับแหวนของสุดสาครจึงรู้ว่า เป็นอนุชาซึ่งเกิดจากนางสุวรรณมัจฉา สินสมุทรเข้าไปขโมยรูปนางละเวงมาทำลาย พระอภัยมณีจึงฟื้นคืน ศรีสุวรรณ สินสมุทร สุดสาครช่วยพระอภัยมณีแต่พ่ายต่อกรุงลังกา สุดสาครจึงพาเสาวคนธ์และ หัสไชยกลับกรุงการะเวก พระอภัยมณี ศรีสุวรรณ และสินสมุทรยกทัพไปรบเมืองลังกาต่อ นางละเวงวัณฬา รู้ข่าวจึงสร้างเมืองเตรียมรับศึกริมทะเล นางมีตราราหูประจำตัวจึงทำให้ สุวรรณมาลีออกมาจากเสียงของ พระอภัยมณีไม่สามารถทำร้ายนางได้ นางเขียนสาส์นถึงพระอภัยมณีให้ออกมารบกันตัวต่อตัว เพื่อไม่ให้เสีย ไพร่พล แต่พระอภัยมณีกลับเกี้ยวพาราสีนาง นางจึงเขียนสาส์นใส่ยาเสน่ห์ให้ ทหารนําไปให้พระอภัยมณี พระอภัยมณีต้องยาสั่งจึงหลงใหลถูกจับตัวเข้ากรุงลังกา นางละเวงวัณฬาให้พี่เลี้ยงยั่วยวนศรีสุวรรณและ สินสมุทรไม่คิดกลับเมือง พราหมณ์ทั้งสามซึ่งติดตามมาจึงแจ้งข่าวให้นางสุวรรณมาลีทราบ นางสุวรรณมาลี และพระธิดาแฝดรีบจัดทัพไปตามเมืองลังกา พร้อมทั้งแจ้งให้นางเกษราและสุดสาครทราบ นางเกษรา นางอรุณรัศมี ท้าวทศวงศ์ สุดสาคร และหัสไชยจัดทัพตามไปช่วยรบ สุดสาครหลงเสน่ห์สาวลังกา ในนั้น อีกคน เสาวคนธ์และอาจารย์ทิศาปาโมกข์จึงตามไปช่วย สังฆราชยุให้นางละเวงใช้อุบายหลอกล่อให้กษัตริย์และเจ้าชายต่าง ๆ รบกับวงศ์ญาติของ ตนเอง อาจารย์จากทิศาปาโมกข์จึงทำพิธีบูชาโยคีที่เกาะแก้วพิสดารขอให้มาช่วย โยคีเทศนาสั่งสอนกษัตริย์ และไพร่พลให้ยึดมั่นในธรรมและละตัณหาต่าง ๆ ทุกคนต่างเข้าใจกัน นางละเวงพาทุกคนชมเมืองและไปดู เพชรพลอย นางละเวง ซึ่งดอกไม้สวยงาม เสาวคนธ์ขอโคตรเพชรเมืองลงกา นางละเวงก็ยกให้เป็นเหตุให้ สังฆราชโกรธมากเพราะเป็นเพชรคู่เมืองลังกา เสาวคนธ์นำไปฝังไว้ในภูเขานอกเมืองการเวก พอหลังจากที่ศึกสงบพระอภัยมณีจัดงานอภิเษกสมรสระหว่างสินสมุทรกับนางอรุณรัศมี สุดสาครกับเสาวคนธ์ แต่เสาวคนธ์หนีไปบวชเป็นชีชื่อ อัศนี เพราะแค้นที่สุดสาครไปหลงเสน่ห์สาวลังกา พระอัคนีเดินทางไปถึงเมืองวาหุโลมวิสัยเจ้าเมืองยกเมืองให้ครอง สุดสาครตามมาพบจึงอยู่ด้วยกันที่เมือง วาหุโลมวิสัย


35 ต่อมานางละเวงคลอดบุตรชื่อ มังคลา พี่เลี้ยงทั้งหลายก็คลอดบุตร บุตรศรีสุวรรณชื่อ วลายุดา บุตรสินสมุทรชื่อ วายุพัฒน์ บุตรสุดสาครชื่อ หัสกัน เมื่อมังคลาอายุได้ 15 ปี นางละเวงวัณฬาได้ มอบเมืองลังกาให้ปกครอง สังฆราชยุให้นางละเวงวัณฬาขอโคตรเพชรคืนแต่นางละเวงวัณฬาไม่ยอม สังฆราชจึงยุมังคลาให้จัดการปกครองใหม่ โดยตั้งวลายุตาเป็นอุปราชฝ่ายหน้า วายุพัฒน์และหัสกันเป็น อุปราชซ้ายขวา เจ้าเมืองรัตนาสิ้นพระชนม์ลูกหลานพากันไปปลงศพ มังคลาเห็นเป็นโอกาสดีจึงจัดทัพยกไป เมืองการะเวกแย่งเอาโคตรเพชรคืนมาและจับชาวเมืองมาด้วยนับพันคน พระสุริโยทัยจึงแจ้งไปยังเมืองผลึก หัสไชยทราบข่าวจึงกลับเมืองการเวก มังคลาให้ฝังโคตรเพชรไว้ที่เมืองลังกา นางละเวงรู้เรื่องราวก็เขียนจดหมายไปห้ามแต่มังคลาไม่ เชื่อกลับให้วลายุดายกทัพไปรมจักร จับท้าวทศวงศ์และมเหสีไปให้วายุพัฒน์กับหัสกันไปเมืองผลึก จับนาง สุวรรณมาลีและธิดาแฝดไปขังไว้ที่ด่านดงตาล หัสไชย เสาวคนธ์และสุดสาครรู้ เรื่องข่าวต่างก็ยกทัพมารบ นางละเวงเห็นว่ามังคลาทำเกินกว่าเหตุจึงไปเชิญกษัตริย์ทั้งหลายที่ถูกจับมาที่วังลังกา พระอภัยมณี ศรีสุวรรณ สินสมุทรจัดการพระศพท้าวสุทัศน์เสร็จก็รีบเดินทางมายังกรุงลังกา จึงเกิดศึกระหว่างรุ่นพ่อกับรุ่นลูก ในที่สุดทัพมังคลาก็แตกมังคลาหนีไปได้ พระอภัยมณีจับวลายุดากับ วายุพัฒน์ได้ รอนางละเวงตัดสิน แต่มีผู้วิเศษสามคนมาช่วยให้หนีไป เสร็จศึกแล้วพระอภัยมณีถามหัสไชยว่า ต้องการสิ่งใด หัสไชยตอบว่าต้องการสร้อยสุวรรณจันทร์สุดา พระอภัยมณีจึงตกลงยกนางทั้งสองให้หัสไชย พระอภัยมณี นางสุวรรณมาลีและนางละเวงพากันออกบวช สินสมุทรครองเมืองผลึก สุดสาครครองเมือง ลังกา หัสไชยครองเมืองการะเวก ศรีสุวรรณกลับไปครองเมืองรมจักร ทั้งหมดจึงมีความสงบสุขตั้งแต่นั้นมา (สุวรรณา เกรียงไกรเพ็ชร, 2549 : 17) แนวคิดที่เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R 1. ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R เมขลา ลือโสภา (2555 : 5) ได้กล่าวถึงความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R ไว้ว่า เป็น รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ใช้กระบวนการอ่านในการสร้างความรู้และความคิดเป็นวิธีการสอนการอ่านได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในการอ่าน สามารถคาดเดาหลักการของเรื่องที่ อ่านได้ รวมทั้งจดจําสิ่งที่อ่านได้อย่างรวดเร็ว


36 ศศิธร ไชยเทศ (2554 : 26) ได้กล่าวถึงความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R ไว้ว่า เป็น วิธีการสอนอ่านที่เป็นระบบ ช่วยส่งเสริมความเข้าใจในการอ่าน การตีความ การขยายความ สรุปและจับ ใจความจากเรื่องที่อ่านด้วยตนเอง โดยเน้นการอ่านซ้ำจนเข้าใจและจดจําเนื้อเรื่องได้ สุคนธ์ สินธพานนท์ (2554 : 224) ได้กล่าวถึงความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R ไว้ ว่า เป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นจากการจัดการเรียนรู้แบบ SQ3R ของฟรานซีส พี.โรบินสัน โดยเพิ่มขั้นตอนการจดบันทึก (R-Record) หลังจากที่นักเรียนได้อ่านเนื้อเรื่อง และปรับเปลี่ยนขั้นการ ทบทวน (R-Review) ให้เป็นขั้นวิเคราะห์บทอ่าน (R-Reflect) เพื่อช่วยส่งเสริมให้นักเรียนเข้าใจแนวคิดของ เรื่องที่อ่านได้เร็วขึ้น รวมทั้งยังสามารถทบทวน และแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องที่อ่านได้ จากการศึกษาความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R ผู้วิจัยสามารถสรุปได้ว่า การจัดการ เรียนรู้แบบ SQ4R หมายถึง เทคนิคการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนารูปแบบมาจากเทคนิค SQ3R โดยเพิ่มขั้นตอน การจดบันทึก (R-Record) หลังจากการอ่านเนื้อเรื่อง และเปลี่ยนจากขั้นการทบทวน (R-Review) เป็นขั้น วิเคราะห์เรื่องที่อ่าน (R-Reflect) เป็นเทคนิคการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสำหรับนำมาใช้ในการสอนอ่าน เนื่องจากเทคนิค SQ4R มีขั้นตอนการอ่านที่เรียงลำดับกันอย่างเป็นระบบ จึงช่วยให้ผู้อ่านสามารถคาดเดา แนวคิดของเรื่องที่อ่าน สร้างความรู้ และความคิดจากการอ่านได้ด้วยตนเอง รวมทั้งจดจาเนื้อหาที่อ่านได้ อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ 2. ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R จากการศึกษางานวิจัยพบว่า ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R คือ ทฤษฎีอภิ ปัญญา (Metacognitive Theory) วรัชยา สำราญรมย์ (2557 : 64) ได้กล่าวถึง แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R คือทฤษฎีอภิปัญญา (Metacognitive Theory) ความรู้ ความเข้าใจที่บุคคล เข้าใจความคิดของตน สามารถควบคุมความคิดตลอดจนการประเมินวางแผนและจัดระบบความคิดของตนเองได้ เพื่อให้บรรลุ เป้าหมายในการเรียนรู้โดยมีการวางแผน การควบคุม การตรวจสอบ และการประเมินผล ให้ผู้เรียนประสบ ความสำเร็จด้านการเรียน สุรางค์ โค้วตระกูล (2556 : 257) ทฤษฎีอภิปัญญา (Metacognitive Theory) เป็นแนวคิดของ นักจิตวิทยาการเรียนรู้ หมายถึง การที่บุคคลมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความคิดของตนเอง สามารถที่จะ ควบคุมความคิดตลอดจนการประเมินวางแผนที่ จะจัดระบบความคิดของตนเองได้ รวมทั้งวิธีการที่จะทำให้ บรรลุเป้าหมายถึงจุดมุ่งหมายในการเรียนรู้ โดยมีการวางแผน การควบคุม ตรวจสอบและการประเมินผล


37 ในการเรียนรู้อภิปัญญา (Metacognitive Theory) เป็นการเข้าใจกระบวนการทางปัญญา (Metacognitive Process) ได้กล่าวไว้ว่า ผู้เรียนรู้ว่าตนเอง คิดอะไร คิดอย่างไร ผู้เรียนสามารถตรวจสอบความเข้าใจของ ตนเองได้ผู้เรียนสามารถปรับเปลี่ยนกลวิธีการคิดให้เหมาะสมกับตนเองได้ อภิปัญญาต่างจากปัญญาหรือ การคิดทั่วไป (cognitive) ตรงที่ปัญญาเป็นการคิดสรุปเทียบเทียบเนื้อหาเหตุผล การแก้ปัญหา การ วิเคราะห์ การสังเคราะห์ หรือนําไปใช้ แต่อภิปัญญาเป็นการคิดที่สามารถทำให้ว่ารู้ตัวคิดอะไร มีวิธีการคิด อย่างไร สามารถตรวจสอบความคิดของตนได้ และสามารถปรับเปลี่ยนกลวิธีการคิดของตนได้ ซึ่งงานวิจัย จำนวนมากได้แสดงให้เห็นว่าการใช้เทคนิคการเรียนแบบอภิปัญญาได้ช่วยให้ผู้เรียนสามารถประสบ ความสำเร็จด้านการเรียนได้เป็นอย่างดีและบรรลุตามเป้าหมาย จากการศึกษาทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R ผู้วิจัยสามารถสรุปได้ว่า SQ4R จัดอยู่ในทฤษฎีที่ส่งผลให้ผู้เรียนเกิดความรู้และความเข้าใจที่สามารถตีความ วิเคราะห์ สะท้อน สิ่งที่ อ่านมาเป็นความคิด สามารถนํามาประยุกต์ใช้ได้ และสามารถประเมินวางแผนจัดแจงความคิดให้เป็นระบบ เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ตามเป้าหมายในการเรียนรู้ได้โดยมีการวางแผน การตรวจสอบ และการประเมินผล ทำให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จด้านการอ่าน การคิดวิเคราะห์ได้ง่ายยิ่งขึ้น 3. ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R เมขลา ลือโสภา (2555 : 5) ได้กล่าวถึงขั้นตอนการจัดการเรียนรู้เทคนิค SQ4R ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 Survey นักเรียนสํารวจใจความสำคัญเรื่องที่อ่านด้วยการอ่านอย่างคร่าว ๆ ขั้นที่ 2 Question นักเรียนตั้งคำถามจากเรื่องที่อ่าน ขั้นที่ 3 Read นักเรียนอ่านเนื้อเรื่องอีกครั้งอย่างละเอียดเพื่อหาคำตอบ ขั้นที่ 4 Record นักเรียนบันทึกคําตอบและสาระสำคัญของเรื่องที่อ่าน ขั้นที่ 5 Recite นักเรียนเล่าเรื่องจากสิ่งที่ได้จดบันทึก ขั้นที่ 6 Reflect นักเรียนเขียนแสดงความคิดเห็นจากเรื่องที่อ่าน สุคนธ์ สินธพานนท์ (2554 : 227) ได้กล่าวถึงขั้นตอนการจัดการเรียนรู้เทคนิค SQ4R ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 S-Survey หมายถึง การสำรวจอย่างคร่าว ๆ เพื่อให้ทราบขอบเขต ของเนื้อหา ขั้นที่ 2 Q-Question หมายถึง การตั้งคําถามเกี่ยวกับเรื่องที่อ่านในขณะอ่านเพื่อให้จดจ่อ กับเนื้อหาที่อ่าน


38 ขั้นที่ 3 R-Read หมายถึง การอ่านเพื่อค้นหาคำตอบของคำถามที่ตั้งไว้ โดยพิจารณาจาก คำที่พิมพ์ด้วยตัวอักษรที่แตกต่างจากคําอื่น ภาพประกอบ อาจทำเครื่องหมาย หรือจดบันทึกคําสำคัญไว้ ด้านข้างของกระดาษ ขั้นที่ 4 R-Record หมายถึง การอ่านทวนซ้ำเพื่อบันทึกคำตอบที่ได้จากขั้นที่ 3 เป็นการจด บันทึกเฉพาะข้อความสำคัญแบบบันทึกย่อ ขั้นที่ 5 R-Recite หมายถึง การสรุปใจความสำคัญของเรื่องด้วยภาษาของตนเอง ขั้นที่ 6 R-Reflect หมายถึง การวิเคราะห์ วิจารณ์เรื่องที่อ่าน และแสดงความคิดเห็นหรือ โต้แย้งประเด็นที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย สนธยา พลีดี (2548 : 10-11) ได้กล่าวถึงขั้นตอนการจัดการเรียนรู้เทคนิค SQ4R ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นนําเข้าสู่บทเรียน หมายถึง การเสนอสิ่งเร้าเพื่อดึงดูดความสนใจของนักเรียน ขั้นที่ 2 ขั้นสอน โดยดำเนินการตามขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R ดังนี้ S-Survey หมายถึง นักเรียนอ่านเนื้อหาในสื่อการจัดการเรียนรู้อย่างคร่าว ๆ ด้วยเวลาอ่านประมาณ 1-5 นาที Q-Question หมายถึง นักเรียนตั้งคาถามที่ได้จากการอ่านในรอบแรก โดยมีครูผู้สอน เป็นผู้ให้คำแนะนําในการตั้งคำถาม แล้วเขียนคําถามลงในกระดาษ R1-Read หมายถึง นักเรียนอ่านเนื้อเรื่องซ้ำอีกหนึ่งรอบอย่างละเอียดเพื่อตอบ คําถามที่ตั้งไว้ R2-Record หมายถึง นักเรียนจดบันทึกคําตอบที่ได้จากการอ่านในขั้น R1 ลงใน กระดาษ โดยจดบันทึกเฉพาะสิ่งที่จําเป็นและเป็นใจความสำคัญของเนื้อเรื่อง ด้วยภาษาที่กระชับ R3-Recite หมายถึง นักเรียนเขียนแผนผังความคิดสรุปใจความสำคัญของเรื่องที่อ่าน ลงในกระดาษ R4-Reflect หมายถึง นักเรียนแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการนําความรู้ที่ได้จาก การอ่าน เชื่อมโยงกับพื้นฐานความรู้เดิม ขั้นที่ 3 สรุปและประเมินผลการเรียนรู้เพื่อตรวจสอบความเข้าใจและประเมินผล การ ปฏิบัติ


39 จากการศึกษาขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R ผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์มาจากนักการศึกษา หลายท่านดังที่กล่าวไว้ข้างต้น ผู้วิจัยได้นํามาประยุกต์ในการจัดการเรียนรู้ การพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนวรรณคดีไทย เรื่อง ราชาธิราช ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาศึกษาปีที่ 5 ดังนี้ 1. ขั้นนําเข้าสู่บทเรียน เป็นขั้นตอนที่สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ให้เกิดกับผู้เรียน ให้รู้สึกสบาย ไม่เคร่งเครียด ผู้เรียนเกิดความสนุกสนาน กระตุ้นให้ผู้เรียนอยากรู้อยากเห็น ในการเรียนรู้ มีความสนใจที่ จะเรียนรู้ในสิ่งที่ผู้สอนจะสอน นําสิ่งเร้าเข้าสู่บทเรียนเพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการอยากเรียนรู้ในสิ่งที่แปลก ใหม่ ครูผู้สอนจะเป็นผู้จัดเตรียมเนื้อหาในบทเรียนวรรณคดีลำนําที่มีอยู่แล้วแต่จะเติมแบบการสอนแบบใหม่ ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ เพราะมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนําไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่าง เหมาะสม 2. ขั้นสอน เป็นการสอนตามวิธีการสอนแบบ SQ4R มี 6 ขั้นตอน คือ 2.1 Survey (S) เป็นขั้นตอนการสํารวจรูปภาพประกอบ ตัวหนังสือ เนื้อเรื่อง รวมถึงการ อ่านอย่างคร่าว ๆ เพื่อหาจุดสำคัญของเรื่องที่อ่าน ขั้นนี้ไม่ควรใช้เวลานานเกินไป เพราะเป็นการอ่านคร่าวๆ ช่วยให้ผู้อ่านเรียบเรียงแนวคิดต่าง ๆ ได้ 2.2 Question (O) เป็นขั้นตอนการตั้งคําถาม ทำให้ผู้อ่านมีความอยากรู้อยากเห็น เพื่อที่จะเพิ่มความเข้าใจในการอ่านมากยิ่งขึ้น คำถามจะช่วยให้ผู้อ่านระลึกนึกถึงความรู้เดิมที่มีอยู่เกี่ยวกับ เรื่องที่อ่าน คําถามจะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องได้เร็ว ที่สำคัญก็คือคําถามจะต้องสัมพันธ์กับเรื่องราวที่กําลัง อ่าน และควรถามตัวเองว่าใจความสำคัญในเรื่องที่อ่านนั้นกล่าวคืออะไร ทําไมจึงสำคัญ สำคัญอย่างไร และ เกี่ยวข้องกับอะไร กับใครบ้าง ตอนไหน เมื่อไร อย่างไร ควรพยายามตั้งคําถามให้ได้เพราะจะช่วยให้การ อ่านในขั้นต่อไปมีจุดมุ่งหมายและสามารถจับประเด็นสำคัญได้ถูกต้อง 2.3 Read (81) เป็นขั้นตอนการอ่านเรื่องวรรณกรรมและวรรณคดีอย่างละเอียด และใน ขณะเดียวกัน ต้องค้นหาคําตอบสำหรับคําถามที่ได้ตั้งไว้ ในขั้นนี้จะเป็นการอ่านเพื่อจับประเด็นสำคัญ ๆ ขณะที่อ่านอยู่ถ้านึกคําถามได้เพิ่มอีกก็ใช้วิธีจดบันทึกไว้ด้วยที่หน้าหนังสือก่อน แล้วตั้งใจอ่านต่อไปจนกว่า จะได้รับคําตอบที่ต้องการตามเป้าหมายที่ว่างไว้ 2.4 Record (R2) เป็นขั้นตอนที่ให้ผู้เรียนจดบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้อ่านจากขั้นตอนของ R1 โดยมุ่งจดบันทึกในส่วนที่สำคัญ ๆ และสิ่งที่จําเป็นเท่านั้น โดยใช้ข้อความอย่างรัดกุมหรือย่อ ๆ ตาม ความเข้าใจของผู้เรียนเอง โดยในการจดบันทึกครูผู้สอนสามารถออกแบบกิจกรรมการจดบันทึกได้ใน รูปแบบต่าง ๆ ที่น่าสนใจและเหมาะสมกับผู้เรียน


40 2.5 Recite (R3) เป็นขั้นตอนที่ให้ผู้เรียนเขียนสรุปใจความสำคัญหรือประเด็นสำคัญที่ได้ จากเรื่องที่อ่านโดยพยายามใช้ภาษาของตนเองถ้ายังไม่แน่ใจในบทใดหรือตอนใดให้กลับไปอ่านซ้ำใหม่อีก ครั้ง 2.6 Reflect (R4) เป็นขั้นตอนให้ผู้เรียนวิเคราะห์ วิจารณ์ บทอ่านที่ผู้เรียนได้อ่าน แล้ว แสดงความคิดเห็นประเด็นที่ผู้เรียนมีความคิดเห็นสอดคล้องหรือความคิดเห็นไม่สอดคล้อง อาจขยายความ สิ่งที่ได้อ่านโดยการเชื่อมโยงความคิดจากบทอ่านกับความรู้เดิมโดยใช้ภาษาอย่างถูกต้องและเหมาะสม 3. ขั้นสรุปและประเมินผล เป็นขั้นตอนที่ครูผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันสรุปอภิปรายการเรียนรู้ หลังจากการทำกิจกรรม เพื่อให้เกิดความเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน และร่วมกันประเมินผลการเรียนรู้ที่ได้ จากผลงานหรือการปฏิบัติ จากขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ดังกล่าวนี้ ผู้วิจัยได้ทำการออกแบบการเรียนรู้ ยึดตาม หลักการสอนแบบ SQ4R ให้สอดคล้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สาระที่ 5 วรรณคดีและ วรรณกรรม เนื่องมาจากขั้นตอนการสอนแบบ SQ4R ส่วนมากจะใช้ในการจัดทำวิจัยการพัฒนาทักษะการ อ่าน และการเขียน ส่วนวรรณคดีและวรรณกรรมมีน้อย และเพื่อให้ได้ขั้นตอนที่สามารถนําไปประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจำวันได้ ผู้วิจัยจึงคิดขั้นตอนนี้ขึ้นมาเพื่อทำการวิจัยกับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในการ พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย เรื่อง พระอภัยมณี ตอนกำเนิดสุดสาคร จากการศึกษาขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R ผู้วิจัยสามารถสรุปได้ว่า ขั้นตอนการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ประกอบด้วยขั้นตอน ดังนี้ 1) ขั้นนําเข้าสู่บทเรียน 2) ขั้นสอน ประกอบด้วยขั้นตอน ต่างๆ คือ Survey (S), Question (O), Read (R1), Record (R2), Recite (R3), Reflect (R4) และ 3) ขั้น สรุปและประเมินผล 4. ประโยชน์ของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ SQ4R กานต์ธิดา แก้วกาม (2556 : 51-52) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R ว่า เป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญ มีขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ที่ชัดเจนและเป็นระบบ ช่วยให้นักเรียนได้ฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ รวมทั้งยังช่วยสนับสนุนให้นักเรียนกล้าแสดง ความคิดเห็นและมีความกระตือรือร้นในการเรียน สุนทร อุตมหาราช (2547 : 48) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R ว่าเป็น การจัดการเรียนรู้ที่มีส่วนช่วยให้ผู้อ่านสามารถทำความเข้าใจเรื่องที่อ่านได้ดี รวมทั้งยังสามารถตั้งคําถามที่มี


Click to View FlipBook Version