ผลงานทางวิชาการ
การนำเสนอด้วยปากเปล่า (Oral Presentation)
ประชุมวิชาการและประชุมสามญั ประจำปี ๒๕๖๓
เรอ่ื ง คุณภาพคน คุณภาพงาน: การพยาบาลท่ามกลางความพลกิ ผนั
โดย สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนอื รว่ มกบั วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี แพร่
ทัศนะและข้อคิดเห็นใด ๆ ในบทความวชิ าการ เป็นทัศนะของผู้เขยี น คณะผูจ้ ดั การประชุมและผวู้ พิ ากษ์
ไม่จำเป็นต้องเห็นพ้องกบั ทัศนะเหล่าน้ัน และไม่ถือวา่ เปน็ ความรบั ผดิ ชอบของผู้จัดการประชุมและผูว้ พิ ากษ์
สารจากนายกสมาคมพยาบาลแหง่ ประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนอื
สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ เป็นองค์กรวิชาชีพการพยาบาล มีวัตถุประสงค์
อย่างหนึ่งคือ ส่งเสริมความเจริญก้าวหนา้ ของวิชาชีพ การพัฒนามาตรฐานการประกอบวิชาชีพ การสนับสนนุ
การศึกษา การวิจัยและการเผยแพร่ความรู้ ดังนั้นจึงได้มีการจัดประชุมสามัญประจำปี ร่วมกับการจัดประชุม
วิชาการ เรื่องคุณภาพคน คุณภาพงาน: การพยาบาลท่ามกลางความพลิกผัน ร่วมกับวิทยาลัยพยาบาลบรม
ราชชนนี แพร่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาตนเอง
การพัฒนางานบริการพยาบาล และการพัฒนาผลงานวิชาการทางการพยาบาล นำเสนอผลงานวิชาการ
ทางการพยาบาล และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเครือข่ายทางการพยาบาล และมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ
บทบาทขององคก์ รวชิ าชพี
การจัดประชุมครั้งนี้ได้รับความสนใจจากสมาชิกในการร่วมประชุมและนำเสนอผลงานวิชาการเพื่อ
แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ร่วมกัน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนางานต่อไป ผลงานทางวิชาการที่นำเสนอ
ในครั้งนี้มาจากผู้ปฏิบัติงานที่นำความมรู้ด้านการวิจัย การจัดการความรู้ การพัฒนาคุณภาพ มาใช้ในการ
พฒั นาการปฏบิ ัตกิ ารพยาบาล ทำให้เกิดผลลพั ธท์ างการพยาบาลแกผ้ รู้ บั บริการพยาบาลอย่างเปน็ รูปธรรม
สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี แพร่ ขอขอบคุณ
วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ และขอต้อนรับผู้ร่วมประชุมวิชาการ และนำเสนอผลงานทางวิชาการทุกท่านด้วยความ
ยินดียิ่ง หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการร่วมประชุมวิชาการและนำเสนอผลงานวิชาการในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์แก่
ทกุ ท่านในการพัฒนาตนเองใหม้ คี วามร้คู วามสามารถมีศักยภาพในการพฒั นางานทางการพยาบาลต่อไป
(นายปิน่ นเรศ กาศอดุ ม)
ผู้อำนวยการวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี แพร่
นายกสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ
สารบญั หน้า
1
โครงการประชุมวชิ าการและประชุมสามญั ประจำปี ๒๕๖๓ 6
รายชอ่ื ผนู้ ำเสนอและหอ้ งในการนำเสนอ
ผลงานวิชาการ 7
20
ห้องนำเสนอ A (2504) 32
- A1 เรื่อง ผลการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับในหอ 49
58
ผู้ป่วยศัลยกรรมกระดกู ชาย โรงพยาบาลอุตรดติ ถ์ 74
- A2 เรื่อง ประสิทธิผลการใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรับป้องกันการเกิดแผลกดทับ
90
ในผปู้ ว่ ยกลุ่มเสย่ี งหอผู้ป่วยอายุรกรรมชาย 2 โรงพยาบาลลำพนู
- A3 เรื่อง ผลการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบ 100
113
หรอื อุดตันระยะเฉียบพลนั โรงพยาบาลแพร่ 116
- A4 เรื่อง การพัฒนาแนวทางปฏิบัติ และหลักเกณฑ์ในการคัดกรองผู้ป่วย 126
136
โรงพยาบาลประสาทเชยี งใหม่
- A5 เร่ือง ผลของการใชแ้ นวปฏบิ ัติทางการพยาบาลในการดแู ลผปู้ ่วยที่มีภาวะติดเชื้อ
ในกระแสเลอื ด แผนกอบุ ตั ิเหตุและฉุกเฉนิ โรงพยาบาลนครพงิ ค์
- A6 เรื่อง ประสิทธิผลการใช้รูปแบบการคัดกรองผู้ป่วยโดยใช้เกณฑ์การคัดกรอง
เร่งด่วนต่อระยะเวลารอคอยของผู้ป่วย ความแม่นยำการคัดกรอง และการปฏิบัติบทบาทของ
พยาบาลคดั กรองงานอุบตั ิเหตแุ ละฉกุ เฉนิ
- A7 เรื่อง เปรียบเทียบการใช้ MEWS กับ SOS scoreในการประเทินผู้ป่วย
Pneumonia รายใหม่ หอผู้ป่วยอายรุ กรรมขาย โรงพยาบาลอตุ รดติ ถ์
ห้องนำเสนอ B (2502)
- B1 เรื่อง ผลของโปรแกรมการป้องกันภาวะซึมเศร้าและความเสี่ยงตอ่ การฆ่าตัวตาย
ในผปู้ ่อยโรคมะเรง็ หอผู้ป่วยศัลยกรรมชาย โรงพยาบาลอตุ รดิตถ์
- B2 เรื่อง ผลของการให้คำปรึกษาต่อความวิตกกังวลของสตรีที่มีผลการตรวจคัด
กรองมะเรง็ ปากมดลกู ผิดปกติ
- B3 เร่ือง ค้นหาความแข็งแกร่งท่ามกลางพายุด้วยสบายอาร์ติส Find Strenght in
The Storm, be a Sabai Artist
- B4 เรื่อง การวางแผนบั้นปลายชีวิตในผู้ป่วยวัณโรค Plannin end of life for
Tuberculosis paitents
- B5 เรื่อง ผลของโปรแกรมส่งเสริมการรบั รู้สมรรถนะแหง่ ตนต่อความสามารถในการ
ปฏบิ ตั ิกิจวัตรประจำวนั ของผู้ปว่ ยทไ่ี ดร้ ับการผ่าตัดข้อสะโพก
- B6 เรอื่ ง ประสิทธผิ ลการใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรับการส่งเสริมความร่วมมือใน 154
การรักษาด้วยยาของผู้ป่วยสูงอายุโรคหลอดเลือดสมองและผู้ดูแลที่แผนกผู้ป่วยนอก
โรงพยาบาลประสาทเชยี งใหม่ 167
- B7 เรื่อง ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ 3อ. 2ส. ในการป้องกันโรค 178
หลอดเลือดสมองของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านเทศบาลตำบลหางดง 191
201
ห้องนำเสนอ C (2503)
- C1 เรื่อง การพัฒนาแนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรับการป้องกันและการดูแลหญิง 209
221
ต้ังครรภ์ ที่มภี าวะเจบ็ ครรภค์ ลอดกอ่ นกำหนด โรงพยาบาลแพร่ 236
- C2 เรื่อง การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะตกเลือดหลังผ่าตัด
คลอดทางหนา้ ทอ้ งในหอ้ งพกั ฟนื้ โรงพยาบาลแพร่
- C3 เรื่อง ผลของโปรแกรมการมีส่วนร่วมของพยาบาลวิชาชีพในการปฏิบัติตามแนว
ทางการดแู ลผู้ปว่ ยตอ่ คุณภาพการบรกิ ารพยาบาลดา้ นความปลอดภัยในการผ่าตัด โรงพยาบาล
แพร่
- C4 เรื่อง การพัฒนาและการใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรับการจัดการไข้ในผู้ป่วย
เด็ก
- C5 เรื่อง ผลการพัฒนาแนวทางการวางแผนการจำหน่ายผู้ป่วยวัณโรคโรงพยาบาล
ดอกคำใต้
- C6 เรื่อง ผลของน้ำใบย่านางสกัดเย็นเพื่อลดอาการเยื่อบุช่องปากอักเสบในผู้ป่วย
มะเรง็ เมด็ เลอื ดขาวทีไ่ ด้รับเคมบี ำบัด โรงพยาบาลอุตรดติ ถ์
1
โครงการประชุมวิชาการและประชุมสามญั ประจำปี ๒๕๖๓
เรอื่ ง คุณภาพคน คณุ ภาพงาน: การพยาบาลทา่ มกลางความพลิกผัน
โดย สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนอื รว่ มกบั วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี แพร่
หลักการและเหตผุ ล
การพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านต่าง ๆ อย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบัน รวมถึงการเกิดโรคอุบัติ
ใหม่ต่าง ๆ เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบกา้ วกระโดด จึงทำให้สภาพสังคมเกิดการเปล่ียนแปลงอย่างพลิกผัน เนื่องจาก
เทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่บุคคลส่วนใหญ่พัฒนาตนเองไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ผลจากการ
เปลี่ยนแปลงอย่างพลิกผันนี้ ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อตวั บุคคล ธุรกิจ หรืออุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบตอ่
การเปลี่ยนแปลงในระบบสุขภาพด้วย เพราะองค์กรที่ไม่สามารถปรับตัวได้ก็จะล้าสมัยหรือไม่สามารถคงอยู่ต่อไปได้
อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ
การเปลี่ยนแปลงในระบบสุขภาพเกิดขึ้นเนื่องด้วย การสาธารณสุขที่ดีขึ้นทำให้คนมีอายุยืนยาวมากข้ึน
ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสุขภาพ และนวัตกรรม ก่อให้เกิดความก้าวหน้าทาง
การแพทย์อย่างรวดเร็ว และเข้ามามีบทบาทในการให้การวินิจฉัย ดูแลรักษาผู้ป่วย จนเกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ
การทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ และสหสาขาวิชาชีพด้านสุขภาพในปัจจบุ ันเป็นอย่างมาก พยาบาลเป็นวิชาชีพ
หนงึ่ ทีไ่ ดร้ บั ผลกระทบจากการเปลีย่ นแปลงอย่างพลิกผันนี้เช่นกัน ดังนน้ั บุคลากรทางการพยาบาลจึงจำเป็นต้องรู้เท่า
ทันการเปลี่ยนแปลง มีความตระหนัก ปรับตัว และเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ต้องพัฒนาตนเอง พัฒนางาน เพื่อให้ตนเอง
และองคก์ รพร้อมรบั มือ และอย่รู อดได้ภายใต้กระแสการเปลีย่ นแปลงอยา่ งรวดเรว็ นี้
สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ และวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี แพร่ ได้เล็งเห็น
ความสำคัญในการพัฒนาบุคลากรทางการพยาบาล ให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จึงได้จัดประชุม
วิชาการเรื่อง คุณภาพคน คุณภาพงาน: การพยาบาลท่ามกลางความพลิกผันขึ้น เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมรู้เท่าทันการ
เปลี่ยนแปลง สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที มีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพ สามารถ
ให้บริการทางการพยาบาลที่มีคุณภาพ ตลอดจนสามารถสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่าง
ราบร่นื มากทส่ี ดุ
วตั ถปุ ระสงค์ : เพ่อื ให้ผ้เู ขา้ รว่ มประชุม
๑. มคี วามร้คู วามเขา้ ใจเก่ยี วกับการพัฒนาตนเอง การพัฒนางานบรกิ ารพยาบาล และการพัฒนาผลงาน
วชิ าการทางการพยาบาล
๒. มโี อกาสนำเสนอผลงานวชิ าการทางการพยาบาล และแลกเปลย่ี นเรียนรรู้ ะหวา่ งเครือขา่ ยทางการ
พยาบาล
๓. มีความรูค้ วามเขา้ ใจเก่ยี วกับบทบาทขององค์กรวชิ าชีพ
2
กลมุ่ เป้าหมาย
บุคลากรทางการพยาบาล และผสู้ นใจ จำนวน ๒๐๐ คน
การดำเนินการ
๑. ประชุมชแี้ จงการจดั ทำโครงการ และมอบหมายคณะทำงาน
๒. ประสานงานผู้เกีย่ วขอ้ งในการดำเนนิ โครงการ
๓. ดำเนนิ การจัดประชมุ ตามรายละเอียดของโครงการ
๔. ประเมินผลการจัดโครงการ
รูปแบบการประชุม
ประชมุ วิชาการ (บรรยาย อภิปรายกลุม่ และการนำเสนอผลงานวชิ าการ)
ระยะเวลาดำเนนิ การ
วันที่ ๒๗ – ๒๘ ธนั วาคม ๒๕๖๓
ค่าลงทะเบียน คนละ ๑,๐๐๐ บาท
สถานทดี่ ำเนนิ การ
ห้องประชมุ ใหญ่ ช้นั ๓ อาคารอำนวยการ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี แพร่
งบประมาณ ค่าใชจ้ า่ ยจากเงินลงทะเบยี น คนละ ๑,๐๐๐ บาท จำนวน ๒๐๐ คน
รวมเป็นเงนิ ท้งั สิ้น ๒๐๐,๐๐๐ บาท (สองแสนบาทถ้วน)
ผลท่ีคาดวา่ จะไดร้ บั : ผเู้ ขา้ ร่วมประชมุ
๑. นำความรูแ้ ละประสบการณท์ ี่ไดร้ บั จากการประชุมไปใชใ้ นการพัฒนาตนเองและองค์กรและสามารถรับ
การเปล่ียนแปลงไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ
๒. ได้รบั โอกาสในการเผยแพรผ่ ลงานวชิ าการของตนเอง สนบั สนุนสร้างขวญั และกำลงั ใจในการพฒั นา
ผลงานวชิ าการทางการพยาบาลเพ่ือความกา้ วหน้าในสายวิชาชีพ
๓. มคี วามรู้ความเข้าใจถงึ บทบาทขององคก์ รวชิ าชพี และมีความผกู พัน ต่อองค์กรเพ่ิมมากข้ึน
ตัวชีว้ ัดความสำเรจ็ ของโครงการ
๑. จำนวนผูเ้ ข้ารว่ มประชมุ ไมน่ ้อยกว่ารอ้ ยละ ๘๐
๒. ความพึงพอใจของผู้เขา้ ร่วมประชมุ อยู่ในระดบั มาก ไม่นอ้ ยกว่ารอ้ ยละ ๘๐
๓. ความรู้ความเข้าใจของผู้เข้าร่วมประชุม เพ่ิมขึน้ หลงั การประชมุ ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๐
๔. ผเู้ ข้าร่วมประชมุ สามารถนำความรแู้ ละประสบการณ์ที่ไดร้ ับไปใช้ประโยชนใ์ นการปฏิบตั ิงาน ไม่น้อยกว่า
ร้อยละ ๘๐
3
ผู้ประสานงานโครงการ
พว.ศรีวรรณา วงค์เจริญ สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนอื
(โทรศัพท์ ๐๖๑-๖๙๖๘๙๔๕ / [email protected])
ผรู้ ับผิดชอบโครงการ
สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนอื และวทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี แพร่
...............................................ผูเ้ สนอโครงการ ..................... .............................ผู้เสนอโครงการ
(นางศรวี รรณา วงคเ์ จริญ) (นางสาวพรรณพิไล สุทธนะ)
อปุ นายกสมาคม หวั หน้างานบริการวชิ าการ
สมาคมพยาบาลแหง่ ประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี แพร่
.........................................ผู้เหน็ ชอบโครงการ ............................................ผู้อนมุ ัตโิ ครงการ
(นายเชษฐา แก้วพรม) (นายปนิ่ นเรศ กาศอดุ ม)
รองผู้อำนวยการกลมุ่ งานด้านการวจิ ยั และบริการวิชาการ ผอู้ ำนวยการวิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี แพร่
วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี แพร่ นายกสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ
4
กำหนดการประชมุ วิชาการและประชมุ สามัญประจำปี๒๕๖๓
เรือ่ ง คณุ ภาพคน คุณภาพงาน: การพยาบาลท่ามกลางความพลิกผัน
โดย สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ ร่วมกบั วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี แพร่
วันที่ ๒๗ – ๒๘ ธนั วาคม ๒๕๖๓
ณ หอ้ งประชุมใหญ่ ชนั้ ๓ อาคารอำนวยการ วทิ ยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี แพร่ อำเภอเมือง จังหวัดแพร่
*******************************************************************
วนั ที่ ๒๗ ธนั วาคม ๒๕๖๓
หอ้ งประชุมใหญ่ ช้ัน ๓ อาคารอำนวยการ
๐๘.๐๐ – ๐๘.๓๐ น. ลงทะเบียน และพิธเี ปดิ การประชมุ
๐๘.๓๐ – ๐๙.๐๐ น. ปาฐกถาพเิ ศษ: การพยาบาล สุขใจทไ่ี ด้ทำ
โดย ดร.ป่ินนเรศ กาศอดุ ม ผ้อู ำนวยการวทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี แพร่
๐๙.๐๐ – ๑๒.๐๐ น.
นายกสมาคมพยาบาลแหง่ ประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนอื
๑๒.๐๐ – ๑๓.๐๐ น. ความก้าวหน้าของพยาบาล: แนวโน้มและโอกาส
๑๓.๐๐ – ๑๖.๓๐ น. โดย อาจารยน์ ครนิ ทร์ สวุ รรณแสง นกั วชิ าการ กองการพยาบาล กระทรวงสาธารณสขุ
พักรบั ประทานอาหารกลางวนั
การพัฒนาคุณภาพการดูแลผู้ป่วยอยา่ งครบวงจร
โดย ดร.นิกร จันภลิ ม รองผู้อำนวยการ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี แพร่
พว. ธนาวรรณ แสนปญั ญา พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ โรงพยาบาลแพร่
๑๓.๐๐ – ๑๖.๓๐ น. นำเสนอผลงานวชิ าการทางการพยาบาล จำนวน 3 หอ้ ง
ห้อง A (หอ้ ง 2502) ห้อง B (หอ้ ง 2503) ห้อง C (ห้อง 2505) ชน้ั 5 อาคาร ๑๑ ชนั้
อาจารย์ผวู้ ิพากษ์
๑. ดร.ชูศกั ดิ์ ยนื นาน อาจารยพ์ ยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี เชียงใหม่
๒. ผศ.ดร.ปรารถนา ลงั การ์พิน อาจารยพ์ ยาบาล คณะพยาบาลศาสตรแ์ มคคอร์มิค มหาวิทยาลัยพายัพ
๓. อาจารย์พรรณพิไล สุทธนะ อาจารย์พยาบาล วทิ ยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี แพร่
๔. พว.นาฎยา เอือ้ งไพโรจน์ หัวหน้ากลมุ่ การพยาบาลโรงพยาบาลนครพิงค์ จงั หวดั เชียงใหม่
๕. รศ.สธุ ศิ า ลา่ มช้าง ข้าราชการบำนาญ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่
๖. นางวรางคณา ธุวะคา พยาบาลวชิ าชีพชานาญการพิเศษ
๗. ดร.เชษฐา แกว้ พรม รองผูอ้ ำนวยการ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี แพร่
๘. อาจารยแ์ สงอรุณ ใจวงค์ผาบ อาจารย์พยาบาล วทิ ยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี แพร่
๙. ดร.ศริ ิกาญจน์ จนิ าวนิ อาจารย์พยาบาล วทิ ยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี แพร่
5
๒๘ ธันวาคม ๒๕๖๓
หอ้ งประชุมใหญ่ ชนั้ ๓ อาคารอำนวยการ
๐๘.๐๐ – ๐๘.๓๐ น. ลงทะเบยี น
๐๘.๓๐ – ๐๙.๐๐ น.
Ted Talk: การพฒั นางานดว้ ยงานวิจัย : คุณค่าของการปฏิบตั กิ ารพยาบาล
๐๙.๐๐ – ๑๒.๐๐ น.
โดย โดย ดร.เชษฐา แก้วพรม รองผ้อู ำนวยการ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี แพร่
๑๒.๐๐ – ๑๓.๐๐ น. อภิปราย: การพัฒนาคุณภาพการปฏิบตั กิ ารพยาบาลดว้ ยกระบวนการวจิ ัย
๑๓.๐๐ – ๑๖.๓๐ น.
พว.ศรวี รรณ เรอื งวัฒนา พยาบาลวชิ าชีพชำนาญการพิเศษโรงพยาบาลลำพูน
โดย
พว.พมิ ผกา ศรีใจอนิ ทร์ พยาบาลวชิ าชีพชำนาญการ โรงพยาบาลนา่ น
อาจารยแ์ สงอรณุ ใจวงคผ์ าบ อาจารยพ์ ยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี แพร่
ดร.เชษฐา แก้วพรม ผูด้ ำเนนิ การอภปิ ราย
พักรับประทานอาหารกลางวัน
องค์กรวิชาชีพกบั การพฒั นาคน พฒั นางานทางการพยาบาล
ดร.ปิ่นนเรศ กาศอุดม นายกสมาคมพยาบาลแหง่ ประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ
พว.ศรีวรรณา วงคเ์ จรญิ อปุ นายก สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ
พว.ขจรวรรณ ทนิ กร ณ อยธุ ยา เลขาธิการสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนอื
พว.สุพรรณี เตรียมวิศษิ ฎ์ เหรัญญิก สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนอื
*******************************************************************
หมายเหตุ: พกั รับประทานอาหารวา่ ง เวลา ๑๐.๓๐ – ๑๐.๔๕ น. และ ๑๔.๓๐ – ๑๔.๔๕ น.
กำหนดการอาจมกี ารเปล่ียนแปลงตามความเหมาะสม
การประชุมวิชาการและประชมุ สามญั ประจําป 2563 เรอื่ ง คุณภาพคน คุณภาพงาน: การพยาบาลทามกลางความพลิกผนั 6
โดย สมาคมพยาบาลแหง ประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ รว มกับวทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนแี พร
วันท่ี 27 ธันวาคม 2563 เวลา 13.00 - 16.30 น.
ณ หองนาํ เสนอ A B C ช้นั 5 อาคารเรียนและหอนอน 11 ชั้น วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี แพร อําเภอเมอื งแพร จังหวดั แพร
ลําดับรายชอื่ ผูนาํ เสนอและหอ งในการนําเสนอ
หองนําเสนอ A (2502) หองนําเสนอ B (2503) หองนําเสนอ C (2505)
ผูว ิพากษ ผศ.ดร.ปรารถนา ลังการพินธุ ดร.เชษฐา แกวพรม ดร.ชศู กั ดิ์ ยนื นาน
พว.นาฎยา เอ้อื งไพโรจน
พว.วรางคณา ธุวะคาํ รศ.สธุ ิศา ลา มชาง
พธิ ีกร อาจารยศ ิริกาญจน จินาวนิ อาจารยแ สงอรุณ ใจวงคผ าบ อาจารยพ รรณพิไล สทุ ธนะ
ผูจบั เวลา อาจารยชนิตรา จําปาแกว อาจารยณัฐมน ศิรบิ ญุ มากลู อาจารยเกสรา ทองประไพ
อาจารยเครือกานต ดบี วั ใหญ
อาจารยวนั ทกานต จุม แปง อาจารยสุนิสา ผาคํา
เรอ่ื งนาํ เสนอ A1 เร่ือง ผลการใชแ นวปฏิบตั ิการพยาบาลเพื่อ B1 เรอื่ ง ผลของโปรแกรมการปองกันภาวะซมึ เศรา C1 เรื่อง การพัฒนาแนวปฏิบตั ทิ างคลินกิ สําหรบั การ
เวลา ปอ งกนั การเกิดแผลกดทับในหอผปู วยศลั ยกรรม และความเส่ียงตอ การฆา ตวั ตายในผูป อ ยโรคมะเร็งหอ ปองกันและการดแู ลหญิงตงั้ ครรภ ทีม่ ีภาวะเจ็บครรภ
13.00-13.20 น. กระดูกชาย โรงพยาบาลอุตรดิตถ ผูป วยศลั ยกรรมชาย โรงพยาบาลอุตรดิตถ คลอดกอนกาํ หนด โรงพยาบาลแพร
ชอ่ื ผนู าํ เสนอ วาทินี นาคบวั ดสุ ติ รา ทองศรีจนั ทร ทิพยว รรณ ประสาสนศกั ด์ิ
เร่อื งนําเสนอ A2 เร่อื ง ประสิทธผิ ลการใชแ นวปฏิบัติทางคลนิ กิ B2 เรอ่ื ง ผลของการใหคําปรึกษาตอความวติ กกังวล C2 เรื่อง การพัฒนาแนวปฏิบัตกิ ารพยาบาลเพื่อ
เวลา สาํ หรบั ปองกันการเกิดแผลกดทบั ในผปู ว ยกลมุ เสี่ยง ของสตรที มี่ ีผลการตรวจคดั กรองมะเรง็ ปากมดลกู ปองกันภาวะตกเลอื ดหลังผาตัดคลอดทางหนาทองใน
ผิดปกติ หองพกั ฟน โรงพยาบาลแพร
13.20-13.40 น. หอผปู วยอายุรกรรมชาย 2 โรงพยาบาลลาํ พูน
ชอ่ื ผนู าํ เสนอ จารวุ รรณ วานมวง วารินทร โชติปฎิเวชกุล อุษา โปรงใจ
เร่ืองนําเสนอ A3 เร่ือง ผลการใชแ นวปฏบิ ตั ิการพยาบาลการดูแล B3 เรอื่ ง คน หาความแข็งแกรง ทามกลางพายดุ ว ย C3 เรอ่ื ง ผลของโปรแกรมการมสี วนรว มของพยาบาล
เวลา ผปู วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออดุ ตันระยะ สบายอารต สิ Find Strenght in The Storm, be a วชิ าชพี ในการปฏบิ ตั ิตามแนวทางการดแู ลผปู วยตอ
Sabai Artist คณุ ภาพการบริการพยาบาลดา นความปลอดภัยในการ
13.40-14.00 น. เฉยี บพลนั โรงพยาบาลแพร ผาตัด โรงพยาบาลแพร
ชอ่ื ผูนาํ เสนอ กัลยา ปวงจนั ทร จนั ทรเ พญ็ รตั นพรม ลกั ษณา จันทราโยธากร
เรื่องนาํ เสนอ A4 เร่ือง การพฒั นาแนวทางปฏบิ ัติ และหลักเกณฑ B4 เรอ่ื ง การวางแผนบน้ั ปลายชีวติ ในผปู วยวณั โรค C4 เรอ่ื ง การพัฒนาและการใชแนวปฏิบตั ิทางคลนิ ิก
เวลา ในการคัดกรองผูปวย โรงพยาบาลประสาทเชียงใหม Plannin end of life for Tuberculosis paitents สาํ หรบั การจัดการไขในผูปวยเด็ก
14.00-14.20 น. ปยะวดี สมุ าลัย รตั นเ กลา ปราบสมรชยั
ชือ่ ผนู ําเสนอ เยาวลักษณ ผุยหวั โทน พักรบั ประทานอาหารวาง 10 นาที
เรือ่ งนาํ เสนอ A5 เรอ่ื ง ผลของการใชแนวปฏิบตั ิทางการพยาบาลใน B5 เร่ือง ผลของโปรแกรมสงเสรมิ การรับรูสมรรถนะ C5 เรอ่ื ง ผลการพัฒนาแนวทางการวางแผนการ
จําหนายผปู ว ยวณั โรคโรงพยาบาลดอกคําใต
เวลา การดูแลผูป วยทมี่ ภี าวะตดิ เชือ้ ในกระแสเลือด แผนก แหงตนตอ ความสามารถในการปฏิบัติกจิ วัตร
วิลาวรรณ นันตาลติ
14.30-14.50 น. อบุ ตั เิ หตแุ ละฉุกเฉิน โรงพยาบาลนครพงิ ค ประจําวนั ของผูปว ยที่ไดร บั การผา ตดั ขอสะโพก C6 เร่อื ง ผลของนาํ้ ใบยานางสกดั เยน็ เพอื่ ลดอาการ
เยอ่ื บชุ อ งปากอกั เสบในผปู วยมะเรง็ เมด็ เลือดขาวที่
ชอ่ื ผนู ําเสนอ อนงค ปญญา เพ็ญศิริ คลังเพชร ไดรับเคมีบําบดั โรงพยาบาลอตุ รดติ ถ
เร่อื งนําเสนอ A6 เรอ่ื ง ประสิทธิผลการใชร ปู แบบการคัดกรองผปู ว ย B6 เรอ่ื ง ประสิทธผิ ลการใชแนวปฏิบัติทางคลนิ ิก
เวลา โดยใชเ กณฑก ารคัดกรองเรงดว นตอระยะเวลารอคอย สาํ หรบั การสงเสรมิ ความรวมมือในการรักษาดว ยยา
14.50-15.10 น. ของผปู วย ความแมน ยาํ การคดั กรอง และการปฏบิ ัติ ของผปู ว ยสงู อายุโรคหลอดเลอื ดสมองและผูดูแลท่ี
บทบาทของพยาบาลคดั กรองงานอุบัติเหตุและฉกุ เฉิน แผนกผูปวยนอกโรงพยาบาลประสาทเชียงใหม
ชือ่ ผนู าํ เสนอ วัชราภรณ โตะ ทอง สพุ ัตรา ปวนไฝ สนอง ลว นรัตนากร
เรอ่ื งนาํ เสนอ A7 เรือ่ ง เปรยี บเทยี บการใช MEWS กบั SOS score B7 เร่อื ง ความรอบรูดานสุขภาพและพฤตกิ รรม
สุขภาพ 3อ. 2ส. ในการปอ งกนั โรคหลอดเลือดสมอง
เวลา ในการประเทินผูปว ย Pneumonia รายใหม หอ ของอาสาสมคั รสาธารณสขุ ประจําหมูบา นเทศบาล
15.10-15.30 น. ผูปว ยอายรุ กรรมขาย โรงพยาบาลอตุ รดติ ถ ตําบลหางดง
ช่ือผนู าํ เสนอ ธนษิ ฐน นั ท บุญจันทร วริ ยิ ภรณ สิงหทองวรรณ
7
ผลการใชแ้ นวปฏบิ ตั ิการพยาบาลเพอื่ ปอ้ งกนั การเกิดแผลกดทบั
ในหอผู้ปว่ ยศัลยกรรมกระดกู และขอ้ ชาย โรงพยาบาลอุตรดิตถ์
Efficacy of Clinical Nursing Practice Guidelines for
Prevention of Pressure ulcers in male Orthopedic Ward
Uttaradit Hospital
วาทินี นาคบวั พย.บ. Watinee Nakbua B.N.S.
มาลี มอี ินทรถ์ า พย.บ. Malee Meeintha B.N.S.
สุจิตตรา พัฒนพรกลุ พย.บ. Sujittra Phatthanapornkul B.N.S.
พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ โรงพยาบาลอตุ รดติ ถ์ จงั หวัดอุตรดติ ถ์
Professional Nurse, Uttaradit Hospital, Uttaradit Province
บทคัดยอ่
การวิจัยครั้งน้ี เป็นการวิจัยและการพัฒนา(Research and Development) เพ่ือศึกษาผลการ
ใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพ่ือป้องกันการเกิดแผลกดทับ ในหอผู้ป่วยศัลยกรรมกระดูกและข้อชาย โดย
ผ้วู ิจยั ได้นำแนวทางปฏิบัติการพยาบาล มาพัฒนาเพ่ือให้เหมาะสมกับการดแู ลผู้ป่วยศัลยกรรมกระดูกและ
ข้อ และนำมาใช้ในกลุ่มทดลองจำนวน 40 คน เปรยี บเทยี บกบั กล่มุ ควบคุม จำนวน 40 คน รวบรวมข้อมูล
ด้วยแบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบบันทึกการเกิดแผลกดทับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจงความถ่ี
และอัตราร้อยละ วิเคราะห์คะแนนปัจจยั เสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับก่อนและหลังการใช้แนวปฏิบัติโดยใช้
สถิติไคสแควร์ และเปรยี บเทียบการเกดิ แผลกดทับโดยใช้ t test
ผลการวิจัยพบว่า อุบัติการณ์การเกิดแผลกดทับภายหลังการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพ่ือ
ป้องกันการเกิดแผลกดทับในผู้ป่วยลดลงต่ำกว่าก่อนใช้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) สรุปได้ว่า
แนวปฏิบัติทางการพยาบาลเพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับสามารถใช้ป้องกันและลดอุบัติการณ์การเกิด
แผลกดทับ ดังนั้นจงึ ควรนำแนวปฏบิ ตั ิดงั กลา่ วมาใชใ้ นการดูแลผู้ป่วย
คำสำคัญ: แนวปฏบิ ัติทางการพยาบาล , แผลกดทับ , ผู้ปว่ ยกลุ่มเสย่ี ง
8
ABSTRACT
This research is a research and Development. To study the results of the use of
nursing practices to prevent pressure ulcers in male orthopedic ward. In which the
researcher has development nursing practices to be suitable for orthopedic patients. It
was used in a trial group of 40 people compared with a control group of 40, collecting
information from individual incidence of pressure ulcers recording form, analyzing the
data by distributing the frequency and Percentage, analyzing risk scores of pressure
ulcers before and after guideline application using chi-square statistics and comparing
pressure ulcers incidence bye T-Test. The results were found that the incidence of
pressure ulcers after applying nursing practices to prevent pressure ulcers in patients was
significantly lower than before (p <0.05).
It can be concluded that nursing practices to prevent pressure ulcers can be used
to prevent and reduce the incidence of pressure ulcers. Therefore, such guidelines
should be applied in patient care.
Keywords: Clinical Nursing Practice Guidelines, Pressure ulcer, Risk of Patients
9
ความเป็นมาและความสำคญั ของปัญหา
แผลกดทับเป็นปัญหาเรื้อรังที่มีผลกระทบต่อผู้ป่วย ครอบครัว สังคมและประเทศชาติ แผลกด
ทับเป็นการบาดเจ็บเฉพาะที่ของเนื้อเยื่อที่เกิดจากแรงกดบริเวณเส้นเลือดฝอยมีแรงกดเฉลี่ยมากกว่า 30
มิลลิเมตรปรอท เป็นระยะเวลานานทำให้เส้นเลือดขาดอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยง ทำให้เกิดการตาย
ของเซลล์ผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง(1) พบบ่อยในผู้ป่วยที่ได้รับอุบัติเหตุ ผู้ป่วยหนัก ผู้ป่วยอัมพาต
ผู้ป่วยไม่รูส้ ึกตัว ผู้ปว่ ยกลุม่ จิตเวช มีแนวโนม้ สูงขึน้ ในกลมุ่ ผู้สงู อายุ(2,3) ในประเทศสหรฐั อเมรกิ ามีรายงาน
ว่าเกิดแผลกดทับในโรงพยาบาลปีละ 1.6 ล้านกว่าคน ทำให้รัฐต้องเสียค่าใช้จ่าย 2.2-3.6 พันล้านดอล
ล่าร์(2) ทั้งท่ีพบว่าผู้ป่วยท่ีเป็นแผลกดทับ 2.5 แสนกว่ารายสามารถป้องกันได้ ทำให้รัฐบาลมีนโยบายงด
จ่ายเงินชดเชยค่าใช้จ่ายอันเกิดจากการรักษาแผลกดทับ หากพบว่าแผลกดทับนั้นเกิดข้ึนขณะเข้ารับการ
รกั ษาในโรงพยาบาล(4) ในประเทศสหราชอาณาจกั รมีต้นทุนในการรกั ษาแผลกดทับในแต่ละปีถึง 1.4-2.1
ลา้ นปอนด์ คิดเปน็ ร้อยละ 4 ของค่ารักษาพยาบาลทง้ั หมด(5) ในประเทศไทยมกี ารศึกษาพบว่าผู้ปว่ ยที่มี
แผลกดทับระดบั 3-4 ท่ีรกั ษาตัวในโรงพยาบาลศิริราชเป็นเวลา 1 เดือน ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทำแผล
ประมาณ 30,000 บาทต่อแผล(6)ทำให้การป้องกันแผลกดทับถูกยกเป็นประเด็นสำคัญในการบริหาร
โรงพยาบาล(7) พยาบาลเป็นบคุ ลากรดา้ นสุขภาพที่ดแู ลใกลช้ ดิ ผ้ปู ่วยตลอด 24 ช่วั โมงจึงมีบทบาทสำคญั ใน
การป้องกันมิให้เกิดแผลกดทับในผู้ป่วยท่ีรับผดิ ชอบ(2,3)การค้นหาและป้องกันความเส่ียงเป็นกลยุทธ์เชงิ รุก
ทส่ี ำคัญเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนทอ่ี าจเกดิ ขึ้นในความเป็นจรงิ ส่วนใหญก่ ารจัดการความเสี่ยงมกั เกิดข้ึน
ภายหลงั ทมี่ ีปญั หาเกิดข้นึ แล้ว(8)
ในหอผปู้ ว่ ยศลั ยกรรมกระดูกและข้อผ้ปู ่วยสว่ นใหญม่ ักมีปัญหาจากสภาวะของโรค การใชอ้ ปุ กรณ์
การแพทย์เพ่ือการรกั ษา การผ่าตัดบางชนิดทีต่ อ้ งจำกดั การเคล่อื นไหว การใช้ยาระงับความรสู้ กึ หรือยา
บรรเทาปวดทีม่ ผี ลทำให้การเคลือ่ นไหวลดลงในผูป้ ่วยหลงั ผ่าตัด รวมถงึ กลุม่ ผ้สู งู อายุทม่ี ผี ิวหนังบอบบาง
ทำใหเ้ กิดแผลกดทับไดง้ ่าย พบมากทบ่ี ริเวณผวิ หนังทาบกระดกู คอื กน้ กบ สะโพก สะบักและสน้ เท้า
ตามลำดบั (2,9,10) จากสถิติในหอผ้ปู ว่ ยศลั ยกรรมกระดูกและข้อชายของโรงพยาบาลอุตรดิตถพ์ บผปู้ ่วยเปน็
แผลกดทบั ระดับ 2-4 คือ ในปพี .ศ.2560-2562 จำนวน 9.2,8.7,9.4 ตอ่ พนั วันนอนตามลำดบั (11)ผลจาก
การเกดิ แผลกดทับทำให้เกดิ ภาวะแทรกซอ้ นเชน่ ทำให้เกิดความเจ็บปวด ผปู้ ่วยสูญเสยี ภาพลกั ษณจ์ าก
การมบี าดแผล บางรายเกิดการตดิ เช้ือ ทำให้เสยี ค่ารักษาพยาบาลมากขนึ้ ระยะในการนอนโรงพยาบาล
นานกวา่ ปกตถิ ึง 2-5 เทา่ อยา่ งไรก็ตามแผลกดทับไม่ใช่การเจ็บป่วยปฐมภูมแิ ตเ่ ปน็ ภาวะแทรกซ้อนทีม่ ัก
เกดิ ข้นึ ภายหลัง 72 ชั่วโมง หลงั เข้ารบั การรกั ษา(10) ในอดตี มรี ายงานว่าการเกิดแผลกดทบั เป็นปัญหาท่ี
10
เลีย่ งไม่ไดใ้ นผ้ปู ่วยท่มี ีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวทำใหผ้ ู้ป่วยถกู ละเลยในการดแู ลแผลกดทบั ในปจั จุบัน
เป็นทีย่ อมรับวา่ การเกิดแผลกดทับร้อยละ 95 สามารถป้องกันได้(10)
จากการศึกษาทผี่ ่านมาพบว่าท้ังๆท่ีมีมาตรฐานการดูแลการป้องกนั ดูแลเรอื่ งแผลกดทับ พบวา่
บุคลากรทางสุขภาพมีความรู้ในการป้องกนั แผลกดทับแต่ไม่นำลงสูก่ ารปฏิบตั จิ ริง อาจเกดิ จากการขาด
ความตระหนักรู้และไมเ่ ห็นประโยชน์ท่ีจัดการป้องกนั ดูแลสง่ิ เหลา่ น้ีการกำหนดแนวปฏบิ ตั ิอาจมีความ
ยุ่งยากซบั ซ้อนทำให้ยากต่อการปฏบิ ัติ(10) จากเหตผุ ลขา้ งตน้ ผู้วิจัยจึงได้รวบรวมแนวปฏิบัตทิ ี่มอี ยู่เดมิ มาใช้
รวมทัง้ ศึกษาวรรณกรรมทเ่ี ก่ยี วข้องไดน้ ำมาประยกุ ต์ใช้ให้เข้ากบั บรบิ ทในหอผู้ปว่ ยศัลยกรรมกระดูกและ
ข้อชาย โรงพยาบาลอุตรดติ ถ์ โดยเนน้ ให้เจ้าหน้าท่เี กิดความตระหนกั ในการปฏบิ ัติด้วยการมสี ่วนรว่ มของ
ผ้ปู ว่ ยและญาติ เสนอแนวทางให้เจ้าหน้าทท่ี ุกคนนำมาปฏิบัตเิ ปน็ งานประจำอย่างต่อเน่ือง โดยมเี ป้าหมาย
เพือ่ ให้ผ้ปู ่วยทกุ คนปลอดภยั ไมเ่ กิดแผลกดทับ
วัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ัย
เพ่ือศึกษาผลของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับในหอผู้ป่วย
ศลั ยกรรมกระดกู และข้อชาย โรงพยาบาลอตุ รดิตถ์
กรอบแนวคดิ ในการวจิ ัย
- อายุ แนวปฎบิ ัตกิ ารพยาบาลเพ่ือป้องกันการเกิดแผล อบุ ตั ิการณ์
- โรคประจำตัว กดทบั ประกอบด้วย 6 กจิ กรรม คือ การเกดิ แผล
- ดัชนีมวลกาย 1. การประเมินความเส่ียงการเกดิ แผลกดทับด้วย
- ค่าประเมิน แบบประเมนิ Braden Scale กดทบั
Braden scale 2. การดแู ลสภาพผวิ หนงั
- การวนิ ิจฉยั โรค 3. การจัดท่าและเปลีย่ นท่าพลกิ ตะแคงตัวผู้ปว่ ย
- อณุ หภมู แิ รกรบั 4. การใชอ้ ปุ กรณล์ ดแรงกดและแรงเสยี ดสี
- การใสอ่ ปุ กรณถ์ ่วง 5. ภาวะโภชนาการ ดูแลใหผ้ ปู้ ว่ ยไดร้ ับปรมิ าณ
น้ำหนกั สารอาหารที่เพียงพอ
- ระยะเวลาการนอน 6. การจัดโปรแกรมให้ความรู้แกผ่ ูป้ ่วย ญาติและ
รักษาใน ร.พ. ผ้ดู แู ล
11
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
ประชากร ผปู้ ว่ ยกลุ่มเส่ียงทม่ี ี Braden scale ≤ 18 ท่ีเข้ารบั การรกั ษาในหอผู้ป่วยศัลยกรรม
กระดูกและข้อชาย โรงพยาบาลอตุ รดิตถ์ ระหว่าง 1 ตุลาคม 2561 ถงึ 30 กนั ยายน 2562 และ 1
กรกฎาคม ถึง 30 ตลุ าคม 2563 จำนวน 80 คน
กลุ่มตัวอยา่ ง กลมุ่ ตวั อย่างของการศึกษาครง้ั นีค้ ือ ผู้ป่วยหอผูป้ ว่ ยศัลยกรรมกระดูกและข้อชาย
ทม่ี ี Braden scale ≤ 18 โดยมเี กณฑ์ในการคดั เลือกกลุ่มตัวอย่าง (Inclusion criteria) ดังน้ี
1. ผู้ป่วยอายุต้ังแต่ 15 ปีข้ึนไป เม่ือประเมินด้วยแบบประเมินความเส่ียงต่อการเกิดแผลกดทับ
ของ Braden scale ต้ังแตแ่ รกรบั มคี ะแนน ≤ 18
2. ไม่มแี ผลกดทับเกดิ ขึ้นก่อนเม่ือแรกรับไว้ในโรงพยาบาล
3. ยนิ ดเี ข้ารว่ มการศกึ ษา
เกณฑ์การคดั ออก (Exclusion criteria)
1. มีระยะเวลาในการรกั ษาในหอผู้ป่วยนานติดต่อกนั นอ้ ยกว่า 5 วนั
2. ผูป้ ่วยที่มกี ารเปลีย่ นแปลงของสญั ญาณชพี ทอ่ี ยู่ในภาวะวกิ ฤตหรอื คกุ คามต่อชีวิต
3. ผู้ป่วยที่ย้ายไปรักษาหอผู้ป่วยอน่ื เชน่ หอผู้ป่วยพเิ ศษ, ICU, หอผูป้ ่วยอนื่ ๆ
4. ปฏเิ สธการเขา้ รว่ มโครงการทั้งตัวผู้ป่วยและญาติ
การคำนวนกลุ่มตวั อยา่ ง
การศึกษาคร้ังนี้เพ่ือศึกษาประสิทธิผลของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อลดการเกิดแผลกด
ทับที่หอผู้ป่วยศัลยกรรมกระดูกและข้อชาย โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ ภายใต้สมมุติฐานการเกิดแผลกดทับ
ค่าเฉล่ีย 10.53 ต้องการลดเหลือ 7.93 กำหนดให้การทดสอบมีการคลาดเคลื่อนชนิดที่ 1 ทดสอบแบบ
one-sided เท่ากบั 5% และ power เท่ากบั 80% ควรใช้จำนวนผู้ป่วยในการศกึ ษาอยา่ งน้อยกลุ่มละ 31
คน แบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม เพอ่ื ป้องกนั ขอ้ มลู ขาดหายจึงเพิ่มกลุ่ม
ตวั อยา่ ง กลุ่มละ 40 คน
1. กลุ่มทดลองคอื ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยศัลยกรรมกระดูกและข้อชาย โรงพยาบาล
อุตรดิตถ์ระหว่างวันที่ 1 ก.ค 2563 ถึง 30 ต.ค. 2563 หลังใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพ่ือป้องกันการเกิด
แผลกดทับ จำนวน 40 ราย
12
2. กลุ่มควบคุมคือผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยศัลยกรรมกระดูกและข้อชาย โรงพยาบาล
อุตรดิตถ์ระหว่าง 1 ตุลาคม 2561 ถึง 30 กันยายน 2562 ก่อนใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพ่ือป้องกันการ
เกิดแผลกดทบั จำนวน 40 ราย โดยการคัดเลือกแบบส่มุ ขนาดตัวอยา่ งจากเวชระเบยี น
เคร่ืองมอื ทใ่ี ชใ้ นการวจิ ัย
แนวปฏิบัติการพยาบาลเพ่ือปอ้ งกันการเกดิ แผลกดทับของคณะกรรมการป้องกันและควบคุมการ
ติดเช้ือในโรงพยาบาล โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ (2561)และได้เพิ่มเติมรายละเอียดที่ชัดเจนในการปฏิบัติการ
พยาบาลเพ่ือป้องกันการเกิดแผลกดทับสำหรับผู้ป่วยออร์โธปิดิกส์ โดยคณะกรรมการทีมสหสาขาวิชาชีพ
ได้แก่ แพทย์ พยาบาลวิชาชีพท่ีมีความเช่ียวชาญการป้องกัน แผลกดทับ โดยรายละเอียดของแนวปฏิบัติ
ประกอบดว้ ย
- แนวปฏิบตั ิของคณะกรรมการปอ้ งกันและควบคมุ การติดเชอ้ื ในโรงพยาบาล โรงพยาบาล
อุตรดติ ถ์
- แนวทางป้องแผลกดทบั สำหรับผ้ปู ว่ ยออร์โธปิดิกส์
- แบบบนั ทกึ การเยย่ี มสำรวจการปฏิบตั ติ ามแนวทางป้องกนั การเกดิ แผลกดทบั
- การจดั โปรแกรมการใหค้ วามรู้ (educational programs)
เครื่องมือทีใ่ ชใ้ นการเก็บรวบรวมขอ้ มลู
1. แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วย ประกอบด้วย อายุ เพศ โรคประจำตัว ดัชนีมวลกาย
สัญญาณชีพแรกรับ การวินจิ ฉยั โรค การผ่าตัด การใส่อุปกรณถ์ ่วงนำ้ หนัก Braden scale และ LOS
2. แบบบันทึกการเกิดแผลกดทับ ประกอบด้วย อุบัติการณ์เกิดแผลกดทับ ตำแหน่ง เกรด และ
ระยะเวลาการเกดิ แผลกดทับ
การตรวจสอบคณุ ภาพข้อมลู
1. แนวปฏิบัติการพยาบาลเพ่ือป้องกันการเกิดแผลกดทับ นำไปให้ผู้เช่ียวชาญ 3 ท่านตรวจสอบ
ความตรงตามเนอื้ หา (content validity) คำนวนคา่ ดัชนคี วามตรงตามเนอื้ หา (content validity index:
เทา่ กับ 1 และได้ปรับแก้เพม่ิ เติมตามคำแนะนำ
2. แบบบันทึกข้อมูลส่วนบคุ คลของผปู้ ว่ ย
13
3. แบบบันทึกการเกิดแผลกดทับ นำไปให้ผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่านตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา
(content validity) คำนวนค่าดัชนีความตรงตามเน้ือหา (content validity index: เท่ากับ 1 และได้
ปรบั แก้เพ่มิ เตมิ ตามคำแนะนำ
การเก็บรวบรวมข้อมลู
ชนิดการวจิ ยั Historical control intervention
วิธีรวบรวมข้อมลู
กลุ่มควบคุม เก็บข้อมูลแบบ Retrospective collection data
กลุ่มทดลอง เกบ็ ข้อมลู แบบ Prospective collection data
สถานท่ีศึกษา หอผู้ป่วยศัลยกรรมกระดูกและข้อชาย โรงพยาบาลอตุ รดิตถ์
วิธีเก็บรวบรวมขอ้ มลู
1. ประชุมช้ีแจงเจา้ หน้าที่ทุกคนในหอผู้ป่วยศัลกรรมกระดูกชาย เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ เคร่ืองมือ
ท่ีใช้ในการทดลอง และเครื่องมือท่ีใช้ในการรวบรวมข้อมูล ให้ความเข้าใจและสามารถปฏิบัติได้เป็น
แนวทางเดียวกัน
2. กลุ่มควบคมุ ผู้วิจัยเป็นผู้เกบ็ รวบข้อมูลโดยการคัดเลอื กแบบสมุ่ ขนาดตวั อยา่ ง จากเวชระเบียน
3. กลุ่มทดลองให้ผู้ป่วยตอบแบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วย แบบบันทึกแผลกดทับ โดย
พยาบาลวิชาชีพ
วิธกี ารวเิ คราะหข์ ้อมูล
1. ขอ้ มลู ทั่วไปใช้สถติ เิ ชงิ พรรณา ความถี่ ร้อยละ คา่ เฉลีย่ ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน
2. วิเคราะห์คะแนนปัจจัยเส่ยี งต่อการเกดิ แผลกดทับก่อนและหลังการใชแ้ นวปฏิบัติการพยาบาล
ใช้สถิติไคสแควร์
3. เปรียบเทียบอุบัติการณ์การเกิดแผลกดทับก่อนและหลังการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลใช้ t-
test
14
ผลการวิจัย
ตารางท่ี 1.ข้อมลู ทวั่ ไปของผู้ป่วยในกลุ่มหลงั ใชแ้ นวปฏิบตั ิการพยาบาลและก่อนใช้แนวปฏบิ ตั กิ ารพยาบาล
ลักษณะทศ่ี ึกษา หลังใช้แนวปฏิบตั ิ(n=40) กอ่ นใชแ้ นวปฏบิ ัติ (n=40) P-value
จำนวน % จำนวน %
กล่มุ อาย(ุ ปี)
15-24 5 12.5 4 10 0.792
25-59 17 42.5 15 37.5
≥60 18 45 21 52.5
Mean (±SD) 54.55(±20.26) 56.7(±19.98)
ดชั นีมวลกาย
<18.50 3 7.5 7 17.5 0.305
18.50-22.95 25 62.5 22 55
23-24.90 3 7.5 6 15
>25 9 22.5 5 12.5
ขอ้ มูลท่ัวไป
ศึกษาผู้ป่วยเพศชาย 80 ราย ก่อนใช้แนวปฏิบัติการพยาบาล 40 ราย หลังใช้แนวปฏิบัติการ
พยาบาล 40 ราย อายุเฉล่ียมากกวา่ 50 ปี ท้ังสองกลุ่มไม่แตกต่างกันส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ >60ปีร้อยละ
52.5ในกลุ่มก่อนใช้แนวปฏิบัติและร้อยละ 45 ในกลุ่มหลังใช้แนวปฏิบัติ ค่าดัชนีมวลกาย(BMI) อยู่ในช่วง
18.50 - 22.95 ในกลุม่ หลงั ใช้แนวปฏิบตั ิและกลุ่มก่อนใชแ้ นวปฏิบัติทงั้ สองกลุ่มไมแ่ ตกตา่ งกัน
ตารางท่ี 2. ปัจจัยเส่ียงตอ่ การเกิดแผลกดทับของผู้ป่วยหลงั ใชแ้ นวปฏบิ ตั ิและกอ่ นใช้แนวปฏบิ ตั ิ
ลกั ษณะทศี่ ึกษา หลังใช้แนวปฏิบตั ิ(n=40) ก่อนใช้แนวปฏิบัติ(n=40) P-value
จำนวน % จำนวน % 0.385
อณุ หภูมิแรกรบั
สูงกวา่ ปกติ (>37.5) 8 20 68
ปกติ (<37.5) 32 80 34 85
ระยะเวลาการนอนรักษา
ในโรงพยาบาล
15
1-7 วนั 4 10 2 5 0.444
8-14 วัน 18 45 14 35
>14 วนั 18 45 24 60
Mean (±SD) 18.6(±15.99) 22(±12.44)
Braden scale(คะแนน) 0.117
15-18 21 52.5 26 65
13-14 19 47.5 12 30
10-12 0 0 2 5
Mean (± SD) 15.05(±1.4) 14.85 (±1.32)
การใส่อุปกรณ์ถ่วงดงึ
ไม่ใส่ 26 65 22 55 0.177
Skin traction 6 15 11 27.5
Skeletal traction 5 12.5 7 17.5
Skull traction 3 7.5 0 0
กลมุ่ ที่หลังใช้แนวปฏิบัติส่วนใหญ่อุณหภูมิร่างกายแรกรบั ปกตริ ้อยละ 80 เช่นเดยี วกนั กล่มุ ก่อนใช้
แนวปฏิบัติ อุณหภูมิร่างกายแรกรับปกติร้อยละ 85 ท้ังสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน กลุ่มที่หลังใช้แนวปฏิบัติ
ระยะเวลาการนอนรักษาในโรงพยาบาลเฉล่ีย 18.6 และ 22 วันในกลุ่มก่อนใช้แนวปฏิบัติ (P-value
=0.444) คะแนน Braden scale ในกลุ่มหลังใช้แนวปฏบิ ัติเฉล่ยี 15.05 และกลุ่มกอ่ นใช้แนวปฏบิ ัติเฉล่ีย
14.85 (P-value=0.117) การใส่อุปกรณ์ถ่วงดึงในกลุ่มหลังใช้แนวปฏิบัติและกลุ่มก่อนใช้แนวปฏิบัติไม่ได้
ใส่ ร้อยละ 65 และ 55 ตามลำดับไมแ่ ตกตา่ งกัน (P-value =0.177)
ตารางที่ 3.เปรียบเทียบอุบตั กิ ารเกิดแผลกดทับในกลุ่มหลังใช้แนวปฏบิ ัติและกลุม่ ก่อนใชแ้ นวปฏบิ ตั ิ
ลักษณะทศ่ี ึกษา หลงั ใช้แนวปฏิบัติ(n=40) กอ่ นใช้แนวปฏิบัต(ิ n=40) P-value
จำนวน % จำนวน %
การเกิดแผลกดทบั
ไมเ่ กิด 32 95 29 72.5 0.006
เกดิ 2 5 11 27.5
Grade แผลกดทับ
Grade 0 38 95 29 12.5 0.014
16
Grade 1 1 2.5 1 2.5
Grade 2 1 2.5 8 20
Grade 3 0 025
Grade 4 0 000
เกดิ แผลกดทับหลังadmit
1-7 วนั 1 2.5 11 27.5 0.003
>7 วนั 1 2.5 0 0
เกดิ แผลกดทบั หลัง on
traction
< 3 วนั 0 0 0 0 0.054
>3 วนั 1 2.5 6 15
ผลการใชแ้ นวปฏบิ ตั กิ ารพยาบาลเพือ่ ป้องกนั และดแู ลแผลกดทับ
เปรียบเทียบผลการใช้แนวปฏิบัติพบว่ากลุ่มท่ีหลังใช้แนวปฏิบัติเกิดแผลกดทับลดลง เมื่อเทียบกับ
กลุ่มก่อนใชแ้ นวปฏิบัติร้อยละ 5 เกิดแผลกดทบั ระดบั 1 บริเวณก้นกบในผู้ป่วยอายุ 91 ปี กระดูกเชิงกราน
หักเกดิ วันที่ 5 หลังนอนรักษาในโรงพยาบาล และเกิดแผลกดทับระดับ 2 บริเวณก้นกบในผู้ป่วยอายุ 57 ปี
กระดูกสะโพกหักon skin traction พบวันท่ี 12 หลังนอนรักษาในโรงพยาบาล และร้อยละ 27.5 ( P-
value=0.006) ตำแหน่งท่ีเกิดแผลส่วนมากเป็นก้นกบระดับแผลกดทับส่วนมากเป็นเกรด 2 ส่วนใหญ่
ระยะเวลาเกิดแผลกดทับน้อยกว่า 7 วัน(หลัง admit) ร้อยละ 27.5 ในกลมุ่ กอ่ นใช้แนวปฏบิ ตั ิ
สรปุ อภปิ รายผล
อุบัติการณ์การเกิดแผลกดทับของผู้ป่วย ภายหลังใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลป้องกันการเกิดแผลกด
ทับ มีอบุ ัติการณ์การเกดิ แผลกดทับลดลง เนอ่ื งจากการปฏบิ ัติตามแนวปฏิบัติการพยาบาลป้องกันการเกิด
แผลกดทับทำให้บุคลากรทีมผู้ดูแลมีแนวทางในการป้องกันความเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับครอบคลุม
ต้งั แต่แรกรับจนถึงจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลสอดคล้องกับหลายการศึกษาท่ีผ่านมา แนวปฏิบัติได้เน้น
ย้ำให้มีการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับผู้ป่วยทุกรายท่ีเข้ารับการรักษาโดยใช้แบบประเมิน
ความเสี่ยงของ The Braden scale for predicting pressure sore พร้อมทั้งประเมินผิวหนังและปุ่ม
กระดูก บันทึกผลการประเมินความเสี่ยงในแบบประเมินทุกครั้ง หากประเมินคะแนน BS ≥ 14 พิจารณา
ใส่ท่ีนอนลม(Alfa bed) ลดแรงกด สามารถช่วยกระจายแรงกดท่ีเกิดกับหลอดเลือดฝอยกับที่นอนได้ ทำ
17
ใหป้ ริมาณแรงกดทหี่ ลอดเลอื ดฝอยลดลงส่งผลให้ผิวหนังและเนื้อเยือ่ บริเวณรอบๆไดร้ ับเลอื ดไปเลี้ยงอย่าง
เพียงพอ จึงป้องกันการเกิดแผลกดทับได้ แต่เนื่องจากท่ีนอนลมมีไม่เพียงพอและในการใช้ท่ีนอนลมใน
ผู้ป่วยท่ี on skeletal traction ทำให้ท่ีนอนลมชำรุดรั่วได้ จึงได้ผลิตนวัตกรรมเบาะเจลและเบาะใย
สังเคราะห์ ทดแทนพร้อมกับมีหมอนข้างใช้สำหรับพลิกตะแคงตัว หมอนใบเล็กรองบริเวณแขนขา ปุ่ม
กระดูก ข้อศอกและส้นเท้าเพ่ือป้องกันไม่ให้อวัยวะดังกล่าวสัมผัสกับพื้นเตียงโดยตรง ปูผ้าขวางเตียงช่วย
ยกเคลื่อนย้ายผู้ป่วยร่วมกับการนำแผ่นสไลด์มาใช้ เพ่ือป้องกันแรงเสียดทานหรือแรงเฉือน ทำแผ่นป้าย
ตารางเวลาพลิกตะแคงตัวทุก 2 ชั่วโมง และคำแนะนำการปฏิบัติตัวแบ่งตามสีระดับความเสี่ยงติดที่หัว
เตยี งเป็นสัญลักษณ์ให้ทีมดูแลทราบผู้ป่วยมีความเส่ียงเกิดแผลกดทับ แขวนแบบประเมิน Braden scale
และตารางการพลิกตะแคงตวั ท้ายเตียงเพื่อความสะดวกต่อการบนั ทกึ ในการดูแลด้านโภชนาการ ผู้ปว่ ยที่
มีความเสี่ยงจะได้รับอาหารครบถ้วน สำหรับผู้ป่วยที่รับประทานอาหารทางปากไม่ได้หรือรับประทาน
อาหารได้น้อยพยาบาลปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้เพ่ือพิจารณาให้อาหารทางสายยางหรือสารอาหารทาง
หลอดเลือดดำ ให้ความรู้กับญาติหรือผู้ดูแลผู้ป่วยสอนวิธีการดูแลผู้ป่วยเพ่ือป้องกันการเกิดแผลกดทับ
แนะนำและสาธิตโดยมีผู้ป่วยเป็นต้นแบบเน้นให้ญาติหรือผู้ดูแลมีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วย จัดเตรียม
สถานท่ี และอุปกรณ์ต่างๆในการช่วยลดแรงกดได้แก่ เตียงลม เบาะเจล เบาะใยสังเคราะห์ หมอนเล็ก
หมอนข้าง วาสลีน โลช่ัน ให้เพียงพอให้พร้อมก่อนการปฏิบัติจริง การให้ความรู้กับญาติหรือผู้ดูแลผู้ป่วย
ทำให้ญาติสามารถดแู ลผปู ่วยและจดั การกับปัญหาต่างๆทอี่ าจเกดิ ขึน้ ได้
มกี ารนิเทศติดตามให้ความรู้คำแนะนำอย่างสม่ำเสมอและต่อเน่ือง มีการตรวจสอบและประเมินผล
ลัพธ์ของการใช้แนวปฏิบัติโดบการให้ข้อมูลย้อนกลับ รวมตั้งติดตามปัญหาที่เป็นอุปสรรคมีการติดตาม
อุบัติการณ์การเกิดแผลกดทับ และให้ข้อมูลย้อนกลับแก่บุคลากรทีมผู้ดูแล เป็นการกระตุ้นให้บุคลากรทีม
ผู้ดแู ลปฏิบัติตามแนวปฏิบัติมากย่งิ ขึน้ มี Flow ขนั้ ตอนในการใช้แนวปฏบิ ัติการพยาบาล เพอ่ื ให้บุคลากร
ทีมดูแลสามารถศึกษาได้ง่าย มีการกระตุ้นให้ปฏิบัติกิจกรรมตามแนวปฏิบัติทางการพยาบาลเป็นประจำ
และตอ่ เนือ่ ง
ขอ้ เสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้
1.ควรมีการเตรียมหน่วยงาน อุปกรณ์ท่ีจะใช้ในการปฏิบัติ และเจ้าหน้าที่ เพื่อให้มีความพร้อม
และมสี ว่ นร่วมในการปฏิบตั ติ ามแนวปฏิบัติในทุกข้นั ตอน
2.ควรมีการติดตาม นิเทศ ประเมินผลการปฏิบัติเป็นระยะ สม่ำเสมอและอย่างต่อเน่ือง เพื่อให้ผู้
ปฏิบตั มิ คี วามเขา้ ใจทถี่ กู ต้อง เห็นความสำคัญของการปอ้ งกนั การเกดิ แผลกดทับ
18
3.ควรมกี ารให้ความรูแ้ ละเตรียมความพร้อมของผู้ป่วยและญาติต้งั แต่แรก โดยการสอนและสาธิต
เพ่ือสรา้ งความม่ันใจและความตระหนกั เกิดความร่วมมอื ในการดูแลผู้ปว่ ย
ขอ้ เสนอแนะในการทำวิจยั คร้ังต่อไป
1. ควรมีการทำวิจัยเพื่อคิดค้นนวัตกรรมในการป้องกันการเกิดแผลกดทับท่ีมีความทันสมัยและมี
ประสทิ ธิภาพสูงสุด ในการนำมาใช้ดูแลผปู้ ว่ ย
2. ควรมีการทำวิจัยและพัฒนาระบบการป้องกันการเกิดแผลกดทับในกลุ่มโรคอื่นๆ เช่น ผู้ป่วย
สงู อายุ โรคเรอื้ รงั ผปู้ ่วยท่ไี มส่ ามารถชว่ ยเหลอื ตวั เองไดเ้ ปน็ ตน้
เอกสารอ้างอิง
1. National Pressure Ulcer Advisory Panel. Redifind the definition of a pressure
injuries during the NPUAP 2016 stagjng Consensus Conference that was held April
8-9, 2016 in Rosemont (Chicago), IL.
2. ยวุ ดี เกตสมั พันธ,์ อัญชนา ท้วมพูลผล, นภาพร อภิรดีวจีเศรษฐ์และจุฬาพร ประสังสิต. การดูแล
แผลกดทับศาสตร์และศิลปะทางการพยาบาล. พิมพ์คร้ังที่ 1. กรุงเทพฯ: บริษัทไทยเอฟเฟคท์
สตูดโิ อ.2552.
3. ร่งุ ทวิ า ชน่ื ชอบ. Nursing care in pressure sore. คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่ :
เอกสารประชมุ วิชาการคร้ังที่ 29 ประจำปี 2556.
4. Armstong DG, Avello EA, Capitula KL, Fowler E, Krasner DL, Levine JM et.al. New
opportunities to improve pressure ulcer prevention and treatment. J wound
Ostomy Continence Nurs.2008.
5. Bennett G, Dealey C and Posnett J. The cost of pressure ulcer in the UK Age
Ageing.2004. P mid: 15082426 http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed.
6. ชอ่ ผกา สุทธิพงศ์, ศิริอร สินธุ, เกศรินทร์ อุทรยิ ะประสิทธิ์, จงจิต เสน่หาและยงยุทธ นิละนนท์.
ปั จจัยท่ี มี ผลต่อระดับ ความรุน แรงของแผลกด ทั บ ใน ผู้ป่ วยโรคห ลอดเลือดสม อง
มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล. วารสารสภาการพยาบาล 2549.21 (4)
7. นัทมน วุทธานนท์, วิภาดา คุณาวิทติกุล, วิจิตร ศรีสุพรรณและอาภรณ์ ชัยรัตน์. การพัฒนา
พจนานุกรมสมรรถนะเชงิ วิชาชพี สำหรับพยาบาลในการป้องกันการเกดิ แผลกดทบั มหาวิทยาลัย
เชียงใหม่.วารสารสภาการพยาบาล 2554.26(1)
19
8. เพ็ญจันทร์ แสนประสาท. การจัดการทางการพยาบาลเพื่อความปลอดภัย.กรุงเทพฯ: บริษัท
สุขุมวิทการพมิ พ์ จำกดั .2549.
9. วาสนา มกั ราช. รายงานผลการวิจัยเรื่องการพฒั นาแนวทางการปฏิบัติเพ่ือป้องกันการเกดิ แผลกด
ทบั ในผู้ป่วยทห่ี อผ้ปู ว่ ยหนกั โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสวา่ งดินแดน.2557.
10. ชาลี แย้มวงษ์, จันทร์ทิพย์ วงศ์วิวัฒน์, ปานจิต โชคพิชิต, ศุกลดีช้อยชาญกุล, ประคอง
อินทรสมบัติ, สุภาณี กาญจนจารีและคณะการลดอุบัติการณ์การเกิดแผลกดทับ. โรงพยาบาล
รามาธิบดี วารสารการพยาบาล 2548.20(1)
11. สถิติอัตราการเกิดแผลกดทับในหอผู้ป่วยศัลยกรรมกระดูกและข้อชาย โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ ปี
พ.ศ. 2560-2562
20
ประสทิ ธิผลการใชแ้ นวปฏบิ ตั ิทางคลนิ กิ สำหรับปอ้ งกนั การเกิดแผล
กดทบั ในผู้ปว่ ยกลมุ่ เสีย่ งหอผปู้ ่วยอายุรกรรมชาย 2
โรงพยาบาลลำพูน
Effectiveness of Clinical Practice Guidelines
Implementation for Pressure Sores Prevention in Risk
Patient at Medical 2 Ward, Lamphun Hospital
นางสาวจารวุ รรณ วานม่วง พยม.* Jaruwan Wanmuang M.N.S.*
นางสาวณฐั ฑิณี คันธาทอง พยบ. Nattinee Kantatong B.N.S.*
บทคดั ย่อ
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเพื่อศึกษาประสิทธิผลการใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรับป้องกันการเกิด
แผลกดทบั ในผูป้ ว่ ยกลุ่มเส่ยี งหอผปู้ ว่ ยอายรุ กรรมชาย 2 โรงพยาบาลลำพนู กลมุ่ ประชากร แบ่งออกเป็น 2
กลุม่ 1) บคุ ลากรทมี ผดู้ แู ลซงึ่ ปฏิบัติงานทีห่ อผปู้ ่วยอายรุ กรรมชาย 2 โรงพยาบาลลำพูน จำนวน 21 คน 2)
ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยอายุรกรรมชาย 2 โรงพยาบาลลำพูน ที่มี Braden scale ≤ 18 และ
ขณะแรกรับไม่พบแผลกดทับ จำนวน 54 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ 1) แนวปฏิบัติทางคลินกิ
สำหรับป้องกันการเกิดแผลกดทับ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วย 1) แบบประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดแผลกด
ทับของบราเดน 2) แบบบนั ทกึ อุบัตกิ ารณ์การเกดิ แผลกดทบั 3) แบบบนั ทึกข้อมลู ส่วนบุคคลของผูป้ ่วย 4)
แบบบันทึกข้อมูลบุคคลของทีมผู้ดูแล 5) แบบสอบถามความพึงพอใจหลังการใช้แนวปฏิบัติทางคลินิก
สำหรบั ป้องกนั แผลกดทบั วิเคราะหข์ ้อมลู โดยใชค้ วามถี่ ร้อยละ
ผลการวจิ ัย พบว่า 1) อุบัติการณ์การเกิดแผลกดทับหลงั ใช้แนวปฏิบัติการป้องกันการเกิดแผลกด
ทับ พบเกิดแผลกดทับ 2.47 ต่อ 1000 วันนอน ซึ่งลดลงกว่าก่อนใช้แนวปฏิบัติที่เกิด 7.87 ต่อ 1000 วัน
นอน 2) ความพึงพอใจของบุคลากรทีมผู้ดูแลต่อการใช้แนวปฏิบัติการป้องกันการเกิดแผลกดทับอยู่ใน
ระดับมากร้อยละ 80.95 สรุปได้ว่าแนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรับป้องกันการเกิดแผลกดทับ มีความ
เหมาะสมในการนำไปใช้ป้องกนั การเกิดแผลกดทบั ในผูป้ ่วยกลุ่มเสี่ยงเพื่อเพ่ิมคณุ ภาพการให้การพยาบาล
ได้
คำสำคญั ประสทิ ธผิ ล แนวปฏิบัตทิ างคลนิ กิ แผลกดทับ
21
Abstract
This research aims to study the effectiveness of the clinical Practice guidelines to
prevent pressure sore among risk patients in Medical 2 ward, Lamphun Hospital. The
sample is divided into two groups: 1) 21 medical staffs who provide medical services in
Medical 2 ward, Lamphun Hospital 2) 54 patients admitted in Medical 2 ward with The
Braden pressure sore was score ≤ 18 and no pressure sore at the first place. Data were
collected through 1) The clinical guideline to prevent pressure sore 1) The Braden Scale
was used to assess pressure sore 3) The Pressure Sore Incidence 4) The Patient
Demographic Data Form 5) The Medical Staff Demographic Data Form 6) The Satisfaction
Question. for Medical Staffs The Data were analyzed using the frequency and percentage.
The results revealed that 1) the pressure sore incidence was 2.47/1000 admission
days, after the guideline implementation, compared to 7.87/1000 admission days before
the implementation 2) the satisfaction of medical staff was at a high level by 80.95%. It
can be concluded that the clinical guideline to prevent pressure sore is effective and
appropriate to be used in the risk patients.
Effectiveness, Clinical practice Guideline, Pressure sore
ความเปน็ มาและความสำคญั ของปัญหา
แผลกดทับเป็นภาวะแทรกซ้อนสำคัญที่พบบ่อยในผู้ป่วยที่นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล
โดยเฉพาะผู้ป่วยที่จำกัดการเคล่ือนไหว เช่น ผู้ป่วยการบาดเจบ็ ที่สมอง ผู้ป่วยโรคมะเร็ง รวมถึงผู้สูงอายทุ ี่
รับการรักษา1 ประเทศไทยมีอุบัติการณ์การเกิดแผลกดทับ 5-10% ของผู้ป่วยที่นอนโรงพยาบาล2 ในบาง
การศึกษาพบอุบัติการณ์สูงถึงร้อยละ 10.8-11.18 หรือคิดเป็นอัตราเกิดแผลกดทับ 0.58-3.64 ต่อ 1000
วันนอน โดยผู้ป่วยทีเ่ กิดแผลกดทบั เป็นผู้สงู อายุและนอนโรงพยาบาลเป็นเวลานาน3 ในผู้ป่วยทีเ่ ข้ารับการ
รกั ษาเกิน 36 ช่วั โมง พบอบุ ตั ิการณ์แผลกดทับทีเ่ กิดข้ึนใหม่ร้อยละ 15- 58 ของการนอนในหอผู้ป่วย โดย
ร้อยละ 55.5 เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง และร้อยละ 40 เป็นกลุ่มที่เกิดแผลกดทับจริงแผลกดทับมักพบ
บริเวณส่วนล่างของลำตัวถึงร้อยละ 95 ตำแหน่งที่พบมากที่สุดคือ ก้นกบ ร้อยละ 36 และส้นเท้าร้อยละ
304
ผลกระทบจากแผลกดทับซึ่งเกิดจากแรงกดเฉพาะที่บนร่างกายร่วมกับมีแรงเสียดทานทำให้
เลอื ดไปเล้ียงเนื้อเยื่อไม่เพยี งพอ เนอ้ื เย่ือขาดออกซเิ จน ทำให้เกดิ เน้อื ตาย5 เชือ้ โรคเข้าสรู่ า่ งกายเกิดการติด
เชอื้ ในกระแสเลอื ด ซึ่งเป็นสาเหตหุ น่งึ ของการเสียชวี ติ 6 การมแี ผลกดทับส่งผลตอ่ คุณภาพชวี ติ ของผู้ปว่ ยท้ัง
22
ด้านร่างกาย จิตใจ สูญเสียภาพลักษณ์และส่งผลกระทบต่อผู้ดูแลในการรับภาระค่าใช้จ่าย สถานที่ และ
อุปกรณ์ เช่น ที่นอนลม อาจส่งผลให้ผู้ดูแลเกิดภาวะเครียดและเหนื่อยล้า นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อ
โรงพยาบาล ทำให้จำนวนวันนอนโดยเฉลี่ยสูงข้ึน มีค่าใช้จ่ายในการดูแลแผล ยาและอุปกรณ์สิ้นเปลือง
เพม่ิ ข้นึ และทำใหเ้ วลาในการให้การพยาบาลเพิ่มมากข้ึน พยาบาลมภี าระงานมากขน้ึ 7
ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดแผลกดทับมีทั้งด้านกายภาพ เช่น แรงกดและระยะเวลาที่เนื้อเยื่อถูกกด
แรงเฉือน แรงเสียดทานจากการพลกิ ตัวหรือเลื่อนตัวผู้ป่วย การรับรู้ และการรับความรู้สึกตอบสนองไม่ดี
ปัจจัยทางชีวภาพ เช่น การมีอายุที่มากขึ้น ภาวะทุพโภชนาการ โรคประจำตัวของผู้ป่วยได้แก่ เบาหวาน
ความดันโลหิตสูง โรคไตวายเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง รวมถึงการมีผิวหนังที่เปียกช้ืนตลอดเวลาและ
ภาวะท่ีไม่สามารถกล้ันปสั สาวะอุจจาระเปน็ สาเหตสุ ง่ เสริมให้เกิดแผลกดทับไดง้ า่ ย
หอผู้ป่วยอายุรกรรมชาย 2 โรงพยาบาลลำพูน ดูแลผู้ป่วยโรคทางอายุรกรรมที่หลากหลาย
รวมถึง ผู้ป่วยใส่เครื่องช่วยหายใจที่ล้นจากหอผู้ป่วยหนัก ผู้ป่วยอัมพาตที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้
หรือไดน้ ้อย ผปู้ ว่ ยท่รี ะดบั ความรสู้ กึ ตวั ลดลง ผปู้ ่วยท่ีมีภมู ิคมุ้ กนั ตำ่ จากการศึกษาขอ้ มลู ยอ้ นหลัง สถิตกิ าร
เกิดแผลกดทับในผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษาในหอผู้ป่วยอายุรกรรมชาย 2 ปีตั้งแต่ปี 2561 ถึง
2562 พบว่า มีอุบัติการณ์การเกิดแผลกดทับตั้งแตร่ ะดับ 1 ขึ้นไปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 8.64 เป็น 9.81
ครัง้ ตอ่ 1000 วนั นอน ตามลำดับ8 แมว้ า่ ในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2563 มแี นวโนม้ อุบัติการณก์ าร
เกดิ แผลกดทับลดลงเหลือ 4.52 ต่อ 1000 วันนอน แต่ในไตรมาสท่ี 2 เพ่มิ ข้ึนเป็น 5.39 ตอ่ 1000 วันนอน8
ซึ่งจากการวเิ คราะห์พบว่า แมท้ างตึกจะมีแนวทางในการดูแลผู้ป่วยท่ีมีความเสย่ี งสูงในการเกิดแผลกดทับ
เชน่ มกี ารพลิกตัว แตป่ ฏิบตั ิการดูแลผปู้ ว่ ยเพื่อปอ้ งกันการเกดิ แผลกดทบั ของผ้ปู ฏบิ ัตงิ านในหอผปู้ ่วยอายุ
รกรรมชาย 2 ยังไม่เพียงพอ เช่น การประเมินความเสี่ยงของการเกิดแผลกดทับในผู้ป่วยแรกรับหรือรับ
ย้ายไม่ครบถ้วนหรือมีการประเมินไม่ต่อเนื่อง ขาดการใช้อุปกรณ์ช่วยลดแรงกด ไม่มีการใช้ที่นอนลดแรง
กดทับหรือใช้อุปกรณ์ที่ไม่ถูกต้อง อีกทั้งยังมีการปฏิบัติที่หลากหลายไม่เป็นไปในทางเดียวกัน ทําให้ยั งมี
อบุ ัติการณข์ องการเกดิ แผลกดทบั ในผ้ปู ว่ ยที่มารับการรกั ษา
ผู้วิจัยได้ตระหนักถึงความสำคัญในการดูแลผู้ป่วยเพื่อลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนของการเกิด
แผลกดทับดังกลา่ ว และเน่อื งจากการเกิดแผลกดทบั เปน็ ตัวชว้ี ัดคุณภาพการดูแลผู้ปว่ ยในผู้ป่วยท่ีนอนพัก
รักษาตัวในโรงพยาบาล2 ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะนำแนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรับป้องกันการเกิดแผลกดทับ
(สังวาลย์ ธนะแก้ว,ศศิธร พิชัยพงศ์,2559) มาประยุกต์ใช้ในหอผู้ป่วยและศึกษาผลการใช้แนวปฏิบัติ เกิด
ผลลัพธ์ทำให้ผู้ป่วยปลอดภัย ลดการเกิดอุบัติการณ์การเกดิ แผลกดทับ บรรลุเปา้ หมายการดแู ลผู้ปว่ ยใหม้ ี
คณุ ภาพตอ่ ไป
23
คำถามการวิจยั
1. ประสทิ ธผิ ลการใชแ้ นวปฏิบตั ทิ างคลนิ กิ สำหรบั ป้องกันการเกิดแผลกดทับในผปู้ ว่ ยกลมุ่ เส่ียงหอ
ผู้ปว่ ยอายุรกรรมชาย 2 โรงพยาบาลลำพูน เปน็ อย่างไร
2. ความพงึ พอใจของบุคลากรทีมผูด้ แู ลซึง่ ปฏิบตั ิงานท่ีหอผปู้ ่วยอายรุ กรรมชาย 2 โรงพยาบาลลำพูน
ต่อการใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรบั ป้องกนั การเกดิ แผลกดทับเป็นอยา่ งไร
วัตถุประสงคก์ ารวิจยั
เพ่ือศึกษาประสทิ ธผิ ลการใช้แนวปฏบิ ตั ิทางคลินกิ สำหรบั ป้องกนั การเกิดแผลกดทับในผ้ปู ว่ ยกลมุ่ เส่ยี งหอ
ผูป้ ว่ ยอายุรกรรมชาย 2 โรงพยาบาลลำพูน ประกอบดว้ ย
1. จำนวนอุบัตกิ ารณ์การเกิดแผลกดทบั ของผู้ป่วยกลมุ่ เสี่ยง ภายหลังใช้แนวปฏิบัตกิ ารป้องกนั การ
เกดิ แผลกดทับลดลง
2. ประเมินความพงึ พอใจของบคุ ลากรทมี ผ้ดู ูแลซ่งึ ปฏบิ ตั ิงานที่หอผปู้ ว่ ยอายรุ กรรมชาย 2
โรงพยาบาลลำพนู ต่อการใช้แนวปฏิบตั ิทางคลนิ กิ สำหรบั ปอ้ งกนั การเกิดแผลกดทับ
กรอบแนวคดิ ในการวจิ ัย(อธบิ ายแนวคดิ ทฤษฎี พร้อมสรุปเปน็ แผนภมู )ิ
การวิจัยน้ีเปน็ การวจิ ัยเชิงปฏิบตั ิการ (Operational Research) เพ่ือศึกษาประสิทธผิ ลการใช้
แนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรับป้องกันการเกิดแผลกดทับในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง หอผู้ป่วยอายุรกรรมชาย 2
โรงพยาบาลลำพูน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ถึง กันยายน 2563 โดยใช้กรอบแนวคิดของการนำแนวปฏิบัติ
ทางคลนิ ิกไปใช้ของสมาคมพยาบาลออนทารโิ อ ประเทศแคนนาดา (RNAO, 2012)
แนวปฏิบตั ิทางคลินกิ สำหรับปอ้ งกัน 1.การประเมนิ ผลเชิงกระบวนการ
การเกดิ แผลกดทบั ในผปู้ ่วยกลุ่มเสย่ี ง -ความพึงพอใจต่อการใช้แนวปฏบิ ัติ
หอผู้ป่วยอายรุ กรรมชาย 2 สำหรับปอ้ งกันการเกดิ แผลกดทบั
โรงพยาบาลลำพนู
หมวดท1่ี การประเมนิ ความเสีย่ ง 2.การประเมินผลลัพธ์ทางคลินิก
หมวดท2่ี การป้องกนั การเกิดแรง -อุบัติการณ์การเกิดแผลกดทับใน
ผปู้ ว่ ยกลุม่ เส่ยี งหอผู้ป่วยอายรุ กรรม
เสยี ดสแี ละแรงเฉอื น ชาย 2 โรงพยาบาลลำพูน ลดลง
หมวดท3ี่ การดูแลภาวะโภชนาการ
หมวดท4ี่ ดแู ลสภาพผวิ หนงั
หมวดท5่ี การให้ความรแู้ ก่เจา้ หนา้ ที่
และญาตผิ ดู้ ูแล
หมวดท6ี่ การจดั การสิง่ แวดล้อม
24
วิธีดำเนนิ การวจิ ัย
คัดเลือกกลุ่มตวั อยา่ ง และเกณฑก์ ารคดั ออกของกลุม่ ตวั อยา่ ง
ประชากร แบง่ ออกเปน็ 2 กลุ่ม 1) บคุ ลากรทีมผดู้ ูแลซึง่ ปฏิบัติงานท่ีหอผปู้ ว่ ยอายรุ กรรมชาย 2
โรงพยาบาลลำพูน จำนวน 21 คน 2) ผู้ปว่ ยทีเ่ ข้ารับการรักษาในหอผ้ปู ว่ ยอายุรกรรมชาย 2 โรงพยาบาล
ลำพนู ทม่ี ี Barden scale ≤ 18 และขณะแรกรับไม่พบแผลกดทบั ระหว่างกรกฎาคม ถึง กนั ยายน 2563
เครอ่ื งมือทใ่ี ชใ้ นการวิจัย สถติ ทิ ี่ใช้ในการวจิ ัย
เครื่องมือท่ีใช้ในการวจิ ัย
1. แนวปฏบิ ัติทใี่ ช้แนวปฏบิ ัติทางคลนิ กิ สำหรบั ปอ้ งกนั การเกิดแผลกดทับในผู้ปว่ ยกล่มุ เสี่ยงหอผปู้ ่วย
อายรุ กรรมชาย 2 โรงพยาบาลลำพนู
2. แบบประเมินความพงึ พอใจของทีมผู้ดูแลซ่งึ ปฏบิ ตั ิงานทีห่ อผ้ปู ว่ ยอายุรกรรมชาย 2 โรงพยาบาล
ลำพูน ตอ่ การใชแ้ นวปฏบิ ัติทางคลินกิ สำหรบั ป้องกันการเกิดแผลกดทบั
เครอื่ งมือท่ีใช้ในการรวบรวมข้อมลู และการวเิ คราะห์ข้อมลู ได้แก่
1. แบบบนั ทึกข้อมูลสว่ นบคุ คลของผปู้ ว่ ย ประกอบด้วย เพศ อายุ การวนิ จิ ฉยั โรค โรคประจำตัว
วเิ คราะห์ข้อมูลโดยใชส้ ถติ เิ ชิงพรรณนาตามลักษณะขอ้ มูล ไดแ้ ก่ ความถ่ีและร้อยละ
2. แบบบนั ทกึ ข้อมลู ของบคุ ลากรทมี ผดู้ แู ล ประกอบดว้ ย เพศ อายุ ระดับการศึกษา ตำแหนง่
สถานภาพสมรส ระยะเวลาการปฏบิ ัตงิ านและประวตั ิการอบรม วเิ คราะห์ข้อมูลโดยใชส้ ถิตเิ ชงิ
พรรณนาตามลักษณะข้อมูล ไดแ้ ก่ ความถ่ีและร้อยละ
3. แบบประเมินความเสย่ี งต่อการเกิดแผลกดทับประเมนิ โดยใช้แบบประเมินความเส่ียงต่อการเกิด
แผลกดทบั ของบราเดน ( The Braden scale for predicting pressure sore risk ) ประเมนิ
ความเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทบั แบง่ เปน็ 6 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการรับรู้และตอบสนอง 2) ดา้ น
ความชน้ื ของผิวหนัง 3) ด้านความสามารถในการทำกิจกรรม 4) ด้านความสามารถในการ
เคลอ่ื นไหว 5) ดา้ นภาวะโภชนาการ 6) ดา้ นการเสยี ดสีและการเคลือ่ นตัว การประเมนิ ความเสี่ยง
ต่อการเกิดแผลกดทับของบราเดนมรี ะดบั คะแนนรวมตงั้ แต่ 6-23 คะแนน ซ่ึงผทู้ ่มี ีคะแนนน้อย
กวา่ หรอื เทา่ กับ 18 คะแนน เปน็ ผูท้ ่มี ีความเสย่ี งต่อการเกดแผลกดทบั
4. แบบบันทกึ อุบตั กิ ารณก์ ารเกิดแผลกดทับ ซึ่งผศู้ ึกษาใช้แบบบันทึกการเกิดแผลกดทับของกลมุ่
การพยาบาลโรงพยาบาลลำพูน ท่พี ฒั นาโดย สังวาลย์ ธนะแกว้ และศศิธร พชิ ัยพงศ์ (2559) ซ่งึ
ประกอบดว้ ย ตารางบนั ทึกการเกดิ แผลกดทบั วัน เดือน ปี ชว่ งเวลาปฏิบัตงิ านทพี่ บการเกดิ แผล
กดทับ ตำแหน่งที่พบแผลกดทับ ระดับความรนุ แรงของแผลกดทบั และขนาดของแผลกดทับ
25
ผลการวิจัย
ข้อมูลส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วย ส่วนใหญ่เป็นเพศชายร้อยละ 98.15 เพศหญิงร้อยละ
1.85 มอี ายมุ ากกว่า 60 ปีรอ้ ยละ 61.11 และอายตุ ำ่ กวา่ 60 ปีรอ้ ยละ38.89 ส่วนใหญ่มโี รคประจำตัวเป็น
โรคความดันโลหติ สูงร้อยละ 27.78 รองลงมาเป็นผู้ป่วยตดิ เตียงรอ้ ยละ 12.96 ไตวายเรื้อรังร้อยละ 9.26
เบาหวาน ร้อยละ 5.56 นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวตั้งแต่ 2 โรคขึ้นไปร้อยละ 11.11 และโรค
อื่นๆ เชน่ ลมชกั โรคปอดอดุ กัน้ เร้อื รงั เก๊าท์ อกี รอ้ ยละ 29.63
ขอ้ มูลสว่ นบุคคลของกลมุ่ ตัวอยา่ งทีมผู้ดแู ล เป็นเพศหญิงท้งั หมด มีอายุ 20-30 ปรี ้อยละ 61.90
31-40ปีร้อยละ 23.80 41-50 ปีร้อยละ 14.28 จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ร้อยละ 100 ในด้าน
ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน ปฏิบัติงาน 1-5 ปีร้อยละ 57.14 6-10ปี ร้อยละ 19.05 11-15 ปีร้อยละ
14.28 และ 16 ปขี ้นึ ไปรอ้ ยละ 9.5 สถานภาพสมรส สว่ นใหญ่เปน็ โสดรอ้ ยละ 61.90 สมรสรอ้ ยละ 28.57
และหยา่ รา้ งร้อยละ 9.5 เปน็ ผทู้ ่ีได้รับการอบรมเรือ่ งแผลกดทับร้อยละ 14.3
ตารางที่ 1 ลักษณะทางคลินกิ ของกลุ่มตัวอยา่ งก่อนและหลังใชแ้ นวทางปฏิบตั ิ
ก่อนการใชแ้ นวปฏบิ ัติ หลงั การใช้แนวปฏบิ ตั ิ
ลกั ษณะทีศึกษา n=50 ร้อยละ n=54 รอ้ ยละ
การวินิจฉัย 21 42 11 20.37
ระบบทางเดินหายใจ 24 3 5.5
ระบบทางเดินอาหาร 36 7 12.96
ระบบทางเดนิ ปสั สาวะ 5 10 8 14.81
ระบบหลอดเลือดสมอง 6 12 6 11.11
ระบบหลอดเลือดหวั ใจ 13 26 19 35
อน่ื ๆ
BARDEN SCALE 19 38 27 50
15-18 15 30 16 29.63
13-14 14 28 9 16.67
10-12 24 2 3.7
6-9
ระดับความรู้สกึ ตัว(GCS) 22 44 23 42.59
13-15 10 20 11 20.37
9-12
26
3-8 18 36 20 37.03
การขับถ่าย
ถ่ายเหลว 6 12 8 14.81
ไมถ่ ่ายเหลว 44 78 46 85.18
การใสท่ ่อสายสวนตา่ งๆ
ไมใ่ ส่ 5 10 8 14.81
ใสท่ ่อชว่ ยหายใจ 24 48 23 42.60
ใส่สายยางให้อาหาร 21 42 23 42.60
ใส่ท่อช่วยหายใจ+สายยางอาหาร 24 48 23 42.60
อปุ กรณป์ ้องกนั แผลกดทับ
ไมใ่ ส่ 10 20 2 3.7
ทน่ี อนลม 40 80 40 74.07
ทน่ี อนไฟฟ้า 00 12 22.22
พลกิ ตะแคงตวั 39 78 54 100
ใช้ pad slideในการเคล่ือนย้าย 48 96 54 100
ประเมนิ ภาวะโภชนาการ
ไมไ่ ด้ประเมนิ 22 44 4 7.4
ประเมนิ 38 56 50 92.6
ระยะเวลานอนในรพ.
1-7 วัน 35 70 33 61.11
8-15 วัน 12 24 15 27.78
36 6 11.11
≥ 16 วนั
ข้อมูลเปรียบเทียบอุบัติการณ์การเกิดแผลกดทับของกลุ่มตัวอย่างก่อนและหลังใช้แนวปฏิบัติ
สำหรับป้องกันการเกิดแผลกดทับ พบว่าภายหลังการใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรับป้องกันการเกิดแผล
กดทบั ลดลงจากก่อนใช้แนวทางปฏิบัติ 7.97 ตอ่ 1000 วันนอน เปน็ 2.4 ตอ่ 1000 วันนอน
27
ตารางที่ 2 ประสิทธิผลการใชแ้ นวปฏบิ ตั ทิ างคลนิ กิ สำหรับป้องกันการเกิดแผลกดทับ
กอ่ นการใช้แนวปฏบิ ตั ิ หลังการใช้แนวปฏบิ ัติ
ลกั ษณะทศี ึกษา n=50 รอ้ ยละ n=54 ร้อยละ
การเกิดแผลกดทับ 47 94 53 98.15
ไมเ่ กิด 36 1 1.85
เกดิ 376 416
จำนวนวันนอนผูป้ ่วยกลุ่มเส่ียง 7.97 2.4
อุบัติการณต์ ่อพันวันนอน
ตำแหน่งท่เี กดิ แผล 00 00
สะโพก 3 100 1 100
กน้ กบ 00 00
อ่ืนๆ
Grade แผลกดทับ 00 00
Grade 1 3 100 1 100
Grade 2 00 00
Grade 3 00 00
Grade 4
เกิดแผลกดทบั (หลังAdmit) 1 33.33 00
1-7 วัน 2 66.67 1 100
>7 วนั
ข้อมูลความพึงพอใจและความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างทีมผู้ดูแลต่อการใช้แนวปฏิบัติทางคลินิก
สำหรบั ป้องกนั การเกิดแผลกดทบั ในผู้ปว่ ยกลุ่มเสี่ยงหอผู้ป่วยอายรุ กรรมชาย 2
ทีมผู้ดูแลมีความพึงพอใจต่อการใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรับป้องกันการเกิดแผลกดทับใน
ระดบั มาก ร้อยละ80.95 ระดบั ปานกลางรอ้ ยละ 19.05 โดยทีมผู้ดแู ลร้อยละ80-95 มีความเหน็ วา่ แนวทาง
ปฏบิ ตั ิมคี วามครอบคลมุ สามารถนำมาใชไ้ ดจ้ รงิ และสามารถชว่ ยปอ้ งกันการเกิดแผลกดทับได้
28
ตารางที่ 3 จำนวนและร้อยละของกลุม่ ตัวอยา่ งทมี ผู้ดแู ลจำแนกตามระดับความพึงพอใจและความคดิ เหน็
ต่อการใช้แนวทางปฏิบตั ิทางคลนิ ิกสำหรบั ป้องกนั การเกดิ แผลกดทบั ในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงหอผูป้ ว่ ย
อายุรกรรมชาย 2 (n=21)
ความพงึ พอใจ จำนวน (n=21) รอ้ ยละ
1.ระดบั ความพงึ พอใจต่อการใช้แนวปฏิบตั ิ
พึงพอใจในระดบั มาก 17 80.95
พึงพอใจในระดบั ปานกลาง 4 19.05
2.ความคดิ เหน็
2.1 ด้านความครอบคลุม 21 100
เหน็ ดว้ ย
2.2 ดา้ นปฏิบัตไิ ด้งา่ ย 17 80.95
เหน็ ด้วย
2.3 ดา้ นปฏบิ ตั ไิ ดจ้ ริง 18 85.71
เหน็ ด้วย
2.4 สามารถป้องกันแผลกดทบั ได้ 20 95.24
สรุปผลและอภปิ รายผล
1.อบุ ัติการณ์การเกิดแผลกดทับของกลมุ่ ตวั อย่างก่อนและหลังใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรับป้องกันแผล
กดทบั ในผูป้ ว่ ยกล่มุ เส่ียงหอผ้ปู ว่ ยอายุรกรรมชาย2 โรงพยาบาลลำพนู
อุบตั ิการณก์ ารเกิดแผลกดทับของผู้ป่วยกลุ่มเส่ียงภายหลังใช้แนวปฏบิ ัตทิ างคลินิกสำหรับป้องกัน
แผลกดทับลดลงจาก 7.97 ต่อ 1000 วันนอน เป็น 2.4 ต่อ 1000 วันนอน ทั้งนี้เนื่องจากผู้ศึกษาได้นำ
แนวทางปฏิบัติทางคลินิกสำหรบั ป้องกันแผลกดทับที่มีขั้นตอนการพัฒนาอยา่ งเป็นระบบและมีการพิสูจน์
แลว้ ว่าสามารถปอ้ งกนั การเกิดแผลกดทับไดจ้ ริง ประกอบกบั ได้ทบทวนรว่ มกับทีมผู้ดแู ลในการตระหนักถึง
ความสำคญั ในบทบาทของวิชาชีพในการดูแลผปู้ ่วยเพ่ือไม่ใหเ้ กิดภาวะแทรกซ้อน และความสำคัญของการ
นำแนวปฏิบัติมาใช้เพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับ เมือทีมดูแลมีความเข้าใจและนำแนวทางปฏิบัติทาง
คลินิกไปใช้ในหอผู้ป่วย จึงทำให้อุบัติการณ์การเกิดแผลกดทับลดลงกว่าก่อนการใช้แนวทางปฏิบัติ ซึ่ง
สอดคล้องกับการศึกษาของ สังวาลย์ ธนะแก้ว9 ที่พบว่าภายหลังการใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรับ
ป้องกันแผลกดทับหอผู้ป่วยศัลยกรรมมีอุบัติการณ์การเกิดแผลลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p<0.01)
บรรจงพร กันเผือก10 พบว่าภายหลังการใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรับป้องกันแผลกดทับผู้สูงอายุโรค
29
หลอดเลอื ดสมองมีอบุ ัติการณ์การเกิดแผลลดลงอยา่ งมีนัยสำคญั ทางสถิติ(p<0.05) ศริ ิพร วงั แวว11 พบว่า
ภายหลงั การใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรบั ป้องกันแผลกดทับผูส้ งู ท่ีมแี ผลไฟไหม้มีอบุ ัติการณ์การเกิดแผล
ลดลงอย่างมีนยั สำคญั ทางสถิติ(p<0.05) ประภาพร ดองโพธิ์12 ทศ่ี ึกษาประสิทธผิ ลของการแนวปฏิบัติทาง
คลินิกสำหรบั ป้องกันแผลกดทับในผู้ปว่ ยวกิ ฤตศลั ยกรรมหวั ใจและทรวงอกพบวา่ การเกดิ แผลกดทับลดลง
อย่างมนี ัยสำคัญทางสถติ ิ(p<0.05)
การเตรียมผู้ดูแล ผู้ศึกษาชี้แจงทำความเข้าใจกับทีมผู้ดูแลถึงข้อมูลตัวชี้วัดแผลกดทับของ
หน่วยงาน ความสำคัญของปัญหา ผลกระทบหากผู้ป่วยมีแผลกดทับด้าน ภาระงาน ค่าใช้จ่าย และอื่นๆ
ทบทวนการปฏิบัติเดิมของหน่วยงาน และนำเสนอหลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับแนวปฏิบัติทางคลินิก
สำหรับป้องกันแผลกดทับ เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติ รวมถึงประโยชน์ของการใช้
แนวปฏิบัติทางคลินิก จะสามารถนำไปปฏิบัติได้และมีแนวโน้มในการนำไปใช้มากขึ้น การให้ข้อมูล
ยอ้ นกลบั แกท่ ีมผ้ดู ูแลก็เป็นการกระตนุ้ ให้ทีมผู้ดูแลปฏบิ ัตติ ามแนวปฏิบัตทิ างคลนิ กิ มากขึ้น13
การนำแนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรับป้องกันการเกิดแผลกดทับเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การพัฒนา
คุณภาพการดูแลผู้ป่วยให้เกิดความปลอดภัยและให้ผลลัพธ์ที่ดี14 แต่ต้องนำไปใช้อย่างต่อเนื่องและ
สม่ำเสมอ โดยจะเห็นว่าทีมผู้ดูแลส่วนใหญ่มีความเห็นว่าแนวปฏิบัตินี้มีความครอบคลุม นำมาใช้ได้จริง
และสามารถป้องกันการเกิดแผลกดทับได้ สอดคล้องกับการศึกษาของ สังวาลย์ ธนะแก้ว9 ที่ความคิดเห็น
ของทีมผู้ดูแลในแต่ละข้อดังกล่าวเป็นไปได้ร้อยละ 90 นอกจากนี้ก่อนนำแนวปฏิบัติทางคลินิกไปใช้ ผู้
ศกึ ษาได้เตรียมอุปกรณ์ไดแ้ ก่ ท่นี อนลม ทนี่ อนไฟฟา้ และประสานงานกับทีมสหวิชาชีพได้แก่ แพทย์ เภสชั
กรในการเลิกจ่ายวาสลนิ ในผูป้ ่วยกลุม่ เสี่ยง โภชนากรเพื่อร่วมประเมินภาวะโภชนาการในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง
ซึ่งก็ได้รบั ความร่วมมือเป็นอยา่ งดี ทำให้อุบัตกิ ารณ์การเกิดแผลกดทับของผู้ป่วยกลุ่มเส่ียงภายหลังใชแ้ นว
ปฏิบัตทิ างคลนิ ิกสำหรับปอ้ งกนั แผลกดทบั ลดลงดังกล่าว
2.ความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างทีมผู้ดูแลต่อการใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรับป้องกันการเกิดแผลกด
ทบั ในผปู้ ่วยกลุ่มเสีย่ งหอผปู้ ว่ ยอายุรกรรมชาย2 โรงพยาบาลลำพนู
ความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างทีมผู้ดูแลต่อการใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรับป้องกันการเกิด
แผลกดทับในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงหอผู้ป่วยอายุรกรรมชาย2 พบว่าพึงพอใจในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ80.95
ระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ19.05 ทั้งนี้เนื่องจากทีมผู้ดูแลส่วนใหญ่มีอายุในช่วง 20-30 ปีถึงร้อยละ
61.90 และมีระยะเวลาในการปฏิบัติงาน 1-5 ปีถึงร้อยละ 57.14 ซึ่งในจำนวนนี้มีทีมผู้ดูแลที่มีอายุงาน 1
ปี 3 คน และย้ายมาจากหน่วยงานอื่นอีก 2 คน จึงยังอยู่ในช่วงที่ต้องเรยี นรู้การปฏิบัติการพยาบาลผูป้ ่วย
อายรุ กรรมทีม่ ีผู้ปว่ ยหลากหลายโรค และเรยี นรรู้ ะบบการปฏิบตั ิงานต่างๆ ในหอผปู้ ว่ ย รวมถึงการปรับตัว
กับสถานที่และทีมการทำงาน ทำให้รู้สึกว่าการปฏิบัติตามแนวปฏิบัติ และการติดตามประเมินความเสี่ยง
ต่อการเกิดแผลกดทับเป็นการเพิ่มภาระงาน สอดคล้องกับการศึกษาของ ศิริพร วังแวว11 .ที่ศึกษา
ประสิทธิผลของการใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรับป้องกันแผลกดทับในผู้ป่วยสูงอายุที่มีแผลไฟไหม้ หอ
ผู้ป่วยศัลยกรรมไฟไหม้น้ำร้อนลวก โรงพยาบาลลำปาง ที่พบว่าทีมผู้ดูแลร้อยละ 20 มีความพึงพอใจต่อ
30
การใช้แนวปฏิบัติในระดับปานกลาง ทั้งนี้เนื่องจากเป็นพยาบาลที่เพิ่งย้ายมาทำงานใหม่ 2 คน และ
การศึกษาของประภาพร ดองโพธิ์12 ที่ศึกษาประสิทธิผลของการใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรับป้องกัน
แผลกดทับในหอผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรมหัวใจและทรวงอก ที่พบว่าทีมผู้ดูแลร้อยละ 11.1 มีความพึงพอใจ
ต่อการใช้แนวปฏบิ ตั ิในระดับปานกลาง ทั้งนี้เน่ืองจากมที ีมผูด้ ูแล 2 คน มีอายุงานในช่วง 1 ปี ผลจากการ
วิจัยคร้ังนไ้ี ดน้ ำเสนอให้หัวหน้ากลุ่มงานอายุรกรรม เพ่อื นำแนวทางปฏิบตั ินีเ้ ปน็ สว่ นหน่ึงในการปฐมนิเทศ
บุคลากรใหม่ เพราะจะทำให้บุคลากรใหม่มีความรู้ ความเข้าใจในแนวปฏิบัติ และมีแนวคิดว่าไม่เป็นการ
เพิ่มภาระงาน แต่เปน็ การเพิม่ คณุ ภาพการปฏบิ ัติการพยาบาลอยา่ งถูกต้อง
ข้อเสนอแนะการนำผลวิจยั ไปใช้ประโยชน์
1.กำหนดให้แนวปฏิบตั ทิ างคลนิ กิ สำหรับป้องกนั การเกดิ แผลกดทับในการปฐมนเิ ทศของกลมุ่ งาน
อายรุ กรรม และกลุ่มการพยาบาล เพ่ือการนำไปใช้
2.พยาบาลวิชาชีพยังได้รับการอบรมเกี่ยวกับการปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการเกิดแผลกด
ทับในระดับน้อย ผู้บริหารทางการพยาบาลควรส่งเสริมการพัฒนาความรู้ของพยาบาลวิชาชีพโดยการจัด
ฝึกอบรมความรใู้ นเรือ่ งน้อี ย่างตอ่ เนอื่ ง
3.มีการติดตามนิเทศโดยหัวหน้าตึก ผู้ช่วยหัวหน้าตึก หัวหน้าเวร ในการประเมินผลการปฏิบัติ
เป็นระยะ สม่ำเสมอ และต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ปฏิบัติมีความเข้าใจที่ถูกต้อง เห็นถึงความสำคัญของการ
ป้องกนั การเกิดแผลกดทบั จะทำให้การปฏิบตั ิเปน็ ไปอย่างต่อเน่อื ง สง่ ผลดตี ่อผปู้ ่วย
ข้อเสนอในการทำวจิ ัยคร้ังตอ่ ไป
1.ควรมีการศกึ ษาวจิ ัยด้านนวตกรรมท่ีจะช่วยในการป้องกนั การเกิดแผลกดทับ เชน่ เครอื่ งยกชว่ ย
พลิกตัวผู้ป่วย
2.การวิจยั เพอื่ ประสิทธิผลเชงิ ผลลพั ธด์ า้ นอ่ืนๆ เชน่ คา่ ใชจ้ า่ ยในการรกั ษา
3.การศึกษาและทบทวนความรู้เชิงประจักษ์ (Evidence based) ใหม่ๆเกี่ยวกับการป้องกันการ
เกิดแผลกดทับ และพัฒนาเป็นแนวทางปฏิบัติทางคลินิกสำหรับป้องกันการเกิดแผลกดทับ ให้มีความ
ทนั สมัย และมปี ระสทิ ธิภาพในการดูแลผูป้ ่วย
31
เอกสารอา้ งอิง
1.กง่ิ กาญจน์ ทรัพย์เย็น.การพัฒนารูปแบบนิเทศทางการพยาบาลในคลินิกเพอื่ ป้องกนั การเกิดแผลกดทับ
โรงพยาบาลบ้านโป่ง.วารสารแพทยเ์ ขต4-5.2562:300-317.
2. นงลกั ษณ์ กำ่ ภัศสร สวุ ิณี วิวฒั นว์ านชิ .ผลของโปรแกรมการนเิ ทศทางคลินิก ต่อการเกิดแผลกดทบั ของ
ผู้ป่วยและความพึงพอใจต่อการนเิ ทศของพยาบาลวิชาชีพ.วารสารกองการพยาบาล.2559:44-58.
3..ชวลี แยม้ วงษ์ และคณะ.อุบัตกิ ารณ์และปจั จยั เสย่ี งต่อการเกิดแผลกดทบั ในผปู้ ่วยที่เข้ารบั การรกั ษา
แผนกอายุรศาสตร์. วารสารวจิ ยั ทางการพยาบาล 2542; 3(1): 12-25.
4.ประเสรฐิ อสั สนั ตชัย.แผลกดทับในผสู้ งู อายุ.คลินิกเวชปฏิบตั ปิ ริทศั น์ 2546 : 398-405.
5.Cox J. Predictors of pressure ulcer in adult critical care patients. American journal of
critical care : an official publication,American Association of Critical-Care Nurses.
2011;20(5):364-75.
6.Barker AL, Kamar J, Tyndall TJ, White L, Hutchinson A, Klopfer N, et al. Implementation
of pressure ulcer prevention best practice recommendations in acute care: an
observational study. International wound journal. 2013; 10(3): 313-20
7. อรนุช มกราภิรมย์ อนั ธิกา คะระวานิช.การพัฒนาแนวปฏบิ ตั ทิ างการพยาบาลสำหรับป้องกนั การเกิด
แผลกดทับในโรงพยาบาลตราด.วารสารกองการพยาบาล.2563:139-152.
8. สถิติหอผูป้ ่วยอายรุ กรรมชาย2 โรงพยาบาลลำพูน.2561.
9. สงั วาลย์ ธนะแกว้ ศศิธร พชิ ยั พงศ์.การพฒั นาแนวทางปฏิบตั กิ ารป้องกันแผลกดทับในผปู้ ่วยศัลยกรรม
ชาย โรงพยาบาลลำพนู .วารสารสาธารณสขุ ลา้ นนา.2559;10(3): 173-182
10.บรรจงพร กันเผือก, ทศพร คำผลศริ ิ, ดวงฤดี ลาศุขะ. ประสิทธิผลของการใชแ้ นวปฏบิ ตั ิทางคลินิก
สำหรับป้องกันการเกิดแผลกดทับในผูส้ ูงอายุโรคหลอดเลอื ดสมอง หอผู้ป่วยอายุรกรรมหญงิ 1
โรงพยาบาลพุทธชนิ ราช พิษณโุ ลก. พยาบาลสาร 2553; 37(2): 155-59.
11. ศิริพร วังแวว. ประสิทธิผลของการใช้แนวปฏบิ ตั ทิ างคลนิ กิ สำหรบั ป้องกันการเกิดแผลกดทับในผปู้ ่วย
สงู อายทุ ่มี ีแผลไฟไหม้ หอผู้ปว่ ยศลั ยกรรมไฟไหมน้ ้ำร้อนลวก โรงพยาบาลลำปาง.[การคน้ ควา้
แบบอิสระ พยาบาลศาสตรมหาบัณฑติ ]. เชียงใหม่: มหาวิทยาลยั เชยี งใหม่;2554.
12.ประภาพร ดองโพธิ์.ประสิทธผิ ลของการใช้แนวปฏบิ ตั ิทางคลินกิ สำหรับป้องกันการเกิดแผลกด
ทับ.Thammasat Medical Journal.2019:315-232.
13.Gagan M, Hewitt-Taylor J. The issues for nurses involved in implementing evidence in
practice. Br J Nurs 2004;13:1216-20.
14.Tobin M,Wilson A, Codyre D, Rosen A, barton D.Clinic practice guidelines: A tool to
measure variance.Australasian Psychiatry 3003;11:26-8.
32
ผลการใชแ้ นวปฏิบัตกิ ารพยาบาลการดูแลผ้ปู ว่ ยโรคหลอดเลอื ดสมองตีบหรอื อดุ ตัน
ระยะเฉยี บพลนั โรงพยาบาลแพร่
กัลยา ปวงจันทร์ พย.ม.
บทคัดยอ่
บทนำ: โรคหลอดเลือดสมองระยะเฉียบพลันเป็นภาวะวิกฤตท่ีสมองขาดเลือดไปเล้ียงแต่เน้ือสมอง
ยังไม่ตาย พยาบาลมีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้ป่วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 72 ช่ัวโมงแรก
หากผู้ป่วยได้รับการรักษาพยาบาลอย่างถูกต้องทันเวลาบนพื้นฐานหลักฐานเชิงประจักษ์
ยอ่ มสง่ ผลให้ผู้ปว่ ยปลอดภยั และฟืน้ ฟูได้เร็ว
วัตถุประสงค์: เพ่ือพัฒนาและศึกษาผลของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือด
สมองตีบหรืออดุ ตันระยะเฉยี บพลนั
วิธีการศึกษา: การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (action research, interrupted time design) โดยใช้รูปแบบการ
ใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ของซูคัพเป็นกรอบแนวคิดในการพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาล
กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลวิชาชีพห้องผู้ป่วยหนักอายุรกรรม 2 จำนวน 9 คน ผู้ป่วยโรค
หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันเฉียบพลันท่ีได้รับการดูแลตามปกติ 60 ราย ระหว่างเดือน
มีนาคม-พฤษภาคม 2563 และใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลระหว่างเดือนมิถุนายน-สิงหาคม
2563 จำนวน 60 ราย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย, paired t-test, exact
McNemar test, exact probability test และ ranksum test
ผลการศึกษา: พยาบาลวิชาชีพมีค่าเฉล่ียคะแนนความรู้การดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน
ระยะเฉียบพลันเพ่ิมขึ้นจาก 15.9 เป็น 18.1 คะแนน (p<.001) มีความพึงพอใจต่อการใช้
แนวปฏิบัติการพยาบาลในระดับมากร้อยละ 88.9 ผู้ป่วยกลมุ่ ใชแ้ นวปฏบิ ตั ิการพยาบาลเกิด
ภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่ากลุ่มไม่ใช้แนวปฏิบัติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การเกิดปอดอักเสบ
(13.3% vs 31.7%, p=0.028) การติดเชอ้ื ทางเดินปัสสาวะ (13.3% vs 40.0%, p=0.002)
และแผลกดทับ (8.3% vs 31.7%, p=0.002)
สรปุ : แนวปฏิบัติการพยาบาลการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันระยะเฉียบพลัน
สามารถใช้ได้จริงและช่วยลดภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยได้ ควรมีการนำแนวปฏิบัติการ
พยาบาลผูป้ ่วยโรคหลอดเลอื ดสมองระยะเฉียบพลนั ไปใชอ้ ย่างต่อเน่ือง
คำสำคญั : โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออดุ ตันระยะเฉียบพลัน แนวปฏิบตั กิ ารพยาบาล ปอดอักเสบ
การตดิ เชื้อทางเดนิ ปสั สาวะ แผลกดทบั
*กล่มุ งานการพยาบาลผปู้ ่วยหนกั โรงพยาบาลแพร่
33
Effects of Using a Nursing Practice Guidelines for the Care of Acute
Thrombotic or Ischemic Stroke Patients, Phrae Hospital.
Kanlaya Puangchan, M.N.S.
Abstract
Background: Acute stroke is a critical condition in which the brain becomes ischemic, but
the brain tissues do not become necrotic. Nurses play a key role in the care
of stroke patients, particularly within the first 72 hours. If patients receive the
right medical care in time based on evidence-based practice, patients tend
to survive with rapid recovery.
Objective: To develop and study the effects of using a nursing practice guidelines for
the care of acute thrombotic or ischemic stroke patients.
Study design: This action research with an interrupted time design used the evidence-
based practice model of Soukup as the conceptual framework for the
nursing practice guideline. The sample was 9 professional nurses in Medical
Intensive Care Unit 2, 60 acute thrombotic or ischemic stroke patients
receiving routine care only betaween March-May 2020 and 60 patients
treated by using the nursing practice guidelines betaween June-August 2020.
The data were analyzed by using descriptive statistics, paired t-test, exact
McNemar test, exact probability test and rank sum test.
Results: The register nurses had higher scores for knowledge about the care of acute
thrombotic or ischemic stroke patients, from 15.9 to 18.1 points (p <.001),
and a high level of satisfaction in implementing the nursing practice
guidelines at 8 8 .9 % .The patients in the group using the nursing practice
guidelines received had a significantly lower complications than those in the
non-using the nursing practice guidelines, pneumonia (13.3% vs 31.7%, p =
0.028), urinary tract infection (13.3% vs 40.0%, p = 0.002), and pressure ulcers
(8.3% vs 31.7%, p = 0.002).
Conclusion: The nursing practice guidelines for the care of thrombotic or ischemic stroke
patients during the acute phase is feasible for implementation and able to
decreasing complications. Therefore, this guideline should be used on a
continual basis.
Keywords: Acute thrombotic or ischemic stroke, nursing practice guideline, pneumonia,
urinary tract infection, pressure sores
______________________________________________________________________________
*Intensive Care Unit, Phrae Hospital
34
บทนำ
โรคหลอดเลือดสมองเป็นโรคทางระบบประสาทที่มีความรุนแรง เป็นภาวะท่ีเน้ือสมองถูกทำลาย
เฉียบพลันเนื่องจากมีการตีบตันหรือแตกของหลอดเลือดในสมอง ส่งผลให้มีความผิดปกติของระบบประสาท
แบบทันทีทันใด กอ่ ให้เกดิ ผลกระทบต่อผู้ป่วย ครอบครัว เศรษฐกจิ และสงั คม องค์การอนามัยโลกรายงานพบ
อบุ ัติการณก์ ารเกดิ โรคหลอดเลือดสมองทวั่ โลกประมาณ 15 ล้านคนในแต่ละปี โดยเฉล่ียทกุ 6 วินาที จะมคี น
เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองอย่างน้อย 1 คนและเป็นสาเหตุการตายอันดับ 2 ของโลก ในประเทศไทย
พบโรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 3 ในเพศชายรองจากอุบัติเหตุจราจรและการบริโภค
เคร่ืองดื่มแอลกอฮอล์ และอันดับ 2 ในเพศหญิงรองจากโรคเบาหวาน(1) นอกจากน้ียังพบว่าโรคหลอดเลือด
สมองมีอัตราป่วยที่มีแนวโน้มเพิ่มข้ึนตามลำดับและเป็นสาเหตุของการสูญเสียปีสุขภาวะ (disability
adjusted life year: DALY) อนั ดับ 2 ท้งั ในชายและหญงิ จึงเปน็ โรคท่ีมีความสำคญั ยิ่งโรคหน่ึงของประชากร
ไทย โรงพยาบาลแพร่มีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบตันเฉียบพลันมารับการรักษาในปี พ.ศ. 2560-2562
จำนวน 823, 868 และ 890 คน พบอตั ราตายร้อยละ 2.55, 3.92 และ 3.71 ตามลำดบั (2)
โรคหลอดเลือดสมองก่อให้เกิดปัญหาด้านร่างกาย ได้แก่ แขนขาอ่อนแรงเกิดความพิการ การ
รับประทานอาหาร การขับถ่าย การสื่อภาษาและการรับรู้ต่าง ๆผิดปกติ(3) อาการโรคหลอดเลือดสมองท่ีเกิด
เฉียบพลันเป็นระยะวิกฤตที่เซลล์สมองขาดเลือดไปเล้ียงแต่เน้ือสมองยังไม่ตาย จากวิวัฒนาการการรักษาทำ
ให้อัตราตายลดลงร้อยละ 40 แต่มักมีความพิการหลงเหลือต้องมีผู้ดูแลต่อเน่ือง บางรายต้องรักษาตัวใน
โรงพยาบาลนาน เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ แผลกดทับ(4) นอกจากจะ
เกิดภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวหากผู้ป่วยและญาติขาดความรู้เร่ืองโรคหลอดเลือดสมองตลอดจนไม่ได้ รับการ
ดูแลอย่างต่อเนื่องเพ่ือควบคุมปัจจัยเส่ียง อาจเกิดภาวะกลับมาเป็นซ้ำของโรคหลอดเลือดสมอง จนทำให้
เสียชีวติ หรือมีความพกิ ารรุนแรงมากขนึ้ (1) ในปี พ.ศ. 2560 -2562 โรงพยาบาลแพร่พบผ้ปู ่วยโรคหลอดเลอื ด
สมองเกิดภาวะแทรกซ้อน คือ ติดเช้ือปอดอกั เสบร้อยละ 2.92, 3.65 และ 3.46 ติดเช้ือทางเดินปัสสาวะร้อย
ละ 4.29, 6.46 และ 4.65 แผลกดทับร้อยละ 0.69, 0.41 และ 0.55 นอกจากน้ียังส่งผลให้ผู้ปว่ ยกลับมานอน
รักษาซ้ำภายใน 28 วัน ร้อยละ 1.63, 1.16 และ 2.54 ตามลำดับ(2) ดังน้ันจึงควรดำเนินการแก้ไขปัญหา
ดงั กลา่ วอย่างเร่งดว่ น
พยาบาลมีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองทุกระยะ โดยเฉพาะอย่างย่ิงใน
ระยะวิกฤตในช่วง 72 ชั่วโมงแรก(5,6) ในการเฝ้าระวังประเมนิ อาการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิดต่อเน่ืองเพ่ือให้
ผู้ป่วยอยู่ในสภาวะคงท่ีและป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆ พยาบาลจำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับพยาธิสภาพ
การดำเนนิ อาการของโรคหลอดเลือดสมอง ตลอดจนแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลอื ดสมองเฉยี บพลันที่
ถูกต้อง(4,6) การวางรูปแบบการพยาบาลอย่างเหมาะสมรวมถึงการให้การปฏิบัติการพยาบาลท่ีเป็นเลิศโดยใช้
กระบวนการหลักฐานเชิงประจักษ์จะส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ในการดูแลดีข้ึน ช่วยให้การดูแลรักษาฟ้ืนฟูสภาพ
และป้องกันภาวะแทรกซ้อนมปี ระสิทธิภาพทสี่ ูงขึ้น(7,8) จากการศกึ ษาของอมรรตั น์ กลุ ทิพรรธน์(9) พบว่าผู้ป่วย
โรคหลอดเลือดสมองกลุ่มที่ใช้แนวปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมีอุบัติการณ์การติดเชื้อปอด
อักเสบและการติดเช้ือระบบทางเดินปัสสาวะต่ำกว่ากลุ่มท่ีไม่ได้ใช้แนวปฏิบัติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ
การศึกษาของกนกวลี ทรัพย์สุพรรณ(10) พบวา่ พยาบาลวชิ าชีพมีการปฏิบัติการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยโรค
35
หลอดเลือดสมองตามแนวปฏิบัติการพยาบาลการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองร้อยละ 95.20ไม่พบ
อุบัติการณ์การเกิดภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ได้แก่ การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ
การตดิ เชอื้ ในระบบทางเดินปสั สาวะ และการเกิดแผลกดทบั
จากการศึกษาสถานการณ์การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลันใน โรงพยาบาลแพร่
พบว่าการปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะเฉียบพลันยังไม่เช่ือมโยงเป็นแนวทางเดียวกัน
พยาบาลวิชาชีพขาดความรู้และทักษะในการพยาบาลผู้ป่วย จะปฏิบัติตามองค์ความรู้และประสบการณ์ท่ี
ตนเองมี แนวปฏิบัติการพยาบาลยังไม่เป็นรูปแบบที่ชัดเจนเฉพาะของพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอด
เลือดสมองเฉียบพลัน การประเมินผลการปฏิบัติการพยาบาลยังไม่สามารถสะท้อนถึงผลลัพธ์ในการพยาบาล
ผู้ป่วยได้ ดังน้ันเพ่ือเป็นการพัฒนาคุณภาพบริการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองให้เกิดประสิทธิผล
ผู้ป่วยฟื้นตัวจากความบกพร่องทั้งทางร่างกายและจิตใจ สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีข้ึน ผู้วิจัยจึงสนใจท่ีจะ
ศึกษาพัฒนาแนวปฏบิ ัติการพยาบาลการดแู ลผูป้ ่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออดุ ตนั ระยะเฉียบพลัน โดยใช้
รูปแบบการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ของซูคัพ (Soukup,2000)(11) เป็นกรอบแนวคิดในการพัฒนาแนว
ปฏิบัติการพยาบาลและศึกษาผลของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาล ทั้งนี้เพ่ือวางแนวทางการปฏิบัติการ
พยาบาลในการดแู ลผปู้ ่วยโรคหลอดเลอื ดสมองระยะเฉยี บพลนั ท่ีเหมาะสมต่อไป
วสั ดแุ ละวธิ ีการศึกษา
รูปแบบ เปน็ การวจิ ัยเชิงปฏิบตั ิการ (action research, interrupted time design)
สถานทศ่ี กึ ษา ห้องผูป้ ่วยหนกั อายรุ กรรม 2 โรงพยาบาลแพร่
ประชากรและกลมุ่ ตวั อย่างทศี่ ึกษา
ประชากร คือ พยาบาลวชิ าชพี และผปู้ ่วยโรคหลอดเลอื ดสมองตีบหรอื อุดตันเฉยี บพลัน
กล่มุ ตวั อยา่ งคัดเลือกกลุม่ ตวั อย่างแบบเฉพาะเจาะจง (purposive sampling)
กลุม่ ตวั อยา่ งท่ีใช้ในการศกึ ษา ได้แก่
1. พยาบาลวชิ าชีพทปี่ ฏบิ ัตงิ านในหอ้ งผูป้ ว่ ยหนกั อายรุ กรรม 2 ร.พ.แพร่ จำนวนท้งั หมด 9 คน
2. ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันเฉยี บพลนั ที่รับรกั ษาในห้องผูป้ ่วยหนักอายุรกรรม2
โดยมีเกณฑก์ ารคัดเลอื กอาสาสมัครเข้าร่วมโครงการ (inclusion criteria) ดงั นี้
1) ผ้ปู ่วยทุกรายท่ีไดร้ ับการวินิจฉัยเป็นโรคหลอดเลือดสมองตบี หรืออุดตันเฉียบพลัน ไมม่ ี
ภาวะช็อก หรอื ภาวะการหายใจลม้ เหลวต้องใช้เคร่อื งชว่ ยหายใจ
2) มคี วามสมคั รใจเขา้ รว่ มในการวิจัย
และมีเกณฑก์ ารคัดอาสาสมคั รออกจากโครงการ (exclusion criteria) และเกณฑก์ ารใหเ้ ลกิ
จากการศกึ ษา (discontinuation criteria) ดงั นี้
1) ผปู้ ่วยหรอื ญาตขิ อถอนตวั จากการวจิ ัย
2) ผู้ปว่ ยเสียชีวติ
36
การคำนวณขนาดศกึ ษา
โดยศึกษาผลการใชแ้ นวปฏิบัตกิ ารพยาบาลการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลอื ดสมองตีบหรืออดุ ตนั ระยะ
เฉียบพลันในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันเฉียบพลัน โรงพยาบาลแพร่ ภายใต้สมมุติฐานว่า
สัดส่วนของการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในกลุ่มไม่ใช้แนวปฏิบัติเท่ากับ 4.65% และในกลุ่มใช้แนวปฏิบัติ
เท่ากบั 2.0% กำหนดการทดสอบเป็น two-sided test ด้วยความคลาดเคล่ือนชนิดที่หน่ึง (type I error) ที่
5% และ power 80% ได้จำนวนผู้ป่วยกลุ่มละ 56 ราย และเพ่ือป้องกันการสูญหายของข้อมูลจึงเพ่ิมกลุ่ม
ตวั อยา่ งในคร้งั นี้เปน็ 60 ราย โดยกำหนดให้
กลุ่มไม่ใช้แนวปฏิบัติ หมายถึง ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันเฉียบพลันที่รับการรักษา
ระหว่างเดือนมีนาคม - พฤษภาคม 2563 ทไ่ี ดร้ ับการดแู ลตามปกติ
กลุ่มใช้แนวปฏิบัติ หมายถึง ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันเฉียบพลันท่ีรับการรักษา
ระหว่างเดือนมิถุนายน - สิงหาคม 2563 ที่ได้รับการดูแลโดยใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลการดูแลผู้ป่วยโรค
หลอดเลือดสมองตีบหรอื อุดตันระยะเฉียบพลนั
เครอื่ งมือที่ใชใ้ นการวิจยั มดี งั นี้
1. แนวปฏิบัติการพยาบาลผูป้ ว่ ยโรคหลอดเลือดสมองตบี หรอื อุดตนั ระยะเฉียบพลัน
ในการศึกษาคร้ังนี้ ผู้วจิ ัยเลือกรปู แบบการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ของซูคัพ (Soukup, 2000)เป็นแนวทางใน
การพัฒนาแนวปฏิบัติทางการพยาบาลเนื่องจากสามารถใช้ได้จริงในคลินิก มีข้ันตอนชัดเจน กระชับ เข้าใจ
งา่ ย ซง่ึ แบ่งเปน็ 4 ระยะ ได้แก่
ระยะที่ 1 การค้นหาปัญหาทางคลินิก (evidence-triggered phase) ได้จากหลักฐาน 2 แหล่ง
ด้วยกันคือ ปัญหาท่ีพบจากการปฏิบัติงาน (practice triggers) และจากแหล่งความรู้ท่ีเก่ียวกับปัญหาท่ีได้
จากการปฏิบัติงาน (knowledge triggers)
ระยะท่ี 2 การสืบค้นหลักฐานเชิงประจักษ์ท่ีเก่ียวข้อง (evidence–supported phase) ใน
ระยะนี้ผู้วิจัยได้สืบค้นและคัดเลือกหลักฐานเชิงประจักษ์ท่ีเก่ียวข้องกับการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือด
สมองตีบหรืออุดตันระยะเฉียบพลันจากฐานข้อมูลด้านอิเล็กทรอนิกส์ และวารสารวิจัยทางการพยาบาลที่
เก่ียวข้อง เช่น CINAHL (Cumulative Index of Nursing and Allied Health Literature), Pro-quest,
Science-Direct, Blackwell-Synergy, TCI, SAGE Knowledge โดยกำหนดคำในการสบื ค้น ดงั น้ี
P (Population) = stroke patient
I (Intervention) = assessment or prevention or management
C (Comparison) = (ไม่มกี ารเปรียบเทยี บ)
O (Outcome) = pneumonia, urinary tract infection, pressure sore, pressure
ulcer, bed sore, length of stay, re-admission, cost
ผลการสืบค้นได้หลักฐานเชิงประจักษ์ท้ังหมด จำนวน 12 เรื่อง เป็นงานวิจัยเชิงทดลอง 6 เร่ือง (ระดับ 2
จำนวน 2 เรื่อง และระดับ 3 จำนวน 4 เรื่อง) งานวิจัยเชิงบรรยาย 2 เร่ือง (ระดับ 6 ท้ัง 2 เรื่อง) บทความ
และแนวปฏิบัติทางคลินิก 4 เร่ือง (ระดับ7 ทั้ง 4 เร่ือง) ผ่านการประเมินระดับความน่าเช่ือถือตามเกณฑ์
ประเมินของ Melynk & Fineout-Overholt (2005)(12) จากน้ันนำสาระหลักที่ได้จากหลกั ฐานเชิงประจักษ์มา
37
พัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลและตรวจสอบความตรงเชิงเน้ือหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่านประกอบด้วย
อายุรแพทย์ผู้เช่ียวชาญด้านระบบประสาทและสมอง 1 ท่าน พยาบาลผู้ปฏิบัติการพยาบาลข้ันสูง 1 ท่าน และ
อาจารย์พยาบาลผู้เช่ียวชาญด้านแนวปฏิบัติการพยาบาล 1 ท่าน ได้ค่าดัชนีความตรงเชิงเน้ือหา (Content
Validity index) เทา่ กับ 0.89
ระยะที่ 3 ระยะนำไปสู่การปฏิบัติ (evidence - observed phase) เป็นการนำแนว
ปฏิบัติการพยาบาลที่ได้นำมาปรับปรุงแก้ไขตามความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิ ไปทดลองใช้กับพยาบาล
จำนวน 9 รายและผู้ป่วยท่ีมีลักษณะคล้ายคลึงกับผู้ป่วยกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 10 ราย เพื่อดูความเป็นไปได้
ของการนำไปใชแ้ ละปรับแก้แนวปฏบิ ตั ิการพยาบาลตามความเหมาะสมกอ่ นนำแนวปฏบิ ตั ไิ ปใชจ้ ริง
ระยะที่ 4 การนำแนวปฏิบัติที่ปรับปรุงแล้วไปใช้จริงในหน่วยงาน (evidence-based phase)
เป็นระยะท่ีมีการปรับปรุงแนวปฏิบัติการพยาบาลอย่างสม่ำเสมอและประเมินผลเป็นระยะๆ เพื่อให้เกิดการ
เปลย่ี นแปลงภายในองคก์ รและนำสู่ปฏิบัติการพยาบาลทีเ่ ป็นเลศิ
2. เครื่องมือท่ใี ชใ้ นการรวบรวมข้อมลู แบ่งเปน็ 2 ส่วน ประกอบดว้ ย
สว่ นท่ี 1 ข้อมูลสว่ นบุคคล
1) แบบบันทึกข้อมูลท่ัวไปของพยาบาลวิชาชีพ ประกอบด้วย เพศ อายุ ระดับการศึกษา
ประสบการณ์การทำงาน การไดร้ ับการอบรมการดูแลผูป้ ว่ ยโรคหลอดเลอื ดสมอง
2) แบบบันทึกข้อมูลท่ัวไปของผู้ป่วย ประกอบด้วย เพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา
อาชีพ ประวัติโรคประจำตัว การสูบบุหร่ีด่ืมสุรา ความเปล่ียนแปลงทางระบบประสาท ระยะเวลาวันนอน
เฉลยี่ และ คา่ ใช้จา่ ยในการรักษาพยาบาล
ส่วนท่ี 2 ผลลัพธด์ ้านบุคลากร ผลลัพธ์ดา้ นผู้ป่วยและการประเมินการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาล
ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันเฉียบพลัน ในห้องผู้ป่วยหนักอายุรกรรม 2 โรงพยาบาลแพร่ ของ
บคุ ลากรพยาบาลทใี่ ห้การดแู ลรกั ษาผปู้ ว่ ยทั้ง 2 ระยะ ดังนี้
1) แบบวดั คะแนนความรขู้ องพยาบาล กอ่ นและหลงั การใชแ้ นวปฏิบตั กิ ารพยาบาล
2) แบบสงั เกตการปฏบิ ตั ขิ องพยาบาล กอ่ นและหลงั การใชแ้ นวปฏิบัติการพยาบาล
3) แบบวัดระดับความพึงพอใจของพยาบาลต่อการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอด
เลือดสมองตีบหรืออุดตันระยะเฉียบพลันท่ีผู้วิจัยสร้างข้ึน ประกอบด้วย ข้อคำถามเก่ียวกับ ความง่าย และ
ความสะดวก ความชดั เจน เข้าใจง่าย ประโยชน์ต่อหน่วยงาน ต่อผู้ป่วยและผู้ดูแล และความพึงพอใจโดยรวม
โดยแบง่ ระดับความพึงพอใจเป็น 3 ระดับ คือ พงึ พอใจมาก พึงพอใจปานกลาง และพงึ พอใจน้อย
4) แบบบันทึกการปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วย ทั้งก่อนและหลังการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาล
ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันระยะเฉียบพลัน เป็นการสังเกตตรวจสอบการปฏิบัติโดยผู้วิจัยและ
พยาบาลท่ีไดร้ ับมอบหมาย
5) แบบบันทึกการติดเช้ือปอดอักเสบ การติดเช้ือทางเดินปัสสาวะ การเกิดแผลกดทับ และการ
กลับเข้ารกั ษาซำ้ ของผูป้ ว่ ยภายใน 28 วนั
38
การวเิ คราะห์ขอ้ มลู
1. ข้อมูลลักษณะทั่วไปของพยาบาล ของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะเฉียบพลัน คะแนน
ความรู้ การปฏิบัติตามแนวปฏิบัติการพยาบาล และระดับความพึงพอใจของพยาบาล อธิบายข้อมูลด้วยสถิติ
เชิงพรรณา ไดแ้ ก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลยี่ และ ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน
2. เปรียบเทียบความแตกตา่ งของพยาบาลก่อนและหลงั ใช้แนวปฏบิ ตั ิการพยาบาลโดยใช้สถติ ิ
paired t-test และ exact McNemar test
3. เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มผู้ป่วยโดยใช้สถิติ exact probability test และ
ranksum test
การพทิ ักษส์ ิทธขิ องกลุ่มตัวอยา่ ง
1. การวิจัยนี้ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์โรงพยาบาลแพร่
ใบรับรองเลขที่ 31/2563
2. การทำวิจัยพิทกั ษ์สทิ ธขิ องกลุ่มตวั อย่างโดยขอ้ มูลท้ังหมดจะถกู เก็บเป็นความลบั ไม่มีการระบุช่ือ
นามสกุล แปลผลการวจิ ัยเปน็ ภาพรวมและและนำเสนอรายงานการวจิ ัยในภาพรวมเทา่ นนั้
3. มีเอกสารช้ีแจงคำแนะนำแก่ผู้เข้าร่วมการวิจัย ชี้แจงสิทธิให้ทราบว่ามีความเป็นอิสระในการ
ตดั สนิ ใจจะเข้าร่วมในการวิจัยหรือไม่เข้าร่วมก็ตาม ไม่มผี ลกระทบต่อการปฏบิ ัติการดแู ลปกติ
39
ผลการศกึ ษา
พยาบาลวิชาชีพจำนวนทั้งหมด 9 คน ปฏิบัติงานในห้องผู้ป่วยหนักอายุรกรรม 2 มีอายุเฉล่ีย 38.6 ปี
(SD±7.5) สถานภาพสมรสคู่ ร้อยละ 55.6 การศึกษาระดับปริญญาตรีร้อยละ 88.9 ประสบการณ์ปฏิบัติงานดูแล
ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเฉล่ีย 10.9 ปี (SD±8.9) ผ่านการอบรมการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะสั้น
รอ้ ยละ 88.9 (ตารางท่ี 1)
ตารางท่ี 1 ลักษณะทัว่ ไปของพยาบาลวชิ าชีพ
ลกั ษณะทั่วไป จำนวน รอ้ ยละ
เพศ
9 100.0
หญิง
อายุ (ป)ี 5 55.6
4 44.4
31-40 38.6 (±7.5)
41-50
เฉลี่ย (±SD) 5 55.6
สถานภาพสมรส 4 44.4
คู่
โสด 8 88.9
ระดับการศึกษา 1 11.1
ปริญญาตรี
ปริญญาโท 4 44.4
ประสบการณป์ ฏบิ ัติงานดูแลผปู้ ว่ ยโรคหลอดเลอื ดสมอง (ป)ี 1 11.1
4 44.4
1-5 10.9 (±8.9)
6-10
มากกวา่ 10 8 88.9
เฉล่ีย (±SD) 1 11.1
การได้รบั ความรกู้ ารดูแลผปู้ ว่ ยโรคหลอดเลือดสมอง
อบรมการพยาบาลระยะสั้น 3-5 วัน
อบรมเฉพาะทาง 4 เดอื น
ผู้ป่วยที่เข้าร่วมในการวิจัยครั้งนี้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มท่ี 1 กลุ่มผู้ป่วยไม่ใช้แนวปฏิบัติการ
พยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันระยะเฉียบพลัน จำนวน 60 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย
ร้อยละ 51.7 อายุมากกว่า 70 ปีร้อยละ 40.0 อายุเฉล่ีย 67.8 ปี(SD±11.5) กลุ่มท่ี 2 กลุ่มผู้ป่วยใช้แนว
ปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันระยะเฉียบพลัน จำนวน 60 คน เป็นเพศชาย
ร้อยละ 51.7 อายุระหวา่ ง 56-70ปรี อ้ ยละ 46.7 อายเุ ฉลี่ย 64.1ปี(SD±12.5) เมื่อทดสอบความแตกต่างของ
40
ลักษณะท่ัวไปของผู้ป่วยท้ัง 2 กลุ่ม พบว่าไม่แตกต่างกัน ส่วนใหญ่มีสถานภาพสมรสคู่ การศึกษาระดับ
มัธยมศึกษา ประกอบอาชีพเกษตรกรรม (p=0.240, 0.925, 0.320) มีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคความดัน
โลหิตสูง(p=0.394) โรคเบาหวาน(p=0.290) โรคไขมันในเลือดสูง(p=0.581) และโรคหัวใจห้องบนส่ันพล้ิว
(p=0.163) มีพฤติกรรมการสูบบุหร่ีและดื่มสุรา(p=0.573, 0.199) มีอาการเปลี่ยนแปลงทางระบบประสาท
ภาวะแขนขาอ่อนแรง(p=0.529) การกลืนลำบาก(p=0.670) และการสอ่ื สารลำบาก(p=0.071) (ตารางที่ 2)
ตารางท่ี 2 เปรียบเทียบลกั ษณะทวั่ ไปของผปู้ ่วย
กล่มุ ไมใ่ ชแ้ นวปฏิบัติ กลุ่มใชแ้ นวปฏิบัติ p-value
(n=60) 0.572
ลักษณะท่ัวไป (n=60)
จำนวน รอ้ ยละ 0.399
จำนวน ร้อยละ 0.240
31 51.7 0.925
เพศ 29 48.3 0.320
ชาย 31 51.7 1 1.6
7 11.7
หญิง 29 48.3 28 46.7
24 40.0
อายุ (ปี) 64.1 (± 12.5)
นอ้ ยกวา่ หรอื เท่ากับ 40 4 6.6 48 80.0
3 5.0
41-55 10 16.7 9 15.0
56-70 22 36.7 14 23.3
19 31.7
มากกว่า 70 24 40.0 14 23.3
13 21.7
อายเุ ฉลี่ย (± SD) 67.8 (± 11.5)
27 45.0
สถานภาพสมรส 7 11.7
12 20.0
คู่ 46 76.7 14 23.3
โสด 8 13.3
หมา้ ย/หยา่ ร้าง 6 10.0
ระดับการศึกษา
ประถมศึกษา 17 28.3
มธั ยมศึกษา 19 31.7
ปรญิ ญาตรี/สูงกว่า 13 21.7
ไมไ่ ด้ศึกษา 11 18.3
อาชพี
เกษตรกรรม 24 40.0
ลูกจา้ ง 19 31.7
ขา้ ราชการ 5 8.3
ไมไ่ ดท้ ำงาน 12 20.0
โรคประจำตวั
41
ความดนั โลหติ สูง 43 71.7 48 80.0 0.394
เบาหวาน 35 58.3 34 56.7 0.290
ไขมันในเลือดสูง 36 60.0 32 53.3 0.581
หัวใจหอ้ งบนสัน่ พลว้ิ 8 13.3 15 25.9 0.163
การสูบบหุ ร่ี 25 41.7 25 41.7 0.573
การด่ืมสุรา 31 51.7 23 38.3 0.199
อาการเปลย่ี นแปลงทางระบบประสาท
แขนขาอ่อนแรง 56 93.3 53 88.3 0.529
การกลืนลำบาก 16 26.7 13 21.7 0.670
การส่ือสารลำบาก 5 8.3 13 21.7 0.071
ผลลพั ธ์ดา้ นบคุ ลากร
พยาบาลวิชาชีพก่อนใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลมีคะแนนความรู้ในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือด
สมองตีบหรืออุดตันเฉียบพลัน อยู่ระหว่าง 15-18 คะแนน(คะแนนเต็ม 20 คะแนน) คะแนนเฉลี่ย15.9
คะแนน (SD±1.1) หลังการพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาล คะแนนความรู้มีค่าระหว่าง 17-20 คะแนน
คะแนนเฉล่ีย 18.1คะแนน (SD±0.9) เมื่อทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้การดูแลผู้ป่วยโรค
หลอดเลอื ดสมองตีบหรืออดุ ตนั เฉยี บพลนั ก่อนและหลงั การใช้แนวปฏิบตั ิการพยาบาล พบว่าแตกตา่ งกันอย่าง
มนี ัยสำคัญทางสถิติ (p<.001) (ตารางท่ี 3) การปฏิบัติกิจกรรมของพยาบาลด้านการประเมินอาการทางระบบ
ประสาท การประเมินและการดูแลการกลืน การส่งเสริมการเคล่ือนไหวร่างกาย การดูแลป้องกันแผลกดทับ
การจัดการเร่ืองการขับถา่ ยและด้านการจัดการภาวะซึมเศร้า มากกว่าก่อนใช้แนวปฏิบตั ิอย่างมีนัยสำคัญทาง
สถิติ (p=0.031, 0.031, 0.031, 0.031, 0.031 และ 0.031) ส่วนการปฏิบัตกิ จิ กรรมในด้านการดูแลการได้รับ
ยาละลายลิ่มเลือด การควบคุมความดันในกะโหลกศีรษะ การดแู ลระบบหัวใจและหลอดเลอื ด การดแู ลระบบ
ทางเดินหายใจ การจัดการอุณหภูมิร่างกาย การจัดการระดับน้ำตาลในเลือด การให้สารน้ำและอาหารและ
การดูแลเสริมพลังผู้ป่วยและครอบครัว ไม่แตกต่างกัน (p=0.125, 0.250, 0.250, 1.000, 0.062, 1.000,
0.500 และ 0.250) (ตารางท่ี 4)
42
ตารางท่ี 3 เปรียบเทียบคะแนนความรกู้ ารดูแลผู้ปว่ ยโรคหลอดเลือดสมองระยะเฉียบพลนั ของพยาบาลก่อน
และหลงั ใชแ้ นวปฏบิ ัติการพยาบาล
การใชแ้ นวปฏิบัติ จำนวน คะแนนความรู้ (±SD) p-value
Min Max Mean
กอ่ นใช้แนวปฏบิ ตั ิทางการพยาบาล 9 15 18 15.9 ±1.1 <0.001
หลังใชแ้ นวปฏบิ ัติทางการพยาบาล 9 17 20 18.1 ±0.9
(คะแนนเต็ม 20 คะแนน)
ตารางท่ี 4 เปรียบเทียบการปฏบิ ตั ิกิจกรรมของพยาบาล ก่อนและหลังใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ปว่ ยโรค
หลอดเลอื ดสมองตบี หรืออุดตันระยะเฉยี บพลนั
การปฏบิ ัตกิ จิ กรรม กอ่ นใชแ้ นวปฏิบัติ หลังใช้แนวปฏิบัติ p- value
(n=9) (n=9)
จำนวน ร้อยละ จำนวน รอ้ ยละ
1. การประเมินอาการทางระบบประสาท 3 33.3 9 100.0 0.031
2. การดูแลการไดร้ ับยาละลายลมิ่ เลือด 5 55.6 9 100.0 0.125
3. การควบคุมความดันในกะโหลกศีรษะ 6 66.7 9 100.0 0.250
4. การดูแลระบบหวั ใจและหลอดเลือด 6 66.7 9 100.0 0.250
5. การดแู ลระบบทางเดนิ หายใจ 8 88.9 9 100.0 1.000
6. การจัดการอุณหภูมิร่างกาย 4 44.4 9 100.0 0.062
7. การจดั การระดับน้ำตาลในเลอื ด 8 88.9 9 100.0 1.000
8. การให้สารน้ำและอาหาร 7 77.8 9 100.0 0.500
9. การประเมินและการดูแลการกลืน 3 33.3 9 100.0 0.031
10. การส่งเสรมิ การเคล่อื นไหวรา่ งกาย 3 33.3 9 100.0 0.031
11. การดแู ลปอ้ งกนั แผลกดทับ 3 33.3 9 100.0 0.031
12. การจดั การเร่ืองการขับถ่าย 3 33.3 9 100.0 0.031
13. การจดั การภาวะซึมเศร้า 3 33.3 9 100.0 0.031
14. การดูแลเสริมพลงั ผปู้ ่วยและครอบครัว 6 66.7 9 100.0 0.250
ความคิดเห็นของพยาบาลต่อการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาล แนวปฏิบัติมีความชัดเจน เข้าใจง่าย มี
ความเป็นไปได้ในการปฏิบัติจริงอยู่ในระดับมาก ร้อยละ 77.8 แนวปฏิบัติมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยและผู้ดูแล มี
ประโยชน์ต่อการปฏิบัติของหน่วยงาน และมีความพึงพอใจโดยรวมต่อการใช้แนวปฏิบัติในระดับมากร้อยละ 88.9
(ตารางที่ 5)
43
ตารางที่ 5 ความพึงพอใจของพยาบาลวชิ าชพี ตอ่ การใชแ้ นวปฏิบัตกิ ารพยาบาล
ระดบั ความคดิ เห็น (n = 9)
ความพึงพอใจ มาก ปานกลาง น้อย
จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ
1. แนวปฏิบตั ิมคี วามชัดเจน เข้าใจง่าย 7 77.8 2 22.2 0 0.0
เฉลี่ย (±SD) 2.8 (±0.4)
2. สะดวก มีความเป็นไปได้ในการปฏิบัติจรงิ 7 77.8 2 22.2 0 0.0
เฉลี่ย (±SD) 2.8 (±0.4)
3. มีประโยชน์ตอ่ ผู้ป่วยและผู้ดแู ล 8 88.9 1 11.1 0 0.0
เฉลี่ย (±SD) 2.9 (±0.3)
4. มีประโยชน์ต่อการปฏบิ ัติของหน่วยงาน 8 88.9 1 11.1 0 0.0
เฉลี่ย (±SD) 2.9 (±0.3)
5. ความพงึ พอใจโดยรวมต่อการใชแ้ นวปฏิบัติ 8 88.9 1 11.1 0 0.0
เฉล่ยี (±SD) 2.9 (±0.3)
ผลลพั ธ์ดา้ นผู้ปว่ ย
ผู้ป่วยกลุ่มที่ใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลได้รับการปฏิบัติพยาบาลในด้านการประเมินอาการทาง
ระบบประสาท การดูแลระบบหัวใจและหลอดเลือด การให้สารน้ำและอาหาร การประเมินและการดูแลการ
กลืน การส่งเสริมการเคล่ือนไหวร่างกาย การดูแลป้องกันแผลกดทับ การจัดการเร่ืองการขับถ่าย การจัดการ
ภาวะซึมเศร้าและการดูแลเสริมพลังผู้ป่วยและครอบครัว ในสัดส่วนมากกว่ากลุ่มไม่ใช้แนวปฏิบัติอย่างมี
นยั สำคญั ทางสถิติ (p=0.010, 0.001, <0.001, <0.001, <0.001, 0.001, 0.001, 0.009 และ <0.001) ส่วน
การปฏิบัติการพยาบาลด้านการดูแลการได้รับยาละลายลิ่มเลือด การควบคุมความดันในกะโหลกศีรษะ การ
ดูแลระบบทางเดินหายใจ การจัดการอุณหภูมิร่างกาย และการจัดการระดับน้ำตาลในเลือด ท้ัง 2 กลุ่มไม่
แตกตา่ งกนั (p=0.057, 0.679, 0.679, 0.057, และ 0.057) (ตารางที่ 6)
44
ตารางท่ี 6 เปรยี บเทียบการปฏบิ ตั ิการพยาบาลในการดแู ลผู้ป่วยตามแนวปฏบิ ัติการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอด
เลือดสมองตบี หรอื อุดตันระยะเฉยี บพลนั
การปฏบิ ตั ิการพยาบาล กลมุ่ ไมใ่ ช้แนวปฏิบตั ิ กล่มุ ใชแ้ นวปฏิบัติ p-value
(n=60) (n=60)
จำนวน ร้อยละ จำนวน รอ้ ยละ
1. การประเมินอาการทางระบบประสาท 19 31.7 34 56.7 0.010
2. การดูแลการได้รบั ยาละลายล่มิ เลือด 55 91.7 60 100 0.057
3. การควบคมุ ความดันในกะโหลกศรี ษะ 56 93.3 58 96.7 0.679
4. การดแู ลระบบหัวใจและหลอดเลอื ด 47 78.3 60 100 0.001
5. การดแู ลระบบทางเดนิ หายใจ 56 93.3 58 96.7 0.679
6. การจดั การอุณหภมู ริ า่ งกาย 55 91.7 60 100 0.057
7. การจัดการระดับน้ำตาลในเลอื ด 55 91.7 60 100 0.057
8. การใหส้ ารน้ำและอาหาร 40 66.7 60 100 <.001
9. การประเมนิ และการดูแลการกลืน 45 75.0 60 100 <.001
10. การส่งเสรมิ การเคลอื่ นไหวร่างกาย 45 75.0 60 100 <.001
11. การดแู ลปอ้ งกันแผลกดทับ 50 85.0 60 100 0.001
12. การจดั การเร่ืองการขบั ถ่าย 50 83.3 60 100 0.001
13. การจัดการภาวะซึมเศรา้ 16 26.7 31 51.7 0.009
14. การดแู ลเสรมิ พลงั ผปู้ ว่ ยและครอบครวั 37 61.7 55 91.7 <.001
ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันเฉียบพลัน กลุ่มใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลพบการติดเชื้อ
ปอดอักเสบ การติดเช้ือทางเดินปัสสาวะ และการเกิดแผลกดทับ น้อยกว่ากลุ่มไม่ใช้แนวปฏิบัติการพยาบาล
อย่างมีนยั สำคัญทางสถติ ิ (p= 0.028, 0.002 และ 0.002) สว่ นการกลับเข้ารักษาซ้ำของผูป้ ่วยภายใน 28 วัน
ระยะเวลาวันนอนเฉล่ีย และ ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลน้อยกว่ากลุ่มไม่ใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลอย่าง
ไม่มนี ยั สำคัญทางสถิติ (p=0.309, 0.364 และ 0.150) (ตารางท่ี 7)