195
ระยะที่ 2 นำแนวปฏบิ ตั มิ าใช้ พยาบาลวิชาชีพ ผูป้ ฏิบตั งิ านในหนว่ ยงานวสิ ญั ญี จำนวน 19 คน
ดำเนินการระหว่าง เดือนกันยายน 2561 ถึง เดือนตุลาคม 2562 งานวิจัยน้ีได้รับการพิจารณาผ่าน
ความเหน็ ชอบจากคณะกรรมการวิจยั ในมนษุ ย์ โรงพยาบาลแพร่แล้ว
เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัย: เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งน้ีประกอบด้วย ๒ ส่วน คือ เครื่องมือท่ีใช้ในการ
ดำเนนิ การศึกษาและเครือ่ งมอื ท่ีใชใ้ นการรวบรวมข้อมูล
1.เครื่องมือท่ีใช้ในการดำเนินการศึกษา ได้แก่ แนวปฏิบัติทางการพยาบาลในการดูแลหญิงต้ังครรภ์
ท่ีมารับการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องเพ่ือป้องกันภาวะตกเลือดหลังคลอดที่ห้องพักฟื้น โรงพยาบาลแพร่ ท่ี
ผู้วจิ ัยและทีมพัฒนา ได้พัฒนาขึ้น
2.เคร่อื งมอื ท่ใี ชใ้ นการรวบรวมข้อมลู ได้แก่ คือ
1) เครื่องมือบันทึกข้อมูลอุบัติการณ์ภาวะแทรกซ้อนท่ีมผี ลตอ่ จากภาวะตกเลือดหลงั ผ่าตดั คลอดทาง
หนา้ ท้อง
2) เครื่องมือบันทึกแบบสอบถามความพึงพอใจต่อแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะตก
เลือดสำหรบั ผปู้ ่วยผ่าตัดคลอดทางหนา้ ท้องในห้องพักฟ้นื โรงพยาบาลแพร่ประกอบดว้ ย 2 สว่ น
ส่วนท่ี1 ข้อมูลส่วนตัวของผู้ตอบแบบสอบถามประกอบด้วย อายุ เพศ วุฒิการศกึ ษา การอบรม
เฉพาะทางวิสญั ญี ประสบการณ์ทำงาน
ส่วนที่2 แบบสอบถามความพึงพอใจตอ่ แนวปฏิบัตกิ ารพยาบาลเพ่ือป้องกันภาวะตกเลือดสำหรับ
ผปู้ ่วยผา่ ตัดคลอดทางหนา้ ท้องในห้องพกั ฟื้นโรงพยาบาลแพร่ ซ่งึ ครอบคลุมในเร่ืองแนวปฏิบัตมิ คี วามเข้าใจงา่ ย
แนวปฏิบัติมีความสะดวกต่อการใช้ แนวปฏิบัติช่วยเพิ่มความปลอดภัยในผู้ป่วย แนวปฏิบัติสามารถใช้ในการ
ดูแลผปู้ ่วยและแนวปฏิบัตมิ ีความเป็นไปได้ในการนำไปปฏิบัติงานจริงโดยลักษณะคำถามเปน็ แบบเลือกตอบ 5
ระดับคือพึงพอใจมากท่ีสุด พึงพอใจมากพึงพอใจปานกลาง พึงพอใจน้อยและพึงพอใจน้อยท่ีสุด โดยประเมิน
คะแนนค่าเฉลี่ยของระดับความพึงพอใจดังน้ี 4.51 – 5.5 คือระดบั พึงพอใจมากท่ีสุด 3.51 – 4.5 คือระดับพึง
พอใจมาก 2.51 – 3.5 คือระดับพึงพอใจปานกลาง 1.15 – 2.5 คือระดับพึงพอใจน้อยและน้อยกว่า1.5 คือ
ระดับพงึ พอใจนอ้ ยท่ีสดุ
การหาคุณภาพของเครอ่ื งมือ:
ตรวจสอบความตรงเชิงเน้ือหาของแนวปฏิบัติทางคลินิกการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง
ในห้องพักฟ้ืนโรงพยาบาลแพร่ โดยผู้ทรงคุณวฒุ ิประกอบด้วยสูติแพทย์โรงพยาบาลแพร่ 1 ท่าน วิสัญญีแพทย์
1 ทา่ น และผู้เชย่ี วชาญดา้ นการปฏบิ ตั ิการพยาบาลวสิ ัญญี 1 ทา่ น
196
ขั้นตอนการดำเนินงาน
ศึกษาโดยการวิจยั แบ่งเปน็ 2 ระยะ ดงั นี้
ระยะท่ี 1 ระยะพัฒนาแนวปฏิบัติ เป็นข้ันตอนการพัฒนาแนวปฏิบัติและจัดตั้งคณะกรรมการการ
พัฒนาแนวทางปฏิบัติการพยาบาลเพ่ือป้องกันภาวะตกเลือดหลังคลอดสำหรับผู้ป่วยผ่าตัดคลอด ทางหน้าท้อง
ในห้องพักฟนื้ โรงพยาบาลแพร่ มกี ิจกรรมในการดำเนินการดังนี้
๑. กำหนดเรื่องท่ีต้องการพัฒนาและกำหนดคณะทำงานพัฒนา พัฒนาแนวปฏิบัติการการพยาบาล
เพอ่ื ปอ้ งกนั ภาวะตกเลือดหลงั คลอดสำหรับผปู้ ว่ ยผา่ ตดั คลอดทางหน้าท้องในห้องพกั ฟน้ื โรงพยาบาลแพร่
๒. กำหนดวัตถุประสงค์ กลุ่มเป้าหมาย และผลลัพธ์ในการพัฒนาแนวปฏิบัติ พยาบาลวิสัญญีจำนวน
19 รายและกำหนดผลลัพธ์ในการพัฒนาแนวปฏิบัติคือ อัตราตกเลือดหลังผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องและภาวะ
ช็อก
๓. ทบทวนวรรณกรรม สืบคน้ หลักฐานเชิงประจักษ์ทีมพฒั นาแนวปฏบิ ัตริ วมกันกำหนดคำสบื ค้น
๔. ประเมินคุณค่าของหลักฐานเชงิ ประจกั ษ์
๕. ยกรา่ งแนวทางปฏิบัติ ผ่านการตรวจสอบโดยทรงคุณวฒุ ิประกอบดว้ ยสตู ิแพทย์โรงพยาบาลแพร่ 1
ท่าน วิสัญญีแพทย์ 1 ท่าน และผเู้ ชย่ี วชาญด้านการปฏิบตั ิการพยาบาลวิสญั ญี 2 ทา่ น ผ้เู ชี่ยวชาญทางด้านการ
พัฒนาแนวปฏบิ ตั คิ ืออาจารยว์ ทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนแี พร่ 1 ทา่ น
ระยะท่ี 2 นำแนวปฏบิ ัตมิ าใช้
1 ดำเนนิ การนำแนวปฏิบตั ิ นำแนวปฏบิ ัติไปทดลองใช้
1.1 ประสานความรว่ มมอื หัวหน้างานวิสญั ญี วสิ ัญญีแพทย์ หัวหน้างานห้องผา่ ตัดและ
พยาบาลหอ้ งพักฟ้ืน ให้มกี ารปฏบิ ัติตามแนวปฏิบตั ิ
1.2 ประชมุ วิสัญญพี ยาบาลเสนอแนวปฏิบตั ทิ ่ผี า่ นการปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะเพ่ือใช้
เป็นแนวทางในการดูแลผู้ป่วยผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องในห้องพักฟื้นและความเป็นไปได้ในการนำแนวปฏิบัติ
ไปใช้นำแนวปฏบิ ัตมิ าใชก้ ับผูป้ ่วยทุกรายทม่ี ารบั การผา่ ตัดคลอดทางหน้าท้องในห้องพกั ฟ้ืน
1.3ดำเนินการใช้ระบบเตือนความจำ คู่มอื แนวปฏิบตั ิ แผน่ เตอื นความจำทบ่ี อรด์
1.4 ติดตามนิเทศ และเข้ามีส่วนร่วมการปฏบิ ัติตามแนวปฏบิ ัติ
1.5 ตดิ ตามความครบถว้ นการใช้แนวปฏบิ ตั ิ การบนั ทึกขอ้ มลู ผลลพั ธแ์ ละส่มุ ตรวจสอบการ
ปฏบิ ตั ิในกลุ่มตัวอยา่ งท่มี ีการใชแ้ นวปฏบิ ตั ิ 3 ครั้ง
1.6 ตรวจสอบความถกู ตอ้ งการบันทึก การวดั ประเมนิ อยา่ งสมำ่ เสมอ
2. การประเมินผลของการปฏิบัติตามหลักฐานเชงิ ประจกั ษแ์ ละปรบั ปรงุ แก้ไข
2.1 ประชุมวิสัญญีพยาบาลสอบถามความคิดเห็น แลกเปล่ียนความคิดเห็น ปัญหา อุปสรรค
หรือขอ้ สงสัยในสาระสำคัญแนวปฏิบตั ิ
2.2 เกบ็ รวบรวมขอ้ มูล อุปสรรค ปญั หาและปรับปรงุ แก้ไขจากข้อเท็จจริงท่ีได้จากผลการ
ดำเนนิ งานจากการสอบถามความคดิ เห็นของผใู้ ช้แนวทางปฏิบัติ.
2.3 นำเสนอปัญหาจากการปฏบิ ตั ิท่ีพบและการแกไ้ ขในการประชุมกลุ่มยอ่ ย
197
2.4 การให้ข้อมูลย้อนกลับการปฏิบัติ และเปรียบเทียบผลลัพธ์ ที่บอร์ดหนว่ ยงาน
3. รวบรวมขอ้ มูลผลลัพธ์ ประเมินผลลัพธ์ต่อการใชแ้ นวปฏิบัติการพยาบาลเพ่ือป้องกันภาวะตกเลือด
สำหรับผปู้ ่วยผ่าตัดคลอดทางหน้าทอ้ งในหอ้ งพกั ฟื้น โรงพยาบาลแพร่ จาก
3.1 ข้อมูลอุบัติการณ์ภาวะแทรกซ้อนท่ีมีผลต่อจากภาวะตกเลือดหลังผ่าตัดคลอดทางหน้า
ท้อง วิเคราะห์ขอ้ มลู โดยการแจกแจงความถี่ และแสดงจำนวนรอ้ ยละ
3.2 แบบประเมินความพงึ พอใจ ของกลมุ่ ตัวอย่างต่อแนวปฏิบตั ิเพ่ือปอ้ งกันภาวะตกเลือด
สำหรับผปู้ ว่ ยผา่ ตัดคลอดทางหนา้ ทอ้ ง วเิ คราะห์ขอ้ มลู โดยการแจกแจงความถ่ี และแสดงจำนวนรอ้ ยละ
ผลการวิจยั
จากการใช้แนวปฏิบตั ิการพยาบาลเพ่ือป้องกันภาวะตกเลือดสำหรับผู้ป่วยผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องใน
ห้องพักฟ้ืนโรงพยาบาลแพร่ มีจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการดูแล ตามแนวปฏิบัติ จำนวน 1,419 ราย พบว่ามี
จำนวนผู้ป่วยที่มีการหดรัดตัวของมดลูกดี 998 ราย คิดเป็นร้อยละ 70.3 ผู้ป่วยท่ีเกิดภาวะการหดรัดตัวไม่ดี
และสญู เสียเลอื ดมากกว่า 300 ซีซี จำนวน 392 ราย คดิ เป็นร้อยละ 22.6 ซงึ่ ผูป้ ่วยทกุ รายไดร้ บั การประเมนิ ซ้ำ
ตามแนวปฏิบัติและพบว่าผู้ป่วยท่ีมดลูกหดรัดตัวไม่ดีร่วมกับมีการสูญเสียเลือดมากกว่า 600 ซีซี มีจำนวน 29
ราย คิดเป็นร้อยละ 2 ซึ่งมีสาเหตุมาจาก ภาวการณ์หดรัดตัวไม่ดี (uterine atony) 17 ราย คิดเป็นร้อยละ
1.19 ครรภ์แฝด 1 ราย คิดเป็นรอ้ ยละ 0.07 รกค้าง 5 ราย คิดเปน็ รอ้ ยละ 0.35 และพบว่าในจำนวนผู้ป่วย 29
ราย ได้รับการตัดมดลูกลกู จำนวน 6ราย คิดเปน็ ร้อยละ0.42 แต่ไม่พบผู้ป่วยท่ีมีภาวะตกเลือดหลังผ่าตดั คลอด
ทางหน้าท้องร่วมกับภาวะ Shock และไมม่ ีผูป้ ่วยเสยี ชีวติ จากภาวะตกเลือดหลังผ่าตัดคลอดทางหน้าทอ้ ง
ตารางที่ 1อุบัตกิ ารณภ์ าวะแทรกซ้อนท่มี ผี ลตอ่ จากภาวะตกเลือดหลังผา่ ตดั คลอดทางหน้าทอ้ ง
อบุ ตั ิการณ์ภาวะแทรกซ้อน เกิดอบุ ัติการณ์ ไมเ่ กิดอุบัติการณ์
จำนวน รอ้ ยละ จำนวน ร้อยละ
ผู้ป่วยท่ีเกิดภาวะการหดรัดตัวไม่ดี 392 22.6
และสูญเสยี เลือดมากกวา่ 300 ซซี ี
ผู้ป่วยที่มีการหดรดั ตวั ของมดลูกดี 998 70.3
การสญู เสยี เลอื ดมากกวา่ 600 ซซี ี 29 2
ครรภ์แฝด 1 0.07
รกค้าง 5 0.35
ดา้ นผลของการพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะตกเลือดหลังผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง
ในห้องพักฟื้นโรงพยาบาลแพร่พบว่าเกิดผลลัพธ์ดีคือ วิสัญญีพยาบาลสามรถปฏิบัติตามแนวทางการพยาบาล
เพ่ือป้องกันความพึงพอใจของกลุ่มตัวอยา่ งต่อแนวปฏิบัติในห้องพักฟ้ืน มีความพึงพอใจพึงพอใจต่อการใช้แนว
ปฏิบัติพบว่ามีความพึงพอใจในระดับมากถึงมากที่สุดโดยพบว่าแนวปฏิบัติที่มีความพึงพอใจในระดับมากท่ีสุด
ได้แก่แนวปฏิบัติช่วยเพิ่มความปลอดภัยในผู้ป่วย ร้อยละ 68.4 แนวปฏิบัติสามารถให้การดูแลผู้ป่วยร้อยละ
198
68.4 แนวปฏิบัตมิ ีความเป็นไปได้ในการนำไปปฏิบตั ิจริงรอ้ ยละ 63.2 สำหรับแนวปฏิบัติที่มีความพึงพอใจใน
ระดบั มากไดแ้ ก่แนวปฏิบตั ิมคี วามเขา้ ใจง่ายรอ้ ยละ 42.1และแนวปฏิบตั ิมคี วามสะดวกต่อการใช้รอ้ ยละ 42.1
ตารางท่ี 2 ความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างต่อแนวปฏิบัติเพ่ือป้องกันภาวะตกเลือดสำหรับผู้ป่วยผ่าตัด
คลอดทางหนา้ ท้อง( n = 19 )
ความพงึ พอใจต่อแนวปฏบิ ตั ิ คา่ เฉลี่ย ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน ร้อยละ
แนวปฏิบตั มิ ีความเขา้ ใจง่าย 4.16 .834 42.1
แนวปฏบิ ัติมคี วามสะดวกตอ่ การใช้ 4.2 .855 42.1
แนวปฏิบัติช่วยเพม่ิ ความปลอดภยั ในผปู้ ว่ ย 4.63 .597 68.4
แนวปฏิบัติสามารถใหก้ ารดูแลผู้ป่วย 4.53 .841 68.4
แนวปฏิบตั มิ ีความเป็นไปไดใ้ นการนำไปปฏบิ ตั ิจริง 4.53 .697 63.2
หมายเหตุ <1.5 = พึงพอใจนอ้ ยมสี่ ดุ
1.51 - 2.5 = พงึ พอใจน้อย
2.51 - 3.5 = พึงพอใจปานกลาง
3.51 - 4.5 = พึงพอใจมาก
4.51 – 5.5 = พึงพอใจมากท่ีสดุ
อภิปรายผลการวิจัย
จากการพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลเพ่ือป้องกันภาวะตกเลือดสำหรับผู้ป่วยคลอดทางหน้าท้องใน
ห้องพักฟื้นพบว่าแนวปฏิบัติได้มาจากการพัฒนากรอบแนวคิดของ NICE model เน่ืองจาก มีข้ันตอนชัดเจน
เข้าใจง่ายและเป็นท่ียอมรับของนักวิชาการโดยประยุกต์ใช้ผล งานวิจัยซึงเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ดีท่ีสุด
แนวปฏิบัตมิ ขี นั้ ตอนชดั เจน เข้าใจงา่ ย ไม่ยุง่ ยาก สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงและกจิ กรรมในแตล่ ะขนั้ ตอนทำให้
ผู้ปฏิบัติมีความม่ันใจในการปฏิบัติการพยาบาลบนพื้นฐานเชิงประจักษ์ ผู้ปฏิบัติให้ความร่วมมือท่ีดีในทุก
กระบวนการเน่ืองจากสามารถใช้เป็นแนวทางการตัดสินใจแก่ผู้ปฏิบัติโดยเน้นผู้ป่วยผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง
เปน็ จุดศูนย์กลางมีความครอบคลุมการดูแลต่อเน่ืองตั้งแต่แรกรบั ในห้องพักฟื้นจนกระทั่งย้ายกลับหอผู้ป่วย ลด
โอกาสเกิดความผิด ลดข้ันตอครอบคลุมเชิงเน้ือหา มีการปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำจากผู้ทรงคุณวุฒิพบว่า
แนวปฏิบัติในข้ันตอนของการประเมินการสูญเสียเลือดเปล่ียนจากปริมาณการสูญเสียเลือดท่ี 300 ซีซี เป็น
100 ซีซี เพ่ือ Early Detection ได้เร็วข้ึน เพ่ือการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยและมีการเพ่ิมข้อมูลในส่วนของ
การประเมินการหดรดั ตัวของมดลูกจาก 15 นาทเี ป็นทกุ 5 นาที
ดังน้ันการพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลเพ่ือป้องกันภาวะตกเลือดหลังผ่าตัดคลออดทางหน้าท้องใน
ห้องพักฟื้น โรงพยาบาลแพร่จึงมีความจำเป็นทั้งน้ีเพื่อให้วิสัญญีพยาบาลได้นำไปใช้ในกระบวนการดูแล
199
ช่วยเหลือผู้ป่วยหลังผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องในห้องพักฟ้ืนอย่างเป็นระบบ รวดเร็ว ทันต่อภาวะตกเลือดหลัง
ผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องท่ีอาจจะเกิดขึ้น และผลการศึกษาครั้งน้ีจะเป็นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพการ
พยาบาลให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึน้ เน่ืองจากวสิ ญั ญพี ยาบาลมสี ว่ นรว่ มในการกำหนดแนวปฏิบัติและลงมอื ปฏิบัติ
เพ่ือแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ไม่ใช่การกำหนดจากผู้อื่น ดังนั้นวิสัญญีพยาบาลจะให้ความร่วมมือมากข้ึนโดยมีการ
เปล่ียนแปลงพฤติกรรมไปในทางท่ีถูกต้องเหมาะสมและพฤติกรรมน้ันจะคงอยู่เป็นเวลานาน สามารถ
ปฏิบัติการพยาบาลเพ่ือป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดอันตรายแก่ชีวิตผู้รับบริการ ซ่ึงสนั บสนุนและ
สอดคล้องกบั ผลการศกึ ษา ของณฐนนท์ ศริ มิ าศ (5)
การพัฒนาแนวปฏิบัติคร้ังนี้ งานวิสัญญี ได้พัฒนาขึ้นเป็นคร้ังแรก จากการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์
ร่วมกับทีมพัฒนาสหสาขา ตามบริบทการปฏิบัตงิ านของหน่วยงาน เน้นการมีส่วนร่วมในกระบวนการ และการ
นำไปทดลองใช้ ภายหลังการทดลองใช้แนวปฏิบัติ ด้วยกลยุทธการสื่อสาร การสาธิต การเตือนความจำ การ
กำกับนิเทศ และการให้ข้อมูลย้อนกลับ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติร่วมกันของพยาบาล จะส่งผลให้เกิด
ความพึงพอใจและนำแนวปฏิบัติไปใช้มากขึ้นส่งผลให้การตกเลือดลดลงและไม่พบอุบัติการณ์มารดาตายจาก
การตกเลอื ดหลังผ่าตัดคลอดทางหนา้ ท้อง สร้างความม่ันใจให้ผูร้ บั บริการวา่ มีการรักษาพยาบาลมีคุณภาพ ตรง
ตามมาตรฐานที่สำคญั มคี วามปลอดภัยและเชือ่ ถือได้
ขอ้ เสนอแนะและการนำไปใช้
1.พยาบาลวิชาชีพ ผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานวิสัญญี ทุกคนตระหนักถึงการใช้แนวปฏิบัติเพ่ือป้องกัน
ภาวะตกเลือดหลังผา่ ตดั คลอดทางหน้าท้อง
2. ติดตามประเมินประสิทธิภาพของแนวปฏิบัติอย่างต่อเนื่องเพ่ือให้ทันต่อเหตุการณ์และเหมาะสม
เพอื่ เกิดผลลพั ธ์ทดี่ ี
3. การตดิ ตามผลลัพธ์อย่างตอ่ เน่ือง นำปญั หาท่พี บไปแก้ไข จะทำใหเ้ กดิ การพัฒนาทีย่ ั่งยนื ตอ่ ไป
กติ ตกิ รรมประกาศ
การศึกษาครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนและให้การช่วยเหลือเป็นอย่างดี จากอาจารย์เชษฐา แก้วพรม
คณุ สุทวิ า สุรยิ นต์ ทางคณะผวู้ จิ ยั ขอขอบคณุ มา ณ โอกาสนี้
200
เอกสารอ้างอิง
1. สุชาดา อินทวิวัฒน์, สมศักด์ิ ไหลเวชพิทยา.การผ่าตัดคลอดบุตรทางหน้าทอ้ ง. ใน: มานิ ปิยะอนันต์ชาญ
ชยั วนั ทนาศิร,ิ ประเสริฐ ศันสนยี ์วทิ ยกลุ , บรรณาธิการ. สตู ิศาสตร์ ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1. ภาควชิ าสูติศาสตร์-
นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล.กรุงเทพฯ. บริษัท พี.เอ.ลิฟว่ิง จำกัด.
2552;177-188.
2. สุธิต คุณประดิษฐ์. การตกเลือดหลังคลอด. ใน:ถวัลย์วงศ์ รัตนสิริ, ฐิติมา สุนทรสัจ, สมศักด์ิ สุทัศน์วร
วุฒิ, บรรณาธิการ. สูติศาสตร์ฉุกเฉินราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย. คณะอนุกรรมการอนามัยแม่
และเด็ก ราชวทิ ยาลัยสูตินรแี พทย์แหง่ ประเทศไทย. กรุงเทพ. บริษทั พมิ พด์ จี ำกดั .2553;248-266
3. ภาวิรรณ รัตนพิทักษ์. (2561). การพยาบาลมารดาหลังคลอดท่ีมีภาวะตกเลือด: บทบาทสําคัญของ
พยาบาลในการป้องกัน . วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม, 19(36), 101-111.
4. แห่งชาติ National Initiative for Cybersecurity Education (NICE , )
5. พัชรียา นิวัฒน์ภูมินทร์. (2562). การใช้ยาเพิ่มการหดรัดตัวของมดลูกในการผ่าตัดคลอดบุตรทางหน้า
ท้อง.วสิ ัญญสี าร, 45(3), 124 – 131.
6. ณฐนนท์ ศิริมาศ, จีรพร จกั ษจุ นิ ดา, ปิยรตั น์ โสมศรีแพง, สุพางค์พรรณ พาดกลาง. การพัฒนาระบบการ
ดูแลหญิงตั้งครรภ์ในการป้องกันภาวะตกเลือดหลังคลอดในโรงพยาบาลสกลนคร. วารสารการพยาบาลและ
การดูแลสขุ ภาพ.2557; 32(2): 37 - 46.
7. ฉวีวรรณ ธงชัย, และพิกุล นันทชัยพันธ์. แบบสำรวจความคิดเห็นเก่ียวกับการใช้แนวปฏิบัติ.เชียงใหม่:
คณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่; 2547
8. จริ าณี ปญั ญาปิน. ประสทิ ธิผลของการใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรบั การปอ้ งกันการตกเลอื ดหลงั คลอด
ระยะแรกโรงพยาบาลเชียงแสน จังหวัดเชียงราย.[วิทยานิพนธ์ปริญญาพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิชา
การผดุงครรภ์ข้ันสูง] เชยี งใหม่: มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่; 2553.
9. Su,C.W. 2012. Postpartum Hemorrhage.Retrieved November20,2015 from
primarycare.theclinics.com
10. Wowd Heaith Organization.2009.WHO guidelines for the management of postpartum
hemorrhage and retained placenta.France: WHO cataloguing-in.Publication date.
201
ผลของโปรแกรมการมสี ว่ นรว่ มของพยาบาลวิชาชีพในการปฏบิ ตั ิตามแนวทางการดูแลผ้ปู ่วย
ต่อคุณภาพการบรกิ ารพยาบาลดา้ นความปลอดภยั ในการผ่าตดั โรงพยาบาลแพร่
ลกั ษณา จนั ทราโยธากร ป.พ.ส.*
กญั จนช์ ยารตั น์ อุดคำมี พย.ม.*
บทคดั ย่อ
บทนำ: ความปลอดภัยของผู้ป่วยท่ีได้รับการผ่าตัด เป็นประเด็นท่ีองค์การอนามัยโลกและ
โรงพยาบาลทุกแห่งทั่วโลกให้ความสำคัญ องค์การอนามัยโลกจึงได้พัฒนาแบบตรวจสอบ
รายการผ่าตัดปลอดภัย ( WHO surgical safety checklist ) ขึ้น เพื่อลดจำนวนเหตุการณ์
ไม่พึงประสงค์จากการผ่าตัด ห้องผ่าตัดโรงพยาบาลแพร่มีแนวทางการปฏิบัติเพื่อให้ผู้ป่วย
ปลอดภัยจากการผ่าตัดที่ได้มาตรฐานมีผลงานวิจัยรองรับ และมี งานวิจัยการใช้เทคนิคการ
สอนงานให้พยาบาลวิชาชพี ปฏิบตั ิตามแนวทางการดแู ลผู้ปว่ ยเพอื่ ความปลอดภัยในการผ่าตดั
ซึ่งผลของการวิจัยพบว่าหลังได้รับการสอนงาน พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติตามแนวทางได้ดีกว่า
ก่อนการได้รับการสอนงาน แต่ยังไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้ คือ พยาบาลวิชาชีพห้องผ่าตัดต้อง
ปฏิบัติตามแนวทางการดูแลผู้ป่วยร้อยละ 100 เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายท่ีวางไว้ของห้อง
ผ่าตัด ดังน้ันทางผู้วิจัยจึงนำแนวคิดการมีส่วนร่วมมาสร้างเป็นโปรแกรมเพ่ือให้พยาบาล
วิชาชพี ไดม้ สี ่วนรว่ มในการปฏิบัติตามแนวทางการดแู ลผู้ป่วย
วัตถุประสงค์: 1. เพื่อหาค่าเฉล่ียการปฏบิ ัติตามแนวทางการดูแลผู้ปว่ ยผ่าตัดของพยาบาลวิชาชีพห้องผ่าตัด
โรงพยาบาลแพร่
2 .เพ่ือเปรยี บเทียบคณุ ภาพการบรกิ ารพยาบาลด้านความปลอดภยั ในการผา่ ตัดกอ่ นและหลัง
การใช้โปรแกรมการมีส่วนร่วมของพยาบาลวิชาชีพในการปฏิบัติตามแนวทางการดูแลผู้ป่วย
ตอ่ คุณภาพบรกิ ารพยาบาลด้านความปลอดภัยในการผ่าตัด โรงพยาบาลแพร่
3 .เพอื่ วัดระดบั ความพงึ พอใจของพยาบาลวชิ าชีพหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการมสี ่วนร่วมใน
การปฏิบัติตามแนวทางการดูแลผู้ป่วยต่อคุณภาพบริการพยาบาลด้านความปลอดภัยในการ
ผา่ ตดั โรงพยาบาลแพร่
วธิ กี ารศึกษา: ใช้รปู แบบการวจิ ัยกงึ่ ทดลอง กลุ่มตัวอย่าง ไดแ้ ก่ พยาบาลวิชาชพี หอ้ งผ่าตดั โรงพยาบาลแพร่
ท่ีมีประสบการณ์การทำงานต้ังแต่ 1 ปีข้ึนไปทุกคน จำนวน 30 คน ศึกษาแบบหนึ่งกลุ่มวัด
ก่อนและหลังการทดลอง ( one group pre-posttest design ) เคร่ืองมือท่ีใช้ในการเก็บ
รวบรวมขอ้ มลู แบ่งเปน็ 3 สว่ น ประกอบด้วย 1) โปรแกรมการมสี ่วนรว่ มของพยาบาลวิชาชีพ
ในการปฏิบัติตามแนวทางการดูแลผู้ป่วยเพ่ือความปลอดภัยในการผ่าตัด โดยใช้แนวคิดของ
โคเฮนและอัฟฮอฟ ( 1980 ) 2) แบบสังเกตและตรวจสอบการบันทึกการพยาบาลตาม
สมรรถนะพยาบาลวชิ าชพี หอ้ งผา่ ตดั ด้านการพยาบาลเพื่อความปลอดภยั ของผู้ปว่ ยผ่าตัด
3) แบบประเมินความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพในการเข้าร่วมโปรแกรมการมีส่วนร่วม
ของพยาบาลวชิ าชีพในการปฏิบัตติ ามแนวทางการดูแลผู้ป่วยเพ่ือความปลอดภัยในการผ่าตัด
202
เครื่องมือส่วนท่ี1 และ 3 ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน มี
ค่าดัชนีความสอดคล้อง ระหว่าง 0.8–1.0 วิเคราะห์เปรียบเทียบข้อมูลพ้ืนฐานด้วยสถิติการ
แจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉล่ีย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เปรียบเทียบ
คะแนนการปฏบิ ตั งิ านก่อนและหลังการไดร้ บั โปรแกรมด้วยสถิติ Paired Sample t-test
ผลการศกึ ษา: กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยของการปฏิบัติตามแนวทางการดูแลผู้ป่วยผ่าตัด เพ่ิมข้ึนจากร้อยละ
84.4 เป็นร้อยละ 92.2 มีค่าคะแนนเฉล่ียของการปฏิบัติงานก่อนเข้าโปรแกรมใกล้เคียงกับ
หลังเข้าโปรแกรม ( x = 24.76, SD = .64, x =24.92, SD = 0.27) หลังได้รับโปรแกรม
กลมุ่ ทดลองมคี ะแนนเฉลี่ยการปฏบิ ัติตามแนวทางการดแู ลผ้ปู ว่ ยผา่ ตดั ไม่แตกตา่ งกับก่อนการ
ทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับมากกวา่ 0.001 หลังได้รับโปรแกรมกลุ่มทดลองมีค่า
ระดับความพึงพอใจต่อการเข้าโปรแกรมการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติตามแนวทางการดูแล
ผู้ป่วยต่อคุณภาพบริการพยาบาลด้านความปลอดภัยในการผ่าตัด โรงพยาบาลแพร่ ร้อยละ
89.37
สรุป: การนำแนวคิดการมีส่วนร่วมมาสร้างเปน็ โปรแกรมเพอ่ื ให้พยาบาลวชิ าชีพไดม้ ีส่วนร่วมในการ
ปฏบิ ัติตามแนวทางการดูแลผ้ปู ่วย ไม่ไดท้ ำให้คณุ ภาพการบริการพยาบาลดา้ นความปลอดภยั
ในการผ่าตัด โรงพยาบาลแพร่เปล่ียนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่มีค่าเฉล่ียของการ
ปฏิบตั ิงานเพิม่ ขน้ึ
คำสำคญั : การมสี ่วนร่วม, คณุ ภาพบริการพยาบาลดา้ นความปลอดภัยในการผ่าตดั
*กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยหอ้ งผา่ ตดั
Effects of Professional Nurses Participation Program in Adherence to Patient
Care Guidelines on the Quality of Surgical Nursing Service
Phrae Hospital
Laksana Chantrayotagorn, D.N.S.*
Kunchayarat Udkhammee, M.N.S.*
Abstract Safety of patients undergoing surgery this is an issue of concern to the World
Backgrund: Health Organization and all hospitals around the world. The World Health
Organization has therefore developed the WHO surgical safety checklist to
reduce the number of surgical adverse events. Operation room at Phrae
Hospital has practical guidelines for keeping patients safe from standardized
surgery, supporting research and research on the use of teaching techniques
203
Objective: for professional nurses to follow guidelines for patient care for safety. In
Design: surgery the results of the research were found that after receiving teaching
work Professional nurses follow a guideline better before being taught a job.
Result: But the goal has not yet been reached, which is that the operating room
nurses must follow 100% of the patient care guidelines in order to meet the
target set of the operating room. Therefore, the researcher uses the concept
of participation to create a program for professional nurses to participate in
the practice of patient care.
1. To find the average compliance with the surgical care guideline of surgical
nurses at Phrae Hospital.
2. To compare the quality of nursing service for surgical safety before and
after Using the Participation Program of Professional Nurses in Adherence to
Patient Care Guidelines for Surgical Safety Nursing Service Quality Phrae
Hospital.
3. To measure the satisfaction level of professional nurses after participating
in the program of participation in patient care guidelines for the quality of
surgical nursing safety nursing services.
Use a quasi-experimental research model. The samples were professional
nurses, operating room, Phrae Hospital. With work experience of 1 year or
more, all 30 people in one group pre-posttest design. Tools used for data
collection were divided into 3 parts consisting of 1) program. Involvement of
Registered Nurses in Compliance with Patient Care Guidelines for Surgical
Safety Using the concept of Cohen and Auf Hof (1980) 2), observation and
examination of nursing records according to the competency of professional
nurses, operating room nursing for the safety of surgical patients. 3) The
satisfaction assessment form of professional nurses in participating in the
participation program of professional nurses in the implementation of the
guideline for patient care for surgical safety. The tools part 1 and 3 were
validated for content validity by 3 experts with a consistency index between
0.8–1.0. Baseline data were analyzed by statistics, frequency distribution,
percentage, mean, standard deviation, and comparing the performance scores
before and after receiving the program with Paired Sample t-test statistics.
Experimental group had the mean of compliance with the surgical care
guideline. Increased from 84.4% to 92.2%. The mean score of work before
204
entering the program was similar to that after the program ( = 24.76, SD =
.64, = 24.92, SD = 0.27) after receiving the program. The mean score of the
implementation of the surgical care guideline was not significantly different
from that of the pre-trial, at a level greater than 0.001 after receiving the
experimental group program. Follow patient care guidelines for the quality of
nursing service in the field of surgical safety. Phrae Hospital 89.37%
Conclusion: Application of the concept of participation into a program for professional
nurses to participate in the implementation of patient care practices. It does
not compromise the quality of surgical nursing service. The hospitals spread
statistically significant changes. But the average of performance increases.
Keywords: Participation, Quality of nursing service in surgical safety
บทนำ
งานห้องผ่าตัดเป็นหน่วยงานครอบคลุมการให้บริการรักษาพยาบาลผู้ป่วยท่ีเข้ามารับการรักษาด้วย
วิธีการผ่าตัดท้ังผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกเพ่ือให้ผู้ป่วยปลอดภัยและหายจากโรคที่เป็นอยู่ การป้องกันความ
ผิดพลาดจากการผ่าตัดถือว่าเป็นสิ่งท่ีสำคัญต่อความปลอดภัยและความไว้วางใจในคุณภาพบริการของ
ผู้รับบริการ ( 1 ) ความปลอดภัยของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัด เป็นประเด็นท่ีองค์การอนามัยโลกและโรงพยาบาล
ทุกแห่งทั่วโลกให้ความสำคัญ องค์การอนามัยโลกจึงได้พัฒนาแบบตรวจสอบรายการผ่าตัดปลอดภัย ( WHO
surgical safety checklist ) ขน้ึ เพ่ือลดจำนวนเหตกุ ารณ์ไมพ่ ึงประสงคจ์ ากการผา่ ตดั ( 2 )
ประเทศสหรัฐอเมริกามีผู้ป่วยเสียชีวิตจากความผิดพลาดทางการแพทย์ในแต่ละปี 44,000- 98,000
(Institute of Medicine (IOM), 1999) ( 1 ) ซ่ึงจัดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตในระดับต้น ๆ ของสหรัฐอเมริกา
จากการสำรวจในประเทศไทย พบเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่เกิดในห้องผ่าตัด ได้แก่ การตกค้างของสิ่ง
แปลกปลอมในร่างกายผู้ป่วยทำให้เกิดแผลผ่าตัดติดเชื้อ ร้อยละ 38 ความล้มเหลวของการผ่าตัด ร้อยละ
23.80 และภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดร้อยละ 9.50 ( 3 )เป็นต้น นอกจากนี้ความผิดพลาดที่เกิดจากการ
ผ่าตัด อาจทำให้ผู้ป่วยได้รับบาดเจ็บ ทุพพลภาพสูญเสียโอกาส ทำให้ใช้เวลารักษานานขึ้น ส่งผลกระทบต่อ
ภาวะเศรษฐกจิ ทั้งของครอบครัวและประเทศ
ห้องผ่าตัดโรงพยาบาลแพร่มีแนวทางการปฏิบัติเพ่ือให้ผู้ป่วยปลอดภัยจากการผ่าตัดที่ได้มาตรฐานมี
ผลงานวิจัยรองรับ และมี งานวิจัยการใช้เทคนิคการสอนงานให้พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติตามแนวทางการดูแล
ผู้ป่วยเพื่อความปลอดภัยในการผ่าตัด ซึ่งผลของการวิจัยพบว่าหลังได้รับการสอนงาน พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติ
ตามแนวทางไดด้ ีกว่าก่อนการได้รับการสอนงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ < 0.001 ( 4 ) แต่ยังไม่ถึงเป้าหมายที่
วางไว้ คือ พยาบาลวิชาชีพห้องผ่าตัดต้องปฏิบัติตามแนวทางการดูแลผู้ป่วยร้อยละ 100 และจากการเก็บ
ข้อมูลตัวชี้วัดคุณภาพ ปี 2562 พบว่าเกิดอุบัติการณ์ผ้าซับโลหิตตกค้างในแผลผ่าตัดอีก 1 ราย( 5 ) เพ่ือให้
เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ของห้องผ่าตัด ผู้วิจัยในฐานะเป็นพยาบาลผู้ปฏิบัติการช้ันสูง มีความสนใจท่ีจะ
พัฒนาโปรแกรมการมีส่วนร่วมของพยาบาลวิชาชีพในการปฏิบัติตามแนวทางการดูแลผู้ป่วยเพื่อเพ่ือความ
205
ปลอดภยั ในการผา่ ตดั โดยใช้แนวคดิ การมีส่วนรว่ มของ โคเฮน และอพั ฮอฟ ( Cohen and Uphoff, 1980 )(6)
และจากการทบทวนวรรณกรรมพบว่าการให้พยาบาลวิชาชีพเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่การตัดสินใจ การปฏิบัติ
การรับผลประโยชน์และการประเมินผล ทำให้ผู้ป่วยได้รับบริการท่ีมีคุณภาพได้มาตรฐานปลอดภัยและ
พยาบาลวิชาชพี มคี วามพงึ พอใจตอ่ การใช้โปรแกรม
วัสดแุ ละวธิ กี ารศกึ ษา
การวจิ ัยครั้งนี้เป็นการวิจัยก่ึงทดลอง ( Quasi-experimental Research ) แบบศึกษาหน่ึงกลุ่มวัดก่อน
และหลังการทดลอง ( one group pre-post test design) เพ่ือหาค่าเฉล่ียการปฏิบัติตามแนวทางการดูแล
ผู้ป่วยผ่าตัดของพยาบาลวิชาชีพห้องผ่าตัดโรงพยาบาลแพร่ เพื่อเปรียบเทียบคุณภาพการบริการพยาบาลด้าน
ความปลอดภัยในการผ่าตัดก่อนและหลังการใช้โปรแกรมการมีส่วนร่วมของพยาบาลวิชาชีพในการปฏิบัติตาม
แนวทางการดูแลผู้ป่วยตอ่ คุณภาพบริการพยาบาลด้านความปลอดภัยในการผ่าตัด โรงพยาบาลแพร่และ เพ่ือ
วัดระดับความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติตามแนว
ทางการดูแลผู้ป่วยต่อคุณภาพบริการพยาบาลด้านความปลอดภัยในการผ่าตัด โรงพยาบาลแพร่ กลุ่มตัวอย่าง
ไดแ้ ก่ พยาบาลวิชาชีพห้องผ่าตดั โรงพยาบาลแพร่ ท่ีมีประสบการณ์การทำงานต้ังแต่ 1 ปีขึ้นไปทุกคน จำนวน
30 คน กลุ่มตัวอย่างได้เข้าโปรแกรมการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติตามแนวทางการดูแลผู้ป่วยผ่าตัด โดยผู้วิจัย
และผู้ร่วมวจิ ัยเป็นผู้ดำเนินกิจกรรมและกลุ่มตวั อย่างแต่ละคนจะได้รับการสังเกตและตรวจสอบการบันทึกการ
พยาบาลตามคุณภาพการบริการพยาบาลห้องผ่าตัดด้านการพยาบาลเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยผ่าตัด โดย
ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยเป็นผู้ใชแ้ บบสังเกต ก่อนทดลองคนละ 3คร้ังและหลังทดลองคนละ 3 ครั้ง เครื่องมือท่ีใช้
ในการเก็บรวบรวมข้อมูลแบ่งเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย 1) โปรแกรมการมีส่วนร่วมของพยาบาลวิชาชพี ในการ
ปฏิบัติตามแนวทางการดูแลผู้ป่วยเพ่ือความปลอดภัยในการผ่าตัด โดยใช้แนวคิดของโคเฮนและอัฟฮอฟ (
1980 ) 2) แบบสงั เกตและตรวจสอบการบนั ทึกการพยาบาลตามสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพห้องผ่าตัดด้านการ
พยาบาลเพ่ือความปลอดภัยของผู้ป่วยผ่าตัด(4 ) 3) แบบประเมินความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพในการเข้า
ร่วมโปรแกรมการมสี ่วนร่วมของพยาบาลวิชาชพี ในการปฏิบตั ติ ามแนวทางการดแู ลผ้ปู ว่ ยเพ่ือความปลอดภัยใน
การผ่าตัด เคร่ืองมือส่วนที่1 และ 3 ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนือ้ หาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน มีค่าดัชนี
ความสอดคล้อง ระหวา่ ง 0.8–1.0 วิเคราะห์เปรยี บเทียบข้อมูลพื้นฐานดว้ ยสถิติการแจกแจงความถ่ี ค่าร้อยละ
ค่าเฉลี่ย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เปรียบเทียบคะแนนการปฏิบัติงานก่อนและหลังการได้รับ
โปรแกรมดว้ ยสถติ ิ Paired Sample t-test
การพิทกั ษ์สทิ ธกิ ลมุ่ ตัวอยา่ ง
การวิจยั ครั้งนี้ได้รับคำรบั รองจากคณะกรรมการวิจยั ในมนุษย์ โรงพยาบาลแพร่ เลขที่ 41 / 2563 กลุ่ม
ตัวอย่างเข้าร่วมโครงการวิจัยด้วยความสมัครใจ ข้อมูลของกลุ่มตัวอย่างจะถูกเก็บไว้เป็นความลับโดยไม่มีการ
ระบุช่ือ ขอ้ มูลการวจิ ัยนำไปอภิปรายหรอื เผยแพร่ในภาพรวมเทา่ นนั้
206
ผลการศึกษา
กลุ่มทดลองมีค่าเฉล่ียการปฏิบัติตามแนวทางการดูแลผู้ป่วยผ่าตัดหลังเข้าโปรแกรมการมีส่วนร่วมสูง
กว่าก่อนเข้าโปรแกรมการมสี ่วนรว่ ม ( ตารางที่ 1)
ตารางท่ี 1 เปรียบเทียบรอ้ ยละของการปฏบิ ัตติ ามแนวทางการดูแลผูป้ ว่ ยผ่าตดั
กลมุ่ ทดลอง valid Frequency Valid Percent
กอ่ นทดลอง 25 76 84.4
หลังทดลอง 25 83 92.2
กลุ่มทดลองมีค่าเฉล่ียคะแนนในการปฏิบัติตามแนวทางการพยาบาลผู้ป่วยห้องผ่าตัดหลังเข้าโปรแกรม
การมีส่วนร่วม ไม่แตกต่างกับก่อนเข้าโปรแกรมการมีส่วนร่วม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ > 0.001(ตารางท่ี
2)
ตารางท่ี 2 ตารางเปรียบเทียบคา่ เฉลยี่ คะแนนในการปฏบิ ัติตามแนวทางการพยาบาลผู้ปว่ ยหอ้ งผ่าตดั กลุ่ม
ทดลองกอ่ นและหลงั เขา้ โปรแกรมการมสี ว่ นร่วม
กลุม่ ทดลอง SD t df Sig. (2-tailed)
กอ่ น – หลงั -.167 .64 -2.469 89 .015
กลมุ่ ทดลองมคี า่ เฉลีย่ ความพึงพอใจในการเขา้ โปรแกรมการมสี ่วนรว่ มร้อยละ 89.37 (ตารางท่ี 3)
ตารางที่ 3 ตารางค่าเฉลยี่ ความพงึ พอใจของกล่มุ ตัวอยา่ งในการเขา้ โปรแกรมการมีส่วนร่วม
กล่มุ ทดลอง N Minimum Maximum Mean Std.
Deviation
ความพึงพอใจ 30 76.20 95.25 89.37 5.56796
207
วิจารณ์
จากจำนวนผู้ป่วยที่มารับบริการผ่าตัดที่เพ่ิมข้ึนในแต่ละปี การผ่าตัดท่ีมีความยุ่งยากซับซ้อนเพ่ิมมาก
ขึ้น และอุบัติการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องผ่าตัด ส่งผลให้ผู้บริหารประกาศนโยบายความปลอดภัยของผู้ป่วยผ่าตัด
ห้องผ่าตัด มีการทบทวนระบบการบริหารจัดการความเสี่ยงห้องผ่าตัด ทำให้บุคลากรห้องผ่าตัดมีความ
ตระหนักในการปฏิบัติตามแนวทางมากข้ึน และจากการทำวิจัยการใช้เทคนิคการสอนงานพยาบาลวิชาชีพให้
ปฏิบัติตามแนวทางการดูแลผู้ป่วยผ่าตัด ทำให้สมรรถนะพยาบาลวิชาชีพด้านการดูแลผู้ป่วยผ่าตัดเพ่ิมข้ึน
ส่งผลให้กลุ่มทดลองมีค่าคะแนนเฉลี่ยของการปฏบิ ัติงานก่อนเข้าโปรแกรมใกล้เคียงกับหลังเข้าโปรแกรม (
= 24.76, SD = .64, = 24.92, SD = 0.27) หลังได้รับโปรแกรมกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยการปฏิบัติตาม
แนวทางการดูแลผู้ป่วยผ่าตัดไม่แตกต่างกับก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับมากกว่า 0.001
สอดคล้องกับงานวิจัยของ สุปราณี เจียรพงษ์ (2554 ) ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมของ
พยาบาลในการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาล ในโรงพยาบาลชุมชน จังหวัดปราจีนบุรี พบว่าปัจจัยจูงใจและ
ปัจจัยค้ำจุน การสนับสนุนจากหัวหน้าหอผู้ป่วยมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงกับการมีส่วนร่วมในการ
พัฒนาคุณภาพโรงพยาบาล( 7) หลังได้รับโปรแกรมกลุ่มทดลองมีค่าระดับความพึงพอใจต่อการเข้าโปรแกรม
การมีส่วนร่วมในการปฏิบัติตามแนวทางการดูแลผู้ป่วยต่อคุณภาพบริการพยาบาลด้านความปลอดภัยในการ
ผ่าตดั โรงพยาบาลแพร่ รอ้ ยละ 89.37
สรปุ
พยาบาลห้องผ่าตัดมีคุณภาพการบริการพยาบาลเพ่ือความปลอดภัยของผู้ป่วยผ่าตัดอยู่ในระดับท่ี
ใกล้เคียงกันทั้งก่อนทดลองและหลังทดลอง การใช้แนวคิดการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติตามแนวทางการดูแล
ผู้ป่วยเพื่อความปลอดภัยในการผ่าตัดทำให้พยาบาลวิชาชีพเกิดความพึงพอใจต่อการใช้โปรแกรมการมีส่วน
ร่วมต้ังแต่การตัดสินใจ การปฏิบัติ การรับผลประโยชน์และการประเมินผล ทำให้ผู้ป่วยได้รับบริการที่มี
คุณภาพได้มาตรฐานปลอดภยั
ข้อเสนอแนะ
ควรใช้แนวคิดการมีส่วนร่วมเพื่อทำให้บุคลากรในหน่วยงานรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของและต้อง การ
ปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดคุณภาพและได้มาตรฐานอย่างต่อเนื่อง วิจัยคร้ังต่อไปหัวหน้างานควรจะมีการนิเทศงาน
อย่างตอ่ เนื่องเพอ่ื ให้คุณภาพบริการพยาบาลเปน็ ไปตามเป้าหมายท่ีวางไว้
กติ ตกิ รรมประกาศ
คณะผู้วจิ ัยขอขอบคุณผู้อำนวยการโรงพยาบาลแพร่และคณะกรรมการสนับสนุนการวจิ ัยโรงพยาบาล
แพรท่ ่ีใหโ้ อกาสเข้าร่วมโครงการ ขอขอบคุณ ดร. เชรษฐา แกว้ พรม ทดี่ แู ลให้คำปรึกษาตลอดงานวิจยั
208
เอกสารอา้ งองิ
1. สุภทั ราพงษ์ พิลาดิษฐ์ .การบริหารความเส่ียงเพ่ือป้องกนั การผ่าตดั ผิดคน ผิดอวัยวะ ผิดตำแหน่ง
ของห้องผ่าตัดโรงพยาบาลบึงกาฬ. วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุข
ภาคใต้ 2558; 2(2): 66-84.
2. นงเยาว์ เกษตร์ภิบาล, ยอดย่ิง ปญั จสวสั ดิว์ งศ์, จิตตาภรณ์ จติ รเี ช้อื , นเรนทร์ โชติรสนริ มติ ,
สมใจ ศิระกมล และปารชิ าติ ภัควภิ าส. โครงการวจิ ัยการพฒั นาคณุ ภาพและความปลอดภัยของ
ผ้ปู ว่ ยทไี่ ดร้ ับการผา่ ตดั ในโรงพยาบาลของรฐั และเอกชนในประเทศไทย. คณะพยาบาลศาสตร์
มหาวิทยาลยั เชยี งใหม่. 2558.
3. ปตั พงษ์ เกษสมบูรณ,์ ศภุ สทิ ธิ์ พรรณนารุโณทัย, ประดษิ ฐ์ วงษค์ ณารตั นนกูล. ความนา่ เชอ่ื ถือ
ของการทบทวนแผนภูมเิ พอ่ื ตรวจสอบเหตกุ ารณ์ไมพ่ ึงประสงค์ในผปู้ ่วยในโรงพยาบาล:การศึกษา
นำร่อง นนทบุรี: สถาบนั วิจยั ระบบสาธารณสุข. 2546.
4. กัญจน์ชยารตั น์ อดุ คำมี. ผลการใชเ้ ทคนคิ การสอนงานพยาบาลวิชาชีพต่อสมรรถนะพยาบาลหอ้ ง
ผ่าตดั ด้านความปลอดภัยผู้ปว่ ยผา่ ตัด. วารสารโรงพยาบาลแพร่ 2564; 2(2): เลขหน้า-เลขหนา้ .
5. รายงานคุณภาพและตัวช้วี ดั กลุ่มการพยาบาลโรงพยาบาลแพร.่ แพร่: โรงพยาบาลแพร่; 2562.
6. Cohen, J.M., & Uphoff, N.T. Participations place in rural development: Seeking
clarity through specificity. New York: World Developments. 1980.
7. สปุ ราณี เจียรพงษ.์ ปจั จยั ทม่ี คี วามสมั พนั ธก์ ับการมีส่วนรว่ มของพยาบาลในการพัฒนาคุณภาพ
โรงพยาบาล ในโรงพยาบาลชุมชน จังหวัดปราจนี บุร.ี วิทยานิพนธร์ ะดับมหาบัณฑิต.
มหาวิทยาลัยอสี เทริ น์ เอเชยี . 2554.
209
การพฒั นาและการใช้แนวปฏิบัตทิ างคลนิ กิ
สำหรับการจัดการไข้ในผ้ปู ว่ ยเดก็
Development and Implementation of Clinical Practice
Guidelines for Fever Management
Among Pediatric Patients
นางรัตนเ์ กล้า ปราบสมรชยั (ป.พ.ส.)
Miss Ratklaow Prabsamonchai (Dip in Nursing Seience)
พยาบาลวชิ าชพี ชำนาญการ
หอผู้ปว่ ยกมุ ารเวชกรรม โรงพยาบาลลำพนู
Registered Nurse , Professional level
Pediatric Ward , Lamphun Hospital
210
บทคดั ย่อ
ภาวะไข้ในผู้ปว่ ยเด็ก เป็นปญั หาท่ีพบบ่อยทสี่ ดุ ในหอผูป้ ่วยเดก็ และสง่ ผลกระทบต่อผู้ปว่ ยเดก็ ทง้ั
ดา้ นร่างกาย จติ ใจ และสังคม การจัดการไขใ้ หก้ ับผู้ป่วยเดก็ ตามหลักฐานเชิงประจกั ษ์ จะช่วยลด
ผลกระทบจากการมีไข้แกผ่ ปู้ ่วยเด็กลงได้ การวจิ ัยเชิงพัฒนานี้มวี ัตถุประสงคเ์ พื่อพฒั นาและใช้แนวปฏบิ ตั ิ
ทางคลนิ ิกสำหรับการจดั การไข้ในผู้ป่วยเดก็ ในหอผู้ปว่ ยกมุ ารเวชกรรม โรงพยาบาลลำพูน ระหว่างเดือน
มกราคม พ.ศ. 2563 ถึง เดอื น มีนาคม พ.ศ.2563 กระบวนการพัฒนาแนวปฏิบัตทิ างคลนิ ิก กล่มุ ตวั อยา่ ง
ในการวิจัยครั้งน้ี ไดแ้ ก่ 1) บคุ ลากรสุขภาพที่ปฏิบัตงิ านในหอผปู้ ่วยกุมารเวชกรรม 2) ผปู้ ่วยเดก็ อายุ 1
เดอื นถึง 15 ปที มี่ ีไข้ และเข้ารับการรักษาในหอผูป้ ่วยกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลลำพูน 3) ผู้ปกครอง
ผู้ปว่ ยเดก็ เครื่องมือที่ใช้เกบ็ รวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามบุคลากรสขุ ภาพ และความคดิ เหน็
แบบสอบถามผปู้ กครองผปู้ ่วยเดก็ และความคดิ เหน็ แบบบนั ทึกกลุม่ ตัวอย่างผู้ปว่ ยเด็ก
ผลการวิจัยพบว่า เม่อื ดำเนินการใช้แนวปฏบิ ัติทางคลินิก กลมุ่ ตัวอยา่ งผ้ปู ว่ ยเด็ก มรี ะดับอุณหภมู ิ
ร่างกายที่ลดลง หลังการจดั การลดไข้มากกว่าก่อนใชแ้ นวปฏิบตั ทิ างคลนิ ิก มีความแตกต่างอย่างมี
นยั สำคญั ทางสถิตทิ ี่ระดบั 0.05 การเกิดอาการไมส่ ขุ สบาย ขณะจัดการลดไข้น้อยกว่า ก่อนใช้แนวปฏิบัติ
ทางคลินกิ อย่างมนี ยั สำคัญทางสถติ ิ ทรี่ ะดับ 0.05
ABSTRACT
Fever is a common problem in pediatric patients and affects them physically,
mentally and socially. Implementing an evidence-based management for fever could
reduce the impact of fever on pediatric patients. This developmental research aimed to
develop and implement clinical practice guidelines for fever management among
pediatric patients at the Pediatric Ward, Lamphun hospital during January 2020 to March
2020. The process for developing. The samples consisted of 1) Personnel who worked at
the Pediatric Ward 2) pediatric patients, aged 1 month -15 years Pediatric Ward based
management for fever; 3) Cop parents of pediatric patients. The instruments used for
data collection included a health care provider demographic data questionnaire, a
pediatric patient demographic data recording form, an A outcome of the fever
management recording form, a parent satisfaction questionnaire, and a health care
personnel opinion on implementation questionnaire
Results of the study revealed that, During implementing, pediatric patients had
more temperature reduction than before statistically significant discomfort at the level of
.05, and they had less statistically significant discomfort at the level of .05.
คำสำคญั (Keywords) 1.ไข้ (Fever) 2.การจดั การไข้ (Fever Management)
3.แนวปฏิบตั ทิ างคลนิ ิก (Clinical practice guidelines)
211
ความเปน็ มาและความสำคญั ของปัญหา
ภาวะไขค้ ือ ภาวะที่อุณหภูมขิ องรา่ งกายสูงขนึ้ เมอ่ื ร่างกายมีไข้จะวดั อุณหภมู ทิ างปากได้มากกว่า
37.5 องศาเซลเซยี ส วัดทางรักแรไ้ ด้มากกว่า 37.2 องศาเซลเซียส ภาวะไข้ไมใ่ ชโ่ รค แต่เปน็ สัญญาณท่ีชใ้ี ห้
ทราบว่า มีความผดิ ปกติเกิดข้ึนในร่างกาย ทีเ่ กดิ ขน้ึ รว่ มกับการติดเชอื้ การอกั เสบ หรือเปน็ การตอบสนอง
ทางสรีรวิทยาต่อความเจ็บป่วยด้วยโรคตา่ งๆ
นอกจากนี้ภาวะไข้ ยงั ทำให้ผู้ปว่ ยเดก็ เกดิ ความไมส่ ขุ สบาย คร่ันเนอื้ ครัน่ ตัว อ่อนเพลยี มภี าวะ
ขาดสารน้ำจากการสญู เสยี นำ้ ทางเหงอ่ื และการหายใจ จากกระบวนการระบายความรอ้ นออกจาก
ร่างกาย ทำใหม้ ีอาการแหง้ แตกของริมฝีปาก และเยอ่ื บุในช่องปากเปน็ แผลอกั เสบ ผลกระทบต่อระบบ
ตา่ งๆ ในร่างกายหลายประการดังกลา่ วข้างต้น จงึ จำเปน็ ตอ้ งมีการจดั การลดไข้ใหก้ ับผ้ปู ่วยเดก็
การจัดการลดไขใ้ นผู้ป่วยเด็ก มีวตั ถุประสงคเ์ พื่อลดอุณหภูมิร่างกายของผู้ปว่ ยเด็ก ให้ตำ่ กวา่ เดมิ
หรอื ใหอ้ ยู่ในระดบั ปกติ บรรเทาความไม่สขุ สบาย ช่วยให้ผู้ป่วยเด็กได้พกั ผ่อน และป้องกันภาวะแทรกซ้อน
จากการมีไขส้ งู โดยมวี ธิ กี ารจัดการลดไข้สองแบบ ไดแ้ ก่ แบบไม่ใช้ยา และแบบใช้ยา แบบไม่ใช้ยา
การลดไข้แบบไมใ่ ช้ยาดังกลา่ วข้างตน้ มขี ้อดคี ือ สามารถลดอณุ หภมู ริ า่ งกายได้เร็วกวา่ เมื่อเทียบ
กับการใหย้ าลดไขภ้ ายใน 1 ชว่ั โมงแรก และนยิ มใชใ้ นผู้ป่วยเด็ก ทม่ี ีความเส่ียงต่อการชักจากไข้สงู หรือมี
ความผดิ ปกติของระบบประสาท เน่ืองจากความผดิ ปกติของกลไกการควบคมุ อณุ หภูมิ ในสมองไม่
ตอบสนองต่อการใชย้ า หรือใช้ในผู้ปว่ ยเด็กโรคตับท่มี ีข้อห้ามในการใชย้ า แตม่ ีข้อเสียคือทำให้ผปู้ ว่ ยเด็ก
เกิดความรู้สึกไมส่ ุขสบายได้เช่น มีอาการขนลกุ หนาวสนั่ หรือร้องไห้
สว่ นการลดไข้แบบใชย้ า ได้แก่ ยาในกลมุ่ Acetylsalicylic acid เช่น Aspirin ยาในกล่มุ
Nonsteroidal Anti-inflamatory Drug เชน่ Ibuprofen และยาในกลุ่ม Acetaminophen เชน่
Paracetamal เปน็ ต้น การลดไข้โดยวิธีนี้มขี ้อดคี ือ ไมร่ บกวนผู้ปว่ ยเดก็ รับประทานได้ง่ายออกฤทธ์สิ ูงสดุ
ในการลดอุณหภมู ริ ่างกายภายหลงั ได้รบั ยา 1 ชวั่ โมง และมฤี ทธิ์อยูภ่ ายในร่างกายไดน้ าน 5 ชัว่ โมง
ผวู้ ิจัยและทมี สุขภาพทใ่ี ห้การดแู ลผปู้ ่วยเด็กแผนกกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลลำพนู จึงมคี วาม
สนใจดำเนินการใช้แนวปฏิบตั ิทางคลินกิ สำหรบั การจัดการไขใ้ นผปู้ ว่ ยเด็กของบุคลากรสขุ ภาพในหอ
ผปู้ ว่ ยกมุ ารเวชกรรม โรงพยาบาลลำพนู โดยใชแ้ นวปฏบิ ตั ทิ างคลนิ ิก ของสภาวจิ ยั ด้านการแพทย์และ
สาธารณสุขแหง่ ชาตปิ ระเทศออสเตรเลีย เน่อื งจากการเกิดไขใ้ นผู้ป่วยเดก็ เป็นปัญหาทีส่ ำคัญและพบมาก
ทีส่ ดุ ในหอผ้ปู ว่ ยกมุ ารเวชกรรม ซง่ึ เสยี่ งต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน หากได้รับการดูแลทไี่ ม่ถกู ต้อง และ
ควรได้รับการปรับปรุงการปฏิบตั ิดงั กล่าวขา้ งต้น โดยคาดว่าบคุ ลากรสุขภาพมีการปฏบิ ัติการจดั การไขใ้ น
ผปู้ ว่ ยเด็กได้อย่างถูกตอ้ งมากข้นึ และเป็นไปในแนวทางเดยี วกนั เพ่ือใหม้ ปี ระสิทธภิ าพในการจัดการไข้
และบรรเทาอาการไมส่ ุขสบายที่อาจเกิดขึน้ จากการลดไข้ ได้แก่ อาการรอ้ งไห้ หนาวส่ัน ไม่ยอมนอน ของ
ผู้ป่วยเดก็ ตลอดจนผปู้ กครองผปู้ ว่ ยเดก็ มีความพงึ พอใจในการพยาบาลที่ไดร้ ับ
212
วัตถปุ ระสงคก์ ารวิจัย
1. เพือ่ พฒั นาแนวปฏบิ ตั ทิ างคลินิก สำหรบั การจดั การไข้ผปู้ ว่ ยเด็ก ในหอผู้ปว่ ยกมุ ารเวช-กรรม
โรงพยาบาลลำพนู
2. เพ่ือศึกษาผลลัพธ์ของการจัดการไข้ในผู้ปว่ ยเดก็ โดยบคุ ลากรสุขภาพระหวา่ งกลุ่ม
ไมไ่ ด้รับและกลมุ่ ทไ่ี ดร้ ับ การปฏิบัติตามแนวปฏบิ ตั ทิ างคลนิ ิก สำหรบั การจัดการไขใ้ นผปู้ ่วยเดก็ ในประเดน็
2.1 ระดับอุณหภมู ริ ่างกายของผ้ปู ว่ ยเดก็ ท่ีลดลง
2.2 อาการไมส่ ุขสบายทเี่ กดิ จากการจดั การไข้ให้กับผปู้ ่วยเดก็ ไดแ้ ก่ อาการรอ้ งไห้ หนาวสน่ั
2.3 ความพงึ พอใจของผปู้ กครองผ้ปู ว่ ยเดก็ ต่อการจดั การไข้ของบคุ ลากรสุขภาพ
3. เพ่อื ศึกษาความคิดเหน็ ของบุคลากรสุขภาพหอผู้ป่วยกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลลำพนู ตอ่
การใช้แนวปฏิบัตทิ างคลนิ ิกสำหรบั การจัดการไขใ้ นผ้ปู ว่ ยเดก็
สมมติฐานการวจิ ยั
1. ระดบั อุณหภมู ิรา่ งกายของผปู้ ่วยเดก็ ที่ลดลง ของการจัดการไข้ในผูป้ ว่ ยเดก็ กลุ่มทีไ่ ด้รับการ
ปฏิบตั ติ ามแนวปฏบิ ตั ทิ างคลนิ กิ มีอุณหภูมิลดลงเร็วกวา่ กลุ่มท่ีไม่ได้รบั ตามแนวปฏิบตั ิทางคลนิ กิ
2.อาการไมส่ ุขสบายขณะจดั การลดไข้ ของการจดั การไข้ในผปู้ ว่ ยเด็ก กล่มุ ท่ีไดร้ ับการปฏบิ ัติ
ตามแนวปฏบิ ตั ทิ างคลินิกมีอาการไม่สุขสบายน้อยกวา่ กลุ่มท่ไี ม่ไดร้ บั ตามแนวปฏิบัตทิ างคลินกิ
กรอบแนวคิดในการวจิ ัย
การเกดิ ไขใ้ นผู้ปว่ ยเด็กสง่ ผลกระทบต่างๆ ต่อตัวผปู้ ว่ ยเด็กโดยเฉพาะการชกั จากไข้สูง บุคลากร
สขุ ภาพจงึ ตอ้ งมกี ารจดั การไข้ในผูป้ ่วยเดก็ อย่างถูกต้อง เพ่อื ให้ผปู้ ว่ ยเดก็ ไดร้ บั การดแู ลทีม่ ีคุณภาพตาม
มาตรฐาน และลดผลกระทบท่อี าจเกิดขึน้ โดยการปฏบิ ัติตามการพฒั นาเปน็ แนวปฏบิ ัตทิ างคลนิ กิ สำหรบั
การจดั การไข้ในผปู้ ว่ ยเด็ก การวิจัยนี้ใชร้ ูปแบบการพฒั นาและการใชแ้ นวปฏิบัติทางคลินกิ ของสภาวจิ ัย
ด้านการแพทยแ์ ละสาธารณสุขแห่งชาติประเทศออสเตรเลีย ซึ่งแบง่ เปน็ 2 ระยะคือ ระยะที่ 1 เปน็ ระยะ
การพัฒนาแนวปฏิบตั ิทางคลินกิ ประกอบดว้ ยข้ันตอนดังน้ี การกำหนดประเด็นปัญหาและขอบเขตของ
แนวปฏิบตั ิทางคลินิก กำหนดวัตถุประสงค์ และกลุ่มเป้าหมาย การกำหนดผลลพั ธ์ทางสขุ ภาพ และการ
กำหนดเป็นแนวปฏบิ ัตทิ างคลินกิ ระยะท่ี 2 เปน็ ระยะดำเนนิ การใชแ้ นวปฏบิ ัติทางคลนิ กิ ประกอบด้วย
ข้นั ตอนดงั น้ี การนำแนวปฏิบตั ทิ างคลินิกไปใช้และการประเมนิ ผลลัพธ์ ซ่ึงการวิจัยนี้ประเมินผลลพั ธใ์ น
เรอื่ งระดับอุณหภูมิร่างกายของผูป้ ว่ ยเด็กทลี่ ดลง อาการไม่สุขสบายท่ีเกิดจากการจัดการลดไขใ้ ห้กับผูป้ ่วย
เด็ก ไดแ้ ก่ อาการร้องไห้ หนาวสน่ั ความพงึ พอใจของผ้ปู กครองผูป้ ่วยเด็ก ต่อการจดั การไข้ของบุคลากร
สขุ ภาพ และความคดิ เหน็ ของบคุ ลากรสุขภาพต่อการใชแ้ นวปฏบิ ตั ทิ างคลินกิ
213
วิธดี ำเนินงานวิจัย
1. ประชากรทีศ่ กึ ษาแบ่งเปน็ 3 กล่มุ ได้แก่
กลุ่มท่ี 1 บคุ ลากรสุขภาพ ที่ปฏิบตั ิงานในหอผู้ปว่ ยกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลลำพนู
ประกอบด้วย แพทยท์ ี่ดแู ลหอผปู้ ่วยกุมารเวชกรรม พยาบาลวชิ าชพี และพนักงานช่วยเหลอื คนไข้
กลุ่มที่ 2 ผปู้ ว่ ยเดก็ อายุ 1 เดอื นถึง 15 ปี ท่มี ไี ข้และเขา้ รับการรกั ษา ในหอผูป้ ว่ ยกมุ ารเวชกรรม
โรงพยาบาลลำพูน
กลมุ่ ท่ี 3 ผู้ปกครองผปู้ ่วยเด็กในข้อ 2 ซึ่งอาจเปน็ บิดา มารดา ญาตใิ นครอบครวั หรือพ่ีเล้ยี ง ซง่ึ
มีหน้าทดี่ แู ลผปู้ ว่ ยเด็ก ขณะเขา้ รบั การรกั ษาในหอผู้ป่วยกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลลำพูน
2. กลุ่มตวั อยา่ งทใี่ ชใ้ นการศึกษาแบง่ เป็น 3 กลมุ่
ซึ่งไดม้ าโดยการสุ่มอย่างงา่ ย (Simple Random Sampling) ได้แก่
กลุ่มท่ี 1 บุคลากรสขุ ภาพท่ีปฏบิ ัตงิ านในหอผ้ปู ว่ ยกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลลำพูน ทีใ่ ชแ้ นว
ปฏบิ ตั ิทางคลินกิ สำหรับการจัดการไขใ้ นผปู้ ่วยเด็ก ประกอบด้วย แพทยท์ ีด่ ูแลหอผปู้ ่วยกุมารเวชกรรม
จำนวน 1 คน พยาบาลวิชาชีพ 12 คน และพนักงานชว่ ยเหลอื คนไข้ 5 คนรวม 18 คน
กลุ่มที่ 2 ผ้ปู ่วยเดก็ อายุ 1 เดอื นถงึ 15 ปี ที่มีไขแ้ ละเข้ารับการรักษา ในหอผูป้ ว่ ยกมุ ารเวชกรรม
โรงพยาบาลลำพูน สำหรับการจัดการไขใ้ นผปู้ ่วยเด็กทีย่ ินดีเข้ารว่ มในงานวจิ ยั ในช่วงเวลาที่ศึกษา ซึง่ เปน็
ผูป้ ่วยเด็กท่มี ีไขใ้ นระยะ 24 ช่วั โมงแรกทเ่ี ข้ารับการรักษาในหอผู้ปว่ ยกมุ ารเวชกรรม จำนวน 50 คน
กลุม่ ที่ 3 ผ้ปู กครองผู้ปว่ ยเดก็ ในกลมุ่ ที่ 2 ซง่ึ มีหนา้ ทด่ี ูแลผูป้ ว่ ยเด็กจากการใช้แนวปฏบิ ตั ทิ าง
คลนิ ิกสำหรบั การจัดการไขใ้ นผู้ปว่ ยเดก็ ที่ยินดีเข้าร่วมในงานวจิ ัย จำนวน 50 คน
เคร่อื งมอื ที่ใช้ในการวจิ ยั
เครอื่ งมอื ที่ใช้ในการเกบ็ รวบรวมข้อมูล ผ้วู ิจยั สรา้ งข้นึ เองจากการศึกษาเอกสารที่เกยี่ วข้อง ดังน้ี
1. แบบสอบถามข้อมูลทวั่ ไป ของบุคลากรสุขภาพ มีลกั ษณะเปน็ คำถามปลายปดิ และปลายเปิด
2. แบบบันทกึ ข้อมลู ท่วั ไปของผู้ป่วยเด็กประกอบด้วยข้อมูลเก่ียวกับเพศ อายุ การวินจิ ฉัยโรค มี
ลักษณะเปน็ แบบเติมคำหรือข้อความ
3. แบบบันทกึ ผลลพั ธ์ของการปฏิบตั กิ ารจดั การไข้ ในผปู้ ว่ ยเด็กของบุคลากรสขุ ภาพ ได้แก่ ระดบั
อณุ หภมู ิรา่ งกายของผูป้ ว่ ยเด็กที่ลดลงในเวลา 2 ชว่ั โมง อาการไมส่ ุขสบายทเี่ กดิ จากการจดั การไข้ให้กบั
ผ้ปู ่วยเด็กโดยบุคลากรสุขภาพ มีลักษณะเปน็ แบบตรวจสอบรายการและเติมคำ
4. แบบสอบถามความพงึ พอใจของผู้ปกครองผูป้ ่วยเด็กต่อการจัดการไข้ตามแนวปฏบิ ัติทางคลินิก
สำหรับการจดั การไขใ้ นผู้ป่วยเด็กของบคุ ลากรสขุ ภาพ
5. แบบสอบถามความคดิ เหน็ ตอ่ การใช้แนวปฏิบัติทางคลนิ กิ สำหรบั การจัดการไขผ้ ้ปู ว่ ยเดก็ ของ
บคุ คลากรสุขภาพ ลกั ษณะคำถามเป็นแบบประเมินค่า
214
6. เทอรโ์ มมเิ ตอร์วดั อุณหภูมิร่างกายการวจิ ยั น้ี ใชช้ นิดดิจติ อลสำหรบั วัดอณุ หภมู ิทางรักแร้ซึ่งเปน็
เทอรโ์ มมเิ ตอรท์ ี่มใี ช้อยแู่ ล้ว ในหอผ้ปู ว่ ยกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลลำพูน
การควบคมุ คณุ ภาพของเครื่องมอื
ความเทีย่ งตรงตามเน้ือหา (Content validity) ทำโดยผู้วจิ ัยนำเคร่ืองมือทใ่ี ช้ในการวจิ ัย ทีส่ ร้าง
ขึ้น ไปตรวจสอบความเที่ยงตรงตามเน้ือหา โดยปรกึ ษาผทู้ รงคณุ วฒุ จิ ำนวน 3 คน แลว้ นำมาคำนวณหาคา่
ดชั นคี วามเท่ยี งตรงตามเน้ือหา (Content Validity Index: CVI)
การทดสอบความเป็นไปได้ ในการนำไปใช้ของแบบบันทึกผลลัพธ์ ของการปฏิบตั ิการจัดการไข้ทำ
โดย ผู้วิจยั นำแบบบันทกึ ผลลพั ธข์ องการปฏิบัติการจดั การไข้ในผ้ปู ว่ ยเดก็ ของบุคลากรสขุ ภาพท่ีได้
ปรบั ปรุง ตามข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวฒุ ิแล้ว ไปทดลองใชใ้ นหอผ้ปู ่วยกุมารเวชกรรม โรงพยาบาล
ลำพูน กับผปู้ ่วยเด็กท่ีมีไขจ้ ำนวน 10 ราย เพือ่ ทดสอบความยากงา่ ย และความชัดเจนในการบนั ทึก ไมพ่ บ
ปัญหาในการบนั ทกึ และผลลัพธท์ ี่บันทกึ มีความชัดเจน
การทดสอบความเชื่อมั่นของแบบวดั ความพึงพอใจของผู้ปกครองผูป้ ว่ ยเดก็ ทำโดยผ้วู จิ ัยนำ
แบบสอบถามความพึงพอใจของผปู้ กครองผปู้ ่วยเด็ก ต่อการจัดการไข้ของบุคลากรสุขภาพท่ีไดป้ รับปรงุ
ตามข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒแิ ล้ว
การทดสอบความเทยี่ งตรงของเทอรโ์ มมิเตอรช์ นดิ ดจิ ติ อล ผวู้ ิจยั นำไปตรวจสอบความเท่ยี งตรง
จากหน่วยดูแลอปุ กรณก์ ารแพทยข์ องโรงพยาบาลลำพนู จึงนำไปใชใ้ นการวจิ ยั
การวิเคราะหข์ อ้ มูล
ผูว้ จิ ยั นำขอ้ มูลท่ีได้มาวเิ คราะห์โดยใชโ้ ปรแกรมสำเร็จรปู ซ่ึงมีรายละเอยี ดดงั ต่อไปน้ี
1. ขอ้ มลู สว่ นบคุ คลของบุคลากรสขุ ภาพ ที่ใชแ้ นวปฏบิ ตั ิทางคลนิ กิ สำหรับการจัดการใชใ้ นผู้ป่วย
เด็ก นำมาจดั กลมุ่ ข้อมลู วเิ คราะห์โดยการแจกแจงความถ่ี หาค่าร้อยละ
2. ข้อมูล ส่วนบคุ คลในผู้ปว่ ยเดก็ ระหว่างกลุ่มที่ไมไ่ ดร้ ับและกลุ่มท่ีได้รับการปฏิบตั ติ ามแนวปฏิบัติ
ทางคลินกิ สำหรบั การจัดการไขใ้ นผู้ป่วยเด็ก นำมาจดั กลุ่มขอ้ มลู วเิ คราะห์โดยการแจกแจงความถ่ี หาคา่
ร้อยละ คา่ เฉลย่ี และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
3. เปรียบเทยี บระดับอุณหภมู ิร่างกายทลี่ ดลงของผ้ปู ่วยเด็กทุก 30 นาทเี ป็นเวลา 2 ชว่ั โมงรวม 4
ครง้ั ภายหลงั ได้รับการจัดการไขโ้ ดยบุคลากรสุขภาพระหวา่ งกล่มุ ท่ีไม่ได้รบั และกลมุ่ ที่ไดร้ ับการปฏบิ ัตติ าม
แนวปฏบิ ัติทางคลินกิ สำหรับการจัดการไข้ในผู้ปว่ ยเด็กโดยใช้สถิตแิ มนวทิ นยี ์ยู (Mann-Whitney U Test)
4. เปรยี บเทยี บอาการไม่สุขสบาย ทเ่ี กิดจากการจัดการไข้ให้กับผูป้ ว่ ยเด็ก โดยบุคลากร ไดแ้ ก่
อาการร้องไห้ หนาวส่ัน ไมย่ อมนอน ระหวา่ งกลุ่มที่ไม่ไดร้ ับและกลุ่มทไ่ี ด้รับ การปฏบิ ัตติ ามแนวปฏบิ ตั ิทาง
215
คลินกิ สำหรบั การจดั การไข้ในผปู้ ว่ ยเดก็ โดยการ แจกแจงความถี่ หาค่าร้อยละ และสถิตทิ ดสอบไคสแควร์
(Chi-Square Test)
5. ข้อมูลส่วนบุคคล ของผู้ปกครองผู้ปว่ ยเดก็ ระหว่างกลุ่มท่ไี ม่ได้รบั และกลุม่ ที่ไดร้ ับ การปฏิบตั ิ
ตามแนวปฏิบตั ทิ างคลินิกสำหรบั การจดั การไข้ในผปู้ ว่ ยเด็ก นำมาจดั กลุ่มข้อมูลวิเคราะห์โดยการแจกแจง
ความถี่ หาค่าร้อยละ
6. ความพึงพอใจของผปู้ กครองผูป้ ่วยเด็ก ที่ไดร้ บั การจดั การไข้ ตามแนวปฏบิ ัติทางคลนิ ิก นำมา
จัดกลุม่ ข้อมลู วเิ คราะห์โดย ค่าเฉลยี่ สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน
7. ความคิดเห็นของบุคลากรสขุ ภาพ ต่อการดำเนนิ การใช้แนวปฏบิ ตั ทิ างคลนิ กิ สำหรับการ
จัดการไข้ในผปู้ ว่ ยเด็ก วเิ คราะห์โดย การแจกแจงความถี่ หาคา่ รอ้ ยละ
การเก็บรวบรวมขอ้ มลู
ผวู้ จิ ยั เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู โดยการนำแนวปฏิบตั ิทางคลนิ ิกสำหรบั การจดั การไข้ในผปู้ ่วยเด็กไปใช้
ในหอผูป้ ่วยกุมารเวชกรรม โดยเร่ิมเกบ็ ข้อมลู ระหว่างวนั ท่ี 1 เดือน มกราคม พ.ศ. 2563 ถงึ วันท่ี 31 เดอื น
มนี าคม พ.ศ. 2563 ในเร่ืองผลลพั ธข์ องการจัดการไข้โดยบุคลากรสุขภาพ โดยมีขั้นตอนดงั ต่อไปน้ี
1. ผู้วิจัยแจกแบบสอบถามข้อมูลทว่ั ไปของบุคลากรสุขภาพ และนำมาตรวจสอบความครบถ้วน
ของการตอบแบบสอบถาม
2. ผู้วจิ ัยบันทกึ ขอ้ มลู ทัว่ ไปของผู้ปว่ ยเดก็ และผลลัพธ์การจัดการลดไข้ในผู้ปว่ ยเด็กกลุ่มตัวอย่าง
กอ่ นการใชแ้ นวปฏิบัตทิ างคลนิ กิ สำหรบั การจดั การใช้ในผูป้ ่วยเด็กจำนวน 50 คนลงในแบบบันทกึ ผลลัพธ์
ของการจดั การไข้ในผ้ปู ว่ ยเดก็ โดยบุคลากรสขุ ภาพ ได้แก่ ระดบั อุณหภมู ริ า่ งกายของผูป้ ่วยเดก็ ท่ีลดลงใน
เวลา 2 ช่ัวโมง อาการไมส่ ุขสบายทเี่ กิดจากการจดั การลดไขใ้ ห้กับผู้ปว่ ยเดก็ โดยบุคลากรสขุ ภาพ โดยดูจาก
ใบบนั ทกึ ระดับอุณหภูมขิ องผู้ป่วยกอ่ นและหลังได้รบั การจัดการไข้ และใบแบบฟอร์มบันทึกทางการ
พยาบาลจากแฟ้มประวตั ิของผู้ป่วยเดก็
3. ผ้วู ิจยั บันทึกขอ้ มลู ท่วั ไปของผ้ปู กครองผ้ปู ่วยเด็ก และความพึงพอใจของผปู้ กครองผู้ป่วยเด็ก
ตอ่ การจัดการไขข้ องบุคลากรสขุ ภาพ โดยการสอบถามด้วยตนเองหรือแจกแบบสอบถามความพงึ พอใจ ใน
การจดั การไข้ในผปู้ ่วยเด็กโดยบคุ ลากรสขุ ภาพ ใหผ้ ปู้ กครองผปู้ ่วยเด็กกลุม่ ตัวอยา่ ง
216
ผลการวจิ ยั
1. ระดับอุณหภูมริ า่ งกายทลี่ ดลงของกลุ่มตวั อยา่ งผู้ปว่ ยเด็ก
เปรียบเทียบค่าอณุ หภมู ิร่างกายของผปู้ ่วยเด็กทลี่ ดลงใน 2 ชั่วโมง ภายหลงั การจัดการลดไข้
ระหว่างกลมุ่ ที่ไม่ได้รบั และกลุ่มท่ีได้รับการปฏิบัติตามแนวปฏบิ ัตทิ างคลนิ ิกสำหรบั การจดั การไข้ในผ้ปู ่วย
เด็ก(n = 50)
อุณหภูมิรา่ งกายของผปู้ ่วยเด็ก Mean Z p-value
กลุม่ ทไี่ มไ่ ดร้ บั แนวปฏิบัติ 1.08 -0.15 0.027
กลมุ่ ท่ีไดร้ บั แนวปฏิบัติ 1.75
2. อาการไมส่ ขุ สบายของกลุ่มตัวอย่างผ้ปู ่วยเดก็
เปรียบเทียบจำนวนกลมุ่ ตัวอยา่ งผ้ปู ว่ ยเด็กท่มี ีอาการไมส่ ุขสบายขณะจดั การลดไข้ ระหว่างกลุ่ม
ท่ไี ม่ไดร้ บั และกลุม่ ท่ีไดร้ ับการปฏบิ ตั ติ ามแนวปฏบิ ัตทิ างคลินิกสำหรบั การจดั การไข้ในผปู้ ่วยเด็ก
กลุ่มทไ่ี มไ่ ดร้ บั แนว กลุ่มที่ไดร้ บั แนว
อาการไม่สขุ สบาย ปฏิบตั ิ ปฏิบตั ิ p-value
จำนวน(n=50)(%) จำนวน(n=50)(%)
มี 35 (70.0) 10 (20.0)
ไม่มี 15 (30.0) 40 (80.0) 0.035
3. ความคิดเห็นของบคุ ลากรสขุ ภาพ ภายหลงั การใชแ้ นวปฏิบตั ทิ างคลนิ กิ
บคุ ลากรสุขภาพจำแนกตามระดบั ความคิดเห็นต่อการใชแ้ นวปฏิบตั ทิ างคลนิ กิ (n = 18)
ความคดิ เห็น ระดับความคดิ เห็น (%)
เห็นดว้ ยอย่างยงิ่ เหน็ ด้วย ไม่เหน็ ดว้ ย
เน้อื หาของแนวปฏิบัติทางคลินิกมคี วามชัดเจน 12 (66.7) 6 (33.3) 0 (0.0)
มคี วามเหมาะสมในการนำไปใชใ้ นสถานการจรงิ 12 (66.7) 6 (33.3) 0 (0.0)
มีประสิทธผิ ลในการลดไข้ให้กับผู้ป่วยเดก็ 13 (72.2) 5 (27.8) 0 (0.0)
ขอ้ เสนอแนะในแนวปฏบิ ัติเข้าใจง่าย 13 (72.2) 5 (27.8) 0 (0.0)
มคี วามสะดวกในการนำไปปฏิบัติ 12 (66.7) 6 (33.3) 0 (0.0)
ประหยัดเวลา 15 (83.3) 3 (16.7) 0 (0.0)
217
4. ความพึงพอใจของผปู้ กครองผู้ป่วยเดก็ ต่อการจัดการไขข้ องบุคลากรสุขภาพ
ความพงึ พอใจผปู้ กครองผปู้ ่วยเดก็ ต่อการจดั การไขก้ ลุ่มท่ีไดร้ บั การปฏิบตั ติ ามแนวปฏิบัติทาง
คลนิ กิ สำหรับการจัดการไข้ในผู้ปว่ ยเด็ก(n = 50)
ข้อ ความคดิ เหน็ Mean
1. ความสะดวก รวดเร็วในการให้บริการ 4.36
2. ให้บริการอย่างเป็นระบบ มีขนั้ ตอนที่เหมาะสมไมย่ ่งุ ยาก 4.74
3. ความสภุ าพอ่อนโยน กิริยามารยาทของเจ้าหน้าท่ีผ้ใู ห้บริการ 4.92
4. ความเอาใจใส่ กระตอื รือร้นในการให้บริการของเจ้าหน้าที่ 4.84
5. เจ้าหน้าท่มี คี วามรู้ ความสามารถในการให้บริการ 4.98
6. การให้ข้อมลู หรือคาแนะนาเก่ียวกบั โรค 4.58
7. การให้ข้อมลู หรือคาแนะนาการรักษาพยาบาลและการปฏบิ ตั ิตวั ทเี่ หมาะสม 4.68
ต่อความเจ็บป่ วย
8. ความเพยี งพอของเคร่ืองมอื เคร่ืองใช้ในการตรวจรักษา 4.94
9. การจดั บอร์ดให้ความรู้เรื่องโรคหรือการสง่ เสริมสขุ ภาพอื่นๆ 4.58
10.ระยะเวลารอคอยในการรับบริการในภาพรวมเหมาะสม 4.66
Mean 4.73
SD 0.45
อภิปรายผลการวจิ ัย
เมื่อเปรยี บเทยี บผลลัพธ์ในเรื่อง ระดบั อุณหภมู ิร่างกายของผปู้ ว่ ยเดก็ ทลี่ ดลงในเวลา 2 ชว่ั โมง
ภายหลงั การจัดการลดไข้ รวมท้ังอาการไมส่ ขุ สบายทเ่ี กดิ ข้ึน ขณะจดั การลดไข้ให้กบั ผูป้ ่วยเดก็ ไดแ้ ก่ การ
ร้องไห้ และอาการหนาวส่ัน พบว่า กลมุ่ ตวั อย่างผู้ปว่ ยเด็กกลุ่มที่ไดร้ บั การปฏบิ ตั ิตามแนวปฏิบตั ทิ างคลินิก
มคี า่ อุณหภูมริ า่ งกายลดลงในเวลา 2 ชั่วโมง ภายหลังการจดั การลดไขม้ ากกว่า กลุม่ ตวั อยา่ งผปู้ ว่ ยเด็กกลุ่ม
ทไ่ี ม่ได้รบั การปฏบิ ัติตามแนวปฏิบัตทิ างคลนิ กิ รวมทงั้ อาการไมส่ ุขสบายทเ่ี กดิ ข้นึ ขณะจดั การลดไข้ใหก้ ับ
ผู้ปว่ ยเด็ก ไดแ้ ก่ การรอ้ งไห้และอาการหนาวสั่น พบวา่ กลุ่มทไ่ี ด้รบั การปฏิบัตติ ามแนวปฏบิ ัติทางคลนิ ิก
เกิดอาการไมส่ ุขสบายจากการจดั การลดไข้ น้อยกว่ากลุม่ ท่ไี ม่ได้รบั การปฏิบตั ิตามแนวปฏบิ ตั ิทางคลินิก
อยา่ งมีนัยสำคัญทางสถิติ
ความพึงพอใจ ของกลมุ่ ตวั อย่างผปู้ กครองผปู้ ่วยเดก็ ต่อการจัดการไข้ของบคุ ลากรสุขภาพ กลุ่มท่ี
ไดร้ บั การปฏิบัติตามแนวปฏิบัติทางคลนิ ิกพบว่ากลมุ่ ตัวอย่างผูป้ กครองผ้ปู ่วยเด็ก กล่มุ ท่ไี ดร้ บั การปฏิบัติ
ตามแนวปฏิบตั ทิ างคลนิ ิก มีความพึงพอใจมากในการจัดการไขใ้ ห้กับผู้ปว่ ยเด็กของบุคลากรสขุ ภาพ
218
ความคดิ เหน็ ของบุคลากรสุขภาพต่อการใช้แนวปฏบิ ตั ิทางคลินกิ สำหรับการจัดการไข้ในผปู้ ่วยเดก็
บุคลากรสขุ ภาพ จำนวน 18 คน ทเี่ ปน็ ผู้ใชแ้ นวปฏบิ ัตทิ างคลินกิ สำหรับการจดั การไข้ในผู้ปว่ ยเดก็ มีความ
คิดเห็นเก่ยี วกบั แนวปฏบิ ตั ทิ างคลนิ ิก ส่วนใหญเ่ ห็นด้วยอย่างย่งิ ในเนื้อหาของแนวปฏบิ ตั ิทางคลนิ กิ มีความ
ชัดเจน มคี วามเหมาะสมในการนำไปใชใ้ นสถานการณ์จริง
ขอ้ มูลส่วนบคุ คล ของบุคลากรสุขภาพ กลมุ่ ตวั อยา่ งผู้ปว่ ยเด็ก ผปู้ กครองผ้ปู ว่ ยเดก็ ทง้ั กล่มุ ทไี่ ม่ได้
รบั และกลุ่มที่ได้รบั การปฏิบตั ิตามแนวปฏิบัติทางคลนิ กิ ทงั้ ในเร่ือง เพศ อายุ และระดบั การศึกษา เป็น
การบง่ ชวี้ า่ ผู้วิจัยเลือกตวั อย่างแบบสมุ ตัวอย่าง
สรุปผลการวจิ ยั
การวิจยั ครั้งนเี้ ป็นการวิจยั เชงิ พัฒนา (Developmental research) เพ่อื พฒั นาและใชแ้ นวปฏบิ ัติ
ทางคลินกิ สำหรบั การจดั การไข้ในผปู้ ่วยเด็ก หอผปู้ ว่ ยกุมารเวชกรรมโรงพยาบาลลำพนู ระหวา่ งเดือน
มกราคม พ.ศ. 2563 ถึงเดอื น มีนาคม พ.ศ.2563 กลมุ่ ตัวอย่างในการวจิ ยั คร้ังนีแ้ บง่ เป็น 3 กลมุ่ ไดแ้ ก่
บคุ ลากรสุขภาพทป่ี ฏบิ ัตงิ านในหอผ้ปู ว่ ยกมุ ารเวชกรรม โรงพยาบาลลำพนู ประกอบด้วยแพทย์หอผูป้ ่วย
กมุ ารเวชกรรมจำนวน 1 คนพยาบาลวชิ าชพี 12 คนและพนักงานช่วยเหลือคนไข้ 5 คนรวม 18 คน ผู้ป่วย
เด็กอายุ 1 เดอื นถึง 15 ปีทีม่ ีไขแ้ ละเข้ารับการรักษาในหอผู้ปว่ ยกุมารเวชกรรมโรงพยาบาลลำพนู แบง่ เปน็
กล่มุ ที่ไม่ไดร้ บั และกล่มุ ที่ได้รับ การปฏิบัตติ ามแนวปฏิบัติทางคลินกิ สำหรับการจดั การไข้ในผู้ป่วยเด็ก
จำนวน 50 คน และ 50 คน ตามลำดับ และผู้ปกครองผู้ปว่ ยเดก็ ที่มีไข้ ซงึ่ มีหน้าที่ดแู ลผู้ป่วยเดก็ ขณะเขา้
รับการรกั ษาในหอผ้ปู ่วยกุมารเวชกรรม จำนวน 50 คนและ 50 คนตามลำดบั
เคร่อื งมือท่ีใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลท่วั ไปของบคุ ลากรสุขภาพ แบบ
บันทกึ ข้อมลู ทว่ั ไปของผู้ปว่ ยเด็ก แบบบันทึกของการปฏบิ ัติการจัดการไขใ้ นผูป้ ว่ ยเด็ก แบบสอบถามความ
พึงพอใจของผปู้ กครองผปู้ ่วยเดก็ แบบสอบถามความคดิ เห็นของบุคลากรสขุ ภาพตอ่ การใชแ้ นวปฏิบตั ิทาง
คลนิ กิ และเครื่องมือทใ่ี ช้ในการวดั อุณหภูมิรา่ งกายผู้ป่วยเดก็ ใช้เทอร์โมมเิ ตอร์ ชนิดดิจิตอลสำหรบั วัด
อุณหภูมทิ างรักแร้
ผลการวจิ ยั พบวา่ แนวปฏบิ ตั ทิ างคลินิกสำหรับการจดั การไข้ในผ้ปู ่วยเด็ก มีเน้ือหาแบ่งเปน็ 7
หมวด ไดแ้ ก่ การอบรมบคุ ลากรทางสขุ ภาพ การประเมินภาวะไข้ การจดั การลดไข้แบบไมใ่ ชย้ า การ
จัดการลดไข้แบบใช้ยา การจัดการในกรณีท่ีผปู้ ่วยเด็กเคยมีภาวะชักจากไข้สูง การใหค้ วามรแู้ ก่ผปู้ กครอง
และผูป้ ว่ ยเด็ก และการบันทึกข้อมลู การจดั การไข้อยา่ งเป็นระบบ ภายหลังดำเนนิ การใชแ้ นวปฏิบตั ิทาง
คลินิกพบว่า กลุม่ ตัวอยา่ งผู้ป่วยเดก็ ทไ่ี ดร้ บั การปฏบิ ตั ติ ามแนวปฏิบตั ทิ างคลนิ ิก มีค่าเฉลย่ี ระดับอุณหภูมิ
ร่างกายทีล่ ดลง ภายหลังการจดั การลดไข้ใน 2 ชวั่ โมง มากกว่ากล่มุ ตวั อยา่ งผ้ปู ว่ ยเดก็ ทไี่ ม่ไดร้ บั การ
ปฏบิ ัติตามแนวปฏิบตั ทิ างคลนิ ิกอย่างมนี ยั สำคัญทางสถติ ิที่ 0.05 กลุ่มตัวอยา่ งผู้ปว่ ยเดก็ ทไ่ี ด้รับการปฏบิ ัติ
ตามแนวปฏบิ ัตทิ างคลนิ ิก มีอาการไมส่ ขุ สบายทเ่ี กิดขนึ้ ขณะจัดการลดไข้ น้อยกว่า กลุ่มตวั อยา่ งผู้ป่วยเด็ก
219
ที่ไม่ไดร้ บั การปฏบิ ัติตามแนวปฏบิ ตั ิทางคลนิ ิก อย่างมนี ัยสำคญั ทางสถติ ิท่ี 0.05 และผ้ปู กครองผปู้ ่วยเด็กมี
ความพงึ พอใจมากต่อการจดั การไข้ของบคุ ลากรสขุ ภาพท่ีใช้แนวปฏบิ ัตทิ างคลินกิ และบคุ ลากรสขุ ภาพมี
ความคิดเห็นในระดับเห็นดว้ ยอย่างยิง่ ในเร่ืองแนวปฏิบตั ิทางคลนิ กิ มีประสทิ ธผิ ลในการลดไขใ้ ห้กับผ้ปู ่วย
เดก็ มคี วามเหมาะสมในการนำไปใชใ้ นสถานการณจ์ รงิ
ขอ้ เสนอแนะในการนำผลการวิจยั ไปใช้
โรงพยาบาลลำพนู ควรสนบั สนุนให้ บุคลากรสุขภาพใช้แนวปฏบิ ัติทางคลนิ ิกสำหรับการจดั การไข้
ในผู้ป่วยเด็กน้ตี อ่ ไป
1.ควรมีการอบรมการใช้แนวปฏิบตั ทิ างคลินิก สำหรบั การจัดการไขใ้ นผู้ปว่ ยเดก็ ให้กับบคุ ลากร
สขุ ภาพผูใ้ ช้แนวปฏิบัติกอ่ นนำไปใช้ เพ่ือใหบ้ ุคลากรสุขภาพ มคี วามรู้ ความเขา้ ใจในเน้ือหา และตระหนกั
ถึงความสำคัญในการปฏบิ ตั ิตามขอ้ เสนอแนะในแนวปฏิบตั ิทางคลนิ ิก ซ่งึ จะนำไปสู่การปฏบิ ตั ิอย่างถูกต้อง
มากขึ้น
2. ควรมกี ารส่งเสริมใหบ้ ุคลากร มกี ารปฏบิ ัตติ ามแนวปฏบิ ตั ิทางคลนิ ิก สำหรับการจดั การไข้ใน
ผู้ปว่ ยเด็กอยา่ งต่อเนื่อง โดยใชก้ ลยุทธ์หลายวธิ ี ในการติดตามกำกับให้บุคลากรสุขภาพมกี ารปฏิบตั ิตาม
แนวปฏิบตั ทิ างคลินิกอย่างถูกต้อง เชน่ การอบรม การใหข้ ้อมูลย้อนกลบั การใชโ้ ปสเตอร์กระตุ้นเตือน
การประชุมกล่มุ เป็นระยะ เป็นต้น
ขอ้ เสนอแนะในการทำวจิ ยั ครงั้ ตอ่ ไป
1. ควรทำการศกึ ษาติดตามประสทิ ธผิ ล ในการจัดการไขใ้ ห้กับผู้ป่วยเดก็ ตามแนวปฏิบัตทิ าง
คลนิ ิกสำหรบั การจดั การไข้ในผูป้ ่วยเดก็ ที่พัฒนาขนึ้ ในการศึกษาครั้งน้ี กบั ผ้ปู ว่ ยเดก็ จำนวนมากข้ึน และ
เปน็ ผ้ปู ว่ ยเดก็ มีไข้จากสาเหตุที่แตกต่างกัน และในช่วงอายุทแี่ ตกต่างกัน
2. ควรทำการศึกษา เพื่อทดสอบประสิทธผิ ล ของแนวปฏิบัตทิ างคลนิ ิก สำหรับการจดั การไข้ใน
ผปู้ ่วยเดก็ นใี้ นผลลัพธอ์ ่นื ๆ และทำการศึกษาในระยะเวลาทยี่ าวนานข้นึ เชน่ ระยะเวลา ทท่ี ำให้ผูป้ ว่ ยเดก็
หายจากการมีไข้ จำนวนยาลดไข้ทผ่ี ูป้ ่วยได้รับ ภาวะแทรกซ้อนจากการได้รับยาลดไข้ เป็นต้น
220
เอกสารอา้ งอิง
กุลวีณ์ สุจริต. (2542). สรรี วิทยา (พิมพ์ครั้งที่ 4), คณะวทิ ยาศาสตรม์ หาวทิ ยาลยั มหิดล, กรงุ เทพฯ
เทก็ ซแ์ อนดเ์ จอร์นัลพับลิเคชัน
ฟองคำ ดิลกสกุลชยั . (2549). การปฏบิ ตั ติ ามหลกั ฐานเชงิ ประจักษ์ การประยุกตก์ ารพยาบาลทารก
แรกเกดิ , กรงุ เทพฯ: พรวี ัน.
รุง้ ระวี นาวเี จรญิ (2554). การนำผลการวิจัยมารพยาบาล: Using research in nursing practice
(Electronic version]. วทิ ยาสารพยาบาล, 26 (2), 121-129.
ฤดีวิไล สามโกเศศ, สยมพร ศริ นิ าวิน, ทวี โชติพิทยสนุ นท์, ปยิ าภรณ์ บวรกรี ติขจร, ผกากรอง
ลุมภิกานนท,์ วมิ ลมาลย์ พงษฤ์ ทธ์ิศักดา และคณะ (2555). ไขเ้ ฉยี บพลนั ในเดก็ เลก็
Retrieved October 13,2008, from http://www.thaicpg.in.th/document
.php? doc_id=100048&folder=14/1053&file=a.html
วรรณวไิ ล ชมุ่ ภิรมย์. (2540). การพยาบาลผปู้ ว่ ยเดก็ ท่ีมีไข้ ในคณาจารยภ์ าควชิ าการพยาบาลกุมาร
เวชศาสตรค์ ณะพยาบาลศาสตร์มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่ (บรรณาธกิ าร), การปฏบิ ัติการ
พยาบาลผปู้ ว่ ยเด็กในคลนิ ิก, เชยี งใหม่: โครงการตำราคณะพยาบาลศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่
สธุ ศิ า ลา่ มชา้ ง. (2540). การพยาบาลผู้ป่วยเด็กโรคตดิ เช้ือทางระบบประสาท, เชียงใหม:่
คณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลยั เชยี งใหม่,
สนุ ันท์ นกทอง. (2551). ศึกษาความคิดเห็นและเจตคตติ ่อการบนั ทึกกระบวนการพยาบาลของ
พยาบาลวชิ าชีพโรงพยาบาลบึงกาฬ. ขอนแกน่ วารสาร, 32 (6), 143-148
หน่วยรายงานสถิติทางการแพทย.์ (2561). รายงานสถิตปิ ระจำปีโรงพยาบาลลำพูน: งานเวชระเบยี น
และสถิติ โรงพยาบาลลำพูน.
อดศิ ักด์ิ ผลติ ผลการพมิ พ์ และ สุวรรณา เรืองกาญจนเศรษฐ.์ (2540). Fever Management, ใน
สมศกั ด์ิ โล่เลขา และคณะ (บรรณาธิการ), วทิ ยาการทนั ยุคโรคติดเช้ือในเด็กภาควชิ า
กุมารเวชศาสตรค์ ณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธบิ ดีกรงุ เทพฯ: ชัยเจริญ
อนวุ ัฒน์ ศภุ ชตกิ ลุ . (2543). การจดั ทำและการใช้ Clinical practice guidelines. ใน Clinical
practice guidelines: การจดั ทำและการนำไปใช.้ กรงุ เทพฯ: ดไี ซร์,
National Health and Medical Research Council(NHMRC). (1998). A guide to the
development, implementation and evaluation of clinical practice
guidelines. Retrieved February 5, HMRE) 2007, from
http://www.7.health.gov.au/nhmrc/publication/pdf/cp30pdf.html
221
ผลการพฒั นาแนวทางการวางแผนจาหน่ายผู้ปว่ ยวัณโรค
โรงพยาบาลดอกคาใต้
Effect of the development discharge planning guideline
for patients with Tuberculosis in Dok Khamtai Hospital
วลิ าวรรณ นันตาลติ ป.พ.ส.
Wilawan Nantalit , Dip in Nursing Science
Registered Nurse , Professional Level Department of Nursing, Dok Khamtai Hospital
บทคัดย่อ
การวิจัยก่ึงทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการพัฒนาแนวทางการวางแผนจาหน่ายผู้ป่วย
วณั โรค โรงพยาบาลดอกคาใต้ โดยประยกุ ต์ทฤษฎกี ารต้งั เป้าหมายร่วมกันของคิง (King, 1981) เป็นกรอบ
แนวคิด กลุ่มตัวอย่างเปน็ ผู้ป่วยวณั โรคที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลดอกคาใต้ เก็บข้อมูลในกลุ่มผู้ป่วย
ทใี่ ช้แนวปฏิบัติเดมิ ตั้งแต่เดือน มกราคม 2560 ถึง ธันวาคม 2562 และกลุ่มท่ีใช้แนวปฏิบัติใหม่ ระหว่าง
เดือนมกราคม 2563 ถงึ ตลุ าคม 2563 รวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลนาเสนอโดยค่าความถ่ี ร้อยละ ค่าเฉลี่ย
และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบความแตกตา่ งโดยใชส้ ถิติทดสอบt-test และ exact probability
test วิเคราะห์ผลการพัฒนาแนวทางการวางแผนจาหน่ายผู้ป่วยวัณโรค โรงพยาบาลดอกคาใต้ด้วยสถิติ
multivariable risk regression ผลการวจิ ัยพบว่า ผู้ปว่ ยวณั โรคทั้งหมด198 ราย เป็นกลุ่มใช้แนวทางการ
วางแผนจาหนา่ ยแบบเดมิ 132 ราย มอี ตั ราการกลบั เขา้ รับการรกั ษาซ้าจานวน 8 รายคิดเป็นร้อยละ 6.06
และกลุ่มทีใ่ ชแ้ นวทางการวางแผนจาหน่ายท่ีพัฒนาข้ึนใหม่จานวน 66 ราย ไม่มีอัตราการกลับมารักษาซ้า
p-value 0.036 กลุม่ ทใ่ี ชแ้ นวทางการวางแผนจาหน่ายท่ีพัฒนาขึ้นใหม่มีอัตราการเสียชีวิตน้อยกว่ากลุ่มที่
ใช้แนวทางเดิม ร้อยละ 7.58 (จานวน 5 ราย) และร้อยะ 19.70 ( จานวน26 ราย) p-value 0.019 เมื่อ
วิเคราะห์ผลการใช้แนวทางการวางแผนจาหน่ายผู้ป่วยวัณโรคต่อการเสียชีวิต โรงพยาบาลดอกคาใต้ด้วย
multivariable risk regression พบวา่ ชว่ ยลดอัตราการเสียชีวิตถึงร้อยละ 60 (Adjusted RR 0.40 95%
CI 0.16 - 0.99, p-value 0.047) คะแนนความพึงพอใจและความเป็นไปได้ของพยาบาลต่อการใช้แนว
ทางการวางแผนจาหน่ายผปู้ ว่ ยวณั โรคอย่ใู นระดบั มาก ข้อสรุปและเสนอแนะ: การใช้แนวทางการวางแผน
จาหน่ายผู้ป่วยวัณโรค โรงพยาบาลดอกคาใต้ ทาให้ลดอัตราการกลับมารักษาซ้า ลดอัตราการตายและ
พยาบาลมีความพึงพอใจต่อการใช้แนวทางการวางแผนจาหน่ายอยู่ในระดับมาก จึงควรพิจารณานาแนว
ทางการวางแผนจาหนา่ ยทีพ่ ฒั นามาใช้
คาสาคัญ: การพัฒนาแนวทางปฏิบตั ิ แนวทางการวางแผนจาหน่าย ผู้ป่วยวณั โรค
222
Abstract
This study was quasi-experimental research design. The aim of this study was to effect of
the development discharge planning guideline for patients with tuberculosis in Dok
Khamtai Hospital based on King’s theory (King, 1981). Patients were divided into two
groups: used the original practice between January 2017 and December 2019 and used
the new practice from January 2020 to October 2020. Continuous variables were
analyzed by Student’s t-test and assessed as mean with standard deviation. Differences
in proportion were analyzed by Fisher’s exact test and assessed as count and
percentage. A P-value ‹ 0.05 was considered statistically significant. Effect of the
development discharge planning guideline for patients with tuberculosis in Dok Khamtai
Hospital was used to multivariable risk regression model. Result: The study enrolled 198
patients with tuberculosis. Using the original guideline was 132 patients, the re-admitted
rate was 6.06% (n=8) and 66 new guidelines without re-admitted rate statistically
significant, p-value 0.036. The incidence of mortality rate in patients used the new
guidelines group less than used the original practice was 7.58 % (n=5) versus 19.70 %
(n=26) p-value 0.019. After adjusted the differences of characteristics by statistical
methods found that use of new practices decreased mortality rate was 60.0% (Rate ratio
0.55 95% CI 0.35- 0.89, p-value 0.014). The satisfaction and feasibility of nurses using the
TB distribution planning were high level.
Conclusion: The use of discharge planning guideline for patients with tuberculosis in
Dok Khamtai Hospital to reduce the incidence rate of re-admitted and mortality rate.
Thus, should be using discharge planning guideline for patients with tuberculosis.
Keywords: Guideline development, Discharge planning guideline, Tuberculosis patient
ความเปน็ มาและความสาคญั ของปัญหา
วัณโรคเป็นโรคติดต่อท่ีเป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศไทย เป็นสาเหตุของการป่วยและการ
เสียชีวิตในหลายประเทศท่ัวโลก องค์การอนามัยโลกจัดประเทศไทยอยู่ในกลุ่ม 14 ประเทศท่ีมีปัญหาวัณ
โรคสูง ในปี 2559 ประเทศไทยมีผู้ป่วยขึ้นทะเบียนรักษาวัณโรค(ผู้ป่วยรายใหม่และกลับเป็นซ้า)70,114
ราย คิดเป็นอุบัติการณ์ผู้ป่วยวัณโรครายใหม่และกลับเป็นซ้า 119 ต่อประชากรแสนคน สูงกว่าประเทศ
ตะวันตกบางประเทศถึง 30 เท่า(1-3) พบผู้ป่วยวัณโรคท่ีสัมพันธ์กับการติดเชื้อเอชไอวี10,000 ราย และ
ผู้ป่วยวัณโรคด้ือยา RR/MDR-TB 4,700 ราย ผู้ติดเชื้อมีเพียงประมาณร้อยละ 10 ของวัณโรคระยะแฝง
เท่านัน้ ทจ่ี ะป่วยเปน็ วัณโรควณั โรค ปัจจยั เสย่ี งทที่ าให้ป่วยเปน็ วัณโรค เนื่องจากร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่ลดลง
เชน่ การได้รบั ยากดภูมคิ ้มุ กนั มีภาวะขาดสารอาหาร เบาหวานและการตดิ เชื้อเอชไอวี ในปัจจุบันน้ีการติด
223
เชื้อเอชไอวีเป็นปัจจัยเส่ียงท่ีสาคัญที่สุดของการป่วยเป็นวัณโรค การตายเนื่องจากการป่วยเป็นวัณโรค
ข้นึ อยู่กบั ตาแหน่งและความรุนแรงของโรค รวมทั้งระยะเวลาที่ให้การวินิจฉัย เช่น วัณโรคเยื่อหุ้มสมองจะ
มีอัตราการตายสูงกว่าอวัยวะอ่ืน ผู้ป่วยวัณโรคปอดเสมหะพบเช้ือถ้าไม่ได้รับการรักษา พบว่าร้อยละ 30-
40 จะตายภายใน 1 ปีและร้อยละ 50-70 จะตายภายใน 5-7 ปี(1, 4)
ผู้ป่วยวัณโรคปอดเป็นกลุ่มผู้ป่วยท่ีต้องมีความต่อเนื่องของการรักษา เพราะต้องรับประทานยา
อย่าง สม่าเสมอเป็นระยะเวลายาวนานอย่างน้อย 6 เดือนจนครบกาหนด(2, 3) หากผู้ป่วยวัณโรคปอดไม่
รับประทานยาอย่างสม่าเสมอจะส่งผลให้เกิดการรักษาล้มเหลว มีการศึกษาถึงปัจจัยท่ีส่งผลให้ผู้ป่วยวัณ
โรคปอดรับประทานยาไม่สม่าเสมอคือ ผู้ป่วยวัณโรคปอดยังขาดความเข้าใจและขาดความรู้ในเร่ืองโรค
ประกอบกบั การทต่ี ้องรับประทานยาหลายขนาน และยาบางตัวมีผลข้างเคียงค่อนข้างสูงจึงทาให้เกิดความ
ทอ้ แท้ ทาให้ผ้ปู ่วยหยุดรับประทานยาหรอื ลดขนาดยาลง(5, 6) และจากการวิเคราะห์ดาเนินงานควบคุมวัณ
โรคของประเทศ พบว่า ปัจจัยท่ีทาให้การดาเนินงานในด้านการควบคุมโรคของแต่ละโรงพยาบาลไม่
ประสบความสาเร็จ คือ ความไม่จริงจังในการกากับดูแลการรับประทานยาของผู้ป่วยแบบมีพ่ีเลี้ยง
(Directly Observed Treatment : DOT) ความร่วมมือของชุมชนและภาคประชาสังคมไม่เพียงพอและ
การมีจานวนผู้ติดเช้ือ เอช ไอ วี ที่เพ่ิมสูงขึ้น จึงทาให้ระบบการดูแลรักษาผู้ป่วยวัณโรคในปัจจุบันยังไม่
เข้มแข็งเพียงพอ ส่งผลกระทบให้ผู้ป่วยวัณโรคจานวนมากขาดการดูแลตนเองหรือมารับการรักษาไม่
ต่อเนื่องก่อให้เชื้อวัณโรคด้ือยา โดยเฉพาะวัณโรคดื้อยาหลายขนาน (multi–drug resistant
tuberculosis หรือ MDR TB) ท่ีมีโอกาสรักษาให้หายได้ยากขึ้นและต้องใช้จ่ายค่ายาสารองแพงขึ้นไม่ต่า
กว่า 40-50 เท่า และต้องใช้เวลาในการรักษานานถึง 18-24 เดือน(1, 3, 6, 7) นอกจากน้ียังพบปัญหา
ภาวะแทรกซ้อนจากการรับประทานยาทาให้ผู้ป่วยวัณโรคปอดที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมีการ
กลบั มารับการรักษาซา้ พบมากถงึ ร้อยละ 20.1(8) ดงั นน้ั เมอื่ ผู้ปว่ ยเหล่านเี้ ข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล จึง
มีความจาเป็นที่จะต้องมีแนวทางในการดูแลผู้ป่วยวัณโรคปอดเพ่ือให้ผู้ป่วยมีความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับ
โรคและการรับประทานยา อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา ทัศนคติในการรักษา และมีการสนับสนุน
จากครอบครัว เพอ่ื ให้เกดิ ความต่อเนอ่ื งในการรักษา(9) จากปัญหาและสาเหตุดังกล่าว ผู้ป่วยวัณโรคปอดที่
ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล หากมีการวางแผนจาหน่ายอย่างเป็นระบบมีขั้นตอนที่ชัดเจน มีคู่มือ
เก่ียวกับความรู้ในการดูแลตนเองเพื่ออานวยความสะดวกในการให้ความรู้สาหรับพยาบาลและผู้ป่วยวัณ
โรคปอดสามารถนาไปทบทวนได้ตลอดเวลา จะทาให้ผู้ป่วยเหล่าน้ีสามารถดูแลตนเองได้เป็นอย่างดีและ
การวางแผนจาหน่ายที่มปี ระสิทธภิ าพผลลัพธ์จะทาให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ลดอัตราการกลับ
เข้ารับการรักษาซ้า ลดอัตราตาย รวมทั้งเพ่ิมความพึงพอใจของผู้ป่วยและยังเป็นการส่งเสริมการพัฒนา
ความรู้ของบุคคลากรทาให้เกิดความพึงพอใจแก่ผู้ให้บริการ ผู้บริหารการพยาบาลจึงมีหน้าท่ีในการ
ควบคมุ ดแู ลใหบ้ คุ ลากรมีการวางแผนจาหน่ายอย่างมีประสิทธิภาพ(10)
อาเภอดอกคาใต้จัดเป็นอาเภอที่มีความชุกของวัณโรคสูงเป็นอันดับ 1 ในจังหวัดพะเยา และมี
แนวโน้มเพ่ิมข้ึนทุกปี ปีงบประมาณ 2559-2561 พบว่ามีผู้ป่วยวัณโรคมารับบริการจานวน 88, 95 และ
224
114 ราย มอี ัตราการเสียชวี ติ รอ้ ยละ20.78, 25.58 และ 20.18 ตามลาดับ (4) ในปี 2561 ประเทศไทยได้
กาหนดแผนปฏิบัติการระดับชาติด้านการต่อต้านวัณโรค พ.ศ. 2560-2564 คือ เร่งรัดการค้นหา วินิจฉัย
และ รายงาน ให้ครอบคลุมร้อยละ 90 ในกลุ่มประชากรที่มีความเส่ียงต่อวัณโรค เพื่อให้สอดคล้องกับ
ยุทธศาสตร์ยุติวัณโรค อาเภอดอกคาใต้จึงเพิ่มมาตรการคัดกรองเชิงรุกท้ังในชุมชนและในสถานบริการ
สาธารณสุข รวมถึงเพิ่มวิธีการวินิจฉัยที่แม่นยาและรวดเร็วข้ึนเพ่ือเพิ่มประสิทธิภาพการค้นหาผู้ป่วยวัณ
โรค โดยการคัดกรองด้วยภาพถ่ายรังสีทรวงอกร่วมกับเทคโนโลยีอณูชีววิทยา รวมท้ังการเข้าถึงการดูแล
รักษาท่ีเป็นมาตรฐานมีการป้องกันการแพร่กระจายเช้ือท่ีดีมีการพัฒนาระบบ Innovation Technology
เพ่ือเพิ่มประสิทธิภาพเข้าถึงกลุ่มเส่ียง จัดทาแนวทางดาเนินงานคัดกรองกลุ่มเส่ียง และดาเนินการจัดทา
แนวทางการติดตามกลุ่มเสี่ยงท่ีมีผล CXR ผิดปกติ การผสานความร่วมมือแพทย์/สหวิชาชีพ การบริหาร
จัดการอัตรากาลัง ทีมดูแล พยาบาล รพ.สต. เจ้าหน้าท่ีรังสีเทคนิค ถึงแม้ว่าจะมีการพัฒนาปรับปรุง
รูปแบบการค้นหาคัดกรองแบบเชิงรุก (screening pathway) และแบบต้ังรับ (patient-initiated
pathway) จุดคัดกรองทุกคลินิกบริการในโรงพยาบาล และเข้ารับบริการหน่วยบริการปฐมภูมิ มีการ
พฒั นาระบบการดแู ลรักษาผปู้ ่วยวณั โรค ปรบั ปรุงระบบการดาเนินงานวัณโรคร่วมกันกับเครือข่าย พัฒนา
ศักยภาพพ่ีเล้ียงแกนนาวัณโรค ทกุ หมบู่ า้ น สง่ เสริม และตดิ ตามกากบั การรบั ประทานยาต่อเนื่องสม่าเสมอ
ด้วยระบบ DOTS ต้ังแต่ปี 2558 และพัฒนาจนถึงปัจจุบัน แต่ไม่ได้ทาให้อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยวัณ
โรคลดลง จึงได้วิเคราะห์สถานการณ์ระบบการดูแลผู้ป่วยวัณโรคพบว่าผู้ป่วยวัณโรคได้รับการรักษาไม่
ต่อเนื่องหรือต้องกลับมาเร่ิมรักษาใหม่ การเตรียมพร้อมผู้ป่วยวัณโรคก่อนกลับบ้านยังไม่มีประสิทธิภาพ
เพียงพอทาให้ผู้ป่วยมีความรู้ความเข้าใจท่ีไม่ถูกต้อง ไม่สามารถปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ในการดูแลตนเอง
เมื่อต้องกลับไปอยู่บ้านได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม จากการวิเคราะห์ปัญหาพบว่าโรงพยาบาลไม่มีการ
กาหนดนโยบายเกี่ยวกับการวางแผนจาหน่าย การส่ือสารไม่มีประสิทธิภาพระหว่างทีมสุขภาพ และ
วางแผนจาหน่ายโดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วม ดังน้ันทางกลุ่มงานการพยาบาลจึงได้พัฒนาแนว
ทางการวางแผนจาหน่ายผู้ป่วยวัณโรค ในโรงพยาบาลดอกคาใต้โดยประยุกต์ทฤษฎีการตั้งเป้าหมาย
ร่วมกันของคิง (King, 1981)(11) โดยการมุ่งเน้นการสร้ามสัมพันธภาพเพ่ือให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน
ระหว่างพยาบาลกบั ผูป้ ่วยเร่มิ จากการมีปฏิสมั พันธ์ต่อกันระหว่างพยาบาลกับผู้ป่วย ร่วมกันกาหนดปัญหา
รว่ มกนั กาหนดเปา้ หมาย กาหนดกิจกรรมการวางแผนจาหน่ายและร่วมกันประเมินผลกิจกรรมตามแผนท่ี
กาหนด มุ่งเน้นให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมและเป็นศูนย์กลางในการแก้ปัญหาด้วยตนเองเพ่ือตอบสนองความ
ต้องการของผู้ป่วยที่ครอบคลุมท้ังทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม โดยมีแผนการดูแลที่กาหนด
ร่วมกันของทีมสหสาขาวิชาชีพ ลดความซ้าซ้อนในการปฏิบัติงานและเกิดความต่อเน่ืองในการดูแลผู้ป่วย
สง่ ผลใหผ้ ู้ปว่ ยสามารถดแู ลตนเองได้อยา่ งถกู ต้องและลดอตั ราการกลบั มารักษาซ้า
ดังน้ันการศกึ ษาคร้งั น้ีจงึ มีวัตถปุ ระสงค์เพ่ือ ศึกษาผลการใช้แนวทางการวางแผนจาหน่ายผู้ป่วย
วัณโรคทพี่ ัฒนาข้นึ ตามบรบิ ทของพ้ืนท่ีในการดูแลผู้ป่วยวัณโรค โรงพยาบาลดอกคาใต้เพ่ือพัฒนาการดูแล
ผู้ป่วย นาไปสู่การวางระบบมาตรฐานของการพยาบาลผูป้ ว่ ยวณั โรคตอ่ ไป
225
วัตถุประสงค์
เพ่ือศกึ ษาผลการพัฒนาแนวทางการวางแผนจาหนา่ ยผ้ปู ่วยวัณโรค โรงพยาบาลดอกคาใต้
กรอบแนวคิด
ผู้วิจัยได้ประยุกต์ใช้แนวคิดการวางแผนจาหน่ายและทฤษฎีการตั้งเป้าหมายร่วมกันของคิง (11)
ประกอบดว้ ย 6 ขนั้ ตอนไดแ้ ก่
1.การมีปฎิสมั พนั ธ์ระหว่างพยาบาลกบั ผปู้ ว่ ย 2.กาหนดปญั หาร่วมกันระหวา่ งพยาบาลกับผู้ป่วย 3.กาหนด
เป้าหมายร่วมกันระหว่างพยาบาลกับผู้ป่วย 4.กาหนดกิจกรรมการเตรียมจาหน่ายร่วมกัน 5.ปฏิบัติตาม
กิจกรรมท่ีกาหนดรว่ มกัน 6.ประเมนิ ผลกจิ กรรมตามเป้าหมายที่กาหนด
ตัวแปรต้นคือ แนวทางการวางแผนจาหน่ายพัฒนาโดยประยุกต์ใช้แนวคิดการวางแผนจาหน่ายและ
ทฤษฎกี ารตง้ั เป้าหมายร่วมกนั ของคงิ
ตัวแปรตามคือ ผลลัพธ์ของผูป้ ่วยอัตราการกลบั เข้ามารักษาซ้า อัตราเสียชีวิต ผลลัพธ์ของพยาบาล ความ
เปน็ ไปได้และความพึงพอใจในการใชแ้ นวทางการวางแผนจาหนา่ ย
แนวทางการวางแผนจาหนา่ ยพัฒนาโดยประยกุ ต์ใช้ ผลลัพธ์ของผู้ปว่ ย
แนวคิดการวางแผนจาหน่ายและทฤษฎกี ารตัง้ เปา้ หมาย -อตั ราการกลับเข้ามารกั ษาซา้
รว่ มกันของคงิ ดงั นี้ -อตั ราเสยี ชวี ิต
1.การมีปฎสิ มั พันธ์ระหว่างพยาบาลกบั ผ้ปู ว่ ย
2.กาหนดปัญหารว่ มกนั ระหว่างพยาบาลกบั ผูป้ ว่ ย ผลลัพธข์ องพยาบาล
3.กาหนดเป้าหมายร่วมกนั ระหว่างพยาบาลกับผปู้ ว่ ย -ความเป็นไปไดแ้ ละความพงึ พอใจใน
4.กาหนดกจิ กรรมการเตรยี มจาหน่ายรว่ มกัน การใช้แนวทางการวางแผนจาหนา่ ย
5.ปฏิบัติตามกจิ กรรมทกี่ าหนดร่วมกนั
6.ประเมินผลกจิ กรรมตามเปา้ หมายที่กาหนด
แนวทางการวางแผนจาหน่ายแบบเดิม
ภาพท่ี 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย
วธิ ีการดาเนินการวจิ ัย
รูปแบบการศึกษาแบบก่ึงทดลอง (Quasi – Experimental Research) Data collection
design แบบ Retro cohort study สถานทีศ่ กึ ษา หอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลดอกคาใต้ ตั้งแต่ 1 มกราคม
2561 – 31 ธันวาคม 2563 โดยแบ่งผู้ป่วยเป็นสองกลุ่ม กลุ่มทดลอง คือกลุ่มผู้ป่วยที่ใช้แนวทางการ
วางแผนจาหน่ายที่พัฒนาข้ึนมา ต้ังแต่ มกราคม 2563 – ตุลาคม 2563 เปรียบเทียบกับกลุ่มผู้ป่วยท่ีให้
การพยาบาลตามมาตรฐานเดมิ ต้ังแต่ มกราคม 2561- ธนั วาคม 2562
226
ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง
1.ประชากรผู้ป่วยวัณโรค ท่ีเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลดอกคาใต้ ตั้งแต่ มกราคม 2561 –
ตุลาคม 2563
2.พยาบาลวิชาชพี ทป่ี ฏบิ ัติงานในหอผู้ป่วยในโรงพยาบาลดอกคาใต้
ขนาดกลุ่มตัวอย่าง
กลุม่ ผู้ป่วย
คานวณขนาดตัวอยา่ งโดยใช้สูตรเปรียบเทยี บ 2 กลมุ่ โดยใช้สัดส่วน
จากอุบัติการณ์การกลับมารักษาซ้าในปี 2561-2562 ร้อยละ 25.1 คาดว่าเม่ือใช้แนวทางการวางแผน
จาหน่ายที่พัฒนาข้ึนมาจะลดอุบัติการณ์การกลับมารักษาซ้าเหลือร้อยละ 10 กาหนด Power 80 alpha
0.05 Ratio 1:2 ทดสอบสมมุติฐานทางเดียวได้ขนาดกลุ่มตัวอย่างกลุ่มท่ีดูแลตามมาตรฐานเดิม 132 ราย
และกลุ่มผ้ปู ว่ ยท่ใี ช้แนวทางการวางแผนจาหน่ายท่ีพัฒนาขึ้นมาจานวน 66 ราย รวมใช้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง
อย่างน้อย 198 ราย ทาการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มเลือกแบบสะดวก (convenient sampling)
โดยมีคุณสมบตั ติ ามเกณฑ์คดั เขา้
เกณฑ์การคัดเลือกผู้เข้าร่วมการวิจัย (Inclusion criteria) คือ ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นผู้ป่วย
วณั โรครับการรกั ษาโรงพยาบาลดอกคาใตต้ ง้ั แต่ มกราคม 2561- ตลุ าคม 2563
เกณฑ์การคดั ผูป้ ่วยออก (Exclusion criteria) คือผู้ปว่ ยท่ีข้อมูลในเวชระเบียนไมค่ รบ
กลมุ่ พยาบาลวชิ าชพี คือ พยาบาลวิชาชีพทีป่ ฏิบตั ิงานท่ีรับผิดชอบการวางแผนจาหน่ายผู้ป่วยในแผนก
หอผู้ปว่ ยในโรงพยาบาลดอกคาใต้ มีความสมคั รใจ จานวน 25 คน
เครอ่ื งมอื ทใ่ี ช้ในการเก็บข้อมลู
เครื่องมือที่ใช้ในการดาเนินการทดลองได้แก่แนวทางการวางแผนจาหน่ายตามทฤษฎีการ
ตง้ั เป้าหมายร่วมกันของคิง (11) ประกอบด้วย 6 ข้ันตอนได้แก่ การมีปฎิสัมพันธ์ระหว่างพยาบาลกับผู้ป่วย
กาหนดปัญหาร่วมกันระหว่างพยาบาลกับผู้ป่วย กาหนดเป้าหมายร่วมกันระหว่างพยาบาลกับผู้ป่วย
กาหนดกจิ กรรมการเตรยี มจาหน่ายร่วมกัน ปฏิบัติตามกิจกรรมท่ีกาหนดร่วมกัน ประเมินผลกิจกรรมตาม
เป้าหมายท่ีกาหนด ตรวจสอบความตรงของเน้ือหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิจานวน 3 คน แพทย์ประจางานวัณ
โรค 1 คน พยาบาลวิชาชีพผ่านการอบรมเรื่องการดูแลรักษาผู้ป่วยวัณโรค 1 คน อาจารย์พยาบาล 1 คน
แกไ้ ขปรบั ปรงุ ตามคาแนะนาและนาไปทดลองใช้กับพยาบาลที่ปฏิบัติหน้าที่จานวน 10 คน ทดลองใช้เพื่อ
ประเมินความเป็นไปได้ในการปฏบิ ตั ิ แกไ้ ขปรับปรุงก่อนนาไปใชจ้ รงิ
227
1.เ ค ร่ื อ ง มื อ ท่ี ใ ช้ ใ น ก า ร เ ก็ บ ร ว บ ร ว ม ข้ อ มู ล ไ ด้ แ ก่ แ บ บ บั น ทึ ก ข้ อ มู ล ส่ ว น บุ ค ค ล ข อ ง ผู้ ป่ ว ย
ประกอบดว้ ย เพศ อายุ น้าหนัก โรคประจาตัว อาชีพ ภาวะเส่ียง ประเภทผู้ป่วย ชนิดของวัณโรค ผลการ
ตรวจทางหอ้ งปฏบิ ัตกิ าร การกลบั มารกั ษาซ้า การเสียชวี ิต
2.แบบสอบถามความเป็นไปได้และความพึงพอใจในการใช้แนวทางการวางแผนจาหน่าย โดย
แบบสอบถามความพึงพอใจต่อแนวทางการวางแผนการจาหน่ายในผู้ป่วยวัณโรคปอดเป็นแบบสอบถามท่ี
ผู้วิจัยดัดแปลงมาจากแบบสอบถามความพึงพอใจของพยาบาลของ อ่อนน้อม ธูปวิโรจน์, 2550 (12) ที่
พัฒนามาจากแนวคิดของ แมคคลีแลนด์ (McClelland, 2001) แบบสอบถามเป็นลักษณะข้อคาถามชนิด
ปลายปิด จานวน 7 ข้อโดยแต่ละข้อคาถามมีระดับความพึงพอใจต่อโปรแกรมการวางแผนจาหน่าย 5
ระดับ โดยมีเกณฑ์การประเมินความพึงพอใจดังน้ี ค่าเฉลี่ยรายข้อแปลความหมาย 0.00-1.50 น้อยท่ีสุด
1.51-2.50 น้อย 2.51-3.50 ปานกลาง 3.51-4.50 มาก 4.51-5.00 มากที่สุด มีคะแนนรวม 7 – 35
คะแนน แปลความหมาย 0-7.1=น้อยที่สุด 7-14=น้อย 14.1-21=ปานกลาง 21.1-28=มาก 28.1-35=
มากที่สุดแบบสอบถามน้ีนาไปตรวจสอบความตรงตามเน้ือหาความถูกต้องเหมาะสม และความชัดเจนของ
ภาษาท่ีใช้จากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญจานวน3 ท่าน หลังจากผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ
ทั้ง 3 ท่าน ผู้วิจัยนามาปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิและนามาหาค่าความสอดคล้อง
ภายใน CVI ได้เท่ากับ .80 แล้วนาไปหาค่าความเชื่อม่ันโดยใช้สูตรสัมประสิทธ์ แอลฟาของครอนบาค
(Cronbach’s coefficient alpha) ไดค้ ่าความเชอื่ ม่นั เท่ากับ 0.81
การวเิ คราะหข์ อ้ มูล
ข้อมูลส่วนบุคคล ลักษณะทั่วไป ลักษณะทางคลินิกของผู้ป่วย ในช่วงที่มารับการรักษา วิเคราะห์
ด้วยสถิติพรรณนา นาเสนอโดยใช้ค่าความถี่ ร้อยละ และ ค่าเฉล่ีย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบ
ระหว่างกลุ่มข้อมูลท่ีเป็น category data ใช้สถิติทดสอบ Exact probability test ส่วนข้อมูลท่ีเป็น
Continues data ใช้สถิติทดสอง t-test อุบัติการณ์การกลับมารักษาซ้าและการเสียชีวิตกลุ่มที่ได้การ
พยาบาลตามมาตรฐานเดิมและกลุ่มที่ให้การพยาบาลตามแนวทางที่พัฒนาขึ้นมาใช้สถิติทดสอบ Exact
probability test และศึกษาผลการใชแ้ นวทางการวางแผนจาหน่ายผปู้ ว่ ยวัณโรคต่อการเสียชีวิตวิเคราะห์
โดยใช้สถติ ิ multivariable risk regression
การพิทักษ์สิทธิผู้เข้าร่วมโครงการและข้อพิจารณาด้านจริยธรรมการวิจัยน้ีได้ผ่านการพิจารณาและ
อนมุ ตั ิจากคณะกรรมการจริยธรรมการวจิ ยั สานกั งานสาธารณสุข จังหวดั พะเยาเลขท่ี 022/2563
ผลการศกึ ษา
ลักษณะทั่วไปของผู้ป่วยที่ได้รับการพยาบาลในการวางแผนจาหน่ายที่ใช้แนวปฏิบัติเดิม
เปรียบเทียบกับแนวปฏิบัติท่ีพัฒนาขึ้นมา เพศ อายุ โรคประจาตัว อาชีพของทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน
(ตาราง 1)
228
ตารางท่ี 1 ลักษณะทว่ั ไปของผู้ปว่ ยทไ่ี ดร้ บั การพยาบาลในการวางแผนจาหน่ายทใี่ ชแ้ นวปฏิบัตเิ ดิม
เปรียบเทยี บกับแนวปฏบิ ัตทิ ่ีพัฒนาข้นึ มา
ลักษณะทีศ่ ึกษา ใช้แนวปฏิบตั ิท่ีพัฒนาข้นึ ใหม่ ใชแ้ นวปฏบิ ตั เิ ดมิ p-value
(n=66) (n=132)
เพศ
ชาย 42 (63.64) 92 (69.70) 0.242
หญิง 24 (36.36) 40 (30.30)
อายุ(ปี)
≤40 7 (10.61) 7(5.30) 0.295
41-60 20 (30.30) 36 (27.27)
>60 39 (59.09) 89 (67.43)
นา้ หนักเฉลีย่ 48.61±8.64 46.78±10.27 0.217
โรคประจาตวั
เบาหวาน 9 (13.64) 57 (86.36) 0.402
ติดเชอ้ื เอช ไอ วี 7 (10.61) 59 (89.39) 0.096
โรคมะเร็ง 1 (1.52) 65 (98.48) 0.333
โรคไตเร้ือรงั 5 (7.58) 61 (92.42) 0.208
ถุงลมโป่งพอง 1 (1.52) 65 (98.48) 0.069
ความดนั โลหติ สงู 11 (16.67) 55 (83.33) 0.205
อาชีพ
ผู้สงู อายอุ ย่บู ้าน/แมบ่ า้ น 8 (12.12) 18 (13.64) 0.778
เกษตรกร /รบั จา้ ง 55 (83.33) 111 (84.09)
คา้ ขาย 2 (3.03) 2 (1.52)
รบั ราชการ 1 (1.52) 1(0.75)
ภาวะเส่ียง ประเภทผู้ป่วย ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการของผู้ป่วยที่ได้รับการพยาบาลในการ
วางแผนจาหน่ายท่ีใช้แนวปฏิบัติเดิมเปรียบเทียบกับแนวปฏิบัติที่พัฒนาข้ึนมาท้ังสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน
(ตาราง 2) ส่วนการกลบั มารกั ษาซ้า กลุ่มท่ีได้รับการพยาบาลในการวางแผนจาหน่ายที่ใช้แนวปฏิบัติเดิมมี
อัตราการกลับมารักษาซ้าจานวน 8 รายคิดเป็นร้อยละ 6.06 เสียชีวิต 26 คนคิดเป็นร้อยละ 19.70 ส่วน
กลุ่มท่ีได้รับการพยาบาลในการวางแผนจาหน่ายท่ีใช้แนวปฏิบัติท่ีพัฒนาข้ึนมาไม่พบอัตราการกลับมา
รักษาซ้า มีเสียชีวิต 5 ราย คิดเป็นร้อยละ 7.58 แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ p-value 0.036
และ 0.019 (ตาราง 3)
229
ตารางที่ 2 ภาวะเส่ียง ประเภทผู้ป่วย ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการของผู้ป่วยท่ีได้รับการพยาบาลใน
การวางแผนจาหน่ายท่ใี ช้แนวปฏิบัตเิ ดิมเปรยี บเทียบกับแนวปฏบิ ตั ิทีพ่ ฒั นาข้นึ มา
ลักษณะที่ศึกษา ใชแ้ นวปฏบิ ัติทพี่ ฒั นาขน้ึ ใหม่ ใชแ้ นวปฏิบัตเิ ดิม p-value
(n=66) (n=132)
ภาวะเส่ยี ง
ประชากรกลุม่ เสี่ยงผสู้ ูงอายุ 37 (56.06) 81 (61.36) 0.096
มีโรคประจาตวั ท่ีมีความ 24 (36.36) 31 (23.48)
เสีย่ งตอ่ วัณโรค
สมั ผสั ร่วมบา้ น 5 (7.58) 20 (15.15)
ประเภทผปู้ ่วย
ผู้ป่วยใหม่ 59 (89.39) 104 (78.79)
กลับเปน็ ซ้า 1 (1.52) 22 (16.67)
รบั โอนจากท่ีอนื่ 6 (9.09) 6 (4.55)
ชนดิ ของวัณโรค
ในปอด 61 (92.42) 112 (84.85) 0.312
นอกปอด 3 (4.55) 14 (10.61)
ในและนอกปอด 2 (3.03) 6 (4.55)
ผลการตรวจเสมหะ
ไม่มีผลตรวจ 6 (9.09) 11 (8.33)
Negative 32 (48.48) 77 (58.33)
พบเชอ้ื acid-fast 1 (1.52) 4 (3.03)
bacilli1–19 เซลล/์ 1 แถว
1+ 12 (18.18) 18 (13.64)
2+ 7 (10.61) 9 (6.82)
3+ 8 (12.12) 13 (9.85)
ผลการตรวจหา Gene X pert
MTB detected 3 (4.55) 3 (2.27) 0.485
MTB not detected 23 (34.85) 54 (40.91)
Unknown 40 (60.61) 75 (56.82)
230
ตารางที่ 3 การกลบั มารักษาซ้าและการเสียชวี ติ ของผปู้ ว่ ยที่ได้รบั การพยาบาลในการวางแผนจาหน่ายท่ี
ใชแ้ นวปฏิบัติเดมิ เปรยี บเทียบกบั แนวปฏบิ ัตทิ ี่พัฒนาข้นึ มา
ลกั ษณะที่ศึกษา ใช้แนวปฏบิ ตั ิท่ีพฒั นาข้นึ ใหม่ ใช้แนวปฏบิ ตั เิ ดิม p-value
(n=66) (n=132)
การกลบั มารักษาซา้
มา 0 8 (6.06) 0.036
ไม่มา 66 (100) 124 (93.94)
การเสียชีวิต
เสยี ชวี ิต 5 (7.58) 26 (19.70) 0.019
มชี ีวิต 61 (92.42) 106 (80.30)
ผลการใช้แนวทางการวางแผนจาหน่ายผู้ป่วยวัณโรคต่อการเสียชีวิต โรงพยาบาลดอกคาใต้ด้วย
multivariable risk regression หลังจากปรับความแตกต่างของเพศ และอายุ พบว่าช่วยลดอัตราการ
เสียชวี ติ ถึงร้อยละ 60 Adjusted RR 0.40 95% CI 0.16 - 0.99 p-value 0.047 (ตาราง 4)
ตารางที่ 4 ผลการใชแ้ นวทางการวางแผนจาหนา่ ยผ้ปู ่วยวณั โรคต่อการเสยี ชีวิต โรงพยาบาลดอกคาใต้ด้วย
multivariable risk regression
ผลการใช้แนวทางการวางแผน Adjusted 95%CI P-value
จาหนา่ ย RR
ใช้แนวปฏิบตั ทิ พ่ี ฒั นาขนึ้ มา 0.40 0.16 - 0.99 0.047
ปรบั ความแตกต่างของเพศ และอายุ
ขอ้ มลู สว่ นบคุ คลของพยาบาลวิชาชีพ ทัง้ หมด 25 รายเปน็ เพศหญิงอายสุ ว่ นใหญม่ ากกวา่ 45 ปี
คดิ เปน็ รอ้ ยละ 60 ระดับการศกึ ษาสว่ นใหญป่ ริญญาตรคี ิดเปน็ ร้อยละ 92 ประสบการณ์เป็นพยาบาล
ประจาการส่วนมากมากกวา่ 10 ปรี อ้ ยละ 88 ท้งั หมดมีประสบการณ์ในการดูแลผปู้ ่วยวัณโรคมากกวา่ 20
คร้ังส่วนใหญ่ไดร้ บั การอบรมทกั ษะการดูแลผ้ปู ว่ ยวณั โรค 5-10 ครั้งและจานวนช่วั โมงท่ปี ฏิบตั ิงานตอ่
สปั ดาห์ส่วนมากอยู่ที่ 41-60 ชว่ั โมงตอ่ สัปดาหร์ ้อยละ 56 รองลงมา40 ชัว่ โมงต่อสัปดาห์รอ้ ยละ 24
(ตาราง 5)
231
ตารางท่ี 5 ขอ้ มลู ส่วนบคุ คลของพยาบาลวชิ าชพี จานวน ร้อยละ
ลักษณะทศี่ ึกษา
0 0
เพศ 25 100
ชาย
หญิง 10 40.0
15 60.0
อายุ 45.68±7.15 29-57
≤45
>45-60 23 92.0
2 8.0
เฉล่ีย (min-max)
ระดับการศกึ ษาสูงสดุ 2 8.0
1 4.0
ปรญิ ญาตรี 22 88.0
ปรญิ ญาโท 23.20±7.56 6-37
ประสบการณ์เป็นพยาบาลประจาการ
≤7 ปี 25 100.0
8- 10 ปี
> 10 ปี 6 24.0
เฉลย่ี 19 76.0
จานวนครง้ั การดูแลผปู้ ่วย TB
>20 ครง้ั 6 24.0
จานวนคร้งั การเขา้ ร่วมอบรมทกั ษะการดูแลผปู้ ว่ ย TB 14 56.0
<5 คร้งั 5 20.0
5-10 ครั้ง
จานวนชว่ั โมงทป่ี ฏบิ ตั งิ านตอ่ สปั ดาห์
40 ชัว่ โมงตอ่ สัปดาห์
41-60 ชัว่ โมงต่อสัปดาห์
> 60 ช่ัวโมงตอ่ สปั ดาห์
เมือ่ สอบถามความเป็นไปได้และความพึงพอใจของการใช้แนวปฏิบัติเฉล่ียแยกรายข้ออยู่ในระดับ
มากและเฉลีย่ ภาพรวมอยใู่ นระดับมากดังตารางท่ี 6
232
ตารางที่ 6 ความเป็นไปได้และความพงึ พอใจของการใช้แนวปฏบิ ตั ิ
หัวข้อ ค่าคะแนน ค่าเฉล่ยี ±SD อยใู่ น
3.84 ±0. 69 ระดบั
5 4 32 1 3.92±0.49 มาก
0 3.84±0. 62 มาก
ความง่ายและความสะดวก 4 13 8 0 0 3.56±0.65 มาก
0 มาก
ในการใชแ้ นวปฏิบัติ (16.0) (52.0) (32.0) 0 4.08 ± 0.4
มาก
ความชัดเจนของแนว 2 19 4 0 0 4.04± 0.53
4.04± 0.45 มาก
ทางการให้การพยาบาล (8.0) (76.0) (16.0) 0 27.32± 2.9 มาก
0 มาก
ความเหมาะสมกับการ 3 15 7 0
นาไปใช้ในหน่วยงาน (12.0) (60.0) (28.0)
ประหยัดลดตน้ ทนุ ดา้ น 1 13 10 1
กาลังคน เวลาและ (4.0) (52.0) (40.0) (4.0)
งบประมาณ
แนวปฏบิ ัติสามารถ 3 21 1 0
แกป้ ญั หาและเกิดผลดตี ่อ (12.0) (84.0) (4.0)
ผูร้ บั บรกิ าร
ความเปน็ ไปได้ในทางปฏิบัติ 4 18 3 0
ท่จี ะนาไปใช้ในหน่วยงาน (16.0) (72.0) (12.0)
ความพงึ พอใจของการใช้ 3 20 2 0
แนวปฏิบัติโดยภาพรวม (12.0) (80.0) (8.0)
เฉลีย่ ภาพรวม
อภิปรายผล
จากผลการศึกษาพบวา่ กลมุ่ ทไ่ี ด้รบั การพยาบาลในการวางแผนจาหน่ายตามแนวทางการวางแผน
จาหน่ายโดยใช้แนวคดิ การวางแผนจาหนา่ ยและทฤษฎีการต้ังเป้าหมายร่วมกันของคิงท่ีพัฒนาข้ึนมาไม่พบ
อัตราการกลับมารักษาซ้า มีเสียชีวิต 5 ราย คิดเป็นร้อยละ 7.58 ส่วนกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลในการ
วางแผนจาหน่ายท่ีใช้แนวปฏิบัติเดิมมีอัตราการกลับมารักษาซ้าจานวน 8 รายคิดเป็นร้อยละ 6.06
เสยี ชีวติ 26 ราย คดิ เปน็ รอ้ ยละ 19.70 แตกต่างกนั อย่างมนี ัยสาคัญทางสถิติ p-value 0.036 และ 0.019
เมื่อวิเคราะห์ด้วยmultivariable risk regression พบว่าแนวทางการวางแผนจาหน่ายผู้ป่วยวัณโรค
โรงพยาบาลดอกคาใต้ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตถึงร้อยละ 60 (Adjusted RR 0.40 95% CI 0.16 - 0.99,
p-value 0.047) ทั้งน้ีเนื่องมาจากโรงพยาบาลดอกคาใต้ได้พัฒนาแนวทางการวางแผนจาหน่ายผู้ป่วยวัณ
โรค โดยประยุกต์ทฤษฎีการต้ังเป้าหมายร่วมกันของคิง (King, 1981)(11) โดยมุ่งเน้นการสร้างสัมพันธภาพ
ระหว่างพยาบาลกับผ้ปู ว่ ยและญาติตัง้ แตว่ ันแรกที่ผ้ปู ว่ ยเขา้ รับการรักษาในโรงพยาบาลเปดิ โอกาสให้ผู้ป่วย
233
และครอบครัวมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เพ่อื ให้บรรลุเป้าหมายร่วมกันเร่ิมจากการมีปฏิสัมพันธ์ยิ้มทักทาย
ด้วยความเปน็ มติ ร หลงั จากนน้ั รว่ มกนั กาหนดปัญหาโดยยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ร่วมกันกาหนดเป้าหมาย
ในการรักษาโรค กาหนดกิจกรรมการวางแผนจาหน่ายและร่วมกันประเมินผลกิจกรรมตามแผนที่กาหนด
มุ่งเน้นให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมและเป็นศูนย์กลางในการแก้ปัญหาด้วยตนเองเพ่ือตอบสนองความต้องการของ
ผูป้ ่วยท่ีครอบคลุมทงั้ ทางดา้ นรา่ งกาย จิตใจ อารมณ์ สงั คม โดยมีแผนการดูแลท่ีกาหนดร่วมกันของทีมสห
สาขาวิชาชพี ลดความซ้าซ้อนในการปฏิบัติงานและเกิดความต่อเนื่องในการดูแลผู้ป่วย ส่งผลให้ผู้ป่วยเกิด
ความเกิดความพึงพอใจและร่วมมือในการรักษา สามารถดูแลตนเองได้อย่างถูกต้อง รับประทานยาอย่าง
ต่อเนอ่ื ง จงึ ทาให้ลดอตั ราการกลบั มารักษาซ้า และลดอัตราการเสยี ชีวติ ซง่ึ เปน็ ผลลัพธ์ของการบริการทาง
สขุ ภาพท่ีสะทอ้ นคุณภาพงานบริการของผู้ปว่ ยในและสามารถสะท้อนถงึ คุณภาพทั้งผู้รับบริการและองค์กร
(13) สอดคล้องกบั การศึกษาของ ปาจรีย์ ตรีนนท์และคณะ, 2557(14) พบว่าโปรแกรมการวางแผนจาหน่าย
ผู้ป่วย วัณโรคช่วยเพ่ิมความรู้ ความพึงพอใจ และพฤติกรรมในการดูแลตนเองของผู้ป่วยวัณโรคปอดและ
ลดการกลับมารักษาซ้า และการศึกษาของ อ่อนน้อม ธูปะวิโรจน์,2550 (12) ท่ีศึกษาการวางแผนจาหน่าย
และการติดตามทางโทรศัพท์ในผู้ป่วยเบาหวานพบว่าทาให้อัตราการกลับมารักษาซ้าลดลง เน่ืองจาก
กิจกรรมในการวางแผนจาหน่ายเป็นการสร้างความม่ันใจและอบอุ่นใจให้กับผู้ป่วยและญาติในการดูแล
ตนเองท่ีบ้าน ทาให้ผู้ป่วยสามารถจัดการกับปัญหาสุขภาพได้ด้วยตนเอง การศึกษานี้แตกต่างจาก
การศึกษาของดวงทรัพย์ วรรณประเวศ, 2556 (10) ได้ศึกษาแนวทางการวางแผนจาหน่ายตามทฤษฎีการ
ตั้งเป้าหมายร่วมกันของคิงในผู้ป่วยเบาหวานพบว่าอัตราการกลับมารักษาซ้าในผู้ป่วยเบาหวานกลุ่ม
ทดลองและกลุม่ ควบคุมไม่มีความแตกต่างกัน เน่ืองจากนโยบายของโรงพยาบาลให้ผู้ป่วยเบาหวานมาพบ
แพทย์ที่แผนกผู้ป่วยนอกภายหลังจากท่ีจาหน่ายออกจากโรงพยาบาลภายในระยะเวลา 1 สัปดาห์เพ่ือ
ตดิ ตามผลการรกั ษาและในข้นั ตอนการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลผวู้ ิจยั ไมไ่ ดม้ ีการตรวจสอบ หรือควบคุมวิธีการใช้
รูปแบบการวางแผนจาหนา่ ยของพยาบาลวา่ ปฏบิ ตั ิตามทฤษฎกี ารตั้งเปา้ หมายร่วมกันของคงิ หรือไม่ ดังนั้น
จึงไมพ่ บความแตกตา่ งของอัตราการกลับมารักษาซา้ ในการวิจัยน้ี
คะแนนความพงึ พอใจของพยาบาลต่อการวางแผนจาหน่ายผู้ป่วยวัณโรคปอดโดยประยุกต์ทฤษฎี
การตั้งเป้าหมายร่วมกันของคิงอยู่ในระดับมาก ทั้งน้ีอาจเป็นเพราะพยาบาลจะมีการสร้างสัมพันธภาพกับ
ผู้ป่วยตั้งแต่วันแรกที่ผู้ป่วยเข้ามารับการรักษา พยาบาลมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของการวางแผนจาหน่าย
ร่วมกับผู้ป่วย มีการอบรมการใช้คู่มือการวางแผนจาหน่ายและมีแบบบันทึกการวางแผนจาหน่ายที่ทาให้
พยาบาลมีแนวทางชัดเจนในการให้การพยาบาลผู้ป่วย ซึ่งความพึงพอใจในการปฎิบัติงานของพยาบาลมี
ความสาคัญอยา่ งยงิ่ ต่อการใหบ้ รกิ ารพยาบาล และความพึงพอใจในงานเป็นปัจจัยหนึ่งท่ีช่วยให้บุคคลากร
ทางานไดอ้ ยา่ งมีประสิทธภิ าพสอดคล้องกับงานวิจัยของ ดวงทรัพย์ วรรณประเวศ, 2556 (10) พบว่าความ
พึงพอใจของพยาบาลในการปฏิบัติการวางแผนจาหน่ายหลังทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสาคัญ
ทางสถิติ p-value < 0.05 การปฏิบัติตามแนวทางการวางแผนจาหน่ายผู้ป่วยวัณโรคจะช่วยเพิ่มความรู้
ความพึงพอใจ และพฤติกรรมในการดูแลตนเองของผู้ป่วยวัณโรคปอดจึงควรมีการโปรแกรมการวางแผน
234
จาหน่ายผปู้ ว่ ยวัณโรคปอดไปใชเ้ ป็นแนวทางในการปฏิบตั กิ ารพยาบาล เพอื่ ดูแลผู้ป่วยวัณโรคปอดท่ีเข้ารับ
การรักษาในโรงพยาบาลอยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ
ขอ้ เสนอแนะการนาผลวิจยั ไปใชป้ ระโยชน์
ด้านปฏบิ ตั ิการพยาบาล
1.พยาบาลสามารถใชข้ อ้ มลู จากการศกึ ษาครง้ั นเ้ี ป็นแนวทางในการวางแผนจาหน่ายผู้ป่วยวัณโรค
ปอดโดยประยุกตท์ ฤษฎกี ารต้ังเปา้ หมายรว่ มกนั ของคิงเพ่ือช่วยให้พยาบาลปฏิบัติการสามารถนาไปปฏิบัติ
ได้ และทาให้ผู้ป่วยวัณโรคสามารถดูแลตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพเม่ือจาหน่ายออกจากโรงพยาบาล
และสามารถนาไปประยกตใ์ ช้ในผู้ป่วยโรคเร้อื รงั อ่นื ๆ เพอ่ื ใหเ้ กดิ การดูแลตนเองอย่างต่อเนื่อง
2. จากการพัฒนาแนวทางการวางแผนจาหน่ายผู้ป่วยวัณโรคโดยประยุกต์ทฤษฎีการตั้งเป้าหมาย
ร่วมกันของคิง จะต้องมีการประสานงานระหว่างทีมสุขภาพอ่ืนๆ และมีการพัฒนารูปแบบการวางแผน
จาหนา่ ยทม่ี ีทีมสขุ ภาพเข้ามามีสว่ นรว่ มมากข้นึ
ดา้ นบริหารการพยาบาล
ผู้บริหารทางการพยาบาลควรกาหนดนโยบายในการนาแนวทางการวางแผนจาหน่ายผู้ป่วยวัณ
โรคโดยประยุกต์ทฤษฎีการตั้งเป้าหมายร่วมกันของคิงมาใช้ในการวางแผนจาหน่ายผู้ป่วยวัณโรคเพ่ือลด
การกลับมารกั ษาซา้ ลดอัตราตายและเพมิ่ ความพงึ พอใจของผู้ปฏิบัติงาน
ดา้ นวชิ าการ
มีการจัดทาแผนในการพัฒนาศักยภาพและฝึกอบรมบุคคลากรให้มีความรู้เกี่ยวกับการวางแผน
จาหนา่ ยตามทฤษฎกี ารต้งั เป้าหมายรว่ มกนั ของคิง
ขอ้ เสนอแนะการวจิ ัยครงั้ ต่อไป
ควรมกี ารศึกษาความพงึ พอใจในบริการพยาบาลของผปู้ ว่ ยและมีการติดตามผลในระยะยาวตอ่ ไป
ข้อจากัดในการวิจยั
ระยะเวลาในการติดตามผลการศึกษาอาจส้ันเกินไปที่จะประเมินความรู้และพฤติกรรมการดูแล
ตนเองและเป็นการศึกษาวิจัยโดยใช้ข้อมูลย้อนหลังในกลุ่มตัวอย่างกลุ่มเปรียบเทียบ (กลุ่มควบคุม) ทาให้
ได้ข้อมูลไม่ครบถ้วนไม่สามารถเปรียบเทียบความพึงพอใจในบริการพยาบาลของผู้ป่วยก่อนและหลังการ
พัฒนา
เอกสารอ้างองิ
1. สานักวัณโรค กรมควบคุมโรค. แนวทางการดาเนินงานควบคุมวัณโรคแห่งชาติ พ.ศ. 2556. กรุงเทพฯ:
สานกั งานกจิ การโรงพมิ พ์องค์การสงเคราะห์ทหารผา่ นศึก ในพระบรมราชปู ถัมภ์; 2556.
2. World Health Organization. Weekly epidemiological record. World Health Organization
Geneva. 2009;42(84):437-44.
3. สานกั วณั โรค กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการควบคุมวัณโรคประเทศไทย พ.ศ.
2561. กรงุ เทพฯ: สานักพิมพ์อกั ษรกราฟฟิคแอนด์ดไี ซน์; 2561.
235
4. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. คู่มือโครงการเร่ือง “ การเสริมสร้างความเข้มแข็งการควบคุม
วัณโรค อย่างมีคุณภาพในกลุ่มประชากรด้อยโอกาสและการเสริมสร้างพลังชุมชนเพื่องานวัณ
โรค” กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พช์ ุมนุมสหกรณก์ ารเกษตรแหง่ ประเทศไทย จากดั ; 2553.
5. รุ่งทิพย์ สุจริตธรรม. ปัจจัยท่ีเก่ียวข้องกับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยวัณโรคที่มารับการรักษา
วัณโรค ณ โรงพยาบาลดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต.
เชียงใหม:่ บัณฑติ วทิ ยาลยั มหาวิทยาลัยเชียงใหม่; 2550.
6. จิราภรณ์ ชวู งศ์, เพ็ญจันทร์ มณีโชต, ดวงใจ สวสั ดี. ผลกระทบจากการตตี ราและแนวทางการกากับการ
กินยาแบบมีพ่ีเลี้ยงสาหรับผู้ป่วยวัณโรคในสังคมไทย. วารสารเครรือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและ
การสาธารณสุขภาคใต.้ 2562;6(1):237-45.
7. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการดาเนินงานควบคุมวัณโรคแห่งชาติ.
กรงุ เทพมหานครฯ: โรงพมิ พ์ชมุ นมุ สหกรณก์ ารเกษตรแหง่ ประเทศไทย จากัด; 2551.
8. Chu CM, Yung CY, Leung WS, Chan VL, & Leung EM. Early unplanned readmission of
patients with newly diagnosed tuberculosis discharged from acute hospital to
ambulatory treatment. Respirology. 2001;6(2):145-9.
9. มาลณิ ี ธัญรตั น์ศรสี กุล, เกียรตกิ าจร กศุ ล, สายฝน เอกวรางกูร. การส่งเสริมให้ผู้ป่วยวัณโรคกินยาอย่าง
ต่อเนอื่ ง. วณั โรค โรคทรวงอกและเวชบาบัดวิกฤติ. 2553;31(3):111-8.
10. ดวงทรัพย์ วรรณประเวศ, สหัทยา รัตนจรณะ, สกุลคู. ผลการใช้รูปแบบการวางแผนจาหน่ายตาม
ทฤษฎีการต้ังเป้าหมายร่วมกันของคิงที่มีต่ออัตราการกลับเข้ารับการรักษาซ้า ความพึงพอใจใน
บริการพยาบาลของผู้ป่วยเบาหวานและความพึงพอใจของพยาบาลในการปฏิบัติการวางแผน
จาหนา่ ย. วารสารคณะพยาบาลศาสตร์มหาวทิ ยาลัยบูรพา. 2556;21(4):1-13.
11. King IM. A theory of nursing. New York A Wiley Medical. 1981.
12. ธปู วิโรจน์ อ. ผลของการวางแผนจาหนา่ ยเละการติดตามทางโทรศัพท์ต่ออตั ราการกลับมารกั ษา
ซ้าและความพึงพอใจในบรกิ ารพยาบาลของผปู้ ่วยเบาหวาน และความพงึ พอใจในงานของ
พยาบาล. วทิ ยานพิ นธ์ปริญญาพยาบาลศาสตรมหาบัณฑติ , สาขาวชิ าการบริหารการพยาบาล.
กรงุ เทพฯ:บัณฑิตวทิ ยาลัยมหาวิทยาลัยจฬุ าลงกรณ์; 2550.
13. กฤษณา แสวงดี. มาตรฐานการพยาบาลผ้ปู ่วยใน. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พอ์ งคก์ รทหารผา่ นศกึ ;2542.
14. ปาจรยี ์ ตรนี นท์, พูลสุข เจนพานชิ ย์ วสิ ุทธพิ นั ธ์, อภิญญา ศิริพิทยาคุณกิจ. การพัฒนาโปรแกรมการ
วางแผนจาหนา่ ยผปู้ ว่ ยวัณโรคปอด. Rama Nurs J. 2557;20(1):50-66.
236
ผลของน้ำใบย่านางสกัดเย็นเพอื่ ลดอาการเย่ือบุชอ่ งปากอักเสบในผู้ป่วยมะเรง็ เมด็ เลอื ดขาว
ทีไ่ ดร้ บั เคมบี ำบดั โรงพยาบาลอตุ รดิตถ์
สนอง ล้วนรตั นากร พย.ม., สายพณิ เกอ้ื อารนี ันทวุฒิ พย.บ., นงนุช แสงสาย พย.บ.
หอผู้ปว่ ยพิเศษ 1 ช้ัน 2 โรงพยาบาลอุตรดติ ถ์
บทคดั ยอ่
เยื่อบุชอ่ งปากอักเสบเปน็ อาการขา้ งเคยี งสำคัญของผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวท่ีได้รับยาเคมีบำบัด
การวจิ ยั นเี้ ปน็ การวจิ ยั แบบทดลอง มีวัตถปุ ระสงคเ์ พอื่ เปรียบเทยี บอตั ราการเกิดแผลเย่ือบชุ ่องปากอักเสบ
และระดบั ความเจ็บปวดระหว่างการใช้ 0.9% Normal Saline กับนำ้ ใบย่านางสกดั เยน็ ในผู้ปว่ ยมะเรง็ เม็ด
เลือดขาวที่ได้รับยาเคมีบำบัดหอผู้ป่วยพิเศษ โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือด
ขาว ที่ได้รับการรักษาโดยให้ยาเคมีบำบัด เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินอาการ
เยื่อบุช่องปากอักเสบขององค์การอนามัยโลก แบบประเมินระดับความปวด วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ
exact probability test, t-test และ Regression
ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มทดลองเกิดระดับการเกิดเยื่อบุช่องปากอักเสบสูงสุดมากกวา่ คือ ระดับ 2
ร้อยละ7.62 แตม่ ีแนวโน้มหายเร็วกว่ากลุ่มควบคุม และกลุ่มทดลอง พบ Pain score สูงสุดน้อยกว่ากลุ่ม
ควบคุม คือไมพ่ บระดบั Pain score 4-6 สว่ นในกลุ่มควบคุมพบ ร้อยละ 0.95 การวิจยั น้ี แสดงให้เห็นว่า
สามารถใช้น้ำใบยา่ นางสกดั เยน็ เป็นทางเลือกในการดแู ลและป้องกันภาวะเย่อื บชุ ่องปากอักเสบได้
คำสำคญั : เคมบี ำบดั , มะเร็งเม็ดเลอื ดขาว, เยอ่ื บชุ อ่ งปากอักเสบ
237
Effects of Yanang cold pressed extract to reduce mucositis in Leukemia patients
receiving chemotherapy, Uttaradit Hospital
Sanong Luanratanakorn M.N.S., Saipin Kueareenuntawoot B.N.S., Nongnuch Sangsai B.N.S.
Special ward 1, Uttaradit Hospital, Uttaradit Province
Abstract
Oral mucositis is a common side effect among patients with Leukemia receiving
chemotherapy . The purpose of this intervention study was to compare severity levels of oral
mucositis and pain score between used 0.9% Normal Saline and Yanang cold pressed amomg
patients with Leukemia receiving chemotherapy admitted in the private ward, Uttaradit
Hospital . The sample included patients with Leukemia receiving chemotherapy. Data were
collected using the World Health Organization Mucositis Scale and pain score scale. Data
analyzed by exact probability test, t-test and Regression statistics.
The results showed that the Experimental group had the highest incidence of oral
mucositis at 7.62 percent, but tended to heal faster than the control group. and the
experimental group found the highest pain score less than the control group. The pain
score 4-6 was not found in the control group was 0.95 percent. This research shows that
Yanang cold pressed extract can be used as an alternative to the treatment and prevention
of oral mucositis in Leukemia patients.
Key words: Chemotherapy, Leukemia, Oral Mucositis
238
ความเปน็ มาและความสำคัญของปัญหา
ประเทศไทย มะเร็งเป็นสาเหตุการตายที่สำคัญ จากรายงานของกระทรวงสาธารณสุข พบว่ามี
ผ้เู สยี ชีวติ ประมาณ 60,000 รายตอ่ ปี หรอื เฉล่ยี เกือบ 7 รายตอ่ ชัว่ โมง1 การรักษามะเร็งมีหลายวธิ ี การให้
ยาเคมีบำบัดเป็นวิธีหนึ่ง ซึ่งพบว่ามีภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ คือ ภาวะเยื่อบุช่องปากอักเสบ ซึ่งส่งผล
กระทบทำให้ผู้ป่วยเจ็บปวด ทุกข์ทรมาน รับประทานอาหารได้น้อย น้ำหนักตวั ลดลง และต้องกลับเข้ารบั
การรกั ษาในโรงพยาบาลชำ้ ดว้ ยภาวะไข้และการตดิ เชอื้ เนอ่ื งจากเย่ือบชุ อ่ งปากอักเสบ2
โรงพยาบาลอตุ รดติ ถ์ มจี ำนวนผรู้ บั บรกิ ารผปู้ ว่ ยในท่เี ป็นมะเร็งเมด็ เลือดขาว ปีงบประมาณ 2561
และ 2562 จำนวน 73 ราย และ 66 ราย ตามลำดับ3 เข้ารับบริการในหอผู้ป่วยพิเศษ 1 ชั้น 2 เพื่อให้ยา
เคมีบำบัด จำนวน 51 ราย และ 48 ราย ผู้ป่วยเกิดภาวะแทรกซ้อนเยื่อบุช่องปากอกั เสบจำนวน 32 ราย
และ 30 ราย คดิ เป็นรอ้ ยละ 62.75 และ 62.50 4 จากสถานการณ์ดงั กล่าวยังพบเย่ือบชุ ่องปากอักเสบเกิน
ครึ่งหนึ่งของผู้ป่วย หอผู้ป่วยพิเศษ 1 ชั้น 2 จึงต้องการพัฒนาแนวทางในการป้องกันและลดระดับความ
รุนแรงของการเกิดภาวะเยื่อบุช่องปากอักเสบ ซึ่งแนวทางเดิม ใช้ 0.9% Normal Saline อมบ้วนปากใน
ผปู้ ว่ ยโรคมะเรง็ เมด็ เลอื ดขาวทไี่ ด้รบั ยาเคมีบำบัด
ย่านางเป็นพืชสมุนไพรที่มีฤทธิ์เย็น ประกอบด้วยสารกระตุ้นการเพิ่มจำนวนของเซลล์เม็ดเลือด
ขาวที-ลิมโฟซัยที (T-lymphocyte) ต้านจุลชีพ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการดับพิษ และลดไข้ มีการแนะนำ
ใช้น้ำคั้นจากใบย่านางดื่มเพื่อปรับสมดุลของร่างกาย ลดการหดเกร็งของลำไส้ ต้านการเจริญของเชลล์
มะเร็ง5 สำหรับในประเทศไทย ไม่พบว่ามีรายงานการศึกษาถึงประสิทธิภาพ ของการใช้น้ำใบย่านางสกัด
เย็น เพื่อป้องกันและบรรเทาอาการเยื่อบุช่องปากอักเสบ แต่มีรายงานการใช้น้ำใบย่านางสกัดเย็นในการ
เช็ดตัวลดไข้ 6และใช้ในการทำแผลติดเชื้อ7 ว่าได้ผลดี รวมทั้งไม่มีการศึกษาถึงวิธีการนำไปปฏิบัติใน
ขั้นตอนที่ชัดเจน ผู้วิจัยจึงใช้น้ำใบย่านางสกัดเย็นว่ามีผลต่อการป้องกันและบรรเทาอาการเยื้อบุช่องปาก
อักเสบของผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวท่ีได้รับยาเคมีบำบัดหรือไม่ อย่างไร เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลช่อง
ปากของผู้ปว่ ยขณะไดร้ บั ยาเคมีบำบดั ต่อไป
วตั ถุประสงคก์ ารวิจัย
เพื่อเปรยี บเทียบอัตราการเกดิ แผลเยื่อบชุ อ่ งปากอักเสบระหวา่ งการใช้ 0.9% Normal Saline
กบั น้ำใบย่านางสกดั เยน็ ในผ้ปู ่วยมะเรง็ เม็ดเลือดขาวหอผปู้ ่วยพิเศษ โรงพยาบาลอุตรดิตถ์
กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั
การใช้น้ำใบย่านางสกัดเย็นเป็นกิจกรรมการดูแลช่องปากในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่พยาบาล
สง่ เสรมิ ให้ผู้ป่วยดูแลช่องปากดว้ ยตนเอง รว่ มกับการใช้น้ำใบย่านางสกัดเย็นอมกลั้วปาก ต่ออาการเยื่อบุช่อง
ปากอักเสบในผ้ปู ว่ ยมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่ได้รับยาเคมีบำบดั พัฒนาขน้ึ เพอ่ื ให้ผปู้ ่วยเกิดความตระหนักรู้ในการ
ดูแลสุขภาพ สามารถประเมินอาการเยื่อบุช่องปากอักเสบได้ตั้งแต่ในระยะแรกและดูแลช่องปากได้อย่าง
เหมาะสมช่วยป้องกันและลดความรุนแรงของอาการเยื่อบุช่องปากอักเสบในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว จาก
การไดร้ บั ยาเคมีบำบัด
239
วิธีดำเนนิ การวจิ ยั
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวจิ ัยแบบ prospective intervention study ประชากรที่ศึกษาคือผูป้ ่วย
ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว ในหอผู้ป่วยพิเศษ โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ กลุ่มตัวอย่างคือ
ผู้ปว่ ยมะเรง็ เม็ดเลือดขาว และได้รับการรักษาโดยให้ยาเคมบี ำบัด ในหอผู้ปว่ ยพเิ ศษ 1 ชั้น 2 โรงพยาบาล
อุตรดิตถ์ ระหว่างเดือน กรกฎาคม 2563 ถึงเดือนตุลาคม 2563 คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบสุ่มเข้ากลุ่ม
เกณฑ์การคัดเลือกคอื ผู้ป่วยที่สุขภาพช่องปากปกติ ไม่มีแผล กำหนดจำนวนกลุ่มตัวอย่างโดยสตู รท่ีใช้การ
คำนวณ คือ estimate sample size for two-sample comparison of proportion กำหนด power
of study เท่ากับ 80%, คา่ alpha 0.05, one-sided test สดั สว่ นจำนวนครง้ั ของผู้ปว่ ยมะเร็งเม็ดเลือด
ขาวที่บ้วนปากด้วยนำ้ ใบย่านางสกดั เย็น : จำนวนครั้งของผูป้ ่วยมะเรง็ เมด็ เลือดขาวที่บ้วนปากด้วย 0.9%
Normal saline เท่ากับ 1 : 1 proportion ของกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่เกิดภาวะเยื่อบุช่องปากอักเสบ เท่ากับ
0.6 proportion ของกลุ่มผู้ป่วยที่เกิดภาวะเย่ือบุช่องปากอักเสบ เท่ากับ 0.4 ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่างผูป้ ่วย
กลุ่มละ 86 คร้งั
เคร่อื งมอื ท่ใี ช้ในการวจิ ัย
1.แบบประเมินอาการเยื่อบุช่องปากอักเสบของ WHO(1979)8 เป็นเครื่องมือที่ใช้ประเมินระดับ
ความรุนแรงของอาการเยื่อบุช่องปากอักเสบ ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ 1) การเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุ
ช่องปาก 2) อาการเจ็บปวดแผลในปาก 3) ความสามารถในการรับประทานอาหาร 4) ความสามารถใน
การดื่มน้ำ การคิดระดับความรุนแรงของเยื่อบุช่องปากอักเสบเป็น 5 ระดับ ดังนี้ ระดับ 0 เยื่อบุช่องปาก
ปกติ ไม่มีอาการแสดงใดๆ ระดับ 1 ช่องปากแดงเล็กน้อย ไม่เจ็บ ไม่มีรอยแผล สามารถรับประทาน
อาหารได้ปกติ ระดับ 2 มีการบวมหรือเกิดรอยแผลในช่องปาก เจ็บปานกลาง สามารถรับประทานอาหาร
ได้ ระดับ 3 เกิดรอยแผลร่วมกับมีเลือดออกเล็กน้อย เจ็บในช่องปากมาก ไม่สามารถรับประทานอาหาร
ทางปากได้ และระดับที่ 4 มีแผลในช่องปาก มีเลือดออกและพบเนื้อตายในช่องปาก เจ็บในช่องปากมาก
ไมส่ ามารถรบั ประทานอาหารทางปาก
2.แบบประเมินระดับความเจ็บปวดโดยใช้การประเมินแบบตัวเลข(numeric scale) เป็นการ
ประเมินความความปวดโดยการบอกความรูเ้ ป็นตวั เลขต่อเนือ่ งกนั ตลอดจาก 0-10 โดยคะแนน 0 หมายถึง
ไม่ปวด คะแนน 1-3 หมายถึงปวดเล็กน้อย คะแนน 4-6 หมายถึงปวดปานกลาง คะแนน 7-10 หมายถึง
ปวดรุนแรง
3.แบบบันทึกระดบั เย่ือบุช่องปากอกั เสบ และระดบั ความเจ็บปวด (record form)
4.แบบบันทกึ ขอ้ มูลสว่ นบุคคลของผปู้ ว่ ย ประกอบดว้ ย เพศ อายุ โรคประจำตัว สูตรยาเคมบี ำบัดทีไ่ ด้รบั
การตรวจสอบคุณภาพของเครอื่ งมอื
ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผ้ทู รงคณุ วฒุ ิ 3 ท่าน และทดสอบความเทย่ี งในการประเมินของ
การบนั ทกึ ขอ้ มลู ระหว่างผเู้ กบ็ ขอ้ มูล โดยการนำไปทดลองกับผ้ปู ว่ ย 3 ราย พบวา่ สอดคลอ้ งถูกต้องตรงกัน
ทุกราย ได้ค่าความเท่ียงท่ีสอดคล้องตรงกนั เทา่ กบั 1.0
240
การพทิ ักษส์ ทิ ธก์ิ ลุ่มตวั อยา่ ง
กอ่ นการศกึ ษามีการขอความยินยอมจากกลุ่มตัวอยา่ งหรือผแู้ ทนโดยชอบธรรมปราศจากการข่มขู่
บังคับ หรือให้รางวัลในการเข้าร่วมการวิจัย มีการให้ข้อมูลก่อนการตัดสินใจเข้าร่วมโครงการวิจัย ปกปิด
ข้อมูลที่ไม่ต้องการเปิดเผยสามารถยุติการเข้าร่วมวิจัยได้ตลอดเวลา โดยไม่มีผลกระทบต่อการดูแลรักษา
ผ้ปู ่วย ไมเ่ ปิดเผยช่ือหรือสญั ลักษณ์ทแ่ี สดงถึงอาสาสมัครเขา้ ร่วมวิจยั มีการชี้แจงประโยชน์จากการเข้าร่วม
การวิจัย รวมท้ังอธบิ ายถึงความเสี่ยงท่อี าจเกิดต่อกลุ่มตัวอย่างท่เี ขา้ ร่วมวิจัย ผู้วิจยั มีการเตรียมการป้องกัน
และจัดการกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น มีความยุติธรรมในการเลือกกลุ่มตัวอย่างคือกำหนดเกณฑ์ในการ
เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงอย่างชัดเจนได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์
โรงพยาบาลอตุ รดิตถ์ เลขที่ REC No.48/2563
การเก็บรวบรวมขอ้ มูล
แบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็น 2 กลุ่มแบบสุ่มเข้ากลุ่ม กลุ่มทดลอง จำนวน 7 ราย (105 ครั้ง) ใช้น้ำใบ
ยา่ นางสกดั เยน็ อมกลัว้ ปาก กลมุ่ ควบคมุ จำนวน 7 ราย (105 ครงั้ ) ใช้ 0.9% Normal Saline อมบว้ นปาก
คร้งั ละ 200 ซซี ี วันละ 5 คร้ัง คอื หลงั ตน่ื นอน หลงั อาหารเช้า กลางวนั เย็น และกอ่ นนอน โดยเร่ิมตั้งแต่
ก่อนให้ยาเคมีบำบัด 1 วันต่อเนื่องจนถึงวันที่ 14 หลังได้รับยาเคมีบำบัด บันทึกการเกิดเยื่อบุช่องปาก
อักเสบ และระดับความปวด ทุกวัน ก่อนอาหารเช้า เวลา 07.00 น. ตั้งแต่ก่อนผู้ป่วยได้รับยาเคมีบำบัด 1
วันและทกุ วนั วนั ละ 1 ครั้ง จนถึงวนั ที่ 14 หลงั ไดร้ ับยาเคมีบำบัด ในใบบนั ทกึ record form
การเตรยี มน้ำใบย่านางสกัดเย็น น้ำใบย่านางสกัดเยน็ ท่ีใช้เป็นผลิตภัณฑ์บรรจุขวดพลาสติกขนาด
1000 ซีซี มีเครื่องหมาย อย.70-2-02357-2-0001 มีส่วนผสมของใบย่านาง 6.67 % ราคาขวดละ 90
บาท วิธีผสมใช้นำ้ ใบย่านางสกดั เยน็ 100 ซีซี ผสมน้ำตม้ สกุ ใส่ขวด 900 ซีซี ใช้อมบว้ นปากครั้งละ 200 ซซี ี
วันละ 5 ครั้ง คือ หลังตื่นนอน หลังอาหารเช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอน น้ำใบย่านางสกัดเย็นที่ผสม
แล้วสามารถเก็บไว้ได้ 24 ชั่วโมง ส่วนที่ยังไม่ได้ผสมแต่เปิดใช้แล้วเก็บไว้ได้ 30 วัน เก็บไว้ในตู้เย็นหรือ
อุณหภูมิห้องก็ได้ ถ้าใช้ไม่หมดในเวลาต้องทิ้ง จากการสังเกตผู้ป่วย 1 คนใช้หมด 1 ขวดภายในเวลา 24
ชว่ั โมง จากการสอบถามผูป้ ว่ ยพงึ พอใจวา่ มีกล่ินหอมเยน็ ชุ่มคอ
สถติ ิท่ใี ช้ในการวจิ ัย
สถิตทิ ี่ใช้ ไดแ้ ก่ exact probability test, t-test และ Regression
ผลการวจิ ยั
ผปู้ ่วยทน่ี ำมาศึกษาจำนวน 14 ราย เปน็ กลมุ่ ทดลอง 7 ราย กลุ่มควบคมุ 7 ราย โดยเป็นชายร้อย
ละ 57.14 หญงิ ร้อยละ 42.86 มอี ายุระหว่าง 15-70 ปี อายเุ ฉลี่ยใกลเ้ คยี งกัน ส่วนใหญ่ไม่มีโรคประจำตัว
นอกจากมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆ ทั้ง 2 กลุ่มมีความหลากหลายของการได้รับยาเคมีบำบัดต่างชนิด
กนั มีผลการตรวจสขุ ภาพชอ่ งปากแรกเรม่ิ ปกติ
การเกดิ เย่ือบชุ อ่ งปากอักเสบ กลมุ่ ผปู้ ว่ ยทัง้ หมดไดร้ บั การตรวจช่องปากทัง้ หมด 210 ครัง้ ผลการ
ใช้น้ำใบย่านางสกัดเย็นอมบ้วนปากหลังผู้ป่วยได้รับยาเคมีบำบัด พบระดับเยื่อบุช่องปากอักเสบสูงสุดใน
241
15 วัน Grade 0 กล่มุ ทดลองจำนวน 96 ครัง้ (รอ้ ยละ91.43) กลมุ่ ควบคุมจำนวน 94 ครัง้ (รอ้ ยละ89.52)
Grade 1 กลุ่มทดลองจำนวน 11 ครั้ง (ร้อยละ 10.48) กลุ่มควบคุมจำนวน 1 ครั้ง (ร้อยละ0.95) Grade
2 กลุ่มทดลองจำนวน 8 ครั้ง (ร้อยละ7.62) กลุ่มควบคุมจำนวน 0 ครั้ง (ร้อยละ0) Grade 3-4 ไม่พบท้ัง
สองกลุ่ม P-Value 0.002 (ภาพท่ี 1)
grade mucositis กลมุ่ทดลอง กลมุ่ควบคมุ
.1 .2 .3 .4
0
0 5 10 15
day
ภาพท่ี 1 แสดงผลการเกิดระดับเยอ่ื บชุ ่องปากอกั เสบ
242
Pain score สงู สดุ ใน 15 วัน 0-3 คะแนน กล่มุ ทดลองตรวจพบจำนวน 105 ครง้ั (ร้อยละ91.43)
กลุ่มควบคุม 104 ครั้ง (ร้อยละ 99.05) 4-6 คะแนนกลุ่มทดลองตรวจไม่พบ (ร้อยละ 0) กลุ่มควบคุม 1
คร้ัง (รอ้ ยละ 0.95) 7-10 คะแนน ตรวจไมพ่ บท้งั สองกลมุ่ P-Value 0.500 (ภาพที่ 2)
ภาพที่ 2 แสดงระดับความปวด (pain score)
สรุปและอภิปรายผล
ผลการใช้น้ำใบย่านางสกัดเย็นอมบ้วนปากหลังผู้ป่วยได้รับยาเคมีบำบัด 15 วัน พบ Pain score
สูงสุดน้อยกว่าใช้ 0.9% Normal Saline อมบ้วนปาก คือไม่พบระดับ Pain score 4-6 ส่วนในกลุ่มใช้
0.9% Normal Saline อมบ้วนปากพบ 1 ครั้ง (ร้อยละ0.95) กลุ่มใช้น้ำใบย่านางสกัดเย็นอมบ้วนปากเกิด
ระดบั การเกิดเย่ือบุช่องปากอักเสบสูงสดุ มากกว่า คือ Grade 2 จำนวน 8 ครั้ง (ร้อยละ7.62) แต่มีแนวโน้ม
หายเร็วกว่าใช้ 0.9% Normal Saline สอดคล้องกับการศึกษาของ ประมุข ศรีชัยวงษ์ และกรกมล
ไวยราบุตร8 ที่ได้ศึกษาการพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาชาวบ้านจากย่านาง พบว่า สรรพคุณของใบย่านาง
นำมาใช้เป็นยารักษาแผล สอดคล้องกับการศึกษาของ ปานฤทัย พุทธทองศรี อภิรดี พันธ์สิงห์ และมะลิวัล
ผะสมพืช9 ที่ได้ศึกษาสรรพคุณของใบย่านาง พบว่า ในใบย่านางพบสาระสำคัญ ได้แก่ สารกลุ่มโพลีฟีนอล
(Polyphenol) และมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant activity) สูง ช่วยลดการทำลายของเซลล์ต่างๆ
โรคปากเป็นแผล และสอดคล้องกับการศึกษาของ สิริเชษฐ์ รัตนะชิตธวัช และจักรพงษ์ รัตตะมณี10 ที่ได้
ศึกษาสวนป่าสมุนไพร มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตสระแก้ว พบว่า ใบย่านางมีสรรพคุณช่วยรักษาแผลใน
ชอ่ งปาก ชว่ ยแกอ้ าการเหงือกอักเสบอยา่ งรุนแรงและเรื้อรัง และเมื่อเปรียบเทียบราคาต่อผู้ปว่ ย 1 ราย ใช้
นำ้ ใบยา่ นางสกัดเยน็ ใช้ตน้ ทุน 135 บาท/ราย ใช้0.9% Normal Salineใช้ตน้ ทุน 600 บาท/ราย
243
ข้อเสนอแนะ การนำผลวจิ ัยไปใช้ประโยชน์
สามารถใช้น้ำใบย่านางสกัดเย็นเป็นทางเลือกในการป้องกันและดูแลภาวะเยื่อบุช่องปากอักเสบใน
ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัด เนื่องจาก ผลการเกิดระดับเยื่อบุช่องปากอักเสบไม่พบความแตกต่างของ
ประสิทธิภาพเมื่อเปรียบเทียบกับการใช้ 0.9% Normal Saline อมบ้วนปากที่ใช้อยู่ในปัจจุบันในหอผู้ป่วย
น้ำใบย่านางสกัดเย็นมีผลการเริ่มเกิดเยื่อบุช่องปากอักเสบเร็วกว่า ระดับความเจ็บปวดน้อยกว่า มีแนวโน้ม
หายเร็วกวา่ ใช้ตน้ ทุนนอ้ ยกวา่ 0.9% Normal Saline
ข้อเสนอแนะในการทำวจิ ัยครั้งตอ่ ไป
ควรมกี ารวจิ ัย โดยใชน้ ้ำใบย่านางสกัดเยน็ และ 0.9% normal saline นำไปแชเ่ ยน็ หรอื ใช้นำ้ ใบ
ย่านางสกัดเยน็ ผสมกับ 0.9% normal saline
เอกสารอา้ งอิง
1. กระทรวงสาธารณสุข. (2563). สถิติสาธารณสุข พ.ศ.2562. กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงาน
ปลัดกระทรวงสาธารณสุข.
2. ปัทมา เพชรไพรินทร.์ (2561). การพยาบาลผ้ปู ่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดมัยอีลอยด์ท่ีได้รับ
ยาเคมบี ำบัด. วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม. 15 (3) : 178-186.
3. โรงพยาบาลอตุ รดิตถ.์ (2563). สถิตผิ ูป้ ่วย ปงี บประมาณ 2561-2562. โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ สำนักงาน
ปลดั กระทรวงสาธารณสุข.
4. หอผู้ป่วยพิเศษ 1 ชั้น 2 โรงพยาบาลอุตรดิตถ์. (2561). เวชระเบียนผู้ป่วย. โรงพยาบาลอุตรดิตถ์
สำนักงานปลดั กระทรวงสาธารณสขุ .
5. ปัจจุบัน เหมหงษา. (2555). สมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐาน. กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการ
การสาธารณสุขมูลฐาน.
6. สุนีย์ วังซ้าย. (2561). ผลการเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำธรรมดาผสมน้ำย่านางสกัดเย็น. โรงพยาบาลพุทธชิน
ราช จังหวัดพษิ ณุโลก
7. โพธิ์ศรี แก้วศรีงาม. (2560). น้ำย่านางสกัดรักษาแผลเนื้อเน่า. โรงพยาบาลลานกระบือ สำนักงาน
ปลดั กระทรวงสาธารณสขุ .
8. ประมุข ศรีชัยวงษ์ และกรกมล ไวยราบุตร. (2561). การพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาพื้นบ้านจากย่านาง
เป็นผลิตภัณฑ์อาหารชุมชน. วารสารวิจยั เพอื่ การพฒั นาเชิงพน้ื ที่. 10 (2) : 160-170.
9. ปานฤทัย พุทธทองศรี อภิรดี พนั ธ์สิงห์ และมะลวิ ัล ผะสมพชื . (2562). การใช้ใบย่านางและขมน้ิ ชันเพื่อ
เพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระในกระบวนการผลิตหน่อไม้อบแห้ง. วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
มหาวิทยาลยั อุบลราชธานี. 21 (3) : 49-55.
10. สิรเิ ชษฐ์ รตั นะชิตธวชั และจักรพงษ์ รตั ตะมณี. (2560). สวนป่าสมนุ ไพร มหาวทิ ยาลัยบรู พา วิทยาเขต
สระแกว้ . คณะเทคโนโลยกี ารเกษตร มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตสระแกว้ .