The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงการประชุมวิชาการและประชุมสามัญประจำปี 2563
เรื่อง คุณภาพคน คุณภาพงาน: การพยาบาลท่ามกลางความพลิกผัน
โดย สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ ร่วมกับ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี แพร่

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by BCNPH Official, 2020-12-18 01:47:09

ผลงานวิชาการ การประชุมวิชาการ ประชุมสามัญประจำปี 2563

โครงการประชุมวิชาการและประชุมสามัญประจำปี 2563
เรื่อง คุณภาพคน คุณภาพงาน: การพยาบาลท่ามกลางความพลิกผัน
โดย สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ ร่วมกับ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี แพร่

145

คล้ายคลึงกับกลุ่มตัวอย่างท่ีกำหนด จำนวน 1 ราย เพื่อดูความชัดเจนของภาษาที่ใช้ หลังจากนั้นได้มีการ
ตรวจสอบความเที่ยงของเครื่องมือ(reliability) โดยผู้วิจัยจะนำแบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะแห่งตน
แบบทดสอบสมรรถภาพสมองเบื้องตน้ ฉบับภาษาไทย และแบบประเมนิ ดชั นบี ารเ์ ธลเอดีแอลไปทดลองใช้
ในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดข้อสะโพก ที่มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับกลุ่มตัวอย่าง ที่มารับการรักษาใน
โรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ และไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้จำนวน 10 คน และ
นำไปหาคา่ ความเทยี่ งของเครื่องมือ โดยใช้สูตรสัมประสทิ ธแิ์ อลฟาของครอนบาค มีคา่ ต้งั แต่ .85 และ .87

ข้ันตอนการเกบ็ รวบรวมข้อมลู

ภายหลังได้รับการรับรองจริยธรรมในการทำวิจัยจากโรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่
ผ้วู ิจยั จะดำเนนิ การเกบ็ รวบรวมข้อมลู ดงั นี้

1. ทำหนังสือถึงผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครพิงค์ เพื่อขออนุญาตในการเก็บรวบรวมข้อมูล เข้า
พบหัวหน้าภารกิจด้านการพยาบาล เพื่อชี้แจงรายละเอียดโครงการวิจัย รวมทั้งขออนุญาตในการ
ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมลู

2. ดำเนินการทดสอบเคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัย เครื่องมอื ในการรวบรวมข้อมูล และค่าความเที่ยง
ของเครื่องมือ (reliability)

3. ดำเนินการคดั เลือกกลุ่มตัวอย่างที่มีคุณสมบัติตรงตามที่กำหนด คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างท่ีสมคั ร
ใจเข้าร่วมการวิจัย ผู้วิจัยจะให้กลุ่มตัวอย่างเซ็นยินยอมเข้าร่วมการวิจัยในเอกสารยินยอม ( informed
consent) หลังจากนั้นกลุ่มตัวอย่างจะได้รับเอกสารเพื่อกรอกข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามการรับรู้
สมรรถนะแห่งตน และแบบประเมินดัชนีบาร์เธลเอดีแอล โดยผู้วิจัยกำหนดให้กลุ่มตัวอย่าง 15 คนแรก
เป็นกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ และกลุ่มตัวอย่าง 15 คนหลังเป็นกลุ่มทดลองได้รับ
โปรแกรมส่งเสรมิ การรับร้สู มรรถนะแห่งตนสำหรับผู้ปว่ ยที่ไดร้ บั การผา่ ตดั ข้อสะโพก จำนวน 4 สปั ดาห์

4. ผู้วิจัยประเมินแบบประเมินดัชนีบาร์เธลเอดีแอล (post-test) ในกลุ่มตัวอย่างทั้งกลุ่มทดลอง
และกลมุ่ ควบคุมภายหลงั ส้นิ สุดการวจิ ัย

5. ผู้วิจัยรวบรวมข้อมูล และตรวจสอบความสมบูรณ์ ครบถ้วนของข้อมูลก่อนนำไปวิเคราะห์
ข้อมลู ทางสถิติ

จรยิ ธรรมการวจิ ัยและการพทิ กั ษส์ ทิ ธก์ิ ลุ่มตวั อยา่ ง

การศึกษาครั้งนี้ได้รับการพิจารณาการรับรองการวิจัยในมนุษย์จากคณะกรรมการจริยธรรม
การวิจัยโรงพยาบาลนครพิงค์ ตามหนังสือเลขท่ี 187/63 ผู้วิจัยทำการพิทักษ์สิทธ์ิโดยให้กลุ่มตัวอย่าง
รบั ทราบข้ันตอนการวิจัย เปดิ โอกาสให้ซักถามโดยคำนึงถึงความพร้อมของกลุ่มตัวอย่างรวมถึงการพิทักษ์
สิทธิในการเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมการวิจัยขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของกลุ่มตัวอย่าง และจะไม่มีผลกระทบ
ใดๆ กลุ่มตัวอย่างสามารถบอกยุติการให้ความร่วมมือได้ตลอดเวลา สำหรับการนำข้อมูลไปอภิปรายหรือ

146

ตีพิมพ์เผยแพร่จะกระทำในภาพรวม จากนั้นกลุ่มตัวอย่างที่ยินดีเข้าร่วมการวิจัยลงนามรับทราบในใบ
ยนิ ยอมการเขา้ รว่ มวิจยั

วธิ ีการดำเนนิ การในกลุม่ ทดลอง

กลมุ่ ทดลองจะได้รับโปรแกรมสง่ เสรมิ การรับร้สู มรรถนะแหง่ ตนสำหรับผู้ป่วยที่ไดร้ ับการผ่าตัดข้อ
สะโพก จำนวนทัง้ หมด 8 ครัง้ สัปดาหล์ ะ 2 คร้ัง รวมการดำเนินการตามโปรแกรมใชเ้ วลา 4 สัปดาห์ โดย
มีรายละเอยี ด ดังน้ี

สัปดาห์ที่ 1 (ครั้งที่ 1 หลังได้รับการผ่าตัดวันที่ 3) ผู้วิจัยดำเนินการตามขั้นตอนที่ 1 ของ
โปรแกรม ผู้วจิ ัยจะเข้าพบผ้ปู ว่ ยเพ่ือสร้างสัมพนั ธภาพท่ีดี โดยใช้วธิ กี ารแนะนำตวั เอง และใหผ้ ้ปู ว่ ยแนะนำ
ตัว พูดคุยเรื่องท่ัวๆไปประมาณ 1-2 นาที หลังจากนั้นให้ผู้ป่วยทำแบบประเมินดชั นีบาร์เธลเอดีแอล และ
แบบประเมินการรับรูส้ มรรถนะแห่งตน และให้ความรู้เก่ียวกบั การผา่ ตดั ข้อสะโพกด้วยการใชส้ ื่อการสอน
ภาพพลิกและแผ่นพับ หลังจากนั้นดำเนินกิจกรรมตามขั้นตอนที่ 2 คือ การเปิดวิดิทัศน์การปฏิบัติตัว
ภายหลังการผ่าตดั ข้อสะโพก รวมใช้เวลาทง้ั สิน้ 20-30 นาที

สัปดาหท์ ่ี 1 (คร้ังที่ 2 หลงั ได้รับการผา่ ตัดวันท่ี 5) ผู้วิจยั ร่วมพดู คุยกบั ผู้ป่วยเพื่อทบทวนกิจกรรม
ในครั้งที่ 1 หลังจากนั้นผู้วิจัยดำเนินกิจกรรมตามขั้นตอนที่ 3 โดยจัดให้ผู้ป่วยฝึกประสบการณ์ภาย
หลังจากชมวิดิทัศน์การปฏิบัตติ ัวภายหลงั การผ่าตัดขอ้ สะโพก โดยผ้วู จิ ัยจะทำหนา้ ท่ีดแู ลอยา่ งใกลช้ ดิ และ
ดำเนินกิจกรรมตามข้ันตอนท่ี 4 การสนบั สนุนดา้ นร่างกายและอารมณ์ที่มผี ลตอ่ การรบั รคู้ วามสามารถของ
ตนเองของผู้ป่วย โดยผู้วิจัยจะทำการตรวจวัดสัญญาณชีพและอาการปวดก่อนการทำกิจกรรม และให้ยา
บรรเทาอาการปวดเพื่อใหผ้ ูป้ ว่ ยมีความพรอ้ มในการทำกิจกรรม รวมใช้เวลาทงั้ สน้ิ 20-30 นาที

สัปดาห์ที่ 2 (ครั้งท่ี 3-4 หลังได้รับการผ่าตัดวันที่ 9 และ 12) ผู้วิจัยดำเนินกิจกรรมเช่นเดียวกับ
สปั ดาหท์ ่ี 1 โดยจะเริม่ กจิ กรรมในขน้ั ตอนที่ 2 ไปจนถงึ ขนั้ ตอนท่ี 4 รวมใช้เวลาทั้งสน้ิ 20-30 นาที

สัปดาห์ที่ 3 (ครั้งท่ี 5-6 ผู้ป่วยจำหน่ายและกลับไปอยู่ที่บ้าน) ผู้วิจัยจะติดตามทางโทรศัพท์เพื่อ
ทบทวนความรู้ วิธกี ารดูแลตนเองของผู้ป่วย และดำเนินกจิ กรรมตามข้ันตอนที่ 4 โดยการสอบถามปัญหา
อุปสรรคในการดำเนินกิจกรรม พูดคุยและเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยซักถามข้อสงสัย ให้กำลังใจ และสนับสนุน
การปฏิบัติกจิ วัตรประจำวันดว้ ยตนเองอย่างต่อเนอ่ื ง ใชเ้ วลาครงั้ ละ 10-15 นาที

สปั ดาหท์ ี่ 4 (คร้ังที่ 7 ผ้ปู ่วยจำหน่ายและกลับไปอยู่ที่บา้ น) ผ้วู ิจยั ดำเนินการเช่นเดียวกับสัปดาห์
ท่ี 3

สัปดาห์ที่ 4 (ครั้งที่ 8 ผู้ป่วยมาตรวจตามนัดที่โรงพยาบาล) ผู้วิจยั สนทนาซักถาม และกระตุ้นให้
ผู้ป่วยแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการดูแลกิจวตั รประจำวันขณะทีอ่ ยู่บ้าน การรับรู้สมรรถนะแห่งตน และ
ตอบข้อซักถาม ข้อสงสัย หลังจากนั้นให้ผู้ป่วยตอบแบบประเมินดัชนีบาร์เธลเอดีแอล และแบบประเมิน
การรับรู้สมรรถนะแห่งตน เมื่อเสร็จสิ้นการดำเนินกิจกรรม ผู้วิจัยกล่าวขอบคุณ รวมใช้เวลาทั้งสิน้ 15-20
นาที

147

การวเิ คราะหข์ ้อมลู
1. วิเคราะห์ขอ้ มูลสว่ นบุคคล ดว้ ยสถติ ิพรรณนา แสดงจำนวน ร้อยละ และค่าเฉล่ีย
2. เปรียบเทยี บความสามารถในการปฏบิ ัตกิ ิจวตั รประจำวนั ของผ้ปู ว่ ยท่ีได้รับการผ่าตดั ข้อสะโพก

และได้รับโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในระยะก่อนทดลองและหลังการทดลองหลงั โดยใช้
สถิติ Dependent pairs t-test กรณีที่พบว่าข้อมูลมีการกระจายเป็นปกติและกรณีท่ีพบว่าข้อมูลมีการ
กระจายไมป่ กติจะใชส้ ถติ ิ Wilcoxon s signed rank test

3. เปรยี บเทยี บความสามารถในการปฏิบัติกจิ วัตรประจำวันระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม
โดยใช้สถิติ Independent pairs t-test กรณีที่พบว่า ข้อมูลมีการกระจายเป็นปกติ และกรณีที่พบว่า
ขอ้ มูลมีการกระจายไมป่ กติจะใชส้ ถติ ิ Mann-Whitney U test

148

ผลการวจิ ัย

ตารางที่ 1 จำนวน และรอ้ ยละของผู้ป่วยเพศหญงิ ท่ีได้รบั การผา่ ตัดขอ้ สะโพก กลุม่ ทดลองและกลุม่

ควบคมุ จำแนกตาม อายุ ระดบั การศึกษา อาชีพ ระยะเวลานอนหลงั ผา่ ตัด ผดู้ ูแลขณะที่อยู่ท่บี ้าน และ

คะแนนการรบั รสู้ มรรถนะแห่งตน

กลมุ่ ทดลอง กลมุ่ ควบคุม P-value

ลกั ษณะส่วนบุคคล (n = 15) (n = 15)

จำนวน ร้อยละ จำนวน รอ้ ยละ

อายุ (X + SD) min 76.40 8.66 74 11.09 0.514

Min - max 64 89 53 90

< 60 ปี 0 0.00 2 13.33

> 60 ปี 15 100 13 86.67

ระดับการศกึ ษา 0.264

ไมไ่ ดเ้ รียน 7 46.67 4 26.67

ได้เรียน 8 53.33 11 73.33

อาชีพ 0.291

ไมไ่ ด้ทำงาน 12 80 14 93.33

ทำงาน 3 20 1 6.67

ระยะเวลานอนหลังผ่าตัด (X + SD) 4.86 1.24 5.80 1.65 0.093

< 5 วัน 9 60 8 53.33

> 5 วัน ข้ึนไป 6 40 7 46.67

ผ้ดู ูแลขณะท่อี ยู่ที่บ้าน 1.00

มี 15 100 15 100

ไมม่ ี 0 0 0 0.00

P< 0.05

จากตารางที่ 1 ข้อมูลท่วั ไปของกลมุ่ ตัวอยา่ งทงั้ สองกลุ่มในดา้ น อายุ ระดับการศึกษา อาชพี ระยะเวลา

นอนหลงั ผ่าตัด ผดู้ แู ลขณะท่ีอยทู่ ่บี า้ น ไม่แตกต่างกัน

149

ตารางท่ี 2 เปรยี บเทียบค่าเฉล่ียคะแนนความสามารถในการปฏบิ ัติกิจวัตรประจำวนั ของผู้ป่วยท่ีไดร้ บั การ
ผ่าตัดขอ้ สะโพกก่อนและหลงั ไดร้ บั โปรแกรมส่งเสริมการรบั รสู้ มรรถนะแห่งตน

กลมุ่ ทดลอง กลมุ่ ควบคมุ

กลุ่มตวั อยา่ ง (n = 15) (n = 15) df t P-value

X SD X SD

คะแนนความสามารถใน

การปฏบิ ตั ิกิจวตั ร

ประจำวัน (X + SD)

กอ่ นทดลอง 18.73 1.43 19.40 0.98 14 5.739 0.001*

หลังทดลอง 17.46 1.40 14.06 3.49

คะแนนการรับรสู้ มรรถนะ

แหง่ ตน (X + SD)

กอ่ นทดลอง 5.66 2.41 5.46 3.37 14 -5.931 0.001

หลังทดลอง 9.11 0.99 5.93 2.98

P < 0.05

จากตารางที่ 2 แสดงให้เห็นว่า เมื่อนำค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของ

ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดข้อสะโพกก่อนและหลังได้รับโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตน มา

เปรียบเทียบกันด้วยวิธีทางสถิติ Dependent t-test พบว่า หลังการทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนน

ความสามารถในการปฏิบตั ิกจิ วตั รประจำวนั ตำ่ กว่าก่อนการทดลอง อย่างมนี ัยสำคญั ทางสถิติ ทร่ี ะดบั .05

(p<.05) นั่นคือ ผู้ป่วยหลังได้รับการผ่าตัดข้อสะโพกกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะ

แห่งตนมคี วามสามารถในการปฏบิ ตั กิ ิจวัตรประจำวนั หลังการทดลองอยู่ในระดบั น้อยกวา่ ก่อนการทดลอง

และเมื่อนำค่าเฉลี่ยคะแนนการรับรู้สมรรถนะแห่งตนของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดข้อสะโพกก่อนและหลัง

ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนมาเปรียบเทียบกันทางสถิติ พบว่า หลังการทดลองมี

ค่าเฉลี่ยคะแนนการรับรู้สมรรถนะแห่งตน สูงกว่ากว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ

.05 (p<.05) นั่นคือผู้ป่วยหลังได้รับการผ่าตัดข้อสะโพกกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการส่งเสริมการรับรู้

สมรรถนะแหง่ ตนมคี ะแนนการรบั รู้สมรรถนะแห่งตน หลงั การทดลองอยู่ในระดบั มากกว่ากอ่ นการทดลอง

150

ตารางท่ี 3 เปรียบเทยี บค่าเฉลยี่ คะแนนความสามารถในการปฏบิ ตั กิ จิ วตั รประจำวันของผปู้ ว่ ยท่ไี ดร้ บั การ

ผา่ ตัดข้อสะโพกระหว่างกลุ่มที่ไดร้ ับโปรแกรมส่งเสรมิ การรับรู้สมรรถนะแห่งตนกับกลมุ่ ที่ได้รบั การ

พยาบาลตามปกติ

กล่มุ ตวั อย่าง ก่อนทดลอง หลงั ทดลอง df t P-value
X SD X SD

คะแนนความสามารถใน

การปฏิบัตกิ จิ วัตร

ประจำวนั (X + SD)

กลุ่มทดลอง (n = 15) 18.33 1.43 17.46 1.40 28 -3.496 0.002*

กลุม่ ควบคุม (n = 15) 19.40 0.98 14.06 3.49

คะแนนการรับรูส้ มรรถนะ

แหง่ ตน (X + SD)

กลุ่มทดลอง (n = 15) 5.66 2.41 9.13 0.99 28 -3.938 0.001*

กลุม่ ควบคมุ (n = 15) 5.46 3.37 5.93 2.98

P < 0.05

จากตารางที่ 3 แสดงให้เห็นว่า เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันด้วยวิธีทางสถิติ Independent t-test พบว่า

กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ยของคะแนความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน ก่อนการ

ทดลองแตกตา่ งกันอย่างมีนยั สำคัญทางสถิติ (p>.05) น่ันคือก่อนการทดลองกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม

มีความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันแตกต่างกัน โดยทั้งสองกลุ่มมีความสามารถในการปฏิบัติ

กจิ วตั รประจำวนั มาก

หลังการทดลอง เมื่อนำมาเปรียบเทียบด้วยวิธีทางสถิติ Independent t-test พบว่า กลุ่ม

ทดลองและกลมุ่ ควบคุมมคี า่ เฉลยี่ ของคะแนนคะแนนความสามารถในการปฏิบัติกจิ วัตรประจำวนั ภายหลัง

การทดลองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นั่นคือ ผู้ป่วยที่ได้รับโปรแกรมการส่งเสริม

การรับรู้สมรรถนะแห่งตนมีความสามารถในการปฏิบัตกิ ิจวัตรประจำวันมากกว่ากลุ่มที่ไดร้ บั การพยาบาล

ตามปกติ

จากตารางที่ 3 แสดงให้เหน็ วา่ เม่อื นำมาเปรียบเทียบกนั ด้วยวธิ ีทางสถิติ พบว่า กลมุ่ ทดลองและ

กลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ยของคะแนนการรับรู้สมรรถนะแห่งตนก่อนการทดลองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ทางสถติ ิ (p>.05) นน่ั คือ กอ่ นการทดลองกล่มุ ทดลองและกลมุ่ ควบคุมมีการรบั รู้สมรรถนะแห่งตนแตกต่าง

กัน

หลังการทดลอง เมื่อนำมาเปรียบเทียบด้วยวิธีทางสถิติ พบว่า กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมี

ค่าเฉลย่ี ของคะแนนการรับรสู้ มรรถนะแห่งตน ภายหลงั การทดลองแตกต่างกนั อย่างมนี ัยสำคัญทางสถิติที่

151

ระดับ .05 นั่นคือ ผู้ป่วยท่ีได้รับโปรแกรมการส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนมีความสามารถในการ
ปฏิบัตกิ ิจวตั รประจำวนั มากกว่ากลมุ่ ท่ไี ดร้ ับการพยาบาลตามปกติ

ข้อเสนอแนะในการนำผลวิจัยไปใช้
พยาบาลควรนำโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนเสริมเข้ากับแนวปฏิบัติทางการ

พยาบาลในการดูแลผู้ป่วยหลังผ่าตัด เพื่อให้ส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนของผู้ป่วยและลดวันนอน
โรงพยาบาลตามนโยบายของโรงพยาบาล รวมทั้งการเสริมพลังให้ผู้ดูแลผู้ป่วยเป็นผู้ร่วมทำกิจกรรม
สง่ เสริมการรบั ร้สู มรรถนะแหง่ ตนตอ่ เนอื่ งทีบ่ า้ น

ขอ้ เสนอแนะในการทำวิจยั ครง้ั ต่อไป
ควรทำการศกึ ษาผลของโปรแกรมสง่ เสรมิ การรับรสู้ มรรถนะแห่งตนต่อความสามารถในการ

ปฏิบัตกิ ิจวัตรประจำวันของผู้ปว่ ยที่ได้รบั การผา่ ตัดข้อสะโพกในกลมุ่ ฉกุ เฉิน เช่น ผปู้ ่วยท่ีมีการบาดเจบ็ ไข
สันหลัง เป็นต้น

เอกสารอ้างอิง
1. Rothbauer, F., Zerwes, U., Bleb, H-H., & Kip, M. Prevalence of hip and knee

arthroplasty. Germany: Springer-Verlag GmbH, DE.; 2016.
2. Kremers, M.H., Larson, R.D., Crowson, S.C., Kremers, K.W., Washington, E.R., ...Berry, J.D.

Prevalence of total hip and knee replacement in the United States. J Bone Joint Surg
Am. 2015; 97: 1386-1397.
3. เรอื งเดช พพิ ฒั นเ์ ยาวก์ ลุ . ผลลพั ธห์ ลังจากการเกิดกระดกู สะโพกหักในผู้สงู อายุที่เขา้ รบั การรักษา.
วารสารการแพทยโ์ รงพยาบาลศรสี ะเกษ สรุ ินทร์ บรุ ีรมั ย์. 2560; 32(1): 21-34.
4. เสาวภา อินผา. คู่มอื การพยาบาลผู้ป่วยทไ่ี ดร้ บั การผา่ ตัดเปลยี่ นขอ้ สะโพกเทียม. คณะแพทยศ์ าสตร์
ศริ ิราชพยาบาล มหาวิทยาลยั มหดิ ล: งานการพยาบาลศลั ยศาสตร์และศัลยศาสตรอ์ อร์โธปดิ ิกส์; 2557.
5. คณุ ัสปกรณ์ มัคคปั ผลานนท์ และปุณฑรี ศุภเวช. การดูแลผ้สู ูงอายหุ ลงั ผา่ ตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม.
Veridian E-Journal, Science and Technology Silpakorn University. 2560; 3(6): 57-66.
6. Olsson, L- E. , Hansson, E. , & Ekman, I. Evaluation of person- centred care after hip
replacement- a controlled before and after study on the effects of fear of movement
and self-efficacy compared to standard care. BMC Nursing. 2016; 15(53): 1-10.
7. วภิ าพร ลเี ลศิ มงคลกลุ , สุพร ดนยั ดุษฎกี ุล, วัลย์ลดา ฉนั ท์เรอื งวณิชย์ และพัชรพล อุดมเกียรติ.
ความสมั พันธ์ระหว่างดัชนีมวลกาย ความเจ็บปวด และการสนบั สนุนทางสงั คม กับการปฏิบัตกิ จิ วัตร

152

ประจำวนั ในระยะฟน้ื ตัวในผปู้ ่วยผ่าตัดเปล่ยี นข้อสะโพกเทียม. Journal of Nursing Science. 2559;
31(2): 26-37.
8. เกษร จรรยารัตน์, ศรีนวล สถิตวิทยานันท์ และวรรณี สัตยวิวัฒน์. ตัวชี้วัดคุณภาพด้านผลลัพธ์
ทางการพยาบาลสำหรับผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักที่เปลี่ยนข้อสะโพกเทียม. วารสารความปลอดภัยและ
สขุ ภาพ. 2560; 9(31): 45-56.
9. Bletterman, N.A. The role of preoperative self-efficacy and outcome expectancies in
predicting short-term functional recovery and length of hospital stay after total hip
replacement or total knee replacement: a prospective, observational study. Master
Clinical Health Science, Program Physical Therapy science, Utrecht University, The
Netherlands; 2013.
10.Akker-Scheek, van den I, Steven, M., Groothoff, W.J., Bulstra, K.S., & Zijlstra, W.
Preoperative or postoperative self-efficacy: which is a better predictor of outcome
after total hip or knee arthroplasty.Patient Education and Counseling. 2007; 66: 92-99.
11.Brembo, A.E., Kapstad, H., Dulmen, V.S., &Eide, H. Role of self-efficacy and social support
in short-term recovery after total hip replacement: a prospective cohort study. Health
Qual Life Outcomes. 2017; 15(68): 1-10.
12.Bandura, A. Social learning theory. New Jersy: Englewood Cliffs; 1997.
13.วราภรณ์ ตมุ้ ทอง. (2553). ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความเชื่อมัน่ ในสมรรถนะแห่งตนตอ่ การฟ้ืน
สภาพรา่ งกายหลงั ผ่าตดั ของผู้สงู อายทุ ี่ได้รบั การผา่ ตัดเปลย่ี นขอ้ สะโพกเทยี ม. วทิ ยานิพนธห์ ลกั สูตร
ปรญิ ญาพยาบาลศาสตรม์ หาบัณฑติ สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย.
14.หทยั ทิพย์ ใจปิติ และศริ ิพนั ธุ์ สาสตั ย.์ (2561). ผลของโปรแกรมการส่งเสรมิ การรับร้สู มรรถนะแห่งตน
ต่อความกลัวการหกล้มในผสู้ ูงอายทุ ี่ได้รับการผา่ ตัดเปลย่ี นข้อสะโพกเทยี ม. วารสารพยาบาลทหารบก,
19, 109-117.
15.Yeh, M-L., Chen, H-H., & Liu, P-H. (2005). Effects of multimedia with printed nursing
guide in education on self-efficacy and functional activity and hospitalization in
patients with hip replacement. Patient Education and Counselling, 57(2), 217-224.
16.สทุ ธชิ ัย จติ ะพันธ์กุล. หลกั สำคัญของเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ. พิมพค์ รง้ั ที่ 3. กรุงเทพฯ : จฬุ าลงกรณ์
มหาวทิ ยาลยั ; 2544.
17.คณุ สั ปกรณ์ มั คคัปผลานนท์, พรชยั จูลเมตต์ และวารี กงั ใจ. ผลของโปรแกรมส่งเสรมิ พฤติกรรม
การปฏิบตั ติ นตอ่ ความรู้ และพฤติกรรมการปฏบิ ตั ติ นของผูส้ ูงอายหุ ลังผ่าตดั เปลย่ี นข้อสะโพกเทียม.
วารสารวิชาการสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย. 2555; 18(1): 129-144.

153

18. Polit, D. F., & Hungler, B. P. Nursing research: principles and methods. 5thed.
Philadelphia: J.B. Lippincott; 1999.

154

ประสทิ ธิผลการใชแ้ นวปฏบิ ตั ิทางคลนิ กิ สาหรบั การสง่ เสริมความร่วมมอื ในการรกั ษาดว้ ยยา
ของผปู้ ว่ ยสูงอายโุ รคหลอดเลือดสมองและผูด้ แู ล
ที่แผนกผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลประสาทเชยี งใหม่

สพุ ัตรา ปวนไฝ, นิรมยั มณรี ตั น์, นานา เรืองยทุ ธกิ ารณ์, วราพร ราชเนตร,
วนิดา มณีนวล, รัตตกิ าล สขุ ทบั ทิม, จริ าภรณ์ ทองซิว

โรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่ 2 ถนนสุเทพ ต.สเุ ทพ อ.เมอื ง จ.เชยี งใหม่
Effectiveness of Implementing Clinical Practice Guidelines for Enhancing Medication

Adherence among Elderly with Stroke and care giver at Outpatient Department
Chiang Mai Neurological Hospital.

Supattra Puanfai, Niramai Maneeratana, Nana Ruangyuttikarn, Waraporn Rachanet,
Wanida Maneenaul, Rattikarn Suktabtim, Jiraporn Tongciw

บทคดั ย่อ

ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองกลุ่มท่ีมารักษาด้วยการกลับเป็นซ้ามีปัญหาเร่ืองไม่สามารถควบคุมระดับ
ความดันโลหิต ระดับน้าตาลในเลือด และระดับไขมันในเลือดได้ ซึ่งมีปัจจัยเร่ืองการรับประทานยาไม่ต่อเนื่อง
ร่วมด้วย วัตถุประสงค์การวิจัยเพ่ือประเมินผลการใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกส้าหรับการส่งเสริมความร่วมมือใน
การรักษาด้วยยาของผู้ป่วยสูงอายุโรคหลอดเลือดสมองและผู้ดูแลท่ีแผนกผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลประสาท
เชยี งใหม่

การวิจัยครังนีเป็นการวิจัยก่ึงทดลองแบบวัดกลุ่มเดียวก่อนหลังการทดลอง (The one group
pretest posttest design) ใช้กรอบแนวคิดของการใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกของสภาวิจัยด้านการแพทย์และ
สุขภาพแห่งชาติประเทศออสเตรเลีย (National Health and Medical Research council [NHMRC])
กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยสูงอายุอายุ 60 ปีขึนไปโรคหลอดเลือดสมองตีบตันท่ีมารับบริการที่แผนกผู้ป่วยนอก
โรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2562 - 30 ธันวาคม 2562 และผ่านการสัมภาษณ์
การประเมินความร่วมมือในการรักษาด้วยยา ด้วย Morisky Medication Adherence scale, MMAS
คะแนนนอ้ ยกว่า 8 คะแนน จ้านวน 40 คน

เคร่ืองมือที่ใชใ้ นการวิจัยมี 2 ประเภทคือแนวปฏบิ ัตทิ างคลินิกส้าหรับการส่งเสริมความร่วมมือในการ
รักษาด้วยยาของผู้ป่วยสูงอายุโรคหลอดเลอื ดสมองและผู้ดูแลทีแ่ ผนกผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่
ซึ่งพัฒนาโดยสุพัตรา ปวนไฝและคณะ และแบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ปว่ ยสูงอายุโรคหลอดเลือดสมอง
และผู้ดูแล

วิเคราะห์ข้อมูลท่ัวไปของกลุ่มตัวอย่างด้ายการน้ามาแจกแจงความถี่ และหาค่าร้อยละ ส่วน ข้อมูล
จากแบบประเมินความร่วมมือในการรักษาด้วยยาของผู้ป่วยโดยใช้แบบวัดความร่วมมือในการรักษาด้วยยา
ระดับความดันโลหิต ระดับไขมันในเลือด และระดับน้าตาลในเลือดเม่ือมาตรวจตามนัด หลังใช้โปรแกรม 2
เดือน น้ามาแจกแจงความถ่ี หาค่าร้อยละ และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย ข้อมูลแจกแจงไม่เป็นแบบโค้งปกติ
วิเคราะหค์ วามแตกต่างของคะแนนหลงั ทดลองและกอ่ นทดลองโดยใช้สถิติ Wilcoxon test

ผลการวิจัยพบวา่ ผู้ป่วยสูงอายุโรคหลอดเลือดสมองและผู้ดแู ลท่ีแผนกผปู้ ่วยนอกโรงพยาบาลประสาท
เชียงใหม่ที่ใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกส้าหรับการส่งเสริมความร่วมมือในการรักษาด้วยยา ท้าให้ผู้ป่วยมีระดับ

155

ความรว่ มมือในการรกั ษาด้วยยาเพิ่มขึน สามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้ และระดับไขมันในเลอื ดได้ แต่
ยังไมพ่ บความแตกตา่ งของระดบั น้าตาลในเลอื ด

ข้อเสนอแนะควรน้าแนวปฏิบัติทางคลินิกส้าหรับการส่งเสริมความร่วมมือในการรักษาด้วยยาของ
ผู้ป่วยสูงอายุโรคหลอดเลือดสมองและผู้ดูแลท่ีแผนกผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่ เพ่ือใช้ในการ
ส่งเสริมการรักษาด้วยยาเพื่อให้ผู้ป่วยสูงอายุโรคหลอดเลือดสมองได้รับการรักษาด้วยยาอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง
สามารถลดปจั จัยเสย่ี งต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองซา้ ได้

ค้าสา้ คัญ: แนวปฏิบัตทิ างคลนิ ิก การสง่ เสรมิ ความรว่ มมอื ในการรักษาด้วยยาผปู้ ่วยสูงอายโุ รคหลอดเลอื ด
สมอง ผู้ดูแล

ความเป็นมาและความสาคญั ของปัญหา

สมาคมโรคหลอดเลือดสมองได้ให้ความส้าคัญการป้องกันการกลับเป็นโรคหลอดเลือดสมองซ้า
โดยเฉพาะเร่ืองการรับประทานยาต้านเกล็ดเลือด และยาต้านการแข็งตัวของเลือด ร่วมกับการรักษาด้วยยา
เกี่ยวกับโรคท่ีเป็นปัจจัยเส่ียงต่อการกลับเป็นซ้าได้แก่ ยารักษาความดันโลหิตสูง ยาเบาหวาน ยารักษาภาวะ
ไขมันในเลือดสูงและยาโรคหัวใจ แต่ยังพบว่าผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมโรคมีการเกิดโรคหลอดเลือดสมองซ้า
เพราะผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองไม่ร่วมมือในการรักษาด้วยยาท้าให้ไม่สามารถควบคุมปัจจัยเส่ียงต่อการเกิด
โรคหลอดเลือดสมองซ้าได้ ซึ่งทังความดันโลหิตสูงและไขมันในเลือดสูงเป็นปัจจัยเส่ียงต่อการเกิดโรคหลอด
เลือดสมอง(1) แต่พบว่าระดับความเข้าใจเกี่ยวกับการต้องรับประทานยารักษาโรคทังสองร่วมกันยังไม่ดีพอ(2)
ท้าให้ความร่วมมือในการรับประทานยาต่อเนื่องต่้า มีเพียง 1 ใน 3 ท่ีรับประทานยารักษาโรคทังสองร่วมกัน
เทา่ นนั (3)

ความร่วมมือในการรักษาเป็นปัจจัยหลักของความส้าเร็จการรักษา แต่การประเมินความร่วมมือตาม
ค้าแนะน้าการรักษาของผู้ป่วยที่ทุกข์ทรมานจากโรคเรือรังโดยองค์การอนามัยโลกมีเพียง 50% มีการศึกษา
ความร่วมมือในการรักษาของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองพบเพียง 30% ปัจจัยท่ีเกี่ยวข้องคืออายุ ระดับการ
รับรู้สติปัญญา รับรู้คุณประโยชน์เก่ียวกับยาต่้าและกังวลเก่ียวกับยามาก(4) มีรายงานการวิจัยถึงอัตราการ
รับประทานยาไม่ต่อเน่ืองใน 1 ปีพบถึง 15% - 60% ขึนอยู่กับผู้ป่วย และพบว่าผู้ป่วยสูงอายุท่ีมีรายได้ต่้ามี
เพียง 26% ยังคงขึนรับประทานยากลุ่ม statins เป็นประจ้า 5 ปีหลังจากเร่ิมรักษา(5) และพบว่าผู้สูงอายุน้อย
กวา่ 50% ทไ่ี ปรับยาเพือ่ รกั ษาความดนั โลหติ ต่อเนอ่ื งในปแี รกของการรกั ษา(6)

องค์การอนามัยโลกได้ก้าหนดปัจจัยส้าคัญ 5 ประการที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับความร่วมมือในการรักษา
ด้วยยา(7) ได้แก่ 1)ปจั จัยเก่ียวกับระบบการดแู ลสุขภาพและทีมผู้ดูแลที่ขาดเวลาในการให้ข้อมูลผู้ป่วยและญาติ
ขณะที่รับบริการ และการให้ข้อมูลที่ล้มเหลวเพราะผู้ป่วยและญาติไม่เข้าใจและอาจพบว่าทีมผู้ดูแลเป็นผู้
ตัดสินใจก้าหนดวิธีการรักษาเองทังหมดแทนการมีส่วนร่วมในการตัดสินของผู้ป่วยเอง 2)ปัจจัยเก่ียวกับสังคม
และเศรษฐกิจของผู้ป่วย 3)ปัจจัยเก่ียวกับการรักษาวิธีการใช้ยาท่ีซับซ้อน มีข้อระวังเก่ียวกับฤทธิ์ข้างเคียงยา
มาก ช่วงเวลาในการรักษา การกลับเป็นซ้าของโรค ความถ่ีในการเปลี่ยนแผนการรักษา ความพร้อมใช้ของยา
4)ปัจจัยเก่ียวกับผู้ป่วยเองท่ีมีอาการหลงลืม มีปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็น ปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน ปัญหา
เก่ียวกับการกลืน ปญั หาเรื่องสภาพร่างกายท่ีอ่อนแรงข้างใดข้างหน่ึง มีความยากลา้ บากในการใช้ยาหลายชนดิ

156

มีความเขา้ ใจผิดเกยี่ วกับโรคท่ีเป็น มคี วามคาดหวงั ต่อการกั ษาโรคตา่้ 5)ปัจจัยเกย่ี วกบั สภาพความเจ็บป่วยของ
ผู้ปว่ ยตามสภาพอาการที่แตกตา่ งกันของผู้ป่วยแตล่ ะคนขึนอยู่กับต้าแหน่งและความรุนแรงของพยาธสิ ภาพใน
สมองท้าใหร้ ะดับความสามารถในการช่วยเหลือตนเองตา่ งกัน

โรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางระดับตติยภูมิที่ให้บริการทางด้านบริการ
วิชาการผู้ป่วยทางระบบประสาท ในเขต 17 จังหวัดภาคเหนือ จากสถิติการรับบริการพบว่าผู้ป่วยโรคหลอด
เลือดสมองตีบตันมีจ้านวนผู้รับบริการผู้ป่วยนอกสูงสุด จากสถิติของโรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่ ปี 2560(8)
พบว่าผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน เป็นผู้ป่วยนอกจ้านวน 8,363 คน ผู้ป่วยในจ้านวน 876 คน
โรคหลอดเลือดสมองแตก ผู้ป่วยนอกจ้านวน 985 คน ผู้ป่วยในจ้านวน 54 คน ตามล้าดับ มีผู้ป่วยท่ีมารับการ
รักษาด้วยการกลับเปน็ ซ้าปีงบประมาน 2561 ตังแต่เดอื น 1 ตุลาคม 2560- 31 พฤษภาคม 2561 จ้านวน 17
ราย โดยมีปัญหาเรื่องการรับประทานยาไม่ต่อเนื่อง และมีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองกลุ่มที่มารักษาด้วยการ
กลับเปน็ ซ้ามีปญั หาเรื่องไม่สามารถควบคุมระดับความดันโลหิต ระดับน้าตาลในเลือด และระดับไขมันในเลือด
ได้ ซึง่ มปี จั จัยเร่อื งการรับประทานยาไมต่ อ่ เนื่องร่วมดว้ ย ฉะนันเพ่อื ป้องกันการเกิดโรคหลอดเลอื ดสมองซ้าควร
มีการน้าแนวทางปฏิบตั ิทางคลินิกเพ่ือส่งเสริมความร่วมมือในการรักษาด้วยยาของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง
มาใช้ ทีมนักวิจัยจึงสนใจท่ีน้าแนวปฏิบัติทางคลินิกส้าหรับการส่งเสริมความร่วมมือในการรักษาด้วยยาของ
ผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมองท่ีพัฒนาโดย สุพัตรา ปวนไฝ และคณะ(9) มาประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยสูงอายุ
โรคหลอดเลือดสมองทีม่ ารับบริการท่ีแผนกผปู้ ว่ ยนอกโรงพยาบาลประสาทเชยี งใหม่

วตั ถปุ ระสงค์

เพ่ือประเมินผลการใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกส้าหรับการส่งเสริมความร่วมมือในการรักษาด้วยยาของ
ผู้ป่วยสูงอายุโรคหลอดเลอื ดสมองและผูด้ ูแลทีแ่ ผนกผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่

กรอบแนวคดิ

การศกึ ษาครังนดี า้ เนนิ การศกึ ษาตามกรอบแนวคิดของการใชแ้ นวปฏิบัตทิ างคลนิ ิกของสภาวิจัยด้าน
การแพทยแ์ ละสขุ ภาพแห่งชาติประเทศออสเตรเลยี (National Health and Medical Research
council [NHMRC])(10)

วธิ ีดาเนนิ การวจิ ัย

รูปแบบการวิจัย : การศึกษาครังนีเป็นการศึกษา การวิจัยก่ึงทดลองแบบวัดกลุ่มเดียวก่อนหลังการทดลอง
(The one group pretest posttest design)

ประชากรทใ่ี ช้ในการวิจยั : ผ้ปู ว่ ยสงู อายุโรคหลอดเลือดสมองตีบตันทีม่ ารับบริการท่ีแผนกผู้ปว่ ยนอก
โรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่ ระหวา่ งวนั ท่ี 1 มกราคม 2562- 30 ธันวาคม 2562 คดั เลือกแบบเจาะจง โดย
กา้ หนดคณุ สมบตั ิ

ขนาดกลมุ่ ตวั อย่าง : การคัดเลอื กกลุ่มตัวอยา่ งจากผลการสัมภาษณ์ และประเมินความรว่ มมอื ในการรักษา
ดว้ ยยาในผูป้ ว่ ยสูงอายุ 60 ปขี ึนไปโรคหลอดเลือดสมอง โดยใช้เครือ่ งมือ (Morisky Medication
Adherence scale, MMAS)(11) คะแนนนอ้ ยกว่า 8 ในชว่ งระหวา่ งวนั ที่ 1 มกราคม 2562- 30 ธันวาคม
2562

157

เครื่องมือที่ใชใ้ นการศกึ ษาครงั นี แบง่ ออกเป็น 2 ประเภท ดงั นี

1. เครอ่ื งมอื ทีใ่ ชใ้ นการดา้ เนนิ การวจิ ยั

1.1 แนวปฏิบัติทางคลินิกส้าหรับการส่งเสริมความร่วมมือในการรักษาด้วยยาของผู้ป่วย
สูงอายุโรคหลอดเลือดสมองและผู้ดูแลที่แผนกผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่ซ่ึงพัฒนาโดยสุพัตรา
ปวนไฝและคณะ(9)

2. เครือ่ งมือท่ใี ชใ้ นการรวบรวมข้อมูล

2.1 แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วยสูงอายุโรคหลอดเลือดสมองและผู้ดูแล
ประกอบด้วยเพศ อายุ ระดับการศึกษา ระยะเวลาป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมอง จ้านวนยาที่รับประทาน
ระยะทางจากบ้านถึงโรงพยาบาล ความถี่ในการรับประทานยาไม่ต่อเน่ือง สาเหตุของการไม่รับประทานยา
ตอ่ เน่ือง ผู้ดแู ลหลัก ระดบั คะแนนความสามารถในการปฏิบตั ิกิจวตั รประจ้าวัน และระดับคะแนนการประเมิน
สติปญั ญาการรบั รู้ (MMSE) ระดับความดนั โลหติ ระดบั ไขมันในเลือด และระดับนา้ ตาลในเลือด

2.2 แบบประเมนิ ความรว่ มมือในการรักษาดว้ ยยาของ Morisky Medication Adherence scale,
MMAS (11)

การพทิ กั ษส์ ิทธิของกลุม่ ตัวอยา่ ง

การวิจัยครังนีผ่านการพิจารณาการพิทักษ์สิทธิของกลุ่มตัวอย่างจากคณะกรรมการจริยธรรมงานวจิ ัย
ของโรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่ และการพิทกั ษส์ ทิ ธ์ขิ องกลุม่ ตัวอยา่ งตลอดการวิจยั

วธิ กี ารดาเนนิ การ

1. น้าแนวปฏิบตั ิทางคลนิ กิ ส้าหรบั การส่งเสริมความร่วมมือในการรกั ษาด้วยยาของผู้สูงอายุโรคหลอด
เลือดสมองที่แผนกผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่ไปประเมินคุณภาพแนวปฏิบัติด้วยเคร่ืองมือ
AGREE II ด้วยผูป้ ระเมิน จา้ นวน 3 คน พบว่าคะแนนภาพรวมของแนวปฏิบตั ิ เท่ากบั 6 สรุปวา่ แนวทางปฏบิ ัติ
นีผ่านการ AGREE II ทุกองค์ประกอบ ทีมผู้วิจัยจึงได้น้าแนวปฏิบัติทางคลินิกมาใช้และศึกษาประสิทธิผลของ
การใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกส้าหรับการส่งเสริมความร่วมมือในการรักษาด้วยยาของผู้ป่วยสูงอายุโรคหลอด
เลือดสมองและผู้ดูแลท่ีแผนกผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่ ทีมผู้วิจัยได้ปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติ
ตลอดจนมีการกา้ กบั ตดิ ตามประเมนิ ทุกเดือน

2. ท้าบันทึกขออนุญาตการใช้เครื่องมือจากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพ่ือใช้แนวปฏิบัติ
ทางคลินิกส้าหรับการส่งเสริมความร่วมมือในการรักษาด้วยยาของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมองท่ีแผนกผู้ป่วย
นอกโรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่ ของสุพัตรา ปวนไฝ นักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขา
การพยาบาลผู้สงู อายุ มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่

3. นา้ โครงร่างเสนอเพอ่ื พิจารณาจากคณะกรรมการจรยิ ธรรมงานวจิ ยั ของโรงพยาบาลประสาท
เชียงใหม่

การรวบรวมขอ้ มูล

เมื่อผ่านคณะกรรมการพจิ ารณาจรยิ ธรรมงานวิจยั ของโรงพยาบาลประสาทเชยี งใหม่จะดา้ เนนิ การโดย

ข้นั ตอนท่ี 1

158

1. ท้าการเผยแพรแ่ ละสร้างความเข้าใจเกีย่ วกบั แนวทางปฏบิ ตั ิและผังขนั ตอนแนวปฏิบัติทางคลนิ กิ
โดยการจดั ประชมุ ทมี นา้ ทางคลินิกอายรุ กรรมประสาทในการใช้แนวปฏิบตั ทิ างคลนิ กิ ชีแจงถงึ ความสา้ คัญและ
ความจ้าเปน็ ในการนา้ แนวปฏิบัติทางคลนิ กิ มาใช้ และแจกค่มู ือแกบ่ คุ ลากรทเ่ี กย่ี วข้อง

ขั้นตอนท่ี 2 นา้ แนวปฏิบัติไปใช้ ก้ากับติดตามการใช้แนวทางปฏบิ ัติดว้ ยการสังเกต

1. ประสานความรว่ มมือจากแพทย์ พยาบาลและเภสชั กร

2. การนิเทศบุคลากรเป็นรายบุคคลในการใช้แนวทางปฏิบัติ

3. ท้าสมุดบันทกึ ความคดิ เห็น ปญั หา อปุ สรรคในการใชแ้ นวทางปฏิบัติ

4. ด้าเนนิ การตามแผนผังการใชแ้ นวทางปฏบิ ัตทิ างคลนิ ิก 29 หัวข้อ

5. ชแี จงผลลัพธ์ทกุ เดือนในการประชุมหน่วยงาน

ขั้นตอนที่ 3 ประเมนิ ผลของการใชแ้ นวปฏิบตั ิทางคลินิกตามปัจจยั 5 ประการ ความรว่ มมอื ในการ
รักษาดว้ ยยาและผลลพั ธ์การรักษาหลงั ใช้

1. การประเมนิ ผลลัพธ์จากกลุ่มตวั อยา่ ง

ครังท่ี 1 ผู้ศึกษาได้พบกับผู้ป่วยสูงอายุโรคหลอดเลือดสมอง สอบถามข้อมูลทั่วไป และความยินยอม
ในการเข้าร่วมโครงการศกึ ษาวิจัย โดยใหเ้ ซ็นยินยอมเข้าร่วมโครงการ ให้ผปู้ ว่ ยมสี ว่ นร่วมในการตัดสนิ ใจในการ
รักษาด้วยยาของตนเองในรายท่ีมีการประเมนิ สติปญั ญาการรับรู้ (MMSE) อยู่ในเกณฑ์ปกติ และประเมินความ
รว่ มมือในการรักษาดว้ ยยา ตดิ ตามความสม่้าเสมอของการมาตรวจตามนัด ประเมินอาการข้างเคียงและปัญหา
ท่ีเกิดการรักษาด้วยยา ประเมินประสบการณ์เกี่ยวกับอาการข้างเคียงท่ีเกิดการรักษาด้วยยา ประเมินการให้
ความส้าคัญและความม่ันใจต่อการรักษาด้วยยา ร่วมกับแพทย์ปรับขนาดยาให้ง่ายและเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่
ละราย และนัดผู้ป่วยมาพบกับแพทย์เป็นระยะเพื่อติดตามผลการตรวจรักษาและลดความวิตกกังวลจากการ
รักษาด้วยยา ให้ค้าแนะน้าหลังจากตรวจเสร็จ ให้ความม่ันใจต่ออาการข้างเคียงที่เกิดขึนจากการใช้ยาและ
วิธีการแก้ไข และบอกผู้ป่วยสูงอายุโรคหลอดเลือดสมองให้มารับบริการการตรวจรักษาก่อนถึงวันนัดเม่ือเกิด
ความวิตกกงั วลและปัญหาท่ีเกดิ จากการรกั ษาดว้ ยยา

ครงั ท่ี 2 ติดตามผลการรกั ษาทางโทรศพั ท์ในสัปดาหแ์ รกของการรกั ษาในรายทขี่ าดความร่วมมือเตอื น
ลว่ งหนา้ ทางโทรศัพท์ก่อนถงึ วันนัด

ครังท่ี 3 ประเมินผลการใช้แนวปฏบิ ัตแิ ละการเปลยี่ นแปลงทางสขุ ภาพเมอื่ ผู้ป่วยมาตามแพทยน์ ัด
เปน็ เวลา 2 เดือนไดแ้ ก่

1) ความรว่ มมอื ในการรกั ษาดว้ ยยาของผู้ปว่ ยโดยใช้แบบวัดความรว่ มมือในการรกั ษาดว้ ยยา Morisky
Medication Adherence scale, MMAS

2) ระดับความดนั โลหิต ระดับไขมนั ในเลอื ด และระดบั นา้ ตาลในเลอื ดเมื่อมาตรวจตามนัด

การวเิ คราะหข์ อ้ มลู

1) ข้อมูลท่ัวไปของกลุ่มตัวอย่างน้ามาแจกแจงความถ่ี และหาค่าร้อยละ คือ เพศ อายุ สถานภาพ
สมรส ระดับการศึกษา ระยะเวลาป่วยดว้ ยโรคหลอดเลือดสมอง จ้านวนยาที่รับประทาน ระยะทางจากบ้านถึง
โรงพยาบาล ความถี่ในการรับประทานยาไม่ต่อเนื่อง สาเหตุของการไม่รับประทานยาต่อเน่ือง ผู้ดูแลหลัก

159

ระดับคะแนนความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจ้าวัน และระดับคะแนนการประเมินสติปัญญาการรับรู้
(MMSE) ระดับความดนั โลหติ ระดบั ไขมันในเลือด และระดบั น้าตาลในเลอื ด

2) ข้อมูลจากแบบประเมินความร่วมมือในการรักษาด้วยยาของผู้ป่วยโดยใช้แบบวัดความร่วมมือใน
การรักษาด้วยยา ระดับความดันโลหิต ระดับไขมันในเลือด และระดับน้าตาลในเลือดเม่ือมาตรวจตามนัด หลัง
ใช้โปรแกรม 2 เดือน น้ามาแจกแจงความถ่ี หาค่าร้อยละ และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย กรณีข้อมูลแจกแจงแบบ
โค้งปกติ วิเคราะห์ความแตกต่างค่าเฉลี่ยหลังทดลองและก่อนทดลองด้วยสถิติทดสอบค่าที (Paired t –test)
หากข้อมูลแจกแจงไม่เป็นแบบโค้งปกติ วเิ คราะห์ความแตกต่างของคะแนนหลังทดลองและก่อนทดลองโดยใช้
สถติ ิ Wilcoxon test

ผลการวิจยั
สว่ นที่ 1 ข้อมลู ทัว่ ไปของกลุม่ ตวั อย่าง

160

ตารางท่ี 1 ขอ้ มูลท่วั ไปของผสู้ งู อายุ

ข้อมูลทว่ั ไป จ้านวน ร้อยละ
เพศ
32 71.1
ชาย 13 28.9
หญงิ
อายุ 25 55.6
60 - 69 ปี 28.9
15.6
70 - 79 ปี 13
2.2
80 ปขี นึ ไป 7 77.8
13.3
เฉลีย่ 69.36 ปี ±SD 7.35 อายุตา่้ สุด 60 ปี อายสุ งู สดุ 83 ปี 6.7

สถานภาพสมรส 51.1
22.2
โสด 1 8.9
15.6
คู่ 35 2.2

หม้าย 6 6.7
68.9
หยา่ /แยก 3 20
ระดับการศึกษา 4.4
23
ประถมศกึ ษา 10
มัธยมศึกษา 4
ประกาศนยี บัตร/อนุปริญญา 7
ปริญญาตรี 1
สงู กว่าปริญญาตรี
ปจั จบุ ันอาศยั อยู่กับ 3
อยูค่ นเดียว

สาม/ี ภรรยา/บตุ ร 31
บุตร 9
ญาติ 2
ผดู้ แู ลหลัก

161

ข้อมูลทวั่ ไป จา้ นวน รอ้ ยละ
4.4
ดูแลตนเอง 2 62.2
22.2
สามี/ภรรยา/บตุ ร 28 8.8
2.2
บุตร 10
33.3
ญาติ 4 8.9
57.8
ผู้ดแู ลรับจา้ ง 1
11.1
การรบั บรกิ ารทแ่ี ผนกผู้ป่วยนอก (ครัง) 24.4
64.4
น้อยกวา่ 5 ครัง 15
17.8
5 – 10 ครงั 4 71.1
11.1
มากกว่า 10 ครัง 26
71.1
เฉล่ยี 28.40 ครัง ±SD 31.27 ตา้่ สดุ 1 ครงั สูงสุด 147ครัง 28.9

ยาทร่ี บั ประทาน (รายการ) 80.0

1-2 รายการ 5

3-4 รายการ 11

5 รายการขนึ ไป 29

เฉลยี่ 5.31 รายการ ±SD 2.36 ต้่าสดุ 1 รายการ สูงสุด 13 รายการ

ระยะทางจากบา้ นถงึ โรงพยาบาล (กโิ ลเมตร)

น้อยกว่า 10 กโิ ลเมตร 8

10-50 กิโลเมตร 32

มากกว่า 50 กโิ ลเมตรขนึ ไป 5

เฉล่ยี 32.69 กม. ± SD 50.35 ตา้่ สุด 1 กม. สูงสุด 300 กม.

การรบั ประทานยาไมต่ ่อเนื่อง (ครงั /สัปดาห์)

1 – 2 ครัง/สัปดาห์ 32

3 ครงั ขนึ ไป 13

สาเหตขุ องการไม่รับประทานยาต่อเน่ือง

ลมื 36

162

ขอ้ มลู ทว่ั ไป จา้ นวน รอ้ ยละ
ยาหมดก่อนนัด 5 11.1
อนื่ ๆ ระบุ 4 8.9
- ภายหลังทม่ี ารักษาไมเ่ คยลมื ทานยา
- บางครังและตงั ใจทานยาวนั เวน้ วันขณะยาใกล้หมด 12 26.7
- ตังใจไมท่ านยา 26 57.8
- มีภารกิจอน่ื ๆต้องท้า 7 15.6
3 6.7
ระดับคะแนนความสามารถในการปฏิบัติกจิ วตั รประจ้าวัน 42 93.3
ต้องพ่ึงพาทงั หมด
ต้องพึง่ พาบางสว่ น
สามารถทา้ ไดเ้ องทังหมด

ระดบั คะแนนการประเมินสตปิ ญั ญาการรับรู้ (MMSE)
ผิดปกติ
ปกติ

สว่ นท่ี 2 การเปรียบเทียบระดับความร่วมมอื ในการรักษาดว้ ยยาของผปู้ ่วยสูงอายทุ ี่เปน็ โรคหลอดเลอื ด
สมองทม่ี ารบั บริการทีแ่ ผนกผ้ปู ่วยนอกโรงพยาบาลประสาทเชียงใหมก่ ่อนและหลงั การใช้แนวปฏบิ ตั ิทาง
คลนิ กิ

การแปลผล กอ่ น หลงั
จ้านวน รอ้ ยละ จ้านวน ร้อยละ

ระดับมาก - - 5 11.1

ระดบั ปานกลาง 20 55.6 34 75.6

ระดับตา่้ 25 44.4 6 13.3

สว่ นที่ 3 การเปรียบเทียบระดับความดนั โลหิต ระดับไขมันในเลอื ด และระดบั นา้ ตาลในเลือดของผปู้ ่วย
สงู อายุที่เป็นโรคหลอดเลอื ดสมองท่ีมารบั บริการทีแ่ ผนกผปู้ ว่ ยนอกโรงพยาบาลประสาทเชยี งใหมก่ อ่ นการ
ใช้แนวปฏิบตั ทิ างคลนิ ิก

163

Pre test Post test

ระดับ ̅ SD ̅ SD p-value

ความดนั โลหิตซสิ โตลิค 133.00 17.34 121.38 8.80 < 0.001*
ความดนั โลหิตไดแอสโซลคิ 0.020*
Cholesterol 74.07 11.67 78.07 4.45 0.035*
Triglyceride 0.020*
HDL 157.04 32.46 146.69 34.01 0.305
LDL 0.070
นา้ ตาล 118.49 43.63 102.31 41.13 0.146
*มีนยั สาคัญทางสถติ ทิ ่ีระดับ 0.05
45.00 10.64 46.27 7.92

88.87 32.12 80.29 31.78

111.22 31.34 105.02 18.98

สรุปและอภปิ รายผล

ผลลัพธ์จากการศึกษาครังนีเกิดจากการใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกส้าหรับส่งเสริมความร่วมมือในการ
รักษาด้วยยาของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมองที่มารับบริการที่แผนกผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่
หลังใช้แนวปฏิบัติทางคลินิก โดยจะพบว่ามีระดับความร่วมมือในการรักษาด้วยยาอยู่ในระดับปานกลางและมี
ระดับมากเพ่ิมขึน (ตารางที่ 2) และสามารถจากผลการเปรียบเทียบระดับความดันโลหิต ระดับไขมันในเลือด
และระดับน้าตาลในเลือดของผู้ป่วยสูงอายุท่ีเป็นโรคหลอดเลือดสมองที่มารับบริการที่แผนกผู้ป่วยนอก
โรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่ก่อนและหลังการใช้แนวปฏิบัติทางคลินิก (ตารางท่ี 3) พบว่าระดับความดัน
โลหิต ระดับ Cholesterol ระดับ TG มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยส้าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนระดับ
น้าตาลในเลือดไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยส้าคัญทางสถิติ จะเห็นว่าแนวปฏิบัติทางคลินิกฉบับนีเม่ือน้าไป
ปฏิบัติยืนยันถึงผลลัพธ์ความร่วมมือในการรักษาด้วยยาท่ีเพ่ิมมากขึนอย่างมีนัยส้าคัญทางสถิติ ประกอบด้วย
การประเมินความร่วมมือในการรักษาด้วยยา ติดตามความสม่้าเสมอของการมาตรวจตามนัด ประเมินอาการ
ข้างเคียงและปัญหาท่ีเกิดการรักษาด้วยยา ประเมินประสบการณ์เก่ียวกับอาการข้างเคียงที่เกิดการรักษาด้วย
ยา ประเมินการให้ความส้าคัญและความม่ันใจต่อการรักษาด้วยยา ร่วมกับแพทย์ปรับขนาดยาให้ง่ายและ
เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย และนัดผู้ป่วยมาพบกับแพทย์เป็นระยะเพื่อติดตามผลการตรวจรักษาและลด
ความวิตกกังวลจากการรักษาด้วยยา ให้ค้าแนะน้าหลังจากตรวจเสร็จ ให้ความม่ันใจต่ออาการข้างเคียงท่ี
เกิดขึนจากการใช้ยาและวิธีการแก้ไข และบอกผู้ป่วยสูงอายุโรคหลอดเลือดสมองให้มารับบริการการตรวจ
รกั ษากอ่ นถงึ วันนัดเม่อื เกิดความวติ กกังวลและปัญหาที่เกดิ จากการรกั ษาดว้ ยยา ทา้ ให้กลุ่มตัวอยา่ งทไ่ี ด้รับการ
ดูแลด้วยแนวทางปฏิบัติทางคลินิกได้รับการส่งเสริมความร่วมมือในการรักษาด้วยยา ตล อดจนติดตาม
ประเมินผลอย่างต่อเน่ืองตลอดช่วงท่ีท้าการศึกษาวิจัยท้าให้ความร่วมมือในการรักษาด้วยยาเพิ่มขึน และหลัง
ได้รับการดูแลตามแนวปฏิบัติทางคลินิกยังส่งผลให้ระดับความดันโลหิต ระดับ Cholesterol ระดับ TG มี
ความแตกต่างกับก่อนใช้แนวทางปฏิบัติอย่างมีนัยส้าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สอดคล้องกับการศึกษาของ
Kamal และคณะ(12) ที่ศึกษาเร่ืองประสิทธิผลการโทรศัพท์สื่อสารกับผู้ป่วยเพื่อส่งเสริมความร่วมมือในการ

164

รักษาด้วยยาในผู้ป่วยโรคหัวใจการส่งข้อความเพื่อเตือนในการรับประทานยาต่อเน่ือง สามารถเพิ่มความ
ร่วมมือในการรักษาด้วยยาได้ และสอดคล้องกับการศึกษา Okuboyejo และคณะ(13)ท่ีพบว่าปัญหาของความ
ร่วมมือในการรักษาด้วยยาส่วนใหญ่เกิดจากการลืม การใชเ้ สียงเตือนจากโทรศัพท์สามารถเพิ่มความร่วมมือใน
การรักษาด้วยยามากขึน แต่ถ้ามีการส่งข้อความเพิ่มจะสามารถเพ่ิมความร่วมมือในการรักษาด้วยยาเพิ่มมาก
ขึน

ฉะนันสรุปได้ว่าผู้ป่วยสูงอายุโรคหลอดเลือดสมองและผู้ดูแลท่ีแผนกผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลประสาท
เชียงใหม่ท่ีใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกส้าหรับการส่งเสริมความร่วมมือในการรักษาด้วยยา ท้าให้ผู้ป่วยมีระดับ
ความร่วมมือในการรักษาด้วยยาเพ่ิมขึน สามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้ แต่ยังไม่สามารถบอกความ
แตกต่างของระดบั น้าตาลในเลือดและระดับไขมนั ในเลอื ดได้

ข้อเสนอแนะในการนาผลการศึกษาไปใช้
ด้านการปฏิบตั ทิ างการพยาบาล

เป็นแนวทางส้าหรับพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยสูงอายุโรคหลอดเลือดสมองโดยน้าแนวปฏิบัติทางคลินิก
ส้าหรับการส่งเสริมความร่วมมือในการรักษาด้วยยาของผู้ป่วยสูงอายุโรคหลอดเลือดสมองและผู้ดูแลท่ีแผนก
ผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่ เพ่ือใช้ในการส่งเสริมการรักษาด้วยยาเพ่ือให้ผู้ปว่ ยสูงอายุโรคหลอด
เลอื ดสมองไดร้ ับการรักษาด้วยยาอย่างต่อเน่อื ง ซงึ่ สามารถลดปัจจยั เสี่ยงตอ่ การเกิดโรคหลอดเลอื ดสมองซา้ ได้
ดา้ นการบรหิ าร

เป็นแนวทางการดูแลผู้ป่วยสูงอายุโรคหลอดเลือดสมอง โดยบรรจุแนวปฏิบัติทางคลินิกส้าหรับการ
ส่งเสริมความร่วมมือในการรักษาด้วยยาของผู้ป่วยสูงอายุโรคหลอดเลือดสมองและผู้ดู แลท่ีแผนกผู้ป่วยนอก
โรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่ ไว้ในแผนการดูแลผู้ป่วยสูงอายุโรคหลอดเลือดสมองเพ่ือลดปัจจัยเส่ียงต่อการ
เกดิ โรคหลอดเลอื ดสมองซา้ ได้
ขอ้ เสนอแนะในการศึกษาครง้ั ต่อไป

1. ควรมกี ารประเมินและตดิ ตามการเกดิ โรคหลอดเลือดสมองซา้ ในผูป้ ่วยสงู อายทุ ีเ่ คยป่วยด้วยโรค
หลอดเลือดสมอง

2. ควรมีการติดตามคุณภาพชีวิตของผู้ดแู ลผูป้ ่วยสงู อายโุ รคหลอดเลือดสมอง
3. ควรมกี ารวิจัยเกยี่ วกับวิธีการ (Intervention) ในแขนงนีให้มากขึน เพ่ือใหม้ ีหลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ์
ท่ีมคี ุณภาพ โดยเฉพาะในบรบิ ทของสงั คมผสู้ ูงอายขุ องไทย เพื่อน้ามาปรบั ปรุงแนวปฏิบตั ิตอ่ ไป

เอกสารอา้ งองิ
1. Sever PS, Dählof B, Poulter NR, et al. Prevention of coronary and stroke events with
atorvastatin in hypertensive patients who have average or lower-than average cholesterol

165

concentrations, in the Anglo-Scandinavian Cardiac Outcomes Trial–Lipid-Lowering Arm
(ASCOT-LLA): a multicentre randomised controlled trial. Lancet. 2003;361:1149-1158.

2. Eaton CB, Feldman HA, Assaf AR, et al. Prevalence of hypertension, dyslipidemia, and
dyslipidemic hypertension. J Fam Pract. 1994;38:17-23.

3. Richard H. Chapman, PhD; Joshua S. Benner, PharmD, ScD; Allison A. Petrilla, BA;
Jonothan C. Tierce, CPhil; S. Robert Collins, BS; David S. Battleman, MD; J. Sanford Schwartz,
Predictors of Adherence With Antihypertensive and Lipid-Lowering Therapy. ARCH INTERN
MED/ VOL 165, MAY 23, 2005.

4. Ronan O’Carroll, Martin Dennis, Marie Johnston, Cathie Sudlow. Improving adherence to
medication in stroke survivors (IAMSS): a randomised controlled trial : study protocol. BMC
Neurology 2010, 10:15. http://www.biomedcentral.com/1471-2377/10/15

5. Benner JS, Glynn RJ, Mogun H, Neumann PJ, Weinstein MC, Avorn J. Longterm persistence
in statin therapy in the elderly. JAMA. 2002;288:455-461.

6. Monane M, Bohn RL, Gurwitz JH, Glynn RJ, Levin R, Avorn J. The effects of initial drug
choice and comorbidity on antihypertensive therapy compliance: results from a population-
based study in the elderly. Am J Hypertension. 1997;10: 697-704.

7. De Schryver, E.L.L.M., van Gijn, J., Kappelle, L.J. et al. J Neurol (2005) 252: 1316.
https://doi.org/10.1007/s00415-005-0858-0

8. Sjölander M, Eriksson M, Glader E-L. BMJ Open 2013 ; 3: e003551. doi:10.1136/bmjopen-
2013-003551

7. World Health Organization. Adherence to long-term therapies: evidence for action.2003.
Retrieved May 10, 2018, from http://www.who.int/chp/knowledge publications/
adherence_introduction.pdf.

8. งานเวชระเบยี นโรงพยาบาลประสาทเชยี งใหม่.สถติ ผิ ปู้ ว่ ยโรคหลอดเลอื ดสมอง. โรงพยาบาลประสาท
เชยี งใหม่.2561.

9. สพุ ัตรา ปวนไฝ. การพัฒนาแนวทางปฏิบตั ทิ างคลินิกเพอื่ ส่งเสริมความร่วมมือในการรักษาด้วยยาของ
ผปู้ ่วยโรคหลอดเลือดสมอง แผนกผ้ปู ว่ ยนอก โรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่. วิทยานิพนธพ์ ยาบาลศาสตร์
มหาบัณฑติ สาขาการพยาบาลผู้สงู อาย.ุ บัณฑติ วิทยาลัย. 2557.

10.National Health and Medical Research council [NHMRC]. A guide to the development
implementation and evaluation of clinical practice guidelines. 1999 [cited 2012 June 12];
Available from: URL: http: //www.health.qld.gov.au/cpcre/pdf/nhmrc clin - prgde.pdf.

11. Morisky,D.E.,Ang,A.,Krousel-Wood, M.& Ward, H.J. Predictive validity of a medication
adherence measure in an outoatient setting. The Journal of Clinical Hypertention 10, 348-
354. 2008

166

12. Kamal et al. BMC Neurology. Aikaterini Kassavou and Stephen Sutton. Automated
telecommunication interventions to promote adherence to cardio-metabolic medications:
meta-analysis of effectiveness and meta-regression of behaviour change techniques.
HEALTH PSYCHOLOGY REVIEW, 2018 VOL. 12, NO. 1, 25–42
https://doi.org/10.1080/17437199.2017.1365617

13. Senanu Okuboyejo, Bukola Oshunmakinde, Charles Ayo and Victor Mbarika. On the Use
of Mobile-Based Notification Systems for Medication Adherence: A Systematic Review. Indian
Journal of Science and Technology, Vol 10(20), DOI: 10.17485/ijst/2017/v10i20/109154. .

167

ความรอบรูด้ า้ นสขุ ภาพและพฤตกิ รรมสขุ ภาพ 3อ. 2ส.
ในการปอ้ งกันโรคหลอดเลือดสมอง

ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมู่บา้ นเทศบาลตาบลหางดง
Health Literacy and Health Behaviour, 3Aor 2Sor for Stroke Prevention among

The Village Health Volunteers in Hangdong Municipality.

วริ ิยภรณ์ สิงหท์ องวรรณ, สพุ ตั รา ปวนไฝ, สุนทรี สรุ นิ ทร์
Wiriyaporn Singthongwan, Supattra Puanfai, Suntaree Surin

บทคดั ย่อ

ความรอบรู้ด้านสุขภาพเป็นความสามรถและทักษะในการเข้าถึงข้อมูลด้านสุขภาพ ความรู้ความเข้าใจ เพื่อ
วิเคราะห์ ประเมินและจัดการตนเองรวมทั้งสามารถชี้แนะเรื่องสุขภาพแก่บุคคล ครอบครัวและชุมชนได้ การวิจัยเชิง
สารวจคร้ังนี้มีจุดมุ่งหมายเพ่ือศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ ปัจจัยส่วนบุคคลท่ีมี
ความสมั พนั ธก์ ับความรอบรูด้ ้านสุขภาพรวมถงึ ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมสุขภาพ 3อ.
2ส. ในการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองของอาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมู่บ้านเทศบาลหางดง ประชากรที่ใช้ใน
การศึกษาคร้ังนี้คืออาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมู่บ้านเทศบาลตาบลหางดง จานวน 95 คน เครื่องมือท่ีใช้ในการ
วิจัยประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพ 6 องค์ประกอบ ได้แก่
ความรู้ความเข้าใจดา้ นสขุ ภาพ การเขา้ ถงึ ขอ้ มูลและบรกิ าร การสอ่ื สารเพ่ือเพมิ่ ความเชยี่ วชาญ การจัดการเง่ือนไขของ
ตนเอง การรเู้ ทา่ ทนั สื่อและสารสนเทศ และการตดั สนิ ใจเลือกปฏิบัติที่ถูกต้อง และ 3) แบบประเมินพฤติกรรมสุขภาพ
วิเคราะห์ข้อมลู ด้วยสถิตเิ ชงิ พรรณนาและการวเิ คราะห์ความสัมพนั ธโ์ ดยใชส้ ถิตไิ คสแคว์

ผลการศึกษาพบว่าระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ 3อ. 2ส. ในการป้องกันโรคหลอด
เลอื ดสมองของอาสาสมคั รสาธารณสขุ ประจาหมู่บ้านเทศบาลหางดง มีระดบั ความรอบรู้ด้านสุขภาพภาพรวมอยู่ระดับ
พอใช้ ร้อยละ 77.9 เมอ่ื พจิ ารณาเปน็ รายดา้ นส่วนใหญ่ พบวา่ ความรอบรูส้ ขุ ภาพทอี่ ย่รู ะดับดีมาก คือด้านการตัดสินใจ
ร้อยละ 69.5 ความรอบร้สู ุขภาพดา้ นท่อี ยู่ระดับพอใช้ คือการส่ือสาร ร้อยละ 66.3 ส่วนพฤติกรรมสุขภาพ พบว่ากลุ่ม
ตัวอย่างมพี ฤตกิ รรมสขุ ภาพอยรู่ ะดับดมี าก รอ้ ยละ 75.8 ซ่ึงอาจเปน็ ไปไดว้ ่ากลมุ่ ตวั อย่างในช่วงแรกอาจยังมีความรอบ
รู้ด้านสุขภาพไม่เพียงพอ เม่ือมีการส่ือสารท่ีเพ่ิมมากขึ้นจนสามารถตัดสินใจแสดงพฤติกรรมสุขภาพ 3อ. 2ส. ซ่ึงเป็น
ปจั จัยสาคัญเพ่อื ป้องกันโรคหลอดเลือดสมองได้

ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ 3อ. 2ส. ในการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองของอาสาสมัคร
สาธารณสุขประจาหมู่บ้านเทศบาลหางดง ท่ีได้จากงานวิจัยในครั้งน้ี สามารถนาไปวางแผนในการส่งเสริมความรอบรู้
ด้านสขุ ภาพใหแ้ ก่อาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมบู่ า้ น เพ่อื ใหม้ คี วามรอบรดู้ ้านสุขภาพมากขน้ึ รวมถึงอาสาสมัคร
สาธารณสุขประจาหมู่บ้านสามารถนาความรู้ไปบอกต่อแก่ประชาชนท่ีตนเองรับผิดชอบเพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพดี
ปลอดภยั จากการเปน็ โรคหลอดเลือดสมองได้

คาสาคญั : ความรอบรูด้ า้ นสุขภาพ พฤติกรรมสขุ ภาพ 3อ. 2ส. โรคหลอดเลือดสมอง
อาสาสมคั รสาธารณสุขประจาหมูบ่ า้ น

168

ความเปน็ มาและความสาคญั ของปญั หา
โรคหลอดเลอื ดสมองเปน็ สาเหตุการเสียชวี ิตและความพกิ ารอันดับสองทวั่ โลก(1) การเกิดโรคหลอดเลือดสมอง

รายใหม่พบมากกวา่ 13.7 ล้านคนในแตล่ ะปี(2) สาหรับประเทศไทยโรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการเสียชีวิตท่ีพบ
มากอันดับ 4 รองจากโรคหลอดเลือดหัวใจ มะเร็งและอุบัติเหตุ(3) เป็นโรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุโดยเฉพาะอายุ 80 ปี
ขึ้นไปมีอัตราเสียชีวิตร้อยละ 17 โดยมีเพียงร้อยละ 50 ที่หลังการรักษาในโรงพยาบาลและสามารถกลับบ้านได้(4)

พบผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมีแนวโน้มเพ่ิมข้ึน ปี 2559 - 2561 จานวน 293,463 , 304,807 และ 331,086
ตามลาดับ(5) และยังเป็นโรคที่เข้ารับบริการประเภทผู้ป่วยในของโรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่มากที่สุดและมี
แนวโน้มเพิ่มขนึ้ ทุกปี สถิติ ปี 2560 - 2562 จานวน 385, 472 และ 496 ตามลาดับ(6) นอกจากน้ันสถานการณ์ปัญหา

โรคไม่ติดต่อเรื้อรังท่ีเป็นปัญหาสาธารณสุขสาคัญในทุกพื้นท่ี คนไทยทุกกลุ่มวัยต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากโรคไม่

ติดต่อเรื้อรังที่มีแนวโน้มเพ่ิมขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ ซึ่งเป็นปัจจัย

เส่ยี งตอ่ การเกดิ โรคหลอดเลอื ดสมอง สาเหตุสาคัญมาจากการมีพฤติกรรมสุขภาพไม่พึงประสงค์ โดยเฉพาะพฤติกรรม

เสี่ยงร่วม 3อ. 2ส. (พฤติกรรม ออกกาลังกาย อาหาร อารมณ์ สูบบุหรี่ และสุรา) ซ่ึงเป็นพฤติกรรมสุขภาพในการ

ดาเนินชีวิตของประชาชน ในการแก้ไขปัญหาสุขภาพดังกล่าวจาเป็นอย่างย่ิงต้องมีการปรับเปล่ียนพฤติกรรมสุขภาพ

ให้ประชาชนมีพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้อง โดยการส่งเสริมและพัฒนาปัจจัยท่ีเกี่ยวข้อง ได้แก่ ปัจจัยภายในตัวบุคคล

(ปจั จยั นา) เช่น ความรู้ การรบั รู้ ความเขา้ ใจ และปจั จัยแวดลอ้ ม (ปจั จัยเอ้ือ ปจั จยั เสริม) อยา่ งเหมาะสม

ในการพัฒนาปัจจัยภายในจะต้องปลูกฝังให้ประชาชนเกิดความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) ซึ่ง
หมายถึง ความสามารถและทักษะในการเข้าถึงข้อมูลด้านสุขภาพ ความรู้ความเข้าใจเพ่ือวิเคราะห์ ประเมินและ
จัดการตนเอง รวมทั้งสามารถช้ีแนะเร่ืองสุขภาพแก่บุคคล ครอบครัวและชุมชนได้ การพัฒนา Health Literacy จึง
เปน็ การสร้างและพฒั นาขดี ความสามารถ ในระดับบุคคลและเป็นการธารงรักษาสุขภาพตนเองอย่างยั่งยืน(7) องค์การ
อนามัยโลกได้ประกาศให้ประเทศสมาชิกทั่วโลก ให้ความสาคัญกับการพัฒนาประชาชน ให้มีความรอบรู้ด้านสุขภาพ
เพ่ือก่อให้เกิดแรงจูงใจและความสามารถของแต่ละบุคคลท่ีจะเข้าถึง เข้าใจและใช้ข้อมูลข่าวสารของแต่ละบุคคลเพื่อ
สง่ เสริมและบารงุ รักษาให้ตนเองมสี ขุ ภาพดีอย่เู สมอ(8)

ประเทศไทยโดยกระทรวงสาธารณสุข ได้ให้ความสาคัญของความรอบรู้ด้านสุขภาพเช่นกัน ในปีงบประมาณ
พ.ศ. 2556 ได้มนี โยบายในการส่งเสริมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพควบคู่กับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ 3อ. 2ส.
เพ่ือลดการเสียชีวิตของคนไทยด้วยโรคท่ีสามารถป้องกันได้ เพิ่มอายุคาดเฉล่ีย กองสุขศึกษาจึงได้ดาเนินการพัฒนา
ความรอบรดู้ า้ นสขุ ภาพควบคู่กบั การปรบั เปลี่ยนพฤติกรรมสขุ ภาพโดยในกลุ่มวัยทางานเน้นพฤติกรรมสุขภาพ 3อ.2ส.
มาจนถึงปัจจุบัน โดยมีอาสาสมัครสาธารณสุข เป็นบุคคลสาคัญที่จะทาหน้าที่ในการขับเคล่ือนการดาเนินงานสร้าง
เสรมิ สุขภาพ และพฒั นาคุณภาพชวี ิตของประชาชน(8)

โรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านโรคระบบประสาท มีวิสัยทัศน์ที่จะเป็นผู้นาท้ัง
ดา้ นวิชาการและบรกิ ารดา้ นโรคระบบประสาทในเขตภาคเหนือ เพ่ือให้ประชาชนในเขตภาคเหนือมีสุขภาพดี ห่างไกล
และปลอดภัยจากโรคระบบประสาท โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดสมองซ่ึงเป็นโรคท่ีมีผู้มาใช้บริการจานวนมาก และ
โรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่ได้จัดทาโครงการด้านการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพแก่ผู้สูงอายุ โดยอาศัย
อาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมู่บ้าน ซึ่งเป็นผู้ท่ีอยู่ใกล้ชิดประชาชนในชุมชนมากที่สุด เป็นแกนหลักในการเชื่อม
ประสาน เป็นผู้นาในการดาเนินงานและสร้างการมีส่วนร่วมและความรับผิดชอบของชุมชน ทีมผู้วิจัยจึงสนใจท่ีจะ
ศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ 3อ. 2ส. ในการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองของอาสาสมัคร
สาธารณสุขประจาหมู่บ้านในเขตเทศบาลตาบลหางดง เพ่ือจะได้นาข้อมูลไปวางแผนในการส่งเสริมความรอบรู้ด้าน
สุขภาพให้แกอ่ าสาสมคั รประจาหม่บู ้านใหม้ คี วามรอบรู้ดา้ นสขุ ภาพและพฤตกิ รรมสขุ ภาพต่อไป

169

วตั ถปุ ระสงค์การวจิ ยั
1. เพอ่ื ศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสขุ ภาพและพฤติกรรมสุขภาพ 3อ. 2ส. ในการปอ้ งกันโรคหลอดเลอื ด

สมองของอาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมู่บ้าน
2. เพอื่ ศึกษาปัจจยั สว่ นบุคคลที่มีความสมั พันธ์กบั ความรอบรูด้ า้ นสุขภาพ 3อ. 2ส. ในการป้องกันโรคหลอด

เลอื ดสมองของอาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมบู่ ้าน
3. เพ่อื ศึกษาความสมั พนั ธร์ ะหว่างความรอบรดู้ า้ นสุขภาพกบั พฤตกิ รรมสุขภาพ 3อ. 2ส. ในการป้องกันโรค

หลอดเลือดสมองของอาสาสมัครสาธารณสขุ ประจาหมู่บา้ น

สมมติฐานในการวิจัย
1. คณุ ลกั ษณะส่วนบคุ คล เพศ อายุ การศกึ ษา สถานภาพสมรส ลกั ษณะงานหลกั มคี วามสมั พันธ์กับความ

รอบรู้ ดา้ นสขุ ภาพ 3อ. 2ส. ในการปอ้ งกันโรคหลอดเลือดสมอง
2. ความรอบรดู้ ้านสขุ ภาพมีความสัมพนั ธ์เชงิ บวก กบั พฤติกรรมสขุ ภาพ 3อ. 2ส. ในการป้องกนั โรคหลอด

เลอื ดสมอง

กรอบแนวคิดในการวจิ ัย

170

7. รปู แบบการวิจัย
เป็นการวิจัยเชิงสารวจ (Survey Research) เพ่ือศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ 3อ. 2

ส. ในการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองของอาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมู่บ้าน ดาเนินการศึกษาในช่วง เดือน
มนี าคม ถึงเดือนพฤษภาคม 2563

8. ขอบเขตการวิจัย
ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง
ประชากรท่ีศกึ ษา คืออาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมู่บ้านของเทศบาลหางดง โดยการเลือกแบบเจาะจงใน

กลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขที่มาเข้ารับการอบรมโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการและติดตามนิเทศการดูแลผู้ดูแลผู้ป่วย
โรคเรอ้ื รังระบบประสาทสาหรบั อาสาสมคั รสาธารณสขุ ประจาหมู่บ้านในเขตเมืองและอาเภอใกล้เคียงจังหวัดเชียงใหม่
จัดโดยโรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่ ปีงบประมาณ 2563 จานวน 120 คน ใช้ตารางสาเร็จรูปของเครจซ่ีและเมอร์
แกน(9) โดยกาหนดระดบั ความคลาดเคล่อื นท่ี 5 % และระดับความเชอื่ ม่ัน 95% ได้ 92 คน

เกณฑค์ ัดเข้า
1. อาสาสมัครสาธารณสุขประจาหม่บู ้านของเทศบาลหางดง
2. สามารถส่อื สารดา้ ยภาษาไทยเขา้ ใจ
3. ไม่มคี วามบกพร่องดา้ นการได้ยิน
4. ยนิ ดเี ข้ารว่ มโครงการวิจยั
เกณฑค์ ัดออก
1. อาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมบู่ า้ นจากเทศบาลอ่ืน
2. มีความบกพรอ่ งดา้ นการส่อื สาร
3. ไม่ยนิ ยอมเขา้ รว่ มการวจิ ัย

การพทิ กั ษส์ ิทธ์ิกล่มุ ตัวอยา่ ง
เพื่อเป็นการพทิ กั ษ์สทิ ธขิ องกลุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยนาโครงร่างการวิจัยเข้ารับพิจารณาเพื่อขอความเห็นชอบจาก
คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยโรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่ และจะอธิบายให้กลุ่มตัวอย่างเข้าใจในรายละเอียด
ของการศกึ ษาวิจยั

9. การดาเนินการวิจัย
1. นักวิจัยเข้าพบประธานอาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมู่บ้านของเทศบาลหางดง เพ่ือชี้แจงรายละเอียด

การศึกษาวจิ ยั และขออนุญาตรวบรวมข้อมูลจากสมาชกิ
2. นักวิจัยศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ 3อ. 2ส. ในการป้องกันโรคหลอดเลือด

สมองของอาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมู่บ้าน โดยใช้แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ
3อ. 2ส. ของคนไทยท่ีมีอายุ 15 ปีขน้ึ ไป ของกองสุขศกึ ษา กรมสนบั สนุนบริการ กระทรวงสาธารณสุข

3. นาข้อมูลทไ่ี ดม้ าสรุปและวิเคราะห์

10. เครื่องมอื การวิจยั
ใช้แบบสอบถาม ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ 3อ. 2ส. ของคนไทยที่มีอายุ 15 ปีข้ึนไป ซ่ึง

ผู้วิจัยได้นาแบบสอบถามของกองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการ กระทรวงสาธารณสุข มาประยุกต์ใช้โดยนา
แบบสอบถาม ไปทดลองใช้กับกลุ่มประชากรท่ีศึกษาจานวน 10 คน เพื่อหาความเหมาะสมในการใช้ภาษาความ
ชัดเจนของแบบสอบถาม การเรยี งลาดับคาถาม เวลาทใ่ี ช้ตอบแบบสอบถาม แล้วจึงนามาวิเคราะห์เพ่ือหาคุณภาพของ

171

แบบสอบถาม วิเคราะห์หาค่าความเช่ือม่ัน โดยใช้สูตรสัมประสิทธ์แอลฟาของครอนบาค ก่อนนาไปเก็บข้อมูลจริง ได้
0.79

เครอื่ งมือในการศกึ ษาวิจัยเป็นแบบสอบถามประกอบดว้ ย 3ส่วน
สว่ นที่ 1 ข้อมูลท่วั ไปของผู้ตอบแบบสอบถาม 5 ขอ้ ไดแ้ ก่ เพศ อายุ สถานภาพสมรส การศึกษา ลักษณะงาน
หลัก
ส่วนที่ 2 ประเมินความรอบรดู้ า้ นสุขภาพ ประกอบดว้ ย 6 องค์ประกอบ คอื

องค์ประกอบท่ี 1 ความรู้ความเข้าใจทางสุขภาพ เกี่ยวกับการปฏิบัติตนตามหลัก 3อ. 2ส. เป็นการ
ประเมิน ความรู้ความเข้าใจเร่ืองการบริโภคอาหาร การออกกาลังกาย การจัดการอารมณ์ และผลกระทบต่อสุขภาพ
จากการสบู บุหรีแ่ ละดม่ื เคร่อื งด่มื ทีม่ ีแอลกอฮอล์

องค์ประกอบท่ี 2 การเข้าถึงข้อมูลและบริการ สุขภาพตามหลัก 3อ. 2ส. คือ การเข้าถึงแหล่งข้อมูล
สุขภาพ วิธีการค้นห้าข้อมูลสุขภาพเพื่อให้ได้ข้อมูล ท่ีถูกต้อง การตรวจสอบข้อมูลสุขภาพเพื่อยืนยัน ความเข้าใจของ
ตนเองจากหลายๆแหล่ง

องค์ประกอบที่ 3 การส่ือสารเพื่อเพ่ิมความเช่ียวชาญ ทางสุขภาพตามหลัก 3อ. 2ส. คือ การส่ือสาร
เพื่อให้ได้ข้อมูลทางสุขภาพ สามารถสื่อสารข้อมูลความรู้ด้านสุขภาพ ด้วยวิธีการพูด อ่าน เขียน ให้บุคคลอ่ืนเข้าใจ
และสามารถ โน้มน้าวใหบ้ คุ คลอน่ื ยอมรบั ข้อมูลด้านสุขภาพ

องค์ประกอบท่ี 4 การจัดการเงื่อนไขของตนเอง เพ่ือเสริมสร้างสุขภาพตามหลัก 3อ. 2ส. คือ การ
สามารถกาหนดเป้าหมายและวางแผนปฏิบัติสามารถปฏิบัติ ตามแผนที่กาหนดได้และมีการทบทวนและปรับเปล่ียน
วธิ ีการปฏบิ ตั ิตน ปรบั ปรงุ สภาพแวดล้อมรอบตัวเอง เพอ่ื ใหม้ ีพฤตกิ รรมสุขภาพท่ีถกู ตอ้ ง

องค์ประกอบที่ 5 การรู้เท่าทันส่ือและสารสนเทศ เพ่ือเสริมสร้างสุขภาพตามหลัก 3อ. 2ส. คือ
ความสามารถ ตรวจสอบความถูกต้อง ความน่าเช่ือถือของข้อมูลสุขภาพ ท่ีส่ือนาเสนอ สามารถเปรียบเทียบวิธีการ
เลือกรับส่อื เพือ่ หลกี เลย่ี งความเสย่ี งท่ีจะเกดิ ข้นึ กับตนเองและผู้อนื่

องค์ประกอบท่ี 6 การตัดสินใจเลอื กปฏบิ ตั ิทถี่ กู ตอ้ ง ตามหลกั 3อ. 2ส. คือ การกาหนดทางเลือกและ
ปฏเิ สธ/ หลกี เลย่ี งหรอื เลอื กวธิ กี ารปฏิบัติเพ่อื ให้ได้สุขภาพดีการใช้ เหตุผลหรือวิเคราะห์ผลดี-ผลเสีย เพ่ือการปฏิเสธ/
หลีกเล่ียง/ เลือกวิธีปฏิบัติสามารถแสดงทางเลือกท่ีเกิดผลกระทบน้อย ต่อตนเองและผู้อื่น หรือแสดงข้อมูลท่ีหักล้าง
ความเขา้ ใจผิดไดอ้ ย่างเหมาะสม

สว่ นท่ี 3 ประเมนิ พฤตกิ รรมสุขภาพ คือ
1. พฤติกรรมการบริโภคอาหาร รส หวาน มัน เค็ม การบรโิ ภคผกั และผลไม้
2. พฤติกรรมการออกกาลงั กาย
3. พฤตกิ รรมด้านอารมณ์ ทกั ษะ การคลายเครยี ด ทกั ษะการจดั การกบั ปญั หาตนเอง
4. พฤติกรรมการสบู บหุ รห่ี รอื ยาเสน้ หรืออยใู่ กลก้ บั ผูส้ บู บหุ ร่ี
5. พฤติกรรมการดมื่ สรุ าหรือเครอ่ื งด่ืมทีม่ ีแอลกอฮอล์

การวิเคราะห์ข้อมลู

1. วิเคราะห์ข้อมูลท่ัวไป โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive statistic) ในการอธิบายลักษณะของข้อมูล

เช่น ความถ่ี (Frequency) ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard

deviation) และพิสัย (Range)

2. วิเคราะหค์ วามสมั พันธ์ โดยใช้สถิติไคสแคว์ (Chi-Square Test) และสถติ ิสหสัมพันธ์สเปยี รแ์ มน

(Spearman’s rank correlation coefficients) เนอ่ื งจากขอ้ มลู ของบางตัวแปรเปน็ ตวั แปรชนิดลาดับ (Ordinal

Scale) และบางตัวแปรไมไ่ ด้มีการแจกแจงปกติ จงึ ไม่สามารถใช้สถติ สิ หสมั พันธข์ องเพยี รส์ นั ได้

ผลการศึกษา 172

ตารางท่ี 1 ขอ้ มลู ทวั่ ไป จานวน ร้อยละ

ขอ้ มูลท่ัวไป 30 31.6
เพศ 65 68.4

ชาย 5 5.3
หญิง 2 2.1
อายุ 11 11.6
15 – 25 ปี 71 74.7
26 – 36 ปี 6 6.3
37 – 47 ปี
48 – 59 ปี 11 11.6
60 ปขี น้ึ ไป 68 71.6
สถานภาพสมรส 15 15.8
โสด 1 1.1
สมรส/คู่
หม้าย/หยา่ /แยก 1 1.1
อนื่ ๆ ระบุ 36 37.9
การศกึ ษา 21 22.1
ไม่ได้เรยี นหนงั สือ 16 16.8
ประถมศึกษา 3 3.2
มัธยมศกึ ษาตอนต้น 18 18.9
มัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช.
อนปุ ริญญา/ปวส. 7 7.4
ปรญิ ญาตรีขึ้นไป 39 41.1
อาชีพ 4 4.2
ใชแ้ รง เช่น ทาไร่ ทานา ทาสวน ใช้แรงกลางแจง้ เปน็ ตน้ 7 7.4
ค้าขาย/ทาธรุ กิจ 1 1.1
รับราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกจิ 27 28.4
พนกั งานโรงงาน/บรษิ ทั /เอกชน 10 10.5
นกั เรียน/นักศึกษา 6
ไม่มีอาชพี /เปน็ แมบ่ ้าน/ทางานบ้าน 1
อนื่ ๆ ระบุ

- รบั จา้ ง
- ขา้ ราชการบานาญ
* ไม่ระบุคำตอบ 3 คน

173

ตารางท่ี 2 แสดงคะแนนความรคู้ วามเข้าใจทางสุขภาพท่ีถูกตอ้ งเก่ียวกบั หลกั ปฏิบัตติ นตาม 3อ. 2ส.

ความรอบรู้ คะแนนทไ่ี ด้ Mean Std. Dev. ไม่ถกู ตอ้ ง ระดบั n (%)
ด้านสุขภาพ (Min-Max) ถกู ต้องบ้าง ถกู ตอ้ งทส่ี ดุ

ความรู้ ความเขา้ ใจ 1-6 3.43 1.05 53 (55.8) 28 (29.5) 14 (14.7)

ตารางที่ 3 แสดงคะแนนความรอบรดู้ า้ นสุขภาพ

ความรอบรู้ คะแนนท่ไี ด้ Mean Std. Dev. ไมด่ ี ระดับ n (%) ดมี าก
ด้านสขุ ภาพ (Min-Max)
1.59 9 (9.5) พอใช้ 51 (53.7)
การเขา้ ถงึ ข้อมูล 3-10 7.39 1.58 20 (21.1) 12 (12.6)
1.90 8 (8.4) 35 (36.8) 32 (33.7)
การสอ่ื สาร 6-13 9.68 1.88 18 (18.9) 63 (66.3) 38 (40)
1.24 6 (6.3) 55 (57.9) 66 (69.5)
การจัดการตนเอง 5-15 10.88 6.37 6 (6.3) 39 (41.1) 15 (15.8)
23 (24.2)
การรเู้ ทา่ ทันส่ือ 2-10 7 74 (77.9)

ตดั สินใจ 4-12 9.55

โดยรวม 30-63 47.94

ตารางท่ี 4 แสดงพฤติกรรมสุขภาพ

คะแนนท่ีได้ Mean Std. Dev. ไมด่ ี ระดับ n (%)
(Min-Max) พอใช้ ดมี าก

พฤติกรรมสุขภาพ 17-30 34.64 2.86 2 (2.1) 21 (22.1) 72 (75.8)

ตารางท่ี 5 แสดงระดบั ความรอบรดู้ ้านสุขภาพโดยรวมและระดบั พฤติกรรมสุขภาพ

ความรอบรู้ด้านสุขภาพ

พฤตกิ รรมสุขภาพ ไม่ดี พอใช้ ดีมาก รวม (%)

(<40.8 คะแนน) (40.8-54.3 คะแนน) (54.4-68 คะแนน) 2 (2.11%)
21 (22.11%)
ไม่ดี (<18 คะแนน) - 2 - 72 (75.79%)
95 (100%)
พอใช้ (18-23 คะแนน) 4 15 2

ดีมาก (24-30 คะแนน) 2 57 13

รวม (%) 6 (6.32%) 74 (77.89%) 15 (15.79%)

ตารางที่ 6 แสดงความสัมพันธข์ องปจั จยั ส่วนบุคคลกับความรอบรดู้ า้ นสุขภาพโดยรวม

ปจั จยั ความรอบรู้ดา้ นสขุ ภาพโดยรวม n p-
(%) value
เพศ ชาย
หญิง ไม่ดี พอใช้ ดมี าก

1 (3.3) 24 (80) 5 (16.7) 0.664 0.718

5 (7.7) 50 (76.9) 10 (15.4)

174

ปัจจยั ความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวม n p-
(%) value

ไม่ดี พอใช้ ดีมาก

อายุ 15 – 25 ปี - 4 (80) 1 (20) 10.808 0.213
26 – 36 ปี - 2 (100) -
37 – 47 ปี 1 (9.7) 7 (63.6) 3 (27.3)
48 – 59 ปี 3 (4.2) 57 (80.3) 11 (15.5)
60 ปขี ้นึ ไป 5 (33.3) 4 (66.7) -

สถานภาพสมรส โสด - 8 (72.7)0 3 (27.3) 9.944 0.127
สมรส/คู่ 5 (7.4) 56 (82.4) 7 (10.3)
หม้าย/หย่า/แยก 1 (6.1) 10 (66.7) 4 (26.7)
อ่ืน ๆ
- - 1 (100)

การศกึ ษา ไมไ่ ด้เรยี นหนังสอื 1 (100) - - 23.650 0.009*
ประถมศึกษา 4 (11.1) 29 (80.6) 3 (8.3)
มัธยมศกึ ษาตอนต้น 29 (85.7) 3 (14.3)
มธั ยมศึกษาตอนปลาย/ปวช. - 12 (75) 4 (25)
อนปุ ริญญา/ปวส. - 3 (100)
ปริญญาตรีขนึ้ ไป - 12 (66.7) -
1 (5.6) 5 (27.8)

อาชีพ ใชแ้ รง 2 (28.6) 4 (57.1) 1 (14.3) 14.548 0.267
คา้ ขาย/ทาธุรกิจ 2 (5.1) 33 (84.6) 4 (10.3)
รับราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ 2 (50) 2 (50)
พนักงานโรงงาน/บริษัท/เอกชน - 7 (100)
นักเรยี น/นักศึกษา - 1 (100) -
ไม่มีอาชีพ/เปน็ แม่บา้ น/ทางานบ้าน - 19 (70.4) -
อน่ื ๆ 2 (7.4) 8 (80) 6 (22.2)
- 2 (20)
* มีนัยสำคญั ทำงสถติ ิ (p-value < 0.05)

175คะแนนพฤ ิตกรรมสุขภาพ

35
30
25
20
15

25 30 35 40 45 50 55 60 65
คะแนนความรอบรู้ด้านสขุ ภาพโดยรวม

แผนภาพที่ 1 แสดงความสัมพนั ธร์ ะหว่างคะแนนความรอบรูด้ ้านสขุ ภาพและคะแนนพฤติกรรมสขุ ภาพ

ตารางท่ี 7 ความสมั พันธ์ของความรอบรูด้ ้านสุขภาพกับพฤตกิ รรมสขุ ภาพ

ปจั จัย สัมประสิทธิ์สหสัมพันธส์ เปียรแ์ มน 8
1234567

1. พฤตกิ รรมสุขภาพ

2. ความรู้ ความเข้าใจ 0.065

3. การเข้าถึงขอ้ มูล 0.222* 0.132

4. การส่ือสาร 0.217* 0.248* 0.500**

5. การจัดการตนเอง 0.154 0.209* 0.484** 0.474**

6. การรเู้ ทา่ ทนั สอ่ื 0.157 0.224* 0.453** 0.440** 0.371**

7. การตัดสินใจ 0.048 -0.205* -0.12 -0.128 -0.098 -0.122

8. ความรอบรโู้ ดยรวม 0.214* 0.441** 0.543* 0.619** 0.582** 0.542** 0.134

* มีนัยสำคญั ทำงสถติ ิ (*=p-value < 0.05, **=p-value < 0.001 )

อภิปรายผลการศกึ ษา
ระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ 3อ. 2ส. ในการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองของ

อาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมู่บ้าน จากตารางที่ 3 พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพภาพรวมอยู่
ระดบั พอใช้ ร้อยละ 77.9 (mean = 47.94, SD = 6.37) เมอื่ พจิ ารณาเปน็ รายดา้ นส่วนใหญ่ พบวา่ ความรอบรู้สุขภาพ
ท่ีอยู่ระดับดีมาก คือด้านการตัดสินใจร้อยละ 69.5 (mean = 9.55, SD =1.24) ความรอบรู้สุขภาพด้านที่อยู่ระดับ
พอใช้ คือการสื่อสาร ร้อยละ 66.3 (mean = 9.68, SD =1.58) ส่วนพฤติกรรมสุขภาพ พบว่ากลุ่มตัวอย่างมี
พฤตกิ รรมสขุ ภาพอยรู่ ะดับดีมาก รอ้ ยละ 75.8 (mean 34.64, SD=2.86) ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่ากลุ่มตัวอย่างในช่วงแรก
อาจยงั มคี วามรอบรูด้ ้านสุขภาพไม่เพียงพอ เม่ือมีการสื่อสารที่เพิ่มมากขึ้นจนสามารถตัดสินใจแสดงพฤติกรรมสุขภาพ
3อ. 2ส. ซง่ึ เป็นปัจจยั สาคัญเพ่ือปอ้ งกันโรคหลอดเลือดสมองได้ สอดคล้องกับการศึกษาของ Hsu WC.และคณะ(10)

176

ปจั จัยส่วนบคุ คลที่มคี วามสัมพันธก์ ับความรอบรดู้ ้านสุขภาพ 3อ. 2ส. ในการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองของ
อาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมู่บ้าน จากตารางที่ 6 พบว่า ปัจจัยด้านการศึกษามีความสัมพันธ์กับระดับคะแนน
ความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวม อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p<0.05) สอดคล้องกับการศึกษาของศิระปรุฬห์ ทองเทพ
และบรม จุติยนต์(11) ที่ศึกษาเรื่องความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป
อาเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครศรีธรรมราช ท่ีพบว่าระดับความรอบรู้เกิดจากความแตกต่างของระดับการศึกษา

ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมสุขภาพ 3อ. 2ส. ในการป้องกันโรคหลอดเลือด
สมองของอาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมู่บ้าน จากตารางที่ 7 พบว่า การเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ การส่ือสารสุขภาพ
และความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวม มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพ อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p<0.05)
สอดคล้องกับการศึกษาของ Giena VP และคณะ(12)ที่พบว่าระดับการศึกษาเป็นส่วนสาคัญที่ช่วยให้กลุ่มตัวอย่างมี
ความรู ความเข้าใจทางสุขภาพ สามารถเขา้ ถึงข้อมูลสุขภาพเพอื่ นามาใชประกอบการตัดสินใจในการปฏิบัติพฤติกรรม
สขุ ภาพทีถ่ กู ตองได้

ขอ้ เสนอแนะในการวจิ ัย
1. ความรอบรดู้ า้ นสขุ ภาพและพฤติกรรมสขุ ภาพ 3อ. 2ส. ในการปอ้ งกันโรคหลอดเลือดสมองของอาสาสมัคร

สาธารณสขุ ประจาหมู่บ้านเทศบาลหางดง ท่ีได้จากงานวิจัยในคร้ังน้ี สามารถนาไปวางแผนในการส่งเสริมความรอบรู้
ดา้ นสุขภาพใหแ้ กอ่ าสาสมัครสาธารณสขุ ประจาหมบู่ า้ น เพื่อใหม้ คี วามรอบรู้ด้านสุขภาพมากข้ึน

2. อาสาสมัครสาธารณสขุ ประจาหมบู่ า้ นสามารถนาความรู้ไปบอกต่อแก่ประชาชนท่ีตนเองรับผิดชอบเพ่ือให้
ประชาชนมีสขุ ภาพดี ปลอดภยั จากการเปน็ โรคหลอดเลอื ดสมองได้

เอกสารอา้ งองิ
1. World Stroke Organization (WSO): Global Stroke Fact Sheet 2019. International Journal of
Stroke. 2019 Oct 1; 14(8): 806-817. [Internet]. [Cited 2020 January 20]. Available from:
https://doi.org/10.1177/1747493019881353
2. GBD 2016 Stroke Collaborators. Global, regional, and national burden of stroke,1990 to
2016: A systematic analysis for the Global Burden of Disease study 2016.The Lancet
Neurology, 2019; 18(5): 439–458. [Internet]. [Cited 2020 January 20]. Available from:
doi: 10.1016/S1474-4422 (19) 30034-1
3. กรมควบคุมโรค สานักโรคไม่ตดิ ต่อ.ข้อมูลสถติ ิโรคไมต่ ดิ ต่อ: จานวนและอัตราตายด้วยโรคหลอดเลอื ดสมอง
ใหญ่ 2556. [อนิ เตอร์เน็ต]. [เข้าถงึ เม่ือ 24 มกราคม 2563]. เขา้ ถึงได้จาก: http://www.thaincd. com/
information - statistic/ non-communicable - disease - data.php
4. Muangpaisan W, Hinkle JL, Westwood M, Kennedy J, Buchan AM. Stroke in the very old.
Clinical presentations and outcome. Age Aging 2008; 37:473 - 5.
5. กองโรคไมต่ ิดตอ่ สานกั นโยบายและยทุ ธศาสตร์ สานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข.จานวนและอัตราผู้ป่วย
ในด้วยโรคหลอดเลือดสมอง(I60-I69) ต่อประชากร 100,000 คน (รวมทุกการวินิจฉัยโรค) ปี พ.ศ.2559 -
2561 จาแนกรายจังหวัด เขตบริการสุขภาพ และภาพรวมประเทศ (รวมกรุงเทพมหานคร).
http://www.thaincd.com/ 2016/ mission/ documents-detail.php?id=13684&tid=32&gid=1-
020
6. โรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่. ข้อมูลผู้สูงอายุท่ีเข้ารับการรักษาประเภทผู้ป่วยในของโรงพยาบาลประสาท
เชยี งใหม่ ปีงบประมาณ 2560 - 2562.

177

7. กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการ กระทรวงสาธารณสุข. การประเมินและการสร้างเสริมความรอบรู้ด้าน
สขุ ภาพ. 2558: หนา้ 2.

8. กองสขุ ศึกษา กรมสนบั สนุนบรกิ าร กระทรวงสาธารณสุข. การส่งเสรมิ การพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพและ
พฤติกรรมสขุ ภาพ. 2561: หนา้ 1.

9. Krejcie, R. V., and Morgan, D. W. “Determining Sample Size for Research Activi - ties”
Educational and Psychological Mea- surement. 1970; 30: 607 – 610.

10. Hsu WC, Chiang CH, & Yang SC. The effect of individual factors on health behaviors among
college students: the mediating effect of eHealth literacy. J Med Internet Res, 2014; 16(12),
e287 doi:10.2196/jmir.3542.

11. ศริ ะปรุฬห์ ทองเทพ ,บรม จุติยนต์. ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนอายุ 15 ปี
ขึน้ ไป อาเภอเฉลมิ พระเกียรติ จังหวัดนครศรีธรรมราช. วารสารสุขศึกษาและส่ือสารสุขภาพ. ปีท่ี 5 ฉบับท่ี 1
มกราคม – มิถนุ ายน 2562. หนา้ 42-49.

12. Giena VP, Thongpat S, & Nitirat P. Predictors of health promoting behavior among older
adults with hypertension in Indonesia. International Journal of Nursing Sciences, 2018; 201–
205.

178

การพัฒนาแนวปฏิบัติทางคลนิ กิ สำหรบั การป้องกนั และการดแู ล
หญิงตง้ั ครรภท์ ี่มีภาวะเจบ็ ครรภ์คลอดก่อนกำหนด
โรงพยาบาลแพร่

ทพิ ยว์ รรณ ประสาสนศ์ ักดิ์ พย.ม*,วิรชั นี สุขวฒั นานนท์ พ.บ.**, ศศธิ ร อินทุดม พย.ม.***

บทคัดยอ่
การเจบ็ ครรภ์และการคลอดกอ่ นกำหนดเปน็ ปัญหาสาธารณสุขท่ีสำคัญและมผี ลกระต่อมารดาและทารก
การเจบ็ ครรภ์คลอดก่อนกำหนดเปน็ สาเหตุหลักของการนอนพกั รักษาตวั ในโรงพยาบาลเปน็ เวลานานของสตรมี ี
ครรภ์ ท่นี ำไปสู่การคลอดก่อนกำหนดซ่ึงเปน็ สาเหตสุ ำคญั ของการตายปรกิ ำเนิด และภาวะทพุ พลภาพ การ
พฒั นาแนวปฏิบัตทิ างคลนิ กิ เปน็ เครอ่ื งมือสำคญั ทต่ี ้ังอยูบ่ นหลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ์ท่ีมกี ารทบทวนอยา่ งเปน็ ระบบ
ทำให้การปฏิบัติเปน็ ไปในทิศทางแนวเดียวกนั ชว่ ยให้เกดิ ประสทิ ธิภาพและผลลพั ธ์ทดี่ ี ผวู้ จิ ัยจึงพัฒนาแนวปฏบิ ตั ิ
ทางคลนิ ิกสำหรบั การป้องกนั และการดูแลหญงิ ตัง้ ครรภท์ ่ีมีภาวะเจ็บครรภ์คลอดกอ่ นกำหนดซงึ่ คาดวา่ จะช่วย
ปอ้ งกนั การคลอดกอ่ นกำหนดได้
วัตถปุ ระสงค์ : เพ่ือศกึ ษาผลของการพฒั นาแนวปฏบิ ตั ิทางคลนิ กิ สำหรบั การปอ้ งกนั และการดแู ลหญงิ ตั้งครรภ์ท่ี
มภี าวะเจ็บครรภค์ ลอดก่อนกำหนด โรงพยาบาลแพร่
วิธีการศึกษา: เปน็ การศกึ ษาเชงิ เปรยี บเทียบ ชนิด historical controlled intervention study ในกลมุ่ หญิง
ตง้ั ครรภท์ ่ีมปี ระวัติคลอดก่อนกำหนดในครรภ์ก่อนทเ่ี ขา้ มารับการฝากครรภ์ แผนกฝากครรภ์ โรงพยาบาลแพร่
กลุม่ ท่ไี ด้รบั การดูแลตามปกติ เกบ็ ขอ้ มลู ระหว่างเดือนมีนาคม ถึงเดอื นกันยายน 2562 จำนวน 30 ราย กลมุ่ ที่
ไดร้ ับการดแู ลตามแนวปฏิบัติได้รบั การนำแนวปฏบิ ตั ิไปทดลองก่อนใช้จรงิ จำนวน 3 ราย ปรับปรุงแก้ไขให้
เหมาะสมจากนน้ั นำแนวปฏิบัตทิ ีไ่ ด้ไปใช้กับผู้ป่วยระหว่างเดือนมนี าคมถงึ เดอื นกันยายน 2563 จำนวน 30 ราย
เปรยี บเทยี บข้อมูลทั่วไปของทงั้ 2 กลุ่มดว้ ยจำนวน รอ้ ยละ ค่าเฉล่ยี และส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน
วเิ คราะหข์ ้อมูลโดยใชส้ ถติ ิ Exact probability test, independent t-test และ Wilcoxon rank-sum test
ผลการศึกษา: หญิงต้ังครรภท์ ่ีมปี ระวตั ิคลอดกอ่ นกำหนดในครรภ์กอ่ นที่มารบั บรกิ ารฝากครรภ์ แผนกฝากครรภ์
โรงพยาบาลแพร่ จำนวน 60 ราย กล่มุ ทดลองและกล่มุ ควบคมุ มจี ำนวนเท่ากันโดยทัง้ 2 กล่มุ มอี ายุ ความสูงดัชนี
มวลกาย รายได้ตอ่ เดือน ระดบั การศึกษา อาชพี ประวัติทางสูตกิ รรม โรคประจำตวั ทางอายุรกรรมประวัติการ
เสพยาเสพติด และการรักษาทไี่ ดร้ บั ไมแ่ ตกต่างกัน ข้อมลู การคลอด ได้แก่ เพศ วิธีการคลอดนำ้ หนกั ทารกและ
การรักษาที่ไดร้ ับ ไม่แตกต่างกนั เม่ือเปรียบเทยี บสดั ส่วนการกลบั มารักษาซ้ำภายใน 7 วันและสัดสว่ นทารกแรก
เกิดขาดออกซิเจนไม่แตกต่างกัน (p=0.313, p=0.313) แต่สัดส่วนการเกิดภาวะเจ็บครรภค์ ลอดกอ่ นกำหนดท่ี
ตอ้ งนอนโรงพยาบาลและสัดสว่ นการคลอดกอ่ นกำหนด พบว่าแตกตา่ งอยา่ งมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.017,
p=0.010)
สรปุ : แนวปฏิบตั ิทางคลินกิ สำหรับการป้องกันและการดแู ลหญงิ ตง้ั ครรภ์ที่มภี าวะเจบ็ ครรภ์คลอดกอ่ นกำหน
สามารถลดอตั ราการเกดิ ภาวะเจบ็ ครรภค์ ลอดก่อนกำหนดทีต่ ้องนอนโรงพยาบาลและการคลอดกอ่ นกำหนดได้
คำสำคญั : ภาวะเจ็บครรภค์ ลอดกอ่ นกำหนด, การคลอดกอ่ นกำหนด, แนวปฏบิ ตั ทิ างคลินกิ

*งานหอ้ งคลอดโรงพยาบาลแพร่
** กล่มุ งานสตู ินรีเวชกรรมโรงพยาบาลแพร่
**งานฝากครรภโ์ รงพยาบาลแพร่

179

The development of Clinical Practice Guildelines for
prevention and care of preterm pregnancy in
Phrae hospital

Tippawan Prasartsak M.N.S*, Wiratchanee Sukawattananon M.D.**
Sasithorn Intudom M.N.S***

Abstract
Preterm labor and preterm birth have significant impacts on healthcare system and on the
health of both mother and newborn. Preterm labor has a main cause of prolong length of stay
in mother. It is a leading cause of preterm birth which is the major cause of neonatal mortality
and morbidity. Clinical practice guildelines are a systematically developed statement that
informed by a systemic review of evidence which facilitated efficient practice and improved
patient outcomes. Objective : To examine effect of the development of clinical practice
guildelines for prevention and care of preterm pregnancy in Phrae hospital.
Study design :The study was a historical controlled intervention study. The samples were
previous preterm women who attention in ANC Unit, Phrae hospital. There were thirty
pregnant women who received usual nursing care between March to September 2019. There
were three pregnant women received trial out based on the CPGs and implementing the CPGs
on the thirty pregnant women between March to September 2020. Compare general data,
efficiency on admitted of preterm labor, preterm birth, readmitted within 7 days and APGAR
Score in two groupswith percentage, mean and standard deviation. Analysis withindependent
t-test , exact probability test and wilcoxon rank-sum test.
Result: The previous preterm women who attention in ANC Unit, Phrae hospital consists of 60
pregnants. Experiment and control group are equal. These two groups were not different in
age, hight, body mass index, salary, education, occupation, mother’s underlying disease, drugs
used and treatment. The data of newborn such as sex, delivery mode body weight and
treatment were not different, compare readmitted within 7 days and APGAR Score in two
groups were not different (p=0.313, p=0.313) but pregnant woman who admitted with preterm
labor and preterm birth were statistically significant (p=0.017, p=0.010).
Conclusions: Nurse and health care team should apply clinical practice guildeline for
prevent preterm labor and preterm birth.
Key words: preterm labor, preterm birth, clinical practice guildelines

* labor room unit ** Obstetrics and Gynecology department *** Antenatal CareUnit

180

ความเปน็ มาและความสำคัญของปญั หา

การคลอดก่อนกำหนดหมายถึง การคลอดก่อนอายุครรภ์ 37 สัปดาห์ หรือ 259 วันของการ
ต้ังครรภ์(1) จากอุบัติการณ์การคลอดก่อนกำหนดใน 184 ประเทศท่ัวโลก พบว่าอยู่ระหว่างร้อยละ 5-18
โดยในแต่ละปจี ะมีทารกคลอดก่อนกำหนดท่ัวโลก ประมาณ 15 ลา้ นคนและมีแนวโนม้ เพ่ิมขึน้ ทารกคลอด
ก่อนกำหนดเหล่านี้จะเกิดภาวะแทรกซ้อนซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตใน 5 ปีแรกประมาณ 1 ล้านคน ส่วน
ทารกที่รอดชีวิตจากการคลอดก่อนกำหนดต้องเผชิญกับความพิการ ความผิดปกติของการได้ยินและการ
มองเห็น และพัฒนาการล่าช้า และมากกว่า 3 ใน 4 ของทารกท่ีคลอดก่อนกำหนดสามารถป้องกันได้
(2)นอกจากนี้การเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดเป็นสาเหตุหลักของการนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็น
เวลานานของสตรีมีครรภ์ (3) นำไปสู่การคลอดก่อนกำหนด การตายปริกำเนิดและภาวะทุพพลภาพ(4)จาก
สถิติของหญิงต้ังครรภ์ท่ีคลอดก่อนกำหนดประเทศไทยพบร้อยละ10-12 ซ่ึงเกณฑ์มาตรฐานของกรม
อนามัยกำหนดไม่เกินร้อยละ10(5) สำหรับโรงพยาบาลแพร่ พบอุบัติการณ์การคลอดก่อนกำหนดปี พ.ศ.
2560-2562 ร้อยละ 5.64, 6.59 และ 5.37 ตามลำดับ ถึงแม้จะไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานแตม่ ีแนวโน้มสงู ขึ้น
และจากการวิเคราะหส์ าเหตุของการคลอดก่อนกำหนด ในปี 2562 พบว่า 3 อนั ดับแรกเกดิ จากการคลอด
ก่อนกำหนดในครรภก์ ่อน ร้อยละ 44.34 รองลงมา คือ มีน้ำเดินก่อนเจ็บครรภ์คลอด ร้อยละ 26.41 และ
มารดามภี าวะความดันโลหติ สงู ท่ตี ้องยุตกิ ารตัง้ ครรภ์ ร้อยละ 11.32 ตามลำดับ(6)

การป้องกันการคลอดก่อนกำหนดแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ การป้องกันระดับปฐมภูมิ หมายถึง
การปฏิบัติเพ่ือลดปัจจัยเส่ียงต่อการเกิดการคลอดก่อนกำหนดในหญิงตั้งครรภ์ครรภ์ที่ยังไม่ได้รับการ
วินิจฉัยว่ามีภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด และการป้องกันระดับทุติยภูมิ หมายถึงการปฏิบัติเพื่อ
ป้องกันการคลอดก่อนกำหนดในสตรีท่ีมีอาการเจ็บครรภ์คลอดกอ่ นกำหนดแล้วโดยมเี ป้าหมายเพื่อป้องกัน
ไม่ให้มกี ารหดรดั ตวั ของมดลกู และมีการเปิดของมดลกู (7,8)ซึง่ การปอ้ งกันการคลอดก่อนกำหนดควรเลือกใช้
วิธีการปฏิบัติ โดยอาศัยหลักฐานที่ได้รับพิสูจน์ทางการวิจัยแล้วว่าได้ผลดี หรือผ่านการทดลองในการ
ปฏิบัติมาแล้วว่าได้ผลจริง น่ันคือการปฏิบัติตามหลักฐานเชิงประจักษ์ ซึ่งการนำหลักฐานไปสู่การปฏิบัติ
สามารถทำไดโ้ ดยการพัฒนาแนวทางปฏิบัติทางคลินกิ ดงั นนั้ แนวปฏบิ ัติทางคลินิก จงึ เป็นเคร่ืองมือสำคัญที่
เป็นตัวเชื่อมระหว่างหลกั ฐานเชิงประจักษ์กับการปฏบิ ตั ิการพยาบาลและเปน็ ผลทเ่ี กิดจากการพฒั นาอยา่ ง
เป็นระบบเพื่อช่วยในการตัดสินใจของผู้ประกอบวิชาชีพหรือให้บริการเก่ียวกับการดูแลรักษาสุขภาพที่
เหมาะสมมีทิศทางการดูแลไปในแนวเดียวกัน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ท่ีดีที่สุดแก่ผู้ใช้บริการ(9)จากการศึกษา
งานวิจัยพบว่าแนวปฏิบัติทางคลินิกเพื่อป้องกันการคลอดก่อนกำหนดสามารถยับยั้งการเจ็บครรภ์คลอด
กอ่ นกำหนด(10) ยดื ระยะเวลาการตง้ั ครรภ์ และลดการคลอดกอ่ นกำหนดได(้ 11)

สำหรับโรงพยาบาลแพร่ยังไม่มีแนวปฏิบัติในการป้องกันการคลอดก่อนกำหนดในระดับปฐมภูมิ
บนพื้นฐานหลักฐานเชิงประจักษ์ และในส่วนของแนวปฏิบัติในระดับทตุ ิยภูมิยงั มีหลากหลาย ไม่เป็นไปใน
แนวทางเดียวกันและไม่มีลายลักษณ์อักษร ดังน้ันผู้วิจัยจึงได้พัฒนาแนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรับการ
ป้องกันและการดูแลหญิงต้ังครรภ์ที่มีภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดท่ีเน้นการดูแลทั้ง ระดับปฐมภูมิ

181

และระดับทุติยภูมิและนำแนวปฏิบัติมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อหญิงต้ังครรภ์ที่เส่ียงต่อการคลอดก่อน
กำหนดซง่ึ ผู้วิจัยคาดว่าจะช่วยปอ้ งกันการคลอดกอ่ นกำหนดได้

วัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ัย

เพ่ือศึกษาผลของการพัฒนาแนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรับการป้องกันและการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่
มภี าวะเจ็บครรภ์คลอดกอ่ นกำหนด โรงพยาบาลแพร่

สมมตุ ฐิ านการวจิ ยั

1. อัตราการเกิดภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดท่ีต้องนอนโรงพยาบาลในกลุ่มท่ีได้รับการดูแล
ตามแนวปฏิบัตทิ างคลนิ ิกน้อยกวา่ กลุม่ ทดี่ ูแลตามปกติ

2. อัตราการ readmitted ใน 7 วนั ในกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามแนวปฏิบัติทางคลินิกน้อยกว่ากับ
กลมุ่ ท่ีดูแลตามปกติ

3. อัตราการคลอดก่อนกำหนดในกลุ่มท่ีได้รับการดูแลตามแนวปฏิบัติทางคลินิกน้อยกว่ากับกลุ่ม
ทด่ี ูแลตามปกติ

4. อัตราการเกิดภาวะทารกแรกเกิดขาดออกซิเจนในกลุ่มท่ีได้รับการดูแลตามแนวปฏิบัติทาง
คลนิ กิ นอ้ ยกว่ากลุ่มทีด่ แู ลตามปกติ

ขอบเขตการวจิ ยั
การวิจัยครง้ั นีเ้ ปน็ การศึกษาเชงิ เปรียบเทียบ ชนดิ historical controlled intervention

study) ศึกษา ในกลุม่ หญงิ ต้ังครรภท์ ม่ี ีประวัตคิ ลอก่อนกำหนดในครรภก์ ่อน ที่เขา้ มารับบริการฝากครรภ์
แผนกฝากครรภ์ โรงพยาบาลแพร่ จำนวน 60 ราย โดย กลมุ่ ควบคมุ จะไดร้ บั การดูแลตามปกติ ระหว่าง
มนี าคม ถึง กันยายน พ.ศ. 2562 จำนวน 30 รายและกลมุ่ ทดลองไดร้ ับการดูแลตามแนวปฏิบตั ิทาง
คลินิก ระหว่าง มนี าคม พ.ศ. 2563 ถึง กนั ยายน พ.ศ. 2563 จำนวน 30 ราย

กรอบแนวคดิ ในการวจิ ัย
ผ้วู ิจัยไดพ้ ฒั นาแนวปฏิบตั ิทางคลินิกข้นึ ตามข้ันตอนของสภาวจิ ัยด้านสุขภาพและการแพทย์

แห่งชาตปิ ระเทศออสเตรเลยี (National Health and Medical Research Council[NHMRC], 1999)
12 ข้นั ตอน ประกอบดว้ ย 1. กำหนดความต้องการและขอบเขต 2. กำหนดทีมสหสาขาวชิ าชีพ
3. กำหนดวัตถุประสงค์และกลุม่ เป้าหมาย 4. กำหนดผลลพั ธด์ า้ นสขุ ภาพ 5. ทบทวนวรรณกรรม
6. ยกร่างแนวปฏบิ ตั ทิ างคลินิก 7. จัดทำแผนการเผยแพร่ และแผนการใชแ้ นวปฏิบตั ิ 8. การประเมินผล
และแผนการปรบั ปรุงแก้ไข 9. การจัดทำรายงานรปู เล่ม 10. จัดทำรายงาน 11 ขั้นตอนการตรวจสอบ
คณุ ภาพจากผเู้ ชย่ี วชาญ 12. ขัน้ ตอนการปรกึ ษาผูม้ ีส่วนเก่ียวข้อง

182

วิธีการดำเนนิ การวจิ ยั
ประชากรที่ใชใ้ นการศึกษาคร้ังน้เี ป็นหญิงตง้ั ครรภ์ท่ีมปี ระวัติคลอดกอ่ นกำหนดในครรภ์ก่อน

ท่มี ารับบรกิ ารฝากครรภ์ แผนกฝากครรภ์ โรงพยาบาลแพร่
เกณฑ์การคัดเขา้ งานวิจยั ได้แก่
1. หญิงตงั้ ครรภ์ท่มี ปี ระวตั คิ ลอดก่อนกำหนดในครรภก์ ่อน
2. เป็นการตงั้ ครรภท์ ารกเพียงคนเดยี ว
3. ไมม่ ปี ระวัติแพย้ า progesterone
4. มารดาสามารถพูดหรือส่ือสารรู้เร่อื ง
5. ยินดแี ละเตม็ ใจเข้ารว่ มการวจิ ยั ครง้ั น้ี
กลุม่ ตวั อย่างที่ศึกษา

จากการทำ pilot study พบวา่ สดั สว่ นของการคลอดก่อนกำหนดในกล่มุ ควบคุมเทา่ กบั 0.54 และ
คาดว่ากล่มุ ทดลองเทา่ กับร้อยละ 0.20 กำหนดการทดสอบเปน็ one-sided ดว้ ยความคลาดเคล่อื นชนิดท่ี
1 ท่ี 5% และ power 80% ไดก้ ลุ่มตวั อยา่ งจำนวนกลมุ่ ละ 30 ราย

เครื่องมอื ทีใ่ ชใ้ นการวิจัย
เครือ่ งมือท่ีใชใ้ นการวจิ ัยแบ่งเป็น 2 ประเภท
1. เคร่ืองมือที่ใช้ในการดำเนนิ งานวิจยั คือ แนวปฏิบตั ิทางคลินิกสำหรับการป้องกนั และการดูแล

หญิงต้งั ครรภ์ท่มี ภี าวะเจบ็ ครรภค์ ลอดก่อนกำหนด โรงพยาบาลแพร่ ท่ีพัฒนาข้ึนตามข้ันตอนของสภาวิจยั
ด้านสขุ ภาพและการแพทย์แห่งชาติประเทศออสเตรเลีย

2. เคร่ืองมือที่ใชใ้ นการรวบรวมขอ้ มูล
2.1 แบบบันทึกขอ้ มลู ผูค้ ลอด ได้แก่ อายุ ความสูง ดัชนมี วลกาย รายไดต้ ่อเดอื น ระดับ

การศึกษา อาชีพ การฝากครรภ์ครั้งแรก การฝากครรภ์คุณภาพ ประวตั กิ ารแทง้ ภาวะแทรกซอ้ นทาง
สตู กิ รรมโรคประจำตวั ทางอายุรกรรม ความผดิ ปกติ/การผ่าตดั มดลูก ประวัติการเสพยาเสพตดิ การรักษา
ทีไ่ ดร้ บั และข้อมลู ทารกแรกเกดิ ได้แก่ เพศ วิธีการคลอด นำ้ หนักทารกแรกเกิด การรกั ษาท่ีได้รบั
และการยา้ ยทารก

2.2 แบบบันทกึ การให้คะแนนสภาพทารกเกิดใหม่ตามแบบประเมนิ ของเวอร์จีเนยี แอพการ์
ทำโดยประเมินสภาพทารกเกิดใหม่ใน 5 ลกั ษณะ คอื สผี ิวของทารก อัตราการเตน้ ของหัวใจ ปฏกิ ิรยิ า
ตอบสนอง ความตงึ ตัวของกลา้ มเนื้อ และการหายใจ แลว้ นำมาใหร้ ะดับคะแนนของแต่ละลกั ษณะโดย
คะแนนท่ใี หม้ รี ะดับตง้ั แต่ 0-2 คะแนน และคะแนนรวม ตั้งแต่ 0-10 คะแนน

2.3 แบบสอบถามความเปน็ ไปได้ของการใชแ้ นวปฏบิ ตั ิทางคลนิ กิ โดยอาศยั แบบสำรวจความ
เป็นไปได้ของการใชแ้ นวปฏิบัตทิ างคลินิกของฉวีวรรณ ธงชัย และพิกุล นนั ทชัยพันธ์ (2547)

183

การตรวจสอบความตรงตามเนอื้ หา (content validity)
1. ผ้ศู กึ ษานำแนวปฏบิ ัตทิ างคลินิกสำหรับการปอ้ งกนั และการดแู ลหญิงต้ังครรภท์ ่ีมีภาวะเจบ็

ครรภคลอดก่อนกำหนดแบบสอบถามความเปน็ ไปได้ของการใช้แนวปฏบิ ัติทางคลนิ ิก ไปตรวจสอบความ
ถูกต้องและความตรงตามเน้ือหาโดยผเู้ ชย่ี วชาญ 5 ทา่ นประกอบดว้ ย สูตแิ พทย์ 2 ท่าน พยาบาลวชิ าชพี
ชำนาญการพิเศษ 1 ท่าน ผเู้ ชีย่ วชาญด้านการพฒั นาแนวปฏิบัติทางคลนิ ิก 1 ท่าน และพยาบาลผ้มู ี
ประสบการณ์ด้านการการพัฒนาแนวปฏิบตั ทิ างคลินิก 1 ท่านจากน้ันผู้วิจัยนำมาปรับปรุงแกไ้ ขตาม
ขอ้ เสนอแนะของผเู้ ช่ียวชาญ

2. แบบบนั ทกึ ข้อมูลซึ่งประกอบด้วยแบบบนั ทึกข้อมูลทว่ั ไปของหญิงตัง้ ครรภ์ และแบบบันทกึ
ข้อมูลทารกในครรภ์ ได้ให้ผทู้ รงคูณวุฒิตรวจสอบแล้วนำมาปรบั ปรงุ ตามคำแนะนำของผู้ทรงคณุ วุฒิ

3. แบบบันทึกการให้คะแนนสภาพทารกเกิดใหม่ตามแบบประเมินของเวอร์จเี นยี แอพการซ์ ง่ึ เปน็
เครือ่ งมือ ท่ีได้มาตรฐาน เปน็ ที่ยอมรับและนำมาใช้แพรห่ ลายจงึ สามารถนำมาทดสอบการประเมนิ สภาพ
ทารกเกิดใหม่ ในการวจิ ัยโดยไมต่ ้องมีการตรวจสอบความตรงของเคร่อื งมอื ซ้ำอีก

ขั้นตอนการดำเนนิ การวิจยั
1. ผู้วจิ ยั ขออนุญาตผอู้ ำนวยการโรงพยาบาลแพร่ หัวหน้ากลุ่มงานสูตินรเี วชกรรม หวั หนา้

งานหอ้ งคลอด เพ่ือดำเนินการวจิ ัย
2. จัดทำโครงร่างวจิ ัยและนำเสนอต่อคณะกรรมการวิจัยในมนุษย์ โรงพยาบาลแพร่เพ่ือผา่ น

ความเหน็ ชอบดา้ นจรยิ ธรรมในการทำวจิ ัย
3. เมือ่ ไดร้ ับความเหน็ ชอบจากคณะกรรมการวิจัยวิจัยโรงพยาบาลแพร่ ผวู้ จิ ัยพบเจา้ หนา้ ที่ท่ี

เกยี่ วขอ้ ง เพอื่ ช้แี จงวัตถปุ ระสงค์ ขั้นตอนการวจิ ัย และขอความร่วมมือในการทำวิจยั
4. จัดประชมุ Focus group เพ่ือวเิ คราะห์ปัญหาและอปุ สรรคในการดูแลหญงิ ตัง้ ครรภ์ท่ีมี

ภาวะเจบ็ ครรภ์คลอดก่อนกำหนด
5. ผ้วู จิ ัยพัฒนาแนวปฏิบตั ิฯ ตามขั้นตอนของสภาวจิ ยั ด้านสุขภาพและการแพทย์แห่งชาติ

ประเทศออสเตรเลยี (National Health and Medical Research Council[NHMRC], 1999)
6. ทดลองใช้แนวปฏบิ ัตกิ ับหญิงตัง้ ครรภท์ ่มี ีความเสย่ี งต่อการคลอดก่อนกำหนดจำนวน 3 ราย

และเก็บรวบรวมปญั หา อุปสรรค และความเปน็ ไปไดข้ องงานวจิ ยั `
7. ดำเนินการประชุมชแ้ี จง แนวปฏบิ ตั ทิ างคลินกิ สำหรบั การป้องกันและการดแู ลหญงิ ต้ังครรภท์ ่ี

มีภาวะเจบ็ ครรภค์ ลอดก่อนกำหนด โรงพยาบาลแพร่ และทำประชาวิจารณ์`
8. ดำเนนิ การเก็บรวบรวมขอ้ มลู วิเคราะห์ขอ้ มลู สรุปผลงานวิจยั และเผยแพร่งานวิจัย

184

การวิเคราะหข์ อ้ มูล ผวู้ ิจัยวเิ คราะห์ข้อมลู โดยการแยกวิเคราะหต์ ามลำดับดงั น้ี
1. ข้อมลู พ้ืนฐานใช้สถติ พิ รรณา ไดแ้ ก่ จำนวน รอ้ ยละ คา่ เฉลยี่ และส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน
2. ทดสอบความแตกต่างของข้อมลู พ้ืนฐานของกล่มุ ทดลองและกลุ่มควบคุม โดยใช้สถิติ Exact

probability test independent t-test และ Wilcoxon rank-sum test
3. เปรยี บเทียบสัดสว่ นภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดทต่ี อ้ งนอนโรงพยาบาล การ readmitted

ใน 7 วนั การคลอดก่อนกำหนดและทารกแรกเกดิ ขาดออกซิเจน ใชส้ ถิติ Exact probability test
ผลการวิจยั
ตารางท่ี 1 ข้อมูลทั่วไป

กลมุ่ ทใ่ี ชแ้ นวปฏิบัติ (n=30) กล่มุ ทีด่ แู ลตามปกติ (n=30) p-value
จำนวน ร้อยละ 0.156
ลักษณะ จำนวน รอ้ ยละ 0.671
อายุ (ปี) 0.415
1 3.3 0 0.0 0.727
≤19 23 76.7 19 63.3
20-34 6 20.0 11 36.7
35 ปี ขนึ้ ไป 29.2 ±1.1 31.5 ±6.7

Mean (SD) 2 6.7 1 3.3
ความสงู (เซนตเิ มตร) 28 93.3 29 96.7
157.7 6.2 157.0 5.0
≤ 145
> 145 4 13.3 6 20.0
20 66.7 19 63.33
Mean (SD) 1 3.3 2 6.7
ดัชนีมวลกาย (กก/ม2) 5 16.7 3 10.00
23.0 4.7 22.1 ±4.3
< 18.5
18.5-24.9 15 50.0 16 53.4
25-29.9 7 23.3 7 23.3
> 30 7 23.3 7 23.3
1 3.3 0 0.0
Mean (SD) 23.0 (938.5) 14,900.0 (891.5)
รายได้ตอ่ เดือน (บาท)

< 10,000
10,001 - 20,000
2,0001 – 40,000
> 40,000
Mean (rank-sum)

185

ตารางท่ี 1 ข้อมูลทั่วไป (ต่อ) กลุ่มทใ่ี ชแ้ นวปฏบิ ัติ (n=30) กลุ่มท่ีดูแลตามปกติ (n=30) p-value
จำนวน รอ้ ยละ
ลักษณะ จำนวน รอ้ ยละ
7 23.3 1.000
ระดับการศึกษา 7 23.3 23 76.7
ต่ำกว่าปริญญาตรี 23 76.7
ปรญิ ญาตรี 12 40.0 0.904
16 53.4 2 6.7
อาชพี 1 3.3 1 3.3
แม่บา้ น 1 3.3 5 16.7
เกษตรกร 4 13.3 10 33.3
พนักงาน/ลกู จ้าง 8 26.7
ธรุ กจิ ส่วนตัว
รบั จา้ งท่ัวไป

ตารางที่ 2 ประวัติการตงั้ ครรภ์ ภาวะแทรกซอ้ นระหว่างต้งั ครรภ์ และการรกั ษาท่ีไดร้ บั

ลกั ษณะ กลมุ่ ทใ่ี ชแ้ นวปฏบิ ัติ (n=30) กลุ่มทดี่ แู ลตามปกติ (n=30) p-value
0.292
จำนวน รอ้ ยละ จำนวน ร้อยละ 0.436
0.559
การฝากครรภค์ รงั้ แรก 0.554

อายคุ รรภ์≤12 สัปดาห์ 20 66.7 16 53.3

อายุครรภ์ >12 สัปดาห์ 10 33.3 14 46.7

การฝากครรภ์คุณภาพ

ฝากครรภไ์ ม่ครบตามกำหนด 15 50.0 18 60.0

ฝากครรภ์ครบตามเกณฑ์ 15 50.0 12 40.0

ประวตั ิการแท้ง

ไม่มี 23 76.7 21 70.0

มี 7 23.3 9 30.0

ภาวะแทรกซ้อนทางสตู ิกรรม

ไมม่ ี 29 96.7 28 93.3

มี 1 3.3 2 6.7

มี 9 30.0 12 40.0

186

ตารางท่ี 2 ประวตั ิการต้ังครรภ์ ภาวะแทรกซอ้ นระหว่างต้ังครรภ์ และการรกั ษาท่ไี ด้รับ (ต่อ)

ลักษณะ กลุม่ ท่ีใชแ้ นวปฏิบัติ (n=30) กลุ่มที่ดแู ลตามปกติ (n=30) p-value
จำนวน รอ้ ยละ จำนวน ร้อยละ

โรคประจำตวั ทางอายรุ กรรม

ไมม่ ี 26 86.7 26 86.7 1.000

ความดันโลหิตสูง 2 6.7 1 3.3

เบาหวาน 0 0.0 1 3.3

ไทรอยด์ 1 3.3 0 0.0

หัวใจและหลอดเลือด 0 0.0 1 3.3

โลหติ จาง 1 3.3 2 6.7

ความผดิ ปกติ/การผ่าตัดมดลกู

ไมม่ ี 21 70.0 18 60.0 0.417

มี 9 30.0 12 40.0

ประวัตกิ ารเสพยาเสพตดิ

(ตอบได้มากว่า 1 ข้อ)

ไม่มี 28 93.3 29 96.7 0.554

สรุ า/เคร่อื งดม่ื ที่มสี ่วนผสม 2 6.7 1 3.3

แอลกอฮอล์

บหุ ร่ี 1 3.3 0 0.0

ยาเสพติด 1 3.3 0 0.0

การรักษาท่ีได้รบั

ยา bricanyl 5 16.7 7 23.3 0.347

ยา nifedipine 2 6.7 1 3.3 0.554

ยา dexamethasone 2 6.7 2 6.7 1.000

187

ตารางท่ี 3 ข้อมูลการคลอด กลมุ่ ทใ่ี ช้แนวปฏบิ ตั ิ (n=30) กลมุ่ ท่ีดแู ลตามปกติ (n=30) p-value
จำนวน ร้อยละ จำนวน รอ้ ยละ 0.592
ลักษณะ 0.424
20 66.7 18 60.0
เพศทารก 10 33.3 12 40.0 0.271
ชาย 0.399
หญงิ 11 36.7 12 40.0 0.047
19 63.3 18 60.0
วิธกี ารคลอด
คลอดทางช่องคลอด 3 10.0 8 26.7
ผ่าตดั คลอดทางหนา้ ท้อง 27 90.0 21 70.0
0 0.0 1 3.3
น้ำหนกั ทารกแรกเกดิ (กรมั ) 2,914.0 (±399.2) 2,790.7 (±458.6)
1,000-2,490
2,500-3,790 28 93.3 25 83.4
≥3,800 2 6.7 4 13.3
คา่ เฉลี่ย (±SD) 0 0.0 1 3.3

การรักษาที่ได้รบั 3 10.0 4 13.3
Intial step 2 6.7 9 30.0
PPV 25 83.3 17 56.7
CPR

การย้ายทารก
PICU
NSCU
อยู่กบั มารดา

ตารางที่ 4 เปรียบเทียบผลลัพธข์ องแนวปฏบิ ัติทางคลินิก

ลักษณะ กลุ่มทใ่ี ชแ้ นวปฏิบตั ิ กลุม่ ท่ีดูแลตามปกติ P value
n รอ้ ยละ 0.017
n ร้อยละ 16 53.3

การเกิดภาวะเจบ็ ครรภ์คลอดกอ่ น 7 23.3

กำหนดที่ต้องนอนโรงพยาบาล

การ readmitted ภายใน 7 วนั 0 0.00 1 3.3 0.314

การคลอดก่อนกำหนด 4 13.3 13 43.3 0.010
ทารกแรกเกดิ ขาดออกซเิ จน 0 0.0 1 3.3 0.313

188

อภปิ รายผล
ผลการศึกษากลุ่มท่ีไดร้ ับการดูแลตามแนวปฏบิ ตั ิทางคลินิกสำหรับการป้องกันและการดูแลหญิง

ตั้งครรภท์ ่มี ภี าวะเจบ็ ครรภค์ ลอดก่อนกำหนด โรงพยาบาลแพร่ พบว่าสดั ส่วนการเกิดภาวะเจบ็ ครรภ์
คลอดก่อนกำหนดท่ีต้องนอนโรงพยาบาล และสดั สว่ นการคลอดก่อนกำหนดในกล่มุ ท่ีไดร้ ับการดแู ลตาม
แนวปฏิบตั นิ ้อยกวา่ กลุ่มทไ่ี ด้รับการดูแลตามปกติอยา่ งมีนยั สำคัญทางสถิติ เน่อื งจาก แนวปฏิบตั ิทาง
คลนิ ิกเปน็ แนวปฏิบตั ทิ ่ีพัฒนาบนพนื้ ฐานข้อมลู เชงิ ประจักษ์ทมี่ ีระดบั ความนา่ เชอื่ ถอื สูง มีการแบง่ ระดับ
ความน่าเชือ่ ถือคุณภาพของหลกั ฐานอา้ งอิง และเกรดของการแนะนำ ซ่งึ เปน็ แนวปฏิบัติท่ีพฒั นา
ครอบคลุมท้งั การปอ้ งกันการคลอดก่อนกำหนดในระดับปฐมภูมิ คอื การปอ้ งกันไมใ่ หส้ ตรมี คี รรภ์เกดิ การ
เจ็บครรภ์กอ่ นกำหนดท่แี ผนกฝากครรภ์ และการป้องกนั ระดับทุตยิ ภมู ิ คอื การดแู ลเพื่อปอ้ งกันไมใ่ ห้เกิด
การคลอดก่อนกำหนดในรายทเ่ี ข้ารบั การรักษาในโรงพยาบาล โดยแนวปฏบิ ตั ิมีข้ันตอนที่ชัดเจน เข้าใจงา่ ย
ไม่ยุง่ ยากซบั ซ้อน มกี ารทดลองใช้แนวปฏิบตั กิ ่อนนำมาใชจ้ ริง สอดแทรกในงานประจำ มีการตดิ ตาม
ปัญหาและอุปสรรคของการใชแ้ นวปฏบิ ัตอิ ย่างตอ่ เนื่อง และเปน็ แนวทางท่ตี ั้งอย่บู นหลกั ฐานเชิงประจักษ์
และกา้ วทันกบั ยุคในปจั จบุ ันท่กี ารพัฒนาแนวปฏบิ ัติทางคลินิกที่อยู่ในยุคของการควบคุมคณุ ภาพการดูแล

แนวปฏบิ ัติทางคลินิกทด่ี ีจะต้องมาจากหลักฐานงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับการตัดสินใจของ
ผู้เชี่ยวชาญ จึงจะทำให้เกิดผลลัพธ์การดูแลที่มีประสิทธิภาพ ทำให้รูปแบบการดูแลเป็นไปในทิศทาง
เดียวกัน ลดความหลากหลาย ผู้ใช้บริการเป็นศูนย์กลาง และได้รับการดูแลที่ครอบคลุม ต่อเน่ือง มี
มาตรฐาน ลดโอกาสความผิดพลาด(9) และจากการศกึ ษางานวจิ ัยที่เกี่ยวข้อง พบว่าประสิทธิผลของการใช้
แนวปฏิบัติทางคลินิกเพื่อการป้องกันการคลอดก่อนกำหนดทำให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยเบื้องต้นได้เร็ว
ภายใน 30 นาทีหลังจากแรกรับ และสามารถยับยั้งการหดรัดตัวของมดลูกภายใน 15 นาทีหลังแพทย์มี
คำส่ังการรักษาและช่วยยับย้ังการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดเป็นผลสำเร็จมากกว่า 48 ชั่วโมง(10) ทำให้
การยืดระยะเวลาการตั้งครรภ์เพิ่มข้ึนและส่งผลให้การคลอดก่อนกำหนดลดลง(11) ดังนั้นจะเห็นได้ว่า
ประสิทธผิ ลของการใช้แนวปฏิบตั ิทางคลนิ ิกสามารถป้องกันการคลอดกอ่ นกำหนดได้อย่างมีประสิทธภิ าพ

ผลลพั ธ์ด้านการกลบั มารกั ษาซ้ำใน 7 วัน ของท้ังสองกล่มุ ไม่แตกต่างกันทง้ั นี้เนอ่ื งจากหญิงตั้งครรภ์
ที่ได้รับการดูแลตามปกติ มีการกลับมารักษาซ้ำใน 7 วัน จำนวน 1 คน ส่วนกลุ่มที่ใช้แนวปฏิบัติ ไม่มีการ
กลับมารักษาซ้ำใน 7 วัน ทั้งน้ีอธิบายได้ว่ากลุ่มตัวอย่างทั้ง 2 กลุ่มมีปัจจัยทางชีวภาพ และลักษณะทั่วไป
ของกลมุ่ ตวั อย่างไม่แตกต่างกัน และทั้งสองกลุ่มไดร้ ับการยับยั้งการเจ็บครรภค์ ลอดดว้ ยยาคลายกล้ามเน้ือ
มดลกู ในขณะนอนโรงพยาบาล ไม่แตกต่างกนั ทำใหก้ ารกลบั มารกั ษาซ้ำใน7 วันจึงไม่แตกตา่ งกัน

ผลลัพธ์ด้านทารกแรกเกิดขาดออกซิเจนของทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกันท้ังน้ีเนื่องจากการมานอน
โรงพยาบาลด้วยอาการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดขณะที่อายุครรภ์น้อยกว่า 34 สัปดาห์ของกลุ่มท่ีได้รับ
การดูแลตามแนวปฏิบัติและกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ มีจำนวนเท่ากัน คือจำนวน 2 ราย ซ่ึงท้ัง 2
กลุ่มได้รับยา Dexamethasone ซ่ึงมีคุณสมบัติในการกระตุ้นการสร้างสารลดแรงตึงผิว (Lung
surfactant) เคลือบอยูท่ ี่ด้านในของถงุ ลมมหี น้าทีล่ ดแรงตึงผิวระหว่างรอยตอ่ ของน้ำและลมในถงุ ลม ผลก็

189

คือป้องกันไม่ให้ถุงลมแฟบขณะหายใจออก ซึ่งจะช่วยลดระดับความรุนแรงของภาวะกดการหายใจใน
ทารกแรกเกิด นอกจากน้ีทารกที่คลอดหลังอายุครรภ์ 34 สัปดาห์ ทารกจะมีการพัฒนาของปอดเกือบ
สมบูรณม์ ีการสรา้ งสารลดแรงตึงผวิ ในถงุ ลมมากขึน้ ชว่ ยทำให้สามารถหายใจได้เองทันทีหลังคลอด(12)ส่งผล
ใหค้ ะแนน APGAR Score ไม่แตกต่างกนั

จากผลการวิจยั คร้งั นจ้ี ะเห็นได้วา่ แนวปฏิบตั ิท่ีผ่านข้ันตอนการพัฒนาอยา่ งเปน็ ระบบเป็นแนวทาง
ที่อ้างอิงหลักฐานเชิงประจกั ษ์ มีการยกรา่ งแนวปฏบิ ัติเพือ่ ให้ผทู้ ่ีมสี ่วนเกี่ยวข้องได้มีส่วนร่วมในการนำแนว
ปฏบิ ัติไปใช้ มีผู้ทรงคุณวฒุ ิตรวจสอบความเหมาะสมของแนวปฏิบตั ิ และมกี ารทดสอบความเป็นไปได้ก่อน
นำมาใช้จรงิ จงึ สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางเพื่อพัฒนาคุณภาพการดูแลหญิงต้งั ครรภท์ ีม่ ีความเส่ียงตอ่ การ
คลอดก่อนกำหนดและหญิงต้ังครรภ์ที่มีภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด ทั้งในโรงพยาบาลทั่วไปและ
โรงพยาบาลชมุ ชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สรปุ แนวปฏบิ ัติทางคลินิกสำหรบั การปอ้ งกันและการดูแลหญงิ ตง้ั ครรภ์ทม่ี ีภาวะเจบ็ ครรภ์คลอดก่อนกำหน
สามารถลดอัตราการเกดิ ภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดที่ต้องนอนโรงพยาบาลและการคลอดก่อนกำหนดได้

ขอ้ เสนอแนะ การนำผลการวิจยั ไปใช้ประโยชน์
1. แนวปฏิบัตทิ างคลนิ ิก สามารถนำไปใช้เพื่อปอ้ งกนั การเกดิ ภาวะเจ็บครรภค์ ลอดก่อนกำหนด

ทต่ี อ้ งนอนโรงพยาบาลและการคลอดก่อนกำหนดได้ ตลอดจนสามารถนำแนวปฏิบตั ิไปใช้ในโรงพยาบาล
ชมุ ชนและโรงพยาบาลทว่ั ไป

2. การนำแนวปฏิบัติไปใช้ ควรเตรยี มความพร้อมของหน่วยงานที่เก่ียวข้อง อบรมผปู้ ฏบิ ัติให้มี
ความรู้และความพร้อมในการปอ้ งกันและดแู ลหญิงตง้ั ครรภ์ท่มี ภี าวะเจ็บครรภค์ ลอดก่อนกำหนด สรา้ ง
ความตระหนัก และสรา้ งความร่วมมอื กนั ของสหสาขาในการดูแลหญงิ ตงั้ ครรภ์ที่มภี าวะเจ็บครรภค์ ลอด
กอ่ นกำหนด

3. ติดตาม ดูแล กำกับและประเมนิ ประสิทธิภาพของแนวปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ปรับปรงุ
ข้อมลู ให้ทันต่อเหตกุ ารณ์ และทบทวนหลักฐานเชงิ ประจักษ์ใหม่ ๆ (update) เพื่อการพัฒนาที่ตอ่ เน่ือง
และเหมาะสม เกิดผลลัพธท์ ี่ดีต่อหญิงต้ังครรภ์ท่ีมีภาวะเจ็บครรภค์ ลอดก่อนกำหนด

ขอ้ เสนอแนะในการทำวจิ ัยครง้ั ตอ่ ไป
1. ควรมกี ารศกึ ษาประสทิ ธผิ ลของแนวปฏิบตั ิในผลลัพธ์ดา้ นอืน่ ๆ ได้แก่ ค่าใชจ้ ่าย ระยะเวลา

การนอนโรงพยาบาล ภาวะแทรกซ้อนของมารดาและทารก
2. ควรมกี ารพฒั นาแนวปฏิบตั ิทางคลินิกอยา่ งเต็มรูปแบบ รวมทั้งกรณแี นวปฏิบัติการดูแล

มารดาและทารกคลอดก่อนกำหนด และการวางแผนจำหนา่ ยตดิ ตามในระยะหลงั คลอด

190

เอกสารอ้างอิง

1. ประพนธ์ จารุยาวงศ์. มาตรการทางสูตศิ าสตร์กับปญั หาการคลอดก่อนกำหนด.ใน: วทิ ยา ถิฐา
พันธ์, นศิ ารตั น์ พิทักษว์ ชั ระ,พจนียผ์ ดงุ เกยี รตวิ ัฒนา ,บรรณาธกิ าร. วิกฤติในเวชปฏบิ ตั ปิ รกิ ำเนดิ .
กรงุ เทพฯ: พเี อ ลิฟวิ่ง; 2555:หนา้ 13-31.

2. World Health Organization [WHO]. Preterm birth [Internet]. 2018 [cited 2019 Fed
20]. Available from: http://www.who.int/newroom/fact-sheet/detail/preterm-birth.

3. Maloni JA, Kutil CE. Physical and psychosocial side effect of antepartum hospital:
A review of literature. Image J NursSch 2000; 23(3):187-92.

4. พมิ ลรตั น์ ไทยธรรมยานนท์. การดแู ลรักษาทารกเกิดก่อนกำหนดในสังคมท่ีกำลังเปลีย่ นแปลง.
ใน:วทิ ยา ดิฐาพนั ธพ์ จนยี ์, ผดุงเกยี รติ วัฒนา, กตกิ า นวพันธ์, บรรณาธิการ. เวชปฏบิ ัตปิ รกิ ำเนิดในสงั คม
ท่ีมีการเปลี่ยนแปลง. กรงุ เทพฯ: ยูเนีย่ นครีเอชน่ั ; 2553. หน้า 51-62.

5. อนุ่ ใจ กออนันตกลุ . บทความวชิ าการ: การคาดการณ์การคลอดก่อนกำหนดเพื่อปอ้ งกันรักษา.สูติ
นรีแพทยส์ ัมพันธ์ 2562; 28(1):8-15.

6. โรงพยาบาลแพร่.รายงานสถิติแม่และเด็กประจำปีของหน่วยงานห้องคลอดปี พ.ศ. 2560-2562.
แพร่: สถติ ิหอ้ งคลอด โรงพยาบาลแพร่; 2562.

7 . Murphy PA. Pretherm birth preven-tion programs: A critique of current
literature.JournalofNurseMid-wifery1993; 38(6):324-34.

8. Shellhaas CS, IamsJD. Ambulator management of preterm labor. In: WC Hill, (Ed).
Ambulatory obstetrics.Philladelphia: Lippincott Williams &Wilkins; 2002. p.13-33.

9. ฉววี รรณ ธงชยั . การพฒั นาแนวปฏิบตั ทิ างคลินิก. สภาการพยาบาล. 2548; 20(2):63-74.
10. วรรณทนีย์ ลหี าพงศธร, ภรณท์ พิ ย์ จันทาทพิ ย์. การพัฒนาแนวปฏบิ ัติทางการพยาบาลสตรี
ต้งั ครรภ์ทม่ี ีภาวะเจบ็ ครรภค์ ลอดก่อนกำหนด โดยใชห้ ลกั ฐานเชงิ ประจักษ์ในหอ้ งคลอด โรงพยาบาล
นารายณ์มหาราช.วารสารกองการพยาบาล. 2559; 43:46-62.
11. ณัฎฐมณน์โกศัย, ฉวีเบาทรวง,กรรณิการ์ กันทะรักษา. ประสิทธิผลของการใช้แนวปฏิบัติทาง
คลินิกสำหรับการดูแลสตรีท่ีมีภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดหน่วยงานห้องคลอด โรงพยาบาล
สโุ ขทัย.NursingJournal2011; 38:30-9.
12. ภักดี แกว้ แปงจันทร์, เกษมศรี ศรีสุพรรณดิฐ. การทดสอบความสมบูรณ์ของปอดของทารกใน
ครรภ์. ภาควชิ าสตู ินรีเวชกรรม มหาวิทยาลยั เชียงใหม่. [ออนไลน์]. 2556 [เข้าถงึ เม่อื 2556/05/31].
เข้าถงึ ไดจ้ าก https://w1.med.cmu.ac.th/obgyn/index.php?option=com_content&view=
article&id= 890:fetal-lung-maturitytests &catid=45&Itemid=561.

191

การพฒั นาแนวปฏิบัตกิ ารพยาบาลเพือ่ ปอ้ งกนั ภาวะตกเลอื ด

หลังผ่าตดั คลอดทางหน้าท้องในห้องพักฟ้ืน โรงพยาบาลแพร่

อุษา โปร่งใจ พยบ.*กลมุ่ งานการพยาบาลวสิ ัญญี โรงพยาบาลแพร่

ยพุ า แก้วอ้วน พยบ.*กล่มุ งานการพยาบาลวิสัญญี โรงพยาบาลแพร่

บทคดั ย่อ

การตกเลือดหลงั คลอด (Postpatum Hemorrhage) เป็นภาวะท่ีมคี วามรุนแรงทางสตู ิกรรมและเปน็ สาเหตุ
ที่สำคัญที่สุดของมารดาทว่ั โลกทีท่ ำให้เกิดอันตรายถึงแกช่ วี ิต การพฒั นาแนวปฏิบตั ิการพยาบาลเป็นเคร่ืองมือสำคญั ที่
ต้ังอยู่บนพ้ืนฐานเชงิ ประจกั ษ์ที่มีการทบทวนอย่างเป็นระบบจึงพัฒนาแนวปฏิบัติเพ่อื เป็นเคร่ืองมือให้วิสัญญีพยาบาล
ใชใ้ นการดูแลผู้ป่วยลดปญั หาการปฏบิ ัติท่ีหลากหลาย ในการดูแลหญิงต้ังครรภ์ท่ีมารับการผ่าตัดคลอดทางหนา้ ทอ้ งท่ี
ถูกตอ้ งเปน็ มาตรฐานเดยี วกนั และสง่ ตอ่ ผลลพั ธ์ด้านผ้ปู ว่ ยได้รับการพยาบาลที่มีคณุ ภาพ ประสทิ ธภิ าพได้มาตรฐาน

วตั ถปุ ระสงค์: เพ่ือพัฒนาแนวทางการปฏบิ ัติการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะตกเลือดสำหรับผู้ป่วยผ่าตดั คลอดทาง

หน้าท้องในหอ้ งพกั ฟื้นโรงพยาบาลแพร่

วธิ กี ารศึกษา: เป็นการศึกษาเชิงพัฒนา ( Research and Developmental) เพ่ือพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาล

เพ่ือป้องกันภาวะตกเลือดสำหรับผู้ป่วยผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องในห้องพักฟ้ืนโรงพยาบาลแพร่ ดำเนินการระหว่าง
เดอื นกนั ยายน 2561 ถงึ เดอื นตุลาคม 2562

ผลการศกึ ษา: การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลเพ่ือป้องกันภาวะตกเลือดหลังผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องใน

หอ้ งพักฟื้นโรงพยาบาลแพร่พบว่าเกิดผลลัพธ์ คือ วิสญั ญพี ยาบาลสามรถปฏิบัติตามแนวทางการพยาบาลเพ่ือป้องกัน
ภาวะตกเลือดหลังผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องในห้องพักฟื้น มีความพึงพอใจพึงพอใจต่อการใช้แนวปฏิบัติพบว่ามีความ
พึงพอใจในระดับมากถึงมากที่สุดโดยพบว่าแนวปฏิบัติท่ีมีความพึงพอใจในระดับมากท่ีสุดได้แก่แนวปฏิบัติช่วยเพิ่ม
ความปลอดภัยในผู้ป่วยร้อยละ 68.4 แนวปฏิบัติสามารถให้การดูแลผู้ป่วยร้อยละ 68.4 แนวปฏิบัติมีความเป็นไปได้
ในการนำไปปฏิบัติจริงร้อยละ 63.2 สำหรับแนวปฏิบัติที่มีความพึงพอใจในระดับมากได้แก่แนวปฏิบัติมีความเข้าใจ
ง่ายร้อยละ 42.1 และแนวปฏบิ ัตมิ ีความสะดวกต่อการใช้ รอ้ ยละ 42.1

สรุป: การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะตกเลือดหลังผ่าตัดคลออดทางหน้าท้องในห้องพักฟ้ืน

โรงพยาบาลแพร่จึงมีความจำเป็นท้ังนี้เพ่ือให้วิสัญญีพยาบาลได้นำไปใชใ้ นกระบวนการดแู ลช่วยเหลือผู้ปว่ ยหลังผ่าตัด
คลอดทางหน้าท้องในห้องพักฟื้นอยา่ งเป็นระบบ รวดเร็ว ทันต่อภาวะตกเลือดหลังผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องที่อาจจะ
เกิดขึน้

คำสำคญั : การพัฒนาแนวปฏบิ ัติ, ภาวะตกเลอื ดหลงั คลอด, การผา่ ตัดคลอดทางหนา้ ท้อง

*พยาบาลวชิ าชพี

**กลมุ่ งานการพยาบาลวสิ ัญญโี รงพยาบาลแพร่

192

Development Of Nursing Practice Guideline For The
Prevention Of Postpartum Hemorrhage After Cesarean
Section In The Post-Anesthesia Care Unit Phrae Hospital.

Usa Prongjai Phrae Hospital
Yupa Kaewouan Phrae Hospital

Abstract

Postpartum Hemorrhage is an obstetric condition of violence and it is the most important
cause of maternal around the world. The nursing practice guideline is an important tool
based on a systematic review empirical. Therefore, developed a practice guideline to be a
tool for nurseanesthetists to use in caring for patients. To reduce a wide range of practical
problems and provide a guideline for the care of pregnant women who come in a cesarean
section.
Objective: The purpose of this study was to develop the nursing practice guideline for the
prevention of postpartum hemorrhage after cesarean section in the post-anesthesia care
unit, Phrae Hospital.
Method: This study was a research and development to develop the nursing practice
guideline for the prevention of postpartum hemorrhage after cesarean section in the post-
anesthesia care unit, Phrae Hospital. Implementation from September 2018 until October
2019.
Result: Development of nursing practice guideline for the prevention of postpartum
hemorrhage after cesarean section in the post-anesthesia care unit, Phrae Hospital. It was
found that the nurse anesthetist could follow the nursing guidelines for the prevention of
postpartum hemorrhage after cesarean section in the post-anesthesia care unit. The satisfied
with using the guidelines found that the satisfied were at a high level to the highest level. It
was found that the guideline with the highest level of satisfaction was the guideline, which
increases the safety of patients by 68.4 %. Practices were able to provide care for 68.4
percent of patients. The guideline is 63.2 percent, feasible in actual implementation. The
guideline with a high level of satisfaction was the guidelines were easy to understanding by
42.1% and convenient for use by 42.1%.
Conclusion: Development of nursing practice guidelines for the prevention of postpartum
hemorrhage after cesarean section in the post-anesthesia care unit, Phrae Hospital is

193

necessary. This is to enable the nursing anesthetist to be used to provide timely and
systematic care of patients after cesarean section in the post-anesthesia care unit. keep up
with the possible postpartum hemorrhage after cesarean section may occur.
Key words: development of nursing practice Guideline, postpartum hemorrhage, cesarean
Section

ความเปน็ มาและความสำคญั

การผ่าตัดคลอดบุตรทางหน้าท้องหรือการผา่ คลอดบุตร (cesarean section )เป็นหัตถการทางคลอด
ทารกและรกโดยการผ่าตัดผ่านทางหน้าท้องและมดลูกโดยทารกในครรภ์ต้องมีน้ำหนัก 1000 กรัม หรืออายุ
ครรภ์ 28 สัปดาห์ขึ้นไป(1) มีแนวโน้มเพมิ่ ข้ึนอย่างรวดเร็ว ทั้งนีอ้ าจเกิดขนึ้ จากการตรวจวินิจฉัยทีท่ ันสมยั ทำให้
สามารถทราบถึงความผิดปกติของมารดาและทารกในครรภ์ซึ่งหากปล่อยให้การคลอดดำเนินต่อไปอาจทำให้
เกิดอนั ตรายตอ่ ตัวมารดาและทารก รวมทั้งเกิดจากความตอ้ งการของมารดา ทีไ่ มต่ ้องทนกับความเจ็บปวดโดย
การคลอดโดยวิธธี รรมชาตแิ ละเทคโนโลยีทางการแพทย์เกีย่ วกบั การผ่าตัดคลอดที่พัฒนาให้มคี วามปลอดภัยสูง
และทำไดง้ ่ายขึน้ จึงทำใหก้ ารผ่าตดั คลอดมอี ตั ราสูงข้ึนด้วย

การตกเลือดหลังคลอดเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้จากการทำผ่าตัดคลอดทารกทางหน้าท้อง ซึ่งการ
ตกเลือดหลังคลอดพิจารณาจากการเสียเลือดจากกระบวนการคลอดเดี่ยว มากกว่า ๕๐๐ มิลลิลิตร ในการ
คลอดทางช่องคลอด และ มากกว่า ๑,๐๐๐ มิลลิลิตรจากการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง(2,3)อันตรายจากภาวะ
ตกเลือดหลังคลอดมีความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต บางรายเกิดภาวะทุพพลภาพจากการรักษาภาวะช็อค (shock)
จากการเสยี เลือดมาก ภาวะเลอื ดไมแ่ ข็งตัว ระบบหายใจลม้ เหลว ปอดบวมนำ้ หัวใจขาดเลือดไปเลย้ี งหรอื เส้น
เลอื ดแตกในสมอง โรคชีแฮน (Sheehan syndrome) บางรายเป็นหมนั และบางรายไม่สามารถรักษาทางยาได้
ต้องล งเอยโด ยการตั ดม ดลู กท่ี ไม่ แข็งตั วท้ิ งเพื่ อรักษาชีวิตของผู้ป่ วย (3)การแ ก้ไขเพื่ อช่วยป้ องกัน และล ด
อุบัติการณ์ของการตกเลือดหลังผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องในห้องพักฟื้นโดยไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ป้องกัน
ได้ ไมใ่ ห้เกิดการตกเลอื ดหลงั ผา่ ตดั คลอดเน่ืองจากการหดรัดตัวของมดลูกไม่ดี

โรงพยาบาลแพร่เป็นโรงพยาบาลท่ัวไป ให้บริการผา่ ตัดทุกแผนกการผ่าตดั ผู้ป่วยผ่าตัดคลอดทางหน้า
ท้องในปี 2561 จำนวน 1419 ราย พบผู้ป่วยที่มีภาวะตกเลือดหลังคลอดหลังการผ่าตัดคลอด 29 ราย และ
รุนแรงมากจนสูติแพทย์ตัดสินใจทำการผ่าตัดเพื่อตัดมดลูกเพ่ือรักษาชีวิตของผู้ป่วย 6 ราย แต่เกิดผลเสีย
รุนแรงกับผู้ป่วยท้ังทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์และครอบครัวอุบตั ิการณ์ที่พบอาการเปล่ียนแปลงส่วนใหญ่
เกิด ต่อเนื่องจากห้องผ่าตัดมาส่งต่อมาห้องพักฟ้ืน มีการประเมินและดูแลผู้ป่วยหลังผ่าตัดตามมาตรฐานการ
ดูแลผู้ป่วยหลังการระงับความรู้สึก เน่ืองจากการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องต้องมีการดูแลเฉพาะโรคที่แตกต่าง
จากการผ่าตัดท่ัวไป เน่ืองจากการสูญเสียเลือดจากบาดแผลผ่าตัดแล้ว ยังมีปัจจัยอ่ืนที่ทำให้มีโอกาสสูญเสีย
เลือดเพ่ิมขึ้น เช่น ภาวะต้ังครรภ์แฝด ภาวะรกเกาะต่ำ การผ่านต้ังครรภ์หลายคร้ัง เป็นต้น จึงต้องมีการดูแล
อย่างใกล้ชิดอย่างต่อเน่ือง จากการสังเกตการปฏิบัติการพยาบาลด้าน การประเมินผู้ป่วย การเฝ้าระวัง การ
ประเมินภาวะแทรกซ้อน และการให้การพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะตกเลือดหลังการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง

194

พบว่าการปฏิบัติยงั แตกต่างกัน ไมม่ ีแนวปฏิบัติทชี่ ัดเจน ถือเป็นปญั หาสำคัญของหน่วยงาน เพราะการปอ้ งกัน
ปัจจัยเสี่ยงต่างๆท่ีสามารถ ป้องกันได้ นอกจากการดูแลอย่างใกล้ชิดและวินิจฉัยภาวะท่ีอาจจะเกิดข้ึนได้
ทันท่วงที ช่วยลดการเจ็บป่วยและการตายของมารดาจากการตกเลือดหลังผ่าตัดคลอดได้ การนำหลักฐานเชิง
ประจักษ์มาใช้ เพื่อป้องกันภาวะตกเลือดสำหรับผู้ป่วยผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องในห้องพักฟื้น จึงเป็นวิธีการท่ี
จะชว่ ยป้องกนั ภาวะแทรกซ้อนหรืออันตรายทเี่ กดิ จากการตกเลอื ดหลังผ่าตดั คลอด

ผู้ศึกษาในฐานะวิสัญญีพยาบาลตระหนักถึงความสำคัญในการดูแลหญิงต้ังครรภ์ที่มารับการผ่าตัด
คลอดทางหน้าท้อง เพ่ือป้องกันภาวะตกเลือดหลังคลอด จึงสนใจแก้ปัญหาด้วยการพัฒนาแนวปฏิบัติเพ่ือเป็น
เคร่อื งมอื ให้พยาบาลใช้ในการดแู ลผปู้ ่วย จะลดปญั หาการปฏิบัติที่โดยการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ สำหรับให้ผู้
ปฏิบัติมีแนวทางในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ท่ีมารับการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องท่ีถูกต้อง การศึกษาครั้งน้ีจึงมี
เป้าหมายเพ่ือพัฒนาและประเมนิ ความเป็นไปได้ในการนำแนวปฏิบัติไปใช้ในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มารับการ
การผ่าตดั คลอดทางหนา้ ท้อง เพ่ือป้องกนั ภาวะตกเลือดหลังการผา่ ตัดคลอดทางหน้าท้องให้มปี ระสิทธิภาพเป็น
แนวเดียวกัน ส่งผลต่อผลลัพธ์ตอ่ คุณภาพบริการทดี่ ีขนึ้ เกิดประสิทธภิ าพ เกิดความคุ้มค่า นำสู่ความเปน็ เลิศใน
การปฏิบัตกิ ารพยาบาลตอ่ ไป

วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ัย

เพ่ือพัฒนาแนวทางการปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะตกเลือดสำหรับผู้ป่วยผ่าตัดคลอดทาง
หนา้ ทอ้ งในหอ้ งพักฟน้ื โรงพยาบาลแพร่

กรอบแนวคิดในการวิจัย

การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพัฒนา (Research and Developmental) เพ่ือพัฒนาแนว
ปฏิบัติการพยาบาลเพ่ือป้องกันภาวะตกเลอื ดสำหรับผู้ป่วยผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องในห้องพักฟื้นโรงพยาบาล
แพร่ ใช้กรอบแนวคิดของสถาบันเพื่ อความเป็นเลิศทางคลินิกแห่งชาติ National Initiative for
Cybersecurity Education (NICE , ) แบง่ เป็น 2 ระยะ ๘ ขัน้ ตอน ดังน้ี ๑) กำหนดเรื่องที่ต้องการพัฒนาและ
กำหนดคณะทำงานพัฒนา ๒) กำหนดวัตถุประสงค์ กลุ่มเป้าหมาย และผลลัพธ์ในการพัฒนาแนวปฏิบัติ ๓)
สืบค้นหลักฐานเชิงประจักษ์ทีมพัฒนาแนวปฏิบัติรวมกันกำหนดคำสืบค้น ๔) ประเมินคุณค่าของหลักฐานเชิง
ประจักษ์ ๕) การกำหนดเป็นแนวทางปฏิบัติ ๖) นำแนวปฏิบัติไปทดลองใช้ ๗) ดำเนินการนำแนวปฏิบัติมา
ทบทวน ๘) การประเมนิ ผลของการปฏบิ ัติตามหลักฐานเชิงประจกั ษ์และปรบั ปรุงแกไ้ ข

วิธีการดำเนินการวิจยั

ประชากรและกล่มุ ตัวอย่าง
ระยะที่ 1 ระยะพัฒนา ผู้ทรงคุณวุฒิประกอบด้วยสูติแพทย์โรงพยาบาลแพร่ 1 ท่าน วิสัญญีแพทย์ 1

ท่าน และผู้เชี่ยวชาญด้านการปฏิบัติการพยาบาลวิสัญญี 2 ท่าน ผู้เช่ียวชาญทางดา้ นการพัฒนาแนวปฏิบัติคือ
อาจารย์วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนีแพร่ 1 ท่าน


Click to View FlipBook Version