95
ตารางท่ี 1 ลักษณะทั่วไป (ต่อ) MEWS SOS score p-value
จำนวน รอ้ ยละ จำนวน รอ้ ยละ 0.555
ลกั ษณะ
WBC 8 7.6 13 12.4
47 44.8 44 41.9
<4,000 50 47.62 48 45.71
4000-12,000
>12.000 3 2.9 0.080
43 41 3 2.9
PMN 59 56.1 28 26.6
<40 74 70.5
40-80 24 22. 9
>80 81 77.1 0.007
91 13.3 6 5.71
sputum C/S 14 13.3 99 94.29
ไม่ไดส้ ่งตรวจ 74 70.5
ตรวจ 6 5.7 31 29.5
ไม่ติดเชอื้ 99 94.3
ติดเช้ือ 68 70.95 0.243
31 29.5 61 0.9
H/C 104 99.1
ไม่ไดส้ ่งตรวจ 67 63.8 61 61.9
ตรวจ 36 34.3 40 38.1
ไม่ตดิ เชอื้ 2 1.9
ตดิ เช้ือ 00 0.550
59 56.3
ผลX-rayปอด 43 49.9
opacity 2 1.9
consolid 1 0.9
effusion
interstial ไม่ได้ประเมิน 13 12.38
19 18.1
SOS
0 คะแนน
1 คะแนน
2-3 คะแนน 96
≥4 คะแนน
* p<.05 40 38.1
33 38.43
ตารางที่ 1 ลกั ษณะทั่วไป (ต่อ) MEWS SOS score
จำนวน รอ้ ยละ จำนวน ร้อยละ p-value
ลักษณะ
MEWS score 29 27.6 ไมไ่ ด้ประเมนิ
35 33.3
0-2 คะแนน 17 16.2
3 คะแนน 12 11.43
4 คะแนน 12 11.43
5 คะแนน
≥6 คะแนน
sepsis 0.001
ไมเ่ กดิ
sepsis 62 59.1 10 9.5
severe sepsis
septic shock 15 18.1 56 53.3
12 11.4 15 14.29
12 11.4 24 22.9
Discharge status 0.776
โดยแพทย์อนญุ าต 80 76.2 76 72.4
Refer 4 3.8 5 4.8
ถงึ แก่กรรม 20 19 25 22.8
* p<.05
จากตารางท่ี 1 พบว่า ข้อมูลทวั่ ไปของทั้งสองกลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่อายุมากกว่า 60ปีขน้ึ ไป ไมใ่ ช้ยากด
ภูมิคุ้มกัน WBC มากกว่า 12,000 cells/mm3 ผลของ H/C ไม่ติดเช้ือ ผลเอ็กซเรย์ปอดเป็นแบบ opacity ไม่
แตกต่างกัน แต่พบว่า จำนวนโรคประจำตัวมีความแตกต่างกันในระหว่างกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การใช้
SOS score จะพบผู้ป่วยเกดิ sepsis มากกวา่ ใช้ MEWS อย่างมนี ยั สำคัญทางสถติ ิ (P =0.001)
97
ภาพท่ี 1 แสดงผลการใช้แนวปฏิบัติ SOS score เปรียบเทียบ MEWS ในการประเมินอาการนำก่อนภาวะ
วกิ ฤตในผปู้ ่วยท่มี ีการตดิ เช้อื ในปอดรายใหม่
Rate detection of early sepsis in pneumonia between SOS vs MEWS
0.00 0.20 0.40 0.60 0.80
01234567
Detectd day
SOS MEWS
ตารางท่ี 2 เปรยี บเทยี บการใชแ้ นวปฏบิ ตั ิ SOS score เปรยี บเทียบ MEWS ในการประเมนิ อาการนำก่อน
ภาวะวิกฤตในผูป้ ่วยท่มี ีการติดเช้ือในปอดรายใหม่
Hazard ratio Confidence interval P-value
0.66 0.47-0.94 0.023*
* p<.05
จากภาพท่ี 1 และตารางท่ี 2 พบว่า การใช้ SOS score การประเมินภาวะsepsisในผู้ป่วย
Pneumonia สามารถประเมินภาวะ sepsis ในอัตราเร็วมากกว่าการใช้ MEWS ด้วยอัตราเร็ว0.66เท่า (HR=
0.66) อยา่ งมนี ยั สำคญั ทางสถติ ิที่ระดับ .05
อภปิ รายผลการวจิ ัย
ผลการใช้แนวปฏิบัติ MEWS เปรียบเทียบ SOS score ในการประเมินอาการนำก่อนภาวะวิกฤตใน
ผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อในปอดรายใหม่ หอผู้ป่วยอายุรกรรมชาย โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ พบว่า การใช้ SOS score
ในผู้ป่วย Pneumonia สามารถประเมินภาวะ sepsisได้เร็วกว่าการใช้ MEWS 2 ใน 3 (HR=0.66) (ตารางที่ 2)
อภิปรายได้ว่า เกณฑ์คะแนนการเฝ้าระวังสัญญาณเตือนภาวะวิกฤติ (SOS Score) เป็นแบบบันทึกรายวัน ง่าย
ต่อการบันทึกและตรวจสอบทำให้ดักจับอาการเตือนเข้าสู้ภาวะวิกฤติได้ อีกทั้งยังช่วยในการวินิจฉัยที่จะทำให้
วนิ ิจฉัยได้รวดเร็วและถกู ต้อง ทำให้ผู้ปว่ ยได้รับการสง่ ตอ่ และดูแลจากแพทยผ์ ู้เช่ียวชาญของโรงพยาบาลได้อย่าง
รวดเร็ว ลดอัตราการเสียชีวิตจากภาวะ sepsis สอดคล้องกับการศึกษาของ วิทยา บุตรสาระ และคณะ (1) ท่ีได้
ศึกษาผลลัพธ์การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยติดเช้ือในกระแสเลือด โดยได้นำ SOS Score มาทดลองใช้กับ
ผู้ป่วย พบว่า ช่วยในการวินิจฉัยภาวะ Sepsis ให้เร็วข้ึนและ SOS Score ช่วยในการดักจับอาการเปล่ียนแปลง
ของผู้ปว่ ยมีแนวโน้มเขา้ สภู่ าวะวกิ ฤติได้เป็นอย่างดี สอดคลอ้ งกับการศึกษาของ จิตรลดา พมิ พ์ศรี (2) ท่ีได้ศกึ ษา
98
ผลการใช้แนวปฏิบัติ SOS score เปรียบเทียบ MEWS ในการประเมินอาการนำก่อนภาวะวิกฤตใน ผู้ป่วยติด
เช้ือในกระแสเลือด พบว่า การใช้แบบประเมิน SOS score สามารถช่วยให้ประเมิน พบความผิดปกติในผู้ป่วย
Sepsis ได้รวดเร็วกว่า และสอดคล้องกบั การศึกษาของ สมไสว อินทะชุบ และคณะ(3) ที่ได้ศึกษา ผลการใช้ SOS
Score ต่อการเกิด Severe Sepsis and Septic Shock ในผู้ป่วย Sepsis พบว่า SOS Score มีความสัมพันธ์
กับการ เกิด Severe Sepsis and Septic Shock ในผู้ป่วย Sepsis และ SOS Score ช่วยทำให้วินิจฉัย Sepsis
ได้รวดเรว็ และถกู ตอ้ ง
จากการทบทวนงานวิจัยที่ผ่านมาในประเทศไทยยังไม่มีผลการศึกษาวา่ MEWS ดีกวา่ SOS score แม้ใน
ต่างประเทศมีรายงานการนำ MEWS มาใช้เป็นเคร่ืองมือในการเฝ้าระวังประเมินอาการของผู้ป่วยก่อนเข้าสู่ภาวะ
วกิ ฤต โดยพบว่าได้ผลดีและได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย (5) (6) (7) แต่สำหรับการศึกษาการนำ MEWS มาใช้ใน
การประเมินผปู้ ่วยในประเทศไทยยงั พบน้อย และสว่ นใหญ่นำมาใชป้ ระเมินผูป้ ่วยในหอผปู้ ว่ ยวิกฤต
ในความเห็นของผู้วิจัย ผลจากการทบทวนวรรณกรรมยังพบอีกว่าการนำ MEWS และ SOS SCORE
มาใชเ้ ป็นเครื่องมือในการเฝ้าระวังอาการของผู้ป่วยก่อนเข้าสู่ภาวะ Sepsis นั้น แล้วแต่บริบทของโรงพยาบาล
ท่ีจะนำมาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินอาการของผู้ป่วยรายใหม่หรือนำมาประยุกต์ใช้ในการวาง
แผนการดูแลต่อไป โดยมุ่งหวังว่าจะช่วยให้สามารถประเมินอาการเปล่ียนแปลงผู้ป่วยและให้การช่วยเหลือ
ก่อนท่ผี ปู้ ว่ ยจะเข้าสภู่ าวะ Sepsis ต่อไป
สรปุ และข้อเสนอแนะ
1. ส่งเสริมให้มีการใช้ SOS Score ในการประเมินผู้ป่วย Pneumonia รายใหม่ ในกลุ่มงานอายุรกรรม
อย่างสมำ่ เสมอ และต่อเนอื่ ง และขยายการใช้ไปในหนว่ ยงานทมี่ ลี ักษณะคลา้ ยคลงึ กนั
2. ผู้ป่วย Sepsis ทุกรายควรได้รับการดูแล ท่ีเหมาะสม ทันต่ออาการและอาการแสดงท่ีเปลี่ยนแปลง
ตามพยาธิสภาพของโรคและได้รับการตอบสนองอย่าง ตื่นตัว โดยการประเมินและเฝ้าระวังอาการผู้ป่วยด้วย
การใช้ SOS Score
กติ ตกิ รรมประกาศ
คณะผู้ศึกษาขอขอบพระคุณผอู้ ำนวยการโรงพยาบาลอุตรดิตถ์ หัวหน้าฝ่ายการพยาบาลโรงพยาบาล
อุตรดิตถ์ รศ.ดร.ชยันตร์ธร ปทุมานนท์ อาจารย์ชไมพร ทวิชศรี อาจารย์สืบตระกูล ตันตลานุกูล วิทยาลัย
พยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์ เจ้าหน้าที่หอผู้ป่วยอายุรกรรชาย ท่ีให้การสนับสนุนและช่วยเหลือใน
การศึกษาครัง้ น้ี
99
เอกสารอ้างองิ
1. วิทยา บุตรสาระ, ยุพนา ลิงลม และ สำ เนียง คำมุข. (2561). การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยท่ีมี
ภาวะติดเช้ือในกระแสเลอื ด. วารสารมหาวทิ ยาลัยนครพนม ฉบับการประชุมวชิ าการครบรอบ 25 ปี วิทยาลัย
พยาบาลบรมราชชนนนี ครพนม มหาวิทยาลยั นครพนม. 17-25.
2. จิตรลดา พิมพ์ศรี. (2559). เปรียบเทียบผลการใช้ Search out severity score (SOS) กับ
Modified Early Warning Score (MEWS) ในผู้ป่วยท่ีมีการติดเช้ือในกระแสเลือด หอผู้ป่วยอายุรกรรมชาย
โรงพยาบาลหนองบวั ลำภู. โรงพยาบาลหนองบัวลำภู กระทรวงสาธารณสุข.
3. สมไสว อินทะชุบ, ดวงพร โพธิ์ศรี และจิราภรณ์ สุวรรณศรี. (2560). ประสิทธิผลการใช้ MEWS
(SOS Score) ต่อการเกิด Severe Sepsis and Septic Shock ในผู้ป่วย Sepsis กลุ่มงานอายุรกรรม
โรงพยาบาลอุดรธานี. วารสารการแพทย์โรงพยาบาลอดุ รธานี. 25 (1) : 85-92.
4. สมาคมเวชบำบัดวิกฤต. (2558). การดูแลรักษาผู้ป่วย Severe Sepsis และ Septic Shock
แนวทางเวชปฏิบัติ. กรุงเทพฯ : สมาคมเวชบำบดั วิกฤต.
5. Naomi. E., et al., (2013). The effect of implementing a modified early warning
scoring (MEWS) system on the adequacy of vital sign documentation. Australian Critical Care.
26: 18– 22.
6. Peris A et al., (2012). The use of Modified Early Warning Score may help
anesthesists in postoperative level of care selection in emergency abdominal surgery.
Minerva Anestesiol. 78(9):1034-8.
7. Mehtap Bulut, et al., (2013). The comparison of modified early warning score with
rapid emergency medicine score: a prospective multicentre observational cohort study on
medical and surgical patients presenting to emergency department. Emergency Medicine
Journal: 476-481.
100
ผลของโปรแกรมการป้ องกนั ภาวะซึมเศร้าและความเส่ียงต่อการฆ่าตวั ตายในผ้ปู ่ วยโรคมะเร็ง
หอผ้ปู ่ วยศัลยกรรมชาย โรงพยาบาลอตุ รดติ ถ์
ดุสิตรา ทองศรีจนั ทร์, ลดั ดา มีจนั ทร์, จนั ทนา มุง่ ธญั ญา
หอผปู้ ่ วยศลั ยกรรมชาย โรงพยาบาลอตุ รดิตถ์
บทคดั ย่อ
บทนา อาการซึมเศร้า เป็ นปัญหาทางจิตใจที่พบไดบ้ ่อยในผปู้ ่ วยมะเร็งและเป็ นสาเหตุท่ีทาใหเ้ กิดการฆ่าตวั ตายได้
รูปแบบศึกษา การวจิ ยั คร้ังน้ีเป็ นการวจิ ยั ก่ึงทดลอง (Quasi-Experimental Research Design) ดาเนินการทดลองตามแบบ
แผนการวจิ ยั วดั ผลก่อนหลงั One Group Pretest-Posttest Design เพ่ือศึกษาผลของโปรแกรมการป้ องกนั ภาวะซึมเศร้าและ
ความเส่ียงตอ่ การฆ่าตวั ตายในผปู้ ่ วยโรคมะเร็ง กลมุ่ ตวั อยา่ งเป็ นผปู้ ่ วยที่ไดร้ ับการวนิ ิจฉยั วา่ เป็ นมะเร็งมารับการรักษาที่หอ
ผปู้ ่ วยศลั ยกรรมชาย โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ จานวน 35 คน โดยมีระยะศึกษาต้งั แต่ พฤษภาคม – กนั ยายน 2563
วธิ ีการศึกษา โปรแกรมการป้ องกนั ภาวะซึมเศร้าและความเสี่ยงตอ่ การฆ่าตวั ตายในผปู้ ่ วยโรคมะเร็ง หอผปู้ ่ วยศลั ยกรรมชาย
โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ ใชก้ ารส่งเสริมใหผ้ ปู้ ่ วยปรับตวั ต่อภาวะโรค การบาบดั รักษา และสถานการณ์ความเครียดใน
ชีวติ ประจาวนั ตามแนวคิดทฤษฎีความเครียดและการเผชิญกบั ความเครียด (stress and coping) ของลาซารัสและโฟลคแ์ มน
(Lazarus & Folkman, 1984) ขณะผปู้ ่ วยมารับการรักษาซ่ึงเนน้ การสร้างสมั พนั ธภาพ การสื่อสารเพอ่ื การบาบดั และการ
จดั การกบั อาการป่ วย เผชิญความเครียดโดยการแกป้ ัญหา และลดปฏิกิริยาตอบสนองความเครียด
ผลการศึกษา 1) คา่ เฉลี่ยภาวะซึมเศร้าและความเสี่ยงต่อการฆ่าตวั ตาย (DS8) หลงั การทดลองนอ้ ยกวา่ ก่อนการทดลอง อยา่ ง
มีนยั สาคญั ทางสถิติท่ีระดบั p<.05 2) คา่ เฉล่ียความเครียด (ST-5) หลงั การทดลองนอ้ ยกวา่ ก่อนการทดลอง อยา่ งมีนยั สาคญั
ทางสถิติท่ีระดบั p<.05
สรุปและข้อเสนอแนะ บุคลากรทางการพยาบาลควรนาโปรแกรมการป้ องกนั ภาวะซึมเศร้าและความเส่ียงตอ่ การฆ่าตวั ตาย
ในผปู้ ่ วยโรคมะเร็ง ไปใชใ้ นการดูแลผปู้ ่ วยมะเร็งเพอื่ ป้ องกนั ความเครียด ภาวะซึมเศร้าและความเสี่ยงตอ่ การฆ่าตวั ตาย
พยาบาลที่นาโปรแกรมฯ ไปใชค้ วรเป็ นพยาบาลท่ีใหก้ ารดูแลผปู้ ่ วยมะเร็ง และไดร้ ับการอบรมการใหก้ ารปรึกษาเพือ่
ส่งเสริมการแกป้ ัญหา (problem solving counseling) ก่อนใชโ้ ปรแกรมฯ
คาสาคญั โปรแกรมการป้ องกนั ภาวะซึมเศร้า, การฆ่าตวั ตาย, ผปู้ ่ วยโรคมะเร็ง
ตดิ ต่อ : ดุสิตรา ทองศรีจนั ทร์
สถานทต่ี ดิ ต่อ : หอผปู้ ่ วยศลั ยกรรมชาย โรงพยาบาลอตุ รดิตถ์
โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ เลขที่ 38 ถนนเจษฎาบดินทร์ ตาบลท่าอิฐ อาเภอเมือง จงั หวดั อตุ รดิตถ์ 53000
อเี มล์ : [email protected]
101
The Effects of a Depression Prevention and Suicide Risk Program in Cancer Patients.
Male Surgery Ward, Uttaradit Hospital
Dusitra Thongsrichan, Ladda Mechan, Chantana Mungthunya
Male Surgery Ward, Uttaradit Hospital
ABSTRACT
Introduction Depression It is a common psychological problem in people with cancer and is a common cause of suicide.
Objective This research is a Quasi-Experimental Research Design. Conducted an experiment based on the One Group
Pretest-Posttest Design. The study was aimed at investigating the Effects of a Depression Prevention and Suicide Risk
Program in Cancer Patients. The sample consisted of patients diagnosed with cancer receiving treatment at the Male
Surgical Ward, Uttaradit Hospital. The total number of subjects was 35. The data were collected in May to September
2020.
Methods Depression Prevention and Suicide Risk Program in Cancer Patients Male surgery ward, Uttaradit Hospital Use
to promote patients to adapt to disease conditions treatment and stressful situations in daily life based on the theory of
stress and stress coping of Lazarus and Folkman (Lazarus & Folkman, 1984), when the patient was admitted to the
treatment focused on building relationships, communication for therapy and dealing with illness coping with stress by
solving problems and reduce stress responses.
Results 1) Depression and Suicide Risk (DS8) mean score were less after the experiment than before with statistical
significance (p < .05). 2) Stress (ST5) mean score were less after the experiment than before with statistical significance
(p < .05).
Conclusions Registered nurses should lead a Depression Prevention and Suicide Risk Program in Cancer Patients. To use
in caring for cancer patients to prevent Stress Depression and Suicide risk. Nurses leading the program should be a nurse
who provides care for cancer patients and received training and consultation to problem solving counseling before using
the program.
Keywords Depression Prevention Program, Suicide Risk, Cancer Patients
Contact : Dusitra Thongsrichan
Address : Male Surgical Ward, Uttaradit Hospital
38 Jesadabadin Road, Tha-it Subdistrict, Mueang District, Uttaradit Provice, 53000
E-mail : [email protected]
102
บทนา
อาการซึมเศร้า เป็ นปัญหาทางจิตใจท่ีพบไดบ้ ่อยในผปู้ ่ วยมะเร็ง มีรายงานอบุ ตั ิการณ์ ร้อยละ 3-69 โดยพบวา่
อุบตั ิการณ์จะสูงข้ึนเม่ือโรคลุกลามมากข้ึน นอกจากน้ีภาวะของโรคมะเร็งและการรักษา ร่วมกบั อาการอื่นๆ เช่น ความ
เจบ็ ปวด คลื่นไสอ้ าเจียน ความเหน่ือยลา้ ทาใหผ้ ปู้ ่ วยมีขอ้ จากดั ดา้ นร่างกาย ความสามารถในการทาหนา้ ที่ลดลง ส่งผลให้
อาการซึมเศร้ารุนแรงข้ึน(5)และเม่ือผปู้ ่ วยไดร้ ับรู้วา่ ตนเป็ นโรคมะเร็งมกั มีชีวติ อยดู่ ว้ ยความสิ้นหวงั จึงเป็ นสาเหตใุ หเ้ กิดการ
ฆ่าตวั ตายได้ ซ่ึงการป้ องกนั การฆ่าตวั ตาย มีความสาคญั ไมน่ อ้ ยไปกวา่ การรักษา การเฝ้ าระวงั และส่งเสริมสุขภาพจิตที่ดี
ปลอ่ ยวาง การจดั การความเครียด พกั ผอ่ นอยา่ งเพียงพอ มีสนั ทนาการที่ผอ่ นคลาย สิ่งเหลา่ น้ีจะช่วยใหม้ ีชีวติ อยา่ งมีความสุข
โดยไมม่ ีความคิดฆ่าตวั ตายได้ (2) ดงั น้นั การใหก้ ารพยาบาลผทู้ ี่มีภาวะซึมเศร้าไดอ้ ยา่ งครอบคลมุ ท้งั ดา้ นร่างกาย ความคิด
อารมณ์ พฤติกรรม และสมั พนั ธภาพกบั ผอู้ ื่น เป็ นสิ่งที่สาคญั มากสามารถป้ องกนั การฆ่าตวั ตายได้ (1)
หอผปู้ ่ วยศลั ยกรรมชายมีผปู้ ่ วยกลมุ่ โรคมะเร็งเขา้ รับบริการมากสุด จากสถิติผปู้ ่ วยปี งบประมาณ 2560-2562 พบ
979, 788, 777 ราย ตามลาดบั และพบ Sentinel event ผปู้ ่ วยมะเร็งฆ่าตวั ตายสาเร็จ 1 ราย เป็ นผปู้ ่ วยมะเร็งกระเพาะอาหาร
ระยะท่ี 3 และอยรู่ ะหวา่ งไดร้ ับการรักษาดว้ ยยาเคมีบาบดั ทีมพฒั นาคุณภาพร่วมกบั กลมุ่ งานจิตเวชโรงพยาบาลอตุ รดิตถ์ จึง
ไดม้ ีการนาแบบคดั กรองภาวะซึมเศร้าและความเส่ียงต่อการฆ่าตวั ตาย (DS8) ของกรมสุขภาพจิต (6) รวมถึงการจดั การและ
มาตรการการเฝ้ าระวงั การฆ่าตวั ตาย (Suicide Precaution) โดยจดั อบรมบุคลากรพยาบาลทุกคนเม่ือวนั ท่ี 26 กมุ ภาพนั ธ์ ถึง
วนั ท่ี 6 มีนาคม 2563 และทางหอผปู้ ่ วยไดน้ าแนวทางสู่การปฏิบตั ิในทนั ทีหลงั การอบรม
ดงั น้นั ผวู้ จิ ยั จึงมีความสนใจท่ีจะศึกษาผลของโปรแกรมการป้ องกนั ภาวะซึมเศร้าและความเส่ียงต่อการฆ่าตวั ตาย
ในผปู้ ่ วยโรคมะเร็ง หอผปู้ ่ วยศลั ยกรรมชาย โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ เพอื่ เป็ นแนวทางในการพฒั นาการดูแลผปู้ ่ วยโรคมะเร็ง
ร่วมกบั ทีมสหสาขาวชิ าชีพไดอ้ ยา่ งครอบคลมุ มีประสิทธิภาพ และผปู้ ่ วยมีคุณภาพชีวติ ที่ดี
วตั ถุประสงค์การวจิ ยั
1. เพือ่ เปรียบเทียบภาวะซึมเศร้าและความเส่ียงตอ่ การฆ่าตวั ตาย (DS8) ก่อนการทดลอง และหลงั การทดลองเขา้
ร่วมโปรแกรมการป้ องกนั ภาวะซึมเศร้าและความเสี่ยงตอ่ การฆ่าตวั ตายในผปู้ ่ วยโรคมะเร็ง
2. เปรียบเทียบความเครียด (ST-5) ก่อนการทดลอง และหลงั การทดลองเขา้ ร่วมโปรแกรมการป้ องกนั ภาวะ
ซึมเศร้าและความเส่ียงต่อการฆ่าตวั ตายในผปู้ ่ วยโรคมะเร็ง
สมมตฐิ านการวจิ ยั
1. กล่มุ ทดลองที่เขา้ ร่วมโปรแกรมการป้ องกนั ภาวะซึมเศร้าและความเส่ียงตอ่ การฆ่าตวั ตายในผปู้ ่ วยโรคมะเร็ง มี
ภาวะซึมเศร้าและความเสี่ยงตอ่ การฆ่าตวั ตาย (DS8) ก่อนการทดลอง และหลงั การทดลองแตกต่างกนั
2. กลมุ่ ทดลองท่ีเขา้ ร่วมโปรแกรมการป้ องกนั ภาวะซึมเศร้าและความเส่ียงตอ่ การฆ่าตวั ตายในผปู้ ่ วยโรคมะเร็ง มี
ความเครียด (ST-5) ก่อนการทดลอง และหลงั การทดลองแตกตา่ งกนั
กรอบแนวคดิ การวจิ ยั
โปรแกรมการป้ องกนั ภาวะซึมเศร้าและความเสี่ยงตอ่ การฆ่าตวั ตายในผปู้ ่ วยโรคมะเร็ง หอผปู้ ่ วยศลั ยกรรมชาย
โรงพยาบาลอตุ รดิตถ์ ใชก้ ารส่งเสริมใหผ้ ปู้ ่ วยปรับตวั ตอ่ ภาวะโรค การบาบดั รักษา และสถานการณ์ความเครียดใน
ชีวติ ประจาวนั ตามแนวคิดทฤษฎีความเครียดและการเผชิญกบั ความเครียด (stress and coping) ของลาซารัสและโฟลคแ์ มน
(Lazarus & Folkman, 1984)(7) ขณะผปู้ ่ วยมารับการรักษาซ่ึงเนน้ การสร้างสมั พนั ธภาพ การส่ือสารเพ่ือการบาบดั และการ
103
จดั การกบั อาการป่ วย เผชิญความเครียดโดยการแกป้ ัญหา และลดปฏิกิริยาตอบสนองความเครียด ประกอบดว้ ย 1) การ
ประเมินสถานการณ์ โดยการใหค้ วามรู้และฝึ กทกั ษะการดูแลตนเองเพือ่ ใหผ้ ปู้ ่ วยมีความรู้เร่ืองโรคการรักษาและแหลง่
ประโยชนท์ างสงั คม มีทกั ษะการดูแลตนเองภายหลงั การผา่ ตดั และขณะไดร้ ับเคมีบาบดั ซ่ึงจะช่วยลดความเครียด จาก
สถานการณ์การเจบ็ ป่ วยและการรักษา และประเมินสถานการณ์ตรงตามความเป็ นจริง 2) การเผชิญความเครียด โดยการให้
การปรึกษาเพอื่ ส่งเสริมใหผ้ ปู้ ่ วยมีทกั ษะการแกป้ ัญหาอยา่ งเป็ นระบบ และการจดั การกบั อารมณ์ทุกขใ์ นการเผชิญกบั
สถานการณ์ความเครียดจากการเจบ็ ป่ วยและการรักษา ตลอดจนสถานการณ์ความเครียดในชีวติ ประจาวนั สามารถประยกุ ต์
ทกั ษะการแกป้ ัญหาอยา่ งเป็ นระบบ โดยระบุปัญหาที่ก่อใหเ้ กิดความเครียด หาทางเลือกในการแกป้ ัญหา ประเมินทางเลือก
และเลือกทางเลือกในการแกป้ ัญหา ซ่ึงโปรแกรมประกอบดว้ ยการบาบดั ท้งั หมด จานวน 2 คร้ัง ประกอบดว้ ย คร้ังที่ 1 ใน
วนั แรกที่เขา้ รับการรักษาในโรงพยาบาล และ คร้ังที่ 2 เตรียมจาหน่ายผปู้ ่ วย เป็ นระยะเวลาคร้ังละ 60 นาที เพอ่ื ส่งเสริมการ
เผชิญความเครียดที่มีประสิทธิภาพ ท้งั การมงุ่ แกป้ ัญหาและจดั การกบั อารมณ์ซ่ึงมีผลต่อผลการปรับตวั ทางดา้ นขวญั และ
กาลงั ใจและลดอาการซึมเศร้าลงไดโ้ ดยอธิบายตามภาพที่ 1 ดงั น้ี
(ตวั แปรต้น) โปรแกรมการป้ องกนั ภาวะซึมเศร้า (ตวั แปรตาม)
ผ้ปู ่ วยมะเร็งทเี่ ข้ารับการรักษา และความเส่ียงต่อการฆ่าตวั ตายใน - ความเครียด
ในหอผ้ปู ่ วยศัลยกรรมชาย - อาการซึมเศร้าและความ
โรงพยาบาลอุตรดติ ถ์ ผ้ปู ่ วยโรคมะเร็ง เสี่ยงตอ่ การฆ่าตวั ตาย
- การคดั กรองภาวะซึมเศร้าและ
ความเสี่ยงตอ่ การฆ่าตวั ตาย
- การประเมินสถานการณ์
- การเผชิญความเครียด ดว้ ยการ
แกป้ ัญหาและการจดั การกบั อารมณ์
ทุกข์
ภาพที่ 1 แสดงกรอบแนวคิดการวจิ ยั
รูปแบบศึกษา
การวจิ ยั คร้ังน้ีเป็ นการวจิ ยั ก่ึงทดลอง (Quasi-Experimental research) ดาเนินการทดลองตามแบบแผนการวจิ ยั One
Group Pretest-Posttest Design เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการป้ องกนั ภาวะซึมเศร้าและความเส่ียงตอ่ การฆ่าตวั ตายใน
ผปู้ ่ วยโรคมะเร็งโดยรูปแบบการทดลอง ดงั น้ี
R O1______X_______O2
R หมายถึง การสุ่มกล่มุ ตวั อยา่ งเขา้ กลุม่ ทดลอง
O1 หมายถึง คะแนนอาการซึมเศร้า และความเส่ียงตอ่ การฆ่าตวั ตาย ก่อนเขา้ โปรแกรมการป้ องกนั ภาวะซึมเศร้าและ
ความเส่ียงตอ่ การฆ่าตวั ตาย
O2 หมายถึง คะแนนอาการซึมเศร้า และความเสี่ยงตอ่ การฆ่าตวั ตาย หลงั เขา้ โปรแกรมการป้ องกนั ภาวะซึมเศร้าและ
ความเส่ียงตอ่ การฆ่าตวั ตาย
X หมายถึง โปรแกรมการป้ องกนั ภาวะซึมเศร้าและความเส่ียงตอ่ การฆ่าตวั ตาย
104
ประชากร และกล่มุ ตวั อย่าง
ประชากร คือ ผปู้ ่ วยท่ีแพทยว์ นิ ิจฉยั เป็ นมะเร็งทุกชนิดและไดร้ ับยาเคมีบาบดั ที่เขา้ รับการรักษาท่ีหอผปู้ ่ วย
ศลั ยกรรมชาย โรงพยาบาลอุตรดิตถ์
กล่มุ ตวั อย่าง ผวู้ จิ ยั กาหนดขนาดกล่มุ ตวั อยา่ ง สุ่มกลมุ่ ตวั อยา่ งที่มีลกั ษณะตามเกณฑก์ ารคดั เลือกเขา้ เป็ นกลมุ่
ทดลองและกลุม่ ควบคุม ดงั น้ี
การกาหนดขนาดของกล่มุ ตวั อย่าง
ขนาดของกลมุ่ ตวั อยา่ งกาหนดขนาดของกลุม่ ตวั อยา่ ง จากการเปิ ดตารางการประมาณขนาดกลมุ่ ตวั อยา่ งของเบริน
และกรูฟ (Burns and Groove, 2005 quoted in Thato, 2009)(7) ที่ระดบั นยั สาคญั .05 โดยกาหนดอานาจในการทดสอบ
(power) .80 และขนาดอิทธิพลท่ีตอ้ งการศึกษา (effect size) .50 ซ่ึงการวจิ ยั แบบทดลองควรจะมีขนาดตวั อยา่ งนอ้ ยที่สุด 20-
30 ราย เพอ่ื ป้ องกนั การสูญหายของกลมุ่ ตวั อยา่ ง ผวู้ จิ ยั จึงเพิม่ ขนาดกล่มุ ตวั อยา่ ง ร้อยละ 15 ดงั น้นั จึงมีกลมุ่ ตวั อยา่ ง 35 ราย
การสุ่มกล่มุ ตวั อย่าง
ผวู้ จิ ยั คดั เลือกผปู้ ่ วยมะเร็งท่ีมารับการรักษาที่หอผปู้ ่ วยศลั ยกรรมชาย โรงพยาบาลอตุ รดิตถ์ ท่ีมีคุณสมบตั ิตรงตาม
เกณฑใ์ นการคดั เลือกเขา้ สู่การศึกษา (Inclusion criteria) เขา้ กลุ่มทดลองจานวน 35 คน ตามลาดบั คดั เลือกผปู้ ่ วยมะเร็งที่มี
คุณสมบตั ิตรงตามเกณฑท์ ่ีกาหนดโดยเกณฑก์ ารคดั เลือกเขา้ กลมุ่ (Inclusion criteria) ดงั น้ี
1. ผปู้ ่ วยทราบการวนิ ิจฉยั จากแพทยเ์ ป็ นโรคมะเร็งและเขา้ รับการรักษาโดยยาเคมีบาบดั
2. เป็ นผปู้ ่ วยมีอายรุ ะหวา่ ง 18 - 60 ปี
3. ผปู้ ่ วยมีอาการซึมเศร้าและความเสี่ยงตอ่ การฆ่าตวั ตาย ซ่ึงวดั ดว้ ยแบบสอบถามคดั กรองภาวะซึมเศร้าและความ
เส่ียงตอ่ การฆ่าตวั ตาย (DS8) ของกรมสุขภาพจิต (2557) มีค่าคะแนนอาการซึมเศร้า นอ้ ยกวา่ 3 คะแนน และคา่ คะแนนความ
เสี่ยงตอ่ การฆ่าตวั ตาย เท่ากบั 0 คะแนน
4. ไม่มีประวตั ิความเจบ็ ป่ วยทางจิตเวช
5. อา่ นและเขียนภาษาไทยไดเ้ ป็ นอยา่ งดี
6. ยนิ ดีเขา้ ร่วมการวจิ ยั คร้ังน้ี
เกณฑย์ ตุ ิการเขา้ ร่วมการวจิ ยั (Exclusion criteria)
1. ผปู้ ่ วยหยดุ การรักษา
2. ไมส่ ามารถเขา้ ร่วมโปรแกรมต้งั แต่ 2 คร้ังข้ึนไป
การพทิ กั ษ์สิทธ์ิผ้ใู ห้ข้อมูล
ก่อนการศึกษามีการขอความยนิ ยอมจากกลมุ่ ตวั อยา่ งหรือผแู้ ทนโดยชอบธรรมปราศจากการข่มขู่ บงั คบั หรือให้
รางวลั ในการเขา้ ร่วมการวจิ ยั มีการใหข้ อ้ มูลก่อนการตดั สินใจเขา้ ร่วมโครงการวจิ ยั ปกปิ ดขอ้ มลู ที่ไม่ตอ้ งการเปิ ดเผย
สามารถยตุ ิการเขา้ ร่วมวจิ ยั ไดต้ ลอดเวลา โดยไม่มีผลกระทบต่อการดูแลรักษาผปู้ ่ วย ไมเ่ ปิ ดเผยช่ือหรือสญั ลกั ษณ์ท่ีแสดงถึง
อาสาสมคั รเขา้ ร่วมวจิ ยั มีการช้ีแจงประโยชนจ์ ากการเขา้ ร่วมการวจิ ยั รวมท้งั อธิบายถึงความเสี่ยงท่ีอาจเกิดตอ่ กลุ่มตวั อยา่ งที่
เขา้ ร่วมวจิ ยั ผวู้ จิ ยั มีการเตรียมการป้ องกนั และจดั การกบั ความเส่ียงที่จะเกิดข้ึน มีความยตุ ิธรรมในการเลือกกลมุ่ ตวั อยา่ งคือ
กาหนดเกณฑใ์ นการเลือกกล่มุ ตวั อยา่ งแบบเจาะจงอยา่ งชดั เจนไดร้ ับอนุมตั ิจากคณะกรรมการจริยธรรมการวจิ ยั ในมนุษย์
โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ REC No.29/2020
105
เคร่ืองมอื ทใี่ ช้ในการวจิ ยั
ในการศึกษาคร้ังน้ีเครื่องมือท่ีใชใ้ นการวจิ ยั แบ่งเป็ น 2 ส่วน คือ เครื่องมือที่ใชใ้ นการเก็บรวบรวมขอ้ มลู และ
เคร่ืองมือท่ีใชใ้ นการทดลอง ดงั รายละเอียดตอ่ ไปน้ี
1) เคร่ืองมือท่ีใชใ้ นการเก็บรวบรวมขอ้ มูล ในการวจิ ยั คร้ังน้ี ประกอบดว้ ย 2 ส่วน คือ
1.1) แบบสอบถามขอ้ มูลส่วนบุคคล ประกอบดว้ ย 2 ส่วนยอ่ ย คือ
1.1.1) แบบบนั ทึกขอ้ มลู ทวั่ ไป ประกอบดว้ ย 8 ขอ้ คาถาม เกี่ยวกบั อายุ ระดบั การศึกษา สถานภาพสมรส
จานวนบุตร ศาสนา อาชีพ รายไดต้ ่อเดือน สิทธิการรักษา
1.1.2) แบบบนั ทึกเก่ียวกบั โรคมะเร็งและการรักษา ประกอบดว้ ยระยะของโรคมะเร็ง และการรักษาที่ไดร้ ับ
ซ่ึงขอ้ มูลส่วนน้ีผวู้ จิ ยั เป็ นผเู้ ก็บรวบรวมขอ้ มลู ดว้ ยตนเอง จากแฟ้ มประวตั ิผปู้ ่ วย
1.2) แบบสอบถามคดั กรองภาวะซึมเศร้าและความเส่ียงตอ่ การฆ่าตวั ตาย (DS8) ของกรมสุขภาพจิต กระทรวง
สาธารณสุข (2557) จานวน 8 ขอ้ การแปลผล 1) ถา้ ตอบคาถามวา่ มี เท่ากบั 1 คะแนน ไมม่ ี เท่ากบั 0 คะแนน 2) คาถามขอ้
1-6 เป็ นคาถามของแบบคดั กรองภาวะซึมเศร้า ถา้ ตอบวา่ “มี” ต้งั แต่ 3 ขอ้ ข้ึนไป หรือ 3 คะแนนข้ึนไป หมายถึง มีภาวะ
ซึมเศร้า ควรไดร้ ับบริการปรึกษาหรือพบแพทยเ์ พอ่ื การบาบดั รักษา 3. คาถามขอ้ 7-8 เป็ นคาถามของแบบคดั กรองความ
เส่ียงต่อการฆ่าตวั ตาย ถา้ ตอบวา่ “มี” ต้งั แต่ 1 ขอ้ ข้ึนไป หรือ 1 คะแนนข้ึนไป หมายถึง มีความเสี่ยงตอ่ การฆ่าตวั ตาย ควร
ไดร้ ับบริการปรึกษาหรือ พบแพทยเ์ พือ่ การบาบดั รักษา
1.3) แบบประเมินความเครียด (ST-5) ของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (2552) จานวน 5 ขอ้ การแปล
ผล 0 - 4 คะแนน เครียดนอ้ ย 5 - 7 คะแนน เครียดปานกลาง 8 - 9 คะแนน เครียดมาก และ10 - 15 คะแนน เครียดมากที่สุด
2) เครื่องมือท่ีใช้ ในการทดลอง ในการวจิ ยั คร้ังคนือ้ี โปรแกรมการป้ องกนั ภาวะซึมเศร้าและความเส่ียงตอ่ การ
ฆ่าตวั ตายในผปู้ ่ วยโรคมะเร็ง ท่ีผวู้ จิ ยั พฒั นาข้ึน โดยใช้ แนวคิดความเครียดและการเผชิญกบั ความเครียด(Stress and
Coping) ของลาซารัสและโฟลคแม(นLazarus & Folkman, 1984) เพอื่ ส่งเสริมใหผ้ ปู้ ่ วยมะเร็ง ประเมินสถานการณ์การ
เจบ็ ป่ วยและการรักษา มีการเผชิญความเครียดโดยการแกป้ ัญหา และลดปฏิกิริยาตอบสนองความเครียดในทางที่เหมาะสม
ประกอบดว้ ยการใหค้ าปรึกษาท้งั หมด จานวน 2 คร้ัง คร้ังที่ 1 ในวนั แรกท่ีเขา้ รับการรักษาในโรงพยาบาล และ คร้ังที่ 2
เตรียมจาหน่ายผปู้ ่ วย เป็ นระยะเวลาคร้ังละ 60 นาที ซ่ึงมีรายละเอียด ดงั น้ี
คร้ังที่ 1 ในวนั แรกที่เขา้ รับการรักษาในโรงพยาบาล : สร้างสมั พนั ธภาพ ประเมินการรับ รู้โรคมะเร็ง การเผชิญ
ความเครียด แหล่งประโยชนส์ ่วนบุคคลและสงั คม สารวจวธิ ีการผอ่ นคลายความเครียด เรียน รู้ทกั ษะใหม่โดยฝึ กทกั ษะการ
หายใจเพ่อื ผอ่ นคลายความเครียดและ/ หรือการออกกาลงั กายในชีวติ ประจาวนั มีวตั ถปุ ระสงคเ์ พื่อ
1. สร้างสมั พนั ธภาพและความไวว้ างใจกบั ผปู้ ่ วย
2. ประเมินการใหค้ วามหมายตอ่ ภาวะสุขภาพ การเจบ็ ป่ วยดว้ ยโรคมะเร็งและการรักษา ใหข้ อ้ มูลที่ถูกตอ้ งเกี่ยวกบั
โรคมะเร็งและการรักษาเพ่อื ใหผ้ ปู้ ่ วยประเมินสถานการณ์ซ้า (reappraisal) ที่ตรงตามความเป็ นจริงเพ่ือลดแรงคุกคามจาก
สถานการณ์ความเครียดลง ประเมินสถานกณา์ครวามเครียดท่ีทาใหผ้ ปู้ ่ วยมีความกงั วลใจมากท่ีสุด ประเมินแหลง่ ประโยชน์
ส่วนบุคคลและสงั คม สารวจวธิ ีการและผลลพั ธ์จากการจดั การกบั ความเครียดของผปู้ ่ วย
3. ส่งเสริมการใชก้ ระบวนการแกป้ ัญหาอยา่ งเป็ นระบบ โดยการอภิปรายร่วมกบั ผปู้ ่ วยเพอื่ การระบุปัญหาหรือ
สาเหตุท่ีทาใหผ้ ปู้ ่ วยรู้สึกเครียดหาทางเลือกในการจดั การกบั สถานการ ณ์ความเครียด การประเมินผลไดแ้ ละผลเสียของ
ทางเลือกซ่ึงผวู้ จิ ยั เป็ นผใู้ หข้ อ้ มลู ทางเลือกและเพิม่ เติมประเดน็ ผลไ ดแ้ ละผลเสียของทางเลือกที่ผปู้ ่ วยยงั ไมม่ ีขอ้ มลู เปิ ด
โอกาสใหผ้ ปู้ ่ วยเลือกทางเลือกในการแกป้ ัญหาดว้ ยตนเอง ลงมือปฏิบตั ิและประเมินผลการปฏิบตั ิตามทางเลือกที่ผปู้ ่ วย ได้
เลือกไว้
106
4. สารวจวธิ ีการผอ่ นคลายความเครียด เรียนรู้ทกั ษะใหม่ โดยเสนอวธิ ีการจดั การกบั ความเครียดว้ ยการหายใจ
ผอ่ นคลายความเครียดและ/ หรือการออกกาลงั กาย
5. สรุปประเด็นการสนทนาวธิ ีการและทางเลือกที่ผปู้ ่ วยเลือกในการจดั การกบั ปัญหา และนดั หมายเวลาการบาบดั
คร้ังต่อไป
คร้ังท่ี 2 เตรียมจาหน่ายผปู้ ่ วย: ประเมินสถานการณ์ความเครียดและการเผชิญความเครียดของผปู้ ่ วยในช่วงเวลา ท่ี
ผา่ นมา ส่งเสริมทกั ษะการเผชิญความเครียด ในปัจจุบนั การใหค้ วามหมายการเจบ็ ป่ วย / การรักษาและสถานการ ณ์
ความเครียด ส่งเสริมใหผ้ ปู้ ่ วยใชท้ กั ษะและกระบวนการเผชิญความเครียดที่เหมาะสม เพื่อลดความทุกขใ์ จ
มีวตั ถุประสงคเ์ พือ่
1. สร้างและดารงสมั พนั ธภาพอยา่ งต่อเน่ือง
2. ติดตามการจดั การกบั อาการขา้ งเคียงของการรักษาจากการปรึกษาคร้ังก่อน การจดั การกบั ความเครียดดว้ ย
วธิ ีการแกป้ ัญหาที่ผปู้ ่ วยไดเลือกใชจ้ ากการปรึกษาคร้ังก่อน และติดตามการจดั การกบั ความเครียดดว้ ยการหายใจผอ่ นคลาย
ความเครียดและ/ หรือการออกกาลงั กาย (ในช่วงเวลาที่ผา่ นมา)
3. คน้ หาประเดน็ ปัญหาที่สาคญั ที่เกิดข้ึนในช่วงเวลาที่ผา่ นมา (ปรับเปล่ียนการใหค้ วามหมายของมะเร็ง/ การรักษา
และสถานการณ์ความเครียดใหล้ ดแรงคุกคามตอ่ ผปู้ ่ วยลง) ประเมินทางเลือกใหข้ อ้ มลู / ความรู้ในเร่ืองท่ีผปู้ ่ วยตอ้ งการ และ
เลือกวธิ ีการในการจดั การกบั ประเด็นปัญหาน้นั
4. ทบทวนสถานการณความเครียดหรือประเด็นปัญหาที่เกิดข้ึน วธิ ีการเผชิญความเครียดท่ีผปู้ ่ วยใตชล้ อดการให้
การปรึกษาและกระบวนการแกป้ ัญหา หรือลดความทุกขใ์ จ
5. วางแผนการเผชิญความเครียดท่ีอาจเกิดข้ึนได้ ในอนาคตและยตุ ิการใหก้ ารปรึกษา
การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
ผวู้ จิ ยั ไดด้ าเนินการตามข้นั ตอน ดงั น้ี
1. ผวู้ จิ ยั แนะนาตวั และขออนุญาตศึกษาผปู้ ่ วยมะเร็งท่ีมารับการรักษาในหอผปู้ ่ วยศลั ยกรรมชาย โรงพยาบาล
อุตรดิตถ์ เพือ่ คดั เลือกผปู้ ่ วยท่ีมีคุณสมบตั ิตามเกณฑท์ ี่กาหนด คือ ผปู้ ่ วยทราบการวนิ ิจฉยั จากแพทยเ์ ป็ นโรคมะเร็งและไดร้ ับ
ยาเคมีบาบดั เป็ นผปู้ ่ วยมีอายรุ ะหวา่ ง 18 - 60 ปี ผปู้ ่ วยไม่มี อาการซึมเศร้าและความเสี่ยงตอ่ การฆ่าตวั ตาย ซ่ึงวดั ดว้ ย
แบบสอบถามคดั กรองภาวะซึมเศร้าและความเส่ียงต่อการฆ่าตวั ตาย (DS8) ของกรมสุขภาพจิต (2557) มีค่าคะแนนอาการ
ซึมเศร้า นอ้ ยกวา่ 3 คะแนน และค่าคะแนนความเสี่ยงต่อการฆ่าตวั ตาย เท่ากบั 0 คะแนน ไมม่ ีประวตั ิความเจ็บป่ วยทางจิต
เวช อา่ นและเขียนภาษาไทยไดเ้ ป็ นอยา่ งดี
2. เชิญผปู้ ่ วยมะเร็งท่ีมีคุณสมบตั ิเป็ นไปตามเกณฑ์ ขณะรอรับการรักษาเขา้ หอ้ งใหค้ าปรึกษาภายในหอผปู้ ่ วย
ศลั ยกรรมชาย โรงพยาบาลอุตรดิตถ์
3. แจกเอกสารช้ีแจงผเู้ ขา้ ร่วมวจิ ยั เพอ่ื เชิญชวนและช้ีแจงวตั ถปุ ระสงคก์ ารวจิ ยั ระยะเวลาการเขา้ ร่วมการวจิ ยั การ
ตอบแบบสอบถามและการพิทกั ษ์ สิทผเู้ธขิ า้ ร่วมการวจิ ยั ใหผ้ ปู้ ่ วยลงนามในเอกสารแสดงเจตนายนิ ยอมเขา้ ร่วมการวจิ ยั โดย
ไดร้ ับการบอกกล่าวและเตม็ ใจ เม่ือผปู้ ่ วยยนิ ยอมเขา้ ร่วมการวจิ ยั
4. ใหก้ ล่มุ ตวั อยา่ งตอบแบบสอบถามขอ้ มลู ส่วนบุคคล และแบบสอบถามอาการซึมเศร้าและความเส่ียงต่อการฆ่า
ตวั ตายโดยใช้ เวลาประม1าณ0 นาทีตอ่ ราย
5. นาผปู้ ่ วยกลมุ่ ตวั อยา่ งเขา้ ร่วมโปรแกรม โดยกล่มุ ตวั อยา่ งจะไดร้ ับ
107
1) โปรแกรมการป้ องกนั ภาวะซึมเศร้าและความเส่ียงต่อการฆ่าตวั ตายในผปู้ ่ วยโรคมะเร็งเป็ นการใหก้ ารปรึกษา
อยา่ งต่อเนื่อง จานวน 2 คร้ัง โดยผวู้ จิ ยั เป็ นการใหก้ ารปรึกษาแบบพบหนา้ กนั ระหวา่ งพยาบาลผใู้ ห้ การปรึกษากบั ผปู้ ่ วยท่ี
โรงพยาบาล คร้ังท่ี 1 ในวนั แรกที่เขา้ รับการรักษาในโรงพยาบาล และ คร้ังท่ี 2 เตรียมจาหน่ายผปู้ ่ วย เป็ นระยะเวลาคร้ังละ
60 นาที (ในหอ้ งใหก้ ารปรึกษา การปรึกษาภายในหอผปู้ ่ วยศลั ยกรรมชาย โรงพยาบาลอตุ รดิตถ์)
2) ในระหวา่ งท่ีไดร้ ับโปรแกรมป้ องกนั ภาวะซึมเศร้าและความเส่ียงตอ่ การฆ่าตวั ตายในผปู้ ่ วยโรคมะเร็ง ผวู้ จิ ยั
คดั กรองภาวะซึมเศร้าและความเสี่ยงตอ่ การฆ่าตวั ตาย (DS8) ของผปู้ ่ วยมะเร็งทุกคร้ังของการปรึกษา หากพบวา่ ผปู้ ่ วยมะเร็ง
มีความรู้สึกหดหู่ เศร้า ทอ้ แท้ สิ้นหวงั ไม่อยากทาอะไร หมดความสนใจในการทากิจกรรมที่ทาให้ รู้สึกเพลิดเพลิน และให้
ผปู้ ่ วยตอบแบบสอบถามคดั กรองภาวะซึมเศร้าและความเสี่ยงตอ่ การฆ่าตวั ตาย (DS8) ขอ้ 1-6 เท่ากบั 3 คะแนนข้ึนไป ขอ้ 7-
8 เท่ากบั 1 คะแนนข้ึนไป ผวู้ จิ ยั จะยตุ ิการเขา้ ร่วมการวจิ ยั ใหก้ ารปรึกษาเบ้ืองตน้ ใหข้ อ้ มลู เกี่ยวกบั การรักษาที่จาเป็ นสาหรับ
ผปู้ ่ วยและประสานงานกบั บุคลากรทีมสุขภาพเพือ่ ส่งผปู้ ่ วยที่มีคะแนน DS8 ขอ้ 1-6 เท่ากบั 3 คะแนนข้ึนไป ขอ้ 7-8 เท่ากบั
1 คะแนนข้ึนไป ใหไ้ ดร้ ับการบาบดั รักษาที่เหมาะสมตอ่ ไป
- ผวู้ จิ ยั เสนอทางเลือกวธิ ีการจดั การกบั ความเครียด ดว้ ยการฝึ กการหายใจผอ่ นคลายความเครียดและ / หรือการ
ออกกาลงั กาย
- ใหก้ ลมุ่ ตวั อยา่ งเลือกวธิ ีการจดั การกบั ความเครียด
- ผวู้ จิ ยั สอนวธิ ีการจดั การกบั ความเครียดที่กล่มุ ตวั อยา่ งไดเ้ ลือก
- ผวู้ จิ ยั สรุปประเด็นการสนทนาวธิ ีการและทางเลือกที่ผปู้ ่ วยเลือกในการจดั การกบั ปัญหา
- นดั หมายเวลาการบาบดั คร้ังตอ่ ไป คือ วนั ไดร้ ับยาเคมีบาบดั วนั สุดทา้ ย
3) เม่ือสิ้นสุดโปรแกรมป้ องกนั ภาวะซึมเศร้าและความเส่ียงตอ่ การฆ่าตวั ตายในผปู้ ่ วยโรคมะเร็ง อยา่ งต่อเน่ือง
ครบ 2 คร้ัง ผวู้ จิ ยั คดั กรองภาวะซึมเศร้าและความเส่ียงต่อการฆ่าตวั ตาย (DS8) ตามลาดบั
4) ก่อนจาหน่ายกลบั บา้ น ตอบแบบสอบถามความพงึ พอใจ และประเมินภาวะซึมเศร้า และความเสี่ยงตอ่ การฆ่า
ตวั ตาย
การวเิ คราะห์ข้อมูล
เม่ือรวบรวมขอ้ มลู ไดค้ รบถว้ นแลว้ ผวู้ จิ ยั นามาตรวจสอบความสมบูรณ์ของแบบสอบถามก่อนและหลงั การ
ทดลองทุกฉบบั ใหม้ ีความครบถว้ น ก่อนนาขอ้ มูลท่ีไดม้ าวเิ คราะห์โดยใชโ้ ปรแกรมสาเร็จรูป โดยมีรายละเอียดดงั ต่อไปน้ี
1) วเิ คราะห์ขอ้ มูลส่วนบุคคลของกลมุ่ ตวั อยา่ งโดยใช้ สถิติเชิงพรรณนา วเิ คราะห์โดยการแจกแจงควถา่ี รม้อยละ
2) เปรียบเทียบความแตกตา่ งของค่าเฉล่ียคะแนนความเครียด และคะแนนภาวะซึมเศร้าและความเสี่ยงตอ่ การฆ่า
ตวั ตาย ก่อนและหลงั การใชโ้ ปรแกรมโดยใชส้ ถิติ Paired t-test กาหนดระดบั นยั สาคญั = 0.05
ผลการวจิ ยั
ผปู้ ่ วยมะเร็งท่ีเขา้ รับการรักษาในหอผปู้ ่ วยศลั ยกรรมชาย โรงพยาบาลอตุ รดิตถ์ มีอายเุ ฉล่ีย 61.08 (S.D. ±9.39)
อาชีพ ส่วนใหญป่ ระกอบอาชีพ รับจา้ ง ร้อยละ 34.29 รองลงมา พอ่ บา้ น และเกษตรกร ร้อยละ 31.43 นบั ถือศาสนาพทุ ธ
ร้อยละ 100 รายได้ ส่วนใหญ่เพียงพอ ร้อยละ 97.14 สิทธิการรักษา ส่วนใหญ่ บตั รทอง ร้อยละ 65.71 รองลงมา เบิกได้ ร้อย
ละ 20.00 วนิ ิจฉยั โรค ส่วนใหญ่ มะเร็งลาไส้ใหญ่ ร้อยละ 37.14 รองลงมา มะเร็งลาไสต้ รง ร้อยละ 31.43 ระยะ ส่วนใหญ่
ระยะที่ 4 ร้อยละ 65.71 รองลงมา ระยะที่ 3 ร้อยละ 28.57 สถานะภาพการไดร้ ับยาเคมีบาบดั อยรู่ ะหวา่ งไดย้ า ร้อยละ 100
ชนิดของยาเคมีบาบดั ท่ีไดร้ ับ ส่วนใหญ่ FOLFOX4 ร้อยละ 45.72 รองลงมา 5FU&Leucovorin ร้อยละ 25.71 ตารางการให้
ยาเคมีบาบดั (Cycle) เฉลี่ย 3.80 (S.D.±3.70) อาการร่วม ส่วนใหญ่ ไม่มี ร้อยละ 37.14 รองลงมา อ่อนเพลีย ร้อยละ 31.43
(ตารางที่ 1)
108
ตารางท่ี 1 ลกั ษณะทวั่ ไปของผ้ปู ่ วย
ข้อมูลส่วนบุคคล จานวน ร้อยละ
61.08±9.39
อายุ (ปี ) mean (±SD) 11 31.43
11 31.43
อาชีพ พอ่ บา้ น 12 34.29
1 2.86
เกษตรกร 35 100
34 97.14
รับจา้ ง 1 2.86
7 20.00
คา้ ขาย 23 65.71
5 14.29
ศาสนา พทุ ธ 13 37.14
11 31.43
รายได้ เพยี งพอ 5 14.29
6 17.14
ไมเ่ พยี งพอ 2 5.71
10 28.57
สิทธิการรักษา เบิกได้ 23 65.71
4.62±2.67
บตั รทอง 100.00
35 45.72
ประกนั สงั คม 22.86
16 25.71
วนิ ิจฉยั โรค มะเร็งลาไสใ้ หญ่ 8 5.71
9
มะเร็งลาไสต้ รง 2 37.14
3.80±3.70 20.00
มะเร็งกระเพาะอาหาร 13 8.57
7 31.43
มะเร็งหลอดอาหาร 3 2.86
11
ระยะ ระยะที่ 2 1
ระยะที่ 3
ระยะท่ี 4
ระยะเวลาท่ีเป็ น (เดือน) mean (±SD)
สถานะภาพการไดร้ ับยาเคมี อยรู่ ะหวา่ งไดย้ า
บาบดั
ชนิดของยาเคมีบาบดั ท่ีไดร้ ับ FOLFOX4
Cisplatin plus 5-FU
5FU&Leucovorin
Carboplastin plus5F
ตารางการใหย้ าเคมีบาบดั (Cycle) mean (±SD)
อาการร่วม ไม่มี
ปวด
คลื่นไสอ้ าเจียน
ออ่ นเพลีย
ทอ้ งอืด
109
ตารางท่ี 2 แสดงการเปรียบเทยี บภาวะซึมเศร้าและความเสี่ยงต่อการฆ่าตวั ตาย (DS8) ก่อนการทดลอง และหลงั การทดลอง
เข้าร่วมโปรแกรมการป้ องกนั ภาวะซึมเศร้าและความเสี่ยงต่อการฆ่าตวั ตายในผ้ปู ่ วยโรคมะเร็ง
การทดสอบ Mean S.D. t df P-Value
(2-tailed)
ก่อนการทดลอง 1.57 0.50 4.182 34 .000*
หลงั การทดลอง 0.71 0.71
* p<.05
จากตารางท่ี 2 พบวา่ ภายหลงั เขา้ ร่วมโปรแกรมการป้ องกนั ภาวะซึมเศร้าและความเส่ียงต่อการฆ่าตวั ตายในผปู้ ่ วย
โรคมะเร็ง กล่มุ ทดลองมีค่าเฉลี่ยภาวะซึมเศร้าและความเสี่ยงตอ่ การฆ่าตวั ตาย (DS8) ก่อนและหลงั การทดลอง 1.57 และ
0.71 ตามลาดบั เม่ือเปรียบเทียบคา่ เฉลี่ยภาวะซึมเศร้าและความเส่ียงตอ่ การฆ่าตวั ตาย (DS8) ก่อนและหลงั การทดลอง พบวา่
มีค่าเฉลี่ยภาวะซึมเศร้าและความเสี่ยงต่อการฆ่าตวั ตาย (DS8) หลงั การทดลองนอ้ ยกวา่ ก่อนการทดลอง อยา่ งมีนยั สาคญั ทาง
สถิติที่ระดบั p<.05
ตารางที่ 3 แสดงการเปรียบเทยี บความเครียด (ST-5) ก่อนการทดลอง และหลงั การทดลองเข้าร่วมโปรแกรมการป้ องกนั
ภาวะซึมเศร้าและความเส่ียงต่อการฆ่าตวั ตายในผ้ปู ่ วยโรคมะเร็ง
การทดสอบ Mean S.D. t df P-Value
(2-tailed)
ก่อนการทดลอง 4.20 2.11 5.050 34 .000*
หลงั การทดลอง 2.45 1.52
* p<.05
จากตารางที่ 3 พบวา่ ภายหลงั เขา้ ร่วมโปรแกรมการป้ องกนั ภาวะซึมเศร้าและความเส่ียงตอ่ การฆ่าตวั ตายในผปู้ ่ วย
โรคมะเร็ง กลมุ่ ทดลองมีคา่ เฉลี่ยความเครียด (ST-5) ก่อนและหลงั การทดลอง 4.20 และ 2.45 ตามลาดบั เม่ือเปรียบเทียบ
คา่ เฉลี่ยความเครียด (ST-5) ก่อนและหลงั การทดลอง พบวา่ มีค่าเฉล่ียความเครียด (ST-5) หลงั การทดลองนอ้ ยกวา่ ก่อนการ
ทดลอง อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติที่ระดบั p<.05
อภิปรายผลการวจิ ยั
สมมติฐานขอ้ ที่ 1 กลมุ่ ทดลองที่เขา้ ร่วมโปรแกรมการป้ องกนั ภาวะซึมเศร้าและความเส่ียงต่อการฆ่าตวั ตายใน
ผปู้ ่ วยโรคมะเร็งมีภาวะซึมเศร้าและความเสี่ยงตอ่ การฆ่าตวั ตาย (DS8) ก่อนการทดลอง และหลงั การทดลองแตกตา่ งกนั
พบวา่ ภายหลงั เขา้ ร่วมโปรแกรมการป้ องกนั ภาวะซึมเศร้าและความเสี่ยงตอ่ การฆ่าตวั ตายในผปู้ ่ วยโรคมะเร็ง กล่มุ ทดลองมี
คา่ เฉลี่ยภาวะซึมเศร้าและความเส่ียงตอ่ การฆ่าตวั ตาย (DS8) ก่อนและหลงั การทดลอง 1.57 และ 0.71 ตามลาดบั เม่ือ
เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยภาวะซึมเศร้าและความเส่ียงตอ่ การฆ่าตวั ตาย (DS8) ก่อนและหลงั การทดลอง พบวา่ มีค่าเฉลี่ยภาวะ
ซึมเศร้าและความเส่ียงตอ่ การฆ่าตวั ตาย (DS8) หลงั การทดลองนอ้ ยกวา่ ก่อนการทดลอง อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติท่ีระดบั
p<.05
สมมติฐานขอ้ ที่ 2 กลมุ่ ทดลองท่ีเขา้ ร่วมโปรแกรมการป้ องกนั ภาวะซึมเศร้าและความเส่ียงต่อการฆ่าตวั ตายใน
ผปู้ ่ วยโรคมะเร็งมีคา่ เฉลี่ยความเครียด (ST-5) ก่อนการทดลอง และหลงั การทดลองแตกตา่ งกนั พบวา่ ภายหลงั เขา้ ร่วม
โปรแกรมการป้ องกนั ภาวะซึมเศร้าและความเส่ียงต่อการฆ่าตวั ตายในผปู้ ่ วยโรคมะเร็ง กล่มุ ทดลองมีคา่ เฉล่ียความเครียด
(ST-5) ก่อนและหลงั การทดลอง 4.20 และ 2.45 ตามลาดบั เม่ือเปรียบเทียบคา่ เฉล่ียความเครียด (ST-5) ก่อนและหลงั การ
110
ทดลอง พบวา่ มีคา่ เฉล่ียความเครียด (ST-5) หลงั การทดลองนอ้ ยกวา่ ก่อนการทดลอง อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติท่ีระดบั
p<.05
การท่ีผปู้ ่ วยมะเร็งในกล่มุ ทดลองมีภาวะซึมเศร้าและความเส่ียงตอ่ การฆ่าตวั ตาย (DS8) และมีความเครียด (ST-5)
ลดลงน้นั เพราะผปู้ ่ วยมะเร็งในกล่มุ ทดลองที่ไดร้ ับโปรแกรมการป้ องกนั ภาวะซึมเศร้าและความเสี่ยงตอ่ การฆ่าตวั ตายใน
ผปู้ ่ วยโรคมะเร็ง ซ่ึงทาใหผ้ ปู้ ่ วยไดป้ ระเมินสถานการณ์ความเครียดใหม่ที่ตรงตามความเป็ นจริง เกิดทกั ษะการแกป้ ัญหา
อยา่ งเป็ นระบบ จดั การกบั อารมณ์ทุกขใ์ จโดยการหายใจผอ่ นคลายความเครียดและ / หรือการออกกาลงั กาย และสามารถ
ดูแลตนเองขณะรับเคมีบาบดั ได้ ส่งผลใหม้ ีภาวะซึมเศร้าและความเส่ียงต่อการฆ่าตวั ตาย (DS8) และมีความเครียด (ST-5)
ลดลงได้ ซ่ึงสามารถอภิปรายได้ ดงั น้ี
การประเมนิ สถานการณ์ความเครียด การประเมินตดั สินความเจ็บป่ วยและการรักษาที่ไดร้ ับ ผวู้ จิ ยั สร้างและดารง
สมั พนั ธภาพเพอื่ การปรึกษาและประเมินการรับรู้ความเจ็บป่ วยและการรักษาท่ีไดร้ ับ พบวา่ ผปู้ ่ วยมะเร็งส่วนใหญ่จะ
ประเมินตดั สินปฐมภมู ิ (primary appraisal) วา่ การเจ็บป่ วยดว้ ยโรคมะเร็งและการรักษาดว้ ยการผา่ ตดั และเคมีบาบดั เป็ น
สถานการณ์ ที่เป็ นอนั ตรายและสูญเสีย (harm and loss) และคุกคาม (threat) ตอ่ ชีวติ และทรัพยส์ ินของตนเอง ผวู้ จิ ยั ให้
ขอ้ มูลที่ถูกตอ้ งเก่ียวกบั โรคมะเร็งและการรักษาเพอ่ื ใหผ้ ปู้ ่ วยประเมินสถานการณ์ซ้า (reappraisal) ท่ีตรงตามความเป็ นจริง
เพ่ือลดแรงคุกคามจากสถานการณ์ความเครียดลง วา่ ปัจจุบนั ยงั ไมท่ ราบสาเหตุท่ีชดั เจน และการรักษามะเร็งในปัจจุบนั
ไดผ้ ลดี สามารถรักษาใหห้ ายขาด ความร่วมมือของผปู้ ่ วยเป็ นส่ิงสาคญั อาการขา้ งเคียงจากเคมีบาบดั จะแตกตา่ งกนั ในผปู้ ่ วย
แตล่ ะคน ซ่ึงผปู้ ่ วยสามารถดูแลตนเองเพอ่ื ลดอาการขา้ งเคียงต่างๆไดต้ ามวธิ ีปฏิบตั ิตวั ในคู่มือ ผวู้ จิ ยั ไดส้ ร้างความมนั่ ใจวา่
อาการต่างๆภายหลงั การรักษาจะค่อยดีข้ึน และใหค้ าแนะนาเก่ียวกบั การการปฏิบตั ิตนในการรักษา พบวา่ ภายหลงั ใหข้ อ้ มูล
แลว้ ผปู้ ่ วยเขา้ ใจและรับรู้การเจ็บป่ วยดว้ ยโรคมะเร็งและการรักษาตรงตามความเป็ นจริงและมีความเครียด ภาวะซึมเศร้าและ
ความเสี่ยงตอ่ การฆ่าตวั ตายลดลง
การให้การปรึกษาเพอื่ ส่งเสริมทกั ษะการแก้ปัญหา ท่ีประสบอยา่ งเป็ นระบบ (problem - focused coping) เพอ่ื ให้
ผปู้ ่ วยสามารถคน้ หาทางเลือกในการแกป้ ัญหา และนาไปปฏิบตั ิ ผวู้ จิ ยั ส่งเสริมใหผ้ ปู้ ่ วยใชก้ ระบวนการแกป้ ัญหาอยา่ งเป็ น
ระบบในการจดั การกบั สถานการณ์ความเครียดจากการป่ วยดว้ ยโรคมะเร็ง การรักษา และสถานการณ์ความเครียดใน
ชีวติ ประจาวนั ดว้ ยการอภิปรายร่วมกนั กบั ผปู้ ่ วย ในการระบุปัญหาหรือสาเหตทุ ี่ทาใหผ้ ปู้ ่ วยรู้สึกเครียด หาทางเลือกในการ
จดั การกบั สถานการณ์ความเครียด การประเมินผลไดแ้ ละผลเสียของทางเลือก โดยผวู้ จิ ยั เป็ นผใู้ หข้ อ้ มลู ทางเลือกและ
ประเด็นผลไดแ้ ละผลเสียของทางเลือกท่ีผปู้ ่ วยยงั ไมม่ ีขอ้ มูลเพ่มิ เติม เปิ ดโอกาสใหผ้ ปู้ ่ วยเลือกทางเลือกในการแกป้ ัญหาดว้ ย
ตนเอง ลงมือปฏิบตั ิและประเมินผลการปฏิบตั ิตามทางเลือกท่ีผปู้ ่ วยไดเ้ ลือกไว้
การให้การปรึกษาเพอื่ ส่งเสริมการจดั การกบั อารมณ์ทุกข์ การจดั การกบั อารมณ์ (emotional - focused coping) เป็ น
การใชก้ ลยทุ ธต์ ่างในการลดความรู้สึกดา้ นลบในภาวะเครียด ตวั อยา่ งวธิ ีจดั การกบั อารมณ์ โดยใชก้ ลยทุ ธ์ทางความคิด เช่น
การเลือกใหค้ วามสนใจกบั บางสิ่ง การเปรียบเทียบในทางบวก การใหค้ วามหมายกบั สถานการณ์ใหม่ (reappraisal) การใช้
กลยทุ ธ์ทางพฤติกรรม เช่น การออกกาลงั กายเพ่อื ดึงความสนใจออกจากปัญหา การทาสมาธิ และการแสวงหาการสนบั สนุน
ทางสงั คม ผวู้ จิ ยั ส่งเสริมใหผ้ ปู้ ่ วยใชก้ ลยทุ ธ์ในการจดั การกบั อารมณ์ที่มีประสิทธิภาพ โดยสารวจวธิ ีจดั การความเครียด
ความทุกขใ์ จของผปู้ ่ วย พบวา่ ผปู้ ่ วยส่วนใหญ่ ใชก้ ารดูหนงั ฟังเพลง อ่านหนงั สือธรรมะ เพือ่ ใหต้ นเองสบายใจข้ึน ภายหลงั
การอภิปรายร่วมกนั ผปู้ ่ วยสามารถเลือกวธิ ีการจดั การกบั ความทุกขใ์ จท่ีหลากหลายมากข้ึน
ซ่ึงสอดคลอ้ งกบั การศึกษาของ นุชจรี หยองทอง และคณะ (3) ที่ไดศ้ ึกษาผล ของโปรแกรมส่งเสริมการเผชิญ
ความเครียดในผปู้ ่ วยมะเร็งเตา้ นมท่ีพฒั นาข้ึนโดยใชแ้ นวคิดความเครียดและการเผชิญกบั ความเครียด (stress and coping)
ของ Lazarus and Forkman ในการส่งเสริมใหผ้ ปู้ ่ วยมะเร็งเตา้ นมที่มารับเคมีบาบดั ภายหลงั การผา่ ตดั ประเมินสถานการณ์
111
การเจ็บป่ วยและการรักษาตามความเป็ นจริง มีการเผชิญความเครียดโดยการแกป้ ัญหา และลดอารมณ์ทุกขท์ ี่เป็ นปฏิกิริยา
ตอบสนองความเครียดในทางที่เหมาะสม พบวา่ ภายหลงั การทดลองผปู้ ่ วยมะเร็งเตา้ นมกลมุ่ ทดลองมีคา่ เฉล่ียคะแนนอาการ
ซึมเศร้า นอ้ ยกวา่ กลมุ่ ควบคุม อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติ (p < .001) และสอดคลอ้ งกบั การศึกษาของ วาสนา โชติสมั พนั ธ์
เจริญ และคณะ (4) ท่ีไดศ้ ึกษาผลของการทากลมุ่ ช่วยเหลือตนเองต่อความเครียดและการเผชิญความเครียดของผดู้ ูแลเด็ก
โรคมะเร็งที่ไดร้ ับเคมีบาบดั ท่ีพฒั นาข้ึนโดยใชแ้ นวคิดของ Lazarus and Folkman ท่ีเนน้ การเผชิญความเครียด 2 ลกั ษณะ คือ
การมงุ่ แกป้ ัญหา (problem-focused coping) และการจดั การกบั อารมณ์ (emotional-focused coping) ผลการศึกษาพบวา่ กล่มุ
ทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความเครียดหลงั เขา้ ร่วมการทากล่มุ ช่วยเหลือตนเองต่ากวา่ ก่อนการเขา้ ร่วมการทากลมุ่ ช่วยเหลือ
ตนเอง อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติ (p= .001)
ข้อเสนอแนะ บุคลากรทางการพยาบาลควรนาโปรแกรมการป้ องกนั ภาวะซึมเศร้าและความเสี่ยงต่อการฆ่าตวั ตายในผปู้ ่ วย
โรคมะเร็ง ไปใชใ้ นการดูแลผปู้ ่ วยมะเร็งเพ่ือป้ องกนั ความเครียด ภาวะซึมเศร้าและความเสี่ยงต่อการฆ่าตวั ตาย พยาบาลท่ีนา
โปรแกรมฯ ไปใชค้ วรเป็ นพยาบาลท่ีใหก้ ารดูแลผปู้ ่ วยมะเร็ง และไดร้ ับการอบรมการใหก้ ารปรึกษาเพื่อส่งเสริมการ
แกป้ ัญหา (problem solving counseling) ก่อนใชโ้ ปรแกรมฯ
กติ ตกิ รรมประกาศ
คณะผวู้ จิ ยั ขอขอบคุณนายแพทยอ์ ายสุ ภมะราภา ผอู้ านวยการโรงพยาบาลอตุ รดิตถ์ คุณวมิ นต์ วนั ยะนาพร
หวั หนา้ พยาบาล นายแพทยฐ์ ิติ ภมรศิลปธรรม ศลั ยแพทยผ์ เู้ ช่ียวชาญโรคมะเร็ง คุณรัชนีกร ใจคาสืบ พยาบาลวชิ าชีพ
ผเู้ ช่ียวชาญดา้ นการดูแลผปู้ ่ วยศลั ยกรรมโรคมะเร็ง โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ อาจารยจ์ ิระภา สุมาลี อาจารยผ์ เู้ ชี่ยวชาญดา้ น การ
พยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชนนีอตุ รดิตถ์ คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบนั พระบรมราชชนก และ
เจา้ หนา้ ที่ผเู้ ก่ียวขอ้ งหอผปู้ ่ วยศลั ยกรรมชายทุกท่าน ที่ใหค้ วามร่วมมือในการรวบรวมขอ้ มลู และจดั ทารายงานวจิ ยั ฉบบั น้ี
เอกสารอ้างองิ
1. ดาราวรรณ ตะ๊ ปิ นตา . (2555). ภาวะซึมเศร้า : การบาบัดและการให้การปรึกษาโดยการปรับ ความคิดและ
พฤติกรรม. เชียงใหม่: วนิดาการพิมพ.์
2. เดชา ลลิตอนนั ตพ์ งศ์ . (2561). ภาวะฉุกเฉินทางจิตเวชศาสตร์ (Emergency Psychiatry). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์
แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .
3. นุชจรี หยองทอง, อติรัตน์ วฒั นไพลิน, อจั ฉราพร สี่หิรัญวงศ์ และประภา ยทุ ธไตร . (2556). ผลของโปรแกรม
ส่งเสริมการเผชิญความเครียดตอ่ อาการซึมเศร้าในผปู้ ่ วยมะเร็งเตา้ นม . Journal of Nursing Science. 31 (3) :
27-36.
4. วาสนา โชติสมั พนั ธเ์ จริญ , วนั ธณี วริ ุฬห์พานิช และพิสมยั วฒั นสิทธ์ิ . (2562). ผลของการทากลมุ่ ช่วยเหลือ
ตนเองตอ่ ความเครียดและการเผชิญความเครียดของผดู้ ูแลเด็กโรคมะเร็งท่ีไดร้ ับบาบดั . วารสารพยาบาลสงขลา
นครินทร์. 39 (2) : 48-61.
5. วงจนั ทร์ เพชรพิเชฐเชียร (บรรณาธิการ ). (2554). การพยาบาลท่ีเป็ นเลิศในการดูแลผู้ป่ วยโรคมะเร็ง (Best
Nursing Practice in Cancer Care). สงขลา: ชานเมืองการพมิ พ.์
6. ศิริศกั ด์ิ ธิติดิลกรัตน์ , วลั ลี ธรรมโกสิทธ์ิ และราณีฉายนิ ทุ (บรรณาธิการ ). (2557). คู่มือการปฏิบัติงานทีม
ช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต (Mental Health Crisis Assessment and Treatment Team: MCATT).
กรุงเทพฯ: บริษทั บียอนดพ์ บั ลิสซ่ิง จากดั .
7. Burns, N., & Grove, S. K. (2005). The Practice of Nursing Research: Conduct, Critique, and Utilization (5th
ed.). St. Louis: Elsevier Saunders.
112
8. Lazarus, R. and Folkman, S. (1984). Stress appraisal and coping. New York: Springer Publishing Company.
113
ผลของการใหค้ ำปรกึ ษาต่อความวิตกกงั วลของสตรีที่มผี ลการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลกู
ผิดปกติ
วารนิ ทร์ โชติปฏิเวชกุล, พย.ม.*
บทคดั ย่อ มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งท่ีพบบ่อยเปน็ อันดับสองของโรคมะเร็งในสตรีไทย เป็นมะเร็งท่ีสามารถ
ปอ้ งกนั ได้โดยการตรวจคัดกรองให้ครอบคลมุ กลมุ่ เป้าหมายและเมื่อตรวจพบความผิดปกติสามารถ
บทนำ: รักษาให้หายได้ในระยะก่อนมะเร็ง สตรีที่ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกแล้วพบความผิดปกติ
จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยเพ่ิมเติมและการรักษา เพราะจะมีโอกาสเปล่ียนแปลงไปเป็นมะเร็ง
วตั ถุประสงค์: ระยะลุกลามหรือการกลับเป็นของรอยโรคได้อีก สตรีที่ตรวจพบความผิดปกติส่วนใหญ่ จึงมักคิด
วธิ ีการศึกษา: คาดการณ์ไปหลายอย่าง คิดว่าเป็นมะเร็ง กลัวท่ีจะรับทราบผลการตรวจช้ินเนื้อ ทำให้เกิดความ
วิตกกังวล การให้คำปรกึ ษาเป็นการชว่ ยเหลือของพยาบาลวิชาชีพที่จะช่วยใหส้ ตรที ่ีตรวจพบความ
ผลการศกึ ษา: ผิดปกติ ลดความวติ กกงั วลในการเขา้ รบั การรักษา
สรปุ : เพื่อศึกษาผลของการให้คำปรึกษาต่อความวิตกกังวลของสตรีที่มีผลการตรวจคัดกรองมะเร็งปาก
คำสำคัญ: มดลูกผดิ ปกติ
การวจิ ัยคร้ังน้เี ปน็ การศกึ ษาแบบ Before-after design with control ประชากรทศี่ ึกษา คือ สตรี
ท่ีมผี ลการตรวจคดั กรองมะเร็งปากมดลกู พบเซลลผ์ ดิ ปกติ ท่มี ารบั บริการทแ่ี ผนกผู้ปว่ ยนอกสตู นิ รีเวช
โรงพยาบาลแพร่ ได้รับการวินิจฉัยเพิ่มเติมด้วยการส่งตรวจชิ้นเน้ือและการรักษา ในระหว่างเดือน
ธันวาคม พ.ศ. 2562 ถึง เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2563 จำนวน 60 ราย กลุ่มทดลองได้รับคำปรึกษา
ร่วมกับการดูแลตามปกติ กลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัย
ประกอบด้วย 1) แผนการให้คำปรึกษา 2) แบบประเมินความวิตกกังวลขณะเผชิญของสปิลเบอร์
เกอร์ (Spielberger) วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย
ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์เปรียบเทียบข้อมูลพ้ืนฐานของท้ังสองกลุ่มด้วยสถิติ exact
probability test, ranksum test, t-test และวเิ คราะหเ์ ปรยี บเทียบ คะแนนความวติ กกังวล กลุ่ม
ทดลองและกล่มุ ควบคุม ก่อนและหลังให้คำปรึกษาด้วยสถติ ิ paired t–test
กลุ่มตัวอย่างท้ังหมด 60 ราย เป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 30 ราย ค่าเฉล่ียคะแนน
ความวิตกกังวล หลังการให้คำปรึกษาระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่า คะแนนความ
วิตกกังวลของกลุ่มทดลองเท่ากับ 39.6±3.8 คะแนน กลุ่มควบคุมเท่ากับ 48.0±6.9 คะแนน
แตกต่างกนั อยา่ งมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001)
สตรีท่ีมีผลการตรวจคัดกรองมะเรง็ ปากมดลูกผิดปกติ ควรได้รบั การให้คำปรึกษาเพ่ือลดความวิตก
กงั วลเก่ยี วกับความผดิ ปกติท่ีเกดิ ขนึ้ และการรกั ษาท่ีจะได้รับ
การให้คำปรึกษา, ความวิตกกังวล, การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ความผิดปกติที่เซลล์ปาก
มดลูก
* กลุ่มงานการพยาบาลผปู้ ว่ ยนอก โรงพยาบาลแพร่
114
Effect of Counseling on Anxiety Among Women with Abnormal Cervical
Cancer Screening
Warin Chotpadiwetkul, M.N.S.*
Abstract
Background: Cervical cancer is the second most frequent cancer among women in Thailand.
This cancer is preventable by screening programs that cover most of the target
population and curable if the abnormality was found in the pre-cancerous stage.
Women with positive screening results required further investigation and proper
treatment as they carry the risk of progression to invasive cancer or recurrence of
the disease. Women receive a report of abnormal findings on screening tests tend
to develop many anxiety predictions. Some assume that positive means having
cancer and even afraid to receive the screening result. Counseling programs by
professional nurses have beneficial in alleviating distress for most women before
receive any further treatments.
Objective: The purpose of this study was to access the effect of counseling program on
psychological anxiety of women who received abnormal cervical cancer screening
results.
Study design: This study was carried out by before-after design with control. Participants were the
woman reported with an abnormal cervical cytology test who visited at the
Obstetrics and Gynecological outpatient department of Prae hospital, diagnosed
with HSIL, and receiving treatment during October 2019 and April 2020. The
participants consisted of 60 patients. The sample size was calculated by the mean
of distress level score in the controlled group which was 40.8+-3.1 and 45.8 +- 7.8
in the sample group with 5% errors and 90%power. The sample size was 30
participants for each group. The experimental group received routine care plus
counseling program. The control group only received conventional nursing care.
The research instrument were 1) counseling programs 2) The State Anxiety
Inventory form by Spielberger. Data were analyzed by using descriptive statistics
includes percentage, mean and standard deviations. The basic data of the two
groups were compared by the exact probability test, rank-sum test, t-test. The
distress score before and after receiving counseling program in the experimental
and controlled group were analyzed by paired t-test and t-test.
115
Result: From all 60 participants, 30 participants of the controlled group and 30 participants
of the experimental group. Mean of anxiety level score after counseling program
Conclusion: was 39.6± 3.8 points in the experimental group and 48.0±6.9 points in the
Keywords: controlled group which different significantly (p<0.001).
The woman reported with an abnormal cervical cytology test should receive a
counseling program for alleviating stress and anxiety about the abnormal screening
result and further managements.
Counseling, anxiety, cervical cancer screening, abnormal cervical cytology test
****Department of Obstetrics and Gynecolofy, Phrae Hospital
116
คน้ หาความแข็งแกรง่ ท่ามกลางพายดุ ้วยสบายอารต์ ิส
Find Strength in the Storm, be a Sabai Artist
จนั ทร์เพญ็ รัตนพรม พย. Chanpen Rattanaphrom RN
พยอม ถ่ินอว่ น ปร.ด. Payom Thinuan, PhD, Community Medicine
เจมมี่ เบลตนั พย.บ. Jamey Belton
ลอเรนซ์ เอม็ เนลสนั พบ. Lawrence M Nelson, MD, MBA
บทคัดยอ่ :
จากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้เพม่ิ ภาระงาน ความกดดัน ความเส่ยี ง และความ
ตอ้ งการพยาบาลทส่ี งู ข้ึนอย่างรวดเร็วทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ภาวะพลิกผนั น้ีก่อให้เกิดความเครียดใน
การทางานแก่พยาบาลเป็นทวีคณู ความเครยี ดและรูปแบบการนอนหลบั มีความสัมพันธ์กนั และสง่ ผลต่อ
สมรรถนะทางกายและจิตของบคุ คล ดังน้นั การเตรยี มความพร้อมใหก้ ับพยาบาลเพื่อให้มคี ุณลกั ษณะยืดหยุน่
และตอบสนองต่อความเครยี ดได้อย่างเหมาะสมจงึ มีความสาคญั บทความน้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นจุดเร่ิมต้น
พฒั นาวิธกี ารดแู ลแบบไทยวถิ ีพทุ ธผสมผสานวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพและเทคโนโลยสี มัยใหม่ โดยมีการศกึ ษาแบบ
รายกรณี (Case report) ในผู้ปว่ ย traumatic brain injury จานวน 1 ราย โดยใหก้ ารดูแลตามแนวทาง
Sabai Artist ไดแ้ ก่ 1) การฝึกการทางานของระบบประสาทอตั โนมตั ิด้วยการฝึกสติรบั รู้ลมหายใจโดยใช้เครื่อง
Heart Matt®เพ่ือติดตามความผนั แปรของการเตน้ ของหัวใจ 2) การพูดทน่ี ุ่มนวล 3) การนวดหรอื สัมผสั ท่ี
ออ่ นโยน และ 4) การใช้จินตนภาพ เครื่องมอื ท่ีใชใ้ นการวดั ผลลพั ธ์การดูแลคอื คุณภาพการนอนหลับโดยใช้
อุปกรณร์ ัดข้อมือ ผลการศึกษาพบว่า ใน 12 สัปดาห์ ตวั อย่างมจี านวนคร้งั การตืน่ ในชว่ งกลางคืนลดลงและ
ความแปรปรวนของอตั ราการเต้นของหวั ใจเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางท่ดี ี แสดงใหเ้ หน็ วา่ แนวทางและขน้ั ตอน
การดูแลตามแนวทางนี้ทาให้มกี ารฟนื้ ตัวจากอาการ traumatic brain injury ซง่ึ อาจใช้เป็นทางเลือกในการ
จดั การความเครยี ดและความผิดปกติของการนอนหลบั และนารอ่ งไปสู่การพฒั นาโปรแกรมฝึกหดั สาหรับ
พยาบาลระดับเวชปฏิบัติที่ตอ้ งปฏิบตั ิงานทีท่ า้ ทายตามสถานการณก์ ารเปล่ียนแปลงในปัจจบุ นั
คาสาคัญ: ความเครยี ดและความผิดปกติของการนอนหลับ, A Sabai Persona Training Program, Sabai
Artist, การฝึกการทางานของระบบประสาทอัตโนมตั ,ิ ความแปรปรวนของอตั ราการเต้นของหัวใจ
Copyright © 2020Mary Elizabeth Conover Foundation, Inc. Sabai Artist® is a Registered
Trademark of the Mary Elizabeth Conover Foundation, Inc. All right reserved. 1
117
Abstract
The COVID-19 pandemic has increased demands on nurses in Thailand and around the
world. Nurses who are prepared to maintain a resilient response to stress are more likely to
avoid disability related to anxiety, depression or burnout. A comprehensive approach is
needed to train nurses in methods which increase their resiliency. Improving sleep quality
may promote physical and psychological health and overall resilience to stress.
Aims: the objective of the research was to begin developing Thai Buddhist way of care,
combines with the modern health science and technology, called ‘A Sabai Artist’ approach
to care. we report the case of a 72 year old physician scientist who presented with multiple
awakenings at night with noxious somatic symptoms of impending death. He suffered a mild
traumatic brain injury in an auto crash 8 years prior. As a result he developed chronic
neuropathic pain and associated recurrent episodes of traumatic procedural memory.
Methods: We introduced the Sabai Artist approach to comprehensive care involving: 1)
autonomic nervous system training and conditioning using heart rate variability (HRV)
monitoring, 2) words of affirmation, 3) innocent touch, and 4) imagery. We monitored the
quality of his sleep using a commercially available wrist device. Over a 12 week period we
observed a dramatic reduction in the number of his awakenings during the night.
Result: This case illustrates a potential path to recovery from a mild traumatic brain injury as
a model for managing other forms of stress. The pathway includes classical conditioning
using HRV combined with the skills of a Sabai persona.
Conclusions: the findings suggest a need for a pilot study designed to test these methods as
an approach to increase resilience in nurses. Frontline nurses experience a variety of mental
health challenges, including burnout and fear. These warrant attention and support.
Interventions at the national and organizational levels are needed. A Sabai Artist Training
Program may increase self-efficacy and resilience among frontline nursing staff.
Keywords:
Stress and Sleep Disorder, A Sabai Persona Training Program , Sabai Artist, Autonomic Nervous
System Training and Conditioning, Heart Rate Variability (HRV) Monitoring
Copyright © 2020Mary Elizabeth Conover Foundation, Inc. Sabai Artist® is a Registered
Trademark of the Mary Elizabeth Conover Foundation, Inc. All right reserved. 2
118
Background and Importance of the Problem:
Quality of sleep is correlated with good mental health just as stress is associated with
disorders of sleep. While increasing attention from both the research community and the
media has focused on the consequences of sleep problems, research has generally
neglected the positive side of this issue. We propose to increase resilience in nurses by
developing a novel training program which combines the power of classical conditioning,
neuroplasticity, imagery and the traditions of ancient Thai wisdom. Classical Conditioning is
a learning procedure in which a biologically potent stimulus is paired with a previously
neutral stimulus. Neuroplasticity is the ability of the brain to form and reorganize neuronal
connections, especially in response to learning, a novel experience or following injury.
Neuroplasticity provides the scientific basis to facilitate behavioral change. Imagery creates
new thought patterns and neural pathways. Ancient tradition provides the basis for a source
of comfort, hope, and confidence. Heart Rate Variability (HRV) provides a method by which
to accurately determine the state of the autonomic nervous system. A coherent HRV state
has been associated with psychological resiliency, emotional regulation, and the personality
character traits of self-directedness and healthy coping.
Question of Research:
How might a training program increase resilience by combining the power of neuroplasticity
and HRV training with traditional ancient Thai wisdom?
Objective of Research:
The objective of the research was to begin developing a sabai persona approach to care.
A sabai persona combines an especially sensitive and comforting traditional Thai persona,
imagery and HRV monitoring to assist patients in resilience training and conditioning of the
autonomic nervous system. A sabai persona has a special way about their personal
behaviour. This unique persona naturally and effortlessly induces a sense of safety, comfort
and joy in those with whom they interact. The sabai persona has special skills, training and
expertise which provide great value to persons needing to heal from traumatic experiences.
The best medicines are gentle human touch and affirming words. A sabai persona employs
these skills to train individuals in the management of their autonomic nervous system, to
include both the sympathetic and parasympathetic components.
Care delivered by a persona presenting a pleasing visual appearance, an aura of ancient
Copyright © 2020Mary Elizabeth Conover Foundation, Inc. Sabai Artist® is a Registered
Trademark of the Mary Elizabeth Conover Foundation, Inc. All right reserved. 3
119
wisdom, slow and soft speech, and a smiling, comforting demeanor is a powerful manner in
which to put clients at ease. Clients are best prepared to process traumatic events when
comfortably relaxed in the presence of a trustworthy persona. A sabai persona knows how
to listen more, talk less, ask more questions, and make fewer judgments. A sabai persona
speaks the truth lovingly. A sabai persona accepts reality. A sabai persona remains calm and
speaks lovingly even during times of stress and conflict. A sabai persona has the requisite
skills to play a critical role as an important member of a trauma care team.
Hypothesis: Empowering sabai persona skills with imagery and HRV monitoring will effectively
assist others in resilience training and conditioning of the autonomic nervous system.
Research Conceptual Framework:
“The mind is its own place and in itself, can make a Heaven of Hell, and a Hell of
Heaven.” - John Milton
The foundational framework for our resilience research is grounded in the physiology of the
stress response. A resilient response to a stressor requires a coherent inner balance of
sympathetic and parasympathetic activity. Heart rate variability (HRV) provides a powerful
means of observing the interplay between the sympathetic and parasympathetic nervous
systems at the level of the primitive brain.(1) This neurovisceral integration model proposes
that cardiac vagal tone, described in HRV, can mirror the functional balance of the neural
networks implicated in emotion–cognition interactions.(2) Current neurobiological evidence
suggests that HRV is impacted by stress and supports its use for the objective assessment of
psychological health and stress.(3) HRV can be employed to motivate behavioral change.
HRV measurements create more awareness of how behavior has an impact on the nervous
system and bodily functions. This provides a basis for developing a training program for
increasing resiliency and responding to stress in a healthier manner. HRV may be a
preventive tool by providing a visual insight into the most primitive part of the brain.
Copyright © 2020Mary Elizabeth Conover Foundation, Inc. Sabai Artist® is a Registered
Trademark of the Mary Elizabeth Conover Foundation, Inc. All right reserved. 4
120
Methods:
We introduced the sabai persona approach to comprehensive care involving: 1) autonomic
nervous system training and conditioning using heart rate variability monitoring, 2) words of
affirmation, 3) innocent touch, and 4) imagery. We monitored the quality of his sleep using a
commercially available wrist device.
Results:
Over a 12 week period we observed a dramatic reduction in the number of his awakenings
during the night (Figure II). The case show a potential path to recovery from a mild traumatic
brain injury as a model for managing other forms of stress. The pathway includes classical
conditioning using HRV combined with the skills of a sabai persona.
Figure 1 - The mean number of awakenings per hour of sleep over a 12 month period.
Ideal is less than 0.37 awakenings per hour (fewer than three awakenings in an 8 hour night
of sleep).
Copyright © 2020Mary Elizabeth Conover Foundation, Inc. Sabai Artist® is a Registered
Trademark of the Mary Elizabeth Conover Foundation, Inc. All right reserved. 5
121
Figure II - Heart Rate Variability (HRV) Monitoring compare between before receiving
treatment in January, 2020 and after A Sabai Artist approach care in December, 2020.
Copyright © 2020Mary Elizabeth Conover Foundation, Inc. Sabai Artist® is a Registered
Trademark of the Mary Elizabeth Conover Foundation, Inc. All right reserved. 6
122
The case shows a potential path to recovery from a mild traumatic brain injury as a model
for managing other forms of stress. The pathway includes classical conditioning using HRV
combined with the skills of a Sabai persona.
Figure III: Classical Conditioning
Discussions:
A sense of secure attachment is important to psychological health. People whose first
attachments as children are insecure or negative may have difficulty forming healthy
relationships as adults. Establishing secure attachment with a child involves nonverbal
emotional interactions such as reassuring touches, attentive eye contact, and a warm,
affectionate tone of voice. In a study of Thai adolescents more secure peer and school
attachment were significantly associated with greater prosocial behaviors. Self-esteem was
found to mediate the relationships between attachment and all domains of psychological
well-being except prosocial behaviors. (4) Attachment behavior has been shown to be a
major component of human behavioral equipment and biological function which is not only
important in childhood, but indeed throughout life span. Adults with insecure attachment
were likely to experience more psychological problems including loneliness, irritability,
mental health disorders and trait anxiety.(4,5) A comprehensive approach to emotional
Copyright © 2020Mary Elizabeth Conover Foundation, Inc. Sabai Artist® is a Registered
Trademark of the Mary Elizabeth Conover Foundation, Inc. All right reserved. 7
123
health will benefit by addressing attachment issues with the special skills of a sabai persona
as described above.
Prosody refers to the rhythm and intonation of language and is an important feature that
conveys a wide range of information. (6) Experimental evidence suggests stress induces
detrimental effects on interpersonal sensitivity. Thus, stress would be expected to have a
negative impact on care in the case of a nurse dealing with a high stress environment.
Experimentally induced psychological stress impairs the production and recognition of vocal
emotions. Sentences spoken by stressed speakers are judged by naïve listeners as sounding
more stressed than sentences uttered by non-stressed speakers. Negative emotions
produced by stressed speakers are generally less well recognized than the same emotions
produced by non-stressed speakers.(7)
Creating authentic and genuine relationships with patients brings awareness and
development in the 'here and now'. Presenting a relaxed but awake prosody, an aware state
of mind, wisdom, and a spontaneous and mindful approach is the path to building trusting
relationships. Patients with unmet needs are often characterized by their difficulties in being
aware and in contact in the 'here and now'. Authentic relationships permit patients to
experience contact with their inner sanctum self, get in touch with deep unspoken needs,
and accept the reality of their environment. All these experiences contribute to emotional
improvement.(8) Relationships which involve innocent touch and reassuring words create
metaphors and imagery which are considered fundamental elements of our worlds of
language and concepts. These are not just figures of speech, poetic devices, parables, or
creative ways to make interpretations. Metaphors and imagery shape the process of our lives
by structuring perceptions and attitudes, and organize the way problems are discussed as
well as how to develop effective solutions.(9)
Improving sleep and increasing resilience in many cases requires changing deeply traumatic
memories. Declarative memory is a type of long-term memory that involves conscious
recollection of particular facts and events. In contrast, Procedural memory is a part of long
term memory which involves coordinated bodily actions which have been stored in implicit
memory rather than explicit memory. Procedural memories are automatically retrieved and
utilized for execution without the need for conscious control or attention. Procedural
learning is the process which establishes procedural memory by repeating a complex activity
many times until all the relevant neural systems work together to automatically produce the
Copyright © 2020Mary Elizabeth Conover Foundation, Inc. Sabai Artist® is a Registered
Trademark of the Mary Elizabeth Conover Foundation, Inc. All right reserved. 8
124
activity. Declarative memory abilities are known to improve from childhood through young
adulthood. Interestingly, recent evidence has demonstrated children exhibit learning
equivalent to adults on all four measures of procedural memory.
While increasing attention from both the research community and the media has focused on
the consequences of sleep problems, research has generally neglected the positive side of
this issue. Improving sleep quality may promote physical and psychological health and
overall resilience to stress. (11) Mild traumatic brain injury (i.e., concussion) is strongly
associated with Post Traumatic Stress Disorder and a variety of health problems.(12)
Conclusions:
In summary, this case illustrates a potential path to recovery from a mild traumatic brain
injury as a model for managing other forms of stress. The pathway includes classical
conditioning using HRV combined with the skills of a sabai persona. Our findings suggest a
need for a pilot study designed to test these methods as an approach to increase resilience
in nurses. Frontline nurses experience a variety of mental health challenges, including
burnout and fear. These warrant attention and support. Interventions at the national and
organizational levels are needed. A sabai persona training program may increase self-efficacy
and resilience among frontline nursing staff. The Mary Elizabeth Conover Foundation is
collaborating with the Royal College of Nursing in Lampang, Thailand to establish a Sabai
Artist® training program.
1. Rajendra Acharya U, Paul Joseph K, Kannathal N, Lim CM, Suri JS. Heart rate variability:
a review. Med Biol Eng Comput. 2006 Dec;44(12):1031-51. doi: 10.1007/s11517-006-
0119-0. Epub 2006 Nov 17. PMID: 17111118.
2. Ernst G. Heart-Rate Variability-More than Heart Beats? Front Public Health. 2017 Sep
11;5:240. doi: 10.3389/fpubh.2017.00240. PMID: 28955705; PMCID: PMC5600971.
3. Kim HG, Cheon EJ, Bai DS, Lee YH, Koo BH. Stress and Heart Rate Variability: A Meta-
Analysis and Review of the Literature. Psychiatry Investig. 2018 Mar;15(3):235-245. doi:
10.30773/pi.2017.08.17. Epub 2018 Feb 28. PMID: 29486547; PMCID: PMC5900369.
4. Aksarapak Lucktong, Tatiana Taylor Salisbury & Aphichat Chamratrithirong (2018) The
impact of parental, peer and school attachment on the psychological well-being of
Copyright © 2020Mary Elizabeth Conover Foundation, Inc. Sabai Artist® is a Registered
Trademark of the Mary Elizabeth Conover Foundation, Inc. All right reserved. 9
125
early adolescents in Thailand, International Journal of Adolescence and Youth, 23:2,
235-249, DOI: 10.1080/02673843.2017.1330698
5. Kafetsios K, Sideridis GD. Attachment, social support and well-being in young and
older adults. J Health Psychol. 2006 Nov;11(6):863-75. doi:
10.1177/1359105306069084. PMID: 17035259.
6. Watson DG, Jacobs CL, Buxó-Lugo A. Prosody indexes both competence and
performance. Wiley Interdiscip Rev Cogn Sci. 2020 May;11(3):e1522. doi:
10.1002/wcs.1522. Epub 2019 Nov 27. PMID: 31777192.
7. Paulmann S, Furnes D, Bøkenes AM, Cozzolino PJ. How Psychological Stress Affects
Emotional Prosody. PLoS One. 2016 Nov 1;11(11):e0165022. doi:
10.1371/journal.pone.0165022. PMID: 27802287; PMCID: PMC5089770.
8. Aiach Dominitz V. Gestalt Therapy Applied: A Case Study with an Inpatient Diagnosed
with Substance Use and Bipolar Disorders. Clin Psychol Psychother. 2017 Jan;24(1):36-
47. doi: 10.1002/cpp.2016. Epub 2016 Apr 20. PMID: 27098212.
9. Berlin RM, Olson ME, Cano CE, Engel S. Metaphor and psychotherapy. Am J
Psychother. 1991 Jul;45(3):359-67. doi: 10.1176/appi.psychotherapy.1991.45.3.359.
PMID: 1719829.
10. Finn AS, Kalra PB, Goetz C, Leonard JA, Sheridan MA, Gabrieli JD. Developmental
dissociation between the maturation of procedural memory and declarative memory.
J Exp Child Psychol. 2016 Feb;142:212-20. doi: 10.1016/j.jecp.2015.09.027. Epub 2015
Nov 7. PMID: 26560675; PMCID: PMC4666804.
11. Pedersen ER, Troxel WM, Shih RA, Pinder E, Lee D, Geyer L. Increasing resilience
through promotion of healthy sleep among service members. Mil Med. 2015
Jan;180(1):4-6. doi: 10.7205/MILMED-D-14-00264. PMID: 25562849; PMCID:
PMC4356633.
12. Hoge CW, McGurk D, Thomas JL, Cox AL, Engel CC, Castro CA. Mild traumatic brain
injury in U.S. Soldiers returning from Iraq. N Engl J Med. 2008 Jan 31;358(5):453-63.
doi: 10.1056/NEJMoa072972. Epub 2008 Jan 30. PMID: 18234750.
Copyright © 2020Mary Elizabeth Conover Foundation, Inc. Sabai Artist® is a Registered
Trademark of the Mary Elizabeth Conover Foundation, Inc. All right reserved. 10
126
การวางแผนบ้ันปลายชวี ติ ในผู้ปว่ ยวณั โรค
Planning end of life for Tuberculosis paitents
ปิยะวดี สมุ าลัย* วท.ม. (จติ วิทยาการใหค้ ำปรกึ ษา)
Piyawadee Sumalai M.Sc. (Counselling)
วรุณยพุ า สกล พยบ.
Warunyupa Sakol
อารีรตั น์ นลิ าวรรณ์ พยบ.
Areerat Nilawan,
ตกึ อายรุ กรรม 4 สถาบันบำราศนราดูร
(Registered nurse, Bamrasnaradura Infectious Diseases Institute )
email: [email protected] เบอร์โทร 025903539 มือถือ0819401004
บทคัดยอ่
การศกึ ษาวิจัยน้ีเปน็ การวิจยั เชงิ คุณภาพมวี ตั ถุประสงค์เพื่อศกึ ษาการใช้แบบประเมินวางแผนบน้ั
ปลายชวี ิตผู้ป่วยวัณโรคและความเขา้ ใจของผปู้ ว่ ยเก่ยี วกับการดูแลแบบประคบั ประคองดำเนินการศึกษา
ระหว่างวนั ท่ี 26มนี าคม2562-2มนี าคม2563กลุ่มตวั อย่างคือผู้ป่วยวัณโรคจำนวน28คน เครือ่ งมอื ท่ีใช้ใน
การวจิ ัยคือแบบประเมินวางแผนบน้ั ปลายชีวิตของโรงพยาบาลบางดว้ น สมทุ รปราการ วิเคราะห์ข้อมลู
โดยการวิเคราะห์เนื้อหา การแจกแจงความถ่ี ร้อยละ คา่ เฉลย่ี
ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่าง 28 คนเป็นผ้ปู ่วยท่ีได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นวัณโรค เป็นเพศชาย
20ราย(71.4%) เพศหญิง 8(28.6%) โดยมีอายุน้อยที่สุด 28 ปี อายุมากท่ีสุด 88 ปี อายุเฉลี่ย55.32 ปี
(SD.=189.086) สำหรับข้อคำถามว่าชีวิตในตอนนี้มีความสุขมากแค่ไหน กลุ่มตัวอย่างส่วนมากมีความสุข
น้อย ร้อยละ92.9 ร้อยละ60.7 บอกว่าสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของผู้ป่วยคือครอบครัว ร้อยละ82.2เลือกไม่
อยากทุกข์ทรมาน ส่วนร้อยละ75.0คิดว่าโรค/ภาวะสุขภาพที่เป็นอยู่ไม่แน่ใจว่าจะหายหรือจะไม่หาย
สำหรบั ในเรื่องการวางแผนเกี่ยวกับโรคและการรักษาในอนาคตไว้ว่าส่วนใหญ่ถ้าเลือกได้อนาคตมีชีวติ อยู่
อีก 5 ปี ร้อยละ46.4 และ มีสิ่งที่เป็นห่วงยังจัดการไม่เรียบรอ้ ยคือเรื่องครอบครัวร้อยละ42.9 สำหรับการ
มีประสบการณ์คนใกล้ชิดป่วยระยะสุดท้ายหรือเสียชีวิต กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความรู้สึกเสียใจ แต่ก็คิด
ว่าเป็นเร่ืองปกติท่ีทุกคนต้องเจอ และถ้าอยู่จนครบเวลาอยากจากไปแบบ จะสู้กับโรคและอยู่ให้นานท่ีสุด
เทา่ ที่จะทำได้แม้จะทุกข์ทรมานแค่ไหนก็ตาม ในอนาคตถา้ อาการทรุดหนัก อยากให้แพทย์ช่วยให้ยารกั ษา
อาการทั่วไป ให้น้ำเกลอื ให้ยาแก้ปวด ยาฆ่าเช้อื เพ่ือให้ไมท่ กุ ข์ทรมาน
127
ฉะนนั้ ผปู้ ว่ ยระยะสุดทา้ ยสว่ นใหญต่ ้องการทีจ่ ะไดร้ ับการดูแลอยา่ งเพียงพอ มีความรู้สกึ วา่ ปลอดภัย
ต้องการได้รบั การยอมรบั สามารถให้และไดร้ ับความรกั ไม่ถูกมองว่าเป็นภาระของญาติมิตรหรอื บคุ ลากร
ทางการแพทย์ สามารถได้รับการอธบิ ายถึงอาการที่เป็นอยู่และมสี ว่ นร่วมในการตัดสินใจ
คำสำคญั วางแผน บัน้ ปลายชวี ิต ผู้ปว่ ยวณั โรค
Abstract
This research study is a qualitative research. The objectives are to study the use
of assessment forms for planning the end of life of tuberculosis patients and their
understanding of palliative care. Conducted a study between 26 March 2019 - 2 March
2020. The sample consisted of 28 TB patients. The instrument used in this research was
the Life Assessment Plan.Data were analyzed by content analysis. Distribution,
frequency, percentage, average.
The result is the subjects were 28 patients who were diagnosed with tuberculosis,
20 males (71.4%), 8 females (28.6%), with an average age of 55.32 years.For the question
of how happy life is now The majority of the respondents were happy, 92.9%.60.7
percent said that the most important thing in a patient's life is the family.82.2% chose
not to suffer.
About 75.0 percent thought that the disease / health condition is uncertain whether to
disappear or not to heal. As for the planning of diseases and future treatments, most of
them, if able to choose the future, live for another 5 years.And 42.9% of them are
worried about the unsettling family issues.Most of the respondents felt regret. But
thought that it was normal for everyone to encounter.If living until the end of time, want
to leave like Will fight the disease and stay as long as possible, even if suffering.In the
future, if symptoms get worse Would like the doctor to help the general symptom, give
the saline solution, give pain medication, disinfectant, so as not to suffer.
Therefore, most terminally ill patients need to receive adequate care. Feel safe
Want to be accepted Can give and receive love.Is not seen as a burden for relatives or
medical personnel Can be explained the symptoms that are present and are involved in
decision-making.
Key word Plan , End of life, Tuberculosis patient
128
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
ในปี พ.ศ. 2533 องค์การอนามัยโลกได้ให้คำจำกดั ความของ Palliative Care วา่ เปน็ “วธิ กี าร
ดูแลผูป้ ว่ ยทเ่ี ป็นโรคที่รกั ษาไม่หายโดยให้การป้องกนั และบรรเทาอาการตลอดจนความทุกข์ทรมานดา้ น
ตา่ งๆ ที่อาจจะเกดิ ขึ้น เปน็ การดแู ลเปน็ แบบองคร์ วม ครอบคลมุ ทุกมติ ิ ของสขุ ภาพอันได้แก่ กาย ใจ
สังคม และจติ วิญญาณของผ้ปู ่วย มเี ปา้ หมายหลักของการดูแลเพ่ือลดความทรมานของผู้ปว่ ย เพมิ่ คณุ ภาพ
ชีวิตของผู้ป่วยและครอบครวั และทำให้ผปู้ ว่ ยไดเ้ สียชวี ติ อย่างสงบหรือ ตายดี” ปจั จุบันทางองค์การ
อนามัยโลกไดใ้ หค้ ำจำกัดความใหมข่ อง Palliative Care ไวว้ ่าเป็น “วิธีการดแู ลทเ่ี ปน็ การเพิ่มคุณภาพ
ชวี ติ ของผปู้ ว่ ย ทีป่ ว่ ยดว้ ยโรคทค่ี กุ คามต่อชวี ิต โดยใหก้ ารป้องกันและบรรเทา ความทุกข์ทรมานตา่ งๆ ที่
เกิดขนึ้ กับผู้ปว่ ยและครอบครัว ด้วยการเข้าไปดูแลปัญหาสุขภาพทีเ่ กดิ ข้ึนต้ังแต่ใน ระยะแรกๆของโรค
รวมทั้งทำการประเมินปญั หาสุขภาพ ทั้งทางดา้ น กาย ใจ สังคม และจิตวญิ ญาณอย่างละเอียดครบถว้ น”1
องค์การอนามัยโลก ได้ให้ความหมายการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย หรือการดูแลแบบ
ประคับประคอง ในปี ค.ศ. 2002 (พ.ศ. 2545) Palliative Care มุ่งที่จะทำให้คุณภาพชีวิตของท้ังผู้ป่วย
และครอบครัว ซึ่งเผชิญหน้ากับโรคที่คุกคามต่อชีวิต (Life – threatening illness) ไม่ว่าจะเป็นโรคใด
โดยเน้นทก่ี ารดูแลรักษาอาการที่ทำให้ทุกข์ทรมาน ท้ังอาการเจ็บปว่ ยทางกาย ปัญหาทางจิตใจ สงั คม และ
จติ วิญญาณ แบบองค์รวมและควรให้การรักษาดังกล่าวตั้งแต่ระยะแรกท่ีเร่ิมวินิจฉยั ว่าผู้ป่วยเป็นโรคระยะ
สุดท้าย (Terminal illness) จนกระท่ังผู้ป่วยเสียชีวิต และรวมถึงการดูแลครอบครัวของผู้ป่วยหลังจาก
การสญู เสีย2
การรักษาทีม่ งุ่ ใหผ้ ู้ปว่ ยปราศจากความทุกข์ทรมานอันเน่ืองจากโรคหรอื การเจ็บป่วย(Compassionate
palliative care) หมายถึง การดูแลรักษาที่มุ่งให้ผู้ป่วยมีความสุขสบายมากท่ีสุดเท่าท่ีจะสามารถทำได้
ในช่วงสุดท้ายของโรค ซ่ึงได้แก่ การหลีกเล่ียงการรักษาที่มุ่งเน้นเพ่ือให้ผู้ป่วยหายจากโรค แต่ทำให้ผู้ป่วย
ได้รับความทุกข์ทรมาน และการให้ยาเพ่ือลดความทุกข์ทรมานจากโรค เมื่อวินิจฉัยโรคท่ีรักษาไม่
หายขาดหรือรา้ ยแรงถึงกับชีวิต แพทย์อาจมีแนวโน้มจะรักษามุ่งเน้นไปทโ่ี รคอย่างเดียว แต่การดูแลผู้ป่วย
ดังกล่าวให้ครอบคลุมทุกด้าน(เช่น ด้านจิตใจ อารมณ์ ความรู้สึก )ต้องการเวลามาก และแพทยส์ ่วนใหญ่มี
ภาระงานท่ีต้องดูแลเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นแพทย์อาจมีแนวคิดว่าการรักษาแต่โรคที่กำลังมีความ
รุนแรง มีความสำคัญมากกว่ารายละเอียดปลีกย่อยอ่ืนๆ แพทย์บางคนมักจะไม่บอกการวินิจฉัยโรคกับ
ผปู้ ่วยตั้งแต่ต้น เนื่องจากบางครงั้ ไม่รู้จะบอกอย่างไร รวมท้ังมีญาติขอร้องไว้ไม่ให้บอกผู้ป่วย ท้ังๆ ที่ผู้ป่วย
สว่ นใหญ่อยากทราบความจรงิ จากแพทย์หากตัวเองเป็นโรครา้ ย จากข้อมูลการศึกษาพบว่าผู้ป่วยไทยส่วน
ใหญ่ยังไม่ทราบว่าตัวเองเป็นโรคร้ายเช่นป่วยด้วยโรคมะเร็ง แสดงให้เห็นถึงช่องว่างของ การแจ้งข่าวร้าย
ในผู้ป่วยชาวไทยอยู่มาก เมื่อความต้องการของผู้ป่วย ความต้องการของญาติ และความ ต้องการของ
แพทย์ ไม่ตรงกัน การสร้างการส่ือสารที่ดีระหว่าง บุคลากรทางการแพทย์กับผู้ป่วยและครอบครัวจะช่วย
129
ให้สามารถช่วยเหลือให้ผู้ป่วยและครอบครัวได้ทำส่ิงท่ีติดค้าง (Unfinished business) ได้สำเร็จใน
ชว่ งเวลาท่ีจำกดั และตงั้ เปา้ หมายการรักษาท่ีเหมาะสมสำหรบั ผปู้ ่วยรายหนงึ่ ๆ ได้3
การดูแลแบบ Palliative Care จึงหมายถึงการท่ีแพทย์มี โอกาสพูดคุยส่ือสารกับผู้ป่วยและ
ครอบครัว อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นด้วย การพูดถึงความตายเป็นเร่ืองท่ียากแล้ว การสอบถามถึง
สถานที่ท่ีผู้ป่วยต้องการเสียชีวิตย่ิงยากกว่า และยังเป็นที่ถกเถียงกันถึงความเหมาะสมทีพูดถึง เร่ืองนี้กับ
ผู้ป่วยและครอบครวั และล่อแหลมต่อจริยธรรมในปฏิบัติการพยาบาล พยาบาลควรต้องดูความเหมาะสม
ของสภาพการเจ็บปว่ ยและชว่ งเวลาที่จะกล่าวถึงเร่ืองนี้และบางคร้งั ผู้ป่วยและญาติอาจแปลความหมายถึง
การเร่งให้ผ้ปู ่วยกลับบา้ นหากโรงพยาบาลปัญหาเร่ืองจำนวนเตียงรักษาพยาบาล ดังนั้นการกลา่ วถึงเร่อื งนี้
ควรทำเม่ือแน่ใจว่าผู้ป่วยและครอบครัวพึงพอใจกับการดูแลที่ได้รับมีสัมพันธภาพท่ีดี และยอมรบั กับแผน
การรักษาแบบประคับประคอง อย่างไรกต็ ามความต้องการน้ีอาจมีการเปลยี่ นแปลงได้ โดยเฉพาะในช่วงที่
ผู้ป่วยอาการหนักและครอบครัวเป็นผู้ตัดสินใจแทนผู้ป่วย ดังนั้นการดูแลผู้ป่วยเสียชีวิตท่ีบ้านเป็นเร่ืองท่ี
ผู้ดูแลต้องเป็นผู้มีความรู้ ประสบการณ์ และผ่านการฝึกทักษะมาเป็นอย่างดีเพื่อให้สามารถตอบสนอง
ความต้องการของผูป้ ว่ ย ใหก้ ารดแู ลทเ่ี ออื้ ตอ่ การเสียชีวติ อยา่ งสงบที่บ้านได้ 4,5
ดังน้ัน Palliative Care จึงเป็นการดูแลแบบประคับประคอง มุ่งให้ความสุขสบายแก่ผู้ป่วย ช่วย
ลดความทุกข์ทรมานจากความปวดครอบคลุมถึงจิตวิญญาณ และตระหนักถงึ การตายอย่างสมศักดิ์ศรีของ
ความเป็นมนุษย์ (dignified death) รวมถึงครอบครัวท่ีมีผู้ป่วยอยู่ในระยะสุดท้าย และหลังเสียชีวิตแล้ว
และจะทำอย่างไรให้ผู้ดูแลหรือญาติผู้ป่วยทราบว่าเม่ือไรต้องดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง ทีมผู้วิจัยจึง
ไดน้ ำแบบประเมินวางแผนบัน้ ปลายชวี ิตของโรงพยาบาลสง่ เสริมสุขภาพตำบลบางด้วน สมุทรปราการ มา
ใช้กับผ้ปู ่วยวณั โรค เพื่อเป็นการประเมินและเตรยี มความพร้อมในการดูแลผปู้ ว่ ยต่อไป
วัตถปุ ระสงค์ของการวจิ ัย
1.เพอ่ื ศึกษาการวางแผนบน้ั ปลายชวี ติ ผปู้ ว่ ยวณั โรค
2.เพ่อื ศึกษาความเขา้ ใจของผู้ปว่ ยเก่ียวกบั การดแู ลแบบประคับประคอง
130
วธิ กี ารศกึ ษา รูปแบบการศึกษา การวจิ ยั แบบพรรณนา (Descriptive)
ประชากร คือผู้ป่วยท่ีมารับบริการทีต่ ึกอายรุ กรรม 4
กลมุ่ ตวั อย่าง
Inclusion Criteria
- ผ้ปู ่วยมอี ายุมากว่า 18 ปีขน้ึ ไป
- ผูป้ ่วยท่ีได้รับการประเมนิ โดยใช้แบบประเมนิ ระดับผปู้ ว่ ยทไี่ ดร้ บั การดูแลแบบประคบั ประคอง ฉบบั สวน
ดอก ท่ีมคี ่าคะแนน0-50%
Exclusion Criteria
- ผปู้ ่วยไม่ใหค้ วามยนิ ยอมเข้าโครงการ
- ผปู้ ว่ ยไมร่ ้สู ึกตวั
จากการคำนวณกลุ่มตัวอย่าง จากสถติ ิผปู้ ่วยท่ีไดร้ ับการดูแลแบบประคับประคองในปงี บประมาณ2561
จำนวน 31 ราย เปิดตารางสำเรจ็ รปู ของเครซ่ีและมอร์แกน5 ทำให้ได้กลุ่มตวั อย่าง 28 ราย
เครือ่ งมอื ท่ีใช้ในการศึกษา แบบประเมนิ วางแผนบัน้ ปลายชีวิตของโรงพยาบาลบางด้วน สมทุ รปราการ
เปน็ หน่ึงในชดุ เครือ่ งมือของสมุทรปราการโมเดลทเ่ี กดิ จากแนวคิดการพฒั นาระบบงานเย่ียมบ้านในชุมชน
ของทมี โรงพยาบาลสมุทรปราการโดยมีกลมุ่ ประชาชนในชมุ ชนคอื กลุม่ ผู้ปว่ ยโรคเรอื้ รัง กลมุ่ ผู้สูงอายผุ ู้
พกิ าร ผู้ดูแล และผปู้ ว่ ยระยะสุดทา้ ย เพ่อื จะแก้ปัญหาในการดูแลผปู้ ว่ ยในชมุ ชน โดยประกอบดว้ ยข้อ
คำถาม 5 ขอ้ คือ
1.ชีวติ ในตอนนมี้ ีความสขุ มากแคไ่ หน?
2.อะไรเป็นส่ิงสำคญั ที่สุดในชวี ิตของผูป้ ว่ ย?
3.คิดอยา่ งไรเกย่ี วกับโรค/ภาวะสขุ ภาพทีเ่ ป็นอยู่?
4.วางแผนเกี่ยวกับโรคและการรักษาในอนาคตไวอ้ ย่างไรบ้าง?
5.ในอนาคตถ้าอาการทรุดหนัก อยากใหแ้ พทย์ชว่ ยแค่ไหน?
การตรวจสอบคณุ ภาพในเครอื่ งมอื เครื่องมือชุดนี้ผ่านการตรวจสอบเนือ้ หาจากทีมวชิ าการของสำนักงาน
สาธารณสขุ จังหวัดสมุทรปราการ โดยมีคา่ ความตรงของเนื้อหา 0.91
การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
ทมี ผู้วิจัยดำเนินการเก็บข้อมูล โดยทำการ อธบิ ายวตั ถุประสงค์ ขอความยนิ ยอม และแจก
แบบสอบถามใหก้ ลุ่มตวั อยา่ งตอบดว้ ยตนเองหลงั จากขอรับรองการพิจารณาโครงร่างวจิ ัยจาก
คณะกรรมการวิจยั ของสถาบันบำราศนราดรู (รหสั N001h/61_ExPD) และขออนุญาตผู้อำนวยการ
สถาบันบำราศนราดรู
131
การวเิ คราะห์ขอ้ มลู ร้อยละ ค่าเฉล่ยี
ผลการศกึ ษา จำนวน ร้อยละ
ก. ขอ้ มูลส่วนบคุ คล
ตารางท่ี 1 ข้อมูลสว่ นบคุ คล 20 71.4
ข้อมูลสว่ นบคุ คล 8 28.6
เพศ
ชาย
หญงิ
อาย(ุ ป)ี X =55.32 S.D=18.086
อายุน้อยทส่ี ดุ 28ปี
อายมุ ากทสี่ ดุ 88ปี
จากตารางท่ี 1กลมุ่ ตัวอยา่ ง 28 คนเป็นผู้ป่วยทไ่ี ด้รบั การวนิ จิ ฉัยว่าเปน็ วัณโรค เปน็ เพศชาย 20ราย
(71.4%) เพศหญงิ 8(28.6%) โดยมีอายนุ ้อยที่สุด 28 ปี อายุมากทส่ี ดุ 88 ปี อายุเฉลยี่ 55.32 ปี
(SD.=18.086)
ข. ขอ้ คำถามแบบประเมินวางแผนบ้นั ปลายชีวิตผู้ปว่ ยวัณโรค
ตารางที่ 2 แสดงข้อมลู จากข้อคำถามแบบประเมินวางแผนบั้นปลายชีวติ ผู้ปว่ ยวณั โรค
ขอ้ คำถาม จำนวน ร้อยละ
ชวี ติ ในตอนนี้มีความสุขมากแค่ไหน
มคี วามสุขนอ้ ย 26 92.9
มคี วามสุขปานกลาง 2 7.1
อะไรเปน็ สิ่งสำคัญที่สุดในชวี ติ ของผู้ป่วย
ครอบครัว 17 60.7
การมชี วี ติ ยนื ยาว 5 17.9
การไม่ต้องเป็นภาระให้กับคนท่ีรัก 4 14.3
การไม่ทกุ ขท์ รมานจากโรค 2 7.2
ถา้ ให้เลือกอะไรสำคญั
ไม่ทกุ ขท์ รมาน 23 82.2
การมีชวี ติ ยนื ยาว 5 17.9
132
ตารางท่ี 2 (ต่อ)
ข้อคำถาม จำนวน รอ้ ยละ
คดิ อย่างไรเก่ยี วกับโรค/ภาวะสุขภาพทีเ่ ป็นอยู่? 14.3
10.7
หายได้ 4 75.0
หายไมไ่ ด้ 3 21.4
46.4
ไมแ่ น่ใจ 21 32.1
วางแผนเกย่ี วกบั โรคและการรักษาในอนาคตไวอ้ ย่างไรบ้าง? 35.8
28.6
ถา้ เลือกได้อนาคตมชี ีวิตอยู่อีกก่ีป.ี 21.5
16.4
1 ปี 6
21.5
5 ปี 13 42.9
30.6
10 ปี 9
28.6
อยากใชช้ วี ติ ทเี่ หลอื อย่างไรให้มีความสขุ
50.0
อยากหาย 10 21.4
ไม่เปน็ ภาระ 8
อยกู่ ับความครอบครัว 6
มีแรงทำงาน 4
มอี ะไรในชวี ิตทเี่ ปน็ ห่วงยังจัดการไม่เรียบร้อยหรือไม่
ไม่มี 6
เรอ่ื งครอบครวั 12
ห่วงลกู 10
เคยมีประสบการณ์คนใกลช้ ิดปว่ ยระยะสุดทา้ ยหรือเสยี ชวี ิตหรอื ไม่
อยา่ งไร คิดเหน็ อย่างไร
มีประสบการณ์ ความรสู้ กึ เสยี ใจ แต่ก็คดิ ว่าเปน็ เร่ืองปกตทิ ่ีทุกคนต้องเจอ 27
ไมม่ ี 1
ถ้าอยู่จนครบเวลาอยากจากไปแบบไหน
จะส้กู บั โรคและอย่ใู ห้นานท่สี ุดเทา่ ท่ีจะทำได้แมจ้ ะทุกข์ทรมานแค่ไหนก็ 8
ตาม
จะพยายามสู้กบั โรคดูกอ่ น แต่ถ้าเรม่ิ ทุกขท์ รมานจนทนไม่ไหวกห็ ยดุ 14
ไมอ่ ยากทุกข์ทรมาน ยอมรบั ไดถ้ า้ จะมชี ีวิตที่สน้ั ลง 6
ตารางที่ 2 จากคำถาม “ชีวิตในตอนน้ีมีความสุขมากแค่ไหน?” กลุ่มตัวอย่างมีความสุขน้อย
26(92.9%) มีปานกลาง 2(7.1%) “อะไรเป็นส่ิงสำคัญที่สุดในชีวิตของผู้ป่วย?” ครอบครัว 17 (60.7%)
รองลงมาคือ การมีชีวิตยืนยาว5(17.9%) การไม่ต้องเป็นภาระให้กับคนที่รัก4(14.3%) ครอบครัว เพ่ือน
133
เงิน ศาสนา การมีชีวิตยืนยาว การไม่ต้องเป็นภาระคนอื่น การไม่ทุกข์ทรมานจากโรค 2(7.2%)ถ้าให้เลือก
อะไรสำคญั ระหวา่ ง ไมท่ ุกขท์ รมาน 23(82.2%) การมชี วี ิตยนื ยาว5(17.9%)
“คดิ อย่างไรเก่ียวกบั โรค/ภาวะสุขภาพทเ่ี ป็นอยู่?ไมแ่ น่ใจ” 21(75.0%) หายได้4 (14.3%) หายไมไ่ ด้ 3
(10.7%) “วางแผนเกย่ี วกบั โรคและการรักษาในอนาคตไวอ้ ย่างไรบ้าง?ถ้าเลือกได้อนาคตมชี ีวิตอยู่อีกก่ีปี”.
5 ปี 13(46.4%) 10ปี 9(32.1%) 1ปี 6(21.4%) อยากใชช้ วี ติ ท่เี หลืออย่างไรให้มคี วามสขุ อยากหาย
10(35.8) ไม่เป็นภาร 8(28.6) อยู่กบั ความครอบครวั 5(17.9) มแี รงทำงาน4 (16.4) อยอู่ ย่างเรยี บงา่ ย
1(3.6) มีอะไรในชวี ิตทเี่ ปน็ ห่วงยงั จัดการไม่เรียบร้อยหรือไม่ เร่ืองครอบครัว 12(42.9) ห่วงลูก10(30.6) ไม่
มี 6(21.5) เคยมีประสบการณ์คนใกลช้ ิดปว่ ยระยะสุดท้ายหรือเสยี ชีวิตหรอื ไม่ อย่างไร คิดเห็นอย่างไร 27
คน มีประสบการณ์ ความรู้สึกเสยี ใจ แต่ก็คดิ ว่าเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต้องเจอ ถ้าอยู่จนครบเวลาอยากจาก
ไปแบบไหน จะส้กู บั โรคและอยู่ให้นานท่สี ุดเท่าทจ่ี ะทำได้แม้จะทุกขท์ รมานแค่ไหนกต็ าม8(28.6) จะ
พยายามส้กู ับโรคดูก่อน แต่ถ้าเริ่มทุกขท์ รมานจนทนไมไ่ หวก็หยดุ 14(50) ไม่อยากทุกข์ทรมาน ยอมรบั ได้
ถา้ จะมีชวี ติ ทส่ี ้ันลง6(21.4) ในอนาคตถา้ อาการทรุดหนกั อยากให้แพทยช์ ่วยแค่ไหน? ทุกคนบอกวา่ ให้ยา
รักษาอาการทวั่ ไป ให้น้ำเกลือ ใหย้ าแก้ปวด ยาฆา่ เช้ือ เพ่ือให้ไม่ทุกขท์ รมาน
ค. ความเข้าใจของผู้ปว่ ยเกี่ยวกบั การดูแลแบบประคับประคอง
จากแบบประเมินทำใหท้ ราบถึงความเข้าใจของผปู้ ่วยและญาติเกีย่ วกบั การดแู ลแบบประคบั ประคอง
คือการมีชวี ติ อยูโ่ ดยไมเ่ ป็นภาระแก่คนท่รี ักและไมท่ ุกข์ทรมาน
อภปิ รายผลและสรปุ ผลการศกึ ษา
ในการนำแบบประเมินวางแผนบั้นปลายชีวติ ของโรงพยาบาลบางด้วน สมทุ รปราการ เปน็ หน่ึงใน
ชุดเคร่ืองมือของสมุทรปราการโมเดลที่เกิดจากแนวคิดการพัฒนาระบบงานเย่ียมบ้านในชุมชนของทีม
โรงพยาบาลสมุทรปราการโดยมีกลุ่มประชาชนในชุมชนคือกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง กลุ่มผู้สูงอายุผู้พิการ
ผู้ดูแล และผู้ป่วยระยะสุดท้าย มาปรับใช้กับผู้ป่วยวัณโรค ทำให้ทราบถึงความคิดในการดูแลสุขภาพของ
กลุ่มตัวอย่าง รวมถึงการเตรียมการวางแผนท้ัง ด้าน สังคม เศรษฐกิจ และสุขภาพที่ต้องการป้องกันและ
บรรเทาอาการตลอดจนความทุกข์ทรมานด้านต่างๆท่ีอาจจะเกิดข้ึน เพราะการเจ็บป่วยทำให้ผู้ป่วยต้อง
แยกจากครอบครวั มาอยู่โรงพยาบาล ถูกตดั ขาดจากสังคม สถานทที่ ำงานหรอื สิง่ แวดล้อมท่คี ุ้นเคย ยิ่งรับรู้
ว่าตนเองเป็นโรคที่รักษาไม่หายและกาลังจะตายจึงรู้สึกเศร้าโดดเด่ียว และท้อแท้ ย่อมต้องการความรัก
และความสัมพันธ์ท่ีดีจากท้ังญาติและแพทย์ พยาบาลผู้ดูแล ฉะน้ันทุกคนต้องการอยู่อย่างมีความหมาย
หรืออยู่อย่างมีคุณค่าต่อบุคคลที่ตนเองรักหรือทำประโยชน์ให้ตนเองและสังคมที่ดำรงอยู่ ความเอื้ออาทร
ความรักความผูกพันของบุคคลในครอบครัวหรือ มิตรสหาย เป็นกำลังสำคัญในการดาเนินชีวิตท้ังในยาม
ปกติและยามเจ็บป่วย มนุษย์ทม่ี ีจิตวิญญาณที่เขม้ แขง็ จะสนใจศาสนาหรอื มีปรชั ญาในการดาเนินชีวิต ซ่ึง
แสดงออกในรปู พฤติกรรมคือ การดำเนินชีวิตโดยยึดถือคา่ นิยมของตนเอง และแสดงออกถึงความตอ้ งการ
134
มีส่วนรว่ มในกจิ กรรมทางศาสนา เมื่อยามเจ็บป่วยจะใชว้ ิกฤติในชวี ิตครั้งน้ีค้นหาความหมายของชีวติ วา่ จะ
ใชเ้ วลาท่ีเหลืออยอู่ ย่างไรก่อนตาย4
จึงต้องมีการการประเมินผู้ป่วยระยะสุดท้ายให้ครอบคลุมท้ังทางด้านร่างกาย (จะประเมินจาก
อาการไม่สขุ สบาย ความสามารถในการทำกิจกรรมของผู้ปว่ ย) ด้านจิตใจ(การดูแลด้านจิตใจมีความสำคัญ
อย่าให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าถูกทอดท้ิง มีคนพูดคุยด้วย โดยประเมินว่าผู้ป่วยอยากพูด อยากฟังอะไร ให้ความ
ม่ันใจว่าเขาจะได้รับการดูแลดีท่ีสุด การให้กำลังใจ ให้ความรัก ความเอ้ืออาทร จะทำให้ผู้ป่วยมีสภาพของ
จิตใจพร้อมที่จะต่อสู้กับโรคร้ายอยู่เสมอ ) ด้านสังคม(โดยจะต้องประเมินในเรื่องต่อไปน้ี คือ บทบาทของ
ผูป้ ว่ ยในครอบครัว เพราะบทบาทจะสง่ ผลกระทบตอ่ สภาวะจติ ใจของสมาชิกในครอบครวั หรือศักยภาพใน
การจัดการปัญหาต่าง ๆ) และจิตวิญญาณ(ความต้องการที่จะปฏิบัติกิจกรรมด้านศาสนาท่ีตนเองนับถือ
เป็นสงิ่ ที่จำเป็นที่จะคงไว้ในเรื่องความผูกพันกับพระเจ้าของแต่ละบคุ คล เพ่ือใหไ้ ด้รับการให้อภัย ความรัก
ความหวัง ความไว้วางใจ ความหมายและเป้าหมายสงู สุดหรือความตอ้ งการท่ีจะปฏิบตั ิในสิ่งที่ตนเองคิดว่า
ดีและหลีกเล่ียงสิ่งท่ีชั่ว) รวมถึงความต้องการที่จะปฏิบัติกิจกรรมด้านศาสนาที่ตนเองนับถือ เป็นสิ่งท่ี
จำเป็นที่จะคงไว้ในเรื่องความผูกพันกับพระเจ้าของแต่ละบุคคล เพื่อให้ได้รับการให้อภัย ความรัก
ความหวัง ความไว้วางใจ ความหมายและเปา้ หมายสงู สุดหรอื ความต้องการท่ีจะปฏิบตั ิในสง่ิ ที่ตนเองคิดว่า
ดแี ละหลกี เลี่ยงส่งิ ทชี่ ัว่ 7
ฉะนั้นผู้ปว่ ยระยะสุดทา้ ยส่วนใหญ่ต้องการท่จี ะไดร้ ับการดแู ลอยา่ งเพียงพอ มคี วามร้สู กึ วา่ ปลอดภยั
ตอ้ งการได้รับการยอมรับ สามารถให้และไดร้ บั ความรัก ไม่ถกู มองวา่ เป็นภาระของญาตมิ ิตรหรือบุคลากร
ทางการแพทย์ สามารถได้รบั การอธบิ ายถึงอาการที่เปน็ อยู่และมสี ว่ นรว่ มในการตัดสินใจ
ข้อเสนอแนะ
1.ข้อเสนอแนะจากผลการวิจัย
1.1 นำขอ้ มูลท่ีได้ไปพัฒนาระบบการดแู ลแบบประคบั ประคองในสถาบันบำราศนราดรู ได้
1.2 สามารถนำแบบประเมนิ วางแผนบนั้ ปลายชวี ิตของโรงพยาบาลบางด้วน สมทุ รปราการ ไปใชก้ ับผปู้ ว่ ย
ระยะสดุ ท้ายทุกกล่มุ โรค
2.ขอ้ เสนอแนะในการวจิ ัยครงั้ ตอ่ ไป
2.1 ในการศึกษาครั้งต่อไปอาจหาเคร่อื งมอื อ่ืนๆมาประเมินและเตรียมวางแผนระยะทา้ ยของชวี ติ
2.2 ควรมกี ารศึกษาเกี่ยวกับทัศนคติของผ้รู บั บริการเก่ยี วกับการดูแลแบบประคบั ประคอง
เอกสารอ้างองิ
1.ดารนิ จตรุ ภทั รพร.สขุ รกั เขา้ ใจ ในช่วงสุดท้ายของชวี ติ .กรงุ เทพฯ:อมรนิ ทรพ์ รน้ิ ต้ิงแอนด์พบั ลชิ ชิง
จำกัด(มหาชน).2554.
2.กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข.แนวทางการดูแลผ้ปู ว่ ยระยะสุดท้าย.พิมพ์ครั้งที่ 1 กรงุ เทพฯ2557.
135
3.สำนกั งานคณะกรรมการสุขภาพแหง่ ชาติ(สช.).ค่มู ือสำหรับประชาชนการดูแลผู้ปว่ ยระยะสุดท้ายแบบ
ประคับประคอง.พมิ พ์ครั้งท่ี 1,กรุงเทพฯ.บรษิ ัทพิมพด์ จี ำกัด.2556.
4. ทศั นีย์ ทองประทปี .จติ วิญญาณ มิตหิ นึ่งของการพยาบาล.กรงุ เทพฯ:สำนักพิมพจ์ ุฬาลงกรณ์
มหาวทิ ยาลัย.2552.
5.สำนักการพยาบาล สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข.ระบบรกิ ารพยาบาลแบบ
ประคับประคอง.กรงุ เทพฯ:สำนักพมิ พ์ส่อื ตะวัน.2559.
6.ประกาย จโิ รจนก์ ุล.การวิจัยทางการพยาบาลและแนวคดิ หลักการและวิธปี ฏิบตั ิ.พิมพ์ครั้งที่ 2.
กรุงเทพฯ.โครงการสวสั ดกิ ารวชิ าการ สถาบนั พระบรมราชชนก,2550.
7.สภุ าพร ดาวดี เชดิ ชยั เลศิ วจิ ติ รเลขา วิโรจน์ สบื หลินวงศ.์ การดูแลผปู้ ่วยระยะสดุ ทา้ ย:ตามมุมมอง
ศาสนาครสิ ตค์ าทอลิก.กรุงเทพฯ:วทิ ยาลยั เซนต์หลุยส.์ 2553.
136
ผลของโปรแกรมสง่ เสรมิ การรับรู้สมรรถนะแหง่ ตนต่อความสามารถ
ในการปฏบิ ัตกิ ิจวตั รประจำวนั ของผ้ปู ว่ ยที่ได้รบั การผา่ ตดั ขอ้ สะโพก
The Effect of Perceived Self-Efficacy Promoting
Program on Activities of Daily Living in Patient with Hip
Replacement
เพ็ญศิริ คลงั เพชร ป.พ.ส. Phensiri Klungpetch Dip in Nursing Science
ณชิ กานต์ ไชยรงั สี ป.พ.ส. Nichakan Chairungsee Dip in Nursing Science
กนกวรรณ สังหรณ์ พย.ม Kanokwan Sanghon M.N.S.
พยาบาลวิชาชพี ชำนาญการ หอผูป้ ่วยศลั ยกรรมกระดูกหญิง โรงพยาบาลนครพิงค์
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง เพื่อศึกษาผลของ
โปรแกรมส่งเสริมการรับรสู้ มรรถนะแห่งตนต่อความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วยท่ีได้รับ
การผ่าตัดข้อสะโพก กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดข้อสะโพก หอผู้ป่วยศัลยกรรมกระดูกหญิง
โรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติ แบ่งเป็น
กลุ่มควบคุม 15 ราย และกลุ่มทดลอง 15 ราย โดยกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ และกลุ่ม
ทดลองจะได้รับโปรแกรมส่งเสริมการรับรูส้ มรรถนะแห่งตนสำหรบั ผู้ปว่ ยที่ได้รับการผ่าตัดข้อสะโพก เป็น
เวลา 4 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ โปรแกรมการส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตน
แบบสอบถามส่วนบุคคล แบบทดสอบสอบสมรรถภาพสมองเบื้องต้น ฉบับภาษาไทย แบบประเมิน
ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วย และแบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะแห่งตน
ตรวจสอบความเที่ยงโดยใช้สถิติ Cronbach’s Alpha โดยใช้วิธี Test-retest แบบประเมินความสามารถใน
การปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วย และแบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะแห่งตน มีค่าความเที่ยงเท่ากับ
.84 และ .87 ตามลำดบั การวิเคราะห์ข้อมูล 1) วเิ คราะห์ข้อมูลส่วนบุคคล ดว้ ยสถติ ิพรรณนา แสดงจำนวน
ร้อยละ และค่าเฉลี่ย 2) เปรียบเทียบความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วยก่อนทดลอง
และหลงั การทดลองทั้งสองกลมุ่ โดยใชส้ ถิติ Dependent pairs t-test, Independent pairs t-test และ
Mann-Whitney U test
ผลการวิจัย พบว่า ผู้ป่วยหลังผ่าตัดที่ได้รับโปรแกรมการส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนมี
ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันน้อยกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ P< 0.05
137
และผู้ป่วยหลังผ่าตัดที่ได้รับโปรแกรมการส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนมีความสามารถในการปฏิบัติ
กิจวัตรประจำวันมากกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รบั การพยาบาลตามปกติ อยา่ งมนี ัยสำคัญทางสถิต P< 0.05
คำสำคัญ: การรับรู้สมรรถนะแห่งตน การปฏบิ ัติกิจวัตรประจำวนั การผ่าตัดขอ้ สะโพก
Abstract
The quasi experimental research with two group pre-test – post-test design aimed
to study the effect of self-efficacy promoting program on Activities of Daily Living in Patient
with Hip Replacement. The participants consisted of both male and female patients
admitted in orthopeadic ward, Nakornping hospital. The purposive sampling consisted of
30 persons and random assignment into control and experiment groups with similar
characteristics in terms of age, education, occupation, LOS and level of self- confidence.
The experimental group underwent a self- efficacy promoting program and control group
received conventional care. The self- efficacy promoting program was performed once a
week for 4 weeks. The instruments were Self- efficacy promoting program, demographic
questionnaire, Mini- Mental State Examination- Thai version 2 0 0 2 , and Activities of Daily
Living scale. The reliability of Activities of Daily Living Scale and Self-efficacy questionnaire
were .84 and .87 respectively. The data were analysed using mean, percentage, standard
deviation, and t-test. The significant difference was set at the.05 level. The research results
were summarized as follows participants in experiment group after participating in self-
efficacy promoting program had statistically significant lower of Activities of Daily Living
than before participating the program. And participants in experiment groups who
participated in self-efficacy promoting program had statistically significant higher Activities
of Daily Living than those who received conventional care.
Keyword: Self-Efficacy, Activities of Daily Living, Hip Replacement
ความเปน็ มาและความสำคญั ของปัญหา
ปัจจุบันอุบัติการณ์ผู้ป่วยที่มีภาวะกระดูกข้อสะโพกเสื่อมมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ปี 2550 เป็น
ต้นมา โดยพบไดใ้ นกลุ่มผู้ทม่ี ีอายุตงั้ แต่ 70 ปีขน้ึ ไป ถึงร้อยละ 1.11 ภาวะกระดกู ข้อสะโพกเส่ือมนี้จะส่งผล
ให้ผู้ป่วยเกิดความไม่สุขสบายจากอาการเจ็บปวดที่เกิดจากพยาธิสภาพบริเวณข้อสะโพก การรักษาด้วย
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมเป็นการรักษาเพื่อบรรเทาอาการปวดและช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับมา
เคลื่อนไหวได้ จากรายงานความชุกการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า
138
ประชากรร้อยละ 0.83 หรือประมาณ 2.5 ล้านคน ที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม โดยจะพบ
ความชุกในกลุ่มผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย (เพศหญิง 1.4 ล้านคน และเพศชาย 1.1 ล้านคน) และจะพบสูงข้ึน
เมื่อมีอายุเพิ่มขึ้น โดยจะพบสูงถึงร้อยละ 5.26 ในผู้ที่มีอายุ 80 ปี2 ซึ่งสอดคล้องกับรายงานการผ่าตัด
เปลี่ยนข้อสะโพกเทียมในประเทศเยอรมันในปี พ.ศ. 2557 ที่พบว่า ประชากรร้อยละ 0.26 หรือประมาณ
219,000 คน ได้รับการผา่ ตดั เปล่ียนข้อสะโพกเทียม โดยเป็นผทู้ ม่ี อี ายรุ ะหว่าง 70 ถึง 79 ปี และเป็นกลุ่ม
ผู้หญิงมากกว่าผู้ป่วยชายในอัตราส่วน 2 ต่อ 11 ในประเทศไทยมีรายงานการศึกษาในปี พ.ศ. 2560 ของ
เรืองเดช พิพัฒน์เยาว์กุล ที่กล่าวถึงการเกิดกระดูกสะโพกหักในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
ศรีสะเกษ พบการเกิดกระดูกสะโพกหักเท่ากับ 10.4 ต่อประชากร 100,000 คน หรือ 728 คน ในช่วง
ระหว่างปี พ.ศ. 2549 ถึง พ.ศ. 2553 เป็นเพศชายจำนวน 203 คน และเพศหญิงจำนวน 525 คน มีอายุ
เฉลี่ย 69.8 ปี และในจำนวนนี้ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดร้อยละ 50.963 สาเหตุส่วนใหญ่ของผู้ป่วยที่
เข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมเกิดจากภาวะคอกระดูกสะโพกหัก และหัวกระดูกสะโพกตายจาก
การขาดเลือด ซึ่งจะแตกต่างกับผู้ป่วยท่ีเป็นชนผิวขาวในต่างประเทศที่พบว่า การผ่าตัดส่วนใหญ่มีสาเหตุ
มาจากโรคข้อสะโพกเสื่อมชนิดปฐมภูมิ4 และยังพบว่าภาวะกระดูกหกั ที่ข้อสะโพกเกิดได้จากภาวะกระดูก
พรุน และภาวะข้อเสื่อม สง่ ผลใหโ้ ครงสร้างข้อเปลีย่ นไป5 อาการของข้อสะโพกเสื่อมประกอบด้วย อาการ
ปวด เดินลำบาก ทำให้เกิดความทุพพลภาพ ไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ส่วนในผู้ป่วยที่มี
ภาวะคอกระดูกสะโพกหัก การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมจะมุ่งหวังเพื่อช่วยลดความเจ็บปวด และให้
ผู้ป่วยสามารถขยับตัว ลุกนั่ง ยืนเดินได้เร็ว เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่เกิดจากการนอนอยู่บนเตียง
นาน ๆ4,6
การรกั ษาภาวะกระดูกสะโพกหัก ทีม่ คี วามปลอดภัยสามารถฟน้ื ฟูสภาพและกลับคืนสู่สภาวะปกติได้
เร็ว นั่นคือการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม (hip arthroplasty or hip replacement) เป็น
การรักษาเพื่อบรรเทาอาการปวดเนื่องจากการอักเสบของข้อ แก้ไขข้อกระดูกที่ผิดรูปทำให้การทำหน้าท่ี
ของขอ้ สะโพกใหด้ ีขนึ้ หรอื คงไว้ซง่ึ ภาวะการทำหนา้ ทเี่ ทยี บเท่ากับระยะก่อนผ่าตัด และทำให้คุณภาพชีวิต
ของผู้ป่วยดีขึ้น สามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมสิ่งแวดล้อมที่เคยอยู่เดิมก่อนการเจ็บป่วย5 ทั้งนี้ภายหลัง
ได้รับการผ่าตัดผู้ป่วยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการฟื้นตัวหลังผ่าตัด เพื่อลดการเกิดภาวะแทรกซ้อน
ตา่ งๆและสามารถกลับมาดำเนนิ ชวี ิตได้ตามปกติ อยา่ งไรก็ตามพบว่า ภายหลงั การผา่ ตัดผู้ป่วยจะมีอาการ
ปวด มีความวิตกกังวล กลัว และมีความเครียดต่อการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วย โดยจะพบว่า
ความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วยจะลดลง จนทำให้เกิดภาวะพึ่งพิง7 ซึ่งสอดคล้องกับ
การศึกษาความสามารถในการเดินของผูส้ ูงอายุกระดูกสะโพกหักและได้รบั การผ่าตัดจำนวน 74 คน และ
พบวา่ มเี พียงรอ้ ยละ 45 ท่ีสามารถเดินเองโดยไมต่ ้องมีอุปกรณ์ช่วยเดนิ ขณะทีร่ ้อยละ 35 เดนิ ไมไ่ ดต้ ้องใช้
รถเขน็ และรอ้ ยละ 10 ตอ้ งนอนอยกู่ ับเตยี ง8
จากรายงานเกี่ยวกับปัญหาในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวนั ของผู้ปว่ ยที่ได้รับการผา่ ตัดข้อสะโพก จะ
พบวา่ ผปู้ ่วยจะขาดความเช่ือม่นั ในสมรรถนะแห่งตน9 ผู้ป่วยจะรับรู้ว่าตนเองไม่มีความสามารถ ขาดความ
139
เชื่อมั่นในความสามารถของตนเองในการทำกิจกรรมพื้นฐานต่าง ๆ ด้วยตนเอง (activities of daily
living: ADL) ได้แก่ การรับประทานอาหาร การดูแลสุขวิทยาส่วนบุคคล การอาบน้ำ การแต่งตัว การ
เคลื่อนย้าย การเดิน การเข้าห้องน้ำ และการขับถ่ายปัสสาวะและอุจจาระ8 ดังการศึกษาของ Akker-
Scheek, Steven, Groothoff, Bulstra, และ Zijlstra (2007)10 ที่ศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง
การรบั ร้สู มรรถนะแหง่ ตนและการปฏิบัติกจิ วัตรประจำวันของผู้ป่วยทไี่ ด้รับการผ่าตดั สะโพก ผลการศึกษา
พบว่า การรับรู้สมรรถนะแห่งตนเป็นปัจจัยทำนายที่สำคัญของการเดินเร็วภายหลังการผ่าตัด (R2=0.66)
รวมทั้งการทำหน้าท่ีของร่างกาย (R2=0.30) จะเห็นได้วา่ การรับรู้สมรรถนะแห่งตนมีความสำคัญอย่างยงิ่
ต่อความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดข้อสะโพก ดังนั้น หากผู้ป่วย
ได้รับการส่งเสริมความเชื่อมั่นในการรับรู้สมรรถนะแห่งตนก็จะช่วยทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีขึ้น ดังการศึกษา
ของ Brembo, Kapstad, Dulmen และ Eide (2017)11 ที่ศึกษาปัจจัยทำนายเกี่ยวกับการสนับสนุนทาง
สงั คมและความเช่ือมัน่ ในสมรรถนะแห่งตนกบั การฟืน้ ตัวของผปู้ ่วยท่ีได้รบั การผ่าตัดข้อสะโพก ในประเทศ
นอร์เวย์ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยท่ีมคี วามเชือ่ มั่นในสมรรถนะแห่งตนสูงจะมผี ลลัพธก์ ารฟื้นตัวภายหลัง
การผา่ ตัดข้อสะโพกทดี่ ี [β=−0.44 (−0.87, −0.02)]
การดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดข้อสะโพกเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมีความมั่นใจ และสามารถปฏิบัติ
กิจกรรมในชีวิติประจำวันได้ตามปกติจึงมีความสำคัญอย่างมาก ซึ่งสอดคล้องกับตัวชี้วัดคุณภาพการ
พยาบาลในการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดข้อสะโพกที่มีทั้งหมด 5 หมวด โดยตัวชี้วัดคุณภาพในด้าน
ความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวันนี้จัดอยู่ในหมวดสุขภาพ และการทำหน้าที่ของร่างกายท่ี
เป็นหนึ่งในห้าตัวชี้วัดด้านผลลัพธ์ทางการพยาบาลกลุ่มสุขภาพการทำหน้าที่ของร่างกายสำหรับผู้ป่วย
กระดูกสะโพกหักที่เปลีย่ นข้อสะโพกเทียม8 ดังนั้น บทบาทพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยที่ได้รบั การผ่าตัดข้อ
สะโพกนนั้ ควรส่งเสรมิ ให้ผู้ปว่ ยไดร้ ับการดูแลเพ่ือใหเ้ กดิ ความปลอดภัย และส่งเสรมิ การรับรู้สมรรถนะแห่ง
ตนเพ่ือให้ผ้ปู ว่ ยสามารถกลบั ไปดำเนินชวี ติ ได้ตามปกติ
การรับรู้สมรรถนะแห่งตน (self-efficacy) หมายถึง การที่บุคคลตัดสินความสามารถของตนเอง
ในการประกอบกิจกรรมที่กำหนดภายใต้สถานการณ์ท่ีจำเพาะได้ สามารถผสมผสานการเรยี นรู้ทางสังคม
เข้ากับพฤติกรรมที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจ (cognitive behavior) พฤติกรรมของบุคคลเกิดจากการมี
ปฏสิ มั พนั ธ์รว่ มกนั ระหว่าง 3 องค์ประกอบ คือ 1) ปจั จัยในตวั บุคคล (behavior personal factor) ได้แก่
ความเชื่อ การรับรู้ความคาดหวัง ความรู้สึก 2) เงื่อนไขพฤติกรรม (behavior condition) ได้แก่ การ
ปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน และ 3) เงื่อนไขเชิงสภาพแวดล้อม (environment condition)
ได้แก่ บทบาทและอิทธิพลทางสงั คม องค์ประกอบ ทั้ง 3 องค์ประกอบ มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันและมี
อิทธิพลซึ่งกนั และกัน การพัฒนาการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่อเรือ่ งใดเร่ืองหนึ่งเกิดจากการที่บคุ คลเรยี นรู้
ข้อมูลจากแหล่ง 4 แหล่ง คือ 1) การกระทำที่ประสบความสำเร็จด้วยตนเอง (enactive mastery
experience) จะช่วยให้บุคคลมีการรับรู้ว่าตนเองมีสมรรถนะสูง ถ้าให้กระทำกิจกรรมนั้น ๆ อีกก็จะ
สามารถกระทำกิจกรรมนั้นได้สำเร็จ 2) การสังเกตตัวแบบ (model) หรือการสังเกตประสบการณ์ของ
140
ผู้อื่น (vicarious experience) ที่ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวในการกระทำเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จะมีผล
ต่อการรับรู้ความสามารถของผู้ที่สังเกตเรื่องนั้นด้วย ถ้าตัวแบบมีสถานการณ์ใกล้เคียงกับผู้สังเกตมาก
เท่าใดก็จะยิ่งมีผลต่อการรับรู้ของผู้สังเกตมากขึ้นเท่านั้น 3) การได้รับคำแนะนำหรือชักจูงด้วยคำพูด
(verbal persuasion) หมายถึง การท่ผี ้อู ืน่ ซ่งึ เปน็ ท่ีเช่อื ถือของบุคคลนั้น ๆ ได้แสดงออกโดยคำพูดว่าเขามี
ความเชื่อมั่นในความสามารถของบุคคลนั้นวา่ จะสามารถกระทำกิจกรรมที่กำหนดได้ ทำให้บุคคลนั้นมั่นใจ
มีกำลังใจและมีความพยายามที่จะกระทำกิจกรรมนั้น ๆ ให้สำเร็จมากขึ้น และ 4) สภาวะทางสรีระและ
อารมณ์ (physiological and affective states) มผี ลต่อการรบั ร้สู มรรถนะของตนเอง โดยบุคคลท่ีเผชิญ
กับภาวะเครียดหรือสถานการณ์ที่คุกคามความรู้สึก เช่น ความกลัว ความวิตกกังวล ทำให้การรับรู้
สมรรถนะลดลง เกดิ ความรสู้ กึ ทอ้ ถอยทจ่ี ะกระทำกิจกรรมใด ๆ ให้สำเรจ็ 12
การส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตน เป็นการจัดกิจกรรมที่สง่ เสริมให้บุคคลเกิดความเชื่อมั่นใน
สมรรถนะของตนเองในการปฏิบัติกิจกรรมตามที่มุ่งหวังได้สำเร็จ จากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง
กับการสง่ เสรมิ การรบั รู้สมรรถนะแห่งตนในผู้ปว่ ยทีไ่ ด้รับการผา่ ตัดข้อสะโพก พบว่า มีการนำหลักการการ
รับรู้สมรรถนะแห่งตนมาใช้ในการส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดข้อสะโพก
โดยออกแบบกิจกรรมหลากหลาย ได้แก่ การสอน การสาธิต การรับชมวิดิทัศน์ การเรียนรู้จากตัวแบบ
สัญลักษณ์ การฝึกปฏิบัติ เป็นต้น และผลลัพธ์ของกิจกรรมที่ดำเนินการ ได้แก่ การฟื้นสภาพร่างกายหลงั
ผา่ ตดั ความกลัวการหกล้ม และการทำหนา้ ทใ่ี นกิจกรรมตา่ ง ๆ ดงั เชน่ การศึกษาของ วราภรณ์ ตุ้มทอง13
ที่ศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมความเชื่อมั่นในสมรรถนะแห่งตนต่อการฟื้นสภาพร่างกายหลังผ่าตัด
ในผู้สูงอายุที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมที่เข้ารับการรักษาในแผนกผู้สูงอายุศัลยกรรมกระดูก
โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช และโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กรุงเทพมหานคร จำนวน 30 คน แบ่งเป็น
กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความเชื่อมั่นในสมรรถนะแห่งตน 15 คน โดยโปรแกรมประกอบด้วย
แผนการสอนเรื่องโปรแกรมการส่งเสริมความเชื่อมั่นในสมรรถนะแห่งตนในการฟื้นสภาพร่างกายหลัง
ผา่ ตัดเปล่ียนขอ้ สะโพกเทยี ม ภาพพลกิ เร่อื งการฟื้นสภาพร่างกายหลังผ่าตดั เปลี่ยนขอ้ สะโพกเทียมสำหรับ
ผปู้ ่วยสงู อายุ วดิ ทิ ศั น์การฟืน้ สภาพรา่ งกายหลังผา่ ตัดเปล่ียนข้อสะโพกเทียมสำหรบั ผู้ป่วยสงู อายุ คู่มือการ
ฟ้ืนสภาพร่างกายหลังผ่าตัดเปล่ียนข้อสะโพกเทยี มสำหรับผู้ปว่ ยสูงอายุ และกลมุ่ ทีไ่ ด้รับการดูแลตามปกติ
15 คน ผลการศึกษาพบว่า คะแนนเฉลย่ี ของการฟืน้ สภาพหลังการผา่ ตัดเปลยี่ นข้อสะโพกเทียมของกลุ่มท่ี
ได้รับโปรแกรมสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สอดคล้องกับ
การศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสรมิ การรบั รสู้ มรรถนะแห่งตนต่อความกลวั การหกล้มในผู้สูงอายุท่ีได้รับ
การผ่าตัดเปลีย่ นข้อสะโพกเทยี มที่เข้ารับบริการ ในหอผูป้ ่วยศัลยกรรมกระดูก โรงพยาบาลราชวิถีจำนวน
44 คน แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับโปรแกรม 22 คน และกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ 22 คน ผลการศึกษา
พบว่า ผู้สูงอายุที่ได้รับโปรแกรมการส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนมีความกลัวการหกล้มหลังผ่าตัด
นอ้ ยกว่ากอ่ นการทดลองอยา่ งมีนยั สำคัญทางสถติ ิทีร่ ะดับ 0.05 และผสู้ ูงอายทุ ่ไี ด้รบั โปรแกรมการส่งเสริม
การรับรู้สมรรถนะแห่งตนมีความกลัวการหกล้มหลังผ่าตัดน้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติอย่างมี
141
นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.0514 และการวิจัยกึ่งทดลองเพื่อเปรียบเทียบผลของวิดิทัศน์กับการดูแล
ตามปกติต่อการรับรู้สมรรถนะแห่งตนและการทำหน้าที่ในกิจกรรมตา่ ง ๆ ของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดข้อ
สะโพก ผลการวจิ ยั พบวา่ โดยกลมุ่ ตวั อยา่ งทไี่ ด้รบั วิดทิ ศั นม์ กี ารรับร้สู มรรถนะแห่งตน และการทำหนา้ ท่ีใน
กจิ กรรมตา่ ง ๆ สูงกว่ากลุ่มทไ่ี ด้รบั การดแู ลตามปกต1ิ 5
อย่างไรก็ตาม การศึกษาเกี่ยวกับการสง่ เสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในผู้ป่วยท่ีได้รับการผ่าตัด
ข้อสะโพกยังมีค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีการศึกษาในประเด็นนี้น้อยมาก รวมถึงยังไม่มี
การศกึ ษาการส่งเสริมการรับร้สู มรรถนะแห่งตนในผู้ป่วยท่ีได้รับการผา่ ตดั ข้อสะโพก ที่มุ่งเน้นการประเมิน
ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวนั ซงึ่ เป็นหนึ่งในตัวช้วี ัดคุณภาพทางการพยาบาลที่สำคัญในการ
ดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดข้อสะโพก จากความสำคัญข้างต้น ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาผลของโปรแกรมการ
สง่ เสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่อความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของผู้ปว่ ยที่ได้รับการผ่าตัด
ข้อสะโพกที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยศัลยกรรมกระดูกหญิง โรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อ
ส่งเสริมใหผ้ ปู้ ่วยมคี วามมนั่ ใจในตนเอง สามารถปฏบิ ตั กิ จิ กรรมต่างในชวี ิตประจำวนั ได้ และมคี ุณภาพชีวิต
ท่ีดตี ่อไป
คำถามของการวิจัย
1. โปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนมีผลต่อความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตร
ประจำวันของผูป้ ่วยทีไ่ ด้รับการผ่าตัดข้อสะโพกหรือไม่
2. โปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนมีผลต่อความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตร
ประจำวนั ของผ้ปู ่วยท่ไี ดร้ บั การผ่าตดั ขอ้ สะโพกอย่างไร
วตั ถุประสงคก์ ารวจิ ัย
เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่อความสามารถในการปฏิบัติ
กจิ วัตรประจำวันของผ้ปู ว่ ยที่ได้รับการผ่าตดั ข้อสะโพกโดย
1. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดข้อ
สะโพกก่อนและหลังไดร้ ับโปรแกรมส่งเสรมิ การรับรู้สมรรถนะแห่งตน
2. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดข้อ
สะโพกระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาล
ตามปกติ
สมมติฐานงานวิจยั
1. ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดข้อสะโพกหลังได้รับ
โปรแกรมส่งเสรมิ การรับรูส้ มรรถนะแห่งตนสงู กว่าก่อนได้รบั โปรแกรม
142
2. ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดข้อสะโพกและได้รับ
โปรแกรมส่งเสริมการรับรสู้ มรรถนะแหง่ ตนสูงกวา่ กล่มุ ท่ีได้รับการพยาบาลตามปกติ
กรอบแนวคดิ การวจิ ัย
ผู้วิจัยเลือกใช้แนวคิดการส่งเสริมการรบั รู้สมรรถนะแห่งตนของแบนดูรา (Bandura, 1997) เป็น
แนวทางในการจัดโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่อความสามารถในการปฏิบัติปฏิบัติกิจวัตร
ประจำวันของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดข้อสะโพก เพื่อส่งเสริมความเชื่อมั่นและความมั่นใจในตนเองให้กับ
ผู้ป่วยในการปฏิบตั กิ ิจกรรมพื้นฐานต่างๆ ด้วยตนเอง โดยอาศัยแหลง่ สนับสนุนทั้ง 4 แหล่ง ได้แก่ 1) การ
ใชค้ ำพูดชักจูง เป็นการสร้างสัมพันธภาพและให้ข้อมูลโดยการใชส้ ื่อการสอนภาพพลิกและคู่มือการปฏิบัติ
ตัวหลังผ่าตัดข้อสะโพก การติดตามทางโทรศัพท์ 2) การเรียนรู้ผ่านตัวแบบสัญลักษณ์ โดยใช้วิดิทัศน์
เพอ่ื ให้ผู้ป่วยเรยี นรู้ความสำเร็จจากบุคคลอื่น 3) จดั ให้ผปู้ ่วยฝกึ ประสบการณภ์ ายหลังจากชมวิดิทัศน์ และ
4) การสนับสนุนด้านร่างกายและอารมณ์ ประเมินด้านร่างกายและสัญญาณชีพก่อนการฝึกปฏิบัติ เปิด
โอกาสใหผ้ ู้ปว่ ยได้พูดคุยซักถามข้อสงสยั ปญั หาอปุ สรรค และใหค้ ำแนะนำ
โปรแกรมส่งเสรมิ การรับรู้สมรรถนะแหง่ ตน ความสามารถในการปฏิบัติกจิ วัตร
ข้ันตอนท่ี 1 การใช้คำพูดชักจูง ประจำวนั ประเมนิ โดยแบบ
ขั้นตอนที่ 2 การเรียนรูผ้ ่านตวั แบบสญั ลักษณ์ ประเมินดัชนีบารเ์ ธลเอดีแอล
ขั้นตอนที่ 3 ประสบการณ์หรือการกระทำที่ประสบ (Barthel ADL Index หรอื BAI)
ผลสำเร็จ
ขน้ั ตอนท่ี 4 การสนับสนุนด้านร่างกายและอารมณ์
ดำเนินการทั้งหมด 8 ครั้ง สัปดาห์ละ 2 ครั้ง รวม
ทง้ั สิน้ 4 สัปดาห์
วธิ ีดำเนินการวิจยั
รูปแบบการวจิ ัย
รูปแบบการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) ชนิดศึกษาสอง
กลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่อ
ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดข้อสะโพก มีรูปแบบการทดลอง
ดังน้ี
กลมุ่ ทดลอง O1 X O2
O4
กลมุ่ ควบคมุ O3
143
O1 หมายถึง ความสามารถในการปฏบิ ัติกจิ วัตรประจำวันของกลุ่มทดลองก่อนไดร้ ับโปรแกรม
O2 หมายถงึ ความสามารถในการปฏบิ ัติกิจวตั รประจำวันของกลมุ่ ทดลองหลังได้รับโปรแกรม
O3 หมายถึง ความสามารถในการปฏิบัติกจิ วตั รประจำวันของกลุม่ ควบคมุ ก่อนการทดลอง
O4 หมายถึง ความสามารถในการปฏบิ ัติกิจวตั รประจำวันของกล่มุ ควบคุมหลังการทดลอง
X หมายถึง โปรแกรมส่งเสรมิ การรับร้สู มรรถนะแหง่ ตนสำหรบั ผ้ปู ว่ ยท่ีได้รับการผา่ ตดั ขอ้ สะโพก
ประชากรและกลมุ่ ตวั อยา่ ง
ประชากร ไดแ้ ก่ ผู้ทไี่ ดร้ ับการผา่ ตัดข้อสะโพก หอผปู้ ่วยศลั ยกรรมกระดูกหญงิ โรงพยาบาลนครพิงค์
จังหวัดเชยี งใหม่
กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดข้อสะโพก หอผู้ป่วยศัลยกรรมกระดูกหญิง โรงพยาบาล
นครพงิ ค์ จังหวดั เชียงใหม่ จำนวน 30 คน แบง่ เป็นกลมุ่ ควบคุม 15 ราย กล่มุ ทดลอง 15 ราย โดยคัดเลือก
กลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง โดยมีเกณฑ์คัดเลือก ดังนี้ ผู้ป่วยเพศหญิงที่ได้รับการตรวจวินิจฉัยจาก
แพทย์ว่า มีภาวะกระดูกสะโพกหัก และเข้ารับการผ่าตัดเปล่ียนข้อสะโพกเทียมเป็นครั้งแรก อายุระหว่าง
40-90 ปี ไม่มีภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด เช่น ภาวะตกเลือด ภาวะช็อค ภาวะวิกฤติของระบบทางเดิน
หายใจ เป็นตน้ และจากโรคอ่นื ทีอ่ ยใู่ นระยะอนั ตราย ได้แก่ โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคไต หลงั ผา่ ตดั วันท่ี
3 โดยมีแผนการรักษาให้เริ่มการบริหารร่างกาย การเคลื่อนไหว การออกกำลังกาย หรือการทำ
กายภาพบำบัด และแพทย์อนุญาตให้เข้าร่วมการวิจัยโดยมีความเห็นว่าไม่เป็นอันตรายต่อผู้ป่วย มี
ความสามารถในการรับรู้ สื่อสาร ไม่มีภาวะสับสนเฉียบพลัน ไม่มีภาวะสมองเสื่อม โดยประเมินจาก
แบบทดสอบสภาพสมองเบื้องต้นฉบับภาษาไทย (mini mental state exam – Thai หรือ MMSE –
Thai 2002 ) (สถาบนั เวชศาสตรผ์ สู้ ูงอายุ, 2543 ) สามารถปฏบิ ตั ิกจิ กรรมต่าง ๆ ได้ด้วยตนเองซง่ึ ประเมิน
จากดัชนีบาร์เธลเอดแี อล (barthel ADL index หรือ BAI)16 ไดค้ ะแนน 12 คะแนน ขึ้นไปจาก 20 คะแนน
และมีเลขหมายโทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้พร้อมทั้งยินดีให้ความร่วมมือในการทำวิจัยครั้งนี้ตลอดช่วง
การศึกษาการสัมภาษณ์ และโทรศัพท์ติดตามเยี่ยม และมีเกณฑ์ในการคัดออก ดังน้ี ระหว่างทำการวิจัย
ผู้ป่วยมีภาวะแทรกซ้อนจนไม่สามารถเข้าร่วมการวิจัยได้ เช่น มีภาวะสับสนเฉียบพลันหลังผ่าตัด มีภาวะ
ตกเลือดหลังผ่าตัด มีการติดเชื้อของร่างกาย มีภาวะหัวใจล้มเหลว เป็นต้น ไม่ยินยอมเข้าร่วมดำเนินการ
วิจัยต่อไป มีความพกิ ารทางสายตา การไดย้ ิน และการเคลื่อนไหว
การกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง มาจากการทบทวนวรรณกรรมที่เกีย่ วข้อง เรื่อง ผลของโปรแกรม
ส่งเสริมพฤติกรรมการปฏิบัติตนต่อความรู้ และพฤติกรรมการปฏิบัติตนของผู้สูงอายุหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อ
สะโพกเทียม17 จากการใช้โปรแกรมวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติสำเร็จรูป Stata Program โดยคำนวณขนาด
ของกลุ่มตัวอย่าง แบบ 2 sample comparison of means อย่างเป็นอิสระต่อกัน ซึ่งได้กำหนดค่า คือ
P-value ≤ 0.05, Power of test =0.08, Mean 1 = 16.80, Mean 2 = 12.80, SD 1 = 3.26, SD 2
=3.34, N2/N1= 1.00 จากการคำนวณ ได้จำนวนกลุ่มตัวอย่างควบคุม = 11 ราย และกลุ่มตัวอย่าง
144
เปรียบเทียบ = 11 ราย และผู้วิจัยคำนึงถึงอัตราการออกจากการวิจัยเท่ากับร้อยละ 2018 (Polit &
Hungler, 1999) ผู้วิจัยจึงได้เพิ่มขนาดกลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่มละ 15 ราย ผู้วิจัยจะทำการจับคู่ตัวแปรท่ี
สำคัญเพื่อควบคุมให้กลุม่ ตัวอย่างทัง้ สองกลุ่มมีคุณสมบัติเหมือนหรือใกล้กันมากที่สุด โดยเลือกคุณสมบตั ิ
ด้านเพศ ระดับการศกึ ษา และอายุ ดำเนนิ การกับกลุ่มควบคุมกอ่ นจนครบ 15 ราย เพือ่ หลกี เล่ยี งประเด็น
เร่ืองการปนเปื้อน (contaminate) ของส่ิงทดลองหลังจากนั้นจึงดำเนนิ การกบั กลุ่มทดลอง 15 ราย
เครือ่ งมอื ท่ีใช้ในการวิจยั
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แบ่งออกเป็น เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง และเครื่องมือที่ใช้ในการ
รวบรวมข้อมลู โดยมีรายละเอียด ดงั น้ี
1. เคร่ืองมอื ทใี่ ช้ในการทดลอง ไดแ้ ก่
1.1 โปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนสำหรับผู้ปว่ ยที่ได้รับการผ่าตัดข้อสะโพก ซึ่ง
พฒั นาแบบข้ึนตามแนวคดิ การรับรู้สมรรถนะแหง่ ตนของแบนดูรา (Bandura, 1997)
1.2 สื่อการสอนท่ีผู้วิจัยสร้างขึ้น ประกอบด้วย 1) แผนการสอนเรื่องความรู้เกี่ยวกับโรคข้อ
สะโพก การผา่ ตัดข้อสะโพก และการฟืน้ ฟูรา่ งกาย 2) คู่มอื และภาพพลกิ เก่ยี วกบั การปฏบิ ตั ิตวั หลังผ่าตัดข้อ
สะโพก และการฟ้ืนฟูร่างกายภายหลังการผ่าตัด 3) วิดทิ ศั นเ์ กีย่ วกับการปฏิบัตติ วั หลังผา่ ตดั ข้อสะโพก และ
การฟนื้ ฟรู ่างกายภายหลังการผา่ ตดั
2. เคร่ืองมือท่ใี ช้ในการรวบรวมข้อมลู ได้แก่
2.1 ข้อมูลส่วนบุคคล เป็นแบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น ได้แก่ เพศ อายุ
ระดับการศึกษา อาชีพ สถานภาพสมรส วันที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล วันที่ผ่าตัด วันที่จำหน่าย
ออกจากโรงพยาบาล และผดู้ แู ลขณะที่อย่ทู ่บี ้าน
2.2 แบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะแห่งตน ที่พัฒนาขึ้นใช้ในการประเมินการรับรูส้ มรรถนะ
แหง่ ตนสำหรบั ผ้ปู ว่ ยทีไ่ ด้รับการผา่ ตัดข้อสะโพกของ หทัยทิพย์ ใจปติ ิ (2558)
2.3 แบบทดสอบสมรรถภาพสมองเบือ้ งตน้ ฉบบั ภาษาไทย (MMSE) เป็นแบบทดสอบทส่ี ถาบัน
เวชศาสตรผ์ สู้ ูงอายุ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสขุ (สถาบนั เวชศาสตร์ผสู้ งู อายุ, 2542)
2.4 แบบประเมินดัชนีบาร์เธลเอดีแอล (barthel ADL index หรือ BAI) เป็นแบบประเมิน
ความสามารถในการปฏิบตั ิกจิ วัตรประจำวันของผสู้ ูงอายุ (สทุ ธิชัย จิตะพนั ธก์ ุล, 2544)
การตรวจสอบคณุ ภาพเครื่องมอื ท่ีใช้ในการวิจัย
โปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนสำหรับผู้ป่วยท่ีไดร้ ับการผา่ ตัดข้อสะโพก เป็นเคร่ืองมือที่
ใช้ในการทดลองที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น ได้รับคำแนะนำและข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญใน
บำบดั รักษาผปู้ ่วยที่ได้รับการผ่าตัดข้อสะโพก จำนวน 5 ทา่ น ประกอบด้วย แพทย์ 1 ทา่ น นักกายภาพบำบัด
1 ท่าน และพยาบาลวิชาชีพ 3 ท่าน นำไปทดลองใช้ในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดข้อสะโพกที่มีคุณสมบัติ