45
ตารางที่ 7 เปรียบเทียบผลลัพธก์ ารดแู ลผู้ปว่ ยโรคหลอดเลือดสมองตบี หรืออดุ ตนั เฉยี บพลนั กอ่ นและหลงั
การใช้แนวปฏิบตั ิการพยาบาลการดูแลผปู้ ่วยโรคหลอดเลือดสมองตบี หรืออุดตันระยะเฉียบพลนั
ผลลัพธ์ กลมุ่ ไม่ใช้แนวปฏบิ ตั ิ กลมุ่ ใชแ้ นวปฏิบัติ p-value
(n=60) (n=60)
จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ
การตดิ เช้ือปอดอกั เสบ
เกดิ 19 31.7 8 13.3 0.028
การตดิ เชื้อทางเดนิ ปสั สาวะ
เกดิ 24 40.0 8 13.3 0.002
การเกิดแผลกดทับ
เกดิ 19 31.7 5 8.3 0.002
การกลับมารักษาซ้ำภายใน28วนั
เกิด 3 5.0 1 1.7 0.309
จำนวนวนั นอนโรงพยาบาล
Mean (±SD) 5.1 (±4.6) 4.2 (±2.8) 0.364
คา่ ใชจ้ า่ ยการรักษาพยาบาล
Mean (±SD) 32,905.1 (±37,527.0) 24,487.4 (±22,068.3) 0.150
การอภิปรายผล
ความร้แู ละการปฏิบัติกิจกรรมของพยาบาลวิชาชีพตามแนวปฏิบัติการพยาบาลการดูแลผู้ป่วยโรค
หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันระยะเฉียบพลัน ดีขึ้นมากกว่าก่อนใช้แนวปฏิบัติการพยาบาล ท้ังน้ีการศึกษา
ครั้งน้ีได้จัดประชุมให้ความรู้พยาบาลวิชาชีพในเร่ืองพยาธิสภาพและการดำเนินอาการโรคหลอดเลือดสมอง
ระยะเฉียบพลนั ควบคกู่ ับการใช้แนวปฏบิ ัติการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะเฉยี บพลันทพี่ ัฒนา
จากหลักฐานเชิงประจักษ์เป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน สง่ ผลให้พยาบาลวิชาชีพมคี วามรู้ความเข้าใจ ใหก้ าร
ดูแลประเมินการเปล่ียนแปลงอาการของผู้ป่วยได้ถูกต้องเหมาะสม และมีความคิดเห็นต่อแนวปฏิบัติว่ามี
ความชดั เจน เข้าใจง่าย สะดวก มีความเป็นไปไดใ้ นการปฏิบตั จิ รงิ แนวปฏบิ ัติมปี ระโยชนต์ ่อผู้ป่วยผดู้ ูแล และ
ต่อการปฏิบัติงานในหน่วยงานอยู่ในระดับมาก และมีความพึงพอใจโดยรวมต่อการใช้แนวปฏิบตั ิการพยาบาล
อยู่ในระดับมาก สอดคล้องกับการศึกษาที่ผ่านมาท่ีพบว่า พยาบาลวิชาชีพที่อบรมการพยาบาลเฉพาะทาง
ผู้ป่วยโรคหลอดเลอื ดสมองมผี ลการเรียนรเู้ พิ่มข้ึน พฤติกรรมการดูแลผู้ปว่ ยของผู้เขา้ อบรม เปล่ียนแปลงไปใน
ด้านดีขึ้นและมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับดีมากอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(13) นอกจากนี้ยังพบว่าค่า
คะแนนเฉล่ียความร้หู ลังการใช้แนวปฏิบตั ิการพยาบาลมากกว่ากอ่ นการใช้แนวปฏิบตั ิการพยาบาล ค่าคะแนน
เฉลย่ี ความสามารถหลังการฝกึ ทักษะมากกว่าก่อนการฝึกทักษะอยา่ งมีนัยสำคัญทางสถิติ ระดบั ความพึงพอใจ
ในแนวปฏบิ ตั ิการพยาบาลทางคลนิ กิ ของพยาบาลวชิ าชีพอยู่ทร่ี ะดบั มาก(14)
46
จากการศึกษาการปฏิบัติการพยาบาลการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันระยะ
เฉียบพลนั พบวา่ สว่ นใหญ่กลุ่มตวั อย่างได้รบั การปฏิบตั ิการพยาบาลตามแนวทางการดูแล แต่พบว่ากิจกรรมท่ี
ปฏิบัติได้น้อยคือ การประเมินอาการทางระบบประสาทและการจัดการภาวะซึมเศร้า ซ่ึงเกิดจากความไม่
เช่ียวชาญการใช้แบบประเมิน The National Institutes of Health Stroke Scale (NIHSS) และแบบ
ประเมิน 9Q ประเมินภาวะซมึ เศร้าที่เป็นผลจากโรคทางกาย(6) จึงส่งผลให้พยาบาลขาดความม่ันใจว่าตนเอง
ประเมินได้ถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ จากผลการศึกษาจึงเป็นโอกาสของหน่วยงานในการทบทวนและพัฒนา
แนวทางการดแู ลผู้ปว่ ยให้เหมาะสมกับบริบทของหนว่ ยงาน และวางแผนพฒั นาสมรรถนะบุคลากรให้เพยี งพอ
กบั การดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลอื ดสมองระยะเฉียบพลัน หน่วยงานควรมีการส่งเสริมการพัฒนาสมรรถนะของ
พยาบาลโดยจัดอบรมการประเมนิ อาการทางระบบประสาทจากวิทยากรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางระบบประสาท
ตลอดจนฝึกใช้เครื่องมอื ประเมนิ NIHSS และ 9Q เพ่ิมเติมบอ่ ยๆให้เกิดความชำนาญ สง่ เสริมการเรียนเฉพาะ
ทางสาขาการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองของบุคลากรเพื่อให้สามารถนำความรู้มาพัฒนางานให้มี
ประสทิ ธิภาพและเกิดผลลัพธท์ ่ีดตี ่อผู้ป่วย(6) ซึ่งการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มปี ระสิทธิภาพน้ัน ตอ้ งมี
ความต่อเน่ืองในการรักษาพยาบาล รวมทั้งการดูแลแบบองค์รวมโดยทีมสุขภาพท่ีมีสมรรถนะเฉพาะทางเพื่อ
สามารถดูแลไดค้ รอบคลุมทกุ มติ ิ(4)
จากการปฏิบัติการพยาบาลการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันในระยะเฉียบพลันใน
สัดส่วนท่ีมากขน้ึ กว่าก่อนมกี ารใชแ้ นวปฏิบัติการพยาบาล ส่งผลใหก้ ลุ่มผู้ป่วยหลังการใช้แนวปฏบิ ตั ิพบการติด
เชื้อปอดอักเสบ การติดเช้ือทางเดินปัสสาวะ และการเกิดแผลกดทับลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ รวมท้ังมี
แนวโน้มสามารถลดการกลับมารักษาซ้ำในโรงพยาบาลของผู้ป่วย ลดจำนวนวันนอนในโรงพยาบาล และลด
ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลได้ ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ดีในการช่วยลดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจเกิดข้ึน
สอดคล้องกับการศึกษาท่ีพบว่าการใช้แนวปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือ ดสมองตีบหรืออุดตันระยะ
เฉียบพลันทำให้การติดเช้ือระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินปัสสาวะและเกิดแผลกดทับลดลงอย่างมี
นยั สำคัญทางสถิติ(15) นอกจากนยี้ ังพบว่ารูปแบบแนวปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระหว่างนอน
พักรักษาตัวในโรงพยาบาลในกลุ่มท่ีใช้แนวปฏิบัติ มีอุบัติการณ์การติดเช้ือปอดอักเสบและการติดเชื้อระบบ
ทางเดินปัสสาวะ ตำ่ กวา่ กลุ่มทีไ่ ม่ได้ใช้แนวปฏิบตั อิ ยา่ งมีนยั สำคัญทางสถติ ิ ส่วนอุบัตกิ ารณก์ ารเกดิ แผลกดทับ
ไม่แตกต่างกัน(9) และพบวา่ ผลของรปู แบบการจัดการพยาบาลในการจำหน่ายผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองพบ
จำนวนวันนอนในโรงพยาบาลและการกลับเข้ารักษาซ้ำในโรงพยาบาลภายใน 28 วันของผู้ป่วยโรคหลอด
เลือดสมองในกลุ่มทดลองมีจำนวนลดลงมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(16) จะเห็นได้ว่าแนว
ปฏิบัติการพยาบาลการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันระยะเฉียบพลัน สามารถนำสู่การ
ปฏบิ ตั ิการพยาบาลได้อยา่ งเหมาะสม สอดคลอ้ งกบั บทบาทของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏบิ ตั ิงานในหน่วยงาน
47
ข้อเสนอแนะการนำผลการวิจยั ไปใช้
แนวปฏบิ ัตกิ ารพยาบาลการดูแลผูป้ ว่ ยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออดุ ตนั ระยะเฉียบพลนั สามารถ
ใชไ้ ดจ้ ริงและชว่ ยลดภาวะแทรกซอ้ นของผ้ปู ว่ ยได้ องคก์ รพยาบาลควรสนับสนุนใหน้ ำแนวปฏิบัติการพยาบาล
ผปู้ ว่ ยโรคหลอดเลอื ดสมองเฉียบพลันไปใช้อยา่ งต่อเน่ือง เพ่ือเป็นแนวทางพฒั นาคุณภาพการพยาบาลผปู้ ว่ ย
โรคหลอดเลือดสมองของโรงพยาบาล
ข้อเสนอแนะในการศึกษาวิจยั คร้ังตอ่ ไป
1. ควรศึกษาติดตามประเมินผลต่อเน่ือง เช่น 6 เดือนหรือ 1 ปี เพ่ือดูความยั่งยืนของการใช้แนว
ปฏบิ ตั กิ ารพยาบาลการดูแลผู้ปว่ ยโรคหลอดเลอื ดสมองตีบหรืออดุ ตันระยะเฉยี บพลัน
2. ควรศึกษาวิจัยประเมินผลลัพธ์ด้านอื่นๆ ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันเฉียบพลัน
เช่น ด้านคุณภาพชีวติ ด้านความสามารถในการปฏิบตั ิกิจวตั รประจำวันในระยะยาว 3-6 เดือน เพื่อยืนยันถึง
ผลลัพธ์ทเี่ กดิ จากการใช้แนวปฏบิ ัติตอ่ ไป
กติ ติกรรมประกาศ
ผู้วิจัยขอขอบคุณ ดร.สุรางค์รัตน์ พ้องพาน คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์
ลำปาง และ ดร.ภมรศรี ศรีวงค์พันธ์ สำนักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง อาจารย์ที่
ปรกึ ษาวจิ ยั คณะกรรมการวิจยั โรงพยาบาลแพร่และผเู้ ก่ยี วข้องทกุ ท่าน
เอกสารอ้างองิ
1. กรมการแพทย์. สถาบันประสาทวิทยา. แนวทางการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองสำหรับ
พยาบาลท่วั ไป. กรงุ เทพฯ: บรษิ ทั ธนาเพรส; 2558.
2. งานศนู ยข์ ้อมลู ข่าวสาร โรงพยาบาลแพร่. รายงานประจำปีโรงพยาบาลแพร่. กลุ่มงานสารสนเทศทาง
การแพทยโ์ รงพยาบาลแพร่; 2562.
3. นจิ ศรี ชาญณรงค์ (สุวรรณเวลา). การดูแลรกั ษาภาวะสมองขาดเลือดในระยะเฉียบพลัน. กรุงเทพฯ:
โรงพิมพ์แห่งจฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั ; 2552.
4. เมธิณี เกตวาธิมาตร. บทบาทของพยาบาลวิชาชีพในการจัดการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาด
เลือดในระยะวิกฤต. วารสารวิจัยทางวทิ ยาศาสตรส์ ขุ ภาพ 2560;11(2):71-80.
5. Middleton S, Grimley R, Alexandrov AW. Triage, treatment, and transfer: evidence-
based clinical practice recommendations and models of nursing care for the first 72
hours of admission to hospital for acute stroke. Stroke 2015;46(2):18-25.
6. นิภาพร บุตรสิงห์. การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะเฉียบพลัน . วารสารสภาการ
พยาบาล 2562;34(3):19-25.
7. Gray JA, Chambers LW. Evidence-based healthcare: how to make health policy &
management decisions. CMAJ 1997;157(11):1598-9.
8. มนันชยา กองเมืองปัก, กรุณา ชูกิจ, วันเพ็ญ ภิญโญภาสกุล, ศรัณยา โฆษิตะมงคล, บรรณาธิการ.
การดูแลผู้ปว่ ยโรคหลอดเลอื ดสมองสผู่ ลลัพธ์ทเี่ ป็นเลศิ ทางการพยาบาล. ศนู ย์โรคหลอดเลอื ดสมองศิ
48
รริ าช คณะแพทยศาสตร์ศริ ริ าชพยาบาล กรงุ เทพฯ: นิยมวทิ ยา; 2560.
9. อมรรัตน์ กุลทิพรรธน์. การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองแบบครบวงจร
เครือขา่ ยโรงพยาบาลเพชรบรู ณ์. วารสารวชิ าการแพทย์เขต11 2560;31(4):619-30.
10. กนกวลี ทรัพย์สุพรรณ. การจัดการทางการพยาบาล ในการจัดตั้งหน่วยผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง
แผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ ในจังหวัดสุพรรณบุรี (วิทยานิพนธ์ปริญญาพยาบาลศา
สตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการการพยาบาล). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยคริส
เตยี น; 2556.
11. Soukup, SM. The center for advanced nursing practice evidence-based practice
model. Nursing Clinics of North America 2000 : 35(2), 301-309
12. Melnyk, B.M. & Fineout-Overholt, E. Evidence-Base practice in Nursing &Healthcare: A
guide to best practice.Philadelphia : Lippincott Williams & Wilkins. 2005.
13. ดวงกมล วตั ราดุล, สดุ ประนอม สมันตเวคนิ . การประเมนิ ประสทิ ธิผลหลักสูตรฝึกอบรมการพยาบาล
เฉพาะทางสาขาการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง:การประยุกต์แนวคิดโมเดลเคิร์กแพททริก.
วารสารพยาบาลโรคหัวใจและทรวงอก 2561;29(2):111-26.
14. เสาวลักษณ์ ภนู วกุล. การพัฒนาแนวปฏิบตั ิการพยาบาลทางคลินกิ สำหรับผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองที่
ได้รบั การผา่ ตัด สมองโรงพยาบาลพจิ ิตร. วารสารกรมการแพทย์ 2560;42(6):102-7.
15. กมลพรรณ พ้องพงษ์ศรี. การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันระยะ
เฉยี บพลนั . วารสารกรมการแพทย์ 2556;38(1):53-8.
16. ชวนพิศ สถิตพันธ์ุ. รูปแบบการจัดการพยาบาลในการจำหน่ายผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง
โรงพยาบาลระดับตติยภูมิในจังหวัดสุพรรณบุรี (วิทยานิพนธ์ปริญญาพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวชิ าการจัดการพยาบาล) กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลัยครสิ เตียน; 2555.
49
การพัฒนาแนวทางปฏบิ ัติ และหลกั เกณฑในการคดั กรองผปู ว ย
โรงพยาบาลประสาทเชียงใหม
เยาวลกั ษณ ผุยหัวโทน พย.บ.
แผนกผปู ว ยฉกุ เฉิน โรงพยาบาลประสาทเชียงใหม อ. เมอื ง จ. เชยี งใหม 50200
Guideline for Triage Development
in Chiang Mai Neurological hospital
Puyhuaton Y, B.N.S.
Emergency room. Chiang Mai neurological hospital, Muang District
Chiang Mai province, Thailand 50200
50
บทคัดยอ
เน่ืองจากแผนกผูปวยฉุกเฉิน โรงพยาบาลประสาทเชียงใหมซ่ึงเปนโรงพยาบาลระดับตติยะภูมิ
ดูแลรักษาผปู วยโรคระบบประสาทโดยเฉพาะ มีรายงานอุบัตกิ ารณความคลาดเคลอื่ นในการคัดกรองผปู วย
ในหนว ยงาน ทําใหท างหนว ยงานตองการพัฒนาระบบการใหบรกิ ารผปู วยใหดียิง่ ขึ้น จงึ ไดศึกษาระบบการ
คัดกรองผูปว ยเพ่อื คนหา สาเหตุของปญหา และแนวทางในแกไขปญหาในระบบการคัดกรองผูปวย จาก
การศึกษาพบวาสาเหตุของปญหาท่ีพบคือพยาบาลท่ีทําหนาท่ีในการคัดกรองผูปวยมีประสบการณหรือ
ทกั ษะความรูใ นการคัดกรองตา งกนั , ระบบคดั กรองภายในโรงพยาบาลไมต รงกัน, ความคลุมเครือของการ
ใชเ ครอ่ื งมอื คัดกรอง และผูร ับบรกิ ารไมเ ขาใจการคดั กรองตามหลกั วิชาการ
ดังน้ันเพื่อเปนการพัฒนาระบบการใหบริการผูปวยใหดีย่ิงขึ้นอยางตอเนื่อง ทางหนวยงานจึง
เล็งเห็นถึงความสําคัญของการพัฒนา แนวทางปฏิบัติ และหลักเกณฑในการคัดกรองผูปวยโรคระบบ
ประสาท เพือ่ ใหผรู บั บริการไดร บั การคัดกรองท่ีถกู ตอง รวดเร็ว ผูปฏิบตั ิงานในการคัดกรองผูปวยสามารถ
ประเมินผูปวยไดอยางถูกตอง รวดเร็ว งา ยตอการใชงาน และเปนแนวทางท่ีใชในการคัดกรองผูปวยทั้ง
แผนกผปู ว ยฉกุ เฉนิ และแผนกผูปว ยนอก ลดการส่ือสารที่ผิดพลาดระหวางแผนกผูปวยฉุกเฉิน และแผนก
ผูปวยนอก เพือ่ ใหเกิดประโยชนส ูงสดุ ในการดูแลผปู วยลดการสญู เสยี ชีวิต ความพิการท่ีอาจเกดิ ข้ึน รวมถึง
สามารถนาํ การศกึ ษาครั้งนีไ้ ปพฒั นาคุณภาพทางการบรกิ ารผา นกระบวนการ PDCA สูงานวจิ ยั ตอ ไป
คําสําคัญ แนวทางปฏบิ ัติ และหลักเกณฑใ นการคดั กรองผูปว ย, การพัฒนา, แผนกผูป วยฉุกเฉิน
แผนกผปู วยนอก
51
Abstract
Between 2015 and 2017, there were 4 delayed triage incidents reported from
Out-patient department (OPD) and Emergency Room (ER) in Chiang Mai Neurological
Hospital. Although this was well below the acceptable rate, the service can be improved
for better triage system. The previous study was carried out to investigate the problems
and find the solutions. The main causes of the incidents included (1) nurses had
different experiences/or skills, (2) various self-selected operating triages, (3) unclear
about the available triage tools, and (4) the patients and their carers did not understand
or did not give precise medical history.
Therefore, for continuous improvement, the department had developed the
Triage guidelines for neurological patients as this patient group frequently had
complicated symptoms, in order to provide correct and fast services. With the available
and appropriate guidelines for the staffs, the triage system should be effective and fast.
The communication between OPD and ER unit should be effective. These lead to
decrease in mortality rate and disability. The process can be considered as PDCA, part of
hospital accreditation.
Key words Guideline, Development, Emergency Department, Outpatient Department
52
บทนาํ
กระบวนการคัดกรองผูปวย (Triage) เปนการจัดลําดับความสําคัญในการดูแลผูปวยตามความ
เรงดวนโดยการประเมินสภาพตามอาการ และภาวะโรคของผูปวย เพ่ือหาผูปวยท่ีรอไมไดและมีความ
จําเปนตอ งใหการชวยเหลอื ทางการแพทยกอน เพอ่ื ใหท รัพยากรทางการแพทยที่มอี ยูถูกใชก ับบุคคลที่ควร
ไดรับการชวยเหลือทันเวลา ไดรบั การรักษาท่ีเหมาะสม ถูกตอง และรวดเร็ว ลดการเสียชีวิต ลดความ
รนุ แรงของโรค ลดความพิการ ลดความทรมาน ลดความไมพอใจ และลดการถกู รองเรยี นในการใหบริการ
จากการทบทวนวรรณกรรม และงานวิจัยที่เกี่ยวกับการคัดแยกประเภทผูปวยฉุกเฉินทั้งใน
ตางประเทศและตางประเทศพบวา ระบบการคดั แยกที่มคี วามละเอยี ด เท่ียงตรง และมีความคลาดเคล่ือน
นอยทสี่ ุดจะชว ยใหพยาบาลสามารถคัดแยกผูปวยไดถ ูกตองตามความเรง ดวนสามารถสงผูปวยไปยังพ้ืนท่ี
รักษาที่มีความเหมาะสมกับอาการผูปวย ลดความลาชาในการรักษาในการรักษาผูปวยที่มีภาวะฉุกเฉิน
อยางแทจ ริง1 และในหลายประเทศ เชน ประเทศแคนนาดา (Canadian Triage and Acuity Scale
(CTAS) และประเทศสหรฐั อเมริกา (Emergency Severity Index (ESI)) ไดใชการคัดแยกประเภทผูปวย
เปน 5 ระดบั ในประเทศไทยกระบวนการคัดกรองผูปวย (Triage) ไดมีการพัฒนาตอ เน่ืองเร่ือยมา เดมิ ใน
ประเทศใชข องสภาการพยาบาลในการแบง ประเภทผูปวย ซ่งึ แบงระดับการคัดกรองออกเปน 3 ระดับ คอื
Emergent (E), Urgent (U), Non-emergent (N) มาใชในระบบบริการของหองฉุกเฉิน และมีการ
ประกาศใชหลักเกณฑในการคัดแยก เพื่อการคํานวณภาระงานการพยาบาลหองฉุกเฉินในป 2545 โดย
แบง คนไขเปน 4 ระดับคือ Emergent, Urgent, Acute illness และ Non-acute illness จนกระท่งั ใน
ปจจุบนั ไดเร่มิ มีการปรบั ใชระบบคัดกรองท่แี บง ออกเปน 5 ระดบั ความรุนแรง โดยอางอิงจากหลากหลาย
วิชาการ เชน Canadian Triage and Acuity Scale (CTAS)ของประเทศแคนาดา และ Emergency
Severity Index (ESI) ของสหรัฐอเมริกากระท่ังลาสุดไดมีการปรับเปน Version 42 สวนในสถาบัน
การแพทยฉุกเฉินแหงชาติ กระทรวงสาธารณสุข ไดกําหนดเกณฑการประเมินเพื่อคัดแยกระดับความ
ฉุกเฉิน ณ หองฉุกเฉินตามระบบ ESI Version 4 มีการแบงระดับเปน 5 ระดับ ไดแก 1) ผูปวยฉุกเฉิน
วิกฤต 2) ผูปวยฉุกเฉินเรงดวน 3) ผูปวยฉุกเฉินไมรุนแรง 4) ผูปวยทั่วไป และ 5) ผูปวยใชบริการ
สาธารณสขุ อ่นื 3 และลา สดุ ไดม กี ารใชค มู ือแนวทางการปฏิบัติตามหลักเกณฑ เกณฑ และวิธีปฏิบัติการคัด
แยกผูปว ยฉกุ เฉินและจัดลาํ ดับการบริบาล ณ หองฉกุ เฉนิ ตามหลักเกณฑท ีก่ พฉ.กําหนด4 มาใชเ ปน คมู อื ใน
การคัดแยกผูปวยฉุกเฉินและจัดลําดับการบริบาล ณ หองฉุกเฉินในโรงพยาบาลตางๆ รวมทั้งการจัดทํา
คูมอื คัดกรองสําหรับโรงพยาบาลระดับตางๆ ของกระทรวงสาธารณสขุ (MOPH ED Triage) ซึ่งซึ่งเปน
องคประกอบท่ีสําคัญสําหรับการพัฒนาหองฉุกเฉินคุณภาพ (ER คุณภาพ) จึงตองมีการทบทวน
กระบวนการคดั กรอง (Triage) ที่เหมาะสม และเปน ไปในทศิ ทางเดียวกนั 2
ดังนั้นกระบวนการคัดกรองผูปวยจึงเปนสิ่งท่ีจําเปนในระบบการบริการทางการพยาบาลของ
แผนกผปู วยฉุกเฉิน เพื่อใหผูร ับบริการไดรับการคัดกรองที่ถูกตอง รวดเร็ว ไดรับการรักษาท่ีทันเวลา ลด
การสญู เสียชวี ติ และความพิการทอ่ี าจเกดิ ข้ึน ดังนั้นหองอุบัติเหตุและฉุกเฉินประเทศไทย จึงจําเปนท่ตี อง
มเี คร่อื งมือกระบวนการคัดกรองท่ีแมน ยํา และนาเชื่อถือ2
53
แผนกผูปวยฉุกเฉิน(Emergency Department- ER) โรงพยาบาลประสาทเชียงใหม เปนดาน
หนาท่ีใหบริการรับผูปวยโรคระบบประสาททงั้ สงตอ (Refer), ท่ัวไป (Walk in) และยงั เปนแผนกผูปวย
นอก(Outpatient Department- OPD) นอกเวลา ท่ีใหบรกิ าร 24 ช่ัวโมง จากสถิติผูมารบั บริการที่ผาน
มา ต้ังแตป 2558-2561 มีผูมารับบริการ 1,073, 1,083, 1,155 และ 1,225 ราย ตามลําดับ จากขอมูล
ขางตน จะเหน็ ไดวาผูมารับบริการที่แผนกฉุกเฉินมีปริมาณทีเ่ พิ่มข้ึนทุกป ดังน้ันทางแผนกผูปวยฉุกเฉินจึง
เผชญิ กับสถานการณท ี่ตองการความรวดเร็วและแมนยําในการตอบสนองตอภาวะฉุกเฉินของผูรับบริการ
เพื่อใหผูปวยทีม่ ีอาการเรงดว น ฉุกเฉินไดรับการดูแลรักษาอยางทันทว งที ลดอัตราการเสยี ชีวิตและการ
พิการของผูป วย
จากอุบัติการณความคลาดเคลื่อนในการคัดกรองผูปวยในหนวยงานท่ีผาน ทางแผนกฉุกเฉิน
โรงพยาบาลประสาทเชียงใหม เล็งเห็นถึงความสําคญั และตองการพัฒนาระบบการใหบรกิ ารผูปวยใหดี
ย่ิงขึ้น จงึ ไดศกึ ษาระบบการคัดกรองผปู ว ยเพอ่ื คน หาปญหา สาเหตขุ องปญหา และแนวทางในแกไขปญหา
ในระบบการคัดกรองผูปวย จากการศึกษาพบวาพยาบาลท่ีทําหนาที่ในการคัดกรองผูปวยมีประสบการณ
หรือทกั ษะความรูในการคัดกรองตา งกนั , ระบบคัดกรองภายในโรงพยาบาลไมต รงกนั , ความคลุมเครือของ
การใชเ ครือ่ งมือคัดกรอง และผูรับบรกิ ารไมเ ขาใจการคัดกรองตามหลักวิชาการ เพ่ือเปนการพัฒนาระบบ
การใหบรกิ ารผปู วยใหดียิง่ ขึน้ อยา งตอเน่อื ง
ดงั นนั้ เพ่ือเปน การพัฒนาระบบการใหบริการผูปวยใหดีย่ิงขึ้นอยางตอ เนื่อง ทางหนวยงานจึงเห็น
ถึงความสําคญั ของการพัฒนาแนวทางปฏิบตั ิ และหลักเกณฑใ นการคดั กรองผปู วย เพื่อใหผูรบั บรกิ ารไดร ับ
การคัดกรองที่ถูกตอง รวดเร็ว ผูปฏิบัติงานในการคัดกรองผูปวยสามารถประเมินผูปวยไดอยางถูกตอง
รวดเร็ว งายตอการใชงาน และเปนแนวทางปฏิบัติท่ีใชในการคัดกรองผูปวยทั้งแผนกผูปวยฉุกเฉิน และ
แผนกผูปวยนอก ลดการส่ือสารทีผ่ ิดพลาดระหวางแผนกผูปวยฉุกเฉิน และแผนกผูปวยนอก เพ่ือใหเ กิด
ประโยชนสงู สดุ ในการดแู ลผูป ว ยลดการสญู เสยี ชวี ิต ความพิการทอ่ี าจเกิดขึ้น รวมถึงสามารถนําการศึกษา
คร้งั นไี้ ปพัฒนาคณุ ภาพทางการบรกิ ารผา นกระบวนการ PDCA
54
กรอบแนวคดิ ในการพัฒนา 1. สมั ภาษณพยาบาลทที่ ําหนา ท่ีคดั
กรองผูป วย
ศกึ ษาระบบการคัดกรอง 2. สังเกตการณค ดั กรอง และการคดั
ผปู วยโรงพยาบาลประสาท แยกประเภทผูป วย
3. สนทนากลุมพยาบาลที่ทําหนาที่คัด
เชยี งใหม กรองผูปว ยโดยการวิเคราะห สถาน
การณเ กย่ี วกับการคัดกรอง
ปญ หาการคดั กรอง และการแยกประเภทผปู วยที่ไมถ ูกตอง
- การคดั กรองและแยกประเภทผูปว ยท่ีมีอาการความรนุ แรงการ
บาดเจ็บทตี่ าํ่ กวาความเปน จรงิ (Under triage)
- การคัดกรองและแยกประเภทผปู วยท่ีมอี าการความรนุ แรงการ
บาดเจ็บทม่ี ากเกินความเปนจริง (Over triage)
สาเหตุหลักของปญ หา
1. พยาบาลทีท่ าํ หนาที่ในการคัดกรองมปี ระสบการณหรือ
ทักษะความรใู นการคัดกรองตางกนั
2. ระบบคดั กรองภายในโรงพยาบาลไมต รงกัน
3. ความคลมุ เครือของการใชเ คร่ืองมือคัดกรอง
4. ผูรบั บรกิ ารไมเขา ใจในการคัดกรองแยกประเภทผปู ว ย
การพัฒนาแนวทางปฏิบตั ิการคดั กรองผปู วย
แนวทางปฏบิ ตั ิ และหลกั เกณฑใ นการคัดกรองผูป ว ย
แผนกผูป วยฉกุ เฉิน และผปู ว ยนอก
โรงพยาบาลประสาทเชยี งใหม
55
วธิ กี ารพฒั นา
1. นําขอมูลที่ไดจ ากการศกึ ษาระบบการคัดกรองผูปวย ปญหา และสาเหตุในการคัดกรองผูปวย
มาวิเคราะหเ พ่ือหาแนวทางในการพัฒนาระบบการคดั กรองผูป วยของโรงพยาบาลประสาทเชยี งใหม
2. ทบทวนงานวิจัย เอกสาร คมู อื แนวปฏิบัติ และหลกั เกณฑท่ีเก่ียวของในเรื่องการพัฒนาระบบ
การคัดกรองผูปวยฉุกเฉิน และการพัฒนาเคร่ืองมือคัดแยกประเภทผูปวยฉุกเฉิน เพื่อนํามาปรับใชให
เหมาะสมกับบริบทของโรงพยาบาลประสาท
4. จัดดําเนินการพัฒนา แนวทางปฏิบัติ และหลักเกณฑในการคัดกรองผูปวย โรงพยาบาล
ประสาทเชียงใหม จากคูมือ หลกั เกณฑในการคดั แยกประเภทผูปว ยท่ศี กึ ษา และปรกึ ษาแพทยผูเ ช่ยี วชาญ
หวั หนาผปู ว ยนอก หวั หนา งานการพยาบาลผปู วยนอก และหัวหนา งานการพยาบาลผปู ว ยฉกุ เฉิน โดยแบง
ระดับความรุนแรงในการจําแนกประเภทผูปว ยเปน 5 ระดบั ตาม Emergency Severity Index (ESI)
5. จัดประชุม ช้ีแจง ทําความเขาใจแนวทางปฏิบัติ และหลักเกณฑในการคัดกรองผูปวยแก
เจา หนาท่แี ผนกผูปวยฉุกเฉนิ และแผนกผูปว ยนอก
บทสรุป
แนวทางปฏิบัติ และหลกั เกณฑในการคัดกรองผูปวย งานการพยาบาลผูปวยฉุกเฉินโรงพยาบาล
ประสาทเชียงใหม จัดทาํ ข้ึนมาสําหรับพยาบาลที่ปฏิบัติหนาที่คัดกรองผูปวยดานระบบประสาทท่มี ีความ
ซับซอนมากกวาผูปวยท่ัวไป ในแผนกผูปวยฉุกเฉิน และผูปวยนอก เพ่ือใชเปนแนวทางปฏิบัติในการคดั
กรองผปู วยทุกราย ท่ีมารับบริการในโรงพยาบาลประสาทเชียงใหม ทั้งในและนอกเวลาราชการ เพื่อให
ผปู ว ยไดรับการคดั กรอง ประเมินอาการตามลําดบั ความเรงดวน และไดรับการรักษาอยางรวดเร็ว ถูกตอง
และทันเวลา และใชเ ปนเครอ่ื งมือในการส่ือสารระหวา งแผนก เพื่อใหผูปวยไดรบั การดูแลทีต่ อ เน่ือง
ขอ เสนอแนะ
เน่อื งจากแนวทางปฏิบัติท่ีจัดทําขึน้ มานี้ ไดพ ัฒนามาจากการทบทวนงานวิจัย เอกสาร คมู ือแนว
ปฏิบตั ิ และหลักเกณฑท่ีเกี่ยวของในเรื่องการพัฒนาระบบการคัดกรองผูปวยฉุกเฉิน และการพัฒนา
เครื่องมือคัดแยกประเภทผูปวยฉุกเฉิน ใหเหมาะสมกับบริบทโรงพยาบาลประสาทเชียงใหม ท่ีเปน
โรงพยาบาลตติยะภูมิที่ดูแลรักษาผูปวยโรคระบบประสาท และไขสันหลัง ฉะน้ันแนวปฏิบัตินี้อาจไมได
ครอบคลุมในอาการ หรือโรคทางระบบอื่นๆเทาที่ควร พยาบาลที่ทาํ หนาท่ีในการคัดกรองผูปวยนอกจาก
จะมคี วามรู ความเขา ใจในแนวทางปฏบิ ัติการคดั กรองผูปวยแลว ยังตองมีองคความรเู รื่องโรค อาการท่ีนํา
ผูป วยมาโรงพยาบาล และทักษะในการดูแลผูปวยท่ีมีภาวะวิกฤตฉุกเฉิน เพื่อใหผูปวยท่ีมารับบริการไดรับ
การคัดกรองท่ีถูกตอ ง รวดเร็ว และไดรับการรกั ษาท่ีทันเวลา ลดอัตราความพิการ หรือการสญู เสียชีวิตที่
อาจเกิดขึ้น
56
เอกสารอางอิง
1. กัลยารตั น หลาธรรม. การศกึ ษาคุณภาพการคดั แยกประเภทผปู วยฉกุ เฉนิ โรงพยาบาลศรี
นครนิ ทร.เอกสารประกอบการประชมุ : การประชุมวชิ าการเสนอผลงานวิจยั บัณฑิตศกึ ษา
ระดบั ชาตแิ ละนานาชาติ; 10 มี.ค. 2560; ณ อาคารพจน สารสนิ มหาวิทยาลัยขอนแกน.
ขอนแกน; 2560.
2. รัฐพงษ บรุ วี งษ. MOPH ED TRIAGE. พิมพค ร้งั ท่ี 2. นนทบรุ ี: สาํ นักวชิ าการแพทย กรมการ
แพทย กระทรวงสาธารณสขุ ; 2561.
3. สคุ นธจติ อุปนนั ชัย, อารยี วรรณ อวมตานี. ผลของการใชรปู แบบการคดั กรองผูป วยโดยใชดัชนี
ความรุนแรงฉุกเฉินตอระยะเวลารอคอยของผปู ว ยและการปฏิบัตบิ ทบาทอสิ ระของพยาบาล
วิชาชพี แผนกอุบัตเิ หตแุ ละฉุกเฉิน โรงพยาบาลกลาง. วารสารโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารกั ษ
2560; 13(2):90 – 101.
4. สถาบนั การแพทยฉกุ เฉนิ แหงชาติ. คมู อื ทางการปฏิบตั ติ ามหลกั เกณฑเ กณฑ และวิธีปฏิบัตกิ ารคัด
แยกผูปว ยฉุกเฉนิ และจดั ลําดบั การบริบาล ณ หอ งฉกุ เฉนิ ตามหลักเกณฑท ี่ กพฉ.กาํ หนด.พิมพ
ครงั้ ที่ 3. นนทบุรี: สถาบนั การแพทยฉกุ เฉนิ ; 2558.
5. กงทอง ไพศาล. การพฒั นาเครื่องมือจําแนกประเภทผปู วย งานอุบตั เิ หตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาล
พลจังหวัดขอนแกน. วารสารพยาบาลศาสตรแ ละสขุ ภาพ. 2554; 34:57-64.
6. พจนา มติ รเปรียญ. การพฒั นาเครอ่ื งมอื การคัดแยกผูป ว ย โรงพยาบาลกงหรา [อนิ เทอรเ นต็ ].
2561 [สืบคน เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2561]. จาก:
http://203.157.229.18/ptvichakarn61/uploads/41193_0302_20180530230845_pdf.
pdf.
7. Yuksen C. Research on ESI Triage. Documentation of training criteria and
procedures separate the Emergency: National Institute of Emergency Medicine;
2012. (In Thai)
8. พรทพิ ย วชิรดลิ ก, ธีระ ศริ ิสมดุ , สนิ นี ชุ ชัยสทิ ธิ์, อนชุ า เศรษฐเสถยี ร. การคดั แยกผปู ว ยของ
แผนกอบุ ัติเหตุฉกุ เฉินในประเทศไทย.วารสารสภาการพยาบาล 2559; 31: 96 -108.
9. อรวรรณ ฤทธอ์ิ นิ ทรากุล, วรวฒุ ิ ขาวทอง, ปารนิ นท คงสมบูรณ, สมศรี เขียวออ น.การพฒั นา
ระบบการคดั แยกผูป วยอุบตั เิ หตฉุ ุกเฉนิ โรงพยาบาลสวรรคป ระชารกั ษ จังหวัดนครสวรรค.
วารสารกรมการแพทย 2561; 43:146-51.
10. พรพไิ ล นยิ มถิ่น, ทพิ พาวดี สบื นกุ ารณ, ยุวธิดา จันทะคุณ. การพฒั นาการคดั กรองแยกประเภท
ผูป วยแผนกฉกุ เฉนิ โรงพยาบาลสมเดจ็ พระยุพราชดา นซา ย.การประชมุ วชิ าการทางการแพทย
ฉุกเฉนิ ระดบั ชาติ ประจําป 2559 “เคล่อื นวงลอคุณภาพการแพทยฉ กุ เฉินไทย”; 30มีนาคม
2559-1เมษายน2559; อาคารอิมแพคฟอรั่ม เมืองทองธานี. กรงุ เทพมหานคร: ปญญมติ ร การ
พิมพ; 2559.
57
11. รงั สฤษฎ รงั สรรค. การคัดกรองผูปว ยดว ยระบบ Emergency Severity Index (ESI)
[อินเทอรเน็ต].2555 [สบื คน เมอื่ วันที่ 23 มี.ค. 2562]. จาก:
https://webcache.googleusercontent.com/search?q=cache:UYRoKyJukeEJ:https://
ergoldbook.blogspot.com/2012/10/emergency-severity-index-
esi.html+&cd=1&hl=th&ct=clnk&gl=th&client=firefox-b-d.
12. สุปย า ชัยพสิ ุทธิส์ กุล, วลรี ตั น ปุเลทะตงั . การพฒั นาระบบการคดั กรองผูปว ยใหม ปี ระสทิ ธิภาพ.
มหาสารคาม: โรงพยาบาลนาเชอื ก; 2559.
13. Gilboy N, Tanabe P, Travers DA, Rosenau AM, Eitel DR. Emergency Severity Index,
Version 4: Implementation Handbook. Rockville, MD: Agency for Healthcare
Research and Quality; 2005. AHRQ Publication No. 05-0046-2.
14. Yurkova, I., Wolf, L. Under-triage as a significant factor affecting transfer time
between the emergency department and the intensive unit. ใน: กลั ยารตั น หลา
ธรรม. การศกึ ษาคณุ ภาพการคดั แยกประเภทผูปว ยฉกุ เฉิน โรงพยาบาลศรีนครินทร. เอกสาร
ประกอบการประชุม: การประชมุ วิชาการเสนอผลงานวิจัยบณั ฑติ ศึกษาระดบั ชาติและนานาชาติ;
10 มนี าคม 2560; อาคารพจน สารสนิ มหาวิทยาลยั ขอนแกน .ขอนแกน .
58
ผลของการใช้แนวปฏบิ ัติทางการพยาบาลในการดแู ลผู้ปว่ ยท่ีมี
ภาวะติดเชื้อในกระแสเลอื ด แผนกอุบตั เิ หตแุ ละฉกุ เฉนิ
โรงพยาบาลนครพงิ ค์ จงั หวัดเชียงใหม่
Effects of Clinical Nursing Practice Guideline Sepsis at
Emergency Department, Nakornping Hospital
อนงค์ ปญั ญา พย.บ ธวชั ชยั ประสาท พย.บ
แผนกอุบัตเิ หตุและฉุกเฉนิ โรงพยาบาลนครพงิ ค์
Miss Anong Punya BCN, Mr.Thawatchai Parsat BCN
Emergency Room, Nakornping Hospital
บทคดั ย่อ
การวิจัยคร้ังนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา วัตถุประสงคเพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติทางการพยาบาลและ
ศึกษาประสิทธิผลของแนวปฏิบัติทางการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะการติดเช้ือในกระแสเลือด ของ
แผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลนครพิงค์ กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลมุ ก่อนและหลังการใช
แนวทางปฏิบตั ิทางการพยาบาล กลุ่มละ 32 ราย เครอื่ งมือมี 3 สว่ น 1)แนวปฏิบัติทางการพยาบาลในการดูแล
ผู้ป่วยท่ีมีภาวะการติดเช้ือในกระแสเลือด 2) แบบประเมินทักษะการปฏิบัติตามแนวปฏิบัติทางการพยาบาล
หาค่าIOC ระหว่าง 0.6- 1.0 หาค่าความเที่ยง ได้ 0.79 3) แบบบันทึกผลลัพธ์การดูแลผู้ป่วยติดเช้ือในกระแส
เลอื ด วเิ คราะหข์ ้อมลู โดยแจกแจงความถ่ี จำนวน รอ้ ยละ ค่าเฉลยี่ Chi-square และ Independent t- test
Dependent t-test และ Mann Whitney U test ผลการศึกษาพบว่า
1.แนวปฏบิ ัตทิ างการพยาบาลในการดูแลผู้ปว่ ยท่มี ภี าวะการติดเชอ้ื ในกระแสเลือด มี 3 ระยะคือ
1)การประเมนิ คดั กรองและการค้นหาการตดิ เชื้อในกระแสเลือดต้ังแตร่ ะยะเริ่มแรก 2) ระยะการปฏิบตั ิการ
พยาบาล 3) ระยะการดแู ลต่อเน่อื ง การติดตามผลการรักษา และการส่งต่อผ้ปู ว่ ย
2.ค่าสัดสว่ นการดแู ลใหผ้ ูป้ ่วยท่ไี ด้รับยาปฏิชีวนะภายใน 1 ช่วั โมงหลงั การคดั กรองภาวะติดเช้ือใน
กระแสเลือด เพิม่ ขนึ้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P < .05) อัตราการไดร้ ับ fluid resuscitate ภายใน 6 ช่ัวโมง
แรกเพิ่มข้ึนอย่างมนี ัยสำคัญทางสถติ ิ (P < .05) และอตั ราการเสยี ชวี ติ ภายใน 24 ชัว่ โมง ลดลงอยา่ งไมม่ ี
นัยสำคัญทางสถิติ (P < .05)
59
จะเหน็ ได้วา่ แนวปฏบิ ตั ทิ างการพยาบาลทพี่ ฒั นามปี ระสิทธิผลต่อผูป้ ่วยท่มี ีภาวะการติดเชื้อใน
กระแสเลือด ของแผนกอุบัตเิ หตแุ ละฉกุ เฉิน ดงั นัน้ ควรขยายผลไปยังหอผูป้ ่วยในของโรงพยาบาลนครพิงค์
ต่อไป
คำสำคญั : แนวปฏบิ ัตทิ างการพยาบาล ภาวะการตดิ เช้ือในกระแสเลือด
Abstract
The purposes of this study were to develop a Clinical Nursing Practice Guidelines
(CNPG) and to examine the effectiveness of implementing the CNPG among patients with
sepsis at the Emergency Department, Nakornping Hospital. 32 patients admitted to the
emergency department before having the CNPG for patients were assessed and 35 other
patients were evaluated after the introduction of the guideline. Research instruments
consisted of a guideline of nursing practice for sepsis patients, a practice outcomes
evaluation form and evaluation form for CNPG. Content validity between 0.60-1.00.
Evaluation form for CNPG of which the reliability was 0.79 The data were analyzed using
descriptive statistics, Chi-square. Dependent t – test and Independent t-test and Mann
Whitney U test.
The results of the study showed as follows:
1) The principle processes of nursing practice guideline for sepsis patients were
screening and assessment, initial care, and continuing care.
2) The evaluation outcomes demonstrated statistically significant increases of
receiving the treatment within an hour, receiving fluid resuscitate in six hours (p < .05) after
the introduction of CNPG. The mortality rate decrease demonstrated a statistically no
significant the admitted was also statistically significant (p < .05) by using the practice
guideline.
This study revealed that CNPG among patients with sepsis in the emergency
department was an effectiveness tool for implementing in the ICU ,Ward at Nakornping
Hospital.
Keywords : Clinical Nursing Practice Guideline, Sepsis
60
ความเปน็ มาและความสำคญั ของปัญหา
ภาวะการติดเช้ือในกระแสเลือด (Sepsis) เป็นภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญซึ่งเกิดขึ้นหลังการ
ติดเชื้อในร่างกายอย่างรุนแรงและทำให้เกิดการอักเสบและการทำลายของเน้ือเย่ือในระบบอวัยะวะต่างๆ เช่น
ระบบไหลเวียนโลหิต ระบบทางเดินหายใจ ระบบประสาท และระบบการแข็งตัวของเลือดและอาจเพ่ิมระดับ
ความรุนแรงเป็น Severe sepsis และ Septic shock จนทำให้อวยั วะต่างๆ ล้มเหลวและเสียชีวิตได้ในเวลาที่
รวดเร็ว (ธนา ขอเจริญพร และคณะ, 2554) ซึ่งเป็นปัญหาสาธารณสุขของทั่วโลก ปัจจุบันมีผู้ป่วยที่มีความ
เสี่ยงต่อการติดเชื้อในกระแสเลือดเพ่ิมมากข้ึน เชน ผู้ป่วยโรคเรื้อรังมีชีวิตอยู่ยืนยาวจากการรักษา ผู้ป่วยท่ีมี
เชื้อดื้อยาเพิ่มขึ้นจากการใชยาปฏิชีวนะชนิดออกฤทธิ์กว้าง (Moore, & McNulty, 2010) ในประเทศ
สหรฐั อเมริกาพบผู้ป่วยทไี่ ด้รับการวินจิ ฉยั ว่ามีภาวะการติดเชื้อในกระแสเลือดมีจำนวนมากกว่าหน่ึงล้านคนต่อ
ปี มีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลสูงมาก ประมาณ 20.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 5.2 ของ
ค่าใช้จ่ายทั้งโรงพยาบาล พบอุบัติการณ์การติดเชื้อในกระแสเลือดประมาณ 75 – 150 รายต่อ 100,000
ประชากร หรือ 5,000 – 10,000 รายต่อปี (Hospital engagement Network, HEN, 2016) และมีอัตรา
ตายสูงท้งั ในประเทศสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศต่างๆถึงร้อยละ 62 – 73.9 (กนก พิพัฒนเวช, 2551) และ
ข้อมูล World Sepsis Day ในปี 2019 พบผู้ป่วยถึง 47,000,000 – 50,000,000 ราย และมีจำนวนผู้ป่วย
เสียชีวิตถึง 11,000,000 ราย เฉล่ียเสียชีวิต 1 รายทุก 2.8 วินาที (World Sepsis Day, 2019) สำหรับ
ประเทศไทยพบจำนวนผู้ป่วยที่ติดเชื้อในกระแสเลือดในปี 2557 – 2561 มีจำนวน 25,383, 26,350, 21,100,
20,810 และ 21,034 รายตามลำดับ และมีอัตราการเสียชีวิตในปี2557 – 2561 ร้อยละ 39.1, 40.4, 32.5,
31.9 และ32.2 ตามลำดับ (กองยทุ ธศาสตร์และแผนงาน กระทรวงสาธารณสุข, 2562) ภาวะรุนแรงน้ีส่งผลให้
ผู้ป่วยต้องรักษาภายในโรงพยาบาลเป็นเวลานานทำใหส้ินเปลืองทรัพยากร และมีคาใชจายสูง (กนก พิพัฒน
เวช , 2551)
สมาคมเวชบำบัดวิกฤตแห่งสหรัฐอเมริกาได้รณรงค์ Surviving Sepsis Campaign (SSC) และ
พัฒนาแนวปฏิบัติสากลในการจัดการดูแลและรักษาผู้ท่ีมีภาวะsevere sepsis และ septic shock ปี 2012
ซ่ึงประกอบด้วยการคัดกรอง การวินิจฉัย กระบวนการจัดการเกี่ยวกับภาวะ sepsis แบบเร่งด่วน การให้ยา
ปฏิชีวนะ การกำจัดและควบคุมเช้ือโรค การแก้ไขความบกพร่องของการไหลเวียนเลือด และการนำออกซิเจน
ไปสู่เนื้อเย่อื ของร่างกายให้เพียงพอต่อความต้องการของรา่ งกาย (Dellinger
et al, 2013) จากการศึกษาพบว่าการคน้ พบผู้ป่วยตามลักษณะอาการของกลุ่มผู้มีกลุม่ อาการตดิ เชอ้ื ในกระแส
เลือดได้รวดเร็วและให้การรักษาท่ีถูกต้องรวดเร็วต้ังแต่หน่วยงานอุบัติเหตุและฉุกเฉินเป็นผลให้ลดอัตราการ
เสียชีวิตของผู้ป่วยได้ (Bentley et al, 2016) การได้รับการดูแลตามแนวปฏิบัติ การดูแลผู้ป่วยกลุ่มอาการติด
เช้ือในกระแสเลือด ด้วยการตดิ ตามประเมินระบบไหลเวียนโลหิตโดยการตดิ ตามสัญญาณชพี และการวัด CVP
(Boyd et al, 2011) และการปฏิบัติตามแนวปฏิบัติอย่างใกล้ชิดโดยพยาบาล ทำให้ผู้ป่วยมีอัตราการรอดชีวิต
สูงข้ึนและมีระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลลดลง (Malvin et al, 2016)
จากสถิติโรงพยาบาลนครพิงค์ พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยท่ีมีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดและเข้ารับ
การรักษาในโรงพยาบาล ปี พ.ศ.2560 ถึง พ.ศ. 2562 จำนวน 1,554, 1,448 และ 2,538 ราย และพบอัตรา
61
ตายด้วยโรคติดเชื้อในกระแสเลือด ร้อยละ 20.7, 23.3 และ13.5 ตามลำดับ และเป็นสาเหตุการเสียชีวิต 5
อันดับแรกของโรงพยาบาล (กลุ่มงานยุทธศาสตร์และแผนงาน โรงพยาบาลนครพงิ ค์, 2563) จากการวิเคราะห์
อตั ราการเสียชีวิตของผู้ป่วยพบวา่ ผู้ปว่ ยไดร้ ับการวนิ ิจฉัยว่ามีการติดเช้ือในกระแสเลอื ดตั้งแต่แรกรับล่าช้า ทำ
ให้ผู้ป่วยได้รับยาปฏิชีวนะล่าช้าไปด้วย โดยผู้ป่วยไดร้ ับยาปฏิชวี นะภายใน 1 ชั่วโมงเพียงรอ้ ยละ 76.56 ผ้ปู ว่ ย
ท่ีมีภาวะการติดเช้ือในกระแสเลือดท่ีทำ H/Cก่อนได้รับยาปฏิชีวนะ ร้อยละ 53.34 การได้รับสารน้ำมากกว่า
1000 ml ร้อยละ 57.89 ซึ่งไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด (ข้อมูลหน่วยอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาล
นครพิงค์, 2562) และพบวามีอุบัติการณผปู ่วยท่ีมีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดท่ีนอนสังเกตอาการใน
หน่วยยงาน อาการทรุดลงจนกระท่ังเกิดภาวะรุนแรงของการติดเชื้อและเขาสู่ระยะช็อค เนื่องจากไม่มีเตียง
ต้องนอนรอที่ห้องสังเกตอาการ จากปัญหาดังกล่าวทางคณะกรรมการการดูแลผู้ป่วยท่ีมีภาวะการติดเชื้อใน
กระแสเลือด ของโรงพยาบาลนครพิงค์ ได้เล็งเห็นความสำคญั ของการดูแลรักษาจึงได้พฒั นาแนวปฏิบัติในการ
ดแู ลรักษาขึ้นมาตัง้ แตป่ ี 2558 จนถึงปัจจุบนั แต่ยังไม่มแี นวทางการปฏบิ ัตทิ างการพยาบาลในการดูแลผปู ่วยท่ี
มีภาวะติดเชือ้ ในกระแสเลือดในหน่วยยงานอุบัติเหตุและฉุกเฉิน ผูวิจัยในฐานะแกนนำของพยาบาลหน่วยงาน
อุบัติเหตุและฉุกเฉิน จึงสนใจที่จะพัฒนาแนวปฏิบัติทางการพยาบาลเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยท่ีมีภาวะการติด
เช้ือในกระแสเลอื ด และมีการติดตามประเมนิ ผลการใช้แนวปฏิบัตดิ ังกล่าว เพื่อใหเกิดประสิทธิผลตอการดูแลผ
ูป่วย และช่วยพยาบาลเกิดการพัฒนาสมรรถนะของตนเอง เนื่องจากพยาบาลวิชาชีพแผนกอุบัติเหตุและ
ฉุกเฉินมีสมรรถนะด้านการปฏิบัติการพยาบาลหลายระดับตั้งแต่ novice, advanced beginner,
competent, proficient, expert ดังนั้นการใช้แนวปฏิบัติทางการพยาบาลในการดูแลผู้ปว่ ยทม่ี ีภาวะติดเชื้อ
ในกระแสเลือดจึงมีความจำเป็นต้องใช้ในการดูแลผู้ป่วยเพื่อให้ผู้ป่วยปลอดภัยได้รับการดูแลรักษาพยาบาลได้
ตามมาตรฐาน
วัตถปุ ระสงคการวจิ ยั
1. เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติทางการพยาบาลในการดูแลผู้ปว่ ยที่มีภาวะการติดเชื้อในกระแสเลอื ด ของ
แผนกอบุ ัติเหตแุ ละฉุกเฉนิ โรงพยาบาลนครพงิ ค์
2. เพ่ือเปรียบเทียบทกั ษะการดูแลของพยาบาลตามแนวปฏบิ ัตทิ างการพยาบาลในการดแู ลผู้ปว่ ยมี
ภาวะการติดเช้ือในกระแสเลือด ของแผนกอบุ ัติเหตุและฉกุ เฉิน โรงพยาบาลนครพงิ ค์
3. เพอื่ ศึกษาประสทิ ธิผลของแนวปฏิบัติทางการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยทม่ี ภี าวะการติดเชอื้ ใน
กระแสเลือด ในแผนกอุบัตเิ หตุและฉุกเฉนิ โรงพยาบาลนครพงิ ค์ ประกอบดว้ ย 1) สัดส่วนการดูแลใหผ้ ูป้ ว่ ย
ไดร้ บั ยาปฏิชีวนะภายใน 1 ชว่ั โมงหลังการคัดกรองภาวะติดเช้ือในกระแสเลอื ด 2)อัตราการได้รับfluid
resuscitate ภายใน 6 ชัว่ โมงแรก 3)อัตราการเสยี ชีวิตภายใน24 ชวั่ โมง
62
กรอบแนวคิดการวจิ ัย
ผู้วิจัยได้ดำเนินการพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือดใน แผนก
อุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลนครพิงค์ โดยประยุกต์ใช้ขั้นตอนจากการพัฒนาแนวปฏิบัติทางการพยาบาล
ผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดตามกรอบของ IOWA มี 6 ข้ันตอน แล้วนำแนวปฏิบัติการพยาบาลมา
ใช้ และติดตามประเมินผลลัพธ์การดูแลผู้ป่วย ประกอบด้วยผลลัพธ์ สัดส่วนการดูแลให้ผู้ป่วยที่ได้รับยา
ปฏิชีวนะภายใน 1 ช่ัวโมงหลังการคัดกรองภาวะติดเช้ือในกระแสเลือด อัตราการเสียชีวิตภายใน 24 ช่ัวโมง
และอัตราการไดร้ บั fluid resuscitate ภายใน 6 ชัว่ โมงแรก
โดยมีข้นั ตอนการดำเนินงานวิจัย ดังนี้
การพัฒนาแนวปฏบิ ัติทางการพยาบาลผปู้ ่วยท่มี ีภาวะติดเช้ือในกระแสเลือดตามกรอบของ IOWA
มี 6 ข้นั ตอน คือ
1.การกำหนดประเดน็ ปญหา
2.วิเคราะหส์ าเหตุของปญหา
3.รวบรวมงานวิจัยและหลกั ฐานเชงิ ประจักษทเ่ี กย่ี วข้อง
4.เขยี นแนวปฏิบตั ทิ างการพยาบาล
5.การตรวจสอบความตรงตามเน้อื หาของแนวปฏิบัตทิ างการพยาบาล
6.ประเมนิ ความเหมาะสมในการใชแ้ นวปฏบิ ตั ิทางการพยาบาล
นำแนวปฏิบัติทางการพยาบาลทพ่ี ัฒนา ไปใช้กบั ผปู้ ่วยทีม่ ภี าวะการตดิ เช้ือในกระแสเลอื ดท่ีแผนก
อุบัตเิ หตุและฉกุ เฉิน และประเมนิ ผลการปฏบิ ตั ติ ามแนวปฏิบัตขิ องพยาบาล และประเมินความพึง
พอใจของพยาบาลต่อการใช้แนวปฏบิ ตั ิทางการพยาบาล
ประเมนิ ผลลพั ธ์ทางการพยาบาลในการนำแนวปฏิบัตทิ างการพยาบาลในการดูแลผ้ปู ว่ ยทีม่ ี
ภาวะการติดเช้ือในกระแสเลือด แบง่ เปน็ 2 กลุ่ม ได้แก่
กล่มุ ท่ี 1 กล่มุ ผ้ปู ว่ ยก่อนการใชแ้ นวปฏบิ ตั ิทางการพยาบาลฯ
กลุม่ ที่ 2 กลุ่มผู้ปว่ ยที่มีการใชแ้ นวปฏิบตั ทิ างการพยาบาลฯ
โดยเปรยี บเทียบผลลพั ธข์ องผู้ป่วยทงั้ สองกลมุ่ เกี่ยวกับดา้ นตา่ งๆดงั นี้ สัดสว่ นการดูแลให้ผูป้ ่วยที่
ได้รับยาปฏิชีวนะภายใน 1 ชวั่ โมงหลงั การคดั กรองภาวะติดเชือ้ ในกระแสเลอื ด อตั ราการเสยี ชวี ิต
ภายใน 24 ช่วั โมง และอัตราการได้รับfluid resuscitate ภายใน 6 ชัว่ โมงแรก
63
วิธีการดำเนินการวจิ ัย
การวิจัยคร้ังน้ีเป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ประกอบด้วย 4 ข้ันตอน
ดงั น้ี
ขั้นตอนที่1 การวจิ ัย (Research : R1 )
วัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาและวิเคราะห์ข้อมลู พื้นฐานเก่ียวกับการปฏิบัติทางการพยาบาลในการดแู ลผ
ปู ่วยที่มีภาวะการติดเชื้อในกระแสเลือดของหน่วยอุบัติเหตุและฉุกเฉินเพ่ือให้ได้มาซ่ึงแนวปฏิบัติทางการ
พยาบาลในการดูแลผูป่วยที่มีภาวะการติดเช้ือในกระแสเลือด โดยดำเนินการตามข้ันตอนกระบวนการสร้าง
แนวปฏิบัติทางการพยาบาลตามกรอบแนวคิด Evidence Based Practice Model ของ IOWA มี 6 ข้ันตอน
คอื
1.การกำหนดประเด็นปญหา โดยผูวิจัยศึกษาขอมูลจากรายงานผูป่วย การประชุมผเู กี่ยวข้องใน
การปฏบิ ตั ทิ างการพยาบาลในการดแู ลผูป่วยทีม่ ภาวะการติดเชือ้ ในกระแสเลือด
2.วิเคราะห์สาเหตุของปญหา โดยผวู ิจัยประชุมระดมสมองผู้เกี่ยวข้องในการปฏิบัติทางการ
พยาบาลในการดูแลผูป่วยท่ีมีภาวะการติดเชื้อในกระแสเลือด เพ่ือวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาและสภาพการณ์
ของปญหา ในวันท่ี 2สิงหาคม 2563
3.รวบรวมงานวิจัยและหลักฐานเชิงประจักษท่ีเกี่ยวข้อง โดยผู้วิจัยดำเนินการศึกษารวบรวมขอมู
ลจากเอกสาร ตำรา และงานวิจัยท่ีเก่ียวของกับการปฏิบัติทางการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะการติด
เช้ือในกระแสเลือดของหน่วยงานอุบัติเหตุและฉุกเฉิน จากฐานข้อมูล Google schola, CINAHL, Pub Med
ProQuest, Medline, Springer ได้แนวปฏิบัติ จำนวน 15 เร่ืองนำมาวิเคราะห์และสกัดสาระสำคัญนำมา
พัฒนาเปน็ แนวปฏบิ ตั ิ
4. เขียนแนวปฏิบัติทางการพยาบาล ผวู ิจัยร่างแนวปฏิบัติทางการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยที่มี
ภาวะการติดเชือ้ ในกระแสเลอื ดของหน่วยงานอุบตั ิเหตุและฉุกเฉนิ
5.การตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาของแนวปฏิบัติทางการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยที่มี
ภาวะการติดเช้ือในกระแสเลือดของหน่วยงานอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 คน ได้แก่อายุร
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคติดเช้ือในกระแสเลือด 1 คน แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน 1 คน พยาบาลผเู ชี่ยวชาญด้าน
การดูแลผู้ป่วยโรคติดเช้ือ 1 คน ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา และความเหมาะสมของการใชภาษาจากผ
ูทรงคุณวุฒิ ถ้าพบวาความเห็นท่ีสอดคลองกันของผทู รงคุณวุฒิ จากการคำนวณค่า IOC (Index of item
objective congruence) อยู่ระหว่าง 0.7 – 1.0 ถอื วา่ นำไปใชไ้ ด้
6. ประเมินความเหมาะสมในการใช้แนวปฏิบัติทางการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยท่ีมีภาวะการติด
เช้ือในกระแสเลือด ผูวจิ ยั ดำเนินการประสานงานนำเสนอรา่ งแนวปฏบิ ตั ิทางการพยาบาลในการดูแลผ้ปู ว่ ยทีม่ ี
ภาวะการตดิ เช้อื ในกระแสเลือดต่อผบู้ ังคับบญั ชา และขออนุมตั ใิ นการทดลองใช้กบั พยาบาลของหนว่ ยอุบตั เิ หตุ
และฉุกเฉิน เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ ความเหมาะสมในการนำมาใชปฏิบัติทางการพยาบาลในหน่วยงาน
อุบตั ิเหตุและฉุกเฉนิ โรงพยาบาลนครพิงค์
64
ข้นั ตอนท่ี 2 การพัฒนา (Development : D1)
ออกแบบและพัฒนา (Design and Development :D and D) เพ่ือปรับปรุงแนวปฏิบัติทางการ
พยาบาลในการดูแลผู้ป่วยท่ีมีภาวะการติดเช้ือในกระแสเลือดในแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉินหลังจากท่ี
ผู้ทรงคุณวุฒิให้ข้อเสนอแนะและศึกษานำรองเพ่ือศึกษาความเหมาะสมในการนำแนวทางปฏิบัติทางการ
พยาบาลในการดูแลผูป่วยท่ีมีภาวะการติดเช้อื ในกระแสเลือดในแผนกอุบตั ิเหตแุ ละฉุกเฉิน โดยนำไปทดลองใช
กับกลุ่มพยาบาลวิชาชีพที่เป็นผปู ฏิบัติงานในแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับกลุ่มตัวอย่าง
และประเมินความเหมาะสม โดยใชแบบประเมินความเหมาะสมของแนวปฏิบัติทางการพยาบาลในการดูแล
ผ้ปู ่วยทม่ี ีภาวะการติดเชือ้ ในกระแสเลอื ด ทีไ่ ด้รับการตรวจความตรงตามเน้อื หาโดยผทู้ รงคุณวุฒิ และวิเคราะห์
หาความเท่ียง (Reliability) ของแบบสอบถามโดยวิธีคำนวณค่าสัมประสิทธิอัลฟาของครอนบาค
(Cronbach’s alpha coefficient) ถ้าได้ค่าความเท่ียงของเนื้อหามากกว่า 0.78 สามารถนำมาปรับใช้กับ
พยาบาลหนว่ ยงานแผนกอบุ ัติเหตแุ ละฉกุ เฉนิ โรงพยาบาลนครพิงค์ โดยเลือกกลุม่ ตวั อย่างแบบจำเพาะเจาะจง
เป็นพยาบาลวิชาชพี แผนกอุบัตเิ หตแุ ละฉุกเฉนิ จำนวน 35 คน
ขน้ั ตอนท่ี 3 การวจิ ยั (Research : R2)
การทดลองใช (Implement :I) เพ่ือดำเนินการใชแนวปฏิบัติทางการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วย
ท่ีมีภาวะการติดเช้ือในกระแสเลือด โดยออกแบบเป็นการวิจัยก่ึงทดลอง (Quasi-experimental research)
แบบสองกลุ่มวัดหลังการทดลอง (two group posttest design) เพ่ือเปรียบเทียบผลลัพธ์ทางการพยาบาล
ของผปู้ ่วยทีม่ ีภาวะติดเช้ือในกระแสเลือดระหว่างระยะก่อนใชแ้ นวปฏิบัติทางการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยท่มี ี
ภาวะติดเช้ือในกระแสเลือดและระยะใช้แนวปฏิบัติทางการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยทมี่ ีภาวะติดเชื้อในกระแส
เลือด แผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ระหว่างเดือน สิงหาคม ถึงเดือน
ธนั วาคม 2563
ประชากร กลุ่มเป้าหมายคือผู้ป่วยทางอายุรกรรมที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะติดเช้ือในกระแส
เลือด ตั้งแตอ่ ายุ 15 ปีขึ้นไป ที่เข้ารับการรักษาในแผนกอุบตั ิเหตุและฉุกเฉิน หลังจากนั้นส่งเข้ารับการรกั ษาใน
หอผู้ป่วยหนักอายุรกรรม หรือหอผู้ป่วยสามัญอายุรกรรม แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มก่อนใช้แนวปฏิบัติทางการ
พยาบาลระหวา่ ง เดือนสิงหาคม ถงึ เดือน กนั ยายน พ.ศ. 2563 และกลมุ่ ทม่ี ีการใช้แนวปฏิบตั ิทางการพยาบาล
เดอื นพฤศจกิ ายน ถึงเดือน ธันวาคม พ.ศ.2563
กลมุ่ ตัวอยา่ ง ผปู้ ว่ ยทางอายุรกรรมที่ได้รับการวนิ จิ ฉยั ภาวะติดเชื้อในกระแสเลอื ด ตั้งแตอ่ ายุ 15 ปี
ขน้ึ ไป ท่ีเขา้ รับการรักษาในแผนกอุบัตเิ หตุและฉุกเฉิน หลังจากน้ันส่งเข้ารบั การรักษาในหอผปู้ ่วยหนกั อายุรก
รรม หรอื หอผู้ปว่ ยสามญั อายุรกรรมระหวา่ ง เดือนสิงหาคม ถึงเดือน ธนั วาคม พ.ศ.2563 โดยแบง่ เป็น 2 กลุ่ม
คอื 1)กลุม่ ตัวอย่างทเ่ี ขา้ รบั การรักษาก่อนการใช้แนวปฏิบตั ทิ างการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยท่ีมภี าวะติดเช้ือ
ในกระแสเลือด ในชว่ งเดอื น สิงหาคม - กนั ยายน 2563 จำนวน 32 ราย และกลุม่ ตวั อยา่ งทีม่ ีการใช้แนว
ปฏิบัตทิ างการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยทมี่ ีภาวะติดเชอื้ ในกระแสเลือด ในช่วงเดือน พฤศจกิ ายน – ธนั วาคม
พ.ศ. 2563 จำนวน 32 ราย
65
การคำนวณขนาดกลุ่มตวั อยา่ ง กำหนดขนาดกลุ่มตวั อยา่ งจากการทบทวนวรรณกรรมท่ีเกย่ี วข้อง
จากผลการวิจัยเร่ือง “การพัฒนาระบบการพยาบาลผปู้ ว่ ยทม่ี ภี าวะติดเชอ้ื ในกระแสเลอื ดอย่างรุนแรง (วิไล
วรรณ เนอ่ื ง ณ สวุ รรณ และคณะ , 2557) จากการใช้โปรแกรมวเิ คราะหข์ อ้ มูลทางสถติ ิสำเร็จรปู n4 Study
Program (Bernard, R, 2000) โดยคำนวณขนาดของกลุ่มตวั อยา่ ง แบบสองกลุม่ อสิ ระต่อกัน two
independent sample comparison of proportion ซง่ึ ได้กำหนดค่า คือ P-value ≤ 0.05 Power of
test =0.08 proportion in group 1 = 0.56 proportion in group 2 = 0.90 ratio (r) = 1 จากการ
คำนวณ ได้จำนวนกลมุ่ ตัวอย่างกอ่ นการใช้แนวปฏิบตั ทิ างการพยาบาล (กลุม่ ควบคมุ ) = 26 ราย และ กล่มุ
ตัวอยา่ งทมี่ ีการใช้แนวปฏิบัติทางการพยาบาล (กลุ่มเปรยี บเทียบ) = 26 ราย และผวู้ ิจยั คำนึงถงึ อัตราการออก
จากการวิจัยอย่างน้อยร้อยละ 20 (Polit & Hungler, 1999) ผู้วิจยั จึงไดเ้ พิ่มขนาดกลุ่มตัวอย่างเป็นกลมุ่ ละ 32
ราย
ขั้นตอนการดำเนินการวิจยั ดังนี้ ดำเนินการทดลองใชแ้ นวปฏบิ ตั ทิ างการพยาบาลในการดแู ลผปู้ ่วยที่
มีภาวะตดิ เชอื้ ในกระแสเลอื ด โดยพยาบาลวิชาชีพของแผนกอบุ ัติเหตุและฉุกเฉนิ ตามแนวปฏบิ ัตทิ กุ ขนั้ ตอน ซึ่ง
ผ่านการอบรมให้ความรู้ และสง่ เสรมิ การใชแ้ นวปฏบิ ัตจิ ากผูว้ จิ ัย จากนั้นประเมินผลลัพธก์ ารใช้แนวปฏิบัติ
ทางการพยาบาลฯ โดยใช้แบบรวบรวมข้อมลู ข้อมลู ทั่วไปของผูป้ ว่ ย แบบบนั ทกึ ผลลพั ธ์การดูแลผู้ปว่ ยทีม่ ี
ภาวะการติดเชือ้ ในกระแสเลอื ด ไดแ้ ก่ 1) สัดส่วนการดูแลให้ผู้ป่วยทไี่ ด้รับยาปฏิชีวนะภายใน 1 ช่ัวโมง หลัง
แพทยว์ นิ ิจฉัยภาวะตดิ เช้ือในกระแสเลือด 2)อัตราการได้รับ fluid resuscitate ภายใน 6 ชั่วโมงแรก 3)อตั รา
การเสยี ชวี ิตภายใน 24 ชวั่ โมง ซ่งึ แบบประเมินผลลัพธจ์ ากการใชแ้ นวปฏิบตั ทิ างการพยาบาลทผ่ี า่ นการความ
ตรงของเนอ้ื หาจากผ้ทู รงคุณวุฒิ สวนกลุ่มตัวอย่างก่อนการใชแ้ นวปฏบิ ตั ิทางการพยาบาลฯ น้ันดำเนนิ การเก็บ
ขอ้ มลู ตามแบบประเมินผลลพั ธ์ทกุ ข้อ ในช่วงเดือน สิงหาคม - กันยายน 2563 และกลมุ่ ทม่ี กี ารใชแ้ นวปฏิบตั ิ
ทางการพยาบาลฯ ดำเนินการเก็บข้อมูลในชว่ งเดอื น พฤศจิกายน – ธันวาคม 2563 หมายเหตุ: ช่วงเดือน
ตุลาคม ผู้วิจัยดำเนนิ การให้ความรเู้ ก่ยี วกับแนวปฏบิ ัตทิ างการพยาบาลในการดูแลผปู้ ว่ ยทีม่ ีภาวะการติดเชอื้ ใน
กระแสเลือดแก่พยาบาลแผนกอุบัตเิ หตุและฉุกเฉนิ
การวเิ คราะหข์ ้อมูล ข้อมูลทวั่ ไปของกลมุ่ ตวั อย่างวิเคราะห์ด้วยสถติ ิ ร้อยละ คา่ เฉลยี่ สว่ นเบย่ี งเบน
มาตรฐาน และเปรยี บเทยี บข้อมูลทั่วไปของกลุม่ ตวั อย่างและผลลัพธ์การใชแ้ นวปฏิบตั ิทางการพยาบาลฯของ
ผ้ปู ่วยทงั้ สองกลุ่มด้วย Chi-square และ Independent -t test , Mann Whitney U test
ข้ันตอนท่ี 4 การประเมินแนวปฏิบตั ทิ างการพยาบาลฯ (Development:D2 )
ประเมนิ ทกั ษะการปฏบิ ตั ิการพยาบาลตามแนวปฏบิ ตั ทิ างการพยาบาลโดยเปรียบเทียบทกั ษะก่อน
และหลังการอบรม ให้ความรู้แนวปฏบิ ัติทางการพยาบาล โดยใชแ้ บบประเมินทกั ษะ แบบ rating scale ค่า
คะแนน 3 ระดับ 1- 3 คะแนน หาคา่ ความเชือ่ มน่ั ของเครื่องมือ ได้ค่าความเชื่อมัน่ 0.76 และประเมินความ
พงึ พอใจของพยาบาลผูปฎิบตั ิตามแนวปฏบิ ตั ิทางการพยาบาลในการดูแลผปู้ ่วยทม่ี ีภาวะการตดิ เชอื้ ในกระแส
เลือด โดยพยาบาลวิชาชพี แผนกอบุ ัตเิ หตุและฉุกเฉนิ โรงพยาบาลนครพิงค์ ท่คี ัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง
(purposive sampling) จำนวน 35 คน โดยมเี กณฑ์คดั เขา้ ดังนี้ 1. เป็นพยาบาลวิชาชพี ทป่ี ฏิบตั งิ านท่ีแผนก
66
อุบตั เิ หตุและฉุกเฉิน ยินยอมเข้ารว่ มวจิ ยั และปฏิบตั ิการพยาบาลโดยใชแ้ นวปฏิบัติทางการพยาบาลในการดแู ล
ผู้ป่วยท่ีมีภาวะการติดเชอ้ื ในกระแสเลือดทผี่ วู้ จิ ัยสร้างข้นึ และผ่านการอบรมและให้ความรูใ้ นการใช้แนวปฏิบัติ
ทางการพยาบาลฯดงั กล่าวจากผวู้ ิจยั เกณฑ์ในการคดั ออก คือ พยาบาลวิชาชพี ทเี่ ปน็ หวั หน้างานและผูท้ เี่ ข้า
ปฏิบัตงิ านในแผนกอุบตั เิ หตแุ ละฉกุ เฉินไม่ถึง 1 ปี และผู้ทไ่ี มไ่ ด้เข้ารับการอบรมการใช้แนวปฏิบตั ิทางการ
พยาบาลฯดงั กลา่ ว โดยเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู จากแบบบันทึกขอ้ มูลท่ัวไปของพยาบาล แบบสงั เกตการปฏิบตั ิ
ตามแนวปฏิบตั ทิ างการพยาบาลในการดูแลผ้ปู ่วยทีม่ ภี าวะติดเชอ้ื ในกระแสเลอื ด แบบประเมนิ ความเหมาะสม
ต่อการใช้แนวปฏบิ ตั ิทางการพยาบาลฯ และแบบประเมนิ ความพงึ พอใจของพยาบาลต่อการใชแ้ นวปฏบิ ตั ิ
ทางการพยาบาล
การพิทักษส์ ทิ ธ์กิ ลมุ่ ตวั อยา่ ง
ในการวิจัยนผ้ี ู้วจิ ัยจะคำนึงถึงสทิ ธขิ องกลุ่มตัวอยา่ ง โดยโครงการวจิ ัยผ่านการพิจารณาและรับรองจาก
คณะกรรมการจริยธรรมการวิจยั ในคนของโรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ เลขท่ีหนังสอื รบั รองที่ 215/
2563 กอ่ นการดำเนินการวจิ ยั ผวู้ ิจยั จะเคารพศกั ดิ์ศรีความเป็นมนษุ ย์ โดยผวู้ ิจัยช้ีแจงวตั ถุประสงค์ ข้ันตอนใน
การดำเนินการ สิทธิในการตอบรับหรือปฏิเสธเข้าร่วมการวิจัย โดยไม่มีผลต่อการรักษาพยาบาลแต่อย่างใด
และขอ้ มลู ต่างๆท่ไี ด้จากการวิจยั จะนำเสนอในภาพรวมโดยไม่เปิดเผยชื่อ สกลุ ของกลุม่ ตวั อยา่ ง
เคร่อื งมือที่ใชใ้ นการดำเนนิ การ ได้แก่
1. แนวปฏิบัติทางการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วย ท่ีมีภาวะติดเช้ือในกระแสเลือด แผนกอุบัติเหตุ
และฉกุ เฉิน โรงพยาบาลนครพงิ ค์ จังหวดั เชยี งใหม่
2. แผนการประชุมกลมุ่ พยาบาลผู้ปฏิบัติการดูแลผ้ปู ว่ ยทมี่ ีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด
3. แบบบนั ทึกการประชุมกลุ่มพยาบาลผปู้ ฏิบัติการดแู ลผปู้ ่วยทม่ี ีภาวะตดิ เชือ้ ในกระแสเลอื ด
เครื่องมือทใี่ ชใ้ นการรวบรวมข้อมูล ไดแ้ ก่
1. แบบบนั ทกึ ข้อมูลท่วั ไปของผู้ป่วย และของพยาบาลผู้ใช้แนวปฏบิ ตั ทิ างการพยาบาล
2. แบบสังเกตทักษะการปฏิบัติตามแนวปฏิบัติทางการพยาบาลผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อในกระแส
เลือด โดยผู้วิจัย และพยาบาลหัวหน้างานแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉินเป็นคนช่วยเก็บ โดยหา
Interrater ระหวา่ งทง้ั สองคน ใหไ้ ด้คา่ เท่ากับ 1
3. แบบบันทกึ การประเมนิ ความพึงพอใจของผู้พยาบาลในการใชแ้ นวปฏบิ ัติทางการพยาบาล
4. แบบบนั ทกึ ผลลัพธข์ องผูป้ ว่ ย
67
ผลการวิจยั
1. แนวปฏิบัติการพยาบาลผูป้ ่วยตดิ เช้ือในกระแสเลอื ด พัฒนาจากการสบื คน้ หลักฐาน เชิงประจกั ษ์
จากแหลง่ ข้อมลู และคัดเลอื กตาม การแบ่งระดบั หลักฐานเชงิ ประจกั ษ์ เกยี่ วข้องกับ ประเดน็ การศึกษา ได้
แนวปฏบิ ตั ิ การพยาบาล ผปู้ ่วยตดิ เชอ้ื ในกระแสเลือดแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน จำนวน 1 เรอื่ ง ประกอบด้วย
3 ระยะ 1) การประเมนิ คัดกรอง และค้นหาการติดเช้ือในกระแสเลือดตั้งแตร่ ะยะเรม่ิ แรก (early patients
identification) 2) การปฏบิ ัติกิจกรรมการพยาบาล 3) ระยะที่ 3 การดูแลต่อเนื่อง การติดตามผลการรกั ษา
และการส่งต่อผ้ปู ว่ ย
2. เปรยี บเทยี บทกั ษะการดแู ลของพยาบาลตามแนวปฏิบตั ทิ างการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยมี
ภาวะการตดิ เชื้อในกระแสเลอื ด ของแผนกอบุ ัติเหตแุ ละฉกุ เฉิน โรงพยาบาลนครพิงค์ พบว่าการประเมินทักษะ
ของพยาบาลก่อนการอบรมในการนำแนวปฏิบัตทิ างการพยาบาลมาใช้พยาบาลมีทกั ษะในระดับปานกลางสว่ น
หลังการอบรมพบวา่ พยาบาลมีทักษะในการดูแลผ้ปู ว่ ยอยู่ในระดบั มากซึง่ แตกตา่ งกนั อย่างมนี ัยสำคญั ทางสถิติ
(P<0.05)
3.ประสทิ ธผิ ลของแนวปฏิบตั ิทางการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยทมี่ ีภาวะการติดเชื้อในกระแสเลือด ใน
แผนกอุบัตเิ หตุและฉุกเฉนิ โรงพยาบาลนครพิงค์ พบวา่ กลุ่มตวั อย่างท่ีใชแ้ นวปฏิบตั ิทางการพยาบาลมี สัดสว่ น
การดูแลใหผ้ ปู้ ่วยได้รับยาปฏชิ ีวนะภายใน 1 ช่วั โมงหลังการคดั กรองภาวะตดิ เชื้อในกระแสเลือดสงู กว่ากลุม่ ที่
ไมไ่ ด้ใช้แนวปฏิบตั ิทางการพยาบาลอย่างมนี ยั สำคัญทางสถิติ (P< 0.05) (ตารางที่ 2 ) และพบวา่ กลุ่มที่ใช้แนว
ปฏบิ ตั ิทางการพยาบาลมีอัตราการได้รับfluid resuscitate ภายใน 6 ชัว่ โมงแรกสงู กวา่ กลุ่มที่ไม่ได้ใชแ้ นว
ปฏิบัติทางการพยาบาลอยา่ งมนี ยั สำคัญทางสถติ ิ (P< 0.05) (ตารางที่ 2 ) สว่ น อตั ราการเสยี ชีวติ ภายใน 24
ช่วั โมงของผ้ปู ่วยท้ังสองกลุ่มไมแ่ ตกตา่ งกนั อย่างมนี ยั สำคญั ทางสถติ ิ (P< 0.05) (ตารางท่ี 3 )
68
ตารางท่ี 1 เปรยี บเทยี บคะแนนเฉล่ียทกั ษะการดูแลของพยาบาลตามแนวปฏบิ ัตทิ างการพยาบาลในการดูแล
ผู้ป่วยมภี าวะการตดิ เชอื้ ในกระแสเลือดก่อนและหลงั การอบรมการใชแ้ นวปฏบิ ัตทิ างการพยาบาลของพยาบาล
แผนกอุบตั ิเหตุและฉุกเฉิน
รายการประเมนิ กลมุ่ ก่อนมีการใช้แนวปฏบิ ตั ิ กลุ่มทีม่ ีการใชแ้ นว P-value
ทางการพยาบาล ปฏบิ ัติทางการพยาบาล
(n = 35)
X SD (n = 35)
X SD
ทักษะการปฏิบัติตามแนวปฏิบัติ 2.08 0.24 2.67 0.24 0.001*
ทีพ่ ัฒนา
P< 0.05
ตารางที่ 2 จำนวน รอ้ ยละ และ เปรียบเทยี บค่าสัดสว่ นผลลพั ธ์การปฏบิ ัตกิ ารพยาบาลในการดูแลผปู้ ว่ ยใน 6
ชั่วโมงแรก ระหวา่ งกล่มุ ก่อนและกลุม่ ท่ใี ชแ้ นวปฏิบัตทิ างการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยทมี่ ภี าวะการติดเชือ้ ใน
กระแสเลือด
ผลลพั ธ์การดูแลผู้ป่วย กลุ่มก่อนมกี ารใชแ้ นว กล่มุ ท่มี ีการใช้แนว P-value
ปฏิบตั ิทางการพยาบาล ปฏิบัติทางการพยาบาล
(n = 32) (n = 32)
ไดร้ บั ไมไ่ ด้รบั ได้รับ ไม่ได้รบั
(n(%)) (n(%)) (n(%)) (n(%))
ก า ร ดู แ ล ให้ ผู้ ป่ ว ย ท่ี ได้ รั บ ย า 20(62.50) 12(37.50) 32 (100) 0(0.00) 0.021*
ปฏิชีวนะภายใน 1 ช่ัวโมงหลังการ
คั ด ก ร อ ง ภ า ว ะ ติ ด เช้ื อ ใน ก ร ะ แ ส
เลือด
การไดร้ ับfluid resuscitate 26(81.25) 6(18.75) 31(96.88) 1(3.12) 0.039*
ภายใน 6 ช่วั โมงแรก
P< 0.05
69
ตารางท่ี 3 จำนวน รอ้ ยละ และ เปรยี บเทยี บคา่ อัตราการเสียชวี ิตภายใน 24 ชว่ั โมง ระหว่างกลมุ่ ก่อนและกล่มุ
ท่ีใชแ้ นวปฏิบตั ิทางการพยาบาลในการดูแลผปู้ ว่ ยทม่ี ีภาวะการตดิ เชอื้ ในกระแสเลือด
กลุ่มก่อนมีการใชแ้ นว กลุ่มทีม่ ีการใช้แนวปฏบิ ัติ
ปฏิบัตทิ างการพยาบาล ทางการพยาบาล
ผลลัพธ์การดแู ลผปู้ ่วย (n = 32) (n = 32) P-value
เสียชีวติ ไมเ่ สียชวี ติ
เสียชีวติ ไม่เสยี ชวี ติ
(n(%)) (n(%))
(n(%)) (n(%))
อัตราการเสยี ชวี ติ ภายใน 24 ชว่ั โมง 2(6.25) (93.75) 0 (0.00) 32(100) 0.181
P< 0.05
อภิปรายผล
1.แนวปฏบิ ตั ิทางการพยาบาลในการดแู ลผูป่วยติดเชื้อในกระแสเลือดน้ีมปี ัจจยั ความสำเร็จ
คือ การมีสวนร่วมของพยาบาลวชิ าชีพผูเก่ยี วของในการใหการพยาบาลผูป่วยตดิ เชอ้ื ในกระแสเลอื ดในแผนก
อุบตั เิ หตุและฉุกเฉนิ ซึ่งรว่ มกันกำหนดประเด็นปญั หา วเิ คราะหห์ าสาเหตุของปญั หา รว่ มแสดงความคดิ เห็นใน
แนวปฏิบัตทิ ีส่ รา้ งข้นึ มา พรอ้ มนำความรทู้ ี่ไดจ้ ากการอบรมไปปฏบิ ตั ิอย่างเป็นรปู ธรรมทำให้เข้าใจขน้ั ตอนของ
การดูแลผ้ปู ว่ ยโดยเฉพาะการคัดกรองท่ีรวดเรว็ ประเมินความรุนแรงของการติดเชอ้ื และรายงานแพทยเ์ พื่อให้
การรักษาทรี่ วดเรว็ ซ่งึ สอดคล้องกบั การศึกษาของสดุ จติ เผ่าไทย (2556) ทศี่ ึกษาความรใู้ นการประเมนิ และ
การจดั การผปู้ ว่ ยระยะแรกของภาวะชอ็ กจากการติดเชื้อและปจั จยั ทเ่ี กี่ยวข้องของพยาบาลวชิ าชีพใน
โรงพยาบาลมหาวทิ ยาลัย พบว่าระยะเวลาการอบรมมีความสัมพนั ธ์กบั การจัดการการดูแลผ้ปู ว่ ยระยะแรกของ
การช็อก ดังน้นั การจัดการอบรมและจัดทำแนวปฏิบัติการพยาบาลสำหรับพยาบาลจะส่งผลดีต่อการพัฒนา
ระบบการดูแลผู้ป่วยตดิ เชอ้ื ในกระแสเลือดท่ีเสยี่ งต่อการเกดิ ภาวะชอ็ กได้ ซ่ึงจะเหน็ ได้ว่าหากมีหนว่ ยงาน และ
บุคลากรท่ีมีศักยภาพในการดูแลผู้ป่วยทีส่ ูงกวา่ จะทำให้ผู้ป่วยไดร้ บั รกั ษาทร่ี วดเร็วและถูกต้อง ผู้ปว่ ยได้รับการ
ดูแลอย่างต่อเน่ือง (วิไลวรรณ เน่อื ง ณ สุวรรณ,2557)
2. การพัฒนาแนวปฏบิ ัติทางการพยาบาลสรางจากหลกั ฐานเชิงประจักษที่มีความนา่ เชือ่ ถือ มีจุดเนน้
ในการคดั กรอง เรอ่ื ง Early Detection Early Resuscitation และ Continuous Monitoring ทำให้การ
รายงานแพทย์ทันเวลา ผูป้ ่วยได้รบั ยาปฏิชวี นะภายใน 1 ชั่วโมง สง่ ผลใหก้ ารเกดิ อวยั วะ ลม้ เหลวลดนอ้ ยลง
การมีส่วนรว่ มของทีมนำบริการในแผนกอุบตั เิ หตุและฉุกเฉินในการปรับแผนการ รกั ษาและแนวปฏิบัตกิ าร
พยาบาลทเ่ี ช่ือมโยงและ เกดิ การประสานงานท่ีตรงจุดเป็นอันหนึง่ อัน เดียวกัน สามารถทำให้เกิดผลลพั ธ์ด้าน
ผปู้ ว่ ยและ ดา้ นการพยาบาลทด่ี ี สามารถใชป้ ฏิบัติไดใ้ นทิศทาง เดียวกนั สอดคล้องกับการศกึ ษาของเนตรญา
วิโรจวานชิ . (2561) ศึกษาประสทิ ธิผลการใช้แนวปฏิบัตทิ างการพยาบาลในการดูแลผ้ปู ่วยทีต่ ดิ เชื้อในกระแส
70
เลือด ในหน่วยงานอุบตั ิเหตแุ ละฉกุ เฉนิ โรงพยาบาลมหาวิทยาลยั นเรศวร พบว่าคา่ สดั ส่วนการดแู ลใหผ้ ปู้ ว่ ยท่ี
ไดร้ ับยาปฏิชีวนะภายใน 1 ชว่ั โมงหลงั การคดั กรองภาวะติดเชือ้ ในกระแสเลือด เพิ่มขน้ึ อยา่ งมีนัยสำคญั ทาง
สถติ ิ (P < .05) อัตราการไดร้ ับ fluid resuscitate ภายใน 6 ชว่ั โมงแรกเพ่มิ ขน้ึ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P <
.05)
ขอเสนอแนะในการนำผลการวจิ ยั ไปใช
1. ควรมีการปรับปรุงคุณภาพแนวปฏิบัติทางการพยาบาลท่ีทันสมัยติดตามจากหลักฐานเชิง
ประจักษ์เกี่ยวกับแนวปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อในกระแสเลือดสากล (Surviving Sepsis
Guideline) อย่างน้อยทุก 2 ปี เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและสอดคล้องกับวิทยาการด้านการดูแลผู้ป่วยที่อยู่
ในภาวะวกิ ฤต
2.ควรนำแนวปฏิบัติทางการพยาบาลผู้ป่วยติดเช้ือในกระแสเลือดที่พัฒนาขึ้นให้ นำไปประยุกต์ใช้
ในการบริการรักษาพยาบาลผู้ป่วยครอบคลุมทุกหน่วยงาน เช่น หอผู้ป่วยหนัก หอผู้ป่วยสามัญ ของ
โรงพยาบาลนครพิงค์
ขอเสนอแนะในการวิจัยครง้ั ตอไป
1.ควรศึกษาวิจัยเก่ยี วกับรปู แบบการจัดการรายกรณีในผู้ป่วยติดเชอื้ ในกระแสเลือดแบบบูรณาการ
ในเครือข่ายจากโรงพยาบาลชุมชนจนถึงโรงพยาบาลศูนย์ เพ่ือเชื่อมโยงการดูแลผู้ป่วยและให้การรักษาอย่าง
รวดเรว็ ลดอตั ราการเสียชวี ติ กลุ่มโรคติดเชื้อในกระแสเลอื ด
2. ควรมีการศึกษาผลลัพธ์ทางด้านค่าใช้จ่ายและระยะเวลาการนอนในโรงพยาบาลของผู้ป่วยติด
เชือ้ ในกระแสเลอื ดในแต่ละหอผู้ป่วยรายสาขาภายหลังการนำแนวปฏบิ ตั ิการพยาบาลไปใชก้ ารประเมนิ และคัด
กรองตลอดการดูแลตอ่ เน่อื ง จนกระทง่ั จำหนา่ ยกลับบา้ น
71
เอกสารอา้ งอิง
.
กนก พิพฒั น์เวช.(2551) “การรกั ษาภาวะตดิ เช้ือในกระแสเลือดตามแนวทางท่ีกำหนดในโรงพยาบาล
อุตรดิตถ:์ เพ่ือเพ่ิมอัตราการรอดชีวิต.” วารสารวัณโรค โรงพยาบาลทรวงอกและเวชบำบดั
วกิ ฤติ. 29 (กรกฎาคม-กนั ยายน 2551) : 242-251.
กรรณิกา อำพนธ์ และคณะ. (2560). ผลลพั ธข์ องการพัฒนาการดูแลผูป้ ่วยติดเชอ้ื ในกระแสเลือด
โรงพยาบาลพระปกเกล้า. วารสารศูนย์การศึกษาแพทยศาสตร์คลินิก โรงพยาบาลพระปกเกลา้
34(3); 222- 236.
กล่มุ งานยุทธศาสตร์และแผนงาน โรงพยาบาลนครพงิ ค์. (2563). สถิตโิ รงพยาบาลนครพิงค์.
โรงพยาบาลนครพิงค์
กองยุทธศาสตรแ์ ละแผนงาน กระทรวงสาธารณสุข. (2562). สถติ สิ าธารณสุข.ISBN085-7-3093.
ข้อมูลหนว่ ยอบุ ัตเิ หตแุ ละฉกุ เฉนิ โรงพยาบาลนครพงิ ค์. (2562).สถิตงิ านอุบตั ิเหตุ และฉุกเฉิน.
โรงพยาบาลนครพิงค์
จรี าพรรณ อนั บรุ ี. (2555). ประสทิ ธิผลของการใชแ้ นวปฏิบตั ทิ างการพยาบาลตามการบำบัดตาม
เป้าหมายตง้ั แต่เริ่มแรกในผปู้ ่วยติดเชอ้ื ในกระแสโลหิตโรงพยาบาลกำแพงเพชร. วิทยานพิ นธ์
พยาบาลศาสตร มหาบัณฑติ (วชิ าการพยาบาลผู้ใหญ)่ . เชยี งใหม:่ บณั ฑติ วิทยาลยั
มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่.
เนตรญา วโิ รจวานิช. (2561).ประสิทธผิ ลการใชแ้ นวปฏิบัตทิ างการพยาบาลในการดูแลผู้ปว่ ยทต่ี ดิ เช้ือใน
กระแสเลือด ในหน่วยงานอุบัติเหตุและฉุกเฉนิ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร วารสารการ
พยาบาลและสุขภาพ; 12; 84 -94.403 – 410.
พรทพิ ย์ แสงสง่า และนงนชุ เคีย่ มการ (2558) ผลลพั ธก์ ารใชแ้ นวปฏิบตั กิ ารดูแลผู้ป่วยทมี่ ีภาวะติดเชือ้
ในกระแสโลหติ อย่างรนุ แรงทางคลนิ ิกตามเกณฑ์ “Sepsis bundles” ในงานหอ้ งผปู้ ่วยหนกั
โรงพยาบาลสงขลา วารสารวิชาการแพทยเ์ ขต 11, 29(3), 22-31.
ประไพพรรณ ฉายรัตน์, และสพุ ัฒศิริ ทศพรพิทักษก์ ลุ , (2560). ประสิทธผิ ลของรูปแบบการพยาบาล
ผปู้ ่วยท่ีมภี าวะติดเชื้อในกระแสโลหติ . วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ, 35(3), 224 –
231.
วิไลวรรณ เนอื่ ง ณ สวุ รรณ จิราพร นอมกศุ ล รัตนา ทองแจม และ ธนชัย พนาพฒุ .ิ (2557). การพัฒนา
ระบบการพยาบาลผ้ปู ว่ ยทมี่ ภี าวะติดเช้ือในกระแสเลือดอย่างรนุ แรง. วารสารการพยาบาลและ
การดแู ลสุขภาพ,32(2);25-35.
สดุ จติ เผา่ ไท. (2556). การจัดการความรใู้ นการสรา้ งแนวปฏบิ ตั ิการพยาบาลผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสโลหติ
วิทยานพิ นธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการพยาบาล
บณั ฑิตวทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลยั คริสเตยี น.
สมพร ศรที นั ดร, วารนิ ทร์ บนิ โฮเซน็ , และนำ้ อ้อย ภัคดีวงศ์. (2556).การพัฒนาระบบปฏิบัตกิ าร
72
พยาบาลในการนำแนวปฏิบัติในการดูแลผู้มีกลุ่มอาการติดเชอ้ื ในกระแสเลือดไปใช้ ในแผนก
อุบตั ิเหตุและฉุกเฉิน.วิทยานพิ นธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวชิ าการพยาบาลผู้ใหญ่
บัณฑติ วิทยาลัย มหาวิทยาลยั รังสิต.
Annane, D., Bellissant, E., Bollaert, P. E., Briegel, J., Confalonieri, M., De Gaudio, R., et al.
(2009). Corticosteroids in the treatment of severe sepsis and septic shock in
adults: A systematic review. The Journal of the American Medical Association,
301(22), 2362-2375
Bernard, R. (2000). Fundamentals of biostatistics (5th ed). Duxbery: Thomson learning;
384 – 385.
Bentley, J. ,Henderson, S. , Thakore, S. , Donald,M. and Wang, W. (2016). Seeking Sepsis
in the Emergency Department- Identifying Barriers to Delivery of the Sepsis 6.
BMJ Quality Improvement Reports 2016, Retrieved December 14, 2019
u206760.w3983 doi:10.1136/bmjquality.u206760.w3983
Chen, Q.H., Zheng, R.Q., Lin, H., Lu, N.F., Shao, J. , Yu J.Q. , et al. 2011. The impact of
different fluid management on mortality in patients with septic shock.
Zhongguo Wei Zhong Bing Ji Jiu Yi Xue. 23(3): 142-145
Dellinger R.P., et al. (2012) “Surviving Sepsis Campaign: International Guidelines for
Management ofSevere Sepsis and Septic Shock: 2012.” Crit Care Med. 41
(February 2013) : 580-637.
Kollef, M. H. (2000). Inadequate antimicrobial treatment: an important deter- minant of
outcome for hospitalized patients. Clinical Infectious Diseases, 31, 131-138.
Kortgen, A., Hofmann, G., & Bauer, M. (2006). Sepsis--Current aspects of athophysiology
and implications for diagnosis and management. European Journal of Trauma,
1, 3-9
Levy, M. M., Fink, M. P., Marshall, J. C., Abraham, E., Angus, D., Cook, D., et al. (2003).
2001 SCCM/ESICM/ACCP/ATS/SIS International sepsis definitions conference.
Critical Care Medicine, 31(4), 1250-1256.
Moore, M. & McNulty, C. (2012). European Antibiotic Awareness Day 2012: TARGET
antibiotic through guidance,education and tools. British Journal of General
Practice. 62, 621-622
Malvin, T. , Lise, T. G. , Arne, M. , Inger, L.B. , Liv,J. V. , and Jan, K. D. 2 0 1 6 . Early
identification of sepsis in hospital inpatients by ward nurses increases 30-day
survival. Critical Care. 20: 244. doi:10.1186/s13054-016-1423-1
73
Polit, D. F., & Hungler, B. P. (1999). Nursing research: Principles and methods (6th ed.)
Phildelphia: J. B. Lippincott.
Surviving Sepsis Campaign, & Institute for Healthcare Improvement. (2012). Severe
Sepsis bundles. Retrieved December 4, 2010, from
http://www.ihi.org/IHI/Topics/Critical Care/ Sepsis/ Tools/Severe Sepsis Bundle.htm
74
ประสทิ ธผิ ลการใชร้ ปู แบบการคดั กรองผ้ปู ว่ ยโดยใช้เกณฑ์
การคัดกรองเรง่ ด่วนตอ่ ระยะเวลารอคอยของผปู้ ว่ ย
ความแม่นยำการคดั กรองและการปฏบิ ัตบิ ทบาทของ
พยาบาลคัดกรอง งานอบุ ตั เิ หตุและฉกุ เฉนิ
EFFECT OF USING THE MOPH ED TRIAGE ON WAITING
TIME OF PATIENTS ACCURACY OF TRIAGE AND TRIAGE
ROLES OF PROFESSIONAL NURSING PRACTICE IN
EMERGENCY DEPARTMENT
วชั ราภรณ์ โตะ๊ ทอง พย.ม. Watcharaporn Tohthong M.N.S.
พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ โรงพยาบาลเพชรบูรณ์ จังหวดั เพชรบูรณ์
Professional nurse, Phetchabun Hospital Phetchabun Province
บทคัดย่อ
การวิจยั นเี้ ป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวตั ถุประสงค์เพ่ือศึกษาประสิทธิผลการใช้รูปแบบการคัดกรอง
ผู้ป่วยโดยใช้เกณฑ์การคัดกรองเร่งด่วนต่อ 1) ระยะเวลารอคอยของผู้ป่วย 2) ความแม่นยำของการคัด
กรอง 3) การปฏบิ ัตบิ ทบาทหนา้ ท่ีพยาบาลคัดกรองของพยาบาลคัดกรอง กลุ่มตวั อยา่ ง ไดแ้ ก่ 1) พยาบาล
วชิ าชพี ท่ีปฏบิ ตั งิ านผปู้ ่วยอุบัติเหตแุ ละฉุกเฉินจำนวน 25 คน 2) เวชระเบียนผูป้ ่วยท่ีเข้ารบั การรกั ษาที่ห้อง
ฉุกเฉินจำนวน 320 ฉบับ ซึ่งได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ
เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง 1) คู่มือการคัดกรองและเกณฑ์คัดกรองเร่งด่วน 2) แบบสังเกตการณ์การคัด
กรองผูป้ ่วยโดยใช้เกณฑ์คัดกรองเร่งดว่ น เคร่อื งมอื ที่ใช้ประเมนิ ผลการทดลองคือ แบบบนั ทกึ ระยะรอคอย
ของผู้ป่วย แบบบันทึกความแม่นยำการคัดกรอง และแบบสอบถามการปฏิบัติบทบาทพยาบาลคัดกรอง
เครื่องมือทุกชุดผ่านการทดสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิและวิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่นได้
ค่าสัมประสิทธิแอลฟาครอนบาคของแบบสอบถามการปฏิบัติบทบาทพยาบาลคัดกรองเท่ากับ 0.95
วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติอ้างอิง ได้แก่ One Sample t-test Chi-square test และ
Paired t-test ผลการศึกษาพบว่า
75
ประสทิ ธิผลของการคัดกรองผูป้ ่วยโดยใชด้ ัชนคี วามรนุ แรงฉกุ เฉนิ ได้แก่
1. ระยะเวลารอคอยของผูป้ ว่ ยวกิ ฤตและผ้ปู ่วยเจบ็ ปว่ ยรนุ แรงมากกว่าเกณฑ์มาตรฐานของ
ออสเตรียอยา่ งมนี ัยสำคัญทางสถิติสว่ นผู้ป่วยเจ็บป่วยเล็กนอ้ ยและเจ็บป่วยทั่วไปน้อยกวา่ อย่างมีนยั สำคัญ
ทางสถิติ (p-value < 0.05)
2. ความแมน่ ยำของการคัดกรองหลังทดลองสูงกวา่ กอ่ นทดลองอย่างมีนยั สำคญั ทางสถิติทีร่ ะดับ
.05 (2= 12.615 ,df= 1 , P= .000)
3. การปฏบิ ตั บิ ทบาทพยาบาลคดั กรองหลังทดลองทง้ั รายด้านและรายรวมไม่แตกตา่ งกันที่ระดบั
.05 (t=-1.505, p<.145)
คำสำคญั การคัดกรองผูป้ ว่ ย ระยะเวลารอคอยของผูป้ ่วย ความแมน่ ยำของการคัดกรอง
การปฏิบตั ิบทบาทหน้าท่พี ยาบาลคดั กรอง
76
Abstract
The purposes of this quasi-experimental research were to 1) study the effectiveness
of using the MOPH ED Triage model on patients waiting time accuracy of triage decision of
nurses and triage role performance of professional nursing practice. The samples consisted
of 25 accident and emergency nurses and 320 patients medical records from emergency
room selected by purposive sampling. Instruments of the MOPH ED Triage were the MOPH
ED Triage model including 1) The manual screening patients using the MOPH ED Triage
observation form. Instruments of evaluating the MOPH ED Triage model were the patients
waiting time reporting form and the Nursing practices independent roles performance
questionnaire. All instruments were tested for validity for validity by a panel of experts.
The Cronbach alpha coefficient of Nursing practices independent roles performance
questionnaire was .95. The data were analyzed by descriptive statistics and inferential
statistics of One sample t-test, Chi-square and Paired t-test.
Major findings of this study were as follows:
Effectiveness of the MOPH ED Triage was as follow:
1. The waiting time Resuscitation and Emergency other categories of patients waiting
time was more than ATS by statistical significance but less Urgency and Non-Urgency other
categories of patients waiting time was less than at the .05 level. (p-value < 0.05)
2. The accuracy of triage decisions of these nurses was significantly higher than
before using the MOPH ED Triage model at the .05 level (2= 12.615 ,df= 1 , P= .000)
3. Nursing practice independent role after using the MOPH ED Triage model was
not deference before using the MOPH ED Triage model at the .05 level. (t=1.505, p < .145)
Keywords: triage of patient, patients waiting time, accuracy of triage decision of nurses,
triage role performance of professional nursing practice.
77
ความเป็นมาและความสำคญั ของปญั หา
การพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉนิ ครบวงจรและระบบส่งตอ่ หรือระบบ ECS เป็นหนึ่งในแผนงาน
ท่ีสำคัญที่อยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ 20 ปี ของกระทรวงสาธารณสุข ด้านบริการเป็นเลิศ (Service
Excellence) โดยมีเป้าประสงค์เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการ ลดอัตราการเสียชีวิตจากภาวะฉุกเฉิน และ
ระบบ ECS ทมี่ ีมาตรฐาน การพฒั นาห้องฉุกเฉินคณุ ภาพ (ER คณุ ภาพ) เป็นจดุ เน้นที่สำคญั ของการพัฒนา
ระบบ ECS ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นที่ท้าทาย แต่มีความจำเป็นต้องขบั เคล่ือนและตอ้ งทำอย่างเป็นระบบ ท้ัง
การพัฒนาบุคลากร การจดั มาตรฐานการบริการ และการลดความแออัด (GUIDELINE FOR ER SERVICE
DELIVERY คู่มือแนวทางการจดั บรกิ ารห้องฉกุ เฉนิ , 2561)
ห้องฉุกเฉินคุณภาพ (ER คุณภาพ) เป็นหนึ่งในจุดเน้นที่สำคัญของการพัฒนาระบบ ECS โดยมี
มาตรการในการดำเนินงาน 3 เรื่อง คือ 1) ลดความแออัดห้องฉุกเฉิน (ER Crowding) 2) จัดมาตรฐาน
คุณภาพและบริการห้องฉุกเฉิน และ 3) พัฒนาบุคลากร การพัฒนามาตรฐานการจัดบริการห้องฉุกเฉิน
จำเปน็ ต้องพัฒนาเป็นเครือข่าย และต้องตอบสนองความจำเปน็ ของผ้ปู ว่ ยฉุกเฉิน (Need of Emergency
Patient) รวมถึงเหมาะสมกับศักยภาพของสถานพยาบาล ดังนั้น คู่มือแนวทางการจัดบริการที่เหมาะสม
กับระดับศักยภาพสถานพยาบาลจึงจัดทำขึ้นเพื่อให้สถานพยาบาลใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาศักยภาพ
การจัดบริการ การกำหนดการบริการของห้องฉุกเฉิน (ER Service Delivery) การคัดแยก (Triage) เป็น
Essential Service เป็นบริการหลักของห้องฉุกเฉินทุกสถานพยาบาล การคัดแยก คือ การประเมินเพื่อ
จำแนกผู้รับบริการและจัดลำดับให้ผู้ป่วยฉุกเฉินได้รับการปฏิบัติการฉุกเฉินตามลำดับความเร่งด่วนทาง
การแพทยฉ์ กุ เฉนิ เปา้ ประสงคข์ องการบริการพยาบาล เพอื่ ใหผ้ รู้ บั บริการการรักษาที่ถกู ต้อง เหมาะสมกับ
ระดับความเร่งด่วน โดยมีหลักการและเหตุผล ดังนี้ 1) การคัดแยก (Triage) เป็นการบริการจุดแรกของ
หอ้ งฉุกเฉนิ มีบทบาทในการคดั แยกและจัดลำดับความเร่งด่วนในการให้บิการ เพ่ือให้ผปู้ ว่ ยได้รับการรักษา
ที่เหมาะสมและทันเวลา 2) พระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 มาตรา 28 ข้อ 1 กำหนดให้
หน่วยปฏิบัติการ สถานพยาบาลและผู้ปฏิบัติการ ดำเนินการ ตรวจคัดแยกระดับความฉุกเฉินและจัดให้
ผปู้ ว่ ยฉุกเฉนิ ได้รับการปฏิบัติการฉุกเฉินตามระดับความเรง่ ดว่ นทางการแพทย์ฉกุ เฉิน 3) แนวทางปฏิบัติที่
ดีในการ Triage 3.1) ให้ใช้เกณฑ์การคัดแยกแบบ ๕ ระดับ โดยแนะนำให้ใช้เกณฑ์การคัดแยกและ
จัดลำดับการบริการ ณ ห้องฉุกเฉิน ของกระทรวงสาธารณสุข (MOPH ED. Triage) 3.2) บุคลากรที่ทำ
หนา้ ท่ใี นการคดั แยกต้องไดร้ บั การฝึกอบรมเป็นอย่างดี (Well-trained) 3.3) จดั ทำแนวปฏิบัติการคัดแยก
และจัดลำดับการบริบาล ณ ห้องฉุกเฉิน (Triage Policy and Procedure) 3.4) ผู้ป่วยฉุกเฉินควรได้รับ
การ Triage ภายใน 4 นาที 3.5) ควรมีการกำหนดระยะเวลารอคอยแพทย์ (Waiting time) แยกตาม
78
ระดับการคัดแยก 3.6) มีการทำ Triage Round (GUIDELINE FOR ER SERVICE DELIVERY คู่มือ
แนวทางการจดั บรกิ ารหอ้ งฉกุ เฉิน, 2561)
การทบทวนวรรณกรรม การศึกษาของ สุคนธ์จิต อุปนันชัย (2559) ศึกษาประสิทธิภาพของการ
ใช้รปู แบบการคัดกรองผู้ปว่ ยโดยใชด้ ัชนีความรนุ แรงฉุกเฉนิ ต่อระยะเวลารอคอยของผู้ป่วยและการปฏิบัติ
บทบาทอิสระของพยาบาลวชิ าชีพ พบวา่ ระยะเวลารอคอยของผู้ปว่ ยวิกฤตไม่แตกต่างกบั เกณฑ์มาตรฐาน
ของออสเตรีย แต่ผู้ป่วยประเภทอื่น ๆ ใช้เวลารอคอยแพทย์ตรวจ น้อยกว่าเกณฑ์มาตรฐานของ
ออสเตรเลยี อย่างมนี ัยสำคัญทางสถติ ิ (p-value < 0.05) การปฏิบตั กิ ารบทบาทของพยาบาลหลังทดลอง
สูงกว่าการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 10.51, p < .01) กงทอง ไพศาล (2553)
ศกึ ษาพฒั นาเครอ่ื งมือจำแนกประเภทผู้ป่วย งานอบุ ตั ิเหตุและฉกุ เฉิน โรงพยาบาลพล จังหวัดขอนแก่น ใน
การศึกษามีข้อเสนอแนะว่า ผู้บริหารทางการพยาบาลควรมีนโยบายให้งานอุบัติเหตุและฉุกเฉิน
โรงพยาบาลชุมชน จังหวัดขอนแก่นนำคู่มือการจำแนกผู้ป่วยเกณฑ์การจำแนกประเภทผู้ป่วยไปใช้และมี
การประเมินผลเพื่อการพัฒนาเครื่องมือจำแนกประเภทผู้ป่วย งานอุบัติเหตุและฉุกเฉิน ในบริบทของ
โรงพยาบาลชุมชน จังหวัดขอนแก่น เพื่อให้เกิดความสะดวกต่อผู้ใช้งานมีความเหมาะสมในการจำแนก
ประเภทผู้ป่วย และใช้เป็นมาตรฐานในการจำแนกประเภทผู้ป่วยเป็นแนวทางเดียวกัน สุภารัตน์ ทัพโพธ์ิ
(2553) ศึกษา พัฒนาการใช้มาตรฐานการพยาบาลคัดกรองผู้ป่วยอุบัติเหตุและฉุกเฉินโรงพยาบาลจตุร
พกั ตรพิมาน ใชร้ ปู แบบกระบวนการพัฒนาคุณภาพของเดมมิ่งกบั กลมุ่ เป้าหมายคือพยาบาลวิชาชีพท่ีเวียน
มาปฏิบัติงานที่งานอุบัติเหตุและฉุกเฉินจำนวน 14 คน พบว่ามาตรฐานการพยาบาลการคัดกรองผู้ป่วย
อุบัติเหตุและฉุกเฉินโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชกุฉินารายณ์ เมื่อนำมาใช้กับโรงพยาบาลจตุรพัตรพิ
มาณมีความตรงตามเกณฑ์สัมพัทธ์ตามวิธีการของเมสัน ร้อยละ 100 อัจฉรา วรรณชารี (2556) ศึกษา
พัฒนาระบบการคัดกรองผู้ป่วยงานบริการอุบัติเหตุและฉุกเฉินโรงพยาบาลเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม
พบว่า ได้ระบบการคัดกรองผู้ป่วยงานอุบตั ิเหตุและฉุกเฉินที่เหมาะสมตามบริบทของโรงพยาบาลเชียงยนื
สามารถช่วยในการพัฒนาระบบการคัดกรองผู้ป่วยงานบริการอุบัติเหตุและฉุกเฉิน และนำไปประยุกต์ใช้
กบั โรงพยาบาลชุมชนอื่น ๆ ได้
งานอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลเพชรบูรณ์ ได้มีการดำเนินงานการคัดกรองผู้ป่วยโดยใช้
แนวคิดการคัดแยกและจัดลำดับการบริการ ณ ห้องฉุกเฉิน ของกระทรวงสาธารณสขุ MOPH ED. Triage
โดยเริ่มให้ความรู้แก่บุคลากรร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเพชรบูรณ์ในเดือน พฤษภาคม ๒๕๖๒
และนำมาใช้เป็นแนวทางในการคัดกรองพบว่าความแม่นยำในการคัดกรองจากการส่ง-รับเวร พบว่ามีทั้ง
Undertriage และ Overtriage ซึ่งส่งผลกระทบต่อการจัดบริการและความปลอดภัยแก่ผู้ป่วยได้ กรณี
Undertriage ผู้ป่วยจะได้การรับบริการจากแพทย์ล่าช้า Overtriage ทำให้แพทย์ใช้เวลากับผู้ป่วยรายนี้
กอ่ น ส่งผลให้ผู้ป่วยรายอืน่ เสยี โอกาสจากระยะเวลาทีค่ วรจะได้พบแพทยเ์ รว็ กวา่ ทคี่ วรจะเปน็ การประเมิน
79
ในเรอ่ื งความเจ็บปวดยังมคี วามสับสนของการประเมนิ ผู้ป่วยท่ปี ระเมินเป็นระดับ Emergency ไมไ่ ดม้ ีการ
On Monitor ที่ต้องสังเกตอาการ ขณะรับ-ส่งเวร มีการเปลี่ยนระดับความเร่งด่วนมาอยู่ในกลุ่มผู้ป่วยที่มี
ระดับสูงขึ้นในกลุ่มผู้ป่วยท่ีมี V/S อยู่ในระดับ Danger Zone เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลสถิติ ปี 2562 เดือน
ตุลาคม 2561-ธันวาคม 2561 พบว่า การคัดกรอง Level 1 ของ Trauma ก่อนใช้เกณฑ์การคัดกรอง
เร่งด่วน MOPH ED Triage (2561) มีผู้ป่วยจำนวน 16 ราย หลังใช้ MOPH ED Triage มีผู้ป่วย Level 1
ของ Trauma เพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 40-60 รายต่อเดือน แต่ในเดือน มิถุนายน 2562 ลดลงเป็น 26 รายต่อ
เดือน ผู้วิจัยมีความสนใจที่จะทำการศึกษาประสิทธิผลการใช้รปู แบบการคัดกรองผู้ป่วยโดยใช้เกณฑ์การ
คดั กรองความเร่งด่วนท่ีมผี ลต่อระยะเวลารอคอยของผ้ปู ว่ ย ความแม่นยำในการคัดกรองการคัดกรอง และ
การปฏิบัติบทบาทของพยาบาลคัดกรอง 3 บทบาท ได้แก่ 1) บทบาทผู้ดูแล หมายถึง การรับรู้ของ
พยาบาลในการวินิจฉัยทางการพยาบาลและสั่งการพยาบาล โดยรวบรวมข้อมูลและสังเกตอาการและ
อาการแสดง ภาวะคกุ คามชวี ิตผปู้ ่วย และตดั สนิ ใจจดั ระดับความรุนแรง ให้การชว่ ยเหลอื เบือ้ งต้นในภาวะ
วกิ ฤตท่ีเป็น อันตราย และบันทกึ ข้อมลู ลงในแบบบันทกึ การคดั กรอง 2) บทบาทผู้แนะนำและใหค้ ำปรึกษา
ด้านสขุ ภาพ หมายถึง การรับร้ขู องพยาบาลในการแสดงออก ถงึ การสนบั สนุนชว่ ยเหลือผู้ป่วยและญาติให้
เกดิ การเรยี นรู้ ตลอดจนการปฏบิ ัตติ วั อธิบายอาการเปลยี่ นแปลงท่เี กิดข้ึนได้อย่างชัดเจนตามสภาพความ
เจ็บป่วย 3) บทบาทผู้ประสานงาน หมายถึง การรับรู้ของพยาบาลในการแสดงออก ถึงการประสานงาน
และติดต่อสื่อสาร โดยส่งต่อข้อมูลกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ และให้ข้อมูลทางสุขภาพและ
ข้อมูลอื่น ๆ กับผู้ป่วยและญาติขณะรอพบแพทย์ ภายหลังการใช้รูปแบบการคัดกรองที่ผู้วิจัยพัฒนาตาม
แนวคดิ การคดั แยกความเรง่ ดว่ นของผปู้ ว่ ย MOPH ED Triage 2561
วตั ถุประสงค์
เพ่ือศึกษาประสทิ ธิผลการใช้เกณฑ์การคัดแยกเรง่ ดว่ น ต่อ
1. ระยะเวลารอคอยของผูป้ ว่ ย
2. ความแม่นยำของการคัดกรอง
3. การปฏิบตั บิ ทบาทหน้าทพ่ี ยาบาลคัดกรองของพยาบาลคดั กรอง
กรอบแนวคดิ
ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยศึกษาประสิทธิผลการคัดแยกโดยใช้เกณฑ์การคัดแยกความเร่งด่วน
เปรียบเทียบระยะเวลารอคอย เปรียบเทียบบทบาทพยาบาลคัดกรอง และเปรียบเทียบความแม่นยำของ
การคัดกรอง ก่อนหลังการทดลอง โดยใช้ เกณฑ์การคัดแยกความเร่งด่วนของ MOPH ED. Triage
80
กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (2561) ระยะเวลารอคอยผู้ป่วยแต่ละระดับตามแนวคิดของ
Australian College for Emergency Medicine (2016) ได้แก่ ระดับที่ 1 ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ต้อง
ช่วยเหลือทันที ระดับที่ 2 ผู้ป่วยฉุกเฉินเร่งด่วน ได้รับการรักษาภายใน 10 นาที ระดับที่ 3 ผู้ป่วยเร่งดว่ น
ได้รับการรักษาภายใน 30 นาที ระดับที่ 4 ผู้ป่วยไม่รุนแรง ได้รับการรักษาภายใน 60 นาที ระดับที่ 5
ผู้ป่วยทั่วไป ได้รับการรักษาภายใน 120 นาที ส่วนการปฏิบัติบทบาทหน้าที่ของพยาบาลคัดกรองใช้
แนวคิดของสำนักการพยาบาล (2551) ประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ ด้านบทบาทผู้ดูแล ด้านบทบาทผู้ให้
คำแนะนำและให้คำปรึกษา ด้านบทบาทผู้ประสานงาน และความแม่นยำในการคัดกรองใช้แนวคิดของ
กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (2561) ดงั แสดงใน รปู ที่ 1
รูปแบบการคัดกรองผ้ปู ว่ ยตามลำดับความ ระยะเวลารอคอย
เร่งดว่ นหนว่ ยงานอุบัติเหตุและฉุกเฉิน ระดับท่ี 1 ผปู้ ่วยฉกุ เฉินวกิ ฤต (0 นาท)ี
กำหนดประเภทผปู้ ว่ ยเปน็ 5 ระดบั ประกอบด้วย ระดับท่ี 2 ผปู้ ว่ ยฉกุ เฉนิ เรง่ ด่วน (≤ 10 นาท)ี
ระดับท่ี 1 ผปู้ ว่ ยฉุกเฉนิ วิกฤต (Resuscitation) มี ระดบั ท่ี 3 ผู้ปว่ ยเรง่ ด่วน (≤ 30 นาท)ี
ภาวะคุกคามชวี ิต ตอ้ งช่วยฟน้ื คืนชพี ไดร้ บั การ ระดบั ที่ 4 ผูป้ ่วยไมร่ ุนแรง (≤60 นาที)
รักษาทันที ระดับที่ 5 ผปู้ ว่ ยท่วั ไป (≤120 นาท)ี
ระดบั ท่ี 2 ผปู้ ่วยฉุกเฉนิ เรง่ ด่วน (Emergency)
สญั ญาณชีพอยูใ่ นข้ันอนั ตราย ปวดรนุ แรง ซึม (Australian College for Emergency Medicine, 2016)
สับสน ต้องไดร้ บั การรกั ษาภายใน 10 นาที
ระดบั ท่ี 3 ผู้ป่วยเร่งด่วน (Urgency) ต้องทำ ความแม่นยำในการคัดกรอง
กิจกรรมในห้องฉกุ เฉนิ > 1 อย่าง ไดร้ บั การรักษา 1. การคดั แยกต่ำเกนิ ระดบั เร่งด่วน
ภายใน 30 นาที
ระดบั ที่ 4 ผู้ปว่ ยไม่รุนแรง (less Urgency) ทำ (Undertriage)
กิจกรรมในห้องฉุกเฉนิ 1 อย่าง ไดร้ ับการรกั ษา 2. การคดั แยกสูงเกนิ ระดับเร่งดว่ น
ภายใน 60 นาที
ระดบั ที่ 5 ผปู้ ว่ ยท่ัวไป (Non-Urgency) ไมม่ ี (Overtriage)
กจิ กรรมในห้องฉกุ เฉนิ ไดร้ ับการรกั ษาภายใน
120 นาที (กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสขุ , 2561)
Emergency Medicine, 2016)
(กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข, 2561; Australian
College for Emergency Medicine, 2016) บทบาทพยาบาลคัดกรอง
1. ดา้ นบทบาทดา้ นผดู้ แู ล
2. ด้านบทบาทผู้ใหค้ ำแนะนำและให้คำปรกึ ษา
3. ด้านบทบาทผ้ปู ระสานงาน
(สุคนธจ์ ิต อุปนนั ชยั , 2559)
81
วธิ ดี ำเนินการวิจยั
การวจิ ยั ครงั้ นี้เปน็ กาวิจัยกง่ึ ทดลอง (Quasi-experimental) แบบหนง่ึ กลุ่มวดั ก่อนและหลังการ
ทดลอง (The One Group Pretest Posttest Design)
O1 X O2
O1 คือ การประเมินผลระยะเวลารอคอย ความแม่นยำในการคดั กรอง บทบาทพยาบาลคดั กรอง
กอ่ นใช้รปู แบบการคัดแยกผปู้ ่วยตามลำดับความเรง่ ด่วน
X คือ การรปู แบบการคัดแยกผปู้ ่วยตามลำดบั ความเรง่ ดว่ น
O2 คอื การประเมินผลระยะเวลารอคอย ความแม่นยำในการคัดกรอง บทบาทพยาบาลคัดกรอง
หลังใช้รูปแบบการคดั แยกผูป้ ่วยตามลำดบั ความเรง่ ด่วน
ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง
ประชากรท่ใี ช้ในการวิจยั น้ี คือ
พยาบาลวชิ าชีพทีป่ ฏบิ ตั ิหน้าทีค่ ดั กรอง จำนวน 25 คน และเวชระเบยี นผู้ปว่ ยท่มี าใชบ้ ริการแผนก
อุบัตเิ หตแุ ละฉกุ เฉนิ โรงพยาบาลเพชรบูรณ์ จำนวน 39,889 ฉบบั
กลุม่ ตัวอย่าง คือ พยาบาลวชิ าชพี ท่ีปฏบิ ัติหน้าทีพ่ ยาบาลคัดกรอง จำนวน 25 คน และเวช
ระเบียนผู้ปว่ ยทีม่ าใชบ้ ริการแผนกอบุ ตั ิเหตุและฉุกเฉนิ ในเดอื น 1 มีนาคม-กนั ยายน พ.ศ. 2563 แบ่งตาม
ระดบั ความรุนแรงฉกุ เฉิน 5 ระดบั ขนาดของกลมุ่ ตัวอย่างไดจ้ ากวธิ ีวิเคราะห์อำนาจการทดสอบ (power
analysis) โดยกำหนดคา่ อำนาจการทดสอบ = 0.80 ระดับนัยสำคญั = .05 และ effect size = 0.70 ได้
ขนาดกลมุ่ ตัวอยา่ งกลมุ่ ละ 32 แฟ้ม จำนวน 160 แฟม้ โดยแบ่งเปน็ แตล่ ะระดบั ระดับละ 32 แฟม้
กอ่ นการทดลอง 160 ฉบับ หลังการทดลอง 160 ฉบับ รวมทัง้ หมด 320 ฉบบั
เคร่อื งมอื ทีใ่ ชใ้ นการวจิ ยั
เครอ่ื งมือวจิ ัยในการวิจยั ได้แก่
1. เครอ่ื งมอื ท่ีใชใ้ นการทดลอง ไดแ้ ก่
1.1 รปู แบบการคัดกรองผู้ป่วยโดยใช้เกณฑ์การคดั กรองเร่งด่วน ประกอบดว้ ย
1.1.1 เกณฑ์การคดั กรองความเร่งด่วน
1.1.2 แนวทางการคดั กรองผปู้ ่วยหนว่ ยงานอุบตั ิเหตุและฉกุ เฉนิ
1.1.3 คูม่ ือการคดั กรองผปู้ ว่ ยหนว่ ยงานอบุ ัติเหตุและฉุกเฉนิ
82
ผู้วิจัยทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับเกณฑ์การคัดกรองเร่งด่วนของผู้ป่วย ใช้แนวคิดของการคัด
กรองเรง่ ดว่ นของ MOPH ED Triage กรมการแพทย์ (2561) มาปรับให้เข้ากับบริบทของโรงพยาบาล โดย
เริ่มต้นจากผู้วิจัยร่างเกณฑ์การคัดกรองเร่งด่วน ก่อนนำมามาให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่านทำการ
ตรวจสอบ ไดเ้ กณฑก์ ารคัดกรองเรง่ ด่วน เป็น 5 ระดับ สำหรับผปู้ ว่ ยทเี่ ข้ารับการรักษาท่ีงานอุบัติเหตุและ
ฉุกเฉนิ โดยใชก้ ารประเมนิ ลักษณะ (acuity) และทรัพยากร (resources) เปน็ ขอ้ มูลคัดกรอง ผูป้ ว่ ยทุกราย
จะถกู ประเมนิ ด้วยการประเมนิ ลักษณะ (acuity) เพือ่ คดั แยกเปน็ ผู้ปว่ ยเร่งด่วนระดับ 1 หรอื ระดบั 2 และ
เมื่อผู้ป่วยไม่เข้าเกณฑ์ในระดับ 1 หรือระดับ 2 ผู้ป่วยจะถูกประเมินการใช้ทรัพยากรเพื่อคัดกรองเป็น
ระดับ 3, 4 หรือ 5 ในลำดับต่อไป
1.2 แบบสังเกตการณ์การคัดกรองผ้ปู ว่ ยโดยใช้เกณฑก์ ารคัดกรองเรง่ ด่วนของสุคนธ์จิต
อุปนนั ชยั (2559). ผวู้ ิจยั นำมาผา่ นการตรวจสอบจากผ้ทู รงคณุ วฒุ ิจำนวน 5 ท่าน ได้ค่าความตรงตาม
เนื้อหา IOC ทุกข้อมากกว่า 0.50 นำมาคา่ ความเชือ่ มั่นของการสงั เกต (interrater reliability) ได้ 1.00
2. เคร่อื งมือประเมินผลการทดลอง ได้แก่
2.1 แบบบันทกึ ระยะเวลารอคอยของผู้ป่วย ทผี่ ่านการตรวจสอบจากผทู้ รงคุณวุฒจิ ำนวน
5 ท่าน ได้ค่าความความตรงในเนือ้ หา IOC มากกว่า 0.50 ทุกข้อ
2.2 แบบสอบถามการปฏิบัตบิ ทบาทพยาบาลคดั กรองของพยาบาลวชิ าชีพใชข้ องสุคนธ์
จิต อปุ นนั ชัย (2559) ผวู้ ิจยั นำมาผา่ นการตรวจสอบจกผู้ทรงคณุ วฒุ ิจำนวน 5 ท่าน วเิ คราะห์หาคา่ ความ
เช่ือมน่ั ของแบบสอบถามได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .95
การเกบ็ รวบรวมข้อมลู
ระยะดำเนินการทดลองแบ่งเป็น 3 ระยะคือระยะก่อนการทดลอง ระยะทดลองและระยะ
ประเมินผลการทดลอง
1. ระยะก่อนการทดลอง
1.1 เก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความแม่นยำในการคัดกรองจากเวชระเบียนผู้ป่วยตามเกณฑ์
คดั กรองเร่งด่วน 5 ระดับระดับละ 32 ฉบบั รวม 160 ฉบับ ประเมินการปฏิบัตบิ ทบาทพยาบาลคัดกรองท่ี
ปฏบิ ัตหิ นา้ ท่คี ัดกรองจากแบบสอบถามจำนวน 25 คน ในเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2563
1.2 ดำเนินการทดลองใช้เครื่องมือ ได้แก่ เกณฑ์การคัดกรองความเร่งด่วนและคู่มือการคัด
กรองผู้ปว่ ยที่พัฒนาแล้วมาปฏบิ ัติในแผนกอบุ ตั เิ หตแุ ละฉุกเฉิน เปน็ เวลา 1 เดือน กรณีพบขอ้ ผดิ พลาด จด
ประชุม ให้คำปรกึ ษารายบุคคลเพอ่ื แกไ้ ขส่วนท่ีเป็นปัญหาหรอื เขา้ ใจไมต่ รงกันจนการปฏิบตั งิ านคงท่ี
2. ระยะทดลอง
83
2.1 เริ่มใช้เกณฑ์การคัดกรองความเร่งด่วน คู่มือการคัดกรองผู้ป่วยแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน
โดยพยาบาลทุกคนคัดกรองปฏบิ ตั ิกจิ กรรมตามคู่มือการคดั กรองผ้ปู ่วยท่สี รา้ งขึ้น
3. ระยะประเมินผลการทดลอง
3.1 เก็บรวบรวมข้อมูลระยะเวลารอคอยของผู้ป่วยโดยสุ่มเวชระเบียนผู้ป่วยท่ีมาใช้บริการใน
งานอุบัติเหตุและฉุกเฉินในเดือนกรกฎาคม-กันยายน พ.ศ. 2563 ตามเกณฑ์คัดกรองเร่งด่วน 5 ระดับ
ระดับละ 32 ฉบับ รวม 160 ฉบับ นำมาเปรียบเทียบกับระยะเวลารอคอยของผู้ป่วยเกณฑ์มาตรฐานของ
ออสเตรเลีย (สสคุ นธ์จิต อุปนนั ชยั , 2559)
3.2 เก็บรวบรวมข้อมูลความแม่นยำในการคัดกรองจากเวชระเบียนผู้ป่วยตามเกณฑ์คัดกรอง
เร่งด่วน 5 ระดบั ระดบั ละ 32 ฉบับ รวม 160 ฉบับ และประเมินการปฏิบัตบิ ทบาทหน้าท่ีพยาบาลคดั กรอง
ของพยาบาลคัดกรองหลังการทดลองในเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2563
การวเิ คราะห์ขอ้ มูล
ผ้วู จิ ัยวเิ คราะห์ขอ้ มูลโดยใช้โปรแกรมสำเรจ็ รูปทางสถิติโดยนำคะแนนท่ีได้จากการรวบรวมขอ้ มลู
มาคำนวณหาคา่ สถติ ิ ดังต่อไปนี้
1. ขอ้ มลู ทวั่ ไปของกลุ่มตวั อย่าง วเิ คราะหโ์ ดยการแจกแจงความถี่ หาคา่ ร้อยละ
2. เปรียบเทยี บค่าเฉลี่ยระยะเวลารอคอยของผปู้ ่วยกับระยะเวลารอคอยตามเกณฑ์มาตรฐานของ
ออสเตรเลยี โดยใช้ค่าสถิตทิ ดสอบที (One sample t-test statistic) ที่ระดบั นัยสำคญั ทางสถติ ิ .05
3. เปรยี บเทยี บรอ้ ยละความแมน่ ยำการคัดกรองโดยใชค้ า่ สถิติไคสแควร์ (Chi-square test)ระดับ
นยั สำคญั ทางสถติ ิ .05
4. เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยผลของการปฏิบัติบทบาทหน้าที่พยาบาลคัดกรองของพยาบาลคัดกรอง
โดยใชค้ ่าสถติ ิทดสอบที (Paired sample t-test statistic) ที่ระดับนยั สำคญั ทางสถิติ .05
ผลการวิจยั
1. คุณลักษณะของกลุ่มตัวอยา่ งพยาบาลวิชาชีพ ที่ใช้รูปแบบการคัดกรองผูป้ ่วยโดยใช้เกณฑ์การ
คัดกรองความเร่งด่วน แผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉินส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 88 ส่วนใหญ่มีอายุ
ระหว่าง 21-30 ปี และ 41-50 ปี ร้อยละ 40 เท่ากัน ส่วนใหญ่ระยะเวลาในการปฏิบัติงานน้อยกว่า 5 ปี
ร้อยละ 33.3 ส่วนใหญ่จบการศึกษาวุฒิปริญญาตรี ร้อยละ 96 จบหลักสูตรสำคัญในการดูแลผู้ป่วยใน
ภาวะวกิ ฤต ร้อยละ 20
2. คุณลักษณะของกลุ่มตัวอย่างก่อนการทดลองจากเวชระเบียนผู้ป่วยผู้ป่วยวิกฤตส่วนใหญ่เป็น
เพศชาย ร้อยละ 56.2 และมีอายุมากกว่า 60 ปี ขึ้นไป ร้อยละ 56.2 ผู้ป่วยเจ็บป่วยรุนแรงส่วนใหญ่เป็น
84
เพศชาย รอ้ ยละ 53.1 และมีอายุมากกวา่ 60 ปี ขึน้ ไป รอ้ ยละ 28.1 ผู้ปว่ ยเจบ็ ป่วยปานกลางส่วนใหญเ่ ปน็
เพศชาย ร้อยละ 59.4 และมีอายุมากกว่า 60 ปี ขึ้นไป รอ้ ยละ 43.8 ผูป้ ่วยเจบ็ ป่วยเล็กน้อยส่วนใหญ่เป็น
เพศหญงิ รอ้ ยละ 53.1 และมีอายุ 1วนั -10 ปี 51-60 ปี และมากกวา่ 60 ปี ข้นึ ไป เทา่ กนั คอื รอ้ ยละ 18.8
ผู้ปว่ ยเจบ็ ปว่ ยทว่ั ไปสว่ นใหญเ่ ป็นเพศชาย รอ้ ยละ 62.5 และมอี ายุ 51-60 ปี ร้อยละ 31.2
3. คุณลกั ษณะของกลุ่มตวั อยา่ งหลงั การทดลองจากเวชระเบียนผูป้ ว่ ยวิกฤตสว่ นใหญเ่ ป็นเพศชาย
ร้อยละ 75.0 และมีอายุมากกว่า 60 ปี ขึ้นไป ร้อยละ 65.6 ผู้ป่วยเจ็บป่วยรุนแรงเป็นเพศชายและเพศ
หญิง เท่ากัน ร้อยละ 50.0 และมีอายุมากกว่า 60 ปี ขึ้นไป ร้อยละ 43.8 ผู้ป่วยเจ็บป่วยปานกลางส่วน
ใหญ่เป็นเพศชายและเพศหญิง เท่ากัน ร้อยละ 50.0 และมีอายุมากกว่า 60 ปี ขึ้นไป ร้อยละ 31.2 ผู้ป่วย
เจ็บป่วยเล็กน้อยส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 56.2 และมีอายุ 60 ปีขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 25.0 ผู้ป่วย
เจบ็ ปว่ ยทัว่ ไปสว่ นใหญเ่ ป็นเพศชาย ร้อยละ 53.1 และมีอายุ 1วนั -10ปี คิดเป็นรอ้ ยละ 37.5
ตารางที่ 1 เปรยี บเทยี บคา่ เฉลีย่ ระยะเวลารอคอยของผูป้ ว่ ย หลงั การใชร้ ูปแบบการคดั กรองผปู้ ่วยโดยใช้
เกณฑ์การคัดกรองความเรง่ ด่วนกับระยะเวลารอคอยของผู้ป่วยตามเกณฑม์ าตรฐานของออสเตรยี
ประเภทความ n เกณฑ์ ระยะเวลารอคอยแพทย์ตรวจ t p-value
เรง่ ดว่ น (คน) มาตรฐานของ
ออสเตรเลีย Min Max ̅ SD
(นาที)
1. วกิ ฤต 32 0 0.00 30 11.31 13.86 4.615 .00
2. เจบ็ ป่วยรนุ แรง 32 10 0.00 85 19.78 21.18 2.612 .014
3. เจ็บป่วยปานกลาง 32 30 4.00 121 28.81 27.24 -.247 .807
4. เจ็บป่วยเล็กนอ้ ย 32 60 5.00 253 39.97 45.26 -2.504 .018
5. เจ็บปว่ ยท่วั ไป 32 120 0.00 364 39.75 64.15 -7.076 .000
รวม 160 0.00 364 27.55 39.83
p <.05
จากตารางที่ 1 พบว่า หลังการใช้รูปแบบการคัดกรองผู้ป่วยโดยใช้เกณฑ์การคัดกรองความ
เร่งด่วนระยะเวลารอคอยของผู้ป่วยผู้ป่วยวิกฤต ผู้ป่วยเจ็บป่วยรุนแรง มากกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ผู้ป่วย
85
บาดเจ็บเล็กน้อย ผู้ป่วยทั่วไป น้อยกว่าเกณฑ์มาตรฐาน อย่างมีนัยสำคัญ ส่วนผู้ป่วยเจ็บป่วยปานกลาง
ระยะเวลารอคอยเทา่ กบั เกณฑ์มาตรฐาน
ตารางที่ 2 เปรียบเทียบร้อยละความแม่นยำการคัดกรอง ก่อน-หลังการใชร้ ูปแบบการคัดกรองผู้ป่วยโดย
ใชเ้ กณฑ์การคัดกรองความเร่งด่วน ระยะเวลาหา่ งกัน 1 เดอื น
ความแม่นยำการคดั กรอง หลังการทดลอง รวม
ตรง ไม่ตรง
ตรง 82(77.4) 24(22.6) 106(100)
กอ่ นการทดลอง
26(48.1) 28(51.9) 54(100)
ไม่ตรง 108(67.5) 52(32.5) 160(100)
รวม
2= 12.615 ,df= 1 , P= .000
จากตารางท่ี 2 เปรียบเทียบสัดส่วนความแม่นยำการคดั กรองก่อน-หลังการใชร้ ปู แบบการคดั
กรองผปู้ ่วยโดยใชเ้ กณฑก์ ารคัดกรองความเรง่ ดว่ น ระยะเวลาห่างกนั 1 เดอื น หลงั การทดลองร้อยละ
ความแม่นยำในการคัดกรองสูงกวา่ ก่อนการทดลองคอื ร้อยละ 77.4 และ 48.1 ตามลำดบั อย่างมี
นัยสำคญั
86
ตารางท่ี 3 เปรียบเทยี บค่าเฉลย่ี ของการปฏิบตั บิ ทบาทหน้าที่พยาบาลคดั กรองของพยาบาลคัดกรอง ก่อน-
หลัง การใชเ้ กณฑก์ ารคดั แยกเร่งด่วน ระยะห่างกัน 1 เดือน
การปฏบิ ัติบทบาทหน้าท่ี ก่อนการทดลอง หลงั การทดลอง t p-value
พยาบาลคัดกรองของ n=25 n=25
พยาบาลคดั กรอง
̅ SD ̅ SD
บทบาทผู้ดูแล 4.30 0.76 4.30 0.76 -0.577 .569
บทบาทผู้แนะนำ 4.57 0.91 4.60 0.92 -1.999 .057
บทบาทผปู้ ระสาน 4.14 0.50 4.42 0.66 -1.905 .069
4.14 0.52 4.32 0.63 -1.505 .145
โดยรวม
จากตารางท่ี 3 การปฏิบัติบทบาทหนา้ ท่ีพยาบาลคดั กรองของพยาบาลคัดกรอง ก่อน-หลัง การใช้
เกณฑ์การคัดแยกเรง่ ด่วน ระยะหา่ งกัน 1 เดือน รายด้านและโดยรวมไมแ่ ตกต่างกัน
การอภิปรายผล
1. ระยะเวลารอคอยของผู้ป่วยหลังการใช้รูปแบบการคัดกรองผู้ป่วยโดยใช้เกณฑ์การคัดกรอง
ความเร่งด่วน พบว่า ระยะเวลารอคอยของผู้ป่วยผู้ป่วยวิกฤต ผู้ป่วยเจ็บป่วยรุนแรง มีระยะเวลามากกว่า
เกณฑ์มาตรฐานของออสเตรเลีย ซึ่งต้องดำเนินการให้การรักษาโดยแพทย์ในผู้ป่วยวิกฤตโดยทันทีเมื่อ
ผู้ป่วยมาถึงที่งานอุบัติเหตุและฉุกเฉิน และไม่เกิน 10 นาทีในผู้ป่วยเจ็บป่วยรุนแรง หลังการทดลองยังมี
ระยะเวลาที่มากกว่าเกณฑ์ ไม่สอดคล้องกับการศึกษาของ สุคนธ์จิต อุปนันชัย (2559) ที่ได้ผลการศึกษา
ต่อการใช้รูปแบบในการคัดกรองผู้ป่วยโดยใช้ดัชนคี วามรนุ แรงฉกุ เฉิน ต่อระยะเวลารอคอยของผู้ปว่ ยอาจ
อธิบายได้ว่า ถึงแม้นจะมีแพทย์ประจำอยู่ที่งานอุบัติเหตุและฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยในแต่ละเวรมี
ผู้ป่วยแต่ละระดับของความเร่งด่วนเข้ามารับการรักษาอย่างต่อเนื่องแพทย์ผู้ ดูแลจะมีการให้การ
รักษาพยาบาลกับผู้ป่วยรายอื่นอยู่อาจทำให้การเข้าไปใหแ้ ผนการรักษาผูป้ ่วยทีว่ ิกฤต และบาดเจ็บรุนแรง
มีระยะเวลามากกว่าเกณฑ์มาตรฐานของออสเตรเลียได้ อย่างไรกต็ ามจะเห็นได้วา่ ผู้ป่วยบาดเจ็บเล็กน้อย
ผู้ป่วยทั่วไป มีระยะเวลารอคอยน้อยกว่าเกณฑ์มาตรฐาน อย่างมีนัยสำคัญ ส่วนผู้ป่วยเจ็บป่วยปานกลาง
ระยะเวลารอคอยเท่ากับเกณฑ์มาตรฐาน อาจแสดงให้เห็นถึงภาระการดูแลผู้ป่วยที่มีอาการของโรคใน
87
ระดบั ปานกลาง เล็กนอ้ ย และทว่ั ไป อาจมีผลต่อระยะเวลาการรอคอยของผปู้ ว่ ยวิกฤต และผู้ป่วยเจ็บป่วย
รุนแรงได้
2. ความแม่นยำของการคัดกรองเมื่อเปรียบเทียบสดั ส่วนความแมน่ ยำการคดั กรองก่อน-หลังการ
ใช้รูปแบบการคัดกรองผู้ปว่ ยโดยใชเ้ กณฑ์การคัดกรองความเร่งด่วน ระยะเวลาห่างกัน 1 เดือน หลังการ
ทดลองร้อยละความแม่นยำในการคัดกรองสูงกวา่ ก่อนการทดลองคือ ร้อยละ 77.4 และ 48.1 ตามลำดับ
อย่างมีนัยสำคัญ อาจอธิบายได้วา่ การจัดทำคู่มอื และเกณฑ์การคดั กรองท่ีชัดเจนฝึกการใช้ นำมาทบทวน
อยา่ งสมำ่ เสมอ ชว่ ยส่งผลใหก้ ารคดั กรองเร่งดว่ นมีความแม่นยำได้มากขึ้น สอดคล้องกบั การศึกษาของ พร
ทิพย์ วชิรดิลก และคณะ (2559) ที่ศึกษาการคัดแยกผู้ป่วยของแผนกอุบัติเหตุ-ฉุกเฉินในประเทศไทย
พบว่า แต่ละเขตบริการสุขภาพมีการใช้ระบบการคัดแยกทีแ่ ตกต่างกัน บุคลากรที่ทำการคัดแยกมีความรู้
และประสบการณแ์ ตกตา่ งกนั ซึ่งมีผลตอ่ คุณภาพการคัดแยกได้
3. การปฏิบัติบทบาทหน้าที่พยาบาลคัดกรองของพยาบาลคัดกรอง ก่อน-หลัง การใช้เกณฑ์การ
คัดแยกเร่งด่วน ระยะห่างกัน 1 เดือน รายด้านและโดยรวมไม่แตกต่างกัน อาจอธิบายได้ว่ารูปแบบของ
การคัดกรองเร่งด่วนมีขั้นตอนการปฏิบัติใกล้เคียงกับการปฏบิ ัติที่หนว่ ยอุบตั เิ หตุและฉุกเฉินดำเนนิ การอยู่
สง่ ผลให้ การปฏิบัตบิ ทบาทหน้าท่ีพยาบาลคดั กรองของพยาบาลคัดกรองรายข้อดา้ นบทบาทผดู้ ูแล ก่อน-
หลัง การใช้เกณฑ์การคัดแยกเร่งด่วน ระยะห่างกัน 1 เดือน ไม่แตกต่างกัน แต่พบว่า การปฏิบัติบทบาท
หน้าที่พยาบาลคัดกรองของพยาบาลคัดกรองรายข้อด้านบทบาทผู้แนะนำและให้คำปรึกษาด้านสุขภาพ
ก่อน-หลงั การใชเ้ กณฑ์การคัดแยกเร่งด่วน ระยะหา่ งกนั 1 เดอื น มีความแตกตา่ งอย่างมีนัยสำคัญท่ี 0.05
ได้แก่ ข้อ 1) รายงานและส่งผปู้ ว่ ยได้อย่างมั่นใจ 6) เกณฑ์การคดั กรองชว่ ยอธิบายเหตุผลของการรอตรวจ
ที่ล่าช้ากับผู้ป่วยและญาติได้อย่างกระจ่าง 7) ให้ข้อมูลระยะเวลารอตรวจผู้ป่วยแต่ละระดับ เพื่อให้ผู้ป่วย
ตัดสินใจว่าจะรอตรวจหรือไม่ กรณีที่ห้องฉุกเฉินคับคั่ง การปฏิบัติบทบาทหน้าที่พยาบาลคัดกรองของ
พยาบาลคัดกรองรายข้อด้านบทบาทผู้ประสานงานของพยาบาลวิชาชีพ ก่อน-หลัง การใช้เกณฑ์การคัด
แยกเร่งด่วน ระยะห่างกัน 1 เดือน มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญที่ 0.05 ได้แก่ ข้อ 4) ประสานงานกบั
หน่วยงานอื่นในกรณีส่งต่อผู้ป่วยไปรักษาที่เหมาะสมกับระดับความเร่งด่วนได้อย่างราบรื่น สอดคล้องกับ
การศึกษาของ สุคนธ์จติ อุปนันชัย (2559) ที่ศึกษาพบว่ารปู แบบการคัดกรองที่มีขั้นตอนการปฏิบตั ิที่เปน็
มาตรฐานเดยี วกนั จะช่วยใหพ้ ยาบาลคัดกรองสามารถตัดสินใจไดอ้ ยา่ งถูกต้องและมน่ั ใจได้
ข้อเสนอแนะในการนำผลการวจิ ยั ไปใช้
1. ผลการวิจัยครั้งนี้ จะเห็นได้ว่า การใช้รูปแบบคัดกรองโดยใช้เกณฑ์การคัดกรองเร่งด่วน
สามารถเพิ่มความแม่นยำของการคัดกรองได้ อย่างไรก็ตามการทดลองนี้ใช้เวลาในการทดลองใช้รูปแบบ
การคัดกรองโดยใช้ดัชนีความรุนแรงฉุกเฉินเพียง 3 เดือนเท่านั้น จึงควรติดตามพัฒนาเกณฑ์การคัดกรอง
88
เรง่ ด่วนในผู้ป่วยทหี่ ลากหลายอาการเจบ็ ป่วยเพ่ือให้ผู้ป่วยเกิดความปลอดภัยเข้าถึงบริการได้เร็วตามความ
เหมาะสม
2. การพัฒนารูปแบบการคัดกรองโดยใช้เกณฑ์การคัดกรองเร่งด่วนน้ีเป็นรูปแบบที่ทำให้พยาบาล
คัดกรองเรียนรเู้ กณฑไ์ ดต้ รงกันสามารถนำไปปรับใชใ้ นบรบิ ทของโรงพยาบาลอ่นื ๆ ได้
ข้อเสนอแนะในการทำวจิ ยั ต่อไป
1. ศึกษาประสิทธิภาพ ประสิทธิผลระยะเวลาการคัดกรองเร่งด่วนของพยาบาลคัดกรองนับ
ระยะเวลาตง้ั แต่ผ้ปู ่วยมาถงึ งานอุบีติเหตแุ ละฉุกเฉนิ
2. ศึกษาแนวทางการลดระยะเวลารอคอยในผู้ป่วยวิกฤตหรือเจ็บป่วยรุนแรงให้มีระยะเวลา
เท่ากับหรือนอ้ ยกว่าเกณฑ์มาตรฐาน
เอกสารอ้างอิง
กงทอง ไพศาล. การพัฒนาเครอื่ งมือจำแนกประเภทผ้ปู ่วย งานอบุ ัตเิ หตุและฉุกเฉนิ โรงพยาบาลพล
จังหวดั ขอนแกน่ . รายงานการศึกษาอิสระปริญญาพยาบาลศาสตรมหาบัณฑติ . ขอนแก่น:
มหาวิทยาลัยขอนแก่น; 2553.
กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. MOPH ED.TRIAGE. (พมิ พ์ครงั้ ที่ 2). นนทบุรี: สำนักวชิ าการแพทย์
กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข; 2561.
พรทิพย์ วชิรดิลก, ธีระ ศืริสมุด และคณะ.การคดั แยกผู้ปว่ ยของแผนกอบุ ัติเหตุ-ฉกุ เฉนิ ในประเทศไทย.
วารสารสภาการพยาบาล. 2559;31(2):96-108.
สคุ นธจ์ ติ อปุ นนั ชัย. ผลของการใชร้ ปู แบบการคัดกรองผปู้ ว่ ยโดยใชด้ ชั นคี วามรนุ แรงฉุกเฉนิ
ต่อระยะเวลารอคอยของผู้ป่วย และการปฏบิ ตั ิบทบาทอิสระของพยาบาลวิชาชพี
แผนกอบุ ตั ิเหตุและฉกุ เฉนิ โรงพยาบาลกลาง. วิทยานพิ นธ์หลักสูตรปริญญาพยาบาลศาสตร
มหาบัณฑิต. กรงุ เทพฯ: จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั ; 2559.
สถาบนั การแพทยฉ์ ุกเฉนิ แห่งชาติ (สพฉ.). คู่มือแนวทางการปฏบิ ัตติ ามหลักเกณฑ์ เกณฑ์
และวิธีปฏบิ ัติการคัดแยกผูป้ ว่ ยฉกุ เฉนิ และจัดลำดบั การบริบาล ณ ห้องฉกุ เฉินตาม
หลกั เกณฑท์ ี่กพฉ.กำหนด. (พิมพ์ครง้ั ท่ี 3). นนทบรุ ี: สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน; 2558.
สภุ ารตั น์ ทพั โพธิ์. การพัฒนาการใช้มาตรฐานการพยาบาลคดั กรองผูป้ ว่ ยอบุ ัตเิ หตุและ
ฉุกเฉิน โรงพยาบาลจตุรพักตรพมิ าน จงั หวัดร้อยเอ็ด. รายงานการศกึ ษาอสิ ระปริญญา
พยาบาลศาสตรมหาบัณฑติ .ขอนแกน่ : มหาวิทยาลัยขอนแก่น; 2553.
อจั ฉรา วรรณชาร.ี (2556). การพฒั นาระบบการคัดกรองผู้ปว่ ย งานบริการอุบตั ิเหตุและฉกุ เฉิน
89
โรงพยาบาลเชียงยืน จังหวดั มหาสารคาม. รายงานการศึกษาอิสระปริญญา
พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต. ขอนแกน่ : มหาวิทยาลัยขอนแก่น; 2556.
Gilboy, N., Tanabe, P., Travers, D., and Rosenau, A.M.. Emergency Severity
Index (ESI) A Triage Tool for Emergency Department Care Version 4
Implementation Handbook 2012 Edition. U.S. Department of Health and
Human Service: Rockville; 2012
Wong-Baker FACES Pain Rating Scale Pain-Scale-Patient-Education-2017-09-21.pdf.
[online].2562 [เขา้ ถงึ เม่ือ 14 กนั ยายน 2562]. เข้าถงึ ได้จาก:
https://www.nyuhs.org/app/files/public /3177/
90
เปรียบเทียบการใช้ MEWS กับ SOS score ในการประเมินผู้ปว่ ย Pneumonia รายใหม่
หอผปู้ ่วยอายรุ กรรมชาย โรงพยาบาลอุตรดิตถ์
ธนิษฐน์ ันท์ บุญจนั ทร์1, วิลาวณั ย์ กาไหลท่ อง1 ,วีระวุฒิ มงิ่ ขวญั 2
1หอผู้ปว่ ยอายรุ กรรมชาย โรงพยาบาลอุตรดติ ถ์
2หน่วยวจิ ยั คลนิ ิกและนวตั กรรม โรงพยาบาลอตุ รดติ ถ์
บทคดั ย่อ
บทนำ : ภาวะติดเชอื้ ในกระแสเลือด (Sepsis) เป็นภาวะเจ็บป่วยวิกฤตแิ ละฉกุ เฉินต้องให้การรักษาพยาบาล เร่งด่วน
เนื่องจากหากได้รับการรักษาไม่ทันท่วงที จะมีอัตราการตายท่ีสูง ซ่ึงเกิดจากการวินิจฉัยท่ีล่าช้ารวมถึงการได้รับยา
ปฏิชีวนะที่ล่าช้าและไม่เพียงพอ ภาวะ Septic Shock เป็นภาวะแทรกซ้อนสำคัญ โดยผู้ป่วยที่พบส่วนใหญ่มาด้วย
ภาวะปอดบวม ปอดติดเช้ือ (Pneumonia) ทีมวิจัยสนใจท่ีจะศึกษาผลการใช้ SOS score เปรียบเทียบกับ MEWS
เพื่อประเมินอาการนำก่อนภาวะวิกฤตในผู้ป่วยติดเช้ือในกระแสเลือดว่ามีผลลัพธ์ที่ แตกต่างกันอย่างไร เพื่อหา
เครือ่ งมอื ท่มี ีความเหมาะสมเฉพาะโรค ทปี่ อ้ งกนั เหตกุ ารณ์ไมพ่ ึงประสงคไ์ ดอ้ ยา่ ง ทนั ท่วงที
วัตถุประสงค์ : เพ่ือเปรียบเทียบระยะเวลาท่ีสามารถ detect sepsis ได้ในผู้ป่วย Pneumonia รายใหม่ที่ใช้
SOS score เปรยี บเทยี บ MEWS score ในการประเมนิ อาการนำก่อนภาวะวิกฤติ
รปู แบบการศึกษา : เป็นการศึกษา Intervention study แบบ Historical control หอผู้ป่วยอายุรกรรมชาย
โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ ระหว่างเดือนพฤษภาคม 2562 – เมษายน 2563 โดยกลุ่มทดลองใช้ SOS score และ
กลมุ่ เปรยี บเทียบใช้ MEWS score ในการประเมิน early detect sepsis ติดตามผ้ปู ่วยเป็นระยะเวลา 7 วัน
เพ่ือตดิ ตามการเกดิ ภาวะ sepsis
วิธีการศึกษา : เก็บรวบรวมข้อมูลลักษณะท่ัวไป ผู้ป่วยท่ีใช้ SOS score เป็นผู้ป่วยที่เก็บข้อมูลย้อนหลังจากเวช
ระเบียนและผู้ป่วยท่ีใช้ MEWS score เป็นผู้ป่วยรายใหม่ท่ีรวบรวมข้อมูลไปข้างหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน
เปรยี บเทียบ 2 กลุ่มโดยใช้สถติ ิ exact probability และ t-test วเิ คราะห์ นำเสนอโดยกราฟ Kaplan Meier
ผลการศึกษา : ข้อมูลท่ัวไปทั้งสองกลุ่มตัวอย่างไม่แตกต่างกัน การใช้ SOS score ในผู้ป่วย Pneumonia
สามารถประเมินภาวะ sepsisในผู้ป่วยPneumonia ได้เร็วกว่าการใช้ MEWS score ประมาณ 2 ใน 3
(HR=0.66,95% CI =0.47-0.94 ,P=0.024)
สรุปและข้อเสนอแนะ : ควรส่งเสริมใหม้ ีการใช้แนวปฏิบัติ SOS Score มาใช้ในการประเมนิ ผู้ป่วย Pneumonia
รายใหม่อย่างต่อเนื่อง และขยายผลการใช้ไปในหน่วยงานท่ีมีลักษณะคล้ายคลึงกัน เพ่ือให้สามารถ สามารถ
ประเมนิ และช่วยเหลือผ้ปู ่วยได้ทันท่วงที ป้องกันการเกดิ Severe Sepsis and Septic Shock
คำสำคญั : เปรยี บเทยี บการใช้ MEWS, SOS score, ผ้ปู ่วย Pneumonia รายใหม่
91
Compare the use of the MEWS with the SOS score in the evaluation of new Pneumonia
patients. Male Medical Ward, Uttaradit Hospital
Thanitnun boonchan1, Wilawan Kalhaithong1 ,Weerawut Mingkhuan2
1Male Medical Ward, Uttaradit Hospital
2Clinical Research and Innovation Unit, Uttaradit Hospital
Abstract
Introduction : Sepsis is a critical and emergency condition requiring medical attention.
Urgent because if treatment is not timely There will be a high mortality rate. This is due to
delayed diagnosis and inadequate exposure to antibiotics. Septic shock is a major
complication. With the majority of patients diagnosed with Pneumonia, the research team
was interested in studying the results of using an Search out severity score (SOS) compared
with Modified Early Warning Score (MEWS) to assess pre-crisis symptoms in patients with
sepsis. How are they different to find tools that are suitable for specific diseases that prevent
adverse events promptly.
Objective : To compare the duration of detection sepsis in new Pneumonia patients using
SOS score, compared the MEWS score for pre-critical symptom evaluation.
Methods : It is an intervention study in the form of historical control in the male medical
ward, Uttaradit Hospital. Between May 2019 - April 2020, the SOS score trial and the
comparison group used the MEWS score to assess early detect sepsis. The patient was
followed for 7 days to monitor the occurrence of sepsis. Collect general information Patients
using SOS score were retrospective patients from medical records, and patients with MEWS
score were new, forward-aggregated patients that analyzed two baseline comparisons using
exact probability and t-test statistics. analyze Presented by Graph Kaplan Meier.
Results : There were no differences in the general data for both subjects. Use of SOS score
in Pneumonia patients was able to assess the condition. Sepsis in Pneumonia faster than
using MEWS score by approximately 2 in 3 (HR = 0.66,95% CI = 0.47-0.94, P = 0.024).
Conclusions : The use of the SOS Score guidelines should be encouraged to continually
evaluate new Pneumonia patients, and expand the results of use in agencies with similar
characteristics to be able to able to assess and help patients promptly prevents Severe Sepsis
and Septic Shock.
Keywords : Comparison of MEWS, SOS score, new Pneumonia patient
92
บทนำ
ภาวะติดเช้ือในกระแสเลือด (Sepsis) เป็นภาวะเจ็บป่วยวิกฤติและฉุกเฉินต้องให้การรักษาพยาบาล
เร่งด่วนเน่ืองจากหากได้รับการรักษาไม่ทันท่วงที จะมีอัตราการตายที่สูง โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีภาวะติดเช้ือใน
กระแสเลือดอย่างรุนแรง (Severe Sepsis) และภาวะช็อกจากการติดเช้ือ (Septic Shock) ในปัจจุบันพบอัตรา
การตายเพิ่มสงู ขึ้น จากการศกึ ษาอุบัติการณ์ของ sever sepsis ในประเทศไทยพบอัตราการเสยี ชวี ิตของผปู้ ่วยปี
2553-2555 เท่ากับ 64.9, 64.6 และ 67.4 ต่อแสนประชากรตามลำดับ ซึ่งเกิดจากการวินิจฉัยที่ล่าช้า รวมถึง
การได้รับยาปฏิชีวนะท่ีล่าช้าและไม่เพียงพอ ภาวะ Septic Shock เป็นภาวะแทรกซ้อนสำคัญของผู้ป่วย โดย
ผู้ป่วยที่พบสว่ นใหญม่ าดว้ ยภาวะปอดบวม ปอดตดิ เชอ้ื (Pneumonia) เป็นตน้
ในหอผู้ป่วยอายุรกรรมชายโรงพยาบาลอุตรดิตถ์เป็นหอผู้ป่วยท่ีดูแลผู้ป่วยอายุรกรรมท่ัวไปและกึ่ง
วกิ ฤต จากสถิติการดูแลผู้ป่วยท่ีมี 10 อันดับโรคแรกมาวิเคราะห์พบว่า ผู้ป่วยโรคปอดตดิ เชือ้ (Pneumonia) ทมี่ ี
ภาวะ Sepsis มอี ัตราการตายสงู ในปีงบประมาณ 2561-2563 ตามลำดับดงั นี้ 19 ราย (33.28%), 16 ราย (31.8
%) และ 13 ราย (23.51%) จึงได้มกี ารนำแบบประเมิน SOS score มาใช้ในการประเมนิ สภาพในผ้ปู ่วยโรคปอด
ติดเชื้อ (Pneumonia) เพื่อเฝ้าระวังก่อนการเกิดภาวะ Sepsis แต่ยังพบภาวะ Sepsis , Severe Sepsis,
Septic Shock อยู่ ทำจึงได้มีการนำแบบประเมิน SOS score เปรียบเทียบ MEWS score มาใช้ในการ
ประเมนิ สภาพในผปู้ ่วยโรคปอดติดเช้ือ (Pneumonia) เฝ้าระวังก่อนการเกิดภาวะ Sepsis มาประเมินอาการนำ
ก่อนภาวะวิกฤตในผู้ป่วยติดเช้ือในกระแสเลือดว่ามีผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างไร เพื่อหาเครื่องมือท่ีมีความ
เหมาะสมเฉพาะโรค ทีป่ ้องกนั เหตกุ ารณไ์ ม่พึงประสงค์ได้อยา่ งทันท่วงที
วตั ถปุ ระสงคก์ ารวิจยั
เพ่ือเปรียบเทียบระยะเวลาที่สามารถ detect sepsis ได้ในผู้ป่วย Pneumonia รายใหม่ที่ใช้ SOS
score เปรยี บเทยี บ MEWS score ในการประเมนิ อาการนำกอ่ นภาวะวิกฤติ
รปู แบบและวธิ ีการศกึ ษา
ชนิดวิจัย Intervention study รูปแบบการวิจัย Historical control วิธีการรวบรวมข้อมูล กลุ่มควบคุม
เก็บข้อมูลแบบ Retrospective กลุ่มทดลองเก็บข้อมูล Prospective สถานที่ศึกษา หอผู้ป่วยอายุรกรรมชาย
โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ ประชากรที่ศึกษาเป็นผู้ป่วยที่นอนโรงพยาบาล Pneumonia รายใหม่ในหอผู้ป่วยอายุรก
รรมชาย โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ การคำนวณจำนวนผู้ป่วยท่ีต้องการ คำนวณขนาดตัวอย่างโดยประมาณว่าการใช้
SOS score จะใช้ระยะเวลาที่ detect ภาวะ sepsis ได้เฉลี่ยภายใน 5.7 (± 4.7) วันและการใช้ MEWS จะ
detectเฉล่ียได้ภายใน 4.0 ( ± 4.0) วัน เป็นการทดสอบสองทาง ความคลาดเคล่ือนชนิดท่ี1 = 0.05 Power
=0.80 ควรศึกษาตัวอย่างผู้ป่วยอย่างน้อยกลุ่มละ 105 ราย นิยามจัดกลุ่ม กลุ่มควบคุมจำนวน 105 ราย ใช้ SOS
score กลุ่มทดลองใช้ MEWS จำนวน 105 ราย ที่ admit ด้วย pneumonia รายใหม่ วิธีการจัดกลุ่ม กลุ่ม
ควบคุม ใช้ SOS score ศึกษาข้อมูลย้อนหลังจากเวชระเบียน กลุ่มทดลอง ใช้ MEWS เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัย
เป็นแบบบันทึกข้อมูลท่ัวไป แบบประเมิน SOS score และแบบประเมิน MEWS การเก็บรวบรวมข้อมูล กลุ่ม
93
ควบคุม ศึกษาข้อมูลย้อนหลังจากเวชระเบยี น จำนวน105 ราย และกลุ่มทดลอง เก็บข้อมลู ในผปู้ ่วยที่ admit ด้วย
pneumonia รายใหม่ ตั้งแต่เดือน พฤษภาคม 2562 – เมษายน 2563 จำนวน 105 ราย การวิเคราะห์ข้อมูล
ข้อมูลท่ัวไปใช้สถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์เปรียบเทียบข้อมูล2 กลุ่มโดยใช้สถิติ exact probability และ t-
testวิเคราะห์ นำเสนอโดยกราฟ Kaplan Meier
การพทิ ักษส์ ทิ ธผิ์ ใู้ หข้ อ้ มลู
ก่อนการศึกษามีการขอความยินยอมจากกลุ่มตัวอย่างหรือผู้แทนโดยชอบธรรมปราศจากการข่มขู่
บังคับ หรือให้รางวัลในการเข้าร่วมการวจิ ัย มีการให้ข้อมูลก่อนการตัดสนิ ใจเข้ารว่ มโครงการวิจัย ปกปิดข้อมูล
ท่ีไม่ต้องการเปิดเผยสามารถยุติการเข้าร่วมวิจัยได้ตลอดเวลา โดยไม่มีผลกระทบต่อการดูแลรักษาผู้ป่วย ไม่
เปิดเผยช่ือหรือสัญลักษณ์ท่ีแสดงถึงอาสาสมัครเข้าร่วมวิจัยมีการช้ีแจงประโยชน์จากการเข้าร่วมการวิจัย
รวมท้ังอธิบายถึงความเสี่ยงท่ีอาจเกิดต่อกลุ่มตัวอย่างท่ีเข้าร่วมวิจัย ผู้วิจัยมีการเตรียมการป้องกันและจัดการ
กับความเสี่ยงท่ีจะเกิดขึ้น มีความยุติธรรมในการเลือกกลุ่มตัวอย่างคือกำหนดเกณฑ์ในการเลือกกลุ่มตัวอย่าง
แบบเจาะจงอย่างชดั เจนได้รับอนมุ ัตจิ ากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจยั ในมนุษย์ โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ เลขที่
REC No.36/2563
94
ผลการศกึ ษา MEWS SOS score p-value
ตารางที่ 1 ลกั ษณะทั่วไป จำนวน ร้อยละ จำนวน รอ้ ยละ 0.333
ลักษณะ 10 19.05 13 12.4
อาย(ุ ปี) 32 20.9 20 19
63 60.5 72 68.6
15-44
45-59 0.001
60 ปีข้ึนไป 35 33.3 9 26.7
2 2 9 11.4
โรคประจำตัว
ไม่มีโรคประจำตวั 2 100 9 100
8 7.6 11 22.8
เบาหวาน
ควบคุมไมไ่ ด้ 8 100 11 100
ควบคุมได้ 2 1.9 6 5.7
3 2.9 6 5.7
ความดนั โลหติ สูง 35 33.3 28 26.7
ควบคมุ ไมไ่ ด้ 20 19.0 36 34.2
ควบคุมได้
1.00
หวั ใจ 103 98.1 102 97.14
HIV 2 2 3 2.86
อน่ื ๆ
โรครว่ มมากกวา่ 2 โรค
ใชย้ ากดภูมิ
ไมใ่ ช้
ใชย้ า
* p<.05