-๘-
หมวด ๒
การจดั ระเบยี บราชการในกระทรวงหรือทบวง
มาตรา ๑๘ ใหจ้ ดั ระเบยี บราชการของกระทรวง ดังน้ี
(๑) สานักงานรฐั มนตรี
(๒) สานกั งานปลดั กระทรวง
(๓) กรม หรือสว่ นราชการทเี่ รยี กชือ่ อยา่ งอ่ืน เวน้ แตบ่ างกระทรวงเหน็ วา่ ไม่มีความจาเป็นจะไม่แยกส่วน
ราชการต้ังขึน้ เป็นกรมก็ได้
ใหส้ ่วนราชการตาม (๒) และสว่ นราชการที่เรยี กชื่ออย่างอน่ื ตาม (๓) มฐี านะเปน็ กรม
กระทรวงใดมคี วามจาเป็นจะต้องมีส่วนราชการเพ่ือทาหน้าท่ีจัดทานโยบายและแผน กากับ เร่งรัด และ
ติดตามนโยบายและแผนการปฏิบัติราชการของกระทรวง จะจัดระเบียบบริหารราชการโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรี
เพื่อใหม้ ีสานกั นโยบายและแผนเป็นสว่ นราชการภายใน ขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีวา่ การกระทรวงก็ได้
ในกระทรวงจะตราพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งส่วนราชการเพื่อรับผิดชอบภาระหน้าท่ีใดโดยเฉพาะซ่ึงไม่มี
ฐานะเป็นกรมแต่มีผู้บังคับบัญชาของส่วนราชการดังกล่าวเป็นอธิบดีหรือตาแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นท่ีมีฐานะเป็น
อธิบดีก็ได้ ในกรณีเช่นน้ันให้อธิบดีหรือผู้ดารงตาแหน่งท่ีเรียกช่ืออย่างอื่นดังกล่าวมีอานาจหน้าที่สาหรับส่วน
ราชการน้ันเช่นเดียวกับอธิบดี ตามท่ีกาหนดในพระราชกฤษฎีกา และให้คณะอนุกรรมการสามัญประจากระทรวง
ทาหน้าทค่ี ณะอนุกรรมการสามญั ประจากรม สาหรบั สว่ นราชการนน้ั ๑๗
การตราพระราชกฤษฎกี าตามวรรคสี่ให้กระทาได้ในกรณเี ปน็ การยบุ รวม หรือโอนกรมในกระทรวงใดมา
จัดตั้งเป็นส่วนราชการตามวรรคส่ีในกระทรวงน้ันหรือกระทรวงอ่ืน โดยไม่มีการกาหนดตาแหน่งหรืออัตราของ
ข้าราชการหรือลกู จ้างเพมิ่ ขน้ึ และใหน้ าความในมาตรา ๘ ทวิ และมาตรา ๘ เบญจ มาใชบ้ ังคับโดยอนุโลม๑๘
การแต่งต้งั อธบิ ดหี รือผูด้ ารงตาแหนง่ ทเ่ี รยี กชือ่ อย่างอื่นของส่วนราชการตามวรรคส่ี ให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัด
เป็นผู้นาเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติ และให้ผู้ดารงตาแหน่งดังกล่าวเป็นผู้ดารงตาแหน่งระดับสูงตาม
กฎหมายประกอบรฐั ธรรมนญู ว่าดว้ ยการปอ้ งกันและปราบปรามการทุจรติ ๑๙
ก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะให้ความเห็นชอบในร่างพระราชกฤษฎีกาจัดต้ังส่วนราชการตามวรรคส่ีของ
กระทรวงใด ใหน้ ายกรฐั มนตรีสง่ รา่ งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวตอ่ สภาผ้แู ทนราษฎรและวฒุ สิ ภาเพ่อื ทราบ๒๐
ใหน้ าความในวรรคสี่ วรรคห้า วรรคหก และวรรคเจ็ด มาใช้บังคบั กบั สานกั นายกรัฐมนตรีและทบวงตาม
หมวด ๓ โดยอนุโลม๒๑
มาตรา ๑๙๒๒ กระทรวงมีอานาจหน้าที่ตามทีก่ าหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง
กรม
๑๗ มาตรา ๑๘ วรรคสี่ เพิ่มโดยพระราชบญั ญัตริ ะเบยี บบริหารราชการแผน่ ดนิ (ฉบบั ท่ี ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕
๑๘ มาตรา ๑๘ วรรคห้า เพ่มิ โดยพระราชบญั ญตั ิระเบียบบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ (ฉบับท่ี ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕
๑๙ มาตรา ๑๘ วรรคหก เพมิ่ โดยพระราชบัญญัติระเบียบบรหิ ารราชการแผ่นดิน (ฉบับท่ี ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕
๒๐ มาตรา ๑๘ วรรคเจด็ เพิม่ โดยพระราชบัญญัติระเบยี บบริหารราชการแผน่ ดิน (ฉบับท่ี ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕
๒๑ มาตรา ๑๘ วรรคแปด เพิม่ โดยพระราชบัญญตั ิระเบยี บบริหารราชการแผน่ ดิน (ฉบับท่ี ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕
๒๒ มาตรา ๑๙ แกไ้ ขเพม่ิ เตมิ โดยพระราชบญั ญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕
-๙-
การจัดระเบียบราชการในกระทรวงหน่ึง ๆ ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง
กรม ส่วนการจัดระเบียบราชการในกระทรวงท่ีเก่ียวกับการทหาร และการศึกษา ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วย
การนั้น
มาตรา ๑๙/๑๒๓ ให้ปลัดกระทรวง หัวหน้ากลุ่มภารกิจและหัวหน้าส่วนราชการต้ังแต่ระดับกรมข้ึนไป
วางแผนและประสานกิจกรรมให้มีการใช้ทรัพยากรของส่วนราชการต่าง ๆ ในกระทรวงร่วมกันเพ่ือให้เกิด
ประสทิ ธภิ าพ ความคุม้ คา่ และบรรลเุ ปา้ หมายของกระทรวง
เพือ่ ประโยชน์ในการดาเนนิ การตามวรรคหน่ึง หัวหน้าส่วนราชการและหัวหน้ากลุ่มภารกิจดังกล่าวจะมี
มติใหน้ างบประมาณท่ีแตล่ ะส่วนราชการได้รับจัดสรรมาดาเนนิ การและใช้จา่ ยร่วมกันกไ็ ด้
มาตรา ๒๐๒๔ ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา ๑๑ ในกระทรวงหน่ึง ให้มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคน
หน่ึงเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ และรับผิดชอบในการกาหนดนโยบาย เป้าหมาย และผลสัมฤทธ์ิของงานใน
กระทรวงให้สอดคล้องกบั นโยบายท่ีคณะรัฐมนตรีแถลงไว้ต่อรัฐสภาหรือที่คณะรัฐมนตรีกาหนดหรืออนุมัติ โดยจะ
ให้มีรฐั มนตรีชว่ ยวา่ การกระทรวงเปน็ ผ้ชู ว่ ยสง่ั และปฏบิ ัติราชการกไ็ ด้
ในกรณที ม่ี รี ฐั มนตรีช่วยว่าการกระทรวง การส่ังหรอื การปฏบิ ตั ิราชการของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง
ใหเ้ ปน็ ไปตามท่ีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมอบหมาย
ในกรณีทร่ี ัฐมนตรวี า่ การกระทรวงเป็นผู้บังคับบัญชาส่วนราชการที่เรียกช่ืออย่างอ่ืนและมีฐานะเป็นกรม
แตม่ ไิ ด้สงั กัดกระทรวง รัฐมนตรวี ่าการกระทรวงจะมอบหมายให้รัฐมนตรชี ว่ ยว่าการกระทรวงปฏิบัติราชการแทนก็
ได้
มาตรา ๒๑๒๕ ในกระทรวงให้มปี ลดั กระทรวงคนหน่งึ มอี านาจหน้าท่ี ดงั น้ี
(๑) รับผิดชอบควบคุมราชการประจาในกระทรวง แปลงนโยบายเป็นแนวทางและแผนการปฏิบัติ
ราชการ กากับการทางานของส่วนราชการในกระทรวงให้เกิดผลสัมฤทธิ์ และประสานการปฏิบัติงานของส่วน
ราชการในกระทรวงให้มีเอกภาพสอดคล้องกัน รวมท้ังเร่งรัดติดตาม และประเมินผลการปฏิบัติราชการของส่วน
ราชการในกระทรวง
(๒) เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการของสว่ นราชการในกระทรวงรองจากรัฐมนตรี
(๓) เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการในสานักงานปลัดกระทรวง และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของ
สานกั งานปลดั กระทรวง
ในการปฏิบัติราชการของปลัดกระทรวงตามวรรคหนึ่ง จะให้มีรองปลัดกระทรวงคนหน่ึงเป็นผู้ช่วยส่ัง
และปฏิบตั ิราชการตามท่ีปลดั กระทรวงมอบหมายกไ็ ด้
ภายในกระทรวงจะออกกฎกระทรวงกาหนดให้ส่วนราชการระดับกรมต้ังแต่สองส่วนราชการข้ึนไปอยู่
ภายใต้กลุ่มภารกิจเดียวกันก็ได้ โดยให้แต่ละกลุ่มภารกิจมีผู้ดารงตาแหน่งไม่ต่ากว่าอธิบดีคนหนึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่ม
ภารกจิ รับผิดชอบราชการและบังคับบัญชาข้าราชการของส่วนราชการในกลุม่ ภารกิจน้ัน โดยปฏิบัติราชการข้ึนตรง
๒๓ มาตรา ๑๙/๑ เพมิ่ โดยพระราชบญั ญัติระเบียบบรหิ ารราชการแผน่ ดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕
๒๔ มาตรา ๒๐ แกไ้ ขเพิม่ เติมโดยพระราชบญั ญัตริ ะเบยี บบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับท่ี ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕
๒๕ มาตรา ๒๑ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบญั ญัตริ ะเบียบบรหิ ารราชการแผน่ ดิน (ฉบบั ที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕
- ๑๐ -
ต่อปลัดกระทรวงหรือขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีตามที่กาหนดโดยกฎกระทรวง และในกรณีที่ขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีต้อง
รายงานผลการดาเนนิ งานต่อปลัดกระทรวงตามท่กี าหนดโดยกฎกระทรวง
ในกลุ่มภารกิจเดียวกัน หัวหน้ากลุ่มภารกิจอาจกาหนดให้ส่วนราชการของส่วนราชการระดับกรมแห่ง
หนึ่งปฏิบัติงานท่ีเก่ียวกับสารบรรณ บุคลากร การเงิน การพัสดุ หรือการบริหารงานทั่วไปให้แก่ส่วนราชการแห่ง
อนื่ ภายใต้กลมุ่ ภารกจิ เดียวกันกไ็ ด้
กระทรวงใดมิได้จัดให้มีกลุ่มภารกิจ และมีปริมาณงานมาก จะให้มีรองปลัดกระทรวงเป็นผู้ช่วยสั่งและ
ปฏบิ ตั ริ าชการเพม่ิ ขึน้ เปน็ สองคนกไ็ ด้
ในกรณีท่ีกระทรวงใดมีการจัดกลุ่มภารกิจ จะให้มีรองปลัดกระทรวงเพิ่มขึ้นเป็นหัวหน้ากลุ่มภารกิจก็ได้
และให้อานาจหน้าท่ีของปลัดกระทรวงที่เก่ียวกับราชการของส่วนราชการในกลุ่มภารกิจเป็นอานาจหน้าที่ของ
หัวหน้ากลุ่มภารกิจนน้ั ทง้ั น้ี เวน้ แต่จะมกี ฎกระทรวงกาหนดไวเ้ ปน็ อย่างอืน่
กระทรวงใดมีภารกิจเพิ่มขึ้น และมีความจาเป็นอย่างย่ิงต้องมีรองปลัดกระทรวงมากกว่าที่กาหนดไว้ใน
วรรคห้าหรอื วรรคหก คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน และคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการจะร่วมกันอนุมัติ
ให้กระทรวงนัน้ มรี องปลัดกระทรวงเพมิ่ ขน้ึ เปน็ กรณีพเิ ศษโดยจะกาหนดเงอื่ นไขหรอื เงอ่ื นเวลาไว้ดว้ ยหรือไมก่ ็ได้๒๖
ในการดาเนินการตามวรรคเจ็ด ให้คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการจัดให้มีการประชุมพิจารณา
ร่วมกัน โดยกรรมการแต่ละฝ่ายจะต้องมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหน่ึงจึงจะเป็นองค์ประชุม และในการออกเสียงลง
มตจิ ะต้องได้คะแนนเสียงของกรรมการแต่ละฝ่ายเกินกว่ากึ่งหน่ึงของกรรมการฝ่ายดังกล่าวที่มาประชุม แล้วให้นา
มติดงั กลา่ วเสนอคณะรัฐมนตรพี จิ ารณาต่อไป๒๗
มาตรา ๒๒ สานักงานรัฐมนตรีมีอานาจหน้าท่ีเกี่ยวกับราชการทางการเมือง มีเลขานุการรัฐมนตรีซ่ึง
เป็นข้าราชการการเมืองเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของสานักงานรัฐมนตรี
ข้ึนตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวง และจะให้มีผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีซึ่งเป็นข้าราชการการเมืองคนหน่ึงหรือ
หลายคนเป็นผู้ช่วยส่ังหรอื ปฏิบตั ริ าชการแทนเลขานุการรฐั มนตรกี ไ็ ด้
มาตรา ๒๓ สานักงานปลัดกระทรวงมีอานาจหน้าท่ีเก่ียวกับราชการประจาทั่วไปของกระทรวง และ
ราชการทีค่ ณะรัฐมนตรีมไิ ดก้ าหนดให้เปน็ หน้าที่ของกรมใดกรมหน่ึงในสงั กดั กระทรวงโดยเฉพาะ รวมท้ังกากับและ
เร่งรัดการปฏิบัติราชการของส่วนราชการในกระทรวงให้เป็นไปตามนโยบาย แนวทางและแผนการปฏิบัติราชการ
ของกระทรวง
ในกรณีที่กระทรวงมีทบวงอยู่ในสังกัดและยังไม่สมควรจัดต้ังสานักงานปลัดทบวงตามมาตรา ๒๕ วรรค
สาม จะใหส้ านักงานปลดั กระทรวงทาหน้าที่สานกั งานปลดั ทบวงดว้ ยก็ได้
มาตรา ๒๔ การจัดระเบียบราชการในทบวงซ่ึงมีฐานะเทียบเท่ากระทรวงให้อนุโลมตามการจัดระเบียบ
ราชการของกระทรวงซ่ึงบญั ญัติไว้ในมาตรา ๑๘ ถึงมาตรา ๒๓
๒๖ มาตรา ๒๑ วรรคเจด็ เพิ่มโดยพระราชบญั ญตั ิระเบยี บบรหิ ารราชการแผ่นดิน (ฉบับท่ี ๗) พ.ศ. ๒๕๕๐
๒๗ มาตรา ๒๑ วรรคแปด เพ่มิ โดยพระราชบญั ญัติระเบยี บบรหิ ารราชการแผ่นดนิ (ฉบบั ที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๕๐
- ๑๑ -
หมวด ๓
การจดั ระเบียบราชการในทบวงซ่ึงสงั กัดสานกั นายกรฐั มนตรีหรือกระทรวง
มาตรา ๒๕ ราชการส่วนใดซึ่งโดยสภาพและปริมาณของงานไม่เหมาะสมท่ีจะจัดตั้งเป็นกระทรวงหรือ
ทบวงซึ่งมีฐานะเทียบเท่ากระทรวง จะจัดต้ังเป็นทบวงสังกัดสานักนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวง เพ่ือให้มี
รัฐมนตรีว่าการทบวงเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของทบวงก็ได้ และให้จัด
ระเบยี บราชการในทบวงดงั นี้
(๑) สานักงานรัฐมนตรี
(๒) สานกั งานปลดั ทบวง
(๓) กรม หรือส่วนราชการท่ีเรียกช่ืออย่างอ่ืน เว้นแต่บางทบวงซึ่งเห็นว่าไม่มีความจาเป็นจะไม่แยกส่วน
ราชการต้งั ขึ้นเปน็ กรมก็ได้
ใหส้ ่วนราชการตาม (๒) และสว่ นราชการทเ่ี รียกชือ่ อยา่ งอื่นตาม (๓) มีฐานะเปน็ กรม
ในกรณีที่สานักนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวงมีทบวงอยู่ในสังกัด และปริมาณและคุณภาพของราชการใน
ทบวงยังไม่สมควรจัดตง้ั สานักงานปลดั ทบวง จะให้สานกั งานปลัดสานักนายกรฐั มนตรีหรือสานักงานปลัดกระทรวง
ทาหน้าท่ีสานักงานปลดั ทบวงดว้ ยกไ็ ด้
มาตรา ๒๖ การจัดระเบียบราชการในทบวงหนึ่ง ๆ ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุง
กระทรวง ทบวง กรม สว่ นการจดั ระเบยี บราชการในทบวงมหาวทิ ยาลยั ให้เปน็ ไปตามกฎหมายวา่ ด้วยการนน้ั
ทบวงมอี านาจหนา้ ท่ตี ามท่ีกาหนดไวใ้ นกฎหมายวา่ ดว้ ยการปรบั ปรุงกระทรวงทบวง กรม
มาตรา ๒๗ ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา ๑๑ ทบวงหนึ่งมีรัฐมนตรีว่าการทบวงเป็นผู้บังคับบัญชา
ข้าราชการ และกาหนดนโยบายของทบวงให้สอดคล้องกับนโยบายที่คณะรัฐมนตรีกาหนดหรืออนุมัติ และ
รับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของทบวง และจะให้มีรัฐมนตรีช่วยว่าการทบวงเป็นผู้ช่วยสั่งและปฏิบัติราชการก็
ได้
ในกรณีที่มีรัฐมนตรีช่วยว่าการทบวง การสั่งหรือการปฏิบัติราชการของรัฐมนตรีช่วยว่าการทบวงให้
เปน็ ไปตามท่รี ฐั มนตรวี ่าการทบวงมอบหมาย
ในกรณีที่เป็นทบวงสังกัดสานักนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวง ให้รัฐมนตรีว่าการทบวงปฏิบัติราชการ
ภายใตก้ ารกากบั ของนายกรัฐมนตรหี รอื รัฐมนตรีว่าการกระทรวง แล้วแต่กรณี
มาตรา ๒๘ ทบวง นอกจากมรี ัฐมนตรีว่าการทบวงและรฐั มนตรีช่วยวา่ การทบวง ใหม้ ีปลัดทบวงคนหน่ึง
มีอานาจหนา้ ท่ดี ังน้ี
(๑) รับผิดชอบควบคุมราชการประจาในทบวง กาหนดแนวทางและแผนการปฏิบัติราชการของทบวง
และลาดับความสาคัญของแผนการปฏิบัติราชการประจาปีของส่วนราชการในทบวงให้เป็นไปตามนโยบายท่ี
รัฐมนตรกี าหนด รวมท้ังกากบั เร่งรดั ติดตามและประเมนิ ผลการปฏบิ ตั ริ าชการของส่วนราชการในทบวง
(๒) เป็นผบู้ งั คบั บญั ชาข้าราชการของส่วนราชการในทบวงรองจากรัฐมนตรี
- ๑๒ -
(๓) เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการในสานักงานปลัดทบวงและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของ
สานกั งานปลัดทบวง
ในการปฏิบัติราชการของปลัดทบวงตามวรรคหนึ่ง ให้มีรองปลัดทบวงเป็นผู้ช่วยสั่งและปฏิบัติราชการ
และจะให้มผี ชู้ ่วยปลดั ทบวงเปน็ ผ้ชู ว่ ยส่ังและปฏิบัตริ าชการดว้ ยก็ได้
ในกรณีท่ีมีรองปลัดทบวงหรอื ผ้ชู ว่ ยปลัดทบวง หรือมีทั้งรองปลัดทบวงและผู้ช่วยปลัดทบวง ให้รองปลัด
ทบวงหรอื ผชู้ ่วยปลัดทบวงเปน็ ผ้บู งั คับบัญชาข้าราชการและรบั ผิดชอบในการปฏิบตั ิราชการรองจากปลัดทบวง
ให้รองปลัดทบวง ผู้ช่วยปลัดทบวง และผู้ดารงตาแหน่งท่ีเรียกช่ืออย่างอ่ืนในสานักงานปลัดทบวง มี
อานาจหนา้ ทต่ี ามทป่ี ลัดทบวงกาหนดหรือมอบหมาย
ในกรณที ่ปี ลดั ทบวงจะตอ้ งปฏบิ ัตติ ามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับหรือคาส่ังใด หรือมติขอคณะรัฐมนตรี
ในเร่ืองใด ถ้ากฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคาส่ังน้ัน หรือมติของคณะรัฐมนตรีในเร่ืองน้ันมิได้กล่าวถึงอานาจ
ของปลัดทบวงไวใ้ ห้ปลดั ทบวงมอี านาจดงั เช่นปลดั กระทรวง
ในกรณีที่ให้สานักงานปลัดสานักนายกรัฐมนตรีหรือสานักงานปลัดกระทรวงทาหน้าท่ีสานักงานปลัด
ทบวง ใหป้ ลดั สานักนายกรฐั มนตรีหรือปลดั กระทรวงทาหนา้ ที่ปลดั ทบวง
มาตรา ๒๙ สานักงานรัฐมนตรีมีอานาจหน้าท่ีเก่ียวกับราชการทางการเมือง มีเลขานุการรัฐมนตรีซ่ึง
เป็นข้าราชการการเมืองเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของสานักงานรัฐมนตรี
ขน้ึ ตรงต่อรัฐมนตรวี ่าการทบวง และจัดใหม้ ผี ชู้ ว่ ยเลขานกุ ารรัฐมนตรี ซึง่ เป็นข้าราชการการเมืองคนหน่ึงหรือหลาย
คนเปน็ ผูช้ ่วยสง่ั หรอื ปฏิบัติราชการแทนเลขานุการรฐั มนตรกี ไ็ ด้
มาตรา ๓๐ สานักงานปลัดทบวงมีอานาจหน้าท่ีเก่ียวกับราชการประจาทั่วไปของทบวง และราชการท่ี
คณะรัฐมนตรีมิได้กาหนดให้เป็นหน้าท่ีของกรมใดกรมหน่ึงในสังกัดทบวงโดยเฉพาะ รวมท้ังกากับและเร่งรัดการ
ปฏิบตั ริ าชการของสว่ นราชการในทบวงให้เป็นไปตามนโยบาย แนวทางและแผนการปฏบิ ัตริ าชการของทบวง
หมวด ๔
การจัดระเบยี บราชการในกรม
มาตรา ๓๑ กรมซ่ึงสังกัดหรือไม่สังกัดสานักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวงอาจแบ่งส่วนราชการ
ดงั นี้
(๑) สานกั งานเลขานกุ ารกรม
(๒) กองหรือส่วนราชการที่มีฐานะเทียบกอง เว้นแต่บางกรมเห็นว่าไม่มีความจาเป็นจะไม่แยกส่วน
ราชการต้งั ขึ้นเป็นกองกไ็ ด้
กรมใดมคี วามจาเปน็ จะแบง่ สว่ นราชการโดยให้มสี ่วนราชการอ่นื นอกจาก (๑) หรอื (๒) กไ็ ด้
สาหรบั สานักงานตารวจแหง่ ชาติ จะแบง่ ส่วนราชการให้เหมาะสมกบั ราชการของตารวจกไ็ ด้๒๘
๒๘ มาตรา ๓๑ วรรคสาม แกไ้ ขเพิม่ เติมโดยพระราชบัญญตั ิระเบียบบรหิ ารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๕๓
- ๑๓ -
มาตรา ๓๒๒๙ กรมมีอานาจหน้าท่ีเก่ียวกับราชการของกระทรวงตามท่ีกาหนดในกฎกระทรวงแบ่งส่วน
ราชการของกรม หรอื ตามกฎหมายวา่ ดว้ ยอานาจหนา้ ท่ีของกรมน้นั
ในกรมหนง่ึ มีอธบิ ดคี นหนง่ึ เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของกรมให้
เกิดผลสัมฤทธิ์และเป็นไปตามเป้าหมาย แนวทาง และแผนการปฏิบัติราชการของกระทรวงและในกรณีที่มี
กฎหมายอื่นกาหนดอานาจหน้าท่ีของอธิบดีไว้เป็นการเฉพาะ การใช้อานาจและการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย
ดังกล่าวให้คานึงถึงนโยบายท่ีคณะรัฐมนตรีแถลงไว้ต่อรัฐสภาหรือที่คณะรัฐมนตรีกาหนดหรืออนุมัติ และนโยบาย
แนวทาง และแผนการปฏิบตั ิราชการของกระทรวงด้วย
ในกรมหนึ่งจะให้มีรองอธิบดีเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการรองจากอธิบดีและช่วยอธิบดีปฏิบัติราชการ
ก็ได้
รองอธิบดมี ีอานาจหน้าทต่ี ามที่อธิบดีกาหนดหรือมอบหมาย
มาตรา ๓๓ สานักงานเลขานุการกรมมีอานาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการท่ัวไปของกรม และราชการที่มิได้
แยกให้เป็นหน้าท่ีของกองหรือส่วนราชการใดโดยเฉพาะมีเลขานุการกรมเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ และ
รบั ผดิ ชอบในการปฏิบัตริ าชการของสานกั งานเลขานุการกรม
ส่วนราชการตามมาตรา ๓๑ วรรคหนึ่ง (๒) และส่วนราชการตามมาตรา ๓๑ วรรคสอง ให้มีอานาจ
หน้าที่ตามท่ีได้กาหนดไว้ให้เป็นหน้าท่ีของส่วนราชการน้ัน ๆ โดยให้มีผู้อานวยการกอง หัวหน้ากอง หรือหัวหน้า
สว่ นราชการท่เี รยี กชอื่ อย่างอนื่ ท่เี ทยี บเท่ากบั ผู้อานวยการกอง หรอื หวั หนา้ กองหรือหัวหนา้ ส่วนราชการตามมาตรา
๓๑ วรรคสอง เป็นผบู้ ังคบั บัญชาข้าราชการ และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการ
มาตรา ๓๔ กระทรวง ทบวง กรมใดมีเหตุพิเศษ จะตราพระราชกฤษฎีกาแบ่งท้องที่ออกเป็นเขตเพื่อให้
มหี วั หน้าสว่ นราชการประจาเขตแล้วแตจ่ ะเรียกช่อื เพอ่ื ปฏิบตั ิงานทางวิชาการกไ็ ด้
หัวหน้าส่วนราชการประจาเขตมีอานาจหน้าที่เป็นผู้รับนโยบายและคาสั่งจากกระทรวง ทบวง กรม
มาปฏบิ ัตงิ านทางวชิ าการ และเปน็ ผู้บังคบั บญั ชาข้าราชการประจาสานักงานเขตซ่งึ สงั กัดกระทรวง ทบวง กรมนั้น
ความในมาตรานี้ไม่ใช้บังคับแก่การแบ่งเขตและการปกครองบังคับบัญชาของตารวจซึ่งได้กาหนดโดย
พระราชกฤษฎกี า๓๐
มาตรา ๓๕ กระทรวง ทบวง หรือกรมใดโดยสภาพและปริมาณของงานสมควรมีผู้ตรวจราชการของ
กระทรวง ทบวง หรือกรมนนั้ กใ็ หก้ ระทาได้
ผู้ตรวจราชการของกระทรวง ทบวง หรือกรม มีอานาจหน้าท่ีตรวจและแนะนาการปฏิบัติราชการอัน
เกี่ยวกบั กระทรวง ทบวง หรอื กรมน้นั ใหเ้ ปน็ ไปตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับของกระทรวง ทบวง หรือกรม
หรือมติของคณะรฐั มนตรี หรือการส่ังการของนายกรฐั มนตรี
มาตรา ๓๖ ส่วนราชการท่ีเรียกช่ืออย่างอ่ืนและมีฐานะเป็นกรมจะมีเลขาธิการ ผู้อานวยการ หรือ
ตาแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอ่ืนซ่ึงเทียบเท่าปลัดกระทรวงหรืออธิบดีเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ และรับผิดชอบใน
๒๙ มาตรา ๓๒ แกไ้ ขเพิ่มเตมิ โดยพระราชบญั ญัติระเบยี บบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕
๓๐ มาตรา ๓๔ วรรคสาม แก้ไขเพิม่ เติมโดยพระราชบญั ญตั ริ ะเบยี บบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบบั ที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๕๓
- ๑๔ -
การปฏิบัติราชการของสว่ นราชการน้ันใหเ้ ป็นไปตามท่กี ฎหมายกาหนด และจะใหม้ รี องเลขาธกิ าร รองผู้อานวยการ
หรือตาแหน่งรองของตาแหน่งท่ีเรียกช่ืออย่างอ่ืนหรือผู้ช่วยเลขาธิการ ผู้ช่วยผู้อานวยการหรือตาแหน่งผู้ช่วยของ
ตาแหน่งท่ีเรียกชื่ออย่างอื่น หรือมีทั้งรองเลขาธิการ และผู้ช่วยเลขาธิการหรือทั้งรองผู้อานวยการและผู้ช่วย
อานวยการ หรือท้ังตาแหน่งรองและตาแหน่งผู้ช่วยของตาแหน่งท่ีเรียกชื่ออย่างอ่ืน เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ
และช่วยปฏบิ ัตริ าชการแทนกไ็ ด้
มาตรา ๓๗ ให้นาความในมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๒ มาตรา ๓๓ มาตรา ๓๔ และมาตรา ๓๕ มาใช้บังคับ
แกส่ ่วนราชการท่เี รยี กชอ่ื อยา่ งอ่นื และมฐี านะเปน็ กรมโดยอนโุ ลม
หมวด ๕
การปฏิบัติราชการแทน
มาตรา ๓๘๓๑ อานาจในการส่ัง การอนุญาต การอนุมัติ การปฏิบัติราชการหรือการดาเนินการอื่นท่ีผู้
ดารงตาแหน่งใดจะพึงปฏิบัติหรือดาเนินการตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ หรือคาสั่งใด หรือมติของ
คณะรัฐมนตรีในเร่อื งใด ถ้ากฎหมาย กฎ ระเบยี บ ประกาศ หรือคาสั่งน้ัน หรือมติของคณะรัฐมนตรีในเรื่องนั้นมิได้
กาหนดเร่ืองการมอบอานาจไว้เป็นอย่างอ่ืน หรือมิได้ห้ามเร่ืองการมอบอานาจไว้ ผู้ดารงตาแหน่งนั้นอาจมอบ
อานาจให้ผู้ดารงตาแหน่งอื่นในส่วนราชการเดียวกันหรือส่วนราชการอ่ืน หรือผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ปฏิบัติ
ราชการแทนได้ ท้งั นี้ ตามหลักเกณฑ์ท่กี าหนดในพระราชกฤษฎีกา
พระราชกฤษฎีกาตามวรรคหน่ึงอาจกาหนดให้มีการมอบอานาจในเรื่องใดเรื่องหน่ึงตลอดจนการมอบ
อานาจใหท้ านิติกรรมสัญญา ฟอ้ งคดีและดาเนินคดี หรือกาหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือเงื่อนไขในการมอบอานาจ
หรอื ท่ีผรู้ บั มอบอานาจต้องปฏิบัตกิ ็ได้
ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับกับอานาจในการอนุญาตตามกฎหมายท่ีบัญญัติให้ต้องออกใบอนุญาต
หรือที่บัญญัติผู้มีอานาจอนุญาตไว้เป็นการเฉพาะ ในกรณีเช่นน้ันให้ผู้ดารงตาแหน่งซ่ึงมีอานาจตามกฎหมาย
ดงั กลา่ วมอี านาจมอบอานาจใหข้ ้าราชการซ่งึ เป็นผู้ใตบ้ งั คับบัญชาและผู้วา่ ราชการจังหวัดได้ตามท่ีเห็นสมควร หรือ
ตามท่ีคณะรฐั มนตรกี าหนดในกรณมี อบอานาจใหผ้ วู้ ่าราชการจังหวัด ให้ผูว้ า่ ราชการจังหวัดมีอานาจมอบอานาจได้
ตอ่ ไปตามหลักเกณฑ์และเงอ่ื นไขทีผ่ มู้ อบอานาจกาหนด
ในกรณีตามวรรคสาม เพ่ือประโยชน์ในการอานวยความสะดวกแก่ประชาชนจะตราพระราชกฤษฎีกา
กาหนดรายชื่อกฎหมายที่ผู้ดารงตาแหน่งซ่ึงมีอานาจตามกฎหมายดังกล่าวอาจมอบอานาจตามวรรคหน่ึงตาม
หลักเกณฑแ์ ละเงือ่ นไขทกี่ าหนดในพระราชกฤษฎีกาดงั กล่าวก็ได้
การมอบอานาจใหท้ าเปน็ หนังสือ
มาตรา ๓๙๓๒ เมื่อมีการมอบอานาจแล้ว ผู้รับมอบอานาจมีหน้าที่ต้องรับมอบอานาจนั้น โดยผู้มอบ
อานาจจะกาหนดให้ผู้รับมอบอานาจมอบอานาจให้ผู้ดารงตาแหน่งอื่นปฏิบัติราชการแทนต่อไป โดยจะกาหนด
หลักเกณฑ์หรือเง่ือนไขในการใช้อานาจนั้นไว้ด้วยหรือไม่ก็ได้ แต่ในกรณีการมอบอานาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัด
๓๑ มาตรา ๓๘ แกไ้ ขเพิ่มเติมโดยพระราชบญั ญตั ิระเบยี บบรหิ ารราชการแผน่ ดิน (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๕๐
๓๒ มาตรา ๓๙ แกไ้ ขเพมิ่ เติมโดยพระราชบญั ญตั ริ ะเบียบบรหิ ารราชการแผ่นดนิ (ฉบับท่ี ๗) พ.ศ. ๒๕๕๐
- ๑๕ -
คณะรัฐมนตรีจะกาหนดหลักเกณฑ์ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องมอบอานาจต่อไปให้รองผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัด
จังหวดั หรอื หัวหนา้ สว่ นราชการที่เกย่ี วขอ้ งในจงั หวัดก็ได้
มาตรา ๔๐๓๓ ในการมอบอานาจ ให้ผู้มอบอานาจพิจารณาถึงการอานวยความสะดวกแก่ประชาชน
ความรวดเรว็ ในการปฏิบัติราชการ การกระจายความรับผิดชอบตามสภาพของตาแหน่งของผู้รับมอบอานาจ และ
ผรู้ บั มอบอานาจต้องปฏิบตั ิหนา้ ท่ที ไี่ ด้รับมอบอานาจตามวัตถปุ ระสงคข์ องการมอบอานาจดงั กลา่ ว
เม่ือได้มอบอานาจแล้ว ผู้มอบอานาจมีหน้าท่ีกากับดูแลและติดตามผลการปฏิบัติราชการของผู้รับมอบ
อานาจ และใหม้ อี านาจแนะนาหรือแก้ไขการปฏบิ ัตริ าชการของผรู้ บั มอบอานาจได้
มาตรา ๔๐/๑๓๔ ในการปฏิบัติราชการของส่วนราชการภายในกรม ถ้าการปฏิบัติราชการใดของส่วน
ราชการน้ันมลี กั ษณะเป็นงานการให้บริการหรือมีการให้บริการเก่ียวเน่ืองอยู่ด้วยและหากแยกการบริหารออกเป็น
หน่วยบริการรูปแบบพิเศษจะบรรลุเป้าหมายตามมาตรา ๓/๑ ย่ิงขึ้น ส่วนราชการดังกล่าวโดยความเห็นชอบของ
คณะรัฐมนตรีจะแยกการปฏบิ ตั ริ าชการในเรอื่ งนั้น ไปจดั ตง้ั เป็นหนว่ ยบริการรูปแบบพิเศษ ซึ่งมิใช่เป็นส่วนราชการ
หรอื รฐั วิสาหกิจแต่อยู่ในกากับของสว่ นราชการดังกลา่ วกไ็ ด้ ทัง้ น้ี ใหเ้ ปน็ ไปตามระเบยี บสานกั นายกรฐั มนตรี
ระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีตามวรรคหน่ึงอย่างน้อยให้กาหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดตั้ง การมอบ
อานาจให้ปฏิบัติราชการแทน วิธีการบริหารงาน การดาเนินการด้านทรัพย์สิน การกากับดูแลสิทธิประโยชน์ของ
บุคลากรและการยุบเลกิ ไว้ด้วย
ให้หน่วยบริการรูปแบบพิเศษ มีหน้าที่ปฏิบัติงานให้กับส่วนราชการตามภารกิจท่ีจัดตั้งหน่วยบริการ
รูปแบบพิเศษนั้นเป็นหลัก และสนับสนุนภารกิจอื่นของส่วนราชการดังกล่าวตามท่ีได้รับมอบหมาย และอาจ
ให้บริการแก่ส่วนราชการอ่ืน หน่วยงานของรัฐหรือเอกชน แต่ต้องไม่กระทบกระเทือนต่อภารกิจอันเป็น
วัตถปุ ระสงค์แห่งการจัดตงั้
ให้รายได้ของหน่วยบริการรูปแบบพิเศษเป็นรายได้ท่ีไม่ต้องนาส่งคลังตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการ
งบประมาณและกฎหมายวา่ ด้วยเงินคงคลงั
หมวด ๖
การรกั ษาราชการแทน
มาตรา ๔๑ ในกรณีท่ีนายกรัฐมนตรีไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการ
แทน ถ้ามีรองนายกรัฐมนตรีหลายคน ให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษา
ราชการแทน ถ้าไม่มีผู้ดารงตาแหน่งรองนายกรัฐมนตรีหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ค ณะรัฐมนตรี
มอบหมายให้รฐั มนตรคี นใดคนหน่งึ เปน็ ผรู้ ักษาราชการแทน
มาตรา ๔๒ ในกรณีที่ไม่มีผู้ดารงตาแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้
รฐั มนตรชี ว่ ยวา่ การกระทรวงเป็นผรู้ กั ษาราชการแทน ถ้ามีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงหลายคน ให้คณะรัฐมนตรี
๓๓ มาตรา ๔๐ แกไ้ ขเพิ่มเตมิ โดยพระราชบัญญัตริ ะเบยี บบรหิ ารราชการแผ่นดิน (ฉบบั ที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๕๐
๓๔ มาตรา ๔๐/๑ เพม่ิ โดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผน่ ดนิ (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๕๐
- ๑๖ -
มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคนใดคนหน่ึงเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้าไม่มีผู้ดารงตาแหน่งรัฐมนตรี
ช่วยว่าการกระทรวงหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีคนใดคนหน่ึงเป็น
ผูร้ กั ษาราชการแทน
ให้นาความในวรรคหนึ่งมาใช้บงั คบั แก่รฐั มนตรวี ่าการทบวงด้วยโดยอนุโลม
มาตรา ๔๓ ในกรณีที่ไม่มีผู้ดารงตาแหน่งเลขานุการรัฐมนตรี หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้
ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้ามีผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีหลายคน ให้รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงมอบหมายให้ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีคนใดคนหน่ึงเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้าไม่มีผู้ช่วยเลขานุการ
รัฐมนตรี ใหร้ ฐั มนตรีวา่ การกระทรวงแตง่ ต้ังข้าราชการในกระทรวงคนหน่ึงเปน็ ผ้รู กั ษาราชการแทน
ให้นาความในวรรคหนึง่ มาใชบ้ งั คบั แกเ่ ลขานุการรัฐมนตรีวา่ การทบวงด้วยโดยอนุโลม
มาตรา ๔๔ ในกรณีท่ีไม่มีผู้ดารงตาแหน่งปลัดกระทรวง หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รอง
ปลัดกระทรวงเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้ามีรองปลัดกระทรวงหลายคน ให้นายกรัฐมนตรีสาหรับสานัก
นายกรฐั มนตรีหรอื รฐั มนตรวี ่าการกระทรวงแตง่ ตัง้ รองปลัดกระทรวงคนใดคนหน่ึงเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้าไม่มี
ผดู้ ารงตาแหนง่ รองปลดั กระทรวง หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้นายกรัฐมนตรีสาหรับสานักนายกรัฐมนตรี
หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแต่งต้ังข้าราชการในกระทรวงซ่ึงดารงตาแหน่งไม่ต่ากว่าอธิบดีหรือเทียบเท่าเป็น
ผูร้ ักษาราชการแทน
ในกรณีที่ไม่มีผู้ดารงตาแหน่งรองปลัดกระทรวง หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ปลัดกระทรวงจะ
แตง่ ต้ังข้าราชการในกระทรวงซงึ่ ดารงตาแหนง่ ไม่ต่ากวา่ ผอู้ านวยการกองหรอื เทยี บเทา่ เปน็ ผ้รู ักษาราชการแทนกไ็ ด้
มาตรา ๔๕ ให้นาความในมาตรา ๔๔ มาใช้บังคับแก่กรณีที่ไม่มีผู้ดารงตาแหน่งปลัดทบวงหรือรองปลัด
ทบวงตามมาตรา ๒๔ หรอื มาตรา ๒๘ ดว้ ยโดยอนุโลม
มาตรา ๔๖ ในกรณีท่ีไม่มีผู้ดารงตาแหน่งอธิบดี หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รองอธิบดีเป็น
ผู้รักษาราชการแทน ถ้ามีรองอธิบดีหลายคน ให้ปลัดกระทรวงแต่งตั้งรองอธิบดีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการ
แทน ถา้ ไม่มผี ู้ดารงตาแหน่งรองอธิบดีหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ปลัดกระทรวงแต่งตั้งข้าราชการในกรม
ซึ่งดารงตาแหน่งเทียบเท่ารองอธิบดี หรือข้าราชการต้ังแต่ตาแหน่งหัวหน้ากองหรือเทียบเท่าข้ึนไปคนใดคนหน่ึง
เปน็ ผรู้ ักษาราชการแทน แต่ถา้ นายกรฐั มนตรีสาหรบั สานกั นายกรัฐมนตรี หรอื รฐั มนตรวี า่ การกระทรวงเห็นสมควร
เพอื่ ความเหมาะสมแกก่ ารรับผดิ ชอบการปฏิบัติราชการในกรมนั้น นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงจะ
แต่งต้ังข้าราชการคนใดคนหนึ่งซึง่ ดารงตาแหนง่ ไม่ตา่ กวา่ รองอธิบดีหรอื เทียบเท่า เป็นผู้รกั ษาราชการแทนก็ได้
ในกรณีที่ไม่มีผู้ดารงตาแหน่งรองอธิบดี หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้อธิบดีจะแต่งตั้งข้าราชการใน
กรมซึ่งดารงตาแหน่งเทียบเท่ารองอธิบดี หรือข้าราชการตั้งแต่ตาแหน่งหัวหน้ากองหรือเทียบเท่าขึ้นไปเป็นผู้รักษา
ราชการแทนก็ได้
ใหน้ าความในวรรคหนึง่ และวรรคสองมาใช้บังคับแก่กรณีท่ีไม่มีผู้ดารงตาแหน่งเลขาธิการ รองเลขาธิการ
ผู้อานวยการ รองผู้อานวยการ หรือตาแหน่งท่ีเรียกชื่ออย่างอื่นซ่ึงเทียบเท่าปลัดกระทรวงหรืออธิบดี ในส่วน
ราชการท่เี รียกช่ืออยา่ งอืน่ และมีฐานะเปน็ กรมดว้ ยโดยอนุโลม
- ๑๗ -
มาตรา ๔๗ ในกรณีท่ีไม่มีผู้ดารงตาแหน่งเลขานุการกรมตามมาตรา ๓๓ วรรคหนึ่ง หรือหัวหน้าส่วน
ราชการตามมาตรา ๓๓ วรรคสอง หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้อธิบดีแต่งตั้งข้าราชการในกรมคนหนึ่ง ซึ่ง
ดารงตาแหน่งไมต่ ่ากว่าหวั หนา้ กองหรอื เทียบเทา่ เป็นผู้รกั ษาราชการแทน
ให้นาความในมาตรานมี้ าใช้บังคบั แก่ส่วนราชการท่เี รียกชอ่ื อย่างอ่นื และมีฐานะเปน็ กรมด้วยโดยอนโุ ลม
มาตรา ๔๘ ให้ผู้รักษาราชการแทนตามความในพระราชบัญญัติน้ีมีอานาจหน้าท่ีเช่นเดียวกับผู้ซึ่งตน
แทน
ในกรณีท่ีผู้ดารงตาแหน่งใดหรือผู้รักษาราชการแทนผู้ดารงตาแหน่งน้ันมอบหมายหรือมอบอานาจให้ผู้
ดารงตาแหน่งอื่นปฏิบัติราชการแทน ให้ผู้ปฏิบัติราชการแทนมีอานาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ซ่ึงมอบหมายหรือมอบ
อานาจ
ในกรณีท่ีมีกฎหมายอื่นแต่งต้ังให้ผู้ดารงตาแหน่งใดเป็นกรรมการหรือให้มีอานาจหน้าท่ีอย่างใด ให้
ผู้รักษาราชการแทนหรือผู้ปฏิบัติราชการแทนมีอานาจหน้าที่เป็นกรรมการหรือมีอานาจหน้าท่ีเช่นเดียวกับผู้ดารง
ตาแหนง่ น้ันในการรกั ษาราชการแทนหรือปฏิบัตริ าชการแทนดว้ ย แล้วแตก่ รณี
มาตรา ๔๙ การเป็นผู้รักษาราชการแทนตามพระราชบัญญัตินี้ไม่กระทบกระเทือนอานาจ
นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีเจ้าสังกัด ปลัดกระทรวง หรือผู้ดารงตาแหน่งเทียบเท่าปลัดกระทรวง ปลัดทบวง อธิบดี
หรือผู้ดารงตาแหน่งเทียบเท่าอธิบดี ซ่ึงเป็นผู้บังคับบัญชาที่จะแต่งต้ังข้าราชการอ่ืนเป็นผู้รักษาราชการแทนตาม
อานาจหน้าท่ที ่ีมอี ยตู่ ามกฎหมาย
ในกรณีท่ีมีการแต่งต้ังผู้รักษาราชการแทนตามวรรคหน่ึง ให้ผู้ดารงตาแหน่งรองหรือผู้ช่วยพ้นจากความ
เป็นผูร้ ักษาราชการแทนนับแตเ่ วลาทผี่ ้ไู ดร้ ับแต่งตั้งตามวรรคหนึ่งเข้ารับหนา้ ที่
มาตรา ๕๐ ความในหมวดนี้มิใหใ้ ชบ้ งั คบั แกร่ าชการในกระทรวงท่ีเกย่ี วกบั ทหาร
หมวด ๗
การบรหิ ารราชการในตา่ งประเทศ๓๕
มาตรา ๕๐/๑๓๖ ในหมวดน้ี
“คณะผู้แทน” หมายความว่า บรรดาข้าราชการฝ่ายพลเรือน หรือข้าราชการฝ่ายทหารประจาการใน
ต่างประเทศซ่งึ ไดร้ บั แตง่ ตั้งให้ดารงตาแหน่งในสถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ สถานกงสุล สถานรองกงสุล
ส่วนราชการของกระทรวงการต่างประเทศซึ่งเรียกชื่อเป็นอย่างอ่ืนและปฏิบัติหน้าท่ีเช่นเดียวกับสถาน
เอกอคั รราชทตู หรือสถานกงสลุ ใหญ่ และคณะผแู้ ทนถาวรไทยประจาองค์การระหว่างประเทศ
“หัวหนา้ คณะผู้แทน” หมายความว่า ข้าราชการสังกัดกระทรวงการต่างประเทศซ่ึงได้รับแต่งตั้งให้ดารง
ตาแหน่งหัวหน้าคณะผู้แทนตามระเบียบพิธีการทูต หรือระเบียบพิธีการกงสุล ในกรณีของคณะผู้แทนถาวรไทย
๓๕ หมวด ๗ การบริหารราชการในต่างประเทศ มาตรา ๕๐/๑ ถึง มาตรา ๕๐/๖ เพ่ิมโดยพระราชบัญญัติระเบียบ
บรหิ ารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕
๓๖ มาตรา ๕๐/๑ เพิม่ โดยพระราชบัญญตั ริ ะเบียบบรหิ ารราชการแผ่นดนิ (ฉบบั ที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕
- ๑๘ -
ประจาองค์การระหว่างประเทศ ให้หมายความว่า ข้าราชการสังกัดส่วนราชการซึ่งได้รับแต่งต้ังให้ดารงตาแหน่ง
หวั หน้าคณะผแู้ ทนถาวรไทยประจาองค์การระหว่างประเทศ
“รองหัวหน้าคณะผู้แทน” หมายความว่า ข้าราชการสังกัดกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งได้รับแต่งต้ังให้
ดารงตาแหน่งเป็นผู้ช่วยสั่งและปฏิบัติราชการแทนหัวหน้าคณะผู้แทน ในกรณีของคณะผู้แทนถาวรไทยประจา
องค์การระหว่างประเทศ ให้หมายความวา่ ข้าราชการสังกดั ส่วนราชการ ซึ่งไดร้ ับแตง่ ต้ังให้ดารงตาแหน่งในลักษณะ
เดียวกัน
มาตรา ๕๐/๒๓๗ ให้หัวหน้าคณะผู้แทนเป็นผู้รับนโยบายและคาสั่งจากนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้า
รัฐบาล คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม มาปฏิบัติการให้เหมาะสมกับการปฏิบัติราชการในต่างประเทศ และ
เป็นหัวหน้าบังคับบัญชาบุคคลในคณะผู้แทน และจะให้มีรองหัวหน้าคณะผู้แทนเป็นผู้ช่วยส่ังและปฏิบัติราชการ
แทนหวั หนา้ คณะผแู้ ทนกไ็ ด้
การส่ัง และการปฏบิ ตั ริ าชการของกระทรวง ทบวง กรม ต่อบคุ คลในคณะผู้แทนให้เป็นไปตามระเบียบที่
คณะรฐั มนตรกี าหนด
หัวหน้าคณะผู้แทนอาจมอบอานาจให้บุคคลในคณะผู้แทนปฏิบัติราชการแทนตามระเบียบที่
คณะรฐั มนตรีกาหนด
มาตรา ๕๐/๓๓๘ ในกรณีท่ีไม่มีผู้ดารงตาแหน่งหัวหน้าคณะผู้แทน หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้
รองหัวหนา้ คณะผแู้ ทนรักษาราชการแทน
ในกรณีท่ีไม่มีรองหวั หน้าคณะผู้แทนท่จี ะรักษาราชการแทนตามวรรคหนงึ่ หรือไม่มีผู้ดารงตาแหน่งใดอัน
เป็นบุคคลในคณะผู้แทน หรือมีแต่บุคคลดังกล่าวไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้การรักษาราชการแทนหัวหน้าคณะ
ผูแ้ ทนหรอื ผดู้ ารงตาแหนง่ ใดอันเป็นบคุ คลในคณะผแู้ ทน เปน็ ไปตามระเบียบทค่ี ณะรัฐมนตรกี าหนด
ความในวรรคหนึ่งไม่ใชบ้ งั คบั กับขา้ ราชการฝา่ ยทหารประจาการในตา่ งประเทศ
มาตรา ๕๐/๔๓๙ หัวหนา้ คณะผแู้ ทนมอี านาจและหน้าที่ ดังน้ี
(๑) บรหิ ารราชการตามกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการ
(๒) บริหารราชการตามท่ีคณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม มอบหมาย หรือตามที่นายกรัฐมนตรีสั่ง
การในฐานะหวั หน้ารฐั บาล
(๓) บงั คับบญั ชาบคุ คลในคณะผแู้ ทนและขา้ ราชการฝ่ายพลเรือนท่มี ิใชบ่ คุ คลในคณะผู้แทนซึ่งประจาอยู่
ในประเทศท่ีตนมีอานาจหน้าที่ เพื่อให้การปฏิบัติราชการเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคาส่ังของ
กระทรวง ทบวง กรม หรือมติของคณะรฐั มนตรี หรอื การส่งั การของนายกรฐั มนตรใี นฐานะหวั หน้ารัฐบาล
(๔) รายงานข้อเท็จจริงและความเห็นเก่ียวกับผลการปฏิบัติราชการของบุคคลตาม (๓) เพื่อ
ประกอบการพจิ ารณาของผบู้ ังคบั บัญชาของส่วนราชการต้นสังกดั เกย่ี วกับการแตง่ ตง้ั และการเล่ือนข้นั เงินเดอื น
๓๗ มาตรา ๕๐/๒ เพิ่มโดยพระราชบญั ญัติระเบยี บบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับท่ี ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕
๓๘ มาตรา ๕๐/๓ เพ่ิมโดยพระราชบญั ญตั ริ ะเบียบบรหิ ารราชการแผ่นดิน (ฉบบั ท่ี ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕
๓๙ มาตรา ๕๐/๔ เพม่ิ โดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผน่ ดนิ (ฉบบั ท่ี ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕
- ๑๙ -
มาตรา ๕๐/๕๔๐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง รัฐมนตรีว่าการทบวง ปลัดสานักนายกรัฐมนตรี
ปลัดกระทรวง ปลัดทบวง อธิบดีหรือผู้ดารงตาแหน่งเทียบเท่า อาจมอบอานาจให้หัวหน้าคณะผู้แทนปฏิบัติ
ราชการแทนได้ ในการนี้ให้นาความในมาตรา ๓๘ มาใช้บังคบั โดยอนโุ ลม
เมอ่ื มีการมอบอานาจตามวรรคหนง่ึ โดยชอบแลว้ ผู้รับมอบอานาจมีหน้าท่ีต้องรับมอบอานาจน้ัน และจะ
มอบอานาจนั้นให้แก่ผู้อื่นต่อไปไม่ได้ เว้นแต่เป็นการมอบอานาจต่อไปให้บุคคลในคณะผู้แทนตามระเบียบท่ี
คณะรฐั มนตรกี าหนด
เมื่อได้มีการมอบอานาจแล้ว หัวหน้าคณะผู้แทนมีหน้าที่กากับ ติดตามผลการปฏิบัติราชการของผู้รับ
มอบอานาจ และใหม้ ีอานาจแนะนาและแกไ้ ขการปฏบิ ัตริ าชการของผ้รู ับมอบอานาจได้
มาตรา ๕๐/๖๔๑ การท่ีกระทรวง ทบวง กรม จะมอบอานาจหรือมีคาสั่งใดที่เกี่ยวข้องไปยังหัวหน้าคณะ
ผ้แู ทน ให้แจ้งผา่ นกระทรวงการตา่ งประเทศ
ส่วนท่ี ๒
การจัดระเบียบบรหิ ารราชการสว่ นภมู ภิ าค
มาตรา ๕๑ ให้จัดระเบยี บบริหารราชการสว่ นภมู ิภาค ดังนี้
(๑) จังหวดั
(๒) อาเภอ
หมวด ๑
จงั หวัด
มาตรา ๕๒ ให้รวมท้องท่ีหลาย ๆ อาเภอตั้งข้นึ เปน็ จงั หวดั มฐี านะเปน็ นติ ิบุคคล
การตง้ั ยบุ และเปล่ียนแปลงเขตจงั หวัด ให้ตราเป็นพระราชบญั ญตั ิ
เพ่อื ประโยชนใ์ นการบริหารงานแบบบูรณาการในจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัด ให้จังหวัดหรือกลุ่มจังหวัดย่ืน
คาขอจัดต้ังงบประมาณได้ ท้ังนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขท่ีกาหนดในพระราชกฤษฎีกา ในกรณีนี้
ใหถ้ อื วา่ จังหวัดหรือกลมุ่ จังหวดั เป็นสว่ นราชการตามกฎหมายว่าดว้ ยวธิ ีการงบประมาณ๔๒
มาตรา ๕๒/๑๔๓ ใหจ้ งั หวัดมอี านาจภายในเขตจงั หวดั ดงั ต่อไปนี้
(๑) นาภารกิจของรฐั และนโยบายของรฐั บาลไปปฏิบตั ใิ ห้เกดิ ผลสัมฤทธ์ิ
๔๐ มาตรา ๕๐/๕ เพ่มิ โดยพระราชบัญญตั ริ ะเบยี บบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ (ฉบับท่ี ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕
๔๑ มาตรา ๕๐/๕ เพิม่ โดยพระราชบญั ญตั ิระเบยี บบรหิ ารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕
๔๒ มาตรา ๕๒ วรรคสาม เพ่มิ โดยพระราชบญั ญัตริ ะเบียบบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ (ฉบบั ท่ี ๗) พ.ศ. ๒๕๕๐
๔๓ มาตรา ๕๒/๑ เพิ่มโดยพระราชบญั ญัติระเบยี บบรหิ ารราชการแผน่ ดิน (ฉบับท่ี ๗) พ.ศ. ๒๕๕๐
- ๒๐ -
(๒) ดูแลให้มีการปฏิบัติและบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยและเป็น
ธรรมในสังคม
(๓) จัดใหม้ ีการคุ้มครอง ปอ้ งกนั ส่งเสริม และชว่ ยเหลือประชาชนและชุมชนที่ด้อยโอกาส เพื่อให้ได้รับ
ความเปน็ ธรรมทง้ั ด้านเศรษฐกิจและสังคมในการดารงชีวิตอยา่ งพอเพยี ง
(๔) จัดให้มีการบรกิ ารภาครัฐเพือ่ ใหป้ ระชาชนสามารถเข้าถงึ ได้อยา่ งเสมอหน้า รวดเรว็ และมีคณุ ภาพ
(๕) จัดให้มีการส่งเสริม อุดหนุน และสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อให้สามารถดาเนินการ
ตามอานาจและหนา้ ที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน และให้มีขีดความสามารถพร้อมท่ีจะดาเนินการตามภารกิจ
ทไ่ี ดร้ ับการถ่ายโอนจากกระทรวง ทบวง กรม
(๖) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามท่ีคณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอ่ืนของรัฐมอบหมาย
หรือทม่ี ีกฎหมายกาหนด
เพ่ือประโยชน์ในการปฏบิ ตั หิ น้าทข่ี องจังหวัดตามวรรคหน่ึง ให้เปน็ หน้าท่ีของส่วนราชการและหน่วยงาน
ของรฐั ท่ีประจาอยู่ในเขตจังหวัดที่จะต้องปฏบิ ตั ิให้สอดคลอ้ งและเป็นไปตามแผนพัฒนาจงั หวดั ตามมาตรา ๕๓/๑
มาตรา ๕๓๔๔ ในจงั หวัดหนงึ่ ใหม้ คี ณะกรมการจังหวดั ทาหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการจังหวัดใน
การบริหารราชการแผ่นดินในจังหวัดน้นั กบั ปฏบิ ตั หิ น้าท่ีอนื่ ตามทีก่ ฎหมายหรือมตขิ องคณะรฐั มนตรกี าหนด
คณะกรมการจังหวัดประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดหน่ึงคน
ตามทผ่ี วู้ ่าราชการจงั หวัดมอบหมาย ปลัดจังหวัด อัยการจังหวัดซึ่งเป็นหัวหน้าที่ทาการอัยการจังหวัด ผู้บังคับการ
ตารวจภูธรจังหวัด และหัวหน้าส่วนราชการประจาจังหวัดจากกระทรวงและท บวงต่าง ๆ เว้นแต่
กระทรวงมหาดไทยซึ่งประจาอยู่ในจังหวัด กระทรวง หรือทบวงละหนึ่งคน เป็นกรมการจังหวัดและหัวหน้า
สานักงานจังหวัดเปน็ กรมการจังหวัดและเลขานกุ าร๔๕
ถา้ กระทรวงหรอื ทบวงมีหวั หนา้ ส่วนราชการประจาจังหวัดซ่งึ กรมต่าง ๆ ในกระทรวงหรือทบวงนั้นส่งมา
ประจาอย่ใู นจังหวดั มากกว่าหนึ่งคน ให้ปลัดกระทรวงหรือปลัดทบวงกาหนดให้หัวหน้าส่วนราชการประจาจังหวัด
หนึง่ คนเป็นผู้แทนของกระทรวงหรือทบวงในคณะกรมการจงั หวดั
ในการปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหน่ึง เม่ือผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นสมควรจะแต่งตั้งให้หัวหน้าส่วนราชการ
ประจาจังหวัดซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในราชการส่วนภูมิภาคคนหน่ึงหรือหลายคนเป็นกรมการจังหวัดเพิ่มขึ้นเฉพาะการ
ปฏบิ ัตหิ นา้ ท่ีใดหนา้ ท่ีหนึง่ กไ็ ด้
มาตรา ๕๓/๑๔๖ ให้จังหวัดจัดทาแผนพัฒนาจังหวัดให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและ
สงั คมในระดับชาติ และความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นในจังหวดั
ในการจัดทาแผนพัฒนาจังหวัดตามวรรคหน่ึง ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดให้มีการประชุมปรึกษาหารือ
ร่วมกันระหว่างหัวหน้าส่วนราชการท่ีมีสถานที่ต้ังทาการอยู่ในจังหวัดไม่ว่าจะเป็นราชการบริหารส่วนภูมิภาคหรือ
ราชการบริหารส่วนกลางและผ้บู รหิ ารองคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถ่นิ ท้งั หมดในจังหวัด รวมท้ังผู้แทนภาคประชาสังคม
และผแู้ ทนภาคธรุ กจิ เอกชน
๔๔ มาตรา ๕๓ วรรคหนึ่ง แก้ไขเพมิ่ เตมิ โดยพระราชบัญญัติระเบียบบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๕๐
๔๕ มาตรา ๕๓ วรรคสอง แก้ไขเพิม่ เตมิ โดยพระราชบัญญตั ริ ะเบยี บบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับท่ี ๖) พ.ศ. ๒๕๔๖
๔๖ มาตรา ๕๓/๑ เพิ่มโดยพระราชบญั ญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับท่ี ๗) พ.ศ. ๒๕๕๐
- ๒๑ -
การจัดทาแผนพฒั นาจังหวดั ตามวรรคหนง่ึ จานวนและวธิ กี ารสรรหาผูแ้ ทนภาคประชาสังคม และผู้แทน
ภาคธรุ กิจเอกชนตามวรรคสอง ใหเ้ ปน็ ไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการทีก่ าหนดในพระราชกฤษฎีกา
เมื่อประกาศใช้แผนพัฒนาจังหวัดแล้ว การจัดทาแผนพัฒนาท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน
และการดาเนินกิจการของส่วนราชการและหน่วยงานอื่นของรัฐท้ังปวงที่กระทาในพื้นท่ีจังหวัดต้องสอดคล้องกับ
แผนพัฒนาจงั หวดั ดังกลา่ ว
มาตรา ๕๓/๒๔๗ ให้นาความในมาตรา ๕๓/๑ มาใช้บังคับกับการจัดทาแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดด้วยโดย
อนุโลม
มาตรา ๕๔ ในจังหวัดหนึ่ง ให้มีผู้ว่าราชการจังหวัดคนหนึ่งเป็นผู้รับนโยบายและคาส่ังจาก
นายกรัฐมนตรใี นฐานะหัวหน้ารัฐบาล คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม มาปฏบิ ัตกิ ารให้เหมาะสมกับท้องที่และ
ประชาชน และเป็นหัวหนา้ บังคบั บญั ชาบรรดาขา้ ราชการฝ่ายบรหิ าร ซง่ึ ปฏบิ ัติหนา้ ท่ีในราชการส่วนภูมิภาคในเขต
จังหวัด และรับผิดชอบในราชการจังหวัดและอาเภอ และจะให้มีรองผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้ช่วยผู้ว่าราชการ
จังหวัด หรือท้ังรองผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ช่วยสั่งและปฏิบัติราชการแทนผู้ว่า
ราชการจังหวดั กไ็ ด้
รองผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการฝ่ายบริหารส่วน
ภมู ภิ าคในเขตจงั หวดั และรบั ผดิ ชอบในราชการรองจากผวู้ ่าราชการจังหวัด
ผู้วา่ ราชการจงั หวดั รองผู้วา่ ราชการจงั หวัด และผูช้ ว่ ยผวู้ า่ ราชการจังหวดั สังกดั กระทรวงมหาดไทย
มาตรา ๕๕ ในจงั หวดั หน่ึง นอกจากจะมีผู้วา่ ราชการจงั หวดั เป็นหัวหนา้ ปกครองบังคับบัญชาข้าราชการ
และรับผิดชอบงานบริหารราชการของจังหวัดดังกล่าวในมาตรา๕๔ ให้มีปลัดจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการ
ประจาจังหวัดซึ่งกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ส่งมาประจาทาหน้าท่ีเป็นผู้ช่วยเหลือผู้ว่าราชการจังหวัด และมี
อานาจบงั คบั บญั ชาข้าราชการฝ่ายบรหิ ารสว่ นภูมิภาคซงึ่ สงั กัดกระทรวง ทบวง กรมน้นั ในจังหวัดนั้น
มาตรา ๕๕/๑๔๘ ในจังหวดั หน่ึงนอกจากกรุงเทพมหานคร ให้มีคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดคณะ
หน่ึง เรยี กโดยยอ่ ว่า “ก.ธ.จ.” ทาหน้าทส่ี อดส่องและเสนอแนะการปฏิบัติภารกิจของหน่วยงานของรัฐในจังหวัดให้
ใช้วธิ ีการบริหารกจิ การบา้ นเมอื งทด่ี แี ละเปน็ ไปตามหลกั การทก่ี าหนดไว้ในมาตรา ๓/๑
ก.ธ.จ. ประกอบด้วยผู้ตรวจราชการสานักนายกรัฐมนตรีซึ่งมีเขตอานาจในจังหวัดเป็นประธาน ผู้แทน
ภาคประชาสงั คม ผู้แทนสมาชกิ สภาท้องถน่ิ ทไี่ ม่ไดด้ ารงตาแหน่งผบู้ รหิ ารและผู้แทนภาคธุรกิจเอกชน ทั้งน้ี จานวน
วธิ ีการสรรหา และการปฏิบตั หิ นา้ ท่ขี อง ก.ธ.จ. ใหเ้ ป็นไปตามระเบยี บสานกั นายกรฐั มนตรี
ในกรณีท่ี ก.ธ.จ. พบว่ามีการละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับหรือมีกรณีที่เป็นการ
ทุจริต ให้เป็นหน้าที่ของ ก.ธ.จ. ที่จะต้องแจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือ
หน่วยงานอ่ืนของรัฐทเ่ี กย่ี วข้อง แลว้ แต่กรณี เพือ่ ดาเนินการตามอานาจหน้าท่ตี อ่ ไป
๔๗ มาตรา ๕๓/๒ เพม่ิ โดยพระราชบัญญัติระเบยี บบรหิ ารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๕๐
๔๘ มาตรา ๕๕/๑ เพ่ิมโดยพระราชบัญญัตริ ะเบียบบรหิ ารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๕๐
- ๒๒ -
มาตรา ๕๖ ในกรณีท่ีไม่มีผู้ดารงตาแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รอง
ผวู้ า่ ราชการจังหวัดเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้าไม่มีผู้ดารงตาแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติ
ราชการได้ให้ผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้าไม่มีผู้ดารงตาแหน่งผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัด
หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ให้ปลัดจังหวัดเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้ามีรองผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ช่วยผู้ว่า
ราชการจังหวัด หรือปลัดจังหวัดหลายคน ให้ปลัดกระทรวงแต่งต้ังรองผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ช่วยผู้ว่าราชการ
จังหวัด หรือปลัดจังหวัดคนใดคนหนึ่ง แล้วแต่กรณี เป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้าไม่มีท้ังผู้ดารงตาแหน่งรองผู้ว่า
ราชการจังหวัด ผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัด และปลัดจังหวัด หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้หัวหน้าส่วน
ราชการประจาจังหวดั ซง่ึ มีอาวโุ สตามระเบียบแบบแผนของทางราชการเป็นผู้รกั ษาราชการแทน
มาตรา ๕๗ ผูว้ า่ ราชการจงั หวัดมอี านาจและหน้าทีด่ ังนี้
(๑)๔๙ บริหารราชการตามกฎหมาย ระเบยี บแบบแผนของทางราชการ และตามแผนพัฒนาจงั หวดั
(๒) บริหารราชการตามท่ีคณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม มอบหมายหรือตามท่ีนายกรัฐมนตรีส่ัง
การในฐานะหวั หนา้ รัฐบาล
(๓) บริหารราชการตามคาแนะนาและคาช้ีแจงของผู้ตรวจราชการกระทรวงในเมื่อไม่ขัดต่อกฎหมาย
ระเบียบ ขอ้ บังคบั หรอื คาสั่งของกระทรวง ทบวง กรม มตขิ องคณะรัฐมนตรหี รือการส่งั การของนายกรัฐมนตรี
(๔) กากับดูแลการปฏิบัติราชการอันมิใช่ราชการส่วนภูมิภาคของข้าราชการซ่ึงประจาอยู่ในจังหวัดนั้น
ยกเว้นข้าราชการทหาร ข้าราชการฝ่ายตุลาการ ข้าราชการฝ่ายอัยการ ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย
ข้าราชการในสานักงานตรวจเงินแผ่นดินและข้าราชการครู ให้ปฏิบัติราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ
ข้อบังคับหรือคาส่ังของกระทรวง ทบวง กรม หรือมติของคณะรัฐมนตรี หรือการส่ังการของนายกรัฐมนตรี หรือ
ยบั ยง้ั การกระทาใด ๆ ของข้าราชการในจังหวดั ทข่ี ัดต่อกฎหมาย ระเบยี บ ข้อบังคับ หรือคาสั่งของกระทรวง ทบวง
กรมมติของคณะรัฐมนตรี หรือการสั่งการของนายกรัฐมนตรีไว้ชั่วคราวแล้วรายงานกระทรวง ทบวง กรม ที่
เกย่ี วข้อง
(๕) ประสานงานและร่วมมือกับข้าราชการทหาร ข้าราชการฝ่ายตุลาการข้าราชการฝ่ายอัยการ
ขา้ ราชการพลเรือนในมหาวทิ ยาลยั ขา้ ราชการในสานักงานตรวจเงินแผ่นดนิ และขา้ ราชการครู ผู้ตรวจราชการและ
หัวหนา้ ส่วนราชการในระดับเขตหรือภาค ในการพัฒนาจงั หวัดหรอื ปอ้ งปดั ภัยพิบตั ิสาธารณะ
(๖)๕๐ เสนองบประมาณต่อกระทรวงที่เกี่ยวข้อง หรือเสนอขอจัดตั้งงบประมาณต่อสานักงบประมาณ
ตามมาตรา ๕๒ วรรคสาม และรายงานใหก้ ระทรวงมหาดไทยทราบ
(๗)๕๑ กากับดแู ลการบริหารราชการส่วนทอ้ งถนิ่ ตามกฎหมาย
(๘) กากับการปฏิบัติหน้าท่ีของพนักงานองค์การของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ ในการน้ีให้มีอานาจทา
รายงานหรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการดาเนินงานขององคก์ ารของรฐั บาลหรือรัฐวิสาหกิจต่อรัฐมนตรีเจ้าสังกัด
องคก์ ารของรฐั บาลหรอื รฐั วสิ าหกจิ
(๙) บรรจุ แต่งต้ัง ให้บาเหน็จ และลงโทษข้าราชการส่วนภูมิภาคในจังหวัดตามกฎหมาย และตามท่ี
ปลัดกระทรวง ปลัดทบวง หรอื อธบิ ดมี อบหมาย
๔๙ มาตรา ๕๗ (๑) แกไ้ ขเพม่ิ เตมิ โดยพระราชบัญญตั ริ ะเบียบบรหิ ารราชการแผ่นดิน (ฉบบั ท่ี ๗) พ.ศ. ๒๕๕๐
๕๐ มาตรา ๕๗ (๖) แกไ้ ขเพ่ิมเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดนิ (ฉบบั ที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๕๐
๕๑ มาตรา ๕๗ (๗) แก้ไขเพิ่มเตมิ โดยพระราชบญั ญตั ริ ะเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบบั ที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๕๐
- ๒๓ -
มาตรา ๕๘ การยกเวน้ จากัด หรือตัดทอน อานาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดในการบริหารราชการ
ในจงั หวัด หรือให้ข้าราชการของส่วนราชการใดมีอานาจหน้าที่ในการบริหารราชการส่วนภูมิภาคเช่นเดียวกับผู้ว่า
ราชการจงั หวัดจะกระทาได้โดยตราเป็นพระราชบญั ญตั ิ
มาตรา ๕๙ ให้นาความในมาตรา ๔๘ และมาตรา ๔๙ มาใช้บังคับแก่ผู้รักษาราชการแทนและผู้ปฏิบัติ
ราชการแทนตามหมวดนี้
มาตรา ๖๐ ใหแ้ บ่งสว่ นราชการของจงั หวดั ดงั นี้
(๑) สานักงานจังหวัด มีหน้าท่ีเก่ียวกับราชการทั่วไปและการวางแผนพัฒนาจังหวัดของจังหวัดน้ัน มี
หวั หนา้ สานักงานจังหวัดเปน็ ผบู้ งั คบั บัญชาขา้ ราชการ และรบั ผดิ ชอบในการปฏิบตั ริ าชการของสานกั งานจงั หวัด
(๒) ส่วนต่าง ๆ ซ่ึงกระทรวง ทบวง กรม ได้ต้ังข้ึน มีหน้าท่ีเกี่ยวกับราชการของกระทรวง ทบวง กรม
นนั้ ๆ มหี วั หนา้ สว่ นราชการประจาจงั หวัดนั้น ๆ เป็นผ้ปู กครองบังคบั บญั ชารับผิดชอบ
หมวด ๒
อาเภอ
มาตรา ๖๑ ในจังหวัดหนึ่งให้มีหนว่ ยราชการบรหิ ารรองจากจงั หวดั เรียกว่าอาเภอ
การต้งั ยบุ และเปลย่ี นเขตอาเภอ ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
มาตรา ๖๑/๑๕๒ ใหอ้ าเภอมอี านาจหนา้ ทภี่ ายในเขตอาเภอ ดงั ตอ่ ไปน้ี
(๑) อานาจและหน้าท่ีตามท่ีกาหนดในมาตรา ๕๒/๑ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) และ (๖) โดยให้นาความใน
มาตรา ๕๒/๑ วรรคสอง มาใชบ้ งั คบั โดยอนุโลม
(๒) สง่ เสรมิ สนบั สนนุ และจัดใหม้ ีการบริการร่วมกนั ของหน่วยงานของรัฐในลักษณะศนู ย์บรกิ ารร่วม
(๓) ประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินเพื่อร่วมมือกับชุมชนในการดาเนินการให้มีแผนชุมชน
เพ่ือรองรบั การสนับสนุนงบประมาณจากองค์กรปกครองส่วนท้องถ่นิ จงั หวัด และกระทรวง ทบวง กรม
(๔) ไกล่เกลี่ยหรือจัดให้มีการไกล่เกล่ียประนอมข้อพิพาทเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยในสังคมตาม
มาตรา ๖๑/๒ และมาตรา ๖๑/๓
มาตรา ๖๑/๒๕๓ ในอาเภอหน่ึง ให้มีคณะบุคคลผู้ทาหน้าท่ีไกล่เกล่ียและประนอมข้อพิพาทของ
ประชาชนทคี่ กู่ รณฝี ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีภูมิลาเนาอยู่ในเขตอาเภอ ในเรื่องท่ีพิพาททางแพ่งเก่ียวกับที่ดินมรดก และข้อ
พิพาททางแพ่งอืน่ ที่มที ุนทรพั ย์ไมเ่ กินสองแสนบาท หรือมากกวา่ นั้น ตามที่กาหนดในพระราชกฤษฎกี า
ให้นายอาเภอโดยความเหน็ ชอบของคณะกรมการจังหวดั จัดทาบญั ชรี ายชือ่ บุคคลท่ีจะทาหน้าที่เป็นคณะ
บุคคลผู้ทาหน้าท่ีไกล่เกล่ียและประนอมข้อพิพาท โดยคัดเลือกจากบุคคลที่มีความรู้หรือมีประสบการณ์เหมาะสม
กับการทาหน้าท่ีไกล่เกลยี่ ข้อพพิ าท
เมือ่ มีขอ้ พพิ าทเกดิ ขึน้ และคู่พพิ าทตกลงยินยอมใหใ้ ช้วธิ กี ารไกลเ่ กล่ยี ข้อพิพาทให้คู่พิพาทแต่ละฝ่ายเลือก
บุคคลจากบัญชีรายชื่อตามวรรคสองฝ่ายละหนึ่งคน และให้นายอาเภอ พนักงานอัยการประจาจังหวัดหรือ
๕๒ มาตรา ๖๑/๑ เพ่ิมโดยพระราชบญั ญตั ริ ะเบียบบรหิ ารราชการแผ่นดิน (ฉบบั ท่ี ๗) พ.ศ. ๒๕๕๐
๕๓ มาตรา ๖๑/๒ เพมิ่ โดยพระราชบัญญัติระเบียบบรหิ ารราชการแผน่ ดิน (ฉบับท่ี ๗) พ.ศ. ๒๕๕๐
- ๒๔ -
ปลัดอาเภอท่ีได้รับมอบหมายคนหน่ึงเป็นประธาน เพื่อทาหน้าที่เป็นคณะบุคคลผู้ทาหน้าท่ีไกล่เกล่ียและประนอม
ขอ้ พิพาท
ให้คณะบุคคลผู้ทาหน้าท่ีไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทมีอานาจหน้าท่ีรับฟังข้อพิพาทโดยตรงจาก
คู่พิพาท และดาเนินการไกล่เกล่ียให้เกิดข้อตกลงยินยอมร่วมกันระหว่างคู่พิพาทโดยเร็ว ถ้าคู่พิพาททั้งสองฝ่ายตก
ลงกันได้ ให้คณะบุคคลผู้ทาหน้าที่ไกล่เกล่ียและประนอมข้อพิพาทจัดให้มีการทาสัญญาประนีประนอมยอมความ
ระหวา่ งคู่พพิ าท และใหถ้ อื เอาข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลผูกพันคู่พิพาทท้ังสองฝ่าย ในกรณี
ท่ีคู่พพิ าทไมอ่ าจตกลงกนั ได้ ให้คณะบุคคลผทู้ าหน้าที่ไกล่เกลย่ี และประนอมข้อพิพาทส่งั จาหนา่ ยขอ้ พิพาทนนั้
ข้ อ ต ก ล ง ต า ม ว ร ร ค สี่ ใ ห้ มี ผ ล เ ช่ น เ ดี ย ว กั บ ค า ชี้ ข า ด ข อ ง อ นุ ญ า โ ต ตุ ล า ก า ร ต า ม ก ฎ ห ม า ย ว่ า ด้ ว ย
อนญุ าโตตลุ าการ
หลกั เกณฑ์และวิธีการจัดทาบญั ชี การดาเนนิ การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและการจัดทาสัญญาประนีประนอม
ยอมความ ตลอดจนค่าตอบแทนของคณะบุคคลผู้ทาหน้าท่ีไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท ให้เป็นไปตามที่
กาหนดในกฎกระทรวง
ในกรณที ีค่ ูพ่ ิพาทฝา่ ยใดฝา่ ยหนงึ่ ไมป่ ฏิบตั ติ ามสัญญาประนีประนอมยอมความให้คู่พิพาทอีกฝ่ายหน่ึงยื่น
คาร้องต่อพนักงานอยั การ และใหพ้ นกั งานอัยการดาเนินการย่นื คารอ้ งตอ่ ศาลที่มีเขตอานาจเพื่อให้ออกคาบังคับให้
ตามสัญญาประนปี ระนอมยอมความดงั กลา่ วโดยให้นากฎหมายวา่ ดว้ ยอนญุ าโตตลุ าการมาใชบ้ งั คบั โดยอนุโลม
เม่อื คณะบุคคลผทู้ าหนา้ ท่ีไกลเ่ กลีย่ และประนอมขอ้ พพิ าทไดร้ ับข้อพิพาทไว้พิจารณา ให้อายุความในการ
ฟอ้ งรอ้ งคดีสะดุดหยุดลง นับแตว่ ันที่ย่ืนข้อพิพาทจนถึงวันที่คณะบุคคลผู้ทาหน้าที่ไกล่เกล่ียและประนอมข้อพิพาท
สงั่ จาหน่ายข้อพิพาทหรือวนั ทค่ี ู่พพิ าททาสญั ญาประนีประนอมยอมความกัน แลว้ แต่กรณี
ความในมาตรานี้ใหใ้ ช้กบั เขตของกรุงเทพมหานครด้วยโดยอนุโลม
มาตรา ๖๑/๓๕๔ บรรดาความผิดที่มีโทษทางอาญาท่ีเกิดข้ึนในเขตอาเภอใดหากเป็นความผิดอันยอม
ความได้ และมิใช่เป็นความผิดเก่ียวกับเพศ ถ้าผู้เสียหายและผู้ถูกกล่าวหายินยอม หรือแสดงความจานง ให้
นายอาเภอของอาเภอน้นั หรือปลัดอาเภอที่นายอาเภอดังกล่าวมอบหมายเป็นผู้ไกล่เกล่ียตามควรแก่กรณี และเมื่อ
ผ้เู สียหายและผูถ้ ูกกล่าวหายนิ ยอมเปน็ หนังสอื ตามทไ่ี กล่เกลย่ี และปฏิบัติตามคาไกล่เกลี่ยดังกล่าวแล้ว ให้คดีอาญา
เป็นอนั เลกิ กนั ตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา
ในกรณีท่ีผู้เสียหายและผู้ถูกกล่าวหาไม่ยินยอมตามท่ีไกล่เกลี่ย ให้จาหน่ายข้อพิพาทน้ัน แต่เพื่อ
ประโยชนใ์ นการทผ่ี ู้เสียหายจะไปดาเนนิ คดตี ่อไป อายุความการร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายอาญา ให้เริ่มนับแต่
วนั ท่จี าหน่ายขอ้ พิพาท
หลกั เกณฑ์และวิธใี นการดาเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้เปน็ ไปตามท่ีกาหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๖๒ ในอาเภอหนึ่ง มีนายอาเภอคนหน่ึงเป็นหัวหน้าปกครองบังคับบัญชาบรรดาข้าราชการใน
อาเภอ และรับผดิ ชอบงานบรหิ ารราชการของอาเภอ
นายอาเภอสงั กัดกระทรวงมหาดไทย
บรรดาอานาจและหน้าที่เก่ียวกับราชการของกรมการอาเภอหรือนายอาเภอซ่ึงกฎหมายกาหนดให้
กรมการอาเภอและนายอาเภอมอี ยู่ ใหโ้ อนไปเป็นอานาจและหน้าที่ของนายอาเภอ
๕๔ มาตรา ๖๑/๓ เพ่มิ โดยพระราชบญั ญตั ิระเบียบบรหิ ารราชการแผ่นดนิ (ฉบบั ที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๕๐
- ๒๕ -
มาตรา ๖๓ ในอาเภอหนึ่ง นอกจากจะมีนายอาเภอเป็นผู้ปกครองบังคับบัญชาและรับผิดชอบดังกล่าว
ในมาตรา ๖๒ ให้มีปลัดอาเภอและหัวหน้าส่วนราชการประจาอาเภอซึ่งกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ส่งมาประจา
ให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ช่วยเหลือนายอาเภอ และมีอานาจบังคับบัญชาข้าราชการฝ่ายบริหารส่วนภูมิภาคซ่ึงสังกัด
กระทรวง ทบวง กรมน้ัน ในอาเภอนน้ั
มาตรา ๖๔ ในกรณีท่ีไม่มีผู้ดารงตาแหน่งนายอาเภอ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งต้ังปลัดอาเภอ หรือ
หวั หนา้ ส่วนราชการประจาอาเภอผูม้ อี าวโุ ส ตามระเบยี บแบบแผนของทางราชการเปน็ ผ้รู กั ษาราชการแทน
ถ้ามผี ดู้ ารงตาแหนง่ นายอาเภอ แตไ่ ม่อาจปฏบิ ัติราชการได้ ใหน้ ายอาเภอแต่งตงั้ ปลัดอาเภอ หรือหัวหน้า
ส่วนราชการประจาอาเภอผ้มู อี าวุโสตามระเบียบแบบแผนของทางราชการเปน็ ผ้รู ักษาราชการแทน
ในกรณีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอาเภอมิได้แต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนไว้ตามวรรคหนึ่งและวรรค
สอง ให้ปลัดอาเภอหรือหัวหน้าส่วนราชการประจาอาเภอผู้มีอาวุโสตามระเบียบแบบแผนของทางราชการเป็น
ผรู้ ักษาราชการแทน
มาตรา ๖๕ นายอาเภอมอี านาจและหน้าท่ีดงั นี้
(๑) บริหารราชการตามกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการ ถ้ากฎหมายใดมิได้บัญญัติว่า
การปฏบิ ตั ติ ามกฎหมายนนั้ เป็นหน้าทีข่ องผู้ใดโดยเฉพาะ ให้เป็นหน้าท่ีของนายอาเภอที่จะต้องรักษาการให้เป็นไป
ตามกฎหมายนนั้ ด้วย
(๒) บริหารราชการตามท่ีคณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม มอบหมายหรือตามท่ีนายกรัฐมนตรีสั่ง
การในฐานะหวั หนา้ รัฐบาล
(๓) บริหารราชการตามคาแนะนาและคาช้ีแจงของผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้มีหน้าที่ตรวจการอ่ืนซึ่ง
คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม และผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมาย ในเม่ือไม่ขัดต่อกฎหมาย
ระเบยี บ ขอ้ บงั คบั หรอื คาสง่ั ของกระทรวง ทบวง กรม มติของคณะรัฐมนตรี หรือการสั่งการของนายกรัฐมนตรี
(๔) ควบคุมดแู ลการบริหารราชการสว่ นท้องถน่ิ ในอาเภอตามกฎหมาย
มาตรา ๖๖ ให้แบ่งสว่ นราชการของอาเภอดังนี้
(๑) สานักงานอาเภอ มีหน้าที่เก่ียวกับราชการทั่วไปของอาเภอน้ัน ๆ มีนายอาเภอเป็นผู้ปกครองบังคับ
บญั ชาข้าราชการและรบั ผิดชอบ
(๒) ส่วนต่าง ๆ ซึ่งกระทรวง ทบวง กรม ได้ตั้งข้ึนในอาเภอน้ัน มีหน้าท่ีเก่ียวกับราชการของกระทรวง
ทบวง กรมน้ัน ๆ มีหัวหน้าส่วนราชการประจาอาเภอนั้น ๆ เปน็ ผูป้ กครองบังคับบัญชารับผิดชอบ
มาตรา ๖๗ ให้นาความในมาตรา ๔๘ และมาตรา ๔๙ มาใช้บังคับแก่ผู้รักษาราชการแทนและผู้ปฏิบัติ
ราชการแทนตามหมวดน้ี
มาตรา ๖๘ การจัดการปกครองอาเภอ นอกจากท่ีได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ ให้เป็นไปตาม
กฎหมายวา่ ด้วยการปกครองทอ้ งท่ี
- ๒๖ -
ส่วนที่ ๓
การจัดระเบียบบรหิ ารราชการสว่ นท้องถ่ิน
มาตรา ๖๙ ท้องถิน่ ใดทเ่ี หน็ สมควรจัดให้ราษฎรมีส่วนในการปกครองท้องถิน่ ให้จัดระเบียบการปกครอง
เป็นราชการส่วนท้องถิ่น
มาตรา ๗๐ ให้จดั ระเบยี บบริหารราชการส่วนท้องถน่ิ ดังน้ี
(๑) องคก์ ารบริหารสว่ นจังหวดั
(๒) เทศบาล
(๓) สขุ าภบิ าล
(๔) ราชการสว่ นทอ้ งถิ่นอน่ื ตามทมี่ กี ฎหมายกาหนด
มาตรา ๗๑ การจัดระเบียบการปกครององค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาลสุขาภิบาล และราชการ
ส่วนทอ้ งถน่ิ อ่ืนตามทมี่ ีกฎหมายกาหนด ให้เปน็ ไปตามกฎหมายวา่ ดว้ ยการนัน้
สว่ นที่ ๔
คณะกรรมการพฒั นาระบบราชการ๕๕
มาตรา ๗๑/๑๕๖ ให้มีคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการคณะหนึ่ง เรียกโดยย่อว่า “ก.พ.ร.”
ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีท่ีนายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธาน รัฐมนตรีหน่ึงคนที่
นายกรัฐมนตรีกาหนดเป็นรองประธาน ผู้ซ่ึงคณะกรรมการการกระจายอานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
มอบหมายหนึ่งคน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกินสิบคน ซ่ึงคณะรัฐมนตรีแต่งต้ังจากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ
ในทางด้านนิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์รัฐศาสตร์ การบริหารรัฐกิจ การบริหารธุรกิจ การเงินการคลัง จิตวิทยา
องคก์ าร และสังคมวิทยาอย่างนอ้ ยด้านละหนึ่งคน
ในกรณีท่มี คี วามจาเปน็ เพ่ือให้การปฏิบัติงานบรรลุผล คณะรัฐมนตรีจะกาหนดให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
ไม่น้อยกวา่ สามคนแตไ่ ม่เกินห้าคนต้องทางานเต็มเวลากไ็ ด้๕๗
เลขาธิการ ก.พ.ร. เป็นกรรมการและเลขานุการโดยตาแหน่ง
การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวฒุ ิ ให้คณะรัฐมนตรพี ิจารณาจากรายช่อื บคุ คลที่ไดร้ ับการเสนอโดยวิธีการ
สรรหา ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธกี ารสรรหาที่คณะรฐั มนตรกี าหนด
มาตรา ๗๑/๒๕๘ กรรมการผู้ทรงคณุ วุฒิตอ้ งมีคณุ สมบตั ิและไม่มีลกั ษณะตอ้ งห้าม ดงั ต่อไปนี้
๕๕ สว่ นที่ ๔ คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ มาตรา ๗๑/๑ ถึง มาตรา ๗๑/๑๐ เพ่ิมโดยพระราชบัญญัติระเบียบ
บริหารราชการแผน่ ดิน (ฉบบั ท่ี ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕
๕๖ มาตรา ๗๑/๑ เพมิ่ โดยพระราชบญั ญัตริ ะเบยี บบรหิ ารราชการแผ่นดิน (ฉบบั ท่ี ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕
๕๗ มาตรา ๗๑/๑ วรรคสองแกไ้ ขเพมิ่ เตมิ โดยพระราชบัญญตั ริ ะเบยี บบรหิ ารราชการแผน่ ดิน (ฉบบั ที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๕๐
- ๒๗ -
(๑) มสี ัญชาตไิ ทย
(๒) ไม่เปน็ บุคคลล้มละลาย คนไรค้ วามสามารถ หรอื คนเสมอื นไรค้ วามสามารถ
(๓) ไม่เคยได้รับโทษจาคุกโดยคาพิพากษาถึงท่ีสุดให้จาคุก เว้นแต่เป็นโทษสาหรับความผิดที่ได้กระทา
โดยประมาทหรือความผิดลหโุ ทษ
(๔) ไม่เป็นผู้ดารงตาแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น กรรมการหรือผู้ซึ่ ง
ดารงตาแหนง่ ซ่งึ รับผิดชอบการบริหารพรรคการเมือง ท่ปี รึกษาพรรคการเมืองหรอื เจ้าหนา้ ที่พรรคการเมอื ง
(๕) ไม่เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริต
ตอ่ หนา้ ท่ี หรือถือว่ากระทาการทุจรติ และประพฤติมิชอบในวงราชการ
มาตรา ๗๑/๓๕๙ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดารงตาแหน่งคราวละสี่ปี ผู้ซ่ึงพ้นจากตาแหน่งแล้ว
อาจไดร้ ับแตง่ ต้งั อกี ไดแ้ ตไ่ มเ่ กินสองวาระติดต่อกัน
ในกรณีท่ีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตาแหน่งตามวาระ แต่ยังมิได้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใหม่
ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒินน้ั ปฏบิ ัตหิ นา้ ท่ไี ปกอ่ นจนกว่าจะได้แต่งต้งั กรรมการผทู้ รงคุณวุฒใิ หม่
มาตรา ๗๑/๔๖๐ นอกจากการพ้นจากตาแหนง่ ตามวาระ กรรมการผ้ทู รงคณุ วุฒพิ ้นจากตาแหนง่ เมอ่ื
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) ขาดคณุ สมบัติหรอื มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๗๑/๒
(๔) คณะรฐั มนตรใี ห้ออกเพราะบกพร่องตอ่ หน้าที่ มีความประพฤตเิ สอื่ มเสยี หรือหยอ่ นความสามารถ
มาตรา ๗๑/๕๖๑ ในกรณีทก่ี รรมการผ้ทู รงคณุ วุฒิพ้นจากตาแหน่งก่อนวาระและยังมิได้แต่งตั้งกรรมการ
ผทู้ รงคุณวุฒแิ ทนตาแหนง่ ที่วา่ ง ใหก้ รรมการทเ่ี หลอื อย่ปู ฏิบตั ิหน้าทีต่ อ่ ไปได้
เมื่อตาแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิว่างลงก่อนวาระ ให้ดาเนินการแต่งต้ังกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภายใน
สามสบิ วนั เวน้ แตว่ าระของกรรมการผู้ทรงคณุ วฒุ ิเหลือไม่ถึงหนึ่งรอ้ ยแปดสบิ วันจะไมแ่ ต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
ก็ได้
มาตรา ๗๑/๖๖๒ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซ่ึงได้รับแต่งตั้งแทนตาแหน่งที่ว่าง หรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
ซึ่งได้รับแต่งต้ังเพ่ิมขึ้นในระหว่างที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอื่นยังมีวาระอยู่ในตาแหน่ง ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่
ได้รบั แตง่ ตงั้ มีวาระการดารงตาแหนง่ เท่ากับเวลาท่ีเหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทย่ี ังอยู่ในตาแหนง่
๕๘ มาตรา ๗๑/๒ เพ่มิ โดยพระราชบญั ญตั ิระเบยี บบรหิ ารราชการแผ่นดิน (ฉบบั ที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕
๕๙ มาตรา ๗๑/๓ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติระเบยี บบริหารราชการแผน่ ดนิ (ฉบับท่ี ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕
๖๐ มาตรา ๗๑/๔ เพม่ิ โดยพระราชบัญญัตริ ะเบยี บบริหารราชการแผ่นดนิ (ฉบับท่ี ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕
๖๑ มาตรา ๗๑/๕ เพม่ิ โดยพระราชบัญญัตริ ะเบยี บบรหิ ารราชการแผ่นดนิ (ฉบับท่ี ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕
๖๒ มาตรา ๗๑/๖ เพ่มิ โดยพระราชบัญญตั ริ ะเบยี บบริหารราชการแผน่ ดิน (ฉบบั ท่ี ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕
- ๒๘ -
มาตรา ๗๑/๗๖๓ การประชุม ก.พ.ร. ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่าก่ึงหนึ่งของจานวนกรรมการ
ท้ังหมดเท่าที่มีอยู่ จึงจะเป็นองค์ประชุม ไม่ว่ากรรมการดังกล่าวจะเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิท่ีทางานเต็มเวลา
หรือไม่
ในการประชุม ก.พ.ร. ถ้าประธานไม่อยู่ในท่ีประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าท่ีได้ ให้รองประธานปฏิบัติ
หน้าที่แทน ในกรณีท่ีไม่มีรองประธานหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการท่ีมาประชุมเลือกกรรมการคน
หนง่ึ ทาหนา้ ทเี่ ป็นประธานในทีป่ ระชมุ
การวินิจฉัยชี้ขาดให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหน่ึงให้มีเสียงหน่ึงในการลงคะแนน ถ้ามีคะแนนเสียง
เท่ากนั ให้ประธานในที่ประชมุ ออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึง่ เป็นเสียงชีข้ าด
มาตรา ๗๑/๘๖๔ การปฏบิ ัตหิ นา้ ที่และค่าตอบแทนของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ต้องทางานเต็มเวลา ให้
เปน็ ไปตามท่ีกาหนดในพระราชกฤษฎีกา
มาตรา ๗๑/๙๖๕ ให้มีสานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ เป็นส่วนราชการในสานัก
นายกรัฐมนตรี ทาหนา้ ทรี่ บั ผิดชอบงานธรุ การของ ก.พ.ร. และหน้าท่ีอ่ืนตามท่ีกฎหมายหรือ ก.พ.ร. กาหนด โดยมี
เลขาธิการ ก.พ.ร. ซ่ึงเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและลูกจ้างของสานักงาน
คณะกรรมการพฒั นาระบบราชการ และรับผิดชอบการปฏบิ ัติราชการขึน้ ตรงต่อนายกรฐั มนตรี
มาตรา ๗๑/๑๐๖๖ ก.พ.ร. มีอานาจหนา้ ท่ี ดงั ต่อไปนี้
(๑) เสนอแนะและให้คาปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการพัฒนาระบบราชการและงานของรัฐอย่าง
อื่น ซึ่งรวมถึงโครงสร้างระบบราชการ ระบบงบประมาณ ระบบบุคลากร มาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรม
ค่าตอบแทน และวิธีปฏิบัติราชการอื่น ให้เป็นไปตามมาตรา ๓/๑ โดยจะเสนอแนะให้มีการกาหนดเป้าหมาย
ยทุ ธศาสตร์ และมาตรการกไ็ ด้
(๒) เสนอแนะและให้คาปรึกษาแก่หน่วยงานอ่ืนของรัฐท่ีมิได้อยู่ในกากับของราชการฝ่ายบริหารตามที่
หน่วยงานดงั กล่าวร้องขอ
(๓) รายงานต่อคณะรัฐมนตรีในกรณีท่ีมีการดาเนินการขัดหรือไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ท่ีกาหนดใน
มาตรา ๓/๑
(๔) เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพ่ือกาหนดหลักเกณฑ์และมาตรฐานในการจัดต้ัง การรวม การโอน การยุบ
เลิก การกาหนดชื่อ การเปลี่ยนชื่อ การกาหนดอานาจหน้าที่ และการแบ่งส่วนราชการภายในของส่วนราชการที่
เป็นกระทรวง ทบวง กรม หรือสว่ นราชการอน่ื
(๕) เสนอความเหน็ ตอ่ คณะรัฐมนตรีในการตราพระราชกฤษฎกี า และกฎที่ออกตามพระราชบญั ญตั นิ ี้
(๖) ดาเนินการให้มีการช้ีแจงทาความเข้าใจแก่ส่วนราชการและเจ้าหน้าที่ท่ีเก่ียวข้องและประชาชน
ทวั่ ไป รวมตลอดทั้งการฝึกอบรม
๖๓ มาตรา ๗๑/๗ เพ่มิ โดยพระราชบญั ญตั ริ ะเบยี บบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับท่ี ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕
๖๔ มาตรา ๗๑/๘ เพิม่ โดยพระราชบัญญัติระเบยี บบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ (ฉบบั ที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕
๖๕ มาตรา ๗๑/๙ แก้ไขเพม่ิ เติมโดยพระราชบญั ญตั ริ ะเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบบั ที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๕๐
๖๖ มาตรา ๗๑/๑๐ เพ่มิ โดยพระราชบญั ญัติระเบยี บบรหิ ารราชการแผ่นดิน (ฉบบั ท่ี ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕
- ๒๙ -
(๗) ติดตาม ประเมินผล และแนะนาเพ่ือให้มีการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติน้ี และรายงานต่อ
คณะรัฐมนตรีพร้อมท้ังขอ้ เสนอแนะ
(๘) ตีความและวินิจฉัยปัญหาที่เกิดข้ึนจากการใช้บังคับพระราชบัญญัติน้ี หรือกฎหมายว่าด้วยการ
ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม รวมตลอดท้ังกาหนดแนวทางปฏิบัติ ในกรณีที่เป็นปัญหา มติของคณะกรรมการ
ตามขอ้ นี้ เม่ือได้รบั ความเหน็ ชอบจากคณะรฐั มนตรแี ลว้ ใหใ้ ชบ้ ังคับไดต้ ามกฎหมาย
(๙) เรียกให้เจ้าหนา้ ท่หี รอื บคุ คลอืน่ ใดมาชี้แจงหรอื แสดงความเห็นประกอบการพิจารณา
(๑๐) จัดทารายงานประจาปีเกี่ยวกับการพัฒนาและจัดระบบราชการและงานของรัฐอย่างอ่ืนเสนอต่อ
คณะรัฐมนตรี เพ่อื เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา
(๑๑) แต่งตั้งคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ หรือคณะทางาน เพ่ือปฏิบัติหน้าท่ีต่าง ๆ ตามท่ี
มอบหมาย และจะกาหนดอตั ราเบย้ี ประชมุ หรอื ค่าตอบแทนอน่ื ด้วยกไ็ ด้
(๑๒) ปฏบิ ตั ิหน้าทอ่ี ืน่ ตามที่กาหนดในพระราชบัญญัติน้ีหรือตามทีค่ ณะรฐั มนตรีมอบหมาย
บทเฉพาะกาล
มาตรา ๗๒ คาว่า “ทบวงการเมือง” ตามกฎหมายอ่ืนท่ีมีอยู่ก่อนวันท่ีพระราชบัญญัติน้ีใช้บังคับ ให้
หมายความถงึ กระทรวง ทบวง กรม ตามพระราชบญั ญตั ินแ้ี ล้วแต่กรณี
มาตรา ๗๓ พระราชกฤษฎีกา และประกาศของคณะปฏวิ ัตเิ ก่ยี วกับการจัดระเบียบราชการในสานักงาน
รัฐมนตรี สานักงานปลดั กระทรวงหรอื ทบวง กรม และสว่ นราชการที่เรียกช่ืออย่างอ่ืนท่ีมีฐานะเทียบเท่ากรมหรือมี
ฐานะเป็นกรมท่ีได้ตราหรือประกาศโดยอาศัยอานาจกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินท่ีใช้บังคับอยู่
ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้คงใช้บังคับได้ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัติน้ี จนกว่าจะมี
พระราชกฤษฎีกาวา่ ด้วยการจัดระเบยี บราชการตามพระราชบัญญัตินีใ้ ชบ้ งั คบั แทน
มาตรา ๗๔ พระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการภายในสานักงานรัฐมนตรี และกรมหรือส่วนราชการที่
เรียกชื่ออย่างอ่ืนและมีฐานะเทียบเท่ากรมหรือมีฐานะเป็นกรมใดยังมิได้ระบุอานาจหน้าท่ีไว้ตามมาตรา ๘ วรรคส่ี
ให้ดาเนนิ การแก้ไขใหเ้ สรจ็ สิน้ ภายในสองปีนับแตว่ นั ทพี่ ระราชบัญญตั ิน้ีใชบ้ ังคับ
มาตรา ๗๕ บทบัญญตั ิแห่งกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ หรอื คาสง่ั ใดอ้างถึงประกาศของคณะปฏิวัติ
ฉบับที่ ๒๑๘ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ หรืออ้างถึงบทบัญญัติแห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับท่ี ๒๑๘
ลงวันท่ี ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ ให้ถือว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคาส่ังนั้นอ้างถึง
พระราชบญั ญตั นิ ้ี หรือบทบญั ญตั ิแหง่ พระราชบญั ญตั นิ ้ีในบทมาตราท่ีมีนยั เช่นเดยี วกัน แล้วแต่กรณี
ผูร้ ับสนองพระบรมราชโองกการ
อานันท์ ปนั ยารชนุ
นายกรัฐมนตรี
- ๓๐ -
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับน้ี คือ โดยที่เป็นการจาเป็นต้องกาหนดขอบเขตอานาจ
หนา้ ทขี่ องสว่ นราชการต่าง ๆ ใหช้ ดั เจนเพื่อมิให้มีการปฏิบัติงานซ้าซ้อนกันระหว่างส่วนราชการต่าง ๆ และเพื่อให้
การบริหารงานในระดับกระทรวงมีเอกภาพสามารถดาเนินการให้เป็นไปตามนโยบายท่ีรัฐมนตรีกาหนดได้ และ
สมควรเพ่ิมบทบัญญัติเกี่ยวกับการมอบอานาจให้ปฏิบัติราชการแทนให้ครบถ้วนชัดเจนเพ่ือไม่ให้เป็นอุปสรรคใน
การปฏิบัติราชการ และกาหนดอานาจและหนา้ ทขี่ องผู้ว่าราชการจังหวัดในการควบคุมดูแลการปฏิบัติราชการของ
ข้าราชการซึ่งปฏิบัติราชการในเขตจังหวัดให้เหมาะสมข้ึน ประกอบกับประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับท่ี ๒๑๘ ลง
วันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ ซึ่งเป็นกฎหมายหลักในการบริหารราชการแผ่นดินได้ประกาศใช้บังคับมาเป็น
เวลานานแล้ว สมควรแกไ้ ขปรบั ปรุงเป็นพระราชบัญญตั เิ สยี ในคราวเดยี วกัน จงึ จาเปน็ ต้องตราพระราชบัญญตั นิ ี้
พระราชบัญญัติระเบียบบรหิ ารราชการแผ่นดนิ (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕๖๗
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับน้ี คือ โดยท่ีพระราชบัญญัติคณะกรรมการจัดระบบ
การจราจรทางบก (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้บัญญัติให้จัดตั้งสานักงานคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก
เป็นส่วนราชการสังกัดสานักนายกรัฐมนตรี มีเลขาธิการคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบกเป็น
ผู้บังคับบัญชาข้าราชการและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการ ข้ึนตรงต่อนายกรัฐมนตรี ในการนี้สมควรแก้ไข
เพิม่ เติมมาตรา ๑๕ แหง่ พระราชบญั ญตั ริ ะเบยี บบริหารราชการแผน่ ดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ เสียใหม่ เพ่ือให้สอดคล้องกัน
จึงจาเปน็ ต้องตราพระราชบญั ญัติน้ี
พระราชบญั ญัตริ ะเบยี บบรหิ ารราชการแผน่ ดิน (ฉบับท่ี ๓) พ.ศ. ๒๕๓๖๖๘
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรกาหนดให้
เลขาธกิ ารคณะกรรมการพิเศษเพ่ือประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ
ในสานักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเน่ืองมาจากพระราชดาริ และรับผิดชอบในการ
ปฏิบัติราชการ ข้ึนตรงต่อนายกรัฐมนตรีและโดยท่ีพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ พ.ศ.
๒๕๓๕ ซง่ึ ได้ใช้บังคับแลว้ บญั ญัตใิ ห้จดั ต้ังสานักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติเป็นส่วนราชการสังกัด
สานักนายกรัฐมนตรี มีเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการใน
สานักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการ ข้ึนตรงต่อนายกรัฐมนตรี
ในการน้ีต้องแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งแก้ไข
เพ่ิมเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ เพื่อกาหนดให้หัวหน้าส่วน
ราชการทั้งสองเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการข้ึนตรงต่อนายกรัฐมนตรี
จงึ จาเป็นตอ้ งตราพระราชบัญญัติน้ี
๖๗ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๙/ตอนท่ี ๒๑/หน้า ๖/๑๔ มนี าคม ๒๕๓๕
๖๘ ราชกจิ จานเุ บกษา เลม่ ๑๑๐/ตอนที่ ๑๒๗/ฉบับพิเศษ หน้า ๑/๖ กนั ยายน ๒๕๓๖
- ๓๑ -
พระราชบญั ญัติระเบยี บบรหิ ารราชการแผน่ ดิน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๓๖๙
มาตรา ๕ พระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการภายในส่วนราชการตามมาตรา ๘ วรรคสี่ แห่ง
พระราชบญั ญตั ิระเบียบบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ พ.ศ. ๒๕๓๔ ท่ีใช้บังคบั อยู่ในวันท่ีพระราชบัญญัติน้ีประกาศในราช
กิจจานุเบกษาให้คงใช้บังคับได้ต่อไป จนกว่าจะมีกฎกระทรวงว่าด้วยการแบ่งส่วนราชการตามมาตรา ๘ ฉ แห่ง
พระราชบญั ญัติระเบียบบรหิ ารราชการแผน่ ดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ซงึ่ แก้ไขเพ่ิมเตมิ โดยพระราชบัญญัตินใ้ี ชบ้ ังคบั
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยท่ีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
มาตรา ๒๓๐ ได้บัญญัติให้การรวมหรือโอนกระทรวง ทบวง กรม ท่ีไม่มีการกาหนดตาแหน่งหรืออัตราของ
ข้าราชการหรือลูกจ้างเพิ่มข้ึนหรือการยุบเลิกส่วนราชการดังกล่าว สามารถทาได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
ดังน้ัน สมควรกาหนดลักษณะของกรณีที่สามารถตราเป็นพระราชกฤษฎีกาและวิธีการดาเนินการของแต่ละกรณี
และรูปแบบของพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว รวมท้ังปรับปรุงหลักเกณฑ์การแบ่งส่วนราชการภายในสานักงาน
รัฐมนตรีและส่วนราชการระดับกรม ท้ังนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าว จึงจาเป็นต้อง
ตราพระราชบัญญตั ินี้
พระราชบญั ญตั ิระเบยี บบรหิ ารราชการแผ่นดนิ (ฉบบั ท่ี ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕๗๐
มาตรา ๑๖ ในวาระเริ่มแรก ให้ ก.พ.ร. ดาเนินการเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้มีการปรับปรุง
โครงสร้าง ระบบราชการ ระบบงบประมาณ ระบบบุคลากร การปรับเปล่ียนส่วนราชการเป็นองค์การมหาชน หรือ
องค์กรรูปแบบอื่นท่ีมิใช่ส่วนราชการ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนอง
ความตอ้ งการของประชาชน ทั้งนี้ ภายในสองปีนับแต่วันท่ีพระราชบญั ญัตนิ ใ้ี ชบ้ ังคับ
มาตรา ๑๗ ให้แก้ไขคาว่า “สานักงานเลขานุการรัฐมนตรี” ในพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ
แผน่ ดนิ พ.ศ. ๒๕๓๔ และท่แี ก้ไขเพิม่ เตมิ เป็นคาว่า“สานกั งานรฐั มนตรี” ทกุ แหง่
มาตรา ๑๘ ให้ดาเนินการแต่งตั้ง ก.พ.ร. ให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัติน้ี
ใชบ้ งั คบั
ให้โอนงบประมาณและบุคลากรของสานักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ตามท่ีนายกรัฐมนตรี
ประกาศกาหนดในราชกิจจานุเบกษา ไปเปน็ ของสานักงานคณะกรรมการพฒั นาระบบราชการ
ให้อานาจหน้าที่ของสานักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนตามมาตรา ๘ ทวิ และตามมาตรา ๘
สัตต ในส่วนท่ีเกี่ยวกับการแบ่งส่วนราชการและการกาหนดอานาจหน้าที่ของส่วนราชการซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย
พระราชบัญญตั ริ ะเบียบบรหิ ารราชการแผน่ ดิน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๓ เป็นอานาจหน้าที่ของ ก.พ.ร.
ใหค้ ณะกรรมการขา้ ราชการพลเรอื น และสานักงานคณะกรรมการขา้ ราชการพลเรือน คงมีอานาจหน้าที่
เท่าทไ่ี มซ่ า้ กับอานาจหน้าท่ีของ ก.พ.ร.
๖๙ ราชกจิ จานุเบกษา เล่ม ๑๑๗/ตอนท่ี ๓๗ ก/หน้า ๒๒/๒๘ เมษายน ๒๕๔๓
๗๐ ราชกิจจานเุ บกษา เลม่ ๑๑๙/ตอนท่ี ๙๙ ก/หนา้ ๑/๒ ตุลาคม ๒๕๔๕
- ๓๒ -
ให้ดาเนินการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนและกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหาร
ราชการแผ่นดิน เพื่อกาหนดภารกิจของ ก.พ.ร. สานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ คณะกรรมการ
ข้าราชการพลเรอื น และสานักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนให้เหมาะสม ซ่ึงต้องทาให้แล้วเสร็จและเสนอ
สภาผู้แทนราษฎรภายในสองปนี บั แต่วนั ท่ีพระราชบญั ญัตนิ ้ใี ชบ้ ังคับ
มาตรา ๑๙ ให้บทบัญญตั ิมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔
ก่อนการแก้ไขเพ่ิมเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ คงใช้บังคับต่อไปจนกว่าจะมีการแก้ไขเพิ่มเติม ให้นากรณีที่ส่วน
ราชการใดข้นึ ตรงต่อนายกรัฐมนตรไี ปบญั ญัตไิ ว้ในกฎหมายว่าด้วยการปรับปรงุ กระทรวง ทบวง กรม
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงระบบบริหาร
ราชการเพ่ือให้สามารถปฏิบัติงานตอบสนองต่อการพัฒนาประเทศและการให้บริการแก่ประชาชนได้อย่างมี
ประสิทธิภาพยิ่งข้ึนโดยกาหนดให้การบริหารราชการแนวทางใหม่ต้องมีการกาหนดนโยบาย เป้าหมาย แ ละ
แผนการปฏิบัติงานเพ่ือให้สามารถประเมินผลการปฏิบัติราชการในแต่ละระดับได้อย่างชัดเจน มีกรอบการบริหาร
กิจการบ้านเมืองท่ีดีเป็นแนวทางในการกากับการกาหนดนโยบายและการปฏิบัติราชการ และเพ่ือให้กระทรวง
สามารถจดั การบริหารงานให้เปน็ ไปตามเป้าหมายได้ จึงกาหนดให้มีรูปแบบการบริหารใหม่ โดยกระทรวงสามารถ
แยกส่วนราชการจดั ตง้ั เป็นหน่วยงานตามภาระหนา้ ท่ี เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความคลอ่ งตัวและสอดคล้องกับเป้าหมายของงาน
ท่ีจะต้องปฏิบัติ และกาหนดให้มีกลุ่มภารกิจของส่วนราชการต่าง ๆ ท่ีมีงานสัมพันธ์กัน เพ่ือท่ีจะสามารถกาหนด
เป้าหมายการทางานร่วมกันได้ และมีผู้รับผิดชอบกากับการบริหารงานของกลุ่มภารกิจนั้นโดยตรงเพื่อให้งาน
เปน็ ไปอยา่ งมีประสทิ ธภิ าพและรวดเรว็ รวมท้ังให้มีการประสานการปฏิบัติงาน และการใช้งบประมาณเพ่ือที่จะให้
การบริหารงานของทกุ ส่วนราชการบรรลเุ ป้าหมายของกระทรวงได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดความซ้าซ้อน มีการ
มอบหมายงานเพ่ือลดขั้นตอนการปฏิบัติราชการ และสมควรกาหนดการบริหารราชการในต่างประเทศให้
เหมาะสมกับลักษณะการปฏิบัติหน้าท่ีและสามารถปฏิบัติการได้อย่างรวดเร็วและมีเอกภาพ โดยมีหัวหน้าคณะ
ผู้แทนเป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารราชการ นอกจากนี้ สมควรให้มีคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการเพื่อเป็น
หน่วยงานที่รับผิดชอบในการดูแลการจัดส่วนราชการและการปรับปรุงระบบการทางานของภาคราชการให้มีการ
จดั ระบบราชการอยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพต่อไป จงึ จาเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
พระราชบญั ญัติระเบยี บบรหิ ารราชการแผ่นดนิ (ฉบับท่ี ๖) พ.ศ. ๒๕๔๖๗๑
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับน้ี คือ โดยที่ในปัจจุบันได้มีการโอนกรมตารวจ
ไปจัดต้ังเป็นสานักงานตารวจแห่งชาติและกาหนดให้ผู้บังคับการตารวจภูธรจังหวัด ทาหน้าท่ีหัวหน้าตารวจภูธร
จังหวัด จึงสมควรแก้ไขเพ่ิมเติมกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินในส่วนของชื่อกรมตารวจและ
ตาแหนง่ ของข้าราชการตารวจในกรมการจงั หวดั ให้สอดคลอ้ งกนั จงึ จาเปน็ ตอ้ งตราพระราชบญั ญตั ิน้ี
๗๑ ราชกิจจานุเบกษา เลม่ ๑๒๐/ตอนท่ี ๑๐๘ ก/หน้า ๑/๓๑ ตุลาคม ๒๕๔๖
- ๓๓ -
พระราชบัญญัติระเบียบบรหิ ารราชการแผน่ ดิน (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๕๐๗๒
มาตรา ๑๗ ในระหว่างท่ียังมิได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาเก่ียวกับการมอบอานาจให้ปฏิบัติราชการ
แทนตามมาตรา ๓๘ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งแก้ไขเพ่ิมเติมโดย
พระราชบัญญัตินี้ ให้หลักเกณฑ์เก่ียวกับการมอบอานาจตามมาตรา ๓๘ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหาร
ราชการแผน่ ดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ซง่ึ แก้ไขเพม่ิ เตมิ โดยพระราชบัญญัตริ ะเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.
๒๕๔๕ ยงั คงใช้บงั คับต่อไปได้ ทงั้ น้ี ไมเ่ กินหกสบิ วนั นับแตว่ นั ทีพ่ ระราชบญั ญตั นิ ใี้ ชบ้ ังคับ
มาตรา ๑๘ ใหน้ ายกรัฐมนตรรี กั ษาการตามพระราชบัญญตั นิ ้ี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยท่ีเป็นการสมควรปรับปรุงระบบการบริหาร
ราชการให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลท่ีมุ่งเน้นการจัดองค์กรภาครัฐให้สอดคล้องกับทิศทางการนาพา
ประเทศไปสู่การพัฒนาที่ย่ังยืน และเพ่ือให้การปฏิบัติราชการสามารถอานวยความสะดวกและให้บริการแก่
ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพย่ิงขึ้น สนับสนุนให้มีการมอบอานาจให้ปฏิบัติราชการแทนได้กว้างขวางขึ้น เพ่ือ
เน้นการบริการประชาชนให้มีความสะดวกและรวดเร็ว นอกจากนั้น เพื่อให้การบริหารราชการในราชการบริหาร
ส่วนภูมิภาคสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ และให้การบริหารงานแบบบูรณาการในจังหวัดบรรลุผล
สมควรปรับปรุงอานาจการดาเนินการของจังหวัด การจัดทาแผนพัฒนาจังหวัดและการจัดทางบประมาณของ
จังหวดั ใหเ้ หมาะสม รวมท้ังสมควรส่งเสริมให้มีคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัด เพื่อสอดส่องและเสนอแนะการ
ปฏิบัติภารกิจของหน่วยงานของรฐั ในจังหวัดให้ใช้วิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี อันจะทาให้การบริหารเป็นไป
ด้วยความโปร่งใสเป็นธรรม และมีความรับผิดชอบ ตลอดจนปรับปรุงอานาจในทางปกครองของอาเภอเพื่อ
สนบั สนุนใหเ้ กิดความสงบเรียบร้อยในสังคม และสมควรให้สานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการเป็นส่วน
ราชการในสานักนายกรัฐมนตรีและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี จึงจาเป็นต้องตรา
พระราชบัญญัติน้ี
พระราชบญั ญตั ิระเบียบบริหารราชการแผน่ ดิน (ฉบบั ท่ี ๘) พ.ศ. ๒๕๕๓๗๓
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยท่ีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติ
ให้องค์กรอัยการเป็นเป็นองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ และตามมาตรา ๒๕๕ วรรคห้า บัญญัติให้องค์กรอัยการมี
หน่วยธุรการที่เป็นอิสระ ในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดาเนินการอื่น โดยมีอัยการสูงสุดเป็น
ผูบ้ งั คับบญั ชา ทัง้ นี้ ตามทีก่ ฎหมายบญั ญัติ จึงจาเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
๗๒ ราชกิจจานเุ บกษา เล่ม ๑๒๔/ตอนที่ ๕๕ ก/หน้า ๑/๑๕ กนั ยายน ๒๕๕๐
๗๓ ราชกิจจานเุ บกษา เล่ม ๑๒๗/ตอนที่ ๗๕ ก/หนา้ ๕๑/๗ ธนั วาคม ๒๕๕๓
2. กฎกระทรวง/กรมของขาราชการ สิทธิวันลา วันปวย
สทิ ธิวันลา วนั ปวย
ประเภทการลา ในปีง
ขา้ ราชการ/ลจ.ช่วั คราว งบพเิ ศษ ลูกจ้างประจาํ
ลาป่วย 60 วันทําการ 60 วันทําการ
ลากจิ สว่ นตวั 45 วันทําการ 45 วันทําการ
ลาพักผ่อน 10 วันทาํ การ 10 วนั ทําการ
(ถ้าปีใดลาไม่ครบ 10 วนั ทําการให้ (มสี ิทธิสะสม)
ลาคลอดบุตร สะสมวันลาทยี่ ังมไิ ดล้ ารวมเขา้ กับปี
ลาไปชว่ ยเหลือภรยิ า ต่อไป และข้าราชการท่รี ับราชการไม่ 90 วัน
น้อยกวา่ 10 ปีมีสทิ ธสิ ะสมวนั ลาได้ไม่
ท่คี ลอดบตุ ร -
เกนิ 30 วันทําการ
90 วัน
ขา้ ราชการทลี่ าคลอดบตุ รหากประสงค์
จะลากจิ เพื่อเลยี้ งดูบตุ รให้มสี ิทธิ
ลาตอ่ เนื่องจาการลาคลอดได้ไม่เกิน
150 วนั ทําการ
15 วนั /ครัง้
ระยะเวลาทขี่ อลา ภายใน 90 วัน นับ
แต่วันท่ภี ริยาคลอดบตุ ร
งบประมาณหนงึ่ ลาได้ไม่เกิน
พนกั งานมหาวิทยาลัย พนักงานราชการ ลกู จา้ งชัว่ คราว
60 วนั ทําการ 30 วันทําการ เริม่ ปฏิบัติงานปแี รกลาได้
45 วนั ทําการ 10 วนั ทาํ การ 8 วนั ทาํ การ
(ต้องปฏิบตั งิ านครบ 6
เดือน) ปตี อ่ ไปลาได้ 15 วนั
ทําการ
ไม่มีกําหนดเวลา
เป็นการลา
โดยไม่ได้รับค่าจ้าง
10 วันทาํ การ 10 วนั ทาํ การ 10 วันทําการ
(ถา้ ปใี ดลาไม่ครบ 10 วนั ทําการให้ (ไม่มสี ทิ ธสิ ะสม) (เปน็ ไปตามระเบยี นวนั ลา
สะสมวนั ลาทยี่ งั มไิ ด้ลารวมเขา้ กับปี ขา้ ราชการ โดยอนโุ ลม)
ต่อไป และข้าราชการทีร่ บั ราชการไม่
น้อยกว่า 10 ปีมสี ิทธสิ ะสมวันลาไดไ้ ม่
เกิน 30 วันทําการ
90 วนั 90 วัน 90 วนั
ขา้ ราชการท่ลี าคลอดบตุ รหากประสงค์
จะลากิจเพ่ือเลี้ยงดูบตุ รให้มีสทิ ธิ
ลาตอ่ เน่ืองจาการลาคลอดไดไ้ ม่เกนิ
150 วนั ทาํ การ
15 วนั /ครง้ั - -
ระยะเวลาทข่ี อลา ภายใน 90 วัน นนั
แต่วนั ที่ภรยิ าคลอดบตุ ร
ประเภทการลา ในปงี
ข้าราชการ/ลจ.ชัว่ คราว งบพิเศษ ลูกจ้างประจาํ
ลาอปุ สมบท หรอื 120 วัน 120 วัน
ลาไปประกอบพิธฮี ัจย์ (ตอ้ งรบั ราชการแล้ว 12 เดือน)
ลาเขา้ รับการตรวจเลือก/ ระยะเวลาตามท่ี ระยะเวลาตามท่ี
เขา้ รับการเตรยี มพล หมายกําหนด หมายกําหนด
ลาไปศึกษา ฝึกอบรม ระยะเวลาแล้วแต่กรณี -
ปฏิบัตกิ ารวจิ ยั หรือดงู าน
ลาไปปฏบิ ัตงิ านในองค์การ ระยะเวลาแล้วแต่กรณี -
ระหว่างประเทศ -
ลาตดิ ตามคูส่ มรส ลาไดไ้ ม่เกนิ 2 ปี ในกรณจี ําเปน็
อาจอนญุ าตใหล้ าตอ่ ไดอ้ ีก 2 ปี
รวมกนั แลว้ ไมเ่ กิน 4 ปี ถ้าเกนิ 4 ปี
ให้ลาออกจากราชการ
ลาไปฟื้นฟูสมรรถภาพ ตามระยะท่กี าํ หนดในหลกั สูตร -
ดา้ นอาชีพ แต่ไม่เกนิ 12 เดือน
งบประมาณหนึ่งลาไดไ้ มเ่ กิน
พนกั งานมหาวิทยาลยั พนักงานราชการ ลูกจ้างชวั่ คราว
120 วนั 120 วัน ไมม่ กี าํ หนดเวลา
(ตอ้ งรบั ราชการแล้ว 12 เดือน) (ต้องเปน็ พนักงาน เปน็ การลา
ราชการตอ่ เน่อื งมาแลว้ 4
โดยไมไ่ ดร้ บั คา่ จ้าง
ป)ี
และลาได้ 1 ครั้ง ตลอด ไม่เกนิ 30 วัน
ชว่ งเวลาท่ีมสี ภาพเป็น
พนกั งานราชการ
ระยะเวลาตามท่ี 60 วนั
หมายกําหนด
ระยะเวลาแล้วแต่กรณี - -
ระยะเวลาแล้วแต่กรณี - -
- -
ลาไดไ้ มเ่ กิน 2 ปี ในกรณีจาํ เป็น - -
อาจอนุญาตใหล้ าต่อไดอ้ กี 2 ปี
รวมกันแล้วไมเ่ กิน 4 ปี ถา้ เกนิ 4 ปี
ให้ลาออกจากราชการ
ตามระยะที่กําหนดในหลกั สูตร
แตไ่ มเ่ กิน 12 เดือน
3. ระบบงบประมาณ GFMIS
GFMIS
GFMIS หมายถึง การบริหารงานการเงินการคลังภาครฐั ดว ยระบบอเิ ลก็ ทรอนกิ ส
(Government Fiscal Management Information) หรอื เรียกยอ ๆ วา GFMIS
ระบบ GFMIS ประกอบดว ยระบบใหญ 5 ระบบ คอื
1. ระบบงบประมาณ (PM)
2. ระบบจัดซอื้ จดั จา ง (PO)
3. ระบบการเงินและบัญชี (FI)
4. ระบบบริหารทรัพยากรบคุ คล (HR)
5. ระบบบญั ชตี นทนุ (CO)
ระบบทัง้ 5 ระบบ สามารถทํางานรวมกันในระบบเครอื ขา ยแบบรวมศนู ยค อมพวิ เตอร โดย
มีชดุ เคร่ืองอปุ กรณคอมพวิ เตอร เรยี กวา เครอ่ื ง Terminal และไดทาํ การตดิ ตง้ั เครอ่ื ง Terminal ไวดังน้ี
- หนวยงานในสวนกลาง ไดแ ก กรมบญั ชกี ลาง สํานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้
พื้นฐาน
- หนวยงานในสวนภมู ิภาค ไดแ ก สาํ นักงานเขตพนื้ ทีก่ ารศกึ ษา 185 เขต สํานกั งานคลัง
จงั หวัด
สําหรับหนว ยเบกิ ที่ยังไมไ ดร บั เครอ่ื ง Terminal ตองนําขอ มูลเขา ระบบ GFMIS ผา น Excel
Loader ไดแ ก โรงเรียนทเ่ี ปน หนวยเบกิ และศูนยการศึกษาพเิ ศษทีเ่ ปน หนวยเบกิ
แบบฟอรม (Excel Form) ทใี่ ชใ นระบบ GFMIS ผา น Excel Loader
1. ระบบจดั ซอื้ จดั จาง
- แบบสรางขอ มลู หลักผขู าย (ผข.01)
- แบบใบสั่งซอื้ สง่ั จาง (PO) (บส.01,บส.01-1)
- แบบใบยกเลกิ ใบสัง่ ซือ้ สั่งจา ง (บส.02)
2. ระบบเบกิ จาย
- แบบขอเบกิ เงิน (ขบ.01-ขบ.06)
- แบบขอจายเงนิ (ขจ.01)
3. ระบบการรับ/นาํ สงเงิน
- แบบนาํ สง เงนิ (นส.01,นส.02)
4. ระบบบญั ชแี ยกประเภท
- แบบบัญชี (บช.01-บช.05)
PDF created with pdfFactory trial version www.pdffactory.com
หนาทผ่ี ปู ฏิบัติงานผาน Excel Loader
1. ระบบจดั ซ้ือจัดจา ง ผูปฏบิ ัติ คอื เจาหนาที่พัสดุ
2. ระบบเบกิ จาย ผูปฏบิ ตั ิ คอื เจาหนาที่การเงนิ
3. ระบบรบั และนําสง เงิน ผูปฏบิ ตั ิ คอื เจาหนาทีก่ ารเงิน
4. ระบบบัญชแี ยกประเภท ผปู ฏบิ ตั ิ คอื เจาหนาทีบ่ ญั ชี
5. ระบบอนื่ ๆ เชน ระบบงบประมาณ ระบบสนิ ทรัพยถ าวร และระบบบัญชตี น ทุน
การจดั ซอื้ จดั จา ง
การจัดซอ้ื จัดจางในระบบ GFMIS ตอ งมีวงเงนิ ตัง้ แต 5,000 บาทขึน้ ไป หลกั ฐานการกอหนี้
ผกู พันงบประมาณ และสรา งขอ มลู หลกั ผขู ายในระบบ GFMIS
กรณีผรู ับจา งเปน บุคคลธรรมดา
1. สําเนาสัญญาจา งและสําเนาหลกั ประกนั สญั ญา
2. สาํ เนาทะเบียนบาน
3. สําเนาบตั รประจาํ ตวั ประชาชน
4. สําเนาสมุดคฝู ากธนาคาร
5. สําเนาใบทะเบยี นพาณชิ ย (ถามี)
6. สําเนาใบภาษีมลู คาเพิ่ม (ถา มี)
7. ชอ่ื ภาษาองั กฤษ
กรณีผรู ับจา งเปน นิตบิ คุ คล
1. สําเนาสญั ญาจา งและสาํ เนาหลักประกนั สัญญา
2. สําเนาหนงั สือรับรองการจดทะเบยี น
3. สําเนาใบทะเบยี นภาษมี ลู คาเพิม่
4. สําเนาบัตรประจาํ ตัวผเู สียภาษอี ากร
5. สําเนาสมุดคฝู ากธนาคาร
6. ชอ่ื ภาษาองั กฤษ
การยกเลกิ ใบสัง่ ซ้อื ส่งั จาง ทาํ ได 3 กรณี
หลงั จากที่สง แบบใบสั่งซอื้ สั่งจา งเขาระบบ GFMIS เสรจ็ เรียบรอ ยแลว แตต อ งการแกไยหรอื
ยกเลกิ ใบสง่ั ซอื้ สัง่ จางดังกลา ว สามารถทําไดโดยใชแ บบ บส.02 ได 3 กรณี ดังนี้
1. กรณที ี่ยังไมไ ดขอเบกิ เงนิ ในระบบเบิกจาย
2. กรณขี อเบกิ เงินในระบบเบิกจายแลว
3. กรณีทก่ี รมบัญชกี ลางหรือสาํ นกั งานคลงั จังหวัดอนุมตั ิรายการขอเบิกแลวแต
กรมบัญชกี ลางยังไมไ ดป ระมวลผลการจายเงิน
PDF created with pdfFactory trial version www.pdffactory.com
เหตุผลในการขอยกเลกิ ใบส่งั ซือ้ /จาง
0001 หมายถึง แกไ ขปรมิ าณ
0002 หมายถงึ แกไ ขราคา
0003 หมายถงึ แกไ ขท้งั ปริมาณและราคา
0004 หมายถงึ แกไ ขวนั กําหนดสงมอบ
0005 หมายถงึ ลบรายการเนอื่ งจากการคียข อ มลู ผดิ
0006 หมายถึง ยกเลกิ การสัง่ ซอ้ื บางรายการ
0007 หมายถงึ ยกเลกิ การสัง่ ซอ้ื /จางทง้ั ใบ
0008 หมายถึง ยกเลกิ สญั ญาเพราะผขู ายท้งิ งาน
* ใหร วบรวมเอกสารที่ทําการยกเลิกใบสั่งซอ้ื สง่ั จา งทั้งหมด เกบ็ ไวเ ปน หลกั ฐานเพื่อรอการ
ตรวจสอบของผูตรวจสอบภายใน หรอื สาํ นักงานตรวจเงินแผน ดนิ
ขอ ควรระวงั ในการกรอกแบบฟอรม
1. หา มทําการคดั ลอก (Copy) หรือตดั (Cut) ขอ มูลในแบบฟอรม (Excel Form)
2. ใหต รวจสอบแบบฟอรม ท่ใี ชตอ งเปน Version ลาสดุ
3. รหสั แหลง ของเงนิ ใชตามหนังสอื แจงอนุมตั ิเงนิ ประจํางวด หรือทีก่ รมบัญชกี ลางกําหนด
4. รหัสงบประมาณ ใชต ามหนังสอื แจงอนุมตั ิเงนิ ประจํางวด
5. รหัสบญั ชแี ยกประเภทใหใ ช Version ลา สดุ ตามผังบญั ชีมาตรฐานที่กรมบญั ชกี ลาง
กาํ หนด
6. การตั้งชอื่ File เพอื่ Encrypt ขอ มลู ตอ งมี 24 ตัวอกั ษร
7. หากตรวจสอบพบวา รหสั แหลง ของเงิน รหสั งบประมาณ ผดิ พลาดใหร ับแจง สว น
ราชการตน สังกัด (สพฐ./สพท.) ทราบ เพอื่ ทาํ การแกไขโดยดว น
การกันเงินไวเบิกเหลอื่ มปและการขยายเวลาเบิกจายเงิน
โรงเรยี นทเ่ี ปนหนวยเบกิ /ศนู ยก ารศกึ ษาพิเศษทเี่ ปน หนวยเบิก และโรงเรียนในสังกดั
สาํ นกั งานเขตพืน้ ทกี่ ารศึกษา เมอ่ื ไดรบั อนุมตั ิเงนิ งบประมาณแลว และทําสัญญาซอื้ /จา งตามระเบียบ
สาํ นกั นายกรฐั มนตรีวาดวยการพัสดุ พ.ศ.2535 และทีแ่ กไขเพม่ิ เตมิ ไดแ ลว แตไ มส ามารถเบกิ จายเงนิ
ไดทนั ภายในปงบประมาณ หรอื ตามระยะเวลาท่กี ระทรวงการคลังกําหนด ซึ่งมคี วามจําเปนตอ งเบกิ
จา ยเงินงบประมาณภายหลังสนิ้ ปงบประมาณ หรอื ภายหลงั ระยะเวลาทีก่ ระทรวงการคลังกําหนด ให
ดาํ เนนิ การดังนี้
1. การกนั เงนิ ไวเบกิ เหลอ่ื มปกรณีมหี นผี้ กู พัน
2. การกนั เงนิ ไวเบกิ เหลอื่ มปก รณีไมม ีหนผี้ กู พัน
3. การขยายเวลาเบกิ จายเงนิ
PDF created with pdfFactory trial version www.pdffactory.com
เอกสารหลักฐานสาํ หรบั การตั้งเบกิ
1. รายละเอียดวสั ดุ ครภุ ณั ฑ หรอื งานจางทีไ่ ดร บั จดั สรรและอนุมตั เิ งนิ ประจํางวดแลว
2. ราคากลาง (กรณที ต่ี อ งมรี าคากลาง) ราคามาตรฐานที่คณะกรรมการเสนอผอู ํานาจ และ
ไดรับความเหน็ ชอบ
3. รายงานขอซอ้ื /จาง
4. ใบเสนอราคา
5. ใบสั่งซอื้ /จาง สญั ญาซื้อ/จา ง
6. ใบสง มอบงาน (ฉบบั จรงิ )
7. ใบตรวจรบั พัสดุ/ตรวจรบั งานจา ง (ฉบบั จรงิ )
8. บันทึกทราบผลการตรวจรับแลหะขออนุมัตเิ บกิ -จา ย
9. รูปถายงานจาง
10. บันทึกควบคุมงาน
ขอสงั เกตในการปฏิบตั งิ านผา น Excel Loader
1. รหัสบัญชแี ยกประเภทท่วั ไป (GL) ท่ใี ชในใบสั่งซอ้ื /จา ง แบง เปน 3 กลุม คอื
- ประเภทการจัดซอ้ื จดั จา งที่เลอื กเปน คา ใชจายของหนว ยงาน (K)
- ประเภทการจัดซอ้ื จัดจา งทีเ่ ลอื กเปน วัสดคุ งคลงั (I)
- ประเภทการจัดซอ้ื จัดจา งทีเ่ ลอื กเปน สนิ ทรัพย (S)
2. ประเภทการจดั ซือ้ จัดจางที่กรอกในใบ PO ตอ งสอดคลอ งกับรหสั บญั ชแี ยกประเภท
ทัว่ ไปเสมอ
3. การจัดซอ้ื จดั จาง หรือเชาทรัพยสินตามระเบยี บพสั ดุ เมอ่ื ทําสญั ญากอ หนผี้ กู พันแลว ให
จดั ทาํ ใบ PO ตามจํานวนงวดงานที่ทําสัญญาโดยไมต อ งรอใหถึงงวดงาน
4. จัดทําใบ PO แลว ตองเบกิ จายตามแบบ ขบ.01 เทาน้ัน
5. จดั ทําใบ PO โดยเลอื กประเภทการจัดซอ้ื จดั จา งเปน S และเบกิ จายตามแบบ ขบ.01 แลว
สงเอกสาร/หลกั ฐานใหสาํ นกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พืน้ ฐาน หกั ลา งบัญชีพกั
สนิ ทรัพยโ ดยเร็ว
6. เลขท่ใี บสั่งซอื้ /จา ง/สญั ญา ใหจัดทําทะเบียนคุมเพือ่ สะดวกในการอางอิงหรอื คน หา
7. การพิมพเ ลขทีบ่ ัญชเี งนิ ฝากธนาคาร หามเวนวรรคหรือทาํ เครอื่ งหมายใด ๆ ระหวาง
ตัวเลข ขอ มลู ทุกอยา งทกี่ รอกในใบสง่ั ซอ้ื /จาง และตอ งดําเนินการตามระเบียบสํานัก
นายกรฐั มนตรีวา ดวยการพสั ดุ พ.ศ.2535 และทแี่ กไขเพ่มิ เตมิ ซ่งึ ผานความเห็นชอบหรอื
ไดร บั การอนุมตั ิจากหัวหนาสวนราชการแลว ทกุ ครัง้
8. แบบฟอรม ที่ Download ตอ งเปน Version ใหมล าสดุ ทกุ คร้งั สามารถตรวจสอบไดจาก
Web Report
PDF created with pdfFactory trial version www.pdffactory.com
9. กรณีรายการพสั ดุทจี่ ดั ซอ้ื มรี หัส GPSC เดยี วกัน แตราคาตา งกนั หลายจํานวน อาจนับ
หนว ยเปน 1 ชุด (ST) เพอื่ ความรวดเรว็ ในการจดั ทําใบ PO
10. วนั ที่ใบสงั่ ซ้อื /สง่ั จาง ตอ งระบเุ ปน ป ค.ศ. เสมอ และสอดคลอ งกับปงบประมาณทีบ่ นั ทึก
11. วนั ทีส่ งมอบใหระบเุ ปนป ค.ศ. เสมอ และเปน วันทีก่ ําหนดใหผ ขู ายสง มอบ
12. ขอมูลรหสั ตา ง ๆ ทอ่ี างถงึ ตอ งตรวจสอบความถกู ตอ ง และมีอยูใ นระบบจริง
13. ขอมลู รหสั ผูเสียภาษแี ละบัญชธี นาคารผูข าย ตอ งถกู ตอ งตรงกับขอ มลู ผูข ายในระบบ
14. กรณี Error ใน Web log แสดงวา “ไมพ บแผน งานชอื่ Input ในไฟล Excel ของทา น” ให
ทําการบันทกึ ขอ มลู เดมิ ในฟอรม บส.01 ท่ียังไมผ านการ Encrypt ใหม โดยบันทึกขอ มลู
ในแตล ะชอ งเอง
15. เลขทศนิยมบนั ทึกไดไมเ กนิ 2 ตําแหนง ทง้ั จาํ นวนทีส่ งั่ และราคาตอ หนวย
16. หนวยนับทีใ่ ชตอ งไมใ ชหนวยนับท่เี ปน ตัวเลข
17. การบันทกึ รายการในใบ PO ใหบันทึกยึดตามรายละเอยี ดใบเสนอราคาของผขู ายเปน
หลกั ถาผขู ายเสนอราคาไมแ ยก VAT มาให การบันทกึ รายการก็ไมต อ งแยก VAT
ออกมาคาํ นวณ แตทัง้ น้ยี อดสทุ ธิในใบ PO ตอ งตรงกับยอดสทุ ธิทตี่ งั้ เบกิ จายเงนิ ใหผขู าย
18. รหสั ผอู นมุ ตั ิ (Encrypt) ตองใหถ กู ตอ งสมั พันธก ับรหสั การนําขอ มลู เขาระบบ
19. กรณีมขี อ มลู ผดิ พลาด หากสวนราชการทําการสรางขอ มลู หลกั ผูขายแลว ใหตรวจสอบ
การปลดบลอ็ กผขู าย
20. กรณดี าํ เนินการจดั ซอ้ื จัดจางที่มวี งเงินเทากับหรอื มากกวา 5,000 บาทแตไ ดท าํ การทด
รองจา ยเปน เงนิ ยืมไปแลว ไมต อ งจดั ทาํ ใบ PO ในระบบ
PDF created with pdfFactory trial version www.pdffactory.com
4. สรปุ สาระสาํ คัญแผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมแหง ชาติ ฉบบั ที่ 11 พ.ศ. 2555 – 2559
สรุปสาระสําคัญแผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแหง ชาติ ฉบบั ท่ี 11 พ.ศ. 2555 – 2559
สรปุ สาระสาคญั
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ
ฉบับทีส่ บิ เอ็ด
พ.ศ. ๒๕๕๕ - ๒๕๕๙
สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหง่ ชาติ
คํ า นํ า
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาติ ฉบับท่ี ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๕๕–๒๕๕๙) ได้จัดทําข้ึนในช่วงเวลา
ที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์ทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมที่เปล่ียนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกว่าช่วงที่ผ่านมา ในระยะแผนพัฒนาฯ ฉบับท่ี ๘–๑๐ สังคมไทยได้อัญเชิญหลัก
“ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ไปประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวางในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับปัจเจก ครอบครัว
ชุมชน สังคม จนถึงระดับประเทศ ซ่ึงได้มีส่วนเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและช่วยให้สังคมไทยสามารถยืนหยัดอยู่ได้
อย่างมั่นคงท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ในระยะแผนพัฒนาฯ ฉบับท่ี ๑๑ ทุกภาคส่วนใน
สังคมไทยเห็นพ้องร่วมกันน้อมนําหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นปรัชญานําทางในการพัฒนา
ประเทศอย่างต่อเน่ือง เพ่ือมุ่งให้เกิดภูมิคุ้มกันและมีการบริหารจัดการความเส่ียงอย่างเหมาะสม เพ่ือให้การ
พฒั นาประเทศสู่ความสมดลุ และยง่ั ยืน
ในการจัดทาํ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ ครั้งน้ี สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม
แห่งชาติ (สศช.) ได้ให้ความสําคัญกับการมีส่วนร่วมของภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วน ทั้งในระดับชุมชน ระดับ
ภาค และระดับประเทศในทุกข้ันตอนของแผนฯ อย่างกว้างขวางและต่อเน่ือง เพ่ือร่วมกันกําหนดวิสัยทัศน์
และทศิ ทางการพัฒนาประเทศ รวมทั้งรว่ มจัดทาํ รายละเอียดยุทธศาสตร์ของแผนฯ เพ่ือมุ่งสู่ “สังคมอยู่ร่วมกัน
อยา่ งมคี วามสุข ด้วยความเสมอภาค เป็นธรรม และมภี ูมิคมุ้ กนั ตอ่ การเปล่ียนแปลง”
การพัฒนาประเทศในระยะแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ จึงเป็นการนําภูมิคุ้มกันท่ีมีอยู่ พร้อมทั้งเร่ง
สร้างภูมิคุ้มกันในประเทศให้เข้มแข็งข้ึน เพ่ือเตรียมความพร้อมคน สังคม และระบบเศรษฐกิจของประเทศให้
สามารถปรับตัวรองรับผลกระทบจากการเปล่ียนแปลงได้อย่างเหมาะสม โดยให้ความสําคัญกับการพัฒนาคน
และสังคมไทยให้มีคุณภาพ มีโอกาสเข้าถึงทรัพยากร และได้รับประโยชน์จากการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
อย่างเป็นธรรม รวมท้ังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจด้วยฐานความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิด
สร้างสรรค์ บนพ้ืนฐานการผลิตและการบริโภคที่เป็นมิตรต่อส่ิงแวดล้อม ขณะเดียวกัน ยังจําเป็นต้องบริหาร
จัดการแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ ให้บังเกิดผลในทางปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้หลักการพัฒนาพื้นท่ี
ภารกิจ และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคมไทย ซ่ึงจะนําไปสู่การพัฒนาเพื่อประโยชน์สุขที่ยั่งยืนของ
สงั คมไทยตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
สํานักงานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกจิ และสังคมแหง่ ชาติ
สํานกั นายกรัฐมนตร ี
ส รุ ป ส า ร ะ สํ า คั ญ
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหง่ ชาติ ฉบับท่ี ๑๑
(พ.ศ. ๒๕๕๕–๒๕๕๙)
๑. ความนํา
การจดั ทาํ แผนพฒั นาประเทศของไทยนับตั้งแต่แผนพัฒนาฯ ฉบับท่ี ๑ จนถึงแผนพัฒนาฯ ฉบับท่ี ๑๐
มีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องภายใต้สถานการณ์ เงื่อนไข และการเปลี่ยนแปลงในมิติต่างๆ ทั้งภายในและ
ภายนอกประเทศ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๘ (พ.ศ. ๒๕๔๐-๒๕๔๔) เป็นจุดเปล่ียนสําคัญของการวางแผนพัฒนา
ประเทศที่ให้ความสําคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม และมุ่งให้ “คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา”
พร้อมทัง้ ปรับเปลี่ยนวธิ กี ารพฒั นาเป็นบรู ณาการแบบองคร์ วมเพ่ือใหเ้ กิดการพัฒนาที่สมดุล ต่อมาแผนพัฒนาฯ
ฉบบั ที่ ๙ (พ.ศ. ๒๕๔๕-๒๕๔๙) ได้อัญเชิญ “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญานําทางในการพัฒนา
และบริหารประเทศ ควบคู่ไปกับกระบวนทัศน์การพัฒนาแบบบูรณาการเป็นองค์รวมท่ีมี “คนเป็นศูนย์กลาง
การพัฒนา” ต่อเนื่องจากแผนพัฒนาฯ ฉบับท่ี ๘ สําหรับแผนพัฒนาฯ ฉบับท่ี ๑๐ (พ.ศ. ๒๕๕๐-๒๕๕๔)
ยังคงน้อมนํา “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” มาเป็นแนวทางปฏิบัติ และให้ความสําคัญกับการพัฒนาที่ยึด
“คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา” ต่อเน่ืองจากแผนพัฒนาฯ ฉบับท่ี ๘-๙ และการพัฒนาท่ีสมดุลทั้งคน สังคม
เศรษฐกิจ และส่ิงแวดล้อม โดยมีการเตรียม “ระบบภูมิคุ้มกัน” ด้วยการเสริมสร้างความเข้มแข็งของทุนที่มีอยู่
ในประเทศและการบริหารจัดการความเสี่ยงให้พร้อมรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและ
ภายในประเทศ เพอื่ มงุ่ สกู่ ารพัฒนาทยี่ ั่งยืน และความอยู่เย็นเป็นสขุ ของคนไทยทกุ คน
ในระยะของแผนพัฒนาฯ ฉบับท่ี ๑๐ สังคมไทยได้น้อมนําหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไป
ประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวางทุกภาคส่วน ส่งผลให้ประเทศไทยเข้มแข็ง มีภูมิคุ้มกันสูงข้ึนในหลายด้าน และ
สามารถปรับตัวรับกับภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนได้จากดัชนีความอยู่เย็นเป็นสุข
ของคนไทยโดยรวมท่ีไม่ได้รับผลกระทบและอยู่ระหว่างร้อยละ ๖๖-๖๘ มีปัจจัยด้านเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง การมี
งานทํา ความเข้มแข็งของชุมชน และความอบอุ่นของครอบครัวท่ีส่งผลดีต่อความอยู่เย็นเป็นสุข อย่างไรก็ตาม
ปัจจัยท่ียังเป็นอุปสรรค ได้แก่ ความสมานฉันท์ในสังคม สภาพแวดล้อมและระบบนิเวศขาดความสมดุล ความ
เส่ียงจากปัญหายาเสพติดท่ีสูงข้ึน รวมถึงสุขภาวะของคนไทยลดลงจากคุณภาพการศึกษาท่ีเป็นปัญหา
สอดคล้องกบั การตดิ ตามประเมินผลการพฒั นาประเทศในระยะแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐ ท่ีประสบความสําเร็จ
น่าพอใจ เศรษฐกจิ ของประเทศไทยเขม้ แข็งและเรมิ่ เติบโตอย่างมคี ุณภาพ การขยายตัวเพิ่มข้ึนเป็นร้อยละ ๗.๘
ในปี ๒๕๕๓ หลังจากชะลอตัวอย่างต่อเน่ืองจากร้อยละ ๕.๑ ในปี ๒๕๔๙ และหดตัวลงร้อยละ ๒.๓ ในปี
๒๕๕๒ คุณภาพชีวิตของคนไทยดีข้ึน มีหลักประกันความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมท่ีหลากหลาย และ
ความยากจนลดลง แตต่ อ้ งให้ความสาํ คัญต่อเน่ืองกับการพัฒนาคุณภาพคนและสังคม การสร้างความปลอดภัย
ในชีวิตและทรัพย์สิน และความโปร่งใสในการบริหารจัดการภาครัฐ รวมทั้งการสนับสนุนให้เกิดการแข่งขันที่
เป็นธรรมและการกระจายผลประโยชน์จากการพัฒนา เพื่อลดความเหลือ่ มล้าํ ในสังคมไทย
(๒)
การพัฒนาในระยะแผนพัฒนาฯ ฉบับท่ี ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๕๕-๒๕๕๙) ประเทศไทยจะต้องเผชิญกับ
กระแสการเปลี่ยนแปลงทสี่ ําคญั ทัง้ ภายนอกและภายในประเทศท่ปี รับเปล่ยี นเร็วและซบั ซ้อนมากยงิ่ ขึน้ เป็นท้ัง
โอกาสและความเสี่ยงต่อการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะข้อผูกพันท่ีจะเป็นประชาคมอาเซียนในปี ๒๕๕๘
จึงจําเป็นต้องนําภูมิคุ้มกันท่ีมีอยู่พร้อมท้ังเร่งสร้างภูมิคุ้มกันในประเทศให้เข้มแข็งขึ้นมาใช้ในการเตรียมความ
พร้อมให้แก่คน สังคม และระบบเศรษฐกิจของประเทศให้สามารถปรับตัวรองรับผลกระทบจากการ
เปลี่ยนแปลงไดอ้ ยา่ งเหมาะสม สามารถพฒั นาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไปเพ่ือประโยชน์สุขท่ียั่งยืนของสังคมไทย
ตามปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
๒. การประเมินสถานการณ์ ความเส่ียงและการสร้างภูมิคมุ้ กันของประเทศ
๒.๑ สถานการณ์การเปล่ยี นแปลงที่มผี ลตอ่ การพฒั นาประเทศ
ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับการเปล่ียนแปลงที่สําคัญท้ังในระดับโลก และภายในประเทศ ซ่ึงมี
ผลกระทบทัง้ ท่ีเป็นโอกาสและความเสย่ี งต่อการพฒั นาประเทศ ดังนี้
๒.๑.๑ การเปล่ยี นแปลงสําคญั ระดบั โลก
๑) กฎ กติกาใหม่ของโลกหลายด้านส่งผลให้ทุกประเทศต้องปรับตัว วิกฤต
เศรษฐกิจและการเงินของโลกที่ผ่านมาได้ส่งผลให้เกิดการปรับเปล่ียนกฎระเบียบในการบริหารจัดการ
เศรษฐกิจโลกทั้งด้านการค้า การลงทนุ การเงนิ สิ่งแวดล้อม และสังคมเพ่ือการจัดระเบียบใหม่ท่ีสําคัญของโลก
ครอบคลุมถึงกฎ ระเบียบด้านการค้า และการลงทุนที่เน้นสร้างความโปร่งใสและแก้ปัญหาโลกร้อนมากขึ้น
การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ความร่วมมือระหว่างประเทศ และการกํากับดูแลด้านการเงินที่เข้มงวด
มากข้ึน พันธกรณีและข้อตกลงเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มาตรการทางการค้าที่เก่ียวข้องกับ
การแก้ไขปญั หาโลกร้อน และกฎ ระเบยี บดา้ นสังคมมบี ทบาทสําคัญมากข้นึ โดยเฉพาะดา้ นสิทธิมนุษยชน ที่ให้
ความสําคัญกับการส่งเสริมให้เกิดความเคารพและรักษาศักด์ิศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
กฎ กติกาใหม่เหล่านี้จะเป็นเคร่ืองมือในการต่อรองทางการค้าท่ีผลักดันผู้ประกอบการไทยให้จําเป็นต้อง
ยกระดับการผลิตให้ได้มาตรฐานท่ีกําหนดเพื่อสามารถแข่งขันได้ ข้อตกลงระหว่างประเทศด้านส่ิงแวดล้อม
สทิ ธิมนุษยชน และธรรมาภบิ าลจะเปน็ แรงกดดนั ให้ต้องปรบั กระบวนการผลิตที่คํานึงถึงส่ิงแวดล้อมมากขึ้น ให้
ความสาํ คัญกบั การแสดงความรับผดิ ชอบตอ่ สงั คมและการสร้างความเปน็ ธรรมในการแข่งขันใหส้ งู ขึ้น
๒) การปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจโลกแบบหลายศูนย์กลาง รวมทั้งภูมิภาคเอเชีย
ทวีความสําคัญเพ่ิมข้ึน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่ อาทิ ฮ่องกง เกาหลี สิงคโปร์ ไต้หวัน และ
กลุ่มประเทศอาเซียน ที่มีแนวโน้มเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมโลก ขณะที่นโยบายการเปิด
ประเทศของจีน รัสเซีย พลวัตการขยายตัวของบราซิลและอินเดีย และการเพ่ิมขึ้นของชนชั้นกลางในภูมิภาค
เอเชียจะเพ่ิมกําลังซ้ือในตลาดโลก นอกจากน้ี การรวมกลุ่มเศรษฐกิจที่สําคัญต่อประเทศไทยในช่วงแผนพัฒนาฯ
ฉบับที่ ๑๑ ได้แก่ การรวมกลุ่มในภูมิภาคเอเชีย ภายใต้กรอบการค้าเสรีของอาเซียนกับจีน ญี่ปุ่น และอินเดีย
และการเป็นประชาคมอาเซียนในปี ๒๕๕๘ รวมท้ังกรอบความร่วมมืออ่ืนๆ อาทิ กรอบความร่วมมือเอเชีย-
แปซิฟิค จะมีผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของไทยซึ่งต้องมีการเตรียมความพร้อมในหลายด้าน
โดยเฉพาะการพฒั นาทรัพยากรมนุษยแ์ ละการพัฒนากลไกต่างๆ
(๓)
๓) การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของโลกอย่างต่อเน่ือง ในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับท่ี ๑๑
ประชากรสูงอายุในโลกจะเพิ่มข้ึนอีก ๘๑.๙ ล้านคน และการเป็นสังคมผู้สูงอายุของประเทศสําคัญๆ ในโลก มี
ผลกระทบต่อการเคลื่อนย้ายกําลังคนข้ามประเทศ เกิดความหลากหลายทางวัฒนธรรม ขณะที่โครงสร้างการ
ผลิตเปล่ียนจากการใช้แรงงานเข้มข้นเป็นการใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยีมากข้ึน ทําให้การพัฒนาคนมุ่งสร้าง
ให้มีความรู้ ทักษะ และความชํานาญ ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีเพ่ือใช้ทดแทนกําลังแรงงานท่ี
ขาดแคลน ขณะเดียวกัน ประเทศที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุจะมีรายจ่ายด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น ทําให้งบประมาณ
สาํ หรับการลงทนุ พฒั นาดา้ นอื่นๆ ลดลง
๔) การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกส่งผลให้สภาพภูมิอากาศแปรปรวน ในช่วง ๓๐
ปีที่ผ่านมา อุณหภูมิโลกสูงข้ึนโดยเฉลี่ย ๐.๒ องศาเซลเซียสต่อทศวรรษ ส่งผลให้สภาพภูมิอากาศแปรปรวน
ก่อให้เกดิ ภยั พบิ ัตทิ างธรรมชาติบ่อยคร้ังและทวคี วามรุนแรง อาทิ แผ่นดนิ ไหว ดนิ ถลม่ ภูเขาไฟระเบิด อุทกภัย
วาตภัย ภัยแล้ง ไฟป่า ระบบนิเวศในหลายพื้นท่ีของโลกอ่อนแอ สูญเสียพันธ์ุพืชและสัตว์ พื้นผิวโลก
เปลี่ยนแปลงทางกายภาพ โดยเฉพาะการสูญเสียพน้ื ทช่ี ายฝัง่ เน่ืองจากระดบั น้ําทะเลทสี่ งู ขึ้น นําไปสกู่ ารยา้ ยถิ่น
ของประชากรท่ีอยอู่ าศัยบรเิ วณชายฝ่ังทะเล รวมทั้งสรา้ งความเสยี หายต่อโครงสร้างพื้นฐาน เขตท่องเท่ียว เขต
อุตสาหกรรมที่มีการลงทุนสูงบริเวณพื้นที่ชายฝ่ัง โรคระบาดเพ่ิมข้ึนก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพของประชากร
รวมทั้งการระบาดของโรคและแมลงศตั รพู ชื จากสภาพอากาศท่ีเปลี่ยนแปลง สร้างความเสียหายแก่ผลผลิตทาง
การเกษตรและธัญญาหารของโลก รวมท้ังกระทบต่อภาคสังคม อาทิ ความยากจน การอพยพย้ายถ่ิน และการ
แยง่ ชิงทรัพยากร
๕) ความมั่นคงทางอาหารและพลังงานของโลกมีแนวโน้มจะเป็นปัญหาสําคัญ
ความต้องการพืชพลังงาน สินค้าเกษตรและอาหารมีแนวโน้มเพิ่มข้ึนจากการเพิ่มประชากรโลก แต่การผลิตพืช
อาหารลดลงด้วยข้อจํากัดด้านพื้นท่ี เทคโนโลยีท่ีมีอยู่ และการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ทําให้เกิดความ
ขัดแย้งระหว่างการผลิตพืชอาหารและพืชพลังงานในอนาคต ส่งผลให้ผลผลิตอาหารสู่ตลาดลดลง ไม่เพียงพอ
กับความต้องการของประชากรโลก หรือมีราคาสูงเกินกว่ากําลังซ้ือโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศยากจน
อาจนาํ ไปสูก่ ารเกิดวกิ ฤตอาหารโลก
๖) ความกา้ วหน้าทางเทคโนโลยีมีบทบาทสาํ คัญตอ่ การพฒั นาเศรษฐกิจและสังคม
รวมทั้งตอบสนองต่อการดํารงชีวิตของประชาชนมากยิ่งข้ึน ทั้งเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร นาโน
เทคโนโลยี เทคโนโลยีชีวภาพ และเทคโนโลยีเกี่ยวกับการทํางานของสมองและจิต ที่เป็นทั้งโอกาสหรือภัย
คุกคามในการพัฒนา อาทิ การจารกรรมข้อมูลธุรกิจหรือข้อมูลส่วนบุคคล ประเทศท่ีพัฒนาเทคโนโลยีได้ช้าจะ
กลายเป็นผ้ซู ้อื และมีผลติ ภาพต่ํา ไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอ่ืนๆ และการเข้าถึงเทคโนโลยีท่ีไม่เท่าเทียมกัน
ของกลมุ่ คนในสังคมจะทําให้เกิดความเหล่ือมล้ําในการพัฒนา จึงเป็นความท้าทายในการเพิ่มขีดความสามารถ
ในการแข่งขนั และลดความเหลือ่ มลํ้า
๗) การก่อการร้ายสากลเป็นภัยคุกคามประชาคมโลก การก่อการร้ายและ
อาชญากรรมข้ามชาติมีแนวโน้มขยายตัวท่ัวโลกและรุนแรง มีรูปแบบและโครงข่ายท่ีซับซ้อนมากขึ้น
สง่ ผลกระทบต่อความม่ันคงของประเทศ ต้องเตรียมความพร้อมในการควบคุมปัจจัยท่ีเกื้อหนุนการก่อการร้าย
และสร้างความรว่ มมือในเวทรี ะหวา่ งประเทศเพือ่ ปกป้องผลประโยชนข์ องชาตจิ ากภัยก่อการร้าย
(๔)
๒.๑.๒ การเปลยี่ นแปลงภายในประเทศ
๑) การเปลี่ยนแปลงสภาวะด้านเศรษฐกิจ อัตราการขยายตัวและเสถียรภาพทาง
เศรษฐกิจของประเทศไทยอยู่ในเกณฑ์ดี ภาคอุตสาหกรรมเป็นภาคการผลิตที่มีบทบาทสูง ภาคเกษตรเป็น
แหล่งสร้างรายได้หลักของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศและเป็นฐานในการสร้างมูลค่าเพิ่มของ
ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการมีบทบาทสําคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจ ขณะที่การเช่ือมโยง
เศรษฐกิจในประเทศกับต่างประเทศทําให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยเฉพาะด้านการค้า
และการลงทุน สําหรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศยังคงมีบทบาทสําคัญต่อการขยายตัวของระบบ
เศรษฐกิจไทย แต่ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ตกตํ่าและขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง ทําให้บทบาทของการ
ลงทุนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมีแนวโน้มลดลง อย่างไรก็ตาม ระบบเศรษฐกิจของไทยมีความอ่อนแอด้าน
ปจั จัยสนบั สนุนในส่วนของวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี คุณภาพการบรกิ ารของโครงสรา้ งพ้นื ฐาน กฎหมาย กฎ
และระเบียบทางเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อต่อการจัดระบบการแข่งขันที่เป็นธรรมและเหมาะสมกับสถานการณ์การ
เปลย่ี นแปลงทางเศรษฐกิจ
๒) การเปล่ียนแปลงสภาวะด้านสังคม ประเทศไทยก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุจากการมี
โครงสรา้ งประชากรที่วยั สงู อายุเพม่ิ ข้ึน วัยเด็กและวัยแรงงานลดลง คนไทยได้รับการพัฒนาศักยภาพทุกช่วงวัย
แต่มีปัญหาคุณภาพการศึกษาและระดับสติปัญญาของเด็ก พฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ และผลิตภาพแรงงาน
ตํ่า ประชาชนได้รับการคุ้มครองทางสังคมเพ่ิมขึ้นและมีการจัดสวัสดิการทางสังคมในหลายรูปแบบ แต่กลุ่ม
ผู้ด้อยโอกาสยังไม่สามารถเข้าถึงบริการทางสังคมได้อย่างทั่วถึง ความเหลื่อมลํ้าทางรายได้ของประชากรและ
โอกาสการเข้าถึงทรัพยากรเป็นปัญหาการพัฒนาประเทศ สังคมไทยเผชิญวิกฤตความเส่ือมถอยด้านคุณธรรม
และจริยธรรม และมีการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย รวมถึงเผชิญปัญหาการแพร่ระบาดของ
ยาเสพตดิ และการเพิ่มข้ึนของการพนันโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน แต่คนไทยตื่นตัวทางการเมืองและให้
ความสาํ คัญกับความรับผิดชอบต่อสังคมและธรรมาภบิ าลมากข้นึ
๓) การเปลี่ยนแปลงสภาวะดา้ นทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม ทุนทรัพยากร
ธรรมชาติเสื่อมโทรม การเปล่ียนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลซ้ําเติมให้ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและ
ส่ิงแวดล้อมรุนแรง กระทบต่อผลผลิตภาคเกษตรและความยากจน การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและ
ส่ิงแวดล้อมยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ขณะท่ีมีความขัดแย้งทางนโยบายในการบูรณาการการอนุรักษ์
สิ่งแวดล้อมกับการพัฒนาเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังมีความม่ันคงด้านอาหาร แม้จะต้องเผชิญกับ
ความทา้ ทายจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและความต้องการพืชพลังงาน
๔) การเปลี่ยนแปลงสภาวะด้านการบริหารจัดการการพัฒนาประเทศ ประชาชนมี
ความตื่นตัวทางการเมืองสูงขึ้น แต่ความขัดแย้งทางการเมือง ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงอยู่
และส่งผลต่อเศรษฐกิจ การดํารงชีวิตของประชาชน และความเชื่อมั่นของนานาประเทศ รวมท้ังความสงบสุข
ของสังคมไทย ขณะที่ประสิทธิภาพภาครัฐมีการเปลี่ยนแปลงในภาพรวมที่ดีขึ้น แต่ขีดความสามารถในการ
ปอ้ งกันการทจุ ริตตอ้ งปรับปรุง การกระจายอํานาจประสบความสําเรจ็ ในเร่ืองการเพ่ิมรายได้ให้องค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่น แต่มีความล่าช้าในการถ่ายโอนภารกิจและมีความไม่ชัดเจนในการแบ่งบทบาทหน้าท่ีกับราชการ
ส่วนกลาง ขณะเดยี วกัน การคอรร์ ัปชัน่ ยงั คงเปน็ ปญั หาสาํ คญั ของไทยและเปน็ อุปสรรคต่อการพฒั นาประเทศ
(๕)
๒.๒ การประเมินความเส่ียง ประเทศไทยจะเผชิญกับความเส่ียงท่ีต้องเตรียมการสร้างภูมิคุ้มกัน
ให้ประเทศพรอ้ มเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างมปี ระสิทธิภาพ ๖ ประการ ดังนี้
๒.๒.๑ การบริหารภาครัฐอ่อนแอ ไม่สามารถขับเคลื่อนการบริหารจัดการได้อย่างมี
ประสทิ ธิภาพ อํานาจรัฐถูกใช้เพื่อผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม ความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชน
และระหว่างประชาชนกับประชาชนในบางพ้ืนท่ีมีช่องว่างมากข้ึน ประชาชนมีส่วนร่วมในการให้ข้อคิดเห็นแต่
การมีส่วนร่วมตัดสินใจในระดับนโยบายมีน้อย เจ้าหน้าท่ีรัฐย่อหย่อนในการปฏิบัติตามหน้าที่ การบังคับใช้
กฎหมายไม่จริงจัง ขณะที่ดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชั่นช้ีให้เห็นว่ายังคงมีการทุจริตประพฤติมิชอบและไม่
โปร่งใส นําไปสู่ความเหลื่อมล้ําและไม่เป็นธรรมในมิติเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ส่งผลกระทบต่อความเชื่อถือ
ของตา่ งชาตทิ มี่ ตี อ่ ประเทศไทย
๒.๒.๒ โครงสรา้ งทางเศรษฐกิจไมส่ ามารถรองรบั การเจรญิ เติบโตอย่างยั่งยืน เศรษฐกิจไทย
ยงั คงพง่ึ พาเศรษฐกิจภายนอกประเทศ ทงั้ การส่งออกสนิ ค้า การลงทนุ และการนาํ เขา้ พลงั งานจากต่างประเทศ
อย่างมาก จึงมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและปัจจัยแวดล้อมโลกท่ีเปลี่ยนแปลงไป การ
ขยายตัวทางเศรษฐกิจข้ึนอยู่กับปัจจัยการผลิตด้ังเดิมโดยเฉพาะทุน และแรงงานราคาถูกท่ีมีผลิตภาพการผลิต
ต่ํา เป็นอุปสรรคต่อการเพ่ิมความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศยังมีความ
เหล่ือมล้ํา ประชาชนระดับฐานรากซ่ึงส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตรมีรายได้น้อยเม่ือเทียบกับนอกภาคเกษตร
ประสบความยากจนและมปี ญั หาหน้สี นิ เปน็ ปัจจัยบน่ั ทอนความเข้มแข็งของเศรษฐกิจไทย
๒.๒.๓ โครงสร้างประชากรท่ีมีวัยสูงอายุเพิ่มข้ึน ขณะท่ีประชากรวัยเด็กและวัยแรงงาน
ลดลง ประเทศไทยจะเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ในปี ๒๕๖๘ ขณะท่ีสัดส่วนประชากรวัยเด็กและ
วัยแรงงานลดลงอย่างต่อเน่ืองในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ อาจกระทบต่อความต้องการแรงงานในระบบ
เศรษฐกิจในอนาคต การแข่งขันเพื่อแย่งชิงแรงงานจะมีมากขึ้น โดยเฉพาะแรงงานคุณภาพ ภาครัฐและ
ครัวเรือนจะมีภาระค่าใช้จ่ายเพ่ิมขึ้นในการดูแลและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในด้านต่างๆ ส่งผลต่อ
ภาระงบประมาณของภาครัฐ และค่าใช้จ่ายของครัวเรือนในการดูแลสุขภาพอนามัย และการจัดสวัสดิการทาง
สงั คม
๒.๒.๔ คา่ นิยมท่ีดีงามเสื่อมถอยและประเพณีด้ังเดิมถูกบิดเบือน เนื่องด้วยการเปล่ียนแปลง
ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ ส่งผลให้สังคมไทยมีความเป็นวัตถุนิยม ให้ความสําคัญกับศีลธรรมและวัฒนธรรม
ที่ดีงามลดลง ทั้งการดํารงชีวิตประจําวัน การใช้ชีวิตและความสัมพันธ์กับผู้อื่น มุ่งหารายได้เพื่อสนองความ
ต้องการบริโภค การช่วยเหลือเกื้อกูลกันลดลง ความมีน้ําใจไมตรีน้อยลง แก่งแย่ง เอารัดเอาเปรียบกัน
ขาดความสามัคคี ไมเ่ คารพสทิ ธิผอู้ ่นื และขาดการยึดถือประโยชนส์ ่วนรวม
๒.๒.๕ ฐานทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อมของประเทศมีแนวโน้มเสื่อมโทรม
รุนแรง จากการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านกายภาพ การใช้ประโยชน์ การเปล่ียนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลให้
สถานการณ์และแนวโน้มความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทวีความรุนแรง โดยเฉพาะ
น้ําท่วม ภัยแล้ง การใช้ทรัพยากรอย่างส้ินเปลือง ไม่คุ้มค่า และปริมาณของเสียที่เพิ่มข้ึน นําไปสู่ความเส่ียงต่อ
การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ รวมไปถึงการกัดเซาะชายฝั่งอย่างต่อเนื่อง ขณะท่ีภัยพิบัติจะเกิดขึ้น
บ่อยคร้ัง กระทบต่อฐานการผลิตภาคเกษตร ความม่ันคงด้านอาหาร พลังงาน สุขภาวะและคุณภาพชีวิตของ
ประชาชน
(๖)
๒.๒.๖ ประเทศไทยยังคงมีความเส่ียงด้านความม่ันคง ทั้งท่ีมาจากปัญหาการก่อความไม่
สงบในประเทศ ปัญหาการก่อการร้าย วิกฤตเศรษฐกิจและการแข่งขันด้านต่างๆ ในเวทีระหว่างประเทศ
รวมท้ัง ภัยพิบัติที่เกิดจากมนุษย์และธรรมชาติมีความรุนแรงและผลกระทบสูงในระยะต่อไปเป็นประเด็น
ท้าทายต่อการบริหารจัดการความเส่ียงทั้งการบริหารวิกฤต การเตรียมความพร้อมเพื่อตอบสนองอย่างฉับไว
และการบริหารจัดการในภาวะฉุกเฉิน รวมทั้งการเสริมสร้างศักยภาพของประเทศให้มีความเข้มแข็งทาง
เศรษฐกจิ และสามารถแขง่ ขันไดใ้ นเวทีโลกอยา่ งตอ่ เนือ่ ง
๒.๓ การสร้างภูมิคุ้มกันของประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรองรับผลกระทบจากการ
เปลยี่ นแปลงไดอ้ ย่างมีประสทิ ธิภาพ จาํ เปน็ ต้องสร้างและใช้ประโยชน์จากภูมิคมุ้ กันประเทศ ๕ ประการ ดังน้ี
๒.๓.๑ ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น
ประมุข สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันหลักที่ยึดโยงคนในชาติให้เกาะเกี่ยวกันอย่างแน่นแฟ้น เป็น
แบบอย่างในการดําเนินชีวิตของคนในสังคม โดยเฉพาะรัชกาลปัจจุบันที่ทรงเป็นแบบอย่างของการดํารงชีวิต
บนทางสายกลางและความพอเพยี ง ทรงยึดมน่ั ในประโยชนส์ ขุ ของพสกนกิ รในทกุ ด้าน
๒.๓.๒ การพัฒนาประเทศให้อยู่บนฐานความรู้และเทคโนโลยีท่ีทันสมัย การวิจัยพัฒนา
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นแรงขับเคล่ือนท่ีสําคัญสําหรับการพัฒนาประเทศ ในการปรับเปลี่ยนการผลิต
จากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เงินทุน และแรงงานท่ีมีผลิตภาพตํ่า ไปสู่การใช้ความรู้และความชํานาญด้าน
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
๒.๓.๓ สังคมไทยมีค่านิยมและวัฒนธรรมท่ีดีงาม ยึดโยงคนไทยให้เป็นปึกแผ่น ลดอิทธิพล
ของความทนั สมัยและความขัดแย้งในสังคมไทย ประชาชนนําหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้
กับชีวิตประจําวัน ครอบครัวบ่มเพาะความเป็นไทยที่มีจิตสํานึกและอัตลักษณ์ให้บุตรหลานได้ตระหนักถึง
รากเหงา้ ของตนเอง
๒.๓.๔ ภาคการเกษตรเป็นฐานรายได้หลักและความมั่นคงด้านอาหารของประเทศ
ก่อให้เกิดประโยชน์หลายด้าน ทั้งแหล่งสร้างงาน แหล่งผลิตอาหาร และเช่ือมโยงวิถีชีวิตของสังคมไทย
มีส่วนสําคัญในการลดความยากจน สร้างงาน และลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน
๒.๓.๕ ชุมชนท้องถิ่นเป็นกลไกที่มีความสามารถในการบริหารจัดการ มีส่วนร่วมในการ
พัฒนาคุณภาพชีวิตและเชื่อมโยงกันเป็นสังคมสวัสดิการ เป็นพลังหลักในการพัฒนาฐานรากของประเทศให้
มั่นคง ชุมชนพึ่งตนเองสามารถบรรเทาปัญหาเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระดับ
ทอ้ งถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
๓. แนวคิดและทศิ ทางการพัฒนาประเทศ
๓.๑ แนวคดิ หลกั
ภายใต้สถานการณ์การเปล่ียนแปลงที่สําคัญท้ังภายนอกและภายในประเทศท่ีจะส่งผลกระทบ
ต่อทิศทางการพัฒนาประเทศไทยในอนาคต จําเป็นต้องกําหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาที่เหมาะสม ขณะที่การ
ทบทวนผลการพัฒนาประเทศในระยะที่ผ่านมาสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจ สังคม
สิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการประเทศที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว ทั้งมีความเสี่ยงในหลาย
มิติที่อาจทําให้ปัญหาต่างๆ รุนแรงมากข้ึน การพัฒนาประเทศในอนาคต จึงจําเป็นต้องเตรียมพร้อมและสร้าง
ภูมิคุ้มกันของประเทศให้เข้มแข็งภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ให้สามารถปรับตัวรองรับ
ผลกระทบจากการเปล่ยี นแปลงในอนาคตได้อยา่ งมั่นคง
(๗)
กรอบแนวคิดการพัฒนาประเทศในระยะแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ จึงมีแนวคิดที่ต่อเนื่องจาก
แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๘-๑๐ โดยยังคงยึดหลักการปฏิบัติตาม “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” และขับเคลื่อน
ให้บงั เกิดผลในทางปฏิบตั ทิ ่ีชดั เจนยง่ิ ขึน้ ในทุกภาคส่วน ทุกระดับ ยึดแนวคิดการพัฒนาแบบบูรณาการเป็นองค์รวม
ที่มี “คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา” มีการเช่ือมโยงทุกมิติของการพัฒนาอย่างบูรณาการ ท้ังมิติตัวคน สังคม
เศรษฐกิจ ส่ิงแวดล้อม และการเมือง เพ่ือสร้างภูมิคุ้มกันให้พร้อมเผชิญการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นท้ังในระดับ
ปัจเจก ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ ขณะเดียวกัน ให้ความสําคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกภาค
ส่วนในสงั คมในกระบวนการพัฒนาประเทศ
๓.๒ ทิศทางการพฒั นาประเทศ
การพัฒนาประเทศในระยะแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ ได้ตระหนักถึงสถานการณ์และความเส่ียง
ซ่ึงเกิดข้ึนจากการเปล่ียนแปลงในระดับโลกและภายในประเทศ โดยเฉพาะภาวะผันผวนด้านเศรษฐกิจ
พลังงาน และภูมอิ ากาศ ที่เป็นไปอย่างรวดเร็วและส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อประเทศไทยทั้งเชิงบวกและลบ
ดังน้ัน ทิศทางการบริหารจัดการประเทศภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพ่ือรองรับการเปล่ียนแปลง
ดังกล่าว จึงเป็นการใช้จุดแข็งและศักยภาพที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศเพื่อสร้างความ
เข้มแข็งและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยให้ความสําคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจ
ภายในประเทศท่ีเน้นการเสริมสร้างความเข้มแข็งของฐานการผลิตภาคเกษตร และการประกอบการของ
วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ขณะเดียวกัน จําเป็นต้องปรับตัวในการเช่ือมโยงกับระบบเศรษฐกิจโลก
และภูมิภาค ซงึ่ ประเทศไทยมีพันธกรณีภายใต้กรอบความร่วมมือต่างๆ เพื่อสามารถใช้โอกาสที่เกิดข้ึนและเพิ่ม
ภูมิคุ้มกันของทุนท่ีมีอยู่ในสังคมไทยได้อย่างเหมาะสม พร้อมก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี ๒๕๕๘
ขณะเดียวกัน จําเป็นต้องสร้างความพร้อมสําหรับเชื่อมโยงด้านกายภาพทั้งโครงสร้างพื้นฐานและระบบ
โลจิสติกส์ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพคน การเสริมสร้างองค์ความรู้ การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
นวตั กรรมและความคิดสร้างสรรค์ ใหเ้ ป็นพลงั ขบั เคล่อื นการพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมไทย
การกําหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะแผนพัฒนาฯ ฉบับท่ี ๑๑ จึงเป็นการสร้าง
ภูมิคุ้มกันในมิติต่างๆ เพื่อให้การพัฒนาประเทศสู่ความสมดุลและยั่งยืน โดยนําทุนของประเทศท่ีมีศักยภาพ
มาใช้ประโยชน์อย่างบูรณาการและเก้ือกูลกัน พร้อมท้ังเสริมสร้างให้แข็งแกร่งเพ่ือเป็นรากฐานการพัฒนา
ประเทศที่สําคัญได้แก่ การเสริมสร้างทุนสังคม (ทุนมนุษย์ ทุนสังคม ทุนทางวัฒนธรรม) ให้ความสําคัญกับการ
พัฒนาคนและสังคมไทยสู่สังคมคุณภาพ มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่ระดับปัจเจก ครอบครัว และชุมชน สามารถ
จัดการความเส่ียง และปรับตัวเข้ากับการเปล่ียนแปลง มีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรและได้รับประโยชน์จากการ
พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นธรรม สําหรับการเสริมสร้างทุนเศรษฐกิจ (ทุนกายภาพ ทุนทางการเงิน)
มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศให้เข้มแข็ง โดยใช้ภูมิปัญญา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และความคิด
สร้างสรรค์ ให้ความสําคัญกับการปรับโครงสร้างการค้าและการลงทุนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด
ภายในประเทศและต่างประเทศ การผลิตท่ีเป็นมิตรต่อส่ิงแวดล้อม และมีการเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาค
ต่างๆ บนพ้ืนฐานการพึ่งพาซ่ึงกันและกัน ในส่วนการเสริมสร้างทุนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้
ความสําคัญกับการสร้างความมั่นคงด้านอาหาร การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมท่ีเป็น
ฐานการผลิตภาคเกษตร มุ่งสู่การเป็นเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนตํ่าและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การเตรียม
ความพรอ้ มรองรับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติทางธรรมชาติ รวมท้ังการสร้างภูมิคุ้มกันด้านการค้า
จากเงือ่ นไขด้านสิง่ แวดล้อม ควบคู่ไปกับการเพม่ิ บทบาทไทยในเวทปี ระชาคมโลก
(๘)
ขณะเดียวกัน จําเป็นต้องมีการบริหารจัดการประเทศเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม ให้
ความสาํ คัญกับการพฒั นาระบบราชการและข้าราชการโดยยึดหลักธรรมาภิบาล เพ่ิมประสิทธิภาพการกระจาย
อํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พัฒนาระบบและกลไกการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและ
ประพฤติมิชอบอย่างมีส่วนร่วม ส่งเสริมให้ประชาชนทุกระดับมีโอกาสเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่าง
เทา่ เทยี มและสรา้ งความเป็นธรรมในการเข้าถึงทรัพยากร ควบคู่ไปกับปลูกจิตสํานึก ค่านิยมประชาธิปไตยและ
ธรรมาภบิ าลแกป่ ระชาชนทกุ กลมุ่
๔. วิสยั ทศั น์ พันธกจิ วตั ถุประสงค์และเป้าหมายแผนพฒั นาฯ ฉบับที่ ๑๑
แผนพัฒนาฯ ฉบับท่ี ๑๑ เป็นแผนยุทธศาสตร์ท่ีช้ีนําทิศทางการพัฒนาประเทศระยะกลาง เพ่ือมุ่งสู่
วิสัยทัศน์ระยะยาว ท่ที ุกภาคสว่ นในสังคมไทยได้เหน็ พอ้ งรว่ มกันกาํ หนดเป็นวิสัยทัศน์ปี พ.ศ.๒๕๗๐ ซึ่งกําหนด
ไว้ว่า “คนไทยภาคภูมิใจในความเป็นไทย มีมิตรไมตรีบนวิถีชีวิตแห่งความพอเพียง ยึดม่ันในวัฒนธรรม
ประชาธิปไตย และหลักธรรมาภิบาล การบรกิ ารสาธารณะขนั้ พ้ืนฐานที่ทว่ั ถงึ มีคณุ ภาพ สังคมมคี วามปลอดภัย
และมน่ั คง อยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ดี เก้ือกูลและเอ้ืออาทรซึ่งกันและกัน ระบบการผลิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
มีความมน่ั คงด้านอาหารและพลงั งาน อยู่บนฐานทางเศรษฐกิจทพี่ ึง่ ตนเองและแข่งขันได้ในเวทีโลก สามารถอยู่
ในประชาคมภูมภิ าคและโลกไดอ้ ยา่ งมีศักดศ์ิ ร”ี
๔.๑ วิสัยทัศน์และพันธกิจ การพัฒนาประเทศในระยะ ๕ ปีของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ ได้กําหนด
วสิ ัยทัศน์ พนั ธกจิ วตั ถุประสงค์และเป้าหมาย ยุทธศาสตรแ์ ละแนวทางการพัฒนาทมี่ ลี าํ ดับความสาํ คญั สูง ดงั นี้
๔.๑.๑ วสิ ยั ทศั น์
“สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ด้วยความเสมอภาค เป็นธรรม และมีภูมิคุ้มกันต่อ
การเปล่ยี นแปลง”
๔.๑.๒ พันธกิจ
๑) สร้างสังคมเป็นธรรมและเป็นสังคมท่ีมีคุณภาพ ทุกคนมีความมั่นคงในชีวิต ได้รับ
การคุ้มครองทางสงั คมท่ีมีคุณภาพอย่างท่ัวถึงและเท่าเทียม มีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรและกระบวนการยุติธรรม
อย่างเสมอภาค ทุกภาคส่วนได้รับการเสริมพลังให้สามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนา ภายใต้ระบบ
บริหารจดั การภาครฐั ทโ่ี ปร่งใส เปน็ ธรรม
๒) พัฒนาคุณภาพคนไทยให้มีคุณธรรม เรียนรู้ตลอดชีวิต มีทักษะและการดํารงชีวิต
อยา่ งเหมาะสมในแต่ละชว่ งวยั สถาบนั ทางสังคมและชุมชนท้องถ่ินมีความเข้มแข็ง สามารถปรับตัวรู้เท่าทันกับ
การเปล่ียนแปลง
๓) พัฒนาฐานการผลิตและบริการให้เข้มแข็งและมีคุณภาพบนฐานความรู้ ความคิด
สรา้ งสรรค์ และภมู ปิ ัญญา สร้างความมน่ั คงดา้ นอาหารและพลังงาน ปรับโครงสร้างการผลิตและการบริโภคให้
เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างความเช่ือมโยงกับประเทศในภูมิภาคเพื่อความม่ันคงทางเศรษฐกิจและ
สงั คม
๔) สร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม สนับสนุนการมี
ส่วนร่วมของชุมชน รวมท้ังสร้างภูมิคุ้มกันเพ่ือรองรับผลกระทบจากการเปล่ียนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัย
พิบตั ิทางธรรมชาติ
(๙)
๔.๒ วัตถุประสงคแ์ ละเป้าหมาย
๔.๒.๑ วตั ถุประสงค์
๑) เพอื่ เสรมิ สรา้ งสังคมที่เปน็ ธรรมและเป็นสงั คมสันติสขุ
๒) เพื่อพัฒนาคนไทยทุกกลุ่มวัยอย่างเป็นองค์รวมทั้งทางกาย ใจ สติปัญญา อารมณ์
คุณธรรม จริยธรรม และสถาบันทางสงั คมมบี ทบาทหลักในการพฒั นาคนให้มีคุณภาพ
๓) เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ คุณภาพ และย่ังยืน มีความ
เชื่อมโยงกับเครือข่ายการผลิตสินค้าและบริการบนฐานปัญญา นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ในภูมิภาค
อาเซียน มีความมั่นคงทางอาหารและพลงั งาน การผลิตและการบริโภคเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นําไปสู่การเป็น
สังคมคารบ์ อนตา่ํ
๔) เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เพียงพอต่อการรักษา
สมดุลของระบบนิเวศ และเป็นฐานที่ม่ันคงของการพัฒนาประเทศ
๔.๒.๒ เปา้ หมายหลัก
๑) ความอยู่เย็นเป็นสุขและความสงบสุขของสังคมไทยเพ่ิมข้ึน ความเหลื่อมลํ้าใน
สงั คมลดลง สดั ส่วนผู้อยใู่ ต้เส้นความยากจนลดลง และดัชนีภาพลักษณ์การคอรร์ ัปชน่ั ไมต่ ่ํากวา่ ๕.๐ คะแนน
๒) คนไทยมีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง มีสุขภาวะดีข้ึน มีคุณธรรม จริยธรรม และ
สถาบนั ทางสงั คมมีความเข้มแขง็ มากขนึ้
๓) เศรษฐกิจเติบโตในอัตราท่ีเหมาะสมตามศักยภาพของประเทศ ให้ความสําคัญกับ
การเพิ่มผลติ ภาพรวมไมต่ ่ํากว่าร้อยละ ๓.๐ ต่อปี เพมิ่ ขดี ความสามารถในการแขง่ ขนั ทางเศรษฐกิจของประเทศ
เพ่ิมมูลค่าผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ให้มีไม่ตํ่ากว่า
ร้อยละ ๔๐.๐
๔) คุณภาพส่ิงแวดล้อมอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เพ่ิมประสิทธิภาพการลดการปล่อย
ก๊าซเรอื นกระจก รวมทั้งเพ่มิ พืน้ ทีป่ ่าไม้เพอื่ รกั ษาสมดุลของระบบนเิ วศ
๔.๒.๓ ตวั ชีว้ ดั
๑) ดัชนีความอยู่เย็นเป็นสุข ดัชนีความสงบสุข สัดส่วนรายได้ระหว่างกลุ่มประชากร
ที่มีรายได้สูงสุดร้อยละ ๑๐.๐ กับกลุ่มที่มีรายได้น้อยร้อยละ ๑๐.๐ สัดส่วนผู้อยู่ใต้เส้นความยากจน สัดส่วน
แรงงานนอกระบบที่สามารถเขา้ ถงึ การคุ้มครองทางสังคม และดชั นภี าพลักษณก์ ารคอร์รัปชั่น
๒) จํานวนปีการศึกษาเฉลี่ยของคนไทย ผู้เรียนทุกระดับการศึกษามีคุณธรรม
จริยธรรม สัดส่วนประชากรที่เข้าถึงโครงข่ายคมนาคมและอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง จํานวนบุคลากรด้านการ
วิจัยและพฒั นา อตั ราการป่วยดว้ ยโรคไมต่ ดิ ต่อ และดชั นคี วามอบอุน่ ของครอบครัว
๓) อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ ผลิตภาพการผลิตรวม อันดับ
ความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ สัดส่วนมูลค่าผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจขนาดกลางและ
ขนาดยอ่ มต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
(๑๐)
๔) คุณภาพน้ําและอากาศ ร้อยละของพ้ืนท่ีป่าไม้ต่อพื้นท่ีประเทศ และสัดส่วนการ
ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหัวเปรียบเทียบกับลําดับขั้นการพัฒนาที่แสดงโดยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
ต่อหัว
๕. ยทุ ธศาสตร์การพัฒนา
การพัฒนาประเทศให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข เศรษฐกิจเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพและ
ย่ังยืน ภายใต้กระแสการเปล่ียนแปลงท้ังภายในและภายนอกประเทศที่ปรับเปล่ียนเร็ว คาดการณ์ได้ยากและ
ซับซ้อนมากย่ิงขึ้น การพัฒนาในระยะแผนพัฒนาฯ ฉบับท่ี ๑๑ ได้กําหนดทิศทางและยุทธศาสตร์การพัฒนาท่ี
เหมาะสม โดยเร่งสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันปัจจัยเสี่ยง และเสริมรากฐานของประเทศด้านต่างๆ ให้เข้มแข็ง
ควบคู่ไปกับการพัฒนาคนและสังคมไทยให้มีคุณภาพ มีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรและได้รับประโยชน์จากการ
พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นธรรม รวมท้ังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจด้วยฐานความรู้ และความคิด
สร้างสรรค์บนพื้นฐานการผลิตและการบริโภคท่ีเป็นมิตรต่อส่ิงแวดล้อม นําไปสู่การพัฒนาประเทศที่มั่นคงและ
ย่งั ยืน ยุทธศาสตรก์ ารพัฒนาที่สําคญั ในระยะแผนพฒั นาฯ ฉบบั ที่ ๑๑ มีดังนี้
๕.๑ ยทุ ธศาสตร์การสรา้ งความเปน็ ธรรมในสังคม ให้ความสาํ คญั กับ
๕.๑.๑ การสร้างความม่ันคงทางเศรษฐกิจและสังคมให้ทุกคนในสังคมไทยควบคู่กับการ
เสริมสร้างขีดความสามารถในการจัดการความเส่ียงและสร้างโอกาสในชีวิตให้แก่ตนเอง มุ่งปรับโครงสร้าง
เศรษฐกจิ ใหม้ ฐี านการพัฒนาท่ีทัว่ ถงึ และย่ังยืน พฒั นาเศรษฐกิจฐานรากที่มคี วามหลากหลายและแข็งแกร่งมาก
ขึ้น ส่งเสริมการจัดสรรทรัพยากรให้เกิดความเป็นธรรม ปรับโครงสร้างภาษีท้ังระบบให้สนับสนุนการกระจาย
รายได้และเป็นเคร่ืองมือสร้างความเป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรและการถือครองทรัพย์สิน พัฒนาการใช้
ประโยชน์เทคโนโลยีสารสนเทศและการเขา้ ถงึ ข้อมลู ข่าวสารในการพัฒนาอาชีพ ส่งเสริมบทบาทของภาคธุรกิจ
เอกชนในการเสริมสร้างความม่ันคงทางเศรษฐกิจและสังคมแก่คนในสังคมไทย รวมทั้งยกระดับคุณภาพระบบ
การค้มุ ครองทางสงั คมใหค้ รอบคลุมทกุ คนอยา่ งท่วั ถึง สอดคล้องกับความต้องการและความจาํ เปน็
๕.๑.๒ การจัดบริการทางสังคมให้ทุกคนตามสิทธิข้ันพื้นฐาน เน้นการสร้างภูมิคุ้มกันระดับ
ปัจเจก และสร้างการมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจในการพัฒนาประเทศ มุ่งพัฒนาระบบบริการ
สาธารณะให้มีคุณภาพและมีช่องทางการเข้าถึงอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง การจัดหาท่ีอยู่อาศัยของผู้มีรายได้
น้อย การเข้าถึงระบบสาธารณูปโภค พัฒนาระบบสวัสดิการทางสังคมให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพ พัฒนา
ระบบการเงินฐานรากและระบบการออมท่ีหลากหลาย เสริมสร้างเจตคติด้านความเสมอภาคระหว่างหญิงและ
ชาย และพฒั นาระบบฐานข้อมูลในการคุ้มครองทางสังคมให้ครอบคลุมประชาชนทุกคนตามสิทธิ และสามารถ
เขา้ ถึงบริการอยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ
๕.๑.๓ การเสริมสร้างพลังให้ทุกภาคส่วนสามารถเพิ่มทางเลือกการใช้ชีวิตในสังคมและมี
ส่วนร่วมในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองได้อย่างมีคุณค่าและศักด์ิศรี ให้ทุกคนสามารถแสดงออกทาง
ความคิดอย่างสร้างสรรค์ เพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถของชุมชนในการจัดการปัญหาของชุมชนด้วย
ตนเอง สนบั สนนุ การรวมกลุม่ อาชีพท่สี อดคลอ้ งกบั ศกั ยภาพของพ้ืนท่ี ส่งเสริมให้ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม
และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นพลังร่วมในการพัฒนาสังคม พัฒนามาตรฐานระบบการคุ้มครองผู้บริโภค
เพม่ิ ช่องทางการเข้าถึงข้อมูลและองค์ความรูเ้ ก่ียวกบั สิทธขิ องผู้บริโภค ส่งเสริมบทบาทสตรีในระดับการบริหาร
และการตัดสนิ ใจท้ังในระดับชาติและระดบั ท้องถน่ิ เพอื่ สนับสนนุ การขบั เคล่อื นการพัฒนาประเทศ