7. ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามรอยพระยคุ ลบาท ปฐมพระราชดํารสั วาดวยเศรษฐกิจพอเพียง
“...การพัฒนาประเทศจําเปนตองทําตามลําดับข้ัน ตองสรางพื้นฐานคือ ความพอมี พอกิน พอใช
ของประชาชนสวนใหญเบื้องตนกอน โดยใชวิธีการและอุปกรณที่ประหยัด แตถูกตองตามหลักวิชาการ
เมอ่ื ไดพ ้ืนฐานความมนั่ คงพรอมพอสมควร และปฏบิ ัติไดแลว จึงคอยสรางคอยเสริมความเจริญและฐานะ
ทางเศรษฐกจิ ขนั้ ท่ีสูงขน้ึ โดยลาํ ดับตอ ไป...”
(18 กรกฎาคม 2517)
7.1 สรุปปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียงทางสายกลาง
- พอประมาณมภี มู คิ มุ กนั
- มเี หตผุ ล ในตัวทด่ี ี
- เงือ่ นไขความรู (รอบรู รอบคอบ ระมดั ระวงั )
- เง่ือนไขคุณธรรม (ซือ่ สัตยส จุ ริต ขยนั อดทน สติปญ ญา แบงปน)
ชีวิต/เศรษฐกิจ/สังคม/สงิ่ แวดลอ มสมดลุ /มน่ั คง/ย่ังยนื /นําสู
แหลง ทมี่ า : สศช. 2549, “เศรษฐกิจพอเพียงคอื อะไร (พมิ พครง้ั ท่ี 3)”
7.2 เศรษฐกจิ พอเพียง
- เปน การอมุ ชตู นเอง
- พออยพู อกนิ
- ผลติ ของกนิ เอง
- ใหใ ชส ิ่งทผี่ ลติ ทปี่ ลูก
- เกอ้ื กลู กัน มเี หลือแบงปน
- มีความพอเพียงกับตนเอง กบั ครอบครวั และชมุ ชน
7.3 แนวทางการทําการเกษตร แบบเศรษฐกิจพอเพียง
“เนนหาขาวหาปลา กอนหาเงนิ หาทอง”คือ“ทํามาหากนิ กอ นทาํ มาคา ขาย”
หมวดท่ี 4
1. Crop Requirement ของพชื เศรษฐกจิ หลัก
Crop Requirem
Crop สภาพภมู อิ ากาศ
ความช้นื แสง ปรมิ าณ ลม ร
Requirement อุณหภูมิ สัมพัทธ CO2 นา้ํ
ชนิดพืช 20-27 c ไมต ่ํากวา ไมนอย - ลมพัด ไ
มะพราว
80% กวา 5 ผา นไม 1
ชวั่ โมง แรงนกั
ชา 25-30 c มากกวา 3-4 - ลมไม ระด
80% ชวั่ โมง แรง ลถงึ
1,
เหน
กาแฟ อาราบิกา ๑๕- มากกวา - - ลมไม มาก
๒๑ c โรบสั ตา 60% แรง 700
25-32 c สําห
กาแ
บิกา
700
สําห
โรบ
4 ดา นวชิ าการ
ment ของไมย นื ตน
สภาพพื้นท่ี เน้ือดิน สภาพดนิ ธาตุ สภาพนาํ้
อุณหภูมิ ปริมาณ อาหาร
ระดบั ความ ดินรว น 1,500 มิลลิเมตร/
าทะเล ลาด ดินเหนยี ว ดิน ธาตุอาหาร - ป
ดนิ ทราย
เอยี ง pH 6.4-7.0 - N=9-14 - 1,140-1,270
ดินรว น P=4-6 มลิ ลเิ มตร/ป
ไมเกนิ - ระบายนาํ้ ดี K=13-20 ตอ งการ
100 ม. หนาดนิ ลึก โปตัสเซียม หรือ
pH 4.5-6.0 กโิ ลกรมั /ไร สงู ชว ง 5,680 ลิตร/ไร/
ดับนาํ้ ทะเ นอยกวา 25 c อินทรยี ใหผลผลติ
ง สูงกวา 45 รว น ระบาย วนั
,000 ม. องศา นา้ํ ดี วัตถสุ งู
นอื ระดับ (หนาดิน) ไมต่ํากวา 1,500
น้าํ N สงู มลิ ลิเมตร/ป และ
ทะเล P มีการกระจายของ
K ฝน
กกวา นอ ยกวา Al 7-8 เดอื น
0 ม. 35 - ตองการธาตุ
หรับ อาหารสงู
แฟอารา องศา
า ไมเกิน
0 ม.
หรบั
บัสตา
Crop Require
Crop สภาพภมู ิอากาศ
Requirement อณุ หภูมิ ความช้ืน แสง ปริมาณ ลม ร
ชนดิ พชื สัมพัทธ CO2 นา้ํ
กลวยไข อุณหภูมิ ความชื้น
ประมาณ 20 สัมพทั ธ
องศาเซลเซียส อยางนอ ย
60%
-มกี าร
หมนุ เวยี น
ของ
อากาศดี
ขนุน อากาศ ระด
รอนชื้น สงู ข
โดย ไมเก
ตอ งการ 1,20
ความช้ืน
ในอากาศ
คอ นขา ง
สงู
ประมาณ
75-85
เปอรเซ็นต
ement ของไมผ ล
สภาพพนื้ ที่ เน้ือดิน สภาพดนิ ธาตุ สภาพนํา้
ระดบั ความ อุณหภมู ิ ปรมิ าณ อาหาร
าทะเล ลาด รว นซุย มี ปรมิ าณน้ําฝน
ความ ดนิ ธาตุอาหาร 1,000 มลิ ลเิ มตร
เอียง สมบรู ณส ูง ตอ ป
การระบาย ดินมี มีนา้ํ สมา่ํ เสมอ จะ
ดบั ความ อากาศดี อินทรยี วตั ถุ ชวยทาํ ใหผลผลติ
ของพื้นที่ มีความเปน สงู สมํ่าเสมอ
กิน กรดเปนดาง
00 เมตร ระหวาง ตอ งการนาํ้ จืด
4.5 – 7 โดยใหมปี รมิ าณ
ดนิ ท่ีมหี นา น้ําพอเพียงในชวง
ดนิ ลกึ ดิน ฤดูแลง หรือฝนทงิ้
รวนปน ชวง และชวงท่ีตน
ทรายระบาย ขนุนกําลังติดผล
นํา้ ไดดี มคี า
ความเปน
กรด -ดา ง
(pH) 6.0 –
7.5 ไมมีนํา้
ทว มขัง
Crop Require
Crop สภาพภูมอิ ากาศ
Requirement อุณหภูมิ ความชน้ื แสง ปรมิ าณ ลม ร
CO2 น
ชนดิ พชื สมั พทั ธ
ไมเก
เงาะ เฉลี่ย 22-33 มากกวา เมต
องศาเซลเซยี ส 30 %
(อณุ หภูมทิ ี่
เหมาะสมตอ การ
สังเคราะหแสง
คอื 30-35 องศา
เซลเซียส)
ement ของไมผ ล
สภาพพื้นท่ี สภาพดนิ
ระดบั ความ เนอื้ ดนิ อณุ หภมู ิ ปรมิ าณธาตุ ธาตอุ าหาร สภาพนา้ํ
นาํ้ ทะเล ลาด ดนิ อาหาร
เอยี ง สามารถ ควรใหนา้ํ วนั ละ
เจริญเติบโต 2.2-2.7 มิลลเิ มตร
กิน 300 เปน ไดใ นดนิ ทุก ตอ ตน หรอื คิด
ชนิด มกี าร เปน ปรมิ าตรนาํ้
ตร พื้นท่ี ระบายนา้ํ ดี ประมาณ 60-75
ลิตรตอ ตน ตอ วัน
ราบหรือ หนา ดินลึก ขนาดเสน ผา น
มากกวา ศนู ยกลางทรงพุม
พน้ื ทีม่ ี 100 6 เมตร (เงาะเปน
เซนตเิ มตร ไมผ ลทต่ี องการ
ความ ปรมิ าณนาํ้ ฝน
สมา่ํ เสมอโดย
ลาด เฉลยี่ 1,800-
3,000 มิลลเิ มตร
เอยี ง ตอป
ระดบั
1-3 %
pH อยู
ระหวา ง 5.5
– 7.0
Crop Require
Crop สภาพภมู ิอากาศ
Requirement อณุ หภมู ิ
ความชน้ื แสง ปรมิ าณ ลม ร
น
สมั พัทธ CO2
ชนดิ พชื มีการระบาย
ชมพู อากาศท่ีดี ไม
แออัด
ทเุ รียน อณุ หภูมไิ มต่ํากวา มากกวา 30 ไมเ ก
10 องศาเซลเซียส % เมตร
และไมเกนิ 46
องศาเซลเซียส
ement ของไมผ ล
สภาพพืน้ ท่ี สภาพดิน
ระดบั ความ เนื้อดนิ อณุ หภมู ิ ปรมิ าณธาตุ ธาตอุ าหาร สภาพนํ้า
้ําทะเล ลาด ดิน อาหาร
สภาพดนิ
เอยี ง รว นและดิน
รว นเหนียว
ความอุดม
สมบรู ณส ูง
หนา ดนิ ลึก
ไมเ กนิ 30
เซนตเิ มตร
pH 5.5-6.5
กิน 650 เปน พ้ืนที่ เปนดินรว นปน 2–3% ทุเรียนตองการนํ้าตอ
ร ราบหรือ ทราย มคี วาม ปป ระมาณ 850-900
พนื้ ทมี่ ี สมบรู ณส ูง ลิตรตอพ้ืนทใ่ี ตท รง
ความลาด ระบายน้ําดี พมุ 1 ตารางเมตร
เอยี ง หรอื คดิ เปน 1,400
ระดับ 1- ลูกบาศกเ มตรตอไร
3 % แต พื้นทีส่ วนทเุ รียน 1
ไมควร ไร ควรมีแหลงไว
เกนิ 15 ประมาณ 600-800
% ลูกบาศกเมตร
Crop Require
Crop สภาพภูมิอากาศ สภา
Requirement
อณุ หภมู ิ ความชืน้ แสง ปรมิ าณ ลม ระดบั
ชนดิ พชื น้ําทะเล
สมั พัทธ CO2
นอยหนา นอ ยหนา ปลกู ไดท ้งั ที่ร
มะขามหวาน ชอบ และท่ตี ามป
อากาศ เขา แตท ดี่ อ
รอ นแหง จะเหมาะสม
ไมหนาว มากกวาทร่ี า
จัด ลุมตามริมฝ
อุณหภมู ิ แมนํา้ ตา ง ๆ
10-40 หรือพนื้ ท่สี ูง
องศา ระดบั นํ้าทะ
เซลเซยี ส ไปจนถงึ ที่ระ
ความสูง 1,0
เมตร
โปรง มี
แสงแด
ดจัด
สอง
ท่ัวถงึ
ท้ังตน
ement ของไมผ ล
าพพนื้ ที่ สภาพดิน
ความ เนอ้ื ดนิ ปริมาณธาตุ ธาตอุ าหาร สภาพนํา้
ล ลาด อาหาร ปริมาณนาํ้ ฝน 800 –
เอยี ง 1,300 มลิ ลิเมตร/ป
และมีแหลงนํ้าเพียงพอ
ราบ หนา ดนิ ลึก อนิ ทรียวัตถุมาก สําหรบั ใชตลอดฤดกู าล
หรือในชวงฝนทิ้งชว ง
ปา ตง้ั แต 40 สะอาดปราศจากสารพิษ
ปนเปอน
อน เซนตเิ มตรขน้ึ
ปริมาณน้ําฝนเฉล่ียตอป
ม ไปชอบดนิ รวน 1,200 – 1,800
มิลลเิ มตร
าบ ทราย หรือดิน ปริมาณน้ําในชว งที่
มะขามใหผ ลผลติ จะตอง
ง รว นเหนียว มี มเี พยี งพอ จะขาดนํ้า
ในชว งนี้ไมได เพราะจะ
ๆ การระบายนํ้าดี ทาํ ใหค ณุ ภาพฝกไมดี
งจาก ไมมนี ํ้าทวมขงั
ะเล คา ความเปน
ะดบั กรดเปนดา ง
000 ของดนิ ระหวาง
5.5 - 7.4
ดินรว นท่ีมี
ความอุดม
สมบูรณสูง
- ความเปนกรด
เปนดา งอยู
ระหวา ง 5.5-
6.5
Crop Require
Crop สภาพภูมอิ ากาศ สภา
Requirement
อณุ หภูมิ ความชื้น แสง ปรมิ าณ ลม ระดบั
ชนดิ พืช นํ้าทะเล
สัมพัทธ CO2
มะปราง แหลง เจริญเติบโต
ปลกู ควร ในความสงู
มีฤดูฝน ตั้งแต
รอ นสลบั ระดบั น้าํ ทะ
หนาว ไมเ กิน 1,00
อณุ หภูมิ เมตร แตท ีค่
เฉลยี่ 20 สงู 600 เมต
– 30 จะเปน ความ
องศา ที่เหมาะสมท
เซลเซยี ส
มะมวง อณุ หภูมิ ความชื้น ความสูงจาก
ทีห่ มาะ สัมพัทธท ่ี ระดับน้ําทะ
สมตอ เหมาะสม ปานกลางไม
การ สําหรบั 300 เมตร
เจริญเติบ การ
โตอยู เจรญิ เติบโ
ระหวา ง ต 40-
20-34 ºC 80%
ement ของไมผ ล
าพพื้นที่ สภาพดิน
ความ เนอ้ื ดนิ ปรมิ าณธาตุ ธาตอุ าหาร สภาพนํ้า
ล ลาด อาหาร ควรเปน พ้ืนท่ที ่ีมีแหลง
เอียง นํา้ เพียงพอตอการ
เจรญิ เติบโต โดยเฉพาะ
ตได สามารถเจริญเติบโตได ชว งตดิ ผล และนา้ํ ทีใ่ ช
รดใหกับตน มะปราง
ในดนิ หลายชนดิ แตจะ ควรมคี า ความเปน กรด
เปนดา ง (pH) 6.5 - 7.0
เจริญไดด ีในดินรว น คือ ควรมีสภาพเปน ก
ลาง
ะเล หรอื ดินเหนียวรวน
00 ความเปนกรดเปนดาง
ความ (pH)อยูระหวาง 5.5 –
ตร 7.5
มสูง
ทีส่ ุด
ก ความ ดนิ รวนเหนียว ดินรวน ปรมิ าณน้ําฝนเฉล่ีย
ะเล ลาด หรือดนิ ปนทราย 700-1,500 มิลลิเมตร/
มเ กิน เอยี ง ระบายนาํ้ และถา ยเท ป
อากาศดี ซ่ึงระดบั นํา้ ใต
ของ ดินไมควรเกิน 2.5
พืน้ ที่ เมตร
12% ความลึกหนาดิน ไม
นอ ยกวา 70 เซนติเมตร
ความเปนกรด-ดาง
(pH) 5.5-7.5
Crop Require
Crop สภาพภมู อิ ากาศ สภา
Requirement
อุณหภมู ิ ความชนื้ แสง ปรมิ าณ ลม ระดับ
ชนิดพืช นา้ํ ทะเล
สมั พทั ธ CO2
มงั คดุ อณุ หภูมิ มากกวา มีความสงู
เฉลี่ย 25 30 % จาก
- 35 ระดับนาํ้ ทะ
องศา ลปานกลาง
เซลเซียส ไมเกิน 650
เมตร
ลองกอง รอนชื้น มคี วามชื้น นอ ยกวา
และ สมั พัทธ 650 เมตร
อุณหภูมิ คอ นขา ง
ท่ี สูง
เหมาะสม ประมาณ
อยู 70-80 %
ระหวาง
20-35
องศา
เซลเซยี ส
ement ของไมผ ล
าพพ้นื ที่ สภาพดิน
ความลาด เนอื้ ดนิ ปริมาณธาตุ ธาตอุ าหาร สภาพน้ํา
เอียง อาหาร
มีความ ดินรวน อุมน้ําไดด ี มี 2-3 % ปริมาณนํา้ ฝนมากกวา
ลาดเอยี ง ความอดุ มสมบรู ณสูง 2,000 มลิ ลลิ ติ รตอ ป
ะเ ท่ี pH 5.5 – 6.5 การกระจายตัวของฝนดี
เหมาะสม
ในระดบั
1-3 % แต
ไมค วรเกิน
15 %
พ้นื ที่ราบ เปนดินรว นปนทราย มี - ปริมาณนาํ้ ฝน
หรือพ้นื ท่ี อนิ ทรยี วตั ถคุ อนขางสงู ประมาณ 2,000-3,000
มคี วาม มกี ารระบายน้ําดี มิลลิเมตรตอ ป จาํ นวน
ลาดเอยี ง pH อยูระหวาง 5.5 – วันท่ีฝนตกประมาณ
ประมาณ 6.5 150-200 วันตอ ป
1-15 % - ควรมฝี นตกกระจาย
อยา งสม่ําเสมอยกเวน
ชวงกอนออกดอก 1-2
เดือน
- มีนา้ํ เพียงพอตลอด
ชว งฤดแู ลง
Crop Require
Crop สภาพภูมอิ ากาศ สภา
Requirement
อุณหภูมิ ความชื้น แสง ปริมาณ ลม ระดับ
ชนดิ พืช นํ้าทะเล
สัมพทั ธ CO2
ลาํ ไย อุณหภูมิ ความสูงจาก
ท่ีเหมาะ ระดับน้ําทะ
แกการ 100 – 1,00
เจรญิ เตบิ เมตร
โตอยู
ระหวา ง
20 – 25
องศา
เซลเซียส
ล้นิ จ่ี อณุ หภูมิ
ที่เหมาะ
แกก าร
เจรญิ เตบิ
โตอยู
ระหวาง
20-30
องศา
เซลเซียส
ement ของไมผ ล
าพพน้ื ท่ี สภาพดนิ
ความ เน้อื ดนิ ปรมิ าณธาตุ ธาตุอาหาร สภาพนาํ้
ล ลาด
เอียง อาหาร
ก ความ มกี ารระบายนํ้าดี มคี า มอี ินทรียวตั ถุ ปริมาณน้าํ ฝนไมต ํ่ากวา
ะเล ลาด ความเปนกรดเปน ดา ง มาก 1,000 มลิ ลเิ มตร/ป
00 เอียง ระหวาง 5.5 – 6.5 และมีการกระจายของ
10 – ฝนดี
15 %
มคี วาม ตอ งการดินทีม่ ีความ มอี นิ ทรียวัตถุ มีแหลงนํ้าสะอาดทไี่ มมี
ลาด อดุ มสมบรู ณส ูงหรือ มาก สารอนิ ทรียแ ละ
เอยี งไม ปานกลาง มีการระบาย อนินทรียทีเ่ ปน พิษ
ควรเกนิ นํา้ ดีเปน พิเศษ ดังน้ัน ปนเปอ น และมปี รมิ าณ
15% จงึ ควรปลกู ล้ินจใ่ี นพ้ืนที่ เพียงพอท่ีจะใชไดต ลอด
สงู พอสมควร เพราะมี ชวงฤดูแลง
การระบายน้ําทดี่ ีกวาใน
พน้ื ท่ตี ่ํา ดินควรมคี า
ความเปนกรดและดา ง
(pH) = 5.0-7.0
Crop Require
Crop สภาพภูมอิ ากาศ ส
Requirement
อุณหภมู ิ ความชื้น แสง ปริมาณ ลม ระดบั
ชนดิ พืช น้ําทะเล
สมั พทั ธ CO2
สตรอเบอรี่ อุณหภูมิ สงู จาก
10-25 ระดับนํา้ ทะ
องศา ไมต ่ํากวา 80
เซลเซยี ส เมตร
(มอี ากาศ
เยน็ ตลอด
ป)
สม โอ อุณหภมู ิ เจริญเติบโต
ที่เหมาะ ทั้งในทีด่ อนแ
แกก าร ที่ราบลุม
เจรญิ เตบิ
โตอยู
ระหวา ง
25 – 30
องศา
เซลเซียส
ement ของไมผ ล
สภาพพนื้ ท่ี สภาพดนิ
ความลาดเอียง เน้อื ดนิ ปริมาณธาตุ ธาตุอาหาร สภาพน้าํ
ล อาหาร
คาความเปน มีระบบระบายน้ําที่ดี
ะเล กรดเปนดางระ
00 หวา 5.5-6.5
ตไดด ี ดนิ รวนซยุ โปรง ควรมธี าตุ ปรมิ าณนา้ํ ฝนเฉล่ีย
และ การระบายนํ้าดี อาหารหลัก ( 1,500 – 2,000
นํา้ ไมทว มขัง N P K) และ มิลลิเมตร/ป
หรอื แฉะ ระดบั ธาตุอาหาร
หนา ดนิ ลึกอยาง รอง (Ca Mg )
นอย 1 เมตร มี ในปริมาณท่ี
อินทรยี วตั ถุมาก เพียงพอ ตาม
มีคา ความเปน ชวงอายุของ
กรดเปนดา ง ตน สม โอ และ
ปานกลาง ชวงฤดูกาลให
ระหวา ง ผลผลติ
5.5 – 6
Crop Require
Crop สภาพภูมิอากาศ สภา
Requirement
อุณหภมู ิ ความชืน้ แสง ปรมิ าณ ลม ระดับ
ชนดิ พืช นา้ํ ทะเล
สมั พัทธ CO2
องุน ไมอ ยใู นที่ แสง
แออัด แดด
ควรมลี ม เพียง
พัดผาน พอ
ไดดี
มะละกอ อุณหภูมิ ไมเ กนิ 1,50
ฝร่ัง 25 - 32 เมตร
องศา
เซลเซียส ไมค วรสูงเกิน
1,200 เมตร
อณุ หภูมิ จาก
ไมต ่ํากวา ระดับน้ําทะ
16 องศา
เซลเซยี ส
ement ของไมผ ล
าพพื้นที่ สภาพดิน
ความ เนื้อดนิ ปริมาณธาตุ ธาตุอาหาร สภาพนา้ํ
ล ลาด
อาหาร
เอยี ง
สามารถปลูกไดในพ้ืนท่ี - ดนิ รว นซยุ ระบายนา้ํ ดี
สูงต้ังแตระดบั นํา้ ทะเล มีอินทรียวัตถุเพียงพอ
จนถึงระดบั ความสงู - มหี นาดินลึกสภาพ
6,000 ฟตุ แตแ หลง ความเปนกรด-ดา ง (pH)
ปลกู องุนทมี่ คี ุณภาพดี อยรู ะหวา ง 5.6-6.4
มักอยูในระดบั ความสูง
จากระดบั น้ําทะเล
ประมาณ 1,000 -
4,000 ฟตุ
00 เปนดินรว นปนทราย มี เปนดนิ รว นปนทราย มี
ความสมบรู ณส ูง ความสมบรู ณส ูง ระบาย
ระบายนา้ํ ดี นํ้าดี
น ดนิ รว นปนทรายทมี่ ี ปรมิ าณนํ้าฝนและแหลง
ร ความอุดมสมบรู ณส งู มี นํ้า ควรมีแหลงนํา้
เพยี งพอในชวงการออก
การระบายนํ้าดี ดอกและการเจริญของ
ะเล สามารถปลูกไดใ นดิน ผล หรอื มีปรมิ าณนํ้าฝน
ประมาณ 1,000-2,000
เกอื บทกุ ชนดิ มิลลเิ มตร/ป
- ทนตอความแหง แลง
และสภาพนาํ้ ขัง
- ทนตอ ความเปนกรด
เปนดางต้งั แต 4.5-8.2
สภาพแวดลอ ม ขอมลู สภาพแวดลอ มท่ีเหมาะสมตอ การเจริญเตบิ โต
1. สภาพภมู ิอากาศ
2. สภาพพน้ื ที่ ความเหมาะสม
3. สภาพดนิ 1 เจรญิ เตบิ โตไดดีท่อี ุณหภูมิเฉลีย่ ตลอดปอยรู ะหวาง 26 – 30 องศา
4. ธาตุอาหาร 2.ความชนื้ สมั พทั ธ อยรู ะหวาง 65- 90%
5. สภาพนาํ้ 1.เจริญเตบิ โตไดดีและใหผลผลติ สูงในพ้ืนท่ีระหวางเสน รงุ ที่ 10 องศา เหน
2. มีความสูงจากระดับนํ้าทะเล 200 เมตร ไมเกิน 600 เมตร
3. เปน พนื้ ที่ราบ มคี วามลาดชันไมเ กินกวา 35 องศา
4. ไมมีน้ําทวมขงั
1.หนา ดินลึกไมน อยกวา 1 เมตร เปนดินรวนเหนียวหรอื รวนทราย ไมมชี นั้
ดาน หรือชน้ั กรวดอดั แนนในระดบั สงู กวา 1 เมตรจากพืน้ ดิน
2. คา ความเปนกรด – ดาง (PH) ท่ีเหมาะสมระหวา ง 4.5 – 5.5 ไมค วรเป
เค็ม หรือดนิ เกลือ
ธาตอุ าหารทจ่ี ําเปนสําหรับยางพารา
1.) ธาตุอาหารหลัก ไดแก
- ไนโตรเจน(N) สําคัญตอ การเจรญิ เติบโตของตน ยางและผลผลติ ยาง
- ฟอสฟอรัส(P) มคี วามสําคัญตอการแบง เซลลแ ละการสรางเซลล
- โพแทสเซียม(K) ชว ยใหทุกสวนของตน พชื และระบบรากแขง็ แรง ทนตอ
2.) ธาตุอาหารรอง ไดแก แคลเซียม(Ca) แมกนีเซียม(Mg) กํามะถัน
3.) ธาตุอาหารเสริมหรือจุลธาตุ ไดแ ก แมงกานสี (Mn) เหล็ก (Fe) สังกะ
ทองแดง(Cu) โบรอน(B)
1.ปริมาณนํ้าฝนไมต ่ํากวา 1,250 มลิ ลเิ มตรตอป การกระจายตัวของฝนดี
ฝนตก 120 – 150 วัน ชว งแลง ไมเกิน 4 เดอื น
2.การระบายน้าํ ดี ระดบั น้ําใตดนิ ตํ่ากวาระดับผิวดินมากกวา 1 เมตร ไมเป
หรอื พืน้ ท่นี า
ตและใหผลผลิต (Crop Requirement) ของยางพารา
นอื – ใต ขอจาํ กัด
1.อุณหภมู ติ ่าํ กวา 10 องศาเซลเซยี ส และสงู กวา 40 องศาเซลเซียส ตนยางจะชะงัก
การเจริญเตบิ โต
2.ถา ความช้ืนสัมพัทธต ่ําเปนเวลานาน จะทําใหต น ยางที่ปลูกใหมมอี ัตราการตายสงู
1. หากปลูกยางในพ้นื ทท่ี ่ีมีความสงู เกินกวา600 เมตรจะทาํ ใหก ารเจริญเตบิ โตชา
2.ถาความลาดเทมากกวา 15 องศา ตองปลูกแบบขั้นบันได
นหิน ชัน้ ดนิ 1.พื้นทท่ี ี่มีหนิ แข็งหรอื ดินดานอยใู ตด ินลึกไมเ กิน 1 เมตร ไมควรปลูกยาง เพราะยาง
อาจยืนตน ตายในปที่ 3 หรือ 4 เปน ตน ไปในชวงฤดูแลง เน่ืองจากขาดนํา้
ปน ดินดา ง ดนิ 2.ถา pH สงู หรอื ต่าํ เกนิ ไป ธาตุอาหารในดินจะอยูในรปู ที่พชื ไมส ามารถใชประโยชนไ ด
อโรคและแมลง 1.ถาใสปุยฟอสฟอรัสมากเกินไปจะทําใหนํ้ายางลดลง
ะส(ี Zn) 2. ถา มีแมงกานีสสูงจะทําใหตนยางเปนพิษและทําใหตน ยางดูดธาตุเหลก็ ไดล ดลง
มีจาํ นวนวัน 3.การขาดธาตสุ งั กะสีมผี ลทําใหต น ยางไมต า นทานโรค ชะงักการเจริญเตบิ โต และ
ปนทลี่ มุ นํ้าขัง นํา้ ยางลด ไดล ดลง
4. การขาดธาตทุ องแดงท่รี นุ แรงจะทําใหต น ยางตายจากยอด
5.ในดนิ ทมี่ ีอินทรียวตั ถุตํา่ มีโอกาสขาดธาตุโบรอน ทาํ ใหย อดออ นตนยางชะงักการ
เจรญิ เติบโต ใบยางมรี ปู บดิ เบ้ยี ว ถาแสดงอาการรุนแรงปลายยอดอาจตายได
หากปรมิ าณน้าํ ฝนเฉลยี่ ทัง้ ปนอยกวา 1,350 มิลลเิ มตรและมีวนั ฝนตกนอยกวา 120
วนั จะทาํ ใหต นยางพาราเจรญิ เติบโตชากวาปกติ ซึ่งจะสง ผลใหอ ายยุ างทีจ่ ะกรดี ได
มากกวา 7 ปขนึ้ ไป
ขอ มลู สภาพแวดลอมทเ่ี หมาะสมตอ การเจริญเตบิ โตแ
สภาพแวดลอม ความเหมาะสม
1. สภาพภมู อิ ากาศ
อณุ หภูมิ ควรอยูในชว ง 22 - 32 องศาเซลเซียส
แสงแดด ควรไดรับแสงแดดมากกวา 5 ชว่ั โมง/วัน
ลม มีลมพดั โชยออน ๆ มแี ดดจัด ชวยเสรมิ ใหตน ปา
ขึ้น /ไมค วรเปนพ้ืนที่ทม่ี ลี มพายพุ ัดผานเปน ประจํา
ความชื้นสัมพัทธของอากาศสูง มีอตั ราการคายน้ําล
2. สภาพพ้นื ท่ี อยใู นระหวางละตจิ ูดที่ 15 องศาเหนือ – 15 องศา
มีความสงู จากระดับน้าํ ทะเล ไมเ กิน 500 เมตร
อยใู นสภาพภมู ิอากาศแบบรอ นชื้น
เปน พืน้ ทีร่ าบ ความลาดชันไมเกิน 12 องศา
3. สภาพดิน เนอ้ื ดนิ เปน ดนิ รวนถงึ เหนียว
มคี วามลึกของชนั้ ดิน หรือระดบั น้ําใตดินมากกวา 7
มีความเปนกรดเปนดา งของดนิ (pH) ระหวาง 4.0-
ความหนาของชั้นดนิ อินทรียอยรู ะหวาง 0-0.6 เมต
มคี วามสามารถในการซมึ นํ้าของดนิ ปานกลาง การร
ปานกลางถงึ ดี ไมมกี ารทวมขังของนาํ้
4. ธาตุอาหาร ปาลมนาํ้ มนั ตอ งการธาตุอาหารสงู มาก ควรใสปุยใ
ธาตุอาหารหลัก 5 ชนิด ไดแก ไนโตรเจน ฟอสฟอร
แมกนเี ซียม และโบรอน
สัดสว นความเหมาะสมของธาตุอาหารแตล ะชนดิ ตอ
5. สภาพนา้ํ ปริมาณน้ําฝน 2,500-3,000 มิลลิเมตร/ป และมกี า
แตล ะเดือนมากกวา 120 มลิ ลเิ มตร
ไมควรมีฝนแลงมากกวา 3 เดอื น
หมายเหตุ : สามารถหาขอ มลู เพมิ่ เติมไดท่ี ขอมลู ความตองการของพชื (Crop Requirement)
http://www.agriman.doae.go.th/home/t.n/t.n1/1Copy_th1.1.html
และใหผ ลผลติ (Crop Requirement) ของปาลมนํา้ มัน
าลมมีอัตราการหายใจดี ขอ จํากัด
ลดลง
าใต อุณหภมู ทิ ี่ตา่ํ กวา 20 องศาเซลเซียส ทําใหผ ลผลิตลดลง
อุณหภูมทิ ีส่ ูงกวา 33 องศาเซลเซียส ทาํ ใหเ กดิ ชอดอกตวั ผูมาก ขณะท่ีชอ
ดอกตัวเมียจะฝอ
ลมแรง ทาํ ใหใ บปาลม ฉีกขาด/ทางใบหกั การสังเคราะหแ สงลดลง
ความชนึ้ สัมพัทธนอย (อากาศแหง ) จะทาํ ใหล ะอองเกสรและแมลงผสม
เกสรมอี ายสุ ้นั ทําใหอตั ราการผสมเกสรลดลง
หากปลูกในพ้ืนทีท่ ่ีสูงจากระดับนํา้ ทะเลมากเกินไป อากาศจะเยน็ ฝนจะ
นอย แสงอาจจะนอยหรือมากกวา ความตอ งการ ทําใหผลผลติ ลดลง
75 เซนตเิ มตร ดินที่มี pH ของดนิ ต่ํากวา 3.2 ทําใหธ าตุอาหารพชื ในดินอยูในรูปทีป่ าลม
-6.0 นาํ้ มันไมสามารถนําไปใชป ระโยชนไดเตม็ ที่
ตร ดนิ ท่มี ีระดับนํ้าใตด ินตืน้ (ตํา่ กวา 40 เซนติเมตร) หรือมคี วามหนาของช้ัน
ระบายน้าํ ดนิ อนิ ทรียลึกกวา 1.5 เมตร จะทาํ ใหป าลม น้าํ มันโคน ลม
ไดงาย
ใหเ พียงพอและสม่ําเสมอ การใสป ุยไมเ พยี งพอ ทําใหปาลมนาํ้ มันขาดธาตุอาหาร
รสั โพแทสเซยี ม การเจรญิ เตบิ โตและผลผลติ ลดลง
สัดสว นธาตุอาหารที่ไมส มดุล ทาํ ใหผลผลติ ลดลง
องสมดุลกัน
ารกระจายของนํ้าฝนใน พ้ืนทีซ่ ึ่งมีปริมาณนาํ้ ฝนตํ่ากวา 1,200 มิลลเิ มตร/ป ปรมิ าณน้าํ ฝนจะไม
เพยี งพอสําหรับการเจรญิ เติบโต ทําใหผ ลผลติ ตอไรต ํา่ ลง
เว็ปไซตของสาํ นักสง เสริมและจดั การสินคาเกษตร
2. สรีรวิทยาพชื ดนิ นํ้า ธาตอุ าหาร ปยุ
2.1 สารควบคมุ ชวี ภาพของพืช (Plant Bioregulators)
เปน ชือ่ เรยี กของสารเคมปี ระหนึ่งซ่ึงมีผลในการควบคุมการเปล่ียนแปลงตาง ๆ ของพืชในดานตาง ๆ
ท้ังทางดานสรรี วิทยาของพืช และกระบวนการทางชีวเคมตี างๆ สารเหลา นไ้ี มร วมถงึ อาหารและธาตอุ าหารตา ง ๆ
ที่พืชสรางข้ึนหรือเมื่อการใหจากภายนอกเขาไป ดังน้ัน จึงไมจัดวาสารประเภทน้ําตาลและปุยชนิดตาง ๆ
เปน สารควบคุมชีวภาพของพชื สารตา งๆ ท่ีพืชสรางขึ้นเองมีคุณสมบัตติ รมตามขอ กาํ หนดน้ี อาจเรยี กไดออี ยา งหนึ่งวา
ฮอรโมนพืช อยา งกต็ าม การใชประโยชนจากสารเหลานี้ทางการเกษตรเปนไปไดยาก จึงไดมีการสังเคราะห
สารตา งๆ ที่มคี ุณสมบตั คิ ลายฮอรโ มน ซึง่ คําที่ใหความหมายรวมไดด กี ็คอื สารควบคุมชีวภาพของพืช ซึ่งในท่ีนี้
มีความหมายรวมถึงสารฮอรโมนที่พืชสรางขึ้นเองและสารสังเคราะหท่ีมีคุณสมบัติตรงตามขอกําหนดน้ี
เพ่อื พิจารณาคณุ สมบตั หิ ลกั ของสารควบคมุ ชีวภาพของพชื จึงสามารถจําแนกสารดังกลาวออกเปนกลุมตางๆ ได
ดังนี้
1. ออกซิน (auxins) สาระสําคัญในกลุมนี้ ไดแก ไอเอเอ ซ่ึงพบในพืชเกือบทุกชนิด แหลงสราง
ที่สาํ คัญ ไดแก เมลด็ ท่ีกาํ ลังพัฒนา ตาใบ และใบออน ปลายยอด มีผลชวยในการขยายขนาดของเซลล มีผล
กระตนุ การแบงเซลลข องแคมเบียม กระตุนการสรา งจุดกําเนดิ ราก ทําใหโคง เขา หาแสงหรอื ตอบสนองตอ สง่ิ เรา
ภายนอก เปน ตน
2. จิบเบอเรลลิน (gibbeerellins : GAs) เปนกลุมของสารที่มีโครงสรางพ้ืนฐานเหมือนกัน คือ
โครงสรางจิบเบอเรลลิน (ent-gibberellane) ปจจุบันมีการคนพบสารจิบเบอเรลลินแลวท้ังหมด 89 ชนิด
(Davies, 1995) สารจบิ เบอเรลลินมีแหลงสรางอยูที่เมล็ดออน ยอดออน และอาจเปนไปไดวาสามารถสราง
ท่ีรากได สารน้มี ีผลตอการยดื ตัวของเซลล การงอกของเมล็ด ควบคมุ การออกดอกของพชื บางชนดิ แตไ มม ผี ลตอ
การโคงเขาหาแสงของพชื สารในกลุม นีท้ ี่สําคญั ไดแ ก GA3 (gibberellicacid) เปนตน
3. ไซโตไคนิน (cytokinins : CKs) สารกลุมนี้เปนสารประเภทอะดีนีนเปล่ียนรูป () มีการสรางมาก
ที่ปลายรากและเมล็ดออนที่กําลังพัฒนา สารกลุมนี้มีผลชวยในการแบงเซลล กระตุนการพัฒนาของตาพืช
การเติบโตของผล สารในกลมุ นี้ไดแก ซอี าติน
4. กรดแอบไซสิกและสารยับยั้งการเจริญเติบโต (abscisic acid and plant inhibitors) สาร
ในกลมุ นี้ท่ีพืชสรางขน้ึ และมคี วามสําคัญมากคือ กรดแอบไซสิก หรือ เอบเี อ สรางมากท่ีราก ใบแกและเมลด็ พืช
บางชนิด มีผลยับย้ังการเจริญเติบโตของพืชในดานตางๆ เชน ทําใหเกิดการพักตัว ทําใหใบรวง ปากใบปด
นอกจากน้ี ยังมีสารอีกหลายชนิดที่พืชสรางขึ้นเพื่อยับย้ังการเจริญเติบโต โดยท่ัวไปและยังมีสารสังเคราะห
ทมี่ ผี ลในการยบั ยั้งการเจริญเตบิ โตและกระบวนการตา งๆ ในพชื ไดเชนกัน
5. เอทิลีนและสารปลดปลอยเอทิลีน (ethylene and ethylene releasing compounds)
เอทิลีนเปนสารชนิดเดียวท่อี ยใู นรปู กาซ สรา งไดในเนอ้ื เยื่อเกอื บทกุ ชนดิ โดยเฉพาะอยา งย่ิงเนื้อเยือ่ ท่ีกําลงั เขา สู
การชราภาพ มผี ลเรง การสกุ การแก การหลุดรว มของใบ เปนตน การใชป ระโยชนจากสารน้ีในทางการเกษตร
เปนไปไดยาก จึงมีการสังเคราะหสารที่อยูในสภาพของเหลวและสามารถปลดปลอยเอทิลีนไดในสภาพ
ท่เี หมาะสมออกมาใชป ระโยชนแ ทนการใชเ อทิลีนโดยตรง
6. สารชะลอการเจริญเติบโต (plant growth retardants) สารกลุมนี้เปนสารสังเคราะหทั้งหมด
มผี ลตอ พืชโดยการยับย้ังการสรางจบิ เบอเรลลนิ ในพชื และยังมีผลตอพืชในดานตางๆ อีกมาก สารในกลุมนี้มี
การใชประโยชนก นั อยา งกวา งขวางเพ่อื ควบคมุ ขนาดทรงพุมของพชื กระตุนการออกดอกของไมผลหลายชนิด
และใชในการเพิ่มผลผลติ ของพืชชนิดตา ง ๆ
7. สารอ่ืนๆ (miscellaneous) สารในกลุมนี้อาจรวมถึงฮอรโมนท่ีพืชสรางข้ึน เชน โพลีมีน
บราสสิโนสเตอรอยด รวมถึงสารอน่ื ๆ ทเ่ี ปนการสังเคราะหและมีผลในการกระตนุ หรอื ควบคุมการเปลี่ยนแปลง
ตา งๆ ของพชื เชน สารไตรอาคอนทานอล ไกลโฟเสท ไซโคลเฮซามดี เปนตน
สารทก่ี ลา วมาทัง้ หมดนี้ โดยเฉพาะอยางย่ิงสารสังเคราะห ไดมีการนํามาใชประโยชนทางการเกษตร
ในดานตา ง ๆ อยางแพรหลายในปจ จุบัน เพอ่ื ประโยชนใ นการผลติ พืชใหไดตามทตี่ อ งการอยางไรก็ตาม การใช
สารเหลา นี้กับพืชเพ่อื ประโยชนอ ยางใดอยา งหนง่ึ ตามคณุ สมบตี ิของสาร ผใู ชต อ งมีความเขาใจถึงคุณสมบัติตาง ๆ
ของสารแตล ะชนิดและขอ จํากดั ตาง ๆ เพ่ือใหก ารใชส ารนัน้ ไดผ ลตามท่ีควรจะเปน
2.1.1 ออกซนิ และคุณสมบตั ทิ ่สี ําคัญ
สารในกลุมออกซนิ มีทงั้ ท่ีพชื สรา งขนึ้ เองและสารสงั เคราะห จดั เปน สารกลมุ ใหญกลมุ หนงึ่ ทม่ี ผี ล
ตอ การเติบโตของพชื ในดา นตางๆ มากมาย และสามารถนํามาใชป ระโยชนทางการเกษตรไดอ ยา งกวางขวาง โดย
มคี ณุ สมบตั ิเปนสารเรง การเตบิ โต (growth promoter) มีผลกระตุนการขยายขนาดของเซลล และการยืดตัว
ของเซลล และยงั มผี ลกระตนุ การเกดิ ราก การเจรญิ เติบโตของพชื การพัฒนาของผล เปนตน สารออกซินชนิด
แรกที่คนพบ คือ ไอเอเอ (indol-3-yl acetic acid) ซ่ึงเปนสารท่ีพืชสรางข้ึน ตอมาไดมีการคนควาหารสาร
ท่ีคลายคลึงกับ ไอเอเอ เชน ไอบีเอ [4-(indol-3-yl) buytyric acid] , เอ็นเอเอ (1-naphthylacetic ) และ
นํามาใชป ระโยชนท างการเกษตรทกุ วันนี้
ผลของออกซินทม่ี ีตอพชื
1) ออกซินทีมีอยูในพืชตามธรรมชาติมีหนาท่ีในการสงเสริมหรือควบคุมการเจริญเติบโต
ทั้งทางดานการแบง เซลล การขยายขนาดของเซลล การออกดอกติดผล การหลุดรวงของอวัยวะตาง ๆ โดยมี
ผลรวมกับฮอรโมนชนิดอ่ืนๆ ในพืช เมื่อมีการใชสารสังเคราะหที่มีผลคลายออกวินเพิ่มเขาไปใหแกพืช จะมี
ผลทําใหความสมดุลของสารฮอรโมนภายในเปลี่ยนแปลงไป ซึงผลที่ตามมาคือ การเจริญเติบโตอาจ
เปลี่ยนแปลงไปทัง้ ทางดา นทเ่ี กิดผลดีและผลเสยี ดงั นัน้ การใชสารสังเคราะหเหลาน้ี ในการผลิตพืชเพ่ือใหได
ผลตามทีต่ องการ จึงจําเปนตองศึกษาคุณสมบัติของสาร และผลที่เกิดขึ้นกับพืชโดยละเอียด กอนที่จะนําไปใช
ประโยชน สารออกซินสังเคราะหใชประโยชนในการผลิตพืชไดหลายอยาง เชน เรงการเกิดราก การติดผล
การออกดอก ปอ งกนั ผลรว ง อยางไรกต็ าม สารเหลานี้ไมสามารถใชประโยชนกับพืชไดทุกชนิด โดยท่ัว ๆ ไป
ออกซนิ มีผลตอ พืชในดา นตาง ๆ ดงั น้1ี . การแบงเซลลและการขยายขนาดของเซลล ออกซินมีผลตอการแบง
เซลลของแคมเบียม เชน พืชท่ีผลัดใบ (deciduous plants) เมื่อเขาสูฤดูใบไมผลิ จะเร่ิมมีการเจริญเติบโต
ตอ ไป พบวา ออกซนิ ที่สรางจากปลายยอดจะเคลื่อนทล่ี งมาทางดานลาง และจะทาํ ใหเกิดการแบงเซลลข องแคม
เบยี มทีม่ ีใตป ลายยอดลงมา แตถ ามกี ารตัดยอกออกจะทําใหการแบง เซลลข องแคมเบียมทอี่ ยูใ ตปลายยอดลงมา
แตถา มีการตดั ยอดออกจะทําใหก ารแบง เซลลหยุดชะงกั ลง และถา ให ไอเอเอ เพ่ิมเขาไปทดแทน จะทําใหเกิด
การแบง เซลลไ ดตามปกติ
2) การติดผลและการเจริญเติบโตของผล เม่ือพืชเกิดการถายละอองเกสร ไมวาจะเกิด
การปฏิสนธหิ รอื ไมก็ตาม พบวา ปรมิ าณออกซินภายในรังไขจ ะเพิม่ ขน้ึ อยา งมาก เปนผลใหก ารเจรญิ เติบโตของ
ผลเปนปกติ ในชวงน้ถี าผลขาดออกวิน จะทําใหไมเติบโตและหลุดรวงไดในที่สุด เมล็ดเปนแหลงของออกซิน
ทสี่ ําคัญแหลง หน่ึง ซึง่ สังเกตไดวา ผลไมท่ีมีเมล็ดมากจะมีผลขนาดใหญกวาผลท่ีไมมีเมล็ด เชน องุนพันธุท่ีมี
เมล็ด จะมีขนาดใหญกวาองุนพันธุท่ีไมมีเมล็ด สวนผลไมชนิดอื่นๆ พบวา ถาคัพภะตายในระหวางที่มี
การพฒั นาของผล จะทําใหการเจรญิ เติบโตหยดุ ชะงกั ลง ผลขยายขนาดตอไปไดนอยมาก และอาจหลดุ รวงกอ น
ถึงอายุ ผลไมบ างชนดิ ทจ่ี ดั เปนผลกลมุ (aggregate fruits) หรือผลรวม (multiple fruits) เชน นอ ยหนา ขนุน
สตรอเบอรี่ ถาผลยอยผลใดในผลไมพัฒนาจะทําใหเกิดการบิดเบี้ยวของผลไดเนื่องจากเกิดการเจริญเติบโต
ไมเ ทากนั ภายในผล
3) การหลดุ รวง ออกซินมีผลยับย้ังการหลุดรวงของใบ ดอก ผล ซึ่งผลของออกวินขอน้ีตรงกัน
ขา มกับเอทลิ นี และเอบเี อ ในสภาพปกติ พชื จะมีท้ังออกวิน เอทิลีน และเอบีเอ อยูดว ยกันแตใบ ดอก หรือผล
จะไมห ลุดรวง เนื่องจากออกวนิ สามารถยบั ยัง้ การทํางานของเอทลนี และเอบีเอ จนกระทั่งเมื่อปริมาณออกซิน
ลดลง หรือไมสามารถเคลื่อนที่ไปยังจุดที่เกิดรอยแยก (abscission zone) ไดเพียงพอ จึงจะทําใหเกิดการ
หลดุ รวงได
4) การยบั ยั้งการเจริญของตาขาง (apical dominance) พืชสวนใหญมีการเจริญขึ้นทางดานบน
โดยไมมีการเจริญของตาขาง (axillary buds) ตายอดและตาขางของพืชเปนแหลงสรางออกวินแตออกซิน
ทส่ี รา งขน้ึ ทตี่ ายอดสวนหนึ่งจะเคล่ือนท่ีลงมาทางดานลาง ทําใหปริมาณออกซินภายในตาขางมีมากเกินกวา
ที่ตาน้ันจะเจรญิ ออกมาได เน่ืองจากออกซินความเขมขนสูงจะยับยั้งการเจริญจองตา ดังน้ัน เม่ือแหลงสราง
ออกซินในสวนท่อี น่ื ถูกทําลาย จงึ มผี ลทาํ ใหป ริมาณออกวินภายในตาขางลดลงและสามารถเจริญเติบโตตอ ไปได
เชน การตดั ยอด การเด็ดใบทิง้ จะทําใหตาขางท่อี ยดู า นลางของตายอดเจริญเปนกิ่งได นอกจากนี้สารในกลุม
ไซโตไคนิน เชน บีเอพี (6N-benzylaminopurine) ก็มีผลในการลบลางอิทธิพลของออกวินท่ีสงลงมาจาก
ตายอดได โดยสามารถกระตนุ การเจรญิ ของตาขางโดยไมตอ งมีการตดั ยอด เมอื่ มีการใชส ารทาท่ีตาขางของพืช
ก็จะสามารถกระตุน ไดต าน้นั เจรญิ ออกมาเปนกงิ่ ใหมไดไ มวาจะมกี ารตัดยอดหรอื ไมก ็ตาม
5) การเจริญเติบโตของราก ออกซินมีผลในการควบคุมการเจริญเติบโตของรากเปนอยางมาก
ออกซินความเขมขน สงู สามารถกระตนุ ใหเกิดจุดกําเนิดราก แตเมื่อเกิดจุดกําเนิดรากแลวพืชตองการออกซิน
ความเขมขนตํ่ามาก ๆ เพื่อการเจริญของรากตอไป เนื่องจากออกวินความเขมขนสูงมีผลยับยั้งการเจริญ
ของราก ปลายรากพชื เปนแหลงสรางออกซินทีส่ ําคญั แหลง หนง่ึ ปลายรากสรา งออกซนิ ไดนอ ยกวา ทีป่ ลายยอด
แตก็มากพอสําหรับการเจริญเตบิ โตของรากตามปกติ
6) การตอบสนองตอส่งิ เรา ออกซินมีผลทําใหตน พืชโคงงอเขาหาแสง และมีการโคงงอหนีแรง
ดึงดูดของโลกได เม่ือตนพืชไดรับแสงดานใดดานหนึ่ง จะทําใหออกซินในดานท่ีถูกแสงนั้น เคลื่อนท่ีทาง
ดา นขวางไปยังดานที่ไมถ กู แสง จงึ เกดิ การขยายขนาดของเซลลในดานท่ีไมถูกแสงมากกวาปกติ ตนจึงโคงงอ
เขาหาแสงได ในกรณีของการโคงงอเขาหาแสงได ในกรณีของการโคงงอหนีแรงดึงดูดของโลกก็อธิบายได
โดยเหตุผลเดียวกัน คือ เม่ือตนนอราบอยูกับพื้น จะมีการเคลื่อนท่ีของออกซินทางดานขวางลงมาสะสม
ยังดานลาง จึงเกิดการโคงงอขึ้นดานบน สวนการเติบโตของรากน้ันเปนไปในทางตรงกันขาม น่ันคือ จะมี
การโคงงอหนีแสงและโคงงอตามแรงดงึ ดูดของโลก เนอื่ งจากเมอ่ื รากถูกแสง จะทําใหมีการเคล่อื นยา ยออกซนิ
ไปสะสมยังดานทีไ่ มถ กู แสงมากขึน้ การเติบโตของรากนั้นตอ งการออกวนิ ความเขมขนตํ่ามาก เม่ือมีการสะสม
ของออกซนิ มากเกนิ ไปในดา นใดดานหน่งึ จะทําใหก ารขนายขนาดของเซลลเกิดไดนอ ยลง ดังนนั้ จงึ เกิดการโคง
งอหนแี สงได ในทาํ นองเดียวกนั การโคง งอเขาสแู รงดงึ ดูดของโลกก็เปน ไปตามหลกั การเดยี วกนั น้ี
ประโยชนจ ากออกซนิ ทางการเกษตร
จากผลของออกซินท่ีมีตอพืชในดานตาง ๆ กันดังไดกลาวมาแลว จะเห็นไดวามีแนวทาง
ที่จะนํามาใชประโยชนในการควบคุมพืชใหเกิดลักษณะที่ตองการได โดยการใชสารสังเคราะหที่มีผลคลาย
ออกซินใหก บั พชื ในชวงเวลาที่เหมาะสม เพ่ือเปลี่ยนแปลงสมดุลของฮอรโมนภายใน หรือเขาไปมีผลทดแทน
ออกซนิ ธรรมชาติโดยตรง นักวจิ ัยตางๆ ไดพยายามหาทางใชป ระโยชนจ ากการสงั เคราะหเ หลานใี้ นการผลิตพืช
จนกระทง่ั ปจ จบุ นั สามรถใชป ระโยชนไดใ นโอกาสตอ ไป การใชประโยชนจากออกวนิ ทางการเกษตร มีแนวทาง
เปนไปไดใ นแงต า ง ๆ ดังนี้
1) เรง การเกดิ รากของกง่ิ ปก ชําและก่งิ ตอน ออกซนิ สามารถกระตนุ การเกดิ รากของก่ิงปก ชาํ และ
กิง่ ตอนของพืชไดหลายชนดิ พืชบางชนดิ มจี ุดกําเนิดรากอยแู ลว และสามารถออกรากไดง าย เชน ฤษีผสม ไทร
ถามกี ารใชอ อกวนิ กบั พืชเหลาน้ี จะทําใหเกดิ รากไดมากและเร็วข้ึนกวา ปกติ แตพืชบางชนิดออกรากไดยาก เชน
มะมว ง มงั คุด การใชออกซนิ อาจมผี ลชว ยใหเปอรเซ็นตกิง่ ทีเ่ กดิ รากมีมากข้ึน ในพชื เหลา นี้ สารท่ีนิยมใชใ นการ
เรงรากของก่ิงปก ชําและกิง่ ตอน คอื ไอบเี อ และเอน็ เอเอ
2) เรง การเกดิ ดอก ผลของออกวินในการเรง การเกดิ ดอกยงั ไมเดนชัดนัก เคยมีรายงานวา การใช
เอ็นเอเอ พนไปที่ตนสัปปะรด มีผลทําใหสับปะรดออกดอกได ปจจุบันยังไมทราบแนชัดวา เอ็นเอเอ มีผล
โดยตรงตอ การออกดอกของสับปะรด หรือมีผลกระตุนการสรางเอทิลีนภายในตน แลว เอทิลีนท่ีเกิดขึ้นจึงมี
ผลกระตุน การออกดอก ปจ จุบนั การเรงดอกสบั ปะรดสว นใหญใชส ารปลดปลอยเอทลิ ีน เชน เอทฟี อน อยางไร
กต็ าม มบี างรายยงั นิยมใชสารเอน็ เอเอในการเรงดอก เน่อื งจากมรี าคาถูกกวา การใชสารเอทีฟอน สวนพืชชนิดอ่ืน
ยงั ไมม ีรายงานเดน ชัดวา สารออกซินสามารถกระตุนการออกดอกได
3) การเปลีย่ นเพศดอก ออกซินเปนสารท่ีมผี ลในการกระตุนการเจริญของเพศเมีย ในกรณีของ
พืชที่มดี อกเพศเมียและเพศผแู ยกกันอยตู างดอก หรอื ตา งตน กัน เชน พชื ตระกูลแตง พบวา การใชสารเอ็นเอเอ
พืชตนแตงในระยะตนกลา มีผลทําใหเกิดการพัฒนาดอกเพศเมียไดมากและเร็วขึ้น การใชสารเอ็นเอเอ
ความเขม ขน 100-200 มิลลกิ รมั ตอลติ ร กบั ชอดอกมะมวงในระยะท่ีเร่มิ แทงชอดอกมผี ลทาํ ใหส ัดสว นระหวาง
ดอกสมบูรณเพศตอ ดอกมผี ลทาํ ใหส ัดสวนระหวา งดอกสมบูรณเพศตอดอกเพศผู เพ่ิมขึ้นประมาณ 2 เทา นั้น
คือ ทําใหเกิดดอกสมบูรณเพศมากขึ้น อยางไรก็ตาม การใชสารเอ็นเอเอกับพืชบางชนิด เชน เงาะ ล้ินจี่
(พันธุค อ ม) ในระยะออกดอกเร่ิมบาน หรือบานครึ่งชอ แลว จะมีผลในการชะงักการเจรญิ ของเกสรเพสเมยี และ
กระตุนใหเกสรเพศผเู จริญข้นึ มาแทน ซงึ่ ดอกเหลา นี้จะสง ละอองเกสรเพศผไู ปผสมกับดอกขางเคียง ทําใหเกิด
การติดผลได
4) ปองกันการรวงของผล ออกซินเปนสารท่ีมีผลยับย้ังการสรางรอยแยกที่ข้ัวผล (abscission
layer) จึงมีผลชว ยปองกนั การรว งของผลได สารท่ีนิยมใชในการปองกันการรวงของผล ไดแก เอ็นเอเอ และ
2,4-ดี มีการทดลองกับพืชหลายชนิด พบวาสารเหลานี้ สามารถปองกันการรวงของผลได การใชเอ็นเอเอ
100-400 มลิ ลิ กรมั ตอลิตร กับลองกอง โดยการพนสารในระยะท่ีผลเร่ิมเปล่ียนจากเขียวเปนเหลือง สามารถ
ปองกันการรวงของผลระหวางการเก็บเก่ียวและขนสงไดดี นอกจากน้ี ยังมีรายงานวาการใชเอ็นเอเอ
ความเขม ขน 10-40 มลิ ิลกรัมตอ ลิตร ในระยะทีผ่ ลมอี ายุ 5- 6 สัปดาห จะชวยปอ งกนั การรว งของผลเก็บเกี่ยว
ไดเ ชนกัน
5) ขยายขนาดผล ออกวินมีผลชว ยในการขยายขนาดของผลไมบ างชนดิ ได เชน สับปะรด การใช
เอ็นเอเอความเขมขน 100 มลิ ลกิ รัมตอ ลิตร พนท่ีผลสับปะรดในระยะที่กลีบดอกเร่มิ แหง จะทําใหผลมีขนาดใหญ
ขนึ้ ได สว นในพืชอ่นื ๆ ยังไมม ีรายงานวาออกซนิ ชวยในการเพม่ิ ขนาดผลได
6) เพ่ิมการติดผล ออกซินชวยเพ่ิมการติดผลของพืชบางชนิดได โดยเฉพาะอยางย่ิงในพืชท่ีมี
หลายเมล็ด เชน มะเขือเทศ มะเขือพวง สารท่ีนิยมใชเพ่ิมการติดผลของพืชเหลานี้ คือ 4-ซีพีเอ
(4-chlorophenoxyacetic acid) พนสารน้ีในระยะดอกบาน โดยใชความเขมขนในชวง 20-50 มิลลิกรัม
ตอลิตร อยางไรก็ตาม การใชสารน้ีจะมีผลขางเคียงเกิดขึ้น คือ ใบบิดเบ้ียวเสียรูปทรง การใชสาร 2,4-ดี
ความเขมขน 10-20 มลิ ลกิ รัมตอ ลิตร สามารถเพ่มิ การติดผลของสมเขยี วหวานไดเ มอ่ื พน สารในระยะดอกบาน
เต็มท่ี พืชชนิดอื่นท่ีมีเมล็ดเพียงเมล็ดเดียวมักไมตอบสนองตอออกซินในแงของการติดผล ดังนั้น จึงไมอาจ
ใชสารเหลา นเ้ี พื่อเพ่ิมสารตดิ ผลได
7) กําจัดวชั พชื ออกซนิ เปนสารทม่ี ีผลในการฆาพืชไดเ มอ่ื ใชใ นอัตราสงู ดงั นนั้ จึงมกี ารใชสารท่ีมี
ผลของออกซินสูงเปนสารกําจัดวัชพืชได เนื่องจากสารเหลานี้เปนสารท่ีแสดงผลของออกซินสูงและมีการ
สลายตัวไดชา ยกตัวอยางเชน 2,4-ดี เปนสารกําจัดวัชพืชใบกวางหลายชนิด สวนออกซินชนิดอื่นที่มีผลของ
ออกซนิ ต่าํ กวา ไมน ยิ มนาํ มาใชเปน สารกําจดั วัชพืช เนือ่ งจากตองใชค วามเขม ขน สูงมากจึงจะสามารถทาํ ใหพืช
ตายได
8) จากประโยชนของออกซินท่ีกลาวมานี้ ทําใหสามารถนํามาใชชวยในการผลิตพืชได
อยา งกวา งขวาง และหากมกี ารวจิ ัยตอ ไปในอนาคต ก็คาดวา การใชประโยชนจากสารกลมุ น้จี ะมมี ากข้ึน
2.1.2 คณุ สมบัตขิ องจบิ เบอเรลลนิ และการใชประโยชน
จิบเบอเรลลินเปนฮอรโมนพืชกลุมหน่ึงซ่ึงมีผลเรงการเจริญเติบโต โดยมีคุณสมบัติหลัก คือ
เกย่ี วขอ งกับการยดื ตัวของเซลล (cell elongation) นอกจากยังมผี ลตอการออกดอก ติดผลของพืชอีกหลายชนิด
มกี ารคน พบจิบเบอเรลลินแลวท้ังหมด 89 ชนิด แตที่นํามาใชประโยชนทางการเกษตรมีอยู 3 ชนิด คือ GA3
(gibberellic) , GA4 , GA7 โดยเฉพาะอยางย่ิง GA3 ซึ่งเปนสารหน่ึงท่ีใชกันมากที่สุดในโลกเพื่อการผลิตพืช
การคน พบจิบเบอเรลลินชิดใหมๆ น้ันเกิดขึ้นเปนระยะ คาดวาอีกไมนานจะมีการคนพบจิเบอเรลลินชนิดอ่ืน
เพ่ิมข้นึ อกี แตอ ยางไรก็ตามคณุ สมบตั หิ ลักของจิบเบอเรลลินน้นั คลา ยคลงึ กนั เพยี งแตป ระสิทธภิ าพอาจแตกตา งกนั
เทานน้ั
ผลของจิบเบอเรลลินที่มตี อพชื
1) การยืดตวั ของเซลล การทกี่ งิ่ หรอื ตน พืชมีการยดื ยาวออกไดนั้น เปนผลมาจากการยืดตัวของ
เซลล และการแบง เซลล อยางไรกต็ าม การแบง เซลลห รอื การเพิม่ จาํ นวนเซลลของพืชนัน้ ไมใชสาเหตุหลักการ
เติบโตยดื ยาวของก่ิงกาน ดังน้ัน การที่พืชมีการเติบโตยืดยาวออกจึงเปนผลของการยืดตัวของเซลลเปนสวน
ใหญ จบิ เบอเรลลินมผี ลทาํ ใหเซลลใตป ลายยอดเกดิ การยืดตวั การพน สารจบิ เบอเรลลินใหตนพืชจะกอใหเกิด
การยืดตัวของเซลลไออยางมาก และจะยิ่งเดนชัดขึ้นถาพืชนั้นเปนพืชแคระ (dwarf) หรือพืชพวกท่ีมี
ทรงตนแบบกระจกุ (rosette plants) ซงึ่ จิบเบอเรลลนิ มีผลทั้งเพ่ิมจํานวนเซลลแ ละเพิม่ การยดื ตัวของเซลล
2) การเติบโตทางกิง่ ใบ จิบเบอเรลลินมผี ลอยา งมากตอการเตบิ โตทางดานกิง่ ใบ ท้งั ทางดา นการ
เติบโตของใบ และการยืดตัวของกิ่ง ท้ังทางใบดานการเติบโตของใบ และการยืดตัวของกิ่ง ในการดานการ
เตบิ โตของใบนั้นพบวา จบิ เบอรเรลลนิ มีผลในการยดื ตวั ของใบและการขยายขนาดของใบ โดยเฉพาะอยางย่ิง
พืชวนั สนั้ และพืชยืนตน หลายชนดิ เชน กาแฟ ซ่ึงเปน พืชวันสัน้ เมือ่ มีการพน สารจบิ เบอเรลลินใหก บั ตน จะมีผล
ทาํ ใหก ารออกดอกนอยลงและมกี ารเตบิ โตทางกิง่ ใบเขา มาแทน ในการกรณีของพืชยืนตน เชน มะมวง พบวา
ในชว งท่มี กี ารเตบิ โตทางดา นกิ่งใบน้ัน จะมีสารจบิ เบอเรลลินในปรมิ าณสูง
3) การออกดอก (flowering) จิบเบอเรลลินเปนสารที่มีสวนเกี่ยวของอยางมากกับเร่ืองการ
ออกดอกของพืชหลายชนดิ พืชยนื ตนหลายชนิด เชน แอบเปล ทอ สาลี่ เชอร่ี สม มะนาว มะมวง มีรายงานวา
จบิ เบอเรลลนิ เปนสารที่ยับยง้ั การออกดอกของพชื เหลา นี้ เนอื่ งจากจบิ เบอเรลลินเปนสารท่ีกระตุนการเติบโต
ทางดานกิง่ กาน โดยมีผลทําใหร ะยะเยาวภาพ (juvenile) ยืดยาวออกไป ในทางตรงกนั ขา มมพี ชื อกี หลายชนดิ ที่
จิบเบอเรลลินมีผลในการกรุตนการสรางตาดอกและลดระยะเยาวภาพดังกลาวได เชน พืชท่ีมีทรงตน
แบบกระจุก เชน ผักกาดหอม กะหล่ําปลี เปนตน
4) การแสดงเพศดอก พืชพวก monoecious เมื่ออยูในสภาพวันสั้น อุณหภูมิต่ํา หรือในท่ีที่มี
ความเขม ของแสงนอย เปนสภาพทก่ี ระตนุ การเจรญิ ของเกสรเพศเมยี แตในทางตรงกันขามถาอยูในสภาพวันยาว
อุณหภมู ิสงู หรอื มคี วามเขมของแสงมากจะกระตนุ การเจรญิ ทางเพศผู สารจิบเบอเรลลนิ มผี ลตอ การแสดงเพศ
ดอกของพืชหลายชนดิ โดยเฉพาะอยา งยง่ิ ทเ่ี หน็ ชดั ไดค ือ พืชตระกลู แตงท้งั หลายจิบเบอเรลลนิ มผี ลกระตนุ การเจรญิ
ของดอกเพศผูแตงกวาทเี่ ปนสายพนั ธุท่ใี หแ ตด อกเพศเมยี เมอ่ื มกี ารใหสารปรากฏวา สามารถใหดอกเพศผไู ด
5) การพัฒนาของผลและเมลด็ เมลด็ มคี วามสําคัญอยา งมากตอการพัฒนาของผล ถาปราศจาก
การผสมเกสรแลวจะทําใหผลหยุดการพัฒนา ยกเวนในกรณีของผลปลอดเมล็ด (parthenocarpic friut)
เมล็ดออนเปนแหลงสรางจบเบอเรลลินท่ีสําคัญ เมื่อเทียบปริมาณกับสวนตางๆ ของพืชไมวาจะเปนใบ
ยอดออน ปลายราก หรือในเนอ้ื ผลแลว ในเมล็ดออนมจี บิ เบอเรลลนิ มากทส่ี ดุ ดงั น้นั จบิ เบอเรลลนิ จงึ เกยี่ วขอ ง
อยา งมากกับการพัฒนาของผล การเพมิ่ ปรมิ าณของจิบเบอเรลลินในผลจะเปนไปในทศิ ทางเดยี วกนั การขยายขนาด
และการเติบโตของผล และพบวาเม่ือเมล็ดมีอายุเพิ่มขึ้นก็จะมีจิบเบอเรลลินมากข้ึนดวยจนถึงระยะซึ่ง
จบิ เบอเรลลินจะลดลงระดับลงพรอ มๆ กบั การขยายขนาดของผลก็เรม่ิ ชาลง
6) การแกข องอวยั วะพืช การแกข องอวยั วะพืช เชน ใบ ดอก ผล เปน ปรากฎการณห น่ึงทีเ่ กิดข้ึน
ในพชื โดยมีการสลายตัวของคลอโรฟล ล การลดลงของ RNA โปรตีน และมีการรว งหลนเกดิ ขน้ึ มีหลายกรณีที่
สารจิบเบอเรลลนิ สามารถชะลอการแกช ราดังกลาวได เน่อื งจากจิบเบเิ รลลนิ มีสวนชวยยบั้ ย้ังการสลายตัวของ
โปรตนี ผลไมใ นชวงท่ีเขาสูการแกจะมีปริมาณจิบเบอรเรลลินลดลงการใหสารจิบเบอเรลลินเพ่ิมเขาไปมีผล
ทาํ ใหแกช าลง เชน การใชจิบเบอเรลลินกับสม ทาํ ใหเ กดิ การเขยี วของผลอยูไ ดน านข้นึ (regreening)
7) การหลุดรวง ผลของจบิ เบอเรลลินที่มีตอการหลุดรวงเปนเรื่องที่ซับซอนจบเบอเรลลินมีผล
ท้ังทางดานยับยั้งการผลดุรวงและกรุตนการหลุดรวง แตโดยทั่วไปแลวจิบเบอเรลลินมักมีผลในแงกระตุน
ใหเกิดการหลุดรวงของอวัยวะพืชโดยมีผลกระตุนการสราง abscission layer โดยกระตุนการแบงเซลลใน
abscission zone
8) การพักตัว (dormancy) การพักตัวของพืชเปนสภาวะท่ีพืชหยุดการเจริญเติบโตระยะหน่ึง
ซ่ึงอาจเกดิ ไดทง้ั ในเมล็ด ก่ิงกา น ตา หัวพืช การพักตวั ดังกลา วเกย่ี วของอยางมากกบั ระดบั ของฮอรโ มนภายในพชื
เมล็ดพชื ท่มี ีการพักตัวบางชนดิ สามารถกระตุนใหพ นระยะพักตัวไดโ ดยการใชส ารจิบเบอเรลลิน เมล็ดพืชบางชนิด
ที่ตองการการเก็บแหงระยะหนึ่ง หรือตองการ Stratification หรือตองการความมือหรือแสงเพ่ือกระตุน
การงอกนั้น ในกรณีเชนนี้สามารถใชจิบเบอเรลลินเขาทดแทนได อยางเชนเมล็ดผักกาดหอมที่ตองการแสง
เพอื่ ชวยในการงอกนัน้ พบวา การงอกถกู ควบคุมโดย phytochrome ซง่ึ เม่ือยูในสภาพแสงสแี ดงจะมีผลกระตนุ
ใหม กี ารสรางจบิ เบอเรลลนิ การพกั ตัวของพชื เกิดเนื่องจากความสมดลุ ระหวางสารยับยั้งการเจริญเติบโต เชน
เอบีเอ กับสารเรงการเติบโต เชน จบิ เบอเรลลิน หรอื ไซโคนนิ ในชว งท่ีพชื พนระยะพักตัวจะมกี ารลดระดบั ของ
สารยับยั้งการเจรญิ เติบโตและมกี ารเพ่มิ ปรมิ าณสารเรง การเตบิ โต
ประโยชนของจบิ เบอเรลลนิ ทางการเกษตร
จิบเบอเรลลิน สามารถนาํ มาใชประโยชนเ พื่อการผลิตพชื ไดอ ยางกวา งขวางในหลายแบบดวยกัน
ซง่ึ พอจะสรุปได ดงั นี้
1) เพมิ่ ผลผลติ ผกั เนื่องจากจบิ เบอเรลลนิ เปนสารท่ีมีผลในการยืดตวั ของเซลล และยงั มสี วนชว ย
ในการเติบโตของใบ ดังน้ัน ผักกินใบหลายชนิดจึงสามารถใชจิบเบอเรลลินเพ่ือเพ่ิมผลผลิตไดโดยทําใหตน
มีขนาดมากข้ึน น้ําหนักใบมากข้ึน เชน เซลารี ปวยเหล็ง (spinach) ผักกาดชนิดตาง ๆ ความเขมขนของ
สารจิบเบอเรลลนิ ที่ใชน ั้นสวนใหญอ ยูในชวง 0.1-1 มิลลิกรัมตอลติ ร
2) เพิ่มการตดิ ผล จิบเบอเรลลินสามารถเพ่ิมการติดผลของพืชบางชนิดได โดยเฉพาะอยางยิ่ง
การติดผลแบบปลอดเมล็ด พืชท่ีตอบสนองตอจิบเบอเรลลินไดดีคือ พวกมะเขือ มะเขือเทศ องุน และสม
อยา งไรกต็ ามในการใชจิบเบอเรลลนิ กบั พชื ชนิดอน่ื นั้นยังไมไดผ ลเทา ทีค่ วร
3) เพ่ิมขนาดผล จิบเบอเรลลินเปนสารทผี่ ลในการยดื ตวั ของเซลลและยังมผี ลชว ยในการขยายขนาด
ของเซลล จึงสามารถใชเพิ่มขนาดของผลไมลางชนดิ ได จากการทดลองใชจิบเบอเรลลินกับองุนพันธุคารดินัล
และลูซเพอรเ ลททใ นประเทศไทย พบวาการใชจบิ เบอเรลลิน 50 มิลลิกรัมตอลิตร พนท่ีชอหลังจากดอกบาน
2 สปั ดาห จะทําใหผ ลมีความกวา งและความยาวเพิ่มข้นึ ผลมีขนาดใหญขึ้น สวนในพชื อืน่ ๆ นั้นการใชจ บิ เบอเรลลนิ
ยงั ไมมีรายงานทีเ่ ดนชัดวาสามารถใชไ ดผลดีหรือไม
4) ยืดความยาวและชอดอกผล จิบเบอเรลลินเปนฮอรโมนท่ีเกี่ยวของกับการยืดตัวของเซลล
จึงมีผลทําใหเนื้อเย่ือพืชท่ีไดรับสารนี้เกิดการยืดตัวของเซลลมากขึ้น โดยเฉพาะอยางยิ่งเน้ือเยื่อพืชพวก
meristem การใชจิบเบอเรลลินความเขมขนตํ่าพนใหกับผลหรือชอผลของพืชบางชนิดจะทําใหมีการยืดตัว
ของผลหรอื ชอผลได พชื ที่ตอบสนองไดด ีในกรณนี ี้คอื องนุ การใชจ บิ เบอเรลลิน 1-5 มลิ ลิ ิตรตอ กรมั พน ตนองนุ
ในระยะกอนดอกบาน 7-10 วัน จะทําใหชอดอกยืดยาวออก และมีชอโปรงข้ึน ผลในชอจึงไมเบียดกันแนน
เกินไป จึงลดความเสียหายและการเนาเสียไดทางหนึ่ง นอกจากน้ี ในประเทศไทยยังมีการใชสารเบอเรลลิน
เพอื่ ยืดความยาวของฝกถ่ัวฝกยาว โดยใชสารเบอเรลลินพนท่ีฝกออนในระยะดอกเริ่มโรย ซ่ึงวิธีการดังกลาว
ใชกันแพรหลายในปจจบุ นั
5) เปล่ียนเพศดอก จิบเบอเรลลินมีผลในกรกระตุนการเจริญของดอกเพศผู พืชที่ตอบสนอง
ตอสารอยา งเดน ชัดในเรอ่ื งน้กี ็คือคือพืชตระกลู แตง เชน แตงกวา ฟก ทอง การพน สารไปท่ีตนกลาแตง ในขณะ
ท่ีมีใบจรงิ 1-2 ใบ โดยใชความเขม ขน 1,000 มลิ ลกิ รัมตอลิตร และใหส ารซา้ํ อกี 2-3 ครั้ง หางกนั 3 วัน จะทํา
ใหเกิดดอกเพศผไุ ดใ นขอแรกๆ ของตน แตงกวา ซง่ึ เปน ประโยชนอยางมากสําหรับการผลิตเมล็ดพันธุแตงกวา
ลูกผสม โดยเฉพาะอยางย่ิงสายพันธุท่ีใหดอกเพศเมียเพียงอยางเดียว นอกจากน้ีในพืชอ่ืนก็พบวา สามารถ
เปลีย่ นเพศดอกไดเ ชน กนั ขาวโพด มะมวง การแชเมล็ดขาวโพดหวา นกอ นที่จะนาํ ไปปลูก มีผลทําใหการเจริญ
ของชอ ดอกเพศผเู ปน ไปไดด ขี นึ้ โดยมีชอขนาดใหญขน้ึ และมีเกสรเพศผูม ากขึ้น ซ่ึงเปนประโยชนในแงของการ
ตดิ เมลด็ และการผลติ เมล็ดพันธลุ กู ผสมเชน กนั สว นกรณีของมะมวงน้ันพบวาการพนสารไปท่ีชอดอกในระยะ
เริม่ แทงชอ ดอกจะทาํ ใหเกิดดอกเพศผูม ากขน้ึ
6) ชะลอการออกดอก การออกดอกของไมผลยืนตนหลายชนิดถูกยับยั้งโดยจิบเบอเรลลิน
ภายในตน เชน สม มะมวง แอบเปล ดังน้ันการพนสารใหกับไมผลดังกลาว จึงมีผลยับยั้งการออกดอกได
ประโยชนข องจบิ เบอเรลลนิ ในขอนี้ คอื ใชชะลอการออกดอกในชวงท่ีไมตอ งการเพือ่ ใหมกี ารสะสมอาหารและ
พรอมสําหรบั การออกดอกในชว งเวลาถัดมา การใชจ ิบเบอเรลลิน 20-25 มลิ ลกิ รัมตอลิตร พนใหกับมะมวงก็มี
ผลยับยัง้ การออกดอกเชนกนั และมีผลเรง การเตบิ โตทางกิง่ ใบขนึ้ มาแทน ซงึ่ เปน ประโยชนในแงของการใชกับ
ตน มะมว งท่เี พงิ่ ยายมาปลกู ใหมๆ ซึ่งเม่ือไดรับอากาศเย็นจะมีการออกดอกไดในขณะที่ตนยังไมพรอม ดังน้ัน
การยบั ย้ังการออกดอกโดยใชสารจิบเบอเรลลินจงึ เปนวิธีการทท่ี ดแทนการตัดชอ ดอกทง้ิ
7) การกระตุนการแทงชอ ดอก การออกดอกของพืชพวก rosette plant หลายชนิดถูกควบคุม
โดยจิบเบอเรลลิน เน่อื งจากในชวงท่ีมีการออกดอกน้ันจะมีการยืดตัวของตนข้ึนมา (bolting) ซ่ึงการยืดตัวน้ี
เปนผลของสารจิบเบอเรลลนิ ที่มีการสรางข้ึนอยางมากในระยะนี้ เมื่อตนยืดตัวขึ้นมาแลวก็จะมีการออกดอก
และติดผลตอ ไป พชื บางชนดิ เชน ผกั กาดหอมหอ กะหลํ่าปลี ผกั กาดขาว ผกั กาดเขยี วปลี จดั วาเปนพืชที่อยูใน
ประเภทน้ี เมื่อมีการปลูกตามปกติจะมีการหอปลีแนนและไมสามารถแทงชอได การใชสารจิบเบอเรลลิน
ความเขม ขน 5-10 มิลลิกรัมตอลิตร พนตนกลาในระยะท่ีมีใบจริง 4 , 8 และ 12 ใบ จะทําใหตนกลามีการ
ยืดตัว และไมมีการหอปลีเกิดข้ึน และออกดอกไดเม่ือถึงอายุการออกดอกตามปกติ วิธีการน้ีเปนประโยชน
อยา งมากตอการผลิตเมล็ดพนั ธุ
8) ชะลอการแกและสกุ จบิ เบอเรลลนิ เปนสารท่ีมีผลในการกระตุนการเติบโต โดยท่ัวไปและมี
ผลในการชะลอการแก การสกุ การสลายตัวของคลอโรฟลล จึงเปนประโยชนในแงของการเก็บรักษาผลิตผล
และชะลอการแกของผลเพ่ือรอการจําหนายได มีการทดลองจุมผลทุเรียนในสารละลายจิบเบอเรลลิน
ความเขมขน 1,000 มิลลิกรัมตอลิตร พบวาวิพีนี้สามารถชะลอการสุกและการเปล่ียนสีผิวของทุเรียนได
นอกจากน้ี มรี ายงานวา การใชจ บิ เบอเรลลิน 20-25 มิลลิกรัมตอลิตร พนตนสมในระยะกอนผลเร่ิมเปลี่ยนสี
จะชว ยชะลอการแกแ ละชะลอการเปลย่ี นสีผิวได ซ่ึงเปน ประโยชนใ นแงก ารยืดระยะเวลาการเก็บเก่ียวออกไป
9) ทําลายการพักตวั ของตาและเมล็ด การพักตัวของพืชถูกควบคมุ โดยสมดุลระหวา งสารเรงและ
สารยบั ยัง้ การเตบิ โตของพืช ถา มีสารเรงการเตบิ โตอยูมากจะทําใหพืชน้ันพนระยะพักตัว โดยเฉพาะอยางย่ิง
สารจิบเบอเรลลิน ดังน้ันการใชจิบเบอเรลลินเพ่ิมใหจ ากภายนอก จึงมีผลชว ยทําลายการพกั ตัวของพืชบางชนิดได
เชน การใชจิบเบอเรลลนิ 1 มิลลกิ รมั ตอ ลิตร แชห ัวมันฝร่ังกอนนาํ ไปปลูก จะทําใหการงอกของหัวเร็วข้ึนและ
สมํ่าเสมอมากขึ้น สวนในกรณีของเมล็ดพันธุพืชหลายชนิดที่มีการพักตัวก็อาจใชจิบเบอเรลลินแชเมล็ดกอน
นาํ ไปปลูก ซ่งึ จะชว ยเพ่มิ ความงอกไดเชน กนั
จากประโยชนท ี่กลา วมาจะเหน็ ไดวา สารจิบเบอเรลลนิ เปน สารหนึ่งท่มี ีประโยชนในการผลิตพืช
ไดอ ยางกวางขวางหลายกรณดี วยกนั และมีแนวโนม วา การใชสารนจ้ี ะเพิ่มมากขน้ึ ตามลําดับโดยเฉพาะอยางยิ่ง
หากมกี ารวจิ ัยเพือ่ หาทางใชป ระโยชนจากสารนี้มากข้นึ กวานี้ กค็ าดวา จิบเบอเรลลนิ จะเปน สารหน่งึ ที่มบี ทบาท
อยา งมากในการผลิตพืชตอไป
2.2 ระบบการผลติ พชื สวน (Horticultural Production System)
2.2.1 Sustainable Agriculture and Commercial Agriculture การทําเกษตรเปนการคา
ในสาขาพชื ผกั สามารถแบง ยอยได ดงั น้ี
1. การทําสวนผักการคา ชานเมือง (Market gardening) มหี ลกั การปฏบิ ตั โิ ดยทวั่ ไป คอื
1) เปน การปลูกผกั แบบประณีตศลิ ปะ การปฏบิ ัตเิ นนใชแ รงงานคนมากกวาใชเครื่องจักรกล
การเกษตร เชน การเตรียมดิน การปลกู การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว การบรรจุหีบหอ และการขนสง ผักสด
ไปจาํ หนา ยยังตลาดในเมอื ง หรือตลาดกลางขายสง (Whole sale market)
2) เลือกปลูกผักชนิดที่คนเมืองชอบบริโภคมากที่สุด และปลูกผักตามฤดูกาล ที่ผูรวบรวม
ผลผลิต (Broker) สงใหปลูกไมนิยมปลูกผักนอกฤดู เชน คนในตัวจังหวัดขอนแกนชอบบริโภคผักแตง
ราน แตงกวา ถ่ัวน่ัง (cow pea) ถัวฝกยาว (yard long bean) ฟกทอง ผักกาดหัว ผักชีหอม (Coriander)
ผักชฝี ร่งั (หอมเป) หอมแบง ผักกาดขาวปลี ฯลฯ มากที่สุด เกษตรกรของสวนผักประเภทน้ีจะเลือกปลูกผัก
ตามความตองการของผูบริโภคนั้นๆ เทาน้ัน เพราะปลูกแลวขายได หากปลูกโดยไมคํานึงถึงความชอบของ
ผูบรโิ ภค ก็จะทาํ ใหข ายไมได และตอ งขาดทนุ จนอาจตอ งเลกิ กจิ การไปในทส่ี ุด
3) เกษตรกรมเี นื้อท่ปี ลูกในปริมาณจํากัด เนอื่ งจากสวนผกั ประเภทนี้ตัง้ อยูชานเมือง ซึ่งที่ดิน
มรี าคาแพงมาก เกษตรกรไมไ ดเ ปนเจาทด่ี นิ แตเปนทเี่ ชา ซ้อื มสี ญั ญาเชา อยูระหวาง 10-20 ป จึงไมอาจขยาย
พ้ืนทปี่ ลูกได
4) เกษตรกรมีขอผูกพันทางการตลาดกับผูรวบรวมผลผลิต (Broker) หรือมีขอผูกพันกับ
เจาของแผงในตลาดขายสง (Whole saler) ในเมือง ขอผูกพันท่ีมีตอกันทําใหเกษตรกรขายผลผลิต
(produces) ใหใครๆ อยางเสรีไมได นอกจากขายใหผูรวบรวมผลผลิต (Broker) หรือขายใหเจาของแผงใน
ตลาดขายสง (whole saler) แตผูเดียวเทาน้ัน เจาของแผงและผูรวบรวมผลผลิตมีความผูกพันกับเกษตรกร
(Contract farmers) ในแงท่ีเปนผูใหเมล็ดพันธุพืช ปุย ยากําจัดศัตรูพืช และใหเงินยืมเปนเงินทุนหมุนเวียน
ลวงหนา กอ น เม่อื ปลูกไดแ ลวกน็ ําผลผลิต (Produces) ไปขายใหแ ลวหักคา ใชจายพรอมดอกเบ้ียหลังจากขาย
ไดแ ลว
2. การทาํ สวนผักการคา ใกลเมอื ง (Truck gardening) มหี ลักการปฏิบตั ิโดยท่ัวไป คอื
1) ใชเครื่องมอื เครือ่ งทุน แรงในการเตรยี มดิน การปลูก การกําจัดศตั รพู ืช การเก็บเก่ียว การ
บรรจหุ ีบหอ และการขนสง ไปจาํ หนา ยยงั ตลาดกลาง มากกวา ใชแรงงานคน
2) ลกั ษณะของการปลกู ผัก จะปลูกนอกฤดซู ึ่งสวนผักชานเมือง (Market garden) ปลกู ไมได
โดยไปเลอื กพน้ื ทป่ี ลกู ทมี่ รี ะดบั สงู ตามดอยตางๆ ทเี่ ปนตน นํา้ ลําธารท่ใี หนา้ํ ได หรือปลกู ชายทะเลทมี่ ีอากาศเยน็
กวาปกติเล็กนอย หรือเลือกหาพื้นที่ๆ ที่ดินมีราคาถูกใกลถนนไฮเวย (High way) หรือแมน้ําสายสําคัญเพื่อ
สะดวกในการขนสง ผลผลติ จาํ นวนมากๆ ผักนอกฤดทู ่ชี าวสวนผักประเภทนี้นยิ มปลกู กนั มาก ไดแก มะเขือเทศ
พันธุ P502 พันธุ VF134-1-2 แครอท ปวยเลง ต๋ังโอ ถั่วลันเตา ผักกาดหอมหอ พริกยักษ หรือพริกหวาน
กะหล่าํ ปลีสมี ว ง ข้ึนฉายฝรั่ง มะเขอื ยกั ษส ีมวง ฯลฯ ผักเหลา นี้มีราคาสูงในฤดูรอนและฤดูฝน ถาหากสามารถ
ปลกู ไดกจ็ ะไดร ายไดดีมาก
3) มีเน้ือท่ีปลูกไมจํากัดขอบเขต ข้ึนอยูกับกําลังเงินในการลงทุนของผูประกอบการและ
ปริมาณทตี่ ลาดตองการ เพราะท่ีดินราคาถูก และใชเคร่ืองทุนแรงชวยในการทํางาน ทําใหใชแรงงานต่ํามีผล
ทาํ ใหต นทุนในการผลติ ตา่ํ
4) ไมมีปญหาเร่ืองตลาด เพราะเกษตรกรปลูกผักนอกฤดูตามความตองการของตลาด
(Demand) ซ่ึงมีอยูสูงมาก จึงไมมีปญหาเรื่องสินคาลนตลาด (Over supplies) หรือท่ีพอคาแมคาเรียกวา
ตลาดตาย สวนใหญมักขายผลผลิต (Produces) ไดราคาและมีกําไร หากจะประสบการขาดทุน ก็มิใชเร่ือง
ตลาด แตจะมีปญหาเร่ืองภัยธรรมชาติ เชน ฝนตกหนักจนนํ้าทวม ลูกเห็บตก พายุหมุนในชวงฤดูรอย
(ลมบา หม)ู พายใุ ตฝ ุนทําใหเ สยี หาย โรคและแมลงศัตรูพืช เปนตน
3. การทําสวนผักสงโรงงานแปรรูป (Vegeable Gardening for Processing) หรือปลูก
เพื่อสง ออกตางประเทศ มหี ลักการ ดังนี้
1) ปลกู พชื ผักภายใตสญั ญาท่ีทํารวมกันระหวางเกษตรกรกับฝายไรของโรงงานแปรรูปหรือ
ทาํ สญั ญารว มกับผรู วบรวมผลผลิต (Broker) ซง่ึ จะเปนผูรับซ้ือในราคาประกัน โดย Broker จะใหเมล็ดพันธุ
ปยุ สารกําจดั ศัตรูพืช และเงินลงทุนในการปลูกดูแลรักษา ซ่ึงจะบวกกําไรและดอกเบี้ยเพิ่มไวเรียบรอยแลว
เมื่อชาวสวนเก็บผลผลิต (produces) ไดแลว Broker จะมาซ้ือในราคาประกัน เชน ขาวโพดฝกออน (baby
corn) จะรับซ้ือท้ังเปลือกในราคาประกันกิโลกรัมละ 2.50 บาทตลอดตอป โดยจะหักคาปุย คาสารปราบ
ศตั รพู ืช เมล็ดพันธุ รวมทั้งเงินอื่นๆ ที่เกษตรกรขอยืมไปหรือเบิกไป เชน คารักษาพยาบาล คาเลาเรียนบุตร
คา สมกุ หนังสือ ซงึ่ จะหักไปท้ังเงินตนบวกกําไรของสินคา และดอกเบีย้
ลักษณะการซื้อผลผลิตเทาที่รวบรวมมาไดคือ ลักษณะการซื้อผักสดขาวโพดหวาน F1
hybrid ท่โี รงงานนาํ ไปทําขาวโพดแกะเมล็ด (Whole kernel) ทําครีมหรือซุปขาวโพด (Cream style corn)
ของโรงงาน Dairy Food Co. จะรับซ้ือฝกสดปอกเปลือกตามราคาฝก ดังนี้
ฝก เกรด A ยาว 6.5 น้ิว 0 4 ซม.
ฝก ละ 1.75 บาท
เกรด B ยาว < 6.5 นวิ้ 0 4 ซม.
2 ฝกละ 1.75 บาท
เกรด C ยาว < 5 นวิ้ 0 4 ซม.
3 ฝก ละ 1.75 บาท
เวลาจายเงินจะจายเปนเกรด A ท้ังหมด ดวยวีการซื้อเชนนี้ ชาวสวนหรือเกษตรกร
จะไดเ งินเฉลี่ยฝกละ 0.90 บาทเทานั้น สําหรับบริษัทโรงงานมาลี สามพราน จะรับซ้ือเปนนํ้าหนักท้ังเหลือ
กิโลกรัมละ 5 บาท หรือ 5.50 บาท แลวแตข นาดและความสมบูรณของฝก
เมล็ดพันธุพ ืชทใี่ ชใ นการปลูกเพ่อื งานเกษตรอตุ สาหกรรม และสงไปจําหนายตางประเทศ
ในรปู สด ควรเปน เมลด็ พันธุลูกผสมชว่ั ท่ี 1 (F1 hybrid) เพราะใหผลผลติ (Produce) สงู ใหคณุ ภาพสูง มคี วาม
สมา่ํ เสมอของการเจริญเติบโต ผลผลติ และคณุ ภาพ สามารถคาดเวลาเก็บเกยี่ วและผลผลิตตอไรไดแนนอน และ
ใกลเคยี งความเปนจรงิ มากท่สี ุด
1. ปริมาณเน้ือท่ีปลูก ขึ้นอยูกับความตองการของโรงงาน และ/หรือ ผูรวบรวมผลผลิต
(Broker) เปน ผูกําหนด จะปลกู นอยหรอื มากกวากําหนดก็ไมได เพราะจะทําใหผลผลิตที่ไดไมเขาเปาหรือเกิด
เปา หมายท่ีกําหนดไว ซึ่งจะเปนผลเสียหายแกท้ังชาวสวน (เกษตรกร) โรงงานแปรรูป และผูรวบรวมผลผลิต
ท้งั น้ี ไมนบั ความเสียหายทเ่ี กิดจากสภาพแวดลอ ม และภยั ธรรมชาติ ซ่งึ ก็ตอ งอนโุ ลมกันโดยไมมีการปรบั
2. โรงงานแปรรูป จะแปรรูป (Process) ผลผลิตทางการเกษตร (Produce) ใหเปน
ผลผลติ จากโรงงาน (Product) ในลักษณะท่แี ตกตางกันออกไป คือ
- บรรจุกระปอง (Canning) ผลิตภัณฑ (Product) ท่ีโรงงานแปรรูปผลิตขึ้นจาก
ผลผลิต (Produces) ทางการเกษตรภายในประเทศไทย คือ ขาวโพดฝกออนบรรจุกระปองในนํ้าเกลือและ
Citric acid Tomato paste (ผลิตภัณฑเน้ือมะเขือเทศท่ีมีลักษณะเปนแปงเปยก) นํ้ามะเขือเทศ (Tomato)
ผลไมก ระปอ งตางๆ เชน สับปะรด ลิ้นจ่ี เงาะสอดไส Fruit salad และแยม เปน ตน
- ดอง หรือ หมัก (Pickling and Fermentation) ไดแก ผักกาดดอง แตงกวาดอง
หอมดอง สว นผลิตภัณฑอ่นื ๆ เชน การหมัก และแชอ ิม่ ไดแ ก หวั ไชโปห มกั เกลอื มะเขือมวงผลกลมหมักเกลือ
จนอ่ิมตวั แลวรีดเอานํ้าออก สงไปประเทศญป่ี ุน เพอ่ื ปรุงแตงรสชาตติ อใหเ หมาะสมกับรสนิยมของคนญี่ปุน ขิง
หมักใน Citric acid กิมจ๋ี คือผักกาดขาวปลีหมักในเหลือปนแลใสพริกปนแหงต้ังฉาย คือ กระหลํ่าปลีหมัก
ในเกลือปนแลว ตากแหง ผลติ ภัณฑไวน เหลา เบยี ร เกดิ จากการเอาผลผลติ เกษตรไปหมักใหไดแอลกอฮอลนึ่ง
แลวแตง รสและกล่ิน
- แชแ ขง็ (Fresszing) ผลิตภณั ฑแชแข็งที่เรม่ิ ทาํ กันในประเทศไทย ไดแก ผลิตภัณฑที่
เกิดจากกรรมวิธีของ I.Q.F. (Individual Quick Freeze) ซึ่งจะทําให Product ท่ีไดคืนรูปเปนของสดตาม
ธรรมชาติทุกอยาง ผลิตภัณฑที่ทํากันคือ ขาวโพดฝกออน ขาวโพดหวานแกะเมล็ด (Whole kernel)
หนอ ไมฝ รงั่ ชนดิ หนอขาวและเขียว ขา วโพดหวานท้งั ฝก ปอกเปลือกและไมป อกเปลือก
ปจ จบุ นั นี้อตุ สาหกรรมแชแขง็ ทาํ ทุกอยางตั้งแตผ ลไม ผกั และอาหารสําเร็จรูป ผลไมท่ีทํา
กนั มากคือ ทเุ รยี นหมอนทองแกะเมล็ดบรรจกุ ลอ งพลาสติก สง ไปจําหนา ยในสหรัฐ ปละหลายพนั ตัน ผลเงาะ
และมังคุดแชแขง็ ในลกั ษณะ I.Q.F. สงไปจําหนายยังประเทศญี่ปุน อาหารสําเร็จรูป เชน ทอดมัน กลวยแขก
ไอศกรีมกะทสิ ด รวมทง้ั อาหารสาํ เร็จรูปทใี่ ชกับเตา Microwave สง ไปจาํ หนา ยสหรัฐฯ และประเทศอ่ืนๆ
ผลิตภัณฑผัก และผลไมแหง (Products of fruits and Vegetables Dehydration)
ที่ทาํ กนั มากในประเทศไทยคอื มันฝรัง่ ฝานอบแหง (Potato chip) กลว ยฝานอบแหง (Banand chip) กลวย
ตากใบ และตนหอมแหง ปนเปน ฝอยเปนเครอ่ื งปรงุ มามา กลวยและเผือกอบแหงเคลือบน้ําตาล เมล็ดมะมวง
หมิ พานตอ บแหง พริกแหงปน พริกไทยดําปน ในตา งประเทศทาํ ขายก็มีกระเทยี มผง หอมหวั ใหญฝานอบแหง
อาหารสําเร็จรูปอบแหง เชน ราเม็ง มามา ไวไว ยํายํา เปนตน ในอดีตสมัยสงครามโลก
ครั้งท่ี 1 และครั้งท่ี 2 ผักอบแหง มีบทบาทสูง เน่อื งจากการสงผกั สดๆ ไปเล้ยี งทหารคือการลําเลียงนํ้าปริมาณ
มหาศาลไปสบู ริโภค การระเหยน้ําออกจะชว ยประหยัดเนอ้ื ท่ีและลดคาใชจ ายในการขนสง
2.2.2 การตลาดผัก
คําวา “Marketing” หรือ “การตลาด” คือ ข้ันตอนท้ังหมดต้ังแตเวลาที่ใชในการปลูก ดูแล
รักษาเกบ็ เก่ยี ว คัดเลอื ก การบรรจหุ บี หอ และสงถึงมือผูบรโิ ภค
โครงการตลาดทีด่ ี ควรมจี ดุ มงุ หมายท่ีสําคัญ 4 ประการคือ
1. นาํ ผลผลิตจากแหลง ผลติ สงถงึ มือผูบ ริโภคดวยคุณภาพท่สี ูง
2. สนิ คา ผักสดควรอยใู นรปู ท่ีดึงดดู ตา นาซ้ือและนาขาย
3. รักษาระดับคาใชจา ยในการลงทุนใหต าํ่ ไวเ สมอ
4. ขายใหไ ดราคาดแี ละระมัดระวงั อยาใหขาดทนุ
คณุ ภาพผัก
คณุ ภาพของสนิ คา ผกั น้ันมีความสําคัญมากาวาหีบหอ และจะทําใหเราไดรับความสําเร็จสูงสุด
ในดานการตลาด
ขอเสนอแนะ 5 ขอ เพ่อื ใหส ินคา ผกั มคี ุณภาพดี มีดงั น้ี คอื
1. ตอ งระมดั ระวังในเรื่องของการเกบ็ เกยี่ ว
2. ตองระมัดระวังในเรือ่ งความสะอาดของสินคา ผัก
3. ตองคดั เลอื กขนาด และความแกอ อนของสนิ คาผัก ใหอยใู นกลมุ เดยี วกนั
4. จัดหาหบี หอ ท่เี หมาะสมในการบรรจสุ นิ คาผัก
5. ปองกันไมใ หส นิ คาผักทสี่ ง ตลาดกระทบความรอ นหรอื แหงเหยี่ ว
คณุ ภาพคอื อะไร
คุณภาพของผักประกอบดวย ลักษณะหลายๆ อยา งรวมกัน ซึง่ ไดแ ก ลกั ษณะภายนอก ลักษณะ
ภายใน ลักษณะทางฟสิกส และ ลักษณะทางเคมี
1. รปู รางลกั ษณะภายนอก ไดแก ลักษณะของพืชผักท่ีปรากฏตอสายตา (appearance) ซึ่งทําให
เกดิ ประทบั เปนอันดบั แรก ไดแ ก รูปราง สี ปราศจากรอยขดู ขีด และไมสกปรก
2. รปู รา งลกั ษณะภายใน ไดแ ก ลักษณะคุณภาพของเนอ้ื (texture) ซ่ึงประกอบดว ย
- ลกั ษณะแข็ง หรือ ออ นนมุ เชน ขา วโพดหวาน ขา วโพดขา วเหนยี ว ถั่วลันเตา (กนิ ฝก)
- ลกั ษณะเน้ือรว นเปนเม็ดๆ หรือ ธรรมดาไมร ว น เชน แตงโม แตงกวา
- ลักษณะเนื้อกรอบ หรอื นวิ่ เหลว เชน เนือ้ แตงกวา เนอื้ แตงโม หรอื เนื้อแตงกวา เน้ือแตงโม
ท่ีคณุ ภาพต่ํา เน้อื ถว่ั ฝกยาวที่เกบ็ มานานแลว และเกบ็ รักษาอยางไมถ ูกตอ ง
- ลักษณะเนอื้ เปน แหง เชน เน้อื มันฝรง่ั เนอ้ื มันเทศ
- ลกั ษณะเนอ้ื ฉาํ่ น้ํา เชน แคนตาลูป แตงไทย
- ลักษณะเนอ้ื ใบเหี่ยวนิ่ม เชน ใบผกั กาดหอม ใบผักกาดกวางตงุ
- ลกั ษณะความแข็งเหนียว ของเมลด็ สด ขาวโพดหวาน ขา วโพดขาวเหนียว
คุณสมบตั ิทง้ั หมดน้ี ข้ึนอยกู ับ
- ระยะสกุ แกของพชื (Stage of maturity)
- ลกั ษณะการถายทอดทางพันธกุ รรม (Inherited Characters)
- สถานสภาพของการดแู ลรักษา (Caltural Condition)
- ความชน้ื ในแปลงปลกู (Soil moisture content)
3. รสชาติ (Flavor)
รสชาตินั้นประกอบดวย การชมิ รส (taste) และดมกลิ่น (oder) รวมกนั
- รส (Taste) ทดสอบไดดวยการชิมในปาก รสชาติจะดีหรือเลวขึ้นอยูกับสารประกอบ
ที่ละลายน้าํ ไดข องพชื นนั้ ๆ
- กลิ่น (Oder) ทดสอบไดดวยการดมดวยจมูก กล่ินจะหอมมากหรือนอยข้ึนอยูกับ
สารประกอบทรี่ ะเหยกลน่ิ ได (Volatile or vaporized)
รสนนั้ ประกอบข้ึนรสตางๆ ดังน้ี รสหวาน (sweet) รสเปร้ียว (sour) รสขม (bitter)รสเค็ม
(salt) รสฝาด(Astringency or Puckerynees) ไดแ ก ผลพลับและผลละมุกทีย่ งั ดิบ บางพนั ธุ เปน ตน
ส่งิ ทล่ี ิ้นสมั ผัสได แตไ มถือวาเปน “รส” ถอื วาเปนการ “สมั ผสั ” ไดแ ก รสเผด็ (Pungency or
Hot) ซง่ึ ไดแก พริกเผด็ เปน ตน
กลิ่นน้ันประกอบขน้ึ ดวย กลนิ่ หลัก 4 กล่นิ คือ
- กลน่ิ หอมหวาน ไดแ ก กลน่ิ แคนตาลูป กลิน่ มะมว งอกรองสุก
- กลนิ่ เปรี้ยว ไดแก กล่ินสม มะนาว ตะไคร
- กลนิ่ ไหม หรือ กล่นิ กาละแม เชน กล่ินมะละกอสุก
- กลน่ิ สาบ หรือกล่ินสาบแพะ เชน กลิน่ สาบของเผือก และผักกาดหวั เปน ตน
- กลิ่นอื่นๆ ขอกจากน้ี เกิดจากนํ้ามันหอมระเหย (Volatile oil) ไดแก กลิ่นของใบ
สะระแหน แมงลัก กะเพรา โหระพา และกลิ่นฉุนเผด็ ของพรกิ เปน ตน
4. คณุ คา ทางโภชนาการ (Nutritive value)
2.3 ปุย
2.3.1 ความหมาย
ปยุ หมายถึง วตั ถุที่ใหธาตอุ าหารแกต น ไมเ พ่ือการเจริญเตบิ โต ออกดอก และตดิ ผล ซ่งึ มดี วยกัน
16 ธาตุ ไดแก คารบอน ไฮโดรเจน ออกซิเจน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม
กาํ มะถัน เหล็ก ทองแดง สังกะสี แมงกานสี โมลบิ ดีนมั โบรอน และคลอรนี
2.3.2 ชนดิ ปยุ ปยุ แบง ออกเปน 2 พวกใหญ ๆ คอื ปุย อินทรีย และปยุ อนนิ ทรยี
1. ปุยอินทรีย คือ ปุยที่ไดจากซากพืช ซากสัตว มูลสัตว ปุยพืชสด เปนตน ปุยเหลาน้ีมี
ธาตุอาหารทุกอยางครบตามที่พืชตองการ แตมีในปริมาณนอย ชวยใหดินรวน โปรง มีการซึมนํ้า และ
การถายเทอากาศดี ชวยใหดินทรายอุมนํ้าไดดีข้ึน แกไขดินเหนียวใหรวนซุย ชวยดูดซับวิทยาศาสตรไมให
สูญหายเรว็ และใชประโยชนไ ดมากขึ้น ถาใสมากก็ไมคอยเปนอันตรายตอพืชที่ปลูก ทั้งนี้ ตอใชปุยเกาที่หยุด
การสลายตวั แลว เชน ปยุ คอก ถาใชทนั ที จะมคี วามรอ นจากการสลายตัวเกิดข้นึ ทาํ ใหเปนอันตรายกับตน พืช
ปุยคอก เปนปุยอินทรียชนิดหน่ึงที่ประกอบดวยอินทรียวัตถุที่เรียกวา humus แบคทีเรีย
ตา งๆ และสวนของอาหารท่ีรางกายของสัตวยอยไมหมดซ่ึงไดแก cellulose , hemicellulose และ lignin
นอกจากนใ้ี นปยุ คอกยงั ประกอบไปดวยวิตามินและฮอรโมนตางๆ เชน thiamine , biotin และ pyridoxine
เปน ตน
องคประกอบทางเคมีของปุยคอกจะมีความแตตางกันไป ข้ึนอยูชนิดของสัตว อายุของสัตว
และอาหารท่ีสัตวนั้นกินเขาไป ซึ่งคาองคประกอบทางเคมีท่ีประมาณอยางหยาบๆ จะมีปริมาณไนโตรเจน
ท้ังหมด (total nitrogen) ประมาณ 0.5% P2O5 ประมาณ 0.25% และ K2O ประมาณ 0.5% หรืออาจเทียบ
เปน ปยุ เคมสี ตู ร 10-5-10 จํานวน 50 กิโลกรัมตอ ปยุ คอก 1 ตัน (1,000 กิโลกรัม)
ปุยคอกยังมีธาตุอาหารพืชพวก secondary และ trace element อยดู วย ซึ่งไดแ ก Ca, Mg,
S , Mn , Cu และ B การใหปุยคอกเพ่อื บาํ รุงดนิ จะชว ยยกระดบั ธาตอุ าหารพชื ดังกลา วในดินใหสงู ขน้ึ และเปน
สวนของธาตุอาหารท่ีพืชใชประโยชนไดงาย การเปล่ียนแปลงของธาตุไนโตรเจนในปุยคอก สวนใหญอยูใน
รูปของยูเรีย โปรตีนที่ยอยไมหมด และสวนที่เปนเน้ือหนังของจุลินทรียในปุยนั้น สําหรับยูเรียนั้น
จะ hydrolyse ไดงาย และกลายเปนแอมโมเนียคารบ อเนตไดอ ยางรวดเร็วภายใน 5 วนั
CO(NH2)2 + 2H2O (NH4)2 CO2
แอมโมเนยี คารบ อเนตเปน สารประกอบท่ไี มถาวรจะสลายตวั ใหก าซแอมโมเนียและ CO2
อยางรวดเรว็ ถา อณุ หภูมใิ นปุยคอกสูงและมปี ฏิบตั กิ ริ ิยาเปน ดา ง
(NH4)2 CO3 2NH3 + CO2 + H2O
การเปลยี่ นแปลงของสารปะกอบคารโบไฮเดรต ธาตฟุ อสฟอรสั และธาตุโพแตสเซยี มในปุยคอก
สารประกอบคารโบไฮเดรตในปุยคอก ไดแก cellulose, hemicellulose, lignin และ
คารโบไฮเดรตอ่ืนๆ lignin และโปรตีนจะทําปฏิบัติกิริยากันเปนสารใหมที่เรียกวา lignoproteinate –
complex ซึง่ ทนทานตอการสลายตวั เรยี กวา humus สว นฟอสฟอรสั ในปยุ คอกจะมีอยูทั้งในรูปสารประกอบ
อินทรียและอนินทรยี เม่ือปยุ คอกเนา เปอย ฟอสฟอรัสในรูปอินทรียสารจะถูกเปล่ียนมาเปนรูปอนินทรียสาร
ซ่งึ ไดแ ก แอมโมเนยี ฟอสเฟต และ โมโนแคลเซียมฟอสเฟต ซง่ึ พชื และจุลินทรยี จ ะนาํ ไปใชประโยชนไ ด สําหรับ
โพแทสเซยี มในปยุ คอกสวนใหญจะอยใู นรูปทลี่ ะลายนํ้าได จงึ ไมม กี ารเปลย่ี นแปลงแตอ ยางไร
การเก็บรกั ษาปุยคอก
ธาตุอาหารพืชจะสูญเสียไปจากองปุยคอก 2 ทาง คือ ถูกชะลาง (leaching) และการระเหิด
เปนกาซ (volatilization) เมอ่ื กองปุยคอกถูกน้ําฝนชะลาง ธาตุไนโตรเจนและฟอสฟอรัส 50% และมากกวา
50% ของธาตุโพแทสเซียมจะละลายและถูกฝนชะไปหมด สวนการสูญหายในรูปการระเหิดนั้น สวนใหญ
สูญหายในรปู ของแอมโมเนียหรือกาซไนโตรเจนโดยตรง จงึ ควรทําหลงั คาหรอื หาพลาสตกิ มาปด คลุ มเพื่อกนั ฝน
การปองกันธาตุอาหารไนโตรเจนใหสูญหายนอยลงอาจทําไดโดยการเติมปุยซูเปอรฟอสเฟต (18-21%)
11 กโิ ลกรัม ลงไปในปยุ คอก จํานวน 1,000 กิโลกรมั ซงึ่ มนั จะทาํ ปฏกิ ิริยากบั แอมโมเนยี เกดิ เปน สารประกอบ
ของแอมโมเนียซัลเฟตดังสมการขางลาง แอมโนเนียซัลเฟตนี้เปนสารที่สลายตัวไดยากและคงอยูไดนาน
นอกจากน้ียังชวยเพิ่มปริมาณของธาตุฟอสฟอรัสในปุยคอกใหเพ่ิมมากขึ้นอีกดวย และเมื่อนําไปใสใหกับพืช
ธาตุฟอสฟอรัสก็จะถูกดนิ ดูดยดึ (fixation) ลงดว ย
CaH4(PO4)2 + 2CaSO4(NH4)2CO3 ---> Ca3(PO4)2 + (NH4)2SO4 + H2O+ CO2
ประโยชนของปุย คอกและอินทรียวตั ถตุ อ การบาํ รุงดนิ
1) ปุยคอกชวยรักษาระดบั หรอื เพ่มิ ระดับอินทรียวตั ถใุ นดิน อินทรยี วตั ถุในดนิ เปนแหลงทม่ี าของ
ธาตไุ นโตรเจนท่ีสําคญั ในดิน ถา อินทรียวัตถใุ นดินลดระดับลง ธาตไุ นโตรเจนในดนิ กจ็ ะลดระดับลงดว ย จากการ
ทดลองใสปุยคอกและไมใสในการปลูกพืชหมุนเวียน ซึ่งไดแก ขาวโพด ขาวโอต ขาวสาลี ถั่ว และหญา
เปน เวลา 32 ป ปรากฏวา แหลงที่ไมไดใสปุยคอกเลย อนิ ทรยี วตั ถุลดลงไปกวา 76 เปอรเ ซ็นต แตถาใสปุยคอก
เสรมิ ในอตั รา 8 และ 16 ตันตอ หน่ึงรอบของการปลุกพืชหมุนเวียน พบวา อินทรียวัตถุในดินจะเปน 93 และ
102 เปอรเ ซ็นตของระดับอนิ ทรยี วัตถทุ ี่มีอยูเ ดมิ
2) ปุยคอกชว ยรกั ษาระดบั หรอื เพิม่ ระดบั ธาตอุ าหารพชื ในดนิ ไดแก ธาตุฟอสฟอรัสโพแทสเซยี ม
แคลเซยี ม แมกนีเซยี ม ตลอดจนธาตุรองตางๆ
3) ปุยคอกชวยปรับปรุงสมบตั ทิ างกายภาพของดนิ ชวยทาํ ใหดินทรายยึดจับธาตุอาหารและอุม
นาํ้ ไดด ขี ึน้ ชวยใหด นิ เหนยี วและดินทีแ่ นนทึบรวนโปรง มีการถายเทอากาศในดินดีข้ึน และชวยเพ่ิมการจับตัว
กันของอนุภาคดินใหเ ปน กอ นดินขนาดเล็กเพมิ่ ขึ้น
4) ลดอตั ราการสญู เสยี หนา ดนิ (soil erosion) เพราะปยุ คอกทาํ ใหดินรวนโปรง ทําใหดินดูดซับ
ไดมากขนึ้ จงึ ลดปริมาณนํ้าท่ีไหลไปตามหนา ดนิ นอกจากนี้ปุยคอกยงั ชว ยใหพ ืชเจริญเตอบโตไดรวดเร็วจึงชวย
คลุมดนิ ไปดวย ทาํ ใหลดการปะทะของแรงนํ้าฝนท่ีจะกระแทกดนิ โดยตรงลง
5) ชวยรักษาแหลงพลังงานใหแกจุลินทรียในดินที่เปนประโยชนตอพืชคงมีอยูตอไป ไดแก
bacteria , actinomycetes และ fungi เปนตน
6) แบคทีเรียที่ยอยสลายอินทรีวัตถุในดินจะผลิต complex carbohydrate และ growth
regulators ซงึ่ จะมีอทิ ธิพลโดยตรงตอการเจรญิ เตบิ โตของพืช และกอใหเ กิดความสมดุลระหวา งจุลินทรยี ท เี่ ปน
ประโยชนกบั จุลนิ ทรยี ท่ีทําลายพชื จลุ ินทรียทย่ี อ ยสลายอนิ ทรยี วตั ถแุ ลวสรางสารปฏิชีวนะไดหลายชนิด เชน
streptomycin , chloramphenical และ cyclohexime เปน ตน
2. ปุยอนินทรีย หรือ ปุยวิทยาศาสตร เปนปุยท่ีไดจากสารอนินทรีย ใหธาตุอาหารตอน้ําหนัก
มากกวา ปุยอนิ ทรยี แตตองใสในปรมิ าณนอ ย แบง ออกไดเ ปน ปยุ เดย่ี ว ปยุ ประกอบ และปยุ สมบูรณ
- ปุย เดี่ยว คอื ปุย วิทยาศาสตรทใี่ หธ าตุอาหารตัวใดตวั หน่ึง เชน ปุยแอมโมเนียซัลเฟต ใหธาตุ
ไนโตรเจน 21% ปยุ ยูเรีย ใหธ าตไุ นโตรเจน 46% ปยุ ซูเปอรฟ อสเฟส ใหธ าตุฟอสฟอรสั ในรูป P2O5 ประมาณ
31% ปยุ โพแทสเซียมคลอไรด ใหธาตุโพแทสเซยี มในรูป K2O 60%
- ปุยประกอบ คือ ปุยที่ใหธาตุอาหารมากกวาหนึ่งชนิด เชน ปุยแคลเซียมไนเตรท ใหธาตุ
ไนโตรเจน 20% แคลเซียม 24%
- ปุยสมบูรณ คือ ปุยท่ีใหธาตุอาหารไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมครบ เชน ปุย
สตู ร 10-10-10 , 15-15-15 , 13-13-21 เปนตน
ความแตกตา งระหวา งปยุ คอกกับปุยวิทยาศาสตร
1. ปยุ คอก มีระดบั ธาตุอาหาร N , P2O5 และ K2O ไมส มาํ่ เสมอแมว าจะมาจากสัตวชนิดเดียวกัน
เปอรเซ็นตธาตุอาหารจะผันแปรไปตามอายุของสัตวและอาหารท่ีสัตวกิน แตปุยวิทยาศาสตรน้ัน จะมีธาตุ
อาหารท่แี นน อนทําใหสะดวกในการคาํ นวณอตั ราปยุ
2. ธาตไุ นโตเจนในปุยคอก โดยทัว่ ไปจะเปนประโยชนตอพชื ประมาณครงึ่ หนึ่งของปุยวิทยาศาสตร
สว นฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมจะเปน ประโยชนพ อๆ กัน ซึง่ เปน การทดลองในประทศเดนมารก ใชระยะเวลา
4 ป โดยทดลองใหปยุ คอกและปยุ วิทยาศาสตรในปแรกเพยี งครัง้ เดียวผลปรากฏวา พืชนําธาตุไนโตรเจนจาก
ปุยคอกมาใชไดเพียง 30% แตนําจากปุยวิทยาศาสตรมาใชไดถึง 70% สําหรับฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม
พืชนําจากปุยคอกและปุยวิทยาศาสตรมาใชได 24% และ 22% ตามลําดับ และนําธาตุโพแทสเซียมจาก
ปยุ คอกและปยุ วิทยาศาสตรมาใชได 75% และ 79 % ตามลาํ ดบั
3. เกยี่ วกบั ผลตกคา งของปุย พบวา ปยุ คอกมธี าตุไนโตรเจนตกคางอยูในดินเปนประโยชนไดนาน
กวาปุยวิทยาศาสตร จากผลการทดลองที่สถานี Rothamsted ในประเทศอังกฤษ พบวาเม่ือใชปุยคอก
ติดตอกันเปนเวลานาน 20 ป ผลตกคางของปุยคอกยังมีอยูภายหลังจากหยุดการใสปุยคอกถึง 40 ป และ
ในป ท่ี 40 ผลผลติ ของพชื ยังสงู กวาดินที่ไมเ คยไดรับปยุ เลยเกอื บเทาตวั
สูตรปุย หมายถึง ปริมาณธาตุอาหารแตละชนิดท่ีมีอยูในปุยน้ําหนัก 100 กิโลกรัม เชน ปุย
สตู ร 10-10-10 หมายความวา ปยุ นาํ้ หนัก 100 กโิ ลกรมั ใหธ าตไุ นโตรเจนหนกั 10 กโิ ลกรัม ธาตุฟอสฟอรัสใน
รปู P2O5 หนัก 10 กิโลกรัม และธาตุโพแทสเซียมในรปู K2O หนกั 10 กิโลกรมั
ปริมาณปุย อาจบอกเปน อันราสวนของธาตอุ าหารได เชน อัตราสวน 1:1:1 เหมาะสําหรับไมผล
ระยะท่มี ีการเจริญเติบโต หรือหลงั จากตัดแตงก่ิง ปุยอัตรา 1:2:1 หรือ 1:2:2 เหมาะสําหรับไมผลกอนระยะ
ออกดอกตดิ ผลหรือใกลเก็บเกยี่ ว
ตารางท่ี 1 ตัวอยา งปุย ที่ใหธ าตอุ าหารตางๆ
ตัวอยางปยุ ไนโตรเจน (%) ฟอสฟอรสั (%) โพแทสเซยี ม (%) แคลเซียม (%)
โพแทสเซียมไนเตรท (KNO3) 13-60 - 37-46 -
โซเดยี มไนเตรท 16
แคงเซยี มไนเตรท 20 - - -
ยเู รยี 42-46 - - 24
21 - - -
ไดแอมโมเนียมฟอสเฟต 11
โมโนแอมโมเนียมฟอสเฟต 13 50 - -
โพแทสเซียมไนเตรท - 48 - -
- 6 -
โมโนโพแทสเซยี มฟอสเฟต
52.2 34.6 -
การผสมปุยใชเองจะไดราคาถูกกวาการซ้ือปุยสําเร็จรูป เหมาะสําหรับพ้ืนที่มากๆ ท่ีตองการ
ประหยดั ตน ทุนการผลติ
ตัวอยางการคาํ นวณปยุ
ตัวอยางท่ี 1 ถาตองการผสมปุยสูตร 15-15-15 จํานวน 1 ตัน จากแมปุยตอไปน้ี จะตองใชยูเรีย 46%
ไนโตรเจน ดบั เบิลซูเปอรฟอสเฟส 45% และโพแทสเซียมคลอไรด 60% K2O อยา งละกี่กิโลกรมั
วธิ ีทาํ สูตรทตี่ อ งการ 15-15-15
หมายความวาปยุ ผสม 100 กก. ตองการ NO3 15 กก.
หมายความวา ปยุ ผสม 1000 กก. ตอ งการ NO3 15 x 1000 100= 150 กก.
ปุยผสม 1000 กก. ตองการ P2O5 และ K2O อยางละ 150 กก. ดวย
แต NO3 46 กก. มาจากยเู รยี 100 กก.
NO3 50 กก. มาจากยูเรยี 10046x 150 = 326 กก.
P2O5 45 กก. มาจากดับเบิลซเู ปอรฟ อสเฟส 100 กก.
P2O5 150 กก. มาจากดบั เบลิ ซเู ปอรฟอสเฟส 10045x 150 = 333.33 กก.
K2O 60 กก. มาจากโพแทสเซียมคลอไรด 100 กก.
K2O 150 กก. มาจากโพแทสเซียมคลอไรด 10060x 150 = 250 กก.
ตอบ ในปยุ ผสมจํานวน 1 ตนั ทท่ี าํ ข้ึนตอ งข้เี ลอ่ื ย หรอื วัสดอุ นื่ เขาไปอกี 91.73 กก.
1000 – (325 + 333.33 + 250) = 326 กก.
ใชย เู รยี = 333.33 กก.
ดับเบลิ ซเู ปอรฟ อสเฟต = 250 กก.
โพแทสเซยี มคลอไรด =
ตวั อยางที่ 2 จงคาํ นวณปยุ สูตร 5-10-10 จํานวน 2 ตัน จากแอมโมเนียซลั เฟต ปุย โมโนแทสเซียมฟอสเฟต
และโพแทสเซียมคลอไรด
วิธที ํา ปุยสูตร 5-10-10 จาํ นวน 2 ตนั หมายถึง ตองการ
NO3 51x002000 = 100 กก.
P2O5 1010x02000 = 200 กก.
K2O 101x002000 = 200 กก.
NO3 21 กก. มาจากแอมโมเนียมซลั เฟส 100 กก.
NO3 100 กก. มาจากแอมโมเนยี มซลั เฟส 1002x1 100 = 476.19 กก.
P2O5 52.2 กก. มาจากโมโนโพแทสเซยี มฟอสเฟต 100 กก.
P2O5 200 กก. มาจากโมโนโพแทสเซยี มฟอสเฟต 20052x.2150 = 383.14 กก.
K2O 60 กก. มาจากโพแทสเซียมคลอไรด 100 กก.
K2O 67.44 กก. มาจากโพแทสเซียมคลอไรด 100 x 67.44 = 112.40 กก.
60
ตอบ แอมโมเนียมซลั เฟต 476.19 กก.
โมโนโพแทสเซียมฟอสเฟต 383.19 กก.
โพแทสเซยี มคลอไรด 112.40 กก.
ทราย หรอื ข้เี ล่ือย 1028.27 กก.
เทคโนโลยีการใหปุย กับพชื ผัก
การใชปุยใหไดผลดีกับพืชผักข้ึนอยูกับปจจัยหลายประการ เชน ชนิดของดิน และการบํารุงดิน
ชนดิ ของพืชและวธิ กี ารเพาะปลกู ภมู อิ ากาศและฝน นอกจากนี้ยงั มีระบบการทําฟารม ระบบการปลูกผัก และ
ปจจัยสําคัญคอื มผี ลผลิตสงู -ต่ํา ซงึ่ จะเชอื่ มโยงไปถึง ผลกําไร-ขาดทุนของผูปลูกผักเปนอาชีพเขามาเกี่ยวของ
อยดู ว ย ปจ จัยตางๆ ดงั กลา วมานอ้ี าจแตกตางกันไดตามสภาพของพ้ืนท่ี สภาพของสวนผักแตละแหง ดังนั้น
ปจจัยเหลานี้จะมีผลตอการใชปุยอยางไรน้ันจะประเมินจาก 2 ทาง คือ จากประสบการณของเกษตรกร
ทางหนง่ึ และจากผลการทดลองของนักวิชาการอกี ทางหนึ่ง นักวชิ าการและนกั สง เสรมิ มีหนา ทเ่ี ผยแพรความรู
จากผลการทดลองสูเกษตรกร ถายทอดเทคโนโลยีการใหป ยุ ตลอดจนฝก อบรมเกษตรกรเร่ืองการใหปุยอยางถูกวิธี
เพอ่ื ใหพชื นาํ ไปใชสรางการเจรญิ เตบิ โตอยา งมีประสทิ ธภิ าพ
ประเทศท่ีเทคโนโลยีการปลูกพืชพัฒนาและกาวหนาไปมากแลว มีผลงานวิจัยดานการใหปุยพืช
แตล ะชนดิ รายงานไวโดยละเอียดเกี่ยวกับปริมาณปุย วิธีการใสปุย ระยะเวลาที่เหมาะสมในการใหปุยกับพืช
แตใ นประเทศไทยรายงานวจิ ยั ดงั กลาวและเอกสารอา งอิงมีนอ ยมาก
ปจ จัยทางเดินท่มี อี ิทธิพลตอการใหป ยุ ปจจยั อนั เนือ่ งมาจากกินที่มอี ิทธิพลตอ การใหป ุยมีดงั นี้ คือ
1. ธาตอุ าหารทีจ่ าํ เปน แกพ ืช
2. ความเปนกรดเปน ดา งของดนิ
3. ช้ันของดินท่นี าํ้ ซมึ ผานไมสะดวกมีบางหรือไม
4. ลกั ษณะของเนอื้ ดิน
5. ลักษณะของดินถกู เซาะพังไดงายหรือไม ความลาดเอียงของพื้นที่มีผลตอ การชะลางหนา ดินและ
ปุยอยา งไร
6. สภาพการระบายน้ําดหี รอื เลวอยา งไร เมื่อฝนตกติดตอกันหลายวันสามารถระบายน้ําออกจาก
แปลงปลกู ไดหรือไม
7. การจดั การบํารงุ ดนิ อยา งถกู ตอ ง
ปยุ ท่เี กษตรกรผูปลกู ผกั นิยมใช
เกษตรกรผปู ลูกผักนิยมใชปยุ วทิ ยาศาสตร คือ ปยุ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม เปนปยุ หลัก
โดยมกี ารนําเขาปุยจากตางประเทศในเดือนมกราคม 2538 เปนจํานวนถึง 221,924.699 เมตริกตัน เกษตรกร
ผูปลูกผักสวนใหญท่ีปลูกผักเปนการคาใชปุยไนโตรเจน ประมาณ 20-30 กก./ไร/ครั้ง ผักกินใบ เชน คะนา
มีอายุเก็บเก่ียวเร่ิมต้ังแต 45-50-55-60 วัน จะใสปุยยูเรีย 2-3 ครั้ง อัตราประมาณ 30 กก./ไร โดยใส
ตามความเคยชนิ มิไดเ นน เรอ่ื งการวิเคราะหดินและปริมาณแรธาตุจําเปนที่พืชแตละชนิดนําไปใชในการสราง
การเจริญเติบโต นอกจากน้ี ประเทศไทยยังละเลยเรื่องการบํารุงดินอยางถูกวิธี โดยไมทําลายสภาพแวดลอม
ซ่ึงจาํ เปนตองมงี านวิจยั สนับสนนุ แตปจ จบุ นั หาเอกสารอางองิ ไดย าก
โดยสรุปแลว ปุยทีเกษตรกรผปู ลูกผักนยิ มใช คือ 21-0-0, 46-0-0, 15-15-15, 16-16-16, 17-17-17,
13-13-21
ตารางที่ 2 อัตราการใหปุยไนโตรเจน ฟอสฟอรสั และโพแทสเซียม สาํ หรับผกั ชนิดตางๆ (กิโลกรัม/เฮกตาร/
6.25 ไร) (Weir และ Cresswell , 1993)
พืช ปยุ รองพน้ื K ปยุ แตง หนา
บที รทู , แครอท NP 40-60 N
หอมหวั ใหญ 0-50
มันฝรงั่ 30-60 60-80 30-40
ถัว่ 25-50 20-40 0-80 25
กะหลาํ่ ปลี 40-80 100-150 30-40 30
กะหลํ่าดอก 20-40 30-60 50-70 25-40
ผกั กาดหอม 30-50 50-80 30 (ใส 1-2 ครั้ง)
แตงกวา , ฟกทอง 80-120 80-100 30-120 40
มะเขอื เทศ 40-80 40-60 0-50 35 (ใส 1-2 คร้ัง)
30-60 50 0-50 20-25
30-50 40-60 30 (ใส 2-3 คร้งั หลงั ติดผลแลว )
0-60
จะเห็นไดวา ตองศึกษาสภาพความอุดมสมบูรณของดินในภาคตางๆ ของประเทศเสียกอนและ
ศกึ ษาวา จุดที่จะปลูกพืชผักนั้นเปนอยางไร แลวนํามาเปรียบเทียบกับคําแนะนําวาจะใหปุยใหเหมาะสมตอ
สภาพแวดลอม ณ จดุ นน้ั ๆ อยางไร จงึ จะไดผ ลผลิตสงู คมุ คาการลงทุน เชน กรุง (2537) แนะนําวาการใหปุย
มะเขือเทศทปี่ ลูกในภาคกลาง เชน จงั หวัดนครปฐม กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ควรใชปุยรองพื้นสูตร 15-15-15
อัตรา 30 กก./ไร รองกนหลุมพรอมปุยคอกหรือปุยหมักอัตรา 2,000 กก./ไร และโบแรกซ 4 กก./ไร
ปุยแตงหนาครั้งท่ี 1 (อายุ 7-10 วัน) สูตร 46-0-0 หรือ 21-0-0 อัตรา 10-20 กก./ไร ปุยแตงหนาครั้งที่ 2
(อายุ 21-25 วัน) ปุยสูตร 15-15-15 อัตรา 30 กก./ไร ปุยแตงหนาครั้งท่ี 3 (อายุ 40 วัน) สูตร 13-13-21
อตั รา 30 กก./ไร สาํ หรับมะเขือเทศพันธุสีดาทิพย 1 สีดาทิพย 2 สีดาทิพย 3 และพันธุลูกผสมสีดาทิพย 91
จํานวนตนปลูก 3,500 – 4,000 ตนตอ ไร
ปญ หาการปลกู ผักบางชนิดทีเ่ กดิ จากปยุ และการแกไข
พชื ผกั มอี ายสุ นั้ และตอ งการปยุ มาก เมอ่ื ปลกู ผกั ในดนิ แลว และใสป ุยไมเพยี งพอ พชื จะแสดงอาการ
ขาดใหเหน็ ในเขตท่มี ฝี นตกชุด มีการชะลา งสงู มาก จงึ มกั พบพืชแสดงอาการขาดธาตไุ นโตรเจน สาํ หรับอาการ
ขาดธาตุรองที่พบเสมอในพืชผัก ไดแก อาการขาดธาตุแมกนเี ซยี มแคลเซยี ม โบรอน และโมลิบดีนัม สวนธาตุท่ี
มกั พบวามีมากเกินไปจนเปน อนั ตรายตอพชื คอื คลอไรดโ ซเดยี ม แมกนเี ซียม และอะลมู ินมั
ปญหาในการปลกู ผกั จะมเี พิ่มข้นึ ในกรณีทีด่ ินเปนกรด ในบางแหงเกดิ อาการเปนพิษของแมงกานีส
และอะลมู เิ นียมเม่ือดนิ เปน กรดจดั หรือเกดิ การขาดธาตแุ มกนีเซียมและแคลเซียม ซ่ึงตามปกติเมื่อธาตุอาหาร
มคี วามไมส มดลุ การเจรญิ เติบโตของพืชก็มปี ญหา
2.4 การปราบศัตรูพชื
การเพาะปลกู และการผลติ พืชผกั ไมดอก - ไมป ระดับ กลว ยไม ตลอดจนไมผลนั้น ไมวาผูปลูกมีความ
ประสงคจะปลกู ไวประดบั บา นเปนพืชสวนครวั แปลงรวบรวมพนั ธุ หรือปลูกเปนการคาก็ตามจะมีอุปสรรคใน
การเพาะปลูกที่สําคัญ คือ มีโรคตางๆ และแมลงศัตรูพืชรบกวน ทําใหผลผลิตตกต่ําไมไดคุณภาพ เชน ผักมี
แมลงรบกวนกัดกิน ทําใหใ บแหวงเปน รู ในผลมะเขอื เทศมหี นอนกดั กนิ อยูภายในผล โรคแอนแทรกโนสทําลาย
ผวิ ของมะมว งทําใหเกดิ จดุ สนี าํ้ ตาลดํา ทาํ ใหขายผลผลติ ไมไดราคา สําหรับแมลงศตั รพู ชื ในธรรมชาตมิ อี ยหู ลาย
ชนิด ซ่ึงจะทําความเสียหายแกพืช แมลงบางชนิดระบาดไดรวดเร็วมากถาไมสามารถปองกันและกําจัดได
กจ็ ะเปนอันตรายตอ พืช ทาํ ความเสียหายทางเศรษฐกจิ มาก
การควบคุมศตั รพู ืช แบงเปน 2 วิธใี หญๆ บรรพต (2524) ไดอธบิ ายไวดงั นี้
1. วิธีธรรมชาติ (natural control) เปนวิธีการท่ีปลอยใหเกิดข้ึนเองตามธรรมชาติ โดยมนุษยไมมี
บทบาทใดๆ ทัง้ สิน้ แมลงหรือจุลนิ ทรยี ม กี ารเตบิ โตขยายพันธตุ ามสภาพแวดลอมท่ีเหมาะสม และมีโอกาสถูก
ศัตรูธรรมชาติทําลาย ซึ่งเรียกวา “สมดุลทางธรรมชาติ” (balance of nature) ปรากฏการณนี้ดําเนิน
ตดิ ตอกันไปโดยธรรมชาติ
2. วิธปี ระยุกต (applied control) เปนวิธีที่มนุษยคิดคนและหาทางปราบศัตรูดวยวิธีการตางๆ เชน
การใชกบั ดัก วิธีการเพาะปลูก การใชสารเคมีปราบศัตรูพืช ฯลฯ
วิธีการปราบศัตรพู ืชทน่ี ิยมใชกันแพรห ลายมาก คือ การใชสารเคมี ไดแ ก สารกาํ จดั แมลงชนิดตา งๆสาร
กําจัดเช้ือรา แบคทีเรีย ซึ่งเม่ือใชไปนานๆ เขา โรคและแมลง จะดื้อยาจึงจําเปนตองใชสารที่มีความเขมขน
เพิ่มข้ึนและพนถมี่ ากขึน้ ทาํ ใหเปน อันตรายตอ ผพู น สาร และมีสารปนเปอนสะสมในสภาพแวดลอม เชน ในดิน
ลําคลอง และในบรรยากาศ ซ่ึงเปนอันตรายตอมนุษยและสิ่งมีชีวิตอ่ืนๆ ยิ่งนานวันสภาพการสูญเสียของ
ทรพั ยากรธรรมชาติก็ยงิ่ เพิม่ มากขน้ึ จนกระทบตอชวี ิตประจําวันของมวลมนุษยในโลก ทําใหนักวิทยาศาสตร
หันมาคนควาวิจัย เพอื่ หาวิธปี ราบศัตรูพืชทกี่ อ ใหเ กดิ ผลเสียนอ ย โดยวธิ ีธรรมชาตเิ ขา มารวมดวย
2.4.1 การปราบศัตรูพชื โดยธรรมชาติ (Natural control)
ปจจัยสําคัญของการควบคุมแมลงในธรรมชาติ ไดแก สภาพดินฟาอากาศ สภาพทางภูมิศาสตร
ตัวหา้ํ - ตวั เบียน โรคของแมลงและโรคพืช สภาพภูมิศาสตร ประกอบกบั สภาพดิน น้าํ อากาศ สามารถควบคุม
ประชากรของแมลงได เชน ในเขตข้วั โลกเหนือมีหิมะปกคลุมเกือบตลอดป อากาศหนาวเย็นมาก อุณหภูมิต่ํา
กวาศนู ยองศาเซลเซียส สภาพเชนน้ีทําใหแมลงหลายชนิดไมสามารถเจริญเติบโตและสืบพันธุได นอกจากน้ี
แนวภเู ขา ทะเลสาบ แมนา้ํ ลําธาร ฯลฯ กเ็ ปนสิ่งกีดขวางการแพรร ะบาดของโรคและแมลงไดเชน กัน
โรคของแมลงในธรรมชาตหิ ลายชนดิ เปน ตวั ทาํ ลายศัตรพู ืชโดยธรรมชาติ ปจจัยตางๆ ท่ีกลาวมา
ขางตนตองถือวาธรรมชาติไดใหวิธีการท่ีจะรักษาสมดุลของธรรมชาติไว ถามนุษยไมไปทําลายวิธีธรรมชาติ
เหลา นี้ อนั ตรายจากศตั รพู ชื ก็จะเกดิ นอยลง อยใู นสภาพทีย่ อมรับได ดังนั้น ทุกคนจึงสมควรตองชวยกันรักษา
สภาพของธรรมชาติใหค งอยูไ วใ หไดม ากทีส่ ุด เพ่อื ประโยชนของมวลมนุษยน่ันเอง
2.4.2 การปราบศตั รูพชื โดยวิธปี ระยุกต (Applied Control)
การปราบศัตรูพืชโดยวิธีประยุกตน้ัน มนุษยเปนตัวการสําคัญในการคิดคนหาวิธีการตางๆ
เน่อื งจาก ในการผลติ พชื เปนการคาน้ัน วิธีทางธรรมชาติแตเพียงอยางเดียวไมสามารถควบคุมประชากรของ
แมลง และการระบาดของโรคได เพราะผูบรโิ ภคตองการสินคา ทมี่ ลี ักษณะสวยงาม ปราศจากรอ งรอยของแมลง
และโรครบกวน มนุษยจงึ จาํ เปนตองใชวธิ กี ารตา งๆ ดงั ตอไปน้ี คอื
1) การควบคมุ โดยวิธีเขตกรรม
2) การควบคมุ โดยวิธีกายภาพ
3) การควบคุมโดยวิธกี ล
4) การควบคมุ โดยสารเคมี
5) การควบคุมโดยชวี วิธี
6) การควบคมุ โดยการใชจ ลุ นิ ทรีย
7) การควบคุมโดยวิธีพนั ธกุ รรม
8) การควบคุมโดยวธิ ีผสมผสาน
2.4.3 การควบคุมโดยวิธเี ขตกรรม
การควบคุมโดยวิธีเขตกรรม ไดแก การจัดการแปลงปลูก การปลูกพืชหมุนเวียน การทําลาย
แหลงสะสมโรค การเลอื กสถานที่ผลติ ทีป่ ลอดโรค - แมลง การเลือกฤดูกาลผลติ ท่ปี ราศจากโรคและแมลง และ
การใชพันธตุ านทาน ตวั อยา งทีเ่ หน็ ไดช ัดเจน คือ ทีอ่ าํ เภอดาํ เนนิ สะดวก จงั หวดั ราชราชบรุ ี ซ่ึงเปนแหลง ผลิตไม
ผล พชื ผัก และดอกไมท ่สี ําคัญของประเทศไทย เกษตรกรจะมคี วามรูใ นเรื่องการจัดการแปลงปลูก การปลูกพืช
หมุนเวยี น และการทาํ ลายแหลง สะสมโรค โดยจัดทาํ แปลงปลูกยกเปนรอง มีรองระบายน้ําและใชน้ํารดพืชได
ทําคันสูง 1.5 - 2 เมตร เพ่ือควบคุมปริมาณนา้ํ คือ ไขนํ้าเขาแปลงเม่ือตองการใชน้ํา และระบายน้ําออกในฤดู
น้ําหลาก (ตลุ าคม - พฤศจกิ ายน) เม่อื จดั การแปลงปลกู ไดเ หมาะสม พืชเจริญเติบโตไดดีและแข็งแรงสามารถ
ตอสูกบั ศัตรทู ี่มารบกวนได การปลูกพืชชนิดเดียวในท่ีเดิมซ้ําๆ ติดตอกันเปนเวลานาน เชน ปลูกพริกรวมกับ
หอมแดงตดิ ตอกนั นานมากกวา 30 ป ทําใหปราบหนอนหลอดหอมและโรคของพริก (โรคกุงแหง โรคราเม็ด
ผกั กาดฯ) ไมไ ด เกษตรกรจงึ เลิกปลูกพรกิ และหอมแดง แตเปล่ียนเปนปลูกมันเทศและพืชตระกูลแตงสลับกับ
พืชตระกลู ถ่วั เกษตรกรจงึ ไดใ ชประโยชนข องการปลูกพืชหมุนเวยี นเพือ่ หลกี เล่ียงโรค - แมลง เกษตรกรแตละ
รายเม่ือปลูกพืชหมุนเวียนเปนเวลานาน 2 - 3 ป ก็จะวางแผนการปลูกพืชเพ่ือใหเก็บเก่ียวเสร็จในชวงฤดู
นาํ้ หลาก แลว ปลอ ยใหนาํ้ ขงั ทวมแปลงสงู จากระดบั แปลงปลูกประมาณ 1 เมตร ใหน ํ้าทว มแปลงนานประมาณ
1 เดอื น จึงระบายนํ้าออก ตากดินประมาณ 1 - 2 สัปดาห วิธีการเชนน้ีสามารถปราบแมลงและโรคที่สะสม
ในดินไดหลายชนดิ ซง่ึ ทงั้ 3 วิธี ดงั กลา วมาแลว นนั้ เกษตรกรท่อี ําเภอดาํ เนินสะดวกยังใชอ ยูในปจจุบันน้ี
สําหรับการเลือกสถานที่ผลิต และเลือกฤดูกาลผลิตท่ีปราศจากโรและแมลงนั้น เปนวิธีหน่ึงท่ี
สามารถใชไ ดดกี บั มะเขอื เทศ เม่อื ประมาณ 15 ปทผี่ า นมา มกี ารสง เสรมิ ใหเกษตรกรทีอ่ าํ เภอฝาง จงั หวัดเชียงใหม
ปลูกมะเขอื เทศ เพื่อสง ใหโ รงงานอาหารหลวงฝาง ภายใตโ ครงการหลวงโดยจะปลกู หลังจากการเกี่ยวขาวเสร็จ
ในเดอื นพฤศจิกายน จึงทาํ การเพาะกลา ทะเขือเทศประมาณกลางเดือนตลุ าคมและยายปลกู เมอ่ื กลา มีอายุ 25 -
30 วัน พบวา ประมาณปลายเดือนธันวาคม - ตนเดือนมกราคม มีโรค late blight (phytophthora
infestan) ระบาดรุนแรงมาก เนื่องจาก สภาพแวดลอมเหมาะสม คือ อุณหภูมิประมาณ 8 - 15ซ. และมี
หมอกจัดมาก ถา เลื่อนระยะเวลาเพาะกลา เปนกลางเดือนพฤศจกิ ายน - ตน เดือนธันวาคม ก็พอท่ีจะหลีกเลี่ยง
โรค late blight ได แตก็ยังไดรับความเสียหายสูงในบางป ขณะที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เชน จังหวัด
ขอนแกน อุดรธานี สกลนคร หนองคาย นครพนม ไมมีโรค late blight รบกวน โครงการหลวงจึงไดสราง
โรงงานผลติ นา้ํ มะเขอื เทศเขม ขน (tomato paste) ทตี่ ําบลเตางอย จังหวัดสกลนคร ตอมาจึงเลิกผลิตมะเขือ
เทศท่ีอาํ เภอฝาง เพราะไมส ามารถตอสูกับโรค late blight ได ปจจุบันการผลิตมะเขือเทศท่ีจังหวัดสกลนคร
ของโครงการหลวงยังคงดําเนินการอยู แตในภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบวาโรค bacterial wilt
(psuedomonas solanacearum) เปนโรคที่สําคัญของมะเขือเทศ อาจารยถาวร โกวิทยากร จาก
มหาวิทยาลัยขอนแกน ไดผสมพันธุมะเขือเทศพันธุ TW3 ซึ่งเปนพันธุตานทานโรค bacterial wilt แตมีผล
ลักษณะน่ิม ตองปลูกใกลๆ โรงงานจึงจะไดผลดี ถาปลูกไกลโรงงานจะเสียหายขณะขนสงกอใหเกิดความ
เสียหายมาก ดงั นน้ั การใชพันธตุ า นทานกเ็ ปน อีกวิธีหน่ึงในการเขตกรรมเพื่อหลีกหนีโรค ถาหาพันธุตานทาน
โรคและแมลงไดจะเปนวิธีท่ีไดผลคุมคามาก ดังนั้น เกษตรกรจึงตองเสาะแสวงหาพันธุตานทานเพื่อนํามา
ทดสอบอยูเสมอ
2.4.4 การควบคุมโดยวธิ กี ายภาพ
การทาํ ลายแมลงศัตรูพชื และโรคพชื ทางกายภาพ เชน ความรอน ความเย็น ความช้ืน พลังงาน
แสง เสยี ง หรือคล่ืนวิทยุ จะตองใชเคร่ืองมือหรืออุปกรณท่ีมีราคาแพง ซ่ึงไมเหมาะท่ีจะใชในการผลิตสินคา
ปจ จบุ ันทที่ ําเปน การคา มีอยูนอยชนิด เชน ใชพ ลังงานจากแสงแดดตากดินไว 3 - 7 วัน กอนไถพรวนใชความ
รอ น เชน ไอนา้ํ อบดนิ ปลกู เครอ่ื งปลกู เพ่ือฆา เชื้อโรคในดิน ใชกับไมกระถางใชน้ําอุนอุณหภูมิ 45ซ แชเมล็ด
ผักนาน 30 นาทีกอนนําเมล็ดไปปลูก การใชกับดักแสงไฟดักแมลงหลายชนิด เชน ผีเสื้อกลางคืนของ
หนอนกระทูห อม (หรอื เรยี กไดห ลายช่อื วา หนอนหลอดหอม หรือ หนอนหนังเหนียว (Spodoptera exigua)
หนอนใยผกั (Plutella xylostella) หนอนกระทผู ัก (Spodoptera litura) โสภณ และวิบลู ย (2537) รายงานวา
เกษตรกรในจังหวัดนครปฐมและราชบุรี ใชหลอดไฟแบล็คไลทตั้งไวดานใตลมบริเวณหัวแปรงหรือคันดิน
ลอมรอบสวน โดยตั้งหลอดไฟไวตามแนวนอน ใตหลอดไฟมีภาชนะใสน้ํารอนหรือน้ํามันต้ังไวใหหางจาก
หลอดไฟประมาณ 40 ซม. ในตอนกลางคืนเปดไฟลอแมลงไว ตอนเชามาตรวจดูจะพบวาแมลงหลายชนิด
โดยเฉพาะผีเสอื้ กลางคืนของหนอนกระทูหอม หนอนใยผัก ฯลฯ ตกอยูในอางน้ําจํานวนมาก ถาทําติดตอกัน
นาน 15 วัน จะเริ่มเห็นผลวา ประชากรของแมลงลดลง ทั้งน้ี ควรใชหลอดไฟแบล็คไลทลอแมลงเฉพาะชวงที่มี
แมลงระบาดมากเทานนั้ นอกจากน้ี การใชกบั ดักแสงชว ยลดประชากรของแมลงอาจจะจดั อยใู นวิธีควบคุมโดย
วธิ ีกลก็ไดเชน กัน
2.4.5 การควบคมุ โดยวธิ กี ล
การใชม ือจับแมลงปกแขง็ ทม่ี ากนิ ใบกหุ ลาบในตอนกลางคืนเปนวธิ กี ลแบบหน่งึ ทใี่ ชก บั การปลูก
กุหลาบเปน งานอดิเรกในสวนประดับบา น แตไ มส ามารถใชกบั แปลงปลกู ขนาดใหญได นอกจากนี้ ก็มีการสราง
สง่ิ กีดขวาง เชน ใชถ งุ กระดาษ ถุงพลาสติก หอผล เพื่อปองกันแมลงวันผลไม ในปจจุบันใชในแปลงปลูกเปน
การคาของเกษตรกรอยางแพรห ลายและไดผ ลเปน ทีพ่ อใจคมุ คา ตอ การลงทุน
การปลูกพืชผักในโรงเรือนตาขายไนลอนหรือโรงเรือนพลาสติกเริ่มมีการปฏิบัติเปนการคา
ในประเทศไทยเมอ่ื ประมาณ 5 ปท ีผ่ า นมา เน่อื งจาก ตองการปองกันแมลงขนาดใหญ และลดการระบาดของ
เช้ือโรคในฤดูฝน เกษตรกรนิยมปฏิบตั ิกันเปน การคาในโครงการผลติ ผักปลอดสารพษิ ผกั อนามัย และการผลิต
ไมดอกเมอื งหนาวของโครงการหลวง ในเขตที่สูงของเหนือที่ปลูกไมดอก เชน เบญจมาศ กุหลาบ คารเนชั่น
เพอ่ื ปอนตลาดในประเทศไทย ไดผ ลเปน ทีน่ า พอใจของเกษตรกรผผู ลิต
2.4.6 การควบคมุ โดยวธิ ีเคมี
การควบคมุ โดยวธิ เี คมี หรอื ใชส ารเคมีในการกาํ จัดแมลง เปน วิธกี ารที่ใชกันอยางแพรหลายและ
กวา งขวาง และในอนาคตกย็ งั คงตองใชกันตอ ไป สารเคมที นี่ ํามาใชในการควบคุมแมลงศัตรูพืชอาจเปนสารอนิ
นทรยี หรือสารอินทรียซ่งึ มีตน กาํ เนดิ แตกตางกนั ไปอาจแยกเปน สารพวกออรกาโนคลอรีน ออรกาโนฟอสเฟต
คารบาเมท หรือสารที่มีกําเนิดจากพืช (บรรพต,2554, Oscar และ Donald 1980, กองกีฎและสัตววิทยา,
2535) การใชสารเคมีควบคมุ ศัตรูพืชมขี อ ไดเปรียบมากกวาวิธีอ่ืนๆ เพราะสามารถนํามาใชไดรวดเร็ว ทันตอ
เวลา และใหผ ลเปน ทีน่ าพอใจตามท่ีไดค าดคะเนไว ถามีการใชอยางถูกตองตามคําแนะนํา เน่ืองจาก ไดมีการ
ทดลองและทดสอบโดยบริษัทผูผลิตและนักวิชาการแลว แตผูผลิตหรือเกษตรบางรายตองการเห็นผลอยาง
รวดเร็วจึงใชปริมาณสูงกวาคําแนะนําในฉลาก ทําใหแมลงดื้อยาเพราะแมลงบางชนิดสามารถสรางความ
ตา นทานได แตว ิธนี ีม้ ีขอ เสียคือ ทาํ ลายศัตรธู รรมชาติ เชน ตัวหา้ํ ตัวเบียนไปดวย มีสารพิษตกคางสะสมในดิน
น้าํ บรรยากาศ ทาํ ลายสภาพแวดลอมใหเสอื่ มโทรม เชน ทอ่ี ําเภอดําเนินสะดวกมีการใชสารเคมีปราบศัตรูพืช
อยางแพรหลายมากและใชต ิดตอกันมาเปนเวลานาน ทาํ ใหมสี ารพษิ ตกคางในนาํ้ และดนิ สงู มาก
2.4.7 การควบคมุ โดยชวี วิธี
การควบคมุ พชื โดยชวี วธิ ี คอื การนําเอาศตั รูธรรมชาติตา งๆ ท่เี ปน ปจ จัยสําคญั ในการควบคมุ โดย
ธรรมชาติมาเพาะเลยี้ งขยายปรมิ าณแลวนาํ ไปปลดปลอ ยในแปลงปลูกพชื วธิ ีน้ีจะตองนาํ ศตั รูธรรมชาติ เชน ตวั
ห้าํ ตัวเบียน ซึ่งมอี ยูในธรรมชาติมาศกึ ษาจนทราบวิธีการเขาทาํ ลายศัตรพู ืช ทราบวงจรชีวิต และการขยายพันธุ
แลว จงึ นํามาใชป ระโยชนในการควบคุมศตั รูพืช ถาดําเนนิ การไดเ ปน ผลสาํ เรจ็ วิธีนีจ้ ะเปนวิธีการควบคุมท่ีถาวร
และย่งั ยนื ไมกอใหเกิดอันตรายตอ ผูปฏบิ ตั แิ ละสภาพแวดลอม
การควบคมุ ศัตรูพืชโดยชีววธิ เี พิ่งเร่ิมในประเทศไทยเมือ่ ไมนานมาน้ี หนว ยงานของรฐั ทท่ี าํ หนา ทนี่ ี้
คอื ศูนยว ิจยั ควบคุมศัตรพู ชื โดยชีวนิ ทรียแหงชาติ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร ตู ป.ณ. 9-52 กรุงเทพฯ 10900
สํานักงานคณะกรรมการวิจัยแหงชาติ และมีหองปฏิบัติการที่วิทยาเขตกําแพงแสน จังหวัดนครปฐม
การควบคมุ ศัตรพู ชื โดยชีววธิ ใี นประเทศไทย การดําเนินงานยังชากวาประเทศอ่ืนมาก เพราะขาดนักวิชาการ
ในสายงานนี้และยังมิไดรับการสนับสนุนอยางจริงจังจากรัฐบาล (บรรพต, 2522) และการศึกษาเร่ือง
ตัวหํ้า - ตวั เบยี นเปนเพียงงานวจิ ัยเทาน้นั ยังไมม ีการเพาะเล้ยี งในปริมาณมาก เพอ่ื นาํ ไปปลดปลอยในแปลงปลกู พชื
2.4.8 การควบคุมโดยการใชจลุ ินทรยี
การควบคุมแมลงศัตรูพืชและโรคพืชโดยการใชจุลินทรียตางๆ ซึ่งเปนสาเหตุที่ทําใหเกิด
โรคระบาดในแมลง เชน การใชเ ชือ้ รา แบคทีเรีย ไวรัส หรือไสเดิอนฝอย นับวาเปนการควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธี
เชนกัน เชน การใชเ ชอ้ื ไวรสั NPV ควบคุมหนอนกระทหู ลอดหอม ซ่งึ มหี นว ยงานของกรมวิชาการเกษตร และ
มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร วทิ ยาเขตกําแพงแสนเปนหนวยงานรับผดิ ชอบในการผลิต เพ่อื แจกจายใหเ กษตรกร
หรอื ขายในราคา 800 บาทตอกิโลกรัม อยา งไรกต็ าม ยงั เปน งานที่อยใู นขน้ั วจิ ยั และนาํ ออกเผยแพรส เู กษตรกร
โดยหนวยงานของรัฐ ยงั มไิ ดมกี ารผลติ เปนการคาไดในอนาคตอันใกลน ี้
สวนเชื้อแบคทีเรีย (Bacillus thuringiensis) หรือที่เรียกชื่อยอวา B.T. มีขายอยางแพรหลาย
เปน การคาแลว เช้อื Bacillus thuringiensis ใชไดผ ลดีกบั แมลงศตั รูพชื เชน หนอนเจาะสมอฝาย หนอนกระทู
หนอนใยผกั หนอนคบื กะหลาํ่ ดวงหมดั ผัก (กองกฎี และสตั ววทิ ยา, 2535)
2.4.9 การควบคุมโดยวธิ พี นั ธกุ รรม
ไดม กี ารนําหลักพนั ธุกรรมมาใชป ระโยชนในการควบคมุ แมลง 2 แนวทาง คอื การทําใหแ มลงตวั ผู
เปน หมัน ไมสามารถสบื พันธตุ อ ไปได แลวนําแมลงที่เปนหมันนไ้ี ปปลดปลอ ยในธรรมชาติใหแขงขันในการผสม
กับตัวเมยี ปกติ ทําใหต วั เมยี เหลา นนั้ ไมวางไข หรือไขไ มสามารถฟก ออกมาเปน ตวั ไดเ พอ่ื ลดประชากรของแมลง
อกี แนวทางหนง่ึ คอื ใชห ลักพันธกุ รรมสรางภมู ิตานทานโรคและแมลงใหแกพ ชื เศรษฐกิจ ปจจุบนั ในตางประเทศ
ไดแ ก สหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุน ไดสรางพันธุพืชตานทานโรคหลายชนิด และมีเมล็ดพันธุหรือทอนพันธุ
ขายเปนการคาอยางแพรหลาย เชน มะเขือเทศตานทานโรค Fusarium wilt race 1 (Fusarium
osysporium) ไดแก พันธุ Manapal, Campbell 28, Tropic - Red, Anahu, Romaa VF (Yang, 1979)
เน่อื งจาก การใชสารเคมีปราบ Fusarium wilt ไมไดผ ลจําเปน ตองใชพ นั ธตุ านทานจึงจะสามารถตอสูกบั โรคนี้ได
2.4.10 การควบคมุ โดยวธิ ผี สมผสาน (การควบคมุ โดยการรวมวธิ )ี
บรรพต (2524) อธิบาย การรวมวิธีการควบคุมแมลงศัตรูพืชแบบตางๆ เพื่อนํามาใชในเวลา
และสถานทเี่ หมาะสมใหเขากันได คือ การควบคุมโดยการรวมวิธี แตเดิมการควบคุมโดยการรวมวิธีหมายถึง
การควบคุมโดยการใชสารเคมคี วบคูไปกับชวี วิธี ซง่ึ ในปจจุบนั นไ้ี ดข ยายตวั ออกไปกวา งขวางมาก โดยนําวิธีการ
ตา งๆ ในการควบคมุ ศตั รพู ชื ที่กลาวมาแลวขางตนมาปรับใชรวมกัน เพื่อกอใหเกิดผลเปนที่นาพอใจและมีผล
คุมคาทางเศรษฐกิจ ซ่ึงภาษาอังกฤษ เรียกวา Integrated Pest Control (IPC) แตการที่จะนําวิธีการปราบ
ศัตรูพืชหลายๆ แบบมารวมกันจะเก่ียวของกับปจจัยหลายอยาง รวมท้ัง ผูปฏิบัติงานซ่ึงมีหลายฝาย คือ
นักวชิ าการ นักสง เสรมิ การเกษตร ผูผลิต บริษัทเอกชนตางๆ ตลอดจน นโยบายของรฐั บาลซ่งึ ทําหนาท่คี วบคุม
สารเคมีกาํ จัดแมลง บริษทั ผแู ทนจาํ หนา ยสารปราบศตั รพู ชื และผูบ รโิ ภคท่ีตอ งการซื้อสินคาที่ปราศจากสารพิษ
เจอื ปน ปจ จยั ตา งๆ และบคุ ลากรตางๆ ลวนมีบทบาทที่แตกตางกนั จะมาทาํ งานรว มกันไดอยางไร ในปจจุบันน้ี
จงึ เรยี กวา การบริหารศตั รพู ืช (Pest Management) หรอื การบริหารศตั รูพืช แบบบูรณภาพ หรอื การบรหิ าร
ศัตรพู ชื แบบผสมผสาน (Integrated Pest Management มชี ื่อยอ วา IPM)
ความหมายของการบรหิ ารศัตรูพืชแบบผสมผสาน คือ การเลือกวิธีท่ีจะนํามาใชรวมกัน และ
การนําไปใช ซ่ึงวิธีการควบคุมศัตรูพืชนี้ไดมีการคาดการณถึงผลท่ีจะติดตามมาเปนอยางดีแลว ท้ังทางดาน
เศรษฐศาสตร นิเวศวิทยา และสังคมศาสตร การบริหารศัตรูพืชแบบผสมผสานจะใชวิธีการควบคุมโดย
ธรรมชาติใหม ากท่ีสุด ซ่งึ รวมไปถงึ ปจจัยตางๆ ทางดานสภาพดนิ ฟาอากาศ และศัตรูธรรมชาติอื่นๆ รวมไปถึง
ตวั ห้ํา ตวั เบยี น และเช้ือโรคของศัตรพู ชื ชนดิ นนั้ ๆ สว นวิธีการควบคมุ ทม่ี นษุ ยคิดคนข้ึนมาน้ันจะนํามาใชตอเมื่อ
มีความตอ งการท่จี ะควบคุมระดบั ประชากรของศตั รพู ชื ไมใหสูงเกินกวาระดับที่มนุษยพอจะยอมรับได เมื่อได
พิจารณาอยางแมนยําแลว ทั้งทางดานศักยภาพของความเสียหายและคาใชจายในการควบคุมทางดาน
นเิ วศนวิทยา เศรษฐศาสตร และสงั คมวทิ ยา (บรรพต,2529)
Powell. และ Lindquist (1992) ไดแนะนําภาคปฏิบัติของ IPM ท่ีสามารถนําไปใชในทาง
การคา ได และเกษตรกรผูป ลกู ไมดอกของสหรฐั อเมริกาก็ใชบริการดานเมล็ดพันธุ เทคโนโลยีการปลูกดอกไม
การปราบศตั รูพืชของเขากันอยา งแพรห ลาย
ตัวอยางกิจกรรมของ IPM ในประเทศไทย
1. การสัมมนา เรอื่ ง IPM กบั การแกปญ หาศัตรพู ืชของประเทศไทย โดยสมาคมกีฏและสัตววิทยา
พฤศจิกายน 2535 (นีออน - 2536) ผูบรรยายพิเศษจากตางประเทศ ดร.จอหน ฮารเดน จากประเทศ
ออสเตรเลีย สรุปวา
- ภาคกลางของประเทศไทยใชสารเคมีปราบศัตรูพืชเฉลี่ยวันละ 3 วัน/คร้ัง เพื่อตองการ
ใหไดผลผลิตผกั ท่ีสวย ขายไดราคา และผลผลิตสูง
- จากประสบการณของผูบรรยาย ซ่ึงเดินทางไปยังประเทศตางๆ พบวา ผูใชสารเคมี
ยงั ไมเ ขาใจวธิ ีการใช และไมม คี วามรู ปญหาท่ตี ดิ ตามมาคอื แมลงดอ้ื ตอ สารกาํ จดั ศัตรูพชื
- ผใู ชส ารเคมตี อ งรูจ กั เลอื กใชเคร่อื งพนสารเคมใี หถูกตองจึงจะมปี ระสิทธิภาพสูง
- ขณะพนสารเคมีไมควรดื่มนํ้า สูบบุหรี่ รวมท้ัง ควรระวังเร่ืองสารเคมีท่ีเปนอันตรายตอ
ผิวหนังและตา ตองรจู กั วธิ ีปองกัน
ผูบ รรยายพเิ ศษอกี ทาน คือ ดร.เท็ตซึโอะ ไซโต สรุปไดวา การปราบหนอนใยผัก (diamond
black moth : Plutella xylosetella) ซ่งึ เปน ศตั รสู ําคัญของพืชผกั ควรใชว ธิ ีการของ
- ทําการขยายพนั ธุในหองทดลอง
- ใชส ารกาํ จดั แมลง
- ผลงานวจิ ัยการใชสารกาํ จัดแมลงชีวภาพ
- การทดลองภาคสนาม
- การเลอื กคณุ ภาพของวิธกี ารทดสอบโดยใชแ มลงศตั รูทางธรรมชาติ
- การใชกับดักเหนียวสเี หลอื ง
- ใชวธิ ีการจดั วงจรชวี ิตของแมลงในพื้นที่จรงิ
- วิธีระบบยอยหรือแบบจําลองท่มี คี ณุ คา
- ใชต าขา ยคลุมพชื ผกั ไว
- สรปุ จากการอภิปรายของผรู ว มสัมมนา (นักวิชาการและเอกชน)
- งานกําจัดศตั รูพืชจะตองไดรบั ความรว มมอื จากทกุ หนว ยงาน (รฐั เกษตรกร เอกชน)
- งานกําจัดศัตรพู ืชจะตองไดรับความรวมมือจากทกุ หนวยงาน (รฐั เกษตรกร เอกชน)
2. กรมวิชาการเกษตร เรื่องการใชไ สเ ดือนฝอยควบคุมดวยดว งหมัดผักในผกั กาดหวั (พฤกษา, 2534)
การควบคุมแมลงศัตรูพืชโดยชีววิธี คุณวัชรี สมสุข นักวิจัยจากกองกีฏและสัตวิทยา
กรมสงเสริมการเกษตร ไดประสบผลสําเร็จในการใชไสเดือนฝอย (Neoaplectana carpocapsae) ควบคุม
ดวงหมัดผัก (Phyllotreta sinuata) ในผักกาดหัว ณ แปลงปลูกของเกษตรกรแถบภาษีเจริญ กรุงเทพฯ
โดยพบวา แปลงผกั กาดหัวท่ใี ชไ สเดอื นฝอยมีการเจริญเตบิ โตดี สภาพของรากแทบไมม ีรองรอยการทําลายของ
ดวงหมดั ผัก เมือ่ เปรียบเทียบกบั แปลงที่ใชสารเคมี ซง่ึ มขี นาดรากเล็กกวา และมีรองรอยการทําลายของดว งหมดั
ผัก สว นแปลงทไ่ี มไ ดใชสารเคมีและไสเดือนฝอย ตนผักกาดหัวจะแคระแกร็น รากถูกทําลายมากจนแทบจะ
นําไปขายไมไ ด หรอื ตอ งขายในลักษณะตกเกรดซงึ่ ราคาถกู มาก ดว ยเหตนุ ้ี เกษตรกรจึงยอมรับวาไสเดือนฝอย
สามารถปราบดวงหมดั ผกั ในผกั กาดหัวไดดี อยา งไรก็ตาม นักวชิ าการไดสรุปวาจะตองทําการทดลองตอไปอีก
โดยเฉพาะอตั ราการใชไ สเ ดือนฝอย
นักวิชาการไดอธิบายลักษณะการทําลายของไสเดือนฝอยไวดังนี้ ไสเดือนฝอยบางชนิด
เปน ศตั รูของแมลงแตไ มเปนอันตรายตอมนุษย สัตว พืชอื่นๆ และส่ิงแวดลอม ไสเดือนฝอยจะเขาสูตัวหนอน
ตามรเู ลอื ดของแมลงแลว ขับถา ยเอาเช้อื แบคทเี รียชนิดหน่ึงออกมา เปนสาเหตุใหเลือดของหนอนที่อาศัยเปนพิษ
ทําใหหนอนตายภายใน 24 - 48 ชั่วโมง สวนไสเดือนฝอยจะเจริญเติบโต ขยายพันธุและวางไขในตัวของ
หนอนไสเ ดอื นฝอยรุน ใหมๆ ท่ีออกจากไขก ห็ ากินอยูในซากของหนอนนน้ั จนอาหารหมดจึงออกจากซากไปหา
แมลงอาศัยใหมตอ ไป
ไสเดือนฝอย (Neoaplectana carpocapsae) มีขายเปนการคา จัดจําหนายโดย บริษัท
เฮกซาเนมาติค จาํ กัด
3. กรมวชิ าการเกษตร อธิบดกี รมวิชาการเกษตร (นายมนตรี รุมาคม) ไดรายงานถึงงานวิจัย
และคาํ แนะนําเกยี่ วกบั IPM ดงั น้ี
- กรมวิชาการเกษตร กาํ ลงั ศึกษาวจิ ยั สารสกัดจากสะเดา ขา และตะไครหอม เพื่อใชกําจัด
แมลงศตั รูพชื และหาแนวทางการปองกนั กําจดั ศัตรูพชื โดยวธิ ีผสมผสาน
- กรมวชิ าการเกษตร ไดท ําการศกึ ษาและวจิ ัยเพื่อลดการใชสารเคมี โดยใชชีวินทรียในการ
ปราบศัตรูพืช และไดแนะนาํ การใชไปแลว คือ
- แบคทีเรีย Bacillus thuringiensis แนะนําใหใชในศัตรูปาลมนํ้ามัน สมเขียวหวาน พืช
ตระกูลกะหลา่ํ มะเขอื เทศ และหนอ ไมฝรั่ง
- ไสเ ดอื นฝอย แนะนําใหใ ชใ นศัตรูลิ้นจ่ี ลางสาด ลองกอง ลําไย และพชื ตระกูลกะหลา่ํ
- วสิ า (Nuclear Polyhydrodis Virus ชื่อยอ NPV) แนะนําใหใชใ นศัตรสู มเขียวหวาน องุน
พชื ตระกลู กะหลํา่ ถว่ั ฝกยาว ถวั่ ลันเตา หอมใหญ หอมแดง หอมแบง กระเทียม และกุหลาบ
หมายเหตุ คุณอทุ ัย เกตุนตุ ิ (นักวชิ าการกรมวชิ าการเกษตร กองกีฏและสัตววิทยา) กําลังถายทอดเทคโนโลยี
การผลิตเชื้อวิสา NPV ในเชิงการคาใหแกภาคเอกชน เนื่องจากภาคราชการ (กรมวิชาการเกษตรและ
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร) ผลิตเช้ือ NPV ในหองปฏิบัติการไดไมเพียงพอกับความตองการของเกษตรกร
ทปี่ ลูกพืชชนิดตา งๆ เชน หนอไมฝรง่ั องนุ สม เปนตน
4. กรมสงเสรมิ การเกษตร ไอ พี เอม็ กบั หนว ยงานปองกันและกาํ จดั ศัตรพู ชื ท่ี 4
หนว ยปองกันและกําจัดศตั รพู ืชที่ 4 มีงานครอบคลมุ พ้ืนท่ี 3 จังหวัด คือ กรุงเทพมหานคร
นนทบรุ ี และปทมุ ธานี รับผิดชอบงานพชื ไรและพชื สวน ดังน้ี
- ใหบริการดานสารเคมี เคร่ืองพนสารเคมีฟรี ในพ้ืนที่ที่มีศัตรูพืชระบาดมากและมี
พน้ื ทป่ี ลูกมาก
การปองกนั กาํ จัดศัตรูพืชโดยชีววิธี เชน ผลิตเชื้อ NPV ระดับภาคสนามแจกจายเกษตรกร
และถายทอดวิธกี ารตอเชื้อ NPV ใหเ กษตรกรไปดําเนนิ การเอง การควบคุมแมลงวนั ผลไมก บั ไมผล เชน มะมว ง
ชมพู พทุ รา กระทอน โดยเลย้ี งแมลงวนั ทองตง้ั แตต ัวเต็มวัยใหวางไขจ นโตเปนดกั แด แลวเอาดักแดไปฉายรังสี
เพ่ือใหเ ปนหมัน จากนนั้ ใหต ัวแกท่เี ปน หมันไปแขงขันผสมพันธกุ บั แมลงวนั ทองท่มี อี ยใู นธรรมชาติ ลูกทีอ่ อกมา
จะเปน หมันทาํ ใหล ดประชากรของแมลงวันทองที่มอี ยใู นธรรมชาติ ลูกทีอ่ อกมาจะเปน หมันใหล ดประชากรของ
แมลงวันทองลง และการใชไ สเดอื นฝอยกําจัดหนอนของพวกผีเส้อื กลางคนื
- การกาํ จดั ศัตรพู ืชแบบผสมผสาน (IPM)
- ใชสารสะเดาพนในแปลงขาวเพือ่ กําจดั เพลีย้ กระโดดสนี ้าํ ตาล
- ใชแสงไฟลอ แมลง รวมทง้ั ใชก ับดกั กาวเหนียวในแปลงปลูกผัก ปลูกพืชในมุงไนลอน
และใชไ สเดอื นฝอยพน ในแปลงผกั
- ใหค ําแนะนาํ เกษตรกรผูป ลกู ผักปลอดสารพษิ เรอื่ ง IPM และประสานงานกับเอกชน
ดา นการตลาดพืชผัก
- จากผลงานของกรมสง เสริมการเกษตร สรุปไดว า เกษตรกรพอใจวา IPM สามารถลด
ปรมิ าณการใชสารเคมีปราบศตั รพู ชื ไดม าก
5. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร ศูนยวิจัยพัฒนาพืชผักแหงเอเชีย ประเทศไทย (ปจจุบันชื่อ
ศูนยวิจัยพืชผักเขตรอน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร) วิทยาเขตกําแพงแสน ไดดําเนินโครงการถายทอด
เทคโนโลยีการปลูกหนอ ไมฝรงั่ หนอ เขยี วตอ กลมุ เกษตรกร ตาํ บลทงุ ขวาง อําเภอกําแพงแสน จังหวัดนครปฐม
ระหวางป 2530 - 3535 โครงการน้ีรับผิดชอบพ้ืนท่ีปลูกหนอไมฝรั่งประมาณ 2,000 ไร ศูนยวิจัยพืชผักฯ
ทําหนาที่ถายทอดเทคโนโลยใี หแกก ลุมเกษตรกร และยงั ชวยทําหนา ท่เี ปน พีเ่ ล้ียงใหกลมุ เกษตรกรดําเนินธุรกิจ
กับบริษัทเอกชนผสู ง ออกหนอ ไมฝ ร่งั 3 บริษทั (พรทิพย, 2534) ในการปลูกหนอไมฝ รง่ั พบวา หนอนกระทูหอม
(Spodoptera exigua) เปน ศตั รทู ่สี าํ คญั และปราบยาก เกษตรกรจงึ ใชส ารเคมีหลายชนิดและใชอัตราเพ่ิมขึ้น
มากกวาทฉ่ี ลากแนะนํา จนกระทัง่ ป 2534 - 2535 หนอนดื้อตอสาร Chlorfluazuron ซึ่งมีชื่อการคา อาทาบรอน
(Atabron 5% EC) (สารเคมชี นดิ น้ีมสี ารระงับการลอกคราบของหนอน และกรมวิชาการเกษตร แนะนําใหใช
ในอตั รา 20 มล.ตอนาํ้ 20 ลติ ร ฉดี พนทกุ ๆ 5 - 7 วัน) หนอนกระทูหอมจึงระบาดรุนแรงและรวดเร็วในพื้นท่ี
ปลกู หนอ ไมฝ ร่ังของภาคกลาง โดยเฉพาะพ้นื ทีท่ โี่ ครงการฯ รบั ผดิ ชอบประมาณ 2,000 ไร เกษตรกรไมสามารถ
เก็บผลผลิตสง ตลาดไดตามปกตใิ นชวงทาํ การเกบ็ เกยี่ วตอเนือ่ งกนั 2 - 3 เดือน ในขณะที่ตองเสียคาใชจายเปน
คาสารเคมีในการปราบหนอนกระทูหอมบางรายถึง 3,000 - 5,000 บาท/ไร ในชวงเวลาประมาณ 1 เดือน
มหาวิทยาเกษตรศาสตร ผูรับผิดชอบโครงการถายทอดเทคโนโลยีการปลูกหนอไมฝรั่งจึงไดทําหนาที่
ประสานงานและหาวธิ กี าร IPM เพ่อื ปราบหนอนหลอดหอม จากนักวจิ ัยเอกชน (ศูนยวิจัยพืชผักเขตรอน มก.
ศนู ยว ิจยั และโรงเรอื นปลูกพชื ทดลองวิทยาเขตกาํ แพงแสน มก.ศนู ยว ิจัยและสง เสรมิ การเกษตรแหง ชาติ วิทยา
เขตกําแพงแสน มก. กองกีฏและสตั ววิทยา
กรมวชิ าการเกษตร บรษิ ัท ไทยโทป จํากัด บริษัท อําพลฟูดส จํากัด และบริษัท อีสเทอร
ฟรุท จํากัด) แลวทําการถายทอดเทคโนโลยีและฝกอบรมการใช IPM ปราบหนอนหลอดหอมจนประสบ
ผลสําเรจ็ ดงั น้ี
- ฝก อบรมกลมุ เกษตรกร เรอ่ื งการใชส ารสะเดาปราบศตั รูพืช โดยเฉพาะหนอนหลอด
หอม ดร.ขวัญชัย สมบัติศิริ นักวิจัยภาคกีฏวิทยา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร ไดออกสํารวจแปลงปลูก
หนอไมฝรั่ง และทําการฝกอบรมกลุมเกษตรกรจํานวน 3 ครั้ง (ขวัญชัย, 2533 - 34) กรมวิชาการเกษตร
โดยคณุ ปย ะรตั น เขียนมีสขุ และคณะ ไดรวมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร ฝกอบรมกลุมเกษตรเกษตร
เรื่อง แมลงศัตรหู นอ ไมฝรั่ง เปน เรอ่ื งวงจรชีวิตของหนอนกระทหู อม และไดทําแปลงสาธิตการใชสารสกัดสะเดา
เชื้อวิสา NPV แบคทีเรีย และสารเคมีปราบหนอนหลอดหอม ณ แปลงเกษตรกร ตําบลทุงขวาง ผลงาน
แปลงสาธติ และการฝกอบรมเกษตรกรเปน ทีน่ าพอใจของผปู ลูกหนอไมฝรัง่ และบริษัทผูสง ออก
- ฝกอบรมกลุมเกษตรกร เร่ืองการใชเชื้อวิสา NPV โดยศูนยวิจัยและเรือนปลูกพืช
ทดลอง วทิ ยาเขตกาํ แพงแสน 3 คร้ัง กลุมเกษตรกรไดรับบริการแจกตัวอยาง NPV จาก กรมวิชาการเกษตร
และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร บางสว น และเกษตรตองซื้อเชื้อ NPV บางสวน แตปริมาณเชื้อวิสา NPV ของ
รัฐมีไมเพียงพอ นักวิชาการจึงแนะนําใหใชเช้ือแบคทีเรีย Bacillus thringiensis มีชื่อการคาเดลฟน อัตรา
30 - 40 กรมั ตอ นาํ้ 20 ลิตร ฉีดพน ตอนเยน็ หลังจาก 16.00 น. เพอ่ื ปราบหนอนหลอดหอม โดยฉีดพน ทกุ 3 - 5 วัน
จนปริมาณหนอนลดลง
- ใชกบั ดักแสงไฟตอนกลางคนื ลอผเี ส้อื กลางคืนตัวเต็มวัยของหนอนกระทหู อม
- ใชเ ชอื้ วสิ า NPV อัตรา 20 - 30 มล. ตอ นํา้ 20 ลิตร ทกุ 5 วนั ใหผ สมยาจับใบทุกคร้ัง