The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

บันไดสู่ดาว 24 เล่ม นวส.มืออาชีพ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by KITTIPONG KUMPAPONG, 2022-07-19 04:41:32

บันไดสู่ดาว 24 เล่ม นวส.มืออาชีพ

บันไดสู่ดาว 24 เล่ม นวส.มืออาชีพ

7. ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามรอยพระยคุ ลบาท ปฐมพระราชดํารสั วาดวยเศรษฐกิจพอเพียง
“...การพัฒนาประเทศจําเปนตองทําตามลําดับข้ัน ตองสรางพื้นฐานคือ ความพอมี พอกิน พอใช
ของประชาชนสวนใหญเบื้องตนกอน โดยใชวิธีการและอุปกรณที่ประหยัด แตถูกตองตามหลักวิชาการ
เมอ่ื ไดพ ้ืนฐานความมนั่ คงพรอมพอสมควร และปฏบิ ัติไดแลว จึงคอยสรางคอยเสริมความเจริญและฐานะ
ทางเศรษฐกจิ ขนั้ ท่ีสูงขน้ึ โดยลาํ ดับตอ ไป...”

(18 กรกฎาคม 2517)

7.1 สรุปปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียงทางสายกลาง
- พอประมาณมภี มู คิ มุ กนั
- มเี หตผุ ล ในตัวทด่ี ี
- เงือ่ นไขความรู (รอบรู รอบคอบ ระมดั ระวงั )
- เง่ือนไขคุณธรรม (ซือ่ สัตยส จุ ริต ขยนั อดทน สติปญ ญา แบงปน)

ชีวิต/เศรษฐกิจ/สังคม/สงิ่ แวดลอ มสมดลุ /มน่ั คง/ย่ังยนื /นําสู

แหลง ทมี่ า : สศช. 2549, “เศรษฐกิจพอเพียงคอื อะไร (พมิ พครง้ั ท่ี 3)”

7.2 เศรษฐกจิ พอเพียง
- เปน การอมุ ชตู นเอง
- พออยพู อกนิ
- ผลติ ของกนิ เอง
- ใหใ ชส ิ่งทผี่ ลติ ทปี่ ลูก
- เกอ้ื กลู กัน มเี หลือแบงปน
- มีความพอเพียงกับตนเอง กบั ครอบครวั และชมุ ชน

7.3 แนวทางการทําการเกษตร แบบเศรษฐกิจพอเพียง
“เนนหาขาวหาปลา กอนหาเงนิ หาทอง”คือ“ทํามาหากนิ กอ นทาํ มาคา ขาย”

หมวดท่ี 4

1. Crop Requirement ของพชื เศรษฐกจิ หลัก

Crop Requirem

Crop สภาพภมู อิ ากาศ
ความช้นื แสง ปรมิ าณ ลม ร
Requirement อุณหภูมิ สัมพัทธ CO2 นา้ํ

ชนิดพืช 20-27 c ไมต ่ํากวา ไมนอย - ลมพัด ไ

มะพราว

80% กวา 5 ผา นไม 1

ชวั่ โมง แรงนกั

ชา 25-30 c มากกวา 3-4 - ลมไม ระด

80% ชวั่ โมง แรง ลถงึ

1,

เหน

กาแฟ อาราบิกา ๑๕- มากกวา - - ลมไม มาก

๒๑ c โรบสั ตา 60% แรง 700

25-32 c สําห

กาแ

บิกา

700

สําห

โรบ

4 ดา นวชิ าการ

ment ของไมย นื ตน

สภาพพื้นท่ี เน้ือดิน สภาพดนิ ธาตุ สภาพนาํ้
อุณหภูมิ ปริมาณ อาหาร
ระดบั ความ ดินรว น 1,500 มิลลิเมตร/
าทะเล ลาด ดินเหนยี ว ดิน ธาตุอาหาร - ป
ดนิ ทราย
เอยี ง pH 6.4-7.0 - N=9-14 - 1,140-1,270
ดินรว น P=4-6 มลิ ลเิ มตร/ป
ไมเกนิ - ระบายนาํ้ ดี K=13-20 ตอ งการ
100 ม. หนาดนิ ลึก โปตัสเซียม หรือ
pH 4.5-6.0 กโิ ลกรมั /ไร สงู ชว ง 5,680 ลิตร/ไร/
ดับนาํ้ ทะเ นอยกวา 25 c อินทรยี ใหผลผลติ
ง สูงกวา 45 รว น ระบาย วนั
,000 ม. องศา นา้ํ ดี วัตถสุ งู
นอื ระดับ (หนาดิน) ไมต่ํากวา 1,500
น้าํ N สงู มลิ ลิเมตร/ป และ
ทะเล P มีการกระจายของ
K ฝน
กกวา นอ ยกวา Al 7-8 เดอื น
0 ม. 35 - ตองการธาตุ
หรับ อาหารสงู
แฟอารา องศา
า ไมเกิน
0 ม.
หรบั
บัสตา

Crop Require

Crop สภาพภมู ิอากาศ
Requirement อณุ หภูมิ ความช้ืน แสง ปริมาณ ลม ร

ชนดิ พชื สัมพัทธ CO2 นา้ํ

กลวยไข อุณหภูมิ ความชื้น
ประมาณ 20 สัมพทั ธ
องศาเซลเซียส อยางนอ ย
60%
-มกี าร
หมนุ เวยี น
ของ
อากาศดี

ขนุน อากาศ ระด
รอนชื้น สงู ข
โดย ไมเก
ตอ งการ 1,20
ความช้ืน
ในอากาศ
คอ นขา ง
สงู
ประมาณ
75-85
เปอรเซ็นต

ement ของไมผ ล

สภาพพนื้ ที่ เน้ือดิน สภาพดนิ ธาตุ สภาพนํา้
ระดบั ความ อุณหภมู ิ ปรมิ าณ อาหาร
าทะเล ลาด รว นซุย มี ปรมิ าณน้ําฝน
ความ ดนิ ธาตุอาหาร 1,000 มลิ ลเิ มตร
เอียง สมบรู ณส ูง ตอ ป
การระบาย ดินมี มีนา้ํ สมา่ํ เสมอ จะ
ดบั ความ อากาศดี อินทรยี วตั ถุ ชวยทาํ ใหผลผลติ
ของพื้นที่ มีความเปน สงู สมํ่าเสมอ
กิน กรดเปนดาง
00 เมตร ระหวาง ตอ งการนาํ้ จืด
4.5 – 7 โดยใหมปี รมิ าณ
ดนิ ท่ีมหี นา น้ําพอเพียงในชวง
ดนิ ลกึ ดิน ฤดูแลง หรือฝนทงิ้
รวนปน ชวง และชวงท่ีตน
ทรายระบาย ขนุนกําลังติดผล
นํา้ ไดดี มคี า
ความเปน
กรด -ดา ง
(pH) 6.0 –
7.5 ไมมีนํา้
ทว มขัง

Crop Require

Crop สภาพภูมอิ ากาศ

Requirement อุณหภูมิ ความชน้ื แสง ปรมิ าณ ลม ร
CO2 น
ชนดิ พชื สมั พทั ธ
ไมเก
เงาะ เฉลี่ย 22-33 มากกวา เมต

องศาเซลเซยี ส 30 %

(อณุ หภูมทิ ี่

เหมาะสมตอ การ

สังเคราะหแสง

คอื 30-35 องศา

เซลเซียส)

ement ของไมผ ล

สภาพพื้นท่ี สภาพดนิ

ระดบั ความ เนอื้ ดนิ อณุ หภมู ิ ปรมิ าณธาตุ ธาตอุ าหาร สภาพนา้ํ
นาํ้ ทะเล ลาด ดนิ อาหาร
เอยี ง สามารถ ควรใหนา้ํ วนั ละ
เจริญเติบโต 2.2-2.7 มิลลเิ มตร
กิน 300 เปน ไดใ นดนิ ทุก ตอ ตน หรอื คิด
ชนิด มกี าร เปน ปรมิ าตรนาํ้
ตร พื้นท่ี ระบายนา้ํ ดี ประมาณ 60-75
ลิตรตอ ตน ตอ วัน
ราบหรือ หนา ดินลึก ขนาดเสน ผา น
มากกวา ศนู ยกลางทรงพุม
พน้ื ทีม่ ี 100 6 เมตร (เงาะเปน
เซนตเิ มตร ไมผ ลทต่ี องการ
ความ ปรมิ าณนาํ้ ฝน
สมา่ํ เสมอโดย
ลาด เฉลยี่ 1,800-
3,000 มิลลเิ มตร
เอยี ง ตอป

ระดบั

1-3 %

pH อยู
ระหวา ง 5.5
– 7.0

Crop Require

Crop สภาพภมู ิอากาศ
Requirement อณุ หภมู ิ
ความชน้ื แสง ปรมิ าณ ลม ร

สมั พัทธ CO2

ชนดิ พชื มีการระบาย
ชมพู อากาศท่ีดี ไม
แออัด

ทเุ รียน อณุ หภูมไิ มต่ํากวา มากกวา 30 ไมเ ก
10 องศาเซลเซียส % เมตร
และไมเกนิ 46
องศาเซลเซียส

ement ของไมผ ล

สภาพพืน้ ท่ี สภาพดิน

ระดบั ความ เนื้อดนิ อณุ หภมู ิ ปรมิ าณธาตุ ธาตอุ าหาร สภาพนํ้า
้ําทะเล ลาด ดิน อาหาร
สภาพดนิ
เอยี ง รว นและดิน
รว นเหนียว
ความอุดม
สมบรู ณส ูง
หนา ดนิ ลึก
ไมเ กนิ 30
เซนตเิ มตร
pH 5.5-6.5

กิน 650 เปน พ้ืนที่ เปนดินรว นปน 2–3% ทุเรียนตองการนํ้าตอ
ร ราบหรือ ทราย มคี วาม ปป ระมาณ 850-900
พนื้ ทมี่ ี สมบรู ณส ูง ลิตรตอพ้ืนทใ่ี ตท รง
ความลาด ระบายน้ําดี พมุ 1 ตารางเมตร
เอยี ง หรอื คดิ เปน 1,400
ระดับ 1- ลูกบาศกเ มตรตอไร
3 % แต พื้นทีส่ วนทเุ รียน 1
ไมควร ไร ควรมีแหลงไว
เกนิ 15 ประมาณ 600-800
% ลูกบาศกเมตร

Crop Require

Crop สภาพภูมิอากาศ สภา
Requirement
อณุ หภมู ิ ความชืน้ แสง ปรมิ าณ ลม ระดบั
ชนดิ พชื น้ําทะเล
สมั พัทธ CO2

นอยหนา นอ ยหนา ปลกู ไดท ้งั ที่ร
มะขามหวาน ชอบ และท่ตี ามป
อากาศ เขา แตท ดี่ อ
รอ นแหง จะเหมาะสม
ไมหนาว มากกวาทร่ี า
จัด ลุมตามริมฝ
อุณหภมู ิ แมนํา้ ตา ง ๆ
10-40 หรือพนื้ ท่สี ูง
องศา ระดบั นํ้าทะ
เซลเซยี ส ไปจนถงึ ที่ระ
ความสูง 1,0
เมตร

โปรง มี
แสงแด
ดจัด
สอง
ท่ัวถงึ
ท้ังตน

ement ของไมผ ล

าพพนื้ ที่ สภาพดิน

ความ เนอ้ื ดนิ ปริมาณธาตุ ธาตอุ าหาร สภาพนํา้

ล ลาด อาหาร ปริมาณนาํ้ ฝน 800 –
เอยี ง 1,300 มลิ ลิเมตร/ป
และมีแหลงนํ้าเพียงพอ
ราบ หนา ดนิ ลึก อนิ ทรียวัตถุมาก สําหรบั ใชตลอดฤดกู าล
หรือในชวงฝนทิ้งชว ง
ปา ตง้ั แต 40 สะอาดปราศจากสารพิษ
ปนเปอน
อน เซนตเิ มตรขน้ึ
ปริมาณน้ําฝนเฉล่ียตอป
ม ไปชอบดนิ รวน 1,200 – 1,800
มิลลเิ มตร
าบ ทราย หรือดิน ปริมาณน้ําในชว งที่
มะขามใหผ ลผลติ จะตอง
ง รว นเหนียว มี มเี พยี งพอ จะขาดนํ้า
ในชว งนี้ไมได เพราะจะ
ๆ การระบายนํ้าดี ทาํ ใหค ณุ ภาพฝกไมดี

งจาก ไมมนี ํ้าทวมขงั

ะเล คา ความเปน

ะดบั กรดเปนดา ง

000 ของดนิ ระหวาง

5.5 - 7.4

ดินรว นท่ีมี

ความอุดม

สมบูรณสูง

- ความเปนกรด

เปนดา งอยู

ระหวา ง 5.5-

6.5

Crop Require

Crop สภาพภูมอิ ากาศ สภา
Requirement
อณุ หภูมิ ความชื้น แสง ปรมิ าณ ลม ระดบั
ชนดิ พืช นํ้าทะเล
สัมพัทธ CO2

มะปราง แหลง เจริญเติบโต
ปลกู ควร ในความสงู
มีฤดูฝน ตั้งแต
รอ นสลบั ระดบั น้าํ ทะ
หนาว ไมเ กิน 1,00
อณุ หภูมิ เมตร แตท ีค่
เฉลยี่ 20 สงู 600 เมต
– 30 จะเปน ความ
องศา ที่เหมาะสมท
เซลเซยี ส

มะมวง อณุ หภูมิ ความชื้น ความสูงจาก
ทีห่ มาะ สัมพัทธท ่ี ระดับน้ําทะ
สมตอ เหมาะสม ปานกลางไม
การ สําหรบั 300 เมตร
เจริญเติบ การ
โตอยู เจรญิ เติบโ
ระหวา ง ต 40-
20-34 ºC 80%

ement ของไมผ ล

าพพื้นที่ สภาพดิน

ความ เนอ้ื ดนิ ปรมิ าณธาตุ ธาตอุ าหาร สภาพนํ้า

ล ลาด อาหาร ควรเปน พ้ืนท่ที ่ีมีแหลง
เอียง นํา้ เพียงพอตอการ
เจรญิ เติบโต โดยเฉพาะ
ตได สามารถเจริญเติบโตได ชว งตดิ ผล และนา้ํ ทีใ่ ช
รดใหกับตน มะปราง
ในดนิ หลายชนดิ แตจะ ควรมคี า ความเปน กรด
เปนดา ง (pH) 6.5 - 7.0
เจริญไดด ีในดินรว น คือ ควรมีสภาพเปน ก
ลาง
ะเล หรอื ดินเหนียวรวน

00 ความเปนกรดเปนดาง

ความ (pH)อยูระหวาง 5.5 –

ตร 7.5

มสูง

ทีส่ ุด

ก ความ ดนิ รวนเหนียว ดินรวน ปรมิ าณน้ําฝนเฉล่ีย
ะเล ลาด หรือดนิ ปนทราย 700-1,500 มิลลิเมตร/
มเ กิน เอยี ง ระบายนาํ้ และถา ยเท ป
อากาศดี ซ่ึงระดบั นํา้ ใต
ของ ดินไมควรเกิน 2.5
พืน้ ที่ เมตร
12% ความลึกหนาดิน ไม
นอ ยกวา 70 เซนติเมตร
ความเปนกรด-ดาง
(pH) 5.5-7.5

Crop Require

Crop สภาพภมู อิ ากาศ สภา
Requirement
อุณหภมู ิ ความชนื้ แสง ปรมิ าณ ลม ระดับ
ชนิดพืช นา้ํ ทะเล
สมั พทั ธ CO2

มงั คดุ อณุ หภูมิ มากกวา มีความสงู
เฉลี่ย 25 30 % จาก
- 35 ระดับนาํ้ ทะ
องศา ลปานกลาง
เซลเซียส ไมเกิน 650
เมตร

ลองกอง รอนชื้น มคี วามชื้น นอ ยกวา
และ สมั พัทธ 650 เมตร
อุณหภูมิ คอ นขา ง
ท่ี สูง
เหมาะสม ประมาณ
อยู 70-80 %
ระหวาง
20-35
องศา
เซลเซยี ส

ement ของไมผ ล

าพพ้นื ที่ สภาพดิน

ความลาด เนอื้ ดนิ ปริมาณธาตุ ธาตอุ าหาร สภาพน้ํา
เอียง อาหาร

มีความ ดินรวน อุมน้ําไดด ี มี 2-3 % ปริมาณนํา้ ฝนมากกวา
ลาดเอยี ง ความอดุ มสมบรู ณสูง 2,000 มลิ ลลิ ติ รตอ ป
ะเ ท่ี pH 5.5 – 6.5 การกระจายตัวของฝนดี
เหมาะสม
ในระดบั
1-3 % แต
ไมค วรเกิน
15 %

พ้นื ที่ราบ เปนดินรว นปนทราย มี - ปริมาณนาํ้ ฝน
หรือพ้นื ท่ี อนิ ทรยี วตั ถคุ อนขางสงู ประมาณ 2,000-3,000
มคี วาม มกี ารระบายน้ําดี มิลลิเมตรตอ ป จาํ นวน
ลาดเอยี ง pH อยูระหวาง 5.5 – วันท่ีฝนตกประมาณ
ประมาณ 6.5 150-200 วันตอ ป
1-15 % - ควรมฝี นตกกระจาย
อยา งสม่ําเสมอยกเวน
ชวงกอนออกดอก 1-2
เดือน
- มีนา้ํ เพียงพอตลอด
ชว งฤดแู ลง

Crop Require

Crop สภาพภูมอิ ากาศ สภา
Requirement
อุณหภูมิ ความชื้น แสง ปริมาณ ลม ระดับ
ชนดิ พืช นํ้าทะเล
สัมพทั ธ CO2

ลาํ ไย อุณหภูมิ ความสูงจาก
ท่ีเหมาะ ระดับน้ําทะ
แกการ 100 – 1,00
เจรญิ เตบิ เมตร
โตอยู
ระหวา ง
20 – 25
องศา
เซลเซียส

ล้นิ จ่ี อณุ หภูมิ
ที่เหมาะ
แกก าร
เจรญิ เตบิ
โตอยู
ระหวาง
20-30
องศา
เซลเซียส

ement ของไมผ ล

าพพน้ื ท่ี สภาพดนิ

ความ เน้อื ดนิ ปรมิ าณธาตุ ธาตุอาหาร สภาพนาํ้
ล ลาด
เอียง อาหาร

ก ความ มกี ารระบายนํ้าดี มคี า มอี ินทรียวตั ถุ ปริมาณน้าํ ฝนไมต ํ่ากวา

ะเล ลาด ความเปนกรดเปน ดา ง มาก 1,000 มลิ ลเิ มตร/ป

00 เอียง ระหวาง 5.5 – 6.5 และมีการกระจายของ

10 – ฝนดี

15 %

มคี วาม ตอ งการดินทีม่ ีความ มอี นิ ทรียวัตถุ มีแหลงนํ้าสะอาดทไี่ มมี
ลาด อดุ มสมบรู ณส ูงหรือ มาก สารอนิ ทรียแ ละ
เอยี งไม ปานกลาง มีการระบาย อนินทรียทีเ่ ปน พิษ
ควรเกนิ นํา้ ดีเปน พิเศษ ดังน้ัน ปนเปอ น และมปี รมิ าณ
15% จงึ ควรปลกู ล้ินจใ่ี นพ้ืนที่ เพียงพอท่ีจะใชไดต ลอด
สงู พอสมควร เพราะมี ชวงฤดูแลง
การระบายน้ําทดี่ ีกวาใน
พน้ื ท่ตี ่ํา ดินควรมคี า
ความเปนกรดและดา ง
(pH) = 5.0-7.0

Crop Require

Crop สภาพภูมอิ ากาศ ส
Requirement
อุณหภมู ิ ความชื้น แสง ปริมาณ ลม ระดบั
ชนดิ พืช น้ําทะเล
สมั พทั ธ CO2

สตรอเบอรี่ อุณหภูมิ สงู จาก
10-25 ระดับนํา้ ทะ
องศา ไมต ่ํากวา 80
เซลเซยี ส เมตร
(มอี ากาศ
เยน็ ตลอด
ป)

สม โอ อุณหภมู ิ เจริญเติบโต
ที่เหมาะ ทั้งในทีด่ อนแ
แกก าร ที่ราบลุม
เจรญิ เตบิ
โตอยู
ระหวา ง
25 – 30
องศา
เซลเซียส

ement ของไมผ ล

สภาพพนื้ ท่ี สภาพดนิ

ความลาดเอียง เน้อื ดนิ ปริมาณธาตุ ธาตุอาหาร สภาพน้าํ
ล อาหาร

คาความเปน มีระบบระบายน้ําที่ดี

ะเล กรดเปนดางระ
00 หวา 5.5-6.5

ตไดด ี ดนิ รวนซยุ โปรง ควรมธี าตุ ปรมิ าณนา้ํ ฝนเฉล่ีย

และ การระบายนํ้าดี อาหารหลัก ( 1,500 – 2,000

นํา้ ไมทว มขัง N P K) และ มิลลิเมตร/ป

หรอื แฉะ ระดบั ธาตุอาหาร

หนา ดนิ ลึกอยาง รอง (Ca Mg )

นอย 1 เมตร มี ในปริมาณท่ี

อินทรยี วตั ถุมาก เพียงพอ ตาม

มีคา ความเปน ชวงอายุของ

กรดเปนดา ง ตน สม โอ และ

ปานกลาง ชวงฤดูกาลให

ระหวา ง ผลผลติ

5.5 – 6

Crop Require

Crop สภาพภูมิอากาศ สภา
Requirement
อุณหภมู ิ ความชืน้ แสง ปรมิ าณ ลม ระดับ
ชนดิ พืช นา้ํ ทะเล
สมั พัทธ CO2

องุน ไมอ ยใู นที่ แสง

แออัด แดด

ควรมลี ม เพียง

พัดผาน พอ

ไดดี

มะละกอ อุณหภูมิ ไมเ กนิ 1,50
ฝร่ัง 25 - 32 เมตร
องศา
เซลเซียส ไมค วรสูงเกิน
1,200 เมตร
อณุ หภูมิ จาก
ไมต ่ํากวา ระดับน้ําทะ
16 องศา
เซลเซยี ส

ement ของไมผ ล

าพพื้นที่ สภาพดิน

ความ เนื้อดนิ ปริมาณธาตุ ธาตุอาหาร สภาพนา้ํ
ล ลาด
อาหาร
เอยี ง

สามารถปลูกไดในพ้ืนท่ี - ดนิ รว นซยุ ระบายนา้ํ ดี

สูงต้ังแตระดบั นํา้ ทะเล มีอินทรียวัตถุเพียงพอ

จนถึงระดบั ความสงู - มหี นาดินลึกสภาพ

6,000 ฟตุ แตแ หลง ความเปนกรด-ดา ง (pH)

ปลกู องุนทมี่ คี ุณภาพดี อยรู ะหวา ง 5.6-6.4

มักอยูในระดบั ความสูง

จากระดบั น้ําทะเล

ประมาณ 1,000 -

4,000 ฟตุ

00 เปนดินรว นปนทราย มี เปนดนิ รว นปนทราย มี

ความสมบรู ณส ูง ความสมบรู ณส ูง ระบาย

ระบายนา้ํ ดี นํ้าดี

น ดนิ รว นปนทรายทมี่ ี ปรมิ าณนํ้าฝนและแหลง
ร ความอุดมสมบรู ณส งู มี นํ้า ควรมีแหลงนํา้
เพยี งพอในชวงการออก
การระบายนํ้าดี ดอกและการเจริญของ
ะเล สามารถปลูกไดใ นดิน ผล หรอื มีปรมิ าณนํ้าฝน
ประมาณ 1,000-2,000
เกอื บทกุ ชนดิ มิลลเิ มตร/ป
- ทนตอความแหง แลง
และสภาพนาํ้ ขัง
- ทนตอ ความเปนกรด
เปนดางต้งั แต 4.5-8.2

สภาพแวดลอ ม ขอมลู สภาพแวดลอ มท่ีเหมาะสมตอ การเจริญเตบิ โต
1. สภาพภมู ิอากาศ
2. สภาพพน้ื ที่ ความเหมาะสม
3. สภาพดนิ 1 เจรญิ เตบิ โตไดดีท่อี ุณหภูมิเฉลีย่ ตลอดปอยรู ะหวาง 26 – 30 องศา
4. ธาตุอาหาร 2.ความชนื้ สมั พทั ธ อยรู ะหวาง 65- 90%

5. สภาพนาํ้ 1.เจริญเตบิ โตไดดีและใหผลผลติ สูงในพ้ืนท่ีระหวางเสน รงุ ที่ 10 องศา เหน
2. มีความสูงจากระดับนํ้าทะเล 200 เมตร ไมเกิน 600 เมตร
3. เปน พนื้ ที่ราบ มคี วามลาดชันไมเ กินกวา 35 องศา
4. ไมมีน้ําทวมขงั
1.หนา ดินลึกไมน อยกวา 1 เมตร เปนดินรวนเหนียวหรอื รวนทราย ไมมชี นั้
ดาน หรือชน้ั กรวดอดั แนนในระดบั สงู กวา 1 เมตรจากพืน้ ดิน
2. คา ความเปนกรด – ดาง (PH) ท่ีเหมาะสมระหวา ง 4.5 – 5.5 ไมค วรเป
เค็ม หรือดนิ เกลือ
ธาตอุ าหารทจ่ี ําเปนสําหรับยางพารา
1.) ธาตุอาหารหลัก ไดแก
- ไนโตรเจน(N) สําคัญตอ การเจรญิ เติบโตของตน ยางและผลผลติ ยาง
- ฟอสฟอรัส(P) มคี วามสําคัญตอการแบง เซลลแ ละการสรางเซลล
- โพแทสเซียม(K) ชว ยใหทุกสวนของตน พชื และระบบรากแขง็ แรง ทนตอ
2.) ธาตุอาหารรอง ไดแก แคลเซียม(Ca) แมกนีเซียม(Mg) กํามะถัน
3.) ธาตุอาหารเสริมหรือจุลธาตุ ไดแ ก แมงกานสี (Mn) เหล็ก (Fe) สังกะ
ทองแดง(Cu) โบรอน(B)
1.ปริมาณนํ้าฝนไมต ่ํากวา 1,250 มลิ ลเิ มตรตอป การกระจายตัวของฝนดี
ฝนตก 120 – 150 วัน ชว งแลง ไมเกิน 4 เดอื น
2.การระบายน้าํ ดี ระดบั น้ําใตดนิ ตํ่ากวาระดับผิวดินมากกวา 1 เมตร ไมเป
หรอื พืน้ ท่นี า

ตและใหผลผลิต (Crop Requirement) ของยางพารา

นอื – ใต ขอจาํ กัด

1.อุณหภมู ติ ่าํ กวา 10 องศาเซลเซยี ส และสงู กวา 40 องศาเซลเซียส ตนยางจะชะงัก
การเจริญเตบิ โต
2.ถา ความช้ืนสัมพัทธต ่ําเปนเวลานาน จะทําใหต น ยางที่ปลูกใหมมอี ัตราการตายสงู

1. หากปลูกยางในพ้นื ทท่ี ่ีมีความสงู เกินกวา600 เมตรจะทาํ ใหก ารเจริญเตบิ โตชา
2.ถาความลาดเทมากกวา 15 องศา ตองปลูกแบบขั้นบันได

นหิน ชัน้ ดนิ 1.พื้นทท่ี ี่มีหนิ แข็งหรอื ดินดานอยใู ตด ินลึกไมเ กิน 1 เมตร ไมควรปลูกยาง เพราะยาง
อาจยืนตน ตายในปที่ 3 หรือ 4 เปน ตน ไปในชวงฤดูแลง เน่ืองจากขาดนํา้

ปน ดินดา ง ดนิ 2.ถา pH สงู หรอื ต่าํ เกนิ ไป ธาตุอาหารในดินจะอยูในรปู ที่พชื ไมส ามารถใชประโยชนไ ด

อโรคและแมลง 1.ถาใสปุยฟอสฟอรัสมากเกินไปจะทําใหนํ้ายางลดลง
ะส(ี Zn) 2. ถา มีแมงกานีสสูงจะทําใหตนยางเปนพิษและทําใหตน ยางดูดธาตุเหลก็ ไดล ดลง
มีจาํ นวนวัน 3.การขาดธาตสุ งั กะสีมผี ลทําใหต น ยางไมต า นทานโรค ชะงักการเจริญเตบิ โต และ
ปนทลี่ มุ นํ้าขัง นํา้ ยางลด ไดล ดลง
4. การขาดธาตทุ องแดงท่รี นุ แรงจะทําใหต น ยางตายจากยอด
5.ในดนิ ทมี่ ีอินทรียวตั ถุตํา่ มีโอกาสขาดธาตุโบรอน ทาํ ใหย อดออ นตนยางชะงักการ
เจรญิ เติบโต ใบยางมรี ปู บดิ เบ้ยี ว ถาแสดงอาการรุนแรงปลายยอดอาจตายได

หากปรมิ าณน้าํ ฝนเฉลยี่ ทัง้ ปนอยกวา 1,350 มิลลเิ มตรและมีวนั ฝนตกนอยกวา 120
วนั จะทาํ ใหต นยางพาราเจรญิ เติบโตชากวาปกติ ซึ่งจะสง ผลใหอ ายยุ างทีจ่ ะกรดี ได
มากกวา 7 ปขนึ้ ไป

ขอ มลู สภาพแวดลอมทเ่ี หมาะสมตอ การเจริญเตบิ โตแ

สภาพแวดลอม ความเหมาะสม
1. สภาพภมู อิ ากาศ
 อณุ หภูมิ ควรอยูในชว ง 22 - 32 องศาเซลเซียส
 แสงแดด ควรไดรับแสงแดดมากกวา 5 ชว่ั โมง/วัน
 ลม มีลมพดั โชยออน ๆ มแี ดดจัด ชวยเสรมิ ใหตน ปา
ขึ้น /ไมค วรเปนพ้ืนที่ทม่ี ลี มพายพุ ัดผานเปน ประจํา
 ความชื้นสัมพัทธของอากาศสูง มีอตั ราการคายน้ําล

2. สภาพพ้นื ท่ี  อยใู นระหวางละตจิ ูดที่ 15 องศาเหนือ – 15 องศา

 มีความสงู จากระดับน้าํ ทะเล ไมเ กิน 500 เมตร

 อยใู นสภาพภมู ิอากาศแบบรอ นชื้น

 เปน พืน้ ทีร่ าบ ความลาดชันไมเกิน 12 องศา

3. สภาพดิน  เนอ้ื ดนิ เปน ดนิ รวนถงึ เหนียว

 มคี วามลึกของชนั้ ดิน หรือระดบั น้ําใตดินมากกวา 7

 มีความเปนกรดเปนดา งของดนิ (pH) ระหวาง 4.0-

 ความหนาของชั้นดนิ อินทรียอยรู ะหวาง 0-0.6 เมต

 มคี วามสามารถในการซมึ นํ้าของดนิ ปานกลาง การร

ปานกลางถงึ ดี ไมมกี ารทวมขังของนาํ้

4. ธาตุอาหาร  ปาลมนาํ้ มนั ตอ งการธาตุอาหารสงู มาก ควรใสปุยใ

 ธาตุอาหารหลัก 5 ชนิด ไดแก ไนโตรเจน ฟอสฟอร

แมกนเี ซียม และโบรอน

 สัดสว นความเหมาะสมของธาตุอาหารแตล ะชนดิ ตอ

5. สภาพนา้ํ  ปริมาณน้ําฝน 2,500-3,000 มิลลิเมตร/ป และมกี า

แตล ะเดือนมากกวา 120 มลิ ลเิ มตร

 ไมควรมีฝนแลงมากกวา 3 เดอื น

หมายเหตุ : สามารถหาขอ มลู เพมิ่ เติมไดท่ี ขอมลู ความตองการของพชื (Crop Requirement)

http://www.agriman.doae.go.th/home/t.n/t.n1/1Copy_th1.1.html

และใหผ ลผลติ (Crop Requirement) ของปาลมนํา้ มัน

าลมมีอัตราการหายใจดี ขอ จํากัด
ลดลง
าใต  อุณหภมู ทิ ี่ตา่ํ กวา 20 องศาเซลเซียส ทําใหผ ลผลิตลดลง
 อุณหภูมทิ ีส่ ูงกวา 33 องศาเซลเซียส ทาํ ใหเ กดิ ชอดอกตวั ผูมาก ขณะท่ีชอ
ดอกตัวเมียจะฝอ
 ลมแรง ทาํ ใหใ บปาลม ฉีกขาด/ทางใบหกั การสังเคราะหแ สงลดลง
 ความชนึ้ สัมพัทธนอย (อากาศแหง ) จะทาํ ใหล ะอองเกสรและแมลงผสม
เกสรมอี ายสุ ้นั ทําใหอตั ราการผสมเกสรลดลง

 หากปลูกในพ้ืนทีท่ ่ีสูงจากระดับนํา้ ทะเลมากเกินไป อากาศจะเยน็ ฝนจะ
นอย แสงอาจจะนอยหรือมากกวา ความตอ งการ ทําใหผลผลติ ลดลง

75 เซนตเิ มตร  ดินที่มี pH ของดนิ ต่ํากวา 3.2 ทําใหธ าตุอาหารพชื ในดินอยูในรูปทีป่ าลม
-6.0 นาํ้ มันไมสามารถนําไปใชป ระโยชนไดเตม็ ที่
ตร  ดนิ ท่มี ีระดับนํ้าใตด ินตืน้ (ตํา่ กวา 40 เซนติเมตร) หรือมคี วามหนาของช้ัน
ระบายน้าํ ดนิ อนิ ทรียลึกกวา 1.5 เมตร จะทาํ ใหป าลม น้าํ มันโคน ลม
ไดงาย

ใหเ พียงพอและสม่ําเสมอ  การใสป ุยไมเ พยี งพอ ทําใหปาลมนาํ้ มันขาดธาตุอาหาร
รสั โพแทสเซยี ม การเจรญิ เตบิ โตและผลผลติ ลดลง
 สัดสว นธาตุอาหารที่ไมส มดุล ทาํ ใหผลผลติ ลดลง
องสมดุลกัน
ารกระจายของนํ้าฝนใน  พ้ืนทีซ่ ึ่งมีปริมาณนาํ้ ฝนตํ่ากวา 1,200 มิลลเิ มตร/ป ปรมิ าณน้าํ ฝนจะไม
เพยี งพอสําหรับการเจรญิ เติบโต ทําใหผ ลผลติ ตอไรต ํา่ ลง

เว็ปไซตของสาํ นักสง เสริมและจดั การสินคาเกษตร

2. สรีรวิทยาพชื ดนิ นํ้า ธาตอุ าหาร ปยุ

2.1 สารควบคมุ ชวี ภาพของพืช (Plant Bioregulators)
เปน ชือ่ เรยี กของสารเคมปี ระหนึ่งซ่ึงมีผลในการควบคุมการเปล่ียนแปลงตาง ๆ ของพืชในดานตาง ๆ

ท้ังทางดานสรรี วิทยาของพืช และกระบวนการทางชีวเคมตี างๆ สารเหลา นไ้ี มร วมถงึ อาหารและธาตอุ าหารตา ง ๆ
ที่พืชสรางข้ึนหรือเมื่อการใหจากภายนอกเขาไป ดังน้ัน จึงไมจัดวาสารประเภทน้ําตาลและปุยชนิดตาง ๆ
เปน สารควบคุมชีวภาพของพชื สารตา งๆ ท่ีพืชสรางขึ้นเองมีคุณสมบัตติ รมตามขอ กาํ หนดน้ี อาจเรยี กไดออี ยา งหนึ่งวา
ฮอรโมนพืช อยา งกต็ าม การใชประโยชนจากสารเหลานี้ทางการเกษตรเปนไปไดยาก จึงไดมีการสังเคราะห
สารตา งๆ ที่มคี ุณสมบตั คิ ลายฮอรโ มน ซึง่ คําที่ใหความหมายรวมไดด กี ็คอื สารควบคุมชีวภาพของพืช ซึ่งในท่ีนี้
มีความหมายรวมถึงสารฮอรโมนที่พืชสรางขึ้นเองและสารสังเคราะหท่ีมีคุณสมบัติตรงตามขอกําหนดน้ี
เพ่อื พิจารณาคณุ สมบตั หิ ลกั ของสารควบคมุ ชีวภาพของพชื จึงสามารถจําแนกสารดังกลาวออกเปนกลุมตางๆ ได
ดังนี้

1. ออกซิน (auxins) สาระสําคัญในกลุมนี้ ไดแก ไอเอเอ ซ่ึงพบในพืชเกือบทุกชนิด แหลงสราง
ที่สาํ คัญ ไดแก เมลด็ ท่ีกาํ ลังพัฒนา ตาใบ และใบออน ปลายยอด มีผลชวยในการขยายขนาดของเซลล มีผล
กระตนุ การแบงเซลลข องแคมเบียม กระตุนการสรา งจุดกําเนดิ ราก ทําใหโคง เขา หาแสงหรอื ตอบสนองตอ สง่ิ เรา
ภายนอก เปน ตน

2. จิบเบอเรลลิน (gibbeerellins : GAs) เปนกลุมของสารที่มีโครงสรางพ้ืนฐานเหมือนกัน คือ
โครงสรางจิบเบอเรลลิน (ent-gibberellane) ปจจุบันมีการคนพบสารจิบเบอเรลลินแลวท้ังหมด 89 ชนิด
(Davies, 1995) สารจบิ เบอเรลลินมีแหลงสรางอยูที่เมล็ดออน ยอดออน และอาจเปนไปไดวาสามารถสราง
ท่ีรากได สารน้มี ีผลตอการยดื ตัวของเซลล การงอกของเมล็ด ควบคมุ การออกดอกของพชื บางชนดิ แตไ มม ผี ลตอ
การโคงเขาหาแสงของพชื สารในกลุม นีท้ ี่สําคญั ไดแ ก GA3 (gibberellicacid) เปนตน

3. ไซโตไคนิน (cytokinins : CKs) สารกลุมนี้เปนสารประเภทอะดีนีนเปล่ียนรูป () มีการสรางมาก
ที่ปลายรากและเมล็ดออนที่กําลังพัฒนา สารกลุมนี้มีผลชวยในการแบงเซลล กระตุนการพัฒนาของตาพืช
การเติบโตของผล สารในกลมุ นี้ไดแก ซอี าติน

4. กรดแอบไซสิกและสารยับยั้งการเจริญเติบโต (abscisic acid and plant inhibitors) สาร
ในกลมุ นี้ท่ีพืชสรางขน้ึ และมคี วามสําคัญมากคือ กรดแอบไซสิก หรือ เอบเี อ สรางมากท่ีราก ใบแกและเมลด็ พืช
บางชนิด มีผลยับย้ังการเจริญเติบโตของพืชในดานตางๆ เชน ทําใหเกิดการพักตัว ทําใหใบรวง ปากใบปด
นอกจากน้ี ยังมีสารอีกหลายชนิดที่พืชสรางขึ้นเพื่อยับย้ังการเจริญเติบโต โดยท่ัวไปและยังมีสารสังเคราะห
ทมี่ ผี ลในการยบั ยั้งการเจริญเตบิ โตและกระบวนการตา งๆ ในพชื ไดเชนกัน

5. เอทิลีนและสารปลดปลอยเอทิลีน (ethylene and ethylene releasing compounds)
เอทิลีนเปนสารชนิดเดียวท่อี ยใู นรปู กาซ สรา งไดในเนอ้ื เยื่อเกอื บทกุ ชนดิ โดยเฉพาะอยา งย่ิงเนื้อเยือ่ ท่ีกําลงั เขา สู
การชราภาพ มผี ลเรง การสกุ การแก การหลุดรว มของใบ เปนตน การใชป ระโยชนจากสารน้ีในทางการเกษตร
เปนไปไดยาก จึงมีการสังเคราะหสารที่อยูในสภาพของเหลวและสามารถปลดปลอยเอทิลีนไดในสภาพ
ท่เี หมาะสมออกมาใชป ระโยชนแ ทนการใชเ อทิลีนโดยตรง

6. สารชะลอการเจริญเติบโต (plant growth retardants) สารกลุมนี้เปนสารสังเคราะหทั้งหมด
มผี ลตอ พืชโดยการยับย้ังการสรางจบิ เบอเรลลนิ ในพชื และยังมีผลตอพืชในดานตางๆ อีกมาก สารในกลุมนี้มี
การใชประโยชนก นั อยา งกวา งขวางเพ่อื ควบคมุ ขนาดทรงพุมของพชื กระตุนการออกดอกของไมผลหลายชนิด
และใชในการเพิ่มผลผลติ ของพืชชนิดตา ง ๆ

7. สารอ่ืนๆ (miscellaneous) สารในกลุมนี้อาจรวมถึงฮอรโมนท่ีพืชสรางข้ึน เชน โพลีมีน
บราสสิโนสเตอรอยด รวมถึงสารอน่ื ๆ ทเ่ี ปนการสังเคราะหและมีผลในการกระตนุ หรอื ควบคุมการเปลี่ยนแปลง
ตา งๆ ของพชื เชน สารไตรอาคอนทานอล ไกลโฟเสท ไซโคลเฮซามดี เปนตน

สารทก่ี ลา วมาทัง้ หมดนี้ โดยเฉพาะอยางย่ิงสารสังเคราะห ไดมีการนํามาใชประโยชนทางการเกษตร
ในดานตา ง ๆ อยางแพรหลายในปจ จุบัน เพอ่ื ประโยชนใ นการผลติ พืชใหไดตามทตี่ อ งการอยางไรก็ตาม การใช
สารเหลา นี้กับพืชเพ่อื ประโยชนอ ยางใดอยา งหนง่ึ ตามคณุ สมบตี ิของสาร ผใู ชต อ งมีความเขาใจถึงคุณสมบัติตาง ๆ
ของสารแตล ะชนิดและขอ จํากดั ตาง ๆ เพ่ือใหก ารใชส ารนัน้ ไดผ ลตามท่ีควรจะเปน

2.1.1 ออกซนิ และคุณสมบตั ทิ ่สี ําคัญ
สารในกลุมออกซนิ มีทงั้ ท่ีพชื สรา งขนึ้ เองและสารสงั เคราะห จดั เปน สารกลมุ ใหญกลมุ หนงึ่ ทม่ี ผี ล

ตอ การเติบโตของพชื ในดา นตางๆ มากมาย และสามารถนํามาใชป ระโยชนทางการเกษตรไดอ ยา งกวางขวาง โดย
มคี ณุ สมบตั ิเปนสารเรง การเตบิ โต (growth promoter) มีผลกระตุนการขยายขนาดของเซลล และการยืดตัว
ของเซลล และยงั มผี ลกระตนุ การเกดิ ราก การเจรญิ เติบโตของพชื การพัฒนาของผล เปนตน สารออกซินชนิด
แรกที่คนพบ คือ ไอเอเอ (indol-3-yl acetic acid) ซ่ึงเปนสารท่ีพืชสรางข้ึน ตอมาไดมีการคนควาหารสาร
ท่ีคลายคลึงกับ ไอเอเอ เชน ไอบีเอ [4-(indol-3-yl) buytyric acid] , เอ็นเอเอ (1-naphthylacetic ) และ
นํามาใชป ระโยชนท างการเกษตรทกุ วันนี้

ผลของออกซินทม่ี ีตอพชื
1) ออกซินทีมีอยูในพืชตามธรรมชาติมีหนาท่ีในการสงเสริมหรือควบคุมการเจริญเติบโต
ทั้งทางดานการแบง เซลล การขยายขนาดของเซลล การออกดอกติดผล การหลุดรวงของอวัยวะตาง ๆ โดยมี
ผลรวมกับฮอรโมนชนิดอ่ืนๆ ในพืช เมื่อมีการใชสารสังเคราะหที่มีผลคลายออกวินเพิ่มเขาไปใหแกพืช จะมี
ผลทําใหความสมดุลของสารฮอรโมนภายในเปลี่ยนแปลงไป ซึงผลที่ตามมาคือ การเจริญเติบโตอาจ
เปลี่ยนแปลงไปทัง้ ทางดา นทเ่ี กิดผลดีและผลเสยี ดงั นัน้ การใชสารสังเคราะหเหลาน้ี ในการผลิตพืชเพ่ือใหได
ผลตามทีต่ องการ จึงจําเปนตองศึกษาคุณสมบัติของสาร และผลที่เกิดขึ้นกับพืชโดยละเอียด กอนที่จะนําไปใช
ประโยชน สารออกซินสังเคราะหใชประโยชนในการผลิตพืชไดหลายอยาง เชน เรงการเกิดราก การติดผล
การออกดอก ปอ งกนั ผลรว ง อยางไรกต็ าม สารเหลานี้ไมสามารถใชประโยชนกับพืชไดทุกชนิด โดยท่ัว ๆ ไป
ออกซนิ มีผลตอ พืชในดา นตาง ๆ ดงั น้1ี . การแบงเซลลและการขยายขนาดของเซลล ออกซินมีผลตอการแบง
เซลลของแคมเบียม เชน พืชท่ีผลัดใบ (deciduous plants) เมื่อเขาสูฤดูใบไมผลิ จะเร่ิมมีการเจริญเติบโต
ตอ ไป พบวา ออกซนิ ที่สรางจากปลายยอดจะเคลื่อนทล่ี งมาทางดานลาง และจะทาํ ใหเกิดการแบงเซลลข องแคม
เบยี มทีม่ ีใตป ลายยอดลงมา แตถ ามกี ารตัดยอกออกจะทําใหการแบง เซลลข องแคมเบียมทอี่ ยูใ ตปลายยอดลงมา
แตถา มีการตดั ยอดออกจะทําใหก ารแบง เซลลหยุดชะงกั ลง และถา ให ไอเอเอ เพ่ิมเขาไปทดแทน จะทําใหเกิด
การแบง เซลลไ ดตามปกติ
2) การติดผลและการเจริญเติบโตของผล เม่ือพืชเกิดการถายละอองเกสร ไมวาจะเกิด
การปฏิสนธหิ รอื ไมก็ตาม พบวา ปรมิ าณออกซินภายในรังไขจ ะเพิม่ ขน้ึ อยา งมาก เปนผลใหก ารเจรญิ เติบโตของ
ผลเปนปกติ ในชวงน้ถี าผลขาดออกวิน จะทําใหไมเติบโตและหลุดรวงไดในที่สุด เมล็ดเปนแหลงของออกซิน
ทสี่ ําคัญแหลง หน่ึง ซึง่ สังเกตไดวา ผลไมท่ีมีเมล็ดมากจะมีผลขนาดใหญกวาผลท่ีไมมีเมล็ด เชน องุนพันธุท่ีมี
เมล็ด จะมีขนาดใหญกวาองุนพันธุท่ีไมมีเมล็ด สวนผลไมชนิดอื่นๆ พบวา ถาคัพภะตายในระหวางที่มี
การพฒั นาของผล จะทําใหการเจรญิ เติบโตหยดุ ชะงกั ลง ผลขยายขนาดตอไปไดนอยมาก และอาจหลดุ รวงกอ น
ถึงอายุ ผลไมบ างชนดิ ทจ่ี ดั เปนผลกลมุ (aggregate fruits) หรือผลรวม (multiple fruits) เชน นอ ยหนา ขนุน
สตรอเบอรี่ ถาผลยอยผลใดในผลไมพัฒนาจะทําใหเกิดการบิดเบี้ยวของผลไดเนื่องจากเกิดการเจริญเติบโต
ไมเ ทากนั ภายในผล

3) การหลดุ รวง ออกซินมีผลยับย้ังการหลุดรวงของใบ ดอก ผล ซึ่งผลของออกวินขอน้ีตรงกัน
ขา มกับเอทลิ นี และเอบเี อ ในสภาพปกติ พชื จะมีท้ังออกวิน เอทิลีน และเอบีเอ อยูดว ยกันแตใบ ดอก หรือผล
จะไมห ลุดรวง เนื่องจากออกวนิ สามารถยบั ยัง้ การทํางานของเอทลนี และเอบีเอ จนกระทั่งเมื่อปริมาณออกซิน
ลดลง หรือไมสามารถเคลื่อนที่ไปยังจุดที่เกิดรอยแยก (abscission zone) ไดเพียงพอ จึงจะทําใหเกิดการ
หลดุ รวงได

4) การยบั ยั้งการเจริญของตาขาง (apical dominance) พืชสวนใหญมีการเจริญขึ้นทางดานบน
โดยไมมีการเจริญของตาขาง (axillary buds) ตายอดและตาขางของพืชเปนแหลงสรางออกวินแตออกซิน
ทส่ี รา งขน้ึ ทตี่ ายอดสวนหนึ่งจะเคล่ือนท่ีลงมาทางดานลาง ทําใหปริมาณออกซินภายในตาขางมีมากเกินกวา
ที่ตาน้ันจะเจรญิ ออกมาได เน่ืองจากออกซินความเขมขนสูงจะยับยั้งการเจริญจองตา ดังน้ัน เม่ือแหลงสราง
ออกซินในสวนท่อี น่ื ถูกทําลาย จงึ มผี ลทาํ ใหป ริมาณออกวินภายในตาขางลดลงและสามารถเจริญเติบโตตอ ไปได
เชน การตดั ยอด การเด็ดใบทิง้ จะทําใหตาขางท่อี ยดู า นลางของตายอดเจริญเปนกิ่งได นอกจากนี้สารในกลุม
ไซโตไคนิน เชน บีเอพี (6N-benzylaminopurine) ก็มีผลในการลบลางอิทธิพลของออกวินท่ีสงลงมาจาก
ตายอดได โดยสามารถกระตนุ การเจรญิ ของตาขางโดยไมตอ งมีการตดั ยอด เมอื่ มีการใชส ารทาท่ีตาขางของพืช
ก็จะสามารถกระตุน ไดต าน้นั เจรญิ ออกมาเปนกงิ่ ใหมไดไ มวาจะมกี ารตัดยอดหรอื ไมก ็ตาม

5) การเจริญเติบโตของราก ออกซินมีผลในการควบคุมการเจริญเติบโตของรากเปนอยางมาก
ออกซินความเขมขน สงู สามารถกระตนุ ใหเกิดจุดกําเนิดราก แตเมื่อเกิดจุดกําเนิดรากแลวพืชตองการออกซิน
ความเขมขนตํ่ามาก ๆ เพื่อการเจริญของรากตอไป เนื่องจากออกวินความเขมขนสูงมีผลยับยั้งการเจริญ
ของราก ปลายรากพชื เปนแหลงสรางออกซินทีส่ ําคญั แหลง หนง่ึ ปลายรากสรา งออกซนิ ไดนอ ยกวา ทีป่ ลายยอด
แตก็มากพอสําหรับการเจริญเตบิ โตของรากตามปกติ

6) การตอบสนองตอส่งิ เรา ออกซินมีผลทําใหตน พืชโคงงอเขาหาแสง และมีการโคงงอหนีแรง
ดึงดูดของโลกได เม่ือตนพืชไดรับแสงดานใดดานหนึ่ง จะทําใหออกซินในดานท่ีถูกแสงนั้น เคลื่อนท่ีทาง
ดา นขวางไปยังดานที่ไมถ กู แสง จงึ เกดิ การขยายขนาดของเซลลในดานท่ีไมถูกแสงมากกวาปกติ ตนจึงโคงงอ
เขาหาแสงได ในกรณีของการโคงงอเขาหาแสงได ในกรณีของการโคงงอหนีแรงดึงดูดของโลกก็อธิบายได
โดยเหตุผลเดียวกัน คือ เม่ือตนนอราบอยูกับพื้น จะมีการเคลื่อนท่ีของออกซินทางดานขวางลงมาสะสม
ยังดานลาง จึงเกิดการโคงงอขึ้นดานบน สวนการเติบโตของรากน้ันเปนไปในทางตรงกันขาม น่ันคือ จะมี
การโคงงอหนีแสงและโคงงอตามแรงดงึ ดูดของโลก เนอื่ งจากเมอ่ื รากถูกแสง จะทําใหมีการเคล่อื นยา ยออกซนิ
ไปสะสมยังดานทีไ่ มถ กู แสงมากขึน้ การเติบโตของรากนั้นตอ งการออกวนิ ความเขมขนตํ่ามาก เม่ือมีการสะสม
ของออกซนิ มากเกนิ ไปในดา นใดดานหน่งึ จะทําใหก ารขนายขนาดของเซลลเกิดไดนอ ยลง ดังนนั้ จงึ เกิดการโคง
งอหนแี สงได ในทาํ นองเดียวกนั การโคง งอเขาสแู รงดงึ ดูดของโลกก็เปน ไปตามหลกั การเดยี วกนั น้ี

ประโยชนจ ากออกซนิ ทางการเกษตร
จากผลของออกซินท่ีมีตอพืชในดานตาง ๆ กันดังไดกลาวมาแลว จะเห็นไดวามีแนวทาง
ที่จะนํามาใชประโยชนในการควบคุมพืชใหเกิดลักษณะที่ตองการได โดยการใชสารสังเคราะหที่มีผลคลาย
ออกซินใหก บั พชื ในชวงเวลาที่เหมาะสม เพ่ือเปลี่ยนแปลงสมดุลของฮอรโมนภายใน หรือเขาไปมีผลทดแทน
ออกซนิ ธรรมชาติโดยตรง นักวจิ ัยตางๆ ไดพยายามหาทางใชป ระโยชนจ ากการสงั เคราะหเ หลานใี้ นการผลิตพืช
จนกระทง่ั ปจ จบุ นั สามรถใชป ระโยชนไดใ นโอกาสตอ ไป การใชประโยชนจากออกวนิ ทางการเกษตร มีแนวทาง
เปนไปไดใ นแงต า ง ๆ ดังนี้

1) เรง การเกดิ รากของกง่ิ ปก ชําและก่งิ ตอน ออกซนิ สามารถกระตนุ การเกดิ รากของก่ิงปก ชาํ และ

กิง่ ตอนของพืชไดหลายชนดิ พืชบางชนดิ มจี ุดกําเนิดรากอยแู ลว และสามารถออกรากไดง าย เชน ฤษีผสม ไทร
ถามกี ารใชอ อกวนิ กบั พืชเหลาน้ี จะทําใหเกดิ รากไดมากและเร็วข้ึนกวา ปกติ แตพืชบางชนิดออกรากไดยาก เชน
มะมว ง มงั คุด การใชออกซนิ อาจมผี ลชว ยใหเปอรเซ็นตกิง่ ทีเ่ กดิ รากมีมากข้ึน ในพชื เหลา นี้ สารท่ีนิยมใชใ นการ

เรงรากของก่ิงปก ชําและกิง่ ตอน คอื ไอบเี อ และเอน็ เอเอ
2) เรง การเกดิ ดอก ผลของออกวินในการเรง การเกดิ ดอกยงั ไมเดนชัดนัก เคยมีรายงานวา การใช

เอ็นเอเอ พนไปที่ตนสัปปะรด มีผลทําใหสับปะรดออกดอกได ปจจุบันยังไมทราบแนชัดวา เอ็นเอเอ มีผล

โดยตรงตอ การออกดอกของสับปะรด หรือมีผลกระตุนการสรางเอทิลีนภายในตน แลว เอทิลีนท่ีเกิดขึ้นจึงมี
ผลกระตุน การออกดอก ปจ จุบนั การเรงดอกสบั ปะรดสว นใหญใชส ารปลดปลอยเอทลิ ีน เชน เอทฟี อน อยางไร
กต็ าม มบี างรายยงั นิยมใชสารเอน็ เอเอในการเรงดอก เน่อื งจากมรี าคาถูกกวา การใชสารเอทีฟอน สวนพืชชนิดอ่ืน

ยงั ไมม ีรายงานเดน ชัดวา สารออกซินสามารถกระตุนการออกดอกได
3) การเปลีย่ นเพศดอก ออกซินเปนสารท่ีมผี ลในการกระตุนการเจริญของเพศเมีย ในกรณีของ

พืชที่มดี อกเพศเมียและเพศผแู ยกกันอยตู างดอก หรอื ตา งตน กัน เชน พชื ตระกูลแตง พบวา การใชสารเอ็นเอเอ

พืชตนแตงในระยะตนกลา มีผลทําใหเกิดการพัฒนาดอกเพศเมียไดมากและเร็วขึ้น การใชสารเอ็นเอเอ
ความเขม ขน 100-200 มิลลกิ รมั ตอลติ ร กบั ชอดอกมะมวงในระยะท่ีเร่มิ แทงชอดอกมผี ลทาํ ใหส ัดสว นระหวาง
ดอกสมบูรณเพศตอ ดอกมผี ลทาํ ใหส ัดสวนระหวา งดอกสมบูรณเพศตอดอกเพศผู เพ่ิมขึ้นประมาณ 2 เทา นั้น

คือ ทําใหเกิดดอกสมบูรณเพศมากขึ้น อยางไรก็ตาม การใชสารเอ็นเอเอกับพืชบางชนิด เชน เงาะ ล้ินจี่
(พันธุค อ ม) ในระยะออกดอกเร่ิมบาน หรือบานครึ่งชอ แลว จะมีผลในการชะงักการเจรญิ ของเกสรเพสเมยี และ
กระตุนใหเกสรเพศผเู จริญข้นึ มาแทน ซงึ่ ดอกเหลา นี้จะสง ละอองเกสรเพศผไู ปผสมกับดอกขางเคียง ทําใหเกิด

การติดผลได
4) ปองกันการรวงของผล ออกซินเปนสารท่ีมีผลยับย้ังการสรางรอยแยกที่ข้ัวผล (abscission

layer) จึงมีผลชว ยปองกนั การรว งของผลได สารท่ีนิยมใชในการปองกันการรวงของผล ไดแก เอ็นเอเอ และ

2,4-ดี มีการทดลองกับพืชหลายชนิด พบวาสารเหลานี้ สามารถปองกันการรวงของผลได การใชเอ็นเอเอ
100-400 มลิ ลิ กรมั ตอลิตร กับลองกอง โดยการพนสารในระยะท่ีผลเร่ิมเปล่ียนจากเขียวเปนเหลือง สามารถ
ปองกันการรวงของผลระหวางการเก็บเก่ียวและขนสงไดดี นอกจากน้ี ยังมีรายงานวาการใชเอ็นเอเอ

ความเขม ขน 10-40 มลิ ิลกรัมตอ ลิตร ในระยะทีผ่ ลมอี ายุ 5- 6 สัปดาห จะชวยปอ งกนั การรว งของผลเก็บเกี่ยว
ไดเ ชนกัน

5) ขยายขนาดผล ออกวินมีผลชว ยในการขยายขนาดของผลไมบ างชนดิ ได เชน สับปะรด การใช

เอ็นเอเอความเขมขน 100 มลิ ลกิ รัมตอ ลิตร พนท่ีผลสับปะรดในระยะที่กลีบดอกเร่มิ แหง จะทําใหผลมีขนาดใหญ
ขนึ้ ได สว นในพืชอ่นื ๆ ยังไมม ีรายงานวาออกซนิ ชวยในการเพม่ิ ขนาดผลได

6) เพ่ิมการติดผล ออกซินชวยเพ่ิมการติดผลของพืชบางชนิดได โดยเฉพาะอยางย่ิงในพืชท่ีมี

หลายเมล็ด เชน มะเขือเทศ มะเขือพวง สารท่ีนิยมใชเพ่ิมการติดผลของพืชเหลานี้ คือ 4-ซีพีเอ
(4-chlorophenoxyacetic acid) พนสารน้ีในระยะดอกบาน โดยใชความเขมขนในชวง 20-50 มิลลิกรัม
ตอลิตร อยางไรก็ตาม การใชสารน้ีจะมีผลขางเคียงเกิดขึ้น คือ ใบบิดเบ้ียวเสียรูปทรง การใชสาร 2,4-ดี

ความเขมขน 10-20 มลิ ลกิ รัมตอ ลิตร สามารถเพ่มิ การติดผลของสมเขยี วหวานไดเ มอ่ื พน สารในระยะดอกบาน
เต็มท่ี พืชชนิดอื่นท่ีมีเมล็ดเพียงเมล็ดเดียวมักไมตอบสนองตอออกซินในแงของการติดผล ดังนั้น จึงไมอาจ
ใชสารเหลา นเ้ี พื่อเพ่ิมสารตดิ ผลได

7) กําจัดวชั พชื ออกซนิ เปนสารทม่ี ีผลในการฆาพืชไดเ มอ่ื ใชใ นอัตราสงู ดงั นนั้ จึงมกี ารใชสารท่ีมี
ผลของออกซินสูงเปนสารกําจัดวัชพืชได เนื่องจากสารเหลานี้เปนสารท่ีแสดงผลของออกซินสูงและมีการ
สลายตัวไดชา ยกตัวอยางเชน 2,4-ดี เปนสารกําจัดวัชพืชใบกวางหลายชนิด สวนออกซินชนิดอื่นที่มีผลของ
ออกซนิ ต่าํ กวา ไมน ยิ มนาํ มาใชเปน สารกําจดั วัชพืช เนือ่ งจากตองใชค วามเขม ขน สูงมากจึงจะสามารถทาํ ใหพืช
ตายได

8) จากประโยชนของออกซินท่ีกลาวมานี้ ทําใหสามารถนํามาใชชวยในการผลิตพืชได
อยา งกวา งขวาง และหากมกี ารวจิ ัยตอ ไปในอนาคต ก็คาดวา การใชประโยชนจากสารกลมุ น้จี ะมมี ากข้ึน

2.1.2 คณุ สมบัตขิ องจบิ เบอเรลลนิ และการใชประโยชน
จิบเบอเรลลินเปนฮอรโมนพืชกลุมหน่ึงซ่ึงมีผลเรงการเจริญเติบโต โดยมีคุณสมบัติหลัก คือ

เกย่ี วขอ งกับการยดื ตัวของเซลล (cell elongation) นอกจากยังมผี ลตอการออกดอก ติดผลของพืชอีกหลายชนิด
มกี ารคน พบจิบเบอเรลลินแลวท้ังหมด 89 ชนิด แตที่นํามาใชประโยชนทางการเกษตรมีอยู 3 ชนิด คือ GA3
(gibberellic) , GA4 , GA7 โดยเฉพาะอยางย่ิง GA3 ซึ่งเปนสารหน่ึงท่ีใชกันมากที่สุดในโลกเพื่อการผลิตพืช
การคน พบจิบเบอเรลลินชิดใหมๆ น้ันเกิดขึ้นเปนระยะ คาดวาอีกไมนานจะมีการคนพบจิเบอเรลลินชนิดอ่ืน
เพ่ิมข้นึ อกี แตอ ยางไรก็ตามคณุ สมบตั หิ ลักของจิบเบอเรลลินน้นั คลา ยคลงึ กนั เพยี งแตป ระสิทธภิ าพอาจแตกตา งกนั
เทานน้ั

ผลของจิบเบอเรลลินที่มตี อพชื
1) การยืดตวั ของเซลล การทกี่ งิ่ หรอื ตน พืชมีการยดื ยาวออกไดนั้น เปนผลมาจากการยืดตัวของ
เซลล และการแบง เซลล อยางไรกต็ าม การแบง เซลลห รอื การเพิม่ จาํ นวนเซลลของพืชนัน้ ไมใชสาเหตุหลักการ
เติบโตยดื ยาวของก่ิงกาน ดังน้ัน การที่พืชมีการเติบโตยืดยาวออกจึงเปนผลของการยืดตัวของเซลลเปนสวน
ใหญ จบิ เบอเรลลินมผี ลทาํ ใหเซลลใตป ลายยอดเกดิ การยืดตวั การพน สารจบิ เบอเรลลินใหตนพืชจะกอใหเกิด
การยืดตัวของเซลลไออยางมาก และจะยิ่งเดนชัดขึ้นถาพืชนั้นเปนพืชแคระ (dwarf) หรือพืชพวกท่ีมี
ทรงตนแบบกระจกุ (rosette plants) ซงึ่ จิบเบอเรลลนิ มีผลทั้งเพ่ิมจํานวนเซลลแ ละเพิม่ การยดื ตัวของเซลล
2) การเติบโตทางกิง่ ใบ จิบเบอเรลลินมผี ลอยา งมากตอการเตบิ โตทางดานกิง่ ใบ ท้งั ทางดา นการ
เติบโตของใบ และการยืดตัวของกิ่ง ท้ังทางใบดานการเติบโตของใบ และการยืดตัวของกิ่ง ในการดานการ
เตบิ โตของใบนั้นพบวา จบิ เบอรเรลลนิ มีผลในการยดื ตวั ของใบและการขยายขนาดของใบ โดยเฉพาะอยางย่ิง
พืชวนั สนั้ และพืชยืนตน หลายชนดิ เชน กาแฟ ซ่ึงเปน พืชวันสัน้ เมือ่ มีการพน สารจบิ เบอเรลลินใหก บั ตน จะมีผล
ทาํ ใหก ารออกดอกนอยลงและมกี ารเตบิ โตทางกิง่ ใบเขา มาแทน ในการกรณีของพืชยืนตน เชน มะมวง พบวา
ในชว งท่มี กี ารเตบิ โตทางดา นกิ่งใบน้ัน จะมีสารจบิ เบอเรลลินในปรมิ าณสูง
3) การออกดอก (flowering) จิบเบอเรลลินเปนสารที่มีสวนเกี่ยวของอยางมากกับเร่ืองการ
ออกดอกของพืชหลายชนดิ พืชยนื ตนหลายชนิด เชน แอบเปล ทอ สาลี่ เชอร่ี สม มะนาว มะมวง มีรายงานวา
จบิ เบอเรลลนิ เปนสารที่ยับยง้ั การออกดอกของพชื เหลา นี้ เนอื่ งจากจบิ เบอเรลลินเปนสารท่ีกระตุนการเติบโต
ทางดานกิง่ กาน โดยมีผลทําใหร ะยะเยาวภาพ (juvenile) ยืดยาวออกไป ในทางตรงกนั ขา มมพี ชื อกี หลายชนดิ ที่
จิบเบอเรลลินมีผลในการกรุตนการสรางตาดอกและลดระยะเยาวภาพดังกลาวได เชน พืชท่ีมีทรงตน
แบบกระจุก เชน ผักกาดหอม กะหล่ําปลี เปนตน
4) การแสดงเพศดอก พืชพวก monoecious เมื่ออยูในสภาพวันสั้น อุณหภูมิต่ํา หรือในท่ีที่มี
ความเขม ของแสงนอย เปนสภาพทก่ี ระตนุ การเจรญิ ของเกสรเพศเมยี แตในทางตรงกันขามถาอยูในสภาพวันยาว
อุณหภมู ิสงู หรอื มคี วามเขมของแสงมากจะกระตนุ การเจรญิ ทางเพศผู สารจิบเบอเรลลนิ มผี ลตอ การแสดงเพศ
ดอกของพืชหลายชนดิ โดยเฉพาะอยา งยง่ิ ทเ่ี หน็ ชดั ไดค ือ พืชตระกลู แตงท้งั หลายจิบเบอเรลลนิ มผี ลกระตนุ การเจรญิ
ของดอกเพศผูแตงกวาทเี่ ปนสายพนั ธุท่ใี หแ ตด อกเพศเมยี เมอ่ื มกี ารใหสารปรากฏวา สามารถใหดอกเพศผไู ด

5) การพัฒนาของผลและเมลด็ เมลด็ มคี วามสําคัญอยา งมากตอการพัฒนาของผล ถาปราศจาก
การผสมเกสรแลวจะทําใหผลหยุดการพัฒนา ยกเวนในกรณีของผลปลอดเมล็ด (parthenocarpic friut)
เมล็ดออนเปนแหลงสรางจบเบอเรลลินท่ีสําคัญ เมื่อเทียบปริมาณกับสวนตางๆ ของพืชไมวาจะเปนใบ
ยอดออน ปลายราก หรือในเนอ้ื ผลแลว ในเมล็ดออนมจี บิ เบอเรลลนิ มากทส่ี ดุ ดงั น้นั จบิ เบอเรลลนิ จงึ เกยี่ วขอ ง
อยา งมากกับการพัฒนาของผล การเพมิ่ ปรมิ าณของจิบเบอเรลลินในผลจะเปนไปในทศิ ทางเดยี วกนั การขยายขนาด
และการเติบโตของผล และพบวาเม่ือเมล็ดมีอายุเพิ่มขึ้นก็จะมีจิบเบอเรลลินมากข้ึนดวยจนถึงระยะซึ่ง
จบิ เบอเรลลินจะลดลงระดับลงพรอ มๆ กบั การขยายขนาดของผลก็เรม่ิ ชาลง

6) การแกข องอวยั วะพืช การแกข องอวยั วะพืช เชน ใบ ดอก ผล เปน ปรากฎการณห น่ึงทีเ่ กิดข้ึน
ในพชื โดยมีการสลายตัวของคลอโรฟล ล การลดลงของ RNA โปรตีน และมีการรว งหลนเกดิ ขน้ึ มีหลายกรณีที่
สารจิบเบอเรลลนิ สามารถชะลอการแกช ราดังกลาวได เน่อื งจากจิบเบเิ รลลนิ มีสวนชวยยบั้ ย้ังการสลายตัวของ
โปรตนี ผลไมใ นชวงท่ีเขาสูการแกจะมีปริมาณจิบเบอรเรลลินลดลงการใหสารจิบเบอเรลลินเพ่ิมเขาไปมีผล
ทาํ ใหแกช าลง เชน การใชจิบเบอเรลลินกับสม ทาํ ใหเ กดิ การเขยี วของผลอยูไ ดน านข้นึ (regreening)

7) การหลุดรวง ผลของจบิ เบอเรลลินที่มีตอการหลุดรวงเปนเรื่องที่ซับซอนจบเบอเรลลินมีผล
ท้ังทางดานยับยั้งการผลดุรวงและกรุตนการหลุดรวง แตโดยทั่วไปแลวจิบเบอเรลลินมักมีผลในแงกระตุน
ใหเกิดการหลุดรวงของอวัยวะพืชโดยมีผลกระตุนการสราง abscission layer โดยกระตุนการแบงเซลลใน
abscission zone

8) การพักตัว (dormancy) การพักตัวของพืชเปนสภาวะท่ีพืชหยุดการเจริญเติบโตระยะหน่ึง
ซ่ึงอาจเกดิ ไดทง้ั ในเมล็ด ก่ิงกา น ตา หัวพืช การพักตวั ดังกลา วเกย่ี วของอยางมากกบั ระดบั ของฮอรโ มนภายในพชื
เมล็ดพชื ท่มี ีการพักตัวบางชนดิ สามารถกระตุนใหพ นระยะพักตัวไดโ ดยการใชส ารจิบเบอเรลลิน เมล็ดพืชบางชนิด
ที่ตองการการเก็บแหงระยะหนึ่ง หรือตองการ Stratification หรือตองการความมือหรือแสงเพ่ือกระตุน
การงอกนั้น ในกรณีเชนนี้สามารถใชจิบเบอเรลลินเขาทดแทนได อยางเชนเมล็ดผักกาดหอมที่ตองการแสง
เพอื่ ชวยในการงอกนัน้ พบวา การงอกถกู ควบคุมโดย phytochrome ซง่ึ เม่ือยูในสภาพแสงสแี ดงจะมีผลกระตนุ
ใหม กี ารสรางจบิ เบอเรลลนิ การพกั ตัวของพชื เกิดเนื่องจากความสมดลุ ระหวางสารยับยั้งการเจริญเติบโต เชน
เอบีเอ กับสารเรงการเติบโต เชน จบิ เบอเรลลิน หรอื ไซโคนนิ ในชว งท่ีพชื พนระยะพักตัวจะมกี ารลดระดบั ของ
สารยับยั้งการเจรญิ เติบโตและมกี ารเพ่มิ ปรมิ าณสารเรง การเตบิ โต

ประโยชนของจบิ เบอเรลลนิ ทางการเกษตร
จิบเบอเรลลิน สามารถนาํ มาใชประโยชนเ พื่อการผลิตพชื ไดอ ยางกวา งขวางในหลายแบบดวยกัน
ซง่ึ พอจะสรุปได ดงั นี้
1) เพมิ่ ผลผลติ ผกั เนื่องจากจบิ เบอเรลลนิ เปนสารท่ีมีผลในการยืดตวั ของเซลล และยงั มสี วนชว ย
ในการเติบโตของใบ ดังน้ัน ผักกินใบหลายชนิดจึงสามารถใชจิบเบอเรลลินเพ่ือเพ่ิมผลผลิตไดโดยทําใหตน
มีขนาดมากข้ึน น้ําหนักใบมากข้ึน เชน เซลารี ปวยเหล็ง (spinach) ผักกาดชนิดตาง ๆ ความเขมขนของ
สารจิบเบอเรลลนิ ที่ใชน ั้นสวนใหญอ ยูในชวง 0.1-1 มิลลิกรัมตอลติ ร
2) เพิ่มการตดิ ผล จิบเบอเรลลินสามารถเพ่ิมการติดผลของพืชบางชนิดได โดยเฉพาะอยางยิ่ง
การติดผลแบบปลอดเมล็ด พืชท่ีตอบสนองตอจิบเบอเรลลินไดดีคือ พวกมะเขือ มะเขือเทศ องุน และสม
อยา งไรกต็ ามในการใชจิบเบอเรลลนิ กบั พชื ชนิดอน่ื นั้นยังไมไดผ ลเทา ทีค่ วร
3) เพ่ิมขนาดผล จิบเบอเรลลินเปนสารทผี่ ลในการยดื ตวั ของเซลลและยังมผี ลชว ยในการขยายขนาด
ของเซลล จึงสามารถใชเพิ่มขนาดของผลไมลางชนดิ ได จากการทดลองใชจิบเบอเรลลินกับองุนพันธุคารดินัล
และลูซเพอรเ ลททใ นประเทศไทย พบวาการใชจบิ เบอเรลลิน 50 มิลลิกรัมตอลิตร พนท่ีชอหลังจากดอกบาน
2 สปั ดาห จะทําใหผ ลมีความกวา งและความยาวเพิ่มข้นึ ผลมีขนาดใหญขึ้น สวนในพชื อืน่ ๆ นั้นการใชจ บิ เบอเรลลนิ
ยงั ไมมีรายงานทีเ่ ดนชัดวาสามารถใชไ ดผลดีหรือไม

4) ยืดความยาวและชอดอกผล จิบเบอเรลลินเปนฮอรโมนท่ีเกี่ยวของกับการยืดตัวของเซลล

จึงมีผลทําใหเนื้อเย่ือพืชท่ีไดรับสารนี้เกิดการยืดตัวของเซลลมากขึ้น โดยเฉพาะอยางยิ่งเน้ือเยื่อพืชพวก
meristem การใชจิบเบอเรลลินความเขมขนตํ่าพนใหกับผลหรือชอผลของพืชบางชนิดจะทําใหมีการยืดตัว
ของผลหรอื ชอผลได พชื ที่ตอบสนองไดด ีในกรณนี ี้คอื องนุ การใชจ บิ เบอเรลลิน 1-5 มลิ ลิ ิตรตอ กรมั พน ตนองนุ

ในระยะกอนดอกบาน 7-10 วัน จะทําใหชอดอกยืดยาวออก และมีชอโปรงข้ึน ผลในชอจึงไมเบียดกันแนน
เกินไป จึงลดความเสียหายและการเนาเสียไดทางหนึ่ง นอกจากน้ี ในประเทศไทยยังมีการใชสารเบอเรลลิน
เพอื่ ยืดความยาวของฝกถ่ัวฝกยาว โดยใชสารเบอเรลลินพนท่ีฝกออนในระยะดอกเริ่มโรย ซ่ึงวิธีการดังกลาว

ใชกันแพรหลายในปจจบุ นั
5) เปล่ียนเพศดอก จิบเบอเรลลินมีผลในกรกระตุนการเจริญของดอกเพศผู พืชที่ตอบสนอง

ตอสารอยา งเดน ชัดในเรอ่ื งน้กี ็คือคือพืชตระกลู แตง เชน แตงกวา ฟก ทอง การพน สารไปท่ีตนกลาแตง ในขณะ

ท่ีมีใบจรงิ 1-2 ใบ โดยใชความเขม ขน 1,000 มลิ ลกิ รัมตอลิตร และใหส ารซา้ํ อกี 2-3 ครั้ง หางกนั 3 วัน จะทํา
ใหเกิดดอกเพศผไุ ดใ นขอแรกๆ ของตน แตงกวา ซง่ึ เปน ประโยชนอยางมากสําหรับการผลิตเมล็ดพันธุแตงกวา
ลูกผสม โดยเฉพาะอยางย่ิงสายพันธุท่ีใหดอกเพศเมียเพียงอยางเดียว นอกจากน้ีในพืชอ่ืนก็พบวา สามารถ

เปลีย่ นเพศดอกไดเ ชน กนั ขาวโพด มะมวง การแชเมล็ดขาวโพดหวา นกอ นที่จะนาํ ไปปลูก มีผลทําใหการเจริญ
ของชอ ดอกเพศผเู ปน ไปไดด ขี นึ้ โดยมีชอขนาดใหญขน้ึ และมีเกสรเพศผูม ากขึ้น ซ่ึงเปนประโยชนในแงของการ
ตดิ เมลด็ และการผลติ เมล็ดพันธลุ กู ผสมเชน กนั สว นกรณีของมะมวงน้ันพบวาการพนสารไปท่ีชอดอกในระยะ

เริม่ แทงชอ ดอกจะทาํ ใหเกิดดอกเพศผูม ากขน้ึ
6) ชะลอการออกดอก การออกดอกของไมผลยืนตนหลายชนิดถูกยับยั้งโดยจิบเบอเรลลิน

ภายในตน เชน สม มะมวง แอบเปล ดังน้ันการพนสารใหกับไมผลดังกลาว จึงมีผลยับยั้งการออกดอกได

ประโยชนข องจบิ เบอเรลลนิ ในขอนี้ คอื ใชชะลอการออกดอกในชวงท่ีไมตอ งการเพือ่ ใหมกี ารสะสมอาหารและ
พรอมสําหรบั การออกดอกในชว งเวลาถัดมา การใชจ ิบเบอเรลลิน 20-25 มลิ ลกิ รัมตอลิตร พนใหกับมะมวงก็มี
ผลยับยัง้ การออกดอกเชนกนั และมีผลเรง การเตบิ โตทางกิง่ ใบขนึ้ มาแทน ซงึ่ เปน ประโยชนในแงของการใชกับ

ตน มะมว งท่เี พงิ่ ยายมาปลกู ใหมๆ ซึ่งเม่ือไดรับอากาศเย็นจะมีการออกดอกไดในขณะที่ตนยังไมพรอม ดังน้ัน
การยบั ย้ังการออกดอกโดยใชสารจิบเบอเรลลินจงึ เปนวิธีการทท่ี ดแทนการตัดชอ ดอกทง้ิ

7) การกระตุนการแทงชอ ดอก การออกดอกของพืชพวก rosette plant หลายชนิดถูกควบคุม

โดยจิบเบอเรลลิน เน่อื งจากในชวงท่ีมีการออกดอกน้ันจะมีการยืดตัวของตนข้ึนมา (bolting) ซ่ึงการยืดตัวน้ี
เปนผลของสารจิบเบอเรลลนิ ที่มีการสรางข้ึนอยางมากในระยะนี้ เมื่อตนยืดตัวขึ้นมาแลวก็จะมีการออกดอก
และติดผลตอ ไป พชื บางชนดิ เชน ผกั กาดหอมหอ กะหลํ่าปลี ผกั กาดขาว ผกั กาดเขยี วปลี จดั วาเปนพืชที่อยูใน

ประเภทน้ี เมื่อมีการปลูกตามปกติจะมีการหอปลีแนนและไมสามารถแทงชอได การใชสารจิบเบอเรลลิน
ความเขม ขน 5-10 มิลลิกรัมตอลิตร พนตนกลาในระยะท่ีมีใบจริง 4 , 8 และ 12 ใบ จะทําใหตนกลามีการ
ยืดตัว และไมมีการหอปลีเกิดข้ึน และออกดอกไดเม่ือถึงอายุการออกดอกตามปกติ วิธีการน้ีเปนประโยชน

อยา งมากตอการผลิตเมล็ดพนั ธุ
8) ชะลอการแกและสกุ จบิ เบอเรลลนิ เปนสารท่ีมีผลในการกระตุนการเติบโต โดยท่ัวไปและมี

ผลในการชะลอการแก การสกุ การสลายตัวของคลอโรฟลล จึงเปนประโยชนในแงของการเก็บรักษาผลิตผล

และชะลอการแกของผลเพ่ือรอการจําหนายได มีการทดลองจุมผลทุเรียนในสารละลายจิบเบอเรลลิน
ความเขมขน 1,000 มิลลิกรัมตอลิตร พบวาวิพีนี้สามารถชะลอการสุกและการเปล่ียนสีผิวของทุเรียนได
นอกจากน้ี มรี ายงานวา การใชจ บิ เบอเรลลิน 20-25 มิลลิกรัมตอลิตร พนตนสมในระยะกอนผลเร่ิมเปลี่ยนสี

จะชว ยชะลอการแกแ ละชะลอการเปลย่ี นสีผิวได ซ่ึงเปน ประโยชนใ นแงก ารยืดระยะเวลาการเก็บเก่ียวออกไป

9) ทําลายการพักตวั ของตาและเมล็ด การพักตัวของพืชถูกควบคมุ โดยสมดุลระหวา งสารเรงและ
สารยบั ยัง้ การเตบิ โตของพืช ถา มีสารเรงการเตบิ โตอยูมากจะทําใหพืชน้ันพนระยะพักตัว โดยเฉพาะอยางย่ิง
สารจิบเบอเรลลิน ดังน้ันการใชจิบเบอเรลลินเพ่ิมใหจ ากภายนอก จึงมีผลชว ยทําลายการพกั ตัวของพืชบางชนิดได
เชน การใชจิบเบอเรลลนิ 1 มิลลกิ รมั ตอ ลิตร แชห ัวมันฝร่ังกอนนาํ ไปปลูก จะทําใหการงอกของหัวเร็วข้ึนและ
สมํ่าเสมอมากขึ้น สวนในกรณีของเมล็ดพันธุพืชหลายชนิดที่มีการพักตัวก็อาจใชจิบเบอเรลลินแชเมล็ดกอน
นาํ ไปปลูก ซ่งึ จะชว ยเพ่มิ ความงอกไดเชน กนั

จากประโยชนท ี่กลา วมาจะเหน็ ไดวา สารจิบเบอเรลลนิ เปน สารหนึ่งท่มี ีประโยชนในการผลิตพืช
ไดอ ยางกวางขวางหลายกรณดี วยกนั และมีแนวโนม วา การใชสารนจ้ี ะเพิ่มมากขน้ึ ตามลําดับโดยเฉพาะอยางยิ่ง
หากมกี ารวจิ ัยเพือ่ หาทางใชป ระโยชนจากสารนี้มากข้นึ กวานี้ กค็ าดวา จิบเบอเรลลนิ จะเปน สารหน่งึ ที่มบี ทบาท
อยา งมากในการผลิตพืชตอไป

2.2 ระบบการผลติ พชื สวน (Horticultural Production System)
2.2.1 Sustainable Agriculture and Commercial Agriculture การทําเกษตรเปนการคา

ในสาขาพชื ผกั สามารถแบง ยอยได ดงั น้ี
1. การทําสวนผักการคา ชานเมือง (Market gardening) มหี ลกั การปฏบิ ตั โิ ดยทวั่ ไป คอื
1) เปน การปลูกผกั แบบประณีตศลิ ปะ การปฏบิ ัตเิ นนใชแ รงงานคนมากกวาใชเครื่องจักรกล

การเกษตร เชน การเตรียมดิน การปลกู การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว การบรรจุหีบหอ และการขนสง ผักสด
ไปจาํ หนา ยยังตลาดในเมอื ง หรือตลาดกลางขายสง (Whole sale market)

2) เลือกปลูกผักชนิดที่คนเมืองชอบบริโภคมากที่สุด และปลูกผักตามฤดูกาล ที่ผูรวบรวม
ผลผลิต (Broker) สงใหปลูกไมนิยมปลูกผักนอกฤดู เชน คนในตัวจังหวัดขอนแกนชอบบริโภคผักแตง
ราน แตงกวา ถ่ัวน่ัง (cow pea) ถัวฝกยาว (yard long bean) ฟกทอง ผักกาดหัว ผักชีหอม (Coriander)
ผักชฝี ร่งั (หอมเป) หอมแบง ผักกาดขาวปลี ฯลฯ มากที่สุด เกษตรกรของสวนผักประเภทน้ีจะเลือกปลูกผัก
ตามความตองการของผูบริโภคนั้นๆ เทาน้ัน เพราะปลูกแลวขายได หากปลูกโดยไมคํานึงถึงความชอบของ
ผูบรโิ ภค ก็จะทาํ ใหข ายไมได และตอ งขาดทนุ จนอาจตอ งเลกิ กจิ การไปในทส่ี ุด

3) เกษตรกรมเี นื้อท่ปี ลูกในปริมาณจํากัด เนอื่ งจากสวนผกั ประเภทนี้ตัง้ อยูชานเมือง ซึ่งที่ดิน
มรี าคาแพงมาก เกษตรกรไมไ ดเ ปนเจาทด่ี นิ แตเปนทเี่ ชา ซ้อื มสี ญั ญาเชา อยูระหวาง 10-20 ป จึงไมอาจขยาย
พ้ืนทปี่ ลูกได

4) เกษตรกรมีขอผูกพันทางการตลาดกับผูรวบรวมผลผลิต (Broker) หรือมีขอผูกพันกับ
เจาของแผงในตลาดขายสง (Whole saler) ในเมือง ขอผูกพันท่ีมีตอกันทําใหเกษตรกรขายผลผลิต
(produces) ใหใครๆ อยางเสรีไมได นอกจากขายใหผูรวบรวมผลผลิต (Broker) หรือขายใหเจาของแผงใน
ตลาดขายสง (whole saler) แตผูเดียวเทาน้ัน เจาของแผงและผูรวบรวมผลผลิตมีความผูกพันกับเกษตรกร
(Contract farmers) ในแงท่ีเปนผูใหเมล็ดพันธุพืช ปุย ยากําจัดศัตรูพืช และใหเงินยืมเปนเงินทุนหมุนเวียน
ลวงหนา กอ น เม่อื ปลูกไดแ ลวกน็ ําผลผลิต (Produces) ไปขายใหแ ลวหักคา ใชจายพรอมดอกเบ้ียหลังจากขาย
ไดแ ลว

2. การทาํ สวนผักการคา ใกลเมอื ง (Truck gardening) มหี ลักการปฏิบตั ิโดยท่ัวไป คอื
1) ใชเครื่องมอื เครือ่ งทุน แรงในการเตรยี มดิน การปลูก การกําจัดศตั รพู ืช การเก็บเก่ียว การ

บรรจหุ ีบหอ และการขนสง ไปจาํ หนา ยยงั ตลาดกลาง มากกวา ใชแรงงานคน
2) ลกั ษณะของการปลกู ผัก จะปลูกนอกฤดซู ึ่งสวนผักชานเมือง (Market garden) ปลกู ไมได

โดยไปเลอื กพน้ื ทป่ี ลกู ทมี่ รี ะดบั สงู ตามดอยตางๆ ทเี่ ปนตน นํา้ ลําธารท่ใี หนา้ํ ได หรือปลกู ชายทะเลทมี่ ีอากาศเยน็

กวาปกติเล็กนอย หรือเลือกหาพื้นที่ๆ ที่ดินมีราคาถูกใกลถนนไฮเวย (High way) หรือแมน้ําสายสําคัญเพื่อ

สะดวกในการขนสง ผลผลติ จาํ นวนมากๆ ผักนอกฤดทู ่ชี าวสวนผักประเภทนี้นยิ มปลกู กนั มาก ไดแก มะเขือเทศ

พันธุ P502 พันธุ VF134-1-2 แครอท ปวยเลง ต๋ังโอ ถั่วลันเตา ผักกาดหอมหอ พริกยักษ หรือพริกหวาน

กะหล่าํ ปลีสมี ว ง ข้ึนฉายฝรั่ง มะเขอื ยกั ษส ีมวง ฯลฯ ผักเหลา นี้มีราคาสูงในฤดูรอนและฤดูฝน ถาหากสามารถ

ปลกู ไดกจ็ ะไดร ายไดดีมาก

3) มีเน้ือท่ีปลูกไมจํากัดขอบเขต ข้ึนอยูกับกําลังเงินในการลงทุนของผูประกอบการและ

ปริมาณทตี่ ลาดตองการ เพราะท่ีดินราคาถูก และใชเคร่ืองทุนแรงชวยในการทํางาน ทําใหใชแรงงานต่ํามีผล

ทาํ ใหต นทุนในการผลติ ตา่ํ

4) ไมมีปญหาเร่ืองตลาด เพราะเกษตรกรปลูกผักนอกฤดูตามความตองการของตลาด

(Demand) ซ่ึงมีอยูสูงมาก จึงไมมีปญหาเรื่องสินคาลนตลาด (Over supplies) หรือท่ีพอคาแมคาเรียกวา

ตลาดตาย สวนใหญมักขายผลผลิต (Produces) ไดราคาและมีกําไร หากจะประสบการขาดทุน ก็มิใชเร่ือง

ตลาด แตจะมีปญหาเร่ืองภัยธรรมชาติ เชน ฝนตกหนักจนนํ้าทวม ลูกเห็บตก พายุหมุนในชวงฤดูรอย

(ลมบา หม)ู พายใุ ตฝ ุนทําใหเ สยี หาย โรคและแมลงศัตรูพืช เปนตน

3. การทําสวนผักสงโรงงานแปรรูป (Vegeable Gardening for Processing) หรือปลูก

เพื่อสง ออกตางประเทศ มหี ลักการ ดังนี้

1) ปลกู พชื ผักภายใตสญั ญาท่ีทํารวมกันระหวางเกษตรกรกับฝายไรของโรงงานแปรรูปหรือ

ทาํ สญั ญารว มกับผรู วบรวมผลผลิต (Broker) ซง่ึ จะเปนผูรับซ้ือในราคาประกัน โดย Broker จะใหเมล็ดพันธุ

ปยุ สารกําจดั ศัตรูพืช และเงินลงทุนในการปลูกดูแลรักษา ซ่ึงจะบวกกําไรและดอกเบี้ยเพิ่มไวเรียบรอยแลว

เมื่อชาวสวนเก็บผลผลิต (produces) ไดแลว Broker จะมาซ้ือในราคาประกัน เชน ขาวโพดฝกออน (baby

corn) จะรับซ้ือท้ังเปลือกในราคาประกันกิโลกรัมละ 2.50 บาทตลอดตอป โดยจะหักคาปุย คาสารปราบ

ศตั รพู ืช เมล็ดพันธุ รวมทั้งเงินอื่นๆ ที่เกษตรกรขอยืมไปหรือเบิกไป เชน คารักษาพยาบาล คาเลาเรียนบุตร

คา สมกุ หนังสือ ซงึ่ จะหักไปท้ังเงินตนบวกกําไรของสินคา และดอกเบีย้

ลักษณะการซื้อผลผลิตเทาที่รวบรวมมาไดคือ ลักษณะการซื้อผักสดขาวโพดหวาน F1

hybrid ท่โี รงงานนาํ ไปทําขาวโพดแกะเมล็ด (Whole kernel) ทําครีมหรือซุปขาวโพด (Cream style corn)

ของโรงงาน Dairy Food Co. จะรับซ้ือฝกสดปอกเปลือกตามราคาฝก ดังนี้

ฝก เกรด A ยาว 6.5 น้ิว 0 4 ซม.

ฝก ละ 1.75 บาท

เกรด B ยาว < 6.5 นวิ้ 0 4 ซม.

2 ฝกละ 1.75 บาท

เกรด C ยาว < 5 นวิ้ 0 4 ซม.

3 ฝก ละ 1.75 บาท

เวลาจายเงินจะจายเปนเกรด A ท้ังหมด ดวยวีการซื้อเชนนี้ ชาวสวนหรือเกษตรกร
จะไดเ งินเฉลี่ยฝกละ 0.90 บาทเทานั้น สําหรับบริษัทโรงงานมาลี สามพราน จะรับซ้ือเปนนํ้าหนักท้ังเหลือ
กิโลกรัมละ 5 บาท หรือ 5.50 บาท แลวแตข นาดและความสมบูรณของฝก

เมล็ดพันธุพ ืชทใี่ ชใ นการปลูกเพ่อื งานเกษตรอตุ สาหกรรม และสงไปจําหนายตางประเทศ
ในรปู สด ควรเปน เมลด็ พันธุลูกผสมชว่ั ท่ี 1 (F1 hybrid) เพราะใหผลผลติ (Produce) สงู ใหคณุ ภาพสูง มคี วาม
สมา่ํ เสมอของการเจริญเติบโต ผลผลติ และคณุ ภาพ สามารถคาดเวลาเก็บเกยี่ วและผลผลิตตอไรไดแนนอน และ
ใกลเคยี งความเปนจรงิ มากท่สี ุด

1. ปริมาณเน้ือท่ีปลูก ขึ้นอยูกับความตองการของโรงงาน และ/หรือ ผูรวบรวมผลผลิต
(Broker) เปน ผูกําหนด จะปลกู นอยหรอื มากกวากําหนดก็ไมได เพราะจะทําใหผลผลิตที่ไดไมเขาเปาหรือเกิด
เปา หมายท่ีกําหนดไว ซึ่งจะเปนผลเสียหายแกท้ังชาวสวน (เกษตรกร) โรงงานแปรรูป และผูรวบรวมผลผลิต
ท้งั น้ี ไมนบั ความเสียหายทเ่ี กิดจากสภาพแวดลอ ม และภยั ธรรมชาติ ซ่งึ ก็ตอ งอนโุ ลมกันโดยไมมีการปรบั

2. โรงงานแปรรูป จะแปรรูป (Process) ผลผลิตทางการเกษตร (Produce) ใหเปน
ผลผลติ จากโรงงาน (Product) ในลักษณะท่แี ตกตางกันออกไป คือ

- บรรจุกระปอง (Canning) ผลิตภัณฑ (Product) ท่ีโรงงานแปรรูปผลิตขึ้นจาก
ผลผลิต (Produces) ทางการเกษตรภายในประเทศไทย คือ ขาวโพดฝกออนบรรจุกระปองในนํ้าเกลือและ
Citric acid Tomato paste (ผลิตภัณฑเน้ือมะเขือเทศท่ีมีลักษณะเปนแปงเปยก) นํ้ามะเขือเทศ (Tomato)
ผลไมก ระปอ งตางๆ เชน สับปะรด ลิ้นจ่ี เงาะสอดไส Fruit salad และแยม เปน ตน

- ดอง หรือ หมัก (Pickling and Fermentation) ไดแก ผักกาดดอง แตงกวาดอง
หอมดอง สว นผลิตภัณฑอ่นื ๆ เชน การหมัก และแชอ ิม่ ไดแ ก หวั ไชโปห มกั เกลอื มะเขือมวงผลกลมหมักเกลือ
จนอ่ิมตวั แลวรีดเอานํ้าออก สงไปประเทศญป่ี ุน เพอ่ื ปรุงแตงรสชาตติ อใหเ หมาะสมกับรสนิยมของคนญี่ปุน ขิง
หมักใน Citric acid กิมจ๋ี คือผักกาดขาวปลีหมักในเหลือปนแลใสพริกปนแหงต้ังฉาย คือ กระหลํ่าปลีหมัก
ในเกลือปนแลว ตากแหง ผลติ ภัณฑไวน เหลา เบยี ร เกดิ จากการเอาผลผลติ เกษตรไปหมักใหไดแอลกอฮอลนึ่ง
แลวแตง รสและกล่ิน

- แชแ ขง็ (Fresszing) ผลิตภณั ฑแชแข็งที่เรม่ิ ทาํ กันในประเทศไทย ไดแก ผลิตภัณฑที่
เกิดจากกรรมวิธีของ I.Q.F. (Individual Quick Freeze) ซึ่งจะทําให Product ท่ีไดคืนรูปเปนของสดตาม
ธรรมชาติทุกอยาง ผลิตภัณฑที่ทํากันคือ ขาวโพดฝกออน ขาวโพดหวานแกะเมล็ด (Whole kernel)
หนอ ไมฝ รงั่ ชนดิ หนอขาวและเขียว ขา วโพดหวานท้งั ฝก ปอกเปลือกและไมป อกเปลือก

ปจ จบุ นั นี้อตุ สาหกรรมแชแขง็ ทาํ ทุกอยางตั้งแตผ ลไม ผกั และอาหารสําเร็จรูป ผลไมท่ีทํา
กนั มากคือ ทเุ รยี นหมอนทองแกะเมล็ดบรรจกุ ลอ งพลาสติก สง ไปจําหนา ยในสหรัฐ ปละหลายพนั ตัน ผลเงาะ
และมังคุดแชแขง็ ในลกั ษณะ I.Q.F. สงไปจําหนายยังประเทศญี่ปุน อาหารสําเร็จรูป เชน ทอดมัน กลวยแขก
ไอศกรีมกะทสิ ด รวมทง้ั อาหารสาํ เร็จรูปทใี่ ชกับเตา Microwave สง ไปจาํ หนา ยสหรัฐฯ และประเทศอ่ืนๆ

ผลิตภัณฑผัก และผลไมแหง (Products of fruits and Vegetables Dehydration)
ที่ทาํ กนั มากในประเทศไทยคอื มันฝรัง่ ฝานอบแหง (Potato chip) กลว ยฝานอบแหง (Banand chip) กลวย
ตากใบ และตนหอมแหง ปนเปน ฝอยเปนเครอ่ื งปรงุ มามา กลวยและเผือกอบแหงเคลือบน้ําตาล เมล็ดมะมวง
หมิ พานตอ บแหง พริกแหงปน พริกไทยดําปน ในตา งประเทศทาํ ขายก็มีกระเทยี มผง หอมหวั ใหญฝานอบแหง

อาหารสําเร็จรูปอบแหง เชน ราเม็ง มามา ไวไว ยํายํา เปนตน ในอดีตสมัยสงครามโลก
ครั้งท่ี 1 และครั้งท่ี 2 ผักอบแหง มีบทบาทสูง เน่อื งจากการสงผกั สดๆ ไปเล้ยี งทหารคือการลําเลียงนํ้าปริมาณ
มหาศาลไปสบู ริโภค การระเหยน้ําออกจะชว ยประหยัดเนอ้ื ท่ีและลดคาใชจ ายในการขนสง

2.2.2 การตลาดผัก
คําวา “Marketing” หรือ “การตลาด” คือ ข้ันตอนท้ังหมดต้ังแตเวลาที่ใชในการปลูก ดูแล

รักษาเกบ็ เก่ยี ว คัดเลอื ก การบรรจหุ บี หอ และสงถึงมือผูบรโิ ภค
โครงการตลาดทีด่ ี ควรมจี ดุ มงุ หมายท่ีสําคัญ 4 ประการคือ
1. นาํ ผลผลิตจากแหลง ผลติ สงถงึ มือผูบ ริโภคดวยคุณภาพท่สี ูง
2. สนิ คา ผักสดควรอยใู นรปู ท่ีดึงดดู ตา นาซ้ือและนาขาย
3. รักษาระดับคาใชจา ยในการลงทุนใหต าํ่ ไวเ สมอ
4. ขายใหไ ดราคาดแี ละระมัดระวงั อยาใหขาดทนุ

คณุ ภาพผัก
คณุ ภาพของสนิ คา ผกั น้ันมีความสําคัญมากาวาหีบหอ และจะทําใหเราไดรับความสําเร็จสูงสุด
ในดานการตลาด
ขอเสนอแนะ 5 ขอ เพ่อื ใหส ินคา ผกั มคี ุณภาพดี มีดงั น้ี คอื
1. ตอ งระมดั ระวังในเรื่องของการเกบ็ เกยี่ ว
2. ตองระมัดระวังในเรือ่ งความสะอาดของสินคา ผัก
3. ตองคดั เลอื กขนาด และความแกอ อนของสนิ คาผัก ใหอยใู นกลมุ เดยี วกนั
4. จัดหาหบี หอ ท่เี หมาะสมในการบรรจสุ นิ คาผัก
5. ปองกันไมใ หส นิ คาผักทสี่ ง ตลาดกระทบความรอ นหรอื แหงเหยี่ ว

คณุ ภาพคอื อะไร
คุณภาพของผักประกอบดวย ลักษณะหลายๆ อยา งรวมกัน ซึง่ ไดแ ก ลกั ษณะภายนอก ลักษณะ
ภายใน ลักษณะทางฟสิกส และ ลักษณะทางเคมี
1. รปู รางลกั ษณะภายนอก ไดแก ลักษณะของพืชผักท่ีปรากฏตอสายตา (appearance) ซึ่งทําให
เกดิ ประทบั เปนอันดบั แรก ไดแ ก รูปราง สี ปราศจากรอยขดู ขีด และไมสกปรก
2. รปู รา งลกั ษณะภายใน ไดแ ก ลักษณะคุณภาพของเนอ้ื (texture) ซ่ึงประกอบดว ย

- ลกั ษณะแข็ง หรือ ออ นนมุ เชน ขา วโพดหวาน ขา วโพดขา วเหนยี ว ถั่วลันเตา (กนิ ฝก)
- ลกั ษณะเน้ือรว นเปนเม็ดๆ หรือ ธรรมดาไมร ว น เชน แตงโม แตงกวา
- ลักษณะเนื้อกรอบ หรอื นวิ่ เหลว เชน เนือ้ แตงกวา เนอื้ แตงโม หรอื เนื้อแตงกวา เน้ือแตงโม
ท่ีคณุ ภาพต่ํา เน้อื ถว่ั ฝกยาวที่เกบ็ มานานแลว และเกบ็ รักษาอยางไมถ ูกตอ ง
- ลักษณะเนอื้ เปน แหง เชน เน้อื มันฝรง่ั เนอ้ื มันเทศ
- ลกั ษณะเนอ้ื ฉาํ่ น้ํา เชน แคนตาลูป แตงไทย
- ลักษณะเนอ้ื ใบเหี่ยวนิ่ม เชน ใบผกั กาดหอม ใบผักกาดกวางตงุ
- ลกั ษณะความแข็งเหนียว ของเมลด็ สด ขาวโพดหวาน ขา วโพดขาวเหนียว
คุณสมบตั ิทง้ั หมดน้ี ข้ึนอยกู ับ
- ระยะสกุ แกของพชื (Stage of maturity)
- ลกั ษณะการถายทอดทางพันธกุ รรม (Inherited Characters)
- สถานสภาพของการดแู ลรักษา (Caltural Condition)
- ความชน้ื ในแปลงปลกู (Soil moisture content)

3. รสชาติ (Flavor)
รสชาตินั้นประกอบดวย การชมิ รส (taste) และดมกลิ่น (oder) รวมกนั
- รส (Taste) ทดสอบไดดวยการชิมในปาก รสชาติจะดีหรือเลวขึ้นอยูกับสารประกอบ

ที่ละลายน้าํ ไดข องพชื นนั้ ๆ
- กลิ่น (Oder) ทดสอบไดดวยการดมดวยจมูก กล่ินจะหอมมากหรือนอยข้ึนอยูกับ

สารประกอบทรี่ ะเหยกลน่ิ ได (Volatile or vaporized)
รสนนั้ ประกอบข้ึนรสตางๆ ดังน้ี รสหวาน (sweet) รสเปร้ียว (sour) รสขม (bitter)รสเค็ม

(salt) รสฝาด(Astringency or Puckerynees) ไดแ ก ผลพลับและผลละมุกทีย่ งั ดิบ บางพนั ธุ เปน ตน
ส่งิ ทล่ี ิ้นสมั ผัสได แตไ มถือวาเปน “รส” ถอื วาเปนการ “สมั ผสั ” ไดแ ก รสเผด็ (Pungency or

Hot) ซง่ึ ไดแก พริกเผด็ เปน ตน
กลิ่นน้ันประกอบขน้ึ ดวย กลนิ่ หลัก 4 กล่นิ คือ
- กลน่ิ หอมหวาน ไดแ ก กลน่ิ แคนตาลูป กลิน่ มะมว งอกรองสุก
- กลนิ่ เปรี้ยว ไดแก กล่ินสม มะนาว ตะไคร
- กลนิ่ ไหม หรือ กล่นิ กาละแม เชน กล่ินมะละกอสุก
- กลน่ิ สาบ หรือกล่ินสาบแพะ เชน กลิน่ สาบของเผือก และผักกาดหวั เปน ตน
- กลิ่นอื่นๆ ขอกจากน้ี เกิดจากนํ้ามันหอมระเหย (Volatile oil) ไดแก กลิ่นของใบ

สะระแหน แมงลัก กะเพรา โหระพา และกลิ่นฉุนเผด็ ของพรกิ เปน ตน
4. คณุ คา ทางโภชนาการ (Nutritive value)

2.3 ปุย
2.3.1 ความหมาย
ปยุ หมายถึง วตั ถุที่ใหธาตอุ าหารแกต น ไมเ พ่ือการเจริญเตบิ โต ออกดอก และตดิ ผล ซ่งึ มดี วยกัน

16 ธาตุ ไดแก คารบอน ไฮโดรเจน ออกซิเจน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม
กาํ มะถัน เหล็ก ทองแดง สังกะสี แมงกานสี โมลบิ ดีนมั โบรอน และคลอรนี

2.3.2 ชนดิ ปยุ ปยุ แบง ออกเปน 2 พวกใหญ ๆ คอื ปุย อินทรีย และปยุ อนนิ ทรยี 
1. ปุยอินทรีย คือ ปุยที่ไดจากซากพืช ซากสัตว มูลสัตว ปุยพืชสด เปนตน ปุยเหลาน้ีมี

ธาตุอาหารทุกอยางครบตามที่พืชตองการ แตมีในปริมาณนอย ชวยใหดินรวน โปรง มีการซึมนํ้า และ
การถายเทอากาศดี ชวยใหดินทรายอุมนํ้าไดดีข้ึน แกไขดินเหนียวใหรวนซุย ชวยดูดซับวิทยาศาสตรไมให
สูญหายเรว็ และใชประโยชนไ ดมากขึ้น ถาใสมากก็ไมคอยเปนอันตรายตอพืชที่ปลูก ทั้งนี้ ตอใชปุยเกาที่หยุด
การสลายตวั แลว เชน ปยุ คอก ถาใชทนั ที จะมคี วามรอ นจากการสลายตัวเกิดข้นึ ทาํ ใหเปนอันตรายกับตน พืช

ปุยคอก เปนปุยอินทรียชนิดหน่ึงที่ประกอบดวยอินทรียวัตถุที่เรียกวา humus แบคทีเรีย
ตา งๆ และสวนของอาหารท่ีรางกายของสัตวยอยไมหมดซ่ึงไดแก cellulose , hemicellulose และ lignin
นอกจากนใ้ี นปยุ คอกยงั ประกอบไปดวยวิตามินและฮอรโมนตางๆ เชน thiamine , biotin และ pyridoxine
เปน ตน

องคประกอบทางเคมีของปุยคอกจะมีความแตตางกันไป ข้ึนอยูชนิดของสัตว อายุของสัตว
และอาหารท่ีสัตวนั้นกินเขาไป ซึ่งคาองคประกอบทางเคมีท่ีประมาณอยางหยาบๆ จะมีปริมาณไนโตรเจน
ท้ังหมด (total nitrogen) ประมาณ 0.5% P2O5 ประมาณ 0.25% และ K2O ประมาณ 0.5% หรืออาจเทียบ
เปน ปยุ เคมสี ตู ร 10-5-10 จํานวน 50 กิโลกรัมตอ ปยุ คอก 1 ตัน (1,000 กิโลกรัม)

ปุยคอกยังมีธาตุอาหารพืชพวก secondary และ trace element อยดู วย ซึ่งไดแ ก Ca, Mg,

S , Mn , Cu และ B การใหปุยคอกเพ่อื บาํ รุงดนิ จะชว ยยกระดบั ธาตอุ าหารพชื ดังกลา วในดินใหสงู ขน้ึ และเปน
สวนของธาตุอาหารท่ีพืชใชประโยชนไดงาย การเปล่ียนแปลงของธาตุไนโตรเจนในปุยคอก สวนใหญอยูใน
รูปของยูเรีย โปรตีนที่ยอยไมหมด และสวนที่เปนเน้ือหนังของจุลินทรียในปุยนั้น สําหรับยูเรียนั้น

จะ hydrolyse ไดงาย และกลายเปนแอมโมเนียคารบ อเนตไดอ ยางรวดเร็วภายใน 5 วนั

CO(NH2)2 + 2H2O (NH4)2 CO2

แอมโมเนยี คารบ อเนตเปน สารประกอบท่ไี มถาวรจะสลายตวั ใหก าซแอมโมเนียและ CO2
อยางรวดเรว็ ถา อณุ หภูมใิ นปุยคอกสูงและมปี ฏิบตั กิ ริ ิยาเปน ดา ง

(NH4)2 CO3 2NH3 + CO2 + H2O

การเปลยี่ นแปลงของสารปะกอบคารโบไฮเดรต ธาตฟุ อสฟอรสั และธาตุโพแตสเซยี มในปุยคอก

สารประกอบคารโบไฮเดรตในปุยคอก ไดแก cellulose, hemicellulose, lignin และ

คารโบไฮเดรตอ่ืนๆ lignin และโปรตีนจะทําปฏิบัติกิริยากันเปนสารใหมที่เรียกวา lignoproteinate –

complex ซึง่ ทนทานตอการสลายตวั เรยี กวา humus สว นฟอสฟอรสั ในปยุ คอกจะมีอยูทั้งในรูปสารประกอบ

อินทรียและอนินทรยี  เม่ือปยุ คอกเนา เปอย ฟอสฟอรัสในรูปอินทรียสารจะถูกเปล่ียนมาเปนรูปอนินทรียสาร

ซ่งึ ไดแ ก แอมโมเนยี ฟอสเฟต และ โมโนแคลเซียมฟอสเฟต ซง่ึ พชื และจุลินทรยี จ ะนาํ ไปใชประโยชนไ ด สําหรับ

โพแทสเซยี มในปยุ คอกสวนใหญจะอยใู นรูปทลี่ ะลายนํ้าได จงึ ไมม กี ารเปลย่ี นแปลงแตอ ยางไร

การเก็บรกั ษาปุยคอก

ธาตุอาหารพืชจะสูญเสียไปจากองปุยคอก 2 ทาง คือ ถูกชะลาง (leaching) และการระเหิด

เปนกาซ (volatilization) เมอ่ื กองปุยคอกถูกน้ําฝนชะลาง ธาตุไนโตรเจนและฟอสฟอรัส 50% และมากกวา

50% ของธาตุโพแทสเซียมจะละลายและถูกฝนชะไปหมด สวนการสูญหายในรูปการระเหิดนั้น สวนใหญ

สูญหายในรปู ของแอมโมเนียหรือกาซไนโตรเจนโดยตรง จงึ ควรทําหลงั คาหรอื หาพลาสตกิ มาปด คลุ มเพื่อกนั ฝน

การปองกันธาตุอาหารไนโตรเจนใหสูญหายนอยลงอาจทําไดโดยการเติมปุยซูเปอรฟอสเฟต (18-21%)

11 กโิ ลกรัม ลงไปในปยุ คอก จํานวน 1,000 กิโลกรมั ซงึ่ มนั จะทาํ ปฏกิ ิริยากบั แอมโมเนยี เกดิ เปน สารประกอบ

ของแอมโมเนียซัลเฟตดังสมการขางลาง แอมโนเนียซัลเฟตนี้เปนสารที่สลายตัวไดยากและคงอยูไดนาน

นอกจากน้ียังชวยเพิ่มปริมาณของธาตุฟอสฟอรัสในปุยคอกใหเพ่ิมมากขึ้นอีกดวย และเมื่อนําไปใสใหกับพืช

ธาตุฟอสฟอรัสก็จะถูกดนิ ดูดยดึ (fixation) ลงดว ย

CaH4(PO4)2 + 2CaSO4(NH4)2CO3 ---> Ca3(PO4)2 + (NH4)2SO4 + H2O+ CO2

ประโยชนของปุย คอกและอินทรียวตั ถตุ อ การบาํ รุงดนิ
1) ปุยคอกชวยรักษาระดบั หรอื เพ่มิ ระดับอินทรียวตั ถใุ นดิน อินทรยี วตั ถุในดนิ เปนแหลงทม่ี าของ
ธาตไุ นโตรเจนท่ีสําคญั ในดิน ถา อินทรียวัตถใุ นดินลดระดับลง ธาตไุ นโตรเจนในดนิ กจ็ ะลดระดับลงดว ย จากการ
ทดลองใสปุยคอกและไมใสในการปลูกพืชหมุนเวียน ซึ่งไดแก ขาวโพด ขาวโอต ขาวสาลี ถั่ว และหญา
เปน เวลา 32 ป ปรากฏวา แหลงที่ไมไดใสปุยคอกเลย อนิ ทรยี วตั ถุลดลงไปกวา 76 เปอรเ ซ็นต แตถาใสปุยคอก
เสรมิ ในอตั รา 8 และ 16 ตันตอ หน่ึงรอบของการปลุกพืชหมุนเวียน พบวา อินทรียวัตถุในดินจะเปน 93 และ
102 เปอรเ ซ็นตของระดับอนิ ทรยี วัตถทุ ี่มีอยูเ ดมิ

2) ปุยคอกชว ยรกั ษาระดบั หรอื เพิม่ ระดบั ธาตอุ าหารพชื ในดนิ ไดแก ธาตุฟอสฟอรัสโพแทสเซยี ม
แคลเซยี ม แมกนีเซยี ม ตลอดจนธาตุรองตางๆ

3) ปุยคอกชวยปรับปรุงสมบตั ทิ างกายภาพของดนิ ชวยทาํ ใหดินทรายยึดจับธาตุอาหารและอุม
นาํ้ ไดด ขี ึน้ ชวยใหด นิ เหนยี วและดินทีแ่ นนทึบรวนโปรง มีการถายเทอากาศในดินดีข้ึน และชวยเพ่ิมการจับตัว
กันของอนุภาคดินใหเ ปน กอ นดินขนาดเล็กเพมิ่ ขึ้น

4) ลดอตั ราการสญู เสยี หนา ดนิ (soil erosion) เพราะปยุ คอกทาํ ใหดินรวนโปรง ทําใหดินดูดซับ
ไดมากขนึ้ จงึ ลดปริมาณนํ้าท่ีไหลไปตามหนา ดนิ นอกจากนี้ปุยคอกยงั ชว ยใหพ ืชเจริญเตอบโตไดรวดเร็วจึงชวย
คลุมดนิ ไปดวย ทาํ ใหลดการปะทะของแรงนํ้าฝนท่ีจะกระแทกดนิ โดยตรงลง

5) ชวยรักษาแหลงพลังงานใหแกจุลินทรียในดินที่เปนประโยชนตอพืชคงมีอยูตอไป ไดแก
bacteria , actinomycetes และ fungi เปนตน

6) แบคทีเรียที่ยอยสลายอินทรีวัตถุในดินจะผลิต complex carbohydrate และ growth
regulators ซงึ่ จะมีอทิ ธิพลโดยตรงตอการเจรญิ เตบิ โตของพืช และกอใหเ กิดความสมดุลระหวา งจุลินทรยี ท เี่ ปน
ประโยชนกบั จุลนิ ทรยี ท่ีทําลายพชื จลุ ินทรียทย่ี อ ยสลายอนิ ทรยี วตั ถแุ ลวสรางสารปฏิชีวนะไดหลายชนิด เชน
streptomycin , chloramphenical และ cyclohexime เปน ตน

2. ปุยอนินทรีย หรือ ปุยวิทยาศาสตร เปนปุยท่ีไดจากสารอนินทรีย ใหธาตุอาหารตอน้ําหนัก
มากกวา ปุยอนิ ทรยี  แตตองใสในปรมิ าณนอ ย แบง ออกไดเ ปน ปยุ เดย่ี ว ปยุ ประกอบ และปยุ สมบูรณ

- ปุย เดี่ยว คอื ปุย วิทยาศาสตรทใี่ หธ าตุอาหารตัวใดตวั หน่ึง เชน ปุยแอมโมเนียซัลเฟต ใหธาตุ
ไนโตรเจน 21% ปยุ ยูเรีย ใหธ าตไุ นโตรเจน 46% ปยุ ซูเปอรฟ อสเฟส ใหธ าตุฟอสฟอรสั ในรูป P2O5 ประมาณ
31% ปยุ โพแทสเซียมคลอไรด ใหธาตุโพแทสเซยี มในรูป K2O 60%

- ปุยประกอบ คือ ปุยที่ใหธาตุอาหารมากกวาหนึ่งชนิด เชน ปุยแคลเซียมไนเตรท ใหธาตุ
ไนโตรเจน 20% แคลเซียม 24%

- ปุยสมบูรณ คือ ปุยท่ีใหธาตุอาหารไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมครบ เชน ปุย
สตู ร 10-10-10 , 15-15-15 , 13-13-21 เปนตน

ความแตกตา งระหวา งปยุ คอกกับปุยวิทยาศาสตร
1. ปยุ คอก มีระดบั ธาตุอาหาร N , P2O5 และ K2O ไมส มาํ่ เสมอแมว าจะมาจากสัตวชนิดเดียวกัน
เปอรเซ็นตธาตุอาหารจะผันแปรไปตามอายุของสัตวและอาหารท่ีสัตวกิน แตปุยวิทยาศาสตรน้ัน จะมีธาตุ
อาหารท่แี นน อนทําใหสะดวกในการคาํ นวณอตั ราปยุ
2. ธาตไุ นโตเจนในปุยคอก โดยทัว่ ไปจะเปนประโยชนตอพชื ประมาณครงึ่ หนึ่งของปุยวิทยาศาสตร
สว นฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมจะเปน ประโยชนพ อๆ กัน ซึง่ เปน การทดลองในประทศเดนมารก ใชระยะเวลา
4 ป โดยทดลองใหปยุ คอกและปยุ วิทยาศาสตรในปแรกเพยี งครัง้ เดียวผลปรากฏวา พืชนําธาตุไนโตรเจนจาก
ปุยคอกมาใชไดเพียง 30% แตนําจากปุยวิทยาศาสตรมาใชไดถึง 70% สําหรับฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม
พืชนําจากปุยคอกและปุยวิทยาศาสตรมาใชได 24% และ 22% ตามลําดับ และนําธาตุโพแทสเซียมจาก
ปยุ คอกและปยุ วิทยาศาสตรมาใชได 75% และ 79 % ตามลาํ ดบั
3. เกยี่ วกบั ผลตกคา งของปุย พบวา ปยุ คอกมธี าตุไนโตรเจนตกคางอยูในดินเปนประโยชนไดนาน
กวาปุยวิทยาศาสตร จากผลการทดลองที่สถานี Rothamsted ในประเทศอังกฤษ พบวาเม่ือใชปุยคอก
ติดตอกันเปนเวลานาน 20 ป ผลตกคางของปุยคอกยังมีอยูภายหลังจากหยุดการใสปุยคอกถึง 40 ป และ
ในป ท่ี 40 ผลผลติ ของพชื ยังสงู กวาดินที่ไมเ คยไดรับปยุ เลยเกอื บเทาตวั

สูตรปุย หมายถึง ปริมาณธาตุอาหารแตละชนิดท่ีมีอยูในปุยน้ําหนัก 100 กิโลกรัม เชน ปุย

สตู ร 10-10-10 หมายความวา ปยุ นาํ้ หนัก 100 กโิ ลกรมั ใหธ าตไุ นโตรเจนหนกั 10 กโิ ลกรัม ธาตุฟอสฟอรัสใน
รปู P2O5 หนัก 10 กิโลกรัม และธาตุโพแทสเซียมในรปู K2O หนกั 10 กิโลกรมั

ปริมาณปุย อาจบอกเปน อันราสวนของธาตอุ าหารได เชน อัตราสวน 1:1:1 เหมาะสําหรับไมผล

ระยะท่มี ีการเจริญเติบโต หรือหลงั จากตัดแตงก่ิง ปุยอัตรา 1:2:1 หรือ 1:2:2 เหมาะสําหรับไมผลกอนระยะ
ออกดอกตดิ ผลหรือใกลเก็บเกยี่ ว
ตารางท่ี 1 ตัวอยา งปุย ที่ใหธ าตอุ าหารตางๆ

ตัวอยางปยุ ไนโตรเจน (%) ฟอสฟอรสั (%) โพแทสเซยี ม (%) แคลเซียม (%)

โพแทสเซียมไนเตรท (KNO3) 13-60 - 37-46 -
โซเดยี มไนเตรท 16
แคงเซยี มไนเตรท 20 - - -
ยเู รยี 42-46 - - 24
21 - - -
ไดแอมโมเนียมฟอสเฟต 11
โมโนแอมโมเนียมฟอสเฟต 13 50 - -
โพแทสเซียมไนเตรท - 48 - -
- 6 -
โมโนโพแทสเซยี มฟอสเฟต
52.2 34.6 -

การผสมปุยใชเองจะไดราคาถูกกวาการซ้ือปุยสําเร็จรูป เหมาะสําหรับพ้ืนที่มากๆ ท่ีตองการ
ประหยดั ตน ทุนการผลติ

ตัวอยางการคาํ นวณปยุ

ตัวอยางท่ี 1 ถาตองการผสมปุยสูตร 15-15-15 จํานวน 1 ตัน จากแมปุยตอไปน้ี จะตองใชยูเรีย 46%

ไนโตรเจน ดบั เบิลซูเปอรฟอสเฟส 45% และโพแทสเซียมคลอไรด 60% K2O อยา งละกี่กิโลกรมั

วธิ ีทาํ สูตรทตี่ อ งการ 15-15-15

หมายความวาปยุ ผสม 100 กก. ตองการ NO3 15 กก.

หมายความวา ปยุ ผสม 1000 กก. ตอ งการ NO3 15 x 1000 100= 150 กก.

ปุยผสม 1000 กก. ตองการ P2O5 และ K2O อยางละ 150 กก. ดวย
แต NO3 46 กก. มาจากยเู รยี 100 กก.

NO3 50 กก. มาจากยูเรยี 10046x 150 = 326 กก.

P2O5 45 กก. มาจากดับเบิลซเู ปอรฟ อสเฟส 100 กก.
P2O5 150 กก. มาจากดบั เบลิ ซเู ปอรฟอสเฟส 10045x 150 = 333.33 กก.

K2O 60 กก. มาจากโพแทสเซียมคลอไรด 100 กก.
K2O 150 กก. มาจากโพแทสเซียมคลอไรด 10060x 150 = 250 กก.

ตอบ ในปยุ ผสมจํานวน 1 ตนั ทท่ี าํ ข้ึนตอ งข้เี ลอ่ื ย หรอื วัสดอุ นื่ เขาไปอกี 91.73 กก.
1000 – (325 + 333.33 + 250) = 326 กก.
ใชย เู รยี = 333.33 กก.
ดับเบลิ ซเู ปอรฟ อสเฟต = 250 กก.
โพแทสเซยี มคลอไรด =

ตวั อยางที่ 2 จงคาํ นวณปยุ สูตร 5-10-10 จํานวน 2 ตัน จากแอมโมเนียซลั เฟต ปุย โมโนแทสเซียมฟอสเฟต
และโพแทสเซียมคลอไรด

วิธที ํา ปุยสูตร 5-10-10 จาํ นวน 2 ตนั หมายถึง ตองการ

NO3 51x002000 = 100 กก.

P2O5 1010x02000 = 200 กก.

K2O 101x002000 = 200 กก.

NO3 21 กก. มาจากแอมโมเนียมซลั เฟส 100 กก.
NO3 100 กก. มาจากแอมโมเนยี มซลั เฟส 1002x1 100 = 476.19 กก.

P2O5 52.2 กก. มาจากโมโนโพแทสเซยี มฟอสเฟต 100 กก.
P2O5 200 กก. มาจากโมโนโพแทสเซยี มฟอสเฟต 20052x.2150 = 383.14 กก.

K2O 60 กก. มาจากโพแทสเซียมคลอไรด 100 กก.
K2O 67.44 กก. มาจากโพแทสเซียมคลอไรด 100 x 67.44 = 112.40 กก.

60

ตอบ แอมโมเนียมซลั เฟต 476.19 กก.
โมโนโพแทสเซียมฟอสเฟต 383.19 กก.
โพแทสเซยี มคลอไรด 112.40 กก.
ทราย หรอื ข้เี ล่ือย 1028.27 กก.

เทคโนโลยีการใหปุย กับพชื ผัก
การใชปุยใหไดผลดีกับพืชผักข้ึนอยูกับปจจัยหลายประการ เชน ชนิดของดิน และการบํารุงดิน
ชนดิ ของพืชและวธิ กี ารเพาะปลกู ภมู อิ ากาศและฝน นอกจากนี้ยงั มีระบบการทําฟารม ระบบการปลูกผัก และ
ปจจัยสําคัญคอื มผี ลผลิตสงู -ต่ํา ซงึ่ จะเชอื่ มโยงไปถึง ผลกําไร-ขาดทุนของผูปลูกผักเปนอาชีพเขามาเกี่ยวของ
อยดู ว ย ปจ จัยตางๆ ดงั กลา วมานอ้ี าจแตกตางกันไดตามสภาพของพ้ืนท่ี สภาพของสวนผักแตละแหง ดังนั้น
ปจจัยเหลานี้จะมีผลตอการใชปุยอยางไรน้ันจะประเมินจาก 2 ทาง คือ จากประสบการณของเกษตรกร
ทางหนง่ึ และจากผลการทดลองของนักวิชาการอกี ทางหนึ่ง นักวชิ าการและนกั สง เสรมิ มีหนา ทเ่ี ผยแพรความรู
จากผลการทดลองสูเกษตรกร ถายทอดเทคโนโลยีการใหป ยุ ตลอดจนฝก อบรมเกษตรกรเร่ืองการใหปุยอยางถูกวิธี
เพอ่ื ใหพชื นาํ ไปใชสรางการเจรญิ เตบิ โตอยา งมีประสทิ ธภิ าพ

ประเทศท่ีเทคโนโลยีการปลูกพืชพัฒนาและกาวหนาไปมากแลว มีผลงานวิจัยดานการใหปุยพืช

แตล ะชนดิ รายงานไวโดยละเอียดเกี่ยวกับปริมาณปุย วิธีการใสปุย ระยะเวลาที่เหมาะสมในการใหปุยกับพืช
แตใ นประเทศไทยรายงานวจิ ยั ดงั กลาวและเอกสารอา งอิงมีนอ ยมาก

ปจ จัยทางเดินท่มี อี ิทธิพลตอการใหป ยุ ปจจยั อนั เนือ่ งมาจากกินที่มอี ิทธิพลตอ การใหป ุยมีดงั นี้ คือ

1. ธาตอุ าหารทีจ่ าํ เปน แกพ ืช
2. ความเปนกรดเปน ดา งของดนิ
3. ช้ันของดินท่นี าํ้ ซมึ ผานไมสะดวกมีบางหรือไม

4. ลกั ษณะของเนอื้ ดิน
5. ลักษณะของดินถกู เซาะพังไดงายหรือไม ความลาดเอียงของพื้นที่มีผลตอ การชะลางหนา ดินและ
ปุยอยา งไร

6. สภาพการระบายน้ําดหี รอื เลวอยา งไร เมื่อฝนตกติดตอกันหลายวันสามารถระบายน้ําออกจาก
แปลงปลกู ไดหรือไม

7. การจดั การบํารงุ ดนิ อยา งถกู ตอ ง

ปยุ ท่เี กษตรกรผูปลกู ผกั นิยมใช
เกษตรกรผปู ลูกผักนิยมใชปยุ วทิ ยาศาสตร คือ ปยุ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม เปนปยุ หลัก
โดยมกี ารนําเขาปุยจากตางประเทศในเดือนมกราคม 2538 เปนจํานวนถึง 221,924.699 เมตริกตัน เกษตรกร

ผูปลูกผักสวนใหญท่ีปลูกผักเปนการคาใชปุยไนโตรเจน ประมาณ 20-30 กก./ไร/ครั้ง ผักกินใบ เชน คะนา
มีอายุเก็บเก่ียวเร่ิมต้ังแต 45-50-55-60 วัน จะใสปุยยูเรีย 2-3 ครั้ง อัตราประมาณ 30 กก./ไร โดยใส
ตามความเคยชนิ มิไดเ นน เรอ่ื งการวิเคราะหดินและปริมาณแรธาตุจําเปนที่พืชแตละชนิดนําไปใชในการสราง

การเจริญเติบโต นอกจากน้ี ประเทศไทยยังละเลยเรื่องการบํารุงดินอยางถูกวิธี โดยไมทําลายสภาพแวดลอม
ซ่ึงจาํ เปนตองมงี านวิจยั สนับสนนุ แตปจ จบุ นั หาเอกสารอางองิ ไดย าก

โดยสรุปแลว ปุยทีเกษตรกรผปู ลูกผักนยิ มใช คือ 21-0-0, 46-0-0, 15-15-15, 16-16-16, 17-17-17,

13-13-21
ตารางที่ 2 อัตราการใหปุยไนโตรเจน ฟอสฟอรสั และโพแทสเซียม สาํ หรับผกั ชนิดตางๆ (กิโลกรัม/เฮกตาร/

6.25 ไร) (Weir และ Cresswell , 1993)

พืช ปยุ รองพน้ื K ปยุ แตง หนา

บที รทู , แครอท NP 40-60 N
หอมหวั ใหญ 0-50
มันฝรงั่ 30-60 60-80 30-40
ถัว่ 25-50 20-40 0-80 25
กะหลาํ่ ปลี 40-80 100-150 30-40 30
กะหลํ่าดอก 20-40 30-60 50-70 25-40
ผกั กาดหอม 30-50 50-80 30 (ใส 1-2 ครั้ง)
แตงกวา , ฟกทอง 80-120 80-100 30-120 40
มะเขอื เทศ 40-80 40-60 0-50 35 (ใส 1-2 คร้ัง)
30-60 50 0-50 20-25
30-50 40-60 30 (ใส 2-3 คร้งั หลงั ติดผลแลว )
0-60

จะเห็นไดวา ตองศึกษาสภาพความอุดมสมบูรณของดินในภาคตางๆ ของประเทศเสียกอนและ
ศกึ ษาวา จุดที่จะปลูกพืชผักนั้นเปนอยางไร แลวนํามาเปรียบเทียบกับคําแนะนําวาจะใหปุยใหเหมาะสมตอ
สภาพแวดลอม ณ จดุ นน้ั ๆ อยางไร จงึ จะไดผ ลผลิตสงู คมุ คาการลงทุน เชน กรุง (2537) แนะนําวาการใหปุย
มะเขือเทศทปี่ ลูกในภาคกลาง เชน จงั หวัดนครปฐม กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ควรใชปุยรองพื้นสูตร 15-15-15
อัตรา 30 กก./ไร รองกนหลุมพรอมปุยคอกหรือปุยหมักอัตรา 2,000 กก./ไร และโบแรกซ 4 กก./ไร
ปุยแตงหนาครั้งท่ี 1 (อายุ 7-10 วัน) สูตร 46-0-0 หรือ 21-0-0 อัตรา 10-20 กก./ไร ปุยแตงหนาครั้งที่ 2
(อายุ 21-25 วัน) ปุยสูตร 15-15-15 อัตรา 30 กก./ไร ปุยแตงหนาครั้งท่ี 3 (อายุ 40 วัน) สูตร 13-13-21
อตั รา 30 กก./ไร สาํ หรับมะเขือเทศพันธุสีดาทิพย 1 สีดาทิพย 2 สีดาทิพย 3 และพันธุลูกผสมสีดาทิพย 91
จํานวนตนปลูก 3,500 – 4,000 ตนตอ ไร

ปญ หาการปลกู ผักบางชนิดทีเ่ กดิ จากปยุ และการแกไข
พชื ผกั มอี ายสุ นั้ และตอ งการปยุ มาก เมอ่ื ปลกู ผกั ในดนิ แลว และใสป ุยไมเพยี งพอ พชื จะแสดงอาการ
ขาดใหเหน็ ในเขตท่มี ฝี นตกชุด มีการชะลา งสงู มาก จงึ มกั พบพืชแสดงอาการขาดธาตไุ นโตรเจน สาํ หรับอาการ
ขาดธาตุรองที่พบเสมอในพืชผัก ไดแก อาการขาดธาตุแมกนเี ซยี มแคลเซยี ม โบรอน และโมลิบดีนัม สวนธาตุท่ี
มกั พบวามีมากเกินไปจนเปน อนั ตรายตอพชื คอื คลอไรดโ ซเดยี ม แมกนเี ซียม และอะลมู ินมั
ปญหาในการปลกู ผกั จะมเี พิ่มข้นึ ในกรณีทีด่ ินเปนกรด ในบางแหงเกดิ อาการเปนพิษของแมงกานีส
และอะลมู เิ นียมเม่ือดนิ เปน กรดจดั หรือเกดิ การขาดธาตแุ มกนีเซียมและแคลเซียม ซ่ึงตามปกติเมื่อธาตุอาหาร
มคี วามไมส มดลุ การเจรญิ เติบโตของพืชก็มปี ญหา

2.4 การปราบศัตรูพชื
การเพาะปลกู และการผลติ พืชผกั ไมดอก - ไมป ระดับ กลว ยไม ตลอดจนไมผลนั้น ไมวาผูปลูกมีความ

ประสงคจะปลกู ไวประดบั บา นเปนพืชสวนครวั แปลงรวบรวมพนั ธุ หรือปลูกเปนการคาก็ตามจะมีอุปสรรคใน
การเพาะปลูกที่สําคัญ คือ มีโรคตางๆ และแมลงศัตรูพืชรบกวน ทําใหผลผลิตตกต่ําไมไดคุณภาพ เชน ผักมี
แมลงรบกวนกัดกิน ทําใหใ บแหวงเปน รู ในผลมะเขอื เทศมหี นอนกดั กนิ อยูภายในผล โรคแอนแทรกโนสทําลาย
ผวิ ของมะมว งทําใหเกดิ จดุ สนี าํ้ ตาลดํา ทาํ ใหขายผลผลติ ไมไดราคา สําหรับแมลงศตั รพู ชื ในธรรมชาตมิ อี ยหู ลาย
ชนิด ซ่ึงจะทําความเสียหายแกพืช แมลงบางชนิดระบาดไดรวดเร็วมากถาไมสามารถปองกันและกําจัดได
กจ็ ะเปนอันตรายตอ พืช ทาํ ความเสียหายทางเศรษฐกจิ มาก

การควบคุมศตั รพู ืช แบงเปน 2 วิธใี หญๆ บรรพต (2524) ไดอธบิ ายไวดงั นี้
1. วิธีธรรมชาติ (natural control) เปนวิธีการท่ีปลอยใหเกิดข้ึนเองตามธรรมชาติ โดยมนุษยไมมี
บทบาทใดๆ ทัง้ สิน้ แมลงหรือจุลนิ ทรยี ม กี ารเตบิ โตขยายพันธตุ ามสภาพแวดลอมท่ีเหมาะสม และมีโอกาสถูก
ศัตรูธรรมชาติทําลาย ซึ่งเรียกวา “สมดุลทางธรรมชาติ” (balance of nature) ปรากฏการณนี้ดําเนิน
ตดิ ตอกันไปโดยธรรมชาติ
2. วิธปี ระยุกต (applied control) เปนวิธีที่มนุษยคิดคนและหาทางปราบศัตรูดวยวิธีการตางๆ เชน
การใชกบั ดัก วิธีการเพาะปลูก การใชสารเคมีปราบศัตรูพืช ฯลฯ
วิธีการปราบศัตรพู ืชทน่ี ิยมใชกันแพรห ลายมาก คือ การใชสารเคมี ไดแ ก สารกาํ จดั แมลงชนิดตา งๆสาร
กําจัดเช้ือรา แบคทีเรีย ซึ่งเม่ือใชไปนานๆ เขา โรคและแมลง จะดื้อยาจึงจําเปนตองใชสารที่มีความเขมขน
เพิ่มข้ึนและพนถมี่ ากขึน้ ทาํ ใหเปน อันตรายตอ ผพู น สาร และมีสารปนเปอนสะสมในสภาพแวดลอม เชน ในดิน
ลําคลอง และในบรรยากาศ ซ่ึงเปนอันตรายตอมนุษยและสิ่งมีชีวิตอ่ืนๆ ยิ่งนานวันสภาพการสูญเสียของ
ทรพั ยากรธรรมชาติก็ยงิ่ เพิม่ มากขน้ึ จนกระทบตอชวี ิตประจําวันของมวลมนุษยในโลก ทําใหนักวิทยาศาสตร
หันมาคนควาวิจัย เพอื่ หาวิธปี ราบศัตรูพืชทกี่ อ ใหเ กดิ ผลเสียนอ ย โดยวธิ ีธรรมชาตเิ ขา มารวมดวย

2.4.1 การปราบศัตรูพชื โดยธรรมชาติ (Natural control)
ปจจัยสําคัญของการควบคุมแมลงในธรรมชาติ ไดแก สภาพดินฟาอากาศ สภาพทางภูมิศาสตร

ตัวหา้ํ - ตวั เบียน โรคของแมลงและโรคพืช สภาพภูมิศาสตร ประกอบกบั สภาพดิน น้าํ อากาศ สามารถควบคุม
ประชากรของแมลงได เชน ในเขตข้วั โลกเหนือมีหิมะปกคลุมเกือบตลอดป อากาศหนาวเย็นมาก อุณหภูมิต่ํา
กวาศนู ยองศาเซลเซียส สภาพเชนน้ีทําใหแมลงหลายชนิดไมสามารถเจริญเติบโตและสืบพันธุได นอกจากน้ี
แนวภเู ขา ทะเลสาบ แมนา้ํ ลําธาร ฯลฯ กเ็ ปนสิ่งกีดขวางการแพรร ะบาดของโรคและแมลงไดเชน กัน

โรคของแมลงในธรรมชาตหิ ลายชนดิ เปน ตวั ทาํ ลายศัตรพู ืชโดยธรรมชาติ ปจจัยตางๆ ท่ีกลาวมา
ขางตนตองถือวาธรรมชาติไดใหวิธีการท่ีจะรักษาสมดุลของธรรมชาติไว ถามนุษยไมไปทําลายวิธีธรรมชาติ
เหลา นี้ อนั ตรายจากศตั รพู ชื ก็จะเกดิ นอยลง อยใู นสภาพทีย่ อมรับได ดังนั้น ทุกคนจึงสมควรตองชวยกันรักษา
สภาพของธรรมชาติใหค งอยูไ วใ หไดม ากทีส่ ุด เพ่อื ประโยชนของมวลมนุษยน่ันเอง

2.4.2 การปราบศตั รูพชื โดยวิธปี ระยุกต (Applied Control)
การปราบศัตรูพืชโดยวิธีประยุกตน้ัน มนุษยเปนตัวการสําคัญในการคิดคนหาวิธีการตางๆ

เน่อื งจาก ในการผลติ พชื เปนการคาน้ัน วิธีทางธรรมชาติแตเพียงอยางเดียวไมสามารถควบคุมประชากรของ
แมลง และการระบาดของโรคได เพราะผูบรโิ ภคตองการสินคา ทมี่ ลี ักษณะสวยงาม ปราศจากรอ งรอยของแมลง
และโรครบกวน มนุษยจงึ จาํ เปนตองใชวธิ กี ารตา งๆ ดงั ตอไปน้ี คอื

1) การควบคมุ โดยวิธีเขตกรรม
2) การควบคมุ โดยวิธีกายภาพ
3) การควบคุมโดยวิธกี ล
4) การควบคมุ โดยสารเคมี
5) การควบคุมโดยชวี วิธี
6) การควบคมุ โดยการใชจ ลุ นิ ทรีย
7) การควบคุมโดยวิธีพนั ธกุ รรม
8) การควบคุมโดยวธิ ีผสมผสาน
2.4.3 การควบคุมโดยวิธเี ขตกรรม
การควบคุมโดยวิธีเขตกรรม ไดแก การจัดการแปลงปลูก การปลูกพืชหมุนเวียน การทําลาย
แหลงสะสมโรค การเลอื กสถานที่ผลติ ทีป่ ลอดโรค - แมลง การเลือกฤดูกาลผลติ ท่ปี ราศจากโรคและแมลง และ
การใชพันธตุ านทาน ตวั อยา งทีเ่ หน็ ไดช ัดเจน คือ ทีอ่ าํ เภอดาํ เนนิ สะดวก จงั หวดั ราชราชบรุ ี ซ่ึงเปนแหลง ผลิตไม
ผล พชื ผัก และดอกไมท ่สี ําคัญของประเทศไทย เกษตรกรจะมคี วามรูใ นเรื่องการจัดการแปลงปลูก การปลูกพืช
หมุนเวยี น และการทาํ ลายแหลง สะสมโรค โดยจัดทาํ แปลงปลูกยกเปนรอง มีรองระบายน้ําและใชน้ํารดพืชได
ทําคันสูง 1.5 - 2 เมตร เพ่ือควบคุมปริมาณนา้ํ คือ ไขนํ้าเขาแปลงเม่ือตองการใชน้ํา และระบายน้ําออกในฤดู
น้ําหลาก (ตลุ าคม - พฤศจกิ ายน) เม่อื จดั การแปลงปลกู ไดเ หมาะสม พืชเจริญเติบโตไดดีและแข็งแรงสามารถ
ตอสูกบั ศัตรทู ี่มารบกวนได การปลูกพืชชนิดเดียวในท่ีเดิมซ้ําๆ ติดตอกันเปนเวลานาน เชน ปลูกพริกรวมกับ
หอมแดงตดิ ตอกนั นานมากกวา 30 ป ทําใหปราบหนอนหลอดหอมและโรคของพริก (โรคกุงแหง โรคราเม็ด
ผกั กาดฯ) ไมไ ด เกษตรกรจงึ เลิกปลูกพรกิ และหอมแดง แตเปล่ียนเปนปลูกมันเทศและพืชตระกูลแตงสลับกับ
พืชตระกลู ถ่วั เกษตรกรจงึ ไดใ ชประโยชนข องการปลูกพืชหมุนเวยี นเพือ่ หลกี เล่ียงโรค - แมลง เกษตรกรแตละ
รายเม่ือปลูกพืชหมุนเวียนเปนเวลานาน 2 - 3 ป ก็จะวางแผนการปลูกพืชเพ่ือใหเก็บเก่ียวเสร็จในชวงฤดู
นาํ้ หลาก แลว ปลอ ยใหนาํ้ ขงั ทวมแปลงสงู จากระดบั แปลงปลูกประมาณ 1 เมตร ใหน ํ้าทว มแปลงนานประมาณ
1 เดอื น จึงระบายนํ้าออก ตากดินประมาณ 1 - 2 สัปดาห วิธีการเชนน้ีสามารถปราบแมลงและโรคที่สะสม
ในดินไดหลายชนดิ ซง่ึ ทงั้ 3 วิธี ดงั กลา วมาแลว นนั้ เกษตรกรท่อี ําเภอดาํ เนินสะดวกยังใชอ ยูในปจจุบันน้ี

สําหรับการเลือกสถานที่ผลิต และเลือกฤดูกาลผลิตท่ีปราศจากโรและแมลงนั้น เปนวิธีหน่ึงท่ี
สามารถใชไ ดดกี บั มะเขอื เทศ เม่อื ประมาณ 15 ปทผี่ า นมา มกี ารสง เสรมิ ใหเกษตรกรทีอ่ าํ เภอฝาง จงั หวัดเชียงใหม
ปลูกมะเขอื เทศ เพื่อสง ใหโ รงงานอาหารหลวงฝาง ภายใตโ ครงการหลวงโดยจะปลกู หลังจากการเกี่ยวขาวเสร็จ
ในเดอื นพฤศจิกายน จึงทาํ การเพาะกลา ทะเขือเทศประมาณกลางเดือนตลุ าคมและยายปลกู เมอ่ื กลา มีอายุ 25 -
30 วัน พบวา ประมาณปลายเดือนธันวาคม - ตนเดือนมกราคม มีโรค late blight (phytophthora
infestan) ระบาดรุนแรงมาก เนื่องจาก สภาพแวดลอมเหมาะสม คือ อุณหภูมิประมาณ 8 - 15ซ. และมี
หมอกจัดมาก ถา เลื่อนระยะเวลาเพาะกลา เปนกลางเดือนพฤศจกิ ายน - ตน เดือนธันวาคม ก็พอท่ีจะหลีกเลี่ยง
โรค late blight ได แตก็ยังไดรับความเสียหายสูงในบางป ขณะที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เชน จังหวัด
ขอนแกน อุดรธานี สกลนคร หนองคาย นครพนม ไมมีโรค late blight รบกวน โครงการหลวงจึงไดสราง
โรงงานผลติ นา้ํ มะเขอื เทศเขม ขน (tomato paste) ทตี่ ําบลเตางอย จังหวัดสกลนคร ตอมาจึงเลิกผลิตมะเขือ
เทศท่ีอาํ เภอฝาง เพราะไมส ามารถตอสูกับโรค late blight ได ปจจุบันการผลิตมะเขือเทศท่ีจังหวัดสกลนคร
ของโครงการหลวงยังคงดําเนินการอยู แตในภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบวาโรค bacterial wilt
(psuedomonas solanacearum) เปนโรคที่สําคัญของมะเขือเทศ อาจารยถาวร โกวิทยากร จาก
มหาวิทยาลัยขอนแกน ไดผสมพันธุมะเขือเทศพันธุ TW3 ซึ่งเปนพันธุตานทานโรค bacterial wilt แตมีผล
ลักษณะน่ิม ตองปลูกใกลๆ โรงงานจึงจะไดผลดี ถาปลูกไกลโรงงานจะเสียหายขณะขนสงกอใหเกิดความ
เสียหายมาก ดงั นน้ั การใชพันธตุ า นทานกเ็ ปน อีกวิธีหน่ึงในการเขตกรรมเพื่อหลีกหนีโรค ถาหาพันธุตานทาน
โรคและแมลงไดจะเปนวิธีท่ีไดผลคุมคามาก ดังนั้น เกษตรกรจึงตองเสาะแสวงหาพันธุตานทานเพื่อนํามา
ทดสอบอยูเสมอ

2.4.4 การควบคุมโดยวธิ กี ายภาพ
การทาํ ลายแมลงศัตรูพชื และโรคพชื ทางกายภาพ เชน ความรอน ความเย็น ความช้ืน พลังงาน

แสง เสยี ง หรือคล่ืนวิทยุ จะตองใชเคร่ืองมือหรืออุปกรณท่ีมีราคาแพง ซ่ึงไมเหมาะท่ีจะใชในการผลิตสินคา
ปจ จบุ ันทที่ ําเปน การคา มีอยูนอยชนิด เชน ใชพ ลังงานจากแสงแดดตากดินไว 3 - 7 วัน กอนไถพรวนใชความ
รอ น เชน ไอนา้ํ อบดนิ ปลกู เครอ่ื งปลกู เพ่ือฆา เชื้อโรคในดิน ใชกับไมกระถางใชน้ําอุนอุณหภูมิ 45ซ แชเมล็ด
ผักนาน 30 นาทีกอนนําเมล็ดไปปลูก การใชกับดักแสงไฟดักแมลงหลายชนิด เชน ผีเสื้อกลางคืนของ
หนอนกระทูห อม (หรอื เรยี กไดห ลายช่อื วา หนอนหลอดหอม หรือ หนอนหนังเหนียว (Spodoptera exigua)
หนอนใยผกั (Plutella xylostella) หนอนกระทผู ัก (Spodoptera litura) โสภณ และวิบลู ย (2537) รายงานวา
เกษตรกรในจังหวัดนครปฐมและราชบุรี ใชหลอดไฟแบล็คไลทตั้งไวดานใตลมบริเวณหัวแปรงหรือคันดิน
ลอมรอบสวน โดยตั้งหลอดไฟไวตามแนวนอน ใตหลอดไฟมีภาชนะใสน้ํารอนหรือน้ํามันต้ังไวใหหางจาก
หลอดไฟประมาณ 40 ซม. ในตอนกลางคืนเปดไฟลอแมลงไว ตอนเชามาตรวจดูจะพบวาแมลงหลายชนิด
โดยเฉพาะผีเสอื้ กลางคืนของหนอนกระทูหอม หนอนใยผัก ฯลฯ ตกอยูในอางน้ําจํานวนมาก ถาทําติดตอกัน
นาน 15 วัน จะเริ่มเห็นผลวา ประชากรของแมลงลดลง ทั้งน้ี ควรใชหลอดไฟแบล็คไลทลอแมลงเฉพาะชวงที่มี
แมลงระบาดมากเทานนั้ นอกจากน้ี การใชกบั ดักแสงชว ยลดประชากรของแมลงอาจจะจดั อยใู นวิธีควบคุมโดย
วธิ ีกลก็ไดเชน กัน

2.4.5 การควบคมุ โดยวธิ กี ล
การใชม ือจับแมลงปกแขง็ ทม่ี ากนิ ใบกหุ ลาบในตอนกลางคืนเปนวธิ กี ลแบบหน่งึ ทใี่ ชก บั การปลูก

กุหลาบเปน งานอดิเรกในสวนประดับบา น แตไ มส ามารถใชกบั แปลงปลกู ขนาดใหญได นอกจากนี้ ก็มีการสราง
สง่ิ กีดขวาง เชน ใชถ งุ กระดาษ ถุงพลาสติก หอผล เพื่อปองกันแมลงวันผลไม ในปจจุบันใชในแปลงปลูกเปน
การคาของเกษตรกรอยางแพรห ลายและไดผ ลเปน ทีพ่ อใจคมุ คา ตอ การลงทุน

การปลูกพืชผักในโรงเรือนตาขายไนลอนหรือโรงเรือนพลาสติกเริ่มมีการปฏิบัติเปนการคา
ในประเทศไทยเมอ่ื ประมาณ 5 ปท ีผ่ า นมา เน่อื งจาก ตองการปองกันแมลงขนาดใหญ และลดการระบาดของ
เช้ือโรคในฤดูฝน เกษตรกรนิยมปฏิบตั ิกันเปน การคาในโครงการผลติ ผักปลอดสารพษิ ผกั อนามัย และการผลิต
ไมดอกเมอื งหนาวของโครงการหลวง ในเขตที่สูงของเหนือที่ปลูกไมดอก เชน เบญจมาศ กุหลาบ คารเนชั่น
เพอ่ื ปอนตลาดในประเทศไทย ไดผ ลเปน ทีน่ า พอใจของเกษตรกรผผู ลิต

2.4.6 การควบคมุ โดยวธิ ีเคมี
การควบคมุ โดยวธิ เี คมี หรอื ใชส ารเคมีในการกาํ จัดแมลง เปน วิธกี ารที่ใชกันอยางแพรหลายและ

กวา งขวาง และในอนาคตกย็ งั คงตองใชกันตอ ไป สารเคมที นี่ ํามาใชในการควบคุมแมลงศัตรูพืชอาจเปนสารอนิ
นทรยี  หรือสารอินทรียซ่งึ มีตน กาํ เนดิ แตกตางกนั ไปอาจแยกเปน สารพวกออรกาโนคลอรีน ออรกาโนฟอสเฟต
คารบาเมท หรือสารที่มีกําเนิดจากพืช (บรรพต,2554, Oscar และ Donald 1980, กองกีฎและสัตววิทยา,
2535) การใชสารเคมีควบคมุ ศัตรูพืชมขี อ ไดเปรียบมากกวาวิธีอ่ืนๆ เพราะสามารถนํามาใชไดรวดเร็ว ทันตอ
เวลา และใหผ ลเปน ทีน่ าพอใจตามท่ีไดค าดคะเนไว ถามีการใชอยางถูกตองตามคําแนะนํา เน่ืองจาก ไดมีการ
ทดลองและทดสอบโดยบริษัทผูผลิตและนักวิชาการแลว แตผูผลิตหรือเกษตรบางรายตองการเห็นผลอยาง
รวดเร็วจึงใชปริมาณสูงกวาคําแนะนําในฉลาก ทําใหแมลงดื้อยาเพราะแมลงบางชนิดสามารถสรางความ
ตา นทานได แตว ิธนี ีม้ ีขอ เสียคือ ทาํ ลายศัตรธู รรมชาติ เชน ตัวหา้ํ ตัวเบียนไปดวย มีสารพิษตกคางสะสมในดิน
น้าํ บรรยากาศ ทาํ ลายสภาพแวดลอมใหเสอื่ มโทรม เชน ทอ่ี ําเภอดําเนินสะดวกมีการใชสารเคมีปราบศัตรูพืช
อยางแพรหลายมากและใชต ิดตอกันมาเปนเวลานาน ทาํ ใหมสี ารพษิ ตกคางในนาํ้ และดนิ สงู มาก

2.4.7 การควบคมุ โดยชวี วิธี
การควบคมุ พชื โดยชวี วธิ ี คอื การนําเอาศตั รูธรรมชาติตา งๆ ท่เี ปน ปจ จัยสําคญั ในการควบคมุ โดย

ธรรมชาติมาเพาะเลยี้ งขยายปรมิ าณแลวนาํ ไปปลดปลอ ยในแปลงปลูกพชื วธิ ีน้ีจะตองนาํ ศตั รูธรรมชาติ เชน ตวั
ห้าํ ตัวเบียน ซึ่งมอี ยูในธรรมชาติมาศกึ ษาจนทราบวิธีการเขาทาํ ลายศัตรพู ืช ทราบวงจรชีวิต และการขยายพันธุ
แลว จงึ นํามาใชป ระโยชนในการควบคุมศตั รูพืช ถาดําเนนิ การไดเ ปน ผลสาํ เรจ็ วิธีนีจ้ ะเปนวิธีการควบคุมท่ีถาวร
และย่งั ยนื ไมกอใหเกิดอันตรายตอ ผูปฏบิ ตั แิ ละสภาพแวดลอม

การควบคมุ ศัตรูพืชโดยชีววธิ เี พิ่งเร่ิมในประเทศไทยเมือ่ ไมนานมาน้ี หนว ยงานของรฐั ทท่ี าํ หนา ทนี่ ี้
คอื ศูนยว ิจยั ควบคุมศัตรพู ชื โดยชีวนิ ทรียแหงชาติ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร ตู ป.ณ. 9-52 กรุงเทพฯ 10900
สํานักงานคณะกรรมการวิจัยแหงชาติ และมีหองปฏิบัติการที่วิทยาเขตกําแพงแสน จังหวัดนครปฐม
การควบคมุ ศัตรพู ชื โดยชีววธิ ใี นประเทศไทย การดําเนินงานยังชากวาประเทศอ่ืนมาก เพราะขาดนักวิชาการ
ในสายงานนี้และยังมิไดรับการสนับสนุนอยางจริงจังจากรัฐบาล (บรรพต, 2522) และการศึกษาเร่ือง
ตัวหํ้า - ตวั เบยี นเปนเพียงงานวจิ ัยเทาน้นั ยังไมม ีการเพาะเล้ยี งในปริมาณมาก เพอ่ื นาํ ไปปลดปลอยในแปลงปลกู พชื

2.4.8 การควบคุมโดยการใชจลุ ินทรยี 
การควบคุมแมลงศัตรูพืชและโรคพืชโดยการใชจุลินทรียตางๆ ซึ่งเปนสาเหตุที่ทําใหเกิด

โรคระบาดในแมลง เชน การใชเ ชือ้ รา แบคทีเรีย ไวรัส หรือไสเดิอนฝอย นับวาเปนการควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธี
เชนกัน เชน การใชเ ชอ้ื ไวรสั NPV ควบคุมหนอนกระทหู ลอดหอม ซ่งึ มหี นว ยงานของกรมวิชาการเกษตร และ
มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร วทิ ยาเขตกําแพงแสนเปนหนวยงานรับผดิ ชอบในการผลิต เพ่อื แจกจายใหเ กษตรกร
หรอื ขายในราคา 800 บาทตอกิโลกรัม อยา งไรกต็ าม ยงั เปน งานที่อยใู นขน้ั วจิ ยั และนาํ ออกเผยแพรส เู กษตรกร
โดยหนวยงานของรัฐ ยงั มไิ ดมกี ารผลติ เปนการคาไดในอนาคตอันใกลน ี้

สวนเชื้อแบคทีเรีย (Bacillus thuringiensis) หรือที่เรียกชื่อยอวา B.T. มีขายอยางแพรหลาย
เปน การคาแลว เช้อื Bacillus thuringiensis ใชไดผ ลดีกบั แมลงศตั รูพชื เชน หนอนเจาะสมอฝาย หนอนกระทู
หนอนใยผกั หนอนคบื กะหลาํ่ ดวงหมดั ผัก (กองกฎี และสตั ววทิ ยา, 2535)

2.4.9 การควบคุมโดยวธิ พี นั ธกุ รรม
ไดม กี ารนําหลักพนั ธุกรรมมาใชป ระโยชนในการควบคมุ แมลง 2 แนวทาง คอื การทําใหแ มลงตวั ผู

เปน หมัน ไมสามารถสบื พันธตุ อ ไปได แลวนําแมลงที่เปนหมันนไ้ี ปปลดปลอ ยในธรรมชาติใหแขงขันในการผสม
กับตัวเมยี ปกติ ทําใหต วั เมยี เหลา นนั้ ไมวางไข หรือไขไ มสามารถฟก ออกมาเปน ตวั ไดเ พอ่ื ลดประชากรของแมลง
อกี แนวทางหนง่ึ คอื ใชห ลักพันธกุ รรมสรางภมู ิตานทานโรคและแมลงใหแกพ ชื เศรษฐกิจ ปจจุบนั ในตางประเทศ
ไดแ ก สหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุน ไดสรางพันธุพืชตานทานโรคหลายชนิด และมีเมล็ดพันธุหรือทอนพันธุ
ขายเปนการคาอยางแพรหลาย เชน มะเขือเทศตานทานโรค Fusarium wilt race 1 (Fusarium
osysporium) ไดแก พันธุ Manapal, Campbell 28, Tropic - Red, Anahu, Romaa VF (Yang, 1979)
เน่อื งจาก การใชสารเคมีปราบ Fusarium wilt ไมไดผ ลจําเปน ตองใชพ นั ธตุ านทานจึงจะสามารถตอสูกบั โรคนี้ได

2.4.10 การควบคมุ โดยวธิ ผี สมผสาน (การควบคมุ โดยการรวมวธิ )ี
บรรพต (2524) อธิบาย การรวมวิธีการควบคุมแมลงศัตรูพืชแบบตางๆ เพื่อนํามาใชในเวลา

และสถานทเี่ หมาะสมใหเขากันได คือ การควบคุมโดยการรวมวิธี แตเดิมการควบคุมโดยการรวมวิธีหมายถึง
การควบคุมโดยการใชสารเคมคี วบคูไปกับชวี วิธี ซง่ึ ในปจจุบนั นไ้ี ดข ยายตวั ออกไปกวา งขวางมาก โดยนําวิธีการ
ตา งๆ ในการควบคมุ ศตั รพู ชื ที่กลาวมาแลวขางตนมาปรับใชรวมกัน เพื่อกอใหเกิดผลเปนที่นาพอใจและมีผล
คุมคาทางเศรษฐกิจ ซ่ึงภาษาอังกฤษ เรียกวา Integrated Pest Control (IPC) แตการที่จะนําวิธีการปราบ
ศัตรูพืชหลายๆ แบบมารวมกันจะเก่ียวของกับปจจัยหลายอยาง รวมท้ัง ผูปฏิบัติงานซ่ึงมีหลายฝาย คือ
นักวชิ าการ นักสง เสรมิ การเกษตร ผูผลิต บริษัทเอกชนตางๆ ตลอดจน นโยบายของรฐั บาลซ่งึ ทําหนาท่คี วบคุม
สารเคมีกาํ จัดแมลง บริษทั ผแู ทนจาํ หนา ยสารปราบศตั รพู ชื และผูบ รโิ ภคท่ีตอ งการซื้อสินคาที่ปราศจากสารพิษ
เจอื ปน ปจ จยั ตา งๆ และบคุ ลากรตางๆ ลวนมีบทบาทที่แตกตางกนั จะมาทาํ งานรว มกันไดอยางไร ในปจจุบันน้ี
จงึ เรยี กวา การบริหารศตั รพู ืช (Pest Management) หรอื การบริหารศตั รูพืช แบบบูรณภาพ หรอื การบรหิ าร
ศัตรพู ชื แบบผสมผสาน (Integrated Pest Management มชี ื่อยอ วา IPM)

ความหมายของการบรหิ ารศัตรูพืชแบบผสมผสาน คือ การเลือกวิธีท่ีจะนํามาใชรวมกัน และ
การนําไปใช ซ่ึงวิธีการควบคุมศัตรูพืชนี้ไดมีการคาดการณถึงผลท่ีจะติดตามมาเปนอยางดีแลว ท้ังทางดาน
เศรษฐศาสตร นิเวศวิทยา และสังคมศาสตร การบริหารศัตรูพืชแบบผสมผสานจะใชวิธีการควบคุมโดย
ธรรมชาติใหม ากท่ีสุด ซ่งึ รวมไปถงึ ปจจัยตางๆ ทางดานสภาพดนิ ฟาอากาศ และศัตรูธรรมชาติอื่นๆ รวมไปถึง
ตวั ห้ํา ตวั เบยี น และเช้ือโรคของศัตรพู ชื ชนดิ นนั้ ๆ สว นวิธีการควบคมุ ทม่ี นษุ ยคิดคนข้ึนมาน้ันจะนํามาใชตอเมื่อ
มีความตอ งการท่จี ะควบคุมระดบั ประชากรของศตั รพู ชื ไมใหสูงเกินกวาระดับที่มนุษยพอจะยอมรับได เมื่อได
พิจารณาอยางแมนยําแลว ทั้งทางดานศักยภาพของความเสียหายและคาใชจายในการควบคุมทางดาน
นเิ วศนวิทยา เศรษฐศาสตร และสงั คมวทิ ยา (บรรพต,2529)

Powell. และ Lindquist (1992) ไดแนะนําภาคปฏิบัติของ IPM ท่ีสามารถนําไปใชในทาง
การคา ได และเกษตรกรผูป ลกู ไมดอกของสหรฐั อเมริกาก็ใชบริการดานเมล็ดพันธุ เทคโนโลยีการปลูกดอกไม
การปราบศตั รูพืชของเขากันอยา งแพรห ลาย

ตัวอยางกิจกรรมของ IPM ในประเทศไทย
1. การสัมมนา เรอื่ ง IPM กบั การแกปญ หาศัตรพู ืชของประเทศไทย โดยสมาคมกีฏและสัตววิทยา
พฤศจิกายน 2535 (นีออน - 2536) ผูบรรยายพิเศษจากตางประเทศ ดร.จอหน ฮารเดน จากประเทศ
ออสเตรเลีย สรุปวา

- ภาคกลางของประเทศไทยใชสารเคมีปราบศัตรูพืชเฉลี่ยวันละ 3 วัน/คร้ัง เพื่อตองการ
ใหไดผลผลิตผกั ท่ีสวย ขายไดราคา และผลผลิตสูง

- จากประสบการณของผูบรรยาย ซ่ึงเดินทางไปยังประเทศตางๆ พบวา ผูใชสารเคมี
ยงั ไมเ ขาใจวธิ ีการใช และไมม คี วามรู ปญหาท่ตี ดิ ตามมาคอื แมลงดอ้ื ตอ สารกาํ จดั ศัตรูพชื

- ผใู ชส ารเคมตี อ งรูจ กั เลอื กใชเคร่อื งพนสารเคมใี หถูกตองจึงจะมปี ระสิทธิภาพสูง
- ขณะพนสารเคมีไมควรดื่มนํ้า สูบบุหรี่ รวมท้ัง ควรระวังเร่ืองสารเคมีท่ีเปนอันตรายตอ
ผิวหนังและตา ตองรจู กั วธิ ีปองกัน
ผูบ รรยายพเิ ศษอกี ทาน คือ ดร.เท็ตซึโอะ ไซโต สรุปไดวา การปราบหนอนใยผัก (diamond
black moth : Plutella xylosetella) ซ่งึ เปน ศตั รสู ําคัญของพืชผกั ควรใชว ธิ ีการของ
- ทําการขยายพนั ธุในหองทดลอง
- ใชส ารกาํ จดั แมลง
- ผลงานวจิ ัยการใชสารกาํ จัดแมลงชีวภาพ
- การทดลองภาคสนาม
- การเลอื กคณุ ภาพของวิธกี ารทดสอบโดยใชแ มลงศตั รูทางธรรมชาติ
- การใชกับดักเหนียวสเี หลอื ง
- ใชวธิ ีการจดั วงจรชวี ิตของแมลงในพื้นที่จรงิ
- วิธีระบบยอยหรือแบบจําลองท่มี คี ณุ คา
- ใชต าขา ยคลุมพชื ผกั ไว
- สรปุ จากการอภิปรายของผรู ว มสัมมนา (นักวิชาการและเอกชน)
- งานกําจัดศตั รูพืชจะตองไดรบั ความรว มมอื จากทกุ หนว ยงาน (รฐั เกษตรกร เอกชน)
- งานกําจัดศัตรพู ืชจะตองไดรับความรวมมือจากทกุ หนวยงาน (รฐั เกษตรกร เอกชน)
2. กรมวิชาการเกษตร เรื่องการใชไ สเ ดือนฝอยควบคุมดวยดว งหมัดผักในผกั กาดหวั (พฤกษา, 2534)
การควบคุมแมลงศัตรูพืชโดยชีววิธี คุณวัชรี สมสุข นักวิจัยจากกองกีฏและสัตวิทยา
กรมสงเสริมการเกษตร ไดประสบผลสําเร็จในการใชไสเดือนฝอย (Neoaplectana carpocapsae) ควบคุม
ดวงหมัดผัก (Phyllotreta sinuata) ในผักกาดหัว ณ แปลงปลูกของเกษตรกรแถบภาษีเจริญ กรุงเทพฯ
โดยพบวา แปลงผกั กาดหัวท่ใี ชไ สเดอื นฝอยมีการเจริญเตบิ โตดี สภาพของรากแทบไมม ีรองรอยการทําลายของ
ดวงหมดั ผัก เมือ่ เปรียบเทียบกบั แปลงที่ใชสารเคมี ซง่ึ มขี นาดรากเล็กกวา และมีรองรอยการทําลายของดว งหมดั
ผัก สว นแปลงทไ่ี มไ ดใชสารเคมีและไสเดือนฝอย ตนผักกาดหัวจะแคระแกร็น รากถูกทําลายมากจนแทบจะ
นําไปขายไมไ ด หรอื ตอ งขายในลักษณะตกเกรดซงึ่ ราคาถกู มาก ดว ยเหตนุ ้ี เกษตรกรจึงยอมรับวาไสเดือนฝอย
สามารถปราบดวงหมดั ผกั ในผกั กาดหัวไดดี อยา งไรก็ตาม นักวชิ าการไดสรุปวาจะตองทําการทดลองตอไปอีก
โดยเฉพาะอตั ราการใชไ สเ ดือนฝอย
นักวิชาการไดอธิบายลักษณะการทําลายของไสเดือนฝอยไวดังนี้ ไสเดือนฝอยบางชนิด
เปน ศตั รูของแมลงแตไ มเปนอันตรายตอมนุษย สัตว พืชอื่นๆ และส่ิงแวดลอม ไสเดือนฝอยจะเขาสูตัวหนอน
ตามรเู ลอื ดของแมลงแลว ขับถา ยเอาเช้อื แบคทเี รียชนิดหน่ึงออกมา เปนสาเหตุใหเลือดของหนอนที่อาศัยเปนพิษ
ทําใหหนอนตายภายใน 24 - 48 ชั่วโมง สวนไสเดือนฝอยจะเจริญเติบโต ขยายพันธุและวางไขในตัวของ
หนอนไสเ ดอื นฝอยรุน ใหมๆ ท่ีออกจากไขก ห็ ากินอยูในซากของหนอนนน้ั จนอาหารหมดจึงออกจากซากไปหา
แมลงอาศัยใหมตอ ไป

ไสเดือนฝอย (Neoaplectana carpocapsae) มีขายเปนการคา จัดจําหนายโดย บริษัท
เฮกซาเนมาติค จาํ กัด

3. กรมวชิ าการเกษตร อธิบดกี รมวิชาการเกษตร (นายมนตรี รุมาคม) ไดรายงานถึงงานวิจัย
และคาํ แนะนําเกยี่ วกบั IPM ดงั น้ี

- กรมวิชาการเกษตร กาํ ลงั ศึกษาวจิ ยั สารสกัดจากสะเดา ขา และตะไครหอม เพื่อใชกําจัด
แมลงศตั รูพชื และหาแนวทางการปองกนั กําจดั ศัตรูพชื โดยวธิ ีผสมผสาน

- กรมวชิ าการเกษตร ไดท ําการศกึ ษาและวจิ ัยเพื่อลดการใชสารเคมี โดยใชชีวินทรียในการ
ปราบศัตรูพืช และไดแนะนาํ การใชไปแลว คือ

- แบคทีเรีย Bacillus thuringiensis แนะนําใหใชในศัตรูปาลมนํ้ามัน สมเขียวหวาน พืช
ตระกูลกะหลา่ํ มะเขอื เทศ และหนอ ไมฝรั่ง

- ไสเ ดอื นฝอย แนะนําใหใ ชใ นศัตรูลิ้นจ่ี ลางสาด ลองกอง ลําไย และพชื ตระกูลกะหลา่ํ
- วสิ า (Nuclear Polyhydrodis Virus ชื่อยอ NPV) แนะนําใหใชใ นศัตรสู มเขียวหวาน องุน
พชื ตระกลู กะหลํา่ ถว่ั ฝกยาว ถวั่ ลันเตา หอมใหญ หอมแดง หอมแบง กระเทียม และกุหลาบ

หมายเหตุ คุณอทุ ัย เกตุนตุ ิ (นักวชิ าการกรมวชิ าการเกษตร กองกีฏและสัตววิทยา) กําลังถายทอดเทคโนโลยี
การผลิตเชื้อวิสา NPV ในเชิงการคาใหแกภาคเอกชน เนื่องจากภาคราชการ (กรมวิชาการเกษตรและ
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร) ผลิตเช้ือ NPV ในหองปฏิบัติการไดไมเพียงพอกับความตองการของเกษตรกร
ทปี่ ลูกพืชชนิดตา งๆ เชน หนอไมฝรง่ั องนุ สม เปนตน

4. กรมสงเสรมิ การเกษตร ไอ พี เอม็ กบั หนว ยงานปองกันและกาํ จดั ศัตรพู ชื ท่ี 4
หนว ยปองกันและกําจัดศตั รพู ืชที่ 4 มีงานครอบคลมุ พ้ืนท่ี 3 จังหวัด คือ กรุงเทพมหานคร

นนทบรุ ี และปทมุ ธานี รับผิดชอบงานพชื ไรและพชื สวน ดังน้ี
- ใหบริการดานสารเคมี เคร่ืองพนสารเคมีฟรี ในพ้ืนที่ที่มีศัตรูพืชระบาดมากและมี

พน้ื ทป่ี ลูกมาก
การปองกนั กาํ จัดศัตรูพืชโดยชีววิธี เชน ผลิตเชื้อ NPV ระดับภาคสนามแจกจายเกษตรกร

และถายทอดวิธกี ารตอเชื้อ NPV ใหเ กษตรกรไปดําเนนิ การเอง การควบคุมแมลงวนั ผลไมก บั ไมผล เชน มะมว ง
ชมพู พทุ รา กระทอน โดยเลย้ี งแมลงวนั ทองตง้ั แตต ัวเต็มวัยใหวางไขจ นโตเปนดกั แด แลวเอาดักแดไปฉายรังสี
เพ่ือใหเ ปนหมัน จากนนั้ ใหต ัวแกท่เี ปน หมันไปแขงขันผสมพันธกุ บั แมลงวนั ทองท่มี อี ยใู นธรรมชาติ ลูกทีอ่ อกมา
จะเปน หมันทาํ ใหล ดประชากรของแมลงวันทองที่มอี ยใู นธรรมชาติ ลูกทีอ่ อกมาจะเปน หมันใหล ดประชากรของ
แมลงวันทองลง และการใชไ สเดอื นฝอยกําจัดหนอนของพวกผีเส้อื กลางคนื

- การกาํ จดั ศัตรพู ืชแบบผสมผสาน (IPM)
- ใชสารสะเดาพนในแปลงขาวเพือ่ กําจดั เพลีย้ กระโดดสนี ้าํ ตาล
- ใชแสงไฟลอ แมลง รวมทง้ั ใชก ับดกั กาวเหนียวในแปลงปลูกผัก ปลูกพืชในมุงไนลอน
และใชไ สเดอื นฝอยพน ในแปลงผกั
- ใหค ําแนะนาํ เกษตรกรผูป ลกู ผักปลอดสารพษิ เรอื่ ง IPM และประสานงานกับเอกชน
ดา นการตลาดพืชผัก
- จากผลงานของกรมสง เสริมการเกษตร สรุปไดว า เกษตรกรพอใจวา IPM สามารถลด
ปรมิ าณการใชสารเคมีปราบศตั รพู ชื ไดม าก

5. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร ศูนยวิจัยพัฒนาพืชผักแหงเอเชีย ประเทศไทย (ปจจุบันชื่อ

ศูนยวิจัยพืชผักเขตรอน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร) วิทยาเขตกําแพงแสน ไดดําเนินโครงการถายทอด
เทคโนโลยีการปลูกหนอ ไมฝรงั่ หนอ เขยี วตอ กลมุ เกษตรกร ตาํ บลทงุ ขวาง อําเภอกําแพงแสน จังหวัดนครปฐม
ระหวางป 2530 - 3535 โครงการน้ีรับผิดชอบพ้ืนท่ีปลูกหนอไมฝรั่งประมาณ 2,000 ไร ศูนยวิจัยพืชผักฯ

ทําหนาที่ถายทอดเทคโนโลยใี หแกก ลุมเกษตรกร และยงั ชวยทําหนา ท่เี ปน พีเ่ ล้ียงใหกลมุ เกษตรกรดําเนินธุรกิจ
กับบริษัทเอกชนผสู ง ออกหนอ ไมฝ ร่งั 3 บริษทั (พรทิพย, 2534) ในการปลูกหนอไมฝ รง่ั พบวา หนอนกระทูหอม
(Spodoptera exigua) เปน ศตั รทู ่สี าํ คญั และปราบยาก เกษตรกรจงึ ใชส ารเคมีหลายชนิดและใชอัตราเพ่ิมขึ้น

มากกวาทฉ่ี ลากแนะนํา จนกระทัง่ ป 2534 - 2535 หนอนดื้อตอสาร Chlorfluazuron ซึ่งมีชื่อการคา อาทาบรอน
(Atabron 5% EC) (สารเคมชี นดิ น้ีมสี ารระงับการลอกคราบของหนอน และกรมวิชาการเกษตร แนะนําใหใช
ในอตั รา 20 มล.ตอนาํ้ 20 ลติ ร ฉดี พนทกุ ๆ 5 - 7 วัน) หนอนกระทูหอมจึงระบาดรุนแรงและรวดเร็วในพื้นท่ี

ปลกู หนอ ไมฝ ร่ังของภาคกลาง โดยเฉพาะพ้นื ทีท่ โี่ ครงการฯ รบั ผดิ ชอบประมาณ 2,000 ไร เกษตรกรไมสามารถ
เก็บผลผลิตสง ตลาดไดตามปกตใิ นชวงทาํ การเกบ็ เกยี่ วตอเนือ่ งกนั 2 - 3 เดือน ในขณะที่ตองเสียคาใชจายเปน
คาสารเคมีในการปราบหนอนกระทูหอมบางรายถึง 3,000 - 5,000 บาท/ไร ในชวงเวลาประมาณ 1 เดือน

มหาวิทยาเกษตรศาสตร ผูรับผิดชอบโครงการถายทอดเทคโนโลยีการปลูกหนอไมฝรั่งจึงไดทําหนาที่
ประสานงานและหาวธิ กี าร IPM เพ่อื ปราบหนอนหลอดหอม จากนักวจิ ัยเอกชน (ศูนยวิจัยพืชผักเขตรอน มก.
ศนู ยว ิจยั และโรงเรอื นปลูกพชื ทดลองวิทยาเขตกาํ แพงแสน มก.ศนู ยว ิจัยและสง เสรมิ การเกษตรแหง ชาติ วิทยา

เขตกําแพงแสน มก. กองกีฏและสตั ววิทยา
กรมวชิ าการเกษตร บรษิ ัท ไทยโทป จํากัด บริษัท อําพลฟูดส จํากัด และบริษัท อีสเทอร

ฟรุท จํากัด) แลวทําการถายทอดเทคโนโลยีและฝกอบรมการใช IPM ปราบหนอนหลอดหอมจนประสบ

ผลสําเรจ็ ดงั น้ี
- ฝก อบรมกลมุ เกษตรกร เรอ่ื งการใชส ารสะเดาปราบศตั รูพืช โดยเฉพาะหนอนหลอด

หอม ดร.ขวัญชัย สมบัติศิริ นักวิจัยภาคกีฏวิทยา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร ไดออกสํารวจแปลงปลูก

หนอไมฝรั่ง และทําการฝกอบรมกลุมเกษตรกรจํานวน 3 ครั้ง (ขวัญชัย, 2533 - 34) กรมวิชาการเกษตร
โดยคณุ ปย ะรตั น เขียนมีสขุ และคณะ ไดรวมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร ฝกอบรมกลุมเกษตรเกษตร
เรื่อง แมลงศัตรหู นอ ไมฝรั่ง เปน เรอ่ื งวงจรชีวิตของหนอนกระทหู อม และไดทําแปลงสาธิตการใชสารสกัดสะเดา

เชื้อวิสา NPV แบคทีเรีย และสารเคมีปราบหนอนหลอดหอม ณ แปลงเกษตรกร ตําบลทุงขวาง ผลงาน
แปลงสาธติ และการฝกอบรมเกษตรกรเปน ทีน่ าพอใจของผปู ลูกหนอไมฝรัง่ และบริษัทผูสง ออก

- ฝกอบรมกลุมเกษตรกร เร่ืองการใชเชื้อวิสา NPV โดยศูนยวิจัยและเรือนปลูกพืช

ทดลอง วทิ ยาเขตกาํ แพงแสน 3 คร้ัง กลุมเกษตรกรไดรับบริการแจกตัวอยาง NPV จาก กรมวิชาการเกษตร
และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร บางสว น และเกษตรตองซื้อเชื้อ NPV บางสวน แตปริมาณเชื้อวิสา NPV ของ
รัฐมีไมเพียงพอ นักวิชาการจึงแนะนําใหใชเช้ือแบคทีเรีย Bacillus thringiensis มีชื่อการคาเดลฟน อัตรา

30 - 40 กรมั ตอ นาํ้ 20 ลิตร ฉีดพน ตอนเยน็ หลังจาก 16.00 น. เพอ่ื ปราบหนอนหลอดหอม โดยฉีดพน ทกุ 3 - 5 วัน
จนปริมาณหนอนลดลง

- ใชกบั ดักแสงไฟตอนกลางคนื ลอผเี ส้อื กลางคืนตัวเต็มวัยของหนอนกระทหู อม

- ใชเ ชอื้ วสิ า NPV อัตรา 20 - 30 มล. ตอ นํา้ 20 ลิตร ทกุ 5 วนั ใหผ สมยาจับใบทุกคร้ัง


Click to View FlipBook Version