แนวคิดเชิงปรัชญาสังคมและ วัฒนธรรม (เอกสารประกอบการบรรยายในรายวิชาPH1005 สัมมนาพระสุตตันตปิฎกศึกษา) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พระครูวินัยธร สัญชัย ทิพย์โอสถ คณะศาสนาและปรัชญา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา ภาคการศึกษาที่ 2/2565
คำนำ เอกสารประกอบการสอน รายวิชา รายวิชา PH 1005 สัมมนาพระสุตตันตปิฎกศึกษา นี้ได้ เรียบเรียงขึ้นอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมเนื้อหาสาระรายวิชา ในหมวดวิชาเฉพาะ กลุ่มวิชาวิชาเอก พระพุทธศาสนาของหลักสูตร เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำคัญของผู้สอนในการใช้สอนของอาจารย์ ที่ มุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหา เอกสารเล่มนี้ ได้แบ่งเนื้อหาในการเรียนการสอนไว้ 15 สัปดาห์ ได้แก่ เรื่อง ว่าด้วยการตีความ สัมมนาประวัติ อรรถาธิบาย จุดเด่นของพระสูตรบางสูตร หลักอริยสัจสี่กับการนำไปใช้ในแก้ปัญหาชีวิต การมองโลกตามแนวทางพุทธปรัชญา (หลักไตรลักษณ์) หลักเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธในกูฏทันตสูตรกับการนำมาใช้ในยุคปัจจุบัน การใช้สมาธิเพื่อการรักษา จิตใจสำหรับนักท่องเที่ยว กรณีศึกษา Monk Chat Program ของโรงเรียนสามัคคีวิทยาทาน อำเภอ เมือง จังหวัดเชียงใหม่ ปรัชญาการใช้ชีวิตเชิงพุทธ หลักจริยศาสตร์ตามแนวทางพระพุทธศาสนา คำ สอนพุทธศาสนาเพื่อความเข้าใจชีวิตและสังคม คำสอนพระพุทธศาสนาที่มีต่อการเมือง ปรัชญา การศึกษาเชิงพุทธ ปรัชญาการใช้ชีวิตเชิงพุทธในวรรณคดีธรรมบท คำสอนพุทธศาสนาที่แทรกอยู่ใน ปรัชญาไทย การคิดวิเคราะห์เชิงพุทธ การวิจัยเชิงพุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนา ผู้สอนได้ศึกษารายละเอียดแต่ละหัวข้อเรื่องที่สอนจากเอกสาร หนังสือ ตำรา หรือสื่ออื่น ๆ เพิ่มเติมอีก และขอขอบรพระคุณนักวิชาการที่ผู้เรียบเรียงได้นำมาอ้างอิงเพื่อเป็นประโยชน์แก่การ เรียนการสอนเพื่อให้นักศึกษาเกิดองค์ความรู้ในการศึกษาต่อไป หวังว่าเอกสารประกอบการสอนนี้คง อำนวยประโยชน์ต่อการเรียนการสอนตามสมควร หากท่านที่นำไปใช้มีข้อเสนอแนะ ผู้เขียนยินดีรับฟัง ข้อคิดเห็นต่าง ๆ และขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ พระครูวินัยธรสัญชัย ญาณวีโร. ผศ.ดร. 7 มิถุนายน 2565-10 กุมภาพันธ์2566
2 สารบัญ หน้า คำนำ (1) สารบัญ (2) แผนบริหารการสอนประจำรายวิชา (9) รายวิชา BU5003 พระไตรปิฎกศึกษา 2 (Tipitaka Studies 2) (9) จำนวนหน่วยกิต (9) เวลาเรียน (9) คำอธิบายรายวิชา (9) จุดมุ่งหมายรายวิชา (9) เนื้อหา (9) วิธีสอนและกิจกรรม (10) สื่อการเรียนการสอน (10) การวัดและประเมินผล (10) แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 1 1 หัวเรื่อง ว่าด้วยการตีความ สัมมนาประวัติ อรรถาธิบาย สุตตันตปิฎก 1 รายละเอียด 1 เนื้อหาที่จะสอน 22 คำถามท้ายบท 22 เอกสารอ้างอิง 22 แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 2 23 หัวข้อเรื่อง จุดเด่นของพระสูตรบางพระสูตร 23
3 รายละเอียด 23 เนื้อหาที่จะสอน 57 คำถามท้ายบท 57 เอกสารอ้างอิง 57 แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 3 60 หัวข้อเรื่อง หลักอริยสัจสี่กับการนำไปใช้ในการแก้ปัญหาชีวิต 60 รายละเอียด 60 เนื้อหาที่จะสอน 69 คำถามท้ายบท 69 เอกสารอ้างอิง 69 แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 4 71 หัวข้อเรื่อง การมองโลกตามแนวทางพุทธปรัชญา (หลักไตรลักษณ์) 71 รายละเอียด 65 เนื้อหาที่จะสอน 79 คำถามท้ายบท 79 เอกสารอ้างอิง 80 แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 5 81 หัวข้อเรื่อง หลักเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธในกูฏทันตสูตรกับการนำมาใช้ในยุคปัจจุบัน 81 รายละเอียด 81 เนื้อหาที่จะสอน 100 คำถามท้ายบท 100 เอกสารอ้างอิง 100 แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 6 101 หัวข้อเรื่อง การใช้สมาธิเพื่อการรักษาจิตใจสำหรับนักท่องเที่ยว กรณีศึกษา Monk Chat Program ของโรงเรียนสามัคคีวิทยาทาน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 101
4 รายละเอียด 101 เนื้อหาที่จะสอน 116 คำถามท้ายบท 116 เอกสารอ้างอิง 116 แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 7 117 หัวข้อเรื่อง ปรัชญาการใช้ชีวิตเชิงพุทธ 117 รายละเอียด 117 เนื้อหาที่จะสอน 128 คำถามท้ายบท 128 เอกสารอ้างอิง 128 แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 8 130 หัวข้อเรื่อง หลักจริยศาสตร์ตามแนวทางพระพุทธศาสนา 130 รายละเอียด 130 เนื้อหาที่จะสอน 200 คำถามท้ายบท 200 เอกสารอ้างอิง 200 แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 9 201 หัวข้อเรื่อง คำสอนพุทธศาสนาเพื่อความเข้าใจชีวิตและสังคม 201 รายละเอียด 201 เนื้อหาที่จะสอน 209 คำถามท้ายบท 209 เอกสารอ้างอิง 209 แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 10 211 หัวข้อเรื่อง คำสอนพระพุทธศาสนาที่มีต่อการเมือง 211 รายละเอียด 211
5 เนื้อหาที่จะสอน 221 คำถามท้ายบท 221 เอกสารอ้างอิง 221 แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 11 223 หัวข้อเรื่อง ปรัชญาการศึกษาเชิงพุทธ 223 รายละเอียด 223 เนื้อหาที่จะสอน 236 คำถามท้ายบท 236 เอกสารอ้างอิง 237 แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 12 238 หัวข้อเรื่อง ปรัชญาการใช้ชีวิตเชิงพุทธในวรรณคดีธรรมบท 238 รายละเอียด 238 เนื้อหาที่จะสอน 248 คำถามท้ายบท 248 เอกสารอ้างอิง 248 แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 13 250 หัวข้อเรื่อง คำสอนพุทธศาสนาที่แทรกอยู่ในปรัชญาไทย 250 รายละเอียด 250 เนื้อหาที่จะสอน 259 คำถามท้ายบท 259 เอกสารอ้างอิง 259 แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 14 260 หัวข้อเรื่อง การคิดวิเคราะห์เชิงพุทธ 260 รายละเอียด 260 เนื้อหาที่จะสอน 276
6 คำถามท้ายบท 276 เอกสารอ้างอิง 276 แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 15 278 หัวข้อเรื่อง การวิจัยเชิงพุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนา 278 รายละเอียด 278 เนื้อหาที่จะสอน 296 คำถามท้ายบท 296 เอกสารอ้างอิง 296 บรรณานุกรม 298 ประวัติผู้เรียบเรียง 307
7 แผนบริหารการสอนประจำรายวิชา (ตาม มคอ.3) รายวิชา พระไตรปิฎกศึกษา 2 (Tipitaka Studies 2) รหัสวิชา BU 5003 (ชื่อวิชาภาษาอังกฤษ) Tipitaka Studies 2 จำนวนหน่วยกิต ชั่วโมง [เช่น 3 (3-0-6)] เวลาเรียน 15 สัปดาห์ (3 x 15) = 45 ชม./ภาคเรียน 45 ชั่วโมง/ภาคเรียน ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง = 6 x 15 = 90 ชม./ภาคเรียน คำอธิบายรายวิชา สัมมนาประวัติ อรรถาธิบาย การตีความ และจุดเด่นของพระสูตรบางสูตร วิเคราะห์ หลักธรรม แนวคิดเชิงปรัชญาสังคมและปรัชญาวัฒนธรรม ตามที่ปรากฏในคัมภีร์ พระสุตตันตปิฎก (เล่ม 9–33) และการบูรณาการกับงานวิจัย จุดมุ่งหมายรายวิชา 1. ว่าด้วยการตีความ สัมมนาประวัติ อรรถาธิบาย 2. จุดเด่นของพระสูตรบางสูตร 3. หลัก อริยสัจสี่กับการนำไปใช้ในแก้ปัญหาชีวิต 4. การมองโลกตามแนวทางพุทธปรัชญา (หลักไตรลักษณ์) 5. หลักเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธในกูฏทันตสูตรกับการนำมาใช้ในยุคปัจจุบัน 6. การใช้สมาธิเพื่อการ รักษาจิตใจสำหรับนักท่องเที่ยว กรณีศึกษา Monk Chat Program ของโรงเรียนสามัคคีวิทยาทาน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 7. ปรัชญาการใช้ชีวิตเชิงพุทธ 8.หลักจริยศาสตร์ตามแนวทาง พระพุทธศาสนา 9. คำสอนพุทธศาสนาเพื่อความเข้าใจชีวิตและสังคม 10. คำสอนพระพุทธศาสนาที่มี ต่อการเมือง 11. ปรัชญาการศึกษาเชิงพุทธ 12. ปรัชญาการใช้ชีวิตเชิงพุทธในวรรณคดีธรรมบท 13. คำสอนพุทธศาสนาที่แทรกอยู่ในปรัชญาไทย 14. การคิดวิเคราะห์เชิงพุทธ 15. การวิจัยเชิงพุทธ ศาสตร์เพื่อการพัฒนา เนื้อหา แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 1 เรื่อง ว่าด้วยการตีความ สัมมนาประวัติ อรรถาธิบาย 3 ชั่วโมง แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 2 เรื่อง จุดเด่นของพระสูตรบางสูตร 3 ชั่วโมง แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 3 เรื่อง หลักอริยสัจสี่กับการนำไปใช้ในแก้ปัญหาชีวิต 3 ชั่วโมง แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 4 เรื่อง การมองโลกตามแนวทางพุทธปรัชญา (หลักไตรลักษณ์) 3 ชั่วโมง
8 แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 5 เรื่อง หลักเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธในกูฏทันตสูตรกับการนำมาใช้ในยุค ปัจจุบัน 3 ชั่วโมง แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 6 เรื่อง การใช้สมาธิเพื่อการรักษาจิตใจสำหรับนักท่องเที่ยว กรณีศึกษา Monk Chat Program ของโรงเรียนสามัคคีวิทยาทาน อำเภอ เมือง จังหวัดเชียงใหม่ 3 ชั่วโมง แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 7 เรื่อง ปรัชญาการใช้ชีวิตเชิงพุทธ 3 ชั่วโมง แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 8 เรื่อง หลักจริยศาสตร์ตามแนวทางพระพุทธศาสนา 3 ชั่วโมง แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 9. เรื่อง คำสอนพุทธศาสนาเพื่อความเข้าใจชีวิตและสังคม 3 ชั่วโมง แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 10. คำสอนพระพุทธศาสนาที่มีต่อการเมือง 3 ชั่วโมง แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 11. ปรัชญาการศึกษาเชิงพุทธ 3 ชั่วโมง แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 12. ปรัชญาการใช้ชีวิตเชิงพุทธในวรรณคดีธรรมบท 3 ชั่วโมง แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 13. คำสอนพุทธศาสนาที่แทรกอยู่ในปรัชญาไทย 3 ชั่วโมง แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 14. การคิดวิเคราะห์เชิงพุทธ 3 ชั่วโมง แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 15. การวิจัยเชิงพุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนา 3 ชั่วโมง วิธีสอนและกิจกรรม (ตาม มคอ.3) 1. บรรยาย 2. มอบหมายงาน / ค้นคว้างาน 3. การซักถาม จัดกิจกรรมในห้องเรียน 4. นำเสนองานของนักศึกษา สื่อการเรียนการสอน (ตาม มคอ.3) 1. Power Point 2. เอกสารประกอบการสอน 3. แบบประเมินผลก่อนเรียน การวัดและประเมินผล (ตาม มคอ.3) 1. การวัดผล (คือการกำหนดตัวเลขหรือคะแนนดิบ) 1.1 คะแนนระหว่างภาครวม ร้อยละ 60
9 1.1.1 นำเสนองาน ในชั้นเรียน ร้อยละ 10 1.1.2 สอบกลางภาค ร้อยละ 40 1.1.3 เจตคติ จิตพิสัย ร้อยละ 10 1.2 คะแนนสอบปลายภาครวม ร้อยละ 40 1.2.1 สอบปลายภาค ร้อยละ 40 2. การประเมินผล (คือ การพิจารณาตัดสินคุณภาพการเรียนการสอนโดยเอาการวัดผลมา เป็นเครื่องมือ) แบบอิงเกณฑ์ ระดับคะแนน ค่าร้อยละ ค่าระดับคะแนน A 90-100 4.00 B+ 85-89 3.50 B 75-84 3.00 C+ 70-74 2.50 C 60-69 2.00 D+ 55-59 1.50 D 50-54 1.00 E 0-49 0.00
แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 1 เรื่อง ว่าด้วยการตีความ สัมมนาประวัติ อรรถาธิบาย พระครูวินัยธร สัญชัย ทิพย์โอสถ, ดร. 20 พ.ย.2565 1. รายละเอียดบทนำ โสเครตีสรอบรู้ลุ่มลึกเพราะเขาไม่หยุดตั้งคำถามและยินดีโต้วาทีเกี่ยวกับความคิดของเขา เสมอ เขาประกาศว่า ชีวิตจะมีค่าก็ต่อเมื่อเราครุ่นคิดถึงสิ่งที่เราทำ การไม่ตรวจสอบชีวิตเลยไม่เป็น ปัญหาสำหรับวัวควาย แต่ไม่ใช่สำหรับมนุษย์ (Nigel Warburton, ปราบดา หยุ่น, 2561, น.14) ความคิดหนึ่งที่ต้องตีความว่า โลกนี้ไม่ได้เป็นดังที่ปรากฏแม้แต่น้อย ความเป็นจริงกับสิ่งที่เห็นนั้น แตกต่างกันอย่างยิ่งยวด คนส่วนใหญ่หลงคิดว่าภาพที่เห็นเป็นความจริง เราคิดว่าเราเข้าใจ แต่มิเป็น เช่นนั้น เพลโตเชื่อว่ามีเพียงนักปรัชญาที่จะเข้าใจว่าโลกที่แท้จริงเป็นเช่นไร นักปรัชญาค้นพบ ธรรมชาติของความจริงผ่านการครุ่นคิด แทนที่จะพึ่งพาประสาทสัมผัสเท่านั้น (เรื่องเดียวกัน, 2561, น.14-15) การตีความที่ชาวโลกรู้กันคือ กรณีของเพลโตที่กล่าวถึงเรื่องถ้ำ ความว่า เพลโตยกตัวอย่าง ของถ้ำเพื่อสนับสนุนประเด็นของเขา ถ้ำในจินตนาการ มีคนกลุ่มหนึ่งถูกล่ามไว้โดยหันหน้าเข้าหาผนัง เบื้องหน้ามีภาพกระพริบไหวของเงาที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นความจริง แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่สิ่งที่พวกเขา เห็นคือเงาของวัตถุที่ถูกชูส่องอยู่หน้ากองไฟเบื้องหลัง ผู้คนเหล่านั้นเชื่อไปตลอดชีวิตว่าเงาบนผนังคือ โลกจริง จากนั้นมีชายผู้หนึ่งเป็นอิสระจากโซ่ตรวนแล้วหันไปยังกองไฟ สายตาของเยาพร่ามัวในตอน แรก แต่แล้วก็ค่อยๆ เห็นว่าเขาอยู่ที่ไหน เขาโซซัดโซเซออกจากถ้ำและสามารถจ้องมองดวงอาทิตย์ใน ที่สุด เมื่อเข้ากับมาในถ้ำไม่มีใคเชื่อว่าสิ่งที่เขามาเล่าเกี่ยวกับโลกภายนอก ชายผุ้หลุดพ้นนั้น เปรียบเสมือนนักปรัชญา เขามองเห็นได้ไกลว่าภาพที่ปรากฏ คนธรรมดาทั่วไปไม่เข้าถึงความจริง เพราะพวกเขาพอใจกับการมองสิ่งที่อยู่เบื้องหน้ามากว่าการครุ่นคิดอย่างลึกซึ้งถึงสิ่งที่เห็น ทว่าภาพ เหล่านั้นเป็นมายา สิ่งที่เขาเห็นคือเงา ไม่ใช่ความจริง เรื่องถ้ำเชื่องโยงถึงสิ่งที่เรียกว่าทฤษฎีว่าด้วยแบบ (Theory of Form) ของเพลโต วิธีที่จะ เข้าใจได้งายที่สุดคือการอธิบายด้วยการยกตัวอย่าง ลองจินตนาการถึงวงกลมทุกวงที่คุณเคยเห็นมาใน ชีวิต มีวงไหนเป็นวงกลมสมบูรณ์บ้างไหม ไม่มีหรอก ไม่มีวงกลมวงใดสมบูรณ์โดยแท้ ในวงกลมที่ สมบูรณ์แบบ ทุกจุดบนเส้นรอบวงต้องมีระยะเท่ากันพอดิบพอดีจากจุดศูนย์กลาง วงกลมในโลกจริงไม่ มีวงใดที่สมบูรณ์ได้ถึงเพียงนั้น แต่คุณก็เข้าใจความหมายของคำว่า “วงกลมสมบูรณ์แบบ” เช่นนั้น แล้ววงกลมสมบูรณ์แบบคืออะไร เพตโตจะกล่าวว่ามโนคติเกี่ยวกับวงกลมสมบูรณ์แบบคือแบบของ
2 วงกลม หากคุณต้องการเข้าใจวงกลมคืออะไร คุณควรที่จะให้ความสำคัญกับแบบของวงกลม ไม่ใช่ วงกลมจริงที่คุณวาดออกมาหรือประสบพบผ่านทัศนียสัมผัส ซึ่งทั้งหมดจะไม่สมบูรณ์ในแง่ใดแง่หนึ่ง เช่นเดีวกัน เพลโตคิดว่าถ้าคุณต้องการเข้าใจความดี คุณต้องให้ความสำคัญกับแบบของความดี ไม่ใช่ ตัวอย่างของความดีบางชนิดที่คุณพบเห็น นักปรัชญาคือผู้เหมาะสมที่สุดสำหรับการครุ่นคิดถึงแบบใน ลักษณะนามธรรมเช่นนี้ คนธรรมดาทั่วไปจะถูกโลกล่อให้หลงทางเพราะพวกเขาใช้ประสาทสัมผัส (เพราะบางประสาทสัมผัสไม่อาจเชื่อได้) (เรื่องเดียวกัน, 2561, น.15) เปรียบเทียบโลกอดีตและ ปัจจุบัน การเรียนรู้ในอดีตเป็นการเรียนรู้จากเรื่องเล่า ปากต่อปาก ส่วนในปัจจุบันเป็นการเรียนรู้แบบ มัลติมีเดีย มีความหลากหลายได้หลายทาง ช่องทางในการติดต่อสื่อสารก็ง่ายต่อการติดสื่อสารซึ่งกัน และกันได้ง่ายกว่าในโลกของอดีต แต่ทุกอย่างต้องอาศัยการตีความ (Interpretations) พระธรรมคำสั่งของพระพุทธเจ้ามีเป็นจำนวนมากมาย ว่ากันว่า มี 84,000 พระธรรมขันธ์ ต้องอาศัยการศึกษา ทั้งคำสอนที่อยู่ในระดับเบื้องต้น ระดับท่ามกลาง และระดับสูงสุด ลึกซึ้ง ศาสตร์ ทุกศาสตร์ในโลกนี้เราต้องอาศัยข้อมูลในการตัดสินใจ ด้วยการตีความก่อนที่จะตัดสินใจ ฉะนั้นก่อนที่ จะศึกษาหลักการใด ๆ ก็ต้องศึกษาทฤษฎีแนวคิดการตีความให้เข้าใจเป็นเบื้องต้นเสียก่อน ใน กระบวนการศึกษา ผู้เรียบเรียงได้ทำตามหลักวิชาการ โดยมีขั้นตอนการปฏิบัติดังนี้ ๑) รวบรวมข้อมูล ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ จากคัมภีร์พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับเฉลิม พระเกียรติ พุทธศักราช ๒๕๔๙ จัดพิมพ์โดยมหาเถรสมาคม และทุกฉบับที่เกี่ยวข้อง ๒) รวบรวมข้อมูลจากตำราทางวิชาการ เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการตีความ อันเป็นผลงานของท่านผู้รู้ทางพุทธศาสนาเถรวาท บุคคลผู้เป็น ที่ยอมรับกันในวงวิชาการและบุคคลทั่วไป ๓) ศึกษาข้อมูลจากแหล่งที่มาทั้งสอง แล้วนำมาวิเคราะห์ สรุปข้อมูลทั้งหมดที่ได้มาจากการค้นคว้าประกอบกับทรรศนะของผู้เรียบเรียง แล้วเรียบเรียงนำแสนอ ผลงานของการวิจัยด้านเอกสาร ในการศึกษาในบทที่ 1 นี้จะศึกษาเนื้อหาว่า การตีความ สัมมนา ประวัติ อรรถาธิบาย มีวัตถุประสงค์ในการศึกษา ดังนี้ คือ 1. เพื่อศึกษาทฤษฎีแนวคิดการตีความ 2. เพื่อวิเคราะห์ทฤษฎีแนวคิดการตีความในพระพุทธศาสนา คำสำคัญ การตีความ สัมมนาประวัติ อรรถาธิบาย 2. เนื้อเรื่อง ว่าด้วยการตีความ สัมมนาประวัติ อรรถาธิบาย ทฤษฎีการตีความต้องอาศัยข้อเท็จจริง ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง อิงหลักฐานและความ เป็นไปได้ ถ้าการตีความที่ไม่มีหลักฐานเป็นมูลฐานก็เหมือกกับการพูดขึ้นมาลอย ๆ เอาจริงจังไม่ได้ ตัวอย่างมีเรื่องในพระสูตรว่า ทางไปสู่ความเป็นพรหม ครั้งหนึ่ง พระพุทธองค์เสด็จจาริกไปในแคว้น
3 โกศลพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จถึงหมู่บ้านพราหมณ์ ชื่อ มนสากตะ ประทับ ณ สวนมะม่วง แห่งหนึ่งริมฝั่งแม่น้ำอริจวดี สมัยนั้นพราหมณ์มหาศาล หลายคนมาพักอยู่ที่หมู่บ้านมนสากตะ เช่น พราหมณ์วังกีตารุกขะ โปกขรสาติ ชาณุสโสนิโตเทยยะ และพราหมณ์มหาศาลอื่น ๆ อีกมาก มีมาณพ 2 คน คือ วาเสฏฐะ และภารชวาชะ เดินคุยกันไปถึงเรื่องทางหรือมิใช่ธรรม (ไปสู่ พรหมโลก) วาเสฏฐะกล่าวว่า ทางที่ท่านโปกขรสาติบอกไว้เท่านั้นเป็นทางตรง นำผู้ดำเนินตามทาง ไปสู่ความเป็นสหายแห่งพรหม ส่วนภารทวาชะกล่าวว่า ทางที่ท่านตารุกขพราหมณ์กล่าวไว้เท่านั้น เป็นทางตรง นำไปสู่ความเป็นสหายแห่งพรหม ทั้งสองเดินเถียงกันไป มิอาจตกลงกันได้ วาเสฏฐมาณพจึงเสนอว่า ควรเข้าไปถามพระสมณะ โคดม เพราะมีกิตติศัพท์ว่าทรงเป็นผู้รู้แจ้ง ทั้งสองเข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์ ทูลถามถึงข้อสงสัยของตน พระพุทธองค์ตรัสถามว่า พราหมณ์เหล่านั้นก็ดี อาจารย์ของพราหมณ์เหล่านั้นก็ดี ถอยหลังไป 7 ชั่ว คน มีใครเคยเห็นพรหมบ้างหรือไม่ มาณพทั้งสองทูลตอบว่าไม่มีใครเคยเห็น ตรัสถามว่า พวกฤาษีที่ พราหมณ์เคารพเอ่ยชื่อถึงในบทสวดต่าง ๆ นั้นมีใครเคยเห็นพรหมบ้าง ทูลตอบว่าไม่มี ตรัสว่า ถ้า อย่างนั้นก็เหมือนคนตาบอดเดินจูงกันไปเป็นแถว ๆ หามีใครเห็นอะไรจริงไม่ (คนตาบอดจูงคนตา บอด) เพลงขับต่างๆ ที่ขับสรรเสริญกันอยู่ก็สักแต่ว่าทำตามกันไป หามีใครรู้จริงไม่ คำของพราหมณ์ เหล่านั้นจึงเป็นโมฆะ สูญเปล่า ไม่มีสาระอะไร เปรียบเหมือนบุรุษผู้กล่าวว่ารักหญิงงามอยู่คนหนึ่ง แต่ พอถูกถามว่านางเป็นวรรณะอะไร ชื่ออะไร สูงต่ำดำขาวอย่างไร ก็ไม่รู้ ตอบไม่ได้ทั้งนั้น พวกพราหมณ์ปรารถนาความเป็นสหายแห่งพรหมพากันอ้อนวอนอยู่ แต่ไม่รู้ธรรมอันจะ นำไปสู่ความเป็นพรหม ก็ได้แต่อ้อนวอนอยู่นั่นแหละเหมือนคนต้องการจะข้ามฝั่งไปฝั่งโน้น แล้วลงนั่ง อ้อนวอนให้ฝั่งโน้นมาหาตน ย่อมไม่สำเร็จ ฉันใด พวกพราหมณ์อ้อนวอนอยู่แต่ก็ไม่สำเร็จฉันนั้น อนึ่ง ข้อปฏิบัติของพวกพราหมณ์และของพรหมที่เขาเคารพยกย่องก็ห่างไกลกัน เช่น พรหมไม่ติดข้องใน สตรี ไม่มีจิตเศร้าหมอง สามารถควบคุมจิตได้ แต่เมื่อพรหมยังติดข้องในสตรี ยังมีใจจองเวร เศร้า หมอง ไม่สามารถควบคุมจิตได้ ก็เปรียบได้กับบุคคลที่ต้องการจะข้ามฝั่งไปฝั่งโน้น แต่เอาแขนของ ตนเองไพล่หลังไว้อย่างแน่นหนา เขาจะว่ายน้ำไปได้อย่างไร กามคุณ 5 เป็นเครื่องผูกมัดของพราหมณ์ พราหมณ์ยังละกามคุณ 5 ไม่ได้ เขาจะเข้าถึงความเป็นสหายแห่งพรหมได้อย่างไร ไตรเพทของพวก พราหมณ์นั้นเป็นเหมือนดงกันดารที่ทำให้พราหมณ์หลงวนเวียนอยู่ มีแต่จะพินาศล่มจมอย่างเดียว วาเสฏฐมาณพทูลถามว่า ทรงทราบทางเข้าถึงความเป็นสหายแห่งพรหมหรือไม่ ตรัสว่าทรงรู้ ดีทั้งพรหมและทางปฏิบัติให้เข้าถึงความเป็นพรหม ต่อจากนั้นทรงแสดงศีล 3 ชั้น ฌาน 4 และอัปป
4 มัญญา 4 คือ เมตตา (ความปรารถนาดี) กรุณา (ความคิดช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์) มุทิตา (ความ พลอยยินดีต่อความสุขความสำเร็จของผู้อื่น) และอุเบกขา (ความวางใจเป็นกลาง ไม่ดีใจไม่เสียใจ) เมื่อ ภิกษุเป็นอยู่อย่างนี้ ชื่อว่า พรหมวิหารธรรม อันหาประมาณไม่ได้ เป็นอัปปมัญญา (ไม่มีขอบเขต ไม่มี ประมาณ) เธอจึงมีธรรมเสมอด้วยพรหม เมื่อสิ้นชีพย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งพรหม วาเสฏฐและภารทวาชะทูลสรรเสริญพระธรรมเทศนา ขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสมณะตลอด ชีวิต เป็นอุบาสกในพระพุทธศาสนา (น. คติในพระสูตรนี้ก็คือ 1. การอ้อนวอนโดยไม่รู้เรื่องนั้น ไม่อาจให้สำเร็จประโยชน์ได้ เพียงแต่ทำตามๆกันไปเหมือน คนตาบอดจูงคนตาบอด เดินตามกันไปเป็นแถว ๆ เหมือนมดเหมือนปลวก 2. เมื่อต้องการสิ่งใดหรือต้องการเป็นอย่างใด ต้องศึกษาทำความเข้าใจให้รู้จักสิ่งนั้นพร้อมทั้ง ปฏิปทา (ข้อปฏิบัติ) หรือทางเดินไปเพื่อไปให้ถึงสิ่งนั้นโดยแน่ชัด เหมือนคนจะข้ามฝั่งไปฝั่งโน้น ควร จะต้องว่ายน้ำข้ามไปหรือเรือแพข้ามไป ไม่ใช่ลงนั่งอ้อนวอนให้ฝั่งโน้นเลื่อนมาหาตน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ คนส่วนมากชอบอ้อนวอนโดยไม่ลงมือกระทำเหตุให้สมควรแก่ผลที่ต้องการ จึงล้มเหลว ไม่บรรลุผลที่ ตนปรารถนา จากเนื้อหานี้กล่าวได้ว่า พระพุทธองค์ทรงนักตีความคือตีความเอาคำสอนของศาสนา พราหมณ์มาเป็นของพุทธศาสนา เช่น มีมาณพ 2 คน คือ วาเสฏฐะ และภารชวาชะ เดินคุยกันไปถึง เรื่องทางหรือมิใช่ธรรม (ไปสู่พรหมโลก) วาเสฏฐะกล่าวว่า ทางที่ท่านโปกขรสาติบอกไว้เท่านั้นเป็น ทางตรง นำผู้ดำเนินตามทางไปสู่ความเป็นสหายแห่งพรหม ส่วนภารทวาชะกล่าวว่า ทางที่ท่านตารุกข พราหมณ์กล่าวไว้เท่านั้นเป็นทางตรง นำไปสู่ความเป็นสหายแห่งพรหม พระพุทธเจ้ากลับตรัสว่า ทาง ไปสู่ความเป็นพรหมนั้น คือ การทำตนให้ดี การรักษาให้บริสุทธิ์ บำเพ็ญตนจนได้ฌาน มีอัปปมัญญา 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ชื่อว่า พรหมวิหารธรรม เป็นอัปปมัญญา จึงเรียกว่ามีธรรม เสมอด้วยพรหม เมื่อสิ้นชีพย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งพรหม การตีความก็เป็นการวิจัยชนิดหนึ่งที่อาศัยการอนุมาน คาดการณ์แบบมีหลักการ มีแนวคิด การวิจัยแบบปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenology) ปรัชญาและแนวทางการวิจัย เป็นทั้งแนวคิด ทางปรัชญา และเป็นแนวทางในการวิจัยอีกด้วย ในแง่ของปรัชญา ปรากฎการณ์วิทยาสนใจศึกษา ธรรมชาติและความหมายของปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตมนุษย์ ในแง่การวิจัย ปรากฏการณ์วิทยา เป็นวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพที่มุ่งทำความเข้าใจประเด็นหลัก ๆ เกี่ยวกับปรากฏการณ์ในชีวิตของมนุษย์ ประเด็นที่ศึกษา คือ อะไรคือธรรมชาติและแก่นแท้ของปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่บุคคลได้ประสบ อะไร
5 คือความหมายของปรากฏการณ์ สำหรับบุคคลที่ได้ประสบมัน นักวิจัยจะทำความเข้าใจความหมาย ของปรากฏการณ์ ผ่านทางประสบการณ์ของบุคคลผู้ประสบมันได้อย่างไร การวิจัยแบบปรากฏการณ์วิทยามีการนำไปใช้ในหลายสาขาวิชานอกจากสังคมศาสตร์ ยังมี การนำไปใช้ทางศาสนา พยาบาลศาสตร์ สังคมสงเคราะห์ศาสตร์ จิตวิทยา ศึกษาศาสตร์ และกฎหมาย ด้วย (ชาย โพธิสิตา, พิมพ์ครั้งที่ 9, 2564, น.107) การศึกษาปรากฏการณ์เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการ วิจัยแบบปรากฏการณ์วิทยา ปรากฏการณ์มี 2 ความหมาย ประการแรก หมายถึง เหตุการณ์ หรือ ภาวะทั่วไป สิ่งที่เราประสบพบในชีวิต อาจจะเป็นเรื่องที่ดีและไม่ดีก็ได้ สรุปคือเหตุการณ์หรือภาวะ อะไรก็ดีที่มีอยู่ในโลกของชีวิตมนุษย์ นักวิจัยปรากฏการณ์วิทยาสนใจปรากฏการณ์ประเภทนี้เพื่อทำ ความเข้าใจธรรมชาติและค้นหาโครงสร้างหรือแก่นแท้ของมัน ประการที่สอง หมายถึง ประสบการณ์ สิ่งที่เราประสบกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ทั้งประสบการณ์ชีวิต ประสบการณ์ตรงของชีวิต เป็นนักศึกษา เป็นพยาบาล ปรัชญาปรากฏการณ์วิทยา เกิดขึ้นในราวต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เป็นชาวเยอรมันชื่อ เอ็ด มุนต์ ฮุสแซร์ล (Edimund Husseil, ค.ศ.1859-1938) เป็นแนวทางการศึกษาปรัชญาแบบใหม่ และ ได้รับการพัฒนาจากนักปรัชญาซึ่งเป็นศิษย์ของท่าน เอ็ดมุนต์ ฮุสแซร์ล เองที่เป็นคนเผยแผ่ความคิด ด้านนี้ ตั้งแต่นั้นมานับเวลาเกือบ 100 ปีความคิดด้านนี้ได้เผยแผ่ไปมากมาย นักวิชาการบางท่านมอง ว่า ปรากฏการณ์วิทยา ไม่ใช่ปรัชญาแต่เป็นวิธีคิด มุมมอง วิธีการศึกษาปรากฏการณ์ในชีวิตบุคคล มากกว่า เพราะเหตุที่แนวคิดพัฒนาออกไปหลายแบบจึงทำให้ยากที่จะให้ความหมายครอบคลุม ปรากฏการณ์วิทยาให้ทุกแนวทาง ได้แบ่งออกเป็นประเด็นดังนี้ 1. ปรากฏการณ์วิทยาเชิงบรรยาย (Descriptive/Transcendental phenomenology) เป็นแนวคิดที่ว่าด้วยการเกิดขึ้นของปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในการรับรู้ของคนเราว่ มีกระบวนการเป็น อย่างไร แนวคิดนี้มุ่งแสวงหาความรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์ในฐานะเป็นปรากฏการณ์บริสุทธิ์ โดยไม่เอา เรื่องความสัมพันธ์กับสิ่งอื่นมาพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อม บริบทที่ปรากฏการณ์นั้นดำรงอยู่ หรือแนวคิดและข้อสรุปล่วงหน้าใด ๆ ของผู้ศึกษา จุดมุ่งหมายต้องการค้นหาโครงสร้าง และแก่นแท้ ของปรากฏการณ์ตามที่มันถูกรับรู้โดยบุคคลผู้ได้ประสบมันเท่านั้น 2. ปรากฏการณ์ธรรมชาติ เป็นแนวคิดที่รับรู้จากประสาทสัมผัสทั้ง 5 และถือว่าการรับรู้ของ เราก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
6 3. ปรากฏการณ์วิทยาแบบอัตถิภาวะ (Existential phenomenology) ที่สนใจเกี่ยวกับ “ภาวะที่เป็น (Being) ของมนุษย์ รวมทั้งสิ่งต่าง ๆ เช่น เสรีภาพในการเลือกและการกระทำใน สถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ 4. ปรากฏการณ์วิทยาในเชิงการสร้างประวัติศาสตร์ (Generative historical phenomenology) ว่าด้วยการที่มนุษย์สร้างความหมายของประสบการณ์ขึ้นมา ภายในบริบททาง ประวัติศาสตร์ของประสบการณ์นั้น และตามที่คนทั้งหลายเข้าใจร่วมกัน ในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น 5. ปรากฏการณ์วิทยาพันธุกรรม (Genetic phenomenology) ว่าด้วยแหล่งกำเนิดที่มาของ ความหมายปรากฏการณ์จะพบได้ในตัวประสบการณ์นั้นเอง แนวทางการสืบสวนสอบสวน รู้เบื้องหลัง ของสิ่งนั้นมูลเหตุความเป็นมาของสิ่งที่ปรากฏนั้น คำว่า (Genetic phenomenology) ไม่ได้หมายถึง พันธุกรรมแต่หมายถึงพัฒนาการของการรับรู้เกี่ยวกับสิ่งนั้นเท่านั้นเอง 6. ปรากฏการณ์วิทยาอรรถปริวรรตเป็นแนวการตีความ (Hermeneutic/interpretive phenomenology) คือ ปรากฏการณ์วิทยาที่มุ่งเข้าใจความหมายของประสบการณ์ต่าง ๆ ว่า บุคคล ให้ความหมายประสบการณ์ที่เขาได้ประสบในชีวิตอย่างไร และนักวิจัยมีวิธีการทำความเข้าใจ ประสบการณ์ของคนที่ตนศึกษานั้นอย่างไร 7. ปรากฏการณ์วิทยาสัจนิยม (Realistic phenomenology) เป็นแนวคิดที่ว่าด้วยโครงสร้าง ของการรับรู้และเจตจำนงในการรับรู้ โดยถือว่าโครงสร้างนั้นเป็นสิ่งที่อยู่นอกการรับรู้ ไม่ใช่ส่วนหนึ่ง ของตัวการรับรู้ (ชาย โพธิสิตา, พิมพ์ครั้งที่ 9, 2564, น.109-110) สรุปว่าแนวคิดปรากฏการณ์วิทยาในแนวทางการวิจัยที่สำคัญมี 2 ประการ คือ ปรากฏการณ์ วิทยาแนวการบรรยาย และแนวการตีความ 1. แนวทางปรากฏการณ์วิทยาแนวการบรรยาย คือ การเกิดขึ้นของปรัชญาแนวนี้ใน การศึกษาปรัชญาตะวันตกใหม่ ๆ ฮุสแซร์ล และนักศึกษาปรัชญาหลายคนว่าเป็นแนวทางในการศึกษา ปรัชญาแนวใหม่ ที่ไม่ได้อาศัยเพียงการคิดวิเคราะห์ตามหลักเหตุผลเท่านั้น ไม่ได้อาศัยการเข้าถึง ข้อมูลเชิงประจักษ์ แนวทางนี้เน้นการเข้าถึงความจริง ผ่านการรับรู้ปรากฏการณ์ที่บุคคลได้รับในชีวิต แตกต่างกันไป ฮุสแซร์ล สิ่งสำคัญในประสบการณ์ที่มนุษย์มีเกี่ยวกับปรากฏการณ์ต่าง ๆ คือ การรับรู้ หรือการตระหนักรู้ (Consciousness) แนวทางการศึกษาให้ความสำคัญกับการรับรู้ เน้นการรับรู้ที่ เป็นภววิสัย ผู้ศึกษาต้องศึกษาจากประสบการณ์จริง ปรากฏการณ์บริสุทธิ์ ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่ได้แปล ความหมายของผู้ที่ได้ประสบกับสิ่งนั้น เป็นการแสวงหาความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์ ต้องศึกษา ปรากฏการณ์วิทยาด้วยใจที่เป็นกลาง นักวิจัยต้องมุ่งค้นหาและทำความเข้าใจว่า อะไรคือ
7 ส่วนประกอบสำคัญของปรากฏการณ์นั้น อะไรเด่นในปรากฏการณ์นั้น และต่างจากปรากฏการณ์อื่น อย่างไร โดยไม่ต้องเอาเรื่องตีความหมายเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะปัจจัยแทรกซ้อนผู้ประสบกับสิ่งนั้น มาอธิบายความ หรือตัวของนักวิจัยเอง ผู้วิจัยต้องมองสิ่งเกิดขึ้นด้วยจิตว่าง ไม่ต้องเอาภูมิความรู้มา ตัดสินในสิ่งที่ศึกษา ไม่ว่าจะเป็นแนวคิด ทฤษฎี หรือความเชื่อจากประสบการณ์ส่วนตัว ต้องแยก ระหว่างความรู้สึกส่วนตัวกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ได้มามีอิทธิพลต่อการมองเห็นและความเข้าใจของ ตนเอง การตัดอคติออกไปจะเข้าถึงแก่นแท้ของปรากฏการณ์นั้น แนวการศึกษานี้จึงเรียกว่า “Bracketing” ในจุดประสงค์ของฮุสแซร์ล การศึกษาทางนี้เป็นการศึกษาถึงแก่นแท้ของปรากฏการณ์ที่ แสดงโดยปราศจากการปรุ่งแต่งใด ๆ ต้องศึกษาให้เข้าถึงแก่นแท้ หรือโครงสร้างของประสบการณ์ที่ บุคคลได้รับในชีวิต ประสบการณ์แบ่งออกได้เป็นสองประการ คือ ส่วนที่เป็นรูปธรรม สามารถสัมผัส ได้ และนามธรรมหรือความหมายที่ซ้อนอยู่ในสิ่งนั้น ทั้งสองประการนี้ไม่ได้แยกออกจากกัน นั่น หมายความว่า ประสบการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งในชีวิตเราจะปรากฏแก่เราผ่านการรับรู้ แม้ว่า ความหมายของการรับรู้อาจจะแตกต่างกัน แต่ปรากฏการณ์วิทยาแนวการบรรยายจะมองผ่านความ ต่างที่อาจจะมีอยู่ ไปยังสิ่งที่ถือว่าเป็นโครงสร้างหรือแก่นแท้ของประสบการณ์นั้น ผู้ศึกษาต้องมอง ผานสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ไปยังธรรมชาติหรือแก่นแท้ของสิ่งที่ปรากฏนั้น คือ การมองทะลุจากสิ่งที่เห็น ไปสู่สิ่งที่เป็นจริง ๆ ซึ่งอยู่เบื้องหลังของสิ่งที่เห็นนั้น เปรียบเทียบได้กับผลมะม่วง ทราบดีว่ามะม่วงมี หลายชนิด ต่างกันในหลากหลายสี กลิ่น รส เนื้อทั้งหมดนี้ คือ ความเป็นมะม่วง ที่เราสามารถสัมผัส รับรู้ได้โดยตรง แม้ว่ามะม่วงมีหลายชนิด ความหมายอันเป็นแก่นแท้จริงของ ความเป็นมะม่วงก็ไม่ ต่างกัน กล่าวได้ว่า ที่เป็นเพราะโครงสร้างหรือแก่นแท้ของ “ความเป็นมะม่วง” เป็นอย่างเดียวกัน โครงสร้างหรือแก่นแท้อันนี้แหละ ที่ช่วยให้เราเข้าใจมะม่วงในฐานะเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งหรือในฐานะ เป็นปรากฏการณ์อย่างหนึ่ง ซึ่งมี ภาวะที่เป็น ของมันเฉพาะ ต่างจากผลไม้ชนิดอื่น หรือปรากฏการณ์ อย่างอื่น แนวคิดปรากฏการณ์วิทยาของฮุสแซร์ลมุ่งทำความเข้าใจแก่นแท้ของประสบการณ์ ผ่านการ รับรู้ของบุคคลผู้ประสบมัน วิธีการที่จะเข้าให้ถึงแก่นแท้ดังกล่าวนี้ ฮุสแซร์ลเสนอว่านักวิจัยต้องทำให้ ตัวให้ปราศจากอคติ ปลอดจากแนวคิดทฤษฎี และข้อสรุปล่วงหน้า รวมทั้งความเชื่อส่วนตัวที่มีอยู่ นักวิจัยจะต้องปล่อยวางสิ่งเหล่านั้นให้หมด และเพ่งดูประสบการณ์นั้นตามที่มันเป็น ทำการวิเคราะห์ ตามนั้น การศึกษาในแนวนี้คล้ายกับการศึกษาแบบวิทยาศาสตร์ เป็นวิทยาศาสตร์แห่งการรับรู้ นี้คือ การมองแบบปรากฏการณ์แบบปฏิฐานนิยม คือมองว่าการรับรู้ของมนุษย์มีธรรมชาติเป็นภววินัยและ
8 เป็นสากล หมายความว่า การรับรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์เรื่องใดเรื่องหนึ่งสำหรับคนทั่วไป ไม่ได้ต่างกัน เพราะมีโครงสร้างและแก่นแท้เป็นอย่างเดียวกัน จุดมุ่งหมายของการวิจัยปรากฏการณ์วิทยาแนวการ บรรยายจึงเน้นที่การเข้าถึงโครงสร้างและแก่นแท้ของการรับรู้ เกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่บุคคลได้ ประสบ พร้อมด้วยความหมายของปรากฏการณ์นั้น แต่เป็นความหมายในตัวมันเองในฐานะที่เป็น ปรากฏการณ์อย่างหนึ่ง ไม่ใช่ความหมายที่บุคคลผู้ได้ประสบกับปรากฏการณ์นั้นให้กับมัน (ชาย โพธิสิ ตา, พิมพ์ครั้งที่ 9, 2564, น.112-113) 2. ปรากฏการณ์วิทยาแนวการตีความ ผู้นำทางด้านแนวคิดนี้คือ โฮเดกเกอร์ มุ่งทำความ เข้าใจความหมายของ ภาวะที่เป็น (Being) ของมนุษย์ หรือทางปรัชญาเรียกว่า อัตถิภาวะ (Existence) ภาวะดังกล่าวเป็นอัตวิสัย หมายความว่า การที่บุคคลจะมองว่าเป็นอย่างไร และภาวะที่ เป็นเขาเป็นมีความหมายอย่างไร ขึ้นอยู่กับภูมิหลังของตัวเขาและบริบทที่เขาดำรงอยู่ โดยนัยนี้ ความหมายของปรากฏการณ์ หรือประสบการณ์ สิ่งที่บุคคลได้สร้างขึ้นมาจากประสบการณ์ ไฮเดก เกอร์เชื่อว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่ชอบตีความหมาย มีความสามารถในการค้นหา ความสำคัญ ความหมาย ในชีวิตของคนและสิ่งต่าง ๆ (Draucker, 1999) การตีความหมายคือสิ่งที่ทำใหปรากฏการณ์วิทยา แนวการตีความ ต่างจากปรากฏการณ์วิทยาแนวการบรรยาย ความแตกต่างระหว่างปรากฏการณ์วิทยา 2 แนวทางนี้ คือ ประเด็นที่ว่า บริบทความสำคัญ มากน้อยเพียงใด ในการทำความเข้าใจประสบการณ์ที่บุคคลได้รับ สำหรับปรากฏการณ์วิทยาแนวการ บรรยายของฮุสแชร์ล บริบทมีความสำคัญน้อย มุ่งทำความเข้าใจประสบการณ์ที่บุคคลรับรู้ หรือที่มัน ปรากฏออกมา เรื่องบริบทไม่ใช่สิ่งสำคัญที่จะนำมาพิจารณา ความจริงของฮุสแชร์ล ถือว่าบริบท รวมทั้งแนวคิดและความรู้ที่นักวิจัยมีอยู่ก่อน เกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่ศึกษานั้นนอกจากไม่สำคัญแล้ว ยังเป็นสิ่งที่ขัดขวางไม่ให้เห็นความจริงที่ออกมา ต่างจากไฮเดกเกอร์ที่ว่า ความเข้าใจและความหมาย ของปรากฏการณ์ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้โดยปราศจากบริบท เพราะมนุษย์มีแนวโน้มที่จะเข้าใจและ ตีความหมายของสิ่งต่างๆ โดยเชื่อมโยงกับบริบทที่เขาดำรงอยู่เป็นสิ่งสำคัญ (Geanellos, 1998: Draucker, 1999) การทำความเข้าใจประสบการณ์ของมนุษย์ปรากฏการณ์วิทยาแนวการตีความไม่ได้มุ่งที่จะหา ความรู้อะไรคือแก่นแท้ของประสบการณ์เหมือนในปรากฏการณ์วิทยาแนวการบรรยายแต่มุ่งทำความ เข้าใจภาวะที่เป็นของมนุษย์ซึ่งเขาเห็นว่าไม่สามารถแยกขาดจากบริบทได้ตามความเห็นของ Hi Decker ความหมายแก่ประสบการณ์ที่บุคคลมีกับปรากฏการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งในสำคัญทางการ ปฏิบัติของความเชื่อเช่นนี้ถ้าเราจะทำความเข้าใจประสบการณ์อะไรสักอย่างเช่นประสบการณ์
9 เกี่ยวกับการเจ็บป่วยและการรักษาของบุคคลเราจะต้องทำความเข้าใจมากกว่าเรื่องความเจ็บปวดและ การรักษาจะต้องทำความเข้าใจไปถึงชีวิตของเขาทั้งหมดอย่างน้อยก็ในเรื่องชีวิตครอบครัวเศรษฐกิจ ชุมชนความเชื่อรสนิยมส่วนตัวและค่านิยมต่างๆด้วย (ชาย โพธิสิตา, 2564, น.114) จะสังเกตได้ว่า จุดยืนทางภาวะวิทยาและญาณวิทยาของปรากฏการณ์วิทยาแนวการตีความไม่ต่างอย่างใดอย่างหนึ่ง เลยกับจุดเด่นของกระบวนทัศน์นิยม ปรากฏการณ์วิทยาแนวการตีความเชื่อว่ามนุษย์สร้างความหมาย ให้กับปรากฏการณ์และการกระทำของตน ดังนั้นนักวิจัยจึงต้องพยายามเข้าให้ถึงความหมายที่ ผู้เข้าร่วมในการวิจัยให้แก่ประสบการณ์หรือการกระทำของเขาบุคคลสร้างความหมายให้แก่สิ่งต่างๆ บนฐานของความรู้ที่เขามีอยู่เกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้น และบนฐานของบริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่ขอ ดำรงอยู่ยิ่งกว่านั้นปรากฏการณ์วิทยาแนวการตีความยังถือว่า Bracketting หรือการแยกอคติส่วนตัว ของนักวิจัยออกโดยสิ้นเชิงในกระบวนการวิจัยไม่ใช่สิ่งที่เป็นที่ปฏิบัติได้จริงด้วยความเชื่อและหลักการ เช่นนี้ในทางปฏิบัติแล้วการวิจัยปรากฎการณ์วิทยาการแนวการตีความจึงเป็นกระบวนการที่ ความหมายของทั้งสองฝ่ายคือนักวิจัยกับผู้ร่วมในการวิจัยถูกล้อมเข้าด้วยกันปรากฏผ่านทาง ปฏิสัมพันธ์และการตีความโดยนักวิจัย เนื่องจากเป็นการศึกษาที่สนใจความหมายของประสบการณ์ที่บุคคลได้รับปรากฏการณ์วิทยา แนวการตีความจึงเหมาะสำหรับการศึกษาประวัติประสบการณ์ชีวิตของบุคคลนักวิจัยจะถามคำถาม ว่าการได้มีประสบการณ์ในเรื่องในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเช่นการเป็นคนรายรับไร้สัญชาติการเป็นคนพิการ การอยู่คนเดียวในวัยสูงอายุการเป็นหญิงหรือชายประเภทสอง มีความหมายอย่างไรสำหรับผู้ที่มีชีวิต อยู่กับเรื่องนั้นความรู้ในเรื่องนี้สามารถนำไปใช้เพื่อประโยชน์ในการได้ในทางนโยบายและการปฏิบัติ โดยตรงแนวทางการศึกษาปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความถูกนำไปใช้มากในศาสตร์หลายสาขา โดยเฉพาะในการวิจัยทางสังคมศาสตร์พยาบาลศาสตร์และจิตวิทยาสุขภาพ ปรากฏการณ์วิทยาทั้ง สองแนวทางที่กล่าวมาข้างต้นมีลักษณะต่างกับที่ผู้ศึกษาควรทราบ ดังตารางเปรียบเทียบประเด็น สำคัญของปรากฏการณ์วิทยาแนวการบรรยาย กับปรากฏการณ์วิทยาแนวการตีความ ประเด็นเปรียบเทียบ แนวการบรรยาย แนวการตีความ 1. จุดเน้นของการวิจัย เน้นการเข้าถึงและเผยให้เห็น โครงสร้างหรือแก่นของการ รับรู้ของมนุษย์เกี่ยว กับ ปรากฏการณ์ที่ศึกษาพร้อม เ น ้ น ก า ร ท ำ ค ว า ม เ ข ้ า ใ จ ป ร า ก ฏ ก า ร ณ ์ ห รื อ ประสบการณ์ที่ศึกษาในทัศนะ ของผู้ได้ประสบกับมันภายใน
10 ด้วยความหมายที่แท้จริงของ ปรากฏการณ์นั้น บริบทที่บุคคลได้ประสบมัน ดำรงอยู่ 2. ทัศนะเกี่ยวกับบุคคล/ผู้ร่วม ในการวิจัย มุ่งหาโครงสร้างหรือแก่นที่มี ล ั ก ษ ณ ะ ส า ก ล ข อ ง ประสบการณ์อย่างใดอย่าง ห น ึ ่ ง จ า ก ก า ร ศ ึ ก ษ า ก ลุ่ ม ตัวอย่างจำนวนน้อยสะท้อน แนวคิดที่ถือว่าตัวอย่างจำนวน น้อยเที่ยวที่ร่วมในการวิจัยคือ ต ั ว แ ท น ข อ ง โ ล ก ห รื อ ปรากฏการณ์ที่เขาได้ประสบ มองว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่ดีที่ ตีคว ามหมายสามารถให้ ความสำคัญและความหมาย ของสิ่งต่างๆในบริบทที่ตนดำรง อยู่ได้ดังนั้นความหมายอาจ ต่างกันไปขึ้นอยู่กับบุคคลและ บริบทที่เขาดำรงอยู่ 3. ความเชื่อ/ข้อสมมติพื้นฐาน เชื่อว่าการรับรู้และความหมาย ข อ ง ป ร า ก ฏ ก า ร ณ์ ประสบการณ์อย่างใดอย่าง หนึ่งไม่ต่างกันสำหรับมนุษย์ทุก คนทุกแห่งการว ิจัยต้อง สามารถเผยให้เห็นแก่นหรือ ลักษณะทั่วไปของการรับรู้ที่คน ม ี เ ห ม ื อ น ก ั น ส ำ ห รั บ ปรากฏการณ์นั้นประสบการณ์ เช่นเดียวกัน เ ช ื ่ อ ว ่ า บ ร ิ บ ท ท า ง ส ั ง ค ม วัฒนธรรมรวมทั้งภาษาคือสิ่งที่ มนุษย์ทุกคนทุกหนทุกแห่งมี เหมือนกันการกระทำของ มนุษย์ไม่ใช่สิ่งที่ปราศจาก บริบทความหมายของสิ่งต่างๆ ที่มนุษย์ให้แก่การกระทำของ ตนนั้นได้รับอิทธิพลจากบริบท ที่เขาดำรงอยู่ 4. บทบาทของนักวิจัย นักวิจัยต้องสำรวจตัวเองและ ตระหนักอยู่เสมอว่าในทุก ขั้นตอนการวิจัยจะต้องแยก ความคิดเห็นที่มีอยู่ของตน ออกไปให้หมดเพื่อไม่ให้มา ปนเปื้อนธรรมชาติที่แท้จริง ของปรากฏการณ์ที่ศึกษา ในฐานะเป็นผู้คิดค้นเพื่อหา คำตอบสำหรับคำถามการวิจัย นักวิจัยมีส่วนสำคัญในการ สร้างและตีความปรากฏการณ์ หรือประสบการณ์ที่ศึกษาไป พร้อมกับผู้ร่วมในการวิจัย
11 5. ความเข้มงวดในระเบียบวิธี ด ำ เ น ิ น ก า ร ว ิ จ ั ย แ บ บ ว ิ ท ย า ศ า ส ต ร ์ เ ป ิ ด เ ผ ย รายละเอียดของโครงสร้างหรือ แก่นที่เป็นสากลของการรับรู้ ป ร า ก ฏ ก า ร ณ ์ ห รื อ ประสบการณ์นักวิจัยต้องเป็น กลางอย่างเคร่งครัด นักวิจัยต้องกำหนดเกณฑ์ เกี่ยวกับบริบทว่าจะใช้อะไร และใช้อย่างไรจึงจะทำให้การ ตีความปรากฏการณ์หรือ ป ร ะ ส บ ก า ร ณ ์ ท ี ่ ศ ึ ก ษ า มี ความหมายที่น่าเชื่อถือ 6. การตีความ ยึดสิทธิ์หลักที่ว่านักวิจัยต้องไม่ เอาความรู้หรือความคิดเห็น ใ ด ๆ ท ี ่ ต น ม ี อ ย ู ่ เ ก ี ่ ย ว กั บ ปรากฏการณ์ที่ศึกษาเข้ามา เกี่ยวข้องเพื่อประกันว่าการ ตีความจะปราศจากอคติ ความรู้ความเข้าใจและความ คิดเห็นของนักวิจัยเกี่ยวกับสิ่ง ที่ศึกษาบวกกับความเข้าใจ บริบทและความหมายของผู้ ร่วมในการวิจัยจะทำให้การ ตีความมีความหมายและ น่าเชื่อถือยิ่งขึ้น (ชาย โพธิสิตา, 2564, น.115-117) 3. วิธีดำเนินการวิจัย ตามหลักแล้วการเลือกตัวอย่างในการวิจัยทางปรากฏการณ์วิทยาไม่ว่าจะเป็นแนวการ บรรยายหรือการแนวการตีความไม่ต่างกับการเลือกตัวอย่างสำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพหลักการ สำคัญคือเลือกโดยเจาะจงเพื่อเป็นหาบุคคลที่มีประสบการณ์จริงๆในเรื่องนั้นๆโดยยึดเป้าหมายและ วัตถุประสงค์ของการศึกษาเป็นหลักตัวอย่างประเภทคนที่มีประสบการณ์ตรงมีชีวิตอยู่กับเรื่องนั้น จริงๆถ้าเลือกมาเป็นตัวอย่างคนประเภทนี้จะมีเรื่องราวข้อมูลที่เป็นจริงเพื่อรวบรวมมาวิเคราะห์ตาม ความสำเร็จเบื้องต้นของการวิจัยซึ่งอยู่ที่การพยายามที่ออกเป็นให้ได้บุคคลประเภทนี้มาเป็นผู้ร่วมใน การวิจัย แต่การเลือกแฟ้มจะเป็นไปได้ยากถ้านักวิจัยไม่มีความชัดเจนว่าปรากฏการณ์หรือ ประสบการณ์ที่ศึกษานั้นมีขอบเขตมากน้อยเพียงใดวิธีที่จะช่วยให้ได้เรื่องได้ในเรื่องนี้ก็คือการทบทวน วรรณกรรมอย่างมีเป้าหมายการหาความรู้จากการสนทนาหรือสัมภาษณ์บุคคลที่อยู่ในวงการนั้นนั้น เมื่อมีความขัดชัดเจนเพียงพอในปรากฏการณ์ที่จะศึกษานักวิจัยก็พร้อมที่จะสิทธิ์ตัดสินว่าบุคคลที่ควร จะเลือกมาเป็นตัวอย่างในการศึกษาควรจะมีลักษณะอย่างไร เพื่อให้การเลือกเป็นไปอย่างมีหลักมี
12 เกณฑ์ที่น่าเชื่อถือนักวิจัยควรกำหนดเกณฑ์การเลือกขึ้นมาว่าคนที่เข้าข่ายคนที่ไม่เข้าข่ายที่จะถูกเลือก และไม่ถูกเลือกควรมีลักษณะสำคัญอย่างไรและใช้เกณฑ์นั้นเป็นแนวทางพิจารณาที่นักวิจัยต้องการ เลือกจริงๆนั้นไม่ใช่ทุกคนที่เข้าเกณฑ์แต่เป็นบุคคลที่เหมาะสมที่สุดในจำนวนที่เข้าเกณฑ์นั้นนี่คือ เหตุผลที่ว่าทำไมนักวิจัยจึงควรเจาะจงเฟ้นหาคนที่เหมาะและดีที่สุดด้วยกำลังถึงเนื้อหาของเรื่องที่จะ ศึกษาแต่ปัญหาอาจจะมีว่าจะเอาผู้ที่มีประสบการณ์มากน้อยแค่ไหนมาเป็นตัวอย่างในการศึกษาและ ทุกคนที่เลือกมาจำเป็นต้องมีประสบการณ์ในเรื่องนั้นๆเท่ากันหรือไม่ประเด็น เหล่านี้ไม่มีคำตอบที่ ชัดเจนเพียงอย่างเดียวแต่ถ้าพิจารณาจุดมุ่งหมายของการศึกษาแบบนี้แล้วกลุ่มตัวอย่างควรจะเป็นผู้ที่ มีประสบการณ์มากและมีประสบการณ์ในระดับใกล้เคียงกันหรือแตกต่างกันไม่มากนัก กล่าวถึงการเลือกตัวอย่างสำหรับการวิจัยแบบปรากฏการณ์วิทยามีมิติที่นักวิจัยควรนำมา พิจารณา 3 ประการคือสถานที่เวลาและแผนการแสดงออกซึ่งความหมายของประสบการณ์ส่วนตัว ของผู้ถูกศึกษาอย่าง 2 อย่างแรกคือสถานที่และเวลานั้นเกี่ยวข้องกับการอย่างใกล้ชิดและเป็นสิ่งที่ เข้าใจได้ไม่ยากนักเพราะโดยปกติเราจะศึกษาเรื่องบุคคลที่มีประสบการณ์ภายในบริบทของสถานที่ หนึ่งและในเวลาหนึ่งอยู่แล้วเช่นเราอาจศึกษาประสบการณ์ของผู้ให้การดูแลผู้ป่วยเรื้อรังระยะสุดท้าย ประสบการณ์ของผู้ติดเชื้อ HIV หรือประสบการณ์อะไรก็ตามเราอาจจะช้าประสบการณ์ที่คนกำลัง ประสบอยู่หรือประสบที่ผ่านมามาแล้วเวลารอศึกษาทุกอย่าง เหล่านี้ในโรงพยาบาลที่บ้านของเขาเอง สถานที่หรืออาจจะเป็นการข้อสังเกตพฤติกรรมของผู้ที่ถูกเลือกเป็นตัวอย่างนั้นในโอกาสและสถานที่ ต่าง ๆ โดยสรุปก็คือตัวอย่างที่เราเลือกนั้นมีมิติเรื่องเวลาและสถานที่เสมอมิติทั้งสองนี้มีนัยสำคัญต่อ ความหมายหรือการตีความประสบการณ์อย่างมากในสถานที่ต่างกันเวลาต่างกันความรู้สึกของบุคคล ต่อประสบการณ์ต่อปรากฏการณ์และการตีความหมายของประสบการณ์อาจแตกต่างกันเพราะเหตุนี้ ในการเลือกตัวอย่างจึงควรเอามิติด้านสถานที่และเวลามาพิจารณาด้วยอย่างน้อยก็ไม่ก็ในแง่ที่ว่าจะ ทำการศึกษาตัวอย่างเหล่านั้นในสถานที่ใดในเวลาใดอีกประการหนึ่งการคำนึงถึงสถานที่และเวลาจะ ช่วยให้นักวิจัยตระหนักว่าการเลือกตัวอย่างเพื่อทำการศึกษาในสถานที่และเวลาต่างๆกันนั้นมีความ เป็นไปได้ในเชิงปฏิบัติมากน้อยเพียงใดความเป็นไปได้เป็นสิ่งสำคัญเพราะไม่ว่าตัวอย่างที่ศึกษาจะมี ความเหมาะสมเพียงใดแต่ถ้าในขั้นปฏิบัติ นักวิจัยไม่สามารถจะเก็บข้อมูลในสถานที่และเวลานั้นได้ ตัวอย่างที่ศึกษามาศึกษานั้นก็ไม่มีความหมายในทางปฏิบัติแต่อย่างใด ส่วนมิติที่ 3 คือแบบแผนการแสดงออกซึ่งความหมายนั้นนักวิจัยจะต้องให้ความสำคัญกับ ความสามารถในการเล่าเรื่องของบุคคลผู้ให้สัมภาษณ์แต่เรื่องนี้เกี่ยวกับความสามารถของนักวิจัยได้ว่า
13 จะดำเนินสัมภาษณ์ที่จะกระตุ้นให้ผู้ถูกสัมภาษณ์เล่าเรื่องได้ดีและเป็นธรรมชาติเพียงใดนอกจากนี้การ เป็นผู้สัมภาษณ์ที่ดียังรวมถึงการสังเกตถ้อยคำน้ำเสียงและกริยาท่าทางของผู้ให้สัมภาษณ์ขณะที่เล่า เรื่องของเขาให้นักวิจัยฟังด้วย เช่นเดียวกับในการวิจัยเชิงคุณภาพโดยทั่วไปไม่มีสูตรสำเร็จว่าการวิจัยแบบปรากฏการณ์ วิทยาจะต้องใช้ตัวอย่างจำนวนเท่าใดนักวิจัยอาจใช้ตัวอย่างตั้งแต่จำนวนน้อยๆเช่น 10 รายไปจนถึง หลาย 10 รายขึ้นอยู่กับลักษณะของปรากฏการณ์และจุดประสงค์ของการวิจัยตัวอย่างจำนวนน้อยๆ เหมาะสำหรับการวิจัยเพื่อค้นหาประเด็นที่เรายังไม่มีความรู้ชัดเจนแต่ไม่เหมาะสำหรับการนำผลที่ได้ ไปอนุมานเพื่อทำความเข้าใจปรากฏการณ์นั้นโดยรวมซึ่งในกรณีเช่นนั้นการใช้ตัวอย่างจำนวนมากจะ สนองวัตถุประสงค์ได้ดีกว่า (Lester, 1999) วิธีการเก็บข้อมูล ในด้านการเก็บรวบรวมข้อมูลนักปรากฏการณ์วิทยาทั้งแนวการบรรยาย และแนวการตีความสามารถใช้วิธีการหลักๆของการวิจัยเชิงคุณภาพและทุกรูปแบบนักวิจัยคนบางคน ใช้วิธีเดียวคือการสัมภาษณ์เชิงลึกบางคนใช้หลักการสังเกตและการขอให้ผู้ร่วมในการวิจัยเชิงบันทึก ประจำวันเกี่ยวกับประสบการณ์ของตนควบคู่ไปด้วยเพื่อตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของข้อมูล อย่างไรก็ตามที่ใช้กันแพร่หลายมากกว่าวิธีอื่นคือการสัมภาษณ์เชิงลึกทั้งนี้เพราะข้อมูลที่ต้องการเป็น เรื่องส่วนบุคคลมีลักษณะเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับประสบการณ์ส่วนตัวของผู้ร่วมในการวิจัยนักวิจัยจะให้ ความสำคัญเป็นพิเศษกับความรู้สึกความคิดและอารมณ์ของผู้ให้ข้อมูลในการได้ประสบการณ์ กับ ประชารวมถึงความหมายที่ปรากฏการณ์นั้นที่มีต่อเขาด้วยดังนั้นการบรรยายกาศของการสัมภาษณ์ที่ ดีจึงควรอยู่ในรูปแบบของการสนทนาอย่างเป็นธรรมชาติเหมือนกันคุยกันในชีวิตประจำวันโดยมีการ ยึดยืดหยุ่นความตามความตามสมควรทางนี้ผู้ถูกสัมภาษณ์และผู้สัมภาษณ์ต่างมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันทั้ง สองฝ่ายอาจแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้เท่าที่จำเป็นจุดเน้นของผู้สัมภาษณ์อยู่ที่การรับฟังสิ่งที่ไม่สามารถ เล่ามากกว่าการมุ่งแต่จะควบคุมการสนทนาให้เป็นไปตามแนวคำถามที่เตรียมเอาไว้เท่านั้น สิ่งที่นักวิจัยแบบปรากฏการณ์วิทยาจะต้องตระหนักในการสัมภาษณ์คือจะต้องพยายามเจาะ ลงไปให้ถึงความหมายของประสบการณ์ที่ศึกษาให้ได้ดังนั้นสิ่งที่จะต้องเข้าถึงด้วยการสัมภาษณ์จึง ไม่ใช่เพียงเพื่อทราบว่าผู้ให้สัมภาษณ์มีประสบการณ์อะไรและเขาได้ประสบปัญหาอย่างไรเท่านั้นแต่ที่ สำคัญกว่านั้นก็คือการให้ได้ข้อมูลที่จะตอบคำถามว่าการได้มีประสบการณ์นั้นมีความหมายอย่างไร สำหรับตัวเขาทำไมของประสบการณ์จากการบอกเล่าของผู้ให้สัมภาษณ์ถือว่าเป็นเป้าหมายสำคัญของ การสัมภาษณ์สำหรับการวิจัยแบบปรากฏการณ์วิทยา
14 แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าผู้ให้ข้อมูลส่วนมากจะไม่สามารถนิยามหรือให้ความหมายของประสบการณ์ ของตนได้แม้จะให้เวลาเขาคิดพอสมควรก็ตามบ่อยครั้งที่ผู้ให้สัมภาษณ์ไม่อาจบอกตรงๆได้ว่า ปรากฏการณ์ที่เขาได้มาประสบมามีความหมายอย่างไรแต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าปรากฏการณ์ที่เขาได้ ประสบการณ์นั้นไม่มีความหมายอะไรเลยสำหรับเขาปรากฏการณ์วิทยาถือว่าทุกครั้งที่ได้ประสบกับ ปรากฏการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งบุคคลจะรับรู้และตีความปรากฏการณ์นั้นเสมอสิ่งที่เขาตีความออกมา คือความหมายของปรากฏการณ์ที่มีต่อเขาซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นนิยามหรือคำอธิบายที่นักวิจัยมองหาใน การสัมภาษณ์เสมอไปแต่ความหมายอาจจะอยู่ในรูปของการกระทำท่าทีหรือทัศนคติที่เปลี่ยนไปของ บุคคลก็ได้ในสำคัญของสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นต่อการเก็บข้อมูลก็คือ การมุ่งคำถามเพื่อขอให้ผู้ตอบบอก ความหมายของโครงการที่เขาประสบตรงๆอาจไม่ใช่วิธีที่ดีสำหรับการเข้าถึงความหมายที่แท้จริงของ ผู้ให้ข้อมูลตัวอย่างเช่นคำถามตรงๆต่อไปนี้สำหรับบางคนอาจไม่ได้คำตอบที่ดีเลยก็ได้เช่น -การที่คุณต้องแบกภาระความรับผิดชอบของครอบครัวตั้งแต่อายุยังน้อยเช่นนี้มีความหมาย อย่างไรสำหรับคนตัวคุณ -ช่วยเล่าให้ฟังได้ไหมว่าการใช้ชีวิตอยู่ในโรงเรียนกินนอนและห่างไกลจากครอบครัวตั้งแต่วัย เด็กอย่างที่คุณได้ประสบมาด้วยตนเองนี้มีความหมายอย่างไรบ้างสำหรับคุณ บางครั้งการถามสิ่งที่เขาทำสิ่งที่เขาคิดได้ดีหรือแม้แต่ความเป็นแปลงที่เกิดขึ้นในชีวิตของเขา หลังจากที่ได้ประสบกับเหตุการณ์นั้นแล้วอาจเป็นวิธีที่ดีกว่าการมุ่งเน้นกดดันเพื่อให้เขาตอบ ความหมายคำถามนั้นตรงนั้นหมายความว่านักวิจัยจะต้องตีความเอาจากหลักฐานแวดล้อมอื่นว่า ความหมายของปรากฏการณ์ที่มีต่อผู้ต่อผู้ให้ข้อมูลคืออะไร ที่กล่าวมาข้างต้นมีนัยสำคัญสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยความหมายของประสบการณ์ที่ บุคคลได้รับซึ่งเป็นสิ่งที่นักวิจัยจะต้องเข้าให้ถึงในการเก็บข้อมูลนั้นเป็นสิ่งที่นักวิจัยจะสามารถเข้าถึง ด้วยการตีความจากการกระทำทัศนคติท่าทีหรือจากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชีวิตของผู้ที่ถูก ศึกษาซึ่งนักวิจัยและลดลงมาในรูปของเรื่องเล่าจากการสัมภาษณ์ การถามถึงความหมายของสิ่งที่เกิดขึ้นและผ่านไปแล้วกับความหมายของสิ่งที่ผู้ให้สัมภาษณ์ กำลังประสบอยู่ในปัจจุบันอาจต้องใช้กลยุทธ์ที่ต่างกันบ้างแต่ทั้งสองแบบนี้ก็มุ่งบรรลุถึงสิ่งที่เดียวกัน คือเรื่องเล่าให้รายละเอียดของปรากฏการณ์และความหมายของประสบการณ์ในสถานะในทัศนะของ ผู้สัมภาษณ์เรื่องนี้จะเสนอว่าในการสัมภาษณ์แบบปรากฏการณ์วิทยานั้นคำถาม 3 ประเภทต่อไปนี้ เป็นคำถามที่มีประโยชน์คือ
15 1. คำถามเพื่อทราบรายละเอียดของปรากฏการณ์จากคำพูดของผู้ให้สัมภาษณ์เองเช่นเชื่อ และช่วยเล่าให้ฟังได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในชีวิตคุณในช่วงนั้นเช่นในช่วงเวลาที่พบว่าคนติดเชื้อ HIV ช่วงที่พ่อคุณตั้งครรภ์โดยที่ฝ่ายชายเขาไม่ยอมรับผิดชอบช่วงที่สามีคุณเสียชีวิตเพราะขณะที่ลูกคนอายุ อายุแรกย่างเข้าเพียง 3 ขวบคนกำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่สองอยู่ 2. คำถามถึงความรู้สึกของผู้ให้ข้อมูลที่เกิดจากการได้รับหรือประสบเหตุการณ์นั้นคำถาม ประเภทนี้มุ่งทำความเข้าใจว่าผู้ตอบมีความรู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่เขาได้ประสบเช่นช่วยเล่าให้ฟังถึง ความรู้สึกที่เกิดขึ้นตอนที่คุณประสบความสำเร็จหรือรู้สึกล้มเหลวสูญเสียยากลำบากในช่วงเวลาที่ผ่าน มานี้ได้ไหมการได้รู้ถึงความรู้สึกของเขาจะช่วยให้นักวิจัยเข้าใจความหมายของประสบการณ์ที่ผู้ต่อไป ได้รับดีขึ้นอย่างน้อยก็ทำให้เขาเข้าใจว่าเขามองประสบการณ์นั้นอย่างไร 3. คำถามที่มุ่งผลกระทบของปรากฏการณ์เพื่อทราบว่าการได้ประสบกับปรากฏการณ์นั้น ขอให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของผู้ที่ให้ข้อมูลอย่างไรชีวิตประจำวันของผู้ให้ข้อมูลเป็นอย่างไรการ ได้ทราบเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้ให้ข้อมูลเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้นักวิจัย ตีความหมายผลกระทบของปรากฏการณ์ที่มีต่อชีวิตของเขาได้โดยผ่านกิจวัตรประจำวันของเขา คำถามมักจะเป็นทำนองว่าหลังจากเหตุการณ์นี้เช่นหลังจากผู้ติดรู้ว่าตัวเองติดเชื้อ HIV หลังจากที่สามี เสียชีวิตกะทันหันชีวิตประจำวันของคุณเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง การวิเคราะห์ข้อมูล เนื่องจากในสาระสำคัญแล้วการวิเคราะห์ข้อมูลสำหรับการวิจัยแบบ ปรากฏการณ์วิทยาไม่มีอะไรแตกต่างอย่างสำคัญกับการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยทั่วไปดังนี้ใน ด้านการเตรียมข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อเนื้อหาในที่นี้จะกล่าวถึงการวิเคราะห์ข้อมูลสำหรับการวิจัย แบบปรากฏการณ์วิทยาทั้งสองเพียงย่อๆเพื่อให้เห็นภาพรวมเท่านั้นส่วนรายละเอียดของขั้นตอนและ วิธีการปฏิบัติในการวิเคราะห์และจะกล่าวในรายละเอียดต่อไป การวิเคราะห์ข้อมูลสำหรับการวิจัยแบบปรากฏการณ์วิทยาทั้ง 2 แบบมีข้อแตกต่างกันที่ สำคัญ 2 ประการคือจุดมุ่งหมายของการวิเคราะห์และวิธีดำเนินการวิเคราะห์ในด้านจุดมุ่งหมาย ปรากฏการณ์วิทยาแนวการบรรยายเน้นการทำความเข้าใจบทการวิทยาตามที่ปรากฏในการรับรู้ของ บุคคลผู้ได้ประสบมันหรืออย่างที่มันเป็นจริงๆผ่านประสบการณ์ของผู้ร่วมในการวิจัยโดยไม่มีการ ตีความหรือแปลความหมายใดๆจุดมุ่งหมายสูงสุดคือการเข้าให้ถึงสิ่งที่เรียกว่าโครงสร้างหรือแก่นแท้ ของปรากฏการณ์ประสบการณ์ซึ่งเชื่อว่าเหมือนกันสำหรับปรากฏการณ์ประเภทเดียวกันและสำหรับ ทุกคนที่ได้ประสบปัญหาด้วยจุดมุ่งหมายดังกล่าววิธีการวิเคราะห์สำหรับปรากฏการณ์มิติยาแนวการ บรรยายจึงเน้นการให้นักวิจัยสห แนวคิดทฤษฎีความรู้ความเชื่อหรือความคาดหวังเกี่ยวกับ
16 ปรากฏการณ์ที่มีอยู่ของตนออกให้หมดเพื่อไม่ให้สิ่งเหล่านั้นมีอิทธิพลต่อการมองเห็นเข็มแท้ของ ปรากฏการณ์ที่ศึกษานั่นคือต้องทำความเข้าใจบริการด้วยใจที่เป็นกลางไม่มีอคติใด ๆ แต่สำหรับปรากฏการณ์วิทยาแนวการตีความจุดมุ่งหมายของการวิเคราะห์คือการรวมความ เข้าใจความหมายที่บุคคลให้กับปรากฏการณ์ประสบการณ์ที่เขาได้รับในการวิเคราะห์นักวิจัยจึงไม่มี ความจำเป็นต้องสลัดแนวคิดทฤษฎีความรู้ความเชื่อหรือความคาดหวังเกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่ศึกษา ของตนออกไปเนื่องจากสิ่งที่สิ่งเหล่านั้นจะช่วยในการตีความหมายปรากฏการณ์ที่ศึกษาซึ่งอาจจะทำ ได้โดยอาศัยแนวคิดหลากหลายนักวิจัยต้องเปิดกว้างสำหรับการตีความที่อาจเป็นไปได้ที่มีความหมาย ทุกรูปแบบบนฐานข้อมูลสามารถใช้แนวคิดทฤษฎีที่มีอยู่มาสนับสนุนการตีความของตนได้เมื่อเห็นว่า เหมาะสม นอกเหนือจากข้อมูลที่แตกต่างในด้านจุดมุ่งหมายแล้วขั้นตอนและวิธีการในการวิเคราะห์ สำหรับการวิจัยแบบปรากฏการณ์วิทยาทั้ง 2 แนวทางก็คืออย่างเดียวกันกับในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิง คุณภาพทั่วไปคือเริ่มจากการจัดการข้อมูลไปสู่การแสดงข้อมูลข้อค้นพบการอธิบายข้อมูลข้อค้นพบ แนวทางการวิเคราะห์หลักๆต่อไปนี้ผู้เรียบเรียงสรุปจากสิ่งที่เสนอโดยผู้รู้ด้านการวิจัยแบบ ปรากฏการณ์วิทยา 1. การอ่านข้อมูลหลายๆครั้งจุดมุ่งหมายสำคัญก็คือเพื่อให้นักวิจัยเข้าใจข้อมูลอย่างลึกซึ้งจน รู้สึกได้ถึงอารมณ์และการรับรู้ของข้อของผู้ให้ข้อมูลเสมือนว่าตนได้ประสบกับปรากฏการณ์นั้นด้วย ตนเอง 2. เฟ้นหาข้อความสำคัญจากข้อมูลและให้ความหมายทุกข้อความที่น่าสนใจในทาง ปฏิบัติการอ่านข้อมูลขั้นตอนที่ 1 การเฟซหาและให้ความหมายของข้อความขั้นตอนที่ 2 สามารถทำ ควบคู่กันไปได้กล่าวคือขณะที่อ่านข้อมูลนักวิจัยจะมองหาข้อความที่เห็นว่ามีความหมายตรงกันหรือที่ ไปกันได้กับปรากฏการณ์ที่ศึกษาความหมายของข้อความนั้นอาจจะเห็นได้ว่าจากคำพูดของผู้ให้ข้อมูล โดยตรงโดยไม่ต้องตีความหรืออาจจะอยู่เบื้องหลังของแต่ละข้อความซึ่งนักวิจัยต้องตีความเอาดังนั้น ในการอ่านข้อมูลนักวิจัยจะต้องคิดและถามตัวเองตลอดเวลาว่าสิ่งที่ให้พ่อสิ่งที่ผู้ให้ข้อมูลพูดนั้นเขา หมายความถึงอะไรเขารับรู้อะไรรู้สึกอย่างไรต่อสิ่งที่เขาได้ประสบความหมายของแต่ ละข้อความอาจ กำหนดเป็นคำหรือวลีสั้นๆเป็นรหัสที่สื่อถึงความรู้นึกคิดความรู้สึกนึกคิดการรับรู้การกระทำของผู้ให้ ข้อมูล 3. กำหนดประเด็นสำคัญจากบันทึกข้อความเห็นนักวิจัยนำบันทึกจดไว้ทั้งหมดมาพินิจ วิเคราะห์เพียงเพื่อมองว่าสิ่งที่จดบันทึกไว้นั้นมีข้อสังเกตหรือประเด็นสำคัญอะไรโผล่ขึ้นมาให้เห็นถึง
17 ประเด็นสำคัญนั้นและวิจัยสรุปออกมาจากบันทึกที่ตนทำมาจริงๆจะได้ขึ้นแล้วก็มีความเชื่อมโยงอยู่กับ ข้อมูลด้วยการตีความผ่านเลนทางแนวคิดทฤษฎีความเชื่อหรือแม้แต่จินตนาการของนักวิจัยนั่นเอง 4. หาความเชื่อมโยงกันของประเด็นสำคัญทั้งหมดขั้นตอนนี้อาจถือได้ว่าเป็นจุดตั้งต้นของการ นำเสนอผลการวิเคราะห์อย่างมีความหมายและอย่างเป็นเรื่องเป็นราวนักวิจัยอาจถามตัวเองว่า ประเด็นสำคัญประเด็นไหนน่าจะเชื่อมโยงกับประเด็นสำคัญใดบ้างและในลักษณะอย่างไรประเด็น สำคัญทั้งหมดสามารถจัดลำดับความเชื่อความเชื่อมโยงอย่างเป็นเหตุเป็นผลต่อกันอย่างไรได้บ้าง นักวิจัยอาจทดลองจัดลำดับความตามความเชื่อมโยงจากของประเด็นสำคัญแบบต่างๆหลายๆแบบ เพื่อดูว่าการเชื่อมโยงแบบไหนควรให้ความหมายดีที่สุดโดยในนี้ประเด็นสำคัญบางประเด็นอาจมี ความหมายเป็นประเด็นรองภายใต้ประเด็นสำคัญอื่น 5. เขียนข้อค้นพบจากการวิเคราะห์การเขียนรายละเอียดของข้อค้นพบจากการวิเคราะห์ทำ เช่นเดียวกับการเขียนรายงานการวิจัยทั่วไปแต่ละประเด็นหลักที่เขียนควรนำข้อความของผู้ให้ข้อมูล มาสนับสนุนด้วยถ้าเป็นไปได้เพื่อให้ผู้อ่านเห็นความสมเหตุสมผลในการตีความของนักวิจัยถ้ากล่าว ตามหลักทั่วไปของการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพขั้นตอนที่ 1 ถึง 2 ข้างต้นเป็นการจัดการข้อมูลด้วย การให้รหัสหรือขั้นตอนที่ 3 ที่ 4 เป็นเรื่องของการแสดงข้อมูล ข้อดี ในฐานะเป็นแนวทางการวิจัยปรากฏการณ์วิทยาเป็นวิธีการศึกษาปรากฏการณ์ที่บุคคล ได้ประสบในชีวิตโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อค้นหาโครงสร้างและแก่นแท้ของประสบการณ์นั้นเพื่อทำความ เข้าใจว่าปรากฏการณ์นั้นมีความหมายอย่างไรสำหรับผู้ที่ได้ประสบวันเป็นปรากฏการณ์วิทยาแนวการ ตีความใช้บุคคลเป็นหน่วยในการเก็บข้อมูลวิเคราะห์เนื้อหาของข้อมูลที่อยู่ในรูปของเรื่องเล่าจากการ สัมภาษณ์ตัวอย่างที่ร่วมในการวิจัยข้อได้เปรียบของการวิจัยนี้อยู่ที่การเปิดโอกาสให้นักวิจัยศึก ษา ประสบการณ์ของบุคคลในเชิงลึกโดยใช้ประสบการณ์ที่บุคคลได้รับเป็นจุดตั้งต้นแล้ววิเคราะห์ลึกลงไป อย่างจัดหรือโครงสร้างความหมายที่อยู่เบื้องหลังของประสบการณ์นั้น ดังนั้นถ้าจุดมุ่งหมายของ นักวิจัยคือการหาความรู้ที่เป็นแก่นแท้หรือโครงสร้างของประสบการณ์อย่างใดอย่าง หนึ่งว่ามี ความหมายอย่างไรสำหรับผู้ที่ประสบปัญหาเป็นแนวทางการศึกษาที่ควรได้รับการพิจารณาเป็นอันดับ ต้นๆข้อดีดังกล่าวทำให้ปรากฏการณ์วิทยาโดยเฉพาะแนวการตีความได้รับความสนใจจากนักวิจัยจะ จำนวนมากในทางสังคมศาสตร์พยาบาลศาสตร์และจิตวิทยาสุขภาพตัวอย่างประเด็นที่มีการศึกษาโดย ใช้แนวทางการวิจัยปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์เช่นความสัมพันธ์ระหว่างภาพลักษณ์ของร่างกายกับ สาธารณะเพศหรือรสนิยมทางเพศของบุคคลผู้ติดเชื้อ hiv ที่มีต่อความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล การ ตรวจพบว่าตนเป็นโรคอัลไซเมอร์มีผลกระทบอย่างไรต่ออัตรารับของบุคคลการเป็นคนไร้บ้าน
18 ประสบการณ์การเรียนภาคปฏิบัติในชีวิตของนักศึกษาพยาบาลประสบการณ์ของสมาชิกครอบครัวที่ อยู่ที่ดูแลผู้สูงอายุที่ช่วยตัวเองไม่ได้ ข้อจำกัด สิ่งที่ท้าทายความสามารถสำหรับนักวิจัยที่ใช้วิธีการแบบปรากฏการณ์วิทยามี 3 ประการคือ 1. ปรากฏการณ์วิทยาเป็นแนวคิดที่เข้าใจได้ค่อนข้างยากไม่ว่าจะมองปรากฏการณ์ใน วิทยาลัยในฐานะเป็นปรัชญาเป็นกระบวนทัศน์หรือเป็นเพียงแนวคิดอย่างหนึ่งสำหรับทำความเข้าใจ ประสบการณ์ของมนุษย์แต่ในตัวมันเองแล้วประกอบการวิทยาเป็นแนวคิดที่ค่อนข้างยากความยาก ไม่ได้อยู่ที่ความซับซ้อนของวิธีคิดเท่านั้นแกยังอยู่ที่ความหลากหลายของแนวคิดปรากฏการณ์วิทยา เองด้วยกล่าวคือมีปรากฏการณ์วิทยาลัยแบบหลายสำนักในที่นี้ต้องการจะชี้ว่าปรัชญาปรากฏการณ์ อยุธยาเป็นฐานของกระบวนทัศน์ของการวิจัยแบบปรากฏการณ์วิทยานักวิจัยที่จะใช้แนวทางนี้ใน การศึกษาควรมีความเข้าใจปรัชญานี้อย่างน้อยก็ได้ในระดับหนึ่งอาจ เป็นแนวอาจเป็นความท้าทาย สำหรับนักวิจัยบางคน 2. การเลือกตัวอย่างที่เหมาะสมในการศึกษาการเล่าตัวอย่างสำหรับศึกษาเป็นสิ่งที่ตามมา หลังจากนักวิจัยตัดสินใจแล้วว่าจะศึกษาปรากฏการณ์อะไรได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่าปรากฏการณ์หรือ ประสบการณ์ที่อยู่ในข่ายจะศึกษานั้นอาจเป็นเรื่องอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับชีวิตของมนุษย์ของบุคคลโดย ปกตินักวิจัยที่อยู่ในสาขาวิชาไหนก็มักจะเลือกปรากฏการณ์ประสบการณ์ที่เกี่ยวกับสาขาวิชานั้นมา ศึกษาประเด็นท้าทายอยู่ที่ว่านักวิจัยจะต้องเลือกตัวอย่างที่มีประสบการณ์ตรงในเรื่องนั้นๆจริงๆ นอกจากเป็นตัวอย่างที่ดีแล้วต้องมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติด้วยโดยเฉพาะในกรณีที่นักวิจัยอาจมี ความจำเป็นต้องทำการสัมภาษณ์ซ้ำเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและลงลึก 3. การขจัดความคิดและอคติส่วนตัวของนักวิจัยสำหรับปรากฏการณ์วิทยาแนวการบรรยาย อคติของนักวิจัยเป็นสิ่งที่ต้องระวังไม่ให้เกิดขึ้นตลอดเวลาที่ทำการวิจัยแต่ความจริงอคติไม่ว่าจะเป็น เรื่องแนวคิดทฤษฎีหรือความเชื่อส่วนตัวของนักวิจัยอาจเกิดขึ้นได้ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัวประเด็นอยู่ ที่ว่านักวิจัยต้องขจัดอคติเหล่านั้นออกไปให้มากที่สุดเพื่อจะได้มองปรากฎการณ์ที่ศึกษาตามที่มันเป็น จริงๆและด้วยใจที่เปิดกว้างเหมือนเรามองดูทิวทัศน์โดยไม่ทราบไม่สวมแว่นตาที่มีสีอะไรเลยแต่นี่ก็ อาจทำได้โดยไม่ง่ายนักส่วนปรากฏการณ์แนวการตีความแม้ว่านักวิจัยอาจจะไม่ต้องสละความคิดเห็น ส่วนตัวที่มีอยู่ออกไปให้หมดในกระบวนการวิจัยแต่การเฝ้าระวังไม่ให้อคติบางด้านมีอิทธิพลมาก เกินไปในการตีความและการวิเคราะห์ ก็เป็นสิ่งที่พึงกระทำเพื่อจะให้ผลการตีความมีลักษณะสมดุลไม่
19 เป็นการตีความแบบฟันธงหรือมองจากมุมเดียวมากเกินไปข้อเท็จจริงที่พบทั่วไปคือการวิเคราะห์และ การตีความข้อมูลอย่างเปิดกว้างมักจะทำได้ยากเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักวิจัยที่ยังมีประสบการณ์น้อย สรุป การวิจัยแบบปรากฏการณ์วิทยาถือกำเนิดมาจากปรัชญาปรากฏการณ์วิทยาซึ่งมีแนวคิด หลายแบบแต่ละแบบมีจุดเน้นเฉพาะของตนในแง่ของการวิจัยปรากฏการณ์วิทยามีแนวทางหลัก 2 แนวทางคือแนวการบรรยายและแนวการตีความแนวทางเหล่านี้มีข้อแตกต่างในด้านภาวะวิทยาทัศนะ เกี่ยวกับความจริงญาณวิทยาทัศนะเกี่ยวกับการแสวงหาความจริงทั้ง 2 แนวทางนี้ก็มีข้อได้เปรียบ เหมือนกันแต่ตรงที่เป็นแนวทางที่เหมาะสำหรับการศึกษาประสบการณ์ส่วนบุคคล ปรากฏการณ์วิทยาแนวการบรรยายเน้นการทำความเข้าใจโครงสร้างแก่นแท้ของ ปรากฏการณ์ชนิดต่างๆผ่านทางประสบการณ์ของบุคคลนักวิจัยดำเนินการศึกษาโดยไม่ยอมให้ไม่ให้ ความรู้ทฤษฎีหรือข้อสรุปที่ตนมีอยู่ก่อนเข้ามามีอิทธิพลต่อการทำความเข้าใจประสบการณ์ที่ศึกษาใน ทุกท่านในทุกขั้นตอนของการวิจัยดังนั้นปรากฏการณ์วิทยาแนวการบรรยายจึงเน้นการกระจัดอคติที่มี อยู่ของนักวิจัยค่อนข้างมากที่ถือว่าเป็นความแตกต่างสำคัญ 1 ใน 2 ประการระหว่างปรากฏการณ์ วิทยาแนวการบรรยายและปรากฏการณ์วิญญาณในการตีความข้อแตกต่างอีกประการหนึ่งอยู่ที่ จุดมุ่งหมายของการวิจัยการวิจัยปรากฏการณ์วิทยาแนวการบรรยายมุ่งเข้าถึงและเปิดเผยโครงสร้าง หรือแก่นแท้ของประสบการณ์ที่ศึกษาซึ่งในที่นี้หมายถึงการรับรู้ความรู้สึกอารมณ์และความหมายซึ่ง เชื่อว่าเหมือนกันสำหรับคนที่ได้ประสบการณ์อย่างเดียวกัน ส่วนปรากฏการณ์วิทยาแนวการตีความมุ่งตามความเข้าใจความหมายของประสบการณ์ใน ทัศนะของผู้ของบุคคลผู้ประสบวันนักวิจัยจะบรรลุจุดมุ่งหมายดังกล่าวได้ด้วยการตีความคือการ พยายามมองผ่านข้อมูลไปยังความหมายที่อาจซ่อนอยู่เบื้องหลังของสิ่งที่ปรากฏให้เห็นในข้อมูลนั้น นักวิจัยจะถามคำถามว่าประสบการณ์ที่ศึกษานั้นมีความหมายอย่างไรสำหรับผู้ที่ได้ประสบมันและ ทำไมเขาถึงจึงรับรู้หรือแปลความหมายของประสบการณ์ที่เขาได้รับอย่างนั้นเพื่อตอบคำถามนี้นักวิจัย ต้องอาศัยพื้นฐานทางแนวคิดทฤษฎีและความรู้ที่ตนมีอยู่เกี่ยวกับประสบการณ์นั้นประกอบกับความ เข้าใจบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของตนที่ศึกษาทั้งหมดนี้คือสิ่งที่จะช่วยในการตีความ ประสบการณ์ นักวิจัยปรากฏการณ์วิทยาส่วนมากใช้การสามารถเชิงลึกเป็นเครื่องมือสำคัญในการเก็บ ข้อมูลส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลนั้นโดยสาระสำคัญแล้วก็ใช้หลักการทั่วไปของการวิเคราะห์ข้อมูลเชิง คุณภาพนักวิจัยเริ่มต้นด้วยการอ่านข้อมูลที่ถอดมาจากการสัมภาษณ์อย่างละเอียดและอ่านหลายๆ ครั้งขณะเดียวกันก็จดบันทึกความคิดเห็นและความหมายที่ได้จากการอ่านข้อมูลไว้อย่างมีระบบ
20 จากนั้นจึงเอาบันทึกทั้งหมดมาจดจัดเป็นกลุ่มตามความหมายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่บันทึกไว้นั้นผลลัพธ์ที่ ได้คือประเด็นสำคัญชุดหนึ่งและเมื่อเอาประเด็นสำคัญที่ตรวจสอบแล้วทั้งหมดมาบูรณาการเข้า ด้วยกันจะได้เขาโครงของเรื่องราวเกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่ศึกษาถึงตรงนี้นักวิจัยก็พร้อมที่จะเขียน รายงานการวิจัยต่อไปการวิจัยเชิงคุณภาพแนวปรากฏการณ์วิริยะเหมาะที่จะนำไปใช้แสวงหาความรู้ ในหลายสาขา วิชาดังนั้นจุดมุ่งหมายของนักวิจัยคือการหาความรู้ที่ที่เป็นแก่นแท้หรือโครงสร้างของ ประสบการณ์ใหญ่ๆอย่างใดอย่างหนึ่งหรือถ้าต้องการการทำงบเข้าใจว่าประสบการณ์อย่างใดอย่าง หนึ่งมีความหมายอย่างไรสำหรับผู้ที่ประสบปัญหาก็เป็นแนวทางการศึกษาที่ควรได้รับการพิจารณา เป็นอันดับต้นๆ 3. องค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษา พุทธปรัชญาการศึกษา มาจากคำว่า Buddhishic Philosophy of Education ซึ่งได้ แนวคิดมาจากพระพุทธศาสนา (Buddhism) จากพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธจ้า และ ปรัชญาการศึกษาอื่นๆ การศึกษาในพุทธปรัชญา คือ การศึกษาเพื่อให้เข้าใจความจริง เข้าใจ ความหมายของชีวิต ทั้งดำรงชีวิตให้สอดคล้องสัมพันธ์กับความจริง ความมุ่งหมายเกี่ยวกับตัวผู้เรียน การศึกษาจะต้องมุ่งพัฒนาโลภ โกรธ หลง ให้ลดลงและ พัฒนาความรู้ ความจำ นิสัย และอื่นๆ ในทางที่เหมาะสม ความมุ่งหมายเกี่ยวกับสังคม การศึกษาต้องช่วยพัฒนาสังคมให้ร่มเย็นเป็นสุข เนื่องจากวังคม ไทยเป็นสังคมที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และใช้ปัญญาในการแก้ปัญหาซึ่งถ้าเข้าใจพุทธปรัชญาในไตร ลักษณ์ อิทธิบาท 4 แล้วก็จะเข้าใจสังคมได้ดีขึ้นและไม่ตกใจไปกับการเปลี่ยนแปลงในสังคม อิทธิบาท 4 คือ สิ่งซึ่งมีคุณธรรมให้บรรลุถึงความสำเร็จตามที่ตนประสงค์ ประกอบด้วย ฉันทะ ความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น วิริยะ ความพากเพียรในสิ่งนั้น จิตตะ ความเอาใจใส่ ฝักใฝ่ในสิ่งนั้น วิมังสา ความหมั่นสอดส่องในเหตุผลของสิ่งนั้น ถ้าจะเปรียบกับหลักทางตะวันตกแล้ว เทียบได้กับ หลักการ PDCA
21 4. บทสรุป การศึกษาของไทยมีคำสอนทางพุทธศาสนาผสมผสานในหลักสูตรต่าง ๆ และได้พัฒนาการ เรียนการสอนให้เป็นรูปแบบมาตรฐานสากล นำระบบการศึกษาหลายรูปแบบมาประยุกต์ใช้กับระบบ การศึกษาในประเทศไทย ทำให้ระบบการศึกษาของไทยมีหลากหลายรูปแบบ แต่ด้วยความที่มี พระพุทธศาสนาเป็นที่นับถือของคนส่วนมาก การศึกษาของไทยจึงมีการสอดแทรกคำสอนทาง พระพุทธศาสนาเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อให้นักเรียนสามารถดำรงตนอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข โดยอาศัยหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เรียกว่า “ธรรมะ” มาปฏิบัติใช้จริงในชีวิต การเรียนจะไม่ เรียนเฉพาะทฤษฎีในห้องเรียน แต่จะนำความรู้ที่ได้เรียนจากห้องเรียนมาใช้ในชีวิตจริง พระพุทธศาสนานอกจากจะเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจแล้วยังช่วยยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น พุทธปรัชญา การศึกษาจึงเป็นระบบการศึกษาหนึ่งที่ได้นำเอาคำสอนของพระพุทธศาสนามาใช้ในระบบการศึกษา ไทย สังคมมีการพัฒนาอย่างไม่หยุดแต่ต้องควบคู่กับการพัฒนาจิตใจของมนุษย์ด้วย พุทธปรัชญา การศึกษาซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ควรจะเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนตามหลักพุทธปรัชญาเพื่อความหลุดพ้น จากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ที่บีบคั้นขัดขวาง และแสวงหาความเป็นอิสระเพื่อจะเสวยผลแห่งความมี ชีวิตของตน อย่างปลอดโปร่งโล่งเบา กระบวนการของชีวิตและการดำเนินชีวิตแต่ละขณะก็คือ การ
22 เผชิญปัญหาและพยายามแก้ปัญหา หรือการเผชิญทุกข์ และหาทางออกจากทุกข์นั่นเองดังนั้นหลัก การศึกษาทางพุทธปรัชญาควบคู่กับการปฏิบัติ เนื้อหาที่จะสอน 1. ว่าด้วยการตีความ สัมมนาประวัติ อรรถาธิบาย 2. ว่าด้วยการตีความ สัมมนาประวัติ อรรถาธิบาย คำถามท้ายบท 1. ว่าด้วยการตีความ สัมมนาประวัติ อรรถาธิบาย เอกสารอ้างอิง บทที่ 1 Nigel Warburton, ปราบดา หยุ่น (แปล). (2561). ปรัชญาประวัติศาสตร์สายธารแห่งปัญญา. พิมพ์ ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : บุ๊คสเคป. ชาย โพธิสิตา. (2564). ศาสตร์และศิลป์การวิจัยเชิงคุณภาพ : คู่มือนักศึกษาและนักวิจัยสังคมศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 9. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้ง. แสง จันทร์งามและคณะ. (2553). พระไตรปิฎกสำหรับผู้บวชใหม่และชาวพุทธทั่วไป. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ เจริญวิทย์การพิมพ์.
23 แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 2 เรื่อง จุดเด่นของพระสูตรบางสูตร พระครูวินัยธร สัญชัย ทิพย์โอสถ, ดร.1 22 พ.ย.2565 1. รายละเอียดบทนำ ในหนังสือ “คู่มือมนุษย์” ท่านพุทธทาสวิเคราะห์ให้เห็นว่า เราสามารถมองพุทธศาสนาได้ หลาย “เหลี่ยม” หรือหลายแง่มุม เช่นพุทธศาสนาในแง่ที่เป็นปรัชญา (philosophy) คือคำสอนพุทธ ศาสนาเกี่ยวกับสิ่งที่ทดลองยังไม่ได้ ยังต้องอาศัยการคำนึงคำนวณไปตามหลักแห่งการใช้เหตุผล แต่ถ้า เห็นแจ้งประจักษ์ด้วยตา หรือด้วยการพิสูจน์ทดลองทางวัตถุ หรือแม้เห็นชัดด้วย “ตาใน” คือญาณ จักษุ (ไม่ใช่ “ตาทิพย์” แต่หมายถึง การเกิดปัญญาเห็นประจักษ์ตามเป็นจริง-ผู้เขียน) ก็ตามก็เรียกว่า เป็นวิทยาศาสตร์ (science) ได้(สุรพศ ทวีศักดิ์. (2560). ปัญหา ‘พุทธแบบศาสนา’ และ ‘พุทธแบบ ปรัชญา’.ออนไลน์]) ท่านพุทธทาสยกตัวอย่างว่า ความรู้อันลึกซึ้งเรื่อง “สุญญตา” ย่อมเป็นปรัชญาสำหรับผู้ที่ยัง ไม่บรรลุธรรมไปพลางก่อน แต่จะกลายเป็นวิทยาศาสตร์ทันทีสำหรับผู้ที่บรรลุธรรมแล้ว เช่น พระ อรหันต์ เพราะได้เห็นแจ้งประจักษ์แล้วด้วยจิตใจของตนเอง ไม่ต้องคำนึงคำนวณตามเหตุผลอย่างไรก็ ตาม ท่านพุทธทาสเสนอว่าชาวพุทธควรให้ความสนใจพุทธศาสนาในเหลี่ยมที่เป็น “ศาสนา” (religion) มากกว่าเหลี่ยมที่เป็นปรัชญา หมายถึง พุทธศาสนาส่วนที่เป็นเรื่องของการปฏิบัติเพื่อเกิด ปัญญารู้ทุกข์และดับทุกข์ได้จริง ซึ่งท่านมองว่าพุทธศาสนาในแง่นี้มีความเป็นวิทยาศาสตร์มากกว่าจะ เป็นปรัชญา เนื่องจากเป็นสิ่งที่พิสูจน์ทดลองให้เห็นผลได้ด้วยการปฏิบัติ แต่ “วิทยาศาสตร์” ในนิยามของท่านพุทธทาสนั้น ท่านว่าหมายถึง “วิทยาศาสตร์ทางจิต” คำสอนพุทธศาสนาเช่นอริยสัจคือคำสอนที่สะท้อนความเป็นวิทยาศาสตร์ในแง่นี้ เพราะเป็นเรื่องที่ พิสูจน์ให้เห็นประจักษ์ได้ในเรื่องทุกข์และความดับทุกข์ทางจิต แปลว่าท่านพุทธทาสตัดคำสอนพุทธ ศาสนาส่วนที่อยู่นอกเหนือการพิสูจน์ทดลอง (เช่นคำสอนเรื่องเวียนว่ายตายเกิด ฯลฯ) ออกไปจาก นิยามนี้ โดยทั่วไปแล้ว เราต่างรับรู้กันว่าศาสนากับวิทยาศาสตร์เป็นคนละเรื่องกัน เพราะศาสนาเป็น เรื่องของความเชื่อหรือ “ศรัทธา” ในสิ่งเหนือธรรมชาติ (เช่น God) หรือไม่ก็เป็นศรัทธาในคุณค่า บางอย่าง เช่นเชื่อในคุณค่าของ “ความหลุดพ้น” ว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์พึงบรรลุถึงเป็นต้น วิทยาศาสตร์ไม่เกี่ยวกับศรัทธาในความหมายดังกล่าว แต่เป็นเรื่องของการแสวงหาความจริงอย่างมี 1 เอกสารประกอบการสอนรายวิชา PH 1005
24 ระเบียบแบบแผนเฉพาะ และความจริงหลาย ๆ เรื่องที่วิทยาศาสตร์ค้นพบก็มักทำให้เกิดคำถามต่อ ความเชื่อของศาสนาต่างๆ ฉะนั้น นิยามของท่านพุทธทาสที่ว่า “พุทธศาสนามีลักษณะเป็นวิทยาศาสตร์” จึงมี ความหมายจำเพาะว่าเป็น “วิทยาศาสตร์ทางจิต” ที่พิสูจน์ทดลองให้เห็นผลได้จริง ซึ่งหมายถึง วิธี ปฏิบัติแบบพุทธที่ทำให้รู้ทุกข์และความดับทุกข์ทางจิตใจได้จริง แต่ผู้ที่มองจากกรอบคิดทางวิทยาศาสตร์อาจจะตั้งคำถามว่า มีข้อมูลวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ยืนยันหรือไม่ว่า วิธีการปฏิบัติแบบพุทธทำให้พ้นทุกข์ทางจิตได้จริง หรือถึงที่สุดแล้วนี่เป็นเพียง “ความเชื่อแบบศาสนา” อย่างหนึ่ง ที่ไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นประจักษ์อย่างเป็นสาธารณะได้ด้วย กระบวนวิธีทางวิทยาศาสตร์ ข้ามไปสู่ประเด็นพุทธศาสนาในมุมที่เป็นปรัชญา ดูเหมือนท่านพุทธทาส (และอันที่จริงธรรมา จารย์พุทธแทบทุกนิกาย) ไม่ชอบที่จะมองพุทธศาสนาเป็นปรัชญา เพราะเห็นว่า “ปรัชญาเป็นเรื่อง ของการคิดคำนึงคำนวณตามหลักเหตุผล” ไม่ใช่เรื่องของการปฏิบัติ บางทีท่านพุทธทาสก็อ้างกาลาม สูตรเพื่อปฏิเสธการถือว่าพุทธศาสนาเป็นปรัชญา แต่อย่างไรก็ตาม ขณะที่ท่านพุทธทาสแสดงท่าทีปฏิเสธพุทธศาสนาในแง่ที่เป็นปรัชญา แต่ใน การเสนอคำสอนพุทธศาสนา ท่านมักจะตั้งคำถามเชิงปรัชญา คือคำถามเกี่ยวกับปัญหาพื้นฐานต่างๆ ที่เขาถามกันในทางปรัชญา อย่างเช่น ธรรมคืออะไร มนุษย์เกิดมาทำไม ฯลฯ ซึ่งคำถามพื้นฐานเหล่านี้ ไม่อาจได้คำตอบเป็นที่ยุติในทางวิทยาศาสตร์ได้ แต่มักจะได้คำตอบเชิงปรัชญาที่เป็นคำตอบปลายเปิด ให้เกิดคำถามและการถกเถียงต่อๆ ไปได้เสมอ ปัญหาของการปฏิเสธว่าพุทธศาสนาไม่ควรเป็นปรัชญา แต่ควรเป็น “ศาสนา” ทว่ากลับใช้ คำถามเชิงปรัชญาเพื่อนำไปสู่ “คำตอบแบบศาสนา” ที่บอกว่าเป็นเรื่องของการปฏิบัติให้เห็นผลจริง คือปัญหา “ความย้อนแย้ง” ระหว่างความมีเหตุผลกับความเชื่อ ซึ่งเรามักพบได้ในงานของท่านพุทธ ทาส เช่นคำบรรยายและคำถาม-ตอบในหนังสือ “ธรรมะกับการเมือง” ที่เสนอแนวคิด “ธรรมิกสังคม นิยม” และ “เผด็จการโดยธรรม” ในหนังสือดังกล่าว มีทั้งคำถามเชิงอภิปรัชญาทางศีลธรรม และปรัชญาการเมือง แต่เนื่องจาก ท่านพุทธทาสไม่ได้คิดว่าท่านกำลัง “ทำปรัชญา” (อย่างที่โสเครตีสเป็นต้นเขาทำกัน) การใช้ข้อโต้แย้ง ต่างๆ (arguments) จึงไม่ละเอียดและรัดกุมเพียงพอ เช่นการโต้แย้งเสรีประชาธิปไตยและสังคมนิยม ก็ไม่ได้เกิดจากการอ่านแนวคิดดังกล่าวมาอย่างทะลุปรุโปร่ง เป็นแต่เพียงจับประเด็นจากที่อ่านมา คร่าวๆ เพื่อเสนอหลักการพุทธศาสนาที่ท่านเชื่อว่าเป็นสัจธรรมถูกต้องที่สุดเท่านั้น (วิธีการดังกล่าว ทราบจากคำให้สัมภาษณ์ของพุทธทาสเองในหนังสือ “เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา”) ฉะนั้น การเริ่มด้วยคำถามเชิงปรัชญาก็เพื่อที่จะเสนอ “คำตอบแบบศาสนา” คำตอบที่ได้ก็ คือ “ทศพิธราชธรรมเป็นระบบเผด็จการโดยธรรมที่ดีที่สุด” โดยอ้างเหตุผลว่า พระพุทธเจ้าและพระ
25 เจ้าอโศกเป็นตัวอย่างของผู้เผด็จการโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขของคนส่วนใหญ่ และอ้าง “ระบบพ่อ ปกครองลูก” ของไทยแต่โบราณมาสนับสนุนคำตอบดังกล่าว คำตอบที่ได้จึงเป็นคำตอบแบบศาสนา หรือคำตอบในรูปของ “ความเชื่อ” มากกว่าที่จะแสดง ให้เห็นความสมเหตุสมผล (Justification) แบบปรัชญา และยิ่งไม่ใช่คำตอบที่อิงข้อมูลที่เป็น วิทยาศาสตร์รองรับใดๆ เลยว่าเคยมีระบบทศพิธราชธรรมที่ประสบผลสำเร็จจริงดังที่วาดภาพไว้ใน แนวคิดธรรมิกสังคมนิยมอย่างไร ซึ่งย่อมขัดกับที่เสนอว่าพุทธศาสนามีลักษณะเป็นวิทยาศาสตร์อีก ด้วย เพราะการนำเสนอแนวคิดทางการเมืองแบบศาสนา ทำให้ท่านพุทธทาส (รวมนักคิดพุทธคน อื่น ๆ ) ไม่ได้วิพากษ์ว่า ข้อเสนอให้ใช้ความเชื่อทางทางศาสนามาเป็นหลักปกครองบ้านเมือง (รวมทั้ง การวางระบบความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับศาสนา) เป็นข้อเสนอที่สอดคล้องกับระบบสังคมและ การเมืองในโลกสมัยใหม่ (ที่เขาแยกศาสนาจากรัฐ-การเมือง) หรือไม่ นอกจากปัญหาการใช้คำถามเชิงปรัชญาเพื่อเสนอคำตอบแบบศาสนาของผู้ที่มีท่าทีปฏิเสธ ปรัชญาดังกล่าวแล้ว ยังมีปัญหาการเสนองานพุทธปรัชญาที่อาจไม่เป็น “ปรัชญา” แต่เป็น “ศาสนา” เช่นในหนังสือ “ปรัชญาการเมืองเปรียบเทียบ” ของ ศ.ดร.สิทธิ์ บุตรอินทร์ ได้เสนอ “พุทธปรัชญา การเมือง” ที่เริ่มด้วยการวิพากษ์ว่า “...พุทธปรัชญาปฏิเสธปรัชญาฝ่ายวัตถุนิยม (โลกียวาท=กามสุขลฺลิกานุโยค=Materialism) ...เท่าที่ปรากฏมีนักปรัชญาสังคมการเมือง ทั้งที่เป็นฝ่ายอัตนิยม (ปัจเจกนิยม) และโลกนิยม (สังคม นิยม) ทั้งที่เป็นฝ่ายอัตตาธิปไตยและโลกาธิปไตย ล้วนไม่เป็นอิสระจากปรัชญาวัตถุนิยม ตราบเท่าที่ ความสัมพันธ์ของมนุษย์ในสังคม รัฐนั้นๆ ยังเป็นไปในลักษณะยกคุณค่าของวัตถุเหนือคุณค่าของ มนุษย์ ปรัชญาฝ่ายเทวนิยมมอบความเป็นใหญ่สูงสุดแก่พระผู้เป็นเจ้าฉันใด ปรัชญาฝ่ายวัตถุนิยมย่อม ให้ความสำคัญของวัตถุเหนือความสำคัญของมนุษย์ฉันนั้น ประเด็นที่ว่า “คำทางศาสนา” ในภาษาบาลีว่ามันมีความคิดรวบยอด (Concept) เฉพาะต่าง จากความคิดรวบยอด (Concept) ของ “คำทางปรัชญา” อย่าง Materialism อย่างไร และข้ามการ ใช้คำบาลีนอกวงเล็บกับคำศัพท์ทางปรัชญาในวงเล็บว่ามันชวนให้สับสนอย่างไร ไปสู่ข้อโต้แย้งของ ผู้เขียนที่ว่า ปรัชญาสังคมการเมืองฝ่ายวัตถุนิยม “มีลักษณะยกคุณค่าของวัตถุเหนือคุณค่าของมนุษย์” แล้วก็เสนอต่อไปว่าพุทธปรัชญาการเมืองให้ความสำคัญกับคุณค่าของมนุษย์เหนือคุณค่าของวัตถุ ซึ่ง เป็นข้อโต้แย้งที่ไม่น่าจะสอดคล้องกับไอเดีย Materialism นัก โดยเฉพาะปรัชญาการเมืองอย่าง Dialectic materialism ก็ไม่เคยให้ความสำคัญกับคุณค่าของวัตถุเหนือคุณค่าของมนุษย์ เพียงแต่เขา เสนอการวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงของระบบสังคมการเมืองว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางวัตถุ เช่นระบบการผลิตและอื่นๆ ที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางชนชั้นและความคิด หรืออุดมการณ์ ทางการเมืองของสังคมมนุษย์
26 แนวคิดปรัชญาที่มองกันว่าเป็นวัตถุนิยมทางจริยศาสตร์ อย่างเช่นสุขนิยม และประโยชน์นิยม ที่ให้ความสำคัญกับ “ความสุขทางวัตถุ” หรือปัจจัยการดำรงชีวิตอย่างโลกย์ๆ มากกว่า “ความสงบ ทางจิตใจ” ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาให้ความสำคัญกับวัตถุเหนือคุณค่าของมนุษย์ เพราะหลักการ พื้นฐานในการแสวงหาและกระจายความสุขทางวัตถุย่อมยึดโยงอยู่กับหลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอ ภาค และศักดิ์ศรีของมนุษย์อย่างมีนัยสำคัญ น่าสังเกตว่าเวลาที่ใครก็ตามยก Idealism แบบศาสนาว่าให้ความสำคัญกับจิตใจและคุณค่า ของมนุษย์มากกว่าวัตถุ เพื่อปฏิเสธวัตถุนิยม บริโภคนิยมนั้น เขาลืมไปว่าตามข้อเท็จจริงทาง ประวัติศาสตร์ Idealism แบบศาสนานี่แหละที่เป็นรากฐานของวัตถุนิยมและบริโภคนิยมมาโดยตลอด เช่นเป็นที่มาของการสร้างปราสาทราชวัง โบสถ์ วิหาร วัดวาอาราม ศาสนสถานที่ใหญ่โตหรูหรา อลังการ แต่นี่เป็นวัตถุนิยมและบริโภคนิยมที่จำกัดการเสพความหรูหราอลังการไว้เฉพาะชนชั้นนำ กลุ่มน้อย คือพวกกษัตริย์ ขุนนาง พระเท่านั้น ซึ่งเป็นเช่นนี้แทบทุกสังคมไม่ว่าตะวันตก ตะวันออกใน ยุคที่รัฐกับศาสนาไม่ได้แยกเป็นอิสระจากกัน ซึ่งเป็นยุคที่รัฐให้ความอุปถัมภ์ศาสนา และส่งเสริม ศีลธรรมแบบศาสนามากที่สุด ส่วนวัตถุนิยม บริโภคนิยมในโลกสมัยใหม่ที่พวกนักศีลธรรม นักศาสนายุคปัจจุบันโจมตีกันจน เป็นแฟชั่นนั้น มันคือวัตถุนิยมและบริโภคนิยมที่กระจายโอกาสในการครอบครองหรือบริโภควัตถุมาสู่ คนธรรมดาสามัญมากขึ้นแล้ว ไม่ใช่วัตถุนิยม บริโภคนิยมผูกขาดไว้เฉพาะชนชั้นบนอย่างยุคที่ Idealism แบบศาสนารุ่งเรือง ท่านผู้เขียนพุทธปรัชญาการเมืองเสนอว่า ระบบสังคมการเมืองที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าของ มนุษย์เหนือคุณค่าของวัตถุคือ “ระบบธรรมาธิปไตย” ซึ่งเป็นระบบที่ผู้ปกครองมีคุณธรรมและทำการ ปกครองแบบ “พ่อปกครองลูก” (แจกแจงคุณธรรมเป็นข้อๆ) ข้าราชการทุกหมู่เหล่ามีคุณธรรม จริยธรรม และรัฐมีหน้าที่อุปถัมภ์ศาสนา ส่งเสริมการศึกษาศีลธรรมศาสนาในระบบการศึกษาทุก ระดับเพื่อให้พลเมืองของรัฐเป็นคนดีมีคุณธรรม ซึ่งนี่เป็นจินตนาการเกี่ยวกับรัฐในยุคที่ Idealism แบบศาสนารุ่งเรืองนั่นเอง สุดท้ายเมื่ออ่านจบ ราวกับว่าผู้เขียนกำลังเสนอว่า “ระบบธรรมาธิปไตย” คือระบบที่สามารถ แก้จุดอ่อนของปรัชญาการเมืองแบบตะวันตกทั้งหมดที่ตนวิจารณ์ไว้ตั้งแต่เริ่มต้น ทว่ากลับไม่วิพากษ์ ให้เห็นจุดอ่อนหรือด้านที่อาจเป็นปัญหาของระบบธรรมาธิปไตยดังที่ “งานปรัชญา” โดยทั่วไปเขาทำ กัน ทั้ง ๆ ที่ถ้าหากถือว่าระบบธรรมาธิปไตยเป็น “ระบบพ่อปกครองลูก” แบบหนึ่ง ก็มีข้อโต้แย้ง ปรากฏอยู่แล้ว เช่นข้อเขียนของกุหลาบ สายประดิษฐ์ที่ว่า “เวลาเราไปลงคะแนนเลือกผู้แทน เรา ไม่ได้คิดว่ากำลังลงคะแนนเลือกใครมาเป็นพ่อ” หรืออย่างที่จอห์น สจ๊วต มิลล์มองว่า “รัฐที่มอง ประชาชนเป็นเหมือนลูก คือรัฐที่มองประชาชนเป็นเด็กที่ไม่รู้จักโต” เป็นต้น
27 และปรัชญาการเมืองฝ่ายเสรีนิยมต่างยืนยันเสรีภาพของปัจเจกบุคคลในการเลือกนับถือ ศาสนาหรืออุดมคติอื่นๆ เพื่อการมีชีวิตที่ดีส่วนตัว รัฐไม่พึงยัดเยียดความเชื่อทางศาสนาใด ๆ ผ่าน ระบบการศึกษาทุกระดับ ในประเด็นพื้นฐานเช่นนี้ระบบธรรมาธิปไตยที่ไม่แยกศาสนาจากรัฐและให้ สอนศีลธรรมทางศาสนาในระบบการศึกษาทุกระดับจะตอบอย่างไร สรุปสาระสำคัญว่า “สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนนั้นเป็นสัจธรรมและมีเหตุผลสมบูรณ์ในตัวเองแล้ว เป็นเรื่องที่เราต้องนำมาปฏิบัติให้ได้ ถ้าต้องการบรรลุผลดีตามที่คำสอนนั้นเสนอไว้” ซึ่งเป็นข้อสรุป แบบการชี้นำทางศาสนามากกว่าจะเป็นปรัชญา นี่คือปัญหาในวงการพุทธศาสนาไทย เป็นปัญหาว่าเรากำลังเสนอคำสอนพุทธในฐานะเป็น “ศาสนา” หรือเป็น “ปรัชญา” กันแน่ ซึ่งสุดท้ายก็มักนำไปสู่คำตอบที่ว่าคำสอนพุทธเป็นสัจธรรมที่ ถูกต้องและดีที่สุด แต่ทิ้งความสับสนและงงๆ ไว้สำหรับผู้ที่พินิจหาความสมเหตุสมผลในวิธีการ นำเสนอ คำสำคัญ จุดเด่นของพระสูตรบางสูตร 2. เนื้อเรื่อง จุดเด่นของพระสูตรบางสูตร ในอลคัททูปมสูตร สูตรแสดงข้อเปรียบเทียบด้วยงูพิษ 1. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ภิกษุชื่ออริฏฐะ ผู้สืบสกุลที่เคยฆ่าแร้ง มีความเห็น ผิดเกิดขึ้นว่า ธรรมะที่พระผู้มีพระภาคแสดงว่ามีอันตรายนั้น ไม่เป็นอันตรายแก่ผู้ส้องเสพจริง ภิกษุ ทั้งหลายตักเตือนก็ไม่ฟัง ความทราบถึงพระผู้มีพระภาค ทรงเรียกไปชี้แจง ก็นั่งนิ่งเก้อเขินถอนใจ ไม่ มีปฏิภาน. 2. จึงตรัสต่อไปถึงบางคนผู้เรียนธรรม แต่ไม่พิจารณาความหมายของธรรมเหล่านั้นด้วย ปัญญา เมื่อไม่พิจารณาความหมาย ธรรมะของคนเหล่านั้นก็ไม่ทนต่อการเพ่ง คนเหล่านั้นเรียนธรรมะ เพียงเพื่อจะยกโทษผู้อื่นและเพื่อเปลี้องวาทะของผู้อื่น จึงไม่ได้ประโยชน์ของการเรียน ธรรมะที่เรียน ไม่ดี จึงเป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ เพื่อความทุกข์ เปรียบเหมือนคนต้องการงูพิษ แต่จับไม่ดี ก็อาจ ถูกงูกัดตายหรือปางตาย ส่วนคนที่เรียนดี พิจารณาความหมาย เป็นต้น ก็ได้รับประโยชน์จากการเรียน เหมือนคนต้องการงูพิษ จับงูพิษดี ก็ไม่ถึงแก่ความตาย ไม่ได้รับทุกข์ปางตายฉันนั้น 3. ตรัสถามที่สำคัญต่อไปว่า พึงเข้าใจความหมายแห่งภาษิตของเราแล้วทรงจำไว้ ถ้าไม่เข้าใจ ก็พึงไต่ถามเราหรือภิกษุผู้ฉลาด เราแสดงธรรมมีอุปมาด้วยเเพ เพื่อให้ถอนตัว (นิตถรณะ) ไม่ใช่เพื่อให้ ยึดถือ (คหณะ) เปรียบเหมือนคนข้ามฝั่งน้ำด้วยอาศัยเเพ เมื่อถึงฝั่งแล้วไม่จำเป็นต้องแบกแพไปด้วย เมื่อรู้ธรรมะที่เราแสดงเปรียบด้วยเเพ ก็พึงละแม้ธรรมะ จะกล่าวไยถึงอธรรมว่าจะไม่ต้องละ.
28 4. ทรงแสดงที่ตั้งแห่งความเห็น 6 อย่าง คือ รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, สิ่งที่เห็น ที่ฟังที่ ทราบ ที่รู้ ที่ค้นหาด้วยใจ (รวม 5 อย่าง) ที่บุคคลเห็นว่า นั้นเป็นของเรา เราเป็นนั้น นั้นเป็นตัวตนของ เรา กับ (อย่างที่ 6) ยึดถือความเห็นที่ว่า โลกหรืออัตตาเที่ยง ว่าเป็นของเรา เราเป็นนั้น นั้นเป็นตัวตน ของเรา. อริยสาวกผู้ได้สดับย่อมเห็นว่า สิ่งเหล่านั้นมิใช่ของเรา เราไม่เป็นนั้น นั้นมิใช่ตัวตนของเรา. เมื่อเห็นอย่างนั้น ก็ไม่สดุ้งดิ้นรนในเมื่อสิ่งนั้นไม่มี. 5. เมื่อภิกษุรูปหนึ่งกราบทูลถามถึงความสะดุ้งดิ้นรน และความไม่สะดุ้งดิ้นรนในสิ่งที่ไม่มีทั้ง ภายนอกภายใน. เป็นลำดับ จึงตรัสชี้แจงทั้งสี่ประการ 6. ตรัสแสดงว่า เมื่อยังหวงแหน ยังมีวาทะว่าตัวตน ยังอาศัยทิฏฐิ (ที่ผิด) ก็จะต้องเกิดความ โศกความคร่ำครวญ ทุกข์กาย ทุกข์ใจ และคับแค้นใจ. 7. ตรัสว่า เมื่อมีตน ก็มีการยึดว่า สิ่งที่เนื่องด้วยตนของเรามีอยู่, เมื่อมีสิ่งเนื่องด้วยตน ก็มีการ ยึดว่าตนของเรามีอยู่ , เมื่อไม่ได้ตนหรือสิ่งที่เนื่องด้วยตนโดยแท้จริง ความเห็นว่าโลกเที่ยง อัตตาเที่ยง จึงเป็นธรรมะของคนพาลอันบริบูรณ์ ครั้นแล้วตรัสถามภิกษุทั้งหลายให้เห็นด้วยตนเองว่า ขันธ์ 5 ไม่ เที่ยง เป็นทุกข์ไม่ใช่ตัวตน ไม่ควรยึดถือ . อริยสาวกผู้รู้เห็นอย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย คลายกำหนัด และ หลุดพ้น ต่อจากนั้นทรงแสดงข้อเปรียบเทียบภิกษุผู้หลุดพ้นในทำนองผู้ชนะศึกที่ตีเมืองอื่นได้ 8. ตรัสว่า พระองค์ทรงบัญญัติทุกข์และความดับทุกข์ทั้งในกาลก่อนและในปัจจุบัน แต่สมณ พราหมณ์บางพวกก็ยังกล่าวหาว่าทรงสอนขาดสูญ แล้วทรงแสดงต่อไปว่า ไม่ทรงอาฆาตหรือเสียใจ เพราะมีผู้อื่นด่า ไม่ทรงชื่นชมโสมนัสเพราะมีผู้อื่นสักการะเคารพนับถือบูชา แล้วตรัสสอนภิกษุให้ทำ เช่นนั้นบ้าง กับได้ตรัสสรุปว่า สิ่งที่ไม่ใช่ของท่าน จงละเสีย สิ่งที่ไม่ใช่ของท่านคือ ขันธ์ 5 ( ความมุ่ง หลายคือ เพื่อคลายความยึดถือ ). 9. ทรงแสดงถึงผู้ปฏิบัติได้ผลในพระธรรมวินัยที่ตรัสไว้ดีแล้ว ตั้งแต่พระอรหันต์ลงมาถึงชั้น ต่ำสุด คือผู้มีความศรัทธา มีความรักในพระองค์(สุชีพ ปุญญานุภาพ, 2550, น.385-386) จะขอยกเอาพระสูตรที่สำคัญถือว่าเป็นหัวใจของพุทธศาสนาก็ว่า คือ คำสอนนี้เป็นคำสอนของ พระพุทธเจ้า ต้องรู้ก่อนว่าพระพุทธเจ้าเป็นใคร เป็นบุคคลที่มีจริงในประวัติศาสตร์ มีประวัติความ เป็นมาของวงศาคณาญาติอย่างชัดเจน ตลอดระยะเวลาที่พระองค์ดำรงพระชนชีพอยู่ก็มีหลักฐาน ปรากฏชัดเจน ทั้งด้านภูมิศาสตร์ ศาสนาอื่นๆ ที่ขัดแย้งกับพระพุทธศาสนา มีหลักฐานกล่าวไว้ใน ประวัติศาสตร์ โบราณคดี ซึ่งแสดงว่าพระพุทธเจ้าเป็นบุคคลที่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์ของโลก ปัญหาเรื่องความมีตัวตนของพระพุทธเจ้ามีหลักฐานทางประวัติศาสตร์อย่างชัดเจน คำสอนของ พระพุทธเจ้าก็เป็นคำสอนที่ไม่ได้มีใครสร้างขึ้นมา เป็นการตรัสรู้ของพระองค์ ไม่ได้มีใครเสแสร้งขึ้นมา แต่อย่างใด (รศ.สุวรรณ เพชรนิล. 2536, น.77-78)
29 พระพุทธเจ้าคือสร้างบารมีอย่างบริบูรณ์ กล่าวตามคัมภีร์ชาดก ขุททกนิกาย ก่อนที่จะตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้าทรงอยู่ในฐานะเป็นพระโพธิสัตว์ แปลว่า “ผู้ผูกพันอยู่กับการแสวงหาความรู้” หรือ ผู้สร้างบารมีเพื่อการตรัสรู้ การบรรลุความรู้ที่สูงสุด หรือความรู้ที่เรียกกว่าตรัสรู้ สำเร็จด้วยการสร้าง บารมี ด้วยการเพิ่มพูนความดีต่างๆ โดยลำดับ เมื่อความดีที่เรียกว่าบารมีบริบูรณ์ ก็เป็นพลังนำเข้าสู่ กระบวนการเข้าถึงความรู้ที่สูงสุด บารมี 10 ประการ คือ ทานํ สีลํ จ เนกฺขมฺมํปญฺญา วิริย ขนฺติ จ สจฺจาธิฏฐาน เมตฺตา จ อุเปกฺขา ทส ปารมีฯ โดยกำหนดเรียกว่า 1) ทานบารมี 2) สีลบารมี 3) เนกขัมมบารมี 4) ปัญญาบารมี 5) วิริยบารมี 6) ขันติบารมี 7) สัจจบารมี 8) อธิษฐานบารมี 9) เมตตา บารมี 10) อุเบกขาบารมี (รศ.สุวรรณ เพชรนิล. 2536, น.78) 1) ทานบารมี เป็นพื้นฐานยืนยันว่า ผู้ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าจะต้องเป็นนักเสียสละอย่าง ยิ่ง เสียสละตั้งแต่สิ่งภายนอก จนกระทั่งบุตรธิดาภริยาของตนเอง เพื่อสร้างคุณภาพทางจิตใจให้ สามารถเข้าถึงความรู้ที่สูงสุด เพื่อเข้าถึงฐานะของผู้เป็นนาถะของโลก ทางพระพุทธศาสนากล่าวถึง เรื่องพระเวสสันดรว่าเป็นเรื่องการบำเพ็ญปรมัตถะทานบารมีบริจาคทานทุกอย่างที่มีผลขอ พระราชทานช้างคู่บ้านคู่เมืองเสียสละสองพระกุมารคือชาลีและการหาตลอดถึงพระนางมัทรีแก่ผู้ขอ ซึ่งแสดงถึงการเสียสละประโยชน์ส่วนตนหรือประโยชน์ส่วนน้อยเพื่อประโยชน์ส่วนรวมที่ยิ่งใหญ่กว่า เพื่อประโยชน์ส่วนรวมเพื่อประโยชน์แก่ชาวโลกทั้งหมดนั่นคือการได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าและ ประกาศหลักธรรมแก่ชาวโลก 2) สีลบารมี เป็นพื้นฐานยืนยันว่า ผู้จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เป็นผู้ควบคุมตนเองตามหลัก จริยธรรมได้อย่างดียิ่ง แม้ผู้อื่นจะสร้างทุกข์ทรมานตนทำร้ายตนอย่างไร ก็ไม่ทำร้ายตอบ ทั้งๆ ที่อยู่ใน ฐานะทำอันตรายตอบได้ เป็นผู้เข้าถึงการไม่เบียดเบียนผู้อ่น่นอย่างสมบูรณ์ ทางพระพุทธศาสนา กล่าวถึง ภูริทัตตชาดกว่าเป็นเรื่องแสดงถึงการบำเพ็ญบารมีโดยเล่าเป็นเรื่องว่าเป็นพญานาคจำศีลอยู่ ที่ฝั่งแม่น้ำยมุนา ถูกหมองูจับนไปทรมานด้วยวิธีการต่าง ๆ แม้ตนเองสามารถทำร้ายหมอให้พินาศด้วย พิษ ก็ไม่ทำร้าย รักษาใจให้มั่นคงอยู่กับศีลของตน เป็นผู้รักษาศีลยิ่งกว่าชีวิต และในที่สุดกับได้รับ อิสรภาพ 3) เนกขัมมบารมี การบำเพ็ญบารมีด้วยการออกบวช เป็นพื้นฐานยืนยันว่าผู้ที่จะเข้าถึงการ ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า จะต้องเป็นผู้เสียสละความสุขทางโลก เป็นผู้มีจิตใจอิสระจากกระแสธารกาม คุณของโลก การตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าเป็นสิ่งสำเร็จแก่ผู้ประพฤติพรหมจรรย์เพราะการตรัสรู้เป็นโล กุตตรธรรมเป็นสิ่งเหนือวิสัยของโลกไม่ใช่สิ่งในวิสัยของผู้ผูกพันอยู่กับความสุขทางกามคุณทาง พระพุทธศาสนาได้เล่าเรื่องเตมียชาดกว่าเป็นปางบำเพ็ญในธรรมะบารมีโดยกล่าวว่าเอมิยะกุมารสรุป พระทัยเมื่อได้มองเห็นเจ้าหน้าที่ลงโทษโจรตามพระราชดำรัสด้วยวิธีการต่างๆส่งเกรงว่าถ้าได้ ครองราชสมบัติแล้วต้องสั่งการเช่นนั้นเช่นนี้บ้างจึงแจ้งทำเป็นใบ้ไม่พูดจากับใครใครแม้ใคร ๆ จะอ้อน วอนอย่างไรก็ไม่ยอมพูดด้วยถูกนำไปขุดหลุมฝังด้วยคำพยากรณ์ของความ ที่ปรึกษาจึงได้ตัดเล่าความ
30 จริงทั้งหมดให้นายสารภีฟังในที่สุดก็ออกบวชพระชนกเพื่อชนนีและพระราชาอื่นๆเสกออกมาตามเป็น จำนวนมากการตรัสรู้จึงเป็นเรื่องของผู้โน้มไปสู่ภาวะโลกุตรธรรม 4) ปัญญาบารมี ปัญญาบารมีการบำเพ็ญปัญญาให้สมบูรณ์เป็นการยืนยันได้ว่าการตรัสรู้เป็น พระพุทธเจ้าเป็นเรื่องของผู้รับความรู้ผู้รักความรู้จริงในสิ่งทั้งหลายพยายามทำการและสะสมความรู้ จากพื้นฐานระดับต่ำให้สูงขึ้นโดยลำดับเป็นผู้สามารถวินิจฉัยปัญหาต่างๆในชีวิตและในเรื่องทั้งหลาย อย่างถูกต้องจนกระทั่งปัญหาที่ละเอียดอ่อนลึกซึ้งในเรื่องอริยสัจการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าคือเรื่อง ของผู้เข้าถึงความสว่างแห่งปัญญาอย่างสมบูรณ์ ทางพระพุทธศาสนาเล่าเรื่องมโหสถชาดกว่าเป็นการสร้างบารมีปัญญาบารมีโดยเล่าเรื่อ งมโหสถบัณฑิตเป็นที่ปรึกษาราชการหนุ่มของพระเจ้าวิเทหะแห่งมิถิลานครเป็นผู้มีความรู้และ ความสามารถอย่างยิ่งวินิจฉัยปัญหาต่างๆด้วยปัญญาอย่างถูกต้องไม่เสียความยุติธรรมเมื่อถูกริษยา จากผู้อื่นก็เอาชนะด้วยการไม่ผูกเวรไม่ผูกอาฆาตพยาบาทใช้วิธีการที่ชาญฉลาดป้องกันพระราชาจาก ศัตรูและจากศัตรูไว้ได้จะเห็นว่าเมื่อเรื่องอย่างนี้คือเป็นเรื่องของการแก้ปัญหาตามกระบวนการของ โลกอย่างถูกต้องก็จะรอดเป็นการสร้างปัญญาบารมีเพราะฉะนั้นกระบวนการศึกษาทั้งหลายที่ส่งเสริม ให้คนฉลาดขึ้นอย่างถูกต้องจัดว่าเป็นกระบวนการส่งเสริมการสร้างปัญญาบารมีแก่ปวงชนส่วน การศึกษาที่ให้ความรู้แต่คนทำให้ดี ขึ้นไม่ได้ทางพุทธศาสนาเรียกว่าการศึกษาที่เป็นพิษหรือการศึกษา แบบหมาหางด้วน 5) วิริยบารมี การบำเพ็ญเพียรหรือความพากเพียรเป็นเรื่องยืนยันว่าการตรัสรู้เป็น พระพุทธเจ้าเป็นเรื่องของผู้มีความพากเพียรอย่างยิ่งไม่ใช่เรื่องของผู้มีความพากเพียรที่ต่ำทราม ไม่ใช่ เรื่องของผู้มีความพากเพียรย่อยหย่อน แต่เป็นเรื่องของผู้ที่มีกำลังเข้มแข็งไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ ทั้งสิ้น ทางพระพุทธศาสนาเล่าเรื่องมหาชนกชาดกว่า เป็นเรื่องของพระโพธิสัตว์ผู้บำเพ็ญวิริยะบารมี โดยเล่าเป็นเรื่องว่ามหาชนกได้เดินทางไปทางทะเล เรือได้ถูกพายุแตกลงในมหาสมุทร ผู้คนในเรือ จมน้ำตายไปเป็นจำนวนมากเป็นเหยื่อของปลาตายไปบ้าง ที่หมดกำลังใจงอมืองอเท้ายอมจมน้ำตาย เสียก็มาก ส่วนมหาชนกไม่ยอมลดละอุตสาหะวิริยะพยายามแหวกว่ายไปโดยคิดว่า เมื่อเรี่ยวแรงยังมี อยู่การยอมจมน้ำตายโดยไม่พยายามนั้นเป็นเรื่องที่น่าละอายอย่างยิ่ง เทวดานางฟ้าจะตำหนิได้ว่าผู้ นั้นไร้ความพากเพียรได้พยายามแบบว่ายไปทางเมืองมิถิลาในที่สุดก็ถึงฝั่งและรอดชีวิตมีโอกาสได้ ครองเมืองมิถิลา เรื่องนี้เป็นที่มาของภาษิตที่ว่า “ลูกผู้ชายควรพากเพียรร่ำไป อย่าเบื่อหน่ายเสีย กลางคัน เราจะเห็นตัวเองที่ได้สมปรารถนา จึงจากน้ำสู่บกได้” ดังนั้นปัจจัยสำคัญที่สร้างความ ปรารถนาให้สำเร็จก็คือความเพียร 6) ขันติบารมี การสร้างความอดทนให้สมบูรณ์เป็นพื้นฐานยืนยันว่าการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เป็นเรื่องของผู้มีความอดทนได้อย่างยอดเยี่ยมความรู้ที่สูงสุดสำเร็จได้แก่ผู้มีความอดทนส่วนผู้อดทน
31 ไม่ได้ย่อมห่างไกลจากความรู้ยามหนาว ยามร้อน ยามฝนตก ยามหิว ถ้าอดทนไม่ได้ก็ห่างไกลจาก ความรู้การทนลำบากได้การทนอยู่ได้การทนต่อสิ่งยั่วยวนใจได้การทนต่อคำว่าเสียดสีได้เป็นลักษณะ ของผู้เข้าถึงความรู้นั้นดังนั้นผู้มีความอดทนมักจะเป็นฝ่ายที่ประสบชัยชนะเสมอ ทางพระพุทธศาสนาเล่าเรื่องจันทกุมารชาดกเป็นตัวอย่างของผู้สร้างขันติบารมีโดยเล่าเรื่อง ว่าจันทกุมารได้ช่วยคนต้องโทษเพราะการพิพากษาไม่เป็นธรรมให้พ้นจากคดีประชาชนได้มีความชื่น ชมยินดีถ้วนหน้ากัน ฝ่ายผู้พิพากษาได้ผูกอาฆาตพยาบาท เมื่อได้โอกาสทำนายพระสุบินของพระราชา จึงทรงจึงแนะนำให้ฆ่าจันทกุมารบูชายัญโดยเสนอว่าเป็นทางไปสู่สวรรค์พระราชาจะทรงปฏิบัติตาม โดยไม่มีใครทัดทานได้ในที่สุดมีผู้ชี้แจงให้ส่งผลจากการเข้าพระทัยผิดว่าไม่ใช่ทางไปสู่สวรรค์ มหาชน ได้ลงประชาทัณฑ์โหราจารย์ตายและเนรเทศพระราชาออกจากเมืองทูลเชิญจันทกุมารขึ้นมา ครองราชย์แทนพระราชาองค์ก่อน 7) สัจจบารมี เป็นการสร้างความสัตว์ให้สมบูรณ์เป็นการยืนยันว่าการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เป็นการใช้ชีวิตควบคู่กันมากับความสัตว์เป็นอย่างยิ่งแม้จะเสียชีพก็ไม่ยอมเสียความสัตย์หรือเสียสัจจะ ผู้มีความสัตย์หรือสัจจะสามารถเข้าถึงความรู้แท้จริงในสิ่งทั้งปวงผู้เป็นพระพุทธเจ้าย่อมมีความจริงใจ ต่อตนเองและผู้อื่นอย่างยิ่งสัจจะบารมีเป็นเครื่องประกันว่าไม่มีการคิดการทำการนำสิ่งใดเพื่อการ หลอกลวงผู้ที่เหินห่างจากความจริงใจมักจะเอาตนเองเป็นเครื่องวัดคนอื่นอาจจะมองผู้อื่นว่าไม่มีความ จริงใจในขั้นแรกพระปัญจวัคคีย์คิดว่าพระพุทธเจ้าองค์ประสบความล้มเหลวมาเมื่อตักเตือนให้ระวังว่า ระลึกได้หรือไม่ว่าพระองค์เคยตรัสรู้ได้ตรัสรู้มาบ้างหรือเปล่า เพราะปัญจวัคเช่นนี้ไม่เคยกล่าวอะไรที่ ไม่เป็นจริงเลยจึงได้ปลงใจฟังธรรมของพระองค์ ทางพระพุทธศาสนากล่าวว่าวิธุรชาดกเป็นการสร้างสัจจะบารมีโดยโลกเป็นเรื่องว่าวิธุร บัณฑิตเป็นที่ปรึกษาประจำราชสำนักเป็นที่โปรดปรานของพระราชาเป็นที่เคารพนับถือของปวงชน เมื่อพระราชารับสั่งไว้ว่าถ้าพระองค์แพ้ในการเล่นสกาจะพระราชทานทุกอย่างที่ผู้ชนะปรารถนาเว้น แต่พระศิวะของพระองค์ราชสมบัติและพระมเหสีเมื่อพระราชาทรงแพ้การเล่นสกาและฝ่ายผู้ชนะขอ วิธุรบัณฑิต พระราชาก็ทรงเสียดายทรงหน่วงเหนี่ยวไว้ด้วยวิธีการต่างๆในที่สุดทรงมอบให้วิธุรบัณฑิต เป็นผู้ชี้ขาดฝ่ายวิศวะบัณฑิตได้ตัดสินให้พระราชาทรงรักษาความสะอาดแม้ว่าตนเองจะถูกนำไปฆ่าก็ ตามในที่สุด วิธุรบัณฑิตได้กล่าว ธรรมะเครื่องคุณธรรมของคนดีเรียกว่าสาธุนรธรรม ทำให้ผู้ชนะกับ เลื่อมใสยอมปล่อยให้เป็นอิสระได้กลับมาทำการฉลองรับขวัญกันเป็นการใหญ่ 8) อธิษฐานบารมี เป็นการสร้างความตั้งใจมั่นให้สมบูรณ์ข้อนี้เป็นพื้นฐานยืนยันว่าผู้ตรัสรู้เป็น พุทธเจ้า เมื่อตั้งใจจะทำอะไรที่ถูกต้องย่อมทำสิ่งนั้นด้วยความตั้งใจมั่น ด้วยความตั้งใจจนกว่าจะ ประสบความสำเร็จเสมอ เป็นผู้ตั้งใจทำให้ได้จริง แม้บางครั้งจะต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพันก็ตามการที่จะ ทอดทิ้งความพยายามให้เสียง่าย ๆ ไม่มีแม้ในวาระสุดท้ายก่อนจะตรัสรู้พระพุทธเจ้าตั้งจาตุรงคมหา ปณิธาน อธิษฐานมั่นว่าจะไม่กลับหลังอย่างเด็ดขาดถึงแม้เลือดเนื้อจะเหือดแห้งไป เหลือแต่หนังเอ็น
32 กระดูกก็ตาม ถ้าไม่ได้บรรลุธรรมที่ประสงค์การที่จะคลายความพากเพียรเสียเป็นอันไม่มีดังนั้นการ ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าจึงเป็นสิ่งที่ได้ด้วยการเอาเลือดเอาเนื้อเอาชีวิตเข้าแลก ทางพระพุทธศาสนากล่าวถึงเนมิราชชาดกว่าเป็นตัวอย่างการสร้างอธิษฐานณบารมีโดยเล่า ว่าในนิราศราชกุมารได้ครองราชสมบัติสืบมาจากพระราชบิดาทรงบำเพ็ญคุณงามความดีเป็นที่รักของ ปวงชนเมื่อทรงชราลงได้ทรงมอบราชสมบัติแก่พระโอรสส่วนพระองค์ได้เสด็จออกผนวชเช่นเดียวกับที่ พระราชบิดาของพระองค์ได้เคยปฏิบัติมา 9) เมตตาบารมี การบำเพ็ญไมตรีจิตในสัตว์ทั้งปวงให้สมบูรณ์เป็นพื้นฐานยืนยันว่าการตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้านั้นเป็นเรื่องของผู้มีความปรารถนาดีในสรรพสัตว์ทั้งหลายเป็นเรื่องของผู้ปรารถนา ความสุขในสัปดาห์ทั้งหลายอย่างทั่วหน้าไม่เลือก ความปรารถนาดีในสรรพสัตว์เป็นปัจจัยสำคัญอย่าง ยิ่งที่จะสนับสนุนให้ทำการค้นคว้าหาความจริงและนำความจริงนั้นมาประกาศเปิดเผยแก่สรรพสัตว์ ต่อไป การตรัสรู้อย่างเป็นพระพุทธเจ้าไม่ใช่เรื่องของผู้มีน้ำใจครับแคบที่มีความปรารถนาอยู่ใน ขอบเขตจำกัดดังนั้นการแสวงหาการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าจึงช่วยสัตว์โลกเป็นเป้าหมาย ทางพระพุทธศาสนากล่าวว่า สุวรรณสามเป็นตัวอย่างของผู้บำเพ็ญเมตตาบารมีโดยเล่าเรื่อง ว่าสุวรรณสาม เลี้ยงบิดามารดาของตนผู้ตาบอดอยู่ในป่า เพราะมีความปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์ หมู่ สัตว์ในป่าจึงเดินห้อมล้อมไปทุกหนทุกแห่งวันหนึ่งถูกพระเจ้าพาราณสีห์ยิงด้วยธนูเพราะเข้าใจผิด ภายหลังเมื่อทรงทราบว่าเป็นชายหนุ่มเลี้ยงบิดามารดาก็สลดพระทัยจึงเสด็จไปจูงบิดามารดาของ สุวรรณสามมาบิดามารดาของสุวรรณสาม ตั้งสัจจะกิริยาอ้างคุณความดีของสุวรรณสาม แล้วอธิษฐาน ให้พิษของลูกศรหายไปส่วนสุวรรณสามฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้สติและได้กล่าวธรรมแก่พระราชาว่าผู้ใด เลี้ยงบิดามารดาโดยธรรม ทวยเทพย่อมรักษาผู้นั้นคนในโลกนี้พากันสรรเสริญ มีสุคติเป็นเบื้องหน้า เมื่อพระราชาทรงขอให้สั่งสอนต่อไปอีกก็ได้สอนให้ปฏิบัติชอบถูกต้องในบุคคลทั้งปวงและครองราชย์ โดยธรรมสืบต่อสืบต่อไป 10) อุเบกขาบารมี การสร้างความวางเฉยให้สมบูรณ์ข้อนี้เป็นพื้นฐานยืนยันได้ว่าการตรัสรู้ พระพุทธเจ้านั้น เป็นเรื่องของผู้รู้จักวางเฉยเป็นในโอกาสที่ควรวางเฉย การตรัสรู้ไม่ใช่เรื่องของผู้ จะต้องไปเกี่ยวข้องในสิ่งทั้งปวง ในทุกโอกาสบางครั้งก็ย่อมยึดมั่นอยู่กับหลักธรรมเช่นอุเบกขาใน พรหมวิหารธรรม บางครั้งจะต้องให้จิตดำเนินไปโดยไม่ต้องขวนขวายอะไรอีกในเมื่อจิตได้ดำเนินไป ถูกต้องดีแล้วเช่นอุเบกขาในโพธิปักขิยธรรม ทางพระพุทธศาสนากล่าวถึงนารทชาดกว่าเป็นตัวอย่างของการบำเพ็ญอุเบกขาบารมีได้ กล่าวถึงพระโพธิสัตว์เมื่อเป็นพราหมณ์นารทะได้ช่วยปลดเปลื้องพระเจ้าอังคติราชให้พ้นจากความเห็น ผิดมีความเห็นถูก ความเห็นผิดนั้นคือถือว่า การที่สัตว์จะได้ทุกข์จะได้สุขจะได้ทุกข์เป็นสิ่งที่ได้เองไม่มี ไม่มีปัจจัย ที่เป็นเหตุให้ได้สัตว์จะเข้าถึงความบริสุทธิ์โดยตัวเองเวียนว่ายตายเกิดเรื่อยไป และในที่สุด
33 จะเข้าถึงความบริสุทธิ์และความบริสุทธิ์ชนิดนี้เรียกว่า สังสารสุทธิ(รศ.สุวรรณ เพชรนิล. 2536, น. 78-83) ชาดกทั้ง 10 ประการ เรียกว่า ทสชาติชาดก แต่ละชาติทรงบำเพ็ญบารมีต่างกันไป ในคัมภีร์ นิบาตชาดก ขุททกนิกาย เรียงลำดับไว้ดังนี้ 1) เตมิยชาดก 2) มหาชนกชาดก 3) สุวรรณสามชาดก 4) เนมิราชชาดก 5) มโหสถชาดก 6) ภริทัตตชาดก 7) จันทกุมารชาดก 8) นารทชาดก 9) วิธุรชาดก 10) เวสสันตรชาดก บารมี 10 ประการนั้นมีลักษณะเพิ่มพูนทางวุฒิปัญญาโดยตรงคือปัญญาบารมีส่วน นอกนั้นอยู่ในฐานะเป็นหลักจริยธรรมมีความเกื้อกูลในทางสร้างสรรค์ปัญญาให้สมบูรณ์และเป็นปัจจัย สำคัญในการนำปัญญานั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชาวโลกทั้งมวล ถ้าพิจารณาตามบารมีทั้ง 10 ประการนี้จะเห็นได้ว่าการมุ่งเอาแต่ความรู้อย่างเดียวนั้นย่อมเป็นการไม่ถูกต้อง น่าจะต้องเพิ่มพูน คุณธรรมอย่างอื่น ๆ ควบคู่กันไปด้วยเป็นต้นว่า เป็นนักเสียสละเป็นคนคุ้มครองตนเองได้มีความ อดทนมีความปรารถนาดีต่อผู้อื่นอย่างเสมอหน้ากัน เมื่อมีคุณสมบัติเหล่านั้นเป็นพื้นฐานความรู้ที่ได้มา จะสะอาดแหลมคมและการใช้ความรู้จะอำนวยประโยชน์แก่สังคมอย่างไพศาล พระพุทธเจ้าทรงปรารภสัตว์โลกก่อนเสมอ ทรงเป็นผู้มีน้ำพระทัยยิ่งใหญ่ ทรงคิดปรารภสัตว์ โลกก่อนที่คิดถึงพระองค์ ทรงคิดแก้ปัญหาความทุกข์ยากให้กับสัตว์โลกเป็นประมาณ ไม่ใช่เพื่อ พระองค์หรือกลุ่มบุคคลใด ๆ ทรงมองว่าโลกนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ แก้อย่างไรก็ทุกข์ ก็มีสุขปะปนกัน แต่เป็นความสุขไม่นาน ดังการสร้างบารมีของพระพุทธเจ้า มีความมุ่งหมายเพื่อรื้อสัตว์ขนสัตว์ให้พ้น จากขอบข่ายของความทุกข์ สามัญชนบางคนอาจจะคิดว่า การออกบวชของพระพุทธเจ้าเป็นการตัด ช่องน้อยแต่พอตัว หรือการทำเพื่อพระองค์ก่อนทำเพื่อคนอื่น การสร้างตนให้มีความสามารถก่อนจึง จะช่วยคนอื่น เป็นเรื่องจริงที่ต้องพิจารณาและทำให้มีก่อน ถ้าเราว่ายน้ำไม่เป็นแล้วจะช่วยเหลือคนตก น้ำได้อย่างไร ธรรมดาของพระพุทธเจ้าทั้งหายมักเป็นผู้ที่มีน้ำพระทัยใหญ่เสมอ มีพระพุทธพจน์ตรัส ปรารภน้ำพระทัยของพระพุทธเจ้าไว้ว่า “พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อยังเป็นพระโพธิสัตว์ก่อนตรัสรู้ ทรงมีความดำริเกิดขึ้นว่า “สัตว์โลกนี้ประสบความทุกข์ยากจริงหนอ เพราะการเกิด แก่ เจ็บ ตาย จุติ และปฏิสนธิ ไม่รู้วิธีพ้นทุกข์ การพ้นทุกข์ของสัตว์เหล่านี้จะมีได้อย่างไร” น้ำพระทัยของพระพุทธเจ้า ทั้งหลาย ทรงมองดูสัตว์โลกด้วยความหวั่นวิตกในความทุกข์ยากของสรรพสัตว์นี้ มีความปรารถนาดี แก่สรรพสัตว์ด้วยความบริสุทธิ์ใจ คนทั่วไปมักมีเจตนาแอบแฝง แต่น้ำใจที่ยิ่งใหญ่ปรากฏในบุคคล ต่างๆ ในโลก เช่น ปรากฏในบิดามารดาที่ทำทุกอย่างเพื่อลูก ปรากฏในหัวหน้าสังคมที่ทำงานเพื่อ ส่วนรวมของสังคม ปรากฏในนักปกครองที่ถูกต้องปวงชนเหมือนโอรสของตน และปรากฏในพระ โพธิสัตว์ที่สร้างบารมีเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ ต่างกันที่ขอบเขต และพื้นฐานแห่งความ บริสุทธิ์ ดังนั้นพระสูตรที่นับว่าสำคัญที่สำคัญยิ่งต่อการศึกษาและไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ คือ
34 1. ธัมมจักกัปปวัตนสูตร (ราชบัณฑิตยสถาน, 2553, น.144) หรือเขียนอย่างภาษามคธว่า ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร (ฟัง) เป็นปฐมเทศนา เทศนากัณฑ์แรก ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พระปัญจ วัคคีย์ (ราชบัณฑิตยสถาน. (2542, [ออนไลน์]) เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสธัมมจักกัปปวัตนสูตรนี้อยู่ ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลีปราศจากมลทิน ก็ได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระโกณฑัญญะ นับเป็นพระสงฆ์ สาวกองค์แรกในพระพุทธศาสนา วันนั้นเป็นวันเพ็ญกลางเดือนอาสาฬหะหรือเดือน 8 เป็นวันที่พระ รัตนตรัยครบบริบูรณ์ บังเกิดขึ้นในโลกเป็นครั้งแรก คือมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ครบบริบูรณ์ ธัมมจักกัปปวัตนสูตร มีเนื้อหาแสดงถึงการปฏิเสธส่วนที่สุดสองอย่าง และเสนอแนวทางดำเนินชีวิต โดยสายกลางอันเป็นแนวทางใหม่ให้มนุษย์ มีเนื้อหาแสดงถึงขั้นตอนและแนวทางในการปฏิบัติเพื่อ บรรลุถึงอริยสัจทั้ง 4 คือ อริยมรรคมีองค์ 8 โดยเริ่มจากทำความเห็นให้ถูกทางสายกลางก่อน เพื่อ ดำเนินตามขั้นตอนการปฏิบัติรู้เพื่อละทุกข์ทั้งปวง เพื่อความดับทุกข์ อันได้แก่นิพพาน ซึ่งเป็น จุดมุ่งหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา (พระไตรปิฎก เล่มที่ 4 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 4 มหาวรรค ภาค 1 [ออนไลน์]) ธัมมจักกัปปวัตนสูตรมิได้เป็นพระสูตรเฉพาะที่ปรากฏอย่างโดด ๆ ในพระไตรปิฎก แต่เป็น พระสูตรที่มีเนื้อหาปรากฏอยู่ในพระสูตร และกถาที่แตกต่างกัน 2 แห่ง กล่าวคือ ปรากฏเนื้อความใน ปญฺจวคฺคิยกถา ตอนปฐมเทศนา มหาขนฺธก มหาวคฺค ในพระวินัยปิฎก ซึ่งในกถานี้ในบางครั้งมีการ ระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แต่บางกรณีก็มิได้ระบุชื่อพระสูตร และยังปรากฏใน ตถาคตสุตฺตํ หรือตถาคตสูตร สมาธิวโคฺค สจฺจสํยุตฺตํ สํยุตฺตนิกาย ในพระสุตตันตปิฎก เรียกว่าธัมมจัก กัปปวัตตนสูตรเช่นกัน เนื้อหาจากปญฺจวคฺคิยกถา ตอนปฐมเทศนา มหาขนฺธก มหาวคฺค ในพระวินัยปิฎกอันเป็น ที่มาของธัมมจักกัปปวัตตนสูตรนั้น มิได้ปรากฏอารัมภกถาว่า "เอวัมเม สุตังฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา พาราณะสิยัง วิหะระติ อิสิปะตะเน มิคะทาเย ตัตระ โข ภะคะวา ปัญจะวัคคิเย ภิกขู อามันเตสิ ฯ" มี ความหมายว่า "ข้าพเจ้าได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ว่า ในสมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จ ประทับอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันใกล้เมืองพาราณสีฯ ในกาลครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัส เตือนสติ เหล่าภิกษุปัญจวัคคีย์ให้ตั้งใจฟังและพิจารณาตามพระดำรัสของพระองค์อย่างนี้ว่า ฯ" อัน เป็นอารัมภกถาที่กล่าวโดยพระอานนท์ เพื่อแสดงต่อที่ประชุมสังคายนาครั้งแรก เพื่อชี้แจงว่าพระสูตร นี้สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ ณ สถานที่แห่งใด และทรงตรัสแก่ผู้ใด ส่วนเนื้อหาจากตถาคตสุตฺตํ หรือตถาคตสูตร สมาธิวโคฺค สจฺจสํยุตฺตํ สํยุตฺตนิกาย ปรากฏ อารัมภกถาว่า "เอกัง สมยัง ภควา พาราณสิยัง วิหรติ อิสิปตเน มิคทาเยฯ ตัตระ โข ภควา ปัญจวัคคิ เย ภิกขู อามันเตสิ ฯ" มีความหมายว่า "ในสมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับอยู่ที่ป่าอิสิปตน มฤคทายวันใกล้เมืองพาราณสีฯ ในกาลครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเตือนสติเหล่าภิกษุปัญจ
35 วัคคีย์ให้ตั้งใจฟังและพิจารณาตามพระดำรัสของพระองค์อย่างนี้ว่า ฯ" จากนั้นจึงเริ่มเนื้อหาของพระ สูตร ซึ่งตรงกันกับในมหาวัคค์ทุกประการ เนื้อหาที่เป็นประเด็นหลักในพระพุทธพจน์ที่ปรากฏในธัมมจักกัปปวัตนสูตรโดยสรุป มีดังนี้ (ฟัง เนื้อหาหัวใจธัมมจักกัปปวัตนสูตรบาลี) ...ท่านทั้งหลาย ทุกขอริยสัจ คือ ความจริงที่ช่วยมนุษย์ให้เป็นผู้ประเสริฐเกี่ยวกับการ พิจารณาเห็นทุกข์ เป็นอย่างนี้ คือ การเข้าใจว่า "เกิด แก่ เจ็บ ตาย" ล้วนแต่ เป็นทุกข์ แม้แต่ความ โศกเศร้าเสียใจ ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กายทุกข์ใจ ทั้งความคับแค้นใจก็เป็นทุกข์ ประสบกับสิ่งที่ ไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ พลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ ว่า โดยย่อ การยึดมั่นในเบญจขันธ์ (คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ว่าเป็น อัตตา เป็นตัวเรา เป็นเหตุทำให้เกิดความทุกข์แท้จริง ท่านทั้งหลาย เหตุทำให้เกิดความทุกข์ (สมุทัย) มีอย่างนี้ คือ ความอยากเกินควร ที่เรียกว่า ทะยานอยาก ทำให้ต้องเวียนว่ายตายเกิด เป็นไปด้วยความกำหนัด ด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน มัว เพลิดเพลินอย่างหลงระเริงในสิ่งที่ก่อให้เกิดความกำหนัดรักใคร่ ได้แก่ กามตัณหา ความทะยานอยากในสิ่งที่ก่อให้เกิดความใคร่ ภวตัณหา ความทะยานอยากในความอยากเป็นนั่นอยากเป็นนี่ วิภวตัณหา ความทะยานอยากในความที่จะพ้นจากภาวะที่ไม่อยากเป็น ท่านทั้งหลาย นิโรธ คือ ความดับทุกข์อย่างแท้จริง คือ ดับความกำหนัดอย่างสิ้นเชิง มิให้ ตัณหาเหลืออยู่ สละตัณหา ปล่อยวางตัณหา ข้ามพ้นจากตัณหา ไม่มีเยื่อใยในตัณหา ภิกษุทั้งหลาย ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ คือ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์อย่างแท้จริง คือ อริยมรรคมีองค์ 8 ได้แก่ (1) ความเห็นชอบ (2) ความดำริชอบ (3) เจรจาชอบ (4) การงานชอบ (5) เลี้ยงชีวิตชอบ (6) ความเพียรชอบ (7) ความระลึกชอบ (8) ความตั้งจิตมั่นชอบ... ธัมมจักกัปปวัตนสูตร กล่าวโดยสรุป ธัมมจักกัปปวัตนสูตร แสดงถึง ส่วนที่สุดสองอย่าง ที่พระพุทธศาสนาปฏิเสธ อันได้แก่ "กามสุขัลลิกานุโยค" คือการหมกมุ่น อยู่ในกามสุข และ "อัตตกิลมถานุโยค" คือการทรมานตนให้ลำบากโดยเปล่าประโยชน์หรือทุกรกิริยา "คือการกระทำกิจที่ทำได้โดยยาก" คือ การอดอาหาร มัชฌิมาปฏิปทา คือปฏิปทาทางสายกลางที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสรู้ ได้แก่ มรรคมีองค์แปด อริยสัจสี่ คือธรรมที่เป็นความจริงอันประเสริฐสี่ประการ ส่วนที่สุดสองอย่าง ส่วนที่สุดสองอย่างอันบรรพชิตไม่ควรเสพ คือ การประกอบตนให้พัวพันด้วยกามสุขในกามทั้งหลาย เป็นธรรมอันเลว เป็นของชาวบ้าน เป็น ของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์
36 การประกอบความเหน็ดเหนื่อยแก่ตน (เช่น บำเพ็ญทุกรกิริยา) เป็นความลำบาก ไม่ใช่ของ พระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ปฏิปทาสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดสองอย่างนั้น ที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสรู้แล้วด้วยปัญญา อันยิ่ง ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ปฏิปทาสายกลางนั้น ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ 8 คือ ปัญญาเห็นชอบ (สัมมาทิฏฐิ) ความดำริชอบ (สัมมาสังกัปปะ) เจรจาชอบ (สัมมาวาจา) การงานชอบ (สัมมากัมมันตะ) เลี้ยงชีวิตชอบ (สัมมาอาชีวะ) พยายามชอบ (สัมมาวายามะ) ระลึกชอบ (สัมมาสติ) ตั้งจิตมั่นชอบ (สัมมาสมาธิ) อริยสัจสี่ธรรมที่เป็นความจริงอันประเสริฐสี่ประการ คือ ทุกขอริยสัจ คือ ความเกิดก็เป็นทุกข์ ความแก่ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บไข้ก็เป็นทุกข์ ความตายก็ เป็นทุกข์ ความประจวบด้วยสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น ก็เป็นทุกข์ โดยย่อ อุปาทานขันธ์ 5 เป็นทุกข์ ทุกขสมุทัยอริยสัจ คือ ตัณหา ประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน มีปกติ เพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ทุกขนิโรธอริยสัจ คือ ตัณหาดับโดยไม่เหลือด้วยมรรค คือวิราคะ สละ สละคืน ปล่อยไป ไม่ พัวพัน ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ คือ อริยมรรคมีองค์แปด อริยสัจสี่นี้ ทุกขอริยสัจ ควรกำหนดรู้ ทุกขสมุทัยอริยสัจ ควรละเสีย ทุกขนิโรธอริยสัจ ควรทำให้แจ้ง ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ คือ อริยมรรคมีองค์แปด ควรเจริญ 2. อนัตตลักขณสูตร อนัตตลักขณสูตร (บาลี: Anattalakkhaṇa Sutta) คือพระสูตรที่แสดงลักษณะ คือ เครื่อง กำหนดหมายว่าเป็นอนัตตา เป็นพระสูตรที่มีความสำคัญที่สุดพระสูตรหนึ่ง เนื่องจากหลังจากที่พระโค ตมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงพระสูตรนี้แล้ว ได้บังเกิดพระอรหันต์ในพระบวรพุทธศาสนา 5 องค์ รวมพระ
37 พุทธองค์เป็น 6 องค์ ซึ่งพระสูตรนี้ มีใจความเกี่ยวกับ ความไม่ใช่ตัวตนของ รูป คือ ร่างกาย เวทนา คือ ความรู้สึกสุขทุกข์หรือเฉย ๆ สัญญา คือ ความจำได้หมายรู้ สังขาร คือ ความคิดหรือเจตนา วิญญาณ คือ ความรู้อารมณ์ทางตา หู เป็นต้น หรือเรียกอีกประการหนึ่งว่า อายตนะทั้ง 6 อันได้แก่ สัมผัสทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ (สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆป ริณายก, 2551, น.21) อนัตตลักขณสูตร เป็นพระสูตรที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ณ ป่าอิสิปตน มฤคทายวัน เมืองพาราณสี หรือในเขตเมืองสารนาถ ประเทศอินเดียในปัจจุบันเมื่อพระชนมายุได้ 35 พรรษา ธัมเมกขสถูป บริเวณป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองสารนาถ คือสังเวชนียสถานแห่งการ ประกาศธรรมยุคแรกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รวมถึงสถานที่พระประกาศอนัตตลักขณ สูตร พระสูตรนี้ โดยทรงแสดงต่อปัญจวัคคีย์ ในวันแรม 5 ค่ำ เดือน 8 หลังจากที่ พระพุทธองค์ได้ แสดงปฐมเทศนาคือธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 จนพระอัญญาโกณฑัญญะบรรลุ โสดาบัน และในวันต่อ ๆ มา คือในวันแรม 1 ค่ำ 2 ค่ำ 3 ค่ำ และ 4 ค่ำเดือน 8 ทรงแสดง “ปกิณณก เทศนา” ยังผลให้พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานามะ และพระอัสสชิ บรรลุโสดาบันตามลำดับ และได้รับเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว (พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท). "อนัตตลักขณสูตร." ใน "ประมวลธรรมบรรยาย ชุดที่ 2) ในระหว่างที่ทรงแสดงปกิณณกเทศนา เพื่ออบรมพระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานามะ และพระอัสสชิอยู่นั้น ภิกษุสามรูปบิณฑบาตเพื่อยังชีพ ภิกษุที่เหลือกับทั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าเสวย พระกระยาหารที่ท่านทั้งสามนำมาถวาย สิ่งใดที่บิณฑบาตมา ทั้ง 6 รูปก็เลี้ยงชีพด้วยบิณฑบาตนั้น (วินัยพระวินัยปิฎก เล่มที่ 4 มหาวรรค ภาค 1) ครั้นเมื่อถึงวันแรม 5 ค่ำ เดือน 8 หลังจากสดับพระธรรมเทศนาอนัตตลักขณสูตรพระภิกษุปัญจวัคคีย์ ทั้ง 5 ได้บรรลุพระนิพพานเป็นพระอรหันต์พร้อมกันทั้ง 5 รูป นับเป็นพระอรหันต์กลุ่มแรกในพระบวร พุทธศาสนา ดังปรากฏในเนื้อความของพระสูตรดังที่พระธรรมสังคาหกาจารย์ หรือ พระอาจารย์ผู้ทำ สังคายนาร้อยกรองตั้งเป็นพระบาลีไว้ ได้กล่าวไว้ในตอนท้ายพระสูตรไว้ ดังนี้ (สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก, 2551, น.21) " อิทมโวจ ภควา. อตฺตมนา ปญฺจวคฺคิยา ภิกฺขู ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทุ. อิมสฺมึ จ ปน เวยฺยาก รณสฺมึ ภญฺญมาเน ปญฺจวคฺคิยานํ ภิกฺขูนํ อนุปาทาย อาสเวหิ จิตฺตานิ วิมุจฺจึสุ. เตน โข ปน สมเยน ฉ โลเก อรหนฺโต โหนฺติ." ความว่า "พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระสูตรนี้แล้ว พระปัญจวัคคีย์มีใจยินดี เพลิดเพลินภาษิต ของพระผู้มีพระภาค. ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ จิตของพระปัญจวัคคีย์พ้น
38 แล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น ครั้งนั้น มีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก 6 องค์" (วินัยพระวินัย ปิฎก เล่มที่ 4 มหาวรรค ภาค 1) พระสูตรนี้มีใจความโดยย่อดังที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริ นายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) ได้ทรงมีพระนิพนธ์ไว้ดังต่อไปนี้ ตอนที่ 1 พระบรมศาสดาได้ทรงแสดง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่าเป็นอนัตตา มิใช่อัตตาตัวตน ถ้าทั้งห้านี้ พึงเป็นอัตตาตัวตน ทั้งห้านี้ก็ถึงไม่เป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลก็จะพึงได้ ในส่วนทั้งห้านี้ว่า ขอให้เป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย แต่เพราะเหตุว่าทั้งห้านี้มิใช่อัตตา ตัวตน ฉะนั้น ทั้งห้านี้จึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลก็ย่อมไม่ได้ส่วนทั้งห้านี้ว่า ขอให้เป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย ตอนที่ 2 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสอบความรู้ความเห็นของท่านทั้งห้านั้น ตรัสถามว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้งห้านี้เที่ยงหรือไม่เที่ยง ท่านทั้งห้า ทูลตอบว่า ไม่เที่ยง ตรัสถามอีก ว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข ท่านทั้งห้ากราบทูลว่าเป็นทุกข์ ก็ตรัสถามต่อไปว่า สิ่งใด ไม่เที่ยงเป็นทุกข์มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ควรหรือจะเห็นสิ่งนั้น ตอนที่ 3 พระพุทธเจ้าได้ตรัสรุปลงว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้งห้านี้ที่เป็นส่วนอดีตก็ดี เป็นส่วนอนาคตก็ดี เป็นส่วนปัจจุบันก็ดี เป็นส่วนภายในก็ดี เป็นส่วนภายนอกก็ดี เป็นส่วนหยาบก็ดี เป็นส่วนละเอียดก็ดี เป็นส่วนเลวก็ดี เป็นส่วนประณีตก็ดี อยู่ในที่ไกลก็ดี อยู่ในที่ใกล้ก็ดี ทั้งหมดก็สัก แต่ว่าเป็นรูป เป็นเวทนา เป็นสัญญา เป็นสังขาร เป็นวิญญาณ ควรเป็นด้วยปัญญาชอบตามที่เป็นแล้ว ว่า นี่ไม่ใช่ของเรา เราไม่ใช่นี่ นี่ไม่ใช่ตัวตนของเรา (สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกล มหาสังฆปริณายก, 2551, น.21) ตอนที่ 4 พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงผลทีเกิดแก่ผู้ฟังและเกิดความรู้เห็นชอบดั่งกล่าวมานั้น ต่อไปว่า อริยสาวก คือ ผู้ฟังผู้ประเสริฐซึ่งได้สดับแล้วอย่างนี้ ย่อมเกิดนิพพิทา คือ ความหน่ายในรูป หน่ายในเวทนา หน่ายในสัญญา หน่ายในสังขาร หน่ายในวิญญาณ เมื่อหน่ายก็ย่อมสิ้นราคะ คือ สิ้น ความติด ความยินดี ความกำหนัด เมื้อสิ้นราคะ ก็ย่อมวิมุตติ คือ หลุดพ้น เมื่อวิมุตติ ก็ย่อมมีญาณ คือ ความรู้ว่าวิมุตติ หลุดพ้นแล้ว และย่อมรู้ว่า ชาติ คือ ความเกิดสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควร ทำได้ทำสำเร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นที่จะพึงทำเพื่อความเป็นเช่นนี้อีกต่อไป (สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จ พระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก, 2551, น.22) จุดมุ่งหมายของพระสูตรนี้ก็เพื่อชี้ให้เห็นถึงความเป็นอนัตตาของสรรพสิ่ง ให้เล็งเห็นว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ หรือขันธ์ 5 นั้น ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรไปเป็นธรรมดา ไม่ ควรที่จะเห็นโดยสำคัญด้วยตัณหา มานะ ทิฏฐิว่า นั่นเป็นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา (พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท). "อนัตตลักขณสูตร." ใน "ประมวลธรรมบรรยาย ชุดที่ 2)
39 ก่อนที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุธเจ้าจะทรงตรัสรู้ทรงตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณนั้น ชาวโลกมีทิฏฐิสุดโต่งอยู่ 2 ประการ กล่าวคือ ฝ่ายสัสสตทิฏฐิ ที่เห็นว่าในปัจจุบันชาตินี้ก็มีอัตตา คือ ตัวตน เมื่อสิ้นชีวิตไปแล้วอัตตาคือตัวตนก็ยังไม่สิ้น ยังจะมีสืบภพชาติต่อไป มีชาติหน้าเรื่อยไปไม่มีขาด สูญ และฝ่ายอุจเฉททิฏฐิ ความเห็นว่า มีอัตตาตัวตนอยู่แต่ในปัจจุบันชาตินี้เท่านั้น เมื่อสิ้นชีวิตไปแล้ว อัตตาตัวตนก็สิ้นไป ไม่มีอะไรเหลืออยู่ที่จะให้ไปเกิด ดั่งที่เห็นว่า ตายสูญ แต่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศว่า ความเห็นทั้ง 2 ฝ่ายล้วนเป็น มิจฉาทิฏฐิ คือ ความเห็นผิด และทรงชี้ทางที่เห็นถูกไว้ว่า ตราบใดที่ยังไม่สิ้นความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ 5 แล้ว อาทิ ยัง ยึดมันว่า รูปเป็นตัวตน หรืออัตตา เวทนาเป็นอัตตา สัญญาเป็นอัตตา สังขารเป็นอัตตา และวิญญาณ เป็นอัตตา ก็ยังจะมีการเกิดดับไม่รู้จักจบสิ้นในสังสารวัฏ การยึดมั่นในขันธ์ 5 นี้ เรียกว่า "ปัญจุปาทาน ขันธ์" ((สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก, 2551, น.22) สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) ทรง แสดงทัศนะไว้ว่า "ในสมัยพุทธกาลหรือสมัยไหน ๆ ก็คงเป็นเช่นนี้ ในปัจจุบันก็เป็นเช่นนี้ และ พระปัญจวัคคีย์นั้นก็ย่อมมีความยึดถืออยู่เช่นนี้อย่างมั่นคง เพราะฉะนั้น เมื่อฟังธรรมจักร ท่าน พระอัญญาโกณฑัญญะจึงได้ดวงตาเห็นธรรมเพียงรูปเดียว เมื่อพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมอบรมอีก จึงได้ดวงตาเห็นธรรมจนครบทั้ง 5 รูป แต่ก็ได้เพียงดวงตาเห็นธรรม เท่ากับว่าเห็นทุกขสัจ ความจริง คือทุกข์ขึ้นเท่านั้น พระพุทธเจ้าจึงได้ทรงแสดงพระสูตรที่ 2 ชี้ลักษณะของอาการทั้ง 5 เหล่านี้ว่าเป็น อนัตตา คือ ไม่ใช่ตัวตนโดยชัดเจน" (สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณา ยก, 2551, น.24) อนัตตลักขณสูตร เป็นพระสูตรที่ยังให้เกิดพระอรหันต์ในคราวเดียวกันถึง 5 องค์ อีกทั้งยัง เป็นพระอรหันต์กลุ่มแรก นับเป็นการลงหลักปักฐานพระธรรมวินัยของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้งสำคัญ เชื่อถือกันว่า พระสูตรนี้เป็นหนึ่งในพระสูตรสำคัญรวบรวมเอาหัวใจของพระบวรพุทธ ศาสนาไว้ อย่างครอบคลุม กว้างขวาง จึงขนานนามกันว่าเป็น "ราชาธรรม" เช่นเดียวกับ ธัมมจัก กัปปวัตนสูตรและอาทิตตปริยายสูตร ซึ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ และยังให้บังเกิด การประกาศพระศาสนาครั้งใหญ่ไปทั่วสากลจักรวาล และบังเกิดพระอรหันต์เป็นจำนวนมาก โดย หลวงปู่จันทา ถาวโร แห่งวัดป่าเขาน้อย จังหวัดพิจิตร พระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ที่กล่าวว่าธัมมจัก กัปปวัตตนสูตร อนัตตลักขณสูตร และอาทิตตปริยายสูตร ทั้ง 3 สูตรนี้เรียกว่า ราชาธรรม เป็นธรรม อันยิ่งใหญ่ของศาสนาพุทธ ธรรมทั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์มารวมอยู่ที่นี่ทั้งหมด (สายทิพย์ (2544). 3. อาทิตตปริยายสูตร ที่มา อาทิตตปริยายสูตร เป็นพระธรรมเทศนา พระพุทธเจ้าทรงแสดงหลังจากตรัสรู้แล้ว เป็น พระสูตรที่ 3 ในพระไตรปิฎกบาลี มีที่มา 2 แห่ง คือ:-บรรยายในการประชุมทางวิชาการเรื่องธรรมะที่
40 อธิบายยากในหลักสูตรวิชาศีลธรรม ชั้น มศ.ปลาย ณ ห้องศรีคุรุ กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ วันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๑๓ 1. พระวินัยปิฎก มหาวรรค มหาขันธกะ (วินย. 4/55/62; ตรงกับฉบับภาษาไทย 6/55/78) 2. พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค (สํ.สฬ. 18/31/23; ตรงกับฉบับภาษาไทย 27/31/24) ความย่อ เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ณ ควงไม้โพธิ์ ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลา ใน แคว้นมคธ ในปีมีพระชนมายุได้ 35 พรรษา พระองค์เสด็จประทับอยู่ ณ ตำบลนั้น เป็นเวลา 7 สัปดาห์ จากนั้นจึงได้เสด็จไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ในเขตแคว้นกาสี ได้ทรง แสดงปฐมเทศนา ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร โปรดภิกษุเบญจวัคคีย์บรรลุอรหัตตผล ระหว่างที่ประทับจำพรรษาแรกอยู่ ณ ป่าอิสิปตนะนี้ พระองค์ได้โปรดพระยสะ บิดา มารดา ภรรยาเก่า และสหายของพระยสะ ที่เป็นชาวเมืองพาราณสี 4 คน ชาวชนบท 50 คน ตามลำดับ จนมี ภิกษุสาวกจำนวน 60 รูป จากนั้น ได้ทรงส่งพระสาวกทั้ง 60 รูป ออกประกาศพระศาสนา ส่วนพระองค์เอง ได้เสด็จไป ยังอุรุเวลาเสนานิคม ในระหว่างทางได้โปรดคณะสหายภัททวัคคีย์จำนวน 30 รูป ครั้นเสด็จถึงตำบลอุรุเวลาแล้ว ได้เสด็จไปยังอาศรมของท่านอุรุเวลกัสสป ซึ่งเป็นหัวหน้าชฎิล ผู้บูชาไฟ จำนวน 500 คน แล้วได้ทรงขอพักอาศัยอยู่ ณ ที่นั้น ในคราวนั้น ได้ทรงโปรดอุรุเวลกัสสป ผู้ถือตนว่าเป็นพระอรหันต์ และเข้าใจว่าพระพุทธองค์ ไม่ได้เป็นพระอรหันต์ โดยทรงแสดงปาฏิหาริย์ต่างๆ เป็นอันมาก จนในที่สุด อุรุเวลกัสสปชฎิล คลายทิฏฐิมานะ ยอมตนเป็นสาวก ละทิ้งการบูชาไฟของตน ขอบรรพชาอุปสมบท กับทั้งชฎิลผู้น้อง ชื่อนทีกัสสปะพร้อมด้วยบริวาร 300 คน และคยากัสสปะ พร้อมด้วยบริวาร 200 คน ก็ได้ทูลขอ บรรพชาอุปสมบทด้วย หลังจากนั้น พระพุทธเจ้าได้ทรงนำพระภิกษุสงฆ์คณะใหม่ทั้งพันรูป เสด็จไปยังตำบลคยาสีสะ และ ณ ตำบลนี้ พระองค์ได้ทรงแสดงอาทิตตปริยายสูตรแก่พระภิกษุปุราณชฎิลทั้ง 1 พันรูป และด้วย พระสูตรนี้ พระภิกษุเหล่านั้นก็ได้บรรลุอรหัตตผล ในเรื่องนี้ มีความที่ควรทราบเป็นพิเศษ 2 อย่าง คือ การบูชาไฟ อันเป็นลัทธิที่นับถืออยู่เดิม ของชฎิล อย่างหนึ่ง และใจความใน อาทิตตปริยายสูตร ที่ทำให้ชฎิลผู้ยอมละทิ้งลัทธิเดิมของตนมา สมัครเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าได้บรรลุอรหัตตผล อย่างหนึ่ง