The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สัมมนาพระสูตร(สัญชัยทิพย์โอสถ)ปกใหม่65(S)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sunchait65, 2023-02-28 07:43:18

สัมมนาพระสูตร(สัญชัยทิพย์โอสถ)ปกใหม่65(S)

สัมมนาพระสูตร(สัญชัยทิพย์โอสถ)ปกใหม่65(S)

41 การบูชาไฟ การบูชาไฟ เป็นพิธีกรรมสำคัญ มีมาแต่โบราณ ซึ่งจะเห็นได้ในลัทธิศาสนายุค แรกๆ ทั้งหลาย เช่น การบูชายัญของคนป่าในถิ่นต่างๆ และในศาสนาโซโรอัสเตอร์ เป็นต้น แม้ศาสนาพราหมณ์ซึ่งเป็นศาสนาของชมพูทวีปสมัยที่พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้น ก็ถือว่าการ บูชาไฟ และการบูชายัญ เป็นพิธีกรรมที่สำคัญอย่างยิ่ง ศาสนาพราหมณ์ถือว่า ประชาบดี เป็นเทพเจ้าผู้สร้างสัตว์โลกทั้งหลาย แรกทีเดียวนั้น มีเทพ ประชาบดีอยู่แต่พระองค์เดียว พระองค์ได้ทรงพระดำริที่จะก่อกำเนิดสัตว์ทั้งหลาย จึงได้ทรงบำเพ็ญ ตบะ และได้ทรงประทานกำเนิดแก่เทพอัคนีออกจากพระโอษฐ์ของพระองค์ เพราะเหตุที่เทพอัคนีเกิดจากพระโอษฐ์ของพระองค์ อัคนีจึงเป็นเทพผู้เสวยอาหาร และ เพราะเหตุที่เป็นเทพองค์แรกที่ประชาบดีทรงสร้างขึ้น จึงได้นามว่า อัคนี (อัคร อัคริม = เกิดก่อน มี ก่อน อัคนี) บทบัญญัติในศาสนาพราหมณ์กำหนดให้ศาสนิกชน โดยเฉพาะพราหมณ์ ต้องประกอบยัญพิธี และการเซ่นสรวงสังเวยอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะการบูชาไฟ คือ อัคคิหุตตะ ในภาษาบาลี หรือ อัคนิโหตระ ในภาษาสันสกฤต จะต้องบูชาทุกวัน เมื่อเริ่มต้นหรือสิ้นสุดวันและคืนหนึ่งๆ และในวัน เดือนเพ็ญเดือนดับ เป็นต้น ไฟ หรือ อัคนี มีบทบาทสำคัญยิ่งในยัญพิธีทั้งปวง ในพิธีกรรมต่างๆ เมื่อถึงตอนสำคัญทุกตอน จะต้องมีการถวายเครื่องสังเวย หรือสวดอ้อนวอนแก่อัคนีเทพ เพราะถือว่าอัคนี เป็นทูตของเทพ ทั้งหลาย หรือเป็นสื่อกลางนำประดาเครื่องเซ่นสรวงสังเวยขึ้นไปถึงเทพทั้งหลาย เมื่อใส่เครื่องสังเวยเข้าในไฟนั้น ถือว่าได้ใส่ลงในโอษฐ์ของอัคนีเทพ เมื่อเปลวและควันไฟพลุ่ง ขึ้น ก็หมายความว่าองค์อัคนีเทพ ทรงนำเอาเครื่องเซ่นสรวงสังเวยขึ้นไปบนสวรรค์ที่ตามนุษย์มองไม่ เห็น เมื่อขึ้นไปถึงสวรรค์แล้ว องค์อัคนีเทพก็ทรงป้อนเครื่องเซ่นสรวงสังเวยนั้นแก่ทวยเทพผู้เป็น ภราดรทั้งหลาย ด้วยโอษฐ์ของพระองค์ ดุจดังแม่นกป้อนเหยื่อแก่ลูกนก ฉะนั้น (ขุ.ธ. ๒๕/๑๘/๒๙) ไฟมีบทบาทสำคัญอย่างนี้ จึงมีคำสรรเสริญไว้ในคัมภีร์พราหมณ์ว่า “อัคนิโหตร (การบูชาไฟ) เป็นประมุขแห่งยัญทั้งหลาย” และว่า “การเซ่นสรวง (แด่อัคนี) เป็นกรรมประเสริฐสุดในบรรดายัญ ทั้งหลาย” ผู้บูชาไฟย่อมได้ผลานิสงส์เป็นอันมาก เช่น จะสมบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์ ฝูงปศุสัตว์ และ เพียบพร้อมด้วยบุตรหลาน เผ่าพันธุ์ จนถึงอย่างที่คัมภีร์พราหมณ์ว่า “ผู้ใดบูชาอัคนิโหตร ด้วยความ เข้าใจความหมายโดยถ่องแท้ บาปทั้งปวงของผู้นั้นย่อมถูกเผาผลาญหมดไป”


42 ชฎิลทั้งพันรูป มีอุรุเวลกัสสปเป็นหัวหน้า ซึ่งเป็นผู้ถือลัทธิบูชาไฟ ก็คงมุ่งหวังผลเหล่านี้ ดังนั้น หลังจากที่ท่านมาบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาแล้ว เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสถามในที่ประชุม อันมีพระเจ้าพิมพิสารเป็นประมุข ในเขตพระนครราชคฤห์ ว่า “ท่านผู้อยู่ในอุรุเวลามานาน เคยเป็น อาจารย์สั่งสอนหมู่ชฎิลผู้ผอมเพราะกำลังพรต ท่านเห็นเหตุอันใดจึงละเลิกไฟที่เคยบูชาเสียเล่า” ท่านจึงตอบว่า “ยัญทั้งหลายย่อมกล่าวขวัญ ให้ฝันใฝ่ถึงแต่เรื่อง รูป รส เสียง กามสุข และ อิสตรีทั้งหลาย ข้าพเจ้าได้ทราบแล้วว่า สิ่งเหล่านี้เป็นมลทินในอุปธิทั้งหลาย จึงมิได้ติดใจในการเซ่น สรวงบูชา” ใจความของพระสูตร ความในพระสูตรนี้ อาจสรุปได้เป็น 4 ตอน ดังนี้:- 1. สภาพที่เป็นปัญหา พระพุทธองค์ทรงเริ่มพระสูตรด้วยพระดำรัสว่า “สพฺพํ ภิกฺขเว อาทิตฺตํ” แปลว่า “ภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงลุกเป็นไฟหมดแล้ว” จากนั้น ตรัสขยายความต่อไปว่า สิ่งทั้งปวงที่ว่าลุกเป็นไฟไปหมดแล้วนั้น คืออะไรบ้าง ซึ่งเมื่อ สรุปแล้ว สิ่งที่พระองค์ตรัสว่าลุกเป็นไฟ มีดังต่อไปนี้:- 1) จักษุ รูป จักขุวิญญาณ จักขุสัมผัส จักขุสัมผัสสชาเวทนา 2) โสตะ (หู) เสียง โสตวิญญาณ โสตสัมผัส โสตสัมผัสสชาเวทนา 3) ฆานะ (จมูก) กลิ่น ฆานวิญญาณ ฆานสัมผัส ฆานสัมผัสสชาเวทนา 4) ชิวหา (ลิ้น) รส ชิวหาวิญญาณ ชิวหาสัมผัส ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา 5) กาย โผฏฐัพพะ กายวิญญาณ กายสัมผัส กายสัมผัสสชาเวทนา 6) มนะ (ใจ) ธรรมะ (ความคิดคำนึงต่างๆ) มโนวิญญาณ มโนสัมผัส มโนสัมผัสสชาเวทนา พูดให้สั้นลงไปอีกก็ว่า อายตนะทั้งหลาย คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, รูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ตลอดถึงการรับรู้ ความเกี่ยวข้อง และความรู้สึกทั้งหลายที่เกิดจากอายตนะ เหล่านั้น ได้ถูกไฟไหม้หมดแล้ว หรือพูดอีกนัยหนึ่งว่า กระบวนการรับรู้และความคิดคำนึงทั้งหมด นั่นเอง ถูกไฟลามติดไปทั่วแล้ว 2. สาเหตุ เมื่อกำหนดตัวปัญหาได้ และเข้าใจสภาพของปัญหาแล้ว ก็ค้นหาสาเหตุให้เกิดไฟ หรือตัวไฟที่เผาผลาญนั้นต่อไป ได้ความว่า สิ่งที่กล่าวมานั้น ลุกไหม้ด้วยไฟกิเลส 3 อย่าง คือ:- 1) ราคะ ความอยากได้ ความใคร่ ความติดใจ ความกำหนัดยินดี 2) โทสะ ความโกรธ ความขัดใจ ความเดือดแค้นชิงชังไม่พอใจต่างๆ 3) โมหะ ความหลง ความไม่รู้ ไม่เข้าใจสภาพของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง


43 และยังถูกเผาลนโหมด้วยไฟความทุกข์อีกมากมายหลายอย่าง เช่น ความเกิด ความแก่ ความ เจ็บ ความตาย ความโศกเศร้า ความคร่ำครวญร่ำไร ความทุกข์โทมนัส และความคับแค้นใจต่างๆ 3. ข้อปฏิบัติเพื่อแก้ไข พระพุทธองค์ตรัสต่อไปอีกว่า อริยสาวกผู้ได้เรียนรู้แล้ว เมื่อเห็นอยู่ อย่างนี้ ย่อมหน่ายในอายตนะภายใน ภายนอก ตลอดถึงเวทนาทั้งหมดเหล่านั้น เมื่อหน่ายก็ย่อมไม่ยึด ติด 4. ผล เมื่อไม่ยึดติด ก็หลุดพ้น เมื่อหลุดพ้น ก็เกิดญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว เป็นอันสิ้นชาติ ภพ อยู่จบพรหมจรรย์ ทำสิ่งที่จะต้องทำเสร็จสิ้นแล้ว สิ่งที่จะต้องทำเพื่อเป็นอย่างนี้ ไม่มีเหลืออีกเลย. ในการอธิบายเพิ่มเติมและวิจารณ์ความในพระสูตรนี้ เห็นควรพิจารณาเป็น 2 แง่ คือ ในแง่วิธีสอน อย่างหนึ่ง และในแง่สาระสำคัญ หรือหลักธรรม อย่างหนึ่ง ในแง่วิธีสอนพระธรรมเทศนาอาทิตตปริยายสูตร ที่ทรงแสดงแก่ชฎิล มีข้อควรสังเกตในแง่ การสอน ที่เป็นข้อสำคัญ 2 อย่าง คือ:- 1. ทรงสอนให้ตรงกับความถนัดและความสนใจของชฎิล พระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า ไม่ว่าจะทรงแสดงที่ใดและแก่ใคร ย่อมมีจุดหมายเป็นแนวเดียวกัน คือ มุ่งให้เกิดความรู้ความเข้าใจใน สภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง แล้วให้มีทัศนคติและปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นอย่างถูกต้อง ในทางที่เป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนและบุคคลอื่น แต่เนื้อเรื่องและวิธีการสอน ย่อมยักเยื้องต่างกันไป ตาม อุปนิสัย ความถนัด และความสนใจของผู้ฟัง สุดแต่เรื่องใด วิธีใด จะช่วยให้เขาเข้าใจธรรมได้ดี ในกรณีของอาทิตตปริยายสูตรนี้ก็เช่นเดียวกัน ชฎิลทั้งหลายเป็นผู้บูชาไฟ มีชีวิตเกี่ยวข้องกับ ไฟมาโดยตลอด ประสบการณ์และความคิดคำนึงต่างๆ ก็พัวพันอยู่กับเรื่องไฟบูชายัญ แม้เมื่อเลิกบูชา ไฟแล้ว เรื่องพิธีกรรม กิจวัตร ที่เกี่ยวกับไฟ ก็ยังคงเต็มอยู่ในความทรงจำ เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสเรื่อง เกี่ยวกับไฟ เกี่ยวกับการลุกไหม้เผาผลาญ ก็เป็นที่สนใจ และชักจูงใจของชฎิลให้เพลินคิดเห็นไปตาม กระแสพระธรรมเทศนาได้ง่าย ยิ่งกว่านั้น ยังได้ทรงเร้าความสนใจให้มากขึ้น โดยมิได้ตรัสเรื่องกองไฟบูชายัญที่ชฎิลจำเจอยู่ และเบื่อหน่ายทิ้งมาแล้ว แต่ทรงกระตุกความรู้สึกเหมือนให้สะดุ้งขึ้นว่า - ไฟนั้นมิได้ลุกไหม้อยู่นอกกายไกลตัวเลย แต่ไฟนั้นลุกไหม้เต็มอยู่ภายในตัวทั่วกายไป หมดแล้ว - เป็นไฟที่ลุกลามไหม้อยู่ตลอดเวลา รุนแรงกว่าไฟภายนอก ควรหันมาสนใจไฟนี้มากกว่า และ


44 - แทนที่จะให้บำรุงบำเรอ ให้เติมเชื้อ กลับตรัสให้ไม่มีเยื่อใยยินดี เป็นทำนองให้ดับเสียด้วยซ้ำ โดยนัยนี้ พึงตระหนักว่า การทรงแสดงเรื่องไฟ เรื่องการลุกไหม้ เรื่อง อาทิตต หรือ อาทิตย์ นี้ เป็นวิธีการยักเยื้องพระธรรมเทศนาให้ตรงกับอุปนิสัย ตรงกับความประพฤติที่ได้สั่งสมฝึกอบรมมา เพื่อผลในด้านความสนใจ และความรู้ความเข้าใจง่ายเป็นสำคัญ ส่วนสาระสำคัญก็คงมุ่งที่จะให้รู้ให้เข้าใจเรื่องของชีวิตนี้ แล้วให้มีทัศนคติและปฏิบัติต่อมัน อย่างถูกต้อง เช่นเดียวกันกับพระธรรมเทศนาเรื่องอื่นๆ ในข้อนี้ หากเทียบกับการทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร และอันธภูตสูตรด้วย ก็จะเข้าใจ ชัดยิ่งขึ้น ธรรมจักรนั้น พระพุทธองค์ทรงแสดงแก่พระภิกษุเบญจวัคคีย์ พระภิกษุเบญจวัคคีย์นั้น แต่ เดิมมีใจยึดมั่นอยู่กับการบำเพ็ญทุกรกิริยาว่าคนจะบรรลุธรรมได้ต้องทรมานกายอย่างรุนแรง ยิ่งทำได้ ยิ่งยวดเท่าใด ก็ยิ่งน่าเลื่อมใสสำหรับตนมากเท่านั้น และรังเกียจความเป็นอยู่อย่างสะดวกสบายว่าเป็น สิ่งเสียหายลามก ที่ละทิ้งพระพุทธเจ้าเมื่อคราวทุกรกิริยา ก็เพราะได้เห็นพระองค์เลิกทรมานพระกาย เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมจักร จึงทรงเริ่มต้นด้วยเรื่อง ที่สุดสองอย่าง และมัชฌิมาปฏิปทา เป็น การกระทบตรงความในใจของท่านเหล่านั้น ส่วนในอันธภูตสูตร 1 ผู้ศึกษาจะได้พบข้อความที่เกือบจะตรงข้ามกับอาทิตตปริยายสูตรทีเดียว คือ เริ่มต้นว่า:- “สพฺพํ ภิกฺขเว อนฺธภูตํ” แปลว่า ภิกษุทั้งหลาย ทุกสิ่งทุกอย่างมืดมิดไปหมดแล้ว แล้วตรัสต่อไปว่า อะไรคือทุกสิ่งที่มืดมิด ก็ได้คำตอบว่า จักษุ รูป ฯลฯ อย่างเดียวกับในอาทิตตปริยายสูตรนั่นเอง ที่มืด มิดไปหมดแล้ว ดังนี้เป็นต้น เป็นการยักเยื้องพระธรรมเทศนา ชักนำความสนใจและจูงเข้าสู่ธรรมอีก แบบหนึ่ง. 2. ทรงสอนให้ตรงกับระดับสติปัญญา และระดับชีวิตของชฎิล ข้อสำคัญยิ่งอย่างหนึ่ง ที่ พระพุทธเจ้าทรงคำนึงถึงในการทรงสอน คือ ความยิ่ง และหย่อน แห่งอินทรีย์ของผู้ฟัง ทรงพิจารณา ว่า ผู้ฟังมีสติปัญญาอยู่ในระดับใด ได้รับการศึกษาอบรมมาในทางใดมากน้อยเพียงไหน ดำรงชีวิตอยู่ อย่างไร จะต้องแสดงเรื่องอะไรเขาจึงจะรู้เข้าใจ สามารถนำไปใช้เป็นคุณประโยชน์แก่ชีวิตของเขาได้ ดังนั้น เรื่องราวที่คล้ายคลึงกัน แต่แสดงแก่ต่างคน นอกจากต่างวิธีสอนแล้ว เนื้อหาสาระก็ ต่างขั้นต่างระดับกันด้วย


45 ในกรณีของอาทิตตปริยายสูตร ชฎิลทั้งหลายเป็นนักบวช สละโลกียวิสัยออกมาแล้ว มุ่งหน้า ประพฤติปฏิบัติเพื่อเข้าถึงจุดหมายสูงสุดของศาสนาอย่างเดียว และเป็นผู้ได้ศึกษาอบรมทางศาสนามา อย่างดี เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนทั้งหลาย เรียกได้ว่าเป็นปัญญาชนระดับสูงสุดในสมัยนั้น และในเวลาที่ฟังพระสูตรนี้ ก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนาแล้วด้วย เมื่อพระพุทธเจ้าทรง แสดงธรรมจึงทรงชี้แจงหลักธรรมที่ลึกซึ้ง ที่ต้องพิจารณาด้วยสติปัญญาอันละเอียดอ่อน อาศัยพื้นฐาน การศึกษาอบรมมาพอสมควร เหมาะสำหรับผู้ดำรงชีวิตเป็นบรรพชิต และให้เกิดความรู้ความเข้าใจถึง ขั้นกำจัดกิเลสาสวะได้ทั้งหมด เรื่องนี้ จะเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ถ้าได้เทียบกับพระธรรมเทศนาเกี่ยวกับเรื่องไฟที่ได้ทรงแสดง แก่คนอื่นๆ เช่น อัคคิสูตร2 ที่ทรงแสดงแก่อุคคตสรีรพราหมณ์ เป็นต้น ในกรณีของอัคคิสูตร อุคคตสรีรพราหมณ์ เป็นพราหมณ์ครองเรือน คราวหนึ่ง พราหมณ์ผู้นี้ ตระเตรียมพิธีบูชายัญ ได้สั่งให้จัดโคผู้ ลูกโคผู้ ลูกโคเมีย แพะ และแกะ อย่างละ 500 ตัวมาผูกไว้กับ เสาหลักบูชายัญ เตรียมพร้อมที่จะบูชายัญ พราหมณ์รู้สึกปีติยินดีในบุญกุศลที่ตนจะได้จากการบูชายัญตามแบบของพราหมณ์ จึงได้เข้า ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ทูลว่า ตามที่เขาได้เรียนรู้มา การก่อกองไฟบูชายัญ และการปักเสาหลักบูชา มีผล มีอานิสสงส์มาก และทูลขอความเห็นจากพระพุทธองค์ในเรื่องนี้ พระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงครั้งนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับไฟเหมือนกัน แต่มีเนื้อหา และระดับคำสอนต่างออกไปอีกอย่างหนึ่งคือ ในอัคคิสูตรนั้น ทรงแสดงหลักธรรมสำหรับการครอง ชีวิตของคนทั่วไปที่ยังครองเรือนอยู่ เพราะพราหมณ์ผู้ทูลถามยังเป็นคฤหัสถ์ครองชีวิตอยู่ในโลกียวิสัย ในพระสูตรนี้ พระพุทธเจ้าทรงแสดงไฟ 7 อย่าง3 ที่ควรได้รับการปฏิบัติเอาใจใส่ต่างๆ กัน โดยยึดเอาความรู้สึกและถ้อยคำต่างๆ ของพราหมณ์มาทรงแสดงในแนวใหม่ ไฟ 7 อย่างนั้น แบ่งเป็น 3 ประเภท ดังนี้:- 1. ไฟที่ควรดับ หรือควรหลีกเว้น 3 อย่าง คือ 1) ไฟราคะ 2) ไฟโทสะ 3) ไฟโมหะ เหตุที่ควรดับควรเว้น เพราะคนถูกราคะ โทสะ โมหะ ครอบงำย่ำยีจิตใจแล้ว ย่อมประพฤติ ทุจริตทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจได้ เมื่อประพฤติทุจริตแล้วก็เป็นเหตุให้ได้รับความทุกข์ ไปเกิด


46 ในอบายทุคติ พึงสังเกตว่า ในอาทิตตปริยายสูตร ก็มีไฟ 3 อย่างนี้เหมือนกัน แต่ในอัคคิสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงในแบบง่ายๆ เท่าที่เกี่ยวกับความประพฤติของคนในโลกทั่วๆ ไป มิให้ประพฤติ การทุจริตเท่านั้น ส่วนในอาทิตตปริยายสูตร ทรงแสดงในแง่ที่ต้องพิจาณาลึกซึ้ง ซึ่งเหมาะแก่ การศึกษาของนักปรัชญาและนักจิตวิทยา 2. ไฟที่ควรบำรุง 3 อย่าง สำหรับไฟหมวดนี้ พระพุทธเจ้าทรงนำเอาชื่อไฟศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่เดิม ในศาสนาพราหมณ์ มาทรงใช้ในความหมายใหม่ และเรียงลำดับใหม่ (ต่างแต่ของพราหมณ์เป็นภาษา สันสกฤต ของพุทธเป็นภาษาบาลีเท่านั้น) ซึ่งเท่ากับเป็นการล้มเลิกคำสอนเดิมของศาสนาพราหมณ์ และทรงประทานคำสอนใหม่ไปด้วยพร้อมกัน จะให้ไว้ทั้งความหมายเดิมของพราหมณ์ และ ความหมายใหม่ของพุทธศาสนาเพื่อเทียบกัน ดังนี้:- 1) คารหปัตยัคนี (ไฟเจ้าบ้าน) คือไฟที่เจ้าบ้านรับสืบทอดต่อจากบิดาของตน และส่งทอด ต่อไปยังบุตรหลาน ไฟนี้เจ้าบ้านต้องบำรุงไว้ให้ติดไม่ขาดสาย และสังเวยเป็นประจำ เมื่อจะประกอบ พิธีบูชายัญ ก็จุดไฟบูชายัญไปจากไฟนี้; พระพุทธเจ้าทรงประทานความหมายใหม่ในชื่อภาษาบาลีและ จัดเป็นลำดับที่สองว่า 2) คหปตัคคิ (ไฟเจ้าบ้าน) หมายถึง บุตร ภรรยา คนรับใช้และคนงาน 2) อาหวนียัคนี (ไฟอันควรแก่ของเซ่นสรวง) คือ ไฟสำหรับรับเครื่องสังเวยในยัญพิธี ซึ่งจุดต่อ ออกมาจากคารหปัตยัคนี เมื่อจะประกอบพิธีบูชายัญ และตั้งไว้ทางขวาของคารหปัตยัคนี; พระพุทธเจ้าทรงประทานความหมายใหม่ในภาษาบาลี และจัดเป็นลำดับที่ 1 ว่า 1) อาหุไนยัคคิ (ไฟ อันควรแก่ของคำนับ) หมายถึงมารดาบิดา 3) ทักษิณาคนี (ไฟด้านใต้) คือ ไฟที่จุดต่อจากคารหปัตยัคนี และจัดตั้งไว้ทางทิศใต้ของแท่น บูชายัญ ใช้สำหรับรับเครื่องสังเวยที่อุทิศให้แก่ผีปีศาจและบุรพบิดา ในยัญพิธี; พระพุทธเจ้าทรง ประทานความหมายใหม่ในภาษาบาลีว่า 3) ทักขิไณยัคคิ (ไฟที่ควรแก่ทักษิณา) หมายถึง สมณพราหมณ์ ผู้ประพฤติดีประพฤติชอบ ไฟ 3 อย่างนี้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ควรสักการะ เคารพ นับถือ บูชา จัดการบำรุงให้เป็นสุขด้วยดี ข้อสังเกตสำหรับไฟหมวดที่สองนี้ คือ พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เลิกการเซ่นสรวงบูชายัญ อัน เหลวไหลเสีย หันมาเอาใจใส่กับพันธะทางสังคม ให้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลทำนุบำรุงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ ตนให้ดี เพราะบุคคลเหล่านี้ก็เทียบได้กับไฟ ซึ่งต้องคอยเอาใจใส่เติมเชื้อ บำรุงให้ดี จึงจะเกิด คุณประโยชน์ดีงาม แต่หากปฏิบัติไม่ดี ก็ให้โทษ เป็นไฟเผาผลาญได้มากเช่นเดียวกัน


47 3. ไฟที่ควรจุดควรดับควรระวังตามสมควร 1 ได้แก่ กัฏฐัคคิ (ไฟเกิดแต่ไม้ หรือไฟที่ก่อขึ้น จากเชื้อสำหรับใช้หุงต้ม เป็นต้น) ไฟอย่างนี้ควรก่อขึ้น ก่อแล้วควรเอาใจใส่ระมัดระวัง เสร็จแล้วควร ดับแล้วควรเก็บไว้ตามกาละที่สมควร จะเห็นได้ว่า ในอัคคิสูตรนี้ พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องไฟในแง่คำแนะนำสั่งสอนสำหรับผู้ครอง ชีวิตมีเหย้ามีเรือนอยู่ในฆราวาสวิสัย ในกรณีอื่นอีก เมื่อตรัสถึงการบูชาไฟ พระพุทธเจ้าตรัสสอนคติที่ควรยึดถือปฏิบัติสำหรับ สังคมทั่วไปว่า:-“ถึงหากบุคคลผู้ใดจะไปบูชาไฟอยู่ในป่าเป็นเวลาตั้งร้อยปี การบูชาคนที่ฝึกอบรมตน แล้วชั่วขณะเดียว ก็ยังประเสริฐกว่าการบูชาไฟนั้น การบูชาไฟตั้งร้อยปีจะมีประโยชน์อะไร” ข้อนี้ หมายความว่า พระพุทธองค์ทรงแนะนำให้สังคมหันมาช่วยกันยกย่องให้เกียรติคนดี เพราะเป็นสิ่งที่ให้คุณประโยชน์รักษาคุณธรรมของสังคมไว้ ดีกว่าจะมัวไปหลงใหลในการเซ่นสรวง สังเวย อันเป็นเรื่องไร้เหตุผล อันเป็นการกระทำที่มุ่งผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นสำคัญ ทั้งยังเป็นทางให้ เกิดความเสื่อมเสียขึ้นในสังคมได้ ในเมื่อผู้คนมุ่งประโยชน์ส่วนตน คอยพะเน้าพะนอเอาใจเทวดาที่ ชอบเครื่องเซ่น เป็นเหตุให้มีแต่เทวดาประเภทนี้มาคอยคุ้มครองและแสดงอิทธิพลในหมู่มนุษย์ เมื่อมนุษย์คบหาให้กำลังแก่เทวดาประเภทนักเลง ประเภทชอบลาภสักการะ ก็เป็นธรรมดา อยู่เอง ที่เทวดาผู้ตั้งอยู่ในคุณธรรม ผู้ให้ความคุ้มครองโดยธรรมโดยสงบย่อมจะเสื่อมถอยกำลังและ ปลีกตนหลบลี้ออกไปอยู่โดยสงบ ไม่เป็นที่ปรากฏ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาในสังคมมนุษย์ มองเห็นได้ไม่ ยาก เมื่อเข้าใจวิธีสอนธรรมของพระพุทธเจ้า ที่แตกต่างกันได้แม้ในเรื่องคล้ายกัน โดยสัมพันธ์กับ สติปัญญาและการดำรงชีวิตของผู้ฟังเช่นนี้แล้ว จะได้ข้อเตือนใจว่า ในขณะที่อ่านหรือกล่าวถึงอาทิตต ปริยายสูตร จะต้องรำลึกถึงเหตุผลในแง่การสอนให้เหมาะสมกับระดับสติปัญญาและการศึกษาอบรม ไว้ด้วย และจะต้องตระหนักในใจเสมอว่า ตนกำลังอ่านหรือกล่าวถึงหลักธรรมที่โดยปกติเป็นข้อ สำหรับถกเถียงและพิจารณาศึกษา ของนักปรัชญาและนักจิตวิทยาทั้งหลาย นอกจากนี้ เมื่อว่าตามเป็นจริง ในปัจจุบันนี้ นักปรัชญาและนักจิตวิทยาทั้งหลาย ก็กำลัง ศึกษาค้นคว้าถกเถียงวุ่นวายอยู่กับเรื่องเหล่านี้นี่เอง หาพ้นไปได้ไม่. ในแง่สาระสำคัญหรือหลักธรรม หลักธรรมที่เป็นสาระสำคัญของพระสูตรนี้ เป็นเรื่องละเอียด ลึกซึ้ง และกว้างขวางอย่างยิ่ง ในการอธิบาย จะรวบรัดสรุปให้เหลือเล็กน้อยเป็นข้อสั้นๆ ก็ได้ หรือจะ


48 อธิบายให้เชื่อมโยงสัมพันธ์กับเรื่องอื่นๆ พิสดารออกไป อย่างที่แทบจะกล่าวได้ว่า ไม่มีที่สิ้นสุด ก็ได้ สุดแต่จะใช้กลวิธียักเยื้องอธิบายอย่างไร ในที่นี้จะพยายามอธิบายสักแนวหนึ่ง โดยสัมพันธ์กับใจความที่ได้สรุปไว้ข้างต้น 1. สภาพที่เป็นปัญหา สิ่งที่เป็นตัวการ หรือเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในพระสูตรนี้ ได้แก่ อายตนะ ภายใน อายตนะภายนอก วิญญาณ ผัสสะ และเวทนาทั้งหลาย ที่เกิดสืบเนื่องมาจากผัสสะเหล่านั้น สิ่งเหล่านี้ก็คือกระบวนการรับรู้และการคิดคำนึงทั้งหมดของบุคคล ชีวิตทั้งหมดเท่าที่บุคคลรู้สึกก็ดี โลกทั้งโลกเท่าที่ปรากฏแก่บุคคลก็ดี ความรู้ความเข้าใจทุก อย่างที่เกิดมีขึ้นแก่บุคคลโดยปกติก็ดี ย่อมอยู่ในขอบเขตของกระบวนการรับรู้และการคิดคำนึงนี้เมื่อ กล่าวในแง่หนึ่ง สิ่งเหล่านี้จึงเป็นทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับบุคคล ข้อที่ว่า ถูกไฟลามติดลุกไหม้อยู่ ย่อมหมายความว่า สิ่งเหล่านี้หรือกระบวนการนี้ ตกอยู่ใน ภาวะรุ่มร้อน ดิ้นรนกระวนกระวาย มิได้ปฏิบัติหน้าที่ไปโดยปกติตามสภาพของมัน เพราะมีไฟราคะ โทสะ โมหะ เป็นต้น ที่จะกล่าวในตอนสาเหตุ มาเผาลนให้พล่าน ให้กระสับกระส่าย ให้พร่าให้สับสน จนปรากฏอาการออกมาเป็นปัญหาต่างๆ ทั้งหยาบทั้งละเอียด ทั้งเบาทั้งรุนแรง ทั้งที่เป็นเรื่องส่วนตัว และปัญหาร่วมกันของสังคม พูดในมุมกลับว่า ปัญหาต่างๆ ทั้งมวลของมนุษย์ ทั้งส่วนบุคคลและสังคม สืบสาวต้นตอลงไป ได้ถึงการที่ถูกไฟเหล่านี้เผาลนอยู่ กล่าวโดยรวบรัดว่า:- ก. ในแง่บุคคล ในขั้นรุนแรง คนถูกราคะ โทสะ โมหะ เข้าแผดเผา กลุ้มรุม ผลักดัน จึงกระทำ การทุจริต หรือแม้กรรมชั่วร้ายแรงต่างๆ ที่โดยปกติกระทำไม่ได้ และทำให้เกิดความทุกข์ความ เดือดร้อนต่างๆ แก่ตนเองติดตามมา และเกี่ยวพันถึงสังคมในข้อต่อไป ในขั้นละเอียดอ่อน แม้โดยปกติมนุษย์ปุถุชนย่อมถูกไฟเหล่านี้ บังคับบัญชาการกระทำ คำพูด ความคิด ตลอดจนทัศนคติต่างๆ อยู่แล้ว ที่เห็นได้ง่ายๆ คือ ปกติคนมีความอยากได้ ก็ถูกความอยาก ได้ดึงไป หรือถ้าพูดให้เป็นไฟก็คือเผาให้ทนอยู่ไม่ได้ เที่ยววิ่งพล่านทะยานหาสิ่งที่ต้องการ เมื่อยังไม่ได้ หรือไม่ได้ หรือได้ไม่เท่าที่หวัง ก็เกิดความขุ่นมัวอัดอั้น หรือขัดใจ เป็นทุกข์ ได้สมหวังแล้วก็ปรารถนา ต่อๆ ไป ยิ่งๆ ขึ้นไป ถ้าเป็นไปในกระบวนการนี้โดยไม่มีการควบคุมหรือรู้เท่าทัน คือปล่อยสุดแต่มันจะเป็นไป ก็ คือการมีชีวิตอยู่อย่างคลุ้มคลั่งกระหายและทุรนทุราย อย่างถูกไฟลุกไหม้เผาลนอยู่ตลอดเวลานั่นเอง


49 อีกอย่างหนึ่ง คนถูกไฟเหล่านี้เผาลน ถูกควันไฟรุมให้มัว ย่อมไม่รู้ไม่เข้าใจ ไม่ใช้ ไม่ปฏิบัติต่อ สิ่งทั้งหลายอย่างถูกต้อง ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งทั้งหลายให้ถูกทาง หรือให้เท่าค่าของมันได้ ยกตัวอย่างในขั้นหยาบๆ ที่เห็นได้ง่ายๆ เช่น เก้าอี้มีไว้สำหรับนั่ง เกิดความโกรธขึ้น กลับเอา มาใช้ทำร้ายกัน; เห็นของสวยงาม หรือของมีราคาที่เขานำมาเสนอขาย อยากได้ ความอยากได้รุนแรง ทำให้ไม่ได้พินิจพิจารณา ถูกเขาหลอกลวงเอาได้ง่าย; บางทีขัดใจอะไรตอนเช้านิดเดียว ไม่รู้จัก พิจารณาปลงใจ อารมณ์เสียไปทั้งวัน; บางทีพบคนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน เขาแสดงอะไรผิดพลาดนิด เดียว เกิดทัศนคติผิดพลาด มองเขาไปในทางไม่ดีตลอด ไม่ได้พิจารณาให้ลึกซึ้ง; หรือมีความลุ่มหลง ยามีไว้ใช้รักษาโรค กลับนำมาพล่าชีวิตตนเองเสีย ดังนี้เป็นต้น ไฟเหล่านี้เป็นปฏิปักษ์กับปัญญา เมื่อถูกไฟเหล่านี้กลุ้มรุมแผดเผาแล้ว ก็ทำให้เกิดทัศนคติผิด ตัดสินใจผิด และปัญญาความรู้ความเข้าใจตามความเป็นจริงก็ไม่เกิด พิจารณาให้ลึกซึ้ง คนเราถูกไฟเหล่านี้บังปัญญา ทำให้เข้าใจผิด เกิดทัศนคติที่ผิด ตัดสินใจ ผิดๆ กระทำการต่างๆ ที่ปราศจากเหตุผล ที่แม้แต่ตนเองนึกขึ้นมาภายหลัง ก็รู้สึกละอายหรือเห็นน่า ขำอยู่เสมอทั่วๆ กันทุกคนอยู่แล้ว มากน้อยตามขนาดของไฟที่แต่ละคนปล่อยให้ลุกลามอยู่ในตัวของ ตัว ข. ในแง่สังคม ความขัดแย้ง การแย่งชิง การรังแก ข่มเหง เอารัดเอาเปรียบ ประทุษร้ายกัน ระหว่างมนุษย์ เกิดจากไฟเหล่านี้เป็นตัวการสำคัญ คนอยากได้ของสิ่งเดียวกัน เกิดผิดใจกัน แตกแยกและแย่งชิงกัน คนชอบใจทำคนละอย่าง ก็ แตกแยกกัน ไปด้วยกันไม่ได้ คนเห็นแก่ตัวอยากได้ไม่มีที่สิ้นสุด ก็หาทางเอาเปรียบ ทำลายผู้อื่น ; บุคคลผู้เดียว ในหมู่คณะหนึ่ง ไปกระทำผิดพลาดต่อคนในอีกหมู่คณะหนึ่งเป็นกรณีส่วนบุคคล แรง ราคะต่อฝ่ายตนและโทสะฝ่ายอื่น ทำให้ไม่พิจารณาสอบสวนให้เห็นความจริง เกิดเป็นกรณีขัดแย้ง รบ ราฆ่าฟันระหว่างหมู่คณะ; พ่อแม่รักและหลงลูก จนเลี้ยงลูกผิดๆ ให้ลูกเสียก็มาก ฯลฯ ในแง่ความก้าวหน้าทางปัญญา กลุ่มชนที่มีความเชื่อถือผิดๆ ยึดถือลัทธิทฤษฎีต่างๆ โดย โมหะ ก็ทำให้ไม่สามารถพิจารณาสอบสวนค้นคว้าเห็นความจริง หรือเห็นเหตุเห็นผลของธรรมชาติได้ เป็นอุปสรรคต่อความเจริญก้าวหน้าทางสติปัญญา แม้วิทยาศาสตร์ วิทยาการ วิธานวิทยาต่างๆ ที่เจริญก้าวหน้ามากมายทั้งหลาย ถ้ามนุษย์ นำมาใช้ตามแรงผลักดันของไฟเหล่านี้ ก็เป็นไปเพื่อหายนะของหมู่มนุษย์นั่นเอง


50 สรุปว่า อายตนะทั้งหลายที่เป็นเครื่องเชื่อมต่อระหว่างขันธ์ 5 ที่เป็นภายใน กับขันธ์ 5 ที่เป็น โลกภายนอก ให้เกิดการรับรู้ และความรู้ต่างๆ ตามกระบวนของมันนั้น ขณะนี้มิได้ปฏิบัติหน้าที่ไป ตามกระบวนการแท้ๆ หรือตามสภาวะอาการล้วนๆ ของมัน แต่ถูกไฟต่างๆ เผาลนอยู่ตลอดเวลา เมื่อกระบวนการนี้ถูกไฟลุกไหม้ ก็เกิดความระส่ำระสาย ปฏิบัติหน้าที่เคลื่อนคลาดจากปกติ ความรู้ต่างๆ ที่ได้รับก็บิดเบือน ตัวบุคคลก็ไม่เป็นตัวของตัวเอง เกิดความสับสนวุ่นวาย ถูกครอบงำ หรือลากจูงให้เอนเอียงไปบ้าง ถูกรมให้มืดหน้าตามัวบ้าง ไม่สามารถกลั่นกรองวินิจฉัยข้อเท็จจริงโดย ถูกต้อง เที่ยววิ่งแล่นไปตามแหล่งของการรับรู้ที่ถูกไฟไหม้ ถูกชักพาไปตามสายของการรับรู้นั้นๆ เกิด ความยึดติดพัวพัน ตกเป็นทาส ไม่เป็นอิสระ เกิดทัศนคติผิดพลาด ตัดสินผิดพลาด และปฏิบัติ ผิดพลาดต่อสิ่งทั้งหลาย เมื่อตนเองเดือดร้อนวุ่นวายแล้ว ก็แผ่ความเดือดร้อนวุ่นวายนั้นไปให้แก่ผู้อื่นด้วย บุคคลที่มี ปัญหาในตัวเอง ก็ย่อมเป็นเหตุสร้างปัญหาแก่ผู้อื่นขึ้นด้วย คนที่มีแต่ความรุ่มร้อนกระวนกระวายในตัว แก้ปัญหาในตัวเองไม่ได้ จะอยู่กับชาวโลกสงบเรียบร้อยไม่ก่อปัญหาเลยไม่ได้ 2. สาเหตุ ในด้านสาเหตุย่อมอธิบายได้ทั้งในขั้นตื้นๆ และในขั้นลึกซึ้ง เมื่ออธิบายอย่างตื้นๆ สาเหตุของปัญหานี้ ก็คือการถูกไฟกิเลสเผาลนให้ระส่ำระสายวุ่นวายอย่างที่กล่าวแล้วในตอนสรุปข้อ 1 แต่เมื่ออธิบายลึกซึ้งละเอียดลงไป ก็ต้องสืบค้นถึงพื้นฐาน ซึ่งพอจะเห็นแนวทางดังนี้:-ชีวิตนั้น เป็น กระบวนการอันหนึ่ง เกิดจากการรวมตัวกันเข้าของส่วนประกอบต่างๆ ซึ่งโดยสรุปได้แก่นามและรูป หรือขยายออกไปได้แก่ขันธ์ 5 ส่วนประกอบเหล่านี้ แต่ละอย่างมีการเปลี่ยนแปลง ที่ต่อเนื่องและสัมพัน ธ์กันเป็น กระบวนการ ทำให้คุมรูปกันอยู่ดูเหมือนเป็นตัวเป็นตน แต่ในเมื่อเป็นกระบวนและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดทุกขณะ ก็ย่อมไม่มีตัวแก่นแท้ที่คงที่ แน่นอน และในกระบวนการอันนี้เองที่มนุษย์เข้าไปยึดถือว่าเป็นตัวตนของตน และเข้าไปตั้งความ ปรารถนาไว้ในทุกขั้นทุกระดับ หวังจะให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ในรูปที่จะให้มีตัวตนให้จงได้ การดิ้นรนหวังให้มีตัวตนนี้ ได้ปรากฏผลเป็นการดิ้นรนไม่เฉพาะในชีวิตคนธรรมดาสามัญ แต่ ปรากฏตลอดประวัติศาสตร์วิชาปรัชญาทีเดียว เมื่อไม่มีตัวตน มนุษย์ก็พยายามที่จะสร้างตัวตนให้มีขึ้นในรูปใดรูปหนึ่ง ตั้งแต่การทำมัมมี่ เพื่อรักษาร่างกายไว้ให้ชีวภูติกลับมาเข้าร่างดังเดิมของชาวอียิปต์โบราณ จนถึงปรัชญาของนักปรัชญา ฝรั่งเศสชื่อเดคารทส์ แห่งคริสตศตวรรษที่ 17 ผู้พยายามพิสูจน์ให้มีตัวตนให้ได้ อย่างวาทะของเขาที่ว่า


51 “Cogito, ergo sum” ซึ่งแปลว่า “ฉันคิด เพราะฉะนั้น ฉันจึงมี” ซึ่งไม่พ้นไปจากทิฏฐิที่พระพุทธเจ้า ตรัสสอนให้ไถ่ถอนมานานกว่า 2500 ปีแล้ว เมื่อมนุษย์มีความหลงผิดยึดถือและปรารถนาให้มีตัวตนอยู่เช่นนี้ ในขณะเดียวกันนั่นเอง กระบวนการแห่งชีวิต ก็ตกอยู่ในกฎแห่งไตรลักษณ์ อันเป็นกฎธรรมชาติที่แน่นอนว่า ทุกสิ่งไม่คงที่ ไม่ ทนอยู่ในสภาพเดิม ไม่อยู่ในอำนาจ และไม่มีตัวตนที่แท้ กฎนี้แสดงแก่ชีวิตในรูปแห่งชาติ ชรา มรณะ เป็นต้น ทั้งแบบหยาบตื้น และแบบลึกละเอียด จึงกลายเป็นอาการที่ขัดกัน หรือฝืนความปรารถนา พูดเป็นภาพพจน์ว่า ความยึดถือ กับกฎธรรมชาติ เกิดขัดสีกันขึ้น ลุกเป็นไฟ อาการขัดสี หรือฝืนนี้ ทำให้บุคคลเสริมซ้ำย้ำความยึดถือและความปรารถนาให้เหนียวแน่น และรุนแรงมากยิ่งขึ้น แต่เป็นความยึดถือด้วยความปรารถนาแบบกระวนกระวาย และแสดงออกทั้งใน ระดับที่รู้สึกได้ อันเป็นขั้นหยาบ และขั้นที่ไม่รู้สึก อันเป็นขั้นละเอียด ซับซ้อน อยู่ในจิตใต้สำนึก เมื่อสืบค้นลงไปในกระบวนการของจิตอย่างละเอียด จนถึงจิตไร้สำนึก ก็จะพบเงื่อนงำว่า ความกลัวต่อชาติ ชรา มรณะ เป็นต้นนี้ มีซับซ้อนแฝงอยู่ในจิตใจของมนุษย์ และคอยบัญชาพฤติกรรม ต่างๆ ของมนุษย์อยู่ โดยที่มนุษย์เองไม่รู้สึกตัว ความกลัวนี้เริ่มจากจุดที่มนุษย์ไม่รู้ไม่เข้าใจในสภาพที่ แท้จริงแห่งชีวิตของตน จากจุดของความไม่รู้นี้ กระบวนการก็ดำเนินไปตามแนวทางแห่งหลักปฏิจจสมุปบาท และ ขั้นตอนที่สำคัญก็คือความขัดแย้งระหว่างความหลงผิดว่าเป็นตัวตน กับกระแสความเปลี่ยนแปลงตาม กฎธรรมชาติหรือไตรลักษณ์ ผลักดันตัณหาให้แสดงตัวออกในกระบวนการรับรู้นั้น ซึ่งหมายความเลย ไปถึงว่า ไฟความทุกข์ มีชาติ ชรา มรณะ เป็นต้น เป็นตัวผลักดันไฟกิเลส ราคะ โทสะ โมหะ ให้ออก หน้า และแสดงฤทธิ์วุ่นวาย พูดอีกอย่างหนึ่งว่า ไฟทุกข์เกิดจากการปะทะระหว่างกฎธรรมชาติ (ไตรลักษณ์) กับความหลง ผิดยึดถือว่าเป็นตัวตน เมื่อปะทะกันแล้ว ไฟทุกข์ขับไฟกิเลส พลุ่งออกมาแสดงฤทธิ์เผาผลาญจน ปรากฏผลเป็นปัญหาต่างๆ ดังกล่าวมาข้างต้น ตราบใดที่ยังไม่รู้ไม่เข้าใจ และไม่เข้าไปจัดการกับกระบวนการและไฟเหล่านี้อย่างถูกต้อง ก็ เท่ากับว่ามนุษย์พาเอากองไฟ หรืออาจจะถึงกับเป็นไฟนรกขุมหนึ่งติดไปกับตัวด้วยตลอดเวลา และ เมื่อไฟติดอยู่กับตัวประจำเช่นนี้ ก็ย่อมไม่สามารถประสบความสุขที่แท้จริงยั่งยืนได้


52 3.การแก้ไข หนทางแก้ไขปรากฏชัดอยู่แล้วในพุทธดำรัสนี้ว่า “อริยสาวกผู้ได้เรียนรู้แล้ว เมื่อ เห็นอยู่อย่างนี้” คำว่าเห็นอยู่อย่างนี้ หมายถึงการรู้การเข้าใจตามความเป็นจริง ซึ่งกระบวนการอย่าง ที่เป็นอยู่เช่นนั้น เริ่มแต่เข้าใจสภาพของปัญหา การเข้าใจสภาพของปัญหา หรือการมองเห็นตัวปัญหา นั่นเอง ย่อมเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญอย่างยิ่ง เมื่อมองเห็นปัญหาที่ตนเข้าประสบอยู่แล้ว ก็สามารถถอน ตัวออกมาตั้งหลักได้ อย่างที่ตรัสว่า “ย่อมหน่าย” จากนั้นก็ไม่ยึดติด หลุดพ้นเป็นอิสระ แต่ที่กล่าวนี้ เป็นขั้นลึกซึ้ง ในที่นี้จะลองกล่าวถึงวิธีแก้ไขจัดการที่ลึกซึ้งไปตามลำดับขั้น 1) ขั้นต้น เมื่อมองเห็นโทษของไฟเหล่านี้แล้ว ก็ควรควบคุมให้อยู่ในขอบเขต ไม่ให้ลุกลาม รุนแรงถึงขั้นประพฤติทุจริตต่างๆ หรือทำให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อนแก่ตนเองและสังคม 2) ขั้นกลาง รู้จักฝึกฝนอบรมจิตใจ รู้จักวิธีทำให้ไฟเหล่านี้สงบนิ่งอย่างน้อยเป็นครั้งคราว เหมือนอย่างไฟที่ไม่มีควันกลุ้มรุม ไม่มีเปลวที่แลบโฉบพึ่บพั่บ อยู่ในสภาพสงบนิ่ง ย่อมทำให้มองเห็น สิ่งต่างๆ ได้ชัดเจนขึ้น การทำจิตให้สงบนิ่ง ปราศจากการรบกวนของไฟเหล่านี้ได้แม้ชั่วคราวย่อมช่วยให้มีสมาธิ อัน เป็นกำลังเสริมให้เกิดปัญญาและทำการต่างๆ เช่น การศึกษาเล่าเรียน เป็นต้น ให้ได้ผลสำเร็จอย่างดี ถ้าฝึกอบรมให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ก็สามารถทำสิ่งที่คนธรรมดาเห็นเป็นสิ่งวิเศษอัศจรรย์ได้ ที่เห็นได้ ง่ายและวิทยาศาสตร์ปัจจุบันก็ทำกันได้แล้ว ก็คือ ในการสะกดจิต เมื่อจิตอยู่ในสภาพที่แน่วแน่ต่อ อารมณ์อันเดียว ปราศจากสิ่งรบกวน คนที่ถูกสะกดจิต ก็สามารถทำสิ่งที่ตัวเขาไม่เคยสามารถทำได้ใน ยามปกติ 3) ขั้นสูงสุด หมายถึงขั้นที่เป็นใจความในพระสูตร ได้แก่ขั้นที่เกิดความรู้ความเข้าใจในสภาพ ของกระบวนการเหล่านั้นอย่างถ่องแท้สมบูรณ์ ทำให้สามารถถอนตัวออกมาตั้งหลักอยู่ได้เป็นอิสระ ไม่ยึดติดหลงผิดว่ากระบวนการที่ลุกไหม้อยู่นั้นเป็นตัวตน ไม่ตกเป็นทาส ถูกฉุดลากไปต่างๆ แต่กลับ เป็นนาย รู้จักที่จะปล่อยให้กระบวนการนั้นปฏิบัติหน้าที่ของมันไปอย่างถูกต้อง ได้รับความรู้ที่ไม่ บิดเบือน และสามารถเข้าไปจัดการใช้แต่ในทางที่จะเป็นประโยชน์ ข้อนี้เหมือนกับการที่มนุษย์จะเปลี่ยนฐานะจากการเป็นทาสของธรรมชาติ กลับเป็นนายของ ธรรมชาติได้ ก็ด้วยการรู้ความจริง รู้สภาพ เข้าใจกฎเกณฑ์กระบวนการแห่งเหตุผลของมันเสียก่อน จากนั้นก็สามารถร่วมมือกับธรรมชาติ รู้วิธีจัดการควบคุมให้ธรรมชาติดำเนินไปตามกฎของมันเอง แต่ เป็นไปตามแนวทางที่เรากำหนดให้มันได้ เรียกกันเป็นสำนวนว่า กลับเป็นนายของธรรมชาติ


53 ในขั้นสุดท้ายนี้ ความรู้ความเข้าใจต่างๆ ที่ได้รับเข้ามาย่อมเป็นไปตามสภาพที่มันเป็นจริง และการเข้าเกี่ยวข้องจัดการก็ย่อมเป็นไปตามอำนาจปัญญา หรือตามเหตุผล ไม่ใช่ตามอำนาจตัณหา อย่างแต่ก่อน 4. ผล ผลที่ได้จากการปฏิบัติตามวิธีแก้ไข ย่อมเป็นไปตามลำดับของขั้นนั้นๆ ในขั้นต้น เมื่อมนุษย์ควบคุมไฟให้อยู่ในขอบเขตที่สมควร ก็ทำให้สังคมมีศีลธรรมอยู่ร่มเย็น เป็นสุข ตัวบุคคลเองก็มีจิตใจสงบร่มเย็นตามควร ในขั้นกลาง ย่อมช่วยให้มนุษย์ประสบสัมฤทธิ์ผลในงานต่างๆ ด้วยดียิ่งขึ้น และมีจิตใจที่ เข้มแข็งมั่นคงยิ่งขึ้น มีความสุขที่ประณีตขึ้น ในขั้นสูงสุด ทำให้มนุษย์หลุดพ้นจากความเป็นทาสของความหลงผิด ทาสของกิเลส ทาสของ จิตใจตน เป็นอิสระ กลับเป็นนาย ในขั้นนี้เรียกตามพุทธดำรัสว่า อยู่จบพรหมจรรย์ ทำสิ่งที่ต้องทำ เสร็จสิ้นแล้ว หมดกิจที่จะต้องทำเพื่อให้ได้เป็น(อิสระ)อย่างนี้อีก ที่หมดกิจก็เพราะได้รู้ ได้เข้าใจถูกต้อง หมดแล้ว เป็นอิสระแล้ว มีทัศนคติพื้นฐานถูกต้องดีแล้ว ต่อจากนี้ไป กระบวนการรับรู้ต่างๆ ก็จะดำเนินไปตามจังหวะหน้าที่ตามสภาวะอาการที่แท้ ของมัน ความรู้ที่เกิดขึ้นก็จะถูกต้องตรงตามสภาวะที่เป็นจริง การปฏิบัติและจัดการกับสิ่งทั้งหลายก็ จะเป็นไปตามแนวทางของเหตุผลบริสุทธิ์ เป็นไปในทางที่ก่อประโยชน์อย่างเดียว เป็นอันไม่ต้องมาคิด แก้ไขควบคุมและดับไฟกันอีก ถ้าเทียบตามหลักโอวาทปาติโมกข์ ขั้นต้นก็คงเป็น สพฺพปาปสฺส อกรณํ - ไม่ทำชั่วทั้งปวง ขั้น กลางคงเป็น กุสลสฺสูปสมฺปทา - ทำความดีให้พรั่งพร้อม และขั้นสุดท้ายเป็น สจิตฺตปริโยทปนํ – ทำ จิตใจให้บริสุทธิ์ สิ่งสำคัญที่พึงระลึก 1. เรื่องอาทิตตปริยายสูตรนี้ อยู่ในวิชาพุทธประวัติ หรืออยู่ในวิชาพระพุทธศาสนาส่วนที่เป็น ประวัติของพระพุทธเจ้า พุทธประวัติส่วนที่นอกเหนือจากพระชีวประวัติส่วนพระองค์ของพระพุทธเจ้าแล้ว ก็เป็น บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับการบำเพ็ญพุทธกิจ หรือประวัติการทรงทำงานสั่งสอนของพระพุทธเจ้า บุคคล ที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนนั้นมีมากมายทุกชั้นทุกประเภท ว่าโดยระดับสติปัญญาก็มีตั้งแต่ฉลาดที่สุด ถึงโง่ที่สุด ตามปกติ พุทธประวัติที่เล่าเรียนกัน โดยเฉพาะที่ย่อๆ ย่อมจะกล่าวถึงเฉพาะงานสั่งสอน ครั้งสำคัญๆ เท่านั้น


54 บุคคลที่พระพุทธเจ้าทรงผจญในงานสอนครั้งนั้นๆ มักเป็นชั้นคณาจารย์ หรืออย่างน้อยก็มี ประสบการณ์ในการค้นคิดทางปรัชญามาก สิ่งที่ทรงสอนก็เป็นเรื่องละเอียดอ่อนลึกซึ้ง เหมาะสำหรับ ปัญญาและประสบการณ์ของท่านเหล่านั้น และผลจากการสั่งสอนครั้งนั้นๆ ก็สูงถึงขึ้นบรรลุญาณ วิเศษ โดยเฉพาะอรหัตตผล ผู้ที่อ่านหรือเรียนพุทธประวัติตอนเหล่านี้ จะต้องสมมติตนเป็นนักปราชญ์ชั้นคณาจารย์ หรือ เป็นนักบวชเหล่านั้น ขบคิดเนื้อธรรมด้วยสติปัญญา และอยู่ในบรรยากาศแห่งการสอนครั้งนั้นด้วย ตนเอง จึงจะเข้าถึงรสอันเป็นแก่นธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ถ้าจะเทียบให้มองเห็นง่ายๆ อีกแง่หนึ่ง เพียงปรัชญาของโสเครตีส พลาโต และอริสโตเติล หากจัดให้นักเรียนชั้น ม. 4-5 เรียน เราจะหวังให้เขาเข้าใจได้สักเท่าใด ข้อเปรียบเทียบนี้อาจไม่ตรงกันทีเดียว เพราะคำสอนของนักปราชญ์เหล่านั้น เป็นเรื่องของ นักคิด ส่วนคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องราวการประพฤติปฏิบัติในชีวิตจริง แต่ในแง่ระดับ สติปัญญาของผู้ฟัง ก็น่าจะพอเทียบได้ไม่ไกลกันนัก เมื่อเป็นอย่างที่ว่ามานั้น ถ้ายังเรียนพุทธประวัติกันในลักษณะนี้ ก็จะต้องตระหนักถึงความ ยาก ทั้งแก่ผู้สอน และแก่ผู้เรียน พร้อมทั้งชี้แจงให้นักเรียนเข้าใจถึงสาเหตุแห่งความยากนั้น กับทั้ง ควรหาโอกาสนำเอาเรื่องราวและคำสอนในระดับสามัญที่ง่ายๆ มาสอนแทรกตามสมควร 2. ในการสอน ด้านประวัติ ควรเล่าโยงไปถึงภูมิหลังของสังคมแห่งชมพูทวีป ตั้งแต่ก่อนที่ระ พุทธศาสนาอุบัติขึ้น ให้เห็นว่าคนยุคนั้นมีความเชื่อถือและเป็นอยู่ตามหลักของศาสนาพราหมณ์ เช่น เรื่องพระพรหม เทพเจ้า ระบบวรรณะ การบูชายัญเป็นต้น อย่างไร จากนั้นก็ชี้ให้ชัดว่าพระพุทธศาสนาสอนต่างออกไป และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร โยงมาถึงอาทิตตปริยายสูตรนี้ ถ้าผู้เรียนมองเห็นแง่นี้ เรื่องราวก็จะน่าสนใจ นักเรียนก็จะเข้าใจชัด และการเรียนก็จะมี ชีวิตชีวาขึ้น ส่วนในด้านเนื้อหา สามารถเข้าใจได้เต็มบริบูรณ์ตามความหมายของพระสูตร ก็เป็นการดี แต่ ถ้าได้อธิบายประยุกต์ในแง่ที่นักเรียนจะนำไปใช้ประโยชน์ได้ หรือเล่าให้นักเรียนได้ทราบคำสอนแนว เดียวกัน หรือเกี่ยวกับเรื่องเดียวกันนี้ ที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนแก่คนอื่นๆ ซึ่งเป็นคำสอนขั้นเบื้องต้น และเหมาะสำหรับการดำรงชีวิตในขั้นต้นๆ ไว้ด้วย ก็จะบังเกิดเป็นคุณประโยชน์แก่ตัวของนักเรียน มากขึ้น และจะช่วยให้เกิดความเข้าใจดีขึ้นด้วย


55 3. องค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษา การเรียนรู้ ไม่มีที่สิ้นสุด คำคำนี้โผล่ขึ้นมาจากหลายๆ งานวิจัย จากหลายๆ บทความ และ จากคำพูดของหลายๆ คน ดัง หรือ คนที่ประสบความสำเร็จ ด้วยเพราะสถานการณ์ของโลกในยุคนี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ลำพัง คนทำงาน หรือ คนทั่วไป จะอาศัยองค์ความรู้เก่าๆ หรือ ข้อมูลเก่า หรือ ประสบการณ์เก่าๆ มาใช้ใน การทำงานในยุคนี้คงไม่ทัน และไม่เพียงพอแน่นอน เพราะโลกแห่งความเป็นจริงและโลกแห่งการทำงาน มันหมุนเร็วกว่าความรู้ที่ได้จากระบบ การศึกษาแบบดั้งเดิม นั่นจึงเป็นที่มาที่ว่า คนทำงานหรือคนทั่วไปในยุคนี้ จะต้องพึ่งพาการเรียนรู้ด้วย ตัวเองให้มากขึ้น “ใช้ชีวิตในวันนี้ราวกับว่าพรุ่งนี้เราจะไม่มีชีวิตอีกต่อไป และจงเรียนรู้ในวันนี้ราวกับว่าเรา จะต้องมีชีวิตอยู่ไปตลอดกาล” นี่เป็นคำพูดของ มหาตมา คานธี ซึ่งสิ่งที่คานธี ได้กล่าวเอาไว้ ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการ เรียนรู้ว่าจำเป็นต่อการมีชีวิตอยู่จริงๆ เพราะการเรียนรู้ คือ กระบวนการที่ต้องเกิด และ ทำอย่าง ต่อเนื่อง ทุกๆ ความรู้ที่ได้ ไม่ว่าจะมาจากการเรียนรู้แบบใดก็ตาม มีผลต่อความก้าวหน้าและ ความสำเร็จของคนคนนั้นเสมอ หรือแม้กระทั่ง เบนจามิน แฟรงคลิน เป็นหนึ่งในบิดาผู้สร้างชาติของสหรัฐอเมริกา ก็ยังให้ ความสำคัญในเรื่องของการเรียนรู้ โดยเขาให้นิยามในเรื่องของการเรียนรู้เอาไว้ว่า การลงทุนในเรื่องของความรู้ เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด เฮนรี่ ฟอร์ด เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทฟอร์ดมอเตอร์ ก็เคยให้ความเห็นในเรื่องของการเรียนรู้เอาไว้ เช่นเดียวกัน เขาเชื่อว่า “ใครก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ หรือ อายุมากหรือน้อย เมื่อไหร่ก็ ตามที่หยุดการเรียนรู้ก็จะกลายเป็นคนแก่ไปทันที เพราะเรื่องของการเรียนรู้ ทำให้เราเป็นหนุ่มเสมอ” ในมุมมองของ เฮนรี่ ฟอร์ด คนแก่ หมายถึง ถ้าเราหยุดการเรียนรู้ เราก็จะกลายเป็นคนที่ไม่ เปิดรับสิ่งใหม่ นานวันเข้าก็จะตามสิ่งใหม่ หรือ การเปลี่ยนแปลงไม่ทัน และในทางกลับกัน การเรียนรู้ ช่วยให้เราก้าวทันการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เหมือนกับว่าเราเป็นหนุ่มอยู่เสมอ นั่นเอง ถ้า เฮนรี่ ฟอร์ด ไม่มีแนวคิด หรือ ทัศนคติที่ดี กับเรื่องของ “Lifelong Learning” เราคง จะไม่ได้มีโอกาสได้เห็นหรือได้ใช้รถยนต์ยี่ห้อฟอร์ดเป็นแน่ นอกจากนี้เขายังเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกให้ วงการยนตรกรรมก้าวขึ้นมาเป็นอุตสาหกรรมที่ยิ่งใหญ่ อย่างในทุกวันนี้ ด้วยแนวคิดการพัฒนารถยนต์


56 ในอดีตที่ถือว่าเป็นสิ่งของที่มีราคาแพงและฟุ่มเฟือยมาก ให้กลายเป็นสิ่งที่ราคาถูกลง ดูดีขึ้น แต่ยังคง ความแข็งแรงทนทานเอาไว้ ทำให้คนชนชั้นกลางทั่วไปสามารถเข้าถึงการมีรถยนต์ได้ ไบรอัน เทรซี่ ผู้ที่เป็นหนึ่งในนักคิด นักสร้างแรงบันดาลใจ ที่สร้างผลลัพธ์และความสำเร็จ ให้กับคนมากมายมาแล้วทั่วโลก เขามีความเชื่อที่ว่า “คนเราจะสำเร็จได้ก็ต้องรับผิดชอบตัวเราเอง” ไบรอัน เทรซี่ ได้ให้มุมมองในเรื่องของการเรียนรู้ หรือ Lifelong Learning เอาไว้อย่าง น่าสนใจว่า “เราต้องให้คำมั่นสัญญากับตนเองกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต ความรู้ถือเป็นสินทรัพย์ที่มีค่า ที่สุดที่เราพึงมี และเราสามารถหาความรู้ได้ด้วยตัวเราเอง” นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า เขาใส่ใจและใช้เวลากับการอ่านหนังสือประมาณวันละ 3 ชั่วโมง อ่าน หนังสือหลากหลายแนว ไม่ว่าจะเป็น ปรัชญา ประวัติศาสตร์ จิตวิทยา หรือ อื่นๆ เขาทำแบบนี้มาโดย ตลอดกว่า 50 ปี เลยทำให้ ไบรอัน เทรซี่ สั่งสมความรู้เอาไว้อย่างมากกมาย และสามารถนำแก่น ความรู้ที่ตกผลึกมาจากการกลั่นกรองและความคิดของเขา ออกมาในรูปแบบของผลงานมากมายที่เรา เห็นในท้องตลาด อาทิเช่น งานเขียนในรูปแบบหนังสือกว่า 40 เล่ม และ งานเดินสายบรรยายอีก มากมาย ทั่วโลก จนทำให้ในวันนี้เขาได้กลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับโลกไปแล้ว ในเรื่องของการให้ความสำคัญในเรื่องของการเรียนรู้ ในบ้านเราก็มีเช่นกัน ดังเช่น พระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระองค์พระราชทานแนว พระราชดำริด้านการศึกษาโดยสาระของพระราชดำริที่ปรากฏเป็นเอกสารครอบคลุมเนื้อหาที่ กว้างขวางและลึกซึ้ง อาทิเช่น “การศึกษานั้นเป็นเรื่องของทุกคน และไม่ใช่ว่าเฉพาะในระยะหนึ่ง เป็นหน้าที่โดยตรงใน ระยะเดียวไม่ใช่อย่างนั้น ตั้งแต่เกิดมาก็ต้องศึกษาเติบโตขึ้นมาก็ต้องศึกษา จนกระทั่งถึงขั้นที่เรียกว่า อุดมศึกษา อย่างที่ท่านทั้งหลายกำลังศึกษาอยู่ หมายความว่าการศึกษาที่ครบถ้วน ที่อุดม ที่บริบูรณ์ แต่ต่อไปเมื่อออกไปทำหน้าที่การงานก็ต้องศึกษาต่อไปเหมือนกัน มิฉะนั้นคนเราก็อยู่ไม่ได้ แม้จบ ปริญญาเอกแล้ว ก็ต้องศึกษาต่อไปตลอด หมายความว่า การศึกษาไม่มีสิ้นสุด” (๒๐ เมษายน ๒๕๒๑) กล่าวคือ เมื่อเราเรียนจบจากระบบการศึกษาภาคปรกติแล้ว ไม่ได้หมายความว่าเราต้องหยุด ศึกษาหาความรู้ เพราะการเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด บุคคลสำคัญระดับโลกหลายคนที่ได้ยกตัวอย่างมา ได้ให้คำอธิบายและความหมายของ “Lifelong Learning” เอาไว้ได้อย่างชัดเจน และ ยังมีมุมมองในเรื่องของการเรียนรู้ไปในทิศทาง เดียวกัน


57 บทสรุป “ความรู้ คือ โอกาส และ อนาคต” คำกล่าวนี้ คือ จึงน่าจะเป็นบทสรุป ที่ชี้ให้เห็นว่า ความสำคัญที่ว่า ทำไมเรายังต้องเรียนรู้ต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพราะความรู้ คือ พาหนะที่สำคัญ ที่ จะนำพาเราไปสู่จุดหมาย หรือ อนาคตในแบบที่เราต้องการ 4. บทสรุป ทุกอย่างเป็นเหตุผลไม่ได้เกิดขึ้นมาเองแต่ประการใด อย่างไรก็ตาม แม้คำสอนของ พระพุทธเจ้าจะแตกต่างกันเป็นหลายระดับ แต่สาระสำคัญที่เป็นแกนกลาง ก็เป็นแนวเดียวกัน คือ การดำรงชีวิตอยู่ด้วยปัญญา หรือมีชีวิตอยู่อย่างผู้รู้จักชีวิต รู้เท่าทันกระแสโลก ไม่งมงายปล่อยตัวตก เป็นทาสของกิเลสและความทุกข์ แล้วถูกฉุดลากจูงไปตามกระแส แต่สามารถมีชีวิตจิตใจที่เป็นอิสระ อย่างน้อยก็รู้จักที่จะกลับไปเป็นนายบังคับควบคุมกิเลสของตนไว้ในแนวทางที่พึงปรารถนาได้บ้าง โดย ระลึกถึงพุทธภาษิตที่ว่า “ปญฺ าชีวึ ชีวิตมาหุ เสฏฺฐํ” ซึ่งแปลว่า ปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า ชีวิตของผู้ เป็นอยู่ด้วยปัญญา เป็นชีวิตที่ประเสริฐสุด. เนื้อหาที่จะสอน 1. จุดเด่นของพระสูตรบางสูตร คำถามท้ายบท 1. จุดเด่นของพระสูตรบางสูตร เอกสารอ้างอิง บทที่ 2 สุรพศ ทวีศักดิ์. (2560). ปัญหา ‘พุทธแบบศาสนา’ และ ‘พุทธแบบปรัชญา’.ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ วันที่ 29 พฤษภาคม 2565. จากแหล่งที่มา. https://prachatai.com/journal/2017/07/72499 สุชีพ ปุญญานุภาพ. (2550). พระไตรปิฎกฉบับสำหรับประชาชน. พิมพ์ครั้งที่ 16. กรุงเทพ : โรงพิมพ์ มหามกุฏราชวิทยาลัย. แสง จันทร์งามและคณะ. (2553). พระไตรปิฎกสำหรับผู้บวชใหม่และชาวพุทธทั่วไป. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ เจริญวิทย์การพิมพ์. ภิญโญ สาธร. (2525). ปรัชญาการศึกษา. กรุงเทพฯ : มส.การพิมพ์ จินดา ยัญทิพย์. (2528). ความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิดทางปรัชญาการศึกษากับการเรียนของนิสิต บัณฑิตศึกษาคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาสารัตถศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.


58 วิจิตร ศรีสะอ้าน. (2525). ปรัชญการศึกษา ในพื้นฐานการศึกษา. นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. วิทย์ วิศทเวทย์. (2523). ปรัชญาการศึกษา ในปรัชญาการศึกษาและปรัชญาการศึกษาไทย. ไพฑูรย์ สินลารัตน์. บรรณาธิการ. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช. รศ.สุวรรณ เพชรนิล. (2536). พุทธปรัชญาเบื้องต้น. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง. ราชบัณฑิตยสถาน. (2553). กฎหมายตราสามดวง : พระทำนูน ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน. รพีรัฐ ธัญวัฒน์พรกุล. (2565). Lifelong Learning เพราะชีวิต คือการเรียนรู้ ไม่มีที่สิ้นสุด. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2565 2565. จากแหล่งที่มา. https://thepractical.co/lifelong-learning/ ราชบัณฑิตยสถาน. (2542). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542. Archived 2009-03-03 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2565. จากแหล่งที่มา. (หาคำ "ธรรมจักร") https://web.archive.org/web/20090303000030/http://rirs3.royin.go.th/dictionar y.asp พระไตรปิฎก เล่มที่ 4 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 4 มหาวรรค ภาค 1 ธัมมจักกัปปวัตนสูตร. พระไตรปิฏก ฉบับสยามรัฐ. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2565. จากแหล่งที่มา. https://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=04&A=355&Z=445. สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก. (2551). "45 พรรษาของ พระพุทธเจ้า." กรุงเทพฯ : มหามกุฏราชวิทยาลัย. พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท). "อนัตตลักขณสูตร." ใน "ประมวลธรรมบรรยาย ชุดที่ 2 ของ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์) อดีตเจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส." พระไตรปิฎก เล่มที่ 4 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 4 มหาวรรค ภาค 1. "อนัตตลักขณสูตร." สายทิพย์ (2544). "ประสบการณ์การออกธุดงควัตรในป่าลึก ของหลวงปู่จันทา ถาวโร" บทความใน นิตยสาร หญิงไทย ฉบับที่ 625 ปีที่ 27 ปักษ์หลัง เดือนตุลาคม พ.ศ. 2544. บรรยายในการประชุมทางวิชาการเรื่อง ธรรมะที่อธิบายยาก ในหลักสูตรวิชาศีลธรรม ชั้น มศ.ปลาย ณ ห้องศรีคุรุ กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ วันที่ 27 ตุลาคม 2513 ศตปถพราหมณะ, S.B.E. XLL.322


59 ดู มนูธรรมศาสตร์, S.B.E. XXV.132 เป็นต้น ดู Heinrich Zimmer, Philosophies of India, Meridian Books, New York, 1956,p.71 เป็นต้น ศตปถพราหมณะ, S.B.E. XLIV.502 ภควัทคีตา, S.B.E. VIII.353 ฉานโทคยอุปนิษัท, S.B.E. I.91 วินย. 4/57/66 คำที่อาจเข้าใจความหมายไม่ชัดแจ้ง คือ วิญญาณ หมายถึงความรู้อารมณ์ที่ผ่านเข้ามาทางประสาททั้ง 5 หรือที่เกิดขึ้นในใจ เช่น จักขุวิญญาณ = การเห็น โสตวิญญาณ = การได้ยิน เป็นต้น; สัมผัส หมายถึง การมาบรรจบกันของอายตนะและวิญญาณ เช่น จักขุสัมผัส = การบรรจบกันของตา รูป และจักขุ วิญญาณ; เวทนา หมายถึงความรู้สึก สุข ทุกข์ หรือเฉยๆ ที่เกิดจากสัมผัสนั้นๆ สํ.สฬ. 18/32/25 องฺ.สตฺตก. 23/44 ตามหลักศาสนาพราหมณ์ว่า อัคนีเทพ มีลิ้น 7 แฉก 25/18/29


60 แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 3 เรื่อง หลักอริยสัจสี่กับการนำไปใช้ในแก้ปัญหาชีวิต พระครูวินัยธร สัญชัย ทิพย์โอสถ, ดร.2 29 พ.ย.2565 1. รายละเอียดบทนำ วงจรชีวิตมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ชีวิตเป็นสิ่งไม่ซับซ้อนก็ใช่ ไม่ซับซ้อนก็ใช่ มุมมอง ของชีวิตในทางพระพุทธศาสนามองว่า ชีวิตเป็นสิ่งที่เปราะบาง แตกสลายได้ง่าย เกิดมาต้องดิ้นรน ต่อสู้เพื่อให้อยู่รอด ท่ามกลางการแข่งขันกัน ความเจริญของโลกรุ่งเรืองขึ้นด้วยวัตถุเพียงใด สุขและ ทุกข์ของมนุษย์เจริญตามขึ้นเพียงนั้น แต่สุขของโลกนั้นย่อมมีทุกข์เจือปนอยู่ด้วยทุกกรณี ถึงแม้ว่าเรา มีความยินดีในการเกิด เราก็มีความทุกข์ในการตาย ความเกิดขึ้นมาพร้อมกับความตาย (หลวงปริญญา โยควิบูลย์, 2509) ดังพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า “เอถ ปสฺสถิมํ โลกํ จิตฺตํ ราชรถูปมํ ยตฺถ พาลา วิสีทนฺติ นตฺถิ สงฺโค วิชานตํ” "สูทั้งหลาย จงมาดูโลกนี้ อันตระการ ดุจราชรถ ที่พวกคนเขลาหมกอยู่ แต่พวกผู้รู้หาข้องอยู่ ไม่" คำว่า โลกมีทั้งโดยตรง ได้แก่ แผ่นดินเป็นที่อยู่อาศัย โลกโดยอ้อม ได้แก่ สัตว์ผู้อาศัย และโลกมี ลักษณะ 3 ประการ คือ 1) สิ่งที่ให้โทษโดยส่วนเดียว เปรียบด้วยยาพิษ 2) เป็นสิ่งที่ให้โทษในเมื่อเกิน พอดี เปรียบด้วยของมึนเมา 3) สิ่งที่เป็นอุปการะ เปรียบด้วยอาหารและเภสัช ถ้าใช้ในทางผิดอาจเป็น โทษได้ ผู้หมกอยู่ในโลก คือ คนผู้ไร้พิจารณา ไม่หยั่งเห็นโลกโดยถ่องแท้ อาการที่หมกอยู่ในโลก เพลิดเพลินในสิ่งอันให้โทษ ระเริงจนเกินพอดี ในสิ่งอันอาจให้โทษ ติดในสิ่งที่เป็นอุปการะ โทษของ การหมกอยู่ในโลกจนเกินไป ย่อมได้ทุกข์บ้าง สุขบ้าง แม้สุขก็สุขเพียงสามิสสุข มีเหยื่อเจอด้วยของล่อ ใจเป็นเหตุให้ติดอยู่ ดุจเหยื่อ คือ เนื้อที่เบ็ดเกี่ยวไว้ เป็นผู้จะพึงถูกจูงไปได้ด้วยตามปรารถนา ผู้ไม่ข้อง อยู่ในโลก บัณฑิตพิจารณาเห็นความเป็นจริงแห่งสิ่งนั้น ๆ ว่าอย่างอย่างไร ไม่ข้อง ไม่พัวพันในสิ่งอัน ล่อใจให้ใคร ๆ ไม่อาจยั่วให้ติดด้วยประการใดประการหนึ่ง ย่อมเป็นอิสระแก่ตน ด้วยที่ว่าโลกนี้วิจิตรตระการตาเปรียบด้วยราชรถโบราณที่ประดับด้วยเครื่องอลังการอย่าง สวยสดงดงาม มิใช่เพื่อให้หลงชม ดุจดูละคร เห็นแก่สนุก แต่เพื่อให้หยั่งเห็นลงในถึงคุณและโทษแห่ง สิ่งนั้น จะได้ไม่ตื่นเต้นไม่ติดในสิ่งนั้น (กองพุทธศาสนศึกษา, 2555, น.34-35) โลกได้พัฒนานวัตตก รรมเพื่ออำนวยความสะดวก เทคโนโลยีก็สามารถกลับมาทำลายเราได้ในเวลาอันรวดเร็วโลกได้ เพลิดเพลินไปกับวัตถุจนคิดทำนวัตกรรมหุ่นยนต์ใช้แทนมนุษย์ได้แต่มนุษย์พากันลืมเรื่องน้ำใจและ 2 เอกสารประกอบการสอนรายวิชา PH 1005


61 กำลังใจที่มีให้กันผลที่เกิดขึ้นก็คือความไม่มีสุขเพราะว่าไปหลงไหลในวัตถุนิยมจนเกินไป เพราะว่าโลก นี้เต็มไปด้วยกันแก่งแย่งแข่งขัน รบราฆ่าฟันกันไปทุกบ้านทุกเมือง ดังนั้น จึงทำให้ผมมีผู้มีสติปัญญาคิดว่าทางนี้เป็นทางตัน เพราะเราลืมศีลธรรมของมนุษย์หรือ ว่าศาสนาไปหรือเปล่าเมื่อกลับมาคิดด้วยเหตุผลก็พบแต่ว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาหนึ่งที่จะนำ ความสุขกลับมาให้มนุษย์โลกได้การศึกษาพระพุทธศาสนาช่วยนำมาช่วยโลกให้เป็นสุขจะเห็นได้ว่าแต่ ก่อนไม่เคยมีชาวตะวันตกที่สนใจในพุทธศาสนาปัจจุบันมีคนตะวันตกสนใจพระพุทธศาสนามากขึ้นสิ่ง ที่สำคัญก็คือบทความหรือว่าหนังสือที่ช่วยอธิบายความรู้ความเข้าใจในการศึกษาพระพุทธศาสนา คำถามที่สำคัญที่คนส่วนใหญ่จะถาม คือ 1) พระพุทธศาสนานั้นเป็นปรัชญาหรือศาสนาอะไร 2) เป็น จุดมุ่งหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา 3) พระพุทธเจ้ามีองค์เดียวหรือถือว่าเป็นพระเจ้า 4) การเวียน ว่ายตายเกิด 5) พระพุทธศาสนาผิดกับศาสนาอื่นอย่างไร เป็นปัญหาที่คนต้องการถาม คำตอบคือเพื่อ รู้เท่านั้น แต่คำถามที่ต้องการคำตอบมากที่สุดคือ คำสอนใดบ้างจะทำให้ชีวิตดีขึ้นได้อย่างไร จะช่วย แก้ปัญหาชีวิตได้อย่างไร ปัญหาอันดับแรกของมนุษย์คือ ความหิว มนุษย์แย่งชิงกันเพราะความหิว เบียดเบียนกันก็เพราะความหิว รังแกผู้ที่อ่อนแอกว่าตนเอง ตามทฤษฎีของชาร์ล ดาร์วินที่ว่า กลไก การเกิดวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตที่เขาคิดว่าสิ่งมีชีวิตมีความหลากหลายตามธรรมชาติ และปัจจัยทาง ธรรมชาติ เช่น ปริมาณอาหารและน้ำที่จำกัด ทำให้สิ่งมีชีวิตตัวที่เหมาะสมเท่านั้นที่จะมีชีวิตอยู่รอด (survival of the fittest) และถ่ายทอดลักษณะที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมนั้นไปสู่ลูกหลาน แนวคิดของดาร์วินดัง กล่าว เรียกว่า ทฤษฏีการคัดเลือกโดยธรรมชาติ (theory of natural selection) การต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดในระบบนิเวศวิทยาของชีวิตบางครั้งจำเป็นเบียดเบียน ผู้อื่นเพื่อความอยู่รอด เพื่ออยู่ท่ามกลางการแข่งขันให้รอด พระพุทธเจ้าตรัสว่า การเกิดก็เป็นทุกข์ ทุกข์เพราะดิ้นรน ตามความอยากที่เป็นสัญชาตญาณมาตั้งแต่เกิด (Instinct) ตามแนวคิดทางพุทธ กล่าวได้ว่าเกิดมาพร้อมกับทุกข์ มนุษย์เกิดมาพร้อมกับปัญหาและแนวทางที่แก้ด้วยการนำหลักธรรม มาแก้ให้ได้และอย่างไร ดังนั้น การศึกษาเรื่อง หลักอริยสัจสี่กับการนำไปใช้ในแก้ปัญหาชีวิต มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) หลักอริยสัจสี่ 2) หลักอริยสัจสี่กับการนำไปใช้ในแก้ปัญหาชีวิต เป็นแนวทางในการนำไปหลักธรรม ไปประยุกต์ใช้ในชีวิต ด้วยการ Learning by doing เรียนแล้วต้องนำไปใช้เมื่อเจอปัญหา จะทำ อย่างไร และจะแก้หาทางออกอย่างไร คำสำคัญ หลักอริยสัจสี่กับการนำไปใช้ในแก้ปัญหาชีวิต


62 2. เนื้อเรื่อง หลักอริยสัจสี่กับการนำไปใช้ในแก้ปัญหาชีวิต เมื่อเกิดขึ้นมาเป็นมนุษย์แล้วก็ต้องยอมรับสภาพของชีวิต องค์ประกอบของชีวิตประกอบด้วย การเกิดขึ้นมามีชีวิต ปัญหาของการมีชีวิตคือการดำรงชีวิตอย่างไรให้ราบรื่น ในพระพุทธศาสนามี หลักการที่สืบสาวหาต้นตอของปัญหา ด้วยหลักอริยสัจสี่ ในปัจจุบันสิ่งที่สำคัญที่สุดต่อชีวิตคนเราคือ การศึกษาเพื่อเข้าใจในสรรพสิ่งและไม่ยึดติดจนเกินไป คาดหวังสูงไปก็เจ็บปวด ไม่คาดหวังเลยก็เฉื่อย ชา การศึกษาเป็นกระบวนการสำคัญที่จะพัฒนาคนให้มีความคิดรู้จักสิ่งใดควรไม่ควรกระทำ อริยสัจ 4 เป็นหลักธรรมที่ครอบคลุมทั้งหมดของพระพุทธศาสนา ฐานะและความสำคัญของอริยสัจ 4 พุทธองค์ ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย การรู้การเห็นของเราตามเป็นจริง ครบ 3 ปริวัฏ 12 อาการ ในอริยสัจ 4 เหล่านี้ ยังไม่บริสุทธิ์แจ่มชัด ตราบใด ตราบนั้น เราก็ยังปฏิญาณไม่ได้ว่าเราบรรลุอนุตรสัมมา-สัมโพธิ ญาณ...” (ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร, วินย.4/16/21 และ สํ.ม.19/1670/530) “ภิกษุทั้งหลาย เพราะไม่ ตรัสรู้ ไม่เข้าใจอริยสัจ 4 ทั้งเรา และเธอ จึงได้วิ่งแล่นเร่ร่อนไป (ในชาติทั้งหลาย) สิ้นกาลนานอย่างนี้” (ที.ม.10/86/107) “ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย รอยเท้าของสัตว์ทั้งหลาย ที่เที่ยวไปบนผืนแผ่นดินทั้งสิ้นทั้ง ปวง ย่อมประชุมลงในรอยเท้าช้าง รอยเท้าช้างนั้น กล่าวได้ว่า เป็นยอดเยี่ยม ในบรรดารอยเท้า เหล่านั้น โดยความมีขนาดใหญ่ ฉันใด กุศลธรรมทั้งสิ้นทั้งปวง ก็สงเคราะห์ลงในอริยสัจ 4 ฉันนั้น” (ม.มู.12/340/349) “บุคคลครองชีวิตประเสริฐ (พรหมจรรย์) อยู่กับพระผู้มีพระภาค ก็เพื่อการรู้ การ เห็น การบรรลุ การทำให้แจ้ง การเข้าถึง สิ่งที่ยังไม่รู้ ยังไม่เห็น ยังไม่บรรลุ ยังไม่กระทําให้แจ้ง ยังไม่ เข้าถึง (กล่าวคือข้อที่ว่า) นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา” (องฺ.นวก. 23/217/399) ลักษณะคำสอนของพระพุทธศาสนา คือ การสอนความจริงที่เป็นประโยชน์ ความจริงที่ นำมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ชีวิตได้ ส่วนสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แม้ความจริงไม่สอน พระพุทธเจ้าไม่ทรง สนพระทัย และไม่ยอมเสียเวลาไปกับการถกเถียงปัญหาทางอภิปรัชญาต่าง ๆ ดังพุทธพจน์ที่ว่าดังนี้ “ถึงบุคคลผู้ใดจะกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคยังไม่ทรงพยากรณ์ (ตอบปัญหา) แก่เราว่า “โลก เที่ยง หรือโลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด หรือโลกไม่มีที่สุด ชีวะอันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือชีวะก็อย่างสรีระก็ อย่าง สัตว์หลังจากตายมีอยู่ หรือไม่มีอยู่ สัตว์หลังจากตาย จะว่ามีอยู่ก็ใช่ จะว่าไม่มีอยู่ก็ใช่หรือว่าสัตว์ หลังจากตาย จะว่ามีอยู่ก็ไม่ใช่ ไม่มีอยู่ก็ไม่ใช่” ดังนี้ ตราบใด ข้าพเจ้าก็จะไม่ครองชีวิตประเสริฐ (พรหมจรรย์) ในพระผู้มีพระภาค ตราบนั้น ตถาคตก็จะไม่พยากรณ์ความข้อนั้นเลยและบุคคลนั้นก็คง ตายไปเสีย (ก่อน) เป็นแน่


63 “เปรียบเหมือนบุรุษถูกยิงด้วยลูกศรอาบยาพิษที่อาบยาไว้อย่างหนา มิตรสหาย ญาติสาโลหิต ของเขา ไปหาศัลยแพทย์ผู้ชํานาญมาผ่า บุรุษผู้ต้องศรนั้นพึงกล่าวว่า ‘ตราบใดที่ข้าพเจ้ายังไม่รู้จักคน ที่ยิงข้าพเจ้า ว่าเป็นกษัตริย์ เป็นพราหมณ์ เป็นแพศย์ หรือเป็นศูทร มีชื่อว่าอย่างนี้มีโคตรว่าอย่างนี้ ร่างสูง เตี้ย หรือปานกลาง ดำ ขาว หรือคล้ำ อยู่บ้าน นิคม หรือนครโน้นข้าพเจ้าจะยังไม่ยอมให้เอา ลูกศรนี้ออก ตราบนั้น; ตราบใด ข้าพเจ้ายังไม่รู้ว่า ธนูที่ใช้ยิงข้าพเจ้านั้น เป็นชนิดมีแล่ง หรือชนิดเป็น เกาทัณฑ์ สายที่ใช้ยิงนั้น ทำด้วยปอ ด้วยผิวไม้ไผ่ ด้วยเอ็นด้วยป่าน หรือด้วยเยื่อไม้ ลูกธนูที่ใช้ยิงนั้น ทำด้วยไม้เกิดเอง หรือไม้ปลูก หางเกาทัณฑ์ เขาเสียบด้วยขนปีกแร้ง หรือนกตะกรุม หรือเหยี่ยว หรือ นกยูง หรือนกสิถิลหนุ เกาทัณฑ์นั้น เขาพันด้วยเอ็นวัว เอ็นควาย เอ็นค่าง หรือเอ็นลิง ลูกธนูที่ใช้ยิงเรา นั้น เป็นชนิดไร ข้าพเจ้าจะไม่ยอมให้เอาลูกศรออก ตราบนั้น’ “บุรุษนั้น ยังไม่ทันได้รู้ความที่ว่านั้นเลย ก็จะต้องตายไปเสียโดยแน่แท้ ฉันใด...บุคคลนั้นก็ฉันนั้น” “แน่ะมาลุงกยบุตร เมื่อมีทิฎฐิว่า โลกเที่ยง แล้วจะมีการครองชีวิตประเสริฐ (ขึ้นมา) ก็หาไม่ เมื่อมีทิฏฐิว่าโลกไม่เที่ยง แล้วจะมีการครองชีวิตประเสริฐ (ขึ้นมา) ก็หาไม่ เมื่อมีทิฏฐิว่า โลกเที่ยง หรือ ว่าโลกไม่เที่ยง ก็ตาม ชาติก็ยังคงมีอยู่ ชราก็ยังคงมีอยู่ มรณะก็ยังคงมีอยู่ โสกะปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ก็ยังคงมีอยู่ ซึ่ง (ความทุกข์เหล่านี้แหละ) เป็นสิ่งที่เราบัญญัติให้กําจัดเสียในปัจจุบันทีเดียว” “ฉะนั้น เธอทั้งหลาย จงจำปัญหาที่เราไม่พยากรณ์ ว่าเป็นปัญหาที่ไม่พยากรณ์ และจงจำ ปัญหาที่เราพยากรณ์ ว่าเป็นปัญหาที่พยากรณ์เถิด อะไรเล่าที่เราไม่พยากรณ์ (คือ) ทิฏฐิว่า โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง ฯลฯ เพราะเหตุไรเราจึงไม่พยากรณ์ เพราะข้อนั้น ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ไม่เป็นหลัก เบื้องต้นแห่งชีวิตประเสริฐ (พรหมจรรย์) ไม่เป็นไปเพื่อนิพพิทา เพื่อวิราคะ เพื่อนิโรธ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อนิพพาน อะไรเล่าที่เราพยากรณ์ (คือ) ข้อว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เพราะเหตุไรเราจึงพยากรณ์ เพราะประกอบด้วยประโยชน์ เป็นหลักเบื้องต้น แห่งชีวิตประเสริฐ เป็นไปเพื่อนิพพิทา เพื่อวิราคะ เพื่อนิโรธ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความ ตรัสรู้ เพื่อนิพพาน” (ม.ม.13/150-152/147-153) สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้มีมากมาย แต่ทรงนำมาสอนเพียงเล็กน้อย เหตุผลที่ทรงทำเช่นนั้น ทรงสอนเฉพาะสิ่งที่เป็นประโยชน์ใช้แก้ปัญหาได้ และสิ่งที่ประกอบด้วยประโยชน์ใช้แก้ปัญหาได้ คือ อริยสัจ 4 ดังข้อความพุทธพจน์ที่ว่า “ สมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ป่าสีสปาวัน ใกล้พระนคร โกสัมพี ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าทรงหยิบใบประดู่ลายจำนวนเล็กน้อย ถือไว้ด้วยฝ่าพระหัตถ์แล้วตรัสกะ ภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายสำคัญว่าอย่างไร ใบประดู่ลายเล็กน้อย ที่เราถือไว้ด้วย ฝ่ามือกับใบที่อยู่บนต้นทั้งป่าสีสปาวัน ไหนจะมากกว่ากัน? “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใบประดู่ลาย


64 จำนวนเล็กน้อย ที่พระผู้มีพระภาคทรงถือไว้ด้วยฝ่าพระหัตถ์ มีประมาณน้อย ส่วนที่อยู่บนต้น ใน สีสปาวันนั่นแล มากกว่าโดยแท้ “ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่เรารู้ยิ่งแล้ว มิได้บอกแก่เธอทั้งหลาย มีมากมายกว่า; เพราะเหตุไรเราจึงมิได้บอก เพราะสิ่งนั้นไม่ประกอบด้วยประโยชน์ มิใช่หลักเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพื่อนิพพิทา เพื่อวิราคะ เพื่อนิโรธ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อนิพพาน “ภิกษุทั้งหลาย อะไรเล่าที่เราบอก เราบอกว่า นี้ทุกข์ เราบอกว่า นี้ทุกขสมุทัย เราบอกว่า นี้ ทุกขนิโรธ เราบอกว่า นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา; เพราะเหตุอะไรเราจึงบอก ก็เพราะข้อนี้ประกอบด้วย ประโยชน์ ข้อนี้เป็นหลักเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ข้อนี้เป็นไปเพื่อนิพพิทา เพื่อวิราคะ เพื่อนิโรธ เพื่อ ความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อนิพพาน ฉะนั้น เราจึงบอก; “เพราะฉะนั้นแล ภิกษุทั้งหลาย เธอพึงกระทำความเพียร เพื่อรู้ตามเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกข สมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา”(สํ.ม.19/1712-3/548-9) อริยสัจ 4 เป็นหลักธรรม จำเป็น ทั้งสำหรับบรรพชิต และคฤหัสถ์พระพุทธเจ้าจึงทรงย้ำ ใหภิกษุทั้งหลาย สอนให้ชาวบ้านรู้ เข้าใจอริยสัจ ดังบาลีว่า “ภิกษุทั้งหลาย ชนเหล่าหนึ่งเหล่าใด ที่พวกเธอพึงอนุเคราะห์ ก็ดี เหล่าชนที่ พอจะรับฟังคําสอน ก็ดี ไม่ว่าเป็นมิตร เป็นผู้ร่วมงาน เป็นญาติ เป็นสาโลหิต ก็ตาม พวกเธอพึงชักชวน พึงสอนให้ดำรงอยู่ ให้ประดิษฐานอยู่ ในการตรัสรู้ตามเป็นจริง ซึ่งอริยสัจ 4 ประการ” (สํ.ม . 19/1706/544) ความหมายของอริยสัจ “ภิกษุทั้งหลาย อริยสัจ 4 ประการเหล่านี้แล เป็นของแท้อย่างนั้น ไม่ คลาดเคลื่อนไปได้ไม่กลายเป็นอย่างอื่น ฉะนั้น จึงเรียกว่า อริยสัจ...“ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเป็นอริยะ ในโลก พร้อมทั้งเทวะ ทั้งมาร ทั้งพรหม ในหมู่ประชาพร้อมทั้งสมณะและพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวะและ มนุษย์ ฉะนั้น จึงเรียกว่าอริยสัจ (เพราะเป็นสิ่งที่ตถาคต ผู้เป็นอริยะ ได้ตรัสรู้ และได้แสดงไว้)” (สํ.ม. 19/1707-8/545 (ความในวงเล็บ เป็นไขความของอรรถกถา – สํ.อ.3/411) “ภิกษุทั้งหลาย เพราะได้ตรัสรู้อริยสัจ 4 นี้ตามเป็นจริง พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธ-เจ้า จึงได้นาม เรียกว่าเป็น อริยะ” (สํ.ม.19/1703/543 (นี้ถือตามที่อ้างใน วิสุทฺธิ.3/78 แต่ในบาลีฉบับ อักษรไทย ไม่มีคําวา “อริย” จึงตองแปลวา “เพราะได้ตรัสรูอริยสัจ 4 นี้ ตามเป็นจริง ตถาคต จึงได้ นาม เรียกว่าเป็น อรหันตสัมมาสัมพุทธะ”) คัมภีรวิสุทธิมัคค์อ้างความในบาลีมาแสดงความหมายของอริยสัจ สรุปได้ว่า (วิสุทฺธิ.3/78 (วิ สุทธิมัคค์“ภิกษุทั้งหลาย พระอริยะทั้งหลาย ย่อมแทงตลอดซึ่งสัจจะเหลานี้ เหตุนั้น จึงเรียกวา


65 อริยสัจ” แต่บาลีนี้ หาไม่พบในพระไตรปิฎกที่มีอยู่ “อริยะ” ว่าประเสริฐจึงแปลอริยสัจว่า ความจริง อย่างประเสริฐ หรือความจริงอันประเสริฐ แต่ของท่านแปลตรงตามพุทธพจนว่า ความจริงที่แท้) สำหรับความหมายของอริยสัจแต่ละขอ พึงทราบตามบาลี ดังนี้“ภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แล เป็น ทุกขอริยสัจ คือ ชาติ (ความเกิด) ก็เป็นทุกข์ ชรา (ความแก่) ก็เป็นทุกข์ พยาธิ (ความเจ็บไข้) ก็เป็น ทุกข์ มรณะ (ความตาย) ก็เป็นทุกข์ การประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ การพลัดพรากจาก สิ่งเป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น ก็เป็นทุกข์ โดยย่อ (โดยใจความ) อุปาทานขันธ์ 5 เป็นทุกข์“ภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แล เป็นทุกขสมุทัยอริยสัจ คือ ตัณหา อันนําให้มีภพใหม่ประกอบด้วย นันทิราคะ ซึ่งครุ่นใคร่ใฝ่หาในอารมณ์ต่างๆ ได้แก่ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา “ภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้เป็นทุกขนิโรธอริยสัจ คือ การที่ตัณหานั้นแลดับไปได้ ด้วยการสำรอก ออกหมดไม่มีเหลือ การสละเสียได้ สลัดออก พ้นไปได้ ไม่หน่วงเหนี่ยวพัวพัน “ภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้เป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ คือ อริยมรรคมีองค์ 8 นี้แหละ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ(1) ความเห็นชอบ (2) ความดำริชอบ (3) เจรจาชอบ (4) การงาน ชอบ (5) เลี้ยงชีวิตชอบ (6) ความเพียรชอบ (7) ความระลึกชอบ (8) ความตั้งจิตมั่นชอบ” (เชน ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร; วินย.4/14/18; สํ.ม.19/1665/528; และที่ ขุ.ปฏิ.31/598-601/506-510; อภิ.วิ.35/145-162/127-136 เป็นต้น) ขยายความออกไปอีกเล็กน้อย ดังนี้ 1. ทุกข์ แปลว่า ความทุกข์ หรือสภาพที่ทนได้ยาก ได้แก่ปัญหาต่าง ๆ ของมนุษย์ กล่าวให้ลึก ลงไปอีก หมายถึง สภาวะของสิ่งทั้งหลาย ที่ตกอยู่ในกฎธรรมดา แห่งความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็น อนัตตา ซึ่งประกอบด้วยภาวะบีบคั้น กดดัน ขัดแย้ง ขัดข้อง มีความบกพร่อง ไม่สมบูรณ์ในตัวเอง ขาดแก่นสาร และความเที่ยงแท้ ไม่อาจให้ความพึงพอใจเต็มอิ่มแท้จริง พร้อมที่จะก่อปัญหา สร้าง ความทุกข์ขึ้นมาได้เสมอ ทั้งที่เกิดเป็นปัญหาขึ้นแล้ว และที่อาจเกิดเป็นปัญหาขึ้นมา เมื่อใดเมื่อหนึ่ง ในรูปใดรูปหนึ่ง แก่ผู้ที่ยึดติดถือมั่นไว้ด้วยอุปาทาน 2. ทุกขสมุทัย เรียกสั้น ๆ ว่า สมุทัย แปลว่า เหตุเกิดแห่งทุกข์ หรือสาเหตุให้ทุกข์เกิดขึ้น ได้แก่ ความอยาก ที่ยึดถือเอาตัวตนเป็นที่ตั้ง โดยอาการที่มีเรา ซึ่งจะเสพ ที่จะได้ จะเป็น จะไม่เป็น อย่างนั้นอย่างนี้ ทำให้ชีวิตถูกบีบคั้นด้วยความเร้าร้อน ร่านรน กระวนกระวาย ความหวงแหน เกลียด ชัง หวั่นกลัว หวาดระแวง ความเบื่อหน่าย หรือความคับข้องติดขัด ในรูปใดรูปหนึ่ง อยู่ตลอดเวลา ไม่ อาจปลอดโปร่งโล่งเบา เป็นอิสระ สดชื่นเบิกบานได้อย่างบริสุทธิ์สิ้นเชิง ไม่รู้จักความสุข ชนิดที่ เรียกว่า ไร้ไฝฝ่า และไม่อืดเฟ้อ


66 3. ทุกขนิโรธ เรียกสั้นๆ ว่า นิโรธ แปลว่า ความดับทุกข์ ได้แก่ภาวะที่เข้าถึง เมื่อกําจัดอวิชชา สำรอกตัณหาสิ้นแล้ว ไม่ถูกตัณหาย้อมใจ หรือฉุดลากไป ไม่ถูกบีบคั้นด้วยความรู้สึกกระวนกระวาย ความเบื่อหน่ายหรือความคับข้องติดขัดอย่างใด ๆ หลุดพ้นเป็นอิสระ ประสบความสุขที่บริสุทธิ์ สงบ ปลอดโปร่งโล้งเบา ผ่องใสเบิกบาน เรียกสั้น ๆ ว่านิพพาน 4. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เรียกสั้น ๆ ว่า มรรค แปลว่า ปฏิปทาที่นําไปสู่ความดับทุกข์ หรือ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ อริยอัฏฐังคิกมรรค หรือทางประเสริฐ มีองค์ประกอบ 8 คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯสัมมาสมาธิ(1) ความเห็นชอบ (2) ความดำริชอบ (3) เจรจาชอบ (4) การงานชอบ (5) เลี้ยงชีวิตชอบ (6) ความเพียรชอบ (7) ความระลึกชอบ (8) ความตั้งจิตมั่นชอบ ที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา เพราะเป็นทางสายกลาง ซึ่งดำเนินไปพอดีที่จะให้ถึงนิโรธ โดยไม่ติดข้องหรือเอียงไป หาที่สุดสองอย่าง คือ กามสุขัลลิกานุโยค (ความหมกหมุ่นในกามสุข) และอัตตกิลมถานุโยค (การ ประกอบความลําบากแก่ตน คือ บีบคั้นทรมานตนเองให้เดือดร้อน) หลักอริยสัจสี่กับการนำไปใช้ในแก้ปัญหาชีวิต การถือกำเนิดขึ้นมามีชีวิตแล้วก็ต้องยอมรับ สภาพการมีชีวิต การมีชีวิตประกอบด้วยองคาพยพหลายอย่าง ดำเนินชีวิตเพื่อให้ตอบสนองความ ต้องการ ถ้าแบ่งความต้องการของคนตามลำดับอาชีพหรือสถานภาพ (Status) แต่ละคนมีความ ต้องการ ความสุข ความทุกข์ต่างกัน ปัญหาของคนที่มีฐานะร่ำรวย ปัญหาของ คนที่มีฐานะปานกลาง ปัญหาของคนที่มีฐานะยากจนหรือธรรมดา ตามสถานภาพและการเรียนรู้ แต่ปัญหาของมนุษย์ไม่มีวัน สิ้นสุด เพราะรากฐานของปัญหามาจากตัณหาความต้องการของมนุษย์ โลภ โกรธ หลง สมดังพุทธ ศาสนสุภาษิตที่ว่า “นตฺถิ ตณฺหา สมา นที” แม่น้ำเสมอด้วยตัณหาไม่มี หลักการในอริยสัจ 4 เป็น หลักการที่ช่วยแก้ปัญหาชีวิตได้เป็นทางออกของชีวิต ในโกฏิคามสัจจกถา ว่าด้วยทรงแสดงอริยสัจที่โกฏิคาม มีพระพุทธพจน์ที่ตรัสสอนให้เห็น สาเหตุแห่งการเร่ร่อนในวัฏฏสงสาร เพราะไม่ตรัสรู้และแทงตลอดอริยสัจ 4 ดังใจความว่า ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จไปประทับอยู่ที่โกฏิคาม ทรงรับสั่งกับภิกษุทั้งหลายในโกฏิคามว่า “ภิกษุ ทั้งหลาย เราและพวกเธอเร่ร่อนไปตลอดเวลานานถึงเพียงนี้เพราะไม่ตรัสรู้และไม่แทงตลอดอริยสัจ 4 ได้แก่ เราและพวกเธอเร่ร่อนไปตลอดเวลานานถึงเพียงนี้เพราะไม่ตรัสรู้และไม่แทงตลอดทุกขอริยสัจ ฯลฯ ทุกขสมุทยอริยสัจ ฯลฯ ทุกขนิโรธอริยสัจ ฯลฯ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ภิกษุทั้งหลาย แต่บัดนี้ทุกขอริยสัจ ทุกขสมุทยอริยสัจ ทุกขนิโรธอริยสัจ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ อันเราและ พวกเธอได้ตรัสรู้และแทงตลอดแล้ว เราและพวกเธอตัดตัณหาในภพได้เด็ดขาด ตัณหาทจะนําไปเกิด สนแล้ว บัดนี้จึงไม่มีการเกิดอีกต่อไป" มีนิคมคาถา เพราะไม่เห็นอริยสัจ 4 ตามเป็นจริง เราและพวก


67 เธอจึงต้องท่องเที่ยวไปในชาตินั้น ๆ ตลอดเวลานาน แต่เพราะได้เห็นอริยสัจ 4 เราและพวกเธอจึงถอน ตัณหาที่จะนําไปเกิดได้ตัดรากแห่งทุกข์ได้เด็ดขาด บัดนี้จึงไม่มีการเกิดอีกต่อไป (วิ.มหา. (ไทย) 5/287/103-104) นายแสวง แสนบุตร (2556, น.บทคัดย่อ) ได้ศึกษาเรื่อง “การอธิบายอริยสัจ 4 ในคัมภีร์ พระพุทธศาสนา” ผลการวิจัยพบว่า การอธิบายอริยสัจในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเป็นการอธิบายไป ตามวงจรแห่งอริยสัจ 4 ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ คือ ทุกข์ใช้การกำหนด รู้สาเหตุแห่งทุกข์คือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา ใช้การละ ความดับทุกข์สิ้นเชิงถึงภาวะ แห่งความสุขที่ยอดเยี่ยม สุขที่สัมบูรณ์เพราะเป็นอิสระอย่างแท้จริง ความสิ้นทุกข์นี้ต้องทำให้ประจักษ์ แจ้งและอริยมรรคมีองค์8 ย่อเป็น 3 ระดับในนามของไตรสิกขา ต้องทำให้เจริญ ทำให้เกิดมีการ เปรียบเทียบการอธิบายอริยสัจ 4 ในคัมภีร์พระพุทธศาสนาพบว่า การอธิบายอริยสัจที่ปรากฏทั้งใน พระไตรปิฎกและในคัมภีร์อรรถกถามีความเหมือนกันในโครงสร้าง แต่มีความต่างกันในรายละเอียด ความเหมือนกันในโครงสร้างของกระบวนการอธิบายอริยสัจ 4 เป็นผลมาจากความเป็นคัมภีร์ที่ ต่อเนื่องกันในฐานะเป็นคัมภีร์หลักและคัมภีร์รอง แต่ความแตกต่างในรายละเอียดซึ่งเป็นเนื้อหานั้น เป็นผลมาจากความเข้าใจและการตีความสภาวะธรรมของพระอรรถกถาจารย์ผู้รจนาคัมภีร์ที่อิงอยู่กับ ภาษาของผู้คนในยุคที่ท่านรจนาคัมภีร์นั้น ความแตกต่างในคำอธิบายเป็นพัฒนาการที่สำคัญยิ่งของ อริยสัจ และงานของ กฤษณ ธาดาบดินทร์ (2565, น. 249) ศึกษาเรื่อง อริยสัจกับการแก้ปัญหาใน สังคมไทย ผลการศึกษาพบว่า การแก้ปัญหาสังคมไทยจำเป็นจะต้องใช้อริยสัจเข้ามามีส่วนช่วยในการ แก้ปัญหา โดยใช้ไตรสิกขาที่อยู่ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจซึ่งเป็นรูปแบบย่อของอริยมรรคมี องค์ 8 และการที่จะแก้ปัญหาได้นั้น ต้องนำกิจหรือหน้าที่ในอริยสัจทั้ง สัจญาณ กิจญาณกตญาณเข้า มาร่วมด้วยการปฏิบัติตามไตรสิกขาคือ การฝึกอบรมทางด้านพฤติกรรมหรือศีล ให้มีศีล 5ไม่ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดคำหยาบ ส่อเสียด เพ้อเจ้อ ไม่ดื่มสุราและเมรัย ฝึกอบรมทางด้าน สมาธิหรือจิตใจ ให้มีจิตใจที่เป็นสมาธิ ตั้งใจมั่น เป็นจิตใจที่เหมาะแก่การทำงาน และการฝึกกอบรม ทางด้านปัญญา ให้มีปัญญาอย่างถูกต้องและเหมาะสม เมื่อกระทำได้ตามไตรสิกขาแล้ว ปัญหา สังคมไทยก็จะหมดลงไป และในบทความวิชาการของ สมชัย ศรีนอก กล่าวไว้ว่า พระพุทธศาสนาได้เสนอเส้นทางที่ ถูกต้องขีวิต หลักคำสอนมีลักษณะที่โดดเด่น เป็นกลางและสามารถประยุกต์ใช้กับทุกเหตุการณ์ ดังนั้น หลักคำสอนจึงครอบคลุมทั้งด้านความรู้และศาสตร์ สันติภาพในชีวิตของมนุษย์ พระพุทธเจ้าทรงสอน


68 ให้ศาสนสาวกตั้งใจแสวงหาทางแห่งสันติภาพ แม้ว่าจะอยู่ท่ามกลางความไม่สะดวกต่างๆ ก็มี เป้าหมายคือ การแสวงหาสันติภาพ (Somchai Srinok, 2018, p.38) ในบทความวิชาการของ Jeff Wilson (2014) เรื่อง Mediating Mindfulness: How Does Mindfulness Reach America? สรุปได้ว่า การปฏิบัติทางศาสนาของต่างประเทศจะต้องถูกสื่อผ่าน ช่องทางต่างๆ เพื่อเข้าถึงและส่งผลกระทบต่อสหรัฐอเมริกา ความเฉพาะเจาะจงของช่องทางเหล่านี้ ส่งผลต่อวิธีการทำความเข้าใจ การเผยแพร่ และการนำไปใช้ สติกลายเป็นคำแปลที่ต้องการสำหรับคำ ภาษาบาลีว่า สติ หลังจากหลายทศวรรษของการสนทนาและการตั้งค่าอื่น ๆ โดยนักแปล ในศตวรรษ ที่ 20 เครือข่ายพระสงฆ์ชาวเอเชียและยุโรป พร้อมด้วยนักแปลชาวตะวันออกตะวันตก ค่อยๆ นำคำ สอนทางพุทธศาสนาเกี่ยวกับสติมาสู่โลกตะวันตก พัฒนาการใหม่ๆ ของการทำสมาธิแบบฆราวาสใน เอเชียดึงดูดนักเรียนชาวอเมริกันจำนวนน้อยแต่มีความมุ่งมั่น ซึ่งกลับมายังอเมริกาเหนือและเริ่มสอน เรื่องสติแก่ผู้ชมทั่วไป ในที่สุด สติปัฏฐานก็กลายเป็นเรื่องยอดนิยมสำหรับนักประพันธ์ประเภทต่างๆ ซึ่งหลายคนไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ 3. องค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษา การมองโลกตามความเป็นจริงนั้นต้องมองว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่คงที่ เกิดขึ้นในเบื้องต้น แปรปรวนในท่ามกลาง และแตกสลายในที่สุด เป็นการมองด้วยปัญญา เห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง ว่าทุกสิ่งเป็นไปดังเหตุปัจจัยที่มีองค์ประกอบแล้วจึงเกิดผล อย่าไปมองโลกในแง่ลบว่ามันเลวมันแย่ เพราะมันต้องมีส่วนดีบ้าง แล้วก็อย่ามองว่ามันดีสูงสุดจนกระทั่งเราไว้ใจมัน วางใจมัน แล้วก็ตกเป็น ทาสของมัน เพราะในที่สุดสิ่งที่ไว้ใจวาง ใจอาจกลายเป็นปฏิปักษ์ต่อเราก็ได้ แต่จงมองโลกในแง่ของความเป็นจริง คือ ไว้ใจก็ไม่ได้ วางใจก็ไม่ได้ แล้วทำใจเป็นกลางๆ คน ที่มองโลกแบบนี้เปรียบเหมือนคนยืนดูของในที่สูง ซึ่งจะเห็นความเป็นไปทุกอย่างเมื่อเรามองโลกตาม ความเป็นจริงแล้ว ไม่มีอะไรที่เราจะไม่เข้าใจ คนที่มองโลกตามความเป็นจริง จะรู้จักใช้ทุกเรื่องให้เป็นประโยชน์ แต่คนที่มองโลกไม่ตาม ความเป็นจริง คือมองตามอารมณ์ บางครั้งทำให้คนดีๆ ข้างเราก็กลายเป็นศัตรู คนที่เป็นมิตร มาชั่ว ชีวิตก็กลายเป็นคนที่เราคิดไม่ดี ต่อเขา ส่วนคนที่เป็นศัตรูของเราก็ไป มองว่าเป็นคนดีไป มองโลกด้วย อารมณ์อย่างนี้ไม่ดี ต้องมองโลกด้วย ปัญญา ถ้าเรามองโลกในแง่ตามความเป็น จริง ก็จะไม่มีอะไรให้เราซึมเศร้า ไม่มีอะไรให้เราล้มละลาย และขาดทุนในอารมณ์ เพราะทุกอย่างมีเหตุปัจจัยของมัน โดยหลักของสมมติสัจจะ คือ ทุกอย่าง


69 เป็นไปตามเหตุปัจจัย และไป สู่ปรมัตถสัจจะคือทุกอย่างไม่ว่าจะได้ จะเสีย จะดี จะมี จะเป็น ก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ไม่มีอะไรคงที่ถาวรตลอดกาลตลอดสมัย มองอย่างนี้จะทำให้เราเข้าใจถึงสรรพสิ่งในการดำรงชีวิต ไม่ตกเป็นทาสของความได้ ความมี ความเสีย ความเป็น ฯลฯการมองโลกตามความเป็นจริงด้วย ปัญญา ทำให้เราคิดเป็นเมื่อคิดเป็นเราก็ เป็นสุข () 4. บทสรุป มีความจริงอยู่ 4 ประการคือ การมีอยู่ของทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และ หนทางไปสู่ ความดับทุกข์ ความจริงเหล่านี้เรียกว่า อริยสัจ 4 1. ทุกข์คือ การมีอยู่ของทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ และตายล้วนเป็นทุกข์ ความเศร้าโศก ความโกรธ ความอิจฉาริษยา ความวิตกกังวล ความกลัวและความผิดหวังล้วนเป็น ทุกข์ การพลัดพรากจากของที่ รักก็เป็นทุกข์ ความเกลียดก็เป็นทุกข์ ความอยาก ความยึดมั่นถือมั่น ความยึดติดในขันธ์ทั้ง 5 ล้วน เป็นทุกข์ 2. สมุทัย คือ เหตุแห่งทุกข์ เพราะอวิชา ผู้คนจึงไม่สามารถเห็นความจริงของชีวิต พวกเขาตก อยู่ในเปลวเพลิงแห่งตัณหา ความโกรธ ความอิจฉาริษยา ความเศร้าโศก ความวิตกกังวล ความกลัว และความผิดหวัง 3. นิโรธ คือ ความดับทุกข์ การเข้าใจความจริงของชีวิตนำไปสู่การดับความเศร้า โศกทั้งมวล อันยังให้เกิดความสงบและความเบิกบาน 4. มรรค คือ หนทางนำไปสู่ความดับทุกข์ อันได้แก่ อริยมรรค 8 ซึ่งได้รับการหล่อ เลี้ยงด้วย การดำรงชีวิตอย่างมีสติความมีสตินำไปสู่สมาธิและปัญญาซึ่งจะปลดปล่อย ให้พ้นจากความทุกข์และ ความโศกเศร้าทั้งมวลอันจะนำไปสู่ความศานติและ ความเบิกบาน พระพุทธองค์ได้ทรงเมตตานำทาง พวกเราไปตามหนทางแห่งความรู้แจ้งนี้ เนื้อหาที่จะสอน 1. หลักอริยสัจสี่กับการนำไปใช้ในแก้ปัญหาชีวิต คำถามท้ายบท 1. หลักอริยสัจสี่กับการนำไปใช้ในแก้ปัญหาชีวิต เอกสารอ้างอิง บทที่ 3


70 หลวงปริญญาโยควิบูลย์. (2509). หลักพระพุทธศาสนาโดยย่อ. กรุงเทพฯ : สัมมาชีวศิลปมูลนิธิ. กองพุทธศาสนศึกษา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ. (2555). คู่มือธรรมศึกษาชั้นเอก. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ. สถาบันนวัตกรรมและพัฒนากระบวนการเรียนรู้มหาวิทยาลัยมหิดล. (มปป). แนวคิดเกี่ยวกับ วิวัฒนาการของดาร์วิน. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2565. จากแหล่งที่มา. https://il.mahidol.ac.th/e-media/150charles-darwin/Less3_2_6.html. นายแสวง แสนบุตร. (2556). การอธิบายอริยสัจ 4 ในคัมภีร์พระพุทธศาสนา. สารนิพนธ์ หลักสูตร ปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัย. มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. บรรณาธิการ. (2548). บทบรรณาธิการ : มองโลกตามความจริง. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2565. จากแหล่งที่มา. https://mgronline.com/dhamma/detail/9480000011667. Somchai Srinok. (2018). The Teaching on the Four Noble Truths and the Problem of Peace. International Journal of Multidisciplinary in Management and Tourism Vol. 2 No. 1 January – June 2018. p.38. Jeff Wilson. (2014). Mediating Mindfulness: How Does Mindfulness Reach America?. [Online]. Retrieved on December 1, 2022. From the source. https://academic.oup.com/book/25638/chapterabstract/193050960?redirectedFrom=fulltext


71 แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 4 เรื่อง การมองโลกตามแนวทางพุทธปรัชญา (หลักไตรลักษณ์) พระครูวินัยธร สัญชัย ทิพย์โอสถ, ดร.3 7 ธันวาคม 2565 1. รายละเอียดบทนำ เพื่อให้การศึกษาที่หลากหลายเทียบกับหลักคำสอนทางพุทธศาสนา ขอยกภาพยนตร์เรื่อง หนึ่งมาเป็นกรณีศึกษาอาจจะตรงประเด็นหรือไม่ตรงประเด็นก็ปรับกัน เรื่องมีอยู่ว่า ชอว์แชงค์ มิตรภาพ ความหวัง ความรุนแรง (ชื่ออังกฤษ: The Shawshank Redemption) ภาพยนตร์ อเมริกัน แนวดราม่า ที่ออกฉายในปี 1994 (พ.ศ. 2537) เรื่องย่อ แอนดี้ ดูเฟรนส์ (ทิม ร็อบบินส์) นาย ธนาคารหนุ่มที่ถูกจับในข้อหาฆาตกรรมภรรยาและชายชู้เพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ แอนดี้มั่นใจว่า เขาไม่ได้เป็นคนกระทำจริง แต่หลักฐานทั้งหมดชี้นำมาที่เขา เขาจึงต้องรับโทษจำคุกตลอดชีวิตใน เรือนจำชอว์แชงค์ ในปี ค.ศ. 1947 ช่วงแรกที่เข้ามาแอนดี้เป็นคนเงียบและเก็บตัว ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร แอนดี้ใช้เวลานานหลายเดือนกว่าจะเอ่ยปากพูดกับใคร คนที่เขาพูดด้วยคนแรกคือ เอลลิส บอยด์ "เรด" เรดดิง (มอร์แกน ฟรีแมน) นักโทษผิวดำ ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตและอยู่ในชอว์แชงค์มา 20 ปี แล้ว ด้วยความที่เรดอยู่ในเรือนจำแห่งนี้มานานเขาจึงมีสิทธิพิเศษเล็กน้อยที่จะสามารถหาของจาก ภายนอกเข้ามาในคุก อาทิ บุหรี่ รูปดาราสาวหรือของเล่นชิ้นเล็กๆ และสิ่งที่แอนดี้ขอจากเรดคือค้อน แกะสลักหิน 6-7 นิ้ว เพื่อมาแกะสลักหินที่งานอดิเรกของตนเนื่องจากดูเฟรนส์เป็นคนที่ชอบการ แกะสลัก ในตอนแรกเรดกลัวจะเกิดปัญหาถ้าพัสดีคิดว่ามันเป็นอาวุธได้แต่เมื่อของที่แอนดี้ต้องการ มาถึงเรดถึงกับต้องขำเพราะหากใช้ค้อนสลักหินในการแหกคุกคงใช้เวลาร่วมร้อยปี แอนดี้เป็นคนมีความรู้ จนวันหนึ่งเขาได้ช่วยผู้คุมแฮดเล่ย์ (แคลนซี่ บราวน์) ในการหลีกเลี่ยง ภาษีสุดโหดจากรัฐบาล ความสามารถของแอนดี้รู้ไปถึงหูของ พัสดีนอร์ตัน (บ็อบ กันทอน) แอนดี้ได้ ถูกเปลี่ยนตำแหน่งงานในคุกและทำงานใกล้ชิดกับพัสดีนอร์ตันเพื่อดูแลทางด้านบัญชี แอนดี้ช่วยพัสดี นอร์ตันในการฟอกเงินที่ได้มาจากการทุจริต เขาเปลี่ยนจากเงินสกปรกให้เป็นเงินที่สะอาดและถูกต้อง โดยแอนดี้ได้สร้างคนสมมุติขึ้นมาคนหนึ่ง "เรนดัล สตีเวนส์" เพื่อใช้ในการฟอกเงินแต่นั่นกลับมีชีวิต โลดแล่นอยู่จริง มีเลขบัตรประกันสังคม มีบัญชีในธนาคาร และมีชื่อในฐานะผู้เสียภาษีให้กับรัฐบาล ทำให้การสาวความผิดไม่มีทางถึงตัวแอนดี้และพัสดีนอร์ตันอย่างแน่นอน 3 เอกสารประกอบการสอนรายวิชา PH 1005 (จุดประสงค์ของการจัดทำขึ้นเพื่อเป็นประโยชน์แก่การศึกษาของ นักศึกษาวิชานี้)


72 ชีวิตในคุกของแอนดี้เหมือนไปได้สวยมากกว่าตอนแรกที่เข้ามาอยู่ จนวันหนึ่งในปี ค.ศ. 1965 มีน้องใหม่เข้ามา ทอมมี่ วิลเลี่ยมส์ (กิล เบลโลวส์) เด็กหนุ่มที่ติดคุกหลายแห่งเพราะคดีลักเล็กขโมย น้อย ทอมมี่ได้เล่าเรื่องราวการติดคุกในแต่ละที่ให้ฟังจนวันหนึ่งความจริงที่น่าตกใจ ทอมมี่เล่าว่ามี เพื่อนร่วมห้องคนนึง ได้ฆาตกรรมภรรยาของนายธนาคารและชู้ของมันแต่ว่าสามีกลับรับเคราะห์แทน แอนดี้คิดว่าถึงเวลาแล้วที่ตนจะได้รับความยุติธรรม แอนดี้จึงไปหาพัสดีนอร์ตันและเล่าเรื่องราว ทั้งหมดให้ฟังหวังเพื่อจะรื้อคดีกลับมาพิจารณาใหม่ แต่คำขอนั้นกลับถูกปฏิเสธ พัสดีนอร์ตันไม่มีทาง ให้คนที่รู้การโกงกินและการฟอกเงินของตัวเองออกไปสู่โลกภายนอกได้ พัสดีนอร์ตันจัดการปิดปาก และฆ่าทอมมี่เพื่อดับความหวังครั้งสุดท้ายของแอนดี้ แอนดี้รู้สึกว่าความอยุติธรรมที่ได้รับมันมาก พอแล้ว เขาได้บอกเรดเพื่อนรักของเขาว่าต้องพยายามที่จะอยู่ให้ได้หรือไม่ก็พยายามที่จะตาย ในวันรุ่งขึ้น แอนดี้หายไปอย่างไร้ร่องรอยจากเรือนจำชอว์แชงค์ทำให้พัสดีที่มาตรวจห้องขัง แอนดี้ด้วยอาการหัวเสีย มีการรื้อค้นจนทั่วและพบว่ามีรูขนาดใหญ่ลอดผ่านได้อยู่หลังโปสเตอร์ดารา สาวแผ่นใหญ่ในห้องแอนดี้ รูนั้นต่อตรงสู่ท่อระบายน้ำทิ้งและออกสู่โลกภายนอกเรือนจำ แอนดี้ใช้ เวลาที่เขาติดคุกทั้งหมด 19 ปี ในการขุดรูนั่นด้วยค้อนสลักหินที่เขาได้มาเมื่อสองเดือนแรกของการอยู่ ในเรือนจำ ทั้งเรือนจำจึงได้รับรู้ความจริงที่น่าตะลึงว่าแอนดี้แหกคุกออกไปสู่โลกภายนอกแล้ว ในรุ่งเช้าหลังจากนั้นแอนดี้ได้ตระเวนไล่ถอนเงินฝากของพัศดีนอร์ตันที่มีอยู่ในทุก ๆ ธนาคาร ที่เขาฝากไว้ในรูปชายหนุ่มที่ชื่อว่า "เรนดัล สตีเวนส์" ด้วยบัตรประชาชนที่เขาทำขึ้นจนหมดเกลี้ยง แอนดี้ใช้นามที่เขาเสกขึ้นมาทำให้มันมีตัวตนจริง ๆ ที่กลายเป็นเขา นอกจากนั้นเขายังส่งหลักฐานการ ทุจริตติดสินบนต่างๆของพัสดีนอร์ตันให้กับสำนักพิมพ์พอร์ตแลนด์ เดลี่บูเกิ้ล จนพัสดีนอร์ตันยิงตัว ตายเพื่อหนีความผิดในห้องทำงานของตนเอง เรดพยายามครั้งแล้วครั้งเล่าในการขออนุมัติทัณฑ์บนแต่ต้องผ่านพ้นไปอย่างสูญเปล่าจน เริ่มทำใจแล้วว่าชั่วชีวิตนี้คงไม่มีโอกาสได้ออกไปเห็นแสงสว่างนอกเรือนจำอีก แต่ทว่าการมาถึงของ แอนดี้ ชายหนุ่มผู้เก็บงำจุดมุ่งหมายบางอย่างไว้ในใจตลอดเวลา ก็ทำให้เรดได้เห็นคุณค่าของการมี ความหวังอีกครั้ง (วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2564). ชอว์แชงค์ มิตรภาพ ความหวัง ความรุนแรง. [ออนไลน์]. ในกรณีศึกษาเรื่องนี้สอนว่า ตอนแรกทุกอย่างต้องจริงจังไปหมดจนกระทั้งเมื่อพบ เหตุการณ์ต่าง ๆ เข้ามาในชีวิตจึงพบว่า ควรมองโลกตามความเป็นจริง ทุกอย่างมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเป็นธรรมดา ดังนั้น การศึกษาเรื่อง การมองโลกตามแนวทางพุทธปรัชญา (หลักไตรลักษณ์) มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษา 1) การมองโลกตามแนวทางพุทธปรัชญา (หลักไตรลักษณ์) เป็นแนวทางในการนำไป


73 หลักธรรมไปประยุกต์ใช้ในชีวิต ด้วยการ Learning by doing เรียนแล้วต้องนำไปใช้เมื่อเจอปัญหา จะทำอย่างไร และจะแก้หาทางออกอย่างไรได้บ้าง คำสำคัญ การมองโลกตามแนวทางพุทธปรัชญา (หลักไตรลักษณ์) 2. เนื้อเรื่อง การมองโลกตามแนวทางพุทธปรัชญา (หลักไตรลักษณ์) ในหลักคำสอนที่ว่า “ชาติปิทุกฺขา อนัตตลักขณสูตร (บาลี: Anattalakkhaṇa Sutta) คือพระสูตรที่แสดงลักษณะ คือ เครื่อง กำหนดหมายว่าเป็นอนัตตา เป็นพระสูตรที่มีความสำคัญที่สุดพระสูตรหนึ่ง เนื่องจากหลังจากที่พระโค ตมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงพระสูตรนี้แล้ว ได้บังเกิดพระอรหันต์ในพระบวรพุทธศาสนา 5 องค์ รวมพระ พุทธองค์เป็น 6 องค์ ซึ่งพระสูตรนี้ มีใจความเกี่ยวกับ ความไม่ใช่ตัวตนของ รูป คือ ร่างกาย เวทนา คือ ความรู้สึกสุขทุกข์หรือเฉย ๆ สัญญา คือ ความจำได้หมายรู้ สังขาร คือ ความคิดหรือเจตนา วิญญาณ คือ ความรู้อารมณ์ทางตา หู เป็นต้น หรือเรียกอีกประการหนึ่งว่า อายตนะทั้ง 6 อันได้แก่ สัมผัสทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ (สุชีพ ปุญญานุภาพ, 2550,น. 214) อนัตตลักขณสูตร เป็นพระสูตรที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ณ ป่าอิสิปตน มฤคทายวัน เมืองพาราณสี หรือในเขตเมืองสารนาถ ประเทศอินเดียในปัจจุบันเมื่อพระชนมายุได้ 35 พรรษา ธัมเมกขสถูป บริเวณป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองสารนาถ คือสังเวชนียสถานแห่งการ ประกาศธรรมยุคแรกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รวมถึงสถานที่พระประกาศอนัตตลักขณ สูตร พระสูตรนี้ โดยทรงแสดงต่อปัญจวัคคีย์ ในวันแรม 5 ค่ำ เดือน 8 หลังจากที่ พระพุทธองค์ได้ แสดงปฐมเทศนาคือธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 จนพระอัญญาโกณฑัญญะบรรลุ โสดาบัน และในวันต่อ ๆ มา คือในวันแรม 1 ค่ำ 2 ค่ำ 3 ค่ำ และ 4 ค่ำเดือน 8 ทรงแสดง “ปกิณณก เทศนา” ยังผลให้พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานามะ และพระอัสสชิ บรรลุโสดาบันตามลำดับ และได้รับเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในระหว่างที่ทรงแสดงปกิณณกเทศนา เพื่ออบรมพระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานามะ และพระอัสสชิอยู่นั้น ภิกษุสามรูปบิณฑบาตเพื่อยังชีพ ภิกษุที่เหลือกับทั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าเสวย พระกระยาหารที่ท่านทั้งสามนำมาถวาย สิ่งใดที่บิณฑบาตมา ทั้ง 6 รูปก็เลี้ยงชีพด้วยบิณฑบาตนั้น ครั้นเมื่อถึงวันแรม 5 ค่ำ เดือน 8 หลังจากสดับพระธรรมเทศนาอนัตตลักขณสูตรพระภิกษุ ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ได้บรรลุพระนิพพานเป็นพระอรหันต์พร้อมกันทั้ง 5 รูป นับเป็นพระอรหันต์กลุ่มแรก


74 ในพระบวรพุทธศาสนา ดังปรากฏในเนื้อความของพระสูตรดังที่พระธรรมสังคาหกาจารย์ หรือ พระ อาจารย์ผู้ทำสังคายนาร้อยกรองตั้งเป็นพระบาลีไว้ ได้กล่าวไว้ในตอนท้ายพระสูตรไว้ ดังนี้ " อิทมโวจ ภควา. อตฺตมนา ปญฺจวคฺคิยา ภิกฺขู ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทุ. อิมสฺมึ จ ปน เวยฺยาก รณสฺมึ ภญฺญมาเน ปญฺจวคฺคิยานํ ภิกฺขูนํ อนุปาทาย อาสเวหิ จิตฺตานิ วิมุจฺจึสุ. เตน โข ปน สมเยน ฉ โลเก อรหนฺโต โหนฺติ." ความว่า "พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระสูตรนี้แล้ว พระปัญจวัคคีย์มีใจยินดี เพลิดเพลินภาษิต ของพระผู้มีพระภาค. ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ จิตของพระปัญจวัคคีย์พ้น แล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น ครั้งนั้น มีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก 6 องค์" เนื้อหา พระสูตรนี้มีใจความโดยย่อดังที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหา สังฆปรินายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) ได้ทรงมีพระนิพนธ์ไว้ดังต่อไปนี้ ตอนที่ 1 พระบรมศาสดาได้ทรงแสดง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่าเป็นอนัตตา มิใช่อัตตาตัวตน ถ้าทั้งห้านี้ พึงเป็นอัตตาตัวตน ทั้งห้านี้ก็ถึงไม่เป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลก็จะพึงได้ ในส่วนทั้งห้านี้ว่า ขอให้เป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย แต่เพราะเหตุว่าทั้งห้านี้มิใช่อัตตา ตัวตน ฉะนั้น ทั้งห้านี้จึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลก็ย่อมไม่ได้ส่วนทั้งห้านี้ว่า ขอให้เป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย ตอนที่ 2 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสอบความรู้ความเห็นของท่านทั้งห้านั้น ตรัสถามว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้งห้านี้เที่ยงหรือไม่เที่ยง ท่านทั้งห้า ทูลตอบว่า ไม่เที่ยง ตรัสถามอีก ว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข ท่านทั้งห้ากราบทูลว่าเป็นทุกข์ ก็ตรัสถามต่อไปว่า สิ่งใด ไม่เที่ยงเป็นทุกข์มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ควรหรือจะเห็นสิ่งนั้น ตอนที่ 3 พระพุทธเจ้าได้ตรัสรุปลงว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้งห้านี้ที่เป็นส่วน อดีตก็ดี เป็นส่วนอนาคตก็ดี เป็นส่วนปัจจุบันก็ดี เป็นส่วนภายในก็ดี เป็นส่วนภายนอกก็ดี เป็นส่วน หยาบก็ดี เป็นส่วนละเอียดก็ดี เป็นส่วนเลวก็ดี เป็นส่วนประณีตก็ดี อยู่ในที่ไกลก็ดี อยู่ในที่ใกล้ก็ดี ทั้งหมดก็สักแต่ว่าเป็นรูป เป็นเวทนา เป็นสัญญา เป็นสังขาร เป็นวิญญาณ ควรเป็นด้วยปัญญาชอบ ตามที่เป็นแล้วว่า นี่ไม่ใช่ของเรา เราไม่ใช่นี่ นี่ไม่ใช่ตัวตนของเรา ตอนที่ 4 พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงผลทีเกิดแก่ผู้ฟังและเกิดความรู้เห็นชอบดั่งกล่าวมานั้น ต่อไปว่า อริยสาวก คือ ผู้ฟังผู้ประเสริฐซึ่งได้สดับแล้วอย่างนี้ ย่อมเกิดนิพพิทา คือ ความหน่ายในรูป หน่ายในเวทนา หน่ายในสัญญา หน่ายในสังขาร หน่ายในวิญญาณ เมื่อหน่ายก็ย่อมสิ้นราคะ คือ สิ้น ความติด ความยินดี ความกำหนัด เมื้อสิ้นราคะ ก็ย่อมวิมุตติ คือ หลุดพ้น เมื่อวิมุตติ ก็ย่อมมีญาณ คือ


75 ความรู้ว่าวิมุตติ หลุดพ้นแล้ว และย่อมรู้ว่า ชาติ คือ ความเกิดสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควร ทำได้ทำสำเร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นที่จะพึงทำเพื่อความเป็นเช่นนี้อีกต่อไป ความสำคัญ จุดมุ่งหมายของพระสูตรนี้ก็เพื่อชี้ให้เห็นถึงความเป็นอนัตตาของสรรพสิ่ง ให้ เล็งเห็นว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ หรือขันธ์ 5 นั้น ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรไป เป็นธรรมดา ไม่ควรที่จะเห็นโดยสำคัญด้วยตัณหา มานะ ทิฏฐิว่า นั่นเป็นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็น ตัวตนของเรา ก่อนที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุธเจ้าจะทรงตรัสรู้ทรงตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณนั้น ชาวโลกมีทิฏฐิสุดโต่งอยู่ 2 ประการ กล่าวคือ ฝ่ายสัสสตทิฏฐิ ที่เห็นว่าในปัจจุบันชาตินี้ก็มีอัตตา คือ ตัวตน เมื่อสิ้นชีวิตไปแล้วอัตตาคือตัวตนก็ยังไม่สิ้น ยังจะมีสืบภพชาติต่อไป มีชาติหน้าเรื่อยไปไม่มีขาด สูญ และฝ่ายอุจเฉททิฏฐิ ความเห็นว่า มีอัตตาตัวตนอยู่แต่ในปัจจุบันชาตินี้เท่านั้น เมื่อสิ้นชีวิตไปแล้ว อัตตาตัวตนก็สิ้นไป ไม่มีอะไรเหลืออยู่ที่จะให้ไปเกิด ดั่งที่เห็นว่า ตายสูญ แต่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศว่า ความเห็นทั้ง 2 ฝ่ายล้วนเป็น มิจฉาทิฏฐิ คือ ความเห็นผิด และทรงชี้ทางที่เห็นถูกไว้ว่า ตราบใดที่ยังไม่สิ้นความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ 5 แล้ว อาทิ ยัง ยึดมันว่า รูปเป็นตัวตน หรืออัตตา เวทนาเป็นอัตตา สัญญาเป็นอัตตา สังขารเป็นอัตตา และวิญญาณ เป็นอัตตา ก็ยังจะมีการเกิดดับไม่รู้จักจบสิ้นในสังสารวัฏ การยึดมั่นในขันธ์ 5 นี้ เรียกว่า "ปัญจุปาทาน ขันธ์" สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) ทรง แสดงทัศนะไว้ว่า "ในสมัยพุทธกาลหรือสมัยไหน ๆ ก็คงเป็นเช่นนี้ในปัจจุบันก็เป็นเช่นนี้ และ พระปัญจวัคคีย์นั้นก็ย่อมมีความยึดถืออยู่เช่นนี้อย่างมั่นคง เพราะฉะนั้น เมื่อฟังธรรมจักร ท่าน พระอัญญาโกณฑัญญะจึงได้ดวงตาเห็นธรรมเพียงรูปเดียว เมื่อพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมอบรมอีก จึงได้ดวงตาเห็นธรรมจนครบทั้ง 5 รูป แต่ก็ได้เพียงดวงตาเห็นธรรม เท่ากับว่าเห็นทุกขสัจ ความจริง คือทุกข์ขึ้นเท่านั้น พระพุทธเจ้าจึงได้ทรงแสดงพระสูตรที่ 2 ชี้ลักษณะของอาการทั้ง 5 เหล่านี้ว่าเป็น อนัตตา คือ ไม่ใช่ตัวตนโดยชัดเจน" ความเชื่อ อนัตตลักขณสูตร เป็นพระสูตรที่ยังให้เกิดพระอรหันต์ในคราวเดียวกันถึง 5 องค์ อีกทั้งยังเป็นพระอรหันต์กลุ่มแรก นับเป็นการลงหลักปักฐานพระธรรมวินัยของสมเด็จพระสัมมาสัม พุทธเจ้าครั้งสำคัญ เชื่อถือกันว่า พระสูตรนี้เป็นหนึ่งในพระสูตรสำคัญรวบรวมเอาหัวใจของพระบวร พุทธศาสนาไว้ อย่างครอบคลุม กว้างขวาง จึงขนานนามกันว่าเป็น "ราชาธรรม" เช่นเดียวกับ ธัมมจัก กัปปวัตนสูตรและอาทิตตปริยายสูตร ซึ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ และยังให้บังเกิด


76 การประกาศพระศาสนาครั้งใหญ่ไปทั่วสากลจักรวาล และบังเกิดพระอรหันต์เป็นจำนวนมาก โดย หลวงปู่จันทา ถาวโร แห่งวัดป่าเขาน้อย จังหวัดพิจิตร พระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ที่กล่าวว่าธัมมจัก กัปปวัตตนสูตร อนัตตลักขณสูตร และอาทิตตปริยายสูตร ทั้ง 3 สูตรนี้เรียกว่า ราชาธรรม เป็นธรรม อันยิ่งใหญ่ของศาสนาพุทธ ธรรมทั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์มารวมอยู่ที่นี่ทั้งหมด คุณธรรมเพื่อความสิ้นตัณหา ครั้งหนึ่ง ขณะที่พระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ วัดบุพพาราม ท้าวสักกะจอมเทพชั้นดาวดึงส์เสด็จไป เฝ้า ทูลถามว่า ด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่าใด ภิกษุชื่อว่าน้อมไปในธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา เป็นผู้ประเสริฐกว่า เทวดาและมนุษย์(แสง จันทร์งามและคณะ, 2553, น. 713-714) พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า “ภิกษุในธรรมวินัยนี้ได้สดับว่า สิ่งทั้งปวงอันบุคคลไม่ควรยึดมั่นถือ มั่น เธอย่อมทราบชัดธรรมทั้งปวงด้วยปัญญาอันยิ่ง กำหนดรู้ธรรมทั้งปวง เมื่อได้เสวยเวทนาอย่างใด อย่างหนึ่ง เป็นสุขเป็นทุกข์ หรือมิใช่ทุกข์มิใช่สุข ย่อมพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงแห่งเวทนานั้น พิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย ความดับ และการสละคืน (คือเบื่อความที่เดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์) จึงไม่ยึด มั่นถือมั่นสิ่งไรๆในโลก (ทั้งสุขและทุกข์) เมื่อไม่ยึดมั่นก็ไม่สะดุ้งหวาดหวั่น สามารถดับกิเลสได้ ทราบ ชัดด้วยตนเองว่าความเกิดสิ้นแล้ว…ภพใหม่ไม่มีอีกต่อไป ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ภิกษุนั้นชื่อว่าน้อมไปใน ธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา มีความสำเร็จอย่างยิ่ง มีความปลอดโปร่งอย่างยิ่ง เป็นพรหมจารีอย่างยิ่ง เป็นผู้ ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย” ท้าวสักกะจอมเทพทรงพอพระทัยในพระดำรัสตอบ ถวายบังคมลา แล้วทำประทักษิณ แล้ว อันตรธาน (หายวับ) ไป พระมหาโมคคัลลานะนั่งอยู่ไม่ไกลพระพุทธองค์ เมื่อท้าวสักกะทูลลาจากไป ท่านคิดว่าท้าวสักกะ ชื่นชมยินดีต่อพระพุทธพจน์นั้นโดยที่รู้เรื่องเข้าใจดี หรือว่าไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจแต่แสดงความยินดีชื่นชมไป อย่างนั้นเอง ท่านจึงหายไปจากบุพพาราม (ด้วยฤทธิ์) ไปปรากฏตน ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เวลานั้นท้าวสักกะและท้าวเวสวัณกำลังฟังดนตรีอยู่ในสวนดอกบุณฑริกเห็นพระมหาโมคคัลลานะ มา จึงรีบมาต้อนรับพระมหาโมคคัลลานะถามว่าที่ฟังพระดำรัสตอบของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นใจความ สำคัญว่าอย่างไร ขอให้เล่าให้ฟังด้วย ท้าวสักกะตรัสตอบว่า พระองค์ทรงมีกิจมากมีธุระมาก ทรงลืม หมดแล้ว เพื่อเลี่ยงไปหาเรื่องอื่นท้าวสักกะจึงชวนพระมหาโมคคัลลานะไปชมเวชยันตปราสาทซึ่งเนรมิตไว้ อย่างวิจิตรสวยงามมีถึง 100 ชั้น มีเทพธิดามากมาย ท้าวสักกะขอให้พระมหาโมคคัลลานะชมเวชยันตปรา สารทอันน่ารื่นรมย์ พระมหาโมคคัลลานะถวายพระพรว่า เป็นสถานที่อันน่ารื่นรมย์จริง แม้พวกมนุษย์เมื่อ เห็นสถานที่ใดๆอันน่ารื่นรมย์ก็มักจะออกปากชมว่าเหมือนสถานที่ของพวกเทพชั้นดาวดึงส์ ขณะนั้นพระมหาโมคคัลลานะดำริว่า ท้าวสักกะนี้ประมาทอยู่ด้วยทรัพย์สินสมบัติอันเป็นทิพย์ เพื่อจะให้ท้าวสักกะสังเวชสลดใจจึงเอาหัวแม่เท้าของท่านกดเวชยันตปราสาท ทำให้เวชยันตปราสาท สั่นสะเทือนหวั่นไหว ท้าวสักกะจึงสังเวชสลดใจ เห็นพระมหาโมคคัลลานะเป็นผู้มีฤทธิ์มากมีอานุภาพมาก


77 เมื่อเห็นว่าท้าวสักกะสังเวชสลดใจแล้ว พระมหาโมคคัลลานะจึงถามถึงเรื่องที่พระพุทธองค์ตรัส ท้าวสักกะจึงเล่าถวายทุกประการ พระมหาโมคคัลลานะชื่นชมยินดีต่อภาษิตของท้าวสักกะ แล้วกลับจาก ดาวดึงส์มาปรากฏตนที่วัดบุพพาราม เข้าเฝ้าพระพุทธองค์ ทูลถามเรื่องนั้นอีกครั้งหนึ่ง พระพุทธองค์ตรัส เล่าให้ฟังเหมือนที่ท้าวสักกะเล่าถวายแล้ว พระมหาโมคคัลลานะชื่นชมต่อพระภาษิตของพระพุทธองค์เป็น อย่างยิ่ง พกพรหม ครั้งหนึ่ง พระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ วัดเชตวัน ตรัสเล่าให้ภิกษุทั้งหลายฟังว่า คราวหนึ่งขณะ พระองค์ประทับอยู่ที่ใต้ต้นรังใหญ่ในสุคภวัน ใกล้เมืองอุกกัฏฐา พรหมองค์หนึ่งนามว่า พกะ มีความเห็นผิด ว่าฐานะแห่งความเป็นพรหมนี้เที่ยง ยั่งยืน ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีการเคลื่อนย้าย ไม่มีเกิด แก่ ตาย ไม่ จุติ (ไม่เคลื่อนจากภพเก่า) ไม่อุบัติ (ไม่เกิดในภพใหม่) เหตุออกจากทุกข์นอกจากฐานะแห่งพรหมนี้ไม่มีอีก แล้ว (แสง จันทร์งามและคณะ, 2553, น. 732-733) ทรงทราบความคิดของพรหมแล้วจึงเสด็จไปโปรดถึงพรหมโลก ทรงสั่งสอนเขาว่าพรหมถูกอวิชชา ครอบงำเสียแล้ว เพราะเข้าใจผิดในสิ่งไม่เที่ยงว่าเที่ยง ตรัสว่า พกพรหมจุติมาจากพรหมโลกชั้นอาภัสสรา สุ ภกิณหา และเวหัปผลา แต่เนื่องจากมาอยู่ในพรหมโลกชั้นนี้เสียนาน จึงลืมไปหรือเห็นผิดไปว่าเที่ยง พก พรหมประสงค์จะหายตัวไปจากพระพุทธองค์แต่หายไปไม่ได้ พระพุทธองค์กลับทรงหายไปได้ โดยพกพรหม และพวกพ้องของพรหมได้ยินแต่พระดำรัสแต่ไม่เห็นพระองค์ พวกพรหมรู้สึกแปลกใจมากในพุทธานุภาพ พระสูตรนี้เล่าว่า มารตนหนึ่งเข้าสิงพรหมปาริสัชชาองค์หนึ่งให้ทูลพระพุทธองค์ว่า อย่าได้ทรง แสดงธรรมแก่สาวกและแก่บรรพชิตเลย เพราะเคยมีมาแล้ว สมณะที่บอกว่าเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ เจ้าก่อนพระองค์ สั่งสอนสาวกและบรรพชิต เมื่อสิ้นชีพแล้วไปเกิดในกายที่ต่ำทราม ส่วนสมณะที่ไม่สั่งสอน สาวกและบรรพชิต เมื่อสิ้นชีพแล้วกลับเกิดในกายที่ดีกว่าประณีตกว่า เพราะฉะนั้น ขอพระสมณะโคดมจงมี ความปรารถนาน้อย หาความสุขในปัจจุบันเถิด พระพุทธองค์ตรัสกับมารว่า ทรงรู้จักเขาดี มารเป็นผู้มุ่งร้ายต่อพระองค์ ไม่มุ่งประโยชน์ต่อ พระองค์ สมณพราหมณ์ที่มาอ้างถึงนั้นมิได้ตรัสรู้ แต่ปริญญาตนว่าได้ตรัสรู้ สำหรับพระองค์เองได้ตรัสรู้จริง ไม่มีกิเลสแล้ว จะแสดงธรรมหรือไม่แสดงธรรมแก่สาวก พระองค์ก็เท่าเดิม แต่ทรงแสดงธรรมแก่สาวกเพื่อ ประโยชน์แก่สาวกนั้นเอง หาใช่เพื่อประโยชน์ของพระองค์ไม่ ความอยู่นานในพรหมโลกของพรหมทำให้เข้าใจผิดไปว่าฐานะแห่งความเป็นพรหมนั้นเที่ยง อันที่ จริงโลกทั้งปวงตลอดจนถึงพรหมโลกล้วนไม่เที่ยง ความไม่เที่ยงจึงเป็นลักษณะสำคัญของโลกทั้งปวงรวมทั้ง เทวโลกด้วย ในหนังสือฎีกาชื่อ ฎีกาพาหุง ได้อธิบายเรื่องราวต่างๆที่พระพุทธองค์เคยทรงใช้วิธีต่างๆ เอาชนะ บุคคลประเภทต่างๆถึง 8 คราวใหญ่ๆด้วยกัน เรื่องพกพรหมนี้ก็เป็น 1 ใน 8ในเรื่องเล่าว่า เมื่อพระพุทธองค์


78 ตรัสพรรณนาให้เห็นคุณของพระนิพพานซึ่งดีกว่าประณีตกว่าความสุขอย่างพรหม พกพรหมก็เห็นจริง ละ มิจฉาทิฏฐิเสียได้ ความเห็นผิดยังมีได้แม้ในผู้ที่เป็นพรหม 3. องค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษา แนวคิดการมองโลกในพุทธปรัชญา เถรวาท แสดงความหมายของโลกโดยตรง คือ โอกาสโลก ได้แก่ ภพภูมิ 31 ความหมายโดยอ้อม คือ สัตว์โลก ได้แก่ สิ่งมีชีวิตทั้ง ปวง ในที่นี้เน้นที่สัตว์โลกคือ ชีวิตและหมู่สัตว์ โดยเฉพาะชีวิตมนุษย์ มีกำเนิดเนิด 4 ประเภท มีการพัฒนาชีวิตทางกายตามวัยส่วน พัฒนาชีวิตทางจิตใจย่อมเกี่ยวเนื่องกับอบรมโดยอาศัยปัจจัยทั้งภายในและภายนอก มีเป้าหมายของ ชีวิตทางกายมีความแข็งแรงสมบูรณ์สมวัย ส่วนทางจิตใจ ย่อมมีเป้าหมายที่การกำจัดกิเลสให้หมดสิ้น นำไปสู่ความพ้นทุกข์ การมองโลกตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท เป็นการมองโลกตามความเป็นจริง มี 10 วิธี ในงานวิจัยนี้เน้นแสดง การมองโลกในลักษณะคุณ โทษ และ ทางออก(อัสสาทะ อาทีนวะ และ นิสสรณะ) การมองโลกแง่เดียวมีข้อเสีย คือ แง่ดีอย่างเดียว อาจทำให้ประมาท มัวเมาในชีวิต แง่โทษ อย่างเดียว อาจเกิดการประทุษร้ายตนเองและบุคคลอื่น และแง่ทางออกอย่างเดียว อาจทำให้ไม่อาจ ใช้ชีวิตอยู่ร่วมสังคมได้ ส่วนประโยชน์ของการมองโลกครบทุกด้าน ย่อมทำให้มีการใช้ชีวิตอย่างผู้มีสติ เหมาะสมตามสถานภาพในสังคม หลักธรรมที่เกี่ยวข้องกับการมองโลก ในพุทธปรัชญา ได้แก่ (1) หลักธรรมที่แสดงการมองโลก ในลักษณะอัสสาทะ เช่น โลกียสุขที่เป็นกามสุข และฌานสุข , สมบัติในโลกทั้ง 3, ประโยชน์ทั้ง 3, สุข ของคฤหัสถ์ 4 เป็นต้น โดยมีหลักธรรมที่ส่งเสริมการมองโลกในลักษณะอัส สาทะนี้ เช่น บุญกิริยา วัตถุ, ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ , พรหมวิหาร 4, สังคหวัตถุ 4 เป็นต้น (2) หลักธรรมที่แสดงการมอง โลกในลักษณะอาทีนวะ เช่น อุปาทานักขันธ์ 5, ทุกขตา 3, กามาทีนวกถา เป็นต้น โดยมีหลักธรรมที่ ส่งเสริมการมองโลกในลักษณะอาทีนวะนี้ เช่น สังวร 5, อภิณหปัจจเวกขณ์ 5, กายคตาสติ, มรณา นุสสติ , สันโดษ เป็นต้น (3) หลักธรรมที่แสดงการมองโลกในลักษณะนิสสรณะ เช่นเนกขัมมะ , นิพพาน , วิมุติ 2, โลกุตตรธรรม 9 เป็นต้น โดยมีหลักธรรมที่ส่งเสริมการมองโลกในลักษณะนิสสรณะ นี้ เช่น ไตรลักษณ์ , โลกธรรม 8, โพธิปักขิยธรรม 7 หมวด ได้ แก่ สติปัฏฐาน 4, สัมมัปปธาน 4, อิทธิ บาท 4, อินทรีย์ 5, พละ 5, โพชฌงค์ 7 และมรรคมีองค์ 8 เป็นต้น


79 หลักธรรมที่แสดงการมองโลกครบทั้งที่เป็นอัสสาทะ อาทีนวะ และนิสสรณะ เช่น อนุปุพพิก กถา เป็นต้น โดยมีหลักธรรมที่ส่งเสริมการมองโลกทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ อริยสัจ 4 เป็นต้น แนวทางการนำ หลักธรรมที่เกี่ยวกับการมองโลก ในพุทธปรัชญา ไปใช้ในการพัฒนาชีวิต การพัฒนาชีวิตมีความหมายในการท าให้เจริญขึ้น ตามกระบวนการภาวนา 4 ระดับ ได้แก่ (1) กายภาวนา (2) ศีลภาวนา (3) จิตตภาวนา และ (4) ปัญญาภาวนา แนวทางการน า ใช้หลักธรรม ที่เกี่ยวกับการมองโลกในลักษณะอัสสาทะไปใช้ในการพัฒนาชีวิต ได้แก่ หลักบุญกิริยาวัตถุ ใช้พัฒนา ชีวิตได้ทั้ง 4 ระดับ หลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์และหลักสังคหวัตถุ 4 ใช้พัฒนาทางกายภาวนาและ ศีลภาวนา ส่วนหลักพรหมวิหาร 4 ใช้ส าหรับเจริญจิตตภาวนาเป็นหลัก แนวทางการน าใช้หลักธรรม ที่เกี่ยวกับการมองโลกในลักษณะอาทีนวะไปใช้ในการพัฒนาชีวิต ได้แก่ หลักสังวร 5 ใช้พัฒนาชีวิตได้ 4 ระดับตามสมควร หลักอภิณหปัจจเวกขณ์ 5 และมรณานุสสติเน้นเจริญปัญญาภาวนา หลักกายคตา สติ เน้นเจริญจิตตภาวนาและปัญญาภาวนา หลักสันโดษเน้นการเจริญ กายภาวนาและ ศีลภาวนา หลักไตรลักษณ์ ใช้พัฒนาชีวิตได้ทั้ง 4 ระดับ แนวทางการน าหลักธรรมที่เกี่ยวกับการมองโลกใน ลักษณะนิสสรณะไปใช้ในการพัฒนาชีวิต ได้แก่ หลักโลกธรรม 8 เน้นเจริญศีลภาวนาและปัญญา ภาวนา หลักเนกขัมมะเน้นจิตตภาวนาและปัญญาภาวนา ส่วนหลักโพธิปักขิยธรรมใช้พัฒนาชีวิตได้ทั้ง 4 ระดับ และส าหรับแนวทางการน าหลักธรรมที่เกี่ยวกับการมองโลก ครบทั้งลักษณะอัสสาทะ อา ทีนวะ และนิสสรณะ ตามหลักพุทธปรัชญาไปใช้ในการพัฒนาชีวิต หลักอนุปุพพิกกถา 5 และอริยสัจ 4 ย่อมปรับใช้พัฒนาชีวิตได้ทั้ง 4 ระดับ 4. บทสรุป ผู้ที่มองโลกด้วยความคิดจะครอบครองกับผู้ที่มองโลกด้วยความเข้าใจมีแนวคิดต่างกัน ดังที่มี พุทธภาษิตแสดงในขุททกนิกาย ธรรมบท (25/23/37) ยืนยันไว้ว่า “เอถ ปสฺสถิมํ โลกํ จิตฺตํ ราชร ถูปมํ ยตฺถ พาลา วิสีทนฺติ นตฺถิ สงฺโค วิชานตํ” แปลความเป็นภาษาไทยได้ว่า “ท่านทั้งหลายจงมาดู โลกนี้อันวิจิตรเปรียบด้วยราชรถ ที่พวกคนเขลาหมกอยู่ แต่พวกผู้รู้หาข้องอยู่ไม่” ไม่รู้ว่าเหล่าผู้นำ ทั้งหลายที่ถูกประชาชนเดินขบวนประท้วงเรียกร้องหาเสรีภาพนั้นจะเคยได้ยินได้ฟังคำนี้หรือไม่ก็ไม่รู้ เนื้อหาที่จะสอน 1. การมองโลกตามแนวทางพุทธปรัชญา (หลักไตรลักษณ์) คำถามท้ายบท


80 1. การมองโลกตามแนวทางพุทธปรัชญา (หลักไตรลักษณ์) เอกสารอ้างอิง บทที่ 4 สุชีพ ปุญญานุภาพ. (2550). พระไตรปิฎกฉบับประชาชน. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยมหามกุฏราช วิทยาลัย. วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2564). ชอว์แชงค์ มิตรภาพ ความหวัง ความรุนแรง. [ออนไลน์]. สืบค้น เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2565. จากแหล่งที่มา. https://th.wikipedia.org/wiki/. 84000.org. "เรื่องพระปัญจวัคคีย์ (พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่มที่ 4 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 4 มหาวรรค ภาค 1)". [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2565. จากแหล่งที่มา. https://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=4&A=308&Z=575. แสง จันทร์งามและคณะ. (2553). พระไตรปิฎกสำหรับผู้บวชใหม่และชาวพุทธทั่วไป. กรงเทพฯ : เจริญวิทย์ การพิมพ์.


81 แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 5 เรื่อง หลักเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธในกูฏทันตสูตรกับการนำมาใช้ในยุคปัจจุบัน พระครูวินัยธร สัญชัย ทิพย์โอสถ, ดร.4 13 ธันวาคม 2565 1. รายละเอียดบทนำ ชิฆจฺฉา ปรมา โรคา. “ความหิว เป็นโรคอย่างยิ่ง” (ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๔๒) ความหิว คือสภาพที่ บีบคั้นให้ต้องหาสิ่งมาตอบสนองปรนเปรอ ความหิวทางกาย เช่น หิวน้ำ หิวข้าว จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้อง หาน้ำหาอาหารมาบรรเทาความหิว ให้ความหิวหายไป โรคทั้งหลายบรรดามีในโลกมนุษย์นี้ บางทีก็มี มาเบียดเบียนเรา บางทีก็ไม่มี หรือนาน ๆ มีโรคภัยไข้เจ็บเหล่านั้นมาเบียดเบียนเราทีหนึ่ง แต่ความหิว นี้เบียดเบียนเราอยู่ทุกวี่ทุกวัน หิวตอนเช้า หาอาหารกินก็หายไป พอเที่ยงมาก็หิวอีก หาอาหารกินก็ หายไป ตกเย็นมาก็หิวอีก เป็นอยู่อย่างนี้ทุกวัน เรียกได้ว่า ความหิวนั้นเบียดเบียนเราอยู่ตลอดเวลา ไม่ มีวันไหนเลยที่ความหิวไม่เบียดเบียนเรา ดังนั้น ความหิวจึงจัดว่าเป็นโรคที่ร้ายแรงที่สุด ร้ายแรงกว่า โรคทั้งหลายทั้งปวงบรรดามีเลยทีเดียวถ้าต้องการกำจัดความหิวอย่างถาวร มีอยู่ทางเดียวคือ ไม่ต้อง เกิดอีก และวิธีที่จะไม่ต้องเกิดอีก ก็มีอยู่ทางเดียว คือ การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จนสามารถเข้าถึง ความเป็นพระอรหันต์ได้ จึงจะสามารถทำลายภพชาติ ไม่ต้องเกิดอีก ประการสุดท้ายเป็นสิ่งที่ยากไป สำหรับคนธรรมดาที่บารมียังไม่แก่กล้า และยังมีความต้องการ ถ้าไปไม่สุดทางอาจจะต้องกลับมานับ หนึ่งใหม่ ถามว่าสามารถแก้ปัญหาสังคมได้ไหม แก้ได้ เหมือนกับการก่อปราสาททราย ก่อสำเร็จรูป แล้ว พอเจอคลื่นใหม่มากระทบก็ล้มอีก มันเป็นวงจรอย่างนี้ แต่ก็ต้องแก้ไขต่อไปไม่มีสิ้นสุด สิ่งที่ต้อง แก้ไขให้ระบบสังคมที่ดีคือ การแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ ถ้าเศรษฐกิจดีทุกอย่างจะดีตามมาเอง ประเทศ ไทยมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็น (Road map) ในการพัฒนาประเทศ สรุปแผน ทั้งหมด 12 แผนได้ดังนี้ ฉบับที่ 1 พ.ศ.2504-2509 -เน้นเฉพาะด้านเศรษฐกิจเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการลงทุนใน สิ่งก่อสร้างขั้นพื้นฐานในรูปแบบของระบบคมนาคมและ ขนส่ง ระบบเขื่อนเพื่อการชลประทานและ พลังงานไฟฟ้า สาธารณูปการ ฯลฯ รัฐทุ่มเททรัพยากรเข้าไปเพื่อการปู พื้นฐานให้มีการลงทุนในด้าน เอกชนเป็นหลัก ฉบับที่ 2 พ.ศ.2510-2514 -ยึดแนวทางแผน 1 โดยขยายขอบเขตของแผนให้ครอบคลุม ถึง การพัฒนาของรัฐ โดยสมบูรณ์กระจายให้บังเกิดผลไปทั่ว ประเทศ เน้นเขตทุรกันดารและห่างไกล 4 เอกสารประกอบการสอนรายวิชา PH 1005


82 ความเจริญ และมีโครงการพิเศษนอกเหนือไปจากหน้าที่ปกติของกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ เช่น โครงการพัฒนาภาค โครงการเร่งรัด พัฒนาชนบทและโครงการช่วยเหลือชาวนา ฯลฯ ฉบับที่ 3 พ.ศ.2515-2519 -รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยรักษาอัตราการขยายตัวของ ปริมาณเงินตรา, รักษาระดับราคาสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ, รักษาเสถียรภาพทางการเงิน ระหว่างประเทศ, ส่งเสริมการส่งออก, ปรับปรุงโครงสร้างการนำเข้า -ปรับปรุงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และยกระดับการผลิต เร่งรัดการส่งออกและทดแทนสินค้านำเข้า ปรับงบลงทุนในโครงการก่อสร้างมา สนับสนุนการลงทุนเพื่อใช้ประโยชน์จากโครงการขั้นพื้นฐานที่มีอยู่ -กระจายรายได้และบริการทาง สังคม โดยลดอัตราการเพิ่มประชากร กระจายบริการเศรษฐกิจและสังคมสู่ชนบท ปรับปรุงสถาบัน และองค์กรทางด้านเกษตรและสินเชื่อ รักษาระดับราคาสินค้าเกษตร ฉบับที่ 4 พ.ศ.2520-2524 -เน้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศโดยมุ่งขยายการผลิต สาขา เกษตร, ปรับปรุงโครงสร้างอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อส่ง ออก, กระจายรายได้และการมีงานทำใน ภูมิภาค, มาตรการ กระตุ้นอุตสาหกรรมที่ซบเซา, รักษาดุลการชำระเงินและการขาดดุลงบประมาณ - เร่งบูรณะและปรับปรุงการบริหารทรัพยากรหลักของชาติ รวมทั้งการนำเอาทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ โดยเฉพาะที่ดิน แหล่งน้ำ ป่าไม้และแหล่งแร่, เร่งรัดการปฏิรูปที่ดิน, จัดสรร แหล่งน้ำในประเทศ, อนุรักษ์ทะเลหลวง, สำรวจและพัฒนา แหล่งพลังงานในอ่าวไทยและภาคใต้ฝั่งตะวันออก ฉบับที่ 5 พ.ศ.2525-2529 -ยึดพื้นที่เป็นหลักในการวางแผน กำหนดแผนงานและโครงการ ให้มีผลทางปฏิบัติทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เช่น พื้นที่ เป้าหมายเพื่อพัฒนาชนบท พื้นที่ชายฝั่งทะเล ตะวันออก พื้น ที่เมืองหลัก ฯลฯ -เน้นการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจการเงินของประเทศ เป็น พิเศษโดยการเร่งระดมเงินออม, สร้างวินัยทางเศรษฐกิจ การเงิน และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจต่าง ๆ เช่น ปรับโครงสร้างการเกษตร ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมเพื่อการส่ง ออกและกระจาย อุตสาหกรรมไปสู่ส่วนภูมิภาค, ปรับโครง สร้างการค้าต่างประเทศ และบริการ, ปรับโครงสร้างการ ผลิต และการใช้พลังงาน ฯลฯ - เน้นความสมดุลในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของ ประเทศ -เน้นการแก้ปัญหาความยากจนในชนบทล้าหลัง กำหนดพื้นที่ เป้าหมาย 286 อำเภอและกิ่งอำเภอ - เน้นการแปลงแผนไปสู่การปฏิบัติเช่นมีระบบการบริหารการพัฒนาชนบทแนวใหม่ประกาศใช้ พ.ศ. 2527 -เน้นบทบาทและการระดมความร่วมมือจากภาคเอกชน ฉบับที่ 6 พ.ศ.2530-2534 -เน้นการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการรักษา เสถียรภาพของการเงินการคลัง โดยเน้นการระดมเงินออมในประเทศ เน้นการใช้จ่ายภาครัฐอย่าง ประหยัดและมีประสิทธิภาพ และเน้นบทบาทภาคเอกชนในการพัฒนา -เน้นการพัฒนาฝีมือแรงงาน


83 และคุณภาพชีวิต -เน้นการเพิ่มบทบาทองค์กรประชาชนในท้องถิ่นเพื่อพัฒนาทรัพยากร ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม -เริ่มแผนหลักการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี-ทบทวนบทบาทรัฐในการ พัฒนาประเทศ – มีแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจ – มุ่งปรับโครงสร้างการผลิตและการตลาดของประเทศให้ กระจายตัวมากขึ้น -เน้นการนำบริการพื้นฐานที่มีอยู่แล้วมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ -พัฒนาเมืองและ พื้นที่เฉพาะ กระจายความเจริญสู่ภูมิภาค - ขยายขอบเขตพัฒนาชนบทครอบคลุมทั่วประเทศ เขตล้า หลัง 5,787 หมู่บ้าน เขตปานกลาง 35,514 หมู่บ้าน และเขตก้าวหน้า 11,612 หมู่บ้าน ฉบับที่ 7 พ.ศ.2535-2539 -เน้นการรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และมี เสถียรภาพ -เน้นการกระจายรายได้ และการพัฒนาไปสู่ภูมิภาคและชนบท - เน้นการพัฒนาทรัพยากร มนุษย์ คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม - เน้นการพัฒนากฎหมาย รัฐวิสาหกิจ และระบบราชการ ฉบับที่ 8 พ.ศ.2540-2544 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการวางแผนพัฒนาประเทศที่ให้ ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม และมุ่งให้ “คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา” และ ใช้เศรษฐกิจเป็นเครื่องมือช่วยพัฒนาให้คนมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นพร้อมทั้ง ปรับเปลี่ยน วิธีการพัฒนาแบบแยกส่วนมาเป็นบูรณาการแบบองค์รวม เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการพัฒนา เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตามในปีแรกของแผนฯ ประเทศไทยต้อง ประสบวิกฤต เศรษฐกิจอย่างรุนแรง และส่งผลกระทบต่อคนและสังคมเป็นอย่างมาก จึงต้องเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจให้มี เสถียรภาพมั่นคง และลดผลกระทบจากวิกฤตที่ก่อให้เกิดปัญหาการว่างงานและความยากจนเพิ่มขึ้น อย่างรวดเร็ว -การพัฒนาศักยภาพของคน – การพัฒนาสภาพแวดล้อมของสังคมให้เอื้อต่อการพัฒนา คน -การเสริมสร้างศักยภาพการพัฒนาของภูมิภาคและชนบทเพื่อ ยกระดับคุณภาพชีวิตของ ประชาชนอย่างทั่วถึง - การพัฒนาสมรรถนะทางเศรษฐกิจเพื่อสนับสนุนการพัฒนา คนและคุณภาพ ชีวิต -การจัดหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม -การพัฒนาประชารัฐ เป็นการพัฒนาภาครัฐให้มี สมรรถนะ และพันธกิจหลักในการเสริมสร้างศักยภาพและสมรรถนะ ของคนและมีส่วนร่วมในการ พัฒนาประเทศ -การบริหารจัดการเพื่อให้มีการนำแผนพัฒนาฯไปดำเนินการ ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ด้วยแนวทางการแปลงแผนไปสู่การปฏิบัติ ฉบับที่ 9 พ.ศ. 2545 – 2549 - เป็นแผนที่ได้อัญเชิญแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตาม พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นปรัชญานำทางในการพัฒนาและบริหาร ประเทศ ได้อัญเชิญ “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” มาเป็นปรัชญานำทางในการพัฒนาและบริหาร ประเทศ ควบคู่ไปกับกระบวนทรรศน์การพัฒนาแบบบูรณาการเป็นองค์รวมที่มี “คนเป็นศูนย์กลาง การพัฒนา” ต่อเนื่องจากแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 โดยยึดหลักทางสายกลาง เพื่อให้ประเทศรอดพ้นจาก


84 วิกฤต สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง และนำไปสู่การพัฒนาที่สมดุล มีคุณภาพและยั่งยืน ภายใต้ กระแสโลกาภิวัตน์และสถานการณ์เปลี่ยนแปลงต่าง ๆ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่สมดุลทั้ง ด้านตัวคน สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมเพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและความอยู่ดีมีสุขของคน ไทย ผลการพัฒนาประเทศในระยะแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 สรุปได้ว่า ประสบความสำเร็จที่น่าพอใจ เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 5.7 ต่อปี เสถียรภาพทาง เศรษฐกิจปรับตัวสู่ความมั่นคง ความยากจนลดลง ขณะเดียวกันระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น มาก อันเนื่องมาจากการดำเนินการเสริมสร้างสุขภาพอนามัยการมีหลักประกันสุขภาพที่มีการ ปรับปรุงทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ โดยครอบคลุมคนส่วนใหญ่ของประเทศ และการลดลงของ ปัญหายาเสพติด วัตถุประสงค์(1) เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพและมีภูมิคุ้มกัน (2) เพื่อวางรากฐานการ พัฒนาประเทศให้เข้มแข็ง ยั่งยืน สามารถพึ่งตนเองได้อย่างรู้เท่าทันโลก (3) เพื่อให้เกิดการบริหาร จัดการที่ดีในสังคมไทยทุกระดับ (4) เพื่อแก้ปัญหาความยากจนและเพิ่มศักยภาพและโอกาสของคน ไทยในการพึ่งพาตนเอง ลำดับความสำคัญของการพัฒนา 1. การเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว และมีเสถียรภาพ 2. การสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก 3. การบรรเทาปัญหาสังคม 4. การแก้ปัญหาความยากจน ฉบับที่ 10 พ.ศ. 2550 – 2554 - ประเทศไทยยังคงต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญใน หลายบริบท ทั้งที่เป็นโอกาสและข้อจำกัดต่อการพัฒนาประเทศ จึงต้องมีการเตรียมความพร้อมของ คนและระบบให้มีภูมิคุ้มกัน พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยยังคงอัญเชิญ “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” มาเป็นแนวปฏิบัติในการพัฒนาแบบบูรณาการเป็นองค์รวมที่มี “คน เป็นศูนย์กลางการพัฒนา” ต่อเนื่องจากแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 และแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 และให้ ความสำคัญต่อการรวมพลังสังคมจากทุกภาคส่วนให้มีส่วนร่วมดำเนินการในทุกขั้นตอนของแผนฯ พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาสู่การปฏิบัติ รวมทั้งการติดตามตรวจสอบ ผลการดำเนินงานตามแผนอย่างต่อเนื่อง ฉบับที่ 11 พ.ศ.2555-2559 - ตามวิสัยทัศน์ 3 พันธกิจ 3 วัตถุประสงค์ 4 เป้าหมายหลัก และ 7 ยุทธศาสตร์ ตามการศึกษาจากบริบทตลอดจนจุดแข็ง จุดอ่อนโอกาสและภัยคุกคามของประเทศ


85 ไทย วิสัยทัศน์ "ประเทศมีความมั่นคงเป็นธรรม และมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง" 3 พันธกิจ ได้แก่ การพัฒนาฐานการผลิตและบริการ การสร้างความเป็นธรรมและ ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สังคม และสร้างภูมิคุ้มกันจากวิกฤตการณ์3 วัตถุประสงค์ เพื่อให้ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอุดม สมบูรณ์อย่างยั่งยืน คนไทยอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข และพร้อมเชิญกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเป็นสุข 4 เป้าหมายหลัก ได้แก่ เศรษฐกิจมีความเข้มแข็งสมดุล ความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น มี หลักประกันสังคมที่ทั่วถึง และสังคมไทยมีความสุขอย่างมีธรรมาภิบาล 7 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ การสร้าง ฐานการผลิตให้เข้มแข็ง สมดุล อย่างสร้างสรรค์ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการผลิต การค้า การลงทุน การพัฒนาคุณภาพคน ทั้งความรู้คู่คุณธรรม สังคม มั่นคงเป็นธรรม มีพลังและเอื้อ อาทร เน้นการผลิตและบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีความมั่นคงของพลังงานและอาหาร และ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จะเห็นได้ว่า แผนฉบับที่ 11 นั้น เน้นการ "ตั้งรับ" มากกว่า "รุก" โดยเน้นการป้องกันปัญหาจากวิกฤตการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เพราะเราเพิ่งผ่าน วิกฤตการณ์เศรษฐกิจโลก และวิกฤตการณ์ทางการเมืองภายในประเทศมาหมาดๆ การเน้น "ภูมิคุ้มกัน" นั้นเป็นเพียงเป้าหมายขั้นต่ำเหมือนคนที่ปลอดโรค เพราะมีภูมิต้านทาน โรค แต่ไม่ได้บอกว่าสุขภาพแข็งแรงมีกำลังวังชาดีเพียงไร เชื่อว่าพวกเราไม่ได้ต้องการเพียงให้ ประชาชนพอมีกินประชาชนควรจะ "กินดีอยู่ดี" และมี "คุณภาพชีวิต" ที่ดีขึ้นกว่าเดิม อีกนัยหนึ่ง ผล โดยรวมประเทศไม่ควรมีสถานะเพียงเกณฑ์เฉลี่ยของประเทศอาเซียนด้วยกันหรือเพียงแต่ดีกว่า พม่า ลาว กัมพูชา บ้าง แต่เราควรจะตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยมีความ "มั่งคั่ง" อยู่ในชั้นแนวหน้าของ อาเซียน ที่จะแข่งขันกับประเทศ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ได้ และตัวอย่างที่ดีๆ ของประเทศ นอกอาเซียนอื่น ๆ เช่น เกาหลี และจีน เป็นต้น ฉบับที่ 12 พ.ศ.2560-2564 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 จะยึดหลัก “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ต่อเนื่องจากแผนพัฒนาฯ ฉบับก่อนหน้า ได้กำหนดเป้าหมาย ยุทธศาสตร์และแนวทางการพัฒนาประเทศในระยะ 5 ปี ซึ่งจะเป็นแผนที่มีความสำคัญในการ วางรากฐานการพัฒนาประเทศไปสู่สังคมที่มีความสุขอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน สอดคล้องตาม ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่เป็นกรอบการพัฒนาประเทศในระยะยาว รัฐบาลมีนโยบายในการสร้างความมั่นคงและเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งเร่งสร้างสังคมที่มีคุณภาพ โดยการขจัดอุปสรรคต่าง ๆ ที่มีต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ตลอดจนการวางแผนการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ในระยะยาว ครอบคลุมถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การสร้างความ


86 มั่นคง มั่งคั่งทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เป็นสิ่งสำคัญที่ประเทศจะต้องมีทิศทางและ เป้าหมายการพัฒนาระยะยาวที่ชัดเจน โดยทุกภาคส่วนในสังคมต้องร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง เพื่อ ผลักดันให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างต่อเนื่อง และสอดรับกับการปฏิรูปประเทศที่มุ่งสู่ความ “มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ในอนาคต เน้นให้ “คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา” สร้างความมั่นคงของชาติ พัฒนาคนทุก วัยให้เป็น คนดี คนเก่ง (ครูพิเชษฐ์ ใจปวน โรงเรียนวชิรป่าซาง. (มปป). สรุปแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1-12. [ออนไลน์].) ดังนั้น การศึกษาเรื่อง หลักเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธในกูฏทันตสูตรในการนำมาใช้ในยุคปัจจุบัน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) หลักเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธในกูฏทันตสูตรในการนำมาใช้ในยุคปัจจุบัน เป็นแนวทางในการนำไปหลักธรรมไปประยุกต์ใช้ในชีวิต ด้วยการ Learning by doing เรียนแล้วต้อง นำไปใช้เมื่อเจอปัญหา จะทำอย่างไร และจะแก้หาทางออกอย่างไรได้บ้าง คำสำคัญ หลักเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธในกูฏทันตสูตรในการนำมาใช้ในยุคปัจจุบัน 2. เนื้อเรื่อง หลักเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธในกูฏทันตสูตรในการนำมาใช้ในยุคปัจจุบัน ทุกคนต้องการลงทุนน้อยแต่ได้ผลมาก ตราบใดที่ยังเกิดเป็นมนุษย์ไม่มีสิ้นสุดของคำว่าปัญหา เพราะการเกิดเป็นทุกข์ พระพุทธองค์ตรัสบอกในธรรมจักกัปปวัตตนสูตรว่า ในส่วนของ "ทุกข์" นั้น พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ ดังที่ปรากฎในบทสวด ธรรมจักรกัปปวัตนสูตรว่า "อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขัง อริยสัจจัง (ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็นี้แลเป็นทุกข์อย่างแท้จริง) คือ ..ชาติปิ ทุกขา (ความเกิดก็ เป็นทุกข์) ชราปี ทุกขา (ความแก่ก็เป็นทุกข์) มรณัมปิ ทุกขัง (ความตายก็เป็นทุกข์) โสกปริเทวทุกขะ โทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา (ความเศร้าโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์โทมนัส และความคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์) อัปปิเยหิ สัมปโยโค ทุกโข (ความประสบกับสิ่ง ที่ไม่เป็นที่รักทั้งหลายก็เป็นทุกข์) ปิเยหิ วิปปะโย.โค ทุกโข (ความพลัดพราก จากสิ่งที่รักทั้งหลาย ก็เป็นทุกข์) ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุก ขัง (ปรารถนาสิ่งใดแล้ว ไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์) สังขิตเตน ปัญจุปา ทานักขันธา ทุกขา (โดยย่อแล้ว อุปาทาน หรือความยึดมั่นในขันห้า (ตัวเรา) ล้วนเป็นทุกข์)" เมื่อเกิดมาแล้วจะทำอย่างไรให้เป็นสุขได้ ละเมื่ออยู่ในโลกที่ไม่มีอะไรแน่นอน จากการที่ศึกษาพูดคุยกับหลาย ๆ คนที่มีประสบการณ์บอกว่า พยายามที่จะเรียนรู้ พยายามที่เข้าใจ และไม่ไปตัดสิอะไร เกิดมาแล้วต้องเจอทั้งสุขและทุกข์ บางคน คาดหวังในสิ่งที่หวัง ผิดหวังในสิ่งที่หวัง คนที่หวังดีแก่กันและกันมันมีน้อยจริง ๆ ต้องศึกษาดี ๆ มีพระ สูตรหนึ่งพระพุทธองค์ตรัสว่า การทำความดีที่ลงทุนน้อยแต่ได้ผลมาก (แสง จันทร์งามและคณะ, 2553. น.506-511) ครั้งหนึ่ง พระพุทธองค์เสด็จจาริกไปในแคว้นมคธ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ได้ เสด็จถึงหมู่บ้านพราหมณ์ ชื่อ ขานุมัตตะ ประทับ ณ สวนอัมพลัฏฐิกา (สวนมะม่วงหนุ่ม) ใกล้หมู่บ้าน ขานุมัตตะนั่นเอง ซึ่งหมู่บ้านนี้พระเจ้าพิมพิสารได้พระราชทานให้พราหมณ์กุฏทันตะเป็นผู้ครอบครอง


87 ครั้งนั้น พราหมณ์กุฏทันตะกำลังเตรียมบูชามหายัญ โดยการจับโคผู้ 700 ลูกโคเมีย 700 แพะ 700 รวม 3,500 ตัว ไปผูกไว้กับหลักเพื่อบุชายัญ ส่วนพราหมณ์และคหบดีชาวขานุมัตตะได้สดับ ข่าวว่า บัดนี้พระพุทธองค์ได้ทรงเสด็จมาประทับ ณ สวนอัมพลัฏฐิกาแล้ว พระองค์ทรงมีพระเกียรติ คุณระบือไปว่าเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ฯลฯ จึงชวนกันไปเฝ้า เดินกันไปเป็นหมู่ ๆ พราหมณ์กูฏทันตะพักกลางวันอยู่บนปราสาท (บ้าน 2 ชั้น หรือ 3 ชั้น) ชันบน ได้เห็นพราหมณ์และ คหบดีกำลังเดินกันไปเป็นกลุ่มๆ จึงถามคนใกล้ชิด (ทำนองเดียวกับที่กล่าวแล้วในเรื่องโสณทัณฑ พราหมณ์) พราหมณ์กูฏทันตะคิดว่าพระสมณะโคดมคงจะทราบมหายัญ 3 ประการ พร้อมด้วยบริขาร 16 เราควรไปถามพระสมณะโคดม เขาจึงไปกับชาวบ้านเหล่านั้น เวลานั้นมีพราหมณ์หลายร้อยคนมา พักอยู่ที่หมู่บานขานุมัตตะด้วยหวังว่าจะบริโภคมหายัญของกูฏทันตะพราหมณ์ ได้พากันห้ามมิให้เข้า เฝ้าพระพุทธองค์ด้วยเหตุผลเดียวกับที่พราหมณ์พวกหนึ่งได้ห้ามโสณทัณฑะพราหมณ์ (ในเรื่องก่อน) และกูฏทันตะก็ตอบทำนองเดียวกันกับที่ทัณฑะพราหมณ์ตอบ ตกลงว่าพราหมณ์กูฏทันตะได้ไปเฝ้า พระพุทธองค์ ขอให้ทรงแสดงธรรมเกี่ยวกับเรื่องยัญญสมบัติ 3 ประการ ซึ่งมีบริขาร 16 พระพุทธองค์ทรงเล่าเรื่องพระเจ้ามหาวิชิตราช (กษัตริย์ในอดีต) ให้ฟังว่า ทรงมั่งคั่งมาก ทรง ปรารภจะบูชายัญเพื่อให้ได้บุญกุศลอันเป็นเหตุให้สมบัติของพระองค์ยั่งยืนเป็นประโยชน์และความสุข แก่พระองค์ตลอดไป จึงตรัสเรียกพราหมณ์ปุโรหิต (พราหมณ์ผู้สอนธรรมในราชสำนัก) มาตรัสถามว่า จะทำอย่างไร พราหมณ์ปุโรหิตทูลว่า ให้กำจัดเสี้ยนหนามของบ้านเมืองเสียก่อน คือ ปราบโจรผู้ร้าย แต่วิธี ปราบนั้นให้ปราบที่ต้นเหตุ คือจัดการเศรษฐกิจให้ดี ให้ทุกคนมีพอกินพอใช้ตามสมควร ไม่ขาดแคลน ปัจจัยพื้นฐานอันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต มอบข้าวเปลือก หรือพันธุ์ข้าวที่ดีแก่กสิกรผู้ขยัน มอบทุน แก่พ่อค้าวานิช และปูนบำเหน็จแก่ข้าราชการตามโอกาสอันควร พระเจ้ามหาวิชิตราชทรงให้ทำตามคำแนะนำของพราหมณ์ ปรากฏว่าได้ผลดี ประชาชนอยู่ เย็นเป็นสุข ทุกคนขวนขวายประกอบการงานตามหน้าที่ของตน ไม่มีการเบียดเบียนกัน บ้านเมืองไม่มี เสี้ยนหนาม ทรงปรึกษาพราหมณ์ปุโรหิตว่าจะให้ทำอย่างไรต่อไป พราหมณ์ทูลแนะให้ปรึกษาหารือขอ ความร่วมมือในกิจการต่างๆ คือ จะทำสิ่งใด ก็ปรึกษาหารือขอความยินยอมจากกษัตริย์ผู้น้อย (อนุยนตกษัตริย์) อำมาตย์ พราหมณ์ ผู้ครองเมืองเล็กเมืองน้อยอยู่ (รวมทั้งคหบดีผู้มั่งคั่ง) เพื่อความ สามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เมื่อบุคคลเหล่านั้นเห็นด้วยแล้วจึงค่อยทรงกระทำ ทั้ง 4 พวกนี้ เรียก รวมว่า “ฝ่ายอนุมัติ 4” จัดเป็นบริขารหรือบริวารของยัญ องค์พระเจ้ามหาวิชิตราชเอง ทรงประกอบด้วยพระคุณสมบัติ 8 ประการ คือ 1.อุภโตสุชาต 2.ทรงมีรูปงาม


88 3.ทรงมั่งคั่ง 4.ทรงมีกำลังคน คือสมบูรณ์ด้วยเสนาทั้ง 4 เหล่า ซึ่งอยู่ในวินัยคอยปฏิบัติตามพระราชบัญชา เสนา 4 เหล่านั้น คือ กองทัพช้าง กองทัพม้า กองทัพรถ และพลเดินเท้า (ทหารราบ) 5.ทรงมีพระราชศรัทธา หมั่นบริจาค เป็นประดุจบ่อ เป็นที่ดื่มของสมณพราหมณ์ คนกำพร้า คนเดินทาง วณิพก (คนขอทานพิการ) ยาจก (คนขอทานยากจน) 6.ทรงเป็นพหูสูต (มีการศึกษามาก) 7.ทรงทราบความหมายข้อความที่ทรงศึกษานั้นว่าข้อนี้มีความหมายอย่างนี้ 8.ทรงเป็นบัณฑิต เฉียบแหลม นี่ก็เป็นบริขารหรือบริวารของยัญ (รวมเป็น 12) ฝ่ายพราหมณ์ปุโรหิตประกอบด้วยคุณสมบัติ 4 ประการ คือ 1.เป็นอุภโตสุชาต 2.เป็นผู้มีการศึกษาดี จำมนต์ได้ จบไตรเพท 3.เป็นผู้มีศีล มีความประพฤติดี 4.เป็นผู้มีปัญญา นี่ก็เป็นบริขารหรือบริวารของยัญ 4 ประการ (รวมเป็น 16) ยัญญสัมปทา คือ ความสมบูรณ์แห่งยัญ 3 ประการ คือ เมื่อทรงทำมหายัญอยู่ มิได้เดือดร้อน พระทัยว่าทรัพย์สมบัติของเรา (1) จักหมดเปลืองไป (2) กำลังหมดเปลืองไป (3) ได้หมดเปลืองไปแล้ว นี่คือยัญญสัมปทา 3 ประการ ประกอบด้วยบริขาร 16 ประการ ดังกล่าวมา พราหมณ์ปุโรหิต ได้แสดงธรรมเพื่อกำจัดความเดือดร้อนพระทัยของพระเจ้ามหาวิชิตราช (หากพึงมี) ต่อไปว่า คนที่มาสู่ยัญญพิธีของพระเจ้ามหาวิชิตราชย่อมมีทั้งคนมีศีลธรรม และคนไม่มีศีลธรรม ใน การนี้ขอให้พระราชาทรงคำนึงถึงแต่ผู้มีศีลธรรมเท่านั้น ส่วนผู้ที่ไม่มีศีลธรรมจักได้รับผลแห่งกรรมของ เขาเอง เพื่อความสบายพระทัยของพระราชาในการทำมหายัญ เรื่องนี้เป็นตัวอย่างอันดี สำหรับผู้บริจาคซึ่งรู้สึกตะขิดตะขวงใจในผู้รับว่าจะเป็นผู้มีศีลธรรม หรือไม่ พระพุทธองค์ตรัสกับกูฏทันตพราหมณ์ต่อไปว่า พราหมณ์ปุโรหิตของพระเจ้ามหาวิชิตราชได้ ทูลพระราชาว่า เมื่อทรงบำเพ็ญมหายัญ 3 ประการ ซึ่งมีบริขาร 16 ดังกล่าวนี้แล้ว ย่อมไม่มีใครติ เตียนได้ในกรณีต่าง ๆ เช่น ทรงทำมหายัญเพียงผู้เดียว มิได้ชักชวนอนุยนตกษัตริย์ เป็นต้น และติ เตียนไม่ได้ในคุณสมบัติส่วนพระองค์ และแม้ในคุณสมบัติของปุโรหิตของพระองค์ พระพุทธองค์ตรัสต่อไปว่า ในยัญนั้นไม่ต้องฆ่าสัตว์ชนิดใดๆเลย ไม่ต้องตัดต้นไม้มาทำเป็น หลักยัญ เป็นต้น ไม่ต้องมีอาชญาคุกคามต่อทาสกรรมกร ไม่ต้องทำให้เขามีหน้านองด้วยน้ำตา ร้องไห้ ทำการงานที่เขามาปรารถนาจะทำ เพราะยัญนั้นสำเร็จได้ด้วยวัตถุเพียงเนยใส น้ำมัน เนยข้น เปรียง


89 น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เป็นต้น พวกอนุยนตกษัตริย์ อำมาตย์ พราหมณ์ และคหบดีผู้มั่งคั่งก็ยินดีบริจาคทาน ตามอย่างพระเจ้ามหาวิชิตราช เมื่อพระพุทธองค์ตรัสอย่างนี้แล้ว พวกพราหมณ์บริวารของกูฏทันตะก็ส่งเสียงอื้ออึงขึ้นด้วย ความยินดี ชื่นชมพระดำรัสของพระพุทธองค์ ส่วนกูฏทันตพราหมณ์นั่งนิ่งเสีย เมื่อถูกเพื่อนพราหมณ์ ถามถึงอาการที่นั่งเฉยนั้นว่าไม่ยินดีหรืออย่างไร เขาตอบว่ายินดีมาก แต่กำลังคิดอยู่ว่า พระเจ้ามหา วิชิตราชหรือพราหมณ์ปุโรหิตของพระองค์ในครั้งนั้น คนใดคนหนึ่ง คือ พระสมณะโคดมในบัดนี้ใช่ หรือไม่ เขาทูลถามพระพุทธองค์ถึงข้อสงสัยนั้น พระพุทธองค์ตรัสว่า พราหมณ์ปุโรหิตของพระเจ้า มหาวิชิตราชในครั้งนั้นคือ พระองค์เองในปัจจุบัน กูฏทันตพราหมณ์ทูลถามต่อไปว่า ยัญอย่างอื่นที่ใช้ทรัพย์น้อยกว่ามีการตระเตรียมน้อยแต่มี ผลมากกว่ายัญญสมบัติทั้ง 3 ประการ ซึ่งมีบริขาร 16 นี้มีอยู่หรือไม่ 1.การให้ทานเป็นนิตย์ อุทิศท่านผู้มีศีล เป็นอนุกุลยัญ คือ รักษาธรรมเนียมของตระกูลไว้ ยัญ เช่นน้ไม่มีการฆ่า ไม่มีการเบียดเบียน พระอรหันต์ย่อมเข้าไปในยัญเช่นนี้ 2.การสร้างวิหารทาน คือที่อยู่อาศัย ถวายอุทิศสงฆ์ที่จรมาจาก 4 ทิศ 3.การถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ (ไตรสรณคมน์) ว่าเป็นที่พึ่งเป็นที่ระลึก หรือ เป็นแสงสว่างนำทางชีวิต เป็นการนำชีวิตเข้าสู่ทิศทางอันถูกต้อง ซึ่งจะก้าวเดินไปได้อีกไกลในวิธีทาง แห่งชีวิตอันถูกต้องนั้น 4.การรักษาศีล 5 ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ 5.การออกบวชด้วยศรัทธา เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีลของบรรพชิต ต่อจากนั้น พระพุทธองค์ได้แสดงจุลศีล มัชฌิมศีล และมหาศีล ฌาน 4 และวิชชา 8 ตามลำดับ (โดยนัยที่กล่าวแล้วในพระสูตรก่อน) กูฏทันตพราหมณ์ทูลสรรเสริญพระธรรมเทศนาว่าแจ่มแจ้งเหมือนหงายของที่คว่ำ เป็นต้น ปฏิญาณตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต สั่งให้ปลิอยสัตว์ชนิดต่างๆ ที่นำมาผูกไว้ เพื่อบูชายัญทั้งหมด พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมแก่พราหมณ์ คือ บุพพิถา 5 อัน ได้แก่ ทาน ศีล สวรรค์ (ผลของ ทานและศีล) กามาทีนพ (โทษของกาม) และเนกขัมมานิสงส์ (ผลดีของการออกจากกาม) ให้พราหมณ์ มีจิตใจอ่อนโยนพอสมควรแล้ว จึงทรงแสดงอริยสัจจ์ 4 คือ ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย (เหตุให้เกิดทุกข์) นิโรธ (ความดับทุกข์) มรรค (ข้อปฏิบัติซึ่งนำไปสู่ความดับทุกข์) พราหมณ์ฟังธรรมแล้วบรรลุโสดาบันปัตติผลเป็นโสดาบัน สิ้นความเคลือบแคลงสงสัยในคุณ พระรัตนตรัย ไม่ต้องมีผู้อื่นเป็นปัจจัยในคำสอนของพระศาสดา (คือ ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นเหมือนก่อน เพราะได้เห็นด้วนตนเองแล้ว) ทูลอาราธนาพระพุทธองค์เพื่อเสวยภัตตาหารที่นิเวศน์ของตนใน วันรุ่งขึ้น พระพุทธองค์ทรงรับอาราธนาโดยอาการดุษณี


90 วันรุ่งขึ้น เสด็จพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ไปเสวยที่นิเวศน์ของกูฏทันตพราหมณ์ เสด็จแล้วทรงแสดง ธรรมพราหมณ์และบริวารสมาทาน อาจหาญร่าเริงในการปฏิบัติธรรมยิ่งๆขึ้นไป แล้วเสด็จกลับ ดังนั้น ความยากจนและความเหลื่อมล้ำมีอยู่ทุกสังคมทั่วโลก และเป็นปัญหาใหญ่ของโลก ดังที่ UN ประกาศเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goal) ไว้หลาย เรื่อง แต่เรื่องที่สำคัญที่สุดและเป็นอันดับแรก คือ ความยากจนและความเหลื่อมล้ำ สำหรับประเทศ ไทย มีตัวเลขจาก World Bank ชี้ชัดการเพิ่มขึ้นของความยากจนถึง 2 เท่า ในปี 2016 และ 2018 คือตัวเลขคนยากจนเพิ่มจาก 4.85 ล้านคน เป็น 6.7 ล้านคน และปรากฏอยู่ในภาคกลาง-อีสาน ที่ ตัวเลขคนยากจนเพิ่มมากขึ้นมากกว่าครึ่งล้านในปี 2016, 2018 และในปี 2017 เป็นครั้งแรกที่พบว่า ภาคใต้ อัตราความยากจนสูงที่สุด ในปี 2018 ความยากจนขยายตัวในทุกภูมิภาค ครอบคลุม 61 จังหวัด จาก 77 จังหวัดทั่วประเทศ (ทิพย์พาพร ตันติสุนทร. (2565). การลดความยากจนและความ เหลื่อมล้ำทางการศึกษา. [ออนไลน์].) ความยากจนล้วนเกิดจากปัญหาเศรษฐกิจ และสภาพแวดล้อมทางสังคม คือ ปี 2019 ไทย เป็นหนึ่งในประเทศที่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจตกต่ำกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค East Asia + Pacific จากความแห้งแล้งที่กระทบกับการใช้ชีวิตของเกษตรกร ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่จนที่สุด เศรษฐกิจทั่วโลกตกต่ำข้ามภูมิภาค ส่งผลให้กระทบต่อการส่งออก ซึ่งพึ่งภาควัตถุดิบทาง การเกษตรความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นคือ รายได้ต่อครัวเรือนส่งผลต่อความยากจนที่เปลี่ยนไปที่แย่ลง สภาพการดำรงชีพที่ต่ำลงกว่าเดิม เหล่านี้กลายเป็นแหล่งความยากจนที่ขยายตัวสูงขึ้น ทำให้ความไม่ เสมอภาคมากขึ้น และความเหลื่อมล้ำยังเป็นประเด็นใหญ่ของประเทศไทย รายงานของ World Bank จึงเรียกร้องให้มีการลงทุนและการปฏิบัติเพื่อช่วยในการเปลี่ยนผ่าน ในระยะสั้น ที่ต้องการ safety net ความปลอดภัยเนื่องด้วยประชากรที่อ่อนแอ ไม่มีความมั่นคง เขาต้องการการแก้ปัญหาที่ฉับไว คือการสร้างงานที่ดีขึ้นให้กับครัวเรือนที่ยากจน เพื่อให้ทันกาลกับเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่าง รวดเร็ว ในระยะยาว การลงทุนเรื่องความยุติธรรมในคนรุ่นหน้า จะเป็นเรื่องหลัก (Key) ด้วยเหตุที่คน รุ่นหน้า (Next Generation) จะมีจำนวนน้อยลง เพราะการเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ เด็กทุก ๆ คน ต้องการความยุติธรรม ความเท่าเทียม ที่จะได้รับในการดูแลทั้งสุขภาพ และโอกาสทางการ ศึกษาที่ไปให้ถึงศักยภาพของแต่ละคน ด้วยช่องทางนี้จะช่วยให้แต่ละครัวเรือนไม่ตกบ่วงของความ ยากจนจากรุ่นสู่รุ่นได้ และจะทำให้สามารถช่วยดูแลคนสูงอายุได้ด้วย พร้อมๆ กับการทำให้ประเทศ ไทยมีการเติบโตในโฉมหน้าใหม่ด้วย การขจัดความยากจนคือเป้าหมายแรกของการศึกษา องค์กร UNESCO พูดเรื่องนี้ไว้นานแล้ว ว่า การขจัดความยากจนหรือการลดความยากจนถือเป็นเป้าหมายแรกของการศึกษา และต้องเป็น การศึกษาที่มีคุณภาพที่จะให้ความรู้และวิชาการ วิชาชีพ ให้ทักษะชีวิตและทักษะวิชาชีพนั้นไปทำมา หากิน ไปรบกับความยากจน เพราะฉะนั้นการศึกษาที่มีคุณภาพจึงจำเป็นอย่างมาก


Click to View FlipBook Version