91 องค์การ UNESCO ได้ให้กรอบความสำคัญเรื่องการศึกษาไว้ว่า การศึกษาที่มีคุณภาพจะช่วย ขจัดความยากจน นำไปสู่สุขภาพที่ดี สนับสนุนประชาธิปไตยและธรรมาภิบาล และรักษาธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม (ทิพย์พาพร ตันติสุนทร. (2565). การลดความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา. [ออนไลน์].) คนที่เข้าถึงการศึกษาคุณภาพจึงสามารถสร้างการเปลี่ยนตัวเองได้ คือ เป็นอิสระจากการ พึ่งพาผู้อื่นเพราะสามารถสร้างงาน สร้างอาชีพ มีรายได้ที่จะสร้างคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้การศึกษาที่ดี มีคุณภาพ จึงไม่เพียงสร้างความสามารถของปัจเจกให้บรรลุถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่หาก ต้องให้เขามีความรู้และวิจารณญาณที่เพียงพอจะเข้าร่วมในการตัดสินใจในประเด็นปัญหาทางสังคม และการเมืองได้อีกด้วย การศึกษาจึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทุกคนจะต้องมีและรัฐจะต้องเป็นธุระจัดการ ให้แก่ประชาชนทุกคน เพราะการศึกษาจะเป็นเครื่องชี้วัดของคุณภาพคนของรัฐ ที่จะไปขับเคลื่อน ภาคการผลิตทางเศรษฐกิจ และสร้างเสถียรภาพทางการเมือง โดยเฉพาะการเมืองแบบประชาธิปไตย ที่ต้องการให้สมาชิกของสังคมเป็นผู้มีส่วนร่วมกับชะตากรรมของบ้านเมือง คือการมีส่วนร่วมในทาง การเมือง เศรษฐกิจและสังคม การศึกษาจึงเป็นเครื่องมือของทุกรัฐในการขัดเกลาให้คนในสังคมเป็น พลเมืองที่จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลง และแบกรับภารกิจของสังคมประเทศชาติด้วยความ รับผิดชอบในฐานะเจ้าของสังคมและประเทศ การศึกษาที่มีคุณภาพ จึงเปลี่ยนทั้งคน เปลี่ยนสังคม เปลี่ยนเศรษฐกิจ และเปลี่ยนการเมือง ได้ครบทุกมิติ การศึกษามีผลทางเศรษฐกิจ “แต่ระบบเศรษฐกิจที่ทำให้คนจำนวนหนึ่งที่ไม่ต้องโกงก็ สามารถที่จะรวยได้อย่างเหลือล้น ขณะที่คนส่วนใหญ่ของประเทศจนได้อย่างเหลือเชื่อโดยไม่เกียจ คร้าน” ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล • คนไทย 10% ที่มีรายได้สูงสุดและต่ำสุดห่างกันถึง 22 เท่า • คน ไทยมากว่า 75% ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง • โฉนดถึง 61% อยู่ในมือคนเพียง 10% • การพัฒนาที่เน้น แต่ GDP ขาดการพัฒนา “คน” คนในแต่ละพื้นที่ไม่ได้รับประโยชน์จากการพัฒนา ผลจากการพัฒนา ทำให้เศรษฐกิจยิ่งโต ผู้มีทุนมากยิ่งได้เปรียบ จึงทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ และเป็นต้นตอไปสู่ความ ขัดแย้ง เพราะความเป็นอยู่ที่แตกต่างกันมาก ก็จะเพิ่มความเสี่ยงในการแย่งชิงทรัพยากร จึงยากที่จะ ทำให้สังคมอยู่ร่วมกันเป็นสุข และขาดเสถียรภาพในสังคมในที่สุด ภาพใหญ่ คือ การลดการกระจุกตัวของทรัพยากรในที่ใดที่หนึ่ง จังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง และทำ ให้คนไทยเชื่อได้ว่าชีวิตจะดีขึ้น จะสามารถก้าวพ้นความยากจนได้ ในช่วงชีวิตที่ได้ร่ำเรียน ได้ทำงาน อย่างสุจริต นี่คือโจทย์ของการกระจายอำนาจไปให้คนในท้องถิ่นให้เขาคิดพัฒนาด้วยตัวเขาเองโดยไม่ ต้องผ่านหัวคิวจากส่วนกลาง เพราะที่ผ่านมาเป็นการพัฒนาจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่นที่ไม่คืบหน้า ไม่เกิด ความมั่นคงในแง่ของบุคคลและของสังคม
92 โลกยุคโลกาภิวัตน์ (Globalization) เปลี่ยน ประเทศพัฒนาแล้วต่างพลิกตัวไปที่การศึกษาให้ ทันโลก คนคิดเป็น รู้จักดัดแปลง และปรับตัวได้สำหรับประเทศไทยยังอยู่ที่เดิม แม้จะปฏิรูปการเมือง และปฏิรูปการศึกษาโดยมี พ.ร.บ.การศึกษาปี 2542 ซึ่งมุ่งเน้นที่ปรับปรุงโครงสร้างอำนาจของ กระทรวง แต่ไม่ได้ลงสู่การปรับเปลี่ยนเรื่องแนวคิด (Mindset) ของทั้งผู้บริหาร ครู จนถึงตัวเด็ก ใน เรื่องการศึกษาให้ทันโลก เป็นพลเมืองคิดเป็น คิดเก่ง รับผิดชอบต่อตนเองและสังคม และเค้าโครงของ ตัว พ.ร.บ. ที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบัน ก็มิได้เปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญนี้เช่นกัน การพัฒนาของรัฐไทยจึงเน้นที่การเจริญเติบโตทางวัตถุ การพัฒนาเศรษฐกิจรุดหน้า แต่ไม่ สัมพันธ์กับการศึกษาที่ยังอยู่กับที่โดยละทิ้งการพัฒนาด้านศักยภาพของมนุษย์ การพัฒนาเช่นนี้จึงทำ ให้รัฐเข้มแข็ง แต่ประชาชนอ่อนแอ ทั้งในแง่ทัศนคติและแง่การเป็นพลเมือง ประชาชนมีวัฒนธรรม ทางการเมืองที่คอยพึ่งพิงรัฐ ชุมชนอ่อนแอ เพราะการวางแผน การจัดการ และการแก้ไขปัญหามาจากภายนอก ดังนั้น การพัฒนาจึงเป็นการพัฒนาด้านวัตถุ จิตใจที่เป็นจิตอาสา ความร่วมมือซึ่งกันและกันจากภายในจึง เกิดยาก เป้าหมาย ของการพัฒนาของรัฐ จึงควรอยู่ที่ทำให้คนเข้มแข็ง จัดการตนเองได้ ไม่ใช่การทอน พลังประชาชน จนพึ่งตนเองไม่ได้แม้ในทางเศรษฐกิจที่จะรักษาปัจจัย 4 พื้นฐานของชีวิตไว้ได้ เศรษฐกิจ และ การศึกษา มีผลต่อกันตรงที่หากประชาชนโดยทั่วไปสามารถเข้าถึงการศึกษาอย่าง ต่อเนื่อง กระทั่งสามารถที่จะอ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น เท่านี้ ก็ทำให้เพิ่มอัตราการเติบโตทาง เศรษฐกิจได้แล้ว ซึ่งมีรายงานวิจัยของ UN ระบุว่า การศึกษาเป็นตัวเพิ่มรายได้ และแม้เข้ารับ การศึกษา 1 ปี ก็จะช่วยเพิ่ม 10% ของรายได้ การศึกษาจึงส่งผลให้เกิดทรัพยากรมนุษย์ที่เป็นปัจจัย การผลักดันการผลิตเพื่อการแข่งขันที่สำคัญ การเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้ประชาชนอ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น และรู้วิทยาศาสตร์ เป็นพื้นฐาน มีข้อยืนยันทางบวกมานานแล้วว่า มีผลต่อการเพิ่มรายได้ของประชากร และเพิ่มอัตรา การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การศึกษาจึงเป็นการลงทุนในมนุษย์ (Human capital) ที่จำเป็นของ ทุกรัฐ เพื่อที่จะให้มั่นใจว่า มนุษย์จะสามารถมีความรู้และทักษะที่จำเป็นและเพียงพอในการบรรลุ ความสำเร็จของตน การศึกษาโดยพื้นฐานเช่นนี้ จึงเป็นช่องทางลดปัญหาทางสังคมในหลายๆ เรื่อง คือ 1. เด็กที่ออกจากโรงเรียน และสามารถอ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็นโดยพื้นฐาน จะไม่ตกอยู่ ในสภาพที่ยากจน และจะลดทอนความยากจนได้มากถึง 30% จากการเรียนรู้ที่พัฒนา การศึกษาช่วย ชะลอความยากจน 2. การศึกษาเป็นช่องทางการหยุดยั้งการถ่ายทอดความยากจนจากรุ่นพ่อแม่ สู่รุ่นลูกหลานได้ 3. การศึกษาช่วยส่งผลดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม 4. การศึกษาสร้างความมั่นคงทางอาหาร เพราะช่วยให้มีงานทำ มีเศรษฐกิจดี
93 5. การศึกษาเป็นตัวช่วยในการสร้างสำนึกรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม 6. การศึกษาลดความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจ คือ หากมีคนทำงานที่มาจากความรวยและ จน แต่ได้รับการศึกษาที่เหมือนกัน ไม่แตกต่างกันอย่างเสมอหน้า ก็จะสามารถลดความเหลื่อมล้ำได้ ถึง 30% การศึกษาเช่นนี้ ในทางเศรษฐกิจ ถือว่ามีบทบาทในการส่งเสริมการเจริญเติบโตทาง เศรษฐกิจ การศึกษาไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องมือเพื่อพัฒนาด้านเศรษฐกิจ แต่การศึกษาก็มีมิติด้านสังคม และการเมืองรวมอยู่ด้วย ซึ่งการศึกษาก็เป็นตัวสะท้อนความมีหรือไม่มีเสถียรภาพทางสังคมในทุกด้าน อยู่ด้วยอย่างที่ไม่อาจแยกส่วนใดๆ ได้ เพราะคนเป็นผลผลิตทางการศึกษาที่เข้าไปแทรกตัวอยู่ในทุก มิติของสังคม อีกทั้ง ด้วยภาวะเศรษฐกิจมั่งคั่งที่กระจุกตัว ยังผลทำให้อำนาจทางการเมืองก็มีลักษณะ กระจุกตัว คนมั่งมีสามารถใช้อำนาจทางการเมืองที่เกิดจากการควบคุมทรัพยากรทางเศรษฐกิจ ความ เหลื่อมล้ำต่ำสูงทางเศรษฐกิจ เป็นสิ่งกีดขวางการก่อตัวของโครงสร้างทางการเมืองประชาธิปไตย ที่ ต้องการส่งเสริมอิสรภาพ เสมอภาค และยุติธรรมให้ปรากฏแก่พลเมืองของสังคม การจัดการศึกษาเพื่อนำไปสู่การมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง จึงอยู่ใน อำนาจของทุกรัฐ และเป็นความปรารถนาที่จะไปสู่จุดนั้น การศึกษา จึงเป็นทั้งเป้าหมายหลักและที่มั่นสุดท้าย ก็คือ ตัวสังคมที่เข้มแข็ง เป็นสังคมที่ มั่นคง (Security) มีอิสระ ปลอดจากการครอบงำของธุรกิจหรือการเมือง หรือของประเทศใด ๆ และ จะมั่นคงได้ต้องมีเอกภาพ รัฐจึงเป็นผู้ออกแบบและกำหนดกฎ กติกา ระเบียบทั้งหลายให้ปรากฏเป็นทิศทาง และปฏิบัติ ได้ในการสร้าง “คน” หรือ “พลเมือง” ของรัฐตามที่ต้องการ ซึ่งปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ และ พระราชบัญญัติของทุกรัฐรวมทั้งประเทศไทย ซึ่งปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ใช้ในปี 2560 ก็ ระบุไว้ในหมวด 5 หน้าที่ของรัฐ มาตรา 54 คือ หมวด 5 หน้าที่ของรัฐ มาตรา 54 • รัฐ ต้องดำเนินการให้การศึกษาภาคบังคับกับเด็กทุกคนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย • รัฐ ต้องดำเนินการส่งเสริม สนับสนุนการศึกษาให้แก่ประชาชนตามความต้องการในระบบ ต่าง ๆ และจัดให้มีการร่วมมือกันระหว่างรัฐ ต่างประเทศ และภาคเอกชน ในการจัดการศึกษาทุก ระดับ โดยให้การจัดการศึกษาดังกล่าวมีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล ให้เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจใน ชาติ สามารถเชี่ยวชาญได้ตามความถนัดของตน และมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ รัฐต้องดำเนินการให้ผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายตามความถนัดของตน ให้จัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษา
94 หมวด 16 การปฏิรูปประเทศ มาตรา 257 (2) สังคมมีความสุข เป็นธรรม และมีโอกาสอัน ทัดเทียมกัน เพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำ (3) ประชาชนมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีส่วนร่วมใน การพัฒนาประเทศ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาตรา 258 จ. ด้านการศึกษา • ให้ดำเนินการตามมาตรา 54 วรรคสอง เด็กเล็กต้องได้รับ การดูแล • ให้จัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือด้านการศึกษาตามมาตรา 54 วรรคหก • ปรับปรุงการเรียน การสอนเพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนตามความถนัด • ให้มีกลไกและระบบการผลิตครู เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การเรียนการสอน การศึกษา คือ โอกาสที่เท่าเทียมระหว่างเมืองและระหว่างภูมิภาค แม้ว่ารัฐจะระบุให้มีการจัด การศึกษา และการจัดกองทุนเพื่อช่วยเหลือทางการศึกษาในรูปแบบต่าง ๆ ด้วยงบประมาณที่สูงที่สุด เป็นอันดับต้นๆ มาอย่างต่อเนื่องหลายรัฐบาลแล้ว แต่การบริหารการศึกษาที่มุ่งเน้นในส่วนกลาง และ ให้ความสำคัญกับเมืองหลวง เมืองใหญ่เป็นสำคัญ นี่จึงเป็นประเด็นของการรวมศูนย์อำนาจในการใช้ ทรัพยากรทั้งหมดของประเทศอันเป็นปัญหารากฐานในการแบ่งสรรทรัพยากรในการพัฒนาประเทศ ที่ได้สร้างความยากจนและเหลื่อมล้ำมาตั้งแต่แรกเริ่มแผนพัฒนาชาติ ซึ่งมีการนำเอาทรัพยากรของ ประเทศส่วนใหญ่ไปลงที่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ทั้งในการเงินและทรัพยากรคน ในระบบ การศึกษาก็เป็นไปเพื่อผลิตคนรับใช้ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และภาคราชการเป็นหลักใหญ่ ฉะนั้น ระบบการศึกษาของไทยก็เท่ากับว่าเอาทรัพยากรคนในชนบท ดึงเอาส่วนที่ดีที่สุดมา แทนที่จะสร้าง ส่วนที่ดีที่สุดเพื่อรับใช้ชนบท ก็เอามารับใช้ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมและราชการมากกว่า ทำให้ชนบท เสียเปรียบและถูกละเลยในการพัฒนาทำให้ภาคชนบทอ่อนแอ เพราะทรัพยากรถูกแบ่งมาที่เมือง และ ทุ่มไปที่อุตสาหกรรม ไม่ใช่ภาคเกษตรและชนบท คนในชนบทจึงไม่มีอำนาจต่อรอง ภาคชนบทจึงขาด ทรัพยากรคนที่มีความรู้และความสามารถ ทำให้ภาคชนบทและภาคเกษตรกลายเป็นภาคของคน ยากจน การศึกษาจึงต้องออกแบบเพื่อแก้ปัญหาความยากจนในพื้นที่นอกเมืองหลวงและเมืองใหญ่ ที่ อยู่ในภาคเกษตรและแรงงานในอุตสาหกรรมที่อยู่ในภูมิภาคต่างๆ โดยจัดและออกแบบให้เป็นระบบ การศึกษาที่สนองความต้องการของส่วนภูมิภาคและภาคชนบท เป็นการศึกษาที่สร้างคนให้สามารถ ทำงานในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม ในชนบท โดยการศึกษาต้องมีเป้าหมายที่จะมุ่งเป็นการศึกษา สำหรับส่วนภูมิภาคอย่างแท้จริง เพราะแต่ละภูมิภาคมีความแตกต่างกัน ระบบการศึกษาของประเทศ จะต้องมีความแตกต่างหลากหลายกันไปตามสภาพภูมิประเทศ และทรัพยากร-ธรรมชาติ รวมทั้ง วัฒนธรรมต่าง ๆ ของแต่ละภูมิภาคซึ่งไม่เหมือนกัน เพื่อให้การศึกษาเป็นองค์รวมของการพัฒนาให้ ชุมชนแต่ละพื้นที่สามารถที่จะมีฐานของความสามารถในการพึ่งตนเองอย่างแท้จริง การพึ่งตนเองได้ ของคนชนบทจะทำให้เขาเป็นอิสระในทางเศรษฐกิจและปลอดจากการครอบงำและถูกเอาเปรียบจาก คนภายนอกโดยเฉพาะ การถูกครอบงำจากเมืองใหญ่ หรือเป็นอาณานิคมของเมืองใหญ่ การจัดการ
95 ศึกษาจึงมุ่งที่ลดความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองอีกด้วย คือ การศึกษาที่มุ่งสร้าง โอกาสที่เท่าเทียมระหว่างเมืองและระหว่างภูมิภาค การจัดการศึกษาแบบใหม่จึงควรนำเอาเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และคนจากเมืองใหญ่ได้มีส่วนไปช่วยคนชนบทพัฒนา จากความรู้ที่แตกต่างเพื่อเป็นการ พัฒนาชาติให้ไปด้วยกัน จะทำให้คนในทุกภูมิภาคมีความสามารถที่จะพัฒนาตนเองในการสร้างงาน และพึ่งตนเอง ทำให้ชนบทสามารถรักษาระบบครอบครัวของตนเองได้ รักษาชุมชนท้องถิ่นตัวเองได้ ไม่ต้องแยกย้าย อพยพหรือทิ้งบ้านทิ้งเรือนไปเหมือนที่เป็นอยู่ปัจจุบัน หากทำได้เช่นนี้ ชนบทที่กล้า แกร่งก็จะมีกำลังเงินซื้อ การพัฒนาชนบท ชุมชนท้องถิ่น ก็จะเป็นฐานที่ทำให้ภาคอุตสาหกรรมได้ พัฒนาก้าวหน้า พึ่งตนเอง เพราะสามารถพึ่งตลาดภายในประเทศ การพัฒนาอุตสาหกรรมโดยไม่สร้าง คนในชุมชนท้องถิ่น จึงทำให้เราต้องพึ่งตลาดภายนอก เน้นการส่งออก เพราะกำลังซื้อภายในมันขาด การพัฒนาในชุมชนท้องถิ่นจะเกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดเล็ก อุตสาหกรรมครัวเรือนมากขึ้น ซึ่ง เป็นทิศทางในการสร้างผู้ประกอบการใหม่ ให้กระจายและขยายตัวให้มากและเร็วขึ้น และจะเป็นการ เพิ่มผู้ประกอบการในระดับฐานรากชุมชนท้องถิ่น มากกว่าจะเป็นการจัดการศึกษาที่มุ่งสร้างคนไป เป็นแรงงานราคาถูก ซึ่งประชากรส่วนใหญ่จากภาคเกษตรก็จะกลายเป็นผู้ใช้แรงงานไปหมด ไม่ว่าจะ ถูกจ้างในเมืองหรือในท้องถิ่น สร้างสภาพความเหลื่อมล้ำและยากจนไม่จบสิ้น เข็มมุ่งของการจัด การศึกษา จึงควรเป็นไปในทิศทางของการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ที่จะปลดปล่อยให้หลุดพ้น จากการครอบงำทางความรู้และทางเศรษฐกิจเพื่อให้มนุษย์ได้ดำรงชีพอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีและ คุณค่าของความเป็นมนุษย์ไม่ใช่การศึกษาที่ลดทอนความเป็นมนุษย์ แนวทางการจัดการศึกษา ขจัดความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ 1. การจัดการศึกษาบนหลักแห่งการกระทำที่ทัดเทียมกัน (Equalization System) หรือ เสมอภาคกัน เพื่อช่วยเหลือกลุ่มคน หรือพื้นที่ที่ยังอ่อนแอ หรือล้าหลังให้ตั้งตัว ตั้งไข่เพื่อคงอยู่และ แข่งขันได้ หรือพัฒนาขึ้นมาให้ทัดเทียมกับกลุ่มคนหรือพื้นที่อื่นๆ ได้ ซึ่งเท่ากับเป็นการลดความ เหลื่อมล้ำ โดยนัยนี้ รวมถึงความเจริญก้าวหน้าหรือความเจริญของเมืองให้ใกล้เคียงกัน โดยมิให้เมือง ต่าง ๆ เกิดความเจริญเติบโตที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นขนาดของเมือง ทั้งในแง่การพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐาน ถนนหนทาง การคมนาคม ไฟฟ้า ประชากร ความเป็นอยู่ รายได้ และการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม เป็นต้น การพัฒนาเมืองในแนวทางนี้จะเอื้อต่อการจัดการศึกษาในระดับภูมิภาคหรือท้องถิ่นให้ มีระดับทัดเทียมแต่ละเมือง ไม่เกิดช่องว่างทางการศึกษาและเศรษฐกิจ 2. การศึกษาฟรี มีคุณภาพถ้วนหน้าสำหรับเด็กทุกคน คือ การสร้างกลไกเพื่อเอื้ออำนวย ความสะดวกในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพสำหรับเด็กทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเด็กปกติ เด็กพิการ เด็ก พิเศษ รัฐต้องทุ่มเทจริงจังให้เด็กทุกคนได้รับความสะดวกและให้ความพร้อมที่จะอยู่ในระบบการศึกษา ให้นานที่สุด เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะ ความสามารถ และวุฒิภาวะที่จะพึ่งพาตนเองและรับผิดชอบต่อ สังคมได้เด็กทุกคนต้องได้เรียนฟรีในทุกโอกาส และสถานที่ที่เด็กอยู่เป็นการเรียนฟรีที่มีคุณภาพตาม
96 รัฐธรรมนูญที่รับรองไว้ แต่ในความเป็นจริง เด็กหลุดจากระบบการศึกษาจำนวนมาก เพราะการศึกษา ไม่ฟรีจริง ซ้ำยังขาดคุณภาพ ซึ่งผู้ยากจน ด้อยโอกาส ขาดความพร้อม เช่น เสื้อผ้า เครื่องเขียน การ เดินทาง และอาหาร เป็นต้น 3. การศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง (Civic Education) เป็นเครื่องมือในการปฏิรูปคนให้มีความ เป็นพลเมือง ที่มีค่านิยมเรื่องเสรีภาพ เสมอภาค และความยุติธรรม ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของหลักสิทธิ มนุษยชนและประชาธิปไตย การศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองนี้จะช่วยทำให้ผู้เรียนมีความรู้ มีทักษะ และมี ความรับผิดชอบที่พร้อมพอสำหรับการเข้าไปมีส่วนร่วมในการสร้างการเปลี่ยนแปลงทุกมิติของสังคม ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง อย่างรู้เท่าทันต่อระบบการเมืองและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เป็นการ ยกระดับคุณภาพคนให้มีจิตสำนึกต่อส่วนรวม มีความรู้และเข้าใจในสังคมของตน และความเป็นไป ของโลก เพื่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองจึงยึด โยงอยู่กับผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลักก่อนส่วนตน การศึกษาในแนวนี้จะทำให้คนมีสำนึกใน ความเป็นเจ้าของท้องถิ่นตนและประเทศชาติที่พร้อมจะปกป้อง และเนื่องด้วยการศึกษานี้เน้นการ ปลดปล่อยจากการครอบงำและชี้นำ ทั้งจากอำนาจรัฐและกระแสสังคม ก็จะช่วยเป็นช่องทางให้ ผู้เรียนได้แสวงหาความคิด การค้นคว้า การประดิษฐ์คิดค้น เพื่อให้เกิดปัญญาในการพึ่งตนเอง จึงเป็น การส่งเสริมเสรีภาพที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและส่วนรวม ซึ่งจะทำให้สร้างประโยชน์ในระดับชุมชน ท้องถิ่น จนถึงระดับชาติได้ เพราะคนเหล่านี้จะสามารถรังสรรค์กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ทั้งทาง เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ลดความยากจนและความเหลื่อมล้ำลงไปได้มาก จากความสามารถของพลเมืองเอง 4. การจัดการศึกษาควรคำนึงถึงการแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่ใน ระดับภูมิภาคหรือท้องถิ่นเป็นสำคัญ การจัดการศึกษาจึงต้องการการออกแบบที่สนองตอบต่อความ ต้องการของพื้นที่เป็นสำคัญ คือ การศึกษาเพื่อท้องถิ่นสำหรับแต่ละภูมิภาคที่แตกต่างกัน เพื่อ ตระหนักในศักดิ์ศรี คุณค่า และอัตลักษณ์ของความเป็นมนุษย์ในทุกพื้นที่ที่จะทำให้คนในทุก ๆ ที่ได้ บรรลุถึงศักยภาพ และความสามารถที่จะปกครองตนเอง และจัดการตนเองได้ การศึกษาจึงควร เป็นไปตามสภาพภูมิประเทศและทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้คนในชุมชนท้องถิ่นได้มีสถานที่เรียนที่ เพียงพอ และได้เรียนตามภูมิสังคมของตนเอง และยึดโยงกับชุมชนของตน ซึ่งจะเป็นพื้นฐานการ พัฒนาความสามารถที่เพิ่มมากขึ้นต่อไปได้ การศึกษาเช่นนี้จึงรักษาภูมิปัญญา อัตลักษณ์ และความ แข็งแกร่งของพื้นที่ชุมชนทั่วประเทศไว้ได้ โดยที่คนในท้องถิ่นต่าง ๆ ไม่ต้องอพยพไปเรียนในเมืองใหญ่ ที่ห่างไกล และยังเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรส่วนตนมากขึ้น และทำให้เสี่ยงต่อการเข้าไม่ถึง การศึกษา หรือ ไม่สามารถที่จะอยู่ในการศึกษาอย่างต่อเนื่องได้ ซึ่งจะยิ่งตอกย้ำความยากจนและ ความเหลื่อมล้ำมากขึ้น การศึกษาเพื่อท้องถิ่น ยังเป็นการรักษาความเป็นมาของท้องถิ่นที่มีที่มาทาง ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม อัตลักษณ์ และภูมิศาสตร์ที่มั่นคง มีทุนทางสังคมที่มีความต่อเนื่อง คือมีการ
97 พัฒนาและปรับตัวในท้องถิ่น (Localization) ไม่ถูกกลืนสลายหายไปกับโลกสมัยใหม่ที่เรียกว่า โลกาภิ วัตน์ (Globalization) 5. การปฏิรูปครู คือ การปฏิรูปการศึกษาในการผลิตสร้างครูทั้งระบบ เนื่องจากครูคือต้นทาง และตัวแบบ (Role Model) ของเด็กๆ และเยาวชนในระบบการศึกษา ที่รัฐมอบบทบาทให้ทำการ กล่อมเกลาเยาวชนของชาติ ผ่านกระทรวงศึกษาธิการด้วยงบประมาณที่สูง และบุคลากรจำนวนมากที่ ทำหน้าที่สนับสนุน กำกับ และควบคุมทิศทางการศึกษาที่ส่งลงไปที่ตัวเด็กในสถานศึกษาทั่วประเทศ ซึ่งจะส่งผลต่อความคิดและพฤติกรรมของเด็กว่ามีคุณภาพมากน้อยเพียงใด เพราะเด็กและคนไทย คือ ผลผลิตทางการศึกษาที่รัฐจัดทำ ด้วยเหตุผลนี้ จำเป็นที่จะต้องปฏิรูปที่ตัวหลักสูตร การเรียนการสอน ของครู เพื่อสร้างครูที่มีคุณภาพ เพื่อไปสร้างเด็กที่มีคุณภาพ สร้างการศึกษาที่มีคุณภาพให้เยาวชน สามารถที่จะมีความคิดริเริ่ม กล้าสร้างสรรค์ มีความรับผิดชอบ และปรับตัวแก้ปัญหาร่วมกับสังคมได้ ไม่ใช่การศึกษาในแบบเดิมที่ต้องจำตามครูบอก คือสอนให้จำแล้วนำไปสอบ แต่เปลี่ยนไปทางคุณภาพ คือ สอนให้ทำ นำให้คิด รู้จักดัดแปลงจึงจะปลดปล่อยทั้งครูและเด็กไทยให้หลุดจากการจองจำของ ระบบการศึกษาที่ผ่านมาและเป็นอยู่ ซึ่งเป็นระบบเผด็จการและอำนาจนิยมที่แฝงฝังอยู่ในการศึกษา ไทย การปฏิรูปครูจึงเป็นการปลดปล่อย (decolonize) อาณานิคมทางจิตวิญญาณของครูที่เคยเกิด ขึ้นกับระบบความคิดเดิม แต่ระบบการศึกษาต้องการความเป็นอิสระ และเป็นที่ฝึกฝนการใช้เสรีภาพ ในการแสดงออก การใช้ความคิด อย่างมีวิจารณญาณ มีเหตุผล จนเป็นวัฒนธรรมของสังคม 6. การพัฒนาการเรียนการสอนเสริมด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมแก่สภาพพื้นที่ของผู้เรียน นอกจากการสอนในแบบปกติ (Offline) ซึ่งมีหลายรูปแบบ ทั้งแบบการสอนผ่าน TV ทางไกล การ สอนผ่าน Online อันเนื่องจากข้อจำกัดต่าง ๆ ทั้งในพื้นที่ห่างไกล ครูขาดแคลน หรือเนื่องจาก สถานการณ์โรคระบาด COVID-19 ต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่เป็นข้อปิดกั้นโอกาส และสิทธิของเด็กที่จะได้รับ การศึกษาอย่างต่อเนื่อง และเสมอภาคกัน โดยเฉพาะเมื่อจำนวนเด็กลดลง ทั้งจากโดยการเกิด และ การย้ายถิ่นของพ่อแม่ รัฐก็มีหน้าที่ในการบริหารจัดการทรัพยากรทางการศึกษาให้ถึงเด็กทุกคนถ้วน หน้า แม้ในพื้นที่ห่างไกล โดยไม่จำเป็นต้องยุบโรงเรียนในชุมชนหมู่บ้าน (แต่ตอนนี้ยุบไปแล้วบาง โรงเรียน) เพราะโรงเรียนเป็นสัญลักษณ์ของการศึกษาที่ทำให้คนเจริญงอกงาม (Education is Growth) การยุบโรงเรียนคือการลดทอนความสำคัญการศึกษาของท้องถิ่น รวมทั้งคุณค่าและศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ที่อยู่ในท้องถิ่นนั้น ๆ ด้วย การสร้างการศึกษาในแนวทางที่จะลดความยากจนและความเหลื่อมล้ำด้วยการศึกษาที่มี คุณภาพ สร้างคนให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ สามารถที่จะพึ่งตนเองได้ในทางเศรษฐกิจ และร่วม รับผิดชอบกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและการเมืองอย่างต่อเนื่อง จำเป็นต้องลงทุนไม่เพียงด้วย งบประมาณ หากแต่ต้องลงแรงด้วยเจตจำนงทางการเมือง (Political Will) ร่วมด้วยเป็นสำคัญ เราจึง จะเห็นการพึ่งตนเองและเป็นอิสระได้ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง
98 3. องค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษา กรณีศึกษาเกร็ดความรู้ในบทความของ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ กล่าวว่า “การที่รัฐบาลใดๆ ก็ ตาม มอมเมาประชาชนด้วยนโยบายประชานิยมสารพัดชนิด แล้วอ้างว่านโยบายนี้ต้องการช่วยเหลือ ประชาชนให้สามารถลืมตาอ้าปากและดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้ คนที่รู้ทันแผนชั่วร้ายของรัฐบาลเช่นนี้ต่าง ลงความเห็นตรงกันว่า นั่นคือคำแก้ตัวที่ไม่มีมูลความจริงแม้แต่น้อย แล้วก็ไม่เคยมีประเทศใดที่ เจริญรุ่งเรืองขึ้นมาได้ด้วยนโยบายประชานิยม” ส่วนหนึ่งจากบทบรรณาธิการ นสพ.แนวหน้า เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2561 ในหัวข้อที่ว่า “เสพติด ประชานิยม ความล่มจมจะตามมา” เป็นที่มาของชื่อเรื่องของคอลัมน์นี้ในวันนี้ที่ว่า “นักการเมืองให้ ปลา พระราชาให้เบ็ด” ใครก็ตามที่เข้ามามีอำนาจหน้าที่ในการบริหารบ้านเมือง จะเป็นนักการเมืองที่ เข้ามาตามระบบเลือกตั้งหรือเข้ามาในระบบด้วยการปฏิวัติรัฐประหาร ถ้าใช้วิธีการบริหารแก้ไขปัญหา ความเป็นอยู่ของผู้คนที่ไม่มีอะไรจะกิน ด้วยการให้โน่นให้นี่ ไม่มีเงินทองใช้ก็เอาเงินไปแจก (ส่วนใหญ่ หรือแทบทั้งหมดเป็นเงินหลวง) และไม่เคยที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวที่ต้นเหตุ ซึ่งจะทำให้เขายืนอยู่ได้ ทำมาหากินได้ด้วยตนเอง วิธีการแบบนี้เป็นวิธีการที่เรียกว่า “ให้ปลา” ปลาหมดเมื่อไรก็ไม่มีอะไรจะกิน ทำมาหากินก็ไม่มีเครื่องมือเครื่องใช้ที่เป็นของตนเอง แม้กระทั่งที่ทำกินก็ไม่มีตรงข้ามกับ “ศาสตร์พระราชา” ที่ “ให้เบ็ด” ชาวบ้านได้เบ็ดก็จะใช้เบ็ดนั้นไป หาปลากินได้ทุกเมื่อ บ้านเมืองขณะนี้กำลังเป็นบ้านเมืองที่มีผู้บริหารใช้อำนาจในการบริหารแบบ “นโยบายประชานิยม” ที่เคยปรากฏให้เห็นมาแล้วในสมัยของเจ้านักโทษหนีคุกคนนั้น ที่สร้างความ นิยมให้กับตนเองและพรรคพวกด้วย “นโยบายประชานิยม” จนประเทศชาติเจ๊งกะบ๊งให้เห็นมาแล้ว หมาดๆ ไม่รู้จักจดจักจำ ทุกวันนี้เป็นอย่างไรในเรื่องนี้ก็เห็นกันอยู่ เข้าไปในวงการไหนมีแต่เสียงด่าเสียงว่าในเรื่องการ บริหารบ้านเมืองที่ไม่เข้าท่าเข้าทาง ผู้คนส่วนใหญ่ในประเทศยังตกอยู่ในสภาพความเป็นอยู่ที่ ยากลำบากในการทำมาหากิน จะทำอะไรก็ถูกจำกัดอิริยาบถที่เคยปฏิบัติ หรือรับฟังแต่เรื่องที่ขัดต่อ ความรู้สึกของตน ต้องจำเจอยู่กับวาทะต่างๆ ของผู้มีอำนาจ แม้กระทั่งกิริยาท่าทางและคำพูดที่เหมือนคนเมา ในอำนาจ มีกิริยาแทงตา วาจาแยงหู มีนิสัยแสลงใจ เป็นเหตุแห่งความเสื่อมศรัทธาของผู้คนใน บ้านเมือง และส่งผลกระทบไปถึงความวิกฤติเสื่อมโทรมของบ้านเมืองในมิติต่างๆ ตามมาแทบครบ วงจร ทั้งทางด้านการเมืองการปกครอง ด้านเศรษฐกิจสังคม ด้านความสงบสุขที่ไม่มีความแตกแยก ของผู้คนในชาติ ตลอดจนความอยู่เย็นเป็นสุขในชีวิตของผู้คนส่วนใหญ่ในประเทศขณะนี้
99 สังคมเป็นผลผลิตจากการบริหารจัดการทางการเมืองการปกครองของผู้มีอำนาจหน้าที่ รับผิดชอบ และในความเป็นจริงที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ สังคมได้ถูกกัดกร่อนให้เปราะบางหลายอย่าง ซึ่งกำลังนำไปสู่ความเปราะบางและความอ่อนแอของประเทศ อนาคตข้างหน้าของประเทศจะอยู่ใน ภาวะอันตราย ความอยู่ดีกินดีของประชาชนส่วนใหญ่คงไปไม่ถึง เพราะประชาชนถูกกล่อมให้พึงพอใจ อยู่กับเงินทองที่มาจากภาษีของประชาชนเอง โยนเข้าไปตามหมู่บ้านต่างๆในรูปแบบหรือชื่อเรียก อย่างโน้นอย่างนี้ ไม่ผิดอะไรกับการใช้นโยบายประชานิยมสมัยหนึ่งที่ผ่านมา บางครั้งการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าก็เป็นเรื่องดีในการนำเงินไปช่วยชาวบ้านในระยะเฉพาะ หน้าที่มีปัญหา แต่ในระยะยาวแล้วต้องรู้จักคิดให้เป็นด้วย คือต้องคิดถึงการสร้างความมั่นคงแบบ ยั่งยืนในวิถีชีวิตของคนเหล่านี้ด้วย ว่าจะสามารถยืนต่อไปได้ด้วยตนเอง โดยเฉพาะในเรื่อง “เศรษฐกิจแบบพอเพียง” ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้ ซึ่งสมควรนำมาใช้ในการแก้ปัญหาระยะยาว อันจะช่วยสร้างความเป็นตัวของตัวเอง บนพื้นฐานของความสามารถพึ่งพาตนเองได้ในวันข้างหน้า นอกจากเรื่องต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว ภาพสะท้อนของสังคมไทยขณะนี้ยังปรากฏออกมาให้ เห็นในเรื่องความตกต่ำเสื่อมโทรมทางคุณธรรม ศีลธรรม ในระดับต่างๆ แม้กระทั่งในวงการของผู้มี อำนาจหน้าที่ในการบริหารปกครองประเทศแทบทุกระดับในขณะนี้ ที่ดูจะมีปัญหาและบกพร่องใน เรื่องดังกล่าวมากขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการทุจริตคดโกง ฉ้อราษฎร์บังหลวงที่แตะลงไปที่ วงการไหนก็พบแทบทุกวงการในขณะนี้เสียงของคนหวังดีต่อบ้านเมืองจึงค่อย ๆ ดังขึ้นเรื่อยๆในเรื่อง ต่างๆดังกล่าวนี้ ทั้งการผ่านสื่อประเภทต่างๆ หรือจากการพบปะ นัดหมายประชุมกันในที่ต่างๆ เพื่อ แสดงออกถึงความรู้สึกห่วงใย ความรู้สึกไม่พอใจต่อคนมีอำนาจหน้าที่ที่รับผิดชอบในขณะนี้(ประสงค์ สุ่นศิริ. (2561). นักการเมืองให้ปลา พระราชาให้เบ็ด. [ออนไลน์]) น่าคิดต่อว่าหลักธรรมสำหรับ ผู้นำที่จะมาบริหารประเทศต่อไปจึงสำคัญอย่างมาก เพื่อควบคุมกิเลสไม่ได้เกิดความโลภเมื่อ ผลประโยชน์มหาศาลมาอยู่ตรงหน้า มุ่งเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก โดยไม่สนใจใน ผลประโยชน์ส่วนตน การพัฒนาที่สำคัญคือต้องพัฒนาคนให้มีการศึกษาเสียก่อนจากนั้นค่อยพัฒนา อย่างอื่นต่อไป 4. บทสรุป พระสูตรนี้ สรุปได้ว่า สาระสำคัญของการปฏิบัติที่ถูกต้องดีงามหลายอย่าง ทั้งทางโลกและ ทางธรรม เช่น 1. การกำจัดเสี้ยนหนามของบ้านเมือง ต้องกำจัดที่ต้นเหตุ เช่น จัดเศรษฐกิจให้ดี ให้ทุกคนมี งานทำ และให้คนมีศีลธรรมประจำใจ เป็นการกำจัดโจรผู้ร้ายในสังคม
100 2. ผู้ใหญ่จะทำอะไร ควรปรึกษาหารือขอคำยินยอมจากผู้น้อยด้วย เพื่อเขาจะได้ร่วมมือด้วย ความเต็มใจ 3. ผู้เป็นใหญ่ควรมีคุณสมบัติของผู้ใหญ่ มีคุณลักษณะที่ดีเป็นที่ยกย่องยอมรับของผู้น้อย 4. ที่ปรึกษาใกล้ชิดของผู้ใหญ่ ควรเป็นคนมีศีลธรรมและมีปัญญา มีบุคลิกลักษณะน่านิยมนับถือ 5. การบำเพ็ญคุณงามความดีนั้น แม้มีทรัพย์น้อยแต่ก็อาจทำได้มาก ถ้าตั้งใจให้ดีและทำเป็น ไม่ต้องมีทรัพย์เลยก็สามารถบำเพ็ญคุณงามความดีได้สูงกว่าผู้มีทรัพย์เสียอีก ผู้ขัดสนจนทรัพย์จึงไม่ ควรท้อถอยและสิ้นกำลังในการทำคุณงามความดี เนื้อหาที่จะสอน 1. หลักเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธในกูฏทันตสูตรกับการนำมาใช้ในยุคปัจจุบัน คำถามท้ายบท 1. หลักเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธในกูฏทันตสูตรกับการนำมาใช้ในยุคปัจจุบัน เอกสารอ้างอิง บทที่ 5 ทิพย์พาพร ตันติสุนทร. (2565). การลดความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2565 แหล่งที่มาจาก https://www.fpps.or.th/news.php?detail=n1606779289.news. แสง จันทร์งามและคณะ. (2553). พระไตรปิฎกสำหรับผู้บวชใหม่และชาวพุทธทั่วไป. กรงเทพฯ : เจริญวิทย์ การพิมพ์. สุชีพ ปุญญานุภาพ. (2550). พระไตรปิฎกฉบับประชาชน. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยมหามกุฏราช วิทยาลัย. ครูพิเชษฐ์ ใจปวน โรงเรียนวชิรป่าซาง. (มปป). สรุปแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1-12. [ออนไลน์].สืบค้นเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2565 แหล่งที่มาจาก SOCIAL STUDIES By KruPichet Jaipuan https://sites.google.com/site/socialstudiesbykrupichet/srup-phaen-phathnasersthkic-laea-sangkhm-haeng-chati-chbab-thi-1-12 ประสงค์ สุ่นศิริ. (2561). นักการเมืองให้ปลา พระราชาให้เบ็ด. [ออนไลน์].สืบค้นเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2565 แหล่งที่มาจาก https://www.naewna.com/politic/columnist/38120
101 แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 6 เรื่อง การใช้สมาธิเพื่อการรักษาจิตใจสำหรับนักท่องเที่ยว กรณีศึกษา Monk Chat Program ของ โรงเรียนสามัคคีวิทยาทาน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ The Use of Mindfulness Meditation for Tourists, a Case Study Monk Chat Program at Sammakkee School Chiang Mai Sub-District, Chiang Mai Province สัญชัย ทิพย์โอสถ5 มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา MAHAMAKUT BUDDHIST UNIVERSITY ; LANNA CAMPUS [email protected]/20/12/2565 1. รายละเอียดบทนำ พฤติกรรมของมนุษย์มาจากทัศนคติ ทัศนคติเป็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมหลายอย่างของ มนุษย์ที่แสดงออกมา พฤติกรรมที่แสดงออกจึงเป็นส่วนหนึ่งของทัศนคติ ความรู้และทัศนคติของคน นั้นอยู่เบื้องหลังการตัดสินใจที่ปัจจัยแทรกซ้อนหลายอย่างภายในจิตของมนุษย์ การศึกษาทัศนคติ สามารถช่วยให้ทราบพฤติกรรมของมนุษย์ได้ในระดับหนึ่ง ทัศนคติคือพร้อมที่จะตอบสนอง หรือแสดง ความรู้สึกต่อวัตถุ สิ่งของ คนหรือสัมผัสอื่นๆ การตอบสนองต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งที่ไม่ชอบและ ชอบ ถ้าไม่ชอบก็หลีกเลียงถอยหนี (ชูชีพ อ่อนโคกสูง, 2522, น.103) ทัศนคติมีผลต่อการปฏิบัติ คิด อย่างไรทำอย่างนั้นดังภาษิตที่กล่าวไว้ว่า “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” คิดดีย่อมทำในสิ่งที่ดี ทัศนคติมี ลักษณะเป็นระดับความรู้สึกที่ดีหรือไม่ดีต่อกันกับวัตถุทางจิตวิทยา (Psychological Objects) ค าว่า วัตถุทางจิตวิทยา มีความหมายอันอาจใช้กับ ศาสนา ระบบการเมือง ลักษณะของงาน ชาติ กลุ่มคน เป็นต้น จุดเริ่มต้นของทัศนคติอาจเห็นได้จากปฏิกิริยาโต้ตอบง่าย ๆ ในการชอบหรือเข้าหา (approach) หรือการไม่ชอบหรือถอยห่าง (withdrawal) สรุป “ทัศนคติ” หมายถึงความรู้สึกนึกคิด หรือท่าทีของบุคคลที่มีต่อบุคคลวัตถุสิ่งของ หรือ สถานการณ์ต่างๆ ซึ่งจะเป็นการแสดงถึงความพร้อม ทางจิตใจของบุคคล ที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้ และมีแนวโน้มที่จะก าหนดทิศทาง การแสดงออกของพฤติกรรมของบุคคล ที่แสดงออกมาทางอารมณ์ว่า ชอบหรือไม่ชอบก็ได้ทัศนคติ เป็นนามธรรมส่งผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ การแสดงออกที่มาจากประสบการณ์ ความรู้ความคิด ความเชื่อ การเรียนรู้ รวมเป็นภูมิหลังของบุคคลนั้น (สมปราชญ์ จอมเทศน์, 2515, น.41-42) 5 อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนา
102 ทัศนคติครอบคลุมในการประเมินค่าความรู้สึกเกี่ยวกับอารมณ์เป็นการรวบรวมความรู้สึกนึก คิด ความเชื่อและความจริง ประเมินทั้งทางบวกและทางลบ ทุกอย่างสัมพันธ์กันมีทัศนคติเป็น แกนกลาง ความรู้และความรู้สึกเหล่านี้มีแนวน้ามที่จะก่อให้เกิดพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งได้ (โสภา ชูพิชัยกุล, 2522, น.15) วงจรชีวิตมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ชีวิตเป็นสิ่งไม่ซับซ้อนก็ใช่ ไม่ซับซ้อน ก็ใช่ มุมมองของชีวิตในทางพระพุทธศาสนามองว่า ชีวิตเป็นสิ่งที่เปราะบาง แตกสลายได้ง่าย เกิดมา ต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้อยู่รอด ท่ามกลางการแข่งขันกัน ความเจริญของโลกรุ่งเรืองขึ้นด้วยวัตถุเพียงใด สุขและทุกข์ของมนุษย์เจริญตามขึ้นเพียงนั้น แต่สุขของโลกนั้นย่อมมีทุกข์เจือปนอยู่ด้วยทุกกรณี ถึงแม้ว่าเรามีความยินดีในการเกิด เราก็มีความทุกข์ในการตาย ความเกิดขึ้นมาพร้อมกับความตาย (หลวงปริญญาโยควิบูลย์, 2509) ดังพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า “เอถ ปสฺสถิมํ โลกํ จิตฺตํ ราชรถูปมํ ยตฺถ พาลา วิสีทนฺติ นตฺถิ สงฺโค วิชานตํ” "สูทั้งหลาย จงมาดูโลกนี้ อันตระการ ดุจราชรถ ที่พวกคนเขลาหมกอยู่ แต่พวกผู้รู้หาข้องอยู่ ไม่" คำว่า โลกมีทั้งโดยตรง ได้แก่ แผ่นดินเป็นที่อยู่อาศัย โลกโดยอ้อม ได้แก่ สัตว์ผู้อาศัย และโลกมี ลักษณะ 3 ประการ คือ 1) สิ่งที่ให้โทษโดยส่วนเดียว เปรียบด้วยยาพิษ 2) เป็นสิ่งที่ให้โทษในเมื่อเกิน พอดี เปรียบด้วยของมึนเมา 3) สิ่งที่เป็นอุปการะ เปรียบด้วยอาหารและเภสัช ถ้าใช้ในทางผิดอาจเป็น โทษได้ ผู้หมกอยู่ในโลก คือ คนผู้ไร้พิจารณา ไม่หยั่งเห็นโลกโดยถ่องแท้ อาการที่หมกอยู่ในโลก เพลิดเพลินในสิ่งอันให้โทษ ระเริงจนเกินพอดี ในสิ่งอันอาจให้โทษ ติดในสิ่งที่เป็นอุปการะ โทษของ การหมกอยู่ในโลกจนเกินไป ย่อมได้ทุกข์บ้าง สุขบ้าง แม้สุขก็สุขเพียงสามิสสุข มีเหยื่อเจอด้วยของล่อ ใจเป็นเหตุให้ติดอยู่ ดุจเหยื่อ คือ เนื้อที่เบ็ดเกี่ยวไว้ เป็นผู้จะพึงถูกจูงไปได้ด้วยตามปรารถนา ผู้ไม่ข้อง อยู่ในโลก บัณฑิตพิจารณาเห็นความเป็นจริงแห่งสิ่งนั้น ๆ ว่าอย่างอย่างไร ไม่ข้อง ไม่พัวพันในสิ่งอัน ล่อใจให้ใคร ๆ ไม่อาจยั่วให้ติดด้วยประการใดประการหนึ่ง ย่อมเป็นอิสระแก่ตน ด้วยที่ว่าโลกนี้วิจิตรตระการตาเปรียบด้วยราชรถโบราณที่ประดับด้วยเครื่องอลังการอย่าง สวยสดงดงาม มิใช่เพื่อให้หลงชม ดุจดูละคร เห็นแก่สนุก แต่เพื่อให้หยั่งเห็นลงในถึงคุณและโทษแห่ง สิ่งนั้น จะได้ไม่ตื่นเต้นไม่ติดในสิ่งนั้น (กองพุทธศาสนศึกษา, 2555, น.34-35) โลกได้พัฒนานวัตตก รรมเพื่ออำนวยความสะดวก เทคโนโลยีก็สามารถกลับมาทำลายเราได้ในเวลาอันรวดเร็วโลกได้ เพลิดเพลินไปกับวัตถุจนคิดทำนวัตกรรมหุ่นยนต์ใช้แทนมนุษย์ได้แต่มนุษย์พากันลืมเรื่องน้ำใจและ กำลังใจที่มีให้กันผลที่เกิดขึ้นก็คือความไม่มีสุขเพราะว่าไปหลงไหลในวัตถุนิยมจนเกินไป เพราะว่าโลก นี้เต็มไปด้วยกันแก่งแย่งแข่งขัน รบราฆ่าฟันกันไปทุกบ้านทุกเมือง
103 ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่มนุษย์ก่อขึ้นเอง การทำลายธรรมชาติ สร้างมลพิษ สร้างกระแส วัตถุนิยมโดยไม่สนใจทางด้านจิตวิญญาณ ก่อให้เกิดปัญหาระยะสั้นและระยะยาวผูกกันเป็นลูกโซ่เกาะ เกี่ยวกันไปจนกลายเป็นปัญหาของโลกในปัจจุบันและจะก่อปัญหาไปเรื่อย ๆ หรือเป็นปัญหาที่มา พร้อมกับการเกิดเป็นมนุษย์ เพราะหลักคำสอนทางศาสนาบอกว่า การเกิดขึ้นมาเป็นมนุษย์ก็เป็นทุกข์ ปัญหาชีวิตเกิดจากกิเลสตัณหาของมนุษย์ ถ้าสามารถลดละกิเลสตัณหาของมนุษย์ได้ปัญหาก็จะลดละ หรือหมดไปในที่สุด พุทธปรัชญานั้น สามารถ จะแก้ปัญหาให้โลกได้ ถ้ารู้จักเลือกและนำหลักธรรมที่ เหมาะสมกับสถานการณ์ พุทธปรัชญาสามารถให้คำชี้แนะวิธีแก้ปัญหาไว้หลายแห่ง เช่น หลักการใช้ สมาธิ หรือโยนิโสมนสิการ คือ การฝึกจิตใจให้หนักแน่นแน่วแน่ การพิจารณาโดยแยบคาย ในส่วนของ ฆราวาสผู้ดำเนินชีวิตในระดับโลกิยะทั่วไปวิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการมีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตอยู่ เสมอ เช่น ความมีสติอยู่ตลอดเวลาไม่ประมาทในการดำเนินชีวิตเมื่อประสบปัญหาพยายามทำความ เข้าใจปัญหาหรือความทุกข์โดยกำหนดรู้ เข้าใจสาเหตุของปัญหา แล้วคิดหาวิธีปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหา นั้น (พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), 2553, น.682) เพราะโยนิโสมนสิการหรือการฝึกสติ สมาธิ เป็นหลักการที่คอยหล่อเลี้ยงสติ เช่นเมื่อบุคคลได้รับอารมณ์ต่าง ๆ เข้ามาทั้งที่ดี และไม่ดี ถ้ามีการฝึก สมาธิหรือโยนิโสมนสิการพิจารณาหาเหตุผล ทำให้เข้าใจ ตามความเป็นจริงคิดหาทางแก้ไขได้ถูกต้อง หรือเรียกว่า ทำให้คนมีความคิด ในการแก้ปัญหานั้นเอง หลักธรรมที่เกี่ยวข้องกับการมองโลกใน โยนิโสมนสิการนี้ เมื่อพิจารณาในลักษณะสามมิติ คือ พิจารณาด้านที่เป็นคุณ (อัสสาทะ ) พิจารณา ด้านที่เป็นโทษ (อาทีนวะ ) และพิจารณา ในด้านที่เป็นทางออก (นิสสรณะ) และธรรมข้อนี้จะแนะนำ ทางออกที่เป็นปัญหาของโลกได้อย่างไร อันเป็นข้อที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น ผู้มีสติปัญญาคิดว่า ทางนี้เป็นทางตัน เพราะเราลืมศีลธรรมของมนุษย์หรือว่าศาสนาไปหรือเปล่าเมื่อกลับมาคิดด้วย เหตุผลก็พบแต่ว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาหนึ่งที่จะนำความสุขกลับมาให้มนุษย์โลกได้การศึกษา พระพุทธศาสนาช่วยนำมาช่วยโลกให้เป็นสุขจะเห็นได้ว่าแต่ก่อนไม่เคยมีชาวตะวันตกที่สนใจในพุทธ ศาสนาปัจจุบันมีคนตะวันตกสนใจพระพุทธศาสนามากขึ้นสิ่งที่สำคัญก็คือบทความหรือว่าหนังสือที่ ช่วยอธิบายความรู้ความเข้าใจในการศึกษาพระพุทธศาสนา คำถามที่สำคัญที่คนส่วนใหญ่จะถาม คือ พระพุทธศาสนานั้นเป็นปรัชญาหรือศาสนาอะไร เป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา คำสอน ของพระพุทธเจ้าเรื่องสมาธิใช้ประโยชน์อย่างไรได้บ้าง การใช้สมาธิเพื่อการรักษาจิตใจสำหรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศ กรณีศึกษา Monk Chat Program ของโรงเรียนสามัคคีวิทยาทาน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ดังนั้น การศึกษาเรื่อง การใช้สมาธิเพื่อการรักษาจิตใจสำหรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศ กรณีศึกษา Monk Chat Program ของโรงเรียนสามัคคีวิทยาทาน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
104 เพื่อศึกษา 1) วิธีการฝึกสมาธิตามแนวทางพระพุทธศาสนา 2) การใช้สมาธิเพื่อการรักษาจิตใจสำหรับ นักท่องเที่ยวต่างประเทศ กรณีศึกษา Monk Chat Program ของโรงเรียนสามัคคีวิทยาทาน อำเภอ เมือง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นแนวทางในการนำไปหลักธรรมไปประยุกต์ใช้ในชีวิต ด้วยการ Learning by doing เรียนแล้วด้วยการนำไปใช้เมื่อเจอปัญหาและจะแก้หาทางออกอย่างไรได้บ้าง ดังนั้นด้วยการใช้สมาธิเพื่อการรักษาจิตใจสำหรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศ กรณีศึกษา Monk Chat Program ของโรงเรียนสามัคคีวิทยาทาน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ อาจจะเป็น แนวทางในการแก้ปัญหาสังคมที่เกิดในปัจจุบันได้ในระดับจุลภาค คือ ครอบครัว และระดับมหภาค คือ ระดับประเทศชาติหรือโลกจะทำให้เกิดสันติสุขขึ้นในสังคมได้ ผู้วิจัยดำเนินการเชิงลึกจากการลงพื้นที่ พบว่า นักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมโครงการ Monk Chat Program ของโรงเรียนสามัคคีวิทยาทาน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ได้หลักธรรมและแนวทางการ เจริญสมาธิ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ซึ่งสอดรับกับแผนงานวิจัยนี้ ผู้วิจัยมีการ บูรณการระหว่างศาสตร์ คือ พุทธศาสตร์กับวิทยาศาสตร์ทางจิต คือ จิตวิทยาตามแนวพุทธศาสตร์มี การบูรณาการระหว่างหน่วยงาน ทางราชการ เช่น บุคลากรทางการศึกษาที่มีความเกี่ยวข้อง เป็นต้น ผู้วิจัยมีประสบการณ์ในการทำงานในพื้นที่โรงเรียนสามัคคีวิทยาทาน ดังนั้น โครงการวิจัยนี้ จะ ก่อให้เกิดประโยชน์ทางวิชาการที่นำไปสู่การปฏิบัติ ประโยชน์เชิงชุมชนเพื่อการศึกษาและสังคมที่ เข้มแข็งต่อไป ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจเพื่อความยั่งยืน และประโยชน์เชิงนโยบายในการพัฒนาชุมชน แห่งการศึกษาต่อไปที่จะช่วยขับเคลื่อนสังคมและประเทศชาติให้มีแนวทางหลุดพ้นจากความทุกข์ใจ และทุกข์กายของประชาชนโดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเพื่อพัฒนาประเทศชาติและสร้าง สันติสุขกับโลกต่อไป คำสำคัญ การใช้สมาธิ, การรักษาจิตใจ, นักท่องเที่ยวต่างประเทศของMonk Chat Program, 2. วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1) เพื่อศึกษาวิธีการฝึกสมาธิตามแนวทางพระพุทธศาสนา 2) เพื่อวิเคราะห์การใช้สมาธิเพื่อการรักษาจิตใจสำหรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศ กรณีศึกษา Monk Chat Program ของโรงเรียนสามัคคีวิทยาทาน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 3. วิธีดำเนินการวิจัย 1. รูปแบบการวิจัย เป็นระเบียบการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ที่ใช้ วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยมีวิธีดำเนินการวิจัย 3 ขั้นตอน คือมีขั้นตอนในการดำเนินงานดังนี้
105 ขั้นตอนที่ 1. เพื่อศึกษาวิธีการฝึกสมาธิตามแนวทางพระพุทธศาสนา ขั้นตอนที่ 2 เพื่อวิเคราะห์การใช้สมาธิเพื่อการรักษาจิตใจสำหรับนักท่องเที่ยว กรณีศึกษา Monk Chat Program ของโรงเรียนสามัคคีวิทยาทาน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ขั้นตอนการดำเนินการวิจัย แผนภูมิภาพที่ 3.1 แสดงขั้นตอนการดำเนินการวิจัยและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น 3.2 พื้นที่การวิจัย พื้นที่วิจัย โรงเรียนสามัคคีวิทยาทาน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 3.3. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ขัน้ตอนการวจิัย 1. เพื่อศึกษาวิธีการ ฝึกสมาธิตาม แนวทาง พระพุทธศาสนา 2 เพื่อวิเคราะห์การใช้สมาธิเพื่อ การรักษาจิตใจส าหรับ นักท่องเที่ยว กรณีศึกษา Monk Chat Program ของโรงเรียนสามัคคีวิทยาทาน อ าเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ วิธีด าเนินการวิจัย 1.ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับวิธีการฝึกสมาธิ ตามแนวทางพระพุทธศาสนา 2.กลุ่มตัวอย่างผู้ให้ข้อมูล คือ นักท่องเที่ยว 3.ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่นักท่องเที่ยว กรณีศึกษา Monk Chat Program ของโรงเรียน สามัคคีวิทยาทาน อ าเภอเมือง จังหวัด เชียงใหม่ 4.สร้างเครื่องมือเป็นแบบสัมภาษณ์ 5.การเก็บรวบรวมข้อมูล ใช้วิธีสัมภาษณ์ 6. วิเคราะห์แบบ (Content Analysis) 1.จัดสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) 2.กลุ่มตัวอย่างผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา 25 ท่าน 3. ป รั บ ป รุ ง ก า ร พั ฒ น า ก ล ยุ ท ธ์ ต า ม ข้อเสนอแนะร่วมกับสมาชิกชมรม 4.น าเสนอรูปแบบแนวทางการฝึกสมาธิ 3 เพื่อวิเคราะห์การใช้สมาธิเพื่อการรักษา จิตใ จส าหรับนักท่องเที่ย ว ก รณีศึกษ า Monk Chat Program ของโรงเรียน สามัคคีวิทยาทาน ผลลัพธท์ตี่้องการ ได้วิธีการฝึกสมาธิตาม แนวทางพระพุทธศาสนา ได้แนวทางการใช้สมาธิ เพื่อการรักษาจิตใจส าหรับ นักท่องเที่ยว เกิดการ ถ่ายทอดหลักธรรมและ แนวทางการเจริญกรรม ตามทางพระพุทธศาสนา
106 งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ แบบสัมภาษณ์ (Key Informants 25 คน/รูป ประชากรที่ศึกษาได้แก่ นักท่องเที่ยว กรณีศึกษา Monk Chat Program ของโรงเรียนสามัคคี วิทยาทาน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ - การเลือกกลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักศึกษาผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key - Informant) ใช้ แบบเจาะจง (Purposive Sampling) และมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้ รวมจำนวน 25 รูป/คน ประกอบด้วยนักท่องเที่ยว กรณีศึกษา Monk Chat Program ของโรงเรียนสามัคคีวิทยาทาน อำเภอ เมือง จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 25 คน (กลุ่มประธานตัวอย่าง Focus group 20 รูป/คน สัมภาษณ์ เชิงลึก 5 รูป/คน (In-depth interview 5 people) 3.4 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การวิจัยในครั้งนี้ คือ เชิงคุณภาพ 1) เครื่องมือในการวิจัยการใช้สมาธิเพื่อการรักษาจิตใจ สำหรับนักท่องเที่ยว กรณีศึกษา Monk Chat Program ของโรงเรียนสามัคคีวิทยาทาน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ในขั้นตอนนี้มีเครื่องมือสร้างขึ้น มีรายละเอียด ดังนี้เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเชิง คุณภาพครั้งนี้ เป็นแบบบันทึกการเก็บข้อมูลภาคสนามที่ผู้วิจัยจัดทำขึ้น ได้แก่ 1) บันทึกข้อมูลการ เดินทาง 2) แบบสำรวจสภาพพื้นที่เบื้องต้น 3) แบบสัมภาษณ์เชิงลึกเป็นรายบุคคล 4) แบบสนทนา กลุ่ม (ย่อยและกลุ่มใหญ่) 5) แบบสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม 6) แบบบันทึก (จากการสังเกตหรือ สัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ) 7) อุปกรณ์อื่น ๆ ที่ช่วยในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ ปากกา กระดาษ เครื่องบันทึกเสียง กล้องถ่าย ภาพนิ่งและภาพเครื่องไหว 3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล/ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล เมื่อได้สร้างและตรวจสอบเครื่องมือดังกล่าวเสร็จแล้ว คณะผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บข้อมูลดังนี้ 1. เก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย 2. เก็บข้อมูลจากเครื่องมือวิจัยโดยผู้วิจัยเป็นผู้กำหนดการวิจัยด้วยวิธีการต่อไปนี้การสังเกต อย่างไม่มีส่วนร่วมได้มอบหมายให้ผู้ร่วมวิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลจากพฤติกรรมของผู้เกี่ยวข้อง การ สัมภาษณ์เชิงลึกได้มอบหมายให้ผู้ร่วมวิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลหลัก ผู้วิจัย 1 คนต่อผู้ให้ ข้อมูล 3 คน ได้จัดเวทีเพื่อสนทนากลุ่ม (Focus group) จำนวน 5 รูป/คน ประกอบด้วย คณะทีมวิจัย 7 รูป/คน และสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มตัวอย่าง 5 รูป/คน และการสัมภาษณ์เป็นรายบุคคล จำนวน 20 รูป/คน รวม 25 รูป/คน ณ Monk Chat Program ของโรงเรียนสามัคคีวิทยาทาน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่เวลา 08.30 – 16.10 น.พร้อมทั้งมอบผู้ดำเนินการดังนี้ในการสนทนากลุ่มนั้นได้ จัดเป็นรูปแบบตัว ยู (U) ได้กำหนดผู้ให้ข้อมูลสำคัญนั่งเรียงลำดับกันไป ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็น คณะผู้วิจัย และคณะผู้วิจัยได้สร้างความคุ้นเคยโดยการแนะนำตัวให้ผู้เข้าสนทนากลุ่มทราบเป็น
107 รายบุคคล และขอให้ผู้ให้ข้อมูลสำคัญแนะนำตัวเป็นรายบุคคลเพื่อสร้างความคุ้นเคยก่อนสนทนากลุ่ม ตามลำดับหัวข้อที่กำหนดไว้ การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลวิจัยเชิงคุณภาพ เมื่อได้เก็บข้อมูลทั้งหมดแล้ว ผู้วิจัยได้ ตรวจสอบคุณภาพข้อมูลเพื่อสร้างความเชื่อมั่น (Reliability) ดังนี้ คือ วิธี Data Triangulations method วิธี Investigations method และวิธี Theory method 1. การตรวจสอบความแบบสามเส้าจากการสัมภาษณ์ได้แก่ผู้ให้ข้อมูล (สัดส่วนผู้วิจัย 1 : 3 คน จำนวน ผู้วิจัย 7 ท่าน รวมผู้ให้ข้อมูลทั้งสิ้น 25 รูป/คน) ตอบข้อคำถามในลักษณะคล้ายกันหรือ ตรงกัน ข้อคำถามจะถามเวลาใด ข้อมูลจากที่ได้ ก็ถูกต้องตรงกัน ข้อมูลที่ได้จากสถานที่ใดก็ได้ข้อมูลที่ ถูกต้องตรงกัน หากข้อมูลในส่วนใดยังไม่ตรงกัน ผู้วิจัยต้องค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ ถูกต้องตรงกันเพิ่มเติม 2. การตรวจสอบความแบบสามเส้าจากการสังเกตอย่างไม่มีส่วนร่วม ได้แก่ผู้ให้ข้อมูล พฤติกรรมของนักศึกษา ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เป้าหมายการวิจัยจำนวน 5 คน ได้ข้อมูลในลักษณะที่ สอดคล้องคล้ายกันหรือตรงกัน ข้อสังเกตจะสังเกตเวลาใด ข้อมูลจากที่ได้ ก็ถูกต้องตรงกัน ข้อมูลที่ได้ จากสถานที่ใดก็ได้ข้อมูลที่ถูกต้องตรงกัน หากข้อมูลในส่วนใดยังไม่ตรงกันผู้วิจัยต้องค้นหาข้อมูล เพิ่มเติมเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องตรงกันเพิ่มเติม 3. การตรวจสอบความแบบสามเส้าจากการศึกษาเอกสาร ข้อมูลจากเอกสารอย่างน้อยจาก 3 ฉบับ เช่น ข้อมูลพื้นฐานของ มมร. วิทยาเขตล้านนา และข้อมูลพื้นฐานจังหวัดเชียงใหม่ และข้อมูล แหล่งท่องเที่ยว ข้อมูลจากเอกสารฉบับใดถูกต้องตรงกัน หากข้อมูลในส่วนใดยังไม่ตรงกัน ผู้วิจัยต้อง ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องตรงกันเพิ่มเติมวิธี Investigation’s method ผู้เก็บ ข้อมูลทำการเก็บข้อมูลโดยไม่มีอคติ วิธี Theory method การเก็บข้อมูลทฤษฎีที่กำหนดยืนยันความ ถูกต้องไม่คลาดเคลื่อน 3.6 การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลวิจัยเชิงคุณภาพ เมื่อได้เก็บข้อมูลทั้งหมดแล้ว คณะผู้วิจัยได้ตรวจสอบคุณภาพข้อมูลเพื่อสร้างความเชื่อมั่น (Reliability) ดังนี้ คือ วิธี Data Triangulations method วิธี Investigations method และวิธี Theory method 3.7 การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลแบบอุปนัย (Analytic Induction) คือการนำ ข้อมูลแต่ละด้านมาสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้ใหม่การวิเคราะห์โดยจำแนกชนิดข้อมูล (Typological Analysis) เป็นการวิเคราะห์ตัวแปรที่มีกี่ตัวแปรก็วิเคราะห์ตามนั้น คือ 1. การกระทำ (Acts) เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เป็นรายบุคคลเพื่อสังเคราะห์ ข้อมูลให้ได้ตรงกัน กิจกรรมคล้ายกันโดยการสนทนากลุ่ม การหาความหมายของข้อมูลเชิงลึก จาก
108 การศึกษาชีวิประวัติบุคคลสำคัญในพื้นที่ การศึกษาสภาพแวดล้อมทั่วไป การมีส่วนร่วมของคณะวิจัย ในการเก็บข้อมูลตามภาระงานที่ได้รับมอบหมายในแต่ละหัวข้อ เช่น การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกต แบบไม่มีส่วนร่วม การสังเกตสภาพพื้นที่ทั่วไป การสัมภาษณ์ชีวประวัติบุคคลสำคัญ การศึกษาเอกสาร แล้วนำมาวิเคราะห์เชิงเนื้อหานำมาเขียนร่วมรายงานร่วมกันเพื่อให้เห็นว่าข้อมูลที่ได้มานั้นเป็นไปใน ทิศทางเดียวกันหรือไม่ 2. การเปรียบเทียบข้อมูลโดยการนำข้อมูลเช่น การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตแบบไม่มีส่วน ร่วม การสังเกตสภาพพื้นที่ทั่วไป การสัมภาษณ์ชีวประวัติบุคคลสำคัญ การศึกษาเอกสาร มา เปรียบเทียบข้อมูลให้มีความสอดคล้องตรงกัน 3. เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาโดยการนำข้อมูลจาก 25 ชุดมาเขียนเรียงกันว่าคนที่ 1- 25 ว่าให้ข้อสัมภาษณ์การสังเกตและการศึกษาเอกสารว่าอย่างไรและนำมาเปรียบเทียบว่าเหมือนกัน หรือแตกต่างกันอย่างไร และคณะผู้วิจัยนำมาสรุปประเด็นให้สอดคล้องตรงกัน 3.8 การเขียนรายงานการวิจัย ผู้วิจัยได้ทำการสำรวจพื้นที่และศึกษาข้อมูลต่างๆ จากนั้นได้ทำเครื่องมือในการวิจัย เป็นแบบ สัมภาษณ์ทั้งรายบุคคล รายกลุ่ม และแบบสังเกตสิ่งแวดล้อมจากนั้นได้มอบหมายให้คณะทำงานได้ไป ดำเนินการเมื่อเสร็จแล้วจะได้นำเสนอผลงานวิจัยในรูปแบบการบรรยายเชิงวิเคราะห์ รวม 5 บท พร้อมรูปภาพประกอบการศึกษาวิจัย การใช้สมาธิเพื่อการรักษาจิตใจสำหรับนักท่องเที่ยว กรณีศึกษา Monk Chat Program ของโรงเรียนสามัคคีวิทยาทาน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้วิจัยได้นำ ผลการวิจัยมาจัดทำเป็นบทความวิจัย เพื่อนำมาใช้ในการเผยแพร่ที่ง่ายต่อความเข้าใจและสามารถ นำไปขยายผลในชุมชนอื่นๆ ต่อไป 3. สรุปผลการวิจัย 1. วิธีการฝึกสมาธิตามแนวทางพระพุทธศาสนา ตามหลักการในอานาปานสติสูตรการเจริญ สติ (สติปัฏฐาน 4) ครั้งหนึ่ง พระพุทธองค์ประทับอยู่ในนิคมชื่อกัมมาสทัมมะของชาวกุรุ ในแคว้นกุรุ ทรงแสดงสติปัฏฐาน 4 แก่ภิกษุทั้งหลายในฐานะเป็นทางสายเอกเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ ทั้งหลาย เป็นไปเพื่อล่วงพ้นหรือข้ามแดนแห่งความโศกความคร่ำครวญรำพัน เพื่อความตั้งอยู่ไม่ได้ แห่งทุกข์โทมนัส เป็นไปเพื่อบรรลุธรรมที่ควรรู้ และเพื่อทำนิพพานให้แจ้ง โดยพยัญชนะ สติปัฏฐาน แปลว่า การตั้งสติ หรือธรรมเป็นที่ตั้งทั่วไปแห่งสติ ถือเอาความว่า เป็นที่รองรับสติ ถ้าจะถามว่าควรตั้งสติลงที่ใด ก็ตอบว่า ควรลงที่อารมณ์ 4 อย่าง หรือ ธรรม 4 อย่าง คือ กาย , เวทนา , จิต และธรรม สติบริสุทธิ์นั้นมี 1 แต่หยั่งลงในอารมณ์หรือธรรมทั้ง 4 เรียกว่า สติ ปัฏฐาน 4 เปรียบเหมือนโคตัวหนึ่งมี 4 ขา อาศัยขาทั้ง 4 นั้นเดินไป เนื่องจากพระไตรปิฎกฉบับนี้สำหรับผู้บวชใหม่และชาวพุทธทั่วไป และเนื่องจากสติปัฏฐาน เป็นเรื่องยากยิ่ง จึงขอถอดความโดยย่อและอธิบายไปด้วยตลอดทั้งพระสูตร
109 อนึ่ง เมื่อพูดถึงสัมมาสติในมรรคมีองค์ 8 พระพุทธองค์ก็ทรงชี้มาที่สติปัฏฐาน 4 ว่าเป็น สัมมาสติ เมื่อต้องการเจริญสัมมาสติก็ให้เจริญสัมมาสตินั่นเอง สติปัฏฐาน 4 สติปัฏฐาน 4 ประกอบด้วย 1.การพิจารณากาย (กายานุปัสสนา) 2.การพิจารณาความรู้สึก (เวทนานุปัสสนา) 3.การพิจารณาจิต (จิตตานุปัสสนา) 4.การพิจารณาธรรมที่เกิดกับจิต (ธัมมานุปัสสนา) ในการพิจารณากาย , เวทนา , ธรรม , จิต นี้ ทรงสอนให้มีความเพียร (อาตาปะ) มี สัมปชัญญะ และมีสติควบไปด้วยเสมอ เพื่อกำจัดให้หมดไปซึ่งความยินดี และความเสียใจในโลก มนุษย์เราส่วนใหญ่ท่องเที่ยวอยู่ในความพอใจ ความเสียใจ หรือความยินดียินร้ายในโลก ที่ เป็นเช่นนี้เพราะขาดสติสัมปชัญญะระลึกรู้ความจริงของสิ่งทั้งปวง จึงหลงยึดมั่นถือมั่นว่า เรา ของเรา ตัวตนของเรา มีความเพลิดเพลินหรรษา ความคร่ำครวญเศร้าโศก ยินดีเมื่อได้ ยินร้ายเมื่อเสีย และ คร่ำครวญเมื่อสิ่งนั้นเปลี่ยนแปลงไปตามกฎธรรมดาของมัน บุคคลผู้ไม่รู้กฎธรรมดา หลงยึดอยู่ผู้เดียว ก็ต้องได้รับความเดือดร้อนเป็นเครื่องตอบแทน เป็นที่ประจักษ์ว่า ธรรมยิ่งสูงขึ้นเพียงใด ก็ยิ่งจำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวันมากเพียงนั้น ธรรมที่เกี่ยวกับความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับจิตใจ ความเสื่อม ความเจริญของจิตใจ ความเดือดร้อนและ ความสงบสุขของจิตใจ เป็นเรื่องที่บุคคลต้องประสบอยู่ทุกวันไม่ว่างเว้น ผู้ฉลาดในกระบวนการของจิต เท่านั้นจึงจะสามารถประคับประคองจิตให้อยู่ในปกติภาพ คือผ่องใสอยู่ได้ สติปัฏฐานจะช่วยให้ท่านฉลาดในกระบวนการของจิต มีอานุภาพกำจัดอภิชฌา (ความยินดี) และโทมนัส (ความเสียใจ) เสียได้ คงอยู่ในโลกอย่างอิสระ ไม่มีสิ่งเสียบแทงผูกพัน ไม่มีสิ่งเผาลนให้เร่า ร้อนวุ่นวาย ไม่มีอะไรสามารถมาชักจูงให้หลงติดอยู่ได้ เป็นผู้อยู่บนโลกเพียงแต่ร่างกาย ส่วนใจของเขา อยู่เหนือโลก ท่านลองคิดดูเถิดว่า บุคคลเช่นนั้นจะสง่าสูงส่งเพียงใด ต่อไปนี้ ขอเสนอรายละเอียดของสติปัฏฐานตามสมควร จะไม่ให้พิสดารนัก กล่าวแต่โดยย่อ พอเป็นทางแห่งการปฏิบัติ 1.กายานุปัสสนา แปลว่า การพิจารณากาย โดยใจความสำคัญว่า กายนี้ก็สักแต่ว่ากาย ไม่ใช่ สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ตัวตน เราเขา มันเป็นธรรมดาอย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นเพราะมีเหตุปัจจัย เมื่อเหตุปัจจัย ทรุดโทรม มันย่อมทรุดโทรมไป เมื่อเหตุปัจจัยดับ มันก็ดับไป ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา บังคับบัญชาไม่ได้ เกิดขึ้นตามธรรมดาของสิ่งมีเหตุ และดับไปตามธรรมดาเมื่อเหตุดับ กายานุปัสสนาสติปัฏฐานนี้ มี 6 ปัพพะ (บรรพ) คำว่า “ปัพพะ” หรือ “บรรพ” นั้น แปลว่า หัวข้อ หรือ ตอน
110 ตอนที่ 1 ทรงสอนให้มีสติกำหนดลมหายใจเข้าออก เรียกในภาษาบาลีว่า อานาปานสติ วิธี เจริญอานาปานสติสมาธินี้ คลุมเอาสติปัฏฐานทั้ง 3 ข้างปลายไว้ด้วย คือ เจริญอานาปานสติสมาธิ อย่างเดียวก็ชื่อว่าได้เจริญเวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา และธัมมานุปัสสนาไปด้วย ดังจะกล่าว ภายหลังตอนที่ว่าด้วยวิธีเจริญอานาปานสติ อานาปานสติสมาธินี้ พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญมาก ว่าเป็นยอดของกรรมฐาน เป็นธรรม เครื่องอยู่สบายประจำวันของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระพุทธสาวกทั้งหลาย ทำให้ สบายกาย สบายใจ บรรเทาความกลัดกลุ้มรุ่มเร้า เป็นเหตุให้บรรลุคุณวิเศษในทางธรรม เป็นเหตุให้ บรรลุถึงวิชชาและวิมุตตา ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย! อานาปานสติ อันบุคคลใดอบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว บุคคลนั้นย่อม สามารถทำสติปัฏฐาน 4 ให้บริบูรณ์ ผู้ใดอบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ซึ่งสติปัฏฐาน 4 ผู้นั้นย่อมทำ โพชฌงค์ 7 ให้บริบูรณ์ ผู้ใดอบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ซึ่งโพชฌงค์ 7 ผู้นั้นย่อมทำวิชชา (ความรู้ แจ้ง) และวิมุตตา (ความหลุดพ้น) ให้บริบูรณ์” วิธีเจริญอานาปานสติสมาธิ ผู้จะเจริญอานาปานสติ เมื่อได้บูชาพระรัตนตรัยด้วยดอกไม้ธูปเทียนหรือด้วยการน้อมนึกถึง คุณพระรัตนตรัยแล้ว นั่งตั้งกายให้ตรง เอาเท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้าย หรือจะนั่งบนเก้าอี้ก็ ได้ แต่อย่าพิง (เพื่อให้ร่างกายตั้งตรงจริงๆ) แล้วหายใจเข้าลึกๆยาวๆ ผ่อนหายใจออกช้าๆทำดังนี้ หลายๆครั้งจนรู้สึกว่าจิตสงบพอสมควรแล้วจึงหายใจตามปกติ มีสติกำหนดลมหายใจเข้าออกอยู่ ตลอดเวลา เมื่อหายใจเข้าออก อาจนับไปด้วย (นับในใจ)ว่า 1-1 , 2-2 ไปจนถึง 10-10 แล้วตั้งต้นใหม่ นี้สำหรับผู้เริ่มทำ แต่ผู้ที่ทำจนชำนาญแคล่วคล่องดีแล้ว ไม่ต้องนับก็ได้ เพียงแต่หายใจเข้าก็มีสติรู้ว่า “เข้า” เมื่อหายใจออกก็มีสติรู้ว่า “ออก” การทำดังนี้ ทำให้ใจสงบ ทำให้จิตประณีต ทำให้ใจเยือกเย็น เป็นที่อยู่อย่างสบายของใจ และ สามารถทำให้อกุศลบาปธรรมที่เกิดขึ้นแล้วในใจสงบระงับได้อย่างรวดเร็ว ในมหาสติปัฏฐานสูตร พระพุทธองค์ตรัสถึงวิธีทำอานาปานสติสมาธิไว้ดังนี้ ภิกษุในศาสนานี้ อยู่ป่าหรือโคนไม้หรือสุญญาคาร นั่งคู้บัลลังค์ ตั้งกายให้ตรง ตั้งสติไว้เฉพาะ หน้า (คือตั้งสติไว้ที่ริมฝีปากเบื้องบนหรือที่ปลายจมูก) มีสติหายใจเข้าหายใจออก 1.เมื่อหายใจเข้า-ออก ยาว ก็รู้ชัดว่ายาว 2.เมื่อหายใจเข้า-ออก สั้น ก็รู้ชัดว่าสั้น 3.เธอสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งลมหายใจเข้า-ออก 4.เธอสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขารทั้งหมดหายใจเข้า-ออก สี่ข้อนี้จัดเป็นกายา นุปัสสนา เธอสำเหนียกว่า
111 5.เราจักกำหนดรู้ปีติ หายใจเข้า-ออก 6.เราจักกำหนดรู้สุข หายใจเข้า-ออก 7.เราจักกำหนดรู้สังขาร หายใจเข้า-ออก 8.เราจะระงับจิตสังขาร หายใจเข้า-ออก สี่ข้อนี้จัดเป็นเวทนานุปัสสนา เธอสำเหนียกว่า 9.เราจักกำหนดรู้จิต หายใจเข้า-ออก 10.เราจักทำจิตให้ปราโมช หายใจเข้า-ออก 11.เราจักยังจิตให้ตั้งมั่น หายใจเข้า-ออก 12.เราจักยังจิตให้หลุดพ้น หายใจเข้า-ออก สี่ข้อนี้จัดเป็นจิตตานุปัสสนา เธอสำเหนียกว่า 13.เราจักพิจารณาความไม่เที่ยง หายใจเข้า-ออก 14.เราจักพิจารณาความคลายกำหนัด หายใจเข้า-ออก 15.เราจักพิจารณาความดับทุกข์ หายใจเข้า-ออก 16.เราจักพิจารณาการละกิเลส หายใจเข้า-ออก สี่ข้อนี้จัดเป็นธัมมานุปัสสนา จะเห็นว่า อานาปานสติสมาธินั้นครอบคลุมเอาสติปัฏฐานทั้ง 4 ไว้ด้วย ดังกล่าวแล้ว อนึ่ง พระพุทธองค์ทรงยกย่องอานาปานสติสมาธิ เช่น “ภิกษุทั้งหลาย! เมื่อตถาคตยังเป็นโพธิสัตว์ อยู่ก่อนแต่ตรัสรู้ ตถาคตอยู่ด้วยวิหารธรรมคือ อานาปานสติสมาธินี้แหละเป็นส่วนมาก เพราะอานาปานสตินี้เอง กายของตถาคตก็ไม่ลำบาก จักษุก็ไม่ลำบาก จิตก็หลุดพ้นจากอาสวะ” “ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมเจริญโพชฌงค์ 7 ไปด้วยกันกับอานาปานสติ อัน อาศัยวิเวก อาศัยความคลายกำหนัด และอาศัยความดับทุกข์น้อมไปเพื่อการปล่อยวาง อานาปาน สติที่ภิกษุอบรม ทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงค์มาก” ท่านว่า ผู้เจริญกรรมฐานอย่างอื่น เมื่อบรรลุอรหัตตผลแล้ว อาจสามารถกำหนดอายุตนเองได้ บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่ผู้เจริญอานาปนสติสมาธิย่อมสามารถรับรู้วันนิพพานของตนของตนอย่างแน่นอน ดังเช่นพระเถระรูปหนึ่งสวดปาติโมกข์ในวันเพ็ญอุโบสถแล้วออกมาดูดวงจันทร์ ตรวจดูอายุสังขารของ ตน รู้ว่าจักสิ้นอายุนิพพานในวันนี้ จึงกล่าวกับภิกษุผู้ห้อมล้อมอยู่ว่า เคยเห็นภิกษุนิพพานในอากาศก็ เห็น ที่นั่งคู้บัลลังก์นิพพานก็เคยเห็น ข้าพเจ้าจะเดินจงกรมนิพพาน ดังนี้แล้วจึงขีดเครื่องหมายลงบน พื้นดิน พูดกับภิกษุทั้งหลายว่า ข้าพเจ้าจักเดินจากตรงนี้ไปถึงสุดโน้นแล้วเดินกลับมา พอถึงที่ตรงนี้จัก นิพพาน ท่านทำได้ตามที่พูดนั้น อานาปานสติ มีอานิสงค์มากดังพรรณนามา
112 ตอนที่ 2 อิริยาปถปัพพะ ว่าด้วยอิริยาบถ ท่านสอนให้มีสติอยู่อิริยาบถ ไม่ว่า ยืน , เดิน , นั่ง หรือนอน เมื่อเดินก็มีสติว่า “บัดนี้เราเดินอยู่ ” เป็นต้น คนส่วนมาก เวลาเดิน , ยืน , นั่ง , นอน สติสัมปชัญญะหาได้อยู่ที่เดิน ยืน นั่ง นอน ไม่ เพราะ ใจไปมัวคิดสิ่งอื่นมากมาย ตอนที่ 3 สัมปชัญญปัพพะ ว่าด้วยสัมปชัญญะ ความรู้ตัวทุกขณะ เมื่อก้าวไป-ถอยกลับ (ซอยละเอียดลงไปในอิริยบถปัพพะนั่นเอง) เหลียวซ้าย , ขวา , เหยียดแขน , คู้แขน , กิน , ดื่ม , เคี้ยว , ลิ้มรส , ถ่ายอุจจาระ , ถ่ายปัสสาวะ ตอนที่ 4 ปฏิกูลปัพพะ ว่าด้วยความปฏิกูลโสโครกน่ารังเกียจของร่างกาย ตั้งแต่ปลายผมลง ไป ตั้งแต่พื้นเท้าขึ้นมา มีผม , ขน , เล็บ , ฟัน , หนัง , เนื้อ , เอ็น , กระดูก ฯลฯ ล้วนเป็นอสุภะไม่ สะอาดทั้งสิ้น มีทวารทั้ง 9 อัน เป็นที่ไหลออกแห่งสิ่งโสโครกในกาย ตอนที่ 5 ธาตุปัพพะ ว่าด้วยธาตุ 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ คือ ให้พิจารณากายนี้ว่าสักแต่เป็น ธาตุ 4 คุมกันเข้า ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ต้องแปรปรวนไป และแตกดับในที่สุด ตอนที่ 6 นวสีวถิกาปัพพะ ว่าด้วยซากศพที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า ซึ่งมีลักษณะต่างๆถึง 9 ประการ คือ (1)ซากศพที่ตายวันเดียว สองวัน สามวันบ้าง ขึ้นพองมีสีเขียวน่าเกลียด มีน้ำเหลืองไหลน่า เกลียด ฯลฯ แล้วน้อมพิจารณาว่า แม้ร่างกายของเราต้องเป็นอย่างนี้เหมือนกัน ไม่อาจล่วงพ้นความ เป็นอย่างนี้ไปได้เลย (2) ซากศพที่ฝูงสัตว์ต่างๆมีกาเป็นต้นจิกกิน (3) ซากศพที่เป็นร่างกระดูก ยังมีเนื้อและเลือด มีเส้นเอ็นรัดรึงอยู่ (4) ซากศพที่เป็นร่างกระดูกเปื้อนเลือดไม่มีเนื้อติดอยู่แล้ว (5) ซากศพที่เหลือแต่กระดูก ไม่มีเนื้อและเลือดแล้ว แต่ยังมีเอ็นรัดรึงอยู่ (6) ซากศพที่ปราศจากเนื้อ เลือด และกระดูกเส้นเอ็น ไม่คุมกันเป็นรูปร่างแล้ว กระดูก กระจัดกระจายเรี่ยรายไปคนละทิศคนละทาง (7) ซากศพที่เหลือแต่กระดูกสีขาวเหมือนสีสังข์ (8) ซากศพที่เป็นกระดูกเรียงรายเกินปีหนึ่งไปแล้ว (9) ซากศพที่กระดูกเป็นจุณ คือละเอียดแล้ว บุคคลเห็นซากศพดังนี้แล้วน้อมเข้ามาพิจารณากายของตนว่า กายของเรานี้ก็ต้องเป็นอย่างนี้ ไม่อาจล่วงพ้นความเป็นอย่างนี้ไปได้เลย ทั้งหมดนี้เป็นกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน-การตั้งสติพิจารณากาย 2.เวทนานุปัสสนา-การพิจารณาเวทนา (ความรู้สึก) การตามดูเวทนาของตน ตามรู้เวทนาของ ตน เช่น -เมื่อเสวยสุขเวทนา ก็รู้ว่าเสวยสุขเวทนา (รู้สึกสุข)
113 -เมื่อเสวยทุกขเวทนา ก็รู้ว่าเสวยทุกขเวทนา (รู้สึกทุกข์) -เมื่อเสวยอทุกขมสุขเวทนา (อุเบกขา) ก็รู้ว่าเสวยอทุกขมสุขเวทนา (รู้สึกเฉยๆ) -เมื่อเสวยสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา อันเจือด้วยอามิส ก็รู้ ความสุขโสมนัสและทุกขโทมนัสมอันเกิดขึ้นเพราะอาศัยความพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เรียกว่าสุขเวทนาหรือทุกขเวทนา ที่เจือด้วยอามิส เมื่อบุคคลพิจารณาเวทนาอยู่อย่างนี้ ย่อมเห็นธรรมดาอย่างหนึ่ง คือ ความสิ้นไป ความเสื่อม ไป ความเกิดขึ้นแล้วดับไปของเวทนา เขาย่อมเห็นแจ้งว่ามันสักแต่ว่าเป็นเวทนา ซึ่งเกิดขึ้นตามเหตุ ปัจจัยและดับไปตามเหตุปัจจัย จึงกลายเป็นผู้ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรๆในโลก มีชีวิตเบาสบาย 3.จิตตานุปัสสนา-การพิจารณาจิต (ตามดูจิต) ของตน เช่น -จิตมีราคะหรือปราศจากราคะ ก็รู้ -จิตมีโทสะหรือปราศจากโทสะ ก็รู้ -จิตมีโมหะหรือปราศจากโมหะ ก็รู้ -จิตหดหู่หรือฟุ้งซ่าน ก็รู้ -จิตเป็นมหัคคตะ (จิตมีเมตตาเป็นต้น ซึ่งกว้างใหญ่เป็นอัปปมัญญา) หรือจิตเป็นอมหัคคตะ (จิตแคบ) ก็รู้ -จิตต่ำหรือจิตสูง ก็รู้ -จิตตั้งมั่นหรือไม่ตั้งมั่น ก็รู้ -จิตหลุดพ้นหรือไม่หลุดพ้น ก็รู้ เมื่อบุคคลพิจารณาจิต ตามดูจิตอยู่เช่นนี้ ย่อมเห็นธรรมดา คือ ความสิ้นและความเสื่อมในจิต เธอย่อมเห็นจิตสักแต่ว่าจิตเกิดขึ้นและดับไปตามเหตุปัจจัย จึงเป็นผู้ไม่ยึดมั่นถือมั่นในโลก มีชีวิตเบา สบาย 4.ธัมมานุปัสสนา-การพิจารณาธรรม (ตามดูธรรม) ทั้งส่วนอกุศลและกุศลที่เกิดขึ้นในจิตของ ตน ทรงแสดงไว้หลายอย่าง ดังนี้ (1) นิวรณ์ 5 คือ กามฉันท์ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา เมื่อมันอยู่ในจิตก็รู้ ว่ามีอยู่ เมื่อมันไม่มีอยู่ก็รู้ว่ามันไม่มีอยู่ (2) ขันธ์ 5 คือ รูป เวทนา สังขาร สัญญา วิญญาณ ทรงสอนให้รู้จักขันธ์ ความเกิดขึ้นแห่ง ขันธ์ และความดับแห่งขันธ์ (3) อายตนะภายใน 6 ภายนอก 6 –อายตนะภายใน คือ ตา , หู , จมูก , ลิ้น , กาย , ใจ อายตนะภายนอก 6 คือ รูป , เสียง , กลิ่น , รส , โผฏฐัพพะ , ธัมมารมณ์ ทรงสอนให้รู้จักตืกิเลสที่ เกิดขึ้นเพราะอาศัยตาเห็นรูป และผูกพันสัตว์ไว้ในภพ (หู จมูก ฯลฯ ก็ทำนองเดียวกัน) ทรงสอนให้
114 รู้จักวิธีที่ไม่ให้กิเลสเกิดและวิธีละกิเลสซึ่งเกิดขึ้นแล้วเพราะอาศัยตา , หู , รูป , เสียงเป็นต้นนั้น ตลอด ทั้งให้รู้จักวิธีทำมิให้กิเลสที่ละได้แล้วเกิดขึ้นอีก รวมความว่า ทรงสอนให้รู้จักอายตนะภายใน 6 อายตนะภายนอก 6 กิเลสที่เกิดขึ้นเพราะ อาศัยอายตนะ การละกิเลส และการทำให้กิเลสที่ละได้แล้วไม่เกิดขึ้นอีก (4) โพชฌงค์ 7 – โพชฌงค์ คือองค์แห่งธรรมอันเป็นปัจจัยอุดหนุนให้ตรัสรู้หรือรู้ธรรมอัน สูงสุด มี 7 หัวข้อ คือ 1) สติ-ความระลึกได้ 2) ธัมมวิจยะ-การเลือกเฟ้นธรรม 3) วิริยะ-ความ เพียร 4) ปีติ-ความเอิบอิ่ม 5) ปัสสัทธิ-ความสงบใจสงบจิต 6) สมาธิ-ความตั้งมั่นแห่งจิต 7) อุเบกขา-ความวางเฉย ทรงสอนให้ตามพิจารณาธรรมเหล่านี้ให้รู้ชัดว่ามีอยู่หรือไม่มีอยู่ในจิตให้รู้ความเกิดขึ้นแห่ง โพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด และรูวิธีทำให้โพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้วถึงความบริบูรณ์ (5) อริยสัจจ์ 4 เห็นอริยสัจจ์ 4 ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ทางให้ถึงความดับทุกข์ ทั้ง 5 นี้เป็นธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ทรงสอนให้พิจารณานิวรณ์ ขันธ์ อายตนะ โพชฌงค์ และอริยสัจจ์ อานิสงค์แห่งการเจริญสติปัฏฐาน ทรงแสดงไว้ตอนท้านของสติปัฏฐานว่า ผู้ใดก็ตามเจริญ สติปัฏฐาน 4 เป็นเวลา 7 ปี เขาย่อมหวังได้ซึ่งผล 2 อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ อรหัตตผล หรือ อนาคามิผล ต่อจากนั้น ได้ทรงลดระยะเวลาลงเรื่อยมา คือ แม้เจริญสติปัฏฐาน 4 ไม่ถึง 7 ปีเพียง 6 ปี 5 ปี 4 ปี 3 ปี 2 ปี 1 ปี แล้วลดลงมาเพียง 7 เดือน 6 เดือน 5 เดือน 4 เดือน 3 เดือน 2 เดือน หรือ 1 เดือน ลดลงอีกเหลือเพียง 15 วัน หรือ 7 วัน แม้เจริญสติปัฏฐาน 4 ให้ติดต่อกันเพียง 7 วัน ก็จะหวัง ผลได้ 2 อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ อรหัตตผล หรือ อนาคามิผล สัมมาสติ (ความระลึกชอบ) กล่าวคือ สติปัฏฐาน 4 มีประโยชน์เกื้อกูลต่อชีวิตสุดจะพรรณนา ให้หมดสิ้นได้ บุคคลขาดสติหรือเสียสติ ย่อมนำชีวิตไปสู่ความทุกข์ ความล้มเหลวฉันใด ในทางตรง ข้าม บุคคลผู้มีสติสมบูรณ์ มีสัมมาสติย่อมนำชีวิตไปสู่ความสุขความรุ่งเรือง ฉันนั้น ความแตกต่างระหว่างปุถุชนกับพระอรหันต์ก็อยู่ตรงนี้ คือ ปุถุชนมีสติไม่สมบูรณ์ ส่วนพระ อรหันต์มีสติสมบูรณ์ ปุถุชนก็ต้องมีหัวเราะบ้าง ร้องไห้บ้าง เสียใจบ้าง ดีใจบ้าง เพราะเผลอสติ ส่วน พระอรหันต์ท่านไม่มีไม่เป็นอย่างนั้น เมื่อของเล่นเช่นตุ๊กตาเป็นต้นแตก เด็กร้องไห้เพราะไปยึดตุ๊กตานั้นเข้าอย่างจริงจัง เด็กนำ ตุ๊กตาเข้ามาผูกพันไว้กับชีวิตของตนอย่างมั่นคง เมื่อเด็กกำลังเล่นปลูกบ้านด้วยเศษไม้เล็กๆอยู่ เด็กอีก คนหนึ่งมารื้อเสีย ถ้าเด็กที่มารื้อโตกว่า เด็กเจ้าของบ้านก็จะร้องไห้ ถ้าเป็นเด็กเท่ากันก็จะตีกัน ถ้าเล็ก กว่าเด็กเจ้าของบ้านก็พุ่งเข้าทำร้าย
115 สิ่งที่ผู้ใหญ่ถือว่าหรือเห็นว่าเป็นของเด็กเล่นนั้นเป็นสิ่งมีความหมายจริงจังในความรู้สึกของ เด็ก การได้ขนมของเด็กมีความหมายเท่ากับการได้ลาภชิ้นใหญ่ๆของผู้ใหญ่ เพราะความต้องการของ เด็กมีเพียงการเล่น การกิน และการนอนเท่านั้น เคยนึกบ้างหรือไม่ว่า คนส่วนมากแม้มีอายุมากแล้วยังมีความรู้สึกทำนองเดียวกับเด็กที่ติด ของเล่น เพียงแต่ว่าของนั้นใหญ่ขึ้น เช่น รถยนต์ บ้าน กองทราย เป็นต้น แม้มนุษย์มีชีวิตสืบทอด กันมาลงมานับเป็นล้านๆปีแล้ว แต่จิตของมนุษย์ก็ยังเยาว์อยู่มาก ยังเขลาต่อปัญหาชีวิต ส่วนหนึ่ง เพราะมนุษย์อวดดีว่าตนรู้ในสิ่งที่ตนไม่รู้เลย อวดดีว่าตนฉลาดในสิ่งที่ตนยังเขลาอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องปัญหาชีวิตและกระบวนการแห่งจิตของตน จึงหลงใหลมัวเมาอยู่ในของเด็กเล่นมากกว่าการ แสวงหาสารัตถะแห่งชีวิต ประมาทอยู่ในเงามืดแห่งหายนะต่างๆ เพราะขาดสัมมาสติ พอสติจะเกิดขึ้น บ้างก็ถูกมอมเมาให้เป็นมิจฉาสติเสีย การระลึกนั้นจึงดำเนินไปในทางที่ผิด สัมมาสติจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ จึงจัดเป็นมรรคานำไปสู่ความพ้นทุกข์ได้อีกทางหนึ่ง 2 การใช้สมาธิเพื่อการรักษาจิตใจสำหรับนักท่องเที่ยว กรณีศึกษา Monk Chat Program ของโรงเรียนสามัคคีวิทยาทาน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 4. อภิปรายผลการวิจัย 1. วิธีการฝึกสมาธิตามแนวทางพระพุทธศาสนา 2 การใช้สมาธิเพื่อการรักษาจิตใจสำหรับนักท่องเที่ยว กรณีศึกษา Monk Chat Program ของโรงเรียนสามัคคีวิทยาทาน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ องค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษา สามารถสรุปเป็นโครงสร้างได้ดังต่อไปนี้
116 เนื้อหาที่จะสอน 1. การใช้สมาธิเพื่อการรักษาจิตใจสำหรับนักท่องเที่ยว กรณีศึกษา Monk Chat Program ของโรงเรียนสามัคคีวิทยาทาน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ คำถามท้ายบท 1. วิธีการฝึกสมาธิตามแนวทางพระพุทธศาสนา 2 การใช้สมาธิเพื่อการรักษาจิตใจสำหรับนักท่องเที่ยว กรณีศึกษา Monk Chat Program ของโรงเรียนสามัคคีวิทยาทาน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เอกสารอ้างอิง บทที่ 6 ชูชีพ อ่อนโคกสูง. (2522). จิตวิทยาการศึกษา. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช. สมปราชญ์ จอมเทศน์. (2515). “ทฤษฎีและพฤติกรรมในองค์การ ”, คณะรัฐประศาสนศาสตร์สถาบัน บัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์. โสภา ชูพิชัยกุล. (2522). จิตวิทยาสังคมประยุกต์. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). (2553). พุทธธรรม ฉบับปรับปรุงและขยายความ ,พิมพ์ครั้งที่20. กรุงเทพมหานคร : บริษัท สหธรรมิก จำกัด. สุชีพ ปุญญานุภาพ. (2550). พระไตรปิฎกฉบับประชาชน. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยมหามกุฏราช วิทยาลัย. แสง จันทร์งามและคณะ. (2553). พระไตรปิฎกสำหรับผู้บวชใหม่และชาวพุทธทั่วไป. กรงเทพฯ : เจริญวิทย์ การพิมพ์.
117 แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 7 เรื่อง ปรัชญาการใช้ชีวิตเชิงพุทธ พระครูวินัยธร สัญชัย ทิพย์โอสถ, ดร.6 26 ธันวาคม 2565 1) บทคัดย่อ ปรัชญาการใช้ชีวิตเชิงพุทธกล่าวถึงเรื่องมงคลเกิดจากการประพฤติปฏิบัติของตัวเองด้วยการ ตั้งอยู่ในสุจริต ด้านกาย งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม ทางวาจา การไม่พูดเท็จ การไม่พูดคำหยาบ การไม่พูดส่อเสียด การไม่พูดเพ้อเจ้อ ทางใจ ด้วยความไม่โลภอยากได้ของคนอื่น ความไม่พยาบาท ความเห็นถูกตามทำนองคลองธรรม ข้อปฏิบัติที่ทำให้เกิดมงคลในพุทธปรัชญา การ ไม่คบคนพาล คบคนดี ควรบูชาบุคคลที่ควรบูชา อยู่ในถิ่นอันสมควร การได้ทำบุญมาไว้ในชาติปาง ก่อน ควรตั้งตนไว้ทางที่ชอบ เป็นพหูสุต มีศิลปะ มีวินัยที่ดี มีวาจาสุภาษิต การดูแลบำรุงมารดาบิดา ดูแลสงเคราะห์บุตร ดูแลสงเคราะห์ภรรยา การทำงานไม่คั่งค้าง การให้ทาน การปฏิบัติ การ สงเคราะห์ญาติ ทำงานไม่มีโทษ ละเว้นการทำบาป สำรวมจากการดื่มน้ำเมา การไม่ประมาทในธรรม ทั้งหลาย มีความเคารพ มีความถ่อมตน มีความสันโดษ มีความกตัญญู ฟังธรรมตามกาลเวลาอัน สมควร มีความอดทน เป็นผู้ว่าง่าย ได้เห็นสมณะ สนทนาธรรมตามกาล การบำเพ็ญตบะ การประพฤติ พรหมจรรย์ การเห็นอริยสัจ การทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน มีจิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม มีจิตไม่เศร้า โศก มีจิตปราศจากกิเลส มีจิตเกษมจากกิเลสทั้งปวง สำหรับปุถุชนทั่วไปสามารถนำมาประยุกต์ใช้ด้วย การศึกษาให้เข้าใจ เข้าถึงแก่นแท้ของหลักคำสอน และพัฒนาให้เกิดขึ้นภายในตนเอง สำหรับเป็น เครื่องมือในการมองโลกอย่างเข้าใจซึ่งสัจธรรมความเป็นไปของโลก คำสำคัญ; แนวคิด, มงคล, พระพุทธศาสนาเถรวาทเถรวาท Abstract This academic article can be concluded that auspiciousness arises from one's conduct, being physically honest based, abstaining from killing animals, stealing, verbal misconduct, and non-lying. Profanity Non-talkative, to mental not greedy for other people's things. vindictiveness, right thought. practices that create auspiciousness in Buddhist philosophy to not associate with a bad person, associate with good people, should worship a person who should worship, live in a suitable place, have merit in 6 เอกสารประกอบการสอนรายวิชา PH 1005
118 the previous life, should set oneself in the way that you like, be the earliest, be philosopher, have art, have good discipline, proverbial speech, take care of parents, take care of children, wives care, uninterrupted work, giving alms, practice, relatives counsin, working without penalties, abstaining from evil, concentrating from drinking alcohol. not negligence in all dharma, respectful, humility, solitude, gratitude, listening to dharma in due time, having patience, being easy-learning, seeing goodness monk, talking dharma according to time, practice, behave chastity, seeing the noble truth, enlightening the nirvana, having an unshakable mind in the world, having a heart without grief, having a mind free of defilement, having a spirit of all desires. for the general laypeople, it can be applied by studying to understand. get to the core of the doctrine and develop to happen within oneself, for being a tool to see the world in a way that is the truth of the world. a Keyword; Concept, Mangala (Blessing), Theravada Buddhism, 2) บทนำ (Introduction) สังคมไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงไปในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านสังคมและเศรษฐกิจซึ่งมีผล ต่อการดำรงชีวิต ทำให้วิถีชีวิตและลักษณะนิสัยของคนไทยในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมากเช่นความมี น้ำใจลดน้อยลง มีความเห็นแก่ตัวเพิ่มขึ้น ความอดทนในเรื่องต่างๆ มีแนวโน้มลดลง โดยมีพฤติกรรม เชิงบริโภคนิยมเพิ่มมากขึ้นและมีนิสัยที่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยเพิ่มขึ้น เป็นต้น ที่สำคัญหลักคำสอนทาง พระพุทธศาสนาเถรวาทไม่ได้รับความสนใจจากผู้คนในปัจจุบันเท่าที่ควรเช่นเดียวกับผู้คนในอดีต ทำ ให้ในแต่ละวันผู้คนในสังคมต่างมีความสับสนวุ่นวายเนื่องจากขาดแบบแผนหรือแนวทางในการดำเนิน ชีวิต ทำให้ประสบปัญหา สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติขอรายงานภาวะ สังคมไทยไตรมาสหนึ่ง ปี 2563 ซึ่งมีความเคลื่อนไหวทางสังคมที่สำคัญ ได้แก่ อัตราการว่างงานยังอยู่ ในระดับต่ำ หนี้สินครัวเรือนชะลอการขยายตัว การเจ็บป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังลดลง คดีอาญาลดลง การเกิดอุบัติเหตุทางบกลดลง แต่มีประเด็นที่ต้องติดตาม ได้แก่ การจ้างงานลดลง การบริโภค เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอสถานการณ์ทางสังคมที่น่าสนใจ ได้แก่ การเลิกเรียนกลางคัน : ความเสี่ยงของอนาคตเยาวชนไทย และพฤติกรรมทางการเงินของ ครัวเรือนไทยและความเสี่ยงทางการเงิน รวมทั้งการเสนอบทความเรื่อง “วิกฤต COVID-19 : บทเรียน เพื่อการก้าวต่อไปอย่างมีภูมิคุ้มกัน” (สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2563) พระพุทธศาสนาเถรวาทกับคนไทยมีความผูกพันกันมาอย่างช้านาน ทั้งขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ ล้วนแต่มีพื้นฐานมาจากพระพุทธศาสนาเถรวาท “วัฒนธรรมไทยทุกรูปแบบที่บรรพบุรุษของเราได้
119 สร้างสมสืบทอดมาจึงล้วนเป็นวัฒนธรรมที่มีพระพุทธศาสนาเถรวาทเป็นพื้นฐานทั้งสิ้น นอกจากนั้น พระมหากษัตริย์ของไทยทุกพระองค์ล้วนทรงเป็นพุทธมามกะที่มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนาเถร วาท บางพระองค์ได้เคยผนวชเป็นพระภิกษุหรือสามเณรในพระพุทธศาสนาเถรวาทชั่วระยะหนึ่ง จึง ทรงเป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภกและทรงพิทักษ์คุ้มครองพระพุทธศาสนาเถรวาทอย่างเข้มแข็ง และ จริงจัง ทำให้พระพุทธศาสนาเถรวาทได้คงอยู่มาจนถึงปัจจุบันนี้” (จำนง ทองประเสริฐและคณะ, 2527) จากการที่ผู้คนละเลยหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาเถรวาทและไม่ศึกษาให้เข้าใจอย่าง ถ่องแท้จึงทำให้พวกเขาได้ดำเนินชีวิตที่สวนทางกับหลักคำสอนทางพุทธศาสนา แม้จะเรียกตัวเองว่า เป็นชาวพุทธก็ตาม ดังในกรณีที่บางคนได้แสดงพฤติกรรมที่แปลกๆ หลายอย่างออกมาเช่น การขอ โชคลาภจากต้นไม้และสัตว์ที่เกิดออกมามีลักษณะแปลกประหลาด การบนบานศาลกล่าวกับเจ้าที่หรือ พระพรหมให้ได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง ให้ถูกลอตเตอรี่ หรือเมื่อไปสมัครงานหรือสอบคัดเลือกต่างๆ ก็จะไปหาพระเพื่อรดน้ำมนต์ให้โชคดี ตลอดจนการเคารพบูชาวัตถุสิ่งต่างๆ ที่เชื่อว่าเมื่ออ้อนวอนแล้ว จะทำให้สมความปรารถนา เจริญในหน้าที่การงานหรือเรียกสั้นๆ ว่าเกิดความเป็นสิริมงคล และ พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนจะพบเห็นได้มากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งไปกว่านั้นในปัจจุบันการแสดงออกถึงความเชื่อ หรือศรัทธาในสิ่งที่ถือว่าเป็นมงคลมีปรากฏหลายรูปแบบ เช่น การบูชาราหู การบูชาพระเครื่องหรือ รูปหล่อครูบาอาจารย์และวัตถุต่างๆ ซึ่งเชื่อว่าเมื่อนำไปบูชาแล้วย่อมจะก่อให้เกิดสิ่งที่ดีที่เป็นสิริมงคล ต่อตัวเอง ความเชื่อแบบนี้ถือได้ว่าเป็นความเชื่อที่หวังพึ่งสิ่งภายนอกเป็นผู้หยิบยื่นสิ่งที่เป็นมงคลให้ จึงก่อให้เกิดคำถามว่าการกระทำดังกล่าวถูกต้องและตรงตามหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาเถร วาทโดยเฉพาะเรื่องมงคลหรือไม่เพียงใด เมื่อพิจารณาถึงหลักคำสอนในพระพุทธศาสนาเถรวาท สามารถกล่าวได้ว่าลักษณะเด่นประการหนึ่งของพุทธศาสนาก็คือมีหลักคำสอนที่เป็นกรรมวาที ซึ่ง สอนให้เชื่อเรื่องการกระทำของตนเองนั่นคือเมื่อเรากระทำกรรมเช่นใดไว้ตัวเราเองย่อมเป็นผู้ได้รับผล ของกรรมนั้นไม่ว่าทั้งดีและชั่ว ดังพระพุทธดำรัสที่ว่า“…บุคคลหว่านพืชเช่นใดย่อมได้รับผลเช่นนั้น คนทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วก็ย่อมได้ชั่ว…” (สํ.ส. (ไทย) 15/903/274) นอกจากจะสอนให้เรายอมรับผลที่เรากระทำขึ้นเองแล้ว พระพุทธศาสนาเถรวาทยังสอน ให้เราเป็นคนที่ไม่ยอมทอดธุระ การกระทำใดที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและไม่สร้างความ เดือดร้อนแก่ผู้อื่น ก็สมควรที่จะต้องกระทำด้วยตนเองโดยใช้ความเพียรพยายามและความอุตสาหะ มิใช่รอพึ่งแต่ความช่วยเหลือจากบุคคลอื่นหรือจากสิ่งภายนอกดังพุทธสุภาษิตที่ว่า“…ตนแลเป็นที่พึ่ง ของตน บุคคลอื่นใครเล่าจะเป็นที่พึ่งได้…” (ขุ.ธ. (ไทย) 25/22/25) หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา เถรวาท นอกจากจะสอนให้เราใช้ความพยายามในการแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ ด้วยตนเองแล้ว ยัง สอนให้เป็นคนที่ละเอียดรอบคอบไม่เชื่อสิ่งใดโดยง่าย ดังเช่น เรื่องฤกษ์ยาม หรือการที่จะกระทำการ ใดๆ เมื่อมีคนมาทักว่าเวลานี้ควรหรือไม่ควรกระทำ ก็ให้ใช้ปัญญาของตัวเองพิจารณาไตร่ตรองให้ถี่
120 ถ้วนก่อนอย่าพึ่งยอมรับในทันที เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นคนที่ขาดเหตุผลและอาจก่อให้เกิดความ เสียหายต่อชีวิตหรือกิจการใดๆ ของตนเองได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลที่เป็นนักบริหาร นักปกครอง หรือผู้นำสังคมที่มีความเชื่อและงมงายในเรื่องฤกษ์ยามนี้ก็มิอาจถือว่าเป็นผู้ปกครองหรือผู้นำที่ดีได้ (พิทยา ว่องกุลและคณะ, 2543, น.5) ดังนั้นคนที่ทำหน้าที่บริหารหรือ นักปกครองจะต้องเป็นคนที่ หนักแน่นมีเหตุมีผลหาไม่แล้วย่อมก่อให้เกิดความผิดพลาดในหน้าที่ ที่ตนเองรับผิดชอบได้ ซึ่งเราจะ สามารถพิจารณาได้จากพุทธพจน์นี้ …สัตว์เหล่าใดประพฤติสุจริตด้วยกาย ประพฤติสุจริตด้วยวาจา ประพฤติสุจริตด้วยใจ ในเวลาเช้า เวลาเช้าก็เป็นเวลาเช้าที่ดีของสัตว์เหล่านั้น สัตว์เหล่าใดประพฤติ สุจริตด้วยกาย ประพฤติสุจริตด้วยวาจา ประพฤติสุจริตด้วยใจ ในเวลาเที่ยง เวลาเที่ยงก็เป็นเวลาที่ ดีของสัตว์เหล่านั้น สัตว์เหล่าใดประพฤติสุจริตด้วยกาย ประพฤติสุจริตด้วยวาจา ประพฤติสุจริตด้วย ใจ ในเวลาเย็น เวลาเย็นก็เป็นเวลาที่ดีของสัตว์เหล่านั้น สัตว์ทั้งหลายประพฤติชอบในเวลาใด เวลา นั้นชื่อว่าเป็นฤกษ์ดี มงคลดี…(องฺ.ติก. (ไทย) 20/595/285-6) เมื่อเราพิจารณาพุทธพจน์ข้างต้นนี้ย่อมจะทำให้เข้าใจดีว่า คำสอนทางพระพุทธศาสนาเถร วาทนั้นไม่ได้ส่งเสริมให้เราเชื่อในเรื่องฤกษ์ยามหรือดวงดาวต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีอยู่ภายนอกและไม่ สามารถที่จะมีอิทธิพลต่อชีวิตของคนเราได้ เมื่อเรากระทำการใดๆ ที่ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนทั้ง ต่อตนเองและผู้อื่นในเวลาใดถือได้ว่าเวลานั้นก็เป็นฤกษ์ดีสำหรับเราเอง มิใช่เกิดจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ภายนอกดลบันดาลให้ได้ดีหรือเป็นมงคลแต่อย่างใด เพราะพระพุทธศาสนาเถรวาทต้องการปลูกฝัง ให้คนเราแสวงหาความดีความเจริญที่มีอยู่ในตนเองมิใช่มัวแต่ไปแสวงหาความดีข้างนอกตัวเช่น ดวงดาว เพราะการแสวงหาความดีในตัวเองเป็นความดีที่ยั่งยืนแน่นอนซึ่งจะตรงข้ามกับความดีข้าง นอกอันมีลักษณะที่ไม่แน่นอน ถึงอย่างนั้นก็ตามก็ยังมีชาวไทยพุทธจำนวนมากมีความเข้าใจที่ คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับมงคลในพุทธศาสนา โดยเฉพาะความเชื่อในการลงเลข เสกเป่า การพึ่งพาวัตถุ มงคล เครื่องลางของขลัง มากกว่าที่จะยึดหลักการกระทำหรือหลักกรรมอันเป็นหลักการสำคัญทาง พุทธศาสนา พระไตรปิฎกเป็นขุมทรัพย์ทางภูมิปัญญาของมนุษยชาติ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของชาว ไทยทุกคนไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด ๆ ทั้งนี้เพราะพระไตรปิฎก เป็นพระสัทธรรมเพื่อการดำรงอยู่ของ มนุษย์ที่แท้ หลักการดำเนินชีวิต เมื่อใครได้ศึกษาและปฏิบัติตามแล้วจะเกิดการพัฒนาตนให้มีความ สงบระงับภายในได้ เกิดความสุข และเกิดปัญญา เป็นคุณภาพชีวิตที่บรรลุถึงความดีสูงสุด ทำให้เกิด สันติภาพและความมั่นคงให้เกิดความเข้าใจสังคมไทยและสังคมอื่นที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น ประชาชนทั่วทุกมุมโลกกำลังให้ความสนใจใฝ่รู้ในการศึกษาพระไตรปิฎกมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ มี หลายหลากองค์ความรู้ สามารถเชื่อมโยงกับภูมิความรู้ด้านการบริหาร การปกครอง ภาวะผู้นำ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ภูมิความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ประยุกต์ เช่น แพทยศาสตร์ การ พยาบาล การสาธารณสุขศาสตร์ เภสัชศาสตร์ ส่วนด้านอายุรเวทและเภสัชศาสตร์แผนไทย ก็มี
121 รากฐานความรู้หลายส่วนมาจากพระไตรปิฎก และเชื่อมโยงกับภูมิปัญญาด้านจิตวิทยา พฤติกรรม ศาสตร์ และจริยศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการศึกษาสมัยใหม่ที่พระไตรปิฎกเป็นแหล่งภูมิปัญญา ได้ไพศาลเช่นนั้น เพราะคุณลักษณะพิเศษที่โดดเด่นอย่างยิ่งคือ พระพุทธธรรมในพระไตรปิฎก เป็น ปัญญาที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับมนุษย์ ธรรมชาติ และสังคม (พระธรรมปิฎก, 2541, น.117) และกระบวนการ แสวงหาความรู้และวิธีการคิดทำให้เกิดความรู้ตามความเป็นจริง มองเห็นประโยชน์หลายระดับ มีการ สืบค้นสาวเหตุปัจจัยมีการวิเคราะห์แยกแยะ และมีวิธีการคิดแบบมองหาคุณโทษและทางออก ซึ่งใน หลายส่วนในพระไตรปิฎกไม่มีความขัดแย้งกับวิธีการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นกระแส หลักของโลกในปัจจุบันนี้ (พระธรรมปิฎก, 2541, น.142) ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ผู้เขียนจึงมีความสนใจที่จะศึกษาเรื่อง “มงคลตามแนวพระพุทธศาสนา เถรวาท” ตามทัศนะของทางพระพุทธศาสนาเถรวาทว่าเป็นอย่างไร เพื่อจะได้ เข้าใจถูกต้องอันจะเป็น หนทางนำไปสู่การปฏิบัติที่ถูกต้องแล้วได้ผลตามหลักพระพุทธศาสนาเถรวาทอย่างแท้จริง 3) เนื้อเรื่อง (Content) พุทธศาสนาเถรวาทเป็นนิกายหนึ่งซึ่งยอมรับและปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระเถระและพระ เถระเหล่านั้นก็ได้สดับรับฟังคำสั่งสอนมาจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรง ดังนั้นหลักคำสอนและ หลักปฏิบัติของนิกายเถรวาทจึงถือว่าเป็นการปฏิบัติตามพุทธบัญญัติโดยตรงอย่างเคร่งครัด อันจะ แตกต่างกับนิกายมหายานหรือนิกายอื่นๆ ที่มีหลักคำสอนที่เปลี่ยนแปลงตามลักษณะภูมิประเทศหรือ ตามความเข้าใจของผู้เผยแผ่ เพื่อให้สอดคล้องและเหมาะสมกับประชาชนที่อยู่ภายในภูมิประเทศ นั้นๆ สำหรับหลักคำสอนของพุทธศาสนาเถรวาทถือว่าเป็นหลักคำสอนที่ตรงไปตรงมา ก็คือสั่งสอน ตามที่พระพุทธองค์ได้ตรัสสอนพระเถระไว้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงตามความชอบใจหรือความเข้าใจของคน ใดคนหนึ่ง พระภิกษุสงฆ์ผู้เลื่อมใสในหลักคำสอนและหลักปฏิบัติของนิกายนี้ต่างก็ได้สั่งสอนสืบทอด มาเป็นลำดับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน นิกายนี้ได้รับความเลื่อมใสและนับถือในหลาย ๆ ประเทศ ได้แก่ ศรีลังกา ลาว พม่าและไทย โดยเฉพาะประเทศไทยถือว่าพุทธศาสนาเถรวาทได้เจริญและรุ่งเรือง มากที่สุด เพราะผู้คนส่วนใหญ่ต่างให้ความเคารพนับถือและมีความเกี่ยวข้องตั้งแต่เกิดจนตาย จนมี ผู้รู้ได้กล่าวไว้ว่า “…ถ้านำพระพุทธศาสนาเถรวาทออกจากคนไทยแล้วคนไทยก็แทบไม่มีอะไรติดตัว..” (พระญาณวโรดม, 2538, น. 61) หลักคำสอนของพุทธศาสนาเถรวาทที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้นั้นมีอยู่มาก คือมีทั้งคำสั่งและ คำสอน คำสั่งได้แก่ข้อที่ทรงห้ามประพฤติปฏิบัติ ส่วนคำสอนได้แก่ข้อที่ทรงสอนให้ประพฤติปฏิบัติ ตาม ที่สำคัญแต่ละคนต่างก็มีลักษณะอุปนิสัยไม่เหมือนกัน เพื่อให้ง่ายแก่การนำไปประพฤติปฏิบัติ ตามความเหมาะสมกับอุปนิสัยของตน พระองค์จึงทรงตรัสสอนไว้มากตามความเหมาะสมของแต่ละ ท่านที่จะน้อมนำเอาไปประพฤติปฏิบัติ หลักคำสอนเกี่ยวกับมงคลก็เป็นหนึ่งในคำสอนที่พระองค์ได้
122 ตรัสสอนไว้ให้ประพฤติปฏิบัติ ดังนั้นในบทนี้จะได้กล่าวถึงคติเกี่ยวกับมงคลทางพุทธศาสนาเถรวาท แยกเป็นประเด็นดังนี้ มูลเหตุของการเกิดมงคล หลักคำสอนทางพุทธศาสนาเถรวาทมีลักษณะที่เน้นถึงการกระทำ ด้วยตนเองเป็นสำคัญ ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ใดขึ้นจะไม่โยนไปที่ความบังเอิญหรืออำนาจลึกลับของ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่กลับสอนให้พยายามสู้หน้ากับเหตุผลทุกอย่าง เพราะเหตุการณ์ที่ปรากฏในชีวิตของ มนุษย์ล้วนมีเหตุคือการกระทำของมนุษย์นั่นเอง (สุชีพ ปุญญานุภาพ, 2541, น.175) ดังที่กล่าว มาแล้วนี้จึงถือได้ว่ามงคลในทางพุทธศาสนาเถรวาทเป็นมงคลที่เกิดจากการทำให้เกิดขึ้นด้วยตัวมนุษย์ เอง และจำแนกด้วยลักษณะของการกระทำที่แสดงออกมามีอยู่3 ทางด้วยกันคือ 1. ทางกายกรรม คือการกระทำทางกาย 2. ทางวจีกรรม คือการกระทำทางวาจา 3. ทางมโนกรรม คือการกระทำทางใจ การกระทำที่แสดงออกมาทั้ง 3 ทางดังกล่าวนั้นหากเป็นการกระทำดีเรียกว่า สุจริต คือ กายสุจริต วจีสุจริต และมโนสุจริต ตรงข้ามหากเป็นการทำชั่วก็เรียกว่า ทุจริต สำหรับมงคลในทาง พุทธศาสนาเป็นมงคลที่เกิดจากการทำความดีที่ปฏิบัติให้เกิดขึ้นด้วยตัวเองหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า มงคลภายในหรือมงคลทำ เพราะเกิดจากการกระทำให้มีขึ้นในตัวเรา มิได้เกิดจากการอ้อนวอนขอต่อ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ เราสามารถพิจารณาคำสอนที่พระพุทธองค์ได้ตรัสกับอสิพันธกบุตรไว้ในพระ สุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค ดังนี้ …ดูกรนายคามณี เปรียบเหมือนบุรุษโยนหินก้อนหนาใหญ่ลงในห้วงน้ำลึกหมู่มหาชนพึงมา ประชุมกันแล้วสวดวิงวอน สรรเสริญประนมมือเดินเวียนรอบหินนั้นว่า ขอจงโผล่ขึ้นเถิดท่านก้อนหิน ขอจงลอยขึ้นเถิดท่านก้อนหิน ขอจงขึ้นเถิดท่านก้อนหิน ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ก้อนหิน นั้นพึงโผล่ขึ้น พึงลอยขึ้น หรือพึงขึ้นบก เพราะเหตุการสวดวิงวอน สรรเสริญประนมมือเดินเวียน รอบของหมู่มหาชนบ้างหรือ…ดูกรนายคามณี ฉันนั้นเหมือนกัน บุรุษใดฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติ ผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ มากไปด้วยอภิชฌา มีจิตพยาบาท มี ความเห็นผิด หมู่มหาชนพึงมาประชุมกันแล้วสวดวิงวอน สรรเสริญ ประนมมือเดินเวียนรอบบุรุษ นั้นว่า ขอบุรุษนี้เมื่อตายไปจงเข้าถึงสุคติ โลก สวรรค์ ก็จริง แต่บุรุษนั้นเมื่อตาย พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก… ดูกรนายคามณี เปรียบเหมือนบุรุษลงยังห้วงน้ำลึกแล้วพึงทุบหม้อเนยใสหรือหม้อน้ำมัน ก้อนกรวดหรือก้อนหินที่มีอยู่ในหม้อนั้นพึงจมลง เนยใสหรือน้ำมันที่มีอยู่ในหม้อนั้นพึงลอยขึ้น หมู่ มหาชนมาประชุมกันแล้วสวดวิงวอน สรรเสริญ ประนมมือเดินเวียนรอบเนยใสหรือน้ำมันนั้นว่า ขอ จงจมลงเถิดท่านเนยใสและน้ำมัน ขอจงดำลงเถิดท่านเนยใสและน้ำมัน ขอจงลงภายใต้เถิดท่านเนย ใสและน้ำมัน ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เนยใสและน้ำมันนั้นพึงจมลง พึงดำลง พึงลง
123 ภายใต้ เพราะเหตุแห่งการสวดวิงวอน สรรเสริญหรือเพราะเหตุการประนมมือเดินเวียนรอบของหมู่ มหาชนบ้างหรือ… ดูกรนายคามณี ฉันนั้นเหมือนกัน บุรุษใดเว้นจากปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท ปิสุณาวาจา ผรุสวาจา สัมผัปปลาปะ ไม่มากไปด้วยอภิชฌา มีจิตไม่พยาบาท มีความ เห็นชอบ หมู่มหาชนจะพากันมาประชุมแล้วสวดวิงวอน สรรเสริญ ประนมมือเดินเวียนรอบบุรุษนั้น ว่า ขอบุรุษนี้เมื่อตายไปจงเข้าถึงบาย ทุคติ วินิบาต นรก ก็จริงแต่บุรุษนั้นเมื่อตายไปพึงเข้าถึงสุคติ โลก สวรรค์ (สํ.สฬา. (ไทย) 18/599–601/320–1.) จากพุทธสุภาษิตนี้จะเห็นได้ว่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเราทั้งที่เป็นมงคลและอวมงคล หาใช่เป็นเพราะความบังเอิญหรืออำนาจลึกลับของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายนอกบันดาลให้หรือเกิดจากการ สวดอ้อนวอนก็หาไม่ แต่แท้ที่จริงแล้วล้วนเกิดจากการกระทำของตัวเราเป็นผู้ทำให้เกิดขึ้นเอง เปรียบ ได้กับการรับประทานอาหารที่ให้คนอื่นเป็นผู้รับประทาน แต่ตนเองกลับเป็นผู้รอคอยความอิ่มก็ไม่ สามารถที่จะประสบกับความอิ่มได้ จึงกล่าวได้ว่าคำสอนทางพระพุทธศาสนาเถรวาทนั้นไม่ได้สนับสนุนให้เราเป็นคนที่คอยแต่ หวังพึ่งพาบุคคลอื่นเพียงอย่างเดียว ตรงกันข้ามกลับสอนให้เราเป็นคนที่มีความเพียรพยายามและ ฝึกฝนที่จะพึ่งพาตนเองในการประกอบคุณงามความดี เพื่อยกระดับแห่งชีวิตของตนให้สูงขึ้น ไม่สอน ให้คิดแต่จะเอาดีด้วยการอ้อนวอนบวงสรวง เปรียบเหมือนบุคคลที่ก้าวเดินด้วยลำแข้งของตัวเองหา ได้อาศัยลำแข้งของบุคคลอื่นก้าวเดินไม่ นอกจากนั้นบุคคลที่หวังพึ่งแต่บุคคลอื่นยังถือได้ว่าเป็นการ บ่มเพาะนิสัยให้เป็นคนที่มีจิตใจที่อ่อนแอไม่กล้าต่อสู้กับอุปสรรคปัญหาต่างๆ อันเกิดขึ้นใน ชีวิตประจำวันอีกด้วย ดังนั้นความเป็นสิริมงคลในทางพุทธศาสนาเถรวาทเกิดขึ้นได้จากการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง อย่างเต็มที่และเต็มความสามารถ ไม่ใช่คอยแต่จะพึ่งพาผู้อื่นหรือเกิดจากผู้อื่นคอยหยิบยื่นให้อย่าง เดียว แต่ให้เป็นผู้ลงมือกระทำโดยมีการเตรียมความพร้อมและวางแผนการไว้อย่างรอบคอบ อันจะ ก่อให้เกิดประโยชน์เป็นอย่างมากทั้งแก่ตัวเองและส่วนรวม ความหมายของคำว่ามงคลมาจากภาษาบาลีคือคำว่า มงฺคล แปลว่า ความดี,มงคล และ ท่านยังวิเคราะห์ความหมายของคำว่ามงคลอีกดังนี้ (มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2535, น. 693) ธญฺญํ มงฺคตีติ มงฺคลํ (ความดีที่ถึงโชคลาภชื่อว่า มงคล) มงฺคนฺติ สตฺตา เอเตน สุทฺธึ คจฺฉนฺตีติ มงฺคลํ (ความดีที่ช่วยสัตว์ให้ถึงความบริสุทธิ์ ชื่อว่า มงคล) มงฺคํ ปาปํ ลุนาติ ฉินฺทตีติ มงฺคลํ (ความดีที่ตัดบาปเครื่องยังสัตว์ให้ถึงอบาย ชื่อว่ามงคล) นอกจากนี้ยังมีผู้รู้ได้ให้ความหมายของมงคลดังนี้พระสิริมังคลาจารย์ ให้ความหมายของ มงคลไว้ 3 ประการคือ (สิงห์ทน คำซาว, 2535, น.54)
124 1. มงคลคือเหตุให้บรรลุถึงความเจริญแห่งสมบัติทั้งปวง 2. มงคลหมายถึงเหตุที่ทำให้สัตว์ทั้งหลายก้าวหน้า 3. มงคลคือสิ่งที่ทำให้บรรลุถึงความสำเร็จและความงอกงาม สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ให้ความหมายของมงคลว่า “มงคล แปลว่า เหตุเป็นเครื่องถึงความเจริญแห่งสมบัติทั้งปวง…” (สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิ รญาณวงศ์, 2515, น. 327) สมเด็จพระสังฆราช (อุฏฺฐายี จวน) ได้ให้ความหมายของมงคลไว้ในหนังสือ “มงคลใน พระพุทธศาสนาเถรวาท” ว่า “มงคลได้แก่เหตุที่ทำให้เราบรรลุความสุขความเจริญ… (สมเด็จ พระสังฆราช (อุฏฺฐายี จวน), 2530, น.1) พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์) ได้กล่าวถึงมงคลว่า “…มงคลนั้นก็คือคุณธรรม เป็นเหตุให้ผู้ประพฤติปฏิบัติถึงความเจริญด้วยลาภและยศ มีความสุขกายสุขใจอยู่ทุกเมื่อตลอดถึงได้ บรรลุโลกุตรธรรมเป็นที่สุด (พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์), 2534, น.2) พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทธิ) ได้ให้ความหมายของคำว่า “มงคล” ไว้ 4 ประการ คือ (พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทธิ), 2533, น. 1-4) 1. มงคล แปลว่า ถึงพร้อมด้วยลักษณะแห่งบุญ ซึ่งมีอยู่ 3 อย่างคือ สิริ บุญ และปัญญา สิริ ได้แก่ ศรี คือความเจริญรุ่งเรืองด้วยสมบัติทั้งปวง เช่น มีบริวารดี มีสมบัติมาก มีคน เคารพนับถือและมีชื่อเสียงฟุ้งขจร เป็นต้น บุญ ได้แก่ การดำเนินชีวิตไปในทางที่เป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น หลีกเว้นจาก อกุศลต่างๆ ประพฤติตามหลักแห่งกุศล มีบุญกิริยาวัตถุ 3 และบุญกิริยาวัตถุ 10 ปัญญา ได้แก่ การประกอบด้วยความรู้ในการแสวงหาประโยชน์ทั้งในโลกนี้และประโยชน์ใน โลกหน้า 2. มงคล แปลว่า เป็นเครื่องถึงความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย คือ บุคคลทั้งหลายที่จะ กระทำตนให้มีความบริสุทธิ์ทางกาย วาจา และใจ นั้นจะต้องอาศัยมงคลเป็นเครื่องเข้าถึง อันได้แก่ ศีล สมาธิ และปัญญา 3. มงคล แปลว่า ตัดผู้ยังสัตว์ให้ตาย, ตัดผู้ยังสัตว์ให้ไปสู่อบาย คือ ผู้ประพฤติในสิ่งที่ดีเป็น มงคลย่อมจะหลีกหนีจากความชั่วหรืออกุศลอันจะชักนำเราให้ไปสู่อบายหรือในทางที่ผิดที่เสื่อมเสีย 4. มงคล แปลว่า ประกอบด้วยการเข้าถึงความงาม มี 3 ประการ คือ งามในเบื้องต้น ได้แก่งามด้วยประโยชน์นี้คืองามด้วยศีล งามในท่ามกลาง ได้แก่งามด้วยประโยชน์ในโลกหน้าคืองามด้วยสมาธิ งามในที่สุด ได้แก่งามด้วยประโยชน์อย่างยิ่งคืองามด้วยปัญญา
125 พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้กล่าวถึงความหมายของมงคลว่า “…สิ่งที่ทำให้มีโชคดี ตามหลักพระพุทธศาสนาเถรวาทหมายถึงธรรมที่นำมาซึ่งความสุขความเจริญ” (พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), 2546, น.178) พระมหาเฉลียว กิตฺติปาโล กล่าวถึงมงคลว่า “มงคลแปลว่า ความเจริญ ความดีงาม เหตุแห่ง ความเจริญ เหตุแห่งความสุข เหตุที่นำมาซึ่งความเจริญ” (พระมหาเฉลียว กิตฺติปาโล, 2537, น.11) พระสมชาย ฐานวุฑฺโฒ ให้ความหมายของคำว่า “มงคล” คือ “เหตุแห่งความสุขและความ เจริญก้าวหน้าของชีวิต…” (พระสมชาย ฐานวุฑฺโฒ, 2545, น.1) จากการพิจารณาความหมายเบื้องต้นเราพอจะสรุปได้ว่า มงคลในคติทางพุทธศาสนาเถรวาท คือ ข้อปฏิบัติที่ก่อให้เกิดความสุขความเจริญแก่ผู้ปฏิบัติทั้งขณะที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบันและในอนาคต เมื่อสิ้นชีวิตไปแล้ว หากปฏิบัติอย่างเข้มข้นและจริงจังย่อมสามารถทำให้บรรลุถึงโลกุตรธรรมเข้าสู่พระ นิพพานอันเป็นเป้าหมายสูงสุดทางพุทธศาสนาเถรวาท ประเภทของมงคล รายละเอียดของมงคลในทางพุทธศาสนาเถรวาทที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ในมงคลสูตรมี 38 ประการดังนี้ (ขุ.สุ. (ไทย) 25/317–318/288-9) 1) อเสวนา จ พาลานํไม่คบคนพาล 2) ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา คบกับบัณฑิต 3) ปูชา จ ปูชนียานํบูชาบุคคลที่ควรบูชา 4) ปฏิรูปเทสวาโส จ อยู่ในสถานที่อันเหมาะสม 5) ปุพฺเพ จ กต ปุญฺญตา เป็นผู้ทำบุญไว้ในกาลก่อน 6) อตฺตสมฺมาปณิธิ จ ตั้งตนไว้ชอบ 7) พาหุสจฺจญฺจ ความเป็น พหูสูต 8) สิปฺปญฺจ รอบรู้ศิลปะ 9) วินโย จ สุสิกฺขิโต มีวินัยที่ศึกษาดีแล้ว 10) สุภาสิตา จ ยา วาจา มีวาจาเป็นสุภาษิต 11) มาตาปิตุอุปฏฺฐานํบำรุงบิดามารดา 12) ปุตฺตสงฺคโห สงเคราะห์เลี้ยงดู บุตร 13) ทารสฺส สงฺคโห สงเคราะห์ภรรยาสามี14) อนากุลา จ กมฺมนฺตา ทำการงานไม่ให้คั่งค้าง 15) ทานญฺจ เสียสละให้ทาน 16) ธมฺมจริยา จ ประพฤติธรรม 17) ญาตกานญฺจ สงฺคโห สงเคราะห์ ญาติ18) อนวชฺชานิ กมฺมานิทำการงานที่ไม่มีโทษ 19) อารตี วิรตี ปาปา งดเว้นจากบาป 20) มชฺชปานา จ สญฺญโม สำรวมไม่เสพสิ่งเสพติด 21) อปฺปมาโท จ ธมฺเมสุ ไม่ประมาทในธรรม 22) คารโว จ มีความเคารพ 23) นิวาโต จ มีความถ่อมตน 24) สนฺตุฏฺฐี จ มีความสันโดษ 25) กตญฺญุ ตา มีความกตัญญู26) กาเลน ธมฺมสฺสวนํฟังธรรมตามกาล 27) ขนฺตี จ มีความอดทน 28) โสวจสฺสตา เป็นคนว่าง่าย 29) สมณานญฺจ ทสฺสนํ พบเห็นสมณะ 30) กาเลน ธมฺมสฺสากจฺฉา สนทนาธรรมตามกาล 31) ตโป จ บำเพ็ญตบะ 32) พฺรหฺมจริยญฺจ ประพฤติพรหมจรรย์33) อริยสจฺจาน ทสฺสนํ เห็นอริยสัจจ์34) นิพฺพานสจฺฉิกิริยา จ ทำพระนิพพานให้แจ้ง 35) ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติจิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม 36) อโสกํมีจิตไม่เศร้าโศก 37) วีรชํ จิตปราศจากกิเลส 38) เขมํมีจิตอันเกษม
126 มงคลทั้ง 38 ประการเป็นมงคลที่มีมาแต่ดั้งเดิมของพระพุทธศาสนาเถรวาทเถรวาทซึ่งเป็น เรื่องของการปฏิบัติตามหลักเหตุผลเพื่อให้เกิดผลคือความสงบสุข ดังนั้นมงคลในพุทธศาสนาดั้งเดิม จึงไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเวทมนต์ไสยศาสตร์ แต่ในยุคหลังต่อมาคำสอนเกี่ยวกับมงคลของพุทธ ศาสนาก็เริ่มมีเรื่องของไสยศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยเมื่อประมาณ พ.ศ. 1500 พุทธศาสนาก็ ได้เข้าผสมกับลัทธิตันตระของฮินดู ทำให้พุทธศาสนาในยุคนี้ได้กลายเป็น “พุทธตันตระ” ที่ได้ถือเอา การท่องบ่นเวทมนต์ และการลงเลขยันต์ เป็นสาระสำคัญและมีความพยายามปฏิบัติเพื่อให้เกิด อิทธิฤทธิ์มีความสามารถพิเศษต่างๆ มากกว่าเพื่อให้เกิดความสงบสุขทางด้านจิตใจหรือกำจัดกิเลสให้ หมดไปจากจิตใจ จึงทำให้ในเวลาต่อมาก็ได้กลายเป็นพุทธศาสนาแบบไสยศาสตร์อย่างสิ้นเชิง ใน ปัจจุบันเราจะพบพุทธศาสนาแบบนี้จากการปฏิบัติของพระสงฆ์ชาวธิเบตที่มีการปฏิบัติทั้งพุทธและ ไสยศาสตร์คละเคล้ากันไป (แสง จันทร์งาม, 2534, น. 250) ประโยชน์ที่ได้จากเรื่องมงคลในพระพุทธศาสนาเถรวาท การที่รู้จักวางแผนการดำเนินชีวิต ด้วยการไม่คบคนพาล คบกับบัณฑิต บูชาบุคคลที่ควรบูชา รู้จักเลือกอยู่ในสถานที่อันเหมาะสม รู้สร้าง สมบุญเพื่อประกอบเหตุในการเป็นผู้ทำบุญไว้ในกาลก่อน ตั้งตนไว้ชอบ ความเป็นพหูสูต รอบรู้ศิลปะ มีวินัยที่ศึกษาดีแล้ว มีวาจาเป็นสุภาษิต รู้จักการบำรุงบิดามารดา รู้จักการสงเคราะห์เลี้ยงดูบุตร สงเคราะห์ภรรยาสามีทำการงานไม่ให้คั่งค้าง เสียสละให้ทาน ประพฤติธรรม สงเคราะห์ญาติทำการ งานที่ไม่มีโทษ งดเว้นจากบาป สำรวมไม่เสพสิ่งเสพติด ไม่ประมาทในธรรม มีความเคารพ มีความ ถ่อมตน มีความสันโดษ มีความกตัญญูฟังธรรมตามกาล มีความอดทน เป็นคนว่าง่าย พบเห็นสมณะ สนทนาธรรมตามกาล บำเพ็ญตบะ ประพฤติพรหมจรรย์ เห็นอริยสัจจ์ทำพระนิพพานให้แจ้ง จิตไม่ หวั่นไหวในโลกธรรม มีจิตไม่เศร้าโศก จิตปราศจากกิเลส มีจิตอันเกษม จะเรียกได้ว่าเป็นหลักการ ดำเนินชีวิตตามแนวทางพระพุทธศาสนา ประโยชน์ในปัจจุบัน รู้จักขยันหมั่นเพียร เลี้ยงชีพด้วยการหมั่นประกอบการงาน เป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้านในการงานนั้น ประกอบด้วยปัญญาเครื่องสอดส่อง อันเป็นอุบายในการงานนั้น ให้ สามารถทำได้สำเร็จ รู้จักการรักษาโภคทรัพย์ (ที่หามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร โดยชอบธรรม) รักษาคุ้มครองโภคทรัพย์เหล่านั้นไว้ได้พร้อมมูล ไม่ให้ถูกลัก หรือทำลายไปโดยภัยต่าง ๆ คบคนดี ไม่ คบคนชั่ว อยู่อาศัยในบ้านหรือนิคมใด ย่อมดำรงตน เจรจา สนทนากับบุคคลในบ้านหรือนิคมนั้น ซึ่ง เป็นผู้มีความประพฤติบริสุทธิ์ ผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา อยู่อย่างพอเพียง รู้ทางเจริญ ทรัพย์และทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์ แล้วเลี้ยงชีพพอเหมาะ ไม่ให้สุรุ่ยสุร่ายฟูมฟายนัก ไม่ให้ฝืดเคืองนัก ด้วยคิดว่า รายได้ของเราจักต้องเหนือรายจ่าย และรายจ่ายของเราจักต้องไม่เหนือรายได้ ประโยชน์ในภายภาคหน้า สัมปรายิกัตถะ หรือ สัมปรายิกัตถสังวัตตนิกธรรม คือ ธรรมที่ เป็นไปเพื่อประโยชน์เบื้องหน้า หรือ ธรรมที่เกื้อหนุนให้ได้ประโยชน์ในภายหน้าหรือภพห น้า ประกอบด้วย ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา มีความเชื่อที่ประกอบด้วยปัญญา หมายเอาศรัทธา กัมม
127 สัทธา ความเชื่อในเรื่องของกรรม คือ เชื่อว่ากรรมมีจริง เชื่อกฎแห่งกรรม วิปากสัทธา ความเชื่อใน เรื่องผลของกรรม คือ เชื่อว่าผลกรรมมีจริง กัมมัสสกตาสัทธา ความเชื่อว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็น ของตน ทำกรรมใดไว้จะได้รับผลของกรรมนั้น ตถาคตโพธิสัทธา ความเชื่อในปัญญาตรัสรู้ของ พระพุทธเจ้า ผู้ที่มีศรัทธาหรือความเชื่อที่ถูกต้อง ย่อมทำแต่สิ่งที่ดี ทำแต่สิ่งที่ถูกต้อง อันจะอำนวย ผลดีให้ทั้งในภพนี้และภพหน้า ความถึงพร้อมด้วยศีล คือ การรักษากาย วาจา ใจ ให้เรียบร้อย กล่าวคือ การรักษาศีลให้ บริสุทธิ์ ไม่ทำบาปทุจริตทั้งหลาย ถ้าเป็นฆราวาสก็รักษาศีล 5 หรือศีลอุโบสถ ถ้าเป็นสามเณรก็รักษา ศีล 10 ถ้าเป็นพระภิกษุก็รักษาศีล 227 ศีล เป็นเบื้องต้นแห่งการทำความดีทั้งหลาย คนที่รักษาศีลดี ย่อมจะได้รับการยอมรับนับถือจากบุคคลทั้งหลายในโลกนี้ เมื่อตายจากโลกนี้ไปแล้ว ก็มีสุคติเป็นที่ไป ในเบื้องหน้า ความถึงพร้อมด้วยการเสียสละ คือ ยินดีเสียสละ ทั้งกำลังทรัพย์และกำลังกาย เช่น การ บริจาคให้ปันสิ่งของแก่ผู้ยากไร้ การถวายทานบำรุงพระสงฆ์ผู้ทรงศีล การเสียสละแรงกายช่วยเหลือ สังคม การเสียสละนี้เป็นธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อโลภะและมัจฉริยะ ผู้ที่ยินดีในการเสียสละ ย่อม สามารถกำจัดความโลภและความตระหนี่ถี่เหนียวลงได้ ปัญญาสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยปัญญา คือ ความเป็นผู้รู้จักบาปบุญคุณโทษ รู้ประโยชน์ และมิใช่ประโยชน์ แล้วละสิ่งที่เป็นบาป ทำสิ่งที่เป็นบุญ ละสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ทำแต่สิ่งที่เป็น ประโยชน์ อีกอย่างหนึ่งคือ การหมั่นเจริญปัญญาด้วยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน อันจะก่อให้เกิด ปัญญาพิจารณาสรรพสิ่งให้เห็นตามความเป็นจริงได้ผู้ที่มีความถึงพร้อมด้วยปัญญาสัมปทาเช่นนี้ ย่อม สามารถละชั่วทำดีได้ ทำเฉพาะสิ่งที่เป็นประโยชน์อันมีผลดีทั้งในโลกนี้และโลกหน้า หลักธรรมทั้งหลายเหล่านี้ เป็นหลักธรรมที่ก่อประโยชน์ให้ทั้งในโลกนี้และมีผลสืบต่อไปถึง โลกหน้าคือภพหน้าด้วย จึงควรบำเพ็ญให้เจริญมาก ๆ เท่าที่จะมีความสามารถบำเพ็ญได้ 4) สรุป (Conclusion) สรุปได้ว่า ความเป็นมงคลนั้นเกิดได้จากการกระทำของตัวเองด้วยการประพฤติปฏิบัติให้ ถูกต้องตามศีลธรรมและประพฤติตนให้อยู่ในความสุจริตทั้ง 3 ด้านคือ ด้านทางกาย เรียกกายสุจริต ด้วยการงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม ด้านทางวาจา เรียกวาจาสุจริต การไม่ พูดเท็จ การไม่พูดคำหยาบ การไม่พูดส่อเสียด การไม่พูดเพ้อเจ้อ ด้านทางใจ เรียกมโนสุจริต ความ ไม่โลภอยากได้ของของผู้อื่น ความไม่พยาบาท ความเห็นถูกตามทำนองคลองธรรม สำหรับข้อปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความเป็นมงคลนั้นพระพุทธศาสนาเถรวาทได้แบ่งออกเป็นได้ 38 ประการดังที่กล่าวไว้ ข้างต้นแล้ว จากข้อปฏิบัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่าความเป็นมงคลทางพุทธศาสนานั้นเกิดขึ้นได้ด้วยการ ประพฤติปฏิบัติ โดยเริ่มต้นจากตัวเราเองเป็นอันดับแรกคือไม่คบกับคนที่ไม่ดีหรือคนพาล เพราะการ ที่เราจะเป็นคนที่มีลักษณะนิสัยเป็นเช่นไรก็ย่อมจะขึ้นอยู่กับคนที่เราคบค้าสมาคมด้วย การคบบัณฑิต
128 บูชาบุคคลที่ควรบูชา อยู่ในถิ่นอันสมควร ทำบุญมาไว้ก่อน ตั้งตนชอบ เป็นพหูสูต มีศิลปะมีวินัยที่ดีมี วาจาสุภาษิต การดูแลบำรุงบิดามารดา ดูแลสงเคราะห์บุตร ดูแลสงเคราะห์ภรรยา (สามี) ทำงานไม่ให้ คั่งค้าง การให้ทาน ปฏิบัติธรรม การสงเคราะห์ญาติทำงานที่ไม่มีโทษ ละเว้นการทำบาป สำรวมจาก การดื่มน้ำเมา การไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย มีความเคารพ มีความถ่อมตน มีความสันโดษ มีความ กตัญญูฟังธรรมตามกาลเวลาอันสมควร มีความอดทน เป็นผู้ว่าง่าย ได้เห็นสมณะ สนทนาธรรมตาม กาล การบำเพ็ญตบะ ประพฤติพรหมจรรย์การเห็นอริยสัจ การทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน มีจิตไม่ หวั่นไหวในโลกธรรม มีจิตไม่เศร้าโศก มีจิตปราศจากกิเลส มีจิตเกษม ดังนั้นเพื่อเป็นการเริ่มต้นที่ดีจึง ห้ามไม่ให้คบคนพาลเป็นอันดับแรก แล้วปฏิบัติพัฒนาขึ้นไปตามลำดับจนถึงประการสุดท้ายคือ ให้มี จิตใจที่เกษมผ่องใสปราศจากกิเลสและบุคคลที่ปฏิบัติจนกระทั่งมีจิตใจที่ผ่องใส ถือได้ว่าเป็น อริยบุคคลที่ประเสริฐสุดในพระพุทธศาสนาเถรวาทคือพระอรหันต์ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความสะอาด บริสุทธิ์ทั้งกาย วาจาและใจ สำหรับปุถุชนทั่วไปก็สามารถน้อมนำมาประยุกต์ใช้ด้วยการศึกษาให้ เข้าใจ เข้าถึงแก่นแท้ และพัฒนาให้เกิดขึ้นภายในตนเอง สำหรับเป็นเครื่องมือในการมองโลกอย่าง เข้าใจ 5) เอกสารอ้างอิง (Reference) พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต). (2541). พุทธศาสนาในฐานะเป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์. กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิพุทธธรรม. จำนง ทองประเสริฐและคณะ. (2527). พระพุทธศาสนาเถรวาทศาสนาประจำชาติไทย. กรุงเทพมหานคร :อมรินทร์การพิมพ์. พิทยา ว่องกุลและคณะ. (2543). ไสยศาสตร์ครองเมือง. กรุงเทพมหานคร : บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2563). สรุปรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส ห น ึ ่ ง ป ี 2 5 6 3. ส ื บค ้ นเม ื ่ อว ั นท ี ่ [27 มกราคม 2564]. เข ้ าถ ึ งไ ด ้ จ า ก . https://gnews.apps.go.th/news?news=61835. พระญาณวโรดม. (2538). ศาสนาต่างๆ. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกุฏราช วิทยาลัย. มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย. (2535). อภิธานปฺปทีปิกาสูจิ. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกุฎราช วิทยาลัย. สิงห์ทน คำซาว. (2535). พระพุทธศาสนาเถรวาทกับปรัชญาชีวิตของข้าพเจ้า. เชียงใหม่ : ภาควิชา ปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
129 สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์. (2515). ธรรมมานุกรม. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ มหามกุฏราชวิทยาลัย. สมเด็จพระสังฆราช (อุฏฺฐายี จวน). (2530). มงคลในพระพุทธศาสนาเถรวาท. พิมพ์ครั้งที่ 6, กรุงเทพ มหานค : โรงพิมพ์กิตติวรรณปิ่นเกล้า. พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์). (2534). ธรรมเทศนามงคล 38. กรุงเทพมหานคร : โรง พิมพ์ชวนพิมพ์. พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทธิ). (2533). มงคล 38. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพมหานคร : พระนครการพิมพ์. พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). (2546). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์. พิมพ์ครั้งที่ 10. กรุงเทพมหานคร : บริษัท เอส.อาร์.พริ้นติ้ง แมส โปรดักส์ จำกัด. พระมหาเฉลียว กิตฺติปาโล. (2537). 38 มงคลชีวิต. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร : ธรรมสภา. พระสมชาย ฐานวุฑฺโฒ. (2545). มงคลชีวิต ฉบับทางก้าวหน้า. กรุงเทพมหานค : บริษัท ฐานการ พิมพ์ จำกัด. สุชีพ ปุญญานุภาพ. (2541). คุณลักษณะพิเศษแห่งพระพุทธศาสนาเถรวาท. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย. แสง จันทร์งาม. (2534). ศาสนศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร : บริษัทโรงพิมพ์ไทยวัฒนา พานิช จำกัด.
130 แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 8 เรื่อง หลักจริยศาสตร์ตามแนวทางพระพุทธศาสนา พระครูวินัยธร สัญชัย ทิพย์โอสถ, ดร.7 3 มกราคม 2566 1. รายละเอียดบทนำ มีพุทธศาสนสุภาษิตบทหนึ่งว่า “ยาทิสํ วปเต พีชํ ตาทิสํ ลภเต ผลํ กลฺยาณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ แปลว่า “บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น ผู้ทำกรรมดี ย่อมได้ผลดี ผู้ทำ กรรมชั่ว ย่อมได้ผลชั่ว.” สํ.ส. 15/333. ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วแน่นอนไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไป บาง คนอาจจะบอกว่าทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป อันนี้เป็นคำกล่าวที่ดูจะไม่ทราบความจริงแท้ของ ของจริงอีกที อย่างสำนวนไทยที่ว่า “เลี้ยงดูปูเสื่อ” แล้วได้ดีเพราะการเลี้ยงดูดีให้การบำรุงดีให้กับ เจ้านายหรือบุคคลที่มีอำนาจสูงกว่า จึงได้รับการอุปถัมภ์ ระบบอุปถัมภ์มีผลต่อการทำความดีไหมหรือ ความชอบใจหรือไม่อย่างไร จากการศึกษาวิจัยของนายต่อสกุล พุทธพักตร์ เรื่อง ระบบอุปถัมภ์ในคติ เห็นแก่เครือญาติกับประสิทธิผลของการทำหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น : กรณีศึกษาองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งหนึ่งในอำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พบว่า ลักษณะ การเมืองท้องถิ่นที่มีระบบอุปถัมภ์ในคติเห็นแก่เครือญาติในพื้นที่กรณีศึกษา คือ ระบบการเมือง ท้องถิ่นที่มีความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ในกลุ่มครอบครัวและเครือญาติโดยสายเลือดของกลุ่มนักการเมือง ท้องถิ่น ซึ่งเป็นระบบความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกันอย่างคงทนถาวรและทำให้การเมืองท้องถิ่นมี โครงสร้างอำนาจในลักษณะทฤษฎีชนชั้นนำ อำนาจอันเกิดจากสิทธิอำนาจตามประเพณีดั้งเดิม ประกอบกับอำนาจจากบารมีนำสู่อำนาจในทางกฏหมายอยู่ที่กลุ่มคนเดียวที่อยู่เหนือของยอดพีระมิด ระบบการเมือง ภายใต้วัฒนธรรมทางการเมืองแบบไพร่ฟ้าและวัฒนธรรมการเมืองท้องถิ่นแบบ ปรึกษาหารือของคนในพื้นที่ ในด้านประสิทธิผลการทำหน้าที่ขขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ใช้ วิธีการประเมินประสิทธิผลด้วยวิธีวัดการแข่งขันค่านิยม (The Competing – Values Approach) โดยองค์กรปกครองท้องถิ่นกรณีศึกษามีจุดเด่นอยู่ที่ความมีเสถียรภาพทางการเมือง จึงให้ความสำคัญ กับค่านิยมในมิติของการควบคุม (Control) สามารถแยกเกณฑ์การประเมินได้อีก 2 ด้านสำคัญ คือ หนึ่งด้านกระบวนการภายในประกอบด้วย 4 ปัจจัย (1) มีการควบคุมและรวมอำนาจ (2) ลักษณะงาน ที่เป็นกิจวัตรและเป็นทางการ (3) ความมีเสถียรภาพทั้งทางการบริหารและความมั่นคงทางการเมือง และ (4) สามารถทำนายผลการปฏิบัติหน้าที่ได้ และสองคือ ด้านเป้าหมายชัดเจน ประกอบด้วย 4 7 เอกสารประกอบการสอนรายวิชา PH 1005
131 ปัจจัย ได้แก่ (1) เป็นองค์การที่มุ่งเน้นที่งาน (2) มีเป้าหมายชัดเจน (3) มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะ เรื่องการลดระยะเวลาการทำงาน และ (4) มีศักยภาพ เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีศักยภาพทั้ง จากปัจจัยภายในและภายนอก นอกจากนั้นยังพบความเกี่ยวข้องของระบบอุปถัมภ์ในคติเห็นแก่เครือญาติกับประสิทธิผล ของการทำหนี่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีความเกี่ยวข้องใน 2 ด้าน 6 ปัจจัย คือ หนึ่งด้าน กระบวนการภายใน มี 3 ปัจจัย ได้แก่ (1) มีผลต่อการควบคุมและรวบอำนาจภายในองค์การ (2) มี โดยตรงต่อเสถียรภาพขององค์การ (3) เอื้ออำนวยต่อการทำนายผลการปฏิบัติงานขององค์การ และ สอง ด้านเป้าหมายเชิงเหตุผล มี 3 ปัจจัย ได้แก่ (1) ส่งเสริมให้องค์การมีแนวนโยบาย และเป้าหมายที่ ชัดเจน (2) มีส่วนช่วยให้การทำหน้าที่มีประสิทธิภาพ และ(3) ช่วยเพิ่มศักยภาพขององค์การ (ต่อสกุล พุทธพักตร์, 2562: ก-ข) แต่การทำหน้าที่เพื่อหน้าที่จึงเป็นสิ่งสำคัญต่อการพัฒนาองค์กรที่ทำงานอยู่ เพื่อให้องค์กรพัฒนาต่อได้ การมีจิตสำนึกในหน้าที่ของตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อบทบาทที่ได้รับ มอบหมายในโดยปราศจากอคติเข้ามาแทรกในงาน งานคืองานไม่ได้เอาเรื่องส่วนตัวเข้ามาแทรก ระบบบอุปถัมภ์มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือการทำบางประการราบรื่นดี แต่ข้ามกฏระเบียบบาง ประการผลที่ตามมาก็อาจจะออกมาในสองรูปแบบก็ได้คือ พอใจและไม่พอใจ ดังนั้นจึงต้องจริยธรรม ควบคุมไว้ เพราะเราอาศัยอยู่ในโลกของมนุษย์ที่คนก็ต่างดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของตนเองและทุกคน ก็ไขว่คว้าหาความสุข (สุขในทางอามิส) ต้องใช้กฏหมายระเบียบในการควบคุมพฤติกรรมคนในสังคม ให้อยู่อย่างไม่เบียดเบียนกัน ดังนั้น การศึกษาเรื่อง หลักจริยศาสตร์ตามแนวทางพระพุทธศาสนา เพื่อศึกษา 1) หลักจริย ศาสตร์ตามแนวทางพระพุทธศาสนา เป็นแนวทางในการนำไปหลักธรรมไปประยุกต์ใช้ในชีวิต ด้วย การ Learning by doing เรียนแล้วด้วยการนำไปใช้เมื่อเจอปัญหาและจะแก้หาทางออกอย่างไรได้ บ้าง ด้วยการศึกษาหลักจริยศาสตร์ตามแนวทางพระพุทธศาสนา อาจจะเป็นแนวทางในการแก้ปัญหา สังคมที่เกิดในปัจจุบันได้ในระดับจุลภาค คือ ครอบครัว และระดับมหภาค คือ ระดับประเทศชาติหรือ โลกจะทำให้เกิดสันติสุขขึ้นในสังคมได้ คำสำคัญ หลักจริยศาสตร์, ตามแนวทาง, พระพุทธศาสนา 2. เนื้อเรื่อง พุทธจริยศาสตร์เป็นหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ เพื่อเป็น มาตรฐานความประพฤติของมนุษย์ โดยแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ 1. พุทธจริยศาสตร์ระดับต้น บัญญัติไว้เพื่อความสงบเรียบร้อยของสังคม หลักธรรม คือ ศีล 5 ธรรม 5 ทิศ 6 เป็นต้น
132 2. พุทธจริยศาสตร์ระดับกลาง บัญญัติไว้เพื่อให้ทุกคนประพฤติปฏิบัติอบรมขัดเกลาตนเองให้ มีคุณธรรมสูงขึ้น หลักธรรม คือ ศีล 5 กุศลกรรมบถ 10 3. พุทธจริยศาสตร์ระดับสูง เป็นจริยศาสตร์เพื่อพัฒนาตนเป็นอริยบุคคล หลักธรรม คือ มรรค 8 ส่วนหัวใจสำคัญของพุทธจริยศาสตร์ หรือหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนาก็คือ 1. ไม่ทำชั่วทั้งปวง 2. ทำกุศลคือความดีให้พรั่งพร้อม 3. ทำจิตของตนให้ผ่องแผ้ว วศิน อินทสระ (2541 : 11-12) กล่าวว่าพุทธจริยศาสตร์นั้นเป็นหลักเกณฑ์ทางจริยธรรม ซึ่ง ท่านผู้รู้มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ได้ทรงวางไว้ เพื่อเป็นมาตรฐานความประพฤติของมนุษย์ ตั้งแต่พื้นฐาน เบื้องต้น ท่ามกลางและระดับสูง เพื่อให้มนุษย์ดำเนินชีวิตอันดีงามตามอุดมคติเท่าที่มนุษย์จะขึ้นให้ถึง ได้ ให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์มีสติปัญญา มีความสุขอันสมบูรณ์ที่สุด เพราะจริยศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ว่า ด้วยอุดมคติของชีวิต หรือความดีอันสูงสุด (supreme good )เพื่อขึ้นให้ถึงความดีงามอันสูงสุดนั้น จะต้องมีปฏิปทา (path : way : method) สำหรับดำเนิน คือ เป็นการสร้างเหตุบรรลุผล ถ้าต้องการ ผลอันสูงสุดก็ต้องสร้างเหตุให้สมควรกัน พุทธศาสนาเป็นกัมวาทะ กิริยวาทะ วิริยวาทะ กล่าวคือการกระทำ และความเพียรเป็นเบื้องต้นแห่งความสำเร็จผลทั้งปวง ไม่ ประสงค์ให้ใครได้ดี หรือประสงค์ความสำเร็จลอย ๆ หรือด้วยการอ้อนวอน แต่ให้สำร็จด้วยการกระทำ เอง พระพุทธศาสนาจึงได้รับการยกย่องจากนักปราชญ์ชาวต่างประเทศบางคนว่า A – Self - do – it –Religion (ศาสนาที่ต้องทำเอง) หลักจริยธรรมของพระพุทธศาสนา 3 ระดับดังกล่าวข้างต้นมีรายละเอียดดังนี้ พุทธจริยธรรม ขั้นพื้นฐาน เพื่อความสงบเรียบร้อยของสังคม หลักธรรม คือ เบญจศีลเบญจธรรม ได้แก่ เบญจศีล เบญจธรรม 1. เว้นจากการฆ่าสัตว์ 1. มีเมตตากรุณา 2. เว้นจากการลักทรัพย์ 2. เลี้ยงชีวิตในทางที่ถูกต้อง 3. เว้นจากการประพฤติผิดในกาม 3. มีความสำรวมในกาม 4. เว้นจากการพูดเท็จ 4. พูดแต่คำสัตย์ 5. เว้นจากการดื่มสุราเมรัย 5. มีสติ รักษาตนไว้เสมอ ทิศ 6 หมายถึง บุคคลต่างๆ ที่เราเกี่ยวข้องสัมพันธ์ทางสังคมดุจทิศที่อยู่รอบตัว 1. ทิศเบื้องหน้า ได้แก่ มารดา บิดา เพราะเป็นผู้อุปการะเรามาก่อน บุตรธิดาพึง
2 บำรุงบิดา มารดา ดังนี้1. ท่านเลี้ยงเรามาแล้ว เลี้ยงท่านตอบ (สุชีพ ปุญญานุภาพ, 2550:362-363) 2. ท่านเลี้ยงเรามาแล้ว เลี้ยงท่านตอบ 3. ช่วยทำการงานของท่าน 4. ดำรงวงศ์สกุล 5. ประพฤติตนให้เหมาะสมกับความเป็น ทายาท 6. เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ทำบุญอุทิศให้ท่าน บิดามารดาย่อมอนุเคราะห์บุตรธิดา ดังนี้ 1. ห้ามปรามจากความชั่ว 2. ให้ตั้งอยู่ในความดี 3. ให้ศึกษาศิลปวิทยา 4. หาคู่ครองที่สมควรให้ 5. มอบทรัพย์สมบัติให้ในโอกาสอัน สมควร 2. ทิศเบื้องขวา ได้แก่ ครูอาจารย์ เพราะเป็นทักขิไณยบุคคลควรแก่การบูชาคุณ ศิษย์พึงบำรุงครูอาจารย์ ดังนี้ 1. ลุกต้อนรับ 2. เข้าไปหา 3. ใฝ่ใจเรียน 4. ปรนนิบัติ ช่วยบริการ 5. เรียนศิลปะวิทยาโดยเคารพ ครู อาจารย์ ย่อมอนุเคราะห์ศิษย์ ดังนี้ 1. ฝึกฝนแนะนำให้เป็นคนดี 2. สอนให้เข้าใจแจ่มแจ้ง 3. สอนศิลปะวิทยาให้สิ้นเชิง 4. ยกย่องให้ปรากฏในหมู่คณะ 5. สร้างเครื่องคุ้มภัยในสารทิศ 3. ทิศเบื้องหลัง ได้แก่ บุตรภรรยา เพราะมีขึ้น ภายหลังและคอยเป็นกำลังสนับสนุนอยู่ข้าง หลัง สามีพึงบำรุงภรรยา ดังนี้ 1. ยกย่องให้เกียรติสมกับฐานะที่เป็นภรรยา 2. ไม่ดูหมิ่น 3. ไม่นอกใจ 4. มอบความเป็นใหญ่ในงานบ้านให้ 5. หาเครื่องประดับมาให้เป็นของขวัญตาม โอกาส ภรรยาย่อมอนุเคราะห์สามี ดังนี้ 1. จัดงานบ้านให้เรียบร้อย 2. สงเคราะห์ญาติมิตรทั้งสองฝ่ายด้วยดี 3. ไม่นอกใจ 4. รักษาทรัพย์สมบัติที่หามาได้ 5. ขยันไม่เกียจคร้านในงานทั้งปวง 4. ทิศเบื้องซ้าย ได้แก่ มิตรสหาย เพราะเป็น ผู้ช่วยให้ข้ามพ้นอุปสรรคภัยอันตราย และเป็น กำลังสนับสนุน ให้บรรลุความสำเร็จบุคคลพึง บำรุงมิตรสหาย ดังนี้ 1. เผื่อแผ่แบ่งปัน 2. พูดจามีน้ำใจ 3. ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน 4. มีตนเสมอ ร่วมสุขร่วมทุกข์กัน 5. ซื่อสัตย์จริงใจต่อกัน มิตรสหายย่อมอนุเคราะห์ตอบ ดังนี้ 1. เมื่อเพื่อนประมาท ช่วยรักษาป้องกัน 2. เมื่อเพื่อนประมาท ช่วยรักษาทรัพย์สมบัติ ของเพื่อน 3. ในคราวมีภัย เป็นที่พึ่งได้ 4. ไม่ละทิ้งในยามทุกข์ยาก 5. นับถือตลอดถึงวงศ์ญาติของมิตร
3 5. ทิศเบื้องบน ได้แก่ สมณพราหมณ์ คือ พระสงฆ์ เพราะเป็นผู้สูงด้วยคุณธรรมและเป็น ผู้นำทางจิตใจ คฤหัสถ์ย่อมบำรุงพระสงฆ์ ผู้เป็นทิศเบื้องบน ดังนี้ 1. จะทำสิ่งใด ก็ทำด้วยเมตตา 2. จะพูดสิ่งใด ก็พูดด้วยเมตตา 3. จะคิดสิ่งใด ก็คิดด้วยเมตตา 4. ต้อนรับด้วยความเต็มใจ 5. อุปถัมภ์ด้วยปัจจัย 4 พระสงฆ์ย่อมอนุเคราะห์คฤหัสถ์ ดังนี้ 1. ห้ามปรามจากความชั่ว 2. ให้ตั้งอยู่ในความดี 3. อนุเคราะห์ด้วยความปรารถนาดี 4. ให้ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง 5. ทำสิ่งที่เคยฟังแล้วให้แจ่มแจ้ง 6. บอกทางสวรรค์ คือ ทางชีวิตที่มีความสุข ความเจริญให้ 6. ทิศเบื้องล่าง ได้แก่ คนรับใช้และคนงาน เพราะเป็นผู้ช่วยทำการงานต่างๆ เป็นฐาน กำลังให้ นายพึงบำรุงคนรับใช้และคนงาน ดังนี้ 1. จัดการงานให้ทำตามความเหมาะสมกับ กำลังความสามารถ 2. ให้ค่าจ้างรางวัลสมควรแก่งานและความ เป็นอยู่ 3. จัดสวัสดิการดี มีช่วยรักษาพยาบาลในยาม เจ็บไข้ เป็นต้น 4. ได้ของแปลกๆ พิเศษมา ก็แบ่งปันให้ 5. ให้มีวันหยุดและพักผ่อนหย่อนใจตาม โอกาสอันควร คนรับใช้และคนงานย่อมอนุเคราะห์นาย ดังนี้ 1. เริ่มการงานก่อนนาย 2. เลิกงานหลังนาย 3. ถือเอาแต่ของที่นายให้ 4. ทำการงานให้เรียบร้อยและดียิ่งขึ้น 5. นำเกียรติคุณของนายไปเผยแพร่
พุทธจริยธรรมระดับกลาง เพื่อให้บุคคลขัดเกลาตนเองให้มีคุณธรรมสูงขึ้น หลักธรรม คือ ศีล 8 กุศลกรรมบถ 10 มีรายละเอียดดังนี้ ศีล 8 หรือ อัฎฐศีล การรักษาระเบียบทางกาย วาจา ให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป 1. เว้นจากทำร้ายร่างกายผู้อื่นและสัตว์ทั้งหลาย 2. เว้นจากถือเอาของที่เขามิได้ให้ 3. เว้นจากประพฤติผิดพรหมจรรย์ คือเว้นจากร่วมประเวณี 4. เว้นจากพูดเท็จ 5. เว้นจากของเมา คือ สุราเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท 6. เว้นจากบริโภคอาหารในเวลาวิกาล คือเที่ยงแล้วไป 7. เว้นจากฟังฟ้อนรำ ขับร้อง ดนตรี ทัดทรงดอกไม้ ใส่ของหอม 8. เว้นจากที่นอนอันสูงใหญ่หรูหรา ฟุ่มเฟือย กุศลกรรมบถ 10 ทางแห่งกุศล กรรมดีอันเป็นทางนำไปสู่สุคติ จำแนกเป็นการประพฤติผิด ทางกาย 3 วาจา 4 และ ทางใจ 3 ดังนี้ กายกรรม การกระทำทางกาย มี 3 ข้อ คือ 1. เว้นจากการทำชีวิตสัตว์ให้ล่วงไป 2. เว้นจากการถือเอาของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ - ขโมย 3. เว้นจากการประพฤติผิดลูกเมียคนอื่น วจีกรรม การกระทำทางกาย มี 4 ข้อ คือ 4. เว้นจากการพูดเท็จ 5. เว้นจากการพูดส่อเสียด 6. เว้นจากการพูดคำหยาบ 7. เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ มโนกรรม การกระทำทางกาย มี 3 ข้อ คือ 8. ไม่โลภอยากได้ของเขา 9. ไม่พยาบาทปองร้ายเขา 10. ทำความเห็นให้ถูกต้องตามครรลองครองธรรม พุทธจริยธรรมระดับสูง คือ จริยธรรม เพื่อพัฒนาคนเป็นอริยชน มี อริยมรรค 8 ได้แก่ 1. สัมมาทิฐิ ความเห็นถูกต้องตามครรลองครองธรรม เช่น ความรู้เห็นอริยสัจ 4 2. สัมมาสังกัปปะ ความคิดถูกต้อง ไม่พยาบาท ไม่เบียดเบียน 3. สัมมาวาจา เจรจาในสิ่งที่เป็นความจริง ประสานสามัคคีอ่อนหวาน มีประโยชน์
195 4. สัมมากัมมันตะ การเว้นจากการกระทำไม่ดี เช่น การฆ่า การเบียดเบียน การลักทรัพย์ 5. สัมมาอาชีวะ การเว้นมิจฉาชีพทุกรูปแบบ ประกอบอาชีพสุจริต 6. สัมมาวายามะ ทำความเพียร เช่นเพียรระวังอกุศลทุกรูปแบบ เพียรให้กุศลเกิดขึ้น 7. สัมมาสติ ความระลึกชอบ คือ ระลึกแล้วเกิดสติสมบูรณ์ กลายเป็นปัญญา 8. สัมมาสมาธิ การตั้งจิตมั่นในอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่หวั่นไหว ไม่ฟุ้งซ่าน หลักคำสอนและแนวคิดของศาสดา และนักปราชญ์ทั้งหลายที่กล่าวมาแล้ว ล้วนมีจุดมุ่งหมาย อย่างเดียวกัน คือให้มนุษย์กระทำความดี ละเว้นความชั่ว ให้ปฏิบัติต่อกันอย่างมีคุณธรรม ไม่ เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสันติสุข การศึกษาคุณธรรมจริยธรรม จะต้องศึกษา ถึงที่มา หลักการ แนวคิดทางศาสตร์ของจริยธรรมที่มนุษย์ได้ศึกษา และปฏิบัติกันมาตั้งแต่โบราณ เพราะแนวคิดหลักการเหล่านี้เป็นพื้นฐานของความเข้าใจในคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งทุกศาสนามีความ เป็นเอกลักษณ์แตกต่างกันไป อันเป็นที่มาของความเชื่อ และพฤติกรรมที่แสดงออกของคนในกลุ่ม ต่างกันด้วย เป็นการช่วยให้มนุษย์ต่างชาติต่างเผ่าพันธุ์มีความเข้าใจซึ่งกันและกัน อันเป็นผลให้เกิด ความผาสุกในมวลมนุษยชาติ. ลักษณะพิเศษของหลักธรรมในพระพุทธศาสนา “...ธรรมในพระพุทธศาสนามีความหมดจด บริสุทธิ์ และสมบูรณ์บริบูรณ์ด้วยเหตุผลซึ่งบุคคลจะสามารถศึกษาและปฏิบัติด้วยปัญญาด้วยความ เพ่งพินิจให้เกิดประโยชน์ คือความสำคัญความผาสุกแก่ตนโดยอย่างเที่ยงแท้ตั้งแต่ประโยชน์ขั้น พื้นฐานคือการตั้งตัวให้เป็นปรกติสุขจนถึงประโยชน์นั้นปรมัตถ์คือหลุดพ้นจากเครื่องเกาะเกี่ยวร้อยรัด ทุกประการข้อนี้เป็นลักษณะพิเศษในพระพุทธศาสนาซึ่งทำให้พระพุทธศาสนามีค่าประเสริฐสุด...” พระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ในพระพุทธศาสนาได้กล่าวถึงเป้าหมายของสังคมจะเป็นไปในทิศทางใดท่านได้วางไว้เป็นปรัชญาทางสังคม ในพระพุทธศาสนา ปรัชญาสังคมของพระพุทธศาสนา (แสง จันทร์งามและคณะ, 2553: 635-641) คราวหนึ่ง พระพุทธองค์ประทับอยู่ที่วัดเวฬุวัน กรุงราชคฤห์ เด็กหนุ่มคนหนึ่ง ชื่อ สิงคาลกะ บุตร ของคหบดี มีผ้าและผมเปียกชุ่มออกจากกรุงราชคฤห์แต่เช้า เพื่อไหว้ทิศทั้งหลาย พระพุทธองค์เสด็จออกจากเวฬุวันเข้าไปในกรุงราชคฤห์ในเวลาเช้าเพื่อบิณฑบาต ทอดพระเนตร เห็นสิงคาลกมาณพประคองอัญชลีไหว้ทิศทั้งหลายอยู่ จึงตรัสถามว่าเหตุใดจึงไหว้ทิศ มาณพกราบทูลว่า บิดาของเขาเมื่อจวนจะสิ้นชีวิตได้สั่งไว้ว่าให้ไหว้ทิศทั้งหลาย เขาเคารพคำสั่งของบิดาจึงออกมาไหว้ทิศทุกวัน พระพุทธองค์ตรัสว่า ในวินัยของพระอริยะ (ระเบียบปฏิบัติของผู้ที่เจริญแล้ว) เขาไม่ไหว้ทิศกัน อย่างนี้ เมื่อสิงคาลมาณพทูลถามว่าเขาไหว้ทิศกันอย่างไร จึงตรัสว่า ขอให้ตั้งใจฟัง จะแสดงให้ฟัง 1.กรรมอันเศร้าหมอง (กรรมกิเลส) 4 อย่าง อันบุคคลควรเว้นคือ ปาณาติบาต, อทินนาทาน, กาเมสุมิจฉาจารและมุสาวาท
196 2.ควรเว้นอคติ (ความลำเอียง) 4 อย่าง คือ ลำเอียงเพราะรัก (ฉันทาคติ), ลำเอียงเพราะชัง (โทสาคติ), ลำเอียงเพราะหลง (โมหาคติ)และลำเอียงเพราะกลัว (ภยาคติ) 3.ควรเว้นอบายมุข (ทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์) 6 อย่างคือ 1)เว้นจากการดื่มน้ำเมา 2)เว้นจาก การเที่ยวกลางคืน 3)เว้นจากเที่ยวดูการเล่นต่างๆ 4)เว้นจากการเล่นการพนัน 5)เว้นจากคบคนชั่วเป็น มิตร 6)เว้นจากเกียจคร้านทำการงาน ทรงแสดงโทษแห่งอบายมุขทั้ง 6 ประการไว้ดังนี้ 1.ดื่มน้ำเมา มีโทษ 6 อย่างคือ เสียทรัพย์, ก่อการทะเลาะวิวาท, เป็นเหตุให้เกิดโรค, เป็นเหตุให้ เสียชื่อเสียง, เป็นเหตุให้ไม่รู้จักอาย และเป็นเหตุทอนสติปัญญา 2. เที่ยวกลางคืน มีโทษ 6 อย่างคือ ชื่อว่าไม่คุ้มครองรักษาตน, ชื่อว่าไม่คุ้มครองบุตรภรรยา, ชื่อว่า ไม่คุ้มครองรักษาทรัพย์สมบัติ, เป็นที่ระแวงของคนทั้งหลาย, มักถูกใส่ความ, ได้รับความทุกข์ยากลำบาก มาก 3. เที่ยวดูการเล่น (มหรสพ) มีโทษ 6 อย่างคือ มีฟ้อนรำที่ไหนไปที่นั่น, ขับร้องที่ไหนไปที่นั่น, มี ประโคมดนตรีที่ไหนไปที่นั่น, มีเสภาที่ไหนไปที่นั่น, มีเพลงที่ไหนไปที่นั่น, มีเถิดเถิงที่ไหนไปที่นั่น 4.การพนัน มีโทษ 6 อย่างคือ ผู้ชนะย่อมก่อเวร, ผู้แพ้ย่อมเสียดายทรัพย์ที่เสื่อมไป, เสื่อมทรัพย์ ทันตาเห็น, คนทั้งหลายไม่เชื่อถือถ้อยคำ (ของนักการพนัน), เป็นที่ดูหมิ่นของคนทั้งหลาย, ไม่มีใครประสงค์ จะแต่งงานด้วย เพราะเห็นว่าไม่สามารถเลี้ยงดูภรรยาได้ (ถ้าเป็นหญิงก็คงไม่อาจเลี้ยงบุตรและเป็นภรรยาที่ ดีได้) 5.คบคนชั่วเป็นมิตร มีโทษ 6 อย่างคือ นำให้เป็นนักเลงการพนัน, นำให้เป็นนักเลงเจ้าชู้, ทำให้ เป็นนักดื่ม (นักเลงเหล้า), นำให้เป็นคนลวงผู้อื่นด้วยของปลอม, นำให้เป็นคนโกงเขาซึ่งหน้า, นำให้เป็นคนหัว ไม้ (หัวแข็ง ชอบตีรันฟันแทง) 6. เกียจคร้านทำการงาน มีโทษ 6 อย่างคือ ไม่ทำการงานเพราะอ้างเหตุต่อไปนี้คือ มักให้อ้างว่า หนาวนัก…ร้อนนัก…เวลาเย็นแล้ว…ยังเช้าอยู่…หิวนัก…กระหายนัก เมื่อเขามากด้วยข้ออ้างต่างๆ ผัดเพี้ยน การงานอยู่อย่างนี้ โภคะที่ยังไม่เกิดย่อมไม่เกิดขึ้น ที่เกิดแล้วย่อมเสื่อมสลายไป ทรงแสดงมิตรเทียม (ไม่ใช่มิตรแท้) 4 จำพวก คือ 1.คนปอกลอก 2.คนดีแต่พูด 3.คนหัวประจบ 4.คนชักชวนในทางเสียหาย คนปอกลอกมีลักษณะ 4 อย่างคือ คิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว, เสียให้น้อยคิดเอาให้ได้มาก, ไม่รับทำกิจ ของเพื่อนในคราวมีภัย (เพื่อนมีภัย), คบเพื่อนเพราะเห็นแก่ประโยชน์ของตัว คนดีแต่พูด มีลักษณะ 4 อย่างคือ เก็บเอาสิ่งที่ล่วงแล้วมาพูด, อ้างถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึงมาพูด, สงเคราะห์ช่วยเหลือด้วยสิ่งหาประโยชน์มิได้, ออกปากพึ่งไม่ได้ คนหัวประจบ มีลักษณะ 4 อย่างคือ จะทำชั่วก็คล้อยตาม, จะทำดีก็คล้อยตาม, ต่อหน้าสรรเสริญ, ลับหลังนินทา
197 คนชักชวนในทางเสียหาย มีลักษณะ 4 อย่างคือ ชักชวนดื่มสุราเมรัยและของมึนเมาเสพติด ทั้งหลาย, ชักชวนเที่ยวกลางคืน, ชักชวนให้มัวเมาในการเล่น, ชักชวนเล่นการพนัน ทรงแสดงมิตรแท้ 4 จำพวก คือ 1.มิตรมีอุปการะ 2.มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ 3.มิตรแนะประโยชน์ 4.มิตรมีความรักใคร่ มิตรมีอุปการะ มีลักษณะ 4 อย่างคือ รักษาเพื่อนผู้ประมาทแล้ว, รักษาทรัพย์สมบัติของเพื่อนผู้ ประมาทแล้ว, เมื่อมีภัย เอาเป็นที่พึ่งพำนักได้, ช่วยออกทรัพย์ช่วยเหลือเกินกว่าที่ออกปากขอความ ช่วยเหลือเมื่อมีกิจธุระเกิดขึ้น (ถ้าไม่มีทรัพย์ก็ช่วยอย่างอื่นเช่นช่วยคิดช่วยทำเป็นต้น) มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ มีลักษณะ 4 อย่างคือ บอกความลับของตนแก่เพื่อน, ปกปิดความลับของ เพื่อน ไม่แพร่งพรายความลับของเพื่อน, ไม่ละทิ้งในยามอันตราย,แม้ชีวิตก็อาจสละแทนได้ มิตรแนะประโยชน์ มีลักษณะ 4 อย่างคือ ห้ามเพื่อนมิให้ทำความชั่ว, ส่งเสริมให้ตั้งมั่นอยู่ในคุณ งามความดี, ให้ได้ฟังสิ่ง (ที่เป็นคุณงามความดี) ที่ยังไม่เคยฟัง, บอกทางสวรรค์ให้ มิตรมีความรักใคร่หรือมิตรอนุเคราะห์ (อนุกัมปกะ) มีลักษณะ 4 อย่างคือ ไม่ยินดีต่อความเสื่อม ของเพื่อน (ทุกข์ ทุกข์ด้วย), ยินดีต่อความเจริญของเพื่อน (สุข สุขด้วย), ห้ามคนที่พูดติเตียนเพื่อน (เมื่อคน พูดติเตียนเพื่อนก็คัดค้าน), รับรองคนที่พูดสรรเสริญเพื่อน (เมื่อคนพูดสรรเสริญเพื่อนก็ช่วยหนุน) มิตร 4 จำพวกนี้เป็นมิตรแท้ ควรคบหาสมาคมสนิทสนมประดุจมารดาบิดาและบุตร อนึ่ง บัณฑิตผู้ มีศีลย่อมรุ่งเรืองประหนึ่งกองไฟ บัณฑิตพึงออมโภคทรัพย์เหมือนแมลงผึ้งสะสมน้ำผึ้ง เหมือนตัวเปลวกพอก พูนจอมปลวก คฤหัสถ์ผู้สามารถครั้นสะสมทรัพย์ได้แล้วพึงแบ่งเป็น 4 ส่วน คือ ใช้เอง 1 ส่วน แบ่งไว้ ประกอบการงานให้เจริญยิ่งๆขึ้นไป 2 ส่วน และเก็บไว้ใช้ในยามมีอันตราย (เช่นเจ็บป่วย) 1 ส่วน ต่อจากนั้น ทรงแสดงเรื่องทิศ 6 เพื่อน้อมมาในทางที่มนุษย์ควรปฏิบัติต่อกันในฐานะต่างๆ อันเป็น ปรัชญาสังคมของพระพุทธศาสนา คือ 1. ทิศเบื้องหน้า (คือมารดาบิดา) –บุตรพึงปฏิบัติบำรุงท่าน ด้วยการประพฤติ 5 อย่าง คือ 1)ท่าน เลี้ยงมาแล้วเลี้ยงท่านตอบ 2)รับทำกิจของท่าน 3)ดำรงวงศ์ตระกูล 4)ปฏิบัติตนให้เป็นคนสมควรรับ ทรัพย์มรดก 5)เมื่อท่านล่วงลับไปแล้วช่วยทำบุญอุทิศให้ท่าน มารดาบิดาย่อมอนุเคราะห์บุตรธิดาด้วยหลัก 5 อย่าง คือ 1)ห้ามมิให้ทำความชั่ว 2)ให้ตั้งอยู่ใน คุณงามความดี 3)ให้ศึกษาศิลปวิทยา 4)หาภรรยา (หรือสามี)ที่สมควรให้ 5)มอบทรัพย์สมบัติให้ในเวลา อันสมควร 2. ทิศเบื้องขวา (คืออาจารย์) –ศิษย์พึงปฏิบัติบำรุงท่านด้วยการประพฤติที่ดี 5 อย่าง คือ 1)ลุกขึ้น ยืนต้อนรับ (ให้ความเคารพ, ให้เกียรติ) 2)เข้าไปยืนคอยรับใช้ 3)เชื่อฟัง 4)ปรนนิบัติท่านด้วยความ เอื้อเฟื้อ 5)เรียนศิลปวิทยาโดยเคารพ
198 อาจารย์ย่อมอนุเคราะห์ศิษย์ด้วยหลัก 5 ประการ คือ 1)แนะนำดี 2)ให้เรียนดี 3)บอกศิลปวิทยา ให้ทั้งหมดไม่ปิดบังอำพราง 4)ยกย่องปรากฏในหมู่เพื่อนฝูง 5)ทำความป้องกันในทิศทั้งหลาย คือเมื่อ ศิษย์ไปอยู่ที่ใดก็ตามใจช่วยเหลือเต็มกำลัง 3. ทิศเบื้องหลัง (คือภรรยา) –สามีพึงปฏิบัติต่อภรรยาด้วยหลัก 5 ประการ คือ 1) ยกย่องนับถือว่า เป็นภรรยา 2) ไม่ดูหมิ่น 3) ไม่ประพฤตินอกใจ (หรือไม่ล่วงเกินข่มขี่ ทำทารุณกรรมต่างๆ) 4) มอบความ เป็นใหญ่ให้ (ให้เป็นใหญ่ในครอบครัวเหนือผู้อื่น ยกเว้นสามี) 5) ให้เครื่องแต่งตัวหรือเครื่องประดับ ภรรยาได้รับอนุเคราะห์อย่างดีแล้ว พึงปฏิบัติต่อสามีด้วยหลัก 5 ประการ คือ 1)จัดการงานดี 2) สงเคราะห์ช่วยเหลือคนข้างเคียงของสามี 3.ไม่ประพฤตินอกใจ 4)รักษาทรัพย์สมบัติที่สามีหามาได้ไว้ 5) ขยัน ไม่เกียจคร้านในกิจการงานทั้งปวง 4. ทิศเบื้องซ้าย (คือมิตร) –บุคคลพึงปฏิบัติต่อมิตรด้วยหลัก 5 ประการ คือ 1) แบ่งปันสิ่งของของ ตนแก่มิตร 2) พูดจาไพเราะอ่อนหวานกับมิตร 3) ทำประโยชน์แก่มิตร 4) วางตนเสมอต้นเสมอปลายกับ มิตร 5)ไม่แกล้งกล่าวให้คลาดเคลื่อนจากความจริงกับมิตร มิตรผู้ได้รับการปฏิบัติด้วยดีอย่างนี้แล้วย่อมอนุเคราะห์มิตรด้วยหลัก 5 ประการ คือ 1)รักษามิตร ผู้ประมาทแล้ว 2)รักษาทรัพย์สมบัติของมิตรผู้ประมาทแล้ว 3)เมื่อมีภัยถือเป็นที่พึ่งพำนักได้ 4)ไม่ละทิ้ง ในยามวิบัติ 5)นับถือตลอดถึงเครือญาติของมิตร 5. ทิศเบื้องต่ำ (คือบ่าวไพร่) –นายพึงปฏิบัติต่อบ่าวไพร่ด้วยหลัก 5 ประการ คือ 1)จัดการงานให้ ทำตามสมควรแก่กำลัง 2)ให้อาหารและค่าจ้างรางวัล 3)รักษาพยาบาลในคราวเจ็บไข้ 4)แบ่งของที่มีรส แปลกๆหรือรสดีให้กินตามสมควร 5)ให้หยุดงานในสมัยที่ควรหยุด (ให้หยุดงานตามวันเวลาอันสมควรหรือ ฤดูกาลนักขัตฤกษ์ต่างๆ) บ่าวไพร่ได้รับอนุเคราะห์อย่างนี้แล้วย่อมปฏิบัติชอบต่อนายด้วยหลัก 5 ประการ คือ 1)ลุกขึ้นทำ การงานก่อนนาย 2)เลิกงานทีหลังนาย 3)ถือเอาเฉพาะของที่นายให้ 4)ทำการงานให้ดีขึ้น 5)นำเอาคุณ ของนายไปสรรเสริญในที่นั้นๆ 6. ทิศเบื้องบน (คือสมณพราหมณ์หรือบรรพชิตผู้มีศีล) –บุคคลพึงปฏิบัติบำรุงท่านด้วยหลัก 5 ประการ คือ 1)จะทำอะไรต่อท่านก็ทำด้วยเมตตา คือความปรารถนาดี 2)จะพูดสิ่งใดก็พูดด้วยเมตตา 3) จะคิดสิ่งใดก็คิดด้วยเมตตา 4)ไม่ปิดประตู คือไม่ห้ามเข้าบ้านเรือน 5)ให้อามิสทาน คือ สิ่งของเครื่อง อุปโภคบริโภค สมณพราหมณ์ได้รับบำรุงเช่นนี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์บุคคลด้วยหลัก 6 ประการ คือ 1) ห้ามมิให้ทำ ความชั่ว 2) ให้ตั้งอยู่ในความดี 3) อนุเคราะห์ด้วยน้ำใจอันงาม 4) ให้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง 5) ทำสิ่งที่ฟัง แล้วให้แจ่มแจ้ง 6) บอกทางสวรรค์ให้ พระพุทธองค์ทรงสรุปลงว่า ทิศต่างๆเหล่านี้ เมื่อบุคคลปฏิบัติชอบแล้วย่อมเป็นทิศที่เกษม ปลอดภัย
199 เมื่อพระพุทธองค์ตรัสจบแล้วสิงคาลกมาณพทูลสรรเสริญพระธรรมเทศนาว่าแจ่มแจ้งจริงๆเหมือน ทรงหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง ส่องประทีปในที่มืดให้ผู้มีจักษุได้เห็นรูป สิงคาลก มาณพปฏิญาณตนเป็นอุบาสกนับถือพระรัตนตรัยตลอดชีวิต องค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษา ตามที่กล่าวมานี้ จะเห็นวิธีสอนอย่างหนึ่งของพระพุทธองค์ คือ การตีความใหม่ หรือให้ความหมาย ใหม่ โดยใช้ภาษิตเดิมของเขานั่นเอง เช่น การไหว้ทิศ เมื่อเขาจะไหว้ทิศก็ให้ไหว้ต่อไป แต่เป็นทิศแบบใหม่ ซึ่งไหว้หรือปฏิบัติชอบแล้วได้รับประโยชน์ในสังคม ทรงสั่งสอนให้คนในสังคมปฏิบัติต่อกันด้วยดี เช่นทิศ เบื้องหน้า (ทิศบุรพาหรือทิศตะวันออก) หมายถึงมารดาบิดา-บุตรควรปฏิบัติอย่างไรต่อบิดามารดา มารดา บิดาเองก็มีหลักสำหรับปฏิบัติต่อลูก, ทิศเบื้องขวา (ทิศทักษิณหรือทิศใต้) หมายถึงครูบาอาจารย์-ลูกศิษย์ ควรปฏิบัติอย่างไรต่ออาจารย์ และอาจารย์เองควรปฏิบัติอย่างไรต่อศิษย์ เป็นต้น รวมความว่า ทรงแสดงหลักธรรมสำหรับคน 6 คู่ 12จำพวก ที่จะต้องปฏิบัติชอบต่อกันในสังคม ถ้าคนเหล่านี้ปฏิบัติชอบต่อกันตามหลักที่ทรงแสดงไว้ เชื่อได้ว่าสังคมของเราจะสงบสุข มีความเจริญรุ่งเรือง อย่างแน่นอน เป็นการปรับปรุงคุณภาพของคนให้ดีขึ้น มีความประณีตทางจิตใจ เมื่อคุณภาพของคนดี สังคมก็ต้องดี เพราะสังคมสร้างขึ้นด้วยบุคคล นอกจากเรื่องทิศ 6 แล้ว ยังทรงแสดงธรรมอื่นๆล่วงหน้ามาก่อนอันเป็นประโยชน์ต่อบุคคลในสังคม นั่นเอง เช่น เรื่องกรรมกิเลส, อคติ และอบายมุข ซึ่งคฤหัสถ์ควรเว้น ทรงแนะนำเรื่องลักษณะของมิตรเทียม และมิตรแท้ว่าเป็นอย่างไร เพื่อจะได้เลือกคบคนที่ควรคบ เว้นคนที่ควรเว้น เรื่องทั้งหมดที่กล่าวมาในพระสูตรนี้เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่การปฏิบัติตนในชีวิตประจำวัน เป็น หลักปฏิบัติเกี่ยวกับสังคม หรือที่เรียกว่า ปรัชญาสังคม (social philosophy) ของพระพุทธศาสนาโดยแท้ 3. สรุป จริยธรรมเป็นรากฐานอันสำคัญแห่งความเจริญรุ่งเรือง ความมั่นคงและความสงบสุขของปัจเจก ชน สังคมและประเทศชาติอย่างยิ่ง รัฐควรส่งเสริมประชาชนให้มีจริยธรรมเป็นอันดับแรก เพื่อให้เป็น