The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สัมมนาพระสูตร(สัญชัยทิพย์โอสถ)ปกใหม่65(S)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sunchait65, 2023-02-28 07:43:18

สัมมนาพระสูตร(สัญชัยทิพย์โอสถ)ปกใหม่65(S)

สัมมนาพระสูตร(สัญชัยทิพย์โอสถ)ปกใหม่65(S)

250 แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 13 เรื่อง คำสอนพุทธศาสนาที่แทรกอยู่ในปรัชญาไทย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พระครูวินัยธร สัญชัย ทิพย์โอสถ12 21 กุมภาพันธ์ 2566 1. รายละเอียดบทนำ ประวัติศาสตร์ไทย ฉบับย่อ จากการศึกษาทางโบราณคดี ทำให้เราทราบว่าบริเวณดินแดน ของประเทศไทยสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เคยมีชุมชนเล็ก ๆ อยู่ก่อนแล้วตั่งแต่ยุคหิน ซึ่งเป็นสังคม เกษตรกรรม ราว พ.ศ.ว. ที่ 5 การติดต่อค้าขายจากอินเดีย เป็นแรงพักดันให้ชุมชนเหล่านั้นได้รวมตัว กันเป็นชุมชนใหญ่ขึ้น ดังเช่นบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำภาคกลางตอนล่างได้เกิดเป็น อาณาจักรทวารดี (พ.ศ.ว. ที่ 11 หรือ 12- 18) อาณาจักรสุโขทัยเป็นอาณาจักรแรกของไทย ก่อตั่งเมื่อ พ.ศ.1781 ใน สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชเป็นช่วงที่รุ่งเรืองถึงที่สุดในทุกด้าน ทรงประดิษฐ์ลายสือไทยเมื่อ พ.ศ. 1826 ในสมัยพระยาลิไท พระพุทธศาสนาได้รับการทำนุบำรุงเป็นอย่างมาก อาณาจักรเจริญรุ่งเรือง มาถึงปี 1891 อาณาจักรจึงถูกผนวกรวมเข้ากับอาณาจักรอยุธยา ในปี พ.ศ.1893 พระเจ้าอู่ทองได้สถาปนาอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี มีการปฏิรูป ทางด้านการทหาร กฎหมาย การปกครอง อีกทั้งยังเป็นยุครุ่งเรืองของศิลปวัฒนธรรม มีความ สัมพันธไมตรีและติดต่อกับชาวตะวันตก ทว่าสงครามกับพม่าที่มีมาอย่างต่อเนื่องเป็นเหตุทำให้นำไปสู่ การเสียกรุงทั้ง 2 ครั้ง ครั้งแรกในปี พ.ศ 2112 ซึ่งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชสามารถกู้กรุงคืนได้ใน อีก 15 ปีต่อมา ครั้งที่สองเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2310 ซึ่งเป็นการสิ้นสุดของอาณาจักรที่ดำเนินมา ถึง 417 ปี มีกษัตริย์ปกครอง 33 พระองศ์ 5 ราชวงศ์ หลักจากอาณาจักรอยุธยาเสียกรุงให้แก่พม่า แม่ทัพ อยุธยาคนหนึ่งนามว่า พระยาตาก (สิน) สามารถรวบรวมชาวไทยกู้กรุงคืนได้ในปีเดียวกันนั้น ได้ สถาปนาเมืองธนบุรีเป็นราชธานี ทรงพระนามว่า สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ในปี พ.ศ. 2311 ทรงทำศึก สงครามกับต่างชาติและปราบก๊กต่าง ๆ ตลอดราชการเป็นเวลา 15 ปีเพื่อรวบรวมประเทศให้เป็น ปึกแผ่น บ้านเมืองมีความเข้มแข็งกลายเป็นศูนย์กลางทางอำนาจในภูมิภาคนี้อีกครั้ง ปลายราชการ พระองศ์เกิดสติวิปลาส บ้านเมืองเกิดการจลาจล ในปี 2325 สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกทรงได้ป ราดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ สถาปนาราชวงศ์จักรีขึ้น แล้วย้ายเมืองหลวงมาทางฝั่งรัตนโกสินทร์ สถาปนากรุงเทพมหานครขึ้นเป็นเมืองหลวง 12 เอกสารประกอบการสอนรายวิชา PH 1005


251 ในตอนต้นแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้มีการพัฒนาประเทศทุก ๆ ด้าน มีการสร้างและบูรณะวัด วาอารมและพระพุทธรูป มีการขุดคลองเพื่อให้เป็นเส้นทางคมนาคม ชำระกฎหมาย สังคยนา พระไตรปิฎก และฟื้นฟูศิลปะวิทยาการมากมาย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงได้นำพาความก้าวหน้าจากชาติตะวันตกมาสู่ประเทศ สืบเนื่องจากรัชกาลที่ 4 ทรงเริ่มไว้ ทรง ปฏิรูปการเมือง การปกครอง เลิกทาส นำพาประเทศสู่ความเป็นอารยะประเทศ ในรัชกาลนี้เป็นเวลา ที่ชาติตะวันตกกำลังแผ่อิทธิผลมาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทรงดำเนินนโยบายทางการเมืองและการ ทูตได้อย่างเหมาะสม ทำให้ประเทศยังคงรักษาความเป็นเอกราชไว้ได้ แม้จะต้องเสียดินแดนบางส่วน เพื่อเป็นการแลกก็ตาม ในปี พ.ศ. 2475 ประเทศได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มา เป็นประชาธิปไตยตรงกับสมัยรัชกาลที่ 7 สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้เปลี่ยนชื่อจากสยาม มา เป็นประเทศไทย แต่ประเทศก็ประสบกับปัญหาล้มลุกคลุกคลานทั้งในด้านการเมืองภายใน และจาก ภายนอกอันเนื่องมาจากสงครามโลก แต่ประเทศก็ยังรักษาเอกราชเอาไว้ได้อีกครั้ง ประเทศไทยในยุคปัจจุบันได้ขยายตัวและพัฒนาไปสู่ความเป็นตะวันตกอย่างรวดเร็วในทุก ๆ ด้าน เป็นเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติและแฝงไว้ด้วยวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม วิถีชีวิตของประชาชน ที่เป็นเอกลักษณ์ที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวไม่เหมือนที่ใด จนกลายเป็น ประเทศที่คนทั่วโลกต่างต้องการมาสัมผัส ค้นหา และชื่นชมให้ได้อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต (วาทิน ศานติ์ สันติ. "ประวัติศาสตร์ไทย ฉบับย่อ ในอารยธรรม ประวัติศาสตร์และโบราณคดี". [ออนไลน์] ) แม้ว่าการเมืองเป็นเรื่องการใช้กลอุบายในการดำเนินชีวิตเป็นเรื่องของศาสตร์และศิลป์จะใช้ศาสตร์ อย่างเดียวก็ไม่แข็งทื่อเกินไป จะใช้ศิลป์อย่างเดียวก็เป็นการเล่นจนเกินไป ในประวัติศาสตร์การเมือง ของแต่ละประเทศก็มีทั้งกลุ่มที่ต้องการเป็นใหญ่ ทุกคนต้องการเป็นใหญ่ ถ้าเปรียบกับวรรณกรรมสาม ก๊ก ตามที่ผู้เรียบร้องได้ศึกษามาบ้างพบว่า ในวรรณกรรมนี้บงบอกถึงการใช้เล่ห์เหลี่ยมเพื่อให้ตนเอง อยู่รอดหรือกลุ่มตนเองอยู่รอดให้ได้ จึงมีวลีในทางการเมืองว่า “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร ศัตรูของ ศัตรูคือมิตร” ดังนั้นวรรณกรรมสามก๊กจึงเป็นวรรณกรรมที่ถ่ายทอดสันดานมนุษย์ได้เป็นอย่างดี อีก ทั้งในภาคพื้นเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ล้วนได้รับอิทธิพลจากวรรณกรรมของจีนฉบับนี้ทั้งสิ้น ในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยส่วนใหญ่รับวัฒนธรรมมาจากอินเดียและจีน ซึ่งถือว่า สองประเทศนี้เป็นอู่ทางวัฒนธรรมของโลกก็ว่าได้ ดังนั้นในหลายวัฒนธรรมของประเทศจึงมีการ ผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมท้องถิ่นและวัฒนธรรมหลักทั้งสองดังกล่าว วัฒนธรรมหล่อหลอม จนกระทั่งกลายเป็นปรัชญาการดำเนินชีวิต วัฒนธรรมการดำเนินชีวิตก็มาจากศาสนา ศาสนาที่คน


252 ส่วนใหญ่ในถิ่นนี้นับถือคือพุทธศาสนา อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นพุทธผสมผสานระหว่างพราหมณ์ จน กลายเป็นปรัชญาไทยที่ไม่เหมือนใคร ใครก็ไม่เหมือน ดังนั้น การศึกษาเรื่อง คำสอนพุทธศาสนาที่แทรกอยู่ในปรัชญาไทยเพื่อศึกษา 1) คำสอนทาง พระพุทธศาสนา 2) คำสอนพุทธศาสนาที่แทรกอยู่ในปรัชญาไทย เป็นแนวทางในการนำไปหลักธรรม ไปประยุกต์ใช้ในชีวิต ด้วยการ Learning by doing เรียนแล้วด้วยการนำไปใช้เมื่อเจอปัญหาและจะ แก้หาทางออกอย่างไรได้บ้าง ดังนั้นด้วยการใช้สมาธิเพื่อการรักษาจิตใจสำหรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศ กรณีศึกษา Monk Chat Program ของโรงเรียนสามัคคีวิทยาทาน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ อาจจะเป็น แนวทางในการแก้ปัญหาสังคมที่เกิดในปัจจุบันได้ในระดับจุลภาค คือ ครอบครัว และระดับมหภาค คือ ระดับประเทศชาติหรือโลกจะทำให้เกิดสันติสุขขึ้นในสังคมได้ คำสำคัญ คำสอนพุทธศาสนา, ปรัชญา, ไทย 2. เนื้อเรื่อง 1) คำสอนทางพระพุทธศาสนามีความลุ่มลึกไม่ยากเกินที่จะเข้าใจได้แต่ต้องอาศัยการศึกษา ให้ละเอียดเท่านั้น เพราะคำว่ากิเลส โลภ โกรธ หลง เป็นเรื่องของความร้อน และเลวร้ายที่สุด ทั้ง สร้างโลกและทำลายโลกได้ในเวลาเดียวกัน เรื่องของกิเลสไม่ใช่เรื่องของความซื่อสัตย์ สุจริต ความ ตรงไปตรงมา กิเลสเป็นเรื่องตรงข้ามกับความดีงามทั้งหลาย มีการศึกษาวิจัยเรื่อง เปรียบเทียบภาพ สะท้อนของมารในพุทธศาสนาเถรวาทกับภาพสะท้อนของซาตานในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ผลการวิจัยพบว่า ภาพสะท้อนของมารในพุทธศาสนาเถรวาท คือ มารมีลักษณะที่ล้างผลาญความดี ของมนุษย์ทั้งมวล มักจะแสดงในลักษณะที่เป็นอุปสรรคขัดขวาง ทำลายโอกาส การทำความดีการ เข้าถึงธรรมของมนุษย์เป็นผู้กระตุ้นให้มนุษย์ทำความชั่ว ทำให้มนุษย์ประมาทหลงผิดยึดติดในธรรม ทำให้หวาดกลัว เพื่อให้มนุษย์ปฏิบัติตามคำสอนด้วยความลำบาก หรือไม่ได้ปฏิบัติ ภาพสะท้อนของซาตานในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก คือ ทูตสวรรค์ที่รับใช้ใกล้ชิดพระ เจ้าภายหลังมีบาปเกิดขึ้นในใจจึงหันไปเป็นปฏิปักษ์กับพระเจ้า โดยการที่ผันตัวไปเป็นตัวแทนแห่ง ความชั่วร้ายทั้งมวล ไม่ว่าจะเป็นความชั่วร้ายทางธรรมชาติ ความชั่วร้ายทางศีลธรรม จะแสดงตน ออกมาในลักษณะหลอกลวง ชี้นำ กระตุ้นผลักดันให้มนุษย์ทำความชั่ว ทำให้มนุษย์หวาดกลัว ชักนำ โรคภัยและความมืดบอดมาสู่มนุษย์ เพื่อให้ปฏิบัติตามคำสอนด้วยความลำบาก ในประเด็นที่ เหมือนกัน ทั้ง 2 ศาสนา มองภาพสะท้อนที่แสดงออกมาในลักษณะที่เป็นอุปสรรคขัดขวางการทำ ความดี เป็นแรงกระตุ้น ผลักดัน หลอกลวง ชี้นำให้ทำความชั่ว ชักนำความมืดบอดมาสู่จิตใจ ต่างกัน เรื่องการนำโรคภัยมาสู่มนุษย์ โดยที่พุทธศาสนาเถรวาทมองว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเอง ส่วนศาสนาคริสต์


253 นิกายโนมันคาทอลิกมองว่าเป็นการชักนำของซาตานในคัมภีร์ (พระมหาทวิชัย จินา, 2565:118) แสดงให้เห็นว่าซาตานหรือกิเลสต้องเก่งและฉลาดในทางเลวร้ายที่สุดที่จะสามารถหักล้างกับความดีได้ ดังนั้นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาจึงเป็นปฏิปักษ์กับความชั่วร้าย โลกนี้เกิดมานานมากไม่รู้ต้น สายปลายเหตุว่าเกิดมาได้อย่างไร ดังภาษาบาลีว่า “อนมตคฺเค สํสาเร แปลว่า มีที่สุด และ เบื้องต้น แม้อันบุคคลไปตาม รู้ไม่ได้แล้ว” คือโลกนี้ถ้าใครถามหาต้นกำเนิดโลกก็จะตายเปล่าก่อนที่จะรู้ ดังนั้น หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาได้แบ่งออกเป็น 3 ระดับ เบื้องต้น ท่ามกลาง และละเอียดที่สุด ในทางพระพุทธศาสนาได้แบ่งอัตถะ หรือ อรรถ แปลว่า ความมุ่งหมายประโยชน์ผลที่ หมายหรือจุดหมายประโยชน์ที่เป็นจุดหมายจุดหมายของชีวิตหรือจริยธรรมในระบบการดำเนินชีวิต การปฏิบัติธรรม ของพระพุทธศาสนานั่นเองซึ่งท่านได้แบ่งออกเป็น 3 ระดับมีความหมายโดยสรุปได้ ดังนี้ 1 ทิฏฐธัมมิกัตถะประโยชน์ในชีวิตนี้หรือประโยชน์ในปัจจุบันเป็นจุดหมายขั้นต้นหมายถึง ประโยชน์อย่างที่มองไม่เห็นกันอยู่ที่เข้าใจกันง่ายๆเกี่ยวกับชีวิตประจำวันเป็นเรื่องชั้นนอกหรือเรื่อง ธรรมดาสามัญที่มุ่งหมายกันในโลกนี้ได้แก่ ลาภ ยศ สุข สรรเสริญ หรือ ทรัพย์สิน ฐานะ เกียรติ ไมตรี ชีวิตคู่ครองที่เป็นสุขเป็นต้น ร่วมถึงการแสวงหาสิ่งเหล่านี้โดยทางชอบทำการปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านี้โดย ทางที่ถูกต้องการใช้สิ่งเหล่านี้ทำตนและคนที่เกี่ยวข้องให้มีความสุขการอยู่ร่วมกันด้วยดีปฏิบัติหน้าที่ ต่อกันอย่างถูกต้องในระหว่างมนุษย์เพื่อความสุขร่วมกัน 2 สัมปรายิกัตถะเป็นประโยชน์เบื้องหน้าหรือประโยชน์ด้านคุณค่าของชีวิตเป็นจุดหมาย ขั้นสูงขึ้นไป ซึ่งเป็นหลักประกันชีวิตเมื่อละโลกนี้ไปแล้ว เป็นเครื่องประกันได้ว่าคุณค่าที่ส่งล้ำยิ่งกว่าที่ จะพึงเห็นได้กันทำกันตามปกติในโลกนี้ได้แก่ความเจริญงอกงามในชีวิตจิตใจที่ก้าวหน้าเติบโตขึ้นด้วย คุณธรรม ความใฝ่ใจในทางจริยธรรมในเรื่องบุญเรื่องกุศลในการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม กิจกรรมที่อาศัย ศรัทธาและความเสียสละการมีความมั่นใจในคุณธรรมมีความสงบสุขทางจิตใจการรับรู้ การรู้จักปิติสุข ที่ประณีตด้านในตลอดจน คุณพิเศษที่เป็นผลสำเร็จทางจิตคือ ฌานสมาบัติ 3. ปรมัตถะ ประโยชน์อย่างยิ่งหรือประโยชน์ที่เป็นสาระแท้จริงของชีวิตเป็นจุดมุ่งหมาย สูงสุดโดยจุดหมายสุดท้าย ได้แก่ การรู้แจ้งสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริงรู้เท่าทันคติธรรม ธรรมดาของสังขารธรรม ทำไม่ตกเป็นทาสของโลกและชีวิต มีจิตใจเป็นอิสระโปร่งโล่ง โปร่งใส เบิก บาน ไม่ถูกบีบคั้น ด้วยความยึดมั่นถือมั่นปราศจากเหตุกิเลส ที่ทำให้จิตเศร้าหมองอยู่อย่างไร้ทุกข์ ประจักษ์แจ้งความสุขประณีตภายในที่สะอาดบริสุทธิ์สิ้นเชิง อันประกอบพร้อมด้วยความสงบเยือก เย็นสว่างไสวเบิกบานโดยสมบูรณ์เรียกว่าวิมุตติ และนิพพาน (พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตโต), 2546:538) คำสอนที่เป็นเครื่องขัดเกลากับกิเลสที่แหลมคมต้องคมยิ่งกว่ากิเลส เพราะกิเลสคือตัวร้าย ที่สุด ทำลายคุณงามความดีของมนุษย์ ตัวอย่างเช่น ถ้าในภาพยนตร์เรื่องหนึ่งกิเลสก็เปรียบเสมือนตัว


254 วายร้ายที่ร้ายที่สุด รู้เท่าทันฝั่งพระเอกทั้งหมดทุกประการ เพราะฉะนั้นถ้าสังคมเต็มไปด้วยมารร้ายจะ ทำให้สังคมนั้นไม่มีระบบ โครงสร้างแก่นที่จะควบคุมสังคมได้ ประเทศไทยเป็นประเทศที่นับถือ พระพุทธศาสนามีคำสอนที่สอดแทรกอยู่ในความคิดของคนที่ใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิต หรือ เรียกว่า ปรัชญาการดำเนินชีวิตแบบไทย ดังนั้นน่าจะมีคำสอนทางพุทธศาสนาที่สอดแทรกอยู่ใน ปรัชญาไทยดังที่จะกล่าวต่อไป 2) คำสอนพุทธศาสนาที่แทรกอยู่ในปรัชญาไทย ต้องศึกษาจากสุภาษิตในที่นี้ศึกษาจาก สุภาษิตพระร่วงถือว่าเก่าแก่ที่สุดของไทย อาจจะเรียกได้ว่า “ปฐมสุภาษิต แห่งชาติ” ใครเป็นผู้แต่งมี ความเห็น 2 อย่างคือ 1) ฝ่ายหนึ่งว่า พระร่วงคือพ่อขุนรามคำแหง เป็นผู้ทรงพระราชนิพนธ์ ฝ่ายนี้ให้ เหตุผลว่า พ่อขุนรามฯ เคยเสด็จประทับพระแท่นมนังคศิลา สอนประชาชนในวันที่มิใช่วันพระ ฉะนั้น ท่านอาจทรงสอนด้วยสุภาษิตที่เรียกว่า “สุภาษิตพระร่วง” 2) อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่า ผู้แต่งสุภาษิตพระ ร่วง คือ พระเจ้าลิไท ผู้ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือ “ไตรภูมิพระร่วง” อ้างว่าพระเจ้าลิไททรงเป็น นักปราชญ์ อาจจะทรงรวบรวมสุภาษิตพระร่วงขึ้น ตามประวัติว่า สุภาษิตพระร่วงเพิ่งมารวบรวมเป็น หลักฐานในรัชกาลที่ 3 คราวโปรดให้มีการจารึกวิทยาการที่วัดพระเชตุพล ปรากฏว่าได้มีการแก้ไข ถ้อยคำเป็นภาษาครั้งรัชกาลที่ 3 แต่ความคิดคงจะเป็นความคิดครั้งพระร่วงกรุงสุโขทัย (เจือ สตเวทิน , 2516) ดังรายละเอียดดังนี้ เนื้อเรื่อง เริ่มต้นกล่าวถึงพระร่วงเจ้ากรุงสุโขทัยทรงมุ่งประโยชน์ในกาลภายหน้า จึงได้ทรงบัญญัติ สุภาษิตไว้สอนประชาชน โดยมีสาระคำสอนที่กว้างขวาง เป็นสุภาษิต ๑๕๘ บท ครอบคลุมหลักควร ปฏิบัติในด้านต่างๆ เช่น การผูกไมตรี การคบคน การวางตัว การหาวิชาความรู้ การรู้จักรักษาตัวรอด ฯลฯ ปางสมเด็จพระร่วงเจ้า เผ้าแผ่นภพสุโขทัย มลักเห็นในอนา จึ่งผายพจนประภาษ เป็นอนุสาสน กถา สอนคณานรชน ทั่วธราดลพึงเพียร เรียนอำรุงผดุงอาตม์อย่าเคลื่อนคลาดคลาถ้อย เมื่อน้อยให้ เรียนวิชา ให้หาสินเมื่อใหญ่ อย่าใฝ่เอาทรัพย์ท่าน อย่าริระร่านแก่ความ ประพฤติตามบุรพรบอบ เอา แต่ชอบเสียผิด อย่าประกอบกิจเป็นพาล อย่าอวดหาญแก่เพื่อน เข้าเถื่อนอย่าลืมพร้า หน้าศึกอย่า นอนใจ ไปเรือนท่านอย่านั่งนาน การเรือนตนเร่งคิด อย่านั่งชิดผู้ใหญ่ อย่าใฝ่สูงให้พ้นศักดิ์ ที่รักอย่าดู ถูก ปลูกไมตรีอย่ารู้ร้าง สร้างกุศลอย่ารู้โรย อย่าโดยคำคนพลอด เข็นเรือทอดข้างถนน เป็นคนอย่าทำ ใหญ่ ข้าคนไพร่อย่าไฟฟุน คบขุนนางอย่าโหด โทษตนผิดรำพึง อย่าคนึงถึงโทษท่าน หว่านพืชจักเอาผล เลี้ยงคนจักกินแรง อย่าขัดแย้งผู้ใหญ่ อย่าใฝ่ตนให้ เกิน เดินทางอย่าเดินเปลี่ยว น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ ที่ซุ่มเสือจงประหยัด จงเร่งระมัดฟืนไฟ ตนเป็นไท อย่าคบทาส อย่าประมาทท่านผู้ดี มีสินอย่าอวดมั่ง ผู้เฒ่าสั่งจงจำความ ที่ขวากหนามอย่าเสียเกือก ทำ รั้วเรือกไว้กับตน คนรักอย่าวางใจ ที่มีภัยพึงหลีก ปลีกตนไปโดยด่วน ได้ส่วนอย่ามักมาก อย่ามีปากว่า คน รักตนกว่ารักทรัพย์ อย่าได้รับของเข็ญ เห็นงามตาอย่าปอง ของฝากท่านอย่ารับ ที่ทับจงมีไฟ ที่ไป


255 จงมีเพื่อน ทางแถวเถื่อนไคลคลา ครูบาสอนอย่าโกรธ โทษตนผิดพึงรู้ สู้เสียสินอย่าเสียศักดิ์ภักดีอย่า ด่วนเคียด อย่าเบียดเสียดแก่มิตร ที่ผิดช่วยเตือนตอบ ที่ชอบช่วยยกยอ อย่าขอของรักมิตร ชอบชิดมัก จางจาก พบศัตรูปากปราศรัย ความในอย่าไขเขา อย่ามัวเมาเนืองนิจ คิดตรองตรึกทุกเมื่อ พึงผันเผื่อ ต่อญาติ รู้ที่ขลาดที่หาญ คบพาลอย่าพาลผิด อย่าผูกมิตรไมตรีเมื่อพาทีพึงตอบ จงนบนอบผู้ใหญ่ ช้าง ไล่แล่นเลี่ยงหลบ สุวานขบอย่าขบตอบ อย่ากอปรจิตริษยา เจรจาตามคดีอย่าปลุกผีกลางคลอง อย่างปองเรียนอาถรรพณ์ พลันฉิบ หายวายม้วย อย่ายลเยี่ยงถ้วยแตกมิติด จงยลเยี่ยงสัมฤทธิ์แตกมิเสีย ลูกเมียอย่าวางใจ ภายในอย่านำ ออก ภายนอกอย่านำเข้า อาสาเจ้าจนตัวตาย อาสานายจงพอแรง ของแพงอย่ามักกิน อย่ายินคำคน โลภ โอบอ้อมเอาใจคน อย่ายลเหตุแต่ใกล้ท่านไท้อย่าหมายโทษ คนโหดให้เอ็นดูยอครูยอต่อหน้า ยอ ข้าเมื่อแล้วกิจ ยอมิตรเมื่อลับหลัง ลูกเมียยังอย่าสรรเสริญ เยียวสะเทินจะอดสู อย่าชังครูชังมิตร ผิด อย่าเอาเอาแต่ชอบ นอบตนต่อผู้เฒ่า เข้าออกอย่าวางใจ ระวังระไวหน้าหลัง เยี่ยงผู้ชังจะคอยโทษ อย่ากิ้วโกรธเนืองนิจ ผิวผิดปลิดไป่ร้าง ข้างตนไว้อาวุธ เครื่องสรรพยุทธอย่าวางจิต คิดทุกข์ในสงสาร อย่าทำการที่ผิด คิดขวนขวายที่ชอบ โต้ตอบอย่าเสียคำ คนขำอย่าร่วมรัก พรรคพวกพึงทำนุก ปลูก เอาแรงทั่วตน ยลเยี่ยงไก่นกกระทา พาลูกหลานหากิน ระบือระบิลอย่าฟังคำ การกระทำอย่าด่วนได้ อย่าใช้คนบังบด ทดแทนคุณท่านเมื่อยาก ฝากของรักจงพอใจ เฝ้าท้าวไทอย่าทรนง ภักดีจงอย่าเกียจ เจ้าเคียดอย่าเคียดตอบ นอบนบใจใสสุทธิ์ อย่าขุดคนด้วยปาก อย่าถากคนด้วยตา อย่าพาผิดด้วยหู อย่าเลียนครูเตือนด่า อย่าริกล่าวคำคด คนทรยศอย่าเชื่อ อย่าแผ่เผื่อความคิด อย่าผูกมิตรคนจร ท่าน สอนอย่าสอนตอบ ความชอบจำใส่ใจ ระวังระวังที่ไปมา เมตตาตอบต่อมิตร คิดแล้วจึงเจรจา อย่า นินทาผู้อื่น อย่าตื่นยกยอตน คนจนอย่าดูถูก ปลูกไมตรีทั่วชน ตระกูลตนจงคำนับ อย่าจับลิ้นแก่คน ท่านรักตนจงรักตอบ ท่านนอบตนจงนอบแทน ความแหนให้ประหยัด เผ่ากษัตริย์เพลิงงูอย่าดูถูกว่า น้อย หิ่งห้อยอย่าแข่งไฟ อย่าปองภัยต่อท้าว อย่ามักห้าวพลันแตก อย่าเข้าแบกงาช้าง อย่าออกก้างขุนนาง ปางมีชอบ ท่านช่วย ปางป่วยท่านชิงชัง ผิจะบังบังจงลับ ผิจะจับจับจงมั่น ผิจะคั้นคั้นจนตาย ผิจะหมายหมายจง แท้ผิจะแก้แก้จงกระจ่าง อย่ารักห่างกว่าชิด คิดข้างหน้าอย่าเบา อย่าถือเอาตื้นกว่าลึก เมื่อเข้าศึก ระวังตน เป็นคนเรียนความรู้จงยิ่งผู้ผู้มีศักดิ์ อย่ามักง่ายมิดีอย่าตีงูให้แก่กา อย่าตีปลาหน้าไซ ใจอย่า เบาจงหนัก อย่าตีสุนัขห้ามเห่า ข้าเก่าร้ายอดเอา อย่ารักเหากว่าผม อย่ารักลมกว่าน้ำ อย่ารักถ้ำกว่า เรือน อย่ารักเดือนกว่าตะวัน สบสิ่งสรรพโอวาท ผู้เป็นปราชญ์พึงสดับ ตรับตริตรองปฏิบัติโดยอรรถ อันถ่องถ้วน แถลงเลศเหตุเลือกล้วนเลิศอ้างทางธรรม แลนาฯ บัณ เจิดจำแนกแจ้ง พิสดาร ความเอย ฑิต ยุบลบรรหาร เหตุไว้พระ ปิ่นนัคราสถาน อุดรสุข ไทยนาร่วง ราชรามนี้ได้ กล่าวถ้อยคำสอน คุณค่าและความสำคัญ


256 1. เป็นปฐมสุภาษิต เป็นคำสอนที่ดีงามพึงปฏิบัติ เป็นภาษิตประจำชาติ เป็นต้นเค้าความคิด และสติปัญญาของคนไทย เป็นสิ่งแสดงถึงอุดมคติและค่านิยมของคนไทย กวีรุ่นหลังๆ ได้นำไปกล่าว อ้างในวรรณคดีเรื่องอื่นๆ ๒. เป็นหนังสือสั่งสอนที่สอนอย่างตรงไปตรงมา ใช้คำสอนทั้งในเชิงห้ามและเชิงแนะโดยตรง ส่วนใหญ่เป็นเชิงห้ามด้วยถ้อยคำที่กะทัดรัด ถ้าอ่านสุภาษิตพระร่วงไปทีละวรรคด้วยความสังเกตจะทราบทันทีว่า คำสอนทั้งหลายที่ เรียกว่าสุภาษิตพระร่วงนั้น คือ “หลักธรรมทางพุทธศาสนา” นั่นเอง เป็นคำสอนที่ดียิ่ง มีใจความ ลึกซึ้งกินใจและเป็นคติธรรมที่คนไทยเรายึดถือปฏิบัติและ สั่งสอนกันต่อๆมา ต่อมาก็ได้กลายรูปไปตามลักษณะของกวีนิพนธ์แบบต่างๆ แทรกอยู่ในวรรณคดีไทย ในเวลาต่อมา ถ้าพิจารณาตามรูปของวลีจะเห็นว่าคล้ายคลึงและใกล้เคียงกับศิลาจารึกของพ่อขุน รามคำแหง จึงอาจกล่าวได้ว่า สุภาษิตพระร่วงเดิมเป็นพระบรมราโชวาท ซึ่งพ่อนขุนรามคำแหงทรง แสดงสั่งสอนประชาชนชาวไทยดังที่กล่าวไว้ในศิลาจารึกว่า “๑๒๑๔ ศก ปีมะโรง พ่อขุนรามคำแหง เจ้าเมืองศรี สัชนาลัยสุโขทัยนี้ ปลูกไม้ตาลนี้ได้สิบสี่เข้า จึงให้ช่างฟันขะดารหินตั้งหว่างกลางไม้ตาลนี้ วัน เดือนดับ เดือนโอกแปดวัน วันเดือนเต็มเดือนบ้าง แปดวัน ฝูงปู่ครู เถร มหาเถร ขึ้นนั่งเหนือขะดารหิน สวดธรรมแก่อุบาสกฝูงท่วยจำศีล ผิใช่วันสวดธรรม พ่อขุนรามคำแหง เจ้าเมืองศรีสัชนาลัยสุโขทัยขึ้น นั่งเหนือขะดารหิน ให้ฝูงท่วยลูกเจ้าลูกขุน ฝูงท่วยถือบ้านถือเมือง ” และ “พ่อขุนรามคำแหงนั้น หา เป็นท้าวเป็นพระยาแก่ไทยทั้งหลาย หาเป็นครูอาจารย์สั่งสอนไทยทั้งหลาย ให้รู้บุญรู้ธรรมแท้ ” จาก ข้อความในศิลาจารึกนี้ แสดงว่าพ่อขุนรามคำแหงทรงวาง พระองค์อย่างครูอาจารย์ของประชาชน และทรงพอพระทัยในการสั่งสอนประชาชนชาวไทย ให้รู้บุญรู้ธรรม เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นประทับนั่งเหนือขะดารหิน ทรงอบรม รัฏฐาภิปาโลบายแต่งตั้งเจ้า บ้านผ่านเมือง และคงจะโปรดพระราชทานพระบรมราโชวาทด้วยคติพจน์ง่ายๆ ณ ที่นั้นด้วย จึงทำให้ คิดว่า พระบรมราโชวาทเหล่านั้นกระมัง ที่ต่อมามีผู้แก้ไขแต่งเติมเพื่อให้เข้าแบบกวีนิพนธ์แล้วกลาย มาเป็นสุภาษิตพระร่วง สุภาษิตไทย สำนวนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ความว่า “เป็นขุนให้มีใจกว้าง” เป็นขุนนาง ผู้บริหารจะต้องมีวิสัยทัศน์รับฟังความคิดเห้นของคนอื่นแม้คนใต้ปกครอง “อย่าอวดอ้างความฮู้บ่ ถาม” ความว่า ไม่มีที่จะฉลาดล้ำเกินไป จนไม่ต้องถามคนอื่น ดังนั้นเมื่อไม่รู้จะต้องถามท่านผู้รู้ “คัน ฟันขวานให้เหลียวเบิ่งฟา คันยิงหน้าให้เหลียวเบิ่งปลายปืน” ความว่า จะทำอะไรต้องให้มีความ รอบคอบ เพราะการที่จะยกขวานขึ้นฟันไม้นั้นมีกิ่งไม้ มีเครือเถาวัลย์หรือเปล่า หรือจะยิงธนู หน้าไม้ หรือยิงปืนก็ต้องดูเป้าให้ถ้วนถี่ เพราะคนที่มักตายไปเพราะกรณีนี้มีมากต่อมาแล้ว “ความฮู้น้อยอย่า ผ่านครองเมือง ผัวเพิ่นยังอย่าขันเป็นชู้” ความว่า มีความรู้หรือประสบการณ์น้อย ๆ อย่าได้รับหน้าที่


257 บริหาร และสามีเขายังอยู่อย่าไปแอบเป็นชู้กับภรรยาของเขาเป็นอันขาด “มีเงินเต็มภาชน์ บ่ท่อมีผญา เต็มพุง” เทียบได้กับสุภาษิตที่ว่า “รู้อะไรไม่สู้รู้วิชา” หรือ “แต่วิชาช่วยกายจนวายปราณ” ไปอยู่บ้าน ท่านอย่านิ่งดูดาย ปั้นรูปวัว รูปควายให้ลูกท่านเล่น สุภาษิตไทย (สำนวนภาคใต้) ตัวอย่างเช่น “ไก่ตัวไหนต๊าก ตัวนั้นแหละไข่” คนที่ทำความผิด ย่อมมีพิรุธ “ยิ่งหยุดยิ่งไกล ยิ่งไปยิ่งแค่” ไม่ว่าการศึกษาหรือการเดินทาง ถ้าเราทำอย่างต่อเนื่องมันก็ จะใกล้ (ความสำเร็จ) โดยลำดับ “กินข้าวบดมาก่อน” คนที่มีอายุ มีประสบการณ์ในโลกและชีวิตมา ก่อน ย่อมสามารถจะเป็นผู้ชี้แนวทางให้อนุชนได้ “กินขี้หมา ดีหวาค้าความ” อย่าพยายามให้มีเรื่อง ทะเลาะวิวาทกับใคร ๆ เพราะถ้ามีถ้อยมีความฟ้องร้องกันถึงโรงถึงศาลแล้ว ก็มักจะฉิบหายกันทุกฝ่าย จึงได้พูดว่า “กินขี้หมาดีกว่าค้าความ” สุภาษิตไทย (ภาคพายัพ ภาคเหนือ) “ของกิ๋นบ่กิ๋นฮู้เน่า ของเก่าบ่เล่าฮู้ลืม” มีความหมาย เท่ากับสำนวนอีสานที่ว่า “ของกินบ่กินมันเน่า ของเก่าบ่เล่ามันลืม” “เงินอยู่ใต้น้ำ คำอยู่ใต้ดิ๋น” เท่ากับสุภาษิตภาคกลางที่ว่า “ทรัพย์มีอยู่ในดิน สินมีอยู่ในน้ำ” หรืออีกสำนวนหนึ่งว่า “เงินอยู่ที่ สมอง ทองอยู่ที่ปัญญา” อู้กับไบ้ เหมือนไผ่ต๋ำตา อู้กับคนผญา เหมือนผ่าไม้โล่งข้อ” พูดกับคนโง่ เหมือนผ่าไม้ติดตา พูดกับคนมีปัญญา (ปฏิภาณโวหารมาก ๆ เหมือนผ่าไม้ที่ไม่ข้อหรือตา) มีอีกสำนวนหนึ่งเกี่ยวกับการแบ่งวัยของชาวเหนือและชาวอีสาน จะมีการแบ่งวัย สำนวน คล้าย ๆ กันดังสำนวนทั้ง 2 ภาค ดังนี้ ภาคเหนือ อายุสิบปี๋ อาบน้ำบ่หนาว อายุซาวปี แอ่วสาวบ่ก้าย สามสิบปีบ่หน่ายสงสาร สี่สิบปี ยะก๋านเหมือนฟ้าผ่า อายุห้าสิบปี สาวน้อยด่าบ่เจ็บใจ หกสิบปี ไอเหมือนฟานโขก เจ็ดสิบปี บ่โหกเต๋มตัว แปดสิบปี ใค่หัวเหมือนไห้ อายุเก้าสิบปี ไข้ก่อต๋าย บ่ไข้ก่อต๋าย จะเอาอันใด ไปบ่ได้สักอย่าง นอกจากบุญ นอกจาก กุศลตี้สั่งสมไว้ยามมีชีวิต ภาคอีสาน สิบปีอาบน้ำบ่หนาว ซาวปีเหล้นสาวบ่เปิด สิบปีอาบน้ำบ่หนาว ซาวปีเหล้นสาวบ่เปิด สามสิบปีนอนตื่นก่อนไก่ สี่สิบปีไปไฮ่มาทอดขา ห้าสิบปีไปนามาทอดหุ่ย หกสิบปีเป่าขลุ่ยบ่ดัง เจ็ดสิบปีตีลังฆังบ่ม่วน แปดสิบปีหนักหนวกด่วนมาหู


258 เก้าสิบปีพี่น้องมาดูฮ้องไห้ ร้อยปีบ่ไข้บ่ตาย ร้อยสิบปีเห็นเดือนหงายว่าแม่นไฟไหม้ ร้อยยี่สิบปีไข้บ่ไข้กะตาย (วิธาน สุชีวคุปต์และสนธิ์ บางยี่ขัน, 2537:125-147) องค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษา ทฤษฎีแรงจูงใจใฝ่เรียนรู้ สนองความอยากของตนเอง แต่ต้องควบคุมตนเองให้อยู่ในกรอบ ไม่ให้เสียคน โดยใช้หลักการคำสอนทางพุทธศาสนาที่แทรกอยู่ในปรัชญาไทย ดังต่อไปนี้ ปาริสุทธิศีล 4 (ศีลคือความบริสุทธิ์, ศีลเครื่องให้บริสุทธิ์, ความประพฤติบริสุทธิ์ที่จัดเป็นศีล - morality consisting in purity; morality for purification; morality of pure conduct) 1. ปาฏิโมกขสังวรศีล (ศีลคือความสำรวมในพระปาฏิโมกข์ เว้นจากข้อห้าม ทำตามข้อ อนุญาต ประพฤติเคร่งครัดในสิกขาบททั้งหลาย - restraint in accordance with the monastic disciplinary code) 2. อินทรียสังวรศีล (ศีลคือความสำรวมอินทรีย์ ระวังไม่ให้บาปอกุศลธรรมครอบงำเมื่อรับรู้ อารมณ์ด้วยอินทรีย์ทั้ง 6 - restraint of the senses; sense-control) 3. อาชีวปาริสุทธิศีล (ศีลคือความบริสุทธิ์แห่งอาชีวะ เลี้ยงชีวิตโดยทางที่ชอบ ไม่ประกอบ อเนสนา มีหลอกลวงเขาเลี้ยงชีพเป็นต้น - purity of conduct as regards livelihood) 4. ปัจจัยสันนิสิตศีล (ศีลที่เกี่ยวกับปัจจัย 4 ได้แก่ ปัจจัยปัจจเวกขณ์ คือ พิจารณาใช้สอย ปัจจัยสี่ ให้เป็นไปตามความหมายและประโยชน์ของสิ่งนั้น ไม่บริโภคด้วยตัณหา - pure conduct as regards the necessaries of life) 3. บทสรุป ในทางพระพุทธศาสนาได้แบ่งประโยชน์ไว้3 ระดับมีความหมายโดยสรุปได้ดังนี้ 1 ทิฏฐธัมมิกัตถะประโยชน์ในชีวิตนี้หรือประโยชน์ในปัจจุบันเป็นจุดหมายขั้นต้นหมายถึง ประโยชน์อย่างที่มองไม่เห็นกันอยู่ที่เข้าใจกันง่ายๆเกี่ยวกับชีวิตประจำวันเป็นเรื่องชั้นนอกหรือเรื่อง ธรรมดาสามัญที่มุ่งหมายกันในโลกนี้ได้แก่ ลาภ ยศ สุข สรรเสริญ หรือ ทรัพย์สิน ฐานะ เกียรติ ไมตรี ชีวิตคู่ครองที่เป็นสุขเป็นต้น ร่วมถึงการแสวงหาสิ่งเหล่านี้โดยทางชอบทำการปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านี้โดย ทางที่ถูกต้องการใช้สิ่งเหล่านี้ทำตนและคนที่เกี่ยวข้องให้มีความสุขการอยู่ร่วมกันด้วยดีปฏิบัติหน้าที่ ต่อกันอย่างถูกต้องในระหว่างมนุษย์เพื่อความสุขร่วมกัน 2 สัมปรายิกัตถะเป็นประโยชน์เบื้องหน้าหรือประโยชน์ด้านคุณค่าของชีวิตเป็นจุดหมาย ขั้นสูงขึ้นไป ซึ่งเป็นหลักประกันชีวิตเมื่อละโลกนี้ไปแล้ว เป็นเครื่องประกันได้ว่าคุณค่าที่ส่งล้ำยิ่งกว่าที่ จะพึงเห็นได้กันทำกันตามปกติในโลกนี้ได้แก่ความเจริญงอกงามในชีวิตจิตใจที่ก้าวหน้าเติบโตขึ้นด้วย คุณธรรม ความใฝ่ใจในทางจริยธรรมในเรื่องบุญเรื่องกุศลในการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม กิจกรรมที่อาศัย


259 ศรัทธาและความเสียสละการมีความมั่นใจในคุณธรรมมีความสงบสุขทางจิตใจการรับรู้ การรู้จักปิติสุข ที่ประณีตด้านในตลอดจน คุณพิเศษที่เป็นผลสำเร็จทางจิตคือ ฌานสมาบัติ 3. ปรมัตถะ ประโยชน์อย่างยิ่งหรือประโยชน์ที่เป็นสาระแท้จริงของชีวิตเป็นจุดมุ่งหมาย สูงสุดโดยจุดหมายสุดท้าย ได้แก่ การรู้แจ้งสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริงรู้เท่าทันคติธรรม ธรรมดาของสังขารธรรม ทำไม่ตกเป็นทาสของโลกและชีวิต มีจิตใจเป็นอิสระโปร่งโล่ง โปร่งใส เบิก บาน ไม่ถูกบีบคั้น ด้วยความยึดมั่นถือมั่นปราศจากเหตุกิเลส ที่ทำให้จิตเศร้าหมองอยู่อย่างไร้ทุกข์ ประจักษ์แจ้งความสุขประณีตภายในที่สะอาดบริสุทธิ์สิ้นเชิง อันประกอบพร้อมด้วยความสงบเยือก เย็นสว่างไสวเบิกบานโดยสมบูรณ์เรียกว่าวิมุตติ และนิพพาน (พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตโต), 2546:538) เนื้อหาที่จะสอน 1. คำสอนพุทธศาสนาที่แทรกอยู่ในปรัชญาไทย คำถามท้ายบท 1. คำสอนพุทธศาสนาที่แทรกอยู่ในปรัชญาไทย เอกสารอ้างอิง บทที่ 13 วาทิน ศานติ์ สันติ. "ประวัติศาสตร์ไทย ฉบับย่อ ในอารยธรรม ประวัติศาสตร์และโบราณคดี". [ อ อ น ไ ล น ์ ] . ส ื บ ค ้ น เ ม ื ่ อ ว ั น ที่ 1 7 ก ุ ม ภ า พ ั น ธ ์ 2 5 6 6 . จ า ก แ ห ล ่ ง ท ี ่ ม า. https://www.gotoknow.org/posts/258617. พระมหาทวิชัย จินา. (2565). เปรียบเทียบภาพสะท้อนของมารในพุทธศาสนาเถรวาทกับภาพสะท้อน ของซาตานในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก. วารสารวิชาการสถาบันพัฒนาพระวิทยากร ปีที่5 ฉบับที่ 2 (เมษายน-มิถุนายน 2565). น.118. พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต). (2546). พุทธธรรม ฉบับปรับปรุงและขยายความ: มัชเฌนธรรม เทศนา/มัชฌิมาปฏิปทา หรือ กฎธรรมชาติและคุณค่าสำหรับชีวิต. พิมพ์ครั้งที่11. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. เจือ สตะเวทิน. (2516). สุภาษิตไทย. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์สุทธิสารการพิมพ์. วิธาน สุชีวคุปต์และสนธิ์ บางยี่ขัน. (2537). ปรัชญาไทย. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัย รามคำแหง.


260 แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 14 เรื่อง การคิดวิเคราะห์เชิงพุทธ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พระครูวินัยธร สัญชัย ทิพย์โอสถ13 22 กุมภาพันธ์ 2566 1. รายละเอียดบทนำ พระพุทธเจ้าตรัสว่า มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา มนสา เจ ปสนฺเนน ภาสติ วา กโรติ วา ตโต นํ สุขมเนฺวติ ฉายาว อนุปายินี. “ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จ แล้วด้วยใจ ถ้าบุคคลมีใจผ่องใสแล้ว พูดอยู่ก็ดี ทำอยู่ก็ดี ความสุขย่อมไปตามเขา เพราะเหตุนั้น เหมือนเงาไปตามตัวฉะนั้น.” ไม่ว่าจะพูดหรือทำ สุขย่อมติดตัว ประหนึ่งเงาตามตน (พระมหาอารีย์ พลาธิโกและคณะ, 2558:2) เพราะฉะนั้น ในหนังสือเรื่อง Mindset – ใช้ความคิดเอาชนะโชคชะตา เป็นหนังสือแปล ที่มาจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ นั่นก็คือ Mindset: The New Psychology of Success ผู้เขียน คือ Carol S. Dweck นักจิตวิทยาและอาจารย์ชื่อดังจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้ทำการศึกษาในเรื่องของปัจจัยอะไรที่ทำให้คนสามารถประสบความสำเร็จ จนได้บทสรุปมาเป็น แนวคิด ที่น่าสนใจดังนี้ “จะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว ขึ้นอยู่กับความคิดเพียง 2 แบบ แล้วเรากำลังคิดแบบ ไหน?” โดยแบบแรก เราจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จแบบครึ่งๆ กลางๆ และ แบบที่สอง เราจะ สามารถพัฒนาได้แบบก้าวกระโดด โดยสามารถประสบความสำเร็จได้อย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าจะไม่มี แต้มต่อในชีวิตมาเลยก็ตาม นี่คือแนวคิด จากเนื้อหาแค่บางส่วนของหนังสือเล่มนี้ ใช้ความคิดเอาชนะโชคชะตา สามารถเอาชนะความล้มเหลวได้จริงเหรอ? หากยึดหลักแห่ง ความเป็นจริง นั่นคือ “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” หรือ “คิดแบบไหน ก็จะได้แบบนั้น” ซึ่งก็เป็นการ ยืนยันได้ว่า ความคิดของเราเองนี้แหละ ที่ส่งผลต่อความสำเร็จและความล้มเหลว ของเราจริงๆ ในหนังสือ Mindset – ใช้ความคิดเอาชนะโชคชะตา เป็นหนังสือจิตวิทยาที่ขายดีที่สุด 10 ปี ติดต่อกัน รวมทั้งแนวคิดนี้ได้ถูกพูดถึงกันอย่างมากมายในหลากหลายวงการ เราคงจะเคยได้ยินกันมา บ้าง เช่น Fixed Mindset หรือ Growth Mindset เป็นต้น หนังสือเล่มนี้ ได้บอกเล่าเรื่องราว เกี่ยวกับกรอบคิดของมนุษย์ 2 แบบ คือ กรอบคิดแบบตายตัว (Fixed mindset) และ กรอบคิดแบบ พัฒนาได้ (Growth mindset) 13 เอกสารประกอบการสอนรายวิชา PH 1005


261 กรอบคิดแบบตายตัว (Fixed mindset) คือ กรอบความคิดหรือทัศนคติแบบดังเดิม หรือยึด ติด อยู่ในกรอบเดิมๆ เกรงกลัวความผิดพลาด ไม่กล้าเสี่ยงแม้มีปัจจัยหลายๆอย่างสนับสนุนในเชิงบวก เป็นต้น หลายๆ ปัญหาเหล่านี้ ส่งผลทำให้องค์กรมีอัตราการเติบโตอย่างช้าๆ และไม่ต่อเนื่อง ซึ่งการมี ความคิดแบบตายตัวอาจจะทำให้เกิดความผิดพลาด หรือ พลาดโอกาสในการเรียนรู้ในด้านต่างๆ หรือ หากจะสรุปแบบง่ายๆ ก็คือ กรอบความคิดแบบตายตัว เป็นกรอบความคิดแบบโบราณ ที่เชื่ออะไร แบบเดิมๆ และ กลัวที่จะเรียนรู้ และการพัฒนาตนเอง กรอบความคิดแบบพัฒนาได้ (Growth mindset) คือ กรอบความคิดหรือทัศนคติในแบบ พัฒนาได้และเติบโตพัฒนาต่อไปข้างหน้าได้ ทำให้มีการพัฒนาและการเรียนรู้สิ่งใหม่อย่างต่อเนื่อง จน เกิดประสิทธิภาพเป็นอย่างดี การพัฒนาระบบการคิด ซึ่งเป็นกรอบความคิดที่จะช่วยให้องค์กรก้าว เดินได้อย่างมั่นคง และได้ตามเป้าหมาย สรุปแบบง่ายๆ ได้ว่ากรอบคิดแบบพัฒนาได้ เป็นความคิดที่ดี มากไม่ยึดติดและไม่เชื่อมั่นกับความคิดเดิมๆ พร้อมที่จะเรียนรู้ และ กล้าลองทำในสิ่งใหม่ๆอยู่ ตลอดเวลา ต้นเหตุที่ทำให้เราไม่มีความสุขในชีวิต ก็คือ เราไม่เข้าใจตัวเราเองอย่างแท้จริง คนส่วนใหญ่ มักเจอกับภาวะ หรือ ปัญหา ที่คล้ายๆ กัน เช่น รู้สึกต้องมาทนอยู่กับสิ่งที่ไม่ใช่ หรือ การรู้สึกไม่มี ความเป็นอิสระ หรือ รู้สึกว่าตนเองขาดแคลนอยู่ตลอดเวลา หรือ บางคนต้องเหนื่อยกับการพิสูจน์ ตนเอง ต้องสร้างตัวตนอยู่ตลอดเวลา หรือ อื่นๆ ปัญหาหรือพฤติกรรมเหล่านี้เกิดจากการที่ไม่เข้าใจ ตนเองทั้งสิ้น “ถึงแม้ว่า คนเราจะมีต้นทุนที่เกิดมาไม่เท่ากัน แต่เราทุกคนก็สามารถสร้างและ เปลี่ยนแปลงชีวิตของตนเองให้ดีกว่าเดิมได้เสมอ” โดยธรรมชาติแล้ว คนเราก็สามารถมีได้ทั้งสอง Mindset แต่หากคนใดก็ตามมี กรอบคิดแบบพัฒนาได้ (Growth Mindset) จะสามารถเปลี่ยน กรอบความคิดและทัศนคติได้ง่าย หรือ หากอยู่ในโหมดกรอบคิดแบบตายตัว ก็อาจจะพัฒนาได้ แต่ อาจจะยากกว่าและอาจจะล้มเลิกความพยายามในการทำสิ่งนั้นไปในที่สุด มนุษย์เราสามารถมีได้ทั้งสอง mindset ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ หรือ สิ่งแวดล้อมที่อาศัยอยู่ (มีผลต่อกรอบความคิดเช่นกัน) ซึ่งคนที่มีกรอบคิดแบบพัฒนาได้ ก็จะสามารถเปลี่ยนกรอบคิดจากลบ เป็นบวกได้ง่าย แต่คนที่มีกรอบคิดแบบตายตัว (Fixed Mindset) นั้นก็อาจจะพัฒนาได้ แต่อาจจะ ยากกว่าเพราะมีความคิดและความเชื่อที่เป็นลบอยู่ และ มีแนวโน้มที่อาจจะล้มเลิกความพยายามใน อนาคตอันใกล้ได้ซึ่งในเรื่องของ Mindset โดยเฉพาะ กรอบคิดแบบพัฒนาได้ (Growth Mindset) สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน เช่น ในเรื่องของการเรียน ภาวะผู้นำ การทำงาน ความสัมพันธ์ในครอบครัว หรือ เรื่องอื่นๆ ได้


262 ดังนั้น การทำความเข้าใจเรื่องของกรอบคิด (Mindset) จะช่วยให้ชีวิตของเราดีขึ้น ก็ เพราะว่าเมื่อเราเข้าใจในตัวเองมากขึ้น รู้ว่าเป้าหมายชีวิตของเราคืออะไร? เราต้องการอะไร? โดยที่ เราไม่จำเป็นต้องทำอะไรที่เหมือนคนอื่น ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาโชคชะตา หรือ จำเป็นต้องเชื่อว่าเราเอง ต้องมีพรสวรรค์ ถึงจะสำเร็จได้อีกต่อไป บทสรุป หลังจากที่แอดมิน ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ทำให้เราได้รู้ว่ากรอบความคิดที่สามารถ พัฒนาได้ (Growth Mindset) และ กรอบความคิดแบบตายตัว (Fixed Mindset) นั้นเป็นแบบไหน และกรอบคิดของคนเราสามารถเปลี่ยนแปลงและพัฒนาได้ขึ้นอยู่กับตัวเรา ว่าเราอยากให้ตัวเราอยู่ใน กรอบความคิดแบบไหน? หากจะให้เห็นภาพง่ายๆ ว่าผลพวงของการคิดแบบไหน จะลงเอยย่างไร เช่น คนที่กำลังอยู่ในโหมดกรอบความคิดแบบตายตัว (Fixed Mindset) “ความสำเร็จ จะเกิดขึ้นได้ ต้อง มาจากการมีพรสวรรค์เท่านั้น” [หากเราเชื่อแบบนี้ และ เราไม่มีพรสวรรค์ เราก็จะคิดว่าโอกาสที่เรา จะประสบความสำเร็จคงไม่มีแน่นอน] “ความท้าทาย คือ อุปสรรค หรือ คือ ความกดดัน” [หากเรา เชื่อแบบนี้ เราก็จะคิดว่าเรื่องนี้มันยาก ทำไปก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน] “ความผิดพลาด หรือ ความผิดหวัง คือ ความไม่เอาไหนของตัวเราเอง” [หากเราเชื่อแบบนี้ เราก็จะคิดว่าความผิดพลาดหรือความผิดหวังเป็นเรื่องน่าอาย เราก็จะไม่อยากลองทำอะไรใหม่ๆ เพราะกลัวไปก่อนว่า ถ้าพลาดเราอาจจะถูกสังคมหรือคนรอบข้างนินทา หรือ หัวเราะเยาะเอาได้ สรุป ก็คือ ไม่ทำอะไรซะเลยดีกว่า] (Carol S. Dweck, 2561) “ความผิดพลาด หรือ ความผิดหวัง คือ ความไม่เอาไหนของตัวเราเอง” [หากเราเชื่อแบบนี้ เราก็จะคิดว่าความผิดพลาดหรือความผิดหวังเป็นเรื่องน่าอาย เราก็จะไม่อยากลองทำอะไรใหม่ๆ เพราะกลัวไปก่อนว่า ถ้าพลาดเราอาจจะถูกสังคมหรือคนรอบข้างนินทา หรือ หัวเราะเยาะเอาได้ สรุป ก็คือ ไม่ทำอะไรซะเลยดีกว่า] คนที่กำลังอยู่ในโหมดกรอบความคิดแบบพัฒนาได้ (Growth Mindset) “ความสำเร็จ จะเกิดขึ้นได้ ต้องมาจากความพยายาม” [หากเราเชื่อแบบนี้ ต่อให้เราไม่มี พรสวรรค์ ไม่มีคนคอยช่วยเหลือ เราก็จะไม่กลัวที่จะทำ หรือ มุ่งมั่นที่จะลงมือทำต่อไป] “ความเก่ง ความสามารถ และ ทักษะต่างๆ สามารถพัฒนาได้” [หากเราเชื่อแบบนี้ เราก็จะ คิดว่าถึงแม้วันนี้เราจะยังทำเรื่องนี้ไม่เป็น เพราะเป็นเรื่องใหม่ แต่เราก็สามารถเรียนรู้เรื่องนี้ได้ และ หากเรียนไป และ ลงมือทำไป เราก็เก่งได้ พัฒนาต่อไปได้เช่นกัน] “ความท้าทาย คือ โอกาสที่จะได้พัฒนาตนเอง และเติบโตต่อไปได้” [หากเราเชื่อแบบนี้ เราก็ จะคิดว่าเรื่องยากๆ มันน่าสนใจ เพราะมันจะทำให้เราเก่งขึ้นกว่าเดิม] “ความผิดพลาด หรือ ความ ผิดหวัง คือ บทเรียน ที่สอนให้เราไม่ต้องทำผิดซ้ำแบบเดิมอีก” [หากเราเชื่อแบบนี้ เราก็จะคิดว่าความ


263 ผิดพลาดหรือความผิดหวังเป็นเรื่องธรรมดา และหากเราเรียนรู้กับสิ่งที่เคยผิดพลาด เราก็จะได้พบ วิธีการใหม่ๆ เพื่อมาป้องกันไม่ให้เราผิดซ้อแบบเดิมอีกได้] ถึงตรงนี้ แอดมินคิดว่า เราพอที่จะแยกออก แล้วว่า กรอบความคิดแบบไหน ที่จะสามารถพาเราเติบโตต่อไปได้ หรือ ทำให้ชีวิตของเราดีได้กว่าเดิม ดังนั้น การศึกษาเรื่อง หลักการคิดวิเคราะห์เชิงพุทธ เพื่อศึกษา 1) หลักการคิดวิเคราะห์เชิง พุทธ การใช้หลักการคิดวิเคราะห์เชิงพุทธ อาจจะเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาสังคมที่เกิดในปัจจุบัน ได้ในระดับจุลภาค คือ ครอบครัว และระดับมหภาค คือ ระดับประเทศชาติหรือโลกจะทำให้เกิดสันติ สุขขึ้นในสังคมได้ 2. เนื้อเรื่อง ในความคิดเห็นของผู้เรียบเรียงคิดว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ใช่เป็นแนวคิดแบบแคบ (Fix mindset) แต่เป็นความคิดที่ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาตนเองอย่างกว้างขวาง ถ้ามองถึงคำสอนเดิม โดยที่ไม่ได้เอาความคิดอาจาริยวาทะเป็นมูลเหตุของการคิด เพราะอาจาริยวาทะอาจจะแทรก ความคิดของตนเองลงในคำสอนของพระพุทธเจ้าก็เป็นได้ แต่คำสอนจริง ๆ ของพระพุทธเจ้าคือเป็น อย่างไร ต้องขอมองถึงภูมิหลังของพระพุทธเจ้าขณะที่ทรงเป็นเจ้าชายสิทธัตถะตัดสินใจเสด็จออก ผนวช ตอนที่พระองค์เสด็จออกผนวชก็ว่าทรงเบื่อหน่ายในโลก ก็ด้วยที่พระองค์ทอดพระเนตรเห็นคน แก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณทูต ไม่ว่าจะรวยจะจน สูงล่ำขนาดไหน มีความสุขสุดยอดขนาดนั้น มี ครอบครัวที่สมบูรณ์ขนาดไหน สุดท้ายก็ต้องเป็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย เวียนวนอยู่เช่นนี้ แต่ถามว่า เจ้าชายสิทธัตถะชีวิตของพระองค์เกิดมาก็เพียบพร้อมไปด้วยทรัพย์สินศฤงคารมากมายไม่เดือดร้อน ประการใดเลย ทำไมต้องออกบวชด้วยเล่า ทำไมไม่อยู่เสวยสุขทรัพย์สินเงินทองและบริวาร ถ้ามองใน มุมมองของคนธรรมดาทั่ว ๆ ไป เพราะค่านิยมของคนอินเดียในสมัยนั้นตามหนังสือที่ท่านกล่าวไว้ว่า แบ่งช่วงวัยของคนออกเป็น 4 ลำดับ คือ การที่เจ้าชายสิทธัตถะตัดสินใจออกผนวช คือการออกจาก Comfort Zone ที่ปลอดภัยไป หาสิ่งที่เป็นนามธรรม ถ้ามองจากสายตาชาวบ้านธรรมดาทั่วไปก็ว่า เหมือนไร้จุดหมายไม่มีแผนที่ใน การเดินทางมีความไม่แน่นอนในการเดินทางไม่รู้จะถึงเป้าหมายหรือเปล่า เจ้าชายสิทธัตถะนับว่า พระองค์ได้แหวกม่านความคิดของคนในยุคนั้นที่เชื่อว่า ชีวิตมาจากพรหมลิขิต พรหมเป็นผู้สร้าง ความเชื่อในเรื่องของการสร้าง ความคิดเกี่ยวกับพระเจ้าคือผู้สร้างเป็นมูลเหตุของความเชื่อ สอดคล้อง กับพระสูตรที่ว่า ความประเสริฐของความรู้และความประพฤติ14 (แสง จันทร์งามและคณะ, 14 อัพพัฏฐสูตร ในทีฆนิกาย สีลขันธวรรค (ที.สี.) พระไตรปิฏกบาลี เล่ม 9 (พระไตรปิฏกสำหรับผู้เริ่ม ศึกษาเล่มที่ 5 ) ในที่นี้หมายถึง ความรู้ หมายถึง วิชชา, ความประพฤติ หมายถึง จรณะ


264 2553:493-499) สมัยหนึ่งพระพุทธองค์ประทับอยู่ที่หมู่บ้านอิจฉานังคละอันเป็นหมู่บ้านพราหมณ์แห่ง แคว้นโกศล พร้อมด้วยภิกษุจำนวนมากประมาณ 500 รูป ครั้งนั้นพราหมณ์ผู้ใหญ่คนหนึ่ง ชื่อ โปกขรสาติ ได้รับมอบหมายจากพระเจ้าปเสนทิโกศลให้ เป็นผู้ปกครองดูแล หมู่บ้านนี้อยู่ใกล้เมืองอุกกัฏฐาแห่งแคว้นโกศล พราหมณ์ โปกขรสาติได้ยิน กิตติศัพท์อันดีงามของพระพุทธองค์ฟุ้งขจรเป็นอันมาก อยากจะทราบความจริง จึงเรียก อัมพัฏฐ มานพผู้เป็นศิษย์ที่มีความรู้เป็นเยี่ยมในสำนักของตน สั่งให้ไปเฝ้าพระพุทธองค์ เพื่อสืบเรื่องราวว่าทรง เก่งจริงดีจริงตามคำเล่าลือหรือไม่ อัมพัฏฐมานพรับคำของอาจารย์แล้วไปเฝ้าพระพุทธองค์พร้อมด้วย มานพจำนวนมาก ขณะนั้นมีภิกษุสงฆ์สาวกของพระพุทธองค์จำนวนมากเดินจงกรมอยู่กลางแจ้ง อัมฏฐมานพจึง เข้าไปหา ถามถึงพระพุทธองค์แสดงถึงความจำนงว่าจะเข้าเฝ้า ภิกษุทั้งหลายเห็นว่าอัมพัฏฐมานพเป็น ผู้มีชื่อเสียง เป็นศิษย์คนสำคัญของโปกขรสาติพราหมณ์ผู้ปกครองหมู่บ้านนี้ คงจะไม่ทำความหนักใจ ให้พระพุทธองค์เป็นแน่ จึงบอกว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่นั่น (ชี้ให้ดู) เข้าไปเถิด แต่อย่ารีบ ร้อนเข้าไป ขอให้ทำเสียงเบาๆ เมื่อเข้าไปใกล้ประตูแล้วพึงกระแอมเบาๆเคาะประตูเบาๆ พระผู้มีพระ ภาคเจ้าคงจะเปิดประตูออกมาต้อนรับ อัมพัฏฐมานพได้ทำตามนั้น เมื่อได้เข้าเฝ้าแล้ว อัมพัฏฐมานพไม่ได้แสดงอาการเคารพเท่าที่ควร เดินบ้าง ยืนบ้าง ขณะ สนทนากับพระพุทธองค์ พระพุทธองค์จึงตรัสถามว่า เมื่อเขาสนทนากับพราหมณ์ผู้ใหญ่ผู้เฒ่าผู้แก่ เขา ทำอย่างนี้หรือ อัมพัฏฐมานพทูลว่าหามิได้ เมื่อเขาสนทนากับพราหมณ์ผู้ใหญ่ เขาต้องมีความสำรวม ระวัง ธรรมดาพราหมณ์ผู้เดินอยู่ควรจะสนทนากับพราหมณ์ผู้เดินอยู่ ผู้นั่งอยู่ควรสนทนากับพราหมณ์ ผู้นั่งอยู่ (คืออิริยบถหรือท่าทาง กิริยาอาการที่เสมอกัน แสดงความเท่าเทียมกัน) แต่เมื่อสนทนากับ สมณะศีรษะโล้นอย่างพระสมณะโคดม ซึ่งเป็นคนชั้นต่ำ ข้าพเจ้าจึงต้องสนทนาด้วยอาการอย่างนี้ เป็นความรู้สึกของพวกพราหมณ์สมัยนั้นว่าคนโกนศีรษะจนโล้นเกลี้ยง เป็นคนชั้นต่ำ เมื่อ อัมพัฏฐมานพเห็นว่าพระพุทธองค์มีศีรษะโล้นจึงเหยียดว่าเป็นคนชั้นต่ำ พระพุทธองค์จึงตรัสเตือนอัมพัฏฐมานพว่า อัมพัฏฐะเองยังไม่จบพรหมจรรย์ คือทำความดียังไม่ ถึงที่สุด แม้ในลัทธิของพราหมณ์เอง แต่สำคัญตนว่าเป็นผู้จบพรหมจรรย์แล้ว อย่างนี้หาควรไม่ อัมพัฏฐมานพโกรธมากเมื่อได้ฟังคำนี้ จึงกล่าวข่มขู่พระพุทธองค์และด่าว่าสกุลศากยะว่าเป็น สกุลไพร่ แต่ไม่บูชาเคารพพวกพราหมณ์ พระพุทธองค์จึงตรัสถามโดยดีว่า สกุลศากยะเคยทำผิดทำความไม่ดีอะไรไว้ อัมพัฏฐมานพถึง ด่าว่าเหยียดหยามถึงขนาดนี้ อัมพัฏฐมานพทูลว่า คราวหนึ่งเขาไปธุระบางอย่างที่กรุงกบิลพัสดุ์ตามคำของโปกขรสาติ พราหมณ์ผู้เป็นอาจารย์ เขาเข้าไปในสัณฐาคาร (ห้องโถงใหญ่) ของพวกศากยะ ครั้งนั้นศากยกุมาร เป็นอันมากนั่งอยู่ในสัณฐาคารเห็นเขาแล้วต่างก็สะกิดกัน แหย่กันเล่นและหัวเราะ ไม่ได้เชื้อเชิญเขาให้


265 นั่งเลยสักคนเดียว นี่เป็นความผิดของพวกสกุลศากยะที่ไม่เคารพนับถือพราหมณ์ พวกศากยะเป็นคน ชั้นต่ำ พระพุทธองค์จึงตรัสปลอบเพื่อให้อัมพัฏฐมานพคลายความตึงเครียดลงว่า “อัมพัฏฐมานพ! แม้พวกนกเมื่ออยู่ในรังของมัน มันยังเล่นกันได้ตามปรารถนา ก็กรุงกบิลพัสดุ์ นั้นเป็นเหมือนรังของพวกศากยะ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องเล็กน้อยอย่าเก็บมาเป็นอารมณ์เลย” อัมพัฏฐมานพทูลต่อไปว่า วรรณะทั้ง 4 คือ กษัตริย์ พราหมณ์ ไวศยะ (พ่อค้า) และศูทร (คนงาน กรรมกร) เป็นผู้บำเรอรับใช้พราหมณ์ จึงเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่งที่พวกศากยะ ซึ่งเป็นคน ชั้นต่ำไม่เคารพบูชาพราหมณ์ เมื่ออัมพัฏฐพราหมณ์กล่าวอย่างนี้ พระพุทธองค์ทรงดำริว่า อัมพัฏฐมานพรุกรานพวกศากยะ หนักนักแล้ว ทรงประสงค์จะให้เขารู้สึกตัวเสียบ้าง ไม่หลงตัวเองเกินไป จึงตรัสถามว่า ตัวเขาเอง โคตร (สกุลอะไร) อัมพัฏฐมานพทูลว่า กัณหายนโคตร พระพุทธองค์จึงตรัสว่า ต้นสกุลกัณหายนะเป็นบุตรของทาสีของพระเจ้าโอกกากราช ซึ่งเป็นต้น ตระกูลของศากยะ นางทาสีของพระเจ้าโอกกากราชนั้นชื่อ ทิสา คอยรับใช้สกุลศากยะทุกอย่าง เมื่อพระพุทธองค์ตรัสดังนี้ พวกมานพที่มาด้วยต่างก็ส่งเสียงอื้ออึงขึ้นว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่สมควรรุกรานอัมพัฏฐมานพว่าเป็นบุตรทาสี เพราะว่าอัมพัฏฐมานพเป็นผู้มีกำเนิดดี เป็นกุลบุตร สดับตรับฟังมาก เป็นบัณฑิต พระพุทธองค์ตรัสว่า ถ้าคิดเช่นนั้นก็ให้พวกเขานิ่งเสีย ให้อัมพัฏฐมานพ พูด พระพุทธองค์ตรัสกับอัมพัฏฐมานพว่า ขอให้อัมพัฏฐะตอบเองว่า พระองค์ตรัสถึงต้นตระกูล ของเขานั้นเป็นความจริงหรือไม่ อัมพัฏฐมานพนิ่ง พระองค์ตรัสถามถึง 3 ครั้ง และทรงย้ำว่าขอให้ ตอบเพราะไม่ใช่เวลานิ่ง เพราะไม่ตอบคำถามซึ่งพระองค์ตรัสถามโดยชอบธรรมแล้ว ศีรษะของเขาจะ แตกเป็น 7 เสี่ยง15 อัมพัฏฐมานพจึงยอมรับว่าเป็นความจริง เท่านั้นเอง พวกมานพที่มาด้วยก็ส่งเสียงอื้ออึงขึ้นอีกว่า อัมพัฏฐมานพมีชาติสกุลไม่ดี ไม่มี กุลบุตร เป็นบุตรของทาสี พวกเขาแสดงอาการดูหมิ่นและรุกรานอัมพัฏฐมานพ และยอมรับว่าพระ พุทธองค์ตรัสถูกต้องเป็นธรรม เมื่อทรงเห็นเหตุการณ์เปลี่ยนไปเช่นนั้น พระพุทธองค์มีพระประสงค์จะช่วยเหลือช่วยแก้หน้า อัมพัฏฐมานพด้วยพระเมตตา จึงตรัสว่า กัณหะ ซึ่งเป็นต้นตระกูลกัณหายนโคตรนั้น แม้จะเป็นบุตร ทาสีก็จริง แต่ก็เป็นผู้มีความเพียงพยายามไปศึกษาเล่าเรียนมนต์อันประเสริฐ(พรหมมนต์) จนสำเร็จ เป็นฤาษี กลับมาขอพระราชธิดาของพระเจ้าโอกกากราช แต่พระเจ้าโอกกากราชไม่ทรงยินยอม ทรง 15 ศีรษะของเขาจะแตกเป็น 7 เสี่ยง หมายถึงจะมีอันเป็นไปในทางทุกข์ทรมาน เป็นสำนวนที่ พบมากในบาลี


266 พิโรธ ขึ้นพระแสงศรจะยิงกัณหะ ทำให้พระเจ้าโอกกากราชไม่อาจแผลงศรและไม่อาจเอาพระแสงศร ลงได้ คงง้างอยู่อย่างนั้น พวกอำมาตย์ราชบริพารเห็นเหตุการณ์เป็นเช่นนั้นก็สะดุ้งตกใจกลัว จึงนอบน้อมแก่กัณหฤาษี และขอร้องว่าขออย่าทำร้ายพระราชาเลย ขอให้ความสุขสวัสดีจงมีแก่พระราชาเถิด กัณหะจึงขอให้ พระราชามอบพระแสงศรแก่พระโอรสองค์ใหญ่เสีย และขอให้พระราชทานพระราชธิดาชื่อมัททรูปี (ผู้มีรูป งามจนทำให้ผู้เห็นหลงใหลเมามัว) พระราชาก็ได้พระราชทานตามคำขอร้องของฤาษี พระพุทธองค์ตรัสกับมานพทั้งหลายซึ่งเป็นบริวารของอัมพัฏฐมานพว่า ฤาษีชื่อ กัณหะแม้จะ เป็นบุตรทาสีก็จริง แต่ด้วยอาศัยวิทยาคุณตน ได้เป็นฤาษีที่สำคัญยิ่งใหญ่ในเวลานั้น พระพุทธองค์ตรัสถามอัมพัฏฐมานพต่อไปว่า ถ้าชายเกิดในสกุลกษัตริย์แต่งงานกับหญิงใน วรรณะพราหมณ์ เมื่อมีบุตรของเขาย่อมได้ที่นั่งในหมู่พราหมณ์ (คือพวกพราหมณ์ไม่รังเกียจ) ย่อมมี โอกาสเข้ารับเลี้ยงในงานเลี้ยงของผู้ตาย ย่อมมีโอกาสได้เรียนมนต์จากพราหมณ์ ไม่ถูกห้ามในเรื่องการ แต่งงานกับสตรีพราหมณ์ ใช่หรือไม่ อัมพัฏฐมานพตอบว่า ใช่ แต่ชายผู้นั้นควรได้รับการอภิเษกเป็น กษัตริย์หรือไม่ ตอบว่า ไม่ควร เพราะเหตุใด เพราะเขาไม่บริสุทธิ์ทางฝ่ายมารดา พระพุทธองค์ตรัสต่อไปว่า สมมติว่าชายเป็นวรรณะพราหมณ์ หญิงเป็นวรรณะกษัตริย์ เมื่อ แต่งงานกันแล้วมีบุตร บุตรของเขาย่อมได้สิทธิทุกอย่างเหมือนที่กล่าวแล้ว เช่นที่นั่งในหมู่พราหมณ์ เป็นต้น จนถึงแต่งงานกับสตรีพราหมณ์ทั้งหลายได้ แต่เขาไม่ควรได้รับอภิเษกเป็นกษัตริย์ เพราะไม่ บริสุทธิ์ทางฝ่ายบิดา (ซึ่งเรื่องนี้อัมพัฏฐมานพก็รู้ดี) ด้วยเหตุดังกล่าวมาจะเห็นได้ว่า เมื่อเทียบหญิงกับหญิง ชายกับชายแล้ว กษัตริย์ยังประเสริฐ กว่าพราหมณ์ คราวนี้เทียบเรื่องของคน 2 พวกถูกเนรเทศเหมือนกัน คือ พราหมณ์ที่ถูกลงโทษโกนศีรษะ และถูกเนรเทศแล้ว ย่อมไม่มีสิทธิต่างๆ แม้ในหมู่พราหมณ์เอง แต่คนในวรรณะกษัตริย์ที่ถูกเนรเทศ แล้วยังมีสิทธิทุกอย่างในหมู่พราหมณ์ได้ เช่นได้ที่นั่งในหมู่พราหมณ์เป็นต้น เรื่องนี้ก็พิสูจน์ได้ว่า วรรณะกษัตริย์ประเสริฐกว่าวรรณะพราหมณ์ แต่พระพุทธองค์ทรงเห็น ด้วยกับคำกล่าวของพรหมชื่อสนังกุมารที่ว่า “สำหรับหมู่ชนที่ยังรังเกียจกันด้วยโคตร คือยังถือพงศ์เผ่าเหล่ากออยู่ กษัตริย์นับว่าประเสริฐ ที่สุด แต่ท่านผู้สมบูรณ์ด้วยวิชชา(ความรู้) และจรณะ(ความประพฤติ) ประเสริฐที่สุดทั้งในหมู่เทวดา และมนุษย์” ภาษิตนี้แสดงชัดเจนว่า พระพุทธองค์ทรงยกย่องความรู้และความประพฤติว่าประเสริฐกว่า ชาติตระกูล คือคนจะเกิดในวรรณะใดตระกูลใด ไม่สำคัญ ที่สำคัญคือ เขามีความรู้อย่างไรความ ประพฤติอย่างไร ตามหลักพระพุทธศาสนา คนจะดีหรือเลวไม่ใช่เพราะชาติตระกูล แต่เพราะการ กระทำว่าทำดีหรือทำเลวอย่างไร


267 อัมพัฏฐมานพทูลถามพระพุทธองค์ว่า วิชชาและจรณะนั้นเป็นอย่างไร พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า บุคคลที่ยังถือชาติ ถือโคตร มีความทะนงตน ยังถืออาวาหะหรือ วิวาหะ (เรื่องการแต่งงานของชายหญิง) อยู่ ชื่อว่ายังห่างไกลจากความรู้และความประพฤติอันยอด เยี่ยม ส่วนผู้ใดไม่เหลือชาติ ไม่ถือโคตร ไม่มีความทะนงตน ไม่เกี่ยวข้องกับอาวาหะวิวาหะ ผู้นั้นย่อม บรรลุถึงความประพฤติยอดเยี่ยม (ในที่นี้หมายถึงการแต่งงานว่าจะต้องแต่งกับคนตระกูลนั้นตระกูลนี้ เพราะยึดมั่นในวรรณะ เช่น พราหมณ์ต้องแต่งกับพราหมณ์ เป็นต้น) อัมพัฏฐมานพยังไม่สู้จะเข้าใจในพระดำรัสของพระพุทธองค์นัก จึงทูลถามซ้ำอีกว่า วิชชาเป็น อย่างไร จรณะเป็นอย่างไร (ขอให้ทรงอธิบายเพิ่มเติม) พระพุทธองค์ทรงแสดงจุลศีล มัชฌิมศีล และ มหาศีล ความสำรวมอินทรีย์ สติสัมปชัญญะ สันโดษ การอยู่ในเสนาสนะอันสงัด ละนิวรณ์ 5 ได้ ฌาน 4 และวิชชา 8 (โดยในที่กล่าวถึงในเรื่องก่อน) นี่คือวิชชาและจรณะอันยอดเยี่ยม ไม่มีวิชชาและจรณะ อื่นยิ่งกว่า ตรัสถามอัมพัฏฐมานพว่า ตัวเขาเองและอาจารย์มีวิชชาสมบัติและจรณสมบัติเช่นนี้หรือไม่ อัมพัฏฐมานพตอบว่าไม่มีเลย พวกเขายังห่างไกลจากวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอย่างนั้นอยู่เป็นอัน มาก ทั้งที่ไม่เคยคิดเลยที่จะปฏิบัติบำรุงท่านผู้สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ พระพุทธองค์จึงตรัสว่า แม้โปกขรสาติพราหมณ์ผู้เป็นอาจารย์ของอัมพัฏฐมานพก็มีความ ผิดพลาดมากที่หลงทะนงตนว่าเป็นผู้มีความรู้ จบไตรเพท16 และดูหมิ่นเราตถาคตว่าเป็นสมณะศีรษะ โล้นไม่ควรที่เขาจะสนทนาด้วย โปกขรสาติพราหมณ์นั้นแม้ได้ครองหมู่บ้านที่พระเจ้าปเสนทิโกศล พระราชทานให้ แต่ก็ไม่ทรงอนุญาตให้เข้าเฝ้าเฉพาะพระพักตร์ เมื่อจะทรงสนทนาด้วยยังต้องมีม่าน กั้น เมื่อเป็นเช่นนี้โปกขรสาติพราหมณ์จะทะนงตนได้อย่างไร อัมพัฏฐมานพทูลลาพระพุทธองค์กลับไป โปกขรสาติพราหมณ์นั่งคอยอยู่แล้ว เมื่อถาม เรื่องราวต่างๆแล้ว อัมพัฏฐมาณพเล่าให้อาจารย์ฟังครบถ้วนทุกประการ โปกขรสาติพราหมณ์โกรธที่ อัมพัฏฐมานพที่ไปกล่าวรุกรานพระพุทธองค์และถูกพระพุทธองค์ติโต้กลับมาอย่างไม่เป็นท่าเช่นนั้น จึงเตะอัมพัฏฐมาณพล้มลงแล้วไปเฝ้าพระพุทธองค์กลางคืนในคืนนั้นทีเดียว ทูลถามพระพุทธองค์ถึง เรื่องที่ศิษย์ของตนมากล่าวรุกรานอย่างไร พระพุทธองค์ตรัสตอบไปอย่างไรก็ตรงกับที่อัมพัฏฐมาณพ เล่าทุกประการ ประกอบเขาได้เห็นพุทธลักษณะอันน่าเลื่อมใสอย่างยื่งของพระพุทธองค์ จึงทูล อาราธนาของพราหมณ์ด้วยอาการดุษณี วันรุ่งขึ้น พระพุทธองค์พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์เสด็จไปยังบ้านของโปกขรสาติพราหมณ์ เสวย เสร็จแล้วทรงแสดงธรรมชื่อ อนุบุพพิกถา อันว่าด้วยเรื่อง ทาน ศีล สวรรค์ (ผลของทานและศีล) โทษ 16 ไตรเพท หมายถึงคัมภีร์พระเวทของลัทธิพราหมณ์ มี 3 ภาค คือ 1. ฤคเวท (บทสวดสรรเสริญพระ เจ้า) 2. ยชุรเวท (บทสวดอ้อนวอนในพิธีบูชายัญ) 3. สามเวท (บทเพลงสำหรับสวดในพิธีบูชายัญ) สมัยต่อมาเพิ่มมาอีกภาคหนึ่ง คือ อาถรรพณเวท (คาถาทางไสยศาสตร์)


268 ของกาม และอานิสงส์ของการหลีกออกจากกาม (เนกขัมมานิสงส์) เมื่อทรงทราบว่าโปกขรสาติ พราหมณ์มีจิตสะอาด อ่อนโยนพอจะรับพระธรรมเทศนาอันสูงขึ้นไปได้แล้ว ก็ทรงแสดงอริยสัจจ์ 4 คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรคมีองค์ 8 จบพระธรรมเทศนาโปกขรสาติพราหมณ์ได้บรรลุโสบันปัตติ ผล ปฏิญาณตนถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งพร้อมด้วยบริวารทั้งปวง ความรู้ดีและความประพฤตินั้นเป็นสาระสำคัญของคน คนเราจะเกิดในตระกูลใด วรรณะใด หรือมียศศักดิ์อย่างไร แต่ถ้าขาดความรู้ดีและความประพฤติดีเสียแล้วก็เสื่อมความนิยมนับถือและ เสื่อมเกียรติ ใน 2 อย่าง คือความรู้และความประพฤตินั้น ถ้าบกพร่องทางความรู้ก็จะเป็นคนดีที่โง่ เขลา ถ้าบกพร่องทางความประพฤติก็จะเป็นคนฉลาดรอบรู้ที่ไม่น่าไว้วางใจ เป็นอันตรายได้มาก ทั้ง สองอย่างรวมกันจึงให้สำเร็จประโยชน์ได้มาก ดังแสดงไว้ในเรื่องที่ 4 ต่อจากเรื่องนี้ไป กล่าวได้ว่าหลักการคิดของพระพุทธเจ้าเป็นหลักการที่ส่งเสริมให้คนเอาชนะโชคชะตา อย่างหลักการคิดโยนิโสมนสิการด้วยการคิดโดยอุบายอันแยบคาย ดังที่ พระธรรมปิฎกได้นำเอาคำแปล เป็นภาษาอังกฤษมาลงไว้ให้พิจารณาด้วยดังนี้ "Proper mind-work; proper attention; systematic attention; reasoned attention; attentive consideration; reasoned consideration; considered attention; careful consideration; careful attention; ordered thinking; orderly reasoning; genetical reflection; critical reflection; analytical reflection.” พระธรรมปิฏกยังกล่าวต่อไปว่า "ถ้ามองในแง่ของ ขอบเขต โยนิโสมนสิการ กินความกว้าง ครอบคลุมตั้งแต่ความคิดในแนวทางของศีลธรรมการคิดตามหลัก ความดีงามและหลัก ความจริงต่างๆ ที่ตนได้ศึกษาหรือรับการอบรมสั่งสอนมา มีความรู้ความเข้าใจดีอยู่แล้ว เช่น คิดในทางที่จะเป็นมิตรคิดรัก คิดปรารถนาดีมีเมตตา คิดที่จะให้หรือช่วยเหลือเกื้อกูล คิดในทางที่จะ เข้มแข็ง ทำการจริงจังไม่ย่อท้อ เป็นต้น ซึ่งไม่ต้องใช้ปัญญาลึกซึ้งอะไร ตลอดขึ้นไปจนถึงการคิดแยกแยะ องค์ประกอบและสืบสาวหาสาเหตุปัจจัยที่ต้องใช้ ปัญญาละเอียดประณีต เนื่องด้วยโยนิโสมนสิการมีขอบเขต กว้างขวางอย่างนี้ ปกติชนทุกคนสามารถใช้โยนิโสมนสิการได้” "ถ้ามองในแง่หน้าที่ โยนิโสมนสิการก็คือ ความคิดที่สกัดอวิชชาตัณหา หรือการคิดเพื่อสกัดตัดหน้าอวิชชาและตัณหา” ลักษณะของความคิดตาม อวิชชาตัณหาเป็นดังต่อไปนี้ (1) เมื่อ อวิชชาเป็นตัวเด่น ความคิดมีลักษณะติดตันวกวนอยู่ที่แง่หนึ่งตอนหนึ่ง อย่างพร่ามัวขาดความ สัมพันธ์ไม่รู้ทางไป หรือไม่ก็ฟุ้งซ่านสับสนไม่เป็นระเบียบ ปรุงแต่งอย่างไร้เหตุผล เช่น ภาพในความคิดของคนหวาดกลัว (2) เมื่อ ตัณหาเป็นตัวเด่น ความคิดมีลักษณะโน้มเอียงไปตามความยินดียิน ร้าย ความชอบใจไม่ชอบใจ หรือความติดใจขัดใจ ติดพันครุ่นอยู่กับสิ่งหรือเรื่องที่ชอบหรือชังนั้นและปรุงแต่ง ความคิดไปตาม ความชอบความชังของตน อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดลึกลงไปอีกในด้านสภาวะอวิชชาเป็นฐานก่อ ตัวของตัณหาและตัณหาเป็นตัว เสริมกำลังให้แก่อวิชชา ดังนั้น ถ้าจะกำจัดความชั่วร้ายให้สิ้นเชิงก็จะต้อง กำจัดให้ถึงอวิชชา วิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการ ในทัศนะของพระธรรมปิฎก อธิบายได้ว่า วิธีโยนิโสมนสิการพอ ประมวลเป็นแบบใหญ่ได้ 10 วิธีดังต่อไปนี้ (1) วิธีคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย วิธีนี้เป็นวิธีคิดตาม หลักปฏิจจสมุปบาท เป็นแบบ พื้น ฐาน โดยพิจารณาปัญหา หาหนทางแก้ไขด้วยการค้นหาสาเหตุและปัจจัย


269 ต่างๆ ที่สัมพันธ์ ส่งผลสืบทอดกันมา แนวปฏิบัติของวิธีนี้มีอยู่ 2 แนว คือก. คิดแบบปัจจัยสัมพันธ์ โดยถือ หลักว่า สิ่งทั้งหลายย่อมต้องอาศัยซึ่งกันและกันจึงเกิดขึ้นพร้อมกัน เช่น "เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้ เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ” ข. คิดแบบสอบสวนหรือตั้ง คำถาม เช่น อุปาทานมีเพราะอะไรเป็นปัจจัยฯ เมื่อคิดแบบโยนิโสมนสิการจึงรู้ได้ด้วยปัญญาว่า อุปาทานมีเพราะตัณหาเป็นปัจจัย ตัณหามีเพราะอะไรเป็นปัจจัย เมื่อคิดแบบโยนิโสมนสิการจึงรู้ด้วย ปัญญาว่า ตัณหามีเพราะเวทนาเป็นปัจจัย (พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), 2555: 907-613. (2) วิธีคิดแบบแยกแยะส่วนประกอบหรือกระจายเนื้อหา เป็นการคิดที่มุ่งให้มองและรู้จัก สิ่งทั้งหลายตามสภาวะของมันเอง เป็นวิภัชชวิธี หรือวิธีคิดแบบวิเคราะห์เป็นการคิดพิจารณาที่ แยกแยะโดยถือเอานามรูปเป็นหลัก คือไม่มองสัตว์บุคคลตามสมมุติบัญญัติ ว่าเป็นเขาเป็นเรา เป็น นายนั่นนายนี่ แต่มองตามสภาวะแยกออกไปว่าเป็นนามธรรมและรูปธรรม กำหนดส่วนประกอบ ทั้งหลายที่รวมกันอยู่แต่ละอย่างว่า อย่างนั้นเป็นรูป อย่างนี้เป็นนาม เมื่อแยกแยะออกไปแล้วก็มีแต่ นามกับรูป หรือนามธรรมกับรูปธรรม ในเวลาที่พบเห็นสัตว์ และสิ่งต่างๆ ก็จะมองว่าเป็นเพียงกอง แห่งนามธรรมและรูปธรรมเป็นกระแสความคิดที่คอยช่วย ต้านทานไม่ให้หลงใหลติดยึกสมมุติบัญญัติ มากเกินไป ให้มองเห็นเป็นเพียงสภาวะว่างเปล่าจากความเป็นสัตว์เป็นคน พระธรรมปิฎกยกตัวอย่าง การใช้ความคิดแนวนั้น ดังต่อไปนี้ "ท่าน ผู้มีอายุทั้งหลาย ช่องว่างอาศัยเครื่องไม้ เถารัด ดินฉาบ และ หญ้ามุงล้อมเข้าย่อมถึงความนับว่าเรือนฉันใด ช่องว่างอาศัยกระดูก เอ็น เนื้อ และหนังแวดล้อมแล้ว ย่อมถึงความนับว่ารูปฉันนั้น …เวทนา….สัญญา ….สังขาร…วิญญาณ…การคุมเข้าการประชุมกัน การ ประมวลเข้าด้วยกันแห่งอุปทานขันธ์ 5 เหล่านี้ เป็นอย่างนี้” (3) วิธีคิดแบบสามัญลักษณ์ หรือวิธีคิดแบบรู้เท่าทันธรรมดา หมายถึงการรู้เท่าทันความเป็นไป ของสิ่งทั้งหลาย เช่น มีการเกิด เปลี่ยนแลงและดับสลายไปในที่สุด เป็นต้น เป็นการรู้เท่าทันว่าสิ่งทั้งหลายที่ เป็นธรรมชาติย่อมเกิดจากเหตุปัจจัยและ ขึ้นต่อเหตุปัจจัยเช่นเดียวกัน วิธีคิดแบบนี้แบ่งได้เป็น 2 ขั้นตอน คือ ขั้นที่หนึ่ง คือ รู้เท่าทันและยอมรับความจริง ขั้นที่สอง คือ การคิดแก้ไขและทำการไปตามเหตุปัจจัย เป็นการปฏิบัติด้วยปัญญากล่าวคือ เมื่อรู้และเข้าใจเหตุปัจจัยแล้วก็จัดการที่ด้วยเหตุปัจจัยนั้น (4) วิธีคิดแบบอริยสัจ หรือ คิดแบบแก้ปัญหาเป็นวิธีคิดที่สามารถขยายให้ครอบคลุมวิธีคิด แบบอื่นๆ ได้ทั้งหมด มีวิธีคิด 2 วิธี คือ 4.1) วิธีคิดตามเหตุผล 4.2) วิธีคิดที่ตรงจุดตรงเรื่อง เป็นการคิด อย่างตรงไปตรงมา (5) วิธีคิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ์ เป็นวิธีคิดตามหลักการและความมุ่งหมาย คือพิจารณา ให้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างธรรม (หลักการ) กับอรรถ (ความมุ่งหมาย) คำว่าหลักการในที่นี้ หมายถึง หลักความจริง หลักความดีงาม หลักการปฏิบัติ หรือหลักที่จะนำไปใช้ปฏิบัติรวมทั้งหลักคำ สอนที่จะให้ประพฤติปฏิบัติและการ ทำการได้ถูกต้อง ส่วนความมุ่งหมายก็หมายถึงจุดหมายหรือ ประโยชน์ที่ต้องการ หรือสาระที่พึงประสงค์ ความเข้าใจถูกต้องในเรื่องหลักการและความมุ่งหมายจะ


270 นำไปสู่การปฏิบัติที่ถูก ต้อง การปฏิบัติที่ถูกต้องนี้สำคัญมาก อาจกล่าวได้ว่า เป็นตัวตัดสินว่าการ กระทำนั้นๆ จะสำเร็จผล บรรลุจุดมุ่งหมายได้หรือไม่ (6) วิธีคิดแบบคุณโทษและทางออก วิธีคิดแบบนี้เป็นการคิดที่ใช้หลักว่าจะต้องพิจารณา ปัญหาให้ครบทุกด้าน ได้แก่ ด้านดี (อัสสาทะ) ด้านเสีย (อทีนนวะ) ต่อจากนั้นจึงหาทางออก (นิสสร หะ) หรือทางแก้ปัญหา พระธรรมปิฎกกล่าวว่า การคิดแบบนี้มีลักษณะที่พึงย้ำ 2 ประการ คือ (6.1) คิดให้เห็นคุณและโทษ (6.2) การคิดถึงจุดเป้าหมาย คือ ผลได้ผลเสีย (7) วิธีคิดแบบคุณค่าแท้-คุณค่าเทียม วิธีคิดแบบนี้ใช้กันมากในชีวิตประจำวันเพราะ เกี่ยวข้องกับการบริโภคใช้สอย ปัจจัย 4 คำว่าคุณค่าแท้หมายถึงประโยชน์ของสิ่งทั้งหลายในแง่ที่ สนองความต้องการของ ชีวิตโดยตรงหรือที่มนุษย์นำมาใช้แก้ปัญหาของตนเพื่อความดีงาม ความดำรง อยู่ด้วยดีของชีวิตหรือเพื่อประโยชน์สุขทั้งของตนและของผู้อื่น คุณค่านี้อาศัยปัญญาเป็นเครื่องดีค่า หรือวัดราคาจะเรียกว่าคุณค่าที่สนอง ปัญญาก็ได้ เช่น คุณค่าของอาหารอยู่ที่ประโยชน์ของมันสำหรับ หล่อเลี้ยงร่างกายให้ดำรงชีวิต อยู่ได้ มีสุขภาพดี เป็นอยู่อย่างผาสุก มีกำลังเกื้อกูลแก่การบำเพ็ญกิจ หน้าที่ เป็นต้น ส่วนคุณค่าเทียมนั้นหมายถึง ประโยชน์ในแง่การปรนเปรอ การเสพเสวยเวทนา อาศัย ตัณหาเป็นเครื่องวัดคุณค่าหรือวัดราคา จะเรียกว่าคุณค่าตอบสนองตัณหาก็ได้ เช่น อาหารที่มีคุณค่าที่ ความเอร็ดอร่อย เสริมความสนุกสนานเป็นเครื่องแสดงฐานะความหรูหรา เป็นต้น วิธีคิดแบบคุณ ค่า แท้นอกจากจะเป็นประโยชน์แก่ชีวิตอย่างแท้จริงแล้ว ยังเกื้อกูลแก่ความเจริญงอกงามของกุศลธรรม เช่น ความมีสติ เป็นต้น ต่างจากคุณค่าเทียมที่พอกเสริมด้วยตัณหา ซึ่งไม่ใคร่เกื้อกูลแก่ชีวิต ทำให้กุศล ธรรม เช่น ความโลภ ความมัวเมา ความริษยา มานะ ทิฎฐิ เจริญขึ้นอย่างไม่มีขอบเขต (8) วิธีคิดแบบอุบายปลุกเร้าคุณธรรม เป็นวิธีคิดที่ส่งเสริมชักนำไปในทางที่ดีงามและเป็น ประโยชน์ เป็นการขัดเกลาและบรรเทาปัญหา วิธีคิดแบบอุบายปลุกเร้าคุณธรรมหรือโนนิโสมนสิการ แบบเร้ากุศลในที่นี้ จึงมีความสำคัญในแง่ที่ทำให้เกิดความคิดและการกระทำที่ดีงามเป็นประโยชน์ใน ขณะนั้นๆ และในแง่ที่ช่วยแก้ไขนิสัยเคยชินร้ายๆ ของจิตที่ได้สะสมไว้แต่เดิมพร้อมกับสร้างนิสัยความ เคยชินใหม่ที่ดีงามให้แก่ จิตไปในเวลาเดียวกัน ในกรณีที่ความคิดอกุศลเกิด ขึ้นแล้ว พระธรรมปิฎกได้ ยกตัวอย่างในวิตักกสัณฐานสูตรว่า พระพุทธเจ้าทรงแนะนำหลักทั่วไปในการแก้ความคิดอกุศลไว้เป็น 5 ขั้นคือ (1) คิดนึกใส่ใจเรื่องอื่นที่ดีงามเป็นกุศล (2) พึงพิจารณาโทษของความคิดที่เป็นอกุศล เหล่านั้นว่า ไม่ดีไม่งาม ก่อผลร้ายนำความทุกข์อย่างไรมาให้ ถ้ายังไม่หาย (3) พึงใช้วิธีต่อไปคือ ไม่ คิดถึง ไม่ใส่ใจในความชั่วร้ายที่เป็นอกุศลนั้นเลย ถ้ายังไม่หาย (4) พึงพิจารณาสังขารสัณฐานของ ความคิดเหล่านั้น ว่าความคิดนั้นเป็นอย่างไร เกิดจากเหตุปัจจัยอะไร ถ้ายังไม่หาย (5) พึงขบฟัน เอา ลิ้นดุนเพดาน อธิษฐานจิตคือตั้งใจแน่วแน่เด็ดเดี่ยว ข่มใจระงับความคิดนั้นเสีย (9) วิธีคิดแบบเป็นอยู่ในขณะปัจจุบัน วิธีคิดแบบนี้บางทีเรียกว่า วิธีคิดแบบมีปัจจุบันธรรมเป็น อารมณ์ ความคิดที่เป็นอยู่ในปัจจุบันหมายถึง การคิดในแนวทางของความรู้ หรือคิดด้วยอำนาจปัญญา การ


271 คิดแบบนี้ถือว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เป็นอยู่ในขณะนี้ หรือเป็นเรื่องที่ล่วงไปแล้ว หรือเป็นเรื่องของกาลภาย หน้า ก็จัดเข้าไปเป็นการปัจจุบันทั้งสิ้น ความ คิดถึงอดีตและอนาคต ตามแนวทางของปัญญาที่เป็นเรื่องของ กิจในปัจจุบันจะช่วยให้เกิดประโยชน์ในทาง ปฏิบัติ ช่วยให้การปฏิบัติในปัจจุบันถูกต้องได้ผลดียิ่งขึ้น และ สนับสนุนให้มีการตระเตรียมวางแผนล่วงหน้า นับว่าเป็นวิธีคิดที่มีประโยชน์มาก (10) วิธีคิดแบบวิภัชชวาท มาจาก วิภัชชวาท วิภัชชแปลว่าแยกแยะ จำแนกหรือแจกแจง ใกล้เคียงคำที่ใช้ในปัจจุบันว่าวิเคราะห์วาท แปลว่า การกล่าว การพูด การแสดงคำสอน วิภัชชวาทจึง แปลว่า การพูด จำแนก พูดแยกแยะหรือแสดงคำสอนแบบวิเคราะห์ ลักษณะสำคัญของการคิดและ การพูดแบบนี้คือ การมองและแสดงความจริงโดยแยกแยะออกให้เห็นแต่ละแง่ละด้านครบทุกแง่ทุก ด้าน วิธีคิดแบบนี้สามารถจำแนกออกเป็นลักษณะต่างๆ ได้ดังนี้(1) จำแนกด้วยแง่ความจริง (2) จำแนกส่วนประกอบ (3) จำแนกโดยลำดับขณะ คือแยกแยะวิเคราะห์ปรากฏการณ์ตามลำดับความ สืบทอดแห่งเหตุปัจจัย ซอยออกไปเป็นแต่ละขณะๆ ให้มองเห็นตัวเหตุปัจจัยที่แท้จริง (4) จำแนกโดย ความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย คือสืบสาวว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะเกิดขึ้นหรือดับลงก็ด้วยเหตุปัจจัย (5) จำแนกโดยเงื่อนไข คือมองความจริงโดยพิจารณาเงื่อนไขประกอบด้วย เช่น ถ้ามีผู้กล่าวว่า บุคคลนี้ ควรคบหรือไม่ หรือถิ่นสถานนี้ควรเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ ถ้าพระภิกษุเป็นผู้ตอบว่า ถ้าคบแล้วหรือเข้า ไปเกี่ยวข้องแล้วอกุศลธรรมเจริญ กุศลธรรมเสื่อมก็ไม่ควรคบ ไม่ควรเกี่ยวข้อง แต่ถ้าอกุศลเสื่อม กุศล ธรรมเจริญจึงควรคบควรเกี่ยวข้อง ถ้าในแง่การศึกษาคือมองโลกตามความเป็นจริง (6) จำแนกโดย วิภัชชวาท คือใช้วิภัชชวาทในรูปการตอบปัญหาในบรรดาวิธีตอบปัญหา 4 วิธี ซึ่งมีชื่อเฉพาะว่า วิภัชช พยากรณ์ วิธีตอบปัญหาทั้ง 4 วิธีนั้น คือ ก. เอกังสพยากรณ์ การตอบแง่เดียว ข. วิภัชชพยากรณ์ การ แยกแยะตอบ ค. ปฏิปุจฉาพยากรณ์ การตอบโดยย้อนถาม ง. ฐปนะ การยั้งหรือหยุด พับปัญหาเสีย ไม่ ตอบ (1) เอกังสพยากรณียปัญหา ปัญหาที่ควรตอบเด็ดขาด เช่น ถามว่าสิ่งที่ไม่เที่ยง ได้แก่ จักษุใช่ไหม? พึงตอบได้ทีเดียวแน่นอนลงไปว่า ใช่ (2) วิภัชชพยากรณียปัญหา ปัญหาที่ควรแยกแยะหรือจำแนกตอบ เช่น ถามว่า สิ่งที่ได้มาไม่เที่ยงได้แก่จักษุใช่ไหม? พึงแยกแยะตอบว่า ไม่เฉพาะแต่จักษุเท่านั้น แม้โสตะ ฆานะ เป็นต้น ก็ไม่เที่ยง (3) ปฏิปุจฉาพยากรณียปัญหา ปัญหาที่ควรตอบโดยย้อนถามเช่น จักษุฉันใดโส ตะก็ฉันนั้น โสตะฉันใดจักษุก็ฉันนั้น ใช่ไหม? พึงย้อนถามว่า มุ่งความหมายในแง่ใด ถ้าถามโดยหมายถึง แง่ใช้ดูหรือเห็นก็ไม่ใช่ แต่ถ้ามุ่งความหมายในแง่ที่ว่าไม่เที่ยง ก็ใช่ (4) ฐปนียปัญหา ปัญหาที่พึงยับยั้งหรือ พับเสียไม่ควรตอบ เช่นถามว่า ชีวะกับสรีระคือสิ่งเดียวกันใช่ไหม? พึงยับยั้งเสีย ไม่ต้องตอบ สามารถสรุปได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ (1) โยนิโสมนสิการแบบปลุกปัญญา มุ่งให้เกิดความรู้ แจ้งตามสภาวะ เน้นที่การขจัดอวิชชา เป็นฝ่ายวิปัสสนา มีลักษณะเป็นการส่องสว่าง ทำลายความมืด หรือ ชำระล้างสิ่งสกปรก ให้ผลไม่จำกัดกาล หรือเด็ดขาด นำไปสู่โลกุตรสัมมาทิฎฐิ(2) โยนิโสมนสิการแบบ สร้างเสริมคุณภาพจิต มุ่งปลุกเร้ากุศลธรรม เน้นที่การสกัดหรือข่มตัณหา เป็นฝ่ายสมถะ มีลักษณะเป็น การส่งเสริมพลังหรือปริมาณฝ่ายดีขี้นมากดข่มทับหรือบังฝ่าย ชั่วไว้ ให้ผลขึ้นแก่การชั่วคราวหรือเป็น


272 เครื่องตระเตรียมหนุนเสริมความพร้อมและ สร้างนิสัยที่นำไปสู่โลกียสัมมาทิฎฐิ วิธีคิดแบบ โยนิโสมนสิการ เป็นวิธีคิดที่มีประโยชน์มาก เพราะสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ทุกเวลา และจะเป็นเรื่องที่เร้าให้ เกิดกุศลธรรม เช่นความรู้สึกเมตตากรุณาและความเสียสละเป็นต้น อันจะเป็นผลดีแก่ความเจริญงอกงาม ของตน ผู้ใดก็ตามเมื่อเข้าใจหลักการนี้แล้ว อาจใช้โยนิโสมนสิการแก้ได้ แม้แต่ทัศนคติและจิตนิสัยไม่ดีที่ สร้างมาเป็นเวลานานจนชิน ศรัทธา ในกระบวนการพัฒนาตามหลักพุทธศาสนานั้น หมายถึง ความเชื่อมั่น การซาบซึ้ง ความมั่นใจเหตุเท่าที่ตนสามารถพิจารณาเห็นได้ โดยมีเหตุผลว่า จุดหมายหรือเป้าหมายที่อยู่ข้างหน้า นั้นเป็นไปได้จริง และมีคุณค่าควรที่จะไปให้ถึง ศรัทธาจึงเป็นบันไดขั้นแรกที่จะนำไปสู่ปัญญาหรือ ความรู้ ซึ่งตรงกันข้ามกับศรัทธาที่เป็นแบบ มอบตัว มอบความไว้วางใจให้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยไม่คิด หาเหตุผล ศรัทธาที่ถูกต้องเป็นสื่อนำไปสู่การพัฒนาปัญญา แบ่งออกเป็น 3 ประการ 1. เชื่อมั่นในความดีงามของมนุษย์ หมายถึง เชื่อว่าความดีงามนั้งมนุษย์สามารถสร้างขึ้น เองได้ ด้วยความพากเพียร ไม่ใช่จากสิ่งศักดิ์สิทธิ 2. เชื่อมั่นในกฎแห่งการกระทำและผลของการกระทำ หมายถึง เชื่อมั่นว่าไม่มีสิ่งใด เกิดขึ้นลอยๆโดยไม่มีเหตุปัจจัยให้เกิด เมื่อมีการกระทำใดๆลงไปย่อมมีผลของการกระทำนั้นๆ 3. เชื่อมั่นว่ามนุษย์ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำและผลของการกระทำนั้น ข้อนี้สืบ เนื่องมาจากข้อ 1 และ 2 จะทำให้คนมีความละเอียดรอบคอบ ในการการกระทำของตนเอง เพราะ เมื่อทำอะไรลงไปแล้วต้องได้รับผลการการกระทำนั้นไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ปัญญา หมายถึง ความรู้ความหยั่งรู้เหตุผล ความรู้มีอยู่ 2 ประเภท คือ ความรู้ที่มีมาแต่กำเนิด (สหชาติปัญญา) เป็นความรู้พื้นฐานที่ทุกคนพึงมี มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่บุคคล บางคนก็มีความรู้พิเศษที่ คนอื่นไม่มีซึ่งคนอื่นไม่มีภาษาไทยเรียกว่า พรสวรรค์ เช่นสามารถภาพได้งดงาม ทั้งๆที่ไม่เคยเรียนมาเลย และความรู้ที่มีขึ้นด้วยการศึกษา (โยคปัญญา) คือความรู้ที่แสวงหาเอาภายหลัง ดังคำที่ว่า “ปัญญามีได้ เพราะการฝึกฝนพัฒนา ปัญญาเสื่อมไปเพราะไม่มีการฝึกฝนพัฒนา” และความรู้ประการหลังนี่เองที่ต้องการ เน้นให้ได้ศึกษา ปัญญาที่ถูกต้องในกระบวนการพัฒนา มีลักษณะ 3 ประการ คือ 1. ความรู้จักเหตุแต่ความเสื่อมและโทษของความเสื่อม (อปายโกศล) หมายถึง รู้ว่าอะไร คือความเสื่อม และอะไรคือเหตุทำให้เกิดความเสื่อม 2. ความรู้จักเหตุแห่งความเจริญและประโยชน์ของความเจริญ (อายโกศล) หมายถึง รู้ว่า อะไรคือความดี ความเจริญที่แท้และก็รู้ด้วยว่าอะไรคือสาเหตุให้เกิดความดีความเจริญนั้น 3. ความรู้จักวิธีการละเหตุความเสื่อมและวิธีการสร้างเหตุแห่งความเจริญ (อุปายโกศล) หมายถึง รู้ทั้งสองด้านคือรู้แบบครบวงจร จากการที่พระพุทธศาสนาเน้นการพัฒนาศรัทธาและปัญญาที่ถูกต้องดังกล่าวข้างต้น ที่ เปิดโอกาสให้ทุกคนให้ได้ใช้สติปัญญาความคิดเห็นของตนพิจารณาอย่างเต็มที่ก่อนแล้ว จึงค่อยเชื่อ


273 จุดเริ่มของการศึกษา ตัวแท้ของการศึกษา คือการพัฒนาตนโดยมีการพัฒนาปัญญาเป็นแกนกลาง เป็นกระบวนการที่ดำเนินไปในตัวบุคคล แกนนำของกระบวนการศึกษาได้แก่ ความรู้ความเข้าใจ ความคิดเห็นแนวคิดความคิด ทัศนคติ ค่านิยมที่ถูกต้องดีงาม เป็นการเกื้อกูลแก่ชีวิตและสังคม สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ หมายถึง เห็นชอบ ได้แก่ ความรู้อริยสัจ 4 หรือ เห็น ไตรลักษณ์ หรือ รู้อกุศลและอกุศลมูลกับกุศลและกุศลมูล หรือเห็นปฏิจจสมุปบาท เป็นธรรมข้อแรก ของมรรคมีองค์ 8 ปัจจัยที่ทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิ มีดังนี้ปัจจัยให้เกิดสัมมาทิฏฐิ 2 (ทางเกิดแห่งแนวคิด ที่ถูกต้อง, ต้นทางของความดีงามทั้งปวง : sources or conditions for the arising of right view) 1. ปรโตโมสะ (เสียงจากผู้อื่น การกระตุ้นหรือชักจูงจากภายนอก คือ การรับฟังคำแนะนำสั่ง สอน เล่าเรียนความรู้ สนทนาซักถาม ฟังคำบอกเล่าชักจูงของผู้อื่น โดยเฉพาะการสดับสัทธรรมจากท่านผู้ เป็นกัลยาณมิตร : another’ s utterance; inducement by others; hearing or learning from others) 2. โยนิโสมนสิการ (การใช้ความคิดถูกวิธี ความรู้จักคิด คิดเป็น คือกระทำในใจโดยแยบ คาย มองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณา รู้จักสืบสาวหาเหตุผล แยกแยะสิ่งนั้น ๆ หรือปัญหานั้น ๆ ออก ให้เห็นตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย : reasoned attention; systematic attention; genetical reflection; analytical reflection) ข้อธรรม 2 อย่างนี้ ได้แก่ ธรรมหมวดที่ (1) และ (2) นั่นเอง แปลอย่างปัจจุบันว่า “องค์ประกอบ ของการศึกษา” หรือ “บุพภาคของการศึกษา” โดยเฉพาะข้อที่ 1 ในที่นี้ใช้คำกว้าง ๆ แต่ธรรมที่ต้องการเน้น ก็ คือ กัลยาณมิตตตา ปัจจัยให้เกิดมิจฉาทิฏฐิ ก็มี 2 อย่าง คือ ปรโตโฆสะ และ อโยนิโสมนสิการ ซึ่งตรงข้ามกับที่ กล่าวมานี้กระบวนการของการศึกษาได้แก่ สัมมาทิฏฐิ ถือว่ามีความสำคัญอย่างมากต่อการศึกษาภายในตัว บุคคล กระบวนการนี้แบ่งเป็นขั้นตอนใหญ่ๆ เรียกว่า ไตรสิกขา หรือหลักการศึกษา 3 ประการ คือ ศึกษาเรื่อง ศีล เพื่อเอามาใช้ควบคุมกาย และวาจา ให้มีความสะอาดบริสุทธิ์ คือ ไม่พูด ไม่ทำ ให้วิปริตผิดร่องรอยจน กระทบตนเอง หรือกระทบคนอื่นให้เดือดร้อน ศึกษาเรื่องสมาธิ เพื่อเอามาใช้ควบคุมจิต ไม่ให้หนีไปเที่ยว ไม่ให้ คิดฟุ้งซ่านในทางที่เป็นอกุศล ศึกษาเรื่องปัญญา เพื่อให้รู้เท่าทันโลก รู้เท่าทันชีวิต รู้เท่าทันคน พูดง่ายๆ เพื่อให้รู้เท่าทันตามความเป็นจริง จะได้เลิกโง่เสียที หลักการศึกษา 3 ประการนี้ คือวิธีการแก้ปัญหาของอารยชนเป็นพื้นฐาน วิธีแก้ปัญหา แบบอารยชนนี้ เรียกตามคำบาลีว่า อริยมรรค แปลว่า ทางดำเนินสู่ความดับทุกข์ ที่ทำให้เป็นอริยชน หรือวิถีดำเนินชีวิตที่ประเสริฐ อริยมรรคมีองค์ประกอบที่เป็นเนื้อหา หรือรายละเอียดของการปฏิบัติ 8 ประการคือ แนวทางดำเนินอันประเสริฐของชีวิตหรือกาย วาจา ใจ เพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์. เรียกว่า อริยมรรค แปลว่า ทางอันประเสริฐ เป็นข้อปฏิบัติที่มีหลักไม่อ่อนแอ จนถึงกับตกอยู่ใต้อำนาจ ความอยากแห่งใจ แต่ก็ไม่แข็งตึงจนถึงกับเป็นการทรมานกายให้เหือดแห้งจากความสุขทางกาย เพราะฉะนั้นจึงได้เรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา คือทางดำเนินสายกลาง ไม่หย่อนไม่ตึง แต่พอเหมาะเช่น สายดนตรีที่เทียบเสียงได้ที่แล้ว คำว่า มรรค แปลว่า ทาง ในที่นี้หมายถึง ทางเดินของใจ เป็นการเดิน


274 ออกจากความทุกข์ ไปสู่ความเป็นอิสระหลุดพ้นจากทุกข์ซึ่งมนุษย์และเวไนยสัตว์ทั้งหลายหลงยึดถือ และประกอบขึ้นใส่ตนด้วยอำนาจของอวิชา คือ ความไม่รู้ ซึ่งอริยมรรคมีองค์ 8 หนทางดำเนินไปที่ ประกอบพร้อมเพรียงกันเกี่ยวพันกันทุกข้อ ซึ่งย่อลงมาก็คือ สติปัฏฐาน 4 หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่ง อริยมรรคมีองค์ 8 ความหมายของอริยมรรคมีองค์ 8 ได้แก่ 1. สัมมาทิฏฐิ คือ มีปัญญาอันเห็นชอบ ได้แก่ เห็นในอริยสัจ 4 2. สัมมาสังกัปปะ คือ ดำริชอบ ได้แก่ ดำริที่จะออกจากกาม เนกขัมมะหรือการออกบวช รักษาศีล ดำริในการไม่พยาบาทปองร้ายผู้อื่น ดำริในการไม่เบียดเบียนผู้อื่น 3. สัมมาวาจา คือ เจรจาชอบ ได้แก่ เว้นจากวจีทุจริต 4 คือ ไม่ประพฤติชั่วทางวาจา ได้แก่ มุสาวาทา ไม่พูดเท็จปิสุณายวาจาย ไม่พูดส่อเสียด ยุยงให้เขาแตกร้าวกันผรุสายวาจาย ไม่พูด คำหยาบคาย สัมผัปปลาปา ไม่พูดเพ้อเจ้อเหลวไหลไร้สาระ 4. สัมมากัมมันตะ คือ ทำการงานชอบ โดยประกอบการงานที่ไม่ผิดประเพณี ไม่ผิด กฎหมาย ไม่ผิดศีลธรรม และเว้นจากกายทุจริต 3 ได้แก่ ปาณาติบาต เว้นจากการเบียดเบียนฆ่าสัตว์ ตัดชีวิตอทินนาทาน เว้นจากการลักขโมย และฉ้อฉลคดโกงแกล้งทำลายผู้อื่น กาเมสุมิจฉาจาร เว้น จากการประพฤติผิดในกาม 5. สัมมาอาชีวะ คือ เลี้ยงชีวิตชอบ ได้แก่ เว้นจากการเลี้ยงชีพในทางที่ผิด ประกอบสัมมา อาชีพ คือ เว้นจากการค้าขายเครื่องประหารมนุษย์และสัตว์เว้นจากการค้าขายมนุษย์ไปเป็นทาส เว้น จากการค้าสัตว์สำหรับฆ่าเป็นอาหาร เว้นจากการค้าขายน้ำเมา เว้นจากการค้าขายยาพิษ 6. สัมมาวายามะ คือ มีความเพียรชอบ 4 ประการ ได้แก่ เพียรระวังมิให้บาปหรือความ ชั่วเกิดขึ้น เพียรละบาปหรือความชั่วที่เกิดขึ้นแล้ว เพียรทำกุศลหรือความดีให้เกิดขึ้น เพียรรักษากุศล หรือความดีที่เกิดขึ้นแล้วให้คงอยู่ 7. สัมมาสติ คือ ระลึกชอบ ได้แก่ การระลึกวิปัฏฐาน การระลึกในกาย เวทนา จิต และ ธรรม 4 ประการคือ พิจารณากาย ระลึกได้เมื่อรู้สึกสบายหรือไม่สบายพิจารณาลมหายใจเข้าออก พิจารณาเวทนา ระลึกได้เมื่อรู้สึกสุขหรือทุกข์ หรือเฉย ๆ มีราคะ โทสะ โมหะ หรือไม่ พิจารณาจิต ระลึกได้ว่าจิตกำลังเศร้าหมองหรือผ่องแผ้ว รู้เท่าทันความนึกคิด พิจารณาธรรมให้เกิดปัญญา ระลึกได้ ว่าอารมณ์อะไรกำลังผ่านเข้ามาในใจ 8. สัมมาสมาธิ คือ ตั้งใจชอบ ทำจิตให้สงบ ระงับจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง ให้มีอารมณ์แน่วแน่ เป็นอันเดียว เพื่อให้จิตจดจ่อไม่ฟุ้งซ่าน หาอารมณ์อันไม่มีโทษให้จิตมีที่ยึด จะได้ไม่พร่าไปหลายทางได้แก่ การเจริญฌานทั้ง 4 คือ ปฐมฌาน ฌานที่ 1 ทุติยฌาน ฌานที่ 2ตติยฌาน ฌานที่ 3จตุตถฌาน ฌานที่ 4 สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สงเคราะห์เข้าในปัญญาสิกขา สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สงเคราะห์เข้าในศีลสิกขา สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สงเคราะห์เข้าในจิตตสิก ขา หรือกลุ่ม สมาธิหลักการศึกษา 3 ประการ คือ ไตรสิกขา จัดวางขึ้นไว้โดยมุ่งให้ผลเกิดขึ้นตามหลัก


275 ปฏิบัติแห่งอริยมรรค เป็นการฝึกฝนอบรมให้องค์ทั้ง 8 แห่งมรรคนั้น เกิดมีและเจริญงอกงาม ใช้ ประโยชน์ได้บริบูรณ์ยิ่งขึ้นแก้ไขปัญหาดับทุกข์ได้ดียิ่งขึ้นตามลำดับจนถึงที่สุด องค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษา ดังนั้นในการดำเนินงานที่เกี่ยวกับการศึกษา จุดสนใจที่ควรเน้นเป็นพิเศษ คือ เรื่องปัจจัยแห่ง สัมมาทิฏฐิที่เป็นจุดเริ่มต้น เป็นแหล่งเป็นที่มาของการศึกษา คำที่พูดกันว่า “ให้การศึกษา” ก็อยู่ที่ปัจจัย 2 ประการนี้ ส่วนกระบวนการของการศึกษา ที่เรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา นั้น เพียงแต่รู้เข้าใจไว้ เพื่อจัด สภาพแวดล้อมให้เกื้อกูล และคอยเสริม กระตุ้นเร้าให้เนื้อหาของการศึกษาหันเบนไปทางนั้น เมื่อทำความ เข้าใจอย่างนี้แล้ว ก็จะมองเห็นรูปร่างของกระบวนการแห่งการศึกษา ซึ่งเขียนเป็นแผนภูมิภาพได้ดังนี้ แผนภูมิภาพ กระบวนการแห่งการศึกษา ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของการศึกษา การศึกษาเล่าเรียนเป็นกิจกรรมสำคัญ ของมนุษย์ในการพัฒนาตนเองให้มีจริยธรรม มีความรู้ในการประกอบอาชีพ ดำรงตนอยู่ในสังคมอย่างมี ความสุขโดยไม่เบียดเบียนใคร มนุษย์ไม่ได้เรียนเพื่ออนาคตแต่ต้องเรียนเพื่อปัจจุบัน การศึกษาไม่ได้จำกัด วงอยู่แค่ขอบรั้วโรงเรียน มนุษย์สามารถศึกษาเล่าเรียนได้ทุกสถานที่ ทุกเวลา ทุกช่วงอายุ ในการดำรงชีวิต ประจำวันนั้นต้องใช้ผลของการศึกษาเล่าเรียนมาประยุกต์ใช้กับการดำเนินชีวิตทั้งที่รู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม ความหมายการศึกษาตามรูปศัพท์ คำว่า “Education” ในภาษาอังกฤษ มีรากศัพท์มาจากภาษาละตินว่า Educare แปลว่า บำรุง เลี้ยง อบรม รักษา ทำให้งอกงาม หรืออีกนัยหนึ่ง Educare หมายถึง การอบรม เด็กทั้ง ทางกายและทางสมอง ส่วนคำว่า “การศึกษา” ในภาษาไทยนั้น เป็นคำมาจากภาษาสันสกฤต ตรง กับภาษาบาลีว่า สิกขา พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้ความหมายว่า การเล่าเรียน ฝึกฝน และอบรม ความหมายของการศึกษาตามทัศนะของชาวต่างประเทศ อริสโตเติล (Aristotle ก่อน ค.ศ.384-322) ชาวกรีก กล่าวว่า การศึกษา หมายถึง การอบรมคนให้เป็นพลเมืองดี และดำเนินชีวิตด้วย การทำดี จอห์น ล๊อค (John Locke ค.ศ.1632-1704) ชาวอังกฤษ กล่าวว่า การศึกษา คือ องค์ประกอบ ของพลศึกษา จริยศึกษา และพุทธิศึกษา


276 3. บทสรุป หลักการคิดในทางพระพุทธศาสนาคือการคิดวิเคราะห์แยกแยะให้เห็นประเด็น เพราะหลักเบื้องต้นของการคิดคือ สัมมาทิฏฐิ คือ มีปัญญาอันเห็นชอบ ได้แก่ เห็นในอริยสัจ 4 สัมมา สังกัปปะ คือ ดำริชอบ ได้แก่ ดำริที่จะออกจากกาม เนกขัมมะหรือการออกบวชรักษาศีล ดำริในการ ไม่พยาบาทปองร้ายผู้อื่น ดำริในการไม่เบียดเบียนผู้อื่น วิธีคิดแบบวิภัชชวาท มาจาก วิภัชชวาท วิภัชช แปลว่าแยกแยะ จำแนกหรือแจกแจง ใกล้เคียงคำที่ใช้ในปัจจุบันว่าวิเคราะห์วาท แปลว่า การกล่าว การพูด การแสดงคำสอน วิภัชชวาทจึงแปลว่า การพูด จำแนก พูดแยกแยะหรือแสดงคำสอนแบบ วิเคราะห์ ลักษณะสำคัญของการคิดและการพูดแบบนี้คือ การมองและแสดงความจริงโดยแยกแยะ ออกให้เห็นแต่ละแง่ละด้านครบทุกแง่ทุกด้าน วิธีคิดแบบนี้สามารถจำแนกออกเป็นลักษณะต่าง ๆ แยกส่วนประกอบต่าง ๆ ไม่ตัดสินอะไรง่าย ๆ เป็นลักษณะของ Growth Mindset ทุกอย่างต้อง เป็นไปได้ ต้องเรียนรู้ให้ได้ ล้มแล้วลุกขึ้นมาใหม่ แพ้แล้วก็แก้ไขตนเองให้ดี ถึงจะถูกว่ากล่าว ดูถูก เหยียดหยามเพียงใดก็มองเป็นเรื่องของการเรียนรู้ เพราะทุกอย่างคือการเรียนรู้ เรียนรู้การถูกด่า เรียนรู้การถูกว่าต่อหน้าสาธารณชน เรียนรู้การที่เราจะต้องพลัดพรากจาก ของรักของชอบใจทั้งสิ้น กล่าวคือ ความพอใจ ความรักใคร่ในของรักมีอยู่แก่สัตว์ทั้งหลาย ซึ่งเป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายประพฤติ ทุจริตด้วยกายวาจา ใจ เมื่อเขาพิจารณาฐานะนั้นอยู่เนืองๆ ย่อมละความพอใจ ความรักใคร่นั้นได้โดย สิ้นเชิงหรือทำให้เบาบางลงได้ เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์นี้แล สตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิต จึง ควรพิจารณาเนืองๆ ว่า เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น เพราะอาศัยอำนาจ ประโยชน์อะไร สตรี บุรุษคฤหัสถ์หรือบรรพชิต จึงควรพิจารณาเนืองๆ ว่า เรามีกรรมเป็นของตนเป็น ทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่ง จักทำกรรมใด ดีก็ตาม ชั่วก็ ตาม เราจักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น เนื้อหาที่จะสอน 1. หลักการคิดวิเคราะห์เชิงพุทธ คำถามท้ายบท 1. หลักการคิดวิเคราะห์เชิงพุทธ เอกสารอ้างอิง บทที่ 14 Carol S. Dweck. (2561). ใช้ความคิดเอาชนะโชคชะตา : Mindset. กรุงเทพฯ: วีเลิร์น จํากัด. พระมหาอารีย์ พลาธิโกและคณะ. (2558). ธรรมบท ภาคที่ 1 แปลโดยพยัญชนะ ฉบับสองภาษา (ไทย-บาลี) สำหรับนักเรียน ชั้นประโยค 1-2. ปทุมธานี : สำนักเรียนพระปริยัติธรรมวัด พระธรรมกาย.


277 สุชีพ ปุญญานุภาพ. (2550). พระไตรปิฎกฉบับประชาชน. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยมหามกุฏราช วิทยาลัย. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), พุทธธรรมฉบับปรับขยาย, พิมพ์ครั้งที่ 35, (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์เพ็ทแอนด์โฮมจำกัด 2555), หน้า 907-613. แสง จันทร์งามและคณะ. (2553). พระไตรปิฎกสำหรับผู้บวชใหม่และชาวพุทธทั่วไป. กรงเทพฯ : เจริญวิทย์ การพิมพ์. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), พุทธธรรมฉบับปรับขยาย, พิมพ์ครั้งที่ 35, (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์เพ็ทแอนด์โฮมจำกัด 2555), หน้า 917.


278 แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 15 เรื่อง การวิจัยเชิงพุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พระครูวินัยธร สัญชัย ทิพย์โอสถ17 28 กุมภาพันธ์ 2566 1. รายละเอียดบทนำ โลกนี้พร่องอยู่เป็นนิจ ไม่มีวันเต็มมีวิวัฒนาการอยู่ตลอดเวลา ถ้ามองนี้ทั้งโลกกว้างใหญ่ ไพศาล ในปรัชญาการศึกษาท่านได้กล่าวว่า ปรัชญาการศึกษาปฏิรูปนิยมนี้พัฒนามาจากปรัชญา ปฏิบัตินิยม (Pragmatism) โดยหลอมรวมกับแนวคิดของปรัชญาพิพัฒนาการนิยม (Progressivism) (ทองปลิว ชมชื่น, 2529, น.162-163) ปรัชญาปฏิรูปนิยมเน้นว่า“แรงงาน” (Labor) เป็นหัวใจของสังคม และเชื่อว่ามนุษย์จะต้องช่วยกันสร้างระบบสังคมใหม่โดยถือว่า “การ ทำงานคือชีวิต” ดังนั้นรูปแบบของการศึกษาในลัทธิปรัชญานี้จึงเน้นการทำงานหรือแบบฝึกหัดใน บทเรียนต่าง ๆ เป็นอย่างมาก (ภิญโญ สาธร, 2521, น.117) ปฏิบัตินิยมเน้นการแก้ไขปรับปรุงสภาพ สังคม ปรัชญาการศึกษาปฏิรูปนิยมมีหลักการสำคัญ ดังนี้ (George F. Kneller, 1971, pp. 62-64 อ้างใน สุรินทร์ รักชาติ, 2529, น.59-60; วรวิทย์ วศินสรากร, 2549, น.65) 1. การศึกษาต้องเป็นไป เพื่อการสร้างสรรค์ระเบียบของสังคมขึ้นมาใหม่ เพื่อให้เหมาะสมกับพื้นฐาน ทางวัฒนธรรม และต้อง สอดคล้องกับสภาวะของสังคมและเศรษฐกิจ 2. สังคมใหม่ต้องเป็นสังคมประชาธิปไตยอย่างแท้จริง โดยประชาชนหรือผู้แทนที่ประชาชนเลือกมาจะมีส่วนรับผิดชอบในการควบคุมผลประโยชน์ของ สถาบันและทรัพยากรต่าง ๆ ของประเทศ 3. การศึกษาเป็นไปเพื่อพัฒนาสังคม การสร้างระบบสังคม ใหม่ให้เสรีภาพ ให้บุคคลสามารถทำในสิ่งที่ตนสามารถทำได้ดีที่สุดเพื่อส่วนรวม โดยหาทางลดหรือ ป้องกันมิให้บุคคลเอาเปรียบกัน 4. การศึกษานั้นนอกจากจะทำให้บุคคลได้พัฒนาสังคมแล้วยังทำให้ บุคคลได้เรียนรู้ที่จะเข้าร่วมในการวางแผนของสังคมด้วย ดังนั้นสังคมจึงมีส่วนร่วมที่สำคัญของ การศึกษา 5. การสร้างสรรค์สังคมต้องกระทำโดยวิถีทางแห่งประชาธิปไตย ผู้สอนต้องเปิดโอกาสให้ ผู้เรียนได้ร่วมแสดงความคิดเห็นในการแก้ปัญหา แม้ในชั้นเรียนจะมีการโต้แย้งและควรหาทางออก ร่วมกันอย่าง สร้างสรรค์ โดยผู้สอนจะต้องเชื่อและไว้วางใจผู้เรียนในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ตาม กระบวนการของประชาธิปไตย และเป็นที่ยอมรับของสังคมด้วย 6. วิธีการและจุดมุ่งหมายของ การศึกษาต้องสนองความต้องการของวัฒนธรรมปัจจุบันเป็นสำคัญ ดังนั้นจึงต้องปฏิรูปหลักสูตร หา 17 เอกสารประกอบการสอนรายวิชา PH 1005


279 หลักสูตรใหม่หาวิธีการใหม่ ๆ เนื้อหาวิชา วิธีการสอน ปรับปรุงโครงสร้างการบริหารใหม่ ทั้งนี้เพื่อให้ สอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศุนิสา ทดลาและคณะ, 2563:21-22) ใน ความคิดของผู้เรียบเรียงคิดว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นคำสอนที่ปฏิรูปสังคมในขณะนั้น พระองค์ ได้นำเสนอแนวคิดใหม่ เพื่อไปหักล้างความเชื่อของคนในสมัยนั้น ที่ยึดมั่นว่าทุกอย่างเกิดขึ้นจากพระ พรหม พระองค์ทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่าง แต่คำสอนพระพุทธศาสนาเป็นคำสอนที่สอนเกี่ยวกับความ จริงก็จริงแต่ว่า ไม่ใช่ทุกคนจะเชื่อตามนั้น ซึ่งในพุทธศาสนาได้แบ่งคนไว้บุคคล 4 (ประเภทของบุคคล - four kinds of persons) 1. อุคฆฏิตัญญู (ผู้ที่พอยกหัวข้อก็รู้, ผู้รู้เข้าใจได้ฉับพลัน แต่พอท่านยกหัวข้อขึ้นแสดง - a person of quick intuition; the genius; the intuitive) 2. วิปจิตัญญ (ผู้รู้ต่อเมื่อขยายความ, ผู้รู้เข้าใจได้ ต่อเมื่อท่านอธิบายความพิสดารออกไป - a person who understands after a detailed treatment; the intellectual) 3. เนยยะ (ผู้ที่พอจะแนะนำได้, ผู้ที่พอจะค่อยชี้แจงแนะนำให้เข้าใจได้ ด้วยวิธีการฝึกสอน อบรมต่อไป - a person who is guidable; the trainable) 4. ปทปรมะ (ผู้มีบทเป็นอย่างยิ่ง, ผู้อับปัญญา สอนให้รู้ได้แต่เพียงตัวบทคือพยัญชนะหรือ ถ้อยคำ ไม่อาจเข้าใจอรรถคือความหมาย - a person who has just word of the text at most; an idiot) พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), 2559:120) ในหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนา (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2563) มีรายวิชาเกี่ยวกับการวิจัย PH 1016 ระเบียบวิธีวิจัยทางพุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนา (Research Methodology on Buddhist Studies for Development) ซึ่งมีสังเขปรายวิชาว่า ระเบียบวิธีวิจัย การสุ่มตัวอย่าง การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การตีความหมายข้อมูล การสรุปผลของงานวิจัย การนำเสนอผลงานวิจัย และการนำวิธีวิจัยมาใช้ในการศึกษา ค้นคว้าเพื่อ พัฒนาด้านสังคม ศาสนาและวัฒนธรรม (Research methodology, random sample, collection of data, analysis of data, interpretation of data, summary of the result of research, the proposal of the result of research and the application of the research methodology for social, religion and cultural development.) (มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2563:55- 56) การศึกษาการวิจัยเชิงพุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาเป็นกระบวนการคิดที่ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนา เหมือนกับแนวคิดเรื่อง "Growth Mindset" หรือทัศนคติและแนวคิดแบบยืดหยุ่นและเติบโตพัฒนา ต่อไปข้างหน้า เชื่อในศักยภาพของคน และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนเกิดประสิทธิภาพเป็นอย่างดี การคิดเชิงบวก ความล้มเหลวคือการเรียนรู้" และ "Fixed mindset" คือ "กรอบความคิดหรือทัศนคติ แบบดังเดิม หรือยึดติด อยู่ในกรอบเดิม ๆ เกรงกลัวความผิดพลาด ไม่กล้าเสี่ยงแม้มีปัจจัยหลาย ๆ


280 อย่างสนับสนุนในเชิงบวก เป็นต้น หลาย ๆ ปัญหาเหล่านี้ ทำให้องค์กรมีอัตราการเติบโตอย่างช้า ๆ และไม่ต่อเนื่อง" แต่คำสอนทางพระพุทธศาสนาเน้นที่ "Growth Mindset" ไม่เป็นสัทธรรมปฏิรูป รักษาแก่นกลาง แต่เปลือกสามารถปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ได้ เรียนรู้และปรับเปลี่ยน ดังนั้น การศึกษาเรื่อง การวิจัยเชิงพุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนา เพื่อศึกษา 1) การวิจัยเชิงพุทธ ศาสตร์เพื่อการพัฒนา เป็นแนวทางในการนำไปหลักธรรมไปประยุกต์ใช้ในชีวิต ด้วยการ Learning by doing เรียนแล้วด้วยการนำไปใช้เมื่อเจอปัญหา แก้ปัญหาและปรับเปลี่ยน ดังนั้นด้วยการวิจัยเชิงพุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนา อาจจะเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาสังคมที่ เกิดในปัจจุบันได้ในระดับจุลภาค คือ ครอบครัว และระดับมหภาค คือ ระดับประเทศชาติหรือโลกจะ ทำให้เกิดสันติสุขขึ้นในสังคมได้ 2. เนื้อเรื่อง ในโลกนี้มีทั้งด้านดีและด้านไม่ดี เมื่อเราอาศัยอยู่ต้องเรียนรู้ทั้งสองด้านเพื่อความเข้าใจ เมื่อ เริ่มแรกวิวัฒนาการโลกมนุษย์เริ่มตั้งแต่ยุคหินที่ยังใช้เครื่องมือในการหากินแบบขวานหิน ทฤษฎี วิวัฒนาการกล่าวว่า ทุกอย่างต้องอาศัยการเรียนรู้และพัฒนา หลักสูตรของปรัชญาการศึกษาปฏิรูป นิยมเป็นหลักสูตรที่เน้นด้านสังคมเป็นแกนสำคัญ เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนเข้าใจสภาพของสังคม และ ศึกษาแนวทางในการแก้ไขปัญหาของสังคม เป็นการเตรียมผู้เรียนให้มีความรู้ความสามารถในการ วิเคราะห์ปัญหาได้อย่างมีคุณภาพปรัชญาการศึกษาปฏิรูปนิยมยึดหลักสูตรแบบแกน (Core Curriculum of Wheel Curriculum) คือ การสอนเน้นหลักสูตรที่ยึดถือวิชาใดวิชาหนึ่งเป็น แกนกลาง เนื้อหาสาระในหลักสูตรมาจากปัญหาสังคมที่ผู้เรียนประสบอยู่ ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียน คิดหาแนวทางใน การพัฒนาและแก้ไขปัญหา และน าผลที่ได้มาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ หลักสูตรต้อง กำหนดให้ผู้เรียนได้ศึกษา อย่างกว้างขวางเพื่อให้ผู้เรียนมองเห็นปัญหาสังคมอย่างชัดเจน และร่วมมือ กันหาข้อมูลไปใช้ประโยชน์ใน อนาคตได้ ผู้เรียนจึงควรได้รับการศึกษาในเรื่องของอุตสาหกรรม สื่อสารมวลชน การขนส่ง การอนามัยและ สาธารณสุข นิเวศวิทยา อาชญาวิทยา รวมทั้งวิชาที่สอนใน โรงเรียน ได้แก่ วรรณคดี ดนตรี ศิลปะ ฟิสิกส์ เคมีสังคมวิทยา มานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (ศักดา ปรางค์ประทานพร, 2526:124) การสอนวิชาต่าง ๆ เหล่านี้จะทำให้ผู้เรียนเห็น ถึงความสัมพันธ์ของวิชาดังกล่าวกับ ชีวิตประจ าวันและจะทำให้สามารถ เข้าใจสภาพสังคมของตนเองมากขึ้น การใช้ระเบียบวิธีวิจัย การสุ่มตัวอย่าง การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การตีความหมาย ข้อมูล การสรุปผลของงานวิจัย การนำเสนอผลงานวิจัย และการนำวิธีวิจัยมาใช้ในการศึกษา ค้นคว้า เพื่อพัฒนาด้านสังคม ศาสนาและวัฒนธรรม เป็นรูปแบบกระบวนการศึกษาหาความรู้เพื่อการพัฒนา


281 ตนเอง ซึ่งพระสูตรที่กล่าวถึงเรื่องการวิจัย ในพระสุตตันตปิฎก มีพระสูตรในทีฆนิกายได้กล่าวถึงเรื่อง ทิฏฐิ หรือ ทรรศนะ (ความเห็นต่างๆ)18 (แสง จันทร์งามและคณะ, 2553: 489-488) คราวหนึ่ง พระ พุทธองค์พร้อมด้วยภิกษุสาวกจำนวนมากเสด็จพุทธดำเนินระหว่างกรุงราชคฤห์กับเมืองนาลันทา ปริพาชก19 คนหนึ่งชื่อ สุปปิยะ กับลูกศิษย์หนุ่มชื่อพรหมทัต ก็กำลังเดินทางเช่นเดียวกัน ทั้งสองเดินตาม พระพุทธองค์และภิกษุสงฆ์ แต่สุปปิยปริพาชกผู้เป็นอาจารย์กล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า พระพุทธ พระ ธรรม และพระสงฆ์ แต่พรหมทัตมานพ20 กล่าวสรรเสริญพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ อาจารย์และ ศิษย์ทั้งสองเดินขัดแย้งกันไปตลอดทาง ในราตรีนั้น พระพุทธองค์และภิกษุสงฆ์ประทับแรม ณ ตำหนักหลวงในพระราชอุทยานอัมพ ลัฎฐิกา (สวนมะม่วงหนุ่ม) สุปปิยพาชกและศิษย์ก็พักที่นั่นเหมือนกัน และยังคงกล่าวโต้แย้งกัน เหมือนเดิม เวลาใกล้รุ่งวันนั้นภิกษุสงฆ์ได้นั่งสนทนากันถึงเรื่องที่ศิษย์และอาจารย์ทั้งสองสรรเสริญและติ เตียนพระรัตนตรัยอย่างไร และสนทนากันถึงคุณอันน่าอัศจรรย์ของพรพุทธองค์ว่า ทรงรู้ทรงเห็นความที่ สัตว์ทั้งหลายมีอัธยาศัยต่างกัน (เช่น อาจารย์และศิษย์ทั้งสองนี้) พระพุทธองค์เสด็จมา ทรงทราบความที่ภิกษุเหล่านั้นสนทนากันแล้ว ตรัสเตือนด้วยพระเมตตา ว่า “ถ้าใครกล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ก็อย่าโกรธเคืองอาฆาต ขุ่นแค้น เพราะ ถ้าโกรธเคืองเสียก่อนแล้ว จะรู้ได้อย่างไรว่าเขากล่าวถูกหรือผิด อนึ่ง ถ้าใครกล่าวสรรเสริญ พระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์ ก็อย่าพึ่งยินดีลิงโลดใจ เพราะถ้ายินดีเสียก่อนแล้ว รีบรับเอาแล้ว จะรู้ได้อย่างไรว่าเขากล่าวถูกหรือผิด การที่ด่วนโกรธก็ตาม ด่วนพอใจยินดีก็ตาม จะเป็นอันตรายแก่ เธอทั้งหลาย ทางที่ถูกต้องก็คือ ควรพิจารณาว่าที่เขากล่าวนั้นเป็นจริงหรือไม่ แล้วชี้แจงให้เขาทราบ ให้เขาเข้าใจตามที่เป็นจริง” ต่อจากนั้น พระพุทธองค์ได้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ปุถุชนสรรเสริญพระองค์ก็แต่เพียงศีลเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งเล็กน้อย หมายความว่า พระองค์ทรงมีคุณธรรมอื่นๆ ซึ่งสูงกว่าศีลเป็นอันมาก เช่น สมาธิ ปัญญา และวิมุตติ (ความหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง) เป็นต้น แต่ปุถุชนหารู้ถึงคุณธรรมเหล่านั้นไม่ ทรงแสดงศีล 3 ชั้น คือ จุลศีล มัชฌิมศีล และมหาศีล จุลศีล คือ ศีลอย่างหยาบ เช่น เว้นจาก การฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม เป็นต้น มัชฌิมศีล คือ ศีลอย่างกลาง เช่น เว้นจากการสะสม 18พรหมชาลสูตร ในทีฆนิกาย สีลขันธวรรค (ที.สี.) พระไตรปิฏกบาลี เล่มที่ 9 (พระไตรปิฏก สำหรับผู้เริ่มศึกษาเล่มที่ 5 ) 19ปริพาชก คือนักบวชชายลัทธิหนึ่งสมัยพุทธกาล มักเดินทางไปในที่ต่างๆ เพื่อแสดงคำสอน ของตน ถ้าเป็นหญิงเรียกว่า ปริพาชิกา 20มาณพ แปลว่า ชายหนุ่ม (ในที่นี้คือ “หนุ่มพรหมทัต”) ถ้าเป็นหญิงสาวใช้คำว่า มาณวิกา (ถ้าเขียน “มาณพ” แปลว่า มนุษย์หรือคน)


282 อาหาร เครื่องนุ่งห่ม เว้นจากดิรัจฉานกถา คือ คำเพ้อเจ้อไร้สาระ เป็นต้น มหาศีล คือ ศีลอย่าง ละเอียด เช่น เว้นจากการเลี้ยงชีพด้วยการหลอกลวงโดยวิธีการต่างๆ เช่น การทำนายทายทักนิมิต ต่างๆ เป็นต้น ต่อจากนั้น พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงทิฏฐิ หรือทฤษฎี หรือ ทรรศนะต่างๆ ซึ่งมีอยู่ในสมัยนั้น ถึง 62 ประการ บางพวกเห็นว่าโลกเที่ยง บางพวกว่าไม่เที่ยง บางพวกว่าโลกมีที่สุดมีขอบเขตจำกัด บางพวกว่าไม่มีที่สิ้นสุด คือ ไม่มีขอบเขตจำกัด บางพวกว่าโลกหน้ามี คือหลังจากตายแล้ว สัตว์ ทั้งหลายต้องเกิดอีก บางพวกว่าไม่มี คือตายแล้วสูญ บางพวกว่ามีบ้างไม่มีบ้าง บางพวกว่ามีก็ไม่ใช่ ไม่ มีก็ไม่ใช่ ในพวกที่เชื่อว่าตายแล้วเกิด ยังแบ่งออกไปอีก 2 จำพวก คือ พวกหนึ่งถือว่าเกิดเป็นอะไรก็ เกิดอย่างนั้นไปทุกชาติ ไม่เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น อีกพวกหนึ่งถือว่ามีการเปลี่ยนแปลง คือ เกิดเป็น อย่างนั้นบ้าง อย่างนี้บ้าง ไม่แน่นอน ในพวกที่เห็นว่าตายแล้วสูญเช่นกัน บางพวกเห็นว่าสูญหมด บาง พวกเห็นว่าสูญเฉพาะบางอย่าง เช่น ร่างกายสูญไป แต่จิตใจไม่สูญ เป็นต้น บางพวกเห็นว่าจิตใจ(ชีวะ) กับร่างกาย(สรีระ)เป็นอย่างเดียวกัน บางพวกเห็นว่าเป็นคนละอย่าง ทรรศนะเกี่ยวกับโลกและชีวิตในสมัยนั้นได้เป็นไปอย่างกว้างขวางมาก ได้มีการถกเถียงปัญหา ทางอภิปรัชญา (metaphysics) อย่างเอาจริงเอาจัง เอาแพ้เอาชนะกันจริงๆ ใครถือทิฏฐิอย่างใดก็ยึด มั่นในทิฏฐิอย่างนั้น และสั่งสอนชักจูงผู้อื่นให้มีความเห็นและปฏิบัติเช่นนั้นด้วย ตั้งเป็นคณะเป็นสำนัก ขึ้นมา จนถึงสมัยพุทธกาลก็ยังมีเจ้าสำนักอยู่เป็นจำนวนมาก แต่เมื่อจะกล่าวโดยสรุปก็พอรวมได้เป็น 6 ประเภท หรือ 6 ลัทธิ ดังนี้ 1. อกิริยทิฏฐิ –ความเห็นว่า “ทำก็ไม่ชื่อว่าทำ” เช่น การทำบุญทำบาปก็ไม่ชื่อว่าทำบุญทำ บาป บุญบาปไม่มี ความดีความชั่วไม่มี เจ้าลัทธินี้ คือ ปูรณะ กัสสปะ 2. อเหตุกทิฏฐิ –ความเห็นว่า “ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย” สัตว์ทั้งหลายจะได้ดีได้ชั่วได้สุขหรือทุกข์ ก็ได้เอง ไม่ใช่ได้ดีเพราะทำเหตุดี หรือได้ชั่วเพราะทำเหตุชั่ว อนึ่ง สัตว์ทั้งหลายหลังจากท่องเที่ยวไปใน สังสารวัฏแล้วก็บริสุทธิ์ได้เอง หลักลัทธินี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “สังสารสุทธิกวาทะ” เจ้าลัทธินี้ คือ มักขลิ โคศาล 3. นัตถิกทิฏฐิ –(รวมทั้งอุจเฉททิฏฐิด้วย) –ความเห็นว่า “ไม่มีผล” คือ การทำบุญทำทานไม่มี ผล การบูชาไม่มีผล เจ้าลัทธินี้ คือ อชิตะ เกสกัมพล ท่านผู้นี้สอนเรื่องอุจเฉททิฏฐิด้วย คือ เห็นว่าสัตว์ ทั้งหลายตายแล้วสูญ 4.สัสสตทิฏฐิ-ความเห็นว่า “เที่ยง” สิ่งทั้งหลายเที่ยง ยั่งยืนอยู่อย่างนั้น เช่น โลกเที่ยง จิต เที่ยง สัตว์ทั้งหลายเกิดเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นต่อไปตลอดไป ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นของเที่ยง เจ้าลัทธิ นี้ คือ ปกุทธะ กัจจายนะ ท่านผู้นี้เห็นว่าไม่มีใครฆ่าใคร ไม่มีใครทำลายใคร เพียงแต่เอาศัสตราสอด เข้าไปในธาตุ ซึ่งยั่งยืนไม่มีอะไรทำลายได้


283 5. อมราวิกเขปิกกาทิฏฐิ-ความเห็นที่ “ไม่แน่นอน ซัดส่าย ไหลลื่นเหมือนปลาไหล” เพราะ เหตุหลายอย่าง เช่น 1.เพราะเกรงจะพูดปด จึงปฏิเสธว่า อย่างนี้ก็ไม่ใช่ 2.เพราะเกรงจะเป็นการยึดถือ จึงปฏิเสธแบบข้อ 1. 3.เพราะเกรงจะถูกซักถาม จึงปฏิเสธแบบข้อ 1. 4.เพราะโง่เขลา จึงปฏิเสธแบบข้อ 1.ไม่ยอมรับ และไม่ยืนยันอะไรทั้งหมด เจ้าของลัทธินี้ คือ สัญชัย เวลัฏฐบุตร (อาจารย์เดิมของพระสารีบุตร และพระมหาโมคคัลลา นะนั่นเอง) 6. อัตตกิลมถานุโยคและอเนกานตวาทะ –ลัทธิที่ถือการทรมานกายเป็นทางไปสู่ความพ้น ทุกข์ มีความเป็นอยู่เข้มงวดกวดขันต่อร่างกาย อดข้าว อดน้ำ ตากแดด ตากลม ไม่นุ่งห่มผ้า เช่น พวก นิครนถ์ ตัวอย่างเจ้าลัทธินี้ คือ นิครนถ์ นาฏบุตร21 ท่านผู้นี้ยังมีหลักคำสอนแบบ “อเนกานตวาทะ” อีกด้วย คือ เห็นว่าความจริงมีหลายเงื่อนหลายแง่ เช่น เรื่องหนึ่งเหตุการณ์หนึ่ง เมื่อพิจารณาในแง่นี้ อาจจริงหรือถูก แต่เมื่อพิจารณาในอีกแง่หนึ่งก็ไม่จริงไม่ถูก เป็นต้น ลัทธิ ทั้ง 6 นี้เป็นศาสนายั่งยืนมาจนถึงบัดนี้ มีเพียงลัทธิเดียว คือ ลัทธิของนิครนถ์ นาฏบุตร ที่ เรารู้จักกันในปัจจุบันว่าศาสนาเชน ยังมีผู้นับถืออยู่ในอินเดียหลายล้านคน อยู่ในฐานะเป็นศาสนาหนึ่ง ของอินเดีย แต่แพร่ออกจากอินเดียไม่ได้ กล่าวกันว่า เพราะเคร่งครัดเกินไป นักบวชจะขึ้นรถลงเรือก็ ไม่ได้ ว่ากันตามความจริงแล้ว ลัทธิอีก 5 ลัทธิ มีลักษณะของปูรณะ กัสสปะ เป็นต้นนั้น แม้จะไม่ อยู่ในฐานะเป็นศาสนาเชนก็จริง แต่คนที่มีความเชื่อถือในลัทธิทั้ง 5 นั้น ก็มีอยู่ประปรายอยู่ทั่วโลก และมีจำนวนไม่น้อยทีเดียว รวมความในเรื่องทรรศนะเกี่ยวกับโลกและชีวิตของคนในสมัยนั้นว่า ใครมีความเห็นอย่างไร เลื่อมใสในลัทธิใด ก็ดำเนินไปตามลัทธิความเชื่อถือนั้น (เช่นเดียวกับคนในสมัยนี้) การได้เป็นเจ้าของ ลัทธิในสมัยนั้นถือเป็นศักดิ์สูงเทียบด้วยพระเจ้าแผ่นดิน (ราชา) หรือยิ่งกว่า จึงเป็นที่กระหยิ่มของ นักปราชญ์ทั้งหลายที่ได้เป็นเจ้าของลัทธิประกาศตนเป็นผู้นำหมู่ชนในวิถีชีวิตและจิตใจ ตามหลักฐานทางคัมภีร์แห่งพระพุทธศาสนามีว่า เมื่อพระพุทธองค์เสด็จขึ้นอุบัติขึ้นประกาศ พระพุทธศาสนาแล้ว เจ้าลัทธิทั้งหมดก็อับรัศมีลงเป็นอันมาก ถึงกับมีเรื่องจ้างคนมาใส่ร้ายป้ายสีพระพุทธ องค์ก็มีอยู่หลายครั้ง เพื่อทำลายชื่อเสียงเกียรติคุณของพระพุทธองค์ แต่ก็หาสำเร็จไม่ 21นิครนถ์ นาฏบุตร เป็นองค์เดียวกับศาสดาของศาสนาเชน คือ มหาวีระ (ศาสดาองค์ที่ 24 ) สาวกของลัทธินี้ เรียกว่า “นิครนถ์”


284 ทรรศนะเกี่ยวกับโลกและชีวิตฝ่ายพระพุทธศาสนานั้น พระพุทธองค์ทรงแสดงเป็นกลางๆว่า สิ่งทั้งหลายเกิดแต่เหตุ เมื่อเหตุดับ สิ่งที่เกิดแต่เหตุก็ย่อมดับไป เหมือนไฟซึ่งเกิดแต่เชื้อ เมื่อสิ้นเชื้อ ไฟ ก็ย่อมดับไปเป็นธรรมดา พระพุทธองค์ทรงแสดงว่าสิ่งทั้งหลายย่อมเป็นไปตามเหตุปัจจัย เป็นปฏิจจสมุปบาท คือ สิ่งที่อาศัยกันเกิดขึ้น เป็นเหตุเป็นผลของกันและกัน เกี่ยวกับสุขทุกข์แห่งชีวิตนั้น พระพุทธองค์ทรงทรงแสดงสุขทุกข์ว่าเกิดแต่เหตุ เช่น ใน อริยสัจจ์ 4 ทรงแสดงเรื่องทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์(สุข) และทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ในเรื่องจริยธรรม ทรงสอนให้มนุษย์เว้นจากการเบียดเบียนกัน ให้เอื้อเฟื้อช่วยเหลือกัน เพื่อ อยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขในสังคม คนในสังคมใดปฏิบัติตามหลักที่ทรงสอนไว้นี้ สังคมนั้นก็ประสบสันติ สุขตามสมควรแก่การปฏิบัติ พระพุทธองค์ตรัสต่อไปว่า สัตว์ทั้งหลายถูกทิฏฐิต่างๆดังกล่าวมาคล้องไว้ หมกอยู่ในทิฏฐิแล้ว นั้น เหมือนปลาติดข่าย ไม่อาจดิ้นให้หลุดออกไปได้ พวกเขาพอใจติดใจในผัสสะแห่งอายตนะต่างๆ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ มีความทะยานอยาก มีความยึดมั่นหรือติดใจ ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ โทมนัสเป็นอันมาก ส่วนตถาคต22 เป็นผู้ตัดตัณหาอันเป็นเหตุให้วนเวียนเกิดในภพน้อยภพใหญ่ได้แล้ว (จึงไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป ไม่มีทิฏฐิใดๆคล้องไว้ได้ เหมือนปลาที่หลุดออกจากข่าย ว่ายไป ได้ตามปรารถตรัสว่า ) “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคตยังดำรงอยู่ตราบใด เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายย่อม ยังสามารถเห็นตถาคตได้อยู่ตราบนั้น แต่เมื่อตถาคตดับขันธ์แล้ว เทวดาและมนุษย์ก็ไม่สามารถ เห็นตถาคตได้อีก เหมือนพวงมะม่วงที่ติดอยู่กับขั้ว เมื่อขั้วขาดแล้ว พวงมะม่วงก็หลุดหล่นไปไม่ อาจติดได้อีก” พระอานนท์รู้สึกพอใจในพระธรรมเทศนาของพระพุทธองค์เรื่องนี้มาก ทูลถามว่า ธรรม ปริยายนี้ชื่ออะไร ตรัสตอบว่าจะเรียก “อรรถชาละ” (ข่ายคืออรรถหรือประโยชน์) ก็ได้ “ธรรมชา ละ” (ข่ายคือธรรมหรือคุณงามความดี)ก็ได้ “พรหมชาละ” (ข่ายคืออันประเสริฐ) ก็ได้ “ทิฏฐิชาละ” (ข่ายคือทิฏฐิหรือทฤษฎี) ก็ได้ “สังคามวิชัย” (ชัยชนะในสงคราม) อันยอดเยี่ยมก็ได้ 22 คำว่า “ตถาคต” เป็นพระนามหนึ่งของพระพุทธเจ้า มักจะใช้เรียกพระองค์เอง


285 ผล(ประโยชน์)แห่งความเป็นสมณะ23 (แสง จันทร์งามและคณะ, 2553: 488-493) คราว หนึ่งพระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ สวนมะม่วงของหมอชีวก โกมารภัจจ์24 ใกล้กรุงราชคฤห์ พร้อมด้วย ภิกษุสงฆ์จำนวนมากประมาณห้าร้อยรูป คืนหนึ่งเป็นคืนขึ้น 15 ค่ำ พระจันทร์เต็มดวง พระเจ้าอชาตศัตรู ราชาแห่งแคว้นมคธ ประทับ อยู่บนปราสาทชั้นบน แวดล้อมด้วยอำมาตย์ราชบริพารเป็นอันมาก ทรงปรารภขึ้นว่า ในราตรีเช่นนี้ ควรไปหาสนทนาสมณพราหมณ์ใดดีหนอจึงจะทำจิตให้ร่าเริงผ่องใสได้ อำมาตย์ราชบริพารต่างก็ตราบทูลให้เสด็จไปหาศาสดาคณาจารณ์ของตนที่ตนเลื่อมใส แต่ พระราชาทรงนิ่งเสีย ครู่หนึ่งผ่านไปจึงตรัสถามหมอชีวก ซึ่งนั่งเฉยอยู่ว่าไม่เสนอความเห็นใดๆบ้างหรือ หมอชีวกจึงทูลให้เสด็จไปเฝ้าพระพุทธองค์ ซึ่งประทับอยู่ ณ สวนมะม่วงของตน พระเจ้าอชาตศัตรูจึงรับข้อเสนอแนะของหมอชีวก เสด็จไปเฝ้าพระพุทธองค์พร้อมด้วยข้าราช บริวารเป็นอันมากในคืนนั้น เมื่อเสด็จเข้าไปใกล้อัมพวัน(สวนมะม่วง) แล้วก็ไม่ได้ทรงสดับเสียงใดๆเลย อัมพวันคงเงียบเหมือนไม่มีคนอยู่ พระราชาเกิดสะดุ้งพระทัย ทรงหวาดกลัวและหวัดระแวงว่าหมอชี วกจะพระองค์มาปลงพระชนม์ เพื่อแก้แค้นแทนพระเจ้าพิมพิสาร จึงตรัสว่า “ชีวก! ท่านไม่หลอกลวงเรานะท่าน ไม่ได้เป็นข้าศึกของเรานะ ไหนว่ามีภิกษุอยู่ด้วยกับพระ ศาสดา 500 ทำไมถึงไม่มีแม้แต่เสียงไอเสียงจามอะไรเลย” หมอชีวกทูลยืนยันว่ามิได้หลอกลวง แต่ภิกษุสงฆ์ ซึ่งอยู่กับพระผู้มีพระภาคเจ้า25 เป็นผู้สงบ เสงี่ยมเรียบร้อย เสด็จเข้าไปเถิดอย่าทรงกลัวเลย พระเจ้าอชาตศัตรูจึงแน่พระทัยและเสด็จเข้าไปเฝ้า ได้มองเห็นความสงบเสงี่ยมเรียบร้อยของหมู่สงฆ์แล้วทรงอุทานด้วยความเลื่อมใสว่า ขอให้อุทัยภัทท์ ราชกุมารโอรสของข้าพระองค์พึงสงบเสงี่ยมเรียบร้อยเช่นภิกษุสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด เมื่อทรงนั่งเรียบร้อยแล้วได้ขอโอกาสทูลถามปัญหา ครั้นพระพุทธองค์ทรงอนุญาตแล้วทูลว่า ผู้มี ศิลปะทั้งหลายย่อมอาศัยศิลปะของตนเลี้ยงชีพ ทำตนให้เป็นสุข เป็นผลแห่งศิลปะที่เขามีซึ่งเห็นได้ใน ปัจจุบัน ยังจะเอื้อเฟื้อแก่สมณพราหมณ์ซึ่งจะอำนวยผลให้เขามีความสุขต่อไปอีกด้วย พระผู้มีพระภาคเจ้า พอจะผลแห่งความเป็นสมณะ(สามัญญผล)ที่เห็นในปัจจุบันได้หรือไม่ 23 สามัญญผลสูตร ในทีฆนิกาย สีลขันธวรรค (ที.สี.) พระไตรปิฏกบาลี เล่มที่ 9 (พระไตรปิฏก สำหรับผู้เริ่มศึกษาเล่มที่ 5 ) 24 สวนมะม่วงของหมอชีวก โกมารภัจจ์ มาจากคำว่า “ชีวกัมพวัน” หมอชีวกถวายให้เป็นที่อยู่ ของภิกษุ เพื่ออำนวยความสะดวกในการรักษาพยาบาลภิกษุอาพาธ 25 คำว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า มาจากคำว่า “ภควา” เป็นพระนามของพระพุทธเจ้า พุทธ บริษัทเอ่ยถึงพระพุทธเจ้าด้วยพระนามนี้ ส่วนคนทั่วไปและคนในลัทธิอื่นมักจะเรียกพระองค์ด้วยคำว่า “พระสมณะโคดม” ซึ่งเรียกตามโคตร คือ โคตมะ


286 พระพุทธองค์ตรัสถามว่า มหากพิตรเคยตรัสถามปัญหานี้กับสมณพราหมณ์เหล่าอื่นมาบ้าง หรือไม่ พระเจ้าอชาตศัตรูทูลเล่าถวายว่า ไม่เคยถามครูทั้ง 6 มี ปูรณะ กัสสปะ เป็นต้นมาแล้ว แต่ตอบ ไปคนละเรื่อง คือ ปูรณะ กัสสปะ ตอบเรื่องอกิริยทิฏฐิ มักขลิ โคศาล ตอบเรื่องอเหตุกทิฏฐิ เป็นต้น เปรียบเหมือนเมื่อถามถึงมะม่วงกลับไปตอบเรื่องขนุนหรือสาเกเสีย ข้าพระองค์ไม่ยินดีไม่คัดค้านคำ ของครูทั้ง 6 นั้น แต่ไม่ได้ความแจ่มแจ้งอะไรเลย พระพุทธองค์ทรงแสดงสามัญญผล คือ ผลแห่งความเป็นสมณะ หรือผลแห่งการบำเพ็ญคุณ งามความดีถวายพระเจ้าอชาตศัตรู ดังต่อไปนี้ 1.ผู้ที่เคยเป็นทาส เมื่อบวชแล้วย่อมพ้นจากความเป็นทาส และได้รับการยกย่องนับถือ เคารพ กราบไหว้ให้เกียรติ ถวายปัจจัย 4 ด้วยความเคารพอ่อนน้อม แม้จากผู้ที่เคยเป็นนาย 2.ผู้ที่เคยทำนาหรือมีอาชีพเป็นกรรมกรอย่างอื่น เมื่อบวชแล้วก็พ้นจากความเป็นชาวนาหรือ กรรมกร และกลับเป็นที่เคารพยกย่องให้เกียรติของคนทุกชั้นตั้งแต่พระราชาลงมา สองประการต้นนี้เป็นผลทางโลกที่เห็นได้ในปัจจุบัน 3.ผู้เป็นคหบดีหรือบุตรของคหบดี ออกบวชด้วยศรัทธา มีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย สำรวมในศีลดีแล้ว สมบูรณ์ด้วยศีลระดับต่างๆ ทั้งจุลศีล มัชฌิมศีล และมหาศีล(ดังกล่าวแล้วในเรื่องที่ 1) แล้ว สำรวมอินทรีย์ คือ ตา หู ลิ้น กาย และใจ มิให้ความยินดียินร้ายครอบงำได้ในเวลาเห็นรูป ฟัง เสียง เป็นต้น มีสติสัมปชัญญะ(ระลึกได้และรู้ตัวอยู่เสมอในการทำ การพูด การคิด) มีความสันโดษ ยินดีพอใจด้วยปัจจัย 4 ตามมีตามได้ ปลีกตนออกไปอยู่ในเสนาสนะอันสงัด บำเพ็ญสมถภาวนาทำให้ ใจสงบเป็นสมาธิ ย่อมละนิวรณ์ 5 ได้ คือ ละกามฉันท์(ความพึงพอใจในกาม) พยาบาท(ความคิดปอง ร้ายผู้อื่น) ถีนมิทธะ(ความง่วงงุงเกียจคร้าน) อุทธัจจกุกกุจจะ(ความฟุ้งซ่านและรำคาญ) และวิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัยในกุศลกรรมหรือคุณงามความดีเสียได้)เสียได้ มีความรู้สึกปลอดโปร่งเบากายสบาย ใจเหมือนคนเป็นหนี้แล้วพ้นจากหนี้ เคยเป็นโรคที่ร้ายแรงแล้วพ้นจากโรค เคยติดคุกถูกจองจำแล้วพ้น จากคุกพ้นจากเครื่องจองจำ เคยเป็นทาสแล้วพ้นจากความเป็นทาส เคยเดินทางกันดารเต็มไปด้วยภัย อันตรายแล้วข้ามพ้นทางไกลกันดารถึงแดนอันเกษมอันปลอดภัย ย่อมมีความชื่นชมโสมนัส ฉันใดก็ฉัน นั้น ภิกษุนั้นเมื่อละนิวรณ์ 5 ได้แล้ว ย่อมบรรลุฌานที่ 1 อันประกอบด้วยองค์ 5 คือวิตก(อาการที่จิต จับอารมณ์ได้ไม่ฟุ้งซ่านไปที่อื่น) วิจาร(อาการที่จิตเคล้าอยู่กับอารมณ์) ปีติ(ความอิ่มใจ กายเบา) สุข (ความสุขใจ) และเอกัคคตา(ความสงบนิ่งแห่งใจ ความที่ใจเป็นหนึ่ง ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว) 4. ได้บรรลุฌานที่ 2 5. ได้บรรลุฌานที่ 3 6. ได้บรรลุฌานที่ 4 7. เมื่อได้บรรลุฌานที่ 4 แล้ว เธอย่อมน้อมจิตไปเพื่อยถาภูตฌาณทัสสนะ คือ ความรู้เห็นตาม เป็นจริง ย่อมรู้ชัดว่ากายนี้มีความแตกดับเป็นธรรมดา ไม่ยั่งยืน ย่อมเห็นวิญญาณว่าอาศัยอยู่ในกายนี้


287 เหมือนคนตาดีมองเห็นเส้นด้ายสีต่างๆที่ร้อยอยู่ในแก้วใส (นี่คือวิปัสสนาฌาณอันเกิดขึ้นโดยอาศัย สมาธิและฌาณเป็นพื้นฐาน) 8. เธอย่อมเนรมิตกายต่างๆได้ (มโนมยิทธิ) 9. เธอย่อมแสดงฤทธิ์ต่างๆได้ เช่น คนเดียวทำเป็นหลายคน หลายคนทำเป็นคนเดียว เดินบน น้ำได้ ดำดินได้ เหาะได้เหมือนนก เป็นต้น (อิทธิวิธี) 10. เธอย่อมได้หูทิพย์เหนือวิสัยของหูคนธรรมดา (ทิพยโสต) 11. เธอย่อมกำหนดรู้ใจผู้อื่นได้ (เจโตปริยญาณ) 12. เธอย่อมระลึกชาติได้เป็นแสนๆชาติ เป็นกัปๆ (ปุพเพนิวาสานุสติญาณ) 13. เธอย่อมได้ทิพยจักษุหรือจุตูปปาตญาณ รู้ความตายและความเกิดของสัตว์ทั้งหลายว่า ตายจากที่นี้แล้วไปเกิดที่ใด เพราะกรรมอะไร เป็นต้น 14. เธอย่อมได้ญาณอันเป็นเหตุให้อาสวะ (กิเลสที่หมักหมมอยู่) สิ้นไป (อาสวักขยญาณ) ตั้งแต่ข้อ 7-14 รวม 8ข้อ เรียกว่า วิชชา 8อันเป็นความรู้ชั้นสูงในพระพุทธศาสนา ถ้าตัดข้อ 7 และข้อ 8 ออก ข้อ 9-14 เรียกว่า อภิญญา 6,อภิญญาคือความรู้ยิ่งหรือความรู้พิเศษของมนุษย์ พระพุทธองค์ทรงแสดงแก่พระเจ้าอชาตศัตรูว่า นี่คือผลแห่งความเป็นสมณะแต่ละอย่างๆ ค่อยๆสูงขึ้นไป ประณีตขึ้นไป เป็นผลที่เห็นได้ในปัจจุบัน พระเจ้าอชาตศัตรูทรงเลื่อมใส ทูลสรรเสริญพระธรรมเทศนาว่าแจ่มแจ้งยิ่งนัก เหมือนหงาย ของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง ส่องประทีปในที่มืดให้ผู้มีจักษุได้รูป26 ทรงปฏิญาณ ตนเป็นอุบาสถถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ และทูลขอขมาโทษในการที่ทรงหลงผิดปลงพระชนม์พระ เจ้าพิมพิสาร(พระราชบิดา) พระพุทธองค์ทรงรับขมาและขอให้ทรงสำรวมระวังพระองค์ในการที่จะทำ อะไรต่อไป ตรัสว่า การทำผิดพลาดแล้วยอมรับผิดนั้นเป็นโอกาสให้เจริญต่อไป เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูทูลลากลับไป พระพุทธองค์ตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า ถ้าพระราชามิได้ ปลงพระชนม์พระบิดาแล้ว พระองค์จักได้บรรลุโสดาปัตติผลเป็นโสดาบันในคราวนี้ ภิกษุทั้งหลายชื่นชมต่อภาษิตของพระพุทธองค์เป็นอย่างมาก เกี่ยวกับอานิสงส์แห่งการบวชนี้ เป็นที่สนใจของคนทุกยุคทุกสมัย มาถึงสมัยนี้ บางคนมี ความเห็นว่าไม่จำเป็นต้องบวชก็ได้ เพราะอยู่เป็นฆราวาสก็ศึกษาธรรมปฏิบัติธรรมได้ และบัดนี้หนังสือ ธรรมะก็มีแพร่หลายแล้ว การเผยแผ่ธรรมะทางสื่อมวลชนก็มีมาก ข้อนี้ก็จริงอยู่ แต่การบวชปลีกตน ออกไปจากอารมณ์ยั่วยวนในเพศฆราวาสชั่วคราวหรือตลอดไปก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนบางคน นอกจากนี้ การบวชยังเป็นการทดลองคลองชีวิตอีกแบบหนึ่งซึ่งแตกต่างจากการเป็นฆราวาสเป็นอัน 26 “เหมือนหงายของที่คว่ำ ส่องประทีปในที่มือ” เป็นสำนวนแปลจากบาลี หมายถึง ได้รับ ความเข้าใจแจ่มแจ้งหายสงสัยโดยสิ้นเชิง


288 มาก เป็นการฝึกฝนตนเองและหัดควบคุมตนเองให้อยู่ในระเบียบอันดีงาม ส่วนผลจะได้เพียงไรนั้น ขึ้นอยู่กับสถานที่บวช อุปัชฌาย์จารย์ เพื่อนสหธรรมิก (ผู้ประพฤติธรรมร่วมกัน) และความเอาใจใส่ ของตนเอง จริงอยู่เป็นฆราวาสก็ประพฤติธรรมได้ แต่โอกาสย่อมต่างกัน มีหลายอย่างที่เราทำได้ดี เพราะโอกาสดี ส่วนผู้ที่มีโอกาสดีแล้วแต่ไม่ถือเอาโอกาสนั้นทำความดีให้ยิ่งๆขึ้นไป ก็เป็นเรื่องที่ช่วย ไม่ได้ สอดคล้องกับงานวิจัยของ ดร.ประพันธ์ ศุภษร,ผศ.สมควร นิยมวงศ์ศึกษาเรื่อง การวิเคราะห์ การใช้เหตุผลในพระไตรปิฎก พบว่า ในคัมภีร์พระพุทธศาสนามีค าสอนเกี่ยวกับการใช้เหตุผลกระจาย อยู่หลายลักษณะ เช่น การใช้เหตุผลในการค้นหาความจริง การใช้เหตุผลตอบปัญหาเรื่องกรรมเป็น อนัตตา และมโนกรรม มีโทษมากกว่ากายกรรมและวจีกรรม การใช้เหตุผลในการถามตอบปัญหา เกี่ยวกับขันธ์ 5 ตกอยู่ใน กฎไตรลักษณ์ การใช้เหตุผลในกระบวนการปฏิจจสมุปบาทตอบปัญหาเรื่อง วิญญาณแก่สาติภิกษุการแสดงธรรมตามแนวอริยสัจ 4 ที่มีลักษณะบอกเหตุและผล คือทุกข์เป็นผล สมุทัยเป็นเหตุ นิโรธเป็นผล มรรคเป็นเหตุ และในคัมภีร์กถาวัตถุ มีการตอบปัญหาเรื่องบุคคล ขันธ์ 5 เป็นต้น ทั้ง ในแง่สมมติบัญญัติและปรมัตถ์บัญญัติ คัมภีร์นี้นักวิชาการทางพระพุทธศาสนายอมรับกัน ว่าเป็น คัมภีร์ที่แสดงให้เห็นถึงการใช้เหตุผลอีกแบบหนึ่ง การใช้เหตุผลมีลักษณะต่างๆ ดังนี้ 1) การใช้เหตุผลแบบจำแนกนามรูปจากจุดเล็ก ขยายไปสู่ จุดใหญ่ เช่น การจำแนกองค์ประกอบของชีวิตออกเป็นธาตุ 4 ขันธ์ 5 เป็นต้น ว่าตกอยู่ ในกฎไตร ลักษณ์ วิธีการนี้อาจเรียกสั้นๆว่าการใช้เหตุผลแบบวิภัชชวาท วิธีนี้จะมีปฏิจจสมุปบาท เป็น ฐานรองรับ 2) การใช้เหตุผลในเชิงเปรียบเทียบ คือการอ้างเหตุผลโดยการใช้สื่อประกอบ เพื่อเพิ่ม ความเข้าใจหลักนามธรรม จึงยกอุปมาอุปไมยมาแสดงให้เข้าใจ เช่น การเปรียบเทียบขันธ์5 ว่ารูป เปรียบเหมือนกลุ่มฟองน้ำ เวทนาเปรียบเหมือนฟองน้ำ สัญญาเปรียบเหมือนพยับแดด สังขารเปรียบ เหมือนต้นกล้วย และวิญญาณเปรียบเหมือนมายากล 3) การใช้เหตุผลแบบอนุมาน ตนเองกับผู้อื่น เป็นการใช้ตรรกสำหรับตรวจสอบคุณธรรมของตนและผู้อื่น เช่น การอนุมานว่า บุคคลที่มีความ ปรารถนาที่เป็นบาป ตกอยู่ในความปรารถนาที่เป็นบาป ย่อมไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ พอใจของเรา ถ้า เราจะพึงเป็นบุคคลเช่นนั้น เราก็คงไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจของคนเหล่าอื่น เช่นเดียวกัน เป็นต้น 4) การใช้เหตุผลแบบสมมติภาพเหตุการณ์ เป็นการใช้เหตุผลอธิบายธรรม โดยยกตัวอย่างหรือนิทาน เรื่องเล่าในอดีตมาประกอบให้เข้าใจค าสอน เช่น ในอุปาลิวาทสูตร 5) การใช้เหตุผลแบบขยายธรรมวิจิตร หรือเทศนาวิจิตร เป็นวิธีการอธิบายเรื่องจิต เจตสิก ให้พิสดาร หรือการเล่าประวัติศาสตร์อันยืดยาว วิธีนี้จะใช้กับกลุ่มบุคคลผู้มากด้วยทิฏฐิมานะว่าตนมี ปัญญามาก ไม่ยอมรับฟังทัศนคติหรือความคิดเห็นของใครง่าย เช่น พระพุทธเจ้าทรงกำราบความ ถือ ตัวของอัมพัฏฐมาณพ ซึ่งถือตัวว่าเป็นคนมีความรู้มาก ในที่สุดเมื่อได้ฟังประวัติเกี่ยวกับชาติกำเนิด ของตนจากพระพุทธองค์ เขาก็ยอมรับเพราะตัวเขาเองก็ยังไม่รู้ชาติกำเนิดของตนทั้งหมด 6) การใช้ เหตุผลแบบกลับความหมายของค า เป็นวิธีการที่พระพุทธเจ้านำคำที่คนในพื้นที่หรือ ชุมชนใช้พูดหรือ


289 เรียกกันซึ่งมีความหมายที่คนในพื้นที่หรือชุมชนนั้นเข้าใจหรือมีความเชื่อตรงกัน เช่น คำว่า อรหันต์ พราหมณ์ ภิกษุ อริยะ สภา มาใช้อธิบายให้ความหมายใหม่ที่ให้แง่คิดปรับ ทัศนะที่ถูกต้องเป็น สัมมาทิฏฐิแก่คนในพื้นที่หรือชุมชนนั้น ๆ ไม่ต้องมีความเชื่อผิด ๆ อีกต่อไป 7) การใช้เหตุผลแบบ กระบวนการ เป็นวิธีการตอบปัญหาแบบตรรกนัย ประกอบด้วยหลักการ 5 อย่าง คือ (1) อนุโลมปัญจ กะ การถามตามล าดับ (2) ปฏิกัมมจตุกกะ การโต้กลับของฝ่ายที่ ถูกถาม (3) นิคคหจตุกกะ การ กล่าวข่มโดยฝ่ายถูกถาม (4) อุปนยนจตุกกะ การรับรองวิธีการ นิคคหะที่ตนทำคือวิธีการที่ 3 ว่า ถูกต้อง และวิธีการของฝ่ายถามคืออนุโลมปัญจกะนั้นผิด (5) นิคคมจตุกกะ การสรุปการโต้ตอบว่า ฝ่ายถามทำนิคคหะไม่ถูกต้อง ส่วนฝ่ายตนทำถูกต้องทุก กระบวนการ คือทำปฏิกัมมะ นิคคหะ อุป นยนะ และนิคคมะ เมื่อฝ่ายถูกถามทำการโต้กลับทุก ประเด็นแล้ว ก็เป็นฝ่ายถามก่อนบ้าง ขั้นแรก เรียกว่า (1) ปัจจนีกานุโลมะ และขั้นที่ 2-5 ก็มีชื่อ เรียกอย่างเดียวกัน โดยฝ่ายถูกถามโต้กลับและ สรุปว่าตนเป็นฝ่ายถูกต้อง การถามและโต้ตอบกันใน คัมภีร์กถาวัตถุทั้งหมดก็จะด าเนินการด้วยหลัก 5 อย่างนี้ผลที่เกิดจากการใช้เหตุผลคือ ผลที่เกิดสามารถแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ 1) ผลที่ เกิดขึ้น แก่เหล่าสาวก 2) ผลที่เกิดขึ้นแก่เหล่าเดียรถีย์หรือนักบวชภายนอกพระพุทธศาสนา ผลที่ เกิดขึ้นแก่ เหล่าสาวกคือ ทำให้พระสาวกเกิดปัญญา รู้แจ้งเห็นจริงในพระธรรม ไม่เคลือบแคลง สงสัยในพระ รัตนตรัยและปัญหานั้นๆ เกิดศาสนทายาท และทำให้พระสัทธรรมเจริญตั้งมั่น คงทน ต่อการพิสูจน์ เสมอ สำหรับผลที่เกิดแก่เหล่าเดียรถีย์คือ เดียรถีย์ทั้งหลายเข้าใจหลักพระพุทธศาสนา ไม่กล่าวร้าย พระรัตนตรัย ที่สำคัญสาวกของเจ้าลัทธิบางพวกประกาศตนเป็นอุบาสกนับถือพระ รัตนตรัยตลอด ชีวิต วิเคราะห์ได้ว่า โลกแบ่งออกเป็นโลกียะ และโลกุตระ การปฏิบัติทางโลกเพื่อต้องการความสุข ความเจริญแห่งชีวิตในฐานะเป็นคฤหัสถ์ครองเรือน พระพุทธศาสนาไม่ได้สอนให้คนสละทางโลกอย่าง เดียวแต่สอนให้อยู่ในโลกอย่างมีความสุขความเจริญ การศึกษาวิจัยก็เหมือนกับเรื่องที่ว่า ทางไปสู่ ความเป็นพรหม (แสง จันทร์งามและคณะ, 2553: 534-536) ครั้งหนึ่ง พระพุทธองค์เสด็จจาริกไปใน แคว้นโกศลพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จถึงหมู่บ้านพราหมณ์ ชื่อ มนสากตะ ประทับ ณ สวน มะม่วงแห่งหนึ่งริมฝั่งแม่น้ำอริจวดี สมัยนั้นพราหมณ์มหาศาล หลายคนมาพักอยู่ที่หมู่บ้านมนสากตะ เช่น พราหมณ์วังกี ตา รุกขะ โปกขรสาติ ชาณุสโสนิ โตเทยยะ และพราหมณ์มหาศาลอื่นๆอีกมาก มีมาณพ 2 คน คือ วาเสฏฐะ และภารชวาชะ เดินคุยกันไปถึงเรื่องทางหรือมิใช่ธรรม (ไปส่ พรหมโลก) วาเสฏฐะกล่าวว่า ทางที่ท่านโปกขรสาติบอกไว้เท่านั้นเป็นทางตรง นำผู้ดำเนินตามทาง ไปสู่ความเป็นสหายแห่งพรหม ส่วนภารทวาชะกล่าวว่า ทางที่ท่านตารุกขพราหมณ์กล่าวไว้เท่านั้น เป็นทางตรง นำไปสู่ความเป็นสหายแห่งพรหม


290 ทั้งสองเดินเถียงกันไป มิอาจตกลงกันได้ วาเสฏฐมาณพจึงเสนอว่า ควรเข้าไปถามพระสมณะโค ดม เพราะมีกิตติศัพท์ว่าทรงเป็นผู้รู้แจ้ง ทั้งสองเข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์ ทูลถามถึงข้อสงสัยของตน พระ พุทธองค์ตรัสถามว่า พราหมณ์เหล่านั้นก็ดี อาจารย์ของพราหมณ์เหล่านั้นก็ดี ถอยหลังไป 7 ชั่วคน มีใคร เคยเห็นพรหมบ้างหรือไม่ มาณพทั้งสองทูลตอบว่าไม่มีใครเคยเห็น ตรัสถามว่า พวกฤาษีที่พราหมณ์เคารพ เอ่ยชื่อถึงในบทสวดต่างๆนั้นมีใครเคยเห็นพรหมบ้าง ทูลตอบว่าไม่มี ตรัสว่า ถ้าอย่างนั้นก็เหมือนคนตา บอดเดินจูงกันไปเป็นแถวๆ หามีใครเห็นอะไรจริงไม่ (คนตาบอดจูงคนตาบอด) เพลงขับต่างๆ ที่ขับ สรรเสริญกันอยู่ก็สักแต่ว่าทำตามกันไป หามีใครรู้จริงไม่ คำของพราหมณ์เหล่านั้นจึงเป็นโมฆะ สูญเปล่า ไม่มีสาระอะไร เปรียบเหมือนบุรุษผู้กล่าวว่ารักหญิงงามอยู่คนหนึ่ง แต่พอถูกถามว่านางเป็นวรรณะอะไร ชื่ออะไร สูงต่ำดำขาวอย่างไร ก็ไม่รู้ ตอบไม่ได้ทั้งนั้น พวกพราหมณ์ปรารถนาความเป็นสหายแห่งพรหมพากันอ้อนวอนอยู่ แต่ไม่รู้ธรรมอันจะนำไปสู่ ความเป็นพรหม ก็ได้แต่อ้อนวอนอยู่นั่นแหละเหมือนคนต้องการจะข้ามฝั่งไปฝั่งโน้น แล้วลงนั่งอ้อนวอนให้ ฝั่งโน้นมาหาตน ย่อมไม่สำเร็จ ฉันใด พวกพราหมณ์อ้อนวอนอยู่แต่ก็ไม่สำเร็จฉันนั้น อนึ่ง ข้อปฏิบัติของ พวกพราหมณ์และของพรหมที่เขาเคารพยกย่องก็ห่างไกลกัน เช่น พรหมไม่ติดข้องในสตรี ไม่มีจิตเศร้า หมอง สามารถควบคุมจิตได้ แต่เมื่อพรหมยังติดข้องในสตรี ยังมีใจจองเวร เศร้าหมอง ไม่สามารถควบคุม จิตได้ ก็เปรียบได้กับบุคคลที่ต้องการจะข้ามฝั่งไปฝั่งโน้น แต่เอาแขนของตนเองไพล่หลังไว้อย่างแน่นหนา เขาจะว่ายน้ำไปได้อย่างไร กามคุณ 5 เป็นเครื่องผูกมัดของพราหมณ์ พราหมณ์ยังละกามคุณ 5ไม่ได้ เขา จะเข้าถึงความเป็นสหายแห่งพรหมได้อย่างไร ไตรเพทของพวกพราหมณ์นั้นเป็นเหมือนดงกันดารที่ทำให้ พราหมณ์หลงวนเวียนอยู่ มีแต่จะพินาศล่มจมอย่างเดียว วาเสฏฐมาณพทูลถามว่า ทรงทราบทางเข้าถึงความเป็นสหายแห่งพรหมหรือไม่ ตรัสว่าทรงรู้ดีทั้ง พรหมและทางปฏิบัติให้เข้าถึงความเป็นพรหม ต่อจากนั้นทรงแสดงศีล 3ชั้น ฌาน 4 และอัปปมัญญา 4 คือ เมตตา (ความปรารถนาดี) กรุณา (ความคิดช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์) มุทิตา (ความพลอยยินดีต่อ ความสุขความสำเร็จของผู้อื่น) และอุเบกขา (ความวางใจเป็นกลาง ไม่ดีใจไม่เสียใจ) เมื่อภิกษุเป็นอยู่อย่าง นี้ ชื่อว่า พรหมวิหารธรรม อันหาประมาณไม่ได้ เป็นอัปปมัญญา (ไม่มีขอบเขต ไม่มีประมาณ) เธอจึงมี ธรรมเสมอด้วยพรหม เมื่อสิ้นชีพย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งพรหม วาเสฏฐและภารทวาชะทูลสรรเสริญพระธรรมเทศนา ขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสมณะตลอด ชีวิต เป็นอุบาสกในพระพุทธศาสนา ดังนั้นคติในพระสูตรนี้ก็คือ 1. การอ้อนวอนโดยไม่รู้เรื่องนั้น ไม่อาจให้สำเร็จประโยชน์ได้ เพียงแต่ทำตามๆกันไปเหมือน คนตาบอดจูงคนตาบอด เดินตามกันไปเป็นแถวๆ เหมือนมดเหมือนปลวก 2. เมื่อต้องการสิ่งใดหรือต้องการเป็นอย่างใด ต้องศึกษาทำความเข้าใจให้รู้จักสิ่งนั้นพร้อมทั้ง ปฏิปทา (ข้อปฏิบัติ) หรือทางเดินไปเพื่อไปให้ถึงสิ่งนั้นโดยแน่ชัด เหมือนคนจะข้ามฝั่งไปฝั่งโน้น ควร


291 จะต้องว่ายน้ำข้ามไปหรือเรือแพข้ามไป ไม่ใช่ลงนั่งอ้อนวอนให้ฝั่งโน้นเลื่อนมาหาตน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ คนส่วนมากชอบอ้อนวอนโดยไม่ลงมือกระทำเหตุให้สมควรแก่ผลที่ต้องการ จึงล้มเหลว ไม่บรรลุผลที่ ตนปรารถนา องค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษา 1. ศึกษาหาความรู้ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ส่งเสริมการศึกษาหาความรู้ทุกชนิด พระพุทธเจ้าทรงยกย่องความเป็น พหูสูต คือการมีความรู้มากว่าเป็นมงคลอันสูงสุด ชาวพุทธผู้เยาว์ ต้องขยันศึกษาเล่าเรียนในวิชาการต่าง ๆ ต้องรักในความรู้ ถ้าไม่สามารถเล่าเรียนได้ จะต้องหาความรู้ โดยวิธี อ่าน ฟัง สนทนา คิด วิจัย วิจารณ์ ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของพระพุทธศาสนา ไม่เคย ปรากฏว่าพระพุทธศาสนาหรือสถาบันพระพุทธศาสนาได้ขัดขวางความเจริญก้าวหน้าทางวิชาการ แขนงใด มีแต่ส่งเสริมอย่างเดียว ในธรรมบท ขุททกนิกาย พระพุทธเจ้าทรงเปรียบคนไม่มีความรู้กับ คนตาบอดที่ท่องเที่ยวไปในป่าซึ่งเต็มไปด้วยภัยอันตราย โลกนี้ก็เต็มไปภัยอันตรายต่าง ๆ เหมือนกัน 2. สร้างหลักฐานทางทรัพย์ให้มั่นคง ถ้ามีความรู้ดีแต่ขาดทรัพย์สมบัติ ชีวิตก็ไม่อาจสุข สมบูรณ์ได้ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงแนะนำให้สร้างความสมบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์ ตามหลัก ประโยชน์ ทิฏฐธัมมิกัตถสังวัตตนิกธรรม 4 (ธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ในปัจจุบัน, หลักธรรมอัน อำนวยประโยชน์สุขขั้นต้น - virtues conducive to benefits in the present; virtues leading to temporal welfare) 1. อุฏฐานสัมปทา (ถึงพร้อมด้วยความหมั่น คือ ขยันหมั่นเพียรในการปฏิบัติหน้าที่การงาน ประกอบอาชีพอันสุจริต มีความชำนาญ รู้จักใช้ปัญญาสอดส่อง ตรวจตรา หาอุบายวิธี สามารถจัด ดำเนินการให้ได้ผลดี - to be endowed with energy and industry; achievement of diligence) 2. อารักขสัมปทา (ถึงพร้อมด้วยการรักษา คือรู้จักคุ้มครองเก็บรักษาโภคทรัพย์และผลงานอัน ตนได้ทำไว้ด้วยความขยันหมั่นเพียร โดยชอบธรรม ด้วยกำลังงานของตน ไม่ให้เป็นอันตรายหรือเสื่อม เสีย - to be endowed with watchfulness; achievement of protection) 3. กัลยาณมิตตตา (คบคนดีเป็นมิตร คือ รู้จักกำหนดบุคคลในถิ่นที่อาศัย เลือกเสวนา สำเหนียกศึกษาเยี่ยงอย่างท่านผู้ทรงคุณมีศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา - good company; association with good people) 4. สมชีวิตา (มีความเป็นอยู่เหมาะสม คือ รู้จักกำหนดรายได้และรายจ่ายเลี้ยงชีวิตแต่พอดี มิ ให้ฝืดเคืองหรือฟูมฟาย ให้รายได้เหนือรายจ่าย มีประหยัดเก็บไว้ - balanced livelihood; living economically) ชาวพุทธที่ไม่รู้จักสร้างฐานะ อยู่ในฐานะยากจนขัดสน แล้วก็ไปโทษกรรมในอดีตหาได้ชื่อว่า ชาวพุทธที่ดีไม่ ทำตามหน้าที่อย่างดีที่สุด หน้าที่มี 2 ประการ คือ หน้าที่การงานส่วนตัว เช่น ตำแหน่ง ต่าง ๆ หรืองานอาชีพ ในการทำงานในหน้าที่นี้ พระพุทธเจ้าได้ทรงวางหลักอันเป็นอมตะไว้ 5 ประการ เรียกว่า อิทธิบาท 4 (คุณเครื่องให้ถึงความสำเร็จ, คุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จแห่งผลที่มุ่งหมาย - path of accomplishment; basis for success)


292 1. ฉันทะ (ความพอใจ คือ ความต้องการที่จะทำ ใฝ่ใจรักจะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอ และปรารถนา จะทำให้ได้ผลดียิ่งๆ ขึ้นไป - will; aspiration) 2. วิริยะ (ความเพียร คือ ขยันหมั่นประกอบสิ่งนั้นด้วยความพยายาม เข้มแข็ง อดทน เอา ธุระไม่ท้อถอย - energy; effort; exertion) 3. จิตตะ (ความคิด คือ ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำและสิ่งนั้นด้วยความคิด เอาจิตฝักใฝ่ไม่ปล่อยใจ ให้ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไป - thoughtfulness; active thought) 4. วิมังสา (ความไตร่ตรอง หรือ ทดลอง คือ หมั่นใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญตรวจตราหา เหตุผลและตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในสิ่งที่ทำนั้น มีการวางแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุง เป็นต้น - investigation; examination; reasoning; testing) หน้าที่ที่ต้องปฏิบัติต่อบุคคลภายนอกและสถาบัน คือ ต่อจากนั้น ทรงแสดงเรื่องทิศ 6 เพื่อน้อม มาในทางที่มนุษย์ควรปฏิบัติต่อกันในฐานะต่างๆ อันเป็นปรัชญาสังคมของพระพุทธศาสนา คือ 1. ทิศเบื้องหน้า (คือมารดาบิดา) –บุตรพึงปฏิบัติบำรุงท่าน ด้วยการประพฤติ 5 อย่าง คือ 1)ท่าน เลี้ยงมาแล้วเลี้ยงท่านตอบ 2)รับทำกิจของท่าน 3)ดำรงวงศ์ตระกูล 4)ปฏิบัติตนให้เป็นคนสมควรรับ ทรัพย์มรดก 5)เมื่อท่านล่วงลับไปแล้วช่วยทำบุญอุทิศให้ท่าน มารดาบิดาย่อมอนุเคราะห์บุตรธิดาด้วยหลัก 5 อย่าง คือ 1)ห้ามมิให้ทำความชั่ว 2)ให้ตั้งอยู่ใน คุณงามความดี 3)ให้ศึกษาศิลปวิทยา 4)หาภรรยา (หรือสามี)ที่สมควรให้ 5)มอบทรัพย์สมบัติให้ในเวลา อันสมควร 2. ทิศเบื้องขวา (คืออาจารย์) –ศิษย์พึงปฏิบัติบำรุงท่านด้วยการประพฤติที่ดี 5 อย่าง คือ 1)ลุกขึ้น ยืนต้อนรับ (ให้ความเคารพ, ให้เกียรติ) 2)เข้าไปยืนคอยรับใช้ 3)เชื่อฟัง 4)ปรนนิบัติท่านด้วยความ เอื้อเฟื้อ 5)เรียนศิลปวิทยาโดยเคารพ อาจารย์ย่อมอนุเคราะห์ศิษย์ด้วยหลัก 5 ประการ คือ 1)แนะนำดี 2)ให้เรียนดี 3)บอกศิลปวิทยา ให้ทั้งหมดไม่ปิดบังอำพราง 4)ยกย่องปรากฏในหมู่เพื่อนฝูง 5)ทำความป้องกันในทิศทั้งหลาย คือเมื่อ ศิษย์ไปอยู่ที่ใดก็ตามใจช่วยเหลือเต็มกำลัง 3. ทิศเบื้องหลัง (คือภรรยา) –สามีพึงปฏิบัติต่อภรรยาด้วยหลัก 5 ประการ คือ 1) ยกย่องนับถือว่า เป็นภรรยา 2) ไม่ดูหมิ่น 3) ไม่ประพฤตินอกใจ (หรือไม่ล่วงเกินข่มขี่ ทำทารุณกรรมต่างๆ) 4) มอบความ เป็นใหญ่ให้ (ให้เป็นใหญ่ในครอบครัวเหนือผู้อื่น ยกเว้นสามี) 5) ให้เครื่องแต่งตัวหรือเครื่องประดับ ภรรยาได้รับอนุเคราะห์อย่างดีแล้ว พึงปฏิบัติต่อสามีด้วยหลัก 5 ประการ คือ 1)จัดการงานดี 2) สงเคราะห์ช่วยเหลือคนข้างเคียงของสามี 3.ไม่ประพฤตินอกใจ 4)รักษาทรัพย์สมบัติที่สามีหามาได้ไว้ 5) ขยัน ไม่เกียจคร้านในกิจการงานทั้งปวง 4. ทิศเบื้องซ้าย (คือมิตร) –บุคคลพึงปฏิบัติต่อมิตรด้วยหลัก 5 ประการ คือ 1) แบ่งปันสิ่งของของ ตนแก่มิตร 2) พูดจาไพเราะอ่อนหวานกับมิตร 3) ทำประโยชน์แก่มิตร 4) วางตนเสมอต้นเสมอปลายกับ มิตร 5)ไม่แกล้งกล่าวให้คลาดเคลื่อนจากความจริงกับมิตร


293 มิตรผู้ได้รับการปฏิบัติด้วยดีอย่างนี้แล้วย่อมอนุเคราะห์มิตรด้วยหลัก 5 ประการ คือ 1)รักษามิตร ผู้ประมาทแล้ว 2)รักษาทรัพย์สมบัติของมิตรผู้ประมาทแล้ว 3)เมื่อมีภัยถือเป็นที่พึ่งพำนักได้ 4)ไม่ละทิ้ง ในยามวิบัติ 5)นับถือตลอดถึงเครือญาติของมิตร 5. ทิศเบื้องต่ำ (คือบ่าวไพร่) –นายพึงปฏิบัติต่อบ่าวไพร่ด้วยหลัก 5 ประการ คือ 1)จัดการงานให้ ทำตามสมควรแก่กำลัง 2)ให้อาหารและค่าจ้างรางวัล 3)รักษาพยาบาลในคราวเจ็บไข้ 4)แบ่งของที่มีรส แปลกๆหรือรสดีให้กินตามสมควร 5)ให้หยุดงานในสมัยที่ควรหยุด (ให้หยุดงานตามวันเวลาอันสมควรหรือ ฤดูกาลนักขัตฤกษ์ต่างๆ) บ่าวไพร่ได้รับอนุเคราะห์อย่างนี้แล้วย่อมปฏิบัติชอบต่อนายด้วยหลัก 5 ประการ คือ 1)ลุกขึ้นทำ การงานก่อนนาย 2)เลิกงานทีหลังนาย 3)ถือเอาเฉพาะของที่นายให้ 4)ทำการงานให้ดีขึ้น 5)นำเอาคุณ ของนายไปสรรเสริญในที่นั้นๆ 6. ทิศเบื้องบน (คือสมณพราหมณ์หรือบรรพชิตผู้มีศีล) –บุคคลพึงปฏิบัติบำรุงท่านด้วยหลัก 5 ประการ คือ 1)จะทำอะไรต่อท่านก็ทำด้วยเมตตา คือความปรารถนาดี 2)จะพูดสิ่งใดก็พูดด้วยเมตตา 3) จะคิดสิ่งใดก็คิดด้วยเมตตา 4)ไม่ปิดประตู คือไม่ห้ามเข้าบ้านเรือน 5)ให้อามิสทาน คือ สิ่งของเครื่อง อุปโภคบริโภค สมณพราหมณ์ได้รับบำรุงเช่นนี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์บุคคลด้วยหลัก 6 ประการ คือ 1) ห้ามมิให้ทำ ความชั่ว 2) ให้ตั้งอยู่ในความดี 3) อนุเคราะห์ด้วยน้ำใจอันงาม 4) ให้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง 5) ทำสิ่งที่ฟัง แล้วให้แจ่มแจ้ง 6) บอกทางสวรรค์ให้ พระพุทธองค์ทรงสรุปลงว่า ทิศต่างๆเหล่านี้ เมื่อบุคคลปฏิบัติชอบแล้วย่อมเป็นทิศที่เกษม ปลอดภัย เมื่อพระพุทธองค์ตรัสจบแล้วสิงคาลกมาณพทูลสรรเสริญพระธรรมเทศนาว่าแจ่มแจ้งจริงๆเหมือน ทรงหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง ส่องประทีปในที่มืดให้ผู้มีจักษุได้เห็นรูป สิงคาลก มาณพปฏิญาณตนเป็นอุบาสกนับถือพระรัตนตรัยตลอดชีวิต ตามที่กล่าวมานี้ จะเห็นวิธีสอนอย่างหนึ่งของพระพุทธองค์ คือ การตีความใหม่ หรือให้ความหมาย ใหม่ โดยใช้ภาษิตเดิมของเขานั่นเอง เช่น การไหว้ทิศ เมื่อเขาจะไหว้ทิศก็ให้ไหว้ต่อไป แต่เป็นทิศแบบใหม่ ซึ่งไหว้หรือปฏิบัติชอบแล้วได้รับประโยชน์ในสังคม ทรงสั่งสอนให้คนในสังคมปฏิบัติต่อกันด้วยดี เช่นทิศ เบื้องหน้า (ทิศบุรพาหรือทิศตะวันออก) หมายถึงมารดาบิดา-บุตรควรปฏิบัติอย่างไรต่อบิดามารดา มารดา บิดาเองก็มีหลักสำหรับปฏิบัติต่อลูก, ทิศเบื้องขวา (ทิศทักษิณหรือทิศใต้) หมายถึงครูบาอาจารย์-ลูกศิษย์ ควรปฏิบัติอย่างไรต่ออาจารย์ และอาจารย์เองควรปฏิบัติอย่างไรต่อศิษย์ เป็นต้น รวมความว่า ทรงแสดงหลักธรรมสำหรับคน 6 คู่ 12จำพวก ที่จะต้องปฏิบัติชอบต่อกันในสังคม ถ้าคนเหล่านี้ปฏิบัติชอบต่อกันตามหลักที่ทรงแสดงไว้ เชื่อได้ว่าสังคมของเราจะสงบสุข มีความเจริญรุ่งเรือง


294 อย่างแน่นอน เป็นการปรับปรุงคุณภาพของคนให้ดีขึ้น มีความประณีตทางจิตใจ เมื่อคุณภาพของคนดี สังคมก็ต้องดี เพราะสังคมสร้างขึ้นด้วยบุคคล นอกจากเรื่องทิศ 6 แล้ว ยังทรงแสดงธรรมอื่นๆล่วงหน้ามาก่อนอันเป็นประโยชน์ต่อบุคคลในสังคม นั่นเอง เช่น เรื่องกรรมกิเลส, อคติ และอบายมุข ซึ่งคฤหัสถ์ควรเว้น ทรงแนะนำเรื่องลักษณะของมิตรเทียม และมิตรแท้ว่าเป็นอย่างไร เพื่อจะได้เลือกคบคนที่ควรคบ เว้นคนที่ควรเว้น เรื่องทั้งหมดที่กล่าวมาในพระสูตรนี้เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่การปฏิบัติตนในชีวิตประจำวัน เป็น หลักปฏิบัติเกี่ยวกับสังคม หรือที่เรียกว่า ปรัชญาสังคม (social philosophy) ของพระพุทธศาสนาโดยแท้ ในการปฏิบัติต่อคนทุกประเภท พระพุทธเจ้าทรงวางหลักปฏิบัติไว้ สังคหวัตถุ 4 (ธรรมเครื่องยึด เหนี่ยว คือยึดเหนี่ยวใจบุคคล และประสานหมู่ชนไว้ในสามัคคี, หลักการสงเคราะห์ - bases of sympathy; acts of doing favors; principles of service; virtues making for group integration and leadership) 1. ทาน (การให้ คือ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เสียสละ แบ่งปัน ช่วยเหลือกันด้วยสิ่งของตลอดถึงให้ ความรู้และแนะนำสั่งสอน - giving; generosity; charity) 2. ปิยวาจา หรือ เปยยวัชชะ (วาจาเป็นที่รัก วาจาดูดดื่มน้ำใจ หรือวาจาซาบซึ้งใจ คือกล่าว คำสุภาพไพเราะอ่อนหวานสมานสามัคคี ให้เกิดไมตรีและความรักใคร่นับถือ ตลอดถึงคำแสดง ประโยชน์ประกอบด้วยเหตุผลเป็นหลักฐานจูงใจให้นิยมยอมตาม - kindly speech; convincing speech) 3. อัตถจริยา (การประพฤติประโยชน์ คือ ขวนขวายช่วยเหลือกิจการ บำเพ็ญ สาธารณประโยชน์ ตลอดถึงช่วยแก้ไขปรับปรุงส่งเสริมในทางจริยธรรม - useful conduct; rendering services; life of service; doing good) 4. สมานัตตตา (ความมีตนเสมอคือ ทำตนเสมอด้วยปลาย ปฏิบัติสม่ำเสมอกันในชนทั้งหลาย และเสมอในสุขทุกข์โดยร่วมรับรู้ร่วมแก้ไข ตลอดถึงวางตนเหมาะแก่ฐานะ ภาวะ บุคคล เหตุการณ์ และสิ่งแวดล้อม ถูกต้องตามธรรมในแต่ละกรณี - even and equal treatment; equality consisting in impartiality, participation and behaving oneself properly in all circumstances) 3. บทสรุป ปัญหาใหญ่ที่เผชิญหน้ามนุษย์ทุกคนคือ ความทุกข์ จุดหมายสูงสุดในชีวิตของทุกคน คือ ความดับทุกข์ พระพุทธศาสนาและศาสนาทั้งหลายล้วนเกิดขึ้นจากความทุกข์ของมนุษย์ เพื่อ แก้ปัญหาทุกข์ถ้าไม่มีทุกข์ในโลกนี้ ศาสนาอาจจะไม่เกิดขึ้น และถ้าไม่มีทุกข์ในโลกปัจจุบันศาสนา อาจจะไม่จำเป็น ความทุกข์คือความจริงของชีวิตซึ่งทุกท่านทราบดีว่าคือความจริงที่เลี่ยงไม่ได้


295 พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาเดียวในโลกที่ได้ศึกษาปัญหาเรื่องทุกข์อย่างละเอียดที่สุด และได้ให้วิธีแก้ ทุกข์ที่ได้ผลที่สุดไว้ พระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลายได้วางชีวิตเป็นเดิมพัน ได้ทำการศึกษา ค้นคว้าและปฏิบัติทดลองจนได้ผลแน่นอนมาแล้ว จึงทรงประกาศให้โลกทราบ คำว่า ทุกข์ท่านว่าไว้ 1. สภาพที่ทนอยู่ได้ยาก, สภาพที่คงทนอยู่ไม่ได้ เพราะถูกบีบคั้นด้วยความเกิดขึ้นและความ ดับสลาย เนื่องจากต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่ไม่ขึ้นต่อตัวมันเอง (ศึกษาเพิ่มเติมในไตรลักษณ์) 2. อาการแห่งทุกข์ที่ปรากฏขึ้นหรืออาจปรากฏขึ้นได้แก่คน (ได้ในคำว่า ทุกขสัจจะ หรือ ทุก ขอริยสัจจ์ ซึ่งเป็นข้อที่ ๑ ในอริยสัจจ์ ๔) 3. สภาพที่ทนได้ยาก, ความรู้สึกไม่สบาย ได้แก่ ทุกขเวทนา, ถ้ามาคู่กับโทมนัส (ในเวทนา ๕) ทุกข์ หมายถึงความไม่สบายกาย คือทุกข์กาย (โทมนัสคือไม่สบายใจ) แต่ถ้ามาลำพัง (ในเวทนา ๓) ทุกข์ หมายถึงความไม่สบายกายไม่สบายใจ คือทั้งทุกข์กายและทุกข์ใจ นิพัทธทุกข์ ทุกข์เนืองนิตย์, ทุกข์ประจำ, ทุกข์เป็นเจ้าเรือน ได้แก่ หนาวร้อน หิวกระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ ปกิณณกทุกข์ ทุกข์เบ็ดเตล็ด, ทุกข์เรี่ยราย, ทุกข์จร ได้แก่ โศก ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุ ปายาส พาหิรทุกข์ ทุกข์ภายนอก วิปากทุกข์ ทุกข์ที่เป็นผลของกรรมชั่ว เช่น ถูกลงอาชญาได้รับความทุกข์หรือตกอบาย หรือ เกิดวิปฏิสารคือเดือดร้อนใจ วิวาทมูลกทุกข์ ทุกข์มีวิวาทเป็นมูล, ทุกข์เกิดเพราะการทะเลาะกันเป็นเหตุ สงสารทุกข์ ทุกข์ที่ต้องเวียนว่ายตายเกิด สภาวทุกข์ ทุกข์ที่เป็นเองตามคติแห่งธรรมดา ได้แก่ ทุกข์ประจำสังขาร คือ ชาติ ชรา มรณะ สหคตทุกข์ ทุกข์ไปด้วยกัน, ทุกข์กำกับ ได้แก่ทุกข์ที่พ่วงมาด้วยกับผลอันไพบูลย์ มีลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เป็นต้น แต่ละอย่างย่อมพัวพันด้วยทุกข์ สังขารทุกข์ ทุกข์เพราะเป็นสังขาร คือเพราะเป็นสภาพอันถูกปัจจัยปรุงแต่งขึ้น จึงต้องผัน แปรไปตามเหตุปัจจัย เป็นสภาพอันปัจจัยบีบคั้นขัดแย้ง คงทนอยู่มิได้ สันตาปทุกข์ ทุกข์ คือความร้อนรุ่ม, ทุกข์ร้อน ได้แก่ความกระวนกระวายใจ เพราะถูกไฟ กิเลส คือราคะ โทสะ และโมหะแผดเผา อาหารปริเยฏฐิทุกข์ ทุกข์เกี่ยวกับการแสวงหาอาหาร, ทุกข์ในการหากิน ได้แก่ อาชีวทุกข์ คือ ทุกข์เนื่องด้วยการเลี้ยงชีพ


296 ความสุขในโลก ถ้าเราสามารถบรรเทาทุกข์ต่าง ๆ ดังกล่าวได้ หรือกำจัดให้หมดสิ้นไป ชั่วคราว ความสุขต่าง ๆ ดังต่อไปนี้จะเกิดขึ้น 1. กามสุข ความสุขอันเกิดจากรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส 2. โลกธัมมสุข ความสุขอันเกิดจากโลกธรรมฝ่ายดี คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เพื่อน ความรู้ งาน คู่ชีวิต 3. สีลสุข ความสุขอันเกิดจากการเว้นชั่ว 4. ปุญญสุข ความสุขอันเกิดจากการทำความดีสร้างคุณธรรม 5. สมาธิสุข ความสุขอันเกิดจากจิตเป็นสมาธิ กิเลสต่าง ๆ ระงับดับไปชั่วคราว 6. วิมุตติสุข ความสุขอันประเสริฐที่เกิดจากการหลุดพ้นจากกิเลสและกองทุกข์ทั้งมวลอย่าง เด็ดขาด ทางปฏิบัติเพื่อระงับทุกข์ 6 ประการเพื่อให้เกิดความสุข คือ 1. อุฏฐานะ ขยันทำงานทำการงานเลี้ยงชีพ 2. ศรัทธา มีความเชื่อที่ถูกต้อง สัมมาทิฏฐิ 3. สีล เว้นจากการทำความชั่วทางกาย วาจา 4. บุญ การทำความดีทางกาย วาจา และใจ 5. สมาธิ ฝึกจิตให้เป็นสมาธิ 6. ปัญญา สร้างความรู้จริงเห็นแจ้งให้เกิดขึ้น เนื้อหาที่จะสอน 1. การวิจัยเชิงพุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนา คำถามท้ายบท 1. การวิจัยเชิงพุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนา เอกสารอ้างอิง บทที่ 15 ดร.ประพันธ์ ศุภษร, ผศ.สมควร นิยมวงศ์. (2551). การวิเคราะห์การใช้เหตุผลในพระไตรปิฎก. บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. ทองปลิว ชมชื่น. (2529). ปรัชญาการศึกษานอกระบบโรงเรียน. นครปฐม: มหาวิทยาลัยศิลปากร. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศุนิสา ทดลาและคณะ. (2563). ปรัชญาการศึกษา = Philosophy of Education.-- กรุงเทพฯ: คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ บ้านสมเด็จเจ้าพระยา. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). (2559). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม. พิมพ์ครั้งที่ 34. กรุงเทพฯ: มูลนิธิการศึกษาเพื่อสันติภาพ พระธรรมปฎก (ป. อ. ปยุตฺโต).


297 ภิญโญ สาธร. (2521). หลักการศึกษา. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์สุภา. มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย. (2563). หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสตร์เพื่อ การพัฒนา(หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2563). คณะศาสนาและปรัชญา/ภาควิชาพุทธศาสตร์. วรวิทย์ วศินสรากร. (2549). ปรัชญากับการศึกษาเบื้องต้น. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิ โรฒ. ศักดา ปรางค์ประทานพร. (2526). ปรัชญาการศึกษา. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์. สุรินทร์ รักชาติ. (2529). การเปรียบเทียบความเชื่อทางปรัชญาการศึกษาระหว่างผู้บริหาร อาจารย์ และ นักศึกษาในกรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. แสง จันทร์งาม. (2544). พุทธศาสนวิทยา. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : สร้างสรรค์บุคส์. แสง จันทร์งามและคณะ. (2553). พระไตรปิฎกสำหรับผู้บวชใหม่และชาวพุทธทั่วไป. กรงเทพฯ : เจริญวิทย์ การพิมพ์.


298 บรรณานุกรม เอกสารอ้างอิง บทที่ 1 Nigel Warburton, ปราบดา หยุ่น (แปล). (2561). ปรัชญาประวัติศาสตร์สายธารแห่งปัญญา. พิมพ์ ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : บุ๊คสเคป. แสง จันทร์งามและคณะ. (2553). พระไตรปิฎกสำหรับผู้บวชใหม่และชาวพุทธทั่วไป. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ เจริญวิทย์การพิมพ์. ชาย โพธิสิตา. (2564). ศาสตร์และศิลป์การวิจัยเชิงคุณภาพ : คู่มือนักศึกษาและนักวิจัยสังคมศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 9. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้ง. เอกสารอ้างอิง บทที่ 2 จินดา ยัญทิพย์. (2528). ความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิดทางปรัชญาการศึกษากับการเรียนของนิสิต บัณฑิตศึกษาคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาสารัตถศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บรรยายในการประชุมทางวิชาการเรื่อง ธรรมะที่อธิบายยาก ในหลักสูตรวิชาศีลธรรม ชั้น มศ.ปลาย ณ ห้องศรีคุรุ กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ วันที่ 27 ตุลาคม 2513 พระไตรปิฎก เล่มที่ 4 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 4 มหาวรรค ภาค 1 ธัมมจักกัปปวัตนสูตร. พระไตรปิฏก ฉบับสยามรัฐ. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อว ันที่ 14 มิถุนายน 2565. จาก แหล่งที่มา.https://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=04&A=355&Z=445. พระไตรปิฎก เล่มที่ 4 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 4 มหาวรรค ภาค 1. "อนัตตลักขณสูตร." พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท). "อนัตตลักขณสูตร." ใน "ประมวลธรรมบรรยาย ชุดที่ 2 ของ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์) อดีตเจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส." ภิญโญ สาธร. (2525). ปรัชญาการศึกษา. กรุงเทพฯ : มส.การพิมพ์ รพีรัฐ ธัญวัฒน์พรกุล. (2565). Lifelong Learning เพราะชีวิต คือการเรียนรู้ ไม่มีที่สิ้นสุด. [ออนไลน์]. ส ื บ ค ้ น เ ม ื ่ อ ว ั น ที่ 2 3 พ ฤ ศ จ ิ ก า ย น 2 5 6 5 2 5 6 5 . จ า ก แ ห ล ่ ง ท ี ่ ม า . https://thepractical.co/lifelong-learning/ รศ.สุวรรณ เพชรนิล. (2536). พุทธปรัชญาเบื้องต้น. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง. ราชบัณฑิตยสถาน. (2542). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542. Archived 2009-03-03 ที่ เวย์ แบ็กแมชชีน [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2565. จากแหล่งที่มา. (หาคำ "ธรรมจักร") https://web.archive.org/web/20090303000030/http://rirs3.royin.go.th/dictionar


299 ราชบัณฑิตยสถาน. (2553). กฎหมายตราสามดวง : พระทำนูน ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน. วิจิตร ศรีสะอ้าน. (2525). ปรัชญการศึกษา ในพื้นฐานการศึกษา. นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. วิทย์ วิศทเวทย์. (2523). ปรัชญาการศึกษา ในปรัชญาการศึกษาและปรัชญาการศึกษาไทย. ไพฑูรย์ สินลารัตน์. บรรณาธิการ. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช. สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก. (2551). "45 พรรษาของ พระพุทธเจ้า." กรุงเทพฯ : มหามกุฏราชวิทยาลัย. สายทิพย์ (2544). "ประสบการณ์การออกธุดงควัตรในป่าลึก ของหลวงปู่จันทา ถาวโร" บทความใน นิตยสาร หญิงไทย ฉบับที่ 625 ปีที่ 27 ปักษ์หลัง เดือนตุลาคม พ.ศ. 2544. สุชีพ ปุญญานุภาพ. (2550). พระไตรปิฎกฉบับสำหรับประชาชน. พิมพ์ครั้งที่ 16. กรุงเทพ : โรงพิมพ์ มหามกุฏราชวิทยาลัย. สุรพศ ทวีศักดิ์. (2560). ปัญหา ‘พุทธแบบศาสนา’ และ ‘พุทธแบบปรัชญา’.ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ว ั น ท ี ่ 2 9 พ ฤ ษ ภ า ค ม 2 5 6 5 . จ า ก แ ห ล ่ ง ท ี ่ ม า . https://prachatai.com/journal/2017/07/72499 แสง จันทร์งามและคณะ. (2553). พระไตรปิฎกสำหรับผู้บวชใหม่และชาวพุทธทั่วไป. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ เจริญวิทย์การพิมพ์. เอกสารอ้างอิง บทที่ 3 Jeff Wilson. (2014). Mediating Mindfulness: How Does Mindfulness Reach America?. [ Online] . Retrieved on December 1 , 2 0 2 2 . From the source. https://academic.oup.com/book/25638/chapterabstract/193050960?redirectedFrom=fulltext Somchai Srinok. (2018). The Teaching on the Four Noble Truths and the Problem of Peace. International Journal of Multidisciplinary in Management and Tourism Vol. 2 No. 1 January – June 2018. p.38. กองพุทธศาสนศึกษา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ. (2555). คู่มือธรรมศึกษาชั้นเอก. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ.


Click to View FlipBook Version