200 แกนกลางของการพัฒนาด้านอื่นๆ ทั้งเศรษฐกิจ การศึกษา การเมืองการปกครอง ฯลฯ การพัฒนาที่ขาด จริยธรรมเป็นหลักยึดย่อมเกิดผลร้ายมากกว่าดี เพราะผู้มีความรู้แต่ขาดคุณธรรม ย่อมก่อให้เกิดความเสื่อม เสียได้มากกว่าผู้ด้อยความรู้ โดยท่านกล่าวว่า “ ผู้มีความรู้แต่ไม่รู้วิธีที่จะประพฤติตน ย่อมก่อให้เกิดความ เสื่อมเสียได้มากกว่าผู้มีความรู้น้อย ถ้าเปรียบความรู้เหมือนดิน จริยธรรมย่อมเป็นเหมือนน้ำ ดินที่ไม่มีน้ำ ยึดเหนี่ยวเกาะกุมย่อมเป็นฝุ่นละอองให้ความรำคาญมากกว่าให้ประโยชน์ คนที่มีความรู้แต่ไม่มีจริยธรรมจึง มักเป็นคนที่ก่อความรำคาญหรือเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่นอยู่เนืองๆ” การพัฒนาบ้านเมือง ต้องพัฒนาจิตใจคน ก่อน หรืออย่างน้อยก็ให้พร้อมๆไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การศึกษาวิชาการอื่นๆ “การพัฒนา คน” เพื่อให้คนมีปัญญา มีความรู้มีคุณธรรมและมีทักษะในการแก้ปัญหาชีวิต บริโภคผลผลิตด้วย ปัญญา รู้อะไรดี อะไรชั่ว มีทัศนคติทางจริยธรรมที่เหมาะสม ฯลฯ ทั้งหมดนี้เป็นคุณสมบัติของคนที่มี คุณธรรม การจัดการศึกษาคงต้องยึดหลักสำคัญคือ “ให้ความรู้คู่คุณธรรม “ สังคมไทยจึงจะมีสมาชิก ของสังคมที่เป็นทั้งคนเก่งและคนดี เนื้อหาที่จะสอน 1. หลักจริยศาสตร์ตามแนวทางพระพุทธศาสนา คำถามท้ายบท 1. หลักจริยศาสตร์ตามแนวทางพระพุทธศาสนา เอกสารอ้างอิง บทที่ 8 ต่อสกุล พุทธพักตร์. (2562). ระบบอุปถัมภ์ในคติเห็นแก่เครือญาติกับประสิทธิผลของการทำหน้าที่ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น : กรณีศึกษาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งหนึ่งในอำเภอ เมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา. วิทยานิพนธ์หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (การเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา) คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒ นบริหารศาสตร์. สุชีพ ปุญญานุภาพ. (2550). พระไตรปิฎกฉบับประชาชน. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยมหามกุฏราช วิทยาลัย. บ้านจอมยุทธ. (มมป). "แนวคิด หลักการ ทฤษฏีทางคุณธรรมจริยธรรม หลักพุทธจริยศาสตร์". [ อ อ น ไ ล น ์ ] . ส ื บ ค ้ น เ ม ื ่ อ ว ั น ท ี ่ 3 ม ก ร า ค ม 2 5 6 6 . จ า ก แ ห ล ่ ง ท ี ่ ม า . https://www.baanjomyut.com/library_3/extension-2/ethics/03_7.html. แสง จันทร์งามและคณะ. (2553). พระไตรปิฎกสำหรับผู้บวชใหม่และชาวพุทธทั่วไป. กรงเทพฯ : เจริญวิทย์การพิมพ์.
201 แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 9 เรื่อง คำสอนพุทธศาสนาเพื่อความเข้าใจชีวิตและสังคม สัญชัย ทิพย์โอสถ, ดร.8 10 มกราคม 2566 1. รายละเอียดบทนำ โศกนาฏกรรมชีวิตการเกิดมาเป็นมนุษย์ก็แสนจะยุ่งยากเต็มไปด้วยอุปสรรคต่าง ๆ นานา จะ กล่าวถึงคู่หนุ่มสาวจีบกันเกิดเป็นความรักกันระหว่างกัน แต่งงานกันเกิดการตั้งครรภ์พ่อกับแม่ก็ไม่รู้ว่า ลูกในท้องจะสมบูรณ์ไหม เกิดเป็นความกังวลกลายเป็นความทุกข์ใจ และอีกอย่างคือ การหาเลี้ยงปาก เลี้ยงท้องตนเองให้อิ่มไม่ให้เกิดความหิวสิ่งนี้ก็สำคัญต่อชีวิต ธรรมชาติมนุษย์ท้องหิวจะคิดอะไรไม่ออก ไม่มีความต้องการอะไรไปมากกว่าการได้กิน ตอนที่ท้องหิวจะคิดอะไรไม่ออกไม่ต้องการอะไร เมื่อเกิด ท้องอิ่มแล้วสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือความต้องการปรารถนากาม (ตัณหา) สิ่งที่คนทั่วไปเชิดชูกัน คือ กิน กาม เกียรติ ต้องเติมเต็มสิ่งนี้ให้เต็มเพื่อให้มนุษย์รู้สึกว่าตนเองสมบูรณ์ เพราะธรรมชาติมนุษย์ต้องการเป็น หนึ่งในหมู่ชน เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคมจึงมีความต้องการที่ซับซ้อน ยากที่จะคาดเดาได้ เหมือนกับ การกำหนดทิศทางของปลาที่จะว่ายไปในน้ำ เคยอ่านหนังสือเรื่องสงครามชีวิต เป็นนิยายรักที่พูดถึง เรื่องชนชั้นทางสังคมที่งดงามและเจ็บปวดเรื่องหนึ่ง และน่าจะเป็นเรื่องแรก ๆ ของวงการนิยายไทยที่ นำเสนอออกมาในรูปแบบจดหมายโต้ตอบกันระหว่าง เพลิน หญิงสาวผู้มีปมเรื่องครอบครัวในอดีต กับ ระพินทร์ ชายหนุ่มผู้ปรารถนาจะเป็นนักเขียนชื่อดัง หนังสือเล่มนี้มีประเด็นพูดถึงเรื่องครอบครัว เศรษฐกิจ ฐานะทางสังคม ชนชั้น จนได้รับการ ขนานนามว่าเป็นนวนิยายแนวมนุษยธรรมเรื่องแรกของไทย โดยผู้เขียนได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่อง Poor People (รักของผู้ยากไร้) ของดอสโตเยฟสกีมาเขียนเรื่องนี้อีกที และในหนังสือตัวเอกของ เรื่องก็มีการกล่าวถึงด้วยรูปแบบการดำเนินเรื่องโดยใช้บทสนทนาโต้ตอบทางจดหมายนั้น (คิดว่า กล่องไปรษณีย์สีแดงก็น่าจะได้รับอิทธิพลจากเรื่องนี้ด้วย) ชวนอ่านและติดตาม เพราะเรื่องดำเนินไป โดย ค่อย ๆ เผยปูมหลังตัวละครทีละนิด อ่านแล้วอมยิ้มบางช่วง ทำไมระพินทร์ช่างเขียนได้หวานถึง เพียงนี้ และยังสอดแทรกเรื่องราววิถีการดำเนินชีวิตไว้อย่างน่าสนใจ ดังจะขอยกตัวอย่างบางช่วงใน หนังสือมา ดังนี้ อย่าได้ชำเลืองดูชีวิตของบุคคลที่สูงกว่าเรา พวกนี้เป็นภัยที่สุดสำหรับคนอย่างเธอและ ฉัน จำไว้ว่าความมั่งมีที่เราอยากได้ แต่ไม่สามารถขึ้นถึงจะฆ่าเธอ สภาพที่จนกว่าต่ำกว่านั่นแหล่ะ จะ ช่วยต่อชีวิตของเธอให้ยืนยาว เพลินคงจะสังเกตเห็น เมื่อเด็ก ๆ เล่นอยู่กับตุ๊กตาตัวเก่าคร่ำคร่า เขาจะ 8 เอกสารประกอบการสอนรายวิชา PH 1005
202 ไม่ร่ำร้องตุ๊กตาตัวใหม่เลยเขาเชื่อว่า ในโลกนี้มีตุ๊กตาอยู่ตัวเดียว แต่เฉพาะที่เขาเป็นเจ้าของอยู่ แต่ถ้า ผู้ใหญ่เปิดโอกาสให้เข้าได้เห็นตุ๊กตาใหม่อีกตัวหนึ่ง เขาจะทิ้งเจ้าตัวเก่าและร่ำร้องต้องการเจ้าตัวใหม่ ทันที นี่เป็นนิสัยสันดานของมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย ฉันขออ้อนวอนเพลินอีกครั้ง ที่จะไม่ไป ชำเลืองถึงของแปลกใหม่ซึ่งเราไม่สามารถจะมีได้ แน่นอนที่เดียว คนเราย่อมไม่นึกอยากได้ในสิ่งซึ่ง ตัวเองไม่เคยรู้จักว่ามันดีเลวอย่างไรเลย ชาวนาบ่นไม่อยากกินลอนดอนไอศกรีม ก็เพราะเขาไม่เคย ทราบพงศาวดารของลอนดอนไอศกรีมว่า มันมีรสชาติวิเศษเพียงไร แม่เพื่อนรัก จงลืมอ้ายแบบเสื้อที่ สวยงามตัวนั้นเสีย และอย่าพยายามให้เห็นอีกแล้วเธอจะเป็นสุขเหมือนอย่างที่ชาวนาเขาเป็นสุขกัน (ศรีบูรพา (กุหลาบ สายประดิษฐ์), 2536 : 41-42) ในบางครั้งนวนิยายก็สะท้อนแนวคิดของคนได้ในระดับหนึ่ง การศึกษาคำสอน พระพุทธศาสนาเพื่อความเข้าใจชีวิตและสังคมจึงมองให้ลึกและหลายแง่มุม ชีวิตและสังคมในมุมมอง พระพุทธศาสนาในอัตโนมติของผู้เรียบเรียบคิดว่า ทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป แต่ในความเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไปมีการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้ได้มาซึ่งกิน กาม และเกียรติ การมีชีวิตอยู่ในสังคม เปรียบเสมือนการเข้าสงคราม เมื่อเข้าสนามรบแล้วก็ต้องทำการรบ ถ้าเข้าสนามรบแล้วเราไม่ต้องรบก็ จะถูกผู้ที่เราไปด้วยกับเขาด้วยจะรบกับเรา เข้าสนามรบแล้วจะทำตัวเป็นผู้ประทุษร้ายก็ไม่ได้ ถึงเรา อยากอยู่เฉย ๆ เขาก็ฆ่าเราอยู่ดี เพราะมันเป็นธรรมชาติของสงคราม เหมือนกับฉากหนึ่งของ ภาพยนตร์เรื่อง Saving private Ryan ที่ว่า พลทหารคนหนึ่งเป็นคนที่ต้องวิ่งเอาอาวุธกระสุนปืนไป ให้หน่วยยิงที่ตั้งซุ้มอยู่เพื่อรอให้ทหารฝ่ายข้าศึกโผ่เข้ามา ขณะนั้นก็มีข้าศึกษาเข้าเกิดการต่อสู้กันชล มุน ใช้อาวุธมีดแทงกันแย่งกันไปกันมา ทหารที่เป็นผู้ส่งอาวุธไปเห็นไม่กล้าช่วยเพื่อนจนกระทั้งเพื่อน ทหารถูกข้าศึกษาใช้อาวุธมีดแทงตายต่อหน้า เพราะไม่กล้าเป็นการเบียดเบียนกันและกัน จนเป็น ความสำนึกผิดในภายหลังว่าไม่ได้ช่วยเพื่อนจนทำให้เพื่อนถูกแทงตายต่อหน้าต่อตา เพื่อความเข้าใจ การดำรงชีวิตในสังคมมีLife Coaching เกิดขึ้นมากมายในช่วงเวลาปัจจุบัน เพื่อให้เข้าใจมากกว่า มุมมองทางศาสนา บางคนบอกว่าไม่ต้องใช้หลักการทางศาสนาก็ได้ก็สามารถประคองชีวิตไปได้อย่าง ราบรื่น แล้วพระพุทธศาสนามีคำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไรบ้าง ดังนั้น การศึกษาเรื่อง คำสอนพุทธศาสนาเพื่อความเข้าใจชีวิตและสังคม เพื่อศึกษาคำสอน พุทธศาสนาเพื่อความเข้าใจชีวิตและสังคม เป็นแนวทางในการนำไปหลักธรรมไปประยุกต์ใช้ในชีวิต ด้วยการ Learning by doing เรียนแล้วด้วยการนำไปใช้เมื่อเจอปัญหาและจะแก้หาทางออกอย่างไร ได้บ้าง
203 ดังนั้นด้วยคำสอนพุทธศาสนาเพื่อความเข้าใจชีวิตและสังคม อาจจะเป็นแนวทางในการ แก้ปัญหาสังคมที่เกิดในปัจจุบันได้ในระดับจุลภาค คือ ครอบครัว และระดับมหภาค คือ ระดับประเทศชาติหรือโลกจะทำให้เกิดสันติสุขขึ้นในสังคมได้ คำสำคัญ คำสอนพุทธศาสนา, เพื่อความเข้าใจ, ชีวิตและสังคม 2. เนื้อเรื่อง ในมุมมองของชาวตะวันตกมองพระพุทธศาสนาว่าเป็นทุนิยม มองชีวิตว่าเป็นทุกข์ เพราะ ขึ้นต้นคำสอนก็เป็นทุกข์แล้ว คือ ชาติปิทุกฺขา มีรุ่งนิภา เหลียงได้เขียนบทความว่า โชเปนฮาวเออร์ ข้อ วิพากษ์แนวคิดแบบทุนิยม Schopenhauer: a critique of arguments against pessimism บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิพากษ์ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับข้ออ้างบางประการที่ อาเธอร์ โชเปนฮาวเออร์ (Arthur Schopenhauer)นักปรัชญาเมธีชาวเยอรมันถูกกล่าวหาว่าเป็นนักคิดผู้มีทัศนะค่อนข้างจะ เป็น “ทุนิยม” หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า เป็นผู้มีวิธีคิดแบบมองโลกในแง่ร้าย (pessimist) มากเกินไปจน ก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดีต่อผู้ที่ได้ศึกษาผลงานของเขา โดยจะแบ่งโครงสร้างในการน าเสนอ ออกเป็น 3 ส่วน ประเด็นที่หนึ่ง คือ ความหมายของชีวิตในทัศนะของโชเปน-ฮาวเออร์ ประเด็นที่สอง คือ การเสนอข้ออ้างเพื่อโต้แย้งและสนับสนุนการมองโลกแบบทุนิยม และประการสุดท้าย ผู้เขียนจะ เสนอความเป็นไปได้ที่จะประนีประนอมให้เห็นถึงข้อเด่นบางประการของการมองโลกตามความเป็น จริง ซึ่งต้องอาศัยการมีจุดเริ่มต้นจากการมองชีวิตว่าเป็นรวมศูนย์ของความปรารถนา ความอยาก ซึ่ง เป็นองคาพยพหนึ่งของการมองโลกแบบทุนิยมหรือทุทรรศนนิยมนั่นเอง (รุ่งนิภา เหลียง, 2563:80) สอดคล้องกับเรื่อง กุฎุมพีคนใดคนหนึ่ง [166] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ในพระเขตวัน ทรงปรารภกุฎุมพีคนใดคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "ปิยโต ชายตี1-" เป็นต้น (โบราณว่า ชายเต) พระศาสดาเสด็จไประงับความโศกของพราหมณ์ ความพิสดารว่า กุฎุมพีนั้น ครั้น บุตรของตนทำกาละ (ตายไปแล้ว) แล้ว อันความโศกถึงบุตรครอบงำ ไปสู่ป่าช้า ร้องไห้อยู่ ไม่อาจที่จะ หักห้ามความโศกถึงบุตรได้ พระศาสดาทรงพิจารณาดูสัตว์โลกในเวลาใกล้รุ่ง ทรงเห็นอุปนิสัยโสดาปัตติมรรคของกุฎุมพี นั้น กลับจากบิณฑบาตแล้ว ได้ทรงพาภิกษุผู้เป็นปัจฉาสมณะรูปหนึ่ง เสด็จไปประตูเรือนของกุฎุมพี นั้น กุฎุมพีนั้นได้ฟังความที่พระศาสดาเสด็จมา คิดว่า "พระศาสดาจักทรงประสงค์เพื่อทำปฏิสันถาร กับด้วยเรา" จึงอัญเชิญพระศาสดาให้เสด็จไปสู่เรือน ปูอาสนะไว้ในท่ามกลางเรือน. เมื่อพระศาสดา ประทับนั่งแล้ว ก็มาถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสถามกุฎุมพีนั้นว่า "อุบาสก ท่านต้องทุกข์ เพราะเหตุอะไรหนอแล?" เมื่อกุฎุมพีนั้นกราบทูลทุกข์เพราะพลัดพรากจากบุตรแล้วตรัสว่า "อย่าคิดเลย อุบาสก ชื่อว่าความตาย นี้มิใช่มีอยู่ในที่เดียว และมิใช่มีจำเพาะแก่บุคคลผู้เดียว ก็ชื่อว่าความเป็นไปแห่งภพ ยังมีอยู่เพียงใด,
204 ความตายก็ย่อมมีแก่สรรพสัตว์เพียงนั้นเหมือนกัน; แม้สังขารอันหนึ่ง ที่ชื่อว่าเที่ยงย่อมไม่มี เพราะเหตุ นั้น ท่านพึงพิจารณาโดยอุบายอันแยบคายว่า 'ธรรมชาติมีความตายเป็นธรรมดา ตายเสียแล้ว, ธรรมชาติมีความแตกเป็นธรรมดา แตกเสียแล้ว’ไม่พึงเศร้าโศก เพราะว่าโบราณกบัณฑิตทั้งหลายใน กาลที่ลูกรักตายแล้วพิจารณาว่า ‘ธรรมชาติมีความตายเป็นธรรมดา ตายเสียแล้ว, ธรรมชาติมีความ แตกเป็นธรรมดา แตกเสียแล้ว’ ดังนี้แล้ว ไม่ทำความเศร้าโศก เจริญมรณัสสติอย่างเดียว" อันกุฎุมพี ทูลอ้อนวอนว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัณฑิตพวกไหนได้ทำแล้วอย่างนั้น และได้ทำในกาลไร? ขอ พระองค์จงตรัสบอกแก่ข้าพระองค์" เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงทรงนำอดีตนิทานมา ยัง อุรคชาดก (1- ขุ. ชา. เล่ม 27/ข้อ 717; อรรถกถา ขุ. ชา. เล่ม 27/ข้อ 717) ในปัญจกนิบาตนี้ให้ พิสดารว่า :- บุตรของเรา เมื่อสรีระใช้ไม่ได้ ละสรีระของตนไป ดุจงูลอกคราบเก่าฉะนั้น, เมื่อบุตรของ เราตายจากไปแล้ว, เขาถูกเผาอยู่ ย่อมไม่รู้ปริเทวนาการของพวกญาติ เพราะฉะนั้น เราจึงไม่เศร้าโศก ถึงบุตรนั่น; เขามีคติเช่นใด ก็ไปสู่คติเช่นนั้น (เอง)" ดังนี้แล้ว จึงตรัส (ต่อไปอีก) ว่า "บัณฑิตในกาลก่อน เมื่อลูกรักทำกาละแล้วอย่างนั้น ไม่ ประพฤติอย่างท่านผู้ทอดทิ้งการงานแล้วอดอาหารเที่ยวร้องไห้อยู่เดี๋ยวนี้ ไม่ทำความโศกด้วยอำนาจ มรณัสสติภาวนา รับประทานอาหาร และอธิษฐาน (ตั้งใจทำ) การงาน เพราะฉะนั้น ท่านอย่าคิดว่า ‘ลูกรักของเรากระทำกาละแล้ว’ แท้จริง ความโศกก็ดี ภัยก็ดี เมื่อจะเกิดย่อมอาศัยของที่รักนั่นเอง เกิด"ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :- ปิยโต ชายตี โสโก ปิยโต ชายตี ภยํ ปิยโต วิปฺปมุตฺตสฺส นตฺถิ โสโก กุโต ภยํ. ความโศกย่อมเกิดแต่ของที่รัก, ภัยย่อมเกิดแต่ของที่ รัก; ความโศกย่อมไม่มีแก่ผู้ปลดเปลื้องได้จากของที่รัก, ภัย จักมีแต่ไหน. สอดคล้องกับพระสูตรที่กล่าวถึงเรื่อง กองทุกข์คราวหนึ่ง พระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ วัดเช ตะวัน พวกภิกษุเข้าไปบิณฑบาตในกรุงสาวัตถะแต่เช้า เห็นว่ายังเช้าอยู่จึงแวะเข้าไปในอารามของปริพาชก เพื่อสนทนาหรือเพื่อรอเวลาอันสมควรในการไปบิณฑบาต เมื่อสนทนาปราศรัยถามทุกข์สุขกันพอสมควร แล้ว พวกปริพาชกได้กล่าวว่า พระสมณะโคดมกล่าวการกำหนดรู้รูป กำหนดรู้กาม และกำหนดรู้เวทนา พวก เราก็กล่าวเช่นนั้นเหมือนกัน อะไรคือความแตกต่างระหว่างคำกล่าวของเรากับของพระสมณะโคดม (คำว่า “กำหนด” ในที่นี้หมายถึงการทำความเข้าใจอย่างถูกต้อง เช่น การทำความเข้าใจในเรื่องโทษของกาม เป็น ต้น) ภิกษุเหล่านั้นไม่ตอบ ด้วยคิดว่าจะกลับไปทูลถามพระพุทธองค์ดีกว่า ดังนั้น เมื่อกลับมาจาก บิณฑบาตแล้วแล้วจึงทูลถามในเรื่องนี้ พระพุทธองค์ตรัสว่า พวกเธอควรจะถามปริพาชกเหล่านั้น ว่าอะไร
205 เป็นคุณอะไรเป็นโทษของกาม, รูป และเวทนานั้น อนึ่งเล่า จะไม่ถอนตนออกจากสิ่งนั้นได้อย่างไร (คือทำ อย่างไรจึงจะไม่ติด ไม่ยึดมั่นสิ่งเหล่านั้น) ตรัสว่า เมื่อถามอย่างนี้ พวกปริพาชกจะต้องอึดอัดคับแค้นแน่นอน จะตอบไม่ได้ เพราะไม่ใช่วิสัย ของเขาที่จะตอบได้ แม้ใครๆในโลกก็ตอบไม่ได้ นอกจากตถาคตหรือสาวกของตถาคต หรือผู้ที่ได้ยินได้ฟัง จากสองเหล่านี้เท่านี้เท่านั้น ต่อจากนั้น ทรงแสดงคุณและโทษของกาม รูป และเวทนา พร้อมทั้งการไถ่ถอนตนออก หรืออุบาย วิธีในการสลัดออก มีใจความสำคัญ ดังนี้ กามคุณ คือ กลุ่มกาม ได้แก่ รูป, เสียง, กลิ่น, รส, โผฏฐัพพะ อันน่าใคร่ น่าปรารถนา น่าพอใจ เป็น ที่ตั้งแห่งความกำหนัด สุขโสมนัสอันใดเกิดขึ้นเพราะอาศัยกามคุณ 5 สุขโสมนัสแหละเป็นคุณของกาม ส่วนโทษของกาม (กามาทีนพ) นั้นทรงแสดงไว้มาก กล่าวโดยสรุปคือ ทุกข์โทมนัสอันใดเกิดเพราะ กามเป็นเหตุ นั้นถือว่าเป็นโทษของกาม เช่น 1.ต้องตรากตรำทำงานหนัก ทนต่อเหลือบ ยุง ลม แดด สัตว์เลื้อยคลาน เป็นกองทุกข์ที่เห็นอย่าง ชัดแจ้ง นี่ก็เพราะกามเป็นเหตุ อนึ่ง ถ้างานที่ทำนั้นไม่ได้ผล ไม่สำเร็จตามที่หวังไว้ บุคคลย่อมเศร้าโศก ลำบากคร่ำครวญรำพันว่าความเพียรของเขาสูญเปล่า 2. เมื่อทำงานตรากตรำอย่างหนักได้ทรัพย์มาแล้ว ก็ต้องเป็นทุกข์ด้วยการรักษามิให้พินาศไปด้วย เหตุต่างๆ เช่น โจรปล้น ไฟไหม้ น้ำท่วม หรือทายาทอันไม่น่ารักฉกฉวยเอาไป 3. เพราะกามเป็นเหตุ พระราชาก็ทะเลาะกับพระราชา มารดาบิดากับบุตร พี่ชายน้องชาย พี่หญิง น้องหญิง แก่งแย่งทะเลาะวิวาทกัน ประหัตประหารกัน (เช่นกรณีแย่งทรัพย์สินกันเป็นต้น) 4. เพราะกามเป็นเหตุ มีการเข้าสู่สงคราม ทำลายล้างกันด้วยอาวุธต่างๆ ตายบ้าง บาดเจ็บสาหัส กันบ้าง 5. เพราะกามเป็นเหตุ มนุษย์จำนวนมากประพฤติทุจริตด้วย กายวาจาใจ เมื่อสิ้นชีพแล้วย่อม เข้าถึงนรก ทรงแสดงว่า การไถ่ถอนกามก็คือการกำจัดและการละความพอใจและความกำหนัดในกามทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดไม่รู้คุณและโทษของกามไม่รู้การไถ่ถอนตนออกจากกาม พวกนั้นน่ะหรือจะกำหนดรู้ กามด้วยตนเองหรือว่าจะสามารถชักจูงผู้อื่นเพื่อกำหนดรู้กามทั้งหลายได้ ย่อมเป็นไปไม่ได้เลย ส่วนสมณะ พราหมณ์เหล่าใดรู้คุณและโทษของกาม รู้การไถ่ถอนตนเองออกจากกาม พวกเขาจักสามารถกำหนดรู้กาม ด้วยตนเอง และสามารถเข้าจูงผู้อื่นให้รู้เช่นนั้นด้วย ต่อจากนั้น ทรงแสดงถึงคุณและโทษของรูปโดยใจความสำคัญว่า เมื่ออยู่ในวัยหนุ่มสาว บุคคลย่อม มีรูปงามเปล่งปลั่ง ความงามเปล่งปลั่งนั่นเองเป็นคุณของรูป แต่ต่อมาเมื่อความแก่ชราเข้าครอบงำ อายุ80- 90 หรือ 100 ปี เป็นคนแก่ มีซี่โครงคด ร่างขดงอ ถือไม้เท้ากระงกกระเงิ่น เดินช้ากระย่องกระแย่ง ฟันหลุด ผมหงอก ศีรษะล้าน เนื้อเหี่ยว ตัวตกกระ นี่โทษของรูป
206 อนึ่งบางคราว เมื่อเจ็บป่วยอย่างหนัก นอนจมอุจจาระปัสสาวะของตน ต้องให้ผู้อื่นพยุงลุกพยุงนั่ง ต้องคอยประคองกัน นี่ก็คือโทษแห่งรูป อะไรเล่าเป็นคุณของเวทนา เมื่อใดจิตใจสงบ ปราศจากความตรึกเรื่องกาม เรื่องอกุศลต่างๆ เมื่อ นั้นย่อมไม่คิดทำลายผู้อื่น เวลานั้นบุคคลย่อมเสวยเวทนาอันไม่มีความเบียดเบียนเลยทีเดียว นี่คือคุณของ เวทนา คุณของเวทนานั้นมีความไม่เบียดเบียนเป็นอย่างยิ่ง (หมายความว่า ความไม่เบียดเบียนเป็นความสุข อย่างยิ่ง เทียบพระพุทธพจน์ที่ว่า อพฺยาปชฺฌํ สุขํ โลเก) ในที่นี้ตรัสถึงความสุขในฌาน 4 (รูปฌาน) ว่าเป็นคุณของเวทนา ส่วนโทษของเวทนานั้น ตรัสว่า เนื่องจากเวทนาเป็นสิ่งไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา นี่คือโทษของเวทนา ส่วนการไถ่ถอนรูปและเวทนานั้น ทรงแสดงไว้ว่า เป็นวิธีเดียวกันกับการไถ่ถอนกาม คือการกำจัด และละฉันทะในรูปและเวทนานั้นเสีย พิจารณาดูแล้ว เรื่องกาม, รูป และเวทนาเป็นเรื่องใหญ่ของมนุษย์ มันทำให้มนุษย์ต้องดิ้นรนเร่า ร้อนรำพัน เหน็ดเหนื่อย ทุกข์ยาก ยุ่งเหยิง นานาประการ วัยหนุ่มสาวเป็นวัยที่มีกำหนัดในกามรุนแรง กาม นั้นมีรูป, เสียง,กลิ่น, รส, โผฏฐัพพะ เป็นเหยื่อล่อ ก่อให้เกิดสุขเวทนาเพียงเล็กน้อย แต่ก่อทุกข์ให้มากมาย ยึดเยื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแก่คนที่ไม่ได้กำหนดรู้โทษของมัน มองเห็นแต่คุของมันเพียงเล็กน้อย เหมือนปลา ที่ติดเบ็ดเพราะเห็นแก่เหยื่อเล็กน้อยที่ติดอยู่กับเบ็ด เมื่อติดเบ็ดแล้วก็มีความทุกข์มากมาย อาจถึงเสียชีวิต มีปลาน้อยตัวนักที่ฉลาดกินแต่เหยื่อโดยไม่กลืนเบ็ดเข้าไปด้วย ฉันใด คนในโลกนี้ก็ฉันนั้น มีน้อยคนนักที่ เกี่ยวข้องกับกามคุณโดยไม่ให้เป็นทุกข์ หรือเกี่ยวข้องโดยที่มีทุกข์น้อยที่สุด ในการนี้จะต้องใช้คุณธรรมคือ ปัญญาเป็นหลักใช้สติและโยนิโสมนสิการเป็นเครื่องมือพิจารณาใช้ความไม่ประมาทเป็นทางดำเนิน เมื่อยัง เกี่ยวข้องอยู่ด้วยกามคุณก็เกี่ยวข้องโดยประการที่มีทุกข์น้อยที่สุด กองทุกข์ ครั้งหนึ่ง พระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ นิโครธาราม กรุงกบิลพัสดุ์ เจ้าศากยะองค์หนึ่ง เสด็จไปเฝ้า ทูลว่าตนเข้าใจในพระธรรมที่ทรงแสดงมานานแล้วว่า โลภะโทสะโมหะเป็นสิ่งที่ทำให้จิตเศร้า หมอง แต่มันก็ยังครอบงำจิตใจของตนอยู่เป็นครั้งเป็นคราว สงสัยว่ามีอะไรอยู่ในจิตใจ มีอะไรที่ยังละไม่ได้ ขาดจึงทำให้โลภ โกรธ หลงครอบงำจิตใจได้เป็นครั้งคราว พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า ที่เป็นอย่างนั้นเพราะยังทรงละกามไม่ได้ ถ้าละกามได้แล้วก็จะไม่อยู่ ครองเรือน ตรัสต่อไปว่า อริยสาวกทราบอย่างดีว่ากามทั้งหลายให้สุขน้อยให้ทุกข์มาก ถึงกระนั้นถ้าเขาไม่ได้ ปีติสุขอันเหนือกามสุขแล้ว เขาก็คงเวียนมาหากามสุขอีก แต่เมื่อใดเขาได้ปีติสุขอันอยู่เหนือกามสุขแล้ว เขา ย่อมไม่เวียนมาหากามสุขอีก ตรัสเล่าเรื่องพระองค์เองสมัยที่ยังมิได้ตรัสรู้ ทรงรู้เห็นเหมือนกันว่า กามทั้งหลายให้สุขน้อยให้ ทุกข์มาก แต่เมื่อมิได้สุขอื่นที่เหนือกว่ากามสุขก็ยังไม่สามารถปฏิญญาพระองค์เองว่าจะไม่เวียนมาสู่กามสุข อีก เมื่อทรงได้สุขอื่นที่เหนือกว่าแล้วทรงปฏิญญาได้ว่าจะไม่เวียนมาสู่กามสุขอีก
207 ต่อจากนั้น ตรัสถึงคุณและโทษของกาม พร้อมทั้งอุบายวิธีที่จะถอนตนจากกาม (เหมือนที่กล่าว มาแล้วใน “กองทุกข์ (1)”) ตรัสเล่าเรื่องเมื่อครั้งที่ประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ คราวนั้น ที่ตำบลกาฬศิลา ข้างภูเขาอิศิคิลิ พวกนิครนถ์จำนวนมากถือการยืนเป็นวัตร คือยืนอย่างเดียวไม่นั่ง ได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส ซึ่งเกิดจาก ความพยายามนั้น พระองค์เสด็จออกจากที่หลีกเร้นในเวลาเย็น เสด็จเข้าไปหาพวกนิครนถ์เหล่านั้น ได้ถาม พวกเขาถึงการยืนเป็นวัตรนั้นว่า ทำด้วยเหตุผลอะไร พวกนิครนถ์ตอบว่า นิครนถ์ นาฏบุตรผู้เป็นศาสดาของ เขาเป็นผู้รู้ธรรมทั้งปวง เห็นธรรมทั้งปวง ยืนยันญาณทัสสนะ (ความรู้ความเห็น) ของท่านว่าบริสุทธิ์หมดจด โดยประการทั้งปวง สอนให้สาวกทำความเพียรอันเข้มงวดเช่นนี้เพื่อสลัดบาปกรรมอันเคยทำมาแต่กาลก่อน อนึ่ง การที่พวกท่านสำรวมกายวาจาใจในบัดนี้ เป็นการไม่กระทำบาปต่อไป เพราะกรรมเก่าจะสิ้นไปด้วย ตบะนี้ และเพราะไม่ทำกรรมใหม่ ความถูกบังคับจึงไม่มี เพราะไม่ถูกบังคับจึงสิ้นกรรม เพราะสิ้นกรรมจึงสิ้น ทุกข์ เพราะสิ้นทุกข์จึงสิ้นเวทนา เพราะสิ้นเวทนาจึงเป็นอันว่าพวกท่านสลัดทุกข์ได้หมด พวกเราพอใจคำ กล่าวนี้ของท่าน นิครนถ์ นาฏบุตร จึงยินดีบำเพ็ญตบะนี้ พระพุทธองค์ตรัสถามพวกนิครนถ์เหล่านั้นว่า ท่านทราบหรือว่าพวกท่านเคยเกิดมาก่อน ท่านได้ ทำกรรมไว้ในกาลก่อน เคยทำกรรมอย่างนี้ๆมาก่อน ท่านทราบหรือว่าสลัดทุกข์ได้เท่านี้แล้วยังมีทุกข์อีก เท่านี้ที่จะต้องสลัด เมื่อทุกข์เท่านี้ท่านสลัดได้แล้วเป็นอันสลัดทุกข์ได้หมดสิ้น พวกท่านทราบการละอกุศล และการบำเพ็ญกุศลในปัจจุบันแล้วหรือ คำถามเหล่านี้พวกนิครนถ์ตอบว่า ไม่ทราบทั้งสิ้น พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ คนที่จะบวชในสำนักของพวกท่านก็มีแต่คนที่มีมารยาท ทราม มีมือเปื้อนโลหิต ทำกรรมชั่วช้า พวกนิครนถ์ตอบว่า บุคคลมิใช่จะประสบความสุขได้ด้วยความสุข แต่จะประสบความสุขได้ด้วย ความทุกข์ ถ้าหากบุคคลประสบความสุขได้ด้วยความสุขแล้ว พระเจ้าพิมพิสาร จอมทัพแห่งแคว้นมคธ ก็จะ พึงมีความสุขมากกว่าพระสมณะโคดม เพราะโดยปกติพระเจ้าพิมพิสารมีชีวิตอยู่เป็นสุขกว่าพระสมณะโคดม พระพุทธองค์ทรงตรัสถามเป็นเชิงเปรียบเทียบว่า พระเจ้าพิมพิสารจะทรงสามารถอยู่อย่างไม่ไหว พระกาย ไม่ไหวพระวาจา (คือไม่ตรัสอะไรเลย) เสวยสุขอย่างเดียวตลอด 7 วัน 6 วัน จนถึงเพียงวันหนึ่งคืน หนึ่งได้หรือไม่ พวกนิครนถ์ทูลตอบว่า ไม่ได้ พระพุทธองค์ตรัสว่า พระองค์เองสามารถไม่ทรงไหวพระกาย และพระวาจา เสวยความสุขอย่าง เดียวตลอด 7 วันได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ระหว่างพระองค์กับพระเจ้าพิมพิสาร ใครจะอยู่เป็นสุขกว่ากัน พวก นิครนถ์ทูลรับว่า พระพุทธองค์ทรงเป็นสุขมากกว่าอย่างแน่นอน เมื่อพระพุทธองค์ตรัสเล่าเรื่องนี้จบลงแล้ว พระเจ้ามหานามะทรงชื่นชมยินดีกับพระภาษิตของพระพุทธองค์ (แสง จันทร์งามและคณะ,2553:666-671)
208 เรื่องนี้แสดงโทษของความเพียรที่มากเกินไปและทำไปโดยไร้ปัญญา เป็นการทำตนให้ลำบากเปล่า (อัตตกิลมถานุโยค) เป็นทุกข์เปล่า ไม่มีประโยชน์ ไม่ประเสริฐ เช่นความเพียรในการยืนอย่างเดียวของพวก นิครนถ์ในเรื่องนี้ พระพุทธศาสนาสอนเรื่องปัญญาอันเป็นคุณธรรมหลัก คือให้ทำอะไรๆด้วยปัญญา มิใช่ด้วยความ เขลา หรือสักแต่ว่าเคยทำสืบๆกันมาแต่โบราณ การเข้มงวดกับชีวิตเกินไปก็เป็นบ่อเกิดแห่งทุกข์ เป็นกอง ทุกข์ใหญ่อย่างหนึ่งเหมือนกัน ในเรื่อง “กองทุกข์ (1)” พระพุทธองค์ทรงเน้นเรื่องการมัวเมาในกามว่าเป็นกองทุกข์ใหญ่ ในเรื่องนี้ ตรัสเรื่องกาม (อันเป็นทางหย่อนเกินไป) และเรื่องอัตตกิลมถานุโยคอันเป็นทางตึงเกินไป ว่าเป็นกองทุกข์ และเป็นบ่อเกิดแห่งทุกข์ ผลได้ไม่คุ้มกัน องค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษา ความยึดมั่นถือมั่นเกินไปเป็นเหตุให้เดือดร้อนตรงกับ อุปาทาน 4 (ความยึดมั่น, ความถือ มั่นดวยอํานาจกิเลส, ความยึดติดอันเนื่องมาแต่ตัณหา ผูกพันเอาตัวตนเปนที่ตั้ง — Upàdàna: attachment; clinging; assuming) 1. กามุปาทาน (ความยึดมั่นในกาม คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่นาใคร นาพอใจ — Kàmupàdàna: clinging to sensuality) 2. ทิฏ ปาทาน ุ (ความยึดมั่นในทิฏฐิหรือทฤษฎี คือความเห็น ลัทธิ หรือหลักคําสอนต่าง ๆ —Diññhupàdàna: clinging to views) 3. สีลัพพตุปาทาน (ความยึดมั่นในศีลและพรต คือ ถือวาจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้เพียงด้วยศีล และวัตร หลักความประพฤติ ขอปฏิบัติ แบบแผน ระเบียบ วิธี ขนบธรรมเนียมประเพณี ลัทธิพิธีต่าง ๆ ถือวาจะต้องเป็นอย่างนั้น ๆ โดยสักวาทำสืบๆ กันมา หรือ ปฏิบัติตามๆ กันไปอย่างงมงาย หรือโดย นิยมว่าขลัง วาศักดิ์สิทธิ์มิได้เป็นไปด้วยความรูความเขาใจตามหลักความสัมพันธ์แห่งเหตุและผล — Sãlabbatupàdàna: clinging to mere rules and rituals) 4. อัตตวาทุปาทาน (ความยึดมั่นในวาทะว่าตัวตน คือ ความถือหรือสำคัญหมายอยูในภายใน ว่า มีตัวตน ที่จะได้จะเป็น จะมี จะสูญสลาย ถูกบีบคั้นทำลาย หรือเป็นเจ้าของ เป็นนายบังคับบัญชา สิ่งต่าง ๆ ได้ ไม่มองเห็นสภาวะของสิ่งทั้งปวง อันรวมทั้งตัวตนว่าเป็นแต่เพียงสิ่งที่ประชมุประกอบกัน เข้าเป็นไปตามเหตุปัจจัยทั้งหลายที่มาสัมพันธ์กันล้วน ๆ — Attavàdupàdàna:clinging to the ego-belief) 3. บทสรุป การที่จะใช้ชีวิตให้เกิดการ Balance ไม่ให้เกิดความสะดุดเป็นสิ่งที่ยากมาก เหมือนกับคำ กล่าวที่ว่า ชีวิตเปรียบเสมือนเรือที่ล่องไปในทะเล ย่อมประสบกับคลื่นลมพายุฉันใด ชีวิตที่เกิดมาย่อม มีอุปสรรคฉันนั้น จะหลีกเลี่ยงยาก ดังนั้นต้องศึกษาเรียนรู้ เข้าใจชีวิต อย่าตัดสินอะไรง่าย จงศึกษา
209 และเรียนรู้ให้มาก นักมวยที่ไม่เคยขึ้นชกเลยจะรู้ได้อย่างไรว่าตนเองเก่งแค่ไหน หรือนักมวยที่ไม่เคย ถูกชกเลยจะรู้ได้อย่างว่าความเจ็บมันเป็นเช่นไร ความปรารถนาพาใจให้ล่ม การควบคุมความ ปรารถนาได้จึงจะได้มีชัย มีคำกล่าวว่า 1. “เวลาชีวิต”เราลดลงไปทุกวัน ควรเลิกเสียดายอดีตได้แล้ว 2. “ความสุข”ไม่ได้เกิดจากมีเท่าไหร่ แต่ความสุขอยู่ที่เราพอเมื่อไหร่ 3. “มีพบ มีพราก มีจาก มีลา” เป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเกิดขึ้น กับเราทุกคน ฝึกให้ชินวันหนึ่ง มันจะวนมาหาเราอย่างแน่นอน 4. สิ่งใด ที่เรา ”ควบคุมมันไม่ได้” สิ่งนั้นกำลังสอนให้เราปล่อยวาง 5. ใครจะอวดอะไรก็เรื่องของเขา มัน “สิทธิ์ ของเขา” แค่เรารักษาใจเราไม่ให้อิจฉาใครก็พอ 6. “ไม่มีใครเก่งไปซะทุกอย่าง” ไม่มีใครกระจอกไป ซะทุกเรื่อง เรามีทั้งเรื่องเก่งและไม่เก่งปะปนกันไป 7. “อย่าไปคิดเยอะเกินวันนี้”พราะไม่รู้เราจะอยู่ถึง ไหมทำให้ดีแล้วปล่อยวางก็พอ 8. “หัดช่างแม่งบ้าง” กับบางเรื่องในชีวิต เพราะไม่มีอะไรที่จะเป็นไป ตามที่เราคาดหวังไว้ได้ตลอด 9. ชีวิตเสียใจได้แต่ “อย่าเสียดาย”เสียใจไม่นานก็หาย แต่เสียดาย ทั้ง ชีวิตก็ยังคงอยู่อย่างนั้น 10. ไม่อยากเสียดายชีวิต “ชัดเจนกับตัวเองได้แล้ว” เจ็บก็ชัดเจน ไม่เจ็บก็ ชัดเจนแต่มันยังดีกว่าชีวิตคาราคาซัง 11. “คาดหวัง” ไว้มากเท่าไหร่ก็อย่าลืมเตรียมความผิดหวังไว้ มากด้วยเท่านั้น 12. อะไรไม่ใช่ของ ๆ เราอยู่ไม่นานหรอก อะไรที่เป็นของ ๆ เราไกลแค่ไหนก็ “วนเวียนมาหาเราอยู่ดี” 13. เราและเขาเปลี่ยนแปลงไปทุกวันเลิกยึดติดกับภาพความทรงจำเดิมได้ แล้ว 14. อย่าเก็บความรู้สึกแย่ ๆ ไว้เพียงคนเดียว หัดระบายมันออกมาบ้าง 15. วันไหนที่เราได้ดีอย่า ไปดูถูกใครเพราะไม่รู้วันไหนเราจะล้มเหมือนเขาบ้าง16. ความผิดหวังถ้าไม่ทำให้เราตายมองให้ดีมันก็ ทำให้เราโต 17. อย่าพยายามอยากรู้อดีตเลยสังเกตตัวเองง่าย ๆ อดีตกำหนดปัจจุบันปัจจุบันกำหนด อนาคตเรา 18. พ่อ-แม่ ตายก่อนเราเป็นเรื่องธรรมดา หมั่นถามไถ่ ห่วงใยท่านบ้างเมื่อจากกันจะได้ไม่ ต้องมานั่งเสียดายเคาะบอกรักกันที่ฝาโลง 19. ชีวิตไม่มีปลายทางจงอยู่กับปัจจุบันอย่ากังวลปลายทาง เพราะบางทีมันอาจไม่มีจริง 20. “เรามาตัวเปล่า ไปตัวเปล่าอย่าไปคาดหวังเยอะกับชีวิต”สักวันเราก็ ต้องตายการมีลมหายใจในตอนนี้และทำอะไรก็ได้ในสิ่งดี ๆ ย่อมดีที่สุดแล้ว จากข้อความทั้ง 20 ข้อความท่านผู้มีปัญญาลองพิจารณาดูว่าจริงเท็จประการใดโปรดชี้แจง เนื้อหาที่จะสอน 1. คำสอนพุทธศาสนาเพื่อความเข้าใจชีวิตและสังคม คำถามท้ายบท 1. คำสอนพุทธศาสนา, เพื่อความเข้าใจ, ชีวิตและสังคม เอกสารอ้างอิง บทที่ 9
210 ศรีบูรพา (กุหลาบ สายประดิษฐ์). สงครามชีวิต. พิมพ์ครั้งที่ 4 (ของสนพ.ดอกหญ้า – ก่อนหน้าได้พิมพ์ มาประมาณ 20 ครั้ง). กรุงเทพฯ: สนพ.ดอกหญ้า, 2536. 84000.org. "2. เรื่องกุฎุมพีคนใดคนหนึ่ง [166] ". [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2566. จากแหล่งที่มา. https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=26&p=2. รุ่งนิภา เหลียง. (2563). โชเปนฮาวเออร์ข้อวิพากษ์แนวคิดแบบทุนิยม. วารสารวิชาการทาง พระพุทธศาสนา ปีที่ 6 ฉบับที่ 1 (ฉบับรวมที่ 10) ปี 2563. น.80. แสง จันทร์งามและคณะ. (2553). พระไตรปิฎกสำหรับผู้บวชใหม่และชาวพุทธทั่วไป. กรงเทพฯ : เจริญวิทย์ การพิมพ์.
211 แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 10 เรื่อง คำสอนพระพุทธศาสนาที่มีต่อการเมือง สัญชัย ทิพย์โอสถ, ดร.9 18 มกราคม 2566 1. รายละเอียดบทนำ มีคำกล่าวว่า การเมืองเป็นเรื่องของผลประโยชน์ หรือว่าการเมืองเป็นเรื่องของกลุ่มคนทาง การเมืองและผลประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจและการใช้กลอุบาย เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์บางประการที่ตนเองต้องการ โดยไม่สนใจคนใดหรือสิ่งใดจะเสียหาย สิ่ง สำคัญคือขอให้ได้มาเท่านั้น การเมืองการปกครองที่ว่าดีที่สุดนั้นยังไม่มีในสารระบบ เมื่อกำเนิดสังคม ขึ้นมาก็ต้องมีระบบการปกครองที่คอยควบคุมกลุ่มชนให้อยู่ในกฎระเบียบของสังคมเพราะมนุษย์เป็น สัตว์สังคม ยึดกฎจารีตประเพณี ยึดกฎหมาย กฎจารีต ศีลธรรมในการปกครอง เมื่อคนในสังคมเคารพ กฎเกณฑ์สังคมก็เกิดความสงบสุข ถ้าว่าเรื่องการเมืองที่มีประวัติยาวนานคือ ประเทศจีน ในยุคสามก๊ก แบบรูปแบบการปกครองระบอบสมบูรณ์ญาณาสิทธิราชย์ มีขุนนาง ที่ว่าในยุคนั้นเป็นยุคที่ดีแล้ว ยัง แตกแยกออกไปเป็นสามก๊ก รวมแล้วแยก แยกแล้วรวมหมุนเวียนเปลี่ยนไปเป็นเชนนี้ตามกาลเวลา ระบบการปกครองนั่นดี แต่นักปกครองถ้าเป็นคนดีก็ดีไป ถ้าเป็นคนไม่ดีต่อให้ระบบดีแค่ไหนก็ทำให้ ระบบการปกครองเสียได้เช่นกัน ในหนังสือเพลงกระบี่สีจิ้นผิง กล่าวว่าประเทศชาติมีเสาหลักสี่ต้น คือ จารีต คุณธรรม โปร่งใส ละอายต่อความชั่ว หากเสาหลักทั้งสี่ต้นมิจรรโลง ประเทศชาติย่อมล่มสลาย ท่านได้บรรยายต่อไปว่า ระหว่างดูงานที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง โรงเรียนประถมศึกษาหมินจู๋และ คอร์สฝึกอบรมกรรมการเมืองกลาง ตลอดจนการดูงานที่เชียงไฮ้ สหายสีจิ้นผิงได้กล่าวถึงเรื่องการบ่ม เพาะและการปฏิบัติตามค่านิยมของสังคมนิยม “ประเทศชาติไร้คุณธรรมย่อมไม่รุ่งเรือง คนไร้ คุณธรรมก็ยืนหยัดไม่ได้” เป็นคนต้องมีคุณธรรม การเป็นข้าราชการต้องมีคุณธรรมปกครอง การ บริหารประเทศย่อมต้องการให้ทุกคนมีค่านิยมในจิตใจและแสดงออกสู่โลกภายนอก แต่ละยุคสมัย ย่อมมีจิตวิญญาณของตนเอง แต่ละยุคสมัยย่อมมีค่านิยมของยุคสมัยนั้น ๆ เป็นสิ่งยึดถือปฏิบัติ ค่านิยมเหล่านี้เป็นการสืบทอดการมุ่งแสวงหาทางจิตวิญญาณของชนเผ่าและประเทศชาติ แสดง ออกมาเป็นมาตรฐานความถูกผิดทางสังคม ท่านสีจิ้นผิงได้อ้างคำพูดก่วนจื่อ 2 ประโยคนี้ ซึ่งคือความ ตระหนักต่อค่านิยมของปราชญ์จีนโบราณว่า การจรรโลง 3 ประการ คือ ตั้งแต่ประเทศชาติ สังคม และปัจเจกชน ถักทอเป็นค่านิยมของประเทศและอุดมการณ์ร่วมกันของสังคม เป็นเข็มทิศการพัฒนา 9 เอกสารประกอบการสอนรายวิชา PH 1005
212 ปฏิรูปของประเทศเราที่มีประชากรนับพันล้าน และย่อมเป็นเสาหลักของประเทศชาติที่ประชาชนต้อง ยึดมั่น (พิเพิลส์ เดลี เพรส, 2562:138-140) ประเทศเปรียบเสมือนเรือถ้าไม่มีหางเสือก็ไร้ทิศทาง หาง เสือเป็นดุจดังหางเสือที่คอยควบคุมเรือให้ไปในทิศทางที่ต้องการได้ ดังนั้นประเทศชาติมีเสาหลัก 4 ต้น ล้ม 1 ต้นจะเอียง ล้ม 2 ต้นเป็นอันตราย ล้ม 3 ต้นจักล่ม ล้ม 4 ต้นจักพินาศ เอียงยังพยุงขึ้นได้ อันตรายก็ทำให้ปลอดภัยได้ ล่มยังกู้ได้ หากพินาศย่อมมิมีทางฟื้นคืนได้เสาหลัก 4 ต้นคือสิ่งใดเล่าต้นที่ 1 คือจารีต ต้นที่ 2 คือ คุณธรรม ต้นที่ 3 คือ ความโปร่งใส ต้นที่ 4 คือ ความละอายต่อความชั่ว การ มีพื้นที่และดูแลราษฎร พึงให้ต้องตาม 4 ฤดูกาล รักษายุ้งฉาง เสาหลัก 4 ต้นมิจรรโลง ประเทศชาติ ย่อมพินาศ ซื่อเหวย เรื่องเสาหลักทั้ง 4 ต้น พบในปรัชญานิพนธ์ก่วนจื่อ ระบุว่า เสาที่ 1 คือ จารีต เสาที่ 2 คือคุณธรรม เสาที่ 3 คือความโปร่งใส เสาที่ 4 คือละอายต่อความชั่ว หากเสาหลักทั้ง 4 มิได้จรรโลง ประเทศชาติจักล้ม ต่อมาประวัติของเฝิงต้าว ในพงศาวดารซินอู่ต้ายสื่อที่เขียนโดยโอวหยางซิว ปราชญ์สมัยราชวงศ์เป่ยซ่ง ได้เรียบเรียงใหม่ว่า จารีต คุณธรรม ความโปร่งใส และความละอายต่อ ความชั่ว เป็นเสาหลักทั้ง 4 ต้นของชาติ หาก 4 เสามิจรรโลง ประเทศชาติย่อมพินาศ ในตำรายังว่าไว้ ขาดไป 1 ต้นจะเอียง ขาดไป 2 ต้นอันตราย ขาดไป 3 ต้นจะล่ม ขาดหมด 4 ต้นย่อมพินาศ กล่าวว่า เสาหลักทั้ง 4 คือ จารีต คุณธรรม ความโปร่งใส และความละอายต่อความชั่ว จารีตทำให้การกระทำ ทั้งเบื้องบนเบื้องล่างอยู่ในหลักการที่พอเหมาะพอควรไม่เกินเลยคุณธรรมเป็นมาตรฐานความ เหมาะสมของความประพฤติและการกระทำเมื่อมีคุณธรรมย่อมไม่ผลีผลามตามใจชอบ ความโปร่งใส คือความเที่ยงตรงใสสะอาด เมื่อมีความโปร่งใสย่อมไม่มีการกลบเกลื่อนความผิดชั่ว ความละอายแก่ใจ ได้แกการไม่คล้อยตามกระแส กล่าวได้ว่าด้วยหลัก 4 ประการนี้จึงเป็นหลักการบริหารราชการแผ่นดิน ทำให้ผู้ปกครองแผ่นดินมั่นคง ราษฏรเป็นระเบียบเรียบร้อย ผู้คนมีความประพฤติดี รักษาประเทศชาติ ได้อย่างมั่นคง (พิเพิลส์ เดลี เพรส, 2562:139) การเมืองต้องมีคุณธรรม เหมือนกับคำว่า เมืองใดไร้ ธรรมอำไพเมืองนั้นบรรลัยแน่นอน ดังนั้น การศึกษาเรื่อง คำสอนพระพุทธศาสนาที่มีต่อการเมือง เพื่อศึกษา 1) คำสอน พระพุทธศาสนา 2) วิเคราะห์คำสอนพระพุทธศาสนาที่มีต่อการเมือง เป็นแนวทางในการนำไป หลักธรรมไปประยุกต์ใช้ในทางการเมืองการปกครอง ด้วยการ Learning by doing เรียนแล้วด้วย การนำไปใช้เมื่อเจอปัญหาและจะแก้หาทางออกอย่างไรได้บ้าง ดังนั้นด้วยคำสอนพระพุทธศาสนาที่มี ต่อการเมือง อาจจะเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาสังคมที่เกิดในปัจจุบันได้ในระดับจุลภาค คือ ครอบครัว และระดับมหภาค คือ ระดับประเทศชาติหรือโลกจะทำให้เกิดสันติสุขขึ้นในสังคมได้
213 2. เนื้อเรื่อง ศาสนากับการเมืองดูเหมือนเป็นคนละเรื่องกัน ศาสนาเป็นเรื่องของความสงบสุขสันติ ไม่ วุ่นวาย ไม่ซับซ้อน ไม่ยุ่งเกี่ยวกับคน เน้นการยุ่งเกี่ยวกับตนเองมากกว่าสังคม มุ่งที่การพัฒนาคนให้ เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ส่วนการเมืองเป็นเรื่องการของการควบคุมคนให้อยู่ในอุดมการณ์ที่ผู้นำความคิด ทางการเมืองต้องการที่จะให้เป็นไป ดูเหมือนอิสระก็จริงแต่อิสระไม่แท้จริงเหมือนมีอะไรครอบงำอยู่ ภายใต้คำว่าอิสระนั้น บางคนมองว่าการเมืองเป็นเรื่องของกลุ่มผลประโยชน์ จนกระทั้งมีคำว่ากล่าวว่า “คุณเป็นใครไม่สำคัญเท่ากับที่ว่าคุณเป็นคนของใคร” 1) คำสอนพระพุทธศาสนา เพื่อการรักษาความ ดีไว้ดุจเกลือรักษาความเค็มต้องมีคำสอนทางพระพุทธศาสนากำกับไว้เพื่อเป็นแกนกลาง มีพระสูตรชื่อ ว่าจักกวัตติสูตร (สุชีพ ปุญญานุภาพ, 2550:348-350) ที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสไว้ว่า สูตรว่าด้วย พระเจ้าจักรพรรดิ พระผู้มีพระภาคประทับ ณ นครมาตุลา แคว้นมคธ ตรัสสอนภิกษุทั้งหลายให้พึ่งตน พึ่งธรรมและเจริญสติปัฏฐาน 4 ตรัสเล่าเรื่องรัตนะ 7 ประการของพระเจ้าจักรพรรดิ์พระนามว่า ทัฬห เนมิคือ 1. จักร (ลูกล้อรถ) แก้ว (จักกรัตนะ) 2. ช้างแก้ว (หัตถิรัตนะ) 3. ม้าแก้ว (อัสสรัตนะ) 4. แก้ว มณี (มณีณีรัตนะ) 5. นางแก้ว (อิตถีรัตนะ) 6. ขุนคลังแก้ว (คฤหปติรัตนะ) 7. ขุนพลแก้ว (ปริณายก รัตนะ) พระเจ้าทัฬหเนมิตรัสสั่งบุรุษคนให้คอยดูว่า จักรแก้วเคลื่อนจากฐานเมื่อไรให้บอก จำเนียร กาลผ่านมา เมื่อจักรแก้วเคลื่อนจากที่ บุรุษนั้นก็ไปกราบทูล พระองค์จึงตรัสเรียกพระราชบุตรองค์ ใหญ่มอบราชสมบัติให้แล้วปลงพระเกสาพระมัสสุ ทรงผ้ากาสยะ (ผ้าย้อมฝาด) ออกผนวชเป็น บรรพชิต เมื่อออกผนวชเป็นฤษีได้ 7 วัน จักรแก้วก็อันตรธานหายไป. พระราชา (พระองค์ใหม่) ก็ทรงเสียพระราชหฤทัย เล่าความถวาย พระราชฤษีก็ตรัสปลอบว่า จักรแก้วเป็นของให้กันไม่ได้ และทรงแนะนำให้บำเพ็ญจักกวัตติวัตร คือข้อปฏิบัติของพระเจ้า จักรพรรดิ์ มีฐานะอยู่ที่เมื่อปฏิบัติแล้ว จักรแก้วอันเป็นทิพย์ ก็กำตั้งพัน, มีกง, ดุมสมบูรณ์ด้วยอาการ ทั้งปวง จักปรากฏขึ้นแก่พระราชาผู้รักษาอุโบสถในวันอุโบสถ 15 ค่ำ ผู้ขึ้นสู่ชั้นบนปราสาท กราบทูล ถามว่า วัตรอันประเสริฐของพระเจ้าจักรพรรดิ์เป็นอย่างไร ตรัสตอบว่า “ 1. จงอาศัยธรรมสักการะ เคารพนับถือธรรมให้ความคุ้มครองอันเป็นธรรมแก่มนุษย์แลสัตว์ ไม่ยอมให้ผู้ทำอันเป็นอธรรมเป็นไป ได้ในแว่นแคว้น 2.2. ผู้ใดไม่มีทรัพย์ก็มอบทรัพย์ให้ 3. เข้าไปหาสมณพราหมณ์ผู้เว้นจากความเมา ประมาท ตั้งอยู่ในขันติ (ความอดทน) โสรัจจะ (ความสงบเสงี่ยม) และถามถึงสิ่งเป็นกุศล, อกุศล , มี โทษ , ไม่มีโทษ, ควรเสพ, ไม่ควรเสพ, อะไรทำเข้าเป็นไปเพื่อเสียประโยชน์ เพื่อทุกข์ตลอดกาลนาน , อะไรทำเข้าเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อสุขตลอดกาลนาน เมื่อฟังแล้ว ก็รับเอาสิ่งที่เป็นกุศลมาประพฤติ นี้แลคือวัตรอันประเสริฐของพระเจ้าจักรพรรดิ์นั้น.” กล่าวคือวัตรของพระเจ้าจักรพรรดิ์ได้ 3 อย่าง แต่ในอรรถกถาแจกไปตามพยัญชนะได้ถึง 10 อย่าง คือ ให้อารักขาอันเป็นธรรมแก่ 1. พลกาย หรือกองทางทหารที่อยู่ใกล้ชิด เป็นอันโตชน 2.
214 กษัตริย์ (น่าจะหมายถึงพระราชวงศ์และกษัตริย์เมืองขึ้น) 3. ผู้ติดตาม 4. พราหมณ์คฤหบดี 5. ชาว นิคมชนบท 6. สมณพราหมณ์ 7. เนื้อและนก 8. ขัดขวางผู้กระทำการที่ไม่เป็นธรรม 9. เพิ่มให้ทรัพย์ แก่ผู้ไม่มีทัรพย์ 10 เข้าไปหาสมณะพราหมณ์แล้วถามปัญหา และแล้วอธิบายต่อไปว่า แยกเป็น 12 ข้อ ก็ได้ คือแยก คฤหบดีออกจากพราหมณ์และแยกนกออกจากเนื้อ แต่ที่ข้าพเจ้าย่อเหลือเพียง 3 ก็ เพราะประเด็นแรกมุ่งในทางเคารพธรรม ให้ความคุ้มครองอันเป็นธรรม และปราบอธรรม เมื่อพระราชา (ผู้เป็นราชบุตร) กระทำตาม จักรแก้วก็ปรากฏขึ้นตามที่พระราชฤษีทรงกล่าว ไว้ พระราชาจึงทรงถือเต้าน้ำด้วยพระหัตถ์ซ้าย ทรงหมุนจักแก้วไปด้วยพระหัตถ์เบื้องขวา รับสั่งว่า จักรแก้วอันเจริญจงหมุนเถิด จงมีชัยเถิด แล้วยกกองทัพมีองค์ 4 ติดตามไปทั้งสิ้นจนจดสมุทร สั่งสอน พระราชาในทิศนั้น ๆ ให้ตั้งอยู่ในศีล 5 แล้วมอบให้ครอบครองสมบัติต่อไปตามเดิม (เพียงให้ยอมแพ้ เท่านั้น) เมื่อได้ชัยชนะทั้งสี่ทิศแล้ว ก็เสด็จกลับสู่ราชธานีตามเดิม. พระเจ้าจักรพรรดิ์ พระองค์ที่ 2 - 3 - 4 - 5 - 6 และที่ 7 ก็เป็นอย่างนี้ พระเจ้าจักรพรรดิ์ที่ 7 เมื่อออกผนวชและมอบราชสมบัติแก่พระราชโอรสแล้ว จักแก้วก็อันตรธานหายไป พวกอำมาตย์ราช บริพารก็ถวายคำแนะนำเรื่องวัตรของพระเจ้าจักรพรรดิ์. แต่มาเกิดความผิดพลาดในพระราชาองค์ที่ 8 พระราชาสดับแล้ว ก็ทรงจัดการรักษาคุ้มครอง อันเป็นธรรม แต่ไม่พระราชทานทรัพย์แก่ผู้ไม่มีทรัพย์ (ในข้อนี้เมื่อเทียบกับเหตุการณ์ในปัจจุบันก็คือ ไม่จัดการด้านสังคมสงเคราะห์ ไม่มีการช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก) ความยากจนไพบูลย์เมื่อความยก จนไพบูลย์คนก็ลักทรัพย์ของผู้อื่น ราชบุรุษจับได้ก็นำไปปถวายให้ทรงจัดการ เมื่อทรงไต่ส่วนได้ความ เป็นสัตย์ และทราบว่าเพราะไม่มีอาชีพ ก็พระราชทานทรัพย์ให้ไปเลี้ยงตน เลี้ยงมารดาบิดา บุตร ภรรยาประกอบการงานและบำรุงสมณพราหมณ์ ต่อมามีคนลักทรัพย์ของผู้อื่นและถูกจับได้อีก ทรงไต่ สวนได้ความเป็นสัตย์อย่างเดิม ก็พระราชทานทรัพย์อีก ข่าวก็ลือกันไปว่า ถ้าใครลักทรัพย์ก็จะได้ พระราชทานทรัพย์ คนก็ลักทรัพย์กันมากขึ้น ต่อมา ราชบุรุษจับคนลักทรัพย์ได้อีก แต่คราวนี้พระราชาทรงเกรงว่า ถ้าพระราชทานทรัพย์ การลักทรัพย์อีกก็จักเพิ่มยิ่งขึ้น จึงตรัสสั่งให้มัด โกนศีรษะ พาตระเวนไปตามถนนหนทาง ด้วย บัณเฑาะว์เสียงกร้าว นำออกทางประตูพระนครใต้ ปราบกันอย่างถอนราก ประหารชีวิตด้วยการตัด ศีรษะเสีย เมื่อมนุษย์ได้ข่าว ก็พากันสร้างศัสตราอันคมขึ้น และคิดว่า ถ้าลักทรัพย์ใครก็ต้องตัดศีรษะเจ้า ทรัพย์บ้าง จึงเกิดการปล้นหมู่บ้านนิคม นครและการปล้นในหนทาง คราวนี้ก็เกิดการอายุลด อธรรมเพิ่ม จากการที่ไม่ให้ทรัพย์แก่ผู้ไร้ทรัพย์ ก็มากด้วยด้วยความ ยากจน มากด้วยการลักทรัพย์ มากด้วยการใช้ศัสตรา มากด้วยการฆ่า มากด้วยการพูดปด อายุ ผิวพรรณของสัตว์ทั้งหลายก็เสื่อมลง คือมนุษย์มีอายุ 8 หมื่นปี บุตรมีอายุเพียง 4 หมื่นปี และลดลง เรื่อย ๆ ในเมื่อความชั่วเกิดมากขึ้น เช่น การพูดเท็จอย่างจงใจ, การพูดส่อเสียด, การประพฤติผิดใน
215 กาม เมื่ออายุลดลงเหลือ 5 พันปี มากไปด้วยธรรม 2 อย่าง คือการพูดหยาบ และการพูดเพ้อเจ้อ เมื่อ อายุลดลงมาถึง 2,500 ปี มากไปด้วยธรรม 2 อย่าง โลภอยากได้ของเขา และพยาบาทปองร้ายเขา เมื่ออายุลดลงมาถึง 1 พันปี มากไปด้วยมิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิดคลองธรรม เมื่ออายุลดลงมาถึง 500 ปี มากไปด้วยธรรม 3 อย่าง คือ 1. ความกำหนัดที่ผิดธรรม 4. (อธมฺมราค) 2. ความโลภรุนแรง (วิสม โลภ) 3. ธรรมะที่ผิด ( อรรถกถาอธิบายว่า ความกำหนัดพอใจผิดปกติเช่น ชายในชาย หญิงในหญิง ). เมื่ออายุลดลงมาถึง 250 ปี มากไปด้วยธรรม คือการไม่ปฏิบัติชอบในมารดา, บิดา, ในสมณะ, ใน พราหมณ์, การไม่อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในสกุล เมื่อเสื่อมลงอย่างนี้ ทั้งอายุและผิวพรรณ มนุษย์มีอายุ 250 ปี บุตรก็มีอายุเพียง 100 ปี เกิดเหตุการณ์เหลืออายุ 10 ปี เกิดมิคสัญญีเมื่อสมัยที่บุตรของมนุษย์มีอายุ 10 ปี หญิงสาว อายุ 5 ปี ก็มีสามีได้รสเหล่านี้จะอันตรธานไป คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย รสเค็ม เมล็ด พืช ชื่อกุทรุสกะ (ไทยแปลกันว่าข้าวหญ้ากับแก้) จะเป็นโภชนะอันเลิศ เสมือนหนึ่งข้าวสุกแห้งข้าวสาลี และเนื้อสัตว์เป็นโภชนะอันเลิศในสมัยนี้ (คือของเลวสมัยนี้กลายเป็นของดีในสมัยเสื่อม) กุสลกัมบถ ( ทางแห่งกุศล ) 10 ประการ จะ อันตรธาน อกุศลกัมบถ ( ทางแห่งอกุศล ) 10ประการ จะรุ่งเรืองยิ่ง แม้คำว่า กุศล ก็ไม่มี ผู้ทำกุศลจะ มีที่ไหน การไม่ปฏิบัติชอบในมารดาบิดา ในสมณะ ในพราหมณ์ การไม่อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในสกุล จะ ได้รับการบูชาสรรเสริญ ซึ่งตรงกันข้ามกับสมัยปัจจุบันนี้จะไม่มีคำว่า มารดา, น้า, บิดา, ป้า, อา, ภริยาของอาจารย์, ภริยาของครู โลกจะเจือปนกันเหมือนสัตว์ เช่น แพะ ไก่ สุกร จักมีอาฆาต, พยาบาท, มุ่งร้ายกัน, คิดฆ่ากันอย่างรุนแรง, แม่คิดต่อลูก ลูกคิดต่อแม่, ต่อคิดต่อลูก ลูกคิดต่อพ่อ, พี่ชายคิดต่อน้องหญิง น้องหญิงคิดต่อพี่ชาย จะเกิดมีสัตถันตรกัปป์ 5 คือกัปป์ที่อยู่ในระหว่างศัสตรา 7 วัน คนทั้งหลายจะมีความสำคัญ ในกันและกันว่าเป็นเนื้อ (มิคสัญญา6) จะมีศัสตรา อันคมเกิดขึ้นในมือ ฆ่ากันและกันด้วยสำคัญว่าเนื้อ แล้วก็กลับเจริญขึ้นอีก มีบุคคลบางคนหลบไปอยู่ในป่าดง พงชัฏ กินเหง้าไม้ ผลไม้ในป่า เมื่อ พ้น 7 วันแล้ว ออกมา ก็ดีใจร่าเริงที่รอดชีวิต จึงตั้งใจทำกุศลกรรม ละเว้นการฆ่าสัตว์ และบำเพ็ญกุศล กรรม ละเว้นอกุศลกรรม เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อายุก็ยืนขึ้นเรื่อย ๆ จนถึง 8 หมื่นปี เมื่อถึงคราวเวลาหนึ่งก็เกิดพระเจ้าจักรพรรดิขึ้นอีกพระองค์หนึ่ง เมื่อมนุษย์มีอายุยืน 8 หมื่น ปีนั้น หญิงสาวอายุ 5 พันปีจึงมีสามีได้ มนุษย์จะมีโรคเพียง 3 อย่าง คือ 1. ความปรารถนา ( อยาก อาหาร) 2. ความไม่อยากกินอาหาร (เกียจคร้านอยากจะนอน) 3. ความแก่ ชุมพูทวีปนี้จะมั่งคั่ง รุ่งเรือง มีคามนิคมราชธานีแบบไก่บินถึง (ใกล้เคียงกัน) ยัดเยียดไปด้วยมนุษย์ กรุงพาราณสีจะเป็น ราชธาณีนามว่า เกตุมตี อันมั่งคั่ง มีคนมาก อาหารหาง่าย จักมีพระเจ้าจักรพรรดิ์พระนามว่า สังขะ เป็นพระราชาผู้ปกครองโดยธรรม มีชัยชนะจบ 4 ทิศ ปกครองชนบทถาวรสมบูรณ์ด้วยรัตนะทั้งเจ็ด
216 กำเนิดพระเมตไตรพุทธเจ้า เมื่อมนุษย์อายุ 8 หมื่นปีนั้น พระผู้มีพระภาคพระนามว่า เมตไตรย จักบังเกิดในโลกเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชา (ความรู้) จรณะ (ความประพฤติ) เป็นต้น แสดงธรรมไพเราะในเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย พร้อมทั้งอรรถะพ ยัญชนะ บริหารภิกษุสงฆ์มีพันเป็นอเนกเช่นเดียวกับที่เราบริหารภิกษุสงฆ์มีร้อยเป็นอเนก พระเจ้าสังข จักรพรรดิ์จักให้ยกปราสาทที่พระเจ้ามหาปนาทะให้สร้างขึ้น ครอบครอง แจกจ่ายทาน และออกผนวช ในสำนักพระเมตไตรยพุทธเจ้า ในไม่ช้าก็จะทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยมด้วยความรู้ ยิ่งด้วยพระองค์เอง (คือสำเร็จเป็นพระอรหันต์) ครั้นแล้วตรัสสอนให้ภิกษุทั้งหลายพึ่งตน พึ่งธรรม เจริญสติปัฏฐาน 4 และสอนให้ท่องเที่ยว ไปในโคจรของบิดา (ดำเนินตามพระองค์) ก็จักเจริญด้วยอายุ วรรณะ (ผิวพรรณ) สุข โภคะ (ทรัพย์ สมบัติ) และพละ (กำลัง) (1) ทรงแสดงการเจริญอิทธิบาท (คุณให้บรรลุความสำเร็จ) 4 ประการ ว่า เป็นเหตุให้ดำรงอยู่ได้ตลอดกัปป์หรือกว่ากัปป์(2) ทรงแสดงการมีศีล สำรวมในปาฏิโมกข์ (ศีลที่เป็น ประธาน) ว่าเป็นเหตุให้มีวรรณะ (3) ทรงแสดงการเจริญฌาณทั้งสี่ ว่าเป็นเหตุให้มีสุข (4) ทรงแสดง พรหมวิหาร 4 ว่าเป็นเหตุให้มีโภคะ (ทรัพย์สมบัติ) (5) ทรงแสดงการทำให้แจ้งเจโตวิมุต (ความหลุด พ้นเพราะสมาธิ) ปัญญาวิมุติ (ความหลุดพ้นเพราะปัญญา) อันไม่มีอาสวะอยู่ในปัจจุบัน ว่าเป็นเหตุให้ มีพละ (กำลัง) และตรัสในที่สุดว่า ไม่ทรงเห็นกำลังอย่างอื่นสักอย่างหนึ่งที่ครอบงำได้ยากเท่ากำลังของ มารเพราะสมาทานกุศลธรรม บุญก็จะเจริญยิ่ง 2) วิเคราะห์คำสอนพระพุทธศาสนาที่มีต่อการเมือง การเมืองที่ไม่เป็นธรรมเปรียบเสมือนคน ตาบอดเดินไปบนทางมืด มีตัวอย่างของประเทศที่เคยร่ำรวยแล้วล่มละลายมากมายเกิดขึ้นในโลก กรณีศึกษาเป็นข่าว มีประเทศอาเจนติน่า ประเทศโซมาเลีย ประเทศเวเนซูเอล่า ที่ข่าวได้นำเสนอ อย่างประเทศแถบแอฟริกา มีประเทศรวันดาที่มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันระหว่างเผ่าตุสซี่และอูตู เพราะ คำว่าเผ่าพันธุ์ต่างกัน ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์รวันดา ครบรอบ 25 ปี เหตุสังหาร 8 แสนชีวิตภายใน 100 วัน เหตุการณ์เช่นนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับโลกที่ว่ามนุษย์ผู้มีใจสูง ดังนั้นต้องมีธรรมกำกับเป็นเข็มทิศ ชีวิตให้ดำเนินถูกต้องด้วยหลักที่ว่า จงอาศัยธรรมสักการะเคารพนับถือธรรมให้ความคุ้มครองอันเป็น ธรรมแก่มนุษย์แลสัตว์ ไม่ยอมให้ผู้ทำอันเป็นอธรรมเป็นไปได้ในแว่นแคว้น ผู้ใดไม่มีทรัพย์ก็มอบทรัพย์ ให้ เข้าไปหาสมณพราหมณ์ผู้เว้นจากความเมา ประมาท ตั้งอยู่ในขันติ (ความอดทน) โสรัจจะ (ความ สงบเสงี่ยม) และถามถึงสิ่งเป็นกุศล อกุศล มีโทษ ไม่มีโทษ ควรเสพ ไม่ควรเสพ อะไรทำเข้าเป็นไป เพื่อเสียประโยชน์ เพื่อทุกข์ตลอดกาลนาน อะไรทำเข้าเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อสุขตลอดกาลนาน เมื่อฟังแล้ว ก็รับเอาสิ่งที่เป็นกุศลมาประพฤติ นี้คือแนวปฏิบัติเพื่อการเป็นรัฐชาติที่ยั้งยืนต่อไป สอดคล้องกับงานวิจัยของ พระไกรวิน ปญฺญาธโร (ก๋องแก้ว) (2565:66) ศึกษาเรื่อง การศึกษาหลัก ปฏิบัติไตรสิกขาตามแนวทางโอวาทของพระสารีบุตร ผลการวิจัยพบว่า หลักศีล สมาธิ ปัญญาเป็นข้อ ปฏิบัติที่จะนำไปสู่การพ้นทุกข์อย่างแท้จริง ด้วยการงดเว้น มีใจตั้งมั่น มีปัญญาในการแก้ปัญหาชีวิต
217 ไม่ใช่มีเพียงแค่การพ้นทุกข์เท่านั้น แต่ยังอำนวยประโยชน์ให้กับยุคปัจจุบันอีกด้วย การเจริญวิปัสสนา กรรมฐานตามแนวทางของพระสารีบุตรเน้นสอนให้เกิดปัญญา โดยการนำสภาพแวดล้อมมาเป็น เครื่องมือในการสอนธรรมะ เพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจง่ายและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างถูกต้อง แนว ทางการเจริญท่านมุ่งเน้นให้ฝึกฝนและขัดเกลาปัญญาของผู้ปฏิบัติเป็นหลัก ให้มีสติรู้เท่าทันที่เกิดขึ้น ในปัจจุบันขณะ พิจารณาให้เห็นความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของสภาวธรรมตามความเป็นจริง และสามารถพิจารณาธรรมผ่านการสนทนา จนเกิดปัญญาให้รู้เห็นตามความเป็นจริง การที่จะเป็นรัฐที่ มั่นคงยั้งยืนตลอดไปนั้นต้องอาศัยธรรม เมื่อเกิดขึ้นก็ถึงคราวเสื่อมเพราะบ้านเมืองไม่มีขื่อมีแปรเกิดการอายุลด อธรรมเพิ่ม จากการที่ไม่ให้ ทรัพย์แก่ผู้ไร้ทรัพย์ ก็มากด้วยด้วยความยากจน มากด้วยการลักทรัพย์ มากด้วยการใช้ศัสตรา มาก ด้วยการฆ่า มากด้วยการพูดปด อายุผิวพรรณของสัตว์ทั้งหลายก็เสื่อมลง คือมนุษย์มีอายุ 8 หมื่นปี บุตรมีอายุเพียง 4 หมื่นปี และลดลงเรื่อย ๆ ในเมื่อความชั่วเกิดมากขึ้น เช่น การพูดเท็จอย่างจงใจ, การพูดส่อเสียด, การประพฤติผิดในกาม เมื่ออายุลดลงเหลือ 5 พันปี มากไปด้วยธรรม 2 อย่าง คือ การพูดหยาบ และการพูดเพ้อเจ้อ เมื่ออายุลดลงมาถึง 2,500 ปี มากไปด้วยธรรม 2 อย่าง โลภอยาก ได้ของเขา และพยาบาทปองร้ายเขา เมื่ออายุลดลงมาถึง 1 พันปี มากไปด้วยมิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิด คลองธรรม เมื่ออายุลดลงมาถึง 500 ปี มากไปด้วยธรรม 3 อย่าง คือ 1. ความกำหนัดที่ผิดธรรม 4. (อธมฺมราค) 2. ความโลภรุนแรง (วิสมโลภ) 3. ธรรมะที่ผิด ( อรรถกถาอธิบายว่า ความกำหนัดพอใจ ผิดปกติเช่น ชายในชาย หญิงในหญิง) เมื่ออายุลดลงมาถึง 250 ปี มากไปด้วยธรรม คือการไม่ปฏิบัติ ชอบในมารดา, บิดา, ในสมณะ, ในพราหมณ์, การไม่อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในสกุล เมื่อเสื่อมลงอย่างนี้ ทั้งอายุและผิวพรรณ มนุษย์มีอายุ 250 ปี บุตรก็มีอายุเพียง 100 ปีสอดคล้องกับบทความเรื่องฆ่าล้าง เผ่าพันธุ์รวันดา: ครบรอบ 25 ปี เหตุสังหาร 8 แสนชีวิตภายใน 100 วัน (BBC NEWSไทย. (2562). ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์รวันดา: ครบรอบ 25 ปี เหตุสังหาร 8 แสนชีวิตภายใน 100 วัน. [ออนไลน์]. ) ในปี 1994 ภายในช่วงเวลาแค่ 100 วัน กลุ่มหัวรุนแรงเชื้อสายฮูตูได้สังหารผู้คนไปราว 8 แสนคน มุ่งเป้าไป ที่ชาวทุตซี ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในรวันดา รวมถึงศัตรูทางการเมืองโดยไม่สนใจว่าคนเหล่านั้นจะมีชาติ พันธุ์อะไร การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เริ่มต้นได้อย่างไร 85 เปอร์เซ็นต์ของประชากรในรวันดาเป็นชาวฮูตู แต่ เป็นชาวทุตซี ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย ที่เป็นชนชั้นนำปกครองประเทศมาอย่างยาวนาน ในปี 1959 ชาวฮู ตูล้มล้างระบอบกษัตริย์ของชาวทุตซี ทำให้ชาวทุตซีหลายหมื่นคนต้องอพยพลี้ภัยไปประเทศเพื่อน บ้าน อาทิ ยูกันดาต่อมา ผู้ลี้ภัยชาวทุตซีรวมตัวกันเป็นกลุ่มติดอาวุธชื่อ กลุ่มแนวร่วมผู้รักชาติรวันดา หรือ อาร์พีเอฟ โดยบุกเข้าสู้รบในรวันดาในปี 1990 ต่อเนื่องจนมีการบรรลุข้อตกลงสันติภาพในปี 1993 อย่างไรก็ตาม คืนวันที่ 6 เม.ย. ปี 1994 เครื่องบินที่มี จูเวนัล ฮับยาริมานา ประธานาธิบดี รวันดา และไซเปรียน ทายามิรา ประธานาธิบดีของบุรุนดี โดยสารอยู่ถูกยิงตกทำให้ผู้โดยสารทั้งหมด
218 เสียชีวิตประธานาธิบดีทั้งสองคนต่างก็เป็นชาวฮูตู และกลุ่มหัวรุนแรงชาวฮูตูก็กล่าวหาว่ากลุ่มอาร์พี เอฟ อยู่เบื้องหลังเหตุดังกล่าว และเริ่มขบวนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ฝ่ายอาร์พีเอฟบอกว่าชาวฮูตูเป็นฝ่าย ยิงเองและใช้เหตุการณ์นี้เป็นข้ออ้างในการเริ่มโจมตี ดำเนินการอย่างไร มีการวางแผนจัดการอย่างละเอียดรอบคอบ ศัตรูรัฐบาลถูกจับตัวส่งกลุ่ม ติดอาวุธ และถูกสังหารพร้อมกับครอบครัวของพวกเขาเพื่อนบ้านฆ่าฟันกันเอง และสามีบางคนถึงขั้น สังหารภรรยาตัวเอง โดยบอกว่าพวกเขาจะถูกฆ่าเองหากไม่ให้ความร่วมมือ ในตอนนั้น มีการระบุชาติพันธุ์บนบัตรประชาชน กลุ่มติดอาวุธก็ใช้วิธีตั้งด่านตรวจตามท้อง ถนนและชาวทุตซีก็ถูกสังหารบริเวณนั้น บ่อยครั้งเป็นการใช้มีดขนาดใหญ่ (machete) ที่ชาวรวันดา ส่วนใหญ่มีไว้ในครอบครองผู้หญิงชาวทุตซีหลายพันคนถูกจับตัวไปเป็นทาสเพื่อสนองความต้องการ ทางเพศ ทำไมโหดร้ายถึงเพียงนี้สังคมรวันดาเป็นสังคมที่ถูกควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด เป็นขั้นเป็นตอน จากระดับท้องถิ่นจนถึงระดับรัฐบาล พรรคปฏิวัติชาติเพื่อการพัฒนา หรือ MRND ซึ่งเป็นพรรค รัฐบาลในขณะนั้นมีฝักฝ่ายของกลุ่มคนวัยหนุ่มที่ชื่อ Interahamwe ซึ่งกลายไปกลุ่มติดอาวุธและทำ หน้าที่เป็นผู้สังหารในเวลาต่อมามีการขนส่งอาวุธและรายชื่อกลุ่มเป้าหมายไปยังมือสังหารในท้องที่ซึ่ง รู้ว่าเหยื่อแต่ละคนอยู่ที่ไหน กลุ่มหัวรุนแรงฮูตูก่อตั้งสถานีวิทยุRTLM และหนังสือพิมพ์เพื่อใช้กระจายข่าวโฆษณาชวน เชื่อ เชื้อเชิญให้คน "ถอนรากถอนโคนแมลงสาบ" ซึ่งหมายถึงชาวทุตซี มีการอ่านรายชื่อเป้าหมาย สำคัญ ๆ ออกอากาศ แม้แต่บาทหลวงและแม่ชีก็ถูกตัดสินโทษฐานฆาตกรรมด้วย เหยื่อบางคนเป็นคนที่เข้ามาขอที่ พักพิงในโบสถ์จบช่วงเวลา 100 วัน ชาวทุตซีและชาวฮูตูที่ไม่ใช่พวกหัวรุนแรง รวม 8 แสนคน ถูก สังหาร มีใครพยายามจะหยุดยั้งไหม สหประชาชาติและเบลเยียมมีกองกำลังอยู่ในรวันดา แต่ สหประชาชาติไม่ได้รับคำสั่งให้หยุดยั้งการฆ่าล้างในครั้งนี้ได้นั่นเป็นช่วงหนึ่งปีหลังจากทหารสหรัฐฯ ถูกสังหารในโซมาเลีย พวกเขาตั้งใจจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งในแอฟริกาอีก เบลเยียมและ กองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาติถอนตัวหลังจากทหารเบลเยียม 10 คนถูกสังหาร ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นพันธมิตรกับรัฐบาลฮูตูในตอนนั้น ส่งกองกำลังพิเศษเพื่อไปช่วยเหลืออพยพ คนชาติตัวเองและจัดตั้งพื้นที่ปลอดภัยในเวลาต่อมา พวกเขาถูกกล่าวหาว่าไม่พยายามอย่างเพียง พอที่จะหยุดยั้งการสังหารพอล คากาเม ประธานาธิบดีรวันดาคนปัจจุบัน กล่าวหาฝรั่งเศสว่าให้การ สนับสนุนกลุ่มผู้สังหาร แต่ทางการฝรั่งเศสปฏิเสธ จบอย่างไร กลุ่มอาร์พีเอฟ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทัพรวันดา ค่อยๆ ยึดพื้นที่คืน จนกระทั่งเดินทัพเข้าสู่กรุงคิกาลี เมืองหลวงของประเทศชาวฮูตูราว 2 ล้านคน ทั้งที่เป็นพลเรือนและ
219 พวกที่ลงมือในการสังหารหมู่ อพยพหนีไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ขณะนั้นมีชื่อว่า แซร์) ด้วยความหวาดกลัวถูกแก้แค้น บางส่วนอพยพหนีไปทานซาเนียและบุรุนดี กลุ่มสิทธิมนุษยชนระบุว่า กองกำลังอาร์พีเอฟสังหารพลเรือนชาวฮูตูหลายพันคนขณะยึด อำนาจคืน และมากกว่านั้นอีกขณะตามล่ากลุ่ม Interahamwe ในคองโก อย่างไรก็ตาม กลุ่มอาร์พี เอฟให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวที่คองโก คนหลายพันเสียชีวิตจากอหิวาตกโรค กลุ่มช่วย เหลือหลายกลุ่มถูกกล่าวหาว่าให้การช่วยเหลือกลุ่มติดอาวุธฮูตูมากเกินไป เกิดอะไรขึ้นที่คองโก กลุ่มอาร์พีเอฟ ซึ่งเป็นฝ่ายครองอำนาจในรวันดาในขณะนี้ อ้าแขนรับ กลุ่มติดอาวุธที่ต่อสู้กับกลุ่มติดอาวุธฮูตู และกองทัพคองโก ซึ่งให้การสนับสนุนฝ่ายฮูตูในตอนนั้น ในเวลาต่อมา กลุ่มติดอาวุธซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรวันดาเดินทัพไปยังกรุงคินชาซา เมือง หลวงคองโก และล้มล้างรัฐบาลของ โมบูตู เซเซ เซโก และแต่งตั้ง ลอว์เรน คาลิบา ขึ้นเป็นผู้นำแทน การไม่จัดการกับกลุ่มติดวุธฮูตูอย่างเต็มที่ของรัฐบาลใหม่ได้นำไปสู่กลุ่มสงครามระลอกใหม่ซึ่งพา 6 ประเทศเข้ามาเกี่ยวพัน เป็นผลให้เกิดกลุ่มติดอาวุธใหม่ที่ต่อสู้เพื่อยึดครองพื้นที่ในประเทศที่มีแหล่งแร่ อุดมสมบูรณ์คาดการณ์ว่ามีผู้เสียชีวิต 5 ล้านคนจากความขัดแย้งที่ดำเนินมาจนถึงปี 2003 และกลุ่ม ติดอาวุธหลายกลุ่มก็ยังปฏิบัติการอยู่จนถึงทุกวันนี้บริเวณใกล้เคียงชายแดนรวันดา มีใครถูกดำเนินคดีหรือยัง ศาลอาญาระหว่างประเทศเพิ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2002 หลังจาก เหตุการณ์ในครั้งนั้นเป็นเวลานานจึงไม่สามารถดำเนินคดีได้ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติตั้งศาลยุติธรรมระหว่างประเทศสำหรับคดีอาญาใน รวันดา ในเมืองอรุสชา ของทานซาเนีย เพื่อดำเนินคดีกับผู้นำกลุ่มผู้สังหารชาวฮูตู 93 คนถูกตั้งข้อหา และเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายสิบคนถูกตัดสินมีความผิดฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หลังจากการพิจารณาคดีที่ ยืดยาวและเสียค่าใช้จ่ายมาก ในรวันดา มีศาลระดับชุมชน หรือที่เรียกกันว่า gacaca ถูกตั้งขึ้นเพื่อดำเนินคดีผู้ต้องหาที่นับ แสนคนที่รอการพิจารณาคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อยู่ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้ต้องหามากถึงหมื่นคนที่ เสียชีวิตในเรือนจำขณะรอพิจารณาคดีระหว่างปี 2002-2012 ศาลระดับชุมชน 12,000 แห่งใน หมู่บ้านทั่วประเทศมีการพบปะกันสัปดาห์ละครั้ง พิจารณาคดีมากกว่า 1.2 ล้านคดี ตอนนี้รวันดาเป็นอย่างไรบ้าง ประธานาธิบดีคากาเม ได้รับการชื่นชมว่าสามารถเปลี่ยนให้ ประเทศเล็ก ๆ ซึ่งถูกทำลายล้าง กลับมามีความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจได้ด้วยการใช้นโยบายต่าง ๆ เขายังได้เปลี่ยนให้ประเทศกลายเป็นศูนย์กลางทางเทคโนโลยีด้วยอย่างไรก็ตาม มีผู้วิพากษ์วิจารณ์ เขาว่าไม่อดทนอดกลั้นต่อผู้ที่เห็นต่าง และก็มีคนที่อยู่ขั้วตรงข้ามทางการเมืองที่เสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ ทั้งในและต่างประเทศแน่นอน การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยังเป็นประเด็นอ่อนไหวในรวันดา และก็เป็นเรื่องผิด กฎหมายที่จะพูดเรื่องชาติพันธุ์ รัฐบาลบอกว่านั่นเป็นหนทางที่จะป้องกันคำพูดที่สร้างความเกลียดชัง
220 และไม่ให้มีการนองเลือดอีก แต่บางฝ่ายมองว่านั่นเป็นอุปสรรคของการประนีประนอมที่แท้จริง ในปี 2017 นายคากาเม ชนะการเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 3 ด้วยคะแนนเสียงถึง 98.63 เปอร์เซ็นต์ สุดท้ายแล้วก็หันมาพึ่งธรรมะเป็นเครื่องเยี่ยวยาจิตใจและร่างกาย การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เห็น ใน งานของ ชลัท ประเทืองรัตนา, 2555: 61-62) การอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้จำเป็นต้องจัดสรรคุณค่า ผลประโยชน์ร่วมกันอย่างเหมาะสม ในประเทศรวันดาจะเห็นได้ว่าเกิดการสั่งสมความรู้สึกไม่เป็นธรรม มาอย่างยาวนาน เมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดขึ้นมามีอำนาจก็จะกดขี่อีกฝ่าย รวมศูนย์อำนาจการปกครอง รวบทรัพยากรไว้เฉพาะพวกพ้องของตนความรู้สึกว่าอีกฝ่ายเป็นแมลงสาบจึงสร้างขึ้นมาได้ไม่ยาก ดังเช่นที่ปรากฏในรวันดา จึงเป็นบทเรียนให้สังคมไทยได้เรียนรู้ว่า รากเหง้าของความไม่เป็นธรรม จำเป็นต้องได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม จากรายงานแนวทางการปฏิรูปประเทศไทยข้อเสนอต่อ พรรคการเมืองและผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ของคณะกรรมการปฏิรูป (2554) ได้จัดประชากรออกเป็น 5 กลุ่ม ตามรายได้และการถือครองทรัพย์สินนั้น กลุ่มบนสุดมีทรัพย์สินครัวเรือนถึงร้อยละ 69 ในขณะที่กลุ่ม คนต่ำสุดมีทรัพย์สินครัวเรือนอยู่ที่ร้อยละ 1 และส่วนแบ่งรายได้ของกลุ่มรวยสุดมีถึงร้อยละ 55 ในขณะที่กลุ่มจนสุดมีส่วนแบ่งเพียงร้อยละ 4.4 ดังนั้น จึงต้องขจัดเงื่อนไขที่จะทำให้เกิดความไม่เป็น ธรรมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ให้ลดน้อยลงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นใน สังคมไทยก็คือสังคมต้องมีนิติธรรมปลอดจากคอร์รัปชัน มีกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน มี ผู้นำที่มีคุณธรรม จริยธรรม ภาครัฐใช้อำนาจได้อย่างเป็นธรรมไม่เกิดการเลือกปฏิบัติ ภาคประชาชน สามารถตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้อย่างเต็มที่ิสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้รับการส่งเสริมและ คุ้มครอง จากบทเรียนจากประเทศรวันดามาสู่ประเทศไทยนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของพวกเราเอง และเพื่อลูก หลานของเราที่จะเจริญเติบโตต่อไปในอนาคตบนพื้นฐานของสันติวัฒนธรรม องค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษา การสร้างสันติภาพภายใน ด้วยการปฏิบัติตนเองให้ดี ตามหลักการทางพระพุทธศาสนาที่ว่า หลักการ 3 หมายถึง สาระสำคัญที่ควรยึดถือเป็นแนวปฏิบัติ ได้แก่ 1.การไม่ทำบาปทั้งปวง ด้วยการไม่ ประพฤติชั่วทั้งกาย วาจาและใจ เช่น ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่ลักขโมย ไม่ผูกพยาบาท 2.การทำกุศล ให้ถึงพร้อม ด้วยการทำความดีทุกอย่างทั้งกาย วาจาและใจ เช่น ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่โลภมาก และมีความ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ 3.การทำจิตใจให้ผ่องใส ด้วยการละบาปทั้งมวล ทำใจให้ปราศจากกิเลส ความโลภ โกรธ หลง ถือศีลและบำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อมด้วยการปฏิบัติสมถะและวิปัสสนา อุดมการณ์ 4 หมายถึง หลักการที่ทรงวางไว้ เป็นแนวปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ได้แก่ 1. ความอดทน ให้มีความอดกลั้น ไม่ทำบาปทั้งกาย วาจาและใจ 2.ความไม่เบียดเบียน ให้งด เว้นจากการทำร้าย รบกวนหรือเบียดเบียนผู้อื่น 3.ความสงบ คือ การปฏิบัติตนให้สงบทั้งกาย วาจา และใจ และ 4.นิพพาน คือ การดับทุกข์ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดในทางพุทธศาสนา ที่จะเกิดขึ้นได้จาก
221 การดำเนินชีวิตตามมรรคมีองค์ 8 ได้แก่ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงาน ชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ และความตั้งใจมั่นชอบ วิธีการ 6 ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติได้แก่ 1. ไม่ว่าร้าย คือ ไม่กล่าวให้ร้ายผู้อื่น 2. ไม่ทำร้าย คือ ไม่เบียดเบียน ไม่ฆ่าผู้อื่น 3.สำรวมในปาติโมกข์ คือการเคารพระเบียบ กติกา กฏหมายและ ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามของสังคม 4.รู้จักประมาณ คือ รู้จักพอดี พอกิน พออยู่ หรือจะกล่าว แบบปัจจุบันว่าถือหลักเศรษฐกิจพอเพียง ก็ได้ 5.อยู่ในสถานที่ที่สงัด คืออยู่ในสถานที่ที่สงบ และมี สิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม 6.ฝึกหัดจิตใจให้สงบ คือ การฝึกหัดชำระจิต หมั่นทำสมาธิภาวนา 3. บทสรุป สนอให้พึ่งตน พึ่งธรรม เจริญสติปัฏฐาน 4 ยึดแนวทางปฏิบัติของพระพุทธเจ้ามีสัมมาทิฏฐิ เป็นแนวทางการปฏิบัติ(ดำเนินตามพระองค์) ส่งผลให้เจริญด้วยอายุ วรรณะ (ผิวพรรณ) สุข โภคะ (ทรัพย์สมบัติ) และพละ (กำลัง) ส่งเสริมการเจริญอิทธิบาท (คุณให้บรรลุความสำเร็จ) 4 ประการ ว่า เป็นเหตุให้ดำรงอยู่ได้ตลอดกัปป์หรือกว่ากัปป์เป็นเหตุให้เจริญรุ่งเรือง แสดงการมีศีล สำรวมในปาฏิ โมกข์ (ศีลที่เป็นประธาน) ว่าเป็นเหตุให้มีวรรณะ แสดงการเจริญฌานทั้งสี่ (ความสงบภายใน) ว่าเป็น เหตุให้มีสุข แสดงพรหมวิหาร 4 ไม่ได้ทุกข์ใจ ว่าเป็นเหตุให้มีโภคะ (ทรัพย์สมบัติ) แสดงการทำให้แจ้ง เจโตวิมุต (ความหลุดพ้นเพราะสมาธิ) ปัญญาวิมุติ (ความหลุดพ้นเพราะปัญญา) อันไม่มีอาสวะอยู่ใน ปัจจุบัน ว่าเป็นเหตุให้มีพละ (กำลัง) และในที่สุดว่า ไม่เห็นกำลังอย่างอื่นสักอย่างหนึ่งที่ครอบงำได้ ยากเท่ากำลังของมาร แต่ก็สามารถชนะได้ด้วยการสมาทานกุศลธรรม บุญก็จะเจริญยิ่ง เนื้อหาที่จะสอน 1) คำสอนพระพุทธศาสนา 2) วิเคราะห์คำสอนพระพุทธศาสนาที่มีต่อการเมือง คำถามท้ายบท 1) คำสอนพระพุทธศาสนา 2) วิเคราะห์คำสอนพระพุทธศาสนาที่มีต่อการเมือง เอกสารอ้างอิง บทที่ 10 พิเพิลส์ เดลี เพรส. (2562). เพลงกระบี่ สีจิ้นผิง แปลโดยชาญ ธนะประกอบ. กรุงเทพฯ : ซีเอ็ด ยูเคชั่น. สุชีพ ปุญญานุภาพ. (2550). พระไตรปิฎกฉบับประชาชน. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยมหามกุฏราช วิทยาลัย.
222 พระไกรวิน ปญฺญาธโร (ก๋องแก้ว). (2565). การศึกษาหลักปฏิบัติไตรสิกขาตามแนวทางโอวาทของ พระสารีบุตร. วารสารวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง ปีที่ 11 ฉบับที่ 2 (2022): พฤษภาคม - สิงหาคม 2565. น.66. BBC NEWSไทย. (2562). ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์รวันดา: ครบรอบ 25 ปี เหตุสังหาร 8 แสนชีวิตภายใน 100 ว ัน. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อว ันที่ 18 มกราคม 2566. จากแหล่งที่มา. https://www.bbc.com/thai/international-47855860. ชลัท ประเทืองรัตนา. (2555). กระบวนการสันติภาพในรวันดา. กรุงเทพฯ : สถาบันพระปกเกล้า.
223 แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 11 เรื่อง ปรัชญาการศึกษาเชิงพุทธ สัญชัย ทิพย์โอสถ, ดร.10 23 มกราคม 2566 1. รายละเอียดบทนำ ประวัติความเป็นมาในการสร้างโลกหรือประเทศล้วนมาจากการศึกษา ประเทศทางตะวันตก ที่ถือว่าเจริญทางด้านวัตถุ เทคโนโลยี นวัตกรรม แบบสุดขีด ทฤษฎีทางการศึกษา แนวทางคิดต่าง ๆ ที่ทางตะวันออกพากันมาศึกษาเกือบ 90 % มาจากนักคิดนักปรัชญาประเทศทางตะวันตก กระแส อิทธิพลผู้นำทางแนวคิดต่าง ๆ มาจากทางตะวันตก วงการทางการศึกษา ภาพยนตร์ เทคโนโลยี การเมือง เป็นคนริเริ่มในการสร้างแนวคิดและวัตถุต่าง ๆ สอดคล้องกับแนวคิดของ ประเวศ เวชชะ. (2561), อ้างแล้วใน หน้า 8. กล่าวถึงความหมายของปรัชญาว่า ปรัชญาเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยความคิด และวิธีแสวงหาความจริงในความรู้และคุณค่าของสรรพสิ่งในโลกและจักรวาล ความรู้ความจริงและ คุณค่าของชีวิตมนุษย์สิ่งที่มนุษย์ต้องเกี่ยวข้องในสังคม คนที่ไม่มีการศึกษาอาจจะได้รับการดูถูกจาก คนอื่นหรือสังคมได้ การพัฒนาตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อการพัฒนาสังคมและประเทศชาติเพื่อไม่ให้ เป็นภาระต่อสังคมและประเทศชาติ การศึกษานำมาซึ่งเงิน เกียรติยศ ชื่อเสียง และลาภสักการะต่างๆ ที่จะได้มาจากการศึกษา ฐานะการเงิน สถานภาพทางสังคม กรณีปัญหาสังคมมาจากคนไม่ส่งเสริมการศึกษาที่ถูกต้อง การกระทำผิดที่ไม่สนใจในความ เสียหายอันอาจจะเกิดขึ้นในองค์กร ตัวอย่างเช่น 7-Eleven เคยเกือบเจ๊ง เพราะปัญหา พนักงาน ขโมยของ ช่วง 2 ปีแรกที่ 7-Eleven เปิดสาขาในไทย ตอนนั้นเจอปัญหาหลาย ๆ เรื่อง หนึ่งในเรื่องที่ เป็นปัญหาใหญ่ จนส่งผลต่อการขาดทุนของบริษัท คือปัญหา “ของในร้านหาย”ยิ่งไปกว่านั้น 80% ของสินค้าที่หายในตอนนั้น มาจากฝีมือของพนักงาน 7-Eleven เอง แล้ว 7-Eleven มีวิธีจัดการ ปัญหาดังกล่าว อย่างไร ? กล่าวย้อนไปช่วงต้น ๆ หลังจากเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ตัดสินใจ เริ่มต้น ธุรกิจค้าปลีกอย่าง 7-Eleven ในประเทศไทยเมื่อปี 2532 กิจการก็เหมือนจะเติบโตได้ดี เพราะ ภายในระยะเวลาเพียง 1 ปีครึ่ง 7-Eleven ก็สามารถขยายสาขา ได้กว่า 27 สาขา แต่เบื้องหลังการเติบโตอย่างก้าวกระโดดนี้ กลับมีปัญหาใหญ่ซ่อนอยู่ นั่นคือมีอัตราการสูญ หายของสินค้า 2.5% ต่อเดือนคือหมายความว่า ถ้ามีสินค้าขาย 100 ชิ้นใน 7-Eleven จะมีของที่ 10 เอกสารประกอบการสอนรายวิชา PH 1005/วัตถุประสงค์ของการจัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการจัดการศึกษาของ นักศึกษาเท่านนั้น ไม่ใช่เพื่อการค้าขาย
224 หายไป 2.5 ชิ้นซึ่งโดยทั่วไปแล้ว อัตราการหายของสินค้าในธุรกิจค้าปลีก ไม่ควรเกิน 1% ต่อเดือน หรือมันไม่ควรหายเลยด้วยซ้ำเพราะตามธรรมชาติ ธุรกิจนี้ ซื้อมา ขายไป เอากำไรส่วนต่างไม่ได้เยอะ มาก ทำให้อัตรากำไรต่ำพอยิ่งเจอของหายมาก ๆ ก็ส่งผลกระทบต่ออัตราการทำกำไรโดยตรงมากไป กว่านั้น กว่า 8 ใน 10 ของสินค้าที่หายไป ก็ถูกตรวจสอบจนรู้ว่า เป็นเพราะฝีมือของพนักงานภายใน ร้านเองอีกต่างหากและในแต่ละเดือนบริษัทยังมีอัตราการลาออกของพนักงานสูง ทำให้ 7-Eleven ต้องหาพนักงานใหม่ทุกเดือน ราวเดือนละ 1,500 คน แน่นอนว่าพอเจอปัญหาแบบนี้ วิธีแก้ที่ปลาย เหตุของ 7-Eleven ก็คงเป็นการลงโทษพนักงานที่ทำผิดแต่ถ้าทำแค่นี้ มันก็คงไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ ยั่งยืน และปัญหาก็จะเกิดขึ้นซ้ำ ๆ เพราะฉะนั้น อีกวิธีแก้ปัญหาที่ทาง 7-Eleven เลือกทำ คือแก้ปัญหาที่ “ต้นเหตุ” ไปเลยโดย ทางคุณธนินท์ ได้ให้คุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ (ประธานกรรมการบริหาร CPALL คนปัจจุบัน) เข้ามา ดูแล 7-Eleven และหาวิธีแก้ปัญหาดังกล่าววิธีที่คุณก่อศักดิ์ใช้แก้ปัญหาคือ “ให้การศึกษา”เพราะเขา มองว่าพนักงานจำนวนไม่น้อยที่เข้ามาประจำสาขา หลายคนขาดโอกาสทางการศึกษา และหากพวก เขาได้รับโอกาส ก็น่าจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ ไม่มากก็น้อยวิธีคือ ส่งพนักงานไปเรียนหลักสูตรที่ทาง CP ออกแบบให้กรมอาชีวศึกษา โดยเริ่มจากทาง 7-Eleven เข้าไปคุยกับกรมอาชีวศึกษาก่อนเข้าไปขอว่า อยากจะมีหลักสูตรให้พนักงานได้เรียนหนังสือ ควบคู่กับการทำงานไปด้วย โดยจะใช้เวลาเรียน 2 วัน ต่อสัปดาห์ แต่ต้องจบ 3 ปีเท่าเด็กคนอื่นและถือว่าการทำงานในร้าน 7-Eleven เป็นการเรียนรู้ทักษะ การค้าขาย การบริการ การใช้เทคโนโลยี การตลาด และการบัญชี จึงให้นับการทำงานเหล่านี้ แทน หน่วยกิจกรรมบางส่วนซึ่งทางกรมอาชีวศึกษาก็ตอบตกลง โดยมีเงื่อนไขว่าทาง CP จะต้องร่วมเขียน และออกแบบตำราบางส่วนให้กรมอาชีวศึกษา เป็นการตอบแทนและรู้หรือไม่ว่า นี่ก็เป็นหนึ่งเหตุผลที่ ทำให้ต่อมา เครือ CP ตั้งใจสร้าง สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ หรือ PIM เพื่อสร้างรากฐานทาง การศึกษา ปั้นคนเข้าเครือ CP และบริษัทใหญ่ ๆ อื่น ๆทีนี้ หลายคนอาจจะสงสัยว่า แล้วการส่ง พนักงานไปเรียน จะช่วยแก้ปัญหาของหาย และการลาออกได้อย่างไร ? เนื่องจากคุณก่อศักดิ์ เห็นว่าพนักงานส่วนใหญ่เรียนจบเพียง ม.ต้น เพราะฐานะที่บ้านไม่ดี หากเราให้การศึกษาแก่พนักงาน ก็ถือเป็นการสร้างโอกาสที่ดีในชีวิต พนักงานก็จะรู้สึกว่า หากกิจการ ไปไม่รอด เขาจะอดเรียนหนังสือและหากใครเรียนดี ก็มีโอกาสได้เป็น ผู้จัดการร้าน ทำให้พนักงาน รู้สึกมีความเป็นเจ้าของ และคอยช่วยกันดูแลกิจการ ให้ดำเนินต่อไปได้7-Eleven ทำแบบนี้ ควบคู่ไป กับการลงทุนในเรื่องระบบควบคุม และตรวจเช็กสต็อกสินค้าในแต่ละสาขา
225 ภายใน 1 ปี 7-Eleven มีอัตราการลาออกลดลง 3 เท่า และอัตราการสูญหายของสินค้าก็ ลดลง จาก 2.5% เหลือไม่เกิน 1% หลังจากคุณก่อศักดิ์ มาบริหารได้ 2 ปี ก็ทำให้ 7-Eleven สามารถ ขยายสาขาได้กว่า 100 แห่ง และปัญหาเรื่อง ของในร้านหาย ก็ถูกแก้ไข ได้อย่างน่าพอใจ (brandcase.co. (2566). 7-Eleven เคยเกือบเจ๊ง เพราะปัญหา พนักงานขโมยของ (หนังสือ ความสำเร็จดีใจได้วันเดียว โดย ธนินท์ เจียรวนนท์). [ออนไลน์].) แสดงให้เห็นว่าการศึกษาทำให้คน เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี จนทำเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ในปัจจุบันนี้เพราะส่งเสริมการศึกษา ดังนั้น การศึกษาเรื่อง ปรัชญาการศึกษาเชิงพุทธ เพื่อศึกษา 1) ปรัชญาการศึกษาเชิงพุทธ เป็นแนวทางในการนำไปหลักธรรมไปประยุกต์ใช้ในชีวิต ด้วยการ Learning by doing เรียนแล้วด้วย การนำไปใช้เมื่อเจอปัญหาและจะแก้หาทางออกอย่างไรได้บ้าง ดังนั้นด้วยปรัชญาการศึกษาเชิงพุทธ อาจจะเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาสังคมที่เกิดใน ปัจจุบันได้ในระดับจุลภาค คือ ครอบครัว และระดับมหภาค คือ ระดับประเทศชาติหรือโลกจะทำให้ เกิดสันติสุขขึ้นในสังคมได้ คำสำคัญ ปรัชญา, การศึกษา, เชิงพุทธ 2. เนื้อเรื่อง การศึกษาเป็นปัจจัยที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เครื่องมือในการเตรียมประชากรให้มีคุณภาพ คือ การศึกษา การจัดการศึกษาของชาตินั้นจะต้อง สอดคล้องกับนโยบายทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองหรือแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติถ้ามีการเปลี่ยนแปลงการจัดการศึกษาของชาติก็จะต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย แต่ละสังคม จะมีแนวทาง ในการจัดการศึกษาต่างกัน เพราะระบบทั้งสามไม่เหมือนกัน แนวความคิดหรือความเชื่อ ในการจัดการศึกษาก็คือ ปรัชญาการศึกษา ซึ่งผู้ที่มีหน้าที่ในการจัดการศึกษาจะยึดแนวทางในการจัด การศึกษาหรือปรัชญาของการศึกษาต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ของสังคมและสถานการณ์ทางสังคม ในแต่ละยุคแต่ละสมัย การจัดการศึกษาของประเทศใดถ้าไม่ยึดการศึกษาที่ถูกต้องก็ไม่มีทางที่จะทำให้ ประเทศเจริญไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ ปรัชญาการศึกษา จึงเป็นสิ่งสำคัญในการกำหนดแนวทางใน การพัฒนาประเทศ 1. ความหมายของปรัชญาการศึกษา คำว่า “ปรัชญา” ตามพจนานุกรมหมายถึง "วิชาว่าด้วยหลักแห่งความรู้และความจริง" ซึ่ง ตรงกับภาษาอังกฤษว่า “Philosophy” และมาจากรากศัพท์ในภาษากรีกว่า “Philosophia” ซึ่ง ประกอบขึ้นมาจากศัพท์คำว่า“Phileo” แปลว่า “รัก” และ “Sophia” แปลว่า “ภูมิปัญญา” หรือ Wisdom ดังนั้น ปรัชญาจึงมีความหมายตามรากศัพท์ว่า “ความรักที่มีต่อภูมิปัญญา” ภูมิปัญญาเป็น
226 เรื่องของกระบวนการคิดที่เกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ภูมิปัญญานี้อาจจะได้มาโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง หรือหลายๆ วิธีประกอบกันได้แก่ การสังเกต การจดจำ การประเมินค่า การเข้าใจถึงเรื่องจิตใจและวิญญาณ การ เข้าใจถึงธรรมชาติของความเป็นไปและการเรียนรู้ เป็นต้น ดังนั้น หากจะพิจารณาถึงความหมายของ ปรัชญาในทัศนะของนักวิชาการแล้ว กล่าวได้ว่า “ปรัชญา” คือ “วิธีการคิดอย่างมีระเบียบเกี่ยวกับสิ่ง ต่างๆที่มีอยู่แล้ว หรือเป็นความพยายามที่จะค้นหาความสอดคล้องของแนวความคิด และ ประสบการณ์ทั้งหมด” (Kneller,1964 อ้างถึง สงัด อุทรานันท์, 2532) สรุปว่า ปรัชญาการศึกษาคือ แนวความคิด หลักการ และกฎเกณฑ์ ในการกำหนดแนวทาง ในการจัดการศึกษา ซึ่งนักการศึกษาได้ยึดเป็นหลักในการดำเนินการทางการศึกษาเพื่อให้บรรลุ เป้าหมาย นอกจากนี้ปรัชญาการศึกษายังพยายามทำการวิเคราะห์และทำความเข้าใจเกี่ยวกับ การศึกษา ทำให้สามารถมองเห็นปัญหาของการศึกษาได้อย่างชัดเจน ปรัชญาการศึกษาจึงเปรียบ เหมือนเข็มทิศนำทางให้นักการศึกษาดำเนินการทางศึกษาอย่างเป็นระบบ ชัดเจน และสมเหตุสมผล 2. คุณค่าของปรัชญาการศึกษา ก่อนที่จะศึกษาสิ่งใดมนุษย์ตั้งคำถามว่า ถ้าศึกษาเรียนรู้แล้ว ได้อะไร ให้อะไรกับคุณค่าของชีวิต การศึกษาปรัชญาก็เช่นกันว่าเรียนปรัชญาแล้วได้อะไร เพราะวิชา ปรัชญาไม่ใช่เป็นวิชาที่สอนในการประกอบอาชีพ ไม่ใช่วิชาที่เอาไว้ประดับความรู้ว่าตนเองเป็นผู้มี ปัญญา เพราะไม่ใช่จุดมุ่งหมายของปรัชญา จะได้ตอบคำถามในใจตนเองว่าเรียนปรัชญาไปทำไม ใน หัวข้อนี้ได้รวบรวมแนวคิดของนักปราชญ์ที่ช่วยประเมินคุณค่าของปรัชญาเอาไว้ เพื่อให้ผู้ศึกษาได้ วิเคราะห์ วิจักษ์ และวิธานด้วยตนเองดูว่า คุณค่าที่ได้รับจากศึกษาวิชาปรัชญานั้นเป็นจริงดังที่ นักปราชญ์เหล่านี้ได้กล่าวไว้หรือไม่ กีรติ บุญเจือ (2546: 4) กล่าวว่า “เราเรียนปรัชญาในยุคโลกาภิวัตน์เพื่อรู้ 3 อย่างตาม เป้าหมายของวิชานี้ และเมื่อรู้แล้วย่อมคุ้มครองผู้รู้ได้ในหลายแง่หลายมุมทีเดียว ไม่เชื่อก็ขอเชิญ ติดตามดูไปก่อนว่าจะจริงเท็จแค่ไหน เป้าหมาย 3 อย่างดังกล่าวได้แก่ 1) เพื่อรู้จักมองเห็นปัญหาที่คนธรรมดามองเองไม่เห็น 2) เพื่อรู้จักมองหาคำตอบทุกคำตอบที่เป็นไปได้ 3) เพื่อรู้จักเก็บส่วนดีของทุกคำตอบมาเป็นหลักยึดเหนี่ยวของตน” ส่วนผลพลอยได้จากการได้ศึกษาปรัชญานั้นมีอยู่ไม่น้อย นอกจากจะมีโอกาสบรรลุเป้าหมาย 3 ประการข้างต้นแล้ว ยังมีโอกาสได้รับผลพลอยได้อีก 3 ประการคือ (กีรติ บุญเจือ (2546: 21 - 29) 1) เพื่ออ่านใจคน 2) เพื่อเห็นความสัมพันธ์ระหว่างวิชาต่าง ๆ 3) เพื่อเห็นความสืบเนื่องของความคิดมนุษย์ตั้งแต่ต้นจนบัดนี้ วิทย์ วิศทเวทย์ (2518: 7 - 8) อธิบายว่า “วิชาปรัชญาเรียนแล้วนำไปประกอบอาชีพอะไร ไม่ได้โดยตรงเพราะไม่ใช่วิชาชีพ ไม่ทำให้ผู้เรียนมีชื่อเสียงร่ำรวย หรือได้เลื่อนตำแหน่งหน้าที่การงาน
227 เมื่อเป็นเช่นนี้จะเรียนปรัชญาไปทำไม คำตอบมีเพียงประการเดียวคือ เรียนไปเพื่อสนองความอยากรู้ อยากเห็นหรือเพื่อค้นหาจุดหมายปลายทางของชีวิต” สุเมธ เมธาวิทยกูล (2540: 12 - 13) อธิบายเพิ่มเติมไว้ว่า “บุคคลที่กระหายใคร่รู้ต้นตอใน วิชาการทั้งหลายในโลกนี้ต้องศึกษาวิชาปรัชญาซึ่งเป็นคลังแห่งวิทยาการทุกสาขา หรือบุคคลผู้มีความ ประสงค์จะทราบว่าตนเองเกิดมามีชีวิตอยู่ทุกวันนี้เพื่ออะไร ไม่มีวิทยาศาสตร์สาขาใดศึกษาเรื่องนี้ วิชาปรัชญาเท่านั้นที่จะสนองความต้องการในทำนองนี้ได้ ดังนั้น คุณค่าของปรัชญาก็อยู่ตรงที่มัน สามารถสนองความปรารถนาของบุคคลประเภทนี้” เมื่อมองโดยภาพรวมแล้วจะเห็นว่า ทรรศนะต่าง ๆ ของนักปราชญ์ทั้งหลายมุ่งอธิบายให้เห็น คุณค่าของปรัชญาว่าสามารถ “พัฒนาคุณภาพชีวิต” ของมนุษย์ได้อย่างแท้จริง ทำให้มนุษย์เป็น มนุษย์อย่างสมบูรณ์บนศักดิ์ศรีแห่ง “สัญชาตญาณปัญญา” ที่มีในมนุษย์เท่านั้น ส่วนสสาร พืช และ สัตว์ หาได้มีสัญชาตญาณนี้ไม่ การแสวงหาความสุขด้วยสัญชาตญาณปัญญาจึงเป็นการพัฒนาคุณภาพ ชีวิตในระดับสูงที่วิชาปรัชญามอบให้แก่ผู้ที่ศึกษาทุกคนที่พยายามเข้าใจและเข้าถึง 3. บทบาทของปรัชญาการศึกษาต่อการจัดการศึกษา ปรัชญาหรือปรัชญาทั่วไปกับปรัชญาการศึกษามีความใกล้ชิดกันมาก ปรัชญาทั่วไปเป็น การศึกษาเกี่ยวกับความจริง วิธีการค้นหาความจริงและคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ ในสังคม แต่ปรัชญา การศึกษาเป็นการนำเอาปรัชญาทั่วไปมาประยุกต์เพื่อนำไปจัดการศึกษา ซึ่งการจัดการศึกษาทำไป เพื่อพัฒนาบุคคลพัฒนาสังคมชุมชนให้เกิดความสงบสุข อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ดังนั้น ปรัชญา ทั่วไปกับปรัชญาการศึกษาจึงมีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก การที่กล่าวว่าปรัชญากับปรัชญาการศึกษามีความเกี่ยวข้องและสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกันนั้น อาจพิจารณาได้จากนักปรัชญาและนักการศึกษาที่มีแนวคิดชั้นนำตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงสมัยปัจจุบัน มักเป็นบุคคลคนเดียวกัน เช่น John Locke, Immanuel Kant, Johann Herbart, John Dewey เป็นต้น นอกจากนี้ ไม่เพียงแต่จุดเริ่มต้นและวิวัฒนาการของปรัชญาและปรัชญาการศึกษา เท่านั้นที่เหมือนกัน แต่ทั้งปรัชญาและปรัชญาการศึกษายังมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกันอีก ด้วย กล่าวคือ ทั้งปรัชญาและปรัชญาการศึกษาจะสนใจเกี่ยวกับเรื่องราวของมนุษย์ ซึ่งได้แก่ธรรมชาติ ความรู้ ความสัมพันธ์ และพฤติกรรมของมนุษย์ และขณะเดียวกันสาขาวิชาทั้งสองต่างก็มีความสนใจ ร่วมกันในเรื่องที่จะทำให้ชุมชน สังคม ประเทศชาติ และชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น มีสันติและอยู่ร่วมกัน อย่างมีความสุข 4. แนวทางการศึกษาปรัชญาการศึกษา ประเวศ เวชชะ. (2561) อ้างแล้วใน หน้า 16. ว่าแนวทางการศึกษาปรัชญาการศึกษานั้น ประกอบด้วย 3 แนวทางการศึกษาที่ยึดตัวการศึกษาเป็นแกนกลาง และในทางการศึกษาที่มุ่งหาความ กระจ่างในแนวคิดและกิจกรรมการศึกษา
228 5. ปรัชญาการศึกษา 1) ปรัชญาการศึกษาตะวันตก ปรัชญาพื้นฐานทางตะวันตกที่มีอิทธิพลต่อการจัดการศึกษา ปรัชญาพื้นฐานที่สำคัญและมี อิทธิพลต่อการจัดการศึกษาของประเทศตะวันตก มีหลายกลุ่ม และเนื่องจากการศึกษาตะวันตกมี อิทธิพลต่อการจัดการศึกษาไทยในปัจจุบัน จึงควรทำความเข้าใจกับปรัชญาดังกล่าว ได้แก่ 1. จิตนิยม หรือมโนคติวิทยา (Idealism) 2. สัจนิยม หรือวัตถุนิยม (Realism) 3. โทมัสนิยมใหม่ (Neo-Thomism) 4. ประสบการณ์นิยม หรือปฏิบัตินิยม (Pragmatism, Experimentalism, Instrumentalism) 5. อัตถิภาวนิยม หรืออัตภาวะนิยม (Existentialism) ปรัชญาจิตนิยมกับการศึกษา ปรัชญาจิตนิยม มีแนวคิดเกี่ยวกับโลกและจักรวาล ว่าเป็น “โลกแห่งจิต” (The World of Mind) และมีแนวคิดว่าความรู้ที่แท้จริง คือ “จิตที่หยั่งรู้” (Truth as idea)แนวคิดเกี่ยวกับความดี หรือจริยธรรม ของนักปรัชญากลุ่มจิตนิยม คือ “จริยธรรมเป็นการ เลียนแบบความดีอันสมบูรณ์” (imitation of the absolute self) ที่มีค่าคงที่ไม่เปลี่ยนแปลงตาม กาลเวลาหรือสถานที่แนวคิดเกี่ยวกับความงาม หรือสุนทรียภาพ คือ “สุนทรียะ เป็นเครื่องสะท้อนถึง มโนคติ” (reflection of the idea) นักปรัชญาคนสำคัญ คือ Plato ซึ่งมีชีวิตอยู่ระหว่าง 427 – 375 ปี ก่อนคริสตกาล แนวคิด ของ Plato มีอิทธิพลอย่างมาก ต่อการจัดการศึกษาของประเทศตะวันตก ทั้งในสมัยอดีตและปัจจุบัน เช่น 1. แนวคิดเกี่ยวกับวิธีการเรียนรู้ ได้แก่ กระบวนการเรียนรู้โดยการรื้อฟื้นความจำ (Platonian process of Reminiscence) ซึ่งอาศัยการมองทะลุเข้าไปในตัวเอง (introspection) หรือ การวิปัสสนา (contemplation) 2. แนวคิดเกี่ยวกับคุณธรรมจริยธรรม คือ คุณธรรม มี 2 ประเภท ได้แก่ คุณธรรมทางปรัชญา และคุณธรรมทางสังคม ซึ่งต่างกันดังนี้ 1) คุณธรรมทางปรัชญา เป็นคุณธรรมที่ต้องอาศัยปัญญา เป็นคุณธรรมขึ้นสูงสุด 2) คุณธรรมทางสังคม เป็นการกระทำที่ถูกต้องตามความเชื่อหรือประเพณี 3. แนวคิดเกี่ยวกับความหมายของการศึกษา คือ “การศึกษา หมายถึง การให้ความ เจริญเติบโต ซึ่งต้องเน้นการอบรมจิตใจ ให้มีระเบียบวินัย” 4. แนวคิดเกี่ยวกับบุคคล หรือผู้เรียน คือ ผู้เรียนแต่ละคนมีองค์ประกอบทางจิตใจ ซึ่งจำแนก เป็น 3 ภาค คือ ภาคตัณหา (Appetite) ภาคน้ำใจ (Spirit) และภาคปัญญา (Wisdom) ซึ่งมีความ
229 เข้มข้นแตกต่างกันในแต่ละบุคคล บางคนมีภาคตัณหาสูงกว่าภาคอื่นๆ บางคนมีภาคน้ำใจสูงภาคอื่นๆ แต่บางคนมีภาคปัญญาสูงกว่าภาคอื่นๆ 5. แนวคิดเกี่ยวกับหน้าที่ของรัฐด้านการศึกษา คือ รัฐควรจัดการศึกษาให้แก่คนทุกคนในชาติ และควรจัดให้ตามลักษณะขององค์ประกอบด้านจิตใจ โดยให้ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน จนถึงอายุ ประมาณ 20 ปี และควรให้บุคคลที่มีองค์ประกอบด้านปัญญาสูง ได้ศึกษาต่อไปอีก ใน สถาบันการศึกษาขั้นสูง จึงถึงอายุ 35 ปี แล้วฝึกปฏิบัติงานบริหารประเทศต่อไปอีก จนถึงอายุ 50 ปี จนถึงขั้นที่เรียกว่า ราชานักปราชญ์ (Philosopher King) เพื่อให้สามารถทำหน้าที่ปกครองประเทศ ตามระบอบประชาธิปไตย แนวคิดของนักปรัชญากลุ่มจิตนิยมที่นำมาใช้ในการจัดการศึกษา 1. แนวคิดเกี่ยวกับโรงเรียน โรงเรียน เป็นสถานที่เสริมสร้างสิ่งแวดล้อมทางความคิดให้แก่ ผู้เรียน ความคิด แสดงออกเป็นสัญลักษณ์ เช่น ภาษา ศิลป คณิตศาสตร์ ฯลฯ จุดมุ่งหมายของ โรงเรียน คือ สร้างคนให้เป็นนักศิลปะ และนักภาษา 2. แนวคิดเกี่ยวกับหลักสูตร คือ หลักสูตรที่โรงเรียนจัดให้แก่ผู้เรียน ควรเน้นความรู้ด้าน มนุษยศาสตร์ และการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายของชีวิต สร้างคุณธรรม มโนธรรม และฝึก คิดหาเหตุผล โดยให้เรียนวิชา ภาษา วรรณคดี ปรัชญา ศาสนา ศิลป คณิตศาสตร์ และประวัติศาสตร์ กลุ่มวิชาที่เป็นแกนกลางของหลักสูตร คือ Language Arts 3. แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนการสอน ได้แก่ 1) ใช้สัญลักษณ์ (ภาษา คณิตศาสตร์ ศิลป ฯลฯ) เป็นสื่อนำไปสู่การเรียนรู้ 2) เน้นกิจกรรมการฟัง การจดบันทึก การจำ การบรรยาย การค้นคว้าจากตำรา 3) หัวใจของกระบวนการเรียนการสอน คือ ห้องเรียน และห้องสมุด ซึ่งเป็นแหล่งกลาง ที่ครู จะใช้สัญลักษณ์ต่างๆ มาทำการถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้เรียน 4) ครู คือ แม่แบบ และแม่พิมพ์ 4. แนวคิดเกี่ยวกับการศึกษากับการพัฒนาคุณธรรม เน้นจริยศึกษาเป็นพิเศษ โดยสอนวิชาที่ เกี่ยวข้องกับขนบธรรมเนียมประเพณี อุดมการณ์และค่านิยมทางสังคมควบคู่ไปกับการอบรมทาง จริยธรรม ปรัชญาสัจนิยมกับการศึกษา ปรัชญาสัจนิยม มีแนวคิดเกี่ยวกับโลกและจักรวาล ว่าเป็น “โลกแห่งวัตถุ” หรือ โลกแห่งสิ่งที่เป็นรูปธรรม (The World of Things) และมีแนวคิดว่าความรู้ที่ แท้จริง คือ “ข้อเท็จจริงที่สามารถสังเกตได้” (Truth as observable fact) แนวคิดเกี่ยวกับความ ดี หรือจริยธรรม ของนักปรัชญากลุ่มสัจนิยม คือ “จริยธรรมเป็นกฎของธรรมชาติ” (the law of nature) แนวคิดเกี่ยวกับความงาม หรือสุนทรียภาพ คือ “สุนทรียะ เป็นเครื่องสะท้อนถึง ธรรมชาติ ที่เป็นจริง” (reflection of nature)
230 นักปรัชญาคนสำคัญ คือ Aristotle ซึ่งมีชีวิตอยู่ระหว่าง 384 – 322 ปี ก่อนคริสตกาล เคย เป็นศิษย์ของ Plato ที่สำนักอะคาเดมี (Academy) แต่มีทัศนะต่างจาก Plato หลายอย่าง คือ 1. การหาเหตุผล จะอาศัยจิตเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงของธรรมชาติด้วย 2. การศึกษา เป็นกระบวนการฝึกร่างกาย จิตใจ ความคิด และอุปนิสัยให้เป็นคนดี และรู้จัก วิธีการแสวงหาความสุขอย่างถูกต้อง 3. อุดมการณ์ทางการศึกษา คือ ความมีคุณธรรมและการมีชีวิตที่เป็นสุข แนวคิดของนักปรัชญากลุ่มสัจนิยมที่นำมาใช้ในการจัดการศึกษา 1. แนวคิดเกี่ยวกับโรงเรียน คือ โรงเรียน เป็นสถานที่ที่จัดให้ผู้เรียนได้คุ้นเคยกับสภาพกฎ ธรรมชาติที่แท้จริง เพื่อให้ผู้เรียนเข้าถึงความจริงตามธรรมชาติที่แวดล้อม จุดมุ่งหมายของโรงเรียน คือ สร้างคนที่มีความรู้และคุณธรรมตามหลักความเป็นจริงของธรรมชาติ เพื่อให้ผู้เรียนมีชีวิตที่เป็นสุข 2. แนวคิดเกี่ยวกับหลักสูตร คือ หลักสูตรที่โรงเรียนจัดให้แก่ผู้เรียน ควรเน้นเรื่องของ ธรรมชาติ ทั้งด้านกายภาพและชีวภาพ วิชาที่เน้น ได้แก่ ชีววิทยา สัตววิทยา พฤษศาสตร์ ธรณีวิทยา ฟิสิกส์ ดาราศาสตร์ และคณิตศาสตร์ 3. แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนการสอน ได้แก่ 1) เน้นการเรียนรู้โดยผัสสะ (sense perception) 2) สอนโดยการสาธิต และการใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 3) ครู คือ นักสาธิตที่ดี และรู้จักใช้อุปกรณ์การสอนอย่างมีประสิทธิภาพ 4. แนวคิดเกี่ยวกับการศึกษากับการพัฒนาคุณธรรม เน้นจริยศึกษาที่อาศัยกฎเกณฑ์ทาง สังคมซึ่งสอดคล้องกับธรรมชาติสอนให้ผู้เรียนเข้าใจสภาวะธรรมชาติ และประพฤติตนให้ถูกต้องตาม กฎธรรมชาติ ปลูกฝังค่านิยมทางสุนทรียภาพ และศิลปะโดยการจำลองแบบหรือเรียนรู้จากแบบอย่าง ความงามตามธรรมชาติ ปรัชญาโทมัสนิยมใหม่กับการศึกษา ปรัชญาโทมัสนิยมใหม่ มีแนวคิดเกี่ยวกับโลกและ จักรวาล ว่าเป็น “โลกแห่งเหตุผล และการมีอยู่ของพระผู้เป็นเจ้า” (The World of Reason, Being/God) และมีแนวคิดว่าความรู้ที่แท้จริง คือ “ความรู้ที่เป็นไปตามหลักเหตุผล และเป็นการหยั่ง รู้” (Truth as reason and intuition) แนวคิดเกี่ยวกับความดี หรือจริยธรรมของนักปรัชญากลุ่ม โทมัสนิยมใหม่ คือ “จริยธรรมเป็นการกระทำอย่างมีเหตุผล” แนวคิดเกี่ยวกับความงาม หรือ สุนทรียภาพ คือ “สุนทรียะ เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดการหยั่งรู้เชิงสร้างสรรค์ โดยอาศัยพุทธิปัญญา” นักปรัชญาคนสำคัญ คือ Saint Thomas Aquinas แนวคิดของนักปรัชญากลุ่มโทมัสนิยม ใหม่ ที่นำมาใช้ในการจัดการศึกษา 1. แนวคิดเกี่ยวกับโรงเรียน คือ โรงเรียน เป็นสถานที่ที่จัดให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ถึงการมีอยู่ของ พระผู้เป็นเจ้า (Being) เป็นแหล่งที่ให้การฝึกฝนสติปัญญาของผู้เรียนให้เฉียบแหลมอยู่เสมอ
231 บรรยากาศของโรงเรียนจึงต้องมีลักษณะที่ทำให้ผู้เรียนตื่นตัว รักสัจจะ และฝึกฝนให้มีสัจจะเพื่อตัว ของตัวเอง 2. แนวคิดเกี่ยวกับหลักสูตร แยกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1) โทมัสนิยมฝ่ายสงฆ์ (Ecclesiastical Group) เน้นวิชาที่เกี่ยวข้องกับคริสตศาสนา และ บทสวดมนต์ เนื้อหาจากพระคัมภีร์ (Holy Scriptures) บทปุจฉา วิสัชชนา (Catechism) และบท อธิบายคำสอนของศาสนาคริสต์ รวมทั้งห้ามหนังสือทางโลก บางประเภท 2) โทมัสนิยมฝ่ายฆราวาส (Lay Group) ไม่จำกัดเสรีภาพทางวิชาการ แต่หลักสูตรก็ยัง กำหนดเนื้อหาวิชาที่บังคับให้ต้องเรียนไว้ด้วย เพื่อสร้างความมีระเบียบแบบแผน และความมีระเบียบ วินัย เพื่อให้เข้าถึงสัจจะสูงสุด (The Absolute Truths) วิชาที่เน้น ได้แก่ คณิตศาสตร์แขนงต่างๆ ซึ่งนักปรัชญาการศึกษากลุ่มนี้ถือว่าเป็นวิชาที่ช่วยให้มนุษย์เข้าถึงความมีเหตุผลอย่างบริสุทธิ์ (pure reason) และสามารถคิดอย่างมีเหตุผล (rationality) นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับวิชาภาษา โดยให้ภาษาละตินและกรีก มีความสำคัญสูงสุด ส่วนภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาปัจจุบัน มีความสำคัญ อันดับรอง เนื่องจากภาษาละตินและกรีกมีหลักเกณฑ์และไวยากรณ์ที่ดีและแน่ชัด วิชาที่สำคัญรอง จากภาษา คือ วิชาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ (Natural Science) รองลงมา คือ สังคมศึกษา ส่วนวิชาที่ สำคัญน้อยที่สุด คือ วิชาต่างๆ ในสาขามานุษยวิทยา 3. แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนการสอน ได้แก่ 1) เน้นการเสริมสร้างจิตใจและพุทธิปัญญา 2) สอนโดยการฝึกให้ผู้เรียนรู้จักคิด และใช้ความคิดอย่างมีเหตุผล เพื่อให้รู้จักใช้เสรีภาพ อย่างฉลาด 4. แนวคิดเกี่ยวกับการศึกษากับการพัฒนาคุณธรรม 1) เน้นการใช้เหตุผล 2) เน้นหน้าที่ทางศีลธรรม 3 ประการ คือ หน้าที่ต่อตนเอง หน้าที่ต่อเพื่อนมนุษย์ และหน้าที่ ต่อพระเจ้า 3) จัดลำดับคุณค่าแห่งความดีเป็น 3 ขั้น 1.1 ขั้นสูงสุด คือ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระเจ้า (union with God) 2.1 ขั้นกลาง คือ ชีวิตที่มีเหตุผล (The life of reason) 3.1 ขั้นธรรมดา คือ ความสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนมนุษย์ เพื่อชีวิตที่เป็นสุขตาม 5. หลักของอาริสโตเติลที่ว่า “ความสุขเป็นคุณค่าสำคัญยิ่งสำหรับชีวิตมนุษย์” 6. ความงามที่มีค่าสูงสุด คือ ความงามอย่างสร้างสรรค์ หรือ ความงามด้วยปัญญา ซึ่ง ประกอบด้วยคุณสมบัติ 3 ประการ คือ 1) ความสมบูรณ์แบบสูงสุด (Integrity)
232 2) ความกลมกลืนแห่งสัดส่วน (Proportion of consonance) 3) ความกระจ่าง สว่างไสว (Radiance) ปรัชญาประสบการณ์นิยมกับการศึกษา ปรัชญาประสบการณ์นิยม มีแนวคิดเกี่ยวกับโลกและ จักรวาล ว่าเป็น “โลกแห่งประสบการณ์” (The World of Experience) และมีแนวคิดว่าความรู้ที่ แท้จริง คือ “สิ่งที่นำมาปฏิบัติในชีวิตอย่างได้ผล” (Truth as what works) แนวคิดเกี่ยวกับความดี หรือจริยธรรมของนักปรัชญากลุ่มประสบการณ์นิยม คือ “จริยธรรมเป็นการกระทำที่สังคมส่วนรวม เห็นชอบ และยอมรับว่าถูกต้อง” แนวคิดเกี่ยวกับความงาม หรือสุนทรียภาพ คือ “สุนทรียะ เป็นไป ตามค่านิยมของคนส่วนมาก”นักปรัชญาคนสำคัญ มีหลายคน ซึ่งได้แนวคิดมาจากลัทธิประจักษวาท (Empiricism) ของอังกฤษ และเมื่อนำแนวคิดไปเผยแพร่ในสหรัฐอเมริกา ได้เรียกชื่อต่างกันออกไป ดังนี้ 1. William James เรียกปรัชญานี้ว่า Pragmatism 2. Charles Pierce เรียกปรัชญานี้ว่า Instrumentalism 3. John Dewey เรียกปรัชญานี้ว่า Experimentalism แนวคิดของนักปรัชญากลุ่มประสบการณ์นิยม ที่นำมาใช้ในการจัดการศึกษา 1. แนวคิดเกี่ยวกับโรงเรียน คือ โรงเรียน เป็นสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้ผู้เรียนเกิด ประสบการณ์ต่อเนื่อง เป็นสังคมย่อย ที่จำลองจากสังคมใหญ่ เพื่อให้ประสบการณ์ในโรงเรียนสัมพันธ์ และเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตในสังคม ความรู้ที่ได้จากโรงเรียน คือ สิ่งที่จะนำไปใช้ประโยชน์ ในชีวิต 2. แนวคิดเกี่ยวกับหลักสูตร 1) หลักสูตรเป็นมวลประสบการณ์ 2) เน้นการเสริมสร้างประสบการณ์ทางสังคม ไม่เน้นเนื้อหาสาระ 3) เน้นกระบวนการเรียนรู้ 3. แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนการสอน ได้แก่ 1) เน้นการเรียนโดยวิธีแก้ปัญหา (Problem Solving) และอาศัยประสบการณ์ที่โรงเรียน จัดให้ 2) สอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Learner-centered) คำนึงถึงความแตกต่างระหว่าง บุคคลของผู้เรียน 3) ให้เกิดการเรียนรู้ใหม่ในขณะที่นำความรู้ไปใช้ (Learning while using knowledge) เช่น ให้ทำโครงการหรือกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนได้ค้นคว้าหาคำตอบใหม่ ๆ
233 4. แนวคิดเกี่ยวกับการศึกษากับการพัฒนาคุณธรรม คือ โรงเรียนต้องจัดสภาพ แวดล้อมให้ เป็นจริง เหมือนในสังคม เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ทางศีลธรรม จรรยาและแบบอย่างความประพฤติที่ดี งาม ที่สังคมยอมรับ ปรัชญาอัตถิภาวนิยมกับการศึกษา ปรัชญาอัตถิภาวนิยม มีแนวคิดเกี่ยวกับโลกและจักรวาล ว่าเป็น “โลกแห่งความมีตัวตนอยู่จริง” (The World of Existing) และมีแนวคิดว่าความรู้ที่แท้จริง คือ “สิ่งที่มนุษย์แต่ละคนเลือกกำหนดขึ้นมา” (Truth as existential choice) แนวคิดเกี่ยวกับ ความดี หรือจริยธรรม ของนักปรัชญากลุ่มอัตถิภาวนิยม คือ “จริยธรรมเป็นเสรีภาพของแต่ละคนที่จะ เลือกปฏิบัติด้วยความรับผิดชอบ” แนวคิดเกี่ยวกับความงาม หรือสุนทรียภาพ คือ “สุนทรียะ ไม่ จำเป็นต้องเป็นไปตามจารีตของสังคม แต่เป็นเรื่องที่แต่ละคนจะสร้างขึ้นมา” นักปรัชญาคนสำคัญ คือ กิเออร์การ์ด (Soren Kierkegaard: 1813-1855) ซึ่งมองภาวะ ความเป็นมนุษย์อย่างปัจเจกบุคคลผู้ดิ้นรน ใคร่ครวญ ตัดสินใจเลือกทางเลือกเฉพาะตนในการดำรง อยู่ และรับผิดชอบในผลการเลือกของตนเอง เขาผลิตงานเขียนหลายเล่ม และถึงแก่มรณกรรมเมื่อ อายุได้ 42 ปี แต่โด่งดังขึ้นเมื่อนักคิดชาวเยอรมัน ไฮเดกเกอร์ (Heidegger: 1889- 1976) หยิบยก งานเขียนของเขามาศึกษาในระยะเวลาต่อมา ไฮเด็กเกอร์ได้ชี้ในเห็นว่า “คน” ต่างจาก “สิ่งของ” คือ คนเท่านั้นที่สามารถตั้งคำถามเกี่ยวกับ “ความเป็น-Being” ของตนเองและสนใจสำเหนียกรู้ถึงการมี อยู่ เป็นอยู่ ดำรงอยู่แห่งตนด้วยการคิดการรู้ในตนเองได้ นักปรัชญาในกลุ่มนี้ซึ่งโด่งดังเป็นที่รู้จักดี คือ ช็อง ปอล ซาร์ตร (Jean Paul Sartre: 1905-1980) นักคิดนักเขียนชาวฝรั่งเศส ผู้มองความ เป็น “คน” ในทำนองเดียวกับกิเออร์การ์ด ซาร์ตร กล่าวว่า อัตถิภาวะนิยมคือมนุษยนิยม มนุษย์มี จิตสำนึกรู้ในการดำรงอยู่ของตนเองด้วยความรับผิดชอบ (responsibility) มนุษย์แท้จริงคือเสรีชน มนุษย์คือ เสรีภาพ ซาร์ตรมีผลงานการเขียนมากมาย จนได้รับรางวัลโนเบล (Nobel Prize) ทางด้านวรรณกรรม ในปี ค.ศ. 1964 แต่เขาปฏิเสธที่จะรับรางวัลนี้ ด้วยเหตุผลว่าเขาไม่ต้องการให้ ตนเองกลายเป็นสถาบัน เขาถึงแก่มรณกรรมเมื่ออายุได้ 74 ปี 2) ปรัชญาการศึกษาตะวันออก ปรัชญาตะวันตก เน้นการค้นหาความจริงของโลก หมายความว่า ทุกสิ่งอย่างที่ต้องการสืบค้น จะต้องมีหลักฐานมายืนยันไม่ว่าจะเป็นกฎเกณฑ์หรือสถิติต่าง ๆ ที่ผู้รู้ทั้งหลายได้ใช้เวลาเกือบค่อนชีวิต ค้นหามาได้ แล้วความจริงของชีวิตที่ว่า จึงกลายเป็นวัตถุที่ต้องสัมผัสรู้ได้ด้วยตาเปล่าและความรู้สึก นึกคิด โดยลืมคำว่า จิตวิญญาณแห่งชีวิตไปโดยสิ้นเชิง จิตวิญญาณที่ว่านั้นเป็นบ่อเกิดของชีวิต ไม่ รวมถึง ความหมายที่แท้จริงของชีวิตว่าเรามีชีวิตเพียงด้านที่จับต้องได้จริงหรือ ความคิดที่ว่าชีวิตที่ สมบูรณ์พร้อมต้องประกอบด้วยวัตถุปัจจัยทั้ง 4 อย่างเป็นอย่างน้อยเพื่อให้เพียงพอแก่การดำรงชีพใน สังคมยุคใหม่ โดยลืมไปว่าเมื่อครั้งที่ไม่มีวิทยาศาสตร์ พวกเราสามารถดำรงอยู่ได้ด้วยสิ่งใดหากไม่ใช่ สัญชาตญาณเพื่อการมีชีวิตอยู่ บรรพบุรุษของเราต่างก็ใช่จิตวิญญาณในการนำพาหมู่มวลเพื่อนมนุษย์
234 ให้สามารถดำรงพงศ์พันธุ์มาได้จนล่วงเข้าสู่ยุคสหัสวรรษใหม่ที่ชีวิตเรายิ่งกระพือความอยากแห่ง กามตัณหาโดยแท้ การสู้รบเพื่อให้ได้มาซึ่งวัตถุก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นก็เพราะคนเราให้ ความสำคัญกับความจริงเฉพาะด้านที่เป็นวัตถุเท่านั้น ข้อความนี้หาได้โจมตีว่าปรัชญาตะวันตกเน้น เรื่องวัตถุสิ่งของ แต่เพียงต้องการให้ทุกคนได้เข้าใจว่าแท้ที่จริงแล้วความจริงของมนุษย์ยังต้องการหลัก ในการดำเนินชีวิตที่ถูกที่ควรมากกว่า ซึ่งเป็นไปตามแนวคิดของปรัชญาตะวันออกที่เน้นในเรื่อง ดังกล่าว ความจริงของโลกตะวันตกต้องมีหลักฐานมารองรับจึงกลายเป็นว่าคนเราต้องสามารถทำทุก อย่างให้กระจ่างเพียงตาเปล่าเท่านั้น โดยลืมนึกถึงคุณค่าของจิตวิญญาณแห่งสรรพสิ่ง นี่คือคำตอบ จากผู้เขียนที่มองว่าปรัชญาตะวันตกไม่สามารถจะนำพาให้การศึกษาไทยไปสู่จุดหมายแห่งความสำเร็จ ได้โดยแท้แต่โลกก็ต้องการวัตถุมากกว่าความสุขทางด้านจิตใจ ค่านิยมใครรวยกว่าคนนั้นอาจจะดี เพราะคนนิยมกันที่วัตถุมากกว่า แต่ทางตะวันออกก็ยังยึดถือความดีมากกว่าวัตถุ ปรัชญาตะวันออก เน้นเรื่องหลักการและวิถีการดำเนินชีวิตของมนุษย์นั้น น่าจะสอดรับ การศึกษาของไทยมากกว่า เพราะเหตุผลในเรื่องของความเป็นมนุษย์ที่ย่อมต้องมีเรื่องของจิตใจหรือ จิตวิญญาณเข้ามาเกี่ยวข้อง มนุษย์ที่เจริญแล้วย่อมต้องมีเรื่องของศีลธรรมเข้ามาประกอบในการใช้ ชีวิตประจำวัน ไม่เพียงเรื่องการศึกษาเท่านั้น แต่ครอบคลุมไปถึงทุก ๆ ด้านของชีวิตมนุษย์ วิถีทางในการใช้ชีวิตเป็นสิ่งสำคัญในการกำหนดกรอบการศึกษาของมนุษย์ทุกคน เพราะการ เรียนแต่เพียงเรื่องวัตถุ แต่ไม่ได้ประกอบเข้ากับจิตสามัญสำนึกของความเป็นมนุษย์นั้นมีแต่จะนำพา ให้โลกของเราเข้าสู่หายนะ หากทุกคนมุ่งความสำเร็จเฉพาะวัตถุ และหลงลืมรากเหง้าอันดีงามของ สังคมไปแล้วไซร้ สังคมโลกย่อมต้องวุ่นวายอย่างที่เราท่านก็เห็นอยู่แล้ว วิถีทางอันดีงามของคนฝากฝั่งตะวันออกแต่เดิมมุ่งเน้นเรื่องของจิตใจมาก่อนวัตถุ เพราะ รากเหง้าของเราคือวัฒนธรรมที่ผูกโยงเข้ากับเรื่องของศาสนา ที่ถือว่าเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจที่สำคัญ สูงสุดในชีวิตของคนตะวันออก แต่เมื่อมีการศึกษาแบบตะวันตกเข้าแล้วกลับทำให้เราหลงลืม วัฒนธรรมที่บรรพบุรุษของเราได้สั่งสมมาอย่างยาวนานไปจนสิ้น วิชาศาสนาถูกแทนที่ด้วยหลักการ ทางวิทยาศาสตร์ซึ่งมุ่งเน้นการสืบค้นความเป็นจริงของสรรพสิ่งเพียงด้านเดียว โดยเราท่านต่างหลงลืม ไปว่าชีวิตที่ไร้แล้วซึ่งจิตวิญญาณย่อมไม่สามารถจะดำรงอยู่ได้โดยเป็นสุข ดังนั้นการศึกษาไทยยุคใหม่ควรมีการรื้อฟื้นคุณค่าแห่งปรัชญาการดำเนินชีวิตอย่างตะวันออก ให้กลับมาเป็นแกนหลักในการนำพาหมู่มวลชาวเราให้เงยหน้าอ้าปากได้ หาใช่การเดินตามพวกผิวขาว อย่างที่เป็นมา การเรียนรู้อย่างพวกผู้ดีมีแต่จะดึงสัญชาตญาณดิบของบรรพบุรุษโลกให้กลับคืนมาอีก ครั้งมากกว่าการรักตนดำรงตนอยู่ด้วยคุณงามความดีอย่างวิถีตะวันออก ที่เน้นการครองตนด้วยความ งามตามธรรมชาติวิถีหาใช่วัตถุวิถีอย่างเดี๋ยวนี้ตอนนี้ 3) ปรัชญาการศึกษาตามแนวพุทธธรรม
235 ท่านพุทธทาสภิกขุ กล่าวว่า คำว่าสิกขามาจากคำว่า สยํ + อิกฺขา สมฺมา + อิกฺขา สห + อิกฺขา ผู้ศึกษาจะต้องเห็นชัดในสิ่งต่างๆ ด้วยตนเองอย่างถูกต้องจนดับทุกข์ได้และสามารถจะอยู่ ร่วมกับคนอื่นได้ด้วยความสงบสุข ดังนั้นการศึกษาจึงมิใช่การเรียนเพียงด้านภาษา และอาชีพเท่านั้น แต่หมายถึงการดับทุกข์ตนเองและผู้อื่นให้ได้ทำตนให้เป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ ดร. สาโรช บัวศรี กล่าวว่า การศึกษาคือขบวนการพัฒนาขันธ์ ๕ ให้เจริญเต็มที่เพื่อบรรเทา ราคะ โทสะ โมหะ ของมนุษย์ให้เบาบางลงและหมดไปในที่สุด พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ได้กล่าวว่า การศึกษามีจุดมุ่งหมายเพื่อทำชีวิตให้เข้าถึง อิสรภาพ คือทำให้ชีวิตหลุดพ้นจากอำนาจครอบงำจากปัจจัยภายนอกให้มากที่สุด และมีความเป็น ใหญ่ในตัว สามารถกำหนดความเป็นอยู่ของตนให้ได้มากที่สุด 1. กระบวนการศึกษาแบบพุทธ คือ กระบวนการแก้ปัญหาอย่างถูกต้องด้วยการทำลาย อวิชชาและตัณหา และสร้างเสริมปัญญา ฉันทะ และกรุณา 2. ความหมายและจุดมุ่งหมายการศึกษา 1) ความหมายที่มองในแง่สภาพที่เผชิญการศึกษาก็คือการแก้ปัญหาของมนุษย์ ถ้าไม่มีปัญหา การศึกษาก็ไม่มี มองในแง่สภาพที่จะประสบผล การศึกษาก็คือการทำให้ชีวิตหลุดพ้นจากปัญหา (-) ปราศจากสิ่งบีบคั้นกีดขวาง แล้วเข้าถึงสิ่งที่ดีงาม (+) สิ่งที่ประเสริฐที่สุดหรือดีที่สุดที่ชีวิตจะพึงได้มี อิสรภาพสมบูรณ์ มองในแง่ความสัมพันธ์กับปัจจัยภายนอกการศึกษาคือการทำให้มนุษย์พ้นจากการ ต้องพึ่งปัจจัยภายนอก มีความสมบูรณ์ในตัวมากยิ่งขึ้นตามลำดับ 2) จุดหมายของการศึกษาเป็นอันเดียวกันกับจุดหมายของชีวิตคือความหลุดพ้น (วิมุตติ) ได้แก่ความปลอดโปร่งเป็นอิสระ 6. แนวคิดในการจัดการศึกษาไทย 1) แนวคิดการจัดการศึกษาในยุคปฏิรูปการศึกษา 2) แนวคิดการจัดการศึกษาตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 3) แนวคิดการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาสู่ศตวรรษ 21 4) แนวคิดในการจัดการศึกษาสู่ประชาคมอาเซียน
236 องค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษา 3. บทสรุป คำว่า " การศึกษา " พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายว่า " การเล่าเรียน การฝึกอบรม " เป็นคำที่ใช้ในความหมายตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า "Education" ซึ่ง คาร์เตอร์ วี. กูด ( Good. 1973 : 202 ) ได้ให้ความหมายไว้ในพจนานุกรมศัพท์การศึกษา 4 ประการ โดยสรุป คือ การศึกษา หมายถึง การดำเนินการด้วยกระบวนการทุกอย่าง ที่ทำให้บุคคลพัฒนา ความสามารถด้านต่างๆ รวมทั้งทัศนคติและพฤติกรรมอื่นๆ ตามค่านิยมและคุณธรรมในสังคม กระบวนการทางสังคม ที่ทำให้บุคคลได้รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อม ที่คัดเลือกและกำหนดไว้อย่าง เหมาะสมโดยเฉพาะโรงเรียน เพื่อพัฒนาบุคคลและสังคมหมายถึงวิชาชีพอย่างหนึ่งสำหรับครู หรือ การเตรียมบุคคลให้เป็นครู ซึ่งจัดสอนในสถาบันอุดมศึกษา ประกอบด้วย วิชาจิตวิทยาการศึกษา ปรัชญา ประวัติการศึกษา หลักสูตร หลักการสอน การวัดผล การบริหาร การนิเทศการศึกษา และ วิชาอื่นๆ ที่ครูควรรู้ ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ซึ่งจะทำให้เกิดความเจริญงอกงามสำหรับครูหมายถึง ศิลปในการถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในอดีต ซึ่งรวบรวมไว้อย่างเป็นระบบสำหรับคนรุ่นใหม่ เนื้อหาที่จะสอน 1. ปรัชญาการศึกษาเชิงพุทธ คำถามท้ายบท 1. ปรัชญาการศึกษาเชิงพุทธ
237 เอกสารอ้างอิง บทที่ 11 ประเวช เวชชะ. (2561). การจัดการเรียนรู้กลุ่มวิชาชีพครูเพื่อพัฒนาทักษะในศตรวรรษที่ 21 ของ คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย. คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย. brandcase.co. (2566). 7-Eleven เคยเกือบเจ๊ง เพราะปัญหา พนักงานขโมยของ (หนังสือ ความสำเร็จดีใจได้วันเดียว โดย ธนินท์เจียรวนนท์). [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2566. จากแหล่งที่มา. https://www.brandcase.co/42462. สงัด อุทรานันท์. (2532). พื้นฐานและหลักการพัฒนาหลักสูตร. กรุงเทพ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. กีรติ บุญเจือ. (2546). ปรัชญาและศาสนาเซนต์จอห์น : เล่มต้นเริ่มรู้จักปรัชญา. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น. วิทย์ วิศทเวทย์. (2518). ปรัชญา วิทย์ วิศทเวทย์ แปลจาก Philosophy by C.E.M.JOAD. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช จำกัด.. สุเมธ เมธาวิทยกุล, รศ.. (2540). ปรัชญาเบื้องต้น. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์,
238 แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 12 เรื่อง ปรัชญาการใช้ชีวิตเชิงพุทธในวรรณคดีธรรมบท ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พระครูวินัยธร สัญชัย ทิพย์โอสถ, 11 8 มกราคม 2566 1. รายละเอียดบทนำ ปรัชญาการศึกษาคือแผนที่ที่จะเดินทาง คนเราต้องมีแผน การลงมือปฏิบัติ การตรวจสอบ และการผลการปฏิบัติมาทบทวนว่าผลจะได้ดีหรือไม่ดี ทุกอย่างต้องมีการประเมินผลงาน ใน วรรณกรรมสามก๊กบอกว่า “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง” ชีวิตคือสนามรบ ต้องมี Mission ภารกิจที่ต้องปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมาย ชีวิตก็เหมือนกับงานวิจัยเล่มหนึ่งที่ยังไม่มีบทสรุปง่าย ๆ ต้องใช้เวลาศึกษา ดังคำกล่าวที่ว่า “ระยะพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์สรรพสิ่ง” มุมมองการใช้ชีวิตใน พุทธปรัชญา ชีวิตต้องมีเข็มทิศในการเดินทางสอดคล้องกับงานวิจัยของ พระมหากฤษณะ ตรุโณ (2554: ก-ข) ได้ศึกษาเรื่องการวิเคราะห์การดำเนินชีวิตของคนไทยในเชิงปรัชญา ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างคนไทย 7 ประเภท คือ ปราชญ์ชาวบ้าน ครูมีประสบการณ์การสอน 10 ปีขึ้นไป ครูดีเด่น พระภิกษุผู้ได้รับรางวัลเสาเสมาธรรมจักร เภสัชกร แม่ดีเด่นแห่งชาติ และพ่อตัวอย่างแห่งชาติ ทุก ประเภทมีอาชีพต่าง ๆ กันคือ เกษตรกรรม ครู เภสัชกร ค้าขาย นักธุรกิจ ตำรวจ เป็นพระภิกษุใ น พระพุทธศาสนา อาชีพทั้งหมดที่กล่าวมาล้วนมีจรรยาบรรณวิชาชีพเป็นแนวทางการดำเนินชีวิตให้เกิด ความดีงาม ส่วนอาชีพเกษตรกรรมยึดเอาตามแนวทางศีลธรรมของชาติ พระภิกษุยึดเอาพระธรรม วินัยเป็นจรรยาบรรณในการดำเนินชีวิต นอกจากนี้อาชีพทหาร นักการเมือง วิศวกร สถาปนิก และ แพทย์ล้วนมีจรรยาบรรณเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต จากการสัมภาษณ์พบว่า คนไทยได้ดำเนินชีวิตตามจรรยาบรรณวิชาชีพและเชิงปรัชญาด้วยที่ เห็นได้ชัดคือในเชิงญาณวิทยา คนไทยมีวิธีการแสวงหาความรู้และมีวิธีการนำความรู้มาใช้ในเชิงจริย ศาสตร์ มีความเพียรในการปฏิบัติตามหลักจริยศาสตร์ในศาสนาที่ตนนับถือในเชิงตรรกศาสตร์ คนไทย ส่วนใหญ่รู้จักใช้เหตุผลในการดำเนินชีวิต ในเชิงอภิปรัชญาคนไทยมีความคิดและคำตอบสำหรับปัญหา อภิปรัชญาเช่นเรื่องกำเนิดของโลกซึ่งมีคำตอบที่หลากหลาย ในเชิงสุนทรีย์ศาสตร์ คนไทยมีความคิด หลากหลายในเรื่องเกี่ยวกับความงาม ความซาบซึ้งในความงามในงานศิลปะ ในคำสอนทางศาสนา บทกวีและวรรณคดีต่าง ๆ ในทุกสาขาอาชีพมีการดำเนินชีวิตตามจรรยาบรรณวิชาชีพและการดำเนิน 11 เอกสารประกอบการสอนรายวิชา PH 1005
239 ชีวิตตามแนวปรัชญาที่ตนสนใจ ชอบครุ่นคิดปัญหาปรัชญาที่เป็นอุดมคติตามความสนใจและตาม สภาพแวดล้อมที่อำนวยให้ชีวิตเป็นไปและสนใจปฏิบัติตามหลักจริยศาสตร์ของศาสนาที่ตนนับถือ เช่น หลักจริยศาสตร์ของพุทธ คริสต์ อิสลาม การเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติคือการเข้าปรัชญาชีวิต ภาวนีย์ เจริญยิ่ง (2554:15- 16) ในสังคมปัจจุบันแข่งขันกันทางวัตถุจากกรณีศึกษาของนายประยงค์ รณรงค์ จากการศึกษาเพียง ชั้น ประถมศึกษาที่ 4 สามารถคว้ารางวัลแม็กไซไซมาได้ จากรางวัลดังกล่าวทำให้รู้ว่า ความรู้ไม่ได้มี เฉพาะในสถาบันการศึกษาเท่านั้นอยู่ที่การค้นคว้าและศึกษาจริง การศึกษาปรัชญาการใช้ชีวิตของนัก คิดและปราชญ์ชาวบ้านเพราะบุคคลเหล่านี้เปรียบเสมือนรากเหง้าของแผ่นดินที่สืบสาน สร้างสรรค์ องค์ความรู้จากบรรพบุรุษ รักษาภูมิปัญญาไม่ให้สูญหาย ช่วยกันสืบสานต่อยอดด้วยวิธีการที่เรียกว่า ทำให้ดู อยู่ให้เห็น เป็นให้จริงผ่านการปฏิบัติด้วยการปฏิบัติเป็นแบบอย่าง ปรัชญาการดำเนินชีวิต หมายถึงท่าทีต่อการดำเนินชีวิต การมองโลก การมองโลกหรือปรัชญาการดำเนินชีวิตมาจากการ เรียนรู้ จากการศึกษาของ ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ (2546: 161) เรื่อง บทสังเคราะห์ภาพรวม การ พัฒนาระบบสวัสดิการสำหรับคนจนและคนด้อยโอกาสในสังคม กล่าวว่า โดยหลักมาตรฐานสากลที่ เรียกว่า ระบบ 3 แปด คือ การทำงานวันละ 8 ชั่วโมง ศึกษาหาความรู้ วันละ 8 ชั่วโมง และพักผ่อน หลับนอน วันละ 8 ชั่วโมง แต่ในความเป็นจริงคนไทยพร้อมที่จะทำงานวันละ 10-12 ชั่วโมงแล้ว พักผ่อน บันเทิงและนอน มีนักปรัชญาที่มีวิธีการดำเนินชีวิตที่น่าสนใจคือ โสคราติส ขงจื้อ หรือใน ปัจจุบันเช่น พระพรหมคุณาภรณ์ อาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ ท่านเหล่านี้มีวิธีการคิดและดำเนินชีวิต เป็นของตนเอง พระราชวรมุนี (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) (2540: 113-121) ท่านแรกคือ โสคราตีส เจ้าของ คำพูดที่ว่า “หนึ่งเดียวที่ข้าพเจ้ารู้ คือรู้ว่าข้าพเจ้าไม่รู้อะไรเลย” แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นคนแสวงหา ความรู้อยู่เสมอ สังเกตได้จากการที่ไปท่องเที่ยวโต้วาทะกับคนเก่งและคนมีชื่อเสียงในสังคมกรีกใน สมัยนั้นเพื่อให้ได้ความรู้ใหม่ จนวาระสุดท้ายยังบอกกับเพื่อนและศิษย์ที่มาเยี่ยมว่า “นักปราชญ์คือผู้แสวงหาความรู้ที่ สมบูรณ์ แต่นักปรัชญาไม่มีวันเข้าถึงความรู้ที่สมบูรณ์หากว่าเขายังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ เพราะวิญญาณ ของเขาถูกคุมขังอยู่ในร่างกาย จึงขาดอิสรภาพในการเข้าถึงสัจธรรม การประสบกับความตายคือการ ได้ปลดปล่อยวิญญาณจากเครื่องพันธนาการ เมื่อวิญญาณเข้าถึงความรู้ที่สมบูรณ์ นักปราชญ์ผู้ แสวงหาความรู้ที่สมบูรณ์จึงไม่กลัวความตาย” ต่อมาคืออิมมานูเอล ค้านท์ (ค.ศ.1724-1804) เชื่อว่า เราทุกคนยอมรับว่าคุณลักษณะหรือสิ่งอื่นอาจดีได้ เช่น ลาภยศ อำนาจ เกียรติยศ ความสุข ความดี
240 เหล่านี้ก็ยังเป็นความดีที่มีเงื่อนไข ในบางสถานการณ์ความดีเหล่านี้อาจไม่ดีก็ได้ เจตนาดีเท่านั้นที่ สมบูรณ์ แสดงว่าเจตนาดีเป็นปรัชญาการดำเนินชีวิตของท่าน พนิดา อังจันทรเจริญ (2548: 255) พระพรหมคุณาภรณ์ คติชีวิตที่ท่านยึดถือประพฤติปฏิบัติมาตลอด คือ บัณฑิตย่อมฝึกตน คติอีกข้อ หนึ่งซึ่งถือมาก่อนและต่อมาถือไว้ด้วยกันคือ ถ้าจะทำอะไรต้องพยายามทำให้สำเร็จและทำให้ดีที่สุด วรรณคดีธรรมบทเป็นวรรณคดีที่ทรงคุณค่าต่อปรัชญาการใช้ชีวิตเชิงพุทธ เพราะสอดแทรก ไปด้วยเนื้อหาที่เตือนใจสะท้อนการดำเนินชีวิตอย่างไรไม่ให้ผิดพลาด เต็มไปด้วยคติเตือนใจให้เกิดการ ย้อนคิดเพื่อพิจารณาตน บางข้อความสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาชีวิตได้ ดังนั้น การศึกษาเรื่อง ปรัชญาการใช้ชีวิตเชิงพุทธในวรรณคดีธรรมบท เพื่อศึกษา 1) เพื่อศึกษาปรัชญาการใช้ ชีวิตเชิงพุทธในวรรณคดีธรรมบท 2) เพื่อวิเคราะห์ปรัชญาการใช้ชีวิตเชิงพุทธในวรรณคดีธรรมบท เรื่องบุตรเศรษฐีมีทรัพย์มาก ดังนั้นผู้วิจัยเห็นว่า ปรัชญาการใช้ชีวิตเชิงพุทธในวรรณคดีธรรมบท อาจจะเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาสังคมที่เกิดในปัจจุบันได้ในระดับจุลภาค คือ ครอบครัว และ ระดับมหภาค คือ ระดับประเทศชาติหรือโลกจะทำให้เกิดสันติสุขขึ้นในสังคมได้ 2. วัตถุประสงค์การศึกษา 2.1 เพื่อศึกษาปรัชญาการใช้ชีวิตเชิงพุทธในวรรณคดีธรรมบท 2.2 เพื่อวิเคราะห์ปรัชญาการใช้ชีวิตเชิงพุทธในวรรณคดีธรรมบทเรื่องบุตรเศรษฐีมีทรัพย์มาก 3. วิธีดำเนินการศึกษา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ซึ่งเน้นการวิจัยทางเอกสาร (Documentary Research) โดยมีขั้นตอนการปฏิบัติดังนี้ 1.4.1 ศึกษาข้อมูลจากวรรณคดีบาลีเรื่อง “บุตรเศรษฐีมีทรัพย์มาก” ของพร้อมทั้งเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1.4.2 รวบรวมเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับปรัชญาการใช้ชีวิตเชิงพุทธในวรรณคดี ธรรมบทที่มีในพระพุทธศาสนาและสังคมศาสตร์ 1.4.3 นำเสนอผลการวิจัยโดยเอกสารและการบรรยายสรุป ขอบเขตของการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้วางขอบเขตการวิจัยไว้ดังนี้ศึกษาปรัชญาการใช้ชีวิตเชิงพุทธใน วรรณคดีธรรมบท วิเคราะห์ปรัชญาการใช้ชีวิตเชิงพุทธในวรรณคดีธรรมบทเรื่องบุตรเศรษฐีมีทรัพย์ มาก
241 4. สรุปผลการศึกษา 1) ศึกษาปรัชญาการใช้ชีวิตเชิงพุทธในวรรณคดีธรรมบท เนื้อเรื่องบุตรเศรษฐีมีทรัพย์มาก ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ทรงปรารภบุตรเศรษฐีผู้มี ทรัพย์มาก ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "อจริตฺวา พฺรหฺมจริยํ." เป็นต้น เหตุเรื่องนี้เกิดที่เมืองพาราณาสี ที่ได้ชื่อว่าบุตรของเศรษฐีเพราะเกิดในตระกูลของเศรษฐี เกิดขึ้นมาก็มีสมบัติเงินทองมากมาย สมัยนั้น เรียกว่า 80 โกฏิ มารดาบิดาของเขาคิดว่า "ในตระกูลของเรามีกองโภคะเป็นอันมาก เราจักมอบกอง โภคะนั้นไว้ในมือบุตรของเรา ทำให้ใช้สอยอย่างสบาย กิจด้วยการงานอย่างอื่นไม่ต้องมี” จึงให้เขา ศึกษาศิลปวิทยาการฟ้อนขับและประโคมอย่างเดียว ในพระนครนั้น แม้ธิดาคนหนึ่งก็เกิดแล้วในตระกูลอื่น ซึ่งมีสมบัติ 80 โกฏิ บิดามารดาแม้ของ นางก็คิดแล้วอย่างนั้นเหมือนกัน แล้วก็ให้นางศึกษาก็ได้ศิลปวิทยาการฟ้อนขับและประโคมอย่างเดียว เมื่อเขาทั้งสองเจริญวัยแล้ว ก็ได้มีการแต่งงานกัน ต่อมาภายหลัง มารดาบิดาของคนทั้งสองนั้นได้ถึง แก่กรรมแล้ว ทรัพย์ 160 โกฏิ ก็ได้รวมอยู่ในเรือนเดียวกันทั้งหมด เรียกว่าเรือล่มในหนองทองจะไป ไหนเสีย ด้วยความที่บุตรเศรษฐีไปสู่ที่บำรุงพระราชาวันหนึ่งถึง 3 ครั้ง ครั้งนั้น พวกนักเลงในพระนคร นั้น คิดกันว่า "ถ้าบุตรเศรษฐีนี้ จักเป็นนักเลงสุรา, ความผาสุกก็จักมีแก่พวกเรา เราจะให้เขาเรียน ความเป็นนักเลงสุรา" พวกนักเลงนั้นจึงถือเอาสุรา มัดเนื้อสำหรับแกล้ม และก้อนเกลือไว้ที่ชายผ้า ถือ หัวผักกาด นั่งแลดูทางบุตรเศรษฐีนั้นที่กำลังเดินทางมาจากการเข้าเฝ้าพระราชา เมื่อเห็นเขากำลังเดิน มา จึงดื่มสุรา เอาก้อนเกลือใส่เข้าในปาก กัดหัวผักกาด กล่าวสรรเสริญว่า "นายท่านจงเป็นอยู่ 100 ปี เถิด พวกผมอาศัยท่าน ก็พึงสามารถในการเคี้ยวและการดื่มสุรา" บุตรเศรษฐีฟังคำของพวกนักเลงนั้นแล้ว จึงถามคนใช้สนิทผู้ตามมาข้างหลังว่า "พวกนั้น ดื่ม อะไรกัน?" คนใช้“น้ำดื่มชนิดหนึ่งครับนาย” บุตรเศรษฐี “มีรสชาติอร่อยหรือ?” คนใช้ นายครับ ธรรมดาน้ำที่ควรดื่ม เช่นกับน้ำดื่มนี้ ไม่มีในโลกที่เป็นอยู่นี้บุตรเศรษฐีหมดตัวเพราะประพฤติอบายมุข บุตรเศรษฐีนั้นพูดว่า "เมื่อเป็นเช่นนั้น แม้เราดื่มก็ควร" ดังนี้แล้ว จึงให้นำมาแต่นิดหน่อยแล้วก็ดื่ม ต่อมาไม่นานนัก นักเลงเหล่านั้นรู้ว่าบุตรเศรษฐีนั้นดื่ม จึงพากันแวดล้อมบุตรเศรษฐีนั้น เมื่อกาลล่วง ไป ก็ได้มีบริวารหมู่ใหญ่ บุตรเศรษฐีนั้นให้นำสุรามาด้วยทรัพย์ 100 บ้าง 200 บ้าง ดื่มอยู่ ตั้งกองกหาปณะ (เงิน) ไว้ ในที่นั่งเป็นต้นโดยลำดับ ดื่มสุรา กล่าวว่า "จงนำเอาดอกไม้มาด้วยกหาปณะนี้, จงนำเอาของหอมมา ด้วยกหาปณะนี้ ผู้นี้ฉลาดในการขับ, ผู้นี้ฉลาดในการฟ้อน ผู้นี้ฉลาดในการประโคม จงให้ทรัพย์ 1 พัน แก่ผู้นี้, จงให้ทรัพย์ 2 พันแก่ผู้นี้" เมื่อใช้สุรุ่ยสุร่ายอย่างนั้นต่อกาลไม่นานนัก ก็ยังทรัพย์ 80 โกฏิอัน เป็นของตนให้หมดไปแล้ว เมื่อเหรัญญิกเรียนว่า "นาย ทรัพย์ของนายหมดแล้ว" จึงพูดว่า "ทรัพย์ของ ภรรยาของเราไม่มีหรือ?" เมื่อเขาเรียนว่า "ยังมีนาย" จึงบอกว่า "ถ้ากระนั้น จงเอาทรัพย์นั้นมา" ได้ยัง ทรัพย์ แม้นั้นให้สิ้นไปแล้วอย่างนั้นเหมือนกัน แล้วขายสมบัติของตนทั้งหมด คือนา สวนดอกไม้ สวน
242 ผลไม้ ยานพาหนะ เป็นต้นบ้าง โดยที่สุด ภาชนะเครื่องใช้บ้าง เครื่องลาด ผ้าห่มและผ้าปูนั่งบ้าง ทุก อย่างที่ขายได้ บุตรเศรษฐีต้องเที่ยวขอทาน ครั้นในเวลาที่เขาแก่ลง เจ้าของเรือนจึงไล่เขาออกจากเรือน ที่ เขามีโภคะหมดแล้ว ขายเรือนของตัว (แต่ยัง) ถืออาศัยอยู่ก่อน, เขาพาภรรยาไปอาศัยฝาเรือนของชน อื่นอยู่ ถือชิ้นกระเบื้องเที่ยวไปขอทาน ปรารภจะบริโภคภัตที่เป็นเดนของชนแล้ว ครั้งนั้น พระโคตมพุทธเจ้า ทอดพระเนตรเห็นเขายืนอยู่ที่ประตูโรงฉัน คอยรับโภชนะที่เป็น เดนอันภิกษุหนุ่มและสามเณรให้ ในวันหนึ่ง จึงทรงแย้มพระโอษฐ์ ลำดับนั้น พระอานนทเถระทูลถามถึงเหตุที่ทรงแย้มสรวลกับพระองค์พระศาสดา เมื่อจะ ตรัสบอกเหตุที่ทรงแย้มสรวล จึงตรัสว่า "อานนท์ เธอจงดูบุตรเศรษฐีผู้มีทรัพย์มากผู้นี้ ผลาญทรัพย์ เสีย 160 โกฏิ พาภรรยาเที่ยวขอทานอยู่ในนครนี้ ถ้าบุตรเศรษฐีไม่ผลาญทรัพย์ให้หมดสิ้น จัก ประกอบการงานในปฐมวัย ก็จักได้เป็นเศรษฐีชั้นเลิศในนครนี้ และถ้าจักออกบวช ก็จักบรรลุเป็นพระ อรหันต์แม้ภรรยาของเขาก็จักดำรงอยู่ในอนาคามิผล, ถ้าไม่ผลาญทรัพย์ให้หมดไป จักประกอบการงานในมัชฌิมวัย จักได้เป็นเศรษฐีชั้นที่ 2 ออก บวชจักได้เป็นอนาคามี แม้ภรรยาของเขาก็จักดำรงอยู่ในสกทาคามิผล ถ้าไม่ผลาญทรัพย์ให้สิ้นไป ประกอบการงานในปัจฉิมวัย จักได้เป็นเศรษฐีชั้นที่ 3 แม้ออกบวชก็จักได้เป็นสกทาคามี แม้ภรรยา ของเขาก็จักดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล แต่เดี๋ยวนี้ บุตรเศรษฐีนั่นทั้งเสื่อมแล้วจากโภคะของคฤหัสถ์ ทั้ง เสื่อมแล้วจากสามัญผล, ครั้นเสื่อมแล้ว จึงเป็นเหมือนนกกระเรียนในเปือกตมแห้งฉะนั้น" ดังนี้แล้ว จึง ตรัสพระคาถาบาลีที่น่าสนใจไว้ว่า อจริตฺวา พฺรหฺมจริยํ อลทฺธา โยพฺพเน ธนํ ชิณฺณโกญฺจาว ฌายนฺติ ขีณมจฺเฉว ปลฺลเล อจริตฺวา พฺรหฺมจริยํ อลทฺธา โยพฺพเน ธนํ เสนฺติ จาปาติขีณาว ปุราณานิ อนุตฺถุนํ. พวกคนเขลา (เบาปัญญา) ไม่ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่ได้ทรัพย์ในคราว ยังเป็นหนุ่มสาว ย่อม ซบเซา ดังนกกระเรียนแก่ซบเซาอยู่ในเปือกตมที่หมดปลาฉะนั้น. พวกคนเขลา ไม่ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่ได้ทรัพย์ในคราว ยังเป็นหนุ่มสาว ย่อมนอนทอดถอน ถึงทรัพย์เก่า เหมือนลูกศรที่ตกจากแล่งฉะนั้น 2. เพื่อวิเคราะห์ปรัชญาการใช้ชีวิตเชิงพุทธในวรรณคดีธรรมบทเรื่องบุตรเศรษฐีมีทรัพย์ มาก คำว่า อจริตฺวา ความว่า ไม่อยู่พรหมจริยาวาส คำว่า โยพฺพเน ความว่า ไม่ได้แม้ทรัพย์ในเวลาที่ ตนสามารถ เพื่อจะยังโภคะที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น หรือเพื่อตามรักษาโภคะที่เกิดขึ้นแล้ว คำว่า ขีณมจฺเฉ ความว่า คนเขลาเห็นปานนั้นนั่น ย่อมซบเซา ดังนกกระเรียนแก่มีขนปีกอัน เหี้ยนเกรียน ซบเซาอยู่ในเปือกตม ที่ชื่อว่าหมดปลาแล้ว เพราะไม่มีน้ำ มีคำอธิบายกล่าวไว้ดังนี้ว่า
243 "อันความไม่มีที่อยู่ของคนเขลาเหล่านี้ เหมือนความไม่มีน้ำในเปือกตม ความไม่มีโภคะของคนเขลา เหล่านี้ เหมือนความหมดปลา, ความไม่สามารถจะรวบรวมโภคะไว้ได้โดยทางน้ำหรือทางบกเป็นต้นใน กาลบัดนี้แล ของคนเขลาเหล่านี้ เหมือนความไม่มีการโผขึ้นแล้วบินไปแห่งนกกระเรียนที่มีขนปีกอัน เหี้ยน เพราะฉะนั้น คนเขลาเหล่านี้ จึงนอนซบเซาอยู่ในที่นี้เอง เหมือนนกกระเรียนมีขนปีกอันเหี้ยน แล้วฉะนั้น คำว่า จาปาติขีณาว ความว่า หลุดจากแล่ง คือพ้นแล้วจากแล่ง มีคำอธิบายกล่าวไว้ดังนี้ว่า "ลูกศรพ้นจากแล่งไปตามกำลังตกแล้ว. เมื่อไม่มีใครจับมันยกขึ้น, มันก็ต้องเป็นอาหารของหมู่ปลวกใน ที่นั้นเอง ฉันใด ถึงคนเขลาเหล่านี้ก็ฉันนั้น ล่วง 3 วัยไปแล้ว ก็จักเข้าถึงมรณะ เพราะความไม่สามารถ จะยกตนขึ้นได้ในกาลปัจจุบันได้ เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า เสนฺติ จาปาติขีณาว" บาทพระ คาถาว่า ปุราณานิ อนุตฺถุนํ ความว่า ย่อมนอนทอดถอน คือเศร้าโศกถึงการกิน การดื่ม การฟ้อน การ ขับ และการประโคมเป็นต้น ที่ตนทำแล้วในกาลก่อนว่า "พวกเรากินแล้วอย่างนี้ดื่มแล้วอย่างนี้" ใน กาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากได้ดวงตาเห็นธรรม เข้าสู่กระแสมีโสดาปัตติผล โดยนัยะในธรรมบทได้แบ่งออกคำสอนเป็น 2 ประการ คือสำหรับพระสงฆ์ และคำสอน สำหรับฆราวาส โดยคำสอนที่เหมาะกับพระสงฆ์คือ คำสอนเรื่องความประพฤติที่ควบคุมพฤติกรรม การสำรวมอินทรีย์ และการปฏิบัติเพื่อความเลื่อมใสศรัทธาของมหาชน คำสอนเพื่อการละกิเลสหรือ สังโยชน์ที่เป็นกิเลสภายในจิตใจ สังโยชน์คือ กิเลสที่ผูกมัดใจสัตว์, ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์ หรือ กิเลสเครื่องร้อยรัดจิตใจให้จมในวัฏฏะ มี 10 อย่าง คือ สักกายทิฏฐิ มีความเห็นว่าขันธ์ 5 คือตัวตน วิจิกิจฉา มีความสงสัยลังเลในคุณของพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์สีลัพพตปรามาส มีความยึดมั่นถือมั่นอยู่ในสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือศีลพรตภายนอกพระพุทธศาสนา หรือมีความยึดมั่นในข้อ ปฏิบัติที่ผิดในความมุ่งหมายของพุทธศาสนา กามราคะ มีความพอใจในกามคุณปฏิฆะ ความ กระทบกระทั่งในใจ ความหงุดหงิดขัดเคือง อุทธัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องสูง 5 ได้แก่ รูปราคะ มี ความพอใจในรูปสัญญา อรูปราคะ มีความพอใจในอรูปสัญญา มานะ มีความถือตัว ความยึดมั่นถือ มั่นในตัวตน ความรู้สึกสำคัญตัวว่าดีกว่า เลวกว่า หรือเสมอกัน อุทธัจจะ มีความฟุ้งซ่าน อวิชชา มี ความไม่รู้ในอริยสัจ 4 คำสอนสำหรับฆราวาสประกอบด้วย เรื่องกฎแห่งกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ความแตกต่าง ระหว่างกรรมดีและกรรมชั่ว คำสอนที่สอดคล้องกับหลักศาสนาคือ ให้ละเว้นความชั่ว ทำแต่ความดี ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ คำสอนเกี่ยวกับความประพฤติส่วนบุคคล กิจที่ตนพึงกระทำ คำสอนเรื่องการมี ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น การเลือกคบมิตร และความประพฤติด้านอื่นเพื่อการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม 5. อภิปรายผลการศึกษา 1) เพื่อศึกษาปรัชญาการใช้ชีวิตเชิงพุทธในวรรณคดีธรรมบท สรุปเรื่องว่า เหตุเรื่องนี้เกิดที่ เมืองพาราณาสี ที่ได้ชื่อว่าบุตรของเศรษฐีเพราะเกิดในตระกูลของเศรษฐี เกิดขึ้นมาก็มีสมบัติเงินทอง มากมาย สมัยนั้นเรียกว่า 80 โกฏิ มารดาบิดาของเขาคิดว่า "ในตระกูลของเรามีกองโภคะเป็นอันมาก
244 เราจักมอบกองโภคะนั้นไว้ในมือบุตรของเรา ทำให้ใช้สอยอย่างสบาย กิจด้วยการงานอย่างอื่นไม่ต้อง มี” จึงให้เขาศึกษาศิลปวิทยาการฟ้อนขับและประโคมอย่างเดียว ในพระนครนั้น แม้ธิดาคนหนึ่งก็เกิดแล้วในตระกูลอื่น ซึ่งมีสมบัติ 80 โกฏิ บิดามารดาแม้ของ นางก็คิดแล้วอย่างนั้นเหมือนกัน แล้วก็ให้นางศึกษาก็ได้ศิลปวิทยาการฟ้อนขับและประโคมอย่างเดียว เมื่อเขาทั้งสองเจริญวัยแล้ว ก็ได้มีการแต่งงานกัน ต่อมาภายหลัง มารดาบิดาของคนทั้งสองนั้นได้ถึง แก่กรรมแล้ว ทรัพย์ 160 โกฏิ ก็ได้รวมอยู่ในเรือนเดียวกันทั้งหมด เรียกว่าเรือล่มในหนองทองจะไป ไหนเสีย ด้วยความที่บุตรเศรษฐีไปสู่ที่บำรุงพระราชาวันหนึ่งถึง 3 ครั้ง ครั้งนั้น พวกนักเลงในพระนคร นั้น คิดกันว่า "ถ้าบุตรเศรษฐีนี้ จักเป็นนักเลงสุรา, ความผาสุกก็จักมีแก่พวกเรา เราจะให้เขาเรียน ความเป็นนักเลงสุรา" พวกนักเลงนั้นจึงถือเอาสุรา มัดเนื้อสำหรับแกล้ม และก้อนเกลือไว้ที่ชายผ้า ถือ หัวผักกาด นั่งแลดูทางบุตรเศรษฐีนั้นที่กำลังเดินทางมาจากการเข้าเฝ้าพระราชา เมื่อเห็นเขากำลังเดิน มา จึงดื่มสุรา เอาก้อนเกลือใส่เข้าในปาก กัดหัวผักกาด กล่าวสรรเสริญว่า "นายท่านจงเป็นอยู่ 100 ปี เถิด พวกผมอาศัยท่าน ก็พึงสามารถในการเคี้ยวและการดื่มสุรา" ในระหว่างทางได้เห็นพวกกินเหล้าก็ เลยสอบถามว่าเขากำลังดื่มอะไรกันหรือ คนติดตามก็บอกว่า “พวกเขากำลังดื่มเหล้า” จนกระทั้ง เศรษฐีให้ลูกน้องผู้ติดตามไปเอาน้ำเหล้านั้นมาทดลองจนเกิดติดใจ ซึ่งเป็นสาเหตุให้สูญสิ้นทรัพย์สิน เงินทอง จนกระทั้งตนเองต้องไปเป็นขอทานในที่สุด มีวันหนึ่ง พระโคตมพุทธเจ้า ทอดพระเนตรเห็นเขายืนอยู่ที่ประตูโรงฉัน คอยรับโภชนะที่เป็น เดนอันภิกษุหนุ่มและสามเณรให้ ในวันหนึ่ง จึงทรงแย้มพระโอษฐ์ลำดับนั้น พระอานนทเถระทูลถาม ถึงเหตุที่ทรงแย้มสรวลกับพระองค์พระศาสดา เมื่อจะตรัสบอกเหตุที่ทรงแย้มสรวล จึงตรัสว่า "อานนท์ เธอจงดูบุตรเศรษฐีผู้มีทรัพย์มากผู้นี้ ผลาญทรัพย์เสีย 160 โกฏิ พาภรรยาเที่ยวขอทานอยู่ใน นครนี้ ถ้าบุตรเศรษฐีไม่ผลาญทรัพย์ให้หมดสิ้น จักประกอบการงานในปฐมวัย ก็จักได้เป็นเศรษฐีชั้น เลิศในนครนี้ และถ้าจักออกบวช ก็จักบรรลุเป็นพระอรหันต์แม้ภรรยาของเขาก็จักดำรงอยู่ใน อนาคามิผล, ถ้าไม่ผลาญทรัพย์ให้หมดไป จักประกอบการงานในมัชฌิมวัย จักได้เป็นเศรษฐีชั้นที่ 2 ออกบวชจักได้เป็นอนาคามี แม้ภรรยาของเขาก็จักดำรงอยู่ในสกทาคามิผล ถ้าไม่ผลาญทรัพย์ให้สิ้นไป ประกอบการงานในปัจฉิมวัย จักได้เป็นเศรษฐีชั้นที่ 3 แม้ออกบวชก็จักได้เป็นสกทาคามี แม้ภรรยา ของเขาก็จักดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล แต่เดี๋ยวนี้ บุตรเศรษฐีนั่นทั้งเสื่อมแล้วจากโภคะของคฤหัสถ์ ทั้ง เสื่อมแล้วจากสามัญผล, ครั้นเสื่อมแล้ว จึงเป็นเหมือนนกกระเรียนในเปือกตมแห้งฉะนั้น" ดังนี้แล้ว จึง ตรัสพระคาถาบาลีที่น่าสนใจไว้ว่า “พวกคนเขลา (เบาปัญญา) ไม่ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่ได้ทรัพย์ใน คราว ยังเป็นหนุ่มสาว ย่อมซบเซา ดังนกกระเรียนแก่ซบเซาอยู่ในเปือกตมที่หมดปลาฉะนั้น พวกคน เขลา ไม่ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่ได้ทรัพย์ในคราว ยังเป็นหนุ่มสาว ย่อมนอนทอดถอนถึงทรัพย์เก่า เหมือนลูกศรที่ตกจากแล่งฉะนั้น” สอดคล้องกับบทความวิชาการของ รุ่งนิภา เหลียง ได้ศึกษาเรื่อง โซเปนฮาวเออร์ข้อวิพากษ์แนวคิดแบบทุนิยม พบว่า อาเธอร์ โซเปนฮาวเออร์ นักปรัชญาเมธีชาว
245 เยอรมันถูกกล่าวหาว่าเป็นนักคิดผู้มีทัศนะค่อนข้างจะเป็น “ทุนิยม” หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า เป็นผู้มีวิธี คิดแบบมองโลกในแง่ร้าย (Pessimists) มากเกินไปจนก่อให้เกิดผลเสียมากว่าผลดีต่อผู้ที่ได้ศึกษา ผลงานของเขา โดยจะแบ่งโครงสร้างในการนำเสนอออกเป็น 3 ส่วน ประเด็นที่หนึ่ง คือ ความหมาย ของชีวิตในทัศนะของโซเปนฮาวเออร์ ประเด็นที่สอง คือการเสนอข้ออ้างเพื่อโต้แย้งและสนับสนุน การมองโลกแบบทุนิยม และประการสุดท้าย การมองโลกตามความเป็นจริง ซึ่งต้องอาศัยการมี จุดเริ่มต้นจากการมองชีวิตว่าเป็นรวมศูนย์ของความปรารถนา ความอยาก ซึ่งเป็นองคาพยพหนึ่งของ การมองโลกแบบทุนิยมหรือทุทรรศนิยม (รุ่งนิภา เหลียง, 2563:80) การมองโลกตามแนว พระพุทธศาสนาพระพุทธเจ้าทรงสอนให้มองโลกแบบสองด้าน แต่เน้นด้านที่มองว่าชีวิตเกิดมามีทุกข์ อย่างกรณีคำสอนที่ว่า ชาติปิทุกฺขา ความเกิดก็เป็นทุกข์ แต่พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่าในโลกนี้มีสุขอยู่บ้าง แต่น้อย ความสุขเปรียบดังช้างกระพือหู้ งูแลบลิ้น ดังนั้นมุมมองของชีวิตในมุมพระพุทธศาสนาสอนว่า มองทุกอย่างเป็นของไม่เที่ยง สอดคล้องกับงานวิจัยของ พระทนงค์ศักดิ์ ปภงฺกโร (ดื่นขุนทด), 2555: ก-ข) ได้ศึกษาเรื่อง การมองโลกตามหลักพุทธปรัชญา ผลการวิจัยพบว่า แนวคิดการมองโลกในพุทธ ปรัชญา เถรวาท แสดงความหมายของโลกโดยตรง คือ โอกาสโลก ได้แก่ ภพภูมิ ๓๑ ความหมายโดย อ้อม คือ สัตว์โลก ได้แก่ สิ่งมีชีวิตทั้ง ปวง ในที่นี้เน้นที่สัตว์โลก คือ ชีวิตและหมู่สัตว์ โดยเฉพาะชีวิต มนุษย์ มีก าเนิด ๔ ประเภท มีการพัฒนาชีวิตทางกายตามวัย ส่วนพัฒนาชีวิตทางจิตใจย่อมเกี่ยวเนื่อง กับอบรมโดยอาศัยปัจจัยทั้งภายในและภายนอก มีเป้าหมายของชีวิตทางกายมีความแข็งแรงสมบูรณ์ สมวัย ส่วนทางจิตใจ ย่อมมีเป้าหมายที่การก าจัดกิเลสให้หมดสิ้นนำไปสู่ความพ้นทุกข์ การมองโลก ตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท เป็นการมองโลกตามความเป็นจริง มี ๑๐ วิธี ในงานวิจัยนี้เน้นแสดง การมองโลกในลักษณะคุณ โทษ และ ทางออก (อัสสาทะ อาทีนวะ และนิสสรณะ ) การมองโลกแง่ เดียวมีข้อเสีย คื อ แง่ดีอย่างเดียว อาจทำให้ประมาท มัวเมาในชีวิต แง่โทษอย่างเดียว อาจเกิดการ ประทุษร้ายตนเองและบุคคลอื่น และแง่ทางออกอย่างเดียว อาจทำให้ไม่อาจใช้ชีวิตอยู่ร่วมสังคมได้ ส่วนประโยชน์ของการมองโลกครบทุกด้าน ย่อมทำให้มีการใช้ชีวิตอย่างผู้มีสติ เหมาะสมตาม สถานภาพในสังคมหลักธรรมที่เกี่ยวข้องกับการมองโลก ในพุทธปรัชญา ได้แก่ (๑) หลักธรรมที่แสดง การมองโลกในลักษณะอัสสาทะ เช่น โลกียสุขที่เป็นกามสุข และฌานสุข , สมบัติในโลกทั้ง ๓, ประโยชน์ทั้ง ๓, สุขของคฤหัสถ์ ๔ เป็นต้น โดยมีหลักธรรมที่ส่งเสริมการมองโลกในลักษณะอัส สาทะ นี้ เช่น บุญกิริยาวัตถุ, ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ , พรหมวิหาร ๔, สังคหวัตถุ ๔ เป็นต้น (๒) หลักธรรมที่ แสดงการมองโลกในลักษณะอาทีนวะ เช่น อุปาทานักขันธ์ ๕, ทุกขตา ๓, กามาทีนวกถา เป็นต้น โดย มีหลักธรรมที่ส่งเสริมการมองโลกในลักษณะอาทีนวะนี้ เช่น สังวร ๕, อภิณหปัจจเวกขณ์ ๕, กายคตา สติ, มรณานุสสติ , สันโดษ เป็นต้น (๓) หลักธรรมที่แสดงการมองโลกในลักษณะนิสสรณะ เช่น เนกขัม มะ , นิพพาน , วิมุติ ๒, โลกุตตรธรรม ๙ เป็นต้น โดยมีหลักธรรมที่ส่งเสริมการมองโลกในลักษณะ นิสสรณะนี้ เช่น ไตรลักษณ์ , โลกธรรม ๘, โพธิปักขิยธรรม ๗ หมวด ได้ แก่ สติปัฏฐาน ๔,
246 สัมมัปปธาน ๔, อิทธิบาท ๔, อินทรีย์ ๕, พละ ๕, โพชฌงค์ ๗ และมรรคมีองค์ ๘ เป็นต้น (๔) หลักธรรมที่แสดงการมองโลกครบทั้งที่เป็นอัสสาทะ อาทีนวะ และนิสสรณะ เช่น อนุปุพพิกกถา โดย มีหลักธรรมที่ส่งเสริมการมองโลกทั้ง ๓ ด้าน ได้แก่ อริยสัจ ๔ เป็นต้น แนวทางการนำหลักธรรมที่เกี่ยวกับการมองโลก ในพุทธปรัชญา ไปใช้ในการพัฒนาชีวิตการ พัฒนาชีวิตมีความหมายในการทำให้เจริญขึ้น ตามกระบวนการภาวนา ๔ ระดับ ได้แก่ (๑) กาย ภาวนา (๒) ศีลภาวนา (๓) จิตตภาวนา และ (๔) ปัญญาภาวนา แนวทางการนำ ใช้หลักธรรมที่ เกี่ยวกับการมองโลกในลักษณะอัสสาทะไปใช้ในการพัฒนาชีวิต ได้แก่ หลักบุญกิริยาวัตถุ ใช้พัฒนา ชีวิตได้ทั้ง ๔ ระดับ หลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์และหลักสังคหวัตถุ ๔ ใช้พัฒนาทางกายภาวนาและ ศีลภาวนา ส่วนหลักพรหมวิหาร ๔ ใช้ส าหรับเจริญจิตตภาวนาเป็นหลัก แนวทางการนำใช้หลักธรรม ที่เกี่ยวกับการมองโลกในลักษณะอาทีนวะไปใช้ในการพัฒนาชีวิต ได้แก่ หลักสังวร ๕ ใช้พัฒนาชีวิตได้ ๔ ระดับตามสมควร หลักอภิณหปัจจเวกขณ์ ๕ และมรณานุสสติเน้นเจริญปัญญาภาวนา หลักกายค ตาสติ เน้นเจริญจิตตภาวนาและปัญญาภาวนา หลักสันโดษเน้นการเจริญ กายภาวนาและ ศีลภาวนา หลักไตรลักษณ์ ใช้พัฒนาชีวิตได้ทั้ง ๔ ระดับ แนวทางการนำหลักธรรมที่เกี่ยวกับการมองโลก ในลักษณะนิสสรณะไปใช้ในการพัฒนาชีวิต ได้แก่ หลักโลกธรรม ๘ เน้นเจริญศีลภาวนาและ ปัญญาภาวนา หลักเนกขัมมะเน้นจิตตภาวนาและปัญญาภาวนา ส่วนหลักโพธิปักขิยธรรมใช้พัฒนา ชีวิตได้ทั้ง ๔ ระดับ และส าหรับแนวทางการนำหลักธรรมที่เกี่ยวกับการมองโลก ครบทั้งลักษณะอัส สาทะ อาทีนวะ และนิสสรณะ ตามหลักพุทธปรัชญาไปใช้ในการพัฒนาชีวิต หลักอนุปุพพิกกถา ๕ และอริยสัจ ๔ ย่อมปรับใช้พัฒนาชีวิตได้ทั้ง ๔ ระดับ 2) เพื่อวิเคราะห์ปรัชญาการใช้ชีวิตเชิงพุทธในวรรณคดีธรรมบทเรื่องบุตรเศรษฐีมีทรัพย์มาก โดยนัยะในธรรมบทได้แบ่งออกคำสอนเป็น 2 ประการ คือสำหรับพระสงฆ์ และคำสอนสำหรับ ฆราวาส โดยคำสอนที่เหมาะกับพระสงฆ์คือ คำสอนเรื่องความประพฤติที่ควบคุมพฤติกรรม การ สำรวมอินทรีย์ และการปฏิบัติเพื่อความเลื่อมใสศรัทธาของมหาชน คำสอนเพื่อการละกิเลสหรือ สังโยชน์ที่เป็นกิเลสภายในจิตใจ สังโยชน์คือ กิเลสที่ผูกมัดใจสัตว์, ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์ หรือ กิเลสเครื่องร้อยรัดจิตใจให้จมในวัฏฏะ มี 10 อย่าง คือ สักกายทิฏฐิ มีความเห็นว่าขันธ์ 5 คือตัวตน วิจิกิจฉา มีความสงสัยลังเลในคุณของพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์สีลัพพตปรามาส มีความยึดมั่นถือมั่นอยู่ในสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือศีลพรตภายนอกพระพุทธศาสนา หรือมีความยึดมั่นในข้อ ปฏิบัติที่ผิดในความมุ่งหมายของพุทธศาสนา กามราคะ มีความพอใจในกามคุณปฏิฆะ ความ กระทบกระทั่งในใจ ความหงุดหงิดขัดเคือง อุทธัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องสูง 5 ได้แก่ รูปราคะ มี ความพอใจในรูปสัญญา อรูปราคะ มีความพอใจในอรูปสัญญา มานะ มีความถือตัว ความยึดมั่นถือ มั่นในตัวตน ความรู้สึกสำคัญตัวว่าดีกว่า เลวกว่า หรือเสมอกัน อุทธัจจะ มีความฟุ้งซ่าน อวิชชา มี ความไม่รู้ในอริยสัจ 4 คำสอนสำหรับฆราวาสประกอบด้วย เรื่องกฎแห่งกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ความแตกต่าง ระหว่างกรรมดีและกรรมชั่ว คำสอนที่สอดคล้องกับหลักศาสนาคือ ให้ละเว้นความชั่ว ทำแต่ความดี
247 ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ คำสอนเกี่ยวกับความประพฤติส่วนบุคคล กิจที่ตนพึงกระทำ คำสอนเรื่องการมี ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น การเลือกคบมิตร และความประพฤติด้านอื่นเพื่อการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม สอดคล้องกับงานวิจัยของ พระมหาอภินันท์ อภินนฺโท (2554) ได้วิจัยวิทยานิพนธ์เรื่องการศึกษา วิเคราะห์มัชฌิมาปฏิปทาในพุทธปรัชญาเถรวาทกับทางสายกลางของอริสโตเติล พบว่า หลัก มัชฌิมาปฏิปทา คือ ข้อปฏิบัติหรือวิถีด าเนินชีวิตที่เป็นกลางๆตามธรรมชาติสอดคล้องกับธรรมชาติ พอเหมาะพอดีที่จะให้เกิดผล คือแก้ปัญหาตามกระบวนการของธรรมชาติได้ ซึ่งก่อให้เกิดความรู้ความ เข้าใจสภาวธรรมที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง เพื่อความสว่าง สะอาด และความสงบ เพื่อให้เกิดปัญญา สู่มรรคผลนิพพาน และสอดคล้องกับวิจัยของ พระมหาวิโรจน์ วิโรจโน (ผาทา) (2543) ได้วิจัยวิทยานิพนธ์เรื่อง การศึกษาวิเคราะห์แนวความคิดเรื่องประโยชน์ในพุทธปรัชญาเถรวาท กล่าวคือ ประโยชน์ในพุทธ ปรัชญาเถรวาทหมายถึง ความสุขหรือสิ่งที่ท าให้ชีวิตดีขึ้น เจริญขึ้น หรือแปลว่า จุดหมายของชีวิต มนุษย์ ซึ่งสามารถสรุปได้เป็น ๒ ประการ คือ ประโยชน์ทางวัตถุ ได้แก่ ทรัพย์สิน และประโยชน์ทาง จิตใจ ได้แก่ การบรรลุธรรม ทั้งมรรคผล นิพพาน หรือระดับขั้นของการพัฒนาจิตใจพุทธปรัชญาเถร วาทมีหลักประโยชน์อยู่ที่การท าประโยชน์เพื่อมวลชนและมีรายละเอียดอยู่ที่การค านึงประโยชน์ ตนเองเป็นอันดับแรก จากนั้น จึงจะขยายความพร้อมมูลของตนเองไปช่วยเหลือผู้อื่นให้บรรลุ ประโยชน์ตนเอง ซึ่งเมื่อท าเช่นนี้ก็จะเกิดประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ่ายขึ้น ก ล่าวคือ ทั้งตนเองและผู้อื่นก็ได้ ประโยชน์ร่วมกันประโยชน์ในทัศนะของพุทธปรัชญาเถรวาทนั้นแบ่งได้เป็น ๖ ประเภท คือ( ) ประโยชน์ในชาตินี้ (๒) ประโยชน์ในชาติหน้า และ (๓) ประโยชน์สูงสุด ประโยชน์ ๓ ประการนี้ พุทธ ปรัชญาเถรวาทเห็นว่ามนุษย์คว รบรรลุประโยชน์ชาตินี้ ชาติหน้าให้ได้ จึงจะได้ชื่อว่า เกิดมาเป็น บัณฑิตไม่ไร้ประโยชน์ นอกจากนั้นยังมีประโยชน์ที่เหลืออีก คือ (๔) ประโยชน์ตน(๕) ประโยชน์คนอื่น (๖) ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ประโยชน์ทั้ง ๓ ประการนี้มนุษย์จะต้องยึดเอาประโยชน์ตนก่อน กล่าวคือ อันดับแรก มนุษย์จะต้องมีความพร้อมก่อนที่จะไปช่วยเหลือคนอื่นเพราะเมื่อไม่บรรลุประโยชน์ตนเอง ก็ช่วยเหลือคนอื่นได้ยาก องค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษา ความรู้ที่ได้จากการศึกษา คือ ความคิดในทางสายกลาง ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเริ่มที่ใจเสียก่อน ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ตามแนวคิดที่ว่า มัชฌิมาปฏิปทา การทำ การพูด การคิด ต้องดำเนินอยู่ ในหลักการแห่งทางสายกลาง ดังภาพที่ปรากฏดังนี้
248 เนื้อหาที่จะสอน 1. ปรัชญาการใช้ชีวิตเชิงพุทธในวรรณคดีธรรมบท คำถามท้ายบท 1. ปรัชญาการใช้ชีวิตเชิงพุทธในวรรณคดีธรรมบท เอกสารอ้างอิง บทที่ 12 พระมหากฤษณะ ตรุโณ และคณะ. (2554). การวิเคราะห์การดำเนินชีวิตของคนไทยในเชิงปรัชญา. กองวิชาการ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย : ทุนอุดหนุนการวิจัย มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. ภาวนีย์ เจริญยิ่ง. (2554). ภูมิปัญญาไทย : ขุมทรัพย์แห่งแผ่นดินสยาม. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติ ชน. ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ. (2546). รานงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ บทสังเคราะห์ภาพรวมการพัฒนาระบบ สวัสดิการสำหรับคนจนและคนด้อยโอกาสในสังคมไทย. ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงาน กองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.). กรุงเทพฯ : บริษัทเอดิสันเพรส โปรดักส์ จำกัด. พระราชวรมุนี (ประยูร ธมฺมจิตฺโต). (2540). ปรัชญากรีก บ่อเกิดภูมิปัญญาตะวันออก. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ศยาม บริษัทเคล็ดไทย จำกัด. พนิดา อังจันทรเจริญ. (2548). วิถีแห่งปราชญ์ฉบับสมบูรณ์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : ลิเบอร์ตี้ เพรส. รุ่งนิภา เหลียง. (2563). โชเปนฮาวเออร์ข้อวิพากษ์แนวคิดแบบทุนิยม. วารสารวิชาการทาง พระพุทธศาสนา ปีที่ 6 ฉบับที่ 1 (ฉบับรวมที่ 10) ปี 2563. น.80. พระทนงค์ศักดิ์ ปภงฺกโร (ดื่นขุนทด). (2555). การมองโลกตามหลักพุทธปรัชญา. วิทยานิพนธ์ หลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาปรัชญา บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัย มหามจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
249 พระมหาอภินันท์ อภินนฺโท. (2544). การศึกษาวิเคราะห์มัชฌิมาปฏิปทาในพุทธปรัชญาเถรวาทกับ ทางสายกลางของอริสโตเติล”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย : มหา จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระมหาวิโรจน์ วิโรจ โน (ผาทา). (2543). การศึกษาวิเคราะห์แนวความคิดเรื่องประโยชน์ในพุทธ ปรัชญาเถรวาท”. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหา จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.