112
3) ดอก
ออกดอกเปน็ พวงใหญ่ตำมซอกใบและปลำยยอด โค้งห้อยลง แต่ละ
ช่อจะมีควำมยำวประมำร 45-100 เซนติเมตร มีดอกย่อยขนำดเล็กและมีจำนวนมำกมำยหลำยพัน
ดอก ดอกเป็นสีขำวนวล หรือขำวครีม หรือเขียวอมเหลือง ดอกมีกล่ินหอม กลีบดอก 6 กลีบ ตรง
กลำงดอกมีจุดสีแดง ดอกมีขนำดประมำณ 0.7-1 เซนติเมตร มีเกสรตัวผู้จำนวน 6 อัน ก้ำนเกสรมี
ควำมกว้ำงเท่ำกบั อับเรณู ส่วนก้ำนเกสรตัวเมียปลำยแยกเป็นพู 3 พู ชั้นกลีบเล้ียงเป็นหลอด ท่ีปลำย
กลีบแยกเป็นพแู คบๆ 6 พู ไม่ซ้อนกัน โดยจะออกดอกในช่วงเดอื นกรกฎำคมถึงเดือนสงิ หำคม
ภาพที่ 2-152 ดอกตน้ จนั ผำ
4) ฝกั /ผล
ฝัก/ผล ออกผลเป็นช่อพวงโต ผลเป็นผลสด ลักษณะของผลเป็น
รูปทรงกลมขนำดเล็กอยู่รวมกนั เป็นพวง ผลมีขนำดประมำณ 1 เซนติเมตร ผิวผลเรียบ ผลอ่อนเป็นสี
เขียวอมสีน้ำตำล ส่วนผลแก่เป็นสีแดงคล้ำ ภำยในผลมีเมล็ดเดียว โดยผลจะแก่ในช่วงเดือนสิงหำคม
ถึงเดือนกันยำยน
ภาพที่ 2-153 ผลต้นจันผำ
113
2.3.30.6 ประโยชน์ของจนั ผำ
1) ต้นจันผำเป็นไม้ที่มีทรงพุ่มสวยงำม อีกทั้งดอกยังมีกล่ินหอม จึงใช้ปลูก
เป็นไม้ประธำนในสวนหิน ใช้ปลูกเป็นกลุ่ม หรือปลูกประดับในอำคำร ตำมสนำมหญ้ำ สวนหย่อม
ตำมสระว่ำยนำ้ หรือจะปลูกตำมริมทะเลกไ็ ด้ เพรำะเปน็ ไม้ทนลมแรง ทนเคม็ แตไ่ ม่ทนน้ำท่วมขัง
2) ส่วนของลำต้นท่ีเกิดบำดแผลนำนเข้ำจะเปล่ียนเป็นสีน้ำตำลแดง
สำมำรถนำมำใช้เป็นสว่ นประกอบในกำรปรงุ น้ำยำอุทยั ได้
2.3.30.7 สรรพคุณของจันผำ
1) แก่น มีรสขมเย็น ช่วยบำรุงหัวใจ แก่นท่ีมีเชื้อรำลงจนทำให้แก่นเป็นสี
แดงและมีกล่ินหอมมสี ีแดง (เรียกวำ่ จนั ทน์แดง) มรี สขมและฝำดเล็กน้อย ใชส้ ำหรบั เปน็ ยำเยน็ ดับพิษ
ไข้ แก้ไข้ได้ทุกชนิด และจำกกำรทดลองในสัตว์พบว่ำสำรสกัดด้วยน้ำมีฤทธ์ิในกำรลดไข้ แต่ต้องใช้ใน
ปริมำณมำกกว่ำยำแอสไพริน 10 เท่ำ และจะออกฤทธ์ชิ ้ำกวำ่ ยำแอสไพรินประมำณ 3 เท่ำ ชว่ ยแก้ไข้
แก้ไข้เพ่ือดีพิกำร ช่วยแก้ไอ แก้อำกำรไออันเกิดจำกซำงและดี ช่วยแก้อำกำรเหง่ือตก อำกำร
กระสับกระส่ำย ช่วยแก้ซำง
2) เมล็ด ใชร้ ักษำดีซำ่ น ช่วยแก้อำจมไม่ปกติ
2.3.30.8 แหล่งที่พบ : อำคำรโรงแรมและท่องเท่ียว, อำคำรคหกรรมศำสตร์, อำคำร
องคก์ ำรบรหิ ำรส่วนจงั หวัด(อบจ.), โรงยมิ
2.3.31 ชะมวง
ภาพท่ี 2-154 ต้นชะมวง
2.3.31.1 ชอื่ วิทยำศำสตร์ : Garcinia cowa Roxb. ex Choisy
2.3.31.2 ช่อื วงศ์ : Guttiferae/Clusiaceae
2.3.31.3 ชอ่ื สำมัญ : Cowa
2.3.31.4 ช่อื ทอ้ งถ่นิ :
1) ส้มปอ้ ง มะป่อง (คนเมอื ง)
2) หมำกโมก (อุดรธำน)ี
114
3) มวงส้ม (นครศรธี รรมรำช)
4) กะมวง มวง สม้ มวง (ภำคใต้)
5) กำนิ (มลำยู-นรำธิวำส)
6) ตระมูง (เขมร)
7) ยอดมวง, สม้ มว่ ง, ส้มโมง, ส้มปอ่ ง
2.3.31.5 ลักษณะของชะมวง
1) ตน้ ชะมวง
จัดเป็นไม้ยืนต้นขนำดเล็กถึงขนำดกลำงไม่ผลัดใบ เรือนยอดเป็น
ทรงพุ่มรูปกรวยคว่ำทรงสูง มีควำมสูงของต้นประมำณ 5-10 เมตร บ้ำงว่ำสูงประมำณ 15-30 เมตร
ลำต้นเกลี้ยงและแตกก่ิงใบตอนบนของลำต้น กิ่งย่อยผิวเรียบ เปลือกลำต้นเป็นสีดำน้ำตำลมีลักษณะ
ขรุขระ แตกเป็นสะเก็ด ส่วนเปลือกด้ำนในเป็นสีชมพูถึงแดง มีน้ำยำงสีเหลืองขุ่นไหลเยิ้มออกมำจำก
เปลือกต้น ขยำยพันธุ์ด้วยวิธีกำรใช้เมล็ดและกำรตอนกิ่ง พบทั่วไปตำมป่ำชื้นท่ีระดับต่ำ เป็นไม้ที่ทน
ต่อควำมแห้งแล้งได้ดีมีเขตกำรกระจำยพันธ์ุในป่ำดิบช้ืนตำมท่ีลุ่มต่ำท่ัวไป และจะพบได้มำกทำง
ภำคใต้ ภำคตะวันออก และทำงภำคตะวันออกเฉียงใต้ ท่ีระดับควำมสูงเหนือระดับน้ำทะเลประมำณ
800 เมตรขน้ึ ไป (บำ้ งว่ำ 600 เมตรข้นึ ไป)
ภาพท่ี 2-155 ลำตน้ ของตน้ ชะมวง
2) ใบชะมวง
ใบเป็นใบเด่ียว ออกเรียงสลับตรงข้ำมกัน ลักษณะของใบเป็นรูปรี
แกมใบหอกหรือแกมขอบขนำน โคนใบสอบแหลม ปลำยใบป้ำนหรือแหลมเล็กน้อย ส่วนขอบใบเรียบ
ใบมีควำมกว้ำงประมำณ 2.5-5 เซนติเมตรและยำวประมำณ 8-13 เซนตเิ มตร ใบออ่ นเป็นสีเขียวอ่อน
หรือเขียวอมสีม่วงแดง ส่วนใบแก่เป็นสีเขียวเข้ม (สีน้ำเงนิ เข้ม) บรเิ วณปลำยก่ิงมักแตกเปน็ 1-3 ยอด
115
หลังใบเรียบล่ืนเป็นมัน ท้องใบเรียบ เนื้อใบมีลักษณะค่อนข้ำงหนำและเปรำะ เสน้ ใบเห็นได้ไม่ชัด แต่
ดำ้ นหลงั ใบจะเห็นเสน้ กลำง สว่ นก้ำนใบเปน็ สีแดงมคี วำมยำวประมำณ 0.5-1 เซนติเมตร
ภาพท่ี 2-156 ใบของตน้ ชะมวง
3) ดอกชะมวง
ดอกเป็นแบบแยกเพศอยกู่ ันคนละต้น ออกดอกตำมซอกใบและตำม
กง่ิ ดอกตวั ผู้จะออกตำมกง่ิ เป็นกระจกุ มดี อกยอ่ ยประมำณ 3-8 ดอก ดอกมเี กสรตัวผู้จำนวนมำกเรยี ง
กันเป็นรูปสีเหลี่ยม ส่วนกลีบดอกเป็นสีเหลืองนวลและมีกล่ินหอม มีกลีบดอกแข็งหนำ 4 กลีบ และ
กลีบเล้ียง 4 กลีบ ลักษณะเป็นรูปรีแกมรูปขอบขนำน ปลำยกลีบกลม ดอกมีขนำดเส้นผ่ำนศูนย์กลำง
ประมำณ 2-2.5 เซนติเมตร ส่วนดอกตัวเมียจะออกเป็นดอกเด่ียวตำมปลำยก่ิง ดอกมีเกสรตัวผู้เทียม
เรียงอยู่รอบรังไข่ มีก้ำนเกสรติดกันเป็นกลุ่ม ที่ปลำยก้ำนมีต่อม 1 ต่อม ออกดอกในช่วงเดือน
กุมภำพันธ์ถึงเดอื นเมษำยน
ภาพที่ 2-157 ดอกของตน้ ชะมวง
116
4) ผลชะมวง
ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลมแป้น ผิวผลเรียบเป็นมัน มีขนำด
ประมำณ 2.5-6 เซนตเิ มตร ผลอ่อนเปน็ สเี ขียว เม่ือสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสเี หลืองถึงส้มหม่น และตำม
ผลมีร่องต้ืน ๆ ประมำณ 5-8 ร่อง ด้ำนบนปลำยบุ๋ม และมีชน้ั กลีบเล้ียงประมำณ 4-8 แฉกติดอยู่ เน้ือ
หนำ สเี หลือง ภำยในผลมเี มล็ดขนำดใหญ่ประมำณ 4-6 เมล็ด ลักษณะของเมลด็ เป็นรูปรีหนำ เรียงตัว
กันเป็นวงรอบผล ผลสุกมีรสเปร้ียวใช้รับประทำนได้ แต่มียำงมำกและทำให้ติดฟันได้ โดยจะติดผล
ในช่วงเดอื นพฤษภำคมถึงเดือนมิถุนำยน
ภาพที่ 2-158 ผลของต้นชะมวง
2.3.31.6 ประโยชนช์ ะมวง
1) ผลชะมวงสุกสีเหลืองใช้รับประทำนเป็นผลไม้ได้ โดยจะมีรสเปรี้ยวอม
หวำน หรอื จะนำผลมำหนั่ เป็นแวน่ ตำกแดดใส่ปลำรำ้ เพื่อเพม่ิ รสชำติกไ็ ด้
2) ยอดอ่อนหรือใบอ่อนใช้รับประทำนเป็นผักจิ้มน้ำพริก รับประทำนเป็น
ผกั สดร่วมกับน้ำพริก ป่นแจ่ว หรือนำไปใช้ปรุงอำหำร เช่น ต้มส้ม ตม้ ส้มปลำไหล ต้มส้มปลำแห้ง ทำ
แกงชะมวง ตม้ ซ่ีโครงหมใู บชะมวง ใชแ้ กงกบั หมู หมูชะมวง หรอื นำมำใสใ่ นแกงออ่ ม เป็นต้น
3) ผลและใบอ่อนใช้ปรุงเป็นอำหำรรับประทำน โดยจะมรี สเปร้ียวคล้ำยกับ
มะดัน (กำรรบั ประทำนมำก ๆ จะเป็นยำระบำยท้องเหมือนดอกข้ีเหล็ก)
4) ผลและใบแก่เม่ือนำมำหมักจะให้กรด ซึง่ นำมำใช้สำหรับกำรฟอกหนังวัว
หรอื หนังควำยท่ใี ชแ้ กะสลกั รปู หนงั ตะลุงได้เป็นอยำ่ งดี
5) ต้นชะมวงสำมำรถใช้ปลกู เป็นไม้ประดับและไมใ้ หร้ ่มเงำได้ดี
6) ลำต้นหรือเน้ือไม้ชะมวงสำมำรถนำมำแปรรูปใช้ในงำนก่อสร้ำงต่ำง ๆ
หรือใช้ทำเฟอร์นเิ จอร์ได้ เชน่ โตะ๊ ตู้ เตยี ง ฯลฯ
7) เปลือกต้นและยำงของต้นชะมวงจะให้สีเหลืองที่เหมำะสำหรับกำร
นำมำใชส้ กัดทำสยี อ้ มผ้ำ
117
8) นำ้ ยำงสเี หลอื งจำกต้นชะมวง สมยั กอ่ นนำมำใช้ผสมในนำ้ มันชกั เงำ
9) ยอดอ่อนชะมวงเมื่อนำไปหมกั กับจุลินทรีย์จะทำให้เกิดรสเปรยี้ ว ใช้เป็น
ยำปรำบศตั รูพชื ได้ เช่น เพลีย้
2.3.31.7 สรรพคุณของชะมวง
1) ยอดอ่อน และใบอ่อนชะมวง นำมำรับประทำนสด หรือต้มน้ำด่ืม
มีสรรพคุณ ใช้เป็นยำลดไข้ ต้ำนเชื้อจุลินทรีย์ทั้งในระบบทำงเดินอำหำร และรำก่อโรคผิวหนัง ต้ำน
เช้ือ และรกั ษำมำลำเลีย แก้ร้อนใน แก้กระหำยน้ำ ช่วยให้ช่มุ คอ แก้โรคบิด แก้ไอ ช่วยเปน็ ยำระบำย
ลดเสมหะ และช่วยขับเสมหะ แก้ท้องเสีย ฟอกเลือด และขับสำรพิษ ต้ำน และป้องกันกำรเกิด
โรคมะเรง็
2) เปลือก และแก่นลำต้น มีสรรพคุณ ใช้ประคบรักษำแผล แก้แผลติดเช้ือ
แผลเป็นหนอง น้ำต้มใช้อำบ ช่วยป้องกัน และรักษำโรคผิวหนัง ใช้เป็นยำระบำย รักษำโรคท้องร่วง
ชว่ ยแก้กระหำยน้ำ ช่วยขบั เสมหะ ลดอำกำรไอ
3) ผลใช้รับประทำนเป็นผลไม้ มีสรรพคุณ ใช้เป็นยำระบำย ช่วยกำรย่อย
อำหำร ต้ำนเช้ือจุลินทรีย์ก่อโรคในระบบทำงเดินอำหำร ป้องกันโรคเลือดออกตำมอวัยวะต่ำงๆ เช่น
เลือดออกตำมไรฟัน ช่วยบำรุงผิวพรรณ ป้องกันผิวเหี่ยวย่น เกิดฝ้ำ กระ ช่วยบำรุงสำยตำ ทำให้
มองเห็นในท่มี ดื ได้ดี รวมถึงช่วยป้องกนั โรคตำชนิดต่ำงๆ
4) ดอก นำมำตำกแห้งใช้ต้มน้ำด่ืม มีสรรพคุณ ใช้เป็นยำระบำย ช่วยบำรุง
ผวิ พรรณ ป้องกนั กำรเกิดฝ้ำ กระ
2.3.31.8 แหลง่ ที่พบ : อำคำรคหกรรมศำสตร์
2.3.32 สะเดำ
ภาพท่ี 2-159 ตน้ สะเดำ
2.3.32.1 ชื่อวิทยำศำสตร์ : Azadirachta indica A.Juss.
2.3.32.2 ช่อื วงศ์ : Meliaceae
118
2.3.32.3 ช่ือสำมญั :
1) Siamese neem tree
2) Nim
3) Margosa
4) Quinine
2.3.32.4 ช่อื ทอ้ งถิน่
1) สะเดำ สะเดำบ้ำน (ภำคกลำง)
2) สะเลยี ม (ภำคเหนือ)
3) เดำ กระเดำ กะเดำ (ภำคใต)้
4) จะดงั จะตัง (ส่วย)
5) ผกั สะเลม (ไทลื้อ)
6) ลำตำ๋ ว (ล้ัวะ)
7) สะเรียม (ขม)ุ
8) ตะหมำ่ เหมำะ (กะเหรีย่ งแดง)
9) ควนิ ิน (ทั่วไป)
10) สะเดำอินเดีย (กรุงเทพฯ)
2.3.32.5 ลักษณะของสะเดำ
1) ต้นสะเดำ
เป็นพันธ์ุไม้ขนำดกลำงถึงขนำดใหญ่ มีควำมสูงประมำณ 20-25
เมตร ลักษณะของต้นเป็นทรงเรือนยอดเป็นพุ่มหนำทึบตลอดปี มีรำกที่แข็งแรง กว้ำงขวำง และหยั่ง
ลึก เปลือกของลำต้นค่อนข้ำงหนำ มีสีน้ำตำลเทำหรือสีเทำปนดำ ผิวเปลือกแตกเป็นร่องตื้น ๆ หรือ
เป็นสะเก็ดยำว ๆ เย้ืองสลับกันไปตำมควำมยำวของละต้น ส่วนเปลือกของกิ่งมีลักษณะค่อนข้ำงเรียบ
และเน้ือไม้มีสีแดงเข้มปนสีน้ำตำล เสี้ยนค่อนข้ำงสับสนเป็นร้ิว ๆ แคบ เน้ือหยำบ เป็นมันเลื่อม มี
ควำมแขง็ แรงทนทำน ส่วนแกนไมม้ ีสีนำ้ ตำลแดง มีควำมแข็งแรงและทนทำนมำก
119
ภาพที่ 2-160 ลำต้นของตน้ สะเดำ
2) ใบสะเดำ
ใบมีสีเขียวเข้มหนำทึบ เมื่ออ่อนมีสีแดง ใบเป็นใบประกอบแบบขน
นกปลำยค่ี ยำวประมำณ 15-35 เซนติเมตร มีใบย่อยประมำณ 4-7 คู่ ใบย่อยติดตรงข้ำมหรือก่ิงตรง
ข้ำม ลักษณะใบเป็นรูปใบหอกก่ึงรูปเคียวโค้ง กว้ำงประมำณ 1.5-3.5 เซนติเมตรและยำวประมำณ
5-9 เซนติเมตร โคนใบเบี้ยวเห็นชัดเจน ส่วนปลำยใบแหลมหรือเรียวแหลม ขอบใบเป็นจักคล้ำยฟัน
เลื่อย ค่อนข้ำงเกล้ียง มีเส้นใบอยู่ประมำณ 15 คู่ ก้ำนใบย่อยยำวประมำณ 1-2 เซนติเมตร ใบที่อยู่
ปลำยช่อจะใหญ่สุด สว่ นกำ้ นใบยำวประมำณ 3-7 เซนติเมตร ผิวกำ้ นค่อนขำ้ งเกลี้ยง มตี อ่ ม 1 คทู่ โี่ คน
กำ้ นใบ ในพน้ื ที่แล้งจัด ต้นจะทิ้งใบเฉพำะส่วนล่ำง ๆ ในชว่ งเดอื นมกรำคมถงึ เดอื นมีนำคม และใบใหม่
จะผลิขึ้นมำในช่วงเดือนมีนำคมจนถึงเดือนเมษำยน ซึ่งช่วงนต้ี ้นสะเดำจะแทงยอดอ่อนพุ่งขนึ้ มำอย่ำง
รวดเรว็
ภาพท่ี 2-161 ใบของตน้ สะเดำ
120
3) ดอกสะเดำ
ออกดอกเป็นช่อแยกแขนงขนำดใหญ่ตำมง่ำมใบหรือตำมมุมที่ร่วง
หลุดไปและที่ปลำยกิ่ง ยำวได้ถึง 30 เซนติเมตร ดอกมีขนำดเล็กสีขำวหรือสีเทำ ดอกมีกลิ่นหอมอ่อน
ๆ แกนกลำงของช่อมีเส้นผ่ำนศูนย์กลำงประมำณ 1.5 มิลลิเมตร ลักษณะค่อนข้ำงเกล้ียง แตกก่ิงกำง
ออกเป็น 2-3 ช้ัน ที่ปลำยเป็นช่อกระจุกอยู่ 1-3 ดอก มีขนคล้ำยไหม มีใบประดับและใบประดับย่อย
เป็นรูปใบหอก ยำวประมำณ 0.5-1 มิลลิเมตร มีขนนุ่มและสั้น ส่วนก้ำนดอกย่อยยำวประมำณ 2
มิลลิเมตร มีขนนุ่มสน้ั เช่นกัน ส่วนกลีบเลี้ยงเปน็ รูปทรงแจกัน ยำวประมำณ 1 มิลลิเมตร ปลำยเป็นพู
5 พูกลม พซู อ้ นเหล่ือมกนั กลีบดอกมี 5 กลีบแยกออกจำกกัน ลักษณะเปน็ รปู ชอ้ นแคบ ยำวประมำณ
4-6 มลิ ลิเมตร มขี นนุ่มสั้นขึ้นทั้งสองด้ำน ท่อเกสรตัวผู้เกลี้ยงหรอื มีขนนุม่ มีสนั 10 สนั ขอบบนเป็นพู
กลม 10 พู มอี ับเรณู 10 อนั ยำวประมำณ 0.8 มิลลิเมตร ลกั ษณะเป็นรูปรีแคบ ส่วนรังไข่เกลี้ยงหรือ
มีขนนุ่มสั้น มักจะออกดอกในช่วงเดือนธันวำคมถึงเดือนมีนำคม (ในช่อดอกมีสำรจำพวกไกลโคไซด์
Nimbasterin 0.005% และมีน้ำมันหอมระเหยท่ีมีรสเผ็ดจัดอยู่ 0.5% นอกจำกน้ียังพบว่ำมีสำร
Nimbecetin, Nimbesterol, กรดไขมนั และสำรท่ีมีรสขม)
ภาพที่ 2-162 ดอกของต้นสะเดำ
4) ผลสะเดำ
ลักษณะของผลจะคล้ำยผลองุ่น ผลมีลักษณะกลมรี ขนำดกว้ำง
ประมำณ 1 เซนติเมตรและยำวประมำณ 1-2 เซนตเิ มตร ผลออ่ นมีสเี ขยี ว เม่ือสุกแลว้ จะเปลีย่ นเปน็ สี
เหลืองอมเขียว มีรสหวำนเลก็ น้อย ผลจะสุกในช่วงเดือนมนี ำคมถึงเดือนมิถนุ ำยนขึน้ อยู่กับสภำพพื้นท่ี
เช่น ภำคตะวนั ออกเฉียงเหนือจะสกุ เรว็ กวำ่ ภำคกลำง เป็นตน้ (ผลมีสำรขมที่ชอ่ื ว่ำ Bakayanin)
121
ภาพท่ี 2-163 ผลของต้นสะเดำ
5) เมล็ดสะเดำ
เมล็ดมีลักษณะกลมรี ผิวเมล็ดค่อนข้ำงเรียบหรือแตกเป็นร่องเล็ก ๆ
ตำมยำวสีเหลืองซีดหรือเป็นสีน้ำตำล ในน้ำหนัก 1 กิโลกรัม จะมีเมล็ดประมำณ 4,000 เมล็ด ซ่ึงใน
เมล็ดจะมีน้ำมันอยู่ประมำณ 45% (ในเมล็ดมีน้ำมันขม Margosic acid 45% หรือเรียกว่ำ Nim oil
และมสี ำรขม Nimbin)
ภาพท่ี 2-164 เมลด็ ของต้นสะเดำ
2.3.32.6 ประโยชนข์ องสะเดำ
1) ยอดอ่อนและดอกอ่อนใช้รับประทำนเป็นผกั สดหรือใช้ลวกกินกับนำ้ พริก
หรือลำบ (กะเหรี่ยงแดง), ยอดอ่อนใช้กินกบั ลำบ (ไทล้ือ) ส่วนช่อดอกใช้ลวกกินกับนำ้ พริก (คนเมือง),
หรือจะใช้ดอกรับประทำนร่วมกับแกงหน่อไม้หรือลำบก็ได้ (คนเมือง), ส่วนแกนในยอดอ่อนใช้
ประกอบอำหำรได้ เชน่ กำรนำมำทำเปน็ แกง (ลวั้ ะ)
2) น้ำำปลำหวำนสะเดำ อีกหน่ึงเมนูอำหำรท่ีให้พลังงำนค่อนข้ำงสูง ให้
โปรตีนพอใช้ แต่ให้ไขมันต่ำ มีคุณค่ำทำงอำหำรสูง ทั้งแร่ธำตุและวิตำมิน ช่วยแก้ไข้หัวลม บรรเทำ
122
ควำมร้อนในร่ำงกำย ช่วยปรับธำตุให้สมดุล ช่วยทำให้เจริญอำหำร ทั้งยังช่วยลดควำมเส่ียงและ
ปอ้ งกนั โรคมะเรง็ ได้อกี ด้วย
3) กล้วยตำกของจังหวัดตำกมีชื่อเสียงว่ำรสชำติดี ไส้กล้วยไม่นิ่มแข็ง หนึบ
นอกนุ่มใน เพรำะใช้ใบสะเดำในกำรบ่มกล้วย โดยวำงกล้วยแก่จัดซ้อนกันไม่เกิน 3 ช้ิน แล้วคลุมด้วย
ใบสะเดำและหอ่ ดว้ ยพลำสติกทิ้งไว้ 1 วัน แล้วนำมำผ่ึงขำ้ งนอกอีก 3-4 วัน จะได้กล้วยทส่ี ุกงอมนำไป
ทำกล้วยตำกได้ นอกจำกนีย้ งั ช่วยป้องกันแมลงวันทองมำเจำะผลกล้วยไดด้ ว้ ย
4) สะเดำเป็นผักที่มีแคลเซียมสูงสุดเป็นอันดับ 3 มีธำตุเหล็กสูงสุดเป็น
อันดบั 4 มีเส้นใยอำหำรสงู เป็นอันดับ 3 และมีเบตำแคโรทนี สูงเปน็ อันดับ 5 ในบรรดำผักทัง้ หมด
5) หำกสุนัขเป็นขี้เร้ือน ให้ใช้ใบสะเดำนำมำตำให้ละเอียด แล้วใช้น้ำและ
กำกมำชโลมให้ทั่วตวั สุนขั จะชว่ ยรักษำโรคขเี้ ร้ือนได้
2.3.32.7 สรรพคุณ
1) ดอก ยอดอ่อน - แก้พิษโลหติ กำเดำ แกร้ ิดสดี วงในลำคอ คันดุจมตี ัวไต่
อยู่ บำรงุ ธำตุ ขบั ลม ใชเ้ ปน็ อำหำรผักได้ดี
2) ขนอ่อน - ถ่ำยพยำธิ แก้ริดสดี วง แก้ปสั สำวะพิกำร
3) เปลือกต้น - แก้ไข้ เจริญอำหำร แก้ท้องเดนิ บิดมูกเลือด
4) ก้ำนใบ - แก้ไข้ ทำยำรักษำไข้มำลำเรีย
5) กระพ้ี - แกถ้ ุงนำ้ ดีอกั เสบ
6) ยำง - ดบั พิษร้อน
7) แก่น - แกอ้ ำเจยี น ขบั เสมหะ
8) รำก - แก้โรคผวิ หนัง แกเ้ สมหะ ซงึ่ เกำะแน่นอยู่ในทรวงอก
9) ใบ,ผล - ใช้เปน็ ยำฆ่ำแมลง บำรุงธำตุ
10) ผล มีสำรรสขม - ใช้เป็นยำถ่ำยพยำธิ และยำระบำย แก้โรคหัวใจเดิน
ผิดปกติ
11) เปลอื กรำก - เป็นยำฝำดสมำน แกไ้ ข้ ทำให้อำเจยี น แกโ้ รคผวิ หนัง
12) น้ำมันจำกเมล็ด - ใชร้ ักษำโรคผิวหนัง และยำฆำ่ แมลง
2.3.32.8 แหลง่ ทพ่ี บ : บำ้ นพกั ครู
123
2.3.33 ต้นรำชพฤกษ์ (ตน้ คณู )
ภาพที่ 2-165 ตน้ รำชพฤกษ์ (ตน้ คูณ)
2.3.33.1 ชื่อวิทยำศำสตร์ : Cassia fistula L.
2.3.33.2 ชอ่ื วงศ์ :
2.3.33.3 ช่อื สำมัญ :
1) Golden shower
2) Indian laburnum
3) Pudding-pi ne tree
4) Purging Cassia
2.3.33.4 ช่อื ทอ้ งถน่ิ
1) กุเพยะ (กะเหรี่ยง-กำญจนบรุ ี)
2) ปูโย ปีอยู เปอโซ แมะหลำ่ อยู่ (กะเหร่ียง-แม่ฮ่องสอน)
3) ลกั เกลอื ลกั เคย (กะเหรย่ี ง)
4) รำชพฤกษ์ ชยั พฤกษ์ (ภำคกลำง)
5) ลมแล้ง (ภำคเหนือ)
6) รำชพฤกษ์ (ภำคใต)้
2.3.33.5 ลกั ษณะของต้นรำชพฤกษ์
1) ตน้ รำชพฤกษ์ (ต้นคูน)
เป็นพืชพื้นเมืองในแถบเอเชียใต้ ไล่ตั้งแต่ทำงตอนใต้ของปำกีสถำน
ไปจนถึงอินเดีย พม่ำ และประเทศศรีลังกำ โดยจัดเป็นพรรณไม้ขนำดกลำง มีลำต้นสีน้ำตำลแกมเทำ
เกล้ียง มักข้ึนท่ัวไปตำมป่ำผลัดใบหรือในดินท่ีมีกำรถ่ำยเทน้ำดี ขยำยพันธ์ุด้วยวิธีกำรเพำะเมล็ดแล้ว
ย้ำยกล้ำมำปลูกในถุงเพำะชำ เม่ือโตพอแล้วก็ย้ำยมำปลูกในพ้ืนที่ แต่ในปัจจุบันอำจจะใช้วิธีกำรทำบ
ก่งิ และเสยี บยอดกไ็ ด้ แตโ่ อกำสสำเร็จจะน้อยกว่ำวิธกี ำรเพำะเมล็ด
124
ภาพที่ 2-166 ลำต้นของต้นรำชพฤกษ์ (ต้นคูณ)
2) ใบรำชพฤกษ์ (ใบคนู )
ลักษณะของใบออกเป็นช่อ ใบสีเขียวเป็นมัน ช่อหนึ่งยำวประมำณ
2.5 เซนติเมตร และมใี บย่อยเปน็ ไข่หรือรูปป้อม ๆ ประมำณ 3-6 คู่ ใบยอ่ ยมีควำมกว้ำงประมำณ 5-7
เซนติเมตร และยำวประมำณ 9-15 เซนติเมตร โคนใบมนและสอบไปทำงปลำยใบ เนื้อใบบำงเกลี้ยง
มเี ส้นแขนงใบถแี่ ละโคง้ ไปตำมรูปใบ
ภาพท่ี 2-167 ใบของต้นรำชพฤกษ์ (ต้นคณู )
3) ดอกรำชพฤกษ์ (ดอกคูน)
ออกดอกเปน็ ชอ่ ยำวประมำณ 20-45 เซนตเิ มตร มีกลีบรองดอกรูป
ขอบขนำน มีควำมยำวประมำณ 1 เซนติเมตร กลีบมี 5 กลีบ หลุดร่วงได้ง่ำย และกลีบดอกยำวกว่ำ
กลบี รองดอกประมำณ 2-3 เทำ่ และมกี ลีบรปู ไข่จำนวน 5 กลีบ บรเิ วณพื้นกลีบจะเห็นเสน้ กลบี ชดั เจน
ท่ีดอกมีเกสรตัวผู้ขนำดแตกต่ำงกันจำนวน 10 ก้ำน มีก้ำนอับเรณูโค้งงอข้ึน ดอกมักจะบำนในช่วง
เดือนมีนำคมถึงเดือนพฤษภำคม แต่ก็มีบำงกรณีที่ออกดอกนอกฤดูเหมือนกัน เช่น ในช่วงเดือน
ธนั วำคมถึงเดือนมกรำคม
125
ภาพที่ 2-168 ดอกของต้นรำชพฤกษ์ (ตน้ คูณ)
4) ผลรำชพฤกษ์ หรือ ฝักรำชพฤกษ์ (ฝักคูณ)
ผลมีลักษณะเป็นฝักรูปทรงกระบอกเกล้ียง ๆ ฝักยำวประมำณ 20-
60 เซนตเิ มตร และวดั เสน้ ผ่ำนศนู ย์กลำงได้รำว 2-2.5 เซนติเมตร ฝกั ออ่ นจะมีสีเขียว ส่วนฝักแก่จดั จะ
มสี ีดำ ในฝักจะมีผนังเย่ือบำง ๆ ติดกันอยู่เป็นช่อง ๆ ตำมขวำงของฝัก และในช่องจะมีเมล็ดสีน้ำตำล
แบน ๆ อยู่ มขี นำดประมำณ 0.8-0.9 เซนตเิ มตร
ภาพที่ 2-169 ผลของต้นรำชพฤกษ์ (ต้นคูณ)
2.3.33.6 ประโยชน์ของรำชพฤกษ์
1) นิยมปลูกไว้เป็นต้นไม้ประดับตำมสถำนท่ีต่ำง ๆ เช่น สถำนที่รำชกำร
บรเิ วณรมิ ถนนข้ำงทำง และสถำนที่อื่น ๆ
2) ต้นรำชพฤกษ์กับควำมเช่ือ ต้นรำชพฤกษ์เป็นไม้มงคลนำมที่คนไทย
โบรำณเชื่อว่ำ บ้ำนใดท่ีปลูกต้นรำชพฤกษ์ไว้เป็นไม้ประจำบ้ำนจะช่วยให้มีเกียรติและศักด์ิศรี สำเหตุ
เพรำะคนให้กำรยอมรับว่ำต้นรำชพฤกษ์เป็นไม้ท่ีมีคุณค่ำสูงและยังเป็นสัญลักษณ์ของประเทศไทยอีก
ด้วย และยังเชื่อว่ำจะทำให้ผู้อยู่อำศัยนั้นเจริญรุ่งเรือง โดยจะนิยมปลูกต้นรำชพฤกษ์ในวันเสำร์และ
126
ปลูกไว้ทำงทิศตะวันตกเฉียงใต้ของบ้ำน (อำจเป็นเพรำะทิศดังกล่ำวได้รับแสงแดดจัดในช่วงตอนบ่ำย
เลยปลกู ไวเ้ พอื่ ชว่ ยลดควำมรอ้ นภำยในบ้ำนและช่วยประหยัดพลงั งำน)
3) ต้นรำชพฤกษ์เป็นไม้มงคลและศักด์ิสิทธิ์ ใช้ทำเป็นน้ำพุทธมนต์ใน
พิธีกรรมต่ำง ๆ ทำงศำสนำ เช่น พิธีวำงศิลำฤกษ์ ใช้ทำเสำหลักเมือง เสำเอกในกำรก่อสร้ำงพระ
ตำหนัก ยอดธงชัยเฉลิมพลของกองทหำร คทำจอมพล ส่วนใบของต้นรำชพฤกษ์จะใช้ทำเป็นน้ำพุทธ
มนต์ไว้สะเดำะเครำะหไ์ ด้ผลดนี กั เป็นตน้
4) เน้ือไม้ใช้ทำเป็นเคร่ืองมือเครื่องใช้ ด้ำมเคร่ืองมือต่ำง ๆ หรอื ทำเป็นไม้ไว้
ใชส้ อยอ่นื ๆ เช่น ใช้ทำเสำ เสำสะพำน ทำสำกตำข้ำว ล้อเกวยี น คันไถ เปน็ ตน้
5) เนื้อของฝักแก่สำมำรถนำมำใช้แทนกำกน้ำตำลในกำรทำเป็นหัว
เชื้อจลุ ินทรยี ์และจุลินทรยี ข์ ยำยได้
6) ฝักแก่สำมำรถนำมำใช้เป็นเชื้อเพลิงในกำรหุงต้มด้วยเตำเศรษฐกิจที่มี
ขนำดพอเหมำะ โดยไมต่ ้องผำ่ ตัด หรอื เลอื่ ย
2.3.33.7 สรรพคุณของรำชพฤกษ์ (ต้นคณู )
1) ใบ – ช่วยฆ่ำพยำธิผิวหนัง ฆ่ำเชื้อโรคต่ำงๆ ช่วยระบำยท้อง สำมำรถใช้
พอกแก้อำกำรปวดข้อ หรือแก้ลมตำมข้อ รวมท้ังช่วยแก้โรคอัมพำตของกล้ำมเน้ือบนใบหน้ำ หรือ
นำไปต้มรับประทำนแกเ้ ส้นพิกำร และโรคเกี่ยวกับสมอง ให้รสเมำ
2) ดอก – ช่วยระบำยท้อง แก้ไข้ แก้พรรดึก (ท้องผูก) รวมท้ังโรคกระเพำะ
อำหำร และแผลเรอ้ื รงั ให้รสขมเปร้ียว
3) รำก – ช่วยในกำรฆ่ำเชื้อคุดทะรำด ระบำยพิษไข้ แก้กลำกหรือเกล้ือน
แก้อำกำรเซ่ืองซึมหนักบริเวณศีรษะ รวมท้ังช่วยถ่ำยสิ่งสกปรกโสโครกออกจำกร่ำงกำย แก้อำกำร
หำยใจขดั ทำใหช้ ่มุ ช่ืนทรวงอก แก้อำกำรไข้ ไปจนถงึ รกั ษำโรคหัวใจ ถงุ น้ำดี มีฤทธ์ิถ่ำยแรงกว่ำเน้ือใน
ฝกั สำมำรถใชไ้ ดก้ ับเดก็ หรือสตรีมีครรภ์ ไมม่ ผี ลขำ้ งเคยี งใดๆ ให้รสเมำ
4) แก่น – ช่วยในกำรขับพยำธิไส้เดอื น ใหร้ สเมำ
5) กระพ้ี – ชว่ ยแก้โรครำมะนำด ใหร้ สเมำ
6) เนื้อในฝัก – ใช้พอกเพ่ือช่วยแก้อำกำรปวดข้อ แก้ตำนขโมย แก้ไข
มำลำเรีย แก้บิด ถ่ำยพยำธิ หรือผู้ที่มีอำกำรท้องผูกเร้ือรัง รวมท้ังถ่ำยเสมะและแก้พรรดึก (ท้องผูก)
ไปจนถึงระบำยพิษไข้ สำมำรถใช้ได้ในเด็กและสตรีมีครรภ์ ไปจนถึงเป็นยำระบำยที่ไม่ทำให้ปวดมวน
หรือไขท้ อ้ ง ให้รสหวำนเอียน
7) เปลือกฝัก – ทำให้แท้งลูก ทำให้อำเจียน และขับรกที่ค้ำงอยู่ออกมำ ให้
รสเฝอื่ นเมำ
8) เมล็ด – ทำใหอ้ ำเจยี น ให้รสเฝ่อื นเมำ
127
9) เปลือกต้น – ช่วยแก้อำกำรท้องร่วง ใช้ฝนผสมกับหญ้ำฝรั่น น้ำดอกไม้
เทศ และนำ้ ตำล รับประทำนเพ่อื ให้เกดิ ลมเบ่ง ให้รสฝำดเมำ
10) เปลอื กรำก – ช่วยแก้ไขม้ ำลำเรยี และระบำยพิษไข้ ให้รสฝำด
2.3.33.8 แหล่งท่ีพบ : อำคำรสถำบันกำรศึกษำอำชีวศึกษำตะวันออก, อำคำรปิโตร
เคมี, อำคำรช่ำงเชอื่ มโลหะ
2.3.34 ต้นอโศกอนิ เดีย
ภาพท่ี 2-170 ตน้ อโศกอินเดีย
2.3.34.1 ช่อื วทิ ยำศำสตร์ : Polylthia longifolia (Benth) Hook. F. var.
2.3.34.2 ชอ่ื วงศ์ : ANNONACEAE.
2.3.34.3 ชื่อสำมญั : The Mast Tree
2.3.34.4 ช่อื พน้ื เมือง :
1) อโศกเซนต์คำเบรียล
2) อโศกอนิ เดยี
2.3.34.5 ลกั ษณะทวั่ ไป
1) ลำต้น
ไมต้ น้ ขนำดกลำงถึงขนำดใหญ่ สูง 10-20 ม. ขนำดทรงพมุ่ 1-2 ม.
ไมผ่ ลัดใบรปู ทรงแคบสูง รปู พีระมดิ กิง่ กำ้ นลลู่ ง เปลือกตน้ สีนำ้ ตำล มขี ดี แคบยำวและรอยด่ำงสีขำว
ทวั่ ทั้งลำตน้
2) ใบ
128
ใบเดยี่ ว เรยี งสลบั รปู ใบหอกแคบ กวำ้ ง 3-5 ซม. ยำว 15-25ซม.
ปลำยใบแหลม โคนใบสอบขอบใบเปน็ คลน่ื แผน่ ใบบำงแตค่ ่อนข้ำงเหนียว สีเขยี วเข้มเรยี บเปน็ มนั
กำ้ นใบยำว 0.5-1 ซม.
ภาพท่ี 2-171 ลำต้นและใบของตน้ อโศกอนิ เดีย
3) ดอก
สีเขียวอ่อน มีกลิ่นหอม ออกเป็นช่อแบบช่อกระจุกท่ีกิ่งแก่ ช่อดอก
ห้อย ดอกย่อยขนำดเล็ก เส้นผ่ำนศูนย์กลำง 3-3.5 ซม. ก้ำนดอกยำว 2-3 ซม. กลีบเล้ียง 3 กลีบ รูป
สำมเหลี่ยม กลีบดอก 6 กลีบ รูปใบหอก ปลำยแหลมบิดโค้ง ขอบเป็นคลื่น กลีบเรียงสลับกัน 2 ชั้น
กลีบชั้นนอกแคบและสน้ั กวำ่ เลก็ นอ้ ย เกสรเพศผู้จำนวนมำก ออกดอก เดือน ม.ค.-ม.ี ค.
4) ผล
ผลสดแบบผลกลุ่ม รูปไข่กลับ กว้ำง 1.5-2 ซม. ยำว 2-2.5 ซม. สี
เขียว เรียงอยู่บนแกนตุ้มกลม 5-12 ผล เมื่อสุกสีดำ เมลด็ มีเน้อื เย่ือหอ่ หุ้มบำงๆ เมล็ดสีน้ำตำลอ่อน 1
เมลด็ ต่อผล ติดผลเดอื นก.พ.-มิ.ย. ขยำยพันธ์โุ ดยกำรเพำะเมล็ด
129
ภาพท่ี 2-172 ดอกและผลของต้นอโศกอนิ เดีย
2.3.34.6 กำรใชป้ ระโยชน์
ตน้ อโศก เปน็ ต้นไม้ยืนต้น ซึ่งถ้ำอยู่ในวัดจะทำใหไ้ ด้ร่มเงำ บริเวณ ทำให้
บริเวณวัดดูร่มเย็น นอกจำกนี้ กำรมีต้นอโศก ซ่ึงเป็นไม้ยืนต้น ขนำดใหญ่ ซ่ึงจะเอ้ือประโยชน์แก่สัตว์
ต่ำงๆ อำทิเช่น นกทม่ี ำอำศัยทำรัง หรอื บำงทีอำจมกี ระรอก มำอำศยั รอมถงึ แมลงตำ่ งๆ ดว้ ย
จำกรูปเรำก็จะเห็นได้ว่ำ ต้นอโศกนี้จะสำมำรถทนต่อแสงแดดที่สำดส่อง
ลงมำทั้งวันมำตลอดหลำยปี และนอกนี้ ต้นอโศกก็ยงั สำมำรถทนตอ่ ควำมหนำวเย็น และยังทนตอ่ กำร
ขำดแคลนน้ำได้ดีกว่ำคน นอกจำกนี้จะสังเกตที่พื้นมีกำรปูด้วยอิฐ ซึ่งสำหรับต้นอโศกแล้วเมื่อต่อไป
เจริญเติบโตขึ้น ลำต้นใหญ่ขึ้น มันจะขยำยลำต้นออกทำให้อิฐเหล่ำน้ีจะหลุดออกไปได้ นอกจำกนี้ ถ้ำ
เรำสังเกตบริเวณท่ีลำต้นจะพบว่ำมีกำรตอกเอำไม้มำติดเป็นป้ำย ซ่ึงต้นไม้ยังทนต่อได้ นอกจำกนี้ยัง
สังเกตด้วยว่ำกำรปลูกต้นอโศกจะช่วยเพ่ิม gas O2 ในอำกำศ เพรำะใบอโศกจะทำกำรสังเครำะห์
แสดงโดยใช้ CO2 และน้ำและใชแ้ สงแดด จะได้ C6H12O6 ซง่ึ ต้นอโศกจะนำไปใช้ประโยชน์ตอ่ ปลอ่ ย
gas O2 ออกมำ ทำให้เปน็ ผลดตี ่อส่ิงมีชีวิตอนื่ ๆ และจะเห็นค่ำใบของต้นอโศกต้องกำรแสงแดดในกำร
สังเครำะห์แสง ใบจึงพยำยำมแผ่ออกไปเพื่อให้ได้รับแสงได้มำกที่สุด โดยในกำรสังเครำะห์แสงจะทำ
ให้สำมำรถผลติ C6H12O6 น้ี จะเปน็ สำรปฐมภูมิ
2.3.34.7 แหลง่ ทมี่ ำ : โดมพระวษิ ณ,ุ โรงอำหำร
2.3.35 ตน้ ปีบ
ภาพท่ี 2-173 ตน้ ปบี
2.3.35.1 ชอื่ วทิ ยำศำสตร์ : Millingtonia hortensis L.f.
130
2.3.35.2 ชือ่ วงศ์ : BIGNONIACEAE
2.3.35.3 ชือ่ สำมัญ : Cork tree, Indian cork
2.3.35.4 ชอื่ ทอ้ งถ่นิ
1) เตก็ ตองโพ่ (กะเหรยี่ ง-กำญจนบุร)ี
2) กำซะลอง กำสะลอง กำดสะลอง กำสะลองคำ (ภำคเหนอื )
3) ปบี กอ้ งกลำงดง (ภำคกลำง)
4) กำงของ (ภำคอีสำน)
2.3.35.5 ลกั ษณะของปีบ
1) ต้นปบี
เปน็ ไม้ยืนตน้ ขนำดเล็กถงึ ขนำดกลำง ลำต้นตรง มีควำมสูงประมำณ
5-10 เมตร เปลือกต้นเป็นสีเทำเข้มแตกเป็นร่องลึก มีช่องอำกำศ รำกเกิดเป็นหน่อ เจริญเป็นต้นใหม่
ได้ ขยำยพันธ์ุด้วยวิธีกำรนำเมล็ดมำเพำะ หรือใช้ต้นอ่อนท่ีเกิดจำกรำกรอบ ๆ ของต้นแม่ นำมำตัด
เป็นท่อนส้ัน ๆ แล้วนำมำปักชำในกระบะกรวยที่ผสมด้วยข้ีเถ้ำแกลบก็ได้ ปีบเป็นพันธ์ุไม้พ้นื เมืองของ
พม่ำและไทยท่ีขึ้นกระจัดกระจำยอยู่ทั่วไปตำมป่ำเบญจพรรณและป่ำดิบแล้งทำงภำคเหนือ ภำค
ตะวันตก และทำงภำคตะวันออกเฉยี งเหนอื
ภาพที่ 2-174 ลำตน้ ของต้นปีบ
2) ใบปบี
ลักษณะของใบเป็นใบประกอบแบบขนนก 3 ชั้น มีควำมกว้ำง
ประมำณ 13-20 เซนติเมตรและยำวประมำณ 16-26 เซนติเมตร ก้ำนใบยำว 3.5-6 เซนติเมตร ที่ตัว
ใบจะประกอบไปด้วยแกนกลำงยำวประมำณ 13-19 เซนติเมตร มีใบย่อย 4-6 คู่ กว้ำงประมำณ 2.5-
3 เซนติเมตรและยำวประมำณ 4-5 เซนติเมตร ลักษณะใบมีรูปร่ำงคล้ำยรูปหอกแกมรูปไข่ ปลำยใบ
เรียวแหลม ฐำนใบเปน็ รปู ลมิ่ ขอบใบหยกั เปน็ ซีห่ ยำบ ๆ เนอื้ ใบเกลย้ี งบำงคล้ำยกบั กระดำษ
131
ภาพท่ี 2-175 ใบของตน้ ปีบ
3) ดอกปีบ
ลักษณะดอกเป็นช่อกระจุกแยกแขนง มีควำมยำวประมำณ 10-25
เซนติเมตร ดอกย่อยจะประกอบไปด้วยกลีบเล้ียงสีเขียว ดอกมีกลิ่นหอม มีควำมกว้ำงประมำณ
0.5 เซนติเมตรและยำวประมำณ 6-10 เซนติเมตร เชื่อมกันเป็นหลอดปำกแตร แยกออกเป็น 5 แฉก
3 แฉกรูปขอบขนำน 2 แฉกลำ่ งค่อนขำ้ งแหลม มีเกสรตวั ผจู้ ำนวน 4 ก้ำน สองคู่จะยำวไม่เท่ำกัน และ
มเี กสรตัวเมยี จำนวน 1 กำ้ น อยเู่ หนือวงกลบี โดยดอกปบี จะออกดอกในช่วงเดือนพฤศจิกำยนถึงเดอื น
พฤษภำคม
ภาพที่ 2-176 ดอกต้นปบี
4) ผลปบี
ลักษณะเป็นผลแห้งแตก ผลแบนยำว ขอบขนำน มีเน้ือและเมล็ด
จำนวนมำก เปน็ แผ่นบำงมปี กี
132
2.3.35.6 ประโยชน์ของปีบ
1) ดอกนำมำตำกแห้งแล้วผสมกับยำสูบมวนบุหรี่ ใช้สูบทำให้ชุ่มคอ ทำให้
ปำกหอม และยงั มกี ลน่ิ ควนั บหุ รท่ี ี่หอมดีอีกดว้ ย
2) ดอกชว่ ยเพิม่ กำรหลัง่ นำ้ ดี (cholagogue) และเพิ่มรสชำติ
3) ดอกปบี นำมำตำกแห้ง นำมำชงใสน่ ้ำรอ้ นด่ืมเป็นชำก็ได้ โดยดอกปีบชงนี้
จะมกี ล่ินหอมละมุนออ่ น ๆ มีรสชำตหิ วำนแบบนมุ่ นวล ไมข่ ม แถมยังดีต่อสขุ ภำพอีกด้วย
4) สำรสกัดจำกใบที่สกัดด้วยเอทำนอลมีฤทธ์ิในกำรยับยั้งกำรเจริญเติบโต
ของคะน้ำ
5) เนื้อไม้ของต้นปีบมีสีขำวอ่อน สำมำรถเล่ือยหรือไสกบเพ่ือตกแต่งให้ข้ึน
เงำไดง้ ำ่ ย จึงเหมำะแกก่ ำรนำมำใช้ทำเปน็ เครื่องเรือน เครอ่ื งตกแต่งภำยในบ้ำนได้
6) เปลือกของต้นปีบ เม่ือก่อนสำมำรถนำมำใช้แทนไม้ก๊อกสำหรับทุกจุก
ขวดได้
7) ปีบเป็นไม้พุ่มมีใบและดอกสวย แถมยังมีกล่ินหอมอีกด้วย จึงสำมำรถ
ปลูกไว้ประดับสวน ปลูกเพื่อให้ร่มเงำในลำนจอดรถหรือริมถนนข้ำงทำง และท่ีสำคัญต้นไม้ชนิดนี้ยัง
ทนนำ้ ท่วมขังไดด้ ีอีกด้วย
8) ดอกปบี เป็นสัญลกั ษณ์ของพยำบำลไทย โดยควำมหมำยของตน้ ไม้ชนิดนี้
คือ เป็นต้นไม้ท่ีให้ควำมร่มร่ืนแก่ชีวิต ซ่ึงหมำยถึง “พยำบำล” และดอกปีบยังหมำยถึงยำอำยุวัฒนะ
ซึ่งเปรียบเสมือนพยำบำลที่ให้กำรดูแลรักษำและส่งเสริมสขุ ภำพแกค่ นทั่วไป ต้นปีบเป็นต้นไม้ท่ีโตเร็ว
เกิดขนึ้ ไดใ้ นปำ่ ทุกชนิด สำมำรถช่วยสร้ำงเสรมิ ธรรมชำตทิ ี่ชุบและดำรงชวี ิตใหแ้ ก่มวลมนษุ ยต์ ลอดกำล
เช่นเดียวกับพยำบำล ท่ีจะเป็นกำรบริกำรสุขภำพท่ีมีควำมจำเป็นต่อสังคมตลอดไป (ดอกปีบยังเป็น
ดอกไม้ประจำจังหวดั ปรำจนี บรุ แี ละมหำวิทยำลยั เทคโนโลยรี ำชมงคลล้ำนนำอกี ดว้ ย)
9) กำรปลูกต้นปีบเพ่ือควำมเป็นสิริมงคลแก่ผู้อยู่อำศัยภำยในบ้ำน เชื่อว่ำ
กำรปลูกไว้ประจำบ้ำนจะทำให้เก็บเงินเก็บทองได้มำกขึ้น และยังทำให้มีช่ือเสียงโด่งดังอีกด้วย โดย
ควรปลูกต้นปีบไว้ในทำงทิศตะวันตกและผู้ปลูกควรปลูกในเสำร์เพ่ือเอำเคล็ด แต่ถ้ำจะให้เป็นมงคล
มำกย่ิงขึ้น ผู้ปลูกควรเป็นผู้ที่เกิดในวันจันทร์ (ส่วนผู้อยู่อำศัยหำกเกิดวันจันทร์ด้วยแล้วจะยิ่งเป็นสิริ
มงคลย่ิงนัก) เพรำะปีบเป็นดอกไม้ประจำของนำงโครำคะเทวี ซ่ึงเป็นนำงประจำวันจันทร์ในธิดำของ
พระอนิ ทร์น่ันเอง
2.3.35.7 สรรพคุณของต้นปีบ
1) ดอกต้นปีบ นำมำใช้ประโยชน์ รักษำอำกำรหอบหืด รักษำไซนัสอักเสบ
เพิ่มกำรหลง่ั น้ำดี(cholagogue) และเพ่ิมรสชำติ นำมำทำยำสบู มวนบหุ ร่ี สูบทำใหช้ ุ่มคอ
2) ใบต้นบีบ นำมำใช้ประโยชน์ ขยำยหลอดลม ใชร้ กั ษำอำกำรหอบหืด
133
3) รำกตน้ ปีบ นำมำใชป้ ระโยน์ บำรุงปอด รกั ษำวณั โรค รกั ษำอำกำรหอบหืด
2.3.35.8 แหล่งทพี่ บ : สนำมบอล
2.3.36 ตน้ ขนนุ
ภาพท่ี 2-177 ต้นขนุน
2.3.36.1 ชอ่ื วิทยำศำสตร์ : Artocarpus heterophyllus Lam.
2.3.36.2 ช่ือวงศ์ : MORACEAE
2.3.36.3 ชอื่ สำมญั : Jackfruit Tree
2.3.36.4 ชอ่ื พื้นเมือง :
1) มะหนุน
2) หมกั หมี๊
3) หมำกลำ
2.3.36.5 ลักษณะของขนุน
1) ตน้ ขนุน
เป็นไม้ยืนต้นขนำดใหญ่ สูงประมำณ 15-30 เมตร ก่ิงและลำต้น
เม่ือมีแผลจะมีน้ำยำงสีขำวข้นไหลออกมำ ลกั ษณะของใบขนุน เป็นใบเด่ียวเรียงสลับ แผ่นใบเป็นรูปรี
ปลำยใบทู่ถึงแหลม โคนใบมน ใบหนำ ผิวด้ำนบนของใบจะมีสีเขียวเข้มเป็นมัน ส่วนผิวใบด้ำนล่ำงจะ
สำกมือ ใบขนนุ กว้ำงประมำณ 5-8 เซนตเิ มตร ยำวประมำณ 10-15 เซนติเมตร
134
ภาพท่ี 2-178 ลำตน้ ของต้นขนนุ
2) ดอกขนนุ
ออกเปน็ ช่อเชิงสดแยกเพศอยรู่ วมกนั เป็นชอ่ สเี ขียว อัดกนั แนน่ และ
อยู่บนต้นเดียวกัน โดยดอกเพศผู้จะออกตำมปลำยก่ิงหรือซอกใบ ซึ่งเรำจะเรียกว่ำ “ส่ำ” ส่วนดอก
เพศเมียจะออกตำมก่ิงใหญ่และลำต้น เมื่อติดผลดอกท้ังช่อจะเจริญร่วมกันเป็นผลรวมมีขนำดใหญ่
โดย 1 ดอกจะกลำยเปน็ 1 ยวง
ภาพที่ 2-179 ดอกของต้นขนุน
3) ผลขนนุ หรือ ลูกขนนุ
ลักษณะภำยนอกจะคล้ำย ๆ จำปำดะ (ซ่ึงเป็นวงศ์เดียวกัน) โดย
ลักษณะของลูกขนุน ในผลดิบเปลือกมีสีขำว หนำมทู่ ถ้ำกรีดจะมียำงเหนียว ถ้ำแก่เปลือกจะมีสี
น้ำตำลอ่อนอมเหลืองและหนำมจะป้ำนขึ้นด้วย ภำยในผลของขนุนจะมีซังขนุนหุ้มยวงสีเหลืองไว้
เมล็ดจะอยู่ในยวง โดยดอกขนุนจะออกดอกปีละ 2 คร้ัง คือในช่วงเมษำยน-พฤษภำคม และในช่วง
ธนั วำคม-มกรำคม
135
ภาพท่ี 2-180 ผลของตน้ ขนุน
2.3.36.6 ประโยชน์ของขนนุ
1) เม็ดขนนุ ชว่ ยบำรุงน้ำนม ขบั น้ำนม ทำให้นำ้ นมของแม่เพิ่มมำกข้นึ
2) ใช้หมักทำเหล้ำ (เนอ้ื หุม้ เมลด็ สกุ )
3) ชว่ ยแกอ้ ำกำรเมำสรุ ำ (ผลสกุ )
4) แก่นของต้นขนุน นำมำใช้ทำสีย้อมผ้ำได้ โดยจะให้สีน้ำตำลแก่ นิยม
นำมำใชย้ ้อมสจี ีวรพระ
5) สำ่ แหง้ ของขนุนนำมำใช้ทำเป็นชุดจดุ ไฟได้
6) เน้อื ไมข้ องตน้ ขนนุ สำมำรถนำมำใชท้ ำเฟอรน์ ิเจอร์และเคร่ืองดนตรไี ด้
7) เมลด็ และยวงสำมำรถนำมำรับประทำนเป็นอำหำรได้
8) เนื้อขนุนสุกนำมำรับประทำนเป็นผลไม้และทำเป็นขนมได้หลำยชนิด
เชน่ ใส่ในไอศกรมี ลอดช่อง กนิ กับขำ้ วเหนียวมนู นำไปอบแหง้
9) ขนุนอ่อนนิยมนำมำปรุงเป็นอำหำรรับประทำนเป็นผัก เช่น ใส่ในส้มตำ
ตำมะหนุน แกงขนุน ยำ ขนุนอบกรอบ เป็นต้น
2.3.36.7 สรรพคุณ
1) ยวงและเมลด็ - รบั ประทำนเปน็ อำหำร
2) แก่นขนุนหนังหรือขนุนละมุด - มีรสหวำนชุ่มขม บำรุงกำลังและโลหิต
ทำใหเ้ ลือดเย็น สมำน
3) ใบขนุนละมดุ - เผำให้เป็นถำ่ นผสมกับน้ำปูนใสหยอดหู แก้ปวดหู และหู
เปน็ นำ้ หนวก
4) ไส้ในของขนุนละมุด - รับประทำนแก้ตกเลือดทำงทวำรเบำของสตรีที่
มำกไปให้หยดุ ได้
136
5) แกน่ และเนอ้ื ไม้ – รบั ประทำนแกก้ ำมโรค
2.3.36.8 แหลง่ ทพ่ี บ : บำ้ นพกั ครู
2.3.37 ต้นมะฮอกกำนี
ภาพท่ี 2-181 ต้นมะฮอกกำนี
2.3.37.1 ชื่อวทิ ยำศำสตร์ : Swietenia mahogany (L.) Jacq.
2.3.37.2 ชอ่ื สำมัญ : Dominican mahogany
2.3.37.3 ช่ือพนื้ เมือง : มะฮอกกำนี
2.3.37.4 ลกั ษณะทั่วไป
1) ลำต้น
ไม้ต้นขนำดใหญ่ สูง 15-25 ม. ขนำดทรงพุ่ม 6-10 ม. ผลัดใบ
ทรงกระบอก ค่อนข้ำงแน่น ลำต้นเปลำตรง เปลือกต้น สีน้ำตำลหรือเทำอมดำ แตกเป็นร่องตำมแนว
ยำวและหลดุ ล่อนเปน็ แผ่น
2) ใบ
ใบประกอบแบบขนนกปลำยคู่ เรียงเวียนสลับ แกนกลำงใบ
ประกอบยำว 20-50 ซม. ใบย่อย 3-8 คู่ เรียงตรงข้ำม รูปรีแกมรูปขอบขนำน กว้ำง 2.5-6 ซม. ยำว
6-15 ซม. ปลำยใบเรียวแหลม โคนใบเบี้ยว ขอบใบเป็นคล่ืน แผ่นใบบำงแต่ค่อนข้ำงเหนียวและย่น
เปน็ ลอน สเี ขยี วเขม้ เปน็ มัน
137
ภาพที่ 2-182 ลำตน้ และใบของตน้ มะฮอกกำนี
3) ดอก
สีเหลืองอมเขียว มีกลิ่นหอม ออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนง ที่ซอก
ใบใกล้ปลำยก่ิง ช่อดอกตั้งยำว 10-15 ซม. กลีบเล้ียง 5 กลีบ สีเขียวอ่อนโคนเช่ือมติดกัน กลีบดอก 5
กลีบ รูปช้อน ปลำยมน ติดอยู่กบั หลอดเกสรตัวผู้โดยโคนกลบี เชอื่ มติดกนั เกสรเพศผู้ 8-10 อนั เชอื่ ม
ติดกัน เปน็ หลอด เส้นผำ่ นศูนย์กลำงดอก 0.7-1.2 ซม. ออกดอกเดือน พ.ค.-มิ.ย.
4) ผล
ผลแห้งแตก รูปไข่ กว้ำง 6-9 ซม. ยำว 14-18 ซม. เปลือกหนำ สี
น้ำตำลอมเหลือง เม่ือสุกมีสีน้ำตำลอมเทำ แตกจำกโคนเป็น 5 พู เมล็ดเป็นแผ่น มีปีกรูปรียำว ปลำย
ปกี บำง สีนำ้ ตำล หลำยเมลด็ ติดผล เดือน ก.ค.-ต.ค. ขยำยพันธุ์โดยกำรเพำะเมล็ด
ภาพท่ี 2-183 ดอกและผลของตน้ มะฮอกกำนี
2.3.37.6 ประโยชน์ของต้นมะฮอกกำนี
เนอ้ื ไม้มะฮอกกำนใี ชท้ ำเครื่องเรอื น เครอื่ งดนตรี และเครอ่ื งใชอ้ ื่นๆ
2.3.37.7 สรรพคุณของตน้ มะฮอกกำนี
138
เปลือกของต้นใช้ต้มเป็นยำสรรพคุณเจริญอำหำร มีสำรแทนนินมำก
รสฝำดใช้เป็นยำสมำนแผล ยำแก้ไอ เนื้อในฝักเป็นยำระบำย เนื้อในเมล็ดมีรสขมมำก ใช้เป็นยำแก้ไข้
จบั สน่ั ไขพ้ ิษและปวดศีรษะ ใบออ่ นและดอกรับประทำนได้
2.3.37.8 แหล่งทีพ่ บ : อำคำรชำ่ งเชอื่ มโลหะ
2.3.38 ตน้ อินทนลิ น้ำ
ภาพท่ี 2-184 ต้นอนิ ทนิลน้ำ
2.3.38.1 ชอื่ วทิ ยำศำสตร์ : Lagerstroemia speciosa (L.) Pers.
2.3.38.2 ชอ่ื วงศ์ : LYTHRACEAE
2.3.38.3 ช่ือสำมญั Queen’s flower, Queen’s crape myrtle, Pride of India,
Jarul
2.3.38.4 ชอ่ื พ้ืนเมือง :
1) ฉ่วงมู ฉ่องพนำ (กะเหร่ียง-กำญจนบุร)ี
2) ตะแบกดำ (กรงุ เทพฯ)
3) บำงอบะซำ (มลำยู-ยะลำ, นรำธวิ ำส)
4) บำเย บำเอ (มลำยู-ปัตตำนี)
5) อินทนลิ (ภำคกลำง, ใต)้
2.3.38.5 ลักษณะของอินทนิลนำ้
1) ต้นอนิ ทนิลนำ้
เป็นพันธุ์ไม้ท่ีมีถ่ินกำเนิดในประเทศไทย โดยจัดเป็นไม้ยืนต้นขนำด
กลำงถึงขนำดใหญ่ เจริญเติบโตเร็วหำกปลูกในท่ีเหมำะสม ต้นมีควำมสูงประมำณ 5-20 เมตร ลำต้น
เล็กและมักคดงอ แต่พอใหญ่ข้ึนจะเปลำ ตรง เป็นไม้ผลัดใบแต่ผลิใบใหม่ไว โคนต้นไม้ไม่ค่อยพบ
พูพอน มักมีกิ่งใหญ่แตกจำกลำต้นสูงเหนือจำกพื้นดินข้ึนมำไม่มำก จึงมีเรือนยอดท่ีแผ่กว้ำง เป็นพุ่ม
ลักษณะคล้ำยรูปร่มและคลุมส่วนโคนต้นเล็กน้อยเท่ำนั้น (ถ้ำเป็นต้นที่ข้ึนตำมธรรมชำติในป่ำมักจะมี
เรือนยอดคลุมลำต้นประมำณ 9/10 ส่วนของควำมสูงของต้น) ส่วนผิวเปลือกต้นอินทนลิ น้ำจะมีสีเทำ
139
หรือสีนำ้ ตำลอ่อน มกั จะมีรอยด่ำง ๆ เป็นดวงขำว ๆ อยู่ท่ัวไป ผิวเปลอื กจะค่อนข้ำงเรียบ ไม่แตกเป็น
ร่องหรือเป็นรอยแผลเป็น เปลือกมีควำมหนำประมำณ 1 เซนติเมตร ท่ีเปลือกในจะออกสีม่วง นิยม
ขยำยพันธุ์ด้วยวิธีกำรเพำะเมล็ด มักพบข้ึนตำมที่รำบลุ่มที่ชื้นแฉะทั่วไป รวมไปถึงบริเวณริมฝั่งแม่น้ำ
ลำห้วย หรือในป่ำเบญจพรรณชื้นและป่ำดงดิบของภำคเหนือ ภำคกลำง ภำคตะวันออก ภำค
ตะวันออกเฉยี งเหนือ และภำคใต้ แตจ่ ะพบได้มำกสุดตำมป่ำดงดิบทำงภำคใต้ และยงั พบในป่ำพรหุ รือ
ป่ำบึงในของภำคใต้อีกด้วย นอกจำกนี้ต้นอินทนิลน้ำยังเป็นพันธ์ุไม้ประจำจังหวัดระนองและจังหวัด
สกลนครอกี ด้วย
ภาพท่ี 2-185 ลำตน้ ของต้นอนิ ทนลิ น้ำ
2) ใบอินทนิลน้ำ
มใี บเปน็ ใบเดย่ี ว ออกตรงขำ้ มกันหรือออกเย้ืองกนั เล็กน้อย ลกั ษณะ
ของใบเป็นรูปทรงขอบขนำนหรือรูปขอบขนำนแกมรูปหอก มีควำมกว้ำงประมำณ 5-10 เซนติเมตร
และยำวประมำณ 11-26 เซนติเมตร ใบมีสีเขียว เนื้อใบค่อนข้ำงหนำและเกลี้ยงเป็นมันท้ังสองด้ำน
โคนใบบนหรือเบ้ียวเย้อื งกันเล็กน้อย ขอบใบเรียบหรือเปน็ คล่ืนเล็กน้อย ส่วนปลำยใบเรียวและเป็นต่ิง
แหลม มีเส้นแขนงใบประมำณ 9-17 คู่ เส้นโค้งอ่อนและจรดกับเส้นถัดไป บรเิ วณใกล้ ๆ ขอบของเส้น
ใบย่อยจะเห็นไมค่ ่อยชดั นัก กำ้ นใบยำวประมำณ 1 เซนตเิ มตร เกล้ยี งและไมม่ ีขน
ภาพที่ 2-186 ใบของต้นอินทนลิ นำ้
140
3) ดอกอินทนลิ น้ำ
ดอกใหญ่มีหลำยสี เช่น สีม่วงอมชมพู สีม่วงสด หรือม่วงล้วน ออก
ดอกรวมกันเป็นช่อใหญ่ตำมปลำยก่ิงหรือตำมง่ำมใบตอนใกล้ ๆ ปลำยกิ่ง มีควำมยำวถึง 30
เซนติเมตร ทส่ี ่วนบนสุดของดอกตมู จะมีตุ่มกลม ๆ เล็ก ๆ ตั้งอยู่ตรงกลำง ท่ผี ิวนอกของกลีบฐำนดอก
จะติดกันเป็นรูปถ้วยหรือรูปทรงกรวยหงำย จะมีสีสันนูนตำมยำวเห็ดชัด และมีเส้นขนสั้น ๆ ปกคลุม
อย่ปู ระปรำย ดอกอินทนิลนำ้ มกี ลีบดอกบำง ลักษณะเป็นรปู ชอ้ นท่ีมโี คนกลบี เป็นก้ำนเรียว ผวิ กลีบจะ
เป็นคล่ืน ๆ เล็กน้อย เม่ือดอกบำนเต็มที่จะมีรัศมีควำมกว้ำงประมำณ 5 เซนติเมตร และมีรังไข่กลม
เกล้ยี ง จะเร่ิมออกดอกได้เม่ือมีอำยุประมำณ 4-6 ปี
ภาพท่ี 2-187 ดอกของตน้ อินทนลิ นำ้
4) ผลอินทนลิ นำ้
ลักษณะเป็นรูปไข่เกล้ียง ๆ กว้ำงประมำณ 1.5-2 เซนติเมตรและ
ยำวประมำณ 2-2.6 เซนติเมตร ท่ผี ิวของผลอินทนิลจะเรียบ ไมม่ ีขนปกคลุม ผลมสี ีน้ำตำลแดง ผลเป็น
ผลแห้ง เม่ือแก่จะแยกออกเป็น 6 เส่ียง และจะเผยให้เห็นเมล็ดเล็ก ๆ ที่มีปีกเป็นครีบบำง ๆ ทำง
ด้ำนบน
ภาพท่ี 2-188 ผลของต้นอินทนลิ น้ำ
2.3.38.6 ประโยชนข์ องอนิ ทนิลน้ำ
141
1) นิยมปลูกไว้เป็นไม้ริมทำงและเป็นไม้ประดับ เนื่องจำกมีดอกและใบที่
สวยงำม ให้รม่ เงำและเจริญเติบโตเร็ว
2) ใบอ่อนนำมำตำกแดดใชช้ งเปน็ ชำไวด้ ม่ื ได้ ชว่ ยแก้เบำหวำนและชว่ ยลด
ควำมอ้วนได้อีกด้วย จนได้มีกำรนำไปแปรรูปเป็นสมนุ ไพรอินทนิลน้ำแบบสำเร็จรูปในรูปแบบแคปซูล
และแบบชงเป็นชำ
3) เนื้อไม้อินทนิลน้ำเป็นไม้ที่มีคุณค่ำทำงเศรษฐกิจท่ีสำคัญชนิดหนึ่ง
เพรำะมีเนื้อไม้ที่แข็งแรง เหนียว และทนทำน ตกแต่งขัดเงำได้ง่ำย โดยเนื้อไม้นิยมนำมำใช้ในกำร
กอ่ สร้ำงต่ำง ๆ ใช้ทำกระดำษ พื้น ฝำ รอด ตง กระเบื้องไม้มงุ หลังคำ คำนไม้ ไม้กั้น และส่วนประกอบ
อ่ืน ๆ และยังใช้ทำเรือใบ เรือแจว เรือเดินทะเล แจวพำยเรือ กรรเชียง ไถ รถ ซ่ีล้อ ตัวถังเกวียน ไม้
นวดข้ำว กระเดอื่ ง ครกสำก บอ่ น้ำ รอ่ งนำ้ กงั หันน้ำ หมอนรำงรถไฟ ถงั ไม้ ลกู หบี หีบศพ เปยี โน ฯลฯ
2.3.38.7 สรรพคุณของต้นอนิ ทนิลนำ้
1) ใบของอินทนิล จะมีรสจืด และขมฝำด นำใบไปต้มกับน้ำร้อน สำมำรถ
ช่วยลดนำ้ ตำลในเลือด รกั ษำเบำหวำน ชว่ ยขับปสั สำวะ ลดควำมดันโลหติ
2) เปลอื กของอนิ ทนิล จะมีรสขมฝำด นำไปต้มกับน้ำ สำมำรถใชล้ ดไข้ แก้
ทอ้ งเสยี
3) เมล็ดของอินทนิล จะมีรสขม สำมำรถนำไปใช้ แก้โรคเบำหวำน ช่วย
ผ่อนคลำย แกน้ อนไม่หลบั สบำย
4) แก่นของอินทนิล จะมีรสขม นำมำต้มกับน้ำดื่ม ใช้รักษำโรคเกี่ยวกับ
ทำงเดนิ ปัสสำวะ
5) รำกขิงอินทนิล จะมีรสขม สำมำรถนำมำใชร้ ักษำแผลในปำกได้
2.3.38.8 แหล่งทพี่ บ : อำคำรไฟฟ้ำ, โรงอำหำร
2.3.39 ตน้ จง๋ั
ภาพท่ี 2-189 ต้นจงั๋
2.3.39.1 ช่ือวทิ ยำศำสตร์: Rhapis excelsa (Thunb.) Henry
142
2.3.39.2 ชอ่ื วงศ:์ Arecaceae (PALMAE)
2.3.39.3 ชอื่ สำมญั : lady palm, Bamboo palm, Ground
2.3.39.4 ชือ่ พ้นื เมือง : จั๋งเชียงใหม่
2.3.39.5 ลักษณะของตน้ จงั๋
1) ลำต้น
ลำต้นจะข้ึนเป็นกอคล้ำยๆ กอไผ่ กอหน่ึงถ้ำปลูกในกระถำงก็จะอยู่
ที่ประมำณ 3 เมตร แต่ถ้ำปลูกลงดินต้นอำจจสูงได้ถึง 5 เมตร ลำต้นขนำดเท่ำหัวนิ้วโป้งหรืออำจจะ
ใหญก่ ว่ำนัน้ เล็กนอ้ ย แต่ใหญเ่ ตม็ ที่เส้นผ่ำศนู ยก์ ลำงลำตน้ ไมเ่ กนิ 2 นิว้
ภาพที่ 2-190 ลำต้นของต้นจ๋งั
2) ใบ
ใบประกอบรูปพัด เรียงสลับ กวำ้ งประมำณ 40 เซนติเมตร มใี บ
ย่อย 10-20 ใบ ขอบใบหยกั เว้ำถึงสะดือ ใบย่อยเรียวยำว กว้ำงประมำณ 2 เซนติเมตร ยำว 15-18
เซนตเิ มตร ปลำยใบแหลมอ่อนล่ลู ง โคนใบรูปลิม่ แผ่นใบสีเขียวเขม้ เปน็ มนั
ภาพที่ 2-191 ลำใบของตน้ จัง๋
3) ดอก
143
สขี ำวครีม ออกเป็นช่อแบบข่อแยกแขนงระหวำ่ งกำบใบ ดอกแยก
เพศอยูต่ ่ำงต้น ก้ำนช่อดอกมีขนปกคลมุ
ภาพท่ี 2-192 ดอกของตน้ จ๋ัง
4) ผล
ผลสดแบบมีเนอื้ เมลด็ เดยี ว สีเขียวอ่อนอมเหลืองมีขนำดเล็ก แต่
มกั ไมต่ ิดผล
ภาพท่ี 2-193 ผลของตน้ จัง๋
2.3.39.6 ประโยชน์ของตน้ จั๋ง
นยิ มนำไปจดั ตกแต่ง ประดบั ตำมอำคำร มมุ ต่ำงๆ ของห้อง ว่ำกันวำ่ เป็น
ตน้ ไม้ท่ีชว่ ยดูดสำรพิษหรือมลภำวะในห้องด้วย เหมำะกับออฟฟิศที่เปิดแอรเ์ ป็นประจำ ไม่ค่อยไดเ้ ปิด
ประตูหน้ำต่ำงถ่ำยเทอำกำศ หรือจะปลูกเป็นไม้ประดับในสวนท่ีเน้นโชว์ฟอร์มต้น หรือสวนท่ีไม่
ต้องกำรกำรดูแลมำกนัก หรืออำจจะปลูกเรียงกันเป็นแนวกำแพงพรำงสำยตำคนได้เพรำะทรงพุ่มใบ
แน่น
2.3.39.7 แหล่งท่ีพบ : อำคำรโรงแรมและท่องเที่ยว, อำคำรคหกรรมศำสตร์, อำคำร
วิทยำศำสตร์, อำคำรองคก์ ำรบรหิ ำรส่วนจังหวัด(อบจ.)
144
2.3.40 ตน้ เขม็
ภาพที่ 2-194 ตน้ เข็ม
2.3.40.1 ช่อื วทิ ยำศำสตร:์ Ixora chinensis Lamk. Ixora spp.
2.3.40.2 ชื่อวงศ์: RUBIACEAE
2.3.40.3 ช่อื สำมัญ : West Indian Jasmine
2.3.40.4 ชื่อพนื้ เมอื ง : เขม็
2.3.40.5 ลกั ษณะทวั่ ไป
1) ลำต้น
เป็นพรรณไมพ้ ุ่มขนำดเล็กถึงขนำดย่อม ลำต้นสูงประมำณ 3–5 ฟุต
จะแตกกิง่ ก้ำนสำขำออกแผ่เป็นพุ่ม ลำต้นเป็นต้นเดี่ยวหรือแตกกอแผส่ ำขำออกไปเป็นต้นต้นเล็กกลม
ขนำดเส้นรอบวงประมำณ 4-10 เซนติเมตรลำตน้ เรยี บสีน้ำตำลกิง่ ยอดมสี เี ขียวแตกกง่ิ ตรงขึ้นดำ้ นบน
ภาพที่ 2-195 ลำต้นของตน้ เขม็
2) ใบ
145
ใบของดอกเข็มแข็ง และเปรำะง่ำย มีสีเขียวสด ลักษณะใบมนรี
ปลำยใบแหลม โคนใบมน ใบจะออกเรียงสลบั กันคนละทิศทำง ลกั ษณะใบมีขนำดและรูปร่ำงแตกต่ำง
กันตำมชนิดพันธ์ุ
ภาพท่ี 2-196 ใบของต้นเข็ม
3) ดอก
ดอกออกเป็นช่อใหญ่ จะออกตรงส่วนยอดของต้น ในแต่ละช่อจะ
ประกอบด้วยดอกขนำดเล็กเป็นหลอด ตรงปลำยหลอดจะเป็นกลีบซ่ึงมอี ยู่ 4-5 กลีบ ปลำยกลบี แหลม
ลกั ษณะดอกและสีสรรแตกตำ่ งกันไป
ภาพท่ี 2-197 ดอกของตน้ เข็ม
4) ฝกั /ผล
เป็นผลกลม ผลอ่อนสเี ขียว ผลแก่สีดำ
146
ภาพท่ี 2-198 ผลของตน้ เข็ม
2.3.40.6 สรรพคุณ
1) รำก มรี สหวำนใช้รบั ประทำนแกโ้ รคตำ เจริญอำหำร
2) ใบ ใช้เป็นยำฆ่ำพยำธิ ดอกแก้โรคตำแดง ตำแฉะ ผลแก้โรคริดสีดวงใน
จมูก
3) เปลือก ใช้ตำคน้ั เอำนำ้ หยอดหูฆ่ำแมงคำเรอื งเขำ้ หู
2.3.40.7 แหล่งท่พี บ : ตึกอำนวยกำร, สนำมบอล
2.3.41 สำวนอ้ ยปะแปง้
ภาพท่ี 2-199 ต้นสำวน้อยประแปง้
สำวน้อยประแป้ง (Dumb cane) จัดเป็นไม้ประดับต้น และใบท่ีนิยมปลูกในกระถำง
สำหรับประดับในอำคำร และนอกอำคำร เน่ืองจำก แผ่นใบมีขนำดใหญ่ พื้นใบมีสีเขียว และประเป็น
ลำยดำ่ งด้วยสีขำวจนดแู ปลกตำ และสวยงำม แต่ทงั้ นี้ สำวน้อยประแป้ง ถือเป็นไมป้ ระดบั ท่ีทุกส่วนมี
สำรพิษท่ีอำจทำให้ถึงตำยได้ หำกรับประทำนเขำ้ ไป
2.3.41.1 ชอ่ื วิทยำศำสตร์ : Dieffenbachia sp.
2.3.41.2 ชื่อวงศ์ : Araceae
147
2.3.41.3 ชอื่ สำมัญ : Dumb cane
2.3.41.4 ช่อื ท้องถิ่น
1) สำวน้อยประแป้ง
2) ว่ำนหมืน่ ปี
3) ช้ำงเผือก
4) วำ่ นพญำค่ำง
5) อำ้ ยใบกำ้ นขำว
6) บ้วนมีแช
7) ว่ำนเจ้ำน้อย
8) มหำพรหม
9) อำ้ ยใบ
2.3.41.5 ลกั ษณะทำงพฤกษศำสตร์
1) ลำต้น
สำวน้อยประแป้ง มีลำต้นทั่วไปคล้ำยกับแก้วกำญจนำ/เขียวหม่ืนปี
ลำต้นทรงกลม ต้ังตรง และอวบน้ำ ผิวลำต้นมีสีเขียวสด และเป็นข้อถี่ที่เป็นวงสีขำวอันเกิดจำกจำก
รอยแผลของใบ ปลำยลำต้นแตกยอดอ่อนของใบทีละใบ ท้ังน้ี ต้นสำวน้อยประแป้งสำมำรถแตกหน่อ
เป็นลำตน้ ใหม่ทโี่ คนต้นได้
ภาพท่ี 2-200 ลำต้นของตน้ สำวน้อยประแปง้
2 ใบ
สำวน้อยประแป้ง เป็นพืชใบเล้ียงเดี่ยว ใบแตกออกเป็นใบเดี่ยวๆ
บริเวณปลำยยอดของลำต้น แต่ละใบเรียงสลับกันเป็นวงตำมควำมสูงของลำต้น ใบมีรูปไข่แกมขอบ
ขนำน กว้ำงประมำณ 15-25 เซนติเมตร ยำวประมำณ 30-60 เซนติเมตร โคนใบสอบแคบ ปลำยใบ
แหลม แผ่นใบ และขอบใบเรียบ แผ่นใบมีสีพ้ืนเป็นสีเขียว และเส้นกลำงใบสีเขียวอ่อนขนำดใหญ่
พร้อมมลี ำยประสีขำวกระจำยออกจำกเสน้ กลำงใบในแนวเฉียงบรเิ วณของเส้นใบยอ่ ย
148
ภาพที่ 2-201 ใบของต้นสำวนอ้ ยประแปง้
3) ดอก
ดอกสำวนอ้ ยประแป้งออกเปน็ ชอ่ ท่ปี ลำยยอด คล้ำยดอกหนำ้ วัว ตัว
ช่อดอกมีกำบหุ้มสีเขียวล้อมรอบ ด้ำนในกำบหุ้มบรรจุด้วยดอกขนำดเล็กสีขำวท่ีเรียงซ้อนกันแน่น
จำนวนมำก เมือ่ ดอกบำน กำบหมุ้ จะกำงออก จนมองเหน็ ช่อดอกทเี่ ป็นรปู ทรงกระบอกยำว
ภาพที่ 2-202 ดอกของตน้ สำวน้อยประแป้ง
4) ผล
ผลเจรญิ มำจำกดอก มีลักษณะเป็นเครือคล้ำยเครอื กล้วย แตไ่ ม่เป็น
หวี แต่จะเป็นผลแต่ละผลเรียงซ้อนกันแน่น ผลดิบมีสีเขียว ผลสุกมีสีแดง ด้ำนในเป็นเมล็ด รูปทรง
กลมถึงทรงรูปไข่
2.3.41.6 ประโยชนส์ ำวนอ้ ยประแปง้
1) สำวน้อยประแป้งนิยมปลูกเพื่อประดับต้น และใบเป็นหลัก เน่ืองจำก
แผ่นใบมีขนำดใหญ่ พื้นบีสีเขียว และมีลำยประสีขำวท่ัวใบ ซ่ึงดูแปลกตำ และสวยงำม ลำยประสขี ำว
น้ี ถอื เปน็ ที่มำของช่อื สำวน้อยประแป้ง
149
2) สำวน้อยประแป้งนอกจำกจะปลูกเพื่อประดับต้น และใบแล้ว ผู้ที่นิยม
ปลูกยังมีควำมเชอ่ื ว่ำ เป็นพรรณไม้ท่ีคอยให้โชคลำภ ช่วยคุ้มครองภัย และช่วยให้ผู้ปลูกมีอำยุยืนยำว
3) นำ้ ยำงจำกลำต้น ใบ และดอก ใชเ้ ปน็ ยำพิษเบอื่ สตั ว์ แตพ่ ึงระวัง หำกคน
กินอำจทำให้เสียชวี ติ ได้
2.3.41.7 สรรพคณุ สำวนอ้ ยประแป้ง
ทุกส่วนของสำวน้อยประแป้ง ยังไม่พบรำยงำน ทั้งในรูปเอกสำร และ
เนื้อหำในเว็บไซตท์ ีน่ ำมำใช้ในด้ำนสมุนไพร ทั้งนี้ อำจเนื่องจำก ทุกสว่ นมีสำรพษิ ทีเ่ ป็นอันตรำยถึงตำย
ได้ โดยเฉพำะกำรรบั ประทำนในปริมำณมำก
2.3.41.8 พษิ สำวนอ้ ยประแปง้
1) แคลเซียมออกซำเลท (calcium oxalate) มีสถำนะเป็นของแข็งเป็น
ผลึกรปู เข็ม พบของของเหลวละลำยในทุกสว่ นของสำวน้อยประแป้ง
2) สำรโปรตนี และเอนไซม์บำงชนดิ ที่สำมำรถย่อยสลำยโปรตนี ได้
อำกำรหลังได้รบั พษิ
3) เม่ือน้ำยำงสมั ผัสผิวหนัง สำรละลำยของผลึกแคลเซียมออกซำเลทจะทำ
ใหเ้ กดิ ผืน่ แดง และเกิดอำกำรคนั มำก
4) เมื่อน้ำยำงเข้ำสู่ทำงเดินระบบอำหำรด้วยกำรกลืนกิน สำรละลำยของ
ผลึกแคลเซยี มออกซำเลทจะทำให้เกิดอำกำรระคำยเคืองทำงเดินอำหำร รู้สึกปวดร้อน ท้ังในปำก ลิ้น
กระพุ้งแก้ม ลำคอ และทำงเดินระบบอำหำร เกิดอำกำรปวดบริเวณท้อง รวมถึงโปรตีน และเอนไซม์
บำงชนิดทีย่ อ่ ยโปรตีนได้จะเข้ำทำลำยเยื่อบใุ นช่องปำก ทำให้ปำก ลิ้น กระพงุ้ แกม้ และคอ เกิดอำกำร
บวมพอง เปน็ ตุ่มน้ำใสๆ ผู้ท่ีได้รบั พษิ จะกลืนน้ำลำย และอำหำรลำบำก รวมถงึ พดู ไมไ่ ด้ และหำกได้รับ
นำ้ ยำงมำกจะทำลำยระบบอวัยวะภำยในทำให้ถึงตำยได้
2.3.41.9 แหล่งทพี่ บ : อำคำรบญั ชี, บ้ำนพกั ครู
2.3.42 ต้นวำสนำ
150
ภาพที่ 2-203 ต้นวำสนำ
2.3.42.1 ชอ่ื วิทยำศำสตร์ : Dracaena fragrans (L.) Ker-GawI.
2.3.42.2 ชอ่ื วงศ์ : AGAVACEAE
2.3.42.3 ชื่อสำมัญ : Cape of Good Hope, Dracaena
2.3.42.4 ชื่อพนื้ เมือง : ประเดหวี มงั กรหยก (กรุงเทพฯ)
2.3.42.5 ลกั ษณะของต้นวำสนำ
1) ลำต้น
เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนำดกลำง ลำต้นมีควำมสูงประมำณ 4-10
เมตร ลำตน้ กลมต้นตรง ไมม่ กี ิง่ ก้ำน ลำต้นเป็นขอ้ ถ่ี ผวิ เปลือกลำตน้ มีสีนำ้ ตำล
ภาพที่ 2-204 ลำตน้ ของต้นวำสนำ
2) ใบ
151
เป็นใบเดี่ยวแตกออกจำกลำต้นส่วนยอดเรียงซ้อนกันเวียนรอบลำ
ต้นเป็นรูปวงกลม มีลักษณะใบ เรียวยำว ปลำยใบแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบเกล้ียงเป็นมันสีเขียว
ตวั ใบโคง้ งอ ขนำดใบกว้ำงประมำณ 3-6 เซนตเิ มตร ยำวประมำณ 20-40 เซนติเมตร
ภาพที่ 2-205 ใบของต้นวำสนำ
3) ดอก
ออกดอกเป็นช่อตรงส่วนยอดของลำต้นช่อดอกมีขนำดใหญ่เป็น
รูปทรงกลมชอ่ ดอกยำวดอกมีขนำดเล็กอยูร่ วมกนั เป็นกลุ่มดอกมีสขี ำวหรือเหลอื งอ่อน
ภาพท่ี 2-206 ดอกของต้นวำสนำ
2.3.42.6 ประโยชนข์ องตน้ วำสนำ
ต้นวำสนำเป็นไม้ยืนต้นขนำดเล็กถึงขนำดกลำง มีใบสวยงำม เวลำออก
ดอกจะมีกลิน่ หอมออ่ น ๆ นยิ มนำมำเป็นไมป้ ระดับประจำบ้ำน นอกจำกนคี้ นไทยโบรำณเช่อื ว่ำ หำก
ปลูกต้นวำสนำไว้ในบ้ำน และดูแลอย่ำงดี จนต้นวำสนำออกดอก จะช่วยให้คนในครอบครัวน้ันได้รับ
โชคลำภ ต้นวำสนำน้ีจัดเป็นไม้มงคลท่ีข้ึนชื่อ อีกทั้งยังมีชื่อต้นท่ีเป็นมงคล จึงเป็นต้นไม้ยอดนิยมที่
ใคร ๆ ต่ำงนยิ มปลกู เพอ่ื เสรมิ โชคลำภตำมควำมเชื่อนนั่ เอง
2.3.42.7 สรรพคุณ
1) ใบ แกป้ วดท้อง
152
2) รำก บรรเทำอำกำรปวดในกำรคลอดบตุ ร
2.3.42.8 แหล่งทพ่ี บ : อำคำรบญั ชี, โรงยมิ ,อำคำรกำรตลำด, อำคำรตึกอำนวยกำร
2.3.43 วำ่ นหำงจระเข้
ภาพที่ 2-207 วำ่ นหำงจระเข้
2.3.43.1 ชื่อวิทยำศำสตร์ : Aloe vera (L.) Burm.f.
2.3.43.2 ชอื่ วงศ์ : Asphodelaceae
2.3.43.3 ช่ือสำมญั : Star cactus, Aloe, Aloin, Jafferabad, Barbados
2.3.43.4 ชอื่ อน่ื : หำงตะเข้ (ภำคกลำง) ว่ำนไฟไหม้ (ภำคเหนอื )
2.3.43.5 ลักษณะของวำ่ นหำงจระเข้
1) ลำตน้
ไม้ล้มลกุ อำยุหลำยปี สูง 0.5-1 เมตร ลำตน้ เปน็ ขอ้ ปลอ้ งสนั้
2) ใบ
เป็นใบเด่ียว ออกเรียงเวียนรอบต้น ใบหนำและยำว โคนใบใหญ่
ส่วนปลำยใบแหลม ขอบใบเป็นหนำมแหลมห่ำงกัน แผ่นใบหนำสีเขียว มีจุดยำวสีเขียวอ่อน อวบน้ำ
ขำ้ งในเปน็ วนุ้ ใสสีเขยี วออ่ น
ภาพที่ 2-208 ใบของวำ่ นหำงจระเข้
153
3) ดอก
ออกเป็นช่อกระจะทป่ี ลำยยอด กำ้ นชอ่ ดอกยำว ดอกสีแดงอม
เหลอื ง โคมเช่อื มติดกนั เปน็ หลอด ปลำยแยกเป็น 6 แฉก เรียงเป็น 2 ชัน้ รูปแตร ผล เปน็ ผบแหง้ รปู
กระสวย
ภาพท่ี 2-209 ดอกของวำ่ นหำงจระเข้
คำว่ำ “อะโล” (Aloe) มำจำกภำษำกรีกโบรำณทหี่ มำยถึงว่ำนหำงจระเข้ ซ่ึง
เปน็ คำที่แผลงมำจำกคำว่ำ “Allal” ในภำษำยวิ ที่มคี วำมหมำยว่ำฝำดหรือขม เพรำะเม่ือคนได้ยินคำนี้
ก็จะนึกถึงว่ำนหำงจระเข้น่ันเอง ว่ำนหำงจระเข้ปกติแล้วเป็นพืชที่ข้ึนในเขตร้อนและภำยหลังได้แพร่
ขยำยพันธุ์ไปสู่เอเชียและยุโรป จนทุกวันน้ีว่ำนหำงจระเข้ก็เป็นที่นิยมของทั่วโลกไปแล้ว โดยว่ำนหำง
จระเข้จะมีมำกมำยกว่ำ 300 สำยพันธ์ุ ซึ่งมีตั้งแต่ขนำดเล็กกว่ำ 10 เซนติเมตรไปจนถึงสำยพันธุ์ที่มี
ขนำดใหญ่ ลักษณะพิเศษของว่ำนหำงจระเข้ก็คือ มีใบแหลมคล้ำยเข็ม มีเน้ือหำและในเน้ือมีน้ำเมือก
เหนยี ว
2.3.43.6 ประโยชนข์ องว่ำนหำงจระเข้
1) น้ำว่ำนหำงจระเข้ สำมำรถช่วยต่อต้ำนอนุมูลอิสระ มีส่วนช่วยชะลอ
ควำมแก่ชรำ และช่วยเสรมิ สร้ำงภูมิค้มุ กนั โรคได้อกี ด้วย
2) ว่ำนหำงจระเข้อุดมไปด้วยวิตำมินและแร่ธำตุ รวมไปถึงกรดอะมิโนอีก
หลำยชนิดที่จำเป็นและมีประโยชน์ต่อร่ำงกำย เช่น ธำตุแมกนีเซียม ธำตุโพแทสเซียม ธำตุทองแดง
ธำตแุ มงกำนสี ธำตุซีลเี นยี ม ธำตุโครเมยี ม วิตำมนิ เอ วติ ำมินซี วติ ำมอิ ี วิตำมนิ บี 1 วิตำมนิ บี 2 วิตำมิน
บี 3 วิตำมนิ บี 6 วติ ำมนิ บี 9 โคลนี และยังเปน็ พืชเพยี งไม่กช่ี นิดท่ีมีวติ ำมนิ บี 12 ดว้ ย
3) ชว่ ยในกำรย่อยอำหำร ทำควำมสะอำดลำไส้ใหญ่ ช่วยในกำรดีท็อกซ์ลำ้ ง
สำรพิษในร่ำงกำย ช่วยในกำรทำงำนของระบบกระเพำะอำหำร และชว่ ยลดปริมำณของเชอ้ื แบคทีเรีย
ในลำไส้
154
4) จำกวำรสำรแพทย์อังกฤษตีพิมพ์ในปี 2000 (British medical journal)
ระบุว่ำสำรสกัดจำกว่ำนหำงจระเข้สำมำรถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ช่วยควบคุมควำมดันโลหิต
และเพิม่ กำรไหลเวียนของโลหิต และอำจจะมีควำมเป็นไปได้ว่ำมันสำมำรถช่วยลดควำมเส่ยี งของกำร
เกดิ โรคหวั ใจได้อกี ด้วย
5) ชว่ ยป้องกันและแกอ้ ำกำรเมำรถเมำเรือ ด้วยกำรรับประทำนเน้ือวุ้นว่ำน
หำงจระเขห้ รอื ีนำ้ ว่ำนหำงจระเข้เย็น ๆ กจ็ ะช่วยบรรเทำอำกำรดงั กล่ำวได้
6) กำรใช้วุ้นว่ำนหำงจระเข้ทำเป็นประจำวันละ 2-4 ครั้ง จะช่วยป้องกัน
และลดควำมเส่ียงของกำรเกิดโรคมะเร็งผิวหนงั
7) ช่วยบำรุงผิวพรรณ ช่วยทำให้ผิวพรรณเนียนนุ่ม ดูชุ่มชื้น แก้ปัญหำผิว
แห้งกร้ำนตำมหัวเข่ำ, ข้อศอก หรือส้นเท้ำได้ เพียงแค่ใช้วุ้นจำกใบว่ำนหำงจระเข้แช่ในอ่ำงอำบน้ำ ใน
ระหว่ำงอำบให้ใช้เนื้อวุ้นถูตำมส่วนต่ำง ๆ ของร่ำงกำยที่ต้องกำร หำกทำเป็นประจำก็จะช่วยทำให้
ผิวพรรณของคุณเนยี นนมุ่ ชื่นชนื้ และเตง่ ตงึ ได้
8) ช่วยเติมน้ำให้ผิว ทำให้ผิวหน้ำและผิวกำยชุ่มชื้น และป้องกันกำรเกิดร้ิว
รอยแห่งวัย เพียงแค่ใช้วุ้นจำกใบว่ำนหำงจระเข้นำมำพอกให้ทั่วบริเวณใบหน้ำหรือบริเวณผิวที่
ต้องกำร ท้ิงไว้ประมำณ 15 นำทแี ล้วลำ้ งออก จะชว่ ยทำใหผ้ ิวพรรณช่มุ ชน้ื สดใสและดเู ต่งตงึ ขึ้น
9) ว่ำนหำงจระเข้รกั ษำสวิ ยบั ยั้งกำรติดเชอ้ื ที่เป็นสำเหตุของสิว ช่วยลดรอย
ดำจำกสวิ และช่วยลดควำมมันบนใบหนำ้ เพรำะในใบว่ำงหำงจระเข้จะมฤี ทธิ์เปน็ กรดออ่ น ๆ (ไม่แนะ
ให้ใช้กับสิวอักเสบ เพรำะจะทำใหเ้ กดิ กำรตดิ เชื้อไดง้ ่ำย)
10) ชว่ ยรกั ษำจดุ ดำ่ งดำตำมผิวหนงั อันเนื่องมำจำกแสงแดดหรือจำกอำยุที่
มำกข้ึน ด้วยกำรใช้วุ้นจำกใบสดนำทำที่ผิววันละ 2 คร้ังหลังอำบน้ำ และต้องทำอย่ำงต่อเน่ือง
สมำ่ เสมอจึงจะเห็นผล
2.3.43.7 สรรพคุณทำงยำของว่ำนหำงจระเข้
1) ทำนเนื้อวุ้นว่ำนหำงจระเขค้ รงั้ ละ 1-2 ช้อนโตะ๊ วนั ละ 3 ครั้งเปน็ ประจำ
ทุกวันจะชว่ ยบรรเทำอำกำรปวดตำมขอ้ ให้ดขี ึ้นกว่ำเดมิ
2) นำวนุ้ ว่ำนหำงจระเข้มำรกั ษำแผลสด แผลจำกกำรโดนของมคี ม และแผล
ทรี่ ิมฝีปำก โดยนำวุ้นมำแปะตรงบริเวณแผลใหม้ ดิ ชิด ตำมดว้ ยกำรใช้ผ้ำมำปดิ ทบั ไว้
3) ช่วยรักษำแผลถลอกและจำกกำรถูกครูด ซึ่งแผลประเภทน้ีจะให้ควำม
เจ็บปวดอย่ำงมำก ดังนั้นจึงควรใช้วุ้นว่ำนหำงจระเข้มำทำแผลแต่เพียงเบำๆ โดยเร่ิมจำกวันแรกควร
ทำบอ่ ยๆ เพอ่ื เป็นกำรสมำนแผล ทำให้แผลหำยเร็วข้นึ อีกทั้งยังไม่ทำให้มีอำกำรเจ็บแผลมำก
155
4) นำว่ำนหำงจระเข้มำฝำนบำงๆ แล้วนำไปแปะไว้ที่แผลไฟไหม้ แผลจำก
กำรโดนน้ำร้อนลวก จะช่วยบรรเทำอำกำรปวดของแผลได้ ท้ังนี้ยังช่วยทำให้แผลหำยเร็วข้ึน และยัง
ช่วยในกำรดบั พิษร้อน เพือ่ บรรเทำอำกำรปวดแสบปวดรอ้ นได้
5) วุ้นว่ำนหำงจระเข้ช่วยทำให้แผลเป็นจำงลงได้เร็ว อีกทั้งยังสำมำรถ
ปอ้ งกันไมใ่ ห้เกดิ รอยแผลเป็นบนผิวได้ด้วย
6) มีส่วนช่วยรักษำตำปลำและฮ่องกงฟุต โดยกำรใช้วุ้นจำกใบว่ำนหำง
จระเข้มำล้ำงให้สะอำด จำกน้ันนำมำปิดไว้ตรงบริเวณที่เป็น และควรหม่ันเปลี่ยนวุ้นว่ำนหำงจระเข้
บอ่ ยๆ จนกว่ำจะดีขึ้น
7) นำวุน้ วำ่ นหำงจระเข้มำทำลงบนผวิ กอ่ นออกไปเผชิญกับแสงแดด จะชว่ ย
ป้องกันผิวจำกอันตรำยของแสงแดดได้ แถมยังช่วยรักษำควำมชุ่มชื้นให้ผิวหนัง ไม่ให้เกิดปัญหำผิว
แห้งกร้ำนไดอ้ กี เชน่ กัน
8) นำวุ้นว่ำนหำงจระเข้มำทำผิวบ่อยๆ จะช่วยรักษำอำกำรผิวหนังไหม้จำก
แสงแดด ผิวหนงั ไหม้จำกกำรฉำยรังสี หรอื จำกกำรเป็นแผลเรื้อรงั ที่เกิดจำกกำรฉำยรังสีได้เชน่ กนั
9) รกั ษำฝ้ำดว้ ยกำรนำวุน้ จำกใบว่ำนหำงจระเขม้ ำรกั ษำใหจ้ ำงลงได้
วุน้ ของว่ำนหำงจระเขช้ ่วยรักษำโรคสะเกด็ เงิน ซง่ึ มันจะช่วยลดกำรตกสะเกด็ และลดอำกำรคันของโรค
ดังกลำ่ วได้
10) รับประทำนเนื้อวุ้นว่ำนหำงจระเข้ จะช่วยป้องกันโรคเบำหวำนได้เป็น
อยำ่ งดี ซ่ึงสำมำรถนำวุ้นมำทำเป็นเครือ่ งดืม่ ด้วยกำรป่ันวุ้นก็ได้เชน่ กัน
11) ว่ำนหำงจระเข้จะช่วยแก้อำกำรปวดศีรษะได้ เพียงตัดใบสดของว่ำน
หำงจระเข้ จำกน้ันทำปูนแดงด้ำนหน่ึง แล้วจึงนำเอำด้ำนที่ทำปูนไปปิดตรงขมับ วิธีน้ีจะช่วยบรรเทำ
อำกำรปวดศีรษะได้เป็นอยำ่ งดี
12) วุ้นว่ำนหำงจระเข้มีส่วนช่วยรักษำแผลในกระเพำะอำหำร ช่วยป้องกัน
กำรเกิดแผลในกระเพำะในขณะท่ีท้องว่ำง และช่วยรักษำโรคที่เกี่ยวกับระบบทำงเดินอำหำรด้วย
เชน่ กนั
13) นำว่ำนหำงจระเข้มำปอกเปลือกเอำแต่วุ้น แล้วนำมำทำนวันละ 2 ครั้ง
ครงั้ ละ 2 ชอ้ นโตะ๊ จะช่วยรกั ษำกระเพำะลำไส้อกั เสบ
14) ในส่วนของเปลือกว่ำนหำงจระเข้นั้นจะมีน้ำยำงสีเหลือง ซึ่งในน้ำยำง
น้ันจะมีสำรท่ีเรียกว่ำสำรแอนทรำควิโนน ซ่ึงเป็นสำรท่ีมีฤทธ์ิเป็นยำระบำย ดังน้ันเม่ือนำน้ำยำงไป
เคี่ยวจนน้ำมันระเหยออกมำ จำกน้นั พักไว้ให้เย็น จะได้สำรสีดำหรือที่เรียกว่ำยำดำ ซึ่งยำตัวน้ีจะเป็น
ยำท่ีอยใู่ นตำรับยำแผนโบรำณทใี่ ช้เปน็ ยำระบำยอยู่ในหลำยตำรำ
156
15) เอำยำงจำกวำ่ นหำงจระเข้มำเคย่ี วให้งวด จำกนนั้ พักไว้ใหเ้ ยน็ จะได้กอ้ น
ยำสีดำ หลังจำกนั้นตักมำประมำณ 1 ช้อนชำ แล้วเติมน้ำเดือดประมำณ 1 ถ้วย คนจนละลำย นำมำ
ทำนกอ่ นนอน จะชว่ ยรักษำอำกำรทอ้ งผูกไดด้ ี
16) กำรใช้เนื้อวุ้นว่ำนหำงจระเข้ที่ผ่ำนกำรเหลำให้เป็นปลำยแหลมเพียง
เล็กน้อย จำกน้ันนำไปแช่ตเู้ ย็นไว้เพ่ือให้วุ้นแข็งตัว แล้วนำไปเหน็บในช่องทวำรหนัก จะชว่ ยรกั ษำโรค
ริดสีดวงได้ ทัน้ คี้ วรทำเปน็ ประจำวันละ 1-2 ครัง้ จนกวำ่ โรคดังกลำ่ วจะหำย
17) ในส่วนของรำกและเหง้ำของว่ำนหำงจระเข้นั้นจะมีส่วนช่วยในกำรแก้
อำกำรหนองใน ช่วยแกม้ ตุ กดิ หรือท่หี ลำยคนรูจ้ กั ในอกี ช่ือคือระดูขำวของสตรี
2.3.43.8 แหลง่ ที่พบ : บำ้ นพกั คร,ู อำคำรชำ่ งเชอ่ื มโลหะ
2.3.44 ซองออฟอนิ เดยี
ภาพที่ 2-210 ซองออฟอนิ เดยี
2.3.44.1 ช่ือวิทยำศำสตร:์ Dracaena reflexa Lam. ‘Sons of India’
2.3.44.2 ชื่อวงศ:์ ASPARAGACEAE
2.3.44.3 ช่อื สำมญั : Song of India
2.3.44.4 ชือ่ พน้ื เมือง : ซองออฟอนิ เดยี
2.3.45.5 ลักษณะของตน้ ซองออฟอินเดยี
1) ลำตน้
ไมพ้ ุ่มขนำดกลำง ลำต้นกลม ทรงพุ่มทบึ บริเวณยอด แตกก่ิงตำมข้อ
แตกหน่อ จำกโคนตน้ กิง่ อ่อนโน้มลงเล็กน้อย เปลอื กสีน้ำตำลอมเทำ
157
ภาพที่ 2-211 ลำต้นของซองออฟอินเดีย
2) ใบ
ใบเด่ียว เรียงเวียนสลับถ่ีๆ ท่ีปลำยก่ิง ใบรูปใบหอกกว้ำง 1.5-2
เซนตเิ มตร ยำว 5-8 เซนตเิ มตร ปลำยใบแหลม โคนใบเปน็ กำบหุ้มลำตน้ ขอบใบเรียบ ผวิ ใบด้ำนบนสี
เขียว ขอบใบเป็นสเี หลือง
ภาพท่ี 2-212 ใบของซองออฟอนิ เดยี
3) ดอก
สขี ำวนวล ออกเป็นชอ่ แบบชอ่ กระจะที่ปลำยกง่ิ โคนกลีบดอกเชอื่ ม
ติดกันเปน็ หลอด ยำว ประมำณ 0.5 เซนตเิ มตร ไมพ่ บวำ่ มดี อกในประเทศไทย
ภาพที่ 2-213 ดอกซองออฟอินเดยี
158
4) ผล
ผลสด คอ่ นข้ำงกลม เมื่อสุกสแี ดงอมสม้ มีหลำยเมล็ด
ภาพท่ี 2-214 ผลของซองออฟอินเดีย
2.3.44.6 กำรใช้ประโยชน์
นิยมปลูกเดี่ยว ๆ เปน็ ไม้ประดับสวนหยอ่ ม หรอื ตำมมุมอำคำร
2.3.44.7 แหลง่ ทพ่ี บ : สนำมบอล
2.3.45 ต้นหกู ระจง
ภาพท่ี 2-215 ตน้ หูกระจง
ต้นหูกระจง หรือ แผ่บำรมี (Terminalia ivorensis Chev.) เป็นไม้ท่ีมีกำรเจริญเติบโต
เร็ว และมีอำยุยืน สำหรับในประเทศไทยพบต้นหูกระจงอยู่ทั้งหมด 3 สำยพันธุ์ คือ หูกระจงธรรมดำ
หกู ระจงหนำม และหูกระจงแคระ ท้งั น้ี หูกระจงธรรมดำเป็นพันธุ์ที่ได้รับควำมนิยม ในกำรซื้อไปปลูก
เป็นไม้ประดับมำกท่ีสุด ทั้ง ๆ ท่ีหูกระจงหนำมมีทรงพุ่มท่ีสวยกว่ำ และใบของต้นหูกระจงหนำมจะ
เป็นเงำ และแน่นกว่ำเหมำะที่จะปลูกเป็นไม้กระถำง เหตุผลท่ีสำคัญท่ีคนสนใจปลูกต้นหูกระจงหนำม
159
ไม่มำก เนื่องจำกควำมเชื่อเรื่องหนำมทไ่ี มเ่ ป็นมงคลต่อผู้ปลูก สำหรบั หูกระจงแคระ เป็นหูกระจงท่ีหำ
ยำกกวำ่ หกู ระจงสำยพันธุ์อื่น
2.3.45.1 ชอ่ื วทิ ยำศำสตร์ : Terminate ivorensis A. Chev.
2.3.45.2 ชอื่ วงศ์ : COMBRETACEAE
2.3.45.3 ช่ือสำมัญ : Ivory Coast almond, Black Afara, Idigbo (Nigeria),
Emeri (Ghana), Framire (Ivory Coast) Black afara
2.3.45.4 ชื่อพ้นื เมือง
1) หกู วำงแคระ
2) แผบ่ ำรมี
2.3.45.5 ลกั ษณะของตน้ หูกระจง
1) ต้นหูกระจง
ไม้ต้นขนำดใหญ่ สูง 15-20 ม. ขนำดทรงพุ่ม8-10 ม. ผลัดใบ ทรง
พ่มุ แผ่เปน็ ช้ันๆหนำทึบ แตกกิ่งต้ังฉำกกับลำต้น เม่ือต้นโตเต็มทป่ี ลำยก่ิงจะลูล่ ง เปลอื กต้นสีน้ำตำล มี
รอยแตกเป็นรอ่ ง ตำมแนวยำว สนี ำ้ ตำลอมเหลอื งและมรี อยด่ำงขำวทว่ั ทัง้ ลำต้น
ภาพท่ี 2-216 ลำต้นของตน้ หกู ระจง
2) ใบ
ใบเดีย่ ว เรยี งเวยี นสลับถี่ที่ปลำยกิ่ง รูปไข่กลับ กวำ้ ง 1 -1.5ซม. ยำว
1.5-3 ซม. ปลำยใบเป็นติ่งแหลม โคนใบ สอบแคบ เว้ำ และมีตอ่ ม 1 คู่ ขอบใบเรยี บแผ่นใบหนำและ
เหนยี วสเี ขียวเรียบเปน็ มนั ใบออ่ นสนี ้ำตำลอมเขียวกำ้ นใบยำวประมำณ 0.4 ซม.
160
ภาพที่ 2-217 ใบของตน้ หูกระจง
3) ดอก
สีขำว ออกเป็นช่อแบบช่อเชิงลดที่ซอกใบใกล้ปลำยกิ่ง ช่อดอกมี
ลักษณะเป็นแท่ง โคนกลีบเล้ียงเช่ือมตดิ กัน ปลำยแยกเป็น 5 แฉก รปู สำมเหล่ียม ไม่มีกลีบดอก ดอก
เพศผอู้ ยปู่ ลำยช่อ ดอกสมบูรณ์เพศอยูบ่ รเิ วณโคนชอ่ เกสรเพศผู้ 10 อัน
ภาพท่ี 2-218 ดอกของตน้ หูกระจง
4) ผล
ผลสดแบบมีเนื้อเมล็ดเดียว รูปไข่หรือรูปรีป้อมและแบนเล็กน้อย
กว้ำง 2-5 ซม. ยำว 3-7 ซม. สีเขียว เม่ือสุกสีเหลืองอมเขียวมีเน้ือ และช้ันหุ้มเมล็ดค่อนข้ำงแข็งและ
เหนยี ว เมลด็ รูปรี สีนำ้ ตำลออกดอกติดผลเกอื บตลอดทัง้ ปี ขยำยพันธโุ์ ดยกำรเพำะเมล็ดและตอนกง่ิ
161
ภาพท่ี 2-219 ผลของต้นหูกระจง
2.3.45.6 ประโยชนข์ องต้นหูกระจง
กำรใชป้ ระโยชน์ ตน้ หกู ระจงเปน็ ไม้ทม่ี ีลกั ษณะเปน็ ทรงพุ่ม จงึ นิยมนำมำ
ปลูกเพื่อตกแต่งสวน หรอื ใช้ประดับรมิ ถนน ตลอดจนเกำะกลำงถนนเน่อื งจำกเป็นไม้ท่ีใหร้ ่มเงำ ทำให้
บริเวณบ้ำนมีควำมร่มรื่น ช่วยบังแดดได้ดี นอกจำกน้ียังมคี วำมเช่ือเร่อื งกำรเสริมบำรมีให้คนในบ้ำนมี
แต่ควำมสขุ ควำมเจริญย่ิงขน้ึ อีกด้วย
2.3.45.7 แหลง่ ทีพ่ บ : อำคำรชำ่ งยนต์
2.3.46 ตน้ แสงจันทร์
ภาพที่ 2-220 ต้นแสงจันทร์
2.3.46.1 ชื่อวทิ ยำศำสตร์ : Pisonia grandis R. Br.
2.3.46.2 ชือ่ วงศ์ : NYCTAGIMACEAE
2.3.46.3 ชอ่ื สำมญั : Lettuce Tree
2.3.46.4 ชื่อพ้ืนเมือง :
1) บำนดึก
2) ดอกพระจนั ทร์
3) แสงนวลจนั ทร์