12
ภาพท่ี 2-5 ใบของต้นตีนเป็ด
3) ดอก
ดอก ออกเป็นดอกช่อ ออกดอกเป็นช่อตำมปลำยก่ิง มีก้ำนดอกหลัก
ยำว 3-8.5 เซนติเมตร ก้ำนดอกย่อยยำว 1 มม. ดอกมีขนำดเล็ก ที่เป็นกลีบดอกรูปไข่ มีหยักเว้ำ
ขนำด 1-1.9 x 1.5-2.3 มม. สีขำวหรือเหลอื งอมเขียว ปลำยดอกอำจแหลม และแบบมน มีขนนุ่มปก
คลุม ปำกท่อด้ำนในดอกมีขนยำวปุกปุย เกสรตัวผู้อยู่บริเวณกลำงวงท่อกลีบดอก อับเรณูเกสรตัวผู้มี
ขนนุ่มปกคลุม ยำว 1.1-1.5 มม. เกสรตัวเมียมีขนำด 2.8-5.2 มม. ดอกเริ่มบำนประมำณ
เดือนตุลำคม-ธันวำคม เมื่อดอกบำน 1-2 วัน จะส่งกลิ่นหอมแรงมำก หำกดมมำกบำงคนอำจวิงเวียน
ศรีษะได้
ภาพที่ 2-6 ดอกของตน้ ตนี เปด็
4) ผล
ผลออกเป็นฝัก มีลักษณะกลมยำว สีขำวอมเขียว ออกเป็นคู่ มีผิวฝัก
เกลี้ยง หย่อนห้อยลงด้ำนล่ำง ขนำดเสน้ ผำ่ ศูนย์กลำง 2-5 ซม. ยำว 30-40 ซม. ปลำยผลมีลักษณะมน
กลม ฝักแก่มีสีเทำน้ำตำล และแตกตำมตะเข็บ 2 ซีกซ้ำย-ขวำ ภำยในฝักมีเมล็ดจำนวนมำกรูปทรง
13
บรรทัด ยำวประมำณ 7 มม. มีขนยำวอ่อนนุ่มเป็นกระจุกที่ปลำยทั้งสองข้ำง สำหรับพยุงลอยตำมลม
ฝักแห้ง 1 กิโลกรัม จะมีจำนวนฝักประมำณ 260 ฝัก หลังจำกดอกบำนจะเริ่มติดฝักประมำณเดือน
มกรำคม และฝกั แตกออกในชว่ งเดือนกมุ ภำพันธ์-พฤษภำคม
2.3.1.7 ประโยชน์ตีนเป็ด/พญำสัตบรรณ
1) พญำสตั บรรณเป็นพชื ท่ีมีฤทธ์ิทำงอลั ลโี ลพำธี (Allelopathy) สำรสกัดจำก
ใบพญำสตั บรรณสำมำรถช่วยยับยั้งกำรเจริญเตบิ โตของต้นคะนำ้ สว่ นสำรสกดั จำกเปลือกของลำต้นก็
จะชว่ ยยับย้งั กำรเจริญเตบิ โตของขำ้ วโพด ข้ำว ถว่ั เขียวผิวดำ ถ่วั เขยี วผวิ มัน และคะน้ำได้
2) เนอื้ ไม้สำมำรถนำไปทำทุ่นของแหและอวนได้ (ในบอร์เนียว)
3) เนือ้ ไม้หยำบ อ่อน แต่เหนียว สำมำรถใชท้ ำหบี ใสข่ อง หบี ศพ ทำโต๊ะ เก้ำอ้ี
ฝักมีดของเลน่ สำหรบั เดก็ รองเท้ำไม้ หรือไมจ้ ้มิ ฟันได้
4) เนื้อไม้ ใช้ทำฟืน หรือนำใช้ทำโครงสร้ำงส่วนต่ำง ๆ ของบ้ำน เช่น
เสำบำ้ น เป็นตน้
5) สำรสกดั จำกนำ้ มนั หอมระเหยของดอกพญำสัตบรรณสำมำรถใช้ไลย่ งุ ได้
6) ต้นพญำสัตบรรณนอกจำกจะปลูกไว้เพ่ือให้ร่มเงำแล้ว ยังเป็นไม้มงคลนำม
ทนี่ ยิ มปลกู ไว้ในบริเวณบำ้ นเพ่อื ควำมเปน็ สริ ิมงคลอีกดว้ ย
7) ต้นพญำสัตบรรณจัดเป็นไม้มงคลนำม ปลูกเพื่อควำมเป็นสิริมงคล เพรำะ
คนไทยโบรำณเช่ือว่ำกำรปลูกต้นพญำสัตบรรณไว้ท่ีบำ้ นจะทำให้มีเกียรติยศ จะทำให้ได้รับกำรยกย่อง
และกำรนับถือจำกบุคคลท่ัวไป ซึ่งควำมหมำยของต้นก็มำจำกคำว่ำพญำ ซ่ึงมีควำมหมำยว่ำ ผู้เป็น
ใหญ่ท่ีควรยกย่องและเคำรพนับถือ ส่วนคำว่ำ สัต ก็มีควำมหมำยว่ำ ส่ิงที่ดีงำม ควำมมีคุณธรรม
นนั่ เอง และตำมควำมเช่ือจะนิยมปลูกต้นพญำสตั บรรณไว้ทำงทิศเหนือและผู้ปลูกควรปลูกในวันเสำร์
แต่ถำ้ อยำกให้เปน็ มงคลย่งิ ขนึ้ ไปอกี ผ้ปู ลูกควรเป็นผู้ใหญท่ ีเ่ ปน็ ท่ีเคำรพนับถือหรือเปน็ ผทู้ ีป่ ระกอบคุณ
งำมควำมดี กจ็ ะเป็นสิรมิ งคลมำกยงิ่ ขนึ้
2.3.1.8 สรรพคุณตีนเป็ด/พญำสตั บรรณ
1) เปลอื กต้น - ใชเ้ ปน็ ยำขมชว่ ยให้เจรญิ อำหำร ชว่ ยลดระดับน้ำตำลในเลือด
รักษำโรคเบำหวำน แกห้ วดั แก้อำกำรไอ รักษำหลอดลมอักเสบ รักษำโรคมำลำเรยี ช่วยรกั ษำโรคบดิ
ท้องรว่ ง ท้องเดินเร้ือรัง โรคลำไสแ้ ละลำไสต้ ิดเชอ้ื
2) ใบอ่อน - ช่วยรักษำโรคเลือดออกตำมไรฟันหรือโรคลักปิดลักเปิดได้ ช่วย
รกั ษำโรคระบบทำงเดินหำยใจเร้ือรงั ได้ แก้ไข้ ใช้พอกเพ่ือดับพษิ ต่ำง ๆ และในประเทศอินเดยี มีกำรใช้
ใบและยำงสขี ำวในกำรนำมำใชร้ ักษำแผล แผลเปื่อย และอำกำรปวดขอ้
3) น้ำยำงจำกต้น - ใช้หยอดหูแก้อำกำรปวดหูได้ ใช้อุดฟันเพื่อแก้อำกำรปวด
ฟัน ช่วยบำรงุ กระเพำะ ยำงใชร้ ักษำแผลทเี่ ป็นตมุ่ หนอง ชว่ ยทำใหแ้ ผลแหง้ เรว็
14
2.3.1.9 แหล่งทพี่ บ : อำคำรองคก์ ำรบริหำรส่วนจงั หวัด(อบจ.), โรงยิม, ตึกอำนวยกำร,
อำคำรชำ่ งเชื่อมโลหะ, อำคำรไฟฟำ้ , อำคำรโรงแรมและทอ่ งเที่ยว, โรงจอดรถ
2.3.2 โพธ์ิ
ภาพที่ 2-7 ตน้ โพธ์ิ
คำว่ำ “โพธิ” แต่เดิมแลว้ มิได้เป็นช่ือต้นไม้ชนิดใดชนิดหนง่ึ หำกแตเ่ ป็นชอื่ เรยี กของตน้ ไม้
ท่ีพระสัมมำสัมพุทธเจ้ำแต่ละพระองค์ทรงประทับใต้ต้นไม้ต้นนั้น ๆ และได้ตรัสรู้ ต้นโพธ์ิ จึงมี
ควำมหมำยว่ำ ต้นไมแ้ หง่ กำรตรัสรู้ (โพธิ แปลวำ่ เปน็ ที่รู้หรือเปน็ ทตี่ รัสรู้) และยงั เป็นต้นไมท้ ี่ชำวพุทธ
พรำหมณ์ และฮินดใู ห้ควำมเคำรพนบั ถอื กนั อย่ำงสูงอีกดว้ ย
2.3.2.1 ช่อื วทิ ยำศำสตร์ : Ficus religiosa L.
2.3.2.2 วงศ์ : MORACEAE
2.3.2.3 ช่ือสำมัญ : Sacred tree, Sacred fig, Sacred fig Tree, The peepal tree,
Peepul tree, Peepul of India, Pipal tree, Pipal of India, Bo tree, Bodhi Tree
2.3.2.4 ชอ่ื ท้องถนิ่ :
1) สลี สี สะหลี
2) โพ โพธิ โพศรีมหำโพ
3) ย่อง
4) ปู
5) โพธใิ บ
2.3.2.5 กำรกระจำยพนั ธุ์
ต้นโพธ์ิ มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย จัดเป็นไม้ยืนต้นขนำดใหญ่ผลัดใบ
แตกก่ิงก้ำนสำขำออกเป็นพุ่มตรงส่วนยอดของลำต้น ปลำยก่ิงลู่ลง กิ่งออ่ นเกล้ียง ตำมกิ่งมรี ำกอำกำศ
ห้อยลงมำบ้ำง ลำต้นมีควำมสูงประมำณ 20-30 เมตร ลำต้นมีขนำดเส้นผ่ำนศูนย์กลำงประมำณ
1.5-3 เมตร และมีน้ำยำงสีขำว เปลือกต้นเรยี บเป็นสีนำ้ ตำลปนเทำ โคนตน้ เป็นพพู อนขนำดใหญ่ โดย
15
จัดเป็นพรรณไม้ท่ีมีรปู ทรงของลำต้นส่วนงำมชนิดหนึ่ง ขยำยพันธ์ุด้วยวิธีกำรเพำะเมล็ด ใชก้ ่ิงชำ หรือ
ใช้กระโดงจำกรำก แต่ส่วนมำกแล้วจะเจริญเติบโตจำกสัตว์นำพำ เชน่ นกมำกินเมล็ดและไปถ่ำยท้ิงไว้
ก็จะเกิดเป็นต้นใหม่ขึ้นมำ เจริญเติบโตได้ในดินทุกชนิด ต้องกำรน้ำปำนกลำง พบข้ึนทั่วไปทั้งในทวีป
เอเชีย ปำกีสถำน จีนตอนใต้ และภูมิภำคอินโดจีน ในไทยพบในธรรมชำติน้อยมำก เข้ำใจว่ำกระจำย
พันธุ์มำจำกต้นที่มีกำรนำมำปลูกเอง และพบขึ้นมำกตำมซำกอำคำร และนิยมปลูกกันท่ัวไปในวัดทุก
ภำคของประเทศไทย
2.3.2.6 ลักษณะทำงพฤกษศำสตร์
1) ลำต้น
ต้นโพธิ์มีถ่ินกำเนิดในประเทศอินเดีย จัดเป็นไม้ยืนต้นขนำดใหญ่ผลัด
ใบ แตกก่ิงก้ำนสำขำออกเป็นพุ่มตรงส่วนยอดของลำต้น ปลำยกิ่งลู่ลง กิ่งอ่อนเกลี้ยง ตำมก่ิงมีรำก
อำกำศห้อยลงมำบ้ำง ลำต้นมีควำมสูงประมำณ 20-30 เมตร ลำต้นมีขนำดเส้นผ่ำนศูนย์กลำง
ประมำณ 1.5-3 เมตร และมนี ำ้ ยำงสีขำว เปลอื กต้นเรียบเปน็ สีน้ำตำลปนเทำ โคนต้นเป็นพพู อนขนำด
ใหญ่ โดยจัดเป็นพรรณไม้ทีม่ ีรูปทรงของลำตน้ สว่ นงำมชนดิ หนง่ึ
ภาพท่ี 2-8 ลำตน้ ของต้นโพธ์ิ
2) ใบ
ใบเปน็ ใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลกั ษณะของใบเปน็ รูปใจ ปลำยใบแหลม
และมตี ิง่ หรือหำงยำว (ปลำยติ่งบำงใบมคี วำมยำวมำกกว่ำคร่ึงหน่งึ ของใบ) โคนใบมนเว้ำเข้ำหำก้ำนใบ
เป็นรูปหัวใจ ใบมีขนำดกว้ำงประมำณ 8-15 เซนติเมตร และยำวประมำณ 12-24 เซนติเมตร ผิวใบ
เกลยี้ งเปน็ มนั เนื้อใบคอ่ นขำ้ งเหนยี ว ใบมีลักษณะห้อยลง แผน่ ใบเปน็ สเี ขียวนวล ๆ ส่วนยอดอ่อนหรือ
ใบอ่อนน้ันเป็นสีน้ำตำลแดง ก่อนใบจะร่วงหล่นจะเปล่ียนเป็นสีเหลือง ก้ำนใบยำวและอ่อน มีควำม
ยำวได้ประมำณ 8-12 เซนตเิ มตร มีหูใบยำวประมำณ 0.5-1 เซนตเิ มตร หลุดร่วงได้ง่ำย เมื่อลมพัดจะ
เห็นใบโพธ์พิ ลวิ้ ไปตำมตน้ ใหญด่ สู วยงำม ส่วนปลที ีห่ ุม้ สว่ นยอดอ่อนสคี รีมหรอื สีงำช้ำงอมชมพู
16
ภาพท่ี 2-9 ใบของตน้ โพธ์ิ
3) ดอก
ดอกเปน็ ช่อกลม ๆ รวมกันเป็นกระจุกภำยในฐำนรองดอกรูปคล้ำยผล
โดยจะออกท่ีตอนปลำยของกิ่ง ดอกย่อยเป็นแบบแยกเพศ ไม่มีก้ำน มีใบประดับเล็กท่ีโคน ฐำนดอก
เป็นรูปทรงกลม ดอกย่อยมีขนำดเล็กและมีจำนวนมำก มีขนำดเส้นผ่ำนศูนย์กลำงประมำณ 1-1.5
เซนตเิ มตร ดอกเป็นสเี หลอื งนวล และจะเจริญไปเปน็ ผล
ภาพท่ี 2-10 ดอกของตน้ โพธ์ิ
4) ผล
ผลเป็นผลรวม ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลมขนำดเล็ก มีขนำดเส้น
ผำ่ นศนู ยก์ ลำงประมำณ 0.8 เซนตเิ มตร ผลออ่ นเปน็ สเี ขยี ว เมือ่ สุกแลว้ จะเปลย่ี นเป็นสชี มพูม่วง สแี ดง
คล้ำ หรือม่วงดำและร่วงหลน่ ลงมำ
17
ภาพท่ี 2-11 ผลของต้นโพธ์ิ
2.3.2.7 ประโยชน์ของตน้ โพธิ์
ใบอ่อนใชร้ บั ประทำนเป็นอำหำร ใช้เล้ียงหนอนไหม นอกจำกน้ใี บโพธ์ิยงั มี
คุณค่ำทำงโภชนำกำรซ่ึงสำมำรถนำมำใช้ในสูตรอำหำรในกำรทำปศุสัตว์ได้ และยังพบด้วยว่ำใบมี
ปริมำณของโปรตีนและธำตุหินปูนสงู ผลอ่อนใช้รับประทำนเป็นอำหำรไดใ้ ช้ปลูกเป็นไมป้ ระดับตำมวัด
วำอำรำม และยังสำมำรถปลูกเลี้ยงไว้เป็นไม้แคระแกร็นได้ หรือปลูกตำมคบไม้หรือปลูกเกำะหิน
สำหรับชำวพุทธหรือฮินดู จะถือกันว่ำต้นโพธ์ิเป็นต้นไม้ที่ศักด์ิสิทธ์ิ เพรำะมีควำมเก่ียวข้องทำงศำสนำ
ฉะน้ันจึงไม่มีใครนำมำปลูกไว้ตำมบ้ำนเรือน อีกท้ังรำกของต้นโพธิ์อำจทำให้บ้ำนหรือตัวอำคำรเกิด
ควำมเสียหำยได้ จึงมีปลูกกันมำกก็ตำมวัดวำอำรำมเท่ำนั้น (แต่บำงควำมเชื่อก็ระบุว่ำ หำกปลูกต้น
โพธิไ์ ว้เปน็ ไม้ประจำบ้ำน เช่ือวำ่ จะทำให้เกดิ ควำมร่มเยน็ )
2.3.2.8 สรรพคุณของตน้ โพธ์ิ
1) เปลือก - ใชเ้ ป็นยำแก้ปวดฟนั รักษำรำกฟนั เป็นหนอง เปน็ ยำแกเ้ จ็บคอ
แก้โรคหนองใน เป็นยำล้ำงแผล ช่วยรักษำแผลเปื่อย ช่วยสมำนบำดแผล ห้ำมเลือด ทำให้หนองแห้ง
ชว่ ยแกก้ ล้ำมเน้อื ช้ำบวม
2) ใบ - ชว่ ยลดระดับน้ำตำลในเลือด เป็นยำบำบัดโรคผวิ หนงั ส่วนเปลือกต้น
ใช้เป็นยำแกโ้ รคผวิ หนงั เป็นยำแก้ไขจ้ บั ส่ันเรอ้ื รัง รักษำโรคท้องผกู ทอ้ งร่วง รกั ษำโรคคำงทูม
3) ผล - เป็นยำช่วยขับพษิ เป็นยำแก้โรคหัวใจ ช่วยแก้อำกำรกระหำยน้ำช่วย
รกั ษำโรคหดื ผลใชร้ ับประทำนเปน็ ยำระบำยออ่ น ๆ และชว่ ยในกำรยอ่ ยอำหำร
4) เมล็ด - ช่วยซ่อมแซมส่วนท่ีสึกหรอของร่ำงกำย และมีฤทธ์ิเป็นยำระบำย
เชน่ เดียวกบั ผล เปน็ ยำลดไข้ แกโ้ รคกระเพำะปสั สำวะอกั เสบ
5) ยำง - เป็นยำแก้เท้ำเป็นหน่อ แก้เท้ำเป็นพยำธิ เป็นยำรักษำโรคหูด
ใช้รกั ษำริดสีดวงทวำร
6) รำก - ใช้เป็นยำรกั ษำโรคเหงอื ก เป็นยำรักษำโรคเกำต์
18
2.3.2.9 แหล่งทพ่ี บ : สนำมเทนนสิ , อำคำรช่ำงกล, โรงจอดรถ
2.3.3 หูกวำง
ภาพที่ 2-12 ต้นหกู วำง
2.3.3.1 ชื่อวทิ ยำศำสตร์ : Terminaliacatappa L.
2.3.3.2 วงศ์ : COMBRETACEAE
2.3.3.3 ชื่อสำมญั : Indian almond
2.3.3.4 ชอ่ื ท้องถ่ินอืน่ :
1) ตำปัง
2) โคน
3) หลุมปัง
4) คัดมือ,ตดั มือ
5) ตำแปห์
2.3.3.5 กำรกระจำยพันธุ์
หกู วำงเปน็ พนั ธุ์ไม้ในป่ำชำยหำดท่ีพบขึ้นกระจำยตำมชำยฝั่งทะเล พบปลูก
ท่ัวต้ังแต่ประเทศอินเดียจนถึงตอนเหนือของทวีปออสเตรเลียทำงตอนเหนือ ต้นหูกวำงเป็นพืชท้ิงใบ
โดยทว่ั ไปแล้วจะท้ิงใบ 2 ครง้ั ในรอบ 1 ปี หรือในช่วงประมำณเดอื นมกรำคมถึงเดือยกุมภำพนั ธ์ และ
อกี ช่วงในช่วงเดือนกรกฎำคมถึงเดอื นสงิ หำคม ซึ่งกอ่ นขจะทง้ิ ใบ ใบหูกวำงจะเปล่ียนเป็นสเี หลืองหรือ
สีส้มแดง ในปัจจุบันน้ีได้มีกำรนำต้นหูกวำงมำปลูกทั่วไปในพื้นที่เขตร้อนอย่ำงทวีปเอเชีย ส่วนใน
ประเทศไทยมักพบขึ้นตำมชำยฝ่ังทะเลทำงภำคตะวันออกเฉียงใต้ (ตรำดและชลบุรี) ภำคตะวันตก
เฉยี งใต้ (ประจวบคีรีขนั ธ์และกำญจนบรุ ี) และภำคใต้ (นรำธวิ ำส ตรงั และสุรำษฎร์ธำนี)
19
2.3.3.6 ลกั ษณะทำงพฤกษศำสตร์
1) ลำตน้
ต้นหูกวำง จัดเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนำดกลำง ท่ีมีควำมสูงของต้น
ประมำณ 10-15 เมตร บำงคร้ังอำจสงู ได้ถึง 30-35 เมตร (แต่ไมค่ อ่ ยพบต้นท่ีใหญม่ ำกในประเทศไทย)
มีเรือนยอดหนำแน่น แตกกิ่งก้ำนแผ่ออกในแนวรำบเป็นช้ัน ๆ คล้ำยฉัตร ลำต้นเปลำตรง ต้นที่มีอำยุ
มำกและมีขนำดใหญ่จะเป็นพูพอนทโ่ี คนต้น เปลือกลำต้นเป็นสนี ้ำตำลปนเทำเกือบเรยี บ แตกเป็นรอ่ ง
แบบต้ืน ๆ ตำมแนวนอนและแนวต้งั และลอกออกเปน็ สะเก็ดเลก็ ๆ ทัว่ ไป ก่ิงอ่อนมีขนสีนำ้ ตำล สว่ น
เนื้อไม้เปน็ สีแดง เป็นกลบี เลก็ น้อย มเี สี้ยนไมล้ ะเอยี ดสำมำรถขัดชกั เงำได้ดี
ภาพท่ี 2-13 ลำตน้ ของต้นหูกวำง
2) ใบ
ใบเป็นใบเด่ียว ออกเรียงเวียนสลับกันเป็นกระจุกหนำแน่นบริเวณ
ปลำยก่ิง ลกั ษณะของใบเป็นรปู ไข่กลับ ปลำยใบแหลมเป็นตง่ิ ส้นั ๆ (ปลำยใบกวำ้ งกว่ำโคนใบ) โคนใบ
มนเว้ำหรืแสอบแคบเป็นรูปลิ่ม และมีต่อมเล็ก ๆ หนึ่งคู่อยู่ท่ีโคนใบบริเวณท้องใบ ส่วนขอบใบเรียบ
เป็นคลื่นหยกั เลก็ น้อย ใบมีขนำดกว้ำงประมำณ 8-15 เซนตเิ มตร และยำวประมำณ 12-25 เซนตเิ มตร
หลังใบและทอ้ งใบมีขน เน้อื ใบหนำ ใบออ่ นเป็นสีเขียวอ่อน เมอื่ แก่แล้วจะเปล่ียนเป็นเขียวเข้ม แลว้ จะ
เปล่ียนเป็นสีส้มแดงเม่ือใกล้ร่วงหรือผลัดใบ มีก้ำนใบยำวประมำณ 0.5-1.5 เซนติเมตร มีขน มักผลัด
ใบในช่วงฤดหู นำวในช่วงเดอื นตุลำคมถึงเดอื นพฤศจิกำยน
20
ภาพที่ 2-14 ใบของต้นหูกวำง
3) ดอก
ดอกเป็นช่อยำวแบบติดดอกสลบั โดยจะออกตำมซอกใบ ลกั ษณะเป็น
แท่งยำวประมำณ 8-12 เซนติเมตร มีดอกย่อยเป็นสีขำวหรือสีเหลืองอ่อน ดอกมีขนำดเล็กและไม่มี
กล่ินหอม (บำงข้อมูลว่ำมีกล่ินฉุนด้วยเล็กน้อย) ดอกเปน็ แบบแยกเพศแต่อยู่ในช่อเดียวกัน ดอกเพศผู้
จะอยบู่ ริเวณปลำยช่อ ส่วนดอกเพศเมียจะอยู่บริเวณโคนช่อ (อีกข้อมูลระบุว่ำดอกแบบสมบรู ณ์จะอยู่
โคนช่อ) ไม่มีกลีบดอก มีแต่กลีบเลี้ยงดอก 5 กลีบ โคนกลีบเช่ือมติดกัน ปลำยแยกเป็นแฉกรูป
สำมเหลี่ยม 5 แฉก มีขนด้ำนนอก ดอกเกสรเพศผู้มี 10 ช้ัน ดอกเม่ือบำนเต็มที่จะมีขนำดกว้ำง
ประมำณ 0.4-0.6 เซนตเิ มตร โดยดอกจะออกดอกสองครง้ั รอบ 1 ปี คอื ในชว่ งฤดูหนำวหลังจำกแตก
ใบใหม่ (เดือนพฤศจิกำยนถึงเดือนมกรำคม) และอีกคร้ังในช่วงฤดูฝน (เดือนมิถุนำยนถึงเดือน
สงิ หำคม)
ภาพที่ 2-15 ดอกของต้นหูกวำง
4) ผล
ผลเป็นผลเดี่ยวในแต่ละผลมีเมล็ด 1 เมล็ด ลักษณะของผลเป็นรูปทรง
รีค่อนข้ำงแบนเล็กน้อย ผลแข็ง มีขนำดกว้ำงประมำณ 2-5 เซนติเมตร และยำวประมำณ 3-7
เซนติเมตร ผลด้ำนข้ำงเป็นแผ่นหรือเป็นสันบำง ๆ นูนออกรอบผล ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อแก่แล้วจะ
21
เปล่ียนเป็นสีเหลืองหรือสีเหลืองอมเขียว และมีกล่ินหอม ผิวผลเรียบ ผลเมื่อแห้งจะเป็นสีดำคล้ำ
เปลือกผลมีเส้นใย ภำยในมีเมล็ดเดี่ยว เมล็ดมีขนำดใหญ่ เหนียว และเปลือกในแข็ง โดยผลจะแก่
ในช่วงในช่วงแรกประมำณเดือนตุลำคมถึงเดือนพฤศจิกำยน และอีกช่วงหน่ึงประมำณพฤษภำคมถึง
เดือนมถิ นุ ำยน
ภาพท่ี 2-16 ผลของตน้ หกู วำง
5) เมล็ดหูกวำง
ลกั ษณะของเมล็ดเปน็ รูปไข่หรือรูปรี แบนป้อมเล็กน้อยคลำ้ ยกับผล
เมอื่ เมลด็ แห้งจะเปน็ สีน้ำตำล แขง็ ภำยในมเี น้ือมำก
ภาพที่ 2-17 เมลด็ ของตน้ หูกวำง
2.3.3.7 ประโยชน์ของหกู วำง
เมล็ดหูกวำงสำมำรถนำมำรับประทำนได้ และยังมีโปรตีนท่ีให้ประโยชน์
แก่ร่ำงกำยของเรำอีกด้วยคุณค่ำทำงโภชนำกำรของเมล็ดหูกวำง ต่อ 100 กรัม ที่มีประโยชน์ต่อ
ร่ำงกำยประกอบไปด้วย พลังงำน 594 แคลอรี, น้ำ 4%, โปรตีน 20.8 กรัม, ไขมัน 54 กรัม,
คำร์โบไฮเดรต 19.2 กรัม, ใยอำหำร 2.3 กรัม, วิตำมินบี1 0.32 มิลลิกรัม, วิตำมินบี2 0.08 มิลลกิ รัม,
วิตำมินบี3 0.6 มิลลิกรัม, แคลเซียม 32 มิลลิกรัม, ฟอสฟอรัส 789 มิลลิกรัม, และธำตุเหล็ก 9.2
22
มิลลิกรัม เมล็ดสำมำรถนำเอำไปทำเป็นน้ำมันเพ่ือนำไปใช้บริโภค (คล้ำยน้ำมันอัลมอนด์) หรือทำ
เคร่ืองสำอำงได้เปลือกและผลมีสำรฝำดมำก สำมำรถนำมำใช้ในอุตสำหกรรมย้อมสีผ้ำ ฟอกหนังสัตว์
และทำหมึกได้ ในอดีตมีกำรนำเอำเปลือกผลซ่ึงมีสำรแทนนินมำใช้ในกำรย้อมหวำย และได้มีกำร
ทดลองใช้ใบเพ่ือย้อมสีเส้นไหม พบว่ำสีท่ีได้คือสีเหลือง สีเขียวขี้ม้ำ หรือสีน้ำตำลเขียวใบแก่นำมำแช่
น้ำใช้รักษำบำดแผลของปลำสวยงำม อย่ำงเช่น ปลำกัด ปลำหำงนกยูงได้ อีกทั้งยังช่วยบำรุงสุขภำพ
ปลำและสีสันของปลำ ช่วยทำให้ตับของปลำน้ันดีขึ้น จึงส่งผลให้ปลำแข็งแรง ช่วยป้องกันไม่ให้ปลำ
เป็นโรค (แต่ควรระมัดระวังเร่ืองของยำฆ่ำแมลงที่อำจพบได้ในใบหูกวำง) (รศ.สพ.ญ.ดร.นันทริกำ ชัน
ซ่ือ) เนื้อไม้หูกวำง สำมำรถนำมำใช้ในกำรก่อสร้ำง ทำบ้ำนเรือน หรือเครื่องเรือนได้ดี เพรำะเป็นไม้ท่ี
ไม่มีมอดและแมลงมำรบกวน หรือนำมำใช้ทำฟืนและถ่ำนก็ได้ ในปัจจุบันต้นหูกวำงเป็นพรรณไม้ที่
นิยมปลูกกันมำก เพื่อเป็นไม้ประดับตำมข้ำงทำงหรือตำมสถำนท่ีต่ำง ๆ เช่น สวนสำธำรณะ สถำนที่
รำชกำร ริมถนน สวนปำ่ หรอื ปลกู ในทโี่ ล่งต่ำง ๆ เปน็ ตน้ โดยเปน็ ต้นไม้ทปี่ ลูกเลี้ยงง่ำย โตเรว็ ทนแล้ง
ทนน้ำขังแฉะ แต่โดยมำกจะนิยมปลูกเป็นไม้เพ่อื ให้รม่ เงำมำกกว่ำเป็นไม้ประดับ เพรำะมีกิ่งเป็นช้ัน ๆ
เรอื นยอดหนำแน่น และหำกต้องกำรให้ตน้ หูกวำงแผ่ร่มเงำออกไปกว้ำงขวำง กต็ อ้ งตัดยอดออกเม่ือได้
เรอื นยอดหรือกง่ิ ประมำณ 3-4 ชัน้ ซึ่งจะทำให้เรอื นยอดแตกกิ่งใบออกทำงดำ้ นข้ำง (ไม่ควรนำมำปลูก
ใกล้บริเวณตัวอำคำรบ้ำนเรือน เน่ืองจำกหูกวำงเป็นไม้โตเร็ว รำกจะดันตัวอำคำรทำให้อำคำร
บ้ำนเรอื นแตกรำ้ วเสียหำยได)้
2.3.3.8 สรรพคุณของหูกวำง
1) ใบ - เป็นยำขบั เหงือ่ ชว่ ยแกต้ อ่ มทอนซิลอักเสบ ใบท่มี สี ีแดงจะมสี รรพคุณ
เป็นยำถ่ำยพยำธิ เป็นยำรักษำโรคทำงเดินอำหำรและตับ เป็นยำรักษำโรคเรื้อน ช่วยรักษำโรคไขข้อ
อักเสบ
2) เปลือก - เป็นยำขับลม แก้ท้องเสีย เป็นยำแก้ตกขำวของสตรี ช่วยรักษำ
โรคโกนเี รีย (โรคติดตอ่ ทำงเพศสัมพันธ์)
3) ลำต้น - เป็นยำแก้ท้องร่วง แก้บิด เป็นยำระบำย ยำแก้ไข้ ใช้แก้โรค
คุดทะรำด ช่วยขับน้ำนมของสตรี
4) เมล็ด - เมล็ดและใบใช้ผสมกับน้ำมันจำกเนื้อในเมล็ด นำมำทำหน้ำอกจะ
ช่วยแก้อำกำรเจ็บหนำ้ อก หรือใช้ทำไขข้อและสว่ นของรำ่ งกำยทหี่ มดควำมร้สู กึ
5) ผล - เป็นยำถำ่ ย
6) รำก – ช่วยทำใหป้ ระจำเดือนของสตรมี ำตำมปกติ
2.3.3.9 แหล่งทพี่ บ : โรงจอดรถ, สนำมบอล
2.3.4 ยำงนำ
23
ภาพท่ี 2-18 ตน้ ยำงนำ
2.3.4.1 ชอื่ วิทยำศำสตร์ : Dipterocarpus alatus Roxb. ex G.Don
2.3.4.2 วงศ์ : DIPTEROCARPACEAE
2.3.4.3 ช่ือสำมญั : Yang
2.3.4.4 ชื่อท้องถน่ิ :
1) วำ่ ,ยำงกงุ
2) ยำงควำย
3) ชนั นำ,ยำงตงั
4) ยำงขำว,ยำงแม่น้ำ,ยำงหยวก
5) ยำงใต้,ยำงเนิน
6) ยำง
7) กำตีล
8) ขะยำง
9) จะเตยี ล
10) เยยี ง
11) จ้อง
12) ทองหลัก
13) รำลอย
14) ลอยด์
15) ดง่ จอ้
16) เห่ง
2.3.4.5 กำรกระจำยพันธ์ุ
ต้นยำงนำ จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบหรือผลัดใบระยะสั้นขนำดใหญ่
มคี วำมสูงของตน้ ไดถ้ ึง 50 เมตร เรือนยอดเป็นพมุ่ กลมทึบ โคนต้นมักเป็นพพู อน ลำตน้ มลี ักษณะเปลำ
24
ตรง เปลือกต้นเกล้ียงเป็นสีออกเทำอ่อน หลุดลอกออกเป็นชิ้นกลม ๆ เน้ือไม้เป็นสีน้ำตำลแดง เสี้ยน
ตรง เนื้อหยำบ ส่วนตำมกิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนและมีรอยแผลใบเห็นได้ชัด ขยำยพันธุ์ด้วยวิธีกำร
เพำะเมล็ด (เดด็ ปกี ออกก่อนนำไปเพำะ เมลด็ จะงอกภำยในเวลำ 12 วัน และภำยในเวลำ 7 เดือน ต้น
กลำ้ จะมคี วำมสูงได้ประมำณ 30-35 เซนติเมตร และพร้อมที่จะย้ำยไปปลกู ได)้ เป็นพรรณไม้กลำงแจ้ง
ท่ีเจริญเติบโตไดด้ ใี นสภำพดนิ แทบทกุ ชนดิ ชอบดนิ ทม่ี อี ินทรียวตั ถคุ ่อนข้ำงอดุ มสมบรู ณ์ ควำมชน้ื ปำน
กลำง และแสงแดดแบบเต็มวัน (หลังต้นอำยุ 1 ปี) มักข้ึนในป่ำดงดิบ ป่ำเบญจพรรณ ป่ำดิบแล้ง ป่ำ
ดิบช้ืน ตำมท่ีต่ำชุ่มช้ืนใกล้แม่น้ำลำธำรท่ัวไป และตำมหุบเขำท่ัวทุกภำคของประเทศ ท่ีควำมสูงจำก
ระดับน้ำทะเลประมำณ 50-400 เมตร ส่วนในต่ำงประเทศพบได้ที่บังกลำเทศ พม่ำ ลำว กัมพูชำ
เวียดนำมใต้ และมำเลเซยี
2.3.4.6 ลกั ษณะทำงพฤกษศำสตร์
1) ลำตน้
ต้นยำงนำจัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบหรือผลัดใบระยะส้ันขนำด
ใหญ่ มีควำมสูงของต้นได้ถึง 50 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มกลมทึบ โคนต้นมักเป็นพูพอน ลำต้นมี
ลักษณะเปลำตรง เปลือกต้นเกล้ียงเป็นสีออกเทำอ่อน หลุดลอกออกเป็นชิ้นกลม ๆ เนื้อไม้เป็นสี
นำ้ ตำลแดง เส้ียนตรง เนอ้ื หยำบ ส่วนตำมกงิ่ อ่อนและยอดออ่ นมขี นและมรี อยแผล
ภาพท่ี 2-19 ลำตน้ ของตน้ ยำงนำ
2) ใบ
ใบเป็นใบเด่ียว ออกเรียงเวียนสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่แกมรูป
ขอบขนำน ปลำยใบสอบทู่ โคนใบกว้ำง ส่วนขอบใบเปน็ คลื่นเล็กน้อย ใบมีขนำดกว้ำงประมำณ 6-14
เซนติเมตร และยำวประมำณ 12.5-25 เซนติเมตร เน้ือใบหนำและเหนียว ย่นเป็นลอน แผ่นใบมีขน
ขน้ึ ปกคลุม ดำ้ นท้องใบมีขนสั้น ๆ รปู ดำว ใบออ่ นมีขนสีเทำ ส่วนใบแก่เกลี้ยงหรือเกอื บเกลี้ยง ก้ำนใบ
ยำวประมำณ 3-4 เซนตเิ มตร มีขนขึ้นประปรำย และมีหูใบขนำดใหญ่
25
ภาพที่ 2-20 ใบของตน้ นำงนำ
3) ดอก
ดอกรวมกันเป็นช่อส้ัน ๆ แบบช่อกระจะ ตำมง่ำมใบตอนปลำยก่ิง
ดอกมขี นำดประมำณ 4 เซนติเมตร เป็นสีชมพูอ่อน มีชอ่ ละ 4-5 ดอก ดอกขนำดใหญ่เรียงตัวหลวม ๆ
เป็นช่อห้อยลงถึง 12 เซนติเมตร ท่ีก้ำนช่อมีขน กลีบดอกมี 5 กลีบ ลักษณะของกลีบดอกเป็นรูปขอบ
ขนำน ปลำยกลีบมนและบิดเวียน โคนกลีบดอกชิดกัน ชั้นกลีบเล้ียงที่โคนเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย มี
ครีบตำมยำว 5 ครีบ ปลำยแยกออกเป็น 5 แฉก แบ่งเป็นแฉกสั้น 3 แฉก และแฉกยำว 2 แฉก มีขน
ส้ัน ๆ สีน้ำตำลข้ึนปกคลุม ดอกมีเกสรเพศผู้มำกกว่ำ 25 อัน ก้ำนชูอับเรณูสั้น ปลำยอับเรณูมีรยำงค์
ลักษณะเป็นรูปเส้นด้ำย รังไข่มีขน ก้ำนเกสรเพศเมียอ้วนและมีร่อง ออกดอกในช่วงประมำณเดือน
มีนำคมถึงเดอื นเมษำยน
ภาพท่ี 2-21 ดอกของต้นยำงนำ
3) ผล
ผลเป็นแผลแห้ง ลกั ษณะของผลเป็นรูปกระสวย มหี ลอดกลีบเล้ียงหุ้ม
ขนมดิ ยำวประมำณ 2-2.5 เซนติเมตร มปี ีกขนำดใหญท่ ี่พัฒนำมำจำกกลีบเลี้ยง 2 อนั มสี ีแดงอมชมพู
ขนำดกว้ำงประมำณ 2-2.5 เซนติเมตร และยำวประมำณ 11-15 เซนติเมตร ผลเม่ือสุกจะเป็นสี
26
น้ำตำล เสน้ ปีกตำมยำวมี 3 เส้น ปกั สัน้ 3 ปกี ยำวประมำณ 1 เซนตเิ มตร สว่ นกลำงผลมคี รีบตำมยำว
5 ครีบ ผลมีขนำดเส้นผ่ำนศูนย์กลำงประมำณ 2.2-2.8 เซนติเมตร ภำยในผลมีเมล็ด 1 เมล็ด เมล็ดมี
ขนส้นั นุม่ ทีป่ ลำยมตี ิ่งแหลม ตดิ ผลในชว่ งประมำณเดอื นพฤษภำคมถึงเดอื นกรกฎำคม
ภาพที่ 2-22 ผลของต้นยำงนำ
4) นำ้ มัน
น้ำมันยำงเปน็ ของเหลวขน้ มีกล่นิ เฉพำะ เป็นนำ้ ยำงที่ไดจ้ ำกกำรเจำะ
โพรงเข้ำไปในต้นยำงนำแล้วเอำไฟลน น้ำยำงจะไหลลงมำขังในแอ่งที่เจำะไว้ ซึ่งน้ำมันยำงที่ได้จะ
เรียกว่ำ “Gurjun Balsam” หรือ “Gurjun oil” เม่ือนำไปกล่ันด้วยไอน้ำจะได้น้ำมันระเหยง่ำยร้อย
ละ 70 มีองคป์ ระกอบเปน็ alpha-gurjunene และ β-gurjunene
ภาพท่ี 2-23 นำ้ มนั ของต้นยำงนำ
27
2.3.4.7 ประโยชนข์ องยำงนำ
น้ำมันยำงจำกต้นสำมำรถนำมำใช้โดยตรงเพื่อใช้ผสมชันไม้อ่ืน ๆ ใช้ยำ
เคร่ืองจักสำนกันน้ำรั่ว ยำแนวเรือเพ่ืออุดรอยร่ัว ทำไม้ ใช้ผสมข้ีเลื่อยจุดไฟ หรือใช้ทำไต้จุดไฟส่อง
สว่ำง (ของใช้สำหรับจุดไฟให้สว่ำง หรือทำเป็นเช้ือเพลิง ทำด้วยไม้ผุหรือเปลือกเสม็ดคลุกกับ
น้ำมันยำง แล้วนำมำห่อด้วยใบไม้เป็นดุ้นยำว ๆ หรือใส่กระบอก) ใช้เดินเคร่ืองยนต์แทนน้ำมันข้ีโล้ใช้
ทำน้ำมันชักเงำ ฯลฯ หรือนำมำใช้เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่น สีทำบ้ำน หมึกพิมพ์
น้ำมันยำงเป็นอีกหนึ่งสินค้ำส่งออกที่สำคัญของประเทศไทย ซ่ึงปัจจุบันชำวบ้ำนก็ยังมีกำรเก็บหำกัน
อยู่ แต่ก็ยังไม่พอใช้จนต้องนำเข้ำมำจำกต่ำงประเทศเพิ่มเติมเนื้อไม้ยำงนำสำมำรถนำมำใช้ประโยชน์
ในกำรก่อสร้ำงอำคำรบ้ำนเรือนได้ดี ยิ่งเมื่อนำมำอำบน้ำยำให้ถูกต้องก็จะช่วยทำให้มีควำมทนทำน
มำกขึ้น สำมำรถนำไปใช้กับงำนภำยนอกได้ทนทำนนับ 10 ปี ด้วยเหตุท่ีไม้ยำงนำเป็นไม้ขนำดใหญ่
เปลำตรง สูง และไม่ค่อยมีกิ่งก้ำน กำรตัดไม้ยำงนำมำใชจ้ ึงได้เนอ้ื ไมม้ ำก โดยเนอื้ ไมท้ ่ไี ด้จะมีควำมแข็ง
ปำนกลำง สำมำรถนำมำเล่ือยไสกบตกแต่งให้เรียบได้ง่ำย ด้วยเหตุนี้จึงมีกำรใช้ประโยชน์จำกไม้ยำง
นำกนั มำตงั้ แต่อดีต โดยนิยมนำมำเลอ่ื ยทำเสำบ้ำน รอด ตง ไม้พ้นื ไม้ระแนง ไม้ครำ่ ว โครงหลงั คำ ฝ้ำ
เพดำน เครื่องเรือนต่ำง ๆ ทำร้ัวบ้ำน ทำเรือขุด เรือขนำดย่อม แจว พำย กรรเชียง รวมไปถึงตัวถัง
เกวียน ถังไม้ หมอนรองรำงรถไฟ ฯลฯ แต่ในปัจจุบันกำรใช้ประโยชน์จำกเนือ้ ไม้ยำงนำทสี่ ำคญั คอื กำร
นำไปทำเป็นไม้อัดและแผ่นใยไม้อัด จนไม่เพียงพอต่อกำรใช้งำน และต้องนำเข้ำมำจำกต่ำงประเทศ
บำงส่วนด้วยลำต้นใช้ทำไม้ฟืน ถ่ำนไม้ไม้ยำงนำจะขึ้นอยู่ในพ้ืนที่ที่มีเช้ือเห็ดรำไมคอร์ไรซำ ส์
(Micorrhyzas) ซ่ึงเป็นตัวเอ้ือประโยชน์ในกำรเจริญเติบโต โดยเช้ือรำเหล่ำนี้จะสร้ำงดอกเห็ดเม่ือมี
สภำพแวดล้อมท่ีเหมำะสม โดยเฉพำะในช่วงฝนแรกของทุกปีจะมีดอกเห็ดหลำยชนิดให้หำเก็บมำ
รบั ประทำนไดม้ ำกมำย เช่น เห็ดชะโงกเหลอื ง เหด็ เผำะ เห็ดน้ำหมำก เห็ดยำง เป็นต้น ใช้ปลูกเปน็ ไม้
ประดับตำมสองฝ่ังถนน เพื่อควำมสวยงำม และปลูกเพ่ือประโยชน์ทำงด้ำนนิเวศ ให้ร่มเงำ กำบังลม
ใหค้ วำมชมุ่ ชนื้ ควบคมุ อณุ หภมู ใิ นอำกำศ ปอ้ งกันกำรพงั ทลำยของหน้ำดนิ ฯลฯ
2.3.4.8 สรรพคุณของยำงนำ
1) เปลอื ก - เปน็ ยำบำรุงรำ่ งกำย ฟอกเลอื ด บำรุงโลหิต แก้ตับอักเสบ
2) น้ำมัน – ใช้เป็นยำอุดฟันแก้ฟันผุ เป็นยำถ่ำยหัวริดสีดวงทวำรหนักให้ฝ่อ
แก้มุตกิดระดูขำวของสตรี หรือใช้จิบเป็นยำขับเสมหะก็ได้ แก้โรคหนองในและเป็นยำกล่อมเสมหะ
เป็นยำสมำนแผล หำ้ มหนอง ใชเ้ ป็นยำทำแผลเนำ่ เปื่อย
3) เมล็ด – ใชแ้ กป้ วดฟัน ฟนั โยกคลอน
4) ใบ - เปน็ ยำขับเลือด ตัดลกู
2.3.4.9 แหล่งทพ่ี บ : อำคำรชำ่ งยนต์, สนำมบำส, บำ้ นพักครู
2.3.5 ตน้ ไทร
28
ไทร หรือ ต้นไทร จัดเป็นไม้ประดับท่ีนิยมปลูก เนื่องจำก ต้นจำกกิ่งชำหรือกิ่งตอนมี
ขนำดเล็ก สำมำรถปลูกได้ และเติบโตได้ดีในกระถำง และมีอำยุยืนหลำยปี ประกอบกับลำต้นไม่สูง
ลำต้นสำมำรถดัดเป็นรูปทรงตำ่ งๆได้ง่ำย ใบมสี ีเขียวสดหรือเขียวเขม้ สำมำรถปลูกได้ในกระถำง และ
เคล่อื นย้ำยปลูกไดท้ ั้งในอำคำร และนอกอำคำร รวมไปถึงในสวนหยอ่ ม และถนน เปน็ ต้น
ภาพที่ 2-24 ต้นไทร
2.3.5.1 ช่อื วทิ ยำศำสตร์ : Ficus benjamina L. var. variegate
2.3.5.2 ชอ่ื วงศ์ : MORACEAE
2.3.5.3 ช่ือสำมญั : Golden Fig, Weeping Fig, Weeping or Java Fig, Weeping
Chinese Bonyan, Benjamin Tree, Benjamin’s fig, Ficus tree
2.3.5.4 ช่ือพนื้ บ้ำน :
1) ไทรพนั (ลำปำง)
2) ไทร (นครศรีธรรมรำช)
3) ไทรกระเบ้ือง (ประจวบคีรีขันธ์)
4) ไฮ (ภำคตะวนั ตกเฉียงเหนือ)
5) ไทรย้อยใบแหลม (กรุงเทพฯ)
6) จำเรย (เขมร)
2.3.5.5 ลักษณะทำงพฤกษศำสตรข์ องไทร
1) ลำตน้
มีถน่ิ กำเนดิ ในทวปี เอเชีย อนิ เดยี และภมู ิภำคมำเลเซีย จดั เปน็ ไมย้ นื ต้น
หรือพุ่มไม้ผลัดใบขนำดกลำง ที่มีควำมสูงได้ประมำณ 5-15 เมตร ลำต้นแตกเป็นพุ่มหนำทึบและแผ่
กง่ิ กำ้ นสำขำทง้ิ ใบห้อยย้อยลง เปลอื กต้นเปน็ สีน้ำตำล กิง่ ก้ำนห้อยยอ้ ยลง มลี ำต้นที่สูงใหญ่ ตำมลำต้น
จะมีรำกอำกำศแตกยอ้ ยลงสู่พ้ืนดินเป็นจำนวนมำกดูสวยงำม รำกอำกำศเป็นรำกขนำดเล็ก เปน็ เส้นสี
น้ำตำล ลักษณะรำกกลมยำวเหมือนเส้นลวดย้อยลงมำจำกต้น รำกอำกำศที่มีขนำดใหญ่จะมีเนื้อไม้
29
ด้วย มีรสจืดและฝำด ขยำยพันธ์ุด้วยวิธีกำรเพำะเมล็ด กำรตอนก่ิง และวิธีกำรปักชำ เป็นพรรณไม้
กลำงแจ้งทีช่ อบแสงแดดจ้ำ ชอบดนิ ร่วนซุย ตอ้ งกำรน้ำและควำมช่มุ ช้ืนในระดับปำนกลำง ไทรย้อยมี
เขตกำรกระจำยพันธุ์กว้ำงในประเทศเขตร้อน พบได้ท่ีอินเดีย เนปำล ปำกีสถำน จีนตอนใต้ พม่ำ
ภูมิภำคอินโดจีนและมำเลเซีย ฟิลิปปินส์ และออสเตรเลีย ในประเทศไทยพบได้ทั่วทุกภำคของ
ประเทศ โดยมักข้ึนกระจำยในป่ำดิบแล้ง ป่ำดิบช้ืน และป่ำดิบเขำ และบำงคร้ังอำจพบได้ตำมเขำ
หนิ ปนู จนถงึ ระดบั ควำมสูงประมำณ 1,300 เมตร
ภาพท่ี 2-25 ลำต้นของตน้ ไทร
2) ใบ
ไทรย้อยแต่ละสำยพันธ์ุน้ันจะมีลักษณะของใบท่ีแตกต่ำงกันเล็กน้อย
ใบเป็นใบเด่ียว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปรีแกมรูปไข่ บำงต้นลักษณะของใบเป็นรูปกลม
ป้อม ส่วนบำงพรรณก็เป็นรูปยำวรี แต่โดยท่ัวไปแล้วใบจะมีขนำดกว้ำงประมำณ 2.5-5 เซนติเมตร
และยำวประมำณ 5-11 เซนติเมตร ปลำยใบเรียวแหลม โคนใบสอบ ส่วนขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่น
เล็กน้อย แผ่นใบค่อนข้ำงหนำเป็นสีเขียวเรียบเป็นมันเหมือนกันหมด เส้นแขนงใบมีข้ำงละประมำณ
6-16 เส้น ส่วนเส้นแขนงใบย่อยเรียงขนำนกัน มีต่อมไขท่ีโคนเส้นกลำงใบ ก้ำนยำวประมำณ 0.5-2
เซนตเิ มตร มีหใู บยำวประมำณ 0.5-2.8 เซนตเิ มตร ร่วงไดง้ ่ำย เกลย้ี งหรอื มีขนขนึ้ ประปรำย
30
ภาพท่ี 2-26 ใบของตน้ ไทร
3) ดอก และผล
ออกดอกเปน็ ช่อตำมซอกใบ ดอกมีขนำดเล็ก เกดิ ภำยในฐำนรองดอก
ทีม่ รี ูปทรงกลมคล้ำยผล ออกเป็นคจู่ ำกจำ้ งก่งิ ไม่มกี ลบี ดอก ถ้ำจะพูดใหเ้ ขำ้ ใจง่ำย ๆ ชอ่ ดอกของไทร
ก็คือผลทีย่ ังไม่สุกนนั่ เอง แต่เปน็ ช่อดอกที่ไดร้ บั กำรออกแบบมำให้มว้ นดอกทั้งหลำยกลบั นอกเขำ้ ใน
เพอ่ื ทำหนำ้ ที่พเิ ศษ ถ้ำนำมำผ่ำดูกจ็ ะพบวำ่ ข้ำงในกลวง ที่ผนงั มดี อกขนำดเล็ก ๆ จำนวนนบั รอ้ ย ๆ
ดอก ดำ้ นตรงขำ้ มกบั ขั้วผลไทรมรี เู ปดิ ขนำดเลก็ มำก และมีเกล็ดเล็ก ๆ ปดิ ซ้อนกนั อยู่ โดยดอกไทรจะ
มอี ยู่ด้วย 3 ประเภท คือ ดอกเพศผู้ ดอกเพศเมยี และดอกกอลล์ ซึ่งดอกกอลล์ (Gall flower) จะมี
หนำ้ ท่เี ป็นทว่ี ำงไขแ่ ละเล้ียงตัวอ่อนของ “ตวั ต่อไทร” (เป็นแมลงชนดิ เดียวเท่ำน้นั ที่ช่วยผสมเกสรให้
ต้นไทร)
ภาพที่ 2-27 ดอกและผลของตน้ ไทร
2.3.5.6 ประโยชน์ของพชื ตระกูลไทร
1) เพ่ือเปน็ อำหำร โดยเฉพำะไทรบำงชนดิ ท่สี ำมำรถนำมำใชเ้ ปน็ อำหำรได้
ได้แก่ ดอกของชิ้งขำว ผลสกุ ของโพะ ยอดออ่ นของผักเลือด ผลสกุ ของมะเดือ่
2) กำรปลกู เปน็ ไม้ประดับ
3) กำรปลูกเป็นไม้มงคล และไม้ท่ีมีควำมสำคัญทำงพทุ ธศำสนำ
4) เนอื่ งจำกไทรบำงชนดิ ท่ีโตดว้ ยเมล็ดจะมลี ำตน้ ท่ีแตกก่งิ มำก มีใบมำก ทรง
31
พุ่มหนำแบนกว้ำง เม่ือปลกู จะชว่ ยให้ร่มเงำได้เป็นอยำ่ งดี
5) ใช้ปลกู เปน็ แนวกำแพงบังลม เชน่ ปลูกเพ่อื บังลมใหแ้ กบ้ ้ำน หรือ แนวสวน
ผัก ผลไม้ เป็นต้น
6) ใช้ปลูกเปน็ แนวแนวรั้ว แนวกำแพง และปลกู เพอ่ื แสดงเขตแดน
7) ไทรบำงชนิดท่ตี ดิ ผลสำมำรถเปน็ อำหำรป่ำให้แก่สัตวป์ ำ่ เช่น นก กระรอก
เป็นต้น
8) เน้ือไมข้ องไทรบำงชนดิ มีควำมเหนยี วสงู สำมำรถใช้ทำเปน็ เคร่ืองเรือน เรือ
และไม้ก่อสรำ้ งได้ เชน่ ไทรย้อย
9) เปลอื กของไทรบำงชนดิ นำมำจกั สอยเปน็ เส้นเลก็ ๆใชท้ ำเชือกรัดของ เชน่
เปลอื กของไทรย้อย และมะเด่ือ
2.3.5.7 สรรพคุณของตน้ ไทร
1) รำก - แก้ตกโลหติ แก้นว่ิ บำำรงุ โลหติ แก้ทอ้ งเสีย รำกอำกำศขบั ปัสสำวะ
แก้ไตพกิ ำร
2.3.5.8 แหลง่ ท่ีพบ : อำคำรปโิ ตรเคมี, ศูนย์บ่มเพำะ, ชำ่ งกล
2.3.6 สนทะเล
ภาพท่ี 2-28 ตน้ สนทะเล
2.3.6.1 ชือ่ วทิ ยำศำสตร์ : Casuarina equisetifolia L.
2.3.6.2 ชอื่ วงศ์ : CASUARINACEAE
2.3.6.3 ชอื่ สำมัญ : Australian pine, Beefwood, Common iron wood, False
iron Wood, False pine, Queensland swamp oak, Sea oak, She oak, Tree Beefwood
2.3.6.4 ชอื่ ทอ้ งถน่ิ อืน่ :
1) กู (นรำธวิ ำส, ภำคใต้)
2) สนทะเล (ภำคกลำง)
2.3.6.5 กำรกระจำยพันธ์ุ
32
สนทะเลเป็นไม้ยืนต้นที่ข้ึนเป็นหมู่ ๆ เป็นไม้ท่ีอยู่ตำมชำยฝ่ังทะเลท่ีเป็นดิน
ทรำยหรือทรำย มักพบขึ้นตำมชำยฝ่ังตอนเหนือและทำงภำคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ
ออสเตรเลีย ตำมหมู่เกำะในมหำสมุทรแปซฟิ กิ ตงั้ แต่ประเทศอินโดนีเซีย มำเลเซีย ปำกีสถำน ศรีลังกำ
ไทย ไปจนถึงโพลีนีเซีย ท่ีมีอุณหภูมิเฉล่ียอยู่ท่ี 10-35 องศำเซลเซียส ส่วนในบ้ำนเรำสนทะเลมักพบ
ขึ้นเองตำมธรรมชำติในแถบพื้นดินหำดทรำยชำยทะเลท่ัวไปที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ระนอง พังงำ
ตรัง สงจลำ กระบี่ ภเู กต็ และตำมเกำะตำ่ ง ๆ
2.3.6.6 ลักษณะทำงพฤกษศำสตร์
1) ลำต้น
ต้นสนทะเล จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบขนำดกลำงถึงขนำดใหญ่
ลกั ษณะของทรงพุ่มเปน็ รูปกรวยแคบ ปลำยแหลม มีควำมสงู ของลำต้นประมำณ 10-20 เมตร แตบ่ ำง
ต้นอำจมีควำมสูงได้ถึง 50 เมตร ขนำดเส้นผำ่ นศนู ยก์ ลำงถึง 80 เซนติเมตร ลำต้นมีลักษณะเปลำตรง
กง่ิ ชะลูดขึ้นไปทำงปลำยยอด มีกิง่ ทำมุมป้ำนหรอื ตั้งฉำกกับลำต้นและไม่เป็นระเบียบ สว่ นก่ิงยอ่ ยเป็น
สเี ขยี วเรียวเลก็ มำกคล้ำยรูปเข็มต่อกันเป็นปล้อง ๆ เปลือกลำต้นเปน็ สีน้ำตำลปนเทำ เปลอื กแตกเป็น
ร่องตื้น ๆ เป็นสะเก็ดเล็ก ๆ เปลือกด้ำนในเป็นสีน้ำตำลแดง กระพี้เป็นสีน้ำตำลอ่อน แยกจำกแก่น
อย่ำงเหน็ ไดช้ ดั ส่วนแก่นเปน็ สนี ำ้ ตำลแดง นิยมขยำยพันธ์โุ ดยใช้เมลด็ เนือ่ งจำกสะดวกและขยำยพนั ธุ์
ได้เป็นจำนวนมำก แต่สนทะเลก็สำมำรถขยำยพันธ์ุด้วยวิธีกำรปักชำหรือตอนกิ่งได้ แต่ไม่เป็นที่นิยม
นัก สนทะเลเป็นไม้กลำงแจ้ง ท่ีเจริญเติบโตได้ในดินร่วนซุย มีควำมช้ืนหรือเป็นดินร่วนปนทรำยที่มี
กำรระบำยน้ำได้ดี โดยสำมำรถเจริญเติบโตได้ดีต้ังแต่ในพื้นดินที่มีระดับต่ำเท่ำกับระดับน้ำทะเลไป
จนถึงพ้ืนที่ที่มีควำมสูงถึง 1,500 เมตร จำกระดับน้ำทะเล โดยมักพบข้ึนอยู่ตำมชำยฝั่งทะเลเป็น
ส่วนมำก
ภาพที่ 2-29 ลำต้นของตน้ สนทะเล
2) ใบ
ใบเป็นใบประกอบ แบบลดรูปลง มีขนำดเล็กแหลม ลักษณะคล้ำยฟัน
เล่ือยหรือซี่ฟันหรือเกล็ดเล็กละเอียด มีสีขำวแกมเขียว ติดอยู่รอบข้อของกิ่งย่อย ข้อหนึ่งมีใบย่อย
ประมำณ 6-9 ใบ แต่ส่วนใหญ่มักมี 7 ใบ เรียงกันเป็นช่อกลม ลักษณะคล้ำยหนำมแหลม รูป
33
สำมเหลี่ยมและสว่ นของกง่ิ ย่อยสเี ขียวเป็นเสน้ แหลม ๆ คอื ส่วนที่ช่วยทำหนำ้ ท่ใี นกำรปรงุ อำหำรเลี้ยง
ลำต้น
ภาพที่ 2-30 ใบของต้นทะเล
3) ดอก
ดอกเป็นช่อ ดอกเป็นแบบแยกเพศแต่อยู่บนต้นเดียวกัน ดอกมีขนำด
เล็ก ช่อดอกเพศผู้เป็นช่อเชิงลดห้อยลง ดอกเพศผู้จะไม่มีก้ำนดอก จัดเรียงตัวเป็นรูปช่อยำวเรียว ๆ
ออกตรงส่วนยอดของลำต้นหรือท่ีปลำยก่ิง ยำวประมำณ 1-3 เซนติเมตร มีลักษณะเป็นรูปกระบอง
เรียว ๆ สีแดงยำวประมำณ 1-3 เซนติเมตร ใบประดับมีขนสีขำวหนำแน่น ใบประดับย่อยมีสองอัน
ตรงปลำยเป็นติ่งหนำม ส่วนช่อดอกเพศเมียจะอยู่ล่ำงช่อดอกเพศผู้ ลักษณะของดอกทั้งสองก็ต่ำงกัน
ดอกเพศเมียเป็นสีน้ำตำลแดง ช่อดอกเพศเมียมีลักษณะเป็นลูกตุ้มเล็ก ๆ หรือมีลักษณะคล้ำยโคน
(cone) ทรงรูปไข่หรือรูปกระสวย มีขนำดกว้ำงประมำณ 1.5 เซนติเมตร และยำวประมำณ 1.7
เซนตเิ มตร ดอกจะออกตำมก่งิ และง่ำมก่งิ และดอกท้ังสองเพศจะอยู่บนกิง่ ใหญ่ก่ิงเดียวกัน
ภาพท่ี 2-31 ดอกของตน้ สนทะเล
4) ผล
ผลมีลักษณะเป็นลกู กลม ๆ ขนำดเลก็ เรียงชิดกันเปน็ รูปกรวยหรือรูป
รี มีขนำดกว้ำงประมำณ 0.4 นิ้ว และยำวประมำณ 0.5 น้ิว เปลือกผลแข็ง แต่ละผลจะประกอบไป
ด้วยผลยอ่ ยเรียงตัวแทรกอยู่ในผลใหญ่ ผลอ่อนจะเป็นสีเขียวนวล เมื่อแกจ่ ะเปล่ียนเป็นสนี ้ำตำล และ
34
แตกออกตำมรอยประสำน มองเห็นเมล็ดภำยในมำกมำย โดยเมล็ดจะมีลักษณะเป็นปีกบำง ๆ และมี
จำนวนมำก
ภาพที่ 2-32 ผลของตน้ สนทะเล
5) เมล็ด
เมล็ดจะมีลักษณะเป็นรูปกลมรี มีปีกหรือครีบบำง ๆ ท่ีปลำยเมล็ด
ยำวประมำณ 6-7 มิลลิเมตรติดอยู่ มีน้ำหนักเบำและมีขนำดเล็กมำก จึงสำมำรถพัดพำให้ลอยไปไกล
ๆ ได้
ภาพท่ี 2-33 เมล็ดของต้นสนทะเล
2.3.6.7 ประโยชน์ของสนทะเล
1) ใช้เป็นเชอื้ เพลิง ไม้สนทะเลเป็นไม้ทตี่ ดิ ไฟไดด้ ีและใหค้ วำมรอ้ นสูงมำก จน
ไดร้ ับขนำนนำมว่ำ เปน็ ไม้ฟืนที่ดที ่ีสุดในโลก ซ่งึ ติดไฟได้สม่ำเสมอท้ังไม้สดและไม้แห้ง และสำมำรถนำ
ไม้มำใช้เผำเป็นถ่ำนได้ดี ให้ค่ำควำมร้อน 7,410 แคลอร่ี/กรัม (สมำคมป่ำไม้แห่งประเทศไทย, 2527)
นอกจำกน้ีข้ีเถ้ำของไม้สนทะเลยังเก็บควำมร้อนไว้ได้นำนอีกด้วย และใบของสนทะเลในกำรเดิน
เคร่ืองจักรของรถจักรไอน้ำของกำรรถไฟ และในรัฐ karnataka ของอินเดียได้ถือว่ำไม้สนทะเลเป็น
ชนิดไมท้ ีส่ ำคญั สำหรับใชใ้ นกำรปลกู เปน็ สวนปำ่ เพื่อใชท้ ำเปน็ เชื้อเพลงิ
2) ใช้ประโยชน์ในกำรฟอกหนัง เปลอื กของไมส้ นทะเลมีน้ำฝำดและสีซึง่ มีเทน
นนิ อยู่ประมำณ 6-18% น้ำฝำดจำกเปลือกสนทะเลใช้ในกำรฟอกหนัง โดยกำรซึมซำบเข้ำไปในหนัง
35
ที่ฟอกอย่ำงรวดเร็ว ทำให้หนังพองตัวและมีลักษณะอ่อนนุ่ม สีของหนังท่ีฟอกด้วยเปลือกสนทะเลจะ
เป็นสนี ำ้ ตำลปนแดงออ่ น ๆ
3) ใช้ประโยชน์ในกำรทำกระดำษ เน้ือไม้ของสนทะเลสำมำรถนำมำใช้ทำ
กระดำษได้โดยใช้ Neutral sulfite semi-chemical
4) เน้ือไม้ใช้ทำเสำเขม็ ในกำรก่อสร้ำง เสำโป๊ะ เสำบ้ำน เสำไฟฟำ้ ทำเป็นโครง
นั่งร้ำน ดำ้ มเครือ่ งมอื ด้ำมแจว แอก ลอ้ เกวียน เปน็ ตน้
5) ใช้เป็นสมุนไพร สำมำรถนำเปลือกมำต้มกับน้ำเป็นยำฝำดสมำนใช้รักษำ
โรคท้องเดินเรอื้ รังและแก้บิด กงิ่ แขนงเอำมำชงกับน้ำรับประทำนเป็นยำขับปสั สำวะ
6) ประโยชน์ดำ้ นอื่น ๆ เช่น ปลูกตำมหำดทรำยทะเลเพื่อป้องกันกำรกัดเซำะ
ของน้ำทะเล ปลูกเป็นแนวกันลมได้ดี ใช้ปลูกในพ้ืนที่ดินเสื่อมโทรมเพ่ือแก้ปัญหำในเร่ืองกำรใช้ที่ดิน
เส่ือมโทรมให้เป็นประโยชน์ ใช้ปลูกเป็นร้ัวบ้ำน นิยมนำสนทะเลไปปลูกเป็นไม้ประดับเน่ืองจำกตัด
และตกแตง่ เปน็ รูปทรงต่ำง ๆ ไดส้ วยงำม
2.3.6.8 สรรพคุณของสนทะเล
1) แกน่ - ช่วยลดระดับนำ้ ตำลในเลอื ด แก้อำกำรอ่อนเพลีย เปน็ ยำแก้ไข้ ชว่ ย
แกอ้ ำกำรคลื่นเหียนอำเจียน
2) เปลือก - แก้โรคเหน็บชำ เป็นยำฝำดสมำนเพ่ือรกั ษำโรคท้องเดนิ เรอ้ื รงั แก้
บดิ แกโ้ รคท้องรว่ ง เปลือกถ้ำใช้มำกจะมฤี ทธ์ิไปบบี มดลูก ทำให้ประจำเดือนมำเปน็ ปกติ
3) ใบ - เปน็ ยำแก้อำกำรจุกเสยี ด
4) กงิ่ - เป็นยำขับปัสสำวะ
5) น้ำมนั - ชว่ ยแก้อำกำรเคล็ดขดั ยอก แก้อักเสบ
6) เมล็ด - นำมำบดหรอื ป่นใหล้ ะเอียด ใชเ้ ป็นยำแก้อำกำรปวดศรี ษะ
2.3.6.9 แหลง่ ท่ีพบ : หน้ำอำคำรตลำด, โรงอำหำร
2.3.7 ตน้ เล็บมือนำง
ภาพท่ี 2-34 ตน้ เล็บมือนำง
36
2.3.7.1 ช่ือวิทยำศำสตร์ : Quisqualis indica L.
2.3.7.2 ช่อื วงศ์ : Combretaceae
2.3.7.3 ชอ่ื สำมัญ : Rangoon creeper, Drunken sailor
2.3.7.4 ชือ่ พื้นเมือง :
1) แสมแดง (ชมุ พร)
2) มะจีมง่ั จำ๊ มงั จะมั่ง (ภำคเหนือ)
3) ไทห้ ม่อง (กะเหรย่ี ง-แม่ฮ่องสอน)
2.3.7.5 ลกั ษณะของเล็บมอื นำง
1) ตน้ เล็บมือนำง
มีถ่ินกำเนิดในเอเชียเขตร้อนท่ัวไป โดยจัดเป็นไม้เถำเลื้อยเน้ือแข็ง
ขนำดกลำง เลื้อยพำดพันไปกับต้นไม้อื่น ยำวได้ประมำณ 5-7 เมตร และอำจเล้ือยไปได้ไกลมำกกว่ำ
10 เมตร แตกกง่ิ ก้ำนสำขำเป็นพุ่มหนำทึบ เถำอ่อนเปน็ สีเขียว ตำมลำต้นและเถำออ่ นมีขนสเี หลือหรือ
สีน้ำตำลอมเทำปกคลุมอยู่ แตต่ ้นแก่ผิวจะเกลี้ยง โดยเถำแก่เปลือกลำต้นเปน็ สีนำ้ ตำลปนแดง เปลือก
คอ่ นขำ้ งเรียบ หรือมีหนำมเล็กน้อย ต้องหำหลักยึดหรือร้ำนให้ลำเถำมีที่เกำะยึด ขยำยพันธุ์ด้วยเมล็ด
กำรตอนกิ่ง หรือเอำเง้ำไปปลูกก็ได้ แต่ต้องฝักให้ลึกประมำณ 4 น้ิว เป็นพรรณไม้กลำงแจ้ง ชอบ
แสงแดดแบบเต็มวัน ต้องกำรน้ำและควำมช้ืนปำนกลำง เจริญเติบโตได้ดีในดินปนทรำยหรือดินร่วน
ปนทรำยที่ระบำยนำ้ ดี เติบโตได้เร็ว และจะเลอ้ื ยขึ้นเป็นพุ่มตำมรำ้ นทีเ่ ตรียมไวใ้ ห้
ภาพท่ี 2-35 ลำตน้ ต้นเล็บมอื นำง
2) ใบ
ใบเล็บมือนำง ใบเป็นใบเด่ียว ออกตรงข้ำมกันเป็นคู่ ๆ ลักษณะของ
ใบเป็นรูปมนแกมขอบขนำนหรือเป็นรูปใบหอก ปลำยใบแหลมหรือมนและมีต่ิงแหลม โคนใบจักเว้ำ
เข้ำเล็กน้อย ส่วนขอบใบเรียบหรือเป็นคล่ืน ใบมีขนำดกว้ำงประมำณ 10-12 เซนติเมตร และยำว
37
ประมำณ 14-18 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียว เนื้อบำง ท้องใบมีขนปกคลุมเป็นจำนวนมำก ใบอ่อน
เปน็ สีเขียวอมแดง เน้อื ใบบำงค่อนข้ำงเหนยี ว ก้ำนใบยำวประมำณ 1 เซนติเมตร
ภาพท่ี 2-36 ใบต้นเล็บมือนำง
3) ดอก
ดอกเล็บมือนำง ออกดอกเปน็ ช่อตำมซอกใบและที่ปลำยกง่ิ หรือยอด
ของลำต้น ในช่อหนึ่งจะมีดอกประมำณ 10-20 ดอก กลีบเลี้ยงเป็นหลอดยำวสีเขียว โดยมีควำมยำว
ประมำณ 3-4 น้ิว กลีบเล้ียงเชื่อมติดกันเป็นหลอดเล็ก ปลำยแหลม มี 5 กลีบ โคนกลีบดอกเช่ือม
ติดกันเป็นรูปหลอดรูปทรงกระบอกยำว ส่วนปลำยแยกเป็น 5 กลีบ เม่ือดอกบำนจะมีขนำดเส้นผ่ำน
ศูนย์กลำงประมำณ 3-4 เซนติเมตร มีทั้งดอกลำและดอกซ้อน โดยช่อดอกเมื่อเริ่มบำนจะเป็นสีขำว
หรือสีชมพูอ่อน เมื่อดอกบำนเต็มท่ีแล้วจะเปล่ียนเป็นสีชมพูเข้ม โดยดอกย่อยจะค่อย ๆ ทยอยบำน
และเม่ือใกล้โรยจะเปล่ียนเป็นสีแดง ดอกมีกล่ินหอมแรง โดยเฉพำะในตอนค่ำ และโคนกลีบดอกมีใบ
ประดับ หลอดของดอกจะโค้งเล็กน้อย และมีเกสรยำวยื่นออกมำจำกกลำงดอก เกสรเพศผู้มี 10 อัน
และเกสรเพศเมยี 1 อัน ออกดอกในช่วงเดือนเมษำยนถงึ เดือนมิถนุ ำยน
ภาพที่ 2-37 ดอกต้นเล็บมือนำง
38
4) ผล
ผลเล็บมือนำง ผลเป็นผลแห้งและแข็ง ลักษณะของผลเป็นรูป
กระสวย มีสัน 5 สันตำมยำว ผลมีขนำดโตประมำณ 0.5 นิ้ว และยำวประมำณ 1.5 นิ้ว ผลสุกเป็นสี
น้ำตำลอมสีดำ ภำยในผลมเี มล็ด 1 เมล็ด
ภาพที่ 2-38 ผลตน้ เล็บมือนำง
2.3.7.6 ประโยชน์ของเลบ็ มือนำง
ใบอ่อนสำมำรถนำมำรับประทำนได้ นิยมรับประทำนกันในประเทศ
อินโดนีเซีย ใช้ได้ท้ังดิบและสุก ในบ้ำนเรำใช้รับประทำนร่วมกับน้ำพริกต่ำงๆแต่ไม่เป็นท่ีนิยม ในใบมี
คุณคำ่ ทำงอำหำรเหมือนผักชนิดอ่ืน ดอกเลบ็ มอื นำงนำมำรับประทำนได้เช่นกัน ส่วนใหญจ่ ะนำมำชุบ
แป้งทอด หรอื นำมำยำรวมกับดอกไม้ทำนได้ชนิดอื่นๆ แต่กำรจะนำมำเป็นอำหำรได้นั้น ควรจะม่ันใจ
ว่ำไมม่ ีกำรฉีดยำพ่นเพ่ือไล่หนอน นอกจำกเปน็ อำหำรแล้วประโยชน์หลักๆคือ ปลกู เป็นไมป้ ระดบั ตำม
รั้วหรือขึ้นร้ำนเป็นหลังคำที่น่ังผักผ่อนหรือปลูกตำมที่ต่ำงๆ เป็นไม้โตเร็ว ปลูกง่ำย มีดอกสวยงำม ให้
กลิ่นหอมเย็น
2.3.7.7 สรรพคุณของต้นเล็บมอื นำง
1) รำก - ช่วยแก้อำกำรไอ เป็นยำบำรุงธำตุ ช่วยทำให้เจริญอำหำร ช่วยแก้
อำกำรตกขำวของสตรี แก้ตำนขโมย แกเ้ ด็กเป็นซำง
2) ใบ - แก้ตัวร้อน แก้ปวดศีรษะ แก้อำกำรวิงเวียน แก้ไข้ ตำใบพอกรักษำ
แผล เป็นยำสมำนแผล หรอื ใชท้ ำแก้แผลฝี แก้อกั เสบ
3) ดอก - ดอกสดนำไปเป็นอำหำรจะมสี รรพคุณชว่ ยยอ่ ยได้ ดอกแหง้ ใชต้ ม้ กับ
นำ้ แลว้ นำมำด่ืมจะมสี รรพคณุ เปน็ ยำแก้ทอ้ งเสยี ได้
4) ผล - ช่วยย่อยอำหำรให้ดีขึ้น ช่วยลดอำกำรข้ำงเคยี งทเี่ กิดจำกกำรหดเกร็ง
ของกล้ำมเนือ้ กระบงั ลมได้ และทำให้ม้ำมแขง็ แรง
2.3.7.8 แหลง่ ท่ีพบ : บ้ำนพกั ครู
39
2.3.8 นนทรี
ภาพที่ 2-39 ต้นนนทรี
2.3.8.1 ชื่อวทิ ยำศำสตร์ : Peltophorum pterocarpum (DC.) Back. ex Heyne
2.3.8.2 ชอ่ื วงศ์ : CAESALPINIACEAE
2.3.8.3 ชอ่ื สำมญั : Copper pod, Yellow flame, Yellow poinciana
2.3.8.4 ชอ่ื พ้นื เมือง :
1) สำรเงนิ (แม่ฮอ่ งสอน)
2) กระถินป่ำ กระถินแดง (ตรำด)
2.3.8.5 ลักษณะของนนทรี
1) ลำต้น
ต้นนนทรี เป็นต้นไม้ที่มีถ่ินกำเนิดในอินเดียภำคตะวันออกและภำคใต้
รวมไปถึงประเทศศรีลังกำ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งประเทศไทยไปจนถึงประเทศฟิลิปปินส์
และทวีปออสเตรเลียตอนเหนือ โดยจัดเป็นไม้ยืนต้นขนำดกลำง ลำต้นค่อนข้ำงเปลำตรง มีควำมสูง
ของต้นประมำณ 8-15 เมตร ลำต้นแตกกิ่งก้ำนเป็นพุ่มทรงเรือนยอดแผ่กว้ำงเป็นรูปร่มหรือเป็นทรง
กลมกลำย ๆ เปลอื กลำต้นเปน็ สเี ทำอมสดี ำ เปลอื กค่อนข้ำงเรยี บ และอำจแตกเป็นสะเก็ดเล็ก ๆ ตำม
กิ่งก้ำนอ่อนมีขนละเอียดสีน้ำตำลแดงปกคลุมอยู่ ส่วนกิ่งแก่เกลี้ยง ขยำยพันธ์ุด้วยวิธีกำรเพำะเมล็ด
ขน้ึ ได้ในดินท่ัวไป ชอบควำมชื้นปำนกลำงและแสงแดดเต็มวัน เปน็ ต้นไม้ท่ีมกั ผลัดใบเม่ือมีอำกำศแห้ง
แลง้ ชอบข้นึ ตำมป่ำชำยหำด
40
ภาพท่ี 2-40 ลำต้นของต้นนนทรี
2) ใบ
ใบนนทรี ใบออกเป็นช่อเรียงสลับเวียนกันถ่ี ๆ ใบเป็นใบประกอบ
แบบขนนกสองชน้ั ออกเรยี งเวยี นสลบั หนำแน่นท่ีปลำยกิ่ง ช่อหน่ึงยำวประมำณ 20-27 เซนติเมตร มี
ใบย่อยที่ออกตรงข้ำมกันเป็นคู่ ๆ ประมำณ 9-13 คู่ แขนงย่อยคู่ต้น ๆ จะสั้นกว่ำคู่ถัดไป และคู่ที่อยู่
ปลำยช่อก็จะสั้นเช่นกัน ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปขอบขนำน ปลำยใบมนหรือหยักเว้ำเล็กน้อย โคน
ใบมนเบี้ยว ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนำดกว้ำงประมำณ 0.5 เซนติเมตรและยำวประมำณ 1-1.5
เซนตเิ มตรหลังใบเรียบเป็นสีเขียวเข้ม ส่วนทอ้ งใบเรยี บเปน็ สีเขียวอ่อน
ภาพท่ี 2-41 ใบของต้นนทรี
3) ดอก
ดอกนนทรี ออกดอกเป็นช่อขนำดใหญ่ตั้งขึ้น โดยจะออกตำมง่ำมใบ
หรือที่ปลำยก่ิง มีกิ่งแขนงในช่อดอก ช่อดอกมีควำมยำวประมำณ 20-30 เซนติเมตรและกว้ำง
ประมำณ 20 เซนติเมตร ดอกย่อยเป็นสีเหลืองสด กลีบดอกมี 5 กลีบ กลีบดอกมีลักษณะบำงและ
ค่อนข้ำงยับย่น โคนกลีบมีขนสีน้ำตำลอยู่ประปรำย ดอกเม่ือบำนเต็มที่จะกว้ำงประมำณ 1.6-1.8
เซนติเมตร ส่วนกลีบเลี้ยงดอกมี 5 กลีบ ขอบกลีบวำงเกยทับกัน ดอกมีเกสรเพศผู้จำนวน 10 ก้ำน
โดยทั่วไปจะเริ่มออกดอกในช่วงเดือนกุมภำพันธ์ถึงเดือนมีนำคม และออกดอกทั้งต้นในช่วงเดือน
41
มีนำคมถึงเดือนพฤษภำคม แต่อำจขยำยเวลำได้ตำมลักษณะของดินฟำ้ อำกำศในแต่ละปี และลักษณะ
ของพันธุกรรมของตน้ นนทรแี ตล่ ะตน้
ภาพท่ี 2-42 ดอกของต้นนทรี
4) ผล
ผลนนทรี เน่ืองจำกต้นนนทรีเป็นพืชในตระกูลถั่ว จึงออกผลเป็นฝัก
ฝักมีลักษณะแบนเป็นรูปหอก ปลำยฝักและโคนฝักเรียวแหลม มีขนำดกว้ำงประมำณ 2 เซนติเมตร
และยำวประมำณ 5-12 เซนติเมตร ฝักสดเป็นสีเขียวพอแห้งแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตำล ภำยในฝักมี
เมล็ดวำงตัวเรียงขวำงกับฝักประมำณ 1-4 เมล็ด เมล็ดมีควำมแข็งแรง มีรูปร่ำงและขนำดเท่ำใบย่อย
โดยฝักจะแก่ในช่วงเดือนพฤศจกิ ำยน
ภาพที่ 2-43 ผลของต้นนนทรี
2.3.8.6 ประโยชนข์ องนนทรี
1) ยอดและฝักออ่ นใชเ้ ป็นอำหำรประเภทผักเหนำะ ให้รสชำตฝิ ำดมัน
2) เปลือกต้นเม่ือนำไปต้มจะให้สีน้ำตำลอมเหลือง ซ่ึงนำมำใช้ในกำรย้อมผ้ำ
ฝำ้ ยบำตกิ หรอื ใชพ้ มิ พผ์ ำ้ ปำเต๊ะ ใช้ย้อมแหและอวน
3) เนื้อไม้นนทรีมีสีน้ำตำลอมสีชมพู เป็นมันเลื่อม เสี้ยนไม้ตรงหรือเป็นคล่ืน
บ้ำง เนื้อไม้มีควำมหยำบปำนกลำง เลื่อยผ่ำไสกบตบแต่งได้ง่ำย มอดปลวกไม่กิน ใช้ในกำรก่อสร้ำง
บ้ำนเรือนได้เป็นอย่ำงดี เชน่ ทำพ้ืน เพดำน ฝำ รอด ตง อกไก่ หรือใช้ทำเครอ่ื งเรือน เครื่องใช้ ทำหีบ
พำนท้ำยปนื คันไถ ฯลฯ หรอื ใชเ้ ผำทำถ่ำน อกี ทงั้ ยังเชอื่ ว่ำเปน็ ไม้มงคลอีกดว้ ย
4) ต้นนนทรีเป็นพันธุ์ไมโ้ ตเร็ว ปลูกง่ำย มีควำมแข็งแรงทนทำน มีรูปทรงของ
ตน้ และมีดอกที่สวยงำม ดอกมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ จึงเหมำะสำหรับนำมำปลูกเป็นไม้ประดับตำมอำคำร
42
สถำนที่ต่ำง ๆ สวนสำธำรณะ รีสอร์ท ริมทะเล ริมถนน ทำงเดิน หรือท่ีจอดรถ ใช้ปลูกเพื่อให้ร่มเงำ
และปอ้ งกนั ลมได้ดี ใช้เปน็ ร่มเงำในสวนกำแฟไดด้ ีมำก เพรำะเป็นไม้ตระกูลถว่ั จึงชว่ ยบำรุงดินให้อดุ ม
สมบูรณข์ ึ้นไดอ้ ีกด้วย
2.3.8.7 สรรพคุณของนนทรี
1) เปลือกต้น - มรี สฝำดรอ้ น ใชเ้ ป็นยำกล่อมเสมหะและโลหติ ชว่ ยปดิ ธำตุ ใช้
เปน็ ยำขับผำยลม ชว่ ยแก้อำกำรทอ้ งรว่ ง ท้องเสยี ได้ ช่วยแก้บิด เป็นยำขบั โลหิต ขับประจำเดือนของ
ของสตรี ใช้เป็นยำสมำนแผลสด
2) ยอด - ใชเ้ ปน็ ยำทำแก้โรคเจด็ (โรคผิวหนงั ชดิ หนึ่ง)
2.3.8.8 แหลง่ ท่ีพบ : สถำบันกำรศึกษำอำชีวตะวันออก, อำคำรก่อสรำ้ ง
2.3.9 มะม่วงป่ำ
ภาพที่ 2-44 มะมว่ งป่ำ
มะม่วงป่ำ จัดเป็นมะม่วงพันธุ์ด้ังเดิมที่พบแพร่กระจำยในป่ำต่ำงๆทั่วประเทศ ซ่ึงมี
ลกั ษณะลำตน้ ใบ และผลทีแ่ ตกต่ำงกนั ในแต่ละท้องท่ี แต่ผลจะมลี กั ษณะทค่ี ล้ำยคลึงกนั มำก
ผลมีขนำดเล็ก ค่อนข้ำงกลม เปลือกผล และเนื้อผลบำง แต่มีกลิ่นหอม ทั้งในผลดิบ และ
ผลสุก นิยมรับประทำนสดจิ้มพริกเกลือหรือทำน้ำพริก รวมถึงนำมำดอง ส่วนผลสุกมีกลิ่นหอมแรง
เน้ือมรี สหวำน ใชร้ ับประทำนเปน็ ผลไม้ รวมถงึ แปรรูปเป็นไวน์ น้ำผลไม้ หรือไอศกรมี เปน็ ตน้
2.3.9.1 วงศ์ : Anacardiaceae
2.3.9.2 ช่อื วิทยำศำสตร์ : Mangifera caloneura Kurz
2.3.9.3 ช่ือสำมัญ : Mango tree (Mangifera caloneura Kurz)
2.3.9.4 ชอ่ื ท้องถนิ่ :
1) มะม่วงป่ำ (ภำคกลำง และท่วั ไป)
2) มะม่วงเทพรส (รำชบรุ )ี
3) หมำกม่วงป่ำ (ภำคอีสำน)
4) มะม่วงละวำ้ (ภำคใต)้
43
5) มะม่วงกะล่อน (ประจวบครี ีขนั ธ์)
6) มะม่วงรำวำ, รำวอ (นรำธวิ ำส)
2.3.9.5 ถนิ่ กำเนิด และกำรแพรก่ ระจำย
มะม่วงป่ำ เป็นมะม่วงพันธ์ุดั้งเดิมท่ีมีถ่ินกำเนิดในแถบเอเชียตะวันออก
เฉียงใต้ พบได้ในพม่ำ จีนตอนใต้ ลำว กัมพูชำ รวมถึงประเทศไทย พบแพร่กระจำยตำมป่ำเต็งรัง
ป่ำเบญจพรรณ ปำ่ ดิบช้ืนหรอื ปำ่ พรุ ซึ่งลกั ษณะลำตน้ ใบ และผลจะแตกตำ่ งกันในแตล่ ะพ้นื ท่ี
2.3.9.6 ลักษณะทำงพฤกษศำสตร์
1) ลำต้น
มะม่วงป่ำ เป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบขนำดกลำง ลำต้นสูงประมำณ 20-
25 เมตร ลำต้นกลม และตั้งตรง ลำต้นแตกก่ิงเป็นทรงพุ่มบริเวณปลำยลำต้น จำนวนกิ่งปำนกลำง
เปลือกลำต้นมีสีน้ำตำลอมเทำ เปลือกแตกเป็นร่องสี่เหลี่ยมตำมแนวยำว เปลือกลำต้นด้ำนในมีสี
เหลือง แต่เมอ่ื ถำกทิ้งให้สัมผัสอำกำศจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตำลอมดำ ส่วนเนื้อไม้เปน็ ไม้เน้อื แขง็ สำมำรถ
นำไปใช้ประโยชน์ในงำนกอ่ สร้ำงได้
ภาพท่ี 2-45 ลำต้นของต้นมะมว่ งป่ำ
2) ใบ
ใบมะม่วงป่ำ ออกเป็นใบเด่ียว เรยี งออกสลับกันตำมกิ่ง ใบมีก้ำนใบสี
เขียว ยำวประมำณ 3-5 เซนติเมตร ใบมีรูปหอก ฐำนใบมน ปลำยใบแหลม แผ่นใบเหนียว มีสีเขียว
เข้ม และเป็นมัน ขอบใบเรียบ ขนำดใบกว้ำงประมำณ 3.5-5 เซนติเมตร ยำวประมำณ 4.5-20
เซนติเมตร ยอดออ่ นหรือใบอ่อนมสี มี ่วงอมแดง
44
ภาพที่ 2-46 ใบของต้นมะม่วงป่ำ
3) ดอก
ดอกมะม่วงป่ำ ออกเป็นช่อแขนง แทงออกบริเวณยอดก่ิง แต่ละช่อ
ดอกประกอบด้วยช่อดอกย่อย และแต่ละช่อดอกย่อยมีดอกย่อยขนำดเล็กจำนวนมำก ดอกย่อยมี
ลักษณะกลม มีสีเหลืองอ่อนหรือสีครีม ประกอบด้วยกลีบเล้ียง จำนวน 5 กลบี และกลีบดอก จำนวน
5 กลีบ ภำยในมีเกสรตัวผู้ 5 อัน เม่ือดอกบำนจะส่งกลิ่นหอมอบอวน ท้ังน้ี ดอกย่อยมีทั้งดอกสมบูรณ์
เพศ และไมส่ มบรู ณ์เพศ
ภาพท่ี 2-47 ดอกของตน้ มะม่วงป่ำ
4) ผลและเมลด็
ผลมะม่วงปำ่ มรี ูปทรงกลม ขนำดผลประมำณ 2.5-3 เซนตเิ มตร ยำว
ประมำณ 2.5-3.2 เซนตเิ มตร ผลอ่อนมีสีเขยี ว ผลสกุ คอ่ ยเปล่ียนเปน็ สเี ขยี วอมเหลอื ง และสกุ จดั เปน็ สี
เหลืองทั่วผล พรอ้ มสง่ กล่ินหอม เปลอื กผลบำง เนอื้ ผลเม่อื สุกมีสีเหลือง และค่อนข้ำงบำง ส่วนเมลด็ มี
ขนำดใหญ่ มลี กั ษณะกลม และคอ่ นข้ำงแบน เปลอื กเมลด็ แข็ง และเปน็ รอ่ งตำมแนวตง้ั ท่วั เปลอื ก
45
ภาพที่ 2-48 ผลของตน้ มะม่วงป่ำ
5) ฤดอู อกดอก และติดผล
ดอกมะม่วงป่ำจะออกดอกก่อนมะม่วงพันธุ์อ่ืนๆ คือในช่วงประมำณ
เดือนธันวำคม และเร่ิมติดผลหลังออกดอกต้ังแต่ช่วงปลำยเดือนธันวำคม และสำมำรถเก็บผลดิบ
รับประทำนไดต้ ้งั แต่ชว่ งเดือนกุมภำพนั ธ์
2.3.9.7 ประโยชน์มะมว่ งป่ำ
1) ผลสุกมะม่วงป่ำมีสีเขียวอมเหลืองหรือสีเหลืองทั้งผล เปลือกผล และเนื้อ
ผลคอ่ นขำ้ งบำง แต่มีรสหวำน และมีกล่ินหอมมำก จงึ ใชร้ บั ประทำนเปน็ ผลไม้
2) ผลดิบมะม่วงป่ำ นิยมเก็บสอยมำรบั ประทำนจมิ้ กับพริกเกลือ เพรำะมีกล่ิน
หอม มีรสเปรี้ยวพอเหมำะ และมีควำมกรอบ นอกจำกนั้น ชำวอีสำนยังนิยมนำผลดิบมำทำน้ำพริก
หรอื ตำใสก่ ะปอมหรือแย้ทเี่ รียกว่ำ ก้อยแยห้ รือกอ้ ยกะปอม เพรำะใหก้ ล่ินหอมตำ่ งจำกมะมว่ งชนิดอ่ืน
3) ผลดิบมะม่วงป่ำท่ีเปลือกเมล็ดยังไม่เข้ำแกนหรือแข็ง นิยมใช้ดองเกลือเป็น
มะม่วงดอง ซงึ่ มีรสอร่อยมำกกวำ่ มะม่วงดองชนิดอ่ืนๆ
4) ผลสุกมะม่วงป่ำนำมำแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่ำงๆ อำทิ ไวน์ ไอศกรีม และ
มะมว่ งกวน เป็นตน้
5) ยอดอ่อนหรือใบอ่อนใช้รับประทำนสดหรือรับประทำนจิ้มน้ำพริก มีรส
เปรี้ยวอมเฝอื่ นเล็กน้อย
6) เนื้อไม้เป็นไม้เน้ือแข็ง เน้ือไม้วงนอกมีสีเหลืองอมน้ำตำลเล็กน้อย เน้ือไม้วง
ในสุดมีด่ำงสีน้ำตำลอมดำ สำมำรถใช้แปรรูปเป็นฝำบ้ำน วงกบ ไม้ฝ้ำ เป็นต้น รวมถึงแปรรูปเป็น
เฟอร์นเิ จอร์ และเครื่องมือ เคร่ืองใชต้ ่ำงๆ
7) เน้ือไม้ท่อนใหญ่ใช้เผำถ่ำน หรือผ่ำเป็นฝืน ส่วนก่ิงใช้เป็นฝืนหุงหำอำหำร
เช่นกัน
46
8) เปลือกใช้ต้มย้อมผ้ำ ด้วยกำรสับเอำเฉพำะเปลือกด้ำนใน นำมำต้มน้ำใน
อัตรำส่วนเปลือกมะม่วงป่ำกับน้ำที่ 1:2 พร้อมใส่สำรส้มเป็นสำรช่วยย้อม หำกย้อมผ้ำ 1 กิโลกรัม จะ
ใช้เปลือกมะมว่ งปำ่ ประมำณ 15 กิโลกรมั ผ้ำย้อมทไ่ี ด้มสี ีน้ำตำลอ่อน
2.3.9.8 สรรพคณุ มะมว่ งป่ำ
1) ผลมะม่วงป่ำ ช่วยต้ำนโรคมะเร็ง ต้ำนอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอควำมแก่
ช่วยเสรมิ ภูมิตำ้ นทำน
2) เปลือกลำตน้ (ตม้ ดมื่ ) แก้อำกำรทอ้ งเสีย ช่วยขับปสั สำวะ
2.3.9.9 แหลง่ ท่ีพบ : สนำมบำส, บำ้ นพักครู, โดมพระวิษณุ
2.3.10 พะยอม
ภาพที่ 2-49 ตน้ พะยอม
2.3.10.1 ช่อื สำมญั : Shorea, White meranti
2.3.10.2 ชื่อวทิ ยำศำสตร์ : Shorea roxburghii G.Don
2.3.10.3 วงศ์ : Dipterocarpaceae
2.3.10.4 ชอื่ ทอ้ งถน่ิ
1) แดน (เลย)
2) ยำงหยวก (น่ำน)
3) กะยอม เชยี ง เซยี ว เซี่ย (เชียงใหม)่
4) พะยอมทอง (ปรำจีนบรุ ี สุรำษฎรธ์ ำนี)
5) ขะยอมดง พะยอมดง (ภำคเหนอื )
6) สกุ รม (ภำคกลำง)
7) คะยอม ขะยอม (อสี ำน)
47
8) ยอม (ภำคใต)้
9) ขะยอม (ลำว)
2.3.10.5 ลักษณะของตน้ พะยอม
1) ต้นพะยอม (ต้นพยอม)
มถี ่ินกำเนิดในประเทศไทยและเอเชีย เช่น ประเทศพม่ำ ลำว ศรี
ลังกำ และฟิลิปปินส์ จัดเป็นไม้ยืนต้นขนำดกลำงถึงขนำดใหญ่ ผลัดใบ มีควำมสูงประมำณ 15-20
เมตร เส้นผ่ำนศูนย์กลำงของลำต้นอำจยำวถึง 300 เซนติเมตร เปลือกต้นมีสีน้ำตำลหรือสีเทำเข้ม
แตกเปน็ ร่องตำมยำวและเปน็ สะเก็ดหนำ ส่วนเน้อื ไม้มีสีเหลอื งถึงสีน้ำตำล ลักษณะของตน้ เป็นทรงพุ่ม
กลมสวยงำมมำก แตกก่ิงก้ำนจำนวนมำก ถ้ำหำกปลูกในที่โล่งแจ้งและไม่มีพรรณไม้ใหญ่ชนิดอื่นอยู่
ใกล้ ๆ เป็นต้นไมท้ ่ีสวยโดยธรรมชำติ ไม่จำเป็นตอ้ งทำกำรตดั แต่งก่ิงแต่อย่ำงใด ขยำยพันธุ์ดว้ ยวิธกี ำร
เพำะเมล็ดและกำรตอนกิ่ง ซึ่งในปัจจุบันพันธุ์ไม้ชนิดนี้กำลังเริ่มลดน้อยลงไปเร่ือย ๆ โดยสำมำรถพบ
ได้ตำมป่ำเบญจพรรณแล้งและชื้น หรือป่ำดิบแล้งท่ัวไป ทุกภำคของประเทศท่ีควำมสูงจำก
ระดับนำ้ ทะเล 60-1,200 เมตร และดอกพะยอมยงั เป็นดอกไม้ประจำจังหวดั กำฬสินธด์ุ ้วย
ภาพที่ 2-50 ลำต้นของตน้ พะยอม
2) ใบพะยอม
ลักษณะของใบเป็นรูปมนรี ผิวใบเกล้ียงเป็นมัน โคนใบสอบมน ปลำย
ใบแหลม ขอบเรียบเป็นคลื่น ด้ำนหลังใบจะมีเส้นใบมองเห็นชัดเจน ใบมีควำมยำวประมำณ 12-18
เซนตเิ มตรและกวำ้ งประมำณ 6-8 เซนติเมตร
48
ภาพท่ี 2-51 ใบของตน้ พะยอม
3) ดอกพะยอม (ดอกพยอม)
ออกดอกเป็นช่อใหญ่ ออกดอกตำมสว่ นยอดของตน้ ดอกมสี เี หลอื ง
ออ่ นและมีกลนิ่ หอม ดอกมีกลีบ 3 กลบี กลีบดอกเรยี บโคง้ เลก็ นอ้ ย ยำวประมำณ 4-6 เซนติเมตร
โคนกลบี ดอกติดกับกำ้ นดอก มีลกั ษณะกลม ออกดอกพรอ้ มกันเกือบท้ังตน้ โดยจะออกดอกในชว่ ย
เดือนธันวำคมถึงเดือนกมุ ภำพันธ์
ภาพที่ 2-52 ดอกของตน้ พะยอม
4) ผลพะยอม
ผลแห้งมีปีกแบบ Samara ลักษณะเป็นทรงไข่และกระสวย ยำว
ประมำณ 2 เซนตเิ มตร ซ่อนตัวอยู่ในกระพุ้ง โคนปีกมี 5 ปกี ประกอบด้วยปีกยำวรปู ขอบขนำน 3 ปีก
ยำวประมำณ 8 เซนติเมตร มีเสน้ ตำมยำวของปีกประมำณ 10 เสน้ และปีกส้ันมี 2 ปีก มีควำมยำวไม่
เกนิ 3 เซนตเิ มตร ในผลมเี มล็ดหนึ่งเมล็ด ออกผลในชว่ งเดือนมกรำคมถึงเดือนมนี ำคม
49
ภาพท่ี 2-53 ผลของตน้ พะยอม
2.3.10.6 สรรพคุณของพะยอม
1) ดอก - ช่วยบำรุงหัวใจ เปน็ ยำแกไ้ ข้ ดอกใช้ทำเป็นยำหอมไวแ้ กล้ ม
2) เปลือกต้น - ช่วยแก้อำกำรท้องร่วง ท้องเดิน ช่วยแก้ลำไส้อักเสบได้
เป็นยำฝำดสมำนแผลในลำไสไ้ ด้ ชว่ ยสมำนบำดแผล ชำระบำดแผล
2.3.10.7 ประโยชน์ของพะยอม
1) ดอกอ่อนสำมำรถนำมำรบั ประทำนสดได้ หรือจะนำมำลวกเปน็ ผกั ไวจ้ ้ิม
กินกับน้ำพริก ใชผ้ ัดกับไข่ ชบุ ไขท่ อด หรือจะนำมำรับประทำนเปน็ น้ำซุปร้อน ๆ โดยนำมำแกงส้มกไ็ ด้
เช่นกัน โดยคุณค่ำทำงโภชนำกำรของดอกพะยอมในส่วนท่ีกินได้ต่อ 100 กรัม ประกอบไปด้วย
คำรโ์ บไฮเดรต 7.2 กรัม, โปรตีน 4.4 กรัม, ไขมนั 1.1 กรมั , เส้นใย 2.8 กรัม, ธำตเุ หลก็ 0.3 มิลลิกรัม,
และธำตุแคลเซยี ม 46 มลิ ลิกรมั
2) ไม้พะยอม มีสีเหลืองอ่อนถึงสีน้ำตำล สำมำรถนำมำใช้ในกำรก่อสร้ำง
ทั่ว ๆไปได้ เช่น กำรทำเสำบ้ำน ข่ือ รอด ตง พื้น ทำฝำ เรือขุด เครื่องบนเสำกระโดงเรือ แจว พำย
กรรเชียง ครำด ครก สำก ลูกหีบ กระเด่ือง ตัวถังรถ ซี่ล่อเกวียน กระเบ้ืองไม้ นำไปใชท้ ำหมอนรถไฟ
และนำมำใชแ้ ทนไม้ตะเคยี นทองเพรำะมีลักษณะคล้ำย ๆ กัน เปน็ ต้น
2.3.10.8 แหล่งทีพ่ บ : โรงจอดรถ, อำคำรช่ำงเช่ือม
2.3.11 ตน้ สนฉัตร
50
ภาพที่ 2-54 ต้นสนฉัตร
สนฉัตร (Norfolk island pine) จดั เป็นไมส้ นประดับชนิดหน่ึงท่นี ิยมปลกู ในปัจจุบัน
เนื่องจำกแตกกง่ิ แผ่ออกเป็นชั้น ใบมสี ีเขียวสวยงำม ลำต้น และทรงพุ่มไม่ใหญ่ เหมำะสำหรบั กำรปลูก
ในกระถำง และปลกู ในสวนหยอ่ ม
2.3.11.1 ชื่อวทิ ยำศำสตร์ : Araucaria cookii R.Br. (Salisb.) Franco
2.3.11.2 ชอ่ื วงศ์ : ARAUCARIACEAE
2.3.11.3 ชอ่ื สำมัญ : Norfolk Island Pine, House Pine
2.3.11.4 ช่ือพ้ืนเมือง : สนฉัตร
2.3.11.5 ลักษณะทำงพฤกษศำสตร์
1) ลำต้น
สนฉัตรเป็นไม้ขนำดใหญ่ มีอำยนุ ำนหลำยสบิ ปี มีลำต้นสูงมำกกวำ่
6 เมตร ข้นึ ไป จนถึง 45-60 เมตร ลำต้นทมี่ ีขนำดใหญ่สำมำรถมีขนำดได้ถึง 1.5-3 เมตร เปลือกดำ้ น
นอกสำมำรถแกะออกได้เปน็ สะเกด็ บำงๆ กงิ่ แตกออกดำ้ นข้ำงลำตน้ เป็นวงรอบ 4-7 ก่ิง แตโ่ ดยทัว่ ไป
มักจะมีประมำณ 5 ก่ิง ในแต่ละก่งิ จะมกี ิ่งยอ่ ยแตกออกตำมควำมยำวของกิ่ง และจะโคง้ ขึ้นเลก็ น้อยที่
บริเวณปลำยก่ิง
51
ภาพท่ี 2-55 ลำตน้ ตน้ สนฉัตร
2) ใบ
ใบของสนฉัตรแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มใบอ่อนทแ่ี ตกออกใหม่
จะมีลักษณะโค้งเข้ำ มีสีเขียวเข้ม ใบมีลักษณะนุ่ม สีเขียวสด ขนำดประมำณ 1.5 เซนติเมตร และอีก
กลุ่มคือใบที่แก่แล้วจะมีลักษณะปลำยใบมีขนำดเล็ก และแหลม ขึ้นเรียงซ้อนกันเป็นเกล็ดหนำทึบ
และข้ึนเป็นเกลียวรอบกิ่ง อำจมีลักษณะตรงหรือโค้ง ขนำดยำวประมำณ 1-4 เซนติเมตร กว้ำง 0.5-
1.5 เซนติเมตร
ภาพที่ 2-56 ใบตน้ สนฉตั ร
3) ดอก
ดอกสนฉัตรประกอบด้วยเกสรตัวผู้ และเกสรตัวเมียรวมอยู่ในต้น
เดียวกันหรืออำจแยกต้นกันอยู่ ส่วนมำกจะพบแยกต้นกันอยู่ แต่จะพบบ้ำงเล็กน้อยท่ีท้ังสองเกสรอยู่
บนต้นเดียวกัน โดยดอกจะแทงออกบริเวณยอด มีดอกตัวผู้อยู่ด้ำนบน ก้ำนเกสรแต่ละอันประกอบ
ด้วยอับละอองเกสร โดยท่ัวไปจะมีสเี หลืองมว่ งหรือแดงเขม้ ส่วนเกสรตัวเมยี เกดิ ในกระเปรำะรูปกรวย
เปน็ แบบ clavate หรอื sub-globose ประกอบดว้ ยกลีบดอกที่เปน็ หมันทอี่ ยู่ดำ้ นลำ่ ง ส่วนด้ำนบนจะ
52
เป็นท่ีสร้ำงเมล็ด และ scale จำนวนมำก เรียงซ้อนกันเป็นวงต่อเน่ืองกันกับใบ ซึ่งแต่ละอันจะสร้ำง
เปน็ 1 เมลด็
ภาพที่ 2-57 ดอกต้นสนฉัตร
4) เมล็ด
เมล็ดมีลักษณะเป็นรูปทรงกลมขนำดใหญ่ เส้นผ่ำศูนย์กลำง
ประมำณ 10-15 เซนติเมตร บรเิ วณโคน scale มีจำนวนมำก และมกี ำรเรียงตัวแบบเกลียวอยูช่ ิดซอ้ น
กันเป็นเกล็ดๆ ตรงส่วนปลำยมีลักษณะยำวเป็นแบบ lancaolate acuminate ตรงบริเวณขอบมี
ลักษณะบำงลงเป็นปีก (wing) ส่วนบริเวณยอดจะหนำ และแข็ง และอยู่ติดกับเมล็ดเดียวแบนๆไม่มี
ปีก ในแตล่ ะ scale จะประกอบด้วยเมล็ด 1-6 เมล็ด มีขนำดควำมกว้ำงมำกกว่ำควำมยำว ขนำดยำว
ประมำณ 7.5-10 เซนตเิ มตร กวำ้ ง 8.75-11.25 เซนติเมตร ตรงบรเิ วณปลำยของ scale จะแบน และ
นุ่ม
ภาพท่ี 2-58 เมลด็ ของตน้ สนฉตั ร
2.3.11.6 ประโยชน์สนฉัตร
53
1) เนื้อไม้
สนฉัตรในปัจจุบันมีบทบำทมำกในกำรเป็นไมป้ ระดับมำกกวำ่ กำรให้
เน้ือไม้ ซึ่งในอดีตมีกำรนำเน้ือไม้สนฉัตรมำใช้ประโยชน์ในด้ำนงำนก่อสร้ำง และงำนตกแต่งบ้ำน
เน่ืองจำกเน้ือไม้สนฉัตรมีสีออกเหลือง มีเส้นลำยไม้ เมื่อขัด และทำน้ำยำขัดเงำจะให้ควำมสวยงำม
มำก นอกจำกนน้ั เน้ือไม้ยังมีควำมทนทำนอยไู่ ดน้ ำนหลำยปี
2) ไมป้ ระดับ
ปัจจุบัน กำรปลูกสนฉัตรกำลังเป็นที่นิยมเป็นอย่ำงมำก ท้ังใน
ต่ำงประเทศ และในประเทศไทยเอง สำหรับประเทศไทยนิยมปลูกขำยกันมำกในแถบภำคกลำง และ
ภำคเหนือ และมีขำยตำมร้ำนขำยต้นไม้ประดับเกือบทุกจังหวัด เนื่องจำกเป็นต้นสนท่ีมีลักษณะ
สวยงำมไม่เหมือนสนทั่วไป แตกกิ่งเป็นชั้น ใบมีสีเขียวสวยงำม ลำต้น และทรงพุ่มไม่ใหญ่ เหมำะแก่
กำรปลูกในพื้นที่จำกัด รวมถึงสำมำรถปลูกได้ดีในกระถำงสำหรับประดับอำคำรหรือพ้ืนท่ีจำกัด
นอกจำกนน้ั สนฉัตรยงั เป็นพืชท่ีทนตอ่ ควำมแห้งแล้งได้ดี และสำมำรถทนต่อทกุ สภำพดิน โดยปจั จบุ ัน
มรี ำคำตอ่ ตน้ คอ่ นข้ำงสูงตำมอำยุ และควำมสงู ของต้น
สนฉตั รในประเทศไทยนิยมรวมถึงประเทศต่ำงๆ ถูกนำมำใช้
มำกในเทศกำลคริสตม์ ำส ซึง่ ใช้ต้นไม้ประจำวนั ครสิ ต์มำสในทกุ ประเทศ
2.3.11.7 สรรพคุณสนฉัตร และยำสมุนไพร
ในสว่ นของนำ้ ยำงสนฉตั รท่ีให้สีคอ่ นข้ำงขำว และมกี ลิน่ หอม จงึ นิยม
นำมำทำเทียนไข ส่วนทำงกำรแพทย์มกี ำรนำน้ำยำงใชส้ ำหรับทำแก้ฟกซำ้ แกป้ วดเม่อื ย และรักษำ
บำดแผล รวมไปถึงกำรทำให้แห้งเพ่ือใช้เป็นยำบรรเทำควำมเจ็บปวด และสว่ นของเมล็ดสนฉัตร
สำมำรถนำมำรับประทำนเปน็ อำหำรได้
2.3.11.8 แหล่งทพี่ บ : อำคำรคหกรรมศำสตร์
2.3.12 กระถนิ ณรงค์
ภาพท่ี 2-59 ตน้ กระถนิ ณรงค์
54
กระถินณรงค์ จัดเปน็ ไมโ้ ตเร็วที่พบเห็นทว่ั ไปตำมสถำนทีร่ ำชกำร ขำ้ งถนน และสวนป่ำ
ต่ำงๆ นยิ มปลูกเพ่อื ให้ร่มเงำ และประโยชน์จำกเน้ือไม้เปน็ หลกั เนอ่ื งจำกเป็นไมโ้ ตเรว็ สำมำรถ
นำมำใช้ประโยชน์ไดต้ ้ังแต่ 3-5 ปี ข้นึ ไป
2.3.12.1 ชื่อวิทยำศำสตร์ : Acacia auriculiformis A. Cunn. ex Benth.
2.3.12.2 ชื่อวงศ์ : LEGUMINOSAE-MIMOSOIDEAE
2.3.12.3 ช่ือสำมญั : Black wattle, Wattle
2.3.12.4 ชอ่ื พน้ื เมือง : กระถินณรงค์
2.3.12.5 ลักษณะทำงพฤกษศำสตร์
1) รำกและลำต้น
กระถินณรงค์ เปน็ ไม้ขนำดกลำง มีลำต้นสงู ประมำณ 10-20 เมตร
ลำต้นทรงกลม ตง้ั ตรง แตห่ ำกพนื้ ที่แหง้ เล้ียงมำก ลำตน้ จะไมส่ มมำตร เปลอื กของตน้ อำยนุ อ้ ยมสี ีเทำ
ผิวขรขุ ระ เมื่อตน้ เจริญเต็มท่ี เปลอื กเปล่ยี นเป็นสนี ้ำตำลเข้ม ผิวเปน็ ร่องแตกสะเกด็ แตกกิ่งก้ำนมำก
และหนำแนน่ มำกบริเวณเรือนยอด สำมำรถแตกกิ่งได้ในระดับลำ่ งของลำต้น ก่งิ อ่อนมสี ีเขยี ว กงิ่ แก่มี
สนี ำ้ ตำล เน้อื ไม้กระถนิ ณรงค์ เมอ่ื อำยุประมำณ 3-5 ปี จะมสี เี หลอื งอ่อน ยังไม่มีลวดลำยปรำกฏมำก
นัก เม่ืออำยุ 5-10 ปี จะเริ่มีมีเหลืองเข้มจนถึงน้ำตำล และเร่มิ มลี วดลำยใหเ้ หน็ บำ้ ง เมื่ออำยมุ ำกกว่ำ
10 ปี จะมสี นี ำ้ ตำลจนถึงเปน็ สนี ้ำตำลเข้ม เปน็ ลำยด่ำงให้เหน็ ชัดเจน และหำกมีอำยมุ ำกจะมีสนี ำ้ ตำล
เขม้ และมีลำยดำปะปน
ภาพที่ 2-60 ลำตน้ ต้นกระถินณรงค์
2) ใบ
กระถนิ ณรงค์เปน็ พืชไม่ผลัดใบ แตกใบไดต้ ลอดทั้งปี ตน้ ออ่ นแตกใบ
1-2 คู่ เป็นใบผสมขนำดเล็ก เม่ือโตขึ้นใบผสมจะร่วงหมดเกิดเป็นใบเด่ียวแท้ แตกออกตำมกิ่งเรียง
สลับกัน ใบมีลักษณะเรียวยำว และโค้งเป็นรูปเคียว มีสีเขียวเข้ม ลักษณะค่อนข้ำงหนำ ใบกว้ำง
55
ประมำณ 1.2-2.5 ซม. ยำวประมำณ 10-16 ซม. มองเห็นเป็นเส้นใบ 3 เส้น ขนำนกันตำมแนวยำว
จำกโคนใบจรดปลำยใบ
ภาพที่ 2-61 ใบต้นกระถนิ ณรงค์
3) ดอก
กระถินณรงค์ออกดอกเป็นช่อ ตำมซอกใบ ดอกห้อยยำวคล้ำยหำง
กระรอก มีสีเหลือง ส่งกลิ่นหอม แต่ละช่อดอกประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมำก 70-100 ดอก มี
ขนำดเล็กประมำณ 1 มิลลิเมตร ดอกออกปีละ 2 ครัง้ คร้ังแรกในช่วงเดือนมิถนุ ำยน-กรกฎำคม คร้ังท่ี
2 ในช่วงเดือนพฤศจิกำยน-มกรำคม ของอีกปี ใช้เวลำจำกออกดอกถึงดอกบำนประมำณ 45-50 วัน
ดอกทีผ่ สมจะกลำยเปน็ ฝัก ส่วนดอกทีไ่ มไ่ ด้ผสมจะรว่ ง โดยในหน่ึงชอ่ ดอกจะมีดอกที่ผสมตดิ กลำยเป็น
ฝกั ประมำณ 2-5 ฝัก
ภาพท่ี 2-62 ดอกตน้ กระถินณรงค์
56
4) ผล
ผลมีลักษณะเป็นฝัก ม้วนงอขยุกขยิก ฝักอ่อนจะมีสีเขียว ฝักแก่มีสี
น้ำตำลเข้ม และดำตำมอำยุของฝัก เมื่อแก่มำก ฝักจะแตกเป็น 2 ซีก ตำมแนวตะเข็บขอบฝัก แต่ละ
ฝักมีเมล็ดประมำณ 10-15 เมล็ด เมล็ดมีลักษณะกลมแบน มีรกสีเหลืองติดเมล็ด เมล็ดมีขนำด
ประมำณ 2.5-4.5 มิลลิเมตร สีเมลด็ ออกสีน้ำตำลเข้มถงึ ดำ เมล็ดหนกั 1 กิโลกรัม จะมเี มล็ดประมำณ
66,600 เมล็ด
ภาพที่ 2-63 ผลตน้ กระถนิ ณรงค์
2.3.12.6 ประโยชนก์ ระถนิ ณรงค์
1) ไม้กระถินที่มีอำยุน้อยกว่ำ 5 ปี สำมำรถทำเป็นไม้คำยันสำหรับงำน
ก่อสรำ้ งต่ำงๆ รวมถึงใช้ทำเปน็ เสำไม้สำหรับโรงเรอื นหรอื ท่พี ักชวั่ ครำว
2) ไม้กระถินที่มีอำยุน้อยกว่ำ 5 ปี ตัดส่งโรงงำนทำเยื่อกระดำษ สำมำรถ
ขำยไดร้ ำคำดเี ช่นกัน
3) ไม้กระถินท่ีมีอำยุมำกกว่ำ 5 ปี ข้ึนไป สำมำรถนำมำแปรรูปเป็น
เฟอรน์ ิเจอร์ โต๊ะ เก้ำอ้ี และเคร่ืองใชต้ ำ่ งๆ
4) ไม้กระถินท่ีมีอำยุมำกกว่ำ 8 ปี ข้ึนไป สำมำรถนำมำแปรรูปเป็นไม้
สำหรบั กอ่ สร้ำงบ้ำน เชน่ ไม้ปูพื้น ไม้ปูผนัง หน้ำตำ่ ง ประตู เปน็ ต้น
5) เปลือกไม้กระถินมีรสฝำดจำกสำรแทนนินที่มีจำนวนมำก ถูกนำมำใช้ใน
อตุ สำหกรรมฟอกหนงั
6) ลำต้น ปละก่ิงไม้ใช้ทำเป็นฝืนหุงหำอำหำรในครัวเรือน ไม้กระถินณรงค์
อำยุ 2 ปี มคี วำมถ่วงจำเพำะ 0.6-0.75 สำมำรถให้ควำมรอ้ นสงู ที่ 4,800-4,900 แคลอร่/ี กิโลกรัม ติด
ไฟได้ดี และมคี วนั น้อย นอกจำกน้ัน ทอ่ นไม้ท่มี ีขนำดใหญน่ ำไปเผำถ่ำนจะไดถ้ ำ่ นท่ีมคี ุณภำพมำก
2.3.12.8 แหลง่ ท่ีพบ : โรงจอดรถ, โรงอำหำร
57
2.3.13 ประดู่
ภาพท่ี 2-64 ตน้ ประดู่
2.3.13.1 ชือ่ วิทยำศำสตร์: Pterocarpus indicus Willd
2.3.13.2 ชอ่ื วงศ์ : FABACEAE
2.3.13.3 ชื่อสำมญั : Burmese Rosewood, Andaman Redwood, Amboyna
Wood
2.3.13.4 ชอ่ื ท้องถ่ิน
1) ด่บู ้ำน (ภำคเหนือ)
2) ประดบู่ ้ำน ประดู่ลำย ประดกู่ ิง่ อ่อน องั สนำ (ภำคกลำง)
3) สะโน (มำเลย์-นรำธวิ ำส)
4) ด่,ู ประด่ปู ่ำ, ประด่ไู ทย
2.3.13.5 ลักษณะของต้นประดู่
1) ลำตน้
ตน้ ประดู่ เปน็ พรรณไมท้ ี่มถี ่นิ กำเนิดในประเทศมำเลเซีย และอยู่ใน
แถบอันดำมัน มัทรำช เบงกอล ส่วนอีกข้อมลู ระบุว่ำ มถี ิน่ กำเนดิ ในประเทศอนิ เดยี ตน้ ประดู่จัดเปน็
พรรณไม้ยืนต้นขนำดกลำงถงึ ขนำดใหญ่ ลำตน้ มีควำมสูงประมำณ 20-25 เมตร หรอื อำจสงู กวำ่ จะ
ผลดั ใบกอ่ นกำรออกดอก แตกก่ิงก้ำนเป็นทรงพุม่ กวำ้ ง และปลำยกิ่งห้อยลง เปลือกลำต้นหนำเปน็ สี
นำ้ ตำลเทำ แตกหยำบ ๆ เปน็ ร่องลกึ ขยำยพนั ธดุ์ ว้ ยวิธีกำรเพำะเมล็ดและวธิ กี ำรปักชำกิง่ เจริญเติบโต
ไดด้ ใี นดนิ รว่ นซยุ ต้องกำรน้ำปำนกลำง เปน็ พรรณไม้กลำงแจง้ ชอบแสงแดดจัด มกั พบข้ึนตำมป่ำ
เบญจพรรณทำงภำคใต้ สำมำรถปลูกได้ทวั่ ไป
58
ภาพท่ี 2-65 ลำต้นของตน้ ประดู่
2) ใบ
ใบประดู่ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลำยคี่ ออกรวมกันเป็นช่อ
ๆ ใบออกเรียงสลับ แต่ละช่อจะมีใบย่อยประมำณ 7-13 ใบ ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปมนรี รูปไข่
หรอื รปู ขอบขนำน ปลำยใบแหลม โคนใบมนหรือค่อนข้ำงแหลม ส่วนขอบใบเรียบไม่มีหยกั ใบมีขนำด
กว้ำงประมำณ 3-6 เซนติเมตร และยำวประมำณ 4-13 เซนติเมตร แผ่นใบหนำเป็นสีเขียว ผิวใบมีขน
สั้น ๆ ปกคลุมด้ำนท้องใบมำกกว่ำด้ำนหลังใบ ก้ำนใบอ่อนมีขนขึ้นปกคลุมเล็กน้อย เส้นแขนงใบถ่ีโค้ง
ไปตำมรปู ใบ เปน็ ระเบียบ โคนก้ำนใบมีหูใบ 2 อัน ลกั ษณะเป็นเสน้ ยำว
ภาพท่ี 2-66 ใบของตน้ ประดู่
3) ดอก
ดอกประดู่ ออกดอกเป็นช่อแบบชอ่ กระจะ โดยจะออกบรเิ วณซอก
ใบหรือท่ีปลำยกิ่ง โคนก้ำนมีใบประดับ 1-2 อัน ลักษณะเป็นรูปรี กลีบเล้ียงดอกมี 5 กลีบ ติดกันเป็น
ถ้วยสีเขียว ปลำยแยกเป็นแฉก 2 แฉก แบ่งเป็นอันบน 2 กลีบติดกัน และอันล่ำง 3 กลีบติดกัน ส่วน
กลีบดอกมี 5 กลีบ สีเหลืองแกมแสด ลักษณะของกลีบเป็นรูปผีเส้ือ ดอกมีเกสรเพศผู้ 10 อัน ก้ำนชู
อับเรณูติดกันเป็น 2-3 กลุ่ม ส่วนเกสรเพศเมียมี 1 อัน ดอกมีกล่ินหอมแรง จะบำนและร่วงพร้อมกัน
ทั้งตน้ โดยจะออกดอกในช่วงเดือนมนี ำคมถึงเดือนเมษำยน
59
ภาพท่ี 2-67 ดอกตน้ ประดู่
4) ผล
ผลประดู่ ผลเป็นผลแห้งแบบ samaroid ลักษณะของผลเป็นรูป
กลมหรือรแี บน ทข่ี อบมีปีกบำงคล้ำยกับใบโดยรอบคล้ำย ๆ จำนบิน แผน่ ปีกบิดและเปน็ คลืน่ เล็กนอ้ ย
นนู ตรงกลำงลำดไปยังปีก ผลมีขนำดเส้นผ่ำนศูนย์กลำงประมำณ 4-7 เซนติเมตร ส่วนบริเวณปีกยำว
ประมำณ 1-2.5 เซนติเมตร ท่ีผิวมีขนละเอียด ตรงกลำงนูนป่องเป็นท่ีอยู่ของเมล็ด โดยภำยในจะมี
เมล็ดอยู่ 1 เมล็ด เมล็ดมีควำมนูนประมำณ 5-8 มิลลิเมตร ผลอ่อนเป็นสีเขียวแกมเหลือง เมื่อแก่แล้ว
จะเปล่ียนเป็นสีน้ำตำลอ่อน ผิวสัมผัสขรุขระเม่ือผลแก่ ส่วนเมล็ดมีลักษณะคล้ำยกับเมล็ดถั่วแดง ผิว
เรยี บสนี ้ำตำล ยำวประมำณ 0.5-1 เซนติเมตร
ภาพท่ี 2-68 ผลของต้นประดู่
60
ภาพที่ 2-69 เมลด็ ของต้นประดู่
2.3.13.6 สรรพคุณของประดู่
1) เปลือกต้น - มีรสฝำดจัด มสี รรพคณุ เป็นยำบำรงุ รำ่ งกำย เป็นยำแกป้ ำก
เป่อื ย ปำกแตก แกโ้ รคบิด
2) แกน่ เนื้อไม้ - มีรสขมฝำดร้อน มีสรรพคุณเป็นยำบำรุงโลหติ บำรุงกำลัง
บำรงุ ธำตใุ นร่ำงกำย เปน็ ยำแก้ไข้ แก้พษิ ไข้ ส่วนรำกใช้เป็นยำแกไ้ ข้ แก้พิษไข้ เป็นยำแก้เสมหะ ชว่ ย
แก้เลอื ดกำเดำไหล ยำขบั ยำเสมหะ
3) ใบ - ชว่ ยบรรเทำอำกำรระคำยคอได้
4) ผล - มีรสฝำดสมำน มสี รรพคณุ เปน็ ยำแก้อำเจยี น แก้ท้องร่วง
2.3.13.7 ประโยชน์ของตน้ ประดู่
1) ใบอ่อนและดอกประดู่สำมำรถนำมำลวกรับประทำนเป็นอำหำรได้ และ
ยงั สำมำรถนำมำชบุ แปง้ ทอดรบั ประทำนกบั นำ้ จม้ิ เปน็ อำหำรว่ำงได้อีกด้วย
2) ไม้ประดู่ เป็นไม้ท่ีมีคุณค่ำทำงเศรษฐกิจ มีคุณภำพดี เพรำะเป็นไม้เน้ือ
แขง็ เนอ้ื ละเอียดปำนกลำง ปลวกไม่ทำลำย สีสวย มีลวดลำยสวยงำม ตกแตง่ ขดั เงำได้ดี นิยมนำมำใช้
สร้ำงบ้ำนเรือน ทำฝำบ้ำน พ้ืนบ้ำน ทำเสำ ทำคำน ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ เคร่ืองเรอื นต่ำง ๆ หรือนำมำใช้
ทำเกวียน ทำเรือคำนและเรือท่ัว ๆ ไป รวมทั้งส่วนประกอบต่ำง ๆ ของเรือด้วย เพรำะไม้ประดู่มี
คุณสมบัติทนน้ำเค็ม ทำเครื่องมือเคร่ืองใช้ต่ำง ๆ เช่น ด้ำมมีด จำนรองแก้ว ทัพพี ฯลฯ เครื่องดนตรี
เช่น ซอด้วง ระนำด เป็นต้น นอกจำกน้ีประดู่บำงต้นยังเกิดปุ่มตำมลำต้น หรือที่เรียกว่ำ “ปุ่มประดู่”
จึงทำให้ไดเ้ น้ือไม้ท่ีมีคณุ ภำพสูงและงดงำม แต่จะมรี ำคำแพงมำกและหำได้ยำก นิยมนำมำใชท้ ำเครื่อง
เรอื นและเครื่องมอื เคร่อื งใช้ได้อยำ่ งดเี ยีย่ ม
3) เปลือกให้น้ำฝำดสำหรับฟอกหนัง เปลือกและแก่นประดู่ยังสำมำรถ
นำมำใชย้ อ้ มสีผ้ำได้ดี โดยเปลือกจะให้สนี ้ำตำล ส่วนแกน่ จะให้สแี ดงคล้ำ ใบมีรสฝำด สำมำรถนำมำชง
61
กับน้ำใช้สระผมได้ คนไทยนิยมนำต้นประดู่มำปลูกเป็นไม้ประดับตำมอำคำรหรือสถำนที่สำธำรณะ
เชน่ ตำมสวนหรือทำงเดินเท้ำ ปลูกเป็นไม้ให้รม่ เงำและใหค้ วำมสวยงำม อีกทั้งยังช่วยกำจดั อำกำศเสีย
ช่วยกรองฝนุ่ ละออง และกนั ลมกันเสียงได้ดอี ีกดว้ ย ดงั จะเห็นไดใ้ นเมืองใหญ่ ๆ เช่น กรงุ เทพฯ ท่ีจะใช้
ประโยชน์จำกตน้ ประดู่มำกเปน็ พิเศษ
2.3.13.8 แหลง่ ที่พบ : อำคำรองคก์ ำรบริหำรสว่ นจงั หวดั (อบจ.), สนำมบำส, อำคำรปิ
โตรเคม,ี อำคำรชำ่ งเชอื่ มโลหะ, สนำมเทนนสิ , โรงจอดรถ, อำคำรโรงแรมและท่องเท่ยี ว
2.3.14 ยูคำลปิ ตสั
ภาพท่ี 2-70 ยคู ำลปิ ตสั
2.3.14.1 ช่ือสำมญั : Eucalyptus
2.3.14.2 ชอื่ วทิ ยำศำสตร์ : Eucalyptus globulus Labill.
2.3.14.3 ช่อื วงศ์ : MYRTACEAE
2.3.14.4 ช่ือทอ้ งถนิ่ :
1) โกฐจุฬำรส น้ำมันเขียว มันเขียว ยคู ำลปิ (ไทย)
2) อนั เยยี๊ ะ หนำนอัน (จนี กลำง)
2.3.14.5 ลกั ษณะของยูคำลิปตสั
1) ต้นยูคำลปิ ตสั
จดั เป็นไม้ยืนต้น ลำต้นตัง้ ตรง มคี วำมสูงได้ประมำณ 10-25 เมตร
เรอื นยอดเป็นพุ่มหนำทึบค่อนขำ้ งกลม แตกก่ิงกำ้ นมำก เปลือกต้นบำงเรียบเปน็ มันและลอกออกง่ำย
เปลือกต้นเป็นสนี ้ำตำลอ่อนปนขำว หรือมีสีเทำสลับสขี ำวและสนี ำ้ ตำลแดงเป็นบำงแห่ง เปลือกนอก
จะแตกร่อนเปน็ แผน่ ๆ และหลดุ ออกจำกผิวของลำตน้ เม่ือแห้งจะลอกได้ง่ำย กิ่งก้ำนเล็กเป็นเหลยี่ ม
มจี ุดตำกลม