The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by saowalak prempree, 2020-11-03 04:13:39

โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช

กลุ่ม 1

62

ภาพที่ 2-71 ลำต้นของยูคำลิปตสั
2) ใบ

ใบยูคำลปิ ตสั ใบเปน็ ใบเด่ียวออกเรียงสลบั เปน็ คู่ ใบหอ้ ยลง ลักษณะ
ของใบเปน็ รูปหอก ปลำยใบแหลม ใบมขี นำดกว้ำงประมำณ 2-7 เซนตเิ มตรและยำวประมำณ 12-30
เซนตเิ มตร แผน่ ใบหนำเป็นสีเขียวอมสีน้ำเงิน มผี งคลำ้ ยแป้งปกคลมุ เส้นใบมองเห็นไดช้ ัดเจน ก้ำนใบ
สนั้ ก้ำนใบยำวประมำณ 2 เซนตเิ มตร

ภาพท่ี 2-72 ใบของยูคำลิปตสั
3) ดอก

ดอกยูคำลิปตสั ออกดอกเดี่ยวหรือออกเป็นกระจุกตำมง่ำมใบ มีดอก
ประมำณ 2-3 ดอก ดอกเปน็ สีขำวหรอื สีเหลืองออ่ น มีขนำดเสน้ ผ่ำนศูนยก์ ลำงประมำณ 4 เซนตเิ มตร
ดอกมีเกสรเพศผู้หลำยกำ้ น ออกดอกเกอื บตลอดท้ังปี

63

ภาพที่ 2-73 ดอกของยูคำลิปตัส
4) ผล

ผลยูคำลิปตัส ผลมีลักษณะเป็นรูปครึ่งวงกลมหรือคล้ำยรูปถ้วย
ปลำยผลแหลม ผลอ่อนเป็นสีเขียว และจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตำลเมื่อแก่ มีขนำดเส้นผ่ำนศูนย์กลำง
ประมำณ 1.8-2 เซนติเมตร เปลอื กผลหนำ มรี อยเส้นส่ีเหลี่ยม 4 เสน้ เมื่อผลแก่ปลำยผลจะแยกออก

ภาพที่ 2-74 ผลของยูคำลิปตัส

ภาพที่ 2-75 เมลด็ ของยูคำลิปตสั
2.3.14.6 สรรพคุณของยคู ำลปิ ตัส

64

1) ใบ - มีรสขมเผ็ด กลิ่นหอม เป็นยำเย็น ออกฤทธิ์ต่อปอด ลำไส้ และ
ทำงเดินปัสสำวะ ใชใ้ บเป็นยำแก้ไข้ ไขห้ วัดติดเช้ือ ไข้หวัดใหญ่ ช่วยขับเสมหะ ชว่ ยบรรเทำอำกำรข้อ
อักเสบ ชว่ ยรักษำลำไส้อักเสบ แก้บดิ ชว่ ยแก้กระเพำะปัสสำวะอักเสบ ใช้แก้โรคผิวหนัง กลำกเกล้อื น
ผดผน่ื คัน ผิวหนงั อักเสบ ตดิ เช้อื ไวรสั บรเิ วณผวิ หนงั

2) น้ำมนั ยูคำลิปตัส - นำมำใชท้ ำคอ จะชว่ ยแกไ้ อ หรอื ใช้อมแก้หวัดคัดจมกู
ใช้ทำถูนวดตำมอวัยวะต่ำง ๆ เพื่อแก้อำกำรฟกช้ำ ช่วยบรรเทำอำกำรไอ ภูมิแพ้ หวัด ไข้หวัดใหญ่
บรรเทำอำกำรคัดจมูก เปน็ ยำธำตุ แก้อำกำรปวดศีรษะจำกหวัดไซนสั ทำใหห้ ำยใจโล่ง ช่วยใหร้ ้สู ึกสด
ชื่น ช่วยแก้อำกำรเจ็บคอ ช่วยเสริมสร้ำงภูมิต้ำนทำน บรรเทำแผลสด แผลไฟไหม้และแผลติดเชื้อ
หรอื นำมำใช้ทำถูนวดแก้ปวดกล้ำมเนอ้ื

2.3.14.7 ประโยชน์ของยูคำลิปตัส
1) ใช้ทำเป็นยำไล่ยุง ฆ่ำยุง และแมลง ด้วยกำรใช้ใบสดประมำณ 1 กำมือ

นำมำขยี้ กลน่ิ ของนำ้ มนั จะออกมำ ซงึ่ จะช่วยไล่ยุงและแมลงได้
2) ใบสำมำรถนำมำสกัดเป็นนำ้ มนั น้ำยำหอมระเหย ไอระเหยแกห้ วัด
3) เนื้อไม้ยูคำลิปตัสสำมำรถนำมำใช้ทำกระดำษ ใช้เป็นวัสดุก่อสร้ำง ทำ

เสำเข็ม สร้ำงบ้ำน ทำเครื่องเรือน เฟอร์นิเจอร์ เคร่ืองใช้สอยต่ำง ๆ ทำรั้ว ทำเสำ คอกเลี้ยงสัตว์
น่ังร้ำนในกำรก่อสร้ำง (แต่ต้องมีกำรอำบน้ำยำเพ่ือรักษำเนื้อไม้ไว้ก่อนถึงจะยืดอำยุกำรใช้งำนได้นำน
ยิง่ ข้นึ ) ฯลฯ

4) นำมำใช้เผำถ่ำน โดยฟืนจำกไม้ยูคำลิปตัสจะให้พลังงำนควำมร้อนสูงถึง
4,800 แคลอรีต่อกรมั สว่ นถ่ำนไมย้ คู ำลิปตสั จะให้พลังงำนควำมร้อน 7,400 แคลอรตี ่อกรมั ซง่ึ มีควำม
ใกล้เคียงกบั ไม้โกงกำงซ่งึ เปน็ ถำ่ นไม้ชั้นดที ส่ี ดุ ฯลฯ

2.3.14.8 แหลง่ ทพี่ บ : โรงจอดรถ
2.3.15 มะขำม

ภาพท่ี 2-76 ต้นมะขำม

65

2.3.15.1 ชอ่ื สำมญั : Tamarind
2.3.15.2 ชื่อวทิ ยำศำสตร์ : Tamarindus indica L.
2.3.15.3 ช่ือวงศ์ : CAESALPINIACEAE
2.3.15.4 ช่ืออ่นื :

1) ขำม (ภำคใต้)
2) ตะลูบ(ชำวบน-นครรำชสมี ำ)
3) มอ่ งโคล้ง (กะเหรี่ยง-กำญจนบุรี)
4) อำเปยี ล (เขมร-สรุ ินทร)์
5) หมำกแกง (เงี้ยว-แมฮ่ ่องสอน)
6) สำ่ มอเกล (กะเหรย่ี ง-แม่ฮ่องสอน)
2.3.15.5 ลกั ษณะของต้นมะขำม
1) ลำตน้

เปน็ พรรณไมย้ นื ตน้ ขนำดกลำงจนถงึ ขนำดใหญ่แตกก่ิงกำ้ นสำขำ
ตรงสว่ นยอดของต้น และแข็งแรงมำก ลำตน้ มคี วำมสูงประมำณ 60 ฟตุ เปลือกมีสีน้ำตำลออ่ น และ
แตกสะเก็ดเปน็ ร่องเล็ก ๆ

ภาพที่ 2-77 ลำต้นของต้นมะขำม
2) ใบ

เป็นไม้ใบรวม จะออกใบเปน็ คู่ ๆ เรยี งกันตำมกำ้ นใบ ก้ำนหนึง่ มีใบ
อย่ปู ระมำณ 10-18 คู่ ลักษณะของใบย่อย เปน็ รูปขอบขนำน ปลำยใบและโคนใบมน มสี ีเขยี วแก่

66

ภาพท่ี 2-78 ใบของตน้ มะขำม
3) ดอก

ดอกออกเป็นช่อเล็ก ๆ อยู่ตำมบริเวณปลำยกิ่ง ช่อหนึ่งจะมีดอก
ประมำณ 10-15 ดอก ดอกจะเล็กมีกลีบเป็นสีเหลือง และมีจุดประสีแดงอยู่ตรงกลำงดอก ดอกจะ
ออกในชว่ งฤดูฝน ดอกมรี สเปร้ยี ว

ภาพที่ 2-79 ดอกของตน้ มะขำม
4) ผล

เม่อื ดอกรว่ งแลว้ ก็จะตดิ ผล ซงึ่ ผลนจ้ี ะมอี ยู่ 2 ชนิดคือชนดิ ฝกั กลม
เลก็ ยำว ซงึ่ เรยี กว่ำมะขำมขแ้ี มวและอีกชนิดหนง่ึ ฝักใหญ่แบน และโคง้ มรี สเปรีย้ ว เรียกว่ำมะขำมกะ
ดำนเปลอื กนอกเปรำะเปน็ สีเทำอมน้ำตำล ข้ำงในผลมีเนื้อเยอ่ื แรก ๆ เปน็ สีเหลืองอ่อน และจะค่อย ๆ
เปลย่ี นเปน็ สนี ำ้ ตำลเมอื่ แก่จดั ซงึ่ จะหุม้ เมล็ดอยู่ ลกั ษณะของเมล็ดเปน็ รูปค่อนข้ำงกลม ผิวเปลือก
เกลยี้ ง เปน็ สดี ำ หรือสีน้ำตำลเข้ม

67

ภาพที่ 2-80 ผลของตน้ มะขำม
2.3.15.6 ประโยชน์ของมะขำม

1) มะขำมชว่ ยเสริมสรำ้ งภมู ิต้ำนทำนโรคให้แก่ร่ำงกำยด้วยสำรต่อต้ำน
อนมุ ลู อสิ ระ

2) ชว่ ยบำรงุ ผวิ พรรณให้เปลง่ ปลง่ั สดใสด้วยวติ ำมินซีจำกมะขำม
3) ชว่ ยในกำรชะลอวยั และกำรเกิดร้ิวรอยแหง่ วัย
4) แคลเซยี มจำกมะขำมจะช่วยบำรงุ กระดูกและฟนั ให้แข็งแรง
5) มะขำมมธี ำตุเหล็ก ซ่ึงมสี ่วนชว่ ยในกำรสรำ้ งเมด็ เลือด
6) ใช้ในกำรทำทรตี เม้นต์ด้วยกำรนำมำขัดตำมซอกขำหนีบ รักแร้ ขอ้ พบั
ซงึ่ จะช่วยลดรอยคล้ำลงได้
7) นำมะขำมเปยี กไปแช่น้ำ ลอกเอำใยออก นำมะขำมมำถูตัวเบำ ๆ ชว่ ยให้
ผวิ หนงั ชุ่มชน่ื ตลอดทั้งวัน และช่วยกำจดั แบคทีเรียได้อยำ่ งมปี ระสิทธภิ ำพอกี ดว้ ย
8) มะขำมเปยี กและดนิ สอพองผสมจนเข้ำกัน นำมำพอกหน้ำท้ิงไว้ประมำณ
20 นำทีแล้วลำ้ งออก จะช่วยใหผ้ วิ หน้ำดูกระชบั สดใสและสะอำดยิ่งข้ึน
9) มะขำมเปียกผสมกับน้ำอุ่นและนมสด ใชพ้ อกผวิ ชว่ ยให้ผวิ หนงั ทม่ี ีรอย
ดำคลำ้ กลบั มำขำวสดใส นุ่มนวลย่งิ ขึน้
10) สำหรบั ผทู้ ีด่ มื่ กำแฟหรือสบู บุหรเี่ ปน็ ประจำ ใหน้ ำเนอื้ มะขำมมำขัดถู
ฟันเป็นประจำทกุ คร้งั ทแี่ ปรงฟัน จะชว่ ยขจดั ครำบสกปรกบรเิ วณฟันลงได้
2.3.15.7 สรรพคณุ
1) รำก - แก้ท้องรว่ ง สมำนแผล รกั ษำเรมิ และงสู วัด
2) เปลือกตน้ - แกไ้ ข้ ตัวรอ้ น
3) แก่น - กล่อมเสมหะ และโลหิต ขับโลหิต ขับเสมหะ รักษำฝีในมดลูก
รกั ษำโรคบุรษุ เป็นยำชกั มดลกู ให้เข้ำอู่

68

4) ใบสด (มีกรดเล็กนอ้ ย) - เป็นยำถ่ำย ยำระบำย ขับลมในลำไส้ แก้ไอ แก้
บิด รักษำหวัด ขับเสมหะ หยอดตำรักษำเย่ือตำอักเสบ แก้ตำมัว ฟอกโลหิต ขับเหงื่อ ต้มผสมกับ
สมนุ ไพรอื่นๆ อำบหลงั คลอดช่วยให้สะอำดขน้ึ

5) เนอ้ื หมุ้ เมลด็ - แก้อำกำรท้องผูก เปน็ ยำระบำย ยำถ่ำย ขับเสมหะ แกไ้ อ
กระหำยน้ำ เปน็ ยำสวนล้ำงท้อง

6) ฝักดิบ - ฟอกเลือด และลดควำมอ้วน เป็นยำระบำยและลดอุณหภูมิใน
ร่ำงกำย บรรเทำอำกำรไข้

7) เมลด็ ในสีขำว - เป็นยำถำ่ ยพยำธไิ สเ้ ดอื นตวั กลมในลำไส้ พยำธิเสน้ ด้ำย
8) เปลือกเมล็ด - แก้ท้องร่วง แก้บิดลมป่วง สมำนแผลท่ีปำก ท่ีคอ ท่ีล้ิน
และตำมร่ำงกำย รกั ษำแผลสด ถอนพษิ และรกั ษำแผลทถี่ ูกไฟลวก รกั ษำแผลเบำหวำน
9) เนือ้ ในฝักแก่ (มะขำมเปยี ก) - รับประทำนจิม้ เกลือ แก้ไอ ขับเสมหะ
10) ดอกสด – เปน็ ยำลดควำมดันโลหิตสูง
2.3.15.8 แหล่งที่พบ : โรงอำหำร, โรงจอดรถ, อำคำรช่ำงเชื่อมโลหะ, สนำมบำส,
สนำมเทนนิส, อำคำรอเิ ล็กทรอนกิ ส์
2.3.16 ต้นจำมจุร(ี ก้ำมปู)

ภาพที่ 2-81 ตน้ จำมจุรี
ต้นจำมจุรี หรอื มักเรียก ตน้ ฉำฉำ/สำสำ หรอื ต้นกำ้ มปู (Rain tree) เปน็ ไมเ้ ศรษฐกจิ โต
เรว็ ท่ใี ห้เยอ่ื และเนื้อไม้ชนดิ หนึง่ นอกจำกนัน้ เปน็ ไม้ท่มี ีก่ิงก้ำนยำว ปลำยกง่ิ แตกก่ิงจำนวนมำก ใบมี
ขนำดเลก็ แต่ดก จนมีลักษณะเปน็ ทรงพุ่มให้ร่มเงำได้มำก
2.3.16.1 ชื่อวทิ ยำศำสตร์ : Samanca Saman (Jacq) Merr.
2.3.16.2 ชอ่ื วงศ์ : FABACEAE
2.3.16.3 ชื่อสำมัญ : East indian walnut, Rain tree
2.3.16.4 ชื่อพนื้ เมืองอนื่ :

69

1) ก้ำมกรำม, กำ้ มก้งุ , กำ้ มปู, จำมจรุ ี (ภำคกลำง)
2) ฉำฉำ, สำรสำ, ลงั , สำสำ (ภำคเหนือ)
3) ตดุ๊ ตู่ (ตำก)
4) เส่ดู่ (กะเหรย่ี ง-แม่ฮ่องสอน)
2.3.16.5 ลักษณะทำงพฤกษศำสตร์
1) รำก และลำต้น

รำกจำมจุรีมีระบบเป็นรำกแก้ว และแตกรำกแขนงออกด้ำนข้ำง
รำกแขนงมกั แทงออกตำมแนวนอนขนำนกับผวิ ดนิ ในระดับตื้นที่อำจยำวได้มำกกว่ำ 10 เมตร เพื่อเป็น
ฐำนพยงุ ลำต้นทม่ี ีลกั ษณะทรงพมุ่ กวำ้ งใหญ่

ลำต้นมี ลักษณะค่อนข้ำงกลม ไม่สมมำตร แตกกิ่งในระดับต่ำ
ประมำณ 3-5 เมตร กิ่งประกอบด้วยกิ่งหลัก และกิ่งแขนง เปลือกลำต้นของต้นอ่อนมีสีขำวเทำ เมื่อ
ตน้ แกจ่ ะมีสดี ำเป็นแผ่นสะเก็ด กงิ่ อ่อนมีสขี ำวเทำ กิ่งแก่มีสีนำ้ ตำล

ภาพท่ี 2-82 ลำต้นของตน้ จำมจุรี

2) ใบ
ใบมีลักษณะเป็นใบประกอบแบบขนนก โคนใบเล็ก ปลำยใบมน

กว้ำง ประกอบด้วยก้ำนใบหลัก และก้ำนใบย่อย โดยก้ำนใบหลักจะแทงออกบริเวณปลำยกิ่ง เรียง
สลับข้ำงกัน ก้ำนใบหลัก 1 ก้ำน มีก้ำนใบย่อยประมำณ 4-6 คู่ แต่ละคู่อยู่ตรงข้ำมกันบนก้ำนใบ ก้ำน
ใบแตล่ ะคู่ มีจำนวนใบย่อยแตกต่ำงกัน ก้ำนคู่แรกจะมีจำนวนใบย่อยน้อยที่สดุ 2-3 คู่ใบย่อย สว่ นก้ำน
ใบย่อยคู่ที่ 3-5 จะมีใบย่อยประมำณ 56 คู่ ใบอ่อนมีสีเขียวอ่อน ใบแก่มีสีเขียวเข้ม สีเหลือง และสี
นำ้ ตำลตำมลำดับจนถึงระยะร่วงของใบ ใบจะแตกออกบริเวณกิ่งแขนงบรเิ วณปลำยยอด ไมพ่ บใบทก่ี ิ่ง
หลกั

70

ภาพที่ 2-83 ใบของตน้ จำมจรุ ี
3) ดอก

ดอกจำมจุรีเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ที่มีดอกตัวผู้ และดอกตัวเมียใน
ต้นเดียวกัน ดอกออกเป็นช่อ แทงออกบริเวณปลำยกิ่งเหนือซอกใบ มีก้ำนช่อดอกยำว กลีบดอกสั้น
เล็กสีเหลอื ง เมือ่ ดอกบำนจะแตกก้ำนเกสรออกมำให้เหน็ เป็นสีสวยงำม ประกอบด้วยเกสรตัวผู้ท่ีเป็น
เส้นยำวจำนวนมำก เม่ือดอกบำนเกสรจะมสี ขี ำว และเมือ่ แก่ปลำยเกสรจะมีสชี มพสู วยงำม

ภาพท่ี 2-84 ดอกตน้ จำมจุรี
4) ผลหรือฝัก

ผลมีลักษณะเป็นฝัก รูปทรงแบนยำว คล้ำยฝักถั่ว ฝักอ่อนมีสีเขียว
ฝักแก่มีสีน้ำตำลจนถึงดำเมื่อฝักสุก ฝักแก่กว้ำงประมำณ 3-5 เซนติเมตร ยำวประมำณ 10-15
เซนติเมตร ขอบฝักเป็นแนวตรงเสมอกัน และมีเส้นสีเหลืองตำมขอบ ร่องฝักนนู บริเวณที่มีเมล็ด และ
ถูกหุ้มด้วยเนื้อผลสีน้ำตำล และช่วงระหว่ำงเมล็ดเป็นร่องท่ีประกอบด้วยเนื้อสีน้ำตำลเช่นกัน เนื้อผล
จำมจุรมี ีรสหอม และหวำนมำก สำมำรถนำมำรบั ประทำนได้

71

ภาพท่ี 2-85 ผลหรอื ฟักของต้นจำมจุรี
2.3.16.6 ประโยชนจ์ ำมจุรี

1) เน้ือไม้ ใช้นำมำแปรรูปเป็นไม้ก่อสร้ำงบ้ำน ไม้ปูพ้ืน ไม้ฝ้ำ ไม้ผนัง คำน
ขอบหน้ำต่ำง หน้ำต่ำง บำนประตู และท่ีสำคัญนิยมใช้ทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ได้หลำยชนิด เน่ืองจำกมี
ลำยไม้ท่ีสวยงำม และเนื้อไมแ้ ขง็ แรง เช่น ทำโต๊ะ เก้ำอี้ ต้เู สอ้ื ผำ้ เป็นต้น รวมถึงงำนแกะสลักประเภท
ต่ำงๆ เน่ืองจำกมสี นี ำ้ ตำลเขม้ จนถึงดำ เมือ่ ขดั จะขึ้นเงำมันงำม

ภาพที่ 2-86 เนือ้ ไม้ตน้ จำมจุรี
2) ต้นจำมจุรีมีทรงพุ่มกว้ำง ใบดก ให้ร่มเงำได้ดีมำก จึงนิยมปลูกเพื่อให้ร่ม
เงำตำมหัวไร่ปลำยนำ ข้ำงถนนสำหรับคนเดินทำง สถำนท่ีรำชกำรสำหรับประชำชน รวมถึงปลูกเป็น
ไม้ประดับด้วยกำรตัดแต่งไม่ให้มีลำต้นสูง และแตกก่ิงยำวมำกนัก นอกจำกนั้น ยังใช้เป็นที่เกำะของ
เฟริน์ และกลว้ ยไมไ้ ดด้ ้วย
3) กง่ิ อ่อนของต้นจำมจุรีมเี ย่ือเปลือกออ่ นทีเ่ ป็นอำหำรของครั่ง จงึ นิยมปลูก
สำหรับปล่อยเลี้ยงครงั่ ซ่ึงเป็นสัตว์เศรษฐกิจชนดิ หนึ่งท่มี ีรำคำสูง เป็นทต่ี ้องกำรของตลำดต่ำงประเทศ
เป็นอย่ำงมำก ต้นจำมจุรีที่นิยมใช้เลี้ยงคร่ังจะเป็นชนิดดอกสีชมพู เปลือกสีดำ มีใบเขียวเข้ม ชนิดน้ี
ครงั่ จะจับไดด้ ี และครง่ั มคี ุณภำพดี เมอื่ เก็บคร่ังในช่วงเดือนพฤศจิกำยน-ธันวำคม จะให้คุณภำพในช้ัน
A และ B เป็นส่วนใหญ่ ผลิตคร้ังได้ 5-10 กิโลกรัม/ต้น ท่ีอำยุต้นประมำณ 6 ปี หำกต้นมีต้ังแต่ 10 ปี

72

อำจไดม้ ำกกว่ำ 20-50 กโิ ลกรัม/ตน้ สว่ นชนิดอื่นก็สำมำรถใชเ้ ลยี้ งไดเ้ ช่นกัน แตอ่ ำจมีผลผลิตท่ีต่ำกว่ำ
เล็กนอ้ ย

4) เน่ืองจำกต้นจำมจุรีเป็นพืชในตระกูลถั่ว ใบมีสำรอำหำรหลำยชนิดจึง
นิยมนำมำเป็นอำหำรสัตว์ เช่น วัว ควำย สุกร แพะ แกะ เป็นต้น นอกจำกน้ัน ยังใช้ร่วมกับฝักแก่
สำหรับเปน็ อำหำรสตั ว์ เนอ่ื งจำกฝกั มรี สหวำนเปน็ ทช่ี อบของสตั ว์บำงชนดิ เช่น โค กระบือ

5) ฝักแก่ สำมำรถนำมำหมกั เป็นเหลำ้ หรือผลิตแอลกอฮอลไ์ ด้ โดยฝักแก่ท่ีมี
ขนำดใหญ่ 100 กิโลกรมั สำมำรถผลิตแอลกอฮอล์ไดม้ ำกกวำ่ 11 ลติ ร

6) ฝักแก่ นำเอำเมล็ด และเปลือกออก เหลือเฉพำะเน้ือฝักใช้รับประทำน
เปน็ อำหำร ใหร้ สหอมหวำนมำก รวมถึงนำมำต้มหรือชงเปน็ ชำดืม่ กไ็ ด้

7) มกี ำรศึกษำพบสำรพิธทโิ คโลไบ ในกลุ่มของสำรอลั คำลอยด์ ท่ีพบมำกใน
เปลือก แก่น ใบเปลือกฝัก และเมล็ด เม่ือนำมำสกัดจะได้ฤทธ์ิทำลำย และกดปลำยประสำท ใช้ทำ
ยำสลบ

8) ใบที่ร่วงจำกต้นจำมจุรี หำกกวำดกองรวมกันจะได้จำนวนมำก นำมำใช้
ประโยชน์ทำเป็นป๋ยุ หมักหรอื นำไปโรยใตต้ น้ ไม้ โรยตำมไร่ นำ ช่วยเป็นปยุ๋ แก่พชื ได้

9) ลำต้น และกิง่ ใชท้ ำฟืนให้พลงั งำนสำหรับหงุ หำอำหำรในครัวเรือน
2.3.16.7 สรรพคณุ จำมจรุ ี

1) รำก - นำมำต้มดื่ม รักษำอำกำรท้องร่วง นำมำฝนทำแผล รักษำแผล
อกั เสบ เปน็ หนอง

2) ฝักหรอื ผลสุก - นำมำรับประทำน ช่วยบำรงุ รำ่ งกำย
3) ใบ - นำใบสดมำต้มน้ำดื่ม หรือตำกแห้งใช้ชงเป็นชำด่ืม ช่วยรักษำโรค
ท้องรว่ ง
4) เปลือกต้น - มีรสฝำด นำมำต้มน้ำดื่มรักษำโรคท้องเสีย ท้องร่วง แก้
ริดสีดวงทวำรหนัก ใช้ฝนหรือบดทำรักษำแผล แผลติดเช้ือ แผลเป็นหนอง ใช้รักษำแก้โรคผิวหนัง
กลำก เกล้อื น นำมำเคย้ี วชว่ ยลดอำกำรเหงอื กบวม แกป้ วดฟนั
5) เมล็ด - มีรสฝำด นำมำต้มน้ำด่ืมรักษำโรคท้องเสีย ท้องร่วง ใช้ฝนหรือ
บดทำรกั ษำแผล แผลตดิ เชือ้ แผลเป็นหนอง ใช้รักษำแก้โรคผวิ หนัง กลำก เกลือ้ น
2.3.16.8 แหล่งทีพ่ บ : อำคำรช่ำงก่อสรำ้ ง
2.3.17 พลับ

73

ภาพท่ี 2-87 ตน้ พลบั
2.3.17.1 ชือ่ สำมัญ : Persimmon
2.3.17.2 ช่ือวิทยำศำสตร์ : Diospyros kaki L.f.
2.3.17.3 ชื่อวงศ์ : EBENACEAE
2.3.17.4 ชอ่ื พน้ื เมือง : ลูกพลบั
2.3.17.5 ลกั ษณะของตน้ พลับ

1) ลำต้น
ตน้ ลูกพลับ เป็นไม้ยืนตน้ ขนำดใหญ่ ใบสีเขียวคล้ำยรูปหัวใจ มีดอก

สีเหลืองทรงคล้ำยระฆัง ลักษณะของผลลูกพลับจะมีอยู่หลำยรูปทรง ทั้งแบบกลม แบบกรวย กลม
แบน ส่วนผลอ่อนของลูกพลับจะเป็นสีเขียว เม่ือแก่จะเป็นสีเหลือง เนื้อแข็ง เป็นสีส้ม ภำยในผลมี
เมล็ดสนี ้ำตำลประมำณ 8 เมล็ด

ภาพท่ี 2-88 ลำต้นของตน้ พลบั
2) ใบ

เป็นใบเลี้ยงเด่ียว มีลักษณะทรงรี คล้ำยรูปหัวใจ โคนเรียวปลำยรี
เรยี วแหลม ผิวใบบำงเรยี บมัน ใบมีสีเขยี ว

74

ภาพที่ 2-89 ใบของต้นพลับ
3) ดอก

ดอก ออกดอกเด่ียว มีลักษณะคล้ำยระฆงั กลบี ดอกมสี ีเหลือง กลบี
เลี้ยงสีเขยี ว มกี ้ำนดอกยำว ออกตำมซอกใบ ข้อก่ิงและปลำยยอดกง่ิ

ภาพที่ 2-90 ดอกของต้นพลับ
4) ผล

เปน็ ผลเดยี่ ว มีลกั ษณะทรงกลม ทรงไข่ หรือทรงแปน้ ตำมสำยพันธุ์
มีเปลือกบำงผิวเรียบเกลี้ยง ผลอ่อนมีสีเขียว เม่ือผลสุกจะเปล่ียนเป็นสีเหลือง หรือสีเหลืองอมส้ม
ภำยในผลข้ำงในจะมีเนื้อสเี หลอื ง หรือสสี ้ม มเี น้อื แนน่ ฉ่ำน้ำ มีเมล็ดอย่ขู ำ้ งในเนอ้ื ตรงใจกลำง มีรสชำติ
หวำนกรอบ มีกลิ่นหอม

75

ภาพที่ 2-91 ผลของตน้ พลับ
2.3.17.6 ประโยชนข์ องพลับ

1) ลูกพลับเป็นผลไมท้ ่ีมีแคลอรีและไขมนั ต่ำ ทั้งยังอุดมไปดว้ ยเสน้ ใยอำหำร
จึงเหมำะอยำ่ งมำกสำหรับผทู้ ีต่ ้องกำรลดน้ำหนักหรือควบคุมน้ำหนัก

2) ลูกพลับมีสำรต่อต้ำนอนุมูลอิสระหลำยชนิด ซง่ึ ช่วยชะลอกำรเกดิ ร้วิ รอย
และช่วยเสริมสร้ำงภมู ิค้มุ กนั โรคตำ่ ง ๆ

3) หำกนำลูกพลับมำหมักให้เปรี้ยว 1 ปีขึ้นไปจะมีสรรพคุณทำงยำสูงขึ้น
ช่วยบำรุงรำ่ งกำย แกอ้ ำกำรเหนือ่ ยล้ำ

4) นอกจำกจะใช้รับประทำนเป็นผลไมส้ ดแล้ว ยังสำมำรถนำไปแปรรูปเป็น
ลูกพลบั แหง้ พลบั เช่อื ม น้ำลูกพลับ แยมลกู พลับ ฯลฯ

5) ใบสำมำรถนำมำทำเป็นชำไว้ชงดื่มได้ ด้วยกำรใช้ใบตำกแห้งต้มกับน้ำ
เดือด ก็จะช่วยลดอำกำรแข็งตัวของหลอดเลือด แก้เส้นเลือดเลี้ยงหัวใจตีบตัน ลดควำมดัน ช่วย
ระบำย แก้อำกำรนอนไม่หลับ เป็นตน้

6) เนื้อไม้สำมำรถนำมำใชท้ ำเป็นเฟอร์นิเจอร์ได้
2.3.17.7 สรรพคุณของตน้ พลับ

ช่วยบำรุงและรักษำสำยตำ ป้องกันต้อกระจก ตำฟำง ช่วยบำรุงลำไส้
บำรุงปอดและม้ำม ช่วยแก้อำกำรกระหำยน้ำ ช่วยแก้หืดหอบ ช่วยลดควำมดันโลหิต ช่วยบรรเทำ
อำกำรของโรคหัวใจและปอดได้ ช่วยแก้โรคปอดและกระเพำะอำหำร ซึ่งเกิดจำกกำรสร้ำงพลังงำน
ของปอดที่ลดลง ทำให้มีอำกำรไอ หำยใจติดขดั เส้นผมหลุดรว่ งหยำบกระด้ำง หำกเป็นตดิ ต่อกันนำน
ๆ ชีพจร กล้ำมเน้ือและกระดูกจะสรำ้ งสำรผิดปกตใิ นผนังกระเพำะอำหำรได้ ใช้เป็นยำบรรเทำอำกำร
ร้อนใน ช่วยบรรเทำอำกำรเจ็บคอ (ผลแห้ง) ส่วนกลีบเลี้ยงหรือก้ำนของผลลูกพลับสำมำรถนำมำทำ
เป็นยำเพื่อใช้แก้อำกำรสะอึกได้ ช่วยบรรเทำอำกำรไข้เพ้อหรือไข้ท่ีเกิดจำกอำกำรโกรธสุดขีดช่วยแก้
ไอ ช่วยขับเสมหะ ช่วยแก้พิษสุรำ ช่วยแก้อำกำรท้องเดิน ช่วยบำรุงกระเพำะอำหำรและลำไส้ ช่วย
บรรเทำอำกำรปวดทอ้ งซ่ึงมีสำเหตมุ ำจำกควำมเย็น เช่น ประจำเดอื น ปวดบดิ เป็นตน้

76

2.3.17.8 แหล่งท่พี บ : อำคำรบัญชี
2.3.18 หำงนกยงู ไทย

ภาพท่ี 2-92 ตน้ หำงนกยูงไทย
2.3.18.1 ชอ่ื สำมัญ : Barbados Pride, Dwarf poinciana, Flower fence,
Paradise Flower, Peacock’s crest, Pride of Barbados
2.3.18.2 ชือ่ วทิ ยำศำสตร์ : Caesalpinia pulcherrima (L.) Sw.
2.3.18.3 ช่อื วงศ์ : FABACEAE - LEGUMINOSAE
2.3.18.4 ชื่อท้องถิน่ อน่ื :

1) จำพอ ซำพอ (แม่ฮ่องสอน)
2) ขวำงยอย (นครรำชสีมำ)
3) ชมพอ ส้มพอ ส้มผ่อ พญำไมผ้ ุ (ภำคเหนือ)
4) นกยงู ไทย (ภำคกลำง)
5) หนวดแมว (เงยี้ ว-แมฮ่ ่องสอน, ฉำนแมฮ่ ่องสอน)
2.3.18.5 ลักษณะของหำงนกยูงไทย
1) ลำต้น

ต้นหำงนกยูงไทย จัดเป็นไม้พุ่ม มีควำมสูงของต้นประมำณ
1-2.5 เมตร บ้ำงวำ่ สงู ประมำณ 3-4 เมตร ลำต้นแตกกง่ิ กำนสำขำมำก เรือนยอดโปรง่ เป็นทรงพุ่มกลม
ลำต้นมีขนำดเล็ก กิ่งก้ำนสำขำที่ยังออ่ นอยจู่ ะเปน็ สีเขยี ว สว่ นกิ่งท่ีแก่จะเป็นสนี ้ำตำลเข้ม ส่วนเปลือก
ลำต้นเรียบเปน็ สีนำ้ ตำล ตำมก่งิ ก้ำนมีหนำม (บำงพันธุ์ก็ไม่มีหนำม) ขยำยพันธ์ดุ ้วยวิธีกำรตอนกง่ิ และ
วิธีกำรเพำะเมล็ด ขึ้นได้ในดินท่ัวไป จัดเป็นพรรณไม้กลำงแจ้งท่ีชอบแสงแดดจัด ต้องกำรน้ำและ
ควำมชื้นปำนกลำง ต้นหำงนกยูงไทยมีถ่ินกำเนิดในอเมริกำใต้ หมู่เกำะเวสต์อินดีส ในบ้ำนเรำพบได้
มำกตำมบ้ำนท่วั ไปท้งั ในเมืองและชนบท หรือตำมสวนสำธำรณะรมิ ทำงก็มใี หเ้ หน็ บ่อย ๆ

77

ภาพท่ี 2-93 ลำต้นของตน้ หำงนกยูงไทย
2) ใบ

ใบหำงนกยูงไทย ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก 2 ช้ัน ลักษณะเป็น
แผง ๆ ออกเรียงสลับ ใบย่อยมีประมำณ 6-12 คู่ ลักษณะของใบยอ่ ยเป็นรูปขอบขนำนหรือรูปไขก่ ลับ
ปลำยใบมน โคนใบมนเบี้ยว ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนำดกว้ำงประมำณ 0.6-1 เซนติเมตร และยำว
ประมำณ 1-2.5 เซนติเมตร ผิวด้ำนหลงั ใบมีสเี ขม้ กว่ำดำ้ นทอ้ งใบ

ภาพที่ 2-94 ใบของต้นหำงนกยงู ไทย
3) ดอก

ดอกหำงนกยูงไทย ออกดอกเป็นช่อ โดยจะออกบริเวณซอกใบ
ปลำยกิง่ หรือตำมส่วนปลำยยอดของต้น ดอกย่อยจะมีจำนวนมำก ดอกมหี ลำยสีแยกไปตำมสำยพันธ์ุ
ไดแ้ ก่ สีส้ม สแี ดงสีแดงประขำว สชี มพู สีชมพแู ก่ สีเหลือง กลีบดอกมี 5 กลบี ขอบกลีบดอกไม่เท่ำกัน
หรือยับย่นเป็นเส้นเส้นลอนสีเหลือง ขอบกลีบดอกเป็นสีเหลือง มีเกสรอยู่กลำงดอกเป็นเส้นงอนยำว
โผล่พ้นเหนือดอกออกมำ ดอกมีเกสรเพศผู้เป็นเส้นยำวมี 10 อัน เกสรเพศเมีย 1 อัน มีรังไข่เหนือ
ฐำนรองดอก ก้ำนยอดเกสรเพศเมียเป็นสีแดงสดเหมือนก้ำนชูอับเรณู ส่วนกลีบเลี้ยงดอกมี 5 กลีบ
โคนเชื่อมติดกัน ปลำยแยก เมื่อดอกบำนเต็มที่จะมีขนำดเส้นผ่ำนศูนย์กลำงประมำณ 4 เซนติเมตร
สำมำรถออกดอกไดต้ ลอดท้ังปี

78

ภาพท่ี 2-95 ดอกของต้นหำงนกยูงไทย
4) ผล

ผลหำงนกยูงไทย ออกผลเป็นฝักแบน ฝักมีขนำดกว้ำงประมำณ
1.5-2 เซนติเมตร และยำวประมำณ 10-12 เซนติเมตร เม่ือฝักแก่แล้วจะแตกออก ภำยในฝักมีเมล็ด
ประมำณ 8-10 เมลด็ เมล็ดมรี ูปรำ่ งกลม

ภาพที่ 2-95 ผลของตน้ หำงนกยูงไทย

ภาพท่ี 2-96 เมลด็ ของตน้ หำงนกยูงไทย

79

2.3.18.6 สรรพคณุ ของหำงนกยูงไทย
1) ดอกหำงนกยูงสีเหลือง - สำมำรถนำมำต้มกบั น้ำ แล้วใช้อมเพื่อบรรเทำ

อำกำรปวดฟนั ได้
2) รำก - มรี สเฝอื่ น นำมำต้มหรอื ฝนกินเป็นยำแก้วณั โรคในระยะทีส่ ำม

(กำรนำมำใชเ้ ป็นยำโดยสว่ นใหญ่แลว้ จะใชต้ น้ ท่มี ดี อกสแี ดง) เป็นยำขบั ประจำเดอื นของสตรี เป็นยำ
แกบ้ วม

3) เมลด็ - เป็นยำถำ่ ยพยำธิ
2.3.18.7 ประโยชน์ของหำงนกยูงไทย

1) เมล็ดในฝักสำมำรถนำมำรับประทำนได้ โดยแกะเอำเปลือกกบั เมล็ดซ่ึงมี
รสฝำดท้ิงไป โดยเนือ้ ในเมล็ดจะมรี สหวำนมนั เล็กนอ้ ย

2) ดอกสำมำรถนำมำใช้บชู ำพระได้
3) นิยมนำมำปลูกเป็นไม้ประดับ เพรำะดอกมีควำมสวยงำม ปลูกได้ในดิน
ทุกชนิดและยังมีควำมทนทำน ปลูกง่ำยและขึ้นง่ำย และยังเหมำะท่ีจะปลูกเป็นรั้ว เพรำะหำงนกยูง
ไทยบำงสำยพนั ธุจ์ ะมหี นำมและกงิ่ ก้ำนเยอะ สำมำรถปลกู เกำะกลุ่มเป็นแนวได้ดี
4) ในด้ำนควำมสำคัญทำงเศรษฐกิจ สำมำรถปลูกเพ่ือจำหน่ำยต้นกล้ำเพ่ือ
เปน็ ไมป้ ระดบั และจำหนำ่ ยดอกเพื่อหำรำยไดเ้ สริมให้ครอบครัวได้
2.3.18.8 แหล่งทพ่ี บ : อำคำรช่ำงกอ่ สร้ำง, อำคำรปิโตรเคมี
2.3.19 ต้นปำล์มหำงกระรอก

ภาพที่ 2-97 ต้นปำลม์ หำงกระรอก
2.3.19.1 ช่ือสำมัญ : Foxtail palm
2.3.19.2 ชอ่ื วิทยำศำสตร์ : Wodyetia bifurcata A.K. Irvine

80

2.3.19.3 ช่ือวงศ์ : Palmae
2.3.19.4 ช่ือพื้นบำ้ น :

1) หำงหมำปำ่
2) หำงหมำจอก
3) หำงกระรอก
2.3.19.5 ลักษณะของปำลม์ หำงกระรอก
1) ลำตน้

ปำล์มส่วนมำกมลี ักษณะลำตน้ เดย่ี ว งอกขึน้ จำกพ้ืนต้นเดียว ไม่แตก
หน่อ หรือแตกกิ่ง เช่น มะพร้ำว หมำก ปำล์มน้ำมัน ตำล เป็นต้น อย่ำงไรก็ตำม ยังมีปำล์มอีกหลำย
ชนิด ที่มีลำต้นเดียวแต่มีกำรแตกกอข้ึนในที่ใกล้กัน จึงปรำกฏเป็นกอใหญ่ เช่น หมำกแดง หมำก
เหลือง ปำล์มไผ่ ส่วนปำล์มท่ีมีขนำดลำต้นเล็ก นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ นอกจำกลักษณะเด่นทั้งสอง
แล้ว ยังมีลำต้นที่แตกกิ่ง เช่น ปำล์มก่ิง (Hyphaene thebaica) นับว่ำมีลักษณะท่ีโดดเด่นจำกปำล์ม
ชนิดอ่ืนๆ มำกทีเดียว ส่วนปำล์มท่ีมีขนำดเล็กจะมีลำต้นอยู่ใต้ดิน เช่น ระกำ หรือลำต้นทอดไปตำม
พืน้ ดนิ เช่น จำก และลำต้นเป็นเถำเล้อื ย ได้แก่ หวำยทกุ ชนิด

ปำล์มส่วนใหญ่จะมีต้นสูง สำมำรถแบ่งเป็นสำมส่วน คือ เรือนยอด
(crown) ตั้งแต่ก้ำนใบขึ้นไป, คอยอด (Crownshaft) อยู่ระหว่ำงลำต้น และพุ่มใบ, และส่วนลำต้น
(trunk) ต้ังแต่โคนข้ึนมำจนถึงคอ ขอ้ หรือวงแหวนรอบลำต้นน้ัน นับเป็นจุดเด่นที่สำคัญอย่ำงหนงึ่ ของ
ปำล์มทเี ดยี ว ซึ่งเกิดจำกกำรร่วงหลดุ ของก้ำนใบนนั่ เอง บำงชนดิ เมื่อรว่ งแล้วลำตน้ เกลี้ยง บำงชนิดแม้
ใบจะเหย่ี ว แตก่ ้ำนใบกไ็ มห่ ลุดเสยี เลยทเี ดียว

ภาพท่ี 2-98 ลำตน้ ของต้นปำลม์ หำงกระรอก

81
2) ใบ

ใบ (Foliage) : ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ทำงใบยำว
2-2.50 เมตร ใบย่อยรูปขอบขนำน ออกเป็นกระจุก แผ่ออกทุกทิศทำงเป็นพวงคล้ำยหำงหมำป่ำ
กว้ำง 2-5 เซนติเมตร ยำว 45-75 เซนติเมตร ปลำยใบเรียวแหลม โคนใบรปู ล่มิ แผน่ ใบสีเขยี ว

ภาพท่ี 2-99 ใบต้นปำล์มหำงกระรอก
3) ดอก

ดอก (Flower) : สขี ำว ออกเปน็ ชอ่ แบบชอ่ แยกแขนงใต้โคนกำบ
ใบ ช่อดอกยำวประมำณ 50 เซนตเิ มตร

ภาพที่ 2-100 ดอกต้นปำล์มหำงกระรอก
4) ผล

ผล (Fruit) : ผลสดแบบมีเนื้อเมล็ดเดียว ติดผลจำนวนมำก ทรง
กลมรี ขนำด 5-6 เซนติเมตร ผลสุกสสี ้มแดง

82

ภาพที่ 2-101 ผลต้นปำลม์ หำงกระรอก
2.3.19.6 กำรใชป้ ระโยชน์

เปน็ ไม้ประดบั ทีม่ ีควำมทนต่อแสงแดด ปลูกเพื่อควำมสวยงำม
2.3.19.7 แหลง่ ทีพ่ บ : โรงอำหำร, โดมพระวษิ ณุ, อำคำรอิเลก็ ทรอนิกส์, อำคำร
โรงแรมและท่องเที่ยว
2.3.20 ต้นสบิ สองปันนำ

ภาพที่ 2-102 ต้นสบิ สองปนั นำ
2.3.20.1 ชื่อวทิ ยำศำสตร์ : Phoenix loureiri Kunth
2.3.20.2 ชือ่ วงศ์ : ARECACEAE (PALMAE)
2.3.20.3 ชอ่ื สำมัญ : Dwarf date palm

83
2.3.20.4 ชอื่ พื้นท้องถิ่น : ต้นสบิ สองปันนำ
2.3.20.5 ลกั ษณะของต้นสิบสองปันนำ

1) ลำตน้
เป็นปำลม์ ในสกลุ อินทผลัม ตน้ เดยี่ ว ไมม่ ีหน่อ ลูกผสม สงู ประมำณ

2 เมตร ตอนยอดมีกำบ

ภาพที่ 2-103 ลำตน้ ของต้นสิบสองปนั นำ
2) ใบ

ติดคลุมลำต้น ใบรูปขนนก ทำงใบโค้งลง ตอนโคนใบเป็นหนำม
แหลม สเี ขียวอ่อนใบสเี ขยี วแก่ เป็นมัน ใตใ้ บสเี ขยี วออ่ นปนเทำคลำ้ ยมีผงแปง้ คลุมอยู่

ภาพที่ 2-104 ใบของต้นสบิ สองปนั นำ
3) ดอก

84
ดอกไม่สมบูรณ์เพศ แยกเพศอยู่คนละต้น ช่อดอกต้นเพศเมียออก
ระหว่ำงโคนทำงใบ ช่อดอกยำวประมำณ 1 เมตร ปลำยช่อแตกแขนงคล้ำยไม้กวำด ส่วนดอกต้นเพศ
ผู้มีช่อดอกสั้น ดอกเล็กๆ สีเหลืองออ่ น ต่อไปกร็ ว่ งหลน่ ไปหมด

ภาพท่ี 2-105 ดอกต้นสบิ สองปันนำ
4) ฝัก/ผล

กลมรี เลก็ ๆ ขนำดเมลด็ ถั่วแดง ผลออ่ นสเี ขียว ผลแก่สกุ สมี ว่ งดำ

ภาพท่ี 2-106 ผลต้นสบิ สองปนั นำ
5) เมลด็

กลมรี มีร่องตรงกลำง เมล็ดคล้ำยเมล็ดกำแฟ มีสีแดงปนดำผลอ่อน
หรือเมลด็ อ่อนมีสขี ำว ขนำดยำว 1.2 เซนตเิ มตร

85

2.3.20.6 ประโยชน์
ปำล์มสิบสองปันนำนิยมปลูกเป็นไม้ประดับ เพรำะมขี นำดเล็กเติบโตช้ำ

รูปใบสวยงำม เหมำะสำหรับสภำพภูมิอำกำศร้อนชื้นในประเทศไทย แต่ก็สำมำรถเติบโตได้ในหลำย
ภมู ภิ ำคของโลก

2.3.20.7 แหล่งทพ่ี บ : สนำมบอล, โรงอำรหำร, บำ้ นพักครู
2.3.21 อนิ ทผลมั

ภาพท่ี 2-107 ต้นอินทผลมั
2.3.21.1 ชอื่ วิทยำศำสตร์ : Phoenix Dactylifera L.
2.3.21.2 ช่ือวงศ์ : Palmea
2.3.21.3 ชอ่ื สำมัญ : Date Palm
2.3.21.4 ชื่อพื้นเมือง : ปำลม์ ไต้หวัน
2.3.21.5 ลกั ษณะทำงพฤกษศำสตร์

1) ลำต้น
เป็นไม้ยืนต้น มีลำต้นเด่ียว ต้ังตรง ทรงต้นเป็นเรือนยอด ลำต้นมี

ลักษณะกลมๆ เปลือกแข็งและเหนียว มีปุ่มนูนขรุขระ มีรอยของกิ่งก้ำนท่ีหลุดออกไป เปลือกมีสีเทำ
หรือสีน้ำตำลอมดำ ตำมสำยพนั ธ์ุ ต้นตัวผแู้ ละตน้ ตัวเมยี อยูแ่ ยกต้นกัน

86

ภาพท่ี 2-108 ลำตน้ ของตน้ อนิ ทผลมั
2) รำก

เป็นระบบรำกแก้ว มีลักษณะกลม แทงลึกลงในดิน มีรำกแขนงและ
รำกฝอยเลก็ ๆ ออกตำมแนวรำบรอบๆ มสี ีนำ้ ตำล

3) ใบ
เป็นใบประกอบแบบขนนก มีก้ำนยำว โคนก้ำนใบใหญ่มีหนำมแข็ง

ยำว จะแผ่กำบหุ้มลำต้นไว้ ใบเรียงเวียน มีใบย่อยออกเรียงตรงข้ำมกัน มีลักษณะรูปหอกทรงรี ปลำย
ใบเรียวแหลม มีก้ำนใบย่อยส้ัน โคนใบและปลำยใบปลำยแหลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบ มัน
มสี เี ขยี ว

ภาพที่ 2-109 ใบของตน้ อินทผลมั

87
4) ดอก

ออกดอกเป็นช่อ ออกตำมซอกใบ มีกำบหุ้มดอกสีน้ำตำล มีก้ำนช่อ
ดอกยำว มีดอกย่อย มลี กั ษณะทรงกลมเลก็ ๆ มสี ีเหลืองนวล เกสรดอกมสี ีขำว มีกำ้ นดอกย่อยสนั้ จะมี
นำ้ หวำนอยู่

ภาพท่ี 2-110 ดอกต้นอินทผลัม
5) ผล

อยเู่ ป็นพวง มกี ำ้ นยำว มีลกั ษณะทรงกลมรี ผวิ เปลือกบำงเรียบ
เป็นมัน ผลอ่อนมีสีเขียว ผลสุกมีสีเหลืองส้ม สีแดงหรือสีน้ำตำล ตำมสำยพันธ์ุ มีเนื้อสีเหลือง เน้ือฉ่ำ
น้ำ มีรสชำตหิ วำนฉำ่ มีเมล็ดแข็งทรงยำวรี อย่ขู ้ำงในเนอ้ื

ภาพที่ 2-111 ผลต้นอนิ ทผลัม

88
6) เมลด็

อยู่ข้ำงในผล มีลักษณะทรงยำวรี อยู่ข้ำงในเนื้อผลสุก เมล็ดแข็งมี
เปลอื กห้มุ เมลด็ มสี นี ำ้ ตำล

ภาพท่ี 2-112 เมลด็ ของต้นอินทผลมั
2.3.21.6 ประโยชนข์ องอินทผลัม

ด้ำนคุณค่ำทำงโภชนำกำร สำรอำหำรท่ีเป็นประโยชน์ต่อร่ำงกำยของ
อนิ ทผลัม เช่น แคลเซียม ซัลเฟอร์ เหลก็ โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แมงกำนีส แมกนีเซียม และน้ำมัน
โวลำไตล์ ทั้งยังอุดมไปด้วยเส้นใยอำหำร ซึ่งช่วยลดอำกำรท้องผูก รวมถึงให้พลังงำนสูง บำรงุ ร่ำงกำย
ทอ่ี ่อนลำ้ ให้กลับมกี ำลงั นอกจำกนย้ี งั สำมำรถบำรงุ กล้ำมเนือ้ มดลูกและสรำ้ งน้ำนมแม่ด้วย

2.3.21.7 สรรพคุณของต้นอินทผลมั
อินทผลัมช่วยบำรุงร่ำงกำย บำรุงสำยตำ ลดควำมหิว แก้กระหำย แก้

โรควงิ เวียนศีรษะ ชว่ ยลดเสมหะในลำคอ ทำให้กระดูกแข็งแรง ลดระดับน้ำตำลในเลอื ดและควำมดัน
โลหติ สูง นอกจำกน้ยี ังฆ่ำเชื้อโรค พยำธิและสำรพิษท่ตี กอยใู่ นลำไส้และระบบทำงเดนิ อำหำร มีฤทธิ์ใน
กำรกำจัดสำรพิษและยบั ยงั้ กำรเจริญเติบโตของเช้ือโรคอันเป็นสำเหตใุ หเ้ กิดโรคมะเรง็ ในชอ่ งท้อง

2.3.21.8 แหลง่ ท่ีพบ : อำคำรอำนวยกำร, สนำมบอล
2.3.22 ตน้ ปำลม์ ขวด

ภาพที่ 2-113 ต้นปำล์มขวด

89
2.3.22.1 ชอ่ื วิทยำศำสตร์ : Roystonea regia (HBK.)Cook.
2.3.22.2 ช่อื วงศ์ : PALMAE
2.3.22.3 ช่อื สำมัญ : Royal plam, Cuban Royal plam
2.3.22.4 ชือ่ พืน้ เมือง :

1) ยม (ภำคใต้)
2) หมำกยม หมักยม (ภำคอสี ำน)
3) มะยม (ภำคเหนือ)
2.3.22.5 ลักษณะของปำล์มขวด
1) ลำต้น

เป็นไม้ยืนต้นประเภทปำล์มที่ไม่มีหน่อ ลำต้นต้ังตรงสูงถึง 50-70
ฟุต เม่ืออำยุน้อยโคนต้นจะป่องพองออก แต่พอโตขึ้นจะเปลี่ยนไปป่องท่ีกลำงลำต้น ทำให้ ลักษณะ
ของลำตน้ คลำ้ ยกับขวด ผิวลำต้นเรียบสนี ้ำตำลอ่อน

ภาพท่ี 2-114 ลำตน้ ของปำล์มขวด
2) ใบ

ใบประกอบขนนก เรียงสลับ ใบย่อยรูปขอบขนำน ขนำด 2-5 x 90
ซม.ปลำยใบเรียวแหลมโคนรูปล่ิม แผ่นใบหนำ แตกออก 2 ทิศทำงห้อยลงจึงเห็นเป็นหวงใหญ่ โคน
กำบใบสเี ขียวหอ่ ลำต้นไว้ ก้ำนใบยอ่ ยเป็นสนั คม

ภาพที่ 2-115 ใบของปำล์มขวด

90
3) ดอก

ออกดอกเป็นช่อ คล้ำยกับจั่นหมำก อยู่ในกำบของทำงใบ ช่อดอก
โตและยำว เมื่อช่อดอกโตเต็มที่แล้ว จะแตกออกมำเป็นแขนง และมีดอกเล็กๆ ติดอยู่มำกมำย ดอก
เปน็ ดอกไม่สมบรู ณ์เพศ

ภาพที่ 2-116 ดอกของปำล์มขวด
4) ฝัก/ผล

ผลสดแบมีเนื้อเมล็ดเดียว ติดผลจำนวนมำก ทรงกระบอกค่อนข้ำง
ปอ้ ม ปลำยแคบแหลม ขนำด 0.8 - 1.3 ซม. ผลแก่สนี ำ้ ตำลอมมว่ ง

ภาพท่ี 2-117 ผลของปำล์มขวด
2.3.22.6 ประโยชนข์ องตน้ ปำล์มขวด

ปำล์มขวดเป็นปำล์มประดับที่ต้องกำรแสงแดดจัด นิยมปลูกกลำงแจ้ง
เช่น สวนสำธำรณะ ริมทำงเดิน ถนนรมิ ทะเล ไม่นิยมปลูกในสนำมเด็กเล่นหรือใกล้บ้ำนเพรำะใบใหญ่
เม่อื ร่วงลงมำอำจทำอนั ตรำยต่อคนหรอื สิ่งของ และรำกอำจทำลำยโครงสร้ำงส่งิ ก่อสร้ำงได้

ยอดอ่อนของปำล์มขวดนำมำรับประทำนได้คล้ำยยอดมะพร้ำว ผลใช้
ผสมเป็นอำหำรเลี้ยงหมู เสน้ ใยจำกกำบใบนำมำทำเคร่อื งจกั สำน และรำกใช้เป็นยำขบั ปัสสำวะได้

91

2.3.22.7 สรรพคุณของปำลม์ ขวด
1) ผล - รบั ประทำนเป็นยำระบำย แก้ไอ ขัดเสมหะ
2) เปลือก - แก้ไข้ทบั ฤดู และแก้ผดผ่นื คนั
3) รำก - แกโ้ รคผิวหนงั ช่วยซบั นำ้ เหลืองใหแ้ ห้ง
4) ดอก - ตม้ แลว้ กรองนำมำแกโ้ รคในตำ ชำระล้ำงในตำ

2.3.22.8 แหล่งทีพ่ บ : โรงอำหำร, อำคำรบัญชี
2.3.23 หมำกเหลอื ง

ภาพที่ 2-118 หมำกเหลือง
หมำกเหลือง (Yellow palm) เป็นปำล์มประดับชนิดหนึ่งท่ีนิยมปลูกประดับไว้ภำยใน
บ้ำนหรอื ปลูกในแปลงจัดสวน เน่ืองจำก ก้ำนใบ และใบมีสีเหลอื งอมเขยี วสวยงำม ลำต้นไม่สูงมำกนัก
มอี ำยยุ ืนยำว สำมำรถปลูก และดูแลง่ำย
2.3.23.1 ช่อื วทิ ยำศำสตร์ : Chrysalidocarpus lutescens.
2.3.23.2 ช่ือวงศ์ : Palmae (Arecaceae)
2.3.23.3 ชือ่ สำมญั : Yallow palm
2.3.23.4 ชอ่ื พืน้ เมือง : หมำกเหลือง
2.3.23.5 ลักษณะทำงพฤกษศำสตร์

1) ลำตน้
หมำกเหลือง มีลำต้นเพรำ ทรงกลม และตง้ั ตรง ลำตน้ แตกหน่อเป็น

กอใหม่รอบต้นแม่ เม่ือโตเต็มท่ีจะสูงได้ถึง 8 เมตร ขนำดลำต้นประมำณ 4-8 เซนติเมตร ลำต้นมี
ลักษณะเป็นข้อหรือเป็นวงชัดเจน ผิวลำต้นเรียบ โคนลำต้นมีสีเหลืองส้มหรือเขียวอมเหลือง ลำต้น
สว่ นปลำยมนี วลสขี ำวปกคลุม

92

ภาพท่ี 2-119 ลำต้นของหมำกเหลอื ง
2) ใบ

ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก กำบใบหุ้มลำต้น มีสีเหลืองอมส้ม
เรียงเย้ืองกันตำมควำมสูง ใบมีทำงใบยำว 1.5-2 เมตร ทำงใบมีสีเขียวอ่อนหรือสีเขียวอมเหลือง บน
ทำงใบมีใบย่อยเรียงเยื้องสลับกันเป็นแถว ใบย่อยมีลักษณะเรียวยำว โคนใบสอบรูปลิ่ม ปลำยใบเรียว
แหลม คล้ำยใบมะพรำ้ ว กวำ้ งประมำณ 1-2 เซนติเมตร ยำวประมำณ 40-60 เซนตเิ มตร แผ่นใบ และ
ขอบใบเรยี บ มีสเี ขยี วอมเหลอื ง

ภาพที่ 2-120 ใบของหมำกเหลือง
3) ดอก

หมำกเหลืองออกดอกเป็นช่อเหมือนกับช่อดอกของปำล์มท่ัวไป
ก้ำนช่อดอกยำวประมำณ 60-100 เซนติเมตร ปลำยช่อแตกแขนงเป็นช่อย่อย บนช่อแขนง
ประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมำก ดอกย่อยแต่ละดอกมีสีขำว ทั้งน้ี ดอกหมำกเหลืองเป็นดอกไม่
สมบรู ณ์เพศ มกี ำรแยกเพศอย่คู นละต้น

93

ภาพที่ 2-121 ดอกของหมำกเหลือง
4) ผล

ผลหมำกเหลือง ติดผลเป็นช่อ แต่ละผลมีรูปกลมรี ขนำดประมำณ
1-1.5 เซนติเมตร ผลดิบมีสีเขียว เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมส้ม และสุกจัดเปลี่ยนเป็นสีม่วงอมดำ
แต่ละผลมีเมลด็ 1 เมลด็

ภาพท่ี 2-122 ผลของหมำกเหลอื ง
2.3.23.6 ประโยชนห์ มำกเหลือง

1) หมำกเหลืองนิยมปลกู ทง้ั ในแปลงจัดสวน กำรด้ำนภมู ิทัศน์ และกำรปลูก
ในกระถำงเพ่ือเป็นไม้ประดับ เน่ืองจำกมีทรงพุ่มสวยงำม ทำงใบยำว โค้งย้อยลงดิน แผ่นใบมีสีเหลือ
งอมเขียวสวยงำม ทั้งนี้ กำรปลูกในกระถำง ควรวำงกระถำงในพื้นท่ีร่มหรือมีแสงแดดไม่ส่องท้ังวัน
หรือมีแสงรำไร อำทิ กำรวำงกระถำงภำยในบ้ำน หนำ้ บ้ำนทมี่ ีร่ม หรือวำงไวข้ ้ำงบ้ำนที่มีร่มในบำงคร้ัง
เพรำะกำรปลูกในกระถำงจะสูญเสียควำมชน้ื ได้งำ่ ยกวำ่ กำรปลูกลงแปลง

2) ใชป้ ลกู เพือ่ เปน็ ไม้มงคล โดยมีควำมเชื่อตำ่ งๆ ไดแ้ ก่
– หมำกเหลืองช่วยให้ผู้คนเกดิ ควำมเคำรพ และเช่ือฟังในตน เหมือน

ก้ำนใบหมำกเหลืองท่ีโค้งโน้มลง รวมถึงทำให้สมำชิกในบ้ำนเป็นผู้มีจิตใจดี จิตใจงดงำม มีควำมถ่อม
เน้อื ถ่อมตน

94

– หมำกเหลืองมีก้ำน และใบสีเหลืองอมเขียวหรือบำงต้นมีสีเหลือง
ทอง ชว่ ยส่งเสรมิ ให้เกิดควำมรำ่ รวย มโี ชคลำภให้แก้ผู้ปลกู หรือสมำชิกภำยในบำ้ น

3) หมำกเหลืองนอกจำกจะปลูกเพ่ือกำรประดับแล้ว เกษตรกรบำงรำยยัง
ปลูกเพื่อตดั ก้ำนใบส่งขำย สรำ้ งรำยได้งำมเช่นกัน ก้ำนใบทจ่ี ำหน่ำยถูกใชส้ ำหรับจัดตกแต่งในพิธีตำ่ งๆ
อำทิ งำนมงคล งำนเทศกำลชุมชน และงำนสำคัญของทำงรำชกำร

4) ก้ำนหมำกเหลืองใช้ถูหรือจ้ิมบริเวณฝ่ำเท้ำเพื่อตรวจหำอำกำรชำจำก
ภำวะโรคเบำหวำน ลดควำมเส่ียงกำรเกิดแผลจำกโรคเบำหวำน มีวิธีกำรใช้ คือ นำก้ำนหมำกเหลือง
มำผ่ำเปลือกนอกออก ให้เหลือเฉพำะแกน่ อ่อนดำ้ นใน จำกนั้น เหลำใหส้ ่วนปลำยเรียวเล็ก และปลำย
สุดเหลำให้มน กอ่ นใช้จ้มิ บนฝ่ำเท้ำตรวจหำอำกำรชำ

2.3.23.7 สรรพคุณหมำกเหลอื ง
1) ผลอ่อน มีรสฝำด มีสรรพคุณต่ำงๆ ได้แก่ ช่วยเจริญอำหำร ช่วยขับ

เสมหะ แก้อำกำรเมำ วิงเวียนศรีษะ แก้อำกำรคล่ืนเหียน อำเจียน ช่วยบรรเทำอำกำรไอ ใช้เป็นยำ
ถ่ำยพยำธิ

2) ผลดิบนำมำปอกเปลือก ก่อนแยกเอำเนื้อมำเคี้ยวกับหมำก ให้รสฝำดจัด
มสี รรพคณุ ต่ำงๆ ไดแ้ ก่ แกอ้ ำกำรท้องเสีย แกป้ วดแนน่ ท้อง ใชเ้ ปน็ ยำถำ่ ยพยำธิ ช่วยขับปสั สำวะ

3) เน้ือผล มีรสจืดหวำน ช่วยขับลม ช่วยขับปัสสำวะ แก้ท้องอืดแน่น แก้
โรคบดิ หรืออำกำรท้องเสีย

4) ผลอ่อน และเน้ือผลแก่ ใช้ทำภำยนอก เน้ือผลนำมำบดทำรักษำแผล
ช่วยสมำนแผลให้หำยเรว็ ใชท้ ำรักษำโรคผิวหนัง กลำก เกลื้อน

2.3.23.8 แหลง่ ทพี่ บ : บ้ำนพักครู
2.3.24 ตน้ ตำลฟำ้

ภาพที่ 2-123 ต้นตำลฟำ้

95
2.3.24.1 ช่ือวทิ ยำศำสตร์ : Bismarckia nobilis Hildebr & H. Wendl
2.3.24.2 ชอ่ื วงศ์ : ARECACEAE
2.3.24.3 ชื่อสำมญั : Bismarckia palm
2.3.24.4 ช่ืออืน่ ๆ : ปำล์มมำดำกสั กำร์
2.3.24.5 ลักษณะทำงพฤกษศำสตร์

1) ลำตน้
ไม้ยืนต้น ลำต้นสูงประมำณ 5-7 เมตร เส้นรอบวงประมำณ

120-130 เซนตเิ มตร ลำตน้ สขี ำวนวล ผิวลำต้นขรขุ ระ

ภาพท่ี 2-124 ลำต้นตน้ ตำลฟ้ำ
2) ใบ

ใบเดี่ยว กำรเรียงตัวของเส้นใบแบบขนำนตำมควำมยำวใบ ใบรูป
วงกลม ปลำยใบเรียวแหลม โคนใบรปู หวั ใจ ขอบใบแฉกแบบนว้ิ มอื เนือ้ ใบคลำ้ ยกระดำษ ใบเรยี งแบบ
เรียงสลับ ใบด้ำนบนสีเขียว ท้องใบสีเขียวขำว ใบอ่อนสีเขียวอ่อน ใบแก่สีเหลือง ใบกว้ำงประมำณ
100-250 เซนตเิ มตร ยำวประมำณ 120-150 เซนติเมตร

ภาพท่ี 2-125 ใบตน้ ตำลฟ้ำ

96
3) ดอก

ดอกช่อแยกแขนงระหว่ำงกำบใบ ดอกเพศผู้และเพศเมียอยู่ต่ำงต้น
ช่อดอกหอ้ ย กลบี ดอกสีขำวนวล

ภาพท่ี 2-126 ดอกต้นตำลฟ้ำ
4) ผล

ผลสด ผลเมล็ดเดียว ผลออ่ นสีเขยี ว ผลสุกสนี ้ำตำล ผลมีขนำด 3-4
เซนติเมตร รูปกลมรี ปลำยแหลม

ภาพท่ี 2-127 ผลของตน้ ตำลฟ้ำ
2.3.24.6 ประโยชน์

เนือ้ ไม้สขี ำว ไม่มีแกน่ ใชท้ ำเรือขุด หีบและลังใส่ของ ทำก้ำนและกลักไม้
ขดี ไมจ้ ม้ิ ฟัน และทำเย่ือกระดำษ เมล็ด นำ้ มันจำกเมลด็ ใช้ปรงุ อำหำร ทำสบู่ เปลือก ใยจำกเปลือกใช้
ทำเชือก

2.3.24.7 แหล่งทีพ่ บ : โรงอำหำร

97

2.3.25 หมำกเขยี ว

ภาพท่ี 2-128 หมำกเขยี ว
2.3.25.1 ช่อื วทิ ยำศำสตร์ : Ptychesperma macarthuii (H.) wendl
2.3.25.2 ชอ่ื วงศ์ : ARECACEAE
2.3.25.3 ช่ือสำมัญ : Macarthurs Palm
2.3.25.4 ชอ่ื พน้ื เมือง

1) ปำลม์ หมำก
2) หมำกฝรง่ั
3) หมำกพร้ำว
2.3.25.5 ลกั ษณะทวั่ ไป
1) ลำตน้

ปำล์มแตกกอ ลำต้นขนำด 4-8 เซนตเิ มตร ลำต้นเรยี บสีเทำอ่อน
หรือสีน้ำตำลปนเทำ เห็นข้อปลอ้ งชัดเจน

ภาพท่ี 2-129 ลำตน้ หมำกเขยี ว

98
2) ใบ

ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อยรูปขอบขนำน กว้ำง 2-5
เซนตเิ มตร ยำว 90-120 เซนติเมตร ปลำยใบเรยี วแหลม โคนใบรูปลม่ิ แผ่นใบสีเขียวเข้ม

ภาพที่ 2-130 ใบหมำกเขียว
3) ดอก

สีเหลืองอมเขียว ออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงใต้โคนกำบใบ
ดอกแยกเพศอยรู่ ่วมตน้ ชอ่ ดอกยำวประมำณ 30 เซนติเมตร

ภาพที่ 2-131 ดอกหมำกเขียว
4) ผล

ผลสดแบบมเี น้อื เมลด็ เดียว ตดิ ผลจำนวนมำก ทรงกลมรี ขนำด
1 เซนติเมตร ผลสกุ สแี ดง เม่ือแห้งผิวยน่

99

ภาพที่ 2-132 ผลหมำกเขียว
2.3.25.6 ประโยชนข์ องหมำกเขยี ว

1) ลำต้น
ใช้ทำเสำตอม่อฟำกสับแม่บันไดลูกบันไดโคนแก่ใช้ทำขั้นพะองเพ่ือ

ทอดทำสะพำนข้ำมลำกระโดงท้องร่องและเม่ือทะลวงเอำไส้ในออกสำมำรถใช้ทำเป็นทอ่ ระบำยน้ำทำ
ไม้คำนใช้แบกของทำคร่ำวสำหรับยึดฝำฟำกสับในกำรปลูกห้ำงเฝ้ำสวนสมัยก่อนชำวสวนจะประส บ
ปัญหำน้ำท่วมทุกปี เน่ืองจำกฝนชุกและน้ำทะเลหมุนชำวสวนก็จะใช้ต้นหมำกกั้นคันดิน และเป็น
ตอม่อป้องกันคนั ดินทก่ี ั้นน้ำเขำ้ สวนพังดว้ ย

2) ใบ
ใบของหมำก เรียกว่ำ “ทำงหมำก” รวมทัง้ กำบกมำกท่ีเป็นส่วนหน่ึง

ของทำงหมำก กม็ ีประโยชน์มำกต่อควำมเป็นอยู่ในชีวติ ประจำวนั ของชำวสวนชำวสวนจะใช้กำ้ นทำงที่
มใี บมำผูกห้อยตรงชอ่ งทำงเข้ำออกของ“เวจ”ซึง่ เปน็ ที่ขับข่ำยของชำวสวนทำงหมำกมใี บหนำออ่ นนุ่ม
สะดวกในกำรแหวกเข้ำออกและยังเป็นที่บังตำเป็นอย่ำงดีชำวสวนท่ีน้ำตำลมะพร้ำวเป็นอำชีพหลัก
และอำชีพเสริมยังใช้ทำงหมำกที่แห้งแล้วมำทำเป็น “เสวียน” ขนำดใหญ่สำหรับรองรับกระทะใบบัว
ขนำดใหญข่ ณะทก่ี วนนำ้ ตำลตง่นุ ให้เปน็ น้ำตำลปึกหรือน้ำตำลปี๊ป

2.3.25.7 สรรคณุ ของหมำกเชียว
1) ผล (เมล็ด) ใช้ขบเคี้ยว เพื่อรักษำเหงือก และฟันให้คงทน ซ่ึงก็จะเห็นได้

วำ่ คนแก่ที่กินหมำกฟัน จะไมค่ ่อยเสีย ใช้รักษำอำกำรท้องเดนิ ทอ้ งเสยี
2) รำก นำมำต้มกิน แกป้ ำกเป่อื ย ขับปัสสำวะ และโรคบิด
3) ใบ นำมำต้มกนิ เป็นยำขบั พษิ นำมำทำแก้คนั
4) เมล็ดหมำก เมอื่ นำมำสกัดจะไดไ้ ขมัน เมือก ยำงและสำรอัลคำลอยด์ ชื่อ

Arecoline มีแทนนิน (Tannin) สูง จึงสำมำรถใช้ในทำงอุตสำหกรรมและยำรักษำโรคได้หลำยชนิด
เช่น ใช้ทำสีต่ำง ๆ ใช้ย้อมแห อวน ทำให้แห และอวนนิ่ม และอ่อนตัว ยืดอำยุกำรใช้งำนได้นำน

100
เส้นด้ำย ไม่เปื่อยเร็ว ใช้สกัดทำยำรักษำโรค เช่น ยำสมำนแผล ยำขับพยำธิในสัตว์ ยำแก้ท้องเดิน
ทอ้ งเสยี ยำขับพษิ ยำทำแก้คนั น้ำมันนวด ยำขับปัสสำวะ และยำแกป้ ำกเปอ่ื ย เป็นตน้

2.3.25.8 แหล่งท่ีพบ : อำคำรไฟฟ้ำ, อำคำรอิเล็กทรอนิกส์, อำคำรองค์กำรบริหำร
ส่วนจังหวัด(อบจ.), อำคำรบัญชี, อำคำรช่ำงก่อสร้ำง, อำคำรช่ำงเชื่อมโลหะ, อำคำรโรงแรมและ
ท่องเท่ยี ว, ตึกอำนวยกำร

2.3.26 ปำล์มแชมเปญ

ภาพที่ 2-133 ปำล์มแชมเปญ
2.3.26.1 ช่ือวิทยำศำสตร์ : Hyophorbe lagenicaulis (I.H. Bailey) H.E. Moore
2.3.26.2 ชอ่ื วงศ์ : ARECACEAE (PALMAE)
2.3.26.3 ชอื่ สำมัญ : Bottle Palm
2.3.26.4 ชื่อพื้นเมอื ง : ปำลม์ แชมเปญ
2.3.26.5 ลักษณะทำงพฤกษศำสตร์

1) ลำต้น
ต้นเด่ียว โคนลำต้นมีอวบอ้วนเป็นรูปทรงขวดหรือทรงกระบอก

ขนำด 40-60 เซนติเมตรและเหน็ ขอ้ ถี่ คอสีเขยี วยำว 30-50 เซนตเิ มตร

ภาพท่ี 2-134 ลำต้นปำลม์ แชมเปญ

101
2) ใบ

ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ มที ำงใบ 4-5 ก้ำน ปลำยทำงใบ
บิดโค้งเล็กน้อย ใบย่อยรูปขอบขนำน กว้ำง 2-5 เซนติเมตร ยำวประมำณ 45 เซนตเิ มตร ปลำยใบ
เรยี วแหลมโคนใบรปู ลม่ิ แผน่ ใบหนำ โคนกำบใบสีเขียวสันกำบใบและแกนกลำงใบมีสีนำ้ ตำลแดง

ภาพที่ 2-135 ใบของปำลม์ แชมเปญ
3) ดอก

สีขำวนวลถึงสีส้ม มีกลิ่นหอมออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงใต้โคน
กำบใบ ดอกแยกเพศอย่รู ่วมต้น ชอ่ ดอกยำวประมำณ 60 เซนติเมตร

ภาพที่ 2-136 ดอกปำล์มแชมเปญ
4) ผล

ผลสดแบบมีเนือ้ เมล็ดเดียว ทรงกลมรี ขนำดประมำณ 2 เซนติเมตร
ผลสกุ สเี หลืองอมสม้ ถงึ ดำ เมลด็ แบนยำว

102

ภาพท่ี 2-137 ผลปำล์มแชมเปญ
2.3.26.6 ประโยชน์ของปำล์มแชมเปญ

นยิ มปลกู เป็นไมป้ ระดับปลกู ในกระถำงประดับภำยในอำคำร ไม้
ประดบั บรเิ วณนอกอำคำร เช่น ริมรว้ั รมิ อำคำร ปลกู เป็นแถวริมทำงเดนิ เปน็ ตน้

2.3.26.7 แหลง่ ที่พบ : อำคำรอิเล็กทรอนิกส์
2.3.27 ปำล์มเป็ตติโคท้

ภาพที่ 2-138 ปำล์มเป็ตตโิ ค้ช
2.3.27.1 ชอ่ื วิทยำศำสตร์ : WashingtoniarobustaH.Wendl.
2.3.27.2 ชือ่ วงศ์ : ARECACEAE
2.3.27.3 ชื่อสำมญั : Washington Palm
2.3.27.4 ชือ่ ท้องถ่นิ : ปำล์มเปต็ ตโิ คท้
2.3.27.5 ลกั ษณะทั่วไป

1) ลำตน้
ต้นสูงประมำณ 50 ฟุต ใหญร่ ำวๆ 3 ฟตุ

103

ภาพที่ 2-139 ลำตน้ ปำลม์ เป็ตติโคช้
2) ใบ

ใบรูปพัดสีเขียวอ่อน ก้ำนใบสีน้ำตำลแดงยำว 1 เมตร ช่วงควำมสูง
ประมำณ 1-2 เมตร กำบและก้ำนใบจะแห้งติดอยู่กับลำต้นหนำประมำณ40 ซม. และเมื่อควำมสูง
เพิ่มขึ้นกวำ่ 5 เมตร กำบและกำ้ นใบจะหลุดรว่ งไป เมื่อตน้ ยังเลก็ ๆ ตำมขอบจะมเี ส้น ใบเป็นฝอยสเี ทำ
อยูม่ ำกจงึ เรียกวำ่ ปำล์มหนวด

ภาพท่ี 2-140 ใบปำลม์ เป็ตติโคช้
3) ดอก

ออกดอกรอบๆ ตน้ ตำมโดนใบ ชอ่ จะยำวประมำร 12 ฟุต
4) ฝกั /ผล

เป็นพวง เหมือนกบั ช่อดอก มีผลดกมำก
2.3.27.6 กำรใช้ประโยชน์

ใช้เปน็ ไม้ประดับตำมสนำมต่ำง ๆ นิยมปลกู ประดับตำมสถำนทร่ี ำชกำร
รมิ ถนนตำมบำ้ น ปลูกตำมพื้นดนิ ทว่ั ไป

2.3.27.7 แหล่งทพ่ี บ : อำคำรอเิ ล็กทรอนกิ ส์

104

2.3.28 ปรงญ่ปี ุน่

ภาพที่ 2-141 ปรงญ่ปี ุ่น
2.3.28.1 ชื่อวิทยำศำสตร์ : Cycas revoluta Thunb.
2.3.28.2 ช่ือวงศ์ : CONVOLVULACEAE
2.3.28.3 ชอ่ื สำมัญ: Sago Plam
2.3.28.4 ช่ือทอ้ งถิ่น : ปรงจนี สำคปู ำล์ม
2.3.28.5 ลกั ษณะทำงพฤกษศำสตร์

1) ลำต้น
ตน้ พืชจำพวกเมลด็ เปลือย ลำตน้ ต้งั ตรง สนี ้ำตำลเข้ม ไม่ค่อยแตกก่งิ

กำ้ น ผวิ ขรขุ ระจำกรอยแผลใบ

ภาพที่ 2-142 ลำตน้ ของปรงญป่ี ุน่
2) ใบ

ใบประกอบแบบขนนก เป็นกระจุกแน่นที่ส่วนยอด ใบอ่อนหยิกและ
มีขนปกคลุม ใบย่อยมีจำนวนมำก รูปยำวแคบ ปลำยเรียวแหลม สีเขียวเข้มเป็นมัน ขอบโค้งลง
ด้ำนล่ำง ก้ำนใบแข็ง เปน็ เหลย่ี มมีหนำมแหลมสน้ั ๆ

105

ภาพท่ี 2-143 ใบของปรงญ่ีปุ่น
3) โคน แยกเพศอยู่ต่ำงต้น ช่อโคนเพศผู้ เป็นช่อแน่น ทรงกระบอกแกมรี
ส่วนโคนเพศเมีย ประกอบด้วยกำบเมกะสปอร์ซอ้ นเรียงทบั กัน กำบบนรูปไข่กลบั ขอบหยักลึก มีขนสี
น้ำตำล
2.3.28.6 ประโยชน์

ปลูกเป็นไม้ประดับ ต้นเป็นยำขับเสมหะ และให้แป้งสำคูมีรำกสะสม
อำหำรอว้ น และมแี ป้งใชร้ ับประทำนได้ แต่ไม่ใชต่ ้นสำคู

2.3.28.7 แหล่งทีพ่ บ : อำคำรบัญชี
2.3.29 เตำ่ รำ้ งแดง

ภาพท่ี 2-144 เตำ่ ร้ำงแดง
2.3.29.1 ชอ่ื วทิ ยำศำสตร์ : Caryota mitis Lour.
2.3.29.2 ชื่อวงศ์ : Arecaceae
2.3.29.3 ชื่อสำมญั :

1) Fishtail Palm
2) Burmese Fishtail Palm

106

3) Clustered Fishtail Palm
4) Common Fishtail Palm
5) Wart Fishtail Palm
6) Tufted Fishtail Palm
2.3.29.4 ชอื่ ท้องถิน่ อน่ื :
1) เขอ่ื งหมู่ (ภำคเหนือ)
2) เต่ำร้ังมหี น่อ (ภำคกลำง)
3) มะเดง็ (ยะลำ)
4) งือเด็ง (มลำยู-นรำธวิ ำส)
5) เตำ่ ร้ำง, เกำ๊ หมำ้ ย เกำ๊ มยุ่ เก๊ำเขือง (คนเมือง)
6) มีเซเหมำะ (กะเหรี่ยงแดง)
7) เกำ๊ เขือง (ไทลื้อ)
8) ซึ (ม้ง)
9) จกึ๊ (ปะหล่อง)
10) ตุ๊ดชกุ (ขมุ)
2.3.29.5 ลกั ษณะของเต่ำรำ้ งแดง
1) ลำต้น

ตน้ เต่ำร้ำงแดง จดั เปน็ พรรณไม้ประเภทปำล์ม ต้นแตกกอมีควำมสูง
ไดป้ ระมำณ 5-10 เมตร และลำต้นมขี นำดเสน้ ผำ่ นศูนย์กลำงประมำณ 10-20 เซนติเมตร มักข้ึนเดยี่ ว
ๆ หรือแตกกอเป็น 2-4 ต้น ลำต้นตั้งตรง ไม่แตกก่ิง มีลักษณะเกลี้ยงเป็นสีเขียวถึงสีเทำอมเขียว เป็น
ปำล์มที่มีอำยุส้ัน หลังออกดอกเป็นผลแล้วต้นจะค่อย ๆ ตำยไป ขยำยพันธุ์ดว้ ยวิธีกำรเพำะเมล็ดและ
แยกกอ เป็นไม้กลำงแจ้ง ชอบดินร่วนปนทรำยท่ีมีกำรระบำยนำ้ ดี มีเขตกำรกระจำยพนั ธ์ุกว้ำง พบได้
ต้ังแต่อินเดีย พม่ำ หมู่เกำะอันดำมัน อินโดนีเซีย ภูมิภำคอินโดจีน มำเลเซีย และทำงตอนใต้ของจีน
ส่วนในประเทศไทยพบขึ้นกระจำยอยู่ทั่วทุกภำคของประเทศ โดยมักพบข้ึนตำมป่ำดิบแล้ง ป่ำดิบชื้น
ป่ำเสือ่ มโทรม รมิ ลำธำร ตำมท่ีลุ่ม และตำมแนวหลงั ปำ่ ชำยเลนทต่ี ดิ กบั ป่ำบกหรอื ปำ่ พรุ

107

ภาพที่ 2-145 ลำต้นของเตำ่ ร้ำงแดง
2) ใบ

ใบเต่ำร้ำงแดง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น ออกเรียงเวียน
สลับรอบลำต้น ชอ่ ใบมีลักษณะเป็นรูปสำมเหลี่ยมกว้ำง แผ่แบน แตกแขนงออกเป็นช่อใบย่อยข้ำงละ
7-23 ช่อ ยำวประมำณ 50-100 เซนติเมตร ใบย่อยมีลักษณะพับเป็นจีบคล้ำยรูปตัววี แผ่นใบมี
ลักษณะเป็นรูปสำมเหล่ียมหยักเว้ำ ปลำยใบแหลมคลำ้ ยหำงปลำ โคนใบเป็นรูปลิ่ม แผ่นใบเปน็ สเี ขยี ว
เปน็ มนั มีขนำดกว้ำงประมำณ 13 เซนตเิ มตร และยำวประมำณ 20-30 เซนติเมตร ใบยอ่ ยคูส่ ุดท้ำยมี
ลกั ษณะเป็นรปู สเ่ี หลย่ี มขำ้ วหลำมตัด มักติดกนั และมขี นำดใหญ่ ปลำยใบหยักไม่สมำ่ เสมอ โคนใบเป็น
รูปลิ่มเยื้อง ส่วนขอบใบเรียบ ผิวใบเรียบเกลี้ยงทั้งสองด้ำน มีกำบใบโอบรอบลำต้นยำวประมำณ
0.5-2 เมตร โคนกำบใบมีขนสีน้ำตำลแดงปนเทำหรือสดี ำ และมรี ยำงค์สีน้ำตำลข้ึนปกคลุม

ภาพที่ 2-146 ใบของเต่ำร้ำงแดง
3) ดอก

108
ดอกเต่ำร้ำงแดง ดอกเป็นแบบแยกเพศอยู่ร่วมต้นกัน โดยจะออก
ดอกเป็นช่อเชิงลดไม่มีก้ำน ช่อดอกยำวประมำณ 60-80 เซนติเมตร ก้ำนช่อดอกอวบ ห่อหุ้มไปด้วย
กำบสีเขียวขนำดใหญ่ ออกเปน็ ช่อแยกแขนงที่ปลำยยอด ตอ่ มำจะออกตำมซอกใบ แล้วไล่ลงมำถงึ โคน
ตน้ ช่อดอกมีลักษณะย่อยหอ้ ยลงมำ ออกดอกเป็นกลุม่ กลุ่มละ 3 ดอก เรียงเวียนสลับกับแกนช่อดอก
ย่อย โดยดอกเพศผู้จะเป็นสีเขียวอ่อนไม่มีก้ำน ดอกมีลักษณะตูมเป็นรูปทรงขอบขนำน เมื่อดอกบำน
จะเปน็ สีเหลืองนวล กลีบดอกแข็งมี 3 กลีบ ลักษณะเปน็ รูปขอบขนำน ปลำยแหลมโค้ง สว่ นดอกเพศ
เมียจะเป็นสีเขียวอ่อน มีกลีบดอก 3 กลีบ ท่ีโคนกลีบเชื่อมติดกัน ดอกท่ีบำนเต็มท่ีจะมีขนำดกว้ำง
ประมำณ 2 เซนตเิ มตร

ภาพที่ 2-147 ดอกเต่ำรำ้ งแดง
4) ผล

ผลเต่ำร้ำงแดง ผลเป็นสดแบบมีเน้ือเมล็ดเดียว สีเขียวแกมเหลือง
ออกเป็นพวง ๆ ลักษณะเป็นรูปทรงกลมหรือกลมแป้น มขี นำดประมำณ 1-2 เซนติเมตร เน้ือผลชุ่มไป
ด้วยน้ำเล้ียง ซ่ึงเป็นพิษและทำให้ระคำยเคือง ผลเม่ือสุกแล้วจะเปลีย่ นเปน็ สีส้มหรือสีแดงเข้มถงึ สมี ่วง
คล้ำหรอื ดำ ภำยในผลมเี มลด็ 1 เมล็ด

109

ภาพท่ี 2-148 ผลเต่ำรำ้ งแดง
2.3.29.6 ประโยชน์ของเต่ำร้ำงแดง

1) ยอดอ่อนใช้ปรุงเป็นอำหำรรับประทำน จะนำมำต้ม ลวก แกง หรือผัด
กะทิก็ได้ แล้วนำไปเป็นอำหำรกินแกล้มกับแกงหรือน้ำพริก บ้ำงก็ใช้รับประทำนสด ๆ อีกส่วนคือใช้
แกนในของลำต้น (แกนในยอดอ่อนบริเวณโคนต้น) นำมำประกอบอำหำร เชน่ ทำแกง (แต่ต้องทำให้
สุกเสียก่อน) แกล้มรับประทำนกับน้ำพริก และสุดท้ำยคือผลสุกของเต่ำร้ำงแดงก็สำมำรถนำมำ
รบั ประทำนไดเ้ ชน่ กนั ใหม้ ีรสชำตหิ วำนอร่อย

2) ใบใช้มุงหลังคำได้ ส่วนเส้นใบจำกกำบใบใช้ทำเป็นเชือกสำหรับผูกของ
ต่ำง ๆ หรอื นำไปทำเป็นเคร่ืองจกั สำนเพอ่ื เป็นสินคำ้ สง่ เสรมิ รำยได้ของชำวบำ้ น

3) ลำต้นใช้ทำไม้ปลำยแหลมสำหรับเจำะหลุมปลูกข้ำวไร่ เพรำะมีควำม
ทนทำน สำมำรถใช้ไดน้ ำนปี

4) ใช้ปลกู เปน็ ไมด้ อกไม้ประดับทว่ั ไป นิยมนำมำปลกู ประดับในอำคำร ปลูก
กลำงแจ้งในสวนสำธำรณะ ริมสระว่ำยน้ำ หรือริมทะเล เน่ืองจำกมีรูปทรงสวยงำม แต่ไม่ควรนำไป
ปลูกใกลท้ ำงเดิน บรเิ วณท่ีพกั ผอ่ น หรอื สนำมเด็กเล่น เพรำะผลมีพษิ

2.3.29.7 สรรพคุณของเต่ำรำ้ งแดง
1) รำก ชำวเขำเผ่ำเย้ำจะใช้รำกเต่ำร้ำงแดงนำมำต้มกับน้ำดื่มเป็นยำบำรุง

กำลัง ชว่ ยทำให้ร่ำงกำยแขง็ แรง
2) หัวอ่อนมีสรรพคุณช่วยทำให้รู้สกึ อบอุ่นมำกข้ึน จึงนิยมนำไปรับประทำน

ในช่วงท่ีเป็นไข้หนำว เพ่ือช่วยเพ่ิมควำมอบอุ่นและช่วยให้หำยจำกอำกำรดังกล่ำวได้ไวข้ึน เป็นยำแก้
ไขจ้ ับสนั่ บำรงุ ตบั และปอด และชว่ ยบำรุงหวั ใจ

110

3) ผลแก่ ใช้ตำพอกแผล ชว่ ยในกำรสมำนแผล ทำให้แผลแหง้ และตกสะเกด็
ไวยิ่งข้ึน รวมทั้งช่วยป้องกันบำดทะยักอีกด้วยเช่นกัน หรือถ้ำเป็นหิดก็ให้ใช้ผลท่ีฝำนแล้วมำทำแก้หิด
กลำก เกล้อื น ส่วนอกี วธิ จี ะผลใช้ผสมกับน้ำมะพร้ำว หนั่ ลูกทำแก้หดิ

2.3.29.8 สรรพคุณ : อำคำรอิเล็กทรอนิกส์, อำคำรวทิ ยำศำสตร์, โรงยิม
2.3.30 ตน้ จันผำ

ภาพท่ี 2-149 ตน้ จนั ผำ
2.3.30.1 ชื่อวิทยำศำสตร์ : Dracaena cochinchinensis (Lour.) S.C.Chen.
2.3.30.2 ชื่อวงศ์ : AGAVACEAE
2.3.30.3 ชื่อสำมญั : Dracaena loureiri Gagnep.
2.3.30.4 ชือ่ พื้นเมือง :

1) จันทนผ์ ำ (ภำคเหนือ)
2) จันทนแ์ ดง (ภำคกลำง, สรุ ำษฎร์ธำน)ี
3) ลักกะจนั ทน์ ลกั จน่ั (ภำคกลำง)
2.3.30.5 ลักษณะท่วั ไป
1) ลำต้น

จัดเปน็ ไมพ้ ่มุ ขนำดกลำง หรอื เปน็ ไมต้ ้นขนำดเล็ก ไม่ผลัดใบ มีควำม
สูงของต้นประมำณ 1.5-4 เมตร (ต้นโตเต็มท่ีอำจมีควำม สูงถึง 17 เมตร) เรือนยอดเป็นรูปทรงไข่ มี
เรือนยอดได้ถงึ 100 ยอด เม่ือต้นโตขึ้นจะแผก่ ว้ำง ลำต้นตั้งตรง กลม มีแผล ใบเป็นร่องขวำงคล้ำยข้อ
ถ่ีๆ เปลือกต้นเป็นสีน้ำตำลหรือสีน้ำตำลอมสีเทำ แตกเป็นร่องตำมยำว ไม่มีก่ิงก้ำน ใบจะออกตำมลำ
ตน้ ส่วนแก่น ไม้ด้ำนในเป็นสีแดง ต้นเมื่อมีอำยุมำกข้นึ แก่นจะเปล่ียนจำกสีขำวเป็นสีแดง เรำจะเรียก
แกน่ สแี ดง วำ่ “จันทนแ์ ดง” เมื่อแกน่ เป็นสีแดงเต็มตน้ ต้นกจ็ ะค่อยๆ โทรมและตำยลง

111

ภาพที่ 2-150 ลำตน้ ต้นจนั ผำ
2) ใบ

ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับกันถี่ๆ ที่ปลำยก่ิง ลักษณะของใบเป็น
รูปยำวรีขอบขนำน หรือเป็นรูปแถบยำวแคบ ปลำยใบเรียวแหลม โคนใบแผ่เป็นกำบหุ้มลำต้น ส่วน
ขอบใบเรียบ ใบมีขนำดกว้ำงประมำณ 4-5 เซนติเมตร และยำวประมำณ 45-80 เซนติเมตร เน้ือใบ
หนำกรอบ โคนใบจะติดกับลำต้นหรือโอบคลุมลำต้น ไม่มีก้ำนใบ และมักจะท้ิงใบเหลือเพียงยอดเป็น
พมุ่ สเี ขยี วเขม้ กำ้ นใบมกี ำบหมุ้ ซอ้ นทับกนั รอบต้น

ภาพที่ 2-151 ใบตน้ จันผำ


Click to View FlipBook Version