The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ผลงานประเภท R2R
งานมหกรรมวิชาการ เขตสุขภาพที่ 12 ประจำปีงบประมาณปี 2563

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by strategy trang, 2020-09-08 04:54:58

R2R

ผลงานประเภท R2R
งานมหกรรมวิชาการ เขตสุขภาพที่ 12 ประจำปีงบประมาณปี 2563

มหกรรมวิชาการ

เขตสุขภาพที่ 12

ปี 2563

ผลงานวิชาการ

ประเภท

R2R



ผลงานประเภท R2R
(กล่มุ รพ.สต - ศสม.)

รายละเอียดการสง่ ผลงานนาเสนอ
มหกรรมวชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 12 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563

1. แบบฟอร์มบทคดั ย่อผลงาน
[ ] CQI (Clinic) [ ] CQI (Non-Clinic) [  ] R๒R [ ] วจิ ัยฉบับสมบรู ณ

2. ประเภทหน่วยงาน
[  ] รพ.สต./ ศสม. [ ] รพช. [ ] รพท. / รพศ. [ ] สสอ./สสจ.

3. การนาเสนอผลงาน
[  ] ไมเคยนําเสนอ เผยแพรมากอน [ ] เคยเผยแพร (พฒั นาตอยอด)

ชื่อเรอื่ ง การพัฒนารูปแบบการใหบ้ รกิ ารในคลินิกโรคเรื้อรงั และการรับบริการอยา่ งต่อเนอ่ื งในชมุ ชน โดย
ชมุ ชนมีส่วนร่วม หมทู่ ี่ 4 ตาํ บลนิคมพัฒนา อาํ เภอมะนงั จ.สตูล

ผูน้ าเสนอ นายสาธิต พรหมขจร ตาแหน่ง พยาบาลวิชาชีพ ชาํ นาญการ
หนวยงาน โรงพยาบาลสง่ เสรมิ สขุ ภาพตําบาล บ้านผงั 50 ตาบล นคิ มพัฒนา อาเภอ มะนัง จงั หวดั สตลู
มอื ถอื 095 – 0868777 E-mail [email protected]

การพฒั นารูปแบบการใหบ้ รกิ ารในคลนิ ิกโรคเร้อื รังและการรบั บริการอย่างตอ่ เน่อื งใน
ชมุ ชน โดยชมุ ชนมสี ่วนรว่ ม หม่ทู ี่ 4 ตาบลนคิ มพัฒนา อาเภอมะนงั จ.สตลู

สาธติ พรหมขจร

บทคดั ย่อ

การวิจัยเชิงปฏิบัติการนมี้ ีวัตถุประสงค์เพือ่ ศึกษากระบวนการ การดําเนินงานด้านการดูแลผู้ป่วยโรค
เรื้อรังในชุมชนโดยภาคประชาชน ท่ีนําไปสู่การจัดการเป็นรูปแบบท่ีสอดคล้องกับบริบทของชุมชน โดยอาศัย
การมีส่วนร่วมของชุมชน ในพื้นท่ีหมู่ท่ี 4 (บ้านผัง 8,11,12 และ 46) ต.นิคมพัฒนา อําเภอมะนัง จังหวัดสตูล
ประกอบด้วยขนั้ ตอนการวิจัย 4 ขั้นตอน ดังน้ี คอื 1) ขัน้ วางแผน (Planning) 2) ข้นั ฏบิ ัตกิ าร (Acting) 3) ขัน้
สงั เกตการณ์ (Observing) และ 4) ข้นั สะท้อนผลปฎบิ ัติ (Reflecting) จาํ นวน 5 วงรอบ ผูเ้ ข้ารว่ มดําเนินการ
คือ ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้ที่เป็นโรคเร้ือรัง (เบาหวาน – ความดัน) และญาติ
กลุ่มเส่ียงโรคเรื้อรังในชุมชน อาสาสมัครสาธาณสุขประจําหมู่บ้าน เจ้าหน้าท่ีสาธารณสุข เจ้าหน้าที่องค์การ
บริหารส่วนตําบลนคิ มพัฒนา จํานวน 50 คน โดยใช้กระบวนการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการ
จัดการคลนิ ิกโรคเรื้อรังในชุมชน โดยชุมชนมีสว่ นรว่ ม หมู่ท่ี 4 ต.นคิ มพฒั นา อาํ เภอมะนงั จงั หวัดสตูล โดยใช้
ทุนทางสังคมท่ีมีอยู่ ให้สอดคล้องกับบริบทชุมชน จนทําให้สามารถจัดการโรคเรื้อรังในชุนชน ได้สําเร็จ ทําให้
ผู้ป่วยโรคเร้ือรงั เกิดความตอ้ งการมารับยาในคลินิกชมุ ชนใกล้บ้านเพม่ิ ขึ้น ส่งผลกระตนุ้ ให้ผ้ปู ่วยโรคเรื้อรังดูแล
ตนเองมากย่ิงข้ึนตามลําดับ สําหรับกลุ่มป่วยที่ยังรับยาในโรงพยาบาลชุมชนมีความต้องการมารับยาใกล้บ้าน
เน่ืองจากสะดวก รวดเรว็ และเป็นกนั เองอกี ทัง้ สามารถมาด้วยตนเองไดโ้ ดยไมต่ อ้ งรอบตุ รหลานมารับส่ง โดย
กลมุ่ ประชากรท่ีปว่ ยด้วยโรคเร้ือรังในเขตรับผิดชอบ ระหวา่ งเดอื น ตลุ าคม 2556 – มีนาคม 2563 ท่มี ารับยา
ในคลินิกโรคเรื้อรังในชุมชน จํานวน 48 ราย คิดเป็นร้อยละ 33.18 ของผู้ป่วยโรคเร้ือรังท้ังหมด พบว่า หลัง
ดาํ เนนิ การตามรูปแบบ ผ้ปู ว่ ยมอี ตั ราการเข้ารับบรกิ ารเพ่ิมขึ้น การมารับยาตามนดั เพิ่มขนึ้ เนื่องจากผปู้ ว่ ยโรค
เร้ือรังเห็นความสําคัญและพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรม การบริการ โดยยึดปัญหาผู้ป่วยเป็น ศูนย์กลาง และ
กําหนดแนวทางการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รว่ มกันระหวา่ งเจ้าหน้าที อสม. ผูป้ ่วย และญาติผูด้ ูแล อกี ทั้ง อสม.
มที กั ษะในการทํางานเพ่ิมข้นึ ชมุ ชนให้ความสาํ คัญในการดูแลผู้ปว่ ยโรคเร้ือรังเพื่อป้องกันการเกิดภาวะ แทรก
ซ้อน มีการนัดตรวจเดือนละ 1 ครั้ง ประเมินภาวะแทรกซ้อนผู้ป่วยโรคเรื้อรังตามเกณฑ์มาตรฐาน และการ
เยียมบ้านอย่างต่อเนื่องโดยทีมเจ้าหน้าทีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลบ้านผัง 50 และอาสาสมัคร
สาธารณสขุ

คาสาคญั

การพฒั นารูปแบบการดาํ เนนิ งาน ผปู้ ว่ ยโรคเรอื้ รัง การรบั บรกิ ารอย่างต่อเนือ่ ง

บทนํา

การสํารวจปัญหาด้านโรคเรือ้ รังของกรมควบคุมโรค สํานักโรคไม่ติดต่อ สําหรับประเทศไทยความชุก
ของโรคเบาหวานในประชากรไทยอายุ 15 ปีขึน้ ไป เพ่มิ ข้ึนจากร้อยละ 6.9 ใน พ.ศ. 2552 เปน็ ร้อยละ 8.9 ใน
พ.ศ. 2557(1) ด้านความรุนแรงจากโรคเบาหวาน ข้อมูลจากการสํารวจสุขภาพคนไทยคร้ังท่ี 5 พ.ศ. 2557
พบว่ามีจํานวนผู้ท่ีเป็นเบาหวานประมาณ 5 ล้านคน(2) เสียชีวิตเพิ่มขึ้นจากโรคเบาหวานอย่างต่อเน่ือง ในปี
พ.ศ. 2557 มีผู้ที่เสียชีวิตจํานวน 11,389 ราย(3) จากรายงานประจําปี 2559 พบว่าการเสียชีวิตด้วย
โรคเบาหวานระหว่างปี 2555-2558 มีแนวโน้มของอัตราตายเพ่ิมสูงข้ึน จาก 12.1 เป็น 19.4 ต่อ 1 แสน
ประชากร เช่นเดียวกับอัตราตายก่อนวัยอันควร จากโรคเบาหวาน เพ่ิมจาก 13.2 เป็น 17.8 ต่อ 1 แสน
ประชากร โดยเฉพาะพ้นื ทีเ่ ขตสุขภาพที่ 12 (พทั ลุง ตรัง สตูล สงขลา ยะลา ปัตานี และนราธิวาส) มอี ัตราตาย
ดว้ ยโรคเบาหวาน เพม่ิ สูงข้นึ จาก 8.9 เป็น 20.6 ตอ่ 1 แสนประชากร รวมถึงอัตราตายกอ่ นวัยอนั ควรระหว่าง
30-69 ปี เพิ่มสงู ที่สดุ จาก 12.6 เปน็ 23.6 ตอ่ 1 แสนประชากร(3) และมแี นวโน้มการเสียชีวิตเพิ่มขน้ึ เรอื่ ยๆ ทุก
ปี

การควบคุมโรคเบาหวานจําเป็นต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ (4) ร่วมกับการรักษาท่ีมี
ประสิทธิภาพ เพื่อควบคุมระดับนาํ้ ตาลใหอ้ ยใู่ นระดับท่เี หมาะสม(5) หากระดบั นํ้าตาลอยู่ในระดับทไ่ี มเ่ หมาะสม
เป็นเวลานาน ส่งผลต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่ออวัยวะที่สําคัญในร่างกายหลายระบบได้เร็วขึ้น (6) ได้แก่
ภาวะแทรกซ้อนที่ตา เท้า ภาวะไตวายเร้ือรัง โรคหลอดเลือดสมอง(7) โรคหลอดเลือดหัวใจ ระบบประสาท
สว่ นกลางและส่วนปลาย(8) นอกจากนี้ยงั พบวา่ เบาหวานมผี ลต่อโครงกระดูก โดยมีแนวโน้มทําใหเ้ กดิ การลดลง
ของเน้ือเยื่อกระดูก เนื่องจากไม่สามารถควบคุมระดับนํ้าตาลในเลือดได้ นําไปสู่ bone turnover markers
ระดับสูงในเลือด ส่งผลทําให้เกิดกระดูกหัก และยังพบว่าเบาหวานมีความสัมพันธ์กับการสูญเสียการได้ยิน(9)
รวมถงึ ความเสยี่ งจากการสญู เสียฟนั เพม่ิ สูงขน้ึ จากโรคเบาหวาน(10)

เป้าหมายสําคัญของการดูแลผู้ท่ีเป็นเบาหวานให้มีชีวิตยืนยาวมีคุณภาพชีวิตที่ดีเป็นส่ิงสําคัญ(11) คือ
การควบคมุ ระดับน้ําตาลใหอ้ ยใู่ นเกณฑ์หรอื ระดับใกล้เคียงปกติ(12) ซึง่ การทจ่ี ะสามารถควบคมุ ระดับนํ้าตาลใน
เลือดได้นั้น เกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ(13) จึงจําเป็นต้อง มีพฤติกรรมสุขภาพในการดูแล
ตนเองท่ีดี ท้ังในด้านการรบั ประทานอาหาร การใช้ยา การออกกําลังกาย และสภาวะอารมณ์จิตใจให้ปกติ(14)
ทั้งนี้การดูแลตนเองเป็นส่ิงสําคัญในการควบคุมโรคและปรับปรุงพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ที่เป็นเบาหวาน (15)

โดยเป้าหมายหลกั คือ ปอ้ งกันและลดความเสี่ยง เสรมิ ศกั ยภาพในการดูแลตนเอง ใหส้ ามารถปรับตัว
ได้ โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อน หากมีภาวะแทรกซ้อนก็ให้มีผลกระทบน้อย และมีคุณภาพชีวิตที่ดี(16) รวมถึง
ปรับปรงุ คุณภาพชวี ิตของผู้ทเ่ี ปน็ เบาหวานให้ดีข้นึ (17) ดงั น้ัน สิง่ สาํ คัญท่สี ุดของการดแู ลเบาหวาน คอื การให้ผู้
ท่เี ป็นเบาหวานรูจ้ ักดแู ลตนเอง ในเร่อื งการปรับเปล่ียนพฤติกรรม(18)

อยา่ งไรก็ตามการจัดการโรคเบาหวานขึ้นอยกู่ บั ปจั จยั ตา่ ง ๆ รวมทั้งบทบาทของความสัมพนั ธ์ระหวา่ ง
บุคคลในพฤติกรรมการจัดการตนเอง(19) ปัญหาและอุปสรรคท่ีมีผลต่อการจัดการตนเองของผู้ท่ีเป็นเบาหวาน
คือความรู้สึกทุกข์ทรมาน ความยากลําบากในการจัดการโรค และการขาดแคลนแหล่งสนับสนุนหรือ
แหลง่ ข้อมลู (20) แบบแผนในการปฏบิ ัติตวั ของผู้ป่วยแต่ละรายมีความแตกต่างกันตามลักษณะของอาชีพ ภาวะ

สขุ ภาพ และถิ่นทอ่ี ยูอ่ าศยั (21) รวมถงึ อทิ ธพิ ลทางเศรษฐกิจและสังคมวัฒนธรรมมีสว่ นท่ีเกี่ยวข้องกับการจัดการ
ตนเอง(22) นอกจากนี้ยังพบว่าองค์ประกอบทางวัฒนธรรมมีอิทธิพลต่อวิธีคิด สัมพันธ์กับสุขภาพและการ
เจ็บป่วย(23) โดยเฉพาะวัฒนธรรมเกี่ยวข้องกับชุมชน(24) รวมถึงบริบททางสังคมวัฒนธรรม(25) ล้วนส่งผลต่อ
พฤติกรรมการควบคุมระดับนํ้าตาลในเลือด ทําให้ผู้ที่เป็นโรคเรื้อรังไม่สามารถควบคุมระดับนา้ํ ตาลได้ ส่งผล
ตอ่ การเกดิ ภาวะแทรกซ้อนตา่ งๆตามมา

ประเทศไทยได้พัฒนาระบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิเป็นระยะเวลากว่า 30 ปี โดยมีการกระจาย
ไปสู่ระดับตําบลท่ัวประเทศและมีโรงพยาบาลชุมชน เกือบทุกอําเภอ ท้ังน้ีในระยะเวลา 10 ปีทีผ่านมา ความ
ต้องการบริการด้านสุขภาพมีแนวโน้มที่เพ่ิมสูงข้ึนตามจํานวนและโครงสร้างของประชากรที่เปลียนแปลงไป
ประกอบกบั การเจบ็ ป่วยด้วยโรคเร้ือรงั เพิ่มมากขนึ้ สง่ ผลต่อรอบระยะเวลา การรอคอยรบั บริการในโรงพยาบาล
มากข้ึนด้วย ซึ่งระดับ CUP โรงพยาบาลมะนงั เองมีระยะเวลาการรอคอยรับบริการมากกว่า 2 ช่ัวโมง ทําให้ผู้
มารับบริการรอนาน มีความแออัด ส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยบางรายไม่อยากมารับบริการ ทําให้ขาดยา ไม่
สามารถควบคุมระดับนา้ํ ตาลและความดนั โลหติ ไดต้ ามเกณฑ์ทกี่ ําหนด จงึ มีการเพ่ิมเครอื ขา่ ยการใหบ้ ริการดา้ น
สุขภาพสู่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล เพ่ือแก้ไขปัญหาดังกล่าว และมีการจัดบริการเชิงรุกเพื่อส่งเสริม
สุขภาพ โดยมีการพัฒนาศักยภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้าน (อสม.) เพื่อให้ บริการแก่ผู้ป่วย
โรคเรื้อรังในพื้นที่ได้อย่างทั่วถึงและเน้นการมีสว่ นร่วมของคนในชุมชนควบคู่กับการพฒั นาด้านเทคโนโลยีให้มี
ความทนั สมยั และลดภาระการติดตามแก่ผู้ใหบ้ รกิ าร การให้บรกิ ารในเชิงรุก เป็นการดาํ เนินการเพื่อสนับสนุน
การพึ่งตนเองของชุมชน และการมีส่วนร่วมในการจัดการกับเกี่ยวกับสภาวะสุขภาพของตนเอง บุคคลใน
ครอบครวั และของชุมชน ตามชดุ สทิ ธิประโยชน์ท่ีประชาชนทกุ คนควรจะได้รับตามขน้ั พ้ืนฐานที่กาํ หนดไว้

การจดั บรกิ ารส่งเสรมิ สุขภาพ โดยการพัฒนารูปแบบการดําเนนิ งานจัดกิจกรรมให้บริการในวันคลินิก
โรคเร้ือรัง ร่วมกับการดูแลแบบองค์รวมทั้งรูปแบบที่พัฒนาขึ้นโดยการประชุมกลุ่มระหว่างผู้ป่วยเร้ือรัง ญาติ
ผู้ดูแล อาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้าน ร่วมกับเจ้าหน้าท่ีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล บ้านผัง 50
โดยการแลกเปลีย่ นเรยี นรู้ ผสมผสานในการนําเทคโนโลยดี ้านการสือ่ สารมาใช้ให้เกิดประโยชน์เพ่อื ให้มาตรวจ
ตามนัด ความพึงพอใจ ในการจัดกิจกรรม ลดปัญหาในการเดินทางสําหรับผู้สูงอายุเพื่อให้มารับยาอย่าง
ต่อเนื่อง การบริการเชิงรุกที่เข้าถึงทุกพื้นที่จากอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้าน ท่ีได้รับการพัฒนา
ศกั ยภาพและการการจัดทําแผนผังช่ือผู้ป่วยที่ อาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้านตอ้ งดูแลรบั ผิดชอบอย่าง
ครอบคลุม ทําให้ผู้ป่วยโรคเรื้อรังมีความต้องการมารบั ยาในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลใกล้บา้ นเพิ่มข้ึน
กระตุ้นให้ผู้ป่วยโรคเร้ือรังดูแลตนเองมากยิ่งขึ้น โดยกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังในเขตรับผิดชอบ ตุลาคม 2556 –
มีนาคม 2563 ท่ีมารับยาในคลินิกโรคเร้ือรังในชุมชน จํานวน 48 ราย คิดเป็นร้อยละ 33.18 ของผู้ป่วยโรค
เร้ือรังท้ังหมด พบว่า หลังดําเนินการตามรูปแบบ ผู้ป่วยมีอัตราการเข้ารับบริการเพิ่มข้ึน การมารับยาตามนัด
เพิ่มข้ึน เน่ืองจากผู้ป่วยโรคเร้ือรังเห็นความสําคัญและพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการบริการ โดยยึดปัญหา
ผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง แล้วกําหนดแนวทางการปรับเปลียนพฤติกรรม ร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที อาสาสมัคร
สาธารณสุขประจําหมู่บ้าน ผู้ป่วย และผู้ดูแล อีกทัง อาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้าน มีทักษะในการ
ทํางานเพิ่มข้ึน ชุมชนให้ความสําคัญในการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรงั เพ่ือป้องกันการเกิดภาวะแทรกซอ้ น มีการนัด
ตรวจและรับยาเดือนละ 1 คร้ัง ประเมินภาวะแทรกซ้อนผู้ป่วยโรคเรื้อรงั ตามเกณฑม์ าตรฐาน และการเยี่ยม

บ้านอย่างต่อเนื่องโดยทีมเจ้าหน้าทีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล บ้านผัง50 และอาสาสมัครสาธารณสุข
ประจาํ หมูบ่ า้ น

2. วตั ถุประสงค์

เพ่ือสร้างรูปแบบการดแู ลผูป้ ว่ ยโรคเรื้อรัง(เบาหวาน-ความดันโลหติ สูง) โดยกระบวนการชุมชนมีสว่ นรว่ ม

นยิ ามศพั ท์

รปู แบบการดแู ลผู้ปว่ ยโรคเร้ือรัง(เบาหวาน-ความดนั โลหติ สงู ) ในการศกึ ษาครงั้ นี้ หมายถึง ชุดกจิ กรรม
ท่ีดําเนินการในชุมชน ให้ชุมชนมีส่วนร่วมทุกข้ันตอน ตั้งแต่ข้ันตอนการค้นหาปัญหา วิเคราะห์ปัญหา
ดําเนินการแก้ไขปัญหา ข้อตกลงในชุมชน คืนข้อมูล สะท้อนผลให้กับชุมชน โดยทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการ
ดาํ เนนิ งาน

ผู้ปว่ ยโรคเรื้อรงั ในการศกึ ษาครง้ั น้ีหมายถึง ผทู้ ีไ่ ดร้ บั การวินิจฉยั ว่าเป็นเบาหวาน และความดันโลหิต
สูง และทานยาเพื่อป้องกนั ภาวะแทรกซอ้ นจากโรคเบาหวานและความดนั โลหติ สงู

การรับบริการอยา่ งต่อเนอ่ื ง หมายถึง ผู้ที่เป็นโรคเรือ้ รงั ได้รับการบริการตามชุดกิจกรรมที่วางไว้ตาม
แผนชุดกจิ กรรมท่ีไดด้ ําเนินการในชมุ ชนอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง

3. วธิ ีการศึกษา

รูปแบบการศึกษา เปน็ การศึกษาแบบการพัฒนาคุณภาพอย่างตอ่ เนือ่ ง แหล่งขอ้ มูลที่ใชป้ ระกอบด้วย
สมุดประจําตัวผู้ป่วยเบาหวานความดันโลหิตสูง เวชระเบียนผู้ป่วยโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล บ้านผัง
50 เครอื่ งมอื ท่ใี ชไ้ ดแ้ ก่ ตัวผู้วิจัย เครื่องบันทกึ เสียงสัมภาษณผ์ ปู้ ว่ ย ภาพนิง่ ประเดน็ ในการสนทนากลุ่ม (Focus
group) ในแต่ละประเด็นที่มีความเก่ียวข้องกับ กระบวนการจัดการในชุมชน โดยใช้การวิจัยปฏิบัติการ
(Action research) 4 ขั้นตอนท่เี ป็นวงสปรงิ (26) (Zuber-Skerritt, 1995) ประกอบดว้ ย 4 ขัน้ ตอนดังนี้

1. ขั้นวางแผน (Planning)

2. ขัน้ ปฏบิ ัตกิ าร (Acting)

3. ข้นั สงั เกตการณ์ (Observing)

4. ขัน้ สะทอ้ นผลปฏบิ ัติ (Reflecting)

ขอบเขตการวิจัย

ขอบเขตของการวิจัยครั้งน้ี ได้ใช้พ้ืนที่ หมู่ท่ี 4 (บ้านผัง 8 11 12 และ 46) ตําบลนิคมพัฒนา อําเภอ
มะนัง จังหวัดสตลู เป็น พ้ืนทีใ่ นการทําวิจยั เนื่องจากมปี รากฏการณ์ผ้ปู ว่ ยโรคเรอื้ รัง (เบาหวาน-ความดนั โลหิต
สงู ) ต้ังแต่ ปี พ.ศ. 2556 ถงึ ปี พ.ศ.2563 เปน็ เวลา 7 ปี

ระเบียบวิธกี ารวิจัย

การศกึ ษาและพัฒนาครงั้ นี้ ใชก้ รอบแนวคดิ วิจัยเชิงปฏิบตั ิการ (Zuber-Skerritt, 1995) 4 ขน้ั ตอน ที่
เปน็ วงสปริง วัตถปุ ระสงค์เพือ่ พฒั นารปู แบบการดําเนนิ งานและการจัดกจิ กรรมในวนั คลนิ กิ โรคเร้ือรงั โดยการมี
ส่วนร่วมของผู้ป่วยและ ญาติ ชุมชน องค์การบริหารส่วนท้องถ่ิน อสม.ร่วมกับเจ้าหน้าทีโรงพยาบาลส่งเสริม
สุขภาพตําบล บ้านผัง 50 ผู้วิจัย ได้ดําเนินการทดลองจัดกิจกรรมในการให้บริการในคลินิกโรคเร้ือรัง ต้ังแต่
เดือน ตุลาคม 2556 – 30 มีนาคม 2563 โดยมีกระบวนการศึกษาวิจัย 4 ขั้นตอน ดังน้ี ข้ันวางแผน
(Planning) ข้นั ปฏิบตั กิ าร (Acting) ข้นั สังเกตการณ์ (Observing) ข้นั สะทอ้ นผลปฏิบตั ิ (Reflecting)

4. ผลการศึกษา

การดาํ เนินงานคร้ังน้ี ประกอบดว้ ยวงรอบดําเนนิ การจาํ นวน 5 วงรอบ ดงั รายละเอยี ดตอ่ ไปนี้

ผลการเนนิ งานวงรอบท่ี 1 (ปี พ.ศ. 2556)

วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนารปู แบบการให้บรกิ ารดา้ นโรคเร้ือรังในชุมชน ให้มีประสิทธิภาพ ลดระยะเวลาการรอ
คอย และเพ่ิมพูนศกั ยภาพ อสม.

1. ขั้นวางแผน (Planning) จากการรบั ทราบปญั หา มผี ู้ป่วยโรคเรอ้ื รงั ในชุมชน ส่วนใหญ่ เปน็ ผสู้ ูง
อายุ เดินทางลําบาก ต้องรอลูกหลานรับส่งจนกว่าจะเสร็จภารกิจการทําสวนยาง ส่งผลต่อการควบคุมระดับ
นํ้าตาล เน่ืองจากเกดิ ภาวะเครยี ด และรบั ยาไม่ตอ่ เน่อื ง มีผลตอ่ ภาพลักษณข์ องชุมชน จึงเกิดกระบวนการปรับ
รูปแบบการให้บริการ รอบท่ี 1 โดย เจ้าหน้าที่โรพยาบาลส่งเสริมส่งภาพตําบล บ้านผัง 50 ร่วมกับ อสม.
สํานกั งานสาธารณสขุ อําเภอมะนงั รว่ มกบั ญาติ ผ้นู าํ หม่บู า้ น องคก์ ารบริหารสว่ นตําบล หาความเปน็ ไปได้ใน
การปรบั เปลย่ี นรูปแบบกจิ กรรมการใหบ้ รกิ าร ทีต่ อบสนองต่อความต้องการของชุมชน

2. ขน้ั ปฏบิ ตั ิการ (Acting) นาํ ผู้ปว่ ยโรคเรือ้ รัง หมทู่ ่ี 4 เข้ารบั การรกั ษาท่ีคลินกิ โรคเรอ้ื รงั ในชมุ ชน ณ
ศาลาเอนกประสงค์ บ้านผัง 11 เป็นเวลา 6 เดือน เดือน แล้วนาํ ปญั หากลบั คนื สูช่ มุ ชน การรับบริการเริ่มจาก
อสม.ทีไ่ ดร้ บั มอบหมายในหน้าที่ท่ไี ด้รับมอบหมาย อาทิ ช่งั นาํ้ หนกั วดั ความดนั วดั รอบเอว เจาะนํา้ ตาลปลาย
น้ิว รับยากลบั บ้าน

3. ขั้นสังเกตการณ์ (Observing) จากคาํ บอกเล่า ของญาติ และ อสม.ทไี่ ด้ลงเยี่ยมบา้ น ผู้ป่วยตนื่ แต่
เช้าแต่งตัวเพื่อไปรับบริการท่ีคลินิกโรคเรื้อรัง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล ต้ังแต่เช้า เน่ืองจากลูกหรือ
บุคคลในครอบรวั ต้องออกไปทาํ สวน (เก็บนํ้ายาง) จงึ ต้องรบี พาผ้ปู ว่ ยมายังคลินิกฯ แล้วจึงออกไปทํางานปล่อย
ให้ผู้ป่วยนั่งรอรับบรกิ ารจนเสรจ็ ใกล้เที่ยงจึงจะมารับกลับ ในช่วงเวลาน้ีผู้มารบั บริการไม่มีอาหารพกติดตัวมา
ดว้ ย จึงทาํ ใหเ้ กดิ การหวิ ในขณะรอรับบริการและรอลูกหลานมารบั กลับสง่ ผลต่อการควบคุมระดับน้ําตาล เกิด
ภาวะเครยี ดสง่ ผลตอ่ สภาพจติ ใจตามมา หากแต่บางคร้ังมีคนท่ีรจู้ กั หรอื อยบู่ ้านใกลก้ นั สามารถตดิ รถกลบั ไปได้

4. ขนั้ สะท้อนผลปฏิบัติ (Reflecting) เจา้ หนา้ ท่ี ญาติ ผู้ป่วย และ อสม.รว่ มปรกึ ษาหารือ เพอื่ หา
แนวทางในการปรับเปล่ียนรปู แบบการให้บริการเกิดเป็น “คลินิกโรคเรื้อรังในชุมชน” ภายใต้แนวคิดใกลบ้ า้ น
ใกล้ใจและเปน็ กนั เอง

สรุปผลการดาเนินงานในรอบที่ 1.
1. สิ่งท่ีประสบความสําเร็จ คือ ชุมชนให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหา เกิดเป็นรูปแบบการรับบริการโรค

เรอื้ รงั ที่ชุมชนตอ้ งการ
2. สิ่งท่ียังเป็นข้อจํากัดควรพัฒนาต่อในรอบที่สอง คือ ผู้ป่วยโรคเร้ือรัง มีความต้องการเฉพาะการมารับยา

โรคเรอ้ื รังประจําเดือนเทา่ น้นั ขาดความตระหนกั ถงึ ผลที่ตามมาของภาวะแทรกซ้อนจากโรคเร้อื รังในการ
ควบคมุ ระดับนํา้ ตาลและความดนั โลหติ ไม่ได้

ผลการดาเนนิ งานวงรอบท่ี 2 (ปี 2557)

วัตถุประสงค์ เพื่อสร้างความเข้าใจและตระหนักถึงผลการควบคุมระดับน้ําตาลและความดันโลหิตให้ได้ตาม
เกณฑ์ โดยผ่านนวตั กรรมอยา่ งง่ายในชุมชน

1. ขัน้ วางแผน (Planning)
จากวงรอบท่ี 1 ถงึ รอบที่ 2 ช่วง พ.ศ. 2557 ระยะเวลา 1 ปี ผวู้ จิ ัยได้ศึกษาบรบิ ทของชมุ ชน

กลุ่มเส่ียงและป่วยในหมู่บ้าน อาสาสมัครสาธาณสุข วิเคราะห์ข้อมูลด้านสุขภาพ โดยใช้การวิเคราะห์ SWOT
จากการวเิ คราะห์ สามารถสรุปได้ดังน้ี

จดุ แขง็
- วัฒนธรรม ประเพณีในชุมชนไม่เคยเปล่ียนแปลง ยังคงมีสืบทอดไว้ อาทิ งานแต่ง งาน

บวช ชกั พระ ทําบุญเดอื นสบิ
- ผู้คนส่วนใหญ่อพยพมาจากจังหวัดพ้ืนท่ีใกล้เคียง อาทิ สงขลา พัทลุง นครศรีธรรมราช

เกิดการแลกเปลี่ยนวฒั นธรรม และความรดู้ า้ นต่างๆ เกดิ ขนึ้ ภายในชมุ ชน
- ทุนทางสังคม ชมุ ชนอยูอ่ ย่างพอเพยี ง
- มีศาลาเอนกประสงค์กลางหมู่บ้าน ใช้เปน็ แหลง่ ทํากิจกรรมต่างๆของชมุ ชน
- ชุมชนให้ความรว่ มมือเมือ่ มีการทํากิจกรรมต่างๆ ในชุมชน
จุดอ่อน
- กลุ่มทท่ี าํ งานมกั จะเปน็ กลมุ่ คนเดิมๆ
- ชมุ ชนบางครัง้ แยกสว่ นกนั ทาํ งาน
โอกาส
- หมบู่ า้ นขนาดกลาง เปน็ หมู่บ้านเปิด
- หน่วยงานภายนอกเข้าถึงได้ง่าย ห่างจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล บ้านผัง 50

3 กิโลเมตร ห่างจากโรงพยาบาลมะนังและที่ว่าการอําเภอมะนัง 10 กิโลเมตร ส่งต่อ
ผปู้ ่วยได้ไว มคี ล่ืนโทรศพั ท์
- ผูน้ ําเขม้ แขง็ ใหค้ วามร่วมมือ

อปุ สรรค
- ทศั นคติ ความเช่ือ ยงั เป็นแบบเดมิ บางครง้ั เช่อื ในสงิ่ เร้นลบั
- ถูกชกั จูงได้งา่ ยโดยเฉพาะเยาวชนในพ้ืนที่ เกยี่ วกบั ยาเสพติด
- เยาวชนที่จบการศึกษาภาคบังคับ ไปทํางานท่ีอื่นและเรียนต่อในเขตตัวจังหวัด และ

จงั หวัดอ่ืน
ผ้วู จิ ัยได้นําจดุ แขง็ และโอกาสของชุมชนมาพฒั นาและเติมเต็มในสว่ นของจุดออ่ นและ
อปุ สรรค ดาํ เนินการจากจดุ เลก็ ๆหาแนวรว่ มในชุมชน เช่น กล่มุ ญาติของผูป้ ว่ ย กลมุ่ ทท่ี ํางานด้านสขุ ภาพ กลุ่ม
ผู้นําหมู่บ้าน ท่ีให้ความร่วมมือมาด้วยดีตลอด กลุ่ม อสม. จากกลุ่มเล็กๆให้เข้ามามีส่วนร่วม และนําเสียง
สะทอ้ น กลบั มาทบทวน ให้ความรู้กับผ้ปู ่วยและญาติ ไดเ้ ติมเต็มข้อมูลในวันท่ีมีคลนิ ิกใหก้ บั ชมุ ชน หาแนวทาง
แก้ไขไปพรอ้ มกันจากปัญหาทผ่ี า่ นมา
2. ขน้ั ปฏิบัติการ (Acting)
เวทคี ลนิ กิ ในชุมชนไม่เปน็ ทางการ กลางเดือนมิถุนายน ปี 2557 ผู้เขา้ ร่วมประชุมประกอบ
ดว้ ย อสม. ญาตผิ ดู้ ูแล ผปู้ ว่ ยโรคเร้อื รัง กลมุ่ เส่ยี งโรคเรื้อรงั สรุปปัญหาจากครั้งท่ี ผา่ นมา มดี ังน้ี
- ผปู้ ว่ ยไม่ตระหนกั ถงึ การควบคมุ ระดบั น้ําตาลและความดนั โลหิต
- ผู้ปว่ ยบางคนปรบั ยาและหยุดยาเอง
ผู้วิจัยได้คืนข้อมูลกลับใหก้ ับชุมชน พร้อมหาแนวทางท่ีจะให้กลุ่มผู้ท่ีมารับบรกิ ารได้ตะหนักถึงผลเสียท่ีจะตาม
โดยมีแนวทางดังน้ี
- อสม.สอบถามเร่ืองการกินยากบั ญาติ และผู้ปว่ ย
- ขออนุญาตนํากรณีตัวอย่างจากญาติและผู้ป่วยท่ีหยุดยาหรือปรับยาเองที่ส่งผลเสียต่อ

ด้านสุขภาพมาเล่าให้ผู้ที่มารับบริการในคลินิกฟังถึงผลเสียท่ีตามมาหากมีการหยุดหรือ
ปรับยาด้วยตนเอง
- หารูปแบบหรือนวัตกรรมอย่างง่ายเพื่อให้ญาติ ผู้ป่วยและกลุ่มเสี่ยง เกิดความตระหนกั
ความเข้าใจ ในการควบคุมระดับน้ําตาลและความดนั โลหิต เกดิ เปน็ กิจกรรม “แปะแต้ม
พชิ ติ หวานใจ”
3. ขนั้ สังเกตการณ์ (Observing)
ต้นเดอื น กรกฎาคม 2557 เรมิ่ ทดลองใช้กจิ กรรม แปะแต้มพิชิตหวานใจ ผู้ปว่ ย และญาตใิ ห้
ความสนใจในระดับสีต่างๆตามปิงปองจราจร 7 สี โดยมี อสม.เป็นคนแนะนาํ เกีย่ วกับระดบั ค่านํา้ ตาลและความ
ดันโลหิต ในระดบั สีต่างๆแก่ญาติและผู้ปว่ ยในครั้งแรกของการให้บริการ
4. ขัน้ สะทอ้ นผลปฏิบัติ (Reflecting)

ผู้ป่วยและญาติ มีความเข้าใจในระดับสีต่างๆ ตามปิงปองจราจร 7 สี และผลท่ีอาจตามมาหากไม่มี
การควบคมุ ระดบั นาํ้ ตาลใหเ้ ปน็ ไปตามเกณฑท์ ่ีกาํ หนด

สรุปผลการดาํ เนินงานในรอบที่สอง.

1. สิ่งท่ีประสบความสําเร็จ คือ ญาติและผู้ป่วย เกิดความเข้าใจและมีความตระหนกั รู้ ในการควบคุมระดับ
นํ้าตาลและความดันโลหติ รวมถึงภาวะแทรกซ้อนของโรคเร้อื รัง ผา่ นนวตั กรรมแปะแตม้ พชิ ิตหวานใจ

2. สิ่งที่ยังเป็นข้อจํากัดควรพัฒนาต่อในรอบที่สาม เมื่อมีการให้บริการ พบว่าผู้ป่วยโรคเร้ือรังหลังจากวัด
ความดัน เจาะน้ําตาลปลายน้ิวแล้ว ช่วงระหวา่ งการรอคอยรบั ยา เกิดการหิวขณะรอรับบริการ โดยส่วน
ใหญ่ไมไ่ ด้นาํ อาหารตดิ ตัวมาดว้ ย สง่ ผลใหอ้ อ่ นเพลีย บางรายมีภาวะ hypoglycemia ไมส่ ามารถเดินกลับ
บ้านได้ เพราะอ่อนแรง หรือเดินกลับได้แค่ครึง่ ระยะทาง ต้องรอให้ลูกหลานมารบั ส่งเชน่ เคย

ผลการดาเนินงานวงรอบที่ 3 (ปี 2558)

วัตถุประสงค์ เพื่อสร้างความร่วมมือในชุมชนให้เกิดการแลกเปล่ียนแนวคิดในการควบคุมระดับนํ้าตาลและ
ความดนั โลหิต ผ่านนวตั กรรมชมุ ชนโดยการปรงุ และทานอาหารรว่ มกัน

1. ข้ันวางแผน (Planning)
จากการรับทราบปญั หาในการให้บริการคลนิ กิ โรคเรอ้ื รังในชุมชน ในระยะเวลา 2 ปที ี่ผา่ นมา

ทําให้รับทราบปัญหาต่างๆที่เกิดข้ึนภายในคลินกิ เมื่อมีผู้รับบริการเพ่ิมจํานวนข้ึน ระยะเวลาการนั่งรอคอยจึง
เพ่ิมสูงขึ้นตามไปด้วย ช่วงระยะเวลาการรอรับบริการหลังจากขั้นตอนวัดความและเจาะนํ้าตาลประจําเดือน
เสร็จ ระยะการรอรับรับยาใช้ระยะเวลานานประมาณ 5 นาทีเน่ืองจากมีการตรวจสอบยาเดิมที่เหลือใช้จาก
เดือนที่ผ่านมา สอบถามการทานยา ทําให้ผู้ที่นั่งรอเกิดความหิว เม่ือรับทราบปัญหาจึงปรึกษาร่วมกับผู้นํา
ชุมชน อสม. เจ้าหน้าที่และญาติผู้ป่วยที่มารับบริการ เกิดเป็นแนวคิด การทําอาหารทานร่วมกันในช่วงเวลา
ขณะรอรบั ยาหรือรบั ยาเสร็จก่อนกลบั บ้าน

2. ข้ันปฏบิ ตั ิการ (Acting)
เม่ือรับทราบปัญหาและหาทางแก้ไข เกิดความร่วมใจในการนาํ ขา้ วสาร มาใหก้ บั คลินิก เพื่อ

ทาํ การหุงข้าวให้กับผู้ที่มารบั บริการโดยมีการแจกจ่ายหน้าที่ ระหวา่ ง อสม.ด้วยกัน อาทิ ชง่ั นาํ้ หนกั วดั ความ
ดัน วดั รอบเอว เจาะนาํ้ ตาล ส่วน อสม.ที่เหลือรบั หนา้ ที่ในการปรงุ อาหารใหก้ ับผู้ทมี่ ารับบรกิ าร

3. ข้ันสงั เกตการณ์ (Observing)
จากการพดู คยุ และคําบอกล่าของญาตทิ ีม่ ารับส่ง ลดความเครยี ดลงได้ ท้ังจากการกลัววา่

ญาตขิ องตนท่ปี ่วยดว้ ยโรคเรื้อรังจะหวิ เครียดหรอื หงดุ หงดิ จากการรอนาน ในทางกลับกันญาติของตนทป่ี ว่ ย
และมารบั บรกิ ารมคี วามสุขมากข้นึ เมือ่ มกี ารพูดคุยกบั เพือ่ นบ้านที่เป็นโรคเรอื้ รังดว้ ยกัน เกดิ การแลกเปลีย่ น
แนวคดิ และหลักปฏิบัตทิ ี่ดใี นการควบคุมระดับนํ้าตาลและความดันโลหติ ในชว่ งของการทานอาหารรว่ มกัน

4. ขน้ั สะทอ้ นผลปฏบิ ตั ิ (Reflecting)
เมอ่ื มกี ารรวมกลุ่มประกอบอาหาร ญาติที่คอยมารับสง่ ลดความเครยี ดในการรับส่งผู้ทมี่ ารบั

บริการในคลินกิ สามารถทาํ งานในช่วงเชา้ ได้เตม็ ที่ และเมอ่ื ญาติ พบว่าผู้ที่มารับบริการมีอาหารทานในมอื้ เช้า
กอ่ ให้เกิดความร่วมมอื ทงั้ ญาติและตัวผ้ปู ่วยเอง มีการนําผักตา่ งๆ ที่มีอย่ใู นชมุ ชน มามอบให้กับคลินิกฯ ในการ
ประกอบอาหาร เกดิ เป็นนวตั กรรมชมุ ชน “บา้ นเธอมผี ัก บ้านฉนั มีผัก เอามาแกงกนิ ร่วมกัน” ภานใตแ้ นวคิด
อาหารพน้ื บ้าน กินง่าย ไดป้ ระโยชน์

ในครัง้ นม้ี ีการประชมุ รว่ มกนั ครั้งท่ี 2 ของคลนิ กิ โรคเรือ้ รงั ในชุมชน อาทิ ผู้นําชุมชน อสม. เจา้ หนา้ ที่
สาธารณสุข องค์การบริหารส่วนตําบล ญาตแิ ละผู้ป่วยโรคเรือ้ รงั เกดิ เป็น “ชมรมหวานใจ คลินิกโรคเร้ือรงั ใน
ชุมชน” เพอ่ื ใหท้ ุกคนในชมุ ชนมสี ว่ นรว่ มในการดูแลชมรมฯ

สรปุ ผลการดําเนินงานในรอบท่ีสาม.
1. สิ่งท่ีประสบความสําเร็จ คอื เกิดการแลกเปลย่ี นแนวคดิ และหลกั ปฏิบตั ทิ ี่ดตี อ่ กนั ระหวา่ งผู้ป่วยโรคเร้ือรัง

ที่ควบคมุ ระดบั นํ้าตาลหรอื ความดันโลหติ ไม่ได้ กับผู้ท่คี วบคมุ ได้ดี ผ่านวงสนทนาขณะทานข้าวดว้ ยกัน
2. สงิ่ ที่ยงั เปน็ ข้อจาํ กัดควรพฒั นาในคร้งั ตอ่ ในรอบที่ส่ี

ผลการดาเนนิ งานวงรอบท่ี 4 (ปี 2559)

วัตถปุ ระสงค์ คือ เพอื่ สรา้ งความตระหนกั รู้ใหก้ ับกล่มุ เส่ยี งและผู้ที่สนใจดา้ นสุขภาพในชุมชน ได้รบั บรกิ ารการ
คัดกรองเบาหวาน-ความดนั

1. ขน้ั วางแผน (Planning)
ชมรมหวานใจ คลนิ ิกโรคเรอื้ รงั ในชุมชน มีการก่อตงั้ ครบรอบ 3 ปี โดยคนในชุมชนมสี ่วนร่วม

คลินิกต้ังอยู่ใจกลางหมู่บ้านติดเส้นถนนหลักของชุมชน เม่ือชมรมฯให้บริการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง กลุ่ม
ประชาชนท่ัวไปที่ผ่านไปผ่านมา เกิดความสนใจในการดูแลด้านสุขภาพจึงขอเข้าร่วมในการตรวจวัดและคัด
กรองโรคเบาหวานความดันทุกเดอื น โดยร่วมกบั อสม.ในพ้ืนทใี่ นการคัดกรองประจําเดือน

2. ข้ันปฏบิ ัตกิ าร (Acting)
ประชาชนกลมุ่ ทัว่ ไปท่ีคดั กรองประจาํ เดือนแล้ว มกี ารแยกและขึ้นทะเบียนเปน็ กล่มุ เส่ียงและ

กลุม่ ปกติ โดยกลมุ่ ปกติและกลุม่ เสี่ยงสามารถมาคัดกรองได้ทุกเดือน ยกเว้นกลมุ่ เส่ียงเบาหวานเม่ือเข้าข่ายจะ
เน้นการปรับเปล่ียนพฤติกรรม โดยยึดหลัก 3อ 2. และจะนัดในอีก 3 เดือนถัดไป สร้างความตระหนักรู้และ
กอ่ ใหเ้ กิดการปรับเปลยี่ นพฤตกิ รรมแกก่ ลุม่ เสยี่ งเหล่าน้ี

3. ขน้ั สังเกตการณ์ (Observing)
จากการสอบถามขอ้ มลู เชงิ ลึกและเฝ้าสังเกตพฤตกิ รรมของกลมุ่ คนในชุมชน พบวา่ กลุม่ เสี่ยง

และกลมุ่ ปกติจะให้ความสําคญั กับการตรวจคัดกรองและการปรับเปลย่ี นพฤตกิ รรมเพราะไม่ตอ้ งการให้ตัวเอง
เปน็ ผ้ปู ว่ ยทต่ี อ้ งทานยาทกุ วนั และไมต่ ้องการเปน็ เหมอื นกบั คนในหมบู่ า้ นทีเ่ คยเสยี ชวี ติ ด้วยโรคเรอ้ื รงั

4. ขนั้ สะท้อนผลปฏิบตั ิ (Reflecting)
กลุ่มปกตแิ ละกลุม่ เส่ียงในชุมชน มคี วามสนใจในดา้ นการปรบั เปลี่ยนดแู ลตนเองเพ่ิมมากขึ้น

สง่ ผลต่อการลดจาํ นวนของกลมุ่ ปว่ ยรายใหม่ที่จะเพิม่ ข้ึนในอนาคต นอกจากนก้ี ลมุ่ ปกตแิ ละกล่มุ เส่ียงทเ่ี ข้าร่วม
การคัดกรอง มกั จะนาํ ผกั หรอื ขา้ วสารมามอบใหก้ ับคลนิ กิ ฯทุกครง้ั เพื่อใช้เป็นอาหารมือ้ เช้าให้กับกลุม่ ปว่ ย เกดิ
เปน็ การดูแลเอาใจใสก่ ลุม่ ป่วยโดยชุมชนมสี ว่ นร่วม

สรุปผลการดาํ เนนิ งานในรอบที่สี่
1. ส่ิงท่ีประสบความสําเร็จ คือ ชุมชนมีความตระหนักรู้เก่ียวกับโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และกลุ่ม

ปว่ ยเบาหวาน ความดนั โลหิตสงู รายใหม่ในชุมชนลดลง
2. สิ่งท่ียังเป็นข้อจํากัดควรพัฒนาครั้งต่อไปในรอบที่ห้า พบว่า จํานวนผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูงมี

จํานวนเพิ่มมากขึ้น เนื่องจาก ผู้ป่วยที่เคยรับยาอยูท่ ี่โรงพยาบาลมะนัง มีความประสงค์ท่ีจะมารับยาใกล้
บ้านเกิดการปฏิบัติตัวท่ีดี และสามารถควบคุมระดับน้ําตาลและความดันได้ จึงถูกส่งกลับมายัง
โรงพยาบาลส่งเสรมิ สุขภาพตําบล บา้ นผงั 50 และเขา้ รบั บริการท่ีคลินกิ ในชุมชนฯ เพิ่มขึน้ สง่ ผลต่อการ
นําเอกสารในการบันทึกข้อมลู เมอ่ื ลงไปในชมุ ชนมีจํานวนมากขน้ึ และยากต่อการจัดเก็บ

ผลการดาเนินงานวงรอบที่ 5 (ปี 25560)

วัตถุประสงค์ เพื่อสร้างความตระหนักให้กับผู้รับบริการในการดูแลตนเอง และเกิดความสะดวก
รวดเร็วในการแปลผล เมอ่ื มกี ารออกรายงานข้อมูลการตรวจสขุ ภาพประจาํ เดอื นใหก้ บั ผ้รู ับการทีเ่ ปน็ โรคเร้ือรงั

1. ขั้นวางแผน (Planning)
จากวงรอบที่ 1 จนถึงวงรอบที่ 5 ช่วง พ.ศ. 2556 – 2560 ระยะเวลา 4 ปี ผปู้ ่วยในเขตพ้นื ท่ี

ส่วนหนึง่ ทีเ่ คยรบั ยาอยู่ท่ีโรงพยาบาลมะนัง และสามารถควบคุมระดับนํ้าตาล ความดันโลหติ ได้ จึงได้สง่ มารับ
บริการท่ีคลินิกในชุมชนมีจํานวนมากข้ึน ส่งผลต่อการนําเอกสารไปเป็นจํานวนท่ีมากขึ้น จึงปรึกษาร่วมกับ
เจ้าหน้าที่สาธารณสุข โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลบ้านผัง 50 ในการคิดค้นนวัตกรรมเพื่อลดการใช้
กระดาษและเอกสารท่ตี อ้ งนําไปดว้ ยเมอ่ื มกี ิจกรรมในคลนิ ิกฯ

2. ขั้นปฏบิ ัติการ (Acting)
ใช้โปรแกรม access 2013 ในการสรา้ งฐานขอ้ มูลเก่ียวกบั การใหบ้ ริการแกก่ ล่มุ เปา้ หมาย ท้ัง

กลุ่มปว่ ย กล่มุ เส่ียงและกลุม่ ทว่ั ไป เพื่อเพ่มิ ประสิทธิภาพในการทํางานให้รวดเร็วแลแปลผลให้ะผ้ทู ม่ี ารบั บริการ
สามารถรบั ทราบค่าได้ ภายใต้ชอ่ื “โปรแกรม(ความ)ดัน (เบา)หวานแปลผลทันใจ”

3. ขั้นสังเกตการณ์ (Observing)
จากการนําโปรแกรมมาใช้พบวา่ ผู้ปว่ ยสามารถรับทราบค่าการแปลผลได้ทนั ท่วงทีว่าอยใู่ น

ระดบั สใี ด ตามจราจรปิงปอง 7 สี นอกจากนี้ อสม.ยังสามารถใส่ค่าต่างๆได้ดว้ ยตนเองแม้จะไมม่ ีเจา้ หน้าที่ ใน
ด้านท่ีต้องปรับปรุง เนื่องจากโปรแกรมฯ เป็นโปรแกรมที่จัดทําขึ้นมาเอง ยังมีส่วนต่างๆที่ยังต้องปรับปรุง
พัฒนาบางสว่ น (ขณะนี้อยใู่ นชว่ งของการปรบั ปรุงครั้งที่ 2 ในการประมวลผลให้สุขศึกษาเมื่อมีการแปลผลตาม
สตี า่ งๆ)

4. ข้ันสะทอ้ นผลปฏบิ ตั ิ (Reflecting)

เกิดความสะดวก รวดเร็ว ในการแปลผล และประหยัดเวลาในการจัดเตรียมเอกสารสําหรับลง
ให้บรกิ ารในพื้นที่

สรปุ ผลการดาํ เนนิ งานในรอบท่หี ้า
1. สิง่ ทปี่ ระสบความสําเรจ็ คือ สามารถลดการนาํ เอกสารจํานวนมากมือ่ ลงไปยงั คลินิกในชุมชนได้ เกดิ ความ

ตระหนักรู้ในการดูแลตนเอง (Self management) ของผู้รับบริการ และเกิดความสะดวก รวดเร็ว ใน
การแปลผล อ่านคา่ เมอื่ มีการออกรายงานข้อมลู การตรวจสุขภาพประจาํ เดือนให้กับผู้รับบริการที่เป็นโรค
เรอื้ รงั และประหยดั เวลาในการจดั เตรยี มเอกสารทีเ่ ก่ียวข้องสาํ หรบั ลงใหบ้ รกิ ารในพื้นท่ี
2. สง่ิ ทย่ี ังเปน็ ขอ้ จาํ กดั ควรพฒั นาครัง้ ตอ่ ไปต่อในรอบทีห่ ก ในวงรอบที่ 6 เปน็ สถานการณก์ ารเกดิ โรคระบาด
โควิด มกี ารประชมุ ร่วมกันทุกภาคสว่ นที่เกยี่ วข้อง ได้ผลสรปุ คือ หยดุ กิจกรรมท้ังหมดภายในชมรมฯ รอ
จนสถานการณค์ ล่ีคลายแล้วจงึ เริม่ กิจกรรมครง้ั ใหม่

ผลการดาเนินงานวงรอบที่ 6 (ปี 25563)

1. ขั้นวางแผน (Planning)
สืบเนอ่ื งจากสถานการณ์โควิดที่กาํ ลงั ระบาดอยใู่ นขณะนี้ ชมรมหวานใจฯ จึงปรึกษาหารือ

ร่วมกนั กบั คณะกรรมการในชมรมฯ ปรับเปลี่ยนการใหบ้ รกิ าร โดยยกเลิกกิจกรรมทงั้ หมดท่จี ัดภายในชมรม ให้
มารบั บริการที่โรงพยาบาลส่งเสริมสขุ ภาพ ผงั 50 แทนในวนั คลินิกทใ่ี ห้บริการ

2. ข้ันปฏิบตั ิการ (Acting)
แจ้งอสม. ผ้ปู ว่ ยหรอื ญาติ นาํ กระเป๋าและสมุดประจาํ ตัวเบาหวาน ความดนั โลหิตสูงมาไวท้ ่ี

โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล บ้านผัง 50 ก่อนวันนัด 5 วัน เพ่ือให้เจ้าหน้าท่ีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ
ตําบล ไดจ้ ดั เตรียมยาและนดั วันรับยาครัง้ ต่อไป

3. ขนั้ สังเกตการณ์ (Observing)
จากคําบอกเล่าของญาตแิ ละผู้ป่วยท่เี ปลย่ี นการใหบ้ ริการจากคลินกิ ฯในชุมชนมารบั บรกิ ารที่

โรงพยาบาลสง่ เสริมสุขภาพตําบล ระยะเวลาในการให้บริการรวดเรว็ และสามารถกลับได้ทันที ไม่ต้องรอนาน
เนือ่ งจากมีการวดั ความดันไปจากที่บ้านโดยอสม. หรอื หากมีความดนั โลหติ สงู จะไปวดั ซํ้าอีกคร้งั ที่โรงพยาบาล
สง่ เสริมสขุ ภาพตําบล บา้ นผงั 50 จากสอบถาม สงั เกต ผู้ท่ีเปน็ โรคเร้อื รังด้วยกัน พบว่า การพดู คยุ แลกเปล่ียน
กับเพื่อนท่ีเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูงด้วยกันลดน้อยลง เนื่องจากสถานกรณ์ท่ีระบาดของโควิด และ
ลูกหลานที่ต้องรีบกลับไปทํางาน หากเป็นที่คลินิกในชุมชน สามารถเดินกลับเองได้ และสามารถพูดคุย
แลกเปล่ียนกับเพ่ือนทป่ี ่วยดว้ ยโรคเรอ้ื รงั เหมือนกนั ได้

4. ขั้นสะทอ้ นผลปฏบิ ตั ิ (Reflecting)
ผปู้ ่วย ญาติ และชุมชน รอใหส้ ถานการณ์โควิดคลี่คลายเพอื่ จะได้กลบั ไปทาํ กิจกรรมได้

เหมือนดงั เดมิ

บา้ นผัง 50 โมเดล (PHANG 50 MODEL)

P = Participate หมายถึง การมีส่วนร่วมของชุมชน ในการวิเคราะห์ จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส
อุปสรรคในชุมชน มารว่ มพัฒนารปู แบบกจิ กรรม ใหจ้ ุดออ่ น และอุปสรรคออ่ นนอ้ ยลง

H = Health หมายถงึ ประชาชนในพนื้ ท่ีมีสขุ ภาพดีท้ังกลมุ่ เสีย่ งและกลุ่มที่เป็นโรคเรื้อรงั หากเป็น
กลุ่มเส่ียงให้การเกิดโรคลดน้อยลงหรือไม่มีโรคเร้ือรังเกิดข้ึน ในส่วนผู้ท่ีป่วยเป็นโรคให้สามารถควบคุมระดับ
นา้ํ ตาลและความดันโลหติ ได้ หากมภี าวะแทรกซอ้ น ให้เกดิ ภาวะแทรกซอ้ นนอ้ ยท่สี ุด

A = Activity หมายถึง การมรี ูปแบบกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพท่ีดี โดยสอดคล้องกับ
บรบิ ทของชุมชน

N = Normal life หมายถงึ เสน้ ทางการดําเนนิ ชีวติ ปกติของกลุ่มปว่ ยโรคเรอ้ื รงั โดยมที กั ษะ ความรู้
ความเข้าใจ ในการป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคเรอ้ื รัง โดยไม่กระทบต่อการดําเนินชีวิตประจําวนั
ของกลุม่ ป่วย กลุ่มเสย่ี ง และคนในชุมชน

G = Good practice มีแนวทางหลักปฏิบัติท่ีดีและมีบุคคลต้นแบบในชุมชนในการปรับเปล่ียน
พฤติกรรมด้านเบาหวาน ความดนั โลหติ สงู

5 = 3 อ 2 ส หมายถึง ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ โดยเน้นการปรับเปล่ียน
พฤติกรรมโดยใช้ หลัก 3 อ 2 ส (อาหาร อารมณ์ ออกกําลงั กาย ไม่ดืม่ สุรา และไมส่ ูบบหุ ร่ี)

0 = Zero การไม่เป็นโรคในกลมุ่ เสย่ี ง และไม่มีภาวะแทรกซ้อนในกลุม่ ป่วย

สรปุ ผลการดําเนินงานในรอบทห่ี ก.
1. ส่งิ ท่ปี ระสบความสาํ เรจ็ คอื ความรวดเร็วในการใหบ้ ริการ และป้องกนั การแพร่กระจายของโควดิ ได้
2. สิง่ ทีย่ ังเป็นขอ้ จาํ กดั ควรพฒั นาตอ่ ในคร้งั ต่อไป รอจนสถานการณโ์ ควิดคล่ีคลาย เพื่อรว่ มปรกึ ษาหารือใน

คณะกรรมการชมรมฯ ในการวางแผนทาํ กิจกรรมต่อไป

5. วิจารณแ์ ละสรปุ

การพัฒนารูปแบบการให้บริการในคลินิกโรคเร้ือรังและการรับบริการอย่างต่อเนื่องในชุมชน โดย
ชุมชนมสี ว่ นร่วม หมู่ที่ 4 ตาํ บลนิคมพัฒนา อําเภอมะนัง จ.สตลู ท้ัง 6 คร้ัง สามารถสรา้ ง และพัฒนารูปแบบ
การให้บริการเก่ยี วกับโรคเร้ือรงั เบาหวาน ความดนั โลหิตสงู เปน็ รูปแบบในการให้บรกิ ารโดยชมุ ชนมีสว่ นร่วม
นาํ ไปสู่การเรยี นรู้ ให้มีความสัมพันธ์กบั การแก้ปัญหาของชุมชน การเปล่ยี นแปลง และการสร้างความเข้มแข็ง
ของชุมชน เป็นโอกาสสําคัญในการเรียนรู้ในศักยภาพของตนและชุมชน ในการบริหารการจัดการเร่ืองราวที่
เกดิ ขึน้ ภายในชมุ ชนโดยเน้นกระบวนการความรว่ มมอื ของทมี ในการประเมิน วางแผน เพื่อใหผ้ ู้ปว่ ยได้รับการ
ดแู ลตามความตอ้ งการทีจ่ ําเป็นอยา่ งมีคุณภาพและมีประสิทธภิ าพสงู สดุ

การกาํ หนดรปู แบบบรกิ ารสุขภาพทม่ี ีการประสานเช่ือมโยงให้บรกิ ารทัง้ ระบบบริการสขุ ภาพ เน้นการ
เข้าถึงบริการสุขภาพ การค้นหาประชากรกลุ่มเส่ียง เพ่ือลดการเกิดผู้ป่วยรายใหม่ (ความดันโลหิตสูง 4 ราย
เบาหวาน 1ราย)(27) และให้บรกิ ารผู้ปว่ ยภาวะเร้อื รัง อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ จัดบริการในลักษณะท่ี
เป็นหน่วยใกล้บ้าน ใกล้ใจ เน้นความเข้าใจในวิถีชีวิต ของผู้ป่วยมาประกอบการดูแลให้เหมาะสม ดูแลอย่าง
ต่อเน่ือง ส่งเสริม และค้นหาแนวทางท่ีจะทําให้ผู้ป่วยดูแลตนเอง มีการบูรณาการและประสานการทํางาน
ร่วมกนั เพอื่ ให้ผู้ปว่ ย ครอบครวั เขา้ มาเป็นสว่ นหน่ึงของการดูแล และสนบั สนุนโดยชุมชนและทมี สขุ ภาพ

จากการศึกษาในคร้ังน้ี พบว่า ผู้ป่วยโรคเรื้อรังเบาหวาน ความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่ สามารถควบคุม
ระดับน้ําตาลและความดันโลหิตได้ดี (ร้อยละ 34.78 และ 41.96)(27) เกิดจากการจัดการให้เกิดกระบวนการ
บริการปฐมภูมิ ซ่ึงมีคุณลักษณะของระบบบริการ 3 กลุ่มหลัก ประกอบด้วย บริการองค์รวม การส่งเสริม
สุขภาพ และการป้องกนั โรค และสนับสนุนการพ่ึงตนเองของประชาชน โดยใช้ความร่วมมือของทีมชุมชนทกุ
ภาคส่วน ในการดแู ลอยา่ งต่อเนอื่ งแบบองค์รวมและผสมผสานสง่ ผลต่อคุณภาพชีวติ ท่ีดีและผลลพั ธ์บรกิ ารของ
ผู้ป่วยทมี่ ารับบรกิ าร

ด้านข้อจํากัดในการศึกษาคร้ังนี้ เน่ืองจากระยะเวลาในการเก็บข้อมูลค่อนข้างนาน ผู้รับบริการส่วน
ใหญ่เป็นผู้สูงอายุ บางรายได้เสียชีวิต บางรายเป็นผู้สูงอายุท่ีอาศัยอยู่ตามลําพัง ลูกหลานกังวลเกี่ยวกับความ
เป็นอยู่ จงึ นาํ ไปอยู่ด้วยที่ต่างหวัด ทําใหข้ ้อมูลด้านการควบคุมระดับน้าํ ตาลและความดนั โลหิตบางส่วน หายไป

การศึกษาและพัฒนาครง้ั ต่อไป นํากระบวนการจดั การความรู้ ในการแลกเปลี่ยนเครือข่าย พื้นที่ที่
สามารถควบคมุ ระดับนาํ้ ตาลและความดนั ไดด้ ี มีกระบวนการใด เพ่อื หารูปแบบที่จะเพ่มิ ความครอบคลุมใน
การควบคมุ ระดับนํ้าตาลและความดันโลหิตให้ผา่ นเกณฑป์ ระเมนิ ที่กาํ หนดและลดภาวะแทรกซ้อนท่จี ะตาม
หากควบคุมไม่ได้

ข้อเสนอแนะ

โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลในพ้ืนท่ี ท่ีมีผู้ป่วยเบาหวานความดันโลหิตสูง ในพื้นท่ีสามารถนํา
รูปแบบการจัดการที่ได้จากการวิจัยในคร้ังนี้ไปประยุกต์ใช้และขยายผลในพ้ืนท่ี เพ่ือเพิ่มองค์ความรู้ที่มีความ
หลากหลาย และสามารถบูรณาการ การจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับพ้นื ที่ได้อย่างเหมาะสม เพื่อลดปัจจัยเสี่ยง
ของปัญหาท้ังในระดับบคุ คล ครอบครัว ชุมชนและสังคม

6. กิตตกิ รรมประกาศ
ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่โรงพยายาบาลมะนัง สํานักงานสาธารณสุขอําเภอ มะนัง ประชาชนหมูที่ 4

ตําบลนิคมพฒั นา ท่ใี ห้ความอนเุ คราะห์ในการศกึ ษาและทํากิจกรรมนี้ องค์การบริหารสว่ นตําบลนคิ มพฒั นา ท่ี
ให้ความอนุเคราะหง์ บประมาณในการทํากจิ กรรมของชมรมหวานใจ คลินิกโรคเรือ้ รังในชมุ ชน

ภาพ 1 วงรอบการพัฒนารูปแบบการให้บริการในคลินิกโรคเร้ือรังและการรับบริการอย่างต่อเน่ืองในชุมชน
โดยชุมชนมสี ว่ นรว่ ม

ภาพ 2 ผงั 50 โมเดล (PHANG 50 MODEL)

เอกสารอา้ งองิ

1. อรรถเกยี รติ กาญจนพบิ ูลวงศ์ และคณะ. รายงานสถานการณโ์ รค NCDs ฉบบั ที่ 2: Kick off to the
Goals. นนทบรุ ี: สาํ นกั งานพฒั นานโยบายสขุ ภาพระหว่างประเทศ; 2559.
2. วิชยั เอกพลากร และคณะ. การสํารวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจรา่ งกายครงั้ ท่ี 5 พ.ศ.2557
นนทบรุ :ี สถาบนั วจิ ยั ระบบสาธารณสุข; 2557.
3. สาํ นักโรคไมต่ ิดต่อ กระทรวงสาธารณสุข. รายงานประจาํ ปี 2559 กรุงเทพฯ องคก์ ารสงเคราะห์ทหาร
ผ่านศึก ในพระบรมราชูปถมั ภ์; 2559
4. Ayele K, Tesfa B, Abebe L, Tilahun T, Girma E. Self care behavior among patients with
diabetes in Harari, Eastern Ethiopia: the health belief model perspective. PloS one.
2012;7(4):e35515.
5. Chittayanunt K. Self Care Experience of Diabetic Patients in Tambol Lad Bua
Khao,Ban Pong District, Ratchaburi Province. Nursing Journal of The Ministry of Public Health.
2014;23(3):110-21.
6. ดวงสมร นิลตานนท์ และจุฬาภรณ์ โสตะ. ผลของโปรแกรมการสง่ เสรมิ สขุ ภาพ โดยประยุกต์ใชท้ ฤษฎี
ความสามารถแห่งตนและกระบวนการกลมุ่ ร่วมกบั แรงสนับสนุนทางสงั คม ในผ้ปู ่วยเบาหวานชนิดท่ี 2 ใน
โรงพยาบาลเอราวณั อําเภอเอราวณั จงั หวดั เลย. วารสารวิจยั มข. 2553;10(3):51-60.
7. Dagogo-Jack S. Primary Prevention of Type 2 Diabetes: An Imperative for Developing
Countries. Diabetes Mellitus in Developing Countries and Underserved Communities:
Springer; 2017. p. 7-31.
8. Habibzadeh F. Diabetes in the middle east. Eur J Cardiovasc Prev Rehab. 2009;16:268-
80.
9. Ren H, Wang Z, Mao Z, Zhang P, Wang C, Liu A, et al. Hearing Loss in Type 2 Diabetes
in Association with Diabetic Neuropathy. Archives of medical research. 2018.
10. Delgado-Pérez V, De La Rosa-Santillana R, Márquez-Corona M, Ávila-Burgos L, Islas-
Granillo H, Minaya-Sánchez M, et al. Diabetes or hypertension as risk indicators for missing
teeth experience: an exploratory study in a sample of Mexican adults. Nigerian journal of
clinical practice. 2017;20(10):1335-41.
11. WH WFF, Juni MH, Salmiah M, Azuhairi A, Zairina A. FACTORS ASSOCIATED WITH
GLYCAEMIC CONTROL AMONG TYPE 2 DIABETES MELLITUS PATIENTS. International Journal of
Public Health and Clinical Sciences. 2016;3(3):89-102.
12. เพรียวพนั ธุ์ อุสาย. ปัจจยั ทีม่ ีความสัมพันธ์กบั การควบคมุ ระดบั นํา้ ตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน
ชนิดที่ 2 ที่ขึ้นทะเบยี นรกั ษาในโรงพยาบาลสง่ เสริมสขุ ภาพตาํ บล เขตรบั ผดิ ชอบของโรงพยาบาลบ้านไผ่
จงั หวดั ขอนแก่น. วารสารวจิ ัยสาธารณสขุ มหาวิทยาลัยขอนแกน่ 2555;5(3):11-20.
13. อนงค์ หาญสกลุ และอมรรัตน์ ภิรมยช์ ม. การรบั รูส้ ุขภาวะและพฤตกิ รรมการดแู ลตนเองของผ้ปู ว่ ย
โรคเบาหวานชนิดท่ี 2. วารสารคณะพลศกึ ษา 2555;3.

14. Chumnui S. Factor of Blood Sugar Level Control in Diabetic Patient Type 2 Rongkam
Hospital Rongkam District Kalasin Province. Journal of Health Systems Research. 2008;1(3):60-
9.
15. Babazadeh T, Dianatinasab M, Daemi A, Nikbakht HA, Moradi F, Ghaffari-fam S.
Association of Self-Care Behaviors and Quality of Life among Patients with Type 2 Diabetes
Mellitus: Chaldoran County, Iran. Diabetes & metabolism journal. 2017;41(6):449-56.
16. Srivanichakorn S. Morbidity and mortality situation of non-communicable diseases
(diabetes type 2 and cardiovascular diseases) in Thailand during 2010-2014. Disease Control
Journal. 2017;43(4):379-90.
17. Chahardah-Cherik S, Gheibizadeh M, Jahani S, Cheraghian B. The Relationship
between Health Literacy and Health Promoting Behaviors in Patients with Type 2 Diabetes.
International journal of community based nursing and midwifery. 2018;6(1):65.
18. Office of Community Based Health Care Research and Development. Chronic disease
management in the community : Findings from a discussion forum "Together We Build a
Better Community Health System" Bangkok TQP printing; 2012.
19. Wallace DD, Gonzalez Rodriguez H, Walker E, Dethlefs H, Dowd RA, Filipi L, et al.
Types and sources of social support among adults living with type 2 diabetes in rural
communities in the Dominican Republic. Global public health. 2018:1-12.
20. Hu J, Amirehsani K, Wallace DC, Letvak S. Perceptions of barriers in managing
diabetes: perspectives of Hispanic immigrant patients and family members. The Diabetes
Educator. 2013;39(4):494-503.
21. Huangtong s, Piaseu n, Kaveevivithchai C. Case study, Persons with severe
hypertension, Blood pressure control, Problems, barriers to blood pressure control.
Ramathibodi Nursing Journal. 2013;19(1):129-42.
22. Abdulrehman MS, Woith W, Jenkins S, Kossman S, Hunter GL. Exploring Cultural
Influences of Self-Management of Diabetes in Coastal Kenya: An Ethnography. Global
qualitative nursing research. 2016;3:2333393616641825.
23. Drozd M. Cultural sensitivity in diabetes care. Home Health Care Management &
Practice. 2000;12(5):1-6.
24. Meneghini L. Ethnic disparities in diabetes care: myth or reality? Current Opinion in
Endocrinology, Diabetes and Obesity. 2008;15(2):128-34.
25. Amarasekara A, Fongkaew W, Turale S, Wimalasekara S, Chanprasit C. An ethnographic
study of diabetes health beliefs and practices in Sri Lankan adults. International nursing
review. 2014;61(4):507-14.

26. Zuber‐Skerritt O. Developing a learning organization through management education
by action learning. The Learning Organization. 1995.

27. สํานกั งานสาธารณสขุ จงั หวดั สตูล. 2563 [Available from:
https://stn.hdc.moph.go.th/hdc/reports/report.php?source=pformated/format1.php&cat_id=c

f7d9da207c0f9a7ee6c4fe3f09f67dd&id=137a726340e4dfde7bbbc5d8aeee3ac3#.

การดแู ลหญงิ ตั้งครรภภ์ าวะโลหิตจาง ด้วยสภาวะงดงาม

สมุ ล เล่ยี มทอง
นางมูนา กาเจ
ซามีหลนั ประสงคผ์ ล
นางนรู มา เปาะแต

............................................................................................................................. ...............

บทคัดย่อ

การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้ มีวัตถุประสงคเ์ พ่ือพัฒนาระบบการดแู ลหญิงตั้งครรภภ์ าวะโลหิตจาง ดว้ ยสภาวะ
งดงาม มีหญิงต้ังครรภ์ภาวะโลหิตจางเข้าร่วมศึกษา 14 คน การดูแลหญิงต้ังครรภ์ภาวะโลหิตจาง ด้วยสภาวะ
งดงาม ระยะที่ 1 ศึกษาสถานการณ์ พัฒนาการสอนในโรงเรียนพ่อแม่ให้สอดคล้องกับสังคมพหุวัฒนธรรม
ระยะที่ 2 จัดกิจกรรมรร.พ่อแม่ เพื่อเด็ก SMART KIDS และให้การปรึกษา จัดทาโปรแกรมสุขศึกษาบูรณาการ
บทบัญญัติอสิ ลาม ระยะที่ 3 . จดั กจิ กรรม รร. พ่อแม่ และให้การปรึกษา จดั บรกิ ารด้วยสภาวะงดงาม การให้หญงิ
ตัง้ ครรภ์ตั้งเป้าหมายผลเลือด การส่อื สารเพื่อสุขภาวะ ประเมนิ ผล พัฒนาต่อเนื่อง) เครอื่ งมือที่ใช้ในการวิจยั ล คอื
การสังเกตพฤติกรรมและบริบทต่างๆ ในการจัดกิจกรรมโรงเรียนพ่อแม่ ร่วมกับการใช้แบบบันทึกการให้บริการ
ปรึกษา การสนทนากล่มุ การถอดบทเรยี น บนั ทึกข้อมูลภาคสนาม สือ่ วิดทิ ศั น์ ค่มู อื และแผน่ พับในการดแู ลหญิง
ต้งั ครรภ์ภาวะโลหติ จาง รวมท้งั การถา่ ยภาพกจิ กรรมตา่ งๆ

ผลการวิจยั พบวา่ หญิงตงั้ ครรภภ์ าวะโลหติ จาง 14 คน ฮีมาโตครติ เพม่ิ ข้ึน (≥ รอ้ ยละ 33) 9 คน คดิ
เป็นรอ้ ยละ 64.3 ฮีฒาโตคริตเพิ่มขึน้ แตย่ ังน้อยกวา่ รอ้ ยละ 33 จานวน 5 คน ร้อยละ35.7

๑.ชอื่ เร่อื ง การดูแลหญงิ ตั้งครรภภ์ าวะโลหติ จาง ด้วยสภาวะงดงาม
๒.ช่ือหนว่ ยงาน ศูนย์สขุ ภาพชุมชนตาบลไทรทอง โรงพยาบาลไม้แกน่
ทีอ่ ยู่ โรงพยาบาลไมแ้ ก่น ๑๐๘ หมู่ ๔ ตาบลไทรทอง อาเภอไม้แก่น จงั หวัดปตั ตานี โทร ๐๗๓-๔๘๑๐๔๐
๓.ทีมผูน้ าเสนอ

๑) นางสาวสมุ ล เลยี่ มทอง ตาแหน่ง พยาบาลวชิ าชพี ชานาญการ โทร ๐๘๘-๔๘๙๘๘๑๖
๒) นางมูนา กาเจ ตาแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชานาญการ โทร 084-8535834
3) นางสาวซามีหลนั ประสงค์ผล ตาแหน่ง พยาบาลวิชาชพี ชานาญการ โทร 086-2860260
4) นางนรู มา เปาะแต ตาแหนง่ พยาบาลวิชาชพี ชานาญการ โทร ๐๙๓-๖๐๕๑๙๑๘

๔.บทนา
ภาวะโลหิตจางในหญงิ ต้ังครรภ์ มีผลต่ออัตราการตายของมารดาและทารก (Danu,Zamora,Fernandez

–Felix,Vogel,Oladapo,&Morisaki,etAL,2018) เป็นปัญหา สาธารณสุขด้านอนามัยแม่และเด็ก ท่ีสาคัญ
ของประเทศไทย และประเทศท่ีกาลังพัฒนาสาเหตุท่ีพบบ่อยเกิดจากการขาดธาตุเหล็ก องค์การอนามัยโลกจึง
กาหนดเป็นมาตรฐานในการให้บริการว่า ควรให้หญิงต้ังครรภ์ได้รับยาบารุงเลือด ตลอดการต้ังครรภ์อย่างน้อย 6
เดือนเพ่ือป้องกันภาวะโลหิตจาง ( World Health Organization,2018) มีการวิจัยท่ีพบว่าการให้ความรู้และ
ติดตามอย่างต่อเน่ืองจะทาให้หญิงต้ังครรภ์มีผลความเข้มข้นของเลือด ( Hematocrit: Hct) เพิ่มขึ้น
(Panda,Taralekar,Mishra&Srivastava,2015) ข้อมลู HDC ของประเทศไทยปี 2560 -2562 พบภาวะซีดของ
หญิงต้ังครรภ์ ร้อยละ 16.44,16.06และ 16.43 จังหวัดปัตตานี ตั้งแต่ปี 2560 -2562 พบอัตราโลหิตจาง
ในหญิงตั้งครรภใ์ นการเจาะเลือดคร้ังท่ี 1 อยู่ท่ี ร้อยละ21.55 ,21.36 และ19.93 ตามลาดับ ผลการดูแลหญงิ
ต้ังครรภ์ของโรงพยาบาลไม้แก่น ต้ังแต่ปี 2560 - 2562 พบว่าอัตราโลหิตจางในหญิงตั้งครรภใ์ นการเจาะเลือด
ครงั้ ท่ี 1 อยทู่ ี่ รอ้ ยละ21.29 19.70 และ 19.88 ตามลาดับ ซง่ึ ตัวช้ีวัดท่สี าคญั ของงานอนามัยแม่และเด็ก คือ
อัตราภาวะ โลหิตจางในหญิงต้ังครรภ์ในการเจาะเลือดคร้ังที่ 1 ไม่เกินร้อยละ 10 ดังน้ันผู้วิจัยจึงใช้วิจัยเชิง
ปฏบิ ัตกิ ารพัฒนาการดูแลหญิงต้งั ครรภท์ ่มี ีภาวะโลหติ จาง

๕.วตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ยั
5. ๑. เพอื่ พัฒนาระบบการดูแลหญิงต้ังครรภภ์ าวะโลหิตจาง ดว้ ยสภาวะงดงาม

๖.วิธีการศึกษา
การศึกษาครงั้ นี้เปน็ การวจิ ัยเชิงปฏิบตั กิ าร ท่เี น้นการลงมือปฏบิ ตั ิรว่ มกันระหว่างผ้วู ิจยั หญิงตัง้ ครรภ์ทมี่ ี

ภาวะโลหิตจาง ครอบครัว และโรงพยาบาลสง่ เสริมสุขภาพในเขตอาเภอไม้แก่นซ่ึงเป็นภาคเี ครอื ข่ายทีส่ ่งต่อหญงิ

ตั้งครรภ์ รว่ มกนั คน้ หาปญั หา สาเหตุของปญั หาแล้วนามาวางแผนแกป้ ัญหา ลงมือปฏบิ ัตแิ ละสะท้อนการปฏิบตั ิ

รว่ มกนั เพ่ือการพฒั นาโรงเรยี นพ่อแม่ พัฒนาการดูแลหญิงตัง้ ครรภภ์ าวะโลหติ จาง

6.1.ประชากรและการเลอื กกลุ่มตัวอย่าง
ประชากร เป็นหญงิ ตัง้ ครรภท์ ี่ฝากครรภ์ ในคลนิ กิ ฝากครรภ์ โรงพยาบาลไม้แก่น ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562
– กรกฏาคม 2563
กลมุ่ ตวั อยา่ ง เปน็ หญงิ ต้งั ครรภท์ ฝ่ี ากครรภใ์ นคลนิ กิ ฝากครรภ์ โรงพยาบาล ไมแ้ ก่น กอ่ น 20 สัปดาห์ ที่มี
ผลการตรวจความเข้มข้นของ เลือดผิดปกติในครง้ั แรก คือมฮี โี มโกลบลิ (Hb)มคี ่าน้อยกว่า 11 กรัม/เดซิลติ ร หรือ ฮี
มาโตครติ (Hct) มีค่าน้อยกวา่ 33 % โดยมีสาเหตุมาจากการขาดธาตุเหล็ก และมีผลการตรวจคา่ ฮีโมโกลบนิ หรือ
คา่ ฮีมาโตครติ จานวน 2 คร้งั ห่างกันไม่น้อยกวา่ 12 สปั ดาห์
เกณฑ์การคดั ออกจากกล่มุ ตวั อยา่ ง(Exclusion criteria) ดงั น้ี

1.เป็นโรคธาลสั ซเี มยี (thalassemia disease)
2.เปน็ โรคภูมคิ ุม้ กันบกพร่อง (AIDS) ท่ีได้รับยาต้านไวรัส
3.มีผลการคัดกรองโรคธาลสั ซีเมีย osmotic fragility (OF) = Positive โดยที่ไม่มีผล Hb typing
4.มีการตงั้ ครรภ์ทารกแฝด

5. หญงิ ตั้งครรภ์ที่ไมไ่ ดฝ้ ากครรภอ์ ย่างต่อเน่ือง ตามนัด
6.หญิงตัง้ ครรภ์ท่ไี ม่มีเลขบตั รประชาชน 13 หลัก
7.หญิงต้ังครรภท์ ี่มคี วามบกพรอ่ งทางปัญญาหรือจิต
8.มีภาวะแทรกซ้อนหรอื โรคประจ าตวั
9.ตดิ สารเสพติด
6.2 เครื่องมอื ท่ใี ช้ในการวิจัย

เคร่อื งมอื ที่สาคัญในการเก็บรวบรวมข้อมลู คือการสังเกตพฤติกรรมและบริบทตา่ งๆ ในการจัดกจิ กรรม
โรงเรยี นพ่อแม่ รว่ มกบั การใชแ้ บบบันทึกการใหบ้ ริการปรกึ ษา การสนทนากล่มุ การถอดบทเรียน บนั ทกึ ข้อมูล
ภาคสนาม สื่อวดิ ิทัศน์ ค่มู ือและแผน่ พับในการดูแลหญงิ ตั้งครรภภ์ าวะโลหติ จาง รวมท้งั การถา่ ยภาพกจิ กรรม
ต่างๆ

การดาเนนิ การวิจัยและเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
ระยะที่ 1 ระบุปัญหาและวางแผน วงจรที่ 1 (ปี 2561)

1.1 วิเคระหส์ ถานการณ์การจัดการสอนในโรงเรยี นพ่อแม่
1.1.1 พบว่ามีการจดั การสอนในโรงเรยี นพอ่ แม่นอ้ ย เน่ืองจากบคุ ลากรมีไมเ่ พยี งพอ ส่วน
ใหญม่ ีการใหค้ าแนะนารายบุคคล
1.1.2 การสอนในโรงเรียนพ่อแม่ ไม่มีการสอดแทรกองค์ความรดู้ ้านพหุวัฒนธรรม ไม่มกี าร
จัดการเรยี นรดู้ ้วยหลักการพัฒนาสมอง ภาษาท่ีใชใ้ นการสื่อสารเชิงบวกมีนอ้ ย การส่ือสาร
เชงิ บวก เช่น 1)การร้องขอ ไมใ่ ช่ห้าม 2)เสนอแนวทางแก้ไข ไม่ใชต่ าหนิ 3)บอกผลกระทบ
เตอื นสตใิ หย้ งั้ คิด 4)การปลกุ พลัง สร้างจิตสานึก การเปล่ียนการสื่อสารเชงิ ลบเป็นสอ่ื สาร
เชิงบวก เชน่ การขใู่ ห้กลัว “ถา้ ซีด จะทาใหต้ กเลือดหลงั คลอด เสยี ชวี ิตได้” เปล่ียนเป็น
“ถ้าคุณแม่มผี ลเลอื ดปกติ มคี วามเขม้ ข้นของเลอื ดปกติ จะทาใหล้ กู ในครรภส์ ุขภาพดี
แขง็ แรงทงั้ แม่และลกู ”
1.1.3 บุคลากรไมไ่ ด้รับการอบรมเรอ่ื งศาสตร์สมอง

1.2 วางแผน ปฏบิ ัติการและสังเกต
1.2.1 อบรมบุคลากร 1 วัน เรอื่ ง มหัศจรรยแ์ ห่งชีวิต......วทิ ยาศาสตร์สมองต้องเรม่ิ ตง้ั แต่

ต้ังครรภ์
1.2.2 สะทอ้ นประสบการณ์ ความรสู้ กึ ในการดูแลหญงิ ต้งั ครรภ์ ทตี่ อบสนองความ

ตอ้ งการของครอบครัว

1.2.3 ระดมสมองประเด็นกิจกรรมที่ควรมีในโรงเรียนพ่อแม่ในสงั คมพหุวัฒนธรรมชายแดนใต้

โดย ผศ.ดร.ปรียา แก้วพมิ ล คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสงขลานครินทร์ เปน็ วิทยากร

1.2.4 จัดกจิ กรรม โรงเรยี นพอ่ แม่ ตามการระดมสมองกจิ กรรมที่ควรมี ดังน้ี
งานฝากครรภ์ โรงพยาบาลไม้แกน่

ดา้ นผรู้ บั บริการ

1. เปิดโอกาส ใหห้ ญงิ ต้ังครรภ์และครอบครัวแสดงความคิดเหน็ และความต้องการรบั บริการโรงเรียนพ่อแมท่ ี่นา
หลกั ศาสนามาใช้

2 .ใหห้ ญงิ ต้งั ครรภน์ าหลักศาสนา มาใชใ้ นการดูแลตนเองระหวา่ งตั้งครรภ์ มาแลกเปลีย่ นคร่วมแสดงความคิดเหน็
และเป็นแกนนา

ด้านผู้ใหบ้ รกิ าร

1. ศึกษาความรทู้ างศาสนามากขึน้ นามาประยกุ ต์ใ ชใ้ นเรื่อง ซดี การสอนตามบริบทของเขา หญงิ ต้งั ครรภช์ อบ
กนิ อาหารแบบไหน จะเนน้ สอนตามรปู แบบอาหารแบบไหนทธ่ี าตุเหลก็ สงู เร่ืองของยาแนะนาการกนิ ยาธาตุเหลก็
หลังอาหาร 1 - 2 ชั่วโมง แนะนากนิ ก่อนอาหารกไ็ ด้ถา้ หญงิ ตง้ั ครรภ์สะดวก ให้กินพร้อมวิตามินซี เพื่อให้การดูด
ซมึ ยาดขี ึ้น คนท่ไี ม่ชอบกินผัก เราก็แนะนาอยา่ งอ่ืนแทนผกั แนะนายาและอาหารที่มีธาตุเหล็กสู ง ไข่ นม

2. การสอนในโรงเรยี นพอ่ แม่ ใช้กระบวนการกลุ่มเพ่ือแลกเปลี่ยนความคิดเหน็ และประสบการณ์ เปดิ โอกาสให้
พูดคยุ กนั experidential learning เรยี นร้แู บบผูใ้ หญเ่ รียนร้ผู ่านประสบการณ์ ถา้ เป็น child bird class จะ
เร่ิมจากสงิ่ ทเ่ี ขาสนใจ เช่ือมโยงไปส่เู นอื้ หา โยนคาถาม เขาอยากรเู้ ร่อื งอะไร สนุ ทรสี นทนาก็ใช้ได้ เรียนจากงา่ ยไป
ยาก สนใจสิ่งทเี่ ราสื่อสาร มีประสบการณเ์ อามาแบ่งกัน คนตัง้ ครรภ์ครงั้ ท่แี ล้วทาอยา่ งไร ครรภ์นีจ้ ะทาแบบเดิม
ไหม ใหเ้ ล่าเรื่อง ให้ได้พดู คยุ กัน พยาบาลรับฟัง

3. สถานท่ีสอนโรงเรยี นพอ่ แม่ จัดบรรยากาศให้ผอ่ นคลาย เอาเกา้ อ้ีนัง่ ล้อมวง สถานที่สาคญั น่ังพืน้ สบายๆใหส้ ามี
เข้ารว่ มด้วย

4. จดั โรงเรียนพ่อแม่สญั จร

๕ . แนะนาให้หญิงตง้ั ครรภ์ฟังอลั กรุ อาน และใหอ้ า่ นซเู ราะห์ต่างๆ เช่น

ซูเราะฮ.อัลฟาตะฮ เพ่ือให้จิตใจท่สี ดใสและความจาทดี่ ี

ซูเราะฮ.มรั ยัม เพ่ือใหค้ ลอดงา่ ยและจะได้ลูกทซ่ี อและฮ.

ซเู ราะฮ.ลุกมาน เพอ่ื ให้ลูกมคี วามคดิ สติปัญญาและจติ ใจที่ดี

ซเู ราะฮ.ยซู ปู เพื่อให้ลูกงดงามท้งั รูปกายและอัคลาภ (นิสัยดี)

ซูเราะฮ.อลั หญร๊อด เพ่ือใหเ้ พ่มิ นา้ นมแม่และลูกทีเกิดมาเปน็ คนชา่ งสังเกต

ซเู ราะฮ.ยาซนี เพ่ือใหห้ ัวใจงบและห่างไกลจากอบิ ลและซัยฎอน

ซูเราะฮ.อัตเตาบะห์ เพอ่ื ให้ความบริสทุ ธ์ิของจติ วิญญาณและป้องกนั ตวั เองจากความชวั่ รา้ ย

ซูเราะฮ.อนั นะหล. เพ่ือให้ลูกทีเ่ กดิ มามรี ะเบียบวนิ ัย

ไทยพุทธ ใหอ้ ่านบทสวด เช่น คาถาองคลุ มิ าร เพื่อให้คลอดบตุ รงา่ ย บทสวดพุทธคุณ บทโพชฌงค์
เพ่ือใหส้ ขุ ภาพดี หายเจ็บปว่ ย เปน็ ต้น บทสวดตา่ งๆพิมพ์ติดไวท้ ี่สมดุ ฝากครรภส์ มดุ สชี มพูก็ได้

ด้านระบบบริการ

1 เชญิ ผูน้ าศาสนามสี ่วนร่วมสอนในโรงเรยี นพ่อแม่

2 ใหจ้ ิตอาสา มาให้ความรรู้ ะหวา่ งรอตรวจครรภ์ จติ อาสาอาจไม่ใชอ่ าสาสมัครสาธารณสุข เอาคนท่ีอยาก
ทางานแม่และเด็ก เช่น มสิ นมแม่
3. ทุกสัปดาหช์ ่วงละหมาดวันศุกร์ ให้อหิ มา่ มอ่านคุตบะห์ เก่ยี วกับงานแม่และเด็ก ให้ฟงั

วงการแพทย์ตอ้ งอธิบายเชื่อมโยงหลักการทางศาสนากับหลักทางการแพทย์ เชน่ อธิบาย เร่อื งสมอง
ความเครียดทาใหส้ มองหดตัว ความเครยี ดทาให้การขยายตัวของเด็กในครรภ์ลดลง หญิงตั้งครรภ์ทีเ่ ครียดจะ
ทาใหเ้ ดก็ เป็นออทสิ ตคิ ไดง้ ่าย ผู้นาศาสนา ใหค้ นได้ผ่อนคลายทางอารมณ์ ผูใ้ หบ้ รกิ ารเช่ือมโยงองค์ความรแู้ ม่
และเด็ก

1.3 ตดิ ตามประเมินผล
1.3.1 ผลการปรบั เปลย่ี นพฤติกรรมสขุ ภาพของหญงิ ตั้งครรภ์
1.3.2 ผลความเขม้ ข้นของเลือด
1.3.3 ผลการจดั ระบบบรกิ าร

ระยะท่ี 2 ปฏิบตั ิและสงั เกต วงจรท่ี 2 (ปี 2562)

2.1 ใหก้ ารปรกึ ษารายบุคคล รายกลุ่ม
2.2 จดั โปรแกรมส่งเสรมิ สุขภาพโดยบูรณาการบทบญั ญัติอิสลาม

ขนั้ ตอนท่ี 1 เขา้ ถึง ทาความรจู้ กั กล่มุ ตวั อยา่ ง

การสรา้ งสัมพันธภาพ แนะนาตวั ผู้วจิ ัยกับหญิงตง้ั ครรภแ์ ละสามี

ขนั้ ตอนท่ี 2 เข้าใจ คอื เข้าใจขอ้ มลู หลกั การ บทบัญญัติตา่ งๆของศาสนาท่ีเกี่ยวข้องกบั การ
ดแู ลหญิงตง้ั ครรภ์ภาวะโลหิตจาง

ขนั้ ตอนที่ 3 ตัดสินใจปรบั เปลี่ยนพฤติกรรม

- กาหนดเปา้ หมายรับผดิ ชอบ(อามานะห)์ ต่อสขุ ภาพเรืองภาวะโลหติ จางในหญิงตั้งครรภ์

ข้ันตอนที่ 4 การติดตามประเมินผล

-สอบถามอาการ และความผดิ ปกติทีเ่ กดิ ข้ึน

-ตดิ ตามผลความเข้มข้นของเลือด

ระยะที่ 3 ปฏิบัติและสงั เกต วงจรที่ 3 ( ปี 2563 )

3.1 จดั กจิ กรรมโรงเรียนพอ่ แม่ ประยุกตใ์ ชร้ ปู แบบโรงเรียนพ่อแมต่ ามแนวคิดการจดั การเรียนรดู้ ว้ ย
หลกั การพัฒนาสมอง ในการดแู ลหญิงตั้งครรภภ์ าวะโลหติ จาง

3.2 ใหก้ ารปรึกษารายบคุ คล รายกลมุ่

3.3 จดั บรกิ ารด้วยสภาวะงดงาม ให้ความรู้บุคลากรและหญงิ ตัง้ ครรภเ์ ร่อื งสภาวะงดงาม สภาวะทุกข์
ทรมาน

3.4 แนะนาใหห้ ญงิ ต้ังครรภด์ ูแลสุขภาพตามหลกั วิถธี รรม วิถไี ทย เชน่ การปฏิบัติตัวระหว่างตั้งครรภ์
การรบั ประทานอาหารพน้ื บา้ นที่มธี าตุเหล็กสงู การฟังอัลกุรอาน และให้อ่านซเู ราะห์ต่างๆ เป็นตน้

3.5 การสอ่ื สารเชิงบวก

สร้างความตระหนัก เช่น พูดคุยเรื่องมหัศจรรย์ 1000 วัน การเกิดมีชีพ โอกาสทองในการพัฒนา
สมองลกู

สร้างความเข้าใจ เช่น การเปิดโอกาส ใหห้ ญงิ ต้งั ครรภแ์ ละครอบครัวแสดงความคิดเห็น
ให้บุคคลต้นแบบในชุมชน ท่ีดูแลตนเองได้ดีแนะนาเรื่องภาวะโลหิตจางแก่หญิงตั้งครรภ์ เสริมสร้างศรัทธาและ
กาหนดความรบั ผดิ ชอบ อามานะห์ ตอ่ สุขภาพ บรรยายบทบญั ญตั ิอิสลามกับการดูแลหญิงตง้ ครรภ์โดยผนู้ าศาสนา
ในชมุ ชน แนะนาใหห้ ญิงต้ังครรภฟ์ ังอลั กุรอาน ให้อา่ นซูเราะหต์ ่างๆและแปะตดิ ไวท้ สี่ มดุ บันทึกสุขภาพแมแ่ ละเด็ก

สรา้ งความชนื่ ชอบ เช่น ให้หญิงตั้งครรภ์จัดเมนสู าหรบั ตนเอง เลือกรบั ประทานอาหารทต่ี นชอบ
บุคลากรร่วมให้ข้อคิดเหน็ อาหารที่เหมาะสมทม่ี ธี าตเุ หลก็ สูง อาหารแลกเปลี่ยน

สร้างการมีสว่ นรว่ ม ต้ังแต่เรมิ่ คดิ วางแผน ปฏบิ ัตกิ าร ประเมินผล เช่น ให้หญงิ ตง้ั ครรภร์ ว่ มรับรู้
ระดบั ผลเลือดตนเอง ร่วมคิดวางแผนวิธีการจัดการภาวะโลหติ จางและจัดเมนูอาหาร ของตนเอง ต้งั เปา้ หมายผล
เลอื ดทีต่ ้องการ ปฏิบตั ติ ามแผน และร่วมประเมินผล

สร้างจิตสานึกความรับผิดชอบร่วมกัน สร้างเสริมกาลังใจ ฝึกการผ่อนคลายให้จิตใจอยู่ในสภาวะ
งดงาม ให้จิตสานึกจดจาเรื่องราวดีๆบ่อยๆ ไม่เสพข่าวลบ การตั้งคาถามกับหญิงต้ังครรภ์ เช่น คาถามว่า 1)
พฤติกรรมสุขภาพของเรา ด้านใด ที่ทาให้ผลความเข้มข้นของเลือดปกติ ได้แก่ การรับประทานยาบารุงเลือด การ
รับประทานอาหาร การพกั ผอ่ น การนอนหลบั เปน็ ต้น 2) กลบั ไปบ้านฉันตอ้ งทาอะไรบ้าง 3) ทาแล้วดอี ย่างไร 4)
เป้าหมายผลความเข้มข้นของเลือดท่ีหญิงตั้งครรภ์ปรารถนา ให้หญิงตั้งครรภ์นึกถึงเหตุการณ์ที่ตนเองภูมิใจ ท่ีทา
สาเร็จ เช่ือมโยงกับการตั้งครรภ์ ให้เห็นว่าการตั้งครรภ์คุณภาพและผลความเข้มข้นของเลือดปกติ อยู่ในมือของ
คุณแม่ ซึ่งเขาสามารถทาได้สาเร็จเหมือนที่เขาเคยทาสิ่งอื่นสาเร็จมาแล้ว หากมีอุปสรรคจะมีบุคลากรเป็น
ผู้สนับสนุน ชว่ ยเหลอื ต้องรบั ผิดชอบรว่ มกนั ระหวา่ งหญืงต้งั ครรภ์ ครอบครัวและหน่วยงานสาธารณสุข

การวิเคราะห์ข้อมูล

ขอ้ มูลเชงิ ปรมิ าณไดแ้ ก่ ข้อมูลส่วนบคุ คล ใชส้ ถติ คิ วามถี่ ร้อยละ และคา่ เฉลยี่ สว่ น ระดบั Hematocrit ของ
หญงิ ตัง้ ครรภว์ เิ คราะหโ์ ดยใช้สถิติความถี่ และรอ้ ยละ
ผลการวจิ ยั

1. ผลความเขม้ ขน้ ของเลือด ฮีมาโตคริต (Hct)
ระดับความเข้มข้นของเลอื ด หญงิ ตงั้ ครรภ์ภาวะโลหิตจางทีม่ าฝากครรภ์ครั้งแรก ฮมี าโตครติ ตา่ กวา่ ร้อย

ละ 33 มีผลฮโี มโกลบิน (Hb Typing)ปกติ ไมม่ ปี ระวัติการเปน็ โรคเลือด ไดร้ บั การดแู ลตอ่ เน่อื ง มาตรวจครรภ์ตาม
นัดเมอื่ อายุครรภ์ 20,24,และ28 สปั ดาห์ตามลาดบั ติดตามผลฮีมาโตคริตฮีมาโตคริต เมอ่ื อายคุ รรภ์ 32 สปั ดาห์
มีหญิงตง้ั ครรภท์ ่ีไดร้ บั การดูแล 14 คน อายุ15-20 ปี ร้อยละ28.5 อายุ 20-25 ปี รอ้ ยละ14.3 อายุ25-30
ปี ร้อยละ 14.3 อายุ30-35 ปี ร้อยละ28.5 อายุ>36 ปี 2 คน ร้อยละ 143 การศึกษาประถมศึกษา ร้อย
ละ 5.9 มัธยมศึกษาตอนต้น ร้อยละ 23.5 มัธยมศึกษาตอนปลาย ร้อยละ 70.6 สิทธิหลักประกันสุขภาพ
แหง่ ชาติ ร้อยละ 100 ผลฮีโมโตคริตของหญงิ ตัง้ ครรภภ์ าวะโลหิตจาง อายุครรภ์ 32 สปั ดาห์ ( Lab 2) ร้อยละ
35.7 (เกณฑ์ < รอ้ ยละ 50) ดังตาราง 1

ตาราง 1 จานวนรอ้ ยละ การเปลี่ยนแปลงของ Hematocrit ของหญิงตง้ั ครรภท์ ่ไี ด้รบั บริการ (N 14)

การเปล่ยี นแปลง Hematocrit จานวน ร้อยละ

เพิม่ ขึน้ ≥ 33 9 64.3
ตา่ กวา่ ร้อยละ 33 5 35.7

การอภิปรายผล

จากผลการวจิ ัย สามารถอภปิ รายผล ไดด้ ังน้ี

1.การใหห้ ญิงตัง้ ครรภ์ภาวะโลหติ จาง มสี ่วนรว่ มในการกาหนดเปา้ หมายผลเลือด ส่งเสริมใหห้ ญงิ ตงั้ ครรภ์ตดั สนิ ใจ
ใหโ้ อกาสเลอื กวธิ กี ารปรบั เปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ เช่น การเลอื กรับประทานอาหาร การรบั ประทานยาเม็ดเสรมิ
ธาตุเหลก็ เปน็ ต้น และรว่ มประเมนิ ผลเลือด ของตนเอง ทาใหผ้ ลตรวจความเข้มข้นของเลอื ดดีขึน้ สอดคล้องกับ
นโยบายกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสขุ ให้ข้อเสนอว่าการสง่ เสริมความรอบรดู้ ้านสุขภาพแก่ประชาชน ควร
ขบั เคล่ือนบริการสุขภาพในรูปแบบการเปน็ องค์กรความรอบรูด้ า้ นสขุ ภาพ เนอื่ งจากมโี อกาสเกิดความยัง่ ยืน
มากกว่า แต่การศึกษาน้ีหญิงตง้ั ครรภย์ ังมสี ่วนร่วมนอ้ ยในการออกแบบกจิ กรรมต่างๆในโรงเรียนพ่อแม่

2. การสื่อสารที่มปี ระสิทธิภาพ มกี ารติดตามความเข้าใจของหญิงตง้ั ครรภท์ ุกประเด็น

มีการกาหนดเปา้ หมายการดแู ล เช่น กาหนดเปา้ หมายผลเลือดทีเ่ ปน็ ตัวเลขร่วมกัน

การใชค้ าพดู เชิงบวก

3.การสนบั สนุนการเขา้ ถงึ ขอ้ มูล เช่น ขอ้ มูลความรู้ดา้ นสุขภาพจากสมดุ บันทึกสมดุ สุขภาพแม่และเด็ก สนับสนุน
ใหห้ ญงิ ตง้ั ครรภ์จดั การตนเอง ใหท้ บทวนความรหู้ ลังการเรียนรู้ในโรงเรยี นพอ่ แม่ ทบทวนความเข้าใจ และติดตาม
ประเมนิ ทุกคร้ังท่ีมาตรวจครรภ์ ตดิ ตามผลเลือดเป็นระยะ

4.การจัดบริการด้วยสภาวะงดงาม (Beautiful stage) ประกอบด้วย การอบรมบคุ ลากรเรือ่ งศาสตร์สมอง เรื่อง
ปรชั ญาสภาวะงดงามเบื้องตน้ ประโยชนข์ อง สภาวะงดงาม ผลเสียของสภาวะทกุ ขท์ รมาน กจิ กรรมที่นาไปสู่
สภาวะงดงาม เป็นตน้ เพ่ือให้บุคลากรมจี ิตใจเบิกบาน มีความสขุ มีความเมตตา ฯลฯ ขณะให้บริการ และนา
ความรู้เรอ่ื งสภาวะงดงาม สภาวะทุกข์ทรมาน อธบิ ายใหผ้ ้รู ับบริการร้เู ท่าทันสภาวะตนเองและปรับเปล่ยี นให้

ตนเองอยใู่ นสภาวะงดงามให้มากทสี่ ุด จัดบริการแบบผสมผสานหลักการพฒั นาสมอง ประกอบดว้ ย 1.)
กระบวนการผ่อนคลาย จดั การเรยี นรูด้ ้วยหลกั การพฒั นาสมอง (Brain based relaxed alertness : BBL) โดย
สร้างบรรยากาศการเรียนการสอนในโรงเรยี นพ่อแม่ให้สมองเกิดการเรียนรู้ในลกั ษณะผ่อนคลาย ดว้ ยกจิ กรรมการ
หายใจเข้าออกลึกๆ การฝึกบริหารร่างกาย SKT ท่าที่ 1 การสวดบทสวดต่างๆ การทาสมาธิ เปน็ ตน้ 2.)
กระบวนการสรา้ งความตระหนกั จดจอ่ (orchestrated immersion) โดยจัดการเรยี นรใู้ ห้ผา่ นประสาทสัมผัสท้ัง
5 ไดเ้ หน็ ไดย้ นิ ได้ดม ไดส้ มั ผัส ได้ชมิ รส ไดเ้ คลอื่ นไหวร่างกาย เปน็ ตน้ เน้นการลงมือปฏบิ ัตจิ รงิ 3.) หลักการจัด
ประสบการณ์ที่เปน็ กระบวนการอย่างกระตือรอื ร้น (active processing of experience) โดยจดั ส่อื อปุ กรณ์การ
เรียนรทู้ ี่หลากหลาย เชน่ สไลด์ แผน่ พบั ภาพพลกิ คลปิ สัน้ เปน็ ตน้ ทาให้หญงิ ตัง้ ครรภเ์ กดิ การเรียนรู้ทผี่ ่อนคลาย
มีความสขุ สนุกและสนใจอยากเรยี นรู้ มกี ารสรุปความคดิ รวบยอดเพื่อใหห้ ญิงตั้งครรภน์ าความรู้ไปปฏบิ ตั ิได้จรงิ
(กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสขุ ,2559) มีหนว่ ยงานทนี่ าแนวคิดการจดั การเรียนรดู้ ้วยหลักการพัฒนาสมองมา
ใช้และประสบความสาเร็จ เช่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนยอ์ นามยั ที่ 1 กรุงเทพฯ เนน้ ให้ผเู้ รยี นลงมือปฏบิ ัติ
จรงิ ทาให้เกิดความเขา้ ใจ จดจาและนาไปใช้ (นนธนวนณั ท์ สนุ ทรา,2558)

5.ผลลัพธข์ องการพฒั นา

การเพ่ิมข้ึนของระดับความเข้มข้นของเลือด หญิงตั้งครรภ์ภาวะโลหิตจางท้ังหมด 17 คน ผลลัพธ์ท่ีได้คือ
ความเข้มข้นของเลือดหญิงตั้งครรภ์ภาวะโลหิตจาง อายุครรภ์ 32 สัปดาห์ ( Lab 2) ร้อยละ 38.5 (เกณฑ์ <
ร้อยละ 50) เมอ่ื เปรียบเทียบกับผลการศึกษาของ Pipatkul,Sinsuksai,&Phanhuwatanakom(2015) ศึกษาผล
ของโปรแกรมส่งเสริมโภชนาการและการรับประทานยาบารุงธาตุเหล็ก พบว่า ความเข้มข้นของเลือดเพิ่มขึ้น ร้อย
ละ 72.7 จากผลการดาเนินงานโรงเรียนพ่อแม่ในสังคมพหุวัฒนธรรม โรงพยาบาลไม้แก่น ปี 2561 ผลความ
เข้มข้นของเลือด หญิงต้ังครรภ์อายุครรภ์ 32 สัปดาห์ (Lab 2) ร้อยละ 69.23. (เกณฑ์ < ร้อยละ 50) ผลการ
ใช้โปรแกรมฯ โรงพยาบาลไม้แก่น ปี2562 ความเข้มข้นของเลือด หญิงตั้งครรภ์ภาวะโลหิตจาง อายุครรภ์ 32
สัปดาห์ (Lab 2) ร้อยละ 61.11 (เกณฑ์< ร้อยละ 50) การศึกษาของบุญสืบ โสโสมและคณะ เร่ืองการพัฒนา
องค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพในคลนิ ิกฝากครรภ์ ผลที่เกิดขึ้นและการส่ือสารเพ่ือส่งเสริมความรอบร้ดู ้านสุขภาพ ความ
เข้มข้นของเลือด เพ่ิมขึ้นร้อยละ 57.1 การดูแลหญิงต้ังครรภ์ภาวะโลหิตจาง ด้วยสภาวะงดงาม คือทั้งผู้ให้บริการ
และผู้รับบริการฝึกให้ตนเองอยู่ในสภาวะงดงาม จิตใจเบิกบาน มีความสุข ทาให้ความเข้มข้นของเลือดเพ่ิมขึ้น
เนื่องด้วยสภาวะงดงาม เป็นสภาวะท่ีจิตใจผ่อนคลาย ทาให้หญิงตั้งครรภ์เรียนรู้ได้ดี ทาให้การทางานของระบบ
ประสาทซิมพาเธติคลดลง ร่างกายมีการผ่อนคลาย ลดการกระตุ้นแห่งความเครียด ซ่ึงพบว่าอุปสรรคของการ
ให้บริการคือการจัดบริการโรงเรียนพ่อแม่ต้องใช้เวลาในการให้ความรนู้ าน ไม่สามารถบริการได้ทันกรณีท่ีบุคลากร
ตดิ ราชการอื่น เมอ่ื ผู้ให้บริการมีน้อยเกนิ ไป จงึ อาจทาให้หญงิ ตั้งครรภ์เขา้ ถงึ ความรอบรดู้ า้ นสุขภาพน้อย

การนาผลการวิจยั ไปใช้

1. โรงพยาบาลท่ีให้บริการฝากครรภ์ สามารถนาเทคนิคการตั้งเป้าหมายผลเลอื ด เทคนิคส่ือสารไปใชใ้ นการ
บริการเพื่อสรา้ งความรอบร้ดู ้านสุขภาพ

2. โรงพยาบาลไม้แก่น ขยายผลการดแู ลหญงิ วัยเจริญพันธ์เร่อื งภาวะโลหติ จาง ต้งั แตก่ ่อนต้ังครรภ์ เพ่ือ
เตรยี มความพรอ้ ม

ขอ้ เสนอแนะในการวจิ ยั ครง้ั ต่อไป

1. วิจยั การส่งเสรมิ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ เพื่อขับเคลอ่ื นการให้บริการเปน็ ทีมสู่การเปน็ องค์กรรอบร้ดู ้าน
สุขภาพ ส่งเสริมให้หญงิ ตง้ั ครรภม์ สี ่วนร่วมในการออกแบบ กจิ กรรม มสี ว่ นรว่ มดาเนนิ การและประเมินผล

การอภิปรายผล

จากผลการวจิ ัย สามารถอภิปรายผล ได้ดงั นี้

1.การให้หญิงต้ังครรภ์ภาวะโลหิตจาง มีสว่ นร่วมในการกาหนดเปา้ หมายผลเลือด สง่ เสริมให้หญงิ ต้ังครรภต์ ัดสินใจ
ให้โอกาสเลือกวิธกี ารปรับเปล่ียนพฤติกรรมสขุ ภาพ เช่น การเลือกรับประทานอาหาร การรับประทานยาเม็ดเสริม
ธาตุเหล็ก เป็นต้น และร่วมประเมินผลเลือด ของตนเอง ทาให้ผลตรวจความเข้มข้นของเลือดดีขึ้น สอดคล้องกับ
นโยบายกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ให้ข้อเสนอว่าการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพแก่ประชาชน ควร
ขับเคลื่อนบริการสุขภาพในรูปแบบการเป็นองค์กรความรอบรู้ด้านสุขภาพ เน่ืองจากมีโอกาสเกิดความยั่งยืน
มากกวา่ แตก่ ารศึกษานี้หญงิ ตง้ั ครรภย์ ังมีส่วนรว่ มน้อยในการออกแบบกจิ กรรมต่างๆในโรงเรียนพอ่ แม่

2. การส่ือสารที่มปี ระสิทธภิ าพ มกี ารติดตามความเขา้ ใจของหญงิ ตงั้ ครรภท์ กุ ประเดน็ มีการกาหนดเปา้ หมายการ
ดูแล เชน่ กาหนดเปา้ หมายผลเลอื ดท่ีเป็นตวั เลขร่วมกนั การใช้คาพูดเชงิ บวก

3.การสนับสนุนการเขา้ ถึงข้อมูล เชน่ ข้อมูลความรดู้ า้ นสุขภาพจากสมุดบันทึกสมดุ สุขภาพแม่และเด็ก สนับสนุน
ให้หญิงตงั้ ครรภจ์ ดั การตนเอง ให้ทบทวนความร้หู ลงั การเรียนรูใ้ นโรงเรียนพ่อแม่ ทบทวนความเขา้ ใจ และติดตาม
ประเมินทุกคร้งั ที่มาตรวจครรภ์ ติดตามผลเลอื ดเปน็ ระยะ

4.การจัดบริการด้วยสภาวะงดงาม (Beautiful stage) ประกอบด้วย การอบรมบุคลากรเรื่องศาสตร์สมอง เรื่อง
ปรัชญาสภาวะงดงามเบื้องต้น ประโยชน์ของ สภาวะงดงาม ผลเสียของสภาวะทุกข์ทรมาน กิจกรรมท่ีนาไปสู่
สภาวะงดงาม เป็นต้น เพื่อให้บุคลากรมีจิตใจเบิกบาน มีความสุข มีความเมตตา ฯลฯ ขณะให้บริการ และนา
ความรู้เร่ืองสภาวะงดงาม สภาวะทุกข์ทรมาน อธิบายให้ผู้รับบริการรู้เท่าทันสภาวะตนเองและปรับเปล่ียนให้
ตนเองอยู่ในสภาวะงดงามให้มากท่ีสุด จัดบริการแบบผสมผสานหลักการพัฒนาสมอง ประกอบด้วย 1.)

กระบวนการผ่อนคลาย จัดการเรียนรู้ด้วยหลักการพัฒนาสมอง (Brain based relaxed alertness : BBL) โดย
สร้างบรรยากาศการเรียนการสอนในโรงเรยี นพ่อแม่ใหส้ มองเกิดการเรียนรู้ในลักษณะผอ่ นคลาย ด้วยกิจกรรมการ
หายใจเข้าออกลึกๆ การฝึกบริหารร่างกาย SKT ท่าท่ี 1 การสวดบทสวดต่างๆ การทาสมาธิ เป็นต้น 2.)
กระบวนการสร้างความตระหนัก จดจ่อ (orchestrated immersion) โดยจัดการเรียนรู้ให้ผ่านประสาทสัมผัสท้ัง
5 ได้เห็น ได้ยิน ได้ดม ได้สัมผัส ได้ชิมรส ได้เคลื่อนไหวร่างกาย เป็นต้น เน้นการลงมอื ปฏบิ ัติจริง 3.) หลักการจัด
ประสบการณ์ที่เป็นกระบวนการอย่างกระตือรือร้น (active processing of experience) โดยจัดสื่อ อุปกรณ์การ
เรียนรู้ท่ีหลากหลาย เช่น สไลด์ แผ่นพับ ภาพพลิก คลิปส้ัน เป็นต้น ทาให้หญิงต้ังครรภ์เกิดการเรยี นร้ทู ่ีผ่อนคลาย
มีความสุข สนุกและสนใจอยากเรียนรู้ มีการสรุปความคิดรวบยอดเพื่อให้หญิงตั้งครรภ์นาความรู้ไปปฏิบัติได้จ ริง
(กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข,2559) มีหน่วยงานทีน่ าแนวคิดการจัดการเรียนรู้ด้วยหลักการพัฒนาสมองมา
ใชแ้ ละประสบความสาเรจ็ เชน่ โรงพยาบาลส่งเสรมิ สขุ ภาพ ศนู ยอ์ นามยั ที่ 1 กรุงเทพฯ เน้นใหผ้ ูเ้ รยี นลงมือปฏิบัติ
จริง ทาใหเ้ กิดความเข้าใจ จดจาและนาไปใช้ (นนธนวนณั ท์ สนุ ทรา,2558)

5.ผลลพั ธข์ องการพัฒนา

การเพิ่มข้ึนของระดับความเข้มข้นของเลือด หญิงตั้งครรภ์ภาวะโลหิตจางทั้งหมด 14 คน ผลลัพธ์ที่ได้คือ
ความเข้มข้นของเลือดหญิงตั้งครรภ์ภาวะโลหิตจาง อายุครรภ์ 32 สัปดาห์ ( Lab 2) ร้อยละ 35.7 .(เกณฑ์ <
รอ้ ยละ 50) เมือ่ เปรยี บเทยี บกบั ผลการศกึ ษาของ Pipatkul,Sinsuksai,&Phanhuwatanakom(2015) ศกึ ษาผล
ของโปรแกรมส่งเสริมโภชนาการและการรับประทานยาบารุงธาตุเหล็ก พบว่า ความเข้มข้นของเลือดเพิ่มข้ึน ร้อย
ละ 72.7 และจากผลการดาเนินงานโรงเรียนพ่อแม่ในสังคมพหุวัฒนธรรม โรงพยาบาลไม้แก่น ปี 2561 ผล
ความเขม้ ขน้ ของเลือด หญงิ ตง้ั ครรภอ์ ายคุ รรภ์ 32 สัปดาห์ (Lab 2) ร้อยละ 69.23. (เกณฑ์ < ร้อยละ 50) ผล
การใช้โปรแกรมฯ โรงพยาบาลไม้แก่น ปี2562 ความเข้มข้นของเลือด หญิงต้ังครรภ์ภาวะโลหิตจาง อายุครรภ์
32 สัปดาห์ (Lab 2) ร้อยละ 61.11 (เกณฑ์< ร้อยละ 50) การศึกษาของบุญสืบ โสโสมและคณะ เร่ืองการ
พัฒนาองค์กรรอบรู้ด้านสขุ ภาพในคลินิกฝากครรภ์ ผลท่ีเกิดขึ้นและการสื่อสารเพื่อส่งเสริมความรอบรดู้ ้านสขุ ภาพ
ความเข้มข้นของเลือด เพ่ิมขึ้นร้อยละ 57.1 การดูแลหญิงต้ังครรภ์ภาวะโลหิตจาง ด้วยสภาวะงดงาม คือทั้งผู้
ให้บริการและผู้รับบริการฝึกให้ตนเองอยู่ในสภาวะงดงาม จิตใจเบิกบาน มีความสุข ทาให้ความเข้มข้นของเลือด
เพิ่มขึ้น เนื่องด้วยสภาวะงดงาม เป็นสภาวะท่ีจิตใจผ่อนคลาย ทาให้หญิงต้ังครรภ์เรียนรู้ได้ดี ทาให้การทางานของ
ระบบประสาทซิมพาเธติคลดลง ร่างกายมีการผ่อนคลาย ลดการกระตุ้นแห่งความเครียด ซึ่งพบว่าอุปสรรคของ
การให้บริการคือการจัดบริการโรงเรียนพ่อแม่ต้องใช้เวลาในการให้ความรู้นาน ไม่สามารถบริการได้ทันกรณีที่
บคุ ลากรติดราชการอ่ืน เมื่อผู้ให้บริการมีนอ้ ยเกินไป จึงอาจทาให้หญงิ ตัง้ ครรภเ์ ขา้ ถงึ ความรอบรูด้ ้านสุขภาพน้อย

การนาผลการวิจยั ไปใช้

1. โรงพยาบาลทใ่ี ห้บริการฝากครรภ์ สามารถนาเทคนคิ การตั้งเป้าหมายผลเลือด เทคนิคสื่อสารไปใชใ้ นการ
บริการเพื่อสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ ใช้ปรชั ญาสภาวะงดงามในการให้บริการ เพ่ือให้ผรู้ บั บริการและผู้
ใหบ้ รกิ าร มคี วามสุข มีความเมตตาต่อกัน

ข้อเสนอแนะในการวจิ ัยคร้งั ต่อไป

1.วิจัยการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ เพื่อขับเคลือ่ นการใหบ้ ริการเป็นทีมสู่การเป็นองคก์ รรอบรดู้ ้าน
สุขภาพ ส่งเสริมใหห้ ญิงตัง้ ครรภ์มีส่วนร่วมในการออกแบบ กิจกรรม มสี ่วนร่วมดาเนินการและประเมินผล

เอกสารอ้างอิง

- Daru, J., Zamora, J., Fernández-Félix, B. M., Vogel, J., Oladapo, O. T., & Morisaki, N., et
al. (2018). Risk of Maternal Mortality in Women with Severe Anaemia During
Pregnancy and
Post Partum: A Multilevel Analysis. Lancet Glob Health. Retrieved January 22, 2018
from https://doi.org/10.1016/S2214-109X(18)30078-0.
- Kemmis, S., & McTaggart, R. (2005). Participatory Action Research:
Communicative Action and the Public Sphere. In Handbook of Qualitative
Research. 3 rd (Edit by Denzin, N. K. & Lincoln, Y S. London: Sage Publications.
- Ministry of Public Health. (2017). Health Data Center: Maternal and Child Health
Report. Retrieved January 22, 2018 from
https://hdcservice.moph.go.th/hdc/main/index_pk.php
- World Health Organization. (2018). Daily Iron and Folic Acid Supplementation
During Pregnancy.
Retrieved January 22, 2018 from https://www.who.int/elena/titles/
daily_ iron_pregnancy/en/

ภาคผนวก

ประเมินผลและสะทอ้ นการปฏบิ ตั ิ ระบปุ ัญหาและวางแผน วงจรที่ 1
1.พัฒนา รร.พ่อแม่ ในสังคมพหวุ ฒั นธรรม 1.การสอนญตค ใน รร.พอ่ แม่มีน้อย
2.ตดิ ตามผล Hct.
เนอ่ื งจากขาดบุคลากร
2.การสอนใน รร.พอ่ แม่ ไม่มีการ สอดแทรก

องคค์ วามรดู้ า้ นพหุ วฒั นธรรม

ปฏบิ ตั ิการและสังเกต ปรบั ปรงุ แผน
1.อบรมบุคลากรเร่ืองศาสตรส์ มอง

ประเมินผลและสะทอ้ นการปฏิบตั ิ
1.เฝา้ ระวังโภชนาการในหญิงต้ังครรภ์
2.ตดิ ตามผล Hct.

2. ปฏิบตั ิและสังเกต วงจรท่ี 2
2. 1จัดกิจกรรมรร.พ่อแม่ และใหก้ ารปรึกษา
2.2 ทาโปรแกรมสุขศกึ ษาบูรณาการบทบัญญัตอิ สิ ลาม
2.3 รร.พอ่ แมเ่ พือ่ เดก็ SMART KIDS

ประเมนิ ผลและพฒั นาการปฏบิ ัติ (ปรบั ปรุงแผน)
1.ถอดบทเรียน
2.เฝา้ ระวังโภชนาการในหญงิ ต้งั ครรภ์
3.ตดิ ตามผลHct.

ปฏิบัตแิ ละสังเกตวงจรที่ 3
1. จดั กจิ กรรม รร. พอ่ แม่ และใหก้ ารปรกึ ษา
2.ให้ความรูญ้ ตค และจนท.เรอ่ื งสภาวะงดงาม สภาวะทกุ ขท์ รมาน
3. การใหญ้ ตค ตงั้ เป้าหมายผลเลอื ด
4.การสือ่ สารเพอ่ื สุขภาว

4.1 การใชส้ ่ือบุคคล
4.2 คลปิ สั้น

การดูแลหญิงตัง้ ครรภภ์ าวะโลหติ จาง ดว้ ยสภาวะงดงาม

(ระยะท่ี 1 ศกึ ษาสถานการณ์ พัฒนาโรงเรยี นพอ่ แม่ ระยะที่ 2 ทาโปรแกรมสขุ ศกึ ษาฯ ระยะที่ 3 จดั บริการ รร. พอ่ แม่ด้วยหลักการพฒั นาสมอง บรกิ ารด้วยสภาวะ
งดงามประเมนิ ผล พัฒนาตอ่ เนอ่ื ง)

รายละเอยี ดการสง ผลงานนําเสนอ
มหกรรมวิชาการเขตสุขภาพที่ ๑๒ ปง บประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓
๑. แบบฟอรมบทคัดยอผลงาน
[ ] CQI (Clinic)

[ ] CQI (Non-Clinic)
[/] R๒R

[ ] วิจัยฉบับสมบูรณ
๒. ประเภท หนวยงาน

[/] รพ.สต./ ศสม.

[ ] รพช.

[ ] รพท. / รพศ.
[ ] สสอ./สสจ.
๓. การเสนอผลงาน
[ ] ไมเคยนําเสนอ เผยแพรม ากอน
[/] เคยเผยแพร (พฒั นาตอยอด)
ช่ือเรอ่ื ง ผลของการสนบั สนุนการจัดการตนเองในการปรบั เปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ๓ อ. ๒ ส.
กับการควบคุมระดับนํา้ ตาลในเลอื ดของผูปวยเบาหวานชนดิ ท่ี ๒
ผูนําเสนอ......นายแสนศักดิ์ ตลุ ยกลุ ......ตําแหนง...พยาบาลวิชาชพี ชาํ นาญการ....

หนวยงาน...โรงพยาบาลสง เสริมสุขภาพตาํ บลบา นโพธ์โิ ทน ตําบลนาวง อําเภอหวยยอด จงั หวดั ตรัง

มอื ถือ ๐๙๑ – ๘๒๓๙๔๑๕
E-mail : [email protected]
เน้อื หาโดยยอ

การวิจัยคร้ังน้ีเปนวิจัยเชิงปฏิบัติการ ศึกษาผลของการสนับสนุนการจัดการตนเองในการ
ปรับเปล่ียนพฤติกรรม ๓ อ. ๒ ส. รวมกับการมีสวนรวมของชุมชน (Poetone Model) ประจําป

งบประมาณ ๒๕๖๒ – ๒๕๖๓ กลุมตัวอยางเปนผูปวยเบาหวาน จํานวน ๘๖ ราย คัดเลือกตัวอยาง

แบบเจาะจงจากระบบคลังขอมูลสขุ ภาพสํานักงานสาธารณสุขจังหวัดตรัง (HDC) เครื่องมือท่ีใชในการ
วิจัยไดแก ๑.คูม อื ผลลพั ธการจัดการรายกรณีผูปวยเบาหวานและความดันโลหิตสูง ๒.เคร่ืองมือตรวจ

วเิ คราะหคา HbA1C โรงพยาบาลหวยยอด วเิ คราะหขอ มูล โดยใชสถิติพรรณนา หาคาความถี่ รอยละ

คามัธยฐาน สวนเบ่ียงเบนมาตรฐาน ทดสอบความแตกตางโดยใชสถิติทดสอบ (T - test) และ
วิเคราะหความสัมพันธโดยใชสถิติ คาสัมประสิทธสหสัมพันธของเพียรสัน (Pearson Correlation

Coefficient) กําหนดระดับนัยสําคัญทางสถิติ P-value = ๐.๐๕ ปฏิบัติการวิจัยโดยใชกลวิธีการ

สนับสนุนการจัดการตนเองตามแนวคิดการจัดการรายกรณีประยุกตจากบทบาทและสมรรถนะของ
ผูจัดการรายกรณี (case manager) ๔ ดาน ในรูปแบบ Nursing case management ไดแก ๑.ดาน

ขอมูลขา วสาร ๒.เชิงคลินิก มีการอบรมใหความรูสนับสนุนการจัดการตนเองปรับเปล่ียนพฤติกรรม ๒
คร้ัง มีการประเมินผลทุก ๓ เดือน รวม ๖ ครั้ง จําแนกระดับของกลุมผูปวยเบาหวานที่ไมสามารถ

ควบคุมระดับนํ้าตาลในเลือดได จํานวน ๖๘ ราย (HbA1C ≥ ๗.๐%) ไดแก กลุม ๑ HbA1C ๗.๐๐ -

๗.๗๕ % (รอยละ ๕๒.๙๔) กลุม ๒ HbA1C ๗.๗๖ – ๑๐.๐๕ % (รอยละ ๓๒.๓๕) และกลุม ๓ ≥
HbA1C ๑๐.๐๖ % ขึ้นไป (รอยละ ๑๔.๗๐) โดยคาเฉลี่ย HbA1C ในภาพรวมเทากับ ๘.๑๘ %
กิจกรรมมีการวางแผนปฏิบัติการจัดรายการอาหารปรับเปล่ียนพฤติกรรมรายกรณีแตละกลุม ลด
อาหารหวาน มัน เค็ม ตดิ ตามระดับนํ้าตาลในเลือดจากปลายน้ิว (DTX) โดยกลุมที่ ๑ ติดตามเดือนละ
ครั้ง กลุมท่ี ๒ ติดตามทุก ๒ สัปดาห และกลุมที่ ๓ ติดตามสัปดาหละครั้ง จัดโปรแกรมการออกกําลัง
กายยดื เหยยี ดกลามเน้ือหลังจากการทํางาน ใชสมาธิบําบัด ฝกโยคะ วันละ ๓๐ -๔๕ นาที สัปดาหละ
๓ วัน กลุมผูสูงอายุ เนนกิจกรรม ยืดเหยียดกลามเน้ือหลังจากการทํางานครั้งละ ๒๐ – ๓๐ นาที
รณรงคและติดตามผลการงดบุหร่ี และเหลา ในรายที่ยังไมสามารถเลิกบุหรี่และเหลาได ประเมินผล
สปั ดาหล ะครัง้ ๓.ดา นการพทิ ักษสทิ ธ์ิผปู วย มีการติดตามประเมินผลระดับนํ้าตาล HbA1C ครอบคลุม
รอยละ ๑๐๐ และ ๔.ดานการตัดสินเชิงจริยธรรม จากกระบวนการมีสวนรวมในการตัดสินใจรวมกัน
ระหวา งผูปวยกบั ทมี สหสาขาวชิ าชพี การขอความรว มมือจากผูปวยเปนลายลักษณอักษร เนนลักษณะ
งานโดยชุมชนมีการจัดการตนเอง (Poetone Model) ใชงบประมาณจากกองทุนหลักประกันสุขภาพ
อบต.นาวง ติดตามความกาวหนา โดย อปท.และ อสม. ระยะเวลาดําเนินการ ๒ ป (ตุลาคม ๒๕๖๑ –
สิงหาคม ๒๕๖๓) ผลการศึกษา กลุมผูปวยสวนใหญเปนเพศหญิง อายุระหวาง ๕๕ – ๗๒ ป มีระดับ
การศกึ ษาประถมศึกษา ระยะเวลาของการเปนเบาหวาน อยูในชวง ๓ – ๑๐ ป หลังดําเนินการพบวา

สามารถควบคุมระดับน้ําตาลในเลือดได จําแนกเปน กลุม ๑ HbA1C ๗.๐๐ - ๗.๗๕ % มีจํานวน ๑๔
ราย (รอยละ ๒๐.๕๘) กลุม ๒ HbA1C ๗.๗๖ – ๑๐.๐๕ % มีจาํ นวน ๑๔ ราย (รอยละ ๒๐.๕๘) และ

กลุม ๓ HbA1C ≥ ๑๐.๐๖ % ข้ึนไป มีจํานวน ๗ ราย (รอยละ ๑๐.๒๙) ซ่ึงคาเฉล่ียในภาพรวมมีคา
ลดลงเทา กบั ๗.๑๒ % ระดบั น้ําตาลในเลือดกอน และ หลัง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมีความสัมพันธ
กันในเชิงบวกอยางมีนัยสําคัญทางสถิติท่ี P-value ๐.๐๑ มีคาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ (r = ๐.๖๔๑)
กอ นการปรับเปลยี่ นพฤติกรรมควบคุมไดร อ ยละ ๒๒.๘๓ และหลังการปรบั เปลยี่ นพฤตกิ รรมควบคุมได
รอยละ ๕๑.๐๒ เพศและอายุไมมีความแตกตางและไมมีความสัมพันธกับระดับนํ้าตาลในเลือด ระดับ
การศึกษาและระยะเวลาของการเปนเบาหวานตางมีความสัมพันธในเชิงบวก กับระดับนํ้าตาลในเลือด
อยางมีนัยสําคัญทางสถิติท่ีระดับ ๐.๐๕ level (๒-tailed.) และ ๐.๐๑ level (๒-tailed) มีคา
สมั ประสิทธิส์ หสัมพันธ (r = ๐.๒๓๘ และ r = ๐.๓๐๙ ตามลาํ ดับ).

ช่ือเรอ่ื ง ผลของการสนบั สนุนการจดั การตนเองในการปรบั เปลีย่ นพฤติกรรมสขุ ภาพ ๓ อ. ๒ ส.
กบั การควบคุมระดับน้าํ ตาลในเลอื ดของผูปว ยเบาหวานชนิดที่ ๒

ช่อื ผูเขียน นายแสนศกั ดิ์ ตลุ ยกุล
หนว ยงาน โรงพยาบาลสงเสรมิ สุขภาพตาํ บลบา นโพธโ์ิ ทนตําบลนาวงอาํ เภอหวยยอดจังหวดั ตรัง
มือถือ ๐๙๑ – ๘๒๓๙๔๑๕
E-mail : [email protected]
บทนาํ

จากรายงานขอมูลโรคเร้ือรังจังหวัดตรัง ป ๒๕๖๑ สถานการณของโรงพยาบาลสงเสริม
สุขภาพตําบลบานโพธิ์โทน พบวา มีอัตราตายดวยหลอดเลือดสมอง ๒๒๒.๕๒ ตอแสนประชากร

หลอดเลือดหัวใจ ๔๔.๕๐ ตอแสนประชากร อยูในอันดับท่ี ๑ และ อันดับที่ ๒ ของเครือขายบริการ

สุขภาพอําเภอหวยยอด จําเปนตองมีการปรับเปล่ียนพฤติกรรมสุขภาพ ๓ อ. ๒ ส. โดยพยาบาล
ทีมสหสาขาวิชาชีพ และชุมชนมีสวนรวมในการสนับสนุนใหผูปวยมีการจัดการดูแลตนเองเพื่อให

สามารถควบคุมระดับน้ําตาลในเลือดไดอยางมีประสิทธิภาพ ขอมูลผูปวยเบาหวานในพื้นที่

โรงพยาบาลสง เสรมิ สขุ ภาพตาํ บลบานโพธโิ์ ทน ณ วันท่ี ๑๒ กนั ยายน ๒๕๖๑ ท้งั หมด ๙๒ ราย พบวา
ควบคุมระดับนํ้าตาลในเลือดได ( HbA1C < ๗.๐% ) ๒๑ ราย คิดเปนรอยละ ๒๒.๘๓ และ

ควบคุมไมได ( HbA1C ≥ ๗.๐%) ๗๑ ราย คิดเปนรอยละ ๗๗.๗๑ จึงไดมีการสนับสนุนการจัดการ

ตนเองในการปรับเปล่ียนพฤติกรรมสุขภาพ ๓ อ. ๒ ส. โดยการมีสวนรวมของชุมชน (Poetone

Model) มาใชกับกลุมผูปวยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ําตาลในเลือดไมได ( HbA1C ≥ ๗.๐% ) เพื่อ

สงเสริมใหผูปวยมีพฤติกรรมสุขภาพท่ีเหมาะสม ปองกันภาวะแทรกซอน ลดอัตราตายดวยโรคหลอด

เลอื ดสมอง และหัวใจ ไดอ ยา งมปี ระสทิ ธิภาพ
วตั ถุประสงค

เพ่ือศึกษาผลของการสนบั สนุนการจัดการตนเองในการปรับเปล่ียนพฤติกรรมสุขภาพ ๓ อ.

๒ ส. กบั การควบคมุ ระดบั นาํ้ ตาลในเลือดของผูป ว ยเบาหวานชนิดท่ี ๒
วธิ ีการศกึ ษา

การวิจัยคร้ังนี้เปนวิจัยเชิงปฏิบัติการ ศึกษาผลของการสนับสนุนการจัดการตนเองในการ

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ๓ อ. ๒ ส. รวมกับการมีสวนรวมของชุมชน (Poetone Model) มีรูปแบบ

แนวคดิ จากระบบการดูแลโรคไมติดตอ เร้ือรัง (Chronic Care Model) ประจาํ ปงบประมาณ ๒๕๖๒ –
๒๕๖๓ กลุมตัวอยางเปนผูปวยเบาหวาน จํานวน ๘๖ ราย คัดเลือกตัวอยางแบบเจาะจง จากผูปวย

ท้ังหมด ๙๒ ราย จากระบบคลังขอมูลสุขภาพสํานักงานสาธารณสุขจังหวัดตรัง (HDC) เครื่องมือที่ใช

ในการวิจัยไดแก ๑.คูมือผลลัพธการจัดการรายกรณีผูปวยเบาหวานและความดันโลหิตสูง ตรวจสอบ
คุณภาพหลักฐานไดระดับ ๑ (randomized-controlled clinical trial) ISBN ๙๗๘-๖๑๖-๑๑-

๒๐๗๔-๐ ๒.เคร่ืองมือตรวจวิเคราะหคา HbA1C โรงพยาบาลหวยยอด ตรวจสอบมาตรฐานดาน

คุณภาพและรับรองโดยกลุมงานมาตรฐานดานวศิ วกรรมการแพทย สํานักงานสนับสนุนบริการสุขภาพ

เขต ๑๒ จังหวัดสงขลา วิเคราะหขอมูล โดยใชสถิติพรรณนา หาคาความถี่ รอยละ คามัธยฐาน สวน
เบ่ียงเบนมาตรฐาน ทดสอบความแตกตางโดยใชสถิติทดสอบ (T - test) และ วิเคราะหความสัมพันธ
โดยใชส ถติ ิ คาสมั ประสทิ ธสหสัมพันธของเพียรสัน (Pearson Correlation Coefficient) กําหนด
ระดับนัยสําคญั ทางสถิติ P-value = ๐.๐๕ ปฏิบตั ิการวจิ ัยโดยใชกลวิธีการสนับสนุนการจัดการตนเอง
ตามแนวคิดการจัดการรายกรณีประยุกตจากบทบาทและสมรรถนะของผูจัดการรายกรณี (case
manager) ๔ ดาน ในรูปแบบ Nursing case management ไดแก ๑.ดานขอมูลขาวสาร มีการ
ทบทวนความถูกตองสมบูรณของขอมูล ขจัดขอมูลผูปวยแฝง และผูปวยวินิจฉัยโรคคลาดเคลื่อน
คัดเลือกตัวอยางที่มีความเปนตัวแทนท่ีดี โดยสามารถเปรียบเทียบกอน – หลังได ตัดผูปวยรายใหมที่
เพิ่มขึ้นและผูปวยที่เสียชีวิตในป ๒๕๖๒ ออกจากกลุมตัวอยาง ๒.เชิงคลินิก มีการอบรมใหความรู
สนับสนุนการจัดการตนเองปรับเปล่ียนพฤติกรรม ๒ คร้ัง มีการประเมินผลทุก ๓ เดือน รวม ๖ ครั้ง
จําแนกระดับของกลุมผูปวยเบาหวานท่ีไมสามารถควบคุมระดับนํ้าตาลในเลือดได จํานวน ๖๘ ราย

(HbA1C ≥ ๗.๐%) คํานวณโดยใชโปรแกรมสําเร็จรูป SPSS ได ๓ ระดับ ไดแก กลุม ๑ HbA1C

๗.๐๐ - ๗.๗๕ % จํานวน ๓๖ ราย คิดเปนรอยละ ๕๒.๙๔ กลุม ๒ HbA1C ๗.๗๖ – ๑๐.๐๕ %

จํานวน ๒๒ ราย คิดเปนรอยละ ๓๒.๓๕ และกลุม ๓ ≥ HbA1C ๑๐.๐๖ % ขึ้นไป จํานวน ๑๐ ราย
คิดเปนรอยละ ๑๔.๗๐ โดยคาเฉล่ียของระดับนํ้าตาลในเลือดมีคา HbA1C ในภาพรวมเทากับ
๘.๑๘ % กิจกรรมมีการวางแผนปฏิบัติการจัดรายการอาหารปรับเปล่ียนพฤติกรรมรายกรณีแตละ
กลุม ลดอาหารหวาน มนั เคม็ ตดิ ตามระดบั น้าํ ตาลในเลือดจากปลายนวิ้ (DTX) โดยกลุมที่ ๑ ติดตาม
เดือนละคร้ัง กลุมที่ ๒ ติดตามทุก ๒ สัปดาห และกลุมที่ ๓ ติดตามสัปดาหละครั้ง จัดโปรแกรมการ
ออกกําลังกายยืดเหยียดกลามเน้ือหลังจากการทํางาน ใชสมาธิบําบัด ฝกโยคะ วันละ ๓๐ -๔๕ นาที
สัปดาหล ะ ๓ วัน กลมุ ผสู ูงอายุ เนน กจิ กรรม ยืดเหยียดกลามเน้ือหลังจากการทํางานคร้ังละ ๒๐ – ๓๐
นาทีรณรงคและติดตามผลการงดบุหรี่ และเหลา ในรายที่ยังไมสามารถเลิกบุหร่ีและเหลาได
ประเมนิ ผลสปั ดาหละคร้ัง ๓.ดานการพิทักษสิทธ์ิผูปวย มีการติดตามประเมินผลระดับน้ําตาล HbA1C
ครอบคลุมรอยละ ๑๐๐ และ ๔.ดานการตัดสินเชิงจริยธรรม จากกระบวนการมีสวนรวมในการ
ตัดสินใจรวมกันระหวางผูปวยกับทีมสหสาขาวิชาชีพ การขอความรวมมือจากผูปวยเปนลายลักษณ
อักษร ซึ่งการจัดการทั้ง ๔ ดานน้ี เนนลักษณะงานโดยชุมชนมีการจัดการตนเอง (Poetone Model)
ใชง บประมาณจากกองทุนหลักประกนั สขุ ภาพ อบต.นาวง ติดตามความกาวหนา โดย อปท.และ อสม.
ระยะเวลาดาํ เนินการ ๒ ป (ตลุ าคม ๒๕๖๑ – สงิ หาคม ๒๕๖๓)
ผลการศกึ ษา

กลุมผูปวยสวนใหญเปนเพศหญิง (รอยละ ๕๕.๘๐) มีคากลางอายุเทากับ ๖๒.๕๐ ป อายุ
ระหวาง ๕๕ – ๗๒ ป (รอยละ ๔๘.๘๐) มีระดับการศึกษาประถมศึกษามากที่สุด (รอยละ ๘๔.๙๐)
ระยะเวลาของการเปนเบาหวานคากลางท่ี ๖ ป อยูในชวง ๓ – ๑๐ ป (รอยละ ๔๘.๘๐) หลังเขา
โปรแกรมการสนับสนุนการจัดการตนเองในการปรับเปล่ียนพฤติกรรมรวมกับชุมชนพบวา ท้ังหมด

๖๘ ราย สามารถควบคุมระดับนํ้าตาลในเลือดได จําแนกเปน กลุม ๑ HbA1C ๗.๐๐ - ๗.๗๕ % มี

จํานวน ๑๔ ราย (รอยละ ๒๐.๕๘) กลุม ๒ HbA1C ๗.๗๖ – ๑๐.๐๕ % มีจํานวน ๑๔ ราย (รอยละ

๒๐.๕๘) และกลุม ๓ HbA1C ≥ ๑๐.๐๖ % ขึ้นไป มีจํานวน ๗ ราย (รอยละ ๑๐.๒๙) ซ่ึงคาเฉล่ียใน
ภาพรวมมคี า ลดลงเทา กบั ๗.๑๒ % ระดบั นํ้าตาลในเลือดกอน และ หลัง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมี
ความสัมพนั ธก ันในเชิงบวกอยางมีนัยสําคัญทางสถิติท่ี P-value ๐.๐๑ มีคาสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ (r
= ๐.๖๔๑) กอนการทําโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมควบคุมไดรอยละ ๒๒.๘๓ และหลังการทํา
โปรแกรมปรับเปล่ียนพฤติกรรมควบคุมไดรอยละ ๕๑.๐๒ เพศและอายุไมมีความแตกตางและไมมี
ความสัมพันธกับระดับน้ําตาลในเลือด ระดับการศึกษาและระยะเวลาของการเปนเบาหวานตางมี
ความสัมพันธในเชิงบวก กับระดับน้ําตาลในเลือดอยางมีนัยสําคัญทางสถิติท่ีระดับ ๐.๐๕ level (๒-
tailed.) และ ๐.๐๑ level (๒-tailed) มีคาสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ (r = ๐.๒๓๘ และ r = ๐.๓๐๙
ตามลาํ ดับ).
วิจารณ

จากผลการศึกษากลุมผูปวยสวนใหญเปนเพศหญิง สอดคลองกับขอมูลสถิติผูปวย
โรคเบาหวานของสมาคมเบาหวานแหงประเทศไทย มีคากลางอายุเทากับ ๖๒.๕๐ ป อายุระหวาง
๕๕ – ๗๒ ป ใกลเคยี งกบั ขอมลู ภาพรวมท้ังประเทศ พบวามีความชุกของโรคเบาหวานสูงท่ีสุดในกลุม
อายุ ๖๐ – ๖๙ ป มรี ะดบั การศกึ ษาประถมศึกษามากท่ีสุด ซ่ึงเปนระดับการศึกษาของประชาชนสวน
ใหญในประเทศ หลังเขาโปรแกรมการสนับสนุนการจัดการตนเองในการปรับเปล่ียนพฤติกรรม
รวมกับชุมชนพบวาสามารถควบคุมระดับน้ําตาลในเลือดได สอดคลองกับประเด็นสารวันเบาหวาน
โลก ป ๒๕๕๘ องคการอนามัยโลกและสมาพันธเบาหวานนานาชาติ (International Diabetes
Federaton : IDF) คือ “Healthy eating” มุงเนนไปที่การรับประทานอาหารเพ่ือสุขภาพซ่ึงเปน
กุญแจสําคัญในการตอสูกับโรคเบาหวาน ระดับนํ้าตาลในเลือดกอน และ หลัง การปรับเปลี่ยน
พฤติกรรมมีความสัมพันธกันในเชิงบวกอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ สอดคลองกับงานวิจัยของขวัญใจ
เพ็ญน่ิม และ คณะ กอนการทําโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมควบคุมไดรอยละ ๒๒.๘๓ และหลัง
การทําโปรแกรมปรับเปล่ียนพฤติกรรมควบคุมไดรอยละ ๕๑.๐๒ มากกวาคามัธยฐานใน
ระดับประเทศท่ีรอยละ ๒๓.๑๓ เพศไมมีความสัมพันธกับระดับนํ้าตาลในเลือด สวนอายุมี
ความสัมพันธกับการควบคุมระดับนํ้าตาลในเลือดในทิศทางตรงขาม สอดคลองกับงานวิจัยการ
ปรับเปล่ียนพฤติกรรมสุขภาพของ สุขสันต อินทรวิเชียร ระดับการศึกษาและระยะเวลาของการเปน
เบาหวานตางมีความสัมพันธในเชิงบวก กับระดับน้ําตาลในเลือดอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ
๐.๐๕ level (๒-tailed.) และ ๐.๐๑ level (๒-tailed) มคี าสัมประสทิ ธ์ิสหสมั พนั ธ (r = ๐.๒๓๘ และ
r = ๐.๓๐๙ ตามลาํ ดับ) สอดคลองกบั ขอมูลงานวิจยั ของ สมาคมเบาหวานแหงประเทศไทยป ๒๕๕๘
สรุป

จากการศึกษาวิจัยสามารถสรุป และ มบี ทเรียนท่ีไดร ับคือ ผูป วยไดรับการดแู ลสขุ ภาพแบบ
องคร วม โดยชมุ ชนมสี ว นรว ม มีการศึกษาเปรียบเทียบการทํางานในรูปแบบเดิมไดองคความรสู ุขภาพ
ลดความเสีย่ งตอ การเกิดภาวะแทรกซอ นในผูป ว ย เพ่ิมดัชนตี วั ช้ีวดั การควบคมุ นํา้ ตาลในเลือด ลด

คา ใชจา ยในการดูแลสขุ ภาพมีการรว มคิด วางแผน ดาํ เนนิ การและตรวจสอบ ประเมนิ ผลโดยชมุ ชน
เปนรูปธรรม
ปจจัยแหง ความสาํ เรจ็

๑.ผปู ว ยและครอบครวั ใหความรว มมอื และยอมรับแนวทางการสนบั สนุนการจัดการตนเอง
๒.พยาบาลและทีม มีความเขา ใจทักษะการจัดการรายกรณี นาํ มาใชใ นแนวทางเดยี วกันใน

การดูแลผูป วยเบาหวาน
๓.เกิดการทาํ งานเปน ทเ่ี ปน รปู แบบการดาํ เนนิ งานสอดคลอ ง เหมาะสมกับบริบทของชุมชน
๔.ชมุ ชนรวมคดิ รว มวางแผน รว มทาํ และมีการตดิ ตามประเมนิ ผลรว มกนั
ขอ เสนอแนะ
ขอบเขตงานวิจัยดังกลาว มีขอจาํ กัด การวเิ คราะห ขอ มูลไมสามารถอธิบายและอา งองิ กับ
ประชากรกลมุ อนื่ ได ดงั นัน้ จงึ ตองศึกษาถงึ ปจ จัยท่ีมคี วามสัมพนั ธต อ การควบคุมนา้ํ ตาลในเลือด โดยมี
การศึกษาขอมลู ดา นการรบั รู การสนับสนนุ ทางสงั คมรวมถึงพฤติกรรมการดแู ลสขุ ภาพของผูปว ย ทม่ี ี
ความสมั พนั ธกับการควบคุมนํ้าตาลในเลอื ด
กติ ตกิ รรมประกาศ
การทาํ โครงการวจิ ยั คร้งั นี้ ไดรบั การสนับสนุนงบประมาณจาก กองทนุ หลักประกันสุขภาพ
องคการบริหารสว นตาํ บลนาวง และ ขอขอบพระคุณผูบริหาร ทั้งผอู ํานวยการโรงพยาบาลแมข า ยและ
ผูอ าํ นวยการโรงพยาบาลสงเสรมิ สขุ ภาพตําบลบา นโพธิ์โทน เห็นความสําคัญและใหความรวมมือใน
การจดั การรายกรณผี ูปวยเบาหวาน พรอมใหก ารสนับสนุน สง เสรมิ และชว ยเหลอื เม่ือเกิดปญหาจาก
การดาํ เนินงานดังกลา ว
เอกสารอางอิง
๑.กฤตพทั ธ ฝก ฝน.ช่อื เร่ือง.ผลลพั ธก ารจัดการรายกรณี ผูปวยเบาหวานและความดันโลหิตสงู .
พิมพล กั ษณ, นนทบุรี : สถาบนั พระบรมราชชนก, ๒๕๕๗.
๒.ขวัญใจ เพญ็ นมิ่ และ สจุ ิตร พูนเกดิ .ช่ือเร่ือง.ผลการใชโปรแกรมการปรบั เปลี่ยนพฤติกรรมของ
ผปู ว ยเบาหวานชนิดท่ี ๒ ท่มี ีคา HbA1C มากกวารอ ยละ ๗ ตอระดบั นา้ํ ตาลในเลอื ดสะสม :
กรณีศึกษาโรงพยาบาลสงเสรมิ สุขภาพตาํ บลแหลมโตนด อําเภอควนขนุน จังหวัดพทั ลุง,
๒๕๖๐.
๓.สมาคมโรคเบาหวานแหง ประเทศไทย, สมาคมตอ มไรทอ แหง ประเทศไทย, กรมการแพทย กระทรวง
สาธารณสขุ , และสาํ นักงานหลกั ประกนั สขุ ภาพแหง ชาต.ิ (๒๕๕๔). แนวทางเวชปฏิบัติ
สาํ หรับโรคเบาหวาน (พิมพค รั้งท่ี ๒): ศรเี มอื งการพิมพจํากดั .
๔.สุขสันต อนิ ทรวิเชยี ร.ชื่อเร่อื ง.การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพแบบมีสว นรว มอยางย่ังยืนใน
กลุม เสยี่ งโรคเบาหวาน อาํ เภอเกษตรวิสยั จังหวดั รอยเอ็ด.สาํ นกั โรคไมต ดิ ตอเขต ๖ จงั หวดั
ขอนแกน, ๒๕๕๕.

การจัดการจุดเสีย่ งและรูปแบบการดาเนินงานป้องกนั อบุ ัติเหตุทางถนนโดยการมสี ่วนร่วม
ของภาคเี ครือข่าย ตาบลดอนทราย อาเภอควนขนุน จงั หวดั พัทลุง

พิทยา ทองหนูน้ยุ 1,สุทธิพงค์ รกั พันธ์2
โรงพยาบาลสง่ เสริมสขุ ภาพตาบลควนดนิ แดง ตาบลดอนทราย อาเภอควนขนุน จังหวดั พัทลงุ

บทคัดย่อ

การวิจัยคร้ังน้ีเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) เพื่อ
จัดการจดุ เสี่ยงและศึกษารูปแบบการดาเนนิ งานป้องกันอุบตั ิเหตุทางถนนโดยการมีสว่ นร่วมของภาคีเครือข่าย
ตาบลดอนทราย อาเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง กลุ่มตัวอย่าง 1) กลุ่มขับเคลื่อนการดาเนินงานอุบัติเหตุทาง
ถนนในชุมชน จานวน 47 คน กลุ่มประเมินผลลัพธ์ คือ ตัวแทนสมาชิก ครอบครัวจากชุมชนอายุต้ังแต่ 18 ปี
ขึ้นไปที่มี ประสบการณ์การใช้ถนนบริเวณจุดเสี่ยงอย่างน้อย 1 ปี จานวน 100 คน เคร่ืองมือในการวิจัย
ประกอบดว้ ย 1) เครื่องมือจดั การเชิงผลลัพธ์ 2) เคร่ืองมือวิเคราะหจ์ ดุ เสยี่ ง 3) แบบสอบถามความคดิ เห็นของ
ประชาชนการดาเนินงานป้องกันอุบัติเหตุทางถนนโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย วิเคราะห์ข้อมูลโดย
จานวน ร้อยละ และค่าเฉลี่ย ข้อมูลเชิงคุณภาพ ใช้การสังเกต การสนทนากลุ่ม และการสัมภาษณ์ วิเคราะห์
ข้อมลู เชิงเนอ้ื หา

ผลการศึกษา รูปแบบการดาเนินงานปอ้ งกันอุบตั ิเหตุทางถนนโดยการมสี ่วนรว่ มของภาคีเครือข่าย
1) การจัดการจุดเส่ียงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนน 2) การรณรงค์ให้ความรู้และสร้างความตระหนักการ
ป้องกันอุบัติเหตุทางถนน 3) ด้านการสื่อสารความเส่ียงในการป้องกันอุบัติเหตุทางถนน 4)การสร้าง
ความสัมพันธ์ของภาคีเครือข่าย 5) องค์กรต้นแบบด้านการสวมหมวกนิรภัย จุดเสี่ยงที่สาคัญต่อการบาดเจ็บ
และเสียชีวิต มีจานวน 10 จุด และได้รับการแก้ไขโดยชุมชน จานวน 4 จุด ความคิดเห็นของประชาชนการ
ดาเนินงานป้องกันอุบัติเหตุทางถนนโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ตาบลดอนทราย อาเภอควนขนุน
จังหวัดพัทลุง โดยรวม พบว่า ประชาชนเห็นว่าการดาเนินงานป้องกันอุบัติเหตุทางถนน โดยรวมอยู่ในระดับ
มาก ปัจจัยความสาเร็จ คือ การมีสว่ นร่วมของภาคีเครอื ขา่ ย การบริหารจัดการ และการติดตามอยา่ งตอ่ เน่ือง

การจัดการจดุ เสยี่ งและรูปแบบการดาเนนิ งานปอ้ งกนั อุบัติเหตุทางถนนโดยการมสี ่วนรว่ ม
ของภาคีเครือข่าย ตาบลดอนทราย อาเภอควนขนนุ จงั หวัดพัทลงุ

พทิ ยา ทองหนนู ุย้ 1สุทธพิ งค์ รกั พนั ธ์2,
โรงพยาบาลส่งเสรมิ สขุ ภาพตาบลควนดินแดง ตาบลดอนทราย อาเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง

บทนาและวตั ถุประสงค์ อุบัติเหตุจากการจราจรทางถนน เป็นปญั หาสาธารณสขุ ทีส่ าคัญของหลายประเทศ

ท่วั โลก จานวนผู้บาดเจ็บ ผู้พิการ และผเู้ สียชีวิต มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี จากข้อมูล Global Status on Road
Safety 2015 ขององค์การอนามัยโลกจัดให้ประเทศไทยเป็นประเทศท่ีมีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทาง
ถนนเป็นอันดับ 2 ของโลก โดยมีอัตราตาย 36.2 ต่อแสนประชากร (WHO, 2015) และจากข้อมูลบูรณาการ
3 ฐาน (สาธารณสุข ตารวจ และบริษัทกลาง ฯ) พบว่า คนไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนมากถึงปีละ
23,000 – 24,000 คน หรือชั่วโมงละ 3 คน บาดเจ็บไม่ได้นอนโรงพยาบาลนับล้านคน และนอนรักษาตัว
โรงพยาบาลเกอื บสองแสนคนต่อปี พิการอีกปีละกวา่ 7,000 คน คิดเปน็ ความสญู เสยี ทางเศรษฐกิจกว่า 2 แสน
ล้านบาทตอ่ ปี (WHO, 2015) สถานการณ์การเกดิ อุบัติเหตุทางถนนของอาเภอควนขนุน พ.ศ. 2559-2561 มี
จานวนผบู้ าดเจ็บและเสียชีวิตทางถนน เท่ากับ 1,167 (10), 976 (17) , 1,100 (10) ราย ตามลาดบั และเม่ือ
เปรียบเทียบจานวนการบาดเจ็บและเสียชีวิตทางถนน ปี พ.ศ. 2562 กับค่ามัธยฐานย้อนหลัง 3 ปี (พ.ศ.
2559-2561) พบวา่ จานวนการบาดเจ็บและเสยี ชวี ิตทางถนนของอาเภอควนขนุน มคี า่ สูงกว่าค่ามธั ยฐาน จาก
การวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาในปัจจุบัน พบว่า ปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุทางถนน ได้แก่ พฤติกรรม
การขับรถเร็ว เมาแล้วขับ ขับรถจักรยานยนต์ผาดโผนโดยไม่สวมหมวกกันน็อก สถาพรถมีการดัดแปลง ถนน
ชารุด ออกแบบไม่เหมาะสมไม่มีป้ายแจ้งเตือน รวมท้ังค่านิยม ทัศนคติต่อการใช้รถใช้ถนนของประชาชน เป็น
ต้น จากปัญหาดังกล่าวผู้วิจัยจึงศึกษาการจัดการจุดเสี่ยงและรูปแบบการดาเนินงานป้องกันอุบัติเหตุทางถนน
โดยการมีสว่ นร่วมของภาคีเครอื ขา่ ย ตาบลดอนทราย อาเภอควนขนุน จงั หวัดพัทลุง โดยมีวตั ถุประสงค์

1. เพ่อื ศกึ ษาจุดเสี่ยงตอ่ การเกิดอุบัตเิ หตุทางถนนตาบลดอนทราย อาเภอควนขนุน จงั หวัดพัทลุง
2. เพื่อศึกษารูปแบบการดาเนินงานป้องกันอุบัติเหตุทางถนนโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย
ตาบลดอนทราย อาเภอควนขนนุ จงั หวดั พัทลงุ

วิธีดาเนินการวิจยั การวิจยั คร้ังนี้เปน็ การวิจยั เชงิ ปฏบิ ตั กิ ารแบบมสี ว่ นรว่ ม (Participatory Action Research
: PAR โดยใชว้ งจร PAOR กลมุ่ ตัวอยา่ งแบง่ ออกเป็น 2 กล่มุ คือ

1. กลมุ่ ขบั เคล่ือนเพื่อค้นหาปัญหาในการแก้ไขปญั หาอบุ ัตเิ หตุทางถนนในชมุ ชน จานวน 47 คน
ไดแ้ ก่ 1.นายกเทศมนตรีตาบลดอนทราย จานวน 1 คน 2.ผใู้ หญ่บ้าน 11 หม่บู า้ น จานวน 11 คน 3.ตวั แทน
ชุมชน จานวนหมลู่ ะ 2 คน รวม 22 คน 4.ประธาน อสม. จานวน 11 คน 5.ตวั แทนตารวจสายตรวจป้อมสาย
ตรวจตารวจ 1 คน 6.ตวั แทนจนท.สาธารณสุขจานวน 2 คน

2. กลุ่มประเมนิ ผลลัพธ์ คือ ตัวแทนสมาชกิ ครอบครัวจากชุมชนอายุตั้งแต่ 18 ปี ข้ึนไปท่ีมี
ประสบการณ์การใชถ้ นนบริเวณจุดเส่ียงอย่างนอ้ ย 1 ปี จานวน 100 คน โดยการสมุ่ แบบบังเอิญในรัศมี พนื้ ท่ี
เสี่ยง 7 กม.จานวน 4 จุดทไี ด้รับการดาเนินการแก้ไขปญั หาโดยชุมชน

เครอื่ งมอื ที่ใชใ้ นการวิจยั
1. เครือ่ งมือจัดการเชิงผลลพั ธ์ (เครื่องมือ 5 ชิน้ ) ประกอบดว้ ย สามเหลีย่ มปจั จยั กาหนดปญั หา

แผนภูมิต้นไม้ บนั ไดผลลพั ธ์ การวิเคราะห์แรงเสรมิ แรงต้าน และการรวบรวมข้อมลู สะทอ้ นผลลัพธ์
2. เคร่อื งมือวิเคราะหจ์ ุดเสีย่ ง จานวน 8 ใบงาน ประกอบด้วย 1. ทาแผนท่ีและคดั เลือกจุดเสยี่ งใน

ชุมชน 2. ค้นหารูปแบบการชนที่เกิดขนึ้ บ่อยบริเวณจดุ เส่ยี ง 3. คน้ หาปัจจยั เส่ียงจากถนน 4. สรุปปัจจัยที่ทาให้
เกดิ การชน (คน รถ ถนน) 5. เรียนร้จู ากอดีต ต้นทุนเดิมในพืน้ ท่ี จะชวนใครมาทางาน 6. จดั ทาแผนปฏิบตั ิการ
แกไ้ ขจุดเสย่ี งในชุมชน 7. จัดการทที่ าได้เอง สง่ ตอ่ ปญั หาท่ีเกนิ กาลัง 8. มาตรการประเมินผล เฝ้าระวงั และ
ติดตามผล

3. แบบสอบถามความคิดเห็นของประชาชนในการดาเนินงานป้องกันอุบัติเหตุทางถนนโดยการมี
ส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ตาบลดอนทราย อาเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ได้แก่ ด้านการบังคับใช้กฎหมาย
ดา้ นวิศวกรรมจราจร ด้านการแพทย์ฉุกเฉิน ด้านการให้ความรู้ และการประชาสัมพันธ์ ด้านการประเมินผล
และสารสนเทศ โดยมีลักษณะการตอบคาถามเปน็ แบบมาตราสว่ นประมาณคา่ (Rating Scale) และมรี ะดับ
การดาเนินงาน 5 ระดับ ได้แก่ มากทีส่ ดุ มาก ปานกลาง น้อย และน้อยท่สี ดุ

ขัน้ ตอนการดาเนนิ การวจิ ยั
1. ขัน้ วางแผน (Plan) วเิ คราะหส์ ถานการณ์ สภาพปัจจุบันและปญั หาการดาเนินงาน
1.1 ศึกษาบริบท สถานการณ์อุบตั ิเหตุของตาบลดอนทราย
1.2 แตง่ ต้ังคณะกรรมการศูนย์ปฏิบตั กิ ารความปลอดภยั ทางถนนระดบั ตาบล
1.3 วิเคราะห์ปญั หาโดยใชเ้ ครอ่ื งมือ 5 ชิน้
1.4 วางแผนการดาเนนิ งานโดยใช้เครอ่ื งมอื วเิ คราะหจ์ ุดเสยี่ ง
2. ขนั้ ปฏิบัตกิ าร (Action) ดาเนนิ งานตามแผนปฏบิ ตั ิการจากกระบวนการวางแผน ดังน้ี
2.1 การจัดการจุดเส่ียงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนนโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย

ตาบลดอนทราย อาเภอควนขนุน จังหวดั พัทลุง ได้แก่ 1) การปฏิบัติการค้นหาจุดเส่ียง โดยการสร้างแผนท่ีจุด
เสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุในพื้นท่ี จากน้ันระดมความคิดว่าในรอบ 3 ปี ที่ผ่านมามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นในตาบล
ดอนทรายตรงไหนบา้ ง โดยให้ปักหมุดลงบนแผนท่ีจดุ เส่ียง กาหนดให้ สแี ดง เปน็ บริเวณที่เมอ่ื เกิดอบุ ัตเิ หตุแล้ว
มีคนตาย สีเหลือง เป็นพื้นท่ีเม่ือเกิดอุบัติเหตุแล้วบาดเจ็บสาหัส สีเขียว เป็นบริเวณที่ผู้ประสบอุบัติเหตุได้รับ
บาดเจ็บเพียงเล็กน้อย 2) การเลือกจุดเส่ียงท่ีเห็นว่าควรปรับปรุงแก้ไขอย่างเร่งด่วน 3) การวิเคราะห์จุดเสี่ยง
ระดมความคิดร่วมกันคน้ หารูปแบบอุบัติเหตุท่ีเกิดขึน้ บอ่ ยบริเวณจุดเสีย่ ง ปัจจัยดา้ นคน รถ ถนน ตามลกั ษณะ

บุคคล เวลา และสถานที่ 4) วางแผนปฏิบัติการเพื่อแก้ไขจุดเส่ียงอันตราย และปฏิบัติการกาจัดจุดเส่ียง
อนั ตราย 5) นาขอ้ มูลจุดเสย่ี งที่ชมุ ชนไมส่ ามารถแก้ไขเองได้ส่งต่อหนว่ ยงานทเี่ ก่ยี วข้องออกแบบแก้ไข

2.2 การรณรงค์ใหค้ วามร้แู ละสรา้ งความตระหนักการปอ้ งกันอุบัตเิ หตุทางถนน
2.3 ดา้ นการสอื่ สารความเสยี่ งในการป้องกันอุบตั เิ หตุทางถนน
2.4 การสร้างความสมั พนั ธข์ องภาคเี ครอื ข่าย
2.5 องค์กรต้นแบบการสวมหมวกนริ ภยั
3. ขนั้ การตดิ ตามและประเมินผล
3.1 ประเมินผลกระบวนการโดยการสังเกตการมีส่วนร่วมและสะท้อนผลของการจัดการจุด
เสยี่ งต่อการเกดิ อุบตั เิ หตุทางถนนโดยการมีส่วนร่วมของภาคเี ครือข่าย
3.2 สรปุ ผล วิเคราะหป์ ัจจัยแหง่ ความสาเร็จ
4. ขัน้ การปรบั ปรุง
การสะท้อนผลการปฏิบัติงานจากการจัดการจุดเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนนโดยการมี
ส่วนร่วมของภาคเี ครอื ข่าย โดยการถอดบทเรยี น วิเคราะห์จุดแข็งจุดออ่ นจากข้อมูลท่ไี ดจ้ ากขั้นตอนการปฏิบัติ
มาวเิ คราะหร์ ่วมกัน เพื่อหากลวธิ ีในการปฏิบัติและปรับปรุงรปู แบบ การสะท้อนการปฏิบตั ิ โดยกลุ่มผมู้ ีส่วนได้
ส่วนเสีย ทาเกิดการพัฒนาและปรับปรุงรูปแบบเป็นวงจรขึ้นต่อเน่ืองกันไป ในการประชุมแต่ละครั้งจะมีการ
ปรับปรงุ และกระชบั ใหส้ อดคล้องกับความต้องการและบรบิ ทของชมุ ชน เพือ่ ให้ได้ผลลพั ธต์ ามทเ่ี ปา้ หมายไว้

การวเิ คราะหข์ ้อมูล
วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จานวน ร้อยละ ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพ

วเิ คราะหโ์ ดยการวเิ คราะหเ์ นื้อหา

ผลการวจิ ัย
การมีส่วนร่วมของภาคเี ครือข่ายในการกาหนดเป้าหมายและแนวทางแก้ไขปัญหาในพ้ืนทร่ี วมท้ังมี

แผนปฏิบัติงานบูรณาการ งบประมาณ โดยมีกิจกรรมที่ได้มาจากร่วมคิดร่วมวางแผน ร่วมดาเนินการร่วม
ประเมนิ ผล สรปุ ผลได้ดงั น้ี

1. การจัดการจุดเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนนโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายตาบล
ดอนทราย อาเภอควนขนนุ จังหวดั พทั ลุง

ลกั ษณะจดุ เส่ยี งและการจัดการจดุ เสีย่ งในชุมชน พบว่า ลักษณะจดุ เสย่ี งการเกิดอุบติเหตุในชมุ ชน
มีทงั้ หมด 10 จดุ แบ่งออกเป็น 6 ลกั ษณะ คือ 1. มีผิวถนนไมเ่ รยี บ ขรุขระ เป็นคลื่น, 2. ถนนเป็นหลมุ เปน็ บ่อ,
3. ทางแยก 4. ถนนมสี ่ิงบดบงั ทศั นวสิ ัย, 5. มุมมดื แสงสว่างน้อย 6. ถนนที่มลี กั ษณะเปน็ ทางโค้ง เมอ่ื วเิ คราะห์
ถึงศักยภาพชุมชนในการจัดการจุดเสี่ยงในลักษณะต่าง โดยแบ่งเป็น จุดเสี่ยงท่ีชุมชนสามารถจัดการได้เอง
จานวน 4 จดุ และจุดเสยี่ งทต่ี ้องใหห้ น่วยงานท่เี กี่ยวข้องดาเนินการ จานวน 6 จุด ดังตารางที่ 1

ตารางท่ี 1 การจัดการจุดเส่ยี งการเกดิ อุบัตเิ หตใุ นชมุ ชน ตาบลดอนทราย

ลาดับ ลกั ษณะจดุ เสยี่ ง การจดั การจุดเส่ยี งในชุมชน

จัดการโดยชมุ ชน ส่งต่อให้หน่วยงานอืน่

1. ทางโคง้ ติดป้ายทางโค้ง และป้ายลด มอบให้ เทศบาลตาบลดอนทราย. และทาง

ความเรว็ ในชุมชน หลวงชนบทจดั การ

- ทาป้ายสัญลักษณ์เตือนอันตรายจาก

อบุ ตั ิเหตุ

- ทาสีถนนเพื่อให้ผู้ใช้รถใช้ถนนสังเกตได้

งา่ ย

2. ทางสามแยก ตดิ ป้ายทางแยก และป้ายลด มอบให้ เทศบาลตาบลดอนทราย. และทาง

ความเรว็ ในชุมชน หลวงชนบทจดั การ

- ทาป้ายสัญลักษณ์เตือนอันตรายจาก

อบุ ตั ิเหตุ

- ทาสีถนนเพ่ือให้ผู้ใช้รถใช้ถนนสังเกตได้

ง่าย

3. ผิวถนนไมเ่ รยี บ ทาความสะอาดผิวถนน มอบให้ เทศบาลตาบลดอนทราย. และทาง

ขรขุ ระเปน็ คลนื่ หลวงชนบทจัดการ

- ทาป้ายสัญลักษณ์เตือนอันตรายจาก

อุบตั ิเหตุ

- ทาสีถนนเพื่อให้ผู้ใช้รถใช้ถนนสังเกตได้

งา่ ย

4. ถนนเป็นหลมุ บอ่ ทาสญั ลักษณแ์ จง้ เตือน มอบให้ เทศบาลตาบลดอนทราย. และทาง

อนั ตราย หลวงชนบทจดั การ

- ทาป้ายสัญลักษณ์เตือนอันตรายจาก

อุบัตเิ หตุ

- ซ่อมแซมถนนท่ีเป็นหลมุ บอ่ ขนาดใหญ่

5. สงิ่ บดบงั ทศั นวสิ ัย - กาจัดหรอื เคลื่อนยา้ ยสง่ิ ของ มอบให้ เทศบาลตาบลดอนทราย. และทาง

ออกไปเช่นกระถางต้นไม้ ป้าย หลวงชนบทจดั การ

โฆษณา - ตดั แต่งกิง่ ไท้ข้างทาง

- ตดั แต่งก่ิงไท้ข้างทาง

6. มุมมดื แสงสวา่ ง ทาสญั ลกั ษณแ์ จ้งเตือน มอบให้ เทศบาลตาบลดอนทราย. ติดไฟ

น้อย อนั ตราย สอ่ งสวา่ ง

2. การรณรงค์ให้ความรู้และสร้างความตระหนักในการป้องกันภัยจากอุบัติเหตุจราจรทางถนน

โดยร่วมจัดกิจกรรมรณรงค์กับหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่เก่ียวข้องตามเทศกาลต่าง ๆ ได้แก่ เทศกาลปีใหม่

เทศกาลสงกรานต์ และวันเข้าพรรษา และเทศกาลตามปฏิทินชุมชนได้แก่ ประเพณีบุญเดือนสิบ ซ่ึงมีการ

ดาเนินงานอย่างตอ่ เนื่อง

3. ด้านการสื่อสารความเสี่ยง การดาเนินงานแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ 1) การจัดทาส่ือเผยแพร่

ความรู้และประชาสัมพันธ์ โดยการรวบรวมข้อมูลและความรู้ทางวิชาการแล้วนามาประยุกต์และเผยแพร่ผ่าน

ช่องทางส่ือโซเชียล ต่าง ๆ เพ่ือให้เกิดประโยชน์ต่อการส่ือสารและสร้างความตระหนักในเร่ืองความปลอดภัย

ใหก้ บั ประชาชนในวงกว้าง และกระตนุ้ ส่งเสริมให้เกดิ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

4. การสร้างความสัมพันธ์ของภาคีเครือข่าย เป็นการรวมกลุ่มของภาคประชาสังคมในการป้องกัน

และแก้ไขปัญหาการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในชุมชนของชุมชน มีลักษณะของกลุ่มการรวมตัวของประชาชนใน

ชุมชนมีท้ังท่ีเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ได้แก่ กลุ่มจิตอาสา กลุ่มเยาวชน กลุ่มวิสาหกิจการท่องเท่ียว

กลุ่มตลาดนัดใต้โหนด เป็นต้น มีการรวมตัวกันข้ึนจากการประชาคมของชุมชนและการประชุมหารือร่วมกับ

เทศบาลตาบลดอนทราย ซ่ึงมีนายกเทศมนตรีตาบลดอนทราย ผู้ใหญ่บ้าน ตัวแทนชุมชน.ประธาน อสม.

ตารวจ และจนท.สาธารณสขุ เกิดเป็นกลมุ่ เครือขา่ ยการป้องกนั และและไขปญั หาการเกิดอุบัตเิ หตุทางถนน

5. องค์กรต้นแบบการสวมหมวกนิรภัย ใน รพ.สต. 100 เปอร์เซ็นต์ เพ่ือสร้างความตื่นตัวและ

ตระหนกั ถงึ ความสาคัญของการใช้หมวกนิรภัย ในการป้องกันตนเองจากภยั ที่อาจเกิดจากอุบัติเหตุทางถนน

ความคิดเห็นของประชาชนการดาเนินงานป้องกันอุบัติเหตุทางถนนโดยการมีส่วนร่วมของภาคี

เครือข่าย ตาบลดอนทราย อาเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง โดยรวม พบว่า ประชาชนเห็นว่าการดาเนินงาน

ป้องกันอุบัติเหตุทางถนน โดยรวมอยู่ในระดับมาก (  = 3.58) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่ามีการ

X

ดาเนินงานอยู่ในระดับมาก 4 ด้าน คือ ด้านการบังคับใช้กฎหมาย (  = 3.82) ด้านการให้ความรู้และ

X

ประชาสัมพันธ์ (  = 3.54) ด้านการแพทย์ฉุกเฉิน (  = 3.63) ด้านการประเมินผลและสารสนเทศ (  =

X X X

3.58) และมีการดาเนินการอยู่ในระดับปานกลางอีก 1 ดา้ น คอื ด้านวิศวกรรมจราจร (  = 3.35) ดงั ตารางที่ 2

X

ตารางที่ 2 ความคดิ เห็นของประชาชนการดาเนนิ งานป้องกันอุบตั เิ หตุทางถนนโดยการมสี ว่ นร่วมของภาคี

เครือข่าย ตาบลดอนทราย อาเภอควนขนุน จงั หวดั พัทลุง

ลาดบั การดาเนินการตามนโยบายปอ้ งกนั และลดอุบัตเิ หตุทางถนน  S.D. ระดบั การดาเนินงาน
1. ดา้ นการบงั คบั ใชก้ ฎหมาย
X
3.82 0.61 มาก

2. ดา้ นวศิ วกรรมจราจร 3.35 0.87 ปานกลาง

3. ด้านการใหค้ วามรู้และการประชาสัมพันธ์ 3.54 0.93 มาก

4. ดา้ นบริการการแพทย์ฉุกเฉนิ 3.63 0.88 มาก

5. ด้านการประเมนิ ผลและสารสนเทศ 3.58 0.77 มาก

โดยรวม 3.58 0.64 มาก

วจิ ารณผ์ ล
กระบวนการจัดการจุดเสี่ยงอันตราย เป็นกระบวนการท่ีเริ่มต้นจากฐานของชุมชนท้องถ่ินท่ี

ประสบภัยปัญหาการประสบอุบัติเหตุจากถนน ภายในชุมชน หรือจากถนนที่เป็นจุดเช่ือมต่อระหว่างชุมชน
ความรุนแรง ของอุบัตเิ หตมุ ีระดับความรนุ แรงแตกต่างกนั ไปตามสภาพของถนน หรอื ปัญหาของผใู้ ช้รถใชถ้ นน
ซ่ึงกลุ่มเป้าหมายซึ่งประสบกับอบุ ัตเิ หตุมักจะเป็น ทั้งคนในทอ้ งถ่ินและคนภายนอกท้องถิ่น ดังน้ันการสรา้ งการ
มีส่วนร่วมของชุมชน โดยใช้เครื่องมือ 5 ชิ้น และการวิเคราะห์จุดเสี่ยง ซึ่งชุมชนสามารถชี้จุดเส่ียงของชุมชน
ตนเองได้และสามารถออกแบบวิธีการจัดการได้ ด้วยตนเอง การค้นหาปัญหาของชุมชนอย่างแท้จริงอันตราย
ชมุ ชนเกิดกระบวนการ เรียนรู้ ร่วมกันช่วยกันคิด ชว่ ยกนั ดาเนินการแกไ้ ขปัญหา โดยชุมชนด้วยกัน โดยชุมชน
มีอิสระในการคิด ซ่ึงอาจจะเรียกว่ามี การวางแผนร่วมกัน จากการวางเป้าหมายเดียวกัน เพื่อ ร่วมกันแก้ไข
ปญั หา มกี ารปฏิบตั ิตามแนวทางท่ี ร่วมกันคิดในชมุ ชนไปในแนวทางเดียวกนั จุดเสี่ยงที่ชุมชนสามารถจดั การได้
เองจานวน 4 จุด และจดุ เสีย่ งท่ตี อ้ งให้หน่วยงานทีเ่ กย่ี วขอ้ งดาเนนิ การ จานวน 6 จุด

รูปแบบการดาเนินงานป้องกันอุบัติเหตุทางถนนโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ตาบลดอนทราย
อาเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ต้องใช้ความร่วมมือระหว่างภาคีเครือข่ายท่ีเกี่ยวข้องเป็นกลไกสาคัญในการ
ดาเนินงานแก้ไขป้องกันการเกิดอุบัติเหตุทางถนน โดยการประชุมวางแผน เครือข่ายมีการแลกเปลี่ยนข้อมูล
ขา่ วสาร ประสบการณ์ ทักษะ ความรู้การประชาสัมพันธ์การบูรณาการแผน ปฏิบัติการ กิจกรรม งบประมาณ
ร่วมกัน เครือข่ายร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุการเสียชีวิต โดยการประชุมร่วมกันหาวิธีแก้ไขจุดเส่ียงท่ี
สารวจไว้ ทาให้ สามารถป้องกันการเกิดอุบัติได้ในระดับหน่ึง รูปแบบท่ีมีการวางแผนแก้ไขในการดาเนินงาน
รว่ มกันระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน แขวงการทาง ติดต้ังป้าย จราจร การปรับปรงุ ถนนที่ชารดุ ติดป้าย
เตือนลดระดับ ความเร็ว ปรับปรุงสิ่งแวดล้อม ตัดแต่งก่ิงต้นไม้รื้อถอน ติดต้ังหลักล้มลุกติดตั้งป้ายสัญญาณไฟ
ตีเส้นจราจรการ แก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนน ปลุกสร้างจิตสานึกให้มีส่วนร่วมของ ประชาชนและชุมชน
ร่วมมือกัน สร้างถนนที่ปลอดภัยรวมถึงส่ิงแวดลอ้ มข้างทาง เช่น การดูแลต้นไม้การลดจุดอับสายตา การระดม
ทรัพยากรในพืน้ ท่ีกาหนดเรือ่ งนโยบาย ความปลอดภัยของหมู่บ้าน/ชุมชนเป็นนโยบายร่วมกับ ภาคประชาชน
โดยใช้สถิติข้อมูลอุบัติเหตุในพ้ืนท่ี จะส่ง ผลให้การพัฒนาขยายไปได้อย่างต่อเนื่องช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุ
จราจรได้
เอกสารอ้างองิ

1. สานกั โรคไม่ตดิ ต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการประเมนิ การ
ดาเนินงานปอ้ งกนั การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนน DHS-RTI. กรุงเทพมหานคร: เอ.พ.ี กราฟิค
ดีไซด์และการพิมพ์; 2559

2. อรทัย ก๊กผล. คคู่ ดิ คมู่ อื การมสี ว่ นร่วมของประชาชนสาหรบั ผบู้ รหิ ารท้องถนิ่ . กรุงเทพฯ: ส
เจริญ การพมิ พ์; 2552.

3. World Health OrganizationGlobal status report on road safety 2015. . [สบื คน้ เมือ่ 1
ตลุ าคม 2562] http://www.searo.who.int/ thailand/areas/gsrs-thai.pdf?ua=1


Click to View FlipBook Version