The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ผลงานประเภท R2R
งานมหกรรมวิชาการ เขตสุขภาพที่ 12 ประจำปีงบประมาณปี 2563

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by strategy trang, 2020-09-08 04:54:58

R2R

ผลงานประเภท R2R
งานมหกรรมวิชาการ เขตสุขภาพที่ 12 ประจำปีงบประมาณปี 2563

บรรณานุกรม

1. ธนิดา หอมจนี , อาภาพร นามวงศ์พรหม ,นา้ ออ้ ย ภกั ดีวงศ์. ผลของการใช้แนวปฏบิ ัตกิ ารพยาบาล
ตอ่ จานวนเมด็ เลอื ดขาว การตดิ เช้ือในโรงพยาบาลและจานวนวันนอนในผู้ปว่ ยมะเรง็ เมด็

เลอื ดขาวชนดิ เฉยี บพลนั ชนดิ ไมอีลอยด์ ทีไ่ ด้รบั การรักษาดว้ ยเคมีบาบดั . วารสารสมาคมพยาบาลฯสาขา
ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื 2555; 30(2) : 114-121.
2. นภดล ศิริธนารตั นกลุ .(2553). โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว. จากhttp://www.si.mahidol.ac.th.
3. ปยิ ะวดี เทพรตั น,์ นงลักษณ์ คณิตทรัพย.์ ปัจจัยท่ีมผี ลตอ่ การเกิดภาวะไขจ้ ากเม็ดเลือดขาวตา่

ของผู้ป่วยมะเรง็ หลังจากรักษาดว้ ยยาเคมีบาบดั . ธรรมศาสตร์เวชสาร 2558; 15(2) :
200-209.
4. ลลติ า นรเศรษฐธ์ าดา สมาคมโลหติ วทิ ยาแห่งประเทศไทย.(2560).ลิวคเี มีย, tsh.or.th
knowledge
5. สมพร ยาเพา. (2556) . การดแู ลผปู้ ว่ ยมะเรง็ เมด็ เลือดขาวชนิด AML, www1.si.mahidol.ac.th.
6. อะเคื้อ อุณหเลขกะ. ระบาดวทิ ยาและแนวปฏิบตั ิในการป้องกนั การติดเชือ้ ในโรงพยาบาล.
เชยี งใหม่:ม่ิงเมือง; 2556.
7. เอกอมร เทพพรหม. (2560) .มะเรง็ เม็ดเลือดขาวชนดิ เร้อื รังแบบมยั อีลอยด์ซเี อม็ ,
www.med.nu.ac.th.
8. แสงสุรีย์ จูฑา. (2554) . แนวทางการรักษาผปู้ ว่ ยมะเร็งเม็ดเลอื ดขาวเร้ือรังชนดิ มยั อีลอยด์
สาหรับประเทศไทย , http://med.mahidol.ac.th.
9. โรงพยาบาลศนู ยม์ ะเรง็ สรุ าษฎรธ์ าน.ี (2559), ระเบียบวธิ ปี ฏบิ ัตเิ รอ่ื งการดูแลผปู้ ว่ ยท่มี ีภาวะเม็ด
เลอื ดขาวตา่ , www.suratcancer.go.th.

การพัฒนาแนวปฏิบตั ิปอ้ งกันการเกดิ หลอดเลอื ดดาอักเสบในผู้ปว่ ยเด็ก

นิตยา เพชรรตั น์
โรงพยาบาลสงขลา
[email protected] เบอร์โทรศพั ท์ 091-8757126

บทคัดยอ่
บทนา : อุบัติการณ์หลอดเลอื ดดาอกั เสบเปน็ ปัญหาสาคญั และพบได้บ่อยในผู้ป่วยเด็ก ร้อยละ 2.7-13 เปน็
ความเจบ็ ปวดทมี่ ผี ลกระทบต่อจติ ใจเด็กและพ่อแม่ และเปน็ ประสบการณ์เลวรา้ ยสาหรับผู้ป่วย ระยะเวลานาน
ความรุนแรงของหลอดเลือดดาอักเสบ เปน็ สาเหตุการตดิ เชอ้ื ในกระแสเลือด และเสียชีวติ ได้

วตั ถปุ ระสงค์ : เพือ่ พฒั นาแนวปฏิบัติป้องกนั การเกดิ หลอดเลือดดาอักเสบในเดก็ และศึกษาความเหมาะสม
ความเปน็ ไปไดต้ อ่ การนาไปปฏิบตั ิ และเป็นประโยชน์ต่อผู้รับบริการ กลมุ่ งานกุมารเวชกรรม โรงพยาบาล
สงขลา

วิธกี ารศกึ ษา : การวิจัยครั้งน้ีเปน็ การวิจยั เชงิ พัฒนา ดาเนนิ การวิจัยเป็น 2 ระยะ คอื ระยะที่ 1 พฒั นาแนว
ปฏิบัติปอ้ งกนั การเกิดหลอดเลือดดาอกั เสบในเด็ก โดยการทบทวนแนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยท่ีเกย่ี วขอ้ งสรุป
เป็นแนวปฏิบตั ผิ า่ นการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผ้ทู รงคุณวฒุ ิ 3 คน ไดค้ า่ ความสอดคล้องระหว่าง
.67 – 1.00 ระยะที่ 2 ตรวจสอบความเหมาะสม ความเปน็ ไปไดต้ อ่ การนาไปปฏิบัติ และเป็นประโยชนต์ อ่
ผรู้ บั บรกิ าร กลุ่มตวั อย่างคอื พยาบาลวิชาชพี จากกลมุ่ งานกมุ ารเวชกรรมใช้วิธีการสมุ่ อย่างง่าย จานวน 27 คน
เคร่อื งมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามที่สรา้ งขนึ้ จากแนวปฏิบตั ิ วิเคราะห์ข้อมลู โดยใชค้ ่าเฉลี่ย สว่ นเบีย่ งเบน
มาตรฐาน และสถติ ิ One sample t-test

ผลการศึกษา : แนวปฏิบัตปิ อ้ งกันการเกิดหลอดเลอื ดดาอกั เสบในผู้ป่วยเดก็ กลุ่มงานกุมารเวชกรรม
โรงพยาบาลสงขลา มคี วามเหมาะสม ความเป็นไปได้ตอ่ การนาไปปฏิบัติ และเป็นประโยชน์ต่อผู้รับบรกิ าร
อย่างมนี ัยสาคญั ทางสถิติท่รี ะดับ .001 และ .05

ตาราง 1 คา่ เฉลี่ย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และคา่ การทดสอบที (t-test) เพอื่ เปรียบเทยี บความเหมาะสมของ
แนวปฏิบตั กิ ารเกดิ หลอดเลอื ดดาอกั เสบในผปู้ ่วยเด็ก กลุม่ งานกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลสงขลากับ
เกณฑ์ประเมนิ ค่าระดับมาก (µ ≥ 3.50)

ที่ ความเหมาะสมแนวปฏบิ ัติ M n = 27 p-value
SD t <.001
1 อธิบายผปู้ ่วยและญาติทราบเหตผุ ลในการให้สารน้าทางหลอดเลอื ดดา 4.67 0.55 10.93 <.001
0.20 38.00 <.001
2 เตรยี มสารนา้ ต้องเป็นสารน้าปราศจากเช้ือ ไมข่ นุ่ ร่วั แตก หรือหมดอายุ 4.96 0.27 26.70
<.001
3 เตรียมอปุ กรณ์ให้สารนา้ อาศยั หลปั ราศจากเช้อื ไดแ้ ก่ ชุดใหส้ ารละลาย 4.92 0.27 27.76

(IV set) เขม็ (Medicut) สาลี 70%Alcohol สายยางรดั แขนและ

พลาสเตอรท์ ี่สะอาด

4 ลา้ งมือแบบ hygienic hand washing หรอื Alcohol hand rubs ก่อน 4.93

ใหส้ ารนา้

ท่ี ความเหมาะสมแนวปฏบิ ัติ M n = 27 p-value
4.89 SD t <.001
5 เปิดจุกให้สารน้า ตอ่ ชุดให้สารนา้ เข้ากับสารน้าด้วยเทคนิกปลอดเช้ือ 4.85 0.32 22.53 <.001
และไล่สารน้าให้จนถึงปลายเขม็ 4.88 0.36 19.40 <.001
4.96 0.33 21.67 <.001
6 ผสมนา้ ยาหรือสารน้าอนื่ ๆตามแผนการักษาด้วยเทคนกิ ปราศจากเชอื้ 0.19 39.50
(ถ้ามี) 4.85 <.001
0.36 19.40
7 ยาsingle doseท่ีบรรจใุ น ampule ไม่นาสว่ นทเ่ี หลือมาใชอ้ กี 4.58 <.001
8 ยาทต่ี ้องใชห้ ลายครงั้ (multidose vials)ให้ปฏิบตั ิดังนี้ 4.48 0.58 9.50 <.001
0.65 7.50
-ปฏิบัติตามหลักAseptic technique 4.67 <.001
-เช็ดจุกยางดว้ ย70%Alcoholกอ่ นและหลงั ดดู ยาทกุ ครง้ั 0.68 8.92
-เก็บยาทเี่ หลือ กรณเี ป็นvialอย่างsterileในตูเ้ ย็นท่อี ณุ หภูมิเหมาะสม 4.58 <.001
(2-8 C) พรอ้ มระบวุ นั หมดอายุ 4.74 0.64 8.54 <.001
9 เลือกตาแหน่งให้สารน้าทถ่ึ ูกต้องปลอดภยั ทกุ คร้ัง 4.74 0.54 10.99 <.001
-หลกี เลีย่ งบรเิ วณที่เปน็ โรคผวิ หนังหรือบาดแผล M 0.45 14.44 p-value
-เด็กเล็กควรเลอื กบรเิ วณ มอื ศรษี ะ และหลังเทา้ 4.74 <.001
10 ใส่ถงุ มอื สะอาดในการแทงเข็มหลอดเลอื ดดา 4.87 n = 27 <.001
11 การใช้สายยางรัด 4.80 SD t <.001
-ผปู้ ่วยทว่ั ไป 6-8น้วิ เหนือบริเวณที่แทง 4.67 0.53 12.26 <.001
-ผปู้ ่วยความดันโลหิตสูงแนะนาให้รัดสงู ความดันโลหิตตา่ แนะนาใหร้ ดั 0.34 19.07
ใกล้บริเวณทจี่ ะแทง 4.70 0.41 15.92 <.001
12 ทาความสะอาดผิวหนงั กอ่ นใหส้ ารนา้ ด้วยเทคนิคปลอดเช้ือทกุ ครั้ง โดย 0.48 12.62
เช็ดผิวหนังดว้ ย70%Alcoholเชด็ ผวิ หนงั บรเิ วณทใ่ี ห้สารนา้ เทา่ กบั 4.78 <.001
ตาแหน่งทจ่ี ะปิดด้วยเทคนคิ Scrub with frictionคอื ออกแรงเชด็ ขัด 4.74 0.47 13.44 <.001
และถูผวิ หนงั ใหส้ ะอาด จนกวา่ คราบไคลหมด รอใหแ้ หง้ 15วนิ าที
13 ใชห้ ลัก Aseptic techniqueในการแทงเขม็ 0.42 15.67
14 ใช้ IV catheter ขนาดลก็ (24G)เพอื่ ให้เลือดทอี่ ย่รู อบๆเขม็ มปี รมิ าณมาก 0.45 14.44
พอทจี่ ะเจือจางยา
15 IV catheterใชเ้ พียงคร้ังเดียวไมใ่ ช้ซ้า

ที่ ความเหมาะสมแนวปฏบิ ัติ

16 พยาบาลแตล่ ะคนควรแทงเขม็ ใหน้ า้ เกลือไม่เกนิ 2ครงั้ ถา้ ยังแทงไม่ได้
ควรเปล่ยี นพยาบาลให้คนอ่ืนแทง

17 ตอ่ สายใหส้ ารนา้ กับเข็มโดยใช้หลกั ปลอดเช้อื
18 ตรงึ สายไวไ้ ม่ให้ หกั พบั งอ และเล่อื นหลดุ
19 ปิดบริเวณรอยตอ่ ระหว่างเขม็ กับผวิ หนงั ดว้ ยพลาสเตอรท์ ับ หรอื ใช้

แผ่นฟิลม์ ใสปราศจากเชือ้ (sterile, Transparent, Semi permeable
dressing)
20 บนั ทกึ วนั เวลา แทงเขม็ ดา้ นบนพลาสเตอรป์ ิดทบั บรเวณทีแ่ ทงเขม็ และ
บันทกึ การให้สารนา้ ทางหลอดเลือดดา อตั ราการหยดของสารนา้ ลงใน
แบบฟอร์มท่ีเป็นมาตรฐาน
21 กรณใี หย้ า ทาความสะอาดข้อต่อและจกุ ยางให้สารน้าด้วย70%Alcohol
ใหแ้ ห้งกอ่ นเตมิ ยาเขา้ สายใหส้ ารน้าทกุ ครงั้
22 ยาทม่ี คี วามเปน็ กรด(pH<5)ตอ้ งเจอื จางยากอ่ นและปรบั การไหลของยา

ท่ี ความเหมาะสมแนวปฏบิ ตั ิ M n = 27 p-value
4.74 SD t <.001
ช้าๆ ยาทม่ี คี วามเปน็ กรดสงู หรอื ด่างสงู ควรให้ยาทางcentral line 4.44 0.53 12.26 <.001
4.63 <.001
23 การดูแลบรเิ วณแี่ ทงเข็ม (Catheter insertion Site) 0.70 7.03
-ใช้เครอื่ งมอื VIP Scaleในการประเมินการเกิดหลอดเลือดดาอกั เสบ 4.89 0.88 6.64 <.001
เปล่ยี นชดุ ให้สารน้าทุก96ช่ัวโมง ในกลุม่ ท่มี ีความเสีย่ งตอ่ การเกิด
Thrombophlebitis 4.77 0.32 22.53 <.001
-ใหอ้ ยา่ งตอ่ เน่อื ง เปลยี่ นเม่อื มีข้อบง่ ชี้ ได้แก่ ปวด บวม แดง 4.81 <.001
0.43 15.06
24 การเปล่ียนdressingบรเิ วณที่แทงเขม็ 4.84 0.40 16.59 <.001
-ล้างมือและสวมถงุ มือสะอาดเมือ่ เปล่ยี นdressing 4.96 <.001
-ใชt้ ransparent dressingแบบกันน้าตดิ ไดน้ าน5-7วัน 0.37 17.91
-ไม่ควรใชพ้ ลาสเตอร์ท่ไี ด้รบั การฆ่าเชื้อติดบนบรเิ วณInsert site 0.20 35.00

25 การเปลีย่ นชดุ ให้สารนา้ (Administration set)
-เปล่ียนสายให้สารนา้ ทกุ 96ชวั่ โมง กรณผี สมยาKCL ให้เปลยี่ นทกุ 24
ชวั่ โมง
-เปลยี่ นชุดให้เลือด ผลติ ภัณฑ์ของเลือด ทุก 4 ชั่วโมง
-สารน้าทม่ี สี ่วนผสมของไขมนั ใหห้ มดภายใน 24 ช่วั โมง กรณสี ารไขมนั
(Lipid emulsion alone)ให้หมดภายใน72ช่ัวโมง

26 การรกั ษาเสน้ ไวเ้ พื่อให้สารละลายหรอื การฉีดยาเป็นระยะ(Vein lock)
- กรณีผู้ปว่ ยon NSS lock ก่อนฉีดยาให้ใช้NSS flushกอ่ นทกุ ครงั้ โดย
Flush แบบนา้ วน (whirpool) ใช้push pause techniqueเพอ่ื ทาให้
เสน้ สะอาด ลดการเกาะของคราบเลือด
-กรณฉี ีดยา2ตวั ข้นึ ไป ให้ใช้ NSS flush ก่อนเรม่ิ ยาอกี ตัว
-กรณไี ม่มียาฉีดให้ Flush ดว้ ย NSSเวรละคร้งั

27 การบนั ทึกครอบคลุม วธิ กี ารให้ แผนการรักษา ภาวะแทรกซ้อน และ
การพยาบาล

28 ดาเนนิ การเฝ้าระวังการตดิ เชอื้ ในกระเลือดและการเกิดหลอดเลือดดา
ส่วนปลายอกั เสบ(Phlebitis)ในผู้ป่วยทุกรายทไี่ ด้รับสารนา้ ทางหลอด
เลือดดาสว่ นปลาย เฝา้ ระวังการติดเช้อื โดยคลาบรเิ วณทใ่ี ส่สายสวนเพอ่ื
ประเมินอาการบวมทกุ วัน เขียนวัน เวลาหรอื ใช้สติกเกอร์สใี นวนั ท่ีจะ
เปล่ยี นสายท่ีให้สารละลายไว้ใกล้ตาแหน่งทแ่ี ทงเขม็ และท่ี set IV ชดุ ให้
สารน้าอยา่ งต่อเนอื่ งตามปกติ เปลย่ี นทกุ 96ชวั่ โมง ในกลุม่ ทีม่ ีความเสี่ยง
ตอ่ การเกดิ Thrombophlebitis หรอื ใหอ้ ยา่ งต่อเนอื่ ง เปล่ยี นเมอื่ มีข้อ
บ่งช้ี ไดแ้ ก่ ปวด บวม แดง

29 ติดตามการให้สารน้า โดยสงั เกตอาการบวมแดง และการไหลของสารนา้
เมอ่ื พบว่าบริเวณให้สารนา้ บวม แดง ใหเ้ ปลี่ยนตาแหน่งใหม่ และเม่อื มี
เลอื ดหรือคราบสกปรกให้ทาความสะอาดและเปลีย่ น transparent ใหม่

30 เอาเข็มใหส้ ารน้าออกทนั ทที ค่ี วามจาเป็นสิ้นสุดลง

ตาราง 2 ค่าเฉล่ยี ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน และค่าการทดสอบที (t-test) เพื่อเปรียบเทียบความไปได้ต่อการ
นาไปปฏิบัติของแนวปฏิบัติการเกิดหลอดเลือดดาอักเสบในผู้ป่วยเด็ก กลุ่มงานกุมารเวชกรรม
โรงพยาบาลสงขลากับเกณฑป์ ระเมินคา่ ระดบั มาก (µ ≥ 3.50)

ที่ ความเหมาะสมแนวปฏิบัติ M n = 27 p-value
4.48
1 อธบิ ายผู้ป่วยและญาตทิ ราบเหตุผลในการให้สารนา้ ทางหลอดเลือดดา 4.81 SD t <.001
2 เตรยี มสารนา้ ต้องเป็นสารนา้ ปราศจากเชื้อ ไมข่ นุ่ รว่ั แตก หรือหมดอายุ 4.81 <.001
3 เตรยี มอุปกรณใ์ ห้สารน้า อาศัยหลปั ราศจากเชือ้ ไดแ้ ก่ ชุดให้สารละลาย .64 7.93 <.001
4.78 .40 16.59
(IV set) เข็ม(Medicut) สาลี 70%Alcohol สายยางรดั แขนและ 4.85 .40 16.59
พลาสเตอร์ทส่ี ะอาด 4.85
4 ลา้ งมอื แบบ hygienic hand washing หรอื Alcohol hand rubs กอ่ น 4.65 .42 15.67 <.001
ใหส้ ารนา้ 4.74
5 เปดิ จุกให้สารนา้ ต่อชุดให้สารนา้ เข้ากับสารน้าดว้ ยเทคนิกปลอดเช้ือ .36 19.40 <.001
และไล่สารนา้ ให้จนถึงปลายเข็ม 4.52
6 ผสมน้ายาหรือสารนา้ อ่ืนๆตามแผนการกั ษาดว้ ยเทคนกิ ปราศจากเชอื้ .36 19.40 <.001
(ถ้ามี) 4.27
7 ยาsingle doseที่บรรจใุ น ampule ไม่นาสว่ นทเ่ี หลือมาใชอ้ ีก 4.32 .56 10.48 <.001
8 ยาทีต่ ้องใช้หลายครงั้ (multidose vials)ใหป้ ฏบิ ตั ิดังน้ี .45 14.44 <.001
-ปฏบิ ัตติ ามหลกั Aseptic technique 4.59
-เช็ดจุกยางด้วย70%Alcoholกอ่ นและหลงั ดดู ยาทุกครงั้ .70 7.56 <.001
-เก็บยาที่เหลอื กรณีเป็นvialอยา่ งsterileในตเู้ ย็นทอ่ี ณุ หภมู ิเหมาะสม 4.38
(2-8 C) พร้อมระบุวันหมดอายุ 4.43 .78 5.04 <.001
9 เลือกตาแหนง่ ให้สารนา้ ทถ่ึ กู ต้องปลอดภยั ทกุ คร้ัง 4.00 .69 5.94 <.001
-หลีกเล่ยี งบริเวณทเ่ี ปน็ โรคผิวหนังหรือบาดแผล 4.67
-เดก็ เล็กควรเลือกบริเวณ มอื ศรษี ะ และหลังเท้า 4.74 .75 7.60 <.001
10 ใสถ่ ุงมอื สะอาดในการแทงเข็มหลอดเลือดดา 4.64
11 การใช้สายยางรัด 4.33 .75 5.99 <.001
-ผปู้ ่วยทว่ั ไป 6-8นิ้วเหนอื บริเวณท่แี ทง .73 6.16 <.001
-ผปู้ ่วยความดันโลหิตสงู แนะนาใหร้ ัดสงู ความดันโลหติ ตา่ แนะนาให้รัด 4.56 .88 2.96 <.001
ใกลบ้ รเิ วณท่ีจะแทง .55 10.93 <.001
12 ทาความสะอาดผวิ หนงั ก่อนให้สารนา้ ด้วยเทคนิคปลอดเชอ้ื ทกุ ครั้ง โดย .45 13.24 <.001
เช็ดผวิ หนงั ด้วย70%Alcoholเช็ดผวิ หนังบริเวณทใี่ ห้สารน้าเท่ากับ .57 10.02 <.001
ตาแหนง่ ทจี่ ะปิดดว้ ยเทคนิคScrub with frictionคอื ออกแรงเช็ด ขดั .83 5.20 <.001
และถูผิวหนังใหส้ ะอาด จนกว่าคราบไคลหมด รอให้แหง้ 15วนิ าที
13 ใชห้ ลกั Aseptic techniqueในการแทงเขม็ .58 9.50 <.001
14 ใช้ IV catheter ขนาดลก็ (24G)เพอื่ ใหเ้ ลือดท่ีอยู่รอบๆเข็มมีปรมิ าณมาก
พอทจ่ี ะเจือจางยา
15 IV catheterใชเ้ พียงครง้ั เดยี วไมใ่ ช้ซา้

16 พยาบาลแต่ละคนควรแทงเข็มให้น้าเกลอื ไม่เกิน2ครง้ั ถ้ายงั แทงไม่ได้
ควรเปลยี่ นพยาบาลใหค้ นอื่นแทง

17 ตอ่ สายให้สารน้ากับเข็มโดยใชห้ ลักปลอดเชอื้
18 ตรึงสายไว้ไม่ให้ หกั พบั งอ และเล่ือนหลุด
19 ปิดบริเวณรอยตอ่ ระหวา่ งเขม็ กับผวิ หนังด้วยพลาสเตอรท์ ับ หรอื ใช้

แผน่ ฟิล์มใสปราศจากเช้ือ(sterile, Transparent, Semi permeable
dressing)
20 บันทึกวัน เวลา แทงเข็ม ด้านบนพลาสเตอรป์ ิดทับบรเวณทแี่ ทงเข็ม และ

ที่ ความเหมาะสมแนวปฏบิ ตั ิ M n = 27
4.63 SD t p-value
บนั ทึกการใหส้ ารนา้ ทางหลอดเลือดดา อตั ราการหยดของสารนา้ ลงใน 4.00 .56 10.39 <.001
แบบฟอร์มท่ีเปน็ มาตรฐาน 4.56 .96 2.70 .012
21 กรณใี หย้ า ทาความสะอาดขอ้ ต่อและจุกยางให้สารน้าด้วย70%Alcohol .64 8.56 <.001
ให้แห้งกอ่ นเตมิ ยาเข้าสายให้สารนา้ ทกุ ครั้ง 4.33
22 ยาที่มีความเปน็ กรด(pH<5)ตอ้ งเจอื จางยากอ่ นและปรับการไหลของยา 4.67 .78 5.52 <.001
ชา้ ๆ ยาท่ีมคี วามเปน็ กรดสูงหรอื ด่างสงู ควรใหย้ าทางcentral line .73 8.26 <.001
23 การดูแลบรเิ วณแี่ ทงเข็ม (Catheter insertion Site) 4.74
-ใชเ้ ครื่องมือVIP Scaleในการประเมินการเกิดหลอดเลือดดาอกั เสบ .53 12.26 <.001
เปลี่ยนชดุ ให้สารน้าทกุ 96ช่ัวโมง ในกลมุ่ ทีม่ ีความเส่ยี งต่อการเกิด 4.52
Thrombophlebitis 4.73 .59 8.70 <.001
-ใหอ้ ย่างต่อเน่ือง เปล่ียนเมือ่ มขี อ้ บง่ ชี้ ได้แก่ ปวด บวม แดง .45 13.87 <.001
24 การเปลย่ี นdressingบริเวณท่ีแทงเขม็ 4.80
-ล้างมอื และสวมถุงมอื สะอาดเมอื่ เปล่ยี นdressing 4.75 .41 15.92 <.001
-ใช้transparent dressingแบบกันน้าตดิ ได้นาน5-7วนั .44 13.84 <.001
-ไมค่ วรใช้พลาสเตอร์ท่ไี ดร้ ับการฆา่ เชอ้ื ติดบนบริเวณInsert site
25 การเปลี่ยนชุดใหส้ ารน้า(Administration set)
-เปลีย่ นสายให้สารน้าทุก96ชัว่ โมง กรณีผสมยาKCL ใหเ้ ปลย่ี นทกุ 24
ชวั่ โมง
-เปลีย่ นชุดให้เลอื ด ผลิตภณั ฑ์ของเลอื ด ทุก 4 ช่วั โมง
-สารน้าท่ีมสี ว่ นผสมของไขมนั ให้หมดภายใน 24 ช่ัวโมง กรณีสารไขมนั
(Lipid emulsion alone)ให้หมดภายใน72ช่วั โมง
26 การรกั ษาเส้นไวเ้ พอื่ ให้สารละลายหรอื การฉีดยาเป็นระยะ(Vein lock)
- กรณีผ้ปู ่วยon NSS lock ก่อนฉีดยาใหใ้ ช้NSS flushก่อนทกุ ครงั้ โดย
Flush แบบนา้ วน (whirpool) ใช้push pause techniqueเพ่อื ทาให้
เส้นสะอาด ลดการเกาะของคราบเลือด
-กรณีฉดี ยา2ตวั ขึน้ ไป ให้ใช้ NSS flush กอ่ นเรมิ่ ยาอกี ตวั
-กรณีไม่มยี าฉีดให้ Flush ดว้ ย NSSเวรละครง้ั
27 การบันทึกครอบคลมุ วธิ กี ารให้ แผนการรักษา ภาวะแทรกซอ้ น และ
การพยาบาล
28 ดาเนินการเฝ้าระวังการติดเช้ือในกระเลือดและการเกดิ หลอดเลือดดา
ส่วนปลายอักเสบ(Phlebitis)ในผปู้ ว่ ยทุกรายท่ไี ด้รับสารน้าทางหลอด
เลอื ดดาสว่ นปลาย เฝ้าระวงั การติดเช้อื โดยคลาบริเวณที่ใส่สายสวนเพ่ือ
ประเมนิ อาการบวมทกุ วัน เขียนวัน เวลาหรอื ใช้สตกิ เกอร์สีในวันทจ่ี ะ
เปลี่ยนสายทใ่ี ห้สารละลายไวใ้ กลต้ าแหนง่ ที่แทงเข็มและที่ set IV ชดุ ให้
สารนา้ อยา่ งตอ่ เนื่องตามปกติ เปลย่ี นทกุ 96ชัว่ โมง ในกลุ่มทมี่ ีความเสย่ี ง
ตอ่ การเกดิ Thrombophlebitis หรอื ให้อย่างต่อเน่อื ง เปลีย่ นเมอ่ื มขี ้อ
บ่งชี้ ไดแ้ ก่ ปวด บวม แดง
29 ติดตามการให้สารน้า โดยสังเกตอาการบวมแดง และการไหลของสารนา้
เมื่อพบว่าบรเิ วณให้สารน้า บวม แดง ใหเ้ ปล่ียนตาแหนง่ ใหม่ และเมือ่ มี
เลือดหรอื คราบสกปรกใหท้ าความสะอาดและเปล่ียน transparent ใหม่
30 เอาเขม็ ใหส้ ารน้าออกทันทีทค่ี วามจาเปน็ สิน้ สุดลง

ตาราง 3 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าการทดสอบที (t-test) เพ่ือเปรียบเทียบประโยชน์ต่อ
ผู้รับบริการของแนวปฏิบัติการเกิดหลอดเลือดดาอักเสบในผู้ป่วยเด็ก กลุ่มงานกุมารเวชกรรม

โรงพยาบาลสงขลากับเกณฑป์ ระเมนิ ค่าระดบั มาก (µ ≥ 3.50)

ท่ี ความเหมาะสมแนวปฏิบัติ M n = 27 p-value
4.81 SD t
1 อธิบายผ้ปู ่วยและญาติทราบเหตผุ ลในการให้สารนา้ ทางหลอดเลือดดา 4.96 <.001
2 เตรยี มสารน้าตอ้ งเป็นสารน้าปราศจากเชื้อ ไม่ขนุ่ รั่ว แตก หรอื หมดอายุ 4.92 .40 17.26 <.001
3 เตรียมอุปกรณ์ใหส้ ารน้า อาศัยหลกั ปราศจากเชอื้ ไดแ้ ก่ ชดุ ให้ .20 38.00 <.001
4.96 .27 26.70
สารละลาย(IV set) เขม็ (Medicut) สาลี 70%Alcohol สายยางรัดแขน 4.96
และ พลาสเตอร์ที่สะอาด 4.93 .19 39.50 <.001
4 ล้างมอื แบบ hygienic hand washing หรือ Alcohol hand rubs กอ่ น 4.96
ใหส้ ารน้า 4.93 .19 39.50 <.001
5 เปิดจกุ ให้สารน้า ต่อชุดให้สารนา้ เข้ากบั สารน้าดว้ ยเทคนิกปลอดเชอื้
และไลส่ ารน้าให้จนถงึ ปลายเขม็ 4.59 .27 27.76 <.001
6 ผสมน้ายาหรือสารนา้ อื่นๆตามแผนการกั ษาดว้ ยเทคนกิ ปราศจากเชอ้ื
(ถา้ ม)ี 4.60 .20 36.50 <.001
7 ยาsingle doseทบ่ี รรจุใน ampule ไม่นาสว่ นท่ีเหลอื มาใชอ้ ีก 4.64 .27 27.76 <.001
8 ยาทต่ี ้องใชห้ ลายคร้ัง(multidose vials)ให้ปฏบิ ตั ิดังน้ี
-ปฏบิ ัติตามหลักAseptic technique 4.70 .75 7.60 <.001
-เช็ดจกุ ยางดว้ ย70%Alcoholก่อนและหลงั ดดู ยาทกุ ครั้ง
-เกบ็ ยาทเี่ หลอื กรณเี ปน็ vialอย่างsterileในตเู้ ย็นที่อณุ หภมู ิเหมาะสม 4.50 .65 8.52 <.001
(2-8 C) พรอ้ มระบวุ นั หมดอายุ 4.71 .57 10.02 <.001
9 เลอื กตาแหนง่ ใหส้ ารนา้ ทถ่ึ กู ตอ้ งปลอดภยั ทุกครง้ั 4.52
-หลกี เลยี่ งบริเวณทเี่ ป็นโรคผิวหนงั หรอื บาดแผล 4.70 .67 9.35 <.001
-เดก็ เล็กควรเลอื กบริเวณ มอื ศรีษะ และหลังเท้า 4.76
10 ใสถ่ งุ มือสะอาดในการแทงเขม็ หลอดเลือดดา .65 7.87 <.001
11 การใช้สายยางรดั .55 10.76 <.001
-ผปู้ ว่ ยทัว่ ไป 6-8นิ้วเหนือบรเิ วณท่ีแทง .70 7.56 <.001
-ผ้ปู ว่ ยความดนั โลหิตสงู แนะนาให้รดั สงู ความดนั โลหติ ตา่ แนะนาให้รัด .54 11.55 <.001
ใกลบ้ รเิ วณที่จะแทง .44 14.45 <.001
12 ทาความสะอาดผิวหนังก่อนให้สารนา้ ด้วยเทคนิคปลอดเช้อื ทกุ ครั้ง โดย
เชด็ ผวิ หนังดว้ ย70%Alcoholเชด็ ผิวหนังบริเวณทใ่ี ห้สารนา้ เท่ากับ
ตาแหน่งทจ่ี ะปิดด้วยเทคนิคScrub with frictionคือออกแรงเชด็ ขดั
และถูผิวหนงั ให้สะอาด จนกวา่ คราบไคลหมด รอใหแ้ ห้ง15วนิ าที
13 ใช้หลกั Aseptic techniqueในการแทงเข็ม
14 ใช้ IV catheter ขนาดลก็ (24G)เพอื่ ใหเ้ ลือดท่อี ยู่รอบๆเขม็ มีปริมาณมาก
พอทจ่ี ะเจอื จางยา
15 IV catheterใชเ้ พียงคร้งั เดยี วไมใ่ ช้ซ้า

16 พยาบาลแต่ละคนควรแทงเขม็ ใหน้ า้ เกลือไมเ่ กิน2คร้งั ถา้ ยังแทงไม่ได้
ควรเปล่ยี นพยาบาลใหค้ นอ่นื แทง

17 ต่อสายให้สารนา้ กบั เขม็ โดยใชห้ ลกั ปลอดเชื้อ

ที่ ความเหมาะสมแนวปฏิบัติ M n = 27 p-value
4.84
18 ตรึงสายไวไ้ มใ่ ห้ หัก พบั งอ และเลอ่ื นหลุด 4.63 SD t <.001
19 ปิดบริเวณรอยตอ่ ระหว่างเขม็ กบั ผิวหนังดว้ ยพลาสเตอร์ทับ หรอื ใช้ 4.78 <.001
4.81 .37 17.91
แผ่นฟิล์มใสปราศจากเชอื้ (sterile, Transparent, Semi permeable 4.63 .56 10.39
dressing) 4.73
20 บนั ทกึ วัน เวลา แทงเขม็ ด้านบนพลาสเตอร์ปิดทับบรเวณที่แทงเข็ม และ .42 15.67 <.001
บันทึกการให้สารนา้ ทางหลอดเลอื ดดา อัตราการหยดของสารน้า ลงใน 4.54
แบบฟอรม์ ทีเ่ ป็นมาตรฐาน .40 17.26 <.001
21 กรณีใหย้ า ทาความสะอาดข้อตอ่ และจกุ ยางให้สารน้าด้วย70%Alcohol 4.72 .56 10.39 <.001
ให้แหง้ ก่อนเตมิ ยาเข้าสายใหส้ ารนา้ ทุกครัง้ .53 11.76 <.001
22 ยาท่ีมีความเป็นกรด(pH<5)ตอ้ งเจือจางยากอ่ นและปรับการไหลของยา 4.81
ช้าๆ ยาทม่ี คี วามเป็นกรดสูงหรอื ดา่ งสูงควรใหย้ าทางcentral line .71 7.50 <.001
23 การดแู ลบริเวณ่ีแทงเข็ม (Catheter insertion Site) 4.84 .68 8.99 <.001
-ใช้เครอ่ื งมอื VIP Scaleในการประเมินการเกดิ หลอดเลือดดาอกั เสบ 4.88
เปลีย่ นชดุ ใหส้ ารน้าทุก96ชวั่ โมง ในกลมุ่ ทีม่ ีความเสีย่ งตอ่ การเกิด .40 16.59 <.001
Thrombophlebitis
-ใหอ้ ย่างต่อเนือ่ ง เปลยี่ นเม่ือมขี อ้ บ่งช้ี ได้แก่ ปวด บวม แดง .37 17.91 <.001
24 การเปล่ียนdressingบริเวณทแี่ ทงเขม็ .33 21.67 <.001
-ล้างมอื และสวมถุงมอื สะอาดเม่ือเปล่ยี นdressing
-ใชt้ ransparent dressingแบบกันน้าติดไดน้ าน5-7วนั
-ไมค่ วรใช้พลาสเตอรท์ ไี่ ด้รับการฆ่าเชื้อตดิ บนบรเิ วณInsert site
25 การเปลีย่ นชดุ ใหส้ ารนา้ (Administration set)
-เปล่ียนสายให้สารน้าทุก96ชัว่ โมง กรณีผสมยาKCL ให้เปลย่ี นทกุ 24
ชวั่ โมง
-เปลย่ี นชดุ ใหเ้ ลือด ผลิตภัณฑข์ องเลือด ทุก 4 ชั่วโมง
-สารน้าทม่ี สี ่วนผสมของไขมัน ให้หมดภายใน 24 ชัว่ โมง กรณีสารไขมัน
(Lipid emulsion alone)ให้หมดภายใน72ชว่ั โมง
26 การรักษาเส้นไว้เพอื่ ใหส้ ารละลายหรือการฉีดยาเป็นระยะ(Vein lock)
- กรณีผปู้ ว่ ยon NSS lock ก่อนฉดี ยาให้ใช้NSS flushกอ่ นทกุ ครง้ั โดย
Flush แบบนา้ วน (whirpool) ใช้push pause techniqueเพือ่ ทาให้
เสน้ สะอาด ลดการเกาะของคราบเลอื ด
-กรณฉี ีดยา2ตวั ขึน้ ไป ใหใ้ ช้ NSS flush กอ่ นเรมิ่ ยาอกี ตวั
-กรณีไมม่ ียาฉีดให้ Flush ดว้ ย NSSเวรละครัง้
27 การบนั ทึกครอบคลุม วธิ กี ารให้ แผนการรักษา ภาวะแทรกซ้อน และ
การพยาบาล
28 ดาเนินการเฝ้าระวังการตดิ เชื้อในกระเลอื ดและการเกดิ หลอดเลือดดา
สว่ นปลายอักเสบ(Phlebitis)ในผู้ป่วยทุกรายทไ่ี ด้รับสารนา้ ทางหลอด
เลอื ดดาส่วนปลาย เฝ้าระวังการตดิ เชอื้ โดยคลาบรเิ วณท่ีใสส่ ายสวนเพื่อ
ประเมินอาการบวมทุกวนั เขยี นวนั เวลาหรือใช้สติกเกอรส์ ใี นวนั ทจี่ ะ
เปลย่ี นสายท่ใี ห้สารละลายไว้ใกล้ตาแหน่งที่แทงเข็มและที่ set IV ชุดให้
สารน้าอยา่ งต่อเน่อื งตามปกติ เปล่ยี นทกุ 96ชั่วโมง ในกล่มุ ที่มคี วามเสี่ยง
ตอ่ การเกดิ Thrombophlebitis หรอื ให้อย่างต่อเนอ่ื ง เปล่ียนเมอื่ มขี อ้
บ่งช้ี ได้แก่ ปวด บวม แดง

ท่ี ความเหมาะสมแนวปฏิบตั ิ M n = 27
4.84 SD t p-value
29 ติดตามการใหส้ ารน้า โดยสังเกตอาการบวมแดง และการไหลของสารนา้ .37 17.91 <.001
เมอ่ื พบวา่ บรเิ วณให้สารนา้ บวม แดง ให้เปลย่ี นตาแหน่งใหม่ และเมอื่ มี 4.88
เลอื ดหรอื คราบสกปรกใหท้ าความสะอาดและเปลีย่ น transparent ใหม่ .34 19.94 <.001

30 เอาเข็มใหส้ ารนา้ ออกทนั ทีท่ีความจาเป็นสิน้ สดุ ลง

จากตารางท่ี 1 2 และ 3 พบวา่ แนวปฏบิ ัตปิ ้องกนั การเกิดหลอดเลือดดาอักเสบในผู้ปว่ ยเด็ก กลุ่มงาน
กุมารเวชกรรม โรงพยาบาลสงขลา มคี วามเหมาะสม ความเปน็ ไปได้ต่อการนาไปปฏิบัติ และเป็นประโยชน์ต่อ

ผู้รบั บรกิ ารอยา่ งมนี ยั สาคัญทางสถิตทิ ร่ี ะดับ .001 และ .05
อภิปรายผล

1. แนวปฏิบตั ปิ ้องกนั การเกดิ หลอดเลือดดาอักเสบในผปู้ ่วยเดก็ กลมุ่ งานกุมารเวชกรรม โรงพยาบาล
สงขลา ประกอบด้วย 4 ขัน้ ตอน ไดแ้ ก่ การเตรียมให้สารน้า การให้สารน้า การดูแลผู้ป่วยและการเฝ้าระวัง
ระหวา่ งการให้สารนา้ ทางหลอดดาสว่ นปลาย และการเฝ้าระวังการตดิ เชื้อ

2. แนวปฏบิ ัตปิ ้องกนั การเกดิ หลอดเลอื ดดาอกั เสบในผปู้ ่วยเดก็ กลุม่ งานกมุ ารเวชกรรม โรงพยาบาล
สงขลา มคี วามเหมาะสม ความเป็นไปได้ตอ่ การนาไปปฏิบัติ และเปน็ ประโยชน์ต่อผ้รู บั บริการอยา่ งมีนัยสาคัญ
ทางสถิติทรี่ ะดบั .001 และ .05
สรปุ ผล

แนวปฏบิ ตั ิป้องกนั การเกดิ หลอดเลือดดาอักเสบในผู้ป่วยเด็ก กลุ่มงานกุมารเวชกรรม โรงพยาบาล

สงขลา ประกอบด้วย 4 ข้นั ตอน ได้แก่ ขนั้ ตอนที่ 1 การเตรยี มให้สารน้า ขั้นตอนที่ 2 การให้สารน้า ข้ันตอน
ที่ 3 การดูแลผ้ปู ่วยและการเฝ้าระวงั ระหวา่ งการให้สารน้าทางหลอดดาส่วนปลาย และข้ันตอนที่ 4 การเฝ้า
ระวังการติดเช้ือ ทั้งนี้แนวปฏิบัติป้องกันการเกิดหลอดเลือดดาอักเสบในผู้ป่วยเด็กท่ีพัฒนาข้ึน มีความ
เหมาะสม ความเปน็ ไปได้ต่อการนาไปปฏิบัติ และเป็นประโยชน์ต่อผู้รับบริการอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่
ระดับ .001 และ .05

กติ ติกรรมประกาศ ขอขอบคณุ ดร.กติ ติพร เนาว์สุวรรณ ,นางพนดิ า จันทรัตน์ ,นางสาวนงนุช เค่ียม
การ , นางสาวละออง นชิ รานนท์

เอกสารอ้างอิง
ชศู รี วงศร์ ัตนะ. (2553). เทคนิคการใชส้ ถติ ิเพื่อการวิจัย. พิมพ์คร้ังที่ 12. นนทบรุ ี: ไทเนรมติ กิจอนิ เตอร์

โปรเกรสซฟิ .

๑. แบบฟอรมบทคดั ยอ ผลงาน
ประเภท Oral presentation

[ ] CQI (Clinic)
[ ] CQI (Non-Clinic)
[] R๒R
[ ] วิจัยฉบับสมบรู ณ
๒. ประเภท หนว ยงาน
[ ] รพ.สต./ ศสม.
[ ] รพช.
[] รพท. / รพศ.
[ ] สสอ./สสจ.
๓. การนาํ เสนอผลงาน
[ ] ไมเ คยนําเสนอ เผยแพรมากอ น
[ ] เคยเผยแพร (พฒั นาตอ ยอด)

ชื่อเรือ่ ง ผลของ Modified Neck Exercise ในผปู วยโรคหลอดเลอื ดสมองทมี่ ีภาวะกลืนลําบากระยะ
เรือ้ รัง
ผูนาํ เสนอ นางสาวอภิญญา ถนิ่ เดมิ ตําแหนง นักกิจกรรมบาํ บดั ชํานาญการ
หนว ยงาน กลุมงานเวชกรรมฟน ฟู โรงพยาบาลหาดใหญ อาํ เภอ หาดใหญ จังหวดั สงขลา
มือถอื . 0850500534 E-mail [email protected]
เนอ้ื หาโดยยอ กลุมผูปวยโรคหลอดเลอื ดสมองทม่ี ภี าวะกลนื ลาํ บากยาวนานกวา 6 เดือน และมีภาวะ
สําลักขณะรับประทานอาหาร เกิดภาวะทุพโภชนาการ ขาดสารน้ํา ขาดสารอาหารและมี
ภาวะแทรกซอนจากการสําลัก เชน ปอดติดเช้ือซ่ึงอาจเปนสาเหตุทําใหเสียชีวิต งานวิจัยน้ีเปนการ
ศกึ ษาวิจยั เชิงก่งึ ทดลอง (Quasi Experimental Research) กลมุ ตวั อยา งเปนผูปวยโรคหลอดเลือด
สมองที่มีภาวะกลืนลําบาก 6 เดือน แตไมเกิน 1 ป ท้ังเพศชายและเพศหญิงท่ีมารับบริการงาน
กจิ กรรมบาํ บดั โรงพยาบาลหาดใหญ จํานวน 20 คน แบงผูป วยออกเปน 2 กลุม กลุมละ10 คน โดย
การสุมแบบงาย (simple random) กลุมทดลองทไี่ ดร ับโปรแกรม Modified Neck exercise รวมกบั
โปรแกรมมาตรฐานและกลมุ ควบคุมไดรับโปรแกรมตามมาตรฐานอยางเดียว การใหโ ปรแกรมสัปดาห
ละ 3 วัน ตอ เนอ่ื งนาน 6 สัปดาห เครอ่ื งมือท่ใี ชในการวจิ ัย 1) โปรแกรม Modified Neck Exercise
แบบบนั ทึกขอมูลทวั่ ไปของผูปว ย 2) แบบประเมนิ FOIS score 3) แบบวัดคุณภาพชวี ติ ของผปู ว ยท่มี ี
ภาวะกลืนลาํ บาก (SWAL-QOL questionnaire) วดั ผลกอ นและหลังจบโปรแกรม ผลการทดลอง ท้งั
สองกลมุ มีความสามารถในการรับประทานอาหารและคุณภาพชีวิตที่ดีข้ึนอยางมีนัยสําคัญ (p<.05)
และจากการวดั ผลระหวา งกลุมพบความสามารถในการรับประทานอาหารแตกตางอยางมีนัยสําคัญ
(p<.05) แตคะแนนคุณภาพชีวิตไมพบความแตกตางอยางมีนัยสําคัญ (p>.05) สรุปผลการศึกษา
Modified Neck Exercise สามารถใชเปน ทาบรหิ ารกลา มเนื้อในผปู วยโรคหลอดเลอื ดสมองทีม่ ภี าวะ
กลนื ลาํ บากระยะเรื้อรัง

1. ช่ือเร่อื ง ผลของ Modified Neck Exercise ในผูปว ยโรคหลอดเลอื ดสมองทมี่ ภี าวะกลนื ลาํ บากระยะเรื้อรัง

2. ช่อื เจา ของผลงานและสงั กดั นางสาวอภญิ ญา ถิ่นเดิม กลมุ งานเวชกรรมฟน ฟู โรงพยาบาลหาดใหญ

3. บทนาํ

ภาวะกลนื ลาํ บากเปนภัยคุกคามของผูปวยทเี่ กดิ ขึน้ ไดหลงั จากมีความบกพรอ งทางระบบประสาทและ

โครงสรา งของสรีรวิทยา สงผลกระทบตอการรับสารอาหารที่จําเปนตอรางกาย การเจริญเติบโตพัฒนาการ

และการประกอบกิจกรรมการดําเนินชีวิตของผปู วยอยา งมากสาเหตุของภาวะกลนื ลําบาก ผปู วยทม่ี ีภาวะกลนื

ลาํ บาก มีอาการแสดงที่พบบอย ไดแก น้ําลายไหล อาหารตกคางท่แี กม รสู ึกมีอาหารตดิ อยูบริเวณคอกลืนไม

ลง กลืนเจบ็ ไอ จาม เสียงพลาเครือ และการสําลักอาหาร การศึกษาผลของ Modified Neck Exercise ใน

กลุมผูปวยโรคหลอดเลือดสมองท่ีมีภาวะกลืนลําบากในระยะเรื้อรังคร้ังนี้ จึงเปนการพัฒนาการฟนฟูให

เหมาะสมกับการบรกิ ารผปู วยทเ่ี ฉพาะกลมุ มากขึน้ เพอ่ื ใหผูปว ยกลับมารับประทานอาหารทางปากไดอยางมี

ประสิทธภิ าพและปลอดภัยลดภาวะการสาํ ลกั หลังการรับประทานอาหาร เพ่ิมคณุ ภาพชวี ติ ทางดานการบรโิ ภค

อาหารใหก ับผูรับบรกิ ารย่งิ ขน้ึ

4. วสั ดแุ ละวธิ ีการ

การศึกษาคร้ังน้ี เปนงานวิจัยเชิงกงึ่ ทดลอง (quasi-experimental research) แบบแผน pre-post

test design กลุมตัวอยางคือ ผูปวยโรคหลอดเลือดสมองท่ีมีภาวะกลืนลําบาก ท่ีมารับบริการที่งาน

กิจกรรมบาํ บดั กลมุ งานเวชกรรมฟน ฟู โรงพยาบาลหาดใหญ ในชว งเวลา เดือน พฤษภาคม 2562- กันยายน

2562 จาํ นวน 20 คน แบงผูป ว ยออกเปน 2 กลุม กลมุ ละ10 คน โดยการสมุ แบบงาย (simple random) กลุม

ทดลองที่ไดรับโปรแกรม Modified Neck exercise รวมกับโปรแกรมมาตรฐานและกลุมควบคมุ ท่ีไดรับ

โปรแกรมตามมาตรฐาน การวิเคราะหขอ มูลขอมูลท่ัวไปของผูปวย ใชการวิเคราะหเชิงพรรณนา หารอยละ

ขอมูลกอนและหลังการใหโปรแกรม ใชสถติ ิpair t-testและการทดสอบระหวางกลุมใชสถิติindependent t

test

5. ผลการวจิ ยั /ศกึ ษา

ตารางที่ 1: ตารางบนั ทึกผลการศึกษา สวนขอมลู ทว่ั ไป

ขอมลู ทว่ั ไป ความถ่ี (รอยละ)

เพศ กลุมทดลอง กลมุ ควบคุม
ชาย
หญิง 4(40) 6(60)
6(60) 4(40)
อายุ (เฉลย่ี ) 55.7 ป 56.3
7.2 เดอื น 7.4 เดือน
ระยะเวลาการเกิดโรค (เดอื น)
3(30) 2(20)
ชนิดของโรคหลอดเลือดสมอง 7(70) 8(80)
แตก

ตบี

จากตารางที่ 1 พบวา กลุมตัวอยา งสวนใหญของกลุม ทดลอง เปนเพศหญิง รอยละ 60 เพศชาย รอย
ละ 40 อายุเฉล่ีย 55.7 ป ระยะเวลาการเกิดโรคเฉลีย่ 7.2 เดือน สว นใหญเ ปนผูปวยทมี่ ีพยาธิสภาพสมองชนดิ

ตบี รอยละ 70 กลุมควบคมุ เพศชาย รอ ยละ 60 อายุ เฉลี่ย 56.3 ป ระยะเวลาในการเกดิ โรคเฉลีย่ 7.4 เดอื น
สวนใหญ เปนผูปวยทมี่ พี ยาธสิ ภาพสมองชนดิ ตบี รอยละ 80

ตารางท่ี 2: แสดงความสามารถในการรบั ประทานอาหาร (FOIS score) กอ นและหลังไดรับโปรแกรม

ระดบั ความสามารถในการรบั ประทานอาหาร FOIS score ความถ่ี (รอยละ)

ทดลอง ควบคมุ

กอ น หลงั กอ น หลงั

(7) รับประทานอาหารทางปากไดต ามปกติ - 2(20) - 1(10)

(6) รับประทานอาหารทางปากปกติแตหลีกเล่ียงอาหาร 1(10) 7(70) - 1(10)

แขง็ และนํา้

(5) รบั ประทาอาหารทางปากดว ยอาหารหลายประเภทที่ 2(20) 1(10) 2(20) 2(20)

ตองบด/สับกอน

(4) รับประทานอาหารทางปากดว ยอาหารออ นเนือ้ เดียว 2(20) - 2(20) 4(40)

(3) รับประทานอาหารทางสายเสรมิ จากอาหารทางปาก 3(30) - 3(30) 1(10)

(2) รับประทานอาหารทางสายยางและรับประทาน 1(10) - 2(10) 1(10)

อาหารทางปากไดเล็กนอย

(1) งดอาหารทางปาก 1(10) - 1(10) -

จากตารางที่ 2 กลุมทดลองท่ีไดรับโปรแกรม Modified Neck Exercise ความสามารถในการ

รบั ประทานอาหาร (FOIS score) เพิ่มขึ้น จากผูปวยทีไ่ ดรับโปรแกรม กลับมารับประทานอาหารทางปากได

ตามปกตริ อยละ 20 รบั ประทานแบบตองระมัดระวงั นํ้าและของแข็ง รอยละ 70 และรับประทานอาหารทาง

ปากดวยอาหารหลายประเภทท่ีตองบด/สับกอ นระดับ รอยละ 10 สวนกลุมควบคุม ความสามารถในการ

รบั ประทานอาหาร (FOIS score) เพม่ิ ขึน้ เชน กนั ผูปวยกลับมารับประทานอาหารทางปากไดต ามปกติรอยละ

10 รับประทานแบบตองระมัดระวังนา้ํ และของแข็ง รอยละ 10 รับประทานอาหารทางปากดวยอาหารหลาย

ประเภทท่ีตองบด/สบั กอ นระดบั รอ ยละ 20 รับประทานอาหารทางปากดว ยอาหารออนเนื้อเดียว รอ ยละ 40

รับประทานอาหารทางสายเสริมจากอาหารทางปากรอยละ 10 รับประทานอาหารทางปากไดเ ล็กนอย รอยละ

10และรับประทานอาหารทางสายยางและรบั ประทานอาหารทางปากไดเ ล็กนอย รอยละ 10

ตารางที่ 3: แสดงผลการเปรียบเทียบคะแนนความสามารถในการรับประทานอาหารและคุณภาพชีวิตของ

ผปู ว ยท่มี ีภาวะกลืนลาํ บาก กอนและหลังการไดรับโปรแกรมภายในกลมุ

Score Before (Mean) After (Mean) t p

Experimental FOIS 3.60 6.10 -5.51 .001*

group SWAL-QOL 88.90 42.70 14.59 .001*

Control FOIS 3.40 4.40 -3.00 .015*

group SWAL-QOL 86.10 50.40 6.79 .001*

*p<.05

จากตารางท่ี 3 พบวา ความสามารถของระดับการรับประทานอาหารกอนและหลังการไดร ับโปรแกรม

ของทัง้ กลุมทดลองและกลุมควบคุม มคี วามแตกตา งกันอยางมนี ยั สําคัญ (p<.05) และคะแนนคณุ ภาพชวี ติ ของ

ผปู วยท่ีมภี าวะกลนื ลาํ บาก ของท้ังกลุมทดลองและกลมุ ควบคุม มคี วามแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญ (p<.05)
เชน กัน

ตารางที่ 4: แสดงผลการเปรียบเทียบคะแนนความสามารถในการรับประทานอาหารและคุณภาพชีวิตของ

ผูปวยทมี่ ภี าวะกลนื ลาํ บาก ระหวางกลมุ ทดลองและกลุมควบคุม

Score Mean (SD) tp

experimental control

FOIS 6.10 4.40 5.594 .029*

SWAL-QOL 42.70 50.40 .253 .621

*p<.05

จากตารางที่ 4 พบวา ความสามารถของระดับการรับประทานอาหารกอนและหลัง ระหวางกลุมมี

ความแตกตา งกันอยางมีนยั สาํ คญั (p<.05) และสว นคะแนนคณุ ภาพชีวติ ของผูป วยท่มี ภี าวะกลนื ลําบาก กอน

และหลังจากไดร ับโปรแกรมไมม ีความแตกตางกันอยางมนี ัยสําคญั (p>.05)

อภิปรายการศกึ ษา

6. วจิ ารณ/ ขอ เสนอแนะ

จากตารางที่ 3 ความสามารถของระดับการรับประทานอาหารกอนและหลังการไดรับโปรแกรม

ภายในกลุมมีความแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญ (p<.05) และคะแนนคุณภาพชีวิตของผูปวยท่ีมีภาวะกลืน

ลําบาก กอ นและหลงั จากไดร ับโปรแกรมภายในกลุมมีความแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญ (p<.05) ระดับการ

กลับมารับประทานอาหารเพ่ิมข้ึนท้ังสองกลุม แตคาเฉลี่ยในกลุมทดลองเพ่ิมสูงขึ้นกวากลุมควบคุม และ

คุณภาพชีวิตของผูปวยท่ีมีภาวะกลืนลําบาก กลุมทดลองคะแนนลดลงมากกวากลุมควบคุม เน่ืองจากตาม

หลักการฟนฟูสภาพการใหโปรแกรมแบบมาตรฐานทางกิจกรรมบําบัดในผูปวยท่ีมีภาวะกลืนลําบาก จะ

ประกอบดวย การบรหิ ารกลา มเนื้อกลุมการกลนื เพอ่ื เพ่ิมความแขง็ แรงและความสามารถในการเคลอื่ นไหว ไม

วา จะเปนการบริหารกลามเน้ือปาก ล้ิน ขากรรไกร หากผูปวยที่ไมสามารถกลืนรับประทานอาหารทางปาก

ทงั้ หมดไดจ ะตองปรบั ระดับการอาหารใหม คี วามเหมาะสมกับผูปวยในแตละรายรวมดวย จึงทําใหระดับการ

กลืนผูปวยดีขึน้ ตามลาํ ดับ (นันทยิ า, 2556; ศศุภางค, 2556; Shaun, 2018) กลุมทไ่ี ดรบั โปรแกรม Modified

Neck Exercise เปน การบรหิ ารกลามเน้อื กลมุ เหนือไฮออยด (suprahyoid muscles) เพื่อลดการสาํ ลัก เม่ือ

กลา มเน้อื บรเิ วณดงั กลาวน้ีไดบรหิ ารเฉพาะในสว นทคี่ วบคมุ การสําลกั กลามเนื้อจงึ แขง็ แรงมากกวา กลมุ ควบคมุ

ดงั น้นั การสาํ ลกั จะลดลง จงึ สงผลใหระดับการกลืนก็จะดขี นึ้ ตามลาํ ดับ (Kim, 2015; & Shaker, 2002)

จากตารางที่ 4 พบวา ความสามารถของระดบั การรับประทานอาหารระหวางกลมุ มีความแตกตางกัน

อยา งมีนยั สําคญั (p<.05) จากการศกึ ษาพบวา โปรแกรม Modified Neck Exercise เปน การบรหิ ารในทาน่ัง

ซึ่งจะงา ยขึน้ ในผูปว ยท่ีมีปญหาความแข็งแรงของรางกาย การให โปรแกรม Modified Neck Exercise เปน ไป

ตามหลักการบริหารแบบ Shaker exercise ซึ่งเปน exercise ท้ังแบบ isotonic exercise และ isometric

exercise และเพ่ิมการใหแรงตานในทาบริหารแบบท่ี 3จึงเปนการออกกําลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให

กลามเน้อื เหนอื กลมุ เหนือไฮออยด (suprahyoid muscles) และชวยทาํ ใหหรู ูดหลอดอาหารสวนบน(Upper

esophagus: UES) ขยายไดกวางเปดมากขึ้น และลดการเกิดอาการสําลักภายหลังการรับประทานอาหาร

(post swallow aspiration) มักใชในผูปวยท่ีมีปญหา pharyngeal dysphagia และยังชวยให

hyolaryngeal complex ยกตัวไดสูงขึ้น (Shaker, 2002) จากการศึกษาของ Perlman และคณะ พบวา

กรณที ี่การยกตัวของ hyolaryngeal complex ลดลง สงผลใหเ กดิ โอกาสสําลัก (aspiration) ไดส งู กวา กลมุ ท่ี

มีการยกตัวปกติ ถึง 3.7 เทา โดยทีโ่ ปรแกรม Modified Neck Exercise เปน การผสมสานการบริหารโดยยึด
หลักการ shaker exercise ตามหลกั isotonic exercise และ isometric exercise รว มกบั การใชก ารบรหิ าร
กลามเนื้อคอ Neck exercise รวมกับการใหแรงตานคางไว (Perlman, Booth, &Grayhack, 1994)
สอดคลองกบั การศึกษาของKyoung Don Kim และคณะ (2015)ไดศกึ ษาผลของ Neck exercise ตอผูปวย
โรคหลอดเลอื ดสมองท่ีภาวะกลนื ลาํ บาก โดยการใชเทคนคิ PNF เปนพน้ื ฐาน (Neck exercise) ผลพบวาพบ

ความแตกตา งอยา งมีนยั สําคญั ในหัวขอการลดลงของอาหารท่ีตกคางใน valleculae, การยกตัวของ larynx
การปดของ epiglottis และยงั ชว ยเพิ่มการ transit ของอาหารในระยะ pharyngeal phase ท่ีเพ่ิมข้ึนและ
จากการศึกษาผลของการใชเทคนิค PNF ในผูปวยโรคหลอดเลือดสมองท่ีมีภาวะกลืนลําบาก โดยทําการ
เปรียบเทียบการใชเทคนคิ PNF (facial, tongue, exercise) กับการใชเทคนิคแบบด้ังเดิม โดยการตรวจ
VEFS พบความแตกตางอยางมีนัยสําคัญกลุมท่ีใชเทคนิค PNF มีคะแนน functional dysphagia scale ท่ี
เพ่ิมข้ึน, ระยะเวลาการเคลื่อนตัวของอาหารที่ลดลง รวมท้ังการหลงเหลือของกอนอาหารท่ี valleculaeก็

ลดลงอีกดว ย (Baek, Kim, & Kim, 2005;Hwangbo, Kim, 2018)
จากตารางท่ี 4พบคะแนนคณุ ภาพชวี ติ ของผปู วยทมี่ ภี าวะกลืนลาํ บาก กลุมทดลองและกลมุ ควบคุมไม

แตกตา งกันอยางมีนัยสําคัญ (p<.05) แตในกลุมทดลองท่ีไดรับโปรแกรม Modified Neck exercise
มีคะแนนเฉลยี่ ลดลงมากกวา กลมุ ควบคุม หมายความวา ความยากลาํ บากในการรับประทานอาหารของกลุม
ทดลองลดลงมากกวากลมุ ควบคุมจากการศกึ ษาผูปวยทม่ี ีภาวะกลืนลําบากจะสงผลตอคุณภาพชีวิตและ
การดาํ เนนิ ชีวติ ประจาํ วนั ของผูปว ยเปนอยา งมาก พบวา ผูปวยกลุมนี้ตองการการกลับไปรับประทานอาหาร

ตามปกติ ตอ งการกลับไปทํากิจกรรมทางสังคม และรับประทานอาหารรวมกันกับครอบครัวและกลุมเพื่อน
โดยท่ีผูปวยพยายามหาวิธีท่ีจะกลับไปรับประทานอาหารทางปากตามเดิมดวยตนเอง พยายามหาวิธีการ
รับประทานอาหารท่ีตนเองรูสึกปลอดภัย ผูปวยเรียนรูท่ีจะจัดการกับภาวะกลืนลําบากและการจัดการ
ภาวะแทรกซอนดว ยตนเอง เชน การปรบั เปลย่ี นอาหารในสงิ่ ท่ตี นเองกนิ แลว ไมเกิดการสูดสาํ ลัก ดว ยการปรับ
อาหารใหมคี วามหนืดขน ปรบั วธิ ีการน่งั ทาทางตาง ๆ ในการกิน (Josefin, Bergstrom, &Karlsson, 2018;
Perry & McLaren, 2003) ดงั น้ันเมือ่ มีโปรแกรมทจี่ ะชว ยใหผปู วยมรี ะดบั การรบั ประทานอาหารท่ีเพ่มิ ข้ึน จึง

สง ผลใหผ ูปว ยมคี วามมั่นใจในการรับประทานอาหาร จึงสงผลใหค ะแนนคุณภาพชีวิตของผูปวยท่ีมีภาวะกลืน
ลําบากดีขนึ้ ตามลาํ ดบั (Kim, Lee, &Ryu, 2015)
7. สรุป

ผูปวยโรคหลอดเลือดสมองท่ีมีภาวะกลืนลําบากระยะเรื้อรังท่ีผานโปรแกรม Modified Neck
Exercise สามารถรับประทานอาหารและคุณภาพชีวิตท่ีดีข้ึนอยางมีนัยสําคัญ (p<.05) และจากการวัดผล
ระหวางกลุมพบความสามารถในการรบั ประทานอาหารแตกตางอยา งมีนยั สาํ คัญ (p<.05) แตคะแนนคุณภาพ
ชีวิตไมพ บความแตกตา งอยางมีนยั สําคัญ (p>.05) สรุปผลการศกึ ษา Modified Neck Exercise สามารถใช
เปน ทา บริหารกลามเน้อื ในผูปว ยโรคหลอดเลือดสมองทม่ี ภี าวะกลนื ลําบากระยะเรอื้ รัง
8. เอกสารอา งอิง

กิง่ แกว ปาจรยี .(2550). การฟน ฟูสมรรถนะผปู วยโรคหลอดเลือดสมอง (พมิ พครงั้ ที่ 1).กรุงเทพมหานคร: แอล
ที เพลส.

นนั ทยิ า อดุ มพานชิ ย, และสุจิตรา แสนทวีสขุ .(2561). การฟนฟสู ภาพการกลนื .ใน ภัทรา วัฒนพนั ธ
(บรรณาธกิ าร), การฟนฟูผูปวยท่ีมีภาวะกลืนลําบากในระบบประสาท, (พิมพครั้งที่ 2, หนา 65-98)
ขอนแกน: โรงพมิ พม หาวิทยาลยั ขอนแกน .

ปยภัทร เดชพระธรรม.(2556). ปญหาการกลืนในผูสูงอายุ (Dysphagia in Elderly).เวชศาสตรฟนฟูสาร
,23(3), 73-80.

พรชัย สถิรปญญา. (2550). ภาวการณกลืนผิดปกติในโรคระบบประสาท.สงขลานครินทรเวชสาร, 25(6),
561-568.

ศศภุ างค มสุ ิกบุญเลิศ. (2557). การรักษาผูป ว ยกลนื ลําบาก.วารสารศรีนครนิ ทรเวชสาร, 29, 1-4.

Baek, N. J., Kim, I. S., & Kim, J. H. (2005).Clinical validity of the functional dysphagia scale
based on videofluoroscopic swallowing study, Korean AcadRehabil Med, 29, 43–49.

Crary, M. AB., Carnaby, G.D., &Groher, M.E. (2005).Initial psychometric assessment of a
functional oral intake scale for dysphagia in stroke patients.Arch Phys Med Rehabil,
86, 1516-1520.

ผลงานประเภท R2R
(กล่มุ สสจ.- สสอ.)

รายละเอียดการส่งผลงานนาเสนอ
มหกรรมวชิ าการเขตสุขภาพที่ 12 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563
ผลงาน R2R ประเภท สสอ./สสจ. เคยนาเสนอในมหกรรมวชิ าการจังหวัดตรงั (พฒั นาต่อยอด)

ชอ่ื เรือ่ ง: ปจั จัยทีม่ ผี ลตอ่ การควบคุมระดับนาตาลในเลอื ดของผปู้ ่วยเบาหวานชนิดที่ 2
อาเภอหว้ ยยอด จงั หวัดตรงั

ผู้นาเสนอ: นางจารมุ น ลคั นาวิวัฒน์ พยาบาลวชิ าชีพชานาญการ สสอ.หว้ ยยอด จงั หวัดตรงั
เบอรโ์ ทร ๐๘-๑๐๘๓-๒๔๘๓ Email :[email protected]

ทีมงาน: แพทย์ พยาบาลวิชาชพี เจ้าหนา้ ที่สาธารณสุขโรงพยาบาลหว้ ยยอด (โรงพยาบาลแม่ข่าย)
และเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภมู ทิ ัง 22 แห่ง

เน้อื หาโดยยอ่ :
การศึกษาครังนีเป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง (cross-sectional descriptive

research design) มีวัตถุประสงค์เพ่ือการศึกษาปัจจัยท่ีมีผลต่อการควบคุมระดับนาตาลในเลือดของ
ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อาเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดท่ี 2
อาเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง ปีงบประมาณ 2562 จานวน 3,742 คน (จากคลังข้อมูลสุขภาพสานักงาน
สาธารณสขุ จงั หวัดตรัง:HDC วันท่ี 4 ก.ย. 2562) เก็บรวบรวมขอ้ มลู ลักษณะประชากรและผลตรวจค่า
นาตาลในเลือด (HbA1C) ของผู้ป่วย วิเคราะห์โดยใช้สถิติพรรณนา หาค่าร้อยละ อัตราส่วน ค่าเฉลี่ย
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าต่าสุด ค่าสูงสุด ทดสอบความแตกต่างของค่า HbA1C ก่อนหลังติดตาม
ตรวจ HbA1C ซา โดยใช้สถิติ Paired t - test และวิเคราะหค์ วามสัมพนั ธ์ด้วยสถิติ chi-square test

ผลการศึกษา หลังมีการพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิ โดยจัดบริการทีมคลินิกหมอครอบครัว
ให้มที ีมหลัก ทีมเสริม ทีมเฉพาะกจิ และทีมขยาย ให้บรกิ ารโดยพืนที่เป็นฐานและผ้ปู ่วยเป็นศูนยก์ ลาง
ตามหลกั เวชศาสตร์ครอบครัวอย่างแท้จริง มีระบบบริการท่ีเชื่อมโยงกับโรงพยาบาลแม่ข่ายเพ่ิมขึน มี
ระบบการปรึกษาเพ่ือให้ผู้ป่วยเข้าถึงสะดวกขึน มุ่งเน้นการจัดการรายกรณี มีการจัดบริการส่งเสริม
ป้องกันโรคในชุมชนและการตดิ ตามเยีย่ มบา้ น ตลอดจนมกี ารพฒั นาระบบสารสนเทศทางคลินกิ และมี
การดาเนินงานเป็นมาตรฐานเดียวกัน พบว่า ปีงบฯ 2562 ผู้ป่วยเข้าถึงความครอบคลุมการตรวจ
HbA1C มากขึนถึงร้อยละ 91.98 (ปีงบฯ 2561 = 69.40) การตรวจ HbA1C ≥ 2 ครังในปี ร้อยละ 30.6
จานวนครังของการตรวจ HbA1C ที่ถ่ีขึนและการดูแลรักษาท่ีเข้มข้นขึน ส่งผลให้ผู้ป่วยเบาหวานมีค่า
HbA1C เฉล่ียหลังตรวจ HbA1C ซาต่ากว่าก่อนตรวจ HbA1C ซาอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (P < 0.05)
รวมทังสง่ ผลให้ผู้ป่วยเบาหวานสามารถควบคุมระดับนาตาลในเลือดได้ดี (HbA1C <7.0%) ในปีงบฯ 2562
คิดเป็นร้อยละ 36.07 (HDC วันท่ี 16 พ.ย. 2562) จากเดิม ปีงบฯ 2561 ร้อยละ 15.8 ทังนีได้มีการ
ดาเนินงานอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนจนถึงปัจจุบัน โดยปีงบฯ 2563 ร้อยละการควบคุมระดับนาตาล
ในเลือดไดด้ ี คิดเปน็ รอ้ ยละ 36.51 (HDC วันท่ี 26 ส.ค. 2563) ซง่ึ ควบคมุ ได้ดีเป็นอันดับ 1 ของจงั หวดั

รายละเอยี ดเอกสารฉบบั เต็ม
ชอื่ เรือ่ ง : ปัจจยั ท่มี ีผลต่อการควบคมุ ระดบั นาตาลในเลอื ดของผปู้ ว่ ยเบาหวานชนิดที่ 2

อาเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง
ชื่อผเู้ ขียน: นางจารุมน ลคั นาวิวฒั น์ พยาบาลวชิ าชีพชานาญการ สสอ.หว้ ยยอด จังหวัดตรัง

เบอรโ์ ทร ๐๘-๑๐๘๓-๒๔๘๓ Email :[email protected]
บทนา: จากปี 2559 อาเภอห้วยยอดมีการพัฒนาระบบบรกิ ารปฐมภูมิในการดแู ลผู้ป่วยโรคเรือรัง
(เบาหวานและความดันโลหิตสูง) โดยส่งผู้ป่วยท่ีรับการรักษาจากโรงพยาบาลสู่คลินิกหมอครอบครัว
(หน่วยบริการปฐมภูมิ 1 แห่งเป็นศูนย์กลางจัดตังคลินิกหมอครอบครัว แต่ละแห่งรับผิดชอบหน่วย
บริการปฐมภูมิ 3-6 แห่ง) ซ่ึงมีแนวคิดให้ผู้ป่วยเข้าถึงการดูแลรักษาครอบคลุมมากขึน แต่แม้มีทีม
คลินิกหมอครอบครัว ซ่ึงมีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวเป็นหัวหน้าทีม พร้อมด้วยทีมสหสาขาวิชาชีพ
ด้านต่างๆให้การดูแลรักษาผู้ป่วย แต่ภาระการดูแลรักษาผู้ป่วยในชุมชน ดูเหมือนจะตกอยู่ที่หน่วย
บริการที่เป็นศูนย์กลางของคลินิกหมอครอบครัวเท่านัน และจากจานวนทีมคลินิกหมอครอบครัวท่ีมี
จากัด ร่วมกับจานวนผู้ป่วยที่มากเกินไป ทาให้ผู้ป่วยไม่เข้าถึงการรับรู้ปัญหาด้านสุขภาพ นาไปสู่การ
จัดการรายกรณีอย่างแท้จรงิ ส่งผลตอ่ การควบคุมโรค ซึง่ พบวา่ ปีงบประมาณ 2559 2560 2561 รอ้ ยละ
ผู้ป่วยเบาหวานควบคุมระดับนาตาลในเลือดได้ดี (HbA1C < 7.0%) คิดเป็น ร้อยละ 19.06 20.89
15.82 ตามลาดับ ซึ่งมีแนวโน้มลดลงในทุกๆปี โดยเฉพาะปีงบฯ 2561 พบว่าร้อยละผู้ป่วยเบาหวาน
ควบคุมระดับนาตาลในเลือดได้ดีของอาเภอห้วยยอด คุมได้ดีเป็นอันดับสุดท้ายใน 10 อาเภอของ
จงั หวัดตรัง

ปี 2562 สานักงานสาธารณสุขอาเภอห้วยยอดร่วมกับโรงพยาบาลห้วยยอด ซึ่งเป็น
โรงพยาบาลแม่ข่าย ได้มีการพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิการร่วมกัน โดยจัดบริการทีมคลินิกหมอ
ครอบครัว ให้มีทมี หลกั ทีมเสรมิ ทีมเฉพาะกิจและทีมขยาย ให้บรกิ ารโดยพืนท่เี ป็นฐานและผูป้ ่วยเป็น
ศนู ยก์ ลางตามหลักเวชศาสตร์ครอบครัวอย่างแท้จริง มีระบบบริการที่เชื่อมโยงกับโรงพยาบาลแม่ข่าย
เพ่ิมขึน มีระบบการปรกึ ษาเพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงสะดวกขึน มุ่งเน้นการจัดการรายกรณี มีการจัดบริการ
ส่งเสริมป้องกันโรคในชุมชนและการติดตามเยี่ยมบ้าน ตลอดจนมีการพัฒนาระบบสารสนเทศทาง
คลนิ ิกและมีการดาเนนิ งานเป็นมาตรฐานเดยี วกนั ทังนไี ด้มีการศึกษาปจั จัยทม่ี ีผลตอ่ การควบคุมระดับ
นาตาลในเลอื ดของผู้ปว่ ยเบาหวาน อนั จะสง่ ผลให้ผปู้ ่วยควบคุมโรคได้ดีและมีคุณภาพชีวิตทด่ี ีตอ่ ไป
วตั ถุประสงค์: เพ่ือให้ผู้ปว่ ยเบาหวานควบคุมระดบั นาตาลในเลอื ด HbA1C <7.0%
วิธีการศึกษา: รูปแบบการศึกษาในครังนี เป็นการศึกษาภาคตัดขวางในผู้ป่วยเบาหวานท่ีขึนทะเบียน
รักษาในอาเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง ปีงบประมาณ 2562 (จากคลังข้อมูลสุขภาพสานักงานสาธารณสุข
จงั หวัดตรงั (HDC) ณ วันที่ 4 ก.ย. 2562 จานวน 3,742 คน

การเก็บรวบรวมข้อมูล เก็บรวบรวมข้อมูลลักษณะประชากรและผลการตรวจคา่ นาตาลในเลือด
(HbA1C) ของผู้ปว่ ย

การวิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์ โดยใช้สถิติพรรณนา หาค่าร้อยละ อัตราส่วน ค่าเฉล่ีย ส่วน

เบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าต่าสุด ค่าสูงสุด ทดสอบความแตกต่างของค่า HbA1C ก่อนหลังติดตามตรวจ

HbA1C ซา โดยใชส้ ถติ ิทดสอบ Paired t - test และวิเคราะหค์ วามสัมพันธด์ ้วยสถิติ chi-square test

ผลการศึกษา:

ตารางที่ 1 แสดงลักษณะของกลมุ่ ตัวอย่างจาแนกตามตวั แปรลักษณะทางประชากร (N=3742)

ตัวแปรทศ่ี ึกษา จานวน(N=3742) ร้อยละ

เพศ(ชาย:หญงิ =1:2)

ชาย 1310 35.0

หญิง 2432 65.0

อาย(ุ X+SD=61.96+12.76 Max-min=100-11)

<40ปี 149 4.0

40-49 ปี 421 11.3

50-59 ปี 1058 28.3

60-69 ปี 1121 30.0

70-79 ปี 645 17.2

≥80 ปี 348 9.3

จากตารางท่ี 1 พบว่า ผู้ป่วยเบาหวานเป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย (อัตราส่วน ชาย:หญิง=1:2)

อายุเฉลี่ย 61.96+12.76 ปี ซึ่งอายุน้อยที่สุด คือ 11 ปี อายุมากท่ีสุดคือ 100 ปี และกลุ่มอายุที่พบ

มากทีส่ ดุ คืออายุ 60-69 ปี คิดเปน็ ร้อยละ 30.0

ตารางที่ 2 แสดงลักษณะของกลุ่มตัวอย่างจาแนกตามการตรวจระดับน้าตาลในเลือด

(HbA1C)

ตัวแปรท่ศี กึ ษา จานวน ร้อยละ

ไดร้ บั การตรวจ HbA1C (N=3742)

ตรวจ HbA1C 3442 91.98

ไมไ่ ด้ตรวจ 300 8.02

จานวนครง้ั ของการตรวจ HbA1Cของผปู้ ่วยท่ีได้รับการตรวจ (N=3442)

ตรวจครังเดยี วในปี 3442 100.00

ตรวจตดิ ตามซา ≥ 2 ครังในปี 1054 30.6

จากตารางที่ 2 พบว่า ผู้ป่วยเบาหวาน จานวน 3,742 คน ได้รบั การตรวจ HbA1C อยา่ งน้อย

1 ครังในปี จานวน 3,442 คน คิดเป็น ร้อยละ 91.98 และมีการตรวจ HbA1C ≥ 2 ครังในปี จานวน

1,054 คน คดิ เป็นร้อยละ 30.6

ตารางท่ี 3 แสดงร้อยละความครอบคลมุ การตรวจ HbA1C และการควบคุม HbA1C ได้ดี

จาแนกตามหน่วยบริการปฐมภูมิ (N=3742)

หน่วยบรกิ าร ผปู้ ่วย การตรวจ HbA1C ในปี ควบคุมได้ดี

(คน) อย่างน้อย1 คร้ัง ตรวจ≥2ครัง้ HbA1C<7.0%

จานวน รอ้ ยละ จานวน รอ้ ยละ จานวน รอ้ ยละ

รพ.สต.บา้ นเหนอื คลอง 83 83 100.00 50 60.20 49 59.00

รพ.สต.บา้ นโพธิ์โทน 95 95 100.00 41 43.20 55 57.90

รพ.สต.หนองช้างแลน่ 153 153 100.00 95 62.10 86 56.20

รพ.สต.ในเตา 90 89 98.89 55 61.80 49 55.10

รพ.สต.ทงุ่ ตอ่ 141 128 90.78 48 37.50 61 47.70

รพ.สต.บ้านนาวง 57 56 98.25 34 60.70 25 44.60

รพ.สต.เขาขาว 170 165 97.06 65 39.40 73 44.20

รพ.สต.เขากอบ 186 156 83.87 55 35.30 64 41.00

รพ.สต.บา้ นหนองปรือ 165 141 85.45 48 34.00 56 39.70

รพ.สต.บ้านหว้ ยนาเย็น 180 159 88.33 42 26.40 61 38.40

ท.ตาบลนาวง 165 142 86.06 28 19.70 53 37.30

รพ.สต.ปากแจม่ 145 137 94.48 44 32.10 51 37.20

รพ.สต.ปากคม 154 138 89.61 43 31.20 51 37.00

รพ.สต.บางดี 165 147 89.09 38 25.90 54 36.70

ศสช.หว้ ยยอด 500 426 85.20 67 15.70 154 36.20

รพ.สต.บา้ นหนองหมอ 100 92 92.00 28 30.40 33 35.90

รพ.สต.ลาภรู า 266 254 95.49 28 11.00 90 35.40

รพ.สต.เขาปูน 186 167 89.78 51 30.50 57 34.10

รพ.สต.วงั ครี ี 118 112 94.92 40 35.70 37 33.00

รพ.สต.ท่างวิ 242 235 97.11 53 22.60 76 32.30

รพ.สต.บา้ นพรจุ ดู 127 124 97.64 39 31.50 39 31.50

รพ.สต.ห้วยนาง 254 243 95.67 62 25.50 73 30.00

รวม 3742 3442 91.98 1054 30.60 1347 39.10

ตารางท่ี 3 พบว่า หน่วยบริการที่ควบคุมได้ดี (HbA1C<7.0%) สูงสุดร้อยละ 59.00 ซึ่งตรวจ

HbA1C ได้100% และติดตามตรวจ HbA1C ซา ≥ 2ครังในปี คิดเป็นร้อยละ 60.2 ส่วนควบคุมได้ดี

ต่าสุดร้อยละ 30.0 ซึ่งตรวจ HbA1C ได้ร้อยละ 95.67% แต่มีการตรวจติดตาม HbA1C ซา เพียงร้อยละ

25.5 ซงึ่ จะเห็นว่าการตรวจ HbA1C ซา จะช่วยให้ผปู้ ว่ ยสามารถควบคุม HbA1C ได้ดกี ว่า

ตารางท่ี 4 แสดงนา้ ตาลในเลือด (HbA1C)เฉลีย่ กอ่ นและหลังติดตามตรวจHbA1Cซา้ (N=1054)

HbA1C ก่อนติดตามตรวจซ้า หลังติดตามตรวจซ้า P-value
จานวน ร้อยละ จานวน รอ้ ยละ

(X+SD=9.32+2.58 Max-min=20.1-3.7) (X+SD=7.72+1.89 Max-min=17.8-3.6)

<7.0% 72 6.8 470 44.6 0.000*

7.0-8.5% 474 45.0 316 30.0

>8.5% 508 48.2 268 25.4

* Paired t-test P < 0.05

ตารางท่ี 4 ค่า HbA1C ก่อนและหลังติดตามตรวจซา มีความแตกต่างกันอย่างมนี ัยสาคัญทาง

สถิติ (P < 0.05) โดยพบว่า ค่าเฉล่ีย HbA1C หลังติดตามตรวจซา ( = 7.72) ลดลงจากก่อนตดิ ตาม

ตรวจซา ( = 9.32) ทังนีการติดตามผู้ป่วยตรวจ HbA1C ซา ผู้ป่วยจะได้รับการปรับยารักษาโดย

แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว และกจิ กรรมส่งเสรมิ การปรับเปลี่ยนพฤตกิ รรมรายกรณี รวมทังการตรวจ

ตดิ ตามนาตาลในเลอื ด (DTX) โดยพยาบาลและเจ้าหนา้ ท่ีในพนื ที่

ตารางที่ 5 แสดงลักษณะของกลุ่มตัวอย่างจาแนกตามเพศ อายุ จานวนครง้ั ทตี่ รวจ HbA1C

และการควบคมุ HbA1C

ลักษณะ HbA1C <7.0% HbA1C 7.0-8.5% HbA1C >8.5% P

กลุม่ ตวั อย่าง จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ จานวน รอ้ ยละ value

เพศ ชาย 514 43.3 295 24.9 378 31.8 .001*

หญงิ 833 36.9 601 26.7 821 36.4

อายุ (ปี) <40 45 34.9 26 20.2 58 45.0 .000*

40-49 114 29.9 96 25.2 171 44.9

50-59 315 31.9 261 26.4 411 41.6

60-69 370 35.5 292 28.0 380 36.5

70-79 302 50.4 162 27.0 135 22.5

≥80 201 66.1 59 19.4 44 14.5

การ อย่างน้อย 1347 39.1 896 26.0 1199 34.9 .000*
ตรวจ 1 ครงั

HbA1C ≥ 2 ครงั 470 44.6 316 30.0 268 25.4

*P-value < .05

ตารางที่ 5 พบวา่ เพศชายสามารถควบคุม HbA1C ไดด้ ีกว่าเพศหญิง และผสู้ งู อายสุ ามารถ

ควบคมุ HbA1C ไดด้ ีกว่า อย่างมีนยั สาคัญทางสถิติ (P < 0.05)

ส่วนการติดตามตรวจซา ≥ 2 ครังในปี มีผลต่อการควบคุม HbA1C ได้ดี แต่อาจจะเกิดจาก
กระบวนการดูแลรักษาที่เข้มข้นขึน เช่น การปรับยาของแพทย์ การให้คาแนะนาเรื่องโภชนาการ
รวมถงึ การปรับเปล่ียนพฤตกิ รรมและการจดั การรายกรณี เป็นตน้
วิจารณ์: การดูแลผู้ป่วยเบาหวานโดยให้หน่วยบริการปฐมภูมิท่ีเป็นศูนย์กลางคลินิกหมอครอบครัว
ดูแลผู้ป่วยเป็นหลักอย่างเดียว ไม่เพียงพอต่อการดูแลผู้ป่วย จาเป็นที่ผู้ป่วยต้องได้รับการดูแลจาก
หน่วยบริการปฐมภูมิสังกัดของตนเอง เพ่ือให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดและเป็นส่วนสาคัญใน
การส่งเสริมการจัดการตนเองได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ภายใต้การสนับสนุนของญาติผู้ดูแล
สามารถควบคุมโรคได้ดี ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนและหรือสามารถชะลอภาวะแทรกซ้อนท่ีมีอยู่ไม่ให้
รนุ แรงขนึ ทาให้ผ้ปู ว่ ยมีคณุ ภาพชีวิตที่ดีตอ่ ไป
สรุป: การศึกษาผลของการดูแลผู้ป่วยเบาหวานท่ีควบคุม HbA1C หลังมีการพัฒนาระบบการดูแล
ผู้ป่วยโดยการมีขับเคลื่อนของหน่วยบริการปฐมภูมิทุกแห่ง ออกแบบระบบบริการโดยจัดบริการทีม
คลินิกหมอครอบครัวและสนับสนุนของโรงพยาบาลแม่ข่าย ส่งผลการดาเนินงานที่เป็นมาตรฐาน
เดียวกัน ผู้ป่วยเข้าถึงความครอบคลุมการตรวจ HbA1C ร้อยละ 91.98 (ปีงบฯ 2561 = 69.40) การ
ตรวจ HbA1C ≥ 2 ครังในปี ร้อยละ 30.6 จานวนครังของการตรวจ HbA1C ท่ีถี่ขึนและการดูแล
รักษาท่ีเข้มข้นขึน การส่งเสริมการปรับเปล่ียนพฤติกรรมและการจัดการรายกรณี ส่งผลให้ผู้ป่วย
เบาหวานมีค่า HbA1C เฉล่ียหลังตรวจ HbA1C ซา ต่ากว่าก่อนตรวจ HbA1C ซา อย่างมีนัยสาคัญ
ทางสถิติ (P < 0.05) รวมทังส่งผลให้ผู้ป่วยเบาหวานสามารถควบคุมระดับนาตาลในเลือดได้ดี (HbA1C
<7.0%) ในปีงบฯ 2562 คดิ เปน็ ร้อยละ 36.07จากเดิม ปี 2561 รอ้ ยละ 15.8
ข้อเสนอแนะ: รูปแบบการศึกษาครังนี สามารถนาไปประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพและการ
เจ็บปว่ ยของผู้ปว่ ยอ่ืนๆ ทงั นจี ะตอ้ งมกี ารดาเนินการอยา่ งต่อเนือ่ งและสมา่ เสมอ
เอกสารอา้ งอิง:

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. (2559). เผยโรคเบาหวานมีแนวโน้มเพ่ิมขึน.Retrieved
from https://www.thaihealth.or.th/Content/33953-เผย“โรคเบาหวาน” มีแนวโน้มเพิ่มขึน.
html.

กุสุมา กังหลี. (2557). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการควบคุมระดับนาตาลในเลือดของผู้เป็น
เบาหวานชนิดท่ีสอง โรงพยาบาลพระมงกฎุ เกล้า. วารสารพยาบาลทหารบก, 15(3), 256-268.

ธนวัฒน์ สุวัฒนกุล. (2561). ปัจจัยท่ีมีความสัมพันธ์กับการควบคุมระดับนาตาลในเลือดของ
ผู้ปว่ ยเบาหวานชนิดที่ 2. วารสารวิจัยระบบสาธารณสขุ , 12(3), 515-522.

สมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทย. (2560). แนวทางเวชปฏิบัติสาหรับโรคเบาหวาน 2560.
พิมพค์ รังท่ี 2. ประทมุ ธานี :รม่ เย็น มเิ ดีย จากดั .

ชือ่ ผลงาน: การมสี วนรวมในการปฏิบัติตามมาตรการดานสาธารณสขุ ของแผงลอยตลาดน้ํา

คลองระโนด ในสถานการณ$การระบาดของโรคโควดิ -19 ชวงผอนปรนระยะที่ 5

ผูนําเสนอ: นายศกั ดิ์กยะ บุญรอด ตาํ แหนง นักวชิ าการสาธารณสุขชาํ นาญการ

นางสาวกิตยิ า อนรุ ักษ$ ตําแหนง นักวิชาการสาธารณสุข

สถานที่ปฏิบตั งิ าน: สาํ นักงานสาธารณสุขอําเภอระโนด อาํ เภอระโนด จงั หวัดสงขลา

มอื ถือ: 084-1882238 email: [email protected]

บทคดั ยอ#
การศึกษาการมีสวนรวมในการปฏิบัติตามมาตรการดานสาธารณสุขของแผงลอยตลาดน้ํา
คลองระโนดในสถานการณ$การระบาดของโรคโควิด-19 ชวงผอนปรนระยะท่ี 5 มีวัตถุประสงค$
1)เพื่อศึกษาการมีสวนรวมในการปฏิบัติตามมาตรการดานสาธารณสุขของแผงลอยตลาดนํ้าคลอง
ระโนด 2)เพ่ือศึกษาปMจจัยที่มีความสัมพันธ$กับการมีสวนรวมในการปฏิบัติตามมาตรการดาน
สาธารณสขุ ฯและ 3) เพอ่ื หาแนวทางการพฒั นามาตรฐานสุขาภิบาลอาหารในตลาดนํา้ คลองระโนด
รปู แบบการวจิ ัยเชงิ สาํ รวจแบบตัดขวาง(Cross-Sectional Reseach) ประชากร คือแผงลอย
ทจ่ี าํ หนายอาหารในตลาดน้ําคลองระโนด ใชสูตรคํานวณตัวอยางของยามาเนได 102 ตัวอยางและสุม
เลือกตัวอยางดวยวิธีเฉพาะเจาะจง เคร่ืองมือที่ใชเปYนแบบสอบถามที่ออกแบบขึ้นและใชมาตรวัด
5 ระดับแบบลิเคิร$ต ทดสอบความเช่ือถือไดดวย Cronbach,s Alpha Coefficient ไดความเช่ือม่ัน
0.73 การเก็บรวบรวมขอมูลโดยผูวิจัย ตรวจสอบความถูกตองและประมวลผลโดยใชโปรแกรม
สํ า เ ร็ จ รู ป ท า ง ส ถิ ติ แ ล ะ ใ ช ส ถิ ติ เ ชิ ง พ ร ร ณ น า แ ล ะ ท ด ส อ บ ค ว า ม สั ม พั น ธ$ ด ว ย ส ถิ ติ ไ ค ว ส แ ค ว ร$
ระดบั นัยสําคัญท่ี 0.05
ผลการศึกษา ปรากฏวากลุมตัวอยางมีสวนรวมการปฏิบัติตามมาตรการดานสาธารณสุขฯ
ในระดับมาก การทดสอบความสัมพันธ$ดวยสถิติไคสแควร$ พบวา อายุ การไดรับการอบรมหลักสูตร
สุขาภบิ าลอาหารฯและคณุ ลกั ษณะทั่วไปและสุขวิทยาของผูสัมผัสอาหารมีความสัมพันธ$กับการมีสวน
รวมในการปฏบิ ตั ิตามมาตรการฯ ท่รี ะดับนยั สาํ คัญ 0.05 จากผลการศึกษาคร้ังนเี้ ทศบาลตําบลระโนด
ควรสงเสริมการมีสวนรวมตามมาตรการดานสาธารณสุข โดยเนนมาตรการรักษาระยะหางระหวาง
บุคคล(Social distancing) ไดแก การเวนระยะหางระหวางรอคิว การเวนระยะกับผูซื้อ ระยะหาง
ระหวางแผงลอยและการจัดเจลแอลกอฮอล$ประจําทุกแผงและควรมีการจัดอบรมหลักสูตรการ
สุขาภิบาลอาหารเปYนประจําทุกปeที่ครอบคลุมกลุมเปfาหมายทุกคนและมีการตรวจปรับปรุงแผงลอย
ตามเกณฑส$ ุขาภิบาลอาหารใหผานเกณฑ$

ชอื่ ผลงาน : การมีสวนรวมในการปฏิบตั ิตามมาตรการดานสาธารณสขุ ของแผงลอยตลาดนํ้า
คลองระโนด ในสถานการณ$การระบาดของโรคโควิด-19 ชวงผอนปรนระยะท่ี 5

ผูนําเสนอ: นายศกั ดิ์กยะ บุญรอด ตาํ แหนง นกั วชิ าการสาธารณสุขชํานาญการ
นางสาวกิติยา อนรุ ักษ$ ตาํ แหนง นกั วชิ าการสาธารณสุข

สถานท่ีปฏิบตั ิงาน: สํานกั งานสาธารณสขุ อาํ เภอระโนด อาํ เภอระโนด จงั หวดั สงขลา
บทนาํ

ตลาดน้ําคลองระโนดตั้งอยูริมคลองระโนด หมูที่ 4 ตาํ บลระโนด อาํ เภอระโนด จงั หวัดสงขลา
ดําเนนิ การโดยเทศบาลตาํ บลระโนด เร่ิมดําเนินการเมื่อปe 2551และเปhดอยางเปYนทางการในปe 2554
เปYนตลาดนํ้าที่มีการจําหนายสินคาประเภทอาหาร ขนมและเครื่องดื่ม มีท่ีสําหรับนั่งทานอาหารและ
เปYนแหลงทองเท่ียวของประชาชนในอําเภอระโนดและพ้ืนที่ใกลเคียง เปhดดําเนินการทุกวันศุกร$
เวลา 16.00น.-20.30น. โดยมีสโลแกนของตลาดคอื “นาเท่ียว นากิน อ่มิ อรอย ราคาถูก”(1)

การระบาดของโรคโควิด-19 ท่ัวโลกและประเทศไทย แตเมื่อสถานการณ$ในประเทศสามารถ
ควบคุมไดระดับหน่ึง รัฐบาลไดกําหนดใหมีการผอนปรนกิจกรรมตางๆ ซ่ึงในระยะท่ี 1 ไดผอนปรน
กจิ การดานเศรษฐกจิ และการดาํ เนินชวี ติ โดยมีตลาดน้ํารวมอยูดวย เทศบาลตาํ บลระโนดไดขออนุญาต
และเปดh ดําเนนิ การเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 โดยมีการประชุมวางแผนกอนเปhดตลาดรวมกัน
ของคณะกรรมการโรคติดตออําเภอระโนดรวมกับเทศบาลตําบลระโนดและมีการตรวจประเมินและ
ติดตามใหคําแนะนําการปฏิบัติตามมาตรการดานสาธารณสุข เพ่ือปfองกันการแพรระบาดของโรค
โควดิ -19 ซง่ึ ผลการตรวจประเมินพบวาตลาดคลองระโนดผานเกณฑต$ ามมาตรการทีก่ ําหนด

จากสถานการณ$การแพรระบาดของของโรคโควิด-19 ในประเทศไทย ในระยะที่ผานมาพบ
ผูปnวยเฉพาะเดินทางมาจากตางประเทศไมพบการติดเชื้อภายในประเทศ(ขอมูล ณ 10 สิงหาคม
2563) ซ่ึงรัฐบาลไดมีการผอนปรนกิจกรรมจนถึงระยะ 5 ทําใหประชาชนทั่วไปเร่ิมผอนคลายและไม
ปฏิบัติตามมาตรการท่ีทางหนวยงานราชการขอความรวมมือ รวมทั้งประชาชนและแผงลอยในตลาด
นํ้าคลองระโนด อําเภอระโนด จังหวัดสงขลา ดวยเหตุผลดังกลาวขางตน ผูวิจัยจึงมีความสนใจศึกษา
วาการมีสวนรวมในการปฏิบัติตามมาตรการดานสาธารณสุขของแผงลอยในตลาดน้ําคลองระโนด
ในชวงผอนปรนระยะที่ 5 มากนอยเพยี งใด เพ่ือนําผลการวิจัยมาใชในการปfองกันการแพรระบาดของ
โรคโควดิ -19 และพัฒนามาตรฐานการสุขาภบิ าลอาหารแผงลอยในตลาดนาํ้ คลองระโนดระยะตอไป

วัตถปุ ระสงค(
1.เพ่ือศึกษาการมีสวนรวมในการปฏิบัติตามมาตรการดานสาธารณสุขของแผงลอยตลาดน้ํา
คลองระโนดในสถานการณ$การระบาดของโรคโควดิ -19 ชวงผอนปรนระยะท่ี 5
2.เพื่อศึกษาปMจจัยที่มีความสัมพันธ$กับการมีสวนรวมในการปฏิบัติตามมาตรการดาน
สาธารณสุขของแผงลอยตลาดนํ้าคลองระโนดในสถานการณ$การระบาดของโรคโควิด-19 ชวงผอน
ปรนระยะที่ 5
3.เพอื่ หาแนวทางการพัฒนามาตรฐานการสขุ าภบิ าลอาหารในตลาดน้ําคลองระโนด

ขอบเขตการศกึ ษา
ประชากรทีใ่ ชในการศึกษาเปYนแผงลอยจําหนายอาหารในตลาดนํ้าคลองระโนดตามทะเบียน
ขอมูลเดือนกรกฎาคม 2563 กําหนดขอบเขตเน้ือหาการปฏิบัติตามมาตรการดานสาธารณสุขใน
สถานการณ$การระบาดของโรคโควิด-19 ใชแนวทางการปฏิบัติฯของกรมอนามัย(2) กระทรวง
สาธารณสุข ณ วันท่ี 3 พฤษภาคม 2563และระยะเวลาท่ีศกึ ษาในเดอื น กรกฎาคม-สิงหาคม 2563

วิธีการศกึ ษา
การศึกษาครง้ั น้ีใชรปู แบบการวิจัยเชงิ สาํ รวจแบบตัดขวาง(Cross-Sectional Reseach)
ประชากร คือจํานวนแผงลอยที่จําหนายอาหารในตลาดน้ําคลองระโนด(ขอมูลจากทะเบียน
การจัดเก็บคาแผงลอยของเทศบาลตําบลระโนดเดือนกรกฎาคม 2563) จํานวนท้ังสิ้น 139 แผง การ
กําหนดขนาดกลุมตัวอยางโดยใชสูตรคํานวณของยามาเน(Yamane) กําหนดความคลาดเคลื่อนท่ี
0.05 ไดขนาดกลุมตัวอยางทง้ั หมด 102 ตวั อยางและสุมเลือกตัวอยางท่ีศึกษาดวยวิธีเฉพาะเจาะจงให
กระจายตามโซนทีต่ งั้ ของแผงลอยท้งั 3 โซน
เคร่ืองมือท่ีใชเปYนแบบสอบถามท่ีผูวิจัยออกแบบขึ้น โดยดัดแปลงคําถามมาจากมาตรการ
ดานสาธารณสุขของแผงลอยฯ ตามประกาศของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ประกอบดวย 2
สวนคือ 1) ขอมูลทั่วไปและปMจจัยท่ีตองการศึกษาและ2) การมีสวนรวมของแผงลอยตามมาตรการ
ดานสาธารณสุขฯใชมาตรวัด 5 ระดับแบบลิเคิร$ต(Likert scale) ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจาก
นักวิชาการสาธารณสุขสังกัดสํานักงานสาธารณสุขอําเภอระโนดและทดสอบความเช่ือถือไดดวยการ
หาสัมประสทิ ธิ์อัลฟาของครอนบาค(Cronbach,s Alpha Coefficient) ไดความเชือ่ ม่นั รวม 0.73
การเก็บขอมูลโดยผูวิจัยและเจาหนาที่สาธารณสุขของสํานักงานสาธารณสุขอําเภอระโนด
ซึ่งไดมีทําความเขาใจของขอคําถามรวมกันและกําหนดวันที่เก็บขอมูลแบบเฉพาะเจาะจงในวันศุกร$ที่
7 สงิ หาคม 2563 โดยใชสถติ เิ ชงิ พรรณนาและวิเคราะห$หาความสัมพันธ$ของปMจจัยที่ศึกษาโดยใชสถิติ
ไคสแควร$(Chi-Square Test) กําหนดระดับนยั สําคญั ท่ี 0.05 และจัดระดับการมีสวนรวมจากคาเฉล่ีย
คะแนนในการปฏิบัติตามมาตรการฯเปYน 2 ระดับ 1) ระดับนอย คาเฉลี่ยนอยกวา 4.60และ
2)ระดบั มาก คาเฉลย่ี 4.60 ขึ้นไป

ผลการศึกษา
1) ขอมูลทั่วไปและปจ3 จยั ท่ศี ึกษาของกลุม# ตัวอย#าง

ผลการศึกษา ปรากฏวา สวนใหญเปYนเพศหญิง รอยละ 80.39 อายุ 40-60ปe รอยละ
28.86 คาเฉลี่ย 47.54 ปe ศึกษาระดับมัธยมศึกษา รอยละ 49.02 ไมเปYนคณะกรรมการของตลาดนํ้า
รอยละ 90.20 มีจํานวนผูสัมผัสอาหารในแผงลอยสวนใหญจํานวน 2 คน รอยละ 47.06 ไดรับการ
อบรมหลักสตู รสขุ าภิบาลอาหารในปe 2563 รอยละ 49.80 ไดรับใบอนุญาตจําหนายอาหารฯ รอยละ
71.57 มีประสบการณ$จําหนายอาหารในตลาดนาํ้ ระโนด 5 ปeขึ้นไป รอยละ 50 คาเฉล่ีย 5.79ปe ไดเขา
ประชุมเตรียมความพรอมกอนเปhดตลาดในสถานการณ$การระบาดของโรคโควิด-19 รอยละ 81.37
และประเภทอาหารทีจ่ ําหนายสวนใหญขายขนมและของสาํ หรับทานเลน รอยละ 57.84

2) คุณลกั ษณะทวั่ ไปและสุขวิทยาของผูสมั ผัสอาหาร

ตาราง 1 จาํ นวนและรอยละของคุณลกั ษณะทั่วไปและสขุ วิทยาผสู ัมผสั อาหาร

n=102

คุณลกั ษณะและสขุ วิทยาของผูสมั ผสั อาหาร ถูกตอง ไมถูกตอง

(คน) (คน)

1.สวมผากนั เปyxอน 93 (91.18) 9 (8.82)

2.สวมหมวกหรือเนท็ คลมุ ผม 62 (60.78) 40 (39.22)
3.เสอ้ื ผาและการแตงกายถกู สุขลักษณะ 62 (60.78) 40 (39.22)

4.ความสะอาดของมือและเล็บมือ 99 (97.06) 3 (2.94)

5.ความสะอาดของภาชนะและอุปกรณ$ตางๆ 101(99.02) 1 (0.98)

6.การปกปดh อาหารปรงุ สกุ มิดชิดปอf งกันการปนเปอxy น 66 (64.71) 36 (35.29)

คาเฉลย่ี = 0.79 S.D. = 0.23

3) การมีสว# นร#วมในการปฏิบัติตามมาตรการดานสาธารณสขุ

ผลการศึกษาการมีสวนรวมในการปฏิบัติตามมาตรการดานสาธารณสุข ปรากฏวา กลุม
ตัวอยางมีสวนรวมการปฏิบัติตามมาตรการดานสาธารณสุขฯ คาเฉล่ีย 4.60 เม่ือจัดระดับการมีสวน

รวม พบวาระดับมาก รอยละ 58.82และระดับนอย รอยละ 41.18 รายละเอยี ดรายขอดงั น้ี

ตาราง 2 คาเฉล่ยี S.D. และระดบั การมีสวนรวมในการปฏบิ ัติตามมาตรการดานสาธารณสุขฯ

n=102

ขอ คาเฉล่ีย S.D. ระดบั

1.ทานสวมใสหนากากผาหรอื หนากากอนามยั ตลอดเวลา 4.75 0.57 มาก
2.ทานไดคัดกรองอุณหภูมิและซักประวัติอาการเจ็บปnวยกอนเขา 4.84 0.42 มาก
ปฏิบตั งิ านในตลาดน้าํ ทกุ ครัง้
3.ทานลางมือดวยน้ําสบูหรือเจลแอลกอฮอล$ทุกคร้ังกอนและหลัง 4.72 0.59 มาก
ปฏิบตั ิงานทกุ ครงั้
4.จัดใหมสี บูและนํา้ หรอื เจลแอลกอฮอลส$ ําหรับลางมอื ของลูกคา 4.26 1.19 นอย
5.เตรยี มและปรงุ อาหารสูงจากพ้นื อยางนอย 60 ซม. 4.80 0.45 มาก
6.ใชอุปกรณ$สําหรับหยิบจบั อาหารหรอื ตกั อาหาร 4.71 0.56 มาก
7.มีการปอf งกนั ไมใหผูซ้อื ใชมือเลอื ก หยิบจบั หรอื สัมผัสอาหารโดยตรง 4.54 0.86 มาก
8.มกี ารทาํ ความสะอาดแผงลอย พ้ืนผิวสมั ผัสของสถานทีป่ รุง/ จําหนาย 4.57 0.74 นอย
อาหารดวยนํา้ ยาทําความสะอาดหรือนา้ํ ยาฆาเชื้อ
9.ใชภาชนะบรรจุเหมาะสมตามประเภทอาหาร 4.81 0.39 มาก
10.มีการเวนระยะหางระหวางแผงอยางนอย 1-2 เมตร/หรือมี 4.39 0.75 นอย
มาตรการปfองกนั
11.ลดการสมั ผสั ใกลชิดกับผซู ้ือโดยการเวนระยะหางระหวาง 4.33 0.67 นอย
บคุ คล 1-2 เมตร
12.มีมาตรการลดการแออัดของลูกคาระหวางรอควิ 4.17 0.70 นอย
13.ไมวางอาหารบนพืน้ โดยตรง 4.85 0.41 มาก

คาเฉล่ียรวม = 4.60 S.D. = 0.34

4) ผลการทดสอบความสมั พนั ธ(

ผลการศกึ ษาความสัมพันธ$พบวา1)อายุ 2)การไดรับการอบรมหลักสูตรสุขาภิบาลอาหารฯ

และ3)คุณลักษณะทวั่ ไปและสุขวทิ ยาของผสู มั ผัสอาหารมคี วามสมั พันธ$กับการมีสวนรวมในการปฏิบัติ

ตามมาตรการฯ ทีร่ ะดบั นยั สําคญั 0.05 รายละเอยี ดตามตาราง 3-5 ดงั นี้

ตาราง 3 การทดสอบความสัมพันธข$ องอายกุ ับการมสี วนรวมในการปฏบิ ตั ติ ามมาตรการฯ

อายุ ระดบั การมสี วนรวม รวม Chi-sq
(ปe) นอย มาก (Sig.)
28 (100.00)
- 25- 40 ปe 11 (39.29) 17 (60.71) 58 (100.00) 6.14
16 (100.00) (0.047)
- 41- 60 ปe 20 (34.48) 38 (65.52) 102 (100.00)
- 60 ปขe ้นึ ไป 11 (68.75) 5 (31.25)
42 (41.18) 60 (58.82)
รวม
Cramer,s V = 0.25

ตาราง 4 การทดสอบความสัมพันธ$ของการไดรับการอบรมหลักสูตรสุขาภิบาลอาหารฯกับการมีสวน

รวมในการปฏิบัตติ ามมาตรการดานสาธารณสุขฯ

การไดรับอบรมหลักสูตร ระดบั การมีสวนรวม รวม Chi-sq
สุขาภบิ าลอาหาร นอย มาก (Sig.)

- ไดรับอบรม 19 (31.15) 42 (68.85) 61 (100.00) 6.30
- ไมไดรับอบรม 23 (56.10) 18 (43.90) 41 (100.00) (0.012)
42 (41.18) 60 (58.82) 102 (100.00)
รวม
Cramer,s V = 0.25

ตาราง 5 การทดสอบความสัมพันธ$ของคุณลักษณะท่ัวไปและสุขวิทยาของผูสัมผัสอาหารกับการ

มีสวนรวมในการปฏบิ ตั ิตามมาตรการดานสาธารณสขุ ฯ

คณุ ลักษณะท่ัวไปและสขุ วทิ ยาของ ระดับการมสี วนรวม รวม Chi-sq
ผูสมั ผสั อาหาร (Sig.)
นอย มาก 55 (100.00)
- นอย 47 (100.00) 8.81
- มาก 30 (54.55) 25 (45.45) 102 (100.00) (0.003)
12 (25.23) 35 (74.47)
รวม 42 (41.18) 60 (58.82)
Cramer,s V = 0.29

สรุปและอภปิ รายผล

1) การมสี วนรวมในการปฏิบตั ติ ามมาตรการฯของกลมุ ตัวอยาง

ผลการศึกษาพบวา กลุมตัวอยางมีสวนรวมในการปฏิบัติตามมาตรการฯระดับมาก ท้ังน้ี

เนอ่ื งจากไดรบั การตดิ ตามและใหคําแนะนําจากคณะทาํ งานของเทศบาลตําบลระโนดและคณะทํางาน

ควบคุมโรคติดตออําเภอระโนด ทําใหกลุมตัวอยางมีสวนรวมในการปฏิบัติในระดับสูง อยางไรก็ตาม

ควรมีการปรับปรุงแกไขการมีสวนรวมในการปฏิบัติตามมาตรการฯท่ีอยูในระดับนอย ไดแก การลด

การแออัดระหวางรอคิว การลดการสัมผัสใกลชิดกับผูซื้อ การจัดเจลแอลกอฮอล$ลางมือแกลูกคาใน
แผงและการเวนระยะหางระหวางแผง 1-2 เมตร

2)ผลการทดสอบความสัมพันธ$ของตวั แปรอายุ การไดรับการอบรมหลักสูตรสุขาภิบาลอาหาร
และคุณลักษณะและสุขวิทยาของผูสัมผัสอาหารกับการมีสวนรวมในการปฏิบัติตามมาตรการดาน
สาธารณสขุ ฯ

-อายุมีความสัมพันธ$กับการมีสวนรวมในการปฏิบัติตามมาตรการดานสาธารณสุขฯ
สอดคลองกับวิษณุ หยกจินดา(3) ทั้งนี้อาจเนื่องจากกลุมอายุนอยกวา60ปe มีความรูและตระหนักตอ
สถานการณ$ของโรคโควดิ -19มากกวาจากการตดิ ตามขอมลู ผานชองทางสอ่ื สารตางๆ

-การอบรมหลักสูตรสุขาภิบาลอาหารฯมีความสัมพันธ$กับการมีสวนรวมในการปฏิบัติตาม
มาตรการดานสาธารณสุขฯ สอดคลองกับงานวิจัยของแพทรียา พลอยไปและคณะ(4) พบวาการสราง
กระบวนการเรียนรูแกประชาชนมีความสมั พันธ$กบั การมสี วนรวมของประชาชนในการพฒั นาทองถิน่

-คุณลักษณะและสุขวิทยาของผูสัมผัสอาหารมีความสัมพันธ$กับการมีสวนรวมในการปฏิบัติ
ตามมาตรการดานสาธารณสุขฯ ซ่ึงเทศบาลตําบลระโนดควรมีการตรวจปรับปรุงแผงลอยใหผาน
เกณฑก$ ารสขุ าภิบาลอาหารของกรมอนามยั

ขอเสนอแนะจากผลการศึกษา
1.การมีสวนรวมในการปฏิบัติตามมาตรการดานสาธารณสุขของแผงลอย ควรปรับปรุง
มาตรการรักษาระยะหางระหวางบุคคล(Social distancing) ไดแกการเวนระยะหางระหวางรอคิว
การเวนระยะกบั ผูซ้ือ ระยะหางระหวางแผงลอยและการจัดเจลแอลกอฮอลป$ ระจําทุกแผง
2.การจัดอบรมหลักสูตรการสุขาภิบาลอาหารเปYนประจําทุกปeและครอบคลุมกลุมเปfาหมาย
และมกี ารตรวจปรับปรุงแผงลอยตามเกณฑส$ ขุ าภิบาลอาหารใหผานเกณฑ$

เอกสารอางองิ
1. เทศบาลตําบลระโนด.ขอมูลการท#องเที่ยวเทศบาลตาํ บลระโนด.(Online) Available from:

http://www.ranodcity.go.th
2. กรมอนามยั . 2563. แนวทางปฏบิ ัติดานสาธารณสขุ สําหรบั ตลาดสด ตลาดนดั ตลาดนํา้ ฯ.

(Online) Available from: https:// anamai.moph.go.th
3.วิษณุ หยกจนิ ดา.2557. การมีส#วนรว# มของประชาชนในการพัฒนาชุมชน หมบ#ู านทุ#งกร#าง ตําบล

ทับไทร อาํ เภอโปงC นาํ้ รอน จงั หวัดจนั ทบุรี.(Online) Available from:
http://digital_collect.lib.buu.ac.th
4. แพทรยี า พลอยไปและคณะ. 2558. การมสี #วนร#วมของประชาชนในการพฒั นาทองถน่ิ ศึกษา
ความคิดเห็นของพนักงานองคก( ารบริหารส#วนตําบล อําเภอเมอื ง จังหวัดราชบรุ ี.
(Online) Available from: http://psaku.org



1.แบบฟอร์มบทคัดย่อผลงาน

[ ] วิจยั [ / ] R2R [ ] CQI (Clinic) [ ] CQI (Non-Clinic)

2.ประเภทหนว่ ยงาน

[ ] รพศ-รพท [ ] รพช. [ ] รพ.สต.-ศสม. [ / ] สสจ.-สสอ.

3.การเสนอผลงาน

[ / ] ไมเ่ คยนำเสนอ เผยแพร่มาก่อน [ ] เคยเผยแพร่ (พัฒนาต่อยอด)

ชื่อเรอ่ื ง การศกึ ษาเปรียบเทียบความรู้ ทัศนคติ พฤติกรรมและการมีส่วนรว่ มการควบคมุ ป้องกนั โรค
ไขเ้ ลอื ดออก ระหวา่ งพ้ืนทกี่ ารระบาดโรคไขเ้ ลือดออกเขตเมือง กับพน้ื ท่ีการระบาดโรค
ไขเ้ ลอื ดออกเขตชนบท กรณีศึกษาจังหวดั ยะลา

ผ้นู ำเสนอ นางสาวรซู ีลา โตะกีเล ตำแหน่ง นกั วิชาการสาธารณสขุ ชำนาญการ
หน่วยงาน กลมุ่ งานควบคมุ โรคตดิ ตอ่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวดั ยะลา อำเภอเมือง
จงั หวดั ยะลา มือถือ 087-2931212 E-mail [email protected]

บทคดั ย่อ
ปัญหาโรคไข้เลือดออกเป็นโรคติดต่อเฝ้าระวัง ที่เป็นปัญหาของพื้นที่จังหวัดยะลา มี

จำนวนอัตราป่วยและอัตราตายในทกุ ปี รูปแบบการระบาดของโรคไข้เลือดออก คือ มีการระบาด 1 ปี
เว้นการระบาด 2 ปี การระบาดของโรคจะพบในทุกพื้นท่ีแต่ละอำเภอของจังหวัดยะลา ส่วนใหญ่พบ
ผู้ป่วยเขตพ้ืนท่ีชนบทมากกว่าเขตพ้ืนท่ีเมือง วัตถุประสงค์การวิจัยครั้งน้ีเพื่อศึกษาความรู้ ทัศนคติ
พฤติกรรม และการมีสว่ นร่วม เปรียบเทียบการควบคุมป้องกันโรคไข้เลือดออกระหว่างพื้นท่ีเขตเมือง
และเขตชนบท จังหวัดยะลา กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 148 คน จากกลุ่มประชากรท่ีศึกษาจากการสุ่ม
อย่างเป็นระบบ และการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามจำนวน 5 ตอน ผลการศึกษา
พบว่า ระดับความรู้กลุ่มตัวอย่างที่ศกึ ษาอยู่ในระดับสูง ระดับพฤติกรรม ระดับทัศนคติกลุ่มตัวอย่างที่
ศึกษาอยู่ในระดับทไี่ ม่ดี ระดับการมีส่วนร่วมกลุ่มตัวอย่างให้ความร่วมมอื ที่น้อย ส่วนการวิเคราะห์การ
เปรียบเทียบระดับความรู้ พฤติกรรม การมีส่วนร่วมและทัศนคติระหว่างกลุ่มเขตเมืองและกลุ่มเขต
ชนบท พบว่า การเปรียบเทียบระดบั ความรู้ พฤติรรม การมีส่วนร่วม ระหว่างเขตเมอื งและเขตชนบท
พบว่าระดับความรู้มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนระดับทัศนคติไม่มีความแตกต่าง
กัน พบวา่ ทงั้ เขตเมอื งและเขตชนบทมีระดบั ทัศนคติระดบั ที่ไมด่ ตี อ่ การควบคุมโรคไขเ้ ลือดออก
4. บทนำ

สถานการณโ์ รคไข้เลือดออกจังหวัดยะลา 5 ปี (2557-2561) ย้อนหลัง และอัตราปว่ ย ปี 2562

พบว่าอัตราป่วยของโรคไข้เลือดออก ดังน้ี 109.04, 34.57, 167.20, 55.89, 96.10 และ 134.96 ต่อประชากร

แสนคน อันดับโรคไข้เลือดออกในระดับประเทศ พบว่า จังหวัดยะลา อยู่อันดับท่ี 11 ของประเทศ (ข้อมูล ณ

วนั ที่ 17 กนั ยายน 2562) และเปน็ อนั ดบั ท่ี 1 ของเขตสุขภาพที่ 12 แตไ่ มม่ รี ายงานผูเ้ สียชีวิตของปี 2562 (1)

จากสถานการณ์การระบาดของโรคไข้เลือดออกจังหวัดยะลา ปี 2562 และจากการ
จดั ลำดับของอัตราป่วยดว้ ยโรคไข้เลือดออกของอำเภอในจังหวัดยะลา พื้นท่ีท่ีพบการระบาดมากท่ีสุด
ได้แก่ อำเภอยะหา รองลงมาอำเภอบันนังสตา อำเภอกรงปินัง อำเภอธารโต อำเภอรามัน อำเภอกา
บัง อำเภอเบตง และอำเภอเมืองยะลา (1) ข้อมูลการระบาดโรคไข้เลือดออกในปี 2562 พบว่า พบ
ผู้ป่วยในเขตชนบทมากกว่าเขตเมืองร้อยละ 70 ของทกุ อำเภอในจังหวัดยะลา และผู้ป่วยอยู่ในช่วงวัย
เรียน ถึง วัยทำงาน ซ่ึงเป็นกลุ่มอายุที่พบจำนวนผู้ป่วยที่มากที่สุด และกลุ่มอายุดังกล่าวมีทักษะ



ความรู้การป้องกันตนเองเก่ียวกับโรคไข้เลือดออกได้ดี เพราะเป็นกลุ่มบุคคลท่ีมีบทบาททางสังคม มี
หน้าท่ีการทำงานและมีระดับการศึกษา แต่จากข้อมูล 5 ปีย้อนหลัง (1) ก็ยังพบการระบาดของโรค
ไข้เลือดออกในกลุ่มบุคคลดังกล่าว และพบการระบาดส่วนใหญ่เป็นเขตชนบทมากกว่าเขตพ้ืนที่เมือง
ซ่งึ ผู้วิจัยมีความสนใจศกึ ษา เรื่องการเปรียบเทียบการควบคุมป้องกันโรคไข้เลอื ดออกระหว่างเขตเมอื ง
กับเขตชนบท โดยการเปรยี บเทียบทักษะการควบคุมป้องกันโรคไข้เลือดออกจากปัจจัยที่ศึกษาในคร้ัง
น้ี เพ่ือสามารถนำข้อมูลท่ีได้ นำไปใช้จัดทำแผนการปฏิบัติงานการควบคุมโรคไข้เลือดออกให้
สอดคลอ้ งกับปญั หาในพ้ืนที่ และสามารถลดจำนวนผู้ปว่ ยโรคไข้เลอื ดออกในพื้นท่ีได้

ตัวแปรในการวิจยั ตัวแปรตาม (Dependent)
ตวั แปรตน้ (Independent)

การควบคมุ ป้องกันโรคไข้เลือดออก ปจั จัยลกั ษณะส่วนบุคคล
- พ้นื ทเ่ี ขตเมือง - ความรู้
- พืน้ ทเ่ี ขตชนบท - ทศั นคติ
- พฤติกรรม
- การมสี ว่ นรว่ ม

วัตถปุ ระสงค์ของการวิจัย (Objectives):
1. เพื่อศึกษาระดับความรู้ ทัศนคติ พฤติกรรม และการมีส่วนร่วม การควบคุมป้องกัน
โรคไข้เลือดออก จงั หวัดยะลา
2. เพื่อศึกษาเปรียบเทียบระดับความรู้ ทัศนคติ พฤติกรรม และการมีส่วนร่วม การ
ควบคุมป้องกันโรคไข้เลอื ดออกระหวา่ งพืน้ ท่ีเขตเมอื งและเขตชนบท จงั หวดั ยะลา
สมมติฐาน (Hypothesis):
การเปรยี บเทียบระหว่างพนื้ ทเ่ี ขตเมือง และเขตชนบทของจงั หวดั ยะลา ตอ่ ระดับความรู้
ทัศนคติ พฤตกิ รรม และการมีสว่ นรว่ มการควบคมุ ป้องกันโรคไข้เลอื ดออก แตกต่างกัน
5. ระเบยี บวิธีการวจิ ัย (Research Methodology):

ประชากรการศึกษาวิจยั
(1) การคำนวณกลมุ่ เป้าหมาย ใชส้ ูตรคอแครน WG Cochran (1953)

n = 0.1(1-0.1) (1.96)2
(0.05)2

n = 138
(2) วิธีการสุม่ ตัวอยา่ ง (Sampling technique)

การสุ่มตัวอย่างแบบเป็นระบบ ( Systematic sampling) ฐานข้อมูลโปรแกรม

รายงาน 506 จังหวัดยะลา แบ่งลักษณะเป็นพ้ืนท่ีเขตเมือง และพ้ืนที่เขตชนบท จังหวัดยะลา ได้
จำนวนกลมุ่ ตวั อย่าง ดงั นี้



พ้นื ที่เขตเมอื ง จังหวดั ยะลา พน้ื ท่ีเขตชนบท จังหวัดยะลา

จำนวน จำนวนผปู้ ว่ ยโรค สัดส่วนตอ่ รอ้ ยละ จำนวน จำนวนผูป้ ว่ ยโรค สัดส่วนต่อ รอ้ ยละ
ประชากร ไข้เลอื ดออกค่ามัธยฐาน ประชากร 1 ของกลุ่ม ประชากร ไข้เลอื ดออก ประชากร 1 ของกลุ่ม

5 ปยี อ้ นหลัง (2558- แสนคน ตัวอยา่ ง ค่ามัธยฐาน 5 ปี แสนคน ตวั อยา่ ง

2562) (n=138) ย้อนหลงั (2558- (n=138)

2562)

190,737 132 69.20 50 260,621 353 135.44 98

จำนวนกลุ่มตัวอยา่ งท่ีใช้ในการศึกษาในครั้งนี้ คาดประมาณความคลาดเคล่ือนประมาณ

15% เทา่ กบั 148 คน (ประชากร)

การสมุ่ ตัวอย่างแบบงา่ ย (Simple Random Sampling)

จากพื้นท่ีที่มีการระบาดโรคไข้เลือดออกพ้ืนที่เขตเมืองและพ้ืนที่เขตชนบท โดยการสุ่ม

กลุ่มตวั อย่างอยา่ งงา่ ย ดังน้ี

พน้ื ที่เขตเมอื ง หมายถงึ พ้ืนที่ทมี่ ีความหนาแน่นของประชากรสูงมาก ไดแ้ ก่ อำเภอเมอื ง

และอำเภอเบตง การศึกษาคร้ังน้ีใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย (จับฉลาก)จำนวน 1 อำเภอ ผลลัพธ์ที่ได้ คือ

อำเภอเมอื ง

พื้นท่ีเขตชนบท หมายถึง พ้ืนท่ีที่มีความหนาแน่นของประชากรปานกลาง-ต่ำ ได้แก่

อำเภอบันนังสตา อำเภอยะหา อำเภอรามัน อำเภอธารโต อำเภอกรงปินัง และอำเภอกาบัง

การศึกษาคร้ังนี้ใช้วิธกี ารสุม่ อย่างง่าย (จบั ฉลาก) จำนวน 1 อำเภอ ผลลัพธ์ทไ่ี ด้ คือ อำเภอยะหา

เกณฑ์การคดั กลุม่ ตัวอย่างเข้าการศกึ ษา

(1) ประชากรทม่ี อี ายุ 15 ปขี ึน้ ไป

(2) สามารถอา่ นหนงั สอื ภาษาไทยได้

(3) กลมุ่ ผู้ป่วยเคยมปี ระวัติป่วยด้วยโรคไข้เลอื ดออก

(4) กลุ่มอาสาสมคั รสาธารณสขุ ชุมชน

(5) กลมุ่ ผนู้ ำชุมชน/ผู้นำศาสนา

(6) กล่มุ ประชาชนทั่วไปของแต่ละอำเภอ

เกณฑ์การคัดกลุม่ ตวั อยา่ งออกจากการศกึ ษา

(1) อายุไม่เกนิ 80 ปีขนึ้ ไป

(2) อา่ นหนงั สอื ภาษาไทยไมอ่ อก

การวิเคราะห์ขอ้ มลู และสถติ ิท่ีใช้วเิ คราะห์ (Data Analysis and Statistics) :

วิเคราะหข์ ้อมูลเชิงพรรณณา

จำนวน ร้อยละ คา่ เฉล่ีย ค่ามัธยฐาน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

วเิ คราะห์ข้อมลู เชิงสถติ ิ

ขอ้ มูลการวเิ คราะห์ทดสอบดว้ ย Chi-square Test

(3) วธิ ีดำเนินการศกึ ษา

เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบสอบถาม ที่ผู้ศึกษาประยุกต์และพัฒนาขึ้นจากการ

ทบทวนเนอ้ื หาทเี่ กยี่ วขอ้ งครอบคลุมตามวัตถปุ ระสงค์ของการศึกษา แบบสอบถามแบง่ ออกเป็น 5 ตอน ได้แก่

ตอนท่ี 1 ขอ้ มลู ทว่ั ไป



ตอนที่ 2 ข้อมูลความร้เู ก่ยี วกบั โรคไขเ้ ลอื ดออก
ตอนท่ี 3 ข้อมลู เกี่ยวกบั พฤตกิ รรมในการปอ้ งกันโรคไขเ้ ลือดออก
ตอนที่ 4 ข้อมลู เกี่ยวกบั การมีสว่ นร่วมในการป้องกันโรคไข้เลอื ดออก
ตอนที่ 5 ขอ้ มลู เกย่ี วกับทัศนคติในการปอ้ งกนั โรคไข้เลือดออก

6. การวเิ คราะห์ข้อมูล

ตอนท่ี 1 ขอ้ มูลทั่วไป

ตวั แปร จำนวน (n=148) ร้อยละ

เพศ 41.9
58.1
ชาย 62
10.8
หญิง 86 43.2
3.4
อายุ 11.5
25.7
อายเุ ฉลยี่ 40 ปี Min= 16 ปี Max=68 ปี 5.4

อาชพี 23.0
44.6
ข้าราชการ 16 23.0
5.4
รบั จา้ ง/ลูกจ้าง 64 4.1

ค้าขาย 5 2.0
20.3
พ่อบา้ น/แมบ่ ้าน 17 44.6
10.8
เกษตรกรรม 38 18.9
3.4
อื่นๆ 8
14.9
รายได้ 81.8
3.4
นอ้ ยกวา่ 5,000 บาท 34

5,000-10,000 บาท 66

10,001-15,000 บาท 34

15,001-20,000 บาท 8

มากกว่า 20,000 บาท 6

การศึกษา

ไมไ่ ด้ทำการศึกษา 3

ประถมศึกษา 30

มัธยมศกึ ษา 66

อนุปรญิ ญา 16

ปรญิ ญาตรี 28

สูงกวา่ ปรญิ ญาตรี 5

สถานภาพสมรส

โสด 22

สมรส 121

หม้าย/หย่ารา้ ง 5



ตอนท่ี 1 ขอ้ มลู ท่ัวไป (ตอ่ ) จำนวน (n=148) ร้อยละ

ตวั แปร 13 8.8
135 91.2
ศาสนา
พุทธ 31 20.9
อสิ ลาม 71 48.0
22 14.9
ประเภทผตู้ อบแบบสอบถาม 24 16.2
กลมุ่ ผู้ป่วย
กลุ่มประชาชนท่ัวไป 50 33.8
กลมุ่ อาสาสมคั รสาธารณสุข 98 66.2
กลุ่มผ้นู ำชมุ ชน/ผ้นู ำศาสนา
34 23.0
เขตพ้ืนที่ทศ่ี กึ ษา 114 77.0
เขตเมือง
เขตชนบท 141 95.3
7 4.7
1 ปที ผี่ า่ นมามคี นในครอบครัว 49/99 33.1/66.9
ปว่ ยเปน็ โรคไขเ้ ลือดออก 81/67 54.7/45.3
หรือไม่ 16/132 10.8/89.2
63/85 42.6/57.4
มี 131/17 88.5/11.5
ไมม่ ี
เคยได้รับข้อมลู ขา่ วสาร
เก่ยี วกบั โรคไขเ้ ลือดออกบ้าง
หรอื ไม่
เคย
ไมเ่ คย

- วิทยุ
- โทรทศั น์
- หนงั สือพมิ พ์
- เพ่ือนบา้ น
- เจา้ หน้าท่สี าธารณสุข



พบว่า เพศชายร้อยละ 41.9 เพศหญิงร้อยละ 58.1 อายุโดยเฉลี่ย 40 ปี อายุมากท่ีสุด
68 ปี อายุน้อยท่ีสุด 16 ปี อาชีพส่วนใหญ่อาชีพ รับจ้าง/ลูกจ้าง รองลงมา อาชีพเกษตรกรรม รายได้
ส่วนใหญ่รายได้อยู่ในช่วง 5,000-10,000 บาท รองลงมา น้อยกว่า 5,000 บาท และรายได้ 10,001-
15,000 บาท ระดับการศึกษาพบว่า ระดับมัธยมศึกษามากที่สุด รองลงมาระดับประถมศึกษา และ
ปริญญาตรี สถานภาพสมรส ส่วนใหญ่สภานภาพสมรส รองลงมาสถานภาพโสด การนับถือศาสนา
ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามร้อยละ 91.2 รองลงมานับถือศาสนาพุทธร้อยละ 8.8 ประเภทผู้ตอบ
แบบสอบถาม ส่วนใหญ่ กลุ่มประชาชนท่ัวไป รองลงมา กลุ่มผู้ป่วย และกลุ่มผู้นำชุมชน/ผู้นำศาสนา
และกลุ่มผู้นำชุมชน/ผู้นำศาสนา เขตพื้นที่ท่ีศึกษากลุ่มเป้าหมายอยู่เขตชนบทร้อยละ 66.2 รองลงมา
เขตเมืองร้อยละ 33.8

ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมามีคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคไข้เลือดออก ร้อยละ 23 เคยได้รับ
ข้อมูลข่าวสารเก่ียวกับโรคไข้เลือดออก ร้อยละ 95.3 ส่วนใหญ่รับข่าวสารจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
ร้อยละ 88.5 รองลงมาจากโทรทัศนร์ อ้ ยละ 54.7

ตอนที่ 2 ข้อมลู ความร้เู ก่ียวกับโรคไขเ้ ลอื ดออก ถกู ผดิ แปล
ผล
ตวั แปร N (%) N (%)
148 (100.0) 0 (0.0) สงู
1. ยุงลายเป็นพาหะนำโรคไขเ้ ลือดออก 118 (79.7) 30 (20.3)
2. ยุงท่ีนำเชื้อไข้เลือดออกหากนิ เวลากลางคืน ปาน
กลาง
3. ผูป้ ่วยโรคไข้เลอื ดออกจะมไี ข้สงู และมผี ืน่ แดง 148 (100.0) 0 (0.0)
สงู
4. ผู้ปว่ ยโรคไขเ้ ลอื ดออกควรทานยาแอสไพรินเพื่อลดไข้ 126 (85.1) 22 (14.9) สงู
สงู
5. การลดแหลง่ เพาะพันธยุ์ ุงพาหะสามารถปอ้ งกันโรคไข้เลือดออกได้ 141 (95.8) 7 (4.2) ตำ่
สูง
6. การใช้สารเคมคี วบคมุ ยุงอาจมพี ษิ ต่อคนและสตั วเ์ ล้ียง 52 (35.1) 96 (64.9) สงู
สูง
7. ปลาหางนกยงู สามารถกำจัดลูกนำ้ ยุงลายได้ 141 (95.8) 7 (4.7)
สงู
8. ทรายอะเบทสามารถทำลายลกู นำ้ ยุงลายได้ 147 (99.3) 1 (0.7)
ตำ่
9. การดูแลผ้ปู ว่ ยโรคไขเ้ ลือดออกท่ีมไี ขส้ ูง คอื การใหผ้ ปู้ ่วยดม่ื น้ำ 139 (93.9) 9 (6.1)
มากๆ เชด็ ตัวลดไข้ ทานยาพาราเซตามอลเพอ่ื บรรเทาอาการไข้ สูง

10. ผู้ป่วยไขเ้ ลือดออกจะมอี าการไข้สูง ปวดศรี ษะ ปวดกล้ามเน้อื 129 (87.2) 19 (12.8) ตำ่
และมผี ื่นแดงเปน็ จุดตามผิวหนงั แขน ขา ลำตัว รักแร้ อาจมเี ลือด

กำเดาหรือเลือดออกตามไรฟันเป็นต้น

11. โรคไข้เลอื ดออกสามารถตดิ ตอ่ มาสู่คนโดยวธิ ีการใกล้ชดิ กับ 43 (29.1) 105 (70.9)
ผู้ปว่ ย นอนหรือ อาศัยอยู่บา้ นเดยี วกนั กับผู้ปว่ ย สัมผัสนำ้ มูก

น้ำลายของผปู้ ่วย

12. มาตรการในการปอ้ งกันและควบคมุ โรคไข้เลือดออกทดี่ ีและ 133 (89.9) 15 (10.1)
ไดผ้ ลมากทส่ี ุดคือ การกำจัดแหล่งหรือภาชนะที่อาจเป็นแหลง่

เพาะพนั ธ์ขุ องยงุ ทเี่ ปน็ พาหะนำโรค

13. ยงุ ทเ่ี ป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออกสามารถวางไข่ในน้ำสกปรกได้ 74 (50.0) 74 (50.0)
เช่น คูระบายน้ำ



14. ผู้ทเ่ี คยเป็นโรคไขเ้ ลือดออกแล้วจะไม่กลับเป็นซำ้ อีก 27 (18.2) 121 (81.8) ตำ่

15. การพ่นหมอกควนั เป็นวธิ ีการทีส่ ามารถกำจดั ยงุ พาหนะนำโรค 65 (43.9) 83 (56.1) ตำ่

ไข้เลอื ดออกไดผ้ ลมากทสี่ ดุ

16. ในเวลากลางวนั การให้เดก็ นอนกางมุ้ง หรอื จุดยากนั ยุงจะช่วย 139 (93.9) 9 (6.1) สูง

ลดความเสยี่ งจาการป่วยดว้ ยโรคไข้เลือดออกได้

17. โรคไขเ้ ลือดออก เปน็ ปัญหาที่ทุกคนตอ้ งช่วยกนั แก้ไข 141 (95.3) 7 (4.7) สูง

18. การปดิ ฝาภาชนะใส่นำ้ ให้มดิ ชดิ จะชว่ ยลดแหลง่ เพาะพันธุ์ยงุ 142 (95.9) 6 (4.1) สงู

พาหะนำโรคไข้เลือดออก เชน่ โอ่ง ถัง เปน็ ต้น

19. การเปลย่ี นน้ำภายในภาชนะในบา้ น เชน่ โอง่ แจกนั ทุก ๆ 7 142 (95.9) 6 (4.1) สงู

วัน จะสามารถทำลายวงจรชวี ิตลกู น้ำของยุงทเี่ ป็นพาหะนำโรค

ไขเ้ ลือดออก

20. การกำจัดเศษขยะ เศษวัสดุ ยางรถยนต์ แก้วพลาสติกจะช่วย 139 (93.9) 9 (6.1) สูง

ลดการเกดิ ลูกน้ำของยุงที่เปน็ พาหะนำโรคไขเ้ ลือดออก

21. คนทปี่ ่วยเปน็ ไข้เลือดออก อาจทำให้เสียชวี ติ ได้ 135 (91.2) 13 (8.8) สงู

22. การแกไ้ ขปัญหาการระบาดของโรคไขเ้ ลือดออก เป็นหนา้ ท่ีของ 26 (17.6) 122 (82.4) ตำ่

เจ้าหนา้ ทสี่ าธารณสุขเท่านนั้

ข้อมูลความรู้เก่ียวกับโรคไข้เลือดออกท่ีอยู่ในระดับที่ต่ำ ได้แก่ ข้อคำถามท่ี

6,11,13,14,15 และ 22 ส่วนระดับความรู้ระดับปานกลาง ได้แก่ ข้อคำถามที่ 2 และระดับความรู้

ระดบั สูง ขอ้ คำถามท่ี 1,3,4,5,7,8,9,10,12,16,17,18,19,20 และ 22

ตอนท่ี 2.1 ระดับความรู้เก่ยี วกับโรคไข้เลือดออก

ระดบั ความรู้ จำนวน ร้อยละ

ต่ำ (0.00 - 6.99 คะแนน) 0 0.0

ปานกลาง (7.00 – 14.99 คะแนน) 32 21.6

สงู (15.00 – 22.00 คะแนน) 116 78.4

รวม 148 100.0

จากการศึกษาข้อมูลพบว่า ระดับความรู้กลุ่มตัวอย่างท่ีศึกษาอยู่ในระดับสูง ร้อยละ

78.4 รองลงมาระดับความรู้อยู่ในระดบั ปานกลาง ร้อยละ 21.6

ค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ 15 คะแนน (คะแนนเต็ม 22 คะแนน) ค่า S.D = 1.98 Min= 9

คะแนน Max= 21 คะแนน



ตอนที่ 3 ข้อมูลเกี่ยวกบั พฤติกรรมการป้องกันโรคไข้เลือดออก

ตัวแปร S.D แปลผล

1. เมื่อท่านเห็นลูกนำ้ ของยุงท่เี ปน็ พาหะนำโรคไขเ้ ลอื ดออกตามแหลง่ นำ้ 2.03 0.83 ปานกลาง

ขงั ท่านก็เดินผ่านไปโดยไม่ทำลายทิ้ง

2. ทา่ นได้ไปขอทรายอะเบททสี่ ถานบริการสาธารณสุขเพื่อมากำจัดลกู นำ้ 1.47 0.57 ไมด่ ี

ของยงุ ทเ่ี ป็นพาหะนำโรคไขเ้ ลือดออก

3. ทา่ นนอนกางมุ้งหรือในที่ทมี่ ีมงุ้ ลวด ท้ังกลางวันและกลางคืน 1.63 0.64 ไม่ดี

4. เม่อื ท่านพบเห็นผู้ป่วยหรือผ้ทู ม่ี อี าการเสย่ี เปน็ โรคไขเ้ ลือดออก ทา่ นจะ 1.35 0.58 ไมด่ ี

รีบแจ้งเจ้าหน้าทสี่ าธารณสขุ ทนั ที

5. เมื่อบ้าน หรือ เพ่อื นบา้ น มีผูป้ ว่ ยโรคไข้เลือดออก ทา่ นจะรอให้ 2.09 0.81 ปานกลาง

เจา้ หนา้ ท่สี าธารณสุข หรือ อสม. มากำจัดลูกนำ้ ของยงุ ทีเ่ ปน็ พาหะนำโรค

ไขเ้ ลือดออก

6. ท่านมกี ารแนะนำใหส้ มาชิกครอบครัวของทา่ นชว่ ยกนั ทำลายแหล่ง 1.27 0.54 ไม่ดี
เพาะพนั ธ์ุลกู นำ้ ของยุงทเ่ี ป็นพาหะนำโรคไขเ้ ลอื ดออก

7. ท่านมีการแนะนำใหเ้ พ่อื นบ้านหรือคนใยชุมขนชว่ ยกันทำลายแหลง่ 1.35 0.54 ไม่ดี

เพาะพันธล์ุ ูกน้ำของยุงท่เี ปน็ พาหะนำโรคไข้เลอื ดออก

8. ท่านทำลายแหล่งเพาะพนั ธลุ์ กู นำ้ ของยุงท่เี ปน็ พาหะนำโรค 1.31 0.46 ไมด่ ี
ไขเ้ ลือดออกทุกคร้งั ที่ท่านพบเจอ

9. ท่านปิดฝาภาชนะน้ำดื่มทุกครง้ั หลงั ใช้ 1.70 0.47 ไม่ดี

10. เมือ่ ทา่ นพบลกู นำ้ ของยุงท่ีเปน็ พาหะนำโรคไขเ้ ลอื ดออกในภานะขงั 1.32 0.49 ไม่ดี

นำ้ ใชใ้ นห้องนำ้ ท่านจะขัดลา้ งทำความสะอาดและเทนำ้ ท้ิง หลังจากนัน้

คอ่ ยเตมิ นำ้ และใสท่ รายอะเบท

11. ท่ายเล้ยี งปลาทกี่ นิ ลูกนำ้ ของยงุ ท่ีเป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออก เช่น 1.56 0.71 ไมด่ ี

ปลาหางนกยูง ในอ่างเก็บน้ำ อา่ งปลูกบวั

บอ่ ปูนซีเมนต์ ฯลฯ เพอื่ ช่วยกำจดั ลูกนำ้ ของยงุ ทีเ่ ป็นพาหะนำโรค

ไข้เลือดออก

12. ท่านไดค้ วำ่ เผา ฝัง ทำลายเศษภาชนะที่ไมไ่ ด้ใชป้ ระโยชน์ 1.39 0.56 ไม่ดี

13. ครอบครวั ของท่านไม่ยินยอมใหพ้ ่นหมอกควันกำจัดยุงในบ้าน 2.29 0.71 ปานกลาง
เน่อื งจากจะทำให้บ้านสกปรก และมกี ล่ินเหมน็ ตดิ เส้ือผ้า

14. ในชว่ งเวลากลางวนั ท่านจะไม่เปดิ ประตู หนา้ ต่าง เนอื่ งจากปอ้ งกัน 2.06 0.79 ปานกลาง

ไมใ่ ห้ยุงเขา้ มาเกาะตามตู้เสื้อผ้าในบา้ น เพราะยุงมักจะชอบบริเวณทมี่ ีลม

พดั ผ่าน อากาศถ่ายเทสะดวก

15. ทา่ นมกี ารขดั ล้างและเปล่ียนถา่ ยภาชนะกักเก็บนำ้ ดืม่ น้ำใช้ ท่ีไมม่ ีฝา 1.38 0.54 ไมด่ ี

ปิดทุกสัปดาห์

16. หากมีการรณรงค์ทำลายแหลง่ เพาะพนั ธยุ์ ุงพาหนะนำโรค 1.32 0.52 ไมด่ ี
ไข้เลือดออกในหม่บู า้ น ทา่ นจะเขา้ ร่วมกิจกรรมทกุ คร้งั

พบว่า ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมในการปอ้ งกันโรคไข้เลือดออก ข้อคำถามท่ีพฤติกรรมไม่

ดี ได้แก่ ข้อคำถามที่ 2,3,4,6,7,8,9,10,11,12,15,16 ข้อคำถามที่พฤติกรรมปานกลาง ข้อคำถามท่ี

13,14



ตอนที่ 3.1 ระดับพฤตกิ รรมการปอ้ งกันโรคไขเ้ ลือดออก

ระดบั พฤตกิ รรม จำนวน ร้อยละ

ไมด่ ี 100 67.5

ปานกลาง 47 31.8

ดี 1 0.7

รวม 148 100.0

จากการศึกษาขอ้ มลู พบว่า ระดับพฤติกรรมกลุ่มตัวอยา่ งทศ่ี ึกษาอย่ใู นระดับไมด่ ี ร้อยละ

67.5รองลงมาระดบั พฤติกรรมปานกลาง รอ้ ยละ 31.8
จากการศึกษาข้อมลู พบว่า ระดบั พฤติกรรมการป้องกันโรคไข้เลอื ดออก กลมุ่ ตัวอย่างที่

ศึกษาอยู่ในระดับไมด่ ี ค่าเฉลี่ย( )เท่ากับ 1.33 ค่า S.D = 0.48

ตอนท่ี 4 ขอ้ มูลเก่ียวกับการมีส่วนร่วมการปอ้ งกนั โรคไข้เลือดออก

ตัวแปร S.D แปลผล

1. ประชาชนควรมสี ่วนร่วมในการดำเนินการแก้ไขการระบาดของ 1.33 0.52 น้อยท่ีสดุ
โรคไข้เลอื ดออก 3.55 1.36 มาก
2. การเข้ารว่ มกิจกรรมทำความสะอาดในหมู่บ้าน / ชุมชนทำให้ 3.77 1.28 มาก
เสียเวลาทำมาหากิน
3. การที่เจ้าหน้าท่สี าธารณสขุ เขา้ มาใหก้ ารแนะนำเกย่ี วกับการแกไ้ ข 1.41 0.54 น้อยที่สุด
ปัญหาโรคไขเ้ ลือดออก ข้าพเจ้าจะไมเ่ ขา้ รว่ ม เพราะเปน็ งานของ 1.87 0.81 น้อย
เจา้ หน้าท่ีท่ีตอ้ งรบั ผดิ ชอบ 3.81 1.28 มาก
4. ประชาชนทกุ คนควรมคี วามตระหนกั และเห็นความสำคญั ต่อการมี 1.70 0.81
ส่วนรว่ มในการแก้ไขปญั หาโรคไข้เลือดออก นอ้ ยที่สดุ
5. การปอ้ งกันไมใ่ หเ้ กดิ โรคไขเ้ ลือดออก น้ันเกดิ ข้ึนเพราะตวั เราเอง 1.70 0.59
6. การดแู ลผู้ปว่ ยโรคไข้เลอื ดออกเปน็ หนา้ ท่ขี องเจา้ หน้าท่ี ญาติไม่ 1.52 0.50 น้อยทีส่ ุด
จำเปน็ ตอ้ งมสี ว่ นรว่ ม 1.60 0.53 นอ้ ยท่สี ุด
7. ในเขตพน้ื ที่ทีร่ ะบาดของโรคไขเ้ ลอื ดออก อาคารบ้านเรือนตอ้ งไดร้ ับ 1.51 0.52 น้อยที่สุด
การพน่ หมอกควนั ทุกหลงั คาเรือน เพ่ือปอ้ งกันการแพรก่ ระจายของโรค 1.43 0.58 นอ้ ยทสี่ ดุ
และลกู นำ้ ของยงุ ท่เี ปน็ พาหะนำโรคไขเ้ ลือดออก น้อยที่สุด
8. ข้าพเจา้ ร่วมเสนอปัญหาและแนวทางในการปอ้ งกนั การระบาดของ
โรคไขเ้ ลอื ดออกแกค่ ณะกรรมการหมู่บา้ นและเจา้ หนา้ ทส่ี าธารณสุข
9. ข้าพเจ้าเข้ารว่ มรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ ให้ความรู้เร่ืองการปอ้ งกัน
โรคไข้เลือดออก
10. ขา้ พเจ้าร่วมจัดกจิ กรรมเวทชี าวบ้านในเรอื่ งการปอ้ งกนั การระบาด
ของโรคไขเ้ ลือดออก
11. ขา้ พเจ้าดำเนินการทำลายแหล่งเพาะพนั ธล์ุ ูกนำ้ ยุงลาย นำโรค
ไขเ้ ลือดออก ทุก 7 วัน รอบบ้านตนเอง
12. จัดบ้านเรอื นให้สะอาด ย่อมปราศจากโรค

๑๐

พบว่า ข้อมูลท่ีเก่ียวกับการมีส่วนร่วมในการป้องกันโรคไข้เลือดออก ข้อคำถามท่ีการมีส่วน

ร่วมในการป้องกนั โรคไข้เลือดออกระดับน้อยท่ีสดุ ไดแ้ ก่ ข้อ 1,4,7,8,9,10,11,12 ข้อคำถามการมีส่วน

ร่วมในระดบั นอ้ ย ไดแ้ ก่ ขอ้ 5 สว่ นข้อคำถามการมีส่วนรว่ มมาก ไดแ้ ก่ ข้อ 2,3,6

ตอนท่ี 4.1 ระดบั การมสี ว่ นร่วมการป้องกันโรคไขเ้ ลอื ดออก

ระดบั การมีส่วนร่วม จำนวน รอ้ ยละ

น้อยทส่ี ุด 23 15.6

นอ้ ย 122 82.4

ปานกลาง 3 2.0

มาก 0 0.0

มากทสี่ ุด 0 0.0

รวม 148 100.0

จากการศึกษาข้อมูลพบว่าระดับการมีส่วนร่วมกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาอยู่ในระดับน้อย

ร้อยละ 82.4 รองลงมาระดับการมีส่วนร่วมระดับน้อยท่ีสุดร้อยละ 15.6 และ ระดับการมีส่วนร่วม

ปานกลางร้อยละ 2.0

จากการศึกษาข้อมูลพบว่า ระดับการมีส่วนร่วมการป้องกันโรคไข้เลือดออก กลุ่ม

ตัวอย่างทีศ่ ึกษาอยใู่ นระดับนอ้ ย คา่ เฉลยี่ ( ) เทา่ กบั 2.10 ค่า S.D = 0.34

ตอนท่ี 5 ขอ้ มูลเก่ยี วกบั ทัศนคตกิ ารป้องกนั โรคไขเ้ ลือดออก S.D แปลผล
1.09 0.33 ไม่ดี
ตัวแปร
1.95 0.53 ปานกลาง
1. การทม่ี ีผู้ป่วยเปน็ โรคไข้เลือดออกในหม่บู ้านทา่ น ทำให้ทา่ น 1.87 0.49 ปานกลาง
และสมาชกิ ในครอบครัวมโี อกาสป่วยดว้ ย 1.08 0.32
2. บริเวณบ้านท่มี ีน้ำขงั ทำให้เป็นแหลง่ เพาะพันธุ์ลูกนำ้ ยุงลาย 1.05 0.26 ไมด่ ี
3. การป่วยเปน็ โรคไขเ้ ลอื ดออก ถา้ ไม่รักษาก็หายเอง ไม่ดี
4.เด็กปว่ ยเปน็ โรคไข้เลือดออกอาจถึงตายได้ 1.31 0.53
5. ถ้าเปน็ โรคไขเ้ ลือดออกแล้วไมร่ กั ษา อาจเกดิ เลือดออกจน 1.02 0.14 ไม่ดี
ชอ็ กหมดสติได้ 1.51 0.61 ไม่ดี
6. การป่วยเปน็ โรคไขเ้ ลือดออกทำใหเ้ สียเวลางาน ไมด่ ี
7. ทุกบา้ นควรชว่ ยกันกำจดั ลูกนำ้ ยงุ ลาย จึงปอ้ งกันโรคได้ 1.02 0.14
8. เวลานอนกลางวัน ควรป้องกนั ยุงกัดโดยการเปิดพัดลมไลย่ งุ 1.04 0.23 ไม่ดี
เพียงพอ ไม่ดี
9. การกำจดั แหลง่ น้ำขัง จะช่วยลดการเกดิ ยุงลาย 1.86 0.51
10. การสำรวจแหล่งเพาะพันธ์ยุ ุงลายทกุ สปั ดาหจ์ ะช่วยปอ้ งกัน ปานกลาง
โรคไข้เลือดออกได้ 1.87 0.45
11. การควบคุมโรคไขเ้ ลือดออกควรเปน็ หนา้ ทข่ี องเจา้ หน้าที่ ปานกลาง
สาธารณสุขเทา่ น้ัน
12. ครอบครัวที่ไม่มีเดก็ ไมจ่ ำเป็นต้องป้องกันโรคไข้เลอื ดออก

๑๑

พบว่า ข้อมูลที่เก่ียวกับทัศนคติในการป้องกันโรคไข้เลือดออก ข้อคำถามด้านทัศนคติ
ระดับท่ีไม่ดี ได้แก่ ข้อ 1,4,5,6,7,8,9,10 ข้อคำถามด้านระดับทัศนคติในระดับปานกลาง ได้แก่ ข้อ
2,3,11,12

ตอนท่ี 5.1 ระดับทัศนคตกิ ารปอ้ งกนั โรคไขเ้ ลือดออก

ระดบั ทศั นคติ จำนวน ร้อยละ

ไมด่ ี 136 91.8

ปานกลาง 12 8.2

ดี 0 0.0

รวม 148 100.0

จากการศึกษาข้อมูลพบว่า ระดับทศั นคติกลมุ่ ตัวอย่างท่ีศึกษาอยใู่ นระดับไม่ดี ร้อยละ

91.8รองลงมาระดบั ทศั นคตปิ านกลาง รอ้ ยละ 8.2

จากการศึกษาข้อมลู พบวา่ ระดบั ทัศนคติการป้องกนั โรคไข้เลอื ดออก กลุ่มตวั อย่างที่

ศกึ ษาอยใู่ นระดับทัศนคติท่ไี ม่ดี ค่าเฉลย่ี ( ) เท่ากบั 1.39 ค่า S.D = 0.17

ตอนที่ 6 การวิเคราะห์การเปรยี บเทยี บระดบั ความรู้ พฤติกรรม การมสี ่วนรว่ มและทัศนคตริ ะหว่าง

กลุ่ม เขตเมืองและนอกเขตชนบท

ตวั แปร เขตเมือง (n=50) เขตชนบท (n=98) p-value

N (%) N (%)

ระดบั ความรู้ 0.042

ปานกลาง 6 (12.0) 26 (26.5)

สงู 44 (88.0) 72 (73.5)

ระดบั พฤติกรรม 0.019

พฤติกรรมไม่ดี 25 (50.0) 64 (65.3)

พฤตกิ รรมปานกลาง 22 (44.0) 34 (34.7)

พฤตกิ รรมดี 3 (6.0) 0 (0.0)

ระดบั การมสี ่วนรว่ ม 0.039

นอ้ ยที่สดุ 6 (12.0) 17 (17.3)

นอ้ ย 41 (82.0) 81 (82.7)

ปานกลาง 3 (6.0) 0 (0.0)

ระดับทศั นคติ 0.264

ไม่ดี 49 (98.0) 92 (93.9)

ปานกลาง 1 (2.0) 6 (6.1)

๑๒

7. สรุป/วจิ ารณ/์ ขอ้ เสนอแนะ
ผลการศึกษา พบวา่
วัตถุประสงคข์ องการวจิ ัย
1. เพื่อศึกษาระดับความรู้ ทัศนคติ พฤติกรรม และการมีส่วนร่วม การควบคุมป้องกัน

โรคไข้เลอื ดออก จังหวัดยะลา
2. เพื่อศึกษาเปรียบเทียบระดับความรู้ ทัศนคติ พฤติกรรม และการมีส่วนร่วม การ

ควบคมุ ป้องกันโรคไขเ้ ลือดออกระหว่างพน้ื ทเี่ ขตเมืองและเขตชนบท จงั หวัดยะลา
สมมติฐาน
การเปรยี บเทียบระหว่างพื้นทเ่ี ขตเมือง และเขตชนบทของจงั หวดั ยะลา ต่อระดับความรู้

ทศั นคติ พฤตกิ รรม และการมสี ว่ นรว่ มการควบคมุ ปอ้ งกนั โรคไข้เลือดออก แตกต่างกัน
(1) การวิเคราะห์ข้อมูลของกลุ่มประชากรท่ีศึกษาทั้งหมดตามวัตถุประสงค์ข้อท่ี1

จำนวนกลมุ่ ตวั อยา่ ง 148 คน พบวา่
- ระดับความรู้กลุ่มตัวอย่างท่ีศึกษาอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 78.4 รองลงมาระดับความ

รู้อยู่ในระดบั ปานกลาง รอ้ ยละ 21.6
- ระดับพฤติกรรมกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาอยู่ในระดับไม่ดี ร้อยละ 67.5รองลงมาระดับ

พฤติกรรมปานกลาง รอ้ ยละ 31.8
- ระดับการมีส่วนรว่ มกลมุ่ ตัวอย่างทีศ่ ึกษาอยูใ่ นระดับนอ้ ยร้อยละ 82.4 รองลงมาระดับ

การมสี ว่ นร่วมระดับน้อยที่สดุ ร้อยละ 15.6 และ ระดับการมีสว่ นรว่ มปานกลางรอ้ ยละ 2.0
- ระดับทัศนคติกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาอยู่ในระดับไม่ดี ร้อยละ 91.8รองลงมาระดับ

ทัศนคติปานกลาง รอ้ ยละ 8.2
จากผลการศึกษา
สอดคล้องกับการศึกษาของ พรพรรณ สมินทร์ปัญญา(2) เรื่องความรู้ ทัศนคติ และ

พฤติกรรมการป้องกันโรคไข้เลือดออก ของประชาชน บ้านคั่นตะเคียน ตำบลมิตรภาพ อำเภอ
มวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้อยู่ในระดับสูง ส่วนทัศนคติ และพฤติกรรมการ
ป้องกันโรค อยู่ในระดับปานกลาง ความรู้ และทัศนคติ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการ
ปอ้ งกนั ในระดับต่ำ ทร่ี ะดับนัยสำคัญทางสถิตินอ้ ยกวา่ 0.001

สอดคล้องกับการศึกษาของ วินัย พันอ้วน (3) ความรู้และทักษะในการป้องกันและ
ควบคุมโรคไข้เลือดออกของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในอำเภอปายจังหวัดแม่ฮ่องสอน
พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความรู้เกี่ยวกับการควบคุมและป้องกัน โรคไข้เลือดออกในภาพรวม
ระดับมาก รอ้ ยละ 99.5

สอดคล้องกับการศึกษาของ มัชณา แสงเงา (4) ได้ศึกษาความคิดเห็นของประชาชนต่อ
การป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในพ้ืนที่เทศบาลตำบลตากใบ อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส
ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยด้านประชากรที่มีต่อความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างต่อการป้องกันโรค
ไขเ้ ลอื ดออก พบวา่ ทุกองคก์ รมีระดบั ความคดิ เหน็ ไม่แตกตา่ งกันอย่างมีนยั สำคญั ทางสถิติ

๑๓

สอดคล้องกับการศึกษาของ ธณชัย มาลีศรี (5) การป้องกันโรคและควบคุมโรค
ไข้เลือดออกในพื้นท่ีเส่ียง กรณีศึกษาตำบลอ้อมใหญ่ ศึกษาในกลุ่มประชาชน 2 กลุ่มท่ีมีอัตราการเกิด
โรคไข้เลือดออก และกลุ่มท่ีไม่มีอัตราการเกิดโรคไข้เลือดออก มีความแตกต่างกันโดยกลุ่มที่มีอัตรา
ป่วยโรคไข้เลือดออกมีความรู้มากกว่า แต่การรับรู้โอกาสเสี่ยง การรับรู้ประโยชน์การป้องกันและ
ควบคมุ โรคไมแ่ ตกตา่ งกัน

(2) การวิเคราะห์การเปรียบเทียบระดับความรู้ พฤติกรรม การมีส่วนร่วมและ
ทัศนคติระหว่างกลมุ่ เขตเมอื งและกลุ่มนอกเขตชนบทวตั ถุประสงคข์ ้อท่ี2 พบวา่

- การเปรียบเทียบระดับความรู้ ระหว่างเขตเมืองและเขตชนบท พบว่าระดับความรู้มี
ความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ค่า p-value 0.042 เขตเมืองมีระดับความรู้ในระดับสูง
รอ้ ยละ 88 สว่ นนอกเขตเมอื งมีความรรู้ ะดบั สงู ร้อยละ 73.5 (เขตเมอื งมคี วามรสู้ ูงกว่าเขตชนบท)

- การเปรียบเทียบระดับพฤติกรรม ระหว่างเขตเมืองและเขตชนบท พบว่าระดับ
พฤติกรรมมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ค่า p-value 0.019 เขตเมืองมีระดับ
พฤติกรรมระดับที่ไม่ดีร้อยละ 50 รองลงมาระดับพฤติกรรมปานกลางร้อยละ 44 ส่วนเขตชนบท
มีพฤติกรรมท่ีไม่ดี ร้อยละ 65.3 รองลงมาระดับพฤติกรรมปานกลางร้อยละ 34.7 (เขตชนบทมี
พฤติกรรมทไ่ี มด่ สี ูงกว่าเขตเมอื ง)

- การเปรียบเทยี บระดบั การมีส่วนร่วม ระหวา่ งเขตเมืองและเขตชนบท พบว่าระดับการ
มีส่วนร่วมมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ค่า p-value 0.039 เขตเมืองมีส่วนร่วมน้อย
รองลงมาน้อยที่สุด และระดับปานกลาง ส่วนเขตชนบทระดับการมีส่วนร่วมส่วนใหญ่ระดับน้อย
รองลงมาระดับน้อยท่ีสดุ

- การเปรียบเทยี บระดับทัศนคติ ระหว่างเขตเมอื งและเขตชนบท พบวา่ ระดับทัศนคติไม่
มคี วามแตกตา่ งกัน ระหวา่ งเขตเมอื งและเขตชนบท มีระดับทัศนคติระดับที่ไม่ดี

จากผลการศึกษา
สอดคล้องกับการศึกษาของ พิทักษ์ อาหมัด (6) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรม
การป้องกันโรคไข้เลือดออกของประชาชน ตำบลออ้อมเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ผล
การศึกษาพบว่า เพศ อายุ อาชีพ รายได้เฉล่ียครอบครัวต่อเดือน การศึกษา สถานภาพสมรส ประวัติ
การเจ็บป่วยด้วยโรคไข้เลือดออก ความรู้เก่ียวกับโรคไข้เลือดออก และการได้รับความช่วยเหลือจาก
เจ้าหนา้ ท่สี าธารณสุขในเรือ่ งโรคไขเ้ ลือดออก มคี วามสมั พันธ์กบั พฤตกิ รรมการป้องกันโรคไขเ้ ลือดออก
อยา่ งมนี บั สำคัญทางสถติ ิท่ีระดับ 0.05
สอดคล้องกับการศึกษาของ สิรลิ ักษณ์ เรอื งณรงค์ (7) พฤติกรรมการป้องกนั ตนเองจาก
โรคไข้เลือดออกของประชาชนตำบลหนองบัว อำเภอรัษฎา จังหวัดตรัง ผลการศึกษาพบว่า ถ่ินที่อยู่
การได้รับข้อมูลข่าวสารเก่ียวกับโรคไข้เลือดออก มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันตนเองจาก
โรคไข้เลือดออก ส่วนตัวแปรความรู้ และทัศนคติเกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกไม่มีความสัมพันธ์กับ
พฤตกิ รรมการป้องกันตนเองจากโรคไข้เลือดออกของประชาชน

๑๔

สิ่งที่จะดำเนินการต่อไป /ขอ้ เสนอแนะ
1. การวางแผนการทำโครงการ หรือกิจกรรมการควบคุมปอ้ งกันโรคไข้เลือดออก ควรที่
จะมีการส่งเสริมและเน้นการปฏิบัติ สร้างแรงจูงใจการควบคุมโรคมากกว่าการส่งเสริมความรู้เพียง
อย่างเดียว เพราะส่วนใหญ่มีทัศนคติด้านการควบคุมโรคไข้เลือดออกที่ไม่ดี ยังเห็นว่าการควบคุมโรค
เป็นหน้าท่ีของเจา้ หน้าที่สาธารณสุข มากกวา่ ความรบั ผิดชอบของตนเองและคนในครอบครัว
2. การปฏิบัติงานในชุมชนควรดำเนินงานควบคุมโรคไข้เลือดออกรวมกันทั้งเครือข่าย
การทำประชาคมก่อนการดำเนินแผนกิจกรรมโครงการเป็นสิ่งท่ีดี และอาศัยความร่วมมือกันท้ัง
สาธารณสุข อปท. ผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนาในพื้นท่ี และประชาชน โดยเน้นกิจการมีส่วนร่วมมากท่ีสุด
มอบหมายกจิ กรรมตามบรบิ ทของพ้นื ทเ่ี พ่ือการควบคุมโรคท่ีมีประสิทธิภาพ
3. การศึกษาวิจัยครั้งต่อไป แนะนำการศึกษาข้อมูลเชิงคุณภาพต่อการควบคุมโรค
ไขเ้ ลือดออกในพน้ื ท่ี จังหวัดยะลา จะไดร้ ับทราบขอ้ มลู ท่เี ป็นปญั หาของพื้นที่นอกจากการศึกษาในครั้ง
นี้ เพ่ือสามารถนำปญั หามาแกไ้ ขตอ่ ไป

8. เอกสารอา้ งอิง
1. โปรแกรมรายงานโรคเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา (รง.506) กองระบาดวิทยา กลุ่มงาน

ควบคุมโรคตดิ ต่อ สำนักงานสาธารณสขุ จังหวดั ยะลา
2. พรพรรณ สมินทร์ปัญญา. ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการป้องกันโรค

ไข้เลือดออกของประชาชน บ้านค่ันตะเคียน ตำบลมิตรภาพ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี.วารสาร
พยาบาลศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสยาม.

3. วินัย พันอ้วน 2560. ความรู้และทักษะในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก
ของอาสาสมคั รประจำหมบู่ ้านในอำเภอปาย จงั หวัดแมฮ่ อ่ งสอน. มหาวิทยาลยั ราชภฏั เชียงใหม.่

4. มัชณา แสงเงา 2552. ความคิดเห็นของประชาชนต่อการป้องกันและควบคุมโรค
ไข้เลือดออกในพ้ืนท่ีเทศบาลตำบลตากใบ อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส.วิทยาลัยการสาธารณสุขสิ
รนิ ธร จังหวดั ยะลา.

5. ธณชัย มาลีศรี 2552. การป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในพื้นท่ีเสี่ยง:
กรณศี ึกษาตำบลอ้อมใหญ.่ มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร.

6. พิทักษ์ อาหมัด 2558. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรค
ไข้เลือดออกของประชาชน อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี.วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัด
ยะลา.

7. สิริลักษณ์ เรืองณรงค์.2547. พฤติกรรมการป้องกันตนเองจากโรคไข้เลือดออกของ
ประชาชนตำบลหนองบัว อำเภอรัษฎา จังหวดั ตรงั .วิทยาลัยการสาธารณสุขสริ ินธร จงั หวดั ยะลา.

สถานะสขุ ภาพของประชากรจังหวัดพัทลุงช่วงแผนการพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ
ฉบับที่ 10 (พ.ศ.2550-2554) – ครึ่งปีฉบบั ท่ี 12 (พ.ศ.2560-2564)

ความเป็นมา
โครงสร้างประชากรท่ีมวี ัยสูงอายุเพ่ิมข้ึน ขณะที่ประชากรวัยเดก็ และวัยแรงงานลดลง ประเทศไทยจะเป็น

สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ในปี 2568 ขณะที่สัดส่วนประชากรวัยเด็กและวัยแรงงานลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง
แผนพัฒนาฯฉบับท่ี 11 อาจกระทบต่อความต้องการแรงงานในระบบเศรษฐกิจในอนาคตการแข่งขันเพื่อแย่งชิง
แรงงานจะมีมากขึ้น โดยเฉพาะแรงงานคุณภาพ ภาครัฐและครวั เรือนจะมีภาระค่าใช้จา่ ยเพม่ิ ข้ึนในการดูแลและพัฒนา
คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในด้านต่าง ๆ ส่งผลต่อภาระงบประมาณของภาครัฐ และค่าใช้จ่ายของครัวเรือนในการดูแล
สุขภาพอนามัย และการจัดสวัสดิการทางสังคม แผนพัฒนาสุขภาพฉบับท่ี12 มุ่งเน้นยึดหลักการปรัชญาเศรษฐกิจ
พอเพยี ง ยึดคนเป็นศนู ย์กลางการพัฒนา เพื่อใหค้ นไทยมีสุขภาพท่ีดี ขณะที่โครงสร้างประชากรจังหวัดพัทลุงมีสดั ส่วน
ผสู้ ูงอายุร้อยละ 17.91 ถือวา่ เป็นสังคมผสู้ ูงอายุ ปี 2562 อัตราตาย 7.19 ต่อพันประชากร อัตราการเกิด 7.19 ต่อพัน
ประชากร สง่ ผลใหอ้ ัตราเพ่มิ รอ้ ยละ 0.00 ถือว่าต่ากวา่ อัตราทดแทน ในขณะทกี่ ารตายก่อนวัยอันสมควร หรือการตาย
ด้วยสาเหตุทส่ี ามารถปอ้ งกันไดย้ ังคงมปี รากฏอยา่ งต่อเน่ือง และทวคี วามรนุ แรงข้ึน

เมื่อพิจารณาสถานะสุขภาพ (Health Status) การตาย (Mortality) ประกอบด้วย 1) อัตราตายอย่าง
หยาบ มีความส่าคัญในการบ่งถึงสถานะอนามัยของชุมชน จะมีค่าสูงในกลุ่มสภาวะเศรษฐกิจและสังคมต่าที่มีบริการ
ดา้ นการแพทย์ไม่ดี และยังบง่ ถงึ ระดับการครองชีพของชุมชนได้ มักไม่ใช้เปรยี บเทียบกันเพราะคา่ น้ีได้รวมการตายของ
คนทุกเพศ ทุกวัย ทุกเช้ือชาติและอ่ืน ๆเข้าไว้ด้วยกัน 2) อัตราตายเฉพาะเหตุ การหาอัตราตายเฉพาะเหตุของโรค
ขึ้นอยู่กับผู้ประสงค์จะศึกษาต้องการศึกษาเรื่องอะไร เช่น อายุท่ีก่าหนด เพศ ตัวช้ีวัดท่ีส่าคัญในกลุ่มน้ีคืออัตราตาย
เฉพาะโรค มีความส่าคัญในการบ่งถึงสภาวะอนามัย บริการทางการแพทย์ สิ่งอ่านวยความสะดวกด้านสุขภาพอนามัย
สภาวะเศรษฐกิจและสังคม และอนามัยสิ่งแวดล้อมของชุมชน และใช้เปรียบเทียบได้ดีกว่าอัตราตายอย่างหยาบ จะ
บอกลักษณะเฉพาะของโรคหรอื การเสีย่ งตอ่ การเป็นโรคตายไดด้ ี [www.hiso.or.th, เข้าถงึ 14 สิงหาคม 2563]

การศึกษาขอ้ มลู สาเหตกุ ารตายของจงั หวดั พทั ลุงท่ผี ่านมายังไม่เคยมกี ารจัดหมวดหมูใ่ หเ้ ป็นระบบ การจะ
น่าข้อมูลมาใช้ประโยชน์ในการอ้างอิงไม่มีข้อมูลเพียงพอ เช่น เคยมีผู้สนใจต้องการใช้ข้อมูลผลกระทบจากสารก่าจัด
ศัตรพู ืช หรือการตายจากภาวะแทรกซ้อนของผู้ปว่ ยเบาหวานและความดันโลหิตสูง ยังขาดข้อมูลมารองรับ ทา่ ให้เขา้ ใจ
คลาดเคลื่อนว่าไม่มีการตายจากภาวะดังกล่าว ประกอบกับการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข
(นายแพทย์เจษฎา ฉายคุณรัฐ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 12) เมื่อคราวตรวจราชการและ
นิเทศงานกระทรวงสาธารณสุขรอบที่ 2 ประจ่าปีงบประมาณ 2561 ต้ังข้อสังเกตให้ตรวจสอบการจัดอันดับการตาย
ของจังหวัดพัทลุงน่าจะมีความคลาดเคลื่อน พร้อมชี้แนะจังหวัดควรทบทวนสาเหตุการตายของจังหวัดพัทลุงให้เป็น
ระบบ จัดหมวดหมู่ตามหลักสากลสามารถน่าไปอ้างอิงได้จริง ผู้ศึกษาจึงให้ความสนใจศึกษาในประเด็นสาเหตุการตาย
ของจังหวัดพัทลุง ช่วงแผนการพัฒนาสุขภาพแห่งชาติฉบับที่ 10 (พ.ศ.2550-2554) – คร่ึงปีฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-
2564) โดยน่าข้อมูลทุติยภูมิมาใช้ให้เป็นประโยชน์ เพ่ือเป็นข้อมูลบ่งช้ีความรุนแรงของปัญหาสุขภาพ น่าไปใช้
ประโยชนป์ ระกอบการจดั ลา่ ดับความส่าคญั ของปัญหาสาธารณสขุ ของจงั หวดั พัทลุงต่อไป

วตั ถุประสงค์
ศึกษาสถานะสุขภาพของประชากรจังหวดั พทั ลงุ ผา่ นดัชนีชวี้ ัดดา้ นสุขภาพ ได้แก่ ขอ้ มลู การตายของ

ประชากรจงั หวดั พัทลงุ ชว่ งแผนการพฒั นาสุขภาพแหง่ ชาติฉบบั ที่ 10 (พ.ศ.2550-2554) – ช่วงครึง่ ปขี องแผนฉบับที่
12 (พ.ศ.2560-2564)
ขอบเขตการศกึ ษา

ศึกษาสถานะสุขภาพของประชากรจังหวดั พัทลุง โดยใช้ขอ้ มูลการตายชว่ งแผนการพฒั นาสุขภาพแห่งชาติ
ฉบับที่ 10 (พ.ศ.2550-2554) – ชว่ งคร่งึ ปขี องแผนฉบบั ท่ี 12 (พ.ศ.2560-2564) เท่าน้ัน
ประโยชน์ของการศกึ ษา

1. บ่งช้ีสถานะสขุ ภาพ (Health Status) การหาอตั ราตาย มีความสา่ คญั ในการบง่ ถงึ สถานะอนามยั ของ
ชมุ ชนเป็นเครื่องส่าคัญในการวางแผนแกไ้ ขปัญหาพื้นฐานของจังหวัด เพ่ือการพัฒนาทสี่ อดคล้องกับปัญหาท่มี ีอยู่จรงิ ผู้
ปฏิบตั สิ ามารถนา่ ไปใช้ประโยชนใ์ นการประเมินผลการพัฒนางานสาธารณสขุ ตามตวั ชีว้ ัด

2. จดุ ประเด็นให้เหน็ การนา่ ข้อมลู ทตุ ยิ ภมู ิที่มีในหน่วยงานมาใช้ประโยชน์ ลดตน้ ทนุ ค่าใช่จ่ายในการศึกษา
โดยอ้างอิงตามมาตรฐาน ICD-10 จดั หมวดหมู่สามารถนา่ ไปเปรยี บเทียบกบั ข้อมูลจากทุกแหล่งตามหลกั สากล

3. ใชป้ ระโยชนเ์ ป็นดัชนีบง่ ชี้ความรุนแรงของโรคและภัยสขุ ภาพที่เป็นสาเหตุการตายท่สี ่าคญั ประกอบการ
จดั ล่าดบั ความสา่ คญั ของปัญหาสาธารณสขุ ทีจ่ า่ เปน็ ต้องวางแผน น่าไปสกู่ ารปฏิบัติแกไ้ ขปรับตัวช้วี ดั ใหเ้ ข้ากบั
สถานการณ์ทางการสาธารณสุขของจังหวดั สอดคลอ้ งกบั ความเส่ยี งที่เพิ่มข้ึน

4. ใหข้ ้อเสนอแนะ และเห็นคุณคา่ ของการนา่ ข้อมลู ทตุ ยิ ภมู ิมาใชป้ ระโยชน์ เสริมจดุ แข็งของข้อมลู และ
ชี้แนะแก้ไขจดุ อ่อน พัฒนาระบบขอ้ มูลใหม้ ีคุณภาพยงิ่ ข้ึน
คาถามการศกึ ษา สภาวะสขุ ภาพของประชากรจังหวดั พทั ลงุ ตง้ั แตแ่ ผนสขุ ภาพแหง่ ชาติฉบบั ที่ 10 (2550-2554) ถึง
ครง่ึ ปขี องฉบับท่1ี 2 (2560-2564) มีลักษณะเชน่ ไร ประสบปญั หาการตายดว้ ยสาเหตใุ ดบา้ ง มากน้อยแค่ไหน
นยิ ามศพั ทก์ ารศึกษา

1. สถานะสุขภาพ (Health Status) ประกอบดว้ ย การตายอย่างหยาบ การปว่ ยจ่าเพาะโรค ในการศึกษา
คร้งั น้ีจะเน้นศกึ ษาสาเหตุการตายของจังหวดั พัทลงุ ต้ังแต่ปี 2550-2562 ช่วงแผนสุขภาพแห่งชาติฉบบั ท่ี 10 (2550-
2554) ถึงคร่งึ ปีของฉบบั ท่ี12 (2560-2564) เทา่ น้นั

2. แผนการพัฒนาสุขภาพแหง่ ชาติ หมายถึง แผนการพฒั นาสาธารณสขุ เร่ิมฉบบั ที่ 1 (2504-2509) มีการ
ปรบั ปรงุ ทกุ 5 ปี การศกึ ษานี้จะศกึ ษาชว่ งแผนการพัฒนาสุขภาพแหง่ ชาติฉบับท่ี 10 (2550-2554) ฉบับท่ี 11 (2555-
2559) และครึ่งปฉี บบั ท่ี 12 (2560-2564)

3. ICD-10-TM ย่อมาจาก International Classification of Diseases and Related Health
Problem, 10th Revision, Thai Modification หมายถงึ บญั ชจี ่าแนกโรคระหว่างประเทศฉบบั ประเทศไทย อังกฤษ-
ไทย เวอร์ชนั่ 2016 เนอ้ื หามี 5 เล่ม เล่มที่ 1 ตารางของโรค เล่มท่ี 2 ดรรชนลี า่ ดับอักษรของโรค เล่มท่ี 3 ตาราง
รายการของหตั ถการ เลม่ ท่ี 4 ดรรชนีลา่ ดับอาการของหตั ถการ และเลม่ ที่ 5 แนวทางมาตรฐานในการให้รหัสส่าหรับ
ประเทศไทย

4. ประชากรกลางปีจังหวดั พัทลงุ หมายถงึ ประชากรท่ีมชี อื่ ตามทะเบียนบ้าน ประกาศขึ้นทะเบยี นกับ
ส่านกั ทะเบยี นราษฎร์จงั หวดั พัทลงุ ใช้คา่ นวณอตั ราการตายรายกลมุ่ โรค/โรค

5. แผนการพฒั นาสุขภาพแหง่ ชาติฉบับท่ี 10 (2550-2554) แนวคิดน้อมน่าปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
เปน็ แนวทางการพัฒนาสุขภาพและยึดหลักการมีสขุ ภาพดี เป็นผลจากสงั คมดี

6. แผนการพัฒนาสุขภาพแห่งชาตฉิ บับที่ 11 (2555-2559) หลักการมุ่งเน้นพฒั นาภายใตห้ ลกั ปรชั ญา
เศรษฐกิจพอเพียง สร้างเอกภาพและธรรมาภิบาลในการอภบิ าลระบบสขุ ภาพ ให้ความส่าคัญกับการสรา้ งกระบวนการ
การมสี ว่ นร่วมของทุกภาพสว่ นในสงั คม มงุ่ เน้นการสรา้ งหลักประกันและการจดั บริการท่ีครอบคลุมเป็นธรรมเหน็ คณุ ค่า
ของการสรา้ งสัมพนั ธท์ ีด่ ี ระหว่างผู้ให้และผู้รบั บรกิ าร

7. แผนการพัฒนาสุขภาพแห่งชาตฉิ บับที่ 12 (2560-2564) อยภู่ ายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
แหง่ ชาตฉิ บบั ท่ี 12 เป็นแผนพฒั นาระยะ 5 ปี และเป็นกลไกเชอื่ มต่อเปา้ หมายยทุ ธศาสตรช์ าตริ ะยะ 20 ปี แผนพัฒนา
เศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาตดิ ้านสุขภาพ ยึดหลักการปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง ยดึ คนเป็นศนู ย์กลางการพฒั นา เพ่ือให้
คนไทยมีสุขภาพทีด่ ี
วธิ กี ารศึกษาและแหลง่ ข้อมูล

1. ศึกษายอ้ นหลังจากฐานข้อมลู ในรูปไฟลข์ ้อมูล (Documentary review) จากแหลง่ ตา่ ง ๆ ดังนี้
1.1 ขอ้ มลู การตาย ปี พ.ศ. 2550-2562 ศึกษาจากไฟลข์ ้อมูล แหล่งขอ้ มูลจากงานข้อมูลข่าวสาร

ส่านักงานสาธารณสขุ จงั หวัดพทั ลุง ใช้ระบบฐานขอ้ มลู การเกิด-การตาย กองยุทธศาสตร์และแผนงาน ส่านักงาน
ปลัดกระทรวงสาธารณสขุ

1.2 ข้อมลู มาตรฐาน ICD-10-TM ฉบบั อังกฤษ-ไทย สืบค้นขอ้ มลู เอกสารจากอนิ เตอรเ์ น็ต
2. รวบรวม เรยี บเรยี ง ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมลู ตามมาตรฐาน ICD-10-TM ฉบบั องั กฤษ-ไทย
ฉบับปี 2016 ส่านกั นโยบายและยุทธศาสตร์ ส่านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข, กนั ยายน 2559
3. รหสั สาเหตกุ ารตายยึดตามรหัสข้อมลู จากฐานข้อมูลคงเดมิ ไม่มีการปรับเปล่ยี นแก้ไข จา่ แนกกล่มุ โรค
ตามบญั ชีรหัสโรค ICD-10-TM 21 กลมุ่ โรค เรยี บเรียงรหัสโรค ชอื่ โรคภาษาไทย ช่ือโรคภาษาอังกฤษ ใหเ้ ป็นหมวดหมู่
4. วิเคราะห์ผลการศึกษาตามกลุ่มโรค โดยใชส้ ถิติ อัตราส่วน (Ratio)
5. สรปุ ผลการศกึ ษาและอภิปรายผล ให้ข้อเสนอแนะเชงิ นโยบาย
ระยะเวลาศึกษา มถิ ุนายน-สิงหาคม 2563
ผลการศกึ ษา รหัสกลมุ่ โรคตาม ICD-10-TM จา่ นวน 21 กลมุ่ โรค ชว่ งแผนการพัฒนาสขุ ภาพแห่งชาตฉิ บับท่ี 10 (พ.ศ.
2550-2554) – คร่ึงปีฉบบั ท่ี 12 (พ.ศ.2560-2564) จังหวดั พทั ลุงไมพ่ บสาเหตุการตาย จ่านวน 3 กลมุ่ โรค ไดแ้ ก่ โรคหู
และปมุ่ กกหู (H60-H95) โรคตาและส่วนประกอบของตา (H00-H59) และโรคระบบกลา้ มเนือ้ รว่ มโครงร่างและเน้ือเยื่อ
เกี่ยวพนั (M00-M99) สว่ นท่ีพบเปน็ สาเหตกุ ารตาย จา่ นวน 18 กลุ่มโรคดงั นี้
1. โรคตดิ เชอ้ื และโรคปรสติ บางโรค (A00-B99) อัตราตายช่วงแผนฯ 10 ถงึ ครึ่งปีฉบบั ที่ 12 อตั ราค่อนข้างคงที่ไมม่ ีการ
เปล่ยี นแปลง เฉลี่ย 30-40 ต่อแสนประชากร ดงั ตารางและภาคผนวก

2. เน้อื งอก (C00-D97) อัตราตายช่วงแผนฯ 10 แผนฯ 11 ค่อนข้างคงท่ี เฉลยี่ 50-80 ตอ่ แสนประชากร และค่อยๆ
เพมิ่ ขนึ้ ช่วงครึ่งปีของแผน 12 พบวา่ อัตราตายสูงกว่าเม่ือช่วงตน้ แผนฯ 10 ถึง 2 เทา่ ดังตารางและภาคผนวก
3. โรคต่อมไรท้ ่อ โภชนาการ และเมตะบอลิซึม (E00-E90) อัตราตายชว่ งแผนฯ 10 แผนฯ 11 เพม่ิ ขึน้ อย่างต่อเนอื่ ง
โดยเฉพาะช่วงปลายแผนฯ 11 อตั ราตายสงู กวา่ เม่อื ช่วงต้นแผนฯ 10 เกือบ 3 เท่า ในกลุม่ โรคน้ีจะพบการตายของผู้ท่ี
เป็นเบาหวานทไ่ี มร่ ะบุรายละเอยี ด ไม่มีภาวะแทรกซ้อน และเบาหวานชนิดที่ไม่ตอ้ งพึ่งอินซูลินไม่มภี าวะแทรกซ้อน
(เบาหวานชนดิ ท2่ี ) และเบาหวานชนดิ ท่ไี ม่ต้องพึ่งอินซลู นิ รว่ มกบั ภาวะแทรกซ้อนทางไตค่อนข้างสูง ดังตารางและ
ภาคผนวก
4. ความผดิ ปกติทางจิตและพฤตกิ รรม (F00-F99) อตั ราตายชว่ งแผนฯ 10 – ครงึ่ ปีฉบับท่ี 12 อตั ราค่อนข้างคงท่ไี มม่ ี
การเปลย่ี นแปลง เฉลีย่ 0.50-2.00 ต่อแสนประชากร ในกลุ่มโรคนี้ สว่ นใหญ่จะพบการตายความผดิ ปกติทางจิตและ
พฤติกรรมท่ีเกิดจากการเสพสุรา กลมุ่ อาการติดยา (พษิ สุราเรอ้ื รงั ) ดังตารางและภาคผนวก
5. โรคของระบบประสาท (G00-G99) อตั ราตายช่วงแผนฯ 10 –แผน 11 อัตราตายเพิ่มข้นึ อยา่ งเนอื่ ง อตั ราตายเฉล่ีย
10-25 ต่อแสนประชากร และพบวา่ คร่ึงปีของแผนฯ 12 อัตราตามเพิ่มข้นึ แบบทวคี ูณ อัตราตายเฉล่ีย 90-130 ตอ่ แสน
ประชากร ในกลมุ่ โรคน้ี ส่วนใหญจ่ ะพบการตายของโรคเส่ือมอืน่ ๆของระบบประสาท ทไี่ มร่ ะบรุ ายละเอยี ด (โรคสมอง
เสอ่ื มและพาร์กินสัน) ดังตารางและภาคผนวก
6. โรคของระบบไหลเวียนโลหิต (I00-I99) อัตราตายช่วงแผนฯ 10 – คร่ึงปีฉบบั ท่ี 12 เพ่มิ ขน้ึ อย่างต่อเนื่อง อัตราตาย
เฉลีย่ 5-10 ต่อแสนประชากร พบวา่ ชว่ งคร่ึงปขี องแผน 12 พบว่าอัตราตายสงู กว่าเมื่อช่วงต้นแผนฯ 10 ถงึ 3 เทา่
ในกลุ่มโรคนี้ สว่ นใหญจ่ ะพบการตายของโรคกลา้ มเนื้อหัวใจตายเฉยี บพลัน ความดันโลหติ สงู หลอดเลอื ดสมอง เส้น
เลือดในสมองตบี ชว่ งแผนฯ 12 พบการตายจากเลอื ดออกในสมอง (เสน้ เลอื ดในสมองแตก) เลอื ดออกใต้เย่ือหุ้มสมอง
ชนั้ กลาง คอ่ นข้างสูง ดงั ตารางและภาคผนวก
7. โรคของระบบหายใจ (J00-J99) อัตราตายชว่ งแผนฯ 10 –แผน 11 อตั ราตายเพิ่มขน้ึ อยา่ งเน่ือง อัตราตายเฉล่ีย 30-
40 ตอ่ แสนประชากร พบวา่ ช่วงคร่งึ ปีของแผน 12 พบวา่ อัตราตายสูงกว่าเม่ือช่วงต้นแผนฯ 10 ถงึ 1.7 เท่า ในกลุม่ โรค
นีส้ ว่ นใหญ่จะตายจากปอดบวม (ปอดอักเสบติดเช้อื อย่างรนุ แรง) โรคหืด และถุงลมโป่งพอง ดงั ตารางและภาคผนวก
8. โรคของระบบย่อยอาหาร (K00-K93) อตั ราตายชว่ งแผนฯ 10 –แผน 12 อัตราตายเพ่มิ ข้นึ อย่างช้า ๆ อตั ราตายเฉลีย่
15-25 ต่อแสนประชากร ในกลุม่ โรคนี้ ส่วนใหญจ่ ะพบการตายของโรคตบั แข็ง ดงั ตารางและภาคผนวก
9. โรคของผิวหนังและเนอ้ื เยื่อใต้ผวิ หนัง (L00-L99) อตั ราตายชว่ งแผนฯ 10 –แผน 12 อัตราตายค่อนข้างคงที่ เฉลี่ย
1-2 ต่อแสนประชากร ส่วนใหญ่จะพบการตดิ เชื้อเฉพาะท่ขี องผวิ หนงั และเน้ือเยื่อใต้ผิวหนัง ดังตารางและภาคผนวก
10. โรคระบบกลา้ มเนอื้ โครงร่างและเน้อื เยื่อเก่ียวพัน (M00-M99) อัตราตายช่วงแผนฯ 10 –แผน 12 อตั ราตาย
ค่อนข้างคงท่ี เฉล่ีย 1-2 ตอ่ แสนประชากร ดงั ตารางและภาคผนวก
11. โรคของระบบสืบพันธุ์และระบบปัสสาวะ (N00-N99) อตั ราตายชว่ งแผนฯ 10 –แผน 11 อัตราตายเพิ่มขึ้นอยา่ ง
เนอื่ ง อตั ราตายเฉลยี่ 15-20 ตอ่ แสนประชากร ชว่ งครึ่งปีของแผน 12 พบวา่ อตั ราตายสงู กวา่ เม่ือช่วงตน้ แผนฯ 10 เกือบ
3 เท่า สว่ นใหญจ่ ะพบการตายของโรคไตวาย ไตวายเฉียบพลันและเร้ือรงั ดงั ตารางและภาคผนวก

12. การต้ังครรภ์ การคลอด และระยะหลงั คลอด (O00-099) อัตราตายชว่ งแผนฯ 10 –แผน 12 อตั ราตายค่อนข้าง
คงที่ เฉลย่ี 0-0.79 ต่อแสนประชากร ดงั ตารางและภาคผนวก
13. ภาวะบางอยา่ งท่เี รม่ิ ตน้ ในระยะปริกาเนิด (P00-P96) อัตราตายชว่ งแผนฯ 10 –แผน 12 อัตราตายค่อนขา้ งสวิง
อตั ราตายเฉล่ีย 1.5-4.7 ต่อแสนประชากร สาเหตกุ ารตายส่วนใหญ่เกิดจากติดเช้ือในกระแสเลือดและปอดอกั เสบ
รุนแรง และคลอดก่อนก่าหนด ดงั ตารางและภาคผนวก
14. รูปผิดปกติแต่กาเนดิ รปู พิการ และความผดิ ปกตขิ องโครโมโซม (Q00-Q99) อัตราตายชว่ งแผนฯ 10–แผน 12
อตั ราตายค่อนข้างคงที่ เฉล่ยี 0.7-2.6 ต่อแสนประชากร ดังตารางและภาคผนวก
15. อาการ อาการแสดง และความผิดปกตทิ ่พี บจากการตรวจทางคลินิกและห้องปฏบิ ัตกิ าร มไิ ด้จาแนกไวท้ ใี่ ด
(R00-R99) อัตราตายช่วงแผนฯ 10 –แผน 12 อัตราตายค่อย ๆลดลงอย่างชา้ ๆ เฉลี่ย 100-150 ต่อแสนประชากร
สาเหตกุ ารตายทลี่ ดลงอย่างชัดเจน ได้แก่ ชราภาพ และโรคลมปจั จุบัน ดังตารางและภาคผนวก
16. สาเหตภุ ายนอกของการบาดเจบ็ และการตาย (V01-Y98) อตั ราตายช่วงแผนฯ 10 –แผน 12 เพิม่ ขนึ้ เล็กนอ้ ย
เฉลย่ี 20-29 ต่อแสนประชากร สาเหตกุ ารตายสว่ นใหญเ่ กดิ จากอุบตั เิ หตุรถจกั รยานยนต์ บคุ คลบาดเจบ็ ในอุบตั ิเหตุยาน
ยนตไ์ ม่ระบชุ นิดการจราจร (อุบัตเิ หตุจราจร) และอบุ ัตเิ หตรุ ถยนต์ เปน็ ท่นี ่าสังเกตว่าอุบตั เิ หตุรถชนบาดเจ็บทางสมอง
พบการตายต่อเน่ืองทุกปี ดังตารางและภาคผนวก
17. สาเหตุภายนอกอน่ื ของการบาดเจบ็ จากอุบตั เิ หตุ (W00-X59) อตั ราตายชว่ งแผนฯ 10–แผน 12 คอ่ นข้างคงท่ี
อตั ราตายเฉลีย่ 30-38 ต่อแสนประชากร ส่วนใหญส่ าเหตุการตายจากการถูกท่ารา้ ยด้วยกระสนุ ปืน การต้ังใจท่ารา้ ย
ตนเองดว้ ยการแขวนคอ รดั คอ การจมน้่า และการถกู ท่าร้ายด้วยวตั ถมุ ีคม ดังตารางและภาคผนวก
18. เหตกุ ารณ์ท่ไี มท่ ราบเจตนา (Y10-Y34) อตั ราตายช่วงแผนฯ 10 –แผน 12 อัตราตายคอ่ นข้างสวงิ อัตราตายเฉลีย่
11-23 ต่อแสนประชากร สาเหตกุ ารตายส่วนใหญ่เกิดจากเหตกุ ารณ์ท่ีไมร่ ะบุรายละเอยี ด ไมท่ ราบเจตนา สถานที่ไม่
ระบุรายละเอียด (บาดเจ็บหลายระบบ) ดงั ตารางและภาคผนวก

สาเหตุการตายและอตั ราตายต่อแสนประชากร จา่ แนกตามกลมุ่ โรค ICD-10-TM จงั หวดั พัทลุง ปี 2550-2562

กล่มุ โรคตาม แผนพัฒนาสุขภาพฯ 10 แผนพัฒนาสขุ ภาพฯ 11 แผนพฒั นาสุขภาพฯ 12

ICD-10/ 2550 2551 2552 2553 2554 2555 2556 2557 2558 2559 2560 2561 2562 รวม
อตั รา:แสน

โรคติดเชื้อและ

โรคปรสิตบาง 170 2,732

โรค (A00-B99) 205 188 182 234 228 220 226 255 215 216 187 206

อตั รา:แสน 40.56 37.20 36.01 46.30 44.87 43.29 43.93 48.83 41.17 41.36 35.71 39.33 32.39

เนอ้ื งอก 264 314 291 355 406 416 507 488 492 517 497 530 532 5,609
(C00-D97)

อตั รา:แสน 52.24 62.13 57.58 70.24 79.89 81.86 98.55 93.45 94.21 99.00 94.90 101.20 101.36

โรคต่อมไร้ท่อ

โภชนาการ และ

เมตะบอลิซึม 1,209
(E00-E90) 50 56 80 67 75 94 81 78 135 137 128 116 112

อตั รา:แสน 9.89 11.08 15.83 13.26 14.76 18.50 15.75 14.94 25.85 26.23 24.44 22.15 21.34

สาเหตุการตายและอตั ราตายตอ่ แสนประชากร จา่ แนกตามกลุ่มโรค ICD-10-TM จังหวัดพทั ลุง ปี 2550-2562 (ต่อ)

กล่มุ โรคตาม แผนพัฒนาสุขภาพฯ 10 แผนพัฒนาสุขภาพฯ 11 แผนพัฒนาสุขภาพฯ 12
ICD-10/
อัตรา:แสน 2550 2551 2552 2553 2554 2555 2556 2557 2558 2559 2560 2561 2562 รวม

ความผิดปกติ 6 4 6 5 3 3 7 2 7 11 10 10 80
ทางจิตและ 6
พฤติกรรม
(F00-F99) 1.19 0.79 1.19 0.99 0.59 0.59 1.36 0.38 1.34 2.11 1.91 1.91 1.14

อัตรา:แสน 43 54 39 39 58 81 76 95 127 197 497 674 708 2,688

โรคของระบบ 8.51 10.68 7.72 7.72 11.41 15.94 14.77 18.19 24.32 37.72 94.90 128.69 134.89
ประสาท
(G00-G99) 199 272 246 361 488 532 536 529 591 565 520 562 579 5,980

อตั รา:แสน 3.94 5.38 4.87 7.14 9.60 10.47 10.42 10.13 11.32 10.82 9.93 10.73 11.03

โรคของระบบ 189 152 159 168 239 236 229 272 292 283 312 328 340 3,199
ไหลเวียนโลหิต
(I00-I99) 37.40 30.07 31.46 33.24 47.03 46.44 44.51 52.08 55.91 54.19 59.57 62.63 64.78

อตั รา:แสน 73 79 76 71 89 89 105 91 127 93 112 108 130 1,243

โรคของระบบ 14.44 15.63 15.04 14.05 17.51 17.51 20.41 17.43 24.32 17.81 21.39 20.62 24.77
หายใจ
(J00-J99) 8 5 5 8 5 5 7 9 9 12 13 106
8 12
อัตรา:แสน
1.58 0.99 0.99 1.58 0.98 0.98 1.36 1.72 1.72 2.30 2.48 1.53 2.29
โรคของระบบ
ย่อยอาหาร 115
(K00-K93) 6 6 2 10 6 5 10 9 11 11 13 12 14

อตั รา:แสน 1.19 1.19 0.40 1.98 1.18 0.98 1.94 1.72 2.11 2.11 2.48 2.29 2.67

โรคของผิวหนงั 1,267
และเน้ือเย่อื ใต้ 48 64 76 74 99 92 119 122 98 106 131 109 129
ผวิ หนัง
(L00-L99) 9.50 12.66 15.04 14.64 19.48 18.10 23.13 23.36 18.77 20.30 25.01 20.81 24.58

อตั รา:แสน 10
0 0 0 0 0 402111 0 1
โรคระบบ
กลา้ มเนือ้ โครง 0.00 0.00 0.00 0.00 0.00 0.79 0.00 0.38 0.19 0.19 0.19 0.00 0.19
รา่ งและเนือ้ เย่ือ
เกย่ี วพัน
(M00-M99)

อตั รา:แสน

โรคของระบบ
สบื พันธแ์ุ ละ
ระบบปสั สาวะ
(N00-N99)

อัตรา:แสน

การตง้ั ครรภ์
การคลอด และ
ระยะหลังคลอด
(O00-099)

อัตรา:แสน

สาเหตุการตายและอตั ราตายตอ่ แสนประชากร จา่ แนกตามกลุ่มโรค ICD-10-TM จังหวัดพทั ลงุ ปี 2550-2562 (ตอ่ )

กลมุ่ โรคตาม 2550 แผนพัฒนาสุขภาพฯ 10 2554 2555 แผนพัฒนาสขุ ภาพฯ 11 2559 แผนพฒั นาสุขภาพฯ 12 รวม
ICD-10/ 2551 2552 2553 2556 2557 2558 2560 2561 2562 199
อตั รา:แสน 9 18 24 13 121
19 14 16 18 17 12 8 22 9
ภาวะ 1.78 3.54 4.72 2.49 11,957
บางอย่างท่ี 3.76 2.77 3.17 3.50 3.26 2.30 1.53 4.20 1.71 1,620
เร่ิมตน้ ใน 6 12 9 14 3,216
ระยะปริ 964 5 8 11 14 11 12
กา่ เนิด 1.19 2.36 1.77 2.68
(P00-P96) 1.78 1.19 0.79 0.97 1.53 2.11 2.67 2.10 2.29
1255 859 810 871
อัตรา:แสน 1311 1278 1297 793 879 755 711 522 616
248.32 169.04 159.39 166.78
รปู ผิดปกตแิ ต่ 259.40 252.87 256.63 154.15 168.32 144.57 135.76 99.67 117.37
ก่าเนดิ รปู 121 145 138 117
พกิ าร และ 105 107 129 114 116 136 143 109 140
ความผิดปกติ 23.94 28.53 27.16 22.40
ของโครโมโซม 20.78 21.17 25.52 22.16 22.21 26.04 27.30 20.81 26.67
(Q00-Q99) 290 248 238 220
38.78 276 291 275 32.67 34.44 241 225 235 26.04 223 222 232
อตั รา:แสน 38.19 34.63 37.00 32.66 32.17 32.74 29.60 30.17 30.87

อาการ อาการ
แสดง และ
ความผิดปกติ
ท่พี บจากการ
ตรวจทาง
คลินิกและ
ห้องปฏิบัติการ
มิได้จ่าแนกไว้
ทใ่ี ด
(R00-R99)

อัตรา:แสน

สาเหตุ
ภายนอกของ
การบาดเจ็บ
และการตาย
(V01-Y98)

อัตรา:แสน
สาเหตุ
ภายนอกอนื่
ของการ
บาดเจบ็ จาก
อุบตั ิเหตุ
(W00-X59)

อตั รา:แสน

สาเหตุการตายและอตั ราตายต่อแสนประชากร จ่าแนกตามกลมุ่ โรค ICD-10-TM จงั หวัดพัทลงุ ปี 2550-2562 (ตอ่ )

กลุ่มโรคตาม แผนพฒั นาสุขภาพฯ 10 แผนพฒั นาสุขภาพฯ 11 แผนพัฒนาสุขภาพฯ 12
ICD-10/
อตั รา:แสน 2550 2551 2552 2553 2554 2555 2556 2557 2558 2559 2560 2561 2562 รวม

เหตกุ ารณ์ท่ีไม่ 95 83 117 88 82 63 73 59 67 85 73 64 77 1,026
ทราบเจตนา
(Y10-Y34) 18.80 16.42 23.15 17.41 16.14 12.40 14.19 11.30 12.83 16.28 13.94 12.22 14.67

อัตรา:แสน

แหล่งขอ้ มลู : งานขอ้ มลู ขา่ วสาร ส่านักงานสาธารณสขุ จงั หวัดพัทลงุ
ระบบฐานข้อมูลการเกดิ -การตาย กองยทุ ธศาสตรแ์ ละแผนงาน สา่ นักงานปลัดกระทรวงสาธารณสขุ

อภปิ รายผล
สถานะสุขภาพของประชากรจงั หวดั พัทลุง ชว่ งแผนการพัฒนาสขุ ภาพแหง่ ชาติฉบบั ท่ี 10 (พ.ศ.2550-2554) ถึงชว่ งครึ่ง
ปขี องแผนฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) พจิ ารณาจากสาเหตุการตาย พบวา่ กลุ่มโรคท่ีมีแนวโน้มการตายเพ่มิ ขึน้ อยา่ ง
ต่อเน่ืองมาโดยตลอด ไดแ้ ก่ เนื้องอก (C00-D97) ช่วงคร่ึงปขี องแผน 12 พบวา่ อตั ราตายสูงกว่าเม่อื ชว่ งตน้ แผนฯ 10 ถึง
2 เทา่ โรคต่อมไร้ทอ่ โภชนาการ และเมตะบอลิซมึ (E00-E90) อตั ราตายชว่ งแผนฯ 10 แผนฯ 11 เพิม่ ขึน้ อยา่ งต่อเนื่อง
โดยเฉพาะช่วงปลายแผนฯ 11 อตั ราตายสูงกว่าเม่ือช่วงต้นแผนฯ 10 เกือบ 3 เทา่ โดยเฉพาะผู้ท่ีเปน็ เบาหวานและมี
ภาวะแทรกซ้อนทางไตรว่ มดว้ ย โรคของระบบประสาท (G00-G99) อัตราตายช่วงแผนฯ 10 –แผน 11 อัตราตายเพิ่มข้ึน
อย่างเนื่อง และพบว่าครึ่งปีแผนฯ 12 อัตราตามเพ่ิมข้ึนแบบทวีคณู ส่วนใหญ่จะตายจากโรคสมองเส่ือมและพาร์กนิ สนั
โรคของระบบไหลเวยี นโลหติ (I00-I99) พบว่าชว่ งคร่ึงปขี องแผน 12 พบว่าอัตราตายสงู กว่าเม่ือช่วงต้นแผนฯ 10 ถึง 3
เท่า สว่ นใหญ่จะพบการตายของโรคกลา้ มเนื้อหวั ใจตายเฉียบพลัน ความดนั โลหติ สงู หลอดเลือดสมอง เส้นเลือดใน
สมองตบี โดยเฉพาะช่วงแผนฯ 12 จะพบการตายจากเลอื ดออกในสมอง (เสน้ เลอื ดในสมองแตก) เลอื ดออกใต้เยอื่ หุ้ม
สมองชน้ั กลาง ค่อนขา้ งสูง โรคของระบบหายใจ (J00-J99) พบว่าช่วงครึ่งปีของแผน 12 อัตราตายสูงกว่าเมื่อชว่ งตน้
แผนฯ 10 ถึง 1.7 เทา่ สว่ นใหญจ่ ะตายจากปอดบวม (ปอดอักเสบติดเชื้ออย่างรนุ แรง) โรคหืด และถงุ ลมโปง่ พอง
โรคของระบบสืบพนั ธุแ์ ละระบบปสั สาวะ (N00-N99) อัตราตายเพม่ิ ขนึ้ อย่างเน่ือง อัตราตายเฉล่ีย 15-20 ต่อแสน
ประชากร ชว่ งครึง่ ปขี องแผน 12 พบวา่ อัตราตายสงู กวา่ เม่ือชว่ งต้นแผนฯ 10 เกอื บ 3 เท่า สว่ นใหญจ่ ะพบการตายของ
โรคไตวาย ไตวายเฉียบพลันและเรอ้ื รัง ส่วนการตายจากสาเหตุภายนอกของการบาดเจบ็ และการตาย (V01-Y98) อตั รา
ตายเฉล่ีย 30-38 ต่อแสนประชากร ส่วนใหญ่ตายจากการถกู ทา่ รา้ ยด้วยกระสนุ ปืน การต้งั ใจท่าร้ายตนเองด้วยการ
แขวนคอ รดั คอ การจมน่้า และการถูกท่าร้ายด้วยวัตถุมีคม

ขอ้ เสนอแนะเชงิ นโยบาย
เสนอแนะให้หน่วยบรกิ ารเห็นความสา่ คัญของการลงรหสั สาเหตุการตายในแบบฟอรม์ รบั รองการตาย/ ขอ้ มลู 43 แฟ้ม
การให้รหัสโรคตามรหัส ICD-10-TM 21 กลุ่มโรค จากการศกึ ษาพบวา่ การบาดเจบ็ การเปน็ พษิ และผลสบื เนอื่ ง
บางอย่างของสาเหตุภายนอก (S00-T98) ไม่ปรากฏในสาเหตกุ ารตายของจงั หวัดพทั ลงุ ในขณะทมี่ ีการระบสุ าเหตุการ


Click to View FlipBook Version