The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ผลงานประเภท R2R
งานมหกรรมวิชาการ เขตสุขภาพที่ 12 ประจำปีงบประมาณปี 2563

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by strategy trang, 2020-09-08 04:54:58

R2R

ผลงานประเภท R2R
งานมหกรรมวิชาการ เขตสุขภาพที่ 12 ประจำปีงบประมาณปี 2563

ทา่ ท่ี 5 Crunch

ทา่ เร่ิมตน้ : นอนหงาย ชันเข่าทง้ั สองขา้ ง ฝ่าเทา้ วางแนบพ้นื เท้าห่าง
เทา่ ช่วงไหล่ มอื ไขวก้ ันท่ีบริเวณหนา้ อก
ท่าออกกำลงั กาย: หายใจออกพร้อมกับเกร็งกลา้ มเนื้อหนา้ ท้องเพ่อื ยก
ตัวข้ึนใหศ้ ีรษะและสะบกั พ้นพน้ื ค้างไว้ 5 วนิ าที แลว้ หายใจเข้าอยา่ ง
ช้าๆพร้อมกลับสทู่ า่ เริ่มตน้ นับเป็น 1 คร้ัง ทำซ้ำ 10 ครัง้

ทา่ ท่ี 6 Single leg bridging

ท่าเริ่มต้น : นอนหงาย ชันเข่าทั้งสองข้าง ฝ่าเท้าวางแนบพื้น เท้าห่าง
เท่าช่วงไหล่ คว่ำมอื และวางแขนแนบขา้ งลำตัว
ท่าออกกำลงั กาย : หายใจออก พรอ้ มกับเกร็งหนา้ ท้องและขมบิ ก้น
ยกสะโพกและหลังพรอ้ มกบั ขาข้างหน่งึ โดยท่เี ขา่ เหยยี ดตรงใหพ้ ้นพื้น
ลำตวั เป็นเส้นตรงและไหล่ยงั ตดิ อยู่กับพน้ื คา้ งไว้ 5 วินาที จากนั้น
หายใจเข้าอย่างช้าๆกลบั สู่ท่าเริ่มต้น นับเปน็ 1 ครัง้ ทำซ้ำ 10 ครง้ั

ขัน้ หลงั การทดลอง
9. ผู้สูงอายุกลุ่มตัวอยา่ งทุกคนไดร้ ับการประเมินค่าการทรงตัวขณะอยู่นิ่ง (static balance) การทรง

ตัวขณะอยู่เคลื่อนไหว (dynamic balance) ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา (lower extremities muscle
strength) และความมนั่ ใจในการปฏบิ ัติกจิ กรรม เม่ือผวู้ จิ ัยออกกำลังกายเป็นเวลา 30 นาทีตอ่ คร้ัง 3 ครั้ง/ต่อ
สปั ดาห์ ต่อเนอ่ื งกนั ครบ 6 สปั ดาห์ (Post-test)

10. ทำการวเิ คราะหข์ อ้ มูล

การวิเคราะหข์ ้อมลู

1. วิเคราะห์เปรียบเทียบระดับการทรงตัวขณะอยูน่ ิง่ และเคลื่อนไหว และความแข็งแรงของกล้ามเนอื้
ขาของผ้สู ูงอายุที่มีอายุ 60 ปขี ึน้ ไป หนว่ ยงานกายภาพบำบัด โรงพยาบาลรามัน ด้วยสถติ ิ Paired sample t-
test (Shapiro-wilk Test, p = .200) (Hair, Black, Babin, & Anderson, 2010)

2. เปรียบเทียบความมั่นใจในการปฏิบัติกิจกรรมของผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป หน่วยงาน
กายภาพบำบัด โรงพยาบาลรามัน โดยใช้สถิติ Wilcoxon Sign Rang Test (Shapiro-wilk Test p <.001)
(Hair, Black, Babin, & Anderson, 2010)

จรยิ ธรรมวิจยั

ผวู้ จิ ยั เสนอโครงการวจิ ัยเพ่ือขอรับการรับรองจากคณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมการวิจยั ในมนุษย์ของ
จังหวัดยะลา ได้หมายเลขรับรองเลขที่ 19/2562 ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2562 และในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้มี
การพทิ ักษส์ ทิ ธขิ องกลมุ่ ตัวอย่างโดยช้ีแจงรายละเอียด ครอบคลมุ ขอ้ มลู ต่อไปนี้ 1) ช่ือและข้อมูลเก่ียวกับผู้วิจัย
2) วัตถุประสงค์ และประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย 3) ขั้นตอนการเก็บรวบรวมแบบสอบถาม ไม่มีการระบุช่ือ
ของผู้ตอบแบบสอบถามในแบบสอบถาม 4) การเก็บรักษาข้อมูลเป็นความลับ 5) การเสนอผลงานวิจัยใน
ภาพรวม 6) สิทธิที่จะตอบรับหรือปฏิเสธการเข้าร่วมการวิจัย หรือสิทธิที่จะถอนตัวออกจากการวิจัยได้
ตลอดเวลา โดยไมม่ ีผลกระทบตอ่ การปฏบิ ัติงานของผตู้ อบแบบสอบถามและข้อมูลทั้งหมดจะถูกทำลายภายใน
1 ปี ภายหลังจากท่ีผลการวจิ ยั ได้รับการเผยแพรแ่ ลว้

ผลการวจิ ยั

1. ผู้เข้าร่วมวิจัยแบ่งเป็นเพศชายร้อยละ 35.71 เพศหญิงร้อยละ 64.29 มีอายุเฉลี่ย 65.29 ปี และมี
ดัชนมี วลกายเฉล่ีย 24.52

2. เปรียบเทียบระดับการทรงตัวขณะอยู่นิ่งและเคลื่อนไหว ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาและความ
ม่นั ใจในการปฏบิ ัตกิ ิจกรรมของผู้สูงอายุ หนว่ ยงานกายภาพบำบัด โรงพยาบาลรามันระหวา่ งก่อนและหลังการ
ออกกำลังกายกล้ามเน้ือแกนกลางลำตัว

ตาราง 3 เปรียบเทียบระดับการทรงตัวขณะอยู่นิ่งและเคลื่อนไหว ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาและความ
มั่นใจในการปฏิบัติกิจกรรมของผู้สูงอายุ หน่วยงานกายภาพบำบัด โรงพยาบาลรามันระหว่างก่อน
และหลงั การออกกำลงั กายกล้ามเน้อื แกนกลางลำตวั

การประเมิน n M SD t z df p-value
(1-tailed)

การทรงตวั ขณะอยู่นิ่ง Pre-test 28 27.61 21.62 -4.182 - 4.42 <0.001

(Static balance) Post-test 28 32.03 25.46

การทรงตวั ขณะอยู่เคล่ือนไหว Pre-test 28 9.34 2.19 5.06 - -0.92 <0.001

(Dynamic balance) Post-test 28 8.42 1.85

ความแขง็ แรงของกลา้ มเน้อื ขา Pre-test 28 10.07 2.54 4.44 - -1.23 <0.001

(Lower extremities Post-test 28 8.84 2.12
muscle strength)

ความมั่นใจในการปฏิบตั ิ Pre-test 28 73.42 16.54 - -2.08 3.94 0.003

กิจกรรม Post-test 28 77.36 16.67

จากตารางพบว่าหลังการออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวในผู้สูงอายุ หน่วยงาน

กายภาพบำบดั โรงพยาบาลรามัน จงั หวัดยะลา มีการทรงตัว ความแข็งแรงของกล้ามเน้ือขาและความม่ันใจใน

การปฏบิ ัติกจิ กรรมมากกว่าก่อนออกกำลงั กายกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวอยา่ งมนี ยั สำคัญทางสถิติทรี่ ะดับ .001

และ .01

อภปิ รายผล

หลังการออกกำลงั กายกลา้ มเนือ้ แกนกลางลำตัวในผู้สูงอายุ หน่วยงานกายภาพบำบัด โรงพยาบาลรา
มัน จังหวัดยะลา มีการทรงตัวขณะอยู่นิ่งและเคลื่อนไหวมากกว่าก่อนการออกกำลังกายอย่างมีนัยสำคัญทาง
สถิติที่ระดับ .001 เนื่องจากการออกกำลังกายนี้มีเป้าหมายที่กล้ามเนื้อมัดลึกแนวแกนกลางของลำตัวที่เชื่อม
ระหว่างกระดูกสันหลงั กระดูกเชงิ กราน และกระดูกสะโพก ซ่งึ กล้ามเนื้อกลุ่มน้ีจะเพิ่มความมน่ั คงใหก้ ระดูกสัน
หลัง ช่วยในการเคลื่อนไหวร่างกายและทำกิจกรรมต่างๆ อีกทั้งยังเป็นจุดเชื่อมระหว่างรยางค์ของร่างกาย มี
บทบาทต่อการควบคุมการทรงตัวและช่วยรักษาความมั่นคงของกระดูกสันหลัง ซึ่งมีส่วนสำคัญใ นการพยุง
รา่ งกายใหเ้ กิดความสมดุล นอกจากนที้ า่ ออกกำลังกายท่ีผูว้ ิจยั พัฒนาให้ผู้สูงอายุทงั้ 6 ท่า ได้ออกแบบให้มีการ
ทำงานของกล้ามเนื้อ transversus abdominis , multifidus , diaphragm และ pelvic floor ซึ่งเป็น
กล้ามเนื้อที่ได้รับการยอมรับว่ามีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงของข้อต่อกระดูกสันหลัง เนื่องจากกล้ามเนื้อ
กลุ่มนี้จะเป็นกล้ามเนื้อมัดแรกที่เริ่มทำงานตอบสนองต่อการเสียสมดุลของร่างกาย โดยไม่คำนึงว่าการเสีย
สมดุลจะเกิดขึ้นในทิศทางใดและทำงานหดตัวอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาที่มีแรงกระทำต่อข้อต่อกระดูกสันหลัง
สอดคล้องกับการศึกษาของ จากการศึกษาของ Fateme และคณะในปี 2014 ทำการศึกษาในผู้สูงอายุเพศ
หญิง ช่วงอายุ 55-72 ปี จำนวน 30 คน ซึ่งถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มที่ได้รับการออกกำลังกายกลา้ มเนื้อแกนกลาง
ลำตวั (experimental group) และกลมุ่ ทีไ่ มไ่ ด้รบั การฝกึ แต่ให้ใชช้ ีวิตตามกิจวัตรประจำวันตามปกติ (control
group) ผลการศึกษาพบว่าระยะเวลาในการยืนขาเดียวทั้งเปิดและปิดตา (Static balance) ของกลุ่มทดลอง
สามารถปรับปรุงการทรงตวั ได้อย่างนัยสำคัญทางสถิติ และการทรงตัวออกนอกจุดศูนย์ (dynamic balance)
และคุณภาพชีวิต (Quality of life) ดีกว่ากล่มุ ควบคุม

ความแข็งแรงของกลา้ มเนอื้ ขาเพมิ่ ขน้ึ อยา่ งมนี ยั สำคญั ทางสถติ ิ (P<0.001) เน่อื งจากทา่ ทใ่ี ช้ในการ
ออกกำลงั กายกล้ามเน้อื แกนกลางลำตัว ได้แก่ทา่ bridging, lower trunk rotation และ straight leg raise
เรง่ เร้าให้เกิดการทำงานของกล้ามเนื้อขา ซ่ึงเป็นกลา้ มเน้ือสำคญั ท่ใี ช้ในการประเมนิ five times sit-to-stand
การศึกษาก่อนหนา้ พบวา่ กล้ามเนอ้ื แกนกลางลำตวั จะทำงานร่วมกันก่อนทจี่ ะมกี ารทำงานของกล้ามเนื้อรยางค์
ขา เพื่อเป็นการเตรยี มพร้อมร่างกายในการเสียสมดลุ อีกท้ังกล้ามเนอื้ แกนกลางลำตัวไดแ้ กก่ ล้ามเนื้อ

iliopsoas, multifidus และ pelvic floor ท่ีหดตวั ระหวา่ งท่ีออกกำลังกายมีความเชื่อมโยงกับการทำงานของ
ขา ทำให้สามารถเพิ่มความแข็งแรงของกลา้ มเน้ือขาได้อีกด้วย

นอกจากนยี้ งั พบวา่ ผสู้ งู อายุท่ีใช้เวลาในการยืนขาเดยี ว (Single leg stance) ได้นานจะมีการทรงตวั
และความแข็งแรงของกล้ามเนอ้ื ขามากกว่า ผู้สงู อายุทใี่ ช้เวลาในการทดสอบการยนื ขาเดียวทใี่ ชเ้ วลาน้อยกว่า
ซึ่งสอดคล้องกบั ผลจากการศึกษาของ Kang Hee Cho และคณะ ในปี 2012 พบวา่ ความแขง็ แรงของ
กลา้ มเนือ้ ขามีความสมั พันธก์ ับการทรงตวั ขณะเคล่ือนไหวอยา่ งมีนยั สำคญั ทางสถิติ (R = 0.576, P<0.01)
กล่าวคือเมื่อกล้ามเนื้อขามีความแข็งแรงจะมกี ารทรงตัวขณะเคล่ือนไหวได้ดีขน้ึ สอดคลอ้ งกบั การศกึ ษาของ
Mehrdad Bastani และคณะ ที่ศกึ ษาผลของการออกกำลงั กายกล้ามเน้ือแกนกลางลำตัวตอ่ การทรงตวั และ
ความทนทานของกลา้ มเน้ือขาในผูส้ งู อายุที่มอี ายุเฉลยี่ 62.24 ปี จำนวน 30 คน พบว่ากลมุ่ ทอ่ี อกกำลังกาย
กล้ามเนอ้ื แกนกลางลำตัว มีการทรงตวั ขณะเคลื่อนไหวเม่ือประเมนิ ด้วย timed up and go และความ
ทนทานของกลา้ มเนอื้ ขาเม่ือประเมิน sit-to-stand-to-sit test for 60 seconds เพม่ิ ขึ้นอยา่ งมนี ยั สำคัญทาง
สถิติ (P<0.05)

ในการศึกษานี้ผู้วิจัยใช้แบบประเมินความมั่นใจในการทรงตัวหรอื ความกลวั การหกล้ม (ABC
scale) แบบประเมินนี้สามารถบอกแนวโน้มของการหลีกเลี่ยงการปฏิบัติกิจกรรมได้ เพื่อดูระดับความมั่นใจ
และแนวโน้มการหลีกเลี่ยงการปฏิบัติ สามารถประเมินการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ครอบคลุมบริบท
ด้านสภาพแวดลอ้ ม มีความเท่ยี งโดยการวดั ซ้ำในข้อคำถามทั้งหมด คา่ ICC เท่ากบั 0.99 (95%CI=0.98-0.99)
แสดงใหเ้ หน็ ว่ามีความเทยี่ งในการวัดซ้ำในผู้สูงอายุระดับดีเยี่ยม แต่ละขอ้ คำถามของแบบประเมนิ ABC พบว่า
มีคา่ ความเที่ยงในการวัดซ้ำ ICC ชว่ งตัง้ แต่ 0.79-0.96 แสดงใหเ้ ห็นวา่ มีค่าความเท่ยี งระดับดีเยี่ยม และมีความ
เทย่ี งในการวัดซ้ำระดบั ดีเยี่ยมในผู้สูงอายุ อีกท้งั ยังสัมพนั ธ์กับการเคลื่อนไหวขนั้ พื้นฐาน (Basic mobility) ซ่ึง
สอดคล้องกับ การทดสอบ Single leg stance ที่ประเมินเกี่ยวกับ Static balance และการทดสอบ Time
up and go test ซึ่งประเมินเก่ียวกับ Dynamic balance

การนำผลการวิจัยไปใช้

ผลการวิจัยพบว่าหลังการออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวในผู้สูงอายุ หน่วยงาน
กายภาพบำบัด โรงพยาบาลรามัน จังหวัดยะลา ผู้เข้าร่วมวิจัยมีการทรงตัวขณะอยู่นิ่งและเคลื่อนไหว ความ
แข็งแรงของกลา้ มเน้ือขาเพ่ิมข้ึนและมีความมน่ั ใจในการปฏบิ ัติกจิ กรรมเพิ่มข้นึ มากกวา่ ก่อนการออกกำลังกาย
อยา่ งมีนยั สำคญั ดังนัน้ หนว่ ยงานกายภาพบำบดั โรงพยาบาลรามัน จึงนำการออกกำลังกายกลา้ มเนื้อแกนกลาง
ลำตัวเพอ่ื ป้องกนั การหกล้มมาใช้ในผูป้ ่วยสงู อายทุ ี่มารบั บริการทโ่ี รงพยาบาลรามัน และจัดทำเปน็ คูม่ อื แจกจ่าย
ใหก้ ับผปู้ ว่ ยและญาติ นอกจากนยี้ ังนำไปใชก้ บั ผู้ปว่ ยในชุมชนอกี ด้วย

ข้อเสนอแนะในการวจิ ัยครั้งตอ่ ไป

1. ในการศึกษาผลของการออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวครัง้ ต่อไป ควรเก็บข้อมูลพื้นฐาน
ของผู้เข้ารว่ มวิจยั เกี่ยวกับเสน้ รอบเอว เพื่อใช้ในการประเมินความแข็งแรงของกล้ามเน้ือแกนกลางลำตวั

2. การศกึ ษาในครั้งน้ีไมไ่ ดป้ ระเมินผลความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตวั โดยตรง ควรศึกษา
เครอื่ งมอื ท่สี ามารถนำมาใชว้ ัดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตวั ท่ีเหมาะสมกบั อายขุ องผ้เู ขา้ ร่วมวจิ ยั

รายการอ้างอิง

มูลนิธิสถาบนั วจิ ยั และพัฒนาผสู้ ูงอายุไทย. (2559). บทสรปุ สำหรับผูบ้ ริหารและขอ้ เสนอแนะ. สถานการณ์
ผู้สูงอายไุ ทย. กรงุ เทพฯ: มูลนธิ ิสถาบนั วิจยั และพฒั นาผสู้ งู อายุไทย

ศรนิ ยา บูรณสรรพสทิ ธ์.ิ (2555). ผลของการฝึกกล้ามเน้ือแกนกลางลําตัวที่มีต่อความแข็งแรง ของกลา้ มเน้ือ
และการทรงตวั ในผูส้ ูงอายุ. (ปรญิ ญานพิ นธ์, มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครินทรว์ ิโรฒ).

สศิมนต์ สกุลไกรพีระ. (2550). การลดอาการปวดหลงั เรื้อรังดว้ ยการออกกําลังกายแบบให้ความมนั่ คงแก่
กระดูกสนั หลงั ส่วนเอว. ผลงานประกอบการพจิ ารณาประเมินบุคคล. กรุงเทพฯ: โรงพยาบาลกลาง
สำนกั การแพทย์

สุขวิดา มโนรงั สรรค.์ (2555) คณุ ค่าของการใช้ Five times sit to stand สำหรับคัดกรองและการประเมนิ
การหกลม้ ในผู้สูงอายุไทย.

Adults O, Song G, Park E. (2016). Effects of Neck and Trunk Stabilization Exercise on Balance
in Older Adults. J Kor Phys Ther, 28(4), 221–6.

Hodges PW, Richardson CA. (1997). Contraction of the abdominal muscles associated with
movement of the lower limb. Phys Ther. Retrieved November 24, 2019, from
http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/9037214

Kamonthip Nanthapaiboon, Jirabhorn Wannapake, Nitaya Viriyatarakij, Rumpa Boonsinsukh.
(2017). Thai Translation and Cross-cultural adaptation of the Activities-specific Balance
Confidence (ABC) Scale. The 1st National Conference Research and Innovation
Knowledge transformation toward Thailand 40

Kumar NP. (2014). Effect of 6 weeks of core stability on balance and quality of life in elderly
women , 2(1), 75–9.

Lord SR, Murray SM, Chapman K, Munro B, Tiedemann A. (2002). Sit-to-stand performance
depends on sensation, speed, balance, and psychological status in addition to strength
in older people. J Gerontol A Biol Sci Med Sci. Retrieved December 9, 2019, from
http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/12145369

Noohu MM, Dey AB, Hussain ME. (2014). Relevance of balance measurement tools and
balance training for fall prevention in older adults. J Clin Gerontol Geriatics. Retrieved
November 25, 2019, from http://dx.doi.org/10.1016/j.jcgg.2013.05.002

Panjabi MM. (1992) The stabilizing system of the spine. Part II. Neutral zone and instability
hypothesis. J Spinal Discord. Retrieved November 24, 2019, from http://www.ncbi.
nlm.nih.gov/pubmed/1490035

Pearson AM. (1990). Muscle growth and exercise. Crit Rev Food Sci. Retrieved December 9,
2019, from http://www.tandfonline.com/doi/abs/10.1080/10408399009527522

Shi Z, Zhou J. (2014) Effect of core stability training on balance in elderly women. Fam Med
Community Health. Retrieved November 28, 2019, from www.fmch-journal.org

Steffen TM, Hacker TA, Mollinger L. (2002). Age- and gender-related test performance in
community-dwelling elderly people: Six-Minute Walk Test, Berg Balance Scale, Timed
Up & Go Test, and gait speeds. Phys Ther. Retrieved November 25, 2019, from
http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/11856064

Noohu MM, Dey AB, Hussain ME. (2014). Relevance of balance measurement tools and
balance training for fall prevention in older adults. J Clin Gerontol Geriatics. Retrieved
November 25, 2019, from http://dx.doi.org/10.1016/j.jcgg.2013.05.002

บทคดั ย่อผลงาน
ประเภท Oral presentation : R2R
ประเภทหน่วยงาน : รพช.
การเสนอผลงาน

1. ( ) ไม่เคยนาเสนอ เผยแพร่มาก่อน 2. ( ) เคยเผยแพร่ พัฒนาตอ่ ยอด
ชอื่ เรอื่ ง. การส่งเสริมสุขภาพชมุ ชนในลกั ษณะชมุ ชนอ่อนหวาน เพ่อื ลดความเส่ียงโรคเบาหวานและโรค
ในช่องปากในกลมุ่ เส่ยี งเบาหวานของชมุ ชนบา้ นป่ายาง อาเภอบางกล่า จงั หวดั สงขลา
ผูน้ าเสนอ. นางสุพตั ร เพ็ชราการ ตาแหนง่ พยาบาลวิชาชพี ชานาญการ
หนว่ ยงาน โรงพยาบาลบางกลา อาเภอบางกล่า จังหวัด สงขลา
มอื ถอื 089 0000418 E-mail [email protected]
บทคดั ยอ่

การวิจยั เชิงปฏิบตั กิ ารมีวตั ถุประสงคเ์ พือ่ 1)เพ่ือพฒั นารูปแบบการส่งเสริมสขุ ภาพในลักษณะ
ชมุ ชนออ่ นหวานทกี่ าหนดขน้ึ โดยชมุ ชน 2) เพ่อื เปรียบเทยี บพฤตกิ รรมเสีย่ งต่อการเกดิ โรคเบาหวาน
กอ่ นและหลงั การส่งเสรมิ สุขภาพ ในกลมุ่ เสย่ี งโรคเบาหวาน 3)เพื่อเปรยี บเทียบพฤติกรรมเสี่ยงต่อ
สุขภาพชอ่ งปากกอ่ นและหลังการส่งเสรมิ สขุ ภาพ ในกลุม่ เส่ยี งโรคเบาหวาน 4)เพ่อื เปรียบเทยี บค่าระดับ
นา้ ตาลในเลือด(FBS)กอ่ นและหลงั การสง่ เสริมสขุ ภาพ ในกลมุ่ เสี่ยงโรคเบาหวาน รปู แบบใช้กรอบ
แนวคดิ ของ Kemmis & McTaggart (1988 : 11) ประกอบด้วยกิจกรรมการวจิ ัยที่สาคญั 4 ขน้ั ตอน
หลกั คอื 1) กอ่ นการพฒั นารูปแบบ เปน็ การวเิ คราะหส์ ถานการณป์ ญั หาเพ่อื พัฒนารปู แบบ 2) นา
รูปแบบที่พฒั นาขน้ึ ไปดาเนนิ การ โดยการจดั กจิ กรรมส่งเสริมสุขภาพตามรปู แบบการมีส่วนร่วมของ
ชมุ ชนที่พฒั นาขนึ้ 3) การจดั กจิ กรรมเวทปี ระชมุ แลกเปล่ยี นเรยี นรู้ เพื่อร่วมกันประเมินผลการใช้
รปู แบบการส่งเสริมสุขภาพท่พี ฒั นาขนึ้ หลังจากดาเนินการไป 2 สปั ดาห์ และ 4) การประเมินผล
กระบวนการและผลของการเปลย่ี นแปลงท่เี กดิ ขนึ้ ใชว้ ธิ ีการคดั เลือกพื้นท่วี ิจยั แบบเจาะจง (Purposive
Sampling) คือ พืน้ ท่ีหมู่ที่ 9 หมู่ท่ี 18 ตาบลท่าช้าง อาเภอบางกลา่ จงั หวัดสงขลา ใชก้ ารจาแนกกล่มุ
เสี่ยงโรคเบาหวาน จากฐานขอ้ มลู HDC ของอาเภอบางกลา่ จงั หวดั สงขลา โดยเลือกกลมุ่ ท่มี คี ่าระดับ
นา้ ตาลในเลอื ด( FBS) ต้งั แต่ 100 – 125 มก/ดล ครอบคลมุ พนื้ ท่ี ๒ หมูบ่ า้ น จานวน 44คน การเก็บ
รวบรวมขอ้ มูลโดยการสนทนากลุ่ม และแบบสอบถาม สถิตทิ ี่ใชไ้ ดแ้ ก่ ค่าเฉล่ยี สว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน
วิเคราะห์เปรยี บเทียบก่อนและหลงั การดาเนนิ งานโดยใชส้ ถติ ิ Paired T-test ท้ังน้ไี ด้ทดสอบข้อตกลง
เบอื้ งตน้ ของสถติ ดิ งั กลา่ ว (Kolmogorov-Smirnov test) พบวา่ ขอ้ มูลมกี ารแจกแจงแบบปกติ(P=.091)
ผลการศึกษา ค้นพบรปู แบบความร่วมมือทสี่ าคญั ของชมุ ชนเพือ่ ส่งเสริมสขุ ภาพในลกั ษณะชมุ ชน
อ่อนหวาน คอื 1) โรงเรยี นบ้านปา่ ยาง เปน็ ตน้ แบบและเป็นศูนยก์ ารเรียนรู้ ด้านเศรษฐกิจพอเพียงปลกู
ผักเลย้ี งไกไ่ ขบ่ ริโภคในโรงเรียน ด้านการออกกาลงั กายและ อปุ กรณ์ ตน้ แบบกิจกรรมแปรงฟนั หลงั
อาหาร 2) ร้านขายน้าในชุมชน คดิ เมนูออ่ นหวานภายใต้สโลแกน “หวานน้อยก็หรอย(อรอ่ ย)ได้” มปี า้ ย
ประชาสมั พันธ์ใหเ้ ห็นชดั เจน โดยผู้ขายจะทาหนา้ ท่แี นะนาและเสนอขายเปน็ เมนูทางเลอื ก 3)วดั ปา่ ยาง
เจา้ อาวาสและคณะกรรมการวัดประกาศเปน็ วดั อ่อนหวาน ทกุ งานเลี้ยงปลอดน้าอดั ลม ใชน้ ้าผกั หรอื น้า
ผลไม้อ่อนหวานทดแทน วดั ปลอดโฟม จัดอาหารแบบบปุ เฟเ่ พื่อลดขยะ 4)ชมุ ชนสรา้ งข้อตกลงรว่ มกัน
ในเรื่องการปรบั เปล่ยี นการบริโภคอาหารโดยให้เป็นอาหารออ่ นหวาน ออ่ นมัน อ่อนเคม็ การปลูกผัก
รบั ประทานเองทบี่ า้ น จัดแหลง่ จาหน่ายผักปลอดสารพิษ ผลการใช้รปู แบบการสง่ เสรมิ สขุ ภาพชุมชน

ในลักษณะชุมชนอ่อนหวาน เพ่ือลดความเส่ียงโรคเบาหวานและโรคในชอ่ งปากในกลมุ่ เสีย่ งเบาหวาน
ของชุมชนบา้ นป่ายางท่รี ่วมกนั พัฒนาขน้ึ พบวา่ กลมุ่ ตวั อยา่ ง มีคะแนนพฤตกิ รรมสุขภาพท่ดี เี พม่ิ ขึน้

มากกว่ากอ่ นการพฒั นาอยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถิติทีร่ ะดบั 0.01 ในดา้ นการออกกาลังกาย ดา้ นการ
จดั การอารมณ์ ดา้ นการดูแลสขุ ภาพชอ่ งปากและมีคะแนนพฤติกรรมการบรโิ ภคอาหารอาหารกลุ่มเสย่ี ง

ลดลง พฤติกรรมสขุ ภาพด้านการดแู ลสขุ ภาพช่องปากกอ่ นและหลังการเข้ารว่ มกิจกรรมฯแตกตา่ งกัน
อย่างมีนัยสาคญั ทางสถติ ิทรี่ ะดบั 0.01 ซ่งึ เปน็ สดั ส่วนทผ่ี กผนั กบั ระดับ Plaque Index Stallard คอื
เมื่อมพี ฤติกรรมสขุ ภาพดา้ นการดูแลสุขภาพช่องปากทด่ี ขี ึ้น ระดบั Plaque Index Stallard จะลดลง

และคา่ ระดบั นา้ ตาลในเลือด เฉล่ียกอ่ นเขา้ ร่วมกิจกรรม 114.5 เฉลยี่ หลังเข้าร่วมกจิ กรรมการพัฒนาฯ
98.25 ซ่ึงลดลงเฉล่ีย 16.25

การส่งเสริมสุขภาพชุมชนในลกั ษณะชมุ ชนออ่ นหวาน เพ่อื ลดความเสี่ยงโรคเบาหวานและโรคใน
ช่องปากในกลมุ่ เสย่ี งเบาหวานของชมุ ชนบา้ นปา่ ยาง อ่าเภอบางกลา่ จังหวดั สงขลา
ผู้น่าเสนอ. นางสพุ ัตร เพ็ชราการ ตา่ แหน่ง พยาบาลวชิ าชพี ชา่ นาญการ
หนว่ ยงาน โรงพยาบาลบางกลา่ อา่ เภอบางกลา่ จงั หวัด สงขลา
มือถือ 089 0000418 E-mail [email protected]

1. ช่ือเรอ่ื ง. การส่งเสรมิ สขุ ภาพชมุ ชนในลักษณะชมุ ชนอ่อนหวาน เพื่อลดความเสย่ี งโรคเบาหวานและ
โรคในช่องปากในกลุ่มเสี่ยงเบาหวานของชุมชนบา้ นปา่ ยาง อาเภอบางกล่า จังหวดั สงขลา

2. ชือ่ เจา้ ของผลงานและสังกัด. นางสพุ ัตร เพช็ ราการ ตาแหน่ง พยาบาลวิชาชพี ชานาญการ
ทญ.วลัยพร อรณุ โรจน์ ทันตแพทย์ชานาญการพิเศษ โรงพยาบาลบางกลา่ อาเภอบางกล่า จงั หวดั
สงขลา

3. บทนา่
สังคมปัจจุบนั เปน็ สงั คมยุคโลกาภวิ ัตน์ ท่ีมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปในทุกๆดา้ นท้งั ดา้ น

ส่ิงแวดลอ้ ม สังคม เศรษฐกิจและวฒั นธรรม ซ่งึ ส่งผลใหพ้ ฤติกรรมและแบบแผนชวี ติ ของคนไทย
เปลีย่ นแปลงตามไป และผลทตี่ ามมาทาให้ปญั หาสุขภาพหลกั ของคนไทยเปลยี่ นแปลงจากโรคตดิ เชื้อ
ไปสู่โรคไมต่ ิดต่อปจั จบุ นั น้ีมโี รคไมต่ ิดตอ่ เรื้อรงั ท่ีสาคญั ๕ โรค สง่ ผลกระทบอย่างมากต่อระบบ
สาธารณสขุ ของประเทศไทย ได้แก่ โรคความดันโลหิตสงู โรคหัวใจ โรคหลอดเลอื ดสมอง โรคมะเร็ง
และอกี หนงึ่ โรคที่มคี วามสาคญั อยา่ งยิง่ คือ โรคเบาหวาน และภาวะแทรกซอ้ นของโรคเบาหวานทเี่ กิด
ขน้ึ กบั หลอดเลือดขนาดใหญ่ และหลอดเลือดขนาดเลก็ เช่น โรคหัวใจ ภาวะแทรกซ้อนทางไต ตา ปลาย
ประสาท และเทา้ เป็นต้น ส่งผลกระทบทางสงั คมอันเนอ่ื งมาจาก อัตราการเสยี ชวี ิต และทพุ พลภาพ
ของประชากรเพมิ่ ข้ึน จากการศกึ ษาพบวา่ โรคเบาหวานมคี วามสมั พนั ธต์ ่อการเกดิ โรคในช่องปากทัง้ โรค
ปริทนั ตโ์ รคเหงอื กอักเสบรวมทงั้ โรคเนอื้ เย่อื ในช่องปาก เชน่ การหายของแผลช้า การตอบสนองตอ่ เช้อื
โรคตา่ ติดเชื้อราไดง้ า่ ย ภาวะปากแห้ง ทาให้เพ่มิ โอกาสเสย่ี งตอ่ การอักเสบของเหงอื กและการสญู เสีย
เน้อื เย่ือรอบฟันและกระดกู เบ้ารากฟันได้งา่ ย โดยเฉพาะผูท้ ่ีไม่สามารถควบคุมระดบั นา้ ตาลให้อยูใ่ น
ระดับดีได้ (จนั ทนา อึ้งชูศักดิ์ และคณะ. 2554) โรคเบาหวานกับสุขภาพช่องปาก มีความสมั พันธก์ ัน
แบบ 2 ทางคือผู้ปว่ ยโรคเบาหวานมีความไวตอ่ การตดิ เชื้อในชอ่ งปากรวมท้งั โรคปรทิ ันต์เม่อื มกี าร
ควบคมุ โรคเบาหวานทไ่ี ม่ดี ส่วนการมีโรคปรทิ ันตท์ ่ีแสดงอาการชัดเจนมผี ลทาให้การควบคุมระดบั
น้าตาลในเลือดของโรคเบาหวานลดลงได้ การรักษาเบาหวานควบคกู่ ับการรกั ษาโรคในชอ่ งปาก รวมถงึ
การทผ่ี ้ปู ่วยมีความรู้ความเขา้ ใจที่ถกู ต้องในการดูแลสขุ ภาพชอ่ งปากจึงมคี วามสาคญั ท่ีจะช่วยลดการ
สูญเสียฟนั และทาให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ (วชั ราภรณ์ เสนสอน, สุภาภรณ์ ฉตั รชัยวิวฒั นา, เสาวนนั ท์
บาเรอราซ;2553) การดาเนนิ งานเพอ่ื ควบคมุ ปอ้ งกันโรคไม่ติดต่อในปัจจบุ ันพบว่า มกี ารคัดกรองกลมุ่
เสย่ี งเกอื บครอบคลมุ แต่หลังจากคดั กรองแล้วไม่มีการจัดการเร่ืองการปรบั พฤติกรรมอย่างตอ่ เนอื่ ง เน้น
การจ่ายยาในโรงพยาบาลมากกวา่ การดูแลผ้ปู ่วย การใหค้ วามรเู้ ป็นชุดๆ ทเี่ หมอื นกันทกุ คร้ังและทกุ คน
กระบวนการ ใหค้ วามรูค้ วามเขา้ ใจไม่ไดป้ รบั ตามลักษณะบคุ คล รวมท้งั การสนับสนนุ ใหป้ ระชาชนดแู ล
ตนเองยังมนี ้อย เห็นไดว้ ่า รปู แบบการดแู ลผู้รบั บริการท่ผี า่ นมา บุคลากรมกั ยึดบทบาทของการเป็น
ผเู้ ช่ยี วชาญจะวางแผนและคดิ วิธกี ารใหผ้ ู้รับบรกิ ารปฏบิ ัติ คิดว่าเป็นสิง่ ดีท่ีสดุ สาหรับผูร้ บั บริการตาม

มมุ มองของเราฝ่ายเดียว มกั คุ้นเคยกับการสอน, การสงั่ , การช้ีแนะ และใหค้ าแนะนา เพือ่ ช่วยในการ
เปลีย่ นพฤตกิ รรม ทาใหข้ าดความรว่ มมอื และไมเ่ กดิ แรงจูงใจในการเปลยี่ นแปลงพฤตกิ รรม เป็นสาเหตุ
ทาให้ไมส่ ามารถช่วยในการเปลีย่ นพฤติกรรมไดส้ าเรจ็ ในฐานะท่เี ปน็ บุคลากรสาธารณสุขมีหนา้ ที่ช่วยให้
ประชาชนปรับเปล่ยี นพฤตกิ รรมเพ่อื ลดเส่ียงลดโรคให้ได้ ทาอยา่ งไรจึงจะชว่ ยใหก้ ลุ่มเสยี่ งต่อโรคเหลา่ น้ี
เกิดความรว่ มมอื รว่ มใจ มคี วามสามารถในการจดั การตนเอง (self management) มแี รง จูงใจ มงุ่ มัน่
ทจี่ ะเปลย่ี นพฤตกิ รรมเพื่อปอ้ งกันโรคเรอื้ รงั ไดต้ ่อเนื่อง ดงั นั้นเพอื่ ใหก้ ารดาเนนิ งานปรบั เปล่ียนพฤติ
กรรม มีประสิทธภิ าพย่ิงข้นึ ควรมรี ปู แบบหรอื แนวทางในการปรับเปล่ียนพฤติกรรมสขุ ภาพของ
ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม มปี ระสทิ ธภิ าพและสามารถนารูปแบบมาใช้เปน็ ตน้ แบบ ในการจัดบรกิ าร
สาธารณสขุ ทเ่ี นน้ การปรบั พฤติกรรมสุขภาพท่เี หมาะสมกบั สภาพปญั หาและบริบทของชมุ ชนได้

4.วตั ถปุ ระสงค์
1. เพ่ือพฒั นารปู แบบการสง่ เสริมสขุ ภาพในลกั ษณะชุมชนออ่ นหวานทกี่ าหนดขึ้นโดยชมุ ชน
2. เพื่อเปรียบเทียบพฤตกิ รรมเสี่ยงต่อการเกดิ โรคเบาหวานก่อนและหลงั การสง่ เสริมสุขภาพ

ในกลุ่มเสย่ี งโรคเบาหวาน
3.เพอื่ เปรียบเทยี บพฤติกรรมเสี่ยงต่อสขุ ภาพชอ่ งปากกอ่ นและหลังการสง่ เสริมสุขภาพ ในกล่มุ

เส่ียงโรคเบาหวาน
4.เพอ่ื เปรยี บเทียบคา่ ระดบั นา้ ตาลในเลอื ด(FBS)กอ่ นและหลังการส่งเสริมสุขภาพ ในกลุ่มเสยี่ ง

โรคเบาหวาน

5. วิธกี ารศึกษา
กจิ กรรมการศกึ ษาทส่ี าคัญมี 4 ขั้นตอนหลกั คอื 1) กอ่ นการพัฒนารูปแบบ เปน็ การวิเคราะห์

สถานการณ์ปญั หาเพื่อพัฒนารูปแบบ 2) นารปู แบบทพ่ี ัฒนาขนึ้ ไปดาเนนิ การ โดยการจดั กิจกรรม
สง่ เสรมิ สขุ ภาพตามรปู แบบการมสี ว่ นร่วมของชุมชนทพ่ี ัฒนาขน้ึ 3) การจัดกิจกรรมเวทีประชมุ
แลกเปล่ยี นเรยี นรู้ เพื่อร่วมกนั ประเมนิ ผลการใชร้ ูปแบบการส่งเสริมสุขภาพทพ่ี ัฒนาข้นึ หลงั จาก
ดาเนนิ การไป 2 สัปดาห์ และ 4) การประเมินผลกระบวนการและผลของการเปลี่ยนแปลงท่เี กิดขนึ้ ใช้
วิธกี ารคดั เลอื กพื้นท่วี จิ ัยแบบเจาะจง (Purposive Sampling) คือ พืน้ ท่ีหมู่ที่ 9 หมู่ท่ี 18 ตาบลท่าช้าง
อาเภอบางกลา่ จงั หวัดสงขลา ใช้การจาแนกกล่มุ เสย่ี งโรคเบาหวาน จากฐานขอ้ มูล HDC ของอาเภอ
บางกล่า จงั หวดั สงขลา โดยเลือกกล่มุ ทม่ี คี ่าระดบั น้าตาลในเลอื ด( FBS) ตั้งแต่ 100 – 125 มก/ดล
ครอบคลุมพน้ื ท่ี ๒ หมบู่ า้ น จานวน 44คน การเก็บรวบรวมขอ้ มูลโดยการสนทนากลมุ่ และใช้
แบบสอบถาม สถิติทใี่ ช้ไดแ้ ก่ คา่ เฉล่ยี สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน วเิ คราะห์เปรยี บเทียบก่อนและหลังการ
ดาเนินงานโดยใชส้ ถติ ิ Paired T-test ทง้ั นไ้ี ด้ทดสอบขอ้ ตกลงเบื้องตน้ ของสถิติดงั กล่าว
(Kolmogorov-Smirnov test) พบวา่ ข้อมลู มกี ารแจกแจงแบบปกติ(P=.091)

6. ผลการศกึ ษา
1. พัฒนารูปแบบการส่งเสรมิ สุขภาพในลักษณะชุมชนออ่ นหวานทก่ี าหนดข้ึนโดยชุมชน

ภาพ 1 แผนภาพแสดงรปู แบบการสง่ เสรมิ สขุ ภาพในลักษณะชุมชนอ่อนหวานของชุมชนบา้ นป่ายาง

การศึกษาโดยใช้รปู แบบการมีส่วนร่วมของภาคเี ครือขา่ ยประกอบด้วยผู้นาชมุ ชน สมาชิกชมรมผสู้ ูงอายุ
กรรมการสถานศึกษา อสม.เจา้ หนา้ ทส่ี าธารณสุข คณะครโู รงเรยี นบา้ นป่ายาง รา้ นขายน้า เพ่ือให้
ทราบถงึ ปัญหาและความต้องการระบบการดแู ลช่วยเหลอื แล้วนามาออกแบบการสง่ เสรมิ สุขภาพชุมชน
ในลักษณะชุมชนออ่ นหวาน เพอ่ื ลดความเสี่ยงโรคเบาหวานและโรคในชอ่ งปาก ในกลุ่มเสย่ี งเบาหวาน
ทาใหไ้ ด้รูปแบบที่ชุมชนรว่ มกันสร้างส่ิงแวดล้อมใหเ้ อือ้ ตอ่ การการปรบั เปล่ียนพฤตกิ รรมสุขภาพของ
กลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานในลักษณะชมุ ชนออ่ นหวานซึง่ สอดคลอ้ งกับการศกึ ษาท่ีผ่านมาของ(วัฒนา สวา่ ง
ศร,ี ๒๕๕๘) ที่มีการทาประชาคมทม่ี ีภาคีเครือข่ายทหี่ ลากหลายเขา้ รว่ มกิจกรรมทาใหไ้ ดข้ อ้ มูลท่ี
หลากหลายตรงกับความเป็นจริงเพื่อนามาออกแบบการปรับเปล่ียนพฤติกรรมโรคเรือ้ รังทีส่ อดคลอ้ งกบั
ปัญหา ทั้งนีก้ ารดงึ จดุ แขง็ ท่ีมอี ยู่ของชุมชนมาใช้ เชน่ โรงเรียนท่สี ามารถเปน็ แหลง่ เรยี นรูท้ ด่ี ีในด้านการ
ส่งเสริมสขุ ภาพในรปู แบบเศรษฐกิจพอเพียง การรับประทานผกั อาหารท่ีปลอดภยั และอาหาร
อ่อนหวาน การแปรงฟันหลังอาหาร ร้านขายน้าในชมุ ชน คดิ เมนอู ่อนหวาน มปี า้ ยประชาสมั พันธใ์ หเ้ ห็น
โดยผู้ขายจะทาหนา้ ทีแ่ นะนาและเสนอขายเปน็ เมนทู างเลอื กน้ี ซ่งึ ถอื เปน็ ความร่วมมอื ที่สาคัญมาก
เพราะไม่มกี ารบงั คบั แต่เป็นการเห็นความสาคัญและร่วมกันที่จะเป็นชุมชนอ่อนหวาน วดั ป่ายางซึ่งเปน็
วดั เดียวในชุมชน ให้ความสาคัญและสนับสนนุ การดาเนินงานประกาศเป็นวัดออ่ นหวาน และทกุ งาน
เลี้ยงปลอดน้าอัดลม ใชน้ ้าผกั หรอื น้าผลไม้ออ่ นหวานทดแทน วัดปลอดโฟม จัดอาหารแบบบุปเฟ่เพ่ือลด
ขยะ ลดถงุ พลาสติก ซง่ึ เป็นการขยายต่อยอดไปถึงเร่อื งการจัดการส่ิงแวดล้อมของชุมชนดว้ ย ตัวชุมชน
เองมีการสร้างข้อตกลงรว่ มกันในเรอื่ งการปรับเปล่ียนการบริโภคอาหารโดยให้เปน็ อาหารอ่อนหวาน
อ่อนมัน ออ่ นเค็ม การปลูกผกั รับประทานเองท่ีบ้าน จดั แหล่งจาหนา่ ยผักปลอดสารพิษในชมุ ชนจดั
กจิ กรรมแลกเปลี่ยนเรียนรูด้ า้ นสขุ ภาพในชมุ ชน และการออกกาลังกาย ซึง่ เมอ่ื เป็นข้อตกลงของชมุ ชน
และมีคณะกรรมการชมุ ชนคอยกากบั ติดตามขอ้ ตกลงของชุมชน สง่ ผลใหม้ ีความยัง่ ยนื ของการ
ดาเนินงาน และสามารถต่อยอดไปยงั กจิ กรรมอ่นื ๆของชมุ ชนด้วย

๒. การเปรียบเทียบพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานกอ่ นและหลงั การส่งเสรมิ สุขภาพ
ในกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานชมุ ชน

ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังการเขา้ ร่วมกจิ กรรมการส่งเสรมิ สขุ ภาพชมุ ชนในลักษณะชุมชน
ออ่ นหวาน เพอ่ื ลดความเส่ยี งโรคเบาหวานและโรคในชอ่ งปากในกล่มุ เสี่ยงเบาหวานของชมุ ชนบา้ นปา่
ยางพบว่า กลมุ่ ตัวอยา่ ง มีคะแนนพฤตกิ รรมสขุ ภาพทดี่ เี พิม่ ขนึ้ มากกว่าก่อนการพฒั นาอย่างมนี ยั สาคัญ
ทางสถิติท่รี ะดบั 0.01 ในดา้ นการออกกาลังกาย ด้านการจัดการอารมณ์ ด้านการดแู ลสุขภาพช่องปาก
และมีคะแนนพฤตกิ รรมการบรโิ ภคอาหารอาหารกลมุ่ เสย่ี งลดลง สอดคล้องกับการศึกษาท่ีผ่านมาของ
(วฒั นา สว่างศร,ี 2558) ทงั้ นี้ อาจเปน็ ผลสบื เนื่องมาจาก ในขน้ั ตอนการสนทนากลุม่ กบั ภาคีเครือข่ายใน
ชุมชนเพอื่ ใหท้ ราบถึงปัญหาความตอ้ งการและระบบการดแู ลชว่ ยเหลอื แลว้ นามาออกแบบการสง่ เสรมิ
สุขภาพชุมชนในลักษณะชุมชนอ่อนหวาน เพอื่ ลดความเสยี่ งโรคเบาหวานและโรคในช่องปาก ในกลุ่ม
เส่ยี งเบาหวานที่เหมาะสมกบั ชุมชน กลุ่มเสยี่ งโรคเบาหวานในชมุ ชนสามารถปฏบิ ัตไิ ดจ้ รงิ

3. การเปรียบเทยี บพฤตกิ รรมเสยี่ งตอ่ สขุ ภาพชอ่ งปากก่อนและหลงั การสง่ เสริมสขุ ภาพ ในกลุ่ม
เสีย่ งโรคเบาหวาน

ผลการศกึ ษาพบวา่ พฤติกรรมสขุ ภาพด้านการดูแลสขุ ภาพชอ่ งปากก่อนและหลงั การเข้ารว่ ม
กิจกรรมฯแตกตา่ งกันอย่างมนี ยั สาคัญทางสถติ ทิ รี่ ะดับ ๐.๐๑ ซึ่งเป็นสัดสว่ นที่ผกผนั กบั ระดบั Plaque
Index Stallard คือ เมอื่ มีพฤติกรรมสุขภาพด้านการดูแลสุขภาพชอ่ งปากท่ีดขี ึ้น ระดับ Plaque Index
Stallard จะลดลงสอดคล้องกบั การศึกษาของ(ศิริรัตน์ รอดแสวง,๒๕๖๒) ที่พบวา่ การรบั รูป้ ระโยชน์
ของการดูแลสขุ ภาพช่องปากและการรับรโู้ อกาสเสยี่ งของการเกดิ โรคในชอ่ งปาก จะแสดงพฤติกรรม
การดูแลสุขภาพช่องปากท่ีดีขึ้นแต่ ไมส่ อดคล้องกับการศึกษาของ(กติ ิศักด์ิ วาทโยธา) ทีพ่ บวา่ ภายหลัง
เข้าร่วมโปรแกรมการสง่ เสรมิ สุขภาพช่องปากฯของกลมุ่ ทดลองพบวา่ มคี ะแนนเฉลย่ี พฤตกิ รรมในการ
ดแู ลสุขภาพชอ่ งปากไม่แตกตา่ งกบั ก่อนเขา้ โปรแกรม

4. การเปรยี บเทยี บคา่ ระดับน้าตาลในเลือด(FBS)ก่อนและหลังการสง่ เสรมิ สขุ ภาพ ในกลมุ่ เส่ียง
โรคเบาหวาน

ผลการศึกษาพบวา่ ค่าระดบั นา้ ตาลในเลือด เฉล่ียก่อนเขา้ รว่ มกิจกรรม 114.5 เฉลีย่ หลงั เขา้
รว่ มกิจกรรมการพฒั นาฯ 98.25 ซึ่งลดลงเฉลย่ี 16.25 สอดคลอ้ งกบั การศึกษาทผ่ี ่านมาของ(สขุ สันต์
อนิ ทรวิเชียร,2555)พบว่าหลังจากการเข้าค่ายปรับเปลีย่ นพฤติกรรมของกลุม่ เสย่ี งโรคเบาหวานและมี
การติดตามอย่างต่อเน่ืองจนครบ 6 เดือนจากทีมวิจยั สง่ ผลใหร้ ะดบั ค่าน้าตาลในเลือด (FBS) ลดลง

7. วิจารณ์
การดาเนนิ กิจกรรมการส่งเสริมสุขภาพในลกั ษณะชุมชนอ่อนหวานครง้ั นม้ี ีความสาเรจ็ ตาม

วัตถุประสงค์ จากการวิเคราะหพ์ บว่าปัจจยั ที่สาคัญคือการเปดิ โอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนรว่ มในการ
กาหนดรูปแบบและมกี ารสรา้ งชอ่ งทางการติดตามกลมุ่ เสย่ี งทเี่ ข้าร่วมโครงการอยา่ งต่อเนอื่ งและใกลช้ ดิ
ดว้ ยระบบไลดก์ ลุ่มเพือ่ เป็นการกระตุน้ ให้มีพฤติกรรมสุขภาพที่ดีในระยะยาวและ ภาคีเครอื ขา่ ยท่ีสาคัญ
คือรา้ นขายนา้ ท่ีคดิ เมนูอ่อนหวานขนึ้ มาเพือ่ เสนอขาย ซึง่ สุ่มเส่ียงตอ่ ความไมพ่ ึงพอใจของผบู้ รโิ ภค และ
ผู้บรโิ ภคไมซ่ ื้อแตท่ ุกร้านในชุมชนเห็นพ้องตอ้ งร่วมมือกันในการจดั เมนอู ่อนหวานเปน็ เมนูทางเลือก
กล่มุ เป้าหมายและคนในชมุ ชนก็เลอื กทีจ่ ะบริโภคเมนูทางเลอื กน้ี สง่ เสรมิ ให้มีพฤติกรรมเสีย่ งด้านการ
บริโภคหวานลดลง

8. สรปุ
ผลการศึกษาได้รปู แบบการส่งเสรมิ สขุ ภาพชมุ ชนในลกั ษณะชุมชนออ่ นหวาน ท่ีร่วมกนั

พฒั นาขึ้น เพ่ือลดความเสย่ี งโรคเบาหวานและโรคในช่องปากในกล่มุ เสยี่ งเบาหวานของชุมชนบา้ นป่า
ยางและพบว่ากล่มุ ตัวอย่าง มีคะแนนพฤติกรรมสุขภาพที่ดเี พิม่ ขึน้ มากกว่าก่อนการพัฒนาอยา่ งมี
นัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.01 ในดา้ นการออกกาลงั กาย ด้านการจัดการอารมณ์ ด้านการดแู ลสขุ ภาพ
ชอ่ งปากและมีคะแนนพฤตกิ รรมการบริโภคอาหารกลมุ่ เส่ียงลดลง พฤตกิ รรมสุขภาพดา้ นการดูแล
สขุ ภาพชอ่ งปากกอ่ นและหลังการเข้ารว่ มกิจกรรมฯแตกต่างกันอย่างมนี ัยสาคัญทางสถิติท่รี ะดับ 0.01
ซ่งึ เป็นสัดส่วนท่ีผกผันกบั ระดับ Plaque Index Stallard คือ เมื่อมีพฤตกิ รรมสขุ ภาพด้านการดแู ล
สขุ ภาพชอ่ งปากที่ดีขน้ึ ระดับ Plaque Index Stallard จะลดลง และค่าระดบั นา้ ตาลในเลอื ด เฉลี่ย
กอ่ นเขา้ ร่วมกิจกรรม 114.5 เฉลย่ี หลังเขา้ รว่ มกิจกรรมการพฒั นาฯ 98.25 ซ่ึงลดลงเฉล่ีย 16.25
ขอ้ เสนอแนะจากผลการศกึ ษาในครั้งนคี้ ือ รปู แบบการสง่ เสริมสุขภาพชมุ ชนในลกั ษณะชมุ ชนอ่อนหวาน
เพ่อื ลดความเสยี่ งโรคเบาหวานและโรคในช่องปาก ในกลุ่มเส่ยี งเบาหวานของชมุ ชนบ้านปา่ ยาง ที่
พัฒนาขึ้นตามบริบทของชุมชนนี้จะเป็นแนวทางใหบ้ คุ ลากรดา้ นสาธารณสุข นาไปขยายผล ต่อยอดโดย
ประยกุ ตก์ จิ กรรมใหเ้ ข้ากับบรบิ ทของชมุ ชนอืน่ ๆ สถานบริการสาธารณสขุ ในพืน้ ท่ี ควรมีการตดิ ตาม
กลมุ่ เสีย่ งทเี่ ข้าร่วมโครงการอย่างตอ่ เน่อื งเพื่อเปน็ การกระตุน้ ให้มีพฤติกรรมสุขภาพทด่ี ใี นระยะยาว และ
ส่งเสรมิ ให้ผู้มีส่วนเกยี่ วข้องในชมุ ชนท่รี ่วมสรา้ งรูปแบบการส่งเสริมสุขภาพ ขยายกลมุ่ เป้าหมายในการ
สง่ เสริมสขุ ภาพเพอ่ื ลดความเส่ยี งโรคเบาหวานและโรคในช่องปากไปยังสมาชิกชุมชนกลมุ่ อืน่ ๆตอ่ ไป

9.กติ ติกรรมประกาศ
งานวจิ ัจเรื่องนี้ไดร้ ับทุนสนบั สนุนจากเครือขา่ ยเด็กไทยไม่กนิ หวานจงึ ทาให้เกดิ การสง่ เสริม

สขุ ภาพชมุ ชนในลกั ษณะชมุ ชนอ่อนหวาน เพือ่ ลดความเสย่ี งโรคเบาหวานและโรคในช่องปาก ใน
กล่มุ เสย่ี งเบาหวานของชุมชนบา้ นป่ายาง อาเภอบางกล่า จังหวัดสงขลา ก่อให้เกิดแนวทาง และองค์
ความร้ทู ี่นาไปส่กู ารขยายผลในพื้นท่ีอืน่ ขอขอบคุณผศ.ดร.ทพญ.องั คณา เธียรมรตรี ภาควิชาทนั ตกรรม
ป้องกนั คณะทนั ตแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครนิ ทรแ์ ละ ดร.กติ ตพิ ร เนาวส์ วุ รรณ หวั หน้า
งานกลุม่ งานวิจยั และผลงานวิชาการ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีสงขลา ท่ีได้ให้คาปรกึ ษาและ
ขอ้ เสนอแนะตลอดการดาเนินงาน ทีมวจิ ัยจึงขอขอบพระคุณไว้ณ.โอกาสนี้

10. เอกสารอา้ งอิง
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสขุ . (2559). คมู่ ือหลกั สูตรการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ
สา่ หรับพยาบาลผจู้ ัดการรายกรณีโรคเรอื้ รงั . กรุงเพทฯ: สานักงานกจิ การโรงพิมพอ์ งกรณส์ งเคราะ
ทหารผ่านศึก.

กองทันตสาธารณสุข กรมอนามยั กระทรวงสาธารณสุข. (2551). คูม่ อื การดูแลสขุ ภาพชอ่ งปากแม่
และเดก็ . นนทบรุ ี:ส่านักกิจการโรงพิมพ์ องคก์ ารสงเคราะห์ทหารผ่านศึก.

กลุ่มพฒั นาเทคโนโลยนี วตั กรรมทนั ตสุขภาพวัยทางานและสงู อายุ. (2558). สานักทันตสาธารณสขุ กรม
อนามยั . (รา่ ง) แนวทางการจัดบรกิ ารสรา้ งเสริมสุขภาพช่องปากในกลมุ่ ผปู้ ่วยเบาหวาน 2558.

ขวัญเรอื น ชยั นนั ท์, สรุ ีย์ จนั ทรเมวี, ประภาเพ็ญ สวุ รรณ และมยนุ า ศรีสภุ นนั ต์. (2561). การพฒั นา
รูปแบบการดูแลสุขภาพช่องปากผสู้ งู อายุโรคเรอื้ รงั เทศบาลนครรงั สติ จังหวดั ปทุมธาน.ี วารสาร
เครอื ขา่ ยวทิ ยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต,้ 5(1): 91-106

คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่ . (2548). ฟันดี ชวี ีมีสุข ขอนแก่น. โรงพมิ พ์ศริ ิภณั ฑ์
ออฟเซท็ .

จนั ทนา องึ้ ชศู กั ดิ์ และคณะ. (2554). ทนั ตสาธารณสุข. กรงุ เทพฯ :โรงพิมพ์ชมุ นุมการเกษตรแห่ง
ประเทศ ไทย.

จรงุ วรบุตร. (2550). พฤติกรรมการดแู ลตนเองของประชาชนวยั กลางคน อ่าเภอศรสี วัสด์ิ จงั หวัด

กาญจนบรุ .ี วทิ ยานพิ นศลิ ปศาสตรมหาบันฑติ สาขาจติ วิทยาชุมชน มหาวทิ ยาลัยศิลปากร.

ดาวเรอื ง แก้วขันตี. (2546). ความรเู้ รือ่ งโรคเบาหวานกับสขุ ภาพช่องปาก. วทิ ยาสารทันต
สาธารณสุข. 8(1-2):78-93.

นวลนติ ย์ ไชยเพชร, อุดมศิลป์ แก้วกลา่ , สิทธิพงษ์ สอนรตั น์ และยุวดี วิทยพนั ธ์. (2560). ประสิทธผิ ล
ของโปรแกรมปรับเปล่ียนพฤติกรรมสุขภาพตอ่ พฤติกรรมสขุ ภาพของกลุ่มเสย่ี งโรคไมต่ ดิ ต่อเรอ้ื รัง
ชุมชนโพหวาย ตาบลบางกุง้ อาเภอเมอื ง จงั หวัด สรุ าษฎรธ์ านี.วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาล
และการสาธารณสุขภาคใต,้ 4(2): 45-61

ธนวฒั น์ มังกรแกว้ . (2559). การพฒั นารูปแบบการดูแลสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุทป่ี ว่ ยดว้ ย
โรคเบาหวาน.วารสารราชนครินทร์, 13(30): 143-150

พารุณี วงค์ศรี และทีปทัศน์ ชนิ ตาปญั ญากุล. (2560). การประยกุ ต์ใชท้ ฤษฏีของโอเรม็ กับการดแู ล
และการใหค้ าแนะนาผ้ปู ่วยท่มี ภี าวะหัวใจล้มเหลว.วารสารพยาบาลต่ารวจ, 10(1): 209-219

เพ็ญศรี พงษ์ประภาพนั ธ์,สวุ มิ ล แสนเวยี งจันทร์ และประทปี ปัญญา. (2555). การพฒั นารปู แบบการ
สง่ เสรมิ สขุ ภาพแบบองค์รวมของผ้ปู ว่ ยเบาหวานในชมุ ชนวัดปุรณาวาส. วารสารพยาบาลกระทรวง
สาธารณสุข, 22(3): 100-111

รชั ตา คามณี. (2556). พฤตกิ รรมการดูแลตนเองของบุคลากรสาธารณสุขอา่ เภอสุคีรนิ ทร์ จังหวัด
นราธวิ าส.วทิ ยานพิ นศิลปศาสตรมหาบันฑติ สาขานโยบายและการวางแผนสังคม มหวิทยาลัยทกั ษิณ.

วชั ราภรณ์ เสนสอน, สุภาภรณ์ ฉัตรชยั วิวัฒนา, เสาวนนั ท์ บาเรอราช. (2553).โรคเบาหวานกบั
สุขภาพชอ่ งปาก. วทิ ยาสารทันตแพทยศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยขอนแก่น,13(2):132-47

วัฒนา สวา่ งศรี และศริ านี อนิ ธรหนองไผ.่ (2558). การพฒั นารปู แบบการสง่ เสรมิ สุขภาพเพือ่ ป้องกนั
การเกิดโรคเบาหวานรายใหม่ในชุมชน.วารสารพยาบาลทหารบก, 16(1): 116-122

ศริ เิ นตร สขุ ดี. (2560). การพฒั นารูปแบบการปรับเปลย่ี นพฤตกิ รรมสุขภาพกล่มุ เส่ยี งโรคไม่ติดต่อ
เรอ้ื รงั ดว้ ยกระบวนการมีส่วนร่วมของชมุ ชนในตาบลบางเกลอื จังหวัดฉะเชงิ เทรา. วารสารสุขศึกษา,
40(1): 38-52

ศิริพรรณ บุตรศรี. (2558). การพัฒนารปู แบบการสร้างเสริมสุขภาพเพ่อื ควบคุมและป้องกันโรค
ความดนั โลหิตสูงและโรคเบาหวาน ในผสู้ งู อายโุ ดยการมสี ่วนร่วมของชุมชน.วทิ ยานิพนวิทยาศาสตร
ดษุ ฎบี ณั ฑิต สาขาวิทยาศาสตร์การกีฬา.จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สุขสันต์ อินทรวิเชยี ร. (2555). การปรับเปลี่ยนพฤตกิ รรมสุขภาพแบบมีสว่ นร่วมอย่างย่งั ยืนในกลมุ่
เส่ียงโรคเบาหวาน อาเภอเกษตรวิสัย จงั หวัดรอ้ ยเอด็ . วารสารสา่ นักงานป้องกันควบคมุ โรคที่ ๖
ขอนแก่น, 19(2): 65-75

สมนึก โรจนร์ ัตนวาณิชย์. (2538). การสง่ เสรมิ ทันตสขุ ภาพ (Dental Health Promotion). ราชบุรี:
ฝ่าย ทนั ตสาธารณสขุ ศูนย์สง่ เสริมสขุ ภาพเขต 4 ราชบรุ ี.

สานกั การพยาบาล สานักงานปลดั กระทรวงกระทรวงสาธารณสขุ . (2559). มาตรฐานการพยาบาลใน
ชุมชน .กรุงเทพฯ: สานักพมิ พส์ ่อื ตะวันจากดั .

สานักทันตสาธารณสขุ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสขุ . (2560). รายงานผลการส่ารวจสภาวะ
สขุ ภาพช่องปากแห่งชาติ คร้งั ท่ี 8 ประเทศไทย. กรงุ เทพฯ: สามเจรญิ พานิชย์.

สานกั โรคไมต่ ิดต่อ กรมควบคมุ โรค กระทรวงสาธารณสขุ . (2555). หลักสตู รการปรบั เปล่ียนพฤติกรรม
สุขภาพลดเสีย่ ง ลดโรคไม่ตดิ ต่อ ส่าหรบั บคุ คลากรศาธารณสขุ . กรุงเทพฯ: โรงพมิ พ์ชมุ ชนสหกรณ์
การเกษตรแหง่ ประเทศไทยจากัด.

อนุพันธ์ แสงศร.ี (2559). การศกึ ษาพฤตกิ รรมสุขภาพของประชาชนทม่ี ภี าวะเสยี งต่อโรคเบาหวานและ
ความดนั โลหติ สงู ในเขตเทศบาลตาบลบางปรอก อาเภอเมือง จงั หวดั ปทุมธาน.ี วารสารสหเวชศาสตร์,
2(1): 74-78

อาภาพร เผ่าวัฒนา, สุรนิ ทร กลมั พากร, สุนีย์ ละกาป่นั และขวญั ใจ อานาจสัตยซ์ ือ่ . (2554). การ
สง่ เสริมสขุ ภาพและการปอ้ งกนั โรคในชุมชน: การประยุกตแ์ นวคดิ และทฤษฎสี ่กู ารปฏิบัติ. ขอนแกน่ :
หจก.โรงพมิ พ์คลังนานาวิทยา.

Green,J.C.,& Vermillion, J.R. (1964). The Simplified Oral Hygiene Index. Journal of the
Americen Dental Association, 68: 7-13.

Nonak MJ, R.M., Blodgett, J.,& Ebersole, J.L. (2008). Periodontal disease in Hispanic
Americans with type 2 diabetes. Journal of Periodontology, 79(4):629-36.

Tsai C, Hayes C,& Taylor GW (2002). Glycemic control of type 2 diabetes and severe
periodontal disease in the US adult population. Community Dentistry and Oral
Epidemiology.30:182-92.

ผลงานประเภท R2R
(กลุ่ม รพศ.-รพท.)

บทคดั ยอ่ ผลงาน

ประเภท Oral presentation

๑. [ ] เรื่องเล่า ๒. [ ] CQI (Clinic) ๓. [ ] CQI (Non Clinic)

๔. [ √ ] R2R ๕. [ ] วจิ ยั สมบูรณ์

ประเภท หน่วยงาน

๑.๑ [ ] รพ.สต./ ศสม. ๑.๒ [ √ ] รพช. รพท. ๑.๓ [ ] สสอ./สสจ.

ผลงานในสาขา

๑. [ ] แพทย์ ๒. [ ] ทันตแพทย์ ๓. [ ] เภสัชกรรม ๔. [ √ ] พยาบาล

๕. [ ] คุ้มครองผบู้ รโิ ภค ๖. [ ] วทิ ยาศาสตรก์ ารแพทย์ ๗. [ ] การสง่ เสรมิ สขุ ภาพและอนามยั

สิ่งแวดลอ้ ม ๘.[ ] บรหิ ารสาธารณสขุ /นโยบายสาธารณสขุ /สาธารณสขุ ท่ัวไป

๙. [ ] การแพทยแ์ ผนไทย/การแพทย์ทางเลอื ก ๑๑. [ ] ป้องกันและควบคุมโรค

๑๒. [ ] อนื่ ๆ

การเสนอผลงาน

๑. [ √ ] ไมเ่ คยนำเสนอ เผยแพรม่ าก่อน ๒.[ ] เคยเผยแพร่ (พัฒนาต่อยอด)

๓. [ ] ผลอนั ดับรางวัลทไ่ี ด้ของ รพศ.-รพท./รพช/รพ.สต.-ศสม.

๓.๑ [ √ ] ชนะเลศิ ๓.๒ [ ] รองอันดับสอง ๓.๓ [ ] รองอนั ดับสาม ๓.๔ [ ] ชมเชย
ชื่อเรื่อง (Title) การพัฒนารูปแบบการจัดการรายกรณี ผู้ป่วยกล้ามเนื้อหวั ใจขาดเลือดเฉียบพลนั ในบริบท

มุสลมิ โรงพยาบาลนราธวิ าสราชนครินทร์

ช่อื นำเสนอ นางสาว นริสา สะมาแอ ตำแหนง่ พยาบาลวิชาชพี ชำนาญการ หอผปู้ ว่ ยหนักอายรุ กรรม

รพ.นราธิวาสราชนครนิ ทร์ อ.เมอื ง จ.นราธิวาส มือถอื 0897387594 E-mail [email protected]

เนื้อหาโดยย่อ การวิจยั ครั้งนเี้ ป็นการวจิ ยั และพฒั นา (Research and Develop) โดยมีวัตถปุ ระสงค์เพ่ือ

พฒั นารปู แบบการจดั การรายกรณี ผู้ปว่ ยโรคกลา้ มเนื้อหัวใจขาดเลอื ดเฉยี บพลนั และศกึ ษาผลลัพธ์การดูแลผู้ป่วย

โรคกลา้ มเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน แบบการจัดการรายกรณีในโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ ในบริบท

มุสลิม ประชากรและกลุม่ ตัวอย่าง มี 2 กลุ่ม คือ พยาบาลวิชาชีพ ปฏิบัตงิ าน ตึกอุบัตเิ หตุ-ฉุกเฉิน ตึกผู้ป่วยหนกั

โรคหัวใจ ตึกอายุรกรรมชาย 1 ตึกอายุรกรรมหญิง จำนวน 34 คน และผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

เฉียบพลันชนิด STEMI ทุกคน ที่ได้รับการเปิดขยายหลอดเลือดหวั ใจโดยการใหย้ าละลายลิม่ เลือด ที่เข้ารับการ

รักษาใน โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ จำนวน 30 คน ผู้วิจัยกำหนดวิธีการดำเนินการเป็น 3 ระยะ ดังน้ี

ระยะที่ 1 วเิ คราะห์สถานการณ์ ระยะท่ี 2 ระยะดำเนนิ การ มกี ารดำเนนิ การ 3 วงรอบ และระยะที่ 3 ประเมินผล

การวิเคราะห์ข้อมูล ระยะที่ 1 วิเคราะห์ข้อมูลทีไ่ ด้จากการสัมภาษณ์ และสนทนากลุ่ม โดยการวิเคราะหเ์ นื้อหา

(Content Analysis) ระยะที่ 2 และระยะที่ 3 ใช้สถิติเชิงพรรณนา การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วน

เบีย่ งเบน มาตรฐาน และ Paired sample t-test

ผลการศึกษา

หน่วยงานได้มีรูปแบบการดูแลโดยผู้จัดการรายกรณี ในโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ในโรงพยาบาล

นราธิวาสราชนครนิ ทร์ มีกระบวนการดูแลท่ีชัดเจน ส่งผลให้พยาบาลผู้ดูแลมีความมั่นใจมีสมรรถนะในการดแู ล

คะแนนความรู้หลังได้รับการอบรมมีความแตกตา่ งจากก่อนการอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถติ ิ (p = .000) โดย

ก่อนให้ความรูม้ ีค่า Mean=10.62, SD=2.64 และหลังให้ความรู้ มีค่า Mean=13.29, SD=1.71 มีความพึงพอใจ
ตอ่ การปฏบิ ัติตามแนวทางในระดับสูงซ่ึงมีคา่ เฉล่ยี เท่ากับ 4.25 สว่ นผูป้ ว่ ยโรคกลา้ มเนอ้ื หวั ใจขาดเลือดเฉียบพลัน
มรี ะดับความพึงพอใจของในการใช้แนวทางการดแู ลอยูใ่ นระดบั สูง ซ่ึงมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.15 ส่วน ผลลพั ธ์การดแู ล
ผู้ป่วยตามตัวชี้วัดของผู้ป่วยโรคกล้ามเน้ือหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ได้รับการพัฒนาเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดแู ล
เปน็ ไปตามมาตรฐาน

เอกสารฉบบั เต็ม

ชื่อเร่ือง (Title) การพัฒนารูปแบบการจัดการรายกรณี ผ้ปู ่ วยกล้ามเนือ้ หวั ใจขาดเลอื ดเฉียบพลัน ในบริบทมุสลมิ

โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์

ชื่อผ้เู ขยี น นางสาว นริสา สะมาแอ ตาแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชานาญการ

หอผปู้ ่ วยหนกั อายรุ กรรม

นางกนกรัตน์ ขานโบ ตาแหน่ง พยาบาลวชิ าชีพชานาญการพเิ ศษ

หอผปู้ ่ วยหนกั อายรุ กรรม

นางชฎาพร ฟองสุวรรณ ตาแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชานาญการพเิ ศษ

หอผปู้ ่ วยอุบตั ิเหตุ-ฉุกเฉิน

นางสาวอษุ ณีย์ คงคากลุ ตาแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชานาญการพเิ ศษ

หอผปู้ ่ วยอายรุ กรรมชาย

นางสาวศริ ิมา สมบตั ยิ านุชิต ตาแหน่ง พยาบาลวชิ าชีพชานาญการ

หออายุรกรรมหญงิ

ผรู้ บั ผิดชอบ นางสาว นริสา สะมาแอ ตาแหน่ง พยาบาลวชิ าชีพชานาญการ หอผปู้ ่ วยหนกั อายุรกรรม

มือถือ 0897387594 E-mail [email protected]

บทนา (Background)

โรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลนั เป็ นการเจ็บป่ วยวิกฤตและฉุกเฉิน จากการอุดตนั เฉียบพลนั ของหลอด

เลือดแดงที่มาเล้ียงหัวใจ เป็ นภาวะท่ีต้องได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและรวดเร็วเพื่อลดอัตราตายและ

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดข้ึน จากการรวบรวมขอ้ มูลผูป้ ่ วยโรคกล้ามเน้ือหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันในพ้ืนท่ี

จงั หวดั นราธิวาส ปี งบประมาณ 2559 - 2562 จานวน 141, 149 และ 180 ราย ตามลาดับ เสียชีวิต 25, 15 และ 15

รายตามลาดบั

การรักษาที่สาคญั คือการเปิ ดหลอดเลอื ดดว้ ยการสวนหัวใจ (Percutaneous Coronary Intervention; PCI)

และการให้ยาละลายลิ่มเลือด ในสถานการณ์ปัจจุบนั สถานพยาบาลที่มีทีมและสามารถบริการการเปิ ดหลอด

เลือดดว้ ยวิธีการสวนหัวใจฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมงยงั มีไม่มากพอ ส่งผลให้ผูป้ ่ วยเขา้ ถึงการรักษาด้วย PCI มี

ปริมาณนอ้ ย ส่วนการให้ยาละลายล่ิมเลือดสามารถใหไ้ ด้ในโรงพยาบาลเกือบทกุ แห่ง แตป่ ระสิทธิภาพการเปิ ด

หลอดเลือด และความเส่ียงต่อการเกดิ ภาวะเลอื ดออกมากกว่าการทา PCI 1

การจดั การผปู้ ่ วยรายกรณี (case management) เป็ นรูปแบบการดูแลโดยเน้นผูป้ ่ วยเป็นศูนยก์ ลาง และมี

พยาบาลวิชาชีพให้การดูแลร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพ 2 ส่งผลใหผ้ ปู้ ่ วยไดร้ บ้ การดแู ลเป็นรายบคคุ ลตามปัญหา

และความตอ้ งการ มีการกาหนดผลลพั ธ์การดูแลร่วมกนั ทาให้เกดิ ระบบการดูแลผูป้ ่ วยต่อเน่ือง มีการประสาน

ความร่วมมือดูแลกากบั การปฏิบตั ิใหเ้ ป็ นไปตามแผนในทุกระยะของการรกั ษาพยาบาล ติดตามความกา้ วหนา้

การดูแลรักษาผูป้ ่ วย เพ่ือตอบสนองความตอ้ งการของผูป้ ่ วยตามเป้าหมายท่ีกาหนด ผูป้ ่ วยได้รับการบริการท่ี

รวดเร็ว และมปี ระสิทธิภาพ

บริบทท่ีศกึ ษาเป็นจงั หวดั หน่ึงทางภาคใตม้ ปี ระชาชนส่วนใหญน่ ับถอื ศาสนาอิสลามรอ้ ยละ 82 ศาสนา
อิสลามเป็ นศาสนาที่ยืนหยดั ในหลกั การ มีวิถีชีวิตท่ีเป็ นสายกลางบนพ้ืนฐานความเป็ นปุถุชนของมนุษย์ มุสลิม
ยึดหลกั คาสอนอย่างเคร่งครัด นับถือพระเจ้าองคเ์ ดียวคือ องคอ์ ลั ลอฮ์อย่างแน่นแฟ้น ทาให้มีคุณค่า ความเชื่อ
วฒั นธรรม และเป็นธรรมนูญแห่งชีวติ ท่แี ตกต่างจากศาสนาอนื่ ๆ3, 4, 5

โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ ยงั ไม่มีรูปแบบการดูแลผู้ป่ วยโรคกลา้ มเน้ือหัวใจขาดเลือด
เฉียบพลนั ท่ีชัดเจน ผูว้ ิจัยซ่ึงเป็ นพยาบาลวิชาชีพท่ีมีหน้าที่สาคญั ในการดูแลผูป้ ่ วยวิกฤตโรคหัวใจในหอ
ผปู้ ่ วยหนกั อายรุ กรรม จึงตอ้ งการพฒั นารูปแบบท่สี อดคลอ้ งกบั วถิ ีมสุ ลิม ในผปู้ ่ วยโรคหัวใจขาดเลอื ดเฉียบพลนั
เพ่อื ให้ประชาชนสามารถเขา้ ถึงบริการไดร้ วดเร็วเพ่มิ ข้ึน และผูป้ ่ วยไดร้ ับความปลอดภยั
การศึกษางานวจิ ัยทเ่ี กีย่ วข้อง

1. สถานการณข์ องโรคกลา้ มเน้ือหวั ใจขาดเลอื ดเฉียบพลนั
2. บริบทและสภาวะการเกดิ ของโรคกลา้ มเน้ือหัวใจขาดเลอื ดเฉียบพลนั (STEMI)
3. มาตรฐานการรกั ษาผปู้ ่ วยโรคกลา้ มเน้ือหัวใจขาดเลอื ดเฉียบพลนั

3.1 ความหมายของโรคกลา้ มเน้ือหวั ใจขาดเลอื ดเฉียบพลนั
3.2 ผลกระทบโรคกลา้ มเน้ือหวั ใจขาดเลอื ดเฉียบพลนั
3.3 การรกั ษาโรคกลา้ มเน้ือหัวใจขาดเลอื ดเฉียบพลนั
4. การส่งต่อในผปู้ ่ วยกลา้ มเน้ือหัวใจขาดเลอื ดเฉียบพลนั (STEMI)
5. แนวคดิ การจดั การผปู้ ่ วยรายกรณี
6. หลกั การอสิ ลามกบั การดแู ลสุขภาพขณะเจบ็ ป่วย
7. งานวจิ ยั ทเี่ กีย่ วขอ้ ง

วตั ถปุ ระสงค์
1. เพอื่ พฒั นารูปแบบการจดั การรายกรณี ผปู้ ่ วยโรคกลา้ มเน้ือหัวใจขาดเลือดเฉียบพลนั ในบริบทมสุ ลิม

โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์
2. เพ่ือศึกษาผลลพั ธ์การดูแลผูป้ ่ วยโรคกลา้ มเน้ือหวั ใจขาดเลือดเฉียบพลนั แบบการจดั การรายกรณีใน

โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์

วธิ ีการศึกษา
การวิจยั คร้ังน้ีเป็ นการวิจยั และพฒั นา (Research and Develop) เพ่ือพฒั นารูปแบบการจดั การรายกรณี

ผูป้ ่ วยโรคกลา้ มเน้ือหัวใจขาดเลือดเฉียบพลนั ในบริบทมุสลิม และศึกษาผลลพั ธ์การดูแลผูป้ ่ วยโรคกลา้ มเน้ือ
หัวใจขาดเลอื ดเฉียบพลนั แบบการจดั การรายกรณี ในโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์

ประชากรและกล่มุ ตัวอย่าง มี 2 กล่มุ คือ
1. พยาบาลวิชาชีพ ปฏิบัติงาน ตึกอุบตั ิเหตุ-ฉุกเฉิน ตึกผูป้ ่ วยหนักโรคหัวใจ ตึกอายุรกรรมชาย 1

ตึกอายรุ กรรมหญงิ จานวน 34 คน

2. ผูป้ ่ วยโรคกลา้ มเน้ือหัวใจขาดเลือดเฉียบพลนั ชนิด STEMI ทุกคน ที่ไดร้ ับการเปิ ดขยายหลอดเลอื ด
หัวใจโดยการให้ยาละลายลิ่มเลือด ท่ีเขา้ รับการรักษาในโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ จานวน 30 ราย
ระหวา่ งเดอื น มนี าคม 2562 - มิถุนายน 2563

ผ้วู จิ ยั กาหนดวิธีการดาเนินการวจิ ยั เป็ น 3 ระยะ ดงั น้ี

ระยะท่ี 1 วิเคราะห์สถานการณ์ ความแตกฉานดา้ นสุขภาพของผปู้ ่ วยที่ไดร้ ับยาละลายลิ่มเลือดในโรคกลา้ มเน้ือ
หวั ใจขาดเลือดเฉียบพลนั จานวน 10 คน และวเิ คราะห์สถานการณ์ของพยาบาลท่ใี ห้การดูแลผปู้ ่ วยโรคกลา้ มเน้ือ
หวั ใจขาดเลอื ดเฉียบพลนั จานวน 6 คน ในโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์
ระยะที่ 2 ระยะดาเนนิ การ มีการดาเนินการ 3 วงรอบ

วงรอบท่ี 1 พฒั นารูปแบบการดูแลผ้ปู ่ วยโรคกล้ามเนอื้ หัวใจขาดเลอื ดเฉียบพลนั โดยผ้จู ัดการรายกรณี
ประกอบดว้ ย 4 ข้นั ตอน

ข้ันท่ี 1 การวางแผนเพอ่ื นาไปสู่การเปล่ียนแปลงทดี่ ีขึน้ (planning)
1.1 ประชุมผเู้ ก่ยี วขอ้ งในการพฒั นารูปแบบการจดั การรายกรณี ผูป้ ่วยโรคกลา้ มเน้ือหวั ใจขาด

เลือดเฉียบพลนั ทสี่ อดคลอ้ งกบั บริบทของโรงพยาบาล
1.2 กาหนดผจู้ ดั การรายกรณี (Case Manager) ของโรคกลา้ มเน้ือหวั ใจขาดเลือดเฉียบพลนั และ

ต้งั คณะทางานพฒั นาคุณภาพการดูแลผปู้ ่ วยโรคกลา้ มเน้ือหัวใจขาดเลือดเฉียบพลนั ประกอบดว้ ย ทีมสหสาขา
วิชาชีพ ไดแ้ ก่ อายุรแพทย์ พยาบาลวิชาชีพ เภสัชกร นักโภชนากร นกั กายภาพ บาบดั กาหนดข้นั ตอนแนวทาง
การดแู ลผปู้ ่ วยกลา้ มเน้ือหัวใจขาดเลอื ดเฉียบพลนั ต้งั แต่เขา้ รับบริการจนจาหน่ายและตดิ ตาม ภายหลงั จาหน่าย

1.3 กาหนดบทบาทและมอบหมายหน้าที่ แพทยพ์ ยาบาลและทีมสหสาขาวิชาชีพในการดูแล
รักษาผปู้ ่ วยร่วมกนั โดยมอบหมายให้พยาบาลทาหนา้ ท่พี ยาบาลผจู้ ดั การรายกรณี ให้คาปรึกษา คดั กรอง ผปู้ ่ วย
เป็ นแกนนาในการดแู ลผปู้ ่ วยและประสาน แผนการดแู ลกบั ทีมสหสาขาวชิ าชีพ และถ่ายทอด ความรู้ใหก้ บั ทมี
การพยาบาล

ข้ันท่ี 2 ลงมือปฏบิ ัตติ ามแผน (action)
2.1 คน้ ควา้ ศึกษา ตารา เอกสาร ทฤษฎที ่ีเกยี่ วขอ้ ง
2.2 ทีมผูเ้ ก่ียวขอ้ งกาหนดแนวทาง เป้าหมาย พฒั นารูปแบบการดแู ลผูป้ ่ วยโรคกลา้ มเน้ือหวั ใจ

ขาดเลอื ดเฉียบพลนั ประกอบดว้ ย ทีมสหสาขาวิชาชีพ ไดแ้ ก่ อายรุ แพทย์ พยาบาลวชิ าชีพ เภสัชกร นกั โภชนากร
นกั กายภาพ บาบดั กาหนดข้นั ตอนแนวทาง รูปแบบการดูแลผปู้ ่ วยกลา้ มเน้ือหวั ใจขาดเลือดเฉียบพลนั ต้งั แตเ่ ขา้
รับบริการจนจาหน่ายและตดิ ตาม ภายหลงั จาหน่าย แนวทางปฏิบตั แิ ละแผนการดูแลรักษาผูป้ ่ วย สาหรับแพทย์
พยาบาลและทมี สหสาขาวชิ าชีพ พร้อมช้ีแจงแนวทางตามรูปแบบฯใหร้ ับทราบ

2.3 พฒั นาศกั ยภาพของพยาบาลวชิ าชีพ ทีใ่ หก้ ารดแู ลผปู้ ่ วยกลา้ มเน้ือหัวใจขาดเลือดเฉียบพลนั
โดยการใหค้ วามรู้เรื่องการอ่านคล่นื ไฟฟ้าหวั ใจในโรคกลา้ ม เน้ือหัวใจขาดเลือดเฉียบพลนั รวมท้งั ทาแผ่นพลิก
ต้งั โต๊ะใหค้ วามรู้สาหรบั พยาบาลในการดแู ลผปู้ ่ วยโรคกลา้ มเน้ือหวั ใจขาดเลือดเฉียบพลนั หอผปู้ ่ วยละ 1 ชดุ

2.4 จดั ทาร่างแนวทางการดแู ลผปู้ ่ วย STEMI (Clinical Pathway) และแบบบนั ทึกแรกรับเฉพาะ
โรค โดยครอบคลุม APIE โดยผ่านการตารวจสอบจากผทู้ รงคณุ วฒุ ิ 3 ท่าน

ข้ันที่ 3 สังเกตการณ์ (Observation) โดยการสังเกตการณ์ การมีส่วนร่วมและบันทึกขอ้ คิดเห็นต่าง ๆ
ของทมี ผเู้ กีย่ วขอ้ ง ในการประชมุ เชิงปฏิบตั กิ ารจานวน 2 คร้ัง

ข้ันท่ี 4 สะท้อนกลบั (Reflection)
4.1 ร่วมสรุปจดุ เดน่ และสิ่งทต่ี อ้ งปรับปรุงจากขอ้ คิดเห็นต่าง ๆ เพื่อจดั ทาแผนและคมู่ อื ฉบบั

สมบูรณ์ก่อนท่ีจะประกาศใช้
4.2 ร่วมหารือ เพือ่ นาไปใชใ้ นหอผปู้ ่ วย

วงรอบที่ 2 พัฒนาสมรรถนะผ้ดู ูแล ทดลองใช้ร่างแนวทางการดแู ล (Clinical Pathway) และแบบบันทกึ

ระยะแรกรับ

ข้ันท่ี 1 การวางแผนเพอ่ื นาไปสู่การเปลี่ยนแปลงทด่ี ขี ึน้ (planning)
1.1. จดั ระบบท่ีปรึกษา ต้งั แต่แรกรบั ผูป้ ่ วยท่ตี ึกอบุ ตั ิเหตุและฉุกเฉิน
1.2. วางแผนการดูแลผปู้ ่ วยแบบผจู้ ดั การรายกรณี

ข้ันท่ี 2 ลงมือปฏิบตั ติ ามแผน (action)
2.1. พฒั นาศกั ยภาพของทีม โดยสอนแนะนา การตดิ ตามการดแู ล ผปู้ ่ วยโรคกลา้ มเน้ือหัวใจขาด

เลือดเฉียบพลนั ทไ่ี ดร้ บั ยาละลายลมิ่ เลือด ในหอผปู้ ่ วยท่เี กีย่ วขอ้ งของผจู้ ดั การรายกรณี
2.2. นาร่างแนวทางการดูแลผูป้ ่ วย STEMI (Clinical Pathway) และแบบบันทึกแรกรับเฉพาะโรค

โดยครอบคลุม APIE มาใชใ้ ห้ครอบคลุมทกุ พ้นื ท่ีศึกษา
ข้ันที่ 3 สังเกตการณ์ (Observation)
ติดตามปัญหาอปุ สรรคทเี่ ก่ยี วขอ้ งกบั การพฒั นาสมรรถนะผดู้ แู ล การทดลองใชร้ ่างแนวทางการดูแล

(Clinical Pathway) และแบบบนั ทกึ ระยะแรกรับ
ข้ันท่ี 4 สะท้อนกลบั (Reflection)
4.1 จดั ประชุมทีมผนู้ ิเทศเพ่ือสะทอ้ นปัญหา
4.2 สอบถามและร่วมทาความเขา้ ใจกบั ทีม เพอ่ื หาขอ้ สรุปร่วม
4.3 มีการปรบั แนวทางการดแู ล (Clinical Pathway) และแบบบนั ทึกระยะแรกรับ
วงรอบท่ี 3 นาแนวทางไปใช้

ข้ันท่ี 1 การวางแผนเพอ่ื นาไปสู่การเปล่ยี นแปลงทดี่ ีขึน้ (planning)
ประชุมทีมเพ่ือปรับแผน และแนวทางการดูแลให้สอดคลอ้ ง ซ่ึงมกี ารปรับท้งั หมด 3 คร้ัง
ข้ันที่ 2 ลงมือปฏิบัตติ ามแผน (action)
ทีมติดตามปัญหาอปุ สรรคที่เกีย่ วขอ้ งกบั บนั ทกึ ความเสี่ยงสาคญั ทีเ่ กดิ ข้ึน พร้อมทา RCA เพอ่ื หา
แนวทางป้องกนั

ข้ันท่ี 3 สังเกตการณ์ (Observation) สังเกตแบบบนั ทกึ ใหค้ รอบคลุม สังเกตและซักถามการดแู ลของ
พยาบาลในหอผปู้ ่ วยถงึ การปฏิบตั ิตามแนวทางในแต่ละวนั ของการดแู ลพร้อมลงบนั ทกึ

ข้ันท่ี 4 สะท้อนกลบั (Reflection) ส่งตอ่ ผลลพั ธ์การดูแล ตวั ช้ีวดั ท้งั หมดแกห่ น่วยงานทีเ่ กย่ี วขอ้ งเพอ่ื
พฒั นา
ระยะท่ี 3 ประเมินผล

เก็บขอ้ มลู ตวั ช้ีวดั คณุ ภาพการรักษาพยาบาลตามทีก่ าหนดไว้3 หน่วยงาน ไดแ้ ก่ ตึกอุบตั เิ หตฉุ ุกเฉิน
หอผูป้ ่ วยหนกั CCU และหอผูป้ ่ วยอายุรกรรม 15 ตวั ช้ีวดั แบบทดสอบความรูข้ องพยาบาล แบบสอบถามความ
พึงพอใจ ของพยาบาล และของผูป้ ่ วยภายหลังได้รับการดูแล ตามรูปแบบการจัดการรายกรณี ผูป้ ่ วยโรค
กลา้ มเน้ือหวั ใจขาดเลือดเฉียบพลนั
เคร่ืองมือที่ใช้ในการวจิ ยั

1. รายงานการวเิ คราะห์สถานการณ์
2. คมู่ อื บทบาทหนา้ ทท่ี มี สหสาขาวชิ าชีพ
3. แนวทางการดูแล Clinical Pathway
4. แผ่นพลกิ ให้ความรูโ้ รคกลา้ มเน้ือหวั ใจขาดเลือดเฉียบพลนั (STEMI)
5. แบบประเมนิ ความพึงพอใจในการนาแนวทางการดแู ล สาหรับผปู้ ่ วย และพยาบาลผดู้ ูแลกล่มุ โรค
กลา้ มเน้ือหวั ใจขาดเลอื ดเฉียบพลนั โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์
การวเิ คราะห์ข้อมูล
ระยะที่ 1 วเิ คราะห์ขอ้ มลู ทไี่ ดจ้ ากการสัมภาษณ์ และสนทนากลุ่ม (Focus Group)โดยการวเิ คราะห์
เน้ือหา (Content Analysis) จดั ทาเป็นรายงานการกวเิ คราะหส์ ถานการณ์
ระยะท่ี 2 และระยะท่ี 3
ส่วนขอ้ มูลการวิจยั ความพงึ พอใจในการนาแนวทางการดแู ล สาหรบั ผปู้ ่ วย และพยาบาลผดู้ แู ลกล่มุ โรค
กลา้ มเน้ือหัวใจขาดเลือดเฉียบพลนั ใช้สถิติเชิงพรรณนา การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบ่ียงเบน
มาตรฐาน และ การให้ความรูแ้ กพ่ ยาบาล ใชส้ ถติ ิ Paired sample t-test
ผลการศึกษา

ระยะท่ี 1 วเิ คราะห์สถานการณ์ วเิ คราะห์เนื้อหา (Content Analysis)
ความแตกฉานด้านสุขภาพของผูป้ ่ วยท่ีได้รับยาละลายลิ่มเลือดในโรคกล้ามเน้ือหัวใจขาดเลือด
เฉียบพลนั จานวน 10 คน ไดข้ อ้ คน้ พบใน 6 ประเด็น ดังน้ี 1. การเข้าถงึ ข้อมูลสุขภาพของการแพทย์ฉุกเฉิน ใน
ผ้ปู ่ วยโรคกล้ามเนื้อหวั ใจขาดเลอื ดเฉียบพลนั (STEMI) พบวา่ 1) ไม่รูว้ า่ มีการแพทยฉ์ ุกเฉิน 2) ไมส่ นใจเพราะ
คิดว่าเป็ นเร่ืองไกลตวั 3) ไม่รู้ว่าจะเขา้ ถึงขอ้ มูลสุขภาพไดอ้ ยา่ งไร 2. ความเข้าใจในการเข้าถึงการแพทย์ฉุกเฉิน
พบว่า 1) ไม่รู้ว่าเป็ นโรคหัวใจ 2) รับรู้แต่ไม่เขา้ ใจ 3. ความสามารถในการส่ือสารให้เข้าถึงการแพทย์ฉุกเฉิน
พบว่า สามารถส่ือสารให้เขา้ ใจได้ 4.ทักษะการตัดสินใจให้เข้าถงึ การแพทย์ฉุกเฉิน พบว่า 1) พ่งึ พาครอบครวั 2)

มาดว้ ยตนเองเร็วที่สุด 3) ไม่มน่ั ใจในความปลอดภยั 5.การจัดการตนเองในการเข้าถึงการแพทย์ฉุกเฉินพบวา่
บอกคนใกลต้ วั ใหน้ าส่ง รพ และ 6. ความสามารถในเชิงตัวเลข การรู้เท่าทนั สื่อ พบวา่ 1) ไม่รู้ 2) รบั รู้

พยาบาลท่ีให้การดูแลผูป้ ่ วยโรคกลา้ มเน้ือหัวใจขาดเลือดเฉียบพลนั จานวน 6 คน ได้สะทอ้ นประเดน็
การดแู ลใน 3 ประเด็น ดงั น้ี 1. ความรู้ ท้งั 6 คน พร่องความรู้ในเร่ืองการอ่านคลื่นไฟฟ้าหวั ใจ 2. ประสบการณ์
ในการดูแลและทักษะ พบว่า พยาบาล 5 ใน 6 ราย ซ่ึงประสบการณ์ในการดูแลผูป้ ่ วย STEMI คิดเป็ นร้อยละ
83.4% ประสบการณ์ส่ังสมท่ีมากกว่า 10 ปี สามารถให้การดูแลได้ดีกว่า ดูจากทกั ษะ กระบวนการดูแลท่ีเป็ น
ระบบและผปู้ ่ วยมีความปลอดภยั 3. รูปแบบการดูแลผ้ปู ่ วย พยาบาลท้งั 6 คน บอกวา่ การมรี ูปแบบท่ชี ดั เจนเพิ่ม
ความมน่ั ใจในการดูแลมากข้ึน

ระยะท่ี 2 ระยะดาเนินการ
หลงั จากท่ีไดด้ าเนินการตามแผน ทาใหท้ มี ไดร้ ูปแบบการดูแลแบบการจดั การรายกรณี ดงั น้ี
1. เม่ือมีผูป้ ่ วยโรคกลา้ มเน้ือหัวใจขาดเลือดฉียบพลนั และได้รับยาละลายลิ่มเลือด พยาบาลวิชาชีพหอ
ผูป้ ่ วยน้นั โทรแจง้ มาที่ตึก CCU
2. พยาบาลผจู้ ดั การรายกรณี ไปประเมินผปู้ ่วยทห่ี อผปู้ ่ วย
3. พยาบาลผจู้ ดั การรายกรณี ไปประเมินผปู้ ่วยและการปฏบิ ตั ติ าม Clinical pathway
4. พยาบาลผจู้ ดั การรายกรณี ทบทวนประเด็นปัญหาของผปู้ ่ วย ร่วมกบั Nurse Management/พยาบาลใน
หน่วยงาน
5. ในกรณีที่มีปัญหาซับซ้อน พยาบาลผูจ้ ดั การรายกรณี ติดตามเยี่ยมผูป้ ่ วยพร้อมประสานหน่วยงานที่
เกยี่ วขอ้ ง ประเมินความพร้อมของผปู้ ่ วยกอ่ นจาหน่าย และการส่งต่อขอ้ มลู HCC เพ่อื ตดิ ตามต่อเน่ือง
6. ในกรณีที่ไม่มีปัญหาซับซ้อน พยาบาลในหน่วยงาน (Nurse Management) ติดตามเย่ียมผูป้ ่ วยพรอ้ ม
ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวขอ้ ง ประเมินความพร้อมของผูป้ ่ วยก่อนจาหน่าย และการส่งต่อขอ้ มูล HCC เพ่ือ
ตดิ ตามตอ่ เนื่อง

รูปแบบการดแู ลแบบการจดั การรายกรณีผ้ปู ่ วยโรคกล้ามเนอื้ หัวใจขาดเลอื ดเฉียบพลนั

ผรู้ ับผิดชอบ ผู้ปว่ ยกลุ่มโรคกลา้ มเนื้อหัวใจขาดเลอื ดเฉียบพลัน ที่ เอกสารทเี่ ก่ียวขอ้ ง
ได้รบั ยาละลายล่ิมเลือด

พยาบาลวชิ าชีพในหน่วยงาน หอผ้ปู ว่ ยท่ีรบั แจ้งให้กบั ผู้จัดการรายกรณี

พยาบาลผู้จดั การรายกรณี ประเมินผปู้ ่วย แบบบันทึกระยะแรกรับ
พยาบาลผจู้ ดั การรายกรณี Clinical Pathway
พยาบาลผู้จัดการรายกรณี ประเมนิ ผปู้ ่วยและการปฏบิ ตั ิตาม แบบบันทึกของ NCM
Clinical Pathway

ทบทวนประเด็นปญั หาของผ้ปู ว่ ย รว่ มกับ
Nurse Management/พยาบาลในหน่วยงาน

พยาบาลผจู้ ัดการรายกรณี ปญั หาทซี่ ับซ้อน / ความเสยี่ งสำคัญ แบบบันทกึ ของ NCM
มี แบบบันทกึ นักกายภาพ
ไม่มี /โภชนาการ

NCM ตดิ ตามเย่ียมผู้ปว่ ยพรอ้ ม NM ติดตามเยี่ยมผ้ปู ว่ ยพรอ้ ม

ประสานหน่วยงานทเี่ กยี่ วขอ้ ง ประสานหน่วยงานท่เี กยี่ วข้อง

ประเมนิ ความพรอ้ มของผู้ป่วยกอ่ นจำหน่าย และการสง่ ตอ่
ขอ้ มลู HCC เพื่อติดตามตอ่ เนอ่ื ง

รูปที่ 1 แสดงรูปแบบการดูแลผ้ปู ่ วยโรคกล้ามเนือ้ หวั ใจขาดเลอื ดเฉียบพลนั แบบการจดั การรายกรณี

ตารางท่ี 1 ข้อมูลทั่วไปของ พยาบาลทใ่ี ห้การดูแลผ้ปู ่ วยโรคกล้ามเนือ้ หวั ใจขาดเลือดเฉียบพลัน (n=34)

ข้อมูลทว่ั ไป จานวน ร้อยละ

หอผปู้ ่ วยหนกั CCU 14 41.17

อายุรกรรมชาย 1 10 29.41

อายุรกรรมหญงิ 10 29.41

ประสบการณ์ในการทางาน 1-3 ปี 6 17.64

- 4-5 ปี 2 5.88

- 6 ปี ข้ึนไป 26 76.47

จากตารางที่ 1 พยาบาลทีใ่ หก้ ารดแู ลผูป้ ่ วยโรคกลา้ มเน้ือหวั ใจขาดเลือดเฉียบพลนั ส่วนใหญท่ างานใน
หอผูป้ ่ วยหนัก CCU จานวน 14 คน คิดเป็ นร้อยละ 41.17 รองลงมาหอผูป้ ่ วยอายุรกรรมชาย1 และหอผูป้ ่ วย
อายุรกรรมหญิง หอละ 10 คน คิดเป็ นร้อยละ 29.41 พยาบาลส่วนใหญ่มีประสบการณ์ในการทางานมีอายุงาน
มากกว่า 6 ปี ข้นึ ไป จานวน 26 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 76.47

ตาราง 2 เปรียบเทียบผลการให้ความรู้เกย่ี วกบั การอ่านคลื่นไฟฟ้าหวั ใจในโรคกล้ามเนื้อหวั ใจขาดเลอื ดเฉียบพลนั

(คะแนนเต็ม 20 คะแนน)

การประเมนิ ความรู้เร่ืองคลนื่ ไฟฟ้าหวั ใจ N Mean SD t-value p

ก่อนใหค้ วามรู้ 34 10.62 2.64 -5.66 .000

หลงั ใหค้ วามรู้ 34 13.29 1.71

จากตารางที่ 2 เปรียบเทียบผลการใหค้ วามรูเ้ กย่ี วกบั การอ่านคลนื่ ไฟฟ้าหวั ใจในโรคกลา้ มเน้ือหวั ใจขาด

เลอื ดเฉียบพลนั พบว่า คะแนนความรู้หลงั ไดร้ ับการอบรมมคี วามแตกตา่ งจากกอ่ นการอบรมอย่างมีนยั สาคญั ทาง

สถติ ิ (p = .000) โดยกอ่ นให้ความรูม้ คี ่า Mean=10.62, SD=2.64 และหลงั ให้ความรู้ มีค่า Mean=13.29, SD=1.71

ตารางท่ี 3 ค่าเฉลย่ี ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และระดับความพึงพอใจของพยาบาลในการใช้แนวทางการดูแล
ผ้ปู ่ วยโรคกล้ามเนื้อหวั ใจขาดเลอื ดเฉียบพลนั (n=34)

ความพงึ พอใจต่อการใช้แนวทาง Mean SD ระดบั

1. ความง่ายและความสะดวกในการใชแ้ นวทาง 4.03 0.55 สูง

2. ความชดั เจนของขอ้ เสนอแนะในแนวทาง 4.36 0.49 สูง

3. ความเหมาะสมต่อการนาไปใชใ้ นหน่วยงาน 4.23 0.56 สูง

4. ความประหยดั 4.43 0.50 สูง

5. ประสิทธิผลของการใชแ้ นวทาง 4.30 0.46 สูง

6. ความเป็นไปไดใ้ นทางปฏบิ ตั ทิ ีจ่ ะนาไปใชใ้ นหน่วยงาน 4.06 0.82 สูง

รวม 4.25 สูง

จากตารางที่ 3 ระดบั ความพึงพอใจของพยาบาลในการใชแ้ นวทางการดูแล ผูป้ ่ วยโรคกลา้ มเน้ือหวั ใจ
ขาดเลอื ดเฉียบพลนั โดยรวมอยใู่ นระดบั สูง ซ่ึงมคี ่าเฉล่ยี เท่ากบั 4.25

ตารางท่ี 4 ค่าเฉลย่ี ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และระดบั ความพึงพอใจของผ้ปู ่ วยโรคกล้ามเนอื้ หัวใจขาดเลอื ด
เฉียบพลนั ในการใช้แนวทางการดูแล (N=30 ราย)

ความพึงพอใจต่อการใช้แนวทาง Mean SD ระดบั

1. ความพึงพอใจต่อการให้ขอ้ มลู ระยะแรกรับ 4.10 0.30 สูง

2. ความพึงพอใจต่อการใหข้ อ้ มลู ระยะวกิ ฤต 4.00 0.64 สูง

3. ความพึงพอใจในการรกั ษาพยาบาล 4.20 0.40 สูง

4. ความพึงพอใจในการจดั การอาการรบกวน 4.30 0.46 สูง

รวม 4.15 สูง

จากตารางที่ 4 ระดบั ความพงึ พอใจของผูป้ ่ วยโรคกลา้ มเน้ือหวั ใจขาดเลือดเฉียบพลนั ในการใชแ้ นว

ทางการดูแล ระดบั ความพึงพอใจโดยรวมอย่ใู นระดบั สูงซ่ึงมีค่าเฉลีย่ เทา่ กบั 4.15

ตารางท่ี 5 ระยะท่ี 3 ระยะประเมนิ ผล และตัวชีว้ ัดทางการพยาบาลต่อการจดั การรายกรณี ได้กาหนดตวั ชีว้ ดั

ท้ังสิ้น 15 ตัว (N=30 ราย)

ลาดบั ที่ ด้านการเข้าถงึ การรักษา เกณฑ์ ผลการดาเนินการ

ร้อยละ (จานวน)

หอผปู้ ่ วยอบุ ตั ิเหตุ-ฉุกเฉิน

1 อตั ราการทา EKG ใน 5 นาที 100% 83.33 (25)

2 Door to Diag ใน 10 นาที > 80% 73.33 (22)

3 การวนิ ิจฉยั ไดถ้ ูกตอ้ ง 100% 93.33 (28)

4 การประเมนิ ความเสี่ยงก่อนใหย้ า 100% 100 (30)

5 ให้ยา SK ภายใน 30 นาที > 50% 63.33 (19)

หอผปู้ ่ วยหนกั CCU

6 ผปู้ ่ วยไดร้ ับการรกั ษาดว้ ยระบบการสารองเตียง 100% 100 (30)

7 การเกดิ Cardioginic Shock ≤ 10% 40.00 (12)

8 การเกดิ Major Bleeding ขณะให้SK ≤ 3% 0

9 รอ้ ยละของการเปิ ดหลอดเลือดหลงั ไดย้ า SK ≥ 70% 93.34 (28)

10 ร้อยละของผปู้ ่ วยและญาติไดร้ บั การวางแผนจาหน่าย > 80% 96.66 (29)

หอผปู้ ่ วยอายรุ กรรม (เม่อื ยา้ ยออกจาก CCU)

11 ผปู้ ่ วยไดร้ บั การดแู ลตอ่ เนื่อง 100% 100 (30)

ลาดบั ท่ี ด้านการเข้าถึงการรักษา เกณฑ์ ผลการดาเนินการ
ร้อยละ (จานวน)
12 การเกดิ Cardioginic Shock ≤ 10%
13 การเกดิ Major Bleeding จาก SK ≤ 10% 0
14 ผปู้ ่ วยไดร้ บั การดแู ลตามแผนการจาหน่าย > 80% 3.33 (1)
15 คา่ ใชจ้ ่ายเฉลยี่ ในการรักษา < 30,000 บ 100 (30)
21,000

จากตารางที่ 5 พบว่า ส่วนใหญ่บรรลุตามตวั ช้ีวดั ยกเวน้ การเขา้ ถึงการรกั ษาที่ตึกอบุ ตั เิ หตฉุ ุกเฉินยงั ไม่
เป็นไปตามเป้า เช่น อตั ราการทา EKG ใน 5 นาท,ี Door to Diag ใน 10 นาที และการวนิ ิจฉัยไดถ้ กู ตอ้ ง ส่วนการ
เกดิ Cardioginic Shock พบวา่ ยงั ควบคุมไม่ไดเ้ นื่องจากผปู้ ่ วยมา รพ.ล่าชา้ และมอี าการทีร่ ุนแรง

วิจารณ์ (Discussion)
จากผลการศึกษาขา้ งต้นทาให้หน่วยงาน ได้มีรูปแบบการจดั การรายกรณี ในโรคหัวใจขาดเลือด

เฉียบพลนั ในโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ พยาบาลมีสมรรถนะในการดูแลผูป้ ่ วย มีความมนั่ ใจในการ
ดูแล มคี วามพงึ พอใจตอ่ การปฏิบตั ติ ามแนวทางในระดบั สูง และผปู้ ่ วยโรคกลา้ มเน้ือหวั ใจขาดเลอื ดเฉียบพลนั มี
ระดบั ความพงึ พอใจของในการใชแ้ นวทางการดแู ลอยใู่ นระดบั สูงเชน่ กนั สอดคลอ้ งกบั การศกึ ษาของดรุณี วนิ ยั
พานิช 6 ทาการวิจยั เชิงปฏิบตั กิ าร ศึกษาผลลพั ธ์ของการพฒั นารูปแบบการจดั การรายกรณี ผปู้ ่ วยกลา้ มเน้ือหัวใจ
ขาดเลือดเฉียบพลนั ท่เี ขา้ เกณฑก์ ารไดร้ ับยาละลายลิ่มเลือดและเขา้ มารับการรักษา ในโรงพยาบาลอุทยั ธานี และ
การศึกษาของวิมนต์ วนั ยะนาพร 7 ทาการวิจยั เชิงปฏิบตั ิการ (Action research) เพ่ือพฒั นาและศึกษาผลลพั ธ์
รูปแบบ การจดั การรายกรณีในการดแู ลผปู้ ่ วยโรคกลา้ มเน้ือหัวใจตายเฉียบพลนั ชนิด STEMI ของโรงพยาบาล
อตุ รดติ ถ์

สรุป
จากผลการศึกษา ทาให้หน่วยงานมีรูปแบบการจัดการรายกรณี ผูป้ ่ วยโรคกลา้ มเน้ือหัวใจขาดเลือด

เฉียบพลนั ในโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ ท่ีชัดเจนข้ึน และผลลพั ธ์การดูแลผูป้ ่ วยผูป้ ่ วยโรคกลา้ มเน้ือ
หัวใจขาดเลอื ดเฉียบพลนั ไดร้ ับการพฒั นาเพอื่ ให้ผปู้ ่ วยไดร้ บั การดแู ลเป็ นไปตามมาตรฐาน

บทเรียนทีไ่ ด้รับ
1.ไดเ้ รียนรูว้ า่ การพฒั นางานโดยใชก้ ระบวนการมสี ่วนร่วมของผเู้ ก่ยี วขอ้ ง จะชว่ ยใหง้ านบรรลุเป้าหมาย

ไดร้ าบร่ืนข้นึ ในการทาการวจิ ยั จากงานประจา ช่วยเสริมสรา้ งสัมพนั ธภาพท่ีดีในระหว่างผรู้ ่วมงาน และการให้
กาลงั ใจกัน ช่วยเหลือแลกเปล่ียนเรียนรู้ สื่อสารด้วยความเป็ นกัลยาณมติ รในระหว่างการทางาน จะช่วยสร้าง
บรรยากาศการทางานให้ประสบความสาเร็จได้

2. สัมพนั ธภาพท่ีดรี ะหวา่ งผปู้ ่ วยโรคกลา้ มเน้ือหัวใจขาดเลอื ดเฉียบพลนั กบั ทีมสหสาขาวชิ าชีพ

ปัจจยั แห่งความสาเร็จ
1. เจตคติท่ีดีต่อการพฒั นาคุณภาพงาน ทาให้ผูว้ ิจยั มีความมุ่งมน่ั ในการดาเนินงานวิจยั ได้ต่อเนื่องจน

ประสบความสาเร็จ ร่วมกบั การมหี วั หนา้ พยาบาล ทเี่ ปิ ดใจ ช่วยสนบั สนุนการทางานของผใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชา
2. การมีพ่ีเล้ียงเป็ นที่ปรึกษา คอยให้คาแนะนาด้านการวิจัยอย่างต่อเนื่อง เป็ นปัจจัยท่ีช่วยให้การ

ดาเนินงานวจิ ยั เชิงปฏบิ ตั กิ ารคร้งั น้ีประสบความสาเร็จ

เอกสารอ้างอิง
1. กมั ปนาท วีรกลุ , จติ ติ โฆษิตชยั วฒั น์. 7R การลดอัตราการตายในผ้ปู ่ วยโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตนั .กรุงเทพฯ
, 2557.
2. พไิ ลวรรณ จนั ทรสุกรี, กญั ญารตั น์ ผ่งึ บรรหาร, หทยรัตน์ จิรนนั ทพิ ทั ธิ. พฒั นารูปแบบการจดั การรายกรณีใน
ผปู้ ่ วยมะเร็งเตา้ นมทีเ่ ขา้ รบั การรกั ษาในโรงพยาบาลอตุ รดิตถ์. วารสารกองการพยาบาล. 2553; 37: 85-98.
3. มานี ชูไทย. อิสลาม: วิถีการดาเนินชีวิตท่ีพัฒนาการดาเนินชีวิต. พิมพค์ ร้ังท่ี 2. กรุงเทพฯ: ภาควิชาสุขศึกษา

คณะพลศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทร์วิโรฒ, 2544.
4. อุทยั เอกสะพงั . ศาสนากบั จิตวิทยา. ปัตตานี: ภาควชิ าปรัญชาและศาสนา คณะมนุษยศ์ าสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลยั สงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี, 2545.
5. Ross, H. M. Islamic tradition at the end of life. Medsurg Nursing. 2001; 10(2), 83-87.
6. ดรุณี วินัยพานิช, พานี วิรัชชกุล, จินดา ผุดผ่อง, ปริญดา ศรีธราพิพนั ฒน์. การพฒั นารูปแบบการจดั การราย
กรณี ผูป้ ่ วยกลา้ มเน้ือหวั ใจขาดเลือดเฉียบพลนั . วารสารกองการพยาบาล. 2559 ; 43(2) 101-126.
7. วิมนต์ วนั ยะนาพร, สิรินาถ มีเจริญและบุศดี เสือเดช. การพฒั นารูปแบบการจดั การรายกรณีในผูป้ ่ วยโรค
กลา้ มเน้ือหวั ใจตายเฉียบพลนั ชนิด STEMI โรงพยาบาลอุตรดติ ถ.์ วารสารกองการพยาบาล. 2558; 42 (3), 34
- 49.

1. นวตั กรรม : นอ้ งนอ้ ยในผา้ เยน็

2. คำสำคัญ : แผลฝีเย็บ, การประคบเยน็

3. สรุปผลงำนโดยยอ่ :

การลดความเจ็บปวดและการป้องกนั การบวมของแผลฝีเย็บ ในห้องคลอด โรงพยาบาลพัทลุง ยังไม่มี
การปฏิบัติท่ีชัดเจน มีเฉพาะการให้ข้อมูลแก่ผู้คลอด คณะผู้จัดทาจึงเล็งเห็นความสาคัญในการลดความ
เจ็บปวดและปอ้ งกนั การบวมของแผลฝีเยบ็ จึงไดพ้ ัฒนานวตั กรรม น้องนอ้ ยในผา้ เย็น โดยการนาผ้าอนามัยชุบ
นาเกลือ Normal saline แชเ่ ย็นแล้วใสใ่ ห้มารดาหลงั คลอดเพอื่ ศกึ ษา ระดับการบวม ความปวด และความสุข
สบายของผู้คลอดผลการศึกษาพบว่ากลุ่มผู้คลอดท่ีใส่ผ้าอนามัยชุบนาเกลือ Normal saline แช่เย็นส่วนใหญ่
(รอ้ ยละ 62.5) มรี ะดับความปวดระดับเลก็ น้อย แตกตา่ งจากกล่มุ ผคู้ ลอดที่ไมไ่ ด้ใส่สว่ นใหญ่ (ร้อยละ 68.75) มี
ระดับความปวดระดับมาก และกลุ่มผคู้ ลอดที่ใส่ผ้าอนามัยชุบนาเกลือ Normal saline แช่เย็นส่วนใหญ่ (ร้อย
ละ 93.75) มีระดับความสุขสบายระดับมากถึงมากที่สุด นอกจากนีลักษณะแผลฝีเย็บทังสองกลุ่มไม่พบการ
บวมและไม่พบภาวะกอ้ นเลอื ดคง่ั (Hematoma)

4. ช่ือและทอี่ ยขู่ ององคก์ ร : งานหอ้ งคลอด รพ.พทั ลงุ

5. สมำชิกทมี : นางวรรณี แกว้ คงธรรม, นางวงเดอื น ทองทวี , นางวาสนา ทศั วงศ์, และนางโสภิญญา นลิ รตั น์

6. เปำ้ หมำย :

๑. เพื่อเป็นนวัตกรรมในการพฒั นาแนวปฏบิ ตั ิทางคลินกิ สาหรับการจัดการปวดแผลฝเี ยบ็
๒. เพ่ือลดระดับความปวดและเพิ่มระดบั ความสขุ บายแผลฝีเย็บ
๓. เพื่อปอ้ งกันแผลฝีเยบ็ บวมและภาวะก้อนเลอื ดค่ัง

7. ปญั หำและสำเหตุโดยย่อ :

การคลอดมกี ารบาดเจบ็ ของเนือเยื่อแผลฝีเย็บ ซ่ึงเกิดจากการตัดฝีเย็บหรือการฉีกขาดของฝีเย็บเอง
จากกระบวนการคลอดหรอื ทงั สองอยา่ งร่วมกัน ระดับความรุนแรงของการบาดเจ็บนันขึนอยู่กับการยืดขยาย
ของแผลฝเี ย็บ ขนาดของทารก การคลอดที่ยาวนาน การใช้หัตถการช่วยคลอด และความยาวของแผลฝีเย็บ
การมีแผลฝีเย็บจะส่งผลกระทบต่อผู้คลอดคือ ความเจ็บปวดบริเวณแผลฝีเย็บ ซึ่งสาเหตุมาจากการหล่ังสาร
ชีวเคมีในบริเวณทเี่ นอื เยอ่ื มีการบาดเจ็บ เช่น kanin, histamine และ Serotonin เป็นต้นสารชีวเคมีดังกล่าว
ทาใหม้ กี ารขยายตัวของหลอดเลือดเกิดการซึมผ่านของสารนาออกนอกเซลล์ในบริเวณท่ีบาดเจ็บมากขึน จึง
ทาใหเ้ กดิ อาการปวดหากไมไ่ ดร้ ับการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาการเจ็บปวดดว้ ยวิธีการที่เหมาะสมจะส่งผลกระทบ
ตอ่ มารดาหลังคลอด ทังร่างกายและจิตใจและสัมพันธภาพระหว่างมารดาและทารก และเกิดทัศนคติไม่ดีต่อ
การคลอด นอกจากนีอาการที่เจ็บปวดท่ีรุนแรงจะบ่งบอกถึงการเกิดพยาธิสภาพของ ภาวะก้อนเลือดคั่งได้
ภาวะบวมก้อนเลอื ดค่งั เปน็ ผลกระทบที่มีเลือดออกจากแผลฝีเย็บหลังจากการคลอดหากมีการเย็บซอ่ มแซมไม่ดี

พอ จะทาใหเ้ ลอื ดออกคง่ั อยู่ใตเ้ นอื เยอื มองเห็นเป็นก้อนสีม่วงคลา ก้อนเลือดที่ค่ังอยู่ภายในหากมีการประเมิน
หรือจดั การล่าช้าจะทาให้ก้อนเลือดมีขนาดใหญ่ขึนปวดรุนแรงนาไปสู่ภาวะช๊อคได้ ส่งผลให้มารดาหลังคลอด
นอนโรงพยาบาลนาน เสยี คา่ ใชจ้ ่าย และประสบการณ์ไมด่ ีต่อการคลอด

ห้องคลอด โรงพยาบาลพัทลุง ระหว่างเดือน ตุลาคม 2561 ถึง มิถุนายน 2562 มีผู้คลอดทางช่อง
คลอด จานวน 905 ราย พบอุบัติการณ์ภาวะก้อนเลือดค่ัง จานวน 5 รายคิดเป็นร้อยละ 0.55 นอกจากนีจาก
การสอบถามระดบั ความปวดแผลฝีเย็บผู้คลอดเมื่อครบ 2 ชม. หลังคลอด จานวน 30 ราย พบว่าระดับความ
ปวดเฉลย่ี เทา่ กับ 9.25 (VAS 0-10 Score) และสว่ นใหญ่ รอ้ ยละ 93.33 (28 ราย) บอกว่าไม่สุขสบายบริเวณที่
ใสผ่ า้ อนามยั จากการทบทวนวรรณกรรมและผลงานวจิ ยั พบวา่ การประคบเยน็ ทาให้มกี ารหดรดั ตัวของหลอด
เลือดและการไหลเวียนของเลือดบริเวณที่บาดเจ็บลดลงเพิ่มความหนืดของเลือดส่งเสริมให้เลือดมีการแข็งตัว
ทาใหเ้ ลือดหยดุ ไหล และปอ้ งกันการบวม นอกจากนีความเย็นทาให้การเผาผลาญภายในเซลล์ลดลงลดการใช้
ออกซิเจนของเนือเยือ่ และความเย็นมีผลเป็นยาชาเฉพาะท่โี ดยการทาใหเ้ นือเยอ่ื ชาซง่ึ สามารถลดความเจ็บปวด
ได้ ความเย็นจะชว่ ยลดอณุ หภูมิของกล้ามเนอื ลดการเกร็งของกล้ามเนือผคู้ ลอดจึงร้สู ึกสุขสบายขึน

ดังนันคณะผู้จัดทาจึงนานวัตกรรม น้องน้อยในผ้าเย็น มาใช้เพื่อศึกษาผลของการประคบแผลฝีเย็บ
หลงั คลอดดว้ ยผา้ อนามยั ชุบนาเกลอื Normal saline แชเ่ ยน็ ตอ่ ระดับความเจ็บปวด ความสุขสบาย การบวม
และภาวะก้อนเลือดคงั่ ท่ีแผลฝเี ยบ็ เพอ่ื จะได้นาเป็นนวัตกรรมในการพัฒนาแนวปฏิบัติทางคลินิกสาหรับการ
จัดการปวดแผลฝเี ยบ็ ต่อไป

8. กิจกรรมพฒั นำ :

1. วิเคราะห์ปัญหาในการปฏบิ ตั ิการพยาบาล และการบริหารจัดการงานบริการพยาบาลท่ีมี
อยเู่ ดิม พบวา่ ไมม่ ีการจดั การความปวดแผลฝีเย็บ

2. ประเมินความต้องการนวัตกรรม โดยประเมินสภาพปัญหาเพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่าง
ชัดเจน และใช้แนวทาง Root Cause Analysis พบความบกพร่อง ความไม่สมบูรณ์ของสิ่งท่ีมีอยู่ และ
กอ่ ให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติ พบเจ้าหน้าที่ทุกคนต้องการพัฒนาคุณภาพบริการการในการจัดการความปวด
แผลฝีเย็บ

3. สรา้ งแนวร่วมและทมี งาน จากการพูดคุย ประชุมปรึกษาหารือกับทีมงานห้องคลอด เพื่อ
คน้ หาคนทมี่ คี วามสนใจเหมือนกันร่วมงานกัน โดยขอคาปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ ภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้
คลอดได้รับความปลอดภัย เจ้าหนา้ ทเี่ กดิ ความมน่ั ใจและพงึ พอใจในการจดั การความปวดแผลฝเี ย็บ

4. กาหนดประเดน็ / หัวข้อท่ีต้องการพัฒนานวัตกรรม ท่ีมีความเฉพาะเจาะจง โดยกาหนด
นวตั กรรม นอ้ งน้อยในผ้าเย็น ทเี่ ปน็ การปรบั เปล่ียนวสั ด/ุ อปุ กรณ์

5. ทบทวนวรรณกรรมอย่างเปน็ ระบบ โดยตรวจสอบว่ามีก่ีวิธีท่ีสามารถช่วยแก้ไขปัญหาให้ดี
ขึนได้ตลอดจนขอ้ ดี ข้อเสียท่ตี อ้ งพงึ ตระหนกั ในส่งิ ท่ีเกีย่ วขอ้ งกับการออกแบบนวัตกรรม และประเมินคุณภาพ
ของวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ (systematic review) พบว่า มีการศึกษาของฉวีวรรณ อยู่สาราญและคณะ
พบว่า การประคบแผลฝีเย็บด้วยความเย็น ลดบวมได้ นอกจากนี การศึกษาของเจศฎา ถ่ินคารพ และคณะ
พบว่า การให้หญิงหลังคลอดนั่งแช่ฝีเย็บด้วยนาเกลือช่วยบรรเทาอาการปวดแผลฝีเย็บ และช่วยส่งเสริมการ

หายของแผลได้ดี เช่นเดียวกับการศึกษาของ สุภาพร ปรารมย์ และคณะศึกษาผลของการประคบฝีเย็นหลัง
คลอดดว้ ยผา้ อนามยั ชุบนาเกลือเย็นและผ้าอนามัยชุบนาสะอาดเย็น มีผลลดความปวด และประคบทันทีเพ่ือ

ป้องกันการบวมแผลฝีเย็บ และส่งผลให้สขุ สบายหลงั คลอดได้
6. สงั เคราะหข์ อ้ ความรู้ท่ไี ด้จากวรรณกรรม นามาบรู ณาการในการวางแผนและการออกแบบ

นวตั กรรมทางการพยาบาล
7.ออกแบบนวัตกรรมทางการพยาบาล เพื่อเปลี่ยนแปลงระบบการปฏิบัติพยาบาล หรือการ

บรหิ ารจัดการให้ดีขึน โดยวธิ ที า น้องนอ้ ยในผ้าเย็น ดังนี

7.1 เตรียมอุปกรณ์
- ผ้าอนามัยสาหรับผู้คลอด

- นาเกลือ Normal saline
- ตู้เยน็
7.2 นาผา้ อนามยั ของผ้คู ลอดจานวน 1 ชิน เทนาเกลอื Normal saline ใส่ตรงกลาง

ผา้ อนามยั ปริมาณ 30 มิลลลิ ติ ร แล้วนาไปแชต่ ู้เย็นในหอ้ งคลอดชันใตย้ า ท่อี ุณหภูมิ 2 – 8 องศาเซลเซยี ส
7.3 นาผ้าอนามยั มาวัดอุณหภูมิ ให้ได้ 10 - 15 องศาเซลเซียส แล้วนาไปใส่ให้กับ

ผคู้ ลอดหลงั การเยบ็ แผลฝีเยบ็ เสร็จ และทาการวัดผลที่ กอ่ นใส่ และท่ี 30 และ 90 นาที
8. กาหนดวิธวี ัดประสทิ ธิภาพของนวตั กรรม
8.1 แบบวัดความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ต่อ นวัตกรรม น้องน้อยในผ้าเย็น วัด

ประเมนิ 6 ด้าน ได้แก่ 1) ขอบเขตและวัตถุประสงค์ 2) การมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้อง 3) ขันตอนการพัฒนา
นวัตกรรม 4) ความชัดเจนและการนาเสนอ 5) การประยุกต์ใช้ 6) ความเป็นอิสระของพัฒนา พบว่า

ผู้เช่ียวชาญจานวน 3 ทา่ น พบความคดิ เหน็ เฉลีย่ เทา่ กบั 6 (เป็นไปไดร้ ะดบั มาก)
8.2 แบบวดั ประสทิ ธภิ าพของนวัตกรรม ได้แก่ ระดับความปวด ความสุขสบาย การ

บวม และภาวะกอ้ นเลอื ดคั่ง ในกลุ่มผคู้ ลอดทใี่ ชน้ วัตกรรม กบั กลุม่ ทไ่ี ม่ใชน้ วตกรรม ท่ีครบ 2 ช่ัวโมงหลังคลอด

ซงึ่ เปน็ เวลาที่ครบยา้ ยจากห้องคลอดไปยงั หอผู้ป่วยหลังคลอด ใช้วิธีการสอบถามผู้คลอดระดับความปวด และ
ระดับความสุขสบาย ให้ผู้คลอดตอบเป็นตัวเลข 0 – 10 (Visual analog score) สาหรับ การบวมและภาวะ

ก้อนเลือดคั่ง ที่แผลฝีเยบ็ พยาบาลเป็นผู้ประเมนิ
8.3 แบบสอบถามเป็นไปได้ และความพึงพอใจของพยาบาลที่ใช้นวัตกรรม โดยใช้

แบบสารวจความคดิ เหน็ ของ ฉวีวรรณ ธงชัย และพิกุล นันทชัยพันธ์ (2547) ซึ่งประกอบด้วย 1) ความง่าย

ตอ่ การปฏิบัติตามแนวปฏิบัติ 2) ความชัดเจนของแนวปฏิบตั ิ 3) ความเหมาะสมของเนือหาแนวปฏิบัติต่อการ
นาไปใช้ 4) แนวปฏบิ ัตทิ าใหเ้ กดิ ผลดีต่อผู้คลอด 5) แนวปฏิบัติช่วยประหยัดเวลาลดต้นทุนด้านกาลังคน เวลา

และงบประมาณ 6) แนวปฏบิ ตั มิ คี วามเป็นไปได้ในทางปฏิบตั ทิ ี่จะนาไปใช้ในหน่วยงาน และ 7) ความพึงพอใจ
ต่อการใช้แนวปฏิบัติ ผลการสารวจทีมผู้ใช้แนวปฏิบัติจานวน 10 คน พบว่า ประเด็นที่ 1,2,3,4,6 และ 7
เหน็ ดว้ ยในระดบั มากท่ีสดุ ทัง 10 คน ส่วนข้อท่ี 5 เห็นดว้ ยมากทีส่ ดุ จานวน 8 คน อกี 2 คนเหน็ ด้วยระดับปาน

กลางเน่อื งจากไมไ่ ด้ช่วยลดเวลา แตเ่ พิม่ ขนั ตอนการทางานท่ตี ้องทาการเตรยี มผา้ อนามยั เย็นไว้ก่อนล่วงหน้า ผู้
ศึกษาจึงปรับให้ผู้ช่วยคนไข้ได้เป็นคนจัดเตรียมผ้าอนามัยดังกล่าว ส่วนแบบประเมินลักษณะแผลฝีเย็บ

ภายหลังคลอด (REEDA : Evaluating postpartum healing) ของเดวิดสัน ท่ีได้รับการแปลโดย ลาวัลย์
สมบูรณ์ และคณะ โดยประเมินเฉพาะในหัวข้ออาการบวม มีรายละเอียด ดังนี คือ อาการบวมของแผล
(Edema : E) 0 หมายถึง ไม่มีอาการบวม 1 หมายถึง บวมบริเวณฝีเย็บวัดได้ไม่เกิน 1 ซม. 2 หมายถึง ฝีเย็บ

และหรือ Vulva บวม 1-2 ซม. จากขอบแผล 3 หมายถึงฝีเย็บและหรือ Vulva บวม มากกว่า 2 ซม. จากขอบ

แผล รวมทงั การกดดภู าวะกอ้ นเลอื ดค่งั

9. กาหนดรายละเอยี ดของวิธกี ารใช้นวัตกรรม และชีแจงผ้ใู ช้

9.1 เตรียมอปุ กรณ์ โดยพยาบาลหรือผชู้ ่วยเหลือคนไข้

- ผ้าอนามัยสาหรบั ผูค้ ลอด

- นาเกลือ Normal saline

- ตเู้ ยน็

9.2 ขณะทาการเย็บแผลฝีเย็บสอบถามผู้คลอดในการเข้าร่วมทดลอง เมื่อผู้คลอด

ยนิ ยอม ทาการชีแจงรายละเอียด

9.3 นาผา้ อนามยั ของผคู้ ลอดจานวน 2 ชิน เทนาเกลอื Normal saline ใส่ตรงกลาง

ผ้าอนามัยปริมาณชินละ 30 มิลลิลิตร แล้วนาไปแช่ตู้เย็นในห้องคลอดชันใต้ยา ที่อุณหภูมิ 2 – 8 องศา

เซลเซียส

9.4 นาผ้าอนามัยมาวัดอุณหภูมิ 10-15 องศาเซลเซียส แล้วนาไปใส่ให้กับผู้

คลอดหลังการเย็บแผลฝเี ย็บเสร็จ และใส่ชินใหม่ หลงั เย็บแผล 60 นาที และทาการวดั ผล

10. ทดลองใชน้ วัตกรรมในหน่วยงาน ตามแผนท่ีวางไว้

11. ประเมินประสิทธิภาพของนวัตกรรม

11.1 เก็บรวบรวมข้อมูล โดยการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างที่เป็นมารดาหลังคลอดที่มีแผลฝี

เยบ็ โดยมารดายนิ ยอมเขา้ รว่ มศกึ ษา คดั ออกมารดาทค่ี ลอดโดยใช้เครื่องดูดสุญญากาศ หรือมีระดับแผลฝีเย็บ

ทม่ี กี ารฉีกขาดระดบั 3-4 เมื่อมารดาเย็บแผลเสร็จ ให้ปฏิบัติโดยการสัมภาษณ์ บันทึกข้อมูลระดับความปวด

ความสขุ สบาย และบวม หลังจากนัน ผู้ศึกษาทาการใส่ผ้าอนามัยเย็น ให้มารดาทันทีหลังเย็บแผลเสร็จ และใส่

ใหม่ใน 60 นาทหี ลังคลอด

11.2 ผู้ศึกษาประเมินระดับความปวด ความสุขสบายโดยใช้มาตรวัดเป็นตัวเลข 0-10

และประเมนิ การบวมของแผลฝีเย็บ โดยใช้แบบประเมินของ REEDA Scale โดยทาการประเมิน 1) หลังเย็บ

แผลทันที (ก่อนการใส่ผ้าอนามัยเย็น) 2) ประเมิน 30 นาทีหลังเย็บแผล 3) ประเมิน 90 นาทีหลังเย็บแผล

(ครบย้าย 2 ชม. หลังคลอด) ดงั ภาพ

หลงั เยบ็ แผล 30 นาที 60 นาที 90 นาที

0 นาที หลังใส่ หลงั เยบ็ แผล หลังเย็บแผล

กอ่ นใสผ่ า้ อนามัย ผา้ อนามยั ชุบ เปล่ียน และหลงั ใส่

ชบุ นาเกลือเย็น นาเกลือเย็น ผ้าอนามัยชุบ ผา้ อนามยั ชบุ

นาเกลอื เยน็ นาเกลอื เยน็ ชินใหม่

ชินใหม่

ประเมินระดบั ประเมนิ ระดับ -บนั ทกึ ปริมาณ ประเมินระดบั

- ความปวด - ความปวด เลือดจากช่อง -ความปวด

- ความสขุ สบาย -ความสุขสบาย คลอดจาก -ความสุขสบาย

- บวม -บวม ผา้ อนามยั เย็น -บวม

- ก้อนเลือดคั่ง -กอ้ นเลอื ดค่งั ชินแรก -ก้อนเลือดค่ัง

- คลึงมดลูก

- วัดสัญญาณชพี

9. กำรวดั ผลและกำรเปล่ยี นแปลง :

9.1 ตารางเปรยี บเทยี บข้อมลู ท่ัวไป ระหวา่ งกลมุ่ ท่ใี ส่ กับกล่มุ ทไ่ี ม่ใส่ผ้าอนามยั ชุบนาเกลือเย็น

ข้อมลู ทัว่ ไป กลุ่มทใี่ ส่ กลมุ่ ที่ไม่ใส่

ผ้าอนามัยชุบนาเกลอื เย็น ผ้าอนามยั ชบุ นาเกลือเย็น

(16 ราย) (16 ราย)

อายุ จานวน (ร้อยละ) จานวน (รอ้ ยละ)

อายุน้อยกว่า 20 ปี 2 (12.5) 3 (18.75)

20 – 29 ปี 10 (62.5) 9 (56.25)

30 – 39 ปี 4 (25) 4 (25)

อายุครรภ์

กอ่ นกาหนด 1 (6.25) 2 (12.5)

ครบกาหนด 15 (93.75) 14 (87.5)

นาหนกั ทารกแรกเกิด

< 2,500 กรมั 1 (6.25) 2 (12.5)

2,500- 3,500 กรัม 13 (81.25) 12 (75)

> 3,500 กรมั 2 (12.5) 2 (12.5)

9.2 ตารางเปรียบเทียบระดบั ความปวด ความสขุ สบาย การบวม และภาวะก้อนเลือดค่ัง ระหว่างกลุ่ม

ท่ใี สก่ ับกล่มุ ทีไ่ มใ่ ส่ผ้าอนามยั ชบุ นาเกลอื เย็น

ตัวแปรทศี่ กึ ษา กลุ่มทใี่ ส่ กลมุ่ ท่ไี มใ่ ส่

ผา้ อนามัยชบุ นาเกลอื เย็น ผา้ อนามัยชุบนาเกลือเย็น

(16 ราย) (16 ราย)

จานวน (รอ้ ยละ) จานวน (ร้อยละ)

0 นาที 30 นาที 90 นาที 0 นาที 30 นาที 90 นาที

ระดบั ความปวด

ไม่ปวด (0 คะแนน) 10 (62.5) 4 (25) 6 (37.5) 11 (68.75) 1 (6.25) 0

ปวดเลก็ นอ้ ย (1-3 คะแนน) 5 (31.25) 7 (43.75) 7 (43.75) 4 (25) 2 (12.5) 1 (6.25)

ปวดปานกลาง (4-6 คะแนน) 1 (6.25) 4 (25) 3 (18.75) 1 (6.25) 5 (31.25) 5 (31.25)

ปวดมาก (7-9 คะแนน) 0 1 (6.25) 0 0 8 (50) 8 (50)

ปวดมากทีส่ ดุ (10 คะแนน) 0 0 0 0 0 2 (12.5)

ระดับความสุขสบาย

ไม่สขุ สบาย (0 คะแนน) 11 (68.75) 0 0 13 (81.25) 10 (62.5) 9 (56.25)

สุขสบายเล็กนอ้ ย (1-3 คะแนน) 5 (31.25) 0 0 3 (18.75) 6 (37.5) 7 (43.75)

สุขสบายปานกลาง (4-6 คะแนน) 0 2 (12.5) 1 (6.25) 0 00

สขุ สบายมาก (7-9 คะแนน) 0 10 (62.5) 11 (68.75) 0 0 0

สุขสบายมากทีส่ ดุ (10 คะแนน) 0 4 (25) 4 (25) 0 00

การบวม

ไม่มีการบวม (0) 16 (100) 16 (100) 16 (100) 15 (93.75) 16 (100) 16 (100)

บวมบรเิ วณฝีเยบ็ วัดได้ไม่เกิน 1 ซม (2) 0 0 0 1 (6.25) 0 0

บวมบริเวณฝเี ยบ็ วัดไดเ้ กิน 1 ซม (3) 0 0 0 000

ภาวะกอ้ นเลอื ดค่ัง

มี 0 0 0 0 0 0

ไมม่ ี 16 (100) 16 (100) 16 (100) 16 (100) 16 (100) 16 (100)

ผลการศึกษากลุ่มผู้คลอดจานวน 32 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือกลุ่มท่ีใส่ผ้าอนามัยชุบนาเกลือเย็น กับ
กลุ่มท่ีไมใ่ สม่ ีข้อมลู ท่วั ไปลกั ษณะไม่แตกต่างกนั รวมถึง การประเมินระดับความปวด ก่อนใส่ทังสองกลุ่ม ส่วน
ใหญ่ไม่ปวดถึงปวดเล็กน้อย ไม่มีปวดมากถึงมากที่สุด และหลังเย็บแผล 30 นาที กลุ่มที่ได้ใส่ผ้าอนามัยชุบ
นาเกลือเยน็ และกลมุ่ ไมใ่ สม่ คี ่าเฉลย่ี คะแนนความปวดไม่แตกต่างกนั เพราะเนื่องจากการเย็บแผลฝีเย็บทุกราย
ใช้ยาชาเฉพาะท่ี ซ่งึ ออกฤทธ์ินาน 30 – 60 นาที ดังนนั คะแนนความปวดไม่แตกต่างกัน

มารดาหลังคลอดที่ได้รับการใส่ผ้าอนามัยชุบนาเกลือเย็นชินท่ีสอง (ท่ี 60 นาที) เม่ือประเมินท่ี 90
นาที พบว่าส่วนใหญ่ ไม่ปวดถึงปวดปานกลาง แต่กลุ่มท่ีไม่ใส่ มีระดับความปวดเล็กน้อยจนถึงปวดมากที่สุด
เนื่องจาก การประคบเย็นจะทาให้ผิวหนังเย็น โดยความเย็นจะเพ่ิมระดับความทนต่อความปวด โดยการ
กระตุ้นประสาทอสิ ระทบี่ ริเวณใยประสาทส่วนปลาย จึงส่งผลต่อศักยภาพการรับความรู้สึกเจ็บปวดลดลง ทา
ใหก้ ารรับความรู้สึกเจบ็ ปวดไดล้ ดลง นอกจากนีความเย็นช่วยลดอัตราการเผาผลาญ ลดอัตราการทาลายของ
เนือเยื่อ ลดการหลั่งสารเคมีท่ีเป็นต้นเหตุของอาการปวดเฉียบพลัน และจาการกระตุ้น alpha motor
neuron ส่งผลให้กล้ามเนือคลายตัว ช่วยให้เกิดความรู้สึกสุขสบาย ดังนัน เมื่อประเมินความสุขสบายที่ 30
นาที และท่ี 90 นาที ในกลุ่มที่ใส่ผ้าอนามัยชุบนาเกลือเย็นมีระดับความสุขสบายปานกลางถึงสุขสบายมาก
ทีส่ ดุ ซึง่ แตกต่างกับกลุ่มท่ีไม่ใส่ส่วนใหญ่ไม่สุขสบายหรือสุขสบายเล็กน้อย นอกจากนีผลการติดตามการบวม
และก้อนเลือดคัง่ ทงั สองกลมุ่ พบว่า ไมม่ ภี าวะนที ังสองกลุ่ม

10. บทเรยี นทไี่ ดร้ บั :
10.1 การคิดคน้ นวัตกรรมท่มี ีประโยชน์กบั ผูป้ ว่ ยทาใหเ้ ปน็ ชนิ งานทมี่ ีคณุ ค่า
10.2 การจัดการปวดโดยวธิ ไี ม่ใช้ยาทาให้ผู้ปว่ ยพึงพอใจ

11. ตดิ ต่อทมี งาน : งานหอ้ งคลอด 047 609500 ตอ่ 5402-3

12. แผนพฒั นาต่อเนอ่ื ง
12.1 ประยุกตส์ กู่ ารปฏบิ ัตเิ ปน็ งานประจา
12.2 แลกเปลี่ยนเรยี นรู้กับหนว่ ยงานอ่ืน

1. แบบฟอร์มบทคดั ย่อผลงาน

ประเภท Oral presentation

[ ] วิจัย [ / ] R๒R [ ] CQI (Clinic) [ ] CQI (Non-Clinic)

2.ประเภท หน่วยงาน

[ / ] รพศ.-รพท. [ ] รพช. [ ] รพ.สต.- ศสม. [ ] สสจ.-สสอ.

3.การเสนอผลงาน

[ / ] ไม่เคยนำเสนอ เผยแพร่มาก่อน [ ] เคยเผยแพร่ (พฒั นาต่อยอด)

ชอ่ื เรอื่ ง การศึกษาประสทิ ธผิ ลการกักน้ำมันเข่าต่อการรักษาขอ้ เขา้ เสอ่ื มในผสู้ ูงอายุ ณ คลนิ ิกแพทย์
แผนไทยโรงพยาบาลยะลา

ผนู้ ำเสนอ นางสาววีรวรรณา บญุ ญานุวตั ร ตำแหนง่ แพทย์แผนไทยชำนาญการ
หน่วยงาน. โรงพยาบาลยะลา อำเภอ เมือง จังหวัด ยะลา
เบอรม์ ือถือ 086-9448192 E-mail [email protected]

บทคดั ย่อ
การวิจยั น้เี ปน็ การวจิ ัยกึ่งทดลอง หนง่ึ กลมุ่ วดั ผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงคเ์ พื่อ
ศึกษาผลการกักน้ำมันเข่าต่อการรักษาข้อเข้าเสื่อมในผู้สูงอายุ ในการรักษาภาวะข้อเข่าเสื่อมใน
ผสู้ ูงอายุ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้สูงอายุท่ีมารับบริการท่ี โรงพยาบาลยะลา อายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 30
คน เก็บข้อมูลระหว่างเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2562 - กุมภาพันธ์ พ.ศ.2563 โดยใช้แบบประเมิน
ระดับความรุนแรงของโรคข้อเข่าเส่ือม ( Oxford Knee Score ) ฉบับภาษาไทย และแบบบันทึก
องศาเขา่ โดยใช้เคร่ืองมือ Goniometer โดยผู้วิจัยทำการเก็บข้อมลู ดว้ ยตนเอง และกำหนดระยะเวลา
การทดลองสัปดาห์ละ 3 คร้ัง เป็นเวลา 4 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยแจกแจงความถี่ ร้อยละ
ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Paired-Samples t-test ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีระดับ
ความปวดลดลง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และมีองศาการเคล่ือนไหวข้อเข่าเพิ่มขึ้น
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.05 ดังนั้นการกักน้ำมันเช่าสามารถลดอาการปวดข้อเข่าเส่ือมใน
ผูส้ ูงอายุ และเพ่ิมการเคลื่อนไหวของข้อเข่าได้มากขึ้น และข้อเสนอแนะจากการศึกษาครั้งนี้ สามารถ
เป็นทางเลือกสำหรับแพทย์แผนไทยและผู้ป่วยในการรักษาผู้ป่วยท่ีมีอาการปวดเข่า ใช้เป็นข้อมูลใน
การให้คำแนะนำแก่ประชาชนและผู้รับบริการได้หันมาใช้บริการแพทย์แผนไทย เป็นแนวทางในการ
พัฒนาข้อมูลวชิ าการเกยี่ วกบั การกกั น้ำมนั เขา่ ได้

คำสำคญั : กกั นำ้ มนั ขอ้ เขา่ เส่อื ม

2. รายละเอียดเอกสารฉบบั เตม็ ประกอบด้วย

1. ชอ่ื เรื่อง การศึกษาประสิทธผิ ลการกกั นำ้ มันเข่าต่อการรักษาข้อเข้าเสื่อมในผสู้ งู อายุ ณ คลินิก

แพทยแ์ ผนไทยโรงพยาบาลยะลา

2. ชอื่ ผเู้ ขียน นางสาววีรวรรณา บญุ ญานวุ ัตร ตำแหนง่ แพทย์แผนไทยชำนาญการ

นางวรรณี พรมเพช็ ร ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ

นางสร้อย สิทธศิ กั ดิ์ ตำแหนง่ พนักงานหอ้ งยา

3. บทนำ
ความเจ็บป่วยเรื้อรังกำลังเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่สำคัญและมีแนวโน้มเพ่ิมสูงขึ้นเรื่อยๆ

โดยเฉพาะโรคข้อเข่าเสื่อมโรคข้อเข่าเสื่อมเป็นความเจ็บป่วยเร้ือรังท่ีเกิดควบคู่ไปกับกระ บวนการ
สูงอายุที่เพ่ิมขึ้นอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และเป็นโรคท่ีไม่สามารถรักษาให้หายขาด ความรุนแรง
ของโรคจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ซ่ึงผู้ป่วยจะต้องอยู่กับพยาธิสภาพของโรคนี้ไปตลอดชีวิต (Kee,
1998) จึงเปน็ สาเหตสุ ำคญั ของการใชบ้ รกิ ารสขุ ภาพทีพ่ บได้บอ่ ยท่สี ุด

โรคข้อเข่าเส่ือมหรือโรคจับโปงเข่า ทางการแพทย์แผนไทยแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ จับโปง
แห้งและ จับโปงน้ำ โดยส่วนจับโปงน้ำเขา่ คือ อาการปวดเข่า เวลาเดิน เปลี่ยนอิริยาบถมี ความร้อน
รอบเข่าอย่างชัดเจนและมีน้ำในข้อ จับโปงแห้งเข่า คือ อาการปวด บวมเข่าเวลาเดินเปล่ียนอิริยาบถ
มคี วามรอ้ นรอบเขา่ เลก็ น้อย แต่จะมภี าวะเขา่ ตดิ นัง่ ยอง ๆ ไม่ได้ ขณะเดินมีเสียงกรอบแกรบร่วมด้วย

จากรายงานกลุ่มโรคและอาการด้านแพทย์แผนไทยเทียบกับแผนปัจจุบัน ปีงบประมาณ
2556-2562 ของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ได้รวบรวม
ข้อมูลผู้ป่วยนอกในคลินิกเฉพาะโรค ได้แก่ โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคไมเกรน โรคข้อเข่าเสื่อม และ
โรคภูมิแพท้ างเดนิ หายใจส่วนต้น พบว่าคลินิกเฉพาะโรคท่ีมีผ้เู ข้าเข้ารับบรกิ ารมากท่ีสุด คือ คลินิกข้อ
เข่าเสื่อม และในปีงบประมาณ 2559 พบว่าในเขตสุขภาพท่ี 12 มีรายงานของการเข้ารับบริการ
คลินิกเฉพาะโรคข้อเข่าเส่ือมในกลุ่มโรคลมจับโปงแห้งเข่ามากเป็นอันดับ 3 (กรมการแพทย์แผนไทย
และการแพทยท์ างเลอื ก,2559)

โรงพยาบาลศูนย์ยะลาเปิดให้บริการคลินิกการแพทย์แผนไทยเมื่อปี 2562 โดยเป็นคลินิก
บรกิ ารแบบครบวงจรทีใ่ ห้บริการทง้ั 4 มติ ิ คือ การส่งเสรมิ สุขภาพ การป้องกันโรค การรกั ษาโรค การ
ฟื้นฟูสภาพ มีการตรวจรักษาทางเวชกรรม มีการใช้ยาสมุนไพร และหัตถการแผนไทย เช่น การนวด
การพอกเข่า การพอกตา การเผายา การกักน้ำมันจากสถติ ิผู้รบั เขา้ บริการในคลินิกการแพทย์แผนไทย
ในระบบกระดูกและกล้ามเน้ือ พบได้รบั การวนิ ิจฉัยเป็นโรคลมจับโปงเข่าแห้งและโรคลมจบั โปงเข่าน้ำ
ปี 2561 มีจำนวน118 ราย ปี2562 มีจำนวน 472 ราย ปี 2563 เดือน มกราคม –กุมภาพันธ์
จำนวน 118 ราย จากสถิติโปรแกรม Hosxp ในโรงพยาบาลศูนย์ยะลา ในปัจจุบันนอกจากการดูแล
รักษาโรคข้อเข่าเส่ือมด้วยการแพทย์แผนปัจจุบันแล้ว ยังมีการนำศาสตร์การแพทย์แผนไทย ได้แก่
การรกั ษาด้วยการนวดไทย การประคบสมุนไพร การใช้ยาสมุนไพร รวมถึงการทำหัตถการด้านแพทย์
แผนไทยตา่ ง ๆ เช่น การเผายา การพอกยา การกักน้ำมัน มาใชใ้ นการดแู ลรักษาผูป้ ว่ ยมากข้ึน

การกักน้ำมัน คือการใช้สำลีแผ่นวางบนบริเวณท่ีต้องการกักน้ำมัน จากนั้นเทน้ำมันยาที่อุ่น
แล้วลงบนสำลีให้ชุ่ม ให้ความร้อนกับแผ่นกักน้ำมันอย่างต่อเนื่อง โดยการใช้โคมไฟลมร้อนเพื่อให้
ความรอ้ น เวลาในการกักน้ำมัน 15 – 20 นาที การกักน้ำมันเป็นวิธีหน่ึงท่ีถูกนำมาใช้รักษาผู้ป่วยโรค
ข้อเข่าเสื่อมที่คลินิกแพทย์แผนไทยโรงพยาบาลยะลา แม้ว่าการกักน้ำมันจะมีการใช้อย่างแพร่หลาย
แต่ยังไม่ได้เป็นวิธีการรักษาที่อยู่ในแนวเวชปฏิบัติรักษาโรคข้อเข่าเส่ือมด้วยการแพทย์แผนไทยและ
งานวิจัยที่ศึกษาประสทิ ธิผลของการกกั นำ้ มนั ยังมนี ้อยอยู่

ผู้คนั ควา้ จึงต้องการศึกษาถึงประสิทธผิ ลการกักน้ำมนั เข่าตอ่ การรักษาข้อเขา้ เส่ือมในผู้สงู อายุ
เพอื่ เปน็ แนวทางในการวางแผนการรักษาผู้ปว่ ยโรคข้อเข่าเสอื่ มให้มีประสิทธิภาพในชีวิตดยี งิ่ ขนึ้ ตอ่ ไป
4. วตั ถุประสงค์

เพ่อื ศึกษาประสิทธผิ ลการรกั ษาด้วยการกกั น้ำมนั เข่าต่อการรักษาข้อเข่าเสื่อมในผ้สู ูงอายุ
5. วิธีการศึกษา

เปน็ การศึกษากง่ึ ทดลอง (Quasi Experimental Research) โดยใช้แบบแผนการวิจยั กลุ่มเดยี ววดั
กอ่ นและหลงั การทดลอง (The One Group Pretest - Posttest Design)

ประชากรท่ีศกึ ษา
ประชากรท่ใี ชใ้ นการศึกษาในคร้ังนี้ คือ ผูส้ งู อายทุ ี่มีภาวะข้อเขา่ เสอ่ื ม ใน ณ คลินิกแพทยแ์ ผน
ไทยโรงพยาบาลยะลา เขตอำเภอเมือง จังหวดั ยะลา จำนวน 170 คน

กลุ่มตวั อยา่ งและวธิ ีการสมุ่ กลุ่มตวั อย่าง
กล่มุ ตัวอยา่ งท่ใี ช้ในการศกึ ษาคร้งั น้ีเปน็ ผู้สูงอายุท่ีมีอาการของข้อเข่าเส่ือม คัดกรองข้อเข่าเส่ือม
โดยใช้เกณฑ์ของ oxford knee pain ทั้งหมด 170 คน นำมาเลือกแบบเจาะจงตามเกณฑ์คัดเข้าวิจัย
จำนวน 30 คน ตามคุณสมบัติท่กี ำหนด ดังนี้

เกณฑ์ท่ใี ชค้ ดั ผปู้ ว่ ยเขา้ ร่วมการวิจยั (Inclusive)
1) เป็นผู้สูงอายุท่มี ีอายุ 60 ปีขน้ึ ไป ไม่จำกดั เพศ การศึกษา อาชพี
2) ผูป้ ว่ ยยนิ ดที ่ีจะเข้าร่วมวิจยั มีสตสิ มั ปชญั ญะดี
3) มีภาวะขอ้ เขา่ เสื่อม
4) ไมม่ ีประวัตแิ พย้ าสมนุ ไพร

เกณฑ์ทคี่ ดั ออก (Exclusive)
1) ผสู้ ูงอายทุ เ่ี คยรับการผา่ ตดั เขา่
2) ผู้สูงอายทุ รี่ บั ประทานยาระงับปวด
3) ผสู้ ูงอายทุ มี่ ีอาการปวดขอ้ เข่าจากสาเหตุอนื่ เชน่ ตดิ เช้ือในข้อเข่า หรอื อนื่ ๆ

6. ผลการศึกษา
จากการศึกษาพบวา่ ลกั ษณะข้อมลู ท่ัวไปของกล่มุ ตัวอยา่ งสว่ นใหญเ่ ปน็ เพศหญงิ คิดเป็นร้อย

ละ 83.33 มีอายุเฉลีย่ 61.8 ปี ค่า BMI ส่วนใหญ่อย่ใู นช่วง 23 - 24.90 คิดเปน็ ร้อยละ 40 ระดับ
การศึกษาสว่ นใหญอ่ ยู่ในระดับ อนปุ ริญญาตรี คดิ เปน็ ร้อยละ 60 อาชีพส่วนใหญเ่ ป็นเกษตรกรรม คิด
เปน็ ร้อยละ 60 สว่ นมากปวดเข่าขา้ งขวา คดิ เป็นร้อยละ 60 เคยทำงานทีใ่ ช้ข้อเข่า คดิ เป็นร้อยละ
93.33 ก่อนหนา้ เคยการรักษาอาการปวดเข่าดว้ ยการแพทย์แผนปัจจบุ ัน คดิ เปน็ ร้อยละ 46.66 และ
ส่วนใหญ่ใชว้ ธิ ลี ดอาการปวดเขา่ โดยการทานยา คดิ เปน็ รอ้ ยละ 56.66

ทำประเมนิ ระดับความรุนแรงของโรคข้อเขา่ เสือ่ ม ( Oxford Knee Score ) พบว่าผู้สงู อายุ

ส่วนใหญม่ ีระดับความรุนแรงของโรคข้อเข่าเสือ่ ม ระดบั ปานกลาง คดิ เป็นร้อยละ 90

แสดงผลการกักน้ำมันเข่า ต่อระดับความปวด ก่อนและหลัง ในการรักษาข้อเข่าเส่ือมใน
ผู้สูงอายุพบว่าผลการศึกษาของระดับความปวดก่อนและหลังการกักน้ำมันเข่า แตกต่างกันอย่างมี
นัยสำคัญทางสถิติที่ระดบั <0.05 และ องศาการเคลื่อนไหวเข่า ขณะเหยียดเขา่ และขณะงอเข่า ก่อน
และหลังการกกั น้ำมันเขา่ แตกตา่ งกันอยา่ งมีนยั สำคญั ทางสถิติท่ีระดับ <0.05

7. วิจารณ์/ขอ้ เสนอแนะนำ
ขอ้ เสนอแนะสำหรบั การศกึ ษาคร้ังต่อไป

- จากการการศึกษาประสทิ ธิผลการกักนำ้ มันเขา่ ต่อการรกั ษาข้อเข้าเส่ือมในผ้สู ูงอายุครั้งนี้
สามารถช่วยบรรเทาอาการปวด และเพ่มิ การเคล่ือนไหวองศาข้อเขา่ การกกั น้ำมนั สามารถทำไดง้ า่ ย
ลดระยะเวลาการรอควิ ในการทำหตั ถบำบัด ควรมีการพัฒนาตอ่ ยอดในกล่มุ โรคเกยี่ วข้อต่ออ่นื ๆ เช่น
โรคเก๊าท์ รมู าตอยด์เปน็ ตน้

- การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล แต่ระดับความเจ็บปวดของข้อเข่าก่อน
ได้รับการรักษาไม่สามารถกำหนดให้เท่ากันได้เพราะเป็นพยาธิสภาพส่วนบุคคลท่ีแตกต่างกัน ใน
การศกึ ษาครั้งต่อไปควรเพิ่มขนาดของกลุม่ ตวั อย่าง ขยายเกณฑใ์ นการวัดประเมินระดับความเจบ็ ปวด
ให้ช่วงกว้างกว่าเดิม และเพิ่มระยะเวลาในการทดลอง เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลของการลดระดับ
ความเจบ็ ปวดของข้อเข่าให้ชดั เจนยิง่ ขึ้น

- ควรมีการศึกษาตัวแปรอ่ืนเพ่ิมเติมนอกเหนือจากระดับความเจ็บปวดของข้อเข่า เช่น
องศาการเคลอ่ื นไหวของข้อเข่า
8. สรุปผลและอภิปราย

สามารถใช้สมนุ ไพรกักน้ำมนั เข่าเปน็ ทางเลือกหนง่ึ ในการลดระดบั ความเจ็บปวดของข้อเข่า
ซึ่งสมนุ ไพรทใ่ี ช้คือหญา้ ขดั เป็นสมุนไพรรสเยน็ เพิ่มความชุ่ม ความยืดหยุ่นและเพ่ือบำบัดความ
ผดิ ปกตขิ ้อและกระดูกปวดหลัง สะโพก ขา เนื่องจากลดอาการปวด บวม ตามข้อตอ่ จากข้ออักเสบ
สามารถหาได้ง่าย งบประมาณน้อยสามารถทำเองไดท้ ่ีบา้ น

การศกึ ษาประสทิ ธิผลการกักน้ำมันเข่าต่อการรักษาข้อเข้าเสอื่ มในผู้สูงอายุ ณ คลนิ ิกแพทย์
แผนไทยโรงพยาบาลยะลา พบว่าการกักน้ำมันเขา่ สามารถบรรเทาอาการปวดข้อเขา่ ในผสู้ งู อายขุ ้อเขา่
เส่อื มได้ และชว่ ยเพ่มิ องศาการเคล่อื นไหวของขอ้ เขา่ ดงั นั้นการกกั น้ำมนั เข่าสามารถเปน็ ทางเลอื ก
สำหรับแพทยแ์ ผนไทยและผูป้ ่วยในการรักษาผปู้ ว่ ยท่ีมีอาการปวดเข่า และเปน็ แนวทางในการพัฒนา
ข้อมลู วิชาการเกี่ยวกับการกักน้ำมันเขา่
9. เอกสารอา้ งองิ

กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2561). รายงานกลุ่มโรคและอาการด้าน
แพทย์แผนไทยเทียบกบั แผนปจั จุบนั . [ออนไลน]์ . ได้จาก http://203.157.81.35/mis/ttm. [สืบคน้
เม่ือ 8 กนั ยายน 2561]

คณะแพทยศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ . (2558). Ortho - ROM measurement & PE –
การตรวจร่างกายทาง Orthopedics และการวัดมมุ ขอ้ . [ออนไลน]์ . ได้
จาก https://www.youtube.com/watch?v=vFoHnMvzzlk. [สบื คน้ เมอื่ 8 กนั ยายน 2561]

จนั ทรจ์ ริ า เกิดวัน, จริ าภรณ์ บุญอนิ ทร์, ชุตมิ า ธีระสมบัติ และวไิ ล คุปตน์ ิรัติศัยกลุ . (2559).
การสำรวจความชกุ ของโรคข้อเขา่ เส่ือมผสู้ ูงอายุในชมุ ชน. วารสารกายภาพบำบดั . 38(2), 59-70.

นฤพนธ์ เวฬุวนารกั ษ์. (2558). ประสิทธิผลของการกักน้ำมันหญา้ ขดั มอนเปรียบเทยี บกับการ
ทายาเมทิลซาลิไซเลตรักษาอาการปวดเข่า. ใน การประชมุ วิชาการประจำปี การแพทย์แผนไทย
การแพทยพ์ ืน้ บ้านและการแพทย์ทางเลือกแหง่ ชาติ คร้งั ท่ี12 (หน้า 76). นนทบุรี : กรมการแพทย์
แผนไทยและแพทย์ทางเลือก.

นงพิมล นิมิตรอานนท์. (2557). สถานการณ์ทางระบาดวทิ ยาและการประเมินความเสี่ยงโรค
ข้อเข่าเส่ือมในคนไทย. วารสารพยาบาลทหารบก. 15(3), 185-194.

พชั ราพร หัตถิยา และเสาวลกั ษณ์ ดิษโร. (2560). ประสทิ ธิผลของการการกักนำ้ มันหญ้า
ขดั มอนเพ่ือลดอาการปวดเข่าในผปู้ ว่ ยโรคลมจบั โปงแห้งเข่า. วทิ ยานพิ นธ์การแพทยแ์ ผนไทยบัณฑิต
สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลยั ทกั ษิณ.

มูลนธิ ิสถาบันวิจยั และพฒั นาผสู้ ูงอายไุ ทย. (2553). การทบทวนและสังเคราะห์องค์ความรู้
ผูส้ ูงอายุไทย พ.ศ. 2545-2550. กรุงเทพฯ: บรษิ ัท คิว พี จํากัด.

มลู นธิ สิ ถาบันวิจัยและพฒั นาผู้สูงอายไุ ทย. (2558). สถานการณผ์ ู้สงู อายุไทย พ.ศ.2558.
[ออนไลน]์ . ได้
จาก http://www.dop.go.th/ download/knowledge/knowledge_th_20172404121710_1.
pdf. [สบื ค้นเม่อื 8 กนั ยายน 2561]

วิลาวัลย์ เผอื กชาย. (2560, 8 กมุ ภาพันธ)์ . แพทยแ์ ผนไทยโรงพยาบาลส่งเสริมสขุ ภาพตำบล
แพรกหา [บทสมั ภาษณ์].

สริ วุฒิ รวีไชยวัฒน.์ (2561). รวม 4 สตู รเดด็ “พอกสมุนไพร” รกั ษาอาการปวดเขา่ .
[ออนไลน์]. ไดจ้ าก https://www.dmh.go.th/news-dmh/view.asp?id=27425. [สบื ค้นเม่อื 25
มีนาคม 2562]

สุรัตน์ เล็กอุทยั , วิเชียร ตันสุวรรณนนท์, สุชาดา เสรีคชหริ ญั และผดุงศักด์ิ บวั คำ. (2551).
การประคบสมนุ ไพรเพื่อบรรเทาอาการปวดกระดกู ขอ้ เขา่ เสอ่ื มอักเสบ. [ฉบบั อเิ ล็กทรอนิกส์]. วารสาร
การแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก. 6(2), 219-228.

สมใจ กองกูล. (2553). ผลการนวดไทยแบบราชสำนักต่อการปวดขอ้ เข่าในผู้สูงอายุโรคข้อ
เขา่ เส่อื มในโรงพยาบาลถลาง อำเภอถลาง จังหวดั ภเู กต็ . วทิ ยานิพนธก์ ารแพทย์แผนไทยบัณฑติ
สาขาวชิ าการแพทย์แผนไทย วิทยาลยั เทคโนโลยีทางการแพทยแ์ ละสาธารณสุข กาญจนาภเิ ษก.

อนธุ ิดา สิงหน์ าค. (2558). เปรียบเทียบประสิทธผิ ลของยาพอกดูดพษิ และการนวดรักษาใน
การรักษาอาการปวดเขา่ . ใน การประชมุ วิชาการประจำปี การแพทย์แผนไทย การแพทยพ์ น้ื บ้านและ
การแพทยท์ างเลือกแหง่ ชาติ ครง้ั ที่12 (หนา้ 55). นนทบุรี: กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์
ทางเลือก.

Dinda, B., Das, N., Dinda, S., Dinda, M., & SilSarma, I. (2015). The genus Sida L.
– A traditional medicine: It sethnopharmacological, phytochemical and
pharmacological data for commercial exploitation in herbal drugs industry. Journal of
Ethnopharmacology. 176, 135-176.

Hsu, D.Z., Chu, P.Y., & Jou, I.M. (2015). Daily sesame oil supplement
attenuates joint pain by inhibiting muscular oxidative stress in osteoarthritis rat
model. Journal of Nutritional Biochemistry. 29, 36-40.

Phitak, T., Pothacharoen, P., Settakorn, J., Poompimol, W., Caterson, B., &
Kongtawelert, P. (2012).

Chondroprotective and anti-inflammatory effects of sesamin. Phytochemistry
journal. 80, 77-88.

ช่อื เรือ่ ง การพยาบาลผปู้ ว่ ยโรคมะเรง็ เมด็ เลอื ดขาวในผู้ใหญ่ทมี่ ีภาวะติดเชอื้

ช่ือเจ้าของผลงาน วราภรณ์ บูรพาศริ วิ ฒั น์ โรงพยาบาลตรัง

บทนา : โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นโรคร้ายแรงท่ีคุกคามชีวิต แบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือชนิดเร้ือรัง
และชนิดเฉียบพลัน ภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อชีวิต คือ มีภาวะเลือดออกและการติดเช้ือ โดย
ภาวะแทรกซอ้ นอาจเกิดจากตวั โรค หรอื การรักษาทีไ่ ดร้ บั

วตั ถปุ ระสงค:์ เพื่อศกึ ษาการพยาบาลผู้ปว่ ยมะเร็งเม็ดเลือดขาวทเี่ ขา้ รับการรักษาในโรงพยาบาล
วธิ ีการศึกษา: ศกึ ษาผู้ป่วย 2 ราย เลือกแบบเฉพาะเจาะจง เป็นผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเร้ือรัง
1 ราย และชนิดเฉียบพลัน 1ราย เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตรังด้วยภาวะติดเชื้อ โดยศึกษาประวัติ
ผู้ป่วย การรักษาพยาบาล รวบรวมข้อมูลจากผู้ป่วย ญาติ และเวชระเบียน การกาหนดข้อวินิจฉัยทางการ
พยาบาล ใช้แนวคดิ แบบประเมนิ ผปู้ ว่ ยตามแบบแผนสุขภาพของกอร์ดอน 11 แบบแผน วางแผนปฏิบัติการ
พยาบาลตามขอ้ วินิจฉัยทางการพยาบาล สรปุ และประเมินผลลพั ธท์ างการพยาบาล
ผลการศึกษา: ผู้ป่วยรายท่ี 1 ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน ได้รับยาเคมี
บาบัด เกิดมีไข้ในภาวะเม็ดเลือดขาวต่า (Febrile Neutropenia) แพทย์ให้การรักษา ไม่มีภาวะแทรกซ้อน
รุนแรง ผปู้ ว่ ยรายท่ี 2 หญิงไทย อายุ 49 ปี ไดร้ บั การวินจิ ฉัยวา่ เปน็ โรคมะเรง็ เมด็ เลอื ดขาวชนิดเร้ือรัง มา 10
ปี รักษาด้วยยาเคมีบาบัดชนิดรับประทานจากโรงพยาบาลแห่งหน่ึงในกรุงเทพมหานคร พบ Pleural
effusion และ Lung infiltrate แพทย์ใส่ท่อช่วยหายใจ และทาPleural tapping ส่งเพาะเช้ือ พบเช้ือ
Salmonella Thypi ให้ยาปฏิชีวนะตามเชื้อ เช้ือตอบสนองกับยา อาการเหนื่อยหอบทุเลาลง แพทย์ off
ETT tube หายใจไม่หอบ แพทยใ์ หก้ ารดูแลต่อเน่อื งจนอาการทเุ ลา จาหน่ายกลับบ้าน จะเห็นได้ว่าผู้ป่วยทั้ง
2 รายได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง การป้องกันการ ติดเช้ือในโรงพยาบาล พร้อมท้ังได้รับการแก้ไขภาวะ
ต่างๆอยา่ งรวดเร็ว ทาใหผ้ ปู้ ่วยไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนรนุ แรงถงึ เสียชีวิต

วิจารณ์ และ สรุป: การให้การพยาบาลเพ่ือป้องกันการติดเชื้อในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว มีความจาเป็น
เนือ่ งจากผปู้ ว่ ยกลุ่มนี้ ไม่วา่ จะเปน็ ชนิดเฉยี บพลัน หรอื ชนดิ เรอ้ื รัง ล้วนแล้วแต่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่า เน่ืองจาก
เซลล์เม็ดเลือดขาวเป็นเซลล์ชนิดตัวอ่อน จึงทาหน้าที่ได้ไม่เต็มที่ นอกจากน้ีการได้รับยาเคมีบาบัด ทาให้มี
ภาวะไขกระดูกถูกกด มีภาวะเสี่ยงในการติดเช้ือสูง ดังน้ันการให้การพยาบาลเพื่อป้องกันการติดเชื้ออย่างมี
ประสทิ ธภิ าพ จะช่วยลดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง และลดอัตราการเสียชีวิต พยาบาลจึงจาเป็นต้องมีความรู้
ความสามารถ และมีแนวทางการพยาบาลเพอื่ ป้องกนั การติดเช้ือในผปู้ ว่ ยกลุ่มน้ี

บทนา

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือ ลิวคีเมีย (leukemia) เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ต้นกาเนิดเม็ด
เลือด (hematopoietic steam cell) ในไขกระดูก ในประเทศไทยพบผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวมากเป็น
อันดับ 8 ในเพศหญิง และอันดับ10 ในเพศชาย (ฉัตรชัย เอกปัญญาสกุล, 2553) มีอัตราการเพิ่ม 10 เท่า
พบมากอนั ดบั หนงึ่ คอื มะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดมัยอีลอยด์ จากสถิติโรงพยาบาลตรัง พ.ศ. 2559-
2561 พบผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดมัยอีลอยด์ จานวน 31 , 40 และ 52 ราย ตามลาดับ
โรคมะเรง็ เม็ดเลือดขาว เป็นโรคร้ายแรงท่ีคุกคามชวี ิต แบง่ ไดเ้ ปน็ 2 ชนดิ คอื ชนิดเรื้อรัง และชนิดเฉยี บพลนั

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดมัยอีลอยด์ (Acute Myeloid leukemia :AML) พบได้ใน
ผู้ใหญ่ร้อยละ 80-90 เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ต้นกาเนิดเม็ดเลือดในไขกระดูกท่ีมีการแบ่งตัวอย่าง
รวดเร็วผิดปกติ และล้วนแต่เป็นเซลล์ตัวอ่อนที่ไม่สามารถเจริญไปเป็นเซลล์ตัวแก่ ทาให้มีการเพ่ิมของ
เซลล์ตวั อ่อนเปน็ จานวนมากในไขกระดูก และเลอื ด เซลล์ตัวอ่อนเหล่านี้จะแทนท่ีและยับย้ังการเจริญเติบโต
ของเซลลซ์ ึง่ สรา้ งเมด็ เลือดแดง เมด็ เลือดขาว และเกร็ดเลอื ดตามปกติ ทาให้เกิดอาการและอาการแสดงกับผู้
ท่ีเป็นโรคในระยะเวลาอันส้ัน โดยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นภายในเวลาประมาณ 1 เดือน เป็นโรคที่รุนแรง ถ้า
ไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ผู้ที่เป็นโรคจะเสียชีวิตภายในระยะเวลาอันส้ัน ส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 70
จะเสยี ชวี ิตจากการติดเชื้อ

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังชนิดมัยอีลอยด์ (Chronic Myeloid leukemia : CML) พบ
ประมาณ 15 % ของมะเร็งเม็ดเลือดขาวในผูใ้ หญ่ เปน็ กลมุ่ โรคที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ต้นกาเนิด
Myeloproliferative neoplasm (MPN) CML มีลักษณะสาคัญคือ เม็ดเลือดขาวเพ่ิมข้ึน และพบ
Philadelphia (Ph) Chromosome ร้อยละ 90-95 อายุ 45-55 ปี เพศชายมากกว่าเพศหญิง (13:1)
ในอดีตผู้ปว่ ย CML ทุกรายจะเสียชวี ติ จากโรค แต่ในทศวรรษทผ่ี ่านมาการรักษา CML ได้รับการพัฒนาและ
มีการรักษาท่ีช่วยเพิ่มอัตราการมีชีวิตอยู่ของผู้ป่วย อัตราการรอดชีวิตท่ี 5 ปีของผู้ป่วย CML ท่ีได้รับการ
รกั ษาดว้ ยยา Imatinib เท่ากบั ร้อยละ 89 และในผู้ปว่ ยท่ไี ด้รบั การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกาเนิดเม็ดเลือด เท่ากับ
ร้อยละ 95 ผู้ป่วย CML ส่วนใหญ่มีการดาเนินโรคเร้ือรัง แต่บางครั้งผู้ป่วยมาพบแพทย์ในระยะเฉียบพลัน
(blastic phase) ได้

การรักษาโรคมะเร็งทางโลหิตวิทยามีการพัฒนาก้าวหน้าไปมาก แต่อัตราการหายขาดจาก
โรคมะเร็งโดยรวมยังไม่ได้เพ่ิมข้ึน การใช้ยาเคมีบาบัดเป็นวิธีการรักษาท่ีมีใช้บ่อยและมีประสิทธิภาพสูงสุด
ซ่ึงอาจใช้ร่วมกับรังสีรักษา การบาบัดทางภูมิคุ้มกัน การปลูกถ่ายไขกระดูก โดยชุดและชนิดของยาที่ใช้
แตกต่างกนั ไปตามลกั ษณะทางพยาธิวทิ ยา ผลของยาเคมีบาบัดไม่เพียงแต่ทาลายเซลล์มะเร็งเท่านั้น แต่ยัง
ทาลายเซลล์ต่างๆของร่างกายอกี ดว้ ย กอ่ ใหเ้ กดิ ผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนมากมาย ซึ่งผลข้างเคียงที่
รุนแรงทีส่ ดุ คอื ไขกระดูกถูกกดการทางาน ส่งผลให้เกิดภาวะเม็ดเลือดทุกชนิดต่าลงกว่าปกติ ทาให้ผู้ป่วย
มีโอกาสเกิดการติดเชื้อขึ้นในร่างกายจากภาวะเม็ดเลือดขาวต่า มีเลือดออกตามอวัยวะต่างๆได้ง่าย
เน่ืองจากภาวะเกร็ดเลือดต่าและมีอาการอ่อนเพลีย เหน่ือยง่าย หรือหายใจลาบากจากภาวะโลหิตจาง
ผลของเคมีบาบัดยังทาให้ระบบการทางานและสภาพร่างกายของผู้ป่วยมีการเปลี่ยนแปลงไปด้วย ได้แก่ มี
อาการคลืน่ ไส้ อาเจยี น ท้องเสยี ทาให้ไดร้ ับสารอาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายส่งผลให้เกิด
การตดิ เชอื้ รุนแรงขึ้นได้

ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวท่ีได้รับการรักษาด้วยเคมีบาบัดจะมีระยะเวลาของการรักษาใน
โรงพยาบาลและการดูแลตนเองที่บา้ น ในระยะทอ่ี ยโู่ รงพยาบาลการประเมินและการดูแลป้องกันการติดเช้ือ
สว่ นใหญ่จะมแี พทย์ พยาบาลคอยดแู ลอย่างใกล้ชดิ ทั้งในภาวะวิกฤติและไมว่ ิกฤต และให้คาแนะนาเรื่องการ
ปฏิบัติตนแก่ผู้ป่วย แต่เม่ือกลับไปอยู่บ้านผู้ป่วยจะต้องรับผิดชอบทุกอย่างด้วยตนเอง ซึ่งในการดูแลเพ่ือ
ไม่ให้เกิดการติดเช้ือน้ันผู้ป่วยจะต้องรับรู้ถึงความรุนแรงของโรค หากมีการติดเชื้อเกิดขึ้น หลังจากนั้นจะมี
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพ่ือเฝ้าระวังและป้องกันการติดเช้ือ โดยใช้ความรู้เร่ืองโรคและการดูแลเพ่ือ
ป้องกนั การตดิ เช้อื โดยครอบคลมุ กิจกรรมตา่ งๆทป่ี ฏิบตั ิในชวี ิตประจาวันทสี่ าคัญ

ด้วยเหตุผลข้างต้นพยาบาลควบคุมการติดเชื้อจึงมีบทบาทสาคัญในการกาหนดแนวทางการ
ปฏิบัติการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยท่ีมีภูมิต้านทานต่า ผู้ศึกษาจึงมีความสนใจในการศึกษาการพยาบาล
ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวในผู้ใหญ่ที่มีภาวะติดเช้ือ เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติการพยาบาลสาหรับ
พยาบาลวชิ าชีพและผ้สู นใจ

วตั ถปุ ระสงค:์ เพ่ือศึกษาการพยาบาลผ้ปู ่วยมะเรง็ เม็ดเลือดขาวท่เี ขา้ รบั การรักษาในโรงพยาบาล

วิธีการศกึ ษา: ศึกษาผู้ป่วย 2 ราย เลือกแบบเฉพาะเจาะจง เป็นผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด
เฉียบพลัน 1 ราย และชนิดเรื้อรงั 1 ราย เขา้ รบั การรักษาในโรงพยาบาลตรังด้วยภาวะติดเช้ือ เครื่องมือท่ีใช้
ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้จาก แบบบันทึกทางการพยาบาล แบบบันทึกการทบทวนเวชระเบียน การ
สัมภาษณ์ แบบสังเกตการปฏิบัติการพยาบาล พยาธิสภาพ อาการและอาการแสดง การรักษา การ
กาหนดข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล ใช้แนวคิดแบบประเมินผู้ป่วยตามแบบแผนสุขภาพของกอร์ดอน 11

แบบแผน วางแผนปฏิบัติการพยาบาลตามข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล สรุป และประเมินผลลัพธ์ทางการ
พยาบาลการพยาบาลในระยะแรกรับ ระยะดแู ลต่อเน่อื ง และระยะวางแผนจาหนา่ ย

ผู้ปว่ ยรายที่ 1 หญิงไทยอายุ 22 ปี เข้ารับการรักษาที่หอผู้ป่วยอายุรกรรมหญิงชั้น 4 หน่วยโรค
เลอื ด โรงพยาบาลตรงั 1 วันก่อนมาโรงพยาบาล มีจ้าเขียวที่แขน ไข้ ปวดมึนศีรษะ 11 วันก่อนมารับยา
เคมีบาบัด คร้ังท่ี 2 ทีโ่ รงพยาบาลตรงั แรกรับรู้สกึ ตวั ดี ไม่มไี ข้ อณุ หภูมริ า่ งกาย 37 องศาเซลเซียส มีจ้า
เลือดท่ีแขน ซีด อ่อนเพลีย แพทย์วินิจฉัยว่าเป็น โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดมัยอีลอยด์
(Acute myeloid leukemia : AML) ให้การรักษาโดย ได้รับเม็ดเลือดแดง (LPPC , LPRC) และเกร็ด
เลือดเข้มข้น (PC) ทางหลอดเลือดดา ได้รับ G-CSF เพื่อรักษาภาวะเม็ดเลือดขาวต่า ให้ยาปฏิชีวนะ
Ceftazidime 2 gm. เข้าทางหลอดเลือดดาทุก 8 ชั่วโมง ต่อมาผู้ป่วยเร่ิมมีไข้สูง อุณหภูมิร่างกาย 38.2
องศาเซลเซียส ร่วมกับภาวะเม็ดเลือดขาว neutrophil ต่า แพทย์วินิจฉัยว่าเป็น Febrile neutropenia
จากค่า Absolute neutrophil count (ANC) เท่ากับ 75 % เฝ้าระวังและค้นหาภาวะติดเช้ือในระบบ
ต่างๆที่เสี่ยงต่อการติดเช้ือ เช่น ทางเดินปัสสาวะ ในกระแสเลือด ส่งปัสสาวะและเลือดเพาะเช้ือ ไม่พบ
การติดเช้ือ ส่ง Chest X-ray ไม่พบความผิดปกติ และเฝ้าระวังภาวะเลือดออกเพิ่มขึ้นในอวัยวะของ
ร่างกาย ซึ่งผู้ป่วยมีประจาเดือน แพทย์ให้ Primolute N เพ่ือเลื่อนประจาเดือนออกไป ป้องกันภาวะซีด
เพ่ิมขึ้น ผปู้ ่วยมอี าการดีขนึ้ เรอ่ื ยๆ ไมม่ ีไข้ สัญญานชีพปกติ แต่ยังมีภาวะไขกระดูกถูกกด ให้คาแนะนา
การปฏิบัติตัวท่ีบ้าน แพทย์อนุญาติให้กลับบ้าน และนัดอีก 4 วันเพื่อติดตามผลการรักษา รวมระยะเวลา
นอนพกั รกั ษาตัวในโรงพยาบาล 8 วัน

ผู้ป่วยรายท่ี 2 หญิงไทยอายุ 49 ปี เข้ารับการรักษาที่หอผู้ป่วยอายุรกรรมหญิงชั้น 4
โรงพยาบาลตรัง อาการ 1 วันก่อนมา หายใจเหน่ือยมากขึ้น 4-5 วันก่อน เดิน เท้าบวม 2 ข้าง 3 วัน
ก่อนมาหายใจเหนื่อยเป็นช่วงๆ ไอไม่มีเสมหะมากขึ้น นอนราบไม่ได้ อ่อนเพลียมาก แรกรับท่ีห้องฉุกเฉิน
ผู้ป่วยรู้สึกตัว หายใจเหนื่อยหอบมาก ได้รับออกซิเจนทาง Mask 10 ลิตรต่อนาที ใส่สายสวนปัสสาวะ
ไหลดี สีปกติ ให้สารน้าทางหลอดเลอื ดดา Chest X-ray พบผดิ ปกติ มปี อดอกั เสบและมีน้าในช่องเยื่อหุ้ม
ปอด ให้ยาปฏิชีวนะ Ceftazidime ทางหลอดเลือดดา ให้ยาขับปัสสาวะ งดอาหารและน้าทางปากยกเว้น
ยา ผู้ป่วยหายใจเหนื่อยมากขึ้น ค่าความอิ่มตัวในเลือดลดลง ย้ายผู้ป่วยไปห้องผู้ป่วยหนักอายุรกรรมใน
วันที่ 22 มกราคม 2562 เวลา 02.30 น. แพทย์ใส่ท่อช่วยหายใจและเคร่ืองช่วยหายใจ เพ่ือให้ได้รับ
ออกซิเจนอย่างเพียงพอ และเจาะน้าในช่องเย่ือหุ้มปอด ส่งตรวจ ผลพบเชื้อ ซึ่งพบในเลือดเป็นเชื้อ
เดียวกัน แพทย์ปรับยาปฏิชีวนะเป็น Tazocin , Bactrim ซึ่งมีความไวต่อเชื้อ ใส่สาย NG tube ให้ผู้ป่วย
ได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ ติดตามผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ABG การปรับต้ังค่า Mode
เครื่องช่วยหายใจ และฝึกการหายใจ เพื่อหย่าเครื่องช่วยหายใจ เป็นระยะๆ ผู้ป่วยอาการดีขึ้นอย่าง
ต่อเนื่องสามารถหายใจได้ออกซิเจนอย่างเพียงพอ จนกระทั่งถอดท่อช่วยหายใจ รับประทานอาหารอ่อน

ทางปากได้ ย้ายผู้ป่วยไปห้องพิเศษ ให้คาแนะนาการปฏิบัติตัวท่ีบ้าน ผู้ป่วยหายกลับบ้านโดยแพทย์
อนุญาต นดั ติดตามผลการรกั ษาอกี 2 สัปดาห์ รวมระยะเวลานอนพกั รกั ษาตัวในโรงพยาบาล 13 วนั

การพยาบาลผปู้ ่วยโรคมะเร็งเม็ดเลอื ดขาวในผใู้ หญ่ท่ีมีภาวะติดเชอื้

ผู้ป่วยท้ัง 2 ราย พบว่ามีข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลท่ีคล้ายคลึงกัน เน่ืองจากโรคมะเร็งเม็ด
เลือดขาว ท้ังชนิดเฉียบพลันและเร้ือรัง เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ต้นกาเนิดในไขกระดูก ทาให้มี
การเพิ่มจานวนของเม็ดเลือดขาวในไขกระดูกอย่างผิดปกติเป็นจานวนมาก และควบคุมไม่ได้ ทาให้เกิดการ
สะสมของเม็ดเลือดขาวจนเต็มไขกระดูก แล้วปล่อยเข้าสู่กระแสโลหิต ทาให้มีปริมาณเม็ดเลือดขาวใน
กระแสเลอื ดสูงขน้ึ ผดิ ปกติ จึงได้วางแผนการพยาบาลผูป้ ว่ ย โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะดังน้ี

ระยะแรกรับผูป้ ่วย

ผู้ป่วยรายที่ 1 มาโรงพยาบาลด้วยอาการผิดปกติท่ีรวดเร็วกว่า ทาให้ไม่มีอาการฉุกเฉิน
วิกฤตเหมือนกับผปู้ ว่ ยรายที่ 2 ซึง่ มีอาการแบบเฉียบพลัน AML ที่บ้านมาก่อน จึงมาโรงพยาบาล ได้ให้
การพยาบาล ดังน้ี

1. สงั เกตลักษณะ จานวน และตาแหน่งของเลอื ดออกภายนอกรา่ งกาย เช่น จุดเลอื ด
ออกตามรา่ งกาย เลือดกาเดาไหล เลือดออกตามไรฟนั

2. สังเกต อาการ และอาการแสดงของการมีเลือดออกภายนอกรา่ งกาย เช่น อาการ
ปวดทอ้ ง กระสับกระส่าย ถา่ ยอุจจาระเปน็ สีดา ปสั สาวะมีเลอื ดปน อาเจียนเปน็ เลอื ด

3. วดั และบนั ทกึ สญั ญาณชีพทุก 15 -30 นาที โดยเฉพาะอตั ราการหายใจ อัตราการเตน้
ของหวั ใจ และคา่ ความอ่มิ ตวั ของออกซเิ จนอย่รู ะหว่าง 95 - 100% เพ่อื ประเมนิ ภาวะพร่องออกซิเจน

4. จดั ท่านอนให้ผู้ป่วยนอนศีรษะสงู เพอ่ื ใหก้ ะบังลมเคล่อื นต่าลง ไม่ไปดนั ปอด
ทาใหป้ อดขยายตวั ไดด้ ขี ึ้น การระบายอากาศและการแลกเปลี่ยนออกซิเจนเป็นไปได้ดขี ึ้น

5. ดูแลใหผ้ ้ปู ่วยได้รบั ออกซเิ จน อยา่ งเพยี งพอ ตามแผนการรักษา
6. ตดิ ตามฟงั ปอดและผลการถา่ ยภาพรังสปี อดเป็นระยะ ตามแผนการรกั ษา
7. ดแู ลให้ได้รบั เลอื ด ส่วนประกอบของเลือด สารนา้ และอเิ ลคโตรไลท์ ตามแผนการ
รกั ษา
8. ดูแลให้ไดร้ ับยาปฏิชวี นะ ตามแผนการรักษา
9. ติดตามผลตรวจทางห้องปฏิบตั กิ าร และอื่นๆ

ระยะดแู ลต่อเน่อื ง

เปน็ ระยะทสี่ าคญั ทีพ่ ยาบาลต้องติดตามอาการ แก้ไขหรือลดภาวะแทรกซ้อน และเฝ้าระวังการ
ทางานของระบบต่างๆทอ่ี าจเกิดตามมาได้ ผูป้ ว่ ยท้งั 2 ราย มีผลแทรกซ้อนจากเคมีบาบัด มีความแตกต่าง
ของระยะเวลาที่ได้รับ ผู้ปว่ ยรายท่ี 1 เปน็ มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด AMLได้รับชนิดฉีดคร้ังที่ 2 พบจ้าเลือด
ท่แี ขน และมอี าการไข้ร่วมกับภาวะเม็ดเลือดขาวต่า (Febrile neutropenia ) ไขกระดูกถูกกด ทาให้เม็ด
เลอื ดขาว เม็ดเลือดแดง และเกร็ดเลือดต่า ผู้ป่วยมาโรงพยาบาลเมื่อพบความผิดปกติ และได้รับการดูแล
รักษาพยาบาลอย่างทันท่วงที เฝ้าระวังป้องกันและค้นหาการติดเช้ือระบบต่างๆ แก้ไขภาวะแทรกซ้อน
ผปู้ ว่ ยจึงไม่เกิดภาวะการหายใจล้มเหลว หรือ ติดเชื้อในกระแสเลือด เหมือนกับผู้ป่วยรายที่ 2 ซ่ึงมีอาการ
เหนอื่ ย นอนราบไมไ่ ด้ อยู่ท่ีบ้านหลายวันแล้ว ผู้ป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว CML อยู่ในระยะรุนแรง มีภูมิ
ต้านทานตา่ และ ได้ยา Dasatinib ซึง่ มีผลขา้ งเคียงใหเ้ กิดภาวะน้าในช่องเย่อื หมุ้ ปอด ( Pleural effusion )
มีการติดเช้ือที่ปอด และติดเชื้อในกระแสเลือดตามมา ก่อนมารับการรักษาที่โรงพยาบาล ด้วยอาการท่ี
เหมือนหรือคลา้ ยกบั ผูป้ ่วยมะเร็งเม็ดเลอื ดขาวเฉียบพลันAML ในระยะทีม่ อี าการวิกฤติ

1. ให้ผู้ป่วยอยู่หอ้ งแยกเด่ียว ท่มี ีอากาศถา่ ยเทสะดวก หรอื ในหอผปู้ ว่ ยหนกั ท่ีมรี ะบบ
กรองอากาศดว้ ย HEPA filter ท่ีมีอนุภาคการกรองได้ 99.99 %

2. ติดตามประเมนิ อาการและอาการแสดงของการติดเช้ือท่ีระบบตา่ งๆอยา่ งต่อเน่ือง
จนถึงวันจาหน่าย

3. จัดสง่ิ แวดล้อมภายในหอ้ งของผ้ปู ่วย ไม่ให้มีอุปกรณ์ เครอื่ งใชท้ ี่เกนิ ความจาเปน็
และดูแลความสะอาดอยู่เสมอ หลีกเล่ียงการสัมผัสกับดอกไม้ ต้นไม้ เพราะจะเป็นแหล่งสะสมการติดเช้ือ
จากดินและน้า

4. ดแู ลเรื่องอาหารให้มีเช้ือแบคทเี รียหรอื จุลนิ ทรยี ์น้อย และตอ้ งผา่ นความร้อนท่ี
เพียงพอกอ่ นการรับประทานให้ใชอ้ ณุ หภมู สิ ูงกวา่ 60 องศาเซลเซยี ส งดผลไม้ดิบท่ีมีเปลือก ผลไม้แห้ง ผลไม้
กระป๋อง ผักสด สลัดหรือผักอ่ืนๆที่ไม่ได้ผ่านการปรุงสุก สลัดไข่ ทูน่าสลัด หรือเคร่ืองปรุงเสร็จและน้าผัก
ผลไม้ทไี่ ม่ได้ผา่ นการฆ่าเชื้อดว้ ยความร้อน

5. ใหย้ าปอ้ งกันหรือรักษาการติดเชือ้ ภายในระยะเวลาไม่เกิน 30 นาที ภายหลังแพทย์
มีคาสงั่ การรกั ษา เพอื่ ลดความเสย่ี งและรักษาการติดเชือ้

6. ดูแลเปลี่ยนชุดใหเ้ ลอื ด สว่ นประกอบของเลอื ดหรอื สารนา้ ทกุ ครั้ง โดยใช้หลัก
Aseptic technique

7. ตดิ ตามผลการตรวจทางห้องปฏบิ ตั ิการ ตามแผนการรกั ษา
8. ตดิ ตามอาการและอาการแสดงของการติดเช้ือ ได้แก่

8.1 ตรวจวดั อณุ หภมู ิทุก 4 ช่วั โมง ถา้ อณุ หภมู ริ า่ งกายสงู เกิน 38 องศาเซลเซียส เช็ด
ตวั ลดไข้ และหลังจากนัน้ 1 ชว่ั โมงให้วัดไขซ้ ้า หากพบวา่ ไขไ้ มล่ ดให้ยาลดไข้ตามแผนการรักษาหรือรายงาน
แพทยท์ ราบ

8.2 ประเมินอาการ มไี ข้ ร่วมกับ อาการหนาวๆรอ้ นๆ ปวดเมอื่ ยตามตัว ปวดศรี ษะ
อ่อนเพลีย เวยี นศีรษะ

8.3 สงั เกตอาการและอาการแสดงของการตดิ เช้ือในแต่ละตาแหนง่ ดังนี้
8.3.1 ระบบทางเดนิ หายใจ ไดแ้ ก่ ไอ มนี า้ มูก เจบ็ บรเิ วณปากและคอ เหน่ือย

หายใจลาบาก
8.3.2 ระบบทางเดนิ ปสั สาวะ ได้แก่ ปวดบริเวณท้องน้อย ปสั สาวะแสบขดั

กะปริบประปรอย ปัสสาวะขนุ่
8.3.3 สงั เกต ลักษณะปวด บวม บริเวณแผล และอาการผดิ ปกติ ท่ีผิวหนัง
8.3.4 ระบบหลอดเลือดดาสว่ นปลาย ได้แก่ อาการปวด บวม แดง บริเวณแนว

เส้นเลอื ดทีใ่ ห้สารนา้
8.3.5 ระบบทางเดินอาหาร ไดแ้ ก่ ภาวะเยื่อบใุ นปาก เป็นแผล รว่ มกับอาการบวม

ในปาก กลืนอาหารลาบาก คลืน่ ไส้ อาเจียน ปวดทอ้ ง ท้องเสีย
9. จดั เตรียมอปุ กรณแ์ ละเคร่อื งปอ้ งกนั รา่ งกายให้พร้อมใช้ เชน่ เสื้อคลุม ผ้าปดิ ปากจมูก

ถงุ มอื หมวก รองเท้า เป็นตน้
10. ตดิ โปสเตอร์ คาแนะนาการปฏบิ ัติของผู้เข้าเย่ียมไวห้ น้าห้อง
11. จดั ให้มีของใช้ประจาหอ้ งผู้ป่วย และทาความสะอาดทุกวนั
12. บคุ ลากรทดี่ ูแลผู้ปว่ ย
12.1 เมอื่ เปน็ หวัด ไม่ควรดูแลผปู้ ว่ ย กรณีจาเป็นใหส้ วมผ้าปดิ ปากจมูก หรือ

อปุ กรณป์ ้องกันรา่ งกายอนื่ ๆ ตามเหมาะสมกับกิจกรรมนั้นๆ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเช้ือทุกครั้งท่ีเข้า
ไปให้การพยาบาล

12.2 ล้างมือทุกครง้ั ก่อนเข้าหอ้ งผ้ปู ว่ ย หรือภายหลงั การสัมผสั ผ้ปู ่วย หรือทา
หัตถการต่างๆด้วยนา้ สบู่ หรือใชแ้ อลกอฮอลช์ นิดแหง้ อยา่ งถกู วิธี

12.3 บคุ ลากรที่สัมผัสกบั ผู้ป่วยที่ติดเช้อื ระบบทางเดินหายใจ ทางเดนิ อาหาร
ตอ้ งสวมอุปกรณป์ ้องกนั ร่างกาย และล้างมอื อยา่ งถูกวธิ ี กอ่ นเขา้ และออกจากห้องผูป้ ว่ ย

12.4 พยาบาลใหก้ ารพยาบาลด้วยเทคนคิ ปราศจากเช้ือทุกคร้ัง
12.5 จัดหาน้าเกลือให้ผปู้ ว่ ยอมบ้วนปากนาน 2-5 นาที แลว้ กลวั้ ให้ทว่ั คอ และ
ชอ่ งปาก เพอ่ื ลดความเสยี่ งของการตดิ เช้อื ในชอ่ งปาก
12.6 อธิบายผปู้ ว่ ยและญาติทราบเกยี่ วกับการปฏบิ ัตติ วั เพื่อปอ้ งกัน
ภาวะแทรกซอ้ นใหผ้ ปู้ ่วยทกุ ราย
12.7 ดูแลใหม้ ีการทาความสะอาดห้องแยก เชด็ ทาความสะอาดเตียง ตู้ข้างเตียง

และส่ิงแวดล้อมรอบๆผู้ป่วย เช่น พื้น ฝาผนัง พัดลม ให้สะอาด และใช้ถังขยะที่มีฝาปิดและจัดเก็บวันละ
2 รอบ หรอื เมอื่ ถังขยะเตม็

12.8 จากัดจานวนบุคลากรทีเ่ ข้าไปดแู ลผ้ปู ่วยตามความจาเปน็ และเหมาะสม
12.9 บันทกึ อาการเปลีย่ นแปลงเก่ียวกบั สญั ญานชีพ การรบั ประทานอาหาร
อาการและอาการแสดงของการติดเชื้อ
12.10อธบิ ายใหผ้ ูป้ ว่ ยเข้าใจถงึ ภาวะโรค ความสาคญั ของการป้องกนั ตนเองจากการตดิ เชือ้

ระยะวางแผนจาหน่าย

การวางแผนจาหน่ายให้พร้อมต้ังแต่แรกรับจนวันจาหน่ายกลับบ้าน เป็นส่ิงสาคัญ เนื่องจาก
ผู้ป่วย มีภูมิต้านทานต่า และระยะของโรคเพ่ิมความรุนแรงขึ้นเร่ือยๆ ถ้าผู้ป่วยมีพฤติกรรมการดูแล
สุขภาพของตนเองที่ดีเม่ืออยู่บ้าน จะมีแนวโน้มของความถี่ในการเกิดการติดเชื้อหรือภาวะแทรกซ้อนอ่ืนๆ
นอ้ ยกว่าผู้ท่ีมพี ฤติกรรมการดูแลสขุ ภาพตนเองไม่ดี โดยพยาบาลได้ทบทวนและให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแล
ตนเองท่ีบ้าน เพื่อให้ผู้ป่วยและญาติมีความสามารถในการดูแลตนเองอย่างเหมาะสม ลดความวิตกกังวล
และมคี วามพรอ้ มในการมารบั การรักษาอย่างตอ่ เนื่อง ในเร่ือง ดงั นี้

1. การล้างมือ
2. การดแู ลความสะอาดช่องปาก
3. การดแู ลสขุ วิทยาสว่ นบคุ คล
4. สงั เกตอาการ อาการแสดงของการตดิ เช้อื เชน่ ไข้สูง หนาวสั่น หายใจลาบาก ไอ เจ็บ

คอ ปัสสาวะแสบขัด ท้องเสีย ปวดบวมแดงร้อนบริเวณบาดแผล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
การตดิ เช้ือในชอ่ งปาก
5. หลีกเล่ยี งการสัมผัสกับผู้ป่วยท่ีมีการติดเชื้อและการอยู่ในท่ีชุมชน หรือส่ิงแวดล้อมท่ีมี
หมอกควนั
6. อาหารท่ีควรรับประทาน เป็นอาหารท่ีปราศจากเช้ือหรืออาหารท่ีมีเชื้อแบคทีเรีย
และเชือ้ จุลินทรีย์นอ้ ย อาหารที่ต้องผ่านความร้อนท่ีเพียงพอก่อนรับประทานอาหาร
ให้ใช้อุณหภูมิสูงกว่า 60 องศาเซลเซียส เวลาปรุงอาหาร การเลือกซื้อและเก็บ
อาหารอย่างปลอดภัย
7. สวมถงุ มอื เมอื่ ตอ้ งทาความสะอาด หรอื ทาสวนเพอื่ ลดความเสยี่ งต่อการบาดเจ็บ
8. ควรหลกี เล่ยี งการสัมผัสของที่กองรวมกันเป็นจานวนมากๆ เพราะอาจเป็นแหล่งสะสม
ของเชือ้ รา
9. สังเกตการเปลี่ยนแปลงการทางานของลาไส้ เน่ืองจาก ยาแก้ปวด ยาลดอากร
คล่ืนไส้อาเจียน อาจเปน็ สาเหตใุ ห้ทอ้ งผูก หรือยาเคมบี างตวั อาจส่งผลใหท้ อ้ งเสยี ได้

อภิปรายผล

ผู้ป่วย 2 ราย พบวา่ มีปจั จยั ที่ทาใหผ้ ปู้ ว่ ยตดิ เช้ือ ไดแ้ ก่
1. ปจั จยั ด้านผปู้ ่วย ( Host-related ) ผู้ปว่ ยท้ัง 2 ราย เปน็ โรคมะเร็งเม็ดเลอื ดขาว

ซง่ึ มีภาวะภมู ิต้านทานตา่ ติดเช้ือได้ง่าย โดยเฉพาะมีการติดเช้ือมาจากชุมชน (Comminuty infection :
CI) มีความรุนแรงจากการติดเช้ือต่างกัน ผู้ป่วยรายท่ี 1 ระยะของโรครุนแรงน้อยกว่า เมื่อได้รับการ
แก้ไขภาวะซีด Neutrophil ต่า และการติดเช้ือ อย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยพ้นระยะเข้าสู่โรคสงบได้ ได้รับ
การดูแลรักษาพยาบาล ไม่มีการติดเช้ือในโรงพยาบาล (Nosocomial infection) เกิดขึ้นในทุกระบบของ
ร่างกาย อาการทุเลา ผู้ป่วยรายท่ี 2 ระยะของโรคมีความรุนแรงและวิกฤต มีอาการเหมือนกับผู้ป่วย
AML มกี ารตดิ เช้อื หลายระบบ และมีโอกาสติดเชื้อในโรงพยาบาล (Nosocomial infection : NI ) เพ่ิมขึ้น
เช่น ปอดอกั เสบจากการใช้เครือ่ งชว่ ยหายใจ ติดเช้ือระบบทางเดินปัสสาวะจากการคาสายสวนปัสสาวะ มี
ภาวการหายใจล้มเหลว และมีโอกาสเสียชีวิตได้ ผู้ป่วยได้รับการพยาบาลในระยะวิกฤตอย่างครอบคลุม
เป้าหมายคือให้ผู้ป่วยให้ได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ ลดการติดเชื้อ ดังนั้นพยาบาลต้องสามารถประเมิน
ภาวะการได้รับออกซิเจนและเฝ้าระวังการติดเชื้อได้ต้ังแต่เริ่มแรก ให้การช่วยเหลือผู้ป่วยอย่างถูกต้อง
จะเป็นการช่วยชวี ติ ได้ นอกจากน้ันการดแู ลด้านจิตใจของญาตเิ ปน็ เรอ่ื งที่สาคญั เช่นเดียวกัน โดยการให้
ข้อมูลอย่างต่อเน่ืองและให้ญาติผู้ดูแลมีส่วนร่วม ผู้ป่วยทั้ง 2 รายได้รับการพยาบาลในระยะดูแลต่อเน่ือง
อย่างครอบคลมุ มีการวางแผนจาหนา่ ย ผู้ป่วยท้ัง 2 ราย สามารถจาหน่ายออกจากโรงพยาบาลได้นัดตรวจ
หลังจาหนา่ ย ใหข้ ้อมูลแกผ่ ปู้ ว่ ยและญาติในการเฝา้ ระวงั อาการ ถ้ามีอาการผดิ ปกติใหม้ าพบแพทย์

2. การให้การพยาบาลเพ่ือการปอ้ งกันการตดิ เชอ้ื ในผู้ปว่ ยมะเรง็ เม็ดเลอื ดขาว มีความ
จาเป็นเน่ืองจากผู้ป่วยกลุ่มน้ีไม่ว่าจะเป็นชนิดเฉียบพลันหรือเร้ือรัง ล้วนแล้วแต่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่า
เน่ืองจากเซลล์เมด็ เลอื ดขาวเป็นเซลลช์ นดิ ตัวอ่อน จงึ ทาหน้าทไี่ ดไ้ มเ่ ตม็ ที่ นอกจากน้ีการได้รับยาเคมีบาบัด
ทาให้มีภาวะไขกระดูกถูกกด มีภาวะเสี่ยงในการติดเชื้อสูง ดังนั้นการให้การพยาบาลเพื่อป้องกันการติด
เชื้ออย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยลดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง และลดอัตราการเสียชีวิตได้ พยาบาลจึง
จาเป็นต้องมีความรู้ ความสามารถ และมแี นวทางการพยาบาลเพือ่ ป้องกันการติดเชอ้ื ในผปู้ ่วยกลุ่มน้ี

ขอ้ เสนอแนะ

ในบทบาทของพยาบาลเพอื่ ป้องกันการติดเชือ้ ในโรงพยาบาล ควรมีการเก็บข้อมูลอัตราการติด
เชอื้ ในโรงพยาบาลของผูป้ ว่ ยมะเร็งเม็ดเลือดขาว และการศึกษาเก่ียวกับการติดเชื้อดื้อยา เพ่ือใช้ใน
การวางแผนให้การดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว เน่ืองจากผู้ป่วยกลุ่มน้ีเป็นผู้ป่วยท่ีมีโอกาสเส่ียงต่อ
การติดเชื้อในหลายระบบ ทีมผู้ดูแล ต้องใช้บุคลากรในหลายวิชาชีพ ดังน้ันการกาหนดบทบาท
หนา้ ที่ และแนวทางการดแู ลผปู้ ว่ ยเพอ่ื ป้องกันการตดิ เชื้อในโรงพยาบาลจะเป็นสิ่งท่ีจะช่วยให้ผู้ป่วยปลอดภัย
จากภาวะแทรกซ้อนท่รี นุ แรงได้


Click to View FlipBook Version