The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ผลงานประเภท R2R
งานมหกรรมวิชาการ เขตสุขภาพที่ 12 ประจำปีงบประมาณปี 2563

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by strategy trang, 2020-09-08 04:54:58

R2R

ผลงานประเภท R2R
งานมหกรรมวิชาการ เขตสุขภาพที่ 12 ประจำปีงบประมาณปี 2563

5

ผลการศึกษา การดาเนินการพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรังอย่างต่อเนื่องตามรูปแบบไตรพลังใน

อาเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เกิดความร่วมมือการทางานเชิงบูรณาการแบบไตรพลังของกลุ่มทีมสหวิชาชีพ

สุขภาพ กลุ่มผู้นาชุมชน และญาติผู้ป่วย ผ่านการหนุนเสริมและสนับสนุนการดาเนินการของคณะกรรมการ

พฒั นาคุณภาพชวี ติ ระดับอาเภอ (พชอ.)

ตารางท่ี 1. ประเภทและผลลัพธ์การติดตามเย่ียมผู้ป่วยจิตเวชเร้ือรังกลุ่มเส่ียงในชุมชน โรงพยาบาลควนขนุน
จาแนกตามประเภทกล่มุ เสย่ี ง จานวน 148 คน

ประเภทผปู้ ว่ ยจติ เวชเรอ้ื รังกลุ่ม 2560 ปีงบประมาณ 2563
เสย่ี ง ทตี่ ิดตามเยยี่ มบา้ น(ราย) 2561 2562 (1ต.ค.62-31ก.ค.63
15
โครงการ สปสช. 14 15 13 13
จาหน่ายจากรพ. จติ เวชสงขลาฯ 15 17 11

จิตเวชซบั ซอ้ น 14 8 8 5

รวม 43 38 38 29

กาเริบซ้า(คน) 12 1 1

อตั ราการกาเรบิ ซา้ 2.32 5.26 2.63 4.34

ตารางที่ 2 ผลการตดิ ตามเยี่ยมบา้ นผปู้ ่วยจติ เวชเร้ือรงั ในชมุ ชน จานวน 148 คน ในปี 2563

แบบติดตามเยย่ี มบ้าน รอ้ ยละผลการตดิ ตาม (เดือนท่ี 1) ร้อยละผลการตดิ ตาม (เดือนท่ี 6)

1 คะแนน 2 คะแนน 3 คะแนน 1 คะแนน 2 คะแนน 3 คะแนน

1.ดา้ นอาการทางจติ 91.90 5.40 2.70 97.30 2..02 0.68

2.ด้านการกินยา 91.89 4.73 3.38 94.60 4.05 1.35

3.ด้านผดู้ ูแล/ญาติ 94.60 4.05 1.35 97.30 2.02 0.68

4.ด้านการทากิจวัตรประจาวนั 94.59 4.73 0.68 97.97 1.35 0.68

5.ด้านการประกอบอาชพี 88.52 4.05 7.43 91.22 3.38 5.40

6.ด้านสมั พันธภาพในครอบครวั 93.92 4.73 1.35 97.30 2.02 0..68

7.ดา้ นสิ่งแวดลอ้ ม 99.32 0.68 0.00 99.32 0.68 0.00

8.ดา้ นการสอื่ สาร 96.63 2.02 1.35 96.63 2.02 1.35

9.ดา้ นความสามารถในการเรยี นรู้ 97.30 2.02 0.68 97.30 2.02 0.68

10.ดา้ นการใช้สารเสพตดิ (บุหร/ี่ 83.58 4.48 11.94 85.07 7.46 5.97

สุรา/ยาเสพตดิ

6

จากการดาเนินการตง้ั แตป่ ี 2560 - 2563 พบวา่ การดาเนินการที่เห็นผลการเปลี่ยนแปลงท่ีดีข้ึนอย่าง
ชัดเจน ได้แก่ การทากิจวัตรประจาวันของผู้ป่วยที่ทาได้ดี เพ่ิมข้ึนเป็นร้อยละ 97.97 รองลงมาคือ พบว่า
อาการทางจิตของผู้ป่วยเกือบท้ังหมด ไม่มีอาการทางจิต (ร้อยละ 97.30) เช่นเดียวกับการดูและของญาติและ
ด้านสัมพันธภาพในครอบครัวอยู่ในระดับดี (ร้อยละ 97.30) ส่วนการกินยาของผู้ป่วยก็ดีขึ้นโดยมีการกินยา
อย่างสม่าเสมอ ร้อยละ 94.60 แต่ยังมีผู้ป่วยมีการการใช้สารเสพติดเป็นประจาน้อยกลับน้อยลงอย่างชัดเจน
ลดลงเป็นร้อยละ 5.97 ส่วนด้านส่ิงแวดล้อม การส่ือสารและความสามารถในการเรียนรู้ไม่ได้มีการ
เปลีย่ นแปลงมากนัก เน่อื งจากได้รับการจัดการและพัฒนาดว้ ยภาคีเครือขา่ ยชมุ ชนและญาติ
วิจารณ์ จากการพัฒนาระบบบริการดูแลต่อเน่ืองผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรังกลุ่มเส่ียงในชุมชนด้วยกระบวนการวิจัย
และพัฒนา และการจัดการความรอู้ ย่างเป็นระบบด้วยการมีส่วนร่วม ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2560 พัฒนาต่อเนื่อง
เป็นระยะเวลา 3 ปี และในปีท่ี4 พัฒนาระบบเย่ียมบ้านแบบ New Normal เพ่ือป้องกันและควบคุมการแพร่
ระบาดของโควิด-19 ซ่ึงสามารถพัฒนาระบบการดูแลต่อเนื่องผู้ป่วยจิตเวชในชุมชนได้ครอบคลุมตามแนวคิด
ของระบบบริการสุขภาพจิตชุมชนท้ังระบบเย่ียมบ้าน การเฝ้าระวังความเสี่ยงในชุมชน ระบบบริการจิตเวช
ฉกุ เฉิน และฟื้นฟสู มรรถภาพ มีการใช้แบบติดตามผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรังในชุมชนในการติดตามดูแลครอบคลุมท้ัง
10 ด้าน ผลของการติดตามผู้ป่วยในปี 2560 – 2562 พบมีอัตรากาเริบซ้าลดลงอย่างชัดเจน เท่ากับร้อยละ
2.32, 5.26 และ 2.63 ตามลาดับ จากปัญหาไมย่ อมรับประทานยา หยดุ ยาเอง สอดคล้องกับไพจิตร (2561) ท่ี
ศึกษาการพัฒนารูปแบบการดูแลต่อเนื่องผู้ป่วยจิตเวช รพ.ปะเหลียน จ.ตรัง พบว่าสิ่งที่ไม่ประสบความสาเร็จ
ในการรักษา คือการรับประทานยาไม่ต่อเนื่อง และสอดคล้องกับการศึกษาของวรสุดา(2560) ที่ศึกษาการ
พัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service plan) สาขาสุขภาพจิตและจิตเวชรพ.โพนทอง ในการเยี่ยมบ้านผู้ป่วย
จิตเวชท่ีมีปัญหาซับซ้อน พบว่าผู้ป่วยและครอบครัวมีปัญหาเศรษฐกิจหรือขาดผู้ดูแลที่ดีและบางรายมี
พฤติกรรมใชส้ ารเสพติด ส่วนแนวทางชว่ ยเหลอื เมอ่ื ผปู้ ว่ ยมอี าการกาเริบอนั ตรายต่อตนเองและผู้อื่น ครอบครัว
รพ.สต. ผู้นาชุมชนได้มีส่วนร่วมในการดูแล มีแนวทางในการส่งต่อผู้ป่วย ร่วมกับตารวจช่วยเหลือนาส่งเข้า
ระบบบริการร่วมกับโรงพยาบาล สอดคล้องกับงานวิจัยของวรัทยา(2556) ที่ศึกษาการพัฒนาระบบการดูแล
ผู้ป่วยจิตเวช รพ.ปลาปาก จ.นครพนม พบว่า การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชจาเป็นต้องได้รับความ
รว่ มมอื จากภาคีเครือข่ายที่เกยี่ วข้องในการดแู ลร่วมกนั
สรุป การพฒั นาระบบการดแู ลผปู้ ่วยจิตเวชเร้อื รังอย่างต่อเนื่องตามรูปแบบไตรพลังในอาเภอควนขนุน จังหวัด
พัทลุง ก่อให้เกิดการจัดการแบบมีส่วนร่วมที่เข้มแข็ง ส่งผลให้ระบบการดูแลและติดตามเย่ียมผู้ป่วยจิตเวชใน
ชุมชนเกิดแนวการปฏิบัติท่ีชัดเจนและมีประสิทธิภาพ เกิดผลลัพธ์ท่ีชัดเจนท้ังต่อผู้ป่วย ครอบครัว ญาติ และ
ชุมชน ผู้ป่วยมคี ุณภาพชวี ิตท่ีดี สามารถใชช้ ีวิตร่วมกับผ้อู นื่ ได้

7

ข้อเสนอแนะ ควรมีการติดตามและประเมินระบบดาเนินการดูแลผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรังอย่างต่อเน่ืองในชุมชน
และควรมรี ะบบการสะทอ้ นข้อมลู และผลการดาเนินการผา่ นกลไกของคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับ
อาเภออย่างตอ่ เนื่อง
เอกสารอา้ งองิ
กรมสขุ ภาพจติ . (2559). แนวทางการพฒั นาคณุ ภาพระบบบรกิ ารสุขภาพจติ และจติ เวช สาหรับโรงพยาบาล

ศูนย์ โรงพยาบาลท่วั ไป โรงพยาบาลชุมชนและโรงพยาบาลสง่ เสรมิ สขุ ภาพตาบล (พมิ พค์ รงั้ ที2่ ).
กรงุ เทพมหานคร : บรษิ ทั บียอนดพ์ ับลสิ ซิง่ จากดั .
ไพจติ ร พุทธรอด. (2561). การพฒั นารปู แบบการดูแลต่อเน่ืองผปู้ ่วยจิตเวช. วารสารวชิ าการสาธารณสขุ .
27(3),478-485. สบื ค้นเม่ือ 15 ม.ี ค.63 :file:///C:/Users/cou/Downloads/3835-4378-1-PB.pdf
วรัทยา ราชบญั ดษิ ฐ. (2556). การพัฒนาระบบการดูแลผู้ปว่ ยจติ เวช โรงพยาบาลปลาปาก จงั หวัดนครพนม.
วารสารสมาคมพยาบาลฯ สาขาภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ , 31(3),48-54.
วรสุดา ทองรกั ษ์. (2560). การพฒั นาระบบบรกิ ารสุขภาพ (Service plan) สาขาสขุ ภาพจติ และจติ เวช
โรงพยาบาลโพนทอง . สบื ค้นเมอ่ื วันที่ 10 ม.ี ค.2563 :
https://www.google.com/search?ei=xeFuXsHAKrzWz7sPhfOnUA&q

ประเภท R2R

หนว่ ยงาน โรงพยาบาลสเิ กา

การเสนอผลงาน ไมเ่ คยนาเสนอ เผยแพร่มาก่อน

ช่อื เรอ่ื ง การพัฒนารปู แบบการดูแลผู้ปว่ ยไขเ้ ลือดออกในระยะชอ็ ก ดว้ ย

. Dengue Control Chart หอผปู้ ่วยในโรงพยาบาลสเิ กา จงั หวัดตรัง

ชอ่ื เจา้ ของผลงาน นางนลินทพิ ย์ เซ็งแซ่, พรพรรณ หลงขาว, นางสาวปิยลักษณ์ บญุ ใหญ่

หนว่ ยงาน ผูป้ ว่ ยในโรงพยาบาลสเิ กา อาเภอ สิเกา จังหวัด ตรัง

มือถือ 089-4716929 E-mail [email protected]

บทคัดยอ่

การวิจัยคร้ังนี้เป็นการศึกษาแบบ Research and Development มีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) พัฒนารูปแบบ

การดูแลผู้ป่วยไข้เลือดออกระยะช็อก และ 2) เพ่ือประเมินผลการใช้รูปแบบการเฝ้าระวังผู้ป่วยไข้เลือดออก ด้วย

Dengue control chart กลุ่มตัวอย่างท้ังหมด 294 คน ซ่ึงเป็นผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยไข้เลือดออก ท่ีมารับ

บริการในโรงพยาบาลสิเกา จานวน 285 คน และพยาบาลในหอผู้ป่วยในโรงพยาบาลสิเกา จานวน 9 คน เก็บ

รวบรวมข้อมูลตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2561 - พฤษภาคม 2563 การศึกษานี้แบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ 1) ระยะ

พัฒนารูปแบบการเฝ้าระวังผู้ป่วยไข้เลือดออก และ 2) ระยะประเมินผลการใช้รูปแบบการเฝ้าระวังผู้ป่วย

ไขเ้ ลอื ดออก ผลการศกึ ษาพบว่า ไดร้ ูปแบบการเฝ้าระวงั ผ้ปู ว่ ยไขเ้ ลือดออกระยะช็อกด้วย Dengue control chart

ของโรงพยาบาลสิเกา ซึ่งเป็นแบบแผนการดูแลผู้ป่วยไข้เลือดออกที่ออกแบบและพัฒนาขึ้นมาเพ่ือเป็นแนวทางใน

การดแู ลผู้ป่วยไข้เลอื ดออกในระยะช็อก ชว่ ยให้พยาบาลสามารถเฝา้ ระวังอาการและอาการแสดง รายงานแพทย์ได้

ทันเวลา ที่ไดม้ าตรฐานและนาไปปฏิบัติได้จริง และไม่เกิดภาวะช็อกและภาวะแทรกซ้อน ซ่ึงประกอบด้วย 1) การ

ประเมิน Screening high risk, 2) Dengue severity score.และ.3).กราฟ.Non shock. โดยประเมินอาการและ

อาการแสดงทุก..2..ช่ัวโมง..ได้ทุกราย ก่อนการใช้รูปแบบการเฝ้าระวังผู้ป่วยไข้เลือดออกระยะช็อก ด้วย Dengue

control chart พบว่าการดูแลผู้ป่วยไข้เลือดออกแบบเก่า โดยใช้ care map ไม่มีการคัดกรองกลุ่มเสี่ยง ประเมิน

อาการและอาการแสดงเท่านั้น ไม่ได้ประเมินระดับความรุนแรง มีการประเมินล่าช้า ผู้ป่วยเกิดภาวะช็อกและน้า

เกิน หลังจากการใช้รูปแบบการเฝ้าระวังผู้ป่วยไข้เลือดออก ด้วย Dengue control chart พบว่า กลุ่มตัวอย่าง

พยาบาลสามารถคดั กรองกลมุ่ เสี่ยงทีต่ อ้ งสง่ ตอ่ ไดร้ ้อยละ 100 โดยพบกลุ่มเส่ียงผู้ป่วยธาลัสซีเมีย 2 ราย สามารถ

ประเมินระดับความรุนแรงอาการและอาการแสดงของกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยได้ ร้อยละ 100 ซึ่งพบว่าความรุนแรง

อาการและอาการแสดงของกลุ่มตัวอยา่ งผู้ป่วยอยู่ในระดับ mild การบนั ทกึ กราฟและการแปลผลจากการใช้กราฟ

non shock รวมทั้งการตัดสินใจรายงานแพทย์ได้ถูกต้อง ร้อยละ 90.52 ความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบการเฝ้า

ระวังผู้ป่วยไข้เลือดออกด้วย Dengue control chart ระดับดีมากท่ีสุด เน่ืองจากได้พัฒนาทักษะการดูแลผู้ป่วย

ของพยาบาลทาให้การดูแลโรคไข้เลือดออกที่ได้มาตรฐานและปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกันและ สอดคล้องกับ

ผลลัพธ์ทางคลนิ กิ โดยไมเ่ กดิ ภาวะช็อกและไมเ่ กิดภาวะแทรกซ้อน คือ ภาวะนา้ เกิน

ความเปน็ มาและความสาคัญของปัญหา

ไข้เลอื ดออกเปน็ โรคติดตอ่ ทเี่ กดิ จากเช้อื ไวรัสเดงกี่ (Dengue)โดยมยี ุงลายเปน็ พาหะนาโรคมกี ารระบาดกระจายทัว่ ประเทศ
ปจั จัยสาคัญทีม่ ผี ลตอ่ การแพรก่ ระจายของโรคมีความซับซอ้ นและแตกต่างกันในแต่ละพ้ืนที่ ชนดิ ของเช้ือไวรสั เดงกี่ ความหนาแน่น
และการเคล่อื นย้ายของประชากรสภาพภมู ิอากาศชนดิ ของยงุ พาหะ โดยในแต่ละปีพบผปู้ ่วยจานวนมากและมีแนวโนม้ เพมิ่ มากขึ้น
เร่อื ยๆ ในการดานนิ ของโรคไขเ้ ลือดออกจะแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1) ระยะไข้ ผู้ป่วยจะมีไข้สูงเกือบตลอดเวลา 2-7 วัน
2) ระยะช็อก เป็นระยะที่มีการรั่วของพลาสมา ไข้จะเร่ิมลดลง ภายใน 24 - 48 ชั่วโมง แต่ผู้ป่วยมีอาการไม่ดีขึ้น
เหงื่อออก มือเท้าเย็น ชีพจรเต้นเบาเร็ว และ 3) ระยะพักฟ้ืน โดยอาการต่างๆ จะเริ่มดีข้ึน ผู้ป่วยรู้สึกอยาก
รับประทานอาหาร ชีพจรเต้นแรงขน้ึ แตช่ ้าลง ปัสสาวะมากขึน้ บางรายมีผนื่ แดงและมีจุดเลือดออกเลก็ ๆ ตามลาตัว
การรักษา โรค ไข้เลือดออกเป็นการรักษาตามอาการ โดยการชดเชยการร่ัวของพลาสมา ซึ่งผู้ป่วยไข้เลือดออกทุกรายมีโอกาสเกิด
ภาวะช็อกได้ ซงึ่ เปน็ ผลมาจากพยาธสิ ภาพของโรค หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและดูแลรักษาอย่างถูกต้องอาจทาให้ผู้ป่วย เสียชีวิต
ได้อยา่ งรวดเรว็ (ศริ เิ พญ็ กัลป์ยาณรจุ ,2559)

จากสถิตสิ านักงานระบาดวิทยา กรมควบคมุ โรค ระหว่างวันที 1 มกราคม ถึง 28 พฤศจิกายน 2561 พบ
ผู้ป่วยเสียชีวิตด้วยโรคไข้เลือดออก ท้ังหมด 103 ราย อัตราส่วนผู้เสียชีวิตเพศชายต่อเพศหญิง 1:1.19 จานวน
ผู้เสียชีวิตมากท่ีสุด คือ ภาคกลาง 53 ราย รองลงมา คือ ภาคเหนือ 18 ราย ภาคใต้ 16 ราย และภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือ 16 ราย ตามลาดับ และพบว่า กลุ่มอายุ 60 ปีข้ึนไป มีอัตราป่วยตาย สูงสุด ร้อยละ 0.44
รองลงมา คือ กลุ่มอายุ 35 – 59 ปี ร้อยละ 0.28 กลุ่มอายุ 0-4 ปี ร้อยละ 0.17 กลุ่ม อายุ 15 – 34 ปี ร้อยละ
0.12 และ 5 – 14 ปี รอ้ ยละ 0.10 (กรมควบคมุ โรค, 2561)

โรงพยาบาลสิเกาเปน็ โรงพยาบาลชุมชน ขนาด 60 เตียง ด้วยสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศท่ีร้อนช้ืน

จากสถิติผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกที่มารับบริการในปี พ.ศ. 2558 – 2561 จานวน 136 , 95 , 62 และ 192 ราย

ตามลาดับ พบผ้ปู ่วยเกิดภาวะช็อกจานวน 2 , 2 , 3 และ 3 ราย ตามลาดับ และพบผู้ป่วยเกิดภาวะน้าท่วมปวด

จานวน 0 ,0,1 และ2 ราย ตามลาดบั นอกจากนี้ในปี พ.ศ. 2559 พบผู้ป่วยเสียชีวิตด้วยโรคไข้เลือดออก จานวน

1 ราย ( เวชระเบียนโรงพยาบาลสิเกา, 2559) จากการวิเคราะห์ปัญหาการดูแลโรคไข้เลือดออก พบว่าเม่ือผู้ป่วย

เข้าสู่ระยะช็อก ซึ่งจะต้องมีการประเมินและ วินิจฉัยให้ได้เร็ว รวมท้ังติดตามอาการเปล่ียนแปลงของระดับเกร็ด

เลือด และระดบั ความเข้มข้นเลือดโดยผู้ป่วยต้องได้รับปริมาณสารน้าให้เพียงพอและมีการปรับลดตามการร่ัวของ

พลาสมา ท้ังน้ีปัจจุบันการดูแลผู้ป่วยไข้เลือดออกในระยะช็อกของโรงพาบาลสิเกา จังหวัดตรัง เดิมมีการใช้ care

map ทง้ั 3 ระยะคือ ระยะไข้ ระยะชอ็ กและระยะฟ้ืนตัวในการดูแล ซึ่งเป็นเคร่ืองที่มีเพียงการประเมินอาการและ

อาการแสดงเท่าน้ัน หากพยาบาลผู้ดูแลไม่มีความรู้ความเข้าใจเก่ียวพยาธิสภาพของโรค และการประเมินจานวน

สารนา้ และระยะเวลาท่ีไดร้ บั สารน้าให้สมั พันธก์ ับค่าความเขม้ ขน้ ของเลอื ดในระยะท่มี ีการร่ัวของพลาสมา จะส่งผล

ใหผ้ ปู้ ว่ ยเกิดภาวะช็อกและภาวะน้าเกินได้ ดังน้ันทีมผู้วิจัยจึงได้พัฒนารูปแบบการเฝ้าระวังผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก
ระยะช็อกด้วย Dengue Control Chart เพื่อเป็นแนวทางในการเฝ้าระวังอาการและอาการแสดงทางคลินิกก่อน
เข้าสู่ภาวะช็อกของในผู้ป่วยไข้เลือดออกของโรงพยาบาลสิเกาและสามารถประยุกต์ใช้ในโรงพยาบาลระดับ
เครอื ขา่ ยของโรงพยาบาลชมุ ชนในจังหวัดตรังได้

วตั ถปุ ระสงค์ 1) เพ่อื พัฒนารปู แบบการดูแลผ้ปู ่วยไขเ้ ลอื ดออกระยะช็อกของโรงพยาบาลสิเกา

2) เพื่อประเมนิ ผลการใชร้ ปู แบบการเฝ้าระวังผปู้ ว่ ยไขเ้ ลือดออกของโรงพยาบาลสิเกา
โดยประเมินการปฏิบัติตามรูปแบบ ผลลัทธ์ทางคลินิก (ภาวะช็อก และภาวะน้าเกิน) และความพึงพอใจต่อการใช้
รูปแบบ Dengue control chart

ระเบียบวธิ วี ิจัย

การวิจัยคร้ังนี้เป็นการศึกษาแบบวิจัยและพัฒนา (Research and Development) การศึกษาแบ่ง 2
ระยะ คือ 1) ระยะพัฒนารูปแบบการเฝ้าระวังผู้ป่วยไข้เลือดออก และ 2) ระยะประเมินผลการใช้รูปแบบการเฝ้า
ระวังผู้ป่วยไข้เลือดออก ประชากรและกลุ่มตัวอย่างคือกลุ่มเดียวกัน รวมท้ังหมด 294 คน ประกอบด้วยผู้ป่วยที่
ได้รับการวินิจฉัยไข้เลือดออก ที่มารับบริการในโรงพยาบาลสิเกา จานวน 285 คน และพยาบาลในหอผู้ป่วยใน
โรงพยาบาลสิเกา จานวน 9 คน เก็บรวบรวมข้อมูลตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2561 - พฤษภาคม 2563 เกณฑ์การคัด
เข้าได้แก่ ผู้ป่วยท่ีได้รับการวินิจฉัยไข้เลือดออก ส่วนเกณฑ์การคัดออกได้แก่ ผู้ป่วยเป็นโรคเลือด Thalassemia,
G6PD, และตง้ั ครรภ์ เข้ารบั การรักษาในหอผู้ป่วยในโรงพยาบาลสิเกา เคร่ืองมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล มี 2
ส่วน ได้แก่ 1) แบบประเมิน Dengue control chart ประกอบด้วย แบบประเมิน Screening high risk แบบ
ประเมิน Dengue severity score กราฟ Non shock และ 2) แบบประเมินความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบการ
เฝ้าระวงั ผปู้ ่วยไขเ้ ลือดออก

การวิเคราะห์ข้อมูลท่ัวไป การปฏิบัติตามรูปแบบการเฝ้าระวังผู้ป่วยไข้เลือดออกด้วย Dengue control
chart ประเมินผลทางคลินิก และความพึงพอใจการใช้รูปแบบการเฝ้าระวังผู้ป่วยไข้เลือดออกในระยะช็อกด้วย
Dengue Control Chart ของพยาบาล โดยใช้สถิตคิ วามถีแ่ ละรอ้ ยละ

พิทักษ์สิทธ์ิกลุ่มตัวอย่าง โดยข้ันตอนการรวบรวมข้อมูลพร้อมทั้งขอความร่วมมือในการทาวิจัย ให้กลุ่ม
ตัวอยา่ งเปน็ ผตู้ ัดสินใจเขา้ ร่วมการวิจัยด้วยตนเองโดยความสมัครใจ สามารถถอนตัวจากการวิจัยได้ตลอดเวลา ใน
การบันทึกข้อมูลไม่มีการระบุชื่อของผู้เข้าร่วมการวิจัย ข้อมูลท่ีได้รับจากกลุ่มตัวอย่าง ถูกเก็บเป็นความลับและ
นามาใชป้ ระโยชนใ์ นทางการศกึ ษาเท่านัน้

ผลการศึกษา

1. ขอ้ มลู ทวั่ ไป

ผลการศึกษาผู้ป่วยท้ังหมด 285 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 55.44 อายุอยู่ระหว่าง
11-20 ปี มากที่สุด ร้อยละ 31.57 ส่วนใหญ่เป็นนักเรียน ร้อยละ 60 ข้อมูลท่ัวไปของพยาบาล พยาบาลท้ังหมด
เปน็ เพศหญิง อายุงานเฉล่ีย 13.88 ปี สว่ นใหญเ่ ปน็ พยาบาลระดบั ชานาญการ 6 คน
2. รูปแบบการดูแลผู้ป่วยไข้เลอื ดออกระยะช็อกด้วย Dengue Control Chart ของโรงพยาบาลสเิ กาท่ีได้
พฒั นาขน้ึ

ผลการศึกษาพบว่า ได้รูปแบบการเฝ้าระวงั ผปู้ ว่ ยไข้เลือดออกระยะชอ็ กดว้ ย Dengue control chart ของ
โรงพยาบาลสเิ กา ซ่งึ เป็นแบบแผนการดแู ลผูป้ ่วยไขเ้ ลือดออกที่ออกแบบและพัฒนาขน้ึ มาเพ่อื เป็นแนวทางในการ
ดูแลผปู้ ่วยไขเ้ ลอื ดออกในระยะช็อก ช่วยใหพ้ ยาบาลสามารถเฝ้าระวังอาการและอาการแสดง รายงานแพทยไ์ ด้
ทันเวลา ท่ไี ด้มาตรฐานและนาไปปฏิบตั ิได้จรงิ และไมเ่ กิดภาวะช็อกและภาวะแทรกซ้อน ซ่ึงประกอบด้วย 1) การ
ประเมิน Screening high risk 2) การประเมนิ Dengue severity score.และ.3).กราฟ.Non shock. โดยประเมิน
อาการและอาการแสดงทุก..2..ชว่ั โมง..ไดท้ ุกราย กอ่ นการใช้รปู แบบการเฝา้ ระวงั ผปู้ ว่ ยไขเ้ ลอื ดออกระยะช็อก ด้วย
Dengue control chart ดังภาพที่ 1
ภาพท่ี 1 รูปแบบการดแู ลผ้ปู ่วยไข้เลือดออกระยะชอ็ กดว้ ย Dengue Control Chart ของโรงพยาบาลสิเกา

วธิ ีการใช้รูปแบบ Dengue control chart มขี น้ึ ตอนดงั ตอ่ ไปนี้
1).เมื่อผู้ปว่ ยได้รบั การวินิจฉัยเปน็ ไข้เลือดออกระยะชอ็ กประเมนิ .high.risk.screening.คือ

ลักษณะผปู้ ่วยกลุ่มเส่ียงสูงท่ตี ้องสง่ ต่อโรงพยาบาลศนู ย์ตรังทนั ที มเี กณฑ์ดังนี้ ผู้ปว่ ยเดก็ อายนุ อ้ ยกวา่ 1 ปี ที่มี
PLT  100,000 cell/mm3 ผ้ปู ว่ ยเด็กอายุ1-15  ปี ที่มี PLT 20,000 cell/mm3 ผู้ปว่ ยอายุมากกว่า 15 ปี ทม่ี ี
PLT  10,000 cell/mm3 โรคเลอื ด Thalassemia, โรคเลอื ด G6PD, ผลทางห้องปฏิบตั ิการ AST > 400
ผู้ปว่ ยทต่ี งั้ ครรภแ์ ละญาติกังวล

2) ผูป้ ว่ ยไดร้ บั การวนิ จิ ฉัยเป็นไขเ้ ลือดออกในระยะชอ็ กให้แพทยร์ ะบคุ ่าในใบ Doctor order sheet โดย
มตี รงยางปมั๊ โดยมรี ายละเอียดดังน้ี

2.1 ความเข้มขน้ เลือดbaselineพิจารณาตามหลักการ อัตราการใหส้ ารนา้ (cc) ต่อนา้ หนกั ตัว
(Kg) ต่อชวั่ โมง โดยมีเกณฑ์การพจิ ารณา ดงั นี้

2.1.1) เด็กท่ีอายุ  15 ปี ใหป้ ระเมินจากกราฟแสดงเกณฑ์อา้ งอิงการเจริญเติบโตในเดก็ (สานกั
โภชนาการกรมอนามยั :2561)ถา้ นา้ หนักเกินเกณฑ์มาตรฐานใหค้ านวณนา้ หนกั คานวณIBWเพื่อพิจารณาในการให้

อัตราสารน้าดังนี้อายุ.≤6ป.ี =.อายุ(ป)ี .×.2.+8.และอายุ.6.ปี.=.อายุ(ปี)×3

2.1.2) ผู้ใหญ่อายุ. 15 ปนี ้าหนัก  50kgให้ใช้IBWทกุ ราย
. 3) เมอ่ื ผ้ปู ่วยเขา้ สูร่ ะยะชอ็ กผปู้ ว่ ยต้องไดร้ ับการสอนพร้อมทั้งอธิบายให้ทราบถึงการดาเนนิ โรค แผนการ
รกั ษาของระยะช็อก เฝา้ ระวังอาการและอาการแสดงทีผ่ ดิ ปกติ เช่น ซมึ กระสับกระสา่ ย เหง่อื อก ตัวช้นื เลอื ดออก
ผิดปกติ เช่น เลอื ดออกตามไรฟนั อาเจยี นเปน็ เลือด ถา่ ยดา ปัสสาวะมเี ลือดปน หรอื มีประจาเดือน ใหร้ ีบแจง้
พยาบาลทันที แนะนาการปฏิบตั ติ ัว กระต้นุ ใหผ้ ูป้ ่วยจบิ น้าเกลือแร่ อย่างนอ้ ย1แก้ว/ชว่ั โมง งดอาหารสดี าสแี ดง.
งดแปรงฟัน.ประเมนิ ภาวะขาดสารนา้ .จานวนครงั้ ถ่ายเหลวอาเจยี น.จานวนและสขี องปัสสาวะ

4) ผู้ปว่ ยทไ่ี ด้รับการวนิ ิจฉยั ไขเ้ ลอื ดออกในระยะช็อก ให้พยาบาลนาแบบประเมินมาใช้ ซ่งึ แบบ
ประเมนิ ประกอบดว้ ย 2 ส่วนคือ

4.1) แบบประเมนิ Dengue severity score ประเมนิ อาการและอาการแสดง มีเกณฑก์ ารให้
คะแนนขอ้ ละ 1 คะแนน รวม 18 คะแนน ดงั นี้

ระดับ mild คะแนน 0 - 6 vital sign ทุก 2 hr Hct q 4- 6 hr
ระดบั moderate คะแนน 7-12 vital sign ทกุ 1 hr Hct q 4 - 6 hr

ระดับ severe คะแนน 12 รายงานแพทย์ plan refer vital sign ทุก15 -30 นาที
หากพบอาการข้อ 9-14 ,18 รายงานแพทย์ plan refer

4.2) กราฟ IV non shock พยาบาลลงบนั ทึกกราฟ คา่ ความเขม้ ข้นเลือด คานวณเปอร์เซ็นตข์ อง
การรวั่ ของพลาสมา ปรมิ าณปัสสาวะใน 4 ชัว่ โมง บันทึกทกุ 2 ชวั่ โมง และคานวณเปอร์เซ็นต์การรว่ั ของพลาสมา

4.3) ประเมินความพึงพอใจการใชร้ ูปแบบการเฝา้ ระวังผู้ปว่ ยไขเ้ ลอื ดออกในระยะชอ็ กด้วย Dengue
Control Chart ของพยาบาล

4.4) ประเมนิ ผลลพั ธ์ทางคลนิ ิกของผ้ปู ว่ ยไข้เลือดออก ได้แก่ ภาวะชอ็ กและภาวะนา้ เกิน

3. ผลการใช้รูปแบบการเฝา้ ระวงั ผูป้ ่วยไข้เลอื ดออกของโรงพยาบาลสเิ กา

ผลการใชร้ ปู แบบการเฝา้ ระวงั ผูป้ ่วยไขเ้ ลือดออกของโรงพยาบาลสิเกา แบง่ ผลการศกึ ษาเป็น 3 ส่วน ได้แก่

1) การปฏิบัติตามรูปแบบ 2) ผลลัทธ์ทางคลินิก (ภาวะช็อก และภาวะน้าเกิน) และ 3) ความพึงพอใจต่อการใช้

รูปแบบ Dengue control chart

3.1 ผลการปฏิบัติตามรูปแบบการเฝ้าระวังผู้ป่วยไข้เลือดออกด้วย Dengue control chart ในหอ

ผปู้ ว่ ยในโรงพยาบาลสิเกา

ผลจากการศึกษาพบว่า พยาบาลสามารถปฏิบัติตามรูปแบบเฝ้าระวังผู้ป่วยไข้เลือดออกด้วย Dengue

control chart ไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ งทุกข้อ ยกเวน้ ข้อ 7 การบนั ทกึ กราฟและการแปลผลจากกราฟรวมท้ังการตัดสินใจ

รายงานแพทยไ์ ดถ้ กู ต้อง ดังตารางท่ี 1

ตารางที่ 1 จานวนและร้อยละของการปฏบิ ัติได้อย่างถูกต้องตามรูปแบบการเฝา้ ระวังผู้ป่วยไข้เลอื ดออกดว้ ย

Dengue control chart ในหอผ้ปู ว่ ยในโรงพยาบาลสิเกา (N=285)

การปฏบิ ตั ติ ามรูปแบบการเฝ้าระวังผูป้ ่วยไขเ้ ลือดออกด้วย Dengue control chart จานวน(คน) ร้อยละ

1) คดั กรองกลมุ่ เสยี งท่ีต้องส่งตอ่ 285 100

2) ใช้แบบประเมินการเฝา้ ระยะผู้ปว่ ยโรคไข้เลือดออกในระยะช็อก 285 100

3) รายงานแพทย์เพื่อปรับเปลยี่ นสารน้าเมื่อเข้าสู่ระยะชอ็ ก (เกรด็ เลือดตา่ กว่า 100,000) 12 4.21

4) ประเมินสอบถามอาการและอาการแสดงทุก 2 ช่วั โมง 285 100

5) ประเมินอาการหากพบอาการข้อ 9-14 หรือ 18 มีการรายงานแพทย์ทันที 7 2.45

6) ประเมินอาการและอาการแสดงดังนี้
6.1) ระดับ mild คะแนน 0-6 คะแนน ประเมิน v/s ทุก 2 ชวั่ โมง, Hct ทกุ 4-6 ชว่ั โมง 282 98.94

6. 6.2) ระดบั moderate คะแนน 6–12 คะแนนประเมนิ v/s ทุก1ชว่ั โมง, Hct ทกุ 4-6 ช่ัวโมง 3 1.05

6.3) ระดับ คะแนน  12 คะแนน ประเมิน v/s ทุก 15-30นาที และ รายงานแพทย์ทนั ที 0 0

7) การบันทกึ กราฟและการแปลผลจากกราฟ รวมท้ังการตดั สินใจรายงานแพทยไ์ ด้ถกู ต้อง 258 90.52

3.2 ผลลัทธ์ทางคลินิก (ภาวะช็อก และภาวะน้าเกิน) หลังจากการใช้รูปแบบการเฝ้าระวังผู้ป่วย

ไข้เลือดออกด้วย Dengue control chart ในหอผู้ป่วยใน พบว่า ไม่มีรายงานการเกิดภาวะช็อกและภาวะน้าเกิน

ผลการรกั ษาพบว่าผู้ปว่ ยทรี่ ับไว้ในหอผู้ปว่ ยตลอดการรกั ษาผ้ปู ว่ ยได้รับการจาหน่ายมากท่ีสุด ร้อยละ 95.08 ส่งต่อ

ผู้ป่วยตามแบบประเมนิ คดั กรองกลุ่มเส่ียง ร้อยละ 4.91 และไม่พบผปู้ ว่ ยเสยี ชวี ิต

ตารางท่ี 2

ผลลัทธ์ทางคลินิก เกดิ ไม่เกิด ผลลทั ธ์ทาง

ภาวะชอ็ ก 0 285 (100.00) คลนิ กิ

ภาวะน้าเกิน 0 285 (100.00) จานวนรอ้ ย

Total 285 100 ละการเกดิ
ภาวะชอ็ ก

และภาวะนา้ เกินของผปู้ ว่ ยไข้เลือดออก

3.3 ความพงึ พอใจต่อการใช้รูปแบบ Dengue control chart พบว่าพึงพอใจต่อการรูปแบบการเฝ้า
ระวังผู้ป่วยไข้เลือดออกด้วย Dengue control chart มากท่ีสุด ร้อยละ 100, รองลงมาคือจัดการแต่ละ

สถานการณไ์ ด้ รอ้ ยละ 77.78, เนอ้ื หาถูกต้องตอ้ งตรงประเดน็ รอ้ ยละ 66.67

สรุปและอภิปรายผลการศกึ ษา

จากการพฒั นารปู แบบการดูแลผู้ปว่ ยไข้เลือดออกดว้ ย Dengue control chart พฒั นาขึ้นเพื่อให้
บุคลากรได้มีรปู แบบการดูแลผปู้ ่วยไข้เลอื ดออกท่ีได้มาตรฐาน.สามารถนาไปปฏบิ ัติได้จริง.เพอื่ เฝา้ ระวังอาการและ
อาการแสดงรายงานแพทย์ได้ทันเวลาทงั้ นีไ้ ด้นารูปแบบท่ีพัฒนาข้ึนมาใช้กับผปู้ ่วย ที่ได้รบั วินจิ ฉยั ไข้เลือดออกใน
ระยะช็อก โดยประเมนิ อาการและอาการแสดงทุก 2 ชว่ั โมง ไดท้ ุกราย ซงึ่ การแปลผลอาการและอาการแสดงของ

ผปู้ ว่ ย แบง่ ได้ ดังนี้ ระดับ mild (ความเสีย่ งน้อย) คะแนนน้อยกว่า.6.คะแนน.ไดร้ บั การประเมนิ สญั ญาณชีพทุก.2

ชว่ั โมง.และตรวจความเขม้ ข้นเลอื ดทุก.4-6.ชั่วโมง

......... . ส่วนการคัดกรองกลมุ่ เส่ยี งสงู เกินขอบเขตที่รับไว้รกั ษาในโรงพยาบาลสเิ กาและต้องสง่ ตอ่ ไปรักษาใน

โรงพยาบาลศนู ย์ ได้รับการคัดกรองทกุ ราย สามารถการรายงานแพทย์เพื่อปรับเปลี่ยนสารน้าเมอ่ื เข้าสรู่ ะยะช็อกที่
มีเกร็ดเลอื ดตา่ กวา่ 100,000 cell/mm3 และพยากรณ์วนิ ิจฉัยโรคได้ การบันทึกกราฟ และการแปลผลจากกราฟ

รวมท้ังการตัดสินใจรายงานแพทย์ได้ถกู ต้องร้อยละ 90.52 สว่ นอีก ร้อยละ 9.48 ยงั บนั ทกึ กราฟและแปลผลจาก

กราฟไม่ครบถ้วนเพยี งบางสว่ น จึงมีการนิเทศตดิ ตามเปน็ รายบคุ คลเนือ่ งจากการบนั ทึกและแปลผลจากกราฟเปน็

เครื่องมือท่สี าคัญสาหรับการเฝา้ ระวังทางคลนิ ิกของโรคไข้เลือดออกระยะช็อก

......บบบ จากการนารปู แบบการเฝา้ ระวงั ผู้ป่วยไขเ้ ลอื ดออกมาปฏิบตั ิในหอผู้ป่วนในโรงพยาบาลสิเกาพบวา่ มีการ

เฝ้าระวงั อาการและอาการแสดงทราบถงึ พยาธสิ ภาพของระยะช็อกที่มีการรว่ั ของพลาสมาภายใน 24 – 48 ชว่ั โมง

ผลทางห้องปฏบิ ตั ิการท่ีผดิ ปกติ สามารถรายงานแพทยเ์ พ่อื มกี ารเปลย่ี นแปลงตอ่ การรักษาไดท้ ันเวลาและไม่เกดิ

ภาวะชอ็ กและไม่เกดิ ภาวะแทรกซอ้ น ............. ความพงึ พอใจ

ในหอผู้ปว่ ยในมีความพึงพอใจตอ่ การใช้รปู แบบการเฝ้าระวงั ผ้ปู ่วยไข้เลอื ดออกดว้ ย Dengue control chart

ระดับดีมากท่ีสุด แสดงใหเ้ ห็นว่ามีความเป็นไปได้ต่อการนาไปใชจ้ ริง เนอ่ื งจากไดพ้ ฒั นาทกั ษะการดูแลผปู้ ว่ ยของ

พยาบาล ทาให้การดูแลโรคไข้เลือดออกท่ีไดม้ าตรฐานและปฏบิ ัตไิ ปในแนวทางเดยี วกนั และ สอดคล้องกับผลลพั ธ์

ทางคลินกิ โดยไมเ่ กดิ ภาวะช็อกและไม่เกดิ ภาวะแทรกซ้อน

รูปแบบการเฝ้าระวังผู้ป่วยไข้เลือดออกระยะช็อกด้วย Dengue control chart เป็นแบบแผนการ

ดูแล ผู้ป่ วย ไข้เ ลือดออกที่ ออกแ บบแ ละพัฒ นาข้ึนม าเ พื่อเ ป็น แน วทา งของ พ์แล ะพยา บาล ใน กา รดูแ ลผู้ ป่ว ย

ไข้เลอื ดออกในระยะช็อก ชว่ ยให้พยาบาลเฝ้าระวังอาการและอาการแสดง สามารถพยากรณ์อาการก่อนเกิดภาวะ

ช็อกในระยะที่มีการร่ัวของพลาสม่าและให้การพยาบาลท่ีถูกต้องเหมาะสม รายงานแพทย์ได้ทันเวลา ท่ีได้

มาตรฐานและนาไปปฏบิ ัติไดจ้ รงิ และไมเ่ กิดภาวะชอ็ กและภาวะแทรกซ้อน

เอกสารอา้ งอิง

1. กลมุ่ ไข้เลอื ดออกสานักติดตอ่ นาโดยแมลงกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. สถานการณ์โรคไข้เลอื ดออก
พ.ศ. https://ddc.moph.go.th/th/site/newsview/view/696, 2019

2. ธนกร จรี ะออน. (2560). รปู แบบการป้องกนั โรคไขเ้ ลอื ดออกในระดับชุมชน จังหวัดบรุ รี ัมย์. สาธารณสขุ ศาสตร์
มหาบณั ฑิต สาขาการจัดการระบบสขุ ภาพ คณะสาธารณสขุ ศาสตร์, มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม.

3. คณะเวชศาสตร์เขตรอ้ น มหาวทิ ยาลัยมหิดล. ไข้เลือดออก (Dengue Hemorrhagic Fever). Available at:
http://www.tm.mahidol.ac.th/tmho/ dengue.htm. Accessed May 10, 2019

4. ภัทรวรรณ..ชยั สวัสดิ.์ (2559).การพัฒนารปู แบบการบรหิ ารความเสีย่ งของหอผ้ปู ่วยในโรงพยาบาลโพน สวรรค์
จังหวัดนครพนม รายงานการศกึ ษาอสิ ระ ปรญิ ญาพยาบาลศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวิชาการ บรหิ ารการ
พยาบาล บัณฑติ วิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่

5. ศริ ิเพ็ญ กลั ปย์ าณรุจ, มกุ ดา หอ้ งวรี วฒุ แิ ละวารณุ ีวัชร เสว.ี (บรรณาธิการ).(2556). แนวทางการวินจิ ฉยั โรค
ไขเ้ ลือดออกเดงกฉ่ี บับเฉลิมพระเกียรติ80พรรษามหาราชินี.กรงุ เทพฯ:สานักพิมพ์กรงุ เทพเวชสาร

6. World health Organization. Dengue hemorrhagic fever: diagnosis, treatment, 000prevention
and control. 2nd ed. Geneva: WHO, 1997

7. กระทรวงสาธารณสุข.แนวทางการวินจิ ฉยั และรักษาโรคไขเ้ ลือดออกในระดบั โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาล
ทั่วไป. ศิริเพญ็ กัลปย์ าณรจุ บรรณาธิการ พมิ พค์ ร้ังท่ี 1, โรงพมิ พช์ มุ นุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย
จากัด 2548.

ภาคผนวก
แบบประเมินภาวะเสียงสูงของผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก

ลักษณะผูป้ ่วยกล่มุ เสีย่ งสงู ท่ตี ้อง refer โรงพยาบาลศนู ย์ตรงั ทนั ที

รายการ ใช่ ไม่ใช่ *หมายเหตุ

1.ผปู้ ่วยเดก็ อายุนอ้ ยกวา่ 1 ปี ที่มี
PLT  100,000

2.ผปู้ ว่ ยเดก็ อายุ 1-15 ปี ท่ีมี

PLT  20,000
3.ผปู้ ว่ ย อายมุ ากกวา่ 15ปี ทม่ี ี

PLT  10,000
3.เด็กอว้ น
4.โรคเลอื ด Thalassemia ,G6PD
5. AST > 400
6.ผู้ปว่ ยทต่ี ัง้ ครรภ์

7.ญาตกิ ังวล

Fever D….
Date………

อาการ/อาการแสดง

1.ไข้ลงแต่ยงั อ่อนเพลีย
2.ไมด่ ่ืมน้า/เบื่ออาหาร
3.อาเจียนหรอื ถ่ายเหลว 5 ครงั้ /8 hr
4.ปวดทอ้ ง/แน่นท้อง/ตับโต
5.มปี ระจาเดือน
6.เลือดกาเดาไหล
7.ปสั สาวะออกนอ้ ย
(0.5/kg/hr) ใน 4hr
8.เลือดออกตามไรฟนั
9.หายใจเหนื่อย / Lung crep
10.อาเจยี นเปน็ เลือด
11 .ถ่ายดา
12.ปสั สาวะเปน็ เลือด
13.กระสับกระส่าย/ซึม
14.เหง่อื อก / ตัวชืน้ PP < 20
ผล Lab
15.Hct ลดลง 3 %
16.Hct สูงขึน้ 10 %
17.PLT 100,000
18. AST /ALT > 400
รวมคะแนน
ลงชอื่ /ตาแหนง่

แบบประเมนิ Dengue severity score

เกณฑ์การให้คะแนน  เมื่อพบอาการ ข้อละ 1 คะแนน (รวม 18 คะแนน)
คะแนน 0-6 vital sign ทกุ 2 hr Hct q 4- 6 hr
คะแนน 7 - 12 vital sign 1 hr Hct q 4-6
คะแนน  12 vital sign ทกุ 15-30นาที หรือ รายงานแพทย์ plan refer

* หากพบอาการข้อ 9-14 ,18 รายงานแพทย์ plan refer

แบบประเมินผลเจ้าหนา้ ท่ีของการใช้รูปแบบการเฝ้าระยะผูป้ ่วยโรคไขเ้ ลือดออกระยะช็อก

คาถาม ปฏบิ ัติ ไมป่ ฏบิ ตั ิ
1.การคดั แยกกลุม่ เสียงทีต่ ้องสง่ ต่อ

2.การใชแ้ บบระเมินการเฝา้ ระยะผ้ปู ว่ ยโรคไข้เลอื ดออในกระยะช็อก
3.การรายงานแพทย์เพ่ือเปลย่ี นปรับเปลี่ยนสารน้าเม่ือเขา้ สรู่ ะยะชอ็ ก (เกรด็ เลอื ดตากว่า
100,000)
4.การแบบประเมินสอบถามอาการและอาการแสดงทุก 2 hr

5.การประเมนิ อาการหากพบอาการขอ้ 9-14 หรือ 18 มกี ารรายงานแพทยท์ ันที
6.เจ้าหน้าที่ประเมินอาการและอาการแสดงดังนี้
ระดับ mild คะแนน 0 -6 คะแนน ประเมิน v/s ทกุ 2 hr, Hct ทุก 4-6hr
ระดับ คะแนน 6 - 12คะแนน ประเมิน v/s ทุก 1 hr, Hct ทุก 4-6hr

ระดับ คะแนน  12 คะแนน ประเมิน v/s ทุก 15-30นาที hr และรายงานแพทย์ทันที
7.การ Plot กราฟ และการแปลผลจากกราฟ รวมทัง้ การตัดสนิ ใจรายงานแพทย์ได้ถกู ต้อง

กราฟ IV non shock

การคดิ คานวณคา่ เปอรเ์ ซ็นตก์ ารรว่ั ของพลาสมา = ( Hct ทไ่ี ด้) - (Hct baseline ) × 100
. (Hct baseline )

แบบประเมินความพงึ พอใจของการใช้รูปแบบการเฝ้าระยะผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกระยะชอ็ กด้วย Dengue
control chart

คาชแี้ จง โปรดทาเครอื่ งหมาย  ในชอ่ งทตี่ รงกบั ความคิดเหน็ ของทา่ นมากท่ีสุด

5 คะแนน หมายถงึ มีความพึงพอใจมากที่สุด

4 คะแนน หมายถึง มีความพึงพอใจมาก

3 คะแนน หมายถงึ มีความพึงพอใจปานกลาง

2 คะแนน หมายถึง มีความพึงพอใจนอ้ ย

1 คะแนน หมายถึง มีความพงึ พอใจน้อยท่สี ดุ

ตอนที่ 1 ขอ้ มลู สว่ นบคุ คล

1.ตาแหน่ง  1.พยาบาลวิชาชพี ชานาญการ  2.พยาบาลวชิ าชีพปฏบิ ัติการ 3.พยาบาลวชิ าชีพ

2.อายุการทางาน………..ปี

มากทสี่ ุด มาก ปานกลาง นอ้ ย นอ้ ย
ท่สี ดุ

1.สะดวกต่อการนาไปใช้
2.ง่ายตอ่ การปฏบิ ตั ิ
3.เน้ือหาถกู ตอ้ งตอ้ งตรงประเด็น
4.จดั การแตล่ ะสถานการณไ์ ด้
5.ความพงึ พอใจตอ่ การใชร้ ปู แบบการเฝา้ ระวัง
ผู้ปว่ ยไข้เลอื ดออกด้วย Dengue control chart

ข้อคดิ เห็นเพ่มิ เติม……………………………………………………………………………….................................................
………………………………………………………………………………………………………….………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ผลของการใชรปู แบบการคัดกรองภาวะติดเชือ้ ในกระแสเลือด อายุ ≥ 15 ป
ทเ่ี ขารบั บริการงานอบุ ัตเิ หตแุ ละฉุกเฉิน โรงพยาบาลโคกโพธิ์
นางดวงขวญั คงเรือง ตําแหนงพยาบาลวิชาชพี ชํานาญการ
แผนกอุบตั ิเหตแุ ละฉุกเฉนิ โรงพยาบาลโคกโพธิ์

บทคดั ยอ
งานอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลโคกโพธ์ิ ใหบรกิ ารผปู วยตลอด 24 ช่ัวโมง โดยเฉพาะนอก
เวลาราชการงานอบุ ัติเหตแุ ละฉกุ เฉนิ ตองรบั ภาระดแู ลผปู วยท้ังฉุกเฉนิ และไมฉุกเฉิน ทาํ ใหเกดิ อบุ ตั กิ ารณ
ผูปวย ไดรับการคัดกรองผดิ พลาดและเสยี ชวี ิต จากภาวะติดเชอ้ื ในกระแสเลอื ด ( Sepsis) เนอื่ งจาก
พยาบาลขาดสมรรถนะในการคดั กรอง และขาดเคร่อื งมอื ชวยในการคดั กรองทเ่ี หมาะสมกบั บรบิ ทของ
หนวยงาน ผูวิจัยจึงไดพฒั นาเครอ่ื งมือชวยในกระบวนการคดั กรองโดยนําเคร่ืองมือการประเมนิ ภาวะติด
เชื้อในกระแสเลอื ด Systemic inflammatory response syndrome(SIRS) และqSOFA Score(quick
SOFA Score) มาใชรวมกบั การประเมินภาวะเรงดวนของการดแู ลผูปวยท่ีมภี าวะติดเช้ือในกระแสเลอื ด
โดยใช search out severity score (SOS score) กลุมตัวอยางอายุ ≥ 15 ป ทเ่ี ขารบั บรกิ ารงานอุบตั เิ หตุ
และฉกุ เฉิน โรงพยาบาลโคกโพธเ์ิ รมิ่ ศกึ ษาตั้งแตวนั ท่ี 1 ตุลาคม 2562 ถงึ 31 มกราคม 2563 โดยมี
วัตถปุ ระสงคเ พอ่ื ผลของการใชแบบคัดกรองภาวะตดิ เชือ้ ในกระแสเลือด ผูปวยไดรับการวนิ จิ ฉัยรวดเร็ว
ภายใน 1 ช่ัวโมง และลดอัตราการเสยี ชวี ติ ดวยภาวะตดิ เช้อื ในกระแสเลือด เคร่อื งมือที่ใชในการวิจัย
ประกอบดวยแบบคดั กรองภาวะตดิ เชอ้ื ในกระแสเลอื ด อาย≥ุ 15 ป แบบสอบถามความพงึ พอใจของ
พยาบาล จากการใชแบบคดั กรอง และแบบประเมนิ สมรรถนะ พยาบาล ในการคดั กรองและปฏบิ ัตกิ าร
พยาบาลผปู วยที่มีภาวะตดิ เชื้อในกระแสเลือดอาย≥ุ 15 ป ผลการศึกษาดานเครือ่ งมือพบวา Quick SOFA
score มีความเหมาะสมกบั บริบทของงานอุบัตเิ หตุและฉกุ เฉนิ เน่ืองจากใชงานงาย ชวยประเมินภาวะ
organ dysfunction ไดดีเหมาะสมทจ่ี ะใชกับผปู วยประเภท emergency กบั resuscitation สวน
Systemic inflammatory response syndrome (SIRS) เหมาะกบั การใชเพื่อเฝาระวงั ภาวะติดเชอ้ื ใน
กระแสเลอื ด ในผูปวยประเภท non-semi urgency, semi-urgency และ Urgency อยางไรกต็ ามเพ่อื
ประสิทธิภาพในการคดั กรองและเฝาระวงั ภาวะตดิ เชื้อในกระแสเลอื ด ควรมกี ารใช Quick SOFA score
และ Systemic inflammatory response syndrome (SIRS) รวมกันเพอ่ื ประโยชนตอผูปวยและ
ปองกันการเกดิ การวินิจฉัยท่ผี ดิ พลาดได ทง้ั นี้การใชแบบคัดกรองดงั กลาวยงั ชวยเพ่มิ ประสิทธภิ าพการคัด
กรองภาวะติดเช้อื ในกระแสเลอื ด ชวยแพทยใหการ วนิ ิจฉยั ไดเร็วข้ึน ผูปวยไดรับการดูแลตามมาตรฐาน
การดูแลผปู วยตดิ เชอ้ื ในกระแสเลอื ด ลดภาวะ organ dysfunction ลดความพิการและการเสยี ชวี ิตได

ผลของการใชรูปแบบการคดั กรองภาวะตดิ เชือ้ ในกระแสเลือด อายุ ≥ 15 ป
ทเ่ี ขารบั บริการงานอุบัติเหตแุ ละฉุกเฉิน โรงพยาบาลโคกโพธ์ิ

ชือ่ ผูวิจยั : นางดวงขวัญ คงเรอื ง ตําแหนงพยาบาลวิชาชพี ชาํ นาญการ แผนกอุบัติเหตแุ ละฉกุ เฉนิ
โรงพยาบาลโคกโพธิ์ ติดตอ E-mail: [email protected] tel.081-0419379
บทนาํ : งานอบุ ตั เิ หตุและฉุกเฉนิ โรงพยาบาลโคกโพธิ์ ใหบริการผูปวยตลอด 24 ช่ัวโมง โดยเฉพาะนอก
เวลาราชการงานอุบัติเหตแุ ละฉุกเฉินตองรับภาระดูแลผูปวยทง้ั ฉกุ เฉนิ และไมฉุกเฉิน พบอบุ ัติการณผูปวย
ที่มีภาวะติดเช้ือในกระแสเลอื ด (Sepsis) ไดรับการคดั กรองผิดพลาดและเสยี ชวี ิต จากการวิเคราะหขอมลู
ผูปวยเสยี ชวี ิตใน 24 ชั่วโมงดวยภาวะตดิ เช้อื ในกระแสเลอื ดของโรงพยาบาลโคกโพธิ์ ป 2560 ถึง 2562
พบอตั ราการเสียชีวิตดวยภาวะติดเชอ้ื ในกระแสเลอื ด คิดเปน 16.6% 13.15% และ 28.5% ตามลาํ ดบั
ขอมูลจากการทบทวนการดแู ลผปู วยตดิ เชือ้ ในกระแสเลือด อายุ ≥15 ป ที่เขารับบรกิ ารแผนกอุบัตเิ หตุ
และฉกุ เฉนิ โรงพยาบาลโคกโพธิ์ ป 2560 ถงึ 2562 จํานวน 23 21 และ 24 รายตามลําดับ ไดรับการ
วนิ ิจฉัย Sepsis คดิ เปน 56.52% 47.61% และ37.5% ตามลาํ ดับ วนิ จิ ฉยั Severe Sepsis คดิ เปน 0%
14.28% และ8.33% ตามลําดับ วนิ ิจฉัย Septic Shock คดิ เปน 43.47% 38.09% และ 54.16%
ตามลําดบั อตั ราการสงตอคิดเปน 50.76% 87% และ 95.83% ตามลาํ ดับ จากขอมูลพบวาผปู วยทม่ี ี
ภาวะตดิ เชื้อในกระแสเลอื ดชนดิ รนุ แรงเพม่ิ ข้ึน การสงตอเพมิ่ ขึน้ สงผลใหคาใชจายสงู ขน้ึ และการเสยี ชีวิต
เพ่มิ ขนึ้ จากการทบทวนอุบตั ิการณพบวาพยาบาลขาดสมรรถนะในการคัดกรอง และขาดเคร่ืองมือชวย
ในการคัดกรองทีเ่ หมาะสมกับบรบิ ทของหนวยงาน ผูวิจัยจงึ ไดพัฒนาเครอ่ื งมอื ชวยใน กระบวน การคัด
กรองขึน้ โดยนาํ เคร่ืองมือการประเมินภาวะติดเช้ือในกระแสเลอื ด Systemic inflammatory response
syndrome (SIRS) และ qSOFA Score (quick SOFA Score) มาใชรวมกับการประเมนิ ภาวะเรงดวน
ของการดแู ลผูปวยท่ีมีภาวะติดเชื้อในกระแสเลอื ด โดยใช search out severity score (SOS score)
กลมุ ตวั อยางอายุ ≥ 15 ป ท่เี ขารับบรกิ ารงานอบุ ัตเิ หตแุ ละฉกุ เฉนิ โรงพยาบาลโคทก้ังโนพี้เพธ์ิอ่ื ศึกษาวจิ ัยผลของ
การใชแบบคัดกรองภาวะตดิ เชือ้ ในกระแสเลือด และใหผปู วยไดรับการวินจิ ฉัยรวดเร็ว ถกู ตอง สามารถ
วางแผนใหการพยาบาลไดอยางเหมาะสมและลดอัตราการเสียชวี ติ
วัตถุประสงค : 1. เพ่อื ศกึ ษา ผลของการใชรปู แบบการคัดกรองภาวะตดิ เชอื้ ในกระแสเลือด
2. ผูปวยไดรบั การวนิ จิ ฉยั ภาวะติดเชอ้ื ในกระแสเลือดภายใน 1 ชั่วโมง
3. ลดอัตราการเสยี ชีวติ ดวยภาวะติดเชือ้ ในกระแสเลือด
วธิ ีการศึกษา : เริ่มศกึ ษาตง้ั แตวันที่ 1 ตุลาคม 2562 ถึง 31 มกราคม 2563

เครอื่ งมือทใ่ี ชในการวจิ ัย
1. แบบคัดกรองภาวะติดเชอื้ ในกระแสเลอื ด อาย≥ุ 15 ป
2. แบบสอบถามความพึงพอใจของพยาบาลจากการใแชบบคัดกรองภาวะตดิ เชอ้ื ในกระแสเลือด
อาย≥ุ 15 ป
3. แบบประเมนิ สมรรถนะในการคัดกรองและปฏบิ ตั ิการพยาบาลผูปวยท่มี ีภาวะติดเช้อื ในกระแส
เลือดอาย≥ุ 15 ป

กลมุ ตัวอยาง ไดแก ผูปวยท่ีมอี าการสงสัยภาวะติดเชอื้ ในกระแสเลือดอายุ≥15 ป ทีเ่ ขารับบรกิ าร
หนวยงานอบุ ตั เิ หตุและฉกุ เฉนิ โรงพยาบาลโคกโพธิ์ จาํ นวน 201 คน และพยาบาลที่ปฏิบัตงิ านประจาํ
หนวยงานอบุ ตั ิเหตแุ ละฉุกเฉนิ จาํ นวน 20 คน

ขั้นตอนการวจิ ยั โดยใชเครื่องมอื Plan-do-check-act (PDCA)
ระยะที่ 1. ระยะวิเคราะหสถานการณ ออกแบบเคร่ืองมอื ซ่ึง พฒั นาเครือ่ งมือตามมาตรฐานแนว
ทางการดแู ลผูปวยตดิ เช้ือในกระแสเลอื ดของโรงพยาบาลโคกโพธิ์ และโรงพยาบาลปตตานีซ่งึ เปน
โรงพยาบาลแมขาย(ปรบั ปรงุ 15 พฤษภาคม 2562) โดยผานการตรวจสอบเครอื่ งมือจากแพทย
ผรู ับผิดชอบทีม PCT 1 ทาน หวั หนาทมี ดูแลผูปวยติดเชอ้ื ในกระแสเลอื ด 1 ทาน และหัวหนางานอุบตั เิ หตุ
และฉุกเฉิน 1 ทาน
ระยะที่ 2 ระยะดําเนินการวจิ ยั ผูวิจยั ชี้แจงวัตถปุ ระสงคการทาํ วิจยั และข้ันตอนการปฏิบัติการใช
แบบคดั กรองภาวะติดเชอื้ ในกระแสเลอื ดดงั นี้
1. พยาบาลจุดคัดกรอง ทําหนาทซ่ี กั ประวตั ิและประเมนิ ภาวะติดเช้ือในกระแสเลอื ด Systemic
inflammatory response syndrome (SIRS) และ qSOFA Score (quick SOFA Score) รวมกับการ
ประเมินภาวะเรงดวนของการดูแลผปู วยที่มีภาวะติดเชอื้ ในกระแสเลอื ดโดยใช search out severity
score (SOS score) ในผปู วยทีม่ อี าย≥ุ 15ปทุกราย และทาํ แบบคดั กรองแนบกบั เวชระเบียนในรายตอไปนี้

1. ผูปวยทมี่ อี าการเขาไดกับ SIRS 2 ขอขึ้นไปรวมกับสงสัย
ภาวะตดิ เชอื้ Bacteria

2. ผปู วยทมี่ อี าการเขาไดกบั qSOFA 2 ขอข้ึนไปรวมกับสงสัย
ภาวะติดเชอื้ Bacteria

3. ผปู วยทม่ี ีอาการเขาไดกบั SIRS 2 ขอขน้ึ ไปและqSOFA 2 ขอ
ข้นึ ไปรวมกับสงสัยภาวะติดเชื้อ Bacteria

4. อืน่ ๆ ไดแก ผูสูงอายุ>70 ป ผูปวยติดเตียง ผปู วยท่มี แี ผล
ผปู วยภมู คิ ุมกนั ต่ํา ผปู วยทม่ี โี รครวมต้งั แต 3 โรคข้ึนไป และผปู วย AGE ทมี่ ี
ภาวะ Mild to Severe dehydration

2. ผปู วยที่มีคา SOS score ≥4 และมไี ข ≥3 วัน รายงานแพทยทนั ทโี ดยใชหลัก SBAR เพอ่ื
พิจารณาสง CBC ขอผลดวน เพ่อื ใหผปู วยไดรับการรักษาตามมาตรฐานการดแู ลผูปวยตดิ เชือ้ ในกระแส
เลือด กรณีแพทยวินิจฉยั Septic shock ใหใช Standing order ของโรงพยาบาลโคกโพธ์ิ (16 ธ.ค.2561)
3. กอนจาํ หนายผปู วยออกจากหนวยงานใหตรวจสอบความถกู ตองครบถวนของการบันทกึ
ทางการพยาบาลตามแนวทางการดแู ลผูปวยติดเชื้อในกระแสเลือด และปมผลการคัดกรองภาวะตดิ เช้ือใน
กระแสเลอื ดลงในเวชระเบยี น

ผลการศึกษา
1. ผลการประเมินสมรรถนะพยาบาลในการคดั กรองและปฏิบตั กิ ารพยาบาลผปู วยภาวะติดเชือ้ ใน
กระแสเลือดท่ีรบั บริการงานอุบตั เิ หตุและฉกุ เฉนิ พบดงั ตาราง
ตารางที่ 1 แสดงการสุมตรวจเวชระเบยี นการคัดกรองภาวะติดเชอื้ ในกระแสเลอื ดอายุ ≥ 15 ปท่เี ขารบั
บริการงานอบุ ตั เิ หตุและฉกุ เฉนิ จาํ นวน 20 เลม ดังตาราง
ขอมูล ต.ค. พ.ย.62 ธ.ค.62 ม.ค.63 รวม
62

จาํ นวนการสุมคัดกรองภาวะ Sepsis ท้งั หมด (เลม) 5 5 5 5 20

การคัดกรองภาวะ Sepsis ครบถวนถกู ตองท้งั หมด 3 5 5 5 18

(เลม) 60% 100% 100% 100% 90%
อตั ราการปฏิบัติการคัดกรอง ครบถวน ถกู ตอง

ตารางที่ 2 แสดงขอมลู การประเมินสมรรถนะรายบคุ คลของพยาบาลในการพยาบาลผูปวยภาวะตดิ เชอื้ ใน
กระแสเลือด อายุ≥ 15 ป (N=20) ดงั ตาราง
ระดบั ของสมรรถนะ จาํ นวน(คน) รอยละ
ระดบั ท่ี 3 - สามารถประเมนิ ปญหา คดิ ตัดสนิ ใจ จัดการกับสถานการณตางๆใน 8 40

การปฏิบตั กิ ารพยาบาลไดดวยตนเอง
ระดับท่ี 4 - สามารถวางแผน และใหการพยาบาลไดครอบคลมุ แบบองครวม 12 60

และเหมาะสมกับผูปวยแตละราย
- สามารถจัดลาํ ดบั ความสําคัญของปญหา มคี วามรแู ละสามารถ
จดั การชวยเหลอื ผปู วยใหลุลวงไปไดดวยดี

2. ผลของการใชแบบคัดกรองภาวะติดเชื้อในกระแสเลอื ด( Sepsis) จํานวน 201 คน พบวา
ผรู บั บรกิ ารสวนใหญอายุ 15-25 ป จํานวน 51 คน คดิ เปนรอยละ 25.37 รองลงมาคืออายุ 66-75 ป
จํานวน 36 คน คิดเปนรอยละ 17.91 และอายุ≥76ป จํานวน 35 คน คิดเปนรอยละ 17.41 ตามลาํ ดบั
ผรู ับบรกิ ารไดรบั การคัดกรองเขาเกณฑ SIRS 2 ขอ จาํ นวน 130 คน คดิ เปนรอยละ 64.67 รองลงมาคือ 3
ขอ จาํ นวน 63 คน คดิ เปนรอยละ 31.34 และ 4 ขอ จํานวน 8 คน คดิ เปนรอยละ 3.98 ตามลาํ ดบั
เขาเกณฑการคดั กรอง qSOFA score 2 ขอ จาํ นวน 12 คน คดิ เปนรอยละ 5.97 และ qSOFA score 3
ขอ จาํ นวน 0 คน คดิ เปนรอยละ 0 ตามลาํ ดบั ผลการประเมนิ ภาวะเรงดวนโดยใช SOS score มีคา
ประเมนิ SOS score ≥ 4 จํานวน 103 คน คดิ เปนรอยละ 51.24 และมีคาประเมิน SOS score < 4
จํานวน 98 คน คิดเปนรอยละ 48.75 ซงึ่ จํานวนผรู บั บรกิ ารที่ประเมนิ คา SOS score≥4 นอนโรงพยาบาล
มากทส่ี ดุ จํานวน 74 คน คดิ เปนรอยละ 71.84 รองลงมาคือกลบั บาน จํานวน 24 คน คิดเปนรอยละ
23.30 สงตอ จาํ นวน 5 คน คดิ เปนรอยละ 4.85 และ เสียชีวติ ภายใน 24 ช่วั โมง จํานวน 3 คน คดิ เปน
รอยละ 2.91 ของผูรับบริการทีม่ ีคา SOS score≥ 4 ท่สี งตอและนอนโรงพยาบาลท้งั หมด
ผลจากการใชแบบคดั กรอง Sepsis อายุ≥15 ป ทั้งหมด 201คน ไดรบั การวนิ จิ ฉยั ติดเชือ้ ในกระแส
เลือด จํานวน 38 คน คิดเปนรอยละ 18.90 ซง่ึ ไดรบั การวนิ จิ ฉัยติดเช้อื ในกระแสเลอื ด ( Sepsis) จํานวน
33 คน คดิ เปนรอยละ 16.41 และไดรับการวินจิ ฉยั ตดิ เชื้อในกระแสเลือดรุนแรง ( Septic shock) จํานวน
5 คน คดิ เปนรอยละ 2.48 ผูรบั บริการไดรบั การวนิ จิ ฉัยตดิ เชื้อในกระแสเลอื ด ( Sepsis) รวดเรว็ ภายใน
เวลา 1 ช่ัวโมง จาํ นวน 30 คน คิดเปนรอยละ 90.90 และผูรบั บรกิ ารทวี่ นิ ิจฉยั ติดเชอื้ ในกระแสเลอื ด

รนุ แรง (Septic shock) รวดเร็วในเวลา 1 ช่วั โมง จาํ นวน 4 คน คดิ เปนรอยละ 80 ผรู ับบรกิ ารเสยี ชวี ิตใน
24 ชวั่ โมงดวยภาวะตดิ เชอ้ื ในกระแสเลือด ( Sepsis) จํานวน 1 คน คดิ เปนรอยละ 3.03 และเสยี ชีวิตใน
24 ชั่วโมงดวยภาวะติดเช้อื ในกระแสเลอื ดรนุ แรง (Septic shock) จํานวน 1 คน คดิ เปนรอยละ 20
ตารางท่ี 3 แสดงผลการวินจิ ฉยั (Final diagnosis) ผูรบั บรกิ ารทไ่ี ดรบั การคดั กรอง โดยใชแบบคัดกรอง
Sepsis อาย≥ุ 15 ป ดงั ตาราง

ขอมูล ต.ค. 62 พ.ย. 62 ธ.ค. 62 ม.ค. 63 รวม รอยละ

กลมุ first Dx. Sepsis ทัง้ หมด (N=33) 6 8 9 10 33

Dx. Sepsis (คน) 3 2 4 5 14 42.42

Dx. Septic shock (คน) 0 1 0 2 3 9.09

กลมุ first Dx. Septic shock ทงั้ หมด (N=5) 0 2 3 0 5

Dx. Sepsis (คน) 0 0 0 000

Dx. Septic shock (คน) 0 1 2 0 3 60.00

กลุมfirst Dx.อน่ื ๆ (N=163) 31 62 44 26 163

Dx. Sepsis (คน) 1 0 0 0 1 0.61

Dx. Septic shock (คน) 0 1 0 0 1 0.61

อภิปราย
จากการศึกษาวจิ ัยเรอื่ ง “ผลของการใชรปู แบบการคดั กรองผูปวยสงสยั ภาวะติดเชอ้ื ในกระแ ส

เลอื ด อาย≥ุ 15 ป ทเ่ี ขารับบรกิ ารหนวยงานอุบัตเิ หตุและฉุกเฉนิ โรงพยาบาลโคกโพธ์ิ ”กลุมตัวอยาง
จํานวน 201 คน เร่มิ ศกึ ษาตง้ั แต 1 ตุลาคม 2562 ถึง 31 มกราคม 2563 ผลการศึกษาพบวา การใชแบบ
คัดกรองสามารถเพ่ิมประสิทธิภาพการคดั กรองภาวะตดิ เชื้อในกระแสเลอื ด ได ผปู ฏิบตั สิ ามารถปฏิบัตกิ าร
คัดกรองภาวะติดเชอื้ ในกระแสเลอื ด (Sepsis) ไดงายและสะดวกขึน้ ชวยแพทยในการวนิ ิจฉัยโรคใหเร็วขึ้น
ลดอัตราการวินิจฉัยผดิ พลาดได ผรู บั บรกิ ารไดรบั การวินจิ ฉยั ภาวะติดเชอ้ื ในกระแสเลอื ดภายใน ระยะเวลา
ท่ีกําหนดเพิ่มขนึ้ จากการเปรยี บเทียบพบวาการคัดกรองโดยใช Quick SOFA score มีความเหมาะสมกับ
บริบทของงานอบุ ัติเหตแุ ละฉกุ เฉนิ ชวยประเมนิ ภาวะ organ dysfunction ไดดเี หมาะสมทจี่ ะใชกับ
ผปู วยประเภท emergency กับ resuscitation สวน Systemic inflammatory response syndrome
(SIRS) เหมาะกบั การใชเพื่อเฝาระวังภาวะติดเชอ้ื ในกระแสเลอื ด ในผปู วยประเภท non-semi urgency
semi-urgency และ Urgency อยางไรกต็ ามเพ่อื ประสิทธภิ าพในการคัดกรองและเฝาระวงั ภาวะตดิ เชื้อ
ในกระแสเลอื ด ควรมีการใช Quick SOFA score และ Systemic inflammatory response
syndrome (SIRS) รวมกนั เพื่อประโยชนตอผปู วยและปองกันการเกดิ การวินิจฉยั ทีผ่ ิดพลาดได
สรปุ

ผลจากการใชแบบการคดั กรองผูปวยสงสยั ภาวะติดเชือ้ ในกระแสเลือด อาย≥ุ 15 ป ท่ีเขารับ
บริการหนวยงานอุบัติเหตแุ ละฉกุ เฉิน โรงพยาบาลโคกโพธ์ิ ทาํ ใหหนวยงานมีแนวทางการคัดกรองภาวะตดิ
เช้อื ในกระแสเลือดท่ชี ดั เจนเหมาะสมกับบรบิ ทของหนวยงาน ผปู วยไดรับการดแู ลใหการพยาบาลตาม
มาตรฐานการดูแลผปู วยติดเชื้อในกระแสเลือดไดเร็วข้ึน ผูปวยปลอดภัย ลดภาวะ organ dysfunction
ลดความพิการและการเสียชวี ติ ได ชวยลดคาใชจายขององคจากการดูแลผปู วยในระยะยาวและลด

คาใชจายในการสงตอ ซ่ึงผลจากการศึกษาในคร้ังน้ีหนวยงานควรมีการเพ่ิมแบบการคัดกรองภาวะตดิ เช้อื
ในกระแสเลือดในแบบบันทึกทางการพยาบาลสําหรบั ผูปวยอุบตั เิ หตุและฉกุ เฉิน โดย ไดแก SIRS qSOFA
และ SOS score สงเสรมิ สมรรถนะพยาบาลในการคดั กรองและการพยาบาลผปู วยภาวะติดเช้อื ในกระแส
เลือด โดยจัดกลมุ สงเสริมตามสมรรถนะดานการคัดกรองและการพยาบาลใหเหมาะสมกบั สมรรถนะของ
พยาบาลในแตละกลมุ มกี ารเผยแพรผลงานการศกึ ษาวิจยั ไปยังหนวยงานอื่น

เอกสารอางองิ แนวทางการดแู ลผปู วยSepsis.ฉบับท1่ี .โรงพยาบาลโคกโพธ์ิ
ทีมนาํ ทางคลินกิ .(2561).

โรงพยาบาลปตตาน.ี (2562). แนวทางการดูแลผูปวยตดิ เชอ้ื ในกระแสเลือด.ปรบั ปรงุ ครัง้ ท่ี3.
โรงพยาบาลปตตานี

โรงพยาบาลสรุ นิ ทร. การพฒั นารปู แบบการดูแลผปู วยภาวะติดเชื้อในกระแสโลหติ ดวยระบบ
ทางดวนโรงพยาบาลสรุ นิ ทร(ออนไลน).เขาถงึ ไดจาก https://he02.tci-

thaijo.org/index.php/apnj/article/view/192024 ( วันท่ี คนขอมลู 9 ตุลาคม 2562)

แนวทางการคัดกรองผูปวยสงสยั ภาวะตดิ เชือ้ ในกระแสเลอื ด (Sepsis) อาย≥ุ 15ป
งานอุบัตเิ หตุและฉุกเฉนิ โรงพยาบาลโคกโพธ์ิ
Triage

SIRS≥2 ขอ qSOFA≥2ขอ SIRS≥2 ขอ และ qSOFA≥2ขอ

ประเมนิ SOS Score

SOS Score < 4 SOS Score ≥ 4 (สชี มพู)

SOS Score=0 SOS Score=1-3 Septic
(สีเขียว) (สเี หลือง)
Shock NO
รอควิ ตรวจ Septic Yes มไี ข≥3 วัน
ตามปกติ Shock
Yes - สง CBC ขอผลดวน
NO -รายงานแพทยเวร
และใหการรกั ษาตาม
- ใหการรกั ษาตาม - รายงานพยาบาล in charge/เจาของเตียง ความเหมาะสม
- ดแู ลผูปวยที่ Red zone - ควรไดรับการตรวจ
ความเหมาะสม - ใหการพยาบาลตามแนวทางการดแู ลผูปวย ภายใน 15-30 นาที
- ควรไดรับการตรวจ Sepsis โดยใชหลกั 6 Bundle
ภายใน 1-2 ชั่วโมง - Record V/S I/O ทกุ 15-30 นาที Refer
- คนหาสาเหตุท่ีทําใหผูปวยอาการแยลง เชน
severe sepsis, septic shock, acute MI,

Acute pulmonary embolism

- ใช Standing order for Septic shock

INVESTIGATE (ขอใดขอหนึง่ พจิ ารณาสงตอโรงพยาบาลแมขาย)
1. Respiratory failure
2. Post cardiac arrest
3. Unstable V/S หลังได inotropic drug แลว
4. SOS Score> 4 หลงั ใหการรกั ษา 6 hr.
5. Urine output < 0.5 ml/kg/hr. หลังใหการรักษา 6 hr.

๑. แบบฟอรมบทคัดยอ ผลงาน
[ ] CQI (Clinic)

[ ] CQI (Non-Clinic)

[] R๒R
[ ] วิจัยฉบบั สมบรู ณ
๒. ประเภท หนวยงาน
[ ] รพ.สต./ ศสม.

[] รพช.

[ ] รพท./รพศ.

[ ] สสอ./สสจ.

๓. การนาํ เสนอผลงาน
[ ] ไมเคยนาํ เสนอ เผยแพรม ากอน

[ ] เคยเผยแพร (พัฒนาตอ ยอด)

ชื่อเรอื่ ง ....การรับรขู องผปู วยเบาหวานจากการใหความรูท ม่ี ีประสิทธิภาพมผี ลตอ การควบคุมระดับนา้ํ ตาลใน
เลือดของผูปวยเบาหวาน โรงพยาบาลทาแพ……

ทมี ผนู ําเสนอ ตาํ แหนง พยาบาลวชิ าชีพ ชาํ นาญการ
1) ชื่อ-สกลุ นางนงเยาว ปากบารา โทรศพั ท 081-8987029
วุฒิ ปริญญาตรี พยาบาลศาสตรบ ณั ฑิต ตําแหนงพยาบาลวิชาชพี ชาํ นาญการ
2) ชื่อ-สกลุ นางพรหมพร ทงุ ปรือ โทรศัพท 084-4076447
วฒุ ิ ปริญญาตรี พยาบาลศาสตรบัณฑิต ตาํ แหนง นักโภชนาการ
3) ชอ่ื -สกลุ นางสาวจนั ทรกิ า เส็มหลี โทรศัพท 087- 6314871
วฒุ ิ ปริญญาตรี คหกรรมศาสตรทวั่ ไป คณะวทิ ยาศาสตร

หนว ยงาน ........งานผปู ว ยนอก...โรงพยาบาลทา แพ...จงั หวัดสตูล .........
มอื ถือ . ... 084-4076447...... E-mail. ……[email protected].........

บทคัดยอ

ป 2561 – 2563 อําเภอทาแพ จังหวัดสตูล มีผูปวยเบาหวานรายใหมเพ่ิมข้ึนรวม 191 ราย โดยในป 2562
อัตราผูปวยเบาหวานควบคุมระดับนํ้าตาลได รอยละ 20.11 (191/950) และในป 2563 เพิ่มขึ้นเปนรอยละ 20.32
(202/994) จะเห็นวาอัตราผูปวยเบาหวานควบคุมระดับนํ้าตาลไดเพิ่มข้ึนเพียง รอยละ 0.21 แตจํานวนผูปวย
เบาหวานรายใหมมีจํานวนเพิ่มข้ึนถึง 44 ราย คิดเปนรอยละ 4.63 จากการทบทวนพบวา การใหความรูเก่ียวกับ
โรคเบาหวานและการปฏิบัติตัวยังไมตอบสนองตอความตองการของผูปวย หรือไมเหมาะสมกับบริบทของผูปวย ขาด
การคนหาปญหาเฉพาะรายบุคคล จากการซักถามประเมินความรูผูปวยเบาหวานท่ีมีระดับนํ้าตาลในเลือดสูงพบวา
รอยละ 44.72 (110 คน) ไมเ ขาใจในเรื่องสัดสวนการรับประทานอาหาร และในกลุม ผูปวยสูงอายุ รอยละ 47.97 (118
คน) ไมเ ขาใจในการดําเนนิ ของโรคเบาหวาน มีการใชย าที่ไมถ กู ตอง และการออกกาํ ลงั กายไมเ หมาะสม จึงไมส ามารถ
ควบคมุ ระดับนํา้ ตาลในเลือดได ทมี งานผดู ูแลผูป ว ยเบาหวานจงึ พัฒนารปู แบบการใหความรูเพื่อศกึ ษาเก่ียวกบั การรบั รู
ของผูป วยเบาหวานจากการใหค วามรูรวมกบั การใชสอ่ื การสอน และศึกษาเก่ียวกับแรงจูงใจในผูปวยเบาหวานที่สงผล
ใหเ กิดพฤติกรรมควบคุมนํ้าตาลในเลือดอยา งสม่ําเสมอ

การศึกษาครั้งนี้เปนการวิจัยแบบไมทดลอง เปนการวิจัยเชิงสํารวจ มีรูปแบบบรรยาย กําหนดกลุมตัวอยาง
เปน ผูป ว ยเบาหวานทม่ี ารับบริการในคลนิ ิกเบาหวาน โรงพยาบาลทา แพ มรี ะดับ HbA1C มากกวา 7% และติดตามผล
FBS ไดอยางนอย 2 คร้ังติดตอกัน โดยเก็บรวบรวมขอมูลผลระดับนํ้าตาลในเลือดของผปู วยเบาหวาน ในชวงเวลา 6
เดือน นาํ มาเปรียบเทยี บกนั ระหวางกอ นและหลังดาํ เนินการใชร ูปแบบการใหความรูร วมกบั ใชส ่ือการสอนใหส อดคลอง
กับบริบทชุมชน และวิถีชีวิตประจําวัน ทั้งน้ีพยาบาลและนักโภชนาการใหความรู โดยการใชหลายวิธีรวมกัน เชน ให
ความรูรายบุคคล /รายกลุม การจัดแสดงอาหาร การสาธิตการปรุงอาหาร เปนตน พยาบาลติดตามและประเมินผล
FBS ทุก 2-3 เดือน มีการประเมินประสิทธิภาพของรูปแบบการใหสุขศึกษา และส่ือการสอนจากผลระดับน้ําตาลใน
เลอื ดมีแนวโนมลดลง และจากการสงั เกตความสนใจในสอ่ื ของผปู วย รวมถงึ จากการซกั ถามโดยตรงกับผูปวยและญาติ
อีกท้ังติดตามผลการดูแลตอเนื่องท่ีบานสําหรับผูปวยท่ีไมสามารถควบคุมระดับน้ําตาลในเลือดได และขาดนัดเกิน 3
เดือน จากการศึกษาพบวาผูปวยเบาหวานท่ีสามารถลดระดับนํ้าตาลในเลือดไดอยางตอเนื่องน้ัน สวนใหญเปนผูปวย
กลุมที่มีผล HbA1C อยูในระดับสูงมาก (HbA1C อยูร ะหวาง 8.01 – 9.00) โดยเปนผูปวยวัยผูใหญรอยละ 54.17
และวัยสูงอายุรอยละ 96.15 ซ่ึงเปนวัยท่ีมีแรงจูงใจภายในสูง มีความเชื่อม่ันและกลาตัดสินใจในการเปลี่ยนแปลง
พฤติกรรมดวยตนเอง สงผลใหมีพฤติกรรมควบคุมน้ําตาลในเลือดอยางสม่ําเสมอ สวนรูปแบบการใหความรูรว มกับ
การใชสื่อการสอนท่ีสอดคลองกับบริบทชุมชน สามารถสรางแรงจูงใจท่ีสงผลใหระดับนํ้าตาลในเลือดมีแนวโนมลดลง
อยา งตอเนือ่ ง กลาวคือ หากบุคลากรดานสุขภาพมีการใหขอมูลหรือความรูท่ีตรงกับความตอ งการ หรือสอดคลองกับ
วิถีชีวิตประจําวันของผูปวย รวมถึงการคนหาสาเหตุท่ีเปนเฉพาะบุคคลจะเปนการสรางแรงจูงใจภายในสงเสริมให
ผปู ว ยสามารถรบั รู และนาํ ไปปฏิบตั ไิ ดจรงิ ซง่ึ จะทําใหผ ปู ว ยเกดิ การพฒั นาทักษะในการดแู ลตนเอง สง ผลใหพ ฤตกิ รรม
สุขภาพเกิดการเปลี่ยนแปลง และผูปวยสามารถควบคุมระดับนํ้าตาลได น่ันแสดงใหเห็นวา หากตองการปรับเปล่ียน
พฤติกรรมการบริโภคของผูปวยใหมีความย่ังยืนไดน้ัน ตองทําใหผูปวยมีความรูความเขา ใจในโรคท่ีตนเองเปน และ
สงเสริมใหมีทักษะในการใชชีวิตอยูกับโรคเร้ือรังไดอยางเหมาะสม จึงจะสงผลใหวิธีคิด และทัศนคติของผูปวย
เปล่ียนแปลงได

รายละเอยี ดเอกสารฉบบั เตม็
๑. ชื่อเรอ่ื ง:การรบั รขู องผปู ว ยเบาหวานจากการใหค วามรูที่มปี ระสิทธภิ าพมีผลตอ การควบคมุ ระดบั นาํ้ ตาลใน

เลือดของผปู ว ยเบาหวาน โรงพยาบาลทาแพ

๒. ชอ่ื หนวยงาน.....งานผปู วยนอก...โรงพยาบาลทา แพ...จงั หวัดสตูล...............

๓. ทมี ผูนําเสนอผลงาน

๑). ชื่อ-สกุล นางนงเยาว ปากบารา ตาํ แหนง พยาบาลวชิ าชพี ชาํ นาญการ

วุฒิ ปรญิ ญาตรี พยาบาลศาสตรบ ณั ฑติ โทรศัพท 081-8987029

๒). ชอื่ -สกลุ นางพรหมพร ทุง ปรอื ตําแหนงพยาบาลวชิ าชพี ชาํ นาญการ

วุฒิ ปรญิ ญาตรี พยาบาลศาสตรบัณฑิต โทรศพั ท 084-4076447

๓). ชือ่ -สกุล นางสาวจนั ทริกา เสม็ หลี ตาํ แหนง นกั โภชนาการ

วฒุ ิ ปรญิ ญาตรี คหกรรมศาสตรทัว่ ไป คณะวทิ ยาศาสตร โทรศัพท 087- 6314871

๔. บทนํา
โรคเบาหวานถือเปนโรคท่ีมคี วามสําคัญและซับซอนท่ีตองไดรับความสนใจจากสหวิชาชีพดานสุขภาพ เน่ือง

ดวยการสงเสริมสุขภาพโดยการปรับเปลี่ยนวิถีการดําเนินชีวิตเปนกุญแจสําคัญในการลดจํานวนการเพ่ิมของ
อุบัติการณโรคเบาหวาน ปจ จุบนั ประเทศไทยมผี ปู วยเบาหวานแลว ถงึ 4.8 ลา นราย(สมาคมโรคเบาหวานแหงประเทศ
ไทย,2562)ดงั น้นั ทางสมาคมโรคเบาหวานแหงประเทศไทยไดตระหนักและใหความสําคัญในการตอสูกับโรคเบาหวาน
โดยมีหลักการสนับสนุนการสรางองคความรูและนวัตกรรมเพื่อเปนแหลงความรูเก่ียวกับโรคเบาหวานท่ีทันยุค มีการ
ทํางานรวมกันในทุกภาคสวนและในทุกระดับเพื่อใหการดูแลรักษาโรคเบาหวานมีมาตรฐานทัดเทียมระดับสากลที่
สอดคลอ งกบั บรบิ ทและสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ

ป 2561 – 2563 ผูปวยเบาหวานในอําเภอทาแพ จังหวัดสตลู มีจํานวนผูปวยรายใหมเพิ่มข้ึนรวม 191 ราย
และผปู ว ยเบาหวานท่สี ามารถควบคุมระดับน้ําตาลไดด ีมีแนวโนมเพิม่ ข้นึ เพียงเล็กนอยไมบรรลุตามเปาหมายที่กําหนด
(เปา หมาย รอยละ 45) ในป 2562 อัตราผูปวยเบาหวานควบคุมระดับนํ้าตาลได รอยละ 20.11 (191/950) และในป
2563 เพิ่มขนึ้ เปนรอยละ 20.32 (202/994) จะเห็นวา อัตราผูปวยเบาหวานควบคุมระดับน้ําตาลไดเพิ่มข้ึนเพียง รอย
ละ 0.21 แตจาํ นวนผปู ว ยเบาหวานรายใหมมจี าํ นวนเพมิ่ ข้นึ ถึง 44 ราย คิดเปนรอยละ 4.63 จากการทบทวน พบวา ที่
ผานมาการใหความรูเก่ียวกับโรคเบาหวานและการปฏิบัติตัวยังไมตอบสนองตอความตองการของผูปวย หรือไม
เหมาะสมกับบริบทของผูปวย ทําใหผูปวยไมสามารถรับรูและนํามาปฏิบัติไดโดยการใหความรูในคลินิกเบาหวานจะ
เปนแบบกลุมใหญ ใชวิธีการบรรยาย เน้ือหาเนนวิชาการมากเกินไป ไมแยกผูปวยรายใหม-รายเกาขาดการคนหา
ปญหาเฉพาะรายบุคคลถึงแมวาจะมีทีมสหวิชาชีพใหบริการในคลินิกเบาหวานจากการซักถามประเมินความรูผูปวย
เบาหวานท่ีมีระดับนํ้าตาลในเลือดสูงรอยละ 44.72 (110 คน) พบวา ไมเขาใจในเร่ืองสัดสวนการรับประทานอาหาร
ประเภท แปง นํ้าตาล ไขมัน ผลไมหวาน ควรรับประทานไดมากนอยเทาใด อาหารในทองถ่ินอยางใดควรงด หรือ
ลดลง หรือตอ งปรงุ อาหารอยางไรใหเหมาะกับโรค และในกลุมผูปวยสูงอายุ รอยละ 47.97 (118 คน) ยังไมเขาใจใน
การดําเนินของโรคเบาหวาน มีการใชยาที่ไมถูกตองและการออกกําลังกายไมเหมาะสม จึงไมสามารถควบคุมระดับ
น้ําตาลในเลอื ดได จากเหตุผลดงั กลาวทีมงานผดู แู ลผปู ว ยเบาหวานจึงไดค ิดพฒั นารปู แบบการใหค วามรู โดยใชส ือ่ การ
สอนตามบริบทชุมชนรวมดวย เพื่อใหผูปวยรับรูเขาใจไดงายข้ึนและนํามาปฏิบัติไดจริงซ่ึงการศึกษาครั้งนี้จะศึกษา
เก่ียวกบั การรบั รขู องผูปว ยเบาหวานจากการใหความรูร วมกับการใชส่ือการสอนสามารถสรา งแรงจูงใจที่สงผลใหระดับ
นา้ํ ตาลในเลอื ดมแี นวโนม ลดลงอยางตอเน่ืองโดยเกบ็ รวบรวมขอ มลู ผลระดับน้าํ ตาลในเลือดของผูปว ยเบาหวานท่ีมารับ
บริการในคลินิกเบาหวาน โรงพยาบาลทาแพ ในชวงเวลา 6 เดือน นํามาเปรียบเทียบกันระหวางกอนและหลัง
ดาํ เนินการใชร ปู แบบการใหค วามรูรว มกับใชส ือ่ การสอนตามบริบทชุมชนและการศึกษาคร้ังน้ีจะใชระดับฮีโมโกลบินท่ี

มนี ํ้าตาลเกาะ (HbA1C) ในการกําหนดกลุมเปาหมายเน่ืองจาก HbA1Cเปนระดับน้ําตาลเฉลี่ยสะสมในเลือดผูปวย
เบาหวานในชวง 3 เดือนท่ีผานมา สะทอนใหเห็นถึงการปฏิบัติตัวในการควบคุมนํ้าตาลของผูปวยอยางแทจรงิ สวน
การตดิ ตาม ประเมินผลจะใชผล FBS เปนตวั วัดการศึกษาโดยจะวัดผล FBS ติดตอ กันอยางนอย 2 ครั้ง แตละครั้งหาง
กัน 2-3 เดอื นโดยมีเปา หมายเพื่อดแู นวโนม การลดลงอยางตอเน่ืองของระดับนํ้าตาลในเลือด และเพ่อื ประเมินการรับรู
ของผูปวยเบาหวานจากการใหความรูรวมกับใชส่ือการสอนตามบริบทชุมชนประเมินผลไดจากท่ีผูปวยสามารถนําไป
ปรับใชไดในชีวิตประจําวันทําใหระดับนํ้าตาลในเลือดลดลง และเปนการชวยสรางแรงจูงใจในการปรับเปล่ียน
พฤตกิ รรมใหเ หมาะสมอยา งยงั่ ยืน ทําใหผ ปู วยมีคุณภาพชวี ิตทดี่ ขี น้ึ

เอกสารงานวิจยั ที่เก่ียวขอ ง (literature reviews) :
๑. ผลงานวิจัยประสิทธผิ ลของเทคนิคการใหสขุ ศึกษาดว ยทีมสหวิชาชพี ตอ การควบคมุ ระดับฮีโมโกลบนิ ทมี่ ี
นํา้ ตาลเกาะ ผูปว ยเบาหวาน ชนิดท2่ี โรงพยาบาลสิชล (Effectiveness of Multidisciplinary Team
Approach Technique on Controlling HbA1C in Diabetes Mellitus Type 2 Patients),2555
๒. การพฒั นาแบบบนั ทึกการเฝา ระวังระดับนา้ํ ตาลในเลือดดวยตนเองของผปู ว ยโรคเบาหวาน ที่รบั การรักษาใน
เขตอาํ เภอวังมวง จงั หวัดสระบรุ ี,2556
๓. บทความวิจยั ความสัมพันธร ะหวา งคา HbA1C กบั ระดบั นาํ้ ตาลในเลอื ดหลังอาหารกลางวัน 4 ชว่ั โมงและ
กอนอาหารเยน็ ในผูปวยเบาหวานชนดิ ที่ 2 ท่ีใชยาเม็ดลดระดบั นาํ้ ตาลในเลือด,2559
๔. การปรบั เปลี่ยนพฤตกิ รรมสุขภาพเพ่อื ควบคุมระดับนํ้าตาลสะสม (HbA1c) ในผปู ว ยเบาหวานทรี่ ับยาใน
โรงพยาบาลสง เสริมสขุ ภาพตาํ บลบา นขัวกาย,2560
วัตถุประสงค

๑. เพ่ือศึกษาเก่ียวกับการรับรูของผูปวยเบาหวานจากการใหความรูรวมกับการใชส่ือการสอนสามารถสราง
แรงจงู ใจทีส่ งผลใหระดับนํา้ ตาลในเลอื ดมแี นวโนมลดลงอยา งตอ เน่ือง

๒. เพอ่ื ศกึ ษาเก่ียวกบั แรงจงู ใจในผูปว ยเบาหวานทส่ี ง ผลใหเ กดิ พฤตกิ รรมควบคมุ นาํ้ ตาลในเลอื ดอยา งสมํ่าเสมอ

๕. วิธกี ารศกึ ษา

5.1 การออกแบบการวิจยั (Study Design): การศกึ ษาคร้ังนเี้ ปนการวิจยั แบบไมทดลองเปนการวิจยั เชิง
สํารวจ มรี ูปแบบบรรยาย เพอ่ื ศึกษาเกย่ี วกับรปู แบบการใหความรูร ว มกบั การใชสื่อการสอนมผี ลตอการรบั รู
ของผูปวยเบาหวานทาํ ใหร ะดับนํ้าตาลในเลือดมีแนวโนมลดลงอยางตอเนือ่ งกาํ หนดกลุม ตัวอยา งเปนผูปว ย
เบาหวานท่ีมารบั บรกิ ารในคลินกิ เบาหวาน โรงพยาบาลทา แพ มีระดบั HbA1C มากกวา 7% และติดตามผล
FBS ไดอ ยา งนอ ย 2 คร้ังติดตอกนั
5.2 ข้นั ตอนการศึกษา และรปู แบบการศกึ ษา
 ประเมนิ ความรู/ความตอ งการของผูปวยโดยการสัมภาษณ และซกั ถาม
 เก็บรวบรวมขอ มูล นํามาวเิ คราะห เพอื่ เปนขอมลู ในการพฒั นารูปแบบการใหส ุขศึกษา
 ประชุมทีมงาน วางแผนและออกแบบพฒั นารูปแบบการใหส ขุ ศกึ ษา ใหค วามรแู ยกเปน ผปู วยรายใหมใ ห

สขุ ศึกษารายบคุ คล รายเกาทมี่ ปี ญหาคลายคลึงกนั ไมสามารถควบคมุ ระดับน้าํ ตาลในเลือด ไดทาํ เปน
กจิ กรรมกลุม ยอ ย และใหส ขุ ศึกษาเปนกลมุ ใหญ ในคลินิกเบาหวาน
 ออกแบบสือ่ การสอนและจัดทําส่อื การสอนใหส อดคลอ งกับบรบิ ทชุมชน และวถิ ชี วี ิตประจาํ วันโดยไดจ าก
การพูดคยุ /ขอ เสนอแนะ ของผูป วย

 พยาบาลและนักโภชนาการใหความรู โดยการใชหลายวธิ รี วมกัน เชน ใหความรรู ายบคุ คล /รายกลุม การ
จดั แสดงอาหาร การสาธิตการปรุงอาหาร เปน ตน

 ประสานงานกบั ทีมงาน HHC เพือ่ สงตอการดแู ลตอ เนื่องทบี่ า นสาํ หรบั ผปู วยท่ไี มสามารถควบคมุ ระดับ
นํ้าตาลในเลือดได และขาดนัดเกนิ 3 เดอื น

5.3 การตดิ ตาม

 พยาบาลตดิ ตามและประเมินผล FBSทกุ 2-3 เดอื น

 ประเมนิ ประสทิ ธภิ าพของรูปแบบการใหส ุขศกึ ษาและส่อื การสอน

1. จากผลระดับนา้ํ ตาลในเลอื ดมแี นวโนมลดลง

2. จากการสงั เกต ความสนใจในสื่อของผูปว ยรวมถึงจากการซกั ถามโดยตรงกบั ผปู ว ย

และญาติ

 ตดิ ตามผลการดูแลตอ เนื่องท่ีบา นสาํ หรับผปู ว ยทไี่ มส ามารถควบคุมระดบั นํา้ ตาลในเลอื ดได และขาดนัด
เกิน 3 เดอื น

 จัดเก็บและรวบรวมขอมูล โดยใชตาราง Excel จดั ทาํ เปนฐานขอ มูล

5.4การดําเนนิ การปรับปรุงแกไ ข

 ศกึ ษาผลงานวชิ าการ และหนงั สอื /บทความวชิ าการ เปรยี บเทยี บกบั ผลดาํ เนนิ งาน เพ่ือวิเคราะหผ ลการ

ดําเนนิ งาน

 นําผลวิเคราะหมาทบทวนรปู แบบการดแู ลผปู ว ยเบาหวานดว ยส่อื การสอนตามบริบทชุมชนทไี่ ด

 วางแผนดาํ เนินการปรับปรุงแกไขตอไป
๖. ผลการศึกษา (Results)

6.1 กลมุ ตัวอยาง(ผปู วยเบาหวานทมี่ ารบั บรกิ ารในคลินิกเบาหวาน โรงพยาบาลทา แพ มีระดบั HbA1C

มากกวา 7% และติดตามผล FBS ไดอ ยา งนอ ย 2 คร้งั ติดตอกนั ) จํานวน 246 ราย

ช่วงอายุ (ปี ) ชาย หญงิ รวม หมายเหตุ

≤ 30 - 1 1 อายนุ อ้ ยสุด 24 ปี

31 – 40 2 8 10

41 – 50 10 34 44

51 – 60 18 55 73 ร้อยละ 29.67

61 – 70 23 56 79 ร้อยละ 32.11

71 ปี ขึนไป 7 32 39 อายมุ ากสุด 90 ปี

รวม 60 186 246

(ร้อยละ 24.39) (ร้อยละ 75.61)

6.2 ขอ้ มลู ทางคลินิก ระดบั นาํ ตาลในเลือด (N=246)

ช่วง HbA1C (%) จํานวน (ราย) จาํ นวนผ้ปู ่ วยมผี ลFBS ร้ อยละ หมายเหตุ
ลดลงต่อเนือง 2 ครัง (ราย)

7.01 – 8.00 32 14 43.75

8.01 –9.00 48 26 54.17

9.01– 10.00 56 23 41.07

มากกว่า 10 110 38 34.55 ปรับเพิมยา 2 ราย

รวม 246 101 41.06 ค่า HbA1C มากสุด

19.64 %

จากการศึกษา พบวา่ ผปู้ ่ วยเบาหวานทีสามารถลดระดบั นาํ ตาลในเลือดไดอ้ ยา่ งต่อเนืองนนั ส่วนใหญ่เป็น
ผปู้ ่ วยกลุ่มทีมีผล HbA1C อยใู่ นระดบั สูงมาก ร้อยละ 54.17 (HbA1C อยรู่ ะหวา่ ง 8.01 – 9.00) เป็นผปู้ ่ วยวยั ผใู้ หญ่
และวยั สูงอายุ ร้อยละ 96.15 (26 ราย)มีผลงานการศึกษาความเจบ็ ป่ วยและแรงจูงใจในผปู้ ่ วยเบาหวานวยั ผูใ้ หญ่และ
วยั สูงอายุ (Apostolo et al., 2007)พบวา่ เป็นวยั ทีมแี รงจูงใจภายในสูงซึงผปู้ ่ วยทีมีแรงจูงใจภายในสูง จะส่งผลใหม้ ี
พฤติกรรมควบคุมนาํ ตาลในเลือดอย่างสมาํ เสมอ มีความสอดคลอ้ งกบั การศึกษาในครังนีเนืองจากคนวยั นีมคี วาม
เชือมนั และกลา้ ตดั สินใจในการเปลียนแปลงพฤติกรรมดว้ ยตนเอง ดงั นนั บุคลากรดา้ นสุขภาพและบุคคลใน
ครอบครัว จึงควรใหก้ ารสนบั สนุนกระตนุ้ ใหเ้ กิดแรงจูงใจภายใน เพือส่งเสริมการเปลียนแปลงพฤติกรรมทียงั ยืน

6.3 รูปแบบการใหส้ ุขศึกษา ใหค้ วามรู้

6.4 สือการสอนทีสอดคลอ้ งกบั บริบทชุมชน

จากการสุ่มสัมภาษณ์และซกั ถามพฤติกรรมการดูแลตนเองในผูป้ ่ วยทีมีระดบั HbA1C มากกวา่ 8%
และผปู้ ่ วยเบาหวานวยั ผูใ้ หญ่และวยั สูงอายพุ บวา่ ผปู้ ่ วยมีพฤติกรรมการรับประทานอาหารไม่เหมาะสมเนืองจากมี
ขอ้ จาํ กดั ทางเศรษฐกิจและสังคม รวมไปถึงขาดความรู้การสนบั สนุนจากบุคลากรดา้ นสุขภาพทีไม่ตรงกบั ความ
ตอ้ งการหรือสอดคลอ้ งกบั วถิ ีชีวติ ประจาํ วนั เมือพิจารณาพฤติกรรมการรับประทานอาหาร พบวา่ ผปู้ ่ วยไม่สามารถ
งดหรือลดอาหารหวานได้ การควบคุมอาหารไม่ต่อเนือง อุปสรรคสาํ คญั คือ ลกั ษณะนิสยั พฤติกรรมทีมาจาก
วฒั นธรรมในทอ้ งถินทีชืนชอบอาหารรสหวาน มนั เค็ม และปรุงดว้ ยกะทินิยมทานโรตี กบั นาํ ชาทงั ตอนเชา้ และเยน็
มีร้านขายโรตีนาํ ชาทวั ในชุมชนหาซือไดง้ ่าย และยงั มีตลาดนดั ในชุมชนหมนุ เวยี นสถานทีทุกวนั มีผลไมร้ สหวาน
ทุเรียน ลองกองเงาะทีปลูก-ขายในทอ้ งถินอีกดว้ ยแต่สิงทีสามารถกระตุน้ ทาํ ใหผ้ ปู้ ่ วยควบคุมอาหารไดค้ ือ ความ
ภาคภูมิใจเมือระดบั นาํ ตาลในเลือดลดลง ทาํ ให้มีแรงจูงใจในการควบคุมโรคต่อไป (อารีย์ รัตนพนั ธ์, และคณะ,
2552)

จากการศึกษาขา้ งตน้ สรุปไดว้ า่ การใหค้ วามรู้ร่วมกบั การใชส้ ือการสอนสามารถสร้างแรงจูงใจทีส่งผลให้
ระดบั นาํ ตาลในเลือดมีแนวโนม้ ลดลงอยา่ งต่อเนือง กล่าวคือ หากบุคลากรดา้ นสุขภาพมีการใหข้ อ้ มลู หรือความรู้ที
ตรงกบั ความตอ้ งการหรือสอดคลอ้ งกบั วิถชี ีวิตประจาํ วนั ของผปู้ ่ วย รวมถึงการคน้ หาสาเหตทุ ีเป็นเฉพาะบุคคลจะ
เป็นการสร้างแรงจูงใจภายในส่งเสริมใหผ้ ปู้ ่ วยสามารถรับรู้และนาํ ไปปฏิบตั ิไดจ้ ริง ซึงจะทาํ ใหผ้ ปู้ ่ วยเกิดการพฒั นา
ทกั ษะในการดแู ลตนเอง ส่งผลใหพ้ ฤติกรรมสุขภาพเกิดการเปลียนแปลงตามมาทาํ ใหผ้ ปู้ ่ วยสามารถควบคุมระดบั
นาํ ตาลได้

๗. วจิ ารณ์(Discussion)
จากการศึกษา พบว่า ผูป้ ่ วยเบาหวานทีสามารถลดระดบั นาํ ตาลไดอ้ ยา่ งต่อเนืองร้อยละ 41.06 (101/246)

จากการสงั เกตและพดู คุยผปู้ ่ วยกลุ่มนี มีความสนใจในโรคทีตนเองเป็นหากการใหค้ วามรู้ตรงกบั ความตอ้ งการหรือ
สอดคลอ้ งกบั วิถีชีวิตประจาํ วนั ของผปู้ ่ วย นาํ มาปฏิบตั ิไดจ้ ริง ทาํ ให้สามารถลดระดบั นาํ ตาลได้ เกิดความภาคภูมิใจ
เป็ นแรงจูงใจทีจะดูแลตนเอง แสดงใหเ้ ห็นว่า การสร้างแรงจูงใจเป็ นทีสิงสาํ คญั และการจะสร้างแรงจูงไดน้ นั ตอ้ ง
ได้รับการสนับสนุนจากบุคลากรด้านสุขภาพเป็ นสําคญั โดยเฉพาะการให้ความรู้ตรงกับความต้องการหรือ
สอดคลอ้ งกบั วิถีชีวิตประจาํ วนั ของผูป้ ่ วย นํามาปฏิบตั ิไดจ้ ริงซึงคลอดคลอ้ งกบั บทความการทีผูป้ ่ วยจะเกิดการ
ปรับเปลียนพฤติกรรมเพือดูแลสุขภาพตนเองไดน้ นั จาํ เป็ นตอ้ งอาศยั ปัจจยั ดงั ต่อไปนี

1. ผปู้ ่ วยเกิดแรงจงู ใจทีจะดูแลตนเอง (Motivation)
2. ผปู้ ่ วยมคี วามรู้ความเขา้ ใจในโรคทีตนเองเป็น (Knowledge)
3. ผปู้ ่ วยมีทกั ษะในการใชช้ ีวิตอยกู่ บั โรคเรือรัง (Problem Solving Skill)
4. ผปู้ ่ วยมีความมนั ใจทีจะดูแลตนเอง (Self Efficacy)
5. ไดร้ ับการช่วยเหลือสนบั สนุนในส่วนทีเป็นอุปสรรคหรือความขาดแคลนทรัพยากร (ldentified Barrier)
(ศลั ยา คงสมบูรณเ์ วช. บาํ บดั เบาหวานดว้ ยอาหาร. พิมพค์ รังที 4 (ฉบบั ปรับปรุง), 2559)
จึงอธิบายไดว้ ่า การทีผูป้ ่ วยจะเกิดการปรับเปลียนพฤติกรรมเพือดูแลสุขภาพตนเองได้นัน บุคลากร
จาํ เป็นตอ้ งสร้างแรงจูงใจ และทาํ ใหผ้ ปู้ ่ วยมีความรู้ความเขา้ ใจในโรคทีตนเองเป็น เป็นลาํ ดบั แรก

๘. สรุป (Conclusions)
การประเมินความรู้ ความตอ้ งการของผูป้ ่ วยก่อนใหค้ วามรู้ ทาํ ให้ พบประเด็นสําคญั คือ การใหค้ วามรู้ไม่

ชดั เจน เช่น บอกใหง้ ดผลไมร้ สหวานไม่ระบุชนิด เป็ นตน้ และสือการสอนมีนอ้ ยไม่น่าสนใจ อ่านเขา้ ใจยาก เช่น
ผูร้ ับบริการบอกไปพบเห็นสือทีอืนบอกชดั เจนว่าอะไรกินได้ ปริมาณเท่าไหร่ อะไรกินไม่ได้พร้อมมีรูปภาพ
ประกอบ เป็นตน้ จึงนาํ มาเป็ นแนวทางในการดาํ เนินงานปรับปรุง และพฒั นารูปแบการใหค้ วามรู้ทาํ ใหอ้ ตั ราผปู้ ่ วย
เบาหวานสามารถลดระดบั นาํ ตาลในเลือดไดอ้ ยา่ งต่อเนือง ถึงร้อยละ41.06 (101/246)สรุปไดด้ งั นี

1) การใหค้ วามรู้ตรงกบั ความตอ้ งการหรือสอดคลอ้ งกบั วิถีชีวิตประจาํ วนั ของผูป้ ่ วย นาํ มาปฏิบตั ิไดจ้ ริงจะ
ส่งผลให้ผปู้ ่ วยมีความรู้ ความเขา้ ใจ วิธีคิดรวมค่านิยม ความเชือ และทศั นคติ ทีเปลียนแปลงไป ซึงจะทาํ ให้ผปู้ ่ วย
เกิดการพฒั นาทักษะทีจะส่งผลให้พฤติกรรมสุขภาพเกิดการเปลียนแปลงตามมาและการให้ความรู้แก่ผูป้ ่ วย
โรคเบาหวานซึงเป็นความเจบ็ ป่ วยชนิดเรือรังนนั จาํ เป็นตอ้ งใชห้ ลายวิธีรวมกนั โดยมีจุดประสงคใ์ หผ้ ปู้ ่ วยสามารถ
ปรับเปลียนการใชช้ ีวติ ในแต่ละวนั ของตนเอง ใหม้ ีความสอดคลอ้ งกบั แนวทางการรักษาและภาวะความเจ็บป่ วยทงั
ทางดา้ นร่างกายและจิตใจทีเสือมถอยลงเมืออาการของโรคดาํ เนินไป(https://amprohealth.com/diabetes/how-to-
handle-patient/)

2) การนาํ สือการสอนทีหลากหลาย มีความน่าสนใจ และเขา้ ใจง่าย มาใชร้ ่วมกบั การให้ความรู้ทีตรงกบั
ความตอ้ งการของผูป้ ่ วย และสอดคลอ้ งกบั วิถีชีวิตประจาํ วนั จะทาํ ให้ผูป้ ่ วยมีความรู้ความเขา้ ใจ ส่งผลให้เกิดการ
ปรับเปลียนพฤติกรรมตามมานัน สามารถนาํ มาใช้ไดก้ บั ผูป้ ่ วยทุกกลุ่มวยั และสําหรับผูป้ ่ วยกลุ่มผูส้ ูงอายุ วิธีการ
สือสารทีสามารถเขา้ ถึงไดง้ ่าย และสร้างแรงจูงใจ ไดน้ นั คือ การพูดคุย แนะนาํ รวมถึงการรวมกลุ่มในวยั เดียวกนั
เพือแลกเปลียนเรียนรู้ เป็นการเสริมพลงั ใหม้ ีความมนั ใจทีจะดูแลตนเองไดด้ ีขึน

3) ระยะเวลาในการนดั หมายมาพบแพทย์ ส่งผลใหผ้ ปู้ ่ วยเกิดการปรับเปลียนพฤติกรรมไดเ้ นืองจากเป็ นสิง
กระตุน้ และสร้างแรงจูงใจใหก้ บั ผปู้ ่ วยได้

แสดงวา่ หากตอ้ งการปรับเปลียนพฤติกรรมการบริโภคของผปู้ ่ วยใหม้ ีความยงั ยืนไดน้ นั ตอ้ งทาํ ใหผ้ ปู้ ่ วยมี
ความรู้ความเขา้ ใจในโรคทีตนเองเป็น และส่งเสริมใหม้ ีทกั ษะในการใชช้ ีวติ อย่กู บั โรคเรือรังไดอ้ ยา่ งเหมาะสมจึงจะ
ส่งผลใหว้ ิธีคิด และทศั นคติของผปู้ ่ วยเปลียนแปลงได้

๙. เอกสารอ้างองิ (References)

ศลั ยา คงสมบูรณ์เวช. บาํ บดั เบาหวานดว้ ยอาหาร. พิมพค์ รังที 4 (ฉบบั ปรับปรุง). กรุงเทพฯ : อมั รินทร์เฮลท์
อมรินทร์พรินติงแอนดพ์ บั ลิชชิง, 2559. (12), 311 หนา้ . (ชุดชีวิตและสุขภาพ ลาํ ดบั ที 113) 1.เบาหวาน 2.โภชน
บาํ บดั 3.การปรุงอาหารสาํ หรับผปู้ ่ วย 4.การดูแลสุขภาพตนเอง. 616.462 ศ7บ6 2559. ISBN 978-616-18-7741-9

ศาสตราจารยน์ ายแพทยช์ ชั ลิต รัตรสาร. สถานการณ์ปัจจุบนั และความร่วมมือเพือปฏิรูปการดูแลรักษา
โรคเบาหวานในประเทศไทย,2560

Guideline diabetes care 2018. แนวทางปฏิบตั ิสาํ หรับโรคเบาหวาน 2561 สมาคมโรคเบาหวานแห่ง
ประเทศไทย

New recommendations in the 2018 edition of the American Diabetes Association’s (ADA’s) Standards
of Medical Care in Diabetes (Standards of Care)

https://amprohealth.com/diabetes/how-to-handle-patient

1

ชอื่ เรอ่ื ง ความสมเหตผุ ลของการส่ังใช้ยาโคลพิโดเกรลในผู้ปว่ ยโรคหลอดเลอื ดหวั ใจ

โรงพยาบาลระแงะ จังหวดั นราธิวาส

ประเภทส่งประกวด Oral presentation R2R

ช่อื ผวู้ ิจยั นางสาวนนั ทยิ า เอย่ี มศริ ิ ตาํ แหน่ง เภสชั กรชาํ นาญการ

สถานท่ีทาํ งาน กลุ่มงานเภสชั กรรม และคุม้ ครองผบู้ ริโภค โรงพยาบาลระแงะจังหวัดนราธวิ าส

เบอร์โทรติดต่อ 089-7351754 E-mail [email protected]

บทคดั ย่อ
การศึกษาน้ี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสมเหตุผลของการสั่งใช้ยาโคลพิโดเกรลในผู้ป่วย
โรคหลอดเลือดหัวใจ โรงพยาบาลระแงะ จังหวัดนราธิวาส และศึกษาความสัมพันธ์ของระยะเวลาที่
ผู้ป่วยได้รับยาแอสไพรินร่วมกับยาโคลพิโดเกรลกับการเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยาต่อระบบ
ทางเดินอาหาร ในกลุ่มทไี่ ดย้ าร่วมกนั ระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี และกลุ่มที่ได้ยาร่วมกันระยะเวลาเกิน 1 ปี
รูปแบบการศึกษาเป็นแบบภาคตัดขวางย้อนหลัง(retrospective cross-sectional study) โดยเก็บ
ข้อมูลในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจที่มีการส่ังใช้ยาโคลพิโดเกรลจากฐานข้อมูลเวชระเบียน
อิเล็กทรอนิกส์ในโปรแกรม HOSxP ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2561 ถึง 30 กันยายน 2562 จํานวน 86 ราย
บันทึกข้อมูลลงในแบบประเมินการส่ังใช้ยาโคลพิโดเกรลโรงพยาบาลระแงะ ใช้สถิติเชิงพรรณนา
วเิ คราะห์ข้อมลู ทว่ั ไปของผู้ปว่ ย และประวัติการใช้ยาโคลพิโดเกรล หาค่าความถ่ี ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ
ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน ใช้สถิติไคสแควร์หาความสัมพันธ์ของระยะเวลาท่ีผู้ป่วยได้รับยาแอสไพริน
รว่ มกับยาโคลพิโดเกรลกับการเกดิ อาการไม่พงึ ประสงค์จากยาต่อระบบทางเดนิ อาหาร
ผลการศึกษาพบว่ามีการสั่งใช้ยาโคลพิโดเกรลอย่างสมเหตุผลตามข้อบ่งใช้ร้อยละ 81.40
แต่ยังพบการส่ังใช้ยาโคลพิโดเกรลไม่สมเหตุผลตามข้อบ่งใช้ร้อยละ 18.60 เนื่องจากมีการใช้ยาเป็น
ระยะเวลาเกิน 1 ปี แม้ผู้ป่วยไม่เกิด acute coronary syndrome และหยุดยาก่อนครบ 1 ปี คิดเป็น
มูลคา่ ยาโคลพโิ ดเกรลทส่ี ่ังไมส่ มเหตผุ ลให้เกินระยะเวลา 1 ปี 15,476.25 บาท และพบว่าระยะเวลาที่
ผปู้ ว่ ยได้รบั ยาแอสไพรนิ รว่ มกับยาโคลพิโดเกรลมีความสัมพันธ์กับการเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยา
ต่อระบบทางเดินอาหารอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ(p=0.017) โดยผู้ป่วยที่ได้ยาแอสไพรินร่วมกับยา
โคลพิโดเกรลระยะเวลาเกิน 1 ปี พบอาการไม่พึงประสงค์จากยาต่อระบบทางเดินอาหารร้อยละ
48.57 โดยเกิด Gastrointestinal haemorrhage รอ้ ยละ 2.85 และ Dyspepsia ร้อยละ 45.71
จากการศกึ ษานแ้ี สดงให้เหน็ ว่าการสงั่ ใช้ยาโคลพโิ ดเกรลอย่างสมเหตุผล จะลดมูลค่าการใช้ยา
โดยไม่จําเป็นของโรงพยาบาล และระยะเวลาที่ผู้ป่วยได้รับยาแอสไพรินร่วมกับยาโคลพิโดเกรลมี
ความสัมพันธ์กับการเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยาต่อระบบทางเดินอาหาร ควรมีการเฝ้าระวังการ
เกิดภาวะเลือดออก และพิจารณาปัจจัยอื่นที่มีผลต่อการใช้ยาร่วมด้วย ท้ังน้ีสหวิชาชีพต้องมีส่วนร่วม
ในการพัฒนาแนวทางการจัดบริการรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจที่ใช้ยาโคลพิโดเกรลให้มี
ประสทิ ธิภาพ นําไปสกู่ ารใช้ยาอยา่ งสมเหตุผล

คําสาํ คัญ : โคลพิโดเกรล ความสมเหตุผลของการใช้ยา โรคหลอดเลอื ดหัวใจ

1

ชือ่ เร่ือง ความสมเหตุผลของการส่งั ใช้ยาโคลพโิ ดเกรลในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหวั ใจ

โรงพยาบาลระแงะ จงั หวดั นราธวิ าส

ประเภทสง่ ประกวด Oral presentation R2R

ชือ่ ผวู้ ิจัย นางสาวนนั ทิยา เอยี่ มศริ ิ ตําแหน่ง เภสัชกรชํานาญการ

สถานท่ีทาํ งาน กลุม่ งานเภสชั กรรม และค้มุ ครองผบู้ รโิ ภค โรงพยาบาลระแงะ

เบอร์โทรตดิ ต่อ 089-7351754 E-mail [email protected]

บทนํา

โรคหลอดเลือดหวั ใจ เปน็ ปญั หาที่สําคญั ของสาธารณสุขไทยและท่ัวโลก มีอุบัติการณ์สูงสุดใน

กลุ่มโรคที่ไม่ติดต่อจากรายงานการเสียชีวิตขององค์การอนามัยโลกในปี พ.ศ. 2559 พบทั่วโลกมี

ผู้เสียชีวิตปีละประมาณ 56.9 ล้านคน โรคหัวใจขาดเลือดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ประมาณ
การมีผู้เสียชีวิต 9.2 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 16.21 สําหรับประเทศไทยพบแนวโน้มอัตราการเสียชีวิต
จากโรคหัวใจขาดเลอื ดสูงขน้ึ และการปว่ ยดว้ ยโรคหวั ใจขาดเลอื ดทมี่ ีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างตอ่ เน่อื ง2

โรคหัวใจขาดเลือด(Ischemicheart disease; IHD) เป็นโรคที่เกิดจากหลอดเลือดแดงท่ีเล้ียง

กล้ามเน้ือหัวใจตีบหรือตัน ซึ่งการรักษาผู้ป่วยจําเป็นต้องได้รับยาต้านเกล็ดเลือด 2 ชนิดร่วมกัน(Dual

antiplatelet therapy; DAPT) โดยยาท่แี นะนาํ ใหใ้ ชเ้ ปน็ การรักษาหลัก ได้แก่ ยาแอสไพรินขนาด 75

ถึง 325 มิลลิกรัมต่อวัน ร่วมกับยาโคลพิโดเกรลขนาด 75 มิลลิกรัมต่อวัน ระยะเวลาการให้ยาต้าน
เกลด็ เลอื ด 2 ชนิดพิจารณาจากวิธีการรกั ษาของผูป้ ่วย3 ซงึ่ แนวทางการรักษาของสมาคมโรคหัวใจแห่ง

สหรัฐอเมรกิ าและวิทยาลัยแพทยโ์ รคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกาได้แนะนําผู้ป่วยกลุ่มภาวะหัวใจขาดเลือด

เฉียบพลัน(Acute coronary syndrome; ACS) ให้ยา DAPT นาน 1 ปี ส่วนผู้ป่วยกลุ่มโรคหัวใจขาด

เลือดเร้ือรัง(Stable ischemic heart disease; SIHD) ที่ได้รับการขยายหลอดเลือดหัวใจ(Primary

percutaneous coronary intervention; PCI) และใส่ขดลวดค้ํายัน ระยะเวลาในการให้ยา DAPT

ข้ึนอยู่กับชนิดของขดลวด ส่วนกรณีผู้ป่วยรักษาด้วยการผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ(Coronary

artery bypass graft surgery; CABG) ให้ยาต้านเกล็ดเลือด 2 ชนิดร่วมกันต่อเนื่อง 1 ปี หลังจาก
ครบเวลาท่ีแนะนําลดยาเหลอื เฉพาะยาแอสไพรินขนาด 75 ถึง 100 มิลลิกรัมตอ่ วนั 4, 5

ยาโคลพิโดเกรล เปน็ ยาต้านการเกาะกล่มุ ของเกลด็ เลอื ด ซ่งึ ปัจจุบันมกี ารใชย้ าต้านเกล็ดเลือด

สองชนิดร่วมกัน ได้แก่ ยาแอสไพรินร่วมกับยาต้านเกล็ดเลือดกลุ่มอ่ืน เช่น ยาโคลพิโดเกรล ช่วยลด

ความเส่ียงต่อการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด การเกิดกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและหลอด
เลือดสมองได้มากกว่า6 โดยยาโคลพิโดเกรลเป็นยาในบัญชี ง ตามบัญชียาหลักแห่งชาติของประเทศ

ไทย พ.ศ. 2561 มีเง่ือนไขในการส่ังใช้ยาดังนี้ 1. ใช้กับผู้ป่วยที่ใช้ยาแอสไพรินไม่ได้ เฉพาะกรณีที่ใช้

ป้องกันโรคเก่ียวกับหลอดเลือดหัวใจหรือสมองแบบทุติยภูมิ(secondary prevention) 2. ให้ร่วมกับ

ยาแอสไพรินหลังการใส่ขดลวดคํ้ายันผนังหลอดเลือด(stent) เป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี 3. ใช้ในกรณี

ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจท่ีได้รับยาแอสไพรินแล้วยังเกิด acute coronary syndrome หรือ

recurrent thrombotic events 4. ในกรณีที่ได้รับการวินิจฉัยอย่างชัดเจนว่าเป็น non-ST

elevated acute coronary syndrome ให้ใช้ยาโคลพิโดเกรลร่วมกับยาแอสไพรินเป็นระยะเวลาไม่
เกิน 1 ปี7 หากใชย้ าโคลพิโดเกรลเป็นเวลานานเกินระยะเวลาท่ีกําหนด ไม่ได้ลดอัตราการตายจากโรค
หลอดเลือดหัวใจ แต่เพม่ิ ความเสีย่ งในการเกดิ ภาวะเลอื ดออก4, 6-11 และโรคมะเรง็ 8

อีกท้ังยาโคลพิโดเกรล เป็นยาท่ีประเทศไทยประกาศใช้สิทธิบัตร เพื่อเพ่ิมการเข้าถึงยาให้แก่

ผู้ป่วยระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และมีแนวโน้มการเบิกยาเป็นจํานวนมากขึ้น โดย

2

ปีงบประมาณ 2561 ในสํานักงานเขตสุขภาพท่ี 12 มีหน่วยบริการเข้าร่วมโครงการเพ่ือขอเบิกชดเชย
ยาโคลพิโดเกรลคิดเป็นมูลค่า 2,613,172.45 บาท12 ซ่ึงโรงพยาบาลระแงะ จังหวัดนราธิวาส เป็น
โรงพยาบาลชุมชนขนาด 90 เตียง ไม่มีแพทย์เฉพาะทาง ให้การดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจชนิด
NSTEMI แพทย์สามารถเร่ิมยาได้เอง และมีผู้ป่วยส่วนหนึ่งท่ีรับการรักษาท่ีโรงพยาบาลนราธิวาสราช
นครินทร์ และโรงพยาบาลอ่ืนๆ ส่งกลับมารับยาต่อท่ีโรงพยาบาลระแงะ เพ่ือลดความลําบาก และ
ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ในปีงบประมาณ 2560, 2561 และ 2562 มีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจท่ีรับ
ยาโคลพโิ ดเกรลตอ่ เน่ืองที่โรงพยาบาลระแงะ จํานวน 103 ราย, 113 ราย และ 121 ราย ตามลําดับ มี
อัตราการส่ังใช้ยาโคลพิโดเกรลสูงขึ้นทุกปี ปีงบประมาณ 2560, 2561 และ 2562 มีการส่ังใช้ยาคิด
เป็นมูลค่า 120,250.38 บาท 126,667.46 บาท และ 148,086.04 บาท ตามลําดับ แต่ยังไม่มีการ
ประเมินความสมเหตุผลของการส่ังใช้ยาโคลพิโดเกรลตามข้อบ่งใช้ ระยะเวลาท่ีเหมาะสมในการใช้ยา
และยงั พบว่ามีผู้ป่วยไดย้ านานเกิน 1 ปี ซงึ่ การใช้ยาอยา่ งไมส่ มเหตผุ ล จะส่งผลต่อประสิทธิผลของการ
รักษา เกดิ อาการไมพ่ งึ ประสงค์จากการใช้ยาได้ อีกทั้งผู้ป่วยท่ีใช้ยาโคลพิโดเกรลจัดเป็นผู้ป่วยที่อาการ
ของโรคหลอดเลือดหัวใจยังไม่คงท่ี ควรได้รับการรักษาแบบสหวิชาชีพ มีการติดตามการรักษา และ
การใช้ยาอย่างใกล้ชิด ซ่ึงยาโคลพิโดเกรลเป็นยาท่ีมีค่าใช้จ่ายมูลค่าสูงรายการหนึ่งที่สํานักงาน
หลกั ประกันสขุ ภาพแห่งชาติกาํ หนดให้เบิกชดเชยเป็นยาได้เม่ือใช้ตามข้อบ่งใช้ในบัญชียาหลักแห่งชาติ
ในปีงบประมาณ 2563 ได้ปรับเปลี่ยนจากการชดเชยเป็นยาเป็นการจ่ายชดเชยเป็นเงิน ซ่ึงยังพบ
ปัญหายาขาดในบางเวลา เพื่อให้ผู้ป่วยท่ีมีข้อบ่งใช้ สามารถเข้าถึงยาได้อย่างเท่าเทียม มียาใช้ต่อเน่ือง
เปน็ ระยะเวลาที่เหมาะสม มีประสิทธิภาพ ปลอดภัยจากการใช้ยา และการใช้ยาเป็นไปอย่างคุ้มค่า จึง
จาํ เปน็ ต้องมีการประเมนิ ความสมเหตผุ ลของการใช้ยาดงั กล่าว

ผู้วิจัยจึงมีความสนใจศึกษาความสมเหตุผลของการสั่งใช้ยาโคลพิโดเกรลในผู้ป่วยโรคหลอด
เลอื ดหัวใจ โรงพยาบาลระแงะ จังหวัดนราธิวาส ตามเงื่อนไขในการสั่งใช้ยา และระยะเวลาท่ีได้รับยา
ตามบัญชียาหลักแห่งชาติของประเทศไทย พ.ศ. 2561 และนําข้อมูลไปใช้ในการพัฒนาแนวทางการ
จดั บรกิ ารรักษาผ้ปู ว่ ยโรคหลอดเลอื ดหวั ใจที่ใชย้ าโคลพิโดเกรลให้มีประสิทธิภาพ และเพิ่มคุณภาพการ
ดูแลผู้ป่วย
วัตถปุ ระสงค์

1. เพือ่ ศึกษาความสมเหตุผลของการสง่ั ใชย้ าโคลพโิ ดเกรลในผู้ป่วยโรคหลอดเลอื ดหวั ใจ
โรงพยาบาลระแงะ จังหวดั นราธิวาส

2. เพอื่ ศกึ ษาความสมั พันธข์ องระยะเวลาท่ผี ปู้ ่วยได้รบั ยาแอสไพรนิ รว่ มกับยาโคลพิโดเกรล
กบั การเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยาต่อระบบทางเดินอาหาร ในกลุ่มที่ได้ยาร่วมกันระยะเวลาไม่เกิน
1 ปี และกลมุ่ ท่ไี ด้ยาร่วมกนั ระยะเวลาเกนิ 1 ปี
นยิ ามศัพท์

ความสมเหตผุ ลของการสง่ั ใช้ยา หมายถึง การสง่ั ใช้ยาโคลพิโดเกรลตามขอ้ บ่งใช้ท่กี ําหนดใน
เกณฑ์ Drug Use Evaluation (DUE) ของโรงพยาบาลระแงะ

ผูป้ ว่ ยโรคหลอดเลอื ดหวั ใจ หมายถงึ ผปู้ ่วยโรคหลอดเลือดหวั ใจท่ีมีการใช้ยาโคลพิโดเกรลอย่าง
ต่อเน่อื งอย่างน้อย 6 เดือน ในชว่ งวนั ที่ 1 ตลุ าคม 2561 ถึง 30 กนั ยายน 2562

อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา หมายถึง อาการไม่พึงประสงค์ท่ีเกิดต่อระบบทางเดิน
อาหาร ได้แก่ การเกิด Gastrointestinal haemorrhage หรือ Dyspepsia ซ่ึงได้จากการวินิจฉัยของ
แพทย์

3

วิธกี ารศึกษา
เป็นการศึกษาแบบภาคตัดขวางย้อนหลัง(retrospective cross-sectional study) ในผู้ป่วย

โรคหลอดเลือดหัวใจท่ีมีข้อมูลการสั่งใช้ยาโคลพิโดเกรลจากฐานข้อมูลเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ใน
โปรแกรม HOSxP ต้งั แต่ 1 ตุลาคม 2561 ถึง 30 กนั ยายน 2562 จํานวน 121 ราย เก็บรวบรวมข้อมูล
จากประชากรที่เข้าเกณฑ์การศึกษา คือ มีข้อมูลการสั่งใช้ยาโคลพิโดเกรลในช่วงระยะเวลาที่ศึกษา, มี
ข้อมูลการรับบริการต่อเนื่องอย่างน้อย 6 เดือน เกณฑ์การคัดออก คือ มีการส่งต่อไปรักษาท่ีอื่น, ขาด
นัด, เสียชีวิตระหว่างช่วงเวลาที่ทําการศึกษา โดยเก็บข้อมูลย้อนหลังจากฐานข้อมูลเวชระเบียน
อิเล็กทรอนิกส์ในโปรแกรม HOSxP ได้แก่ เพศ อายุ สิทธิการรักษา โรคประจําตัว ประวัติแพ้ยา
ประวัติการใช้ยาโคลพิโดเกรล ข้อบ่งใช้ยา ขนาดยา วิธีการใช้ยา และระยะเวลาในการใช้ยาโคลพิโด
เกรล ยาท่ีใชร้ ว่ ม ไดแ้ ก่ แอสไพรนิ วาร์ฟาริน และโอมิพาโซล บันทึกข้อมูลลงในแบบประเมินการส่ังใช้
ยาโคลพิโดเกรลรพ.ระแงะ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ใช้สถิติ
เชิงพรรณนาวิเคราะห์ข้อมูลท่ัวไปของผู้ป่วย และประวัติการใช้ยาโคลพิโดเกรลหาค่าความถ่ี ร้อยละ
ค่าเฉลี่ย และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน ใช้สถิติไคสแควร์หาความสัมพันธ์ของระยะเวลาท่ีผู้ป่วยได้รับยา
แอสไพรนิ รว่ มกับยาโคลพิโดเกรลกบั การเกดิ อาการไมพ่ งึ ประสงค์จากยาต่อระบบทางเดินอาหาร
ผลการศกึ ษา
1. ข้อมูลท่ัวไป พบว่าผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจท่ีมีข้อมูลการสั่งใช้ยาโคลพิโดเกรลที่เข้าเกณฑ์
การศึกษา 86 ราย โดยรพ.ระแงะ เร่ิมยาโคลพิโดเกรลเอง 57 ราย(ร้อยละ 66.30) ส่งกลับมาจาก
โรงพยาบาลต่างๆ ได้แก่ รพ.นราธิวาสราชนครินทร์ 20 ราย(ร้อยละ 23.20) รพ.กรุงเทพหาดใหญ่ 6
ราย(ร้อยละ 7) รพ.สงขลานครินทร์ 2 ราย(ร้อยละ 2.30) และรพ.ยี่งอ 1 ราย(ร้อยละ 1.20) ข้อมูล
พื้นฐานดงั แสดงในตารางท่ี 1
ตารางที่ 1 ข้อมูลท่วั ไปของกลุม่ ตวั อยา่ ง

ขอ้ มลู สว่ นบคุ คล จาํ นวน(ราย) ร้อยละ
N =86

เพศ ชาย 62 72.10

หญิง 24 27.90

อายุเฉล่ีย (ค่าเฉลยี่ ±SD) ปี min=31 max=90 60.45(±11.51)

สทิ ธกิ ารรกั ษา: สทิ ธิหลักประกันสุขภาพ 30 บาท 76 88.37

สิทธขิ ้าราชการ 7 8.14

ประกนั สงั คม 3 3.49

โรคร่วมในกลมุ่ โรคหัวใจและหลอดเลือด(DM, HT ,DLP, CKD)

ไม่มโี รครว่ ม 4 4.65

มีโรคร่วม 1 โรค 21 24.42

มโี รคร่วม 2 โรค 42 48.84

มโี รครว่ ม 3 โรค 17 19.76

มโี รคร่วม 4 โรค 2 2.33

4

ตารางที่ 1 ข้อมูลทวั่ ไปของกลมุ่ ตวั อยา่ ง(ต่อ) จาํ นวน(ราย) ร้อยละ
N =86
ข้อมูลสว่ นบุคคล 26 30.23
31 36.00
ประวัตกิ ารสูบบหุ รี่: ยงั สูบบุหร่ี 66 76.74
มปี ระวัติทํา PCI 1 1.20
ยาท่ีใชร้ ่วม: โอมิพลาโซล
ประวตั ิการแพ้ยา : แอสไพรนิ

2. ข้อมลู การสั่งใชย้ าโคลพิโดเกรล พบวา่ ผูป้ ่วยได้ยาอย่างสมเหตุผล จํานวน 70 ราย(ร้อยละ 81.40)
ไม่สมเหตผุ ล 16 ราย(รอ้ ยละ 18.60) (ตารางที่ 2)
ตารางท่ี 2 จาํ นวนและร้อยละการส่ังใช้ยาโคลพิโดเกรลสมเหตผุ ล

ขอ้ มลู การใช้ยาโคลพิโดเกรล จาํ นวน จํานวนการส่ังใชย้ า
(ราย) โคลพโิ ดเกรลสมเหตุผล

N =86 (รอ้ ยละ)

1. สัง่ ยาตรงข้อบ่งใช/้ ระยะเวลาการส่ังใช้ยาโคลพโิ ดเกรล 86 70(81.40)

1.1 ใชก้ บั ผู้ปว่ ยทใี่ ช้แอสไพรนิ ไมไ่ ด้ เฉพาะกรณที ่ใี ช้ป้องกนั โรค 1 1(100)
เกย่ี วกบั หลอดเลือดหัวใจ หรือสมองแบบทุตยิ ภมู ิ(secondary 31 28(90.32)
prevention)

1.2 ให้ร่วมกับแอสไพรนิ หลงั การใส่ขดลวดคํา้ ยนั ผนังหลอดเลอื ด
เป็นระยะเวลาไมเ่ กิน 1 ปี

1.3 ใช้ในกรณีผปู้ ่วยโรคหลอดเลอื ดหวั ใจที่ได้รบั แอสไพรินแล้ว 34 25(73.53)
ยงั เกิด ACS หรอื recurrent thrombotic events

1.4 ในกรณีทีไ่ ด้รับการวินจิ ฉัยอย่างชัดเจนแลว้ วา่ เปน็ non-ST 20 16(80.00)
elevated acute coronary syndrome ใหใ้ ชโ้ คลพโิ ดเกรล
ร่วมกบั แอสไพรนิ เปน็ ระยะเวลาไมเ่ กนิ 1 ปี

2. ขนาดยาและวิธกี ารใช้ยาโคลพโิ ดเกรล : 86 100
75 mg วันละ 1 คร้งั หลงั อาหาร

3. จํานวนยาท่ีสั่งไม่เหมาะสมเกิน 1 ปี(เมด็ ) 4,127
มลู ค่าการสง่ั ใช้ยา(บาท)โคลพิโดเกรล 1 เม็ด ราคา 3.75 บาท 15,476.25

5

3. ข้อมูลการเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยาต่อระบบทางเดินอาหาร ในผู้ป่วยท่ีได้ยาแอสไพริน
รว่ มกับยาโคลพิโดเกรล
ตารางที่ 3 จํานวน ร้อยละอาการไม่พึงประสงค์ต่อระบบทางเดินอาหารจากการใช้ยาแอสไพริน
รว่ มกับยาโคลพิโดเกรล

อาการไม่พึงประสงคจ์ ากยา(N=28 ราย)

ระยะเวลาทไ่ี ด้รับยาแอสไพรนิ รว่ มกบั ยาโคลพิโดเกรล Gastrointestinal haemorrhage Dyspepsia

(ราย/ร้อยละ) (ราย/ร้อยละ)

1. ได้ยาระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี(51 ราย) 1(1.96) 10(19.61)

2. ได้ยาระยะเวลาเกิน 1 ปี(35 ราย) 1(2.85) 16(45.71)

4. ขอ้ มูลความสัมพันธ์ของระยะเวลาท่ีผูป้ ่วยได้รบั ยาแอสไพรินรว่ มกบั ยาโคลพโิ ดเกลกับการเกดิ
อาการไมพ่ ึงประสงคจ์ ากยาตอ่ ระบบทางเดินอาหาร
ตารางท่ี 4 แสดงความสัมพันธข์ องระยะเวลาที่ผ้ปู ่วยไดร้ ับยาแอสไพรนิ รว่ มกับยาโคลพโิ ดเกรลกบั การ
เกดิ อาการไม่พึงประสงค์จากยาต่อระบบทางเดินอาหาร

เกิดอาการ ไม่เกดิ อาการ Chi- p-

ระยะเวลาทไี่ ด้รบั ยา ไมพ่ งึ ประสงค์ ไม่พึงประสงค์ square value
แอสไพรินรว่ มกับโคลพโิ ดเกรล
ตอ่ ระบบทางเดนิ อาหาร ตอ่ ระบบทางเดินอาหาร

(N=28 ราย) (N=58 ราย)

1. ไดย้ าระยะเวลาไม่เกนิ 1 ปี(51 ราย) จาํ นวน รอ้ ยละ จาํ นวน รอ้ ยละ 6.85 0.017*
2. ไดย้ าระยะเวลาเกนิ 1 ปี(35 ราย) 11 21.56 40 78.44
*แสดงนัยสําคญั ทางสถติ ทิ ีร่ ะดับ<.05 17 48.57 18 51.43

สรปุ ผลการศึกษา
จากการศึกษาข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศชายร้อยละ 72.10 อายุเฉลี่ย

60.45±11.51 ปี ใช้สิทธิการรักษาสิทธิหลักประกันสุขภาพ 30 บาท ร้อยละ 88.37 มีโรคร่วมในกลุ่ม
โรคหวั ใจและหลอดเลอื ด(DM, HT ,DLP, CKD) 2 โรค ร้อยละ 48.84 ผู้ป่วยยังมีประวัติการสูบบุหรี่ถึง
ร้อยละ 30.23 มีประวัติการทํา PCI ร้อยละ 36 ใช้ยาโอมิพลาโซลร่วม ร้อยละ 76.74 มีประวัติการแพ้
ยาแอสไพรินรอ้ ยละ 1.20

ข้อมูลการส่ังใช้ยาโคลพิโดเกรล พบว่าผู้ป่วยได้ยาอย่างสมเหตุผลร้อยละ 81.40 ซึ่งข้อบ่งใช้ที่มี
การสั่งใช้ยาสมเหตุผลมากที่สุด คือ ข้อบ่งใช้ท่ี 2 ให้ร่วมกับแอสไพรินหลังการใส่ขดลวดคํ้ายันผนัง
หลอดเลือดเป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี ร้อยละ 90.32 รองลงมาคือ ข้อบ่งใช้ที่ 4 ในกรณีที่ได้รับการ
วินิจฉัยอย่างชัดเจนแล้วว่าเป็น non-ST elevated acute coronary syndrome ให้ใช้โคลพิโดเกรล
ร่วมกับแอสไพรนิ เป็นระยะเวลาไม่เกนิ 1 ปี ร้อยละ 80 ในส่วนขนาดยาและวิธีใช้ยาโคลพิโดเกรลส่ังให้
ขนาด 75 มิลลิกรัมต่อวัน มีการส่ังใช้ยาโคลพิโดเกรลไม่สมเหตุผลตามข้อบ่งใช้พบร้อยละ 18.60 โดย

6

มูลค่ายาโคลพิโดเกรลที่สั่งไม่สมเหตุผลให้เกินระยะเวลา 1 ปี โดยที่ผู้ป่วยไม่เกิด ACS คิดเป็นมูลค่า
15,476.25 บาท

ข้อมูลการเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยาต่อระบบทางเดินอาหาร ในผู้ป่วยที่ได้ยาแอสไพริน
ร่วมกับยาโคลพิโดเกรล โดยผู้ป่วยที่ได้ยาแอสไพรินร่วมกับยาโคลพิโดเกรลระยะเวลาเกิน 1 ปี พบ
อาการไม่พึงประสงค์จากยาต่อระบบทางเดินอาหารร้อยละ 48.57 โดยเกิด Gastrointestinal
haemorrhage ร้อยละ 2.85 และ Dyspepsia ร้อยละ 45.71 ซึง่ ระยะเวลาที่ผู้ป่วยได้รับยาแอสไพริน
รว่ มกับยาโคลพโิ ดเกรลมีความสัมพันธ์กับการเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยาต่อระบบทางเดินอาหาร
อยา่ งมีนัยสําคัญทางสถติ ิ(p=0.017)

วิจารณ์
จากการศึกษาพบว่ามีการสั่งใช้ยาโคลพิโดเกรลอย่างสมเหตุผลตามข้อบ่งใช้ คิดเป็นร้อยละ

81.40 อยู่ในเกณฑ์ท่ียอมรับได้ใกล้เคียงกับการศึกษาของนุชรินทร์13 ซ่ึงพบการส่ังใช้ยาโคลพิโดเกรล
อย่างสมเหตผุ ลตามขอ้ บง่ ใช้ร้อยละ 82.43 ส่วนการสั่งใช้ยาโคลพิโดเกรลไม่สมเหตุผลตามข้อบ่งใช้พบ
ร้อยละ 18.60 เนื่องจากมีการใช้ยาเป็นระยะเวลาเกิน 1 ปี แม้ผู้ป่วยไม่เกิด acute coronary
syndrome สาเหตุอาจเนื่องมาจากไม่มีระบบบันทึกแจ้งเตือนใน HOSxP ได้แก่ วันที่เริ่มยาโคลพิโด
เกรลคร้ังแรก ข้อบ่งใช้ท่ีสําคัญ(ประวัติการทํา PCI, CABG, NSTEMI) ระยะเวลาที่จะให้ยาโคลพิโด
เกรล ส่งผลให้ยายงั มกี ารถกู สงั่ ใชอ้ ยา่ งต่อเนื่อง ทําให้ผู้ป่วยไดร้ บั ยาเป็นระยะเวลานานเกินจําเป็น และ
มีการหยุดยากอ่ นครบ 1 ปี แตไ่ ม่ไดร้ ะบเุ หตผุ ลในการหยุด

อีกทั้งจากการศึกษานี้พบว่าระยะเวลาที่ผู้ป่วยได้รับยาแอสไพรินร่วมกับยาโคลพิโดเกรลมี
ความสัมพันธก์ บั การเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยาต่อระบบทางเดินอาหารอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ
(p=0.017) โดยผู้ป่วยที่ได้ยาแอสไพรินร่วมกับยาโคลพิโดเกรลระยะเวลาเกิน 1 ปี พบอาการไม่พึง
ประสงค์จากยาต่อระบบทางเดินอาหารร้อยละ 48.57 โดยเกิด Gastrointestinal haemorrhage
ร้อยละ 2.85 และ Dyspepsia ร้อยละ 45.71 ซ่ึงจากงานวิจัยของ Yin และคณะ6 งานวิจัยของ
Rossini และคณะ9 งานวิจัยของ Sorensen และคณะ10 และ The FDA Drug Safety
Communication11 พบว่าการใช้ยาแอสไพรินร่วมกับยาโคลพิโดเกรลเป็นระยะเวลานานเกิน 1 ปี
เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะเลือดออกเช่นเดียวกัน แต่ไม่ได้ลดอัตราการตายจากโรคหลอดเลือด
หัวใจ เช่นเดียวกับการศึกษาของบุญรักษ์14 พบอุบัติการณ์การเกิดภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร
ส่วนต้นซึ่งเป็นอาการไม่พึงประสงค์จากยาต่อระบบทางเดินอาหาร ในกลุ่มผู้ป่วยท่ีได้รับยาแอสไพริน
ร่วมกับยาโคลพิโดเกรล ร้อยละ 4.89 ซ่ึงมากกว่ากลุ่มผู้ป่วยท่ีได้รับยาแอสไพรินเพียงอย่างเดียว
รอ้ ยละ 0.54 สว่ นระยะเวลาการไดร้ ับยาแอสไพรนิ รว่ มกับยาโคลพิโดเกรลนานกว่าคําแนะนําตามแนว
ทางการรักษา(1 ปี) พบเช่นเดียวกบั งานวิจัยที่ศึกษา ซึ่งเป็นปัญหาส่วนหนึ่งท่ีเกี่ยวข้องกับการใช้ยาที่มี
แนวโน้มอาจทําให้ผู้ป่วยเกิดภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนต้น ทั้งน้ีต้องมีการศึกษาปัจจัยอื่นๆ
ท่ีเกี่ยวข้องกับการเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยาต่อระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ อายุ ประวัติการเกิด
แผลในกระเพาะอาหาร หรือภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร ระยะเวลาที่ได้รับยา ประวัติการได้รับ
ยาบางชนิดที่อาจมีผลต่อการเกิดภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร และประวัติการได้รับยาต้านการ
หลง่ั กรดตอ่ ไป

7

สรุป
จากการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าการสัง่ ใช้ยาโคลพโิ ดเกรลอย่างสมเหตุผล จะลดมูลค่าการใช้ยา

โดยไม่จําเป็นของโรงพยาบาล และระยะเวลาท่ีผู้ป่วยได้รับยาแอสไพรินร่วมกับยาโคลพิโดเกรลมี
ความสัมพันธ์กับการเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยาต่อระบบทางเดินอาหาร ควรมีการเฝ้าระวังการ
เกิดภาวะเลือดออก และพิจารณาปัจจัยอ่ืนที่มีผลต่อการใช้ยาร่วมด้วย ท้ังนี้สหวิชาชีพต้องมีส่วนร่วม
ในการพัฒนาแนวทางการจัดบริการรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจที่ใช้ยาโคลพิโดเกรลให้มี
ประสทิ ธภิ าพ นําไปสูก่ ารใช้ยาอย่างสมเหตุผล

ข้อเสนอแนะ
ข้อเสนอแนะในการนาํ ผลงานวิจัยไปใชป้ ระโยชน์
1. สามารถนําผลการศึกษาท่ีได้มาวิเคราะห์ร่วมกับแพทย์ ในคณะกรรมการเภสัชกรรมและ

การบําบัดเพื่อหาปัญหาท่ีเกิดข้ึน กําหนดแนวทาง เพื่อให้การสั่งใช้ยาโคลพิโดเกรลในผู้ป่วยโรคหลอด
เลือดหัวใจเป็นไปอย่างถูกต้อง เหมาะสม และนําระบบสารสนเทศมาใช้เพื่อสร้างช่องทางการส่ือสาร
ผ่านระบบบันทึกแจ้งเตือนใน HOSxP เม่ือแพทย์มีการส่ังใช้ยาโคลพิโดเกรลคร้ังแรกที่โรงพยาบาล
ระแงะ(อาจเรมิ่ ยาจากโรงพยาบาลอื่น) ไดแ้ ก่ วันที่เริ่มยาครัง้ แรก ข้อบ่งใชท้ ี่สําคัญ(การทํา PCI, CABG,
NSTEMI) วันที่ได้ยาโคลพิโดเกรลครบ 1 ปี เมื่อถึงกําหนดในระบบบันทึกแจ้งเตือน แพทย์จะได้มีการ
ทบทวนว่าต้องหยุดยาโคลพิโดเกรลหรือไม่ เพ่ือไม่ให้ยาถูกส่ังใช้อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานเกิน
จาํ เป็น ส่งเสริมให้เกดิ การจดั การปัญหาไดท้ ันเวลา และทําให้เกิดการส่ังใช้ยาอย่างสมเหตุผล ซ่ีงจะลด
การใช้ยาโดยไม่จําเป็นของโรงพยาบาล ทําให้โรงพยาบาลประหยัดงบประมาณในการจัดซ้ือยา และ
สง่ ผลต่อผปู้ ว่ ยโดยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ต่อระบบทางเดินอาหารจากการใช้ยา
แอสไพรินรว่ มกบั ยาโคลพโิ ดเกรลเปน็ เวลานาน

ขอ้ เสนอแนะในการทาํ วิจัยครั้งตอ่ ไป
1. การศึกษาคร้ังนี้เป็นการศึกษาแบบย้อนหลัง ไม่สามารถเก็บข้อมูลปัจจัยเสี่ยงบางอย่างได้
ครบถ้วน ซ่ึงควรมีการศึกษาปัจจัยอื่นๆ เพิ่มเติมท่ีอาจมีผลต่อการเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้
ยาโคลพิโดเกรล เพื่อเป็นข้อมลู สําหรับพจิ ารณาเมอ่ื มกี ารสงั่ ใชย้ าโคลพิโดเกรลอยา่ งเหมาะสมตอ่ ไป

เอกสารอ้างอิง
1. World Health Organization. The top 10 causes of death[Internet]. 2018 [cited 2020

May 1]. Available from: https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/the-top-
10-causes-of-death
2. กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สํานักงานปลดั กระทรวงสาธารณสุข. สถิติสาธารณสขุ พ.ศ.2560
[อินเทอร์เน็ต]. 2561 [เขา้ ถึงเมื่อ 10 ธันวาคม 2562]. เข้าถึงไดจ้ าก
http://bps.moph.go.th/new_bps/sites/default/files/stratistics60.pdf
3. สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่ง ประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์. แนวทางเวชปฏบิ ตั ิในการดูแล
ผู้ปว่ ยโรคหัวใจขาดเลอื ดในประเทศไทย ฉบบั ปรับปรงุ ปี 2557. พิมพค์ รั้งท่ี 2. กรงุ เทพฯ:
ศรีเมอื งการพิมพ์จํากัด; 2557.
4. Levine GN, Bates ER, Bittl JA, Brindis RG, Fihn SD, Fleisher LA, et al. 2016
ACC/AHA Guideline Focused Update on Duration of Dual Antiplatelet Therapy
in Patients With Coronary Artery Disease. JACC 2016; 68:1082-1115.

8

5. สมาคมแพทยโ์ รคหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์. แนวทางเวชปฏบิ ตั ิสําหรบั หตั ถการ
รกั ษาโรคหลอดเลือดโคโรนารยี ์ผา่ นสายสวน(Percutaneous CoronaryIntervention, PCI)
[อนิ เทอรเ์ นต็ ]. กรงุ เทพฯ. [เข้าถงึ เม่อื 1 พฤษภาคม 2563]. เขา้ ถึงได้จาก:
http://www.thaiheart.org/images/column_1291454908/PCIGuideline.pdf

6. Yin SH, XuP,Wang B, Lu Y, Wu QY, Zhou ML, et al. Duration of dual
Antiplatelet therapy after percutaneous coronary intervention with drug-eluting
stent: systematic review and network meta-analysis. BMJ 2019;365,l2222.doi:
10.1136/bmj.l2222.

7. คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแหง่ ชาติ. บญั ชียาหลักแหง่ ชาติ พ.ศ.2561. กรุงเทพฯ:
ชุมนุมสหกรณก์ ารเกษตรแหง่ ประเทศไทยจํากดั ; 2561.

8. ElmariahS,Doros G, Bhatt DL, Yusuf S, Steinhubl SR, Liu Y, et al. Impact of
Clopidogrel Therapy on Mortality and Cancer in Patients With Cardiovascular
and Cerebrovascular Disease. Circ Cardiovasc Interv 2018;11(1):doi:10.1161/
CIRCINTERVENTIONS.117.005795.:e005795.

9. Rossini R, Musumeci G, Lettieri C, Molfese M, Mihalcsik L, Mantovani P, et al. Long-
term outcomes in patients undergoing coronary stenting on dual oral Antiplatelet
treatment requiring oral anticoagulant therapy. Am J Cardiol 2008; 102,1618-1623.

10. Sorensen R OJ, Charlot M, Gislason GH. Risk of bleeding related to Antithrombotic
treatment in cardiovascular disease. Curr Pharm Des 2012; 18, 5362-5378.

11. The FDA Drug Safety Communication. FDA Reviews Long-Term Antiplatelet
Therapy as Preliminary Trial Data Show Benefits but a Higher Risk of Non-
Cardiovascular Death [Internet]. 2014 [cited 2020 May 1]. Available from:
https://www.fda.gov/drugs/drug-safety-and-availability/fda-drug-safety-communication-
fda-review-finds-long-term-treatment-blood-thinning-medicine-plavix

12. ที่มา : ศูนย์บรกิ ารสารสนเทศการประกันสุขภาพ สาํ นักงานหลักประกนั สุขภาพแห่งชาติ เดอื น
ตุลาคม 2561.

13. นุชรินทร์ คงสนิ และกนกพร สรรพวทิ ยกลุ . ความสมเหตุผลในการสงั่ ใชย้ า clopidogrel. วารสาร
เครอื ข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ 2557;1(2):17-24.

14. บุญรกั ษ์ ฉตั รรัตนกลุ ชัย. อบุ ัตกิ ารณแ์ ละปจั จยั ที่เกยี่ วข้องกบั การเกิดภาวะเลอื ดออกในทาง
เดินอาหารส่วนตน้ และการพฒั นาแนวทางเภสัชปฏิบตั ิในการบริบาลทางเภสชั กรรม สาํ หรับผูป้ ่วย
ทไี่ ดร้ ับยาแอสไพรินร่วมกับยาโคลพิโดเกรล. วิทยานพิ นธป์ ริญญาเภสชั ศาสตรมหาบณั ฑติ
สาขาวชิ าเภสัชกรรมคลินิก บณั ฑติ วิทยาลยั มหาวิทยาลยั ศิลปากร[อนิ เทอร์เน็ต]. 2560.
[เขา้ ถึง เมื่อ 1 พฤษภาคม 2563]. เข้าถึงได้จาก:
http://ithesis-ir.su.ac.th/dspace/handle/123456789/1176176

1. แบบฟอร์มบทคดั ย่อผลงาน

ประเภท Oral presentation

[ ] วิจยั [ / ] R๒R [ ] CQI (Clinic) [ ] CQI (Non-Clinic)

2.ประเภท หน่วยงาน

[ ] รพศ.-รพท. [ / ] รพช. [ ] รพ.สต.- ศสม. [ ] สสจ.-สสอ.

3.การเสนอผลงาน

[ ] ไมเ่ คยนำเสนอ เผยแพรม่ าก่อน [ / ] เคยเผยแพร่ (พฒั นาต่อยอด)

ช่ือเรื่อง ผลของการออกกำลังกายกล้ามเน้ือแกนกลางลำตัวต่อการทรงตัวในผสู้ งู อายหุ น่วยงานกายภาพบำบดั ของ
โรงพยาบาลรามนั

ผู้นำเสนอ นรู ลู ฮดู า มะดีเยาะ ตำแหนง่ นักกายภาพบำบัด
หน่วยงาน โรงพยาบาลรามัน อำเภอรามนั จงั หวัดยะลา
โทรศพั ท์ 083-1969932 E-mail : -

บทนำ

ปจั จบุ นั พบวา่ มจี ำนวนผสู้ ูงอายุ 929 ล้านคนหรอื คิดเป็นร้อยละ 12.5 ของประชากรโลก และใน
ประเทศไทยมจี ำนวนผสู้ ูงอายุ 11 ล้านคน หรือคิดเปน็ ร้อยละ 16.5 และประเทศไทยกำลงั เขา้ สสู่ งั คมผ้สู ูงอายุ
อย่างสมบรู ณ์ในปี พ.ศ. 2564 ซึ่งจะมจี ำนวนผสู้ งู อายุถึงร้อยละ 20 สำหรบั โรงพยาบาลรามัน มีผสู้ งู อายุท่มี า
รับการรักษาทางกายภาพบำบัดมากถึงรอ้ ยละ 39 การเพมิ่ จำนวนและสัดสว่ นของผู้สงู อายอุ ย่างรวดเร็วนย้ี ่อม
สง่ ผลกระทบต่อระบบโครงสรา้ ง เศรษฐกิจและสงั คมไทย ท้งั นเ้ี ป็นเพราะวา่ ร่างกายผู้สงู อายุมีความเสอื่ มถอย
ทงั้ ทางด้านร่างกายและจติ ใจ และมีความเสย่ี งสงู ในด้านความเจบ็ ป่วย และเมื่อมีปญั หาด้านสุขภาพในหลาย
ระบบยอ่ มทำให้บุคคลน้ันบกพรอ่ งในการทำหนา้ ทตี่ า่ งๆ โดยเฉพาะความสามารถในการดำเนินชีวติ ได้อย่าง
ปกตเิ หมือนคนทัว่ ไป ซงึ่ ถา้ ปัญหานั้นรุนแรงอาจกอ่ ให้เกดิ ภาระต่อครอบครวั ผ้ทู ี่อยู่ใกล้ชดิ และสังคมโดยรวม

เมอื่ เข้าสวู่ ยั สูงอายกุ ็จะมีการเปลี่ยนแปลงของการทำงานของระบบตา่ งๆในร่างกายจะลดลง เช่น
ระบบกระดกู และกลา้ มเน้อื ระบบประสาท และความบกพร่องของการมองเหน็ เป็นต้น ทำใหค้ วามสามารถใน
การทำงานและสมรรถภาพทางกายของผูส้ งู อายลุ ดลง เกิดผลกระทบต่างๆตามมา เช่น ภาวะกระดูกพรนุ
โรคหัวใจและปอด โรคความดันโลหติ สูง ภาวะข้อเสือ่ ม เปน็ ต้น และนอกจากน้ียังส่งผลต่อการทำงานและการ
ทำกิจวัตรประจำวันของผสู้ ูงอายทุ ีล่ ดลงอกี ด้วย ทำให้ผสู้ งู อายเุ กดิ ความเสีย่ งต่อการลม้ จากสถิตขิ ององค์การ
อนามัยโลกพบวา่ ผูท้ มี่ ีอายุ 65 ปีขึ้นไป มภี าวะเสี่ยงต่อการล้มร้อยละ 28-35 และหน่วยงานกายภาพบำบดั
โรงพยาบาลรามนั พบผู้สูงอายุทีม่ ารับการรักษาเนื่องจากการล้มร้อยละ 12 เม่อื เกดิ การล้มแล้วผู้สงู อายจุ ะไมม่ ี
ความม่ันใจในการเคลื่อนไหว ทำกจิ วัตรประจำวันได้น้อยลงหรอื เกดิ ความกลัวการลม้ ตามมา และนอกจากทำ
ให้เกดิ การบาดเจ็บกับผสู้ งู อายเุ องแล้ว ยงั ส่งผลกระทบตอ่ กบั ครอบครัวทีต่ ้องรับภาระในการดูแลรกั ษา ดังนน้ั
การป้องกันการล้มจงึ เปน็ สิ่งสำคัญ และหน่งึ ในรูปแบบการป้องกนั การลม้ คือ การออกกำลงั กาย

จากการศึกษาที่ผ่านมาพบวา่ การออกกำลงั กายกล้ามเน้ือแกนกลางลำตัว (core stabilization
exercise) มีเป้าหมายที่กลา้ มเน้ือมดั ลกึ แนวแกนกลางของลำตวั ท่เี ชอ่ื มระหวา่ งกระดูกสันหลัง กระดูกเชิง

กราน และกระดูกสะโพก ซ่ึงกล้ามเน้อื กลุ่มนจ้ี ะช่วยในการเคลือ่ นไหวร่างกายและทำกิจกรรมต่างๆ อกี ทัง้ ยงั
เป็นจดุ เช่ือมระหวา่ งรยางค์ของร่างกาย มีบทบาทต่อการควบคมุ การทรงตวั และชว่ ยรกั ษาความม่นั คงของ
กระดูกสนั หลัง ซงึ่ มีสว่ นสำคัญในการพยงุ ร่างกายใหเ้ กิดความสมดลุ

ดงั น้นั ผู้วจิ ยั จงึ ศกึ ษาผลของการออกกำลงั กายกล้ามเนอื้ แกนกลางลำตวั ในผสู้ ูงอายุทีม่ ีอายุ 60 ปขี ้ึนไป
ท่ีมารบั การรักษาทห่ี น่วยงานกายภาพบำบัด โรงพยาบาลรามัน หลังจากได้รบั การฝึกเป็นเวลา 6 สัปดาห์
เพ่อื ใหผ้ สู้ ูงอายุมรี ะดับการทรงตัว กลา้ มเนือ้ ขาและความมั่นใจในการปฏิบัติกจิ กรรมดีขึ้น

วัตถุประสงคก์ ารวจิ ัย
วตั ถปุ ระสงคท์ วั่ ไป

เพื่อศึกษาผลของการออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวต่อการทรงตัวในผู้สูงอายุ
หนว่ ยงานกายภาพบำบดั โรงพยาบาลรามนั จงั หวดั ยะลา

วตั ถุประสงค์เฉพาะ
1. เพื่อเปรียบเทียบระดับการทรงตวั ในผูส้ ูงอายุหนว่ ยงานกายภาพบำบดั โรงพยาบาลรามนั จังหวัด
ยะลาระหว่างกอ่ นและหลังการออกกำลังกายกลา้ มเนอ้ื แกนกลางลำตัว
2. เพ่ือเปรียบเทียบความแขง็ แรงของกล้ามเนื้อขาในผู้สูงอายุหนว่ ยงานกายภาพบำบัด โรงพยาบาล
รามัน จงั หวัดยะลาระหว่างก่อนและหลงั การออกกำลังกายกลา้ มเนื้อแกนกลางลำตวั
3. เพื่อเปรียบเทียบความมั่นใจต่อการปฏิบัติกิจกรรมในผู้สูงอายุ หน่วยงานกายภาพบำบัด
โรงพยาบาลรามนั จังหวัดยะลาระหวา่ งก่อนและหลังการออกกำลังกายกล้ามเน้ือแกนกลางลำตวั

สมมตฐิ านการวจิ ยั
หลังการออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว ผู้สูงอายุ หน่วยงานกายภาพบำบัด โรงพยาบาล

รามนั จังหวดั ยะลา มีการทรงตวั ความแข็งแรงของกล้ามเน้ือขาและความมัน่ ใจในการปฏิบตั ิกิจกรรมมากกว่า
ก่อนออกกำลงั กายกลา้ มเนอ้ื แกนกลางลำตวั

กรอบแนวคดิ การวจิ ยั

ผู้วิจัยออกแบบการออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวเพื่อการทรงตัวในผู้สูงอายุสำหรับใช้ใน
โรงพยาบาลรามันในครั้งนี้ เนื่องจากการออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลำตัวซึ่งเป็นกล้ามเน้อื
มัดลึกแนวแกนกลางของลำตัวที่เชื่อมระหว่างกระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน และกระดูกสะโพก จะช่วยใน
การเคลอ่ื นไหวรา่ งกายและทำกจิ กรรมตา่ งๆ

ปัจจุบันกล้ามเนื้อที่ได้การยอมรับว่ามีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงของข้อต่อกระดูกสันหลัง ได้แก่
กล้ามเนื้อ transversus abdominis , multifidus , diaphragm และ pelvic floor เนื่องจากกล้ามเนื้อกลุ่ม
นีจ้ ะเป็นกล้ามเนื้อมัดแรกทเี่ ริ่มทำงานตอบสนองต่อการเสียสมดุลของรา่ งกาย โดยไม่คำนงึ ว่าการเสียสมดุลจะ
เกิดขึ้นในทิศทางใดและทำงานหดตัวอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาที่มีแรงกระทำต่อข้อต่อกระดูกสันหลัง ผู้วิจัยจงึ
พฒั นาทา่ ที่ใช้ในการออกกำลังกายโดยออกแบบท่าท่มี ีการทำงานของกลา้ มเนื้อดงั กล่าวทั้งหมด และออกแบบ
ท่าให้เหมาะสมกับอายุโดยการปรบั ทา่ ทางในการออกกำลงั กายเป็นท่านอน ซึ่งเป็นทา่ ที่มั่นคงและปลอดภัย มี
การยืดเหยียดกล้ามเนื้อก่อนออกกำลังกายเพื่อเตรียมพร้อมกล้ามเนื้อและป้องกันการบาดเจ็บที่อาจเกิดขณะ
ออกกำลังกายและหลังออกกำลังกาย ประกอบด้วย 1. ท่ายืดกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเหยียดหลังและหน้าอก
ส่วนบน 2. ท่ายืดกล้ามเนื้อสะโพก, 3. ท่ายืดกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังและกล้ามเนื้อน่อง และ 4. ท่ายืด
กลา้ มเนื้อหลังสว่ นล่าง นอกจากน้ียังเลือกทา่ ท่ีใช้ในการออกกำลงั กายท่ีมีความยากระดบั น้อยถึงปานกลาง แต่
ครอบคลุมกล้ามเนื้อมัดลึกที่ต้องการเสริมสร้างได้ครบถ้วน ประกอบด้วย 1. Abdominal contraction, 2.
Bridging, 3. Lower trunk rotation, 4. Straight leg raise, 5. Crunch และ 6. Single leg bridging ซง่ึ ทา่
ออกกำลงั กายกล้ามเน้ือแกนกลางลำตวั ดังกล่าวไดร้ บั การรับรองจากผู้เช่ยี วชาญคือ อ.ชัชวลยั สนธิกุล อาจารย์
ประจำภาควชิ ากายภาพบำบัด คณะแพทยศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสงขลานครนิ ทร์, อ.ดร.ธวชั ชยั ลกั เซ้ง อาจารย์
ประจำภาควิชากายภาพบำบดั สำนักวิชาสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และนางสาวหสั มะ มะสากา
หัวหน้าหน่วยงานกายภาพบำบัด โรงพยาบาลรามัน โดยแต่ละท่าจะส่งผลต่อระดับการทรงตัวขณะอยู่นิ่งและ
เคลือ่ นไหวของผู้สงู อายุ ความแข็งแรงของกล้ามเน้อื ขาและความม่ันใจในการทำกจิ กรรม ดงั ภาพที่ 1

การออกกำลังกายกลา้ มเนื้อแกนกลางลำตวั ใน
ผสู้ ูงอายเุ พ่ือการทรงตวั ในผู้สูงอายุ

1) Abdominal contraction - ระดับการทรงตวั
2) Bridging - ความแขง็ แรงของกล้ามเนอื้ ขา
3) Lower trunk rotation - ความม่นั ใจในการทำกจิ กรรม
4) Straight leg raise

5) Crunch

6) Single leg bridging ภาพที่ 1 กรอบแนวคดิ การวิจยั

ระเบียบวธิ ีวจิ ยั
ผวู้ จิ ัยใช้ระเบยี บวิธวี จิ ยั การวจิ ยั แบบกงึ่ ทดลอง (Quasi Experimental Research) แบบกลุม่ เดียว

วดั กอ่ นและหลังการทดลอง (The One Groups, Pre-test, Post-test Design)

ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง
ประชากรท่ใี ชใ้ นการศึกษาได้แก่ คือ ผู้สงู อายุทง้ั เพศหญงิ และเพศชายที่มีอายุ 60 ปีขนึ้ ไป ท่ีมารับการ

รกั ษาทห่ี น่วยงานกายภาพบำบัด โรงพยาบาลรามนั ระหวา่ งเดอื นธนั วาคม 2562 – มีนาคม 2563 กำหนด
เกณฑ์ในการคดั เข้า คดั ออกดังนี้

เกณฑก์ ารคดั เข้า (Inclusion criteria)
1. สอ่ื สารได้เข้าใจ และปฏบิ ตั ิตามคำสั่งได้
2. เดนิ ไดอ้ ย่างอสิ ระโดยไมใ่ ช้เคร่ืองชว่ ยเดิน
3. ยินยอมเข้ารับการศึกษา ทดลองด้วยความสมัครใจ

เกณฑ์การคัดออก (Exclusion criteria)
1. มปี ระวัติโรคหลอดเลอื ดสมองหรือโรคทางระบบประสาทอนื่ ที่ทำใหก้ ารเดินมีปัญหา
2. มีประวตั กิ ระดกู หักในช่วง 6 เดอื นทผี่ ่านมา
3. มคี วามผดิ ปกติของการมองเห็นทีไ่ ม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการใส่แวน่ ตา
4. มีอาการปวดรยางคส์ ่วนลา่ งท่ีมีระดับความเจ็บปวด (VAS) เทา่ กับ 6 ข้ึนไป
5. มปี ระวตั ิเปลี่ยนข้อเขา่ หรอื ขอ้ สะโพกในชว่ ง 6 เดือนทีผ่ า่ นมา
6. มีประวตั โิ รคข้อเข่าเส่อื มตัง้ แตร่ ะดับที่ 2-4

กล่มุ ตวั อยา่ งทใ่ี ช้ ไดแ้ ก่ คือ ผสู้ งู อายทุ ้ังเพศหญิงและเพศชายท่ีมีอายุ 60 ปีข้นึ ไป ท่มี ารบั การรักษาท่ี
หน่วยงานกายภาพบำบัด โรงพยาบาลรามัน ระหว่างเดือนธันวาคม 2562 – มีนาคม 2563 จำนวน 28 คน
คำนวณโดยใช้โปรแกรม G* Power ใช้ Test family เลือก t-tests, Statistical test เลือก Means:
Differences between two independent means (matched paired) กำหนดค่าอิทธิพลขนาดกลาง
(Effect size) = 0.25 ค่าความคลาดเคลื่อน (Alpha) = .05 และค่า Power = 0.8 ได้กลุ่มตัวอย่าง 27 คน

(Cohen, 1977) เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างไม่สามารถควบคุมการออกจากกลุ่มขณะทำการทดลองได้จึงเผื่อกลุ่ม
ตวั อยา่ งรอ้ ยละ 10 ได้กลมุ่ ตัวอยา่ ง 33 คน ดังสตู ร

n = 27 = 33.33
(1−.1)2

ทั้งนี้ขณะทำการทดลองกลุ่มตัวอย่างออกกลุ่มจำนวน 5 คน ด้วยสาเหตุไม่มาตามนัดจึงเหลือกลุ่ม
ตวั อยา่ งทเ่ี ขา้ รว่ มโปรแกรมหลงั เสร็จส้ิน จำนวน 28 คน

การสมุ่ ตวั อย่าง ผู้วจิ ยั เลือกกล่มุ ตัวอย่างแบบสุ่มอยา่ งง่าย (Simple random sampling) โดยเลือก
ผู้สูงอายทุ ้งั เพศหญงิ และเพศชายทม่ี ีอายุ 60 ปขี น้ึ ไป ทม่ี ารับการรกั ษาท่ีหน่วยงานกายภาพบำบดั โรงพยาบาล
รามัน ระหว่างเดือนธนั วาคม 2562 – มีนาคม 2563

เคร่ืองมอื ท่ีใชใ้ นการวิจยั

1. เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ คู่มือการออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวในผู้สูงอายุ ซ่ึง
ประกอบด้วยท่ายืดกล้ามเนื้อก่อนการออกกำลังกาย 4 ท่า และท่าออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว 6
ท่า

2. เครอ่ื งมือทใ่ี ช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบดว้ ย 2 สว่ น ดังน้ี

2.1 ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป ถามเกี่ยวกับชื่อ-สกุล เพศ อายุ น้ำหนัก ส่วนสูง ดัชนีมวลกาย (BMI)
เปน็ ตน้ ลกั ษณะคำตอบเป็นการเขียนคำตอบในชอ่ งว่าง

2.2 สว่ นท่ี 2 แบบประเมินก่อนและหลังการออกกำลงั กาย

1. การประเมินการทรงตัวขณะอยูน่ ิง่ (Static balance) โดยใช้ Single leg stance test

แบบทดสอบการทรงตัว ใช้ในการทดสอบการทรงตัวซึง่ มกี ารใช้กันอยา่ งแพร่หลาย มีค่าความ
นา่ เชอ่ื ถือระดับสูง จากการศึกษาของ Eva Ageberg และคณะในปี ค.ศ. 2003 รายงานวา่ Single leg stance
test มีความน่าเชือ่ ถือในการวดั ซำ้ และระหวา่ งผูว้ ัดสงู (ICCระหวา่ ง 0.79 and 0.95)

2. การประเมนิ การทรงตวั ขณะอยเู่ คลื่อนไหว (Dynamic balance) โดยใช้
Time Up and Go test (TUG)

เป็นการทดสอบที่ประเมินการทรงตัวขณะเคลื่อนไหว ความสามารถในการเดนิ และการเสี่ยง
ล้มโดยมคี วามนา่ เชื่อถือในการวัดและความแมน่ ยำอยู่ในเกณฑ์ดเี ย่ยี ม โดยค่า ICC =0.95-0.99 มคี วาม

นา่ เชือ่ ถืออยู่ในระดบั สูง รวมทง้ั วธิ กี ารทดสอบไมซ่ ับซ้อน ใช้เวลาในการทดสอบน้อย การแปลผลสามารถทำได้
งา่ ย สามารถนำไปใชไ้ ด้ในหลากหลายกลมุ่ ผู้ถูกทดสอบ

3. การประเมินความแข็งแรงของกลา้ มเนอ้ื ขา (Lower extremities muscle strength) โดย
ใช้ Five Times Sit-To-Stand test (FTSTS)

เป็นการประเมินที่สะท้อนความสามารถในการเคลื่อนไหวและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา
โดยเฉพาะกล้ามเน้ือขาส่วนต้นในอาสาสมัครกลุ่มต่างๆ เช่น ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยทางระบบประสาทกลุ่มต่างๆ
ผลการประเมินยังมีความเกี่ยวข้องกับระดับความสามารถในการเดิน (46) (r = -0.680, P < 0.001) การรับ
ความรู้สึก (r = -0.130--0.220, P < 0.05) การทรงตัว (r =-0.580, P < 0.001) และความเร็วในการ
เคล่ือนไหว (r =0.300, P < 0.05)

4. แบบประเมินเกี่ยวกับความมั่นใจในการทรงตัวขณะปฏิบัติกิจกรรม โดยใช้แบบประเมิน
Activities- specific Balance Confidence (ABC) Scale ฉบบั ภาษาไทย

แบบประเมินนี้สามารถบอกแนวโน้มของการหลีกเลี่ยงการปฏิบัติกิจกรรมได้ จึงมักนำไปใช้ใน
กลุ่มผู้ป่วยที่ตัดขา (Amputation Population) หรือเกี่ยวกับงานกายภาพบำบัด เพื่อดูระดับความมั่นใจและ
แนวโน้มการหลีกเลี่ยงการปฏิบัติกิจกรรม ประกอบด้วย 16 กิจกรรม ส่วนคำตอบเป็นการให้คะแนนความ
มั่นใจในการทรงตัวเพื่อปฏิบัติกิจกรรม ตั้งแต่ 0-100% โดย 0% หมายถึง ไม่มั่นใจเลย และ 100% หมายถึง
มั่นใจมาก ผู้สูงอายุที่ปกติและมีความพร้อมในการปฏิบัติกิจกรรม ต้องได้คะแนน ABC มากกว่า 88% ขึ้นไป
ประเมินโดยการสัมภาษณ์แบบตัวตอ่ ตวั

แบบประเมิน ABC ได้พัฒนาเป็นฉบับภาษาไทยอย่างถูกวิธีโดย Kamonthip และคณะ ปี พ.ศ.
2560 มีความเที่ยงโดยการวัดซ้ำในข้อคำถามท้ังหมด ค่า ICC เท่ากับ 0.99 (95%CI=0.98-0.99) แสดงให้เห็น
ว่ามีความเที่ยงในการวัดซ้ำในผู้สูงอายุระดับดีเยี่ยม แต่ละข้อคำถามของแบบประเมิน ABC พบว่ามีค่าความ
เที่ยงในการวัดซ้ำ ICC ช่วงตั้งแต่ 0.79-0.96 แสดงให้เห็นว่ามีค่าความเที่ยงระดับดีเยี่ยม มีการแปล ปรับตาม
หลักเกณฑข์ อง WHO และมีความเท่ยี งในการวดั ซ้ำระดบั ดีเยยี่ มในผสู้ ูงอายุ

การเก็บรวบรวมขอ้ มลู

ข้ันก่อนการทดลอง

1. ผู้วิจัยทำเรื่องขอพิจารณาเก็บข้อมูลการวิจัยจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์
โรงพยาบาลรามนั และทำหนังสือถงึ ผอู้ ำนวยการโรงพยาบาลรามัน

2. ผ้วู จิ ัยประชาสัมพนั ธโ์ ครงการวิจัยเพื่อหากลุ่มตัวอย่างท่ีมีคุณสมบตั ิตามเกณฑแ์ ละมีความ สนใจรับ
ฟังรายละเอียดเก่ียวกบั โครงการวจิ ัย

3. เมื่อผู้สนใจเข้าร่วมโครงการ ผู้วิจัยทำการอธิบายความเป็นมาของปัญหา ชี้แจงวัตถุประสงค์
ประโยชน์จากการเข้าร่วมโครงการวิจัย ตลอดจนการพิทักษ์ให้กลุ่มตัวอย่างได้รับทราบ พร้อมลงลายมือชื่อ
ยินยอมเข้ารว่ มโครงการวิจัย

4. ผ้สู งู อายุกล่มุ ตัวอย่างกรอกแบบบันทึกข้อมูลทั่วไปซ่งึ ประกอบดว้ ย อายุ เพศ นำ้ หนัก สว่ นสูง ดัชนี
มวลกาย และโรคประจำตวั

5. ผู้สูงอายุกลุ่มตัวอยา่ งทุกคนไดร้ บั การประเมินค่าการทรงตัวขณะอยู่นิ่ง (static balance) การทรง
ตัวขณะอยู่เคลื่อนไหว (dynamic balance) ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา (lower extremities muscle
strength) และความมน่ั ใจในการปฏบิ ัตกิ จิ กรรมก่อนออกกำลงั กายตามโปรแกรม (Pre-test)

6. ผู้เข้าร่วมวิจัยได้รับการชี้แจงเรื่องความพร้อมในการออกกำลังกายการแต่งกาย แนะนำให้สวมใส่
เส้ือผ้ากระชบั รับประทานอาหารกอ่ นออกกำลงั กายอย่างน้อย 1 - 2 ช่ัวโมง

ข้ันทดลอง

7. ผู้สูงอายุกลุ่มตัวอย่างทุกคนจะออกกำลังกายเป็นเวลา 30 นาทีต่อครั้ง 3 ครั้ง/ต่อสัปดาห์
ต่อเนื่องกันเป็นเวลา 6 สัปดาห์ที่หน่วยงานกายภาพบำบัด โรงพยาบาลรามัน โดยจะออกกำลังกายหลังได้รับ
การรักษาทางกายภาพบำบดั ดว้ ยโรคทีต่ นเองเป็นเสร็จเรียบร้อยแลว้ ซงึ่ ก่อนออกกำลงั กาย ผู้วิจัยจะมอบคู่มือ
ออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวในผู้สูงอายุ พร้อมกับสาธิตวิธีการออกกำลังกาย ดังตารางที่ 1และ 2
และให้ผูส้ งู อายุออกกำลงั กายตาม โดยอย่ใู นความดแู ลของผูว้ จิ ยั

ตารางท่ี 1 ทา่ ยืดเหยียดกล้ามเน้อื กอ่ นการออกกำลังกาย

ท่ายืดเหยียดกล้ามเน้อื ข้นั ตอนการปฏิบตั ิ

ท่าที่ 1 ท่ายืดกล้ามเนื้อที่ใช้ใน
การเหยียดหลังและหน้าอก
ส ่ ว น บ น ( spinal extensors
and pectorals muscle)

ทา่ เรม่ิ ต้น : นั่งยืดขา ลำตวั ตรง มอื ทง้ั สองวางบรเิ วณเอว เอวให้
ทา่ ปฏบิ ตั ิ : เหยียดหลงั พร้อมกับใช้มอื ท้ังสองข้างกดบริเวณ
อกผาย ไหล่ผ่ึง ยดื ค้างไว้ 15 วนิ าที ทำซ้ำ 3 ครัง้

ทา่ ที่ 2 ทา่ ยืดกล้ามเน้ือสะโพก
(gluteus maximus muscle)

ท่าเรม่ิ ต้น : นงั่ เหยียดขาทั้ง 2 ข้าง ลำตัวตง้ั ตรง วางมือทั้ง 2 ขา้ ง
บรเิ วณหน้าขา

ทา่ ปฏบิ ตั ิ : ชนั ขาขา้ งหน่ึงขึ้น แลว้ ไขว้ไปวางขา้ งเข่าด้านตรงขา้ ม
จากน้ันบิดลำตวั และศรี ษะไปอกี ด้านให้มากทส่ี ุด ใช้แขนข้างหนึง่ คำ้ พน้ื
แขนอีกขา้ งออกแรงดันเข่าจนรู้สึกตึงบรเิ วณสะโพก ยดื ค้างไว้ 15
วินาที ทำซ้ำ 3 คร้งั และสลับทำอีกข้าง

ทา่ ที่ 3 ทา่ ยืดกลา้ มเนือ้ ตน้ ขา
ดา้ นหลงั และกล้ามเนอื้ น่อง
(hamstring and calf
muscle)

ท่าเรม่ิ ตน้ : น่ังเหยียดขาทง้ั 2 ขา้ ง ลำตวั ต้งั ตรง วางมือทัง้ 2 ขา้ ง
บรเิ วณหนา้ ขา
ท่าปฏิบตั ิ : พับขาขา้ งกนงึ่ แลว้ ค่อยๆใช้มือทั้งสองย่นื ไปจับเทา้ ข้างท่ี
ยดื คา้ งไว้ 15 วนิ าที ทำซำ้ 3 คร้ัง และสลับทำอีกข้าง

ทา่ ที่ 4 ทา่ ยืดกล้ามเน้ือหลงั
ส่วนล่าง (lower back
muscle)

ท่าเร่ิมต้น : นอนหงาย แขนทั้ง 2 ข้างวางแนบข้างลำตวั
ท่าปฏิบตั ิ : งอเขา่ และสะโพกขา้ งใดขา้ งหนง่ึ พร้อมท้ังประสานมอื ชอ้ น
ใตเ้ ขา่ แล้วดึงขึน้ มาชิดอกให้ได้มากที่สุด จนรู้สกึ ตึงบริเวณหลังสว่ นลา่ ง
ยืดค้างไว้ 15 วินาที ทำซ้ำ 3 ครง้ั และสลบั ทำอกี ข้าง

ตารางท่ี 2 ทา่ ออกกำลงั กายกล้ามเนือ้ แกนกลางลำตัวในผู้สูงอายุ

ท่าออกกำลงั กาย ขนั้ ตอนการปฏิบัติ

ท่าที่ 1 Abdominal
contraction

ท่าเรม่ิ ตน้ : นอนหงาย ชนั เข่าทงั้ สองขา้ ง ฝา่ เทา้ วางแนบพื้น เทา้ ห่าง
เท่าชว่ งไหล่ คว่ำมือ และวางแขนแนบข้างลำตวั

ทา่ ออกกำลังกาย : หายใจออก เกรง็ หน้าท้อง ขมบิ ก้นและกดสะดือลง
ใหห้ ลังส่วนล่างแนบพนื้ มากท่ีสุด คา้ งไว้ 5 วนิ าที กลบั สทู่ า่ เร่ิมตน้
นบั เปน็ 1 ครั้ง ทำซ้ำ 10 คร้งั

ทา่ ที่ 2 Bridging

ท่าเริ่มต้น : นอนหงาย ชันเข่าทั้งสองข้าง ฝ่าเท้าวางแนบพื้น เท้าห่าง
เทา่ ชว่ งไหล่ คว่ำมอื และวางแขนแนบข้างลำตัว
ท่าออกกำลังกาย : หายใจออก พร้อมกับเกร็งหน้าท้องและขมิบก้น
ยกสะโพกและหลังให้พ้นพื้น โดยที่ลำตัวเป็นเสน้ ตรงและไหล่ยงั ติดอยู่
กับพื้น ค้างไว้ 5 วินาที จากนั้นหายใจเข้าอย่างช้าๆกลับสู่ท่าเริ่มต้น
นับเปน็ 1 ครงั้ ทำซำ้ 10 คร้ัง

ท่าท่ี 3 Lower trunk
rotation

ทา่ เรม่ิ ต้น : นอนหงาย งอเขา่ ยกขาท้งั สองข้างข้ึนใหเ้ ทา้ ลอยพ้นพนื้
คว่ำมอื และวางแขนแนบขา้ งลำตวั
ท่าออกกำลังกาย : เกรง็ หน้าทอ้ งพร้อมบิดขาท้งั สองข้างไปด้านใดดา้ น
หนึ่งขณะหายใจออกจนเขา่ เกือบติดพนื้ คา้ งไว้ 5 วินาที จากนนั้ กลบั สู่
ทา่ เรม่ิ ต้นด้วยการหายใจเข้าอยา่ งช้าๆ แล้วทำสลับอีกด้านนับเป็น 1
คร้งั ทำซ้ำ 5 คร้ัง

ท่าที่ 4 Straight leg raise

ทา่ เรมิ่ ต้น : นอนหงาย ขาเหยียดตรง คว่ำมือ วางแขนแนบขา้ งลำตัว
ท่าออกกำลังกาย : หายใจออก เกรง็ หนา้ ท้อง พร้อมกับยกขาขา้ งหน่งึ
ข้นึ ดา้ นบนช้าๆให้มากทส่ี ดุ โดยที่เขา่ เหยยี ดตรง คา้ งไว้ 5 วินาที
จากน้นั หายใจเข้าและลดขาลงอยา่ งชา้ ๆ นบั เป็น 1 คร้ัง ทำซำ้ 10 ครัง้
แล้วสลับทำอีกข้าง


Click to View FlipBook Version