The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ผลงานประเภท R2R
งานมหกรรมวิชาการ เขตสุขภาพที่ 12 ประจำปีงบประมาณปี 2563

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by strategy trang, 2020-09-08 04:54:58

R2R

ผลงานประเภท R2R
งานมหกรรมวิชาการ เขตสุขภาพที่ 12 ประจำปีงบประมาณปี 2563

4. WHO, ed. (2015). "WHO Report 2015: Data tables" (PDF) (official report). Geneva,
Switzerland: World Health Organization; 2015

5. World Health Organization. Global Status Report on Road Safety 2015: Supporting
a decade of action. Switzerland; 2015

บทคัดย่อผลงาน

ประเภท Oral presentation

1. [ ] เรื่องเล่า 2. [ ] CQI (Clinic) 3. [ ] CQI (Non-Clinic

4. [ / ] R2R 5. [ ] วจิ ัยฉบบั สมบรู ณ์

ประเภท หนว่ ยงาน

1. [ / ] รพ.สต./ ศสม./PCU 2. [ ] รพช. 3. [ ] สสอ./สสจ.

การเสนอผลงาน

1. [ / ] ไมเ่ คยนำเสนอ เผยแพรม่ าก่อน 2. [ ] เคยเผยแพร่ (พัฒนาต่อยอด)

ชอ่ื เรือ่ ง นวัตกรรมโดนทั ลดอาการเต้านมคดั

ผู้นำเสนอ นางสาวปาณิศา สุวรรณมณี ตำแหนง่ แพทย์แผนไทย

หน่วยงาน โรงพยาบาลสง่ เสรมิ สุขภาพตำบลนาหมอ่ ม อำเภอ นาหม่อม จังหวัด สงขลา

มอื ถือ 089-8944652 E-mail [email protected]

เน้อื หาโดยยอ่

การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมนมี้ ีวัตถุประสงคเ์ พ่ือสร้างและพฒั นานวัตกรรมโดนัทลดอาการเต้า
นมคัด และเพื่อศึกษาประสิทธิผลของนวัตกรรมโดนัทลดอาการเต้านมคัด ดำเนินการวิจัย 2 ขั้นตอน
ขั้นตอนที่ 1 สร้างและพัฒนานวัตกรรม มี 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นวิเคราะห์ความต้องการ 2) ศึกษา
แนวคิด ทฤษฎี เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และผู้เชี่ยวชาญ 3) สร้างโดนัทลดอาการเต้านมคัด 4)
ตรวจสอบโดยผูเ้ ชยี่ วชาญ 5) ทดลองใช้ ขัน้ ตอนที่ 2 ศกึ ษาประสทิ ธิผลของนวตั กรรมโดนัทลดอาการเต้า
นมคัด กลุ่มตัวอย่างได้แก่ มารดาหลังคลอดที่มีอาการคัดเต้านมโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนา
หม่อม จำนวน 27 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นวัตกรรมโดนัทลดอาการเต้านมคัด และแบบ
ประเมนิ วเิ คราะหข์ อ้ มูลโดยใช้สถติ พิ รรณนา และสถิติ Paired sample t-test ผลวจิ ัยพบว่า pain scale

1. นวตั กรรมโดนัทลดอาการเตา้ นมคดั มีลักษณะเปน็ วงกลม มีรูตรงกลางเว้นไวส้ ำหรับหวั นม ตวั
โดนัทมสี ีขาว ภายในประกอบไปด้วยสมนุ ไพร คอื ไพล วา่ นนางคำ ใบมะขามไทย ใบตะไครห้ อม ขมิ้นชัน
ผิวมะกรูด การบูรและพิมเสน ใชป้ ระคบบรเิ วณเต้านมในมารดาหลงั คลอดประมาณ 20-30 นาที

2. หลังการใช้นวัตกรรมโดนัทลดอาการเต้านมคัด ระดับคะแนนความเจ็บปวดลดลงอย่างมี
นัยสำคญั ทางสถติ ิที่ระดบั .001
ดงั น้นั นวัตกรรมโดนทั ลดอาการเตา้ นมคดั สามารถลดอาการคัดเต้านมในมารดาหลังคลอดได้ มีความ

สะดวกในการใชง้ าน และควรจดั ทำโดนทั ลดอาการเต้านมคดั ในขนาดท่ตี ่างกัน เพ่อื ตอบสนองตอ่ ขนาด

ของเตา้ นมของมารดาหลงั คลอดทีห่ ลากหลาย

เอกสารฉบบั เต็มโดนัทลดอาการเต้านมคดั

1. ชอื่ เรอ่ื ง นวัตกรรมโดนทั ลดอาการเต้านมคัด

2. ช่ือเจา้ ของผลงานและสังกัด นางสาวปาณิศา สุวรรณมณี สังกัด โรงพยาบาลสง่ เสริมสุขภาพตำบล
นาหม่อม

3. บทนำ การแพทย์แผนไทย (Thai Traditional Medicine) เป็นวิถีการดูแลสุขภาพของคนไทยท่ี

สอดคล้องกับวัฒนธรรมประเพณีไทย มีการใช้สมุนไพรทั้งในรูปแบบอาหาร และยา ใช้ในการอบ การ

ประคบ การนวดการแพทย์แผนไทยมกี ารวินิจฉยั โรคเปน็ แบบความเช่ือแบบไทย มอี งค์ความรู้เป็นทฤษฎี

โดยพื้นฐานทางพุทธศาสนา ผสมกลมกลืนกับความเชื่อทางพิธีกรรม มีการเรียนการสอน และการ

ถา่ ยทอดความรู้ อย่างกวา้ งขวางสบื ทอดมายาวนานหลายปี¹

จากสภาพปัจจุบันและปัญหาการผดุงครรภ์ไทย เน้นไปที่การดูแลมารดาในระยะหลังคลอด

โดยเฉพาะในช่วง 2 เดือนแรก เนื่องจากกระบวนการตั้งครรภ์และกระบวนการคลอดทำใหม้ ารดาหลัง

คลอดบุตรใหม่ๆ มีปัญหาสุขภาพและจำเป็นต้องได้รับกระบวนการฟืน้ ฟู การส่งเสริมสุขภาพหญิงหลงั

คลอดด้วยการแพทย์แผนไทยได้ยึดถือปฏิบัติที่มีกันมาหลายยุคหลายสมัย โดยเฉพาะสังคมชนบทที่มี

วิธีการดูแลหญิงหลังคลอด ด้วยวิธีการอยู่ไฟ ประคบสมุนไพร อบไอน้ำสมุนไพร การทับหม้อเกลือ และ

การใช้สมุนไพรต่าง ๆ ในการดูแลสุขภาพที่ล้วนมีผลดีต่อหญิงหลังคลอด ถือได้ว่าเป็นลักษณะเด่นของ

การแพทยแ์ ผนไทยที่มลี กั ษณะการดูแลเปน็ แบบองคร์ วม ทีม่ ไิ ดแ้ ยกบุคคลออกจากครอบครัว

จากการให้บริการมารดาหลังคลอดในคลินกิ แพทย์แผนไทยรพ.สต.นาหม่อม พบว่ามารดาหลัง

คลอดส่วนใหญ่มักจะมอี าการคือ เต้านมคดั ตงึ รู้สึกหนกั และเจ็บเต้านม เต้านมบวมแข็งเปน็ ไต บางครั้ง

ผวิ หนังบริเวณเตา้ นมมคี วามร้อนร่วมด้วย เนื่องจากร่างกายของมารดาหลังคลอดมีการเปล่ียนแปลงของ

ฮอรโ์ มน ทำให้มีเลือดมาเล้ยี งบริเวณท่ีเต้านมมากขึน้ เกิดการคั่งของเลอื ดและน้ำเหลอื งที่มาเล้ียงเต้านม

เพม่ิ มากขึน้ ทำให้มารดาหลังคลอดรูส้ กึ คดั ตงึ เจ็บ แข็งและบางครั้งเต้านมจะร้อน เจ็บปวดเวลาลูกดูดนม

จงึ เป็นปัญหาและอุปสรรคตอ่ การให้นมลกู ทำให้คุณแมไ่ ม่อยากให้นมลกู และถา้ ปล่อยท้ิงไว้ไม่ได้รับการ

แก้ไข อาจทำให้เกิดหวั นมแตก น้ำนมไม่ออก เต้านมอักเสบ เปน็ อุปสรรคทำให้การเลี้ยงลกู ดว้ ยนมแม่ไม่

ประสบความสำเร็จ

ดังนั้นจงึ มีการคดิ ค้นนวัตกรรมนี้ขึน้ มา เพื่อชว่ ยลดอาการคดั ตึง เจ็บเต้านมในมารดาหลังคลอด

โดยใชก้ ารนวดเต้านม ความร้อนจากลกู ประคบ และสรรพคณุ จากตัวยาสมุนไพรในลูกประคบมาประคบ

บริเวณเต้านม เพอื่ ลดอาการคดั ตึงเต้านมในมารดาหลงั คลอด

4. วัตถุประสงค์ 1. เพ่อื สรา้ งและพฒั นานวัตกรรมโดนัทลดอาการเตา้ นมคัด

2. เพื่อศึกษาประสทิ ธผิ ลของนวัตกรรมโดนทั ลดอาการเต้านมคัด

5. วธิ ีการศึกษา การวจิ ยั ครง้ั น้ใี ช้ระเบยี บวิธีการวจิ ัยและพฒั นานวัตกรรม (innovation Research and
Development) แบ่งเป็น 2 ข้ันตอน ดังนี้
ตอนที่ 1 การสรา้ งและพฒั นาโดนทั ลดอาการเต้านมคดั ผวู้ ิจัยไดด้ ำเนนิ การ 5 ขน้ั ตอนดังนี้

ข้ันตอนท่ี 1 วิเคราะห์ความต้องการของแพทยแ์ ผนไทยและพยาบาลผู้เชย่ี วชาญดา้ นมารดาหลงั
คลอด
ผวู้ จิ ยั ดำเนนิ การวิเคราะหค์ วามต้องการของแพทยแ์ ผนไทยและพยาบาลผู้เช่ยี วชาญด้านมารดาหลงั คลอด
โดยการสนทนาพบว่าการใช้ลูกประคบรูปแบบเดิมในการประคบเต้านมให้มารดาหลังคลอด มีความไม่
สะดวกสบาย ไม่สามารถตั้งลูกประคบทิง้ ไวบ้ นเต้านมมารดาหลังคลอดได้ ลักษณะลกู ประคบทต่ี ้องการคอื
สามารถตั้งไว้บนเต้านมมารดาหลงั คลอดได้ และครอบคลุมท้ังเตา้ นมของมารดาหลงั คลอด สะดวกในการ
ใช้งาน มารดาหลังคลอดสามารถประคบสมนุ ไพรไดด้ ว้ ยตนเอง

ขนั้ ตอนท่ี 2 ศกึ ษา แนวคิด ทฤษฎี เอกสารงานวจิ ัยทเ่ี กย่ี วขอ้ ง และผเู้ ชีย่ วชาญ
ผู้วิจัยประชุมปรึกษาเพื่อสร้างโดนัทลดอาการเตา้ นมคัด โดยการศึกษาสมุนไพร แนวคิดทฤษฎี เอกสาร
งานวจิ ัยทเ่ี กี่ยวข้อง และปรึกษาผเู้ ชยี่ วชาญด้านมารดาหลงั คลอดจากโรงพยาบาลส่งเสรมิ สขุ ภาพตำบลนา
หมอ่ ม

ข้นั ตอนท่ี 3 สร้างโดนทั ลดอาการเตา้ นมคดั
1. การเตรียมวัสดุอุปกรณ์ ได้แก่ ผ้าดิบขนาด 25*25 เซนติเมตร กรรไกรตัดผ้า เข็ม ด้าย ซิป และ
สมุนไพร
2. นำผ้าดิบขนาด 25*25 เซนติเมตร ตัดเป็นรูปวงกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางนอก 25 เซนติเมตรและ
เส้นผ่าศูนยก์ ลางวงใน 7 เซนติเมตร 2 ชิ้น จากนั้นเย็บประกบกัน ใส่ซิป ตามรอยประให้มีระยะห่างจาก
ขอบ 1 เซนตเิ มตร
3. นำสมนุ ไพรมาผสมกนั และบรรจลุ งในผา้ ที่เตรยี มไว้ จากนั้นรดู ซิปปิดใหส้ นทิ

4. เตรยี มสมุนไพรท่ใี ช้ทำโดนทั ลดอาการเต้านมคัด โดยมนี ้ำหนักรวมประมาณ 200 กรัม ทำลูกประคบได้
1 ลูก ประกอบดว้ ยสมนุ ไพรดงั น้ี

ไพล วา่ นนางคำ ใบมะขามไทย ใบตะไครห้ อม ขม้นิ ชัน ผวิ มะกรดู อยา่ งละ 31.66 กรัม

การบรู และพมิ เสน อย่างละ 5.02 กรมั

ขน้ั ตอนท่ี 4 ตรวจสอบโดยผู้เชยี่ วชาญ

ผู้วจิ ยั จัดวิพากษ์โดนทั ลดอาการเตา้ นมคัดโดยมผี ูเ้ ชี่ยวชาญด้านปฏิบตั ิการพยาบาลจากโรงพยาบาล
ส่งเสรมิ สุขภาพตำบลนาหม่อม 2 ท่าน คือนางเพญ็ สุดา เหาตะวานิช และนางหัสบนุ า มะแตหะ และ
ผเู้ ชีย่ วชาญด้านแพทย์แผนไทยจากโรงพยาบาลนาหม่อม คือนางสาวหะยาดี หัสนยี ์

ขัน้ ตอนที่ 5 ทดลองใช้

ผูว้ ิจยั ไดท้ ำการทดลองใช้กบั มารดาหลงั คลอดจำนวน 3 คน ในคลนิ กิ แพทย์แผนไทยโรงพยาบาลสง่ เสรมิ
สขุ ภาพตำบลนาหมอ่ ม

ตอนที่ 2 ศึกษาประสิทธผิ ล ของนวตั กรรมโดนทั ลดอาการเต้านมคัด

ระเบียบวธิ วี จิ ัย

ผู้วจิ ยั ใชร้ ะเบียบวธิ วี ิจยั การวิจยั แบบกง่ึ ทดลอง (Quasi Experimental Research) แบบกลุม่ เดียววัดก่อน
และหลังการทดลอง (The One Groups, Pre-test, Post-test Design)

ประชากรและกลมุ่ ตัวอย่าง

ประชากรท่ีใชใ้ นการศึกษาได้แก่ มารดาหลงั คลอดทม่ี ีอาการคัดเตา้ นม โรงพยาบาลสง่ เสรมิ สขุ ภาพตำบล
นาหมอ่ ม ระหวา่ งเดือนพฤศจิกายน 2562 – พฤษภาคม 2563 จำนวน 27 คน คำนวณโดยใช้โปรแกรม
G* Power 3.1.9.2 ใช้ Test family เลือก t-tests, Statistical test เลอื ก Means: Differences
between two independent means (matched paired) กำหนดคา่ อทิ ธพิ ลขนาดกลาง (Effect
size) = 0.5 คา่ ความคลาดเคล่อื น (Alpha) = 0.05 และค่า Power = 0.8 ได้กลมุ่ ตัวอยา่ ง 27 คน
(Cohen, 1977)

เกณฑ์ในการคัดเลือกกลมุ่ ตัวอย่าง

1. มารดาหลังคลอด 7 วัน

2. มารดาหลงั จากใหล้ ูกดดู นมแล้วไมห่ ายคัดตึงเต้านม

3. มารดาหลงั คลอดทีไ่ ด้รับการวินิจฉยั จากแพทยแ์ ผนปจั จุบนั ว่ามีอาการคดั ตึงเต้านม

4. ไมม่ ีไข้สงู กวา่ 37.8 องศาเซลเซียส

5. มารดาหลังคลอดมีความยนิ ดีเข้าร่วมโครงการในการศึกษาครัง้ นีจ้ นส้นิ สดุ โครงการ

เกณฑ์ในการคดั เลือกออกจากกลมุ่ ตวั อย่าง

1. มารดาหลังคลอดท่มี ีภาวะแทรกซ้อน

2. มารดาหลงั คลอดทมี่ ีไขส้ งู

3. มารดาหลังคลอดผูท้ มี่ ีประวัติแพส้ มุนไพร

เครอ่ื งมือที่ใชใ้ นการวิจัย

1. เครอื่ งมอื ที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ นวัตกรรมโดนัทลดอาการเต้านมคดั

2. เครอื่ งมอื ทใี่ ชใ้ นการเกบ็ รวบรวมข้อมลู

2.1 แบบสอบถามขอ้ มลู ทั่วไป

2.2 แบบประเมนิ pain scale อาการคดั ตงึ เตา้ นมก่อนและหลงั การประคบโดนทั ลดอาการเตา้

นมคัด ซึง่ VAS (Visual analog scale) จะเปน็ เสน้ ตรงทีม่ คี วามยาว 10 เซนตเิ มตร มหี น่วยเป็น
เซนตเิ มตร สว่ น VRS (Verbal rating scale) จะให้กล่มุ ตวั อย่างระดบั อาการปวดท่ีมีคา่ ตง้ั แต่ 0 - 10 โดย
ระดับ 0 หมายถึง ไม่มอี าการปวด และระดบั 10 หมายถงึ มอี าการปวดรนุ แรงจนไมส่ ามารถทนได้ โดย
ลกั ษณะการใหค้ ะแนนในแต่ละส่วนนัน้ จะให้คะแนนตามทวี่ ัดได้จากการตอบ ใหท้ ำเครอื่ งหมาย x ในชอ่ ง
ตัวเลขที่กลุ่มตัวอย่างเกณฑ์การใหค้ ะแนน

6. ผลการศกึ ษา 1. นวัตกรรมโดนัทลดอาการเตา้ นมคดั มลี กั ษณะเปน็ วงกลม มรี ูตรงกลางเว้นไวส้ ำหรบั
หวั นม ตัวโดนทั มีสีขาว ภายในประกอบไปด้วยสมนุ ไพร ใช้ประคบบรเิ วณเตา้ นมในมารดาหลังคลอด โดย
ก่อนใช้ใหน้ ำโดนัทลดอาการเต้านมคดั ไปพรมนำ้ ใหห้ มาด แล้วนำมานง่ึ ในหม้อนึง่ หรอื ซง้ึ ใช้ความรอ้ น
100 องศาเซลเซยี ส ประมาณ 15 นาที หรือจนกวา่ จะร้อน จากนัน้ ทดสอบอุณหภูมทิ เี่ หมาะสมกับ
ทอ้ งแขน ถา้ รอ้ นเกนิ ไปใหใ้ ช้ผา้ ขนหนูรองก่อน 1 ชั้น เมือ่ ไดอ้ ณุ หภูมทิ ีเ่ หมาะสม ใหน้ ำโดนทั ลดอาการเตา้
นมคดั ไปวางบนเตา้ นมมารดาหลงั คลอด 3-4 นาที เมื่อความรอ้ นคลายตวั ลง ใหใ้ ช้มอื นวดคลงึ บนโดนทั
โดยเวยี นไปทางซ้าย 5 รอบ และเวยี นไปทางขวา 5 รอบ ทำซำ้ อกี 2 ครัง้ และวางทงิ้ ไว้สกั ครจู่ นโดนัทเย็น
ตวั ลง

2. ประสทิ ธผิ ลของนวัตกรรมโดนทั ลดอาการเตา้ นมคัด

ตารางท่ี 1 การเปรยี บเทียบระดบั ความคัดตึงเตา้ นมก่อนและหลงั การประคบดว้ ยโดนทั ลดอาการเตา้

นมคดั

n ̅ SD t df P-value (1-tailed)

กอ่ นใชน้ วัตกรรม 27 5.51 1.15 -18.46 26 < .001

หลงั ใชน้ วัตกรรม 27 1.07 .72

จากตาราง 1 พบวา่ หลังการใช้นวตั กรรมโดนทั ลดอาการเต้านมคดั ระดบั คะแนนความเจบ็ ปวด

ลดลงอยา่ งมีนยั สำคญั ทางสถติ ทิ ี่ระดบั .001

7. วจิ ารณ์ ผลการศึกษาน้ี สอดคล้องกับผลการศกึ ษาของไกรศรี ศรีทพั ไทย และคณะ² สูตรลูกประคบ
สมนุ ไพร ลดอาการปวดคดั ตึงเต้านมของมารดาหลังคลอด ผลการวจิ ยั พบว่า ลกู ประคบสมุนไพรสูตรที่
พัฒนาแลว้ ซง่ึ มสี ่วนผสมของสมนุ ไพรคือ กะทอื ใบทองกวาว วา่ นนางคำ หวั ปลี ใบหนาด ใบสม้ เสยี้ ว ใบ
มะขาม ใบสม้ ป่อย ปลายขา้ วเหนียว พมิ เสน และการบรู สามารถลดอาการปวดคดั ตงึ เตา้ นมและเพม่ิ
อัตราการไหลของนำ้ นมได้อยา่ งมรี ะดบั นัยสําคญั ทางสถิติ (p<0.05) ซง่ึ ลูกประคบสมนุ ไพรสูตรน้ี มี
ส่วนประกอบของสมุนไพรบางส่วนทเ่ี หมือนกับโดนัทลดอาการเตา้ นมคดั นวตั กรรมโดนทั ลดอาการเต้านม
คดั มจี ดุ เดน่ คือรปู แบบการใช้งานมีความสะดวก มารดาหลงั คลอดสามารถใช้งานไดด้ ้วยตนเอง มีขนั้ ตอน
การใช้ไมย่ งุ่ ยาก โดยโดนัทมลี กั ษณะเป็นวงกลม มรี ตู รงกลางเวน้ ไว้สำหรับหวั นม เพอื่ ใหม้ ารดาหลงั คลอด
สามารถนวดและประคบเต้านมได้ด้วยตนเอง
8. สรปุ นวตั กรรมโดนทั ลดอาการเต้านมคดั จะอาศยั ความรอ้ นจากโดนัท และสรรพคณุ จากตวั ยา
สมุนไพรในโดนัทมาประคบบริเวณเตา้ นม ทำใหก้ ล้ามเน้อื บริเวณเตา้ นมเกดิ การคลายตัว และเพิ่มการ
กระจายของเลอื ด ลม น้ำเหลอื งและน้ำนมที่ติดอยู่ สง่ ผลใหน้ ำ้ นมไหลเวยี นดขี น้ึ ลดอาการคดั ตงึ เตา้ นมใน
มารดาหลงั คลอด โดยหลังประคบโดนทั ลดอาการเตา้ นมคัดมารดาหลงั คลอดมีคะแนนความเจ็บปวดลดลง
อยา่ งมีนัยสำคญั ทางสถติ ิ
9. เอกสารอา้ งอิง

¹สถาบนั การแพทยแ์ ผนไทย. (2551). "พิพธิ ภณั ฑก์ ารแพทยแ์ ผนไทย" (ออนไลน์).
สืบคน้ จาก http://ittm.dtam.moph.go.th/Service/WebMuseum/ThaiDev/
(22 มีนาคม 2563)

²ไกรศรี ศรีทพั ไทยและคณะ. (2557).วจิ ยั เรื่องสูตรลกู ประคบสมุนไพร ลดอาการปวดคดั ตึงเตา้ นม
ของมารดา หลงั คลอด. (ออนไลน)์ .

สืบคน้ จาก https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/snru_journal/article/view/43643
(22 มนี าคม 2563)

1.แบบฟอร์มบทคดั ย่อผลงาน

[ ] วิจยั [ / ] R2R [ ] CQI (Clinic) [ ] CQI (Non-Clinic)
[ / ] รพ.สต.-ศสม. [ ] สสจ.-สสอ.
2.ประเภทหนว่ ยงาน
[ ] เคยเผยแพร่ (พฒั นาต่อยอด)
[ ] รพศ-รพท [ ] รพช.

3.การเสนอผลงาน

[ / ] ไม่เคยนำเสนอ เผยแพร่มาก่อน

ช่อื เรอื่ ง ประสิทธผิ ลของโปรแกรมการสร้างเสรมิ สขุ ภาพต่อการลดน้ำหนักของกลมุ่ อาสาสมคั รสาธารณสุขท่ีมี
ภาวะนำ้ หนักเกนิ เกณฑ์ในรพ.สต.บา้ นทำนบ ตำบลตาเนาะปเู ต๊ะ อำเภอบนั นงั สตา จังหวัดยะลา
Effectiveness of a Health promotion program on weight loss among overweight Public
health volunteers of Bantamnob Public health TanohputehSubdistrict Bannangsata
District, Yala Province.

ผู้วจิ ัย นางสาวอามีเนาะห์ มะลแิ ต ตำแหนง่ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ
สถานทปี่ ฏิบัตงิ าน รพ.สต.บา้ นทำนบ ตำบลตาเนาะปูเต๊ะ อำเภอบนั นังสตา จังหวัดยะลา
โทรศัพท์ 064-981-0790 อีเมล์ [email protected]

บทคดั ยอ่ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความรู้ พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตามแนวทาง 3อ.2ส.
และเปรียบเทียบค่าดชั นีมวลกายรอบเอวของ อสม. ทม่ี ภี าวะนำ้ หนักเกินเกณฑ์ใน รพ.สต.บ้านทำนบ ก่อนและหลัง
การเข้าร่วมโปรแกรม ซึ่งเป็นการวิจัยกง่ึ ทดลองแบบกลุ่มเดียว วดั ก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นอสม.
ที่มีภาวะน้ำหนักเกินเกณฑ์ใน รพ.สต.บ้านทำนบ โดยเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 43 คนกลุ่มตัวอย่างได้รับ
โปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพประกอบด้วย 6 กิจกรรม ดังนี้ 1. การให้ความรู้ในเร่ืองกลุ่มอาการอ้วนลงพุง ในด้าน
โภชนาการ การออกกำลังกายและอารมณ์ การหลีกเล่ียงบุหร่ีและสุรา 2. การให้ความรู้เก่ียวกับการปลูกผักปลอด
สารพิษ ประโยชน์ของการบริโภคผักปลอดสารพิษตลอดจนสอนสาธิตการทำปุ๋ยหมักชีวภาพในการปลูกผักปลอด
สารพิษ 3. การลงแปลงปลูกผักปลอดสารพิษ 4. การส่งเสริมสมรรถนะและทักษะด้านการออกกำลังกายด้วยการ
ยืดเหยยี ดและโยคะเป็นเวลา 30 นาที สปั ดาหล์ ะ 3 วันและการทำกลุ่มหลงั การออกกำลังกายเปน็ เวลา 15 นาที 5.
การบันทึกติดตามน้ำหนักตัว ดชั นีมวลกายและเส้นรอบเอวทกุ เดือนเป็นเวลา 3 เดือน 6. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ใน
กลุ่มตัวอย่าง เคร่ืองมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถามความรู้และพฤติกรรมการป้องกันโรค ผู้วิจัย
นำมาประยุกต์ใช้ของกองสุขศึกษากระทรวงสาธารณสุข ประกอบด้วยความรู้ ความเข้าใจทางสุขภาพท่ีถูกต้อง
เก่ียวกับหลักปฏิบัติตนตาม 3 อ. 2 ส. จำนวน 6 ข้อ และแบบประเมินตนเองในเร่ืองพฤติกรรมการบริโภค การ
ออกกำลังกายและอารมณ์ ของกรมอนามัย จำนวน 20 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์
เปรียบเทียบความแตกต่าง ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม โดยใช้สถิติ Paired T-test และร้อยละ ผลการวิจัย 3
เดอื นหลังการใช้โปรแกรมการสร้างเสริมสุขภาพต่อการลดนำ้ หนักของกลมุ่ อาสาสมคั รสาธารณสุขท่ีมภี าวะนำ้ หนัก
เกินเกณฑ์พบว่า ค่าเฉลี่ยของความรู้และพฤติกรรมการส่งเสริมป้องกันโรคก่อนและหลังการใช้โปรแกรม พบว่ามี

ความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.01) และพบว่าค่าดัชนีมวลกาย เส้นรอบเอว ก่อนและหลังการ
ใชโ้ ปรแกรม มีความแตกตา่ งกันอย่างมีนยั สำคญั ทางสถิต(ิ p < 0.01) เม่อื เปรยี บเทียบ

คำสำคัญ: ความรเู้ กย่ี วกบั การดแู ลสขุ ภาพ, พฤตกิ รรมสขุ ภาพ, ภาวะนำ้ หนกั เกินเกณฑ์

ชอื่ เรอื่ ง ประสิทธิผลของโปรแกรมการสรา้ งเสริมสขุ ภาพต่อการลดนำ้ หนักของกลมุ่ อาสาสมัคร
สาธารณสุขท่มี ภี าวะน้ำหนักเกนิ เกณฑ์ในรพ.สต.บ้านทำนบ ตำบลตาเนาะปเู ต๊ะ อำเภอบันนังสตา จังหวดั ยะลา

Effectiveness of a Health promotion program on weight loss among overweight Public
health volunteers of Bantamnob Public health TanohputehSubdistrict Bannangsata District, Yala
Province.

ผ้วู จิ ัย นางสาวอามเี นาะห์ มะลแิ ต ตำแหน่ง พยาบาลวชิ าชพี ชำนาญการ
สถานทปี่ ฏบิ ัติงาน รพ.สต.บ้านทำนบ ตำบลตาเนาะปูเต๊ะ อำเภอบนั นงั สตา จังหวัดยะลา
โทรศพั ท์ 064-981-0790 อีเมล [email protected]

1. ความเปน็ มาและความสำคัญของการศกึ ษาวิจัย
การสำรวจข้อมูลในระดับนานาชาติ พบว่า ประเทศไทยมีความชุกของภาวะโรคอ้วนสูงเป็นอันดับ 2 คิด

เปน็ รอ้ ยละ 8.5 โดยมาเลเซียเปน็ อันดับหน่ึงท่ีร้อยละ 13.3 มลู ค่าผลกระทบของภาวะโรคอว้ นสูงเป็นอันดบั 3 ของ
ภมู ิภาคที่ประมาณ 27,000–51,000 ล้านบาทตั้งแต่ปี 2559 เป็นตน้ มาจนถึงปัจจุบัน โดยประเทศอินโดนเี ซียแบก
รับต้นทุนโดยรวมท่ีเกิดจากภาวะโรคอ้วนสูงท่ีสุดที่ 68,000-136,000 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 8-16 ของ
งบประมาณฯ) ตามมาด้วยประเทศมาเลเซียที่ 34,000-68,000 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 10-19 ของงบประมาณ
ฯ) ต้นทุนเหล่าน้ีเป็นผลมาจากการเพิม่ ข้ึนของโรคในกลุ่มโรคไม่ตดิ ต่อเรอื้ รงั เช่น โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคมะเร็ง
โรคหลอดเลือดหัวใจและโรคเส้นเลือดในสมองอุดตัน ระดับความสามารถในการทำงานที่ลดลง ตลอดจนการขาด
งานอันเน่อื งจากความเจ็บป่วยและสุขภาพทรุดโทรมท่ีมีแนวโน้มสูงขึ้น นอกเหนือจากต้นทุนต่างๆ แล้ว ยังมีความ
เกี่ยวพันไปในวงกว้าง เช่นภาวะโรคอ้วนจะลดประสิทธิภาพในการทำงาน คิดเป็นสัดส่วน 4 – 9 ปีตามค่าเฉล่ีย
แบบถ่วงน้ำหนกั

ในกลุ่มผู้ป่วยโรคอ้วนเพศชาย ในประเทศไทยพบการลดลงของจำนวนปีทำงาน ผู้หญิงในประเทศไทย
ได้รับผลกระทบน้อยกว่าผู้ชาย โดยโรคท่ีเกิดจากภาวะโรคอ้วนลดจำนวนปีทำงานในกลุ่มผู้หญิงกลุ่มน้ีลงระหว่าง
2-7 ปี ผลกระทบสำคัญอีกประการต่อสังคม คือ ความสูญเสียความสามารถของแรงงาน จากการเสียชีวิตก่อนวัย
อันควรและความพิการ ซ่ึงในประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลาง เช่น ประเทศไทย คาดการณ์ว่าจะสูงถึงประมาณ
500 ล้านบาท จากสถานการณ์ข้างต้น ความสูญเสียจากโรค NCDs ซ่ึงเป็นผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิต
เน่ืองจากความเจ็บปว่ ย ความพกิ าร ท้งั ผู้ปว่ ยและครอบครวั

ในด้านเศรษฐศาสตร์ โรค NCDs จัดเป็นปัจจัยคุกคามต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอีกด้วย
ผลกระทบมหาศาลมาจากค่าใช้จ่ายในระบบบริการสุขภาพท่ีรัฐต้องจัดสรรและลงทุนสำหรับการรักษาพยาบาล
ประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายโดยเฉล่ียต่อประชากรสูงถึง 3,128 บาทต่อคน หรือราวกว่า 2 แสนล้านบาท ซ่ึงยังไม่รว ม
ตน้ ทุนที่ประชาชนต้องรบั ภาระไว้เองอกี ราว 1,750 บาทตอ่ คน ส่วนในระดับบุคคล จะพบว่าโรค NCDs และปัจจัย
เส่ียง มีความสัมพันธ์ต่อความยากจนใน 3 มิติ กล่าวคือ มิติแรกประชาชนท่ีมีเศรษฐานะต่ำ มีความเสี่ยงต่อโรค

NCDsสูงกว่า จากปัจจัยเสี่ยงต่อโรคมากกว่าท้ังด้านพฤติกรรม เช่น การบริโภคอาหารคุณภาพต่ำ สูบบุหร่ี ดื่ม
เครอ่ื งดื่มแอลกอฮอล์ และการเปล่ียนแปลงทางสรรี ะวิทยา เช่น ภาวะนำ้ หนักเกิน และภาวะความดันโลหติ สูง การ
เลือกรับประทานอาหารที่ไม่สมดุลทางโภชนาการและการเพิ่มปริมาณอาหารที่ไม่ส่งเสริมสุขภาพในท้องตลาด
เป็นปัจจัยผลักดันให้เกิดภาวะโรคอ้วน และการเลือกรับประทานอาหารที่ไม่สมดุลทางโภชนาการและการเพ่ิม
ปรมิ าณอาหารพลังงานสูงแต่คุณค่าทางอาหารต่ำในท้องตลาด นอกจากน้ีปจั จยั ทางสังคมอ่นื ๆ ลว้ นส่งผลให้ภาวะ
โรคอ้วนและนำ้ หนักเกินเพมิ่ ขึ้นจากร้อยละ 12.5 เปน็ 13.3

ตามการรายงานของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข การเปลี่ยนอาหารการกินและ
ปรบั วิถชี วี ติ จงึ เป็นกญุ แจสำคัญในการแก้ปัญหาโรคอ้วน จำเปน็ ต้องสร้างความรอบรู้ดา้ นสุขภาพแกส่ ังคมให้ตนื่ ตัว
กันมากขนึ้ ตามกรอบแผนยุทธศาสตรก์ ารพัฒนาระบบการส่งเสรมิ สขุ ภาพและอนามัยสิ่งแวดลอ้ ม ตามแผนพัฒนา
สขุ ภาพแห่งชาติในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 พ.ศ.2560 - 2564 โดยมีกลยุทธ์ในการ
ดำเนินงานพัฒนานโยบายและยุทธศาสตร์ระดับชาติท่ีเก่ียวข้องกับพฤติกรรมสุขภาพท่ี พึงประสงค์ของกลุ่มวัย
ทำงานและการเตรียมความพร้อมวัยทำงานเข้าสู่วัยสูงอายุท่ีมีคุณภาพ กรมอนามัยจึงไดแกไขปญหาดวยการ
ดําเนินงานภายใต โครงการ “คนไทยไรพุง”โดยนําหลักการของ 3 อ. น่ันคอื การรับประทานอาหาร การออกกําลัง
กายและการจดั การอารมณมาใชในการลดน้าํ หนกั และลดพงุ ในกลุมท่ีอวนลงพงุ

โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านทำนบ ตำบลตาเนาะปูเต๊ะ อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลาเป็น
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท่ีมีนโยบายในการส่งเสริมสุขภาพ โดยดําเนินโครงการต่างๆ ที่เน้นการส่งเสริม
ปองกัน รักษาและฟนฟูสุขภาพของประชาชน รวมถึงการมีนโยบายที่จะสร้างองค์กรต้นแบบ หรือผู้นำสุขภาพ ท่ี
จะเป็นตัวอย่างของแนวทางพฤติกรรมเชิงบวกในการมีการกินที่ดี (Healthy Eating) การเลือกบริโภคอาหารที่ถูก
โภชนาการ (Healthy Food) และการมีกิจกรรมทางกาย (Physical Activity) ที่เพียงพอ ซึ่งจะนำไปสู่การลด
ความเส่ียงต่อโรคต่างๆ และมีสุขภาพท่ีดีข้ึน ซึ่งได้แก่กลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในพ้ืนท่ีร่วมกับ
บคุ ลากรของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านทำนบดวย เพ่ือใหอาสาสมัครสาธารณสุขมีสุขภาพดีทั้งร่างกาย
และจิตใจ สามารถเปนแบบอย่างที่ดีด้านพฤติกรรมสุขภาพแกประชาชนทั่วไป จากการสำรวจด้วยการคัดกรอง
อาสาสมัครสาธารณสุขจำนวน 80 ราย พบว่า มีค่าดัชนีมวลกายอยู่ในภาวะปกติจำนวน 34 ราย มีภาวะน้ำหนัก
เกนิ เกณฑจ์ ำนวน 15 ราย มภี าวะอ้วนจำนวน 23 ราย และมภี าวะอว้ นมากจำนวน 5 ราย

ด้วยความตระหนักถึงความสำคัญในการควบคุมไม่ให้เกิดโรคอว้ นลงพุงในอาสาสมัครสาธารณสุขน้นั ทาง
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านทำนบ จึงคำนึงถึงการสร้างเสริมสุขภาพ ซ่ึงในการศึกษาน้ี จะเน้นการสร้าง
เสริมสุขภาพตามหลักการของ 3 อ. 2 ส.น่ันคือ เร่ืองอาหาร การออกกำลังกาย อารมณ์ และหลีกเล่ียงการสูบบุหรี่
ดื่มสุรา โดยมีกิจกรรมการให้ความรู้เรื่อง โรคอ้วนลงพุง โรคท่ีเกี่ยวข้องและการหลีกเล่ียงการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา
กิจกรรมการให้ความรู้เก่ียวกับการปลูกผัก กิจกรรมการลงแปลงผัก กิจกรรมการออกกำลังกาย กิจกรรมการ
ติดตามผล ตลอดจนการกระตุ้นเตือนให้เกิดการปฏิบัติ ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิบัติตัวที่ถูกต้องในการควบคุมป้องกัน
โรคอย่างต่อเน่ือง ส่งผลให้กลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขท่ีมีภาวะน้ำหนักเกินเกณฑ์สามารถลดน้ำหนักประสบ
ผลสำเร็จและสามารถเป็นแบบอย่างท่ีดีด้านพฤตกิ รรมสง่ เสริมสขุ ภาพแก่ประชาชนตอ่ ไป

2. วตั ถปุ ระสงค์
1. เพ่อื พัฒนาความรู้ และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตามแนวทาง 3อ.2ส. ของอสม.

2. เพ่ือเปรียบเทยี บค่าดชั นีมวลกายและรอบเอวของ อสม. กอ่ นและหลงั การเข้าร่วมโปรแกรม

3. สมมตุ ิฐานงานวิจัย
1. ความรู้และพฤติกรรมการการดูแลสขุ ภาพก่อนและหลังการใช้โปรแกรมมีความแตกตา่ งกันแตกต่างกัน
2. การใช้โปรแกรมการสร้างเสริมสุขภาพ ส่งผลให้ค่าดัชนีมวลกาย เส้นรอบเอว ก่อนและหลังการใช้

โปรแกรมมีความแตกตา่ งกัน

3. ขอบเขตงานวจิ ัย
การศึกษาคร้ังนี้ ศึกษาในกลุ่ม อสม. ท่ีมีภาวะน้ำหนักเกินเกณฑ์ ปีงบประมาณ 2563 ในพ้ืนท่ี รพ.สต.

บา้ นทำนบ ตำบลตาเนาะปูเต๊ะ อำเภอบันนงั สตา จังหวัดยะลา ตง้ั แต่เดอื น ม.ค – มี.ค. 2563

4. กรอบแนวคิดในการวจิ ัย

โปรแกรมการสร้างเสรมิ สุขภาพ

- ขอ้ มลู ด้านสุขภาพ ดชั นมี วลกายและรอบเอว
ดัชนีมวลกาย (BMI), รอบเอว, ลดลง

- ความรเู้ ก่ียวกับการดูแลสขุ ภาพ

5. นิยามศัพท-์เพฉพฤตาิกะรรมสุขภาพ
ภาวะนำ้ หนักเกนิ เกณฑ์ หมายถึง ภาวะทมี่ คี ่าดัชนีมวลกายมากกว่า 23kg./m.2

ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ หมายถึงความรู้ ความเข้าใจทางสุขภาพท่ีถูกต้องเกี่ยวกับหลักปฏิบัติ

ตนตาม 3อ.2ส.

พฤติกรรมสขุ ภาพ หมายถึง พฤตกิ รรมการบรโิ ภคอาหาร การออกกำลังกายและอารมณ์

6. รูปแบบการวจิ ัย
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบก่ึงทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง(One group pre-

post design)
กลมุ่ ประชากร เป็น อสม. รพ.สต.บ้านทำนบ จำนวน 80 ราย และมกี ารคดั เลอื กกลุ่มตวั อยา่ งแบบเจาะจง

(Purposive sampling) จำนวน 43 คนโดยมีเกณฑ์คัดเข้า (inclusion criteria) และเกณฑ์คัดออก (exclusion
criteria) ดังน้ี

เกณฑค์ ัดเขา้ (inclusion criteria)
1. เป็นอสม. เพศหญิง ศาสนาอิสลาม อายุ 35 ปีข้ึนไปอาศัยอยู่ในพ้ืนที่ตำบลตาเนาะปูเต๊ะ อำเภอบันนังสตา
จังหวัดยะลาเน่ืองจากในโปรแกรมมีการจดั กิจกรมการออกกำลังกายร่วมกัน เป็นเวลา 30 นาทีต่อคร้ัง สัปดาห์ละ
3 วัน ซ่งึ ในบริบทพ้ืนท่ีของคนทีน่ ับถอื ศาสนาอสิ ลาม จะไมเ่ หมาะสมหากมีการออกกำลงั กายร่วมกนั ระหว่างผู้หญิง
และชาย

2. มภี าวะนำ้ หนกั เกินเกณฑโ์ ดยมคี า่ ดชั นีมวลกาย (BMI) มากกวา่ 23 kg./m2
3. มรี อบเอวเกินกวา่ ปกติ มากกวา่ 80 cm.

4. สมคั รใจเข้ารว่ มโครงการวจิ ัยจนครบหลกั สตู ร

เกณฑ์คดั ออก (exclusion criteria)
1. เพศชาย
2. มคี ่าดชั นีมวลกายตำ่ กว่า 23 kg./m2

3. ไมย่ ินดีเข้ารว่ มโครงการวจิ ยั
4. ไม่สามารถเข้าร่วมโปรแกรมจนครบหลักสูตร

7. เครอ่ื งมือท่ใี ช้ในการศกึ ษา ประกอบด้วย
7.1 แบบสอบถามความรู้และพฤติกรรมการป้องกันโรค ซ่ึงผู้วิจัยนำมาประยุกต์ใช้ของกองสุขศึกษากระทรวง
สาธารณสุข ประกอบดว้ ยความรู้ ความเข้าใจทางสขุ ภาพท่ีถูกต้องเกี่ยวกับหลักปฏบิ ัตติ นตาม 3 อ. 2 ส. จำนวน
6 ข้อ
7.2 แบบประเมินตนเองในเรื่องพฤติกรรมการบริโภค การออกกำลังกายและอารมณ์ ของกรมอนามัย จำนวน
20 ขอ้ มีการให้คะแนนความถีก่ ารปฏิบัตปิ ระจำ = 3 ครง้ั คราว = 2 ไม่เคยเลย = 1
7.3 โปรแกรมการสร้างเสริมสขุ ภาพซ่ึงผวู้ ิจยั สร้างขึ้นตามแบบจำลองการสรา้ งเสรมิ สุขภาพ ดังนี้

รายละเอียดกิจกรรม วัตถุประสงค์ วิธกี ารจดั กิจกรรม

1.การให้ความรู้ในเรื่องกลุ่มอาการ -เพื่อให้กลุ่มตัวอย่างมีความรู้เก่ียวกับโรคอ้วนลงพุง -แจกแบบประเมินความรู้

อ้วนลงพุ ง โทษ พิษ ภัยของโรค และภาวะนำ้ หนักเกิน -ชมส่ือ วีดที ัศน์

วิธีการลดน้ำหนักที่ถูกต้องเหมาะสม -เพื่อใหก้ ลุ่มตัวอย่างทราบวิธกี ารลดน้ำหนักท่ีถูกต้อง -การบรรยาย

และประโยชน์ของการหลีกเลีย่ งบุหรี่ เหมาะสม -การตงั้ คำถาม

และสุรา ใช้เวลาดำเนินกิจกรรม -การอภิปรายกลุ่ม

จำนวน 1 ครงั้ ใช้เวลา 3 ชม.

2. การให้ความรู้เกี่ยวกับการปลูกผัก -เพ่ือให้กลุ่มตัวอย่างมีความรู้ด้านการปลูกผักปลอด -ชมสอ่ื วีดที ัศน์

ปลอดสารพิษ ประโยชน์ของการ สารพิษ ช่วยให้กลุ่มตัวอย่างสามารถปลูกผักได้เอง -การบรรยาย

บริโภคผักปลอดสารพิษตลอดจน และเลือกบรโิ ภคผกั ไดม้ ากข้ึน -การตั้งคำถาม

สอนสาธิตการทำปุ๋ยหมักชีวภาพใน

การปลูกผักปลอดสารพิษ จำนวน 1

คร้ัง ใชเ้ วลา 3 ชัว่ โมง

รายละเอียดกิจกรรม วตั ถุประสงค์ วธิ ีการจดั กจิ กรรม

3. แจกเมล็ดพันธ์ผักตามความ -เพื่อให้กลุ่มเสี่ยงได้รับใยอาหารจากผัก จะช่วยให้อิ่ม -แจกเมล็ดพนั ธผ์ ัก

สนใจของกลุ่มตัวอย่างและฝึก สามารถลดปรมิ าณแปง้ ในมือ้ อาหารได้ -การลงแปลงผกั

ปฏบิ ัติด้านปลูกผกั ปลอดสารพิษ -เพ่ือช่วยในเรื่องการระบาย ลดแรงเบ่งในการขับถ่าย ลด -การปลกู ผกั

ใช้เวลาวันละ 1 ครั้ง นาน 30 ภาวะValsavamaneaver -การ เยยี่ มแปลงผกั

นาที เปน็ เวลา 2 เดือน -เพ่ือช่วยในการลดการทำลายหลอดเลือด ช่วยลดภาวะ -การแบ่งปนั ปันผัก

หลอดเลือดแข็งตัว ช่วยยดื อวัยวะภายในรา่ งกายได้

-เพื่อให้เกิดการExercise Bern calories ลดภาวะ hyper

cholesterol ได้

-เพ่ือทำให้เกิดสมาธิ สามารถทำให้เกิดการหลั่งสารเอ็น

โดรฟินได้ อีกท้ังยังทำให้เกิดความภาคภูมิใจ เกิดการคิด

บวก สามารถเสริมพลังใหม้ คี วามสุขได้

4.การส่งเสริมสมรรถนะและ -เพอ่ื กลมุ่ ตัวอยา่ งไดเ้ กิดการรบั ร้คู วามสามารถของตนเอง -การฝึก การออ ก

ทกั ษะดา้ นการออกกำลงั กายด้วย -เพอื่ ให้การ Exercise Bern calories กำลังกายด้วยการ

วิธีการยืดเหยียดและโยคะและ -เพอ่ื ใหเ้ กิดการแลกเปลยี่ นเรยี นรใู้ นกลุม่ ยดื เหยียดและโยคะ

ก า ร ท ำ ก ลุ่ ม ห ลั ง จ า ก ก า ร อ อ ก -การอภิปรายกล่มุ

กำลังกายเป็นเวลา 30 นาที -การสะท้อนข้อมลู

สัปดาห์ละ 3 วัน เป็นเวลา 3 ย้อนกลับ

เดือน และมีการทำกลุ่มหลังจาก -การเสรมิ แรงจูงใจ

การออกกำลังกายเป็นเวลา 15

นาที

5. การบันทึกน้ำหนักตัว ดัชนี -เพ่ือติดตามสภาวะสุขภาพของกลุม่ ตัวอย่าง -การชัง่ นำ้ หนกั

มวลกาย เส้นรอบเอว เดือนละ 1 -เพอ่ื ให้กลุ่มตัวอย่างได้รับรูส้ ภาวะสุขภาพของตนเอง และ -การวัดรอบเอว

ครง้ั เป็นเวลา 3 เดือน การรับร้ปู ระโยชนข์ องพฤติกรรมทด่ี ตี อ่ สุขภาพ -การสะท้อนข้อมูล

ยอ้ นกลับ

-การใหค้ ำปรึกษา

- การเสริมแรงจูงใจ

6. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกลุ่ม -เพื่อเสริมแรงทางบวกให้รับรู้ถึงความสามารถในการ -การอภิปรายกลุ่ม

ตัวอย่างและมอบเมล็ดพันธ์ผัก ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและประโยชน์ของการปรับเปล่ียน -การพูดให้กำลังใจ

ให้แก่ผู้ท่ีสามารถปรับลดน้ำหนัก พฤติกรรม -การกล่าวช่ืนชมใน

และรอบเอวได้ -เพอื่ เกดิ การรบั รู้อุปสรรคและหาแนวทางปรับแก้ด้วยวิธีที่ ความสำเร็จ

ง่ายกว่าเดิม

8. การวิเคราะหข์ อ้ มูล
วิเคราะห์แบบสอบถามข้อมูลทวั่ ไปของกลมุ่ ตัวอยา่ ง ได้แก่ อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา อาชีพ
วิเคราะห์แบบสอบถามความรู้และพฤติกรรมการป้องกันโรค ผู้วิจัยนำมาประยุกต์ใช้ของกองสุขศึกษา

กระทรวงสาธารณสขุ ประกอบดว้ ยความรู้ ความเขา้ ใจทางสุขภาพที่ถูกต้องเกย่ี วกับหลักปฏิบตั ิตนตาม 3 อ. 2 ส.
จำนวน 6 ขอ้

โดยแบ่งออกเปน็ 3 ระดบั โดยใช้แบบองิ เกณฑ์ (บญุ ธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์,2540) ดงั นี้
ร้อยละ 0 – 59 ( 0 – 3.54 คะแนน) หมายถึงระดับควรปรบั ปรงุ
ร้อยละ 60 – 79 ( 3.6 – 4.74 คะแนน) หมายถึงระดับปานกลาง
รอ้ ยละ 80 – 100 ( 4.8 – 6 คะแนน) หมายถงึ ระดับดี
วิเคราะห์แบบประเมินตนเองในเรื่องการพฤติกรรมการบริโภค การออกกำลังกายและอารมณ์ ของกรม
อนามัย จำนวน 20 ข้อ มีการให้คะแนนความถีก่ ารปฏบิ ัตปิ ระจำ = 3ครง้ั คราว = 2 ไม่เคยเลย = 1
โดยแบ่งออกเป็น 3 ระดบั โดยใช้แบบอิงเกณฑ์ (บุญธรรม กจิ ปรดี าบรสิ ทุ ธิ์,2540) ดังนี้
รอ้ ยละ 0 – 59 ( 0 – 35.4 คะแนน) หมายถงึ ระดับควรปรบั ปรุง
ร้อยละ 60 – 79 ( 36 – 47.4 คะแนน) หมายถึงระดบั ปานกลาง
ร้อยละ 80 – 100 ( 48 – 60 คะแนน) หมายถงึ ระดบั ดี
วิเคราะห์แบบบันทึกผลการติดตามควบคุมน้ำหนัก ดัชนีมวลกายและเส้นรอบเอว ของกลุ่มตัวอย่างทุก
เดือนเป็นเวลา 3 เดือน โดยผูว้ จิ ัยได้สรา้ งรปู แบบเอง
เครอ่ื งช่งั น้ำหนกั วดั ส่วนสูง สายวัดรอบเอว ใชเ้ ครื่องเดมิ ตลอดในการตดิ ตามแตล่ ะครง้ั
การตรวจสอบคุณภาพเคร่ืองมือ (ความตรง : Content Validity , ความเท่ียง : Reliability) ใช้เคร่ืองมือ
ท่ีผ่านการตรวจสอบแล้วของกองสุขศึกษาและกรมอนามยั
สถติ ทิ ่ีใช้ในการวิเคราะห์ขอ้ มูล
ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนาได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเบี่ยงเบน
มาตรฐานและคา่ เฉล่ยี
เปรียบเทียบความแตกต่าง ค่าเฉล่ียของความรู้และคะแนนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร การออกกำลัง
กายและอารมณ์ ก่อนและหลงั การใช้โปรแกรม โดยใช้ Paired T-test
วิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่าง ค่าคะแนนเฉลี่ยดัชนีมวลกาย เส้นรอบเอวก่อนและหลังเข้าร่วม
โปรแกรม โดยใชส้ ถติ ิ Paired T-test และรอ้ ยละ

9. ผลการวจิ ยั
ตอนท่ี 1 ผลการวิเคราะห์ข้อมลู ท่วั ไป

ตารางที่ 1 ข้อมลู ท่วั ไปของกลุ่มตัวอย่าง

ขอ้ มลู ท่วั ไป จำนวน (n = 43) รอ้ ยละ

อายุ

35 – 40 ปี 5 11.6

41 - 46 ปี 15 34.9

47 - 52 ปี 20 46.5

53 - 59 ปี 3 7.0

รวม 43 100.0

สถานภาพ

โสด 1 2.3

สมรส/คู่ 40 93.0

หม้าย/หย่า/แยก 2 4.7

รวม 43 100.0

การศกึ ษา

ประถมศกึ ษา 00

มัธยมศึกษาตอนตน้ 7 16.3

มธั ยมศึกษาตอนปลาย/ปวช. 30 69.8

อนปุ ริญญา/ปวส. 4 9.3

ปริญญาตรีขน้ึ ไป 2 4.7

รวม 43 100.0

อาชีพ

ใช้แรง เชน่ ทำไร่ ทำนา ทำสวน รับจ้างท่ัวไป 39 90.7

คา้ ขาย/ทำธรุ กจิ 3 7.0

อยบู่ า้ นไม่ได้มอี าชีพ/เปน็ แมบ่ ้าน/ทำงานบา้ น 1 2.3

รวม 43 100.0

จากการศึกษาข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 43 คน พบว่าส่วนใหญ่ อายุระหว่าง 47-52 ปี ร้อยละ

46.50 สถานภาพคู่ร้อยละ 93.0 การศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช. ร้อยละ 69.8 มีอาชีพเกษตรกร/ใช้

แรงงาน ร้อยละ 90.7

ตอนท่ี 2 การเปรียบเทียบผลของความรู้ พฤติกรรมสุขภาพ และดัชนีสุขภาพของกลุ่มตัวอย่าง ก่อนและ

หลงั การใช้โปรแกรม

ตารางที่ 2 ผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉล่ยี ความรู้ ของกล่มุ ตัวอย่าง กอ่ นและหลงั การใช้โปรแกรม

คะแนนเฉลี่ย n ระดับ mean SD t p-value

กอ่ นเข้าโปรแกรม 43 ควรปรบั ปรุง 3.12 1.09 -13.74 .000

หลังเข้าโปรแกรม 43 ระดบั ดี 5.67 0.56

ภายหลังการใช้โปรแกรมการสรา้ งเสริมสุขภาพต่อการลดน้ำหนักของกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขที่มีภาวะ
นำ้ หนกั เกินเกณฑ์ พบวา่ กลุ่มตัวอย่างมีความรู้เกยี่ วกบั การปอ้ งกันโรค ก่อนใช้โปรแกรมมีคา่ เฉลี่ยเทา่ กบั 3.12 หลัง
การใช้โปรแกรมมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 5.67 หลังการใช้โปรแกรมมีค่าเฉล่ียที่สูงกว่าก่อนใช้โปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญ
ทางสถิติ ( p < 0.01 )

ตารางที่ 3 ผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉล่ียพฤติกรรมการบริโภค การออกกำลังกายและอารมณ์ ของกลุ่ม

ตวั อย่าง กอ่ นและหลงั การใชโ้ ปรแกรม

คะแนนเฉลย่ี n ระดบั mean SD t p-value

ก่อนเขา้ โปรแกรม 43 ปานกลาง 45.33 3.75 -19.66 .000

หลังเข้าโปรแกรม 43 ระดับดี 57.02 1.65

ภายหลังการใชโ้ ปรแกรมการสร้างเสริมสุขภาพต่อการลดน้ำหนักของกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขที่มีภาวะ
นำ้ หนักเกินเกณฑ์ พบว่ากลุ่มตวั อย่างมพี ฤติกรรมการบริโภค การออกกำลังกายและอารมณ์ก่อนเข้าโปรแกรมมีค่า
คะแนนเฉล่ีย ร้อยละ 75.55 อยู่ในระดับปานกลาง หลังการใช้โปรแกรมมีค่าคะแนนเฉลี่ย ร้อยละ 95.03 อยู่ใน
ระดบั ดี หลงั การใชโ้ ปรแกรมมีค่าเฉลีย่ ทีส่ งู กว่ากอ่ นใชโ้ ปรแกรมอยา่ งมนี ัยสำคัญทางสถิติ ( p < 0.01 )

ตารางที่ 4 ผลของการเปรยี บเทยี บค่าเฉลี่ยดชั นีมวลกาย ของกลุ่มตัวอยา่ ง กอ่ นและหลังการใชโ้ ปรแกรม

คะแนน n ร้อยละที่ ร้อยละ รอ้ ยละ ร้อยละที่ mean SD t p-value

เฉล่ีย ลดลง เพิม่ ขน้ึ เทา่ ระดับ

เดมิ ปกติ

กอ่ นเข้า 43 26.75 2.91 3.818 .000

โปรแกรม

หลงั เขา้ 43 83.72 9.3 6.97 9.3 26.31 3.13

โปรแกรม

ภายหลังการใช้โปรแกรมการสรา้ งเสริมสุขภาพต่อการลดน้ำหนักของกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขท่ีมีภาวะ
น้ำหนักเกินเกณฑ์ พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีค่าดัชนีมวลกายเฉล่ียก่อนการใช้โปรแกรม เท่ากับ 26.75 kg./m2หลังการ
ใช้โปรแกรมมีกลุ่มตัวอย่างท่ีมีค่าดัชนีมวลกายลดลงอยู่ในเกณฑ์ปกติ จำนวน 36 คนคิดเป็นร้อยละ 83.72 มีกลุ่ม
ตวั อยา่ งที่มีค่าดัชนีมวลกายลดลง จำนวน 36 คนคิดเป็นรอ้ ยละ 83.72 มีค่าดัชนมี วลกายเท่าเดมิ จำนวน 3 คนคิด

เป็นรอ้ ยละ 9.3 มีค่าดชั นีมวลกายเพ่ิมขึ้นจำนวน 4 คนคิดเป็นร้อยละ 6.97 หลงั การใช้โปรแกรมกลุ่มตัวอยา่ งมี
ค่าดัชนีมวลกายเฉลี่ยเท่ากับ 26.31 kg./m2 หลังใช้โปรแกรมมคี ่าเฉลี่ยของดัชนีมวลกายต่ำกว่าก่อนใชโ้ ปรแกรม

อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ( p < 0.01 )

ตารางท่ี 5 ผลของการเปรยี บเทียบค่าเฉลย่ี รอบเอว ของกลุ่มตัวอย่าง ก่อนและหลงั การใชโ้ ปรแกรม

คะแนนเฉลีย่ n รอ้ ยละที่ลดลง รอ้ ยละเทา่ เดมิ ร้อยละท่ีลดใน mean SD t p-value
.000
ระดับปกติ

กอ่ นเขา้ โปรแกรม 43 85.53 4.17 10.23

หลงั เขา้ โปรแกรม 43 93.02 9.3 30.23 83.04 4.53

ภายหลังการใชโ้ ปรแกรมการสร้างเสริมสุขภาพต่อการลดน้ำหนกั ของกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขที่มภี าวะ
น้ำหนักเกินเกณฑ์ พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยของรอบเอวก่อนใช้โปรแกรมเท่ากับ 85.53 cm หลังการใช้
โปรแกรมมีกลมุ่ ตวั อย่างมีคา่ รอบเอวลดลงอยู่ในเกณฑป์ กติ จำนวน 13 คนคดิ เป็นรอ้ ยละ 30.23 มกี ลุ่มตัวอย่างทมี่ ี
คา่ รอบเอวลดลง จำนวน 40 คนคิดเป็นร้อยละ 93.02 มีค่ารอบเอวเท่าเดิมจำนวน 3 คนคดิ เป็นรอ้ ยละ 9.3 และ
ไมพ่ บกลุ่มตวั อยา่ งท่ีมีค่ารอบเอวเพิ่มข้นึ หลังการใช้โปรแกรมกลุ่มตัวมีคา่ เฉล่ยี รอบเอวเท่ากบั 83.04 cm หลังการ
ใชโ้ ปรแกรมมคี ่าเฉล่ียของรอบเอวตำ่ กวา่ ก่อนใชโ้ ปรแกรมอยา่ งมีนยั สำคัญทางสถิติ ( p < 0.01 )

10. สรปุ /อภิปรายผล
ผลการวจิ ัยครัง้ นพี้ บว่าผลการการใช้โปรแกรมการสรา้ งเสรมิ สุขภาพต่อการลดน้ำหนักของกลุม่ อาสาสมคั ร

สาธารณสขุ ทีม่ ภี าวะน้ำหนักเกินเกณฑ์ ภายหลังการเข้าโปรแกรม ระยะเวลา 3 เดือน ส่งผลให้คะแนนเฉล่ียความรู้
ของกลุ่มตัวอย่างสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ( p < 0.01 ) ซ่ึงเป็นผลมาจากกลุ่มทดลองมี
ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรค ซ่ึงเคยได้รับจากสื่อต่างๆมาบ้างแล้วและจากกิจกรรมในโปรแกรม เช่นการให้
ความรู้ การบรรยายประกอบภาพน่ิง ได้รับรู้สถานการณ์ของโรคอ้วนลงพุง อันตรายของโรค ประโยชน์ของการ
ปอ้ งกนั การเกิดกล่มุ โรคเร้ือรงั การเปิดโอกาสให้ซักถามหลังการบรรยาย เพื่อให้กลุ่มได้เกิดการรบั รู้เก่ียวกับปัญหา
สุขภาพทจ่ี ะตามมา เพ่ือคุณภาพชีวิตที่ดี สอดคลอ้ งกับ วัชราภรณ์ ภูมเิ ขียวและรุจิรา ดวงสงค์ พบว่าข้าราชการใน
กลุ่มทดลองมีการเปลี่ยนแปลงความรู้โรคอ้วนและการลดน้ำหนักเพิ่มสูงกว่าก่อนการทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ( p < 0.05)

คะแนนเฉล่ียพฤติกรรมการบริโภค การออกกำลังกายและอารมณ์ ของกลุ่มตัวอย่างสูงกว่าก่อนทดลอง
อย่างมนี ัยสำคัญทางสถิติ ( p < 0.01 ) ซึ่งเป็นผลมาจากการให้กลุ่มตัวอย่างมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน มีการ
สนทนากันในกลุ่ม ร่วมแสดงความคิดเห็น เล่าประสบการณ์ของตนเองท่ีปฏิบัติได้ดีในเรื่องการรับประทานอาหาร
และการออกกำลังกายและท่ียังปฏิบัติไม่ได้ ผู้วิจัยช่วยส่งเสริมความรู้ในส่วนที่ขาด ชี้ให้เห็นพฤติกรรมท่ีควร
หลกี เลีย่ ง ควรปฏิบัติบ่อยๆและไม่ควรปฏบิ ัตเิ ลย ทำให้กลุ่มเกิดการเรียนร้ถู ึงประโยชน์ของกิจกรรมท่ีตนเองปฏิบัติ
ฝึกปฏิบัตติ ่อในส่ิงที่ยังทำไม่ได้ มีกลุ่มช่วยเสริมกำลังใจที่จะไปปฏิบัติตอ่ สอดคลอ้ งกับ ปาริฉตั ร พงษ์หารและคณะ
พบว่าโปรแกรมการสร้างเสริมสุขภาพทำให้กลุ่มทดลองปรับเปล่ียนพฤติกรรมการป้องกันได้ดีข้ึน มีคะแนนเฉล่ีย
พฤตกิ รรมการปอ้ งกนั กลุ่มอาการอว้ นลงพุงของกล่มุ ทดลองมคี วามแตกต่างกันและสงู กวา่ กลุ่มควบคุม

ค่าดัชนีมวลกาย เส้นรอบเอว ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ( p < 0.01 ) ซ่ึงเป็นผลมาจากกิจกรรมที่
ผวู้ จิ ัยจัดทำโปรแกรมการเรียนรโู้ ดยให้ความรู้ การบรรยายประกอบภาพน่ิง กลมุ่ อาการอ้วนลงพุง อันตรายจากโรค
อ้วน โรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน การนำบุคคลที่สามารถปรับลดภาวะเส่ียงด้านสุขภาพให้อยู่ในเกณฑ์
ปกติได้มาแลกเปล่ียนเรียนรู้ถึงวิธีการในการปรับพฤติกรรมตนเองในเรื่องอาหาร ออกกำลังกายให้มีน้ำหนักและ
รอบเอวท่ีลดลง ผลลัพธ์ท่ีได้รับจากการเปล่ียนพฤติกรรมสุขภาพ ซึ่งในบุคคลต้นแบบสามารถปรับลดภาวะเส่ียง
ด้านสุขภาพให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้ การให้กลุ่มทดลองได้รับรู้เร่ืองโภชนาการสำหรับผู้ท่ีต้องการลดน้ำหนัก การลง
แปลงสาธิตการปลูกผักสวนครัว ผักปลอดสารพิษเพ่ือมาบริโภคในครัวเรือนในช่วงระหว่างการทำวิจัย การสาธิต
และฝึกปฏิบัติการออกกำลังกายซ่ึงในกลุ่มทดลองส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 47-52 ปี มากถึงร้อยละ 41.7 การออก
กำลังกายจึงเน้นการยืดเหยียดและโยคะ การรับรู้คา่ ดัชนีมวลกายและเส้นรอบเอวของตนเองทุกเดือนสามารถเห็น
แนวโน้มของการเปลีย่ นแปลงได้ชัดเจน ทำให้รับรูว้ า่ การที่นำ้ หนักลดลงหรอื เพ่ิมขึ้นในเดือนท่ีผ่านมากลุ่มทดลองได้
ปฏิบัติตัวอย่างไร กลุ่มทดลองให้ความสนใจดีมาก ได้เห็นตัวอย่างท่ีดีของเพ่ือนในกลุ่มจากบุคคลต้นแบบทำให้มี
กำลังใจในการม่งุ ม่ันทจ่ี ะปรับเปลย่ี นพฤตกิ รรมสุขภาพตนเอง ซง่ึ เปน็ ไปตาม Penderและคณะ ซง่ึ กล่าวว่า ปัจจยั ที่
มอี ิทธพิ ลต่อการตัดสินใจและการปฏิบัติของบุคคลต่อเม่ือได้รับรู้ประโยชน์ ความสามารถของตนเอง ความรู้สึกที่มี
ต่อพฤติกรรมทางบวก การได้เห็นแบบอย่างท่ีดีเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปใช้ในการปรับเปล่ยี นพฤติกรรมตนเองได้
และสอดคล้องกับงานวิจัยของรัตนา เกียรติเผ่า ผลของการใช้โปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพต่อการลด
ความเส่ียงโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวานของประชากรกลุ่มเส่ียง ตำบลทัพทัน อำเภอทัพทัน จังหวัด
อทุ ัยธานี พบวา่ กลุ่มทดลองมีค่าดชั นมี วลกาย คา่ นำ้ หนักตวั และรอบเอวท่ตี ่ำกว่าก่อนการทดลอง

ผลจากการท่ีกลุ่มตวั อย่างได้เข้าร่วมกิจกรรมและร่วมปฏบิ ัติตามโปรแกรมการสร้างเสริมสุขภาพตอ่ การลด
น้ำหนักของกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขท่ีมีภาวะน้ำหนักเกนิ เกณฑ์ จะเห็นได้วา่ ในภาพรวม กจิ กรรมตามโปรแกรม
คร้ังนี้มีผลต่อการพัฒนาพฤติกรรมการลดดัชนีมวลกาย เส้นรอบเอว ของกลุ่มตัวอย่างท่ีได้เข้าร่วมกิจกรรมตาม
โปรแกรม

11. ปรากฏการณท์ ่ีเกิดข้ึนนอกเหนอื จากงานวิจัย
1. เกิดความสามัคคใี นกลุ่มตัวอย่างมีการแบ่งปนั ความรู้ รสชาติ ประโยชน์ของผักท่ีตนเองปลูกในกล่มุ
2. เกิดการดแู ลกนั และกันมีการแบ่งปันผกั ทปี่ ลูกเองมาแลกเปล่ยี นกนั ในกลุ่ม
3. เกิดความภาคภูมิใจของกลุ่มตวั อย่างเม่ือมีน้ำหนกั และรอบเอวทีล่ ดลงทำให้สามารถนำชุดเกา่ ที่ใส่ไม่ได้

กลบั มาใสไ่ ด้อีกครั้ง

12. ข้อเสนอแนะ
1. ผวู้ จิ ัยจะทำการศึกษาต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 6 เดือน เพื่อให้การศึกษามปี ระสทิ ธผิ ล และสามารถ

ประเมินการปรบั เปล่ียนพฤติกรรมที่ถาวร
2. ศกึ ษาการนำโปรแกรมการปรบั เปลี่ยนพฤติกรรมสขุ ภาพไปประยุกตใ์ ชก้ ับกลุม่ อนื่ ๆ เชน่ กลมุ่ แกนนำ

ศาสนาและกลุ่มกำนนั ผู้ใหญ่บ้าน
13. เอกสารอา้ งอิง

กรมอนามัย. การออกกำลงั กายเพือ่ สขุ ภาพ บันทึกการออกกำลงั กาย [อนิ เตอร์เน็ต]. [สืบคน้ เมอ่ื 22 พ.ย.
2562]. แหลง่ ข้อมูล : http://exercise.anamai.moph.go.th

กัณณิกา โคตรบรรเทา.ผลของการจัดโปรแกรมการสร้างเสริมสขุ ภาพร่วมกับการสนบั สนุนทางสังคมเพื่อ
ควบคมุ นำ้ หนักกล่มุ อาสาสมคั รสาธารณสขุ ตำบลเชียงคาน อำเภอเชยี งคาน จังหวดั เลย. 2556.

บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธ์.ิ (2540). ระเบียบวธิ ีการวิจัยทางสังคมศาสตร์. กรุงเทพฯ :คณะสงั คมศาสตร์
และมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.

ปารฉิ ตั รพ์ งษห์ าร, จรรยา สันตยากร,ปกรณ์ ประจญั บาน,วโิ รจน์ วรรณภิระ. ผลของโปรแกรมการสร้าง
เสรมิ สขุ ภาพต่อพฤตกิ รรมการป้องกนั กล่มุ อาการอว้ นลงพุงของอาสาสมัครสาธารณสขุ .วารสารการพยาบาลละ
สุขภาพ 2554;5:54-64.

รตั นา เกียรตเิ ผ่า. ผลของการใช้โปรแกรมปรบั เปลีย่ นพฤติกรรมสุขภาพต่อการลดความเส่ียงโรคความดนั
โลหติ สงู และโรคเบาหวานของประชากรกลุ่มเส่ยี ง ตำบลทัพทนั อำเภอทัพทัน จังหวัดอุทยั ธานี. วารสารวชิ าการ
สาธารณสขุ 2558;3:403-412.

รสุ นี แวอายตี าและคณะ. ประสิทธผิ ลของโปรแกรมปรบั เปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตอการรับรู้
ความสามารถของตนเอง การกาํ กบั ตนเอง พฤติกรรมการดูแลตนเองและการลดนา้ํ หนักของบุคลากรที่มภี าวะนํ้า
หนักเกินโรงพยาบาลรามัน จังหวัดยะลา. วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข.2556; 90-104

วชั ราภรณ์ ภูมิภเู ขยี ว, รจุ ิรา ดวงสงค์. ประสิทธิผลของการประยกุ ตใ์ ชท้ ฤษฎีการกำกับตนเอง รว่ มกับ
ทฤษฎขี ้ันตอนการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมในการพฒั นาพฤติกรรมการลดน้ำหนักของข้าราชการ อำเภอนาแห้ว
จงั หวดั เลย [วทิ ยานิพนธป์ ริญญาสาธารณสขุ ศาสตรมหาบัณฑิต]. ขอนแกน่ :มหาวิทยาลัยขอนแกน่ ;2551.

สำนกั งานสาธารณสขุ จังหวดั ยะลา. ระบบคลังข้อมลู โรคไม่ตดิ ต่อเรื้อรังของ สสจ. ยะลา 2562
[อินเตอรเ์ นต็ ].[สบื คน้ เม่ือ 27 ธ.ค. 2562].แหล่งขอ้ มลู : http://www.ylo.moph.go.th/chronic

Pender NJ, Murdaugh CL, Parsons MA.Health promotion in nurse practice. 6 thed. Upper
Saddle River, NJ:Pearson/Prentice-Hall; 2010.

บทคดั ยอ

ชอื่ โครงการวิจัย ผลการใชยาพอกสมนุ ไพรเพอื่ ลดอาการปวดเขา ในผูสงู อายุ ชมรมผสู งู อายุวดั ลาํ ภู
และวดั โคกโก อําเภอเมอื ง จังหวดั นราธิวาส

ชื่อผูวิจัย นางสาวภลิ นั ทน สังคง, พท.บ.

ตาํ แหนง แพทยแ ผนไทย

หนวยงาน โรงพยาบาลสงเสริมสขุ ภาพตําบลลําภู อําเภอเมอื ง จังหวัดนราธวิ าส

เบอรโ ทร 083-1955028

E-mail [email protected]

การศึกษาคร้ังน้ีมีจุดประสงคเพื่อศึกษาผลการใชยาพอกเขาลดอาการปวดเขาและเพื่อตอ
ยอดรูปแบบการใหบริการผูปวดท่ีมีอาการปวดเขาในคลินิกการแพทยแผนไทยและแพทยทางเลือก
ของโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพลําภู กลุมตัวอยางจํานวน 55 คน ใชวิธีเลือกแบบเฉพาะเจาะจง
(Purposive sampling) โดยไดรบั การคัดกรองภาวะขอ เขา เส่อื ม ซ่งึ ไดประเมินระดับความปวด (Pain
Scale) และประเมินระดับความรุนแรงของภาวะขอเขาเส่ือม (Oxford Knee Score) กอนและหลัง
การพอกยาสมุนไพรลดอาการปวดเขา ทําการพอกเขาวันเวนวันจํานวน 3 คร้ัง พบวาผลเปรียบเทียบ
ระดับความปวดกอ นและหลงั พอกยาสมนุ ไพร พบวากลุมตัวอยางมีอาการปวดเขาลดลง มีระดับความ
ปวดลดลงอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ p< 0.005 โดยระดับความปวดลดลงเฉล่ีย 2.25 + 0.91 และ
ระดับความรุนแรงของโรคขอเขาเส่ือม ( Oxford Knee Score ) มีคะแนนหลังจากการพอกยา
สมุนไพรเพิ่มข้ึนอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ p< 0.005 โดยมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มข้ึน 3.33 + 0.275
คะแนนและเกือบท้ังหมดมีความพึงพอใจโดยรวมในการใชยาพอกเขาสมุนไพรมีคาเฉล่ีย 2.76 +
0.429 อยใู นระดบั พอใจมาก สรุปผลการวิจัยครั้งนีไ้ ดว า ยาพอกสมุนไพรสามารถลดอาการปวดเขาได
อกี ทั้งไมพบผลขา งเคยี งใด ๆ ในการใชย าพอกเขา สมุนไพรในการศกึ ษาครงั้ นี้

บทที่ 1

บทนํา

1.1 ความเป็ นมาและความสําคญั

ประเทศไทยไดก้ า้ วเขา้ สู่สังคมผูส้ ูงอายุ ซ่ึงหมายความว่าประเทศไทยมีประชากรท่ีมีอายุ
มากกวา่ 60 ปี ข้ึนไปคิดเป็นร้อยละ 10 ของประชากร ปัญหาสุขภาพที่พบไดบ้ ่อยในกลุ่มผสู้ ูงอายคุ ือโรค
กระดูกและขอ้ ซ่ึงมีการเสื่อมสภาพตามอายทุ ่ีมากข้ึน ทาํ ให้เกิดอาการปวดตามจุดต่างๆ ของร่างกายเช่น
อาการปวดคอ ปวดไหล่ ปวดหลงั ปวดเข่า ปัญหาโรคขอ้ เข่าเสื่อม นับว่าเป็ นปัญหาท่ีพบไดบ้ ่อยใน
ผสู้ ูงอายจุ ะทาํ ให้ผปู้ ่ วยมีอาการปวดเม่ือมีการเคลื่อนไหวของขอ้ เข่า บางคร้ังอาจจะมีอาการปวดและรู้สึก
ตึงบริเวณขอ้ พบั ดา้ นหลงั ของเข่า อาการบวมบริเวณขอ้ เข่า เนื่องจากมีน้าํ ในขอ้ เข่าซ่ึงเกิดจากการอกั เสบ
ภายในขอ้ ขอ้ ยดึ ติด และไม่สามารถเหยยี ดงอเข่าไดเ้ หมือนปกติ มีอาการเสียวภายในขอ้ เวลาเดิน บางคร้ัง
มีอาการอ่อนแรง ตน้ ขาลีบ ขาโก่งผดิ รูป โรคขอ้ เข่าเสื่อมจะมีลกั ษณะที่มีการสึกกร่อนของกระดูกอ่อนผวิ
ขอ้ เข่าทาํ ใหก้ ารเคล่ือนไหวของขอ้ เขา่ ไม่เรียบ มีการเสียดสีของกระดูก เป็นกระบวนการเสื่อมของขอ้ ตาม
อายทุ ี่เพิ่มมากข้ึน พบไดบ้ ่อยในผสู้ ูงอาย(ุ ธนินนิตย์ ลีรพนั ธ์, 2558)

อาการปวดเข่าเป็ นอาการหน่ึงในความเส่ียงต่อการเป็ นโรคขอ้ เข่าเสื่อม ซ่ึงโรคขอ้ เข่า
เส่ือมเป็นโรคท่ีพบไดบ้ ่อยมากในผสู้ ูงอายุ ทาํ ใหเ้ กิดอาการปวดเข่า บวมแดง เข่าฝื ดยดึ มีเสียงดงั ใน
เข่า ไม่สามารถประกอบกิจวตั รประจาํ วนั ไดด้ งั ปกติ ซ่ึงมีความรุนแรงมากนอ้ ยต่างกนั ไป สาเหตุมี
ไดห้ ลายประการ เช่น ผลสะสมจากความเส่ือมและการใชข้ อ้ เข่าที่ไม่ถูกตอ้ งต้งั แต่วยั หนุ่มสาว การ
ท่ีมีน้าํ หนกั ตวั มาก ๆ ทาํ ให้เข่าตอ้ งรับน้าํ หนกั ท่ีเพิ่มข้ึนหลายเท่าตวั ในทุกขณะที่กา้ วเดิน หรือเคย
ไดร้ ับอุบตั ิเหตุบริเวณขอ้ เข่ามาก่อน บางรายเคยมีการอกั เสบติดเช้ือ หรือเป็ นโรคไขขอ้ บางชนิด
เช่น โรครูมาตอยด์ เป็ นตน้ ถา้ หากผสู้ ูงอายทุ ี่มีอาการปวดเข่าไม่ไดร้ ับการดูแลรักษาอาจทาํ ให้เกิด
เป็ นโรคขอ้ เข่าเส่ือมไดใ้ นอนาคต ประเทศไทยพบว่าค่าใชจ้ ่ายในการผา่ ตดั ขอ้ เข่า 1 คร้ัง ประมาณ
78,533-79,316 บาทและใชร้ ะยะเวลานอนในโรงพยาบาลถึง 7-8 วนั (นฐั วฒุ ิ วิวรรธนวรางค,์ 2554)
อาจทาํ ใหต้ อ้ งเสียเวลาและคา่ ใชจ้ ่ายในการรักษาตวั มากข้ึน

จากการดาํ เนินงานของคลินิกการแพทยแ์ ผนไทยและการแพทยท์ างเลือก โรงพยาบาล
ส่งเสริมสุขภาพตาํ บลลาํ ภู พบวา่ ผทู้ ี่มารับบริการมีอาการปวดเข่า 72 คน คิดเป็นร้อยละ13.61 จากผมู้ ารับ
บริการท้งั หมด และผสู้ ูงอายทุ ่ีมารับบริการท่ีมีอาการปวดเข่ามี 46 คน คิดเป็นร้อยละ 63.88 จากผมู้ ารับ

บริการท่ีมีอาการปวดเข่าท้งั หมด ผมู้ ารับบริการจะไดร้ ับการรักษาโดยการนวดไทยราชสาํ นกั และประคบ
ร้อนสมุนไพรซ่ึงตอ้ งใชเ้ วลาในการทาํ การรักษา 45 นาทีถึง 1 ชว่ั โมง หากสิทธิการรักษาของผปู้ ่ วยตอ้ ง
ชาํ ระเงิน ค่าใชจ้ ่ายอยทู่ ี่ 250 บาทต่อคร้ัง ท้งั น้ีอีกทางเลือกหน่ึงคือการพอกยาสมุนไพรเพ่ือลดอาการปวด
เข่า ในสูตรยาสมุนไพรจะมีสมุนไพรท่ีมีสรรพคุณในการลดอาการปวดเมื่อยและปวดขอ้ เข่า ใชเ้ วลาใน
การพอกคร้ัง 30 นาที ค่าใชจ้ ่ายคร้ังละ 70 บาท หากพบว่าการพอกยาสมุนไพรไดผ้ ลดี สามารถลด
ระยะเวลาในการทาํ การรักษาและคา่ ใชจ้ ่ายในการรักษาเป็นทางเลือกใหก้ บั ผปู้ ่ วยท่ีมีอาการปวดเข่าได้

1.2 วตั ถุประสงค์ของการวจิ ยั

1.2.1 เพื่อศึกษาผลการใชย้ าสมุนไพรพอกเข่าในการลดอาการปวดเข่าของผูส้ ูงอายุชมรม
ผสู้ ูงอายวุ ดั ลาํ ภูและชมรมผสู้ ูงอายวุ ดั โคกโก

1.2.2 เพื่อศึกษาระดบั ความปวด (Pain Score) หลงั จากใชย้ าพอกสมุนไพรลดอาการปวดเข่า
ของผสู้ ูงอายชุ มรมผสู้ ูงอายวุ ดั ลาํ ภูและชมรมผสู้ ูงอายวุ ดั โคกโก

1.3 สมมตฐิ านการวจิ ยั

1.2.3 ยาพอกเข่าสามารถลดอาการปวดเข่าของผสู้ ูงอายุชมรมผูส้ ูงอายุวดั ลาํ ภูและชมรม
ผสู้ ูงอายวุ ดั โคกโกได้

1.2.4 หลงั จากใชย้ าพอกสมุนไพรลดอาการปวดเข่าของผูส้ ูงอายุชมรมผูส้ ูงอายุวดั ลาํ ภูและ
ชมรมผสู้ ูงอายวุ ดั โคกโกมีระดบั ความปวด (Pain Scale) ลดลง

1.4 ขอบเขตการศึกษา

เพ่ือใหก้ ารศึกษาอยใู่ นขอบเขตตามวตั ถุประสงคใ์ นการศึกษาที่ไดก้ าํ หนดไวข้ า้ งตน้ ผศู้ ึกษา
จึงไดก้ าํ หนดขอบเขตของการศึกษาไว้ ดงั น้ี

• ขอบเขตดา้ นประชากร
ประชากรท่ีใชใ้ นการศึกษา คือ ผูส้ ูงอายุ ในชมรมผูส้ ูงอายุวดั ลาํ ภู และชมรมผสู้ ูงอายุวดั

โคกโก จาํ นวน 200 คน
• ขอบเขตดา้ นสถานที่
ชมรมผสู้ ูงอายวุ ดั ลาํ ภูและชมรมผสู้ ูงอายวุ ดั โคกโกตาํ บลลาํ ภู อาํ เภอเมือง จงั หวดั นราธิวาส
• ขอบเขตระยะเวลาการศึกษา
ระยะเวลาในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลระหวา่ งเดือนมกราคม ถึง เดือนมิถุนายน 2563

1.5 กรอบแนวคดิ

ยาพอกสมุนไพร อาการปวดเขา
ในผสู งู อายุลดลง

1.6นิยามศัพท์

ผู้สูงอายุ หมายถึง ผทู้ ่ีมีอายุ 60 ปี ข้ึนไปในชมรมวดั ลาํ ภูและวดั โคกโกทุกคนที่มีอาการ
ปวดเข่าจากการเส่ือมของขอ้ เข่า

การพอกยา หมายถึง การนาํ ยาพอกที่มีส่วนผสมของสมุนไพร ไดแ้ ก่ ขา้ วสาร ผกั เส้ียนผี
ไพล ปั่นหรือตาํ ใหล้ ะเอียดผสมกบั ปูนแดงและน้าํ ซาวขา้ วเลก็ นอ้ ย พอกบริเวณเข่า 30 นาที พอกวนั
ละ 1 คร้ังโดยการพอกวนั เวน้ วนั จนครบ 3 คร้ัง ซ่ึงสูตรพอกเข่าเป็นสูตรท่ีใชโ้ ดยทว่ั ไป

ระดับความปวด(Pain Score) หมายถึง ระดบั ความปวดจาก 0-10 ดงั น้ี
o คะแนน 0 ไม่มีความเจบ็ ปวด
o คะแนน 1 -2 มีความเจบ็ ปวดเลก็ นอ้ ย
o คะแนน 3 -6 มีความเจบ็ ปวดเลก็ นอ้ ยถึงปานกลาง
o คะแนน 7 - 10 มีความเจบ็ ปวดปานกลางถึงรุนแรง
ระดับความรุนแรงของภาวะข้อเข่าเสื่อม (Oxford Knee Score) หมายถึง ระดบั คะแนน
แบ่งความรุนแรงของภาวะขอ้ เข่าเส่ือม ดงั น้ี

• ระดบั รุนแรง ( 0 – 9 คะแนน )
• ระดบั ปานกลาง ( 20 – 29 คะแนน )
• เริ่มมีอาการ ( 30 – 39 คะแนน )
• ไม่พบอาการผดิ ปกติ ( 40 – 48 คะแนน )

1.7ประโยชน์ทไี่ ด้รับ

1.7.1 ลดการเกิดโรคขอ้ เขา่ เสื่อมในผสู้ ูงอายุ
1.7.2 นาํ ไปใชก้ บั กลุ่มอื่น ๆ ท่ีมีอาการปวดเขา่
1.7.3 ผสู้ ูงอายทุ ่ีมีอาการปวดเขา่ พึงพอใจในการพอกยาสมุนไพรท่ีเขา่
1.7.4 ไดต้ ่อยอดการใหบ้ ริการในคลินิกการแพทยแ์ ผนไทยและการแพทยท์ างเลือก

บทท่ี 2
การทบทวนเอกสารวรรณกรรม

การศึกษาในคร้ังน้ีเป็ นการศึกษาผลการใช้ยาพอกสมุนไพรลดอาการปวดเข่าในชมรม
ผสู้ ูงอายวุ ดั ลาํ ภูและวดั โคกโก อ.เมือง จ.นราธิวาส ซ่ึงผวู้ จิ ยั ไดศ้ ึกษาทบทวนเอกสารวรรณกรรมเพ่ือ
เป็นแนวทาง โดยมีรายละเอียดดงั น้ี

2.1 ความรู้ทว่ั ไปเก่ียวกบั อาการปวดเข่าและโรคขอ้ เข่าเสื่อม

2.2 การพอกยาสมุนไพรเพ่อื ลดอาการปวดเข่า

2.3 งานวิจยั ที่เกี่ยวขอ้ งกบั การพอกยาสมุนไพรลดอาการปวดเขา่

2.1 ความรู้ทวั่ ไปเกยี่ วกบั อาการปวดเข่าโรคข้อเข่าเส่ือม

2.1.1 อาการปวดเข่า

เกิดข้ึนได้ 2 ลกั ษณะ คือ

1. ปวดรอบเขา่ หนา้ ขามกั มีสาเหตุมาจากหลงั ปวดร้าวลงมา

2. ปวดที่ขอ้ เข่า มกั จะเป็ นดา้ นในของเข่าก่อน ต่อไปจะมีอาการบวมร่วมด้วย
เสมอ ปวดท่ีขอ้ เขา่ (ขอ้ เขา่ เสื่อม) เริ่มจากเขา่ หลวมเวลาเดิน นงั่ ข้ึน-ลงบนั ได จะมีเสียงดงั
เพราะกระดูกและลูกสะบา้ สีกนั ต่อไปจะเริ่มเสียวเดินไม่ปกติจนเกิดกระเผลก (ซ่ึงทาํ ให้
ขาอีกขา้ งหน่ึงตอ้ งทาํ งานหนกั แทน และอาจทาํ ใหเ้ ป็นท้งั สองขา้ ง) เกิดบวมเจบ็ มาก เข่าจะ
ยงิ่ หลวมและโคง้ ออกขา้ งๆ (โรงพยาบาลนนทเวช, 2562)

2.1.2 โรคข้อเข่าเส่ือม

โรคขอ้ เข่าเสื่อมเป็นโรคที่พบไดบ้ ่อยมากในผสู้ ูงอายุ ทาํ ใหเ้ กิดอาการปวดเข่า บวมแดง เข่า
ฝื ดยึด มีเสียงดงั ในเข่า ไม่สามารถประกอบกิจวตั รประจาํ วนั ไดด้ งั ปกติ ซ่ึงมีความรุนแรงมากนอ้ ย
ต่างกนั ไป สาเหตุมีไดห้ ลายประการ เช่น ผลสะสมจากความเสื่อมและการใชข้ อ้ เข่าที่ไม่ถูกตอ้ ง
ต้งั แต่วยั หนุ่มสาว การท่ีมีน้าํ หนักตวั มาก ๆ ทาํ ให้เข่าตอ้ งรับน้าํ หนักที่เพ่ิมข้ึนหลายเท่าตวั ในทุก

ขณะท่ีกา้ วเดิน หรือเคยไดร้ ับอุบตั ิเหตุบริเวณขอ้ เขา่ มาก่อน บางรายเคยมีการอกั เสบติดเช้ือ หรือเป็น
โรคไขขอ้ บางชนิด เช่น โรครูมาตอยด์ เป็นตน้

อาการของโรค

1. เร่ิมจากปวดเป็ น ๆ หาย ๆ เม่ือไดพ้ กั การใชเ้ ข่า อาการปวดก็จะทุเลา และจะปวดมากข้ึน
เม่ือมีการใชง้ านขอ้ น้นั มาก ในรายที่เป็นมากอาการปวดจะเป็นตลอดเวลา

2. ขอ้ ฝืด ใชง้ านไม่ถนดั บางรายมีขอ้ ติด

3. ขอ้ ผดิ รูป เขา่ บวมโต บางรายมีขาโก่งออก

4. มีปัญหาในการใชง้ านขอ้ เขา่ เช่น ลุกนง่ั มา้ เต้ีย , ข้ึนลงบนั ได รวมท้งั การเดิน

ปัจจัยกระตุ้นอาการปวด

1. อาชีพหรือลกั ษณะงานท่ีตอ้ งเดินหรือยืนนานๆ เมื่อผูป้ ่ วยใชง้ านขอ้ เข่ามากกว่า
ปกติเป็นระยะเวลานานจะกระตุน้ ให้เกิดอาการปวดและทาํ ให้เกิดความเส่ือมของ
ขอ้ เขา่ ไดเ้ ร็วข้ึน

2. การเปลี่ยนอิริยาบถ เช่น เม่ือลุกออกจากเกา้ อ้ี ผปู้ ่ วยจะมีอาการปวดจนไม่สามารถ
ลุกข้ึนเดินไดท้ นั ที ตอ้ งใชเ้ วลาเตรียมตวั สกั ครู่ถึงจะกา้ วเดินได้ ส่วนในรายที่ขอ้ เขา่
เสื่อมมากอาจทาํ ใหเ้ ดินไม่ไหว

3. การนง่ั ยองหรือการคุกเข่า จะทาํ ใหม้ ีอาการปวดมากข้ึน และถา้ ผปู้ ่ วยขอ้ เสื่อมมาก
มกั จะนง่ั ยองหรือคุกเข่าไม่ไดเ้ ลย เพราะพิสัยการเคล่ือนไหวของขอ้ เข่าถูกจาํ กดั
ทาํ ใหง้ อเข่าไดไ้ ม่สุดหรือเหยยี ดเขา่ ไม่ได้ (วิไล คุปตน์ ิรัติศยั กลุ , 2562)

2.2 การพอกยาสมุนไพร

อาการของโรคขอ้ เข่าเสื่อมตามศาสตร์การแพทยแ์ ผนไทยพบว่ามีความใกลเ้ คียงกบั “โรค
ลมจบั โปงแหง้ เข่า” ซ่ึงนิยามของโรคลมจบั โปงแหง้ เข่า คือ โรคท่ีมีอาการปวดบวมแดง ซ่ึงอาจจะ
พบเพียงเลก็ นอ้ ย มีสภาวะขอ้ เข่าผดิ รูปเข่าโก่ง งอเข่าไม่ไดอ้ งศา มีเสียงกรอบแกรบในเข่าขณะเดิน
อาจปวดมากเวลาเปลี่ยนอิริยาบถหรือข้ึนลงบนั ได

สาเหตุของโรคเกิดจากความเสื่อมของขอ้ เข่าตามวยั ทาํ ให้น้าํ หล่อเล้ียงในขอ้ เข่า(ลสิกา)
แห้งไปและมีมูลเหตุการเกิดโรค ไดแ้ ก่ การใชง้ านหนกั เกินกาํ ลงั การอยใู่ นอิริยาบถที่ผิด เช่น การ
นงั่ คุกเข่าเป็ นเวลานาน การไม่ควบคุมน้าํ หนกั และการรับประทานอาหารท่ีกระตุน้ ให้เกิดอาการ
ปวด เช่น หน่อไม้ เคร่ืองในสัตว์ เคร่ืองด่ืมแอลกอฮอล์ ของหมกั ดอง ซ่ึงส่งผลทาํ ให้เกิดอาการขอ้
อกั เสบ

แนวคิดทางการแพทยแ์ ผนไทย ตาํ รับยาพอกเข่าสมุนไพรส่วนใหญ่เป็ นสมุนไพรรสร้อน
จึงมีสรรพคุณในการช่วยขบั ลม กระจายลม บรรเทาอาการปวดกลา้ มเน้ือและปวดตามขอ้ ต่างๆซ่ึง
อาการปวดขอ้ เข่าในทฤษฎีการแพทยแ์ ผนไทย เกิดจากเลือดและลมไหลเวียนไม่สะดวก ทาํ ใหม้ ีการ
คงั่ อ้นั ของลมส่งผลใหเ้ กิดอาการปวด เมื่อเราใชส้ มุนไพรรสร้อนจึงช่วยกระจายลมไม่ใหเ้ กิดการคงั่
อ้นั ที่ขอ้ เข่าทาํ ใหอ้ าการปวดลดลง อาการขอ้ ฝืดลดลง จึงสามารถเหยยี ดและงอขอ้ เขา่ ไดด้ ีข้ึน

วิธีการพอกยา

1. เตรียมสมุนไพรไดแ้ ก่ ขา้ วสาร ผกั เส้ียนผี ไพล ปั่นหรือตาํ ใหล้ ะเอียด
2. นาํ สมุนไพรท้งั หมดมาผสมกบั ปูนแดงและน้าํ ซาวขา้ วเลก็ นอ้ ย
3. เมื่อจะนาํ มาใชใ้ หน้ าํ ตวั ยามาพอกบริเวณหวั เข่า
4. พอกทิ้งไว้ 15 – 30 นาที หลงั จากน้นั กน็ าํ ยาพอกออก ควรพอกเข่าวนั ละ 1 – 2 คร้ัง

เชา้ เยน็ เพื่อใหอ้ าการทุเลาลง

สาํ หรับทางการแพทยแ์ ผนไทย มีสูตรยาสมุนไพรหลายขนานท่ีสามารถนาํ มาช่วยลดอาการ
ปวด บวม อกั เสบ ของขอ้ เข่าได้ ซ่ึงสามารถนาํ มาใชใ้ นการเสริมการรักษาโรคขอ้ เข่าเส่ือมไดเ้ ป็ น
อยา่ งดี (ศูนยก์ ารแพทยก์ าญจนาภิเษก, 2563)

2.3 งานวจิ ัยทเี่ กย่ี วข้องกบั การพอกยาสมุนไพรลดอาการปวดเข่า

กรกฎ ไชยมงคล (2562) ไดท้ าํ การศึกษาเรื่องประสิทธิผลของการใชย้ าสมุนไพรตาํ รับพอก
เข่าในการรักษาโรคขอ้ เข่าเสื่อมโรงพยาบาลพระปกเกลา้ จงั หวดั จนั ทบุรี มีวตั ถุประสงคเ์ พื่อศึกษา
ประสิทธิผลของการใชย้ าสมุนไพรตาํ รับพอกเข่าในผูส้ ูงอายุ โดยเลือกกลุ่มตวั อย่างแบบเจาะจง
(Purposive Sampling) ผปู้ ่ วยโรคขอ้ เข่าเสื่อม จาํ นวน 20 ราย ผปู้ ่ วยแต่ละคนไดร้ ับการตรวจคดั
กรองจากแพทยแ์ ผนไทยประยกุ ต์ เพื่อวดั ระดบั ความเจ็บปวดลกั ษณะความรุนแรงของอาการปวด

โดยใช้ Visual analogue scale ทาํ การสอบถามผปู้ ่ วยก่อนการรักษา โดยใหผ้ ปู้ ่ วยระบุระดบั ความ
เจบ็ ปวด โดยใช้ pain score และทาํ การพอกเข่าท้งั สองขา้ งเพื่อเทียบกบั เข่าท่ีอกั เสบ เป็ นเวลา 20
นาที วดั ระดบั pain score หลงั การรักษา การศึกษาประสิทธิผลของการใชย้ าสมุนไพรตาํ รับพอกเข่า
ในการรักษาโรคขอ้ เข่าเส่ือมพบว่า การรักษาดว้ ยยาสมุนไพรตาํ รับพอกเข่าลดอาการปวดสามารถ
บรรเทาความรุนแรงของขอ้ เข่าได้ในระดับหน่ึง เม่ือพิจารณาจากค่าความแตกต่างของระดับ
ความรู้สึกปวดที่มีระดบั คะแนนลดลง ถือว่ามีแนวโนม้ ในทางที่ดีผปู้ ่ วยระบุค่าระดบั ความเจ็บปวด
คะแนนลดลง จากระดบั 6 อยทู่ ่ีระดบั 2 จาํ นวน 7 ราย, จากระดบั 5 อยทู่ ่ีระดบั 1 จาํ นวน 7 ราย, จาก
ระดบั 4 อยทู่ ่ีระดบั 1 จาํ นวน 6 ราย สรุปผล เม่ือพิจารณาจากค่าความแตกต่างของระดบั ความรู้สึก
ปวดท่ีมีระดบั คะแนนลดลง เป็นอีกหน่ึงทางเลือกใหก้ บั ผปู้ ่ วยกลุ่มน้ีได้ ประโยชน์และการนาํ ไปใช้
ควรมีการส่งเสริมสนบั สนุนใหผ้ ทู้ ี่มีขอ้ เข่าเสื่อมไดร้ ับการรักษาทางการแพทยแ์ ผนไทย เพื่อนาํ ไปสู่
การมีคุณภาพชีวติ ที่ดี

เหมราช ราชป้ องขนั ธ์ (2560) ไดท้ าํ การศึกษาเรื่องการศึกษาการกดจุดสญั ญาณหวั เข่า 3 จุด
ร่วมกบั การใชย้ าแกว้ พอกเข่าในผูป้ ่ วยสูงอายุโรคเข่าเสื่อมที่มีอาการปวดเข่า มีวตั ถุประสงคเ์ พื่อ
ศึกษาผลของการกดจุดสัญญาณหัวเข่าร่วมกบั การใชย้ าพอกเข่าในผูป้ ่ วยสูงอายุโรคเข่าเสื่อมที่มี
อาการปวดเข่า โดยประชากรกลุ่มตวั อย่างโดยสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จาก
อาสาสมัคร จานวน 90 คน ที่ได้รับการคัดกรองตามแบบคัดกรองเข่าทางคลินิก 5 ข้อไม่มี
ภาวะแทรกซอ้ นที่อนั ตราย ในคลินิกผสู้ ูงอายทุ ุกวนั พธุ ของสปั ดาห์ โดยวดั ประเมิน 4 ดา้ น ไดแ้ ก่ ค่า
Pain Scale, การเดินบนพ้ืนราบ การเดินข้ึนและลงบนั ได ก่อนและหลงั การใหห้ ตั ถการการกดจุด
สัญญาณหวั เข่า 3 จุด ร่วมกบั การใชต้ ารับยาพอกเข่า นดั ตรวจซ้าํ จาํ นวน 5 คร้ัง แต่ละคร้ังห่างกนั 2
วนั พบว่า จากการศึกษาอาสาสมคั รจานวน 90 คน อายเุ ฉลี่ย 72 ปี กลุ่มที่ 1 หลงั การทาหตั ถการกด
จุดสัญญาณหัวเข่า 3 จุด มีค่า Pain Scale เฉลี่ย 4 (ลดลง 1) ระยะเวลาการเดินบนพ้ืนราบเฉลี่ย 24
วินาที (ลดลง 2) ระยะเวลาการเดินข้ึนบนั ไดจ้ านวน 5 ข้นั บนั ไดเฉล่ีย 40 วินาที (ลดลง 2) ระยะเวลา
การเดินลงบนั ไดจ้ านวน 5 ข้นั เฉล่ีย 38 วินาที (ลดลง 4) กลุ่มที่ 2 หลงั การใชย้ าพอกเข่า ค่า Pain
Scale เฉลี่ย 4 (ลดลง 2) ระยะเวลาการเดินบนพ้นื ราบเฉลี่ย 22 วนิ าที (ลดลง 2) ระยะเวลาการเดินข้ึน
บนั ไดจ้ านวน 5 ข้นั บนั ไดเฉล่ีย 32 วินาที (ลดลง 4) ระยะเวลาการเดินลงบนั ไดจ้ านวน 5 ข้นั เฉล่ีย
34 วินาที (ลดลง 2) กลุ่มท่ี 3 หลงั ทาหัตถการกดจุดสัญญาณหวั เข่า 3 จุด ร่วมกบั การใชย้ าพอกเข่า
ค่า Pain Scale เฉล่ีย 3 (ลดลง 3) ระยะเวลาการเดินบนพ้ืนราบเฉล่ีย 12 วินาที (ลดลง 16) ระยะเวลา

การเดินข้ึนบนั ไดจ้ านวน 5 ข้นั บนั ไดเฉล่ีย 18 วินาที (ลดลง 22) ระยะเวลาการเดินลงบนั ไดจ้ านวน
5 ข้นั เฉล่ีย 16 วินาที (ลดลง 26) สรุปไดว้ ่าการให้หัตถการการกดจุดสัญญาณหัวเข่า 3 จุด ร่วมกบั
ตาํ รับยาพอกเขา่ สามารถลดอาการปวดเข่าในผสู้ ูงอายโุ รคเขา่ เสื่อมได้ รวมท้งั สามารถทาํ ใหค้ ุณภาพ
ชีวติ ของผทู้ ี่อาการปวดเขา่ และโรคเข่าเสื่อมดีข้ึน

มนตร์ปาจรีย์ ณ ร้อยเอด็ และคณะ (2562) ไดศ้ ึกษาประสิทธิผลเบ้ืองตน้ ของยาทาพระเส้น
เพ่ือลดอาการปวดเข่าของผปู้ ่ วยโรคลมจบั โปงแห้งเข่าทางการแพทยแ์ ผนไทย โดยมีวตั ถุประสงค์
เพื่อศึกษาประสิทธิผลเบ้ืองตน้ ของยาทาพระเส้นในการบรรเทาอาการปวดเข่าจากโรคลมจบั โปง
แห้งเข่าทางการแพทยแ์ ผนไทย เป็ นการศึกษาผเู้ ขา้ ร่วมวิจยั ที่มีอาการปวดเข่า โดยการวินิจฉยั ของ
แพทยแ์ ผนไทยประยุกต์ ว่าเป็ นโรคจบั โปงแห้งเข่า ท่ีมารับบริการท่ีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ
ตาํ บลบา้ นเหล่าสามคั คี ตาํ บลพระเจา้ อาํ เภอเชียงขวญั จงั หวดั ร้อยเอด็ จาํ นวน 50 คน โดยสุ่มแบบ
randomized double-blinded controlled trial แบ่งกลุ่มออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 25 คนเท่ากนั กลุ่มที่
1 เป็ นผทู้ ี่ไดร้ ับยาทาพระเส้น กลุ่มท่ี 2 เป็ นผทู้ ี่ไดร้ ับยาหลอก โดยให้ผเู้ ขา้ ร่วมวิจยั ทายาบริเวณเข่า
วนั ละ 3 คร้ัง เวลาเชา้ กลางวนั และก่อนนอน ติดต่อกนั เป็นเวลา 7 วนั ประเมินผลก่อนและหลงั การ
ใชย้ าผลการศึกษาพบว่าขอ้ มูลกลุ่มท่ี 1 ระดบั ความปวดขอ้ เข่าลดลง ระดบั อาการขอ้ เข่าฝื ดลดลง
ระดบั ความสามารถในการใชง้ านขอ้ เข่าดีข้ึน และองศาการเคล่ือนไหวของขอ้ เข่าดีข้ึน ซ่ึงแตกต่าง
กนั อยา่ งมีนยั สาํ คญั ทางสถิติ (p <0.05) ส่วนกลุ่มท่ี 2 ระดบั ความปวดขอ้ เข่าเพิ่มข้ึน ระดบั อาการขอ้
เข่าฝื ดเพิ่มข้ึน ระดบั ความสามารถในการใชง้ านขอ้ เข่าลดลงและองศาการเคลื่อนไหวของขอ้ เข่า
ลดลง ซ่ึงไม่มีความแตกต่างกนั อยา่ งมีนยั สาํ คญั ทางสถิติ (p >0.05) เมื่อเปรียบเทียบระดบั ความปวด
ระดบั อาการขอ้ เข่าฝื ด ระดบั ความสามารถในการใชง้ านขอ้ เข่า และองศาการเคลื่อนไหวของเข่า
หลงั ไดร้ ับยาระหว่างกลุ่ม พบว่ามีความแตกต่างกนั อยา่ งนยั สาํ คญั ทางสถิติ (p <0.05) ดงั น้นั ยาทา
พระเสน้ ในตาํ รับโอสถพระนารายณ์มีประสิทธิผลเบ้ืองตน้ ในการลดอาการปวดเข่า ลดอาการขอ้ เข่า
ฝืด ทาํ ใหค้ วามสามารถในการใชง้ านของขอ้ เข่าดีข้ึน และองศาการเคลื่อนไหวของขอ้ เข่าดีข้ึน

บทที่ 3

ระเบียบวธิ ีวจิ ยั

การวิจยั คร้ังน้ีเป็ นการวิจยั ก่ึงทดลอง (Quasi-experimental research)เพ่ือศึกษาการใชย้ า
พอกสมุนไพรลดอาการปวดเข่าในชมรมผสู้ ูงอายวุ ดั ลาํ ภูและวดั โคกโก อ.เมือง จ.นราธิวาส ในช่วง
ระยะเวลาในการดาํ เนินการวิจยั ต้งั แต่เดือนมกราคม ถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2563 มีวิธีดาํ เนินการ
วิจยั ดงั น้ี

3.1 ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง

ประชากร คือ ผสู้ ูงอายใุ นชมรมผสู้ ูงอายวุ ดั ลาํ ภูและวดั โคกโก จาํ นวน 200 คน
กลุ่มตวั อยา่ ง คือ ผสู้ ูงอายใุ นชมรมผสู้ ูงอายวุ ดั ลาํ ภูและวดั โคกโกท่ีมีอาการปวดเข่าจาํ นวน
55 คน
วธิ ีการสุ่มตวั อยา่ ง ใชว้ ิธีเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive sampling)
เกณฑก์ ารเขา้ ร่วมการวจิ ยั (inclusion criteria)
1. มีอายุ 60 ปี ข้ึนไป
2. อยใู่ นชมรมผสู้ ูงอายวุ ดั ลาํ ภู และชมรมผสู้ ูงอายวุ ดั โคกโก
3. ประเมินดว้ ยแบบคดั กรองภาวะขอ้ เข่าเสื่อม มีอาการ 2 ขอ้ ข้ึนไป
4. สามารถเดินมาไดเ้ อง มีสติสมั ปชญั ญะสมบูรณ์ ไม่มีความบกพร่องทางปัญญา สื่อสารรู้
เรื่องสามารถใหข้ อ้ มลู ไดด้ ว้ ยตนเอง
5. เตม็ ใจและยนิ ดีใหค้ วามร่วมมือในการทาํ วจิ ยั คร้ังน้ีตลอดช่วงการศึกษาวิจยั
เกณฑก์ ารคดั ออกจากการวจิ ยั (exclusion criteria)
1. มีการแตกหกั ใกลเ้ ข่า และเคยไดร้ ับการผา่ ตดั เปล่ียนขอ้ เข่าในช่วง 3 เดือนท่ีผา่ นมา
2. มีบาดแผลที่บริเวณเขา่
3. มีโรคติดต่อ เช่น วณั โรค โรคท่ีติดต่อทางผวิ หนงั
4. มีอาการบางอยา่ งร่วม เช่น โรคมะเร็ง ไขไ้ ม่ทราบสาเหตุ
5. มีประวตั ิการแพส้ มุนไพร
6. ไม่สามารถพอกยาไดต้ ิดต่อกนั เกิน 2 คร้ัง
7. มีการเจบ็ ป่ วยเฉียบพลนั หรือเสียชีวิต

เกณฑพ์ ิจารณาใหผ้ เู้ ขา้ ร่วมวจิ ยั เลิกจากการศึกษา (discontinuation criteria)

1. มีอาการแพย้ าสมุนไพรบริเวณที่ทาํ การศึกษา
2. รับประทานยาแกป้ วดอ่ืนร่วมขณะทาํ การศึกษา
3. มีอาการปวดมากหลงั จากพอกยาสมุนไพร
4. ขอยตุ ิการรับการร่วมโครงการวิจยั ดว้ ยตนเอง

เกณฑพ์ ิจารณาใหย้ ตุ ิการศึกษา (terminationcriteria)

1. ไม่สามารถรับผเู้ ขา้ ร่วมวิจยั ไดค้ รบตามขนาดตวั อยา่ งที่คาํ นวณไว้
2. เกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงคก์ บั ผเู้ ขา้ ร่วมวจิ ยั หลายรายติดต่อกนั

3.2 เคร่ืองมอื ทใี่ ช้ในการวจิ ยั

• แบบคดั กรองภาวะขอ้ เข่าเสื่อม
• แบบประเมินความพึงพอใจ
• แบบประเมินระดบั ความปวด (Pain Score)
• แบบประเมินระดบั ความรุนแรงของโรคขอ้ เข่าเส่ือม ( Oxford Knee Score )

3.3 การพทิ กั ษ์สิทธ์ิกล่มุ ตวั อย่าง

1. ผศู้ ึกษาไดแ้ นะนาํ ตวั ช้ีแจงวตั ถุประสงคข์ องการศึกษา ข้นั ตอนการศึกษา ระยะเวลาของ
การศึกษา อธิบายโดยใชเ้ อกสารช้ีแจง้ แนะนาํ ขอ้ มลู และใหก้ ลุ่มตวั อยา่ งแสดงความยนิ ยอมการเขา้
ร่วมดว้ ยความสมคั รใจ โดยมีสิทธิท่ีจะปฏิเสธการเขา้ ร่วมการศึกษา พร้อมท้งั ลงนาม โดยมีขอ้ ความ
แสดงความยนิ ยอมเขา้ ร่วมการศึกษาในหนงั สือโดยความสมคั รใจ (Information consent from)

2. ขอ้ มลู ที่ไดจ้ ากการศึกษาจะเกบ็ ไวเ้ ป็นความลบั การนาํ เสนอผลการศึกษาในลกั ษณะของ
ภาพรวม และนาํ มาใชป้ ระโยชนท์ างการศึกษาเท่าน้นั

3. ระหวา่ งดาํ เนินการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู หากกลุ่มตวั อยา่ งมีขอ้ สงสยั ข้นั ตอนการเกบ็
รวบรวมขอ้ มลู สามารถสอบถามผศู้ ึกษาไดต้ ลอดเวลา

3.4 การเกบ็ รวบรวมข้อมูล

3.3.1 คดั กรองผสู้ ูงอายชุ มรมวดั ลาํ ภูและวดั โคกโกดว้ ยแบบคดั กรองภาวะขอ้ เข่าเส่ือมเพื่อหา
กลุ่มตวั อยา่ ง

3.3.2 ให้กลุ่มตวั อยา่ งทาํ แบบประเมินระดบั ความปวด (Pain Score) และระดบั ความรุนแรง
ของโรคขอ้ เข่าเสื่อม ( Oxford Knee Score ) ก่อนทาํ การพอกยาสมุนไพร

3.3.3 พอกยาสมุนไพรที่เขา่ ในกลุ่มตวั อยา่ งจาํ นวน 3 คร้ัง
• ทาํ การพอกวนั เวน้ วนั จนครบ 3 คร้ัง
• พอกยาวนั ละ 1 คร้ัง คร้ังละ 30 นาที

3.3.4 ให้กลุ่มตวั อยา่ งทาํ แบบประเมินแบบประเมินระดบั ความปวด (Pain Score) และระดบั
ความรุนแรงของโรคขอ้ เข่าเสื่อม ( Oxford Knee Score ) หลงั ทาํ การพอกยาสมุนไพร

3.3.5 ประเมินความพึงพอใจของกลุ่มตวั อยา่ งหลงั จากพอกยาคร้ังท่ี 3

3.5 สถติ ทิ ใ่ี ช้ในการวเิ คราะห์

• วิเคราะห์แบบสถิติเชิงพรรณนา (descriptive statistics) โดยการหาค่าสถิติ
พ้ืนฐาน ไดแ้ ก่ ค่าร้อยละ(Percentage), ค่าเฉล่ีย (Arithmetic mean) และส่วน
เบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard deviation)

• ใช้ Paired t-test ในการเปรียบเทียบขอ้ มลู ภายในกลุ่ม

บทท่ี 4

ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล

การศึกษาการใชย้ าพอกสมุนไพรลดอาการปวดเข่าในชมรมผสู้ ูงอายวุ ดั ลาํ ภูและวดั โคกโก
อาํ เภอเมือง จงั หวดั นราธิวาส ผลการวเิ คราะห์มีดงั น้ี

4.1 ขอ้ มลู ทวั่ ไป
4.2 ระดบั ความปวด (Pain Score) และการประเมินระดบั ความรุนแรงของโรคขอ้ เข่าเส่ือม (

Oxford Knee Score )
4.3 ระดบั ความพงึ พอใจ

4.1 ข้อมูลทวั่ ไป

ตารางที่ 1 แสดงจาํ นวนและเปอร์เซ็นตข์ องกลุ่มตวั อยา่ งจาํ แนกตามลกั ษณะขอ้ มูล เพศและอายุ

ข้อมูลทว่ั ไป จาํ นวน ร้อยละ
(n = 55)
เพศ 27.3
ชาย 15 72.7
หญิง 40 36.4
38.2
อายุ 20 21.8
60-69 ปี 21 3.6
70-79 ปี 12
80-89 ปี 2
90 ปี ข้ึนไป

จากตารางที่ 1 พบว่ากลุ่มตวั อยา่ งส่วนใหญ่เป็ นเพศหญิงคิดเป็นร้อยละ72.7 ส่วนเพศชาย
คิดเป็นร้อยละ27.3 อายขุ องกลุ่มตวั อยา่ งจะอยใู่ นช่วงอายุ 70-79 ปี คิดเป็นร้อยละ38.2 รองลงคือช่วง
อายุ 60-69 ปี คิดเป็นร้อยละ36.4 อายุ 80-89 ปี คิดเป็นร้อยละ21.8 และอายุ 90 ปี ข้ึนไป คิดเป็นร้อย
ละ3.6 ตามลาํ ดบั

ตารางท่ี 2 แสดงจาํ นวนและเปอร์เซ็นตข์ องกลุ่มตวั อยา่ งจาํ แนกตามลกั ษณะขอ้ มูล ลกั ษณะของ
หอ้ งน้าํ และความถี่ของการปวดเขา่

ข้อมูลทวั่ ไป จํานวน ร้อยละ
(n = 55)

ลกั ษณะของหอ้ งน้าํ 37 67.3
ชกั โครก 16 29.1
สว้ มซึม (นงั่ ยอง ๆ) 2 3.6
อื่น ๆ
42 76.4
ความถี่ของอาการปวดเขา่ 13 23.6
ปวดเป็นประจาํ (ทุกวนั หายไม่เท่าไหร่ก็

ปวดอีก)
ปวดนาน ๆ คร้ัง ไม่บ่อย

จากตารางที่ 2 ลกั ษณะหอ้ งน้าํ ของกลุ่มตวั อยา่ งส่วนใหญ่เป็นชกั โครก คิดเป็นร้อยละ67.3
รองลงมาคือส้วมซึม (นงั่ ยองๆ) คิดเป็นร้อยละ29.1 และอ่ืน ๆ คิดเป็นร้อยละ3.6 ความถ่ีอาการปวด
เข่าของกลุ่มตวั อยา่ งส่วนใหญ่จะปวดเป็นประจาํ คิดเป็ นร้อยละ76.4 และปวดนาน ๆ คร้ัง ไม่บ่อย
คิดเป็ นร้อยละ23.6

4.2 ระดบั ความปวด (Pain Score)และการประเมินระดบั ความรุนแรงของโรคข้อเข่าเสื่อม (Oxford
Knee Score)

ตารางที่ 3 แสดงค่าเฉล่ีย (Mean) และคา่ เบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) ระดบั ความปวด
(Pain Scale)

ก่อนพอกยา หลงั พอกยา p value
(n = 55) (n = 55)
(Mean + S.D.) (Mean + S.D.)

5.71 + 0.151 3.45 + 0.129 0.000*

*แตกต่างอยา่ งมีนยั สาํ คญั ทางสถิติที่ระดบั p< 0.005

จากตารางที่ 3 ระดบั ความปวด (Pain Score) ระดบั 1-10 จากนอ้ ยไปมาก ค่าเฉล่ียในตาราง
ขา้ งตน้ จะเห็นไดว้ ่าระดบั ความปวดหลงั จากพอกยาสมุนไพรลดลงอย่างมีนยั สาํ คญั ทางสถิติที่ p<
0.005

ตารางที่ 4 แสดงคา่ เฉลี่ย (Mean) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) คะแนนระดบั

ความรุนแรงจากการประเมินระดบั ความรุนแรงของโรคขอ้ เข่าเสื่อม ( Oxford Knee Score )

เปรียบเทียบก่อนและหลงั

ก่อนพอกยา หลงั พอกยา p value
(n = 55) (n = 55)
(Mean + S.D.) (Mean + S.D.)

32.69 + 4.578 36.02 + 3.603 0.000*

*แตกต่างอยา่ งมีนยั สาํ คญั ทางสถิติที่ระดบั p< 0.005

จากตารางท่ี 4 ระดบั ความรุนแรงของโรคขอ้ เข่าเสื่อ ( Oxford Knee Score ) สามารถแบ่ง
ออกได้ 4 ระดบั คือ 0-9 คะแนน ระดบั รุนแรง 20-29 คะแนน ระดบั ปานกลาง 30-39 คะแนน เริ่มมี
อาการ และ 40-48 คะแนน ไม่พบอาการผดิ ปกติ ค่าเฉล่ียในตารางขา้ งตน้ จะเห็นไดว้ ่าระดบั คะแนน
หลงั จากพอกยาสมุนไพรเพิ่มข้ึนอยา่ งมีนยั สาํ คญั ทางสถิติท่ี p< 0.005

4.3 ระดบั ความพงึ พอใจ

ตารางท่ี 5 แสดงระดบั ความพึงพอใจของกลุ่มตวั อยา่ ง

ประเด็นหัวข้อ Mean S.D. ระดบั ความพงึ พอใจ
(n = 55)

1.ความเหมาะสมของสมุนไพรท่ีนาํ มาใช้ 2.78 0.417 พอใจมาก
2.ความเหมาะสมของระยะเวลาในการพอก 2.76 0.429 พอใจมาก
สมุนไพร
3.อาการปวดเข่าลดลงหลงั จากพอกยาสมุนไพร 2.89 0.315
2.76 0.429 พอใจมาก
4.มีประโยชนส์ ามรถนาํ ไปใชไ้ ดจ้ ริง พอใจมาก
5.ผใู้ ชส้ ามรถใชไ้ ดโ้ ดยไม่ก่อใหเ้ กิดอนั ตราย 2.78 0.417 พอใจมาก
6.ข้นั ตอนการพอกสมุนไพรไม่ยงุ่ ยากซบั ซอ้ น 2.69 0.466 พอใจมาก
7.ลดปริมาณคา่ ใชจ้ ่ายทางการแพทย์
2.64 0.485 พอใจมาก
8.ความพึงพอใจโดยรวมท่ีมีต่อยาพอกสมุนไพร 2.76 0.429 พอใจมาก

คา คะแนนเฉลีย่ ระดบั ความพึงพอใจ
2.51 – 3.00 พอใจมาก
1.51 – 2.50 พอใจ
1.00 – 1.50 พอใจนอ ย

จากตารางที่ 5 แสดงให้เห็นระดบั ความพึงพอใจของกลุ่มตวั อยา่ งต่อการพอกยาสมุนไพร
จะเห็นไดว้ า่ เกือบท้งั หมดความพงึ พอใจมีคา่ เฉล่ีย 2.76 + 0.42อยรู่ ะดบั พอใจมาก

บทท่ี 5

สรุป อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ

5.1 สรุปผลการวจิ ยั

จากการวิจยั กลุ่มตวั อยา่ งท้งั หมด 55 คน ซ่ึงเป็นผสู้ ูงอายทุ ี่อยใู่ นชมรมผสู้ ูงอายวุ ดั ลาํ ภู และ
ชมรมผสู้ ูงอายุวดั โคกโก อาํ เภอเมือง จงั หวดั นราธิวาส ท่ีไดร้ ับการคดั กรองภาวะขอ้ เข่าเสื่อม จาก
การตอบคาํ ถาม 5 คาํ ถามเกี่ยวกบั อาการปวดเข่าแลว้ มีอาการมากกวา่ 2 ขอ้ ข้ึนไป โดยจากการศึกษา
เปรียบเทียบผลการลดอาการปวดเข่าของยาพอกสมุนไพรก่อนและหลงั พบวา่ กลุ่มตวั อยา่ งมีอาการ
ปวดเข่าลดลงและสามารถทาํ กิจวตั รไดด้ ีข้ึน จากการประเมินระดบั ความปวด (Pain Score) กลุ่ม
ตวั อยา่ งมีระดบั ความปวดลดลงอยา่ งมีนยั สาํ คญั ทางสถิติ p< 0.005 โดยระดบั ความปวดลดลงเฉลี่ย
2.25 + 0.91 และจากการประเมินระดบั ความรุนแรงของโรคขอ้ เข่าเส่ือม ( Oxford Knee Score )
กลุ่มตวั อยา่ งมีคะแนนหลงั จากการพอกยาสมุนไพรเพม่ิ ข้ึนอยา่ งมีนยั สาํ คญั ทางสถิติ p< 0.005 โดยมี
คะแนนเฉลี่ยเพ่มิ ข้ึน 3.33 + 0.275 คะแนน

สรุปผลการวิจยั คร้ังน้ีไดว้ ่า ยาพอกสมุนไพรสามารถลดอาการปวดเข่าได้ โดยเปรียบเทียบ
จากการประเมินระดบั ความปวด (Pain Score) กลุ่มตวั อยา่ งมีระดบั ความปวดลดลงอยา่ งมีนยั สาํ คญั
ทางสถิติ p< 0.005และระดบั ความรุนแรงของโรคขอ้ เข่าเสื่อม ( Oxford Knee Score ) กลุ่มตวั อยา่ ง
มีคะแนนหลงั จากการพอกยาสมุนไพรเพิ่มข้ึนอยา่ งมีนยั สาํ คญั ทางสถิติ p< 0.005 กลุ่มตวั อยา่ งเกือบ
ท้งั หมดมีความพึงพอใจโดยรวมในการใชย้ าพอกเข่าสมุนไพรลดอาการปวดเข่ามีค่าเฉลี่ย 2.76 +
0.429อยใู่ นระดบั พอใจมาก อีกท้งั ไม่พบผลขา้ งเคียงใด ๆ ในกายใชย้ าพอกเข่าสมุนไพรของกลุ่ม
ตวั อยา่ งในการศึกษาคร้ังน้ี

5.2 อภปิ รายผลการศึกษา

ผลของการพอกยาสมุนไพรลดอาการปวดเข่าในผสู้ ูงอายเุ ม่ือเปรียบเทียบผลก่อนและหลงั
การพอกยาสมุนไพรพบวา่ ระดบั ความปวดลดลงอยา่ งมีนยั สาํ คญั ทางสถิติ p< 0.005 โดยระดบั ความ
ปวดลดลงเฉลี่ย 2.25 + 0.91 ซ่ึงสอดคลอ้ งกบั งานวิจยั ของกรกฎ ไชยมงคล (2562) ไดศ้ ึกษา
ประสิทธิผลของการใช้ยาสมุนไพรตาํ รับพอกเข่าในการรักษาโรคข้อเข่าเส่ือมโรงพยาบาล
พระปกเกลา้ จงั หวดั จนั ทบุรี พบว่าการรักษาดว้ ยยาสมุนไพรตาํ รับพอกเข่าลดอาการปวดสามารถ

บรรเทาความรุนแรงของขอ้ เข่าได้ในระดับหน่ึง เม่ือพิจารณาจากค่าความแตกต่างของระดับ
ความรู้สึกปวดท่ีมีระดบั คะแนนลดลง ถือว่ามีแนวโนม้ ในทางท่ีดีผปู้ ่ วยระบุค่าระดบั ความเจ็บปวด
คะแนนลดลง จากระดบั 6 อยทู่ ี่ระดบั 2 จาํ นวน 7 ราย, จากระดบั 5 อยทู่ ี่ระดบั 1 จาํ นวน 7 ราย, จาก
ระดบั 4 อยู่ท่ีระดับ 1 จาํ นวน 6 ราย และจากการศึกษาของ มนตร์ปาจรีย์ ณ ร้อยเอ็ด และคณะ
(2562) ท่ีประเมินผลก่อนและหลงั การใชย้ าทาพระเส้นในโรคจบั โปงเข่าแห้งผลการศึกษาพบว่า
ขอ้ มูลกลุ่มท่ี 1 ท่ีใช้ยาจริงมีระดับความปวดขอ้ เข่าลดลง ระดับอาการขอ้ เข่าฝื ดลดลง ระดับ
ความสามารถในการใชง้ านขอ้ เข่าดีข้ึน และองศาการเคลื่อนไหวของขอ้ เข่าดีข้ึน ซ่ึงแตกต่างกนั
อยา่ งมีนยั สาํ คญั ทางสถิติ (p <0.05)

อาการปวดเข่าเป็นอาการหน่ึงในความเส่ียงต่อการเป็ นโรคขอ้ เข่าเส่ือม ซ่ึงโรคขอ้ เข่าเส่ือม
เป็นโรคท่ีพบไดบ้ ่อยมากในผสู้ ูงอายถุ า้ หากผสู้ ูงอายทุ ่ีมีอาการปวดเข่าไม่ไดร้ ับการดูแลรักษาอาจทาํ
ให้เกิดเป็ นโรคขอ้ เข่าเส่ือมไดใ้ นอนาคตและรวมถึงการตอ้ งเพ่ิมภาระค่าใชจ้ ่ายในการดูแลสุขภาพ
มากข้ึน การพอกยาสมุนไพรเป็ นหัตถการท่ีใชใ้ นการลดความร้อนในบริเวณที่ตอ้ งการ การพอกลดบวม
ของขอ้ หรือกลา้ มเน้ือ จากการศึกษาในคร้ังน้ีพบว่าการพอกยาสมุนไพรสามารถลดอาการปวดเข่า
และกลุ่มตวั อย่างส่วนใหญ่จากการประเมินระดบั ความรุนแรงของภาวะขอ้ เส่ือมอยใู่ นระดบั เร่ิมมี
อาการหากไดร้ ับการรักษาต้งั แต่เริ่มอาจจะป้ องกันการเกิดเป็ นโรคขอ้ เข่าเสื่อมได้ การพอกยา
สมุนไพรจึงเป็ นทางเลือกหน่ึงในการรักษาอาการปวดเข่าและเป็ นทางเลือกที่ไม่ตอ้ งเสียค่าใชจ้ ่าย
มากและเสียเวลาในการพกั ฟ้ื นรักษาตวั เม่ือเทียบกบั การผ่าตดั ขอ้ เข่า 1 คร้ังท่ีมีค่าใชจ้ ่ายประมาณ
78,533-79,316 บาทและใชร้ ะยะเวลานอนในโรงพยาบาลถึง 7-8 วนั (นฐั วฒุ ิ วิวรรธนวรางค,์ 2554)

5.3 ข้อเสนอแนะ

ขอ้ เสนอแนะจากผลการศึกษา
1. เป็นแนวทางในการนาํ ผลการรักษาการพอกยาสมุนไพรควบคู่การนวดแบบราชสาํ นกั ในผู้
ท่ีมีอาการปวดเข่า

ขอ้ เสนอแนะในการศึกษาคร้ังต่อไป
1. ควรมีการศึกษาซ้าํ เก่ียวการพอกยาสมุนไพรในผทู้ ่ีเป็นโรคเก๊าซ์ ผทู้ ี่มีอาการปวดขอ้ เขา่
หรืออาการปวดเขา่ จากสาเหตุอื่น
2. ควรมีการศึกษาการเปรียบเทียบสูตรยาพอกสมุนไพรแบบที่มีฤทธ์ิเยน็ กบั ยาพอกสมุนไพร
ท่ีมีฤทธ์ิร้อน ในผทู้ ่ีมีอาการปวดเขา่
3. ควรมีการศึกษาการเปรียบเทียบกบั กลุ่มควบคุม

5.4 การนําไปใช้

1. นาํ การพอกยาสมุนไพรเพิ่มเป็ นหตั ถการที่ให้บริการในคลินิกแพทยแ์ ผนไทยโรงพยาบาล
ส่งเสริมสุขภาพตาํ บลลาํ ภู

2. แนะนาํ การพอกยาสมุนไพรลดอาการปวดเข่าในผสู้ ูงอายใุ นชมรมผสู้ ูงอายตุ ่างๆ ในตาํ บล
ลาํ ภูและอ่ืนๆ

เอกสารอ้างองิ

เหมราช ราชป้ องขนั ธ.์ (2560). การศึกษาการกดจุดสัญญาณหัวเข่า 3 จุด ร่วมกบั การใช้ยาแก้วพอก
เข่าในผู้ป่ วยสูงอายุโรคเข่าเสื่อมทม่ี ีอาการปวดเข่า. ศรีนครินทร์เวชสาร 32 (สิงหาคม
2560): 65.

กรกฎ ไชยมงคล. (2562). ประสิทธิผลของการใช้ยาสมุนไพรตํารับพอกเข่าในการรักษาโรคข้อเข่า
เสื่อมโรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี. วารสารช่อพะยอม 1,30 (มกราคม –
พฤษภาคม 2562): 119.

มนตร์ปาจรีย์ ณ ร้อยเอ็ด และคณะ. (2562).ประสิทธิผลเบื้องต้นของยาทาพระเส้นเพ่ือลดอาการ
ปวดเข่าของผู้ป่ วยโรคลมจับโปงแห้งเข่าทางการแพทย์แผนไทย. วารสารการแพทยแ์ ผน
ไทยและการแพทยท์ างเลือก3,17(กนั ยายน – ธนั วาคม 2562): 447

วิไล คุปตน์ ิรัติศยั กลุ . (2562).การดูแลผู้ป่ วยโรคข้อเข่าเส่ือม. สืบคน้ เม่ือ 20 กรกฎาคม 2563, จาก
https://www.si.mahidol.ac.th/project/geriatrics/knowledge_article/knowledge_healthy_8_
005.html

โรงพยาบาลนนทเวช. (2562). ปวดเข่า. สืบคน้ เม่ือ 20 กรกฎาคม 2563, จาก
https://www.nonthavej.co.th/Knee-Pain-Symptoms.php

มหาวทิ ยาลยั มหิดลคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลศนู ยก์ ารแพทยก์ าญจนาภิเษก. (2563). บรรเทา
อาการเข่าเสื่อมด้วยการพอกยาสมุนไพร. สืบคน้ เมื่อ 20 กรกฎาคม 2563, จาก
https://www.gj.mahidol.ac.th/main/ttm/oa/

สิรวฒุ ิ รวไี ชยวฒั น.์ (2561). รวม 4 สูตรเด็ด “พอกสมุนไพร” รักษาอาการปวดเข่า. สืบคน้ เมื่อ 21
กรกฎาคม 2563, จาก https://www.dmh.go.th/news-dmh/view.asp?id=27425

ภาคผนวก

รพ.สต.ลาํ ภู ตาํ บลลาํ ภู อาํ เภอเมอื ง จงั หวดั นราธิวาส
ชื่อ นาย/นาง/นางสาว..................................................นามสกลุ ...............................................อาย.ุ ..........ปี
บา้ นเลขท่ี.............หมู่.............หมู่บา้ น..........................ตาํ บล ลาํ ภอู าํ เภอเมือง จงั หวดั นราธิวาส
ลกั ษณะห้องนํา้ ภายในบ้าน(ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ)
( ) ชกั โครก ( ) เกา้ อ้ีนง่ั ถ่าย ( ) สว้ มซึม(นงั่ ยองๆ)

( ) กระโถน ( ) อื่นๆ...............

แบบคดั กรองภาวะข้อเข่าเส่ือม
คาํ นิยาม ปวดเข่า หมายถึง อาการปวดบริเวณรอบๆข้อเข่าหรือข้อพบั เข่า

( ) ผ้ปู ่ วยเข่าเสื่อมและอย่รู ะหว่างการรักษา (ไม่ต้องถามข้อต่อไป และส่งประเมนิ ต่อที่ รพ.สต.)
ท่านมอี าการปวดเข่าใน 1 เดอื นทผี่ ่านมาหรือไม่
ไม่ปวดเขา่ / ปวดนานๆคร้ัง ไม่บ่อย (ไม่ตอ้ งถามขอ้ ตอ่ ไป)
ปวดเข่า (ปวดทุกวนั /หายไม่เท่าไหร่กป็ วดอีก) (ใหถ้ ามคาํ ถามคดั กรองขอ้ เขา่ เส่ือมทางคลินิก 5 ขอ้ )

โปรดใส่เคร่ืองหมาย √หัวข้อทต่ี รงกบั อาการทเี่ กดิ ขนึ้ กบั ตวั ท่านมากทส่ี ุด

คาํ ถามรอง ใหส้ งั เกตตวั เอง หรือตอบคาํ ถามเหล่าน้ี ไม่ใช่ ใช่

1 ต่ืนนอนเชา้ เขา่ จะฝืด แขง็ ยดึ ตอ้ งขยบั เขา่ จึงจะคล่อง และใชง้ าน เดิน ยนื ได้
ใชเ้ วลาขยบั ไม่เกิน 30 นาที

2 ถา้ ขยบั เข่า งอเหยยี ด ดว้ ยตวั เอง มีเสียง ครืดคราด ในขอ้ เขา่ ชดั เจน

3 กดเจบ็ ท่ีกระดูกรอบขอ้ เขา่

4 สงั เกตดูดว้ ยตาวา่ ขอ้ เข่าผดิ รูป หรือ ใหญก่ วา่ ปกติ กระดูกขอ้ ป่ องออก

5 คลาํ ขอ้ เขา่ ดว้ ยหลงั มือ ไม่พบ ขอ้ อุ่น

ผทู้ ่ีเส่ียงต่อเข่าเส่ือมคือ ผทู้ ี่ตอบคาํ ถามหลกั วา่ “ปวดเขา่ ” และตอบคาํ ถามรองวา่ “ใช่”2 ข้อขนึ้ ไป
ใหส้ ่งตวั ผทู้ ี่เส่ียงต่อเข่าเส่ือมเพือ่ ประเมินระดบั ความรุนแรงที่รพ.สต.ต่อไป

ผ้ปู ระเมนิ .........................................วนั ทป่ี ระเมนิ ……………….

แบบประเมนิ ระดับความรุนแรงของโรคข้อเข่าเสื่อม ( Oxford Knee Score )
ชื่อ นาย/นาง/นางสาว..........................นามสกุล....................................อายุ………...ปี HN…………….…….
บา้ นเลขท............ หมู่...............ตาํ บล ลาํ ภู อาํ เภอ เมือง จงั หวดั นราธิวาส เบอร์โทร……………………………
โปรดใส่ตวั เลข (4,3,2,1,0 ) ท่ีตรงกบั อาการที่เกิดข้ึนกบั ผมู้ ารับการคดั กรองมากที่สุด ในช่วง เวลา 1 เดือน ท่ีผา่ นมา
ลกั ษณะอาการ
คะแนน

1) ลกั ษณะอาการเจบ็ ปวดเขา่ ของท่าน(อาการปวดเข่า / ปวดรอบๆขอ้ เขา่ / ปวดขอ้ พบั เขา่ )
( ) ไม่มีอาการ ( 4 )
( ) แทบไม่มีอาการ เช่น อาการปวดลึกๆท่ีเขา่ เลก็ นอ้ ย เฉพาะเวลาขยบั ตวั หรืออยใู่ นบางท่าเท่าน้นั ( 3 )
( )มีอาการปวดเลก็ นอ้ ย เช่น หลงั ใชง้ านนาน อาการปวดเขา่ มากข้ึน พกั แลว้ ดีข้ึน เป็นๆหายๆ( 2 )
( ) มีอาการปวดปานกลาง เช่น อาการปวดเข่าเพิม่ มากข้ึน ปวดนานข้ึน ( 1 )
( ) มีอาการปวดรุนแรง เช่น อยเู่ ฉยๆกป็ วดมาก ขยบั ไม่ได(้ 0 )

2) ท่านมีปัญหาเรื่องเข่าในการทาํ กิจวตั รประจาํ วนั ดว้ ยตนเอง หรือไม่ เช่น การยนื อาบน้าํ แต่งตวั เป็นตน้
( )ไม่มีปัญหา ( 4 ) ( ) มีอาการปวดเข่า/ขอ้ เข่าฝืดตึงขดั เลก็ นอ้ ย แต่นอ้ ยมาก( 3 )
( ) มีอาการปวดเข่า/ขอ้ เขา่ ฝื ดตึงปานกลาง (2) ( ) เริ่มมีปัญหาทาํ กิจกรรมดว้ ยความยากลาํ บาก ( 1 )
( )ไม่สามารถทาํ ได้ ( 0 )

3) ท่านมีปัญหาเรื่องเข่า เม่ือกา้ วข้ึนลงรถ หรือรถประจาํ ทางหรือไม่
( )ไม่มีอาการใดๆ ( 4 )
( ) มีอาการปวดเข่า/ขอ้ เข่าฝื ดตึงขดั เลก็ นอ้ ย แต่นอ้ ยมาก ( 3 )
( ) มีอาการปวดเข่า/ขอ้ เขา่ ฝืดปานกลาง กา้ วข้ึนลงไดช้ า้ กวา่ ปกติ ( 2 )
( ) มีอาการปวดเขา่ มาก/ขอ้ เข่าฝืด กา้ วข้ึนลงดว้ ยความยากลาํ บาก ( 1 )
( )ไม่สามารถทาํ ได้ ( 0 )

4) ระยะเวลานานเท่าไรท่ีท่านเดินไดม้ ากที่สุดก่อนท่ีท่านจะมีอาการปวดเข่า
( ) เดินไดเ้ กิน 1 ชวั่ โมง โดยไม่มีอาการอะไร ( 4 ) ( ) เดินได้ 6 – 60 นาที เริ่มมีอาการปวด ( 3 )
( ) เดินไดเ้ พียง 5 – 15 นาที เริ่มมีอาการปวด( 2 ) ( ) เดินไดแ้ ค่รอบบา้ นเท่าน้นั เริ่มมีอาการปวด ( 1 )
( ) ทาํ ไม่ไดแ้ ละเดินไม่ไหว ( 0 )

5) หลงั ทานอาหารเสร็จ ในขณะท่ีลุกจากเกา้ อ้ีนงั่ เข่าของท่านมีอาการอยา่ งไร
( )ไม่มีอาการ ( 4 ) ( ) มีอาการปวดเข่า/ขอ้ เขา่ ฝืดเลก็ นอ้ ย ( 3 ) ( ) มีอาการปวดเข่าขอ้ เข่าฝืดปานกลาง ( 2 )
( ) มีอาการปวดเข่ามาก/ขอ้ เข่าฝืด ลุกข้ึนยนื ไดด้ ว้ ยความยากลาํ บาก ( 1 )
( ) ปวดมากไม่สามารถลุกข้ึนได้ ( 0 )

6) ท่านตอ้ งเดินโยกตวั ( เดินกระโผลกกระเผลก ) เพราะอาการที่เกิดจากเข่าของท่านหรือไม่
( )ไม่เคย( 4 ) ( ) ในช่วง 2-3 กา้ วแรกที่ออกเดินเท่าน้นั ( 3 ) ( ) เป็นบางคร้ัง( 2 )
( ) เป็นส่วนใหญ่( 1 ) ( ) ตลอดเวลา( 0 )

7) ท่านสามารถนงั่ ลงคุกเขา่ และลุกข้ึนไดห้ รือไม่
( ) ลุกไดง้ ่าย( 4 ) ( ) ลุกได้ ลาํ บากเลก็ นอ้ ย ( 3 ) ( ) ลุกไดแ้ ตล่ าํ บากปานกลาง ( 2 )
( )ลุกไดแ้ ต่ยากลาํ บากมาก( 1 ) ( )ลุกไม่ไหว( 0 )

ลกั ษณะอาการ คะแนน

8) ท่านมีปัญหาปวดเขา่ ในขณะท่ีนอนกลางคืนหรือไม่
( )ไม่เคย( 4 ) ( ) ใน 1 เดือนมี 1-2 คร้ัง ( 3 ) ( ) บางคืน ( 2 )
( ) เกือบทุกคืน ( 1 ) ( ) ทุกคืน ( 0 )

9) ในขณะท่ีคุณทาํ งาน/ทาํ งานบา้ น ท่านมีอาการปวดเข่าหรือไม่
( ) ไม่มี( 4 ) ( ) นอ้ ยมาก ( 3 ) ( ) บางคร้ัง ( 2 )
( ) ส่วนมาก ( 1 ) ( ) ตลอดเวลา ( 0 )

10) ท่านเคยมีความรู้สึกวา่ เข่าของท่านทรุดลงทนั ทีหรือหมดแรงทนั ทีจนตวั ทรุดลง
( ) ไม่เคย( 4 ) ( ) ในช่วงแรกท่ีกา้ วเดินเท่าน้นั ( 3 ) ( ) บ่อยคร้ัง( 2 )
( ) แทบจะตลอดเวลา ( 1 ) ( ) ตลอดเวลา ( 0 )

11) ท่านสามารถเดินไปซ้ือของใชต้ ่างๆ ไดด้ ว้ ยตวั ท่านเอง(เดินไดเ้ อง หรือมีอุปกรณ์ช่วยเดิน เช่น ไมเ้ ทา้ )
( ) ไดเ้ ป็นปกติ( 4 ) ( ) ไปได้ เริ่มมีอาการปวดเข่า/ตึงเข่าเลก็ นอ้ ย ( 3 )
( ) ไปได้ เริ่มมีอาการปวดเข่า /ตึงเข่าปานกลาง ( 2 ) ( ) พอไปได้ แตด่ ว้ ยความยากลาํ บากมาก ( 1 )
( ) ไปไม่ไหว ( 0 )

12 ) ท่านสามารถเดินลงบนั ไดไดห้ รือไม่
( ) เดินลงได้ เป็นปกติ ( 4 ) ( ) เดินลงได้ เริ่มมีอาการปวดเขา่ /ตึงเข่าเลก็ นอ้ ย ( 3 )
( ) เดินลงได้ เริ่มมีอาการปวดเขา่ /ตึงเข่าปานกลาง ( 2 ) ( ) เดินลงไดด้ ว้ ยความยากลาํ บากมาก ( 1 )
( ) เดินลงไม่ได้ ( 0 )
คะแนนรวม
ระดบั (รุนแรง,ปานกลาง,เริ่มมีอาการ,ไม่พบอาการผดิ ปกติ)
ผ้ปู ระเมนิ
ตาํ แหน่ง

ผลการประเมนิ โรคข้อเข่าเสื่อม และข้อแนะนํา
•ระดบั รุนแรง ( 0 – 9 คะแนน ) •ระดบั ปานกลาง ( 20 – 29 คะแนน )• เริ่มมอี าการ ( 30 – 39 คะแนน )
•ไม่พบอาการผดิ ปกติ ( 40 – 48 คะแนน )

ระดบั ความปวด (Pain Score)

0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10

o คะแนน 0 ไม่มคี วามเจ็บปวด
o คะแนน 1 -2 มคี วามเจ็บปวดเลก็ น้อย
o คะแนน 3 -6 มคี วามเจ็บปวดเลก็ น้อยถงึ ปานกลาง
o คะแนน 7 - 10 มคี วามเจบ็ ปวดปานกลางถงึ รุนแรง

แบบประเมนิ ความพงึ พอใจต่อการใช้ “สมุนไพรพอกข้อเข่า”

คาํ ชี้แจง: การประเมินขอ้ มูลน้ีเป็นการสอบถามความพึงพอใจในการใชส้ มุนไพรพอกขอ้ เข่าโปรด
ใส่
เคร่ืองหมาย/ลงในใหส้ มบูรณ์อนั จะนาํ ผลไปใชเ้ ป็นแนวทางในการพฒั นาใหก้ า้ วหนา้ เป็น
ประโยชนแ์ ก่ผใู้ ชบ้ ริการใหม้ ากยงิ่ ข้ึน

ส่วนที่ 1 : ขอ้ มลู ทวั่ ไป หญิง
1. เพศ ชาย
2. อายุ ..................ปี

ส่วนที่ 2 : ความพึงพอใจต่อการใช้ “สมุนไพรพอกขอ้ เขา่ ”

ประเดน็ ความพึงพอใจ ระดบั ความพงึ พอใจ
พอใจมาก พอใจ พอใจนอ้ ย
1.ความเหมาะสมของสมุนไพรที่นาํ มาใช้
2.ความเหมาะสมของระยะเวลาในการพอกสมุนไพร (3) (2) (1)
3.อาการปวดเข่าลดลงหลงั จากพอกยาสมุนไพร
4.มีประโยชนส์ ามรถนาํ ไปใชไ้ ดจ้ ริง
5.ผใู้ ชส้ ามรถใชไ้ ดโ้ ดยไม่ก่อใหเ้ กิดอนั ตราย
6.ข้นั ตอนการพอกสมุนไพรไม่ยงุ่ ยากซบั ซอ้ น
7.ลดปริมาณค่าใชจ้ ่ายทางการแพทย์
8.ความพึงพอใจโดยรวมที่มีต่อยาพอกสมนุ ไพร

ขอ้ เสนอแนะ
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................

ขอขอบคุณท่ีใหค้ วามร่วมมือในการตอบแบบประเมิน

ผลงานประเภท R2R
(กลมุ่ รพช.)

1

ช่ือเรอ่ื ง การพัฒนาระบบการดูแลผ้ปู ว่ ยจิตเวชเรอ้ื รังในชุมชนอย่างต่อเนื่องตามรูปแบบไตรพลัง
อาเภอควนขนุน จงั หวัดพทั ลุง

ทีมผนู้ าเสนอผลงานวิชาการ

1. นางจฑุ าทพิ ย์ นุ่นดว้ ง พยาบาลวชิ าชพี ชานาญการ 2. น.ส.กมลทพิ ย์ สทิ ธิชยั พยาบาลวชิ าชพี ชานาญการ
3. นางยุพนิ จันทรแ์ ดง พยาบาลวชิ าชีพชานาญการ 4. น.ส.รชั นู สมเกือ้ พยาบาลวิชาชพี ชานาญการ
หน่วยงาน งานให้คาปรกึ ษา กลมุ่ งานการพยาบาล โรงพยาบาลควนขนนุ อาเภอควนขนุน จงั หวดั พทั ลุง
เบอร์โทร มือถอื 089-878-5227 ,074-682071-4 ตอ่ 172 E-mail [email protected]

บทคดั ย่อ

การวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ร่วมกับการวิจัยและพัฒนาคร้ังนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมและ
พัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรังในชุมชนอย่างต่อเนื่อง ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมโดยใช้ชุมชนเป็น
ฐาน เก็บข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ระยะเวลาดาเนินการ ต้ังแต่ ต.ค.2559 ถึง ก.ค.2563 มี
ผู้เข้าร่วมวิจัย 3 กลุ่ม คือ ทีมสหวิชาชีพสุขภาพจิตเครือข่ายบริการสุขภาพ อ.ควนขนุน กลุ่มผู้นาชุมชนและ
ญาติและกลุ่มผู้ป่วยโรคจิต(F20-29) คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง จานวน 148 ราย ข้ันตอน
1)ระยะการวางแผนเชงิ พัฒนา สารวจปัญหา วเิ คราะห์สถานการณ์สขุ ภาพจิตใน อ.ควนขนุน โดยทีมสหวิชาชีพ
ใช้กระบวนการสุนทรียสนทนา การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมและกระบวนการระดมสมอง เพื่อค้นหาสาเหตุและ
โอกาสการพัฒนาระบบฯ ตามกรอบแนวคิดการดูแลผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรังกลุ่มเส่ียงในชุมชน ใช้หลัก 3C ได้แก่
Client, Caregiver และCommunity และทบทวนปัญหาตามกรอบแนวคิดระบบบริการสุขภาพจิตในชุมชน
4 ระบบ คือระบบเยี่ยมบ้าน การเฝ้าระวังความเส่ียงในชุมชนระบบบริการจิตเวชฉุกเฉิน และการฟื้นฟู
สมรรถภาพ เมอื่ ได้ข้อค้นพบและโอกาสพัฒนา วางแผนดาเนินการเตรียมความพร้อมและพัฒนาศักยภาพของ
ทมี เชิงบรู ณาการ 2) ระยะปฏิบตั ิการชุมชน ดาเนินการตามแนวทางพัฒนาระบบฯ ที่วางไว้ โดยการประชุมเชิง
ปฏิบัติการและเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายเกิดการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตในชุมชนท้ัง
4 ระบบ 3) การตดิ ตามเสริมพลงั และเรียนรู้รว่ มกนั ประเมินผลของการพัฒนาระบบฯโดยใช้แบบติดตามเยี่ยม
ผ้ปู ว่ ยจิตเวชเรอ้ื รงั ในชมุ ชน ติดตามเยย่ี มที่ 1 และ 6 เดือน และวางแผนการพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง 4) การ
สะทอ้ นการเรียนรู้และถอดบทเรียนผลการดาเนินการ วิเคราะห์ปัจจัยแห่งความสาเร็จ พัฒนาและดาเนินการ
ตอ่ เนอื่ งทุกระบบทัง้ ในระบบบริการสุขภาพและชุมชน

ผลการศึกษา พบว่า เกิดความร่วมมือการทางานเชิงบูรณาการแบบไตรพลังของกลุ่มทีมสหวิชาชีพ
สุขภาพจติ กลุม่ ผนู้ าชุมชน และญาติผู้ป่วย ผา่ นการหนุนเสริมและสนับสนุนการดาเนินการของคณะกรรมการ
พัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอาเภอ(พชอ.) ตั้งแต่ปี 2560 - 2563 พบว่าการดาเนินการการท่ีเห็นผลการ
เปลี่ยนแปลงท่ีดีข้ึนอย่างชัดเจนในด้านอาการทางจิต การกินยา ผู้ดูแล/ญาติ การทากิจวัตรประจาวัน การ
ประกอบอาชีพ สัมพันธภาพในครอบครัวและการใช้สารเสพติด ส่วนด้านส่ิงแวดล้อม การสื่อสารและ
ความสามารถในการเรียนรู้เท่าเดิม และผลของการติดตามผู้ป่วยในปี 2560 – 2562 พบผู้ป่วยจิตเวชมีอัตรา
กาเรบิ ซา้ ลดลงอย่างชัดเจน เท่ากบั รอ้ ยละ 2.32, 5.26 และ 2.63 ตามลาดบั

2

การพฒั นาระบบการดแู ลผูป้ ่วยจติ เวชเรอ้ื รังในชุมชนอยา่ งตอ่ เน่ืองตามรูปแบบไตรพลัง
อาเภอควนขนุน จังหวดั พัทลงุ
นางจุฑาทิพย์ นุน่ ด้วง พยม. นางยุพิน จนั ทรแ์ ดง พยม.
นางสาวกมลทพิ ย์ สทิ ธชิ ัย พยม. นางสาวรชั นู สมเก้อื พยบ.
โรงพยาบาลควนขนนุ จังหวัดพัทลุง

บทนา
โรคจิตเป็นการเจ็บป่วยที่เร้ือรัง ใช้เวลาในการรักษานาน หากรักษาไม่ต่อเน่ือง จะทาให้เกิดอาการ

กาเริบซ่ึงส่งผลความรุนแรง ทั้งต่อผู้ป่วย ครอบครัว ชุมชน และสังคม สาหรับอาเภอควนขนุนมีผู้ป่วยโรคจิต
ต้ังแต่ปี 2560- 2562 เท่ากับ 365, 392 และ 421 รายตามลาดับ ทั้งนี้พบว่าอัตราการเข้าถึงบริการเท่ากับ
ร้อยละ 64.37, 69.14 และ74.25 ตามลาดบั โดยในปี 2559 พบอตั รากาเรบิ ซา้ ร้อยละ 2.80 จากการวิเคราะห์
และทบทวนปัญหาการดูแลผู้ป่วยจิตเวชเร้ือรังในชุมชน พบว่าส่วนใหญ่เกิดจากผู้ป่วยรับประทานยาไม่
สม่าเสมอ หยุดยาเอง ผู้ดูแลเกิดความเบ่ือหน่าย ชุมชนหวาดกลัว นอกจากนี้ยังพบว่าทีมสุขภาพจิต ยังไม่มี
ระบบและแนวทางท่ชี ัดเจนในการตดิ ตามผ้ปู ว่ ยในชุมชน ส่งผลให้มีผู้ป่วยจิตเวชมีอาการกาเริบซ้า ทาร้ายผู้อ่ืน
การดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องจึงเป็นหัวใจสาคัญ และเป็นปัจจัยแห่งความสาเร็จในการป้องกันการกาเริบซ้าได้
นอกจากนี้นโยบายการดาเนินงานสุขภาพจิตของกระทรวงสาธารณสุขและสานักงานหลักประกันสุขภาพ
แหง่ ชาติ ที่กาหนดและสนับสนุนให้มีการดูแลผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรังต่อเนื่องในชุมชน โดยบูรณาการการทางานที่
ใช้ชุมชนเป็นฐาน ประชาชนเป็นศูนย์กลาง และสอดคล้องกับจุดเน้นของคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิต
ระดับอาเภอควนขนนุ ด้วย
วตั ถุประสงค์ เพื่อสง่ เสรมิ และพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยจติ เวชเรอ้ื รังในชมุ ชนอย่างต่อเนอื่ งดว้ ยกระบวนการ

มีสว่ นรว่ มโดยใช้ชมุ ชนเป็นฐาน

วธิ กี ารศึกษา การดาเนินการครั้งน้ี ใช้กระบวนการการวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action
Research: PAR) ร่วมกับการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) เป็นเคร่ืองมือในการ
พัฒนาระบบการดูแลผปู้ ่วยจติ เวชอยา่ งต่อเน่ืองในชุมชน เก็บข้อมูลท้ังเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยใช้เวลา
ในการดาเนินการ จานวน 3 ปี 9 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2559 ถึงกรกฎาคม 2563 โดยมีผู้เข้าร่วมวิจัย
จานวน 3 กลุ่มคือ กลุ่มผู้ป่วยโรคจิต (F20-29) กลุ่มทีมสหวิชาชีพสุขภาพจิตเครือข่ายบริการสุขภาพอาเภอ
ควนขนุน และกลุ่มผู้นาชุมชนและญาติ โดยการคัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการแบบเฉพาะเจาะจง โดยผู้เข้าร่วม
โครงการยินดแี ละสมคั รใจเข้ารว่ มกจิ กรรมตลอดการดาเนินการ การดาเนินการคร้ังนี้ แบ่งการดาเนินการหลัก
เป็น 4 ระยะ ประกอบดว้ ย

ระยะการวางแผนเชิงพัฒนา โดยเร่ิมจากการสารวจปญั หา วเิ คราะห์สถานการณ์สุขภาพจิตในอาเภอ
ควนขนุน โดยทีมสหวิชาชีพ ใช้กระบวนการสุนทรียสนทนา (Appreciative Inquiry) การเรียนรู้แบบมีส่วน
ร่วม และกระบวนการระดมสมอง เพื่อค้นหาสาเหตุ และโอกาสการพัฒนาระบบบริการฯ ตามกรอบแนวคิด

3

การดูแลผู้ป่วยโรคจิตเร้ือรังกลุ่มเส่ียงในชุมชน โดยใช้หลัก 3C ซ่ึงพบว่า ผู้ป่วย (Client) รับประทานยาไม่
สม่าเสมอ หยุดยาเอง ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เสพยาเสพติด ผู้ให้การดูแล (Caregiver) รู้สึกเบื่อหน่าย เป็น
ภาระ และชมุ ชน (Community) รสู้ ึกหวาดกลวั ต่ออาการกาเริบ และจากการทบทวนระบบบริการสุขภาพจิต
ในชุมชน 4 ระบบ พบว่า ระบบเย่ียมบ้านและติดตามในชุมชนยังไม่ครอบคลุมและต่อเน่ือง ไม่ได้ใช้แบบ
ติดตามเยี่ยมบ้านผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรัง ไม่ได้ติดตามหลังจาหน่ายออกจากรพ.จิตเวชฯ ไม่มีรถเยี่ยมบ้าน
ผู้รบั ผิดชอบไม่ชัดเจน ระบบการเฝ้าระวังความเสี่ยงในชุมชน ไม่ได้ใช้เคร่ืองมือเพ่ือเฝ้าระวังก่อนอาการกาเริบ
อย่างมีประสิทธิภาพ และระบบบริการจิตเวชฉุกเฉิน ยังไม่ได้นาเครื่องมือประเมินระดับความรุนแรงมา
ดาเนินการอย่างจริงจัง การประสานส่งต่อไม่เป็นไปตามแนวทางท่ีกาหนดไว้ เจ้าหน้าท่ีไม่มั่นใจในการจากัด
พฤติกรรมของผู้ป่วย ระบบฟื้นฟูสมรรถภาพ ยังไม่ได้จัดบริการฟื้นฟูสมรรถภาพเม่ืออาการสงบ ไม่มีการ
จัดแยกประเภทผู้ป่วย และกลไกของคณะกรรมการพฒั นาคุณภาพชีวิตระดับอาเภอ (พชอ.) ไม่ได้มีส่วนร่วมใน
การดาเนินการ เมื่อได้ข้อค้นพบและโอกาสในการพัฒนาร่วมกัน ทีมสหวิชาชีพได้ดาเนินการก่อนการ
ดาเนินการในชุมชน โดย เตรียมความพร้อมและพัฒนาศักยภาพของทีม ด้วยกระบวนการเรียนรู้ผ่าน
ประสบการณ์ร่วมกับการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ประกอบด้วย การกาหนดรูปแบบการพัฒนา การกาหนด
กลมุ่ เปา้ หมาย มอบหมายผู้รับผิดชอบ วางแผนการจัดการระบบยานพาหนะ พัฒนาศักยภาพของทีมเชิงบูรณา
การ วางแผนจดั โครงการให้ความรกู้ ารดูแลผู้ปว่ ยจิตเวชและการจากัดพฤติกรรมสาหรับทีมสุขภาพจิตและผู้นา
ชุมชน ความรู้เรอ่ื งโรคจิตสาหรับญาตแิ ละผปู้ ่วย การประเมินและใช้แบบประเมินเยี่ยมบ้าน แบบประเมินก่อน
อาการกาเริบ และแบบประเมินความรุนแรงของอาการ การเตรียมผู้ป่วยและญาติ โดยช้ีแจงให้ทราบถึงแนว
ทางการตดิ ตามเยย่ี มในชุมชน วางแนวทางการส่งต่อขอ้ มลู และผูป้ ่วย

ระยะปฏิบตั ิการชมุ ชน ดาเนินการตามแนวทางพัฒนาระบบฯ ที่วางไว้ โดยการประชุมเชิงปฏิบัติการ
และเรียนร้แู บบมสี ว่ นร่วมของภาคเี ครือข่าย ได้แก่ ทีมสหวิชาชีพสุขภาพจิต แกนนาชุมชนและองค์กรปกครอง
สว่ นท้องถิน่ และญาตผิ ปู้ ว่ ย เกดิ ระบบระบบเย่ยี มบ้านโดยการมสี ่วนร่วมของเครือข่าย สร้างความเข้าใจร่วมกัน
เกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติท่ีต้องดาเนินการก่อน ระหว่าง และหลังเย่ียมบ้าน การกาหนดแผนและการติดตามเย่ียม
บ้านตามวัน เวลาและกลุ่มเป้าหมายที่กาหนดไว้ การบูรณาการการใช้รถร่วมกับทีมเยี่ยมบ้านแบบไร้รอยต่อ
มีการใช้แบบตดิ ตามเยย่ี มผ้ปู ว่ ยจติ เวชเรื้อรงั ในชุมชน 9 ดา้ นในปี 2560 - 2561 และมีการใช้แบบติดตามเยี่ยม
ผู้ป่วยจติ เวชเรอ้ื รังในชมุ ชน 10 ดา้ น ในปี 2562 มีการประเมินสภาพปัญหาและความต้องการ วางแผนให้การ
ช่วยเหลือ ส่งต่อตามบริบทท้องท่ี และตอบกลับผลการเย่ียมให้แก่รพ.จิตเวชสงขลาฯ จัดทาทะเบียนผู้ป่วย
ปรบั ปรงุ ระบบฐานข้อมูลแยกตามพ้ืนท่ีรพ.สต. จัดทาระบบนัดเข้าคลินิกโรคจิตทุกวันพฤหัสบดี กาหนดวันนัด
ส่งกลับพบจิตแพทย์ท่ีรพ.พัทลุง ประสานจองคิวล่วงหน้าให้ผู้ป่วยได้ไปตามวันและเวลาที่กาหนด หลังพบ
จติ แพทย์จะมใี บตอบกลับสรุปผลการรักษาสง่ กลับมาพรอ้ มกับผปู้ ว่ ย คัดเลอื กผู้ป่วยจิตเวชกลุ่มเส่ียงตามเกณฑ์
ที่จะเย่ียม ข้ึนทะเบียนผู้ป่วยโรคจิตเย่ียมบ้าน ทาระบบนัดติดตามเยี่ยมในชุมชนที่ระยะเวลา 1 และ 6 เดือน

4

และในปี 2563 ปรับเปล่ียนระบบการติดตามเย่ียมบ้านแบบ New Normal เพ่ือป้องกันและควบคุมการแพร่
ระบาดของโควิด-19 โดยใช้ระบบการส่ือสารด้วยโทรศัพท์ ท้ังการสนทนาและสะท้อนข้อมูล และส่ือสังคม
ออนไลน์ท้ังไลน์ และเฟซบุ๊ค ในการติดตามพูดคุย ให้คาปรึกษาดุจญาติมิตรกับผู้ป่วยและญาติ ปรับระบบการ
เติมยาใกล้บ้านใกล้ใจด้วย Drug Refer Mobile พัฒนาระบบการเฝ้าระวังความเส่ียงในชุมชน จัดอบรมให้
บุคลากรในเครือข่ายเรียนรู้การเฝ้าระวังติดตามผู้ป่วยในชุมชน สามารถประเมินผู้ป่วยได้เบื้องต้นและส่งต่อ
ข้อมูลให้กับรพ.ควนขนุนและจัดอบรมให้ความรู้แก่ผู้ป่วยจิตเภท ญาติผู้ดูแลและอสม.ในการประเมินปัจจัย
เสี่ยงโดยใช้เครื่องมือเฝ้าระวังก่อนอาการกาเริบ 5 Red Flag และจัดการระบบบริการจิตเวชฉุกเฉิน นา
เคร่ืองมือประเมินระดับความรุนแรงมาใช้ จัดอบรมให้ทีมเจ้าหน้าท่ีมีความรู้ มีทักษะและม่ันใจในการจากัด
พฤตกิ รรม ฟน้ื ฟูความรู้และขั้นตอนการนาสง่ บุคคลที่มีความผดิ ปกติทางจิตเข้าสู่การรักษา สร้างเครือข่ายการ
ดูแลผูป้ ่วยโรคจิตในชมุ ชน ทาแนวทางการประสานงานกับเครือข่ายท้ังในและนอกระบบสาธารณสุขอย่างเป็น
ระบบในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉิน เช่น อสม. เทศบาล กู้ภัย ตารวจ เป็นต้น พัฒนาระบบฟื้นฟูสมรรถภาพ
จัดแยกประเภทผู้ป่วยในการเฝ้าระวัง ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความยุ่งยากซับซ้อนโดยเน้นกลไกของพชอ. ให้
ครอบครัวและชุมชนมีส่วนร่วมในการดาเนินการ สร้างความเข้มแข็งของชุมชนในการดูแลผู้ป่วยเม่ือจาหน่าย
มาอยู่บ้าน โดยความร่วมมือจากทีมบุคลากรท้ังรพ.สต. สสอ. รพ.ควนขนุน รพ.พัทลุง อบต. เทศบาล รพ.
จติ เวชสงขลาราชนครินทร์ และทีมภาคีเครือขา่ ยในชุมชน

ระยะการติดตามเสริมพลังและเรียนรู้ร่วมกัน จากการดาเนินการทีมผู้ดาเนินการ ได้ติดตามเยี่ยม
เสริมพลังการดาเนินการในชุมชนด้วยทีมไตรภาคี ซ่ึงประกอบด้วย กลุ่มทีมสหวิชาชีพสุขภาพจิต กลุ่มผู้นา
ชุมชน และญาติผู้ป่วยด้วยกระบวนการประเมินผลการดาเนินหลังปฏิบัติการ (After Action Review: AAR)
การสะท้อนการเรียนรู้ (Reflection) ทุกเดือน และทุก 6 เดือน ประเมินผลของการพัฒนาระบบบริการดูแล
ตอ่ เนอ่ื งผ้ปู ว่ ยจติ เวชเร้อื รงั ในชมุ ชนโดยใชแ้ บบติดตามเยี่ยมผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรังในชุมชน ติดตามเย่ียมที่ 1 และ
6 เดือน ประเมินผลลพั ธ์ และวางแผนการพฒั นาระบบอยา่ งมีคุณภาพและต่อเนื่อง

ระยะการสะท้อนการเรียนรู้และถอดบทเรียน จากการดาเนินการในแต่ละปี ทีมผู้ดาเนินการได้
ดาเนินการจัดเวทีการถอดบทเรียน และสะท้อนผลการดาเนินการ รวมท้ังสกัดขุมความรู้อย่างเป็นระบบ เพื่อ
เป็นแนวทางการดาเนินงานสุขภาพจิตของเครือข่ายบริการสุขภาพอาเภอควนขนุน วิเคราะห์ปัจจัยแห่ง
ความสาเร็จและถอดบทเรยี น พฒั นาและดาเนินการตอ่ เนอื่ งทุกระบบท้งั ในระบบบริการสขุ ภาพและชมุ ชน

การดาเนินการคร้งั นี้ เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณด้วยแบบติดตามผู้ป่วยจิตเวชเร้ือรังในชุมชน และ
วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จานวน และร้อยละ ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสนทนากลุ่ม
การวเิ คราะหห์ ลังการดาเนินการ การถอดบทเรยี น การสัมภาษณแ์ บบมีโครงสรา้ ง ใชก้ ารวิเคราะห์เชงิ เนอ้ื หา


Click to View FlipBook Version