แผนการจัดการเรยี นรู้
รายวชิ าชีววทิ ยา3
(ว30243)
ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 5
จัดทาโดย…
นางสาวดาริน คาดสนิท
โรงเรยี นบา้ นแพงพิทยาคม
สานกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศึกษา มธั ยมศกึ ษา เขต 22
กระทรวงศึกษาธิการ
วิเคราะห์หลักสตู รฯ กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์
บทนำ
มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตาม
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 กำหนดสาระการเรียนรู้ 4 สาระ ได้แก่ สาระท่ี 1
วิทยาศาสตร์ชีวภาพ สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ สาระที่ 3 วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ และสาระท่ี 4
เทคโนโลยี รวมทั้งยังมีสาระเพ่ิมเติมอีก 4 สาระ ได้แก่ สาระชีววิทยา สาระเคมี สาระฟิสิกส์ และสาระโลก ดารา
ศาสตร์ และอวกาศ
องค์ประกอบของหลกั สูตร ทัง้ ในด้านของเนอ้ื หา การจัดการเรียนการสอน และการวัดและประเมินผลการ
เรียนรู้นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของผู้เรียนในแต่ละระดับช้ันให้มีความ
ต่อเน่ืองเชื่อมโยงกันตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สำหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ได้กำหนดตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางท่ีผู้เรียนจำเป็นต้องเรียนเป็นพื้นฐาน เพ่ือให้สามารถ
นำความรู้ไปใช้ในการดำรงชีวิตหรือศึกษาต่อได้ โดยจัดเรียงลำดับความยากง่ายของเนื้อหาในแต่ละช้ันให้มีการ
เชื่อมโยงความรู้กับกระบวนการเรียนรู้ และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ท่ีส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาความคิด ท้ัง
ความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์วิจารณ์ มีทักษะท่ีสำคัญท้ังทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์และทักษะในศตวรรษท่ี 21 ในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้
แก้ปญั หาอย่างเปน็ ระบบ ตดั สนิ ใจโดยใช้ข้อมลู หลากหลายและประจกั ษพ์ ยานทีต่ รวจสอบได้
มาตรฐานการเรยี นรูแ้ ละตัวชี้วัด กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตาม
หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551 นี้ ไดป้ รบั ปรงุ เพ่ือใหม้ ีความสอดคล้องและเช่ือมโยงกนั
ภายในสาระการเรยี นรู้เดียวกัน และระหวา่ งสาระการเรียนรใู้ นกลุม่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ ตลอดจนการ
เชือ่ มโยงเนื้อหาความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์กบั คณิตศาสตร์ดว้ ย นอกจากนี้ ยงั ไดป้ รบั ปรงุ เพื่อใหม้ ีความทันสมยั ต่อการ
เปลย่ี นแปลง และความเจรญิ ก้าวหนา้ ของวิทยาการต่าง ๆ ทัดเทียมกบั นานาชาติ
สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว 2.1 - ว 2.3
สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ สาระท่ี 3 วทิ ยาศาสตรโ์ ลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว 1.1 - ว 1.3 วิทยาศาสตร์ มาตรฐาน ว 3.1 - ว 3.2
สาระที่ 4 เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว 4.1 - ว 4.2
วิทยาศาสตรเ์ พ่มิ เตมิ - สาระชวี วทิ ยา - สาระเคมี - สาระฟสิ ิกส์ - สาระโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ
วิสยั ทัศน์
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลังของชาติให้เป็นมนุษย์ที่มีความ
สมดุลท้ังด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลก ยึดมั่นในการปกครองตาม
ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมทั้ง เจตคติ ท่ีจำเป็นต่อ
การศกึ ษาต่อ การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชวี ิต โดยม่งุ เนน้ ผูเ้ รียนเป็นสำคญั บนพื้นฐานความเชื่อวา่
ทกุ คนสามารถเรียนรูแ้ ละพัฒนาตนเองไดเ้ ตม็ ตามศักยภาพ
หลกั การ
หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน มีหลักการทสี่ ำคัญ ดงั นี้
1. เป็นหลักสตู รการศกึ ษาเพือ่ ความเปน็ เอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐานการเรียนรู้
เปน็ เปา้ หมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนใหม้ ีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบนพ้นื ฐานของความเปน็ ไทย
ควบคูก่ บั ความเป็นสากล
2. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ทีป่ ระชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาค และมี
คุณภาพ
3. เป็นหลกั สูตรการศกึ ษาที่สนองการกระจายอำนาจ ให้สงั คมมีสว่ นรว่ มในการจดั การศึกษา
ให้สอดคล้องกับสภาพและความตอ้ งการของท้องถน่ิ
4. เปน็ หลักสตู รการศกึ ษาที่มีโครงสรา้ งยืดหยุ่นทงั้ ด้านสาระการเรียนรู้ เวลาและการจัดการเรียนรู้
5. เปน็ หลกั สตู รการศกึ ษาทเ่ี น้นผเู้ รยี นเป็นสำคญั
6. เป็นหลักสูตรการศกึ ษาสำหรบั การศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอธั ยาศัย ครอบคลมุ ทกุ
กล่มุ เป้าหมาย สามารถเทยี บโอนผลการเรยี นรู้ และประสบการณ์
จดุ หมาย
หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน มุง่ พัฒนาผูเ้ รียนให้เป็นคนดี มปี ญั ญา มีความสุข มศี ักยภาพใน
การศึกษาต่อ และประกอบอาชพี จึงกำหนดเป็นจดุ หมายเพือ่ ให้เกิดกบั ผู้เรียน เม่อื จบการศึกษาข้ันพื้นฐาน ดังน้ี
1. มคี ุณธรรม จรยิ ธรรม และค่านยิ มที่พงึ ประสงค์ เห็นคุณคา่ ของตนเอง มวี ินยั และปฏิบัตติ นตาม
หลักธรรมของพระพทุ ธศาสนา หรอื ศาสนาทีต่ นนบั ถือ ยึดหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
2. มีความรู้ ความสามารถในการสอื่ สาร การคดิ การแกป้ ัญหา การใชเ้ ทคโนโลยี และมีทักษะชีวิต
3. มสี ขุ ภาพกายและสขุ ภาพจิตทดี่ ี มีสุขนสิ ยั และรักการออกกำลังกาย
4. มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมอื งไทยและพลโลก ยึดมน่ั ในวถิ ชี วี ติ และการปกครองตาม
ระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมขุ
5. มจี ิตสำนึกในการอนุรกั ษ์วัฒนธรรมและภมู ปิ ญั ญาไทย การอนรุ ักษ์และพฒั นาสงิ่ แวดล้อม
มจี ิตสาธารณะที่มุง่ ทำประโยชนแ์ ละสรา้ งสง่ิ ทด่ี งี ามในสงั คม และอยรู่ ว่ มกนั ในสงั คมอย่างมคี วามสุข
สมรรถนะสำคัญของผเู้ รยี น และคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์
ในการพฒั นาผู้เรยี นตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน มงุ่ เนน้ พัฒนาผ้เู รียนให้มีคณุ ภาพตาม
มาตรฐานท่กี ำหนด ซ่ึงจะช่วยให้ผ้เู รียนเกดิ สมรรถนะสำคญั และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ดังนี้
สมรรถนะสำคญั ของผ้เู รยี น
หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน มุ่งให้ผเู้ รียนเกดิ สมรรถนะสำคัญ ๕ ประการ ดังน้ี
1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรมในการใช้ภาษา
ถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปล่ียนข้อมูลข่าวสารและ
ประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมท้ังการเจรจาต่อรองเพ่ือขจัดและลดปัญหา
ความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้
วธิ กี ารสื่อสาร ท่มี ีประสทิ ธิภาพโดยคำนึงถงึ ผลกระทบที่มตี ่อตนเองและสงั คม
2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิด อย่าง
สร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือสารสนเทศเพื่อ
การตัดสินใจเกีย่ วกบั ตนเองและสังคมได้อยา่ งเหมาะสม
3. ความสามารถในการแก้ปญั หา เป็นความสามารถในการแก้ปญั หาและอปุ สรรคต่าง ๆ ทีเ่ ผชญิ ได้อยา่ ง
ถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจความสัมพันธ์และการ
เปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา
และมีการตัดสนิ ใจทม่ี ีประสทิ ธิภาพโดยคำนึงถงึ ผลกระทบทเี่ กดิ ข้ึน ต่อตนเอง สังคมและสง่ิ แวดลอ้ ม
4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ใน
การดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเน่ือง การทำงาน และการอยู่ร่วมกันในสังคม
ด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสม การ
ปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเล่ียงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่
ส่งผลกระทบต่อตนเองและผ้อู นื่
5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือก และใช้ เทคโนโลยดี ้านต่าง ๆ และมี
ทกั ษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในดา้ นการเรยี นรู้ การสื่อสาร การทำงาน
การแก้ปญั หาอย่างสรา้ งสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสม และมคี ุณธรรม
คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน มุง่ พฒั นาผเู้ รียนใหม้ ีคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์ เพ่ือใหส้ ามารถอยู่
ร่วมกับผู้อ่ืนในสังคมไดอ้ ยา่ งมีความสุข ในฐานะเปน็ พลเมืองไทยและพลโลก ดังน้ี
1. รักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์
2. ซ่ือสัตย์สจุ ริต
3. มวี นิ ยั
4. ใฝเ่ รยี นรู้
5. อย่อู ย่างพอเพยี ง
6. มงุ่ ม่ันในการทำงาน
7. รกั ความเป็นไทย
8. มจี ิตสาธารณะ
นอกจากน้ี สถานศึกษาสามารถกำหนดคุณลักษณะอนั พึงประสงค์เพ่มิ เติมให้สอดคลอ้ งตามบรบิ ทและ
จุดเนน้ ของตนเอง
มาตรฐานการเรยี นรู้
การพฒั นาผู้เรยี นให้เกดิ ความสมดุล ต้องคำนึงถึงหลักพฒั นาการทางสมองและพหุปญั ญา หลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน จงึ กำหนดใหผ้ เู้ รียนเรยี นรู้ ๘ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ดังนี้
1. ภาษาไทย
2. คณิตศาสตร์
3. วทิ ยาศาสตร์
4. สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม
5. สุขศึกษาและพลศึกษา
6. ศลิ ปะ
7. การงานอาชีพและเทคโนโลยี
8. ภาษาต่างประเทศ
ในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาคุณภาพ
ผู้เรียน มาตรฐานการเรียนรรู้ ะบุสง่ิ ท่ีผเู้ รียนพึงรู้ ปฏิบัติได้ มีคุณธรรมจริยธรรม และค่านิยม ที่พึงประสงคเ์ ม่อื จบ
การศึกษาข้ันพ้ืนฐาน นอกจากน้ันมาตรฐานการเรียนรู้ยังเป็นกลไกสำคัญ ในการขับเคล่ือนพัฒนาการศึกษาทั้ง
ระบบ เพราะมาตรฐานการเรียนรูจ้ ะสะท้อนให้ทราบว่าตอ้ งการอะไร จะสอนอย่างไร และประเมินอย่างไร รวมท้ัง
เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบเพื่อการประกันคุณภาพการศึกษาโดยใช้ระบบการประเมินคุณภาพภายในและการ
ประเมินคุณภาพภายนอก ซึ่งรวมถึงการทดสอบระดับเขตพื้นที่การศึกษา และการทดสอบระดับชาติ ระบบการ
ตรวจสอบเพอื่ ประกนั คุณภาพดังกล่าวเปน็ สิ่งสำคัญที่ช่วยสะทอ้ นภาพการจัดการศกึ ษาว่าสามารถพัฒนาผเู้ รียนให้
มคี ุณภาพตามท่ีมาตรฐานการเรยี นรกู้ ำหนดเพยี งใด
สาระการเรยี นรู้
สาระการเรียนรู้ ประกอบด้วย องค์ความรู้ ทักษะหรอื กระบวนการเรยี นรู้ และคณุ ลักษณะ
อนั พงึ ประสงค์ ซง่ึ กำหนดให้ผู้เรยี นทุกคนในระดบั การศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐานจำเปน็ ต้องเรยี นรู้ โดยแบง่ เปน็ 8 กลุ่ม
สาระการเรยี นรู้ ดงั น้ี
ภาษาไทย: ความรู้ ทกั ษะ คณติ ศาสตร์: การนำความรู้ทักษะ วิทยาศาสตร์: การนำความรู้
และวัฒนธรรมการใช้ภาษา และกระบวนการทางคณติ ศาสตร์ไป
เพ่ือ การสอื่ สาร ความชน่ื ชม ใชใ้ น การ และกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
การเห็นคณุ ค่าภูมิปญั ญาไทย และ แกป้ ญั หา การดำเนนิ ชวี ติ และ
ภมู ใิ จในภาษาประจำชาติ ศึกษาตอ่ การมีเหตมุ ผี ล ไปใช้ในการศึกษา คน้ คว้าหาความรู้
มเี จตคตทิ ด่ี ตี อ่ คณิตศาสตร์ และแก้ปญั หาอยา่ งเปน็ ระบบ การคดิ
พฒั นาการคิดอย่างเปน็ ระบบและ อย่างเปน็ เหตุเป็นผล คดิ วิเคราะห์ คิด
สร้างสรรค์ สร้างสรรค์ และจิตวทิ ยาศาสตร์
ภาษาตา่ งประเทศ: ความรู้ทกั ษะ องคค์ วามรู้ ทกั ษะสาคญั สงั คมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม: การ
เจตคติ และวฒั นธรรม การใช้ และคณุ ลกั ษณะ อยรู่ ว่ มกนั ในสังคมไทยและสงั คมโลกอยา่ ง
ภาษาตา่ งประเทศในการส่ือสาร สนั ตสิ ุข การเปน็ พลเมืองดี ศรทั ธาใน
การแสวงหาความรู้ ในหลกั สตู รแกนกลางการศึกษา หลกั ธรรมของศาสนา
ข้นั พนื้ ฐาน
และการประกอบอาชีพ การเหน็ คณุ คา่ ของทรพั ยากรและ
ส่ิงแวดล้อม ความรักชาติ และภมู ใิ จใน
ความเป็นไทย
การงานอาชพี และเทคโนโลยี: ความรู้ ศลิ ปะ : ความรแู้ ละทกั ษะในการ สุขศึกษาและพลศกึ ษา: ความรู้ ทกั ษะ
ทกั ษะ และเจตคติ คดิ ริเรม่ิ จนิ ตนาการ สรา้ งสรรค์ และเจตคตใิ นการสร้างเสรมิ สขุ ภาพ
งานศลิ ปะ สนุ ทรยี ภาพและการ พลานามยั ของตนเองและผอู้ ่นื การ
ในการทำงาน การจดั การ เหน็ คณุ คา่ ทางศิลปะ ป้องกนั และปฏบิ ตั ติ อ่
การดำรงชีวิต การประกอบอาชีพ
และการใชเ้ ทคโนโลยี สงิ่ ตา่ ง ๆ ทีม่ ผี ลตอ่ สขุ ภาพอยา่ ง
ถกู วิธีและทกั ษะในการดำเนนิ ชีวิต
วิสัยทศั น์
หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลังของชาติให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุล
ท้ังด้านรา่ งกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลก ยดึ ม่ันในการปกครองตามระบอบ
ประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษัตริยท์ รงเปน็ ประมุข มคี วามรู้และทกั ษะพืน้ ฐาน รวมท้ัง เจตคติ ทจ่ี ำเป็นต่อการศึกษาต่อ การ
ประกอบอาชพี และการศกึ ษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเนน้ ผเู้ รียนเป็นสำคญั บนพ้ืนฐานความเชื่อวา่ ทุกคนสามารถเรียนรูแ้ ละ
พฒั นาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ
จดุ หมาย
1. มีคุณธรรม จริยธรรม และคา่ นยิ มทีพ่ งึ ประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินยั และปฏบิ ตั ติ นตาม
หลักธรรมของพระพทุ ธศาสนา หรอื ศาสนาที่ตนนบั ถอื ยึดหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
2. มีความรอู้ นั เปน็ สากลและมีความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปญั หา การใชเ้ ทคโนโลยแี ละมที ักษะ
ชวี ติ
3. มีสุขภาพกายและสขุ ภาพจิตทดี่ ี มีสุขนิสยั และรกั การออกกำลงั กาย
4. มีความรกั ชาติ มจี ติ สำนึกในความเปน็ พลเมืองไทยและพลโลก ยดึ ม่ันในวิถชี ีวิตและการปกครองในระบอบ
ประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ท์ รงเปน็ ประมขุ
5. มีจิตสำนึกในการอนรุ กั ษว์ ฒั นธรรมและภูมปิ ญั ญาไทย การอนรุ กั ษแ์ ละพัฒนาสิง่ แวดล้อม มีจติ สาธารณะที่
ม่งุ ทำประโยชน์และสร้างส่ิงที่ดงี ามในสงั คม และอยรู่ ่วมกันในสงั คมอยา่ งมคี วามสุข
สมรรถนะสำคญั ของผ้เู รียน คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์
1. ความสามารถในการส่ือสาร
2. ความสามารถในการคดิ 1. รักชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ 2. ซือ่ สัตยส์ ุจรติ
3. ความสามารถในการแกป้ ัญหา
4. ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ิต 3. มีวินยั 4. ใฝเ่ รยี นรู้
5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
5. อยอู่ ย่างพอเพียง 6. มุง่ ม่ันในการทำงาน
7. รกั ความเป็นไทย 8. มจี ติ สาธารณะ
มาตรฐานการเรียนรู้และตัวช้ีวดั 8 กลุ่มสาระการเรยี นรู้ กิจกรรมพัฒนาผ้เู รียน
1. ภาษาไทย 2. คณติ ศาสตร์ 3. วทิ ยาศาสตร์ 1. กจิ กรรมแนะแนว
2. กิจกรรมนกั เรียน
4. สงั คมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม 5. สขุ ศกึ ษาและพลศกึ ษา 6. ศลิ ปะ 4. กิจกรรมเพอื่ สังคมและ
7. การงานอาชีพและเทคโนโลยี 8. ภาษาต่างประเทศ สาธารณประโยชน์
คุณภาพของผู้เรยี นระดับการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน
ทำไมต้องเรียนวทิ ยาศาสตร์
วิทยาศาสตรม์ บี ทบาทสำคัญยิ่งในสังคมโลกปัจจบุ ันและอนาคต เพราะวทิ ยาศาสตรเ์ กย่ี วขอ้ งกบั ทกุ คนทง้ั
ในชีวติ ประจำวันและการงานอาชีพตา่ ง ๆ ตลอดจนเทคโนโลยี เครอ่ื งมือเครอื่ งใช้และผลผลติ ต่าง ๆ ทมี่ นุษยไ์ ด้
ใชเ้ พือ่ อำนวยความสะดวกในชวี ิตและการทำงาน เหลา่ นี้ล้วนเป็นผลของความรู้วิทยาศาสตร์ ผสมผสานกับ
ความคดิ สร้างสรรค์และศาสตรอ์ ่นื ๆ วทิ ยาศาสตร์ช่วยให้มนษุ ย์ ไดพ้ ัฒนาวธิ คี ิด ทัง้ ความคิดเป็นเหตุเปน็ ผล คิด
สรา้ งสรรค์ คิดวเิ คราะห์ วิจารณ์ มที กั ษะสำคญั ในการค้นควา้ หาความรู้ มคี วามสามารถในการแก้ปัญหาอยา่ ง
เปน็ ระบบ สามารถตดั สนิ ใจโดยใชข้ ้อมูลที่หลากหลายและมีประจักษพ์ ยานทีต่ รวจสอบได้ วทิ ยาศาสตรเ์ ป็น
วฒั นธรรมของโลกสมัยใหม่ซึ่งเป็นสงั คมแห่งการเรียนรู้ (knowledge-based society) ดังน้ันทุกคนจึงจำเป็นต้องไดร้ บั
การพัฒนาให้รู้วทิ ยาศาสตร์ เพอื่ ที่จะมีความร้คู วามเข้าใจในธรรมชาติและเทคโนโลยที ่มี นุษย์สร้างสรรค์ขน้ึ
สามารถนำความรู้ไปใช้อยา่ งมเี หตผุ ล สรา้ งสรรค์ และมีคุณธรรม
เรยี นรอู้ ะไรในวิทยาศาสตร์
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์มุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่เน้นการเช่ือมโยงความรู้กับ
กระบวนการ มีทักษะสำคัญในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ โดยใช้กระบวนการในการสืบเสาะหาความรู้ และ
การแก้ปัญหาที่หลากหลาย ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ทุกข้ันตอน มีการทำกิจกรรมด้วยการลงมือปฏิบัติ
จรงิ อยา่ งหลากหลาย เหมาะสมกับระดับชน้ั โดยได้กำหนดสาระสำคญั ไวด้ งั นี้
สงิ่ มีชีวิตกบั กระบวนการดำรงชีวิต สง่ิ มีชีวติ หนว่ ยพื้นฐานของส่งิ มีชีวติ โครงสร้างและหน้าที่ของระบบ
ต่าง ๆ ของส่ิงมีชีวิต และกระบวนการดำรงชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพ การถ่ายทอดทางพันธุกรรม การ
ทำงานของระบบตา่ ง ๆ ของสง่ิ มชี ีวติ ววิ ฒั นาการและความหลากหลายของสง่ิ มีชวี ติ และเทคโนโลยชี วี ภาพ
ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ส่ิงมีชีวิตท่ีหลากหลายรอบตัว ความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงมีชีวิตกับส่ิงแวดล้อม
ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศ ความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ การใช้และจัดการ
ทรัพยากรธรรมชาติ ในระดับท้องถ่ิน ประเทศ และโลก ปัจจัยท่ีมีผลต่อการอยู่รอดของส่ิงมีชีวิตในสภาพแวดล้อม
ต่าง ๆ
สารและสมบัติของสาร สมบัติของวัสดุและสาร แรงยึดเหน่ียวระหว่างอนุภาค การเปลี่ยนสถานะ การ
เกิดสารละลายและการเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมขี องสาร สมการเคมี และการแยกสาร
แรงและการเคลื่อนท่ี ธรรมชาติของแรงแม่เหล็กไฟฟ้า แรงโน้มถ่วง แรงนิวเคลียร์การออกแรงกระทำต่อ
วตั ถุ การเคลอ่ื นที่ของวตั ถุ แรงเสยี ดทาน โมเมนต์การเคลื่อนท่แี บบตา่ ง ๆ ในชีวติ ประจำวัน
พลังงาน พลังงานกับการดำรงชีวิต การเปล่ียนรูปพลังงาน สมบัติและปรากฏการณ์ของแสง เสียง และ
วงจรไฟฟ้า คล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้า กัมมันตภาพรังสีและปฏิกิริยานิวเคลียร์ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสารและพลังงานการ
อนุรักษ์พลังงาน ผลของการใชพ้ ลังงานต่อชวี ติ และสิง่ แวดล้อม
กระบวนการเปล่ียนแปลงของโลก โครงสร้างและองค์ประกอบของโลก ทรัพยากรทางธรณี สมบัติทาง
กายภาพของดิน หิน น้ำ อากาศ สมบัติของผิวโลก และบรรยากาศ กระบวนการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก
ปรากฏการณท์ างธรณี ปจั จัยท่มี ีผลต่อการเปล่ียนแปลงของบรรยากาศ
ดาราศาสตรแ์ ละอวกาศ วิวัฒนาการของระบบสุริยะ กาแล็กซี เอกภพ ปฏิสมั พันธแ์ ละผลตอ่ สง่ิ มีชีวติ บน
โลก ความสัมพนั ธ์ของดวงอาทติ ย์ ดวงจนั ทร์ และโลก ความสำคัญของเทคโนโลยีอวกาศ
ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การ
แก้ปัญหา และจติ วิทยาศาสตร์
สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์
วทิ ยาศาสตร์
สาระท่ี 1 สิ่งมีชีวติ กับกระบวนการดำรงชีวิต
มาตรฐาน ว 1.1 เขา้ ใจหนว่ ยพืน้ ฐานของสงิ่ มชี วี ิต ความสมั พันธข์ องโครงสร้าง และหนา้ ที่ของ
ระบบตา่ งๆ ของสิง่ มีชวี ติ ทีท่ ำงานสมั พันธ์กัน มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ส่ือสารสง่ิ ทเ่ี รยี นร้แู ละนำความร้ไู ป
ใช้ในการดำรงชีวติ ของตนเองและดแู ลสงิ่ มีชีวติ
มาตรฐาน ว 1.2 เขา้ ใจกระบวนการและความสำคญั ของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
วิวฒั นาการของส่ิงมีชีวติ ความหลากหลายทางชีวภาพ การใช้เทคโนโลยชี ีวภาพท่ีมีผลกระทบต่อมนุษย์และ
สิง่ แวดลอ้ ม มีกระบวนการสืบเสาะหาความรูแ้ ละจติ วทิ ยาศาสตร์ ส่อื สาร ส่ิงทเ่ี รยี นรู้ และนำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
สาระที่ 2 ชีวติ กับสง่ิ แวดล้อม
มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจส่งิ แวดล้อมในท้องถ่นิ ความสมั พันธ์ระหว่างสิ่งแวดลอ้ มกบั ส่งิ มีชวี ิต
ความสมั พันธร์ ะหวา่ งส่งิ มีชีวติ ต่าง ๆ ในระบบนเิ วศ มกี ระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวทิ ยาศาสตรส์ ่อื สารสิง่
ท่เี รียนรู้และนำความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์
มาตรฐาน ว 2.2 เขา้ ใจความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ การใชท้ รพั ยากรธรรมชาติในระดับท้องถ่ิน
ประเทศ และโลกนำความรู้ไปใช้ในในการจดั การทรัพยากรธรรมชาติ และส่งิ แวดลอ้ มในทอ้ งถ่นิ อย่างย่ังยืน
สาระท่ี 3 สารและสมบัตขิ องสาร
มาตรฐาน ว 3.1เข้าใจสมบตั ิของสาร ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งสมบตั ขิ องสารกับโครงสรา้ งและแรง
ยดึ เหนี่ยวระหว่างอนภุ าค มีกระบวนการสบื เสาะหาความร้แู ละจติ วิทยาศาสตรส์ ื่อสารสงิ่ ท่เี รยี นรู้ นำความรไู้ ปใช้
ประโยชน์
มาตรฐาน ว 3.2 เขา้ ใจหลักการและธรรมชาตขิ องการเปล่ยี นแปลงสถานะของสาร การเกิด
สารละลาย การเกิดปฏิกริ ิยา มกี ระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารส่ิงท่เี รยี นรู้ และนำความรไู้ ป
ใชป้ ระโยชน์
สาระท่ี 4 แรงและการเคล่อื นท่ี
มาตรฐาน ว 4.1 เข้าใจธรรมชาติของแรงแม่เหลก็ ไฟฟ้า แรงโนม้ ถว่ ง และแรงนิวเคลยี ร์
มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สอื่ สารสิ่งทีเ่ รยี นรู้และนำความรไู้ ปใชป้ ระโยชนอ์ ยา่ งถูกต้องและมีคุณธรรม
มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจลักษณะการเคลอื่ นท่ีแบบตา่ งๆ ของวตั ถุในธรรมชาติมีกระบวนการสบื
เสาะหาความรแู้ ละจิตวทิ ยาศาสตร์ สื่อสารส่ิงท่เี รยี นรแู้ ละนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
สาระที่ 5 พลังงาน
มาตรฐาน ว 5.1 เขา้ ใจความสมั พนั ธ์ระหวา่ งพลงั งานกับการดำรงชวี ิต การเปลี่ยนรูปพลงั งาน
ปฏสิ ัมพนั ธ์ระหวา่ งสารและพลงั งาน ผลของการใชพ้ ลังงานตอ่ ชีวติ และส่ิงแวดลอ้ ม มีกระบวน การสบื เสาะหา
ความรู้ ส่ือสารส่งิ ที่เรยี นรแู้ ละนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
สาระท่ี 6 กระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก
มาตรฐาน ว 6.1 เขา้ ใจกระบวนการต่าง ๆ ที่เกิดขน้ึ บนผวิ โลกและภายในโลก ความสมั พันธข์ อง
กระบวนการต่าง ๆ ทีม่ ีผลต่อการเปล่ยี นแปลงภูมิอากาศ ภูมิประเทศ และสัณฐานของโลก มีกระบวนการสืบ
เสาะหาความรู้และจติ วิทยาศาสตร์ สือ่ สารสงิ่ ท่เี รียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
สาระท่ี 7 ดาราศาสตรแ์ ละอวกาศ
มาตรฐาน ว 7.1 เขา้ ใจวิวัฒนาการของระบบสุรยิ ะ กาแลก็ ซแี ละเอกภพการปฏิสัมพนั ธ์ภายใน
ระบบสรุ ิยะและผลต่อส่งิ มชี วี ิตบนโลก มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจติ วิทยาศาสตร์ การส่ือสารสงิ่ ทเี่ รียนรู้
และนำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
มาตรฐาน ว 7.2 เขา้ ใจความสำคัญของเทคโนโลยอี วกาศท่ีนำมาใช้ในการสำรวจอวกาศและ
ทรพั ยากรธรรมชาติ ด้านการเกษตรและการสื่อสาร มกี ระบวนการสืบเสาะ หาความรแู้ ละจิตวิทยาศาสตร์ ส่ือสาร
ส่ิงที่เรยี นรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์อย่างมีคุณธรรมต่อชีวติ และส่ิงแวดล้อม
สาระที่ 8 ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
มาตรฐาน ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การ
แก้ปัญหา รู้ว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้
ภายใต้ข้อมูลและเคร่ืองมือท่ีมีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อมมี
ความเกี่ยวข้องสมั พนั ธก์ ัน
คณุ ภาพผ้เู รียน
จบช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 6
1. เข้าใจการรกั ษาดุลยภาพของเซลล์และกลไกการรักษาดุลยภาพของสง่ิ มชี วี ิต
2. เขา้ ใจกระบวนการถา่ ยทอดสารพันธุกรรม การแปรผัน มิวเทชัน วิวัฒนาการของสงิ่ มีชวี ิต ความ
หลากหลายของสง่ิ มีชวี ติ และปัจจัยท่ีมผี ลต่อการอยรู่ อดของสงิ่ มชี ีวติ ในสง่ิ แวดลอ้ มตา่ งๆ
3. เข้าใจกระบวนการ ความสำคญั และผลของเทคโนโลยชี ีวภาพต่อมนุษย์ สง่ิ มีชวี ิตและ
สิง่ แวดลอ้ ม
4. เข้าใจชนิดของอนุภาคสำคัญทเี่ ป็นส่วนประกอบในโครงสรา้ งอะตอม การจดั เรยี งธาตใุ นตาราง
ธาตุ การเกิดปฏิกริ ิยาเคมีและเขียนสมการเคมี ปจั จยั ทม่ี ีผลตอ่ อตั ราการเกิดปฏิกริ ิยาเคมี
5. เข้าใจชนิดของแรงยดึ เหน่ียวระหว่างอนภุ าคและสมบัติต่างๆ ของสารที่มีความสัมพันธ์กับแรง
ยึดเหนี่ยว
6. เข้าใจการเกิดปโิ ตรเลยี ม การแยกแกส๊ ธรรมชาติและการกลนั่ ลำดับสว่ นนำ้ มันดบิ การนำ
ผลติ ภัณฑป์ ิโตรเลยี มไปใช้ประโยชนแ์ ละผลต่อสิง่ มชี ีวติ และส่ิงแวดลอ้ ม
7. เขา้ ใจชนิด สมบัติ ปฏิกริ ยิ าทส่ี ำคัญของพอลิเมอรแ์ ละสารชีวโมเลกุล
8. เข้าใจความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งปริมาณทเ่ี กย่ี วกบั การเคล่ือนที่แบบตา่ งๆ สมบัตขิ องคลืน่ กล
คุณภาพของเสียงและการไดย้ ิน สมบัติ ประโยชนแ์ ละโทษของคลืน่ แม่เหล็กไฟฟา้ กัมมันตภาพรงั สแี ละพลังงาน
นวิ เคลียร์
9. เขา้ ใจกระบวนการเปลีย่ นแปลงของโลกและปรากฏการณ์ทางธรณีท่ีมผี ลต่อสง่ิ มีชวี ติ และ
สิ่งแวดลอ้ ม
10. เข้าใจการเกดิ และววิ ัฒนาการของระบบสรุ ยิ ะ กาแล็กซี เอกภพและความสำคญั ของเทคโนโลยี
อวกาศ
11. เขา้ ใจความสัมพันธข์ องความรวู้ ทิ ยาศาสตรท์ ีม่ ผี ลต่อการพฒั นาเทคโนโลยปี ระเภทตา่ งๆ และ
การพัฒนาเทคโนโลยที ีส่ ่งผลให้มีการคิดคน้ ความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์ทก่ี ้าวหนา้ ผลของเทคโนโลยตี อ่ ชวี ิต สังคม
และส่งิ แวดลอ้ ม
12. ระบุปญั หา ตั้งคำถามท่จี ะสำรวจตรวจสอบ โดยมกี ารกำหนดความสมั พันธ์ระหว่างตวั แปร
ตา่ งๆ สบื คน้ ข้อมูลจากหลายแหล่ง ต้ังสมมตฐิ านทีเ่ ปน็ ไปได้หลายแนวทาง ตดั สินใจเลอื กตรวจสอบสมมตฐิ านที่
เป็นไปได้
13. วางแผนการสำรวจตรวจสอบเพ่ือแก้ปัญหาหรอื ตอบคำถาม วเิ คราะห์ เช่ือมโยงความสัมพันธ์
ของตวั แปรต่างๆ โดยใช้สมการทางคณิตศาสตรห์ รอื สรา้ งแบบจำลองจากผลหรอื ความรู้ที่ไดร้ บั จากการสำรวจ
ตรวจสอบ
14. สอื่ สารความคิด ความรจู้ ากผลการสำรวจตรวจสอบโดยการพดู เขียน จดั แสดง หรือใช้
เทคโนโลยสี ารสนเทศ
15. อธิบายความรู้และใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตรใ์ นการดำรงชีวติ การศึกษาหาความรู้
เพมิ่ เติม ทำโครงงานหรือสร้างช้นิ งานตามความสนใจ
16. แสดงถึงความสนใจ มงุ่ ม่ัน รับผิดชอบ รอบคอบและซื่อสตั ย์ในการสืบเสาะหาความรู้ โดยใช้
เครอ่ื งมือและวธิ ีการทใี่ ห้ไดผ้ ลถูกตอ้ งเชอื่ ถือได้
17. ตระหนกั ในคุณค่าของความรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยที ีใ่ ชใ้ นชีวติ ประจำวัน การประกอบ
อาชีพ แสดงถึงความช่ืนชม ภูมิใจ ยกย่อง อ้างองิ ผลงาน ชิ้นงานทเี่ ปน็ ผลจากภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถิน่ และการพัฒนา
เทคโนโลยีท่ที นั สมัย
18. แสดงความซาบซงึ้ ห่วงใย มีพฤติกรรมเก่ียวกับการใช้และรกั ษาทรพั ยากรธรรมชาติและ
ส่ิงแวดลอ้ มอย่างรคู้ ุณคา่ เสนอตัวเองรว่ มมอื ปฏิบัติกับชุมชนในการปอ้ งกัน ดแู ลทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละ
สิ่งแวดล้อมของท้องถนิ่
19. แสดงถงึ ความพอใจ และเห็นคณุ คา่ ในการคน้ พบความรู้ พบคำตอบ หรือแก้ปญั หาได้
20. ทำงานร่วมกบั ผู้อนื่ อยา่ งสรา้ งสรรค์ แสดงความคิดเหน็ โดยมีข้อมูลอา้ งองิ และเหตผุ ลประกอบ
เกี่ยวกับผลของการพฒั นาและการใชว้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีอยา่ งมีคุณธรรมตอ่ สงั คมและสงิ่ แวดล้อม และ
ยอมรบั ฟังความคิดเห็นของผู้อน่ื
ธรรมชาตขิ องวทิ ยาศาสตร์
อะไรคอื ธรรมชาติของวทิ ยาศาสตร์ (Nature of Science; NOS)
ธรรมชาตขิ องวิทยาศาสตร์ เปน็ ลักษณะเฉพาะ ซ่งึ จะบ่งบอกถึงความแตกต่างระหว่างตัววทิ ยาศาสตร์และ
ศาสตร์อื่นๆ ธรรมชาติวิทยาศาสตร์เป็นลักษณะของค่านิยม ข้อสรุป แนวคิดหรือแม้แต่คำอธิบายที่จะบอกว่า
วิทยาศาสตร์คืออะไร มีส่วนเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง และอย่างไร คำอธิบายเหล่านี้จะผสมผสานกลมกลืนอยู่ในตัว
วิทยาศาสตร์ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และการพัฒนาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงการมองสิ่งเหล่านี้ในเชิง
ปรชั ญาเก่ยี วกับการกำเนิด ธรรมชาติ วธิ กี ารและขอบเขตของความรู้ของมนุษย์(Epistemology) และในเชิงสังคม
วิทยา (Sociology)
ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ประกอบไปด้วยแนวคิดเกี่ยวกับตัววิทยาศาสตร์อยูห่ ลายแนวคิด ซึ่งในที่นี้อาจ
จัดหมวดหมู่ของแนวคิดเหล่านั้นได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ตามการจัดของThe American Association for the
Advancement of Science (AAAS) ไดแ้ ก่
ดา้ นที่ 1 โลกในมุมมองแบบวิทยาศาสตร์(Scientific World View)
1.1 โลกคือสิ่งที่สามารถทำความเขา้ ใจได้
เราสามารถทำความเข้าใจปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นบนโลกและจักรวาลได้ด้วยความคิด และการใช้
ปัญญา โดยมีวิธีการศึกษาอย่างเป็นระบบ ใช้เครื่องมือต่างๆในการรวบรวมข้อมูล เพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบ แต่ก็
มักจะเกิดคำถามใหม่ๆได้เสมอจากการศึกษา
1.2 แนวคดิ ทางวิทยาศาสตร์สามารถเปลยี่ นแปลงได้
วิทยาศาสตร์ คือ กระบวนการสร้างองค์ความรู้ ซึ่งประกอบด้วยการสังเกตปรากฏการณ์ต่างๆ ใน
ธรรมชาติอย่างละเอียดรอบคอบเพื่อทำความเข้าใจปรากฏการณ์นั้นๆ ดังนั้นคำถามใหม่จึงเกิดขึ้นต่อเนื่อง
ตลอดเวลาอย่างหลีกเลีย่ งไม่ได้ และส่งผลในการปรับปรุงหรือคิดค้นวธิ ีการใหม่ในการค้นหาคำตอบ ซึ่งการสังเกต
ครั้งใหม่อาจได้ข้อมูลที่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยูแ่ ล้วยังไม่สามารถอธบิ ายได้ แม้ว่าในมุมมองวิทยาศาสตรน์ ั้น
ไมม่ คี วามจริงใดท่ีสมั บูรณท์ ี่สุด(Absolute Truth) แตข่ ้อมูลที่มคี วามถูกต้องแมน่ ยำมากขน้ึ จะยิ่งทำให้มนุษย์เข้าใจ
ปรากฏการณน์ ัน้ ๆ ได้ใกลเ้ คยี งความเปน็ จรงิ มากข้ึน
1.3 ความรทู้ างวทิ ยาศาสตร์มีความคงทน
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์พัฒนาขึ้นมาอย่างช้าๆ ผ่านวิธีการทางวิทยาศาสตร์ เช่น การสำรวจ สืบค้น
ทดลอง สร้างแบบจำลอง อย่างต่อเนื่องซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดังนั้นแม้ว่าวิทยาศาสตร์จะยอมรับเรื่องความไม่
แน่นอน (Uncertainty) และปฏิเสธเรื่องความจริงสัมบูรณ์ว่าเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ แต่ความรู้ทาง
วิทยาศาสตรส์ ว่ นใหญ่มีความคงทน เชื่อถือได้เพราะผา่ นวิธกี ารทางวิทยาศาสตร์ทเ่ี น้นความถูกต้องแม่นยำ
1.4 ทฤษฎีและกฎมคี วามสัมพันธก์ ันแต่มคี วามแตกตา่ งกัน
แนวความคิดคลาดเคลื่อนที่พบบ่อยเกี่ยวกับทฤษฎีและกฎ คือ “กฎเป็นทฤษฎีที่พัฒนาแล้ว จึงมีความ
น่าเชื่อถือและมีคุณค่ามากกว่าทฤษฎี” ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งกฎและทฤษฎีเป็นผลผลิตของวิทยาศาสตร์ที่มี
ความสำคัญเท่าเทียมกัน โดย กฎ คอื แบบแผนที่ปรากฏในธรรมชาติ ส่วน ทฤษฎี คือ คำอธบิ ายวา่ ทำไมแบบแผน
ของธรรมชาตจิ ึงเปน็ ไปตามกฏน้ันๆ
1.5 วิทยาศาสตร์ไมส่ ามารถตอบไดท้ กุ คำถาม
นักวิทยาศาสตรไ์ ม่มีหน้าท่ีใหค้ ำตอบหรืออภิปรายในเรือ่ งเหล่าน้ี แม้ว่าคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์อาจให้
คำตอบหรือทางเลือกที่เป็นไปได้ก็ตามในหลายสิง่ หลายอยา่ งบนโลกไม่สามารถพิสูจน์หรือตรวจสอบได้ด้วยวิธกี าร
ทางว ิทยาศาสตร์ เช ่น พลังเหนือธรรมช าติ (Supernatural Power and Being) คว ามเช ื่อเรื ่ อ ง
ปาฏิหารยิ ์ (Miracle) ผสี าง(Superstition) การทำนายโชคชะตา(Fortune-telling) หรือโหราศาสตร์ (Astrology)
ดา้ นท่ี 2 การสืบเสาะหาความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์(Scientific Inquiry)
การสบื เสาะหาความรูท้ างวิทยาศาสตร์มีความซบั ซ้อนมากกว่าที่หลายคนคดิ การสืบเสาะหาความรมู้ ี
ความหมายโดยนยั มากกวา่ การสงั เกตอย่างละเอยี ดแล้วจัดกระทำขอ้ มลู เป็นลำดบั ขั้นท่ีตายตัวการสบื เสาะหา
ความรปู้ ระกอบดว้ ยการให้เหตผุ ลเชงิ ตรรกะ(Logic)
ขอ้ มลู หลักฐานเชิงประจกั ษ์ (EmpiricalEvidence) จนิ ตนาการ (Imagination) และการคิด
สรา้ งสรรค์ (Inventiveness)และเปน็ ทง้ั การทำงานโดยสว่ นตวั และการทำงานรว่ มกันของกลมุ่ คน
2.1 วิทยาศาสตรต์ อ้ งการหลักฐาน
แนวคิดทางวิทยาศาสตร์ต้องการหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อยืนยันความถูกต้องและได้รับการยอมรับจาก
องคก์ รวทิ ยาศาสตร์ (Scientific Enterprise) การทำงานทางวิทยาศาสตร์ของบคุ คลหน่ึง อาจไดค้ น้ พบส่งิ ที่ยิ่งใหญ่
แตค่ วามก้าวหนา้ ทางองคค์ วามรทู้ างวทิ ยาศาสตร์ขน้ึ กับการยอมรบั ขององคก์ รวทิ ยาศาสตร์
2.2 วิทยาศาสตร์มกี ารผสมผสานระหวา่ งตรรกศาสตร์ จินตนาการและการคดิ สร้างสรรค์
การทำความเข้าใจปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกซึ่งต้องมีการพิสูจน์ด้วยการให้เหตุผลเชิง
ตรรกะ (Logic) ที่เชื่อมโยงหลักฐานเข้ากับข้อสรุป อย่างไรก็ตามการใช้ตรรกะเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อ
ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์จินตนาการและการคิดสร้างสรรค์มีส่วนสำคัญอย่างมากในการสร้างสมมติฐาน
ทฤษฎี เพือ่ ทำความเขา้ ใจปรากฏการณ์นั้นๆ ดงั คำกลา่ วของไอสไตน์ว่า “การจินตนาอยา่ งมเี หตุผลมบี ทบาทสำคัญ
ในวิทยาศาสตร์”
2.3 วิทยาศาสตรใ์ ห้คำอธบิ ายและการทำนาย
นักวิทยาศาสตร์พยายามอธิบายปรากฏการณ์ที่สังเกตโดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นที่ยอมรับ ซึ่ง
ความนา่ เชอ่ื ถอื ของคำอธิบายทางวทิ ยาศาสตร์มาจากความสามารถในการแสดงความสัมพันธ์ระหวา่ งหลักฐานและ
ปรากฏการณ์ที่ไม่เคยค้นพบมาก่อน นอกจากวิทยาศาสตร์จะให้คำอธิบายเกี่ยวกับปรากฏการณ์ต่างๆ แล้ว
วิทยาศาสตร์ยังให้ความสำคัญกับการทำนายซึ่งอาจเป็นได้ทั้งการทำนายปรากฏการณ์ หรือเหตุการณ์ในอนาคต
หรอื ในอดีตทีย่ งั ไม่มกี ารคน้ พบหรือศึกษามาก่อน
2.4 นักวิทยาศาสตร์พยายามที่จะระบุและหลีกเลีย่ งความลำเอยี ง
ขอ้ มูลหลักฐานมีความสำคญั อย่างมากในการนำเสนอแนวคิดใหม่ ๆ นักวทิ ยาศาสตรม์ ัก
มคี ำถามวา่ “แนวคดิ นี้มีหลักฐานอะไรมายนื ยัน” ดังนัน้ การรวบรวมหลกั ฐานทางวิทยาศาสตร์
ตอ้ งมคี วามถูกต้องแมน่ ยำ ปราศจากความลำเอยี ง บางครง้ั หลกั ฐานเชิงวิทยาศาสตรท์ ่ีได้อาจมา
จากความลำเอยี ง อันเกิดจากตวั ผสู้ ังเกต กลุ่มตวั อยา่ ง เครือ่ งมือและวิธกี ารท่ีใช้ การ
ตีความหมาย หรอื การรายงานข้อมลู โดยเฉพาะความลำเอยี งอนั เกดิ มาจากนักวทิ ยาศาสตรซ์ ึ่ง
อาจมาจากเพศ อายุ เชื้อชาติ ความรู้และประสบการณเ์ ดิม หรอื ความเชือ่
2.5 วิทยาศาสตรไ์ มย่ อมรบั การมีอำนาจเหนือบุคคลอน่ื
วิทยาศาสตร์ไม่ยอมรับนับถือการมีอำนาจเหนือบุคคลอื่น (Authority) และเชื่อว่าไม่มีบุคคลใดหรือ
นักวิทยาศาสตร์คนไหน ไม่ว่าจะมีชื่อเสียงหรือตำแหน่งหน้าที่การงานสูงเพียงใดที่จะมีอำนาจตัดสินว่า อะไรคือ
ความจริง หรือมีสิทธิพิเศษในการเข้าถึงความจริงมากกว่าคนอื่น ๆเพราะความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบจะต้อง
พิสูจน์ตัวเองดว้ ยความสามารถในการอธบิ ายปรากฏการณห์ นง่ึ ๆ ไดด้ ีกว่าแนวคดิ ที่มอี ยเู่ ดมิ
ดา้ นที่ 3 องคก์ รทางวิทยาศาสตร์(Scientific Enterprise)
วิทยาศาสตร์ คือ กิจกรรมของมนุษยชาติ (Human activity) ซึ่งมีมิติในระดับของบุคคล สังคม หรือ
องคก์ ร โดยกิจกรรมทางวทิ ยาศาสตร์ท่ีกระทำอาจเป็นส่ิงท่ีแบ่งแยกยคุ สมัยต่าง ๆออกจากกันอยา่ งชัดเจน
3.1 วิทยาศาสตร์คือกจิ กรรมทางสงั คมที่ซับซ้อน
วิทยาศาสตร์ คือ กิจกรรมทอ่ี ยู่ภายใต้ระบบสงั คมของมนุษย์ ดงั น้นั กจิ กรรมทางวทิ ยาศาสตร์จงึ อาจไดร้ บั
การสนับสนนุ หรอื ถูกขัดขวางด้วยปัจจัยต่าง ๆ ทาง
3.2 วิทยาศาสตรแ์ ตกแขนงเปน็ สาขาต่าง ๆ และมกี ารดำเนินการในหลายองคก์ ร
วิทยาศาสตร์ คือ การรวบรวมความรู้ที่หลากหลายของศาสตร์สาขาต่าง ๆ ซึ่งมีความแตกต่างกันในด้าน
ประวัติศาสตร์ ปรากฏการณ์ที่ศึกษา เป้าหมาย และเทคนิควิธีการที่ใช้ การทำงานที่แยกออกเป็นสาขาต่าง ๆ มี
ประโยชน์ในการจัดโครงสร้างการทำงานและข้อค้นพบ แต่แท้ที่จริงแล้ว ไม่มีเส้นแบ่งหรือขอบเขตระหว่างสาขา
ตา่ ง ๆ โดยส้ินเชิง ดังจะเหน็ ได้จากสาขาใหม่ ๆ ทเ่ี กิดขึน้ ท่แี สดงถึงการเช่ือมโยงระหวา่ งสาขา
3.3 วิทยาศาสตร์มีหลกั การทางจริยธรรมในการดำเนินการ
นักวิทยาศาสตร์ต้องทำงานโดยมีจริยธรรมทางวิทยาศาสตร์ (Ethical norms of science) เพราะใน
บางคร้งั ความตอ้ งการไดร้ ับการยกย่องว่าเป็นคนแรกทีค่ ้นพบความรูใ้ หม่อาจทำให้นักวทิ ยาศาสตร์ก้าวไป
ในทางที่ผดิ ได้
3.4 นกั วิทยาศาสตร์เขา้ รว่ มกจิ กรรมทางสังคมในฐานะผู้เช่ยี วชาญและประชาชนคนหน่ึง
ในบางครั้งนักวิทยาศาสตร์เข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ ทักษะ และ
ประสบการณ์เฉพาะทาง แต่ในบางครั้งก็เข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่มีมุมมอง ความ
สนใจ คา่ นยิ ม และความเชือ่ สว่ นตวั
3.5 ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
บางคนอาจเข้าใจว่า วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความหมายเหมือนกันหรือคล้ายกันแตแ่ ท้ทจี่ ริงแล้ว ทั้ง
สองมีจุดเน้นที่แตกต่างกัน โดยวิทยาศาสตร์จะเน้นการแสวงหาความรู้เพื่อการต่อยอดความรู้ ส่วนเทคโนโลยีจะ
เน้นการใช้ความรู้เพื่อตอบสนองต่อการดำรงชีวิตที่สะดวกสบายมากยิ่งขึ้นอย่างไรก็ตาม วิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยมี ีความสมั พันธก์ ัน
ท่ีมา:
ขจรศักดิบ์ ัวระพันธ์. 2551. ธรรมชาติของวทิ ยาศาสตร์. ใน เอกสารประกอบการอบรมครู
สควค. เอกสารอัดสำเนา.
สถาบนั ส่งเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี. 2551. ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ในการ
จดั การเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์. ใน เอกสารสำหรับผรู้ ับการอบรมวทิ ยาศาสตรป์ ระถมศึกษา
ตามหลักสูตรการศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน หลักสูตร 2.
American Association for the Advancement of Science (AAAS). 1993. Benchmarks for
Science Literacy. New York: Oxford University Press.
McComas, W.F., Clough, M. and Almazroa, H. 1998. The Role and Character of the
Nature of Science in Science Education. In W.F. McComas (Ed.) The Nature of
Science in Science Education. Kluwer Academic Publishers: Netherlands.__
คำอธิบายรายวชิ า
ว30243 ชีววทิ ยา 3 กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ 5 ภาคเรยี นท่ี 1 เวลา 60 ช่ัวโมง จำนวน 1.5 หนว่ ยกิต
ศึกษา วิเคราะห์ เกี่ยวกับโครงสร้างและหน้าที่ของราก ลำต้น และใบ ของพืชดอก การคายน้ำของ
พืช การลำเลียงน้ำของพืช การลำเลียงธาตุอาหารของพืช การลำเลียงสารอาหารของพืช การสังเคราะห์ด้วย
แสง การค้นคว้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
โฟโตเรสไพเรชัน กลไกการเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในพืช C4 กลไกการเพิ่มความเข้มข้นของ
คารบ์ อนไดออกไซด์ในพชื CAM ปัจจยั บางประการ ทมี่ ีผลต่ออตั ราการสงั เคราะห์ดว้ ยแสง การปรับตัวของพืช
เพื่อรับแสง การสืบพันธ์แบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศของพืชดอกและการขยายพันธ์พืช การวั ดการ
เจริญเติบโตของพืชสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช และการตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อม
โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสำรวจตรวจสอบ การสืบค้นข้อมูล
และการอภิปราย เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ความคิด สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ มีความสามารถในการ
ตัดสินใจ เห็นคุณค่าของการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน มีจิตวิทยาศาสตร์ จริยธรรม คุณธรรม
และคา่ นยิ มท่ีเหมาะสม
ผลการเรยี นรู้
1. อธบิ ายวฏั จกั รชวี ิตแบบสลบั ของพืชดอก
2. อธิบาย และเปรียบเทียบกระบวนการสร้างเซลล์สืบพันธ์ุเพศผู้เพศเมียของพืชดอก และอธิบายการปฏิสนธิ
ของพชื ดอก
3. อธิบายการเกิดเมล็ดและการเกิดผลของพืชดอก โครงสร้างของเมล็ดและผล และยกตัวอย่างการใช้
ประโยชน์จากโครงสรา้ งต่างๆ ของเมลด็ และผล
4. ทดลอง และอธิบายเกี่ยวกับปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อการงอกของเมล็ด สภาพพักตัวของเมล็ด และบอก
แนวทางในการแก้สภาพพกั ตัวของเมลด็
5. อธิบายเกีย่ วกับชนดิ และลักษณะของเน้อื เย่ือพชื และเขียนแผนผังเพ่อื สรปุ ชนิดของเนอื้ เยอ่ื พืช
6. สังเกต อธิบาย และเปรียบเทียบโครงสร้างภายในของรากพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและรากพืชใบเลี้ยงคู่จากการตัด
ตามขวาง
7. สังเกต อธิบาย และเปรียบเทียบโครงสรา้ งภายในของลำต้นพืชใบเลี้ยงเด่ียวและลำตน้ ของพชื ใบเล้ียงคูจ่ าก
การตดั ตามขวาง
8. สงั เกต และอธบิ ายโครงสร้างภายในของใบพชื จากการตดั ตามขวาง
9. สืบค้นขอ้ มลู สังเกต และอธิบายการแลกเปล่ยี นแก๊สและการคายน้ำของพืช
10. สืบค้นข้อมลู และอธิบายกลไกการลำเลยี งนำ้ และธาตุอาหารของพืช
11. สืบค้นข้อมูล อธิบายความสำคัญของธาตุอาหาร และยกตัวอย่างธาตุอาหารที่สำคัญที่มีผลต่อการ
เจรญิ เตบิ โตของพืช
12. อธบิ ายกลไกการลำเลียงอาหารในพชื
13. สืบค้นข้อมูล และสรุปการศึกษาที่ได้จากการทดลองของนักวิทยาศาสตร์ในอดีตเกี่ยวกับกระบวนการ
สงั เคราะหด์ ว้ ยแสง
14. อธบิ ายข้ันตอนทเี่ กดิ ขนึ้ ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพชื C3
15. เปรยี บเทียบกลไกการตรึงคารบ์ อนไดออกไซดใ์ นพืช C3 พืช C4 และ พืช CAM
16. สบื ค้นข้อมลู อภปิ ราย และสรุปปัจจัยความเข้มของแสง ความเข้มของคาร์บอนไดออกไซด์ และอุณหภูมิที่
มีผลตอ่ การสังเคราะหด์ ้วยแสงของพชื
17. สืบค้นข้อมูล อธิบายบทบาทและหน้าที่ของออกซิเจน ไซโทไคนิน จิบเบอเรลลิน เอทิลีน และ
กรดแอบไซซิก และอภปิ รายเก่ยี วกับการนำไปใชป้ ระโยชนท์ างการเกษตร
18. สืบคน้ ข้อมูล ทดลอง และอภปิ รายเกยี่ วกับสิง่ เรา้ ภายนอกท่ีมผี ลตอ่ การเจรญิ เติบโตของพชื
รวมทัง้ หมด 18 ผลการเรียนรู้
โครงสร้างรายวชิ า
ว30243 ชีววิทยา 3 กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 5 ภาคเรียนที่ 1 เวลา 60 ชั่วโมง จำนวน 1.5 หน่วยกติ
หน่วยการ ผลการเรยี นรู้ ช่วั โมง คะแนน
เรยี นรู้
1. การสบื พันธุ์ 1. อธบิ ายวัฏจักรชวี ติ แบบสลบั ของพืชดอก 15 10
ของพชื ดอกและ 2. อธิบาย และเปรยี บเทียบกระบวนการสรา้ งเซลลส์ บื พนั ธุเ์ พศผูแ้ ละ
การเจริญเตบิ โต เพศเมียของพชื ดอก และอธิบายการปฏิสนธขิ องพชื ดอก
3. อธิบายการเกิดเมล็ดและการเกิดผลของพืชดอกโครงสรา้ งของเมลด็
และผล และยกตัวอย่างจากการใชป้ ระโยชนจ์ ากโครงสรา้ งต่างๆ ของ
เมล็ดและผล
4. ทดลอง และอธิบายเกยี่ วกับปจั จัยต่างๆ ทมี่ ผี ลตอ่ การงอกของเมล็ด
สภาพพักตวั ของเมลด็ และบอกแนวทางการแกส้ ภาพพักตัวของเมล็ด
2. โครงสรา้ งและ 5. อธิบายเกย่ี วกับชนิดและลกั ษณะของเน้ือเย่ือพชื และเขียนแผนผงั 15 20
หน้าท่ขี องพชื เพ่ือสรุปชนิดของเนอื้ เยอื่ พืช
ดอก 6. สังเกต อธิบาย และเปรียบเทียบโครงสรา้ งภายในลำตน้ พชื ใบเล้ยี ง
เดยี่ วและลำตน้ พชื ใบเลยี้ งคู่จากการตัดตามขวาง
7. สงั เกต อธิบาย และเปรียบเทียบโครงสรา้ งภายในของรากพชื ใบเลี้ยง
เดยี่ วและรากพืชใบเลยี้ งค่จู ากการตดั ตามขวาง
8. สังเกต และอธบิ ายโครงสร้างภายในของใบพชื จากการตัดตามขวาง
9. สืบค้นข้อมลู สงั เกต และอธบิ ายการแลกเปลย่ี นแก๊ส และการคาย
น้ำของพืช
10. สืบค้นขอ้ มลู และอธิบายกลไกการลำเลยี งนำ้ และธาตอุ าหารของ
พืช
11. สืบคน้ ข้อมูล อธบิ ายความสำคัญของธาตุอาหาร และยกตัวอยา่ ง
ธาตอุ าหารท่สี ำคญั ทมี่ ผี ลต่อการเจริญเติบโตของพืช
12. อธบิ ายกลไกการลำเลียง
สรปุ ทบทวน (สอบกลางภาค) 3 20
15 20
3. การสังเคราะห์ 13. สืบค้นข้อมูล และสรปุ การศกึ ษาทไี่ ด้จากผลการทดลองของ
ด้วยแสง นกั วิทยาศาสตร์ในอดีตเกีย่ วกับกระบวนการสงั เคราะห์ด้วยแสง
14. อธิบายขน้ั ตอนท่เี กดิ ขน้ึ ในกระบวนการสงั เคราะห์ดว้ ยแสงของ
พืช C3
หน่วยการเรยี นรู้ ผลการเรยี นรู้ ชัว่ โมง คะแนน
15. เปรียบเทียบกลไกการตรงึ คาร์บอนไดออกไซต์ในพชื C3 พชื C4 9 10
และพชื CAM 3 20
60 100
16. สืบค้นข้อมูล อภปิ ราย และสรุปปจั จัยความเขม้ ของแสง ความ
เขม้ ข้นของคารบ์ อนไดออกไซด์ และอณุ หภูมิ ท่มี ีผลตอ่ การสังเคราะห์
ด้วยแสงของพชื
4. การตอบสนอง 17. สืบคน้ ขอ้ มลู อธบิ ายบทบาทและหน้าท่ีของออกซิเจน ไซโทไคนนิ
ของพืชดอก จบิ เบอเรลลิน เอทลิ นี และกรดแอบไซซิก และอภปิ รายเก่ียวกบั การ
นำไปใชป้ ระโยชนท์ างการเกษตร
18. สบื คน้ ขอ้ มูล ทดลอง และอภปิ รายเกยี่ วกับสิง่ เร้าภายนอกที่มีผล
ตอ่ การเจรญิ เตบิ โตของพืช
สรุปทบทวน (สอบปลายภาค)
รวม 18
การวัดผลประเมนิ ผล
วชิ าชีววิทยา 3 รหัสวิชา ว30243 ระดับชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 5
คะแนนการประเมินผลการเรยี น วิชาชวี วิทยา 3 รหสั วชิ า ว30243 ใช้อตั ราส่วนของคะแนนตามที่
โรงเรยี นกำหนด ดังน้ี
คะแนนเก็บระหว่างภาค : คะแนนสอบปลายภาค
80 : 20 รวม 100 คะแนน
1. คะแนนเก็บระหว่างภาค 80 คะแนน ได้จดั สรร ดงั นี้
1.1 คะแนนรายจุดประสงค์ ก่อนสอบกลางภาค 20 คะแนน
1.2 คะแนนเกบ็ รายจุดประสงค์ หลังสอบกลางภาค 20 คะแนน
1.3 คะแนนสอบกลางภาค 20 คะแนน
1.4 คะแนนงานบูรณาการของนักเรียน 10 คะแนน
1.4.1 ความสมบูรณแ์ ละความถูกต้องของรายงานและการนำเสนอ (4 คะแนน)
1.4.2 ผงั การจัดแสดงผลงาน งานบรู ณาการ (3 คะแนน)
1.4.3 การนำเสนองาน (3 คะแนน)
1.5 คะแนนจิตพิสัย 10 คะแนน
1.5.1 ความรับผดิ ชอบ (4 คะแนน)
1.5.2 ความมวี นิ ยั ตรงตอ่ เวลา (3 คะแนน)
1.5.3 ความซือ่ สตั ย์ มีคุณธรรม (3 คะแนน)
รวม 80 คะแนน
2. คะแนนสอบปลายภาค 20 คะแนน
รวมทั้งส้นิ 100 คะแนน
แผนการจัดการเรยี นรู้ รหสั วิชา ว30243
ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 5
กล่มุ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชา ชวี วทิ ยาเพ่ิมเตมิ
หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 1 เรอ่ื ง โครงสรา้ งหน้าทีข่ องพชื ดอก เวลา 3 ช่ัวโมง
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 1 เรอ่ื ง เนือ้ เย่ือพชื โรงเรียนบ้านแพงพิทยาคม
ผสู้ อน นางสาวดาริน คาดสนิท
ผลการเรียนรู้
อธิบายเกี่ยวกบั ชนิดและลกั ษณะของเนื้อเยื่อพืชและเขยี นแผนผังเพ่ือสรุปชนิดของ
เนอ้ื เย่อื พืช
สาระสำคญั /ความคดิ รวบยอด
พชื ดอกประกอบดว้ ยอวัยวะตา่ ง ๆ ได้แก่ ราก ลำต้น ใบ และดอก ซ่งึ อวยั วะเหลา่ นปี้ ระกอบไปด้วย
เน้อื เยอ่ื ทท่ี ำหนา้ ท่ีแตกต่างกัน โดยเนอื้ เยื่อพืชแบง่ ออกไดเ้ ปน็ 2 ประเภท คือเนอ้ื เยื่อเจริญและเน้ือเย่ือถาวร
โดยเนอ้ื เยือ่ เจริญแบ่งออกไดเ้ ปน็ เน้อื เย่ือเจรญิ ส่วนปลาย เน้ือเย่ือเจริญเหนือข้อ และเน้ือเย่อื เจรญิ ด้านข้าง
ส่วนเน้อื เย่อื ถาวรเปลยี่ นแปลงจากเนอ้ื เย่ือเจริญเพ่ือทำหน้าที่เฉพาะ แบ่งออกได้เป็น 3 ระบบ คือ ระบบ
เน้อื เย่อื ผวิ ระบบเนื้อเย่ือพ้ืน และระบบเน้ือเย่ือท่อลำเลยี ง
จุดประสงค์การเรียนรู้
1. อธบิ ายเกี่ยวกับชนิดและลักษณะของเนื้อเย่ือพชื ได้ (K)
2. เปรยี บเทยี บความแตกตา่ งระหวา่ งชนิดและลักษณะของเนื้อเย่อื พชื ได้ (K)
3. จำแนกประเภทและเขียนแผนผังสรปุ ชนิดของเนื้อเยื่อพืชได้ (P)
4. รับผดิ ชอบต่อหนา้ ท่แี ละงานทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย (A)
สาระการเรียนรู้ สาระการเรียนรทู้ อ้ งถ่นิ
พิจารณาตามหลักสูตรของสถานศึกษา
สาระการเรยี นร้แู กนกลาง
- เนื้อเย่ือแบ่งเป็น 2 กลมุ่ ใหญ่ คอื เน้ือเยอื่ เจรญิ และ
เน้อื เย่ือถาวร
- เนื้อเยื่อเจริญแบ่งเป็น เนื้อยื่อเจริญส่วนปลาย
เนอื้ เยื่อเจริญเหนอื ข้อ และเน้ือเยอ่ื เจริญด้านข้าง
- เนื้อเยื่อถาวรเปลี่ยนแปลงมาจากเนื้อเยื่อเจริญ
เนื้อเยื่อถาวรอาจแบ่งได้เป็น 3 ระบบ คือ ระบบ
เนื้อเยื่อผิว ระบบเนื้อเยื่อพื้น และระบบเนื้อเยื่อ ท่อ
ลำเลยี ง ซงึ่ ทำหนา้ ทต่ี ่างกัน
สมรรถนะสำคญั ของผูเ้ รยี น
1. ความสามารถในการส่ือสาร
2. ความสามารถในการคดิ
1) ทักษะการระบุ
2) ทักษะการเช่ือมโยง
3) ทักษะการรวบรวมข้อมลู
3. ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวิต
คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์
1. มีวินยั
2. ใฝเ่ รียนรู้
3. มุง่ มั่นในการทำงาน
กระบวนการจัดการเรียนรู้
แนวคดิ /รูปแบบการสอน/วิธกี ารสอน/เทคนิค : แบบสบื เสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model)
ขน้ั นำ
ขั้นที่ 1 กระตนุ้ ความสนใจ (Engage)
1. นักเรยี นทำแบบทดสอบกอ่ นเรยี นหน่วยการเรียนรทู้ ่ี 2 เรือ่ ง เนอ้ื เยอ่ื พชื
2. ครูนำภาพต้นไผ่และต้นมะม่วงมาให้นักเรียนเปรียบเทียบแล้วถามคำถาม Big Question เพื่อให้
นกั เรียนได้อธบิ ายเก่ยี วกบั ชนิดและลักษณะของเนื้อเย่ือแตล่ ะชนิดดงั นี้
ภาพต้นไผ่ ภาพตน้ มะม่วง
- จากภาพลำตน้ ของตน้ ไผ่กบั ตน้ มะม่วงแตกตา่ งกนั อย่างไร
(แนวตอบ: เนื่องจากต้นไผ่เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว จึงมีลักษณะของลำต้นที่สูงและเป็นปล้องหรือข้อ
(Node) สว่ นต้นมะม่วงเป็นพืชใบเลยี้ งคู่ จงึ มีลกั ษณะของลำตน้ ที่กว้าง)
- จากภาพทำไมลำตน้ ของต้นไผ่กบั ต้นมะมว่ งจงึ แตกต่างกัน
(แนวตอบ: ต้นไผ่เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว มีเนื้อเยื่อเจริญเหนือข้อ (Intercalary meristem) อยู่
ระหว่างข้อ (Node) ทำให้ต้นไผ่มีลำต้นสูง ส่วนต้นมะม่วงเป็นพืชใบเลี้ยงคู่มักพบเนื้อเยื่อเจริญ
ด้านขา้ ง (Lateral meristematic) แต่ไมพ่ บในพืชใบเลีย้ งเดี่ยว ซ่งึ เนื้อเยื่อเจริญดา้ นข้าง หรือแคม
เบียม (Cambium) จะทำให้ลำต้นขยายขนาดกว้างขึ้น ดังนั้น ต้นไผ่จึงมีลำต้นที่ผอมสูงกว่าต้น
มะมว่ ง)
- จากภาพอวัยวะของพืชทำหนา้ ท่สี ัมพนั ธก์ นั อยา่ งไร
(แนวตอบ: อวยั วะของพชื ไดแ้ ก่ ราก (Root) ลำตน้ (Stem) ใบ (Leaf) และ ดอก (Flower) ซึ่งราก
ทำหนา้ ที่ดดู นำ้ และธาตุอาหารที่อยูใ่ นดนิ ลำเลยี งไปสสู่ ว่ นตา่ ง ๆ ผ่านลำต้นซึง่ ภายในมที ่อลำเลียงน้ำ
และอาหาร นอกจากนี้ลำต้นพืชช่วยคำจุนให้พืชตั้งตรงได้ เมื่อน้ำและธาตุอาหารลำเลียงมาสู่ใบซ่ึง
เป็นอวัยวะที่มีหน้าที่หลักในการสังเคราะห์ด้วยแสง เพื่อผลิตอาหารให้กับพืช ส่วนดอกเป็นอวัยวะ
สืบพันธุ์ทำหนา้ ท่ีสร้างเซลล์สบื พันธุ์ให้กบั พืช เมื่อดอกได้รับการผสมเกสร จะมีเพียงเกสรเพศเมยี ที่
พัฒนาตอ่ ไปเปน็ ผล ซงึ่ ภายในมเี มลด็ (Seed) ทำหนา้ ทีแ่ พรพ่ นั ธ์ุ)
- เพราะเหตุใดพชื สว่ นใหญจ่ งึ คายน้ำในเวลาเช้า
(แนวตอบ: แสงในเวลาเข้ามีผลต่อการเปิด-ปิดของปากใบ โดยแสงมีผลทำให้เกดิ การลำเลยี งสารเข้า
สู่เซลล์คุม (Guard cell) ส่งผลให้น้ำบริเวณโดยรอบออสโมซิส (Osmosis)เข้าสู่เซลล์คุมส่งผลให้
เซลลเ์ ต่งปากใบพืชจึงเปิด)
ขัน้ สอน
ขั้นที่ 2 สำรวจคน้ หา (Explore)
1. ครูถามคำถาม “เนือ้ เยอ่ื พชื แตกต่างจากเนื้อเย่ือสตั ว์อยา่ งไร”จากนั้นให้นกั เรียนร่วมกนั สืบค้นข้อมูล
จากแหลง่ เรียนรูต้ า่ ง ๆ เชน่ อนิ เทอร์เน็ต หรือหนังสอื เรียนชีววทิ ยา ม.5 เล่ม 1 เพ่อื ตอบคำถาม
(แนวตอบ: เนอ้ื เยื่อพืช (Plant tissue) ประกอบดว้ ยเซลล์ทม่ี ผี นังหนา ซ่ึงเปน็ สารประเภทเซลลูโลส
และมีแวคิว-โอลที่มีขนาดใหญ่กว่า และมีคลอโรพลาสต์เป็นองค์ประกอบ ทำหน้าที่สังเคราะห์ด้วย
แสง ซึ่งแตกต่างกับเนื้อเยื่อสัตว์ที่ประกอบด้วยเซลล์ที่ไม่มีผนังเซลล์ มีแวคิวโอล (Vacuole) ขนาด
เล็กกว่า และไมม่ ีคลอโรพลาสต์ (Chloro plast))
2. ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน โดยให้แต่ละกลุ่มสืบคน้ ข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ เช่น
อนิ เทอรเ์ นต็ เรือ่ ง เน้ือเย่ือเจริญของพชื ในประเด็นดงั ต่อไปน้ี
- ศกึ ษาเนือ้ เย่ือเจริญของพืชของลำต้นดังตอ่ ไปนี้ (ต้นถ่ัวและต้นไผ่)
- ศกึ ษาคำศัพทเ์ ฉพาะของเน้อื เยื่อเจรญิ ของพชื
3. ใหแ้ ตล่ ะกลุ่มทำใบงานเร่อื ง เนอื้ เยื่อเจรญิ ของพชื
ช่ัวโมงท่ี 2
ข้นั สอน
ข้นั ที่ 3 อธบิ ายความรู้ (Explain)
1. นักเรียนและครรู ว่ มกันอภปิ รายผลจากการทำใบงาน เรอื่ ง เนื้อเย่ือเจรญิ ของพชื โดยใช้ แนวคำถาม
ดังน้ี
- เน้ือเย่ือเจรญิ ของพชื ดอกแบ่งตามตำแหนง่ ท่ีอยู่ออกเป็นกี่ชนดิ
(แนวตอบ: เนื้อเยอ่ื พชื มี 3 ประเภท ได้แก่ เนอ้ื เยื่อเจรญิ ส่วนปลาย (Apical meristem)
เนอื้ เยือ่ เจรญิ เหนอื ขอ้ (Intercalary meristem) และเนอื้ เย่อื เจริญดา้ นข้าง (Lateral
meristem))
- เน้อื เยอ่ื เจรญิ มีความสำคัญกบั พืชอยา่ งไร
(แนวตอบ: เนื้อเยื่อเจริญ (Meristem) เป็นเนื้อเยื่อที่มีสมบัติการแบ่งเซลล์ได้ ทำให้พืชเจริญเติบโต
ได้อย่างไม่มีสิ้นสุด โดยเนื้อเยื่อเหล่านี้จะเจริญต่อไปจนกระทั่งทำหน้าที่เฉพาะ เรียกว่า เนื้อเยื่อ
ถาวร (Permanent tissue) โดยมียีนหรอื สารพันธุกรรมเป็นตัวกำหนดรูปร่าง ขนาด และหน้าท่ีให้
สอดคล้องกบั โครงสร้างเฉพาะส่วนตา่ ง ๆ ของพชื )
2. หลังจากการอภิปราย ครูอาจใช้ภาพจาก PowerPoint Presentation เรื่อง เนื้อเยื่อเจริญและ
ชน้ิ สว่ นตา่ ง ๆ ของพืช และระบุวา่ มเี นอื้ เยอ่ื บริเวณใดเป็นเปน็ องค์ประกอบ
3. ครูถามนักเรียนว่า “การเจริญเติบโตปฐมภูมิ (Primary growth) ส่งผลอย่างไรกับพืช” จากนั้นสุ่ม
นักเรียนออกมาอธบิ ายคำตอบ
(แนวตอบ: พิจารณาคำตอบของนักเรียน เช่น การเจรญิ เตบิ โตปฐมภูมิมีผลทำให้ลำตน้ สงู
ยาวขึ้น)
4. ครูจับคู่ให้นักเรียนโดยการสุ่มเลขที่ จากนั้นให้นักเรียนออกมาจับสลากหนา้ ชั้นเรียน จากนั้นครูจะ
ชแี้ จงรายละเอียดว่า “ถ้าผใู้ ดได้สแี ดงจะเป็นฝ่ายถามคำถามทา้ ทายการคดิ ขนั้ สงู (H.O.T.S.) และถ้า
ผู้ใดได้สีขาวจะต้องเป็นผู้ตอบคำถาม” จากนั้นครูให้คนที่จับได้สีขาวนำเสนอคำตอบของคู่ตนเอง
พร้อมเสนอแนวคำตอบของตนเองร่วมกับของเพอื่ น โดยมีแนวคำถามดงั นี้
- พชื จะมีลกั ษณะเป็นอยา่ งไรหากพชื มเี พียงเน้อื เย่ือเจรญิ และพืชจะดำรงชวี ิตอยไู่ ดห้ รือไม่
(แนวตอบ: พิจารณาคำตอบของนักเรียน โดยมีแนวคำตอบว่า หากพืชมีเพียงเนื้อเยื่อเจริญ
(Meristem) พืชจะเจริญแบ่งเซลล์อย่างไม่มีสิ้นสุด ไม่เปลี่ยนแปลงรูปร่าง ไม่มีหน้าที่เฉพาะ พืช
ดังกล่าวจึงไมม่ อี วัยวะและไม่สามารถดำรงชวี ิตอยู่ได้)
ช่ัวโมงที่ 3
ข้นั สอน
ขน้ั ท่ี 2 สำรวจและค้นหา (Elaborate)
1. ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่มออกเป็น 3 กลุ่ม โดยให้แต่ละกลุ่มสืบค้นข้อมูลผ่านแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ
เช่น อนิ เทอรเ์ นต็ เรอ่ื ง ระบบเน้ือเยอ่ื ถาวร (Permanent tissue) โดยแบง่ หนา้ ทค่ี วามรบั ผิดชอบ
แต่ละกลุ่ม ดังนี้
- กลมุ่ ที่ 1 ศกึ ษาหัวข้อ ระบบเน้ือเยื่อผวิ (Epidermal tissue system)
- กล่มุ ท่ี 2 ศกึ ษาหวั ข้อ ระบบเนือ้ เยอ่ื พนื้ (Ground tissue system)
- กลุ่มที่ 3 ศกึ ษาหัวขอ้ ระบบเนื้อเย่ือลำเลยี ง (Vascular tissue system)
2. ให้แต่ละกลมุ่ ทำใบงาน เรือ่ ง ระบบเนือ้ เย่ือถาวรของพืช โดยให้แตล่ ะกลมุ่ มีหน้าท่ี ดงั น้ี
- กลุ่มท่ี 1 ทำตอนที่ 1 ระบบเนือ้ เยื่อผวิ (Epidermal tissue system)
- กลุ่มที่ 2 ทำตอนที่ 2 ระบบเน้ือเยื่อพื้น (Ground tissue system)
- กลุ่มที่ 3 ทำตอนท่ี 3 ระบบเน้อื เยื่อลำเลียง (Vascular tissue system)
3. นักเรียนแต่ละคนสรุปความรู้เรื่อง ระบบเนื้อเยื่อถาวรของพืช จากในหนังสือเรียนชีววิทยา ม.5
เล่ม 1 ลงในสมุดบนั ทึกของตนเอง
ขั้นท่ี 3 อธิบายความรู้ (Explain)
4. นักเรียนและครูร่วมกันอภปิ รายผลจากการทำใบงาน เรื่อง ระบบเนื้อเยื่อถาวรของพืช โดยนำภาพ
เนื้อเยื่อพืชตัวอย่างมาให้นักเรียนร่วมกันตอบคำถามว่าบริเวณที่ชี้เป็นเนื้อเยื่อชนิดใด ตัวอย่าง
คำถาม เชน่ บริเวณ A และ B คือเน้อื เยื่ออะไร
A
B
(แนวตอบ: บริเวณ A คือ สเกลอเรงคิมา (Sclerenchyma) เนื่องจากมีผนังเซลล์ค่อนข้างหนาสว่ น
บริเวณ B คือ พาเรงคิมา (Parenchyma) เนื่องจากเซลล์ค่อนข้างกลม มีผนังเซลล์หนาบาง
สมำ่ เสมอกนั ท้ังเซลล์)
5. ให้นักเรียนทำกิจกรรม โดยครูทำสลากที่มีชื่อเนื้อเยื่อ ดังนี้ ได้แก่ เอพิเดอร์มิส (Apidermis) เพริ
เดิร์ม (Periderm) พาเรงคิมา (Parenchyma) คอลเลงคิมา (Collenchyma) สเกลอเรงคิมา
(Sclerenchyma) ไซเลม็ (Xylem) และโฟลเอ็ม (Phloem)
6. ครูแจกสลากใหก้ ับนักเรยี น โดยนกั เรยี นแต่ละคนจะไดร้ บั สลากชือ่ เนอื้ เย่อื เพยี ง 1 ช่อื และ
ห้ามใหเ้ พ่ือนเห็นสลากของตนเอง
7. ครพู ดู ระบบเนอื้ เย่อื ถาวรของพืชแต่ละระบบ แล้วใหน้ กั เรยี นยนื ขนึ้ ตามระบบทนี่ ักเรียน
ไดร้ บั สลากเนื้อเย่ือน้ัน ๆ จากนน้ั จึงแสดงสลากของตนเองใหเ้ พ่อื น พร้อมบอกคณุ สมบตั ิ
ของเนือ้ เยอ่ื นั้น ๆ เชน่
(แนวตอบ: คอลเลงคิมา (Collenchyma) เป็นเนื้อเยื่อที่ให้ความแข็งแรงแก่โครงสร้างพืช พบมาก
บริเวณใตช้ นั้ เอพเิ ดอร์มสิ (Apidermis) ของลำตน้ ก้านใบ และ แผ่นใบ แต่ไม่พบในราก เปน็ ตน้ )
8. นักเรยี นและครรู ว่ มกนั อภปิ รายและประเมนิ คำตอบว่าถกู ต้องหรือไมอ่ ย่างไร
ข้นั ที่ 4 ขยายความเข้าใจ (Expand)
9. ให้นกั เรียนทำผังมโนทศั น์เพ่ือจำแนกประเภทและชนิดของเน้อื เย่ือพืช ลงในกระดาษ A4 ตกแต่งให้
สวยงาม พร้อมนำเสนอหนา้ ชน้ั เรียน
10. ครูมอบหมายการบ้านใหน้ ักเรยี นทำแบบฝึกหดั ชวี วิทยา ม.5 เลม่ 1
ขน้ั สรุป
ขั้นที่ 5 ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. ครูใช้แนวคำถาม Topic Question เพื่อทดสอบความเข้าใจของนักเรียน และสรุปความรู้ในหน่วย
การเรยี นรูท้ ี่ 2 โดยมีแนวคำถาม ดงั น้ี
- เนือ้ เยอ่ื เจริญแตกตา่ งกบั เนือ้ เย่อื ถาวรอยา่ งไร จงยกตัวอย่างเนื้อเยอ่ื แตล่ ะชนิด
(แนวตอบ: เนื้อเยื่อเจริญมีสมบัติแบ่งเซลล์ได้ เช่น คอร์กแคมเบียม (Cork cambium) วาสคิวลาร์
แคมเบียม (Vascular cambium) แต่เนื้อเยื่อถาวรพัฒนามาจากเน้ือเยื่อเจริญท่ี มีรูปร่างและ
หน้าทีเ่ ฉพาะ เชน่ พาเรงคิมา (Parenchyma) ไซเล็ม (Xylem) และโฟลเอม็ (Phloem))
- เนื้อเยื่อถาวรชนิดหนึ่ง มีน้ำตาลสะสมอยู่ ผนังเซลล์มีความหนาบางสม่ำเสมอ เนื้อเยื่อชนิดนี้ คือ
เนอ้ื เย่ืออะไร
(แนวตอบ: พาเรงคิมา (Parenchyma))
- เนื้อเยอื่ ในลำต้นของตน้ ไผก่ ับตน้ ถ่วั มคี วามเหมอื นหรือแตกตา่ งกันอยา่ งไร
(แนวตอบ: แตกต่างกัน ลำต้นของต้นไผม่ ีเนื้อเย่ือเจริญเหนือข้อ (Intercalary meristem) และลำ
ต้นของตน้ ถว่ั มีเน้อื เยอ่ื เจริญด้านข้าง (Leteral meristem))
- เนอ้ื เยื่อไซเลม็ (Xylem) และโฟลเอ็ม (Phloem) ทำหนา้ ทอ่ี ะไร และประกอบดว้ ยเซลล์
อะไรบา้ ง
(แนวตอบ: เนื้อเยื่อไซเล็ม ทำหน้าที่ลำเลียงน้ำและธาตุอาหาร ประกอบด้วย เวสเซลเทรคีค
(Tracheid) ไฟเบอร์ (Fiber) และพาเรงคิมา (Parenchyma) ส่วนเนื้อเยื่อโฟลเอ็ม (Phloem) ทำ
หน้าที่ลำเลียงอาหารประเภทน้ำตาล ประกอบด้วย ซีฟทีวบ์ (Sieve tube) เซลล์คอมพาเนียน
(Companion cell) ไฟเบอร์ (Fiber) และพาเรงคมิ า (Parenchyma))
- เม่อื นำเนอื้ เย่อื บรเิ วณลำตน้ มาศกึ ษาภายใตก้ ลอ้ งจุลทรรศน์ จะทราบไดอ้ ย่างไรวา่ เน้อื เยอ่ื
บรเิ วณน้เี ป็นเน้ือเยื่อไซเล็ม (Xylem) หรอื โฟลเอ็ม (Phloem)
(แนวตอบ: เนื้อเยื่อไซเล็ม (Xylem) เป็นเนื้อเยื่อที่ประกอบไปด้วยเซลล์ที่ไม่มีชีวิต มีรูปร่าง
ทรงกระบอกและรูปทรงกระสวย ภายในเซลล์มักมีรูพรุน ส่วนโฟลเอ็ม (Phloem) ประกอบด้วย
เซลล์ที่ยังคงมชี ีวิต มีรูปร่างเป็นทรงกระบอก หัวท้ายเซลล์มีรูเล็ก ๆ คล้ายตะแกรง มักประกบคู่กบั
เซลลท์ มี่ ีนิวเคลียส)
2. ครูตรวจแบบทดสอบกอ่ นเรียนหน่วยการเรยี นร้ทู ่ี 2 เรอ่ื ง โครงสร้างและหนา้ ท่ีของพชื ดอก
3. ครตู รวจใบงานเร่ือง เนือ้ เยื่อเจรญิ ของพืช
4. ครูตรวจใบงานเรอื่ ง ระบบเน้อื เย่อื ถาวรของพืช
5. ครูตรวจแบบฝึกหดั ในแบบฝึกหดั ชวี วทิ ยา ม.5 เล่ม 1
6. ครูประเมินผังมโนทัศน์
7. สังเกตพฤตกิ รรมการทำงานของนักเรยี น โดยใชแ้ บบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานรายบุคคล
8. สงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานกลุ่ม โดยใช้แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานกลมุ่
การวดั และประเมินผล
รายการวัด วิธกี าร เครอ่ื งมอื เกณฑก์ าร
ประเมิน
การประเมินก่อน - ตรวจแบบทดสอบก่อนเรยี น - แบบทดสอบก่อนเรยี น - รอ้ ยละ 60 ผา่ น
เรยี น หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 2 หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 2 เกณฑ์
- แบบทดสอบกอ่ นเรยี น โครงสร้างและหน้าท่ีของพชื โครงสร้างและหนา้ ที่
หน่วยการเรยี นรู้ที่ 2 ดอก ของพชื ดอก
โครงสร้างและหนา้ ท่ี
ของพืชดอก
ประเมินระหว่าง
การจัดกิจกรรม
การเรียนรู้
1) กิจกรรมนำสู่ - สงั เกตจากการตอบคำถาม - แบบสงั เกตพฤติกรรม - รอ้ ยละ 60 ผา่ น
การเรยี น และแสดงความคดิ เห็น รายบุคคล เกณฑ์
- การตอบคำถาม
2) เนือ้ เย่อื ของพืช - ตรวจใบงานเร่ือง - ใบงานเร่ือง - ระดับคณุ ภาพ
เนอ้ื เยอ่ื เจรญิ ของพชื เนอื้ เยอ่ื เจริญของพืช 2 ผ่านเกณฑ์
- ตรวจใบงานเร่อื ง - ใบงานเรอื่ ง
ระบบเนอ้ื เยื่อถาวรของพชื ระบบเน้อื เยื่อถาวร
- ตรวจผงั มโนทศั น์ เรอ่ื ง ของพชื
ประเภทและชนดิ ของ - แบบประเมินผงั
เนอ้ื เย่อื มโนทศั น์
3) การนำเสนอผล - ประเมนิ การนำเสนอ - แบบประเมนิ การ - ระดบั คณุ ภาพ 2
การทำกิจกรรม ผลทำกจิ กรรม นำเสนอผลทำกจิ กรรม ผ่านเกณฑ์
4) พฤติกรรมการ - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม - ระดับคณุ ภาพ 2
ทำงาน การทำงานรายบุคคล การทำงานรายบุคคล ผา่ นเกณฑ์
รายบคุ คล
5) พฤติกรรมการ - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสงั เกตพฤติกรรม - ระดบั คุณภาพ 2
ทำงานกลุ่ม การทำงานรายบุคคล การทำงานกลุ่ม ผ่านเกณฑ์
6) คุณลักษณะ - สังเกตความมีวนิ ัย - แบบประเมิน - ระดับคุณภาพ 2
อนั พงึ ประสงค์ ใฝเ่ รียนรู้ และม่งุ มน่ั คณุ ลักษณะ ผา่ นเกณฑ์
ในการทำงาน อนั พึงประสงค์
ส่อื /แหลง่ การเรยี นรู้
สอื่ การเรียนรู้
1) หนังสือเรียนชีววทิ ยา ม.5 เลม่ 1 หน่วยการเรียนร้ทู ่ี 2 โครงสรา้ งและหนา้ ทขี่ องดอก
2) แบบฝกึ หัดชีววทิ ยา ม.5 เลม่ 1 หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 2 โครงสรา้ งและหนา้ ท่ีของดอก
3) ใบงานเร่ือง เนื้อเย่ือเจรญิ ของพชื
4) ใบงานเร่ือง ระบบเน้ือเย่ือถาวรของพชื
5) Powerpoint Presentation เรื่อง เนอ้ื เย่ือเจริญและชนิ้ สว่ นต่าง ๆ ของพชื
แหล่งการเรยี นรู้
1) อินเทอรเ์ น็ต
ใบงาน
เรอื่ ง เน้อื เย่อื เจรญิ ของพืช
คำช้แี จง : สบื คน้ ขอ้ มูลเกี่ยวกบั เนอ้ื เย่ือพชื จากหนงั สอื เรียนชีววิทยา ม.5 เล่ม 1 อนิ เทอรเ์ น็ต หรอื แหลง่ เรยี นรู้
อ่ืน ๆ แล้วนำขอ้ มูลและความรทู้ ไ่ี ด้มาระบชุ ่ือเนื้อเย่ือพชื ลงในกรอบสเ่ี หลีย่ ม
ใบออ่ นเรมิ่ เกิด
ตายอด
ตาขา้ ง
คอร์กแคมเบยี น
วาสควิ ร์แคมเบียม
ขนราก
ขนราก
ต้นถว่ั
หมวกราก
ตน้ ไผ่
ใบงาน เฉลย
เรือ่ ง เนื้อเยอ่ื เจริญของพืช
คำชี้แจง : สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับเนื้อเยื่อพืชจากหนังสือเรียนชีววิทยา ม.5 เล่ม 1 อินเทอร์เน็ต หรือแหล่ง
เรียนรู้อื่น ๆ แล้วนำข้อมูลและความรู้ที่ได้มาระบุชื่อเนื้อเยื่อ หรืออวัยวะของพืชลงในกรอบ
ส่ีเหลี่ยม
ตาข้าง ใบออ่ นเรมิ่ เกดิ
เนื้อเย่ือเจรญิ ปลายยอด
ต้นถั่ว
(Shoot apical meristem)
ตายอด
คอร์กแคมเบยี ม
วาสควิ ลารแ์ คมเบียม
ขนราก
ขนราก
เนื้อเย่ือเจรญิ ปลายราก
(Root apical meristem)
หมวกราก
เนือ้ เยอ่ื เจรญิ เหนือขอ้
(Intercalary meristem)
ต้นไผ่
ใบงาน
เรอื่ ง ระบบเน้ือเยื่อถาวรของพชื
คำชแี้ จง : ให้นกั เรียนพจิ ารณาภาพเน้ือเย่ือถาวรท่ีกำหนดให้ แลว้ จำแนกระบบของเน้ือเย่ือและระบชุ ่อื และ
รปู ร่างของเน้อื เยื่อลงในตารางทีก่ ำหนดให้
ภาพเนอื้ เย่อื ถาวร ระบบ ช่อื รูปร่าง
ใบงาน เฉลย
เรื่อง ระบบเนอ้ื เยอ่ื ถาวรของพืช
คำชแ้ี จง : ใหน้ ักเรียนพจิ ารณาภาพเนื้อเยื่อถาวรท่ีกำหนดให้ แล้วจำแนกระบบของเนื้อเยอื่ และระบชุ ือ่ และ
รปู ร่างของเน้อื เย่ือลงในตารางทีก่ ำหนดให้
ภาพเนอื้ เย่ือถาวร ระบบ ช่ือ รูปร่าง
ระบบ มีรปู ร่างหลายแบบ เช่น กลม รี เปน็
เนอื้ เยอื่ พ้ืน ต้น เมือ่ เรียงตวั ตดิ กันจะเกิดช่องว่าง
พาเรงคิมา ระหว่างเซลล์ ภายในมี แวคิวโอล
(Parenchyma) ขนาดใหญ่ และมีความหนาของผนัง
เซลล์สมำ่ เสมอกนั
ระบบ เอพิเดอร์มิส เซลล์เรียงแถวเดียว ไม่มีช่องว่าง
เนือ้ เยอ่ื ผวิ (Epidermis) ระหว่างเซลล์ มีผนังเซลล์ด้านนอก
หนากว่าด้านใน เพราะมีสารคิวติน
มาเคลือบ บางเซลล์เปลี่ยนแปลงไป
ทำหน้าที่พิเศษ เช่น เซลล์คุม
มีรูปร่างหลายแบบ เช่น เหลี่ยม รูป
ระบบ สเกลอเรงคิมา ดาว มีผนังเซลล์ค่อนข้างหนา
เน้ือเย่ือพื้น เนื่องจากประกอบด้วย เซลลูโลส
(Sclerenchyma) ลิกนนิ เพกตนิ และซเู บอรนิ
ระบบ ไซเลม็ และ ไซเล็มมีรูปร่างคล้ายท่อยาวส่วน
เนอื้ เยือ่ โฟลเอม็ ปลายค่อนข้างแหลม ส่วนโฟลเอ็ม
ลำเลียง มีรูปร่างคล้ายท่อทรงกระบอก พบ
(Xylem and รขู นาดเล็กอยู่บรเิ วณหัวท้าย
Phloem)
แบบประเมนิ ผงั มโนทศั น์
คำช้แี จง ใหผ้ ู้สอนประเมนิ ชน้ิ งาน/ภาระงาน แล้วขดี ✓ลงในชอ่ งท่ตี รงกับระดับคะแนน
ลำดับท่ี รายการประเมิน 4 ระดบั คะแนน 1
รวม 32
1 ความสอดคล้องกบั จุดประสงค์
2 ความถูกต้องของเนอื้ หา
3 ความคิดสรา้ งสรรค์
4 ความตรงต่อเวลา
ลงช่อื ................................................... ผูป้ ระเมนิ
................./................../..................
เกณฑก์ ารประเมนิ ผังมโนทัศน์
ประเดน็ ทปี่ ระเมนิ 4 ระดบั คะแนน 1
32
1. ความ ผังมโนทัศน์สอดคล้อง ผังมโนทศั นส์ อดคล้อง ผังมโนทัศนส์ อดคล้อง ผงั มโนทัศนไ์ ม่
สอดคลอ้ งกบั กับจดุ ประสงค์ทกุ กบั จุดประสงค์เป็นสว่ น กบั จุดประสงค์บาง สอดคลอ้ งกบั
จุดประสงค์ ประเด็น ใหญ่ ประเดน็ จดุ ประสงค์
2. ความถกู ตอ้ ง เน้อื หาสาระของผงั มโน- เนอ้ื หาสาระของผังมโน- เนอื้ หาสาระของผังมโน- เนอื้ หาสาระของผังมโน-
ของเน้ือหา ทศั นถ์ กู ตอ้ งครบถ้วน ทัศนถ์ กู ต้องเป็นสว่ น ทัศนถ์ ูกต้องบาง ทัศนไ์ ม่ถูกต้องเปน็ ส่วน
ใหญ่ ประเด็น ใหญ่
3. ความคดิ ผังมโนทัศน์แสดงถึง ผงั มโนทศั นแ์ สดงถงึ ผงั มโนทัศน์มีความ ผงั มโนทศั นไ์ ม่มคี วาม
สรา้ งสรรค์ ความคดิ สรา้ งสรรค์ ความคดิ สรา้ งสรรค์ นา่ สนใจ น่าสนใจ
แปลกใหม่ สวยงาม
4. ความตรงตอ่ สง่ ชิน้ งานภายในเวลาท่ี สง่ ชิ้นงานช้ากว่าเวลาท่ี สง่ ชิ้นงานชา้ กวา่ เวลาที่ สง่ ชิน้ งานช้ากวา่ เวลาท่ี
เวลา กำหนด กำหนด 1 วัน กำหนด 2 วนั กำหนด 3 วันขึน้ ไป
เกณฑก์ ารตดั สนิ คณุ ภาพ
ชว่ งคะแนน ระดับคณุ ภาพ
14-16 ดมี าก
11-13 ดี
8-10 พอใช้
ตำ่ กว่า 8 ปรบั ปรงุ
บันทึกผลหลงั การจดั การเรียนรู้
กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ รายวชิ า ชวี วทิ ยาเพม่ิ เตมิ รหัสวิชา ว30243
หน่วยการเรียนรูท้ ่ี 1 เรือ่ ง โครงสร้างหนา้ ท่ีของพืชดอก ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 5
แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 1 เรอ่ื ง เนอ้ื เยื่อพชื เวลา 3 ช่ัวโมง
1. ผลการจัดการเรียนรู้
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................... .................................................................
............................................................................................................................. ...................................
2. ปญั หาและอุปสรรค
...................................................................................................................................... ..........................
........................................................................................................ ........................................................
............................................................................................................................. ...................................
3. แนวทางแกไ้ ข
................................................................................................................................................... .............
..................................................................................................................... ...........................................
............................................................................................................................. ...................................
ลงช่ือ.....................................................ผสู้ อน
(นางสาวดาริน คาดสนทิ )
………/………../…….....
แผนการจัดการเรียนรู้ รหสั วิชา ว30243
ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 5
กลุม่ สาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์ รายวิชา ชีววิทยาเพ่มิ เตมิ
หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 1 เรอ่ื ง โครงสร้างหน้าทข่ี องพืชดอก เวลา 5 ชั่วโมง
แผนการจดั การเรียนรูท้ ี่ 2 เรือ่ ง โครงสร้างและหนา้ ที่ของราก โรงเรยี นบ้านแพงพิทยาคม
ผสู้ อน นางสาวดาริน คาดสนทิ
ผลการเรียนรู้
สังเกต อธิบาย และเปรียบเทียบโครงสรา้ งภายในของรากพืชใบเดีย่ วและรากพืชใบเลี้ยงคู่จากการตดั
ตามขวาง
สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด
รากพชื ประกอบดว้ ย เนอ้ื เยื่อเจริญปลายรากและเน้ือเยื่อลำเลยี ง ทำหนาท่ีดูดนำ้ และธาตุอาหาร
ภายในดนิ และทำหน้าที่พเิ ศษ เช่น รากหายใจ รากสะสมอาหาร
จุดประสงค์การเรียนรู้
1. อธบิ ายโครงสร้างภายในของรากพชื ใบเลยี้ งเดย่ี วและรากพชื ใบเลี้ยงคู่จากการตัดตามขวาง (K)
2. เปรียบเทยี บโครงสร้างภายในของรากพชื ใบเลยี้ งเดี่ยวและรากพืชใบเลย้ี งคู่ได้ (P)
3. ใฝร่ ้แู ละรบั ผิดชอบหนา้ ท่ีทีไ่ ดร้ ับมอบหมาย (A)
สาระการเรยี นรู้ สาระการเรียนรทู้ ้องถ่ิน
พจิ ารณาตามหลกั สูตรของสถานศกึ ษา
สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
- ราก คือ ส่วนแกนของพืชที่โดยทั่วไปเจริญอยู่ใต้
ระดับผิวดิน ทำหน้าที่ยึดหรือค้ำจุนให้พืช
เจริญเติบโตอยู่กับท่ีได้และยังมีหน้าที่สำคัญในการ
ดูดน้ำและธาตุอาหารในดินเพื่อส่งไปยังส่วนต่าง ๆ
ของพชื
- โครงสร้างภายในของปลายรากที่ตัดตามยาว
ประกอบด้วยเน้ือเยื่อเจริญ แบ่งเป็นบริเวณต่างๆ
คือ บริเวณหมวกราก บริเวณเซลล์กำลังแบ่งตัว
บริเวณเซลล์ขยายตัวตามยาวและบริเวณที่เซลล์มี
การเปลี่ยนแปลงไปทำหน้าที่เฉพาะและ
เจริญเติบโตเตม็ ที่
- โครงสร้างภายในของรากระยะการเติบโตปฐมภูมิ
เมื่อตัดตามขวางจะเห็นโครงสร้างแบ่งเป็น 3 ชั้น
เรียงจากดา้ นนอกเขา้ ไป คือ ชัน้ เอพิเดอร์มสิ ชั้น
สาระการเรียนรแู้ กนกลาง สาระการเรียนรู้ทอ้ งถน่ิ
คอร์เทกซ์และชั้นสตีล ในชั้นสตีลจะพบมัดท่อ พิจารณาตามหลกั สูตรของสถานศกึ ษา
ลำเลียงที่มีลักษณะแตกต่างกันในพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและ
พืชใบเลีย้ งคู่
- โครงสร้างภายในของรากระยะการเติบโตทุติยภูมิ
ชั้นเอพิเดอร์มิสจะถูกแทนที่ด้วยชั้นเพริเดิร์ม ซึ่งมี
คอร์กเป็นเนื้อเยื่อสำคัญ ชั้นคอร์เทกซ์อาจมีการ
เปลี่ยนแปลงเกิดเซลล์ที่ทำให้มีความแข็งแรงเพิ่มข้ึน
หรือเกิดเซลลท์ สี่ ะสมอาหารเพิ่มขึ้นส่วนลักษณะมัดท่อ
ลำเลียงจะเปลี่ยนไป เนื่องจากมีการสร้างเนื้อเย่ือ
ลำเลยี งเพมิ่ ขน้ึ
สมรรถนะสำคัญของผูเ้ รยี น
1. ความสามารถในการสือ่ สาร
2. ความสามารถในการคดิ
1) ทักษะการระบุ
2) ทักษะการเช่ือมโยง
3) ทักษะการรวบรวมข้อมลู
3. ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ติ
คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์
1. มีวนิ ยั
2. ใฝ่เรียนรู้
3. มงุ่ มัน่ ในการทำงาน
กระบวนการจัดการเรียนรู้
แนวคิด/รูปแบบการสอน/วิธีการสอน/เทคนิค : แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model)
ชัว่ โมงที่ 1
ขั้นนำ
ขน้ั ท่ี 1 กระตนุ้ ความสนใจ (Engage)
1. ครถู ามคำถาม Prior knowledge เพื่อกระตุ้นความคิดของนักเรียนโดยมีแนวคำถามดังน้ี “อวัยวะ
ของพืชทำงานสัมพันธ์กันอยา่ งไร”
(แนวตอบ: อวัยวะของพืชประกอบด้วย ราก (Root) ลำต้น (Stem) ใบ (Leaf) และ ดอก (Flower)
ซง่ึ แตล่ ะอวยั วะตา่ งทำงานสมั พนั ธก์ นั เชอ่ื มโยงกนั เปน็ ระบบ เพอ่ื ใหพ้ ชื ดำรงชวี ติ อยไู่ ดโ้ ดยสว่ นตา่ ง ๆ
ของพืชต่างต้องการน้ำและอาหารเพื่อแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานใช้กิจกรรมในการดำรงชีวิต โดยราก
เป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ดูดน้ำและธาตุอาหารที่อยู่ภายในดินลำเลียงไปสู่ใบเพ่ื อเป็นสารตั้งต้นใน
กระบวนการสงั เคราะห์ด้วยแสงเพือ่ ผลติ อาหารให้กบั พชื แล้วลำเลียงผ่านลำตน้ ไปสู่สว่ นต่าง ๆ ของ
พืช)
2. ครูกระตนุ้ ความสนใจของนักเรียนโดยนำภาพ หรอื แสดงเปน็ PowerPoint Presentation เร่ือง การ
เจรญิ ของรากต้นถ่ัว โดยมีแนวภาพ ดงั นี้
3. หลังจากดูภาพ ครูสุ่มเรียกเลขที่ของนักเรียนประมาณ 3-4 คน เพื่อตอบคำถามคนละ 1 ข้อ โดยมี
แนวคำถาม ดงั น้ี
- การเจรญิ ของรากตน้ ถว่ั มีแนวโน้มเป็นอย่างไร
(แนวตอบ: รากของต้นถว่ั ยาวข้นึ และมขี นาดใหญ่มากข้ึน)
- รากของต้นถั่วประกอบไปด้วยเนื้อเยื่อประเภทใด จงยกตัวอย่างชนิดของเนื้อเยื่อมาอย่างน้อย 1
ชนิดตัวอยา่ ง
(แนวตอบ: เนื้อเยื่อเจริญ (Meristem) ได้แก่ เนื้อเยื่อเจริญปลายราก (Apical meristem) ทำให้
รากพืชยาวขึ้นและภายในรากมีเนื้อเยื่อเจริญด้านข้าง (Lateral meristem) หรือวาสคิวลาร์แคม
เบียม (Vascular cambium) ทำให้รากพืชมีขนาดใหญ่ขึ้น นอกจากน้ีรากพืชยังประกอบด้วย
เนื้อเยื่อถาวร (Permanent tissue) ที่เปลี่ยนแปลงมาจากเนื้อเยื่อเจริญเพื่อทำหน้าที่เฉพาะ เช่น
เซลล์ขนราก (Root hair cell) ท่อไซเลม็ (Xylem) และโฟลเอม็ (phloem))
- รากทำหนา้ ท่ีอะไรบ้าง นอกจากดดู นำ้ และธาตุอาหาร
(แนวตอบ: พิจารณาคำตอบของนักเรยี น ตัวอย่าง เชน่ สะสมอาหาร หายใจ พยงุ ลำต้น)
ขน้ั สอน
ขน้ั ท่ี 2 สำรวจคน้ หา (Explore)
1. ให้นักเรียนสืบค้นข้อมูล หรือศึกษาเนื้อหาและโครงสร้างภายในของปลายรากที่ตัดตามขวางใน
หนังสอื เรียนชวี วทิ ยา ม.5 เลม่ 1
2. ครูถามนกั เรียนวา่ โครงสรา้ งภายในรากทต่ี ดั ตามขวางแบง่ ออกเปน็ กช่ี ั้น ไดแ้ กอ่ ะไรบา้ ง
(แนวตอบ: 3 ชั้น ได้แก่ ชั้นนอกสุด หรือเอพิเดอร์มิส (Epidermis) ชั้นถัดเข้ามา หรือชั้นคอร์เทกซ์
(Cortex) และชัน้ ในสุด หรอื ชน้ั สตีล (Stele))
3. ใหน้ ักเรียนแบง่ กลุ่มออกเป็น 3 กลุ่ม โดยแต่ละกลุ่มมหี นา้ ทศี่ ึกษาหัวขอ้ ดังน้ี
- กลุ่มที่ 1 ศกึ ษารายละเอียดภายในชั้นเอพิเดอร์มิส (Epidermis)
- กลุ่มที่ 2 ศึกษารายละเอียดภายในชน้ั คอรเ์ ทกซ์ (Cortex)
- กล่มุ ท่ี 3 ศกึ ษารายละเอียดภายในชน้ั สตลี (Stele)
4. เมอ่ื แต่ละกล่มุ สบื ค้นและศึกษาข้อมูลแลว้ ใหน้ กั เรียนจบั กลมุ่ กลุ่มละ 3 คน โดยสมาชิกภายในกลุ่ม
ต้องมาจากกลุ่มที่ศึกษารายละเอียดภายในชั้นเอพิเดอร์มิส (Epidermis) คอร์เทกซ์ (Cortex) และ
สตลี (Stele) ตามลำดับ
ขนั้ ที่ 3 อธบิ ายความรู้ (Explain)
5. ให้สมาชิกภายในกลุ่มอธบิ ายหวั ขอ้ ทตี่ นเองศึกษาจากกลมุ่ เดิมใหส้ มาชิกภายในกลุ่มใหม่ฟังให้เข้าใจ
6. ครแู จกใบงานเรอ่ื ง โครงสร้างภายในของรากพืช แลว้ ใหแ้ ตล่ ะกลุ่มศึกษาคำชี้แจง และลงมือทำใบ
งาน
7. ให้แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนออกมานำเสนอคำตอบในใบงาน โดยนักเรียนและครูร่วมกันเฉลยและ
อภิปรายคำตอบท่ถี ูกต้อง
8. ใหน้ ักเรียนทุกคนสรุปความรู้ทไ่ี ด้จากการทำใบงานลงในสมุดบันทกึ ของตนเอง
ชั่วโมงที่ 2
ขัน้ สอน
ข้นั ท่ี 3 อธบิ ายความรู้ (Explain)
1. ครูนำภาพหรือแสดงเป็น PowerPoint Presentation เกี่ยวกับประเภทของรากพืช โดยมีแนว
ภาพดังน้ี
ภาพ A ภาพ B
2. หลังจากดูภาพ ครูถามคำถามนักเรียน เพื่อให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ หรือจาก
หนงั สือเรียนชีววิทยา ม.5 เลม่ 1 โดยมีแนวคำถาม ดังน้ี
- จากภาพ รากท้งั สองมีลักษณะแตกตา่ งกนั อย่างไร
(แนวตอบ: ภาพ A รากมขี นาดใหญ่และเรียวเลก็ ลง และภาพ B รากมลี กั ษณะเปน็ ฝอยๆ)
- ภาพซ้ายเป็นรากประเภทใด
(แนวตอบ: รากแกว้ (Tap root) หรือรากปฐมภมู ิ (Primary root))
- ภาพขวาเปน็ รากประเภทใด
(แนวตอบ: รากฝอย (Fibrous root) หรอื รากทุติยภูมิ Secondary root))
- ภาพ A เป็นรากท่มี ีแหลง่ กำเนดิ มาจากอะไร
(แนวตอบ: รากแรกเกดิ หรอื แรดเิ คิล (Radicle))
- ภาพ B เปน็ รากท่มี แี หล่งกำเนดิ มาจากอะไร
(แนวตอบ: เพริไซเคลิ (Pericyicle))
3. ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 3-4 คน สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับ รากพิเศษหรือรากวิสามัญ
(Adventitious root) แล้วทำใบงาน เร่อื ง ประเภทของราก
4. ใหแ้ ตล่ ะกลุม่ สง่ ตัวแทนกลมุ่ ออกมานำเสนอใบงานหน้าชนั้ เรยี น
5. นักเรยี นและครูร่วมกันอภปิ รายความรูจ้ ากการทำใบงานรว่ มกัน
ชว่ั โมงที่ 3
ข้ันสอน
ข้ันที่ 2 สำรวจคน้ หา (Explore)
1. ให้นักเรยี นแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4 คน เพื่อทำกิจกรรม การเจริญของรากพืช ในหนังสือเรียนชีววิทยา
ม.5 เล่ม 1 โดยมีจุดประสงค์เพื่ออธิบายเปรียบเทียบการงอกและการเจริญเติบโตของรากพืชใบ
เล้ียงเดย่ี วและรากพชื ใบเลยี้ งค่ไู ด้
2. ครใู ชร้ ปู แบบการเรยี นรแู้ บบร่วมมือ : เทคนคิ คคู ดิ สส่ี หาย มาจดั กระบวนการเรยี นรู้ โดยกำหนดให้
สมาชิกแต่ละคนภายในกลมุ่ มีบทบาทหนา้ ท่ีของตนเอง ดังนี้
- สมาชกิ คนที่ 1 : ทำหนา้ ทเี่ ตรยี มวสั ดุอปุ กรณ์ทีใ่ ชใ้ นการทำกิจกรรม การเจริญของรากพชื
- สมาชกิ คนที่ 2 : ทำหน้าทอ่ี า่ นวิธกี ารทำกิจกรรม และนำมาอธิบายให้สมาชกิ ภายในกลุ่มฟงั
- สมาชิกคนที่ 3 : ทำหนา้ ที่บนั ทึกผลการทดลอง
- สมาชิกคนที่ 4 : ทำหน้าท่นี ำเสนอผลการทดลอง
ข้ันที่ 3 อธิบายความรู้ (Explain)
3. หลังจากการทำกิจกรรม ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มสืบค้นข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ เช่น
อินเทอร์เน็ต เพื่อจัดทำรายงาน เรื่อง การเจริญของรากพืช โดยต้องมีองค์ประกอบของรายงาน
ครบถ้วน ได้แก่ 1) ปกนอก 2) ปกใน 3) คำนำ 4) สารบัญ 5) สารบัญตาราง 6) สารบัญรูปภาพ
7) บทนำ 8) เนื้อหา 9) สรุป 10) บรรณานุกรม และ 11) ภาคผนวก และนำเสนอ เนื้อหาที่
เกี่ยวข้องกับการทำกิจกรรมซึ่งตรงกับจุดประสงค์ของกิจกรรม ผลกิจกรรมในรูปแบบตาราง โดย
มีรูปแบบการนำเสนอท่นี ่าสนใจ
4. นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายผลจากกิจกรรม เรื่อง การเจริญของรากพืช โดยใช้แนวคำถาม
ดงั น้ี
- สว่ นใดของเมล็ดท่งี อกออกมาก่อน และงอกมาจากตำแหนง่ ใดของเมล็ด
(แนวตอบ: รากเปน็ ส่วนท่งี อกออกมาจากเมลด็ (Seed) เปน็ ลำดับแรก)
- ตำแหน่งท่ีมีการงอกออกมาของเมลด็ ถัว่ เขียวและเมล็ดข้าวโพดเหมือนหรอื แตกต่างกันอย่างไร
(แนวตอบ: ไมแ่ ตกตา่ งกนั คือ งอกออกมาทางรูขนาดเล็กท่ีอยใู่ ตร้ อยแผล เรียกวา่ รูไมโคร
ไพล์ (Micropyle))
- การงอกของรากถัว่ เขียวและข้าวโพดเหมอื นหรอื แตกต่างกนั อยา่ งไร
(แนวตอบ: แตกต่างกัน เมื่อต้นถั่วเขียวและข้าวโพดเจริญ รากของต้นถั่วเขียวจะเจริญเป็นราก
แก้ว (Tap root) ส่วนรากข้าวโพดจะเจริญมาจากโคนต้นเป็นรากพิเศษ (Adventitious root)
หรือ รากฝอย (Fibrous root) ไม่แตกตา่ งกนั )
ชว่ั โมงที่ 4
ขน้ั สอน
ข้ันที่ 2 สำรวจคน้ หา
1. ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน เพื่อทำกิจกรรม โครงสร้างภายในของปลายรากพืช ตอนท่ี
1 ในหนังสือเรียนชีววิทยา ม.5 เล่ม 1 โดยมีจุดประสงค์ดังนี้ 1) อธิบายเปรียบเทียบการงอกและ
การเจรญิ เตบิ โตของรากพชื ใบเล้ยี งเดี่ยวและรากพืชใบเลยี้ งคไู่ ด้ โดยสมาชกิ ในกลุ่มมีบทบาทและ
หนา้ ทีข่ องตนเอง ดังน้ี
- สมาชกิ คนท่ี 1 เตรยี มวัสดุอุปกรณท์ ีใ่ ชใ้ นการทำกิจกรรม โครงสรา้ งภายในของปลายรากพชื
- สมาชกิ คนที่ 2 และ 3 ทำการทดลอง
- สมาชิกคนที่ 4 บันทกึ ผลการทำกิจกรรม
- สมาชกิ คนที่ 5 หรอื 6 นำเสนอผลทไ่ี ด้จากกิจกรรม
(หมายเหตุ: ให้นักเรียนระมัดระวงั การใชก้ รดไฮโดรคลอริก)
2. นำผลจากการทำกิจกรรมมาสืบค้นข้อมูล หรือศึกษาจากหนังสือเรียนเกี่ยวกับโครงสร้างภายใน
รากท่ตี ัดตามยาว โดยแต่ละบรเิ วณเรยี กวา่ อะไร แลว้ บนั ทกึ ขอ้ มูลลงในสมดุ บนั ทกึ
ขัน้ ที่ 3 อธบิ ายความรู้ (Explain)
3. หลังจากการทำกิจกรรม นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายผลจากกจิ กรรม ตอนที่ 1 โดยใช้คำถาม
ในการอภิปรายดงั นี้
- จากภาพพจิ ารณาภาพที่กำหนดให้ จงระบุช่ือบริเวณ A B C และ D
A
B
C
D
(แนวตอบ: A คือ บริเวณเปลี่ยนสภาพและเจริญเต็มที่ของเซลล์ (Region of cell -
Differentiation and maturation) B คือ บริเวณยืดตามยาวของเซลล์ (Region of cell
Elonglstin) C คือ บริเวณแบ่งเซลล์ (Region of cell division) และ D คือ บริเวณหมวกราก
(Root cap))
ช่ัวโมงที่ 5
ข้นั สอน
ขน้ั ที่ 2 สำรวจคน้ หา
1. ให้นักเรียนแบ่งกลุ่มเดิม เพื่อทำกิจกรรม โครงสร้างภายในของปลายรากพืช ตอนที่ 2 ในหนังสือ
เรียนชีววิทยา ม.5 เล่ม 1 โดยมีจุดประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาโครงสร้างภายในของปลายรากพืชด้วย
กล้องจุลทรรศน์ได้ 2) เปรียบเทียบความแตกต่างของโครงสร้างภายในของปลายรากพืชใบเลี้ยง
เดยี่ วพืชใบเลยี้ งคู่ โดยสมาชิกในกลมุ่ มบี ทบาทและหนา้ ที่ของตนเอง ดงั นี้
- สมาชิกคนที่ 1 เตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำกิจกรรม โครงสร้างภายในของปลายรากพืช
ตอนท่ี 2
- สมาชกิ คนที่ 2 และ 3 ทำการทดลอง
- สมาชิกคนท่ี 4 บันทึกผลการทำกิจกรรม
- สมาชิกคนที่ 5 และ 6 นำเสนอผลทีไ่ ด้จากกิจกรรม
ข้ันที่ 3 อธิบายความรู้ (Explain)
2. หลงั จากการทำกจิ กรรม นกั เรยี นและครูร่วมกนั อภิปรายผลจากกจิ กรรม ตอนท่ี 2
3. ครูถามคำถามทา้ ยกิจกรรม โดยใช้แนวคำถามตอ่ ไปนี้
- โครงสร้างภายในของรากจากการตัดตามยาวในพืชใบเลียงคู่และใบเลี้ยงเดี่ยวเหมือนกัน หรือ
แตกต่างอย่างไร
(แนวตอบ: พิจารณาคำตอบของนักเรียน โดยมีแนวตอบคำถามท้ายกิจกรรม ดังนี้ เหมือนกันซึ่ง
ประกอบด้วย 4 บริเวณ ได้แก่ บริเวณเปล่ียนสภาพและเจริญเต็มที่ของเซลล์ (Region of Cell
differentiation and maturation) บริเวณยืดตามยาวของเซลล์ (Region of cell Elonglstin)
บรเิ วณแบง่ เซลล์ (Region of cell division และบรเิ วณหมวกราก (Root cap))
- การเจริญเติบโตปฐมภูมิ (Primary growth of root) และการเจริญเติบโตทุติยภูมิ (Secondary
Growth of root) ของรากแตกต่างกันอยา่ งไร และสามารถพบได้ทงั ในรากพชื เล้ยี งคู่และรากพืชใบ
เลย้ี งเดย่ี วหรือไม่
(แนวตอบ: รากต้นทานตะวันและรากต้นข้าวต่างประกอบด้วย 3 ชั้น คือ ชั้นเอพิเดอร์มิส
(Epidermis) คอร์เทกซ์ (Coetex) และ สตีล (Stele) แต่ต้นทานตะวันจะมีจำนวนแฉกของท่อ
ลำเลยี งไซเลม็ (Xylem) ท่อี ยใู่ นชัน้ สตีลนอ้ ยกว่าตน้ ขา้ ว และมกี ารจดั เรยี งท่อลำเลียงท่ีเป็นระเบียบ
มากกว่า)
ขั้นท่ี 4 ขยายความเข้าใจ (Expand)
4. ครมู อบหมายการบา้ นใหน้ ักเรียนทำแบบฝึกหัด ในแบบฝกึ หัดชีววทิ ยา ม.5 เล่ม 1
5. ครมู อบหมายใหน้ กั เรียนสรา้ งแบบจำลองโครงสร้างภายในรากพชื ใบเลี้ยงเดย่ี วและพืชใบเลยี้ งคู่ โดย
ให้นักเรียนจับกลุ่มอิสระ 4-5 คน ร่วมกันออกแบบใช้วัสดุที่มีความเหมาะสมในการทำแบบจำลอง
เชน่ ตะเกยี บ หลอด หนงั ยาง และนำเสนอในรปู แบบทสี่ วยงาม
ขน้ั สรุป
ขัน้ ที่ 5 ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. ครตู รวจใบงานเรือ่ ง โครงสร้างภายในของราก
2. ครตู รวจใบงานเร่ือง ประเภทของราก
3. ครูตรวจแบบฝกึ หัดชีววิทยา ม.5 เล่ม 1
4. ครูประเมินผลการทำกจิ กรรม
5. ครปู ระเมนิ รายงาน เรื่อง การเจริญของรากพชื
6. ครปู ระเมนิ แบบจำลองโครงสร้างภายในทีต่ ัดแนวตามขวางของรากพืชใบเล้ียงเดยี่ วและพืชใบเลี้ยงคู่
7. สงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานของนกั เรียน โดยใชแ้ บบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานรายบคุ คล
8. สังเกตพฤตกิ รรมการทำงานกลุ่ม โดยใชแ้ บบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม
การวดั และประเมินผล วิธีการ เครอื่ งมือ เกณฑก์ ารประเมิน
รายการวดั - สังเกตจากการตอบ - แบบสงั เกตพฤติกรรม - ร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์
ประเมนิ ระหวา่ ง
การจัดกจิ กรรม ค ำ ถ า ม แ ล ะ แ ส ด ง รายบุคคล - ระดับคณุ ภาพ 2
การเรยี นรู้ ผ่านเกณฑ์
1) กจิ กรรมนำสูก่ าร ความคิดเหน็
- ระดบั คณุ ภาพ 2
เรียน - ตรวจใบงาน เร่อื ง - ใบงานเรอ่ื ง ผา่ นเกณฑ์
- การตอบคำถาม - ระดับคุณภาพ 2
2) โครงสร้างและ โครงสร้างภายใน โครงสร้างภายใน ผ่านเกณฑ์
หนา้ ที่ของราก - ระดับคุณภาพ 2
- กิจกรรมการเจรญิ ของราก ของราก ผ่านเกณฑ์
ของรากพืช - ระดบั คุณภาพ 2
- กิจกรรม - ตรวจใบงานเรอื่ ง - ใบงานเรอ่ื ง ผา่ นเกณฑ์
โครงสร้างภายในของ
ปลายรากพืช ประเภทของราก ประเภทของราก
- กิจกรรม
โครงสร้างภายในของ - ตรวจรายงาน เรือ่ ง - แบบประเมิน
ปลายรากพืช ตอนท่ี 2
การเจริญของรากพืช รายงาน
3) การนำเสนอผล
การทำกิจกรรม - ต ร ว จ แ บ บ จ ำ ล อ ง - แบบประเมิน
4) พฤติกรรมการ โครงสร้างภายในราก แบบจำลอง
ทำงานรายบุคคล
พืชใบเลี้ยงเดี่ยวและ - แบบฝกึ หดั
5) พฤตกิ รรมการ
ทำงานกลมุ่ พชื ใบเล้ียงคู่ ชวี วทิ ยา
6) คณุ ลกั ษณะ - ต ร ว จ แ บ บ ฝ ึ ก หั ด ม.5 เลม่ 1
อนั พงึ ประสงค์
ชีววิทยา ม.5 เลม่ 1
- ประเมนิ การนำเสนอ - แบบประเมนิ การ
ผลทำกิจกรรม นำเสนอผลทำ
กจิ กรรม
- สังเกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤติกรรม
การทำงานรายบคุ คล การทำงานรายบคุ คล
- สงั เกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤติกรรม
การทำงานรายบุคคล การทำงานกล่มุ
- สงั เกตความมวี นิ ยั - แบบประเมนิ
ใฝเ่ รยี นรู้ และมุ่งมั่น คณุ ลกั ษณะ
ในการทำงาน อนั พึงประสงค์
ส่อื /แหล่งการเรียนรู้
ส่อื การเรียนรู้
1) หนังสอื เรียนชวี วิทยา ม.5 เลม่ 1 หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 1 โครงสร้างและหน้าที่ของดอก
2) แบบฝกึ หัดชวี วทิ ยา ม.5 เล่ม 1 หน่วยการเรยี นรู้ที่ 1 โครงสร้างและหน้าท่ีของดอก
3) ใบงานเรื่อง โครงสร้างภายในของรากพชื
4) ใบงานเรื่อง ประเภทของราก
5) PowerPoint Presention เร่อื ง การเจรญิ ของรากต้นถ่ัว
6) วัสดอุ ุปกรณ์ท่ใี ช้ในการทำกจิ กรรม การเจริญของรากพืช
7) วสั ดุอปุ กรณ์ทใี่ ชใ้ นการทำกจิ กรรม โครงสร้างภายในของปลายรากพชื
8) วสั ดอุ ุปกรณ์ทใ่ี ชใ้ นการทำกิจกรรม โครงสร้างภายในของปลายรากพชื ตอนที่ 2
แหลง่ การเรยี นรู้
1) อินเทอรเ์ น็ต
ใบงานท่ี
เร่ือง โครงสรา้ งภายในของราก
คำชี้แจง : พิจารณาตวั อกั ษรจากภาพที่กำหนดให้ และเตมิ คำตอบลงในตารางให้ถกู ต้อง
dj
e k
a
f nm l
g
o
b pq
r
h s
c
i
t