- Oxidation (ปฏกิ ิรยิ าออกซิเดชนั )
- Reduction (ปฏิกริ ยิ ารดี กั ชนั )
- ตวั Oxidize
- ตัว Reduce
3. ครูยกตัวอย่างปฏิกิริยาที่เกี่ยวข้องกับการทดลองการสังเคราะห์ด้วยแสง แล้วให้นักเรียนตอบ
คำถาม ตัวอย่างเชน่
3.1 Fe3++ e- →Fe2+ เปน็ ปฏกิ ริ ิยาชนดิ ใด และ Fe3+ เรยี กว่าอะไร
(แนวตอบ: Reduction เรียก Fe3+ ว่า ตัวออกซิไดซ์)
3.2 NADP++ H2O → NADPH + H+ + O2 เรียก NADP+และ H2O ว่าอะไร
(แนวตอบ: เรียก NADP+ ว่า ตัวออกซิไดซ์ และ H2O เปน็ ตัวรดี วิ ซ)์
ขั้นที่ 3 อธิบายความรู้ (Explain)
3. ครสู ุ่มตัวแทนกลุ่มให้ออกมานำเสนอใบงานหน้าช้ันเรียน
4. นักเรียนและครูร่วมกันอภปิ รายผลจากการทำใบงานในประเดน็ ดังต่อไปนี้
1) นักวิทยาศาสตร์ที่ทดลองการสังเคราะห์ของแสงที่ได้ข้อสรุปว่า “พืชทำให้อากาศเสย
เปลี่ยนเป็นอากาศดีได้สำเร็จก็ต่อเมื่อมีแสงและพืชเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์เป็นสารอินทรีย์ ”
คือแจน อินเก็น ฮูซ
2) ฌอง แบบตสิ ท์ แวน เฮลมองท์ได้ทำการทดลองการสังเคราะห์ด้วยแสงโดยการปลูกต้นหลวิ แล้ว
ไดข้ อ้ สรุปว่า “นำ้ หนักของต้นหลวิ ทเ่ี พม่ิ ขึ้นได้มาจากนำ้ เพียงอยา่ งเดยี ว”
ข้นั ที่ 4 ขยายความเข้าใจ (Expand)
5. ให้นักเรียนทำแผ่นพับสรุปเกี่ยวกับการทดลองของนักวิทยาศาสตร์ในอดีตที่เกี่ยวข้องกับ
กระบวนการสงั เคราะหด์ ้วยแสง
6. ใหน้ ักเรยี นสรปุ สาระสำคัญและเสนอความคิดเหน็ ว่าผลการทดลองของนกั วทิ ยาศาสตร์ในอดตี ที่
เกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงมีส่วนสนับสนุนข้อเท็จ จริงของกระบวนการ
สงั เคราะหด์ ้วยแสงในปจั จบุ ันอยา่ งไร
7. ให้นักเรียนนำความรู้ทไ่ี ด้จากการศึกษาเนอ้ื หามาตอบคำถาม Topic Question ลงในสมุดบนั ทกึ
โดยมีแนวตอบ ดงั นี้
- จากการทดลองของ ฌอง แบบติสท์ แวน เฮลมองท์ (Jean Baptiste van Helmont) ทำไมต้อง
ปิดฝาเฉพาะเวลารดนำ้
(แนวตอบ: เพื่อควบคุมปริมาณดินไมใ่ ห้สูญหายโดยวิธีอืน่ ๆ เช่น ลมพัด สตั ว์คุย้ เข่ยี เปน็ ต้น หรือ
ป้องกนั ไมใ่ หใ้ บไม้ หรอื ส่งิ อ่ืนปะปนลงไปในดนิ เพอื่ ใหป้ รมิ าณดนิ คงท่ี ทำให้สรุปผลการทดลองได้
ถูกต้อง)
- การทดลองของนักวิทยาศาสตร์คนใดสามารถระบุได้ว่า แก๊สที่ทำให้เทียนไขดับส่งผลให้หนูตาย
และแกส๊ ท่ที ำให้หนตู ายสง่ ผลใหเ้ ทยี นไขดับคอื แกส๊ ชนดิ เดียวกัน และเป็นแกส๊ อะไร
(แนวตอบ: โจเซฟ พริสตล์ ีย์ (Joseph Priestley) ไดท้ ำการทดลองไว้วา่ แกส๊ ชนิดเดียวกนั ซ่งึ
เป็นแก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ (CO2))
ขัน้ สรปุ
ขน้ั ท่ี 5 ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. ครูตรวจแบบทดสอบก่อนเรียน หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 3 การสังเคราะหด์ ้วยแสง
2. ครถู ามคำถาม Topic Question เพือ่ ทดสอบความเข้าใจของนักเรยี นโดยมีแนวคำถามดังนี้
- สารอินทรีย์ที่สะสมในส่วนต่าง ๆ ของพืชมาจากไหน และเป็นสารชนิดใด สามารถตรวจสอบได้
อยา่ งไร
(แนวตอบ : มาจากแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซึ่งเป็นสารอินทรีย์ประเภทแป้ง สามารถ
ตรวจสอบโดยหยดสารละลายไอโอดีน)
- จากการทดลองของนกั วิทยาศาสตรห์ ลายท่านสามารถสรปุ ไดห้ รือไม่วา่ แสงเปน็ ปัจจยั สำคญั ตอ่
กระบวนการสังเคราะหด์ ว้ ยแสง
(แนวตอบ : ได้ เนื่องจากการทดลองของแจน อินเก็น ฮูซ (Jan IngenHousz) แสดงให้เห็นว่า
แสงเป็นปัจจัยสำคัญของกระบวนสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช หากไม่มีแสง พืชไม่สามารถเปลี่ยน
อากาศเสียให้เป็นอากาศดีได้ หรือทำให้หนูดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งสนับสนุนการทดลองของโจเซฟ
พริสต์ลีย์ (Joseph Priestley) และการทดลองของนักวิทยาศาสตร์ท่านอื่นต่อมาจนกระท่ัง
ปัจจบุ นั )
- แก๊สออกซเิ จนท่ไี ด้จากการสังเคราะห์ด้วยแสงเกิดขน้ึ มาจากสารตั้งต้นชนดิ ใด เพราะเหตุใด
(แนวตอบ : น้ำ เพราะการทดลองของแวน นีล (Van Niel) แสดงให้เห็นว่าออกซิเจน (Oxygen)
อะตอมของแกส๊ ออกซเิ จน เปน็ อะตอมเดียวกับออกซิเจนอะตอมของนำ้ )
- ในการทดลองของโรบนิ ฮิลล์ (Robin Hill) เกลอื เฟอรกิ (Fe3+) เปล่ยี นไปเป็นเกลอื เฟอรสั (Fe2+)
ได้อย่างไร
(แนวตอบ : ไดร้ ับไฮโดรเจนอะตอม (Hydrogen atom) ทีแ่ ตกตวั ออกมาจากโมเลกลุ ของนำ้ )
- ในการทดลองของโรบิน ฮิลล์ (Robin Hill) เกลือเฟอริก (Fe3+) ที่เติมลงไปในหลอดทดลองทำ
หนา้ ท่ีเหมือนกับสารใดในการทดลองของแดเนยี ล อารน์ อน (Daniel Arnon)
(แนวตอบ : NADP+ : Nicotinamide adenine dinucleotide phosphate (NADP) คือ นิโคติ
นาไมด์อะดีนีนไดนิวคลีโอไตด์ฟอสเฟต เป็นสารอินทรีย์ชนิดหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นตัว รับไฮโดรเจน
ในกระบวนการสังเคราะหแ์ สงซึง่ เมื่อรับไฮโดรเจนแลว้ จะอยใู่ นรปู ของ NADPH2)
- จากการทดลองของเองเกลมัน (T.W. Engelmann) ไดข้ ้อสรุปวา่ อย่างไร
(แนวตอบ : คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) เป็นสารสีที่ทำหน้าที่ดูดซับพลังงานแสง เพื่อใช้ในการ
สงั เคราะหอ์ าหาร โดยการทดลองแสดงให้เหน็ วา่ บริเวณท่มี แี บคทีเรียมารวมกลมุ่ คอื บรเิ วณท่มี ี
แกส๊ ออกซิเจน (Oxygen) ซ่งึ ได้จากการสังเคราะห์ดว้ ยแสง)
- จากการทดลองของแดเนยี ล (Daniel Arnon) สาร NADP+ ที่เติมลงไปมผี ลต่อการสรา้ ง ATP
(Adenosine triphosphate) และ O2 หรือไม่ อยา่ งไร
(แนวตอบ : มีผลต่อการสร้างออกซิเจน (O2) แต่ไม่มีผลต่อการสังเคราะห์ ATP (Adenosine
Triphosphate))
- จากการทดลองของนักวทิ ยาศาสตร์ในอดตี ปจั จยั ใดบ้างที่มีผลตอ่ การสงั เคราะห์ดว้ ยแสงของพชื
(แนวตอบ : แสง นำ้ แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ NADP+ และ ADP + P+)
3. ครตู รวจแบบฝึกหัดชีววิทยา ม.5 เล่ม 1
4. ครปู ระเมนิ ชิ้นงาน เช่น แผน่ พับ รายงาน ผังสรปุ โดยใช้แบบประเมินชนิ้ งาน
5. สงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานของนักเรยี น โดยใชแ้ บบสงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานรายบุคคล
6. สงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานกลุม่ โดยใช้แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานกล่มุ
7. การวดั และประเมนิ ผล
รายการวดั วิธกี าร เครอ่ื งมือ เกณฑ์การประเมิน
7.1 การประเมินกอ่ น - ตรวจแบบทดสอบก่อนเรียน - แบบทดสอบก่อนเรียน - รอ้ ยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
เรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 การ หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 3
- แบบทดสอบก่อน สงั เคราะห์ดว้ ยแสง การสงั เคราะห์ด้วย
เรียน หน่วยการ แสง
เรียนรู้ท่ี 3 การ
สังเคราะหด์ ้วยแสง
7.2 ประเมนิ ระหว่าง
การจัดกจิ กรรม
การเรียนรู้
1) กิจกรรมนำสกู่ าร - สงั เกตจากการตอบคำถาม - แบบสังเกตพฤติกรรม - ร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์
รายบุคคล
เรยี น และแสดงความคดิ เหน็ - ระดบั คุณภาพ 2
- แบบประเมนิ ชนิ้ งาน ผา่ นเกณฑ์
- การตอบคำถาม - แบบฝกึ หัดชวี วทิ ยา
2) การค้นควา้ ที่ - ตรวจแผน่ พับสรุปเกี่ยวกบั ม. 5 เลม่ 1
เกีย่ วขอ้ งกับ การทดลองของ
กระบวนการ นักวิทยาศาสตร์ ในอดีตท่ี
สังเคราะห์ด้วยแสง เก่ยี วข้องกับกระบวนการ
สงั เคราะห์ด้วยแสง
รายการวัด วธิ กี าร เคร่ืองมอื เกณฑ์การประเมิน
- ตรวจแบบฝึกหดั ชวี วทิ ยา ม.
5 เลม่ 1
3) การนำเสนอผล - ประเมินการนำเสนอ - แบบประเมินการ - ระดบั คณุ ภาพ 2
การทำกจิ กรรม ผลทำกจิ กรรม นำเสนอผลทำกจิ กรรม ผ่านเกณฑ์
- สังเกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม - ระดบั คุณภาพ 2
4) พฤตกิ รรมการ การทำงานรายบุคคล การทำงานรายบุคคล ผา่ นเกณฑ์
ทำงานรายบุคคล - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม - ระดบั คุณภาพ 2
การทำงานรายบุคคล การทำงานกลุ่ม ผ่านเกณฑ์
5) พฤตกิ รรมการ - สังเกตความมวี ินัย - แบบประเมิน - ระดับคุณภาพ 2
ทำงานกล่มุ ใฝเ่ รียนรู้ และมุ่งมน่ั คณุ ลกั ษณะ ผา่ นเกณฑ์
ในการทำงาน อนั พึงประสงค์
6) คุณลกั ษณะ
อันพึงประสงค์
8. ส่อื /แหล่งการเรียนรู้
8.1 ส่ือการเรยี นรู้
1) หนังสอื เรียนชวี วทิ ยา ม.5 เล่ม 1 หนว่ ยการเรียนรูท้ ่ี 2 การสังเคราะห์ของแสง
2) แบบฝกึ หดั ชวี วทิ ยา ม.5 เลม่ 1 หนว่ ยการเรยี นรูท้ ี่ 2 การสังเคราะห์ของแสง
3) แบบทดสอบก่อนเรียน หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 3 เรอื่ ง การสงั เคราะห์ด้วยแสง
4) จดหมายคำถาม Big question
8.2 แหล่งการเรียนรู้
1) หอ้ งปฏิบัตกิ ารชีววทิ ยา
2) อนิ เทอร์เน็ต
บันทึกผลหลงั การจัดการเรยี นรู้
กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ รายวชิ า ชวี วทิ ยาเพิม่ เติม รหัสวิชา ว30243
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 2 เรอ่ื ง การสงั เคราะห์ดว้ ยแสง ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 5
แผนการจดั การเรียนร้ทู ี่ 9 เร่อื ง การคน้ ควา้ ทเี่ กยี่ วข้องกับกระบวนการ
สังเคราะหด์ ว้ ยแสง เวลา 3 ชั่วโมง
1. ผลการจัดการเรียนรู้
............................................................................................................................. .................................................
............................................................. .................................................................................................. ...............
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
2. ปัญหาและอุปสรรค
..................................................................................................................................... .........................................
............................................................................................................. .................................................................
............................................................................................................................. .................................................
3. แนวทางแก้ไข
............................................................................................................................. .................................................
..................................................................... ........................................................................................... ..............
............................................................................................................................. .................................................
ลงชือ่ .....................................................ผสู้ อน
(นางสาวดารนิ คาดสนิท)
………/………../…….....
แผนการจดั การเรียนรู้
กลุม่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ รายวิชา ชวี วิทยาเพิม่ เติม รหสั วิชา ว30243
หนว่ ยการเรยี นรูท้ ่ี 2 เรื่อง การสงั เคราะห์ด้วยแสง ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 5
แผนการจัดการเรยี นรูท้ ่ี 10 เรอ่ื ง โครงสร้างคลอโรพลาสต์ เวลา 3 ช่ัวโมง
ผู้สอน นางสาวดาริน คาดสนิท โรงเรยี นบา้ นแพงพิทยาคม
1. ผลการเรียนรู้
อธบิ ายขน้ั ตอนท่ีเกดิ ข้ึนในกระบวนการสงั เคราะห์ด้วยแสงของพชื C3
2. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
1. อธบิ ายข้นั ตอนท่ีเกิดขึ้นในกระบวนการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสงของพชื ได้ (K)
2. วิเคราะหผ์ ลติ ภณั ฑท์ ่ีไดใ้ นแตล่ ะขัน้ ตอนของกระบวนการสงั เคราะห์ด้วยแสงได้ (P)
3. ใฝร่ แู้ ละรบั ผิดชอบตอ่ หนา้ ที่ท่ไี ด้รบั มอบหมาย (A)
3. สาระการเรียนรู้ สาระการเรียนรูท้ ้องถน่ิ
พจิ ารณาตามหลกั สตู รของสถานศกึ ษา
สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
- กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงมี 2 ขั้นตอนคือ
ปฏกิ ิรยิ าแสง และการตรึงคารบ์ อนไดออกไซด์
- ปฏิกิริยาแสงเป็นปฏิกิริยาที่เปลี่ยนพลังงานแสงเป็น
พลังงานเคมี โดยแสงออกซิไดซ์โมเลกุลสารสีที่ไทลา
คอยด์ของคลอโรพลาสต์ ทำให้เกิดการถ่ายทอด
อิเล็กตรอน ได้ผลิตภัณฑ์เป็น ATP และ NADPH+ H+
ในสโตรมาของคลอโรพลาสต์
- การตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ เกิดในสโตรมา โดยใช้
RuBP และเอนไซม์รูบิสโก ได้สารท่ีประกอบด้วย
คาร์บอน 3 อะตอม คือ PGA โดยใช้ ATP และ
NADPH ที่ได้จากปฏิกิริยาแสงไปรีดิวซ์สารประกอบ
คาร์บอน 3 อะตอม ได้เป็นน้ำตาลที่มีคาร์บอน 3
อะตอม คือ PGAL ซึ่งส่วน หนึ่งจะถูกนำไปสร้าง
RuBP กลับคืนเป็นวัฏจักรโดยพืช C3 จะมีการตรึง
คารบ์ อนไดออกไซด์ด้วยวัฏจกั รคัลวินเพยี งอย่างเดียว
4. สาระสำคัญ/ความคดิ รวบยอด
คลอโรพลาสต์สว่ นใหญม่ รี ูปร่างกลมรี มคี วามยาวประมาณ 5 ไมโครเมตร กว้าง 2 ไมโครเมตร หนา
1-2 ไมโครเมตร พบมากในเซลล์ของใบ ซึ่งแต่ละเซลล์ของพืชจะมีจำนวนคลอโรพลาสต์แตกต่างกัน ทั้งน้ี
ขึน้ อยู่กบั ชนดิ ของเซลล์และชนิดของพืช
5. สมรรถนะสำคัญของผู้เรยี นและคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์
สมรรถนะสำคัญของผูเ้ รยี น คุณลักษณะอันพึงประสงค์
1. ความสามารถในการสอื่ สาร 1. มีวนิ ยั
2. ความสามารถในการคดิ 2. ใฝเ่ รยี นรู้
3. ม่งุ ม่นั ในการทำงาน
1) ทกั ษะการระบุ
2) ทักษะการเชอ่ื มโยง
3) ทกั ษะการรวบรวมข้อมลู
3. ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ิต
6. กจิ กรรมการเรียนรู้
แนวคิด/รูปแบบการสอน/วิธกี ารสอน/เทคนคิ : แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model)
ช่วั โมงท่ี 1
ขน้ั นำ
ขน้ั ที่ 1กระตนุ้ ความสนใจ (Engage)
1. ครูเปดิ ส่ือวีดทิ ศั น์ เรอ่ื ง ปฏิกริ ยิ าแสง (Light Reaction) เพ่อื กระต้นุ ความสนใจของนักเรียน
2. หลงั จากดวู ดี ิทัศน์ ใหน้ ักเรียนเขยี นคำถามท่ีตนเองสงสยั 1 คำถาม และลงชอ่ื ท่ีมุมกระดาษ จากน้ัน
พับกระดาษให้เป็นสลาก แลว้ รวบรวมสง่ มาใหค้ รูประจำช้นั เพือ่ ทำกิจกรรม ดังน้ี
- ครสู มุ่ หยิบสลากขึน้ มา 1 คำถาม แลว้ ใหเ้ จา้ ของคำถามออกมาเขยี นคำถามบนกระดาน
- ครสู ุ่มนักเรียนอกี หน่ึงคน ตอบคำถามบนกระดาน
- ครูส่มุ หยิบสลากคำถามตอ่ ไป แต่ใหเ้ จ้าของคำถามคนกอ่ นหน้าเป็นฝ่ายตอบคำถาม
- ครสู มุ่ หยิบสลากไปอีกประมาณ 4-5 สลาก
3. ใหน้ กั เรยี นบนั ทกึ คำถามลงในสมุดบนั ทกึ และคำตอบของเพื่อนลงในสมดุ บันทกึ
4. ครูสุ่มเลขที่ตามวันที่สอน แล้วให้นักเรียนลุกขึ้นตอบคำถาม Prior knowledge เพื่อกระตุ้นความ
สนใจของนกั เรยี นกอ่ นเริ่มบทเรยี น โดยมแี นวคำถามดังน้ี
- กลไกการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสงของพชื เปน็ อยา่ งไร
(แนวตอบ: กลไกการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช แบ่งออกได้เป็น 2 ขั้นตอน คือ ปฏิกิริยาแสงเพื่อ
เปลี่ยนพลังงานแสงให้กลายเป็นพลังงานเคมี และกระบวนการตรึงแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)
จากบรรยากาศ โดยใช้พลังงานเคมเี ปล่ียนสารตงั้ ต้นให้เปน็ ผลิตภัณฑ์)
ข้นั สอน
ขนั้ ท่ี 2 สำรวจคน้ หา (Explore)
1. ครูให้นักเรียนศึกษาเนื้อหาเรื่อง โครงสร้างของคลอโรพลาสต์ (Chloroplast) ในหนังสือเรียน
ชีววิทยา ม.5 เล่ม 1
2. ใหน้ ักเรียนแบ่งกลุ่มตามความสมคั รใจ กลุ่มละ 4-5 คน ทำใบงานเรอ่ื ง โครงสร้างและหน้าที่ของ
คลอโรพลาสต์ (Chloroplast) ตอนท่ี 1
ข้นั ที่ 3 อธิบายความรู้ (Explain)
3. ให้นกั เรียนแตล่ ะกลมุ่ สง่ ตวั แทนกลุ่มออกมานำเสนอใบงานเรือ่ ง โครงสร้างและหนา้ ที่ของ
คลอโรพลาสต์ (Chloroplast) ตอนท่ี 1 หน้าช้นั เรยี น
4. นักเรียนและครรู ่วมกนั อภปิ รายผลจากการทำใบงาน โดยใชค้ ำถาม ดังนี้
- คลอโรพลาสต์ (Chloroplast) มีเยอ่ื หมุ้ กีช่ ้นั
(แนวตอบ: มี 2 ชั้น คือเยื่อหุ้มชั้นนอก (Outer membrane) และเยื่อหุ้มชั้นใน (Inner
membrane))
- คลอโรพลาสต์ (Chloroplast) สว่ นมากพบมากท่ีส่วนประกอบใดของพืช
(แนวตอบ: ใบ (Leaf))
- ปฏิกริ ยิ าแสงเกิดข้ึนทีบ่ รเิ วณใดในคลอโรพลาสต์ (Chloroplast)
(แนวตอบ: เย่ือห้มุ ไทลาคอยด์ (Thylakoid))
- การตรงึ คารบ์ อนไดออกไซด์ (CO2) เกดิ ข้นึ ทบ่ี รเิ วณใดในคลอโรพลาสต์ (Chloroplast)
(แนวตอบ: สโตรมา (Stroma))
ช่ัวโมงท่ี 2
ขัน้ สอน
ขัน้ ท่ี 2 สำรวจค้นหา (Explore)
1. ครูใหน้ กั เรยี นศกึ ษากราฟการดูดกลนื แสงของใบพืชตวั อย่าง ในหนังสือเรยี นชีววทิ ยา ม.5 เล่ม 1
2. ครูเขยี นคำถามต่อไปนี้ บนกระดาน แล้วให้นักเรยี นสบื คน้ ข้อมลู แล้วตอบคำถามลงในสมดุ บนั ทกึ
- สารสีทีส่ กัดไดจ้ ากใบพชื ได้แก่อะไรบา้ ง
(แนวตอบ: คลอโรฟิลล์เอ (Chlorophyll A) คลอโรฟิลล์บี (Chlorophyll B) แคโรทีนอยด์
(Carotenoids))
- อตั ราการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสงเกิดขึน้ มากในชว่ งความยาวคลนื่ เท่าใด
(แนวตอบ: ประมาณชว่ งความยาวคล่นื 400-500 และช่วง 600-700 นาโนเมตร)
3. ให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลเพื่อศึกษาเกี่ยวกับกลุ่มสารสีที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาแสงทั้งในพืชและ
สง่ิ มชี ีวิตอนื่ จากแหล่งการเรยี นรู้ เช่น อินเทอร์เนต็ ห้องสมดุ หนงั สือเรยี นชวี วิทยา ม.5 เลม่ 1
ขน้ั ท่ี 3 อธบิ ายความรู้ (Explain)
4. ครูสุ่มตัวแทนนักเรียนยกตัวอย่างสารสีที่มีผลต่อการสังเคราะห์ด้วยแสงที่พบทั้งในพืชและสิ่งมีชีวติ
อื่น โดยแต่ละคำตอบต้องไม่ซ้ำกัน จากนั้นให้นักเรียนจับกลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน เพื่อศึกษาเนื้อหา
ดังน้ี
- กลุ่มท่ี 1 คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll)
- กลุ่มท่ี 2 แคโรทนี อยด์ (Carotenoids)
- กลุ่มที่ 3 ไฟโคบิลนิ (Phycobilin)
- กลมุ่ ที่ 4 แบคเทอรโิ อคลอโรฟิลล์ (Bacteriochlorophyll)
5. ให้ทง้ั 4 กลุม่ ตงั้ คำถามมาอยา่ งน้อย 5 คำถาม
- กลุ่มที่ 1 ตั้งคำถามเกี่ยวกับสารสีแคโรทีนอยด์ (Carotenoids) แล้วให้กลุ่มที่ 2 ร่วมกันระดม
ความคิด อธิบายคำตอบ
- กลุ่มที่ 2 ตั้งคำถามเกี่ยวกับสารสีไฟโคบิลิน (Phycobilin) แล้วให้กลุ่มที่ 3 ร่วมกันระดมความคิด
อธบิ ายคำตอบ
- กลมุ่ ท่ี 3 ตง้ั คำถามเกยี่ วกับสารสีแบคเทอรโิ อคลอโรฟิลล์ (Bacteriochlorophyll) แลว้ ให้กลุ่มท่ี 4
รว่ มกนั ระดมความคิดอธบิ ายคำตอบ
- กลุ่มท่ี 4 ตั้งคำถามเก่ียวกับสารสีคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) แลว้ ให้กลมุ่ ที่ 1 ร่วมกันระดมความคิด
อธบิ ายคำตอบ
5. นักเรียนและครรู ่วมกันเฉลยคำตอบที่ถกู ตอ้ ง
6. นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับสารสี ได้แก่ คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) แคโรทีนอยด์
(Carotenoids) ไฟโคบลิ ิน (Phycobilin) และ แบคเทอริโอคลอโรฟิลล์ (Bacteriochlorophyll)
ชว่ั โมงที่ 3
ขั้นสอน
ขน้ั ที่ 2 สำรวจค้นหา (Explore)
1. ให้นักเรียนจับกลุม่ 5-6 คน ทำกิจกรรม ความสามารถในการดดู กลนื แสงของสารสีชนิดต่าง ๆ จาก
หนังสอื เรยี นชวี วิทยา ม.5 เล่ม 1
2. ให้สมาชิกภายในกลุ่มแบ่งภาระหน้าที่รับผิดชอบ โดยสมาชิกในกลุ่มมีบทบาทและหน้าที่ของตนเอง
ดงั นี้
- สมาชิกคนท่ี 1 : ทำหน้าที่เตรียมวัสดุอุปกรณ์ของกจิ กรรมความสามารถในการดูดกลนื แสงของ สาร
สชี นดิ ต่าง ๆ
- สมาชกิ คนท่ี 2 : ทำหน้าท่ีอ่านวธิ กี ารทำกจิ กรรม และนำมาอธิบายใหส้ มาชกิ ภายในกลุ่มฟงั
- สมาชกิ คนที่ 3 และ 4 : ทำหนา้ ที่บันทึกผลการทำกจิ กรรม
- สมาชิกคนท่ี 5 และ 6 : ทำหนา้ ทน่ี ำเสนอผลทไี่ ดจ้ ากการทำกิจกรรม
3. ในระหว่างการทำกิจกรรมให้สมาชิกภายในกลุ่มตั้งคำถามขั้นตอนการทดลองที่ตนเองสงสัย เช่น
เพราะเหตุใดจึงต้องเติมแอลกอฮอล์ และปิโตรเลียมอีเทอร์ แล้วให้สมาชิกร่วมกันสืบค้นจาก
แหล่งข้อมูลเพ่ือตอบคำถาม
ขั้นท่ี 3 อธิบายความรู้ (Explain)
4. ให้ตัวแทนของแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอผลจากการทำกิจกรรม และอธิบายข้อสงสัยที่สมาชิก
ภายในกลุ่มตั้งคำถาม และนำเสนอผลจากการสืบค้นคำตอบ
5. ครูพิจารณาผลจากการทำกิจกรรมและผลจากการสืบค้นข้อสงสัยในขั้นตอนการทำกิจกรรมของ
นักเรยี น
6. นกั เรยี นและครรู ่วมกันเพม่ิ เตมิ ขอ้ มูล หากขอ้ มูลท่นี ักเรยี นออกมานำเสนอยังไม่สมบรู ณ์
7. นกั เรียนและครูร่วมกันอภปิ รายผลจากการทำกิจกรรม
9. ครถู ามคำถามท้ายกิจกรรม โดยใหน้ ักเรียนร่วมกนั ตอบคำถามทา้ ยกิจกรรม โดยมแี นวคำถาม ดังนี้
- เพราะเหตใุ ดจงึ ตอ้ งสกัดสารสจี ากใบไม้และผักตา่ ง ๆ ออกมากอ่ นที่จะนำไปทดสอบการดูดกลืนแสง
(แนวตอบ: เพอ่ื ให้สารสีอยูใ่ นสภาพสารละลาย)
- ใบไมแ้ ละผกั ต่าง ๆ มีสารสเี หมือนหรอื แตกตา่ งกัน อย่างไร
(แนวตอบ: มสี ารสีเหมือนกัน แตแ่ ตกตา่ งกันทป่ี ริมาณ ซง่ึ มีมากหรือนอ้ ยข้ึนอยกู่ บั พืชแต่ละชนิด)
10. ให้นักเรียนศึกษา เรื่อง โครงสร้างสารคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) ในกรอบ Biology Focus เพื่อให้
นกั เรยี นเขา้ ใจถึงหลักการการสกัดสารสีคลอโรฟิลล์มากข้นึ
11. ครูถามคำถามทบทวนความรู้ เรื่อง โครงสร้างของเยื่อหุ้มไทลาคอยด์ (Thylakoid) ก่อนเริ่มเข้าสู่
หวั ขอ้ ถัดไป ดงั น้ี
- เยื่อหุม้ ไทลาคอยด์ (Thylakoid) เปน็ ส่วนที่กนั ระหวา่ งอะไร
(แนวตอบ: สโตรมา (Stroma) กบั ลเู มน (Lumen))
- กลมุ่ โปรตนี ทีจ่ ัดเรยี งอยบู่ นเยื่อหมุ้ ไทลาคอยด์ (Thylakoid) ไดแ้ ก่อะไรบ้าง
(แนวตอบ: ระบบแสง I ระบบแสง II และไซโทโครมคอมเพล็กซ์ (Cytochrome complex))
- ระบบแสง I รบั พลงั งานแสงข้นั ต่ำที่สดุ เท่าใด
(แนวตอบ: 700 นาโนเมตร)
- ระบบแสง II รบั พลงั งานแสงข้ันตำ่ ทส่ี ดุ เท่าใด
(แนวตอบ: 680 นาโนเมตร)
- ไซโทโครมคอมเพล็กซ์ (Cytochrome complex) ทำหนา้ ที่อะไร
(แนวตอบ: ส่งผา่ นอเิ ล็กตรอน)
ขัน้ ที่ 4 ขยายความเขา้ ใจ (Expand)
12. ใหน้ กั เรียนทำใบงาน เร่ือง โครงสรา้ งและหน้าทข่ี องคลอโรพลาสต์ ในตอนที่ 2
13. ให้นกั เรียนทำแบบฝกึ หัดชวี วทิ ยา ม.5 เล่ม 1
14. ครูถามคำถาม H.O.T.S. แล้วให้นักเรียนนำความรู้ที่ได้จากการศึกษาบทเรียนในหัวข้อนี้มาตอบ
คำถาม ลงในสมดุ โดยมีแนวคำถามดังน้ี
- สารสีมีบทบาทในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงอย่างไร หากไม่มีสารสีจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อ
กระบวนการสงั เคราะหด์ ้วยแสง
(แนวตอบ : ช่วยในการดูดกลืนแสงส่งผลให้เกิดการถ่ายทอดอิเล็กตรอนเป็นลำดับ ซึ่งการเคลื่อนท่ี
ของอิเลก็ ตรอนก่อให้เกิดพลังงานเคมี หากไมม่ สี ารสี พชื จะไมส่ ามารถดดู กลืนแสงและผลิตพลังงาน
เคมี เพ่ือใชใ้ นกระบวนการสังเคราะห์ดว้ ยแสงหรอื ผลิตอาหารได้)
ขนั้ สรปุ
ขั้นที่ 5 ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. ครูตรวจแบบฝึกหัดในแบบฝกึ ชวี วิทยา ม.5 เล่ม 1
2. ครตู รวจใบงานเรื่อง โครงสร้างและหน้าท่ีของคลอโรพลาสต์
3. ครปู ระเมินชนิ้ งาน เชน่ ผงั มโนทัศน์ แผน่ พับ รายงาน และป้ายนิเทศ โดยใชแ้ บบประเมินชนิ้ งาน
4. ครูประเมนิ การปฏิบัตกิ ารจากการทำกจิ กรรม โดยใชแ้ บบประเมนิ การปฏบิ ตั กิ าร
5. สงั เกตพฤติกรรมการทำงานของนกั เรยี น โดยใชแ้ บบสังเกตพฤติกรรมการทำงานรายบุคคล
6. สงั เกตพฤติกรรมการทำงานกล่มุ โดยใช้แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานกล่มุ
7. การวัดและประเมินผล
รายการวดั วิธกี าร เครื่องมอื เกณฑ์การประเมนิ
7.1 ประเมนิ ระหว่าง - สงั เกตจากการตอบคำถามและ - แบบสงั เกตพฤติกรรม - รอ้ ยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
การจัดกจิ กรรม แสดงความคิดเห็น รายบุคคล - ระดบั คุณภาพ 2
การเรียนรู้
1) กจิ กรรมนำสู่การ - ตรวจใบงานเรือ่ ง - ใบงานเรื่อง ผา่ นเกณฑ์
เรยี น โครงสรา้ งและหน้าท่ีของ โครงสรา้ งและหน้าท่ี
- การตอบคำถาม คลอโรพลาสต์ ของคลอโรพลาสต์
2) โครงสร้างคลอโร - ตรวจชนิ้ งานสรปุ เรอ่ื ง
พลาสต์ โครงสร้างคลอโรพลาสต์ - แบบประเมนิ ชนิ้ งาน
3) การนำเสนอผลการ - ประเมินการนำเสนอ - แบบประเมนิ การ - ระดบั คณุ ภาพ 2
ทำกิจกรรม ผลทำกิจกรรม นำเสนอผลทำกิจกรรม ผ่านเกณฑ์
4) พฤติกรรมการ - สังเกตพฤตกิ รรม - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม - ระดับคณุ ภาพ 2
ทำงานรายบุคคล การทำงานรายบคุ คล การทำงานรายบุคคล ผ่านเกณฑ์
5) พฤติกรรมการ - สังเกตพฤตกิ รรม - แบบสงั เกตพฤติกรรม - ระดบั คุณภาพ 2
ทำงานกลมุ่ การทำงานรายบคุ คล การทำงานกลุ่ม ผา่ นเกณฑ์
6) คุณลักษณะ - สงั เกตความมวี นิ ัย - แบบประเมนิ - ระดับคุณภาพ 2
อนั พึงประสงค์ ใฝเ่ รยี นรู้ และมุ่งม่นั คณุ ลกั ษณะ ผา่ นเกณฑ์
ในการทำงาน อนั พงึ ประสงค์
8. ส่ือ/แหล่งการเรียนรู้
8.1 สอ่ื การเรียนรู้
1) หนังสอื เรียนชีววทิ ยา ม.5 เลม่ 1 หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 2 การสังเคราะห์ของแสง
2) แบบฝึกหดั ชีววทิ ยา ม.5 เลม่ 1 หน่วยการเรียนรู้ท่ี 2 การสงั เคราะห์ของแสง
3) ใบงานเรื่อง โครงสรา้ งและหนา้ ที่ของคลอโรพลาสต์ (Chloroplast)
4) วสั ดอุ ปุ กรณ์ของกจิ กรรมความสามารถในการดดู กลืนแสงของสารสีชนดิ ต่าง ๆ
5) วีดิทัศน์ เรอ่ื ง ปฏิกริ ิยาแสง (Light Reaction)
จาก https://www.youtube.com/watch?v=tzKEnpCJlcU
8.2 แหล่งการเรียนรู้
1) ห้องปฏิบัติการชวี วทิ ยา
2) อินเทอร์เนต็
ใบงาน
เรือ่ ง โครงสร้างและหน้าท่ีของคลอโรพลาสต์
ตอนที่ 1 โครงสร้างคลอโรพลาสต์
คำชแ้ี จง : พิจารณาภาพโครงสรา้ งของคลอโรพลาสต์ แลว้ เตมิ คำตอบลงในตาราง
3 4
12
56 78
1. ___________________ 5. ___________________
2. ___________________ 6. ___________________
3. ___________________ 7. ___________________
4. ___________________ 8. ___________________
ตอนที่ 2 สารสใี นสิง่ มีชวี ิต
คำช้แี จง : จงเตมิ เคร่ืองหมาย + และ - ลงในตารางทีก่ ำหนดให้ หากส่งิ มชี ีวติ ชนดิ น้นั มสี ารสีเปน็ องคป์ ระกอบ
ใหเ้ ตมิ เคร่ืองหมาย + หากไม่มีใหเ้ ติมเครอ่ื งหมาย -
สารสที พี่ บในส่งิ มชี ีวติ ชนิดต่าง ๆ
สง่ิ มีชีวติ คลอโรฟลิ ล์ แคโรทนี อยด์ ไฟโคบิลิน แบคเทอรโิ อคลอโรฟลิ ล์
ABCD A B CD
มอส
สาหรา่ ยสีเขยี ว
สารหร่ายสแี ดง
ไซยาโนแบคทีเรยี
กรนี แบคทีเรยี
ใบงาน เฉลย
เร่ือง โครงสรา้ งและหน้าท่ขี องคลอโรพลาสต์
ตอนท่ี 1 โครงสรา้ งคลอโรพลาสต์ (Chloroplast)
คำช้ีแจง : พจิ ารณาภาพโครงสร้างของคลอโรพลาสต์ แล้วเตมิ คำตอบลงในตาราง
3 4
12
56 78
1. เย่อื หุ้มชั้นนอก (Outer membrane)
2. เย่อื หุ้มชั้นใน (Inner membrane)
3. ช่องว่างระหวา่ งเยื่อหุ้มชัน้ นอกและช้ันใน
4. สโตรมา (Stroma)
5. กรานมุ (Granum)
6. ไทลาคอยด์ (Thylakoid)
7. สโตรมาลาเมลลา (Stroma lamella)
8. ลเู มน (Lumen)
183
ตอนท่ี 2 สารสใี นส่ิงมีชวี ิต เฉลย
คำช้แี จง : จงเตมิ เครื่องหมาย + และ - ลงในตารางท่กี ำหนดให้ หากส่งิ มีชวี ิตชนดิ นน้ั มีสารสีเป็นองค์ประกอบ
ให้เติมเครื่องหมาย + หากไม่มีให้เตมิ เครื่องหมาย -
สารสีท่ีพบในสิง่ มชี ีวิตชนดิ ต่าง ๆ
สง่ิ มชี ีวิต คลอโรฟิลล์ แคโรทนี อยด์ ไฟโคบิลนิ แบคเทอริโอคลอโรฟิลล์
ABCD ABCD
มอส ++- - + - ----
พชื ดอก ++- - + - ----
สาหรา่ ยสีเขยี ว + + - - + - ----
สารหรา่ ยสีแดง + - - - + + ----
ไซยาโนแบคทีเรยี + - - + + + ----
กรีนแบคทีเรยี - - - - + - + - +/- +/-
แบบประเมนิ ช้ินงาน
คำชแี้ จง : ให้ผู้สอนประเมินชิน้ งานตามรายการทก่ี ำหนดแลว้ ขดี ✓ ลงในช่องทตี่ รงกบั ระดบั คะแนน
ลำดบั ที่ รายการประเมนิ ระดับคะแนน
4321
1 ความถกู ต้องของช้ินงาน
2 การจดั รูปแบบช้ินงาน
3 ความตรงตอ่ เวลา
รวม
ลงชอื่ ................................................... ผปู้ ระเมนิ
................./................/................
เกณฑ์การประเมนิ ชน้ิ งาน
รายการประเมิน ระดบั คะแนน
32
4 1
1. ความถูกตอ้ งของ ชิ้นงานมีความถูกต้อง ชิ้นงานมีความถูกต้อง ชิ้นงานมีความถูกต้อง ช้นิ งานไมถ่ กู ต้อง และ
ชน้ิ งาน ครบทุกหวั ข้อ ครบทุกหัวข้อเป็นส่วน ครบทุกหัวข้อเพียง ไม่ครบตามหัวข้อที่
ใหญ่ บางส่วน กำหนด
2. การจดั รูปแบบ ชิ้นงานมีระเบียบ มี ชิ้นงานมีระเบียบ และมี ชิ้นงานมีระเบียบ และมี ชิ้นงานไม่มีระเบียบ
ช้นิ งาน
ความคิดสร้างสรรค์ และ ความน่าสนใจเป็นส่วน ความน่าสนใจเพียง ไมม่ คี วามนา่ สนใจ
มีความน่าสนใจ ใหญ่ บางส่วน
3. ความตรงตอ่ เวลา ส่งช้ินงานภายในเวลาที่ สง่ ชิ้นงานชา้ กว่าเวลาที่ ส่งชน้ิ งานชา้ กว่าเวลาที่ ส่งชิ้นงานชา้ กวา่ เวลา
กำหนด กำหนด 1 วัน กำหนด 2 วัน ทีก่ ำหนด 3 วันขึน้ ไป
เกณฑก์ ารตดั สินคุณภาพ
ช่วงคะแนน ระดบั คุณภาพ
10-12 ดมี าก
7-9 ดี
4-6 พอใช้
0-3 ปรบั ปรงุ
แบบประเมินการปฏบิ ตั ิการ
คำชแ้ี จง : ใหผ้ สู้ อนประเมินการปฏิบตั กิ ารของนกั เรยี นตามรายการทก่ี ำหนดแลว้ ขีด ✓ลงในช่องท่ีตรงกบั ระดับคะแนน
ลำดบั ท่ี รายการประเมนิ ระดับคะแนน 1
432
1 การปฏิบัตกิ ารทดลอง
2 ความคล่องแคล่วขณะปฏิบตั กิ าร
3 การนำเสนอ
รวม
ลงชอ่ื ................................................... ผปู้ ระเมิน
................./................../..................
เกณฑ์การประเมินการปฏิบตั ิการ
ประเด็นท่ปี ระเมนิ 4 ระดบั คะแนน 2 1
3
1. การปฏิบัติการ ทำตามทดลองตามขั้นตอน ทำตามทดลองตามขั้นตอน ต้องให้ความช่วยเหลือบ้าง ต้องให้ความช่วยเหลอื อย่าง
ทดลอง และใชอ้ ปุ กรณไ์ ด้อยา่ งถกู ตอ้ ง และใช้อุปกรณ์ได้อย่าง ในการทำการทดลอง และ มากในการทำการทดลอง
ถูกต้อง แต่อาจต้องได้รับ การใช้อปุ กรณ์ และการใช้อปุ กรณ์
คำแนะนำบา้ ง
2. ความคล่องแคล่ว มีความคล่องแคล่วในการทำ มีความคล่องแคล่วในการ ข า ด ค ว า ม ค ล ่ อ ง แ ค ล่ ว ทำการทดลองเสร็จไม่
ขณะปฏบิ ัติการ การทดลองโดยไมต่ อ้ งได้รับคำ ทำการทดลองแต่ต้องได้รับ ในขณะการทำการทดลอง ทันเวลา และทำอุปกรณ์
ชแ้ี นะ และทำการทดลองเสรจ็ คำแนะนำบ้าง และทำการ จึงทำการทดลองเสร็จไม่ เสยี หาย
ทันเวลา ทดลองเสรจ็ ทนั เวลา ทนั เวลา
3. การบันทึก สรุป บนั ทึกและสรุปผลการทดลอง บันทึกและสรุปผลการ ต้องให้คำแนะนำในการ ต้องให้ความช่วยเหลืออย่าง
และการนำเสนอ ไดถ้ ูกตอ้ ง รัดกมุ นำเสนอผล ทดลองได้ถูกต้อง แต่การ บันทึก สรุป และนำเสนอ มากในการบันทึกสรุป และ
ผลการทดลอง การทดลองเปน็ ขั้นตอนชดั เจน นำเสนอผลการทดลองยงั ไม่ ผลการทดลอง นำเสนอผลการทดลอง
เปน็ ขั้นตอน
เกณฑ์การตดั สนิ คุณภาพ
ช่วงคะแนน ระดับคณุ ภาพ
11-12 ดมี าก
9-10 ดี
6-8 พอใช้
ต่ำกวา่ 6 ปรับปรงุ
บนั ทึกผลหลงั การจดั การเรยี นรู้
กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ รายวิชา ชีววทิ ยาเพิ่มเติม รหัสวิชา ว30243
หน่วยการเรยี นร้ทู ่ี 2 เรอ่ื ง การสงั เคราะหด์ ว้ ยแสง ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 10 เรอื่ ง โครงสร้างคลอโรพลาสต์ เวลา 3 ชั่วโมง
1. ผลการจดั การเรยี นรู้
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
2. ปญั หาและอุปสรรค
................................................ ..................................................................................... .........................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
3. แนวทางแก้ไข
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
ลงชื่อ.....................................................ผู้สอน
(นางสาวดาริน คาดสนิท)
………/………../…….....
แผนการจัดการเรียนรู้ รหสั วิชา ว30243
ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 5
กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ รายวชิ า ชวี วทิ ยาเพม่ิ เตมิ
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 2 เร่ือง การสังเคราะห์ด้วยแสง เวลา 3 ช่ัวโมง
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 11 เรื่อง กระบวนการสงั เคราะห์ดว้ ยแสง โรงเรียนบา้ นแพงพทิ ยาคม
ผ้สู อน นางสาวดารนิ คาดสนิท
1. ผลการเรียนรู้
อธิบายขั้นตอนทีเ่ กดิ ข้นึ ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพชื C3
2. จุดประสงค์การเรยี นรู้
1. อธิบายโครงสรา้ งของใบพชื C3 และ C4 ได้ (K)
2. เปรียบเทยี บกลไกการตรงึ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ได้ (P)
3. ตระหนักถงึ คณุ ค่าของการใช้จากลำต้นของพชื (A)
3. สาระการเรียนรู้ สาระการเรยี นร้ทู ้องถิ่น
พจิ ารณาตามหลักสูตรของสถานศกึ ษา
สาระการเรยี นร้แู กนกลาง
- กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงมี 2 ขั้นตอน คือ
ปฏิกิรยิ าแสง และการตรงึ คารบ์ อนไดออกไซด์
- ปฏิกิริยาแสงเป็นปฏิกิริยาที่เปลี่ยนพลังงานแสงเป็น
พลังงานเคมี โดยแสงออกซิไดซ์โมเลกุลสารสีที่ไทลา
คอยด์ของคลอโรพลาสต์ ทำให้เกิดการถ่ายทอด
อิเล็กตรอน ได้ผลิตภัณฑ์เป็น ATP และ NADPH+ H+
ในสโตรมาของคลอโรพลาสต์
- การตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ เกิดในสโตรมา โดยใช้
RuBP และเอนไซม์รูบิสโก ได้สารที่ประกอบด้วย
คาร์บอน 3 อะตอม คือ PGA โดยใช้ ATP และ
NADPH ที่ได้จากปฏิกิริยาแสงไปรีดิวซ์สารประกอบ
คาร์บอน 3 อะตอม ได้เป็นน้ำตาลที่มีคาร์บอน 3
อะตอม คอื PGAL ซงึ่ ส่วนหน่งึ จะถูกนำไปสร้าง RuBP
กลับคืนเป็นวัฏจักรโดยพืช C3 จะมีการตรึง
คารบ์ อนไดออกไซด์ด้วยวฏั จกั รคลั วนิ เพยี งอย่างเดียว
4. สาระสำคัญ/ความคดิ รวบยอด
พืชต้องการแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำเป็นวัตถุดิบในกระบวนการสงั เคราะห์ด้วยแสง โดยมีครอ
โรพลาสต์เป็นออแกเนลล์สำคัญพบในทุกเซลล์ของอวัยวะพืชที่มีสีเขียว กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
ของพืชสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ขั้นตอน คือ ปฏิกิริยาแสง (Light reaction) และการตรึง
คารบ์ อนไดออกไซด์
5.สมรรถนะสำคัญของผู้เรียนและคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
สมรรถนะสำคญั ของผู้เรียน คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
1. ความสามารถในการสอื่ สาร 1. มวี นิ ัย
2. ความสามารถในการคิด 2. ใฝเ่ รยี นรู้
3. มงุ่ มัน่ ในการทำงาน
1) ทักษะการสังเกต
2) ทักษะการระบุ
3) ทกั ษะการเชอ่ื มโยง
4) ทกั ษะการวิเคราะห์
5) ทักษะการเปรยี บเทียบ
6) ทกั ษะการรวบรวมขอ้ มลู
3. ความสามารถในการใชท้ กั ษะชวี ิต
6. กิจกรรมการเรียนรู้
แนวคดิ /รปู แบบการสอน/วิธกี ารสอน/เทคนิค : แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model)
ชั่วโมงท่ี 1
ข้นั นำ
ขั้นที่ 1 กระต้นุ ความสนใจ (Engage)
1. ครูกระตุ้นความสนใจของนักเรียน โดยการทบทวนความรู้เดิม เรื่อง โครงสร้างครอโรพลาสต์
จากน้ันนำการสุ่มเลขท่ีนักเรยี น จำนวน 2-3 คน เพ่ือตอบคำถาม โดยมแี นวคำถามดงั น้ี
- คลอโรพลาสต์ (Chloroplast) มีเยอื่ หมุ้ กีช่ ้นั
(แนวตอบ: มี 2 ชั้น คือ เยื่อหุ้มชั้นใน (Inner membrane) และเยื่อหุ้มชั้นนอก (Outer
Membrane))
- คลอโรพลาสต์ (Chloroplast) ส่วนมากพบมากท่สี ว่ นประกอบใดของพืช
(แนวตอบ: ใบ (Leaf))
- ปฏกิ ริ ยิ าแสง (Light reaction) เกิดขน้ึ ทีบ่ รเิ วณใดในคลอโรพลาสต์ (Chloroplast)
(แนวตอบ: เย่อื หุม้ ไทลาคอยด์ (Thylakoid))
- การตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbondioxidefixation) เกิดขึ้นที่บริเวณใดในคลอโรพลาสต์
(Chloroplast)
(แนวตอบ: สโตรมา (Stroma))
2. ให้นักเรียนแบง่ กลุ่มออกเป็น 4 กลุม่ โดยครใู ห้นักเรยี นนับเลข 1-4 เรยี งตอ่ กนั
- นกั เรียนที่นบั ไดห้ มายเลข 1 คอื กลมุ่ ท่ี 1
- นักเรยี นทน่ี ับไดห้ มายเลข 2 คือ กลมุ่ ที่ 2
- นักเรียนทนี่ บั ไดห้ มายเลข 3 คอื กลมุ่ ท่ี 3
- นกั เรียนทีน่ ับได้หมายเลข 4 คอื กลมุ่ ที่ 4
ข้นั สอน
ข้นั ที่ 2 สำรวจค้นหา (Explore)
1. ให้นกั เรียนรวมกลุ่มของตนเอง รว่ มกนั สืบคน้ ข้อมลู เก่ียวกับปฏิกริ ิยาแสง เพอื่ ตอบคำถามดงั นี้
- ใหก้ ลมุ่ ท่ี 1 ตอบคำถาม : แอนเทนนา (Antenna) คอื อะไร มีหนา้ ทสี่ ำคัญอยา่ งไร
(แนวตอบ: กล่มุ ของสารสี ทำหนา้ ที่รับและส่งพลังงานแสง)
- ใหก้ ลมุ่ ท่ี 2 ตอบคำถาม : จงอธิบายการสง่ ต่ออิเลก็ ตรอนของโมเลกลุ สารสไี ปยงั โมเลกลุ พเิ ศษ
(แนวตอบ: เมื่อแสงมากระทบกับโมเลกุลของสารสี สารสีจะดูดกลืนแสงส่งผลให้อิเล็กตรอน
เคลื่อนที่จากสถานะพื้นไปยังสถานะกระตุ้น ส่งผลให้โมเลกุลสารสีที่อยู่ข้างเคียงเกิดการส่งต่อ
อิเลก็ ตรอนตอ่ เนอ่ื งไปยังโมเลกุลสารสีพิเศษ)
- ใหก้ ลุ่มที่ 3 ตอบคำถาม : สารสีมีบทในกระบวนการสังเคราะห์ดว้ ยแสงอยา่ งไร
(แนวตอบ: สารสที ำหน้าท่ีดูดกลนื แสง ซงึ่ สำคญั ตอ่ การเกิดปฏกิ ริ ยิ าแสง (Light reaction))
- ให้กลุ่มที่ 4 ตอบคำถาม : หากไม่มีสารสจี ะส่งผลต่อกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงอยา่ งไร
(แนวตอบ: ไม่มีพลังงานเคมีท่ีใช้กระตุน้ กระบวนการตรงึ คาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ ทำให้
พืชไม่สามารถผลิตพลงั งานได้)
2. ให้นักเรียนศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงระดับของอิเล็กตรอนเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง
พลงั งาน จากหนังสือเรียนชีววทิ ยา ม.5 เลม่ 1
3. ครแู จกใบงานเร่ือง ปฏิกิรยิ าแสง ให้นกั เรยี นแต่ละกลุ่มร่วมกนั สบื ค้นขอ้ มูลเพ่ือทำใบงาน
4. ครมู อบหมายให้นักเรียนทุกกลุ่มทำใบงาน โดยให้แต่ละกลมุ่ ศกึ ษาหัวขอ้ ดงั น้ี
- ใหก้ ลุม่ ท่ี 1 และ 2 ศึกษา เรอื่ ง การถา่ ยทอดอิเล็กตรอนแบบไม่เป็นวฏั จักร
- ใหก้ ลมุ่ ที่ 3 และ 4 ศึกษา เรอ่ื ง การถ่ายทอดอิเล็กตรอนแบบเปน็ วฏั จักร
5. ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษาสารประกอบโปรตีนเชิงซ้อนซึ่งทำหน้าที่รับส่งอิเล็กตรอน แล้ว
รว่ มกันสรปุ ลงในสมดุ บนั ทกึ
6. ครนู ำรูปภาพ หรอื เปิดภาพจาก PowerPoint Presentation เรือ่ ง โปรตีนท่ีเรียงตัวอยู่บนเย่ือหุ้ม
ไทลาคอยด์ (Thylakoid) ตามภาพตวั อยา่ ง ดังนี้
ขัน้ ท่ี 3 อธิบายความรู้ (Explain)
7. ครูสุ่มตัวแทนนักเรียน 6 คน ตอบคำถามชื่อโปรตีนหมายเลข 1-6 ซึ่งจัดเรียงตัวอยู่บนเยื่อหุ้ม
ไทลาคอยด์ (Thylakoid)
8. หลังจากตอบคำถามบนกระดาน ครูให้ตัวแทนกลุ่มออกมานำเสนอใบงานที่ 2.3.3 เรื่อง ปฏิกิริยา
แสง
9. นกั เรียนและครูร่วมกันอภปิ รายผลจากการทำกิจกรรมและการทำใบงานภายในห้องเรยี น
10. ครสู ่มุ เรียกนักเรียน 3-4 คน ออกมาสรปุ ข้นั ตอนการถ่ายทอดอเิ ล็กตรอนแบบไม่เป็นวฏั จกั ร
11. ครสู ุม่ เรียกนักเรยี น 3-4 คน ออกมาสรปุ ขน้ั ตอนการถ่ายทอดอเิ ล็กตรอนแบบเปน็ วัฏจักร
12. ครูถามคำถามเพอ่ื ทดสอบความเข้าใจของนักเรียน ดังนี้
- ผลิตภณั ฑ์ท่ไี ด้จากขน้ั ตอนการถ่ายทอดอเิ ล็กตรอนแบบไม่เป็นวัฏจักรคืออะไร
(แ น ว ต อ บ : NADPH (Nicotinamide adenine dinucleotide phosphate) แ ล ะ ATP
(Adenosine triphosphate))
- ผลติ ภัณฑท์ ่ไี ด้จากข้ันตอนการถ่ายทอดอเิ ลก็ ตรอนแบบเป็นวฏั จกั รคืออะไร
(แนวตอบ: ATP (Adenosine triphosphate))
- โปรตีนตวั รับอเิ ล็กตรอนชนิดใดมีผลต่อรปู แบบการถา่ ยทอดอิเล็กตรอนในปฏกิ ริ ิยาแสง
(แนวตอบ: เฟอริดอกซนิ (Ferredoxin))
- โปรตีนตัวรบั อเิ ล็กตรอนชนดิ ใดทำหนา้ ที่สงั เคราะหพ์ ลังงาน ATP
(แนวตอบ: ไซโทโครมคอมเพล็กซ์ (Cytochrome complex))
13. ให้นักเรียนแบ่งกลุ่มออกเป็น 4 กลุ่ม ตามความสมัครใจ จากนั้นครูให้นักเรียนแต่ละทีมร่วมกัน
แข่งขนั ตอบคำถามโดยมกี ตกิ าในการเล่น ดงั นี้
- ครอู า่ นคำถามเพยี งคร้งั เดียว โดยคำถามมีจำนวน 8 ขอ้
- กลุ่มใดยกมอื กอ่ นมสี ิทธิ์ตอบคำถาม
- หากตอบถูกไดข้ ้อละ 5 คะแนน หากตอบผดิ จะถกู หัก 3 คะแนน
- 40 คะแนน จะถูกหารเหลือ 20 คะแนนเพ่อื เป็นคะแนนเกบ็
14. ครูเริม่ ถามคำถาม ดังน้ี
- โฟโตเรสไพเรชนั (Photorespiration) เกิดข้ึนในระบบแสงใด
(แนวตอบ: ระบบแสง II (PSII))
- โฟโตออกซิเดชนั (Photooxidation) คืออะไร
(แนวตอบ: ปฏกิ ิรยิ าที่เกดิ ข้ึนจากพลังงานแสงจากดวงอาทิตย์ไปกระตุ้นโมเลกลุ ของคลอโรฟิลล์เอ
(Chlorophyll A) ส่งผลใหเ้ กิดการถา่ ยทอดอเิ ล็กตรอนไปยังตัวรบั )
- น้ำท่อี ยใู่ นคลอโรพลาสต์ (Chloroplast) จะแตกตวั ใหโ้ ปรตอนและอิเล็กตรอนก่ตี ัว ถ้าหากในคลอ
โรพลาสต์มีน้ำอยู่ 20 โมเลกุล
(แนวตอบ: น้ำ 20 โมเลกลุ แตกตวั ใหโ้ ปรตอน 40 ตัว และอิเล็กตรอน 40 ตวั )
- ตวั รบั อเิ ล็กตรอนตัวสุดท้ายของกระบวนการถ่ายทอดอเิ ลก็ ตรอนแบบไม่เป็นวัฏจกั รคืออะไร
(แ น ว ต อ บ : NADP (Nicotinamide adenine dinucleotide phosphate) ร ี ด ั ก เ ท ส
(Reductase))
- ตวั รับอเิ ล็กตรอนตัวสดุ ท้ายของกระบวนการถา่ ยทอดอเิ ล็กตรอนแบบเปน็ วฏั จกั รคืออะไร
(แนวตอบ: ไม่มี เนื่องจาก เฟอริดอกซิน (Ferredoxin) ส่งอิเล็กตรอนไปยังไซโทโครมคอมเพล็กซ์
(Cytochrome complex) และส่งต่อไปยังพลาสโทควินโนน (Plastoquinone) และส่งต่อไปยัง
ระบบแสง I (PS)I แลว้ ส่งตอ่ ใหเ้ ฟอรดิ อกซนิ วนเวียนเปน็ วฏั จกั รเดมิ )
- หากวดั ค่า pH ของสโตรมา (Stroma) ในขณะทเี่ กิดการถ่ายทอดอเิ ลก็ ตรอนจะเปน็ อย่างไร
(แนวตอบ: pH มีค่าสูง เนื่องจากความเข้มข้นของโปรตอนในสโตร (Stroma) มาค่อนข้างต่ำกวา่
ความเข้มข้น ของโปรตอนในลเู มน (Lumen))
- ในปฏกิ ิรยิ าแสงพลงั งาน ATP (Adenosine triphosphate) ถกู สร้างข้นึ ในกระบวนการใดบ้าง
(แนวตอบ: ปฏิกิริยาโฟโตฟอสโฟรีเลชัน (Photophosphorylation) และเคมิออสโมซิส
(Chemiosmosis))
- เอนไซม์ชนิดใดทำหน้าที่สังเคราะห์ ATP (Adenosine triphosphate) ในปฏิกิริยาแสง (Light
reaction)
(แนวตอบ: เอนไซมเ์ อทพี ซี ินเทส (ATP synthase))
ขั้นสรุป
ขัน้ ท่ี 4 ขยายความเขา้ ใจ (Expand)
1. ครใู หน้ ักเรียนทำแบบฝกึ หดั ในแบบฝกึ หัดชีววิทยา ม.5 เลม่ 1
2. ให้นกั เรียนทำแผนผังมโนทัศน์ เรือ่ ง ปฏิกริ ิยาแสง แล้วนำเสนอในรปู แบบที่สวยงาม
3. ให้นกั เรยี นตอบคำถาม H.O.T.S. ลงในสมุดบนั ทึก
4. ครูสุ่มเรียกนักเรียน 3-4 คน นำเสนอคำตอบ H.O.T.S. จากนั้นครูและนักเรียนร่วมกันอภิปราย
คำตอบท่ถี กู ตอ้ ง โดยมีแนวคำถาม ดงั น้ี
- หากระบบแสงได้รับแสงที่มีความยาวคลื่น 550 682 และ 701 นาโนเมตรตามลำดับ จะเกิดการ
ถ่ายทอดอเิ ล็กตรอนเหมอื นกนั หรือไม่อยา่ งไร
(แนวตอบ: ไมเ่ หมือนกนั หากระบบแสง (Photosystem: PS) ไดร้ ับพลงั งานแสงทีค่ วามยาวคลื่น
ท่ีระบบแสง II (Photosystem II: PsII) ต้องได้การกระตุ้นจากพลังงานแสงประมาณ 680 และ
700 นาโนเมตร ตามลำดบั ถา้ แสงมเี พียงความยาวคลื่น 682 นาโนเมตร จะมีเพียงระบบแสงที่ II
ทีไ่ ดร้ ับการกระตุ้น จึงไมเ่ กดิ กระบวนการถ่ายทอดอิเล็กตรอน แต่ถา้ แสงท่ีความยาวคล่นื 701 นา
โนเมตร จะกระตุ้นเพียงระบบแสง II ทำให้เกิดกระบวนการถ่ายทอดอิเล็กตรอนแบบเป็นวัฏจักร
ได้ (Cyclic Electron transfer) แตกต่างจากกระบวนการถ่ายทอดอิเล็กตรอนแบบไม่เปน็ วัฏจักร
(Non-Cyclic electron transfer) ที่ระบบแสงจำเป็นต้องถูกกระตุ้นพร้อมกันทั้งระบบแสง I
(Photosystem I: PSI) และระบบแสง II)
ช่วั โมงท่ี 2
ขน้ั สอน
ขั้นที่ 2 สำรวจคน้ หา (Explore)
1. ให้นักเรียน สืบค้นข้อมูลการทดลองของ เมลวิน คัลวิน (Melvin Calvin) และแอนดรู เอเบนสัน
(Andrew A.Benson) จากแหล่งการเรียนรู้ทางอินเทอร์เน็ต ห้องสมุด หรือ หนังสือเรียน
ชีววทิ ยา ม.5 เลม่ 1
2. ให้นักเรียนสรุปย่อผลการทดลองของเมลวิน คัลวิน (Melvin Calvin) และ แอนดรู เอ เบนสัน
(Andrew A.Benson) ลงในกระดาษ A4 เพือ่ เปน็ ชนิ้ งานส่งทา้ ยช่ัวโมง
3. ใหน้ กั เรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 3 คน โดยใหส้ มาชกิ ภายในกลุม่ สบื คน้ ขอ้ มูล ดังน้ี
- สมาชิกคนที่ 1 ศกึ ษา เรอ่ื ง ปฏกิ ริ ิยาทีเ่ กดิ ข้ึนในข้นั คารบ์ อกซเิ ลชัน (Carboxylation)
- สมาชิกคนท่ี 2 ศึกษา เร่ือง ปฏิกริ ยิ าทเ่ี กดิ ขน้ึ ในขนั้ รีดักชัน (Reduction)
- สมาชกิ คนท่ี 3 ศกึ ษา เรอ่ื ง ปฏกิ ิรยิ าทีเ่ กดิ ขน้ึ ในขน้ั รเี จเนอเรชัน (Regeneration)
4. ให้นักเรียนแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ได้จากการสืบค้น แล้วให้นักเรียนทำใบงานเรื่อง การตรึงแก๊ส
คาร์บอนไดออกไซด์ (Carbondioxide fixation)
ขนั้ ท่ี 3 อธิบายความรู้ (Explain)
5. ครูสุ่มตัวแทนแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอใบงาน เรื่อง การตรึงแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
(Carbondioxide fixation)
6. ให้นักเรยี นจดบันทึกคำศัพท์ เพอื่ ศึกษาและหาความหมายเกี่ยวกับความเกี่ยวข้องกับกระบวนการ
สังเคราะห์ด้วยแสง แลว้ บันทึกลงในสมุดบันทึก
- Carboxylation (คารบ์ อกซเิ ลชนั )
- Reduction (รีดักชนั )
- Regeneration (รีเจเนอเรชนั )
- Photorespiration (โฟโตเรสไพเรชัน)
7. ให้นักเรียนแบ่งกลุ่มออกเป็น 4 กลุ่ม ตามความสมัครใจ จากนั้นให้ตัวแทนกลุ่มจับสลากเพื่อร่วม
ตอบคำถาม
8. ครูอา่ นคำถาม และเฉลยคำตอบ โดยมีแนวคำถาม ดงั น้ี
- คำถามข้อที่ 1 : หากในบรรยากาศจำลองที่หนึ่งมีคาร์บอนไดออกไซด์ 38 โมเลกุล พืช A จะผลิต
น้ำตาลได้กโ่ี มเลกุล
- คำถามขอ้ ที่ 2 : ในการผลิตนำ้ ตาล 3 โมเลกลุ ของพชื ชนิดหนง่ึ จะต้องใช้พลังงานก่ี ATP
- คำถามข้อท่ี 3 : RuBP และ RuBisCo คอื อะไร และแตกต่างกันอยา่ งไร
- คำถามข้อที่ 4 : หากในวันหนึ่งปริมา ณออกซิเจนในบรรยากาศมีมากกว่าแก๊ส
คาร์บอนไดออกไซด์(CO2) จะส่งผลอยา่ งไร เพราะเหตุใด
ชว่ั โมงท่ี 3
ขัน้ สอน
ขน้ั ที่ 2 สำรวจค้นหา (Explore)
1. ครูทบทวนความรู้เกี่ยวกับเอนไซม์รูบิสโก (Rubisco) ว่าเป็นเอนไซม์ที่สามารถจับกับออกซิเจน
(Oxygen) และแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้ ดังนั้นออกซิเจนในบรรยากาศจึงสามารถแย่ง
จับกับเอนไซม์รูบิสโกได้ จากนั้นครูตั้งคำถามเพื่อระดมความคิดของนักเรียนต่อว่า “หาก
ออกซิเจนจับกบั เอนไซมร์ ูบิสโก จะเป็นอย่างไร”
2. ให้นักเรียนสืบคน้ กระบวนการเกิดโฟโตเรสไพเรชัน (Photorespiration) แลว้ สรุปลงในสมดุ บันทึก
ของตนเอง
3. ให้นักเรียนจบั คู่กบั เพื่อนแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ไดจ้ ากการสืบค้นแล้วทำผังสรุปเร่ือง โฟโตเรสไพเรชัน
(Photorespiration) พร้อมนำเสนอในรูปแบบที่สวยงาม
ข้นั ที่ 3 อธิบายความรู้ (Explain)
4. ครสู มุ่ ตวั แทนออกมา 4-5 คู่ ออกมานำเสนอผังสรุป
5. ครูเพม่ิ เติมข้อมูลท่ีนักเรียนออกมานำเสนอ
6. ครนู ำภาพมาให้นักเรยี นเปรียบเทียบผลติ ภัณฑ์ทเี่ กิดขึน้ จากการจับแกส๊ ออกซิเจน (Oxygen) และ
แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ (CO2) โดยมีแนวโน้มภาพตวั อยา่ ง ดังนี้
7. ครถู ามคำถามแลว้ ให้นักเรียนยกมอื ตอบคำถามตอ่ ไปนี้
- เมื่อออกซิเจน (Oxygen) และคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon dioxide) จับ RuBP จะให้ PGA ก่ี
โมเลกลุ ตามลำดับ
- นกั เรียนคิดวา่ โฟโตเรสไพเรชัน (Photorespiration) มปี ระโยชนก์ บั พืชอยา่ งไร
- สารอินทรีย์ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการโฟโตเรสเรชัน (Photorespiration) จะถูกเปลี่ยนเป็น
คาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon dioxide) โดยผา่ นออรแ์ กเนลล์ (Organelle) ใดบ้าง
ขั้นที่ 4 ขยายความเข้าใจ (Expand)
8. ให้นักเรียนตรวจสอบความรู้ ความเข้าใจในบทเรยี นโดยให้นักเรยี นตอบคำถาม Topic Question
ลงในสมุดบนั ทึก
9. ครูและนักเรยี นรว่ มกันอภิปรายคำตอบ โดยมีแนวตอบของแต่ละข้อ ตอ่ ไปน้ี
- ปฏิกิริยาแสง (Light reaction) คอื อะไรและเกดิ ขึน้ ท่ีใด
(แนวตอบ: คือ ปฏิกิรยิ าที่พชื ดดู กลนื แสงไว้ในคลอโรพลาสต์ (Chloroplast) และเปล่ยี นพลังงาน
แสงใหเ้ ป็นพลงั งานเคม)ี
- ในปฏิกิริยาแสง (Light reaction) การถ่ายทอดอิเล็กตรอนแบบเป็นวัฏจักร (Cyclic electron
Transfer) และไมเ่ ป็นวัฏจกั ร (Non-Cyclic electron transfer) แตกตา่ งกนั หรอื ไม่อย่างไร
(แนวตอบ: แตกต่างกัน การถ่ายทอดอิเล็กตรอนแบบเป็นวัฏจักร จักร (Cyclic electron
Transfer) ให้พลังงานเพียง ATP (Adenosine triphosphate) แต่การถ่ายทอดอิเล็กตรอนแบบ
ไมเ่ ป็นวัฏจักร (Non-Cyclic electron transfer) ให้พลงั งาน ATP และ NADPH)
- กระบวนการสังเคราะหด์ ้วยแสงมกี ขี่ นั้ ตอน แต่ละขัน้ ตอนเกดิ ขน้ึ ท่ีใด
(แนวตอบ: 2 ขั้นตอน คือ ปฏิกิริยาแสง (Light reaction) เกิดขึ้นที่เยื่อหุ้มไทลาคอยด์
(Thylakoid) และการตรึงแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbondioxide fixaion) เกิดขึ้นที่สโตรมา
(Stroma))
- เอนไซม์ชนิดใดมีผลต่อการตรึงคาร์บอนไดออกไซดใ์ นอากาศ
(แนวตอบ: เอนไซม์รบู ิสโก (Rubisco))
- ในวัฏจักรคัลวิน (Calvin cycle) สารประกอบคาร์บอนที่เสถียรตัวแรกคืออะไร เกิดขึ้นในขั้นตอน
ใด
(แนวตอบ: ฟอสโฟกลเี ซอเรต (Phosphoglycerate) หรอื PGA)
- โฟโตเรสไพเรชัน (Photorespiration) คอื อะไร
(แนวตอบ: กระบวนการท่ีออกซเิ จน (Oxygen) จับกบั เอนไซมร์ บู สิ โก (Rubisco))
- กระบวนการสังเคราะหด์ ว้ ยแสงแตกต่างกับโฟโตเรสไพเรชัน (Photorespiration) อยา่ งไร
(แนวตอบ: แตกต่างกนั ทเี่ อนไซม์รบู ิสโก (Rubisco))
- สารอนิ ทรีย์ที่เกิดขึ้นจะถูกลำเลียงผ่านไปยังออแกเนลล์ (Organelle) ใดบา้ ง
(แนวตอบ: เพอรอกซโิ ซม (Peroxisome) และไมโทคอนเดรยี (Mitochondria))
- สารอนิ ทรีย์ทเี่ กดิ ขึน้ จะถกู ลำเลยี งไปสลายทย่ี ังออร์แกเนลล์ (Organelle) ใดบา้ ง
(แนวตอบ: เพอรอกซโิ ซม (Peroxisome))
- โฟโตเรสไพเรชนั (Photorespiration) เปน็ ประโยชน์กับพืชอย่างไร
(แนวตอบ: ช่วยลดอนั ตรายจากสารพลงั งานสูงเหลือใช้จากปฏิกริ ยิ าแสง (Light reaction))
ขัน้ สรุป
ข้ันท่ี 5 ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. ตรวจแบบฝีกหดั ในแบบฝึกชีววิทยา ม.5 เลม่ 1
2. ตรวจใบงานเรื่อง ปฏิกริ ิยาแสง
3. ตรวจใบงานเรอื่ ง การตรึงแกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์
4. ครูประเมนิ แผนผังมโนทศั น์ เรือ่ ง ปฏกิ ริ ิยาแสง โดยใชแ้ บบประเมินชน้ิ งาน
5. สังเกตพฤติกรรมการทำงานของนกั เรยี น โดยใชแ้ บบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานรายบคุ คล
6. สงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม โดยใชแ้ บบสงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานกลมุ่
7. การวดั และประเมนิ ผล
รายการวดั วธิ ีการ เครือ่ งมือ เกณฑ์การประเมนิ
7.1 ประเมินระหวา่ ง
การจัดกิจกรรม
การเรียนรู้
1) กจิ กรรมนำสกู่ าร - สงั เกตจากการตอบคำถาม - แบบสงั เกตพฤติกรรม - ร้อยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
รายบุคคล
เรียน และแสดงความคิดเห็น
- การตอบคำถาม
2) กระบวนการ - ตรวจใบงานเรอ่ื ง - ใบงาน - ระดับคุณภาพ 2
เรอ่ื ง ปฏกิ ริ ยิ าแสง ผ่านเกณฑ์
สังเคราะหด์ ว้ ยแสง ปฏิกริ ิยาแสง - ใบงาน
เรื่อง การตรึงแกส๊
- ตรวจใบงานเรอื่ ง คาร์บอนไดออกไซด์
- แบบประเมินชิ้นงาน
การตรึงแก๊ส - แบบฝึกหดั ชวี ะวิทยา
ม.5 เล่ม 1
คารบ์ อนไดออกไซด์
- ประเมินแผนผังมโนทัศน์
เร่อื ง ปฏกิ ริ ิยาแสง
- ตรวจแบบฝึกหดั ชวี ะวิทยา
ม.5 เล่ม 1
3) การนำเสนอผล - ประเมนิ การนำเสนอ - แบบประเมินการ - ระดับคุณภาพ 2
การทำกจิ กรรม ผลทำกจิ กรรม
นำเสนอผลทำกิจกรรม ผา่ นเกณฑ์
4) พฤตกิ รรมการ - สังเกตพฤติกรรม
ทำงานรายบคุ คล การทำงานรายบคุ คล - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม - ระดบั คุณภาพ 2
5) พฤติกรรมการ - สังเกตพฤติกรรม การทำงานรายบุคคล ผ่านเกณฑ์
ทำงานกลมุ่ การทำงานรายบคุ คล
- แบบสงั เกตพฤติกรรม - ระดับคุณภาพ 2
6) คณุ ลักษณะ - สังเกตความมวี ินัย
อนั พึงประสงค์ ใฝ่เรยี นรู้ และมงุ่ มนั่ การทำงานกลุ่ม ผ่านเกณฑ์
ในการทำงาน
- แบบประเมนิ - ระดบั คุณภาพ 2
คุณลกั ษณะ ผ่านเกณฑ์
อันพงึ ประสงค์
8. สอื่ /แหล่งการเรยี นรู้
8.1 ส่อื การเรยี นรู้
1) หนังสือเรยี นชีววิทยา ม.5 เลม่ 1 หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 3 การสังเคราะห์ของแสง
2) แบบฝกึ หดั ชวี วทิ ยา ม.5 เลม่ 1 หนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ 3 การสงั เคราะห์ของแสง
3) ใบงานเร่ือง ปฏิกิริยาแสง
4) ใบงานเรื่อง กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
5) PowerPoint Presentation เร่ือง โปรตนี ทเี่ รียงตวั อยู่บนเย่ือหุม้ ไทลาคอยด์ (Thylakoid)
8.2 แหล่งการเรยี นรู้
1) อนิ เทอร์เน็ต
2) ห้องสมุด
ใบงาน
เร่อื ง ปฏิกิริยาแสง
ตอนที่ 1 การถา่ ยทอดอิเลก็ ตรอนแบบไม่เป็นวัฏจกั ร
คำช้ีแจง : พิจารณาภาพ แล้วนำตวั อักษรไปเติมลงในช่องวา่ งหน้าขอ้ ความทีก่ ำหนดให้
F
C D G
A E
B
________ 1. H2O
________ 2. P700
________ 3. Hydrolysis
________ 4. ADP + Pi → ATP
________ 5. P680
________ 6. NADP+ + H+ → NADPH
________ 7. Ferredoxin
ตอนท่ี 2 การถ่ายทอดอิเลก็ ตรอนแบบเปน็ วัฏจักร
คำช้ีแจง : พจิ ารณาภาพและนำตัวอกั ษรหนา้ ขอ้ ความที่กำหนดใหไ้ ปเติมลงในกล่องใหถ้ ูกตอ้ ง
ก. อิเลก็ ตรอนถกู ส่งตอ่ ไปยงั
ไซโทโครมคอมเพล็กซ์
ข. อเิ ลก็ ตรอนถกู ส่งกลบั มายังระบบ
แสง I
ค. เกดิ การสังเคราะหพ์ ลงั งานงาน
ATP และ NADPH
ง. แสงกระตุ้นระบบแสง I เกดิ การ
ถา่ ยทอดอิเลก็ ตรอนไปยงั เฟอริ
ดอกซนิ
จ. เกิดการสงั เคราะห์พลังงานเพยี ง
ATP เทา่ นน้ั
ใบงาน เฉลย
เร่ือง ปฏิกิรยิ าแสง
ตอนท่ี 1 การถา่ ยทอดอิเลก็ ตรอนแบบไม่เปน็ วฏั จกั ร F
คำช้ีแจง : พิจารณาภาพ แล้วนำตวั อักษรไปเติมลงในช่องว่างหน้าขอ้ ความที่กำหนดให้
C D G
A E
B
____C____ 1. H2O
____E____ 2. P700
____B____ 3. Hydrolysis
____D____ 4. ADP + Pi → ATP
____A____ 5. P680
____G____ 6. NADP+ + H+ → NADPH
____F____ 7. Ferredoxin
ตอนที่ 2 การถ่ายทอดอิเล็กตรอนแบบเป็นวัฏจกั ร
คำช้ีแจง : พจิ ารณาข้อความที่กำหนดใหแ้ ละนำตัวอักษรหน้าไปเติมลงในกลอ่ งสี่เหลย่ี มใหถ้ กู ต้อง
ก. อิเลก็ ตรอนถกู ส่งตอ่ ไปยงั
‘ง. ไซโทโครมคอมเพลก็ ซ์
ก. ข. อิเลก็ ตรอนถูกส่งกลับมายังระบบ
แสง I
จ. ค. เกดิ การสงั เคราะห์พลงั งาน ATP
และ NADPH
ง. แสงกระตนุ้ ระบบแสง I เกดิ การ
ถ่ายทอดอิเลก็ ตรอนไปยงั ตัวรบั
อเิ ล็กตรอนเฟอรดิ อกซนิ
ข. จ. เกิดการสังเคราะหพ์ ลังงานเพียง
ATP เทา่ นนั้
ใบงาน
เรอ่ื ง กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
ตอนที่ 1
คำชี้แจง : พจิ ารณาคำและนำตวั อกั ษรหนา้ คำท่ีกำหนดให้ไปเตมิ ลงในกลอ่ งส่เี หล่ียมในภาพใหถ้ กู ตอ้ ง
A. light I. O3
B. Mitochondria J. O2
C. Chloroplst K. ADP + Pi
D. FADH2 L. NADP+ + Pi
E. NADPH M. Calvin cycle
F. ATP N. Kreb’s cycle
G. CO O. glucose
H. CO2 P. PGA
Stroma Outermembran
Granum Inteermembrane
Innesrmpaecme brane
ตอนท่ี 2
คำชี้แจง : พิจารณาภาพต่อไปนี้ แล้วนำคำท่กี ำหนดให้เตมิ ลงในช่องว่างใหถ้ ูกต้อง
RuBP Glucose Regeneration G3P
G3P carboxylation CO2 PGA
PGAL Ru5P Reduction G3P
ใบงาน เฉลย
เร่อื ง กระบวนการสงั เคราะห์ด้วยแสง
ตอนท่ี 1
คำชแี้ จง : พิจารณาคำและนำตวั อกั ษรหน้าคำที่กำหนดให้ไปเตมิ ลงในกลอ่ งสีเ่ หลยี่ มในภาพให้ถกู ตอ้ ง
A. light
B. Mitochondria
C. Chloroplst
D. FADH2
E. H2O
F. ATP
G. CO
H. CO2 C
I. O3
J. O2
K. ADP + Pi
L. NADP+ + Pi
M. Calvin cycle
N. Kreb’s cycle A
O. glucose
P. PGA
EH
L
Strom F Outermembran
a Granu Inteermembrane
m Innesrpmaceembrane
JO
ตอนที่ 2
คำชแ้ี จง : พจิ ารณาภาพตอ่ ไปนี้ แลว้ นำคำทีก่ ำหนดให้เตมิ ลงในช่องว่างให้ถูกต้อง
RuBP Glucose Regeneration G3P
G3P carboxylation CO2 PGA
PGAL Ru5P Reduction G3P
CO2
RuBP PGA
carboxylation
Ru5P PGAL
Regeneration Reduction
G3P G3P
G3P
glucose
แบบประเมินชนิ้ งาน
คำชแี้ จง : ให้ผู้สอนประเมินชิ้นงานตามรายการท่กี ำหนดแล้วขีด ✓ ลงในช่องท่ีตรงกับระดับคะแนน
ลำดับท่ี รายการประเมนิ ระดบั คะแนน 1
432
1 ความถกู ตอ้ งของชนิ้ งาน
2 การจัดรูปแบบชนิ้ งาน
3 ความตรงตอ่ เวลา
รวม
รายการประเมนิ ลงชือ่ ................................................... ผู้ประเมิน
................./................/................
เกณฑ์การประเมนิ ชนิ้ งาน
ระดับคะแนน
4 3 21
1. ความถกู ตอ้ งของ ชิ้นงานมีความถูกต้อง ชิ้นงานมีความถูกต้อง ชิ้นงานมีความถูกต้อง ช้นิ งานไมถ่ กู ต้อง และ
ชน้ิ งาน ครบทุกหัวขอ้ ครบทุกหัวข้อเป็นส่วน ครบทุกหัวข้อเพียง ไม่ครบตามหัวข้อที่
2. การจดั รูปแบบ ใหญ่ บางส่วน กำหนด
ชิน้ งาน
ชิ้นงานมีระเบียบ มี ชิ้นงานมีระเบียบ และมี ชิ้นงานมีระเบียบ และมี ชิ้นงานไม่มีระเบียบ
ความคดิ สร้างสรรค์ และ ความน่าสนใจเป็นส่วน ความน่าสนใจเพียง ไม่มีความน่าสนใจ
มีความน่าสนใจ ใหญ่ บางส่วน
3. ความตรงตอ่ เวลา ส่งชนิ้ งานภายในเวลาที่ ส่งช้นิ งานช้ากวา่ เวลาที่ ส่งช้นิ งานชา้ กว่าเวลาที่ สง่ ชิ้นงานชา้ กวา่ เวลา
กำหนด กำหนด 1 วัน กำหนด 2 วัน ที่กำหนด 3 วันขึน้ ไป
เกณฑก์ ารตดั สินคุณภาพ
ช่วงคะแนน ระดับคณุ ภาพ
10-12 ดมี าก
7-9 ดี
4-6 พอใช้
0-3 ปรับปรุง
บนั ทกึ ผลหลงั การจัดการเรียนรู้
กลุม่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชา ชวี วทิ ยาเพิ่มเตมิ รหัสวิชา ว30243
หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 2 เร่อื ง การสงั เคราะห์ดว้ ยแสง ช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 5
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 11 เรอ่ื ง กระบวนการสังเคราะห์ดว้ ยแสง เวลา 3 ช่ัวโมง
1. ผลการจดั การเรยี นรู้
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
2. ปญั หาและอุปสรรค
................................................ ..................................................................................... .........................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
3. แนวทางแกไ้ ข
................................................................................................................................................ ..............................
.................................................................................................... ............................................................ ..............
............................................................................................................................. .................................................
ลงช่ือ.....................................................ผู้สอน
(นางสาวดารนิ คาดสนทิ )
………/………../…….....
แผนการจัดการเรยี นรู้
กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ รายวิชา ชวี วทิ ยาเพิม่ เติม รหสั วิชา ว30243
หน่วยการเรยี นรูท้ ี่ 2 เรอื่ ง การสงั เคราะห์ด้วยแสง ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 12 เร่อื ง กลไกการตรงึ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ของพืช เวลา 2 ชั่วโมง
ผสู้ อน นางสาวดารนิ คาดสนทิ โรงเรียนบ้านแพงพทิ ยาคม
1. ผลการเรียนรู้
เปรียบเทยี บกลไกการตรงึ คาร์บอนไดออกไซด์ในพืช C3 พืช C4 และ พืช CAM
2. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1. อธิบายโครงสร้างของใบพชื C3 และ C4 ได้ (K)
2. เปรยี บเทียบกลไกการตรึงแกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ได้ (P)
3. ตระหนกั ถงึ คณุ คา่ ของการใช้จากลำตน้ ของพชื (A)
3. สาระการเรยี นรู้ สาระการเรียนรทู้ ้องถ่ิน
พจิ ารณาตามหลกั สูตรของสถานศกึ ษา
สาระการเรียนร้แู กนกลาง
- พชื C4 ตรงึ คารบ์ อนอนินทรีย์ 2 คร้งั ครัง้ แรก เกดิ ข้ึนท่เี ซลล์
มโี ซฟิลล์ โดย PEP และเอนไซมเ์ พบคารบ์ อกซเิ ลส ได้
สารประกอบที่มีคารบ์ อน4 อะตอม คอื OAA ซง่ึ จะมี
การเปลี่ยนแปลงทางเคมีได้สารประกอบทีม่ ีคารบ์ อน
4 อะตอม คือ กรดมาลิก ซ่งึ จะถูกลำเลียงไปจนถึง
เซลล์บันเดิลชที และปล่อยคารบ์ อนไดออกไซดใ์ นคลอ
โรพลาสตเ์ พือ่ ใช้ในวัฏจักรคัลวนิ ตอ่ ไป
- พชื CAM มกี ลไกในการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์คล้าย
พืช C4 แต่มีการตรึงคาร์บอนอนินทรีย์ทั้ง 2 ครั้งใน
เซลล์เดียวกัน โดยเซลล์มีการตรึงคาร์บอนอนินทรีย์
ครั้งแรกในเวลากลางคืนและปล่อยออกมาในเวลา
กลางวนั เพือ่ ใชใ้ นวัฏจกั รคัลวินต่อไป
4. สาระสำคญั /ความคิดรวบยอด
พืชแต่ละชนิดมีประสิทธิภาพในการตรึง CO2 ไม่เท่ากัน พืชที่มีการตรึง CO2 ในวัฏจักรคัลวิน แล้วได้
สารประกอบคาร์บอนที่เสถียรชนิดแรกเปน็ สารที่มีคาร์บอน 3 อะตอมเรียกว่าพืช C3 ต่อมามีการศึกษา พบว่า
พืชบางชนิดสามารถสร้างสารประกอบคาร์บอนที่เสถียรชนิดแรกเป็นสารที่มีคาร์บอน 4 อะตอม ด้วยกลไกท่ี
นอกเหนือไปจากวฏั จกั รคัลวิน เรยี กพชื กลุม่ นีว้ ่า C4
5. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียนและคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์
สมรรถนะสำคญั ของผูเ้ รียน คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
1. ความสามารถในการส่ือสาร 1. มวี ินัย
2. ความสามารถในการคดิ 2. ใฝเ่ รียนรู้
1) ทกั ษะการสงั เกต 3. มงุ่ มั่นในการทำงาน
2) ทักษะการระบุ
3) ทักษะการเชือ่ มโยง
4) ทกั ษะการวเิ คราะห์
5) ทักษะการเปรียบเทยี บ
6) ทกั ษะการรวบรวมขอ้ มูล
3. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต
6. กจิ กรรมการเรียนรู้
แนวคดิ /รปู แบบการสอน/วิธีการสอน/เทคนคิ : แบบสบื เสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model)
ช่ัวโมงท่ี 1
ขน้ั นำ
ขน้ั ท่ี 1 กระตุ้นความสนใจ (Engage)
1. ครกู ระตุ้นความสนใจของนักเรยี น โดยแจกบัตรคำ กิจกรรมพืชชนิดต่าง ๆ ให้กบั นักเรยี น ซ่งึ บัตรคำ
จะมีประเภทของพชื ตา่ ง ๆ เช่น ขา้ วเจ้า ขา้ วสาลี ถ่วั สบั ประรด กระบองเพชร เปน็ ต้น
2. ครูเขยี น คำว่า พชื C3 พืช C4 และพชื CAM บนกระดาน
3. ครูพดู ประเภทของพืชแลว้ ให้นกั เรยี นยนื ขึน้ ตามประเภทของพชื แลว้ ออกมาเขยี นชอ่ื พชื บน
กระดานหน้าช้ันเรียนตามประเภทท่ีครูกำหนด ยกตัวอย่างเช่น
(แนวคำตอบ: พืช C3 เช่น ขา้ วสาลี พชื C4 เช่น ขาวโพด และ พืช CAM เชน่ สบั ประรด กระบองเพชร
เป็นต้น)
4. ครใู ห้นกั เรียนศึกษาเน้อื หาเร่อื งกลไกการตรงึ แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ของพืช ในบทเรยี นก่อนจะ
เฉลยคำตอบทถ่ี ูกตอ้ ง
ขัน้ สอน
ขน้ั ที่ 2 สำรวจคน้ หา (Explore)
1. ใหน้ กั เรยี นจบั กลมุ่ ประเภทของพชื ทีน่ ักเรยี นออกมาเขียนช่ือหนา้ ช้นั เรยี น โดยแบง่ กลมุ่ ออกเปน็ 3
กลุ่ม ดังนี้
- กลมุ่ ท่ี 1 คือ กลมุ่ ทน่ี กั เรยี นเขยี นช่ือพชื ในกล่มุ พืช C3
- กลุ่มที่ 2 คือ กลมุ่ ท่ีนักเรยี นเขยี นชอ่ื พืชในกลมุ่ พชื C4
- กลุม่ ท่ี 3 คือ กลุ่มท่นี ักเรียนเขยี นชื่อพชื ในกลมุ่ พืช CAM
2. ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษาลักษณะ โครงสร้างภายในของใบ และตัวอย่างพืชตามชนิดของพืช
ทไ่ี ดร้ ับมอบหมาย แล้วสรุปลงในกระดาษ A4
3. ให้นักเรียนส่งตัวแทนกลุ่มออกมานำเสนอข้อมูลของกลุ่มตนเอง หลังจากนั้นนักเรียนและครูร่วมกัน
อภปิ รายถงึ ความแตกตา่ งของโครงสร้างภายในใบซงึ่ แตกต่างกนั ดังน้ี
“ ใบพืช C3 จะมีเซลล์ในชั้นมีโซฟิลล์ (Mesophyll) 2 ชนิด คือ แพลิเซดมีโซฟิลล์ (Palisade Mesophyll)
และสปันจีมีโซฟิลล์ (Spongy Mesophyll) และจะพบครอโรพลาสต์ (Chloroplast) ภายในมีโซฟิลล์ ทั้ง 2
ชนิดอย่างชัดเจน และบันเดิลชีท (Bundle sheath) อาจมีหรือไม่มีก็ได้ ซึ่งหากมีบันเดิลชีทมักไม่พบครอโรพ
ลาสตใ์ นบนั เดลิ ชที สว่ นโครงสรา้ งของใบพชื C4 พบว่ามเี ซลลม์ ีโซฟลิ ล์อยู่ติดกับบนั เดิลชีท มีพลาสโมเดสมาตา
(Plastmodesmata) เชื่อมระหว่าเซลล์ทั้งสองชนิด นอกจากนี้ยังพบครอโรพลาสต์ในเซลล์มีโซฟิลล์และ
บันเดลิ ชีทอยา่ งชดั เจน”
4. จากนั้นให้นักเรียนแบ่งกลุ่มเดิม เพื่อสืบค้นจากแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ เช่น อินเทอร์เน็ต ห้องสมุด หรือ
หนงั สอื เรยี นชวี วิทยา ม.5 เลม่ 1 เก่ียวกับเรือ่ ง กลไกการตรงึ แกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ของพชื ตามชนดิ ของพืช
ทไ่ี ดร้ บั มอบหมายแลว้ สรุปลงในกระดาษ A4 พร้อมนำเสนอในรปู แบบท่นี า่ สนใจ
ข้นั ท่ี 3 อธิบายความรู้ (Explain)
5. ครูและนักเรียนรว่ มกันอภิปรายผลจากการสืบค้นขอ้ มูล โดยครูนำภาพสรุปโครงสรา้ งและกลไกการ
ตรึงแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ของพชื แต่ละประเภทมาให้ นักเรียนศกึ ษาเพ่ิมเตมิ ตัวอย่างภาพ
6. เพอื่ ใหน้ ักเรยี นเข้าใจมากข้ึน ครเู ขยี นคำถามบนกระดานแลว้ ให้นักเรียนจดคำถามและตอบคำถามลงใน
สมุด
7. จากน้นั ให้นักเรยี นจบั ค่แู ลกเปลีย่ นคำตอบของตนเอง แล้วอภปิ รายหาคำตอบท่ถี กู ต้อง
8. ครูอ่านคำถามและให้ตัวแทนคู่ของตนเองลุกขึ้นตอบคำถามทีละคู่ โดยนักเรียนและครูร่วมกันอภิปราย
ถงึ คำตอบทถ่ี ูกต้อง ดังน้ี
- จงยกตัวอย่างพชื C3 มาอย่างนอ้ ย 4 ชนิด
(แนวตอบ: ขน้ึ อย่กู ับดลุ ยพินิจของครู ตัวอยา่ งเชน่ มะมว่ ง ขา้ ว ข้าวสาลี ถวั่ ขา้ วบาเลย่ ์)
- จงยกตัวอย่างพืช C4 มาอยา่ งนอ้ ย 4 ชนดิ
(แนวตอบ: ขึ้นอยู่กับดลุ ยพนิ จิ ของครู ตัวอย่างเช่น ขา้ วโพด ออ้ ย บานไมร่ โู้ รย ขา้ วฟา่ ง)
- จงยกตวั อย่างพืช CAM มาอยา่ งน้อย 4 ชนดิ
(แนวตอบ: ขนึ้ อยกู่ บั ดลุ ยพนิ จิ ของครู ตวั อยา่ งเช่น สบั ปะรด กระบองเพชร วา่ นหางจระเข้
ศรนารายณ์)
- จงเปรียบเทยี บโครงสรา้ งภายในของพืช C3 และ C4
(แนวตอบ: โครงสร้างภายในของใบ C3 ประกอบด้วย mesophyll cell 2 แบบ คือ palisade mesophyll
และ spongy mesophyll และมีกลุ่มเนื้อเยื่อลำเลียงแทรกอยู่ อาจมีกลุ่มเซลล์ล้อมรอบกลุ่มท่อลำเลียง ซ่ึง
เรยี กว่า bundle sheath cell ส่วนโครงสรา้ งภายในของพืช C4 ประกอบด้วย epidermal cell, mesophyll
cell และ bundle sheath cell ทมี่ ีคลอโร- พลาสต์ ซ่งึ bundle sheath cell เปน็ เซลลท์ ีอ่ ย่ลู อ้ มรอบมัดท่อ
มดั ลำเลยี งนำ้ (vascular bundle))
- นักเรียนคิดว่ากลไกการตรึงแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ของพืช C3 และ C4 เหมือนหรือแตกต่างกัน
อยา่ งไร
(แนวตอบ: แตกต่างกัน เนื่องจาก พืช C3 บางชนิดไม่พบ bundle sheath cell บางชนิดมี
Bundle sheath cell ซึ่งแตกต่างจากเนื้อเยื่อใบของพืช C4 ซึ่งจะพบ bundle sheath cell ที่มีคลอโรพลา
สต์อย่างชัดเจน ดังนั้น คาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศเมือผ่านเข้าสู่ปากใบพืช C3 จะเข้าสู่วัฏจักรคัลวิน
สว่ นพืช C4 คารบ์ อนไดออกไซดท์ ี่ผา่ นเข้าส่ปู ากใบจะถกู เปล่ียนให้เปน็ สารทม่ี ีคารบ์ อน 4 อะตอมก่อน)
- นักเรียนคิดว่ากระบวนการตรึงแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ของพืช C3 และ C4 เหมือนหรือแตกต่าง
กันอยา่ งไร
(แนวตอบ: กลไกการตรึงเหมือนกัน แตกต่างกันที่เวลาในการตรึงแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ของพืช
CAM จะเกดิ ขนึ้ ในเวลากลางคนื )
- ตำแหน่งที่เกิดการตรึงแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ของพืช C3 C4 และ CAM เกิดขึ้นตำแหน่งเดียวกนั
หรอื ไม่ อย่างไร
(แนวตอบ: พืช C3 C4 และ CAM มีกลไกการตรงึ แก๊สคาร์บอนไดออกไซดท์ ี่มีโซฟลิ ลเ์ ซลล์เหมือนกนั แต่ต่างกัน
ทีว่ ฏั จักรคัลวิน (Calvin cycle) ในพชื C4 เกดิ ขึ้นท่ี Bundle sheath cell)
ขั้นสรปุ
ขั้นท่ี 4 ขยายความเขา้ ใจ (Expand)
1. ใหน้ กั เรยี นตรวจสอบความถูกต้องจากการแบง่ ประเภทของบัตรคำทน่ี กั เรยี นไดร้ ับวา่ จำแนกประเภทของพชื
ถูกต้องหรอื ไม่ จากการทำกจิ กรรมต้นชว่ั โมง
2. ให้นักเรยี นทำแบบฝกึ หัดชีววิทยา ม.5 เลม่ 1
3. ให้นกั เรียนแบง่ กลุ่ม กลมุ่ ละ 5-6 คน สรา้ งแบบจำลองโครงสร้างของใบพืช C3 และ C4 โดยใชว้ สั ดุ
ทเ่ี หมาะสม พร้อมเขียนกลไกการตรึงแกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ลงในกระดาษ A4
4. ครใู หน้ ักเรยี นตรวจสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยตอบคำถาม Topic Question จากนั้นครู
เฉลยคำตอบทถ่ี ูกตอ้ ง ดังนี้
- เพราะเหตุใดพชื C4 จึงมกี ลไกการตรงึ คาร์บอนไดออกไซด์แตกตา่ งจากพืช C3
(แนวตอบ: เพราะโครงสรา้ งของใบพืช C3 และพืช C4 แตกตา่ งกัน)
- พชื C4 มกี ลไกการเพมิ่ ความเขม้ ข้นของคารบ์ อนไดออกไซด์ (Carbondioxide) อยา่ งไร
(แนวตอบ: มกี ารตรึงคารบ์ อนไดออกไซด์ 2 ครั้ง โดยคร้งั แรกเกิดขึ้นที่มีโซฟลิ ลเ์ ซลล์ โดยใช้
เอนไซม์ PEP carboxylase ไดส้ ารอินทรีย์ตัวแรกท่ีมคี าร์บอน 4 อะตอม ซงึ่ สารตวั น้จี ะสลายตัวปลอ่ ย
คารบ์ อนไดออกไซด์ (Carbondioxide) ใหก้ ับรูบสิ โก (Rubisco) โดยตรงในบนั เดิลชีท (BundleSheath)
เซลล์)
- สารประกอบคาร์บอนทเ่ี สถียรชนดิ แรกของพชื C3 และ C4 คอื อะไร ตามลำดบั
(แนวตอบ: PGA และ OAA ตามลำดับ)
- พืช C3 และ C4 มเี อนไซมท์ ่ีใช้ตรึงคารบ์ อนไดออกไซด์ (Carbondioxide fixation) ในอากาศ
แตกต่างกนั หรือไม่ อย่างไร
(แนวตอบ: แตกต่างกัน พชื C3 ใชเ้ อนไซมร์ บู ิสโก (Rubisco) สว่ นพืช C4 ใช้ PEP carboxylase)
- คารบ์ อนไดออกไซด์ (Carbondioxide) ท่เี ข้าสู่วฏั จักรคลั วิน (Calvin cycle) ในพืช C3 และ C4
แตกต่างกันหรอื ไม่อยา่ งไร
(แนวตอบ: แตกตา่ งกัน พืช C4 จะเกดิ วัฏจกั รคัลวนิ (Calvin cycle) ทบี่ นั เดลิ ชที (Bundle
Sheath) แต่พชื C3 เกดิ ข้นึ ท่ีตำแหนง่ ใดกไ็ ด้ทม่ี คี ลอโรพลาสต์ (Chloroplast))
ช่ัวโมงท่ี 2
ขน้ั สอน
ข้นั ที่ 2 สำรวจคน้ หา (Explore)
1. ใหน้ ักเรยี นสืบคน้ ข้อมูลเกี่ยวกับสภาวะแวดล้อมของพืช CAM (Crassulacean acid Metabolism
Plant)
2. จากน้นั ใหน้ ักเรยี นทำใบงานที่ 2.4.5 เรอื่ ง กลไกการตรงึ แก๊สคาร์บอนไดออกไซดข์ องพชื CAM
3. ใหน้ กั เรียนศกึ ษาข้อมูลท่ีได้จากการสบื คน้ ข้อมลู ทำใบงานท่ี 2.4.5 เรื่อง กลไกการตรึงแกส๊
คารบ์ อนไดออกไซด์ของพชื CAM
ขั้นท่ี 3 อธิบายความรู้ (Explain)
4. ครสู ุ่มตวั แทนนักเรยี นออกมานำเสนอใบงาน
5. นกั เรยี นและครูรว่ มกันอภปิ รายวา่ “ในเวลากลางคนื พชื ตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ไดแ้ ต่ไม่
สามารถสรา้ งนำ้ ได้ เพราะขาด NADPH และ ATP พืช CAM (Crassulacean acid Metabolism Plant) จงึ
ตอ้ งตรึงแกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ไว้ ในรูปสารท่ีประกอบด้วยคารบ์ อน 4 อะตอม เพ่ือเก็บสะสมไว้ก่อน เมื่อพืช
ได้รับแสงในเวลากลางวันจงึ สามารถสรา้ ง NADPH และ ATP มาใช้ในกระบวนการสรา้ งน้ำตาลได้”
6. ครอู ธิบายเพม่ิ เตมิ วา่ “พชื ท่มี กี ารตรงึ คารบ์ อนไดออกไซด์ลกั ษณะเชน่ นี้วา่ (Crassulacean acid
Metabolism Plant) เรยี กยอ่ ๆ วา่ พชื CAM เนื่องจากการคน้ พบกระบวนการตรึงคาร์บอนไดออกไซดแ์ บบน้ี
ในพชื พวกวงศ์ (Crussulace) เป็นพืชอวบน้ำ ขยายพนั ธุ์ได้ง่าย โดยใชส้ ว่ นประกอบต่าง ๆ ของพชื เช่น เช่น
กหุ ลาบหิน คว่ำตายหงายเป็น ต่อมาในภายหลังพบวา่ พชื ท่ีข้นึ ในท่ีแลง้ เชน่ กระบอกเพชร หรือกล้วยไม้
รวมท้ังสบั ปะรด ก็มกี ารตรึงแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ลักษณะนเ้ี ช่นกัน”
ข้นั ท่ี 4 ขยายความรู้ (Expand)
7. เพื่อขยายความรขู้ องนักเรยี น ครูเขยี นตารางเปรียบเทยี บโครงสร้างและกลไกการตรงึ แกส๊
คารบ์ อนไดออกไซด์ของพชื C3 C4 และ CAM บนกระดานแลว้ ใหน้ ักเรยี นจดคำถามลงในสมุดและเตมิ คำตอบ
ลงในตาราง
หัวข้อเปรียบเทยี บ พชื C3 พชื C4 พืช CAM
บนั เดิลชที
คลอโรพลาสตท์ ่ีบันเดิลชีท
จำนวนครั้งทมี่ กี ารตรึง
CO2
ช่วงเวลาในการตรึง CO2
ตำแหนง่ ทีม่ กี ารตรีง CO2
ตำแหนง่ ท่ีเกดิ วัฏจกั รคัลวนิ
สารตวั แรกท่ีเกิดจากการ
ตรึง CO2
สารท่ใี ชต้ รึง CO2
การเกิดโฟโตเรสไพเรชนั
8. ครูเฉลยคำตอบที่ถูกต้อง ดังนี้
หัวข้อเปรยี บเทยี บ พืช C3 พืช C4 พชื CAM
อาจมีหรอื ไม่มี
บนั เดลิ ชีท ไมม่ ี มี -
คลอโรพลาสต์ทบี่ ันเดิลชีท มี -
จำนวนครง้ั ทมี่ กี ารตรึง 1
CO2 22
ชว่ งเวลาในการตรึง CO2 เช้า
ตำแหนง่ ท่ีมกี ารตรึง CO2 มโี ซฟลิ ล์ เช้า กลางคนื
ครง้ั ที่ 1 มโี ซฟลิ ล์ -
ตำแหน่งทีเ่ กดิ วัฏจกั รคลั วิน ตำแหน่งใดก็ได้ทีม่ ี ครั้งที่ 2 บันเดิลชีท
ตำแหนง่ ใดกไ็ ด้ท่ี
คลอโรพลาสต์ มโี ซฟลิ ล์ มีคลอโรพลาสต์
สารตัวแรกท่เี กิดจากการ PGA OAA OAA
ตรึง CO2
สารทีใ่ ช้ตรึง CO2 RuBP PEP PEP
ต่ำมาก ตำ่ มาก
การเกิดโฟโตเรสไพเรชนั สงู
9. ให้นักเรยี นทำแบบฝึกหัดชวี วิทยา ม.5 เลม่ 1
10. ให้นักเรยี นทบทวนความรู้ ความเข้าใจในหัวข้อนี้โดยใหน้ กั เรยี นตอบคำถาม Topic Question
แลว้ รว่ มกนั เฉลยคำตอบดังนี้
- พืช C4 และพืช CAM (Crassulacean acid Metabolism Plant) มกี ลไกการตรึง
คารบ์ อนไดออกไซดจ์ ากอากาศแตกต่างกันอยา่ งไร
(แนวตอบ: แตกต่างกันที่ เวลาในการตรึงคารบ์ อนไดออกไซด์ (CO2) ของพชื C4 เกดิ ขน้ึ ในเวลา
กลางวนั แต่พชื CAM เกิดข้ึนในเวลากลางคืน)
- เพราะเหตุใดพชื CAM (Crassulacean acid metabolism plant) จึงจำเปน็ ตอ้ งตรงึ
คาร์บอนไดออกไซด์ (Carbondioxide fixation) ในเวลากลางคนื
(แนวตอบ: เพราะ สภาพแวดล้อมของพชื CAM (Crassulacean acid Metabolism Plant)
เป็นบริเวณท่รี ้อนจัด)
- สารประกอบคาร์บอนท่ีเสถียรชนิดแรกของพชื CAM (Crassulacean acid metabolism
Plant) คอื อะไร
(แนวตอบ: ออกซาโลอะซีเตต (Oxaloacetate) หรอื OAA)
- พืช CAM (Crassulacean acid metabolism plant) สงั เคราะห์กรดมาลิก (Malic acid) แล้วลำเลียงไป
สะสมที่ใด ซง่ึ แตกตา่ งกับพืช C4 หรอื ไม่ อย่างไร
(แนวตอบ: แวคิวโอล (Vacuole แตกตา่ งกบั พชื C4 ทไ่ี มม่ ีการสะสมกรดมาลิก (Malic acid) ไว้ใน
ออรแ์ กเนลล์ (Organelles) ใด)
- หากเปรียบเทยี บระหว่างพชื C3 กบั พืช CAM พืชชนิดใดมอี ตั ราการเกิดโฟโตเรสไพเรชนั
(Photorespiration) ที่มากกวา่ เพราะเหตุใด
(แนวตอบ: พชื C3 เพราะ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ท่ีเข้าสวู่ ฏั จกั รคลั วิน (Calvin cycle) มา
จากบรรยากาศโดยตรง ซง่ึ แตกตา่ งกับคารบ์ อนได้ทีเ่ ขา้ สู่วัฏจักรคัลวนิ ของพืช CAM ซ่งึ ได้มาจากการสลายตวั
ของกรดมาลิก (Malic acid))
ขนั้ สรุป
ขน้ั ที่ 5 ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. ตรวจแบบฝกึ หดั ในแบบฝกึ หดั ชวี วิทยา ม.5 เล่ม 1
2. ตรวจใบงานที่ 2.4.5 เรือ่ ง กลไกการตรึงแก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ของพชื CAM
3. ประเมินแบบจำลองโครงสร้างของใบพชื C3 และ C4 โดยใช้แบบประเมนิ ชน้ิ งาน
4. สงั เกตพฤติกรรมการทำงานของนกั เรยี น โดยใช้แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทำงานรายบุคคล
5. สังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุม่ โดยใชแ้ บบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกล่มุ
7. การวัดและประเมนิ ผล
รายการวดั วิธีการ เครือ่ งมือ เกณฑก์ ารประเมนิ
7.1 ประเมนิ ระหวา่ ง - สังเกตจากการตอบคำถาม - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม - ร้อยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
การจดั กจิ กรรม และแสดงความคิดเห็น รายบุคคล
การเรยี นรู้ - ระดบั คณุ ภาพ 2
1) กจิ กรรมนำสูก่ าร - ใบงานที่ 2.4.5 เรอ่ื ง ผ่านเกณฑ์
เรียน กลไกการตรึงแกส๊
- การตอบคำถาม - ระดับคุณภาพ 2
- แบบประเมินชิน้ งาน ผา่ นเกณฑ์
2) กลไกการตรึงแก๊ส - ตรวจใบงานที่ 2.4.5 เรื่อง - แบบฝึกหัดชวี ะวทิ ยา - ระดับคณุ ภาพ 2
คารบ์ อนไดออกไซด์ กลไกการตรึงแกส๊ ผ่านเกณฑ์
ของพชื คารบ์ อนไดออกไซดข์ องพชื ม.5 เลม่ 1 - ระดบั คณุ ภาพ 2
ผ่านเกณฑ์
CAM - แบบประเมนิ การ - ระดบั คุณภาพ 2
- ประเมินแบบจำลอง นำเสนอผลทำกจิ กรรม ผา่ นเกณฑ์
โครงสร้างของใบพืช C3 และ
C4 - แบบสังเกตพฤตกิ รรม
- ตรวจแบบฝกึ หดั ชีวะวทิ ยา การทำงานรายบุคคล
ม.5 เลม่ 1 - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม
การทำงานกลุ่ม
3) การนำเสนอผลการ - ประเมนิ การนำเสนอ - แบบประเมิน
คุณลกั ษณะ
ทำกิจกรรม ผลทำกจิ กรรม อนั พงึ ประสงค์
4) พฤติกรรมการ - สังเกตพฤติกรรม
ทำงานรายบุคคล การทำงานรายบคุ คล
5) พฤตกิ รรมการ - สังเกตพฤติกรรม
ทำงานกลุ่ม การทำงานรายบุคคล
6) คุณลกั ษณะ - สังเกตความมีวินัย
อันพึงประสงค์ ใฝเ่ รยี นรู้ และมุ่งมัน่
ในการทำงาน
การวัดและประเมนิ ผล
8. สื่อ/แหลง่ การเรยี นรู้
8.1 สื่อการเรียนรู้
1) หนงั สอื เรียนชีววทิ ยา ม.5 เล่ม 1 หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 2 การสงั เคราะห์ของแสง
2) แบบฝึกหดั ชวี วทิ ยา ม.5 เลม่ 1 หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 2 การสงั เคราะห์ของแสง
3) ใบงานท่ี 2.4.5 เร่ือง กลไกการตรึงแก๊ส
4) บตั รคำชนิดของพืช
8.2 แหล่งการเรยี นรู้
1) หอ้ งปฏบิ ัติการชีววทิ ยา
2) อนิ เทอรเ์ นต็
3) ห้องสมดุ
ตัวอย่างบตั รคำ
สับปะรด ว่านหางจระเข้
มะม่วง ขา้ วโพด
ออ้ ย บานไมร่ ู้โรย
ขา้ วสาลี ขา้ วบาเลย่ ์
ใบงานท่ี 2.4.5
เรื่อง กลไกการตรึงแก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ของพืช CAM
คำชแี้ จง : ให้นักเรียนพจิ ารณาภาพกลไกการตรงึ แกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ของพืช CAM และตอบคำถามตอ่ ไปน้ี
1
2
3
1. จากภาพ เพราะเหตใุ ดพืช CAM จงึ มกี ารตรึงคารบ์ อนไดออกไซดจ์ ากบรรยากาศในเวลากลางคนื
ตอบ __________________________________________________________________________________________
2. จากภาพ นักเรียนคดิ ว่าเอนไซม์หมายเลข 1 คอื อะไร
ตอบ __________________________________________________________________________________________
3. จงเปรียบเทียบเอนไซมห์ มายเลข 1 กบั เอนไซม์รูบสิ โก
ตอบ _________________________________________________________________________________________
4. จากภาพ ออร์แกเนลลห์ มายเลข 2 คืออะไร และเกบ็ สะสมสารหมายเลข 3 คือ สารชนดิ ใด ตามลำดบั
ตอบ __________________________________________________________________________________________
5. จากภาพ จงอธบิ ายกลไกการตรงึ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ของพชื CAM
ตอบ __________________________________________________________________________________________
______________________________________________________________________________________________
______________________________________________________________________________________________
______________________________________________________________________________________________
______________________________________________________________________________________________
ใบงานที่ 2.4.5 เฉลย
เร่ือง กลไกการตรงึ แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ของพืช CAM
คำช้แี จง : ใหน้ กั เรยี นพิจารณาภาพกลไกการตรงึ แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ของพชื CAM และตอบคำถามตอ่ ไปน้ี
1
2
3
1. จากภาพ เพราะเหตใุ ดพชื CAM จงึ มกี ารตรึงคารบ์ อนไดออกไซดจ์ ากบรรยากาศในเวลากลางคนื
ตอบ ในตอนกลางวันมีสภาพอากาศทีร่ ้อนและความชืน้ น้อย รูปากใบของพืช CAM จะปิด เพื่อลดการสญู เสียน้ำ ส่วนใน
เวลากลางคืนรูปากใบจงึ เปดิ
2. จากภาพ นกั เรยี นคดิ วา่ เอนไซมห์ มายเลข 1 คืออะไร
ตอบ PEP carboxylase
3. จงเปรียบเทียบเอนไซมห์ มายเลข 1 กับเอนไซมร์ ูบสิ โก
ตอบ PEP carboxylase มีประสิทธภิ าพในการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดีกว่าเอนไซม์รูบิสโก เนื่องจากเอนไซม์ รูบิสโก
นอกจากจบั กบั CO2 ไดด้ แี ล้วยังสามารถจบั กับ O2 ไดด้ เี ชน่ กนั
4. จากภาพ ออรแ์ กเนลลห์ มายเลข 2 คอื อะไร และเกบ็ สะสมสารหมายเลข 3 คอื สารชนดิ ใด ตามลำดบั
ตอบ แวลควิ โอล และกรดมาลกิ
5. จากภาพ จงอธิบายกลไกการตรงึ แก๊สคารบ์ อนไดออกไซดข์ องพชื CAM
ตอบ เมื่อถึงเวลากลางคืน ปากใบพืชเปิดทำให้แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปในใบได้ และมีการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์
ครั้งแรกด้วยเอนไซม์ที่มีประสิทธิภาพดีกว่ารูบิสโก นั่นคือ PEP carboxylase จากนั้น PEP จึงเปลี่ยนเป็น
สารประกอบที่มีคาร์บอน 4 อะตอม คือ OAA แต่ไม่เสถียรจึงเปลี่ยนรูปเป็น malate ซึ่งจะลำเลียงมาไว้ที่แวคิว-
โอลในรูปของกรดมาลิก เมื่อมีแสงในเวลาเช้ากรดมาลิกจะลำเลียงเข้าสู่คลอโรพลาสต์ แล้วปลดปล่อย
คาร์บอนไดออกไซด์เข้าสวู่ ัฎจักรคลั วินเพือ่ ผลิตน้ำตาลตอ่ ไป