The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by darinkhatsanit, 2021-06-23 22:28:58

ilovepdf_merged_3

ilovepdf_merged_3

ใบความร้ทู ่ี 1
เรอ่ื ง การปรับตัวโครงสรา้ งภายในใบของพชื

นอกจากพชื มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายนอกใหเ้ หมาะสมกับหนา้ ท่ีแล้ว พืชยังมีการปรับตัว
ของโครงสร้างภายในของใบ ทำให้พืชนั้นสามารถเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ได้ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ไม่
เหมาะสมต่าง ๆ เช่น พืชที่ขึ้นในที่แห้งแล้ง นอกจากจะมีการลดรูปของใบให้เล็กลงหรือกลายเป็นหนามแล้ว
ใบพืชยังมีการปรับตัวของโครงสร้างภายในของใบเพื่อลดการสูญเสีย น้ำโดยชั้นเนื้อเยื่อผิวจะมีคิวติเคิลหนา
มีปากใบแบบ sunken stomata ที่เซลล์คุมอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเซลล์ผิว (รูป ก) และในพืชบางชนิดมี
โครงสร้างพิเศษ เรยี กว่า stomatal crypt (รปู ข) โดยชนั้ เน้อื เย่ือผิวเว้าเป็นแอ่ง มปี ากใบอยู่ในบริเวณน้ีและ
ยังมีขนยาวปกคลุมไว้อีกชั้นหนึ่ง นอกจากนี้พืชที่ขึ้นในที่แห้งแล้งบางชนิด โครงสร้างภายในของใบบริ เวณ
เนื้อเยื่อผิว หรือบริเวณเนื้อเยื่อพื้นในมีโซฟิลล์ อาจมีเซลล์ขนาดใหญ่ท่ีทำหน้าที่เก็บสะสมน้ำ เรียกว่า
water storage tissue (รูป ค) ส่วนพืชที่ขึ้นอยู่ในน้ำหรือใกล้แหล่งน้ำ ก็มีการปรับตัวของโครงสร้าง
เหมือนกัน โดยในชั้นมีโซฟิลล์มักจะมีช่องว่างระหว่างเซลล์ (intercellular space) จำนวนมากหรือมีขนาด
ใหญ่ เพ่อื กกั เก็บอากาศ ช่วยเพ่ิมปริมาณออกซเิ จนและช่วยใหพ้ ืชลอยน้ำได้ (รปู ง)

ใบความร้ทู ี่ 2
เรอ่ื ง กลไกการคายนำ้ ของพืช

การคายน้ำของพืช คือ กระบวนการที่พืชกำจัดน้ำออกมาในรูปของไอน้ำ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่ปากใบ
ประมาณ 80 – 90 % หรือเกิดขนึ้ ที่ผิวใบประมาณ 10 % หรอื ตามรอยแตกของลำตน้

ในแต่ละวันร่างกายพืชต้องการน้ำในปริมาณที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่ปัจจัยภายในและภายนอก โดยการ
เปิด-ปิดของปากใบพืชเป็นกลไกรักษาน้ำในร่างกายของพืชให้อยู่ในสภาวะสมดุล ซึ่งปากใบพืชเปิด-ปิดได้
อย่างไร นักเรยี นจะได้ศกึ ษาดังต่อไปน้ี

การเปิด-ปดิ ของปากใบเกดิ จากการตอบสนองของพืช แบ่งออกเปน็ 2 ลักษณะ ดงั นี้
1. การตอบสนองตอ่ แสง (Blue light) แสงจากดวงอาทติ ยก์ ระต้นุ ใหเ้ อนไซม์ H+- ATPase ไปกระตนุ้ ให้
ตัวรับแสงหรือโฟโตรีเซปเตอร์ (PHOT1) ปั๊มไฮโดรเจนไอออนออกจากเซลล์คุม โพแทสเซียมไอออนจึงเข้าสู่
เซลล์คุมและไปกระตุ้นให้คลอไรด์ไอออนเข้าสู่เซลล์คุมด้วย ส่งผลให้ความเข้มข้นของสารละลายภายใน
เซลลค์ ุมสูง น้ำจากบรเิ วณขา้ งเคียงจงึ ออสโมซิสเขา้ มา จนกระท่งั เซลล์คุมเตง่ ปากใบพชื จงึ เปิด

2. การตอบสนองต่อฮอรโ์ มนพืช (ABA) เมื่อร่างกายพืชขาดน้ำ ส่วนหนึ่งที่ทำใหพ้ ืชเปดิ ปากใบ คือ
พชื จะหล่งั ABA ส่งผลให้ตัวรับแสงหรือโฟโตรเี ซปเตอร์ (PHOT1) หยุดปั๊มไฮโดรเจนไอออนออกจาก
เซลล์คมุ โพแทสเซียมไอออนไหลออกจากเซลล์คุมและไปกระตุ้นให้คลอไรด์ไอออนออกจากเซลล์คุม
ดว้ ย ส่งผลใหค้ วามเขม้ ขน้ ของสารละลายภายในเซลล์ต่ำลง นำ้ จากบรเิ วณขา้ งเคยี งจงึ ออสโมซิสออก
จากเซลล์ ทำให้เซลลเ์ หยี่ ว ปากใบพืชจึงปิด

แบบประเมนิ ผงั มโนทศั น์

คำชีแ้ จง ให้ผสู้ อนประเมนิ ชนิ้ งาน/ภาระงาน แลว้ ขดี ✓ลงในชอ่ งท่ีตรงกับระดบั คะแนน

ลำดบั ท่ี รายการประเมิน ระดับคะแนน
4 321

1 ความสอดคลอ้ งกับจดุ ประสงค์

2 ความถูกต้องของเนอ้ื หา

3 ความคิดสรา้ งสรรค์

4 ความตรงต่อเวลา

รวม

ลงช่ือ ................................................... ผ้ปู ระเมิน
................./................../..................

เกณฑก์ ารประเมินผงั มโนทศั น์

ประเด็นท่ปี ระเมิน 4 ระดบั คะแนน 1
32

1. ความ ผังมโนทศั น์สอดคล้อง ผงั มโนทัศน์สอดคลอ้ ง ผงั มโนทศั นส์ อดคล้อง ผงั มโนทัศน์ไม่

สอดคลอ้ งกบั กบั จุดประสงคท์ ุก กบั จดุ ประสงคเ์ ปน็ สว่ น กับจดุ ประสงค์บาง สอดคล้องกับ

จุดประสงค์ ประเดน็ ใหญ่ ประเด็น จุดประสงค์

2. ความถูกต้อง เน้อื หาสาระของผังมโน- เนือ้ หาสาระของผังมโน- เนือ้ หาสาระของผงั มโน- เนอ้ื หาสาระของผงั มโน-

ของเนอ้ื หา ทศั น์ถกู ต้องครบถว้ น ทศั น์ถูกตอ้ งเปน็ สว่ น ทศั นถ์ ูกตอ้ งบาง ทศั นไ์ มถ่ ูกตอ้ งเปน็ สว่ น

ใหญ่ ประเดน็ ใหญ่

3. ความคดิ ผงั มโนทศั นแ์ สดงถงึ ผังมโนทศั นแ์ สดงถึง ผงั มโนทศั น์มีความ ผงั มโนทศั นไ์ ม่มีความ

สร้างสรรค์ ความคิดสร้างสรรค์ ความคดิ สร้างสรรค์ นา่ สนใจ น่าสนใจ

แปลกใหม่ สวยงาม

4. ความตรงต่อ ส่งชน้ิ งานภายในเวลาที่ ส่งชิ้นงานช้ากวา่ เวลาที่ ส่งช้นิ งานชา้ กว่าเวลาท่ี ส่งช้นิ งานชา้ กว่าเวลาท่ี

เวลา กำหนด กำหนด 1 วัน กำหนด 2 วัน กำหนด 3 วันขน้ึ ไป

เกณฑ์การตัดสนิ คณุ ภาพ

ช่วงคะแนน ระดับคณุ ภาพ

14-16 ดมี าก

11-13 ดี

8-10 พอใช้

ต่ำกวา่ 8 ปรบั ปรงุ

บนั ทกึ ผลหลงั การจัดการเรยี นรู้

กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ รายวิชา ชีววิทยาเพิม่ เตมิ รหสั วิชา ว30243

หนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ 1 เรื่อง โครงสรา้ งหน้าทข่ี องพชื ดอก ช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี 5

แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 5 เรื่อง โครงสร้างหน้าท่ีของใบ เวลา 3 ชั่วโมง

1. ผลการจัดการเรยี นรู้

............................................................................................................................. .................................................

......................................................... ........................................................................................... ..........................

............................................................................................................................. .................................................

............................................................................................................................. .................................................

2. ปญั หาและอุปสรรค
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
3. แนวทางแกไ้ ข
........................................................................................................................................................................ ......
..............................................................................................................................................................................
......................................................... .................................................................................................................... .

ลงชอ่ื .....................................................ผู้สอน
(นางสาวดารนิ คาดสนทิ )
………/………../…….....

แผนการจัดการเรยี นรู้ รหัสวิชา ว30243
ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 5
กลุม่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ รายวชิ า ชีววิทยาเพม่ิ เตมิ
หนว่ ยการเรยี นรูท้ ่ี 1 เรอ่ื ง โครงสรา้ งหน้าทีข่ องพชื ดอก เวลา 2 ช่ัวโมง
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 6 เรอื่ ง การลำเลยี งน้ำของพืช โรงเรียนบ้านแพงพิทยาคม
ผู้สอน นางสาวดารนิ คาดสนทิ

1. ผลการเรยี นรู้

สืบคน้ ข้อมูล และอธิบายกลไกการลำเลยี งนำ้ และธาตอุ าหารของพืช

2. จุดประสงค์การเรยี นรู้

1. อธิบายกลไกการลำเลียงน้ำของพชื ได้ (K)

2. เปรียบเทียบรปู แบบการลำเลยี งน้ำแบบอโพพลาสตแ์ ละแบบซิมพลาสต์ได้ (P)

3. รบั ผดิ ชอบตอ่ หน้าท่ีและงานท่ีได้รับมอบหมาย (A)

3. สาระการเรยี นรู้

สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง สาระการเรียนรู้ท้องถนิ่

- พืชดูดน้ำและธาตุอาหารต่าง ๆ จากดิน โดยเซลล์ พิจารณาตามหลกั สตู รของสถานศกึ ษา

ขนรากแล้วลำเลียงผ่านชั้นคอร์เทกซ์เข้าสู่เนื้อเย่ือ

ลำเลียงน้ำในชั้นสตีล ซึ่งเป็นการดูดน้ำจากดินสู่

เนื้อเยือ่ ลำเลียงน้ำในแนวระนาบ และลำเลียงไปยัง

สว่ นต่าง ๆ ของพืชในแนวด่ิง

- ในสภาวะปกติการลำเลียงน้ำจากรากสู่ยอดของ

พืชอาศยั แรงดงึ จากการคายน้ำ ร่วมกบั แรงโคฮีชัน

แรงแอดฮชี ัน

- ในภาวะที่บรรยากาศมีความชื้นสัมพทั ธ์สูงมากจน

ไม่สามารถเกิดการคายน้ำได้ตามปกติ น้ำที่เข้าไป

ในเซลล์รากจะทำใหเ้ กิดแรงดันเรียกว่าแรงดนั ราก
ทำใหเ้ กดิ ปรากฏการณ์กตั เตชนั

4. สาระสำคญั /ความคิดรวบยอด

พืชมีระบบลำเลียงเพื่อใช้ลำเลียงน้ำ แร่ธาตุตา่ งๆจากดนิ ไปสูส่ ่วนต่างๆ ของพืช โดยการลำเลียงนำ้ ใช้
ท่อลำเลียง เรียกว่า ไซเลม ( Xylem) เมื่อพืชสร้างอาหารแล้วก็จะลำเลียงไปสู่ส่วนต่างๆของพืชโดยอาศัย

ท่อลำเลียง เรียกว่า โฟลเอม ( Phloem ) โดยระบบการลำเลียงน้ำและอาหารแตกต่างกันระหว่างพืชใบ
เลย้ี งคู่และพืชใบเลีย้ งเด่ยี ว การคายนำ้ มสี ว่ นชว่ ยในการลำเลยี งน้ำของพืช

5. สมรรถนะสำคัญของผู้เรยี นและคุณลักษณะอนั พึงประสงค์

สมรรถนะสำคญั ของผ้เู รียน คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์

1. ความสามารถในการสอ่ื สาร 1. มวี ินัย
2. ความสามารถในการคดิ 2. ใฝเ่ รยี นรู้
3. ม่งุ มั่นในการทำงาน
1) ทกั ษะการระบุ
2) ทักษะการสังเกต
3) ทักษะการทดลอง
4) ทกั ษะการเปรียบเทยี บ
5) ทักษะการจำแนกประเภท
3. ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ิต

6. กจิ กรรมการเรยี นรู้

แนวคดิ /รูปแบบการสอน/วิธีการสอน/เทคนิค : แบบสบื เสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model)

ช่วั โมงท่ี 1

ขนั้ นำ

ขนั้ ที่ 1 กระต้นุ ความสนใจ (Engage)

1. ครกู ระต้นุ ความสนใจของนักเรียนโดยถามคำถาม Prior Knowledge โดยมแี นวคำถามดังนี้
- เนื้อเยือ่ ทอ่ ลำเลยี งน้ำและแรธ่ าตุของพชื คอื อะไร
(แนวตอบ: ท่อไซเล็ม (Xylem))
2. ครูถามให้นักเรียนคิดต่อไปว่า “พืชขนาดใหญ่หรือพืชที่มีความสูงมากจำเป็นต้องมีท่อลำเลียงน้ำ

(Xylem) หรือไมเ่ พราะเหตุใด”
(แนวตอบ: จำเปน็ เพราะท่อลำเลยี งนำ้ หรือไซเล็ม (Xylem) ใชส้ ำหรบั ลำเลยี งนำ้ และธาตุอาหาร
จากรากไปยังส่วนตา่ ง ๆ)

ขน้ั สอน

ขน้ั ที่ 2 สำรวจค้นหา (Explore)
1. ให้นักเรียนจับกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน สืบค้นรูปแบบการลำเลียงน้ำและธาตุอาหารในแนวระนาบ
จากแหล่งการเรียนรู้ต่างๆ เช่น อินเทอร์เน็ต หรือหนังสือเรียนชีววิทยา เล่ม 1 แล้วสรุปลงใน
กระดาษ A4 พรอ้ มนำเสนอในรูปแบบท่ีสวยงาม
2. ใหต้ ัวแทนกลุ่มออกมานำเสนอผลงานหนา้ ชัน้ เรยี น
3. นักเรียนและครูรว่ มกนั อภปิ รายผลจากการสืบค้นรูปแบบการลำเลยี งนำ้ และธาตอุ าหาร

ขั้นที่ 3 อธบิ ายความรู้ (Explain)
4. ครูเขยี นคำศพั ทบ์ นกระดาน ดังตอ่ ไปนี้
- Apoplast
- Symplast
- Plasmodesmata
- Casparian strip
- Cytoplasm
- Cell wall
- Endodermis
- Cortex
5. ให้นักเรียนลอกคำศัพท์บนกระดานลงในสมุดบันทึก แล้วเขียนความหมายของคำศัพท์แต่ละคำ
พร้อมอธิบายความเชอื่ มโยงของคำศัพท์กับการลำเลยี งน้ำของพชื โดยมแี นวคำตอบดงั น้ี

- Apoplast

(แนวตอบ: น้ำในดินจะเข้าสู่รากผ่านชั้นคอร์เทกซ์ (Cortex) ของรากไปจนถึงชั้นเอนโดเดอร์มิส

(Endodermis) โดยน้ำจะผ่านจากเซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่งทางผนังเซลล์ หรือผ่านทาง

ช่องว่างระหวา่ งเซลล์)

- Symplast

(แนวตอบ: นำ้ จะเคลอื่ นผา่ นเซลล์หนึ่งไปอีกเซลล์หนง่ึ ทางไซโทพลาซึม (Cytoplasm) พลาสโมเด

สมา (Plasmodesmata) และเยื่อหุ้มเซลล์ (Plasma membrane) ผ่านชั้นเอนโดเดอร์มิส

(Endodermis) ก่อนเขา้ สไู่ ซเลม (Xylem) ตอ่ ไป)

- Plasmodesmata
(แนวตอบ: ทำหนา้ ทเ่ี ชอ่ื มเซลล์ทอี่ ยใู่ กลเ้ คยี งกัน เพอ่ื ช่วยในการขนถ่ายสงิ่ ๆตา่ งๆระหว่างเซลล์พืช
แบบอโพพลาสต์ (Apoplast) เชน่ น้ำ สารอาหาร และ ฮอรโ์ มน เปน็ ต้น)
- Casparian strip
(แนวตอบ: ทำหนา้ ทป่ี ้องกนั การเคล่ือนที่ของน้ำและธาตุอาหาร เมอื่ เซลล์มอี ายมุ ากขนึ้ จะมีลิกนิน
(Lignin) มาสะสม)
- Cytoplasm
(แนวตอบ: เป็นส่วนหนึ่งของโพรโทพลาสซึม (protoplasm) ที่อยู่รอบ ๆ นิวเคลียส (Nucleus)
ซึ่งเป็นส่วนที่ไม่มีชีวิตภายในเซลล์เป็นของเหลว ซึ่งภายในมีหลายอย่างที่สำคัญเช่น คลอโรพ
ลาสต์ (Chloroplast) ในคลอโรพลาสต์มีคลอโรฟิลล์ (chlorophyll) เอาไว้สังเคราะห์แสง มีออ
แกเนล (Organelle) ซึ่งทำให้เซลล์มีชีวิตอยู่ได้เป็นต้น ซึ่งสามารถพบได้ทั้งเซลล์พืชและเซลล์
สตั ว์)
- Cell wall
(แนวตอบ: ผนงั เซลล์ เป็นสว่ นทอ่ี ยรู่ อบนอกของเซลล์ ทำหน้าที่เสริมความแขง็ แรง เป็นตัวค้ำจุน
โครงสร้างทำให้เซลล์คงรูป ชว่ ยปกป้องเซลล์และมีกลไกคดั กรองสารทผ่ี ่านเขา้ -ออกเซลลด์ ว้ ยผนัง
เซลลข์ องพชื ทำหน้าท่ปี อ้ งกันการขยายตวั มากเกินไปหากนำ้ ไหลผา่ นเขา้ สภู่ ายในเซลล์)
- Endodermis
(แนวตอบ: เป็นชั้นของเซลล์ที่อยู่ถัดจากชั้นคอร์เทกซ์ (Cortex) เข้าไป ประกอบด้วยเซลล์เพียง
แถวเดียวโดยมีคิวทิน (Cutin) เคลือบอยู่บนผนังชั้นนอกของเซลล์ ช่วยป้องกันเนื้อเยื่อภายใน
เน่ืองจากเซลล์ช้ันนี้มผี นงั เซลลบ์ าง บางส่วนของเซลลช์ นั้ นี้มีผนังเซลลบ์ าง บางสว่ นของเซลล์ชั้นนี้
จะยื่นออกไป ทำหน้าที่ดูดน้ำและแร่ธาตตุ ่าง ๆ เซลล์ชั้นนีม้ ักจะพบในราก (Root) มากกว่าในลำ
ต้น (Stem))
- Cortex
(แนวตอบ: เป็นชั้นของเซลล์ที่อยู่ถัดจากชั้นเอพิเดอร์มิส (Epidermis) ส่วนใหญ่ประกอบด้วย
เซลล์พาเรงคิมา (Parenchyma) เรียงตัวกันหลายแถว ไม่มีครอโรพลาสต์ (Chloroplast) ทำ
หนา้ ทส่ี ะสมอาหาร จะเหน็ ได้ชัดในพืชใบเล้ียงเดย่ี ว)
6. ให้นักเรียนจับคู่แลกเปล่ียนความรู้ ความหมาย และความเชื่อมโยงของคำศัพท์กบั การลำเลยี งนำ้
ของพืชระหว่างค่ขู องตนเอง

ช่ัวโมงท่ี 2

ขัน้ สอน

ขนั้ ท่ี 2 สำรวจคน้ หา (Explore)
1. ให้นักเรียนจับกลุ่ม กลุ่มละ 3-4 คน สืบค้นรูปแบบการลำเลียงน้ำและธาตุอาหารในแนวดิ่งจาก
แหล่งการเรยี นรู้ เช่น อนิ เทอร์เน็ต สอ่ื มีเดียคิวอารโ์ ค้ด เรอื่ ง แรงดงึ จากการคายน้ำของพชื
2. ครถู ามคำถามใหน้ ักเรียนร่วมกันสืบค้นคำตอบ ต่อไปนี้
- ภายในรากมแี รงดึงชนิดใดบ้างทสี่ ่งผลใหน้ ้ำจากดินเขา้ มาในทอ่ ไซเล็ม
(แนวตอบ: แรงดึงจากการคายน้ำ (Transpiration pull) แรงดันราก (Root pressure) แอดฮี
ชนั (Adhesion) และ โคฮชี นั (Coesion))
- ปรากฏการณก์ ตั เตชัน (Guttation) เกิดขน้ึ เมอื่ พืชอย่ใู นสภาพแวดลอ้ มอย่างไร
(แนวตอบ: ความชนื้ สัมพัทธ์สูง ในเวลากลางคืน)
- ปรากฏการณ์กัตเตชัน (Guttation) แตกตา่ งกบั การคายน้ำของพืชท่ัวไปอย่างไร
(แนวตอบ: โดยทั่วไปพืชจะคายน้ำในรูปแบบไอน้ำ แต่ปรากฏการณ์กัตเตชัน (Guttation) พืช
จะคายน้ำในรปู แบบหยดนำ้ )
3. ใหน้ ักเรยี นทำใบงานเรือ่ ง การลำเลียงนำ้ ของพืช

ขั้นที่ 3 อธบิ ายความรู้ (Explain)
4. ครูสมุ่ เรียกนักเรยี นออกมานำเสนอใบงานประมาณ 2-3 คน
5. นกั เรียนและครรู ว่ มกนั อภิปรายผลจากการนำเสนอ และสรปุ ความรู้ท่ีได้จากการทำใบงานเพ่ือให้
ไดป้ ระเด็นดงั ต่อไปน้ี
1) กระบวนการคายน้ำของพืชมีข้นั ตอนเปน็ อยา่ งไร
2) รูปการลำเลียงน้ำแบบอโพพลาสตแ์ ละแบบซิมพลาสตแ์ ตกตา่ งกันอย่างไร
3) ปรากฏการณ์กัตเตชนั (Guttation) จะเกิดขึน้ ในสภาวะใด

ขน้ั ที่ 4 ขยายความเข้าใจ (Expand)
6. ให้นักเรียนตอบคำถามท้าทายการคิดขั้นสูง (H.O.T.S.) โดยครูถามคำถามแล้วให้นักเรียนตอบ
คำถามลงในสมดุ บนั ทกึ ของตนเอง แล้วใหน้ ักเรียนเสนอคำตอบของตนเอง โดยมแี นวคำถามดงั น้ี
- แคสพาเรียนสติปในชน้ั เอนโดเดอร์มิสส่งผลต่อการลำเลยี งน้ำและธาตุอาหารของพืชอย่างไร
(แนวตอบ: แคสพาเรียนสตริป (Casparian strip) คือ สารซูเบอริน (suberin) ทีสะสมตัวที่ผนัง
ด้านรัศมี (Radial wall) และด้านตัดขวาง (Transverse wall) ของเซลล์ ทำให้น้ำและธาตุ
อาหารรวมท้ังน้ำตาลซูโครส (Sucrose) ไม่สามารถผา่ นได้ จึงต้องเปล่ียนรูปแบบการลำเลียงผ่าน

ทางไซโทพลาซึม (Symplast) หรือช่องว่างระหว่างเซลล์เรียกว่า พลาสโมเดสมาตา
(Plastmodesmata) เท่านนั้ )
7. ใหน้ ักเรียนทำผงั มโนทัศน์ เร่ือง การลำเลียงน้ำและธาตอุ าหารของพชื
8. ครูมอบหมายการบ้านใหน้ กั เรยี นทำแบบฝึกหัดในแบบฝกึ หัดชีววิทยา ม.5 เลม่ 1

ขนั้ สรุป

ข้ันที่ 5 ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. ครูตรวจใบงานเรือ่ ง การลำเลยี งนำ้ ของพืช
2. ครตู รวจแบบฝึกหดั ในแบบฝึกหัดชวี วทิ ยา ม.5 เลม่ 1
3. ครปู ระเมนิ ผังมโนทศั น์ เรื่อง การลำเลยี งน้ำและธาตุอาหารของพืช
4. ครตู รวจสอบคำศัพทเ์ กีย่ วกับเรื่อง การลำเลียงน้ำของพชื ในสมดุ บนั ทกึ
5. สงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานของนกั เรียน โดยใชแ้ บบสงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานรายบุคคล
6. สงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลุม่ โดยใชแ้ บบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลมุ่

7. การวดั และประเมินผล

รายการวัด วิธีการ เคร่อื งมือ เกณฑก์ ารประเมนิ

7.1 ประเมนิ ระหว่าง - แบบสงั เกตพฤติกรรม - รอ้ ยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
รายบุคคล
การจดั กจิ กรรม - ระดบั คุณภาพ 2
- ใบงานเรื่อง ผา่ นเกณฑ์
การเรียนรู้ การลำเลียงน้ำของพืช
- แบบประเมินผงั - ระดบั คุณภาพ 2
1) กจิ กรรมนำส่กู าร - สังเกตจากการตอบ มโนทศั น์ ผา่ นเกณฑ์
- แบบฝกึ หัด - ระดับคณุ ภาพ 2
เรียน คำถามและแสดงความ ชีววทิ ยา ม.5 เล่ม 1 ผา่ นเกณฑ์
- สมดุ บนั ทึก - ระดับคุณภาพ 2
- การตอบคำถาม คดิ เห็น ผ่านเกณฑ์
- แบบประเมนิ การ - ระดับคุณภาพ 2
2) การลำเลยี งน้ำ - ตรวจใบงาน นำเสนอผลทำกจิ กรรม ผา่ นเกณฑ์
- แบบสังเกตพฤติกรรม
ของพชื เร่ือง การลำเลียงน้ำ การทำงานรายบุคคล
- แบบสงั เกตพฤติกรรม
ของพืช การทำงานกลุ่ม
- แบบประเมนิ
- ตรวจผงั มโนทศั น์การ คณุ ลกั ษณะ
อนั พงึ ประสงค์
ลำเลยี งน้ำและธาตุ

อาหารของพชื

- ตรวจแบบฝกึ หดั
ชวี วิทยา ม.5 เล่ม 1

- ตรวจสมุดบนั ทึก

3) การนำเสนอผล - ประเมนิ การนำเสนอ

การทำกจิ กรรม ผลทำกจิ กรรม

4) พฤตกิ รรมการ - สงั เกตพฤติกรรม

ทำงานรายบุคคล การทำงานรายบุคคล

5) พฤติกรรมการ - สงั เกตพฤติกรรม

ทำงานกลุม่ การทำงานรายบุคคล

6) คณุ ลกั ษณะ - สังเกตความมีวินัย

อนั พึงประสงค์ ใฝ่เรียนรู้ และมงุ่ ม่นั

ในการทำงาน

8. สือ่ /แหลง่ การเรียนรู้

8.1 ส่อื การเรยี นรู้
1) หนังสอื เรยี นชวี วทิ ยา ม.5 เลม่ 1 หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 1 โครงสร้างและหน้าท่ขี องดอก
2) แบบฝึกหดั ชีววิทยา ม.5 เล่ม 1 หนว่ ยการเรยี นร้ทู ่ี 1 โครงสร้างและหนา้ ท่ีของดอก
3) ใบงานท่ี 1.6.7 เรอื่ ง การลำเลียงนำ้ และธาตุ

8.2 แหล่งการเรยี นรู้
1) หอ้ งปฏบิ ตั กิ ารชวี วิทยา
2) อินเทอร์เน็ต
3) สือ่ มิเดยี ควิ อารโ์ ค้ด เรือ่ ง แรงดงึ จากการคายนำ้ ของพืช

ใบงาน
เรอื่ ง การลำเลยี งนำ้ ของพืช
คำชแ้ี จง : พจิ ารณาหมายเลข 1-11 ในภาพท่ีกำหนดให้ แล้วระบชุ อื่ ลงในตาราง และนำหมายเลขมาเติมลงใน
ช่องว่างให้ถูกต้อง

หมายเลข ชือ่ เรยี ก

1

2

3

4

5

12 6

7

8

9

10

11

12

เมื่อน้ำที่อยู่ภายในดินออสโมซิสเข้าสู่เซลล์ขนราก พืชจะลำเลียงน้ำแบบ ……………… ผ่าน ไซโทพลา
ซึม หรือช่องว่างระหว่างเซลล์ที่เรียกว่า ……………… เรียกรูปแบบการลำเลียงน้ำแบบนี้ว่า ……………… อีก
รูปแบบหนึ่งน้ำจะถูกลำเลียงผ่าน ……………… เรียกรูปแบบการลำเลียงน้ำแบบนี้ว่า ……………… เมื่อมาถึงชั้น
……………… ซ่งึ เป็นชัน้ ที่มีสารซูเบอรนิ มาสะสมตามผนังเซลลเ์ ปน็ แถบ เรยี กวา่ ……………… ทำให้น้ำไม่สามารถ
ผ่านไปได้ จงึ ต้องลำเลียงนำ้ ในรูปแบบ ……………… ผา่ นเข้าไปในช้นั สตีล น้ำจะเปลีย่ นรูปแบบเปน็ ………………
เท่านั้น กอ่ นเขา้ สู่ทำลำเลยี งไซเล็มทำใหส้ ารที่มขี นาดใหญ่ไม่สามารถเข้าสู่ท่อลำเลียงไซเลม็ ได้

ใบงาน เฉลย
เรือ่ ง การลำเลยี งนำ้ ของพืช

คำชี้แจง : พจิ ารณาหมายเลข 1-11 ในภาพที่กำหนดให้ แล้วระบชุ ่ือลงในตาราง และนำหมายเลขมาเติมลงใน

ชอ่ งว่างให้ถูกตอ้ ง

หมายเลข ชื่อเรยี ก

1 ซิมพลาสต์ (Symplast)

2 เอพเิ ดอรม์ สิ (Epidermis)

3 อโพพลาสต์ (Apoplast)

4 คอร์เทกซ์ (Cortex)

5 เพริไซเคลิ (Pericycle)

12 6 ไซเล็ม (Xylem)

7 โฟลเอ็ม (Phloem)

8 เอนโดเดอรม์ ิส (Endodermis)

9 พลาสโมเดสมาตา (Plasmodesmata)

10 ผนังเซลล์ (Cell wall)

11 แคสพาเรียนสตริป (Casparian strip)

12 สตลี (Steal)

เมื่อน้ำที่อยู่ภายในดินออสโมซิสเข้าสู่เซลล์ขนราก พืชจะลำเลียงน้ำแบบ ……1…,3……… ผ่าน
ไซโทพลาซึม หรอื ชอ่ งว่างระหว่างเซลล์ที่เรียกว่า ………9……… เรยี กรปู แบบการลำเลียงน้ำแบบน้ีว่า ……1 …………
อีกรูปแบบหนึ่งน้ำจะถูกลำเลียงผ่าน ………10……… เรียกรูปแบบการลำเลียงน้ำแบบนี้ว่า ………3……… เมื่อมาถึง
ชั้น ………8……… ซึ่งเป็นชั้นที่มีสารซูเบอริน0มาสะสมตามผนังเซลล์เป็นแถบ เรียกว่า ………1…1…… ทำให้น้ำไม่

สามารถผ่านไปได้ จึงต้องลำเลียงน้ำในรูปแบบ ……1………… ผ่านเข้าไปในชั้นสตีล น้ำจะเปลี่ยนรูปแบบเป็น

………3……… เท่าน้ัน ก่อนเข้าสู่ทำลำเลียงไซเลม็ ทำให้สารท่ีมีขนาดใหญ่ไมส่ ามารถเข้าสทู่ ่อลำเลยี งไซเลม็ ได้

บันทึกผลหลงั การจดั การเรยี นรู้

กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ รายวชิ า ชวี วทิ ยาเพ่ิมเตมิ รหัสวิชา ว30243

หน่วยการเรยี นร้ทู ่ี 1 เรอื่ ง โครงสรา้ งหน้าทข่ี องพชื ดอก ชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 5

แผนการจัดการเรยี นรูท้ ่ี 6 เร่อื ง การลำเลยี งนำ้ ของพืช เวลา 3 ชั่วโมง

1. ผลการจดั การเรยี นรู้

............................................................................................................................. .................................................

..............................................................................................................................................................................

............................................................................................................................. .................................................

............................................................................................................................. .................................................

2. ปัญหาและอุปสรรค
............................................................................................................................................................... ...............
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
3. แนวทางแก้ไข
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
.................................................... ........................................................................................................... ...............

ลงช่อื .....................................................ผ้สู อน
(นางสาวดารนิ คาดสนิท)
………/………../…….....

แผนการจดั การเรียนรู้

กลุม่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชา ชวี วทิ ยาเพ่มิ เตมิ รหัสวิชา ว30243

หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 1 เร่ือง โครงสร้างหน้าท่ีของพชื ดอก ช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 5

แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 7 เรื่อง ธาตอุ าหารของพืช เวลา 3 ช่ัวโมง

ผ้สู อน นางสาวดาริน คาดสนทิ โรงเรยี นบา้ นแพงพิทยาคม

1. ผลการเรียนรู้

สืบคน้ ขอ้ มูล อธบิ ายความสำคญั ของธาตุอาหาร และยกตวั อย่างธาตอุ าหารท่ีสำคัญทีม่ ผี ลต่อการ

เจริญเตบิ โตของพชื

2. จดุ ประสงค์การเรียนรู้

1. อธบิ ายความสำคญั ของธาตอุ าหารทม่ี ีต่อพืชได้ (K)
2. เปรียบเทียบลกั ษณะของพชื ท่ขี าดธาตุอาหารชนดิ ต่าง ๆ ได้ (P)
3. ตระหนกั ถึงความสำคัญของธาตุอาหารที่มีตอ่ พืช (A)

3. สาระการเรียนรู้ สาระการเรยี นรทู้ ้องถน่ิ
พิจารณาตามหลักสตู รของสถานศึกษา
สาระการเรียนรู้แกนกลาง

- พืชแต่ละชนิดต้องการปริมาณและชนิดของธาตุ
อาหารแตกต่างกัน สามารถนำความรู้เกี่ยวกับ
สมบัติของธาตุอาหารชนิดต่าง ๆ ที่มีผลต่อการ
เจริญเติบโตของพืชในสารละลายธาตุอาหาร
เพ่ือใหพ้ ืชเจรญิ เติบโตไดต้ ามทีต่ ้องการ

4. สาระสำคัญ/ความคดิ รวบยอด

พชื จำเปน็ ต้องมีการใช้ธาตุอาหาร ซึ่งดูดมาจากดินโดยรากและลำเลยี งผา่ นไปกับน้ำ เพ่ือนำไปสร้าง

อาหารในกระบวนการสงั เคราะห์ดว้ ยแสง ดงั น้นั ธาตอุ าหารมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของพืช

5. สมรรถนะสำคัญของผูเ้ รยี นและคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์

สมรรถนะสำคัญของผู้เรยี น คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์

1. ความสามารถในการสอื่ สาร 1. มีวนิ ัย

2. ความสามารถในการคิด 2. ใฝเ่ รียนรู้

1) ทักษะการสังเกต 3. ม่งุ มัน่ ในการทำงาน

2) ทกั ษะการระบุ

3) ทักษะเปรยี บเทยี บ

4) ทักษะการจำแนกประเภท

5) ทกั ษะการรวบรวมขอ้ มลู

3. ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวติ

6. กิจกรรมการเรียนรู้

แนวคดิ /รปู แบบการสอน/วธิ ีการสอน/เทคนิค : สบื เสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model)

ชว่ั โมงที่ 1

ขัน้ นำ

ขน้ั กระตุน้ ความสนใจ (Engage)

1. ครูกระตนุ้ ความสนใจของนักเรยี นโดยการตง้ั คำถามเพ่ือทดสอบความรู้เดิม โดยการสุม่ ถามนักเรียน
จำนวน 1-2 คน โดยมีแนวคำถามดงั น้ี
- จงยกตัวอย่างธาตุที่นักเรียนรู้จักในชีวิตประจำวัน มา 2-3 ตัวอย่างพร้อมบอกประโยชน์ของธาตุ
เหลา่ น้นั มาพอสังเขป
(แนวตอบ: เหล็ก (Fe) ใช้ในการทำอุตสาหกรรมต่าง ๆ ตะกั่ว (Pb) ใช้ในการทำแบตเตอรี่ และ
แคลเซยี ม (Ca) เก่ยี วขอ้ งกับเรื่องสุขภาพเชน่ การดูแลกระดูก และ ฟัน เปน็ ต้น)

2. ครูกระตุ้นความสนใจของนักเรียนโดยการเปรียบเทียบร่างกายของมนุษย์เหมือนกับต้นไม้ 1 ต้น
แล้วใหน้ ักเรียนระดมความคิดวา่ ถ้าหากรา่ งกายมนษุ ย์ไมไ่ ดร้ บั สารอาหารจะมลี กั ษณะเป็นอย่างไร
(แนวตอบ: คำตอบขนึ้ อย่กู บั การแสดงความคิดเห็นของนักเรียนและดุลยพินิจของ เช่น ผอมเป็นโรค
ไมม่ ีแรงหรอื เคลอ่ื นไหวได้)

3. ให้นักเรียนแบ่งกลุ่มออกเป็น 4 ทีม โดยเลือกตามความสมัครใจ ร่วมกันทายคำตอบว่าลักษณะ
ต้นไม้ ใน PowerPoint Presentation เรื่อง ลักษณะต้นไม้ที่ขาดธาตุอาหาร นั้นขาดธาตุอาหาร
ชนดิ ใดโดยมแี นวภาพดังน้ี

AB

CD

EF

4. ครเู ฉลยคำตอบและให้คะแนนแกน่ กั เรียนในทมี ที่ชนะ คนละ 3 คะแนน โดยมีแนวคำตอบดังน้ี
(แนวคำตอบ: ภาพ A ธาตแุ คลเซียม (Ca))
(แนวคำตอบ: ภาพ B ธาตไุ นโตรเจน (N))
(แนวคำตอบ: ภาพ C ธาตุฟอสฟอรัส (P))
(แนวคำตอบ: ภาพ D ธาตโุ พแทสเซียม (K))
(แนวคำตอบ: ภาพ E ธาตแุ มกนเี ซยี ม (Mg))
(แนวคำตอบ: ภาพ F ธาตกุ ำมะถนั (S))

ข้นั สอน

ข้นั ท่ี 2 สำรวจคน้ หา (Explore)
1. ให้นักเรียนจับกลุ่ม กลุ่มละ 3-4 คน สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับหน้าที่และความสำคัญของธาตุที่มีตอ่ พชื
จากแหล่งการเรียนรู้ต่างๆ เช่น อินเทอร์เน็ต หรือ หนังสือเรียนชีววิทยา ม.5 เล่ม1 โดยให้แต่ละ
กลมุ่ ส่งตวั แทนออกมาจบั สลากหมายเลข 1-13 โดยแตล่ ะหมายเลขให้ศกึ ษาธาตอุ าหาร ดังน้ี
- ธาตุแคลเซียม (Ca)
- ธาตุไนโตรเจน (N)
- ธาตฟุ อสฟอรสั (P)
- ธาตโุ พแทสเซียม (K)
- ธาตแุ มกนีเซยี ม (Mg)
- ธาตกุ ำมะถนั (S)
- ธาตเุ หล็ก (Fe)
- ธาตคุ ลอรนี (Cl)
- ธาตโุ บรอน (B)
- ธาตสุ งั กะสี (Zn)
- ธาตุแมกกานสี (Mn)
- ธาตทุ องแดง (Cu)
- ธาตุโมลิบดนิ มั (Mo)
2. ใหน้ กั เรยี นนำข้อมลู ทสี่ ืบค้นจากแหลง่ การเรียนรู้ จากการสำรวจพื้นที่บริเวณใกล้เคียงว่ามีต้นไม้ที่มี
ลักษณะดังกลา่ วหรือไม่ บันทึกภาพและรวบรวมไว้ในรายงานของกลมุ่ ตนเอง

ช่ัวโมงที่ 2

ขัน้ สอน

ขน้ั ที่ 3 อธิบายความรู้ (Explain)
1. ให้แต่ละกลุม่ สง่ ตวั แทนกลุ่มออกมานำเสนอข้อมูลเก่ยี วกับหนา้ ท่ีและความสำคัญของธาตุท่ีมีต่อพืช
หนา้ ชัน้ เรยี น
2. นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายผลจากการนำเสนอของตัวแทนกลุ่ม แล้วให้นักเรียนสรุปหน้าที่
ความสำคญั ของธาตุแตล่ ะชนดิ ท่เี พือ่ นนำเสนอลงในสมุดบันทึกของตนเอง
3. หลังจากตัวแทนกลุ่มนำเสนอจบแล้ว ครูให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับธาตุอาหารโดยมี
แนวคำถามดงั น้ี

- นักเรยี นคดิ วา่ ธาตุอาหารมีความสำคัญกบั พชื หรอื ไม่
(แนวตอบ: สำคัญ เนือ่ งจากมสี ่วนชว่ ยในการเจรญิ เตบิ โต สรา้ งเอนไซมบ์ างชนดิ ทีม่ คี วามสำคัญใน
การดำรงชวี ติ ต่อพืช)
- นกั เรยี นคิดว่า พืชสามารถขาดธาตอุ าหารชนดิ ใดชนดิ หนง่ึ ได้หรือไม่
(แนวตอบ: ไมไ่ ด้ เพราะธาตุแตล่ ะชนิดล้วนมีความสำคัญ แต่พืชแต่ละชนดิ ต่างมีลักษณะท่ีแตกต่าง
กัน จงึ อาจมคี วามต้องการของธาตแุ ตล่ ะชนดิ ไม่เทา่ กัน)
- นกั เรียนสามารถสรุปได้หรือไม่วา่ ธาตอุ าหารแบ่งออกเปน็ กปี่ ระเภท
(แนวตอบ: 2 ประเภท คือ
1. ธาตุอาหารหลัก ได้แก่ ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) โพแทสเซียม (K) แคลเซียม (Ca)
แมกนเี ซยี ม (Mg) กำมะถัน (S)
2. ธาตุอาหารรอง ได้แก่ เหล็ก (Fe) สังกะสี (Zn) โมลิบดินมั (Mo) แมกกานีส (Mn) ทองแดง (Cu)
โบรอน (B) คลอรนี (Cl)

จากนัน้ ครอู ธิบายเพ่ิมเตมิ ว่า “พืชนำธาตอุ าหารท่ีอยู่ภายในดินไปใช้ในรูปของสารละลาย ซ่ึง
จะถกู ลำเลยี งเข้าสู่ท่อไซเลม็ (Xylem) ไปยงั เซลลต์ ่างๆ ของพชื ธาตุอาหารท่พี ืชลำเลยี งเขาไปในไซ
เล็มนั้นเป็นสารอนินทรีย์ ที่ประกอบด้วยธาตุอาหารหลายชนิด ซึ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการ
เจริญเติบโตของพืช”

ช่ัวโมงท่ี 3

ข้นั สรปุ

ข้นั ท่ี 4 ขยายความรู้ (Expand)
1. ให้นักเรียนทำแผนผังมโนทัศน์ เรื่อง ธาตุอาหารของพืช บนกระดาษ A4 พร้อมตกแต่งให้สวยงาม
โดยสืบค้นข้อมูลจากแหล่งการเรียนรู้ต่างๆ เช่นอนิ เทอรเ์ นต็ หรอื หนงั สอื เรยี นชวี วิทยา ม.5 เล่ม 1
เป็นต้น
2. ใหน้ กั เรยี นทำแบบฝึกหัดในแบบฝึกหัดชวี วทิ ยา ม.5 เล่ม 1
3. ให้นกั เรียนรว่ มกนั ตอบคำถาม Topic Question โดยมแี นวคำถามดงั นี้
- การเคลื่อนที่ของน้ำแบบอโพพลาสต์ (Apoplasmic pathway) เกิดขึ้นเมื่อใด และมีลักษณะ
อย่างไร
(แนวตอบ: น้ำเข้าสู่เซลล์ขนราก (Root hair cell) และก่อนเข้าสู่ท่อลำเลียงไซเล็ม (Xylem) โดย
นำ้ จะเคลื่อนทีไ่ ปตามผนงั เซลล์ (Cell wall))

- การเคล่ือนที่ของน้ำแบบซิมพลาสต์ (Simplast) เกิดข้นึ เมอ่ื ใด และมลี กั ษณะอยา่ งไร
(แนวตอบ: เกิดขึ้นเมื่อน้ำเข้าสู่เซลล์ขนราก (Root hair cell) และผ่านชั้นเอนโดเดอร์มิส
(Endodermis) โดยนำ้ จะเคล่ือนที่ผ่านทางไซโทพลาซึม (Cytoplasm) และช่องวา่ งระหว่างเซลล์ที่
เรียกวา่ พลาสโมเดสมาตา (Plastmodesmata))
- พลาสโมเดสมาตา (Plastmodesmata) คอื อะไร
(แนวตอบ: ชอ่ งว่างระหว่างเซลล์)
- ตน้ สนอาศัยกลไกใดในการลำเลียงนำ้ จากปลายรากไปส่ปู ลายยอด
(แนวตอบ: แรงดึงจากการคายน้ำ (Transpiration pull) ประกอบกับภายในท่อลำเลียงมีแรงโคฮี
ชนั (Coesion) และแอดฮีชนั (Adhesion))
- แรงโคฮชี นั (Coesion) และแอดฮชี ัน (Adhesion) แตกตา่ งกนั อย่างไร
(แนวตอบ: แรงโคฮีชัน (Coesion) เป็นแรงที่เกิดขึ้นระหว่างโมเลกุลน้ำ 2 โมเลกุลมาเชื่อมกันส่วน
แรงแอดฮชี ัน (Adhesion) เกดิ ขึ้นระหวา่ งโมเลกุลน้ำกบั ผนังทอ่ ลำเลียง)
- ในสภาวะท่ีอากาศมคี วามชื้นสมั พัทธส์ งู จะส่งผลต่อแรงภายในทอ่ ไซเล็ม (Xylem) อยา่ งไร
(แนวตอบ: ในวันที่อากาศมีความชื้นสัมพัทธ์สูง ปากใบพืชจะปิด แต่รากพืชยังคงดูดน้ำอยู่
ตลอดเวลาทำใหเ้ กิดแรงดนั ภายในราก ทำใหภ้ ายในลำตน้ พชื มีแรงดนั น้ำสูง)
- รไู ฮดาโทด (Hydathodes) เหมอื นหรอื แตกตา่ งกบั ปากใบอย่างไร
(แนวตอบ: แตกตา่ งกนั รูไฮดาโทด (Hydathodes) เปน็ สว่ นปลายของทอ่ ไซเลม็ (Xylem) ทอี่ ยูต่ าม
ขอบใบ (Leaf margin) แต่ปากใบ (Stomata) คือส่วนหนึ่งของเซลล์คุม (Guard cell) ที่พัฒนา
เปลี่ยนแปลงรูปร่างมาจากเนื้อเยื่อเจริญ (Meristem) ที่อยู่ในชั้นเอพิเดอร์มิส (Epidermis) ส่วน
ใหญม่ กั พบในบรเิ วณท้องใบ)
- หากดนิ มีธาตอุ าหารนอ้ ย รากพืชจะลำเลียงอาหารแบบใด
(แนวตอบ: ไม่ได้ เพราะธาตุแต่ละชนดิ ลว้ นมีความสำคัญ แต่พืชแต่ละชนิดต่างมีลักษณะที่แตกต่าง
กัน จงึ อาจมีความต้องการของธาตแุ ต่ละชนิดไม่เทา่ กัน)
- หากใบพืชทีเ่ จรญิ ใหมห่ งิกงอ ตายอดไม่เจริญ มีจดุ ดำทเ่ี สน้ ใบ พืชชนดิ นี้ขาดธาตุอาหารอะไร
(แนวตอบ: ธาตแุ คลเซยี ม (Ca))
- ธาตอุ าหารชนิดใดบ้างท่ีพชื ต้องการในปริมาณมากและน้อย ตามลำดับ
(แนวตอบ: ธาตุอาหารหลัก ได้แก่ ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) โพแทสเซียม (K) แคลเซียม (Ca)
แมกนีเซียม (Mg) กำมะถัน (S) เป็นธาตุอาหารที่พืชต้องการในปริมาณมาก ธาตุอาหารรอง ได้แก่
เหล็ก (Fe) สังกะสี (Zn) โมลิบดินัม (Mo) แมกกานีส (Mn) ทองแดง (Cu) โบรอน (B) คลอรีน (Cl)
เป็นธาตุอาหารทีพ่ ืชต้องการในปริมาณนอ้ ย แตข่ าดไม่ได้)

ข้นั ท่ี 5 ตรวจสอบผล (Evaluate)
4. ครูตรวจแบบฝกึ หดั ในแบบฝึกหัดชีววิทยา ม.5 เลม่ 1
5. ครูประเมินรายงาน เรื่อง ธาตอุ าหารของพชื
6. ครูประเมนิ ผังมโนทัศน์ เร่อื ง ธาตุอาหารของพืช
7. สังเกตพฤติกรรมการทำงานของนกั เรยี น โดยใช้แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานรายบุคคล
8. สงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม โดยใชแ้ บบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลมุ่

7. การวดั และประเมนิ ผล

รายการวดั วิธกี าร เครือ่ งมอื เกณฑก์ ารประเมิน
7.1 ประเมินระหว่าง
- สังเกตจากการตอบ - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม - รอ้ ยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
การจัดกจิ กรรม คำถามและแสดงความ รายบคุ คล
การเรียนรู้ คิดเห็น - ระดบั คุณภาพ 2
1) กิจกรรมนำสูก่ าร - ตรวจรายงาน เรื่อง - แบบประเมนิ รายงาน ผ่านเกณฑ์
ธาตอุ าหารของพชื - แบบประเมนิ ผังมโน
เรยี น - ตรวจแผนผังมโนทัศน์ ทัศน์ - ระดับคณุ ภาพ 2
- การตอบคำถาม เรือ่ ง ธาตอุ าหารของพชื - แบบฝึกหัดชวี วทิ ยา ผ่านเกณฑ์
2) ธาตอุ าหารของพชื - ตรวจแบบฝึกหัด ม.5 เลม่ 1 - ระดับคุณภาพ 2
ชวี วทิ ยา ม.5 เลม่ 1 - สมดุ บันทึก ผา่ นเกณฑ์
2) การนำเสนอผลการ - ตรวจสมดุ บนั ทกึ - ระดับคณุ ภาพ 2
ทำกจิ กรรม - ประเมนิ การนำเสนอ - แบบประเมนิ การ ผ่านเกณฑ์
ผลทำกจิ กรรม นำเสนอผลทำกิจกรรม - ระดับคณุ ภาพ 2
3) พฤติกรรมการ - สังเกตพฤตกิ รรม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม ผา่ นเกณฑ์
ทำงานรายบคุ คล การทำงานรายบุคคล การทำงานรายบคุ คล
- สังเกตพฤตกิ รรม - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม
4) พฤติกรรมการ การทำงานรายบคุ คล การทำงานกลมุ่
ทำงานกลุม่ - สงั เกตความมีวินัย - แบบประเมนิ
ใฝ่เรียนรู้ และม่งุ มั่น คุณลักษณะ
5) คณุ ลกั ษณะ ในการทำงาน อันพึงประสงค์
อนั พงึ ประสงค์

8. สือ่ /แหล่งการเรยี นรู้

8.1 สื่อการเรียนรู้
1) หนังสือเรียนชีววทิ ยา ม.5 เลม่ 1 หนว่ ยการเรยี นรูท้ ี่ 1 โครงสร้างและหนา้ ท่ขี องดอก
2) แบบฝกึ หัดชวี วทิ ยา ม.5 เลม่ 1 หนว่ ยการเรียนร้ทู ่ี 1 โครงสรา้ งและหน้าที่ของดอก
3) PowerPoint เร่ือง ต้นไม้ท่ีขาดสารอาหาร

8.2 แหล่งการเรยี นรู้
1) หอ้ งปฏิบัติการทดลองชวี วิทยา
2) อินเทอร์เน็ต

แบบประเมนิ ผงั มโนทศั น์

คำช้ีแจง : ใหผ้ สู้ อนประเมินผังมโนทศั น์ แลว้ ขดี ✓ลงในช่องทต่ี รงกับระดับคะแนน

ลำดับท่ี รายการประเมนิ ระดับคะแนน
4 321

1 ความสอดคล้องกบั จุดประสงค์

2 ความถูกตอ้ งของเน้ือหา

3 ความคดิ สรา้ งสรรค์

4 ความตรงต่อเวลา

รวม

ลงชอ่ื ................................................... ผ้ปู ระเมนิ

................./................../..................

เกณฑก์ ารประเมนิ ผังมโนทัศน์

ประเดน็ ทป่ี ระเมนิ ระดับคะแนน

4 32 1
ผงั มโนทัศนไ์ ม่
1. ความ ผังมโนทศั น์สอดคล้อง ผังมโนทัศนส์ อดคลอ้ ง ผงั มโนทัศน์สอดคลอ้ ง สอดคลอ้ งกับ
จดุ ประสงค์
สอดคลอ้ งกับ กับจุดประสงค์ทุก กบั จดุ ประสงคเ์ ป็นสว่ น กับจดุ ประสงค์บาง
เน้ือหาสาระของผงั มโน
จุดประสงค์ ประเดน็ ใหญ่ ประเด็น ทศั น์ไม่ถูกต้องเปน็ สว่ น
ใหญ่
2. ความถูกต้อง เนือ้ หาสาระของผงั มโน เน้อื หาสาระของผงั มโน เนอื้ หาสาระของผงั มโน ผงั มโนทศั นไ์ ม่มคี วาม
นา่ สนใจ
ของเน้ือหา ทัศน์ถูกตอ้ งครบถ้วน ทัศนถ์ กู ตอ้ งเปน็ ส่วน ทัศน์ถกู ตอ้ งบาง

ใหญ่ ประเด็น

3. ความคิด ผังมโนทศั น์แสดงถงึ ผังมโนทัศนแ์ สดงถึง ผงั มโนทศั นม์ ีความ
สร้างสรรค์ ความคดิ สรา้ งสรรค์
เป็นระบบ ความคดิ สรา้ งสรรค์ แต่ นา่ สนใจ แตย่ ังไม่เป็น

ยงั ไมเ่ ป็นระบบ ระบบ

4. ความตรงต่อ ส่งชน้ิ งานภายในเวลาที่ ส่งชิน้ งานชา้ กว่าเวลาท่ี ส่งช้นิ งานช้ากวา่ เวลาท่ี สง่ ชิน้ งานช้ากวา่ เวลาท่ี

เวลา กำหนด กำหนด 1 วนั กำหนด 2 วนั กำหนด 3 วันข้ึนไป

เกณฑ์การตดั สินคณุ ภาพ

ชว่ งคะแนน ระดับคณุ ภาพ

14-16 ดีมาก

11-13 ดี

8-10 พอใช้

ต่ำกวา่ 8 ปรับปรุง

แบบประเมนิ รายงาน

คำช้ีแจง : ใหผ้ ู้สอนประเมนิ รายงาน แลว้ ขีด ✓ลงในชอ่ งทต่ี รงกบั ระดับคะแนน

ลำดบั ท่ี รายการประเมนิ 4 ระดบั คะแนน 1
32

1 ความถกู ต้องของเนอื้ หา
2 ความสมบรู ณ์ของรปู เลม่
3 ความตรงต่อเวลา

รวม

ลงชอ่ื ................................................... ผ้ปู ระเมิน
................./................../..................

เกณฑ์การประเมินรายงาน

ประเดน็ ทีป่ ระเมนิ ระดับคะแนน
1. ความถูกตอ้ ง
432 1
ของเนอ้ื หา
เนื้อหาสาระของ เนอ้ื หาสาระของ เน้ือหาสาระของ เน้ือหาสาระของ
2. ความสมบูรณ์ รายงานไมถ่ กู ตอ้ งเป็น
ของรปู เลม่ รายงานถูกต้องครบถ้วน รายงานถกู ต้องเปน็ ส่วน รายงานถกู ต้องบาง สว่ นใหญ่
องคป์ ระกอบไม่
3. ความตรงตอ่ ใหญ่ ประเดน็ ครบถว้ น ไม่เปน็
เวลา ระเบยี บ และรปู เล่มไม่
มอี งค์ประกอบครบถว้ น มอี งค์ประกอบครบถ้วน มอี งคป์ ระกอบครบถว้ น สวยงาม
สง่ ช้นิ งานชา้ กวา่ เวลาท่ี
สมบูรณ์ มีความเปน็ สมบูรณ์ มคี วามเป็น สมบรู ณ์ แตย่ งั ไมเ่ ปน็ กำหนด 3 วนั ข้ึนไป

ระเบียบ และรปู เล่ม ระเบยี บ แตร่ ปู เล่มไม่ ระเบียบ และรปู เล่มไม่

สวยงาม สวยงาม สวยงาม

ส่งชนิ้ งานภายในเวลาที่ สง่ ชิน้ งานช้ากว่าเวลาที่ ส่งช้นิ งานช้ากวา่ เวลาที่

กำหนด กำหนด 1 วัน กำหนด 2 วัน

เกณฑก์ ารตัดสินคณุ ภาพ

ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ

11-12 ดีมาก

9-10 ดี

6-8 พอใช้

ตำ่ กว่า 6 ปรบั ปรุง

บนั ทึกผลหลงั การจัดการเรียนรู้

กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชา ชีววทิ ยาเพิม่ เตมิ รหสั วิชา ว30243

หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง โครงสร้างหนา้ ทข่ี องพืชดอก ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 5

แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 7 เรือ่ ง ธาตอุ าหารของพชื เวลา 3 ชั่วโมง

1. ผลการจดั การเรยี นรู้

............................................................................................................................. .................................................

..............................................................................................................................................................................

............................................................................................................................. .................................................

............................................................................................................................. .................................................

2. ปัญหาและอุปสรรค
................................................ ..................................................................................... .........................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
3. แนวทางแกไ้ ข
................................................................................................................................................ ..............................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................

ลงช่อื .....................................................ผ้สู อน
(นางสาวดารนิ คาดสนทิ )
………/………../…….....

แผนการจดั การเรยี นรู้ รหัสวิชา ว30243
ช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 5
กลุ่มสาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์ รายวชิ า ชีววิทยาเพ่ิมเติม
หน่วยการเรียนรู้ที่ เรื่อง โครงสร้างหน้าท่ีของพืชดอก เวลา 3 ชั่วโมง
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 8 เร่อื ง การลำเลียงอาหารของพืช โรงเรียนบ้านแพงพิทยาคม
ผู้สอน นางสาวดาริน คาดสนิท

1. ผลการเรยี นรู้

อธบิ ายกลไกการลำเลียงอาหารในพชื

2. จดุ ประสงค์การเรียนรู้

1. อธิบายกลไกการลำเลียงอาหารของพชื ได้ (K)
2. วเิ คราะห์กลไกการลำเลียงอาหารของพชื ได้ (P)
3. ตระหนักถึงความสำคัญของพืช (A)

3. สาระการเรียนรู้ สาระการเรียนรูท้ อ้ งถน่ิ
พิจารณาตามหลกั สตู รของสถานศกึ ษา
สาระการเรียนรู้แกนกลาง

- อาหารที่ได้จากกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
จากแหล่งสรา้ ง จะถูกเปลยี่ นแปลงเปน็ ซโู ครส และ
ลำเลียงผ่านทางท่อโฟลเอ็ม โดยอาศัยกลไก การ
ลำเลียงอาหารในพืชซึ่งเกี่ยวข้องกับแรงดันน้ำ ไป
ยงั แหล่งรบั

4. สาระสำคญั /ความคิดรวบยอด

การสรา้ งอาหารของพืชเกิดจากกระบวนกรสงั เคราะห์ด้วยแสงจนได้ผลผลติ เป็นน้ำตาล และมกั สะสม
อยู่ในรปู ของแป้ง ซ่งึ เปน็ คารโ์ บไฮเดรต การสร้างอาหารของพืชส่วนใหญจ่ ะเกิดขน้ึ ที่ใบ แลว้ ลำเลยี งอาหาร
ไปยงั ส่วนต่าง ๆ ของพืช

5. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียนและคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์

สมรรถนะสำคญั ของผู้เรียน คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์

1. ความสามารถในการส่ือสาร 1. มีวนิ ัย
2. ความสามารถในการคดิ 2. ใฝเ่ รยี นรู้
3. มงุ่ มน่ั ในการทำงาน
1) ทกั ษะการสังเกต
2) ทักษะการระบุ
3) ทกั ษะเปรียบเทยี บ
4) ทกั ษะการจำแนกประเภท
5) ทักษะการรวบรวมข้อมูล
3. ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวติ

6. กจิ กรรมการเรียนรู้

แนวคดิ /รูปแบบการสอน/วิธกี ารสอน/เทคนิค : แบบสบื เสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model)

ชวั่ โมงท่ี 1

ข้นั นำ

ข้ันท่ี 1 กระตุน้ ความสนใจ (Engage)

1. ครูกระตุ้นความสนใจของนักเรยี นโดยนำลูกบอลมา 1 ลูก จากนั้นเปิดเพลงขึ้นมา1 เพลง แล้วให้
นักเรียนส่งลูกบอลต่อไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเพลงหยุด ลูกบอลอยู่ที่นักเรียนคนใด ให้นักเรียนคน
น้ันยืนขน้ึ แล้วตอบคำถาม Prior knowledge

2. ครถู ามคำถาม Prior knowledge โดยมีแนวคำถามดังน้ี
- เนือ้ เย่ือท่ที ำหน้าทล่ี ำเลยี งอาหารของพชื ไดแ้ ก่อะไรบา้ ง
3. เมื่อนักเรียนตอบคำถามแล้วให้นักเรียนที่ยืนเลือกเพื่อนมาอีก 1 คน เพื่ออภิปรายคำตอบของ
นกั เรียน จากน้นั ครเู ฉลยคำตอบท่ีถูกต้อง โดยมแี นวคำตอบดังน้ี
(แนวคำตอบ: เนื้อเยื่อที่ทำหน้าทีล่ ำเลียงอาหารของพืชไดแ้ ก่ เนื้อเยื่อลำเลียงโฟลเอ็ม (Phloem)
ซง่ึ ประกอบดว้ ย ซฟี ทวิ บ์ (Sieve tube member) และเซลลค์ อมพา-เนียน (Companion cell))

ขน้ั สอน

ขน้ั ท่ี 2 สำรวจค้นหา (Explore)
1. ให้นักเรียนแบง่ กลมุ่ ออกเปน็ 3 กลุ่ม ตามความสมคั รใจ เพอ่ื ศึกษาเน้อื หา เรอื่ ง การลำเลยี งน้ำของ
พืช แล้วให้แต่ละกลุ่มสง่ ตัวแทนกลุ่มออกมาจับสลากหมายเลข 1-3 โดยแต่ละหมายเลขให้แต่ละ
กล่มุ ศึกษาหัวข้อต่อไปนี้
หมายเลข 1 : ศึกษาการพองของเปลือกของลำต้นเหนอื รอยควั่น
หมายเลข 2 : ศึกษาการลำเลยี งน้ำตาลในพืชโดยใช้ 14C (คาร์บอน-14)
หมายเลข 3 : ศกึ ษาการลำเลยี งอาหารภายในท่อโฟลเอม็ (Phloem) โดยเพลีย้ ออ่ น
2. ให้แต่ละกลุ่มสรุปสาระสำคัญของหัวข้อที่ศึกษาลงในกระดาษ A4 โดยสมาชิกทุกคนจะต้องมี
ขอ้ สรปุ เปน็ ของตนเอง

ข้ันที่ 3 อธบิ ายความรู้ (Explain)
3. ใหแ้ ต่ละกลุ่มส่งตวั แทนออกมานำเสนอสาระสำคญั หน้าชน้ั เรียน
4. ขณะที่ตัวแทนกลุ่มนำเสนอข้อมูล ให้นักเรียนในห้องเขียนคำถามที่ตนเองสงสัย หรือตั้งคำถามลง
ในสมุดบนั ทกึ ของตนเอง
5. ครูสุ่มนักเรียน 5-6 คน อ่านคำถามของตนเอง แล้วให้กลุ่มนักเรียนที่นำเสนอตอบคำถามและ
อธบิ ายคำตอบของเพือ่ นให้เข้าใจ
6. ครูอธิบายเพิ่มเติมว่า “การสร้างอาหารของพืชเกิดจากการกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงจน
ได้ผลผลิตเป็นน้ำตาล และมักสะสมอยู่ในรูปแบบของแป้ง ซึ่งเป็นคารโ์ บไฮเดรต การสร้างอาหาร
ของพชื สว่ นใหญจ่ ะเกดิ ขึน้ ท่ีใบ และลำเลียงอาหรไปยงั ส่วนต่าง ๆ ของพืช”

ชวั่ โมงท่ี 2-3

ข้ันสอน

ขั้นที่ 2 สำรวจค้นหา (Explore)
1. ให้นกั เรียนศึกษา เร่อื ง กลไกการลำเลยี งอาหารของพืช จากวดี ทิ ศั น์ เรื่อง การลำเลยี งในโฟลเอ็ม
2. ใหน้ กั เรียนสรุปความรู้และสาระสำคญั ลงในสมดุ บนั ทกึ ของตนเอง

ข้ันท่ี 3 อธบิ ายความรู้ (Explain)
3. ใหน้ ักเรยี นจับคู่ แลกเปลี่ยนความรู้และสาระสำคัญ เรอ่ื ง กลไกการลำเลียงอาหารของพืช ให้กับคู่
ของตนเอง โดยมีประเด็นหลกั ในการอภปิ รายดงั น้ี
1) สามารถยกตวั อยา่ งการลำเลยี งสารอาหารของพืชท่ไี ด้จากกระบวนการสงั เคราะห์ด้วยแสงได้

2) อธบิ ายกลไกที่ทำให้เกิดการลำเลียงสารอาหารของพชื ได้
4. ใหน้ ักเรยี นแต่ละคูท่ ำแผน่ พับ เรอื่ ง กลไกการลำเลยี งอาหารของพืช
5. ครูสุ่มตัวแทนนักเรียน 2-3 คู่ นำเสนอข้อมูลในแผ่นพับ และอธิบายกลไกการลำเลียงอาหารของ

พชื ในประเดน็ ต่อไปน้ี
1) ยกตวั อย่างการลำเลยี งสารอาหารของพชื ทีไ่ ด้จากกระบวนการสงั เคราะหด์ ้วยแสง
2) อธิบายกลไกท่ที ำใหเ้ กดิ การลำเลยี งสารอาหารของพืช
6. นักเรยี นและครูร่วมกนั อภปิ รายผลทีไ่ ด้จากการทำกิจกรรมภายในหอ้ งเรยี น

ขนั้ สรปุ

ขัน้ ท่ี 4 ขยายความเข้าใจ (Expand)
1. ให้นักเรียนร่วมกันวิเคราะห์และจัดทำแผ่นพับ เรื่อง พืชสร้างอาชีพ โดยข้อมูลภายในแผ่นพับ
เก่ียวข้องกับอาชีพท่ีต้องอาศยั ความรู้เก่ียวกับโครงสร้างและหน้าที่ของพชื เช่น ชาวสวนยางพารา
ไมห้ อมส่งออก เป็นต้น โดยสืบค้นจากแหล่งการเรียนรู้ตา่ งๆ เช่น อินเทอร์เน็ต และ หนังสือเรียน
ชีววทิ ยา ม.5 เล่ม 1
2. ใหน้ กั เรียนทำแบบทดสอบหลังเรยี นหนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 1 เรอ่ื ง โครงสรา้ งและหน้าทีข่ องพืชดอก
3. ครูมอบหมายการบา้ นใหน้ ักเรียนทำแบบฝึกหดั ชีววิทยา ม.5 เล่ม 1
4. ให้นักเรียนทำรายงาน เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของพืชดอก โดยสรุปความรู้จากหน่วยการ
เรยี นร้ทู ่ี 1 ทั้งหมด โดยตอ้ งมอี งคป์ ระกอบของรายงานครบถ้วน ดังน้ี 1) ปกนอก 2) ปกใน 3) คำ
นำ 4) สารบัญ 5) สารบัญตาราง 6) สารบัญรูปภาพ 7) บทนำ 8) เนื้อหา 9) สรุป 10)
บรรณานุกรม และ 11) ภาคผนวก
5. ใหน้ ักเรยี นทำ Topic Question โดยให้นกั เรยี นลอกโจทย์และตอบคำถามลงในสมุดบนั ทึกของ
ตนเองโดยมีแนวคำถาม ดังนี้
- ทิศทางการลำเลียงน้ำกบั อาหารของพชื เหมือนหรอื แตกต่างกนั อยา่ งไร
(แนวตอบ: แตกตา่ งกัน พืชจะลำเลยี งนำ้ จากรากไปยงั ส่วนตา่ ง ๆ ของพชื และพชื จะลำเลยี งอาหาร
จากแหลง่ สรา้ ง เช่น ใบ (Leaf) ไปยังสว่ นตา่ ง ๆ ของพชื )
- การลำเลยี งอาหารและการลำเลียงน้ำของพืชเหมือนหรอื แตกต่างกนั อยา่ งไร
(แนวตอบ: แตกต่างกัน น้ำจะออสโมซิส (Osmosis) เขา้ สู่เซลล์ขนราก (Root hair cell) และถูก
ลำเลียง 2 รูปแบบ คือ แบบซิมพลาสต์ (Simplast) และแบบอโพพลาสต์ (Apoplast) ไปตามไซ
โทพลาสซึม (Cytoplasm) และผนังเซลล์พืช (Cell wall) ตามลำดับ เข้าสู่ท่อลำเลียงไซเล็ม
(Xylem) และอาศัยแรงดึงจากการคายน้ำ (Transpiration pull) รวมทั้งแรงแอดฮีชัน
(Adhesion) และโคฮีชัน (Coesion) ช่วยในการลำเลียงน้ำจากปลายรากไปยังยอด ส่วนการ
ลำเลียงอาหารอาศัยการแพร่แบบแอคทีพทรานสปอร์ต (Active transport) และน้ำจากเซลล์

ข้างเคียงออสโมซิสเข้าสู่ท่อลำเลียงโฟลเอ็ม (Phloem) ผลักดันให้อาหารถูกลำเลียงไปยังเซลล์
เป้าหมาย)
- พืชลำเลยี งอาหารไปยงั สว่ นตา่ ง ๆ ในรูปแบบใด
(แนวตอบ: สารละลายซูโครส (Sucrose))
- การลำเลยี งอาหารของพืชจากแหล่งสรา้ งไปยังท่อลำเลียงใช้กระบวนการใด
(แนวตอบ: กระบวนการแพร่แบบแอคทีฟทรานสปอร์ต (Active transport))
- กลไกใดที่มีสว่ นช่วยให้พืชลำเลยี งอาหารไปตามท่อลำเลียงอย่างต่อเน่ือง
(แนวตอบ: การออสโมซสิ (Osmosis) ของน้ำจากเซลล์ขา้ งเคียง)
6. ใหน้ ักเรยี นตรวจสอบตนเองดว้ ยการทำ Self Check และ Unit Question โดยมีแนวคำถามดังนี้
6.1 จงเปรียบเทยี บเนื้อเยอื่ ต่อไปน้ี
6.1.1 พาเรงคมิ า (Parenchyma) กับคอลเลงคิมา (Clorenchyma)
(แนวตอบ: พาเรงคิมา (Parenchyma) มีเนื้อเยื่อที่บางสม่ำเสมอกัน แต่คอลเลงคิมา
(Clorenchyma) มเี น้ือเยอื่ ทีบ่ างไม่สม่ำเสมอกัน และพาเรงคิมาเป็นเนื้อเย่ือพ้ืนในส่วนประกอบ
ตา่ ง ของพืช ทำให้มหี นา้ ที่ทีห่ ลากหลาย เชน่ สงั เคราะห์ด้วยแสง สะสมอาหารและสารต่าง ส่วน
คอลเลงคมิ า ทำหน้าที่ให้ความแข็งแรงแกโ่ ครงสรา้ งพชื )
6.1.2 ไซเลม็ (Xylem) กบั โฟลเอม็ (Phloem)
(แนวตอบ: ไซเล็ม (Xylem) และโฟลเอ็ม (Phloem) เป็นเนื้อเยื่อลำเลียงที่มีเนื้อเยื่อพาเรงคิมา
(Parenchyma) ช่วยสะสมอาหาร และไฟเบอร์ (Fiber) ช่วยเพิ่มความแข็งแรง แต่ไซเล็ม
แตกต่างกับโฟลเอ็ม คือ ไซเล็มมีเซลล์ลำเลียงน้ำ ประกอบไปด้วย เทรคีด (Tracheid) ซึ่งเป็น
เซลล์ที่มีรูปร่างยาวเรียว ทรงกระสวย มีรูพรุนด้านข้าง เเละ เวสเซล (Vessel) เป็นเซลล์ที่มี
รูปร่างอ้วนสนั้ ทรงกระบอกหวั ทา้ ยมรี ูทะลุต่อกันเหมือนท่อประปา ทง้ั สองเซลล์เป็นเซลล์ที่ไม่มี
ชีวิต ส่วนโฟลเอ็ม (Phloem) มีเซลล์ลำเลียงอาหาร ประกอบไปด้วย ซีฟทิวบ์ (Sieve tube) ใช้
ลำเลียงอาหาร เป็นเซลล์ที่มีชีวิต เเต่ไม่มีนิวเคลียส (Nucleus) เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการลำเลียง
อาหาร ถูกควบโดยเซลล์คอมพาเนียน (Companion cell) ที่หัวท้ายมีตะเเกรง เรียกว่า ซีฟ
เพลต (sieve plate))
6.1.3 คอรก์ แคมเบยี น (Cork cambium) กับ วาสควิ ลารแ์ คมเบยี ม (Vascular cambium)
(แนวตอบ: คอร์กแคมเบียม (Cork cambium) เป็นเยื่อเจริญด้านข้างที่อยู่ระหว่างคอร์ก (cork)
กับ โฟลเอ็ม (Phloem) ส่วนวาสคิวลาร์แคมเบียม (Vascular cambium) เป็นเนื้อเยื่อเจริญ
ด้านขา้ ง (Lateral meristem) อยรู่ ะหว่างไซเล็ม (Xylem) กบั โฟลเอม็ (Phloem))
6.1.4 เอพิเดอรม์ สิ (Epidermis) กับ เอนโดเดอร์มิส (Endodermis)
(แนวตอบ: เอพิเดอร์มิส (Epidermis) และเอนโดเดอร์มิส (Endodermis) เป็นเซลล์ที่เรียงตัว
แถวเดียว โดยเอพิเดอร์มิสเป็นชั้นที่อยู่นอกสุด ส่วนเอนโดเดอร์มิสเป็นชั้นที่อยู่ในสุดของคอร์
เทกซ์ (Cortex))

6.1.5 ไฟเบอร์ (Fiber) กับ สเกลอรีด (Sceried)
(แนวตอบ: ไฟเบอร์ (Fiber) และสเกลอรดี (Sceried) เป็นเนอ้ื เยอ่ื สเกอเรงคิมา (Sclerenchyma)
ซง่ึ ไฟเบอรม์ ลี ักษณะเป็นเส้นใย มีรูปร่างยาวเรียว หวั ท้ายแหลม สว่ นสเกลอรดี มรี ปู รา่ งหลายแบบ
เช่น รปู ดาว รูปหลายเหล่ยี ม
6.2 จากภาพ ก. ข. ค. และ ง. เป็นโครงสรา้ งของอวยั วะและพชื ชนิดใด เพราะเหตใุ ด

ก. ข.

ค. ง.

(แนวตอบ: ภาพ ก. ลำต้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว เนื่องจากกลุ่มมัดท่อลำเลียง (Vascular bundle)
กระจายอยู่ในช้ันสตลี (Stele))
(แนวตอบ: ภาพ ข. รากพืชใบเลี้ยงคู่ เนื่องจากมีจำนวนแฉกของไซเล็ม (Xylem) ประมาณ 3-4
แฉก)
(แนวตอบ: ภาพ ค. ใบของพืชทั่วไป (พืช C3) เนื่องจากภายในโครงสร้างใบมีเซลล์ 2 ชั้น คือ แพ
ลิเซดมีโซฟิลล์ (Palisade mesophyll) กบั สปันจมี โี ซฟิลล์ (Spongy mesophyll))
(แนวตอบ: ภาพ ง. ลำต้นของพืชใบเลี้ยงคู่ เนื่องจากมัดท่อลำเลียง (Vascular bundle) เรียง
ตวั อย่างเปน็ ระเบียบ)

6.3 จากภาพบริเวณหมายเลข 1 2 และ 3 คอื บรเิ วณใด และเปน็ เน้อื เย่ือประเภทใด (ภาพ 1.70 จาก

หนงั สือชีววิทยา ม.5 เล่ม 1 หน่วย 1 โครงสร้างและหน้าทข่ี องพืชดอก)

(แนวตอบ: บริเวณหมายเลข 1 คือ บริเวณเปลี่ยนแปลงสภาพและเจริญเต็มที่ของเซลล์ (Region

Of cell differentiation and maturation))

(แนวตอบ: บรเิ วณหมายเลข 2 คอื บรเิ วณยดื ตามยาวของเซลล์ (Region of cell elongation))

(แนวตอบ: บรเิ วณหมายเลข 3 คือ บริเวณการแบง่ เซลล์ (Region of cell division))

(แนวตอบ: บริเวณหมายเลข 4 คอื หมวกราก (Root cap))

6.4 กระเทียม ไชเท้า แคร์รอต มันฝรั่ง เป็นส่วนประกอบที่นิยมนำมาทำอาหาร ส่วนประกอบเหล่านี้

คือส่วนใดของพืช

(แนวตอบ: กระเทียม คอื ส่วนของใบ (Leaf))

(แนวตอบ: ไชเท้า และแคร์รอต คอื ส่วนของราก (Root))

(แนวตอบ: มนั ฝร่งั คือ ส่วนของลำตน้ (Stem))

6.5 จงระบสุ ่วนประกอบจากภาพนี้ (ภาพ 1.71 จาก หนังสอื ชวี วิทยา ม.5 เล่ม 1 หน่วย 1 โครงสร้าง

และหน้าท่ีของพชื ดอก)

(แนวตอบ: หมายเลข 1 คอื เอพิเดอรม์ ิส (Epidermis))

(แนวตอบ: หมายเลข 2 คอื แพลิเซดมโี ซฟิลล์ (Palisade mesophyll))

(แนวตอบ: หมายเลข 3 คือ สปันจีมโี ซฟลิ ล์ (Spongy mesophyll))

(แนวตอบ: หมายเลข 4 คอื กลุม่ มัดทอ่ ลำเลยี ง (Vascular bundle))

(แนวตอบ: หมายเลข 5 คอื เซลลค์ มุ (Guard cell))

6.6 การจัดเรียงตัวของมัดท่อลำเลียงในรากและลำต้นพืชใบเลี้ยงคู่และใบเลี้ยงเดี่ยวเหมือนหรื v

แตกตา่ งกนั อยา่ งไร

แนวตอบ: สามารถสรปุ เปน็ ตาราง ดังน้ี

ส่วนของพชื พชื ใบเลี้ยงคู่ พืชใบเลี้ยงเดยี่ ว

ราก ท่อไซเล็ม (Xylem) จะเรียงตัวเป็นแฉก ท่อไซเล็ม (Xylem) จะเรียงตัวอยูร่ อบๆ พธิ

(Root) และมีท่อโฟลเอ็ม (Phloem) แทรกตัว (Pith) และมีท่อโฟลเอ็ม (Phloem) แทรกตัว
อยู่ระหว่างแฉก อยู่ระหวา่ งท่อไซเลม็

ลำต้น ท่อไซเล็ม (Xylem) และท่อโฟลเอ็ม ท ่ อ ไ ซ เ ล็ ม (Xylem) แ ล ะ ท ่ อ โ ฟ ล เ อ็ ม
(Stem) (Phloem) จะเรียงตัวอยา่ งเปน็ ระเบยี บ (Phloem) จะเรียงตัวกระจัดกระจาย ไม่เป็น

ระเบียบ

6.7 พืชนำน้ำและธาตุอาหารท่อี ยู่ในดนิ ไปใช้ได้อยา่ งไร จงอธบิ ายพอสงั เขป
(แนวตอบ: บริเวณปลายรากพืชมีหมวกราก (Root cap) ที่หลั่งเมอื กออกมา ทำให้รากชอนไชลง
ไปในดินได้สะดวกมากขึ้น ประกอบกับธาตุอาหารที่ละลายในน้ำในรูปสารละลาย แพร่เข้าสู่ราก
(Root) ทำใหพ้ ืชสามารถนำธาตอุ าหารที่อยูภ่ ายในดินไปใชใ้ นการเจริญเติบโตได้)

6.8 โครงสร้างภายนอกของใบ ประกอบไปด้วยอะไรบา้ ง
(แนวตอบ: โครงสร้างภายนอกของใบ (Leaf) ประกอบด้วย ก้านใบ (Petiole) แผ่นใบ (blade)
เสน้ ใบ (Vein) และ หูใบ (Stipule)

6.9 คลอโรพลาสต์ (Chloroplast) พบในโครงสร้างภายในของใบที่สว่ นใด
(แนวตอบ: พบในชั้นเอพิเดอร์มิส (Epidermis) เนื่องจากภายในเซลล์คุมมีคลอโรพลาสต์
(Chloroplast) และชนั้ มีโซฟิลล์ (Mesophyll))

6.10 แพลิเซดมีโซฟลิ ล์ (Palisade mesophyll) แตกต่างกับสปนั จีมีโซฟลิ ล์ (Spongy mesophyll)
(แนวตอบ: แพลิเซดโซฟิลล์ (Palisade mesophyll) มีรูปร่างเรียวตัวในแนวตั้งฉากกับเอพิเดอร์
มิส (Epidermis) ส่วนสปันจีมีโซฟิลล์ (Spongy mesophyll) มีรูปร่างค่อนข้างกลม เรียงตัว
หลวม ๆ ไมเ่ ปน็ ระเบยี บ)

6.11 จงอธิบายความแตกตา่ งระหว่างใบเด่ียว (Simple leaf) กับใบประกอบ (Compound leaf) และ
ยกตวั อย่างพชื ท่มี ีใบเดย่ี วและใบประกอบมาอยา่ งน้อย 3 ชนดิ
(แนวตอบ: ใบเดี่ยวมีแผ่นใบเพียงแผ่นเดียวติดกับก้านใบที่แตกออกมาจากลำต้น หรือกิ่ง เช่น
ชมพู่ มะมว่ ง ส่วนใบประกอบ เปน็ ใบทีแ่ ยกออกเปน็ ใบเลก็ ๆ ต้งั แต่ 2 ใบขน้ึ ไป ติดกบั กา้ นใบกา้ น
เดียว เช่น ใบมะขาม กระถิน)

6.12 จากภาพ บรเิ วณ A คอื อะไร ทำหนา้ ทีอ่ ะไร

A

(แนวตอบ: เลนทิเซล (Lenticel) เป็นรอยแตกบริเวณเปลือกของลำตน้ ทำหนา้ ทีค่ ายน้ำ)
6.13 จงอธิบายกลไกการเปิด-ปิดใบของปากใบ

(แนวตอบ: เมื่อพชื ไดร้ บั แสง จะมกี ารลำเลียงโพแทสเซยี ม (K) ไอออนเข้าสู่เซลลค์ ุม (Guard cell)
มากขึ้น ส่งผลใหค้ วามเข้มขน้ ของสารละลายภายในเซลล์คุมเพ่มิ มากขนึ้ น้ำจากเซลลข์ ้างเคียง จึง
แพร่เข้าสู่เซลล์คุม ทำให้เซลล์คุมเต่ง ปากใบจึงเปิด ในทางตรงข้ามเมื่อพืชไม่ได้รับแสง การ
ลำเลียงโพแทสเซียมไอออนเข้าสู่เซลล์คุมจะลดลง ทำให้ความเข้มข้นของสารละลายภายในเซลล์
คมุ ลดลง น้ำภายในเซลล์คมุ จงึ แพร่ออกทำให้เซลลเ์ หีย่ ว ปากใบจึงปิด)

6.14 ปัจจัยภายในทมี่ ีผลต่อการคายน้ำของพืชไดแก่อะไรบา้ ง และมผี ลอยา่ งไร
(แนวตอบ: ปจั จัยภายในทีม่ ผี ลตอ่ การคายน้ำของพชื มีดังนี้
1) ขนาดและรูปร่างของใบ (Leaf) ใบพืชทม่ี ขี นาดใหญ่และกว้างจะมกี ารคายนำ้ มากกว่า
2) การจัดเรียงตัวของใบ ถ้าพืชหันทิศทางอยู่ในมุมที่ตรงกันข้ามกับแสงอาทิตย์เป็นมุมกว้างจะ
คายนำ้ ได้มากกว่า
3) จำนวนราก (Root) พชื ที่มรี ากจำนวนมาก จะคายน้ำได้มากกวา่ )

6.15 ความเขม้ ของแสงมีผลต่อการคายน้ำของพชื อยา่ งไร
(แนวตอบ: ความเข้มของแสงมาก จะส่งผลให้ปากใบของพืชเปิดมากขึ้น เกิดการคายน้ำมากขึ้น
ในทางตรงขา้ มถ้าความเขม้ แสงน้อย ปากใบของพชื จะหรีล่ งและทำให้พืชคายน้ำลดลง)

6.16 ในช่วงเดอื นเมษายนพืชจะมอี ัตราการคายนำ้ เป็นอยา่ งไรเม่ือเทียบกบั ชว่ งเดอื นธนั วาคม
(แนวตอบ: ช่วงเดือนเมษายนเป็นช่วงท่ีมีอุณหภมู ิสูง จะทำให้ปากใบพืชเปิดกว้างจะทำให้ปากใบ
เปิด เกิดการคายน้ำไดม้ ากและรวดเร็วกว่าในชว่ งเดือนธันวาคมซึ่งมีอณุ หภูมติ ่ำกว่า แต่ในบางวัน
ของช่วงเดือนเมษายนที่มีอุณหภูมิสูงมากเกินไป ปากใบพืชจะปิดเนื่องจากพืชต้องรักษาน้ำไว้
ภายในร่างกาย)

6.17 ในวนั ที่มกี ารจราจรแออดั ปากใบพชื ทีป่ ลูกอยู่บริเวณรมิ ถนนจะมีลกั ษณะเปน็ อยา่ งไร
(แนวตอบ: วันที่มีการจราจรแออัด มีความเป็นไปได้ว่า ปริมาณของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
(CO2) ในอากาศค่อนข้างสงู กวา่ วันปกติ ดังนัน้ ปากใบของพืชในบริเวณนัน้ จะหรี่ลง)

6.18 ปากใบแบบจมและแบบยกสงู พบได้ในพืชชนิดใด ตามลำดบั
(แนวตอบ: ปากใบพชื แบบจม พบได้ในพชื ท่อี ย่บู รเิ วณแหง้ แลง้ เช่น กระบองเพชร ส่วนปากใบพชื
แบบยกสงู พบไดใ้ นพชื ท่ีเจริญอยูใ่ นนำ้ หรอื ท่ีชน้ื แฉะ เช่น หญา้ ชายเลน เปน็ ตน้ )

6.19 หากนักเรียนต้องการให้พืชมีอัตราการคายน้ำมากท่ีสุด จะจำลองสภาพแวดล้อมให้กับพืชชนิดน้ี
อยา่ งไร
(แนวตอบ: บริเวณนั้นต้องมีแสงพอเหมาะ มีลมพัด อุณหภูมิสูง และมีปริมาณแก๊ส
คาร์บอนไดออกไซดต์ ำ่ (CO2))

6.20 จงอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการคายน้ำมากที่สุด จะจำลองสภาพแวดล้อมให้กับพืชชนิดนี้
อยา่ งไร
(แนวตอบ: การคายน้ำของพืชออกทางปากใบ หรือออกทางบริเวณรอยแตกของลำต้น จะทำให้
เกดิ แรงดึงจากการคายน้ำ ส่งผลให้รากพืชดดู นำ้ ทีอ่ ยภู่ ายในดนิ ได้มากขึน้

6.21 พิจารณาภาพที่กำหนดให้ แล้วตอบคำถามต่อไปนี้ (ภาพ 1.73 จากหนังสือชีววิทยา ม.5 เล่ม 1
หน่วย 1 โครงสร้างและ หน้าท่ขี องพืชดอก)
6.21.1 จากภาพเปน็ ปรากฏการณ์ใด
(แนวตอบ: กตั เตชัน (Guttation))

6.21.2 บรเิ วณทเี่ กดิ ปรากฏการณ์นีม้ ลี ักษณะอากาศอย่างไร
(แนวตอบ: บรเิ วณนนั้ มสี ภาวะอากาศท่ีมีความชน้ื สัมพทั ธส์ งู มาก และนำ้ ในดนิ มปี รมิ าณมากพอ)
6.21.3 หากเคลือบใบด้วยน้ำทาเล็บ บริเวณแผ่นใบปรากฏการณ์นี้จะยังคงเกิดขึ้นหรือไม่เพราะ
เหตุใด
(แนวตอบ: เกิดขึ้น เนื่องจากรูไฮดาโทด (Hydathodes) อยู่ตามขอบใบ (Leaf margin) หรือ
ปลายใบ (Leaf apex)
6.22 จากภาพ จงตอบคำถามต่อไปน้ี (ภาพ 1.73 จาก หนังสือชวี วิทยา ม.5 เล่ม 1 หน่วย 1 โครงสร้าง
และหนา้ ท่ขี องพชื ดอก)
6.22.1 ภาพ A B และ C คือเซลลช์ นดิ ใด
(แนวตอบ: A คอื ซฟี เพลท (Sieve tube หรือเซลลต์ ะแกรง (Sieve tube member))
(แนวตอบ: B คือ เซลล์คอมพาเนยี น (Companion cell)
(แนวตอบ: C คอื ซีฟทิวบเ์ มมเบอร์ (Sieve tube member))
6.22.2 จากภาพเปน็ เน้ือเยอื่ ประเภทใด
(แนวตอบ: โฟลเอ็ม (Phloem))
6.22.3 เน้อื เยือ่ ชนิดนพี้ บในอวัยวะใดของพืชบา้ ง
(แนวตอบ: ราก (Root) ลำต้น (Stem) และใบ (Leaf))
6.23 กรดแอบไซซิก (Abscisic acid) มีผลตอ่ พืชอย่างไร พืชจะหลั่งฮอรโ์ มนชนดิ นเี้ มอ่ื ใด
(แนวตอบ: ทำให้ปากใบพืชปดิ เพอ่ื ลดการสญู เสียน้ำ)
6.24 การจัดเรียงตัวของมัดท่อลำเลียงในรากและลำต้นพืชใบเลียงคู่ และพืชใบเลี้ยงเดี่ยวเหมือนหรือ
แตกตา่ งกันอยา่ งไร
(แนวตอบ: เมือ่ พชื อยูใ่ นสภาวะเครียด เชน่ น้ำในดินมีปรมิ าณนอ้ ย)
6.25 น้ำและธาตอุ าหารในรากพชื จะเคลื่อนที่เขา้ สูท่ อ่ ลำเลียงไซเล็ม (Xylem) ไดก้ ่ีวิธี อะไรบ้าง
(แนวตอบ: 2 วิธี คือ แบบอโพพลาสต์ (Apoplast) เข้าสู่เซลล์ขนราก (Root hair cell) และ
แบบซมิ พลาสต์ (Simplast) เขา้ สเู่ ซลล์ขนราก)
6.26 หากทดลองคว่นั เปลือกไม้จนถึงชั้นแคมเบียม (Cambium) ของต้นทานตะวัน และคว่ันเปลือกต้น
ไผใ่ นความลึกทเี่ ท่ากัน เม่ือผา่ นไประยะหน่ึงนักเรียนคิดวา่ ผลจะเป็นอยา่ งไร
(แนวตอบ: ต้นทานตะวันจะเจริญไม่ดี และตายในเวลาต่อมา เนื่องจากต้นทานตะวันไม่สามารถ
ลำเลียงอาหารได้ เพราะทอ่ โฟลเอม็ (Phloem) หลุดออกไปพร้อมกับเปลือกไม้)
6.27 ทิศทางในการลำเลียงน้ำและธาตุอาหารของพืชแตกต่างกับทิศทางในการลำเลียงอาหารของพืช
หรือไม่ อย่างไร
(แนวตอบ: แตกตา่ งกนั คือ พืชจะลำเลียงนำ้ และธาตอุ าหารจากรากไปสสู่ ่วนต่าง ๆ ของพืช และ
พชื จะลำเลยี งอาหารจากใบไปส่สู ว่ นต่าง ๆ ของพืช)

6.28 กระบวนการลำเลยี งอาหารของพืชเรยี กวา่ อะไร
(แนวตอบ: ทรานสโลเคชนั (Translocation))

6.29 ดินตัวอย่าง 3 บรเิ วณ ปรมิ าณ 100 กรัม มีประมาณธาตุอาหาร ดังตารางที่ 1.3 จงตอบคำถาม
6.29.1 ดินบรเิ วณใดพชื จะเติบโตไดด้ ีทสี่ ดุ
(แนวตอบ: ดนิ C)
6.29.2 หากจำเป็นต้องเลือกระหว่างดินบริเวณ A กับ B มาปลูกต้นมะม่วง นักเรียนจะเลือกดิน
บริเวณใด เพราะเหตุใด
(แนวตอบ: ดิน A เพราะมีธาตอุ าหารหลักและธาตอุ าหารรอง ซ่งึ ธาตอุ าหารรอง เปน็ ธาตอุ าหาร
ท่ีพืชตอ้ งการในปรมิ าณน้อย แต่ขาดไม่ได้)

6.30 จงตอบคำถามต่อไปนี้ (ตาราง 1.3 จาก หนังสือชีววิทยา ม.5 เล่ม 1 หน่วย 1 โครงสร้างและ
หน้าที่ของพืชดอก)
6.30.1 จากภาพเป็นเน้ือเยือ่ ประเภทใด
(แนวตอบ: เนือ้ เยือ่ ลำเลียง (Vascular tissue))
6.30.2 จงระบุสว่ นประกอบและหนา้ ท่ีของ A B และ C
(แนวตอบ: A คือ ซฟี ทวิ บ์ (Sieve tube))
(แนวตอบ: B คอื เวสเซล (Vessel))
(แนวตอบ: C คือ เซลล์คอมพาเนยี น (Companion cell))
(แนวตอบ: D คอื เทรคีด (Tracheid))
6.30.3 หากท่อลำเลียงในภาพไม่มีส่วนประกอบ B จะเปน็ อยา่ งไร
(แนวตอบ: ท่อลำเลียงไม่สามารถลำเลียงอาหารได้ เนื่องจาก C มีนิวเคลียสที่ควบคุมการทำงาน
ของทอ่ ลำเลยี ง)

6.31 อาหารท่ีพืชสร้างขนึ้ เคลอื่ นที่ไปตามท่อลำเลยี งในรูปใด
(แนวตอบ: น้ำตาลซูโครส (Sucrose))

6.32 อาหารสะสมของพชื คืออะไร มีวธิ ีนำมาทดสอบอย่างไร
(แนวตอบ: แป้งสามารถทดสอบได้โดยการหยดสารละลายไอโอดีน หากส่วนประกอบของพืชมี
แป้งสะสมอยู่สารละลายไอโอดีนจะเปลย่ี นเป็นสมี ่วง)

6.33 การลำเลียงนำ้ มีความสมั พันธ์กับการลำเอยี งอาหารของพชื หรือไม่อย่างไร
(แนวตอบ: สัมพันธ์กัน เนื่องจากน้ำจากท่อไซเล็ม (Xylem) จะออสโมซิส (Osmosis) เข้าสู่ท่อ
โฟลเอ็ม (Phloem) ในบริเวณแหล่งสร้าง เพื่อลำเลียงน้ำตาลซูโครส (Sucrose) ไปยังแหล่งใช้
หรอื แหลง่ สะสม น้ำจะออสโมซสิ ออกสู่ท่อไซเล็ม)

6.34 รูปแบบในการลำเลยี งมคี วามสัมพนั ธ์กบการลำเลียงสารอาหารของพชื หรือไม่ อย่างไร
(แนวตอบ: การออสโมซิส (Osmosis) และการแพร่แบบแอคทีฟทรานสปอร์ต (Active
Transport)

6.35 พืชชนิดหนึ่งมีความสูงจากรากไปยังยอด 35.25 เมตร อยากทราบว่าพืชชนิดนี้จะลำเลียงอาหาร
จากยอดไปสะสมไว้ที่รากจะต้องใช้เวลาเท่าใด (อัตราเร็วในการลำเลียงอาหารของพืชชนิดนี้
เป็นไปตามผลการทดลองของซิมเมอร์แมน)
(แนวตอบ: อัตราเรว็ ในการลำเลียงอาหารของพชื ตามผลการทดลองของซิมเมอรแ์ มนมคี ่าเท่ากับ
100 เซนติเมตรต่อชั่วโมง หรือ 1 เมตรต่อชั่วโมง ถ้าพืชสูง 35.25 เมตร จะใช้เวลาเท่ากับ 35.25
ชว่ั โมง หรือ 1 วัน 11 ชว่ั โมง 25 นาท)ี

7. ครูมอบหมายให้นักเรียนสรุปเนื้อหาเรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของพืชดอก โดยสรุปเป็นแผนผัง
มโนทัศน์

ขั้นท่ี 5 ตรวจสอบผล (Evaluate)
8. ตรวจแบบทดสอบหลังเรยี น หน่วยการเรียนรูท้ ี่ 1
9. ครตู รวจแบบฝกึ หดั ในแบบฝึกหดั ชีววิทยา ม.5 เล่ม 1
10. ครูประเมนิ แผ่นพับ เรือ่ ง กลไกการลำเลยี งอาหารของพชื
11. ครูประเมินแผน่ พบั เรื่อง พืชสร้างอาชพี
12. ครปู ระเมนิ รายงาน เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของพชื
13. ครูประเมนิ แผนผงั มโนทศั น์ เรอ่ื ง โครงสรา้ งและหนา้ ทขี่ องพืชดอก

14. สงั เกตพฤติกรรมการทำงานของนกั เรียน โดยใชแ้ บบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานรายบุคคล
15. สังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม โดยใช้แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทำงานกล่มุ

7. การวดั และประเมินผล

รายการวดั วิธีการ เครอ่ื งมือ เกณฑ์การประเมนิ
7.1 ประเมนิ ระหวา่ ง
- สังเกตจากการตอบ - แบบสังเกตพฤตกิ รรม - รอ้ ยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
การจัดกจิ กรรม คำถามและแสดงความ รายบคุ คล - ระดบั คณุ ภาพ 2
การเรียนรู้ คิดเหน็ ผ่านเกณฑ์
1) กิจกรรมนำสกู่ าร - ตรวจแผ่นพบั เร่อื ง - แบบประเมินแผน่ พับ
กลไกการลำเลยี ง - แบบประเมินรายงาน - ระดับคณุ ภาพ 2
เรยี น อาหาร - แบบฝกึ หดั ชวี วิทยา ม. ผ่านเกณฑ์
- การตอบคำถาม ของพชื 5 - ระดับคณุ ภาพ 2
2) การลำเลียงน้ำ - ตรวจแผ่นพับ เรือ่ ง เลม่ 1 ผ่านเกณฑ์
ของพืช พืชสรา้ งอาชพี - สมุดบนั ทกึ - ระดบั คณุ ภาพ 2
- ตรวจ รายงาน เรอ่ื ง ผา่ นเกณฑ์
3) การนำเสนอผล โครงสร้างและหน้าที่ - แบบประเมนิ การ
การทำกิจกรรม ของพชื ดอก นำเสนอผลทำกจิ กรรม - ระดับคุณภาพ 2
- ตรวจแบบฝกึ หัดหลัง - แบบสังเกตพฤติกรรม ผ่านเกณฑ์
4) พฤติกรรมการ เรียนชีววิทยา ม.5 การทำงานรายบุคคล
ทำงานรายบคุ คล เลม่ 1 - แบบสงั เกตพฤติกรรม
- ตรวจสมุดบนั ทกึ การทำงานกลุ่ม
5) พฤตกิ รรมการ - ประเมนิ การนำเสนอ - แบบประเมนิ รายงาน
ทำงานกล่มุ ผลทำกิจกรรม - แบบประเมนิ แผน่ พับ
- สังเกตพฤติกรรม - แบบประเมิน
6) คุณลกั ษณะ การทำงานรายบุคคล คุณลักษณะ
อนั พงึ ประสงค์ - สงั เกตพฤติกรรม อันพึงประสงค์
การทำงานรายบุคคล

- สงั เกตความมีวนิ ัย
ใฝเ่ รียนรู้ และมงุ่ ม่นั
ในการทำงาน

รายการวดั วิธีการ เคร่ืองมอื เกณฑ์การประเมนิ
- รอ้ ยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
7.2 ประเมินหลังการจัด - ตรวจแบบทดสอบ - แบบทดสอบหลงั เรียน
กิจกรรมการเรียนรู้ หลงั เรยี นหนว่ ยการ หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 2
1) ทำแบบทดสอบ เรียนรทู้ ี่ 2 โครงสร้าง โครงสร้างและหนา้ ที่
หลงั เรยี น และหน้าท่ีของพชื ดอก ของพืชดอก

7.3 การประเมิน - ตรวจแผนผงั มโนทศั น์ - แบบประเมนิ แผนผัง - ระดบั คณุ ภาพ 2
ชน้ิ งาน/ภาระงาน เรือ่ ง โครงสร้างและ มโนทศั น์ ผา่ นเกณฑ์
(รวบยอด) หน้าท่ีของพชื ดอก

8. สื่อ/แหล่งการเรยี นรู้

8.1 ส่อื การเรียนรู้
1) หนงั สือเรยี นชีววทิ ยา ม.5 เล่ม 1 หนว่ ยการเรียนรูท้ ี่ 1 โครงสรา้ งและหน้าทข่ี องดอก
2) แบบฝึกหดั ชวี วิทยา ม.5 เลม่ 1 หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 1 โครงสร้างและหนา้ ท่ีของดอก
3) แบบทดสอบหลงั เรียนหน่วยการเรียนรทู้ ่ี 2 เรอ่ื ง โครงสรา้ งและหน้าท่ีของพชื ดอก
3) วดี ทิ ศั น์ เรอ่ื ง กลไกการลำเลยี งอาหารของพืช
จาก (https://www.youtube.com/watch?v=aAy0qTKc66U)
4) ลูกบอล

8.2 แหล่งการเรียนรู้
1) หอ้ งปฏบิ ัตกิ ารชวี วิทยา
2) อนิ เทอร์เนต็
3) ส่ือมเี ดียควิ อารโ์ คด้

แบบประเมินแผ่นพบั

คำชีแ้ จง : ใหผ้ ูส้ อนประเมนิ แผน่ พบั ตามรายการทก่ี ำหนดแล้วขีด ✓ ลงในช่องที่ตรงกบั ระดับคะแนน

ลำดับท่ี รายการประเมิน ระดับคะแนน
4321

1 ความถูกตอ้ งของเนื้อหา

2 การจดั รูปแบบเนอ้ื หา

3 ความตรงต่อเวลา

รวม

ลงชอ่ื ................................................... ผปู้ ระเมนิ
................./................/................

เกณฑ์การประเมนิ แผน่ พับ

รายการประเมิน ระดับคะแนน
32
4 1

1. ความถูกตอ้ งของ เนื้อหามีความถูกต้อง ครบ เนื้อหามีความถูกต้อง เนื้อหามีความถูกต้อง ครบ เนื้อหาไม่ถูกต้อง และไม่
เน้อื หา
ทุกหวั ขอ้ ครบทุกหัวข้อเป็นส่วน ทกุ หวั ขอ้ เพยี งบางส่วน ครบตามหวั ขอ้ ที่กำหนด

ใหญ่

2. การจดั รูปแบบ รูปแบบการจัดวางเนื้อหา ร ู ปแบบการจ ั ดวาง รูปแบบการจัดวางเนื้อหามี รูปแบบการจัดวางเนื้อหา
เนอ้ื หา
เป็นระเบียบ มีความคิด เนื้อหามีระเบียบ และมี ระเบ ี ยบ และม ี ความ ไม่มีระเบียบ ไม่มีความ

สร้างสรรค์ และมีความ ความน่าสนใจเป็นส่วน น่าสนใจเพียงบางสว่ น นา่ สนใจ

น่าสนใจ ใหญ่

3. ความตรงต่อเวลา ส่งแผ่นพับภายในเวลาท่ี ส่งแผ่นพับชา้ กว่าเวลา สง่ แผน่ พับชา้ กว่าเวลาท่ี สง่ แผน่ พบั ช้ากว่าเวลาที่

กำหนด ทก่ี ำหนด 1 วัน กำหนด 2 วัน กำหนด 3 วนั ขึน้ ไป

เกณฑก์ ารตัดสนิ คุณภาพ

ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ

10-12 ดีมาก

7-9 ดี

4-6 พอใช้

0-3 ปรบั ปรุง

แบบประเมนิ รายงาน

คำช้ีแจง : ใหผ้ ู้สอนประเมนิ รายงาน แลว้ ขดี ✓ลงในชอ่ งทต่ี รงกบั ระดับคะแนน

ลำดบั ท่ี รายการประเมิน 4 ระดับคะแนน 1
32

1 ความถกู ต้องของเนอื้ หา
2 ความสมบรู ณ์ของรปู เลม่
3 ความตรงต่อเวลา

รวม

ลงชือ่ ................................................... ผู้ประเมนิ
................./................../..................

เกณฑ์การประเมินรายงาน

ประเดน็ ทีป่ ระเมนิ ระดบั คะแนน
1. ความถูกตอ้ ง
432 1
ของเนอ้ื หา
เนื้อหาสาระของ เนือ้ หาสาระของ เนื้อหาสาระของ เนื้อหาสาระของ
2. ความสมบูรณ์ รายงานไมถ่ ูกตอ้ งเปน็
ของรปู เลม่ รายงานถูกต้องครบถ้วน รายงานถกู ต้องเป็นสว่ น รายงานถูกตอ้ งบาง สว่ นใหญ่
องค์ประกอบไม่
3. ความตรงตอ่ ใหญ่ ประเดน็ ครบถว้ น ไมเ่ ปน็
เวลา ระเบียบ และรปู เล่มไม่
มอี งค์ประกอบครบถ้วน มอี งคป์ ระกอบครบถว้ น มอี งคป์ ระกอบครบถว้ น สวยงาม
ส่งชิ้นงานชา้ กว่าเวลาท่ี
สมบูรณ์ มีความเป็น สมบรู ณ์ มคี วามเปน็ สมบรู ณ์ แต่ยังไม่เป็น กำหนด 3 วันข้ึนไป

ระเบียบ และรปู เล่ม ระเบยี บ แต่รปู เล่มไม่ ระเบยี บ และรูปเล่มไม่

สวยงาม สวยงาม สวยงาม

ส่งชนิ้ งานภายในเวลาที่ สง่ ชิน้ งานช้ากว่าเวลาที่ ส่งช้ินงานชา้ กวา่ เวลาที่

กำหนด กำหนด 1 วัน กำหนด 2 วนั

เกณฑก์ ารตดั สินคณุ ภาพ

ชว่ งคะแนน ระดบั คณุ ภาพ

11-12 ดีมาก

9-10 ดี

6-8 พอใช้

ตำ่ กว่า 6 ปรบั ปรงุ

แบบประเมนิ ผลงานแผนผงั มโนทัศน์

คำช้ีแจง : ให้ผ้สู อนประเมนิ ผลงาน/ชิ้นงานของนักเรียนตามรายการที่กำหนด แลว้ ขีด ✓ลงในช่องทีต่ รงกับ

ระดับคะแนน

ลำดับที่ รายการประเมนิ ระดบั คณุ ภาพ
4 3 21

1 ความสอดคลอ้ งกบั จุดประสงค์ทกี่ ำหนด

2 ความถกู ต้องของเนอื้ หา

3 ความคดิ สร้างสรรค์

4 ความเปน็ ระเบียบ

รวม

ลงชือ่ ................................................... ผูป้ ระเมนิ
............../................./................

เกณฑก์ ารประเมินผังมโนทศั น์

ประเด็นทปี่ ระเมิน ระดบั คะแนน

4 32 1
ผังมโนทศั น์ไม่
1. ความ ผงั มโนทศั นส์ อดคลอ้ ง ผงั มโนทัศน์สอดคลอ้ ง ผังมโนทัศนส์ อดคล้อง สอดคล้องกบั
จดุ ประสงค์
สอดคล้องกับ กับจดุ ประสงคท์ กุ กบั จดุ ประสงค์เป็นสว่ น กับจดุ ประสงคบ์ าง เน้ือหาสาระของผังมโน
ทศั น์ไมถ่ ูกตอ้ งเป็นส่วน
จดุ ประสงค์ ประเดน็ ใหญ่ ประเดน็ ใหญ่
ผงั มโนทัศนไ์ มม่ คี วาม
2. ความถูกต้อง เนอื้ หาสาระของผังมโน เน้ือหาสาระของผงั มโน เน้อื หาสาระของผังมโน นา่ สนใจ

ของเนอ้ื หา ทัศนถ์ ูกต้องครบถว้ น ทศั น์ถูกต้องเปน็ สว่ น ทศั น์ถกู ตอ้ งบาง สง่ ช้นิ งานช้ากว่าเวลาท่ี
กำหนด 3 วันขนึ้ ไป
ใหญ่ ประเดน็

3. ความคิด ผังมโนทศั นแ์ สดงถึง ผังมโนทัศน์แสดงถึง ผงั มโนทัศน์มคี วาม
สร้างสรรค์ ความคิดสร้างสรรค์
เปน็ ระบบ ความคดิ สร้างสรรค์ แต่ นา่ สนใจ แตย่ ังไมเ่ ป็น
4. ความตรงต่อ
เวลา สง่ ชิ้นงานภายในเวลาที่ ยังไม่เปน็ ระบบ ระบบ
กำหนด
ส่งช้ินงานช้ากว่าเวลาที่ ส่งช้นิ งานช้ากวา่ เวลาท่ี

กำหนด 1 วนั กำหนด 2 วัน

เกณฑก์ ารตดั สินคณุ ภาพ

ชว่ งคะแนน ระดับคุณภาพ

14-16 ดีมาก

11-13 ดี

8-10 พอใช้

ตำ่ กว่า 8 ปรับปรงุ

บันทกึ ผลหลงั การจดั การเรยี นรู้

กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ รายวิชา ชวี วิทยาเพม่ิ เตมิ รหสั วิชา ว30243

หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 1 เรือ่ ง โครงสร้างหนา้ ที่ของพืชดอก ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5

แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 8 เร่ือง การลำเลียงอาหารของพืช เวลา 3 ช่ัวโมง

1. ผลการจัดการเรยี นรู้

............................................................................................................................. .................................................

............................................................................................................................. .................................................

..............................................................................................................................................................................

............................................................................................................................. .................................................

2. ปญั หาและอุปสรรค
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
3. แนวทางแกไ้ ข
............................................................................................................................................................. .................
................................................................................................................. .............................................................
............................................................................................................................. .................................................

ลงช่ือ.....................................................ผู้สอน
(นางสาวดาริน คาดสนทิ )
………/………../…….....

แผนการจดั การเรียนรู้

กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชา ชวี วทิ ยาเพม่ิ เตมิ รหัสวิชา ว30243

หน่วยการเรยี นรู้ที่ 2 เร่อื ง การสงั เคราะห์ด้วยแสง ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 5

แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 9 เร่อื ง การคน้ ควา้ ทเ่ี กย่ี วข้องกับกระบวนการ

สังเคราะห์ด้วยแสง เวลา 3 ชั่วโมง

ผสู้ อน นางสาวดาริน คาดสนิท โรงเรยี นบา้ นแพงพทิ ยาคม

1. ผลการเรยี นรู้

สืบค้นข้อมูลและสรุปการศึกษาที่ได้จากการทดลองของนักวิทยาศาสตร์ในอดีตเกี่ยวกับกระบวนการ

สงั เคราะหด์ ว้ ยแสง

2. จุดประสงค์การเรยี นรู้

1. อธบิ ายและสรปุ การทดลองของนกั วิทยาศาสตรใ์ นอดตี ท่ีเกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์ดว้ ยแสงได้

(K)

2. เปรียบเทยี บผลการทดลองกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของนักวทิ ยาศาสตร์ในอดตี ได้ (P)

3. รับผดิ ชอบต่อหน้าทีแ่ ละงานท่ีได้รับมอบหมาย (A)

3. สาระการเรยี นรู้ สาระการเรยี นร้ทู อ้ งถิน่
พิจารณาตามหลกั สตู รของสถานศึกษา
สาระการเรียนร้แู กนกลาง
- การศึกษาค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์ในอดีตทำให้ได้

ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงมา
เป็นลำดับข้ันจนได้ข้อสรปุ ว่าคาร์บอนไดออกไซด์และ
น้ำเป็นวัตถุดิบที่พืชใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วย
แสงและผลผลิตท่ีได้ คือ น้ำตาล ออกซิเจน

4. สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด

การสังเคราะห์ด้วยแสง เป็นกระบวนการสร้างอาหารของพืช โดยมีใบเป็นอวัยวะสำคัญ ภายในใบ
ของพืชมีสารคลอโรฟิลล์ที่สามารถนำพลังงานแสงมาเปลี่ยนให้เป็นพลังงานเคมี และมีเอนไซม์ที่สามารถ
ตรึงแก๊สคารบ์ อนไดออกไซดจ์ ากอากาศมาผลิตอาหารเก็บไวใ้ นรปู สารอนิ ทรีย์ได้

5. สมรรถนะสำคญั ของผูเ้ รียนและคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์

สมรรถนะสำคญั ของผ้เู รียน คุณลักษณะอนั พึงประสงค์

1. ความสามารถในการสื่อสาร 1. มวี นิ ยั

2. ความสามารถในการคดิ 2. ใฝเ่ รียนรู้

1) ทกั ษะการสรุปย่อ 3. มุ่งมน่ั ในการทำงาน

2) ทกั ษะการเชือ่ มโยง

3) ทกั ษะการวิเคราะห์

4) ทกั ษะการสำรวจค้นหา

5) ทกั ษะการรวบรวมข้อมูล

3. ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวติ

6. กิจกรรมการเรียนรู้

แนวคดิ /รูปแบบการสอน/วิธกี ารสอน/เทคนิค : แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model)

ชวั่ โมงท่ี 1

ขัน้ นำ

ขัน้ ท่ี 1 กระตุ้นความสนใจ (Engage)

1. ครูให้นกั เรยี นทำแบบทดสอบกอ่ นเรยี น หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 3 เรอ่ื ง การสังเคราะหด์ ว้ ยแสง
2. ให้นักเรียนทำกิจกรรมเรื่อง กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ภายในห้องเรียน เพื่อกระตุ้นความ

สนใจของนกั เรียน ดงั น้ี
- ครูมีจดหมายมาให้นักเรียน โดยในกระดาษจดหมายจะมีคำถาม Big Question อยู่เพียง 3
คำถาม ส่วนกระดาษที่เหลือเป็นเพียงกระดาษเปล่า โดยภายในคำถามจะมีหมายเลขข้อกำกับไว้
เชน่ ข้อ 1 “กระบวนการสังเคราะหแ์ สงเกดิ ขึ้นทีบ่ ริเวณใดของต้นมะมว่ ง”
- ครสู ุ่มแจกจดหมายให้นักเรียนแต่ละคน จากน้ันให้นกั เรยี นเปิดซองจดหมาย นกั เรียนคนใดท่ีเปิด
ไดค้ ำถามใหน้ ักเรียนจำคำถามหรอื หมายเลขท่กี ำกบั ข้อคำถามนน้ั ไว้ จากนนั้ ให้นำกระดาษใสซ่ อง
จดหมายตามเดมิ แล้วใหน้ กั เรยี นสง่ จดหมายต่อไปจนกวา่ ครจู ะส่งั ให้หยุดสง่ จดหมาย
- ใหน้ ักเรยี นเปิดซองจดหมายอกี ครง้ั นกั เรยี นคนใดท่ีไดค้ ำถามให้นกั เรียนยนื ข้ึน
- ครูอ่านคำถาม แล้วให้นักเรียนจับคู่กับคนที่ได้คำถามเดียวกัน แล้วร่วมกันตอบคำถาม Big
Question
- ครูและนักเรยี นรว่ มกันอภปิ รายคำตอบของคำถาม Big Question โดยมีแนวคำถามดงั นี้

- กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพชื แต่ละชนิดมขี ้นั ตอนท่ีแตกต่างกนั หรอื ไม่อยา่ งไร
(แนวตอบ: ไม่แตกต่างกัน ส่วนใหญ่มี 2 ขั้นตอน คือ ปฏิกิริยาแสง และการตรึง
คารบ์ อนไดออกไซด์ (CO2))
- ต้นมะม่วง ข้าวโพด และกระบองเพชรมีกลไกการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่แตกต่างกัน
หรอื ไม่ อย่างไร
(แนวตอบ: แตกต่างกัน เนื่องจากต้นมะม่วง ต้นข้าวโพด มีสภาพแวดล้อมที่แตกต่างไปจาก
กระบองเพชรซ่งึ เปน็ ในเขตรอ้ น ดงั น้ัน เวลาในการเปดิ ปิดปากใบ (Stomata) ของกระบองเพชร
จึงแตกต่างไปจากพืชทว่ั ไป ซง่ึ มผี ลต่อการตรึงคารบ์ อนไดออกไซด์ (CO2) ของพืช)
- สภาพแวดล้อมส่งผลกระบวนการผลติ อาหารของพืชอยา่ งไร
(แนวตอบ: แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในบรรยากาศและน้ำเป็นสารตั้งต้นที่สำคัญใน
กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ดังนั้น ในวันที่สภาพแวดล้อมมีความเหมาะสม เช่น มีความเข้ม
แสงและคาร์บอนไดออกไซด์ที่เหมาะสม มีอุณหภูมิ น้ำ และธาตุอาหารในดินเหมาะสมต่อการ
เจริญของพชื จะสง่ ผลให้พืชเกดิ กระบวนการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสงไดด้ )ี

3. ให้นักเรียนแต่ละคนบันทึกคำถาม Understanding check ลงในสมุดบันทึกของตนเอง แล้ว
พจิ ารณาข้อความตามความเข้าใจของนกั เรยี นวา่ ถูก หรือผิด โดยมแี นวคำถามดงั นี้
- น้ำเปน็ ทงั้ สารตง้ั ต้นและผลติ ภณั ฑ์ของกระบวนการสังเคราะหด์ ้วยแสง
- กระบวนการสังเคราะห์ดว้ ยแสงเกิดข้นึ ที่ใบเทา่ นน้ั
- แก๊สทีพ่ ืชใช้ในกระบวนการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสงมีสว่ นชว่ ยทำใหไ้ ฟตดิ
- ในวนั ที่มีอากาศมีอณุ หภมู สิ งู พชื จะมีอตั ราการสงั เคราะห์ด้วยแสงสูงข้นึ
- อากาศทพ่ี ชื ผลติ ขึ้นจากกระบวนการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสง คอื แปง้

4. ใหน้ ักเรียนจับคู่ และแลกเปลี่ยนความคดิ เห็นระหวา่ งคูข่ องตนเอง
5. ครูสุม่ ตัวแทน 5-6 คู่ ตอบคำถามและเสนอความคดิ เห็นของคูต่ นเองภายในห้องเรียน

ชั่วโมงที่ 2

ขั้นสอน

ขัน้ ที่ 2 สำรวจค้นหา (Explore)
1. ครูถามคำถาม prior knowledge แล้วให้นักเรียนร่วมกันสืบค้นข้อมูลจากแหล่งการเรียนรู้
เพ่ิมเตมิ เชน่ อินเทอรเ์ นต็ หรอื หนงั สอื ชีววิทยาเลม่ 1 หน่วย 3 การสังเคราะหข์ องแสง เพ่ือตอบ
คำถามโดยมีแนวคำถามดงั น้ี

- นักวทิ ยาศาสตร์ได้ศึกษาคน้ คว้าเก่ียวกับกระบวนการสงั เคราะห์ด้วยแสงอย่างไร
(แนวตอบ: ทดลองปลูกต้นไม้ในสภาวะต่าง ๆ โดยศึกษาผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากน้ำหนักของต้นไม้
การดำรงอยู่ได้ของสิ่งมีชีวิต เช่น หนู รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน
เช่น น้ำ แสง)
2. ให้นักเรียนแบ่งกลุม่ ออกเป็น 8 กลุ่ม จากนั้นส่งตัวแทนกลุ่มมาจับสลากหมายเลข 1-8 โดยแต่ละ
หมายเลขใหน้ กั เรียนแต่ละกลมุ่ ศกึ ษา ดังนี้
หมายเลข 1 ศึกษาการทดลองของ ฌอง แบบติสท์ แวน เฮลมองท์
(Jean Baptiste van Helmont)
หมายเลข 2 ศึกษาการทดลองของ โจเซฟ พริสต์ลยี ์
(Joseph Priestley)
หมายเลข 3 ศึกษาการทดลองของ แจน อนิ เก็น ฮูซ
(Jan IngenHousz)
หมายเลข 4 ศึกษาการทดลองของ นโิ คลาส ธโี อดอร์ เดอ โซซูร์
(Nicolas Theodore de Soussure)
หมายเลข 5 ศึกษาการทดลองของ จเู ลียส ซาส
(Julius Sachs)
หมายเลข 6 ศึกษาการทดลองของ แวน นีล
(Van Niel)
หมายเลข 7 ศึกษาการทดลองของ โรบนิ ฮลิ ล์
(Robin Hill)
หมายเลข 8 ศึกษาการทดลองของ แดเนยี ล อารน์ อน
(Daniel Arnon)
3. ครูกำหนดเวลาให้นักเรยี น 20 นาที จากนั้นให้นักเรียนแต่ละกลุ่มบันทึกข้อมูลท่ีได้จากการสบื ค้น
ลงในกระดาษ A4 พร้อมนำเสนอขอ้ มูลในรูปแบบที่น่าสนใจหนา้ ชน้ั เรียน

ขั้นที่ 3 อธบิ ายความรู้ (Explain)
4. ให้นักเรียนกลุ่มที่จับได้หมายเลข 1-4 ออกมานำเสนอข้อมูลตามสลากตามหมายเลขที่กลุ่มของ
ตนเองได้รับ โดยอาจนำเสนอในรูปของแผนผังมโนทัศน์ แผ่นพับ รายงาน หรือแสดงข้อมูลบน
แผน่ ฟวิ เจอรบ์ อรด์
5. ให้นักเรียนที่นั่งอยู่ภายในห้องเรียนเลือกการทดลองที่ตนเองสนใจ แล้วเขียนคำถามลงในสมุด
บันทึกของตนเอง อย่างน้อย 2 คำถาม โดยการทดลองที่นักเรียนสนใจอาจมีมากกว่า 2 การ
ทดลอง
6. ครูสมุ่ ตัวแทนนักเรยี นโดยจับสลากเรยี กเลขท่ีของนักเรียนประมาณ 10 คน

7. ให้ตวั แทนนกั เรยี นยนื ข้ึน แลว้ ระบวุ ่าตนเองสนใจการทดลองของนักวทิ ยาศาสตรท์ ่านใด จากน้ัน
อ่านคำถามของตนเอง

8. ครูสุ่มเรียกสมาชิกภายในกลุม่ ที่ศึกษาการทดลองที่ตัวแทนนักเรียนสนใจตอบคำถามและอธบิ าย
คำตอบใหเ้ พ่อื นฟัง

9. ครูพจิ ารณาและเพ่ิมเตมิ คำตอบของนักเรยี นใหส้ มบรู ณข์ ึ้น

ช่วั โมงที่ 3

ขั้นสอน

ขน้ั ที่ 3 อธบิ ายความรู้ (Explain)
1. ให้นักเรียนกล่มุ ทจ่ี ับไดห้ มายเลข 5-8 ออกมานำเสนอขอ้ มูลทแี่ ตล่ ะกลุ่มจบั สลากตามหมายเลขท่ี
กลุ่มของตนเองได้ศึกษา โดยอาจนำเสนอในรูปของผังมโนทัศน์ แผน่ พบั รายงาน หรือแสดงข้อมูล
บนแผน่ ฟวิ เจอร์บอรด์
2. ให้นักเรียนที่นั่งอยู่ภายในห้องเรียนเลือกการทดลองที่ตนเองสนใจ แล้วเขียนคำถามลงในสมุด
บันทึกของตนเอง อย่างน้อย 2 คำถาม โดยการทดลองที่นักเรียนสนใจอาจมีมากกว่า 2 การ
ทดลอง
3. ครสู ุ่มตวั แทนนกั เรยี นโดยจับสลากเรียกเลขท่ขี องนกั เรยี นประมาณ 10 คน
4. ให้ตัวแทนนกั เรยี นยนื ขึ้น แลว้ ระบวุ ่าตนเองสนใจการทดลองของนกั วทิ ยาศาสตรท์ า่ นใด จากนน้ั
อา่ นคำถามของตนเอง
5. ครูสุ่มเรียกสมาชิกภายในกลุ่มที่ศึกษาการทดลองที่ตัวแทนนักเรียนสนใจตอบคำถามและอธิบาย
คำตอบใหเ้ พือ่ นฟัง
6. ครูพจิ ารณาและเพิ่มเตมิ คำตอบของนกั เรียนให้สมบรู ณ์ขึน้

ชั่วโมงท่ี 4

ขน้ั สอน

ขั้นที่ 2 สำรวจคน้ หา (Explore)
1. ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม ตามความสมัครใจ กลุ่มละ 3-4 คน ทำใบงาน เรื่อง การทดลองการ
สังเคราะหด์ ว้ ยแสง
2. ให้นักเรียนนักเรียนจับกลุ่มเดิม จากนั้นให้นักเรียนสืบค้นจากแหล่งการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ
ปฏิกิริยารีดอกซ์ (Redox reaction) ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการสงั เคราะห์ด้วยแสง โดยครูอาจ
เขียนคำศัพท์ต่อไปนี้บนกระดาน แล้วให้นักเรียนเขียนความหมายของคำศัพท์บนกระดานลงใน
สมุดบันทกึ
- Redox (ปฏกิ ิริยารีดอกซ์)


Click to View FlipBook Version