The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by darinkhatsanit, 2021-06-23 22:28:58

ilovepdf_merged_3

ilovepdf_merged_3

บันทกึ ผลหลงั การจดั การเรียนรู้ รหัสวิชา ว30243
ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 5
กลุม่ สาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์ รายวชิ า ชีววทิ ยาเพิม่ เตมิ
หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 3 เรื่อง การสืบพนั ธ์ขุ องพชื ดอกและการเจรญิ เติบโต เวลา 4 ช่ัวโมง
แผนการจดั การเรยี นร้ทู ่ี 15 เรือ่ ง การสร้างเซลล์สืบพันธุ์ของพืชดอก

1. ผลการจัดการเรียนรู้
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................... .................................................................
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................................................. ...................................

2. ปัญหาและอุปสรรค
................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................
...................................................................................................................................... ..........................
3. แนวทางแก้ไข
................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................... .............

ลงชื่อ.....................................................ผสู้ อน
(นางสาวดาริน คาดสนทิ )
………/………../…….....

แผนการจดั การเรียนรู้ รหัสวิชา ว30243
ชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 5
กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ รายวิชา ชวี วทิ ยาเพ่ิมเติม
หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 3 เรอ่ื ง การสืบพันธ์ขุ องพืชดอกและการเจริญเตบิ โต เวลา 3 ช่ัวโมง
แผนการจัดการเรียนรูท้ ่ี 16 เร่ือง การปฏสิ นธขิ องพืชดอก โรงเรียนบา้ นแพงพทิ ยาคม
ผู้สอน นางสาวดาริน คาดสนทิ

ผลการเรียนรู้

อธบิ าย และเปรยี บเทียบกระบวนการสรา้ งเซลลส์ ืบพนั ธุ์เพศผแู้ ละเพศเมยี ของพืชดอก และอธิบาย การ
ปฏสิ นธขิ องพืชดอก

สาระสำคญั /ความคิดรวบยอด

การปฏสิ นธิ (Fertilization) คอื กระบวนการทีเ่ ซลลส์ บื พันธเุ์ พศผู้ (ละอองเรณู) ผสมกบั เซลลส์ ืบพนั ธ์ุ
เพศเมยี (ไข่อ่อน) เมื่อเกิดการถา่ ยละอองเรณู ละอองเรณจู ะตกอยู่ท่ีบรเิ วณไมโครไพลซ์ ่งึ จะมสี ารกง่ึ เหลวคอย
ดักจับเรณูไว้ เมือ่ มสี ภาพทเี่ หมาะสม ละอองเรณูจะงอกและมกี ารเจรญิ ของท่อเรณเู พ่อื เขา้ ไปผสมกับเซลลไ์ ข่
(Egg cell)

จดุ ประสงค์การเรียนรู้

1. อธบิ ายการเกดิ เมล็ดและผลของพชื ดอกได้ (K)
2. สรา้ งแบบจำลองโครงสร้างของผลได้ (P)
3.ประยกุ ตโ์ ครงสรา้ งตา่ ง ๆ ของเมลด็ และผลไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้ (P)
4. รบั ผดิ ชอบตอ่ หน้าทแ่ี ละงานที่ได้รับมอบหมาย (A)

สาระการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ทอ้ งถน่ิ
พิจารณาตามหลักสูตรของสถานศึกษา
สาระการเรยี นรู้แกนกลาง

- ภายหลังการปฏิสนธิ ออวุลจะมีการเจริญและพัฒนา
ไปเป็นเมล็ด และรังไข่จะมีการเจริญและพัฒนาไป
เปน็ ผล
- โครงสร้างของเมล็ดประกอบด้วย เปลือกเมล็ด
เอ็มบริโอ และเอนโดสเปิร์ม โครงสร้างของผล
ประกอบด้วย ผนังผล และเมล็ด ซึ่งแต่ละส่วนของ
โครงสรา้ งจะมีประโยชนต์ อ่ พชื เองและต่อส่งิ มชี ีวติ อืน่

สมรรถนะสำคัญของผู้เรยี น

1. ความสามารถในการสือ่ สาร
2. ความสามารถในการคิด

1) ทกั ษะการระบุ
2) ทกั ษะการเช่อื มโยง
3) ทกั ษะการรวบรวมข้อมลู
3. ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวติ

คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์

1. มวี ินยั
2. ใฝเ่ รียนรู้
3. มุง่ ม่นั ในการทำงาน

กระบวนการจดั การเรียนรู้

แนวคิด/รปู แบบการสอน/วิธกี ารสอน/เทคนิค : แบบสบื เสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model)

ช่วั โมงท่ี 1

ข้ันนำ

ขน้ั ท่ี 1 กระตนุ้ ความสนใจ (Engage)

1. ครกู ระตุ้นความสนใจของนักเรียนก่อนเข้าสูบ่ ทเรยี น โดยให้นักเรยี นเล่นเกมแขง่ กนั บอกชื่อดอกไม้
โดยครูกำหนดจำนวนพยางค์ ดังนี้
- 1 พยางค์ (เข็ม บวั )
- 2 พยางค์ (กหุ ลาบ มะลิ ชบา)
- 3 พยางค์ (เบญจมาศ ทานตะวนั กระดมุ ทอง)
- 4 พยางค์ (บานไม่รโู้ รย คณุ นายตนื่ สาย)

2. นักเรียนและครูร่วมกันทบทวนเกี่ยวกับโครงสร้างของดอกที่เกี่ยวข้องกับการสืบพันธุ์ของพืช
กระบวนการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ และการปฏิสนธิ โดยครูตั้งคำถาม แล้วให้นักเรียนยกมือตอบ
คำถาม โดยมแี นวคำถามตอ่ ไปนี้

- กระบวนการปฏสิ นธิเกดิ ขึ้นบรเิ วณใดของดอก
(แนวตอบ: รงั ไข่ (Ovary))

ข้นั สอน

ขน้ั ที่ 2 สำรวจคน้ หา (Explore)
1. ให้นักเรียนสืบคน้ ข้อมลู หรือศกึ ษาจากหนงั สือเรยี นชวี วทิ ยา ม.5 เลม่ 1 เพอ่ื ตอบคำถามตอ่ ไปนี้
- เมล็ดและผลเจรญิ หรอื พัฒนามาจากส่วนใด
(แนวตอบ: เมลด็ พฒั นามาจากออวุล (Ovule) ส่วนผลเจรญิ มาจากรังไข่ (Ovary))
- ส่วนประกอบของผล (Fruit) ประกอบด้วยอะไรบา้ ง
(แนวตอบ: ผนงั ผล (Pericarp) และเมล็ด (Seed))
2. ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 3-4 คน โดยให้นักเรียนสืบคน้ ข้อมูล เรื่อง โครงสร้างของผลจากแหลง่
การเรยี นรู้ เช่น อินเทอรเ์ นต็ ห้องสมุด หรอื หนังสอื เรียนชีววทิ ยา ม.5 เล่ม 1
3. หลังจากน้ันใหต้ วั แทนกลุม่ ออกมารบั ดินน้ำมนั ซง่ึ มสี สี ันต่างๆ ท่คี รเู ตรียมไวใ้ ห้แต่ละกลมุ่
4. ครูมอบหมายให้แต่ละกลุ่มร่วมกันสร้างแบบจำลองโครงสร้างของผล โดยใช้ดินน้ำมันที่ครูเตรียมไว้
ให้

ข้นั ท่ี 3 อธบิ ายความรู้ (Explain)
5. ครูสมุ่ ตวั แทนกลมุ่ 2 คน ออกมานำเสนอแบบจำลองโครงสรา้ งผลของกลุ่มตนเอง
6. ครูและนักเรยี นรว่ มกันอภปิ รายผลจากการสร้างแบบจำลองโครงสร้างผล โดยมีแนวการอภิปรายวา่
ผลประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ผนังผล (Pericarp) และเมล็ด (Seed) ซึ่งผนังผลแบ่งออกเป็น 3 ช้ัน
ได้แก่ ผนังชั้นนอก (Exocarp) ผนังชั้นกลาง (mesocarp) และผนังชั้นใน (Endocarp) ส่วนเมล็ด
(Seed) เจริญมาจากออวุล (Ovule) ที่มีส่วนประกอบหลัก คือ เปลือกหุ้มเมล็ด (Seed coat) เอน
โดสเปิรม์ (Endosperm) และเอม็ บรโิ อ (Embryo)
7. ครยู กตวั อย่างผลใหน้ กั เรียนเขา้ ใจมากขน้ึ โดยใหน้ กั เรียนศึกษาผลมะพร้าวในกรอบ Biology Focus
จากหนงั สอื เรยี นชีววิทยา ม.5 เลม่ 1

ผลชั้นนอก (Exocarp)
มลี ักษณะเปน็ สีเขยี วในผลสด

ผลชนั้ กลาง (Mesocarp)
มลี กั ษณะอ่อนนุ่ม มีเสน้ ใย

ผลช้ันใน (Endocarp)
มีลักษณะแข็งเหมือนเนื้อไม้ซึ่งเรียก
อีกอย่างว่ากะลามะพร้าว ภายในมี
เอนโดสเปิร์ม ประกอบด้วยน้ำและ
เนือ้ มะพรา้ วนยิ มนำมาบริโภค

ชว่ั โมงที่ 2

ขั้นสอน

ข้ันท่ี 2 สำรวจความรู้ (Explore)
1. ให้นักเรยี นแบ่งกลมุ่ ออกเปน็ 3 กลุม่ โดยให้แต่ละกลมุ่ ส่งตวั แทนกลุ่มออกมาจับสลากหมายเลข 1-
3 โดยแตล่ ะหมายเลขมีหนา้ ทศ่ี กึ ษาเนื้อหาต่อไปน้ี
- หมายเลข 1 คือ กลุ่มที่หน่งึ ศกึ ษาผลเดยี่ ว
- หมายเลข 2 คอื กลุ่มท่สี องศกึ ษาผลกลุ่ม
- หมายเลข 3 คอื กลมุ่ ท่สี ามศึกษาผลรวม
2. ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษาหัวข้อตามสลากที่กลุ่มตนเองได้รับแล้วสรุปลงในกระดาษ A4
เรือ่ ง ประเภทของผล พร้อมตกแตง่ ให้สวยงาม

ขนั้ ที่ 3 อธิบายความรู้ (Explain)
3. ครูส่มุ ตวั แทนนกั เรยี นออกมานำเสนอชิน้ งาน เร่ือง ประเภทของผล
4. นกั เรยี นและครูรว่ มกนั อภปิ รายผลจากการศึกษาประเภทของผลว่า “เนื่องดอกไม้ของพชื แต่ละชนิด
มีจำนวนรังไข่ (Ovary) ที่แตกต่างกัน ทำให้ผลซึ่งเจริญมารังไข่แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ ผล
เดี่ยว (Simple fruit) ซึ่งเป็นผลที่เจริญมาจากดอกเดี่ยวเพียงหนึ่งดอกและมีเกสรเพศเมีย (Pistil)
เพียง 1 อัน ผลกลุ่ม (Aggregate fruit) ซึ่งเป็นที่เจริญมาจากดอกหนึ่งดอกที่มีเกสรเพศเมีย
มากกว่า 1 อัน ส่งผลให้รังไข่แต่ละอันเจริญเป็นดอกย่อยที่ติดอยู่บนฐานดอกเดียวกัน และผลรวม
(Multiple fruit) เจรญิ มาจากดอกย่อย ส่งผลใหร้ งั ไขข่ องแต่ละดอกยอ่ ยเช่อื มติดเปน็ เน้ือเดยี ว”
5. เพื่อทดสอบความเข้าใจของนักเรียน ครูพูดชื่อผลไม้ แล้วให้นักเรียนยกมือตอบคำถามเพื่อจำแนก
ประเภทผลไมโ้ ดยใชจ้ ำนวนรงั ไข่ของดอกเป็นเกณฑ์
(แนวคำตอบ: สับปะรด จัดอยู่ในประเภทของผลรวม เนื่องจากรังไข่ของดอกย่อยแต่ละอันพัฒนา
กลายเปน็ ผล หลอมรวมกันกลายเปน็ สับประรด 1 ผล)

ชัว่ โมงท่ี 3

ข้ันสอน

ข้ันที่ 2 สำรวจความรู้ (Explore)
1. ครูวาดแผนผัง เรื่อง โครงสร้างเมล็ด บนกระดาน จากนั้นแจก ใบงานเรื่องโครงสร้างเมล็ดของพืช
แลว้ ให้นักเรยี นสบื คน้ ข้อมูลจากแหลง่ การเรยี นรูเ้ พือ่ เติมคำลงในแผนผงั ให้สมบรู ณ์

2. ให้นักเรียนแบ่งกลุ่มออกเป็นกลุ่มละ 5-6 คน ตามความสมัครใจ จากนั้นให้นักเรียนส่งตัวแทนกลมุ่
เสนอชื่อเมล็ดที่กลุ่มตนเองต้องการศึกษา จากนั้นครูมอบหมายให้นักเรียนแต่ละกลุ่มทำราย งาน
เกยี่ วกับโครงสรา้ งของเมล็ด

3. หลงั จากน้ันให้นักเรียนศกึ ษาข้อมูลเกีย่ วกับการเจริญของไซโกต (Zygote) จากแหลง่ การเรยี นรู้ เช่น
สอ่ื อนิ เทอร์เน็ต หนังสอื เรยี นชีววิทยา ม.5 เลม่ 1

ขน้ั ท่ี 3 อธบิ ายความรู้ (Explain)
4. ครูสุม่ ตัวแทนนักเรยี นออกมานำเสนอใบงานเร่ือง โครงสรา้ งของเมล็ดพืช หรอื สุม่ เรยี กตวั แทนเฉลย
แผนผังให้สมบูรณ์ หากนักเรียนเติมคำตอบลงในแผนผังไม่ถูกต้อง ครูอาจชี้แนะหรือให้นักเรียน
รว่ มกันออกความคดิ เห็นจนกว่าข้อมูลจะถูกต้องสมบรู ณ์
5. ครูสุ่มตัวแทนกลุ่มออกมานำเสนอรายงาน เรื่อง โครงสร้างของเมล็ด โดยให้นักเรียนแต่ละกลุ่ม
ออกมานำเสนอโครงสรา้ งของเมลด็ ท่ีกลุ่มตนเองเลือกศึกษา ผนู้ ำเสนออาจวาดภาพโครงสร้างเมล็ด
หน้ากระดาน หรือทำเป็นใบความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างเมล็ดของกลุ่มตนเองมาแจกให้เพื่อนในห้อง
เพอื่ ประกอบการอธบิ ายใหเ้ ขา้ ใจและเห็นภาพชดั เจนมากยง่ิ ขึ้น
6. จากนัน้ ครใู ชค้ ำถามเพ่อื ใหน้ กั เรียนเขา้ ใจมากข้ึน โดยครูอาจถามคำถาม ดงั นี้
- การเจริญของไซโกต (Zygote) ไปเปน็ เอ็มบริโอ (Embryo) เกดิ จากการแบ่งแบบใดและเกิดขึ้นกคี่ ร้ัง
(แนวตอบ: แบบไมโทซิส (Mitosis) จำนวน 2 ครัง้ )
- ไซโกต (Zygote) ทเ่ี กิดจากการแบง่ เซลล์แล้วติดอยู่กบั รูไมโครไพล์ (Micropyle) เรียกว่าอะไร
(แนวตอบ: เซลล์ฐาน (Basal cell))
- เซลลส์ นับสนนุ (Suspensor) ทำหนา้ ท่อี ะไร
(แนวตอบ: ยดึ เอ็มบริโอ (Embryo))
- บริเวณใดของเอ็มบรโิ อ (Embryo) จะเปล่ียนแปลงเนอ้ื เยอื่ และสว่ นตา่ ง ๆ เพือ่ ทำหนา้ ท่เี ฉพาะ
(แนวตอบ: แอพิคัลเซลล์ (Apical cell))

ข้นั ท่ี 4 ขยายความเข้าใจ (Expand)
7. ครมู อบหมายใหน้ กั เรียนทำแบบฝกึ หดั ชวี วทิ ยา ม.5 เล่ม 1
8. หลังจากเรียนเรื่อง โครงสร้างของผลและเมล็ดพืช แล้วให้นักเรียนยกตัวอย่างประโยชน์ที่ได้จาก
โครงสร้างต่าง ๆ ของเมล็ดและผล โดยครูอาจให้นักเรียนแต่ละคนยกตัวอย่าง 1 ตัวอย่าง โดย
ตัวอยา่ งของนักเรยี นแต่ละคนตอ้ งไม่ซำ้ กนั
9. ให้นักเรียนนำความรู้ เรื่อง โครงสร้างของผลและเมล็ด มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันด้วยกา ร
ออกแบบหรอื สรา้ งชน้ิ งานข้นึ มา 1 ช้ิน พร้อมอธิบายประโยชน์ หรอื สรรพคุณของช้นิ งานน้นั ๆ

ขน้ั สรุป

ขนั้ ที่ 5 ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. ตรวจแบบฝกึ หัดในแบบฝกึ หดั ชวี วิทยา ม.5 เลม่ 1
2. ตรวจใบงานเรอื่ ง โครงสรา้ งของเมลด็ พืช
3. ประเมินช้ินงาน เรือ่ ง ประเภทของผล จากแบบประเมินชนิ้ งาน
4. ประเมินรายงาน เรื่อง โครงสรา้ งเมล็ด จากแบบประเมินรายงาน
5. ประเมินช้นิ งาน เร่อื ง โครงสรา้ งของผลและเมล็ด จากแบบประเมินชน้ิ งาน
6. สงั เกตพฤติกรรมการทำงานของนกั เรยี น โดยใชแ้ บบสังเกตพฤติกรรมการทำงานรายบคุ คล
7. สงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานกลุม่ โดยใช้แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานกลุ่ม

การวัดและประเมนิ ผล

รายการวัด วธิ กี าร เครอ่ื งมือ เกณฑ์การ

ประเมนิ

ประเมนิ ระหว่าง

การจดั กิจกรรม

การเรยี นรู้

1) กิจกรรมนำสู่การ - สังเกตจากการตอบคำถาม - แบบสังเกตพฤติกรรม - ร้อยละ 60

เรียน และแสดงความคดิ เหน็ รายบคุ คล ผา่ นเกณฑ์

- การตอบคำถาม

2) การปฏิสนธขิ อง - ตรวจใบงานเร่ือง - ใบงานเรื่อง - ระดับ

พืชดอก โครงสร้างของเมล็ดพืช โครงสรา้ งของเมลด็ คณุ ภาพ 2

- ประเมินชิ้นงาน เรือ่ ง พชื ผา่ นเกณฑ์

ประเภทของผล - แบบประเมนิ ชิน้ งาน

- ประเมินชิน้ งาน เรอ่ื ง - แบบฝึกหัดชีววทิ ยา

โครงสรา้ งของผลและ ม.5 เล่ม 1

เมล็ด

- ประเมนิ รายงาน เรอ่ื ง

โครงสรา้ งเมล็ด

- ตรวจแบบฝึกหัดชวี วิทยา

ม.5 เลม่ 1

รายการวัด วธิ กี าร เคร่อื งมอื เกณฑก์ าร

ประเมนิ

3) การนำเสนอผล - ประเมนิ การนำเสนอ - แบบประเมนิ การ - ระดับคุณภาพ
การทำกจิ กรรม ผลทำกิจกรรม นำเสนอผลทำ 2
กจิ กรรม ผา่ นเกณฑ์

4) พฤติกรรมการ - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤติกรรม - ระดับคุณภาพ
ทำงานรายบคุ คล การทำงานรายบุคคล
การทำงานรายบุคคล 2

ผ่านเกณฑ์

5) พฤตกิ รรมการ - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤติกรรม - ระดับคุณภาพ
ทำงานกลมุ่ การทำงานรายบุคคล
การทำงานกลุ่ม 2

ผา่ นเกณฑ์

6) คณุ ลกั ษณะ - สงั เกตความมวี นิ ยั - แบบประเมิน - ระดบั คุณภาพ
อันพงึ ประสงค์ ใฝเ่ รยี นรู้ และมุ่งมั่น คุณลักษณะ 2
ในการทำงาน อันพงึ ประสงค์ ผ่านเกณฑ์

ส่อื /แหล่งการเรียนรู้

สอ่ื การเรยี นรู้
1) หนงั สอื เรียนชวี วิทยา ม.5 เลม่ 1 หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 3 การสืบพนั ธ์ุของพืชดอกและการ

เจริญเตบิ โต
2) แบบฝกึ หัดชีววทิ ยา ม.5 เล่ม 1 หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 3 การสบื พนั ธุ์ของพืชดอกและการ

เจรญิ เตบิ โต
3) ใบงานเร่ือง โครงสรา้ งของเมล็ดพืช

แหลง่ การเรยี นรู้
1) หอ้ งสมุด
2) อินเทอร์เน็ต

ใบงาน
เรอื่ ง โครงสร้างของเมลด็ พชื
คำชแี้ จง : ใหน้ ักเรียนเตมิ คำหรือข้อความลงในแผนผงั เร่อื ง โครงสร้างของเมลด็ พืช ให้สมบรู ณ์

เมลด็

เปลือกหุ้มเมลด็ ลกั ษณะ :
หน้าท่ี :

รากแรกเกดิ คือ

ใบเลย้ี ง คือ ลาต้นใต้ใบเล้ียงท่ีเป็ นส่วนแกนของ
เอม็ บรโิ อทอ่ี ย่ใู ตใ้ บเลย้ี ง

คือ ลาตน้ เหนอื ใบเลย้ี งทเ่ี ป็นสว่ นของเอม็ บรโิ อ
ทอ่ี ย่เู หนือใบเลย้ี งขน้ึ ไป

ทาหน้าท่ี

หน้าท่ี เก็บสะสมอาหารจำพวกแปง้ น้ำตาล โปรตีน หรือไขมนั ขน้ึ อยู่กบั
ชนิดของพืช แต่ พืชใบเลย้ี งคู่บางชนดิ จะไมม่ ีส่วนน้ี เชน่ ถ่วั มะขาม หรือ
พืชบางชนดิ ส่วนนีอ้ าจไม่พัฒนา เช่น กลว้ ย

ใบงาน เฉลย
เรือ่ ง โครงสรา้ งของเมลด็ พืช
คำช้แี จง : ให้นักเรียนเติมคำหรอื ข้อความลงในแผนผงั เรื่อง โครงสรา้ งของเมลด็ พชื ให้สมบูรณ์

เมลด็

เปลอื กหุ้มเมลด็ ลกั ษณะ : หนา เหนียว และแขง็
เอม็ บริโอ
หน้าที่ : ป้องกนั อนั ตรายเอม็ บรโิ อทอี่ ย่ภู ายในเมลด็ ป้องกนั การ

สญู เสยี น้า และป้องการงอกจนกวา่ จะไดร้ บั สภาวะทเี่ หมาะสมในพชื

บางชนดิ

รากแรกเกิด คือ แรดเิ คลิ ทอี่ ย่บู รเิ วณส่วนปลายสุดของแกน
เอม็ บรโิ อ

ไฮโพคอลทลิ คือ ลำต้นใต้ใบเลี้ยงที่เป็นส่วนแกนของเอ็มบริโอ
ทีอ่ ยู่ใตใ้ บเล้ยี ง

เอพคิ อลทลิ คือ ลำต้นเหนือใบเลี้ยงที่เป็นสว่ นของเอ็มบริโอท่ี
อยเู่ หนือใบเล้ียงขน้ึ ไป

ใบเลยี้ ง ทาหน้าท่ี ดูดซึม ลาเลียงอาหารจากเอนโด
สเปิร์มในพืชบางชนิด และป้องกันยอดอ่อน
ไมใ่ หไ้ ดร้ บั อนั ตราย

เอนโดสเปิร์ม หน้าท่ี เก็บสะสมอาหารจำพวกแป้ง นำ้ ตาล โปรตีน หรอื ไขมนั ขนึ้ อยกู่ บั
ชนดิ ของพชื แต่ พืชใบเล้ยี งคู่บางชนิดจะไม่มีส่วนน้ี เชน่ ถัว่ มะขาม หรือ
พืชบางชนดิ สว่ นน้อี าจไม่พฒั นา เช่น กล้วย

แบบประเมินช้ินงาน

คำช้แี จง : ให้ผสู้ อนประเมนิ ช้ินงานตามรายการท่ีกำหนดแลว้ ขีด ✓ ลงในช่องทต่ี รงกับระดับคะแนน

ลำดบั ที่ รายการประเมิน 4 ระดบั คะแนน 1
32

1 ความถูกต้องของชน้ิ งาน

2 การจัดรปู แบบช้นิ งาน

3 ความตรงตอ่ เวลา

รวม

ลงชอ่ื ................................................ ผ้ปู ระเมนิ
................./................/................

เกณฑ์การประเมนิ ชน้ิ งาน

รายการประเมนิ ระดับคะแนน

1. ความถูกต้องของ 4 3 21

ช้ินงาน ชิ้นงานมีความถูกต้อง ชิ้นงานมีความถูกต้อง ชิ้นงานมีความถูกต้อง ชนิ้ งานไมถ่ กู ตอ้ ง และ

ครบทุกหวั ขอ้ ครบทุกหัวข้อเป็นส่วน ครบทุกหัวข้อเพียง ไม่ครบตามหัวข้อท่ี

ใหญ่ บางสว่ น กำหนด

2. การจัดรปู แบบ ชิ้นงานมีระเบียบ มี ชิ้นงานมีระเบียบ และมี ชิ้นงานมีระเบียบ และมี ชิ้นงานไม่มีระเบียบ
ชน้ิ งาน
ความคิดสร้างสรรค์ และ ความน่าสนใจเป็นส่วน ความน่าสนใจเพียง ไม่มีความน่าสนใจ

มคี วามนา่ สนใจ ใหญ่ บางส่วน

3. ความตรงตอ่ เวลา สง่ ช้นิ งานภายในเวลา ส่งช้ินงานช้ากวา่ เวลา สง่ ช้นิ งานช้ากว่าเวลา ส่งช้นิ งานชา้ กวา่

ทก่ี ำหนด ทีก่ ำหนด 1 วนั ทีก่ ำหนด 2 วนั เวลาท่ีกำหนด 3 วัน

ขึน้ ไป

เกณฑก์ ารตัดสินคุณภาพ

ช่วงคะแนน ระดบั คุณภาพ

10-12 ดีมาก

7-9 ดี

4-6 พอใช้

0-3 ปรับปรุง

บันทึกผลหลงั การจดั การเรียนรู้ รหสั วิชา ว30243
ชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 5
กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ รายวชิ า ชวี วทิ ยาเพิ่มเตมิ
หน่วยการเรียนร้ทู ี่ 3 เร่ือง การสบื พันธ์ขุ องพชื ดอกและการเจริญเติบโต เวลา 3 ช่ัวโมง
แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 16 เรื่อง การปฏสิ นธิของพชื ดอก

1. ผลการจัดการเรยี นรู้
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................

2. ปัญหาและอุปสรรค
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................................................... ...............
3. แนวทางแกไ้ ข
................................................................................................................. .............................................................
............................................................................................................................. .................................................
................................................................................................................................................ ..............................

ลงช่ือ.....................................................ผสู้ อน
(นางสาวดารนิ คาดสนิท)
………/………../…….....

แผนการจัดการเรียนรู้ รหสั วิชา ว30243
ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 5
กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ รายวิชา ชวี วทิ ยาเพิ่มเติม
หน่วยการเรียนรู้ท่ี 3 เร่ือง การสบื พนั ธขุ์ องพืชดอกและการเจรญิ เตบิ โต เวลา 4 ช่ัวโมง
แผนการจัดการเรยี นรูท้ ่ี 17 เรอื่ ง การงอกของเมล็ดพืช โรงเรยี นบา้ นแพงพทิ ยาคม
ผ้สู อน นางสาวดารนิ คาดสนิท

ผลการเรยี นรู้

ทดลอง และอธิบายเกี่ยวกบั ปัจจัยตา่ ง ๆ ทีม่ ีผลต่อการงอกของเมลด็ สภาพพักตัวของเมลด็ และ
บอกแนวทางในการแกส้ ภาพพกั ตัวของเมล็ด

สาระสำคัญ/ความคดิ รวบยอด

การงอกของเมลด็ ต้องไดร้ บั สภาพแวดล้อมภายนอกที่เหมาะสมมากระต้นุ การเปลยี่ นแปลง
ภายในเมล็ด เอ็มบริโอจะเจริญเป็นต้นพชื ซึง่ กระบวนการที่เอม็ บริโอในเมลด็ เจรญิ เปน็ ต้นพชื เรียกวา่ การ
งอก (Germination)

จดุ ประสงค์การเรียนรู้

1. อธบิ ายเกย่ี วกบั ปัจจยั ต่าง ๆ ทีม่ ีผลตอ่ การงอกของเมล็ด สภาพพักตัวของเมล็ดได้ (K)
2. บอกแนวทางในการแกส้ ภาพพกั ตัวของเมล็ดได้ (P)
3. รบั ผิดชอบตอ่ หน้าทแ่ี ละงานทไี่ ด้รบั มอบหมาย (A)

สาระการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ทอ้ งถนิ่
พิจารณาตามหลักสูตรของสถานศึกษา
สาระการเรยี นร้แู กนกลาง

- เมล็ดที่เจริญเต็มที่จะมีการงอกโดยมีปัจจัยต่าง ๆ ที่มี
ผลต่อการงอกของเมล็ด เช่น น้ำหรือความชื้น
ออกซิเจน อุณหภูมิ และแสง เมล็ดบางชนิดสามารถ
งอกได้ทันที แต่เมล็ดบางชนิดไม่สามารถงอกได้ทันที
เพราะอยู่ในสภาพพักตัว

- เมล็ดบางชนิดมีสภาพพักตัวเนื่องจากมีปัจจัย บาง
ประการที่มีผลยับยัง้ การงอกของเมล็ดซึ่งสภาพพักตวั
ของเมล็ดสามารถแกไ้ ขได้หลายวธิ ตี ามปจั จยั ทย่ี บั ย้งั

สมรรถนะสำคญั ของผู้เรยี น

1. ความสามารถในการส่อื สาร
2. ความสามารถในการคดิ

1) ทักษะการระบุ
2) ทกั ษะการเชื่อมโยง
3) ทักษะการรวบรวมข้อมลู
3. ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ติ

คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์

1. มีวินัย
2. ใฝ่เรยี นรู้
3. ม่งุ มนั่ ในการทำงาน

กระบวนการจัดการเรียนรู้

แนวคิด/รปู แบบการสอน/วธิ ีการสอน/เทคนิค : แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model)

ขั้นนำ

ข้ันที่ 1 กระตนุ้ ความสนใจ (Engage)

1. เพื่อกระตุ้นความสนใจของนักเรียนครูอาจนำเกมหรือความบันเทิงมาให้นักเรียนมีส่วนร่วมในชั้น
เรยี น โดยครนู ำภาพเมลด็ พืชชนดิ ตา่ ง ๆ มาใหน้ ักเรยี นทายว่าเป็นเมล็ดพืชชนดิ ใด ดังรปู ภาพ

เมลด็ ตน้ ดาวเรือง เมลด็ ถัว่ เหลือง

เมล็ดกาแฟ เมลด็ ทับทมิ

ขั้นสอน

ขน้ั ที่ 2 สำรวจค้นหา (Explore)
1. ครูนำภาพเดมิ ทใ่ี ชก้ ระตุ้นนักเรยี นในตอนตน้ ชั่วโมงมาถามคำถามนักเรยี นว่า นกั เรียนทราบหรือไม่
วา่ เมล็ดพืชแต่ละชนิดมลี ักษณะการงอกที่แตกต่างกนั หรือไม่ อยา่ งไร
(แนวตอบ: บางชนดิ มลี กั ษณะการงอกท่เี หมือนกัน เชน่ ถั่วเขยี ว ถ่วั เหลอื ง แต่บางชนิดมีลักษณะ
การงอกที่แตกตา่ งกัน เช่น การงอกของเมล็ดขา้ วโพดแตกต่างกับเมล็ดถัว่ เขียว)
2. ให้นักเรียนเขียนคำตอบลงในสมุดบันทึกของตนเอง หลังจากจบการเรยี นการสอนครูและนกั เรยี น
ร่วมกนั เฉลยคำตอบทีถ่ กู ต้อง
3. ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 3-4 คน เลือกพืชมา 1 ชนิด ตามที่นักเรียนสนใจ จากนั้นให้
นกั เรียนสบื ค้นและศกึ ษาว่าพชื ชนิดน้ันมีลกั ษณะการงอกอย่างไร

ขั้นที่ 3 อธบิ ายความรู้ (Explain)
4. ครูสุ่มตัวแทนกลุ่มของแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอรูปแบบการงอกของพืชที่กลุ่มของนักเรียนเลือก
นำมาศกึ ษา
5. นกั เรียนและครูรว่ มกันอภิปรายผลจากการสบื ค้นวา่ “การงอกของเมลด็ พืชแบง่ ออกไดเ้ ปน็ 2 แบบ
คอื การงอกโดยชูใบเลยี้ งขึ้นเหนือดิน ได้แก่ พริก ถ่ัวเขียว สังเกตการงอกลกั ษณะน้ีได้จากใบเล้ียง
จะโผล่พ้นขึ้นมาเหนือดิน และการงอกโดยใบเลี้ยงอยู่ใต้ดิน ได้แก่ ข้าวโพด ข้าว สังเกตการงอก
ลักษณะนไี้ ด้จากใบแทข้ องพืชเหล่านจ้ี ะโผลพ่ ้นเหนือดนิ และมใี บเล้ยี งอยูใ่ ตด้ นิ ”
6. เพื่อให้นักเรยี นเข้าใจกระบวนการงอกของเมล็ดพืช ครูให้นักเรียนศึกษาสือ่ คิวอาร์โค้ดจากหนังสือ
เรียนชีววิทยา ม.5 เลม่ 1 เรื่อง การงอกของเมล็ด
7. เพื่อตรวจสอบความเขา้ ใจของนักเรียน ครูถามนักเรียนโดยมแี นวคำถามดังนี้
- การงอกของเมล็ดถ่ัวเขียวตา่ งกับเมล็ดข้าวโพดอยา่ งไร

(แนวตอบ: ต่างกันตรงที่เมล็ดถั่วเขียวไฮโพคอลทิล (Hypocotyl) จะเจริญได้เร็วกว่าเอพิคอลทิล
(Epicotyl) ทำใหใ้ บเลีย้ งเจรญิ ขน้ึ มาเหนือดิน สว่ นเมลด็ ข้าวโพดเอพิคอลทลิ จะเจรญิ เร็วกว่าไฮโพ
คอลทิลทำให้ใบเลย้ี งยังคงอยู่ใตด้ นิ )

ช่วั โมงท่ี 2

ขน้ั สอน

ขั้นที่ 2 สำรวจความรู้ (Explore)
1. ให้นักเรียนแบ่งกลุ่มออกเป็น กลุ่มละ 5-6 คน ทำกิจกรรม เรื่อง การงอกเมล็ด จากหนังสือเรียน
ชีววทิ ยา ม.5 เลม่ 1
2. ให้สมาชิกภายในกลุ่มแบ่งภาระหน้าทีร่ ับผดิ ชอบ โดยสมาชกิ ในกลุม่ มบี ทบาทและหน้าที่ของตนเอง
ดงั น้ี
- สมาชิกคนท่ี 1: ทำหน้าทีเ่ ตรยี มวสั ดอุ ปุ กรณ์กจิ กรรมการงอกเมลด็
- สมาชกิ คนที่ 2: ทำหน้าท่อี ่านวธิ ีการทำกิจกรรม และนำมาอธิบายใหส้ มาชิกภายในกลุ่มฟัง
- สมาชิกคนท่ี 3 และ 4: ทำหน้าที่บันทกึ ผลการทำกจิ กรรม
- สมาชิกคนท่ี 5 และ 6: ทำหนา้ ทีน่ ำเสนอผลท่ีได้จากการทำกจิ กรรม
3. ในระหว่างการทำกิจกรรมให้สมาชิกภายในกลุ่มตั้งคำถามขั้นตอนการทำกิจกรรมที่ตนเองสงสัย
เชน่ แล้วให้สมาชกิ ร่วมกนั สบื ค้นจากแหลง่ ข้อมูลเพอ่ื ตอบคำถาม

ขนั้ ที่ 3 อธิบายความรู้ (Explain)
4. ให้ตัวแทนของแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอผลจากการทำกิจกรรม และอธิบายข้อสงสัยที่สมาชิก
ภายในกลุม่ ตั้งคำถาม และนำเสนอผลจากการสืบค้นคำตอบ
5. ครูพิจารณาผลจากการทำกิจกรรมและผลจากการสืบค้นข้อสงสัยในขั้นตอนการทำกิจกรรมของ
นกั เรยี น
6. ครูเสริมและเพ่ิมเติมข้อมลู หากข้อมลู ทน่ี ักเรียนออกมานำเสนอยงั ไมส่ มบรู ณ์
7. ครถู ามคำถามทา้ ยกิจกรรม และเฉลยคำถามท้ายกิจกรรม โดยมีแนวคำถาม ดังนี้
- ต้นออ่ นของพชื ทั้ง 2 ชนิดที่งอกออกจากเมล็ดประกอบดว้ ยโครงสร้างเหนือดินใดบา้ ง
(แนวตอบ: ต้นอ่อนของถั่วเขียวจะพบทั้งใบเลี้ยง (Cotyledon) และใบแท้ (foliage leaf) แต่ต้น
อ่อนของข้าวโพดพบเพียงใบแท้)
- ลกั ษณะการงอกของพชื ทงั้ 2 ชนดิ แตกตา่ งกันหรอื ไม่ อยา่ งไร
(แนวตอบ: แตกต่างกัน เมล็ดถั่วเขียวจะงอกแบบชูใบเลี้ยงขึ้นเหนือดิน (Hypogeal
germination) แตเ่ มลด็ ข้าวโพดจะงอกแบบใบเลี้ยงอยใู่ ต้ดิน (Epigeal germination))

ช่วั โมงท่ี 3

ข้นั สอน

ขน้ั ท่ี 2 สำรวจความรู้ (Explore)
1. ก่อนเร่ิมเข้าสหู่ ัวข้อถัดไป ครูถามคำถามทบทวนจากการทำกจิ กรรมการงอกเมล็ด โดยมีแนวคำถาม
ดงั น้ี
- เมล็ดถว่ั เขยี วและเมล็ดขา้ วโพดทน่ี กั เรยี นนำมาเพาะเจรญิ เปน็ ตน้ อ่อนทุกเมลด็ หรือไม่
(แนวตอบ: ขึ้นอยูก่ ับผลการทำกจิ กรรมของนักเรียน)
- ในการปลูกต้นถว่ั เขียวและข้าวโพดนกั เรียนคดิ ว่ามีปจั จยั ใดบ้างทม่ี สี ่วนสำคญั ในการงอกของเมลด็
(แนวตอบ: ขน้ึ อยูก่ ับคำตอบของนักเรยี น ตวั อยา่ งคำตอบควรมีน้ำ ความชื้น)
2. ให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อการงอกเมล็ดจากแหล่งการเรียนรู้ สื่ออินเทอร์เน็ต
จากน้ันสรปุ เปน็ ผงั มโนทศั นพ์ ร้อมตกแต่งให้สวยงาม
3. ให้นักเรียนจับคู่แลกผังมโนทัศน์ของตนเองกับเพื่อน แล้วร่วมกันแลกเปลี่ยนความรู้ที่ได้จากการ
สบื ค้นข้อมลู

ข้ันที่ 3 อธิบายความรู้ (Explain)
4. หลังจากแลกเปล่ียนความรู้ เรอ่ื ง ปจั จยั ที่มผี ลต่อการงอกเมลด็ แล้ว ครูเขยี นคำถามบนกระดานและ
ให้นักเรียนลอกคำถามและตอบคำถามลงในสมุดบันทกึ ของตนเอง จากนั้นครูสุ่มเรียกนักเรียน 5-6
คน อธิบายคำตอบของตนเอง หากนักเรียนตอบคำถามไม่ถูกต้อง หรือคำตอบยังไม่สมบูรณ์ ให้
นกั เรียนและครรู ว่ มกนั อภิปรายหาคำตอบท่ถี กู ต้อง โดยมีแนวคำถามดังนี้
- ปัจจัยทม่ี ีผลต่อการงอกเมล็ดแบ่งออกเปน็ ก่ีประเภท อะไรบ้าง
(แนวตอบ: 2 ประเภท คอื ปจั จัยภายในและปจั จยั ภายนอก)
- ปจั จยั ภายนอกท่ีมีผลตอ่ การงอกเมล็ด ได้แก่อะไรบ้าง และมีผลอย่างไรจงอธบิ ายพอสังเขป
(แนวตอบ: น้ำหรอื ความช้ืน ออกซเิ จน แสง (สำหรบั พืชบางชนิด) และอุณหภูมิ)
- ปจั จยั ภายในทมี่ ผี ลตอ่ การงอกเมลด็ ได้แกอ่ ะไรบ้าง และมีผลอย่างไรจงอธบิ ายพอสงั เขป
(แนวตอบ: เปลือกหุม้ เมล็ด (Seed coat) เอนโดสเปิรม์ (Endosperm) เอม็ บรโิ อ
(Embryo))
- สภาพพักตัวของเมล็ดคืออะไร
(แนวตอบ: สภาพเมลด็ ท่ียังคงมชี ีวิตแตไ่ มส่ ามารถงอกเปน็ ต้นใหมไ่ ด้)

5. เพอ่ื ทดสอบความเข้าใจของนักเรียนครสู มมติสถานการณข์ ึน้ มาให้นกั เรยี นวิเคราะหส์ าเหตุและแก้ไข
สถานการณ์

- นาย A นำเมล็ดข้าวโพดมาเพาะในกระบะที่มีกระดาษทิชชูที่เปียกชื้น ตั้งไว้ในที่ที่มีอากาศถ่ายเท
และมีแสงแดดส่องถึง เมื่อเวลาผ่านไป 2 วัน เมล็ดข้าวโพดไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะเหตุใดจงึ
เป็นเชน่ นัน้ นักเรยี นมวี ิธีแก้ไขอยา่ งไร

- นาย B นำเมล็ดยาสูบมาเพาะในกระบะที่มีกระดาษทิชชูที่เปียกชื้น ตั้งไว้ในห้องมืด ที่มีอุณหภูมิสูง
กว่า 35 องศาเซลเซียส เมื่อเวลาผ่านไป 2 วัน เมล็ดยาสูบไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะเหตุใดจึง
เป็นเชน่ นน้ั นกั เรียนมีวธิ แี กไ้ ขอย่างไร

- นาย C นำเมล็ดฟักข้าวมาปลูกสลับกับเมล็ดแตงโมในแปลงของตนเอง เมื่อเวลาผ่านไป 1 สัปดาห์
เมล็ดไม่งอก เพราะเหตุใดจึงเปน็ เชน่ น้ัน นักเรียนมวี ธิ แี กไ้ ขอยา่ งไร

- นาย D อยากเพาะเมล็ดกลว้ ยไม้พนั ธเุ์ ศรษฐกจิ ขาย แตเ่ มล็ดไม่งอก นักเรยี นคดิ ว่าเกดิ จาก
สาเหตุใด และมวี ธิ แี กไ้ ขอย่างไร
6. ครูอธิบายเพิ่มเติมจากคำถามสถานการณ์ตัวอย่างต่อไปว่า “นอกจากเมล็ด (Seed) เอ็มบริโอ
(Embryo) เอนโดสเปิร์ม (Endosperm) แล้วสารเคมียังมีส่วนทำให้เมล็ดอยู่ในสภาพพักตัว
โดยเฉพาะกรดแอบไซซิก (Abscisic acid) ที่มีสมบัติยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับ
กระบวนการงอกของเมล็ดพืช ทางแก้ที่ดีคือให้ธรรมชาติ เช่น น้ำฝนช่วยชะล้างสารเคมีที่เคลือบ
เมลด็ เหล่านีอ้ อกไป”
7. ครูถามความเห็นจากนักเรียนวา่ นกั เรียนมีวิธีแกไ้ ขอยา่ งอ่ืนอกี หรอื ไม่
(แนวตอบ: พจิ ารณาคำตอบของนักเรียน แตค่ ำตอบควรนำไปผ่งึ เมล็ดใหแ้ หง้ กอ่ นนำไปเพาะ หรือใช้
สารเร่งการงอก เช่น การใชจ้ บิ เบอเรลลิน (Gibberellin) ไซโทไคนนิ (Cytokinin))
8. ครูแนะนำนักเรียนเพิ่มเติมเกีย่ วกับสารเคมีท่ีมีผลต่อการงอกของเมล็ดในกรอบ Biology Focus ใน
หนังสอื ชวี วิทยา ม.5 เลม่ 1

ช่ัวโมงที่ 4

ขั้นสอน

ข้นั ท่ี 2 สำรวจคน้ หา (Explore)
1. ครูพูดเกริ่นนำก่อนเข้าสู่หัวขอ้ ถัดไปว่า หลังจากที่นักเรยี นได้เรยี นรู้โครงสรา้ งเมล็ดพชื แลว้ นักเรียน
คดิ ว่าเมลด็ พนั ธดุ์ ีคอื เมล็ดที่ดมี ีลักษณะอย่างไร
(แนวตอบ: พิจารณาคำตอบของนักเรียน ตัวอย่างคำตอบ เช่น เมล็ดพันธุ์ดีควรมีสีสด ไม่เก่าขุ่นมัว
ไม่ควรมเี ศษหรอื รอยแตกหัก ไม่มีรอยเจาะของแมลง มคี วามช้ืนตำ่ ปราศจากสิ่งเจอื ปนและโรค มี

2. ครูถามต่อไปว่า นักเรียนมีวิธีตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์อย่างไรบ้าง โดยครูอาจให้นักเรียนตอบ
ตามความคิดเห็นก่อน แล้วจึงมอบหมายให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลจากแหล่งการเรียนรู้ เช่น ส่ือ
อินเทอรเ์ นต็ หนงั สอื เรียนชีววิทยา ม.5 เล่ม 1
(แนวตอบ: พิจารณาคำตอบของนักเรียน ตัวอย่างคำตอบ เช่น สังเกตจากลักษณะภายนอก
ตรวจสอบความแขง็ แรงดว้ ยการนำไปเพาะ ความบรสิ ทุ ธ์ขิ องเมลด็ การหาค่าดัชนีการงอก)

3. เพื่อให้นักเรียนมีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถลงมือปฏิบัติได้ ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 5-6
คน เพื่อทำกจิ กรรมการตรวจสอบคุณภาพเมลด็ พนั ธุ์

4. ให้สมาชิกภายในกลุ่มแบ่งภาระหน้าที่รับผิดชอบ โดยสมาชิกในกลุ่มมีบทบาทและหน้าทีข่ องตนเอง
ดังนี้

- สมาชกิ คนที่ 1 : ทำหนา้ ท่เี ตรยี มวสั ดอุ ุปกรณ์กจิ กรรมการตรวจสอบคณุ ภาพเมล็ดพันธ์ุ
- สมาชกิ คนที่ 2 : ทำหน้าท่ีอ่านวธิ กี ารทำกิจกรรม และนำมาอธบิ ายใหส้ มาชิกภายในกลมุ่ ฟงั
- สมาชิกคนที่ 3 และ 4 : ทำหน้าทีบ่ ันทึกผลการทำกิจกรรม
- สมาชิกคนที่ 5 และ 6 : ทำหนา้ ท่ีนำเสนอผลทีไ่ ดจ้ ากการทำกจิ กรรม
5. ในระหวา่ งการทำกจิ กรรม ใหส้ มาชิกภายในกลุ่มตั้งคำถามขัน้ ตอนการทำกิจกรรมทตี่ นเองสงสัย เช่น

แล้วให้สมาชิกร่วมกนั สืบคน้ จากแหลง่ ข้อมลู เพอื่ ตอบคำถาม

ขั้นท่ี 3 อธบิ ายความรู้ (Explain)
6. ให้ตัวแทนของแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอผลจากการทำกิจกรรม และอธิบายข้อสงสัยที่สมาชิก
ภายในกล่มุ ตง้ั คำถาม และนำเสนอผลจากการสืบคน้ คำตอบ
7. ครูพิจารณาผลจากการทำกิจกรรมและผลจากการสืบค้นข้อสงสัยในขั้นตอนการทำกิจกรรมของ
นักเรยี น
8. ครเู สรมิ และเพม่ิ เตมิ ข้อมูล หากขอ้ มูลท่ีนกั เรียนออกมานำเสนอยังไมส่ มบูรณ์
9. นกั เรียนและครูร่วมกนั อภปิ รายผลจากการทำกิจกรรม
10. ครูถามคำถามทา้ ยกจิ กรรม และเฉลยคำถามทา้ ยกจิ กรรม โดยมแี นวคำถามดงั น้ี
- นักเรยี นมวี ิธีคัดเลอื กเมลด็ พนั ธ์ถุ ่วั เขยี วจากแหลง่ ตา่ ง ๆ อย่างไร เพ่ือให้ไดเ้ มล็ดพันธท์ุ ด่ี ีทส่ี ุด
(แนวตอบ: พิจารณาจากดัชนีการงอกเมล็ดพันธุ์ หากแหล่งใดมีค่าดัชนีสูงกว่า แสดงว่าเมล็ดพันธ์ุ
จากแหลง่ นัน้ มคี ณุ ภาพท่ีดกี ว่า)

ขน้ั ที่ 4 ขยายความเขา้ ใจ (Expand)
11. ครูถามคำถามท้าทายการคิดขั้นสูง (H.O.T.S) โดยมแี นวคำถามดงั น้ี
- โครงสร้างสว่ นใดของเมล็ดท่ีมผี ลตอ่ สภาพพักตวั ของเมล็ดมากทสี่ ุด เพราะเหตุใด
(แนวตอบ: เป็นแนวคำถามปลายเปิด ครูพิจารณาคำตอบของนักเรียน ตัวอย่างคำตอบ เช่น
เปลือกหุ้มเมล็ด ถึงแม้ว่าสภาพแวดล้อมจะเหมาะสมต่อการงอกเมล็ด แต่ถ้าหากเมล็ดพันธุ์มี

เปลือกหุ้มเมล็ดที่หนาเกินไป น้ำและความชื้น ออกซิเจนไม่สามารถผ่านเข้าไปได้ จำเป็นต้อง
อาศัยกระบวนการทางธรรมชาติหรือการกระทำของมนษุ ย์ให้เปลือกหุ้มเมล็ดมีลักษณะออ่ นลง)
12. หลังจากจบบทเรียนครูอาจให้นักเรียนตระหนักถึงความสำคัญของเมล็ดซึ่งเป็นแหล่งสะสม
พนั ธกุ รรมของพืช ดงั น้นั ครูอาจใหน้ กั เรียนแบ่งกลุม่ กลุ่มละ 5-6 คน จดั ตัง้ ธนาคารเมลด็ พนั ธุ์พืช
ชนิดต่าง ๆ ภายในโรงเรียนด้วยการปลูกพืชและเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ให้เป็นหมวดหมู่ เพื่อเป็น
แหลง่ การศกึ ษาและอนุรกั ษพ์ ันธุพ์ ชื ไปในตัว
13. ครหู มอบหมายใหน้ กั เรยี นทำแบบฝกึ หัดในแบบฝึกหดั ชีววทิ ยา ม.5 เล่ม 1
14. เพื่อขยายความรู้ ความเข้าใจ ครูให้นักเรียนตอบคำถาม Topic Question ลงในสมุดบันทึกของ
ตนเอง จากนัน้ ครูอา่ นคำถามและให้นกั เรียนรว่ มกันเฉลยคำตอบท่ีถูกต้อง โดยมีแนวคำถามดังนี้
- จงอธบิ ายกระบวนการสรา้ งสปอร์ (Spore) และเซลล์สบื พนั ธเุ์ พศเมยี ของพืชดอก
(แนวตอบ: ภายในรังไข่ที่ประกอบไปด้วยออวุล (Ovule) จะมีเมกะสปอร์มาเทอร์เซลล์
(Megaspore mother cell: 2n) อยู่ภายในทำหน้าที่สร้างเมกะสปอร์จำนวน 4 เซลล์ แต่สลาย
ไป 3 เหลือเพียง 1 เซลล์ จะเจริญกลายเป็น ถุงเอมบริโอ (Embryo sac) ซึ่งทำหน้าที่สร้างเซลล์
สืบพันธุ์ด้วยการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส (Mitosis) จำนวน 3 ครั้ง ได้ 7 เซลล์ 8 นิวเคลียส คือ
แอนติโพแดล (Antipodal) จำนวน 3 เซลล์, โพลารน์ วิ คลไี อ (Polar nuclei) จำนวน 1 เซลล์ (มี
2 นวิ เคลียส), ซนิ เนอรจ์ ดิ (Synergids) จำนวน 2 เซลล์ และเซลลไ์ ข่ (Egg cell) จำนวน 1 เซลล์)
- การปฏสิ นธิซอ้ น (Double fertilization) ของพืชดอกเกิดขึ้นเม่อื ใด
(แนวตอบ: เมื่อสเปิร์ม (Sperm) เข้าไปผสมกับเซลล์ไข่ (Egg cell) และ โพลาร์นิวคลีไอ
(Polarnuclei))
- พชื ทไ่ี ด้รับการผสมเกสรจะมพี ฒั นาการอยา่ งไร
(แนวตอบ: หลักการผสมเกสรมีเพียงเกสรเพศเมีย (Pistil) ที่จะเจริญและพัฒนาต่อไปเป็นผล
(Fruit) และเมล็ด (Seed) โดยรังไข่ (Ovary) จะเจริญไปเป็นผลห่อหุ้มเมล็ดที่ภายในมีเอ็มบริโอ
(Embryo) ที่เจริญมาจากไซโกต (Zygote) และมีเอนโดสเปิร์ม (Endosperm) ซึ่งเป็นอาหาร
ให้กับเอ็มบรโิ อ)
- โครงสร้างของเมล็ดพชื ประกอบด้วยอะไรบา้ ง
(แนวตอบ: เปลือกห้มุ เมล็ด (Seed coat) เอนโดสเปิร์ม (Endosperm) และเอม็ บริโอ (Embryo))
- โครงสรา้ งของผล (Fruit) ประกอบด้วยอะไรบา้ ง
(แนวตอบ: ผนังผลชั้นนอก (Exocarp) ผนังผลชั้นกลาง (Mesocarp) และผนังผลชั้นใน
(Endocarp))
- สตอรว์เบอร์รี น้อยหน่า มะม่วง ลำไย มังคุด มะละกอ ราสเบอร์รี จัดเป็นผลประเภทใดบ้างหาก
พิจารณาจากตำแหน่งของรังไข่ (Ovary) เปน็ เกณฑ์
(แนวตอบ: ลำไย มังคุด มะม่วง และมะละกอ จัดเป็นผลเดี่ยว (Simple fruit) สตรอว์เบอร์รี
นอ้ ยหนา่ ราสเบอร์รี่ จดั เปน็ ผลกลุม่ (Multiple fruit))

- จงเปรยี บเทียบรูปแบบการงอกของเมลด็ ข้าวโพดและเมลด็ ถั่วเหลือง
(แนวตอบ: เมล็ดขา้ วโพดงอกแบบใบเล้ยี งอยใู่ ต้ดนิ (Hypogeal germination) ส่วนเมล็ดถั่วเหลอื ง
งอกแบบชใู บเล้ยี งขึน้ เหนอื ดิน (Epigeal germination))
- สภาพพกั ตัวของเมลด็ คืออะไร และยกตวั อยา่ งการแก้สภาพพักตวั ของเมล็ดมาอย่างน้อย
3 ข้อ
(แนวตอบ: สภาพพักตัวของเมล็ด คือ กลไกธรรมชาติที่ป้องกันอันตรายให้กับเมล็ดพันธุ์จาก
สภาพแวดล้อม โดยสภาพเมล็ดยังคงมีชีวิตแตไ่ มส่ ามารถงอกเปน็ ตน้ ใหมไ่ ด้)
- เอ็มบริโอ (Embryo) ที่อยู่ในเมล็ดพันธุ์ที่มีเอนโดสเปิร์ม (Endosperm) น้อยจะได้รับสารอาหาร
อยา่ งไร
(แนวตอบ: อาศัยไมคอร์ไรซา (Mycorrhiza) ซึ่งเป็นราชนิดหนึ่งช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์เพ่ือ
เป็นอาหารให้แก่ เอม็ บริโอ (Embryo) ทอี่ ยภู่ ายในเมลด็ (Seed))
- การหาคา่ ดัชนีการงอกของเมล็ดพนั ธ์ทุ ำได้อย่างไร
(แนวตอบ: คำนวณจากสูตรผลรวมของ (จำนวนเมลด็ ทง่ี อกในแตล่ ะวนั /จำนวนวนั หลงั เพาะ))
15. ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน เลือกศึกษาเมลด็ พันธ์ุพืชมา 1 ชนิด เพื่อจัดทำรายงาน เรื่อง
โครงสร้างและปัจจยั ทม่ี ีผลตอ่ การงอกของเมลด็ พร้อมนำเสนอหน้าชน้ั เรยี น
16. ครูอาจเพิ่มเติมความรู้ให้แก่นักเรียนศึกษาเรื่อง เมล็ดข้าว ซึ่งเป็นเมล็ดพันธุ์ที่คนเอเชียส่วนใหญ่
นิยมปลูกและนำมาผ่านกระบวนการวิธีต่าง ๆ ก่อนนำมาหุงรับประทาน ซึ่งส่วนประกอบของ
เมล็ดขา้ วสามารถนำมาใช้ประโยชนต์ า่ ง ๆ ได้มากมาย
17. ให้นักเรียนศึกษาเพิ่มเติมจากกรอบ Biology in real life แล้วครูอาจตั้งคำถามว่าส่วนประกอบ
ของเมลด็ ขา้ วนำมาใช้ประโยชน์อย่างไรบา้ ง
(แนวตอบ: เปลือกข้าว (Seed Coat) หรือแกลบนิยมนำมาผสมในอาหารของสัตว์ปีก เยื่อหุ้ม
เมล็ดหรือรำข้าว (Rice bran) นิยมนำมาสกัดทำเป็นน้ำมันรำข้าวใช้ประกอบอาหาร เอ็มบริโอ
(Embryo) หรือจมูกข้าวนิยมนำมาผสมในเครื่องดื่มประเภทนม เพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ และ
เอนโดสเปริ ม์ (Endosperm) หรือข้าวขาวนยิ มนำมาหงุ รับประทาน)
18. ให้นักเรียนตรวจสอบความเข้าใจ โดยพิจารณาข้อความที่อยู่ในกรอบ Self Check ว่าถูกหรือผิด
แล้วบันทึกลงในสมุด หากพิจารณาข้อความไม่ถูกต้อง ให้กลับไปทบทวนเนื้อหาตามที่หัวข้อ
กำหนดให้
19. ให้นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 การสืบพันธุ์ของพืชดอกและการ
เจริญเตบิ โต
20. ครูหมอบหมายให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดประจำหน่วยการเรียนรู้ที่ 1 โดยให้นักเรียนตอบคำถาม
ลงในสมุดบันทกึ ของตนเอง
21. ครูเฉลยแบบฝึกหดั ประจำหนว่ ยการเรยี นร้ทู ่ี 1 ดงั น้ี
(แนวตอบ:

1. พืชดอกมีวัฏจักรชีวิตแบบสลับ หรือ alternation of generation ประกอบด้วยระยะสปอโร
ไฟต์ (Sporophyte) และระยะแกมีโทไฟต์ (Gametophyte) ในระยะสปอโรไฟต์เซลล์ต้นกำเนดิ
จะมีโครโมโซม (Chromosome) 2 ชุด (2n) เจริญมาจากเอ็มบริโอ (Embryo) ซึ่งพัฒนามาจาก
ไซโกต (Zygote) เป็นระยะทีม่ กี ารสร้างสปอร์ (Spore) โดยการแบง่ เซลล์แบบไมโอซิส (Meiosis)
ในระยะแกมีโทไฟต์ซึ่งเจริญมาจากสปอร์มีเซลล์ต้นกำเนิดที่มีโครโมโซม 1 ชุด (n) เป็นระยะที่
สรา้ งเซลลส์ ืบพนั ธ์แุ ละเกดิ การปฏิสนธิ

2. หมายเลข 1 ฐานรองดอก (receptacle)
หมายเลข 2 กลีบเลยี้ ง (sepal)
หมายเลข 3 กลีบดอก (petal)
หมายเลข 4 ออวุล (ovule)
หมายเลข 5 รังไข่ (ovary)
หมายเลข 6 กา้ นชูเกสรเพศเมยี (style)
หมายเลข 7 ยอดเกสรเพศเมยี (stigma)
หมายเลข 8 อบั เรณู (anther)
หมายเลข 9 ก้านชูอับเรณู (filament)

3. เกสรเพศผู้ (Stamen) เป็นส่วนที่อยู่ถัดจากกลีบดอก (Petal) เข้ามา ทำหน้าที่สร้างเซลลส์ ืบพันธ์ุ
เพศผู้ ซึ่งเกสรเพศผู้มักมีหลายอันและเรียงตัวเป็นวง แต่ละอันประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ ก้านชู
เกสรเพศผู้ (Flament) และอับเรณู (Anther) ภายในอับเรณูมีถุงเรณู (Pollen sac) ที่บรรจุเรณู
ทำหนา้ ท่เี ป็นเซลลส์ บื พนั ธ์เุ พศผู้

4. ในพืชดอกเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ เรียกว่า เรณู หรือ Pollen เจริญอยู่ภายในโพรงเรณู (Pollen sac)
ของอับเรณู (Anther) การพัฒนาเรณู (Pollen) เริ่มจากไมโครสปอร์มาเทอร์เซลล์ (Microspore
mother cell) ที่มีโครโมโซม (Chromosome) 2 ชุด แบ่งตัวแบบไมโอซิส (Meiosis) ได้เซลล์
ใหม่ 4 เซลล์เรียกว่าไมโครสปอร์ (Microspore) ซึ่งมีจำนวนโครโมโซม 1 ชุดจากนั้นไมโครสปอร์
จะแบ่งนิวเคลียสแบบไมโทซิส (Mitosis) ได้นิวเคลียส 2 นิวเคลียส และสร้างผนังหนา 2 ชั้นหุ้ม
รอบเซลลโ์ ครงสรา้ งท่เี กิดขึ้นหลงั การแบ่งเซลล์น้ีเรยี กวา่ เรณู

5. ดอกสมบูรณ์เพศ (Perfect flower) หมายถึง ดอกที่มีทั้งเกสรเพศผู้ (Stamen) และเกสรเพศ
เมยี (Pistil) อยู่ในดอกเดียวกนั เชน่ มะมว่ ง กหุ ลาบ ชบา ต้อยตงิ่ มะเขือ พรกิ บัว ผกั บงุ้
ดอกไม่สมบูรณ์เพศ (Imperfect flower) หมายถึง ดอกที่มีเพียงเกสรเพศผู้ (Stamen) หรือ
เกสรเพศเมีย (Pistil) อยา่ งใดอย่างหนงึ่ เชน่ ขา้ วโพด ตำลึง ฟกั ทอง มะละกอ เงาะ มะยม

6. จากภาพคือดอกทานตะวัน เมื่อพิจารณาจำนวนดอกบนก้านดอกแล้ว ดอกทานตะวันจัดเป็นดอก
ประเภท ดอกชอ่ (Inflorescence) คือเป็นดอกทีป่ ระกอบด้วยดอกย่อยหลายดอกอยู่บนแกนช่อ
ดอกเดียวกัน ดอกทานตะวันจัดเป็นดอกช่อแบบเฮด (Head) คือเป็นดอกช่อที่ก้านช่อดอกจะหด
ส้นั และขยายแผอ่ อกเป็นวงคลา้ ยจานเรียกวา่ ฐานดอกร่วม (Common receptacle) สว่ นท่เี หน็

คล้ายเป็นกลบี ดอกติดอยทู่ ีว่ งรอบนอกของฐานดอกรว่ มคือ ดอกยอ่ ยท่เี รียกว่าดอกย่อยวงนอกซ่ึง
มักเป็นดอกเพศเมีย ถัดเข้ามาจะเห็นดอกย่อยมีลักษณะเป็นหลอดอยู่เบียดกันแน่นบริเวณตรง
กลางของฐานดอกร่วม เรียกว่าดอกย่อยวงใน มกั เป็นดอกสมบรู ณ์เพศ (Perfect flower)
7. การปฏสิ นธิคู่ คือการปฏสิ นธิทเ่ี กดิ ขึ้นภายในออวลุ (Ovule) พชื ดอก โดยเกิดการปฏิสนธิ 2 ครั้ง
พร้อมกนั จากสเปริ ์มนวิ เคลียส (Sperm nucleus) 2 ตัว มรี ายละเอยี ดดังน้ี
- เมือ่ หลอดเรณู (Pollen tube) เจริญมาจนถึงถุงเอ็มบริโอ (Embryo sac) หลอดเรณูจะแทรกเข้า
ถงุ เอ็มบรโิ อผ่านรูไมโครไพล์ (Micropyle) แล้วปลดปล่อย สเปิร์มนิวเคลยี สทัง้ สองเขา้ ภายใน
- การปฏสิ นธเิ กิดขึ้นในถุงเอม็ บริโอ (Embryo sac) 2 ครัง้ ครงั้ แรก คือ การปฏสิ นธริ ะหว่างสเปิร์ม
นิวเคลียสหนึ่งกับเซลล์ไข่ (Egg cell) ได้ไซโกต (Zygote) ซึ่งจะเจริญต่อไปเป็นเอ็มบริโอ
(Embryo) และครั้งที่สอง คือ การปฏิสนธิระหว่างสเปิร์มนิวเคลียสอีกตัวหนึ่งกับโพลาร์นิวคลิไอ
(Polar nuclei) ได้เซลล์ต้นกำเนิดเอนโดสเปิร์ม (Endosperm) ซึ่งจะเจริญต่อไปเป็นเอนโด
สเปิรม์
8. 1) รงั ไข่ (Ovary) จะเจรญิ ไปเปน็ ผล (Fruit)
2) ออวลุ (Ovule) จะเจริญไปเป็นเมล็ด (Seed)
3) ไข่ (Egg) จะเจรญิ ไปเปน็ ไซโกต (Zygote) และพฒั นาตอ่ ไปเป็นเอ็มบริโอ (Embryo)
4) ผนังออวุล (Integument) จะเจรญิ ไปเปน็ เปลอื กหมุ้ เมล็ด (Seed coat)
5) ผนังรังไข่ (Ovary wall) จะเจรญิ ไปเป็นเปลือกและเน้อื ของผล
6) โพลาร์นิวคลีไอ (Polar nuclei) จะเจรญิ ไปเปน็ เอนโดสเปริ ม์ (Endosperm)
9. ตัวอย่างพืชที่เมื่อเมล็ดเจริญเต็มที่แล้วยังมีเอนโดสเปิร์ม (Endosperm) อยู่ภายในเช่น ละหุ่ง
ขา้ ว ข้าวโพด ขนุน มะพร้าว เปน็ ต้น

ใบเลี้ยง เอนโดสเปริ ม์
โคลอี อพไทล์ รากแรกเกดิ

พลูมลู
โคลีโอไรซา

10. A คอื เอนโดสเปิรม์ (Endosperm)
B คือ ใบเลย้ี ง (Cotyledon)
C คือ เอม็ บริโอ (Embryo)
D คอื เปลือกห้มุ เมลด็ (Seed coat)

11. 11.1 การงอกโดยชใู บเลย้ี งขน้ึ เหนือดิน (Epigeal germination)

11.2 A คอื ใบเลีย้ ง (Cotyledon)
B คอื ใบแท้ (Foliage leaf)
C คือ ไฮโพคอทิล (Hypocoty)
D คอื เอพคิ อทิล (Epicoty)

12. ข้าวเหนียว น้ำและเนื้อมะพร้าว คือ เอนโดสเปิร์ม (Endosperm) ส่วนเนื้อมะม่วง คือ ผนังผลชนั้
กลาง (Mesocarp)

13. สภาพเมล็ดที่ยังคงมีชีวิตแต่ไม่สามารถงอกเป็นต้นใหม่ได้ ช่วยป้องกันอันตรายจากปัจจัยภายใน
และปัจจัยภายนอกท่ีมผี ลต่อการงอกของเมล็ดพันธ์ุ

14. ปัจจัยภายใน ได้แก่ เปลือกหุ้มเมล็ด (Seed coat) เอ็มบริโอ (Embryo) เอนโดสเปิร์ม
(Endosperm) และสารเคมหี รอื ฮอร์โมนพืชบางชนิด ตวั อยา่ งวธิ ีแกไ้ ขสภาพพักตวั เมล็ดเน่ืองจาก
เปลอื กหุม้ เมลด็ ทำได้โดย

15. ผลดีตอ่ โกงกางจากการไม่มีสภาพพักตวั ของเมล็ด คือ ทำใหโ้ กงกางมีโอกาสทจี่ ะรอดชีวิตและแพร่
พันธม์ุ ากขึ้น เนอื่ งจากการท่ีเมล็ดของโกงกางงอกตัง้ แต่อยู่บนตน้ เม่ือฝักตกลงมาปักลงบนดินเลน
ก็จะได้โกงกางต้นใหม่ได้เลย ถ้าเมล็ดโกงกางมีการพักตัวและไม่งอกตั้งแต่อยู่บนต้น โอกาสที่จะ
รอดชวี ิตและแพร่พันธุจ์ ะน้อยมาก เนอ่ื งจากฝักของต้นโกงกางลอยน้ำได้ จึงถูกน้ำพัดพาได้ง่ายทำ
ให้โอกาสทจี่ ะเจรญิ เตบิ โตเปน็ ต้นบนดนิ เลนเป็นไปไดย้ ากนัน่ เอง

16. มะเขือเทศมีเมล็ดทีเ่ พาะข้นึ ได้นาก เนื่องจากผิวของเมลด็ มีสารทีย่ บั ย้งั การงอกของเมล็ดเคลือบอยู่
ซอ่ื วา่ กรดแอบไซซกิ (Abscisic acid) ถ้าจะเพาะเมล็ดมะเขือเทศให้มโี อกาสงอกมากทีส่ ุดจะต้อง
นำเมล็ดไปล้างกอ่ นเพอ่ื เอาสารเคมีทเี่ คลือบเมล็ดอยู่ออกไป แลว้ ผง่ึ ให้แห้งก่อนนำไปเพาะ

17. ออกซิเจนช่วยในกระบวนการสลายสารอาหารเพื่อให้พลังงานที่จำเปน็ ต่อการงอกเมล็ด ส่วนน้ำมี
ส่วนช่วยทำให้เปลือกหุ้มเมล็ดอ่อนตวั ลงและเป็นตัวกระตุ้นปฏิกริ ิยาทางชวี เคมี กระตุ้นการสร้าง
เอนไซมช์ ว่ ยย่อยสารอาหารทีส่ ะสมภายในเมลด็

18. กรดแอบไซซิก (Abscisic acid)
19. เมลด็ ขณะงอกมีอัตราการหายใจสูง เพอื่ นำออกซิเจนไปใช้ในกระบวนการสลายสารอาหารเพื่อให้

ได้พลงั งานซึง่ จะนำไปใชใ้ นกระบวนการเมแทบอลิซึม (Metabolism) ต่างๆของเซลล์
20. จากตารางบันทึกผลนำข้อมูลทีไ่ ด้มาคำนวนหาค่าดัชนีการงอกได้จากสตู ร

ดัชนกี ารงอกของเมล็ดพันธุ์ = ผลบวกของ(จำนวจนำเนมวลนด็ วทนั ่งี หอกลงัในเพแาตะ่ละวนั )

จากสูตร ดชั นีการงอกของเมลด็ พนั ธุ์จากแหล่งที่ 1 = 10 + 40 + 45 = 22.3

34 5

ดชั นีการงอกของเมล็ดพันธ์ุจากแหลง่ ท่ี 2 = 12 + 18 + 25 + 35 = 19.3

34 56

ดชั นกี ารงอกของเมลด็ พนั ธุ์จากแหล่งที่ 2 = 6 + 12 + 20 + 20 + 36 = 22

23 4 5 6

ดังนั้น ควรเลือกเมลด็ พันธจุ์ ากแหลง่ ท่ี 1 เพราะมคี า่ ดชั นกี ารงอกมากทส่ี ุดซงึ่ แสดงใหเ้ ห็นว่าเมล็ด
พันธ์ุจากแหล่งน้ีมคี วามแขง็ แรงมากทสี่ ดุ

ข้นั สรปุ

ข้นั ท่ี 5 ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. ตรวจแบบฝึกหดั ในแบบฝึกหัดชีววทิ ยา ม.5 เล่ม 1
2. ตรวจแบบทดสอบหลังเรียน หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 3 การสบื พันธุข์ องพชื ดอกและการเจรญิ เติบโต
3. ประเมนิ รายงาน เรื่อง โครงสรา้ งและปจั จยั ท่มี ผี ลต่อการงอกของเมล็ด โดยใชแ้ บบประเมนิ ช้ินงาน
4. ประเมินผงั มโนทศั น์ เรื่อง ปจั จัยทม่ี ีผลตอ่ การงอกเมล็ด โดยใช้แบบประเมินช้ินงาน
5. ประเมินการปฏบิ ตั กิ ารโดยใชแ้ บบประเมินปฏบิ ตั ิการจากการทำกิจกรรม
6. สงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานของนกั เรียน โดยใช้แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทำงานรายบุคคล
7. สังเกตพฤตกิ รรมการทำงานกลุ่ม โดยใช้แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานกลุม่

การวัดและประเมนิ ผล

รายการวดั วิธกี าร เครอื่ งมอื เกณฑก์ ารประเมนิ

ประเมินระหว่าง - สงั เกตจากการตอบคำถาม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม - รอ้ ยละ 60 ผ่าน
การจัดกจิ กรรม และแสดงความคิดเห็น
การเรียนรู้ รายบุคคล เกณฑ์
1) กจิ กรรมนำสู่การ - ประเมินรายงาน เรือ่ ง
โครงสรา้ งและปัจจยั ที่มีผล - แบบประเมินช้นิ งาน - ระดบั คุณภาพ 2
เรยี น ต่อการงอกของเมล็ด - แบบฝึกหัดชวี วิทยา ผ่านเกณฑ์
- การตอบคำถาม
2) การงอกของเมลด็ - ประเมินผงั มโนทัศน์ เรื่อง ม.5 เลม่ 1
ปัจจัยท่ีมีผลตอ่ การงอก
พชื เมลด็

- ตรวจแบบฝกึ หดั ชวี วิทยา
ม.5 เลม่ 1

3) การนำเสนอผล - ประเมินการนำเสนอ - แบบประเมนิ การ - ระดบั คณุ ภาพ 2
การทำกจิ กรรม ผลทำกจิ กรรม
นำเสนอผลทำ ผ่านเกณฑ์

กจิ กรรม

4) พฤตกิ รรมการ - สังเกตพฤติกรรม - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม - ระดบั คุณภาพ 2
ทำงานรายบคุ คล การทำงานรายบุคคล
การทำงานรายบุคคล ผา่ นเกณฑ์

5) พฤติกรรมการ - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤติกรรม - ระดับคณุ ภาพ 2
ทำงานกล่มุ การทำงานรายบคุ คล
การทำงานกลุ่ม ผา่ นเกณฑ์

6) คณุ ลกั ษณะ - สงั เกตความมีวินัย - แบบประเมิน - ระดบั คุณภาพ 2
อันพงึ ประสงค์ ใฝ่เรียนรู้ และมุ่งมั่น
ในการทำงาน คณุ ลักษณะ ผา่ นเกณฑ์
ประเมินหลงั การจดั - ตรวจแบบทดสอบ
กจิ กรรมการเรยี นรู้ หลงั เรยี นหน่วยการ อันพงึ ประสงค์
1) ทำแบบทดสอบ
เรยี นรู้ที่ 3 การสบื พนั ธ์ุ - แบบทดสอบหลงั - ร้อยละ 60 ผ่าน
หลังเรียน ของพืชดอกและการ
เจรญิ เติบโต เรียน เกณฑ์

หน่วยการเรียนรู้ที่

3 การสบื พันธข์ุ อง

พืชดอกและการ

เจรญิ เติบโต

ส่อื /แหล่งการเรยี นรู้

สอ่ื การเรียนรู้
1) หนงั สอื เรยี นชวี วิทยา ม.5 เลม่ 1 หนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ 3 การสืบพันธุข์ องพชื ดอกและการ

เจรญิ เตบิ โต
2) แบบฝึกหดั ชวี วิทยา ม.5 เลม่ 1 หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี 3 การสบื พันธ์ขุ องพชื ดอกและการ

เจรญิ เติบโต
3) แบบทดสอบหลังเรยี น หน่วยการเรียนรู้ท่ี 3 การสืบพันธุ์ของพืชดอกและการเจรญิ เตบิ โต
4) วัสดอุ ปุ กรณ์กจิ กรรมการงอกเมล็ด
5) วสั ดุอปุ กรณ์กจิ กรรมการตรวจสอบคณุ ภาพเมล็ดพนั ธ์ุ

แหล่งการเรียนรู้
1) ห้องปฏิบตั ิการชีววทิ ยา
2) อนิ เทอรเ์ น็ต
3) ควิ อาร์โคด้ จากหนังสือเรยี นชีววิทยา ม.5 เล่ม 1 เรือ่ ง การงอกของเมล็ด

แบบประเมนิ ช้นิ งาน

คำช้แี จง : ใหผ้ สู้ อนประเมนิ ช้ินงานตามรายการทก่ี ำหนดแล้วขดี ✓ ลงในชอ่ งทีต่ รงกบั ระดับคะแนน

ลำดับท่ี รายการประเมิน 4 ระดับคะแนน 1
32

1 ความถกู ตอ้ งของชน้ิ งาน

2 การจัดรปู แบบช้ินงาน

3 ความตรงตอ่ เวลา

รวม

ลงช่อื .............................................. ผปู้ ระเมนิ
................./................/................

เกณฑก์ ารประเมินชน้ิ งาน

รายการประเมนิ ระดับคะแนน

1. ความถกู ตอ้ งของ 4 3 21

ชิ้นงาน ชิ้นงานมีความถูกต้อง ชิ้นงานมีความถูกต้อง ชิ้นงานมีความถูกต้อง ช้นิ งานไม่ถูกต้อง และ

ครบทุกหวั ขอ้ ครบทุกหัวข้อเป็นส่วน ครบทุกหัวข้อเพียง ไม่ครบตามหัวข้อที่

ใหญ่ บางสว่ น กำหนด

2. การจัดรปู แบบ ชิ้นงานมีระเบียบ มี ชิ้นงานมีระเบียบ และมี ชิ้นงานมีระเบียบ และมี ชิ้นงานไม่มีระเบียบ
ชนิ้ งาน
ความคิดสรา้ งสรรค์ และ ความน่าสนใจเป็นส่วน ความน่าสนใจเพียง ไม่มคี วามน่าสนใจ

มีความนา่ สนใจ ใหญ่ บางสว่ น

3. ความตรงตอ่ เวลา สง่ ชนิ้ งานภายในเวลาท่ี ส่งชนิ้ งานช้ากวา่ เวลาที่ สง่ ช้นิ งานช้ากว่าเวลาที่ สง่ ช้นิ งานชา้ กวา่ เวลา

กำหนด กำหนด 1 วัน กำหนด 2 วัน ทก่ี ำหนด 3 วันข้นึ ไป

เกณฑก์ ารตดั สนิ คณุ ภาพ

ชว่ งคะแนน ระดับคุณภาพ

10-12 ดมี าก

7-9 ดี

4-6 พอใช้

0-3 ปรับปรงุ

แบบประเมินการปฏบิ ัตกิ าร

คำช้ีแจง : ให้ผู้สอนประเมินการปฏิบัติการของนักเรียนตามรายการทีก่ ำหนดแล้วขดี ✓ลงในช่องท่ตี รงกบั ระดับคะแนน

ลำดับท่ี รายการประเมิน ระดับคะแนน
4321
1 การปฏบิ ัติการทดลอง
2 ความคล่องแคล่วขณะปฏบิ ตั ิการ รวม
3 การนำเสนอ

ลงชื่อ ................................................... ผู้ประเมนิ
................./................../..................

เกณฑก์ ารเกณฑ์การประเมนิ การปฏบิ ัติการ

ประเดน็ ทีป่ ระเมิน 4 ระดับคะแนน 2 1
3

1. การปฏิบัติการ ท ำ ต า ม ท ด ล อ ง ต า ม ทำตามทดลองตามขั้นตอน ต้องให้ความช่วยเหลือ ต้องให้ความช่วยเหลือ

ทดลอง ขั้นตอนและใช้อุปกรณ์ได้ และใช้อุปกรณ์ได้อย่าง บ ้ า ง ใ น ก า ร ท ำ ก า ร อย่างมากในการทำการ

อยา่ งถูกต้อง ถูกต้อง แต่อาจต้องได้รับ ทด ล อง แ ล ะ กา ร ใช้ ทดลอง และการใช้

คำแนะนำบ้าง อปุ กรณ์ อปุ กรณ์

2 . ค ว า ม มีความคล่องแคล่วในการ มีความคล่องแคล่วในการทำ ขาดความคล่องแคล่ว ทำการทดลองเสร็จไม่

ค ล ่ อ ง แ ค ล่ ว ทำการทดลองโดยไม่ต้อง การทดลองแต่ต้องได้รับ ใ น ข ณ ะ ก า ร ท ำ ก า ร ท ั น เ ว ล า แ ล ะ ท ำ

ขณะปฏบิ ตั กิ าร ได้รบั คำชี้แนะ และทำการ คำแนะนำบ้าง และทำการ ทดลองจึงทำการทดลอง อปุ กรณเ์ สยี หาย

ทดลองเสร็จทันเวลา ทดลองเสร็จทนั เวลา เสรจ็ ไมท่ นั เวลา

3. การบันทึก สรุป บันทกึ และสรปุ ผลการ บันทึกและสรุปผลการ ต้องให้คำแนะนำในการ ต้องให้ความช่วยเหลือ

แ ล ะ ก า ร ทดลองไดถ้ กู ต้อง รดั กุม ทดลองได้ถูกต้อง แต่การ บ ั น ท ึ ก ส ร ุ ป แ ล ะ อย่างมากในการบันทึก

นำเสนอผลการ นำเสนอผลการทดลอง นำเสนอผลการทดลองยังไม่ นำเสนอผลการทดลอง สรุป และนำเสนอผล

ทดลอง เปน็ ขัน้ ตอนชดั เจน เปน็ ข้ันตอน การทดลอง

เกณฑ์การตัดสนิ คณุ ภาพ

ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ

11-12 ดมี าก

9-10 ดี

6-8 พอใช้

ตำ่ กวา่ 6 ปรบั ปรุง

บนั ทึกผลหลงั การจัดการเรียนรู้ รหสั วิชา ว30243
ช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 5
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รายวชิ า ชวี วทิ ยาเพม่ิ เตมิ
หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 3 เร่อื ง การสบื พนั ธขุ์ องพืชดอกและการเจรญิ เติบโต เวลา 4 ชั่วโมง
แผนการจดั การเรยี นรูท้ ี่ 17 เรอื่ ง การงอกของเมลด็ พชื

1. ผลการจดั การเรยี นรู้
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................

2. ปัญหาและอุปสรรค
............................................................................................................................................................... ...............
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
3. แนวทางแก้ไข
................................................................................................................................................ ..............................
..............................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................... ...................................

ลงชื่อ.....................................................ผ้สู อน
(นางสาวดาริน คาดสนทิ )
………/………../…….....

แผนการจัดการเรยี นรู้

กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชา ชวี วทิ ยาเพ่มิ เตมิ รหัสวิชา ว30243

หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 4 เรอ่ื ง การตอบสนองของพชื ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 5

แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 17 เร่อื ง การตอบสนองของพืชตอ่ สารเคมี เวลา 3 ชั่วโมง

ผู้สอน นางสาวดารนิ คาดสนทิ โรงเรยี นบ้านแพงพทิ ยาคม

1. ผลการเรียนรู้

สืบค้นข้อมูล อธิบายบทบาทและหน้าที่ของออกซิน ไซโทไคนิน จิบเบอเรลลิน เอทิลีน และกรด

แอบไซซิก และอภิปรายเกย่ี วกับการนำไปใช้ประโยชนท์ างการเกษตร

2. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้

1. อธิบายบทบาทหน้าท่ีของออกซิน ไซโทไคนิน จบิ เบอเรลลนิ เอทลิ ีน และกรดแอบไซซิกได้ (K)
2. สามารถประยุกต์ใชส้ ารเคมีท่ีมโี ครงสร้างคลา้ ยฮอร์โมนพืชกับพืช เพ่ือประโยชน์ทางการเกษตรได้ (P)
3. รบั ผิดชอบต่อหนา้ ท่ีและงานที่ได้รบั มอบหมาย (A)

3. สาระการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้ทอ้ งถิน่
พิจารณาตามหลกั สูตรของสถานศกึ ษา
สาระการเรยี นร้แู กนกลาง

- พืชสร้างสารควบคมุ การเจริญเติบโตหลายชนิดท่สี ่วน
ต่าง ๆ ซึ่งสารนี้เป็นสิ่งเร้าภายในที่มีผลต่อการ
เจริญเติบโตของพืช เช่น ออกซิน ไซโทไคนิน จิบเบอ
เรลลนิ เอทลิ ีน และกรดแอบไซซกิ

4. สาระสำคัญ/ความคดิ รวบยอด

สารเคมที ีพ่ ืชผลิตขึน้ เองตามสว่ นต่างๆ ของพชื เป็นส่งิ เรา้ ภายในท่ีมีผลต่อการเจรญิ เติบโตของพชื เป็น
ส่ิงเร้าภายในที่มผี ลต่อการเจริญเติบโตของพืช มนุษย์จึงศกึ ษาโครงสรา้ งและหนา้ ท่ีของสารเคมีเหล่านี้และ
สังเคราะห์สารเหล่านี้ขึ้นมาประยุกต์ใช้กบพืชเพื่อควบคุมการเจริญเติบโต เพิ่มผลผลิต และยืดอายุผลิต
ของพืช

5. สมรรถนะสำคญั ของผูเ้ รียนและคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์

สมรรถนะสำคัญของผูเ้ รียน คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์

1. ความสามารถในการสอ่ื สาร 1. มีวนิ ยั

2. ความสามารถในการคิด 2. ใฝ่เรียนรู้

1) ทักษะการระบุ 3. มุ่งมน่ั ในการทำงาน

2) ทักษะการสังเกต

3) ทกั ษะการเปรยี บเทียบ

4) ทกั ษะการรวบรวมข้อมูล

5) ทักษะการนำความรู้ไปใช้

3. ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ิต

6. กิจกรรมการเรียนรู้

แนวคดิ /รูปแบบการสอน/วิธีการสอน/เทคนคิ : แบบสบื เสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model)

ช่ัวโมงที่ 1

ขัน้ นำ

ขน้ั ที่ 1 กระตุ้นความสนใจ (Engage)

1. ครูให้นักเรยี นทำแบบทดสอบกอ่ นเรยี นหนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 4 เรื่อง การตอบสนองของพชื
2. ครใู ห้นกั เรยี นรบั ชมวีดิทัศน์ เรื่อง การตอบสนองตอ่ สิ่งเรา้ ของพชื เมื่อนกั เรียนชมการตอบสนองต่อ

สิง่ เร้าของพชื แล้ว ครถู ามคำถาม Big Question กอ่ นเริม่ บทเรียนโดยให้นักเรียนเขียนคำตอบลงใน
สมดุ บันทกึ ก่อนเขา้ สบู่ นเรียน เมอื่ เรียนจบหน่วยแล้วครูจึงเฉลยคำตอบที่ถูกต้อง โดยมีแนวคำถาม
ดังนี้
- สิ่งเร้ามีผลตอ่ การเจรญิ เตบิ โตของพชื อย่างไร
(แนวตอบ: สิ่งเรา้ ท่ีมากระตุน้ พชื อาจอยู่ในสารเคมี หรอื สงิ่ แวดลอ้ ม เมื่อพืชตอบสนองต่อส่ิงเร้าที่มา
กระตุ้น บางชนิดจะช่วยเรง่ การเจริญเติบโต บางชนิดมีผลยับยั้งการเจริญเติบโตของพืช นอกจากน้ี
พชื บางชนิดอาจมีการตอบสนองต่อส่ิงแวดล้อมในทิศทางท่ีสัมพันธ์กับสิ่งเร้า บางชนิดไม่สัมพันธ์กับ
สงิ่ เรา้ )
- การตอบสนองต่อสง่ิ เรา้ ของพชื มคี วามสำคญั อย่างไร
(แนวตอบ: สิ่งมีชีวิตทุกชนิดล้วนต้องมีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่มากระตุ้นเพื่อดำรงชีวิตอยู่ใน
สภาพแวดลอ้ มได้ ตัวอยา่ งเช่น พชื จะโคง้ ไปทางที่มีความเขม้ ข้นของแสงมากกวา่ เพ่อื ใหไ้ ด้รับแสงท่ี
เพียงพอต่อการสังเคราะห์ด้วยแสง นอกจากนี้พืชยงั มีการตอบสนองต่อพืชยังตอบสนองต่อสารเคมี
หรือฮอร์โมน เช่น การปิดปากใบเมือ่ พชื อยใู่ นสภาวะเครยี ด)

- เราสามารถนำความรู้เกี่ยวกบั การตอบสนองต่อส่งิ เร้าของพืชมาประยุกต์ใช้ได้อยา่ งไร
(แนวตอบ: เพ่มิ ผลผลติ ยดื อายผุ ลผลิต นำไปประยกุ ต์ใช้ในเกษตรกรรม)

ขน้ั สอน

ขน้ั ที่ 2 สำรวจค้นหา (Explore)
1. นกั เรียนและครูร่วมกนั อภิปรายคำตอบ Prior Knowledge โดยมแี นวคำถามดงั นี้
- สารเคมีที่มผี ลตอ่ การเจรญิ เติบโตของพชื มีอย่างไรบา้ ง
(แนวตอบ: มีทั้งเร่งการเจริญเติบโต เช่น ทำให้เซลล์ยืดยาว มีขนาดเพิ่มขึ้น มีการแบ่งเซลล์มากข้ึน
และยับยง้ั การเจรญิ เติบโต)
2. ครูเกริ่นนำว่า “สารเคมีที่พืชผลิตขึ้นเพื่อควบคุมการเจริญเติบโตของพืชมาบ้างแล้วจากบทเรียน
ก่อนหน้านี้ เช่น เมื่อพืชอยู่ในสภาวะเครียด ซึ่งเกิดจากดนิ มสี ภาพเป็นกรด พืชจะหลัง่ ฮอรโ์ มนชนิด
หนึ่งที่เรียกว่า กรดแอบไซซิก (Abscisic acid) หรือสารเคมีบางชนิดที่มีผลไปยังยั้งการงอกของ
เมล็ด”
3. ให้นักเรียนศึกษาความหมายของคำว่าสารควบคุมการเจริญเติบโต (Plant Growth Regulators;
PGRs) ของพืชกับฮอร์โมนพืช (Plant hormones) ในหนังสือเรียนชีววิทยา ม.5 เล่ม 1 เพ่ือ
กจิ กรรม เรอ่ื ง การตอบสนองตอ่ แสงของปลายโคลอี อพไทล์ (Coleoptile) ของพชื
4. ใหน้ ักเรยี นแบง่ กลุ่มออกเป็น กลุ่มละ 5-6 คน ทำกจิ กรรม เรื่อง การตอบสนองต่อแสงของปลายโคลี
ออพไทล์ (Coleoptile) ของพชื
5. ให้สมาชกิ ภายในกลุม่ แบ่งภาระหนา้ ท่รี ับผดิ ชอบ โดยสมาชิกในกลมุ่ มีบทบาทและหน้าท่ีของตนเอง
ดงั นี้
- สมาชกิ คนที่ 1 : ทำหนา้ ทเี่ ตรยี มวัสดุอุปกรณ์กจิ กรรมการตอบสนองต่อแสงของปลายโคลีออพไทล์
(Coleoptile) ของพชื
- สมาชกิ คนท่ี 2 : ทำหน้าทอี่ า่ นวธิ กี ารทำกิจกรรม และนำมาอธิบายให้สมาชิกภายในกลุม่ ฟงั
- สมาชิกคนที่ 3 และ 4 : ทำหนา้ ที่บันทกึ ผลการทำกิจกรรม
- สมาชกิ คนท่ี 5 และ 6 : ทำหน้าท่ีนำเสนอผลท่ีได้จากการทำกจิ กรรม
6. ในระหว่างการทำกจิ กรรมให้สมาชิกภายในกลุ่มตัง้ คำถามขน้ั ตอนการทำกจิ กรรมที่ตนเองสงสัย เช่น
แล้วให้สมาชกิ ร่วมกนั สบื ค้นจากแหล่งขอ้ มลู เพื่อตอบคำถาม

ขน้ั ท่ี 3 อธิบายความรู้ (Explain)
7. ให้ตัวแทนของแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอผลจากการทำกิจกรรม และอธิบายข้อสงสัยที่สมาชิก
ภายในกล่มุ ต้งั คำถาม และนำเสนอผลจากการสืบค้นคำตอบ

8. ครูพิจารณาผลจากการทำกิจกรรมและผลจากการสืบค้นข้อสงสัยในขั้นตอนการทำกิจกรรมของ
นักเรียน จากนั้นครูนำ ภาพการทดลองของชาลส์ ดาร์วินและฟรานซิส ดาร์วิน ซึ่งเป็น
นักวทิ ยาศาสตรท์ ค่ี น้ พบฮอรโ์ มนพืชเปน็ ครงั้ แรก ตัวอยา่ งภาพ

9. ครสู ุ่มเรยี กเลขท่ขี องนักเรียนลุกขึ้นตอบคำถามจากภาพ ดงั นี้
- นกั เรยี นคดิ วา่ พชื ต้นใดเอนเข้าหาแสงบ้าง เพราะเหตุใด
(แนวตอบ: พืชต้นที่ 1 4 และ 5 เน่อื งจากบรเิ วณปลายยอดพืชสามารถผลติ ออกซนิ ได้)
- นกั เรียนคิดว่า พืชตน้ ใดไม่เอนเข้าหาแสงบ้าง เพราะเหตุใด
(แนวตอบ: พืชตน้ ที่ 2 และ 3 เนือ่ งจากบรเิ วณปลายยอดพืชไม่สามารถผลิตออกซนิ ได้)
- นกั เรยี นคิดว่าภาพการทดลองของชาลส์ ดาร์วนิ และฟรานซิส ดารว์ นิ สอดคล้องกบั กิจกรรม เร่ือง
การตอบสนองต่อแสงของปลายโคลอี อพไทล์ (coleoptile) ของพืช หรือไม่ อย่างไร
(แนวตอบ: สอดคล้องกนั ซงึ่ สารเคมที ี่อยู่บริเวณปลายโคลีออพไทลจ์ ะตอบสนองต่อแสงทำให้ส่วน
ยอดโค้งเข้า หาแสง หากพืชไม่มีปลายยอด หรือบริเวณปลายยอดไม่ไดร้ บั แสง ปลายยอดของพชื
จะไมโ่ คง้ งอเขา้ หาแสง)
10. เมื่อนักเรียนตอบคำถามแล้ว ให้นักเรียนคิดต่อไปว่าถ้าครูผ่าปลายยอดของพืชออกไปแล้วนำ
แผ่น วนุ้ มาคั่นกลางระหว่างปลายยอดกับลำตน้ พชื พชื จะเอนเขา้ หาแสงอีกหรือไม่ โดยครูอาจนำ
ภาพการทดลองของปีเตอร์ บอยเซน-เจนเซน นักพฤกษศาสตร์ชาวเดนมาร์กมาให้นักเรียนเห็น
ภาพชดั ขน้ึ ตวั อย่างภาพ

11. แล้วถา้ ครูนำแผน่ วุ้นไปวางไว้ยอดพืช B ของภาพการทดลองของชาลส์ ดาร์วินและฟรานซิส ดาร์
วนิ ยอดพืช B จะเอนเข้าหาแสงหรอื ไม่ เพราะเหตุใด
(แนวตอบ: ไมโ่ ค้งงอ เน่อื งจากสารเคมีทีผ่ ลิตบริเวณปลายยอดไม่สามารถเคลื่อนทไ่ี ด้)

12. ครูให้นักเรียนศึกษากลไกการเอนเข้าหาแสงของปลายยอดพืชจากคิวอาร์โค้ด เรื่อง การโค้งงอ
ของโคลีออพไทล์พชื ในหนังสอื ชีววิทยา ม.5 เล่ม 1 แล้วบนั ทกึ ขอ้ มลู ลงในสมดุ บันทึกของตนเอง

13. ครูเสริมและเพิ่มเติมข้อมูล หากข้อมูลทนี่ ักเรยี นออกมานำเสนอยังไม่สมบรู ณ์
14. นักเรียนและครรู ่วมกันอภิปรายผลจากการทำกิจกรรม
15. ครถู ามคำถามท้ายกิจกรรม และเฉลยคำถามทา้ ยกจิ กรรม โดยมแี นวคำถาม ดงั น้ี

- การเจริญของต้นกลา้ ของขา้ วโพดทง้ั 3 กลุม่ เหมือนหรือแตกตา่ งกันอยา่ งไร
(แนวตอบ: แตกต่างกัน มีเพยี งตน้ กล้ากลุม่ ท่ี 3 (ค.) เท่านนั้ ท่ีโคง้ เขา้ หาแสง)
- นักเรยี นสรุปผลการทดลองนี้วา่ อยา่ งไร
(แนวตอบ: พิจารณาคำตอบของนักเรียน โดยมีแนวการตอบ คือ ปลายยอดที่ได้รับแสงจะส่งผล
ให้ลำต้นพชื เอนเขา้ หาแสง หากปลายยอดถกู ตัดหรือไมไ่ ด้รบั แสงจะไมท่ ำให้พชื เอนเข้าหาแสง)

ชั่วโมงท่ี 2

ข้ันสอน

ข้นั ท่ี 2 สำรวจค้นหา (Explore)
1. ครูเกริ่นนำว่า นักเรียนพอรู้ว่าออกซินส่งผลอย่างไรต่อพืชมาบ้างแล้ว นอกจากออกซินแล้วยังมี
ฮอร์โมนชนดิ อ่นื ทสี่ ่งผลตอ่ การเจริญของพืช
2. ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน จากนั้นให้แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนกลุ่มออกมาจับสลาก
หมายเลข ซง่ึ แตล่ ะหมายเลขให้ศกึ ษาฮอรโ์ มนพชื ตอ่ ไปนี้
- หมายเลข 1 ศกึ ษาออกซิน

- หมายเลข 2 ศึกษาไซโทไคนนิ
- หมายเลข 3 ศึกษาจิบเบอเรลลิน
- หมายเลข 4 ศกึ ษาเอทลิ ีน
- หมายเลข 5 ศกึ ษากรดแอบไซซิก
3. หลังจากนั้นครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 5 คน โดยสมาชิกต้องมาจากกลุ่มเดิมที่อยู่กลุ่ม
หมายเลข 1 2 3 4 และ 5
4. ใหส้ มาชกิ ภายในกลมุ่ แลกเปล่ยี นความรู้เกยี่ วกบั ฮอร์โมนพชื ตา่ ง ๆ
5. ครูแจกใบงานเร่อื ง ฮอร์โมนพชื แล้วใหน้ ักเรียนแต่ละกลุ่มลงมือทำใบงาน

ข้ันท่ี 3 อธิบายความรู้ (Explain)
1. ให้ตัวแทนแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอข้อมูลที่กลุ่มตนเองได้รับ ส่วนนักเรียนคนอื่น ๆ ให้บันทึก
ขอ้ มลู การนำเสนอลงในสมุดบันทกึ ของตนเอง
2. หลังจบการนำเสนอครบทุกกลุ่ม นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายผลจากการทำใบงานว่า
“ฮอร์โมนพืชเป็นสารเคมีชนิดหนึ่งที่มผี ลต่อการเจริญเติบโตของพืช มีทั้งเร่งการเจรญิ เติบโตและ
ยับยั้งการเจริญเติบโต ดังนั้น มนุษย์จึงเล็งเห็นประโยชน์ของฮอร์โมนพืชเหล่านี้ จึงสังเคราะห์
สารเคมีที่มีโครงสร้างคล้ายกับฮอร์โมนพืช เพื่อใช้ประโยชน์ทางการเกษตร เช่น NAA แทนออก
ซิน BAP แทนไซโทไคนนิ ”

ชั่วโมงที่ 3

ข้นั สอน

ขั้นที่ 2 สำรวจคน้ หา (Explore)
1. ครูเกริ่นนำว่า นักเรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับผลของฮอร์โมนพืชชนิดต่าง ๆ และสารเคมีสังเคราะห์มี
โครงสร้างคล้ายกับฮอร์โมนพืชมาบ้างแล้ว ดังนั้น เพื่อให้นักเรียนได้ทดลองใช้เคมีสังเคราะห์กับพชื
ศึกษาดกู ารเปลยี่ นแปลงของพืชจากการทำกจิ กรรมในหนังสอื เรยี นชวี วิทยา ม.5 เลม่ 1
2. ให้นักเรยี นแบ่งกลุ่ม กลมุ่ ละ 5-6 คน ทำกจิ กรรม เร่ือง อทิ ธพิ ลของสารควบคมุ การเจริญเติบโตของ
พชื
3. ใหส้ มาชกิ ภายในกล่มุ แบ่งภาระหน้าทรี่ ับผดิ ชอบ โดยสมาชิกในกลุม่ มีบทบาทและหน้าที่ของตนเอง
ดงั นี้
- สมาชิกคนที่ 1 : ทำหน้าที่เตรียมวัสดอุ ุปกรณ์กิจกรรมอิทธิพลของสารควบคุมการเจรญิ เติบโตของ
พืช
- สมาชกิ คนที่ 2 : ทำหน้าที่อ่านวิธีการทำกิจกรรม และนำมาอธบิ ายให้สมาชกิ ภายในกลุม่ ฟัง

- สมาชิกคนท่ี 3 และ 4 : ทำหนา้ ท่บี นั ทกึ ผลการทำกจิ กรรม
- สมาชิกคนที่ 5 และ 6 : ทำหนา้ ท่นี ำเสนอผลท่ไี ด้จากการทำกจิ กรรม
4. ในระหวา่ งการทำกิจกรรมใหส้ มาชิกภายในกลุ่มต้ังคำถามข้ันตอนการทำกิจกรรมท่ีตนเองสงสัย เช่น
แล้วใหส้ มาชกิ รว่ มกันสบื ค้นจากแหลง่ ข้อมลู เพอื่ ตอบคำถาม

ข้ันที่ 4 ขยายความเข้าใจ (Expand)
5. ครมู อบหมายการบ้านให้นักเรยี นทำแบบฝกึ หดั ชวี วทิ ยา ม.5 เล่ม 1
6. ให้นักเรียนทำผังมโนทัศน์ เรื่อง สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช ลงในกระดาษ A4 พร้อม
ตกแตง่ ให้สวยงาม และนำเสนอหน้าช้ันเรยี น
8. ให้นักเรียนศึกษาเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของกล้วยไม้ในห้องปฏิบัติการโดยใช้ฮอร์โมนพืช
เพื่อใหน้ ักเรียนได้ศกึ ษาการใช้ฮอรโ์ มนรว่ มกันระหวา่ งออกซนิ (Auxin) และไซโทไคนนิ (Cytokinin)
ควบคมุ การเจรญิ เตบิ โตของแคลลสั (Callus)
9. ครูถามคำถามท้าทายการคิดขั้นสูงว่า ในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชบนอาหารแข็งของพืชชนิดหน่ึง
เพื่อใหไ้ ด้ตน้ อ่อนที่แข็งแรงและปราศจากโรคก่อนนำไปปลูกลงดนิ ควรใหป้ รมิ าณออกซนิ แก่แคลลัส
ปรมิ าณเทา่ ใดบ้าง เพราะเหตใุ ด
(แนวตอบ: ควรให้ในปรมิ าณทเี่ หมาะสมเป็นสดั ส่วนกับไซโทไคนนิ (Cytokinin) หากตอ้ งการกระตุ้น
แคลลัส (Callus) ให้เจริญเป็นยอดควรใชป้ รมิ าณออกซิน (Auxin) นอ้ ยกว่าไซโทไคนิน (Cytokinin)
และหากต้องการกระต้นุ แคลลัสใหเ้ จริญเป็นราก (Root) ควรใชป้ รมิ าณออกซนิ มากกว่าไซโทไคนิน)

ขนั้ สรุป

ขัน้ ท่ี 5 ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. เพื่อตรวจสอบความเข้าใจของตนเองให้นักเรียนตอบคำถามในกรอบ Topic Question โดยครู
และ นักเรียนรว่ มกันอภิปรายคำตอบทีถ่ กู ต้อง
- สารควบคมุ การเจรญิ เติบโตของพชื คืออะไร
(แนวตอบ: เป็นสารประกอบอินทรีย์ที่ครอบคลุมทั้งฮอร์โมนพืชและสารเคมีสังเคราะห์ที่มี
โครงสรา้ งและสมบัติคล้ายทางเคมกี บั ฮอร์โมนพืช)
- เพราะเหตใุ ดปลายยอดอ่อนของพืชจงึ เอนเข้าหาแสง
(แนวตอบ: เน่ืองจากบริเวณปลายยอดมีฮอร์โมนออกซนิ ท่เี คล่ือนท่ีไปบรเิ วณท่ีไมม่ ีแสง ทำให้บรเิ วณ
ทไ่ี ม่โดนแสงเจรญิ มากกว่าด้านทไ่ี ม่โดนแสง ส่งผลใหป้ ลายยอดออ่ นโคง้ หรอื เอนเขา้ หาแสง)

- แหลง่ สรา้ งหลักของฮอร์โมนออกซินและไซโทไคนินอย่ทู ่สี ว่ นใดของพชื
(แนวตอบ: ตายอดเป็นแหล่งสำคัญในการสร้างออกซิน (Auxin) ส่วนเนื้อเยื่อเจริญปลายรากเป็น
แหลง่ สรา้ งไซโทไคนนิ (Cytokinin))
- จงเรียงลำดับปริมาณความเข้มข้นของออกซินที่เหมาะสมต่อการเจริญของอวัยวะพืชจากมากไป
นอ้ ย
(แนวตอบ: ลำต้น (Stem) ตา (Buds) และราก (Root) ตามลำดบั )
- ยกตวั อย่างสารสังเคราะหท์ ่ใี ชแ้ ทนฮอร์โมนออกซนิ และไซโทไคนนิ มอะไรบ้าง
(แนวตอบ: NAA 2,4-D และ 2,4,5-T ใช้แทนออกซิน (Auxin) ส่วนไคเนติน (Cytokinin) และBAP
ใชแ้ ทน (Cytokinin))
- จบิ เบอเรลลนิ (Gibberellin) ถกู คน้ พบในสง่ิ มีชีวิตชนดิ ใด และมบี ทบาทกบั พืชอยา่ งไร
(แนวตอบ: เชือ้ รา Gibberella fujikuroi ซง่ึ จบิ เบอเรลลนิ (Gibberellin) ช่วยกระตุ้นการแบ่งเซลล์
และช่วยขยายขนาดเซลล์ ทำให้เซลล์ยาวขึ้น กระตุ้นการงอกเมล็ด ส่งเสริมการงอกของตาและ
ยับยัง้ การงอกของราก)
- การงอกของเมลด็ พชื ใบเล้ียงเดย่ี วเกี่ยวขอ้ งอย่างไรกบั ฮอรโ์ มนจิบเบอเรลลิน (Gibberellin)
(แนวตอบ: ฮอร์โมนจบิ เบอเรลลิน (Gibberellin) มผี ลยับยัง้ การงอกของเมลด็ )
- เอทลิ ีน (Ethylene) แตกต่างจากฮอร์โมนพชื ชนดิ อื่นอยา่ งไร
(แนวตอบ: มสี ถานะเปน็ แกส๊ )
- เอทิลนี (Ethylene) มบี ทบาทสำคัญกับพชื อย่างไร
(แนวตอบ: กระตนุ้ การสุกของผลไม้ กระต้นุ การออกดอกของสบั ปะรด)
- กรดแอบไซซิก (Abscisic acid) มบี ทบาทสำคัญกับพชื อย่างไร
(แนวตอบ: ทำให้พืชดำรงชีวิตอยู่ได้ในสภาวะที่ไม่เหมาะสม เช่น ทำให้ปากใบพืชปิดเมื่อพืชอยู่ใน
สภาวะแล้ง)
2. ครตู รวจแบบทดสอบกอ่ นเรยี นหนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 4
3. ครูตรวจแบบฝึกหดั ในแบบฝกึ หดั ชีววทิ ยา ม.5 เลม่ 1
4. ครูตรวจใบงาน เร่อื ง ฮอร์โมนพชื
5. ครูประเมนิ การปฏิบตั ิการจากการทำกิจกรรม โดยใช้แบบประเมินการปฏบิ ตั ิการ
6. ครปู ระเมินผงั มโนทัศน์ เรื่อง สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช โดยใชแ้ บบประเมินชน้ิ งาน
7. สงั เกตพฤติกรรมการทำงานของนักเรยี น โดยใชแ้ บบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานรายบุคคล
8. สงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานกลมุ่ โดยใชแ้ บบสงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานกลุ่ม

7. การวดั และประเมินผล

รายการวัด วิธีการ เครอ่ื งมอื เกณฑ์การประเมิน

7.1 การประเมนิ ก่อน - ตรวจแบบทดสอบก่อนเรียน - แบบทดสอบก่อนเรียน - ร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์

เรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 การ หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 4
- แบบทดสอบกอ่ น
ตอบสนองของพชื การตอบสนองของพชื
เรยี น หน่วยการ

เรียนรู้ที่ 4 การ

ตอบสนองของพชื

7.2 ประเมินระหว่าง

การจัดกิจกรรม

การเรยี นรู้

1) กิจกรรมนำสกู่ าร - สงั เกตจากการตอบคำถาม - แบบสังเกตพฤติกรรม - รอ้ ยละ 60 ผา่ นเกณฑ์

เรียน และแสดงความคดิ เหน็ รายบุคคล

- การตอบคำถาม

2) การตอบสนองของ - ตรวจใบงานเรื่อง ฮอรโ์ มนพืช - ใบงานเรอ่ื ง - ระดบั คณุ ภาพ 2

พชื ตอ่ สารเคมี - ตรวจผงั มโนทศั น์ เรอื่ ง สาร ฮอร์โมนพชื ผา่ นเกณฑ์

ควบคุมการเจริญเตบิ โตของ - แบบประเมินชนิ้ งาน

พืช

3) การนำเสนอผล - ประเมินการนำเสนอ - แบบประเมินการ - ระดบั คณุ ภาพ 2
การทำกจิ กรรม ผลทำกจิ กรรม นำเสนอผลทำกจิ กรรม ผา่ นเกณฑ์
- สงั เกตพฤติกรรม - แบบสงั เกตพฤติกรรม - ระดบั คุณภาพ 2
4) พฤติกรรมการ การทำงานรายบุคคล การทำงานรายบุคคล ผา่ นเกณฑ์
ทำงานรายบุคคล - สังเกตพฤติกรรม - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม - ระดับคุณภาพ 2
การทำงานรายบุคคล การทำงานกลุ่ม ผา่ นเกณฑ์
5) พฤติกรรมการ - สังเกตความมีวินยั - แบบประเมนิ - ระดับคุณภาพ 2
ทำงานกลมุ่ ใฝเ่ รียนรู้ และมุ่งมน่ั คุณลักษณะ ผา่ นเกณฑ์
ในการทำงาน อนั พึงประสงค์
6) คณุ ลักษณะ
อนั พงึ ประสงค์

8. สอื่ /แหลง่ การเรยี นรู้

8.1 สื่อการเรียนรู้
1) หนงั สือเรียนชีววิทยา ม.5 เล่ม 1 หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 4 การตอบสนองของพืช
2) แบบฝกึ หดั ชวี วิทยา ม.5 เล่ม 1 หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 4 การตอบสนองของพืช
3) แบบทดสอบก่อนเรยี น หน่วยการเรยี นร้ทู ี่ 4 การตอบสนองของพืช
4) ใบงานเรื่อง ฮอร์โมนพืช
5) วสั ดุอุปกรณ์กจิ กรรมการตอบสนองต่อแสงของปลายโคลีออพไทล์ (Coleoptile) ของพชื
6) วสั ดุอปุ กรณ์กิจกรรม เร่อื ง อิทธพิ ลของสารควบคุมการเจรญิ เติบโตของพืช

8.2 แหล่งการเรยี นรู้
1) หอ้ งปฏิบตั ิการชีววิทยา
2) อนิ เทอร์เน็ต

ใบงาน
เรื่อง ฮอร์โมนพืช
คำชแ้ี จง : ใหน้ ักเรียนพจิ ารณาสมบัตขิ องฮอร์โมนพชื ที่กำหนดให้ แลว้ ทำเครอ่ื งหมาย ✓ ลงในตาราง

ฮอร์โมนพชื

สมบัติ ออกซนิ ไซโทไคนนิ จิบเบอเรลลิน เอทลิ ีน กรดแอบไซซิก
(Auxin) (Cytokinins) (Gibberellin) (Ethylene) (abscisicacid)

สรา้ งจากใบและตา

สร้างจากเนื้อเยื่อบริเวณปลายยอด
และราก
มสี ถานะเป็นแกส๊ พบในผลไมส้ กุ

พบในน้ำมะพร้าว หรือสารสกัดจาก ✓
ยสี ต์
สกัดได้จากเชื้อรา Gibberella
fujikuroi
ถ้าพืชได้รับในปริมาณมากจะมีผลไป
ยับการเจริญของตาข้าง แต่ส่งเสริม
การเจริญของราก
มีผลทำให้ลำต้นยืดยาว กระตุ้นการ
งอกของเมล็ด
ถ้าพืชได้รับในปริมาณมากจะช่วย
ส่งเสริมการเจริญของตาข้าง แต่
ยับยัง้ การเจริญของราก
ช่วยทำให้ผลของพืชบางชนิดเจริญ
แบบ parthenocarpy
พืชจะผลิตขึ้นเมื่ออยู่ในสภาวะขาด
นำ้ มผี ลทำให้ปากใบปดิ
เรง่ การไหลของน้ำยาง

มผี ลทำใหป้ ากใบเปิดในท่ที ีไ่ ม่มีแสง

เคลอื่ นย้ายผ่านทางไซเล็ม

กระต้นุ การออกดอกของสับปะรด

ฮอร์โมนพืช

สมบัติ ออกซิน ไซโทไคนิน จบิ เบอเรลลนิ เอทลิ นี กรดแอบไซซิก
(Auxin) (Cytokinins) (Gibberellin) (Ethylene) (abscisicacid)

มีผลทำให้เมล็ดอยู่ในสภาพพักตวั

หากได้รับในปริมาณมากเกินไป จะ
ส่งผลให้มากเกินไป ลำต้นจะยาว ใบ
ไม่ขยายตัว บริเวณยอดจะโค้งงอ
คล้ายตาขอ ลำต้นทั้งหมดจะมีสีขาว
ซีดเนอื่ งจากไม่มีคลอโรฟีลล์
ใชเ้ ปน็ สารกำจัดวัชพืช

เฉลยใบงาน เฉลย
เร่ือง ฮอร์โมนพืช

คำชี้แจง : ใหน้ ักเรียนพิจารณาสมบัตขิ องฮอร์โมนพชื ท่ีกำหนดให้ แลว้ ทำเครือ่ งหมาย ✓ ลงในตาราง

ฮอรโ์ มนพืช

สมบัติ ออกซนิ ไซโทไคนิน จิบเบอเรลลิน เอทลิ นี กรดแอบไซซิก
(Auxin) (Cytokinins) (Gibberellin) (Ethylene) (abscisicacid)

สรา้ งจากใบและตา ✓

สร้างจากเนื้อเยื่อบริเวณปลายยอด ✓ ✓ ✓
และราก ✓ ✓
มีสถานะเปน็ แก๊ส พบในผลไม้สกุ ✓ ✓
✓ ✓
พบในน้ำมะพร้าว หรือสารสกัดจาก ✓
ยสี ต์ ✓ ✓
สกัดได้จากเชื้อรา Gibberella
fujikuroi
ถ้าพืชได้รับในปริมาณมากจะมีผลไป
ยับการเจริญของตาข้าง แต่ส่งเสริม
การเจริญของราก
มีผลทำให้ลำต้นยืดยาว กระตุ้นการ
งอกของเมล็ด
ถ้าพืชได้รับในปริมาณมากจะช่วย
ส่งเสริมการเจริญของตาข้าง แต่
ยับย้ังการเจรญิ ของราก
ช่วยทำให้ผลของพืชบางชนิดเจริญ
แบบ Parthenocarpy
พืชจะผลิตขึ้นเมื่ออยู่ในสภาวะขาด
น้ำ มผี ลทำให้ปากใบปิด
เร่งการไหลของน้ำยาง

มีผลทำให้ปากใบเปดิ ในที่ที่ไมม่ แี สง

เคล่อื นย้ายผา่ นทางไซเล็ม

กระตุน้ การออกดอกของสบั ปะรด ✓

ฮอร์โมนพชื

สมบัติ ออกซนิ ไซโทไคนนิ จบิ เบอเรลลนิ เอทลิ นี กรดแอบไซซิก
(Auxin) (Cytokinins) (Gibberellin) (Ethylene) (abscisicacid)

มีผลทำให้เมลด็ อยู่ในสภาพพักตัว ✓

หากได้รับในปริมาณมากเกินไป จะ ✓
ส่งผลให้มากเกินไป ลำต้นจะยาว ใบ
ไม่ขยายตัว บริเวณยอดจะโค้งงอ ✓
คล้ายตาขอ ลำต้นทั้งหมดจะมีสีขาว
ซีดเน่อื งจากไม่มคี ลอโรฟลี ล์
ใช้เป็นสารกำจัดวชั พืช

แบบประเมินชน้ิ งาน

คำชแ้ี จง : ให้ผูส้ อนประเมนิ ช้นิ งานตามรายการท่กี ำหนดแลว้ ขีด ✓ ลงในชอ่ งท่ีตรงกับระดับคะแนน

ลำดบั ที่ รายการประเมนิ ระดบั คะแนน 1
432

1 ความถูกตอ้ งของชิ้นงาน

2 การจัดรปู แบบช้นิ งาน

3 ความตรงต่อเวลา

รวม

รายการประเมิน ลงช่ือ ................................................... ผู้ประเมิน
................./................/................

เกณฑก์ ารประเมินชน้ิ งาน

ระดบั คะแนน

4 3 21

1. ความถกู ตอ้ งของ ชิ้นงานมีความถูกต้อง ชิ้นงานมีความถูกต้อง ชิ้นงานมีความถูกต้อง ช้นิ งานไมถ่ กู ต้อง และ

ชิ้นงาน ครบทกุ หัวขอ้ ครบทุกหัวข้อเป็นส่วน ครบทุกหัวข้อเพียง ไม่ครบตามหัวข้อที่

2. การจดั รปู แบบ ใหญ่ บางส่วน กำหนด
ชิ้นงาน
ชิ้นงานมีระเบียบ มี ชิ้นงานมีระเบียบ และมี ชิ้นงานมีระเบียบ และมี ชิ้นงานไม่มีระเบียบ

ความคดิ สรา้ งสรรค์ และ ความน่าสนใจเป็นส่วน ความน่าสนใจเพียง ไม่มีความน่าสนใจ

มคี วามน่าสนใจ ใหญ่ บางส่วน

3. ความตรงต่อเวลา ส่งช้นิ งานภายในเวลาที่ ส่งชิน้ งานช้ากว่าเวลาท่ี ส่งช้นิ งานชา้ กว่าเวลาที่ สง่ ชิ้นงานชา้ กวา่ เวลา

กำหนด กำหนด 1 วัน กำหนด 2 วัน ที่กำหนด 3 วันขึน้ ไป

เกณฑก์ ารตัดสนิ คุณภาพ

ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ

10-12 ดมี าก

7-9 ดี

4-6 พอใช้

0-3 ปรับปรุง

บันทกึ ผลหลงั การจดั การเรียนรู้ รหัสวิชา ว30243
ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5
กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชา ชีววิทยาเพม่ิ เตมิ
หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง การตอบสนองของพชื เวลา 3 ช่ัวโมง
แผนการจดั การเรยี นรูท้ ่ี 18 เร่อื ง การตอบสนองของพืชตอ่ สารเคมี

1. ผลการจดั การเรียนรู้
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................

2. ปญั หาและอุปสรรค
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
3. แนวทางแกไ้ ข
............................................................................................................................. .................................................
................................................................................................................................................ ..............................
.................................................................................................... ........................................................... ...............

ลงช่ือ.....................................................ผ้สู อน
(นางสาวดาริน คาดสนทิ )
………/………../…….....

แผนการจัดการเรยี นรู้

กลุ่มสาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์ รายวชิ า ชวี วทิ ยาเพม่ิ เติม รหสั วิชา ว30243

หน่วยการเรยี นร้ทู ่ี 4 เร่อื ง การตอบสนองของพืช ชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 5

แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 19 เรอื่ ง การตอบสนองของพืชต่อส่ิงแวดล้อม เวลา 3 ช่ัวโมง

ผู้สอน นางสาวดาริน คาดสนทิ โรงเรียนบ้านแพงพิทยาคม

1. ผลการเรียนรู้

สืบคน้ ข้อมูล ทดลอง และอภิปรายเกยี่ วกับส่ิงเร้าภายนอกท่มี ผี ลต่อการเจรญิ เตบิ โตของพชื

2. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้

1. สืบค้นขอ้ มูล ทดลอง และอภปิ รายเกี่ยวกบั สง่ิ เรา้ ภายนอกท่มี ผี ลตอ่ การเจริญเติบโตของพืชได้ (K)
2. เปรยี บเทียบผลการทดลองกระบวนการสังเคราะห์ดว้ ยแสงของนักวิทยาศาสตร์ในอดตี ได้ (P)
3. รบั ผิดชอบต่อหนา้ ที่และงานที่ไดร้ บั มอบหมาย (A)

3. สาระการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ท้องถ่ิน
พจิ ารณาตามหลกั สูตรของสถานศึกษา
สาระการเรยี นร้แู กนกลาง

- แสงสว่าง แรงโน้มถ่วงของโลก สารเคมี และน้ำ เป็น
สิง่ เร้าภายนอกท่ีมีผลตอ่ การเจรญิ เตบิ โตของพชื

- ความรู้เกี่ยวกับการตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายในและส่ิง
เร้าภายนอกที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช
สามารถนำมาประยุกต์ใช้ควบคุมการเจริญเติบโตของ
พชื เพิม่ ผลผลติ และยดื อายุผลผลิตได้

4. สาระสำคญั /ความคดิ รวบยอด

ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ปัจจัยจากภายในและปัจจัย
ทางด้านสิ่งแวดล้อมพืชจะเจริญเติบโตได้ดีนั้นต้องอาศัยการพึ่งพาทั้ง 2 ปัจจัยจึงจะทำให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงทางสรีรวทิ ยา พืชสามารถตอบสนองต่อปจั จัยภายนอกได้เชน่ เดียวกับส่ิงมชี ีวิตอื่นๆ โดยอาจ
เรียกปจั จยั เหลา่ นีว้ ่า สิง่ เร้า (Stimulus)

5.สมรรถนะสำคัญของผ้เู รยี นและคุณลักษณะอนั พึงประสงค์

สมรรถนะสำคัญของผเู้ รียน คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์

1. ความสามารถในการส่อื สาร 1. มีวินยั

2. ความสามารถในการคดิ 2. ใฝ่เรยี นรู้

1) ทกั ษะการระบุ 3. ม่งุ มน่ั ในการทำงาน

2) ทักษะการสังเกต

3) ทกั ษะการเปรียบเทยี บ

4) ทักษะการรวบรวมขอ้ มลู

5) ทกั ษะการนำความรไู้ ปใช้

3. ความสามารถในการใชท้ กั ษะชวี ิต

6. กิจกรรมการเรียนรู้

แนวคิด/รูปแบบการสอน/วิธกี ารสอน/เทคนิค : แบบสบื เสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model)

ชวั่ โมงที่ 1
ขัน้ นำ

ขน้ั ท่ี 1 กระตุ้นความสนใจ (Engage)
1. กอ่ นเข้าสูบ่ ทเรยี นครถู ามคำถาม Prior Knowledge โดยมแี นวคำถามดังน้ี
- วา่ พืชมีการตอบสนองตอ่ สง่ิ เร้าจากสภาพแวดล้อมภายนอกอยา่ งไร
(แนวตอบ: เมื่อพืชได้รับสัญญาณจากสิ่งเร้าจากภายนอกที่มากระตุ้น พืชจะส่งสัญญาด้วยการผลิต
สารเคมีที่เรียกว่า ฮอร์โมนพืช ลำเลียงไปทั่วร่างกายของพืช ทำให้เซลล์มีการตอบสนองต่อสิ่งเร้า
ทม่ี ากระต้นุ สง่ ผลใหพ้ ชื เกิดการเปล่ยี นแปลงทางสรรี วทิ ยา เพอื่ ความอยู่รอดในสภาพแวดล้อม)
2. ครูนำภาพการตอบสนองของพชื ต่อสิ่งแวดล้อมมาให้นกั เรียนร่วมกันทายว่า เป็นการตอบสนองของ
พชื ตอ่ สิง่ ใด ตวั อยา่ งภาพ

(แนวตอบ: เปน็ การตอบสนองตอ่ แสง)

3. หลังจากนั้นครูทบทวนความรู้เดิมของนักเรียนว่าบริเวณปลายยอดพืชจะโค้งหาแสงเนื่องจากมี
ฮอรโ์ มนชนดิ ใดเปน็ ตัวกระตุ้น
(แนวตอบ: ออกซนิ (Auxin))

4. ครูเกริ่นนำต่อไปว่าการโค้งงอของปลายยอดพืชแสดงให้เห็นว่าพืชมีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่มา
กระตุ้น และการโค้งงอหรือการแสดงออกของพืชเกิดขึ้นได้เนื่องจากภายในเซลล์มีกระบวนการ
สื่อสารระหวา่ งเซลล์ซ่ึงนกั เรียนจะได้เรียนในหัวข้อตอ่ ไปนี้

ข้ันสอน

ขั้นท่ี 2 สำรวจค้นหา (Explore)
1. ครถู ามคำถามโดยมแี นวคำถามดังนี้
- กระบวนการส่อื สารระหว่างเซลลป์ ระกอบด้วยขัน้ ตอนใดบา้ ง แต่ละขั้นตอนเป็นอยา่ งไร
แล้วให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลจากแหล่งการเรียนรู้ เช่น หนังสือเรียนชีววิทยา ม.5 เล่ม 1 สื่อ
อนิ เทอร์เน็ต จากน้นั ใหน้ กั เรียนบันทึกขอ้ มูลลงในสมดุ บนั ทึกของตนเอง

ขั้นท่ี 3 อธิบายความรู้ (Explain)
2. ให้นกั เรียนจับคูแ่ ลกเปลย่ี นขอ้ มลู ท่ไี ดจ้ ากการสบื ค้นกับค่ขู องตนเอง
3. ครสู มุ่ ตวั แทนคอู่ ธิบายกระบวนการสอ่ื สารระหว่างเซลล์ใหเ้ พอ่ื นในหอ้ งฟัง
4. นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายว่า “การตอบสนองของพืชต่อสิ่งเร้าจากสภาพแวดลอ้ มภายนอกมี
ความเกี่ยวข้องกับกระบวนการสือ่ สารระหว่างเซลล์ ตัวอยา่ งเช่น การปิดปากใบของพชื ในกรณีท่ีพืช
อยู่ในสภาวะเครียด เช่น พืชได้รับสัญญาณว่าปริมาณน้ำในดินไม่เพียงพอ ภายในเซลล์พืชจะมีการ
สง่ สญั ญาณหรือฮอร์โมนพืช ในท่นี คี้ ือ กรดแอบไซซิกไปทั่วรา่ งกายพืช หลังจากนนั้ พืชจะตอบสนอง
ตอ่ สิ่งเร้าที่มากระต้นุ ด้วยการปิดปากใบพืช”
5. ครสู ุ่มตวั แทนคู่อกี หนึง่ คู่ให้ยกตวั อย่างเหตุการณอ์ ืน่ นอกเหนอื จากการปดิ ปากใบพชื
(แนวตอบ: พิจารณาคำตอบของนักเรียน ตัวอย่างคำตอบ เช่น การโค้งงอเข้าหาแสงโดยมีออกซิน
(Auxin) เป็นสัญญาณและแสงเป็นสิ่งเร้า การชอนไขของราก (Root) โดยมีฮอร์โมนไซโทไคนิน
(Cytokinin) ช่วยทำให้รากยดื ยาวขึ้นและมนี ำ้ และธาตอุ าหารเปน็ สิ่งเรา้ )

ชั่วโมงท่ี 2

ขัน้ สอน

ขน้ั ท่ี 2 สำรวจค้นหา (Explore)
1. ใหน้ ักเรยี นยกตัวอยา่ งส่งิ เร้าทม่ี ผี ลต่อพชื ทีน่ ักเรยี นรูจ้ กั มาคนละ 1 อย่าง
(แนวตอบ: พิจารณาคำตอบของนักเรียน ตัวอย่างคำตอบเช่น แสง น้ำ ความชื้น สารเคมี แรงโน้ม
ถ่วง การสมั ผสั )
2. หลังจากนักเรียนตอบคำถามครบทกุ คนแลว้ ให้นักเรียนจับกลุ่ม 5-6 เพื่อให้นักเรียนร่วมกันสืบค้น
ข้อมูลจากแหล่งการเรียนรู้ เช่น หนังสือเรียนชีววทิ ยา ม.5 เล่ม 1 สื่ออินเทอร์เน็ต เกี่ยวกับสิ่งเร้าที่
นกั เรียนตอบมาน้ัน จัดว่าเปน็ สิ่งเรา้ ประเภทใด
3. ครูเกร่นิ นำตอ่ ไปว่า จะเหน็ ว่าสิง่ ทน่ี ักเรยี นยกตวั อย่างมาเป็นการตอบสนองท่ีมีทิศทางสัมพันธ์กับส่ิง
เร้าที่มากระตุ้น หรือเรียกว่า ทรอปิกมูฟเมนต์ (Tropic movement) จากนั้นให้นักเรียนทำ
กจิ กรรม เร่ือง การตอบสนองของพชื ตอ่ แรงโนม้ ถ่วงของโลก
4. ให้สมาชิกภายในกลุ่มแบง่ ภาระหน้าท่ีรับผดิ ชอบ โดยสมาชิกในกลุ่มมีบทบาทและหน้าท่ีของตนเอง
ดังน้ี
- สมาชกิ คนที่ 1 : ทำหนา้ ทีเ่ ตรียมวัสดุอปุ กรณ์กิจกรรม เรอ่ื ง การตอบสนองของพชื ต่อแรงโน้ม ถ่วง

ของโลก

- สมาชกิ คนที่ 2 : ทำหนา้ ท่ีอ่านวธิ กี ารทำกิจกรรม และนำมาอธิบายใหส้ มาชกิ ภายในกลมุ่ ฟงั

- สมาชิกคนท่ี 3 และ 4 : ทำหนา้ ที่บนั ทึกผลการทำกิจกรรม
- สมาชิกคนที่ 5 และ 6 : ทำหน้าทีน่ ำเสนอผลทไ่ี ดจ้ ากการทำกิจกรรม
5. ในระหว่างการทำกิจกรรมให้สมาชิกภายในกลุ่มตั้งคำถามขั้นตอนการทำกิจกรรมที่ตนเองสงสัย
แล้วใหส้ มาชกิ ร่วมกันสบื ค้นจากแหล่งขอ้ มลู เพื่อตอบคำถาม

ขั้นที่ 3 อธิบายความรู้ (Explain)
6. ให้ตัวแทนของแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอผลจากการทำกิจกรรม และอธิบายข้อสงสัยที่สมาชิก
ภายใน กลมุ่ ตัง้ คำถาม และนำเสนอผลจากการสบื คน้ คำตอบ
7. ครูพิจารณาผลจากการทำกิจกรรมและผลจากการสืบค้นข้อสงสัยในขั้นตอนการทำกิจกรรมของ
นกั เรยี น
8. ครเู สรมิ และเพม่ิ เติมข้อมลู หากข้อมูลทีน่ ักเรียนออกมานำเสนอยังไมส่ มบูรณ์
9. นกั เรียนและครูร่วมกนั อภิปรายผลจากการทำกิจกรรม

10. ครูถามคำถามทา้ ยกิจกรรม และเฉลยคำถามทา้ ยกิจกรรม โดยมีแนวคำถามดงั น้ี


Click to View FlipBook Version